94 ใชห่ รอื ไม่ เมอ่ื พระเถระตอบว่าใช่ สขุ สามเณรกเ็ กดิ ความคดิ ว่า หากเปน็ เชน่ นนั้ จรงิ กไ็ มม่ เี หตุผลอะไรทคี่ นเรา ถึงจะไม่สามารถฝึกจิตจนได้สมาธแิ ละปญั ญา สุขสามเณรจึงลาพระสารบี ุตรเดินทางกลบั วดั ก่อน คร้ังน้ันพระเถระให้ลูกกุญแจแก่สามเณรแล้ว ก็เข้าบ้านเพื่อบิณฑบาต สามเณรนั้นไปวิหารแล้ว เปดิ หอ้ งของพระเถระเขา้ ไป ปดิ ประตู นัง่ หย่ังญาณลงในกายของตน ด้วยเดชแห่งคุณของสามเณรน้ัน อาสนะของท้าวสักกะแสดงอาการร้อน ท้าวสักกะพิจารณาดูว่า น้ีเหตุอะไรหนอ เห็นสามเณรแล้ว ทรงดำ�ริว่า สุขสามเณรถวายจีวรแก่อุปัชฌาย์แล้ว กลับวิหารด้วยคิดว่า จะทำ�สมณธรรม ควรท่ีเราจะไปในท่ีน้ัน จึงรับส่ังให้เรียกท้าวมหาราชท้ัง ๔ แล้วทรงส่งไปด้วยดำ�รัสสั่งว่า พอ่ ทงั้ หลาย พวกท่านจงไป จงไลน่ กท่มี ีเสียงเปน็ โทษใกลป้ ่าแหง่ วิหารใหห้ นไี ป ทา้ วมหาราชทงั้ หลาย กระทำ�ตามนั้นแล้ว กพ็ ากันรกั ษาอย่โู ดยรอบ ท้าวสักกะทรงบังคับพระจันทร์และพระอาทิตย์ว่า พวกท่านจงยึดวิมานของตน ๆ หยุดก่อน แมพ้ ระจันทร์และพระอาทติ ย์ก็กระทำ�ตามนั้น แม้ท้าวสักกะเอง กท็ รงรักษาอยทู่ ส่ี ายยู วิหารสงบเงียบ ปราศจากเสยี ง สามเณรเจรญิ วปิ สั สนาดว้ ยจิตมีอารมณเ์ ป็นหนึ่ง บรรลมุ รรคและผล ๓ แล้ว พระเถระอันสามเณรกลา่ วว่า ท่านพงึ น�ำ โภชนะมีรส ๑๐๐ ชนิดมา ดังน้ีแลว้ กค็ ิดว่า อันเราอาจ เพอ่ื ได้ในตระกลู ของใครหนอ พิจารณาดอู ยู่ กเ็ ห็นตระกลู อปุ ัฏฐากผูส้ มบรู ณ์ดว้ ยอธั ยาศัยตระกลู หน่งึ จึงไป ในตระกูลนน้ั อนั ชนเหลา่ นนั้ มใี จยนิ ดวี ่า ท่านผ้เู จริญ ความดีอนั ท่านผูม้ าในท่ีนีใ้ นวนั นี้กระทำ�แลว้ รับบาตร นิมนต์ให้นั่ง ถวายยาคูและของขบฉัน อันเขาเชิญกล่าวธรรมช่ัวเวลาภัต จึงกล่าวสาราณียธรรมกถาแก่ชน เหล่าน้นั กำ�หนดกาล ยังเทศนาให้จบแล้ว คราวนั้น ชนท้ังหลายจึงถวายโภชนะมีรส ๑๐๐ ชนิดแก่พระเถระ เห็นพระเถระรับโภชนะแล้ว ประสงค์จะกลับ จึงเรียนว่า ฉันเถิดขอรับ พวกผมถวายโภชนะแม้อ่ืนอีก ให้พระเถระฉันแล้ว ก็ถวายจน เต็มบาตรอีก พระเถระรับโภชนะแล้วก็รบี ไปวหิ าร ดว้ ยคดิ ว่า สามเณรของเราคงหวิ วันน้ัน พระพุทธเจ้าเสด็จออกประทับน่ังในพระคันธกุฎีแต่เช้าตรู่ ทรงรำ�พึงว่า วันน้ี สุขสามเณร สง่ บาตรและจีวรของอปุ ชั ฌายแ์ ลว้ กลับไปแล้วตง้ั ใจวา่ จะทำ�สมณธรรม กจิ ของเธอส�ำ เร็จแล้วหรอื พระองค์ ทรงเหน็ ความทมี่ รรคผลทงั้ ๓ อนั สามเณรบรรลแุ ลว้ จงึ ทรงพจิ ารณาแมย้ งิ่ ขน้ึ ไปวา่ สขุ สามเณรนอ้ี าจไหมหนอ เพ่ือบรรลุพระอรหัตผลในวันนี้ ส่วนพระสารีบุตรรับภัตแล้ว ก็รีบออกด้วยคิดว่า สามเณรของเราคงหิว ถ้าเมื่อสามเณรยังไม่บรรลุอรหัตผล พระสารีบุตรนำ�ภัตมาก่อน อันตรายก็จะมีแก่สามเณรนี้ ควรเราไปยึด อารักขาอยูท่ ีซ่ มุ้ ประตู คร้ันทรงดำ�ริแล้ว จึงเสด็จออกจากคันธกุฎี ประทับยืนยึดอารักขาอยู่ที่ซุ้มประตู ฝ่ายพระเถระ กน็ �ำ ภัตมา คร้ังน้นั พระพทุ ธองค์ตรสั ถามปัญหา ๔ ขอ้ กับพระเถระน้นั ในทีส่ ุดแหง่ การวิสชั นาปัญหา สามเณรกบ็ รรลุอรหัตผล แนวทางการจดั การเรียนร้ธู รรมศึกษา ชนั้ โท วชิ าอนุพุทธประวัติ
95 พระพุทธเจ้าตรัสเรียกพระเถระมาแล้ว ตรัสว่า สารีบุตรจงไปเถิด จงให้ภัตแก่สามเณรของเธอ พระเถระไปถึงแล้วจงึ เคาะประตู สามเณรออกมาท�ำ วตั รแก่อปุ ชั ฌาย์แลว้ เมื่อพระเถระบอกวา่ จงทำ�ภตั กิจ ก็รวู้ ่าพระเถระไมม่ คี วามต้องการด้วยภัต เป็นเดก็ มอี ายุ ๗ ขวบ บรรลุพระอรหตั ผลในขณะนนั้ นนั่ เอง ตรวจตราดูทนี่ ง่ั อนั ตำ่� ท�ำ ภัตกิจแลว้ กล็ า้ งบาตร ในกาลนั้น ท้าวมหาราช ๔ องค์ ก็พากันเลิกการรักษา ถึงพระจันทร์พระอาทิตย์ก็ปล่อยวิมาน แม้ท้าวสกั กะก็ทรงเลกิ อารักขาที่สายยู พระอาทติ ย์ปรากฏคล้อยเลยทา่ มกลางฟ้าไปแลว้ ภิกษุท้ังหลายพากันพดู วา่ กาลเย็นปรากฏ สามเณรเพิง่ ท�ำ ภตั กิจเสร็จเดีย๋ วน้เี อง ทำ�ไมหนอ วนั นี้ เวลาเช้าจงึ มาก เวลาเย็นจึงน้อย พระพทุ ธเจา้ เสดจ็ มาตรสั ถามวา่ ภกิ ษทุ งั้ หลาย บดั น้ี เธอทงั้ หลายนงั่ ประชมุ กนั ดว้ ย เรอ่ื งอะไรหนอ เม่ือภิกษุท้ังหลายทูลว่า พระเจ้าข้า วันน้ี เวลาเช้ามาก เวลาเย็นน้อย สามเณรเพิ่งฉันภัตเสร็จเดี๋ยวนี้เอง ก็แลเปน็ ไฉน พระอาทิตย์จึงปรากฏคล้อยเคลือ่ นทา่ มกลางฟ้าไป จึงตรัสว่า ภิกษุทั้งหลาย ในเวลาทำ�สมณธรรมของผู้มีบุญทั้งหลาย ย่อมเป็นเช่นนั้น ก็ในวันน้ี ท้าวมหาราช ๔ องค์ ยดึ อารักขาไวโ้ ดยรอบ พระจนั ทรแ์ ละพระอาทติ ย์ได้ยึดวิมานหยุดอยู่ ทา้ วสกั กะทรงยึด อารักขาท่ีสายยู ถงึ เรากย็ ึดอารกั ขาอยู่ทซี่ ุม้ ประตู วันนี้ สุขสามเณรเห็นคนไขน้าํ เข้าเหมือง ช่างศรดดั ศรให้ตรง ชา่ งถาก ถากทัพสมั ภาระทัง้ หลาย มีลอ้ เปน็ ต้นแล้ว ฝึกตน บรรลอุ รหตั ผลแลว้ ดังน้ี แนวทางการจดั การเรยี นรู้ธรรมศกึ ษา ช้นั โท วชิ าอนพุ ุทธประวัติ
96 ใบความรูท้ ่ี ๑๑ วนวาสีตสิ สสามเณร และสุมนสามเณร ๑๙. วนวาสตี สิ สสามเณร ในอดตี กาล วนวาสตี สิ สสามเณร เกดิ เปน็ สหายของวงั คนั ตพราหมณ์ ผบู้ ดิ าของพระสารบี ตุ รเถระ ชือ่ มหาเสนพราหมณ์ อยใู่ นเมืองราชคฤห์ วนั หนง่ึ พระสารบี ุตรเถระเท่ยี วบณิ ฑบาต ไดไ้ ปยังประตูเรอื นของ พราหมณน์ นั้ เพอ่ื อนเุ คราะหเ์ ขา แต่พราหมณ์น้ันมีสมบัติหมดเสียแล้ว กลับเป็นคนยากจน เขาคิดว่า บุตรของเรามาเพ่ือเที่ยว บิณฑบาตท่ีประตูเรือนของเรา แต่เราเป็นคนยากจน บุตรของเราเห็นจะไม่ทราบความท่ีเราเป็นคนยากจน ไทยธรรมอะไรๆ ของเราก็ไมม่ ี เมือ่ ไมอ่ าจจะเผชญิ หน้าพระเถระนน้ั ไดจ้ งึ หลบเสยี ถึงในวันอนื่ แม้พระเถระ ได้ไปอีก พราหมณ์ก็ได้หลบเสียอย่างน้นั เหมอื นกนั เขาคดิ อยวู่ ่า เราได้อะไร ๆ แลว้ นั่นแหละจะถวาย แต่ก็ ไมไ่ ด้อะไร ๆ ภายหลังวันหนึ่ง เขาได้ถาดเต็มด้วยข้าวปายาสพร้อมกับผ้าสาฎกเนื้อหยาบ ในท่ีบอกลัทธิของ พราหมณ์แห่งหนึง่ ถอื ไปถงึ เรือน นึกถึงพระเถระขึน้ ได้วา่ การท่ีเราถวายบณิ ฑบาตน้แี กพ่ ระเถระ ควร ในขณะน้นั น่ันเอง แมพ้ ระเถระเขา้ ฌาน ออกจากสมาบัตแิ ลว้ เหน็ พราหมณน์ ั้น คดิ ว่า พราหมณ์ ได้ไทยธรรมแล้ว หวังอยู่ซ่ึงการมาของเรา การที่เราไปในที่นั้น ควร ดังน้ีแล้ว จึงห่มผ้าสังฆาฏิ ถือบาตร แสดงตนยืนอยู่ที่ประตเู รอื นของพราหมณ์น้นั เพราะเห็นพระเถระเทา่ นน้ั จิตของพราหมณ์เลอ่ื มใสแล้ว ลำ�ดับน้ัน เขาเข้าไปหาพระเถระ ไหว้แล้ว กระทำ�ปฏิสันถาร นิมนต์ให้น่ังภายในเรือน ถือถาด อันเต็มด้วยข้าวปายาส เกลี่ยลงในบาตรของพระเถระ พระเถระรบั ก่ึงหนึ่งแล้วจึงเอามือปดิ บาตร ทนี น้ั พราหมณก์ ลา่ วกบั พระเถระวา่ ทา่ นผเู้ จรญิ ขา้ วปายาสนส้ี กั วา่ เปน็ สว่ นของคนคนเดยี วเท่านน้ั ขอท่านจงทำ�ความสงเคราะหใ์ นปรโลกแกก่ ระผมเถิด อยา่ ท�ำ ความสงเคราะหใ์ นโลกนเี้ ลย กระผมปรารถนา ถวายไม่ให้เหลือทีเดียว ดังน้ีแล้ว จึงเกลี่ยลงท้ังหมด พระเถระฉันในท่ีน้ันนั่นเอง คร้ันในเวลาเสร็จภัตกิจ เขาถวายผ้าสาฎกแม้น้ัน แก่พระเถระ ไหว้แล้ว กล่าวอย่างน้ีว่า ท่านผู้เจริญ ขอให้กระผมพึงบรรลุธรรม ทที่ า่ นเหน็ แลว้ เหมือนกนั พระเถระทำ�อนุโมทนาแกพ่ ราหมณน์ นั้ วา่ จงส�ำ เร็จอย่างนน้ั พราหมณ์ ลุกขึน้ จากอาสนะหลกี ไป เทย่ี วจาริกโดยลำ�ดับ ไดถ้ งึ วัดพระเชตวนั แลว้ กท็ านทบี่ คุ คลถวายแลว้ ในคราวทต่ี นตกยากยอ่ มท�ำ ผถู้ วายใหร้ า่ เรงิ อยา่ งยง่ิ เพราะฉะนน้ั แมพ้ ราหมณ์ ถวายทานนนั้ แล้ว มจี ติ เล่อื มใส เกดิ โสมนสั แลว้ ไดท้ �ำ ความสิเนหามีประมาณยง่ิ ในพระเถระ ด้วยความสิเนหา ในพระเถระดงั กล่าว พราหมณ์น้นั ท�ำ กาละแล้ว ถือปฏสิ นธิในสกลุ อปุ ัฏฐากของพระเถระในเมอื งสาวตั ถี แนวทางการจัดการเรยี นรธู้ รรมศึกษา ชนั้ โท วชิ าอนุพุทธประวัติ
97 ก็ในขณะน้ัน มารดาของเขาบอกแก่สามีว่า สัตว์เกิดในครรภ์ตั้งข้ึนในท้องของฉัน สามีได้ให้ เครอ่ื งบรหิ ารครรภ์แก่มารดาของทารกนน้ั แล้ว เมอ่ื นางเว้นการบริโภคอาหารวัตถุมีของร้อนจดั เย็นนัก และ เปรี้ยวนักเป็นต้น รักษาครรภ์อยู่โดยสบาย ความแพ้ท้องเห็นปานนี้เกิดขึ้นว่า ไฉนหนอ เราพึงนิมนต์ภิกษุ ๕๐๐ รูป มีพระสารีบุตรเถระเป็นประธาน ให้น่ังในเรือน ถวายข้าวปายาสเจือด้วยน้ํานมล้วน แม้ตนเอง นุ่งห่มผ้ากาสาวะ ถือขันทอง นั่งในท่ีสุดแห่งอาสนะ แล้วบริโภคข้าวปายาสอันเป็นเดนของภิกษุประมาณ เทา่ นี้ ไดย้ นิ วา่ ความแพท้ อ้ งในเพราะการนงุ่ หม่ ผา้ กาสาวะนน้ั ของนาง ไดเ้ ปน็ บรุ พนมิ ติ แหง่ การบรรพชา ในพระพทุ ธศาสนาของบตุ รในท้อง ล�ำ ดบั นน้ั พวกญาตขิ องนางคดิ วา่ ความแพท้ อ้ งของธดิ าพวกเราประกอบดว้ ยธรรม ดงั นแี้ ลว้ จงึ ถวาย ข้าวปายาสเจือด้วยนํ้านมล้วน แก่ภิกษุ ๕๐๐ รูป มีพระสารีบุตรเถระเป็นประธาน แม้นางก็นุ่งผ้ากาสาวะ ผืนหน่ึง ห่มผืนหนึ่ง ถือขันทองนั่งในท่ีสดุ แห่งอาสนะ บรโิ ภคข้าวปายาสอันเป็นเดนของภกิ ษุ ความแพท้ อ้ งสงบแลว้ ในมงคลทเ่ี ขากระท�ำ แลว้ ในระหวา่ งๆ แกน่ างนน้ั ตลอดเวลาสตั วเ์ กดิ ในครรภ์ คลอดกด็ ี ในมงคลทเ่ี ขากระท�ำ แก่นางผคู้ ลอดบุตร โดยลว่ งไป ๑๐ เดือนกด็ ี พวกญาติกไ็ ด้ถวายขา้ วมธปุ ายาส มนี า้ํ น้อย แก่ภกิ ษุประมาณ ๕๐๐ รูป มพี ระสารีบุตรเถระเป็นประธานเหมอื นกนั ไดย้ นิ ว่า น่ีเปน็ ผลแหง่ ข้าวปายาสที่ทารกถวายแล้วในเวลาทีต่ นเป็นพราหมณ์ ในกาลกอ่ น กใ็ นวนั มงคลทพี่ วกญาตกิ ระท�ำ ในวนั ทที่ ารกเกดิ พวกญาตใิ หท้ ารกนน้ั อาบนา้ํ แตเ่ ชา้ ตรู่ ประดบั แลว้ ให้นอนเบอ้ื งบนผ้ากมั พลมีคา่ แสนหนึง่ บนทีน่ อนอันมสี ิริ ทารกนนั้ นอนอยู่บนผ้ากัมพล แลดพู ระเถระแล้ว คิดวา่ พระเถระน้เี ป็นบุรพาจารยข์ องเรา เราได้ สมบตั นิ เี้ พราะอาศยั พระเถระน้ี การทเ่ี ราท�ำ การบรจิ าคอย่างหนงึ่ แกท่ า่ นผนู้ ี้ ควรอนั ญาตนิ �ำ ไปเพอื่ ประโยชน์ แก่การรบั สิกขาบท ได้เอานิ้วก้อยเก่ียวผา้ กัมพลน้นั ยึดไว้ ครงั้ นน้ั ญาตทิ งั้ หลายของทารกนนั้ คดิ วา่ ผา้ กมั พลคลอ้ งทน่ี วิ้ มอื แลว้ จงึ ปรารภจะน�ำ ออก ทารกนน้ั รอ้ งไห้ พวกญาติกล่าวว่า ขอพวกทา่ นจงหลกี ไปเถดิ ทา่ นทง้ั หลายอย่ายงั ทารกใหร้ ้องไหเ้ ลย ดังนีแ้ ล้ว จึงนำ� ไปพรอ้ มกบั ผา้ กมั พล ในเวลาไหวพ้ ระเถระ ทารกนนั้ ชกั นว้ิ มอื ออกจากผา้ กมั พล ใหผ้ า้ กมั พลตกลง ณ ทใี่ กลเ้ ทา้ ของพระเถระ ลำ�ดับนั้น พวกญาติไม่กล่าวว่า เด็กเล็กไม่รู้กระทำ�แล้ว กล่าวว่า ท่านเจ้าข้า ผ้าอันบุตรของ พวกข้าพเจ้าถวายแล้ว จงเป็นอันบรจิ าคแล้วเถิด ดังนแ้ี ล้ว กลา่ วต่อไปวา่ ท่านเจา้ ขา้ ขอพระผ้เู ป็นเจ้าจงให้ สกิ ขาบทแก่ทาสของทา่ น ผทู้ ำ�การบูชาด้วยผา้ กัมพลน่ันแหละ อันมีราคาแสนหนึ่ง พระเถระถามว่า เดก็ น้ีชื่ออะไร พวกญาติตอบวา่ ชอื่ เหมือนกบั พระคณุ เจ้า ขอรับ พระเถระอุทานวา่ น่ชี ื่อ ตสิ สะ ได้ยินวา่ พระเถระ ในเวลาเปน็ คฤหสั ถ์ ได้มีชือ่ ว่า อุปตสิ สมาณพ แมม้ ารดาของเดก็ นั้น ก็คิดว่า เราไม่ควรทำ�ลายอัธยาศัยของบุตร พวกญาติ คร้ันกระทำ�มงคลคือการขนานนามแห่งเด็กอย่างนั้นแล้ว ในมงคลคอื การบรโิ ภคอาหารของเดก็ นน้ั ก็ดี ในมงคลคือการเจาะหูของเด็กนน้ั ก็ดี ในมงคลคอื การน่งุ ผา้ ของ แนวทางการจดั การเรียนรธู้ รรมศกึ ษา ช้นั โท วชิ าอนุพุทธประวัติ
98 เดก็ น้นั ก็ดี ในมงคลคอื การโกนจกุ ของเด็กน้ันก็ดี ได้ถวายข้าวมธุปายาสมนี า้ํ นอ้ ย แก่ภิกษปุ ระมาณ ๕๐๐ รปู มีพระสารีบุตรเถระเปน็ ประธาน เด็กเจริญวยั แล้ว ในเวลามีอายุ ๗ ขวบ กล่าวกับมารดาวา่ แม่ ฉันขอบวชในส�ำ นักของพระเถระ มารดานน้ั รบั วา่ ดีละ ลูก เมอ่ื กอ่ นแม่กไ็ ด้หมายใจไว้วา่ เราไม่ควรท�ำ ลายอัธยาศยั ของลกู เจา้ จงบวชเถดิ ลกู ดังนีแ้ ลว้ ใหค้ นนิมนตพ์ ระเถระมา ถวายภิกษาแกพ่ ระเถระน้ัน ผู้มาแลว้ กล่าวว่า ท่านเจ้าข้า ทาสของท่าน กลา่ ววา่ ขอบวช พวกดิฉนั จะพาทาสของทา่ นนี้ไปสูว่ ิหารในเวลาเยน็ ส่งพระเถระไปแลว้ ในเวลาเย็นพาบุตร ไปส่วู หิ ารด้วยสักการะและสัมมานะเป็นอันมาก แล้วกม็ อบถวายพระเถระ พระเถระกล่าวกับเด็กนั้นว่า ติสสะ ช่ือว่าการบวชเป็นของที่ทำ�ได้ยาก เม่ือความต้องการด้วย ของร้อนมีอยู่ ย่อมได้ของเย็น เมื่อความต้องการด้วยของเย็นมีอยู่ ย่อมได้ของร้อน ช่ือว่า นักบวชท้ังหลาย ยอ่ มเป็นอย่โู ดยล�ำ บาก ก็เธอเสวยความสุขมาแล้ว ติสสะเรียนว่า ทา่ นขอรบั กระผมสามารถทำ�ได้ทุกอย่าง ตามทำ�นองทที่ ่านบอกแลว้ พระเถระกล่าวว่า ดีละ แล้วบอกตจปัญจกกัมมัฏฐาน ด้วยสามารถแห่งการกระทำ�ไว้ในใจโดย ความเปน็ ของปฏิกูลแกเ่ ดก็ น้นั ใหบ้ วชแล้ว มารดาบดิ าท�ำ สกั การะแกบ่ ตุ รผบู้ วชแลว้ ไดถ้ วายขา้ วมธปุ ายาสมนี า้ํ นอ้ ยแกภ่ กิ ษสุ งฆ์ มพี ระพทุ ธเจา้ เป็นประธาน ในวิหารน่ันเองส้ิน ๗ วัน ฝ่ายภิกษุทั้งหลายโพนทะนาว่า เราทั้งหลายไม่สามารถจะฉัน ข้าวมธุปายาสมีนํ้าน้อยเป็นนิตย์ได้ มารดาบิดาแม้ของสามเณรน้ัน ได้ไปสู่เรือนในเวลาเย็นในวันที่ ๗ ใน วนั ที่ ๘ สามเณรเขา้ ไปบณิ ฑบาตกบั ภิกษุท้งั หลาย เมื่อสามเณรนัน้ อยู่ในวัดพระเชตวัน พวกเดก็ ที่เปน็ ญาติมาสสู่ �ำ นักพดู จาปราศรัยเนือง ๆ สามเณร คดิ วา่ อันเราเมือ่ อยใู่ นทน่ี ้ี เมื่อเด็กทีเ่ ปน็ ญาตมิ าพดู อยู่ ไมอ่ าจที่จะไม่พดู ได้ ดว้ ยการเน่ินช้า คือการสนทนา กับเด็กเหล่านี้ เราไม่อาจทำ�ที่พ่ึงแก่ตนได้ ไฉนหนอ เราเรียนกัมมัฏฐานในสำ�นักของพระพุทธเจ้าแล้ว พงึ เขา้ ไปสู่ปา่ ติสสสามเณรเข้าไปเฝ้าพระพุทธเจา้ ถวายบังคมแล้ว ทูลขอให้พระองค์ตรัสบอกกัมมัฏฐานจนถึง อรหัตผล ไหวพ้ ระอุปัชฌายะแลว้ ถือบาตรและจวี รออกไปจากวหิ าร คิดว่า ถา้ เราอยู่ในที่ใกลไ้ ซร้ พวกญาติ จะร้องเรียกเราไป จึงได้ไปส้ินทางประมาณ ๑๒๐ โยชน์ คร้ังน้ัน สามเณรเดินไปทางประตูบ้านแห่งหน่ึง เหน็ ชายแก่คนหนง่ึ จงึ ถามวา่ อุบาสก วิหารในป่าของภกิ ษุทัง้ หลายผอู้ ยใู่ นประเทศนม้ี ไี หม อบุ าสกตอบวา่ มี ขอรับ สามเณรกล่าววา่ ถา้ อยา่ งนนั้ ขอทา่ นชว่ ยบอกทางแกฉ่ นั ก็ความรักเพยี งดงั บุตรเกดิ ขึ้นแล้วแกอ่ ุบาสก เพราะเหน็ สามเณรนนั้ ลำ�ดับนั้น อุบาสกยืนอยู่ในท่ีนั้นน่ันเอง ไม่บอกแก่สามเณร กล่าวว่า มาเถิดขอรับ ผมจะบอก แก่ท่าน ได้พาสามเณรไปแล้ว สามเณร เมื่อไปกับอุบาสกแก่นั้น เห็นประเทศ ๖ แห่ง ๕ แห่ง อันประดับ ดว้ ยดอกไม้และผลไม้ตา่ งๆ ในระหว่างทาง จงึ ถามว่า ประเทศน้ชี ื่ออะไร อุบาสก แนวทางการจัดการเรยี นรู้ธรรมศึกษา ช้นั โท วชิ าอนุพุทธประวตั ิ
99 ฝา่ ยอบุ าสกนนั้ บอกชอ่ื ประเทศเหลา่ นนั้ แกส่ ามเณร ถงึ วหิ ารอนั ตงั้ อยใู่ นปา่ แลว้ กลา่ ววา่ ทา่ นขอรบั ท่ีนี่เป็นที่สบาย ขอท่านจงอยู่ในท่ีนี้เถิด แล้วถามช่ือว่า ท่านชื่ออะไร ขอรับ เมื่อสามเณรบอกว่า ฉันช่ือ วนวาสีติสสะ อุบาสก จึงกล่าวว่า พรุ่งนี้ ท่านควรไปเท่ียวบิณฑบาตในบ้านของพวกกระผม แล้วกลับไป สู่บ้านของตน บอกแก่พวกมนุษย์ว่า สามเณรชื่อวนวาสีติสสะมาสู่วิหารแล้ว ขอท่านจงจัดแจงอาหารวัตถุ มยี าคแู ละภัตเป็นตน้ เพ่อื สามเณรนนั้ ครง้ั แรกทีเดียว สามเณรเปน็ ผูช้ ่ือวา่ ติสสะ แต่น้ันได้ช่ือ ๓ ชอ่ื เหลา่ นี้คอื ปณิ ฑปาตทายกตสิ สะ กัมพลทายกติสสะ วนวาสีติสสะ ได้ช่ือ ๔ ชื่อภายในอายุ ๗ ปี รุ่งขึ้น สามเณรเข้าไปบิณฑบาตยังบ้านนั้น แต่เช้าตรู่ พวกมนุษย์ถวายภิกษา ไหว้แล้ว สามเณรกล่าวว่า ขอท่านท้ังหลายจงถึงซึ่งความสุข จงพ้นจาก ทุกข์เถิด แม้มนุษย์คนหน่ึงถวายภิกษาแก่สามเณรแล้ว ก็ไม่สามารถจะกลับไปยังเรือนได้อีก ทุกคนได้ยืน แลดูอยู่ แม้สามเณรนั้นก็รับภัตพอยังอัตภาพให้เป็นไปเพ่ือตน ชาวบ้านทั้งสิ้นหมอบลง แทบเท้าของ สามเณรแล้ว กล่าวว่า ท่านเจ้าข้า เม่ือท่านอยู่ในท่ีนี้ตลอดไตรมาสน้ี พวกกระผมขอรับสรณะ ๓ ต้ังอยู่ใน ศลี ๕ จะทำ�อโุ บสถกรรม ๘ ครงั้ ต่อเดือน ขอท่านจงให้ปฏิญญาแกก่ ระผมทงั้ หลาย เพื่อประโยชนแ์ ห่งการอยู่ ในท่ีนี้ สามเณรกำ�หนดอุปการะ จึงให้ปฏิญญาแก่มนุษย์เหลา่ นั้น เท่ียวบิณฑบาตในบา้ นน้ันเป็นประจำ� ก็ในขณะท่เี ขาไหว้แล้วๆ กล่าวเฉพาะ ๒ บทวา่ ขอท่านท้ังหลายจงถึงซงึ่ ความสขุ จงพ้นจากทกุ ข์ ดังนแ้ี ลว้ หลีกไป สามเณรใหเ้ ดือนที่ ๑ และเดือนท่ี ๒ ล่วงไปแล้ว ณ ท่นี น้ั เม่ือเดอื นท่ี ๓ ล่วงไป กบ็ รรลุอรหัตผล พรอ้ มด้วยปฏิสมั ภทิ า คร้ันเวลาปวารณาออกพรรษาแล้ว พระอุปัชฌายะของสามเณรเข้าไปเฝ้าพระพุทธเจ้า ถวายบังคมแล้ว กราบทลู วา่ ขา้ แต่พระองค์ผูเ้ จรญิ ขา้ พระองค์จะไปยงั สำ�นักติสสสามเณร พระพุทธเจา้ ตรัสว่า ไปเถิด สารบี ตุ ร พระสารบี ตุ รเถระ เมอ่ื พาภกิ ษปุ ระมาณ ๕๐๐ รปู ซง่ึ เปน็ บรวิ ารของตนหลกี ไป กลา่ ววา่ โมคคลั ลานะ ผู้มอี ายุ กระผมจะไปยงั สำ�นกั ตสิ สสามเณร พระโมคคลั ลานเถระกล่าววา่ ทา่ นผมู้ อี ายุ แม้กระผมก็จะไปดว้ ย ดังนี้แลว้ กอ็ อกไปพร้อมกับภกิ ษุประมาณ ๕๐๐ รูป พระมหาสาวกทงั้ ปวง คอื พระมหากสั สปเถระ พระอนุรุทธเถระ พระอบุ าลีเถระ พระปุณณเถระ เปน็ ต้น ออกไปพร้อมกบั ภิกษุประมาณรูปละ ๕๐๐ รูป โดยอบุ ายนั้นแล บริวารของพระมหาสาวกแมท้ ง้ั หมด ไดเ้ ปน็ ภกิ ษุประมาณ ๔ หมน่ื รูป พระพทุ ธเจา้ เสดจ็ ไปเหมอื นกนั เมอ่ื ถงึ ปา่ ทส่ี ามเณรพ�ำ นกั อยู่ จงึ เสดจ็ ขนึ้ บนยอดภเู ขาแลว้ ตรสั ถาม สามเณรว่า เหน็ อะไรบา้ ง ได้รับค�ำ ตอบว่า เหน็ มหาสมุทร ตรัสถามตอ่ วา่ คดิ อย่างไร ไดร้ ับคำ�ตอบวา่ น้าํ ตา ของคนเราทรี่ อ้ งไหใ้ นเมอื่ ถงึ ทกุ ขย์ งั มากกวา่ นา้ํ ในมหาสมทุ รทง้ั ๔ จงึ ตรสั ว่า ถกู ตอ้ งแลว้ ตสิ สะ พระพทุ ธองค์ ตรัสถามถึงที่พักอาศัยของสามเณร เมื่อทราบว่า อยู่ที่เง้ือมเขา จึงตรัสถามสามเณรว่า เม่ืออยู่ที่เงื้อมเขา คิดอย่างไร สามเณรกราบทูลว่า สถานท่ีท่ีสัตว์ไม่เคยตายไม่มีในโลก พระพุทธองค์จึงตรัสว่า ถูกต้องแล้ว ตสิ สะ ช่อื วา่ สถานท่ีแหง่ สตั ว์เหลา่ นีผ้ ู้ท่ีไมน่ อนตายบนแผน่ ดนิ ไม่มี แนวทางการจัดการเรียนรธู้ รรมศกึ ษา ช้ันโท วชิ าอนพุ ทุ ธประวตั ิ
100 ครั้นแล้ว พระพุทธเจ้าเสด็จหลีกไปพร้อมด้วยภิกษุสงฆ์ ส่วนวนสีติสสสามเณร ได้พำ�นักอยู่ในป่า นนั้ ต่อไป ๒๐. สมุ นสามเณร พระอนุรุทธเถระ เป็น ๑ ใน ๘๐ พระอัครสาวกผู้ใหญ่ ที่ได้รับการยกย่องจากพระพุทธเจ้าว่า เปน็ เอตทัคคะ ผเู้ ลศิ กว่าภิกษทุ ั้งหลาย ผู้มที ิพยจักษญุ าณ เป็นโอรสท่ีพระบิดาถวายให้เปน็ บริวารแด่เจ้าชาย สทิ ธตั ถะ ในคราวทีเ่ จ้าชายสทิ ธัตถะ ประสูติ ครั้นเม่ือพระบรมโพธิสัตว์ เสด็จออกทรงผนวชและตรัสรู้อนุตรสัมมาสัมโพธิญาณแล้ว อนุรุทธะ พรอ้ มกบั พระโอรสของเจ้าศากยะห้าพระองค์ มีเจ้าภทั ทิยะเปน็ ประมุข เข้าไปเฝ้าพระศาสดาที่อนปุ ิยอัมพวนั ทรงผนวชแลว้ กค็ รนั้ ผนวชแลว้ พระอนรุ ทุ ธะเปน็ ผปู้ ฏบิ ตั ชิ อบ ท�ำ ใหแ้ จง้ วชิ ชา ๓ โดยล�ำ ดบั นงั่ อยบู่ นอาสนะเดยี ว สามารถเล็งดูโลกธาตุพันหนึ่งได้ด้วยทิพยจักษุ ดุจผลมะขามป้อมที่บุคคลวางไว้บนฝ่ามือฉะน้ัน จึง เปลง่ อุทานขนึ้ วา่ เราย่อมระลกึ ไดซ้ ่ึงบุพเพนิวาส ทิพยจกั ษุ เรากช็ �ำ ระแล้ว เราเป็นผูไ้ ดว้ ิชชา ๓ เปน็ ผู้ถงึ ฤทธ์ิ ค�ำ สอนของพระพุทธเจ้า อันเราทำ�แลว้ พิจารณาดูว่า เราทำ�กรรมอะไรหนอ จึงได้สมบัตินี้ ทราบได้ว่า เราได้ตั้งความปรารถนาไว้ แทบบาทมูลของพระพุทธเจ้าทรงพระนามว่าปทุมุตระ ทราบต่อไปอีกว่า เราท่องเท่ียวอยู่ในสงสาร ในกาล ชื่อโน้น ได้อาศัยสมุ นเศรษฐี ในเมอื งพาราณสเี ลย้ี งชีพ เป็นผชู้ ือ่ ว่าอนั นภาระ ดังนี้แลว้ กล่าววา่ ในกาลก่อน เราเปน็ ผชู้ อ่ื วา่ อนั นภาระ เปน็ คนเข็ญใจ ขนหญ้า เราถวายบิณฑบาตแก่พระอปุ รฏิ ฐปจั เจกพุทธะ ผู้มียศ คร้ังนน้ั ท่านได้มีความปรวิ ิตกวา่ สมุ นเศรษฐผี ู้เปน็ สหายของเรา ได้กหาปณะแล้วรบั เอาส่วนบญุ จากบณิ ฑบาตซงึ่ เราถวายแก่พระอปุ ริฏฐปัจเจกพุทธะในกาลนัน้ บัดนี้ เกดิ ในทไี่ หนหนอแล ทีนั้น ท่านได้เล็งเห็นเศรษฐีน้ันว่า บ้านชื่อว่ามุณฑนิคม มีอยู่ที่เชิงเขาใกล้ดงไฟไหม้ อุบาสกช่ือ มหามุณฑะ ในมุณฑนิคมนั้น มีบุตรสองคน คือมหาสุมนะและจูฬสุมนะ ในบุตรสองคนน้ัน สุมนเศรษฐี เกิดเป็นจูฬสุมนะ ก็คร้ันเห็นแล้ว คิดว่า เม่ือเราไปในท่ีน้ัน อุปการะจะมีหรือไม่มีหนอ ท่านใคร่ครวญอยู่ ได้เห็นเหตุน้ีว่า เม่ือเราไปในท่ีน้ัน จูฬสุมนะน้ันมีอายุ ๗ ขวบเท่านั้นจะขออกบวช และจะบรรลุอรหัตผล ในเวลาปลงผมเสรจ็ น่นั เอง กแ็ ลทา่ นครน้ั เหน็ แลว้ เมอื่ กาลฝนใกลเ้ ขา้ มา จงึ ไปทางอากาศลงทป่ี ระตบู า้ น สว่ นมหามณุ ฑอบุ าสก เป็นผู้คุ้นเคยของพระเถระแม้ในกาลก่อนเหมือนกัน เขาเห็นพระเถระครองจีวรในเวลาบิณฑบาต จึงกล่าว กับมหาสุมนะผู้บุตรว่า พ่อ พระผู้เป็นเจ้าอนุรุทธเถระของเรามาแล้ว เจ้าจงไปรับบาตรของท่านให้ทันเวลา ที่ใครๆ คนอ่ืนยงั ไมร่ บั บาตรของท่านไป พ่อจะใหเ้ ขาปูอาสนะไว้ มหาสุมนะได้ทำ�อย่างน้ันแล้ว อุบาสกอังคาสพระเถระภายในเรือนโดยเคารพแล้ว รับปฏิญญา เพอื่ ตอ้ งการแก่การอยจู่ ำ�พรรษาตลอดไตรมาส พระเถระรบั นิมนต์แลว้ แนวทางการจัดการเรยี นรธู้ รรมศกึ ษา ชน้ั โท วิชาอนพุ ุทธประวตั ิ
101 คร้งั น้นั อุบาสกปฏบิ ตั ิพระเถระตลอดไตรมาส เปน็ เหมือนปฏบิ ตั อิ ย่วู ันเดยี ว ในวนั มหาปวารณา จงึ น�ำ ไตรจวี รและอาหารวตั ถมุ นี าํ้ ออ้ ย นา้ํ มนั และขา้ วสารเปน็ ตน้ มาแลว้ วางไวใ้ กลเ้ ทา้ ของพระเถระ เรยี นวา่ ขอพระผู้เป็นเจ้าจงรับเถดิ ขอรับ พระเถระกล่าวว่า อย่าเลยอุบาสก ความตอ้ งการดว้ ยวัตถุน้ีของฉัน ไมม่ ี อุบาสกเรียนว่า ท่านผู้เจริญ น่ีชื่อว่า วัสสาวาสิกลาภ (คือลาภอันเกิดแก่ผู้อยู่จำ�พรรษา) ขอ พระผู้เปน็ เจ้าจงรับวัตถุน้ันไวเ้ ถิด พระเถระกล่าววา่ ช่างเถดิ อบุ าสก อบุ าสกถามวา่ ทา่ นย่อมไมร่ บั เพือ่ อะไร ขอรบั พระเถระตอบว่า แม้สามเณรผเู้ ปน็ กับปิยการก ในสำ�นักของฉันกไ็ ม่มี อบุ าสกเรยี นวา่ ทา่ นผเู้ จรญิ ถา้ อยา่ งน้นั มหาสมุ นะผู้เป็นบตุ รของกระผมจกั เปน็ สามเณร พระเถระกลา่ วว่า อบุ าสก ความตอ้ งการดว้ ยมหาสุมนะของฉัน กไ็ มม่ ี อุบาสกเรียนวา่ ทา่ นผู้เจริญ ถ้าอยา่ งนั้น พระผเู้ ปน็ เจา้ จงใหจ้ ูฬสมุ นะ บวชเถิด พระเถระกล่าวว่า รับว่า ดีละ แล้วให้จูฬสุมนะบวช จูฬสุมนะน้ันบรรลุอรหัตในเวลาปลงผม เสรจ็ นัน่ เอง พระเถระอยใู่ นท่ีนนั้ กบั จฬู สุมนสามเณรนั้นประมาณกึ่งเดือนแล้ว ลาพวกญาตขิ องเธอวา่ พวกฉัน จะเฝ้าพระพุทธเจ้า ดงั น้แี ลว้ ไปทางอากาศ ลงที่กระทอ่ มอนั ต้ังอยูใ่ นป่า ในหิมวนั ตประเทศ ดึกคืนน้ัน ท่านพระอนุรุทธเถระเกิดปวดท้องด้วยกำ�ลังลมเสียดท้อง สามเณรจึงถามว่ากระผม ควรจะทำ�ยาเช่นไรดขี อรบั พระเถระกลา่ ววา่ เอาเนยใสผสมกบั นํ้าจากสระอโนดาตจงึ จะหาย เธอถอื เอาขวดนาํ้ นไ้ี ปใสม่ าเถดิ พยานาคท่อี ย่ทู ีส่ ระน้ันเปน็ เพ่อื นกับเรา เธอบอกเขาวา่ ฉนั ใช้ให้มาเอา เขาก็ถวาย ขอรบั สามเณรรับคำ�แล้วเหาะไป พอดีวันน้ันเป็นวันจัดงานเล้ียงของพญานาคพอดี และนาคก็กำ�ลังดู นางรำ�ฟอ้ นร�ำ อย่างสบายอารมณ์ พอเหน็ สามเณรเหาะขา้ มหวั ตวั เองไปก็โกรธ เพราะปกติพวกพญานาคนัน้ ขโี้ กรธอยแู่ ลว้ จงึ อยากลองฤทธส์ิ ามเณร จงึ แผข่ ยายพงั พานเจด็ หวั ของตวั เองปดิ สระอโนดาตกวา้ ง ๑๕๐ โยชน์ จนหมด (๑ โยชน์ เทา่ กับ ๑๖ กิโลเมตร) สามเณรรูว้ า่ นาคโกรธจงึ กลา่ ววา่ ดูกร ท่านพญานาค อาตมามาเอาน้ําตามคำ�สั่งของอุปัชฌาย์ ขอท่านจงให้น้ําแก่อาตมาเถิด พญานาคกล่าววา่ แมน่ ํ้าใหญม่ ีตัง้ ห้าสาย ทำ�ไมทา่ นไมไ่ ปเอา ท�ำ ไมตอ้ งมาเอาทีน่ ี่ สามเณรตอบว่า อาตมาต้องนำ�นํ้าจากที่นี่ไปผสมยา อาการของอุปัชฌาย์จึงจะหาย ขอท่านจง ให้นํ้าเถิด พญานาคกลา่ ววา่ ถ้าท่านมีปญั ญาท่านก็เอาไปสิ สามเณรรวู้ า่ พญานาคโกรธและกลนั่ แกลง้ จงึ เขา้ ฌานแยกรา่ งไปหาทา้ วมหาพรหมชน้ั ตา่ งๆ ๑๖ ชน้ั ยกเว้นพรหมท่ีไมม่ ีสัญญี (รูปร่าง) จากนัน้ ก็เชิญพรหมท้ังหมดมาดูศึกของตนเองและพญานาคท่ีหลังสระนา้ํ สามเณรถามพญานาคอกี วา่ ท่านจะใหน้ ้ําแกอ่ าตมาได้หรือไม่ แนวทางการจัดการเรียนรูธ้ รรมศึกษา ชัน้ โท วชิ าอนุพุทธประวัติ
102 พญานาคตอบว่า ถ้าทา่ นมปี ัญญาก็เอาไป สามเณรเณรถามสามครงั้ เพอ่ื ยนื ยนั ตามธรรมเนยี ม จงึ เนรมติ รา่ งใหใ้ หญก่ วา่ พรหมทม่ี าประชมุ กนั ทงั้ หมดแลว้ เอาเทา้ เหยยี บหัวพญานาคจากขนาด ๑๕๐ โยชน์ พญานาคถูกกดจนเหลือเท่าฝาทพั พี จมลงไป ในนํ้า เกลียวน้ําพุ่งข้ึนสูงจนเท่าลำ�ตาลเจ็ดต้น สามเณรเอาขวดรองรับน้ําที่ตกลงมา เหล่าพรหมท้ังหลาย สาธกุ ารจนดงั กอ้ งไปทว่ั บรเิ วณ พญานาคเหน็ พรหมกร็ วู้ ่าเรอื่ งของตนกระจายแนๆ่ จงึ โกรธสามเณรยงิ่ กว่าเดมิ และเหาะตามสามเณรไป แตเ่ หาะอยา่ งไรกเ็ หาะไมท่ นั สามเณรเหาะมาถงึ และถวายนา้ํ แกพ่ ระเถระ พญานาค รอ้ งหา้ มว่า อย่าฉันนะท่าน น้ํานไี่ มส่ มควรจะฉนั สามเณรเรยี นว่า ฉนั เถอะขอรับ พญานาคอนุญาตแล้ว พระเถระรวู้ า่ สามเณรใช้ฤทธิ์ปราบนาค จึงฉนั น้าํ ผสมเนยใส อาพาธกร็ ะงบั แลว้ ถามพญานาคว่า ทา่ นมาทำ�ไมรึ พญานาคตอบวา่ กระผมจะฆ่าเณรน่ี ฉีกอก ควกั หัวใจแล้วโยนไปภเู ขาหมิ าลัยโนน่ พระเถระกล่าวว่า มหาราช สามเณรมีอานุภาพมาก ท่านไม่สามารถสู้รบกับสามเณรได้ ควรให้ สามเณรนั้นอดโทษแล้วกลับไปเสียเถิด พระยานาคนั้นย่อมรู้อานุภาพของสามเณรได้ดี แต่ติดตามมา เพราะความละอาย ลำ�ดับนั้น พระยานาคให้สามเณรน้ันอดโทษตามคำ�ของพระเถระ ทำ�ความชอบพอกันฉันมิตร กับเธอ จึงกล่าวว่า จำ�เดิมแต่กาลน้ี เมื่อความต้องการด้วยน้ําในสระอโนดาตมีอยู่ กิจด้วยการมาแห่ง พระผู้เป็นเจ้าย่อมไม่มี พระผู้เป็นเจ้าพึงส่งข่าวไปถึงข้าพเจ้า ข้าพเจ้าเองจะนำ�น้ํามาถวาย ดังนี้แล้วหลีกไป แม้พระเถระกพ็ าสามเณรไปแลว้ พระพุทธเจ้าทรงทราบการมาแห่งพระเถระ ประทับน่ังทอดพระเนตรอยู่บนปราสาทของ มคิ ารมารดา ถึงพวกภิกษุก็เห็นพระเถระซ่ึงก�ำ ลังมา ลุกขึ้นตอ้ นรบั รบั บาตรและจวี ร คร้ังน้ัน ภิกษุบางพวกจับสามเณรที่ศีรษะบ้าง ท่ีหูท้ัง ๒ บ้าง ท่ีแขนบ้าง พลางเขย่า กล่าวว่า ไมก่ ระสันหรอื สามเณร พระพุทธเจ้าทอดพระเนตรเห็นกิริยาของภิกษุเหล่านั้นแล้ว ทรงดำ�ริว่า กรรมของภิกษุเหล่าน้ี หยาบจรงิ ภกิ ษเุ หลา่ นจ้ี บั สามเณรเปน็ ดจุ จบั อสรพษิ ทค่ี อ พวกเธอหารอู้ านภุ าพของสามเณรไม่ วนั น้ี การทเ่ี รา ทำ�คุณของสุมนสามเณรให้ปรากฏ สมควรอยู่ แม้พระเถระก็มาถวายบงั คมพระพทุ ธเจ้า แล้วนงั่ พระพุทธเจ้าทรงทำ�ปฏิสันถารกับท่านแล้ว ตรัสเรียกพระอานนทเถระมาว่า อานนท์ เรามีความ ประสงค์จะล้างเทา้ ทงั้ สองดว้ ยนํา้ ในสระอโนดาต เธอจงใหห้ มอ้ แกพ่ วกสามเณรแล้วให้น�ำ นํา้ มาเถดิ พระเถระ ให้สามเณรประมาณ ๕๐๐ ในวหิ ารประชมุ กันแลว้ บรรดาสามเณรเหล่านั้น สุมนสามเณรได้เป็นผู้ใหม่กว่าสามเณรท้ังหมด พระเถระกล่าวกะ สามเณรผแู้ กก่ วา่ สามเณรทัง้ หมดวา่ สามเณร พระพทุ ธเจา้ มพี ระประสงคจ์ ะทรงล้างพระบาทท้งั สองดว้ ยนํา้ ในสระอโนดาต เธอจงถือหม้อน้ําไปนำ�นํ้ามาเถิด สามเณรน้ันไม่ปรารถนา ด้วยกล่าวว่า กระผมไม่สามารถ แนวทางการจัดการเรยี นรู้ธรรมศึกษา ช้ันโท วชิ าอนพุ ทุ ธประวัติ
103 ขอรับ พระเถระถามสามเณรทั้งหลายแม้ที่เหลือโดยลำ�ดับ แม้สามเณรเหล่าน้ัน ก็พูดปลีกตัวทำ�นอง เดยี วกนั ในทส่ี ุด เมื่อวาระถึงแก่สมุ นสามเณรเขา้ พระเถระกลา่ ววา่ สามเณร พระพุทธเจา้ มีพระประสงค์ จะทรงล้างพระบาทท้งั สองดว้ ยนา้ํ ในสระอโนดาต ไดย้ นิ ว่า เธอจงถอื เอาหม้อไปตกั นา้ํ มา สุมนสามเณรเรียนว่า เม่ือพระพุทธเจ้าทรงให้นำ�มา กระผมจะนำ�มา ดังน้ีแล้ว ถวายบังคม พระพทุ ธเจา้ แลว้ กราบทลู วา่ ขา้ แตพ่ ระองคผ์ เู้ จรญิ ไดย้ นิ วา่ พระองคใ์ หข้ ้าพระองคน์ �ำ น้ํามาจากสระอโนดาต หรอื พระเจา้ ข้า พระพุทธเจา้ ตรสั ว่า อยา่ งนนั้ สมุ นะ สุมนสามเณรเอามือจบั หมอ้ ใหญ่ใบหน่ึง ซ่งึ จุน้าํ ได้ตง้ั ๖๐ หมอ้ ในบรรดาหมอ้ ส�ำ หรบั เสนาสนะ ซึ่งเล่ียมดาดด้วยทองแท่ง อันนางวิสาขาให้สร้างไว้ ห้ิวไปด้วยคิดว่า ความต้องการของเราด้วยหม้อ อันเรา ยกขึน้ ต้ังไว้บนจะงอยบา่ น้ี ย่อมไมม่ ี เหาะขึน้ สเู่ วหาส บา่ ยหนา้ ต่อหมิ วนั ตประเทศ รีบไปแลว้ นาคราชเหน็ สามเณรซงึ่ ก�ำ ลังมาแตไ่ กล จึงตอ้ นรับ แบกหม้อดว้ ยจะงอยบ่า กลา่ วว่า ท่านเจา้ ขา้ เมอื่ ผรู้ บั ใชเ้ ชน่ ขา้ พเจา้ มอี ยู่ เพราะอะไร พระคณุ เจา้ จงึ มาเสยี เอง เมอื่ ความตอ้ งการนาํ้ มอี ยู่ เหตไุ ร พระคณุ เจา้ จึงไมส่ ง่ เพยี งข่าวสาสนม์ า ดังน้แี ลว้ เอาหมอ้ ตกั นาํ้ แบกเองกล่าวว่า นมิ นต์พระผ้เู ป็นเจา้ ล่วงหนา้ ไปกอ่ นเถดิ ขอรบั ข้าพเจ้าเองจะน�ำ ไป สามเณรกล่าววา่ มหาราช ทา่ นจงหยดุ ขา้ พเจ้าเองเปน็ ผูอ้ ันพระพทุ ธเจ้าใชม้ า ดังนี้ ใหพ้ ระยานาค กลบั แล้ว เอามือจบั ที่ขอบปากหมอ้ เหาะมาทางอากาศ ล�ำ ดบั น้นั พระพุทธเจ้าทรงแลดูเธอซ่งึ กำ�ลงั มา ตรัสเรียกพวกภกิ ษุมาแลว้ ตรัสวา่ ภิกษทุ ัง้ หลาย พวกเธอจงดกู ารเยอ้ื งกรายของสามเณร เธอย่อมงดงามดุจพระยาหงส์ในอากาศฉะนัน้ แมส้ ามเณรนัน้ วางหมอ้ น้าํ แลว้ ได้ถวายบงั คมพระพทุ ธเจา้ แล้วยนื อยู่ ล�ำ ดบั นน้ั พระพทุ ธเจ้าตรสั ถามเธอวา่ สมุ นะ เธอมอี ายไุ ดเ้ ทา่ ไร สามเณรกราบทลู ว่า มอี ายุ ๗ ขวบ พระเจ้าข้า พระพุทธเจ้าตรัสว่า สุมนะ ถ้ากระน้ัน ต้ังแต่วันนี้ เธอจงเป็นภิกษุเถิด ดังน้ีแล้ว ได้ประทาน ทายัชชอปุ สมบท ไดย้ นิ วา่ สามเณรผมู้ อี ายุ ๗ ปี ๒ รปู เทา่ นน้ั ไดอ้ ปุ สมบท คอื สมุ นสามเณรนร้ี ปู หนงึ่ โสปากสามเณร อีกรูปหนงึ่ เม่ือสุมนสามเณรนั้นอุปสมบทแล้วอยา่ งน้ัน พวกภิกษุสนทนากันในโรงธรรมวา่ ผู้มีอายุทั้งหลาย กรรมนนี้ า่ อศั จรรย์ อานภุ าพของสามเณรนอ้ ย แมเ้ หน็ ปานนก้ี ม็ ไี ด้ อานภุ าพเหน็ ปานน้ี พวกเราไมเ่ คยเหน็ แลว้ ในกาลก่อนแตก่ าลน้ี พระพทุ ธเจา้ เสดจ็ มาแลว้ ตรสั ถามวา่ ภกิ ษทุ งั้ หลาย บดั น้ี พวกเธอนง่ั สนทนากนั ดว้ ยเรอื่ งอะไรหนอ เมอ่ื พวกเธอกราบทูลวา่ ด้วยเรื่องช่อื นี้ พระเจา้ ข้า ตรสั วา่ ภิกษทุ งั้ หลาย ในศาสนาของเรา บคุ คลแม้เปน็ เด็ก ปฏบิ ัตชิ อบแลว้ ย่อมไดส้ มบัติเหน็ ปานนเ้ี หมอื นกนั แนวทางการจัดการเรียนร้ธู รรมศกึ ษา ช้นั โท วชิ าอนพุ ทุ ธประวตั ิ
104 แผนการจัดการเรยี นรทู้ ี่ ๔ ธรรมศึกษาชนั้ โท สาระการเรยี นรู้อนุพุทธประวัติ เร่ือง ประวตั ิและความส�ำ คญั ของอุบาสก อบุ าสิกา เวลา .............. ช่ัวโมง ๑. มาตรฐานการเรียนรู้ มาตรฐาน ธศ๒ รู้และเข้าใจอนุพุทธประวัติ ความสำ�คัญของพระพุทธศาสนา ปฏิบัติตนเป็น พุทธศาสนกิ ชนท่ดี ี และธ�ำ รงรกั ษาพระพุทธศาสนา ๒. ผลการเรียนรู้ รู้และเขา้ ใจ เห็นความส�ำ คัญประวตั ขิ องอบุ าสก อบุ าสกิ า ๓. สาระสำ�คญั อุบาสก อุบาสิกา หมายถึง ผู้ชายและผู้หญิงที่เลื่อมใสในพระพุทธศาสนาในสมัยพระพุทธเจ้า ไดแ้ ก่ อนาถบิณฑิกเศรษฐี จิตตคฤหบดี ธัมมกิ อบุ าสก วสิ าขามหาอบุ าสิกา และพระนางมลั ลิกาเทวี ๔. จดุ ประสงค์การเรยี นรู้ นักเรยี นสามารถอธิบายประวตั ิและความสำ�คญั ของอุบาสก อุบาสิกาได้ ๕. สาระการเรียนร/ู้ เนือ้ หา อนาถบิณฑิกเศรษฐี จิตตคฤหบดี ธมั มกิ อบุ าสก วสิ าขามหาอบุ าสกิ า พระนางมลั ลิกาเทวี ๖. กระบวนการจัดการเรียนรู้ ข้นั สืบคน้ และเช่อื มโยง ๑. นกั เรยี นและครสู นทนากนั เกย่ี วกบั ค�ำ วา่ “อบุ าสกและอบุ าสกิ า”ใหน้ กั เรยี นทกุ คนหาความหมาย จากหนังสอื พจนานกุ รม และร่วมแสดงความคดิ เหน็ จนเกิดความเขา้ ใจ ขั้นฝกึ ๒. แบง่ นกั เรยี นออกเปน็ ๕ กลมุ่ กลมุ่ ละเทา่ ๆ กนั โดยใชก้ ระบวนการกลมุ่ มอบหมายใหแ้ ตล่ ะกลมุ่ แสดงบทบาทสมมตุ ิตามหัวขอ้ กลุม่ ทีจ่ บั ฉลากได้ดงั น้ี แนวทางการจดั การเรียนรู้ธรรมศกึ ษา ชนั้ โท วชิ าอนุพุทธประวตั ิ
105 กลุม่ ท่ี ๑ ศึกษาเรื่อง อนาถบิณฑกิ เศรษฐี กล่มุ ท่ี ๒ ศึกษาเรือ่ ง จิตตคฤหบดี กลมุ่ ที่ ๓ ศึกษาเรือ่ ง ธัมมิกอบุ าสก กลุ่มท่ี ๔ ศึกษาเร่อื ง วิสาขามหาอบุ าสกิ า กลุ่มท่ี ๕ ศกึ ษาเรอื่ ง พระนางมัลลกิ าเทวี ๓. ใหน้ กั เรียนแตล่ ะกล่มุ ศึกษาใบความรูท้ ่ี ๑๒ - ๑๖ และแสดงบทบาทสมมุตกิ ล่มุ ละ ๗ นาที ข้นั ประยกุ ต์ ๔. นกั เรยี นและครรู ่วมกันประเมินผล ครคู อยเพิม่ เตมิ และชืน่ ชมการแสดงของนักเรียนที่ท�ำ ได้ ดที ่ีสุด ๕. นักเรียนและครูช่วยกันสรุปบทเรียนเก่ียวกับประวัติและความสำ�คัญของอุบาสก อุบาสิกา และมอบหมายให้นกั เรยี นทกุ คนทำ�ใบกิจกรรมท่ี ๕ พรอ้ มทั้งสง่ ใหค้ รูตรวจ ๖. นักเรยี นท�ำ แบบทดสอบหลังเรียน และครตู รวจใหค้ ะแนน ๗. ภาระงาน/ชน้ิ งาน ท ี่ ภาระงาน ช้นิ งาน ๑ ตอบค�ำ ถามประวตั แิ ละความสำ�คัญของอุบาสก อุบาสกิ า ใบกจิ กรรมท่ี ๕ ๘. สอื่ /แหลง่ การเรยี นรู้ ๑. ใบความรู้ท่ี ๑๒ เรื่อง อนาถบิณฑิกเศรษฐี ใบความรู้ที่ ๑๓ เรอื่ ง จติ ตคฤหบดี ใบความรูท้ ่ี ๑๔ เรื่อง ธัมมกิ อบุ าสก ใบความรู้ที่ ๑๕ เร่ือง วิสาขามหาอบุ าสกิ า ใบความร้ทู ่ี ๑๖ เรอื่ ง พระนางมลั ลกิ าเทวี ๒. ใบกิจกรรมท่ี ๕ ๓. หนงั สอื พจนานกุ รม ๔. แบบทดสอบหลงั เรยี น ๙. การวัดผลและประเมนิ ผล สิ่งท่ตี อ้ งการวัด วธิ วี ดั เครอ่ื งมือ เกณฑก์ ารประเมิน อธิบายประวัตแิ ละความ - ตรวจผลงาน - แบบประเมนิ ผ่าน = ได้คะแนนตั้งแตร่ อ้ ยละ ๖๐ ขึ้นไป ส�ำ คญั ของอบุ าสก อบุ สิกา ผลงาน ไม่ผ่าน = ได้คะแนนตา่ํ กวา่ ร้อยละ ๖๐ แนวทางการจดั การเรยี นร้ธู รรมศึกษา ชนั้ โท วิชาอนพุ ทุ ธประวตั ิ
106 ขอ้ ที่ แบบประเมินผลงาน ๑ คะแนน ๓ คะแนน ใบกิจกรรมท่ี ๕ ตอบค�ำ ถามถูกตอ้ งและ ๑-๕ ตอบคำ�ถามถูกตอ้ ง ตรงประเดน็ น้อย ตรงประเด็น ระดับคะแนน ๒ คะแนน ตอบคำ�ถามถูกตอ้ ง ตรงประเด็นสว่ นใหญ่ เกณฑ์การตัดสิน เกณฑ์ รอ้ ยละ คะแนน ผา่ น ๖๐ ข้นึ ไป ๙ - ๑๕ ไม่ผ่าน ต่าํ กว่า ๖๐ ๐-๘ หมายเหตุ เกณฑก์ ารตัดสนิ สามารถปรบั ใช้ตามความเหมาะสมกบั กลุ่มเปา้ หมาย แบบประเมินผลการเรียนรู้ แบบทดสอบหลงั เรยี น เกณฑก์ ารประเมิน ตอบถกู ได้ ๑ คะแนน ตอบผดิ ได้ ๐ คะแนน เกณฑ์ เกณฑก์ ารตดั สิน คะแนน ผา่ น รอ้ ยละ ๓-๕ ไมผ่ า่ น ๖๐ข้นึ ไป ๐-๒ ตํ่ากว่า ๖๐ แนวทางการจัดการเรยี นรธู้ รรมศกึ ษา ช้ันโท วิชาอนุพุทธประวตั ิ
107 ใบกิจกรรมที่ ๕ ประวัติและความส�ำ คญั ของสามเณร กลุ่มท่.ี ................... ชอ่ื ......................................................................................ชนั้ .....................เลขท.่ี .......................... ชอ่ื ......................................................................................ชน้ั .....................เลขท.่ี .......................... ชอ่ื ......................................................................................ชน้ั .....................เลขท.่ี .......................... ชอื่ ......................................................................................ชน้ั .....................เลขท.ี่ .......................... คำ�ชแี้ จง ให้นกั เรยี นตอบค�ำ ถามต่อไปนี้ จ�ำ นวน ๕ ข้อ (๑๕ คะแนน) ๑. อนาถบณิ ฑกเศรษฐี เปน็ ผู้เลศิ ทางใด .................................................................................................................................................................. .................................................................................................................................................................. .................................................................................................................................................................. ๒. ในขณะทจ่ี ิตตคฤหบดี มาถวายบงั คมพระพุทธเจ้า ได้เกิดเหตุมหศั จรรยอ์ ะไรขึน้ .................................................................................................................................................................. .................................................................................................................................................................. .................................................................................................................................................................. ๓. จิตตคฤหบดี ได้รับยกยอ่ งทางใด .................................................................................................................................................................. .................................................................................................................................................................. .................................................................................................................................................................. ๔. นางวิสาขามลี ักษณะเบญจกลั ยาณีอยา่ งไร .................................................................................................................................................................. .................................................................................................................................................................. .................................................................................................................................................................. ๕. นางวสิ าขาได้ตำ�แหนง่ เอตทัคคะเปน็ เลศิ ในดา้ นใด เพราะอะไร .................................................................................................................................................................. .................................................................................................................................................................. .................................................................................................................................................................. แนวทางการจัดการเรียนรู้ธรรมศึกษา ชนั้ โท วิชาอนุพทุ ธประวตั ิ
108 เฉลยใบกิจกรรมที่ ๕ ความส�ำ คัญประวัติอุบาสก อบุ าสกิ า ๑. อนาถบณิ ฑกเศรษฐี เป็นผ้เู ลศิ ทางใด ตอบ อนาถบณิ ฑกเศรษฐี เปน็ ผู้เลิศทางผเู้ ปน็ ทายก เพราะเป็นผ้มู ีศรัทธามัน่ คง ไม่หวัน่ ไหวฝักใฝ่ในการ ทำ�บญุ ให้ทาน ๒. ในขณะที่จติ ตคฤหบดี มาถวายบงั คมพระพทุ ธเจ้า ไดเ้ กดิ เหตุมหัศจรรย์อะไรขน้ึ ตอบ ในขณะทจี่ ิตตคฤหบดี มาถวายบังคมพระพทุ ธเจ้า ได้เกิดเหตุมหศั จรรย์ คือ มฝี นดอกไมท้ ิพย์ ๕ สี ตกลงสพู่ ้นื ดนิ สงู ระดบั หัวเข่า ๓. จิตตคฤหบดี ไดร้ ับยกยอ่ งทางใด ตอบ จติ ตคฤหบดี ได้รับยกยอ่ งทางเป็นเลิศกวา่ พวกอุบาสก ผ้เู ปน็ ธรรมกถกึ ๔. นางวสิ าขามลี ักษณะเบญจกัลยาณีอย่างไร ตอบ นางวสิ าขามลี ักษณะเบญจกัลยาณี ๕ อยา่ ง คอื ๑. หญิงทม่ี ีผมยาวถงึ สะเอวแลว้ ปลายผมงอนข้ึน ๒. หญิงท่ีมรี มิ ฝปี ากแดงดุจผลต�ำ ลึงสุกและเรยี บชิดสนทิ กันดี ๓. หญงิ ท่มี ีฟันสีขาวประดจุ สงั ข์และเรียบเสมอกนั ๔. หญิงทม่ี ีผวิ งามละเอียด ๕. หญิงท่ีแม้จะคลอดบตุ รถึง ๑๐ ครัง้ ก็ยังคงสภาพรา่ งกายดุจคลอดครงั้ เดียว ๕. นางวิสาขาได้ตำ�แหนง่ เอตทัคคะเปน็ เลศิ ในด้านใด เพราะอะไร ตอบ นางวิสาขาได้ตำ�แหน่งเอตทัคคะเป็นเลิศกว่าอุบาสิกาท้ังหลายในฝ่ายผู้เป็นทายิกา เพราะนาง ได้อปุ ถัมภ์บ�ำ รงุ พระภิกษสุ งฆ์และไดถ้ วายจตปุ จั จยั ในพระพทุ ธศาสนาและไดส้ รา้ งวัดบุพพาราม แนวทางการจัดการเรียนรู้ธรรมศกึ ษา ชนั้ โท วชิ าอนุพุทธประวัติ
109 แบบทดสอบวดั ผลการเรยี นรู้ ผลการเรยี นรทู้ ่ี ๔ ร้แู ละเข้าใจ เห็นความส�ำ คญั ประวตั ขิ องอบุ าสกอุบาสกิ า จ�ำ นวน ๕ ข้อ คะแนน ๕ คะแนน ค�ำ ช้ีแจง ใหน้ ักเรยี นเลอื กค�ำ ตอบท่ถี กู ตอ้ งท่สี ดุ เพียงข้อเดียว ๑. คณุ ธรรมข้อใดของอนาถบิณฑิกเศรษฐีท่ีนักเรียนควรถือเป็นแบบอย่างทส่ี ุด ก. ชอบแจกจ่ายทานแกค่ นยากจน ข. ชกั ชวนชาวบ้านใหไ้ ปท�ำ บุญที่วัด ค. สรา้ งวัดถวายเป็นพทุ ธบูชา ง. มีศรทั ธาแน่วแนใ่ นพระพุทธศาสนา ๒. วดั เชตะวัน กรงุ สาวตั ถี ใครเป็นผ้สู รา้ งถวาย ก. นางวสิ าขา มหาอุบาสิกา ค. จติ ตคหบดี ข. พระเจ้าจัณฑปชั โชติ ง. อนาถบิณฑิกเศรษฐี ๓. อนาถปณิ ฑิกเศรษฐไี ด้ดวงตาเห็นธรรมณสถานที่ใด ? ก. วดั เชตวนั ข. วัดสตี วัน ค. วัดเวฬวุ นั ง. วัดมคิ ทายวัน ๔. ในขณะที่จติ ตคฤหบดี มาถวายบังคมพระพุทธเจ้า ไดเ้ กดิ เหตุมหัศจรรย์อะไรขึ้น ก. มดี อกไม้ทพิ ย์ ๕ สี ตกลงมาส่พู ้ืนดิน ข. มดี อกไมท้ พิ ย์ ๗ สี ตกลงมาสพู่ ืน้ ดนิ ค. มีดอกไม้ทพิ ย์ ๙ สี ตกลงมาสพู่ นื้ ดนิ ง. มดี อกกุหลาบ ๕ สี ตกลงมาสู่พ้นื ดิน ๕. นางวสิ าขาได้สร้างวดั อะไรถวายพระพทุ ธเจ้า ก. วัดบพุ พาราม ข. วดั เชตวัน ค. วัดเวฬุวนั ค. วัดสีตะวนั แนวทางการจัดการเรียนรู้ธรรมศึกษา ชัน้ โท วิชาอนุพุทธประวัติ
110 เฉลยแบบทดสอบวดั ผลการเรียนรู้ ผลการเรียนร้ทู ่ี ๔ รู้และเข้าใจ เหน็ ความส�ำ คัญประวตั ขิ องอบุ าสก อุบาสกิ า ขอ้ ๑ ค ขอ้ ๒ ง ข้อ ๓ ก ข้อ ๔ ก ขอ้ ๕ ก แนวทางการจดั การเรยี นรธู้ รรมศกึ ษา ชัน้ โท วชิ าอนุพุทธประวัติ
111 ใบความรูท้ ่ี ๑๒ อนาถบณิ ฑิกเศรษฐี ๒๑. อนาถบณิ ฑกิ เศรษฐี อนาถบิณฑิกเศรษฐี เกิดในตระกูลมหาเศรษฐี ในเมืองสาวัตถี บิดาช่ือว่า สุมนะมีทรัพย์สมบัติ มากมายมหาศาล เม่ือเกดิ มาแล้วบรรดาหมญู่ าตไิ ด้ตั้งชอื่ ใหว้ ่า สทุ ตั ตะ เป็นคนมจี ิตเมตตาชอบท�ำ บญุ ใหท้ าน แกค่ นยากจนอนาถา เมื่อบิดามารดาของท่านล่วงลับไปแล้ว ได้ดำ�รงตำ�แหน่งเศรษฐีแทน ให้ตั้งโรงทานที่หน้าบ้าน แจกอาหารแก่คนยากจนทุกวัน จนกระทั่งประชาชนท่ัวไปเรียกท่านตามลักษณะนิสัยว่า อนาถบิณฑิกะ ซึ่งหมายถึง ผู้มีก้อนข้าวเพื่อคนอนาถา และได้เรียกกันต่อมา จนบางคนก็ลืมชื่อเดิมของท่านไป ท่านอนาถบิณฑิกะ ทำ�การค้าขายระหว่างเมืองสาวัตถีกับเมืองราชคฤห์เป็นประจำ�จนมีความสนิทสนมคุ้น เคยกับเศรษฐีเมืองราชคฤห์ นามว่า ราชคหกะ และต่อมาเศรษฐีท้ังสองก็มีความเก่ียวดองกันมากข้ึน โดย ตา่ งฝ่ายก็ได้นอ้ งสาวของกันและกันมาเป็นภรรยา ดงั น้ันเมอื่ อนาถบิณฑิกะ น�ำ สนิ ค้ามาขายยงั เมืองราชคฤห์ จงึ ไดม้ าพักอาศัยทีบ่ า้ นของราชคฤหเศรษฐีผซู้ ึ่งมฐี านะเป็นท้งั น้องเขยและพ่เี มยี อยู่เป็นประจ�ำ อนาถบิณฑิกเศรษฐี ดำ�รงชีวิตอยู่ในเมืองสาวัตถี โดยมิได้ทราบข่าวเก่ียวกับการเกิดขึ้นแห่ง พระพุทธศาสนาเลย จวบจนวันหน่ึง ท่านได้นำ�สินค้ามาขายในเมืองราชคฤห์ และได้เข้าพักในบ้านของ ราชคหกเศรษฐีตามปกติ แตใ่ นวนั น้ัน เปน็ วนั ท่ีราชคหกเศรษฐี ได้กราบทูลอาราธนาพระพทุ ธเจ้าพรอ้ มด้วย พระภิกษุสงฆเ์ ปน็ จ�ำ นวนมากมาฉนั ภตั ตาหารที่เรือนของตนในวนั ร่งุ ขึน้ ราชคหกเศรษฐีมัวยุ่งอยู่กับการสั่งงานแก่ข้าทาสบริวาร จึงไม่มีเวลามาปฏิสันถารต้อนรับ ท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐีเหมือนเช่นเคย เพียงแต่ได้ทักทายปราศัยเล็กน้อยเท่าน้ันแล้วก็สั่งงานต่อไป แม้ท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี กเ็ กดิ ความสงสยั ขนึ้ เช่นกนั จึงคิดอยู่ในใจว่า ราชคหกเศรษฐี คงจะมีงานบูชายัญหรือไม่ก็คงจะกราบทูลเชิญพระเจ้าพิมพิสารเสด็จมายังเรือน ของตนในวันพรุ่งนี้ เมื่อการสงั่ งานเสร็จเรยี บรอ้ ยแล้ว ราชคหกเศรษฐี จงึ ได้มเี วลามาต้อนรบั พูดคยุ กบั อนาถบณิ ฑกิ เศรษฐี และท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐีก็ได้ไต่ถามข้อข้องใจสงสัยน้ัน ซึ่งได้รับคำ�ตอบว่าท่ีมัวยุ่งอยู่กับการสั่งงานน้ัน ก็เพราะได้กราบทูลอาราธนาพระพทุ ธเจา้ พรอ้ มด้วยพระภกิ ษสุ งฆ์มาฉนั ภัตตาหารทีเ่ รือนของตนในวันพรงุ่ น้ี อนาถบณิ ฑกิ เศรษฐี พอไดฟ้ งั ค�ำ ว่า พระพทุ ธเจ้า เทา่ นนั้ เอง กร็ สู้ กึ แปลกประหลาดใจ จงึ ยอ้ นถาม ถึงสามคร้งั เพ่ือใหแ้ น่ใจ เพราะค�ำ ว่า พระพทุ ธเจ้า นี้เป็นการยากย่ิงนกั ทีจ่ ะได้ยนิ ในโลกนี้ เม่อื ราชคหกเศรษฐี กลา่ วยนื ยันวา่ ขณะน้ี พระพทุ ธเจ้า พระธรรม และพระสงฆ์ เกิดข้ึนแล้วในโลก จงึ เกิดปตี แิ ละศรทั ธาเล่ือมใส อย่างแรงกล้า ปรารถนาจะไปเข้าเฝ้าพระพุทธองค์ในทันที แต่ราชคหกเศรษฐียับยั้งไว้ว่ามิใช่เวลาแห่งการ เขา้ เฝา้ จงึ รอจนรงุ่ เช้ากร็ บี ไปเขา้ เฝา้ กอ่ นทพี่ ระพทุ ธองคจ์ ะเสดจ็ ไปยงั บ้านราชคหกเศรษฐี ไดฟ้ งั อนปุ พุ พกิ ถา และอรยิ สจั ส่ี จากพระพทุ ธเจา้ แลว้ ไดด้ วงตาเหน็ ธรรมเปน็ พระโสดาบนั บคุ คลในพระพทุ ธศาสนา ประกาศตน เป็นอุบาสก ถงึ พระรัตนตรยั เปน็ สรณะตลอดชีวิต แนวทางการจัดการเรียนรู้ธรรมศึกษา ชั้นโท วชิ าอนุพุทธประวตั ิ
112 อนาถบิณฑิกเศรษฐี ได้ช่วยอังคาสถวายภัตตาหารแด่พระพุทธเจ้าและพระภิกษุสงฆ์ ครั้นเสร็จภัตกิจแล้ว ก็ได้กราบทูลอาราธนาพระพุทธเจ้าเพ่ือเสด็จไปประกาศพระศาสนาในเมืองสาวัตถี พร้อมท้ังกราบทูลว่า จะสร้างพระอารามถวายในเมอื งสาวัตถีนนั้ พระพุทธเจา้ ทรงรับอาราธนาตามค�ำ กราบทลู อนาถบิณฑิกเศรษฐี รู้สึกปลาบปลื้มปีติยินดีเป็นอย่างย่ิง รีบเดินทางกลับสู่เมืองสาวัตถีโดยด่วน ในระหว่างทางจากเมอื งราชคฤหถ์ ึงเมืองสาวัตถี ระยะทาง ๕๔ โยชน์ ไดบ้ รจิ าคทรัพยจ์ ำ�นวนมาก ให้สร้าง วิหารท่ีประทับเป็นท่ีพักทุก ๆ ระยะหนึ่งโยชน์ เมื่อถึงเมืองสาวัตถีแล้ว ได้ติดต่อขอซื้อที่ดินจากเจ้าชาย เชตราชกุมาร โดยได้ตกลงราคาด้วยการนำ�เงินปูลาดให้เต็มพื้นที่ตามที่ต้องการ ปรากฏว่าเศรษฐีใช้เงินถึง ๒๗ โกฏิ เปน็ คา่ ทดี่ นิ และอกี ๒๗ โกฏิ เปน็ คา่ กอ่ สรา้ งพระคนั ธกฏุ ที ป่ี ระทบั ของพระพทุ ธเจา้ และเสนาสนะสงฆ์ รวมเป็นเงินทัง้ สน้ิ ๕๔โกฏิ แตย่ ังขาดพืน้ ที่สร้างซุ้มประตพู ระอาราม ขณะนั้น เจ้าชายเชตราชกุมารไดแ้ สดง ความประสงค์ขอเป็นผู้จัดสร้างถวาย โดยขอให้จารึกพระนามของพระองค์ท่ีซุ้มประตูพระอาราม ดังนั้น พระอารามนจี้ ึงได้ช่อื วา่ เชตวนาราม เมื่อการก่อสร้างพระอารามเสร็จแล้ว ได้กราบทูลอาราธนาพระพุทธเจ้าพร้อมด้วยพระภิกษุสงฆ์ เสดจ็ เข้าประทบั จดั พธิ ฉี ลองพระอารามอยา่ งมโหฬารนานถงึ ๙ เดอื นไดจ้ ดั ถวายอาหารบณิ ฑบาตอนั ประณตี แก่พระพุทะเจ้าและพระภิกษุสงฆ์ เมื่อพิธีฉลองพระอารามเสร็จส้ินลงแล้วได้ กราบอาราธนาพระภิกษุ จำ�นวนประมาณ ๒,๐๐๐ รปู ไปฉนั ภตั ตาหารทบ่ี า้ นของตนทุกวันตลอดกาล สมัยหนึง่ ท่านไดต้ กอบั ลง เพราะตอ้ งเสยี ทรัพยไ์ ปครงั้ ใหญถ่ ึง ๒ ครัง้ คือ พวกพอ่ ค้าผู้เป็นสหาย ได้ขอยืมเงินไป ๑๘ โกฏิแล้วไม่ใช้คืน ทรัพย์อีกส่วนหน่ึงซ่ึงฝังไว้ที่ริมฝั่งแม่น้ํา จำ�นวน ๑๘ โกฏิ ได้ถูกนํ้า เซาะตล่ิงพังทรัพย์ก็ถูกน้ําพัดไปในมหาสมุทร แม้ท่านจะตกอับลงอย่างนี้ก็ตาม ท่านก็ยังคงให้ทานอยู่เสมอ วันละ ๕๐๐ รูป เพียงแต่ภัตตาหารท่ีจัดถวายพระภิกษุสงฆ์ลดลงท้ังคุณภาพและปริมาณ จนท่ีสุดข้าวที่หุง ถวายพระก็จำ�เป็นต้องใช้ข้าวปลายเกวียน กับข้าวก็เหลือเพียงนํ้าผักเส้ียนดอง ตนเองก็พลอยอดอยาก ลำ�บากไปด้วย ถึงกระน้ัน เศรษฐีก็ยังไม่ลดละการทำ�บุญถวายภัตตาหารแก่พระภิกษุสงฆ์ ได้แต่กราบเรียน ให้พระภิกษุสงฆ์ทราบว่า ตนเองไม่สามารถจะจัดถวายอาหารอันประณีตมีรสเลิศเหมือนเมื่อก่อนได้ เพราะ ขาดปัจจัยที่จะจัดหา พระภิกษุสงฆ์ท่ีเป็นปุถุชนก็พากันไปรับอาหารบิณฑบาตที่ตระกูลอื่นท่ีถวายอาหารมี รสเลิศกวา่ ในคราวทที่ า่ นอนาถบณิ ฑกิ เศรษฐี ตกอบั ลงนนั้ พระพทุ ธองคไ์ ดเ้ สดจ็ ไปยงั นครสาวตั ถี อกี ครงั้ หนงึ่ เสดจ็ ประทบั ณ วดั พระเชตวนั เมอ่ื ทา่ นเศรษฐเี ขา้ เฝา้ กต็ รสั ถามวา่ ในตระกลู ของทา่ น ยงั มกี ารใหท้ านอยหู่ รอื คฤหบดี ทา่ นทลู ตอบว่า ยงั ให้ทานอยู่ พระเจ้าข้า แต่ทานน้นั เป็นของเศรา้ หมอง เป็นปลายข้าว มีน้ําผักดอง เปน็ ทส่ี อง พระพุทธองคต์ รัสวา่ วัตถุที่ใหน้ ้ัน จะเศร้าหมอง หรอื ประณีตก็ตาม แตถ่ า้ ผู้ให้เทให้ ไม่เช่ือกรรม และผลของกรรม ทานนน้ั ยอ่ มใหผ้ ลไมด่ ี แตถ่ า้ ผใู้ หท้ าน ใหด้ ว้ ยความเคารพ ใหด้ ว้ ยความนอบนอ้ ม ใหด้ ว้ ยมอื ของตนเอง ไม่ทง้ิ ใหเ้ ทให้ ใหเ้ พราะเช่ือกรรมและผลของกรรม ทานน้นั ย่อมให้ผลดี แนวทางการจดั การเรียนรู้ธรรมศึกษา ช้ันโท วชิ าอนพุ ุทธประวัติ
113 ขณะนน้ั เทวดาตนหนึง่ ผูเ้ ป็นมจิ ฉาทิฎฐิ ซงึ่ สงิ สถิตอยูท่ ่ีซมุ้ ประตบู า้ นของท่านอนาถบณิ ฑกิ เศรษฐี ไม่เล่ือมใสพุทธศาสนา เบื่อระอาที่พระภิกษุสงฆ์เดินรอดซุ้มประตูเข้าออกทุกวัน เพราะในขณะท่ีภิกษุสงฆ์ เดินรอดซุ้มประตูนั้นตนไม่สามารถจะอยู่บนซุ้มประตูได้ เมื่อเห็นเศรษฐีกลับกลายมีฐานะยากจนลงเพราะ ทำ�บุญแก่พระสงฆ์ในพระพุทธศาสนา จึงปรากฎกายต่อหนา้ ท่านเศรษฐีกลา่ วห้ามปรามให้เศรษฐีเลิกทำ�บุญ เสียเถิด แล้วทรัพย์สนิ เงินทองกจ็ ะเพม่ิ พนู ขึน้ เหมอื นเดมิ ทา่ นเศรษฐีจงึ ถามว่า ทา่ นเปน็ ใคร เทวดาตอบวา่ ข้าพเจ้าเป็นเทวดาผู้สิงสถิตอยู่ที่ซุ้มประตูเรือนของทา่ น เศรษฐีจึงกลา่ ววา่ ดูก่อน เทวดาอนั ธพาล เราไม่ตอ้ งการเหน็ ไม่ต้องการฟังคำ�พูดของทา่ น ขอทา่ นจงออกไปจากซุ่มประตเู รอื นของเรา อย่ามาใหข้ า้ พเจา้ เหน็ อกี เปน็ อนั ขาด เทวดาตกใจ ไมส่ ามารถจะอย่ทู ซ่ี มุ่ ประตเู รือนของเศรษฐีได้อกี ต่อไป กลายเปน็ เทวดาไรท้ ส่ี ิงสถติ ไดร้ บั ความเดอื ดรอ้ นอยา่ งหนกั เขา้ ไปหาเทวดาผมู้ ศี กั ดส์ิ งู กวา่ ตนใหช้ ว่ ยเหลอื แตไ่ มม่ เี ทวดาองคใ์ ดจะสามารถ ชว่ ยได้ เพียงแตบ่ อกอบุ ายใหว้ ่า ทรพั ย์เก่าของเศรษฐีทัง้ หมดมจี ำ�นวน ๕๔ โกฏิ ซงึ่ รวมทง้ั ทรัพยท์ ี่ใสภ่ าชนะ ฝังไว้ท่ีริมฝ่ังแม่นํ้าถูกนํ้าเซาะตล่ิงพังจมหายไปในสายน้ํา ท่านจงไปนำ�ทรัพย์เหล่าน้ันกลับคืนมามอบให้ ท่านเศรษฐี แล้วทา่ นเศรษฐกี ็จะหายโกรธยกโทษให้ และอนญุ าตใหอ้ ยู่อาศัยทซ่ี ุ้มประตบู า้ นดังเดิมได้ เทวดาทำ�ตามนั้น ได้น�ำ ทรพั ยเ์ หล่านน้ั มามอบให้เศรษฐดี ว้ ยอ�ำ นาจฤทธ์เิ ทวดา เมือ่ เศรษฐยี กโทษ ใหแ้ ลว้ ได้อยู่ ณ สถานทเ่ี ดมิ ของตนสบื ไป อนาถบิณฑิกเศรษฐีเปน็ เป็นต้นแบบการท�ำ บุญอทุ ศิ ให้ผตู้ าย โดยปรารภเหตุเลก็ ๆ น้อย ๆ ข้นึ มาเป็นเรือ่ งท�ำ บญุ ได้เสมอ เชน่ วนั หน่งึ หลานของท่านเลน่ ตุ๊กตา ท่ีทำ�จากแป้งแล้วหล่นลงแตก หลานร้องไห้ด้วยความเสียดายตุ๊กตา เพราะไม่มีตุ๊กตาจะเล่น ท่านเศรษฐี ไดป้ ลอบโยนหลานวา่ ไมเ่ ปน็ ไร เราชว่ ยกนั ท�ำ บญุ อทุ ศิ สว่ นกศุ ลไปใหต้ กุ๊ ตากนั เถดิ ปรากฏวา่ หลานหยดุ รอ้ งไห้ รุ่งเช้า ท่านจึงพาหลายช่วยกันทำ�บุญเล้ียงพระแล้วกรวดนํ้าอุทิศส่วนกุศลไปให้ตุ๊กตาข่าวการทำ�บุญอุทิศ สว่ นกุศลไปใหต้ กุ๊ ตาของทา่ นเศรษฐี แพรข่ ยายไปอยา่ งรวดเร็ว ประชาชนชาวพทุ ธบรษิ ัททง้ั หลาย เหน็ เปน็ เร่ืองแปลกและเป็นสิ่งท่ีดีท่ีควรกระทำ� ดังน้ันเมื่อญาติผู้เป็นที่รักของตนตายลงก็พากันทำ�บุญอุทิศส่วนกุศล ไปใหเ้ หมอื นอยา่ งท่ที า่ นเศรษฐีกระทำ�น้ัน และถือปฏบิ ตั ิกันอย่างแพรห่ ลายสืบต่อมาจนถงึ ปจั จบุ ัน ตามปกติทุก ๆ วัน ภิกษุทั้งหมดผู้อยู่ในเมืองสาวัตถีจะรับนิมนต์เพื่อฉันภัตตาหารในบ้านของ อนาถบิณฑิกเศรษฐี และในบ้านของนางวิสาขา ดังน้ัน บุคคลอ่ืน ๆ ผู้ประสงค์จะถวายทานแก่ภิกษุสงฆ์ กต็ อ้ งมาขอโอกาสจากทา่ นทงั้ สองน้ี เมอ่ื นมิ นตพ์ ระไดแ้ ลว้ กต็ อ้ งเชญิ ทา่ นทงั้ สองนไี้ ปเปน็ ประธานทปี่ รกึ ษาดว้ ย ทั้งน้ีก็เพราะทา่ นท้ังสองทราบดีว่า ควรประกอบควรปรุงอาหารอย่างไรให้ต้องกับอัธยาศัยและวินัยของพระ ควรจัดสถานท่ีอย่างไรจึงจะเหมาะสม นอกจากน้ีก็เพื่อเป็นสิริมงคลแก่เจ้าของบ้านเรือนที่จัดงานอีกด้วย ดังน้ัน ท่านทั้งสองจึงไม่ค่อยมีเวลาอยู่ปฏิบัติเล้ียงดูพระภิกษุท่ีนิมนต์มาฉันที่บ้านของตน นางวิสาขาจึงได้ มอบหมายภารกจิ หนา้ ทนี่ แ้ี กห่ ลานสาวสว่ นอนาถบณิ ฑกิ เศรษฐี ไดม้ อบใหแ้ กล่ กู สาวคนโตชอื่ ว่า มหาสภุ ทั ทา นางได้ทำ�หน้าท่ีนี้อยู่ระยะหน่ึง ได้ฟังธรรมจากพระพุทธเจ้าแล้วได้บรรลุเป็นพระโสดาบัน ต่อมาได้แต่งงาน แล้วก็ติดตามไปอยู่ในสกุลของสามีจากนั้นอนาถบิณฑิกเศรษฐีก็ได้มอบหมายให้ลูกสาวคนท่ีสองชื่อว่า จุลสุภัททา นางก็ทำ�หน้าท่ีแทนบิดาด้วยดีโดยตลอด และก็ได้สำ�เร็จเป็นพระโสดาบันเช่นกัน ต่อจากนั้น แนวทางการจัดการเรยี นร้ธู รรมศกึ ษา ช้นั โท วิชาอนพุ ุทธประวตั ิ
114 ไม่นาน นางกไ็ ด้แยกไปอยู่กับครอบครัวของสกุลสามี อนาถบณิ ฑิกเศรษฐี จึงไดม้ อบหนา้ ที่ให้ลกุ สาวคนเลก็ ชอ่ื ว่า สมุ นาเทวี กระทำ�แทนสืบมา สมุ นาเทวี ท�ำ หนา้ ที่ด้วยความขยันเข้มแข็ง งานส�ำ เรจ็ ลงด้วยความเรยี บรอ้ ยทกุ วันทัง้ ๆ ท่ีนางอายุ ยังน้อย จากการที่นางได้ทำ�บุญถวายภัตตาหาร แด่พระภิกษุสงฆ์และได้ฟังธรรมเป็นประจำ� นางก็ได้บรรลุ เปน็ พระสกทาคามี แต่ต่อมานางได้ลม้ ป่วยลงมอี าการหนัก ใคร่อยากจะพบบดิ า จงึ ให้คนไปเชญิ บดิ ามา ท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี พอได้ทราบว่าลูกสาวป่วยหนักก็รีบมาเยี่ยมโดยเร็ว พอมาถึงได้ถาม ลกู สาวว่า แม่สมุ นา เจ้าเปน็ อะไร อะไรเล่า น้องชาย ลูกสาวตอบ เจ้าเพอ้ หรือ แม่สุมนา บดิ าถาม ไม่เพ้อหรอก น้องชาย ลกู สาวตอบ แม่สุมนา ถ้าอยา่ งน้ัน เจา้ กลัวหรือ บดิ าถาม ไมก่ ลัวหรอก นอ้ งชาย นางสมุ นาเทวี พูดโต้ตอบกบั บดิ าไดเ้ พยี งเท่านน้ั ก็ถงึ แก่กรรม ท่านเศรษฐี แม้จะเป็นพระโสดาบัน ก็ไม่อาจจะกล้ันความเศร้าโศกเสียใจเพราะการจากไปของ ธดิ าได้ เมื่อเสร็จงานศพไดร้ ้องไหน้ ํ้าตานองหนา้ ไปเขา้ เฝา้ พระพุทธเจ้า พระพุทธองค์ตรสั ปลอบว่า อนาถบณิ ฑกิ ะ ก็ความตายเป็นสิง่ เทยี่ งแทข้ องสรรพสัตวม์ ิใช่หรือ เหตุไฉนท่านจึงร้องไห้อย่างน้ี อนาถปณิ ฑิกเศรษฐี กราบทลู วา่ ข้าแต่พระองคผ์ เู้ จรญิ ขอ้ นนั้ ขา้ พระองคท์ ราบดี แตน่ างสมุ นาเทวี ธดิ าของขา้ พระองค์ เมอื่ ใกลเ้ วลาจวนจะตาย นางไมส่ ามารถคมุ สตไิ ดเ้ ลย นางบน่ เพอ้ จนกระทง่ั ตาย ขา้ พระองค์ โทมนัสร้องไห้เพราะเหตุน้ี พระเจ้าข้าพร้อมท้ังได้กราบทูลถ้อยคำ�ที่นางสุมนาเทวีเรียนตนเองว่าน้องชาย ถวายให้พระพุทธองคท์ รงทราบ พระพทุ ธเจา้ ไดส้ ดับแลว้ ตรัสว่า ดกู อ่ นมหาเศรษฐี บตุ รของทา่ นมไิ ดเ้ พอ้ หลงสตอิ ยา่ งทท่ี า่ นเขา้ ใจ แตท่ นี่ างเรยี กทา่ นวา่ นอ้ งชายนนั้ กเ็ พราะทา่ นเปน็ นอ้ งของนางจรงิ ๆ นางเปน็ ใหญก่ วา่ ทา่ นโดยมรรคและผล เพราะทา่ นเปน็ เพยี งพระโสดาบนั แต่ธิดาของท่านเปน็ พระสกทาคามี เปน็ อรยิ บคุ คลสงู กว่าท่าน และบดั น้ี นางไดไ้ ปเกดิ เสวยสุขอยบู่ นสวรรค์ ชนั้ ดสุ ติ แลว้ นแ่ี หละคฤหบดี ธรรมดาบคุ คลไมว่ า่ จะเปน็ คฤหสั ถห์ รอื บรรพชติ กต็ าม ถา้ อยดู่ ว้ ยความไมป่ ระมาท ประพฤตดิ ปี ฏิบัติชอบ กย็ ่อมเสวยสุขเพลินทง้ั ในโลกน้แี ละโลกหนา้ อนาถบิณฑิกเศรษฐี ได้ฟังพระพุทธดำ�รัสแล้วหายจากความเศร้าโศกเสียใจกลับได้รับความปีติ เอิบอ่ิมใจขึ้นมาแทน เมื่อควรแก่เวลาแล้ว ก็กราบทูลลากลับสู่เคหสถานของตนเพราะความที่อนาถบิณฑิก เศรษฐี เปน็ ผู้มีศรทั ธาม่ันคงไมห่ ว่ันไหว ฝักใฝใ่ นการทำ�บญุ ให้ทาน ไม่มีผใู้ ดจะเปรยี บเทียบได้ พระพทุ ธองค์ ยกย่องทา่ นในต�ำ แหนง่ เอตทัคคะ เป็นผเู้ ลศิ กวา่ อุบาสกท้งั หลาย ในฝา่ ย ผเู้ ป็นทายก แนวทางการจดั การเรยี นร้ธู รรมศึกษา ช้นั โท วิชาอนุพทุ ธประวตั ิ
115 ใบความรู้ท่ี ๑๓ จิตตคฤหบดี ๒๒. จติ ตคฤหบดี จิตตคฤหบดี เป็นบุตรใครไม่ปรากฏ แต่ท่านมีบุญได้ทำ�ไว้ดีในปางก่อน ส่งผลให้ท่านหลายชาติ ตลอดถึงชาติน้ี ในวันท่านเกิด มีฝนดอกไม้ทิพย์ตกลงจากฟากฟ้ากองที่พื้นดิน หนาข้ึนเพียงเข่าในเมือง มัจฉกิ าสณฑ์ วันหน่ึงได้พบพระมหานามะ หน่ึงในหมู่ปัญจวัคคีย์ภิกษุ เที่ยวบิณฑบาตอยู่ในเมืองมัจฉิกาสณฑ์ เกิดความเล่ือมใสในอริ ยิ าบถ จึงนิมนตใ์ หฉ้ นั ในบา้ น ไดฟ้ งั ธรรมกถาจากพระเถระแลว้ ได้บรรลโุ สดาปัตติผล มีศรัทธามั่นคงไม่หว่ันไหว ได้หลั่งน้ําในมือพระเถระอุทิศถวาย อัมพาฏกวัน ของตนให้เป็นสังฆาราม และ ตอ่ มาก็สรา้ งวหิ ารใหญม่ ปี ระตเู ปิดไวร้ ับพระสงฆ์มาจากทศิ ทง้ั ๔ มี พระสุธรรมเถระเป็นเจา้ อาวาส โดยสมัยอ่ืน พระอัครสาวกทั้งสอง สดับกถาพรรณนาคุณของจิตตคฤหบดีแล้ว ใคร่จะทำ�ความ สงเคราะหแ์ ก่คฤหบดนี ้ัน จึงไดไ้ ปสมู่ จั ฉิกาสณฑนคร จิตตคฤหบดีทราบการมาของพระอัครสาวกทง้ั สองนน้ั จึงไปต้อนรับส้ินทางประมาณกึ่งโยชน์ พาพระอัครสาวกทั้งสองนั้นมาแล้ว นิมนต์ให้เข้าไปสู่วิหารของตน ทำ�อาคันตกุ วตั รแล้วอ้อนวอนพระธรรมเสนาบดีว่า “ทา่ นผู้เจริญ กระผมปรารถนาฟงั ธรรมกถาสกั หนอ่ ย ครั้งนั้น พระเถระกล่าวกับเขาว่า อุบาสก อาตมะทั้งหลายเหน็ดเหนื่อยแล้วโดยทางไกล อน่ึง ท่านจงฟังเพยี งนิดหนอ่ ยเถดิ ดังนแ้ี ล้ว ก็กลา่ วธรรมกถาแกเ่ ขา คฤหบดีฟงั ธรรมกถาของพระเถระอยูแ่ ล บรรลุอนาคามิผลแล้ว เขาไหวพ้ ระอคั รสาวกทง้ั สองแลว้ นิมนตว์ ่า ทา่ นผู้เจริญ พรงุ่ นีข้ อท่านทงั้ สอง กบั ภกิ ษพุ ันรปู รับภิกษาที่เรือนกระผม แล้วจึงมานมิ นตพ์ ระสุธรรมเถระเจ้าอาวาสภายหลังว่า ท่านขอรบั พรุ่งนแี้ ม้ท่านกพ็ ึงมากับพระเถระทัง้ หลาย พระสุธรรมเถระน้ันก็โกรธว่าอุบาสกน้ี มานิมนต์เราภายหลัง จึงปฏิเสธ แม้อันคฤหบดีอ้อนวอน อยบู่ อ่ ย ๆ กป็ ฏิเสธแล้วนน่ั แหละ ในวนั รุ่งขน้ึ จิตตคฤหบดีได้จัดแจงทานใหญ่ไวใ้ นท่อี ย่ขู องตน ในเวลาใกลร้ งุ่ ฝ่ายพระสุธรรมเถระก็คิดจะไปดูว่า พรุ่งนี้คฤหบดีจะจัดแจงสักการะ เพ่ือพระอัครสาวกทั้งสอง ไวเ้ ชน่ ไร รงุ่ ข้นึ จึงไดถ้ อื บาตรและจวี รไปสู่เรอื นของคฤหบดนี ้ันแต่เช้าตรู่ เม่ือไปถึงเรือนคฤหบดีแล้ว แม้คฤหบดีจะกล่าวนิมนต์ให้น่ัง พระสุธรรมเถระนั้นก็ปฏิเสธว่า เราไม่นั่ง เราจะเที่ยวบิณฑบาต แล้วก็เท่ียวตรวจดูสักการะที่คฤหบดีเตรียมไว้เพื่อพระอัครสาวกท้ังสอง เมื่อเห็นแล้วก็ใคร่จะเสียดสีคฤหบดีโดยชาติ จึงกล่าวว่า คฤหบดีสักการะของท่านล้นเหลือ แต่ก็ขาดอยู่ อย่างเดยี วเทา่ นน้ั แนวทางการจัดการเรยี นรธู้ รรมศึกษา ชัน้ โท วิชาอนพุ ทุ ธประวตั ิ
116 คฤหบดี อะไร ขอรบั พระเถระ ตอบวา่ “ขนมแดกงา คฤหบดี คร้ันพระเถระถกู คฤหบดรี กุ รานด้วยวาจาอปุ มาดว้ ยกา กโ็ กรธ แล้วกลา่ ววา่ คฤหบดี อาวาสน้ีเป็นของท่าน เราจักหลกี ไป แม้คฤหบดีจะห้ามถึง ๓ ครั้ง แต่พระเถระก็มิฟัง หลีกไปสู่สำ�นักพระพุทธเจ้า กราบทูลคำ�ที่ จติ ตคฤหบดี และตนกลา่ วแลว้ พระพุทธเจา้ ตรัสวา่ อุบาสกอันเธอดา่ ดว้ ยคำ�เลว เป็นคนมีศรัทธาเลอื่ มใส ดังนแี้ ลว้ ทรงปรบั โทษ แก่พระสุธรรมเถระน้ัน แล้วรับส่ังให้สงฆ์ลงปฏิสารณียกรรม (กรรมอันให้ระลึกถึงความผิด) แล้วส่งไปว่า เธอจงไป แล้วใหจ้ ติ ตคฤหบดียกโทษเสีย พระเถระไปในท่ีนนั้ แลว้ กล่าวแสดงโทษของตน พร้อมกับขอให้คฤหบดียกโทษให้ แต่คฤหบดีนน้ั ปฏิเสธการยกโทษแก่พระเถระ คร้ันเมื่อไม่อาจให้คฤหบดีน้ันยกโทษให้ตนได้ พระเถระจึงกลับมาสู่สำ�นัก พระพทุ ธเจ้า แม้พระพุทธเจ้าก็ทรงทราบว่าอุบาสกจักไม่ยกโทษแก่พระสุธรรมนั้น ทรงดำ�ริว่าภิกษุนี้ กระด้าง เพราะมานะ จึงไม่ทรงบอกอุบายเพ่ือให้คฤหบดียกโทษให้เลย ทรงส่งให้กลับไปใหม่ โดยประทานภิกษุ ผู้อนทุ ูตแก่เธอผูน้ ำ�มานะออกแล้ว ตรสั ว่า “เธอจงไปเถิด ไปกบั ภิกษนุ ี้ จงใหอ้ ุบาสกยกโทษ ดังน้แี ล้ว ตรัสวา่ ธรรมดาสมณะไม่ควรทำ�มานะหรือริษยาว่า วิหารของเรา ท่ีอยู่ของเรา อุบาสกของเรา อุบาสิกา ของเรา เพราะเมือ่ สมณะท�ำ อยา่ งน้นั เหล่ากิเลส มีรษิ ยาและมานะเป็นตน้ ยอ่ มเจริญ เม่อื จะทรงสบื อนุสนธแิ สดงธรรม จงึ ตรสั พระคาถาเหลา่ นวี้ า่ ภกิ ษุผู้พาล พงึ ปรารถนาความยกย่องอนั ไม่ มีอยู่ ความแวดลอ้ มในภกิ ษทุ ัง้ หลาย ความเป็นใหญ่ ในอาวาส และการบูชาในตระกลู แห่งชนอื่น ความ ดำ�ริ ย่อมเกดิ ขน้ึ แก่ภกิ ษผุ ้พู าลวา่ คฤหัสถ์และ บรรพชิตทั้งสอง จงสำ�คญั กรรม อนั เขาท�ำ เสร็จแล้ว เพราะอาศัยเราผ้เู ดยี ว จงเปน็ ไปในอ�ำ นาจของเรา เท่าน้นั ในกจิ นอ้ ยใหญ่ กจิ ไร ๆ ริษยาและมานะ ยอ่ มเจริญ แก่เธอ แมพ้ ระสธุ รรมเถระฟงั พระโอวาทนแี้ ลว้ ถวายบงั คมพระพทุ ธเจา้ ลกุ ขน้ึ จากอาสนะ กระท�ำ ประทกั ษณิ แล้ว ไปกับภิกษุผู้เป็นอนุฑูตน้ัน แสดงอาบัติต่อหน้าอุบาสก ขออุบาสกให้ยกโทษแล้วพระสุธรรมเถระนั้น เมอื่ อบุ าสกยกโทษใหด้ ว้ ยการกลา่ ววา่ กระผมยกโทษใหข้ อรบั ถา้ โทษของกระผมมี ขอทา่ นจงยกโทษแกก่ ระผม แล้วท่านพระสุธรรมเถระก็ตั้งอยู่ในพระโอวาทท่ีพระพุทธเจ้าประทานแล้ว โดย ๒ - ๓ วันเท่าน้ัน ก็บรรลุ พระอรหตั ผล พร้อมด้วยปฏิสมั ภทิ า ฝา่ ยอบุ าสกคดิ วา่ เรายงั ไมไ่ ดเ้ ฝา้ พระพทุ ธเจา้ เลย เมอื่ บรรลโุ สดาปตั ตผิ ลแลว้ ยงั ไมไ่ ดเ้ ฝา้ พระศาสดา เหมือนกนั เมือ่ ดำ�รงอยใู่ นอนาคามผิ ล เราควรเฝ้าพระพทุ ธองคโ์ ดยแท้ แนวทางการจดั การเรียนรธู้ รรมศกึ ษา ช้ันโท วิชาอนุพุทธประวัติ
117 คฤหบดนี นั้ ใหเ้ ทยี มเกวยี น ๕๐๐ เลม่ เตม็ ดว้ ยวตั ถุ มงี า ขา้ วสาร เนยใส นา้ํ ออ้ ย และผา้ นงุ่ หม่ เปน็ ตน้ แล้วให้บอกแก่หมู่ภิกษุวา่ “พระผู้เป็นเจา้ ทั้งหลายใด ประสงค์จะเฝา้ พระศาสดา พระผู้เป็นเจา้ ท้ังหลายน้ัน จงไป จักไม่ลำ�บากด้วยบิณฑบาตเห็นต้นดังนี้แล้ว ก็ให้แจ้งทั้งแก่หมู่ภิกษุณี ทั้งแก่พวกอุบาสกทั้งแก่ พวกอบุ าสกิ า ภิกษปุ ระมาณ ๕๐๐ รูป ภกิ ษณุ ีประมาณ ๕๐๐ รปู อบุ าสกประมาน ๕๐๐ อุบาสกิ าประมาณ ๕๐๐ ออกไปกับคฤหบดีน้ัน เขาตระเตรียมแล้วโดยประการที่จะไม่มีความบกพร่องสักน้อยหน่ึง ด้วย ข้าวยาคูและภตั เป็นต้น ในหนทาง ๓๐ โยชน์ เพ่ือชนสามพันคน คอื เพือ่ ภกิ ษเุ ป็นตน้ เหลา่ นน้ั และเพือ่ บรษิ ัท ของตน ฝา่ ยเทวดาทั้งหลาย เม่อื ทราบความที่อบุ าสกนั้นออกเดินทางไปเฝา้ พระพทุ ธเจ้าแล้ว ก็ไปเนรมติ ค่ายท่ีพักไว้ตามระยะทางทุก ๆ โยชน์ (๑๖ กิโลเมตร) แล้วบำ�รุงชนเหล่านั้นด้วยอาหารวัตถุ มีข้าวยาคู ของควรเคีย้ ว ภตั และน้ําด่มื เป็นต้น อันเปน็ ทพิ ย์ ความบกพร่องดว้ ยวตั ถุอะไร ๆ มิได้เกิดขึ้นแก่ใคร ๆ มหาชนอนั เทวดาทงั้ หลายบ�ำ รงุ อยอู่ ยา่ งนนั้ เดนิ ทางไดว้ นั ละโยชน์ ๆ โดยเดอื นหนง่ึ กถ็ งึ เมอื งสาวตั ถี เกวียนทั้ง ๕๐๐ เล่ม ก็ยังเต็มบริบูรณ์เช่นเดิมนั้นแหละ คฤหบดีได้สละบรรณาการท่ีพวกเทวดาและ มนุษย์ทัง้ หลายน�ำ มา ไปแล้ว พระพุทธเจ้าตรัสกับพระอานนทเถระว่า อานนท์ ในเวลาบ่ายวันนี้ จิตตคฤหบดีพร้อมด้วย อบุ าสก ๕๐๐ ผูแ้ วดล้อมอยู่ จกั มาไหวเ้ รา พระอานนท์ พระเจ้าขา้ ก็ในกาลท่จี ิตตคฤหบดีน้นั ถวายบงั คมพระองค์ ปาฏิหารยิ ์ไรๆจกั มีหรอื พระศาสดาตรัสวา่ จกั มี อานนท์ อานนท์ถามว่า ปาฏหิ าริยอ์ ะไร พระเจา้ ขา้ พระพุทธเจ้าตรัสว่า ในกาลท่ีจิตตคฤหบดีมาไหว้เรา ฝนดอกไม้ทิพย์ ๕ สี จะตกโดยประมาณ เพยี งเข่า ในบริเวณประมาณ ๘ กรสี (ประมาณ ๕๐๐ เมตร) ชาวเมอื ง เมอ่ื ไดฟ้ งั ขา่ วนนั้ แลว้ กค็ ดิ วา่ ไดย้ นิ วา่ จติ ตคฤหบดผี มู้ บี ญุ มากถงึ อยา่ งนน้ั จะมาถวายบงั คม พระพุทธเจ้าในวันนี้ เขาว่าปาฏิหาริย์อย่างนี้จะเกิดข้ึน พวกเราจะได้เห็นผู้มีบุญมากนั้น ดังน้ีแล้วได้ถือเอา เครือ่ งบรรณาการไปยนื อยู่สองข้างทาง ในกาลท่จี ิตตคฤหบดมี าใกล้วหิ าร ภิกษุ ๕๐๐ รูปมาถึงกอ่ น จิตตคฤหบดกี ล่าวกับพวกอบุ าสกิ าวา่ ท่านท้งั หลาย จงตามมาขา้ งหลัง สว่ นตนกบั อุบาสก ๕๐๐ กไ็ ด้ไปสสู่ �ำ นกั ของพระพุทธเจ้า ทา่ มกลางสายตา ของมหาชนท้งั หลาย ผเู้ ข้าเฝ้าอยใู่ นท่ีเฉพาะพระพกั ตรข์ องพระพุทธเจ้า คฤหบดนี ั้นเข้าเฝา้ พระพทุ ธเจ้า เข้าไปภายในพระพุทธรศั มีมีพรรณะ ๖ จับพระบาทพระพทุ ธเจ้า ที่ข้อพระบาทท้ังสองถวายบังคมแล้ว ในขณะน้ันเอง ฝนดอกไม้มีประการดังกล่าวมาตกแล้ว มหาชน เปล่งเสยี งสาธุการข้นึ พรอ้ มกัน แลว้ พระพุทธเจา้ จึงตรสั สฬายตนวภิ ังค์ โปรดคนเหล่านนั้ ตามอัธยาศยั ของจิตตคฤหบดี แนวทางการจัดการเรยี นรู้ธรรมศกึ ษา ชน้ั โท วชิ าอนพุ ุทธประวตั ิ
118 คฤหบดี อยใู่ นส�ำ นกั พระพทุ ธเจ้าสน้ิ เดอื นหนงึ่ ไดน้ มิ นตภ์ กิ ษสุ งฆท์ ง้ั สน้ิ มพี ระพทุ ธเจ้าเปน็ ประธาน ใหน้ งั่ ในวหิ ารนน่ั แหละ ถวายทานใหญแ่ ลว้ นมิ นตภ์ กิ ษแุ มท้ ม่ี าพรอ้ มกบั ตนใหอ้ ยภู่ ายในอารามนน้ั แหละบ�ำ รงุ แลว้ ไม่ต้องหยบิ อะไร ๆ ในเกวียนของตนแมส้ ักวันหนงึ่ ได้ทำ�กจิ ทกุ อยา่ งด้วยบรรณาการทีเ่ ทวดาและมนษุ ย์ ท้งั หลายนำ�มาเทา่ น้ัน จติ ตคฤหบดนี ัน้ ถวายบงั คมพระพทุ ธเจ้าแลว้ กราบทลู วา่ พระเจ้าขา้ ขา้ พระองค์มาดว้ ยตั้งใจว่า จะถวายทานแดพ่ ระองค์ ได้พกั อยูใ่ นระหวา่ งทางเดือนหนึง่ และในทนี่ เ้ี วลาเดอื นหนงึ่ ของขา้ พระองคก์ ไ็ ดล้ ว่ งไปแลว้ สง่ิ ของทข่ี า้ พระองคต์ งั้ ใจจะน�ำ มาถวายนนั้ ขา้ พระองค์ ยงั มไิ ดต้ อ้ งน�ำ ออกมาถวายทานเลย ดว้ ยวา่ ของอะไร ๆ ทไ่ี ดถ้ วายทานตลอดเวลาทผ่ี า่ นมานี้ เปน็ สง่ิ ของทเี่ ทวดา และมนุษยท์ ้งั หลายนำ�มาทง้ั นน้ั ขา้ พระองคน์ ั้น แม้ถา้ จะอยใู่ นทน่ี ้ไี ปอีกตลอดปหี น่ึง ก็จะไมไ่ ด้โอกาสเพ่ือจะ ถวายไทยธรรมของข้าพระองคแ์ นแ่ ท้ ขา้ พระองคป์ รารถนาจกั น�ำ ของในเกวยี นออกถวายเปน็ ทานแลว้ กลบั ไป ขอพระองค์ จงโปรดใหบ้ อกท่สี ำ�หรบั เก็บของนนั้ แกข่ า้ พระองค์เถดิ พระพทุ ธเจา้ ตรสั กับพระอานนทเถระวา่ อานนท์ เธอจงใหจ้ ัดทแ่ี ห่งหนึ่งให้ว่าง ใหแ้ ก่อุบาสก พระเถระ ได้กระทำ�อยา่ งนนั้ แลว้ .ไดย้ นิ วา่ พระพทุ ธเจ้าทรงอนุญาตกปั ปยิ ภมู ิแกจ่ ิตตคฤหบดแี ล้ว ฝา่ ยอบุ าสกกบั ชนทง้ั สามพนั คน ซงึ่ มาพรอ้ มกบั ตน กเ็ ดนิ ทางกลบั ดว้ ยเกวยี นเปลา่ แลว้ พวกเทวดา กไ็ ด้เนรมิตรัตนะ ๗ ประการบรรจไุ วเ้ ตม็ เกวียนน้นั ในคร้ังน้ัน พระอานนทเถระ ถวายบังคมพระพุทธเจา้ แล้ว กราบทูลถามว่า สักการะท่ีเกิดขึ้นแก่ คฤหบดนี นั้ จะเกดิ เฉพาะเม่อื คฤหบดนี นั้ มาเฝ้าพระองคเ์ ท่านัน้ หรอื แมไ้ ปในท่ีอ่นื ก็เกดิ ข้นึ เหมือนกัน พระพทุ ธเจา้ ตรัสว่า อานนท์ จติ ตคฤหบดีนั้นมาสสู่ �ำ นักของเราก็ดี ไป ณ ทีอ่ นื่ ก็ดี สกั การะยอ่ ม เกดิ ขนึ้ ทงั้ นนั้ เพราะอบุ าสกนเ้ี ปน็ ผมู้ ศี รทั ธา เลอื่ มใส มศี ลี สมบรู ณ์ อบุ าสกเชน่ นี้ ไปประเทศใด ๆ ลาภสกั การะ ย่อมเกิดแก่เขาในประเทศน้ัน ๆ ทเี ดยี ว ดังน้แี ล้ว ตรัสพระคาถาวา่ ผมู้ ีศรทั ธา สมบรู ณด์ ว้ ยศลี เพียบพร้อม ด้วยยศ และโภคะ ยอ่ มคบประเทศใด ๆ ย่อมเป็นผู้ อนั เขาบูชาแลว้ ในประเทศน้นั ๆ ทเี ดียว จิตตคฤหบดีได้เป็นผู้ที่เชี่ยวชาญในเรื่องการแสดงธรรม โดยมีเร่ืองที่เป็นเค้ามูลท่ีแสดงให้เห็นว่า ท่านเชีย่ วชาญในเรื่องนนั้ อยหู่ ลายเร่อื ง เช่น ทา่ นไดแ้ สดงธรรมแกป้ ัญหาทีเ่ หลา่ ภกิ ษทุ ่อี มั พาฏการามไดส้ งสัยในเร่ือง ธรรมเหล่าน้ี คอื สงั โยชน์ ก็ดี สังโยชนียธรรมก็ดี มีอรรถตา่ งกัน มีพยัญชนะตา่ งกันหรือวา่ มีอรรถเหมือนกัน พยัญชนะเทา่ นั้นต่างกัน ซึ่งท่านก็ได้แสดงธรรมแก้ข้อสงสยั นนั้ จนเปน็ ทีพ่ อใจของพระสงฆเ์ หลา่ นน้ั อีกครั้งหนึ่งท่านได้แสดงธรรมโดยละเอียดในเร่ืองท่ี ท่านพระกามภูอยู่ที่อัมพาฏกวัน ใกล้ราวป่า มัจฉิกาสณฑ์ ไดข้ อให้ท่านขยายความภาษิตท่ีพระพุทธเจ้าไดต้ รสั ไว้โดยยอ่ วา่ เธอจงดรู ถอนั ไมม่ โี ทษ มหี ลงั คาขาว มเี พลาเดยี ว ไมม่ ที กุ ข์ แลน่ ไปถงึ ทห่ี มาย ตดั กระแสตณั หาขาด ไมม่ กี ิเลสเครื่องผูกพัน ฯ แนวทางการจดั การเรียนรูธ้ รรมศึกษา ช้ันโท วชิ าอนพุ ุทธประวตั ิ
119 ซ่งึ ทา่ นคฤหบดีก็ไดข้ ยายใหท้ ่านพระกามภูฟงั จนท่านพระกามภไู ด้ชมเชย ท่านไดแ้ สดงธรรมแก้ปัญหาที่ทา่ นพระโคทตั ตะทีอ่ มั พาฏการามไดส้ งสัยในเร่ือง ธรรมเหลา่ น้ี คอื อปั ปมาณาเจโตวมิ ตุ ิ อากญิ จญั ญาเจโตวมิ ตุ ิ สญุ ญตาเจโตวมิ ตุ ิ และอนมิ ติ ตาเจโตวมิ ตุ ิ มอี รรถตา่ งกนั มพี ยญั ชนะ ต่างกัน หรือว่า มีอรรถเหมือนกัน ต่างกันแต่พยัญชนะเท่านั้น ซึ่งท่านก็ได้แสดงธรรมแก้ข้อสงสัยน้ันจน เป็นที่พอใจแกท่ ่านพระโคทัตตะ ท่านคฤหบดีได้แสดงธรรมให้อเจลกัสสปผู้สหายให้เล่ือมใสพุทธศาสนา จนขอบวชและต่อมา ไดเ้ ป็นพระอรหนั ต์ ท่านคฤหบดีได้มีหนังสือพรรณนาพระพุทธคุณส่งไปให้ อิสิทัตตะผู้เป็นสหายท่ีไม่เคยเห็นกัน ของตน จนอิสิทัตตะเกิดความเลื่อมใสในพระพุทธเจ้า บวชในสำ�นักของพระมหากัจจายนเถระ ได้บำ�เพ็ญ วปิ สั สนาแลว้ ตอ่ กาลไม่นานนกั ก็ได้บรรลุพระอรหันต์ ตอ่ มาภายหลงั พระพทุ ธเจา้ เมอ่ื ทรงสถาปนาเหลา่ อบุ าสกไวใ้ นต�ำ แหนง่ ตา่ ง ๆ ตามล�ำ ดบั ทรงท�ำ กถาช่ือจิตตสังยุตให้เป็น อัตถุปปัตติเหตุเกิดเร่ือง จึงทรงสถาปนาท่านไว้ในตำ�แหน่งเอตทัคคะเป็นเลิศกว่า พวกอบุ าสก ผู้เป็นธรรมกถกึ แนวทางการจัดการเรยี นรธู้ รรมศกึ ษา ชั้นโท วชิ าอนพุ ทุ ธประวตั ิ
120 ใบความรู้ที่ ๑๔ ธัมมกิ อุบาสก ๒๓. ธมั มกิ อบุ าสก ในเมืองสาวัตถี ได้มีอุบาสกผู้ปฏิบัติธรรมประมาณ ๕๐๐ คน บรรดาอุบาสกเหล่าน้ัน คนหน่ึงๆ มอี บุ าสกเป็นบริวารคนละ ๕๐๐ อบุ าสกทเี่ ป็นหวั หนา้ แห่งอุบาสกเหล่านน้ั มีบตุ ร ๗ คน ธิดา ๗ คน บรรดา บตุ รและธดิ าเหล่านน้ั คนหน่ึงๆ ได้มีสลากยาคู สลากภัต ปักขิกภตั สังฆภตั อุโปสถกิ ภัต อาคันตุกภตั วสั สาวาสกิ ภัต อยา่ งละท่ี ชนแมเ้ หล่านัน้ ได้เป็นผูช้ อื่ ว่า อนุชาตบตุ รดว้ ยกนั ทั้งหมด ทีเดยี ว เป็นอนั วา่ สลากยาคเู ปน็ ต้น ๑ ที่ คอื ของบตุ ร ๑๔ คน ของภรรยาหนงึ่ ของอุบาสกหนึ่ง ยอ่ ม เปน็ ไปด้วยอย่างน้ี เขาพร้อมทั้งบตุ รและภรรยา ได้เปน็ ผมู้ ศี ลี มีกลั ยาณธรรม มีความยนิ ดีในอนั จ�ำ แนกทาน ด้วยประการฉะน้ี ต่อมา ในกาลอืน่ โรคเกิดข้นึ แกเ่ ขา อายุสงั ขารเส่อื มรอบแล้ว เขาใคร่จะสดับธรรมจงึ ส่ง (คน) ไปสสู่ ำ�นกั พระศาสดา ดว้ ยกราบทลู ว่า ขอพระองคไ์ ด้โปรดส่งภิกษุ ๘ รูปหรือ ๑๖ รปู ประทานแกข่ า้ พระองคเ์ ถิด พระศาสดาทรงส่งภิกษุทั้งหลายไป ภิกษุเหล่านั้นไปแล้วนั่งบนอาสนะท่ีตบแต่งไว้ ล้อมเตียง ของเขา อนั เขากลา่ ววา่ ทา่ นผเู้ จรญิ การเห็นพระผู้เปน็ เจ้าท้ังหลาย จักเปน็ ของอนั กระผมได้โดยยาก กระผม เปน็ ผู้ทุพพลภาพ ขอพระผ้เู ปน็ เจา้ ทัง้ หลาย จงสาธยายพระสตู รๆ หน่ึง โปรดกระผมเถดิ พวกภกิ ษจุ ึงถามว่า ทา่ นประสงคจ์ ะฟังสตู รไหน อุบาสก เขาเรยี นวา่ สตปิ ฏั ฐานสตู ร ทีพ่ ระพทุ ธเจ้าทุกพระองค์ไมท่ รงละแล้ว พระภิกษุก็เริ่มสวดสาธยายเร่ืองสติปัฏฐาน ซ่ึงเป็นเร่ืองเกี่ยวกับการพิจารณาตามเห็นกายในกาย เวทนาในเวทนา จิตในจิต ธรรมในธรรม แล้วก็ชี้บอกหนทางสายกลาง อันเป็นทางสายเอก ซ่ึงเรียกว่า เอกายนมรรค เปน็ เสน้ ทางแหง่ ความบรสิ ุทธไิ์ ปสพู่ ระนิพพาน ในขณะทพี่ ระภกิ ษกุ �ำ ลงั สวดสาธยายอยนู่ นั้ ไดม้ ชี าวสวรรคท์ ง้ั ๖ ชน้ั ประดบั เครอ่ื งทรงอนั เปน็ ทพิ ย์ พร้อมด้วยราชรถมารออยู่ เทวดาที่ยืนอยู่ตรงราชรถของชาวสวรรค์แต่ละชั้น ต่างก็เช้ือเชิญธัมมิกอุบาสก ให้ไปเป็นสหายของตน โดยบอกว่า ข้าพเจ้าจะนำ�ท่านไปยังเทวโลกช้ันของข้าพเจ้า ท่านจงละภาชนะดิน แล้วถือเอาภาชนะทองคำ�เถิด มาอยู่ร่วมกับข้าพเจ้าที่สวรรค์ช้ันนี้เถิด ชาวสวรรค์ทุกช้ันต่างก็เชื้อเชิญเขา ใหเ้ ป็นสหายในชัน้ ของตนๆ ฝ่ายอุบาสกซ่ึงเป็นผู้เคารพในธรรม เม่ือกำ�ลังฟังธรรมอยู่ ก็ไม่อยากให้การฟังธรรมหยุดชะงักไป จึงไดก้ ล่าวกบั เทวดาทง้ั หลายวา่ ขอท่านจงรอกอ่ นๆ พระภิกษซุ ง่ึ กำ�ลงั สวดสาธยายธรรมอยู่ เขา้ ใจว่าอุบาสก ให้หยดุ จงึ ได้หยดุ สวดและปรึกษากันวา่ คงไมเ่ ป็นโอกาสเหมาะในการสาธยายธรรมเสยี แล้ว ดงั นัน้ ลุกจาก อาสนะแล้วเดินทางกลับวัด ฝ่ายบุตรและธิดา ของเขานึกว่าพ่อห้ามพระสวดมนต์ก็รู้สึกเสียใจว่า เมื่อก่อน แนวทางการจดั การเรยี นรู้ธรรมศึกษา ช้ันโท วชิ าอนุพุทธประวตั ิ
121 พอ่ ของเราเปน็ ผู้ไม่อมิ่ ในธรรม แตข่ ณะน้ถี กู ทกุ ขเวทนาครอบง�ำ จนกระทง่ั เพ้อ ห้ามพระสวดมนต์ แลว้ ตา่ ง ก็รอ้ งไห้เสยี ใจ พอเวลาผา่ นไปสกั ครูห่ นง่ึ อุบาสกกถ็ ามลกู ๆ ว่า พระคุณเจา้ ไปไหนหมดแล้ว ลกู บอกว่า กพ็ ่อนมิ นตพ์ ระมาแล้วก็ห้ามพระสวดมนตเ์ สียเอง พระท่านจงึ กลบั วัดหมดแลว้ ธมั มกิ อบุ าสกบอกวา่ พอ่ ไมไ่ ดพ้ ดู กบั พระ แตพ่ อ่ พดู กบั เทวดา เขาเอาราชรถมาเชญิ ใหพ้ อ่ กลบั วมิ าน พอ่ จงึ บอกใหเ้ ขารอก่อน พอ่ จะฟงั ธรรมบุตรก็ถามว่า ราชรถทไ่ี หนละ่ พ่อ พวกผมไมเ่ ห็นเลย พอ่ จงึ บอกวา่ ถา้ อยา่ งนนั้ ลกู จงเอาดอกไมม้ ารอ้ ยเปน็ พวงมาลยั แลว้ ถามลกู ตอ่ วา่ ลกู คดิ วา่ สวรรค์ ช้ันไหนน่าร่ืนรมย์ล่ะ ลูกๆ ก็บอกว่า ชั้นดุสิตซิพ่อ เพราะเป็นที่ประทับของพระโพธิสัตว์ ทุกพระองค์ของ พทุ ธมารดาและของพุทธบิดาเป็นทร่ี ่นื รมย์สพิ ่อ ธัมมิกอุบาสกจึงบอกว่า ถ้าอย่างน้ัน เจ้าจงอธิษฐานจิตไปที่เทวดาชั้นดุสิต แล้วโยนพวงมาลัย ข้ึนไปบนอากาศ ลกู ๆ ได้โยนพวงมาลัยขนึ้ ไป พวงมาลัยก็ไปคลอ้ งกบั แอกของราชรถช้ันดุสิต พวกลกู ๆ มองไมเ่ หน็ ราชรถ เหน็ แตพ่ วงมาลยั ลอยอยใู่ นอากาศ มแี ตธ่ มั มกิ อบุ าสกเหน็ คนเดยี ว จงึ บอกวา่ ลกู เหน็ พวงดอกไมท้ ลี่ อย อยู่นนั่ ไหม ลกู กบ็ อกว่า เหน็ แตพ่ วงดอกไม้ ไมเ่ หน็ รถ ฝ่ายพ่อจึงกล่าวว่า ขณะนี้พวงดอกไม้น้ัน ได้ห้อยอยู่ท่ีราชรถซึ่งมาจากช้ันดุสิตแล้ว พ่อกำ�ลังจะ ไปอยู่ภพดุสิต พวกเจ้าอย่าได้วิตกไปเลย ถ้าพวกเจ้ามีความปรารถนาจะไปอยู่ร่วมกับพ่อ ก็จงหมั่นทำ�บุญ ใหม้ ากๆ อยา่ งทพี่ อ่ ไดท้ �ำ ไวแ้ ล้วเถดิ ธัมมกิ อบุ าสกกลา่ วเสร็จแล้วก็ไดท้ ำ�กาละ คือ ถงึ แกก่ รรมลงในเวลานนั้ ละจากอัตภาพมนษุ ย์ไป เปน็ เทพบุตร มกี ายทิพย์ท่สี วยงาม สว่างไสว น่ังอยู่บนราชรถซึ่งมาจากช้ันดุสติ เหล่าเทวดาท้ังหลายกน็ �ำ เขา ไปสู่วิมาน เป็นวิมานแก้ว มีความอลังการสวยงามมาก เต็มไปด้วยบริวาร เหล่าบริวารท่ีแวดล้อมเทพบุตร ธัมมิกะ ต่างก็ปลื้มปีติดีใจ ที่นายของตนกลับมาสู่วิมานอย่างผู้มีชัยชนะ เต็มเปี่ยมด้วยบุญบารมี ต่างก็ อนโุ มทนาบุญกับท่านธมั มกิ อุบาสก ท่ไี ดท้ ำ�บุญไว้ดแี ลว้ พระพุทธเจา้ ตรัสถามภิกษแุ ม้เหลา่ น้ัน ผมู้ าถึงวหิ ารแล้วโดยลำ�ดบั วา่ ภกิ ษทุ ้งั หลาย อุบาสกได้ฟัง ธรรมเทศนาแล้วหรอื พวกภิกษุกราบทูลว่า ฟังแล้ว พระเจ้าข้า แต่อุบาสกได้ห้ามเสียในระหว่างนั่นแลว่า ขอท่าน จงรอกอ่ น ลำ�ดับนัน้ บุตรและธิดาของอบุ าสกครา่ํ ครวญกนั แล้ว พวกข้าพระองค์ปรึกษากนั วา่ บัดน้ี ไม่เปน็ โอกาส จึงลุกจากอาสนะออกมา พระพทุ ธเจ้าตรสั ว่าภกิ ษทุ ้ังหลาย อบุ าสกน้ันหาได้กล่าวกับพวกเธอไม่ ก็เทวดาประดับรถ ๖ คนั นำ�มาจากเทวโลก ๖ ช้ัน เช้ือเชิญอุบาสกน้ันแล้ว อุบาสกไม่ปรารถนาจะทำ�อันตรายแก่การแสดงธรรม จึงกล่าวกับเทวดาเหลา่ นนั้ พวกภกิ ษกุ ราบทูลวา่ อย่างนนั้ หรอื พระเจา้ ขา้ พระพทุ ธเจา้ ตรสั วา่ อย่างนนั้ ภกิ ษทุ ั้งหลาย แนวทางการจัดการเรียนรู้ธรรมศึกษา ชัน้ โท วิชาอนพุ ทุ ธประวตั ิ
122 เมอ่ื พวกภิกษุกราบทูลถามวา่ บดั นีเ้ ขาเกดิ แล้ว ณ ทไ่ี หน ทรงตอบว่า ในภพดสุ ิต ภิกษทุ ั้งหลาย พวกภกิ ษทุ ลู ถามตอ่ ไปวา่ ขา้ แตพ่ ระองคผ์ เู้ จรญิ อบุ าสกนนั้ เทย่ี วชน่ื ชมในทา่ มกลางญาตใิ นโลกนแี้ ลว้ เกิดในฐานะเป็นทช่ี ่ืนชมอกี หรอื พระพทุ ธเจา้ ตรสั วา่ อยา่ งนน้ั ภกิ ษทุ ง้ั หลาย เพราะคนผไู้ มป่ ระมาทแลว้ ทง้ั หลาย เปน็ คฤหสั ถก์ ต็ าม เปน็ บรรพชติ กต็ าม ย่อมบันเทิงในท่ที ั้งปวงทีเดียว ดังนแ้ี ล้ว ตรสั พระคาถานีว้ า่ อธิ โมทติ เปจจฺ โมทติ กตปญุ ฺโญ อุภยตถฺ โมทติ โส โมทติ โส ปโมทติ ทสิ วฺ า กมฺมวสิ ทุ ธฺ ิมตตฺ โนติ ผทู้ �ำ บุญไวแ้ ล้ว ย่อมบันเทงิ ในโลกนี้ ละไปแล้ว ก็ย่อมบนั เทงิ ย่อมบันเทิงในโลกท้งั สอง เขาเห็น ความหมดจดแห่งกรรมของตน ยอ่ มบนั เทิงเขายอ่ มรื่นเริง แนวทางการจัดการเรียนรู้ธรรมศึกษา ชั้นโท วชิ าอนพุ ทุ ธประวตั ิ
123 ใบความรทู้ ่ี ๑๕ วสิ าขามหาอุบาสกิ า ๒๔. วสิ าขามหาอุบาสิกา นางวิสาขา เกิดในตระกูลเศรษฐี ในเมืองภัททยิ ะ แคว้นองั คะ บิดาชือ่ ว่า ธนญั ชัย มารดาช่ือว่า สุมนาเทวี และป่ชู ่ือ เมณฑกเศรษฐี ขณะทีเ่ ธอมอี ายุอยใู่ นวัย ๗ ขวบ เปน็ ท่รี กั ดุจแกว้ ตาดวงใจของเมณฑกะ ผเู้ ป็นปู่ยิง่ นกั เมื่อเมณฑกเศรษฐีได้ทราบข่าวว่า พระพุทธเจ้าพร้อมด้วยภิกษุสงฆ์จำ�นวนมาก กำ�ลังเสด็จมาสู่ เมืองภัททิยะ จึงได้มอบหมายให้วิสาขาพร้อมด้วยบริวาร ออกไปรับเสด็จท่ีนอกเมือง ขณะที่พระพุทธองค์ ประทบั พกั ผอ่ นพระอรยิ าบถอยนู่ นั้ วสิ าขาพรอ้ มดว้ ยบรวิ าร เขา้ ไปเฝา้ กราบถวายบงั คมแลว้ นงั่ ณ ทอ่ี นั สมควร แก่ตน พระพุทธองค์ทรงแสดงพระธรรมเทศนาให้พวกเธอฟัง เม่ือจบลงก็ได้บรรลุเป็นพระโสดาบันด้วยกัน ทง้ั หมด สว่ นเมณฑกเศรษฐี เมอ่ื พระพทุ ธเจา้ เสดจ็ มาถงึ แลว้ จงึ รบี เขา้ เขา้ ไปเฝา้ ไดฟ้ งั พระธรรมเทศนา กไ็ ด้ บรรลเุ ปน็ พระโสดาบนั เชน่ กนั แล้วกราบทลู อาราธนาพระพุทธเจ้าพร้อมด้วยภกิ ษุสงฆท์ ่ตี ิดตามเสดจ็ ท้ังหมด เขา้ ไปรบั อาหารบิณฑบาต ณ ทบ่ี ้านของตน ตลอดระยะเวลา ๑๕ วัน ทป่ี ระทบั อยทู่ ่ีภทั ทยิ ะนครน้นั พระเจา้ ปเสนทโิ กศลแหง่ เมอื งสาวตั ถี และพระเจา้ พมิ พสิ ารแหง่ เมอื งราชคฤห์ มคี วามเกย่ี วดองกนั โดยต่างกไ็ ดภ้ คนิ ี (นอ้ งสาว) ของกนั และกนั มาเปน็ มเหสี แตเ่ นอ่ื งจากในเมอื งสาวตั ถขี องพระเจ้าปเสนทโิ กศล นัน้ ไมม่ เี ศรษฐตี ระกลู ใหญ่ๆ ผู้มีทรัพย์สมบัติมาก และไดท้ ราบขา่ วว่า ในเมืองราชคฤห์ของพระเจ้าพิมพิสาร มเี ศรษฐีผู้มีทรัพยส์ มบตั มิ ากอยูถ่ ึง ๕ คน ดังนั้น พระเจ้าปเสนทิโกศล จึงเสด็จมายังเมืองราชคฤห์ เข้าเฝ้าพระเจ้าพิมพิสารแล้วแจ้ง ความประสงค์ที่มาในครั้งนี้ ก็เพ่ือขอพระราชทานตระกูลเศรษฐีในเมืองราชคฤห์ไปอยู่ในเมืองสาวัตถี สักตระกูลหนึ่ง พระเจ้าพิมพิสารได้สดับแล้วตอบว่า การโยกย้ายตระกูลใหญ่ๆ เพียงหน่ึงตระกูลก็เหมือนกับ แผ่นดินทรุด แต่เพ่ือรักษาสัมพันธไมตรีต่อกันไว้ หลังจากท่ีได้ปรึกษากับอำ�มาตย์ท้ังหลายแล้ว เห็นพ้อง ต้องกนั วา่ สมควรยกตระกลู ธนญั ชัยเศรษฐี ให้ไปอย่เู มืองสาวตั ถกี ับพระเจ้าปเสนทิโกศล ธนัญชัยเศรษฐี ได้ขนย้ายทรัพย์สมบัติพร้อมท้ังบริวารและสัตว์เล้ียงทั้งหลาย เดินทางสู่พระนคร สาวัตถีพรอ้ มกบั พระเจา้ ปเสนทโิ กศล และเมื่อเดนิ ทางเข้าเขตแควน้ ของพระเจ้าปเสนทิโกศลแลว้ ขณะที่พกั คา้ งแรมระหว่างทางกอ่ นเข้าเมือง เขาเหน็ ว่าภูมปิ ระเทศบริเวณทพี่ ักนัน้ เป็นชัยภูมิเหมาะสมดี อกี ทัง้ ตนเอง ก็มีบริวารติดตามมาเป็นจำ�นวนมาก ถ้าไปต้ังบ้านเรือนภายในเมืองก็จะคับแคบ จึงขออนุญาตพระเจ้า ปเสนทิโกศลกอ่ ต้ังบ้านเมอื ง ณ ท่นี ้นั และได้ชอื่ ว่าเมอื งใหมน่ ี้วา่ สาเกต ซ่งึ หา่ งจากเมืองสาวตั ถี ๗ โยชน์ แนวทางการจดั การเรียนรธู้ รรมศกึ ษา ชัน้ โท วิชาอนพุ ุทธประวตั ิ
124 ในเมืองสาวัตถีน้ัน มีเศรษฐีตระกูลหน่ึงเป็นท่ีรู้จักกันในชื่อว่า มิคารเศรษฐี มีบุตรช่ือว่า ปณุ ณวฒั นกมุ ารเมอ่ื เจรญิ วยั สมควรทจี่ ะมภี รรยาไดแ้ ลว้ บดิ ามารดาขอใหเ้ ขาแตง่ งานเพอื่ สบื ทอดวงศต์ ระกลู แต่เขาเองไมม่ ีความประสงคจ์ ะแต่ง เม่อื บิดามารดารบเร้ามากข้ึน จึงหาอุบายเลย่ี งโดยบอกแก่บิดามารดาวา่ ถา้ ได้หญิงที่มคี วามงามครบท้งั ๕ อย่าง ซง่ึ เรยี กว่าเบญจกัลยาณแี ล้วจงึ จะยอมแต่งงาน เบญจกัลยาณี ความงามของสตรี ๕ อยา่ ง คอื ๑. เกสกลฺยาณํ ผมงาม คอื หญงิ ทม่ี ผี มยาวถงึ สะเอวแลว้ ปลายผมงอนขึ้น ๒. มสํ กลฺยาณํ เนอ้ื งาม คือ หญงิ ท่มี ีรมิ ฝปี ากแดงดุจผลต�ำ ลึงสุกและเรยี บชดิ สนทิ กนั ดี ๓. อฏฐกิ ลฺยาณํ กระดูกงาม คอื หญงิ ท่ีมฟี นั สขี าวประดุจสังขแ์ ละเรยี บเสมอกัน ๔. ฉวิกลฺยาณํ ผิวงาม คือ หญิงท่ีมีผิวงามละเอียด ถ้าดำ�ก็ดำ�ดังดอกบัวเขียว ถ้าขาวก็ขาวดัง ดอกกรรณกิ า ๕. วยกลฺยาณํ วัยงาม คือ หญิงทแ่ี มจ้ ะคลอดบตุ รถงึ ๑๐ คร้ัง กย็ งั คงสภาพรา่ งกายสวยดจุ คลอด ครั้งเดียว บิดามารดาเม่ือได้ฟังแล้ว จึงให้เชิญพราหมณ์ผู้เชี่ยวชาญในด้านอิตถีลักษณะมาถามว่าหญิงผู้มี ความงามดังกล่าวน้ีมีหรือไม่ เม่ือพวกพราหมณ์ตอบว่ามี จึงส่งพราหมณ์เหล่าน้ันออกเที่ยวแสวงหาตาม เมืองต่างๆ พร้อมทง้ั มอบพวงมาลัยและเคร่ืองทองหมนั้ ไปดว้ ย พวกพราหมณ์เท่ยี วแสวงหาไปตามเมอื งต่างๆ ท้งั เมืองเลก็ เมอื งใหญ่ จนมาถงึ เมืองสาเกต ไดพ้ บ นางวสิ าขา มลี กั ษณะภายนอกถกู ตอ้ งตามต�ำ ราอติ ถลี กั ษณะครบทกุ ประการ ขณะทนี่ างพรอ้ มกบั หญงิ บรวิ าร ออกมาเท่ียวเล่นน้ํากันท่ีท่านํ้า ขณะน้ัน ฝนตกลงมาอย่างหนัก หญิงบริวารท้ังหลายพากันว่ิงหลบหนีฝน เข้าไปในศาลาแต่นางวสิ าขายงั คงเดนิ ด้วยอาการปกติ ท�ำ ให้พวกพราหมณ์ทัง้ หลายรูส้ กึ แปลกใจ ประกอบกับ ตอ้ งการจะเหน็ ลกั ษณะฟนั ของนางดว้ ย จงึ ถามวา่ ท�ำ ไม เธอจงึ ไมว่ งิ่ หลบหนฝี นเหมอื นกบั หญงิ อนื่ ๆ นางวสิ าขา ตอบวา่ ชน ๔ พวกเมื่อว่ิงจะดไู ม่งาม ไดแ้ ก่ ๑. พระราชา ผ้ทู รงประดับด้วยเครอ่ื งอาภรณ์พรอ้ มสรรพ ๒. บรรพชิต ผคู้ รองผา้ กาสาพัสตร์ ๓. สตรี ผู้ช่ือว่าเป็นหญิงทั้งหลาย นอกจากจะดูไม่งามแล้วอาจเกิดอุบัติเหตุจนเสียโฉม หรือ พิการ จะทำ�ใหเ้ ส่อื มเสียและหมดคณุ ค่า ๔. ช้างมงคล ตัวประดบั ด้วยเครอ่ื งอาภรณส์ ำ�หรับช้าง พวกพราหมณ์ได้เห็นปัญญาอันฉลาดและคุณสมบัติเบญจกัลยาณี ครบทุกประการแล้ว จึงขอให้ นางพาไปทบ่ี า้ นเพอื่ ท�ำ การสขู่ อตอ่ พอ่ แมต่ ามประเพณี เมอ่ื สอบถามถงึ ชาตติ ระกลู และทรพั ยส์ มบตั กิ ท็ ราบวา่ มีเสมอกัน จงึ สวมพวงมาลยั ทองให้นางวสิ าขาเป็นการหม้ันหมายและกำ�หนดวนั วิวาหมงคล แนวทางการจัดการเรียนรู้ธรรมศึกษา ชน้ั โท วิชาอนุพุทธประวตั ิ
125 ธนัญชัญเศรษฐี ได้ส่ังให้ช่างทองทำ�เคร่ืองประดับ ช่ือ มหาลดาปสาธน์ เพ่ือมอบให้แก่ลูกสาว ซงึ่ เป็นเครอื่ งประดบั ชนิดพิเศษ เปน็ ชุดยาวติดตอ่ กนั ตั้งแตศ่ รี ษะจรดปลายเท้า ประดับดว้ ยเงินทองและรตั น อันมคี ่าถึง ๙ โกฏิกหาปณะ คา่ แรงฝมี ือชา่ งอีก ๑ แสน เปน็ เครือ่ งประดับหญงิ อ่นื ๆ ไม่สามารถจะประดบั ได้ เพราะมีนํ้าหนักมาก นอกจากนธ้ี นัญชยั เศรษฐยี ังไดม้ อบทรัพยส์ นิ เงินทองของใช้ต่างๆ รวมทง้ั ขา้ ทาสบริวาร และฝงู โคอีกจำ�นวนมากมายมหาศาล อกี ท้ังสง่ กฏุ ุมพผี มู้ คี วามชำ�นาญพิเศษดา้ นตา่ งๆ ไปเปน็ ท่ปี รกึ ษาดูแล ประจ�ำ ตัวอกี ๘ นายด้วย ก่อนท่ีนางวิสาขาจะไปสู่ตระกูลของสามี ธนัญชัยเศรษฐีได้อบรมมารยาทสมบัติของกุลสตรี ผูจ้ ะไปสูต่ ระกลู ของสามี โดยใหโ้ อวาท ๑๐ ประการ เปน็ แนวปฏบิ ตั ิ คือ โอวาทข้อท่ี ๑ ไฟในอย่านำ�ออก หมายความว่าอย่านำ�ความไม่ดีของพ่อผัว แม่ผัว และสามี ออกไปพูดใหค้ นภายนอกฟัง โอวาทขอ้ ท่ี ๒ ไฟนอกอย่าน�ำ เข้า หมายความวา่ เมือ่ คนภายนอกต�ำ หนิพอ่ ผวั แม่ผวั และสามี อยา่ งไรอยา่ นำ�มาพดู ให้คนในบา้ นฟงั โอวาทขอ้ ที่ ๓ ควรใหแ้ กค่ นทีใ่ หเ้ ทา่ น้นั หมายความว่า ควรใหแ้ ก่คนทยี่ ืมของไปแล้วแล้วน�ำ มา ส่งคืน โอวาทข้อที่ ๔ ไมค่ วรให้แกค่ นท่ีไมใ่ ห้ หมายความวา่ ไมค่ วรให้แกค่ นทย่ี ืมของไปแลว้ แล้วไม่น�ำ มาส่งคนื โอวาทข้อที่ ๕ ควรใหท้ ั้งแกค่ นทีใ่ ห้และไมใ่ ห้ หมายความว่า เมื่อญาตมิ ิตรผยู้ ากจนมาขอความ ชว่ ยเหลือพงึ่ พาอาศัย เม่ือให้ไปแล้วจะให้คนื หรอื ไมใ่ หค้ นื ก็ควรให้ โอวาทข้อที่ ๖ พงึ น่งั ใหเ้ ปน็ สขุ หมายความว่า ไม่นง่ั ในทีก่ ีดขวางพ่อผวั แม่ผวั และสามี โอวาทขอ้ ท่ี ๗ พึงนอนให้เปน็ สขุ หมายความว่า ไม่ควรนอนก่อนพอ่ ผวั แมผ่ วั และสามี โอวาทขอ้ ที่ ๘ พงึ บริโภคใหเ้ ป็นสขุ หมายความวา่ ควรจัดใหพ้ อ่ ผัว แมผ่ ัว และสามบี รโิ ภคแล้ว ตนจงึ บรโิ ภคภายหลัง โอวาทข้อที่ ๙ พึงบำ�เรอไฟ หมายความว่า ให้มคี วามส�ำ นกึ อยู่เสมอว่า พ่อผวั แมผ่ วั และสามี เปน็ เหมอื นกองไฟ และพญานาคทจ่ี ะต้องบำ�รุงดูแล โอวาทข้อที่ ๑๐ พึงนอบน้อมเทวดาภายใน หมายความว่า ให้มีความสำ�นึกอยู่เสมอว่าพ่อผัว แม่ผัว และสามีเปน็ เหมือนเทวดาทจ่ี ะตอ้ งให้ความนอบนอ้ ม เมอื่ นางวสิ าขา เขา้ มาสตู่ ระกลู ของสามแี ลว้ เพราะความทเ่ี ปน็ ผไู้ ดร้ บั การอบรมสงั่ สอนเปน็ อยา่ งดี ต้ังแต่วัยเด็ก และเป็นผู้มีสติปัญญาเฉลียวฉลาด มีนํ้าใจเจรจาไพเราะ ให้ความเคารพผู้ที่มีวัยสูงกว่าตน จึง เป็นท่ีรักใคร่และชอบใจของคนทั่วไป ยกเว้นมิคารเศรษฐีผู้เป็นบิดาของสามีซ่ึงมีจิตฝักใฝ่ในนักบวชอเจลก ชเี ปลือย โดยใหค้ วามเคารพนับถือว่าเปน็ พระอรหันต์ และนิมนตใ์ ห้มาบริโภคโภชนาหารทีบ่ า้ นของตนแล้ว สงั่ ให้คนไปตามนางวิสาขามาไหวพ้ ระอรหันต์ และใหม้ าชว่ ยจัดเลย้ี งอาหารแกอ่ เจลกชีเปลือยเหลา่ นั้นด้วย แนวทางการจดั การเรียนรธู้ รรมศกึ ษา ช้ันโท วชิ าอนพุ ทุ ธประวัติ
126 นางวิสาขา ผเู้ ปน็ อริยสาวิกาชั้นพระโสดาบัน พอไดย้ นิ ค�ำ วา่ พระอรหนั ต์ ก็ร้สู ึกปีติยนิ ดี รบี มายงั เรือนของมิคารเศรษฐี แต่พอได้เห็นอเจลกชีเปลือย ก็ตกใจ จึงกล่าวว่า ผู้ไม่มีความละอายเหล่าน้ี จะเป็น พระอรหนั ตไ์ มไ่ ด้ พรอ้ มทงั้ กลา่ วตเิ ตยี นมคิ ารเศรษฐแี ลว้ กลบั ทอ่ี ยขู่ องตน ตอ่ มาอกี วนั หนง่ึ ขณะทม่ี คิ ารเศรษฐี ก�ำ ลงั บรโิ ภคอาหารอยู่ โดยมนี างวสิ าขาคอยปรนนบิ ตั อิ ยใู่ กลๆ้ ไดม้ พี ระเถระเทย่ี วบณิ ฑบาตผา่ นไปมา หยดุ ยนื ท่หี นา้ บา้ นของมิคารเศรษฐี นางวิสาขาทราบดีวา่ เศรษฐีแม้จะเห็นพระเถระแล้วกท็ �ำ เป็นไมเ่ ห็น นางจึงกล่าว กับพระเถระวา่ นมิ นต์พระคุณเจา้ ไปขา้ งหน้ากอ่ นเถดิ ทา่ นเศรษฐกี ำ�ลงั บรโิ ภคของเกา่ อยู่ เศรษฐี ได้ฟังดังนั้นแล้วจึงโกรธเป็นท่ีสุด หยุดบริโภคอาหารทันที แล้วส่ังให้บริวารจับและขับไล่ นางวิสาขาให้ออกจากบ้านไป แต่ก็ไม่มีใครกล้าเข้ามาจับ นางวิสาขาขอชี้แจงแก่กุฏุมพีทั้ง ๘ จึงกล่าวกับ เศรษฐีวา่ เรื่องน้นี างวสิ าขาไมม่ คี วามผิด เมื่อมิคารเศรษฐี ฟังคำ�ช้ีแจงของลูกสะใภ้แล้วก็หายโกรธขัดเคือง และกล่าวขอโทษนางพร้อมท้ัง อนุญาตให้นางนิมนต์พระพุทธเจ้าพร้อมด้วยพระภิกษุมารับอาหารบิณฑบาตในเรือนตน ขณะท่ีนางวิสาขา จัดถวายภัตตาหารแด่พระพุทธเจ้าและพระภิกษุอยู่นั้น ก็ได้ให้คนไปเชิญมิคารเศรษฐีมาร่วมถวายภัตตาหาร ด้วย แต่เศรษฐีเมื่อมาแล้วไม่กล้าท่ีจะออกไปสู่พระพักตร์พระพุทธเจ้า เพราะไม่มีศรัทธาเลื่อมใส จึงแอบ น่ังอยู่หลังมา่ น เม่ือเสร็จภัตกิจแล้ว พระพุทธเจา้ ทรงแสดงพระธรรมเทศนา ส่วนมิคารเศรษฐีแม้จะหลบอยู่ หลังม่านก็มีโอกาสได้ฟังธรรมด้วยจนจบ และได้สำ�เร็จเป็นพระโสดาบันบุคคลในพระพุทธศาสนา เป็น สมั มาทิฏฐบิ ุคคลต้งั แตน่ นั้ เปน็ ต้นมา ทันใดน้ัน มิคารเศรษฐีได้ออกจากม่านตรงเข้าไปหานาวิสาขาใช้ปากดูดถันลูกสะใภ้และประกาศ ให้ได้ยินทั่วกัน ณ ท่ีนั้นว่า ตั้งแต่บัดน้ีเป็นต้นไป ขอเธอจงเป็นมารดาของข้าพเจ้า และต้ังแต่น้ันเป็นต้นมา นางวสิ าขาก็ไดน้ ามวา่ มิคารมารดา คนท่ัวไปนยิ มเรยี กนางวา่ วิสาขามคิ ารมารดา ในบรรดาอุบาสิกาท้ังหลาย นางวิสาขานับว่าเป็นผู้มีบุญส่ังสมมาต้ังแต่อดีตชาติมาเป็นพิเศษกว่า อุบาสิกาคนอน่ื ๆ หลายประการ เช่น ๑. ลกั ษณะของผ้มู วี ยั งาม คอื แมว้ ่านางจะมอี ายุมาก มีลกู ชาย - หญิง ถงึ ๒๐ คน ลกู เหล่านัน้ แต่งงานมีลกู อีกคนละ ๒๐ คน นางก็มหี ลานนบั ได้ ๔๐๐ คน หลานเหลา่ น้ันแต่งงานมลี ูกอกี คนละ ๒๐ คน นางวสิ าขามเี หลนนับได้ ๘,๐๐๐ คน ดังน้นั คนจ�ำ นวน ๘,๔๒๐ คน มีต้นก�ำ เนิดมาจากนางวสิ าขา นางมีอายุ ยืน ได้เห็นหลาน ได้เห็นเหลนทุกคน แม้นางมีอายุถึง ๑๒๐ ปี แต่ขณะเมื่อนั่งอยู่ในกลุ่มลูก หลาน เหลน นางจะมลี กั ษณะวัยใกลเ้ คยี งกับคนเหลา่ นน้ั คนพวกอื่นจะไมส่ ามารถทราบไดว้ ่านางวิสาขาคือคนไหน แต่จะ สังเกตได้เม่ือเวลาจะลุกข้ึนยืน ธรรมดาคนหนุ่มสาวจะลุกได้ทันที แต่สำ�หรับคนแก่จะต้องใช้มือยันพื้นช่วย พยุงกายและจะยกกน้ ขึ้นกอ่ น น่ันแหละจงึ จะทราบว่านางวสิ าขาคือคนไหน ๒. นางมกี ำ�ลงั มากเทา่ กบั ช้าง ๕ เชอื กรวมกนั ครง้ั หนงึ่ พระราชามพี ระประสงค์จะทดลองก�ำ ลัง ของนางจึงรับส่ังให้ปล่อยช้างพลายตัวท่ีมีกำ�ลังมากเพื่อให้ว่ิงชน นางวิสาขานางเห็นช้างว่ิงตรงเข้ามา จึงคดิ ว่า ถ้ารบั ช้างน้ีดว้ ยมอื ขา้ งเดยี วแลว้ ผลักไป ช้างกจ็ ะเปน็ อนั ตรายถึงชีวติ เรากจ็ ะเป็นบาป ควรจะรักษา ชีวิตช้างไว้จะดีกว่า นางจึงใช้นิ้วมือเพียงสองน้ิวจับช้างท่ีงวงแล้วเหวี่ยงไป ปรากฏว่าช้างถึงกับล้มกล้ิงแต่ ไม่เป็นอันตราย แนวทางการจัดการเรยี นร้ธู รรมศึกษา ช้นั โท วชิ าอนพุ ทุ ธประวตั ิ
127 โดยปกติ นางวสิ าขาจะไปวดั วนั ละ ๒ ครงั้ คอื เชา้ - เยน็ และเมอื่ ไปกจ็ ะไมไ่ ปมอื เปลา่ ถา้ ไปเวลาเชา้ ก็จะมีของเค้ียวของฉันเป็นอาหารถวายพระ ถ้าไปเวลาเย็นก็จะถือน้ําปานะไปถวาย เพราะนางมีปกติ ทำ�อย่างนี้เป็นประจำ� จนเป็นท่ีทราบกันดีท้ังพระภิกษุสามเณรและอุบาสกอุบาสิกาทั้งหลาย แม้นางเอง ก็ไม่กล้าท่ีจะไปวัดด้วยมือเปล่า ๆ เพราะละอายท่ีพระภิกษุหนุ่มสามเณรน้อยต่างก็จะมองดูท่ีมือว่านาง ถืออะไรมา และก่อนที่นางจะออกจากวัดกลับบ้าน นางจะเดินเยี่ยมเยือนถามไถ่ความสุข ความทุกข์ และ ความประสงคข์ องพระภกิ ษสุ ามเณร และเย่ียมภกิ ษไุ ข้จนทวั่ ถึงทกุ ๆ รปู ก่อนแล้วจึงกลบั บ้าน วันหน่ึง เมื่อนางมาถึงวัด ได้ถอดเคร่ืองประดับมหาลดาปสาธน์ มอบให้หญิงสาวผู้ติดตามถือไว้ เม่ือเสร็จกิจการฟังธรรมและเยี่ยมเยือนพระภิกษุสามเณรแล้ว ขณะเดินกลับบ้าน ได้บอกหญิงรับใช้ส่ง เคร่อื งประดับให้ แตห่ ญิงรบั ใช้ลืมไวท้ ศี่ าลาฟงั ธรรม นางจึงใหก้ ลับไปนำ�มา แตส่ ่งั วา่ แต่สั่งว่า ถา้ พระอานนท์ เกบ็ รกั ษาไวก้ ็ไม่ตอ้ งเอาคนื มา ให้มอบถวายทา่ นไป เพราะนางคิดว่าจะไมป่ ระดบั เครือ่ งประดบั ทีพ่ ระคณุ เจา้ ถกู ตอ้ งสมั ผสั แลว้ ซง่ึ พระอานนท์ท่านก็มักจะเก็บรักษาของทอี่ บุ าสกอบุ าสิกาลมื ไวเ้ สมอ และก็เป็นไปตามท่ี นางคิดไวจ้ ริง ๆ แตน่ างก็กลบั คิดไดอ้ ีกว่า เคร่อื งประดบั นไี้ มม่ ีประโยชน์แกพ่ ระเถระ ดงั นัน้ นางจงึ ขอรบั คนื มาแลว้ น�ำ มาขายในราคา ๙ โกฏิ กบั ๑ แสนกหาปณะ ตามราคาทนุ ทท่ี �ำ ไว้ แตก่ ไ็ มม่ ผี ใู้ ดมที รพั ยพ์ อทจี่ ะซอ้ื ไวไ้ ด้ จึงซื้อเอาไว้เองซ่ึงการนำ�ทรัพย์เท่าจำ�นวนน้ันมาซื้อที่ดินและวัสดุก่อสร้างดำ�เนินการสร้างวัด ถวายเป็น พระอารามประทับของพระพุทธเจ้า และเป็นที่อยู่อาศัยจำ�พรรษาของพระภิกษุสงฆ์สามเณร พระพุทธเจ้า รับสั่งให้พระมหาโมคคัลลานะ เป็นผู้อำ�นวยการดูแลการก่อสร้างซึ่งมีลักษณะเป็นปราสาท ๒ ช้ัน มีห้อง ส�ำ หรบั พระภกิ ษพุ กั อาศยั ชนั้ ละ ๕๐๐ หอ้ ง โดยใชเ้ วลาในการกอ่ สรา้ งถงึ ๙ เดอื น และเมอื่ ส�ำ เรจ็ เรยี บรอ้ ยแลว้ ไดน้ ามวา่ วดั บพุ พาราม โดยปกติ นางวิสาขาจะกราบทูลอาราธนาพระพุทธองค์พร้อมด้วยพระภิกษุสงฆ์มาฉันภัตตาหาร ท่ีบ้านเป็นประจำ� เม่ือการจัดเตรียมภัตตาหารเสร็จเรียบร้อยแล้ว ก็จะให้สาวใช้ไปกราบทูลอาราธนา พระพทุ ธองคแ์ ละพระภกิ ษสุ งฆใ์ หเ้ สดจ็ ไปยงั บ้านของนาง วนั หนงึ่ สาวใชไ้ ดม้ าตามปกตเิ หมอื นทกุ วนั แตว่ นั นน้ั มีฝนตกลงมา พระสงฆ์จงึ พากันเปลอื ยกายอาบนํา้ ฝน เมื่อสาวใชม้ าเหน็ เขา้ กต็ กใจ เพราะความท่ีตนมีปญั ญา นอ้ ยคดิ ว่าเป็นนักบวชชเี ปลือย จึงรบี กลับไปแจง้ แก่นางวิสาขาว่า ข้าแตพ่ ระแมเ่ จา้ วันนท้ี วี่ ดั ไมม่ พี ระอยเู่ ลย เหน็ แต่ชเี ปลือยแกผ้ ้าอาบนาํ้ กนั อยู่ นางวิสาขาได้ฟังคำ�บอกเล่าของสาวใช้แล้ว ด้วยความท่ีนางเป็นพระอริยบุคคลชั้นโสดาบัน เป็น มหาอุบาสิกา เป็นผู้มปี ญั ญาศรัทธาเลอื่ มใส มคี วามใกลช้ ิดกบั พระภกิ ษุสงฆ์ จงึ ทราบเหตุการณ์โดยตลอดวา่ พระพุทธเจา้ ทรงอนญุ าตให้พระภิกษมุ ีผา้ ส�ำ หรบั ใชส้ อยเพียง ๓ ผนื คอื ผา้ จวี รสำ�หรบั ห่มผ้าสังฆาฏิส�ำ หรบั ห่มซ้อน และผ้าสบงสำ�หรับนุ่ง ดังน้ัน เม่ือเวลาพระภิกษุจะอาบนํ้า จึงไม่มีผ้าสำ�หรับผลัด ก็จำ�เป็นต้อง เปลือยกาย อาศัยเหตุน้ี เมื่อพระพุทธเจ้าเสด็จประทับที่บ้านและเสร็จภัตกิจแล้ว นางจึงได้เข้าไปกราบทูล ขอพร เพื่อถวายผ้าอาบนํ้าฝนแก่พระภิกษุสงฆ์ พระพุทธองค์ประทานอนุญาตตามท่ีขอนั้น และนางเป็น บุคคลแรกท่ไี ดถ้ วายผ้าอาบนาํ้ ฝนแกพ่ ระภิกษุสงฆ์ แนวทางการจดั การเรยี นรู้ธรรมศกึ ษา ช้นั โท วิชาอนพุ ทุ ธประวตั ิ
128 นางวสิ าขา ไดช้ อ่ื วา่ เปน็ มหาอบุ าสกิ าผยู้ งิ่ ใหญ่ เปน็ ยอดแหง่ อปุ ฏั ฐายกิ า ทะนบุ �ำ รงุ พระพทุ ธศาสนา ดว้ ยวตั ถจุ ตปุ จั จยั ไทยทานตา่ งๆ ทงั้ ทถ่ี วายเปน็ ของสงฆส์ ว่ นรวม และถวายเปน็ ของสว่ นบคุ คล คอื แกพ่ ระภกิ ษุ แต่ละรูปๆ การทำ�บุญของนางนับว่าครบถ้วนทุกประการตามหลักของบุญกริยาวัตถุ ดังคำ�ท่ีนางเปล่งอุทาน ในวนั ฉลองวดั บุพพาราม ทีน่ างสรา้ งถวายนน้ั ดว้ ยค�ำ วา่ ความปรารภใด ๆ ที่เราต้งั ไวใ้ นกาลกอ่ น ความปรารถนานัน้ ๆ ท้งั หมดของเราได้ส�ำ เร็จเสรจ็ สิ้น สมบูรณ์ทุกประการแล้ว ความปรารถนาเหลา่ นัน้ คอื ๑. ความปรารถนาท่ีจะสรา้ งปราสาทฉาบด้วยปูนถวายเปน็ วหิ ารทาน ๒. ความปรารถนาที่จะถวายเตยี ง ตง่ั ฟูก หมอน เป็นเสนาสนภัณฑ์ ๓. ความปรารถนาทจี่ ะถวายสลากภัตเปน็ โภชนทาน ๔. ความปรารถนาท่ีจะถวายผ้ากาสาวพัสตร์ ผา้ เปลือกไม้ ผ้าฝ้าย เป็นจีวรทาน ๕. ความปรารถนาท่จี ะถวายเนยใส เนยขน้ น้ํามนั น้ําผ้ึง น้าํ อ้อย เป็นเภสชั ทาน ความปรารถนาเหล่านั้นของนางวิสาขาสำ�เร็จครบถ้วนทุกประการ สร้างความเอิบอิ่มใจแก่นาง ยิ่งนักนางจึงเดินเวียนเทียนรอบปราสาทอันเป็นวิหารทานพร้อมท้ังเปล่งอุทานดังกล่าว พระภิกษุทั้งหลาย ได้เห็นกิริยาอาการของนางแล้ว ต่างก็รู้สึกประหลาดใจไม่ทราบว่าเกิดอะไรข้ึนกับนาง จึงพร้อมใจกันเข้าไป กราบทูลถามพระพุทธเจ้าว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ต้ังแต่ได้พบเห็นและรู้จักนางวิสาขาก็เป็นเวลานาน พวกข้าพระองค์ ไม่เคยเห็นนางขับร้องเพลงและแสดงและแสดงอาการอย่างน้ีมาก่อน แต่วันนี้นางอยู่ใน ท่ามกลางการแวดล้อมของบรรดาบุตรธิดาและหลาน ๆ ได้เดินเวียนรอบปราสาทและบ่นพึมพำ�คล้ายกับ ร้องเพลง เข้าใจว่าดีของนางคงจะกำ�เรบิ หรือไม่นางกค็ งจะเสยี จริตไปแล้วหรอื อยา่ งไรพระเจา้ ข้า พระพทุ ธองค์ตรสั แก่ภิกษเุ หลา่ น้ันวา่ ภิกษุทั้งหลาย ธิดาของเรามิได้ขับร้องเพลงหรือเสียจริตอย่างที่พวกเธอเข้าใจ แต่ท่ีธิดาของเรา เป็นอย่างนั้น ก็เพราะความปีติยินดีที่ความปรารถนาของตนท่ีต้ังไว้น้ันสำ�เร็จลุล่วงสมบูรณ์ทุกประการ นางจึงเดนิ เปล่งอุทานออกมาด้วยความอม่ิ เอมใจ ด้วยเหตุที่นางได้อุปถัมภ์บำ�รุงพระภิกษุสงฆ์ และได้ถวายวัตถุจตุปัจจัยในพระพุทธศาสนา เป็นจำ�นวนมาก ดังกล่าวมา พระพุทธเจ้าจึงได้ทรงประกาศยกย่องนางในตำ�แหน่งเอตทัคคะ เป็นผู้เลิศกว่า อบุ าสิกาทง้ั หลายในฝ่าย ผู้เปน็ ทายกิ า แนวทางการจดั การเรียนรู้ธรรมศึกษา ช้นั โท วชิ าอนุพุทธประวัติ
129 ใบความรู้ที่ ๑๖ มลั ลกิ าเทวี ๒๕. มัลลิกาเทวี พระนางมลั ลกิ าเทวี เปน็ พระอคั รมเหสขี องพระเจ้าปเสนทโิ กศล พระนางขณะนน้ั มอี ายไุ ด้ ๑๖ ปี เป็นธิดาของนายมาลาการ หรือช่างดอกไม้ อาศัยอยู่ที่เมืองสาวัตถี แคว้นโกศล มีนามเดิมว่า สิรจิต นางเป็นผู้มีบุญมาก มีรูปร่างผิวพรรณงดงามรวมถึงเป็นผู้มีปัญญา เฉลียวฉลาด และมีความกตัญญูกตเวที ทกุ ๆ วนั นางจะช่วยการงานของบิดา โดยไปเก็บดอกไมม้ าใหบ้ ดิ าท�ำ พวงมาลยั อยู่มาวันหนึ่ง นางได้นำ�เอาขนมถ่ัวใส่กระเช้าดอกไม้ ไปยังสวนดอกไม้ ได้พบพระพุทธเจ้ากับ ท้ังพระภกิ ษุสงฆ์ เสดจ็ เข้าไปบณิ ฑบาตในพระนคร ก็ดีใจ ได้เอาขนมเหลา่ นั้นใสล่ งในบาตรของพระพุทธเจา้ เมื่อไหว้แล้ว ก็เกิดปีติมีพระพุทธเจ้าเป็นอารมณ์แล้วยืนนิ่งอยู่ เมื่อพระพุทธองค์ทอดพระเนตรแล้วก็ทรง แสดงอาการแยม้ ใหป้ รากฏ พระอานนท์จึงทลู ถามถงึ สาเหตุทที่ รงแยม้ พระองคต์ รัสวา่ อานนท์ กมุ ารกิ าน้จี ะได้เป็นอคั รมเหสขี องพระราชาโกศลในวันน้ี ด้วยผลที่ถวายขนมถั่ว จากน้นั ธิดาของช่างดอกไม้ไปถึงสวนดอกไม้ ร้องเพลงไปพลางเก็บดอกไม้ ขณะนั้นพระเจ้าปเสนทิโกศลสู้รบพ่าย แพ้พระเจ้าอชาตศัตรู แล้วทรงม้าเสด็จหนีมาถึงสวนดอกไม้ ได้สดับเสียงเพลง ก็เกิดความพอพระทัยต่อ เจ้าของเสียง เสด็จเข้าไปที่สวนดอกไม้สนทนาจนได้ความว่า กุมาริกาน้ันยังไม่มีสามี จึงโปรดให้ขึ้นหลังมา้ เข้าสพู่ ระนคร และโปรดใหพ้ านางไปสู่เรือนตระกูล พอถงึ เวลาเยน็ ก็โปรดใหม้ ารับดว้ ยสกั การะใหญ่ อภิเษก บนกองแกว้ แลว้ ตง้ั ใหเ้ ปน็ พระอคั รมเหสี ดว้ ยความเปน็ ผมู้ ปี ญั ญาและความเฉลยี วฉลาด ท�ำ ใหพ้ ระนางมลั ลกิ า ทรงเป็นที่โปรดปรานของพระเจ้าปเสนทิโกศลเป็นอย่างมาก ได้ถวายทานที่ไม่มีใครเหมือน เรียกทานนี้ว่า อสทิสทาน สมัยหน่ึง เม่ือพระพุทธเจ้าทรงจาริกพร้องทั้งพระภิกษุบริวารจำ�นวน ๕๐๐ รูป เสด็จเข้าไปถึง วัดพระเชตวัน เมืองสาวัตถี แคว้นโกศล พระเจ้าปเสนทิโกศลได้เข้าเฝ้า กราบทูลอาราธนาเพื่อจะถวาย อาคันตุกะทาน ในวันรุ่งข้ึน (อาคันตุกะ คือ ผู้มา) คือถวายทานแด่พระพุทธเจ้าและพระภิกษุสงฆ์ท้ังหมด ที่ตามเสด็จมาด้วย แล้วตรัสเรียกชาวนครว่า จงมาดูทานของเราเถิด เม่ือชาวบ้านได้เห็นทานของพระราชา ก็ได้อาราธนาพระพุทธเจ้าเพ่ือเตรียมถวายทานบ้าง โดยถวายทานอันประณีตและมากย่ิงกว่าพระราชา ชาวบ้านและพระราชาทำ�สลับกันไปมา กลายเป็นการแข่งกันทำ�บุญไปโดยไม่รู้ตัว พระเจ้าปเสนทิโกศล กไ็ มอ่ าจจะหาของแปลก ๆ พสิ ดารกวา่ ชาวบา้ น เพราะวา่ ชาวบา้ นมมี าก ยอ่ มหาของพสิ ดารกวา่ เมอ่ื เปน็ ดงั น้ี ทำ�ให้เกิดความวิตกว่า จะทำ�อย่างไรจึงจะให้ทานได้แปลกและดีกว่าชาวบ้าน ทำ�ให้พระเจ้าปเสนทิโกศล กลุ้มพระทัยมาก เวลานั้นพระนางมัลลิกาได้มาเข้าเฝ้า พระราชาจึงตรัสถามขอความช่วยเหลือจากพระนาง พระนางมัลลิกาเทวีต้องการที่จะถวายอสทิสทาน (ทานท่ีไม่มีใครเหมือน) อยู่แล้ว เมื่อพระเจ้าปเสนทิโกศล มพี ระประสงคจ์ ะถวายทานอันยงิ่ กวา่ ชาวนคร จงึ กราบทลู ให้พระองคร์ ับสั่งท�ำ ดงั น้ี คือ แนวทางการจดั การเรยี นรธู้ รรมศึกษา ชนั้ โท วิชาอนุพุทธประวัติ
130 ๑) ใหท้ �ำ มณฑปทำ�ดว้ ยไม้สาละไว้ส�ำ หรบั พระสงฆ์ ๕๐๐ รปู น่ัง และใชไ้ ม้ขานางเอาไว้ถา่ งขาทำ� เปน็ โตะ๊ สว่ นพระท่เี กินจาก ๕๐๐ รปู น้นั นงั่ อยู่นอกวงเวยี น ๒) ใหท้ �ำ เศวตฉัตร ๕๐๐ คัน ๓) ให้ใช้ชา้ ง ๕๐๐ เชือก ถือเศวตฉตั รกนั้ อยู่เบอ้ื งหลงั พระภิกษุสงฆ์ ๕๐๐ รปู ๔) ใหท้ �ำ เรอื ท่ีท�ำ จากทองค�ำ แทๆ้ ๘ ลำ� หรอื ๑๐ ลำ� เรือเหล่าน้ีจะอยทู่ า่ มกลางมณฑป ๕) ให้เจ้าหญิง ๑ องค์ นงั่ บดของหอมท่ามกลางพระภกิ ษุ ๒ รปู และเจา้ หญงิ ๑ องคจ์ ะถอื พดั ถวายแดพ่ ระภกิ ษุ ๒ รูป ดังน้ัน ภกิ ษุ ๕๐๐ รูป กม็ ีเจ้าหญงิ ๕๐๐ องค์ ๖) เจ้าหญิงที่เหลือ จะทำ�ของหอมท่ีบดแล้วไปใส่ในเรือนท่ามกลางมณฑปทุก ๆ ลำ� เจ้าหญิง บางพวกจะถือดอกอุบลเขียวหรือดอกบัวเขียวเคลา้ ของหอม เพ่ือให้ภิกษุรับเอากล่ินอบ (เจ้าหญิง ส่วนใหญ่ จะเป็นธิดาของกษัตรยิ ์ และป็นธดิ าของกษตั ริยข์ ้างเคียง คอื นอ้ งๆรองลงไป ซงึ่ สมยั นนั้ พระราชามพี ระมเหสี ถึง ๑๐๐ กว่าพระองค์ จึงไมเ่ ปน็ ทป่ี ระหลาดใจหากวา่ จะมีเจา้ หญงิ ถึง ๑,๐๐๐ กว่าพระองค์) ท�ำ เชน่ นีแ้ ล้ว กจ็ ะชนะประชาชนชาวพระนคร เนื่องดว้ ยชาวพระนครไม่มเี จา้ หญงิ ไม่มีเศวตฉัตร และไม่มีช้างมากเทียบกับพระราชาได้ เม่ือพระราชาได้สดับเช่นน้ันแล้ว ก็ทรงดีพระทัย รับสั่งให้ตามท่ี พระนางมัลลิกาเทวกี ราบทูลทุกประการ เม่ือพระเจ้าปเสนทิโกศลรับส่ังให้จัดเตรียมทุกอย่างแล้ว ปรากฏว่านับช้างอย่างไรก็ไม่พอสำ�หรับ พระภิกษุ ๑ รูป กล่าวคือ ช้างมีมาก แต่ช้างเซ่ืองนั้นมีไม่พอ จะเหลือก็แต่ช้างท่ีดุร้าย พระราชาจึงตรัสแก่ พระนางมัลลิกาให้ทราบความตลอดแล้ว ตรสั ถามว่า จะทำ�อย่างไรดี เพราะพระองคเ์ กรงว่า ช้างดุรา้ ยจะเขา้ ทำ�ร้ายพระสงฆ์ พระนางมัลลิกาได้กราบทูลว่า ทราบว่ามีช้างดุร้ายเชือกหน่ึงที่ถึงแม้จะดุร้าย ก็สามารถจะ ปรามได้ด้วยกำ�ลงั ใจ เม่อื พระราชายงั ไมท่ รงทราบวา่ จะท�ำ ไดอ้ ยา่ งไร นางจึงกราบทลู อีกว่า ใหช้ า้ งท่ีดุรา้ ยน้ัน ยืนใกล้ๆพระผู้เป็นเจา้ นามว่าองคุลิมาล เน่ืองด้วยช้างเชือกนี้ เคยต่อสู้กับองคุลิมาลมามิใช่น้อย แต่เวลานี้ ทา่ นเปน็ พระอรหนั ตแ์ ลว้ กไ็ ดอ้ าศยั บารมขี องทา่ นท�ำ ใหล้ กู ชา้ งอยใู่ นอาการสงบ ใชห้ างสอดเขา้ ไปในระหวา่ งขา ตงั้ หูทงั้ สองขน้ึ ยืนหลบั ตาอยู่ มหาชนได้แลดูช้างที่ดุร้าย ยืนทรงเศวตฉัตรเพื่อพระองคุลิมาลเถระ ก็มีความคิดว่า ช้างดุร้าย ปานนน้ั พระองคลุ มิ าลเถระ ยอ่ มปราบพยศได้ เมอ่ื จดั เตรยี มเรยี บรอ้ ยแลว้ พระราชาไดก้ ราบทลู พระพทุ ธเจ้า ว่า หม่อมฉันขอถวายสิ่งของท้ังหมด ไม่ว่าจะเป็นเรือนทอง เตียง ตั่ง รวมทรัพย์ทั้งหมดท่ีพระราชาถวาย ในวนั เดยี วถงึ ๑๔ โกฏิ รวมทั้งเศวตฉตั รหนึ่ง บลั ลังก์สำ�หรับนงั่ หนงึ่ เชงิ บาตรหน่ึง ตั่งส�ำ หรบั เชด็ เท้าหนึ่ง ชึ่งเป็นของมีราคาสูง ประมาณค่าไม่ได้ อสทิสทานเป็นทานอันย่ิงใหญ่ที่พระพุทธองค์ตรัสว่า พระพุทธเจ้า ๑ องค์ จะมคี นถวายอสทสิ ทานคร้งั เดียวในชีวติ และคนท่ีจะถวายอสทิสทานได้น้นั ตอ้ งเป็นผหู้ ญงิ แนวทางการจดั การเรยี นรูธ้ รรมศึกษา ชัน้ โท วิชาอนุพทุ ธประวัติ
131 พระนางมัลลิกาเทวีน้ัน ไม่มีพระราชโอรส เม่ือทรงพระครรภ์ใกล้คลอด พระเจ้าปเสนทิโกศล ปรารถนาจะได้พระราชโอรส เมื่อประสูติแล้ว ปรากฏว่าเป็นพระราชธิดา ยังความผิดหวังมาแด่พระเจ้า ปเสนทิโกศลพระองค์จึงทรงเขา้ เฝา้ พระพุทธเจา้ เพื่อปรับทุกข์ พระองค์ตรัสปลอบพระทัยวา่ พระโอรสหรือ ธิดาน้ัน ไม่สำ�คัญ เพศไม่ได้เป็นตัวบ่งบอกความแตกต่างในด้านความสามารถ สตรีท่ีมีความเฉลียวฉลาด ประพฤตธิ รรม และเปน็ มารดาของบุคคลส�ำ คัญ ย่อมประเสรฐิ กวา่ บุรุษ ดว้ ยพระด�ำ รัสน้ี ยงั ความพอพระทัย แกพ่ ระเจา้ ปเสนทิโกศลเปน็ อยา่ งมาก ครั้งหนึ่ง พระเจ้าปเสนทิโกศล ตรัสถามพระนางมัลลิกาเทวีว่า พระนางรักพระองค์หรือไม่รัก มากเพยี งใด พระนางมลั ลกิ าตอบวา่ พระนางรกั ตนเองมากกวา่ สง่ิ ใด เมอื่ ไดส้ ดบั เชน่ นนั้ พระเจา้ ปเสนทโิ กศล ก็เกิดความน้อยพระทัย ทรงคิดว่า พระนางไม่ได้รักพระองค์เสมอชีวิตนาง เมื่อได้โอกาส ได้กราบทูล พระพุทธเจ้าด้วยเรื่องน้ี พระพุทธองค์ตรัสว่า ท่ีพระนางมัลลิกาเทวีตอบมาน้ัน ถูกต้องแล้ว เพราะความรัก ทั้งหลายในโลกย่อมไม่มีความรักใดเทียมความรักที่มีต่อตนเองได้ พระนางมัลลิกาเทวีทรงยึดม่ันในสัจจะ ตรัสความจริงเช่นนี้แล้ว พระราชาควรจะช่ืนชมยินดี พระเจ้าปเสนทิฏกศลได้ฟังแล้วจึงคลายความ นอ้ ยพระทยั ลง ครนั้ อยตู่ อ่ มา วนั หนงึ่ พระนางมลั ลกิ าเทวี เสดจ็ เขา้ ไปยงั ซมุ้ ส�ำ หรบั สรงสนาน ทรงช�ำ ระพระโอษฐแ์ ลว้ ทรงน้อมพระสรีระลงปรารภเพื่อจะชำ�ระพระชงฆ์ มีสุนัขตัวโปรดตัวหนึ่ง เข้าไปพร้อมกับพระนางทีเดียว มันเห็นพระนางน้อมลงเช่นน้ัน จึงเร่ิมจะทำ�อสัทธรรมสันถวะ มันเห็นพระนางทรงยินดีผัสสะของมัน จึงได้ ประทบั ยืนอยู่ พระราชาทรงทอดพระเนตรทางพระแกลในปราสาทชั้นบน ทรงเห็นกิรยิ านั้น ในเวลาพระนาง เสด็จมาจากซุ้มนาํ้ นน้ั จงึ ตรสั ว่า หญงิ ถอ่ ย จงฉิบหาย เพราะเหตุไร เจา้ จึงได้ท�ำ กรรมเหน็ ปานน้ี พระนางทูลว่า ผู้ใดผู้หน่ึงเข้าไปซุ้มนํ้านี้ ผู้เดียวเท่าน้ัน ก็ปรากฏเป็น ๒ คน แก่ผู้ที่แลดูทาง พระแกลนี้ พระเจ้าข้า ถ้าพระองค์ไม่ทรงเช่ือหม่อมฉัน ขอเชิญพระองค์เสด็จเข้าไปยังซุ้มนํ้าน้ัน หม่อมฉัน จะแลดูพระองคท์ างพระแกลนี้ พระราชาตดิ จะเขลา จงึ ทรงเชอ่ื ถอ้ ยค�ำ ของพระนาง แลว้ เสดจ็ เขา้ ไปยงั ซมุ้ นาํ้ ฝา่ ยพระนางเทวนี นั้ ทรงยนื ทอดพระเนตรอยทู่ พ่ี ระแกล ทลู วา่ มหาราชผมู้ ดื เขลา ชอื่ อะไรนนั้ พระองคท์ รงท�ำ สนั ถวะกบั นางแพะ แม้เมื่อพระราชาจะตรัสว่า นางผู้เจริญฉันมิได้ทำ�กรรมเห็นปานน้ัน ก็ทูลว่า แม้หม่อมฉันเห็นเองหม่อมฉัน จะเช่ือพระองคไ์ ม่ได้ พระราชทรงสดับค�ำ น้ันแลว้ ก็ทรงเชอ่ื ว่า ผเู้ ข้าไปซุ้มนํ้านี้ ผูเ้ ดียวเท่านนั้ กย็ ่อมปรากฏ เป็น ๒ คนแน่ พระนางมลั ลิกา ทรงดำ�ริวา่ พระราชานี้ อนั เราลวงได้แลว้ กเ็ พราะพระองค์โง่เขลา เราทำ�กรรมชัว่ แล้ว ก็พระราชานี้ เรากล่าวตู่ดว้ ยคำ�ไม่จรงิ แลแม้พระพุทธเจ้า จะทรงทราบกรรมนข้ี องเรา พระอัครสาวก ทั้ง ๒ ก็ดี พระอสีติมหาสาวกก็ดี ย่อมทราบ ตายจริง เราทำ�กรรมหนักแล้ว ทราบว่าพระนางมัลลิกานี้ ได้เปน็ สหายในอสทสิ ทานของพระราชา แนวทางการจัดการเรยี นรธู้ รรมศกึ ษา ชนั้ โท วิชาอนุพทุ ธประวัติ
132 กใ็ นอทสิ ทานนน้ั การบรจิ าคทที่ รงท�ำ ในวนั หนง่ึ มคี า่ ถงึ ทรพั ย์ ๑๔ โกฏิ กเ็ ศวตฉตั ร บลั ลงั กป์ ระทบั นั่งเชิงบาตร ต่ังสำ�หรับรองพระบาท ของพระพุทธเจ้า ๔ อย่างนี้ ได้มีค่านับไม่ได้ในเวลาจะส้ินพระชนม์ พระนางมัลลิกาน้ัน มิได้ทรงนึกถึงการบริจาคใหญ่เห็นปานน้ัน ทรงระลึกถึงกรรมอันลามกน้ันอย่างเดียว สน้ิ พระชนม์แล้ว กบ็ งั เกดิ ในอเวจี ไหมใ้ นนรกตลอด ๗ วนั เทา่ นน้ั ในวันท่ี ๘ จุติจากท่ีน้ันแลว้ เกิดในดุสติ ภพ เม่ือพระนางได้ส้ินพระชนม์ พระเจ้าปเสนทิโกศลได้ไปกราบทูลถามพระพุทธเจ้า พระพุทธองค์ทรงบันดาล ดว้ ยฤทธใ์ิ หพ้ ระเจ้าปเสนทโิ กศลลมื ทถ่ี ามเรอ่ื งพระนางมลั ลกิ าเทวี เพราะหากวา่ พระเจา้ ปเสนทโิ กศลทราบวา่ พระนางบงั เกดิ ในอเวจนี รกกจ็ ะไมอ่ ยากท�ำ บญุ อกี ตอ่ ไป เพราะพระนางมลั ลกิ าเทวนี น้ั ท�ำ บญุ ไวม้ ากยงั ตกนรก พอผา่ นไป ๗ วนั แลว้ พระพทุ ธองคท์ รงคลายฤทธ์ิ พระเจา้ ปเสนทโิ กศลกท็ รงถามวา่ ณ เวลานี้ พระนางมลั ลกิ า เทวไี ปเกดิ ทไี่ หน พระพุทธองค์ตรสั ตอบวา่ ณ เวลานี้พระนางไปบังเกิดในดุสิตภพ พระเจ้าปเสนทิโกศล ได้ฟังพระพุทธดำ�รัสแล้ว ทรงหายจากความเศร้าโสกเสียใจ กลับได้รับ ความปีตเิ อิบอมิ่ ใจขน้ึ มาแทน เมื่อควรแกเ่ วลาแลว้ ก็กราบทูลลากลับส่พู ระราชนเิ วศน์ แนวทางการจัดการเรียนรธู้ รรมศกึ ษา ชน้ั โท วชิ าอนพุ ุทธประวัติ
133 แผนการจัดการเรยี นรทู้ ่ี ๕ ธรรมศึกษาชั้นโท สาระการเรียนรศู้ าสนพธิ ี เวลา..............ชั่วโมง เร่ือง ศาสนพิธี องค์ประกอบของศาสนา ประโยชนข์ องศาสนพธิ ี และความส�ำ คญั พธิ ีบ�ำ เพ็ญกุศลในวันส�ำ คญั ทางพระพุทธศาสนา ๑. มาตรฐานการเรียนรู้ มาตรฐาน ธศ๒ รู้และเข้าใจอนุพุทธประวัติ ความสำ�คัญของพระพุทธศาสนา ปฏิบัติตนเป็น พุทธศาสนิกชนทดี่ ี และธ�ำ รงรกั ษาพระพุทธศาสนา ๒. ผลการเรยี นรู้ รู้และเข้าใจ ความหมายของศาสนพิธี องค์ประกอบของศาสนา ประโยชน์ของศาสนพิธี และ ความส�ำ คญั พธิ ีบ�ำ เพญ็ กุศลในวนั ส�ำ คญั ทางพระพทุ ธศาสนา ๓. สาระส�ำ คัญ ศาสนพิธี องค์ประกอบของศาสนา ประโยชน์ของศาสนพิธี และความสำ�คัญพิธีบำ�เพ็ญกุศล ในวนั สำ�คญั ทางพระพุทธศาสนา ๔. จดุ ประสงค์การเรยี นรู้ ๑. นักเรียนสามารถอธิบายความหมายของศาสนพิธี องค์ประกอบของศาสนา และประโยชน์ ของศาสนพธิ ี ได้ ๒. นักเรียนสามารถสรุปพิธีบำ�เพ็ญกุศลในวันสำ�คัญทางพระพุทธศาสนาเกี่ยวกับวันเข้าพรรษา วันออกพรรษา วนั เทโวโรหณะและวนั ธรรมสวนะได้ ๕. สาระการเรยี นรู้ องค์ประกอบของศาสนา - ประโยชนข์ องศาสนพธิ ี - ความหมายของศาสนพธิ ี พธิ บี �ำ เพญ็ กศุ ลในวันส�ำ คญั ทางพระพุทธศาสนา - วนั เข้าพรรษา - ความเป็นมาของวันเข้าพรรษา - การอยจู่ ำ�พรรษา ๒ อย่าง - สตั ตาหกรณียะ - ประโยชนข์ องวันเขา้ พรรษา - พธิ ีถวายดอกไม้ธปู เทียนวันเขา้ พรรษา - วนั ออกพรรษา - ความเป็นมาของการปวารณา - ประโยชนข์ องวันออกพรรษา - วนั เทโวโรหณะ - ความเป็นมาของวันเทโวโรหณะ - การจดั พธิ ีตักบาตรเทโวโรหณะ แนวทางการจัดการเรยี นร้ธู รรมศกึ ษา ชนั้ โท วชิ าอนุพุทธประวตั ิ
134 - ระเบียบพิธตี กั บาตรเทโวโรหณะ - วนั ธรรมสวนะ - ความเป็นมาของวันธรรมสวนะ - วนั โกน - ประโยชน์ของวนั ธรรมสวนะ ๖. กระบวนการจดั การเรยี นรู้ ขั้นสืบค้นและเช่อื มโยง ๑. ครแู ละนกั เรียนสนทนากันเกีย่ วกบั วันสำ�คญั ทางพระพทุ ธศาสนา โดยใชค้ ำ�ถามน�ำ เพ่อื พัฒนา ทกั ษะการคดิ และเช่อื มโยงไปส่กู ารเรยี นรู้ ดงั น้ี - วนั ส�ำ คัญทางพระพุทธศาสนา มีวันอะไรบา้ ง - ในวันสำ�คัญทางพระพุทธศาสนา เราควรปฏิบตั อิ ย่างไร - วันสำ�คญั ทางพระพุทธศาสนา มคี วามส�ำ คัญตอ่ ใคร ฯลฯ ๒. ครูให้นักเรียนทุกคนร่วมอภิปรายคำ�ว่า วันเข้าพรรษา และวันออกพรรษา โดยเขียนอธิบาย ลงในกระดาษที่ครูแจกให้ สมุ่ ตวั อยา่ งนักเรียนน�ำ เสนอหน้าชั้นเรยี น ขนั้ ฝึก ๓. ครใู ห้นกั เรียนศกึ ษาใบความรู้ท่ี ๑๗ เร่ืองความหมายของศาสนพธิ ี องค์ประกอบของศาสนา และประโยชน์ของศาสนพิธี โดยให้เขียนสรุปลงในสมุดบันทึกของตนเอง ครูสุ่มนักเรียนออกมานำ�เสนอ หน้าชัน้ เรียน ๒-๓ คน ครคู อยตรวจสอบความถกู ตอ้ งและชื่นชมนักเรยี นทที่ ำ�ได้ดี ๔. แบ่งกลุ่มนักเรียนออกเป็น ๔ กลุ่ม กลุ่มละเท่า ๆ กัน โดยใช้กระบวนการกลุ่ม ให้แต่ละ กลมุ่ ศกึ ษาใบความรทู้ ี่ ๑๘ เรอ่ื งพธิ บี ำ�เพญ็ กุศลในวันส�ำ คัญทางพระพุทธศาสนา กลุ่มที่ ๑ เรือ่ งวันเขา้ พรรษา กล่มุ ท่ี ๒ เร่ืองวันออกพรรษา กลุม่ ท่ี ๓ เรอ่ื งวันเทโวโรหณะ กลมุ่ ท่ี ๔ เร่ืองวนั ธรรมสวนะ และรว่ มกนั ทำ�ใบกจิ กรรมท่ี ๖ แลว้ น�ำ ผลงานกลุ่มนำ�เสนอหนา้ ชนั้ เรยี น ข้ันประยุกต์ ๕. ครูและนักเรยี นชว่ ยกันประเมินผล และชื่นชมผลงานกลมุ่ ทที่ �ำ ได้ดีทีส่ ดุ ๖. ครูกับนักเรียนร่วมกันสรุปความหมายของศาสนพิธี องค์ประกอบของศาสนา ประโยชน์ ของศาสนพิธี และพิธีบำ�เพ็ญกุศลในวันสำ�คัญทางพระพุทธศาสนาเกี่ยวกับวันเข้าพรรษา วันออกพรรษา วันเทโวโรหณะและวันธรรมสวนะ และส่งสมุดบันทกึ ๗. นกั เรียนทำ�แบบทดสอบหลังเรยี น และครตู รวจใหค้ ะแนน แนวทางการจดั การเรยี นรู้ธรรมศกึ ษา ช้ันโท วชิ าอนพุ ทุ ธประวตั ิ
135 ๗. ภาระงาน/ช้ินงาน ท ่ี ภาระงาน ช้นิ งาน ๑ สรปุ ความหมายของศาสนพิธี องค์ประกอบของศาสนา สมดุ บนั ทึก และประโยชน์ของศาสนพธิ ี ๒ การคำ�ตอบถามพิธบี ำ�เพญ็ กศุ ลในวันส�ำ คัญทางพระพุทธศาสนาเกี่ยวกบั ใบกจิ กรรมที่ ๖ วันเขา้ พรรษา วนั ออกพรรษา วนั เทโวโรหณะและวันธรรมสวนะ ๘. สือ่ /แหล่งการเรยี นรู้ ๑. ใบความรทู้ ่ี ๑๗ เรอื่ งความหมายของศาสนพิธี องค์ประกอบของศาสนา และประโยชน์ของ ศาสนพิธี ๒. ใบความรู้ที่ ๑๘ เรื่องพิธีบำ�เพ็ญกุศลในวันสำ�คัญทางพระพุทธศาสนาเก่ียวกับวันเข้าพรรษา วนั ออกพรรษา วันเทโวโรหณะและวันธรรมสวนะ ๓. ใบกิจกรรมท๖่ี ๔. สมดุ บันทึก ๕. แบบทดสอบหลังเรียน ๙. การวัดและประเมินผล ส่ิงที่ตอ้ งการวดั วธิ ีวัด เครือ่ งมือ เกณฑก์ ารประเมิน ๑. อธบิ ายความหมาย - ตรวจผลงาน - แบบประเมนิ ผา่ น = ไดค้ ะแนนตงั้ แต่รอ้ ยละ ๖๐ ขน้ึ ไป ของศาสนพธิ ี องค์ประกอบ - สังเกต ผลงาน ไม่ผ่าน = ไดค้ ะแนนตํ่ากวา่ ร้อยละ ๖๐ ของศาสนา และประโยชน์ - แบบสังเกต ของศาสนพิธีได้ พฤตกิ รรม การปฏบิ ตั ิ ๒. สรปุ พธิ บี �ำ เพญ็ กศุ ลใน กจิ กรรมกลุ่ม วันสำ�คญั ทางพระพทุ ธศาสนา เกี่ยวกับวันเข้าพรรษา วันออกพรรษา วันเทโวโรหณะ และวนั ธรรมสวนะได้ แนวทางการจัดการเรียนรูธ้ รรมศึกษา ชนั้ โท วิชาอนพุ ุทธประวัติ
136 แบบสงั เกตพฤตกิ รรมการปฏิบัติกจิ กรรมกลมุ่ ขอ้ ที ่ รายก าร ระดับคะแนน ๑ คะแนน ๓ คะแนน ๒ คะแนน ๑ ความร่วมมอื ในการ ให้ความร่วมมอื ในการ ใหค้ วามรว่ มมอื ในการ ให้ความร่วมมือในการ ท�ำ กจิ กรรม ท�ำ กจิ กรรมทุกกิจกรรม ท�ำ กิจกรรมบางกจิ กรรม ท�ำ กิจกรรมบ้าง ๒ การแสดง/การรับฟัง แสดงความคิดเหน็ และ แสดงความคิดเห็น และ แสดงความคดิ เหน็ และ ความคิดเห็น รบั ฟงั ความคิดเหน็ ของ รบั ฟังความคิดเหน็ ของ รบั ฟังความคิดเหน็ ของ คนสว่ นมากเป็นสำ�คญั คนอ่นื บ้าง คนอนื่ นอ้ ย ๓ การต้ังใจ/การแก้ไข มีความตง้ั ใจและ มีความต้ังใจและ มีความตง้ั ใจและ ปัญหาในการท�ำ งาน รว่ มแกไ้ ขปญั หาในการ ร่วมแก้ไขปญั หาในการ รว่ มแก้ไขปัญหาในการ ทำ�งานกลุ่มดมี าก ทำ�งานกลุ่มดี ท�ำ งานกลุ่มบา้ ง ๔ ความถกู ต้องของ สรปุ เน้อื หาไดถ้ กู ต้อง สรปุ เนือ้ หาได้ถูกตอ้ ง สรุปเน้ือหาไดถ้ กู ต้อง เนือ้ หา ตรงประเด็นและ ตรงประเดน็ ตรงประเดน็ บ้าง ครบถว้ น ๕ วิธีการน�ำ เสนอ น�ำ เสนอผลงานไดอ้ ยา่ ง นำ�เสนอผลงานได้อยา่ ง นำ�เสนอผลงาน ผลงาน ถกู ต้องตามข้ันตอน ถกู ต้องตามข้นั ตอน ตามข้ันตอนได้บ้าง นา่ สนใจและเนอื้ หา นา่ สนใจ แตข่ าดเนื้อหา ครบถ้วน บางสว่ น เกณฑ์การตดั สิน เกณฑ์ รอ้ ยละ คะแนน ผ่าน ๖๐ ข้ึนไป ๙ - ๑๕ ไม่ผ่าน ตาํ่ กวา่ ๖๐ ๐-๘ หมายเหตุ เกณฑก์ ารตัดสนิ สามารถปรับใช้ตามความเหมาะสมกับกลมุ่ เป้าหมาย แนวทางการจัดการเรยี นรธู้ รรมศึกษา ชั้นโท วชิ าอนพุ ทุ ธประวตั ิ
ขอ้ ที่ แบบประเมนิ ผลงาน 137 ๓ คะแนน ใบกิจกรรมท่ี ๖ ๑ คะแนน ๑-๑๐ ตอบคำ�ถามถกู ตอ้ ง ตอบคำ�ถามถกู ตอ้ งและ ตรงประเดน็ ระดบั คะแนน ตรงประเดน็ นอ้ ย ๒ คะแนน ตอบคำ�ถามถกู ต้อง ตรงประเด็นส่วนใหญ ่ เกณฑก์ ารตดั สนิ เกณฑ์ ร้อยละ คะแนน ผ่าน ๖๐ ขึน้ ไป ๑๘ - ๓๐ ไมผ่ ่าน ตาํ่ กวา่ ๖๐ ๐ - ๑๗ หมายเหตุ เกณฑก์ ารตัดสินสามารถปรบั ใชต้ ามความเหมาะสมกับกล่มุ เปา้ หมาย แบบประเมินผลการเรียนรู้ แบบทดสอบหลงั เรียน เกณฑก์ ารประเมิน ตอบถูกได้ ๑ คะแนน ตอบผดิ ได้ ๐ คะแนน เกณฑ์ เกณฑ์การตดั สิน คะแนน ผา่ น รอ้ ยละ ๓-๕ ไม่ผา่ น ๖๐ข้นึ ไป ๐-๒ ตา่ํ กว่า ๖๐ แนวทางการจดั การเรยี นรธู้ รรมศึกษา ช้นั โท วชิ าอนุพุทธประวัติ
138 ใบกิจกรรมที่ ๖ พิธบี �ำ เพ็ญกศุ ลในวันสำ�คญั ทางพระพทุ ธศาสนาเกีย่ วกบั วันเขา้ พรรษา วันออกพรรษา วนั เทโวโรหณะ และวนั ธรรมสวนะ กลมุ่ ท.่ี ................... ชอ่ื ......................................................................................ชนั้ .....................เลขท.ี่ .......................... ชอื่ ......................................................................................ชนั้ .....................เลขท.ี่ .......................... ชอ่ื ......................................................................................ชน้ั .....................เลขท.่ี .......................... ชอ่ื ......................................................................................ชนั้ .....................เลขท.่ี .......................... ค�ำ ชแ้ี จง ใหน้ ักเรยี นตอบค�ำ ถามต่อไปนี้ จำ�นวน ๑๐ ขอ้ (๓๐ คะแนน) ๑. พธิ เี ขา้ พรรษา มคี วามหมายและกำ�หนดการไวอ้ ย่างไร .................................................................................................................................................................. .................................................................................................................................................................. .................................................................................................................................................................. ๒. พิธอี อกพรรษา มีความหมายและก�ำ หนดการไวอ้ ยา่ งไร .................................................................................................................................................................. .................................................................................................................................................................. .................................................................................................................................................................. ๓. สัตตาหะกรณียะ มคี วามหมายวา่ อยา่ งไรและมอี ะไรบา้ ง .................................................................................................................................................................. .................................................................................................................................................................. .................................................................................................................................................................. ๔. วนั เทโวโรหณะ คือวันอะไร มชี ือ่ เรียกอกี อย่างว่าวนั อะไร .................................................................................................................................................................. .................................................................................................................................................................. .................................................................................................................................................................. แนวทางการจัดการเรียนร้ธู รรมศึกษา ชน้ั โท วิชาอนพุ ทุ ธประวัติ
139 ๕. การตักบาตรเทโวโรหณะ ทางวดั และอุบาสก อุบาสิกา มีการเตรยี มตัวอย่างไร .................................................................................................................................................................. .................................................................................................................................................................. .................................................................................................................................................................. ๖. พิธตี กั บาตรดอกไม้คือพธิ อี ะไร นยิ มจัดขน้ึ ที่วดั อะไร อำ�เภออะไร จงั หวัดอะไร .................................................................................................................................................................. .................................................................................................................................................................. .................................................................................................................................................................. ๗. วันธรรมะสวนะคอื วันอะไร มมี าตงั้ แต่เม่ือไร .................................................................................................................................................................. .................................................................................................................................................................. .................................................................................................................................................................. ๘. การจัดใหม้ ีพระธรรมเทศนานัน้ เพราะมคี วามเชือ่ อย่างไร .................................................................................................................................................................. .................................................................................................................................................................. .................................................................................................................................................................. ๙. ประโยชนข์ องวนั ธรรมสวนะมีอะไรบ้าง .................................................................................................................................................................. .................................................................................................................................................................. .................................................................................................................................................................. ๑๐. การทำ�วตั รหมายถึงอะไรมีข้ันตอนในการท�ำ วัตรอย่างไร .................................................................................................................................................................. .................................................................................................................................................................. .................................................................................................................................................................. แนวทางการจัดการเรยี นรูธ้ รรมศึกษา ชั้นโท วิชาอนุพทุ ธประวัติ
140 เฉลยใบกจิ กรรมที่ ๖ พธิ ีบ�ำ เพญ็ กศุ ลในวันสำ�คญั ทางพระพทุ ธศาสนาเกี่ยวกับวนั เขา้ พรรษา วนั ออกพรรษา วันเทโวโรหณะ และวันธรรมสวนะ ๑. พธิ ีเข้าพรรษา มคี วามหมายและก�ำ หนดการไว้อย่างไร ตอบ เข้าพรรษา หมายถึงพิธีที่พระสงฆ์ประชุมพร้อมเพรียงกันในสีมาประกอบพิธีทำ�อุโสถสวด พระปาฏิโมกข์ กำ�หนดในวนั อุโบสถทกุ กึ่งเดือน ๒. พธิ อี อกพรรษา มคี วามหมายและก�ำ หนดการไว้อย่างไร ตอบ ออกพรรษา หมายถึง พิธีพระสงฆ์ประชุมพร้อมกันในสีมาประกอบพิธีทำ�ปวาณา ตามวินัย นยิ มก�ำ หนดวนั ข้ึน ๑๕ คา่ํ เดือน ๑๑ ซึง่ ปาวารณาแล้วต้องรออย่รู ับอรุณในวดั นนั้ อีก ๑ ราตรี ๓. สตั ตาหะ มีความหมายว่าอยา่ งไร ตอบ สัตตาหะ หมายถึง เมื่อเข้าพรรษาแล้วมีกิจจำ�เป็นท่ีจะไป ก็ทรงอนุญาตให้ไปด้วยสัปดาห์ละ ๗ วันกลับมาพรรษาไมข่ าด ๔. วนั เทโวโรหณะ คอื วันอะไร มชี ่อื เรียกอกี อย่างวา่ วนั อะไร ตอบ วันเทโวโรหณะ คือ วันที่พระพุทธองค์เสด็จลงจากเทวโลก เรียกอีกอย่างหน่ึงว่า วันพระเจ้า เปดิ โลก ๕. การตักบาตรเทโวโรหณะ ทางวัดและอบุ าสก อบุ าสิกา มีการเตรียมตวั อยา่ งไร ตอบ การตกั บาตรเทโวโรหณะ ทางวดั มีการเตรยี ม ดังน้ี ๑. พระพทุ ธรปู ยนื ๑ องค์ ขนาดพอสมควร ประดิษฐานบนรถทรงหรือคานหาม ประดบั ดว้ ย ดอกไม้ ราชวตั รฉัตรธง ๒. เตรียมสถานที่ ๓. แจ้งก�ำ หนดพิธใี หท้ ายกทายิกาทราบล่วงหน้า การตักบาตรเทโวโรหณะ ทางวัดและอุบาสก อุบาสิกา มกี ารเตรยี มตัวดังน้ี ๑. เตรยี มภัตตาหารหรอื สงิ่ ของส�ำ หรับใสบ่ าตร ตามกำ�ลงั ศรทั ธา นอกจากอาหารหวานคาว ส�ำ หรับตกั บาตรแล้ว มีสง่ิ เปน็ สัญลักษณข์ องพธิ ี คือ ขา้ วตม้ ลกู โยน ๒. ถงึ กำ�หนดวนั ตักบาตร น�ำ เคร่อื งตักบาตรไปจัดตง้ั ตามสถานท่ีท่ีทางวดั จดั ให้ ๓. เมอื่ ตกั บาตรเสร็จ เปน็ อนั เสร็จพิธี แนวทางการจดั การเรียนรู้ธรรมศึกษา ชนั้ โท วิชาอนพุ ุทธประวตั ิ
141 ๖. พิธตี ักบาตรดอกไมค้ ือพิธอี ะไร นิยมจดั ข้ึนทว่ี ดั อะไร อำ�เภออะไร จงั หวดั อะไร ตอบ พิธีตักบาตรดอกไม้ คือพิธีที่ชาวบ้านจะนำ�ดอกเข้าพรรษาไปถวายพระสงฆ์ ซึ่งดอกไม้ชนิดนี้ จะออกเฉพาะชว่ งเขา้ พรรษา ซึ่งเป็นงานประเพณปี ระจำ�จงั หวัดสระบุรี ๗. วนั ธรรมะสวนะคอื วนั อะไร มมี าต้งั แต่เมอ่ื ไร ตอบ วันธรรมะสวนะ คือ วันกำ�หนดประชมุ ฟังธรรมท่เี รียกเป็นสามัญวา่ วนั พระ พุทธบริษัทปฏิบตั ิ สบื เนอื่ งมาตง้ั แตค่ รั้งพุทธกาล ๘. การจดั ให้มีพระธรรมเทศนานัน้ เพราะมีความเชอ่ื อย่างไร ตอบ เพราะถือกันว่า พระพุทธศาสนาจะต้ังอยู่ได้ย่ังยืน ก็ด้วยมีการประกาศ เผยแผ่พุทธธรรม คำ�สั่งสอนของพระพุทธเจา้ ๙. ประโยชนข์ องวนั ธรรมสวนะมีอะไรบ้าง ตอบ ประโยชนข์ องวันธรรมสวนะ ๑. เปน็ วันทำ�บุญ ๒. เปน็ วนั รกั ษาศีล ๓. เป็นวนั ฟงั ธรรม ๔. เปน็ วนั ปฏิบัตธิ รรม ๕. เปน็ วันสวดพระปาฏโิ มกข์ ท�ำ สงั ฆกรรมของพระภิกษุสงฆ์ ๑๐. การทำ�วัตรหมายถึงอะไรมขี ัน้ ตอนในการท�ำ วัตรอยา่ งไร ตอบ การทำ�วัตร หมายถึง การทำ�กิจวัตรของพระภิกษุสามเณร และอุบาสกอุบาสิกาเป็นการ กระทำ�กิจที่เป็นประจำ�จนเป็นวัตรปฏิบัติ เรียกส้ันๆว่า ทำ�วัตร มีขั้นตอน คือ สวดบูชา พระรัตนตรัย สวดพิจารณาปัจจัยท่ีบริโภคทุกวันตามหน้าท่ีสวดเจริญกัมมัฏฐานตามสมควร และสวดอนุโมทนาทานของทายก กบั สวดแผ่กศุ ล แนวทางการจัดการเรียนรธู้ รรมศึกษา ช้ันโท วิชาอนุพุทธประวตั ิ
142 แบบทดสอบวดั ผลการเรยี นรู้ ผลการเรียนรู้ท่ี ๕ รู้และเข้าใจความหมายของศาสนฑิธี องค์ประกอบของศาสนา ประโยชน์ของศาสนพิธี และความส�ำ คญั พธิ บี �ำ เพ็ญกุศลในวันส�ำ คญั ทางพระพทุ ธศาสนา จำ�นวน ๕ ข้อ คะแนน ๕ คะแนน คำ�ชี้แจง ให้นกั เรยี นเลือกคำ�ตอบท่ถี ูกต้องท่สี ดุ เพียงข้อเดียว ๑. แบบอย่างทพี่ ่ึงปฏบิ ัติในทางศาสนา เรยี กว่าอะไร ก. ศาสนาปฏิบตั ิ ข. ศาสนธรรม ค. ศาสนศึกษา ง. ศาสนพธิ ี ๒. วันส�ำ คญั ทางพระพุทธศาสนาเราควรไปเวยี นเทยี นท่ไี หน ก. วดั ข. สเุ หรา่ ค. โบสถค์ รสิ ต์ ง. ถูกทกุ ข้อ ๓. บุคคลใดมีหน้าท่ใี นการเผยแพรพ่ ระพุทธศาสนา ก. พระภกิ ษุ ข. อบุ าสก ค. อุบาสิกา ง. พุทธศาสนกิ ชน ๔. วนั เทโวโรหณะ หมายถงึ วนั อะไร ก. วนั เทวดาลงมาประชุมฟังธรรม ข. วนั พระพุทธเจ้าเสดจ็ ข้ึนสู่เทวโลก ค. วันพระพุทธเจ้าเสดจ็ ลงจากเทวโลก ง. วันทรงแสดงยมกปาฏหิ ารยิ ์ ๕. วันเขา้ พรรษาตรงกับวันอะไร ก. วนั ข้ึน ๑ คํา่ เดือน ๘ ข. วนั แรม ๑ คํ่า เดือน ๘ ค. วนั ขน้ึ ๑๕ คาํ่ เดอื น ๘ แนวทางการจัดการเรยี นรู้ธรรมศึกษา ช้ันโท วิชาอนพุ ุทธประวตั ิ ง. วนั แรม ๑๕ ค่าํ เดือน ๘
143 เฉลยแบบทดสอบวัดผลการเรยี นรู้ ผลการเรยี นรู้ท่ี ๕ รู้และเข้าใจ ความหมายของศาสนพธิ ี องค์ประกอบของศาสนา ประโยชนข์ อง ศาสนาพิธแี ละความสำ�คัญพิธบี �ำ เพ็ญกุศลในวันสำ�คัญทางพระพทุ ธศาสนา ขอ้ ๑ ง ขอ้ ๒ ก ขอ้ ๓ ก ขอ้ ๔ ค ข้อ ๕ ข แนวทางการจดั การเรียนรู้ธรรมศกึ ษา ช้นั โท วิชาอนพุ ทุ ธประวตั ิ
Search
Read the Text Version
- 1
- 2
- 3
- 4
- 5
- 6
- 7
- 8
- 9
- 10
- 11
- 12
- 13
- 14
- 15
- 16
- 17
- 18
- 19
- 20
- 21
- 22
- 23
- 24
- 25
- 26
- 27
- 28
- 29
- 30
- 31
- 32
- 33
- 34
- 35
- 36
- 37
- 38
- 39
- 40
- 41
- 42
- 43
- 44
- 45
- 46
- 47
- 48
- 49
- 50
- 51
- 52
- 53
- 54
- 55
- 56
- 57
- 58
- 59
- 60
- 61
- 62
- 63
- 64
- 65
- 66
- 67
- 68
- 69
- 70
- 71
- 72
- 73
- 74
- 75
- 76
- 77
- 78
- 79
- 80
- 81
- 82
- 83
- 84
- 85
- 86
- 87
- 88
- 89
- 90
- 91
- 92
- 93
- 94
- 95
- 96
- 97
- 98
- 99
- 100
- 101
- 102
- 103
- 104
- 105
- 106
- 107
- 108
- 109
- 110
- 111
- 112
- 113
- 114
- 115
- 116
- 117
- 118
- 119
- 120
- 121
- 122
- 123
- 124
- 125
- 126
- 127
- 128
- 129
- 130
- 131
- 132
- 133
- 134
- 135
- 136
- 137
- 138
- 139
- 140
- 141
- 142
- 143
- 144
- 145
- 146
- 147
- 148
- 149
- 150
- 151
- 152
- 153
- 154
- 155
- 156
- 157
- 158
- 159
- 160
- 161
- 162
- 163
- 164
- 165
- 166
- 167
- 168
- 169
- 170
- 171
- 172
- 173
- 174
- 175
- 176
- 177
- 178
- 179
- 180
- 181
- 182
- 183
- 184
- 185
- 186
- 187
- 188
- 189
- 190
- 191
- 192
- 193
- 194
- 195
- 196
- 197
- 198
- 199
- 200
- 201
- 202
- 203
- 204
- 205
- 206
- 207
- 208
- 209
- 210
- 211
- 212
- 213
- 214
- 215
- 216
- 217
- 218
- 219
- 220
- 221
- 222
- 223
- 224
- 225
- 226
- 227
- 228
- 229
- 230
- 231
- 232
- 233
- 234
- 235
- 236
- 237
- 238
- 239
- 240
- 241
- 242
- 243
- 244
- 245
- 246
- 247
- 248
- 249
- 250
- 251
- 252
- 253
- 254
- 255
- 256