Important Announcement
PubHTML5 Scheduled Server Maintenance on (GMT) Sunday, June 26th, 2:00 am - 8:00 am.
PubHTML5 site will be inoperative during the times indicated!

Home Explore หนังสือเรียนธ.ศ.ตรีฉบับศูนย์พระสงฆ์

หนังสือเรียนธ.ศ.ตรีฉบับศูนย์พระสงฆ์

Published by suttasilo, 2021-06-24 07:08:58

Description: หนังสือเรียนธ.ศ.ตรีฉบับศูนย์พระสงฆ์

Keywords: ธรรมศึกษาตรี

Search

Read the Text Version

คู่มอื ธรรมศกึ ษาตรี รวม ๔ วิชา ตามหลักสูตรธรรมสนามหลวง โดย ศูนย์พระสงฆน์ ักเผยแผ่ธรรมเพ่อื พฒั นาสงั คม

คมู่ ือธรรมศึกษาตรี - -๑ ศูนยพ์ ระสงฆน์ ักเผยแผ่ธรรมเพอ่ื พฒั นาสงั คม อารมั ภภาค ธรรมศึกษาตรี ความเป็ นมา การศึกษาพระปริยัติธรรม หรือที่เรียกกันว่า “นักธรรม” เกิดข้ ึนตาม พระดาํ ริของสมเด็จพระมหาสมณเจา้ กรมพระยาวชริ ญาณวโรรส เป็ นการศึกษา พระธรรมวินั ยในภาษาไทย ∗ เพ่ือให้ภิกษุ สามเณรผู้เป็ นกําลังสําคัญของ พระพุทธศาสนาสามารถศึกษาพระธรรมวินัยไดส้ ะดวกและทัว่ ถึง อันจะเป็ น พ้ ืนฐานนําไปสูส่ มั มาปฏบิ ตั ิ ตลอดจนเผยแผ่พระพทุ ธศาสนาใหก้ วา้ งออกไป ต่อมาพระเจา้ วรวงศ์เธอกรมหลวงชินวรสิริวฒั น์ สมเด็จพระสงั ฆราชเจา้ ทรงพจิ ารณาเหน็ วา่ การศึกษานักธรรมมไิ ดเ้ ป็ นประโยชน์ตอ่ ภิกษุสามเณรเท่าน้ัน แมผ้ ู้ที่ยังครองฆราวาสวิสัยก็จะได้รับประโยชน์จากการศึกษานักธรรมด้วย โดยเฉพาะสําหรบั เหล่าขา้ ราชการครู จงึ ทรงต้งั หลักสูตรนักธรรมสาํ หรับฆราวาส ข้ ึน เรียกวา่ “ธรรมศึกษา” มคี รบท้งั ๓ ช้นั คือ ช้นั ตรี ช้นั โท ช้นั เอก ซง่ึ มเี น้ ือหา เช่นเดียวกันกับหลักสูตรนักธรรมของภิกษุสามเณร เวน้ แต่วินัยบัญญัติท่ีทรง กําหนดใชเ้ บญจศีลเบญจธรรมและอุโบสถศีลแทน หลักสูตรธรรมศึกษาไดเ้ ปิ ด สอนและสอนคร้ังแรกเม่ือ พ.ศ. ๒๔๗๒ และเปิ ดสอนครบทุกช้นั ในเวลาต่อมา มี ฆราวาสท้งั หญิงและชายเขา้ สอบเป็ นจาํ นวนมาก นับเป็ นการส่งเสริมการศึกษา พระพทุ ธศาสนาใหก้ วา้ งขวางยิง่ ข้ นึ ปี พ.ศ. ๒๕๔๖ สนามหลวงแผนกธรรมไดป้ รับเน้ ือหาหลักสูตรธรรม ศึกษาใหน้ ้อยลง ท้งั น้ ีเพอื่ ใหเ้ หมาะสมกบั สภาพเหตุการณ์ในปัจจุบนั เพราะผเู้ รียน ส่วนใหญ่เป็ นนั กเรียนนั กศึกษาซ่ึงมีหลักสูตรท่ีต้องเรียนต้องศึกษาใน สถาบนั การศกึ ษาอยแู่ ลว้ เป็ นปกติ การเรยี นธรรมศึกษาที่มเี น้ ือหาวชิ ามากเกินไป ∗ การศึกษาพระปริยตั ิธรรมของพระสงฆไ์ ทยแต่โบราณนิยมศึกษาเป็ นภาษาบาลี

คมู่ อื ธรรมศึกษาตรี - -๒ ศูนยพ์ ระสงฆน์ ักเผยแผธ่ รรมเพอื่ พฒั นาสงั คม อาจเป็ นภาระท่ีหนักสําหรับผูเ้ รียน สําหรับธรรมศึกษาช้ันตรีน้ ี เน้ ือหาวิชาที่ ปรากฏในหนังสอื เล่มน้ ีเป็ นเน้ ือหาวชิ าที่ไดป้ รบั ลดแลว้ จากหลักสูตรเดมิ วตั ถปุ ระสงคข์ องการเรยี นธรรมศึกษา ๑. เพ่อื ใหผ้ เู้ รยี นเกดิ ศรทั ธาและสาํ นึกในความสาํ คญั ของพระพุทธศาสนา ๒. เพ่อื ใหผ้ ูเ้ รยี นมคี วามรู้ ความเขา้ ใจ และซาบซ้ ึงในคุณของพระรัตนตรยั ๓. เพ่ือใหผ้ เู้ รยี นมคี วามรู้ ความเขา้ ใจเกีย่ วกบั พระพทุ ธศาสนาและหลกั ธรรม อย่างถูกตอ้ ง ๔. เพ่ือใหผ้ ูเ้ รียนมที กั ษะในการคดิ และการปฏิบตั ิตนอย่างถกู ตอ้ งตาม หลักธรรมทางพระพุทธศาสนา ๕. เพ่อื ใหผ้ เู้ รียนรูห้ น้าท่ีของชาวพทุ ธและสามารถปฏิบตั ไิ ดอ้ ยา่ งเหมาะสม หลกั สูตรธรรมศกึ ษาทใ่ี ชใ้ นปัจจบุ นั มีขอบขา่ ยการเรียนการสอนดงั น้ ี ๑. วิชาเรยี งความแกก้ ระทูธ้ รรม หลกั สูตร ใชห้ นังสอื พทุ ธศาสนสุภาษิต เล่ม ๑ มี ๕ หมวด คือ ๑) ทานวรรค ๒) ปาปวรรค ๓) ปุญญวรรค ๔) สติวรรค ๕) สีลวรรค ๒. วิชาธรรม หลกั สูตร ใชห้ นังสอื นวโกวาทแผนกธรรมวภิ าคและคิหิปฏบิ ตั ิ มหี มวดธรรม ดงั น้ ี ทุกะ หมวด ๒ - ธรรมมอี ปุ การะมาก ๒ - ธรรมอนั ทาํ ใหง้ าม ๒ - ธรรมเป็ นโลกบาล ๒ - บุคคลหาไดย้ าก ๒

คมู่ อื ธรรมศึกษาตรี - -๓ ศูนยพ์ ระสงฆน์ ักเผยแผ่ธรรมเพอ่ื พฒั นาสงั คม ตกิ ะ หมวด ๓ - รตนะ ๓ - อกุศลมลู ๓ - คุณของรตนะ ๓ - กุศลมูล ๓ - โอวาทของพระพุทธเจา้ ๓ - สปั ปุรสิ บญั ญัติ ๓ - ทจุ รติ ๓ - บุญกริ ยิ าวตั ถุ ๓ - สุจรติ ๓ จตกุ กะ หมวด ๔ - วฑุ ฒิ ๔ - อทิ ธบิ าท ๔ - จกั ร ๔ - ควรทาํ ความไมป่ ระมาท- - อคติ ๔ ในท่ี ๔ สถาน - ปธาน ๔ - พรหมวหิ าร ๔ - อธิษฐานธรรม ๔ - อริยสจั ๔ ปัญจกะ หมวด ๕ - อนันตรยิ กรรม ๕ - พละ ๕ - อภณิ หปัจจเวกขณ์ ๕ - ขนั ธ์ ๕ - ธมั มสั สวนานิสงส์ ๕ ฉกั กะ หมวด ๖ - คารวะ ๖ - สาราณียธรรม ๖ สตั ตกะ หมวด ๗ - อริยทรพั ย์ ๗ - สปั ปรุ ิสธรรม ๗ อฏั ฐกะ หมวด ๘ - โลกธรรม ๘ ทสกะ หมวด ๑๐ - บญุ ญกริ ยิ าวตั ถุ ๑๐

คมู่ อื ธรรมศึกษาตรี - -๔ ศูนยพ์ ระสงฆน์ ักเผยแผ่ธรรมเพื่อพฒั นาสงั คม คหิ ปิ ฏบิ ตั ิ จตกุ กะ - ทิฏฐธมั มกิ ตั ถประโยชน์ ๔ - มติ รแท้ ๔ - สมั ปรายกิ ตั ถประโยชน์ ๔ - สงั คหวตั ถุ ๔ - มติ ตปฏริ ูป ๔ - ธรรมของฆราวาส ๔ ปัญจกะ - มจิ ฉาวณิชชา ๕ - สมบตั ิของอบุ าสก ๕ ฉกั กะ - ทิศ ๖ - อบายมุข ๖ ๓. วิชาพทุ ธประวตั ิ หลกั สูตร ใชห้ นังสือพุทธประวตั ิ เล่ม ๑-๒-๓ปฐมสมโพธิ พระนิพนธ์ สมเด็จพระสงั ฆราช (สา ปุสฺสเทวมหาเถร) และศาสนพิธี เล่ม ๑ ขององคก์ ารศกึ ษา ๔. วิชาวินยั (เบญจศีล-เบญจธรรม) หลักสตู ร ใชห้ นังสือเบญจศีลเบญจธรรม ของ สมเด็จพระพทุ ธโฆษาจารย์ (เจริญ ญาณวรมหาเถร) วิธีตรวจในสนามหลวง การตรวจประโยคธรรมสนามหลวงและธรรมศึกษาของสนามหลวงความ ประสงคเ์ พ่อื ทราบความรูข้ องนักเรยี นตามความเป็ นจรงิ เป็ นทางใหผ้ ูศ้ กึ ษาเจริญ ในวทิ ยาคุณและจริยสมบตั ิ สืบอายุพระพุทธศาสนา และเป็ นพุทธศาสนิกชนท่ีดี ตอ่ ไป ขอ้ สอบของธรรมศึกษาทุกช้นั เวน้ เรียงความแกก้ ระทธู้ รรม ปัญหาที่ ออกสอบเป็ บแบบปรนัย คอื เลือกคาํ ตอบท่บี อกมาแลว้ ในแต่ละขอ้ แต่ตอ้ งเป็ น คาํ ตอบท่ถี ูกตอ้ งท่ีสดุ ในแตล่ ะขอ้ ซ่ึงมที ถ่ี กู ท่ีสุดเพยี งขอ้ ละคาํ ตอบเดยี ว นักเรยี น

คมู่ อื ธรรมศึกษาตรี - -๕ ศูนยพ์ ระสงฆน์ ักเผยแผธ่ รรมเพ่ือพฒั นาสงั คม จะตอ้ งเลือกตอบขอ้ ท่ถี กู เทา่ น้ัน เลือกตอบผดิ เป็ นไมไ่ ดค้ ะแนน เป็ นการถามท้งั ความรู้ ความเขา้ ใจ ความจาํ และความคิดไปในตัวดว้ ย เฉพาะใบตอบของธรรมศึกษาทกุ ช้นั เวน้ กระทู้ ขอ้ สอบแต่ละวชิ ามี ๕๐ ขอ้ ๆ ละ ๒ คะแนน ใหต้ รวจไปตามใบเฉลยฉบบั ท่ีเฉลยไวใ้ ห้ ตรวจแตล่ ะฉบบั แลว้ ใหน้ ับขอ้ รวม ในกรณีที่นักเรียนธรรมศึกษากากบาทลงในช่องคําตอบในขอ้ เดียวกนั หลายคาํ ตอบ ถือว่าขอ้ น้ัน ๆ เป็ นผิด ไมไ่ ดค้ ะแนน หากมีรอย ขูด ลบ ขีด ฆ่าไว้ แต่พอเป็ นหลักฐานใหท้ ราบว่านักเรียนตกลงใจตอบคําตอบในขอ้ ไหนได้ ก็ให้ ตรวจไปตามน้ัน เกณฑก์ ารตดั สินได้ – ตก ๑. การใหค้ ะแนนธรรมศกึ ษาทุกช้นั มหี ลกั เกณฑ์ ดังน้ ี ๑.๑ ธรรมศึกษาทกุ ช้นั ใหถ้ อื ๔๐๐ คะแนนเป็นเกณฑ์ วชิ าทกุ วชิ าคะแนนเต็ม ๑๐๐ คะแนน เมอื่ รวมคะแนนของท้งั ๔ วชิ าแลว้ ตอ้ งไดค้ ะแนน ไมต่ าํ่ กวา่ ๒๐๐ คะแนน ถือวา่ สอบได้ ตาํ่ กวา่ ๒๐๐ คะแนน ถอื วา่ สอบตก ๑.๒ ธรรมศกึ ษาทกุ ช้นั เมอื่ ตรวจดูคะแนนของแตล่ ะวชิ าทีไ่ ดแ้ ลว้ หากมวี ชิ าใดวชิ าหน่ึง ไดค้ ะแนนตาํ่ กวา่ ๒๕ คะแนน แมจ้ ะรวมครบทกุ วชิ าแลว้ ไดเ้ กนิ กวา่ เกณฑท์ ีก่ าํ หนดก็ตาม ใหถ้ อื วา่ การสอบคร้งั น้ ีเป็ นการสอบตกดว้ ย ๑.๓ ธรรมศกึ ษาทุกช้นั ตอ้ งสอบท้งั ๔ วชิ า ถา้ ขาดสอบวชิ าใดวชิ า หนึ่ง สนามหลวงแผนกธรรมไมร่ บั พิจารณา ใหอ้ ยู่ในเกณฑส์ อบตก ๑.๔ วชิ าทีต่ อบตอ้ งไดค้ ะแนนทกุ วชิ า จงึ จะยอมรบั รวมคะแนนได้ หากเกิดวชิ าใดวชิ าหนึ่งไมไ่ ดค้ ะแนนแมแ้ ตค่ ะแนนเดยี ว หรือไดต้ าํ่ กวา่ ๒๕ คะแนน ก็หา้ มรวมคะแนน ปรบั เป็ นตก แมร้ วมทกุ วชิ าแลว้ จะไดค้ ะแนนสูงถึงเกณฑท์ ี่ กาํ หนดไวก้ ็ตาม

คมู่ ือธรรมศึกษาตรี - -๖ ศูนยพ์ ระสงฆน์ ักเผยแผ่ธรรมเพื่อพฒั นาสงั คม วิธีการศึกษา ๑. ศกึ ษาเน้ ือหาไปตามลาํ ดบั และทาํ แบบทดสอบในแตล่ ะตอน เสร็จ แลว้ ตรวจคาํ ตอบจากเฉลยทา้ ยบทเรียน ๒. ฟังการบรรยาย – สอบถาม พระอาจารย์ หรอื ท่านผูร้ ู้ ๓. คน้ ควา้ เพม่ิ เตมิ จากหนังสอื อ่นื ๆ ท่ีเกีย่ วขอ้ ง การประเมินผล ๑. ทาํ แบบทดสอบกอ่ นและหลังเรยี น ๒. เขา้ ฟังบรรยายในช้นั เรยี น (กรณีท่มี กี ารเรยี นการสอน) ๓. สงั เกตจากพฤตกิ รรม ตลอดถงึ ทศั นคตขิ องผเู้ รียน ๔. เขา้ สอบธรรมสนามหลวง ๕. ผเู้ รียนนําหลกั ธรรมคาํ สอนไปประยุกตใ์ ชใ้ นชีวติ ประจาํ วนั

คูม่ อื ธรรมศึกษาตรี - -๗ ศูนยพ์ ระสงฆน์ ักเผยแผธ่ รรมเพ่ือพฒั นาสงั คม ตารางการเรียนการสอนธรรมศกึ ษาตรี โดย... ศูนยพ์ ระสงฆน์ ักเผยแผ่ธรรมเพื่อพฒั นาสงั คม สปั ดาหท์ ี่ วิชา สาระการเรยี นรู้ ๑ พทุ ธประวตั ิ ปุรมิ กาล : ปริจเฉทที่ ๑-๕ ๒ พุทธประวตั ิ ปฐมโพธิกาล มชั ฌมิ โพธิกาล ปรจิ เฉทที่ ๖-๑๑ ๓ พทุ ธประวตั ิ ปัจฉิมโพธิกาล อปรกาล และ สงั คีติกถา ๔ ศาสนพิธี ความหมาย ประโยชน์ และกุศลพิธี ๕ ศาสนพิธี บุญพิธี ทานพิธี และปกิณณกะ ๖ ธรรมะ ธรรมะ หมวด ๒ หมวด ๓ และ หมวด ๔ ๗ ธรรมะ ธรรมหมวด ๕ หมวด ๖ หมวด ๗ หมวด ๘ และ หมวด ๑๐ ๘ ธรรมะ คิหิปฏิบตั ิ : ขอ้ ปฏิบตั ิของคฤหสั ถ์ ๙ กระทูธ้ รรม ความหมาย หลกั การเขียนเรียงความแกก้ ระทู้ ธรรม การตรวจใหค้ ะแนน ท่องจาํ สุภาษิต พุทธศาสนสุภาษิตหมวดต่าง ๆ , แบบฟอรม์ ๑๐ กระทูธ้ รรม การเขียนเรียงความ , ตวั อยา่ งการเขยี นกระทูฯ้ ๑๑ เบญจศีล - เบญจ ความหมาย อานิสงส์ ประเภท ไวพจน์ของ ธรรม ศีล วริ ตั ิ การสมาทาน และศีล ๕ เบญจศีล - เบญจ ๑๒ ธรรม กลั ยาณธรรมในสิกขาบทท่ี ๑ , ๒ , ๓ , ๔ , ๕ หมายเหตุ : พระอาจารยเ์ ขา้ บรรยายท้งั หมดประมาณ ๖ คาบ ต่อภาคการศึกษา แตล่ ะ คาบใหค้ รอบคลุมเน้ ือหาประมาณ ๒ สปั ดาห์ หรือแลว้ แต่ความเหมาะสม ท้งั น้ ีใหอ้ ยูใ่ นดุลพินิจของพระอาจารยผ์ ูส้ อน

คมู่ อื ธรรมศึกษาตรี - -๘ ศูนยพ์ ระสงฆน์ ักเผยแผธ่ รรมเพื่อพฒั นาสงั คม วิชาพทุ ธประวตั ิ สปั ดาหท์ ี่ ๑ ปุริมกาล : กลา่ วถึงชมพทู วีปและประชาชนจนถึงการตรสั รู้ สาระสาํ คญั การศึกษาพุทธประวตั ิ คอื การเรยี นรคู้ วามเป็ นไปของพระพุทธเจา้ ผเู้ ป็ น ศาสดาเอกของโลก ทรงเป็ นแบบอย่างใหเ้ ราไดร้ ูว้ า่ มนุษยน์ ้ันมศี กั ยภาพสามารถท่ี พฒั นาตนใหเ้ ป็ นมนุษยพ์ ิเศษ(อภมิ นุษย)์ คือเป็ นบคุ คลผบู้ ริสุทธ์ิ ปราศจากอาสว กเิ ลส มคี วามสะอาด สวา่ ง สงบ ในสว่ นประวตั ศิ าสตร์ ทาํ ใหผ้ ศู้ กึ ษาไดท้ ราบเก่ียวกบั ภูมปิ ระเทศชมพู ทวปี การปกครอง การประกอบอาชพี และลทั ธคิ วามเชอ่ื ของคนในสมยั ก่อน ในส่วนพทุ ธประวตั ิ ทาํ ใหผ้ ูศ้ กึ ษามคี วามเช่อื มนั่ เกิดศรทั ธาปสาทะใน พระพทุ ธองคย์ ่งิ ข้ นึ ท่ที รงสละความสุขส่วนพระองค์ ออกบาํ เพญ็ เพียรซง่ึ บุคคลอ่ืน ทาํ ไดย้ าก จนตรสั รไู้ ดด้ ว้ ยพระองค์ ทรงเป็ นแบบอยา่ งท่ดี ีงามที่จะทาํ ใหส้ าวก มี กาํ ลงั ใจในการกระทาํ ความดีในระดบั ตา่ ง ๆ ยิ่งข้ ึน ในสปั ดาหท์ ี่ ๑ น้ ี จกั ไดศ้ ึกษาพทุ ธประวตั ดิ ังน้ ี:- ประโยชนข์ องการศึกษาพทุ ธประวตั ิ ปริเฉทท่ี ๑ ชมพูทวปี และประชาชน - ชมพูทวปี แบง่ เป็ น ๒ เขต คอื มชั ฌมิ ชนบท และ ปัจจนั ตชนบท - วรรณะ ๔ - ความเห็นของคนในยคุ น้ัน - ลทั ธิหรือศาสนา ปริเฉทท่ี ๒ สกั กชนบท และศากยวงศ์ โกลิยวงศ์ ปริเฉทที่ ๓ ประสูติ

คมู่ อื ธรรมศึกษาตรี - -๙ ศูนยพ์ ระสงฆน์ ักเผยแผธ่ รรมเพื่อพฒั นาสงั คม ปรเิ ฉทท่ี ๔ เสด็จออกผนวช (มหาภเิ นษกรมณ์) ปริเฉทท่ี ๕ ตรสั รู้ วตั ถปุ ระสงค์ ๑. มคี วามรูค้ วามเขา้ ใจในวชิ าพทุ ธประวตั ิ ๒. เหน็ คุณประโยชน์/ศรทั ธาในพระพุทธศาสนายงิ่ ข้ ึน ๓. นําแบบอยา่ งที่ดีในพทุ ธประวตั ไิ ปประพฤติปฏบิ ตั ิตน ในชวี ติ ประจาํ วนั ได้ ๔. สามารถแนะนําผอู้ นื่ ใหป้ ฏิบตั ติ ามได้ กิจกรรม ๑. อ่านเน้ ือหาประจาํ บทเรยี นจากหนังสือคู่มอื ธรรมศึกษาตรี ๒. ทาํ ปัญหาก่อนเรยี น ๓. ฟังบรรยายในหอ้ งเรยี น ๔. ใหผ้ ูเ้ รียนไดร้ ว่ มวเิ คราะหเ์ หตุการณต์ า่ ง ๆ ในระหวา่ งเรยี น ๕. คน้ ควา้ เพิ่มเติมจากหนังสอื ทแี่ นะนําทา้ ยเล่ม ประเมินผล ๑. ทาํ แบบทดสอบก่อนเรยี น ๒. จากการทาํ กิจกรรมในหอ้ งเรยี น ๓. จากการสอบธรรมสนามหลวง ๔. ผูเ้ รียนมคี วามรคู้ วามเขา้ ใจ และศรทั ธาในพุทธศาสนา นําพุทธจริยาไปเป็ นแบบประยกุ ตใ์ ชใ้ นชวี ติ ประจาํ วนั

คูม่ ือธรรมศึกษาตรี - -๑๐ ศูนยพ์ ระสงฆน์ ักเผยแผธ่ รรมเพอ่ื พฒั นาสงั คม แบบทดสอบก่อนเรียน สปั ดาหท์ ี่ ๑ xคาํ สงั ่ : ใหท้ าํ เครื่องหมายกากบาท ( ) หน้าคาํ ตอบท่ถี กู ท่สี ุดเพยี งคาํ ตอบ เดียว ๑. พทุ ธประวตั ิ กล่าวถึงเรอื่ งอะไร ? ก. ความเป็ นไปของพระพทุ ธเจา้ ข. ความเป็ นไปของพระสาวก ค. ความเป็ นไปของนักบวช ง. ความเป็ นไปของพทุ ธบรษิ ัท ๔ ๒. ชมพูทวปี ในปัจจุบนั ไดแ้ กป่ ระเทศอะไรบา้ ง ? ก. อินเดีย – เนปาล – ปากสี ถาน – บงั คลาเทศ ข. อนิ เดยี – ภูฐาน – อินโดนีเซีย – มาเลเซยี ค. อนิ เดีย – เนปาล - ศรลี ังกา – อฟั กานิสถาน ง. อินเดีย – เนปาล – จนี – อินโดนีเซีย ๓. คาํ วา่ “มธั ยมประเทศ และปัจจนั ตประเทศ” หมายความวา่ อย่างไร ? ก. ประเทศที่เป็ นเอกราชและไมเ่ ป็ นเอกราช ข. ประเทศส่วนกลางและประเทศรอบนอก ค. ประเทศท่ีมคี วามเจรญิ และไมม่ ีความเจริญ ง. ท้งั สองเป็ นประเทศเดียวกนั ๔. ในวรรณะท้งั ๔ วรรณะใดถือตนวา่ สูง ? ก. กษัตรยิ -์ ศูทร ข. พราหมณ์-แพศย์ ค. แพศย-์ กษัตรยิ ์ ง. กษัตริย-์ พราหมณ์ ๕. พระเจา้ สุทโธทนะเป็ นราชโอรสของใคร ? ก. พระเจา้ ชยั เสน ข. พระเจา้ สีหหนุ ค. พระเจา้ อญั ชนะ ง. พระเจา้ สปุ ปพทุ ธะ ๖. พระโพธิสตั ว์ ก่อนเสด็จมาอุบตั ิในมนุษยโลกน้ ี อยู่สวรรคช์ ้นั ไหน ? ก. ดุสติ ข. ยามา

คูม่ อื ธรรมศึกษาตรี - -๑๑ ศูนยพ์ ระสงฆน์ ักเผยแผธ่ รรมเพ่ือพฒั นาสงั คม ค. ดาวดงึ ส์ ง. นิมมานรดี ๗. สถานทปี่ ระสูตขิ องเจา้ ชายสทิ ธตั ถะ ปัจจุบนั คอื ประเทศใด ? ก. เนปาล ข. ปากีสถาน ค. ศรลี งั กา ง. อนิ เดยี ๘. ใครเป็ นผูท้ าํ นายพระลกั ษณะของเจา้ ชายสิทธตั ถะเป็ นคนแรก ? ก. อาฬารดาบส ข. อทุ ทกดาบส ค. โกณฑญั ญพราหมณ์ ง. อสติ ดาบส ๙. คาํ วา่ “สิทธตั ถะ” มคี วามหมายวา่ อยา่ งไร ? ก. ผูม้ โี ภคะ ข. ผูม้ คี วามตอ้ งการสาํ เร็จ ค. ผูม้ คี วามรู้ ง. ผูม้ คี วามประพฤติดี ๑๐. หลังจากเจา้ ชายสิทธตั ถะประสูติได้ ๗ วนั มเี หตุการณใ์ ดเกดิ ข้ นึ ? ก. ขนานพระนาม ข. พระมารดาส้ นิ พระชนม์ ค. อสิตดาบสมาเยี่ยม ง. ทาํ นายพระลักษณะ ๑๑. เมอ่ื พระนางสริ ิมหามายาทิวงคตแลว้ ใครเป็ นผดู้ ูแลพระกุมาร ? ก. พระนางปชาบดี ข. พระนางกาญจนา ค. พระนางรปู นันทา ง. พระนางอมติ า ๑๒. ใครเป็ นครูคนแรกของเจา้ ชายสิทธตั ถะ ? ก. อสติ ดาบส ข. อุททกดาบส ค. โกณฑญั ญะ ง. วศิ วามติ ร ๑๓. เจา้ ชายสิทธตั ถะ ทรงอภเิ ษกสมรสกบั เจา้ หญิงพระองคใ์ ด ? ก. พระนางมลั ลิกา ข. พระนางพิมพา ค. พระนางโรหณิ ี ง. พระนางรปู นันทา

คูม่ อื ธรรมศึกษาตรี - -๑๒ ศูนยพ์ ระสงฆน์ ักเผยแผ่ธรรมเพ่อื พฒั นาสงั คม ๑๔. เทวทตู ๔ อนั เป็ นมูลเหตใุ นการเสดจ็ ออกบวชของเจา้ ชายสทิ ธตั ถะ ไดแ้ ก่ อะไรบา้ ง ? ก. คนเกดิ -คนแก่-คนเจบ็ -คนตาย ข. คนแก-่ คนเจบ็ -คนตาย-สมณะ ค. คนแก-่ คนเจบ็ -คนตาย-ความทุกข์ ง. คนแก-่ คนเจบ็ -คนตาย-ความสขุ ๑๕. เจา้ ชายสทิ ธัตถะ ทรงผนวชดว้ ยวธิ ีใด ? ก. เอหภิ กิ ขุอปุ สัมปทา ข. ไตรสรณคมน์ ค. อธษิ ฐานเพศ ง. ญัตติจตุตถกรรม ๑๖. หลังจากเสด็จออกบรรพชาแลว้ ทรงเขา้ ศกึ ษาในสํานักของใคร ? ก. กาฬเทวลิ ดาบส ข. ครูวศิ วามติ ร ค. อาฬารดาบส ง. อสิตดาบส ๑๗. พระมหาบรุ ุษทรงเลิกบาํ เพญ็ ทกุ กรกริ ิยา เพราะเหตุใด ? ก. ทรงทอ้ พระทยั ข. ทรงเบื่อหน่าย ค. ทรงคลายความเพียร ง. ทรงเห็นวา่ ไมใ่ ชท่ างตรสั รู้ ๑๘. สถานทต่ี รสั รู้ ปัจจบุ นั เรยี กวา่ ...? ก. พุทธประทปี ข. พทุ ธคยา ค. พทุ ธชยนั ตี ง. พทุ ธมาลัย ๑๙. ใครเป็ นผถู้ วายหญา้ คาแกพ่ ระมหาบรุ ษุ ? ก. สนุ ิธพราหมณ์ ข. โสตถิยพราหมณ์ ค. เวรญั ชพราหมณ์ ง. โกสยิ พราหมณ์ ๒๐. อาสวกั ขยญาณ คือความรู.้ ..? ก. ที่ทาํ ใหร้ ะลึกชาติได้ ข. ทที่ าํ ใหห้ มดกเิ ลส ค. ทสี่ ามารถดกั ใจผูอ้ น่ื ได้ ง. ทไี่ มต่ อ้ งมใี ครสอน

คูม่ ือธรรมศึกษาตรี - -๑๓ ศูนยพ์ ระสงฆน์ ักเผยแผ่ธรรมเพอื่ พฒั นาสงั คม ประโยชนข์ องการศกึ ษาพุทธประวตั ิ การศึกษาพทุ ธประวตั หิ รอื เร่อื งราวความเป็ นไปของพระพุทธเจา้ มีคตใิ น การศึกษา ๓ ทาง คือ ๑. ทางตาํ นาน ทาํ ใหท้ ราบเร่อื งราวของพระพทุ ธเจา้ วา่ เป็ นมาอยา่ งไร ๒. ทางอภนิ ิหาร ทาํ ใหไ้ ดเ้ ห็นวธิ กี ารแสดงธรรมใหเ้ หมาะแก่อปุ นิสัยของ แต่ละบุคคล และใหผ้ ทู้ ีเ่ ชอ่ื ในเรื่องอิทธิปาฏหิ าริย์ตา่ งๆ ไดท้ ราบถงึ ความอศั จรรย์ ในพุทธานุภาพเกดิ ความเลื่อมใสในการปฏบิ ตั ธิ รรม ๓. ทางธรรมปฏิบตั ิ ทาํ ใหท้ ราบขอ้ ปฏิบตั แิ ละเหตผุ ลที่เป็ นจริงโดย ละเอยี ด ถ่องแท้ การศกึ ษาพุทธประวตั ิ ใหเ้ กิดประโยชนส์ าํ คญั ๒ ประการ คือ ๑. ในดา้ นการศึกษา ทาํ ใหท้ ราบถงึ ความเป็ นมาของพระพทุ ธเจา้ ๒. ในดา้ นการปฏิบตั ิ ทาํ ใหไ้ ดแ้ นวทางในการดาํ เนินชีวติ ตามพุทธจริยา อนั เป็ นปฏปิ ทานําความสุขความเจรญิ มาใหแ้ ก่บุคคลตามสมควรแก่การประพฤติ ปฏิบตั ิ ปริเฉทที่ ๑ ชมพูทวีปและประชาชน ประเทศอินเดยี ในสมยั พุทธกาลเรยี กว่า “ชมพูทวีป” ต้งั อยู่ทิศตะวนั ตก เฉียงเหนือ(ทิศพายัพ)ของประเทศไทย เดิมเป็ นถ่ินของชนชาวมิลักขะ ต่อมาชน ชาวอรยิ กะ(อารยนั )ไดเ้ ขา้ มารกุ ไล่และยดึ ครอง ชมพทู วปี แบง่ เป็ น ๒ เขต ๑. เขตตรงกลางของประเทศ เรียกวา่ มชั ฌิมชนบท หรอื มธั ยมประเทศ ๒. เขตรอบนอกท้งั หมด เรยี กวา่ ปัจจนั ตชนบท แปลวา่ ประเทศปลายแดน

คมู่ อื ธรรมศึกษาตรี - -๑๔ ศูนยพ์ ระสงฆน์ ักเผยแผธ่ รรมเพอ่ื พฒั นาสงั คม มชั ฌิมชนบท ทิศ ขอบเขต บรู พา (ตะวนั ออก) ต้งั แตม่ หาศาลนครเขา้ มา (เบงคอล) อาคเนย์ (ตะวนั ออกเฉียงใต)้ ต้งั แตแ่ มน่ ้ําสลั ลวดเี ขา้ มา ทกั ษิณ (ใต)้ ต้งั แต่เสตกณั ณิกนิคมเขา้ มา (เดกกนั ) ปัจฉิม (ตะวนั ตก) ต้งั แต่ถูนคามเขา้ มา (บอมเบย)์ อุดร (เหนือ) ต้งั แต่ภูเขาอสุ ีรธชะเขา้ มา (เนปาล) เขตแดนนอกเหนือจากน้ ีไป เป็ นเขตแดนของปัจจนั ตชนบท มหาชนบท ๑๖ แควน้ ชมพทู วปี ตามอโุ บสถสูตร ตกิ นิบาต องั คุตรนิกาย แบง่ เป็ น ๑๖ แควน้ ใหญ่ ๆ คือ องั คะ มคธะ กาสี โกสละ วชั ชี มลั ละ เจตี วงั สะ กุรุ ปัญจาละ มจั ฉะ สรุ เสนะ อสั สกะ อวนั ตี คนั ธาระ กมั โพชะ และที่ปรากฏในสูตรอ่นื อีก ๕ แควน้ คอื สกั กะ โกลิยะ ภคั คะ วเิ ทหะ องั คุตตราปะ แควน้ เหล่าน้ ี บางแควน้ ปกครองโดยกษัตริยม์ ีอาํ นาจสิทธ์ขิ าด บางแควน้ ปกครองโดยสามคั คีธรรม วรรณะ ๔ ประชาชนในชมพูทวปี แบ่งออกเป็ น ๔ วรรณะ (พวก) คอื ๑) กษตั ริย์ พวกเจา้ เป็ นชนช้นั ปกครอง มหี น้าทรี่ กั ษาบา้ นเมอื ง ๒) พราหมณ์ พวกสงั่ สอนและทาํ พธิ กี รรมตา่ งๆ ทางลทั ธิศาสนา ๓) แพศย์ พวกพลเมอื งทวั่ ไป มหี น้าท่ีทาํ นาคา้ ขาย ๔) ศูทร พวกกรรมกร หรือคนใช้ มหี น้าทีร่ บั จา้ งทาํ การงานตา่ งๆ ประชาชนอนิ เดยี หรือชมพทู วปี มกี ารแบ่งชนช้นั กนั อยา่ งชดั เจน และ เครง่ ครดั มาก โดยเรยี กชนช้นั วา่ “วรรณะ” แต่ละวรรณะจะไมแ่ ต่งงานขา้ มวรรณะ กนั หากมกี ารแต่งงานขา้ มวรรณะกนั ครอบครวั น้ันจะถูกคนท่ีอยู่ในวรรณะน้ันๆ

คูม่ ือธรรมศึกษาตรี - -๑๕ ศูนยพ์ ระสงฆน์ ักเผยแผ่ธรรมเพือ่ พฒั นาสงั คม ไมย่ อมรบั และกลายเป็ นอกี ชนช้นั หนึ่งข้ นึ มา โดยมศี กั ด์ิตาํ่ กวา่ วรรณะอน่ื ๆ เรียกวา่ “จณั ฑาล” ความเห็นของคนในยคุ น้ัน คนในยคุ น้ัน มคี วามเห็นเกี่ยวกบั ความตาย ความเกิด สขุ และทุกข์ แตกต่างกนั ดงั น้ ี ความเหน็ เก่ียวกบั ความตายและความเกิด แบง่ ออกเป็ น ๒ จาํ พวก คอื ๑. จาํ พวกหนึ่งเหน็ วา่ ตายแลว้ เกดิ จาํ พวกน้ ีแบ่งออกเป็ น ๒ ประเด็น คอื ๑.๑ เกิดเป็ นอะไรกเ็ ป็นอย่อู ย่างน้ันไมเ่ ปลี่ยนแปลง ไมแ่ ปรผนั เช่น เป็ นนกตายแลว้ กเ็ กดิ เป็ นนกอีก ๑.๒ เกิดแลว้ จุตแิ ปรผนั ต่อไปได้ พวกน้ ีเขา้ ใจวา่ ประพฤตอิ ย่างไร จะไปเกิดในสวรรคแ์ ละสุคติ ก็จะประพฤติอย่างน้ัน ๒. จาํ พวกหน่ึงเหน็ วา่ ตายแลว้ สญู โดยแยกออกเป็ น ๒ ประเภท คอื ๒.๑ สญู ดว้ ยประการท้งั ปวง ๒.๒ สูญบางสิง่ ความเห็นเกี่ยวกบั สขุ และทุกข์ แบง่ ออกเป็ น ๒ ประเภท คอื ๑. สขุ ทกุ ขไ์ มม่ เี หตปุ ัจจยั สตั วจ์ ะไดส้ ุขหรือทุกขก์ ็ไดเ้ อง ๒. สขุ ทุกขม์ เี หตุมปี ัจจยั สตั วจ์ ะไดส้ ุขหรือทกุ ขก์ ็เพราะเหตุปัจจยั ๒.๑ สุข ทุกข์ มมี าเพราะเหตปุ ัจจยั ภายนอก เช่น เทวดา ก็จะ ออ้ นวอนหรือบวงสรวงเทวดาใหช้ ว่ ย ๒.๒ สุข ทุกข์ มมี าเพราะเหตุปัจจยั ภายใน คือ กรรม เมอื่ เหน็ วา่ กรรมใดเป็ นเหตุแหง่ สุข ก็ทาํ แต่กรรมน้ัน ลทั ธหิ รอื ศาสนา ประชาชนในยุคน้ันโดยมากนับถือศาสนาพราหมณ์ มีคมั ภีร์ไตรเพท อัน ประกอบดว้ ย ฤคเวท ยชรุ เวท และสามเวท (ภายหลังเพิ่มอกี ๑ คอื อาถรรพเวท) เป็ นหลกั คาํ สอน ซึง่ ถือวา่ โลกธาตุท้งั ปวงเป็ นของที่เทวดาสรา้ ง มเี ทวดาประจาํ อยู่

คูม่ ือธรรมศึกษาตรี - -๑๖ ศูนยพ์ ระสงฆน์ ักเผยแผธ่ รรมเพอื่ พฒั นาสงั คม ในธาตุต่างๆ ถา้ ใครปรารถนาผลอนั ใด ก็ทําการเซ่นสรวงออ้ นวอนเทวดาหรือ เทพเจา้ ดว้ ยการบูชายญั หรือบาํ เพญ็ ตบะทรมานร่างกายดว้ ยวิธีต่างๆ ดว้ ยคิดวา่ เมอื่ เทวดาเห็นความเพยี รแลว้ ก็จะประสิทธ์พิ รใหส้ มประสงค์ ปรเิ ฉทที่ ๒ สกั กชนบท ศากยวงศแ์ ละโกลิยวงศ์ สักกชนบท ต้งั อยู่ตอนเหนือของชมพูทวปี ขา้ งภูเขาหิมพานต์(หิมาลัย) ท่ไี ดช้ ่ือเช่นน้ันเพราะต้งั ข้ ึนในดงไมส้ กั กะ ความเป็ นมาของศากยวงศแ์ ละโกลิยวงศ์ ตน้ ตระกูลของศากยวงศแ์ ละโกลิยวงศน์ ้ัน สบื เช้ ือสายมาจากพระเจา้ โอกกากราชดว้ ยกนั ท้งั คู่ โดยมเี ร่ืองยอ่ วา่ พระเจา้ โอกกากราช มรี าชบุตร ๔ ราชบุตรี ๕ และราชบุตรอกี ๑ กบั มเหสีใหม่ ซง่ึ กอ่ นทร่ี าชบตุ รของพระมเหสี พระองคใ์ หมจ่ ะประสูติ พระเจา้ โอกกากราชไดใ้ หส้ ญั ญาวา่ จะใหร้ างวลั ตามที่พระ มเหสีประสงค์ หลงั จากพระมเหสปี ระสตู พิ ระโอรสกท็ วงสญั ญาแลว้ ขอใหป้ ระทาน ราชสมบตั ิใหก้ บั พระโอรสของตนเอง ดว้ ยเหตวุ า่ พระองคไ์ ดใ้ หส้ ญั ญาไวจ้ งึ ไม่ สามารถคืนคาํ ได้ จงึ ประทานใหต้ ามสญั ญา เพ่ือป้องกนั การแตกแยกและชิงราชสมบตั ิ ระหวา่ งพระโอรสทปี่ ระสูติจาก พระมเหสีองคเ์ ก่ากับพระองค์ใหม่ พระองคจ์ ึงทรงส่งพระโอรสท่ีประสูติจากพระ มเหสีองค์เก่าท้ัง ๙ องค์ไปสรา้ งเมืองใหม่ หน่อเน้ ือเช้ ือไขกษัตริยไ์ ม่นิยมอภิเษก สมรสกับชนช้ันอื่น ดังน้ัน พระราชบุตรีองคใ์ หญ่ไดอ้ ภิเษกสมรสกับพระเจา้ กรุง เทวทหะ โดยจดั เป็ นตน้ ตระกูลของ โกลิยวงศ์ สาํ หรบั พระโอรสที่เหลืออีก ๘ องค์ น้ัน พระภาดา(พี่ชาย)ก็อภิเษกสมรสกับพระภคินีของตนเอง และเป็ นตน้ ตระกูล ของศากยวงศส์ ืบมา โดยสร้างเมืองข้ ึนช่ือว่ากบิลพัสดุ์ ที่ได้ชื่อเช่นน้ันเพราะ

คมู่ ือธรรมศึกษาตรี - -๑๗ ศูนยพ์ ระสงฆน์ ักเผยแผ่ธรรมเพือ่ พฒั นาสงั คม สถานทีน่ ้ันเป็ นถน่ิ ทอ่ี ยขู่ อง “กบิลดาบส” ศากยวงศแ์ ละโกลิยวงศจ์ งึ เป็ นพระญาติ กนั มกี ารววิ าหะและอาวาหะ แตง่ งานระหวา่ งกนั เร่อื ยมา ต่อมาอีกเป็ นเวลานาน ดา้ นราชวงศศ์ ากยะ ในสมยั ของพระเจา้ ชยั เสน พระองคม์ พี ระโอรสพระนามวา่ “สีหหนุ””และพระธดิ าพระนามวา่ “ยโสธรา” พระเจา้ สหี หนุอภิเษกสมรสกบั พระนางกญั จนาแห่งโกลิยวงศ์ มพี ระโอรส และพระธิดาร่วมกัน ๗ พระองค์ เป็ นพระโอรส ๕ พระองค์ ไดแ้ ก่ สุทโธทนะ สุกโกทนะ อมิโตทนะ โธโตทนะ และฆนิโตทนะ พระธิดา ๒ พระองค์ คือ ปมติ า และอมติ า พระนางยโสธราอภิเษกสมรสกบั พระเจา้ อญั ชนะแห่งโกลิยวงศ์ มรี าชบตุ ร ๒ พระองค์ คอื สปุ ปพทุ ธะ และทณั ฑปาณิ ราชบตุ รี ๒ พระองค์ คอื มายา(สิริมหามายา) และปชาบดี(โคตม)ี พระเจา้ สุทโธทนะอภเิ ษกสมรสกับพระนางสิรมิ หามายา มีพระโอรสพระ นามวา่ “สิตธตั ถะ” และไดอ้ ภิเษกสมรสกบั พระนางปชาบดี มพี ระโอรสพระนาม วา่ “นนั ทะ” และพระธิดาพระนามวา่ “รปู นนั ทา” พระเจา้ สุกโกทนะ มพี ระโอรสพระนามวา่ “อานนท”์ พระเจา้ อมโิ ตทนะ มพี ระโอรสพระนามวา่ “มหานามะ” และ “อนุ รทุ ธะ” มพี ระธิดาพระนามวา่ “โรหิณี” พระนางปมติ า มพี ระโอรสพระนามวา่ “ตสิ สะ” พระนางอมติ าอภิเษกสมรสกบั พระเจา้ สุปปพุทธะ มพี ระโอรสพระนามว่า “เทวทตั ” มพี ระธดิ าพระนามวา่ “พิมพา (ยโสธรา)”

คูม่ อื ธรรมศึกษาตรี - -๑๘ ศูนยพ์ ระสงฆน์ ักเผยแผ่ธรรมเพื่อพฒั นาสงั คม ปริเฉทที่ ๓ พระศาสดาประสูติ พระโพธิสตั ว์ หลังจากเสวยพระชาติเป็ นพระเวสสันดรแลว้ ก็ไปอุบตั ิใน สวรรคช์ ้ันดสุ ิต มพี ระนามวา่ สนั ดุสิตเทพบุตร จุติจากสวรรค์ ทรงถือปฏิสนธิใน พระครรภ์ของพระนางสิริมหามายา ในวนั พฤหัสบดี ข้ ึน ๑๕ คํา่ เดือน ๘ ปี ระกา ก่อนพุทธศก ๘๐ ปี ๑๐ เดือน และประสูติ ณ ป่ าลุมพินี ใตร้ ่มไมส้ าละ ระหว่าง กรุงกบิลพัสดุ์กับกรุงเทวทหะ (ปัจจุบนั อยู่ในประเทศเนปาล เรียกว่า รุมมนิ เด) ในวนั ศกุ ร์ ข้ ึน ๑๕ คาํ่ เดอื น ๖ ปี จอ เวลาสายใกลเ้ ท่ยี ง ก่อนพทุ ธศก ๘๐ ปี ขณะประสูติน้ัน พระนางสิริมหามายาทรงประทบั ยืนหันพระปฤษฎางค์ พิงตน้ สาละ พระหัตถ์ขวาเหน่ียวกิ่งไมส้ าละไวแ้ ลว้ ใหป้ ระสูติพระราชกุมาร โดย มไิ ดท้ กุ ขเวทนาและพระราชกุมารมไิ ดแ้ ปดเป้ ื อนครรภม์ ลทินใด ๆ เลย ทนั ใดน้ัน เทวดามาคอยรบั พระวรกายของพระกุมารไว้ มธี ารน้ําเย็นน้ําอุ่นหลัง่ ลงมาจาก อากาศชาํ ระลา้ งพระวรกายของพระราชกุมารและพระมารดาจนสะอาดบริสุทธ์ิ ทนั ทีท่ีพระบาทท้งั ๒ แตะพ้ ืน พระราชกุมารไดเ้ สด็จดําเนินไป ๗ กา้ ว แต่ละกา้ ว น้ันมีดอกบัวปทุมทิพยผ์ ุดข้ ึนรองรับพรอ้ มท้งั เปล่งอาสภิวาจาวา่ “ เราเป็ นผูเ้ ลิศ เป็ นผูเ้ จรญิ ที่สดุ เป็ นผปู้ ระเสรฐิ ทส่ี ดุ แหง่ โลก การเกิดของเราครง้ั น้ ีเป็ นคร้งั สุดทา้ ย บดั น้ ีภพใหมไ่ มม่ ีอีกแลว้ ” สหชาติ คือ บุคคลและสิ่งที่เกิดข้ ึนร่วมวัน เวลาเดียวกันกับเจา้ ชาย สิทธตั ถะ มี ๗ ประการ คือ พระนางพิมพา พระอานนท์ กาฬุทายีอาํ มาตย์ ฉนั นะอาํ มาตย์ มา้ กณั ฐกะ ตน้ พระศรีมหาโพธ์ิ และขมุ ทรพั ยท์ ง้ั ๔ (สงั ขนิธิ เอลนิธิ อุบลนิธิ บุณฑรกิ นิธิ) ประสูติได้ ๓ วัน อสิตดาบส (กาฬเทวิลดาบส) ผูบ้ ําเพ็ญฌานจนได้ สมาบัติ ๘ อยู่ที่ภูเขาหิมพานต์ และเป็ นท่ีเคารพนับถือของพระเจา้ สุทโธทนะ ทราบข่าวการประสูติของพระราชกุมารจึงเขา้ ไปเยี่ยม พระเจา้ สุทโธทนะทรง ปฏิสันถารเป็ นอย่างดี เชิญใหน้ ั่งบนอาสนะแลว้ ทรงอุม้ พระราชกุมารมาเพ่ือ นมสั การอสติ ดาบสน้ัน

คูม่ อื ธรรมศึกษาตรี - -๑๙ ศูนยพ์ ระสงฆน์ ักเผยแผธ่ รรมเพือ่ พฒั นาสงั คม อสิตดาบสไดต้ รวจดูลักษณะของพระราชกุมารเห็นว่า มีลักษณะตอ้ ง ตามมหาบุรษุ ลักษณะ จงึ คุกเข่าลงอภิวาทแทบพระบาทท้งั สองของพระราชกุมาร และกล่าวคาํ ทาํ นายพระลักษณะของพระโอรสวา่ มคี ติเป็ น ๒ คือ ๑. ถา้ ไดค้ รองฆราวาสจะเป็ นจกั รพรรดริ าชมมี หาสมทุ รท้งั ๔ เป็ นขอบเขต ๒. ถา้ ออกผนวชจกั ไดต้ รัสรูเ้ ป็ นพระอรหนั ตสัมมาสัมพุทธเจา้ ศาสดาเอก ของโลก เมอื่ พระเจา้ สุทโธทนะทรงเหน็ เชน่ น้ัน จงึ ทรงอภิวาทพระโอรสของพระองคด์ ว้ ย เหมอื นกนั ซึ่งนบั เป็ นครง้ั ที่ ๑ ทพ่ี ระองคท์ รงไหว.้ เหล่าราชสกุลเห็นเชน่ น้ันจงึ ถวายโอรสของตนเป็ นบริวารสกุลละ ๑ องค์ ประสูติได้ ๕ วัน พระเจา้ สุทโธทนะรับสงั่ ใหช้ ุมนุมพระประยูรญาติและ เสนาอํามาตย์ เชิญพราหมณ์ ๑๐๘ คน ทํามงคลพิธีและขนานพระนาม ๑ว่า 1 สิทธตั ถะ”แปลวา่ “ผูม้ ีความตอ้ งการสาํ เรจ็ ” แต่มหาชนมกั เรียกตามพระโคตร วา่ โคตมะ และเลือกพราหมณ์ผูเ้ ชี่ยวชาญไตรเพท ๘ คน ทํานายพระลักษณะของ พระโอรส ซึ่งพราหมณ์ท้งั ๗ คน ทาํ นายว่ามีคติเป็ น ๒ อย่าง ส่วนโกณฑญั ญะ พราหมณห์ นุ่มทีส่ ดุ ในทีน่ ้ันทาํ นายวา่ มคี ตเิ ป็ นหน่ึงเดยี ว คือ จกั เสด็จออกบรรพชา แลว้ ไดบ้ รรลุพระอนุตตรสมั มาสมั โพธิญาณเป็ นศาสดาเอกในโลกแน่แท้ ประสูติได้ ๗ วัน พระมารดาส้ ินพระชนม์ พระเจา้ สุทโธทนะจึงมอบ พระโอรสแกพ่ ระนางปชาบดีซ่ึงเป็ นพระมาตุจฉาดูแล ต่อมาพระนางปชาบดีมเหสี องคใ์ หมม่ พี ระโอรสพระนามวา่ “นนั ทะ” มพี ระธิดาพระนามวา่ “รูปนนั ทา” ๑ พราหมณท์ ุกคนไดพ้ รอ้ มใจขนานพระนามพระโอรสตามคุณพเิ ศษที่ปรากฏ คือ เพราะพระโอรสทรง มีพระรศั มีโอภาสงามแผ่ซา่ นออกจากพระวรกายเป็นปกติ จึงขนานพระนามวา่ อังครี ส และเพราะ พระโอรสน้ันหากตอ้ งการส่งิ ใด สง่ิ น้ันกจ็ ะตอ้ งพลันสาํ เรจ็ ดงั พระประสงคแ์ น่นอน จงึ ขนานพระนามวา่ สิทธตั ถะ แต่นิยมเรียกกนั วา่ โคตมะ ซ่งึ เป็นพระโคตรของพระองค.์

คูม่ ือธรรมศึกษาตรี - -๒๐ ศูนยพ์ ระสงฆน์ ักเผยแผธ่ รรมเพือ่ พฒั นาสงั คม พระชนมไ์ ด้ ๗ ปี พระราชบดิ าตรสั ใหข้ ดุ สระโบกขรณีในพระราชนิเวศน์ ๓ สระ คือ ปลูกอบุ ลบวั ขาบ ๑ สระ ปลูกประทมุ บวั หลวง ๑ สระ ปลูกบณุ ฑริกบัว ขาว ๑ สระ พรอ้ มท้ังเคร่ืองทรง เช่น ผา้ โพกศีรษะ ฉลองพระองค์ ผา้ ทรงสะพัก พระภูษาเป็ นของที่นํามาจากแควน้ กาสี นิยมวา่ เป็ นของดีของประณีตในยคุ น้ัน คร้นั มพี ระชนมเ์ จริญวยั พระบิดาทรงพาไปมอบไวใ้ นสํานักครูวิศวามิตร พระราชกุมารทรงศึกษาสาํ เร็จวชิ า ๑๘ ศาสตร์ จนส้ ินความรอู้ าจารย์ คร้งั หนึ่ง ในคราววปั ปมงคลแรกนาขวญั พระเจา้ สทุ โธทนะเสด็จแรกนา ดว้ ยพระองคเ์ อง ทรงพาสทิ ธตั ถะกุมารไปดว้ ย ใหแ้ ต่งทีป่ ระทบั ภายใตช้ มพูพฤกษ์ (ตน้ หวา้ ) คร้ันถึงเวลาแรกนา พระกุมารทรงอยู่พระองค์เดียว ทรงนั่งขัดสมาธิ เจริญอานาปานสติอยู่ในม่าน ไดป้ ฐมฌาน ขณะน้ันเป็ นเวลาบ่าย แต่เงาตน้ หวา้ ตรงอยู่ดุจเวลาเท่ียง พวกพระพ่ีเล้ ียงเห็นเป็ นอัศจรรย์ นําความกราบทูลพระราช บิดา พระองค์เสด็จมาเห็นแลว้ ก็ถวายบงั คมพระโอรส เพราะศรัทธาในความ อศั จรรยน์ ้ัน ซ่ึงนบั เป็ นครง้ั ที่ ๒ ทีพ่ ระองคท์ รงไหวพ้ ระโอรส พระชนมไ์ ด้ ๑๖ ปี พระราชบดิ าตรัสใหส้ รา้ งปราสาท ๓ หลงั เป็ นทอี่ ยู่ ๓ ฤดู คือ ฤดูฝน ฤดูรอ้ น ฤดูหนาว และตรสั ขอพระนางพมิ พา (ยโสธรา) พระราช ธิดาของพระเจา้ สุปปพุทธะกบั พระนางอมิตาแห่งเทวทหนครมาเป็ นพระชายา พระชนมไ์ ด้ ๒๙ ปี มีพระราชโอรสประสูติแต่พระนางพิมพาพระองค์ หนึ่งพระนามวา่ “ราหลุ ””แปลวา่ “บว่ ง” และเสด็จออกผนวช

คูม่ อื ธรรมศึกษาตรี - -๒๑ ศูนยพ์ ระสงฆน์ ักเผยแผธ่ รรมเพื่อพฒั นาสงั คม ปรเิ ฉทท่ี ๔ เสดจ็ ออกผนวช (มหาภิเนษกรมณ)์ มูลเหตทุ ีเ่ สด็จออกผนวช สาเหตุท่ที าํ ใหเ้ จา้ ชายสทิ ธตั ถะเสดจ็ ออกผนวชน้ันมี ๒ นัย คือ ๑. ทรงปรารภความแก่ เจ็บ ตาย อันครอบงํามนุษย์อยู่ ซ่ึงทุกคนไม่ สามารถหลีกพน้ ได้ และทรงระลึกถงึ พระองคว์ า่ จะตอ้ งเป็ นไปอย่างน้ัน จงึ ควรท่ีจะ แสวงหาทางหลุดพน้ จากความแก่ เจบ็ ตาย น้ ีเสยี เพราะวา่ ธรรมดาแลว้ ยอ่ มมีส่ิง ตรงขา้ มกัน เช่น มรี อ้ นแลว้ ก็มีเย็นแก้ มมี ดื ก็มีสวา่ งแก้ บางทีอาจมอี ุบายแกท้ ุกข์ ท้งั ๓ น้ันได้ แต่การหาอุบายแกท้ ุกข์ท้ัง ๓ น้ันเป็ นสิ่งท่ียากยิ่ง การอยู่ในฆราวาส วสิ ยั ไมอ่ าจจะทําได้ บรรพชาน่าจะเป็ นหนทางท่ีจะแสวงหาอุบายน้ันได้ ดงั น้ัน พระองคจ์ งึ มอี ธั ยาศยั น้อมไปในบรรพชา ๒. ไดท้ รงทอดพระเนตรเหน็ เทวทูต ๔ คือ คนแก่ คนเจบ็ คนตาย และ สมณะ อันเทวดาเนรมิตไวร้ ะหว่างทาง เม่ือคร้งั เสด็จประพาสอุทยานถึง ๔ วาระ โดยลําดบั เม่อื ไดท้ อดพระเนตรเห็นเทวทูต ๓ ขา้ งตน้ ทรงสังเวชสลดพระหฤทัย เพราะเป็ นส่ิงที่พระองคไ์ มเ่ คยพบเห็นมาก่อน คร้ันไดท้ อดพระเนตรเห็นสมณะ เขา้ ทรงพอพระทยั ในการบรรพชา เวลาเสด็จออกผนวช เวลาท่เี จา้ ชายสทิ ธตั ถะเสด็จออกผนวชน้ันมี ๒ นัย คือ ๑. ในอรรถกถาว่า เสด็จหนีออกผนวชในเวลากลางคืน ทรงมา้ กณั ฐกะ และมีนายฉันนะติดตามเสด็จไปดว้ ย พอถึงฝัง่ แม่น้ําอโนมาตรสั สงั่ ใหน้ ายฉันนะ นํามา้ กัณฐกะกลับคืนพระนคร จากน้ันทรงตดั พระเมาลีดว้ ยพระขรรค์ อธิษฐาน เพศเป็ นบรรพชิต ณ ท่ีน้นั ๒. ในพระไตรปิ ฎกว่า ไดเ้ สด็จออกผนวชซึ่งหน้า ในเวลาพระองค์ยงั หนุ่มอยู่ พระเกศาดาํ สนิทอยู่ พระมารดาและพระบดิ าทรงรกั ใคร่มาก ไมอ่ ยากให้ เสด็จออกบรรพชา มพี ระพักตรอ์ ันอาบดว้ ยน้ําพระเนตร ทรงโศกเศรา้ กันแสงอยู่ พระองคท์ รงปลงพระเกศาและพระมสั สุ(หนวด)น้ันเสีย แลว้ ทรงครองผา้ กาสาวะ อธิษฐานเพศบรรพชติ ณ ที่น้ัน

คูม่ ือธรรมศึกษาตรี - -๒๒ ศูนยพ์ ระสงฆน์ ักเผยแผธ่ รรมเพอื่ พฒั นาสงั คม กาสาวพตั ร กาสาวพตั ร คือผา้ ท่ียอ้ มดว้ ยรสฝาดอนั เกิดแต่ตน้ ไมส้ ีเหลืองหม่นเป็ นผา้ สาํ หรบั นักบวชใช้ เดิมทีมเี พียง ๒ ผืน คือ อุตตราสงค์ (ผา้ ห่ม) และอนั ตรวาสก (ผา้ นุ่ง) เทา่ น้ัน ต่อมาทรงอนุญาตใหใ้ ชผ้ า้ ทาบซึ่งเรียกวา่ สงั ฆาฏิ อีกผนื หน่ึง รวม เป็ น ๓ ผืน เรยี กวา่ ไตรจวี ร คราวเสดจ็ ออกผนวชน้ัน ฆฏิการพรหมเป็ นผูน้ ํามา ถวายพรอ้ มกบั บาตร ปริเฉทที่ ๕ ตรสั รู้ ทรงพบพระเจา้ พิมพิสาร หลงั บรรพชาแลว้ พระองคเ์ สด็จไปสู่อนุปิ ยอมั พวนั แขวงมลั ลชนบท ผ่าน ไป ๗ วนั จึงเสด็จเขา้ เขตมคธชนบท ไดเ้ สด็จผ่านกรุงราชคฤห์ พระเจา้ พิมพิ สารกษัตริย์แควน้ มคธไดเ้ สด็จมาพบตรัสถามถึงชาติสกุล ตรัสชวนให้อยู่จะ พระราชทานอิสริยยศยกยอ่ ง (ยินดแี บ่งราชสมบตั ิใหป้ กครอง) พระองคไ์ มท่ รงรบั แสดงพระประสงคว์ า่ มุง่ จะแสวงหาพระสมั มาสมั โพธิญาณ” พระเจา้ พมิ พิสารทรง อนุโมทนา แล้วตรัสขอปฏิญญาว่า “ หากตรัสรูแ้ ล้วขอใหเ้ สด็จมาเทศนาโปรด พระองคด์ ว้ ย” พระองคท์ รงรบั ปฏิญญาของพระเจา้ พิมพสิ ารทกุ ประการ ทรงศึกษาในสาํ นกั ตา่ งๆ ระหว่างน้ันเสด็จไปศกึ ษาอยู่ในสาํ นักอาฬารดาบส กาลามโคตร ไดฌ้ าน สมาบัติ ๗∗ และอุททกดาบส รามบุตร ได้ฌานสมาบัติ ๘∗∗ แต่เห็นว่าไม่ใช่ หนทางแห่งการตรัสรู้ จึงเสด็จออกจากสํานักท้ังสอง จาริกไปในมคธชนบทถึง ตาํ บลอุรเุ วลาเสนานิคม ∗ สมาบตั ิ ๗ ไดแ้ ก่ ปฐมฌาน ทุติยฌาน ตติยฌาน จตุตถฌาน อากาสานัญจายตนฌาน วญิ ญาณญั จายตนฌาน และอากญิ จญั ญายตนฌาน ∗∗ สมาบตั ิ ๘ กค็ ือเพิ่มจากสมาบตั ิ ๗ อกี หนึ่ง ไดแ้ ก่ เนวสญั ญานาสญั ญายตนฌาน

คมู่ อื ธรรมศึกษาตรี - -๒๓ ศูนยพ์ ระสงฆน์ ักเผยแผ่ธรรมเพือ่ พฒั นาสงั คม ทรงบาํ เพ็ญทุกกรกิรยิ า วาระแรก ทรงกดพระทนตด์ ว้ ยพระทนต์ กดพระตาลุดว้ ยพระชิวหา วาระที่สอง ทรงผอ่ นกล้ันลมอสั สาสะปัสสาสะ วาระท่ีสาม ทรงอดพระกระยาหาร ผ่อนเสวยแตว่ นั ละน้อยจนพระวรกาย เห่ยี วแหง้ พระฉวเี ศรา้ หมอง พระอฐั ิปรากฏทวั่ พระวรกาย ขณะทพี่ ระองคท์ รงบาํ เพญ็ ทกุ กรกริ ิยาอยนู่ ้ัน มปี ัญจวคั คีย์ คอื โกณฑญั ญะ วปั ปะ ภทั ทิยะ มหานามะ และอัสสชิ คอยเฝ้าปรณนิบตั ิทุกเชา้ คาํ่ ดว้ ยหวงั ว่า หากพระองคไ์ ดบ้ รรลุธรรมแลว้ จกั ทรงสงั่ สอนพวกตนใหบ้ รรลุธรรมน้ันบา้ ง อุปมา ๓ ขอ้ ปรากฏแจม่ แจง้ แก่พระองค์ พระมหาบุรษุ ทรงบาํ เพ็ญทุกกรกริ ิยานานถึง ๖ ปี กม็ ไิ ดบ้ รรลุพระสมั มา- สมั โพธญิ าณ คร้งั น้ัน อปุ มา ๓ ขอ้ ท่ีพระมหาบรุ ษุ ไมเ่ คยทรงสดบั มาปรากฏแจ่ม แจง้ แกพ่ ระองคว์ า่ ๑. สมณะหรือพราหมณเ์ หล่าใด กายยงั ไมห่ ลีกออกจากวตั ถุกาม ใจก็ยงั ระคนดว้ ยกเิ ลสกาม แมไ้ ดเ้ สวยทกุ ขเวทนาอนั กลา้ แข็งเผด็ รอ้ นเพราะการทาํ ความ เพยี รก็ดี ไมไ่ ดเ้ สวยก็ดี ยอ่ มไมอ่ าจตรสั รูไ้ ด้ เหมอื นไมส้ ดท่ชี ุ่มดว้ ยยาง ท้งั แชอ่ ยู่ ในน้ํา ใครก็ไมอ่ าจนํามาสกี นั เพอ่ื ใหเ้ กิดไฟได้ ยอ่ มเหน็ดเหนื่อยเปล่า ๒. สมณะหรอื พราหมณเ์ หล่าใด มกี ายหลีกออกจากวตั ถกุ ามแลว้ แต่ใจ ยงั ระคนดว้ ยกิเลสกามอยู่ แมไ้ ดเ้ สวยทกุ ขเวทนาอนั กลา้ แขง็ เผด็ รอ้ นเพราะการทาํ ความเพยี รกด็ ี ไมไ่ ดเ้ สวยกด็ ี ย่อมไมอ่ าจตรัสรไู้ ด้ เหมอื นไมส้ ดอนั ชุม่ ดว้ ยยาง แม้ วางบนบก ใครกไ็ มอ่ าจนํามาสกี นั เพอ่ื ใหเ้ กดิ ไฟได้ ย่อมเหน็ดเหนื่อยเปล่า ๓. สมณะหรือพราหมณ์เหล่าใด มกี ายหลีกออกจากวตั ถกุ ามแลว้ ท้งั ใจก็ ไมร่ ะคนอยดู่ ว้ ยกิเลสกาม แมไ้ ดเ้ สวยทกุ ขเวทนาอนั กลา้ แขง็ เผด็ รอ้ นเพราะการทาํ ความเพยี รก็ดี ไมไ่ ดเ้ สวยก็ดี ย่อมสามารถที่จะตรสั รูไ้ ด้ เหมอื นไมแ้ หง้ สนิท ท้งั วาง ไวบ้ นบกไกลจากน้ํา บคุ คลย่อมสใี หเ้ กดิ ไฟข้ นึ ได้

คูม่ อื ธรรมศึกษาตรี - -๒๔ ศูนยพ์ ระสงฆน์ ักเผยแผธ่ รรมเพอ่ื พฒั นาสงั คม ทรงเลกิ บาํ เพ็ญทุกรกิรยิ า พระองค์จงึ ทรงสนั นิษฐานวา่ การบาํ เพ็ญทกุ กรกริ ยิ าไมใ่ ชท่ างตรัสรู้ จงึ ทรงเลิกเสีย กลับมาเสวยพระกระยาหารตามปกติ ปัญจวคั คียเ์ หน็ เชน่ น้ันกค็ ดิ วา่ พระองคไ์ ดค้ ลายความเพยี ร กลบั มาเป็ นคนมกั มากเสียแลว้ คงไมอ่ าจบรรลุธรรม วเิ ศษอย่างใดเป็ นแน่ จงึ พากนั หนีไปอยู่ ณ ป่ าอสิ ิปตนมฤคทายวนั แขวงเมอื ง พาราณสี เหตกุ ารณว์ นั ตรสั รู้ เวลาเชา้ นางสุชาดา บุตรีกุฎุมพีแห่งบา้ นเสนานิคม ตาํ บลอุรุเวลาเสนา นิคม ถวายขา้ วมธุปายาส (ขา้ วสุกหงุ ดว้ ยน้ํานมโค) พระองคท์ รงรบั ขา้ วมธุปายาส พรอ้ มท้งั ถาด เสดจ็ สูท่ ่าแมน่ ้ําเนรญั ชรา เสวยขา้ วมธุปายาสหมดแลว้ ทรงลอย ถาดท่ีแม่น้ําเนรัญชรา อธิษฐานการตรัสรูธ้ รรม จากน้ันเสด็จไปประทับอยู่ในดง ไมส้ าละ เวลาเย็นเสดจ็ ไปสู่ตน้ อสั สตั ถพฤกษ์ ทรงรบั หญา้ คา ๘ กาํ จากโสตถิย พราหมณ์ ทรงปูต่างบัลลังก์ใต้ต้นอัสสัตถพฤกษ์ ทางทิศตะวันออก เสด็จ นัง่ ขดั สมาธิ ผินพระพกั ตรไ์ ปทางทศิ ตะวนั ออก อธิษฐานในพระหฤทยั วา่ “หากยงั ไม่บรรลพุ ระสมั มาสมั โพธิญาณ จกั ไม่ลุกข้ ึน แมเ้ น้ ือและโลหิตจะเหือดแหง้ เหลอื แตห่ นงั เอ็น และกระดกู ก็ตาม” พระยามารยกพลเสนามารมาแสดงฤทธ์ิเพ่ือตอ้ งการใหพ้ ระมหาบุรุษ ตกใจกลัวและเสด็จหนีไป พระมหาบุรษุ เส่ียงพระบารมี ๑๐ ทศั ∗ เขา้ ชว่ ย ยงั พระ ยามารและเสนามารใหป้ ราชยั กอ่ นพระอาทิตยอ์ สั ดง จากน้ันพระองคก์ ็เริ่มทาํ ความเพยี รทางจติ จนไดต้ รสั รพู้ ระอนุตตรสมั มาสัมโพธิ ญาณในวนั น้ัน ซงึ่ ตรงกบั วนั ข้ ึน ๑๕ คาํ่ เดอื น ๖ กอ่ นพทุ ธศก ๔๕ ปี ที่ใตร้ ่มไม้ “อสั สตั ถพฤกษ”์ ∗∗ ณ ริมฝัง่ แมน่ ้ําเนรญั ชรา (คือ พุทธคยา ในปัจจบุ นั ) ∗ พระบารมี ๑๐ ทศั คือ ทาน ศีล เนกขมั มะ ปัญญา วริ ยิ ะ ขนั ติ สจั จะ อธิษฐาน เมตตา อุเบกขา ∗∗ ตน้ โพธ์ิ หรอื พระศรีมหาโพธ์ิ หมายถึง ตน้ ไมเ้ ป็ นที่ตรสั รู้

คมู่ ือธรรมศึกษาตรี - -๒๕ ศูนยพ์ ระสงฆน์ ักเผยแผธ่ รรมเพือ่ พฒั นาสงั คม ญาณ ๓ ทพี่ ระองคไ์ ดบ้ รรลใุ นวนั ตรสั รู้ ปฐมยาม ทรงบรรลุบพุ เพนิวาสานุสสตญิ าณ คอื พระญาณท่ที าํ ใหร้ ะลึก อดตี ชาติของพระองคไ์ ด้ มชั ฌมิ ยาม ทรงบรรลุจตุ ปู ปาตญาณ หรือ ทพิ พจกั ขญุ าณ คือพระญาณ ท่ีทาํ ใหร้ ูจ้ ุต(ิ เคล่ือนท่ี, ตาย)และอบุ ตั ิ(เกิด)ของสตั วท์ ้งั หลาย ปัจฉิมยาม ทรงบรรลุอาสวกั ขยญาณ คอื พระญาณทที่ าํ ใหพ้ ระองคท์ รง สามารถทาํ ลายกเิ ลสาสวะใหส้ ้ ินไป ไดแ้ กท่ รงตรสั รูอ้ รยิ สจั ๔ นัน่ เอง พระนามพเิ ศษหลงั ตรสั รู้ อะระหงั เป็ นผบู้ รสิ ทุ ธ์ิ ไกลจากอาสวะกเิ ลส สมั มาสมั พุทโธ เป็ นผูต้ รสั รูช้ อบโดยพระองคเ์ อง อะระหงั และสมั มาสัมพุทโธ สองบทน้ ีเป็ นพระนามใหม่ของพระองค์ มิไดม้ ีใครต้ังให้ แต่เป็ นเนมิตกนาม คือนามท่ีเกิดข้ ึนตามเหตุแห่งลักษณะและ คุณสมบตั ิ เฉลยแบบทดสอบกอ่ นเรยี น สปั ดาหท์ ่ี ๑ ๑. ก ๒. ก ๓. ข ๔. ง ๕. ข ๖. ก ๗. ก ๘. ง ๙. ข ๑๐. ข ๑๑. ก ๑๒. ง ๑๓. ข ๑๔. ข ๑๕. ค ๑๖. ค ๑๗. ง ๑๘. ข ๑๙. ข ๒๐. ข

คมู่ อื ธรรมศึกษาตรี - -๒๖ ศูนยพ์ ระสงฆน์ ักเผยแผธ่ รรมเพอื่ พฒั นาสงั คม สปั ดาหท์ ่ี ๒ ปฐมโพธกิ าล : กลา่ วถงึ เหตกุ ารณต์ ้งั แตช่ ว่ งแรกการตรสั รู้ ถงึ การไดพ้ ระอคั รสาวก มชั ฌิมโพธกิ าล : กลา่ วถงึ การบาํ เพญ็ พทุ ธกิจในมคธชนบท , สกั กชนบท และ โกศลชนบท สาระสาํ คญั หลงั จากท่เี จา้ ชายสิทธตั ถะไดต้ รสั รูเ้ ป็ นพระสัมมาสมั พุทธเจา้ แลว้ ยงั คง ประทบั เสวยวมิ ุตตสิ ุข ณ ภายใตแ้ ละบรเิ วณตน้ ไมพ้ ระศรีมหาโพธ์เิ ป็ นเวลา ๗ สปั ดาห์ แลว้ จึงเสด็จออกประกาศพระศาสนาโดยไดแ้ สดงปฐมเทศนาแก่ปัญจวคั คยี ์ เป็ นคร้งั แรกเมอ่ื วนั ข้ นึ ๑๕ คาํ่ เดือน ๘ ซงึ่ ทาํ ใหเ้ กิดมสี งั ฆรตั นะ อนั ทาํ ใหม้ พี ระ รตั นตรยั ครบองค์ ๓ คือ พระพุทธเจา้ พระธรรมเจา้ พระสงั ฆเจา้ หลังจากน้ัน พระพุทธองคไ์ ดเ้ สด็จประกาศพระศาสนาโปรดเวไนยสตั ว์ ส่ง พระอรหนั ตสาวกออกประกาศพระศาสนาใหแ้ พร่หลาย และทรงไดป้ ระดิษฐานพระ พุทธ ศาสนาใหม้ คี วามมนั่ คงตามแควน้ ตา่ ง ๆ ซง่ึ พทุ ธกจิ เหล่าน้ ี แสดงใหเ้ ห็นถึงพระ เมตตา พระปรชี าสามารถของพระองค์ อีกท้งั ทาํ ใหเ้ ราไดซ้ าบซ้ ึงพระคุณของพระ พทุ ธองค์ คอื พระปัญญาธคิ ุณ พระบรสิ ุทธิคุณ และพระมหากรุณาธคิ ุณทีท่ รงมแี ก่ สตั วโ์ ลกท้งั มวล ในสปั ดาหท์ ่ี ๒ น้ ี จกั ไดศ้ กึ ษาพทุ ธประวตั ดิ ังน้ ี:- ปฐมโพธิกาล ปรเิ ฉทท่ี ๖ ปฐมเทศนาและปฐมสาวก - เสวยวมิ ุตติสุข - ปฐมอบุ าสก (เทฺววาจกิ อบุ าสก) - บวั สเ่ี หล่า ปริเฉทที่ ๗ ส่งสาวกไปประกาศพระศาสนา - ปฐมอบุ าสก (เตวาจกิ อุบาสก) - ปฐมอุบาสิกา

คมู่ อื ธรรมศึกษาตรี - -๒๗ ศูนยพ์ ระสงฆน์ ักเผยแผ่ธรรมเพอ่ื พฒั นาสงั คม - ทรงส่งพระสาวกไปประกาศพระศาสนา - โปรดภทั ทวคั คยี ์ - โปรดชฎิล ๓ พนี่ ้อง ปริเฉทที่ ๘ เสดจ็ กรุงราชคฤหแ์ ควน้ มคธและไดอ้ คั รสาวก - พระอคั รสาวก มชั ฌิมโพธิกาล ปริเฉทที่ ๙ ทรงบาํ เพ็ญพทุ ธกิจในมคธชนบท - ประทานอุปสมบทแก่พระมหากสั สปะ - แสดงโอวาทปาฏิโมกข์ - ทรงมอบใหส้ งฆเ์ ป็ นใหญ่ในกจิ - ทรงสอนผ่อนลงมาถงึ คดีโลก - ทรงอนุญาตการทาํ เทวตาพลี ปริเฉทที่ ๑๐ เสดจ็ สกั กชนบท - เสดจ็ กรุงกบิลพสั ดุ์ ปริเฉทที่ ๑๑ เสด็จโกศลชนบท วตั ถปุ ระสงค์ ๑. ผูเ้ รยี นมคี วามรคู้ วามเขา้ ใจในวชิ าพทุ ธประวตั ิ ๒. ผเู้ รียนเหน็ คุณประโยชน์/ศรทั ธาในพระพุทธศาสนายิ่งข้ นึ ๓. ผเู้ รียนนําแบบอยา่ งทีด่ ใี นพทุ ธประวตั ิไปประพฤติปฏิบตั ิตน ในชีวติ ประจาํ วนั ได้ ๔. ผูเ้ รยี นสามารถแนะนําผูอ้ ่นื ใหป้ ฏบิ ตั ติ ามได้ กิจกรรม ๑. อ่านเน้ ือหาประจาํ บทเรียนจากหนังสอื คู่มอื ธรรมศกึ ษาตรี ๒. ทาํ ปัญหาก่อนเรยี น ๓. ฟังบรรยายในหอ้ งเรยี น

คมู่ อื ธรรมศึกษาตรี - -๒๘ ศูนยพ์ ระสงฆน์ ักเผยแผ่ธรรมเพือ่ พฒั นาสงั คม ๔. ใหผ้ เู้ รียนไดร้ ่วมวเิ คราะหเ์ หตกุ ารณ์ตา่ ง ๆ ในระหวา่ งเรยี น ๕. คน้ ควา้ เพิม่ เตมิ จากหนังสอื ทแี่ นะนําทา้ ยเล่ม ประเมินผล ๑. ทาํ แบบทดสอบก่อนเรียน ๒. จากการทาํ กจิ กรรมในหอ้ งเรยี น ๓. จากการสอบธรรมสนามหลวง ๔. ผเู้ รียนมคี วามรคู้ วามเขา้ ใจ และศรทั ธาในพทุ ธศาสนา นําพุทธจรยิ าไปเป็ นแบบประยุกตใ์ ชใ้ นชีวติ ประจาํ วนั แบบทดสอบกอ่ นเรยี น สปั ดาหท์ ่ี ๒ คาํ สงั ่ : ใหท้ าํ เครื่องหมายกากบาท ( x ) หน้าคาํ ตอบทถ่ี ูกทสี่ ุดเพยี งคาํ ตอบเดียว ๑. คาํ ว่า “เสวยวิมุตตสิ ขุ ” น้ัน หมายถึงสขุ อะไร ? ก. สขุ ท่ีเกิดจากการคน้ พบ ข. สุขท่ีเกิดจากการหลุดพน้ ค. สุขที่เกิดจากการสะสม ง. สุขทีเ่ กิดจากการหมดหน้ ี ๒. บุคคลประเภท “ปทปรมะ” คือบคุ คลประเภทใด ? ก. มปี ัญญาเฉียบแหลม ข. มปี ัญญาระดบั ปานกลาง ค. มปี ัญญาพอแนะนําได้ ง. ดอ้ ยปัญญา ๓. เมือ่ พระพุทธองคต์ ดั สนิ พระทยั ที่จะแสดงธรรมแลว้ ทรงคิดถึงใครเป็ นคนแรก ? ก. กาฬเทวิลดาบส ข. กบิลดาบส ค. ปัญจวคั คีย์ ง. อาฬารดาบสและอทุ กดาบส ๔. พระธรรมเทศนากัณฑ์แรก มชี ่ือวา่ อยา่ งไร ? ก. อาทิตตปรยิ ายสูตร ข. อนัตตลกั ขณสูตร ค. ธมั มจกั กัปปวตั นสูตร ง. มงคลสูตร

คูม่ ือธรรมศึกษาตรี - -๒๙ ศูนยพ์ ระสงฆน์ ักเผยแผธ่ รรมเพื่อพฒั นาสงั คม ๕. ผไู้ ดด้ วงตาเหน็ ธรรม (ธรรมจกั ษุ) เป็ นพระอรยิ บุคคลในขอ้ ใด ? ก. พระโสดาบนั ข. พระสกทาคามี ค. พระอนาคามี ง. พระอรหนั ต์ ๖. ใครเป็ นพระสาวกองคแ์ รกของพระพุทธองค์ ? ก. พระวปั ปะ ข. พระภัททิยะ ค. พระอญั ญาโกณฑญั ญะ ง. พระอสั สชิ ๗. พระรัตนตรยั เกิดข้ ึนในโลกเมอ่ื ไร ? ก. วนั ข้ นึ ๑๕ คาํ่ เดือน ๓ ข. วนั ข้ นึ ๑๕ คาํ่ เดือน ๖ ค. วนั ข้ ึน ๑๕ คาํ่ เดือน ๘ ง. วนั ข้ นึ ๑๕ คาํ่ เดอื น ๙ ๘. ขณะท่ยี สกุลบุตรเปล่งอุทานว่า “ทีน่ ่ีวนุ่ วายหนอ ท่ีน่ีขดั ขอ้ งหนอ” ทา่ นเดนิ ไป สถานท่ีใด ? ก. สวนเวฬวุ นั ข. เชตวนั มหาวิหาร ค. ริมฝัง่ แมน่ ้ําเนรญั ชรา ง. ป่ าอสิ ิปตนมฤคทายวนั ๙. อุบาสกคนแรกผูถ้ ึงรตั นะ ๓ คอื ...? ก. อนาถปิ ณฑกิ ะ ข. พระเจา้ อชาตศัตรู ค. พระเจา้ สุทโธทนะ ง. บดิ าของพระยสะ ๑๐. พระพุทธองคท์ รงส่งพระสาวกไปประกาศพระศาสนาคร้ังแรก กอี่ งค์ ? ก. ๕ องค์ ข. ๑๐ องค์ ค. ๖๐ องค์ ง. ๖๑ องค์ ๑๑. แควน้ อะไรท่ีพระพุทธเจา้ ทรงเลือกเป็ นทปี่ ระดิษฐานพระพุทธศาสนาเป็ นคร้ัง แรก ? ก. แควน้ คนั ธาระ ข. แควน้ มลั ละ ค. แควน้ มคธ ง. แควน้ โกศล ๑๒. พระสูตรใด ทพ่ี ระพุทธเจา้ ทรงแสดงแก่ชฎิล ๓ พ่ีน้อง ? ก. สกั กปัญหสูตร ข. อาทิตตปรยิ ายสูตร

คมู่ อื ธรรมศึกษาตรี - -๓๐ ศูนยพ์ ระสงฆน์ ักเผยแผ่ธรรมเพื่อพฒั นาสงั คม ค. อนัตตลักขณสูตร ง. ธัมมจกั กปั ปวตั นสูตร ๑๓. วดั แห่งแรกในพระพทุ ธศาสนา ช่ือวา่ อะไร ? ก. เชตวนั ข. ลฏั ฐิวนั ค. ปุพพาราม ง. เวฬวุ นั ๑๔. ใครเป็ นผูถ้ วายวดั แห่งแรกในพระพุทธศาสนา ? ก. เจา้ เชต ข. พระเจา้ พิมพิสาร ค. นางวิสาขา ง. อนาถปิ ณฑิกเศรษฐี ๑๕. ใครเป็ นพระอคั รสาวกซา้ ย-ขวา ของพระพุทธเจา้ ? ก. พระอนุรทุ ธะ-พระอานนท์ ข. พระอุบาลี-พระโมคคลั ลานะ ค. พระอญั ญาโกณฑญั ญะ-พระอัสสชิ ง. พระโมคคลั ลานะ-พระสารีบตุ ร ๑๖. พระสารีบุตรสาํ เร็จเป็ นพระอรหนั ต์ เพราะฟังธรรมท่ีพระพทุ ธเจา้ ทรงแสดงแก่ใคร ? ก. ทฆี นขปริพาชก ข. สภุ ทั ทปริพาชก ค. พระอสั สชิ ง. พระมหาโมคคลั ลานะ ๑๗. ทีฆนขปริพาชกทูลสรรเสริญพระธรรมเทศนาของพระพุทธเจา้ วา่ อยา่ งไร ? ข. บรสิ ุทธ์ิดุจดวงจนั ทรา ก. ดุจดวงตะวนั ส่องโลก ค. ดุจบุคคลหงายของท่ีควาํ่ ง. ดุจธรรมโอสถ ๑๘. พระพุทธองคแ์ สดงหลักธรรมอะไรในวนั จาตรุ งคสนั นิบาต ? ก. พระอภิธรรม ข. โอวาทปาฏิโมกข์ ค. อรยิ ธรรม ง. วมิ ุตติธรรม ๑๙. ใครท่ีบวชดว้ ยวธิ ีญตั ติจตุตถกรรมวาจาเป็ นรูปแรก ? ก. พระราธะ ข. พระฉนั นะ ค. พระอนุรทุ ธะ ง. พระอานนท์ ๒๐. สามเณรรปู แรกในพระพุทธศาสนา คือใคร ? ก. สามเณรราหุล ข. สามเณรบณั ฑิต ค. สามเณรสังกิจจะ ง. สามเณรสุมนะ

คูม่ ือธรรมศึกษาตรี - -๓๑ ศูนยพ์ ระสงฆน์ ักเผยแผ่ธรรมเพือ่ พฒั นาสงั คม ปริเฉทท่ี ๖ ปฐมเทศนา และ ปฐมสาวก เสวยวิมตุ ติสขุ สปั ดาหแ์ รก หลังจากตรสั รแู้ ลว้ พระพุทธองคย์ งั คงประทบั ณ ภายใตร้ ่ม ไมพ้ ระศรีมหาโพธ์ิ เสวยวมิ ุตติสุข (ความสุขท่ีเกิดจากความหลุดพน้ จากอาสวะ) ทรงพิจารณาปฏิจจสมุปบาท ตามลําดบั และทวนกลับ ตลอด ๓ ยาม ทรงเปล่ง อทุ าน ยามละคร้งั ดงั น้ ี ปฐมยาม ทรงเปล่งอุทานวา่ “เมอ่ื ใด ธรรมท้งั หลายปรากฏแก่พราหมณ์ ผู้มีความเพียรเพ่งอยู่ เมื่อน้ัน ความสงสัยท้ังปวงของพราหมณ์น้ันย่อมส้ ินไป เพราะมารแู้ จง้ ธรรมวา่ เกิดแตเ่ หตุ” มชั ฌิมยาม ทรงเปล่งอทุ านวา่ “เมอ่ื ใด ธรรมท้งั หลายปรากฏแก่ พราหมณ์ผูม้ คี วามเพยี รเพง่ อยู่ เมอื่ น้ัน ความสงสยั ท้งั ปวงของพราหมณน์ ้ัน ย่อม ส้ ินไป เพราะไดร้ ูค้ วามส้ ินแห่งปัจจยั ท้งั หลายวา่ เป็ นเหตุส้ นิ แหง่ ผลท้งั หลายดว้ ย” ปั จฉิมยาม ทรงเปล่งอุทานว่า “เมื่อใด ธรรมท้ังหลายปรากฏแก่ พราหมณผ์ มู้ คี วามเพียรเพง่ อยู่ เมอื่ น้ัน พราหมณน์ ้ัน ย่อมกาํ จดั มารและเสนามาร เสียได้ ดุจพระอาทติ ยอ์ ทุ ยั กาํ จดั ความมดื ทาํ อากาศใหส้ วา่ งฉะน้ัน” สปั ดาหท์ ่ี ๒ เสด็จลงจากบลั ลงั กไ์ ปประทบั ทางทศิ อสี านแห่งตน้ ศรีมหา โพธ์ิ ยนื จอ้ งพระเนตรดูตน้ ศรีมหาโพธ์โิ ดยไมก่ ระพรบิ พระเนตรตลอด ๗ วนั สถานทน่ี ้ ีเรียกวา่ อนิมิสเจดยี ์ สปั ดาหท์ ี่ ๓ เสด็จออกจากอนิมิสเจดีย์ มาหยุดอยู่ในระหว่างตน้ ศรีมหา โพธ์กิ บั อนิมสิ เจดยี ์ ทรงเนรมติ ทีจ่ รงกรมข้ นึ แลว้ เสดจ็ จงกรมตลอด ๗ วนั สถานท่ี น้ ีเรยี กวา่ รตั นจงกรมเจดีย์ สัปดาห์ท่ี ๔ เสด็จไปทางทิศพายัพแห่งต้นศรีมหาโพธ์ิ ประทับ นั่งขดั สมาธิในเรือนแกว้ ซึ่งเทวดาเนรมิตถวาย ทรงพิจารณาพระอภิธรรมปิ ฎก ตลอด ๗ วนั สถานทแ่ี ห่งน้ ีเรียกวา่ รตั นฆรเจดีย์

คูม่ ือธรรมศึกษาตรี - -๓๒ ศูนยพ์ ระสงฆน์ ักเผยแผ่ธรรมเพือ่ พฒั นาสงั คม สัปดาหท์ ี่ ๕ เสด็จไปยังร่มไมไ้ ทรช่ือว่า อชปาลนิโครธ ซ่ึงอยู่ทางทิศ บูรพาของตน้ ศรีมหาโพธ์ิ คร้งั น้ันพราหมณ์ผูช้ อบตวาดบุคคลอ่ืนว่า “หึ หึ” ถาม ถึง พราหมณ์และธรรมซึ่งทําบุคคลให้เป็ นพราหมณ์ พระองค์ตรัสตอบว่า “พราหมณ์ผูใ้ ดมบี าปอนั ลอยเสียแลว้ ไม่ตวาดผูอ้ ื่นว่า หึ หึ มีตนสาํ รวมดีแลว้ ถึง ที่สุดจบเวทแลว้ มพี รหมจรรย์อยู่จบแลว้ ไมม่ กี ิเลสแมน้ ้อยหน่ึง ควรกล่าวว่า ตน เป็ นพราหมณ์โดยชอบ” (พระอรรถกถาจารยไ์ มไ่ ดก้ ล่าวถึงพราหมณ์ แต่กล่าวถึง ธิดามาร ๓ ตน คอื นางตณั หา นางราคา นางอรดี ไดอ้ าสาพระยามารผบู้ ิดา เขา้ ไปยวั่ ยวนพระพุทธองคด์ ว้ ยอาการตา่ งๆ แต่พระองคไ์ มท่ รงใยด)ี สัปดาหท์ ่ี ๖ เสด็จไปยงั ตน้ ไมจ้ ิกชื่อวา่ มุจจลินท์ ซึ่งอยู่ทางทิศอาคเนย์ แห่งตน้ ศรีมหาโพธ์ิ ทรงเปล่งอุทานว่า “ความสงดั เป็ นสุขของบุคคลผูม้ ีธรรมได้ สดบั แลว้ ยินดอี ยู่ในทส่ี งดั รเู้ หน็ ตามเป็ นจริงอยา่ งไร ความไมเ่ บยี ดเบยี นคือความ สํารวมในสัตวท์ ้ังหลาย และปราศจากความกําหนัด คือล่วงกามท้งั หลายเสียได้ ดว้ ยประการท้งั ปวง เป็ นสุขในโลก ความนําอสั มมิ านะคือความถือตัวตนใหห้ มด ไดเ้ ป็ นสุขอยา่ งยิ่ง” พระองคท์ รงประทบั ณ ที่น้ ี ๗ วนั ปฐมอบุ าสก (เทฺววาจกิ อบุ าสก) สปั ดาหท์ ่ี ๗ เสดจ็ ไปยงั ตน้ ไมเ้ กตุ ชื่อ ราชายตนะ อยู่ทางทศิ ทกั ษิณแห่ง ตน้ ศรีมหาโพธ์ิ เสวยวิมุตติสุข ๗ วนั สมยั น้ัน พาณิช ๒ พ่ีน้อง ชื่อ ตปุสสะ และ ภลั ลิกะ ถวายขา้ วสตั ตุผง สตั ตุกอ้ น พระองคท์ รงรบั เสวยเสรจ็ แลว้ พาณิชท้ังสอง กราบทูลแสดงตนเป็ นอุบาสก จึงนับว่าเป็ น “ปฐมอุบาสก” ผูถ้ ึงรัตนะ ๒ คือ พระพทุ ธเจา้ และพระธรรมเป็ นสรณะ เรียกวา่ เทฺ ววาจกิ อุบาสก สถานทท่ี ่ีพระพุทธเจา้ ประทบั เสวยวมิ ุตติสขุ เป็ นเวลา ๗ สปั ดาห์ ท้งั ๗ แหง่ น้ ี เรียกวา่ “สตั ตมหาสถาน” จากน้ัน เสดจ็ ออกจากร่มไมร้ าชายตนะ (ไมเ้ กตุ) กลบั ไปประทบั ณ รม่ ไม้ อชปาลนิโครธอกี พจิ ารณาธรรมท่ีพระองคต์ รสั รูแ้ ลว้ เห็นวา่ ลุ่มลึกเกนิ กวา่ คนท่ี ยินดใี นกามจะรตู้ ามได้ จงึ ทรงทอ้ พระหฤทยั ที่จะตรสั สงั่ สอน อาศยั พระกรุณา

คมู่ อื ธรรมศึกษาตรี - -๓๓ ศูนยพ์ ระสงฆน์ ักเผยแผธ่ รรมเพ่อื พฒั นาสงั คม ทรงทราบดว้ ยพระปัญญาวา่ บคุ คลกิเลสนอ้ ยเบาบางก็มี กิเลสหนาก็มี ในกาลที่พระผมู้ พี ระภาคเจา้ ทรงทอ้ พระหฤทยั น้ัน ทา้ วสหมั บดีพรหม ลงมาจากพรหมโลกกราบทูลอาราธนาใหท้ รงแสดงธรรม อา้ งวา่ สัตวผ์ ูม้ กี ิเลสเบา บางอาจรูธ้ รรมไดก้ ็มอี ยู่ พระพุทธองคท์ รงพิจารณาดว้ ยพระญาณ เหน็ สตั วม์ ี ประการตา่ งๆ เปรียบบวั ตา่ งชนิด จงึ ทรงรบั อาราธนาของทา้ วสหมั บดีพรหม บวั ส่ีเหลา่ ๑. ดอกบวั พน้ น้ํา คอยรศั มพี ระอาทิตย์ จกั บาน ณ วนั น้ ี ๒. ดอกบวั ต้งั เสมอน้ํา จกั บานในวนั พรงุ่ น้ ี ๓. ดอกบวั ท่ียงั ไมข่ ้ ึนจากน้ํา จกั บานในวนั ตอ่ ๆไป ๔. ดอกบวั ที่อยูใ่ นโคลนตม จกั เป็ นอาหารของปลาและเตา่ บวั สี่เหลา่ เปรยี บเหมือนบุคคลสี่จาํ พวก คือ พวกแรก สอนใหร้ ูธ้ รรมไดฉ้ ับพลนั เรยี กวา่ อุคฆฏิตญั �ู พวกทีส่ อง ไดร้ บั การอบรมเป็ นเบ้ อื งตน้ จนมอี ุปนิสยั แก่กลา้ กส็ ามารถรู้ ธรรมได้ เรยี กวา่ วิปจติ ญั �ู พวกทีส่ าม คุณสมบตั ิยงั อ่อนหาอปุ นิสยั ไมไ่ ด้ จงึ ควรไดร้ บั การแนะนําใน ธรรมเบ้ อื งตน้ ไปก่อนเพ่อื บาํ รุงอุปนิสยั เรยี กวา่ เนยยะ สามพวกแรกน้ ีเป็ นเวไนยสตั ว์ ส่วนพวกทสี่ ่ี ไมส่ ามารถท่จี ะแนะนําสงั่ สอนได้ คือไมร่ บั การแนะนํา เรยี กวา่ ปทปรมะ พระองค์จึงทรงมุ่งหวังที่จะแสดงธรรมแก่เวไนยสัตวส์ ามพวกแรก เพ่ือ ประโยชน์แกม่ หาชน เมื่อพระองค์ต้ังพระหฤทัยจะแสดงธรรมก็ดําริหาบุคคลผู้สมควรรับ เทศนา ทรงปรารภถึงอาฬารดาบสและอุททกดาบส เนื่องจากท่านท้ังสองเป็ น คนฉลาดมกี ิเลสเบาบาง สามารถรูธ้ รรมไดฉ้ ับพลนั แตท่ ่านท้งั สองส้ นิ ชีพเสียแลว้ ภายหลังทรงระลึกถึงปัญจวัคคีย์ ผูอ้ ุปัฏฐากพระองค์เมื่อคร้ังบําเพ็ญ ทุกรกริ ิยา จงึ เสดจ็ จากตน้ อชปาลนิโครธในเชา้ วนั ข้ ึน ๑๔ คาํ่ เดือน ๘ ไปยงั เมอื ง

คูม่ อื ธรรมศึกษาตรี - -๓๔ ศูนยพ์ ระสงฆน์ ักเผยแผธ่ รรมเพื่อพฒั นาสงั คม พาราณสี ระหวา่ งทางทรงพบอปุ กาชีวก (อาชีวกชอื่ อปุ กะ) เดนิ สวนทางมา อปุ กะ เห็นพระวรกายของพระองค์ผ่องใส จึงทูลถามว่า ใครเป็ นศาสดาของพระองค์ พระองคต์ รัสตอบว่า พระองค์เป็ นสยมั ภู เป็ นผูต้ รสั รูเ้ อง ไมม่ ใี ครเป็ นครูสัง่ สอน อุปกะไดฟ้ ังดงั น้ันก็สนั่ ศีรษะแลว้ หลีกไป พระองคเ์ สด็จไปโดยลําดับถึงป่ าอสิ ิปตน มฤคทายวนั อนั เป็ นท่ีอยขู่ องปัญจวคั คีย์ รุ่งข้ ึน วนั อาสาฬหบุรณมี ข้ ึน ๑๕ คํา่ เดือน ๘ พระองค์ทรงแสดงพระ ธรรมเทศนาคร้งั แรกชอื่ วา่ ธมั มจกั กปั ปวตั ตนสูตร มใี จความย่อวา่ ภกิ ษุควรเวน้ ส่วนสุดสองอย่างอนั บรรพชิตไม่ควรเสพ คือการทาํ ตนใหพ้ ัวพนั ดว้ ยความสุขทาง กาม (กามสุขลั ลิกานุโยค) และการทรมานตนใหไ้ ดร้ ับความลําบาก (อัตตกิลม- ถานุโยค) โดยใหป้ ฏิบัติตามทางสายกลาง คือมชั ฌิมาปฏิปทา ไดแ้ ก่มรรคมอี งค์ แปด แลว้ ทรงแสดงอรยิ สจั ๔ ขณะท่ีพระองคท์ รงแสดงธรรมเทศนาอยนู่ ้ัน โกณฑญั ญะไดด้ วงตาเหน็ ธรรมวา่ “ส่ิงใดส่ิงหน่ึงมีความเกิดข้ึนเป็ นธรรมดา ส่ิงนนั้ ทงั้ หมดมีความดบั เป็ นธรรมดา” พระองคท์ รงทราบวา่ โกณฑญั ญะไดด้ วงตาเหน็ ธรรม∗ ทรงเปล่ง อทุ านวา่ “อญั ญาสิ วะตะ โภ โกณฑญั โญ” (โกณฑญั ญะไดร้ แู้ ลว้ หนอ) เพราะพระ อุทานน้ัน คาํ วา่ “อญั ญาโกณฑญั ญะ” จงึ ไดเ้ ป็ นช่ือของท่านต้งั แต่น้ันมา โกณฑญั ญะไดด้ วงตาเหน็ ธรรม หมดส้ นิ ความสงสยั จงึ ทูลขออปุ สมบท พระองคท์ รงอนุญาตดว้ ยพระวาจาวา่ “จงเป็ นภิกษมุ าเถดิ ธรรมอนั เรากล่าวดี แลว้ จงประพฤตพิ รหมจรรย์ เพื่อทาํ ทีส่ ุดแห่งทุกขโ์ ดยชอบเถดิ ” พระอญั ญา โกณฑญั ญะ จงึ เป็ นพระภกิ ษุรูปแรกในพระพทุ ธศาสนา พระรตั นตรยั ไดเ้ กิดข้ นึ ครบสามประการ ณ วนั น้ ี พระองคท์ รงจาํ พรรษาแรกท่ปี ่ าอิสปิ ตนมฤคทายวนั ทรงสงั่ สอนบรรพชิต ทีเ่ หลือดว้ ยพระธรรมเทศนาต่างๆ จนไดด้ วงตาเหน็ ธรรม (วนั ละองค์ ดงั น้ ี ∗ ไดด้ วงตาเห็นธรรม หรือธรรมจกั ษุ หมายถึงไดบ้ รรลุธรรมวิเศษข้นั โสดาบนั เป็ นพระอริยบุคคล ระดับแรก พระอริยบุคคลมี ๔ ระดับ คือ พระโสดาบนั พระสกทาคามี พระอนาคามี และพระ อรหนั ต์

คมู่ อื ธรรมศึกษาตรี - -๓๕ ศูนยพ์ ระสงฆน์ ักเผยแผธ่ รรมเพอื่ พฒั นาสงั คม พระวปั ปะ แรม ๑ คาํ่ พระภทั ทิยะ แรม ๒ คาํ่ พระมหานามะ แรม ๓ คาํ่ และ พระอสั สชิ แรม ๔ คาํ่ ) และทลู ขออุปสมบท พระองคท์ รงอนุญาตเหมอื นอย่างที่ ประทานแก่พระอญั ญาโกณฑญั ญะ อปุ สมบทแบบน้ ีเรียกวา่ เอหภิ กิ ขอุ ปุ สมั ปทา” เม่ือทรงเห็นว่าพระสาวกท้ัง ๕ มีอินทรีย์แก่กล้าแล้ว ถึงวันแรม ๕ คํา่ เดือน ๙ พระองค์จึงทรงแสดงพระธรรมเทศนาชื่อว่า “อนัตตลักขณสูตร” มี ใจความย่อว่า “ ขนั ธ์ ๕ เป็ นอนตั ตา ไม่เท่ียง เป็ นทุกข์ มีความแปรปรวนไป เป็ นธรรมดา ไม่ควรยึดม่นั ถือม่นั ” จบพระธรรมเทศนา พระภิกษุปัญจวคั คีย์ก็ ได้สําเร็จเป็ นพระอรหันต์ คร้ังน้ัน มีพระอรหันต์เกิดข้ ึนในโลก ๖ องค์ คือ พระพุทธเจา้ ๑ และพระสาวกปัญจวคั คีย์ ๕ องค์ ปริเฉทท่ี ๗ ส่งสาวกไปประกาศพระศาสนา คร้งั น้ัน มบี ุตรเศรษฐีในเมืองพาราณสีคนหน่ึงชื่อว่า “ยสกุลบุตร” เห็น อาการต่างๆ ของบริวารที่กาํ ลงั นอนหลับอยู่ ปรากฏดุจซากศพในป่ าชา้ เกิดความ สลดใจ เบื่อหน่าย จงึ อุทานวา่ “ท่ีนี่วุ่นวายหนอ ท่ีน่ีขดั ขอ้ งหนอ” พรอ้ มกับเดิน ออกจากปราสาท ตรงไปยังป่ าอิสิปตนมฤคทายวนั ในเวลาใกลร้ ุ่ง พระศาสดา เสด็จจงกรมในท่ีแจง้ ไดย้ ินเสียงยสกุลบุตรอุทานอย่างน้ัน จงึ ตรัสเรียกวา่ “ที่นี่ไม่ วุ่นวาย ท่ีน่ีไม่ขัดขอ้ ง เชิญท่านมาที่น่ีเถิด นั่งลงเถิด เราจกั แสดงธรรมแก่ท่าน” ยสกุลบุตรไดย้ นิ ดงั น้ัน จงึ ถอดรองเทา้ เขา้ ไปใกล้ ไหวแ้ ลว้ นัง่ ณ ทอ่ี นั ควร พระองคต์ รสั อนุปุพพีกถา เพอ่ื ฟอกจติ ของยสกุลบุตรใหห้ ่างไกลจากกาม แลว้ ตรสั อริยสจั ๔ ยสกุลบุตรไดด้ วงตาเห็นธรรม ณ ทีน่ ัน่ เอง ฝ่ ายมารดายสกุลบุตร ไมเ่ หน็ ลูกชายแต่เชา้ จงึ บอกเศรษฐีผเู้ ป็ นสามใี ห้ ทราบ เศรษฐีใหค้ นออกตามหา สว่ นตวั เศรษฐีเองกอ็ อกตามหา โดยเดนิ ไปทางป่ า อิสปิ ตนมฤคทายวนั เหน็ รองเทา้ ลูกชายวางอยู่จึงเดินเขา้ ไป ไดพ้ บพระพทุ ธเจา้ พระองคท์ รงแสดงอนุปุพพีกถาและอริยสจั ๔ เศรษฐีไดด้ วงตาเห็นธรรม ส่วน ยสกุลบุตรพจิ ารณาธรรมท่พี ระศาสดาทรงแสดงแก่บิดาของตนอกี คร้งั หนึ่ง จติ ก็

คูม่ อื ธรรมศึกษาตรี - -๓๖ ศูนยพ์ ระสงฆน์ ักเผยแผ่ธรรมเพอ่ื พฒั นาสงั คม หลุดพน้ จากกิเลสอาสวะ ไมย่ ดึ มนั่ ถือมนั่ ดว้ ยอปุ าทาน บรรลุเป็นพระอรหนั ตใ์ น ขณะท่ยี งั เป็ นคฤหสั ถอ์ ยู่ ปฐมอบุ าสก (เตวาจกิ อบุ าสก) ฝ่ ายเศรษฐีเมอ่ื ไดด้ วงตาเหน็ ธรรมแลว้ ก็แสดงตนเป็ นอบุ าสก ถอื เอา พระพุทธเจา้ พระธรรม และพระสงฆเ์ ป็ นสรณะท่ีพ่ึงทรี่ ะลึก จงึ เป็ นอุบาสกผูถ้ งึ พระ รตั นตรยั เป็ นคนแรกในพระพทุ ธศาสนา (เรียกวา่ เตวาจกิ อบุ าสก) เศรษฐีเห็นยสกุลบุตรจึงบอกว่ามารดาเป็ นห่วง พระศาสดาจึงตรัสว่า ยสะ บรรลุเป็ นพระอรหันต์แล้ว เศรษฐีจึงพูดว่า ดีแล้ว เป็ นลาภของยสะแลว้ เศรษฐีทลู เชิญเสด็จพระศาสดากบั ยสกุลบตุ รเพอื่ ทรงรบั ภตั ตาหารเชา้ เมื่อเศรษฐีไปแลว้ ยสะไดท้ ูลขออุปสมบท พระองค์ทรงอนุญาต ดว้ ยพระ วาจาว่า “จงเป็ นภิกษุมาเถิด ธรรมอันเรากล่าวดีแล้ว ท่านจงประพฤติ พรหมจรรยเ์ ถิด” ในท่นี ้ ีไมต่ รสั วา่ เพอ่ื ทาํ ที่สุดทุกขโ์ ดยชอบเถดิ เพราะพระยสะได้ ถงึ ท่สี ุดทุกขแ์ ลว้ วธิ ีอุปสมบทแบบน้ ีก็เรียกวา่ เอหภิ ิกขอุ ุปสมั ปทา เหมอื นกนั ปฐมอุบาสกิ า เชา้ วนั น้ัน พระศาสดาพรอ้ มดว้ ยพระยสะไปถึงเรือนเศรษฐี มารดาและ ภรรยาเก่าพระยสะเขา้ เฝ้า พระองค์ทรงแสดงอนุปุพพีกถาและอริยสจั ๔ สตรีท้งั สองไดด้ วงตาเห็นธรรม ทูลสรรเสริญพระธรรมเทศนาและแสดงตนเป็ นอุบาสิกา ถึงพระรัตนตรัยเป็ นสรณะ สตรีท้ังสองจึงเป็ นอุบาสิกาก่อนหญิงใดในโลก หลัง เสร็จภัตตกิจ พระศาสดาทรงแสดงพระธรรมเทศนาใหแ้ ก่คนท้งั สามใหส้ มาทาน อาจหาญ รืน่ เรงิ แลว้ จงึ เสด็จกลับป่ าอสิ ิปตนมฤคทายวนั เพ่ือนพระยสะ ๔ คน คือ วมิ ล สุพาหุ ปุณณชิ และควมั ปติ ทราบข่าวจงึ ไปหาพระยสะ พระยสะจึงพาไปเขา้ เฝ้าพระศาสดา พระองค์ทรงสงั่ สอนใหไ้ ดเ้ หน็ ธรรมแลว้ ประทานอุปสมบทเป็ นพระภิกษุ ต่อมากไ็ ดบ้ รรลุเป็ นพระอรหนั ต์ ทาํ ให้ มพี ระอรหนั ตใ์ นขณะน้ันเกิดข้ ึนในโลก ๑๑ องค์

คูม่ ือธรรมศึกษาตรี - -๓๗ ศูนยพ์ ระสงฆน์ ักเผยแผ่ธรรมเพอ่ื พฒั นาสงั คม ฝ่ ายสหายของพระยสะอกี ๕๐ คน เป็ นชาวชนบท ทราบข่าวพากนั มาบวช ฟังธรรมจนไดด้ วงตาเห็นธรรม และบรรลุเป็ นพระอรหนั ตใ์ นเวลาตอ่ มา รวมมพี ระ อรหนั ต์ ๖๑ องค์ ทรงสง่ พระสาวกไปประกาศพระศาสนา เมอื่ ฤดูฝนผ่านพน้ ไปแลว้ พระศาสดาตรสั เรียกสาวกท้งั ๖๐ องคม์ าพรอ้ ม กนั แลว้ ตรสั วา่ “...ดูกอ่ นภกิ ษุท้งั หลาย เธอท้งั หลายจงเที่ยวจาริกไป เพอื่ ประโยชน์เก้ ือกูล เพอ่ื ความสุขแก่ชนหมู่มาก เพื่ออนุเคราะหโ์ ลก เพื่อประโยชน์ เพอ่ื เก้ ือกูล เพือ่ ความสขุ แกเ่ ทวดาและมนุษยท์ ้งั หลาย...” พระสาวกเที่ยวไปประกาศศาสนาตามท่ีต่างๆ ไดม้ ีกุลบุตรเกิดศรัทธา เลื่อมใสใคร่จะอปุ สมบทมากมาย สรา้ งความลาํ บากแก่พระสาวกทต่ี อ้ งพากุลบุตร เหล่าน้ันมาทูลขออปุ สมบทดว้ ยระยะทางลําบากและกนั ดาร พระศาสดาทรงทราบ ถึงความลําบากน้ัน จึงทรงอนุญาตพระสาวกให้ทําการอุปสมบทแก่กุลบุตร เหล่าน้ันดว้ ยตวั เอง โดยใหก้ ุลบุตรปลงผมและหนวด นุ่งหม่ ผา้ ยอ้ มดว้ ยน้ําฝาด นัง่ กระหย่งประนมมือ ไหวเ้ ท้าภิกษุท้ังหลาย แล้วสอนให้ว่าตามว่า “ขา้ พเจา้ ถึง พระพุทธเจา้ เป็ นสรณะ ขา้ พเจา้ ถึงพระธรรมเป็ นสรณะ ขา้ พเจา้ ถึงพระสงฆ์เป็ น สรณะ” ดงั น้ ี วธิ กี ารอปุ สมบทเช่นน้ ีเรยี กวา่ ติสรณคมนูปสมั ปทา โปรดภทั ทวคั คีย์ ระหว่างทางเสด็จไปยงั ตําบลอุรุเวลาเสนานิคม พระพุทธองคไ์ ดท้ รงแวะ เขา้ ไปพักอยู่ในไร่ฝ้ายแห่งหนึ่ง สมยั น้ัน ไดม้ สี หาย ๓๐ คน (ภัททวคั คีย)์ ไดพ้ า ภรรยามาเที่ยวเล่นอยู่ในท่ีไมไ่ กลจากน้ัน สหายผูห้ น่ึงไมม่ ีภรรยา จงึ พาเอาหญิง แพศยามาเป็ นเพ่ือน พอคนเหล่าน้ันเผลอ หญิงแพศยาไดล้ กั เคร่ืองประดบั แลว้ หนี ไป สหายเหล่าน้ันตามหาไปพบพระพุทธองคเ์ ขา้ จงึ ทูลถามวา่ ทรงเหน็ หญิงคนน้ัน ผ่านมาทางน้ ีหรือไม่ พระองค์จึงตรัสถามกลับไปว่า “เธอท้ังหลายจะแสวงหา ผูห้ ญิงคนน้ัน หรือจะแสวงหาตนเองดี” ภัททวัคคีย์ทูลว่าแสวงหาตนเองดีกว่า พระองค์จึงทรงแสดงอนุปุพพีกถาและอริยสัจ ๔ ใหฟ้ ัง เมื่อจบพระธรรมเทศนา

คมู่ ือธรรมศึกษาตรี - -๓๘ ศูนยพ์ ระสงฆน์ ักเผยแผธ่ รรมเพือ่ พฒั นาสงั คม ภัททวคั คียท์ ้ัง ๓๐ คนไดด้ วงตาเห็นธรรม พระองคท์ รงประทานอุปสมบทใหแ้ ละ ส่งไปทิศต่างๆ เพื่อประกาศพระศาสนา ภิกษุภทั ทวคั คีย์ท้ัง ๓๐ รูปไดไ้ ปยงั เมอื ง ปาวา แควน้ มัลละ ไดอ้ าศัยอยู่ที่น้ัน จึงมีชื่อเรียกอีกอย่างว่า “ปาวายภิกษุ” ภายหลังได้กลับมาเฝ้าพระพุทธองค์ที่วัดเชตวัน ได้ฟังพระธรรมเทศนาช่ือ “อนมตคั คสตู ร” จงึ สาํ เรจ็ เป็ นพระอรหนั ตด์ ว้ ยกนั ท้งั หมด โปรดชฎิล ๓ พ่ีนอ้ ง พระองคเ์ สด็จถงึ อรุ เุ วลาเสนานิคมซ่ึงเป็ นทีอ่ ยขู่ องชฎิลชอื่ อรุ เุ วลกสั สปะ พระองคท์ รงทรมานอุรเุ วลกสั สปะดว้ ยอิทธิปาฏหิ ารยิ ต์ ่างๆ เพือ่ ใหเ้ หน็ วา่ ลัทธิท่ี อุรุเวลกสั สปะปฏิบตั ิอย่นู ้ันไมม่ แี กน่ สาร จนกระทงั่ อุรุเวลกสั สปะสลดใจ พรอ้ ม บรวิ าร ๕๐๐ คน ลอยชฎาและบริขารเครอื่ งใชล้ งในแมน่ ้ําเนรญั ชรา แลว้ ทลู ขอ อปุ สมบท พระพุทธองคก์ ป็ ระทานอปุ สมบทให้ นทีกสั สปะ เหน็ บริขารของพช่ี ายลอยมา คดิ วา่ คงเกิดอนั ตรายข้ ึนกบั พชี่ าย จงึ รีบไปหา เหน็ พชี่ ายพรอ้ มบรวิ ารถือเพศเป็ นภิกษุ ทราบวา่ พรหมจรรยน์ ้ ี ประเสริฐนัก จงึ พรอ้ มดว้ ยบริวาร ๓๐๐ คน ทูลขออปุ สมบทกบั พระศาสดา คยากสั สปะ เห็นบริขารของพช่ี ายท้งั สองพรอ้ มท้ังบรวิ ารลอยมา คดิ วา่ คง เกิดอนั ตรายกบั พ่ีแน่ จงึ รบี ไปหา เห็นพช่ี ายท้งั สองถอื เพศเป็ นภิกษุแลว้ ทราบวา่ พรหมจรรยน์ ้ ีประเสรฐิ นัก จงึ พรอ้ มดว้ ยบริวาร ๒๐๐ คน ทูลขออปุ สมบทกบั พระ ศาสดา พระองคเ์ สดจ็ อยู่ ณ ตาํ บลอุรุเวลาเสนานิคมตามสมควร ก็พรอ้ มดว้ ย บรวิ ารเสด็จไปยงั ตาํ บลคยาสีสะ ประทบั ณ ทีน่ ้ัน ทรงแสดงธรรมเทศนาชอ่ื ว่า อาทติ ตปรยิ ายสูตร มใี จความยอ่ วา่ “อายตนะภายใน∗ อายตนะภายนอก∗∗ เป็ นของรอ้ น รอ้ นเพราะถกู เพลิงกิเลส คือ ราคะ โทสะ โมหะ และเพลิงทุกข์ คือชาตชิ รามรณะ เป็ นตน้ เผาไหมอ้ ย”ู่ ท้งั น้ ี เพ่ืออนุโลมตามอธั ยาศยั ของพวก ∗ อายตนะภายใน ไดแ้ ก่ ตา หู จมกู ล้ ิน กาย และใจ เรยี กวา่ อินทรยี ์ ๖ ∗∗ อายตนะภายนอก ไดแ้ ก่ รปู เสียง กล่ิน รส โผฏฐพั พะ และธมั มารมณ์ เรียกวา่ อารมณ์ ๖

คูม่ อื ธรรมศึกษาตรี - -๓๙ ศูนยพ์ ระสงฆน์ ักเผยแผธ่ รรมเพอื่ พฒั นาสงั คม เขาท่ีเคยเป็ นชฎลิ ซึง่ นิยมการบชู าไฟ จบพระธรรมเทศนา ภกิ ษุท้งั ๑,๐๐๓ รูป สาํ เร็จเป็ นพระอรหนั ต์ ปรเิ ฉทที่ ๘ เสด็จไปกรุงราชคฤหแ์ ควน้ มคธ และไดอ้ คั รสาวก มคธชนบทเป็ นแควน้ ใหญ่มีกรุงราชคฤห์เป็ นเมอื งหลวง มพี ระราชาพระ นามวา่ พระเจา้ พมิ พิสาร” ทรงปกครอง พระพุทธเจา้ ทรงเลือกเป็ นท่ีประดิษฐาน พระพุทธศาสนาเป็ นแควน้ แรก พระองค์ประทับที่ตําบลคยาสีสะตามควรแล้ว เสด็จสู่กรุงราชคฤห์ ประทับอยู่ ณ ลัฏฐิวนั สวนตาลหนุ่ม พระเจา้ พิมพิสารทราบ ข่าว เสด็จพระราชดําเนินพรอ้ มดว้ ยขา้ ราชบริพารถึงลัฏฐิวนั ถวายบังคมแล้ว ประทับ ณ ที่สมควร ขา้ ราชบริพารมอี าการต่างๆ กนั บางพวกถวายความเคารพ บางพวกกล่าวปราศรยั บางพวกตะโกนบอกช่ือและโคตรของตน บางพวกนิ่งเฉย พระองคเ์ ห็นกิริยาไม่เคารพพอที่จะรับฟังธรรมเทศนาได้ จึงใหพ้ ระอุรุเวลกัสสปะ ซ่งึ เป็ นคนทบ่ี ุคคลเหล่าน้ันเคารพประกาศความไมม่ แี กน่ สารของลัทธิเดิมท่ีตนถือ และปฏิบัติ จะไดห้ ายความสงสัยต้ังใจฟังพระธรรมเทศนา พระอุรุเวลกัสสปะ ประกาศความไมม่ ีแก่นสารของลัทธิเดิม และซบศีรษะลงที่พระบาทของพระผู้มี พระภาคเจา้ ทูลประกาศว่า “พระองคเ์ ป็ นศาสดาของขา้ พเจา้ ขา้ พเจา้ เป็ นสาวก ของพระองค์” ขา้ ราชบริพารทราบแลว้ ต้งั ใจฟังธรรม พระศาสดาทรงแสดงอนุ- ปุพพีกถาและอริยสจั ๔ พระเจา้ พิมพิสารและขา้ ราชบริพารแบ่งเป็ น ๑๒ นหุต*** 9 ๑๑ นหุตไดด้ วงตาเหน็ ธรรม อกี ๑ นหตุ ต้งั อยู่ในไตรสรณคมน์ ความปรารถนาของพระเจา้ พิมพิสาร ๕ ประการ พระเจา้ พิมพสิ ารกราบทูลความปรารถนาของพระองค์ ๕ ประการ เมอื่ คร้งั ทรงเป็ นพระราชกุมาร ซึง่ บดั น้ ีพรอ้ มบรบิ ูรณ์แลว้ ดงั น้ ี ๑. ขอใหข้ า้ พเจา้ ไดอ้ ภิเษกเป็ นพระเจา้ แผน่ ดินในแควน้ มคธ *** ๑ นหตุ = ๑๐,๐๐๐

คมู่ ือธรรมศึกษาตรี - -๔๐ ศูนยพ์ ระสงฆน์ ักเผยแผ่ธรรมเพือ่ พฒั นาสงั คม ๒. ขอใหพ้ ระอรหนั ตต์ รสั รูช้ อบเองมายงั แควน้ ขา้ พเจา้ ๓. ขอใหข้ า้ พเจา้ เขา้ ไปนัง่ ใกลพ้ ระอรหนั ตพ์ ระองค์น้ัน ๔. ขอใหพ้ ระอรหนั ตพ์ ระองคน์ ้ันแสดงธรรมแกข่ า้ พเจา้ ๕. ขอใหข้ า้ พเจา้ รูท้ วั่ ถึงธรรมของพระอรหนั ตพ์ ระองคน์ ้ัน คร้นั พระเจา้ พิมพิสารกราบทูลความสาํ เร็จตามพระราชประสงคแ์ ลว้ ทรง สรรเสรญิ พระธรรมเทศนา แสดงพระองคเ์ ป็ นอบุ าสก และกราบทลู เชญิ เสด็จพระ ศาสดากับหมู่พระสาวกเพื่อเสวยที่พระราชนิเวศน์ในวันรุ่งข้ ึน เสด็จลุกจากที่ ประทบั ถวายอภวิ าทพระศาสดา และทาํ ประทกั ษิณแลว้ เสดจ็ หลีกไป รุง่ ข้ นึ พระศาสดาพรอ้ มสาวกเสด็จไปยงั พระราชนิเวศน์ พระเจา้ พมิ พิสาร ทรงองั คาสภิกษุสงฆ์ มีพระพุทธเจา้ เป็ นประธานดว้ ยอาหารอนั ประณีต ดว้ ยพระ หัตถ์ของพระองค์เอง ทรงเห็นว่าพระราชอุทยานเวฬุวนั สวนไมไ้ ผ่เป็ นสถานท่ีไม่ ใกลไ้ มไ่ กล ไปมาสะดวก กลางวนั ไมพ่ ลุกพล่าน กลางคนื เงียบสงบ เหมาะแก่การ เป็ นที่เสด็จอยู่ของพระศาสดา ทรงจบั น้ําเตา้ ทองเต็มดว้ ยน้ําหลงั่ ลงถวายพระราช อุทยานเวฬุวนั แก่พระภิกษุสงฆ์มีพระพุทธเจา้ เป็ นประธาน พระศาสดาทรงรบั และแสดงธรรมเทศนาใหพ้ ระเจา้ พิมพิสารทรงเห็นและอาจหาญร่ืนเริงในสัมมา ปฏิบตั ิ เสด็จไปประทบั อยู่ ณ เวฬุวนั น้ัน พระองคป์ รารภเหตุน้ ีทรงอนุญาตภิกษุ รบั อารามทที่ ายกถวายได้ วดั เวฬุวนั จงึ เป็ นวดั แหง่ แรกในพระพทุ ธศาสนา พระอคั รสาวก คร้งั น้ัน มมี าณพ ๒ สหาย ชอ่ื อปุ ตสิ สะและโกลิตะ∗ พรอ้ มดว้ ยบรวิ าร บวชอยใู่ นสาํ นักสญั ชยั ปริพาชก ณ กรงุ ราชคฤห์ สองสหายสญั ญากนั วา่ ผใู้ ดได้ บรรลุธรรมก่อน ผูน้ ้ันจงบอกอกี คนดว้ ย วนั หน่ึงพระอสั สชิ หนึ่งในพระปัญจวคั คยี ์ ไดเ้ ขา้ ไปบิณฑบาตในกรุง ราชคฤห์ อปุ ตสิ สปรพิ าชกเห็นอาการน่าเล่ือมใส หลังจากทา่ นกลบั จากบิณฑบาต ก็เขา้ ไปพูดปราศรยั ถามว่า “ ใครเป็ นศาสดาของท่าน ท่านชอบใจธรรมของใคร” ∗ อุปติสสะ ไดแ้ ก่ พระสารีบตุ ร, โกลิตะ ไดแ้ ก่ พระมหาโมคคลั ลานะ

คมู่ ือธรรมศึกษาตรี - -๔๑ ศูนยพ์ ระสงฆน์ ักเผยแผธ่ รรมเพอื่ พฒั นาสงั คม พระอัสสชิตอบว่า “เราบวชจาํ เพาะพระมหาสมณะ ผูเ้ ป็ นโอรสแห่ง ศากยะ ท่านเป็นศาสดาของเรา เราชอบใจธรรมของท่าน” สารีบตุ รถามวา่ “ศาสดาของทา่ นสอนวา่ อยา่ งไร” พระอัสสชิตอบว่า “ธรรมใดเกิดแต่เหตุ พระศาสดาทรงแสดงเหตุ แหง่ ธรรมน้นั และความดบั แหง่ ธรรมน้นั พระศาสดาทรงสงั ่ สอนอยา่ งน้ ี” อุปติสสะไดฟ้ ังก็ทราบวา่ ศาสนาน้ ีสอนวา่ “ธรรมท้งั ปวงเกิดแต่เหตุ และ จะระงบั ไปเพราะดบั เหตกุ อ่ น” ไดด้ วงตาเห็นธรรมวา่ “ส่ งิ ใดส่ งิ หน่ ึงมีความเกิดข้ึน เป็นธรรมดา ส่ งิ นั้นทง้ั หมดตอ้ งมีความดบั เป็นธรรมดา” แลว้ ถามวา่ “พระศาสดา ของเราประทบั อยู่ท่ีไหน” พระอสั สชติ อบวา่ “ประทบั อยทู่ เ่ี วฬุวนั ” อปุ ติสสะจงึ นํา ข่าวน้ ีไปบอกแก่โกลิตะ แสดงธรรมใหฟ้ ัง โกลิตะไดด้ วงตาเห็นธรรม สองสหายได้ ชวนกนั ไปเฝ้าพระศาสดา จึงไปลาสัญชัยผูเ้ ป็ นอาจารย์เดิม จากน้ันพาบริวารไป เฝ้าพระศาสดา ทูลขออุปสมบท พระองค์ทรงอนุญาต ภิกษุที่เป็ นบริวารฟังธรรม บาํ เพญ็ เพยี รไดส้ าํ เร็จเป็ นพระอรหนั ตก์ ่อน พระมหาโมคคลั ลานะบําเพ็ญเพียร ๗ วนั จงึ บรรลุเป็ นพระอรหนั ต์ ส่วนพระสารบี ุตรบาํ เพญ็ เพยี รถงึ ๑๕ วนั จงึ ไดบ้ รรลุ พระมหาโมคคลั ลานะบําเพ็ญความเพียรท่ีบา้ นกัลลวาลมุตตคาม พระ ศาสดาทรงแสดงธรรมเกย่ี วกบั อุบายสาํ หรบั ระงบั ความง่วงโดยประการตา่ งๆ และ ทรงสงั่ สอนไมใ่ หช้ งู วง (ถือตวั ) เขา้ ไปสสู่ กุล คร้นั แลว้ แสดงวา่ พระองคไ์ มส่ รรเสริญ ความคลุกคลีดว้ ยหมู่คณะ ท้งั คฤหสั ถ์และบรรพชิต ทรงสรรเสริญความคลุกคลี ดว้ ยเสนาสนะอันเงียบสงดั ในที่สุดทรงแสดงขอ้ ปฏิบตั ิอันภิกษุปฏิบัติแลว้ ชื่อวา่ น้อมไปแลว้ ในธรรมเป็ นท่สี ้ นิ ตณั หา พระสารีบุตรบรรลุเป็ นพระอรหันต์ เพราะฟังธรรมท่ีพระพุทธองค์ทรง แสดงแก่ทีฆนขปริพาชกผูเ้ ป็ นหลานของพระสารบี ุตร ท่ีถ้าํ สุกรขาตา เขาคิชฌกูฏ แขวงเมืองราชคฤห์ ช่ือ เวทนาปริคคหสูตร ใจความย่อก็คือ ทรงแสดงสมณ พราหมณ์เจา้ ทิฐิ ๓ จาํ พวก และทรงแสดงโทษแห่งความเชื่อมนั่ ดว้ ยทิฐิ ๓ อย่าง น้ัน ในทส่ี ดุ ทรงแสดงอุบายเครื่องไมถ่ อื มนั่ สว่ นทีฆนขปรพิ าชกไดด้ วงตาเหน็ ธรรม ทลู สรรเสริญพระธรรมเทศนาวา่ แจม่ แจง้ เหมอื นบุคคลหงายของทีค่ วาํ่ เปิ ดของทป่ี ิ ด บอกทางแกค่ นหลงทาง หรอื

คูม่ ือธรรมศึกษาตรี - -๔๒ ศูนยพ์ ระสงฆน์ ักเผยแผธ่ รรมเพอื่ พฒั นาสงั คม ตามประทปี ในท่ีมืด ดว้ ยคิดวา่ ผูม้ จี กั ษุจกั มองเห็นรปู และไดแ้ สดงตนเป็ นอบุ าสก ถึงพระรตั นตรยั เป็ นสรณะ พระสารีบุตร เป็ นอคั รสาวกเบ้ ืองขวา เปรียบเหมือนมารดาผูใ้ หก้ าํ เนิด บุตร สามารถสอนคนใหบ้ รรลุธรรมเบ้ อื งตน้ ได้ เป็ นผูท้ ่ีพระศาสดาทรงยกย่องวา่ เลิศในทางปัญญา สามารถแสดงธรรมจกั รและอริยสัจ ๔ ไดเ้ สมอพระองค์ เป็ น พระธรรมเสนาบดี รองจากพระองค์ พระมหาโมคคลั ลานะ เป็ นอคั รสาวกเบ้ ืองซา้ ย เปรียบเหมอื นนางนมผู้ เล้ ียงทารก สามารถแนะนําผูบ้ รรลุธรรมเบ้ อื งตน้ ใหบ้ รรลุคุณธรรมท่ีสงู กวา่ น้ัน เป็ นผูท้ ี่พระศาสดาทรงยกยอ่ งวา่ เลิศทางฤทธ์ิ ทาํ สกุลทยี่ งั ไมเ่ ลื่อมใสใหเ้ ล่ือมใส ปริเฉทท่ี ๙ ทรงบาํ เพญ็ พทุ ธกิจในแควน้ มคธ ประทานอุปสมบทแกพ่ ระมหากสั สปะ พระศาสดาเสด็จจาริกโปรดประชาชนในมคธชนบท ประทบั ท่รี ม่ ไทร ชื่อ ว่า พหุปุตตกนิโครธ ระหว่างกรุงราชคฤห์และตําบลนาลันทาต่อกัน ขณะน้ัน ปิ ปผลิมาณพ กัสสปโคตร มีความเบื่อหน่ายในการครองเรือน ออกบวชอุทิศ เฉพาะพระอรหนั ต์ เห็นพระศาสดามคี วามเลื่อมใสเขา้ ไปทลู ขออปุ สมบท พระองค์ รับเป็ นพระภิกษุในพระธรรมวนิ ัยน้ ี ดว้ ยประทานพระโอวาท ๓ ขอ้ ∗ ว่า กสั สปะ ทา่ นพึงศกึ ษาอย่างน้ ีวา่ ๑. เราจกั เขา้ ไปต้งั ความละอาย และความยาํ เกรงไวใ้ นพระภิกษุ ท้งั ท่ี เป็ นผูเ้ ฒ่า ท้งั ท่เี ป็ นผูใ้ หม่ ท้งั ที่เป็ นปานกลาง อยา่ งแรงกลา้ ๒. เราจะฟังธรรมอย่างใดอย่างหนึ่งซึ่งประกอบดว้ ยกุศล เราจกั เงี่ยหูลง ฟังธรรมน้ัน พิจารณาเน้ ือความแห่งธรรมน้ัน ๓. เราจกั ไมล่ ะสตทิ ไี่ ปในกาย คอื พจิ ารณารา่ งกายเป็ นอารมณ์ ∗ วิธีอุปสมบทแบบน้ ีเรียกว่า โอวาทปฏิคหณูปสัมปทา สงเคราะห์เขา้ ในวิธีอุปสมบทแบบ เอหิภิกขุอุปสมั ปทา

คมู่ ือธรรมศึกษาตรี - -๔๓ ศูนยพ์ ระสงฆน์ ักเผยแผธ่ รรมเพือ่ พฒั นาสงั คม พระโอวาทน้ ีพระองค์ตรัสเรียกท่านปิ ปผลิว่า “กัสสปะ” ตามโคตรของ ท่าน แต่เมอื่ ทา่ นบวชแลว้ สหธรรมกิ เรียกท่านวา่ “พระมหากสั สปะ” ในวนั ท่ีแปด แต่อุปสมบท ท่านไดส้ ําเร็จเป็ นพระอรหันต์ นอกจากน้ ีท่านยังถือธุดงค์ เป็ นผู้ สันโดษ พระพุทธองค์ทรงยกย่องว่าเป็ นผูม้ ีธรรมเป็ นเคร่ืองอยู่เสมอพระองค์ พระองคท์ รงเปล่ียนผา้ สงั ฆาฏกิ บั พระมหากสั สปะ แสดงโอวาทปาฏโิ มกข์ คร้ังเมื่อพระศาสดาประทับอยู่ ณ กรุงราชคฤห์ ได้มีการประชุมใหญ่ เรยี กวา่ “จาตรุ งคสนั นิบาต” แปลวา่ การประชมุ ประกอบดว้ ยองค์ ๔ ไดแ้ ก่ ๑. วนั น้ันเป็ นวนั เพญ็ เดอื นมาฆะ (ข้ นึ ๑๕ คาํ่ เดอื น ๓) ๒. ภิกษุ ๑,๒๕๐ รูป มาประชุมกนั โดยมไิ ดน้ ัดหมาย ๓. ภกิ ษุเหล่าน้ันลว้ นเป็ นพระอรหนั ตขณี าสพ ผไู้ ดอ้ ภิญญา ๖ ๔. ภกิ ษุเหล่าน้ันลว้ นเป็ นเอหภิ ิกขอุ ปุ สมั ปทา วนั น้ัน พระพุทธองค์ไดท้ รงแสดงโอวาทปาฏิโมกข์ในท่ามกลางที่ประชุม สงฆ์ ณ เวฬุวันมหาวิหาร ใจความพระโอวาทปาฏิโมกข์ อันถือว่าเป็ นหัวใจของ พระพุทธศาสนามีอยู่ว่า “ขันติความอดทนเป็ นตบะอย่างย่ิง พระพุทธเจา้ ท้ังหลายกล่าวนิพพานว่าเป็ นธรรมอันสูงสุด ผู้ทํารา้ ยผู้อ่ืนไม่ช่ือว่าเป็ น บรรพชิต ผูเ้ บียดเบียนผูอ้ ่ืนไม่ช่ือวา่ เป็ นสมณะ การไม่ทาํ บาปทง้ั ปวง การยงั กุศลใหถ้ ึงพรอ้ ม การทาํ จติ ใหผ้ อ่ งใส น้ ีเป็ นคาํ สอนของพระพทุ ธเจา้ ทง้ั หลาย การไม่กล่าวรา้ ย การไม่ทาํ รา้ ย ความสาํ รวมในพระปาฏิโมกข์ ความเป็ นผูร้ ู้ ประมาณในการบริโภค การเสพท่ีนอนที่นัง่ อันสงดั การประกอบความเพียร ในอธิจติ น้ ีเป็ นคาํ สอนของพระพุทธเจา้ ทง้ั หลาย” ทรงมอบใหส้ งฆเ์ ป็ นใหญใ่ นกจิ ราธะพราหมณม์ ศี รทั ธาใคร่จะบวชแต่หาผบู้ วชใหไ้ ม่ได้ เสียใจจนรา่ งกาย ผ่ายผอม พระศาสดาจงึ ตรัสถามว่า “มใี ครระลึกถึงคุณของพราหมณ์ผูน้ ้ ีไดบ้ า้ ง”

คมู่ ือธรรมศึกษาตรี - -๔๔ ศูนยพ์ ระสงฆน์ ักเผยแผ่ธรรมเพอ่ื พฒั นาสงั คม พระสารีบุตรบอกระลึกได้ พราหมณ์ผูน้ ้ ีเคยใส่ขา้ วหน่ึงทัพพี พระองค์จึงตรัสให้ พระสารีบุตรเป็ นผูบ้ วชให้ ดว้ ยวิธีใหส้ งฆ์เป็ นใหญ่เรียกว่า “ญัตติจตุตถกัมม อุปสัมปทา” นับแต่น้ัน พระองคท์ รงยกเลิกการบวชสองประเภทแรก และทรง อนุญาตใหน้ ําวธิ ที ีส่ องมาใชส้ าํ หรบั บวชสามเณร∗ ดงั น้ัน การอุปสมบทจงึ มี ๓ วิธี คอื ๑. เอหิภิกขุอุปสัมปทา พระศาสดาเป็ นผู้ทรงประทานการบวชดว้ ย พระองคเ์ อง พระอญั ญาโกณฑญั ญะไดร้ บั การบวชดว้ ยวธิ นี ้ ีเป็ นรปู แรก ๒. ติสรณคมนูปสมั ปทา พระสาวกเป็ นผูบ้ วชให้ เมอ่ื คราวส่งพระสาวก ไปประกาศศาสนา ๖๐ รปู แต่ไมป่ รากฏวา่ บวชภิกษุใดเป็ นรูปแรก ๓. ญตั ติจตตุ ถกมั มอุปสมั ปทา สงฆ์ทาํ พิธีอุปสมบท โดยมพี ระภิกษุรปู หน่ึงเป็ นประธาน (อุปัชฌาย์) พระสารีบุตรบวชใหพ้ ระราธะเป็ นรูปแรก ( การ บวชในปัจจุบนั ใชแ้ บบที่ ๓ น้ ี ) ทรงสอนผอ่ นลงมาถึงคดีโลก เชา้ วนั หน่ึง พระพุทธองคเ์ สด็จเขา้ สูก่ รุงราชคฤหเ์ พื่อทรงรบั บิณฑบาต ได้ ทอดพระเนตรเห็นมาณพผูห้ น่ึงชื่อ สิงคาละ กําลังประนมมือนมัสการทิศท้ัง ๖ พระองค์จึงเขา้ ไปตรัสถาม ไดท้ รงทราบว่า ก่อนพ่อเขาตายไดส้ ัง่ ใหเ้ ขาไหวท้ ิศท้งั ๖ เพื่อสะกัดก้ันอันตรายอนั จะมาแต่ทศิ น้ันๆ เขาซ่ึงเคารพเช่ือฟังคําพดู ของพอ่ จงึ ทาํ เช่นน้ัน พระองค์จงึ ทรงแสดงธรรมใหส้ ิงคาลมาณพไดเ้ ขา้ ใจวา่ “ ทิศ ๖ ตาม ความหมายที่แทจ้ ริงน้ัน หาใช่ทิศเหนือ ทิศใต้ ทิศตะวนั ออก หรือทิศตะวนั ตก ไม่ แต่หมายถึงบุคคลท่ีมคี วามสมั พนั ธก์ บั เราต่างหาก∗∗ ∗ พระพุทธเจา้ ตรสั สงั่ ใหพ้ ระสารีบตุ รบวชใหส้ ามเณรราหุลเป็ นรูปแรก ∗∗ ทิศเบ้ อื งหนา้ หมายถงึ บดิ ามารดา ทิศเบ้ อื งขวา หมายถงึ ครู อาจารย์ ทิศเบ้ อื งซา้ ย หมายถึง เพื่อน มติ รสหาย ทิศเบ้ ืองหลงั หมายถึง บตุ ร ภรรยา ทิศเบ้ ืองสงู หมายถึง สมณพราหมณ์ (นักบวชผมู้ ีศีล)ทิศเบ้ ืองล่างหมายถงึ บริวาร คนรบั ใช้

คูม่ อื ธรรมศึกษาตรี - -๔๕ ศูนยพ์ ระสงฆน์ ักเผยแผธ่ รรมเพอื่ พฒั นาสงั คม ถา้ เรารจู้ กั ประพฤตติ ัวใหเ้ หมาะสม ถกู ตอ้ งดงี าม กบั บุคคลเหล่าน้ันตาม ฐานะแลว้ ย่อมไดช้ ่ือว่า ไดไ้ หวท้ ิศท้ัง ๖ และทิศท้งั ๖ น้ัน ก็จะคุม้ ครองป้องกัน อนั ตรายแกต่ วั เอง สิงคาลมาณพไดฟ้ ังธรรมน้ ีแลว้ ก็เกดิ ความเล่ือมใส กล่าวสรรเสรญิ ธรรม เทศนาของพระองค์ และไดแ้ สดงตนเป็ นอุบาสก ถึงพระรตั นตรยั เป็ นท่ีพึ่งตลอดชวี ิต ทรงอนุญาตการทาํ เทวตาพลี ในคราวเสด็จไปบา้ นปาฏลีคาม แควน้ มคธ พระพุทธเจา้ ทรงรบั นิมนต์ ของสุนิธพราหมณแ์ ละวัสสการพราหมณ์ เพ่ือรับภตั ตาหารพรอ้ มดว้ ยหมูภ่ ิกษุ สงฆ์ เมอ่ื เสร็จภตั ตกจิ แลว้ พระองคท์ รงอนุโมทนา มคี วามวา่ “กุลบุตรผูฉ้ ลาดอยู่ ณ ที่ใด พึงนิมนต์พรหมจารี ผูม้ ีศีล สํารวมดี ใหฉ้ ัน ณ ท่ีน้ัน แล้วอุทิศทิกษิณา เพ่อื เทวดาที่สิงสถิต ณ ที่น้ัน เทวดาท้งั หลายเมอื่ กุลบุตรน้ันบชู านับถอื แลว้ ย่อม บูชานับถือตอบ แต่น้ันย่อมอนุเคราะห์กุลบุตรน้ันดว้ ยเมตตาดุจมารดากบั บุตร กุลบตุ รน้ันอนั เทวดาอนุเคราะหแ์ ลว้ ยอ่ มเหน็ ผลอนั เจรญิ ทกุ เมอื่ ” ดว้ ยพระคาถาน้ ี เป็ นอนั วา่ พระองคท์ รงแนะนําวธิ ีทาํ เทวตาพลี ดว้ ยการ บรจิ าคทาน แลว้ อทุ ศิ ส่วนกุศลไปถึง ปริเฉทที่ ๑๐ เสด็จสกั กชนบท สกั กชนบทแบ่งออกเป็ น ๓ นคร ไดแ้ ก่ ๑. นครกบิลพสั ดุ์ ๒.นครวธิ ญั ญา ๓. นครโคธาฬี หากรวมนครโกลิยะดว้ ยก็เป็ น ๔ นคร เพราะในมหาปรินิพพาน สตู รเรียกชาวนครโกลิยะวา่ “รามคามกา สกั กา” แปลวา่ พวกศากยะชาวรามคาม เสดจ็ กรุงกบลิ พสั ดุ์ พระเจา้ สุทโธทนะทรงส่งอํามาตย์หลายคนไปทูลเชิญพระพุทธเจา้ เสด็จ มายงั กรุงกบิลพสั ดุ์ แต่บุคคลเหล่าน้ันเม่ือฟังธรรมของพระพุทธองค์ก็ลืมคําสัง่

คมู่ อื ธรรมศึกษาตรี - -๔๖ ศูนยพ์ ระสงฆน์ ักเผยแผ่ธรรมเพ่อื พฒั นาสงั คม ทูลขอบวชในพระพุทธศาสนา สุดทา้ ยทรงส่งกาฬุทายีอาํ มาตยไ์ ปเชิญเสด็จ กาฬุ ทายีกราบทูลลาอุปสมบท คร้นั ไดร้ ับอนุญาต จึงไปเฝ้าพระศาสดาฟังธรรมบรรลุ เป็ นพระอรหันต์ ขอประทานการอุปสมบท พระองค์อนุญาต ถึงเวลาอันควรจงึ กราบทูลเชิญเสด็จกรงุ กบลิ พสั ดุ์ ประทบั ทน่ี ิโครธาราม วดั ทพ่ี วกศากยะสรา้ งถวาย เสดจ็ สพู่ ระราชวงั พวกศากยะผูม้ อี ายุแกก่ วา่ ไมย่ อมถวายอภวิ าท พระศาสดาทรงแสดงปาฏหิ ารยิ ใ์ นอากาศ ดุจวา่ โปรยละอองธุลีพระบาท ลงเหนือศรษี ะพระเจา้ สุทโธทนะทรงเล่ือมใส จงึ ถวายอภิวาทกอ่ น ซ่ึงนบั เป็ นการ อภวิ าทพระโอรสเป็ นครง้ั ท่ี ๓ พวกศากยะเหล่าน้ันพลอยทาํ ตาม ฝนโบกขร- พรรษตกลงในทปี่ ระชมุ ญาติ ฝนน้ ีมสี แี ดง ผใู้ ดประสงคใ์ หเ้ ปี ยกก็เปี ยก ไมใ่ หเ้ ปี ยก ก็ไมเ่ ปี ยก เมล็ดฝนกล้ ิงหล่นจากกายดุจหยาดน้ําหล่นจากใบบวั จากน้ันพระองค์ ทรงแสดงเวสสนั ดรชาดก รุง่ ข้ นึ ออกบณิ ฑบาต พระเจา้ สุทโธทนะทราบขา่ วจงึ เสดจ็ ออกไปทรงหา้ ม พระศาสดาทรงแสดงการเที่ยวภกิ ขาจาร(บิณฑบาต) วา่ เป็ น กิจของสมณะ ทรงยกคาถาเป็ นเครื่องเตอื นใจสมณะว่า “ไมพ่ ึงประมาทใน บณิ ฑบาต พึงประพฤตธิ รรมใหเ้ ป็ นสุจรติ ผปู้ ระพฤติธรรมยอ่ มเป็ นสุขทง้ั ใน โลกน้ ีทง้ั ในโลกอ่ืน” พระเจา้ สทุ โธทนะไดบ้ รรลุโสดาปัตตผิ ล เป็ นพระโสดาบนั ดว้ ยทรงสดบั พระคาถาน้ ี พระพทุ ธเจา้ ประทบั อยู่ท่ีกรงุ กบิลพสั ดุ์ ๗ วนั จงึ เสด็จกลบั กรุงราชคฤห์ พรอ้ มกบั พระสาวก ปริเฉทท่ี ๑๑ เสด็จแควน้ โกศล แควน้ โกศลอยู่ในเขตมชั ฌิมชนบท ชมพูทวีปตอนเหนือ รวมแควน้ กาสี อนั อยู่ทางใตเ้ ป็ นอาณาจกั รเดยี วกนั แควน้ โกศลมเี มอื งหลวงชือ่ สาวตั ถี แควน้ กาสี มเี มอื งหลวงชอื่ พาราณสี ท้งั หมดอย่ภู ายใตก้ ารปกครองของพระเจา้ ปเสนทโิ กศล

คูม่ ือธรรมศึกษาตรี - -๔๗ ศูนยพ์ ระสงฆน์ ักเผยแผธ่ รรมเพือ่ พฒั นาสงั คม คร้งั น้ัน มเี ศรษฐีผหู้ น่ึงเป็ นชาวเมอื งสาวตั ถี ชอื่ วา่ สทุ ตั ตะ แต่ผคู้ นนิยม เรียกกนั วา่ “อนาถบิณฑิกะ” แปลวา่ ผูม้ ีกอ้ นขา้ วสาํ หรับคนอนาถา เน่ืองจากต้งั โรงทานบริจาคทานแกช่ นผูย้ ากไร้ ไดไ้ ปทาํ ธรุ ะทเี่ มอื งราชคฤห์ แควน้ มคธ บงั เกดิ ความเล่ือมใสในพระรัตนตรยั เพราะไดย้ ินราชคหกเศรษฐีผูเ้ ป็ นน้องชายภรรยาได้ นิมนต์พระพุทธเจา้ และพระภิกษุสงฆ์เพ่ือฉันภัตตาหารในวนั รุ่งข้ ึน พอถึงเช้า วนั รุ่งข้ ึน ก่อนภัตตกาล สุทตั ตเศรษฐีไดไ้ ปเขา้ เฝ้าพระพุทธเจา้ ณ สีตวนั ไดฟ้ ัง อนุปุพพีกถาและอรยิ สัจ ๔ ไดบ้ รรลุโสดาปัตติผล ประกาศตนเป็ นอบุ าสก ถึงพระ รัตนตรัยเป็ นท่ีพึ่งตลอดชีวิต พรอ้ มกันน้ันไดก้ ราบทูลเชิญพระศาสดาเสด็จไป ประกาศพระศาสนาท่เี มอื งสาวตั ถี∗ แควน้ โกศล เมอ่ื พระศาสดาทรงรบั นิมนต์แลว้ จึงรีบล่วงหน้าไปทาํ การจดั สรา้ งวดั เพื่อเป็ นที่ประทับของพระศาสดาและหมภู่ ิกษุ ไดต้ ้ังชื่อวัดว่า เชตวัน เม่ือทํากิจทุกอย่างเสร็จแลว้ จึงไดก้ ลับมากราบทูลเชิญ พระศาสดากับพระสงฆ์สาวกให้เสด็จไปอยู่จําพรรษาที่วัดเชตวันน้ัน ณ ที่น้ ี พระพทุ ธเจา้ ไดท้ รงแสดงธรรมโปรดประชาชนใหไ้ ดค้ วามเลื่อมใส มนั่ คงอย่ใู นพระ รตั นตรยั เป็ นจาํ นวนมาก เฉลยแบบทดสอบกอ่ นเรยี น วิชาพทุ ธประวัตสิ ปั ดาหท์ ่ี ๒ ๑. ข ๒. ง ๓. ง ๔. ค ๕. ก ๖. ค ๗. ค ๘. ง ๙. ง ๑๐. ค ๑๑. ค ๑๒. ข ๑๓. ง ๑๔. ข ๑๕. ง ๑๖. ก ๑๗. ค ๑๘. ข ๑๙. ก ๒๐. ก ∗ เมอื งสาวตั ถีเป็ นเมอื งท่ีพระพุทธเจา้ เสด็จประทบั จาํ พรรษามากถงึ ๒๕ พรรษา

คมู่ ือธรรมศึกษาตรี - -๔๘ ศูนยพ์ ระสงฆน์ ักเผยแผ่ธรรมเพ่ือพฒั นาสงั คม สปั ดาหท์ ี่ ๓ ปัจฉิมโพธิกาล – อปรกาลและสงั คีตกิ ถา ปัจฉิมโพธกิ าล : การบาํ เพญ็ พุทธกิจก่อนปรินิพพาน อปรกาล : เหตกุ ารณห์ ลงั จากปรนิ ิพพาน ถึงการแจกพระบรมสารีรกิ ธาตุ สงั คีตกิ ถา : การทาํ สงั คายนาจดั หมวดหมู่ และตรวจชาํ ระพระธรรมวินยั สาระสาํ คญั ความไมเ่ ทย่ี งของสงั ขารท้งั หลาย เป็ นสจั จธรรมทป่ี รากฏแกท่ ุกสรรพสิ่ง แมพ้ ระพุทธองคผ์ เู้ ป็ นพระศาสดาของเราท้งั หลาย กย็ งั ตอ้ งเป็ นไปตามหลกั แห่ง ไตรลกั ษณน์ ้ ี พระองคท์ รงบาํ เพ็ญพทุ ธกิจอย่างเต็มทโ่ี ดยไมเ่ ห็นแกค่ วามเหนื่อย ยาก แมย้ ามทรงพระประชวร ก็ทรงอดกล้ันดว้ ยพระอธิวาสนขนั ตบิ าํ เพญ็ พุทธกจิ ใหล้ ุล่วงดว้ ยดี อกี ท้งั ตรสั สอนใหส้ าวกต้งั อยู่ในความไมป่ ระมาท ใหร้ บี บาํ เพ็ญกจิ ตนและกิจผอู้ น่ื ใหส้ มบรู ณ์ พระพทุ ธองคเ์ สด็จดบั ขนั ธปรนิ ิพพาน ณ ตน้ สาละคู่ เมอ่ื วนั เพ็ญเดือน ๖ ปี มะเสง็ เมอื งกุสนิ ารา ยงั ความสงั เวชใหเ้ กิดแกม่ วลเหล่าเทพยดาและมนุษย์ ท้งั หลาย การทาํ สงั คายนา คอื วธิ ีการทบทวนกลนั่ กรองพระธรรมวนิ ัยใหม้ คี วาม บรสิ ุทธ์ิ และทาํ ใหพ้ ระศาสนายงั่ ยนื สบื ไป ในสปั ดาหท์ ่ี ๓ น้ ี จกั ไดศ้ ึกษาพทุ ธประวตั ติ อนทา้ ยดงั น้ ี : - ปัจฉิมโพธิกาล - ทรงปลงอายสุ งั ขาร - ทรงตรสั เหตุ ๘ ประการที่ทาํ ใหเ้ กิดแผน่ ดินไหวใหญ่ - ประทานโอวาทปาฏิโมกขแ์ กภ่ กิ ษุสงฆ์

คมู่ อื ธรรมศึกษาตรี - -๔๙ ศูนยพ์ ระสงฆน์ ักเผยแผ่ธรรมเพ่อื พฒั นาสงั คม - ปัจฉิมบิณฑบาต - ทรงพระประชวร - พระวรกายพระตถาคตผ่องใสยง่ิ ใน ๒ กาล - บณิ ฑบาตทาน ๒ คราว มผี ลเสมอกนั - บรรทมอนุฏฐานไสยา - ทรงปรารภสกั การบูชา - ทรงแสดงความเป็ นไปแห่งเทวดา - สงั เวชนียสถาน ๔ ตาํ บล - การปฏบิ ตั ิตอ่ สตรีเพศ - วธิ ปี ฏิบตั ิในพระพทุ ธสรรี ะ - ถูปารหบคุ คล ๔ - ประทานโอวาทแก่พระอานนท์ - ตรสั สรรเสรญิ พระอานนท์ - เมอื งกุสินารา - ตรสั สงั่ ใหแ้ จง้ ข่าวปรนิ ิพพานแก่มลั ลกษัตริย์ - ปัจฉิมสาวก - พระธรรมวนิ ัยเป็ นศาสดาแทนพระองค์ - พรหมทณั ฑ์ - ปัจฉิมโอวาท - ปรนิ ิพพาน อปรกาล - เหตกุ ารณห์ ลงั ปรนิ ิพพาน - การแจกพระบรมสารีรกิ ธาตุ - ประเภทแห่งสมั มาสัมพทุ ธเจดยี ์ สงั คีติกถา (การทาํ สงั คายนา) - รายละเอียดการทาํ สงั คายนา คร้งั ที่ ๑-๕


Like this book? You can publish your book online for free in a few minutes!
Create your own flipbook