๑๔๒ μÃÒ»ÃзѺäÁŒ ÁÒμÃÒ óô ตราประทับไมของรัฐบาลท่ีใชประทับเพื่อความหมายใด จะใหมีลักษณะ อยางใดใหร ฐั มนตรปี ระกาศกาํ หนดในราชกิจจานุเบกษา ÁÒμÃÒ óõ ตราประทับไมของเอกชน จะใชประทับไมไดตอเมื่อเจาของตราไดนํา จดทะเบยี นและไดรบั อนญุ าตแลว เม่ือใบอนุญาตส้ินสุดลงดวยประการใด ๆ เจาของตราหรือผูครอบครองตองนําตราน้ัน ไปทําลายตอหนาพนักงานเจาหนาที่ภายในกําหนดเกาสิบวัน นับแตวันใบอนุญาตส้ินสุด เวนแต กรณีท่ีผูรับอนุญาตตาย และทายาทหรือผูจัดการมรดกประสงคจะใชตราน้ันตอไปอีกก็ใหย่ืนคําขอ อนญุ าตใชตรานน้ั และขอแกทะเบยี นกอนกําหนดเวลาทก่ี ลาวแลว ไดส น้ิ สุดลง การจดทะเบียน การรับอนุญาต พรอมท้ังเง่ือนไขในการใชตราและคาธรรมเนียมในการ นน้ั ๆ ใหเปนไปตามขอกาํ หนดในกฎกระทรวง ÁÒμÃÒ óö ตราประทับไมของเอกชน ถาหากสูญหายไปโดยเหตุใด เจาของ ตราประทับไมน้ันตองแจงความตอพนักงานเจาหนาที่เปนหนังสือภายในกําหนดเวลาไมเกิน หกสบิ วันนับแตวนั รูถ งึ การสูญหายน้ัน ÁÒμÃÒ ó÷ ในกรณีฝาฝนตอบทบัญญัติในหมวดน้ี ถาไมใดมีรอยตราประทับไมของ เอกชนปรากฏอยู ใหสนั นิษฐานไวก อ นวา เจาของตรานั้นเปน ผูก ระทาํ การฝา ฝน äÁŒáÅТͧ»†ÒÃÐËÇÒ‹ §à¤Å×è͹·èÕ ÁÒμÃÒ óø บทบัญญัติในสวนน้ีใหใชบังคับแกกรณีการนําไมหรือของปาเคลื่อนที่ ตอไปภายหลงั ท่ี (๑) นําไมหรือของปาที่ไดรับใบอนุญาตใหทําหรือเก็บออกจากสถานท่ีที่ระบุไวใน ใบอนญุ าต ไปถึงสถานทที่ รี่ ะบุไวในใบอนุญาตแลว (๒) นาํ ไมท่ีทําโดยไมตองรบั อนญุ าตออกไปถงึ ดานปา ไมดานแรกแลว (๓) นําไมหรือของปาเขามาในราชอาณาจักร ไปถึงดานศุลกากรหรือดานตรวจ ศุลกากรทีน่ าํ เขามาแลว (๔) นําไมห รือของปาทร่ี ับซอ้ื จากทางราชการปาไม ไปจากทท่ี ไี่ มหรือของปานั้นอยู ÁÒμÃÒ óù ผูใดนําไมหรือของปาเคลื่อนท่ี ตองมีใบเบิกทางของพนักงานเจาหนาท่ี กาํ กับไปดวยตามขอ กาํ หนดในกฎกระทรวง ÁÒμÃÒ óù ·ÇÔ ผูรับอนุญาตต้ังโรงงานแปรรูปไม หรือผูรับอนุญาตตั้งโรงคาไมแปรรูป อาจออกหนังสือกํากับไมแปรรูปเพื่อใหบุคคลใดนําไมแปรรูปเคลื่อนที่จากสถานท่ีท่ีไดรับอนุญาต ของตนไปยังสถานท่ีอีกแหงหน่ึงได เมื่ออธิบดีกรมปาไมไดส่ังอนุญาตใหกระทําเชนน้ันไดตาม เง่ือนไขท่ีอธิบดีกรมปาไมกําหนด หนังสือกํากับไมแปรรูปใหใชแบบท่ีอธิบดีกรมปาไมกําหนดและ ใหถือเสมอื นหน่งึ เปน ใบเบกิ ทางของพนักงานเจา หนาทต่ี ามมาตรา ๓๙
๑๔๓ ÁÒμÃÒ óù μÃÕ ผใู ดนาํ ไมห วงหา มหรอื ไมท ม่ี ชี อื่ หรอื ชนดิ ตรงกบั ไมห วงหา มทเี่ คยอยใู น สภาพเปนสิ่งปลูกสรางหรือเครื่องใชมาแลวไมนอยกวาหาปสําหรับไมอ่ืนที่มิใชไมสัก และไมนอยกวา สิบปสําหรับไมสัก และพนจากสภาพการเปนส่ิงปลูกสรางหรือเคร่ืองใชแลว เคล่ือนยายออกนอก เขตจังหวัดซ่ึงเปนที่ตั้งของส่ิงปลูกสรางหรือเปนท่ีประกอบเคร่ืองใชน้ัน ตองไดรับอนุญาตจาก พนกั งานเจา หนา ทโ่ี ดยไมตอ งเสยี คา ธรรมเนียม ในกรณีท่ีมีความจําเปนเพื่อประโยชนในการคุมครองและดูแลรักษาทรัพยากรปาไม เปนการเฉพาะ รัฐมนตรีมีอํานาจประกาศในราชกิจจานุเบกษากําหนดจังหวัดใดที่หามมิใหมีการ เคล่ือนยายไมตามวรรคหนึ่งออกนอกเขตจังหวัดซึ่งเปนที่ต้ังของส่ิงปลูกสรางหรือท่ีประกอบของ เคลื่อนใชนั้น เวนแตไมนั้นเปนไมที่เคยอยูในสภาพเปนส่ิงปลูกสรางหรือเคร่ืองใชมาแลวไมนอยกวา ยส่ี บิ ปแ ละตอ งไดร บั อนญุ าตจากพนกั งานเจา หนา ที่ หรอื พสิ จู นไ ดว า ไดไ มน น้ั มาโดยชอบดว ยกฎหมาย และไดร ับอนุญาตจากอธบิ ดีกรมปาไมแลว แตกรณี โดยไมต องเสียคาธรรมเนียม การอนญุ าตตามวรรคหนง่ึ และวรรคสอง ใหเ ปน ไปตามระเบยี บทอี่ ธบิ ดกี รมปา ไม กาํ หนด โดยอนุมัติรัฐมนตรี ระเบียบดังกลาวจะกําหนดเง่ือนไขใหผูรับอนุญาตปฏิบัติตามดวยก็ไดในกรณีท่ี เหตุจําเปนตามวรรคสองในจังหวัดใดสิ้นสุดลง ใหรัฐมนตรีประกาศในราชกิจจานุเบกษา ยกเลิกการ กําหนดใหจงั หวัดน้นั เปน จงั หวดั ทห่ี ามมใิ หม กี ารเคล่ือนยา ยไมอ อกนอกเขตจังหวดั ÁÒμÃÒ ôð ผูใดนําไมหรือของปาเคล่ือนท่ีเขาเขตดานปาไม ตองแจงตอพนักงาน เจาหนาที่ประจําดานปาไมนั้นโดยแสดงใบเบิกทางกํากับไมหรือของปา หรือหนังสือกํากับไมแปรรูป ที่นํามานั้น แลวแตกรณี ภายในกําหนดหาวันนับแตวันที่เขาเขตดาน เม่ือพนักงานเจาหนาท่ีได ตรวจสอบและอนุญาตเปน หนงั สือใหผ านดา นไดแลว จึงใหนาํ ไมหรือของปานน้ั ไปได การอนุญาตนัน้ ใหพ นกั งานเจา หนาทป่ี ฏบิ ตั โิ ดยมิชักชา ÁÒμÃÒ ôñ หามมิใหผูใดนําไมหรือของปาเคล่ือนท่ีผานดานปาไมในระหวางเวลา ตง้ั แตพ ระอาทติ ยตกถึงพระอาทติ ยข ึน้ เวน แตจะไดร ับอนญุ าตจากพนักงานเจา หนา ท่เี ปนหนงั สอื ÁÒμÃÒ ôò บทบญั ญตั ิแหง สองมาตรากอ น มิใหใ ชบังคับในกรณีตอไปนี้ (๑) เม่ือมีขอกาํ หนดอยา งอนื่ ในสมั ปทาน ใบอนุญาตหรอื ใบเบิกทาง (๒) เมื่อทบวงการเมอื งใด ไดต กลงกับกรมปา ไมไวเ ปน อยา งอืน่ (๓) เม่ือเปนการกระทําของผูไดรับอนุญาตทําการเก็บไมไหลลอยไดเก็บไวเพื่อสง ไปยังพนักงานเจาหนา ทป่ี ระจําสถานตี รวจรับและรักษาไมไ หลลอยตามความในพระราชบัญญัติน้ี
๑๔๔ ¡ÒäǺ¤ÁØ äÁ㌠¹ลาํ นํ้า ÁÒμÃÒ ôó ใหรัฐมนตรีมีอํานาจกําหนดเขตควบคุมไมในลําน้ําโดยประกาศใน ราชกจิ จานเุ บกษา ภายในเขตท่ีรัฐมนตรีกําหนดตามความในวรรคกอน หามมิใหผูท่ีมิใชเจาของไมหรือ ไดร บั อํานาจจากเจาของไมเ ก็บไมไหลลอย เวน แตจ ะไดรับอนญุ าตจากพนกั งานเจาหนา ท่ี ÁÒμÃÒ ôô ผูรับอนุญาตเก็บไมไหลลอย ตองทําการเก็บและรักษาไมตามขอกําหนด ในกฎกระทรวง เมือ่ ผรู ับอนญุ าตเกบ็ ไมไ หลลอยไดแ ลว ใหมอบแกพนกั งานเจาหนา ทโี่ ดยมิชักชา ÁÒμÃÒ ôõ ทุกปในเดือนกุมภาพันธ และเดือนสิงหาคม เมื่อมีไมไหลลอยมาตกอยู ในความครอบครองของพนักงานเจาหนาท่ี ใหพนักงานเจาหนาที่ประกาศโฆษณาใหเจาของเรียกเอา ภายในเวลากําหนด แตมใิ หก ําหนดนอยกวาเกา สบิ วัน นบั แตวันประกาศ พนักงานเจาหนา ทีม่ ีอาํ นาจสง่ั ใหคนื ไมไหลลอยใหแกผ ทู อี่ างสิทธิในไมน ั้น เมือ่ พนักงาน เจาหนาท่ีพอใจในหลักฐานท่ีผูนั้นนํามาแสดง ถาพนักงานเจาหนาที่สั่งเปนอยางอื่นและผูอางสิทธิ ไมพอใจในคําสั่ง ผูน้ันตองไปรองตอศาลภายในกําหนดเวลาสามสิบวัน นับแตวันทราบคําสั่งของ พนกั งานเจาหนา ท่ี ถา ไมร องภายในกําหนดผูน ้ันหมดสิทธิวา กลา วตอ ไป ในกรณีที่พนักงานเจาหนาที่หรือศาลมิไดส่ังแสดงวาผูใดมีกรรมสิทธ์ิในไมนั้น ใหไมตก เปนของแผน ดนิ ÁÒμÃÒ ôö ผูมีสิทธิไดรับไมคืนจากพนักงานเจาหนาท่ี ตองชําระคารางวัลแกผูรับ อนุญาตเกบ็ ไมไหลลอยและคาธรรมเนียมแกพ นกั งานเจาหนาทต่ี ามอัตราท่ีกาํ หนดในกฎกระทรวง ในกรณที ไ่ี มม ผี มู สี ทิ ธไิ ดร บั ไมค นื จากพนกั งานเจา หนา ท่ี ใหพ นกั งานเจา หนา ทจ่ี า ยรางวลั ใหแ กผ ูรับอนุญาตเกบ็ ไมไ หลลอยโดยอัตราเดียวกัน ¡ÒäǺ¤ØÁ¡ÒÃá»ÃÃÙ»äÁŒ ÁÒμÃÒ ô÷ ใหรัฐมนตรีมีอํานาจกําหนดทองที่ใดใหเปนเขตควบคุมการแปรรูปไม โดยประกาศในราชกจิ จานเุ บกษา ประกาศนนั้ ใหใ ชบ งั คบั ไดเ มอ่ื พน กาํ หนดเกา สบิ วนั นบั แตว นั ประกาศ “ÁÒμÃÒ ôø ภายในเขตควบคุมการแปรรูปไม หามมิใหผูใดแปรรูปไม ตั้งโรงงาน แปรรูปไม ต้ังโรงคาไมแปรรูป มีไมสักแปรรูปไมวาจํานวนเทาใดไวในครอบครอง หรือมีไมแปรรูป ชนิดอื่นเปนจํานวนเกิน ๐.๒๐ ลูกบาศกเมตร ไวในครอบครอง เวนแตไดรับอนุญาตจากพนักงาน เจาหนา ทีแ่ ละตองปฏบิ ัตติ ามขอกาํ หนดในกฎกระทรวงและในการอนุญาต เพื่อประโยชนแหงความในวรรคหน่ึง ไมซุงหรือไมทอนที่จมอยูในแมนํ้าลําคลอง ในรัศมีหาสิบเมตรของบริเวณท่ีทําการแปรรูปไม และไมมีผูใดเปนเจาของ ใหสันนิษฐานวาเปนไม ทีอ่ ยูในความครอบครองของผูรบั อนุญาตต้ังโรงงานแปรรูปไมที่มโี รงงานอยใู นบรเิ วณน้ัน
๑๔๕ ความในวรรคหนง่ึ ใหห มายความรวมถงึ การกระทาํ แกไ มท นี่ าํ เขา มาในราชอาณาจกั รดว ย “ÁÒμÃÒ ôù ผูข อรับอนญุ าตตง้ั โรงงานแปรรูปไมโดยใชเ ครอื่ งจกั รกลดวย (๑) เปนเจาของ และ (๒) ไมเคยตองรับโทษจําคุกโดยคําพิพากษาถึงที่สุดใหจําคุก เวนแตความผิดที่เปน ลหโุ ทษหรอื ความผดิ อนั ไดกระทําโดยประมาท หรอื (๓) ไมเ ปน บุคคลลม ละลาย หรือ (๔) ไมอยูในระหวางถูกส่ังพักใชใบอนุญาต หรือไมเคยถูกเพิกถอนใบอนุญาต ซ่ึงออกตามความในหมวดน้ี หรือใบอนุญาตทําไม ใบอนุญาตผูกขาดทําไม หรือสัมปทานทําไม ซึ่งออกตามความในพระราชบัญญัตนิ ี้ ในกรณีผูขอรับอนุญาตตั้งโรงงานแปรรูปไมเปนนิติบุคคล หุนสวนผูจัดการหรือ กรรมการผูจ ัดการของนติ ิบุคคลนน้ั ตองไมม ีลักษณะตอ งหามตาม (๒) (๓) หรอื (๔)” “ÁÒμÃÒ ôù ·ÇÔ ผูรบั อนญุ าตต้งั โรงงานแปรรปู ไมตองรบั ผิดชอบในการดาํ เนินกิจการ เกี่ยวกับแปรรูปไมต ามท่ีตนไดรบั อนุญาต” ÁÒμÃÒ õð บทบัญญตั แิ หง มาตรา ๔๘ มใิ หใ ชบ งั คับในกรณดี ังตอไปน้ี (๑) การกระทําเพียงเล่ือย ตัด ลิด ขุด หรือถากซอมไม เพ่ือทําเปนซุงทอน ไมเหล่ียมโกลน มาดเรือโกลน เสาถาก หรือหมอนรถ หรือเพื่อทําไมฟน หรือทําไมเผาถาน หรือเล่ือยผาเพียง เพ่ือความจําเปนในการชักลาก ในเมื่อพนักงานเจาหนาท่ีระบุไวในใบอนุญาต ทาํ ไมใ หก ระทาํ การนนั้ ๆ ได และผรู บั อนญุ าตไดก ระทาํ การนนั้ ๆ กอ นนาํ ไมเ คลอ่ื นทจ่ี ากบรเิ วณตอไม (๒) การแปรรูปไมทแี่ ปรรูปมาแลว จากไมซงุ หรอื ไมท อน ทม่ี ใิ ชเพอื่ การคา (๓) การมีไมแปรรูปไวในครอบครองท่ีมิใชเพ่ือการคา โดยมีหลักฐานแสดงวาไดไม นัน้ มาโดยชอบดว ยพระราชบญั ญัตนิ ี้ (๔) การแปรรปู ไมห รือมไี มแ ปรรปู ไวใ นครอบครองที่มใิ ชไ มหวงหาม (๕) การแปรรูปไมโดยใชแรงคนที่มิใชเพื่อการคา จากไมหวงหามที่ยังมิไดแปรรูป โดยมหี ลักฐานแสดงวา ไดไ มน น้ั มาโดยชอบดวยพระราชบญั ญัตนิ ้ี ÁÒμÃÒ õñ ผูรับอนุญาตตามความในหมวดน้ี จะมีไมไวในครอบครองในสถานที่ ท่ไี ดร บั อนญุ าตของตนไดแ ตเฉพาะไมอ ยางใดอยางหน่งึ ดงั ตอไปนี้ (๑) ไมท่ีไดชําระคาภาคหลวงและคาบํารุงปาเสร็จสิ้นแลว หรือถาเปนไมที่ไดรับ อนุญาตใหทําการแปรรูปไดกอนชําระคาภาคหลวงและคาบํารุงปา โดยมีหนังสืออนุญาตของอธิบดี กรมปาไม และมีรอยตราอนญุ าตประทบั ไวแลว (๒) ไมท่ีไดรับอนุญาตใหทําโดยไมตองเสียคาภาคหลวง และพนักงานเจาหนาที่ได ประทับตราแสดงวาเปนไมท ่ีทาํ ไดโดยไมตอ งเสยี คาภาคหลวงไวแลว (๓) ไมท่ีไดรับซ้ือจากทางราชการปาไม ซ่ึงพนักงานเจาหนาท่ีไดประทับตรารัฐบาล ขายไวแ ลว
๑๔๖ (๔) ไมแปรรูปของผูรับอนุญาตตามความในหมวดน้ี และมีหนังสือกํากับไมแปรรูป ของผูรับอนุญาต หรือใบเบกิ ทางของพนักงานเจา หนา ที่กาํ กบั ไวเปนหลักฐาน (๕) ไมท่นี าํ เขา มาในราชอาณาจักร และมใี บเบิกทางตามมาตรา ๓๘ (๓) กํากบั “(๖) ไมท ม่ี หี นงั สอื รบั รองตามมาตรา ๑๘/๑ และมาตรา ๑๘/๒ หรอื ไมท มี่ หี ลกั ฐานแสดงวา ไดมาโดยชอบดว ยกฎหมาย” ÁÒμÃÒ õò หา มมใิ หผ รู บั อนญุ าตทาํ การแปรรปู ไมใ นระหวา งเวลาตง้ั แตพ ระอาทติ ยต ก ถงึ พระอาทิตยขึน้ เวน แตจ ะไดร ับอนุญาตจากพนักงานเจา หนา ทีเ่ ปนหนังสอื ÁÒμÃÒ õó เพ่ือที่จะดูวาผูรับอนุญาตตามความในหมวดน้ีไดปฏิบัติถูกตองตาม พระราชบญั ญตั นิ ห้ี รอื ไม พนกั งานเจา หนา ทม่ี อี าํ นาจตรวจการแปรรปู ไม และกจิ การของผรู บั อนญุ าตได ผูรบั อนุญาตตอ งอาํ นวยความสะดวกและตอบคาํ ถามแกพ นักงานเจาหนา ทใี่ นการนี้ ÁÒμÃÒ õó ·ÇÔ ใหร ฐั มนตรมี อี าํ นาจกาํ หนดทอ งทเ่ี ปน เขตควบคมุ สงิ่ ประดษิ ฐ เครอ่ื งใช หรอื สง่ิ อ่ืนใดบรรดาทท่ี ําดว ยไมหวงหา ม โดยประกาศในราชกจิ จานเุ บกษา ในการกําหนดตามวรรคหน่ึง ใหรัฐมนตรีกําหนดชนิดไม ขนาดหรือปริมาณของ สงิ่ ประดษิ ฐ เครอ่ื งใช หรอื สงิ่ อน่ื ใดบรรดาทที่ าํ ดว ยไมห วงหา มซง่ึ ผคู า หรอื มไี วใ นครอบครองเพอื่ การคา ที่จะตองขออนญุ าตตามมาตรา ๕๓ ตรี หรอื มาตรา ๕๓ จัตวา ÁÒμÃÒ õó μÃÕ ภายในเขตควบคมุ หา มมใิ หผ ใู ดคา หรอื มไี วใ นครอบครองเพอ่ื การคา ซ่ึงสิ่งประดิษฐ เคร่ืองใช หรือส่ิงอื่นใดบรรดาที่ทําดวยไมหวงหามท่ีมีชนิดไม ขนาดหรือปริมาณ เกินกวา ทร่ี ฐั มนตรีกาํ หนดตามมาตรา ๕๓ ทวิ เวน แตจ ะไดร ับใบอนุญาตจากพนกั งานเจาหนาที่ ÁÒμÃÒ õó ¨ÑμÇÒ ในกรณีท่ีมีประกาศของรัฐมนตรีกําหนดเขตทองที่ใดเปน เขตควบคมุ ตามมาตรา ๕๓ ทวิ ใหผ คู า หรอื ผมู ไี วใ นครอบครองเพอื่ การคา ซงึ่ สงิ่ ประดษิ ฐ เครอ่ื งใช หรอื ส่ิงอ่ืนใดบรรดาที่ทําดวยไมหวงหาม ท่ีมีชนิดไม ขนาดหรือปริมาณเกินกวาชนิดไม ขนาดหรือ ปริมาณที่ควบคุมอยูแลวกอนวันท่ีประกาศของรัฐมนตรีดังกลาวใชบังคับ ยื่นคําขอรับใบอนุญาตตอ พนกั งานเจา หนาทภ่ี ายในสามสิบวัน นับแตวันท่ีประกาศของรฐั มนตรดี งั กลา วใชบังคับ เมื่อไดยื่นคําขอรับใบอนุญาตตามวรรคหน่ึงแลว ใหบุคคลดังกลาวคาหรือมีไวใน ครอบครองเพื่อการคาซ่ึงสิ่งประดิษฐ เคร่ืองใช หรือสิ่งอื่นใดบรรดาท่ีทําดวยไมหวงหามไดตอไป จนกวาพนกั งานเจา หนาท่ีจะไมอนุญาตตามคาํ ขอ ¡ÒÃἌǶҧ»†Ò ÁÒμÃÒ õô หา มมใิ หผ ใู ด กอ สรา ง แผวถาง หรอื เผาปา หรอื กระทาํ ดว ยประการใด ๆ อันเปนการทําลายปา หรือเขายดึ ถอื หรอื ครอบครองปา เพ่ือตนเองหรือผูอ ื่น เวน แตจะกระทาํ ภายใน เขตที่ไดจําแนกไวเปนประเภทเกษตรกรรม และรัฐมนตรีไดประกาศในราชกิจจานุเบกษาหรือ โดยไดรับใบอนญุ าตจากพนกั งานเจา หนาท่ี มาตรา ๕๑ (๖) แกไขเพ่มิ เตมิ พ.ร.บ.ปาไม (ฉบบั ท่ี ๘) พ.ศ.๒๕๖๒
๑๔๗ การขออนุญาตและการอนุญาต ใหเปนไปตามหลักเกณฑและเงื่อนไขที่กําหนด ในกฎกระทรวง ÁÒμÃÒ õõ ผใู ดครอบครองปา ทไ่ี ดถ กู แผว ถางโดยฝา ฝน ตอ บทบญั ญตั แิ หง มาตรากอ น ใหสนั นษิ ฐานไวกอนวาบุคคลนั้นเปนผแู ผว ถางปาน้นั ິç àμÅç´ ÁÒμÃÒ õö ใบอนุญาตที่ไดออกใหตามความในพระราชบัญญัติน้ี จะโอนไดตอเม่ือ ไดรับอนุญาตจากพนักงานเจา หนา ท่ี ถาผูรับอนุญาตตาย ทายาทหรือผูจัดการมรดกจะทําการแทนตามใบอนุญาตนั้นตอไป ก็ได แตตองไมเกินเกาสิบวันนับแตวันผูรับอนุญาตตาย และถาทายาทหรือผูจัดการมรดกประสงค จะทําการแทนตอ ไปอีก ตอ งย่นื คาํ ขออนญุ าตกอนกําหนดเวลาท่ีกลาวแลวไดสนิ้ สุดลง ÁÒμÃÒ õ÷ ผรู บั อนญุ าตตามพระราชบญั ญตั นิ ี้ ตอ งจดั ใหค นงานหรอื ผรู บั จา งซงึ่ ทาํ การ ตามท่ไี ดร บั อนญุ าตมใี บคมู ือแสดงฐานะเชนน้ัน ตามแบบทีก่ ําหนดในกฎกระทรวง ÁÒμÃÒ õø การขออนุญาตและการอนุญาตตามพระราชบัญญัติน้ี ใหเปนไปตาม หลกั เกณฑ วธิ กี าร และเงอื่ นไขทก่ี าํ หนดในกฎกระทรวง และในกรณเี ฉพาะเรอื่ ง ถา รฐั มนตรเี หน็ สมควร จะกําหนดใหผูรบั อนุญาตปฏิบัติเพิม่ เตมิ ประการใดอีกกไ็ ด พนักงานเจาหนาท่ีมีอํานาจสั่งตออายุใบอนุญาตท่ีออกตามความในพระราชบัญญัตินี้ ไดเ ม่อื เห็นสมควร ÁÒμÃÒ õø ·ÇÔ ในกรณกี ารทาํ ไมห วงหา ม หรอื เกบ็ หาของปา หวงหา มโดยการใหส มั ปทาน การอนุญาตใหผูกขาดหรือการอนุญาตทําไมหวงหามเพ่ือการคาในเขตปาสงวนแหงชาติ หรือปาที่ได เตรียมการกําหนดเปนปาสงวนแหงชาติ หรือที่ไดกําหนดโครงการทําไมหรือเก็บหาของปาไวแลว หรือการอนุญาตตามมาตรา ๑๓ มาตรา ๑๘ หรอื มาตรา ๕๔ รัฐมนตรมี อี าํ นาจกําหนด (๑) ใหผูรับสัมปทานหรือผูรับอนุญาต ทําการบํารุงปา หรือปลูกสรางสวนปา ตามคาํ สั่งและวธิ ีการทีพ่ นกั งานเจา หนา ทกี่ ําหนด หรือ (๒) ใหผูรับสัมปทานหรือผูรับอนุญาตออกคาใชจายเพื่อใหพนักงานเจาหนาที่ทําการ บาํ รุงปา หรือปลูกสรา งสวนปา ใหแทน ในกรณีตาม (๒) ใหคิดคาใชจายไดไมเกินหกเทาของคาภาคหลวง หรือตามอัตรา พ้ืนที่ปาท่ีไดรับสัมปทานหรือรับอนุญาต ไมเกินไรละหนึ่งพันสองรอยบาท ท้ังนี้ ตามท่ีรัฐมนตรี เหน็ สมควร ÁÒμÃÒ õù ใหพนักงานเจาหนาที่มีอํานาจสั่งพักใชใบอนุญาตที่ออกตามพระราช บญั ญัตนิ ้ีไดด ังตอ ไปนี้ (๑) เมื่อปรากฏวาผูรับอนุญาตฝาฝนหรือไมปฏิบัติตามพระราชบัญญัตินี้ กฎกระทรวง ขอกําหนดหรือเงื่อนไขในการอนุญาต หรือไมปฏิบัติตามคําสั่งของพนักงานเจาหนาที่ซึ่งส่ังตาม พระราชบญั ญตั นิ ้ี จะส่ังพกั ใชใ บอนญุ าตไดไมเ กนิ หนง่ึ รอยย่สี บิ วัน
๑๔๘ (๒) เมื่อมีการฟองผูรับอนุญาตตอศาลวาไดกระทําความผิดตามพระราชบัญญัตินี้ จะสงั่ พกั ใชใบอนุญาตไวจ นกวาจะมีคําพิพากษาถึงทส่ี ุดก็ได ÁÒμÃÒ öð เม่ือไดมีคําสั่งของพนักงานเจาหนาที่ใหพักใชใบอนุญาตแลว ผูรับอนุญาตหมดสิทธิตามใบอนุญาตน้ัน นับแตวันทราบคําส่ังของพนักงานเจาหนาที่จนกวาจะ ครบกาํ หนดเวลาการพักใชใบอนุญาต หรือจนกวา รัฐมนตรจี ะไดส ่งั ใหเ พิกถอนคาํ สงั่ พักใชใ บอนุญาต ÁÒμÃÒ öñ ในกรณีที่เหตุแหงการส่ังพักใชใบอนุญาตตามมาตรา ๕๙ ปรากฏแก รัฐมนตรีหรือเมื่อพนักงานเจาหนาที่ไดส่ังพักใชใบอนุญาตตามมาตรา ๕๙ แลว ถารัฐมนตรี เหน็ สมควรจะสง่ั เพกิ ถอนใบอนุญาตท่อี อกตามพระราชบัญญตั นิ เ้ี สียก็ได ในกรณีท่ีผูรับอนุญาตต้ังโรงงานแปรรูปไมโดยใชเคร่ืองจักรกล หรือผูกระทําการแทน นิติบุคคลผูรับอนุญาต ไมมีลักษณะตามมาตรา ๔๙ (๑) หรือเปนผูมีลักษณะตองหามตาม มาตรา ๔๙ (๒) (๓) หรือ (๔) แลวแตก รณี ใหรัฐมนตรีส่ังเพิกถอนใบอนุญาต ÁÒμÃÒ öñ ·ÇÔ คําสง่ั พักใชใ บอนญุ าตหรือคําสงั่ เพกิ ถอนใบอนุญาต ใหทําเปนหนังสือ แจงใหผ ูถกู ส่ังพักใชหรือเพกิ ถอนใบอนญุ าตรบั ทราบ ในกรณีที่พนักงานเจาหนาท่ีไมอาจใหผูถูกส่ังพักใชหรือเพิกถอนใบอนุญาตรับทราบ คําส่ังตามวรรคหน่ึง ใหปดคําสั่งในที่เปดเผยเห็นไดงาย ณ สถานท่ีทําการตามใบอนุญาต หรือท่ีอยู ของผถู กู สง่ั พกั ใชห รอื เพกิ ถอนใบอนญุ าต เมอื่ ไดป ฏบิ ตั ติ ามวธิ นี แี้ ลว ใหถ อื วา ผถู กู สงั่ พกั ใชห รอื เพกิ ถอน ใบอนญุ าตรบั ทราบคาํ สั่งน้ันตั้งแตว นั ปด คาํ สั่ง ÁÒμÃÒ öò ในกรณีท่ีพนักงานเจาหนาท่ีสั่งไมอนุญาตตามคําขอของบุคคลใด ตามความในพระราชบัญญัติน้ี หรือสั่งพักใชใบอนุญาตตามความในมาตรา ๕๙ บุคคลนั้นมีสิทธิ อุทธรณคําส่ังของพนักงานเจาหนาที่ตอรัฐมนตรีไดภายในกําหนดสามสิบวันนับแตวันทราบคําส่ัง คําวนิ ิจฉยั ของรฐั มนตรีใหถอื เปนที่สดุ ÁÒμÃÒ öó ภายใตบังคับบทบัญญัติแหงพระราชบัญญัตินี้ รัฐบาลมีอํานาจให สัมปทานในการทําไมชนิดใดหรือเก็บหาของปาอยางใดในปาใดโดยมีขอบเขตเพียงใด และใน สัมปทานนัน้ จะใหม ขี อ กําหนดและเง่อื นไขอยางใดก็ได รัฐบาลมีอํานาจใหผูรับสัมปทานเสียเงินคาภาคหลวง ตามอัตราท่ีรัฐบาลเห็นสมควร แตไมเกินอัตราอยางสูงที่กําหนดไวในพระราชบัญญัตินี้ และจะใหผูรับสัมปทานเสียเงินแกรัฐบาล ตามจํานวนทีร่ ัฐบาลจะกาํ หนดอกี ก็ได ÁÒμÃÒ öô ในการปฏิบัติตามพระราชบัญญัติน้ี ที่เกี่ยวกับความผิดอาญาใหถือวา พนกั งานเจา หนา ทเี่ ปน พนกั งานฝา ยปกครองหรอื ตาํ รวจตามประมวลกฎหมายวธิ พี จิ ารณาความอาญา ÁÒμÃÒ öô ·ÇÔ ใหพ นกั งานเจา หนา ทม่ี อี าํ นาจยดึ บรรดาเครอ่ื งมอื เครอ่ื งใช สตั วพ าหนะ ยานพาหนะ หรือเคร่ืองจักรกลใดๆ ที่บุคคลไดใชหรือมีเหตุอันควรสงสัยวาไดใชในการกระทํา ความผิด หรอื เปน อปุ กรณใ หไ ดรับผลในการกระทาํ ความผิดตามมาตรา ๑๑ มาตรา ๔๘ มาตรา ๕๔
๑๔๙ หรือมาตรา ๖๙ ไวเพื่อเปนหลักฐานในการพิจารณาคดีไดจนกวาพนักงานอัยการสั่งเด็ดขาดไมฟอง คดีหรือจนกวาคดีจะถึงท่ีสุด ท้ังนี้ ไมวาจะเปนของผูกระทําความผิดหรือของผูมีเหตุอันควรสงสัยวา เปนผกู ระทาํ ความผดิ หรือไม ทรัพยสินท่ียึดไวตามวรรคหนึ่ง ถาพนักงานอัยการส่ังเด็ดขาดไมฟองคดีหรือศาลไม พิพากษาใหริบ และผูเปนเจาของหรือผูครอบครองมิไดรองขอรับคืนภายในกําหนดหกเดือนนับแต วันทราบ หรือถือวาไดทราบคําส่ังเด็ดขาดไมฟองคดี หรือวันที่คําพิพากษาถึงที่สุด แลวแตกรณี ใหต กเปน ของกรมปา ไม ถาทรัพยสินท่ียึดไวจะเปนการเส่ียงความเสียหาย หรือคาใชจายในการเก็บรักษาจะเกิน คาของทรัพยสิน รัฐมนตรีหรือผูท่ีรัฐมนตรีมอบหมายจะจัดการขายทอดตลาดทรัพยสินนั้น กอนถึง กําหนดตามวรรคสองก็ได ไดเ งินเปน จาํ นวนสทุ ธเิ ทาใดใหยดึ ไวแทนทรัพยสนิ นั้น ÁÒμÃÒ öô μÃÕ ในกรณีทรัพยสินท่ียึดไวตามมาตรา ๖๔ ทวิ มิใชเปนของผูกระทํา ความผิด หรือของผูมีเหตุอันควรสงสัยวาเปนผูกระทําความผิด ใหพนักงานเจาหนาท่ีโดยอนุมัติ รัฐมนตรีคืนทรัพยสินหรือเงิน แลวแตกรณี ใหแกเจาของ กอนถึงกําหนดตามมาตรา ๖๔ ทวิ ได ในกรณีดงั ตอไปนี้ (๑) เม่ือทรัพยสินน้ันไมจําเปนตองใชเปนพยานหลักฐานในการพิจารณาคดี ท่เี ปนเหตใุ หท รัพยสินน้นั ถกู ยึด และ (๒) เม่ือผกู ระทําความผิดหรอื ผูม ีเหตอุ นั ควรสงสัยวา เปนผูกระทาํ ความผดิ ไดทรพั ยสิน นัน้ มาจากผเู ปนเจา ของโดยการกระทําความผดิ ทางอาญา ÁÒμÃÒ öõ เพ่ือบําบัดปดปองภยันตรายซ่ึงมีมาเปนสาธารณะโดยฉุกเฉินแกไม หรือของปาในปาใด พนักงานเจาหนาที่มีอํานาจสั่งผูรับอนุญาตหรือผูรับสัมปทานในปานั้นหรือ ปาท่ีใกลเคียง รวมท้ังคนงานหรือผูรับจางของผูรับอนุญาตหรือผูรับสัมปทานใหความชวยเหลือดวย แรงงานหรอื สง่ิ ของตามท่จี ําเปนแกก ารนน้ั ได ÁÒμÃÒ öö การโอนไมหรือของปาท่ีผูรับอนุญาตหรือผูรับสัมปทาน กระทํากอนที่ได ชําระคาภาคหลวง หรือกอนที่ไดรับอนุญาตจากพนักงานเจาหนาท่ีเปนหนังสือ จะยกขึ้นเปนขออาง เพอ่ื ใชแกเ จา พนกั งานหาไดไ ม ÁÒμÃÒ ö÷ ใหรัฐมนตรีต้ังดานปาไมและกําหนดเขตแหงดานน้ันๆ โดยประกาศ ในราชกิจจานุเบกษา º·กํา˹´â·É ÁÒμÃÒ öù ผูใดมีไวในครอบครองซึ่งไมหวงหามอันยังมิไดแปรรูป โดยไมมีรอยตรา คาภาคหลวงหรือรอยตรารัฐบาลขาย เวนแตจะพิสูจนไดวาไดไมนั้นมาโดยชอบดวยกฎหมาย ตอ งระวางโทษจาํ คกุ ไมเกนิ หาป หรอื ปรบั ไมเกินหา หม่ืนบาท หรือทง้ั จําทั้งปรบั
๑๕๐ “ในกรณคี วามผดิ ตามมาตราน้ี ถา ไมท่ีมีไวใ นครอบครองเปน (๑) ไมส ัก ไมยาง หรอื ไมหวงหามประเภท ข. หรอื (๒) ไมอ่ืนเปนตนหรือเปนทอนอยางใดอยางหนึ่ง หรือทั้งสองอยางรวมกันเกินยี่สิบตน หรอื ทอ น หรือรวมปริมาตรไมเกนิ ส่ีลูกบาศกเมตร ผูกระทําความผิดตองระวางโทษจําคุกตั้งแตหน่ึงปถึงย่ีสิบป และปรับต้ังแตหาหมื่นบาท ถึงสองแสนบาท ÁÒμÃÒ ÷ð ผูใดรับไวดวยประการใด ซอนเรน จําหนายหรือชวยพาเอาไปเสียใหพน ซึ่งไมหรือของปาที่ตนรูอยูแลววาเปนไมหรือของปาท่ีมีผูไดมาโดยการกระทําผิดตอบทแหง พระราชบัญญตั นิ ้ี มีความผดิ ฐานเปนตวั การในการกระทาํ ผดิ น้นั ÁÒμÃÒ ÷ñ ผใู ดฝา ฝน หรอื ไมป ฏบิ ตั ติ ามมาตรา ๓๕ มาตรา ๓๖ มาตรา ๔๔ วรรคสอง หรอื มาตรา ๕๗ ตองระวางโทษปรับไมเกนิ หาพันบาท ÁÒμÃÒ ÷ñ ·ÇÔ ผูใดฝา ฝน หรอื ไมปฏบิ ตั ติ ามมาตรา ๒๙ มาตรา ๒๙ ทวิ มาตรา ๓๙ มาตรา ๓๙ ตรี มาตรา ๔๐ วรรคหน่งึ มาตรา ๔๓ วรรคสอง หรอื มาตรา ๕๓ ตองระวางโทษจาํ คกุ ไมเ กินหนงึ่ ป หรอื ปรบั ไมเ กินหน่งึ หมื่นบาท หรอื ทั้งจาํ ทัง้ ปรบั ÁÒμÃÒ ÷ò ผใู ดฝาฝน หรือไมป ฏิบัตติ ามมาตรา ๔๑ หรือมาตรา ๕๒ ตอ งระวางโทษ จําคุกไมเกนิ หาป หรอื ปรบั ไมเ กินหา หมนื่ บาท หรอื ทั้งจําทง้ั ปรับ ÁÒμÃÒ ÷ò ·ÇÔ ผูใดฝาฝนหรือไมปฏิบัติตามมาตรา ๕๑ ตองระวางโทษจําคุก ไมเ กินหา ป หรอื ปรบั ไมเ กนิ หา หม่ืนบาท หรอื ทัง้ จําท้งั ปรับ ในกรณีความผิดตามมาตราน้ี ถา ไมที่มไี วในครอบครองเปน (๑) ไมสกั ไมย าง หรือไมหวงหามประเภท ข. หรอื (๒) ไมอื่นเปนตนหรือเปนทอนอยางใดอยางหน่ึงหรือท้ังสองอยางรวมกันเกินหาตน หรือทอน หรือรวมปริมาตรไมที่ครอบครองเกินหนึ่งลูกบาศกเมตรหรือไมที่ไดแปรรูปแลว รวมปรมิ าตรไมเ กินหนง่ึ ลกู บาศกเ มตร ผกู ระทาํ ความผดิ ตอ งระวางโทษจาํ คกุ ตงั้ แตส องปถ งึ สบิ หา ป และปรบั ตง้ั แตห นง่ึ หมน่ื บาท ถึงหนงึ่ แสนบาท ÁÒμÃÒ ÷ò μÃÕ ผใู ดฝา ฝนหรอื ไมป ฏบิ ัติตามมาตรา ๕๔ ตอ งระวางโทษจําคกุ ไมเ กนิ หาปหรือปรบั ไมเกนิ หา หม่ืนบาท หรอื ทั้งจําทั้งปรบั ในกรณีความผิดตามมาตราน้ี ถาไดกระทําเปนเน้ือที่เกินย่ีสิบหาไรผูกระทําความผิด ตอ งระวางโทษจาํ คุกตั้งแตสองปถ งึ สบิ หา ป และปรับต้ังแตหนึ่งหมื่นบาทถงึ หน่งึ แสนบาท ในกรณีท่ีมีคําพิพากษาช้ีขาดวาบุคคลใดกระทําความผิดตามมาตรานี้ ถาปรากฏวา บุคคลนั้นไดยึดถือครอบครองปาที่ตนไดกระทําความผิด ศาลมีอํานาจท่ีส่ังใหผูกระทําผิด คนงาน ผูร ับจาง ผแู ทน และบริวารของผกู ระทาํ ผดิ ออกไปจากปานน้ั ไดด วย
๑๕๑ ÁÒμÃÒ ÷ó ผใู ดฝา ฝน หรอื ไมป ฏบิ ตั ติ ามมาตรา ๑๑ มาตรา ๑๒ มาตรา ๑๓ มาตรา ๓๑ หรอื มาตรา ๔๘ ตอ งระวางโทษจาํ คุกไมเกินหา ป หรือปรบั ไมเกนิ หาหมื่นบาท หรอื ทั้งจําทงั้ ปรับ ในกรณีความผิดตามมาตราน้ี ถาการกระทําผดิ นั้นเกี่ยวกับ (๑) ไมส กั ไมยาง หรือไมหวงหามประเภท ข. หรอื (๒) ไมอื่นเปนตนหรือเปนทอนอยางใดอยางหน่ึง หรือทั้งสองอยางรวมกันเกินย่ีสิบตน หรือทอน หรือรวมปริมาตรไมเกินสี่ลูกบาศกเมตร หรือไมที่ไดแปรรูปแลวรวมปริมาตรไมเกิน สองลูกบาศกเ มตร ผูกระทําความผิดตองระวางโทษจําคุกต้ังแตหน่ึงปถึงยี่สิบป และปรับต้ังแตหาพันบาท ถึงสองแสนบาท ÁÒμÃÒ ÷ó ·ÇÔ ผใู ดฝาฝน มาตรา ๕๓ ตรี หรอื ผูรับใบอนุญาตตามพระราชบัญญตั ิน้ี ฝาฝนหรือไมปฏิบัติตามเง่ือนไขท่ีระบุไวในใบอนุญาตหรือขอกําหนดที่รัฐมนตรีกําหนดใหปฏิบัติ เพิ่มเติมตามมาตรา ๕๘ ตองระวางโทษจําคุกตั้งแตหกเดือนถึงหาป และปรับตั้งแตหาพันบาท ถึงหาหมืน่ บาท ÁÒμÃÒ ÷ô บรรดาไมและของปาอันไดมาหรือมีไวเน่ืองจากการกระทําความผิดตอ พระราชบัญญัติน้ีและสิ่งประดิษฐ เคร่ืองใช และสิ่งอื่นใด บรรดาท่ีทําดวยไมหวงหามท่ีมีไว เน่อื งจากการกระทาํ ความผิดตามมาตรา ๕๓ ตรี ใหร บิ เสยี ทั้งส้ิน ÁÒμÃÒ ÷ô ·ÇÔ บรรดาเครอ่ื งมอื เครอ่ื งใช สตั วพ าหนะ ยานพาหนะหรอื เครอ่ื งจกั รกล ใดๆ ซึ่งบุคคลไดใชในการกระทําความผิดหรือไดใชเปนอุปกรณใหไดรับผลในการกระทําความผิด ตามมาตรา ๑๑ มาตรา ๔๘ มาตรา ๕๔ หรอื มาตรา ๖๙ ใหริบเสียท้ังสิ้นไมว าจะมผี ถู ูกลงโทษตาม คาํ พพิ ากษาหรอื ไม ÁÒμÃÒ ÷ô μÃÕ บรรดาความผิดตามพระราชบัญญัติน้ีที่มีโทษปรับสถานเดียว ใหอธิบดีกรมปาไมหรือพนักงานเจาหนาท่ีในระดับไมตํ่ากวาปาไมจังหวัดหรือหัวหนาดานปาไม มอี าํ นาจเปรยี บเทยี บได ÁÒμÃÒ ÷ô ¨ÑμÇÒ ในกรณีที่มีผูนําจับผูกระทําความผิดตามพระราชบัญญัติน้ี ใหพนักงานอัยการรองขอตอศาล และใหศาลมีอํานาจพิพากษาใหจายเงินสินบนนําจับแกผูนําจับ เปน จาํ นวนเงนิ ไมเ กนิ กงึ่ หนง่ึ ของจาํ นวนเงนิ คา ปรบั ตามคาํ พพิ ากษาโดยจา ยจากเงนิ คา ปรบั ทชี่ าํ ระตอ ศาล ถา ผกู ระทาํ ความผดิ ไมช าํ ระเงนิ คา ปรบั หรอื ชาํ ระไมถ งึ จาํ นวนทจี่ ะตอ งจา ยคา สนิ บนนาํ จบั ไดค รบถว น ก็ใหจายเงินสินบนนําจับท่ียังจะตองจายจากเงินคาขายของกลางท่ีศาลสั่งใหริบ ถายังขาดอยูอีกก็ให เปน พับไป ในกรณที ่ีมผี ูน าํ จบั หลายคน ใหแ บงเงนิ สนิ บนนาํ จับใหคนละเทา ๆ กัน การจายเงนิ สนิ บนนําจับนัน้ จะจายไดเ ม่อื คดถี งึ ทสี่ ุดแลว
๑๕๒ ¡ÒÃÃ¡Ñ ÉÒ¡ÒþÃÐÃÒªºÞÑ ÞÑμÔ ÁÒμÃÒ ÷õ ใหร ฐั มนตรวี า การกระทรวงทรพั ยากรธรรมชาตแิ ละสงิ่ แวดลอ ม*รกั ษาการ ตามพระราชบัญญัตินี้ กับใหมีอํานาจแตงตั้งพนักงานเจาหนาที่ และกําหนดอัตราคาธรรมเนียม ไมเกินจํานวนอยางสูงท่ีกําหนดไวในบัญชีตอทายพระราชบัญญัตินี้ และออกกฎกระทรวง เพือ่ ปฏบิ ตั ิการใหเ ปน ไปตามพระราชบญั ญตั นิ ี้
๑๕๓ º··èÕ ñð ¾.Ã.º.ÀҾ¹μÃá ÅÐÇ´Õ Ô·Ñȹ ¾.È.òõõð ñ. ÇÑμ¶»Ø ÃÐʧ¤¡ÒÃàÃÂÕ ¹ÃÙŒ»ÃШӺ· ๑.๑ เพื่อใหนักเรียนมีความรูและความเขาใจใน พ.ร.บ.ภาพยนตรและวีดิทัศน พ.ศ.๒๕๕๐ ๑.๒ เพื่อใหนักเรียนสามารถอธิบายการวิเคราะหวาการกระทําใดมีความผิด หรือไมมี ความผิดตาม พ.ร.บ.ภาพยนตรแ ละวดี ทิ ัศน พ.ศ.๒๕๕๐ ๑.๓ เพ่ือใหนักเรียนสามารถอธิบายวิธีการดําเนินการกับผูกระทําความผิดตาม พ.ร.บ.ภาพยนตรแ ละวีดิทศั น พ.ศ.๒๕๕๐ ò. ʋǹ¹Ó ภาพยนตรและวีดิทัศน เปนบทบัญญัติของกฎหมายที่ควบคุมการผลิต และการฉาย ภาพยนตร โดยกาํ หนดใหม เี รตตงิ้ ของภาพยนตรแ ตล ะประเภท นอกจากนย้ี งั เปน การควบคมุ วดี ทิ ศั น หรอื ทเ่ี รยี กวา แผน cd โดยมพี นกั งานเจา หนา ทที่ ไี่ ดร บั การแตง ตงั้ จากรฐั มนตรวี า การกระทรวงการทอ งเทย่ี ว และกีฬา รัฐมนตรีวาการกระทรวงวัฒนธรรม เปนรัฐมนตรีรักษาการตาม พ.ร.บ.นี้มีอํานาจแตงตั้ง พนักงานเจาหนา ทีเ่ พือ่ ปฏิบตั ิตาม พ.ร.บ.นี้ ó. à¹Í×é ËÒμÒÁËÑÇ¢ŒÍ ๓.๑ ความรทู ัว่ ไปเกีย่ วกับ พ.ร.บ.ภาพยนตรและวีดทิ ศั น พ.ศ.๒๕๕๐ ๓.๒ ฐานความผิดตาม พ.ร.บ.ภาพยนตรแ ละวีดทิ ัศน พ.ศ.๒๕๕๐ ๓.๓ คุณสมบตั ิของผูอ นุญาตโรงภาพยนตร ๓.๔ ใบอนุญาตประกอบกิจการโรงภาพยนตร ๓.๕ การประกอบกจิ การวีดิทัศน ๓.๖ ใบอนญุ าตประกอบกิจการวดี ทิ ศั น ๓.๗ อาํ นาจเจา พนักงาน ๓.๘ ความผดิ ตาม พ.ร.บ.ภาพยนตรและวดี ิทศั น พ.ศ.๒๕๕๐ ô. ʋǹÊÃØ» พ.ร.บ.ภาพยนตรแ ละวดี ทิ ศั น พ.ศ.๒๕๕๐ เปน กฎหมายทมี่ คี วามสาํ คญั เพราะภาพยนตร และวีดิทัศน เปนส่ือที่สามารถช้ีนําพฤติกรรมบุคคลในสังคมได เพราะการดูภาพยนตรท่ีไมเหมาะสม อาจจะทําใหเกิดการเลียนแบบ ดังน้ัน หากการควบคุมภาพยนตร และวีดิทัศน เปนไปอยางมี ประสิทธิภาพ ก็อาจจะสามารถปอ งกันการเลยี นแบบพฤติกรรมทไ่ี มพงึ ประสงคทีเ่ กดิ ขน้ึ ในสังคมได õ. ¡Ô¨¡ÃÃÁá¹Ð¹Ó ใหน กั เรยี นคน หาการจบั กมุ ตาม พ.ร.บ.ภาพยนตรแ ละวดี ทิ ศั นฯ และนาํ ขอ มลู มาวเิ คราะห อภิปรายรว มกนั ในชั้นเรยี น
๑๕๔ ¤ÇÒÁÃÙ·Œ ÇèÑ ä»à¡èÕÂǡѺ ¾.Ã.º.ÀҾ¹μÃá ÅÐÇ´Õ ·Ô ÈÑ ¹ ÁÒμÃÒ ô ในพระราชบญั ญัตินี้ “ภาพยนตร” หมายความวา วัสดุที่มีการบันทึกภาพ หรือภาพและเสียงซึ่งสามารถ นํามาฉายใหเ หน็ เปน ภาพที่เคลื่อนไหวไดอยา งตอเนื่อง แตไมร วมถงึ วดี ิทศั น “วีดิทัศน” หมายความวา วัสดุท่ีมีการบันทึกภาพ หรือภาพและเสียงซ่ึงสามารถนํามา ฉายใหเห็นเปนภาพที่เคล่ือนไหวไดอยางตอเน่ืองในลักษณะท่ีเปนเกมการเลนคาราโอเกะ ทีม่ ีภาพประกอบหรอื ลกั ษณะอ่นื ใดตามทีก่ าํ หนดในกฎกระทรวง “ภาพยนตรไทย” หมายความวา ภาพยนตรท่ีใชภาษาไทยหรือภาษาทองถิ่นของ ประเทศไทยทั้งหมดหรือเปนสวนใหญในบทภาพยนตรตนฉบับสําหรับการแสดงภาพยนตร และเจาของลิขสิทธเ์ิ ปน ผมู ีสญั ชาติไทย “สรางภาพยนตร” หมายความวา การผลิต ถาย อัด บันทึก หรือทําดวยวิธีการใดๆ เพ่ือใหเ ปนภาพยนตร “ฉาย” หมายความวา การนําภาพยนตรหรือวีดิทัศนมากระทําใหปรากฏภาพ หรือ ภาพและเสียงดวยเครอื่ งฉาย หรอื เครอื่ งมอื อน่ื ใด และใหหมายความรวมถงึ การถา ยทอดดว ย “สื่อโฆษณา” หมายความวา สิ่งที่ใชเปนสื่อในการโฆษณาหรือประชาสัมพันธ ภาพยนตรหรือวดี ิทัศน แลว แตก รณี “โรงภาพยนตร” หมายความวา สถานที่ฉายภาพยนตร ดังตอไปนี้ ท้ังน้ี เทาท่ีมิได อยูภายใตบงั คบั ตามกฎหมายวาดว ยการประกอบกจิ การกระจายเสยี งและกจิ การโทรทศั น (๑) อาคารหรือสวนใดของอาคารทีใ่ ชเ ปน สถานท่สี ําหรับฉายภาพยนตร (๒) สถานทีก่ ลางแจงสาํ หรบั ฉายภาพยนตร (๓) สถานทอ่ี ่ืนตามท่กี าํ หนดในกฎกระทรวง “รานวีดิทัศน” หมายความวา สถานท่ีท่ีจัดใหมีเคร่ืองมือ หรืออุปกรณตลอดจน สิ่งอาํ นวยความสะดวกในการฉาย เลน หรือดูวีดทิ ัศน “หมายเลขรหัส” หมายความวา หมายเลขที่กําหนดสําหรับภาพยนตรหรือวีดิทัศน ทผี่ า นการพิจารณาและไดรับอนุญาตจากคณะกรรมการแลว “คณะกรรมการ” หมายความวา คณะกรรมการภาพยนตรและวดี ทิ ัศนแหง ชาติ “กรรมการ” หมายความวา กรรมการภาพยนตรแ ละวีดทิ ศั นแหงชาติ “นายทะเบียน” หมายความวา นายทะเบียนกลางหรือนายทะเบียนประจําจังหวัด แลว แตกรณี “พนักงานเจาหนาที่” หมายความวา เจาหนาที่ของรัฐซึ่งรัฐมนตรีแตงต้ังใหปฏิบัติการ ตามพระราชบัญญัตนิ ี้
๑๕๕ พนักงานเจาหนาที่ซ่ึงรัฐมนตรีแตงต้ังตามวรรคหน่ึงใหมีอํานาจเขาไปในสถานท่ีสราง ภาพยนตร จะตองเปนเจาหนาท่ีของรัฐซ่ึงดํารงตําแหนงไมตํ่ากวาขาราชการพลเรือนสามัญระดับเจ็ด หรอื เทยี บเทา “เจาหนาที่ของรฐั ” หมายความวา ขาราชการ พนักงาน เจาหนาที่ หรือผูปฏิบตั ิงานอ่ืน ในกระทรวง ทบวง กรม ราชการสวนกลาง ราชการสวนภูมิภาค ราชการสวนทองถิ่น หรือ หนว ยงานอ่นื ของรัฐ ¡ÒûÃСͺ¡Ô¨¡ÒÃÀҾ¹μà ÁÒμÃÒ òð ผูใดประสงคจะสรางภาพยนตรตา งประเทศในราชอาณาจกั ร ใหยน่ื คําขอ อนุญาตพรอมดวยบทภาพยนตร เคาโครง และเร่ืองยอของภาพยนตรที่จะสรางตอสํานักงาน พัฒนาการทองเที่ยว และตองไดรับอนุญาตจากคณะกรรมการพิจารณาภาพยนตรและวีดิทัศน และหนว ยงานของรฐั ท่ีมีหนา ท่ีรบั ผิดชอบสถานที่ทีจ่ ะใชส รา งภาพยนตรต ามกฎหมายทีเ่ กี่ยวของ การขออนุญาตและการอนุญาตใหเปนไปตามหลักเกณฑ วิธีการ และเง่ือนไขที่ คณะกรรมการกาํ หนดโดยประกาศในราชกจิ จานเุ บกษา ÁÒμÃÒ òñ ผูรับอนุญาตตามมาตรา ๒๐ ตองดําเนินการสรางภาพยนตรตามบท ภาพยนตรและเคาโครงตลอดจนเง่ือนไขที่ไดรับอนุญาต โดยคํานึงถึงฉากที่ถายทําบทสนทนา และ สถานทถ่ี ายทําเพอ่ื ใหเ หมาะสมกบั สถานการณ สภาพสงั คม และส่ิงแวดลอ ม ÁÒμÃÒ òò การสรางภาพยนตรตางประเทศในราชอาณาจักรดังตอไปนี้ ไมตอง ขออนุญาต (๑) ภาพยนตรข าวหรอื เหตุการณทเ่ี กดิ ขนึ้ (๒) ภาพยนตรที่สรา งขนึ้ เพ่อื ดูเปน การสวนตวั (๓) ภาพยนตรท่ีมีการสรางในตางประเทศและไดนํามาใชบริการตามกระบวนการ หลงั การถา ยทาํ ภาพยนตรใ นราชอาณาจกั ร ซงึ่ ไดแ จง ตอ สาํ นกั งานพฒั นาการทอ งเทย่ี วตามหลกั เกณฑ วิธีการ และเง่ือนไขทคี่ ณะกรรมการกาํ หนดโดยประกาศในราชกจิ จานเุ บกษา (๔) ภาพยนตรอ่ืนตามทกี่ ําหนดในกฎกระทรวง ÁÒμÃÒ òó ผูสรางภาพยนตรตองดําเนินการสรางภาพยนตรในลักษณะที่ไมเปนการ บอนทําลาย ขัดตอความสงบเรียบรอยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน หรืออาจกระทบกระเทือน ตอ ความม่นั คง และเกียรตภิ มู ิของประเทศไทย ผูสรางภาพยนตรผูใดสงสัยวาการสรางภาพยนตรของตนจะเปนการฝาฝนบทบัญญัติ ตามวรรคหน่ึง อาจขอใหคณะกรรมการพิจารณาภาพยนตรและวีดิทัศนพิจารณาใหความเห็นใน เรื่องน้ันกอนดําเนินการสรางได ในกรณีนี้คณะกรรมการพิจารณาภาพยนตรและวีดิทัศนจะตองให ความเห็นและแจงใหผูซึ่งขอความเห็นทราบภายในสิบหาวันนับแตวันที่คณะกรรมการพิจารณา
๑๕๖ ภาพยนตรและวีดิทัศนไดรับคําขอ ถาไมแจงภายในกําหนดระยะเวลาดังกลาวใหถือวาคณะกรรมการ พิจารณาภาพยนตรแ ละวดี ทิ ศั นใหความเห็นชอบแลว การขอความเหน็ และคา ปว ยการในการใหค วามเหน็ ใหเ ปน ไปตามระเบยี บทคี่ ณะกรรมการ กําหนดโดยประกาศในราชกิจจานเุ บกษา คาปว ยการทไี่ ดร ับใหน ําสงคลังเปนรายไดแผน ดิน การใดท่ีไดกระทําไปตามความเห็นของคณะกรรมการพิจารณาภาพยนตรและวีดิทัศน มใิ หถ อื วา การกระทําน้นั เปน การกระทําที่ฝา ฝน บทบญั ญัติตามวรรคหน่งึ ÁÒμÃÒ òô ในกรณีท่ีการสรางภาพยนตรมีผลกระทบหรือกอใหเกิดความเสียหายตอ ส่ิงแวดลอมหรือทรัพยากรธรรมชาติซ่ึงเปนของรัฐหรือสาธารณสมบัติของแผนดิน ผูสรางภาพยนตร ตองดาํ เนินการปรบั ปรุงสิ่งดังกลา วใหอ ยใู นสภาพทเี่ หมาะสม ท้ังนี้ ตามกฎหมายทเ่ี ก่ยี วขอ ง ÁÒμÃÒ òõ ภาพยนตรท่ีจะนําออกฉาย ใหเชา แลกเปล่ียน หรือจําหนายใน ราชอาณาจักรตองผานการตรวจพิจารณาและไดรับอนุญาตจากคณะกรรมการพิจารณาภาพยนตร และวดี ทิ ศั น การขออนุญาตและการอนุญาตใหเปนไปตามหลักเกณฑ วิธีการ และเงื่อนไขที่ คณะกรรมการกาํ หนดโดยประกาศในราชกิจจานเุ บกษา ÁÒμÃÒ òö ในการตรวจพิจารณาภาพยนตรตามมาตรา ๒๕ ใหคณะกรรมการ พิจารณาภาพยนตรและวีดิทัศนกําหนดดวยวาภาพยนตรดังกลาวจัดอยูในภาพยนตรประเภทใด ดงั ตอ ไปน้ี (๑) ภาพยนตรท ีส่ งเสรมิ การเรยี นรแู ละควรสง เสริมใหม ีการดู (๒) ภาพยนตรท่ีเหมาะสมกับผดู ูท่ัวไป (๓) ภาพยนตรที่เหมาะสมกับผูมอี ายตุ งั้ แตส บิ สามปขน้ึ ไป (๔) ภาพยนตรท่ีเหมาะสมกบั ผมู อี ายตุ ้งั แตส บิ หา ปข น้ึ ไป (๕) ภาพยนตรท เ่ี หมาะสมกบั ผมู ีอายุตัง้ แตส ิบแปดปขึ้นไป (๖) ภาพยนตรท ี่หามผูมีอายตุ าํ่ กวายีส่ ิบปดู (๗) ภาพยนตรทหี่ ามเผยแพรใ นราชอาณาจักร ความใน (๖) มใิ หใชบ งั คบั แกผูดซู ่ึงบรรลนุ ติ ิภาวะโดยการสมรส หลักเกณฑในการกําหนดวาภาพยนตรลักษณะใดควรจัดอยูในภาพยนตรประเภทใด ใหเปนไปตามทก่ี าํ หนดในกฎกระทรวง ÁÒμÃÒ ò÷ ภาพยนตรดังตอไปนี้ ไมตองผานการตรวจพิจารณาและไดรับอนุญาต ตามมาตรา ๒๕ (๑) ภาพยนตรข า วหรือเหตุการณท เี่ กิดขึน้ (๒) ภาพยนตรท ี่สรางขึ้นเพือ่ ดูเปน การสว นตัว
๑๕๗ (๓) ภาพยนตรท่ีสวนราชการ รัฐวิสาหกิจ องคการมหาชน หรือหนวยงานอื่นของรัฐ สรางข้ึน เพือ่ เผยแพรหรือสง เสรมิ การดําเนินงานของหนวยงานนนั้ (๔) ภาพยนตรทีฉ่ ายในเทศกาลภาพยนตรร ะหวา งประเทศตามทคี่ ณะกรรมการกาํ หนด (๕) ภาพยนตรท่ีฉายทางโทรทัศนและผานการตรวจพิจารณาตามกฎหมายวาดวย การประกอบกิจการกระจายเสียงและกจิ การโทรทัศนแลว (๖) ภาพยนตรอ นื่ ตามทีก่ ําหนดในกฎกระทรวง ภาพยนตรตาม (๒) (๔) และ (๖) หากนําออกฉายเปนการท่ัวไป ใหเชา แลกเปล่ียน หรอื จําหนายในราชอาณาจกั ร ตองผานการตรวจพจิ ารณาและไดรบั อนญุ าตตามมาตรา ๒๕ ภาพยนตรตาม (๕) หากนําออกฉายทางสือ่ ประเภทอื่น หรือนาํ ออกใหเชา แลกเปลี่ยน หรือจาํ หนา ยในราชอาณาจกั ร ตองผา นการตรวจพจิ ารณาและไดรบั อนญุ าตตามมาตรา ๒๕ ÁÒμÃÒ òø การตรวจพิจารณาและกําหนดประเภทภาพยนตรท่ีฉายทางโทรทัศนตาม กฎหมายวาดวยการประกอบกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน ใหนําความในมาตรา ๒๖ มาใชบ ังคบั โดยอนโุ ลม ภาพยนตรตามมาตรา ๒๖ (๕) และ (๖) ใหฉายทางโทรทัศนไดในระหวางเวลาที่ คณะกรรมการกําหนดโดยประกาศในราชกจิ จานุเบกษา ÁÒμÃÒ òù ในการพิจารณาอนุญาตภาพยนตรตามมาตรา ๒๕ ถาคณะกรรมการ พิจารณาภาพยนตรและวีดิทัศนเห็นวาภาพยนตรใดมีเนื้อหาที่เปนการบอนทําลาย ขัดตอความสงบ เรียบรอยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน หรืออาจกระทบกระเทือนตอความม่ันคงของรัฐและ เกียรติภูมิของประเทศไทยใหคณะกรรมการพิจารณาภาพยนตรและวีดิทัศนมีอํานาจส่ัง ใหผูขออนุญาตแกไ ขหรอื ตดั ทอนกอ นอนญุ าต หรือจะไมอนุญาตก็ได ภาพยนตรท่ีผานการตรวจพิจารณาและไดรับอนุญาตตามมาตรา ๒๕ มิใหถือวา ภาพยนตรนน้ั มีลักษณะทฝี่ า ฝนบทบัญญตั ิตามวรรคหนึง่ ÁÒμÃÒ óð ภายใตบังคับมาตรา ๒๙ การอนุญาตใหนําภาพยนตรออกฉาย ใหเชา แลกเปลี่ยน หรือจําหนายในราชอาณาจักร ไมคุมครองผูรับอนุญาตตามมาตรา ๒๕ ใหพนจาก ความรบั ผดิ ในทางแพง ทางอาญา หรอื จากการกระทาํ ทต่ี อ งรบั ผดิ ตามกฎหมายอนื่ อนั เกดิ จากการฉาย ใหเ ชา แลกเปลยี่ น หรือจําหนายภาพยนตร ÁÒμÃÒ óñ ใหนายทะเบียนกลางกําหนดหมายเลขรหัสและประทับตราเคร่ืองหมาย การอนุญาต ประเภทของภาพยนตร และหมายเลขรหัสลงบนภาพยนตรที่ผานการตรวจพิจารณา และไดร ับอนุญาตตามมาตรา ๒๕ ในกรณีท่ีนายทะเบียนกลางเห็นสมควรอาจสั่งใหผูยื่นคําขออัดหรือบันทึกคําบอกแจง วาภาพยนตรดังกลาวไดผานการตรวจพิจารณาและไดรับอนุญาต รวมทั้งประเภทของภาพยนตรไว บนภาพยนตรแ ละบนหบี หอ ทบ่ี รรจภุ าพยนตรน นั้ ดว ยก็ได
๑๕๘ การกําหนดหมายเลขรหัส ลักษณะเคร่ืองหมายการอนุญาตและประเภทของภาพยนตร หรอื คาํ บอกแจง วา ภาพยนตรไ ดผ า นการตรวจพจิ ารณาและไดร บั อนญุ าตแลว ใหเ ปน ไปตามหลกั เกณฑ วิธีการ และเงอ่ื นไขทีค่ ณะกรรมการประกาศกําหนด ÁÒμÃÒ óò ใหน ายทะเบยี นกลางเกบ็ สาํ เนาภาพยนตรท ไี่ ดร บั อนญุ าตตามมาตรา ๒๕ ไวเพ่ือใชใ นการตรวจสอบหนึง่ ชดุ ใหนายทะเบียนกลางสงสําเนาภาพยนตรท่ีหมดความจําเปนตองใชในการตรวจสอบให หอภาพยนตรแหงชาติเพื่อเกบ็ รักษาไว เพอื่ ประโยชนในการเก็บรักษา สําเนาภาพยนตรจะจัดทําในรปู ของวสั ดุใดกไ็ ด ÁÒμÃÒ óó ใหนําความในมาตรา ๒๕ มาตรา ๒๙ มาตรา ๓๐ มาตรา ๓๑ และ มาตรา ๓๒ วรรคหนงึ่ รวมทงั้ บทกาํ หนดโทษทเี่ กย่ี วขอ ง มาใชบ งั คบั แกส อื่ โฆษณาภาพยนตรโ ดยอนโุ ลม ÁÒμÃÒ óô หา มผใู ดสง ภาพยนตรท ส่ี รา งขนึ้ ในราชอาณาจกั รออกไปนอกราชอาณาจกั ร เวนแตจ ะไดรับอนญุ าตจากคณะกรรมการพิจารณาภาพยนตรและวดี ทิ ัศน การขออนุญาตและการอนุญาตใหเปนไปตามหลักเกณฑ วิธีการ และเง่ือนไขที่ คณะกรรมการกาํ หนดโดยประกาศในราชกิจจานุเบกษา ÁÒμÃÒ óõ การสง ภาพยนตรด งั ตอ ไปนอี้ อกไปนอกราชอาณาจกั ร ไมต อ งไดร บั อนญุ าต ตามมาตรา ๓๔ (๑) ภาพยนตรท่ีไดร บั อนุญาตใหสรา งตามมาตรา ๒๐ (๒) ภาพยนตรตามมาตรา ๒๒ (๓) ภาพยนตรที่ผานการตรวจพิจารณาและไดรับอนุญาตจากคณะกรรมการ พิจารณาภาพยนตรและวดี ทิ ัศนต ามมาตรา ๒๕ (๔) ภาพยนตรท่ีไดรับยกเวนไมตองผานการตรวจพิจารณาและไดรับอนุญาตตาม มาตรา ๒๗ วรรคหน่งึ ÁÒμÃÒ ó÷ หามผูใดประกอบกิจการโรงภาพยนตรโดยทําเปนธุรกิจหรือไดรับ ประโยชนต อบแทน เวนแตจะไดรบั ใบอนญุ าตจากนายทะเบยี น ใบอนุญาตน้ัน ใหออกสําหรับโรงภาพยนตรแตละโรง ยกเวนใบอนุญาตประกอบ กิจการโรงภาพยนตรตาม (๒) ของบทนิยามคําวา “โรงภาพยนตร” ในมาตรา ๔ ใหใชได ทั่วราชอาณาจกั ร การขอใบอนุญาตและการออกใบอนุญาตใหเปนไปตามหลักเกณฑ วิธีการ และ เงื่อนไขท่กี ําหนดในกฎกระทรวง ÁÒμÃÒ óø หามผูใดประกอบกิจการใหเชา แลกเปลี่ยน หรือจําหนายภาพยนตร โดยทําเปนธรุ กิจหรอื ไดร ับประโยชนต อบแทน เวน แตไดร บั ใบอนญุ าตจากนายทะเบียน ใบอนญุ าตนนั้ ใหอ อกสาํ หรบั สถานทใี่ หเ ชา แลกเปลยี่ น หรอื จาํ หนา ยภาพยนตรแ ตล ะแหง
๑๕๙ การขอใบอนุญาตและการออกใบอนุญาตใหเปนไปตามหลักเกณฑ วิธีการ และ เงอื่ นไขท่ีกาํ หนดในกฎกระทรวง ¤Ø³ÊÁºÑμ¼Ô Ù¢Œ Í͹ØÞÒμ ÁÒμÃÒ óù ผูที่จะขออนุญาตประกอบกิจการตามมาตรา ๓๗ หรือมาตรา ๓๘ ตอ งมคี ุณสมบัตแิ ละไมม ลี กั ษณะตอ งหา ม ดังตอไปน้ี (๑) มีอายไุ มต ่าํ กวาย่สี ิบปบริบรู ณ (๒) ไมเปน ผูม คี วามประพฤตเิ ส่อื มเสียหรอื บกพรอ งในศลี ธรรมอันดี (๓) ไมเ ปนคนไรความสามารถหรือคนเสมือนไรความสามารถ (๔) ไมเคยไดรับโทษจําคุกโดยคําพิพากษาถึงที่สุดใหจําคุกในความผิดเก่ียวกับเพศ ตามประมวลกฎหมายอาญา (๕) ไมเ ปน ผูอยูใ นระหวางถูกสั่งพักใชใ บอนุญาตตามมาตรา ๓๗ หรอื มาตรา ๓๘ (๖) ไมเคยถูกเพิกถอนใบอนุญาตตามมาตรา ๓๗ หรือมาตรา ๓๘ เวนแตเคยถูก เพกิ ถอนใบอนญุ าตและเวลาไดล วงพนมาแลว ไมน อ ยกวา หาป ในกรณีที่นิติบุคคลเปนผูขออนุญาต กรรมการ ผูจัดการ หรือผูรับผิดชอบใน การดําเนนิ การของนิติบคุ คลน้นั ตอ งมคี ุณสมบตั ิและไมมลี กั ษณะตองหามตามทก่ี ําหนดในวรรคหน่ึง ãºÍ¹ØÞÒμ»ÃСͺ¡¨Ô ¡ÒÃâçÀҾ¹μà ÁÒμÃÒ ôð ใบอนุญาตตามมาตรา ๓๗ และมาตรา ๓๘ ใหมีอายุหาปนับแต วันท่อี อกใบอนญุ าต การขอตออายุใบอนุญาต ใหผูรับใบอนุญาตย่ืนคําขอกอนวันท่ีใบอนุญาตส้ินอายุ และเมื่อไดย่ืนคําขอดังกลาวแลว ใหถือวาผูยื่นคําขออยูในฐานะผูรับใบอนุญาตจนกวาจะไดรับแจง คําส่ังไมอนญุ าตใหตอ อายใุ บอนุญาต การขอตอ อายใุ บอนุญาตและการใหตอ อายใุ บอนุญาตใหเ ปนไปตามหลกั เกณฑ วิธกี าร และเง่ือนไขท่ีกําหนดในกฎกระทรวง ÁÒμÃÒ ôñ ผูรับใบอนุญาตตามมาตรา ๓๗ และมาตรา ๓๘ ตองแสดงใบอนุญาต ไวในที่เปด เผยและเหน็ ไดงา ย ณ สถานท่ปี ระกอบกจิ การ ÁÒμÃÒ ôò ถาใบอนุญาตสูญหาย ถูกทําลาย หรือบกพรองในสาระสําคัญใหผูรับ ใบอนุญาตแจงตอนายทะเบียนและย่ืนคําขอรับใบแทนใบอนุญาตภายในสิบหาวันนับแตวันท่ี ทราบถึงกรณีดงั กลาว การขอใบแทนใบอนุญาตและการออกใบแทนใบอนุญาตใหเปนไปตามหลักเกณฑ วิธีการ และเง่อื นไขทค่ี ณะกรรมการกาํ หนดโดยประกาศในราชกิจจานเุ บกษา ÁÒμÃÒ ôó ภาพยนตรที่ผูรับใบอนุญาตตามมาตรา ๓๗ หรือมาตรา ๓๘ จะมีไวใน สถานที่ประกอบกิจการของตนเพื่อนําออกฉาย ใหเชา แลกเปล่ียน หรือจําหนายจะตอง
๑๖๐ เปนภาพยนตรที่มีเนื้อหาสาระเชนเดียวกับภาพยนตรที่ผานการตรวจพิจารณาและไดรับอนุญาตตาม มาตรา ๒๕ และมีการแสดงเครื่องหมายการอนุญาต ประเภทของภาพยนตรและหมายเลขรหัส เชนเดียวกับมาตรา ๓๑ ÁÒμÃÒ ôô ใหผูรับใบอนุญาตตามมาตรา ๓๗ แจงประเภทของภาพยนตรท่ีนํา ออกฉายแตล ะเร่อื งไวในทีเ่ ปดเผยและเห็นไดชัดเจนในบริเวณโรงภาพยนตร หามผูรับใบอนุญาตตามมาตรา ๓๗ ยินยอมหรือปลอยปละละเลยใหผูซ่ึงมีอายุต่ํากวา ที่กําหนดตามมาตรา ๒๖ (๖) เขาไปในโรงภาพยนตรในระหวางท่ีทําการฉายภาพยนตรที่จัดอยูใน ประเภทดังกลาว ÁÒμÃÒ ôõ หามผูรับใบอนุญาตตามมาตรา ๓๘ ใหเชา แลกเปลี่ยน หรือจําหนาย ภาพยนตรท่ีจัดอยูในประเภทตามมาตรา ๒๖ (๖) ใหแกผูซ่ึงมีอายุต่ํากวาท่ีกําหนดไวสําหรับ ภาพยนตรป ระเภทดังกลาว ÁÒμÃÒ ôö การฉายภาพยนตรในสถานท่ีท่ีบุคคลท่ัวไปสามารถดูได ตองเปน ภาพยนตรท ่จี ดั อยูในประเภทตามมาตรา ๒๖ (๑) หรือ (๒) ¡ÒûÃСͺ¡¨Ô ¡ÒÃÇ´Õ ·Ô ÈÑ ¹ ÁÒμÃÒ ô÷ วีดิทัศนท่ีจะนําออกฉาย ใหเชา แลกเปลี่ยน หรือจําหนายใน ราชอาณาจักรตองผานการตรวจพิจารณาและไดรับอนุญาตจากคณะกรรมการพิจารณาภาพยนตร และวดี ทิ ศั น การขออนุญาตและการอนุญาตใหเปนไปตามหลักเกณฑ วิธีการ และเง่ือนไขที่ คณะกรรมการกําหนดโดยประกาศในราชกิจจานุเบกษา ÁÒμÃÒ ôø วีดิทัศนดังตอไปน้ี ไมตองผานการตรวจพิจารณาและไดรับอนุญาตตาม มาตรา ๔๗ (๑) วดี ิทัศนท สี่ รา งข้ึนเพือ่ ใชเปนการสว นตวั (๒) วีดิทัศนท่ีสวนราชการ รัฐวิสาหกิจ องคการมหาชน หรือหนวยงานอ่ืนของรัฐ สรางขึ้น เพ่ือเผยแพรหรอื สงเสรมิ การดําเนนิ งานของหนวยงานน้นั (๓) วีดิทศั นอ ืน่ ตามท่ีกาํ หนดในกฎกระทรวง วีดิทัศนตาม (๑) และ (๓) หากนําออกฉายเปนการทั่วไป ใหเชา หรือจําหนายใน ราชอาณาจกั ร ตองผา นการตรวจพิจารณาและไดรับอนุญาตตามมาตรา ๔๗ ÁÒμÃÒ ôù หามผูใดสงวีดิทัศนที่สรางข้ึนในราชอาณาจักรออกไปนอกราชอาณาจักร เวน แตจะไดรับอนญุ าตจากคณะกรรมการพจิ ารณาภาพยนตรและวีดิทัศน การขออนุญาตและการอนุญาตใหเปนไปตามหลักเกณฑ วิธีการ และเงื่อนไขที่ คณะกรรมการกาํ หนดโดยประกาศในราชกจิ จานุเบกษา
๑๖๑ ÁÒμÃÒ õð การสงวดี ทิ ัศนดงั ตอไปนอี้ อกไปนอกราชอาณาจกั ร ไมตองไดรับอนุญาต ตามมาตรา ๔๙ (๑) วีดิทัศนที่ผานการตรวจพิจารณาและไดรับอนุญาตจากคณะกรรมการพิจารณา ภาพยนตร และวดี ทิ ัศนตามมาตรา ๔๗ (๒) วีดิทัศนท่ีไดรับยกเวนไมตองผานการตรวจพิจารณาและไดรับอนุญาตตาม มาตรา ๔๘ วรรคหนงึ่ ÁÒμÃÒ õñ ใหน าํ ความในมาตรา ๒๙ มาตรา ๓๐ มาตรา ๓๑ มาตรา ๓๒ วรรคหนงึ่ และมาตรา ๓๖ มาใชบังคบั แกวดี ทิ ัศนโ ดยอนุโลม ÁÒμÃÒ õò ใหนําความในมาตรา ๔๗ และมาตรา ๕๑ รวมท้ังบทกําหนดโทษ ที่เก่ยี วขอ งมาใชบังคับแกสื่อโฆษณาวดี ิทศั นโ ดยอนโุ ลม ÁÒμÃÒ õó หามผูใดจัดต้ังหรือประกอบกิจการรานวีดิทัศนโดยทําเปนธุรกิจหรือไดรับ ประโยชนตอบแทน เวน แตจ ะไดร ับใบอนุญาตจากนายทะเบยี น ใบอนญุ าตน้นั ใหออกสาํ หรับรานวดี ิทัศนแตล ะแหง การขอใบอนุญาตและการออกใบอนุญาตใหเปนไปตามหลักเกณฑ วิธีการ และ เง่อื นไขท่ีกําหนดในกฎกระทรวง ความในวรรคหน่ึงมิใหนํามาใชบังคับแกการประกอบกิจการรานวีดิทัศนที่ต้ังอยูใน สถานบรกิ ารที่ไดรับใบอนญุ าตตามกฎหมายวาดวยสถานบรกิ าร เพื่อประโยชนในการคุมครองเด็กและเยาวชน การออกกฎกระทรวงตามวรรคสาม จะกําหนดหลักเกณฑเกยี่ วกบั อาคารหรอื สถานทตี่ ัง้ ของรานวีดทิ ศั นด วยก็ได ÁÒμÃÒ õô หามผูใดประกอบกิจการใหเชา แลกเปล่ียน หรือจําหนายวีดิทัศน โดยทาํ เปนธรุ กจิ หรือไดร บั ประโยชนต อบแทน เวน แตไ ดรบั ใบอนญุ าตจากนายทะเบียน ใบอนุญาตนั้น ใหอ อกสําหรับสถานทใี่ หเชา แลกเปลย่ี น หรือจาํ หนา ยวีดทิ ัศนแ ตละแหง การขอใบอนุญาตและการออกใบอนุญาตใหเปนไปตามหลักเกณฑ วิธีการ และ เงื่อนไขทก่ี ําหนดในกฎกระทรวง ÁÒμÃÒ õõ ใหถ อื วา ผรู บั ใบอนญุ าตตามมาตรา ๓๘ ไดร บั ใบอนญุ าตตามมาตรา ๕๔ ดว ย ใบอนุญาตประกอบกจิ การวีดทิ ศั น ÁÒμÃÒ õö ใบอนญุ าตตามมาตรา ๕๓ และมาตรา ๕๔ ใหมอี ายุหาปน ับแตวันท่ีออก ใบอนุญาต และใหนําความในมาตรา ๔๐ วรรคสองและวรรคสาม มาใชบังคับแกการตออายุ ใบอนุญาตโดยอนุโลม ÁÒμÃÒ õ÷ ใหนําความในมาตรา ๓๙ มาตรา ๔๑ และมาตรา ๔๒ มาใชบังคับ แกการประกอบกิจการรานวีดิทัศนและการประกอบกิจการใหเชา แลกเปลี่ยน หรือจําหนายวีดิทัศน โดยอนโุ ลม
๑๖๒ ÁÒμÃÒ õø วีดิทัศนท่ีผูรับใบอนุญาตตามมาตรา ๕๓ หรือมาตรา ๕๔ จะมีไวใน สถานท่ีประกอบกิจการของตนเพื่อนําออกฉาย ใหเชา แลกเปล่ียน หรือจําหนายจะตองมีลักษณะ เชนเดียวกับวีดิทัศนท่ีผานการตรวจพิจารณาและไดรับอนุญาตตามมาตรา ๔๗ และมีการแสดง เคร่ืองหมายการอนุญาตและหมายเลขรหัสเชนเดียวกับมาตรา ๓๑ ซ่ึงนํามาใชบังคับโดยอนุโลมตาม มาตรา ๕๑ ÁÒμÃÒ õù การประกอบกิจการรานวีดิทัศนจะตองกระทําในวัน เวลา และเง่ือนไข ทก่ี ําหนดในกฎกระทรวง เพ่ือประโยชนในการคุมครองเด็กและเยาวชน การออกกฎกระทรวงตามวรรคหน่ึง จะกําหนดเวลาในการเขาใชบริการของผูซึ่งมีอายุต่ํากวาสิบแปดปบริบูรณ แตไมรวมถึงผูซ่ึงบรรลุ นิตภิ าวะโดยการสมรสดว ยกไ็ ด ÁÒμÃÒ öð ในกรณีท่ีมีการขออนุญาตประกอบกิจการรานวีดิทัศนและกิจการใหเชา แลกเปลี่ยน หรือจําหนา ยภาพยนตรห รอื วดี ทิ ศั นใ นสถานทเ่ี ดยี วกัน จะตองแยกพน้ื ทใี่ นการใหบ รกิ าร ออกจากกนั ทงั้ น้ี ตามหลกั เกณฑแ ละวธิ กี ารทคี่ ณะกรรมการกาํ หนดโดยประกาศในราชกจิ จานเุ บกษา อํา¹Ò¨à¨ÒŒ ¾¹¡Ñ §Ò¹ ÁÒμÃÒ öñ เพื่อปฏิบัติการใหเปนไปตามพระราชบัญญัตินี้ ใหนายทะเบียนและ พนักงานเจา หนาที่มีอาํ นาจหนาที่ดังตอไปน้ี (๑) เขาไปในสถานท่ีที่มีการสรางภาพยนตร โรงภาพยนตร รานวีดิทัศน สถานท่ี ประกอบกจิ การใหเ ชา แลกเปลยี่ น หรอื จาํ หนา ยภาพยนตรห รอื วดี ทิ ศั น ในระหวา งเวลาพระอาทติ ยข น้ึ จนถึงพระอาทิตยต กหรือในเวลาทาํ การของสถานที่นน้ั เพื่อตรวจสอบภาพยนตร วีดทิ ัศน สือ่ โฆษณา หรือการกระทาํ ใดทีอ่ าจฝาฝน บทบัญญตั แิ หงพระราชบญั ญัตนิ ้ี (๒) ตรวจ คน อายัด หรือยึดภาพยนตร วีดิทัศน หรือส่ือโฆษณาในกรณีท่ีมีเหตุ อันควรสงสัยวามีการกระทําท่ีฝาฝนหรือไมปฏิบัติตามบทบัญญัติแหงพระราชบัญญัติน้ี ในระหวาง เวลาพระอาทติ ยขนึ้ จนถึงพระอาทติ ยตกหรือในเวลาทาํ การของสถานท่นี น้ั (๓) ส่ังใหห ยุดการสรางภาพยนตรทฝ่ี า ฝนมาตรา ๒๑ หรอื มาตรา ๒๓ วรรคหน่งึ (๔) สั่งหามการฉาย ใหเชา แลกเปลี่ยน หรือจําหนายภาพยนตร หรือวีดิทัศน ท่ฝี าฝน มาตรา ๒๕ วรรคหน่ึง หรือมาตรา ๔๗ วรรคหนึง่ (๕) ส่ังใหหยุดการโฆษณาหรือประชาสัมพันธสื่อโฆษณาที่ฝาฝนมาตรา ๒๕ วรรคหนึ่ง ซึ่งไดนํามาใชบังคับโดยอนุโลมตามมาตรา ๓๓ หรือมาตรา ๔๗ ซ่ึงไดนํามาใชบังคับโดยอนุโลม ตามมาตรา ๕๒ เม่ือไดเขาไปและลงมือทําการตรวจสอบตาม (๑) หรือทําการคนตาม (๒) แลวถายัง ดําเนนิ การไมเ สรจ็ จะกระทําตอ ไปในเวลากลางคนื หรือนอกเวลาทาํ การของสถานท่ีนัน้ ก็ได การคนตาม (๒) ตองมีหมายคน เวนแตมีเหตุอันควรเช่ือวาหากเนิ่นชากวาจะเอา หมายคนมาไดหลักฐานดังกลาวจะถูกยักยาย ซุกซอน ทําลาย หรือทําใหเปลี่ยนสภาพไปจากเดิม
๑๖๓ ใหดําเนินการคน อายัด หรือยึดหลักฐานท่ีเก่ียวของกับการกระทําความผิดไดโดยไมตองมีหมายคน แตตองปฏิบัติตามประมวลกฎหมายวิธพี จิ ารณาความอาญาวาดว ยการคน ÁÒμÃÒ öò ภาพยนตร วีดิทัศน หรือส่ือโฆษณาท่ีไดยึดไวตามมาตรา ๖๑ (๒) ถาไมปรากฏเจาของ หรือพนักงานอัยการสั่งเด็ดขาดไมฟองคดี หรือศาลไมพิพากษาใหริบและผูเปน เจา ของ หรอื ผคู รอบครองมไิ ดร อ งขอรบั คนื ภายในเกา สบิ วนั นบั แตว นั ทย่ี ดึ หรอื วนั ทท่ี ราบคาํ สง่ั เดด็ ขาด ไมฟองคดี หรือวันท่ีศาลพิพากษาถึงท่ีสุด ใหตกเปนของกระทรวงการทองเที่ยวและกีฬา หรือกระทรวงวัฒนธรรม แลว แตกรณี ÁÒμÃÒ öó ในกรณีท่ีนายทะเบียนหรือพนักงานเจาหนาท่ีส่ังใหหยุดการสราง ภาพยนตรตามมาตรา ๖๑ (๓) ใหนายทะเบียนหรือพนักงานเจาหนาที่ส่ังใหผูรับอนุญาตหรือ ผูสรางภาพยนตรระงับการกระทําท่ีฝาฝน แกไขปรับปรุงหรือปฏิบัติใหถูกตองหรือเหมาะสมภายใน ระยะเวลาที่กาํ หนด ผูรับอนุญาตหรือผูสรางภาพยนตรใดไมปฏิบัติตามคําส่ังของนายทะเบียนหรือพนักงาน เจาหนาที่ตามวรรคหนึ่ง ใหนายทะเบียนหรือพนักงานเจาหนาที่เสนอตอคณะกรรมการพิจารณา ภาพยนตรแ ละวดี ทิ ศั นเพอื่ พิจารณาเพิกถอนการอนุญาตหรอื หา มสรางภาพยนตรดงั กลา วตอ ไป ÁÒμÃÒ öô ในการปฏิบัติหนาที่ตามมาตรา ๖๑ นายทะเบียนและพนักงาน เจาหนาท่ตี องแสดงบตั รประจําตัวตอ บุคคลทเี่ ก่ยี วขอ ง บัตรประจําตัวนายทะเบียนและพนักงานเจาหนาที่ใหเปนไปตามแบบท่ีรัฐมนตรี ประกาศกาํ หนด ÁÒμÃÒ öõ ในการปฏบิ ตั หิ นา ทใ่ี หน ายทะเบยี นและพนกั งานเจา หนา ทเ่ี ปน เจา พนกั งาน ตามประมวลกฎหมายอาญา โทษตาม พ.ร.บ.ภาพยนตรและวีดิทัศนฯ มี ๒ สวน คือ โทษทางอาญา และโทษทาง ปกครอง โทษทางปกครองนน้ั นอกเหนอื อํานาจหนาที่ของตาํ รวจยังไมก ลาวถงึ ÁÒμÃÒ ÷õ ผูใดฝาฝนมาตรา ๒๐ วรรคหนึ่ง ตองระวางโทษปรับตั้งแตหนึ่งแสนบาท ถงึ หน่ึงลานบาท ÁÒμÃÒ ÷ö ผูใ ดฝาฝนมาตรา ๒๑ ตอ งระวางโทษปรบั ไมเ กินหา แสนบาท ÁÒμÃÒ ÷÷ ผใู ดฝาฝน มาตรา ๒๓ วรรคหนึ่ง หรอื นําภาพยนตรตามมาตรา ๒๖ (๗) ออกเผยแพร ตอ งระวางโทษจําคุกไมเกนิ หนงึ่ ป หรอื ปรบั ไมเ กนิ หนง่ึ แสนบาท หรือท้ังจําทงั้ ปรับ ÁÒμÃÒ ÷ø ผูใดฝาฝนมาตรา ๒๕ วรรคหนึ่ง มาตรา ๒๘ วรรคสอง มาตรา ๓๔ วรรคหนง่ึ หรอื มาตรา ๔๙ วรรคหนึง่ ตองระวางโทษปรบั ต้งั แตส องแสนบาทถึงหนง่ึ ลา นบาท ÁÒμÃÒ ÷ù ผูใดฝาฝนมาตรา ๓๗ วรรคหน่ึง มาตรา ๓๘ วรรคหน่ึง หรือประกอบ กิจการดงั กลาวในระหวา งถูกพกั ใชหรอื ถกู เพกิ ถอนใบอนญุ าต ตอ งระวางโทษปรับตั้งแตสองแสนบาท ถึงหนึง่ ลานบาท และปรบั อกี ไมเกินวันละหนงึ่ หมื่นบาทตลอดระยะเวลาท่ฝี า ฝนอยู
๑๖๔ ÁÒμÃÒ øð ผรู บั ใบอนุญาตผใู ดฝาฝนมาตรา ๔๓ มาตรา ๔๔ วรรคสอง มาตรา ๔๕ หรือมาตรา ๕๘ ตอ งระวางโทษปรบั ต้ังแตส องหมนื่ บาทถึงหนึง่ แสนบาท ÁÒμÃÒ øñ ผูใดฝาฝนมาตรา ๔๖ หรือมาตรา ๔๗ วรรคหน่ึง ตองระวางโทษปรับ ตัง้ แตส องหมน่ื บาทถงึ หน่งึ แสนบาท ÁÒμÃÒ øò ผูใดฝาฝนมาตรา ๕๓ วรรคหนึ่ง มาตรา ๕๔ วรรคหนึ่ง หรือประกอบ กจิ การดงั กลา วในระหวา งถกู พกั ใชห รอื ถกู เพกิ ถอนใบอนญุ าต ตอ งระวางโทษปรบั ตงั้ แตห นง่ึ แสนบาท ถงึ หา แสนบาท และปรบั อกี ไมเกินวันละหนึง่ หมื่นบาทตลอดระยะเวลาทฝ่ี าฝนอยู ÁÒμÃÒ øó ผูใดขัดขวางหรือไมปฏิบัติตามคําส่ังของนายทะเบียนหรือพนักงาน เจาหนาท่ีในการปฏิบัติหนาท่ีตามมาตรา ๖๑ ตองระวางโทษจําคุกไมเกินหกเดือน หรือปรับไมเกิน หาหมื่นบาท หรอื ท้ังจําทั้งปรับ ÁÒμÃÒ øô บรรดาความผดิ ตามสว นน้ี ใหค ณะกรรมการมอี าํ นาจเปรยี บเทยี บได และ ในการนี้คณะกรรมการมีอํานาจมอบหมายใหคณะอนุกรรมการหรือพนักงานเจาหนาท่ีดําเนินการ เปรียบเทียบได โดยจะกําหนดหลักเกณฑในการเปรียบเทียบหรือเงื่อนไขประการใดใหแกผูไดรับ มอบหมายตามทีเ่ หน็ สมควรดวยกไ็ ด ภายใตบังคับของบทบัญญัติตามวรรคหน่ึง ในการสอบสวนถาพนักงานสอบสวนพบวา บุคคลใดกระทําความผิดตามพระราชบัญญัตินี้ และบุคคลน้ันยินยอมใหเปรียบเทียบใหพนักงาน สอบสวนสงเรื่องมายังคณะกรรมการหรือผูซ่ึงคณะกรรมการมอบหมายใหมีอํานาจเปรียบเทียบตาม วรรคหนง่ึ ภายในเจด็ วนั นับแตวันทผ่ี ูนัน้ แสดงความยนิ ยอมใหเ ปรียบเทยี บ เมื่อผูกระทําความผิดไดเสียคาปรับตามท่ีไดเปรียบเทียบแลว ใหถือวาคดีเลิกกันตาม ประมวลกฎหมายวิธีพจิ ารณาความอาญา ÁÒμÃÒ øõ ใหนําความในมาตรา ๗๔ มาใชบังคับแกกรณีท่ีนิติบุคคลตองรับ โทษอาญาตามสวนนโ้ี ดยอนุโลม
¤ÇÒÁ¼´Ô μÒÁ¾ÃÐÃÒªºÞÑ ÞμÑ ÀÔ Ò¾Â¹μÃá ÅÐÇ´Õ ·Ô Ñȹ ¾.È.òõõñ ÅÓ´ºÑ ¢ŒÍËÒ/°Ò¹¤ÇÒÁ¼´Ô ÁÒμÃÒ ÍμÑ ÃÒâ·É ËÁÒÂàËμØ ๑. สรางภาพยนตรโ ดยไมไดร บั อนุญาต มาตรา ๒๐, ๗๕ ๒. สรางหนังมีเนื้อหาฝา ฝน ตามทไ่ี ดร บั อนุญาต มาตรา ๒๑, ๗๖ ปรับ ๔๐๐,๐๐๐-๑,๐๐๐,๐๐๐ บาท ๓. สรา งหนงั บอ นทําลายขดั ตอ ความสงบเรียบรอย มาตรา ๒๓, ๗๗ ปรับไมเกิน ๕๐๐,๐๐๐ บาท ๔. ทาํ หนงั ทไี่ มผา นการพิจารณาออกขาย ใหเชา แลกเปลย่ี น มาตรา ๒๕, ๗๘ ๕. ขายภาพยนตรที่ไมม กี ําหนดประเภท มาตรา ๒๖, ๗๘ จาํ คกุ ไมเกิน ๑ ป หรือปรับไมเ กิน ๖. วางฉายภาพยนตรท ีไ่ มม ีกาํ หนดประเภท มาตรา ๒๘, ๗๘ ๑๐๐,๐๐๐ บาท หรอื ทงั้ จาํ ทงั้ ปรบั ๗. สง ภาพยนตรในประเทศออกนอกราชอาณาจกั ร โดยไมไดร ับอนญุ าต มาตรา ๓๔, ๗๘ ๘. ประกอบกจิ การโรงภาพยนตร โดยไมไดรับอนุญาต มาตรา ๓๗, ๗๙ ปรบั ต้ังแต ๒๐๐,๐๐๐-๑,๐๐๐,๐๐๐ บาท ๙. ประกอบกิจการใหเ ชา ภาพยนตร โดยไมไดรับอนุญาต มาตรา ๓๘, ๗๙ ปรบั ต้ังแต ๒๐๐,๐๐๐-๑,๐๐๐,๐๐๐ บาท ปรับต้งั แต ๒๐๐,๐๐๐-๑,๐๐๐,๐๐๐ บาท ปรับต้งั แต ๒๐๐,๐๐๐-๑,๐๐๐,๐๐๐ บาท ปรบั ตั้งแต ๒๐๐,๐๐๐-๑,๐๐๐,๐๐๐ บาท และปรับอีกไมเกินวันละ ๑๐,๐๐๐ บาท ตลอดระยะเวลาท่ฝี า ฝน อยู ปรบั ตั้งแต ๒๐๐,๐๐๐-๑,๐๐๐,๐๐๐ บาท และปรบั อกี ไมเ กนิ วันละ ๑๐,๐๐๐ บาท ตลอดระยะเวลาท่ีฝาฝน อยู ๑๖๕
¤ÇÒÁ¼´Ô μÒÁ¾ÃÐÃÒªºÑÞÞÑμÔÀҾ¹μÃá ÅÐÇ´Õ Ô·Ñȹ ¾.È.òõõñ ๑๖๖ ÅӴѺ ¢ŒÍËÒ/°Ò¹¤ÇÒÁ¼Ô´ ÁÒμÃÒ ÍμÑ ÃÒâ·É ËÁÒÂàËμØ ๑๐. ใหเ ชา ภาพยนตรต าม ม.๒๖(๖) แกเ ดก็ ตาํ่ กวาที่กาํ หนด มาตรา ๔๕, ๘๐ ปรบั ต้งั แต ๒๐,๐๐๐-๑,๐๐๐,๐๐๐ บาท ๑๑. ฉายภาพยนตรทไ่ี มผานการตรวจพจิ ารณา มาตรา ๔๗, ๘๑ ปรบั ตั้งแต ๒๐,๐๐๐-๑๐๐,๐๐๐ บาท ๑๒. ประกอบกจิ การรานวีดทิ ัศน โดยมไิ ดร ับอนญุ าต มาตรา ๕๓, ๘๒ ปรับต้ังแต ๑๐๐,๐๐๐-๕๐๐,๐๐๐ บาท และปรบั อกี ไมเ กินวนั ละ ๑๐,๐๐๐ บาท ตลอดระยะเวลาที่ฝา ฝน อยู ๑๓. ประกอบการใหเ ชา วีดทิ ศั น โดยมิไดร บั อนุญาต มาตรา ๕๔, ๘๒ ปรับตง้ั แต ๑๐๐,๐๐๐-๕๐๐,๐๐๐ บาท และปรับอกี ไมเ กินวันละ ๑๐,๐๐๐ บาท ตลอดระยะเวลาทฝ่ี าฝนอยู ๑๔. ไมอ ํานวยความสะดวกใหพนกั งานเจาหนา ทใี่ นการปฏบิ ตั ติ าม พ.ร.บ.น้ี มาตรา ๖๑, ๘๓ จาํ คกุ ไมเ กนิ ๖ เดอื น หรือปรบั ไมเ กนิ ๕๐,๐๐๐ บาท หรอื ทั้งจําทง้ั ปรบั
๑๖๗ º··Õè ññ ¾.Ã.º.¤ÇÒÁ¼´Ô à¡ÕÂè ǡѺ¤ÍÁ¾ÔÇàμÍà ¾.È.òõõð ñ. ÇÑμ¶Ø»ÃÐʧ¤¡ ÒÃàÃÂÕ ¹ÃÙ»Œ ÃШӺ· ๑.๑ เพ่ือใหนักเรียนมีความรูและความเขาใจใน พ.ร.บ.ความผิดเก่ียวกับคอมพิวเตอร พ.ศ.๒๕๕๐ ๑.๒ เพื่อใหนักเรียนสามารถอธิบายการวิเคราะหวาการกระทําใดมีความผิด หรือไมมี ความผดิ ตาม พ.ร.บ.ความผดิ เกีย่ วกบั คอมพิวเตอร พ.ศ.๒๕๕๐ ๑.๓ เพ่ือใหนักเรียนสามารถอธิบายวิธีการดําเนินการกับผูกระทําความผิดตาม พ.ร.บ.ความผดิ เกี่ยวกับคอมพิวเตอร พ.ศ.๒๕๕๐ ò. ÊÇ‹ ¹¹Ó โดยท่ี พ.ร.บ.วาดวยการกระทําความผิดเก่ียวกับคอมพิวเตอร พ.ศ.๒๕๕๐ มีบทบัญญัติบางประการที่ไมเหมาะสมตอการปองกันและปราบปรามการกระทําความผิดเกี่ยวกับ คอมพิวเตอรในปจจุบัน ซึ่งมีรูปแบบการกระทําความผิดท่ีมีความซับซอนมากขึ้นตามพัฒนาการทาง เทคโนโลยีซึ่งเปล่ียนแปลงอยางรวดเร็วและโดยที่มีการจัดต้ังกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ซึ่งมีภารกิจในการกําหนดมาตรฐานและมาตรการในการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร รวมท้ัง การเฝาระวังและติดตามสถานการณดานความมั่นคง ปลอดภัยของเทคโนโลยีสารสนเทศและ การสอื่ สารของประเทศสมควรปรับปรงุ บทบญั ญัตใิ นสว นท่เี ก่ียวกบั ผูรกั ษาการตามกฎหมาย กาํ หนด ฐานความผิดขนึ้ ใหม และแกไ ขเพ่มิ เติมฐานความผดิ เดิม รวมทั้งบทกาํ หนดโทษของความผิดดังกลา ว การปรับปรุงกระบวนการและหลักเกณฑในการระงับการทําใหแพรหลายหรือลบขอมูลคอมพิวเตอร ตลอดจนกําหนดใหมีคณะกรรมการเปรียบเทียบซ่ึงมีอํานาจเปรียบเทียบความผิดตาม พ.ร.บ.วาดวย การกระทําความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร พ.ศ.๒๕๕๐ และแกไขเพิ่มเติมอํานาจหนาท่ีของพนักงาน เจาหนา ท่ีใหเหมาะสมยิ่งขน้ึ จึงจําเปน ตอ งตราพระราชบัญญัตินี้ ó. à¹éÍ× ËÒμÒÁËÇÑ ¢ÍŒ ๓.๑ ความรูท ่วั ไปเกีย่ วกบั พ.ร.บ.ความผดิ เก่ยี วกับคอมพิวเตอร พ.ศ.๒๕๕๐ ๓.๒ ความผดิ ตาม พ.ร.บ.ความผดิ เก่ียวกับคอมพวิ เตอร พ.ศ.๒๕๕๐ ๓.๓ บทกาํ หนดโทษ
๑๖๘ ô. ÊÇ‹ ¹ÊÃØ» เม่ือรูปแบบการกระทําความผิดที่เกี่ยวของกับการใชคอมพิวเตอรมีความซับซอน มากข้ึนตามพัฒนาการทางเทคโนโลยี ซ่ึงเปลี่ยนแปลงอยางรวดเร็ว ผูกระทําความผิดก็มีจํานวนเพ่ิม มากข้ึนทําใหเกิดความเสียหายเปนวงกวางเนื่องจากการใชคอมพิวเตอรและอินเทอรเน็ตเปน ส่ิงสําคัญตอชีวิตประจําวันของผูคน ดังน้ันเมื่อไดศึกษาเก่ียวกับความผิดดานน้ีแลว จะทําใหสามารถ ดาํ เนินการกับผกู ระทําความผิดนไ้ี ดอยา งถกู ตองตามอํานาจหนา ที่ของตน õ. ¡Ô¨¡ÃÃÁá¹Ð¹Ó ใหนักเรียนคนหาการจับกุมตาม พ.ร.บ.ความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอรฯ และนําขอมูล มาวิเคราะหอ ภิปรายรว มกันในชัน้ เรยี น
๑๖๙ ¤ÇÒÁÃŒ·Ù èÑÇä»à¡ÂèÕ Ç¡Ñº ¾.Ã.º.¤ÍÁ¾ÇÔ àμÍÃÏ ÁÒμÃÒ ñ พระราชบัญญัตินี้เรียกวา “พระราชบัญญัติวาดวยการกระทําความผิด เก่ยี วกบั คอมพวิ เตอร พ.ศ.๒๕๕๐” ÁÒμÃÒ ò พระราชบัญญัตินี้ใหใชบังคับเมื่อพนกําหนดสามสิบวันนับแตวันประกาศ ในราชกิจจานุเบกษาเปนตน ไป ÁÒμÃÒ ó ในพระราชบัญญัตนิ ี้ “ระบบคอมพิวเตอร” หมายความวา อุปกรณหรือชุดอุปกรณของคอมพิวเตอรที่เช่ือม การทํางานเขาดวยกัน โดยไดมีการกําหนดคําส่ัง ชุดคําสั่ง หรือสิ่งอื่นใด และแนวทางปฏิบัติงานให อุปกรณหรือชุดอปุ กรณท าํ หนาทปี่ ระมวลผลขอมลู โดยอตั โนมตั ิ “ขอมูลคอมพิวเตอร” หมายความวา ขอมูล ขอความ คําสั่ง ชุดคําส่ัง หรือสิ่งอ่ืนใด บรรดาทีอ่ ยใู นระบบคอมพิวเตอรในสภาพทีร่ ะบบคอมพิวเตอรอาจประมวลผลได และใหหมายความ รวมถึงขอมลู อเิ ล็กทรอนิกสตามกฎหมายวาดว ยธรุ กรรมทางอเิ ลก็ ทรอนกิ สดวย “ขอมูลจราจรทางคอมพิวเตอร” หมายความวา ขอมูลเก่ียวกับการติดตอสื่อสารของ ระบบคอมพิวเตอร ซ่ึงแสดงถึงแหลงกําเนิดตนทาง ปลายทาง เสนทาง เวลา วันที่ ปริมาณ ระยะเวลา ชนิดของบริการ หรืออื่น ๆ ท่ีเก่ยี วของกับการตดิ ตอ สือ่ สารของระบบคอมพิวเตอรนั้น “ผูใหบ ริการ” หมายความวา (๑) ผูใหบริการแกบุคคลอ่ืนในการเขาสูอินเทอรเน็ต หรือใหสามารถติดตอถึงกัน โดยประการอื่น โดยผานทางระบบคอมพิวเตอร ท้ังน้ี ไมวาจะเปนการใหบริการในนามของตนเอง หรือในนามหรือเพ่อื ประโยชนของบุคคลอนื่ (๒) ผใู หบรกิ ารเกบ็ รกั ษาขอ มูลคอมพวิ เตอรเ พื่อประโยชนของบุคคลอ่ืน “ผูใชบริการ” หมายความวา ผูใชบริการของผูใหบริการไมวาตองเสียคาใชบริการ หรือไมก็ตาม “พนกั งานเจา หนา ท”ี่ หมายความวา ผซู งึ่ รฐั มนตรแี ตง ตงั้ ใหป ฏบิ ตั กิ ารตามพระราชบญั ญตั นิ ้ี “รฐั มนตร”ี หมายความวา รฐั มนตรีผรู กั ษาการตามพระราชบญั ญตั ินี้ ÁÒμÃÒ ô ใหรัฐมนตรีวาการกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารรักษาการ ตามพระราชบญั ญัตินี้ และใหม ีอํานาจออกกฎกระทรวง เพ่ือปฏบิ ัตกิ ารตามพระราชบญั ญัติน้ี กฎกระทรวงน้นั เม่ือไดประกาศในราชกิจจานเุ บกษาแลว ใหใ ชบ งั คับได ¤ÇÒÁ¼´Ô à¡èÕÂǡѺ¤ÍÁ¾ÇÔ àμÍà ÁÒμÃÒ õ ผูใดเขาถึงโดยมิชอบซึ่งระบบคอมพิวเตอรที่มีมาตรการปองกันการเขาถึง โดยเฉพาะและมาตรการนั้น มิไดมไี วส าํ หรบั ตน ตอ งระวางโทษจาํ คุกไมเ กนิ หกเดอื น หรอื ปรบั ไมเ กิน หน่ึงหมื่นบาท หรือท้งั จาํ ทัง้ ปรับ
๑๗๐ ÁÒμÃÒ ö ผูใดลวงรูมาตรการปองกันการเขาถึงระบบคอมพิวเตอรที่ผูอื่นจัดทําขึ้น เปน การเฉพาะถา นาํ มาตรการดงั กลา วไปเปด เผยโดยมชิ อบ ในประการทนี่ า จะเกดิ ความเสยี หายแกผ อู นื่ ตอ งระวางโทษจาํ คุกไมเกินหน่ึงป หรอื ปรบั ไมเ กนิ สองหมนื่ บาท หรอื ทัง้ จําท้ังปรับ ÁÒμÃÒ ÷ ผูใดเขาถึงโดยมิชอบซ่ึงขอมูลคอมพิวเตอรท่ีมีมาตรการปองกันการเขาถึง โดยเฉพาะและมาตรการน้ัน มิไดมีไวสําหรับตน ตองระวางโทษจําคุกไมเกินสองปหรือปรับไมเกิน สี่หม่นื บาทหรอื ท้งั จาํ ท้งั ปรบั ÁÒμÃÒ ø ผูใดกระทําดวยประการใดโดยมิชอบดวยวิธีการทางอิเล็กทรอนิกสเพื่อดัก รบั ไวซ ง่ึ ขอ มลู คอมพวิ เตอรข องผอู นื่ ทอี่ ยรู ะหวา งการสง ในระบบคอมพวิ เตอร และขอ มลู คอมพวิ เตอรน น้ั มไิ ดม ไี วเ พอ่ื ประโยชนส าธารณะหรอื เพอ่ื ใหบ คุ คลทวั่ ไปใชป ระโยชนไ ดต อ งระวางโทษจาํ คกุ ไมเ กนิ สามป หรือปรบั ไมเกนิ หกหมื่นบาท หรอื ทัง้ จาํ ทั้งปรบั ÁÒμÃÒ ù ผูใดทําใหเสียหาย ทําลาย แกไข เปลี่ยนแปลง หรือเพ่ิมเติมไมวาทั้งหมด หรือบางสวน ซึ่งขอมูลคอมพิวเตอรของผูอื่นโดยมิชอบ ตองระวางโทษจําคุกไมเกินหาป หรือปรับ ไมเ กินหนง่ึ แสนบาท หรือท้ังจาํ ทัง้ ปรับ ÁÒμÃÒ ñð ผูใดกระทําดวยประการใดโดยมิชอบ เพ่ือใหการทํางานของระบบ คอมพิวเตอรของผูอื่นถูกระงับ ชะลอ ขัดขวาง หรือรบกวนจนไมสามารถทํางานตามปกติไดตอง ระวางโทษจําคกุ ไมเกินหาป หรือปรบั ไมเกินหน่งึ แสนบาท หรอื ท้ังจาํ ทั้งปรับ ÁÒμÃÒ ññ ผูใดสงขอมูลคอมพิวเตอรหรือจดหมายอิเล็กทรอนิกสแกบุคคลอื่น โดยปกปดหรือปลอมแปลงแหลงที่มาของการสงขอมูลดังกลาว อันเปนการรบกวนการใชระบบ คอมพิวเตอรข องบุคคลอน่ื โดยปกตสิ ุข ตองระวางโทษปรบั ไมเ กินหน่ึงแสนบาท ผูใดสงขอมูลคอมพิวเตอรหรือจดหมายอิเล็กทรอนิกสแกบุคคลอ่ืนอันมีลักษณะ เปนการกอใหเกิดความเดือดรอนรําคาญแกผูรับขอมูลคอมพิวเตอรหรือจดหมายอิเล็กทรอนิกส โดยไมเปดโอกาสใหผูรับสามารถบอกเลิกหรือแจงความประสงคเพ่ือปฏิเสธการตอบรับไดโดยงาย ตองระวางโทษปรับไมเ กินสองแสนบาท ใหรัฐมนตรีออกประกาศกําหนดลักษณะและวิธีการสง รวมท้ังลักษณะและปริมาณของ ขอมูลคอมพิวเตอรหรือจดหมายอิเล็กทรอนิกส ซ่ึงไมเปนการกอใหเกิดความเดือดรอนรําคาญแก ผูรับและลักษณะอันเปน การบอกเลิกหรือแจง ความประสงคเพอื่ ปฏิเสธการตอบรบั ไดโดยงา ย ÁÒμÃÒ ñò ถาการกระทาํ ความผดิ ตามมาตรา ๕ หรือมาตรา ๖ มาตรา ๗ มาตรา ๘ หรือมาตรา ๑๑ เปนการกระทําตอขอมูลคอมพิวเตอรหรือระบบคอมพิวเตอรท่ีเก่ียวกับการรักษา ความม่ันคงปลอดภัยของประเทศ ความปลอดภัยสาธารณะ ความม่ันคงในทางเศรษฐกิจของ ประเทศหรือโครงสรางพื้นฐานอันเปนประโยชนสาธารณะ ตองระวางโทษจําคุกตั้งแตหนึ่งปถึงเจ็ดป และปรบั ต้ังแตส องหมื่นบาทถงึ หน่ึงแสนส่ีหมื่นบาท
๑๗๑ ถา การกระทาํ ความผดิ ตามวรรคหนง่ึ เปน เหตใุ หเ กดิ ความเสยี หายตอ ขอ มลู คอมพวิ เตอร หรอื ระบบคอมพวิ เตอรด งั กลา ว ตอ งระวางโทษจาํ คกุ ตง้ั แตห นงึ่ ปถ งึ สบิ ป และปรบั ตงั้ แตส องหมนื่ บาท ถึงสองแสนบาท ถาการกระทําความผิดตามมาตรา ๙ หรือมาตรา ๑๐ เปนการกระทําตอขอมูล คอมพิวเตอรหรือระบบคอมพิวเตอรตามวรรคหน่ึง ตองระวางโทษจําคุกต้ังแตสามปถึงสิบหาป และปรบั ต้งั แตห กหม่นื บาทถึงสามแสนบาท ถาการกระทําความผิดตามวรรคหน่ึงหรือวรรคสามโดยมิไดมีเจตนาฆา แตเปนเหตุให บุคคลอ่ืนถึงแกความตาย ตองระวางโทษจําคุกต้ังแตหาปถึงย่ีสิบป และปรับตั้งแตหนึ่งแสนบาท ถงึ สแี่ สนบาท ÁÒμÃÒ ñò/ñ ถา การกระทาํ ความผดิ ตามมาตรา ๙ หรอื มาตรา ๑๐ เปน เหตใุ หเ กดิ อนั ตราย แกบุคคลอื่นหรือทรัพยสินของผูอ่ืน ตองระวางโทษจําคุกไมเกินสิบป และปรับไมเกินสองแสนบาท ถาการกระทําความผิดตามมาตรา ๙ หรือมาตรา ๑๐ โดยมิไดมีเจตนาฆา แตเปนเหตุ ใหบุคคลอื่นถึงแกความตาย ตองระวางโทษจําคุกต้ังแตหาปถึงยี่สิบป และปรับต้ังแตหน่ึงแสนบาท ถงึ ส่ีแสนบาท ÁÒμÃÒ ñó ผูใดจําหนายหรือเผยแพรชุดคําสั่งท่ีจัดทําข้ึนโดยเฉพาะเพ่ือนําไปใชเปน เคร่ืองมือในการกระทําความผิดตามมาตรา ๕ มาตรา ๖ มาตรา ๗ มาตรา ๘ มาตรา ๙ มาตรา ๑๐ หรือมาตรา ๑๑ ตองระวางโทษจําคุกไมเกินหนึ่งป หรือปรับไมเกินสองหมื่นบาท หรอื ทั้งจาํ ทั้งปรบั ผูใดจําหนายหรือเผยแพรชุดคําสั่งที่จัดทําขึ้นโดยเฉพาะเพื่อนําไปใชเปนเคร่ืองมือ ในการกระทําความผิดตามมาตรา ๑๒ วรรคหนึ่งหรือวรรคสาม ตองระวางโทษจําคุกไมเกินสองป หรอื ปรบั ไมเ กนิ สห่ี มื่นบาทหรอื ทง้ั จําทั้งปรบั ผูใดจําหนายหรือเผยแพรชุดคําสั่งที่จัดทําขึ้นโดยเฉพาะเพื่อนําไปใชเปนเครื่องมือ ในการกระทําความผดิ ตามมาตรา ๕ มาตรา ๖ มาตรา ๗ มาตรา ๘ มาตรา ๙ มาตรา ๑๐ หรือ มาตรา ๑๑ หากผูน ําไปใชไดกระทาํ ความผดิ ตามมาตรา ๑๒ วรรคหน่ึงหรือวรรคสอง หรือตองรับผดิ ตามมาตรา ๑๒ วรรคสองหรือวรรคสี่ หรือมาตรา ๑๒/๑ ผูจําหนายหรือเผยแพรชุดคําส่ังดังกลาว จะตองรับผิดทางอาญาตามความผิดที่มีกําหนดโทษสูงขึ้นดวย ก็เฉพาะเม่ือตนไดรูหรืออาจเล็งเห็น ไดว าจะเกิดผลเชน ท่เี กดิ ข้นึ น้ัน ผูใดจําหนายหรือเผยแพรชุดคําสั่งท่ีจัดทําขึ้นโดยเฉพาะเพื่อนําไปใชเปนเคร่ืองมือใน การกระทําความผิดตามมาตรา ๑๒ วรรคหน่ึงหรือวรรคสาม หากผูนําไปใชไดกระทําความผิดตาม มาตรา ๑๒ วรรคหนึ่งหรือวรรคสาม หรือตองรับผิดตามมาตรา ๑๒ วรรคสองหรือวรรคสี่ หรือ มาตรา ๑๒/๑ ผูจําหนายหรือเผยแพรชุดคําสั่งดังกลาวตองรับผิดทางอาญาตามความผิดท่ีมีกําหนด โทษสูงขึ้นนัน้ ดว ย
๑๗๒ ในกรณที ผี่ จู าํ หนา ยหรอื เผยแพรช ดุ คาํ สง่ั ผใู ดตอ งรบั ผดิ ตามวรรคหนงึ่ หรอื วรรคสอง และ ตามวรรคสามหรือวรรคสด่ี วย ใหผูนัน้ ตอ งรับโทษที่มอี ัตราโทษสงู ทีส่ ดุ แตก ระทงเดียว ÁÒμÃÒ ñô ผูใดกระทําความผิดที่ระบุไวดังตอไปน้ี ตองระวางโทษจําคุกไมเกินหาป หรือปรับไมเ กนิ หนงึ่ แสนบาท หรอื ท้งั จําท้งั ปรับ (๑) โดยทุจริต หรือโดยหลอกลวง นําเขาสูระบบคอมพิวเตอรซ่ึงขอมูลคอมพิวเตอรที่ บิดเบือนหรือปลอมไมวาทั้งหมดหรือบางสวน หรือขอมูลคอมพิวเตอรอันเปนเท็จ โดยประการท่ีนา จะเกิดความเสียหายแกประชาชน อันมิใชการกระทําความผิดฐานหมิ่นประมาทตามประมวล กฎหมายอาญา (๒) นําเขาสูระบบคอมพิวเตอรซ่ึงขอมูลคอมพิวเตอรอันเปนเท็จ โดยประการท่ีนาจะ เกิดความเสียหายตอการรักษาความม่ันคงปลอดภัยของประเทศ ความปลอดภัยสาธารณะ ความมน่ั คงในทางเศรษฐกจิ ของประเทศ หรอื โครงสรา งพนื้ ฐานอนั เปน ประโยชนส าธารณะของประเทศ หรือกอ ใหเกิดความต่นื ตระหนกแกประชาชน (๓) นําเขาสูระบบคอมพิวเตอรซึ่งขอมูลคอมพิวเตอรใด ๆ อันเปนความผิดเกี่ยวกับ ความมนั่ คงแหง ราชอาณาจักรหรอื ความผิดเกย่ี วกบั การกอ การรา ยตามประมวลกฎหมายอาญา (๔) นําเขาสูระบบคอมพิวเตอรซ่ึงขอมูลคอมพิวเตอรใด ๆ ที่มีลักษณะอันลามก และขอมลู คอมพิวเตอรน นั้ ประชาชนทั่วไปอาจเขาถึงได (๕) เผยแพรห รอื สง ตอ ซง่ึ ขอ มลู คอมพวิ เตอรโ ดยรอู ยแู ลว วา เปน ขอ มลู คอมพวิ เตอรต าม (๑) (๒) (๓) หรือ (๔) ถาการกระทําความผิดตามวรรคหน่ึง (๑) มิไดกระทําตอประชาชน แตเปนการกระทํา ตอบุคคลใดบุคคลหน่ึง ผูกระทํา ผูเผยแพรหรือสงตอซ่ึงขอมูลคอมพิวเตอรดังกลาวตองระวางโทษ จาํ คกุ ไมเ กนิ สามปห รอื ปรบั ไมเ กนิ หกหมนื่ บาท หรอื ทงั้ จาํ ทง้ั ปรบั และใหเ ปน ความผดิ อนั ยอมความได ÁÒμÃÒ ñõ ผูใหบริการผูใดใหความรวมมือ ยินยอม หรือรูเห็นเปนใจใหมีการกระทํา ความผิดตามมาตรา ๑๔ ในระบบคอมพิวเตอรที่อยูในความควบคุมของตน ตองระวางโทษ เชนเดยี วกับผกู ระทาํ ความผดิ ตามมาตรา ๑๔ ใหรัฐมนตรีออกประกาศกําหนดข้ันตอนการแจงเตือน การระงับการทําใหแพรหลาย ของขอมลู คอมพิวเตอร และการนาํ ขอมูลคอมพวิ เตอรน น้ั ออกจากระบบคอมพวิ เตอร ถาผใู หบรกิ าร พสิ ูจนไ ดว า ตนไดปฏบิ ตั ติ ามประกาศของรฐั มนตรีท่ีออกตามวรรคสอง ผูน ้นั ไมตอ งรบั โทษ ÁÒμÃÒ ñö ผูใดนําเขาสูระบบคอมพิวเตอรท่ีประชาชนท่ัวไปอาจเขาถึงไดซึ่งขอมูล คอมพวิ เตอรท่ีปรากฏเปน ภาพของผูอ ่ืน และภาพนนั้ เปนภาพท่เี กิดจากการสรางขึน้ ตัด ตอ เติม หรอื ดัดแปลงดวยวิธีการทางอิเล็กทรอนิกสหรือวิธีการอื่นใด ทั้งนี้ โดยประการที่นาจะทําใหผูอ่ืนน้ันเสียช่ือเสียง ถูกดูหมิ่น ถูกเกลียดชัง หรือไดรับความอับอาย ตองระวางโทษจําคุกไมเกินสามป หรือปรับไมเกิน หกหม่ืนบาท
๑๗๓ ถาการกระทําตามวรรคหน่ึงเปนการกระทําตอภาพของผูตาย และการกระทําน้ันนาจะ ทําใหบิดามารดา คูสมรส หรือบุตรของผูตายเสียช่ือเสียง ถูกดูหมิ่น หรือถูกเกลียดชัง หรือไดรับ ความอบั อาย ผกู ระทําตองระวางโทษดงั ท่บี ัญญตั ิไวใ นวรรคหน่ึง ถา การกระทาํ ตามวรรคหน่ึงหรือวรรคสอง เปน การนาํ เขาสูระบบคอมพิวเตอรโดยสจุ ริต อันเปนการติชมดวยความเปนธรรม ซึ่งบุคคลหรือส่ิงใดอันเปนวิสัยของประชาชนยอมกระทํา ผกู ระทาํ ไมมคี วามผิด ความผดิ ตามวรรคหนง่ึ และวรรคสองเปน ความผิดอนั ยอมความได ถา ผเู สยี หายในความผดิ ตามวรรคหนงึ่ หรอื วรรคสองตายเสยี กอ นรอ งทกุ ข ใหบ ดิ ามารดา คูส มรส หรอื บุตรของผเู สียหายรองทกุ ขไ ด และใหถอื วาเปนผูเ สยี หาย ÁÒμÃÒ ñö/ñ ในคดีความผิดตามมาตรา ๑๔ หรือมาตรา ๑๖ ซึ่งมีคําพิพากษาวา จําเลยมีความผิด ศาลอาจสัง่ (๑) ใหท าํ ลายขอ มูลตามมาตราดงั กลา ว (๒) ใหโฆษณาหรือเผยแพรคําพิพากษาท้ังหมดหรือแตบางสวนในสื่ออิเล็กทรอนิกส วิทยุกระจายเสยี ง วทิ ยโุ ทรทัศน หนงั สอื พมิ พ หรือสิง่ อืน่ ใด ตามทศ่ี าลเห็นสมควร โดยใหจําเลยเปน ผชู ําระคาโฆษณาหรอื เผยแพร (๓) ใหดําเนินการอื่นตามที่ศาลเห็นสมควรเพื่อบรรเทาความเสียหายท่ีเกิดข้ึนจากการ กระทําความผิดนัน้ ÁÒμÃÒ ñö/ò ผใู ดรวู าขอ มูลคอมพิวเตอรใ นความครอบครองของตนเปน ขอมูลที่ศาล ส่งั ใหท าํ ลายตามมาตรา ๑๖/๑ ผนู ัน้ ตอ งทาํ ลายขอ มูลดังกลาว หากฝา ฝนตองระวางโทษกึง่ หนง่ึ ของ โทษท่บี ัญญัติไวใ นมาตรา ๑๔ หรอื มาตรา ๑๖ แลวแตก รณี ÁÒμÃÒ ñ÷ ผูใดกระทาํ ความผิดตามพระราชบญั ญตั นิ ีน้ อกราชอาณาจักร และ (๑) ผูกระทําความผิดน้ันเปนคนไทย และรัฐบาลแหงประเทศที่ความผิดไดเกิดขึ้น หรอื ผเู สยี หายไดร อ งขอใหลงโทษ หรือ (๒) ผูกระทําความผิดน้ันเปนคนตางดาว และรัฐบาลไทยหรือคนไทยเปนผูเสียหาย และผูเสียหายไดร อ งขอใหล งโทษจะตองรับโทษภายในราชอาณาจักร ÁÒμÃÒ ñ÷/ñ ความผดิ ตามมาตรา ๕ มาตรา ๖ มาตรา ๗ มาตรา ๑๑ มาตรา ๑๓ วรรคหนงึ่ มาตรา ๑๖/๒ มาตรา ๒๓ มาตรา ๒๔ และมาตรา ๒๗ ใหคณะกรรมการเปรียบเทียบท่ีรัฐมนตรีแตงต้ังมีอํานาจเปรียบเทียบได คณะกรรมการ เปรียบเทียบท่ีรัฐมนตรีแตงตั้งตามวรรคหน่ึงใหมีจํานวนสามคนซ่ึงคนหน่ึงตองเปนพนักงานสอบสวน ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาเมื่อคณะกรรมการเปรียบเทียบไดทําการเปรียบเทียบ กรณีใดและผูตองหาไดชําระเงินคาปรับตามคําเปรียบเทียบภายในระยะเวลาท่ีคณะกรรมการ เปรียบเทยี บกาํ หนดแลว ใหถือวา คดีนนั้ เปน อันเลกิ กันตามประมวลกฎหมายวธิ พี จิ ารณาความอาญา
๑๗๔ ในกรณีท่ีผูตองหาไมชําระเงินคาปรับภายในระยะเวลาท่ีกําหนด ใหเริ่มนับอายุความ ในการฟอ งคดใี หมน ับตั้งแตวันทีค่ รบกําหนดระยะเวลาดังกลาว ¾¹¡Ñ §Ò¹à¨ŒÒ˹ŒÒ·èÕ ÁÒμÃÒ ñø ภายใตบังคับมาตรา ๑๙ เพ่ือประโยชนในการสืบสวนและสอบสวน ในกรณที ม่ี เี หตอุ นั ควรเชอื่ ไดว า มกี ารกระทาํ ความผดิ ตามพระราชบญั ญตั นิ ี้ หรอื ในกรณที มี่ กี ารรอ งขอ ตามวรรคสองใหพนักงานเจาหนาที่มีอํานาจอยางหนึ่งอยางใดดังตอไปน้ี เฉพาะท่ีจําเปน เพื่อประโยชนใ นการใชเปน หลกั ฐานเกี่ยวกบั การกระทําความผิดและหาตวั ผูก ระทาํ ความผดิ (๑) มีหนังสือสอบถามหรือเรียกบุคคลที่เก่ียวของกับการกระทําความผิดตามพระราช บัญญัติน้ีมาเพ่ือใหถอยคํา สงคําชี้แจงเปนหนังสือ หรือสงเอกสาร ขอมูล หรือหลักฐานอื่นใดท่ีอยู ในรปู แบบท่สี ามารถเขาใจได (๒) เรียกขอมูลจราจรทางคอมพิวเตอรจากผูใหบริการเก่ียวกับการติดตอสื่อสาร ผานระบบคอมพิวเตอรหรือจากบุคคลอืน่ ทเี่ ก่ียวขอ ง (๓) สั่งใหผูใหบริการสงมอบขอมูลเกี่ยวกับผูใชบริการที่ตองเก็บตามมาตรา ๒๖ หรือท่ีอยูในความครอบครองหรือควบคุมของผูใหบริการใหแกพนักงานเจาหนาที่หรือใหเก็บขอมูล ดังกลา วไวกอ น (๔) ทําสําเนาขอมูลคอมพิวเตอร ขอมูลจราจรทางคอมพิวเตอรจากระบบ คอมพิวเตอรท่ีมีเหตุอันควรเช่ือไดวามีการกระทําความผิด ในกรณีที่ระบบคอมพิวเตอรน้ันยังมิไดอยู ในความครอบครองของพนกั งานเจา หนา ท่ี (๕) สั่งใหบุคคลซ่ึงครอบครองหรือควบคุมขอมูลคอมพิวเตอร หรืออุปกรณท่ีใชเก็บ ขอ มูลคอมพวิ เตอรส งมอบขอมลู คอมพิวเตอร หรอื อุปกรณดังกลา วใหแ กพ นักงานเจา หนา ที่ (๖) ตรวจสอบหรอื เขา ถงึ ระบบคอมพวิ เตอร ขอ มลู คอมพวิ เตอร ขอ มลู จราจรคอมพวิ เตอร หรืออุปกรณท่ีใชเก็บขอมูลคอมพิวเตอรของบุคคลใด อันเปนหลักฐานหรืออาจใชเปนหลักฐาน เกี่ยวกับการกระทําความผิด หรือเพ่ือสืบสวนหาตัวผูกระทําความผิดและสั่งใหบุคคลนั้นสงขอมูล คอมพวิ เตอร ขอมูลจราจรทางคอมพิวเตอรท ่ีเก่ียวขอ งเทาทจ่ี ําเปนใหด วยก็ได (๗) ถอดรหัสลับของขอมูลคอมพิวเตอรของบุคคลใด หรือส่ังใหบุคคลท่ีเก่ียวของกับ การเขารหัสลับของขอมูลคอมพิวเตอร ทําการถอดรหัสลับ หรือใหความรวมมือกับพนักงาน เจา หนา ทใี่ นการถอดรหัสลับดงั กลาว (๘) ยึดหรืออายัดระบบคอมพิวเตอรเทาท่ีจําเปนเฉพาะเพื่อประโยชนในการทราบ รายละเอียดแหง ความผิดและผูกระทําความผิด เพ่ือประโยชนในการสืบสวนและสอบสวนของพนักงานสอบสวนตามประมวลกฎหมาย วิธีพิจารณาความอาญา ในบรรดาความผิดอาญาตอกฎหมายอ่ืนซึ่งไดใชระบบคอมพิวเตอร ขอมูล คอมพิวเตอรหรืออุปกรณที่ใชเก็บขอมูลคอมพิวเตอรเปนองคประกอบหรือเปนสวนหนึ่งในการ กระทําความผิดหรือมีขอมูลคอมพิวเตอรท่ีเกี่ยวของกับการกระทําความผิดอาญาตามกฎหมายอื่น
๑๗๕ พนักงานสอบสวนอาจจะรองขอใหพนักงานเจาหนาท่ีตามวรรคหน่ึงดําเนินการตามวรรคหน่ึงก็ได หรอื หากปรากฏขอ เทจ็ จรงิ ดงั กลา วตอ พนกั งานเจา หนา ทเี่ นอ่ื งจากการปฏบิ ตั หิ นา ทต่ี ามพระราชบญั ญตั นิ ้ี ใหพนักงานเจาหนาท่ีรีบรวบรวมขอเท็จจริงและหลักฐานแลวแจงไปยังเจาหนาท่ีท่ีเก่ียวของ เพอื่ ดาํ เนินการตอไป ใหผ ไู ดร ับการรองขอจากพนักงานเจาหนา ท่ตี ามวรรคหนง่ึ (๑) (๒) และ (๓) ดําเนินการ ตามคํารองขอโดยไมชักชา แตตองไมเกินเจ็ดวันนับแตวันท่ีไดรับคํารองขอ หรือภายในระยะเวลาท่ี พนักงานเจาหนา ที่กาํ หนดซึง่ ตอ งไมน อ ยกวา เจ็ดวันและไมเ กินสบิ หาวนั เวนแตใ นกรณีท่มี ีเหตุสมควร ตองไดรับอนุญาตจากพนักงานเจาหนาที่ ทั้งน้ี รัฐมนตรีอาจจะประกาศในราชกิจจานุเบกษากําหนด ระยะเวลาท่ีตอ งดาํ เนินการท่ีเหมาะสมกบั ประเภทของผูใ หบ ริการกไ็ ด ÁÒμÃÒ ñù การใชอ าํ นาจของพนกั งานเจา หนา ทตี่ ามมาตรา ๑๘ (๔) (๕) (๖) (๗) และ (๘) ใหพนักงานเจาหนาที่ยื่นคํารองตอศาลท่ีมีเขตอํานาจเพื่อมีคําสั่งอนุญาตใหพนักงานเจาหนาที่ ดาํ เนนิ การตามคาํ รอ ง ทงั้ นี้ คาํ รอ งตอ งระบเุ หตอุ นั ควรเชอื่ ไดว า บคุ คลใดกระทาํ หรอื กาํ ลงั จะกระทาํ การ อยางหน่ึงอยางใดอันเปนความผิด เหตุที่ตองใชอํานาจ ลักษณะของการกระทําความผิด รายละเอยี ดเกย่ี วกับอปุ กรณท ่ีใชใ นการกระทําความผิดและผูกระทาํ ความผดิ เทาที่สามารถจะระบุได ประกอบคาํ รองดวย ในการพจิ ารณาคาํ รองใหศ าลพจิ ารณาคาํ รอ งดงั กลาวโดยเร็ว เม่ือศาลมีคําส่ังอนุญาตแลว กอนดําเนินการตามคําสั่งของศาล ใหพนักงานเจาหนาที่ สงสําเนาบันทึกเหตุอันควรเช่ือท่ีทําใหตองใชอํานาจตามมาตรา ๑๘ (๔) (๕) (๖) (๗) และ (๘) มอบใหเจาของหรือผูครอบครองระบบคอมพิวเตอรน้ันไวเปนหลักฐาน แตถาไมมีเจาของหรือ ผูครอบครองเคร่ืองคอมพิวเตอรอยู ณ ท่ีน้ัน ใหพนักงานเจาหนาที่สงมอบสําเนาบันทึกน้ันใหแก เจาของหรอื ผคู รอบครองดังกลาวในทันทีท่กี ระทาํ ได ใหพนักงานเจาหนาท่ีผูเปนหัวหนาในการดําเนินการตามมาตรา ๑๘ (๔) (๕) (๖) (๗) และ (๘) สงสําเนาบันทึกรายละเอียดการดําเนินการและเหตุผลแหงการดําเนินการใหศาลท่ีมีเขต อาํ นาจภายในสส่ี ิบแปดชว่ั โมงนบั แตเวลาลงมอื ดําเนินการ เพ่ือเปนหลักฐาน การทําสําเนาขอมูลคอมพิวเตอรตามมาตรา ๑๘(๔) ใหกระทําไดเฉพาะเม่ือมีเหตุ อันควรเช่ือไดวามีการกระทําผิด และตองไมเปนอุปสรรคในการดําเนินกิจการของเจาของหรือ ผคู รอบครองขอ มลู คอมพิวเตอรน ัน้ เกินความจําเปน การยึดหรืออายัดตามมาตรา ๑๘(๘) นอกจากจะตองสงมอบสําเนาหนังสือแสดง การยึดหรืออายัดมอบใหเจาของหรือผูครอบครองระบบคอมพิวเตอรน้ันไวเปนหลักฐานแลว พนักงานเจาหนาท่ีจะส่ังยึดหรืออายัดไวเกินสามสิบวันมิได ในกรณีจําเปนที่ตองยึดหรืออายัด ไวนานกวาน้ัน ใหย่ืนคํารองตอศาลที่มีเขตอํานาจเพ่ือขอขยายเวลายึดหรืออายัดได แตศาลจะ อนุญาตใหขยายเวลาคร้ังเดียวหรือหลายคร้ังรวมกันไดอีกไมเกินหกสิบวัน เมื่อหมดความจําเปน ท่ีจะยดึ หรืออายดั หรอื ครบกาํ หนดเวลาดังกลาวแลว พนกั งานเจา หนาที่ตองสงคืนระบบคอมพิวเตอร ทยี่ ึดหรือถอนการอายดั โดยพลนั
๑๗๖ หนงั สือแสดงการยดึ หรืออายดั ตามวรรคหา ใหเ ปน ไปตามทก่ี าํ หนดในกฎกระทรวง ÁÒμÃÒ òð ในกรณที ม่ี กี ารทาํ ใหแ พรห ลายซงึ่ ขอ มลู คอมพวิ เตอร ดงั ตอ ไปน้ี พนกั งาน เจาหนาที่โดยไดรับความเห็นชอบจากรัฐมนตรีอาจยื่นคํารองพรอมแสดงพยานหลักฐานตอศาลที่มี เขตอํานาจขอใหมีคําส่ังระงับการทําใหแพรหลายหรือลบขอมูลคอมพิวเตอรน้ันออกจากระบบ คอมพวิ เตอรไ ด (๑) ขอ มูลคอมพิวเตอรท เี่ ปนความผิดตามพระราชบญั ญตั ินี้ (๒) ขอมูลคอมพิวเตอรท่ีอาจกระทบกระเทือนตอความม่ันคงแหงราชอาณาจักรตาม ทีก่ ําหนดไวใ นภาค ๒ ลักษณะ ๑ หรือลักษณะ ๑/๑ แหงประมวลกฎหมายอาญา (๓) ขอ มลู คอมพวิ เตอรท เี่ ปน ความผดิ อาญาตามกฎหมายเกย่ี วกบั ทรพั ยส นิ ทางปญ ญา หรือกฎหมายอ่ืนซ่ึงขอมูลคอมพิวเตอรนั้นมีลักษณะขัดตอความสงบเรียบรอยหรือศีลธรรมอันดี ของประชาชน และเจา หนา ทต่ี ามกฎหมายนนั้ หรอื พนกั งานสอบสวนตามประมวลกฎหมายวธิ พี จิ ารณา ความอาญาไดรอ งขอ ในกรณีท่ีมีการทําใหแพรหลายซึ่งขอมูลคอมพิวเตอรท่ีมีลักษณะขัดตอความสงบ เรียบรอยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน รัฐมนตรีโดยความเห็นชอบของคณะกรรมการกลั่นกรอง ขอมูลคอมพิวเตอรจะมอบหมายใหพนักงานเจาหนาที่ยื่นคํารองพรอมแสดงพยานหลักฐานตอศาล ท่ีมีเขตอํานาจขอใหมีคําสั่งระงับการทําใหแพรหลายหรือลบซ่ึงขอมูลคอมพิวเตอรน้ันออกจากระบบ คอมพวิ เตอรไ ด ทง้ั นี้ ใหน าํ บทบญั ญตั วิ า ดว ยคณะกรรมการทมี่ อี าํ นาจดาํ เนนิ การพจิ ารณาทางปกครอง ตามกฎหมายวา ดว ยวธิ ปี ฏบิ ตั ริ าชการทางปกครองมาใชบ งั คบั การประชมุ ของคณะกรรมการกลน่ั กรอง ขอ มูลคอมพิวเตอรโดยอนโุ ลม ใหรัฐมนตรีแตงตั้งคณะกรรมการกล่ันกรองขอมูลคอมพิวเตอรตามวรรคสองขึ้น คณะหน่ึงหรือหลายคณะ แตละคณะใหมีกรรมการจํานวนเกาคนซึ่งสามในเกาคนตองมาจากผูแทน ภาคเอกชนดานสทิ ธิมนุษยชน ดา นสอื่ สารมวลชน ดานเทคโนโลยีสารสนเทศ หรอื ดานอ่นื ทเี่ กยี่ วของ และใหกรรมการไดรับคาตอบแทนตามหลักเกณฑท่ีรัฐมนตรีกําหนดโดยไดรับความเห็นชอบจาก กระทรวงการคลงั การดําเนินการของศาลตามวรรคหน่ึงและวรรคสอง ใหนําประมวลกฎหมายวิธี พิจารณาความอาญามาบังคับโดยอนุโลม ในกรณีท่ีศาลมีคําส่ังใหระงับการทําใหแพรหลายหรือลบ ขอมูลคอมพิวเตอรตามวรรคหนึ่งหรือวรรคสอง พนักงานเจาหนาท่ีจะทําการระงับการทําให แพรหลายหรือลบขอมูลคอมพิวเตอรนั้นเองหรือจะสั่งใหผูใหบริการระงับการทําใหแพรหลายหรือลบ ขอมูลคอมพิวเตอรน้ันก็ได ทั้งนี้ ใหรัฐมนตรีประกาศกําหนดหลักเกณฑ ระยะเวลา และวิธีการ ปฏิบัติสําหรับการระงับการทําใหแพรหลายหรือลบขอมูลคอมพิวเตอรของพนักงานเจาหนาที่ หรือผูใหบริการใหเปนไปในแนวทางเดียวกันโดยคํานึงถึงพัฒนาการทางเทคโนโลยีที่เปล่ียนแปลงไป เวน แตศาลจะมคี าํ ส่งั เปน อยา งอ่ืน
๑๗๗ ในกรณีมีเหตุจําเปนเรงดวน พนักงานเจาหนาที่จะยื่นคํารองตามวรรคหน่ึงไปกอนท่ีจะ ไดรับความเห็นชอบจากรัฐมนตรี หรือพนักงานเจาหนาที่โดยความเห็นชอบของคณะกรรมการ กลั่นกรองขอมูลคอมพิวเตอรจะย่ืนคํารองตามวรรคสองไปกอนที่รัฐมนตรีจะมอบหมายก็ได แตท้ังน้ี ตอ งรายงานใหร ฐั มนตรที ราบโดยเรว็ ÁÒμÃÒ òñ ในกรณีท่ีพนักงานเจาหนาท่ีพบวา ขอมูลคอมพิวเตอรใดมีชุดคําส่ังไมพึง ประสงครวมอยูดวย พนักงานเจาหนาที่อาจย่ืนคํารองตอศาลที่มีเขตอํานาจเพื่อขอใหมีคําสั่งหาม จําหนายหรือเผยแพร หรือสั่งใหเจาของหรือผูครอบครองขอมูลคอมพิวเตอรน้ันระงับการใช ทําลาย หรือแกไขขอมูลคอมพิวเตอรนั้นได หรือจะกําหนดเงื่อนไขในการใช มีไวในครอบครอง หรือเผยแพร ชดุ คําส่งั ไมพ ึงประสงคดังกลาวก็ได ชุดคําสั่งไมพึงประสงคตามวรรคหน่ึงหมายถึงชุดคําสั่งที่มีผลทําใหขอมูลคอมพิวเตอร หรอื ระบบคอมพวิ เตอรห รอื ชดุ คาํ สง่ั อน่ื เกดิ ความเสยี หาย ถกู ทาํ ลาย ถกู แกไ ข เปลย่ี นแปลงหรอื เพมิ่ เตมิ ขดั ของหรือปฏิบัตงิ านไมตรงตามคําส่ัง หรอื โดยประการอืน่ ตามท่ีกาํ หนดในกฎกระทรวง เวน แตเ ปน ชุดคําสั่งไมพึงประสงคท่ีอาจนํามาใชเพ่ือปองกันหรือแกไขชุดคําสั่งดังกลาวขางตน ท้ังน้ี รัฐมนตรี อาจจะประกาศในราชกจิ จานเุ บกษากาํ หนดรายชอื่ ลกั ษณะ หรอื รายละเอยี ดของชดุ คาํ สง่ั ไมพ งึ ประสงค ซ่งึ อาจนํามาใชเพอื่ ปอ งกนั หรอื แกไขชุดคําสง่ั ไมพ ึงประสงคกไ็ ด ÁÒμÃÒ òò หา มมใิ หพ นกั งานเจา หนา ทแ่ี ละพนกั งานสอบสวนในกรณตี ามมาตรา ๑๘ วรรคสอง เปด เผยหรอื สงมอบขอ มูลคอมพวิ เตอร ขอมูลจราจรทางคอมพวิ เตอร หรอื ขอมลู ของผูใช บริการทีไ่ ดมาตามมาตรา ๑๘ ใหแกบคุ คลใด ความในวรรคหน่ึงมิใหใชบังคับกับการกระทําเพ่ือประโยชนในการดําเนินคดีกับผูกระทํา ความผิดตามพระราชบัญญัตินี้หรือผูกระทําผิดตามกฎหมายอื่นในกรณีตามมาตรา ๑๘ วรรคสอง หรือเพ่ือประโยชนในการดําเนินคดีกับพนักงานเจาหนาที่เก่ียวกับการใชอํานาจหนาที่โดยมิชอบ หรือกับพนักงานสอบสวนในสวนท่ีเกี่ยวกับการปฏิบัติหนาท่ีตามมาตรา ๑๘ วรรคสอง โดยมิชอบ หรือเปนการกระทําตามคําสัง่ หรือทไ่ี ดรับอนุญาตจากศาล พนักงานเจาหนาท่ีหรือพนักงานสอบสวนผูใดฝาฝนวรรคหนึ่งตองระวางโทษจําคุก ไมเ กนิ สามป หรอื ปรบั ไมเกนิ หกหมน่ื บาท หรือท้ังจําท้ังปรับ ÁÒμÃÒ òó พนกั งานเจา หนา ทหี่ รอื พนกั งานสอบสวนในกรณตี ามมาตรา ๑๘ วรรคสอง ผูใดกระทําโดยประมาทเปนเหตุใหผูอื่นลวงรูขอมูลคอมพิวเตอร ขอมูลจราจรคอมพิวเตอร หรือ ขอมูลของผูใชบริการ ท่ีไดมาตามมาตรา ๑๘ ตองระวางโทษจําคุกไมเกินหน่ึงป หรือปรับไมเกิน สองหมนื่ บาท หรอื ทงั้ จาํ ทงั้ ปรับ ÁÒμÃÒ òô ผูใดลวงรูขอมูลคอมพิวเตอร ขอมูลจราจรคอมพิวเตอร หรือขอมูลของ ผูใชบริการท่ีพนักงานเจาหนาท่ีหรือพนักงานสอบสวนไดมาตามมาตรา ๑๘ และเปดเผยขอมูลนั้น ตอ ผูห น่งึ ผูใด ตองระวางโทษจําคกุ ไมเกินสองป หรือปรับไมเ กนิ ส่ีหม่นื บาท หรอื ทงั้ จําท้งั ปรับ
๑๗๘ ÁÒμÃÒ òõ ขอมูล ขอมูลคอมพิวเตอร หรือขอมูลจราจรคอมพิวเตอรที่พนักงาน เจาหนาท่ีไดมาตามพระราชบัญญัติน้ีหรือที่พนักงานสอบสวนไดมาตามมาตรา ๑๘ วรรคสอง ใหอางและรับฟงเปนพยานหลักฐานตามบทบัญญัติแหงประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา หรอื กฎหมายอนื่ อนั วา ดว ยการสบื พยานได แตต อ งเปน ชนดิ ทม่ี ไิ ดเ กดิ ขนึ้ จากการจงู ใจ มคี าํ มน่ั สญั ญา ขเู ขญ็ หลอกลวง หรอื โดยมิชอบประการอนื่ ÁÒμÃÒ òö ผูใหบริการตองเก็บรักษาขอมูลจราจรทางคอมพิวเตอรไวไมนอยกวา เกาสิบวันนับแตวันที่ขอมูลนั้นเขาสูระบบคอมพิวเตอร แตในกรณีจําเปน พนักงานเจาหนาที่จะสั่งให ผูใหบริการใดเก็บรักษาขอมูลจราจรทางคอมพิวเตอรไวเกินเกาสิบวันแตไมเกินสองปเปนกรณีพิเศษ เฉพาะรายและเฉพาะคราวก็ได ผูใหบริการจะตองเก็บรักษาขอมูลของผูใชบริการเทาที่จําเปนเพ่ือใหสามารถระบุตัวผูใช บริการนับตั้งแตเริ่มใชบริการและตองเก็บรักษาไวเปนเวลาไมนอยกวาเกาสิบวันนับต้ังแตการใช บริการส้ินสดุ ลง ความในวรรคหนึ่งจะใชกับผูใหบริการประเภทใด อยางไร และเมื่อใด ใหเปนไปตามที่ รัฐมนตรปี ระกาศในราชกจิ จานเุ บกษา ผใู หบ รกิ ารผูใ ดไมป ฏิบตั ติ ามมาตราน้ี ตองระวางโทษปรบั ไมเกินหาแสนบาท ÁÒμÃÒ ò÷ ผใู ดไมป ฏบิ ตั ติ ามคาํ สง่ั ของศาลหรอื พนกั งานเจา หนา ทที่ ส่ี งั่ ตามมาตรา ๑๘ หรือมาตรา ๒๐ หรือไมปฏิบัติตามคําสั่งของศาลตามมาตรา ๒๑ ตองระวางโทษปรับไมเกิน สองแสนบาทและปรับเปนรายวนั อกี ไมเ กินวันละหาพันบาทจนกวาจะปฏบิ ตั ิใหถูกตอง ÁÒμÃÒ òø การแตงต้ังพนักงานเจาหนาท่ีตามพระราชบัญญัติน้ี ใหรัฐมนตรีแตงตั้ง จากผมู คี วามรแู ละความชํานาญเกี่ยวกบั ระบบคอมพิวเตอรและมคี ณุ สมบตั ิตามที่รัฐมนตรกี ําหนด ผูท่ไี ดรบั การแตง ตัง้ เปน พนกั งานเจาหนาท่ตี ามพระราชบัญญตั นิ ี้ อาจไดร บั คาตอบแทน พิเศษตามท่ีรฐั มนตรกี าํ หนดโดยไดร บั ความเห็นชอบจากกระทรวงการคลงั ในการกาํ หนดใหไ ดร บั คา ตอบแทนพเิ ศษตอ งคาํ นงึ ถงึ ภาระหนา ที่ ความรคู วามเชยี่ วชาญ ความขาดแคลนในการหาผูมาปฏิบัติหนาท่ีหรือมีการสูญเสียผูปฏิบัติงานออกจากระบบราชการเปน จํานวนมาก คุณภาพของงาน และการดํารงตนอยูในความยุติธรรมโดยเปรียบเทียบคาตอบแทนของ ผูป ฏิบตั ิงานอื่นในกระบวนการยตุ ธิ รรมดวย ÁÒμÃÒ òù ในการปฏิบัติหนาท่ีตามพระราชบัญญัตินี้ ใหพนักงานเจาหนาที่ เปนพนักงานฝายปกครองหรือตํารวจชั้นผูใหญตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มีอํานาจรับคํารองทุกขหรือรับคํากลาวโทษ และมีอํานาจในการสืบสวนสอบสวนเฉพาะความผิด ตามพระราชบัญญัติน้ี ในการจับ ควบคุม คน การทําสํานวนสอบสวนและดําเนินคดีผูกระทําความผิดตาม พระราชบัญญัติน้ี บรรดาที่เปนอํานาจของพนักงานฝายปกครองหรือตํารวจชั้นผูใหญ หรือ พนักงานสอบสวนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ใหพนักงานเจาหนาที่ประสานงาน กับพนกั งานสอบสวนผูรับผดิ ชอบเพือ่ ดําเนนิ การตามอํานาจหนา ท่ตี อไป
๑๗๙ ใหนายกรัฐมนตรีในฐานะผูกํากับดูแลสํานักงานตํารวจแหงชาติและรัฐมนตรีมีอํานาจ รว มกนั กําหนดระเบยี บเก่ียวกับแนวทางและวธิ ีปฏบิ ัติในการดาํ เนนิ การตามวรรคสอง ÁÒμÃÒ óð ในการปฏิบตั หิ นาท่ี พนักงานเจา หนา ท่ตี องแสดงบัตรประจําตัวตอบคุ คล ซ่ึงเกีย่ วขอ ง บัตรประจําตัวของพนักงานเจาหนาท่ีใหเปนไปตามแบบท่ีรัฐมนตรีประกาศในราชกิจจา นุเบกษา ÁÒμÃÒ óñ คา ใชจ า ยในเรอ่ื งดงั ตอ ไปน้ี รวมทงั้ วธิ กี ารเบกิ จา ยใหเ ปน ไปตามระเบยี บท่ี รัฐมนตรีกาํ หนดโดยไดร บั ความเห็นชอบจากกระทรวงการคลงั (๑) การสืบสวน การแสวงหาขอมูล และรวบรวมพยานหลักฐานในคดีความผิดตาม พระราชบัญญัติน้ี (๒) การดาํ เนินการตามมาตรา ๑๘ วรรคหนง่ึ (๔) (๕) (๖) (๗) และ (๘) และมาตรา ๒๐ (๓) การดําเนินการอื่นใดอันจําเปนแกการปองกันและปราบปรามการกระทําผิดตาม พระราชบัญญัตนิ ี้
๑๘๐
๑๘๑ º··Õè ñò ¡®ËÁÒ·Õèà¡ÕÂè Ǣ͌ §¡Ñº¡ÒäŒÒÁ¹ØÉ ñ. ÇÑμ¶Ø»ÃÐʧ¤¡ÒÃàÃÕ¹ûŒÙ ÃШӺ· ๑.๑ เพอ่ื ใหน กั เรียนมคี วามรูและความเขาใจในกฎหมายทเ่ี ก่ยี วขอ งกับการคามนษุ ย ๑.๒ เพื่อใหนักเรียนสามารถอธิบายการวิเคราะหวาการกระทําใดมีความผิด หรือไมมี ความผิดตามกฎหมายทีเ่ กย่ี วขอ งกับการคามนษุ ย ๑.๓ เพ่ือใหนักเรียนสามารถอธิบายวิธีการดําเนินการกับผูกระทําความผิดตาม กฎหมายที่เกยี่ วขอ งกบั การคา มนษุ ย ò. ʋǹ¹Ó เน่ืองจากไทยอยูในสถานะประเทศตนทาง ทางผาน และปลายทางของการคามนุษย นโยบายเพ่ือแกไขปองกันและปราบปรามการคามนุษยของไทยใหความสําคัญกับผูเสียหาย จากการคามนุษยเปนหลัก (Victim-Centered) และมีความเกี่ยวของกับการดําเนินงานหลายดาน ที่เกี่ยวของกับการปองกันการแสวงประโยชนหรือการบังคับใชแรงงาน การปราบปรามและดําเนินคดี ขบวนการคามนุษยรวมถึงการชวยเหลือคุมครองผูเสียหายจากการคามนุษยซึ่งนโยบายที่ไทยกําลัง ใหความสําคัญ ในปจจุบันประเทศไทยหยิบยกปญหาการคามนุษยเปนวาระแหงชาติท่ีตองแกไข อยา งเรง ดว นและจริงจงั ตง้ั แตป พ.ศ.๒๕๔๗ ó. à¹Íé× ËÒμÒÁËÇÑ ¢ÍŒ ๓.๑ ความรทู ่วั ไปเกีย่ วกับกฎหมายท่เี กีย่ วขอ งกับการคา มนุษย ๓.๒ ความผดิ ตามกฎหมายท่ีเก่ยี วขอ งกับการคามนษุ ย ๓.๓ บทกําหนดโทษ ô. ʋǹÊÃØ» การคามนุษยเปนปญหาที่สําคัญในระดับโลก เปนเรื่องของการละเมิดสิทธิมนุษยชน ที่ทั่วโลกเร่ิมใหความสนใจและใชมาตรการตางๆ ในการปองกันและปราบปรามการคามนุษย ประเทศไทยก็เปนประเทศหนึ่งที่ใหความสนใจในเรื่องดังกลาว และไดมีการปฏิบัติอยางตอเนื่อง โดยตลอด ซ่งึ กส็ ามารถลดปญหาในเรอ่ื งของการคา มนุษยไปไดในระดับหน่ึง
๑๘๒ õ. ¡¨Ô ¡ÃÃÁá¹Ð¹Ó ใหนักเรียนคนหาการจับกุมตามกฎหมายที่เกี่ยวของกับการคามนุษยและนําขอมูลมา วเิ คราะหอ ภปิ รายรว มกันในชัน้ เรยี น ö. ÃÒ¡ÒÃÍŒÒ§Í§Ô ËÃ×ͺÃóҹ¡Ø ÃÁ มติชนออนไลน, พม.ช้ีแจงความหมาย “คามนุษย-คาประเวณี” หลังสังคมมีความ เขาใจคลาดเคลือ่ น, https://www.matichon.co.th/news/557694 สืบคนเมื่อ ๗ ก.ย. ๒๕๖๐ ชมรมพนักงานสอบสวนหญิง, คําพิพากษาฎีกาคดีคามนุษย, http:// www.femalcinvestigatorthai.com/forums/topic/%c0%b8%84%c0%b8%b3%e0%b8%9e% e0%b8%b4%e0%b8%9e%b8%81%e0%b8%a9%v8%b2%e0%b8%8e%c0%b8%b5%e0%b8%81%e 0%b8%b2%e0%b8%84%e0%b8%94%e0%b8%b5%e0%b8%84%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b 8%a1%e0%b8%99%e0%b8%b8/สืบคน เม่ือวันที่ ๗ ก.ย. ๒๕๖๐
๑๘๓ ¤ÇÒÁÌٷÇèÑ ä»à¡èÂÕ Ç¡Ñº¡®ËÁÒ·àèÕ ¡ÂèÕ Ç¢ÍŒ §¡ºÑ ¡ÒäŒÒÁ¹ÉØ Â เหตุผลในการประกาศใชพระราชบัญญัติฉบับนี้ คือ โดยที่พระราชบัญญัติมาตรการ ในการปองกันและปราบปรามการคาหญิงและเด็ก พ.ศ.๒๕๔๐ ยังมิไดกําหนดลักษณะความผิดให ครอบคลุมการกระทําเพื่อแสวงหาประโยชนโดยมิชอบจากบุคคลที่มิไดจํากัดแตเฉพาะหญิงและเด็ก และกระทาํ ดว ยวธิ กี ารทหี่ ลากหลายมากขนึ้ เชน การนาํ บคุ คลเขา มาคา ประเวณใี นราชอาณาจกั ร หรอื สงไปคานอกราชอาณาจักร บังคับใชแรงงานบริการหรือขอทาน บังคับตัดอวัยวะเพื่อการคา ซึ่งใน ปจจุบันไดกระทําในลักษณะองคกรอาชญากรรมขามชาติมากข้ึน ประกอบกับประเทศไทยไดลงนาม อนุสัญญาสหประชาชาติเพื่อตอตานอาชญากรรมขามชาติท่ีจัดตั้งในลักษณะองคกร และพิธีสาร เพื่อปองกันปราบปรามและลงโทษการคามนุษย โดยเฉพาะผูหญิงและเด็ก เพ่ิมเติมอนุสัญญา สหประชาชาติเพ่ือตอตานอาชญากรรมขามชาติท่ีจัดต้ังในลักษณะองคกร จึงสมควรกําหนดลักษณะ ความผิดใหครอบคลุมการกระทําดังกลาวเพื่อใหการปองกันและปราบปรามการคามนุษย มีประสิทธิภาพย่ิงข้ึน สอดคลองกับพันธกรณีของอนุสัญญาและพิธีสารจัดตั้งกองทุนเพื่อปองกัน และปราบปรามการคามนุษย รวมทั้งปรับปรุงการชวยเหลือและคุมครองสวัสดิภาพผูเสียหาย ใหเ หมาะสม ท้งั น้ี เพื่อประโยชนส งู สุดของผเู สยี หาย สถานการณของประเทศไทยกับการคา มนษุ ย ประเทศไทยมีความเกี่ยวของกับการคามนุษย ๓ สถานะ คือ เปนท้ังประเทศตนทาง ทางผาน และ ปลายทาง ประเทศตน ทาง คือ ประเทศทีม่ กี ารสงเดก็ และผูหญิงไปคา ตา งประเทศ ประเทศทางผาน คือ ประเทศที่ใชเปนเสนทางผานของการนําเด็กและผูหญิง จากประเทศหนึ่งไปคา ในประเทศหนึง่ ประเทศปลายทาง คือ ประเทศท่ีมีการนําเด็กและผูหญิงจากประเทศอ่ืนเขามาคา หรือมกี ารลว งละเมดิ สทิ ธิภายในประเทศ นยิ าม (มาตรา ๔) “องคกรอาชญากรรม” หมายความวา คณะบุคคลซ่ึงมีการจัดโครงสรางโดยสมคบกัน ตั้งแตสามคนข้ึนไปไมวาจะเปนการถาวรหรือชั่วระยะเวลาหน่ึงและไมวาจะเปนโครงสรางท่ีชัดเจน มีการกําหนดบทบาทของสมาชิกอยางแนนอนหรือมีความตอเน่ืองของสมาชิกภาพหรือไม ทั้งนี้ โดยมีวัตถุประสงคที่จะกระทําความผิดฐานใดฐานหนึ่งหรือหลายฐานที่มีอัตราโทษจําคุกขั้นสูง ตง้ั แตส ป่ี ข น้ึ ไปหรอื กระทาํ ความผดิ ตามทกี่ าํ หนดไวใ นพระราชบญั ญตั นิ ี้ เพอ่ื แสวงหาผลประโยชนท าง ทรัพยสินหรอื ผลประโยชนอ ื่นใดอนั มชิ อบดว ยกฎหมายไมว าโดยทางตรงหรอื ทางออ ม “เดก็ ” หมายความวา บคุ คลผูมอี ายตุ ํา่ กวา สิบแปดป
๑๘๔ “พนักงานเจาหนาที่” หมายความวา พนักงานฝายปกครองหรือตํารวจช้ันผูใหญ และ ใหหมายความรวมถึงขาราชการซ่ึงดํารงตําแหนงไมตํ่ากวาขาราชการพลเรือนสามัญระดับสาม ซึ่งรัฐมนตรีแตงต้ังจากผูที่มีคุณสมบัติตามท่ีกําหนดในกฎกระทรวงเพ่ือใหปฏิบัติการตาม พระราชบญั ญตั ิน้ี “รัฐมนตรี” หมายความวา รัฐมนตรีผรู ักษาการตามพระราชบัญญัตนิ ี้ ÁÒμÃÒ õ ใหประธานศาลฎีกาและรัฐมนตรีวาการกระทรวงการพัฒนาสังคมและ ความมนั่ คงของมนษุ ย รกั ษาการตามพระราชบญั ญตั นิ ี้ ทงั้ น้ี ในสว นทเี่ กย่ี วขอ งกบั อาํ นาจหนา ทขี่ องตน ใหป ระธานศาลฎกี ามอี าํ นาจออกขอ บงั คบั และรฐั มนตรวี า การกระทรวงการพฒั นาสงั คม และความมั่นคงของมนุษยมีอํานาจแตงตั้งพนักงานเจาหนาท่ีกับออกกฎกระทรวงและระเบียบ เพอื่ ปฏบิ ัติการตามพระราชบัญญตั นิ ี้ ขอบังคับประธานศาลฎีกา กฎกระทรวงและระเบียบน้ัน เม่ือไดประกาศในราชกิจจา นเุ บกษาแลวใหใ ชบ ังคับได º··èÑÇä» นิยามความหมายของคาํ วา การคา มนุษย เรอ่ื งการคา มนษุ ยเ ปน เรอื่ งทป่ี ระชาคมโลกใหค วามสนใจมากเพราะกระทบตอ สทิ ธมิ นษุ ยชน ในป ค.ศ.๒๐๐๐ องคการสหประชาชาติไดกําหนดนิยามความหมายของ “การคามนุษย” ไวใน พธิ สี ารแนบทา ยอนสุ ญั ญาสหประชาชาติ เพอ่ื ตอ ตา นดา นอาชญากรรมขา มชาติ ทจี่ ดั ตงั้ ในลกั ษณะองคก ร ซ่ึงพธิ ีสารแนบทา ยอนสุ ญั ญาดังกลา ว ช่อื วา “พธิ สี ารเพื่อปอ งกันปราบปรามและลงโทษการคา มนุษย โดยเฉพาะสตรีและเด็ก” ¹ÂÔ ÒÁ¤ÇÒÁËÁÒ¢ͧ “¡ÒäҌ Á¹ÉØ Â” μÒÁ·กÕè าํ ˹´ã¹¾¸Ô ÊÕ ÒÃà¾Í×è »Í‡ §¡¹Ñ »ÃÒº»ÃÒÁ áÅÐŧâ·É¡ÒäŒÒÁ¹ØÉÂâ´Â੾ÒÐÊμÃÕáÅÐà´ç¡ ¢ÍŒ ó ¤Í× “การคา มนษุ ย” หมายถึง การจัดหา การขนสง การสงตอ การจัดใหอยอู าศยั หรือการ รับไวซ ึ่งบุคคลดวยวธิ กี ารขูเขญ็ หรอื ดวยการใชก ําลงั หรอื ดว ยการบบี บงั คับในรปู แบบอ่นื ใด ดวยการ ลักพาตัว ดวยการฉอโกง ดวยการหลอกลวง ดวยการใชอํานาจโดยมิชอบ หรือดวยการใชสถานะ ความเสี่ยงภัยจากการคามนุษยโดยมิชอบ หรือมีการใหหรือรับเงินหรือผลประโยชนเพื่อใหไดมา ซ่ึงความยินยอมของบุคคลผูมีอํานาจควบคุมบุคคลอื่น เพื่อความมุงประสงคในการแสวงประโยชน การแสวงประโยชนอยางนอยที่สุดใหรวมถึงการแสวงประโยชนจากการคาประเวณีของบุคคลอ่ืน หรือการแสวงประโยชนท างเพศในรูปแบบอ่นื การบังคับใชแ รงงานหรือบรกิ าร การเอาคนลงเปนทาส หรือการกระทําอ่ืนเสมือนการเอาคนลงเปนทาส การทําใหตกอยูใตบังคับ หรือการตัดอวัยวะ ออกจากรา งกาย
๑๘๕ ¨Ò¡คํา¹ÔÂÒÁ´Ñ§¡ÅÒ‹ Ç ¡ÒäҌ Á¹ØÉ¨ Ö§»ÃСͺ´ŒÇÂͧ¤»ÃСͺ·èสÕ าํ ¤ÑÞ ó ʋǹ¤×Í ๑. การกระทาํ ไดแ ก เปน ธรุ ะจดั หา ลอ ไป ชกั พาไป ซอื้ ขาย จาํ หนา ย นาํ เขา พามาจาก สง ออกไป รับไว หนวงเหนย่ี วกักขัง ซอ นเรน ๒. วิธีการ ไดแก การใชอุบายหลอกลวง บังคับ ชักจูง ยุยง สงเสริม ขูเข็ญ ใชกําลัง ประทุษรา ย ขูเขญ็ วาจะใชก าํ ลงั ประทษุ รา ย ใชอํานาจครอบงาํ ผดิ คลองธรรม ขม ขืนใจ ๓. วัตถุประสงค คือ เพื่อแสวงหาประโยชนโดยมิชอบจากเหยื่อ เชน การนําตัวไป เพ่ือสนองความใคร เพื่อการอนาจารหรือการคาประเวณี เอาตัวลงเปนทาสหรือมีฐานะคลายทาส กดขีแ่ รงงานและตัดอวยั วะ ¢ŒÍ椄 à¡μ·èÕสาํ ¤ÞÑ ºÒ§»ÃСÒÃã¹¾Ô¸ÕÊÒéººÑ ´Ñ§¡Å‹ÒÇ ¤×Í ๑. ในพธิ สี ารขอ ๓(b) ระบวุ า ความยนิ ยอมของเหยื่อหรือผเู สียหายจากการคามนษุ ย ไมสามารถหยิบยกข้ึนมาเปนประเด็นหรือขอกลาวอางใหพนจากการถือวาการกระทํานั้นๆ เปน การคามนุษย หากวามีการใชวิธีการดังที่ไดกลาวขางตนเพ่ือใหไดมาซ่ึงความยินยอมของเหยื่อ หรือผูเสียหายจากการคามนุษย ๒. พิธีสาร ขอ ๓(c) ใหถือวาการจัดหา การขนสง การจัดใหอยูอาศัย หรือการรับไว ซ่งึ เดก็ เพอ่ื ความมุงประสงคในการแสวงประโยชนเ ปน “การคา มนุษย” แมวา จะไมม กี ารใชว ิธกี ารใดๆ ทีก่ ลา วไวข างตน ๓. พิธีสาร ขอ ๓(d) ระบวุ า “เด็ก” หมายถงึ บุคคลใดทมี่ ีอายตุ ํ่ากวา ๑๘ ป ¡ÅÒ‹ Çâ´ÂÊÃØ»¡ÒÃáÊǧËÒ»ÃÐ⪹¨Ò¡àËÂÍ×è ¡ÒäҌ Á¹ÉØ Â¨ ÐÁÕ ò ÃٻẺ¤×Í ๑. ¡ÒÃáÊǧËÒ»ÃÐ⪹·Ò§à¾È เชน การบังคับคาประเวณี การบังคับใหเตนระบํา เปลือย สอื่ ลามกอนาจาร เปน ตน ๒. ¡ÒÃáÊǧËÒ»ÃÐ⪹·Ò§àÈÃɰ¡Ô¨áÅÐáç§Ò¹ เชน ทํางานเกษตรกรรม การใชแ รงงานเยยี่ งทาส การบังคบั ใหขนยาเสพติด และบังคับใหขอทาน เปน ตน ปจจุบันประเทศไทยไดตราพระราชบัญญัติปองกันและปราบปรามการคามนุษย พ.ศ.๒๕๕๑ และไดต ราฐานความผิดคามนษุ ยเ อาไวใ นมาตรา ๖ ÁÒμÃÒ ö ผใู ดกระทาํ การอยา งหนึง่ อยา งใดดังตอไปนี้ (๑) เปนธุระจัดหา ซื้อ ขาย จําหนาย พามาจากหรือสงไปยังที่ใด หนวงเหน่ียวกักขัง จดั ใหอยอู าศัย หรอื รบั ไวซ ึง่ บุคคลใด โดยขม ขู ใชกาํ ลงั บงั คบั ลกั พาตัว ฉอฉล หลอกลวง ใชอ าํ นาจ โดยมิชอบ ใชอํานาจครอบงําบุคคลดวยเหตุที่อยูในภาวะออนดอยทางรางกาย จิตใจ การศึกษา หรือทางอ่ืนใดโดยมิชอบ ขูเข็ญวาจะใชกระบวนการทางกฎหมายโดยมิชอบหรือโดยใหเงินหรือผล ประโยชนอยา งอ่นื แกผ ปู กครองหรอื ผูดแู ลบคุ คลน้ัน เพ่อื ใหผปู กครอง หรอื ผูด แู ลใหความยนิ ยอมแก ผูก ระทําความผิดในการแสวงหาประโยชนจ ากบคุ คลที่ตนดแู ล หรอื
๑๘๖ (๒) เปนธุระจัดหา ซ้ือ ขาย จําหนาย พามาจากหรือสงไปยังท่ีใด หนวงเหน่ียวกักขัง จัดใหอยูอาศัย หรือรับไวซึ่งเด็ก ถาการกระทํานั้นไดกระทําโดยมีความมุงหมายเพื่อเปนการแสวงหา ประโยชนโดยมชิ อบผูน้ันกระทําความผิดฐานคา มนุษย การแสวงหาประโยชนโดยมิชอบตามวรรคหนึ่ง หมายความวา การแสวงหาประโยชน จากการคา ประเวณี การผลติ หรอื เผยแพรว ตั ถหุ รอื สอื่ ลามก การแสวงหาประโยชนท างเพศในรปู แบบอน่ื การเอาคนลงเปนทาสหรือใหมีฐานะคลายทาส การนําคนมาขอทาน การตัดอวัยวะเพื่อการคา การบังคับใชแรงงานหรือบริการ หรือการอื่นใดที่คลายคลึงกัน อันเปนการขูดรีดบุคคลไมวาบุคคล นน้ั จะยนิ ยอมหรือไมกต็ าม การบังคับใชแรงงานหรือบริการตามวรรคสอง หมายความวาการขมขืนใจใหทํางาน หรือใหบ รกิ ารโดยวิธกี ารอยา งหนง่ึ อยา งใด ดงั ตอไปนี้ (๑) ทําใหกลัววาจะเกิดอันตรายตอชีวิต รางกาย เสรีภาพ ช่ือเสียง หรือทรัพยสิน ของบุคคลน้นั เอง หรอื ของผอู ื่น (๒) ขเู ขญ็ ดวยประการใดๆ (๓) ใชก ําลังประทษุ รา ย (๔) ยึดเอกสารสําคัญประจําตัวของบุคคลน้ันไว หรือนําภาระหน้ีของบุคคลนั้น หรือ ของผูอน่ื มาเปน ส่งิ ผกู มดั โดยมชิ อบ (๕) ทาํ ใหบ คุ คลนน้ั อยูใ นภาวะทไี่ มสามารถขดั ขนื ได ในมาตรา ๖ ไดบัญญัติคําวา “แสวงหาประโยชนโดยมิชอบ” หมายความวา การแสวงหาประโยชนจากการคาประเวณี การผลิตหรือเผยแพรวัตถุหรือสื่อลามก การแสวงหา ประโยชนท างเพศในรปู แบบอ่ืน การเอาคนลงเปน ทาสหรือใหม ีฐานะคลา ยทาส การนําคนมาขอทาน การตัดอวัยวะเพือ่ การคา การบังคบั ใชแรงงาน หรอื บริการหรือการอื่นใดท่คี ลายคลงึ กัน อันเปนการ ขูดรีดบุคคลไมวาบุคคลน้ันจะยินยอมหรือไมก็ตาม ดังน้ัน เม่ือพิจารณามาตรา ๖ ก็พอสรุปไดวา “การคามนุษย” เปนการกระทําตอบุคคลอื่นโดยเจตนาเพื่อแสวงหาประโยชนโดยมิชอบสําหรับ ตนเองหรอื ผูอน่ื ไมวาบคุ คลนนั้ จะยินยอมหรือไมก ต็ าม นอกจากน้ี การแสวงหาประโยชนโดยมชิ อบ ไดมีการรวมเอาคําวา “การบังคับใชแรงงานหรือบริการ” เอาไวโดยมาตรา ๖ วรรคทายไดให คําจํากัดความของคําวา “การบังคับใชแรงงานหรือบริการ” หมายความวา การขมขืนใจใหทํางาน หรอื ใหบ ริการโดยวธิ ีการอยางหนง่ึ อยางใด ดังตอไปนี้ (๑) ทําใหกลัววาจะเกิดอันตรายตอชีวิต รางกาย เสรีภาพ ชื่อเสียงหรือทรัพยสิน ของบคุ คลน้ันเอง หรอื ของผอู ่นื (๒) ขูเขญ็ ดว ยประการใดๆ (๓) ใชกําลงั ประทุษรา ย
๑๘๗ (๔) ยึดเอกสารสําคัญประจําตัวของบุคคลนั้นไวหรือนําภาระหน้ีของบุคคลน้ันหรือ ของผูอ่ืนมาเปนสง่ิ ผกู มัดโดยมชิ อบ (๕) ทําใหบ คุ คลนัน้ อยใู นภาวะที่ไมส ามารถขดั ขนื ได ดังนั้น จึงพอสรุปไดวา “การคามนุษย” เปนการกระทําตอบุคคลอื่นโดยเจตนา เพื่อแสวงหาประโยชนโดยมิชอบสําหรับตนเองหรือผูอ่ืน ไมวาบุคคลนั้นจะยินยอมหรือไมก็ตาม ในลักษณะดังตอ ไปนี้ (๑) เปนธรุ ะจดั หา ซื้อขาย จําหนาย พามาจาก หรือสง ไปยงั ท่ีใด หนว งเหนย่ี ว กักขงั จัดใหอยูอาศัยหรือรับไวซ่ึงบุคคลใดโดยขมขูใชกําลังบังคับ ลักพาตัว ฉอฉล หลอกลวง ใชอํานาจ โดยมิชอบ ใชอํานาจครอบงําบุคคลดวยเหตุที่อยูในภาวะออนดอยทางรางกาย จิตใจ การศึกษา หรือทางอื่นใดโดยมิชอบ ขูเข็ญวาจะใชกระบวนการทางกฎหมายโดยมิชอบ หรือโดยใหเงิน หรือผลประโยชนอยางอื่นแกผูปกครองหรือผูดูแลบุคคลน้ัน เพื่อใหผูปกครองหรือผูดูแล ใหความยินยอมแกผกู ระทาํ ความผดิ ในการแสวงหาประโยชนจากบุคคลท่ตี นดูแล หรอื (๒) เปน ธรุ ะจดั หา ซอ้ื ขาย จาํ หนา ย พามาจาก หรือสง ไปยังท่ใี ด หนวงเหน่ยี ว กักขงั จัดใหอยูอาศัยหรือรับไวซ่ึงเด็กถาการกระทําน้ันไดกระทําโดยมีความมุงหมาย เพื่อเปนการแสวงหา ประโยชนโ ดยมชิ อบ ผูนน้ั กระทําความผิดฐานคา มนษุ ย ในกรณีท่ีเปนการกระทําตอเด็ก แมไมไดมีการใชวิธีการตามมาตรา ๖(๑) ก็เปนการคา มนษุ ยตามมาตรา ๖(๒) ¡Å‹ÒÇâ´ÂÊÃØ» ในการที่จะพิจารณาวาเปนคดีเก่ียวกับเรื่องการคามนุษยหรือไมนั้น จะตอ งพิจารณาวาผกู ระทําผิดมพี ฤตกิ รรมประการใด ดงั ตอไปนี้ ๑. ผูนน้ั มีพฤติกรรมในการเปนธรุ ะจัดหา ซื้อ ขาย จําหนาย พามา หรือสงไปยังทใี่ ด รบั ตวั ไว หนว งเหนยี่ ว กกั ขงั ซอ นเรนบคุ คลโดยเฉพาะหญิงหรอื เดก็ หรือไม ๒. วธิ กี ารทผ่ี นู นั้ แสดงออกมา เปน วธิ กี ารขม ขู คกุ คาม ใชก าํ ลงั การลกั พาตวั การบงั คบั การหลอกลวง ใชอ าํ นาจทเี่ หนอื กวา บงั คบั หรอื ใหค า ตอบแทน ทงั้ ทเ่ี ปน ทรพั ยส นิ หรอื ประโยชนอ ยา งอนื่ ตอผูถ ูกกระทําหรอื ไม ๓. เจตนาที่ผูกระทําความผิดน้ันนอกจากมีเจตนาธรรมดาแลว ยังจะตองมีเจตนา พิเศษหรือมูลเหตุชักจูงใจเพ่ือนําผูถูกกระทําไปแสวงหาประโยชนโดยมิชอบหรือไม ซ่ึงการแสวงหา ประโยชนโดยมิชอบนี้ หมายถึง การแสวงหาประโยชนทางเพศ การบังคับใชแรงงาน หรือบริการ การเอาตัวเปนทาส การจองจาํ ตลอดจนการตดั อวยั วะออกจากรางกายเพอื่ การคา ดวย การกระทําความผิดตาม พ.ร.บ.ปองกันและปราบปรามการคามนุษย พ.ศ.๒๕๕๑ มักเปนความผิดท่ีมีฐานความผิดอื่นๆ รวมอยูดวย หลักการใช พ.ร.บ.คามนุษยจะใชประมวล กฎหมายอาญา ในเร่ืองการกระทําความผิดหลายกรรมหลายวาระ หรือการกระทํากรรมเดียวผิด กฎหมายหลายบทเปน หลกั ในการพจิ ารณา
๑๘๘ ดังนั้น การกระทําความผิดบางกรณีอาจไมผิดตาม พ.ร.บ.ปองกันและปราบปราม การคามนษุ ย พ.ศ.๒๕๕๑ กจ็ ะใชก ฎหมายนน้ั ดําเนนิ การ แตหากมคี วามผิดตาม พ.ร.บ.ปอ งกันและ ปราบปรามการคา มนุษย พ.ศ.๒๕๕๑ รวมอยดู วยกอ็ าจจะดาํ เนินการตามฐานความผิดทเ่ี ปน บทหนกั หรือทุกกรรมทุกวาระตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๙๐ หรือ มาตรา ๙๑ ¡ÒäҌ Á¹ÉØ Âá ÅСÒÃÅÑ¡Åͺ¢¹¼âÙŒ ¡ÂÒŒ ¶èÔ¹°Ò¹ ในการประกอบอาชญากรรมการคามนุษย จะมีลักษณะใกลเคียงกับการลักลอบขน ผโู ยกยา ยถนิ่ ฐาน ซง่ึ อาจกอ ใหเ กดิ ความสบั สนแกเ จา หนา ทผี่ ปู ฏบิ ตั งิ านได ดงั นน้ั เจา หนา ทผี่ ปู ฏบิ ตั งิ าน จะตองแยกความแตกตางของอาชญากรรมทัง้ ๒ ประเภท ใหไ ด เพ่อื จะไดชว ยเหลอื ไดท ันทว งที และ อยางไรท่ีจะถือไดวา เปนการลักลอบขนผูโยกยายถ่ินฐานน้ัน ไดมีพิธีสารเพ่ือตอตานการลักลอบขน ผูโ ยกยา ยถน่ิ ฐานทางบก ทางทะเลและทางอากาศ ขอ ๒ (a) ไดก าํ หนดคํานิยามวา “¡ÒÃÅÑ¡Åͺ¢¹¼ÙŒâ¡ŒÒ¶Ôè¹°Ò¹” หมายถึง การจัดใหมีการเขาเมืองโดยผิดกฎหมาย ของบุคคลหนึ่ง ซ่ึงมิใชคนชาติของหรือผูมีถิ่นท่ีอยูถาวรในรัฐภาคีท่ีเขาไปน้ัน เพ่ือใหไดมา ซึ่งผลประโยชนทางการเงิน หรือผลประโยชนท างวตั ถอุ น่ื จากการน้ัน ไมว า จะโดยตรงหรือโดยออ ม จากนิยามดังกลาวจะเห็นไดวา การลักลอบขนผูโยกยายถ่ินฐาน คือ การนาํ พาบุคคลที่ ประสงคจะเดินทางเขาไปยังประเทศอื่นเพื่อความมุงประสงคอยางใดอยางหน่ึงโดยไมผานชองทาง และวิธีการตามกฎหมายของประเทศน้ันๆ ไดกําหนดไว และเมื่อการดําเนินการดังกลาวสําเร็จบรรลุ ตามวตั ถปุ ระสงค คอื สามารถนําพาบคุ คลทป่ี ระสงคเดนิ ทางเขา ประเทศไดเ รียบรอยแลว ผทู ่รี ับจาง นําพาก็จะไดรับผลตอบแทนเปนเงินหรือผลประโยชนอยางอ่ืนจากผูประสงคเดินทาง ดังนั้น หากพิจารณาตามหลักกฎหมายของประเทศไทยจะเห็นไดวา ผูรับจาง คือ ผูที่ลงมือกระทําผิด โดยผปู ระสงคเดินทาง คอื ผูใชใ หผอู ่นื กระทาํ ความผิดน่นั เอง จากนิยามความหมายของ “การคามนุษย” และ “การลักลอบขนผูโยกยายถ่ินฐาน” ขางตน จึงเห็นไดวาอาชญากรรมท้ังสองประเภทมีความแตกตางกัน บุคคลท่ีถูกนําพาก็มีสถานะ ทีแ่ ตกตางกนั ทง้ั น้ี ความแตกตางที่สาํ คัญพอจะจําแนกไดดังนี้
๑๘๙ ¡ÒÃà»ÃÂÕ ºà·ÕºÃÐËNjҧÍÒªÞÒ¡ÃÃÁ¡ÒäŒÒÁ¹ÉØ Â¡ Ѻ¡ÒÃÅÑ¡Åͺ¢¹¼âÙŒ ¡ÂÒŒ ¶¹Ôè °Ò¹ ¡ÒäŒÒÁ¹ÉØ Â ¡ÒÃÅ¡Ñ Åͺ¢¹¼Œâ٠¡ŒÒ¶è¹Ô °Ò¹ ๑. เปนความผิดท่ีสงผลกระทบโดยตรงตอชีวิตรางกาย ๑. เปนความผิดท่ีสงผลกระทบตอความสงบเรียบรอย เสรีภาพ และอนามัยของเหยื่อซ่ึงถูกบังคับ หลอกลวง ความมั่นคงปลอดภัยของประเทศท่ีมีการลักลอบเดินทาง นาํ ตวั มาแสวงหาประโยชนในรูปแบบตางๆ ระหวา งกนั ๒. เหย่ือของการคามนุษย โดยสวนใหญแลวจะ ๒. ผูที่ลักลอบขามแดนมานั้นยินยอมหรือสมัครใจ ถูกบังคับหรือหลอกลวงมา เหย่ือสวนใหญไมไดให ท่จี ะขามแดนไปท่ีประเทศปลายทาง ผูรับจางพาขามแดน ความยินยอมที่จะถูกพามาแสวงหาประโยชน หรือ เปนเพียงผูอํานวยความสะดวกในการขามแดนเทานั้น หากยินยอมก็เพราะสําคัญผิดในเง่ือนไขบางประการ และเม่ือขามแดนไดสําเร็จแลว ผูท่ีลักลอบขามแดน เชน ยินยอมท่ีจะมาทํางานภายในบานซึ่งมิได มีอิสระท่ีจะทําการใดๆ ตามแตท่ีตนจะตองการ หมายความวาจะตอ งบรกิ ารทางเพศใหกับนายจางดวย ผรู ับจา งจะไมเขา มายุงเกยี่ วอกี ตอ ไป ๓. วัตถุประสงคของการคา มนษุ ย คอื ผูก ระทาํ ความผิด ๓. วัตถุประสงคของผูกระทําความผิดรับจางพา มีเจตนาพิเศษเพื่อแสวงหาประโยชนโดยมิชอบดวย ขามแดน คือ นําพาผูประสงคขามแดนผานแดนไปได กฎหมายจากตัวเหยื่อ เชน แสวงหาประโยชนทางเพศ, ตามท่ีตกลงไว มิไดมีเจตนาแสวงหาประโยชนอื่นใด แรงงาน, อวัยวะของเหยอื่ จากผลู กั ลอบขามแดนนอกจากคาจางท่ไี ดต กลงกนั ๔. เปนการกระทําผิดท่ีเกิดข้ึนไดท้ังภายในประเทศ ๔. เปนความผิดที่เกิดไดเฉพาะระหวางประเทศเทานั้น และระหวางประเทศ เชน หลอกลวงหญิงจากทาง เพราะวัตถุประสงคก็คือเปนการลักลอบพาคนจาก ภาคเหนือของประเทศเพ่ือมาขายประเวณีทางภาคใต ประเทศหน่ึงขามแดนไปยังอีกประเทศหน่ึงโดยไมถูกตอง ของประเทศหรืออาจขามประเทศไปยังประเทศ ตามกฎหมาย เพอ่ื นบา นใกลเ คยี ง เปนตน ๕. ผูกระทําความผิดจะเปนฝายสรรหาเหยื่อโดยผาน ๕. ผูประสงคจะขามแดน จะเปนผูมาติดตอขอใช วิธีการตางๆ เชน ผานตัวแทน นายหนาใชอุบาย บริการจากผูรับจางขนคนขามแดนโดยตรง หรือจาก หลอกลวง ทําใหเหย่ือหลงเขาใจผิดวาจะไปประกอบ การผานโฆษณาเชิญชวน ผูรับจางขนคนขามแดนจะมี วิชาชีพที่มั่นคง รายไดดี หรือบางรายใชกําลังประทุษราย อํานาจควบคุมไดเฉพาะชวงเวลาในการพาขามแดน ทันทีที่เหย่ือตกอยูภายใตการควบคุมแลว เหยื่อจะ เทาน้ัน ถาผูประสงคจะขามแดนประเมินถึงความเสี่ยง ไมมีอํานาจตัดสินใจ หรือตอรองใดๆ ท้ังสิ้น หาก แลวเห็นวาไมเหมาะสมท่ีจะขามแดนในชวงเวลาดังกลาว เหย่ือตอสูขัดขืน หรือหาทางหลบหนี ผูคามนุษยมักจะ แลวเขาจะบอกเลิกก็ได ผูรับจางขนคนขามแดนไมมี ใชความรุนแรงตอเหยื่อ และเมื่อเหย่ือถึงจุดหมาย อํานาจบังคับ จึงไมมีความจําเปนท่ีจะตองใชความรุนแรง ปลายทาง หรือสถานท่ีท่ีกําหนดใหเหย่ืออยู เหยื่อจะ และเมื่อผูประสงคขามแดนมาถึงท่ีหมายปลายทาง ไมมีอิสรภาพ จะถูกควบคุมจากผูคามนุษยหรือ ตามที่ตกลงกนั ผูร ับจา งขนคนขา มแดนกส็ ้นิ สุดภารกิจ ผแู สวงหาประโยชนจากเหยื่อ
๑๙๐ ¡ÒäҌ Á¹ØÉ¡ Ѻ¡ÒäŒÒ»ÃÐàÇ³Õ “การคามนุษย” กับ “การคาประเวณี” คือ โดยการคามนุษยเปนการแสวงหาประโยชน โดยมิชอบจากบุคคล โดยเฉพาะจากผูหญิง เด็กหญิงและเด็กชายไมวาจะสมัครใจหรือไมก็ตาม มนี ายหนาเปน ธรุ ะจดั หา ชักชวนหรือถกู หนวงเหนยี่ ว กกั ขัง ถา เปน เด็กอายุตาํ่ กวา ๑๘ ป ถงึ แมจะ ไมมีสภาพถูกกักขัง ทํารายรางกาย หรือบังคับใหคาประเวณี ก็ถือวาเปนการคามนุษย สวนการคา ประเวณีเปนเรื่องของการสมัครใจขายบริการทางเพศของบุคคลอายุ ๑๘ ปข้ึนไป โดยการตกลงกัน ของทง้ั สองฝา ย ไมม ีการกกั ขัง หนวงเหนยี่ ว ¤ÇÒÁ¼´Ô μÒÁ¡®ËÁÒ·àÕè ¡èÂÕ Ç¢ŒÍ§¡ºÑ ¡ÒäŒÒÁ¹ØÉ ¡ÒáÃÐทาํ ·èÕ໚¹¤ÇÒÁ¼´Ô ÁÒμÃÒ ö ผใู ดกระทาํ การอยา งหน่ึงอยา งใด ดังตอ ไปนี้ (๑) เปน ธุระจดั หา ซอื้ ขาย จําหนาย พามาจาก หรือสง ไปยังทีใ่ ด หนวงเหน่ียว กักขงั จดั ใหอ ยอู าศยั หรอื รบั ไวซ ง่ึ บคุ คลใด โดยขม ขใู ชก าํ ลงั บงั คบั ลกั พาตวั ฉอ ฉล หลวกลวง ใชอ าํ นาจโดยมชิ อบ ใชอํานาจครอบงําบุคคลดวยเหตุที่อยูในภาวะออนดอยทางรางกาย จิตใจ การศึกษา หรือทางอ่ืน โดยมชิ อบ ขเู ขญ็ วา จะใชก ระบวนการทางกฎหมายโดยมชิ อบหรอื โดยใหเ งนิ หรอื ผลประโยชนอ ยา งอน่ื แกผูปกครองหรือผูดูแลบุคคลนั้น เพื่อใหผูปกครองหรือผูดูแลใหความยินยอมแกผูกระทําความผิด ในการแสวงหาประโยชนจากบุคคลทต่ี นดูแล หรือ (๒) เปนธุระจัดหา ซื้อขาย จําหนาย พามาจากหรือสงไปยังท่ีใด หนวงเหน่ียว กักขัง จัดใหอยูอาศัยหรือรับไวซ่ึงเด็ก ถาการกระทํานั้นไดกระทําโดยมีความมุงหมาย เพ่ือเปนการแสวงหา ประโยชนโดยมชิ อบ ผูน ัน้ กระทําความผดิ ฐานคา มนุษย การแสวงหาประโยชนโดยมิชอบตามวรรคหนึ่ง หมายความวา การแสวงหาประโยชน จากการคา ประเวณี การผลติ หรอื เผยแพรว ตั ถหุ รอื สอ่ื ลามก การแสวงหาประโยชนท างเพศในรปู แบบอน่ื การเอาคนลงเปนทาส หรือใหมีฐานะคลายทาส การนําคนมาขอทาน การตัดอวัยวะเพ่ือการคา การบังคับใชแรงงานหรือบริการ หรือการอ่ืนใดที่คลายคลึงกันอันเปนการขูดรีดบุคคลไมวาบุคคลนั้น จะยนิ ยอมหรือไมก็ตาม การบังคับใชแรงงานหรือบริการตามวรรคสอง หมายความวา การขมขืนใจใหทํางาน หรอื ใหบ รกิ ารโดยวิธกี ารอยา งหนึง่ อยางใด ดังตอไปน้ี (๑) ทําใหกลัววาจะเกิดอันตรายตอชีวิต รางกาย เสรีภาพ ชื่อเสียง หรือทรัพยสิน ของบคุ คลนัน้ เอง หรอื ของผอู ืน่ (๒) ขูเ ขญ็ ดว ยประการใดๆ (๓) ใชกาํ ลังประทษุ รา ย
๑๙๑ (๔) ยึดเอาเอกสารสําคญั ประจาํ ตัวของบุคคลนนั้ ไว หรือนาํ ภาระหนข้ี องบุคคลนนั้ หรอื ของผอู ืน่ มาเปนสิง่ ผกู มัดโดยมิชอบ (๕) ทาํ ใหบคุ คลน้ันอยูใ นภาวะท่ีไมสามารถขดั ขืนได ÁÒμÃÒ ÷ ผูใดกระทําการดังตอไปนี้ตองระวางโทษเชนเดียวกับผูกระทําความผิดฐาน คา มนุษย (๑) สนับสนนุ การกระทําความผดิ ฐานคา มนษุ ย (๒) อุปการะโดยใหทรัพยสิน จัดหาท่ีประชุมหรือที่พํานักใหแกผูกระทําความผิดฐาน คามนษุ ย (๓) ชว ยเหลอื ดว ยประการใดเพอื่ ใหผ กู ระทาํ ความผดิ ฐานคา มนษุ ยพ น จากการถกู จบั กมุ (๔) เรียก รับ หรือยอมจะรับทรัพยสินหรือประโยชนอื่นใดจากผูกระทําความผิดฐาน คา มนุษยเพ่อื มิใหผ กู ระทาํ ความผดิ ฐานคามนษุ ยถกู ลงโทษ (๕) ชักชวน ช้ีแนะ หรือติดตอบุคคลใหเขาเปนสมาชิกขององคกรอาชญากรรม เพ่อื ประโยชนใ นการกระทาํ ความผดิ ฐานคามนุษย ÁÒμÃÒ ø ผใู ดตระเตรยี มเพอ่ื กระทาํ ความผดิ ตามมาตรา ๖ ตอ งระวางโทษหนงึ่ ในสาม ของโทษที่กาํ หนดไวส าํ หรับความผิดนัน้ ÁÒμÃÒ ù ผูใดสมคบโดยการตกลงกันต้ังแตสองคนขึ้นไปเพ่ือกระทําความผิดตาม มาตรา ๖ ตองระวางโทษไมเกินกง่ึ หนึง่ ของโทษทกี่ ฎหมายกาํ หนดไวส าํ หรับความผิดนัน้ ถาผูท่ีสมคบกันกระทําความผิดคนหนึ่งคนใดไดลงมือกระทําความผิดตามท่ีไดสมคบกับ ผูร วมสมคบดวยกนั ทุกคนตอ งระวางโทษตามท่ไี ดบัญญัติไวส ําหรับความผดิ น้นั อกี กระทงหน่ึงดว ย ในกรณีท่คี วามผดิ ไดก ระทาํ ถึงขัน้ ลงมือกระทาํ ความผิด แตเ นอื่ งจากการเขาขัดขวางของ ผูสมคบทําใหการกระทําน้ันกระทําไปไมตลอดหรือกระทําไปตลอดแลวแตการกระทํานั้นไมบรรลุผล ผสู มคบที่กระทาํ การขดั ขวางน้ันตอ งรับโทษตามกาํ หนดไวในวรรคหนง่ึ ถาผูกระทําความผิดตามวรรคหน่ึงกลับใจใหความจริงแหงการสมคบตอพนักงาน เจาหนาที่กอนจะมีการกระทําความผิดตามท่ีไดมีการสมคบกัน ศาลจะไมลงโทษหรือลงโทษผูนั้น นอ ยกวาท่ีกฎหมายกาํ หนดไวส ําหรับความผิดนนั้ เพยี งใดก็ได ÁÒμÃÒ ñð ถาการกระทําความผิดตามมาตรา ๖ ไดกระทําโดยรวมกันต้ังแตสามคน ขน้ึ ไปหรอื โดยสมาชกิ ขององคก รอาชญากรรม ตอ งระวางโทษหนกั กวา โทษทกี่ ฎหมายบญั ญตั ไิ วก งึ่ หนงึ่ ในกรณีที่สมาชิกขององคกรอาชญากรรมไดกระทําความผิดตามมาตรา ๖ สมาชิกของ องคกรอาชญากรรมทุกคนท่ีเปนสมาชิกอยูในขณะที่กระทําความผิด และรูเห็นหรือยินยอมกับ การกระทาํ ความผดิ ดงั กลา ว ตอ งระวางโทษตามทบ่ี ญั ญตั ไิ วส าํ หรบั ความผดิ นนั้ แมจ ะมไิ ดเ ปน ผกู ระทาํ ความผดิ น้นั เอง
Search
Read the Text Version
- 1
- 2
- 3
- 4
- 5
- 6
- 7
- 8
- 9
- 10
- 11
- 12
- 13
- 14
- 15
- 16
- 17
- 18
- 19
- 20
- 21
- 22
- 23
- 24
- 25
- 26
- 27
- 28
- 29
- 30
- 31
- 32
- 33
- 34
- 35
- 36
- 37
- 38
- 39
- 40
- 41
- 42
- 43
- 44
- 45
- 46
- 47
- 48
- 49
- 50
- 51
- 52
- 53
- 54
- 55
- 56
- 57
- 58
- 59
- 60
- 61
- 62
- 63
- 64
- 65
- 66
- 67
- 68
- 69
- 70
- 71
- 72
- 73
- 74
- 75
- 76
- 77
- 78
- 79
- 80
- 81
- 82
- 83
- 84
- 85
- 86
- 87
- 88
- 89
- 90
- 91
- 92
- 93
- 94
- 95
- 96
- 97
- 98
- 99
- 100
- 101
- 102
- 103
- 104
- 105
- 106
- 107
- 108
- 109
- 110
- 111
- 112
- 113
- 114
- 115
- 116
- 117
- 118
- 119
- 120
- 121
- 122
- 123
- 124
- 125
- 126
- 127
- 128
- 129
- 130
- 131
- 132
- 133
- 134
- 135
- 136
- 137
- 138
- 139
- 140
- 141
- 142
- 143
- 144
- 145
- 146
- 147
- 148
- 149
- 150
- 151
- 152
- 153
- 154
- 155
- 156
- 157
- 158
- 159
- 160
- 161
- 162
- 163
- 164
- 165
- 166
- 167
- 168
- 169
- 170
- 171
- 172
- 173
- 174
- 175
- 176
- 177
- 178
- 179
- 180
- 181
- 182
- 183
- 184
- 185
- 186
- 187
- 188
- 189
- 190
- 191
- 192
- 193
- 194
- 195
- 196
- 197
- 198
- 199
- 200
- 201
- 202
- 203
- 204
- 205
- 206
- 207
- 208
- 209
- 210
- 211
- 212
- 213
- 214
- 215
- 216
- 217
- 218
- 219
- 220
- 221
- 222
- 223
- 224
- 225
- 226
- 227
- 228
- 229
- 230
- 231
- 232
- 233
- 234
- 235
- 236