Important Announcement
PubHTML5 Scheduled Server Maintenance on (GMT) Sunday, June 26th, 2:00 am - 8:00 am.
PubHTML5 site will be inoperative during the times indicated!

Home Explore B00k28_พระราชบัญญัติที่มีโทษทางอาญา

B00k28_พระราชบัญญัติที่มีโทษทางอาญา

Published by thanatphat2606, 2020-04-19 00:16:00

Description: B00k28_พระราชบัญญัติที่มีโทษทางอาญา

Keywords: B00k28_พระราชบัญญัติที่มีโทษทางอาญา

Search

Read the Text Version

๑๔๒ μÃÒ»ÃзѺäÁŒ ÁÒμÃÒ óô ตราประทับไมของรัฐบาลท่ีใชประทับเพื่อความหมายใด จะใหมีลักษณะ อยางใดใหร ฐั มนตรปี ระกาศกาํ หนดในราชกิจจานุเบกษา ÁÒμÃÒ óõ ตราประทับไมของเอกชน จะใชประทับไมไดตอเมื่อเจาของตราไดนํา จดทะเบยี นและไดรบั อนญุ าตแลว เม่ือใบอนุญาตส้ินสุดลงดวยประการใด ๆ เจาของตราหรือผูครอบครองตองนําตราน้ัน ไปทําลายตอหนาพนักงานเจาหนาที่ภายในกําหนดเกาสิบวัน นับแตวันใบอนุญาตส้ินสุด เวนแต กรณีท่ีผูรับอนุญาตตาย และทายาทหรือผูจัดการมรดกประสงคจะใชตราน้ันตอไปอีกก็ใหย่ืนคําขอ อนญุ าตใชตรานน้ั และขอแกทะเบยี นกอนกําหนดเวลาทก่ี ลาวแลว ไดส น้ิ สุดลง การจดทะเบียน การรับอนุญาต พรอมท้ังเง่ือนไขในการใชตราและคาธรรมเนียมในการ นน้ั ๆ ใหเปนไปตามขอกาํ หนดในกฎกระทรวง ÁÒμÃÒ óö ตราประทับไมของเอกชน ถาหากสูญหายไปโดยเหตุใด เจาของ ตราประทับไมน้ันตองแจงความตอพนักงานเจาหนาที่เปนหนังสือภายในกําหนดเวลาไมเกิน หกสบิ วันนับแตวนั รูถ งึ การสูญหายน้ัน ÁÒμÃÒ ó÷ ในกรณีฝาฝนตอบทบัญญัติในหมวดน้ี ถาไมใดมีรอยตราประทับไมของ เอกชนปรากฏอยู ใหสนั นิษฐานไวก อ นวา เจาของตรานั้นเปน ผูก ระทาํ การฝา ฝน äÁŒáÅТͧ»†ÒÃÐËÇÒ‹ §à¤Å×è͹·èÕ ÁÒμÃÒ óø บทบัญญัติในสวนน้ีใหใชบังคับแกกรณีการนําไมหรือของปาเคลื่อนที่ ตอไปภายหลงั ท่ี (๑) นําไมหรือของปาที่ไดรับใบอนุญาตใหทําหรือเก็บออกจากสถานท่ีที่ระบุไวใน ใบอนญุ าต ไปถึงสถานทที่ รี่ ะบุไวในใบอนุญาตแลว (๒) นาํ ไมท่ีทําโดยไมตองรบั อนญุ าตออกไปถงึ ดานปา ไมดานแรกแลว (๓) นําไมหรือของปาเขามาในราชอาณาจักร ไปถึงดานศุลกากรหรือดานตรวจ ศุลกากรทีน่ าํ เขามาแลว (๔) นําไมห รือของปาทร่ี ับซอ้ื จากทางราชการปาไม ไปจากทท่ี ไี่ มหรือของปานั้นอยู ÁÒμÃÒ óù ผูใดนําไมหรือของปาเคลื่อนท่ี ตองมีใบเบิกทางของพนักงานเจาหนาท่ี กาํ กับไปดวยตามขอ กาํ หนดในกฎกระทรวง ÁÒμÃÒ óù ·ÇÔ ผูรับอนุญาตต้ังโรงงานแปรรูปไม หรือผูรับอนุญาตตั้งโรงคาไมแปรรูป อาจออกหนังสือกํากับไมแปรรูปเพื่อใหบุคคลใดนําไมแปรรูปเคลื่อนที่จากสถานท่ีท่ีไดรับอนุญาต ของตนไปยังสถานท่ีอีกแหงหน่ึงได เมื่ออธิบดีกรมปาไมไดส่ังอนุญาตใหกระทําเชนน้ันไดตาม เง่ือนไขท่ีอธิบดีกรมปาไมกําหนด หนังสือกํากับไมแปรรูปใหใชแบบท่ีอธิบดีกรมปาไมกําหนดและ ใหถือเสมอื นหน่งึ เปน ใบเบกิ ทางของพนักงานเจา หนาทต่ี ามมาตรา ๓๙

๑๔๓ ÁÒμÃÒ óù μÃÕ ผใู ดนาํ ไมห วงหา มหรอื ไมท ม่ี ชี อื่ หรอื ชนดิ ตรงกบั ไมห วงหา มทเี่ คยอยใู น สภาพเปนสิ่งปลูกสรางหรือเครื่องใชมาแลวไมนอยกวาหาปสําหรับไมอ่ืนที่มิใชไมสัก และไมนอยกวา สิบปสําหรับไมสัก และพนจากสภาพการเปนส่ิงปลูกสรางหรือเคร่ืองใชแลว เคล่ือนยายออกนอก เขตจังหวัดซ่ึงเปนที่ตั้งของส่ิงปลูกสรางหรือเปนท่ีประกอบเคร่ืองใชน้ัน ตองไดรับอนุญาตจาก พนกั งานเจา หนา ทโ่ี ดยไมตอ งเสยี คา ธรรมเนียม ในกรณีท่ีมีความจําเปนเพื่อประโยชนในการคุมครองและดูแลรักษาทรัพยากรปาไม เปนการเฉพาะ รัฐมนตรีมีอํานาจประกาศในราชกิจจานุเบกษากําหนดจังหวัดใดที่หามมิใหมีการ เคล่ือนยายไมตามวรรคหนึ่งออกนอกเขตจังหวัดซึ่งเปนที่ต้ังของส่ิงปลูกสรางหรือท่ีประกอบของ เคลื่อนใชนั้น เวนแตไมนั้นเปนไมที่เคยอยูในสภาพเปนส่ิงปลูกสรางหรือเคร่ืองใชมาแลวไมนอยกวา ยส่ี บิ ปแ ละตอ งไดร บั อนญุ าตจากพนกั งานเจา หนา ที่ หรอื พสิ จู นไ ดว า ไดไ มน น้ั มาโดยชอบดว ยกฎหมาย และไดร ับอนุญาตจากอธบิ ดีกรมปาไมแลว แตกรณี โดยไมต องเสียคาธรรมเนียม การอนญุ าตตามวรรคหนง่ึ และวรรคสอง ใหเ ปน ไปตามระเบยี บทอี่ ธบิ ดกี รมปา ไม กาํ หนด โดยอนุมัติรัฐมนตรี ระเบียบดังกลาวจะกําหนดเง่ือนไขใหผูรับอนุญาตปฏิบัติตามดวยก็ไดในกรณีท่ี เหตุจําเปนตามวรรคสองในจังหวัดใดสิ้นสุดลง ใหรัฐมนตรีประกาศในราชกิจจานุเบกษา ยกเลิกการ กําหนดใหจงั หวัดน้นั เปน จงั หวดั ทห่ี ามมใิ หม กี ารเคล่ือนยา ยไมอ อกนอกเขตจังหวดั ÁÒμÃÒ ôð ผูใดนําไมหรือของปาเคล่ือนท่ีเขาเขตดานปาไม ตองแจงตอพนักงาน เจาหนาที่ประจําดานปาไมนั้นโดยแสดงใบเบิกทางกํากับไมหรือของปา หรือหนังสือกํากับไมแปรรูป ที่นํามานั้น แลวแตกรณี ภายในกําหนดหาวันนับแตวันที่เขาเขตดาน เม่ือพนักงานเจาหนาท่ีได ตรวจสอบและอนุญาตเปน หนงั สือใหผ านดา นไดแลว จึงใหนาํ ไมหรือของปานน้ั ไปได การอนุญาตนัน้ ใหพ นกั งานเจา หนาทป่ี ฏบิ ตั โิ ดยมิชักชา ÁÒμÃÒ ôñ หามมิใหผูใดนําไมหรือของปาเคล่ือนท่ีผานดานปาไมในระหวางเวลา ตง้ั แตพ ระอาทติ ยตกถึงพระอาทติ ยข ึน้ เวน แตจะไดร ับอนญุ าตจากพนักงานเจา หนา ท่เี ปนหนงั สอื ÁÒμÃÒ ôò บทบญั ญตั ิแหง สองมาตรากอ น มิใหใ ชบังคับในกรณีตอไปนี้ (๑) เม่ือมีขอกาํ หนดอยา งอนื่ ในสมั ปทาน ใบอนุญาตหรอื ใบเบิกทาง (๒) เมื่อทบวงการเมอื งใด ไดต กลงกับกรมปา ไมไวเ ปน อยา งอืน่ (๓) เม่ือเปนการกระทําของผูไดรับอนุญาตทําการเก็บไมไหลลอยไดเก็บไวเพื่อสง ไปยังพนักงานเจาหนา ทป่ี ระจําสถานตี รวจรับและรักษาไมไ หลลอยตามความในพระราชบัญญัติน้ี

๑๔๔ ¡ÒäǺ¤ÁØ äÁ㌠¹ลาํ นํ้า ÁÒμÃÒ ôó ใหรัฐมนตรีมีอํานาจกําหนดเขตควบคุมไมในลําน้ําโดยประกาศใน ราชกจิ จานเุ บกษา ภายในเขตท่ีรัฐมนตรีกําหนดตามความในวรรคกอน หามมิใหผูท่ีมิใชเจาของไมหรือ ไดร บั อํานาจจากเจาของไมเ ก็บไมไหลลอย เวน แตจ ะไดรับอนญุ าตจากพนกั งานเจาหนา ท่ี ÁÒμÃÒ ôô ผูรับอนุญาตเก็บไมไหลลอย ตองทําการเก็บและรักษาไมตามขอกําหนด ในกฎกระทรวง เมือ่ ผรู ับอนญุ าตเกบ็ ไมไ หลลอยไดแ ลว ใหมอบแกพนกั งานเจาหนา ทโี่ ดยมิชักชา ÁÒμÃÒ ôõ ทุกปในเดือนกุมภาพันธ และเดือนสิงหาคม เมื่อมีไมไหลลอยมาตกอยู ในความครอบครองของพนักงานเจาหนาท่ี ใหพนักงานเจาหนาที่ประกาศโฆษณาใหเจาของเรียกเอา ภายในเวลากําหนด แตมใิ หก ําหนดนอยกวาเกา สบิ วัน นบั แตวันประกาศ พนักงานเจาหนา ทีม่ ีอาํ นาจสง่ั ใหคนื ไมไหลลอยใหแกผ ทู อี่ างสิทธิในไมน ั้น เมือ่ พนักงาน เจาหนาท่ีพอใจในหลักฐานท่ีผูนั้นนํามาแสดง ถาพนักงานเจาหนาที่สั่งเปนอยางอื่นและผูอางสิทธิ ไมพอใจในคําสั่ง ผูน้ันตองไปรองตอศาลภายในกําหนดเวลาสามสิบวัน นับแตวันทราบคําสั่งของ พนกั งานเจาหนา ท่ี ถา ไมร องภายในกําหนดผูน ้ันหมดสิทธิวา กลา วตอ ไป ในกรณีที่พนักงานเจาหนาที่หรือศาลมิไดส่ังแสดงวาผูใดมีกรรมสิทธ์ิในไมนั้น ใหไมตก เปนของแผน ดนิ ÁÒμÃÒ ôö ผูมีสิทธิไดรับไมคืนจากพนักงานเจาหนาท่ี ตองชําระคารางวัลแกผูรับ อนุญาตเกบ็ ไมไหลลอยและคาธรรมเนียมแกพ นกั งานเจาหนาทต่ี ามอัตราท่ีกาํ หนดในกฎกระทรวง ในกรณที ไ่ี มม ผี มู สี ทิ ธไิ ดร บั ไมค นื จากพนกั งานเจา หนา ท่ี ใหพ นกั งานเจา หนา ทจ่ี า ยรางวลั ใหแ กผ ูรับอนุญาตเกบ็ ไมไ หลลอยโดยอัตราเดียวกัน ¡ÒäǺ¤ØÁ¡ÒÃá»ÃÃÙ»äÁŒ ÁÒμÃÒ ô÷ ใหรัฐมนตรีมีอํานาจกําหนดทองที่ใดใหเปนเขตควบคุมการแปรรูปไม โดยประกาศในราชกจิ จานเุ บกษา ประกาศนนั้ ใหใ ชบ งั คบั ไดเ มอ่ื พน กาํ หนดเกา สบิ วนั นบั แตว นั ประกาศ “ÁÒμÃÒ ôø ภายในเขตควบคุมการแปรรูปไม หามมิใหผูใดแปรรูปไม ตั้งโรงงาน แปรรูปไม ต้ังโรงคาไมแปรรูป มีไมสักแปรรูปไมวาจํานวนเทาใดไวในครอบครอง หรือมีไมแปรรูป ชนิดอื่นเปนจํานวนเกิน ๐.๒๐ ลูกบาศกเมตร ไวในครอบครอง เวนแตไดรับอนุญาตจากพนักงาน เจาหนา ทีแ่ ละตองปฏบิ ัตติ ามขอกาํ หนดในกฎกระทรวงและในการอนุญาต เพื่อประโยชนแหงความในวรรคหน่ึง ไมซุงหรือไมทอนที่จมอยูในแมนํ้าลําคลอง ในรัศมีหาสิบเมตรของบริเวณท่ีทําการแปรรูปไม และไมมีผูใดเปนเจาของ ใหสันนิษฐานวาเปนไม ทีอ่ ยูในความครอบครองของผูรบั อนุญาตต้ังโรงงานแปรรูปไมที่มโี รงงานอยใู นบรเิ วณน้ัน

๑๔๕ ความในวรรคหนง่ึ ใหห มายความรวมถงึ การกระทาํ แกไ มท นี่ าํ เขา มาในราชอาณาจกั รดว ย “ÁÒμÃÒ ôù ผูข อรับอนญุ าตตง้ั โรงงานแปรรูปไมโดยใชเ ครอื่ งจกั รกลดวย (๑) เปนเจาของ และ (๒) ไมเคยตองรับโทษจําคุกโดยคําพิพากษาถึงที่สุดใหจําคุก เวนแตความผิดที่เปน ลหโุ ทษหรอื ความผดิ อนั ไดกระทําโดยประมาท หรอื (๓) ไมเ ปน บุคคลลม ละลาย หรือ (๔) ไมอยูในระหวางถูกส่ังพักใชใบอนุญาต หรือไมเคยถูกเพิกถอนใบอนุญาต ซ่ึงออกตามความในหมวดน้ี หรือใบอนุญาตทําไม ใบอนุญาตผูกขาดทําไม หรือสัมปทานทําไม ซึ่งออกตามความในพระราชบัญญัตนิ ี้ ในกรณีผูขอรับอนุญาตตั้งโรงงานแปรรูปไมเปนนิติบุคคล หุนสวนผูจัดการหรือ กรรมการผูจ ัดการของนติ ิบุคคลนน้ั ตองไมม ีลักษณะตอ งหามตาม (๒) (๓) หรอื (๔)” “ÁÒμÃÒ ôù ·ÇÔ ผูรบั อนญุ าตต้งั โรงงานแปรรปู ไมตองรบั ผิดชอบในการดาํ เนินกิจการ เกี่ยวกับแปรรูปไมต ามท่ีตนไดรบั อนุญาต” ÁÒμÃÒ õð บทบัญญตั แิ หง มาตรา ๔๘ มใิ หใ ชบ งั คับในกรณดี ังตอไปน้ี (๑) การกระทําเพียงเล่ือย ตัด ลิด ขุด หรือถากซอมไม เพ่ือทําเปนซุงทอน ไมเหล่ียมโกลน มาดเรือโกลน เสาถาก หรือหมอนรถ หรือเพื่อทําไมฟน หรือทําไมเผาถาน หรือเล่ือยผาเพียง เพ่ือความจําเปนในการชักลาก ในเมื่อพนักงานเจาหนาท่ีระบุไวในใบอนุญาต ทาํ ไมใ หก ระทาํ การนนั้ ๆ ได และผรู บั อนญุ าตไดก ระทาํ การนนั้ ๆ กอ นนาํ ไมเ คลอ่ื นทจ่ี ากบรเิ วณตอไม (๒) การแปรรูปไมทแี่ ปรรูปมาแลว จากไมซงุ หรอื ไมท อน ทม่ี ใิ ชเพอื่ การคา (๓) การมีไมแปรรูปไวในครอบครองท่ีมิใชเพ่ือการคา โดยมีหลักฐานแสดงวาไดไม นัน้ มาโดยชอบดว ยพระราชบญั ญัตนิ ี้ (๔) การแปรรปู ไมห รือมไี มแ ปรรปู ไวใ นครอบครองที่มใิ ชไ มหวงหาม (๕) การแปรรูปไมโดยใชแรงคนที่มิใชเพื่อการคา จากไมหวงหามที่ยังมิไดแปรรูป โดยมหี ลักฐานแสดงวา ไดไ มน น้ั มาโดยชอบดวยพระราชบญั ญัตนิ ้ี ÁÒμÃÒ õñ ผูรับอนุญาตตามความในหมวดน้ี จะมีไมไวในครอบครองในสถานที่ ท่ไี ดร บั อนญุ าตของตนไดแ ตเฉพาะไมอ ยางใดอยางหน่งึ ดงั ตอไปนี้ (๑) ไมท่ีไดชําระคาภาคหลวงและคาบํารุงปาเสร็จสิ้นแลว หรือถาเปนไมที่ไดรับ อนุญาตใหทําการแปรรูปไดกอนชําระคาภาคหลวงและคาบํารุงปา โดยมีหนังสืออนุญาตของอธิบดี กรมปาไม และมีรอยตราอนญุ าตประทบั ไวแลว (๒) ไมท่ีไดรับอนุญาตใหทําโดยไมตองเสียคาภาคหลวง และพนักงานเจาหนาที่ได ประทับตราแสดงวาเปนไมท ่ีทาํ ไดโดยไมตอ งเสยี คาภาคหลวงไวแลว (๓) ไมท่ีไดรับซ้ือจากทางราชการปาไม ซ่ึงพนักงานเจาหนาท่ีไดประทับตรารัฐบาล ขายไวแ ลว

๑๔๖ (๔) ไมแปรรูปของผูรับอนุญาตตามความในหมวดน้ี และมีหนังสือกํากับไมแปรรูป ของผูรับอนุญาต หรือใบเบกิ ทางของพนักงานเจา หนา ที่กาํ กบั ไวเปนหลักฐาน (๕) ไมท่นี าํ เขา มาในราชอาณาจักร และมใี บเบิกทางตามมาตรา ๓๘ (๓) กํากบั “(๖) ไมท ม่ี หี นงั สอื รบั รองตามมาตรา ๑๘/๑ และมาตรา ๑๘/๒ หรอื ไมท มี่ หี ลกั ฐานแสดงวา ไดมาโดยชอบดว ยกฎหมาย” ÁÒμÃÒ õò หา มมใิ หผ รู บั อนญุ าตทาํ การแปรรปู ไมใ นระหวา งเวลาตง้ั แตพ ระอาทติ ยต ก ถงึ พระอาทิตยขึน้ เวน แตจ ะไดร ับอนุญาตจากพนักงานเจา หนา ทีเ่ ปนหนังสอื ÁÒμÃÒ õó เพ่ือที่จะดูวาผูรับอนุญาตตามความในหมวดน้ีไดปฏิบัติถูกตองตาม พระราชบญั ญตั นิ ห้ี รอื ไม พนกั งานเจา หนา ทม่ี อี าํ นาจตรวจการแปรรปู ไม และกจิ การของผรู บั อนญุ าตได ผูรบั อนุญาตตอ งอาํ นวยความสะดวกและตอบคาํ ถามแกพ นักงานเจาหนา ทใี่ นการนี้ ÁÒμÃÒ õó ·ÇÔ ใหร ฐั มนตรมี อี าํ นาจกาํ หนดทอ งทเ่ี ปน เขตควบคมุ สงิ่ ประดษิ ฐ เครอ่ื งใช หรอื สง่ิ อ่ืนใดบรรดาทท่ี ําดว ยไมหวงหา ม โดยประกาศในราชกจิ จานเุ บกษา ในการกําหนดตามวรรคหน่ึง ใหรัฐมนตรีกําหนดชนิดไม ขนาดหรือปริมาณของ สงิ่ ประดษิ ฐ เครอ่ื งใช หรอื สงิ่ อน่ื ใดบรรดาทที่ าํ ดว ยไมห วงหา มซง่ึ ผคู า หรอื มไี วใ นครอบครองเพอื่ การคา ที่จะตองขออนญุ าตตามมาตรา ๕๓ ตรี หรอื มาตรา ๕๓ จัตวา ÁÒμÃÒ õó μÃÕ ภายในเขตควบคมุ หา มมใิ หผ ใู ดคา หรอื มไี วใ นครอบครองเพอ่ื การคา ซ่ึงสิ่งประดิษฐ เคร่ืองใช หรือส่ิงอื่นใดบรรดาที่ทําดวยไมหวงหามท่ีมีชนิดไม ขนาดหรือปริมาณ เกินกวา ทร่ี ฐั มนตรีกาํ หนดตามมาตรา ๕๓ ทวิ เวน แตจ ะไดร ับใบอนุญาตจากพนกั งานเจาหนาที่ ÁÒμÃÒ õó ¨ÑμÇÒ ในกรณีท่ีมีประกาศของรัฐมนตรีกําหนดเขตทองที่ใดเปน เขตควบคมุ ตามมาตรา ๕๓ ทวิ ใหผ คู า หรอื ผมู ไี วใ นครอบครองเพอื่ การคา ซงึ่ สงิ่ ประดษิ ฐ เครอ่ื งใช หรอื ส่ิงอ่ืนใดบรรดาที่ทําดวยไมหวงหาม ท่ีมีชนิดไม ขนาดหรือปริมาณเกินกวาชนิดไม ขนาดหรือ ปริมาณที่ควบคุมอยูแลวกอนวันท่ีประกาศของรัฐมนตรีดังกลาวใชบังคับ ยื่นคําขอรับใบอนุญาตตอ พนกั งานเจา หนาทภ่ี ายในสามสิบวัน นับแตวันท่ีประกาศของรฐั มนตรดี งั กลา วใชบังคับ เมื่อไดยื่นคําขอรับใบอนุญาตตามวรรคหน่ึงแลว ใหบุคคลดังกลาวคาหรือมีไวใน ครอบครองเพื่อการคาซ่ึงสิ่งประดิษฐ เคร่ืองใช หรือสิ่งอื่นใดบรรดาท่ีทําดวยไมหวงหามไดตอไป จนกวาพนกั งานเจา หนาท่ีจะไมอนุญาตตามคาํ ขอ ¡ÒÃἌǶҧ»†Ò ÁÒμÃÒ õô หา มมใิ หผ ใู ด กอ สรา ง แผวถาง หรอื เผาปา หรอื กระทาํ ดว ยประการใด ๆ อันเปนการทําลายปา หรือเขายดึ ถอื หรอื ครอบครองปา เพ่ือตนเองหรือผูอ ื่น เวน แตจะกระทาํ ภายใน เขตที่ไดจําแนกไวเปนประเภทเกษตรกรรม และรัฐมนตรีไดประกาศในราชกิจจานุเบกษาหรือ โดยไดรับใบอนญุ าตจากพนกั งานเจา หนาท่ี มาตรา ๕๑ (๖) แกไขเพ่มิ เตมิ พ.ร.บ.ปาไม (ฉบบั ท่ี ๘) พ.ศ.๒๕๖๒

๑๔๗ การขออนุญาตและการอนุญาต ใหเปนไปตามหลักเกณฑและเงื่อนไขที่กําหนด ในกฎกระทรวง ÁÒμÃÒ õõ ผใู ดครอบครองปา ทไ่ี ดถ กู แผว ถางโดยฝา ฝน ตอ บทบญั ญตั แิ หง มาตรากอ น ใหสนั นษิ ฐานไวกอนวาบุคคลนั้นเปนผแู ผว ถางปาน้นั ິç àμÅç´ ÁÒμÃÒ õö ใบอนุญาตที่ไดออกใหตามความในพระราชบัญญัติน้ี จะโอนไดตอเม่ือ ไดรับอนุญาตจากพนักงานเจา หนา ท่ี ถาผูรับอนุญาตตาย ทายาทหรือผูจัดการมรดกจะทําการแทนตามใบอนุญาตนั้นตอไป ก็ได แตตองไมเกินเกาสิบวันนับแตวันผูรับอนุญาตตาย และถาทายาทหรือผูจัดการมรดกประสงค จะทําการแทนตอ ไปอีก ตอ งย่นื คาํ ขออนญุ าตกอนกําหนดเวลาท่ีกลาวแลวไดสนิ้ สุดลง ÁÒμÃÒ õ÷ ผรู บั อนญุ าตตามพระราชบญั ญตั นิ ี้ ตอ งจดั ใหค นงานหรอื ผรู บั จา งซงึ่ ทาํ การ ตามท่ไี ดร บั อนญุ าตมใี บคมู ือแสดงฐานะเชนน้ัน ตามแบบทีก่ ําหนดในกฎกระทรวง ÁÒμÃÒ õø การขออนุญาตและการอนุญาตตามพระราชบัญญัติน้ี ใหเปนไปตาม หลกั เกณฑ วธิ กี าร และเงอื่ นไขทก่ี าํ หนดในกฎกระทรวง และในกรณเี ฉพาะเรอื่ ง ถา รฐั มนตรเี หน็ สมควร จะกําหนดใหผูรบั อนุญาตปฏิบัติเพิม่ เตมิ ประการใดอีกกไ็ ด พนักงานเจาหนาท่ีมีอํานาจสั่งตออายุใบอนุญาตท่ีออกตามความในพระราชบัญญัตินี้ ไดเ ม่อื เห็นสมควร ÁÒμÃÒ õø ·ÇÔ ในกรณกี ารทาํ ไมห วงหา ม หรอื เกบ็ หาของปา หวงหา มโดยการใหส มั ปทาน การอนุญาตใหผูกขาดหรือการอนุญาตทําไมหวงหามเพ่ือการคาในเขตปาสงวนแหงชาติ หรือปาที่ได เตรียมการกําหนดเปนปาสงวนแหงชาติ หรือที่ไดกําหนดโครงการทําไมหรือเก็บหาของปาไวแลว หรือการอนุญาตตามมาตรา ๑๓ มาตรา ๑๘ หรอื มาตรา ๕๔ รัฐมนตรมี อี าํ นาจกําหนด (๑) ใหผูรับสัมปทานหรือผูรับอนุญาต ทําการบํารุงปา หรือปลูกสรางสวนปา ตามคาํ สั่งและวธิ ีการทีพ่ นกั งานเจา หนา ทกี่ ําหนด หรือ (๒) ใหผูรับสัมปทานหรือผูรับอนุญาตออกคาใชจายเพื่อใหพนักงานเจาหนาที่ทําการ บาํ รุงปา หรือปลูกสรา งสวนปา ใหแทน ในกรณีตาม (๒) ใหคิดคาใชจายไดไมเกินหกเทาของคาภาคหลวง หรือตามอัตรา พ้ืนที่ปาท่ีไดรับสัมปทานหรือรับอนุญาต ไมเกินไรละหนึ่งพันสองรอยบาท ท้ังนี้ ตามท่ีรัฐมนตรี เหน็ สมควร ÁÒμÃÒ õù ใหพนักงานเจาหนาที่มีอํานาจสั่งพักใชใบอนุญาตที่ออกตามพระราช บญั ญัตนิ ้ีไดด ังตอ ไปนี้ (๑) เมื่อปรากฏวาผูรับอนุญาตฝาฝนหรือไมปฏิบัติตามพระราชบัญญัตินี้ กฎกระทรวง ขอกําหนดหรือเงื่อนไขในการอนุญาต หรือไมปฏิบัติตามคําสั่งของพนักงานเจาหนาที่ซึ่งส่ังตาม พระราชบญั ญตั นิ ้ี จะส่ังพกั ใชใ บอนญุ าตไดไมเ กนิ หนง่ึ รอยย่สี บิ วัน

๑๔๘ (๒) เมื่อมีการฟองผูรับอนุญาตตอศาลวาไดกระทําความผิดตามพระราชบัญญัตินี้ จะสงั่ พกั ใชใบอนุญาตไวจ นกวาจะมีคําพิพากษาถึงทส่ี ุดก็ได ÁÒμÃÒ öð เม่ือไดมีคําสั่งของพนักงานเจาหนาที่ใหพักใชใบอนุญาตแลว ผูรับอนุญาตหมดสิทธิตามใบอนุญาตน้ัน นับแตวันทราบคําส่ังของพนักงานเจาหนาที่จนกวาจะ ครบกาํ หนดเวลาการพักใชใบอนุญาต หรือจนกวา รัฐมนตรจี ะไดส ่งั ใหเ พิกถอนคาํ สงั่ พักใชใ บอนุญาต ÁÒμÃÒ öñ ในกรณีที่เหตุแหงการส่ังพักใชใบอนุญาตตามมาตรา ๕๙ ปรากฏแก รัฐมนตรีหรือเมื่อพนักงานเจาหนาที่ไดส่ังพักใชใบอนุญาตตามมาตรา ๕๙ แลว ถารัฐมนตรี เหน็ สมควรจะสง่ั เพกิ ถอนใบอนุญาตท่อี อกตามพระราชบัญญตั นิ เ้ี สียก็ได ในกรณีท่ีผูรับอนุญาตต้ังโรงงานแปรรูปไมโดยใชเคร่ืองจักรกล หรือผูกระทําการแทน นิติบุคคลผูรับอนุญาต ไมมีลักษณะตามมาตรา ๔๙ (๑) หรือเปนผูมีลักษณะตองหามตาม มาตรา ๔๙ (๒) (๓) หรือ (๔) แลวแตก รณี ใหรัฐมนตรีส่ังเพิกถอนใบอนุญาต ÁÒμÃÒ öñ ·ÇÔ คําสง่ั พักใชใ บอนญุ าตหรือคําสงั่ เพกิ ถอนใบอนุญาต ใหทําเปนหนังสือ แจงใหผ ูถกู ส่ังพักใชหรือเพกิ ถอนใบอนญุ าตรบั ทราบ ในกรณีที่พนักงานเจาหนาท่ีไมอาจใหผูถูกส่ังพักใชหรือเพิกถอนใบอนุญาตรับทราบ คําส่ังตามวรรคหน่ึง ใหปดคําสั่งในที่เปดเผยเห็นไดงาย ณ สถานท่ีทําการตามใบอนุญาต หรือท่ีอยู ของผถู กู สง่ั พกั ใชห รอื เพกิ ถอนใบอนญุ าต เมอื่ ไดป ฏบิ ตั ติ ามวธิ นี แี้ ลว ใหถ อื วา ผถู กู สงั่ พกั ใชห รอื เพกิ ถอน ใบอนญุ าตรบั ทราบคาํ สั่งน้ันตั้งแตว นั ปด คาํ สั่ง ÁÒμÃÒ öò ในกรณีท่ีพนักงานเจาหนาท่ีสั่งไมอนุญาตตามคําขอของบุคคลใด ตามความในพระราชบัญญัติน้ี หรือสั่งพักใชใบอนุญาตตามความในมาตรา ๕๙ บุคคลนั้นมีสิทธิ อุทธรณคําส่ังของพนักงานเจาหนาที่ตอรัฐมนตรีไดภายในกําหนดสามสิบวันนับแตวันทราบคําส่ัง คําวนิ ิจฉยั ของรฐั มนตรีใหถอื เปนที่สดุ ÁÒμÃÒ öó ภายใตบังคับบทบัญญัติแหงพระราชบัญญัตินี้ รัฐบาลมีอํานาจให สัมปทานในการทําไมชนิดใดหรือเก็บหาของปาอยางใดในปาใดโดยมีขอบเขตเพียงใด และใน สัมปทานนัน้ จะใหม ขี อ กําหนดและเง่อื นไขอยางใดก็ได รัฐบาลมีอํานาจใหผูรับสัมปทานเสียเงินคาภาคหลวง ตามอัตราท่ีรัฐบาลเห็นสมควร แตไมเกินอัตราอยางสูงที่กําหนดไวในพระราชบัญญัตินี้ และจะใหผูรับสัมปทานเสียเงินแกรัฐบาล ตามจํานวนทีร่ ัฐบาลจะกาํ หนดอกี ก็ได ÁÒμÃÒ öô ในการปฏิบัติตามพระราชบัญญัติน้ี ที่เกี่ยวกับความผิดอาญาใหถือวา พนกั งานเจา หนา ทเี่ ปน พนกั งานฝา ยปกครองหรอื ตาํ รวจตามประมวลกฎหมายวธิ พี จิ ารณาความอาญา ÁÒμÃÒ öô ·ÇÔ ใหพ นกั งานเจา หนา ทม่ี อี าํ นาจยดึ บรรดาเครอ่ื งมอื เครอ่ื งใช สตั วพ าหนะ ยานพาหนะ หรือเคร่ืองจักรกลใดๆ ที่บุคคลไดใชหรือมีเหตุอันควรสงสัยวาไดใชในการกระทํา ความผิด หรอื เปน อปุ กรณใ หไ ดรับผลในการกระทาํ ความผิดตามมาตรา ๑๑ มาตรา ๔๘ มาตรา ๕๔

๑๔๙ หรือมาตรา ๖๙ ไวเพื่อเปนหลักฐานในการพิจารณาคดีไดจนกวาพนักงานอัยการสั่งเด็ดขาดไมฟอง คดีหรือจนกวาคดีจะถึงท่ีสุด ท้ังนี้ ไมวาจะเปนของผูกระทําความผิดหรือของผูมีเหตุอันควรสงสัยวา เปนผกู ระทาํ ความผดิ หรือไม ทรัพยสินท่ียึดไวตามวรรคหนึ่ง ถาพนักงานอัยการส่ังเด็ดขาดไมฟองคดีหรือศาลไม พิพากษาใหริบ และผูเปนเจาของหรือผูครอบครองมิไดรองขอรับคืนภายในกําหนดหกเดือนนับแต วันทราบ หรือถือวาไดทราบคําส่ังเด็ดขาดไมฟองคดี หรือวันที่คําพิพากษาถึงที่สุด แลวแตกรณี ใหต กเปน ของกรมปา ไม ถาทรัพยสินท่ียึดไวจะเปนการเส่ียงความเสียหาย หรือคาใชจายในการเก็บรักษาจะเกิน คาของทรัพยสิน รัฐมนตรีหรือผูท่ีรัฐมนตรีมอบหมายจะจัดการขายทอดตลาดทรัพยสินนั้น กอนถึง กําหนดตามวรรคสองก็ได ไดเ งินเปน จาํ นวนสทุ ธเิ ทาใดใหยดึ ไวแทนทรัพยสนิ นั้น ÁÒμÃÒ öô μÃÕ ในกรณีทรัพยสินท่ียึดไวตามมาตรา ๖๔ ทวิ มิใชเปนของผูกระทํา ความผิด หรือของผูมีเหตุอันควรสงสัยวาเปนผูกระทําความผิด ใหพนักงานเจาหนาท่ีโดยอนุมัติ รัฐมนตรีคืนทรัพยสินหรือเงิน แลวแตกรณี ใหแกเจาของ กอนถึงกําหนดตามมาตรา ๖๔ ทวิ ได ในกรณีดงั ตอไปนี้ (๑) เม่ือทรัพยสินน้ันไมจําเปนตองใชเปนพยานหลักฐานในการพิจารณาคดี ท่เี ปนเหตใุ หท รัพยสินน้นั ถกู ยึด และ (๒) เม่ือผกู ระทําความผิดหรอื ผูม ีเหตอุ นั ควรสงสัยวา เปนผูกระทาํ ความผดิ ไดทรพั ยสิน นัน้ มาจากผเู ปนเจา ของโดยการกระทําความผดิ ทางอาญา ÁÒμÃÒ öõ เพ่ือบําบัดปดปองภยันตรายซ่ึงมีมาเปนสาธารณะโดยฉุกเฉินแกไม หรือของปาในปาใด พนักงานเจาหนาที่มีอํานาจสั่งผูรับอนุญาตหรือผูรับสัมปทานในปานั้นหรือ ปาท่ีใกลเคียง รวมท้ังคนงานหรือผูรับจางของผูรับอนุญาตหรือผูรับสัมปทานใหความชวยเหลือดวย แรงงานหรอื สง่ิ ของตามท่จี ําเปนแกก ารนน้ั ได ÁÒμÃÒ öö การโอนไมหรือของปาท่ีผูรับอนุญาตหรือผูรับสัมปทาน กระทํากอนที่ได ชําระคาภาคหลวง หรือกอนที่ไดรับอนุญาตจากพนักงานเจาหนาท่ีเปนหนังสือ จะยกขึ้นเปนขออาง เพอ่ื ใชแกเ จา พนกั งานหาไดไ ม ÁÒμÃÒ ö÷ ใหรัฐมนตรีต้ังดานปาไมและกําหนดเขตแหงดานน้ันๆ โดยประกาศ ในราชกิจจานุเบกษา º·กํา˹´â·É ÁÒμÃÒ öù ผูใดมีไวในครอบครองซึ่งไมหวงหามอันยังมิไดแปรรูป โดยไมมีรอยตรา คาภาคหลวงหรือรอยตรารัฐบาลขาย เวนแตจะพิสูจนไดวาไดไมนั้นมาโดยชอบดวยกฎหมาย ตอ งระวางโทษจาํ คกุ ไมเกนิ หาป หรอื ปรบั ไมเกินหา หม่ืนบาท หรือทง้ั จําทั้งปรบั

๑๕๐ “ในกรณคี วามผดิ ตามมาตราน้ี ถา ไมท่ีมีไวใ นครอบครองเปน (๑) ไมส ัก ไมยาง หรอื ไมหวงหามประเภท ข. หรอื (๒) ไมอ่ืนเปนตนหรือเปนทอนอยางใดอยางหนึ่ง หรือทั้งสองอยางรวมกันเกินยี่สิบตน หรอื ทอ น หรือรวมปริมาตรไมเกนิ ส่ีลูกบาศกเมตร ผูกระทําความผิดตองระวางโทษจําคุกตั้งแตหน่ึงปถึงย่ีสิบป และปรับต้ังแตหาหมื่นบาท ถึงสองแสนบาท ÁÒμÃÒ ÷ð ผูใดรับไวดวยประการใด ซอนเรน จําหนายหรือชวยพาเอาไปเสียใหพน ซึ่งไมหรือของปาที่ตนรูอยูแลววาเปนไมหรือของปาท่ีมีผูไดมาโดยการกระทําผิดตอบทแหง พระราชบัญญตั นิ ้ี มีความผดิ ฐานเปนตวั การในการกระทาํ ผดิ น้นั ÁÒμÃÒ ÷ñ ผใู ดฝา ฝน หรอื ไมป ฏบิ ตั ติ ามมาตรา ๓๕ มาตรา ๓๖ มาตรา ๔๔ วรรคสอง หรอื มาตรา ๕๗ ตองระวางโทษปรับไมเกนิ หาพันบาท ÁÒμÃÒ ÷ñ ·ÇÔ ผูใดฝา ฝน หรอื ไมปฏบิ ตั ติ ามมาตรา ๒๙ มาตรา ๒๙ ทวิ มาตรา ๓๙ มาตรา ๓๙ ตรี มาตรา ๔๐ วรรคหน่งึ มาตรา ๔๓ วรรคสอง หรอื มาตรา ๕๓ ตองระวางโทษจาํ คกุ ไมเ กินหนงึ่ ป หรอื ปรบั ไมเ กินหน่งึ หมื่นบาท หรอื ทั้งจาํ ทัง้ ปรบั ÁÒμÃÒ ÷ò ผใู ดฝาฝน หรือไมป ฏิบัตติ ามมาตรา ๔๑ หรือมาตรา ๕๒ ตอ งระวางโทษ จําคุกไมเกนิ หาป หรอื ปรบั ไมเ กินหา หมนื่ บาท หรอื ทั้งจําทง้ั ปรับ ÁÒμÃÒ ÷ò ·ÇÔ ผูใดฝาฝนหรือไมปฏิบัติตามมาตรา ๕๑ ตองระวางโทษจําคุก ไมเ กินหา ป หรอื ปรบั ไมเ กนิ หา หม่ืนบาท หรอื ทัง้ จําท้งั ปรับ ในกรณีความผิดตามมาตราน้ี ถา ไมที่มไี วในครอบครองเปน (๑) ไมสกั ไมย าง หรือไมหวงหามประเภท ข. หรอื (๒) ไมอื่นเปนตนหรือเปนทอนอยางใดอยางหน่ึงหรือท้ังสองอยางรวมกันเกินหาตน หรือทอน หรือรวมปริมาตรไมที่ครอบครองเกินหนึ่งลูกบาศกเมตรหรือไมที่ไดแปรรูปแลว รวมปรมิ าตรไมเ กินหนง่ึ ลกู บาศกเ มตร ผกู ระทาํ ความผดิ ตอ งระวางโทษจาํ คกุ ตงั้ แตส องปถ งึ สบิ หา ป และปรบั ตง้ั แตห นง่ึ หมน่ื บาท ถึงหนงึ่ แสนบาท ÁÒμÃÒ ÷ò μÃÕ ผใู ดฝา ฝนหรอื ไมป ฏบิ ัติตามมาตรา ๕๔ ตอ งระวางโทษจําคกุ ไมเ กนิ หาปหรือปรบั ไมเกนิ หา หม่ืนบาท หรอื ทั้งจําทั้งปรบั ในกรณีความผิดตามมาตราน้ี ถาไดกระทําเปนเน้ือที่เกินย่ีสิบหาไรผูกระทําความผิด ตอ งระวางโทษจาํ คุกตั้งแตสองปถ งึ สบิ หา ป และปรับต้ังแตหนึ่งหมื่นบาทถงึ หน่งึ แสนบาท ในกรณีท่ีมีคําพิพากษาช้ีขาดวาบุคคลใดกระทําความผิดตามมาตรานี้ ถาปรากฏวา บุคคลนั้นไดยึดถือครอบครองปาที่ตนไดกระทําความผิด ศาลมีอํานาจท่ีส่ังใหผูกระทําผิด คนงาน ผูร ับจาง ผแู ทน และบริวารของผกู ระทาํ ผดิ ออกไปจากปานน้ั ไดด วย

๑๕๑ ÁÒμÃÒ ÷ó ผใู ดฝา ฝน หรอื ไมป ฏบิ ตั ติ ามมาตรา ๑๑ มาตรา ๑๒ มาตรา ๑๓ มาตรา ๓๑ หรอื มาตรา ๔๘ ตอ งระวางโทษจาํ คุกไมเกินหา ป หรือปรบั ไมเกนิ หาหมื่นบาท หรอื ทั้งจําทงั้ ปรับ ในกรณีความผิดตามมาตราน้ี ถาการกระทําผดิ นั้นเกี่ยวกับ (๑) ไมส กั ไมยาง หรือไมหวงหามประเภท ข. หรอื (๒) ไมอื่นเปนตนหรือเปนทอนอยางใดอยางหน่ึง หรือทั้งสองอยางรวมกันเกินย่ีสิบตน หรือทอน หรือรวมปริมาตรไมเกินสี่ลูกบาศกเมตร หรือไมที่ไดแปรรูปแลวรวมปริมาตรไมเกิน สองลูกบาศกเ มตร ผูกระทําความผิดตองระวางโทษจําคุกต้ังแตหน่ึงปถึงยี่สิบป และปรับต้ังแตหาพันบาท ถึงสองแสนบาท ÁÒμÃÒ ÷ó ·ÇÔ ผใู ดฝาฝน มาตรา ๕๓ ตรี หรอื ผูรับใบอนุญาตตามพระราชบัญญตั ิน้ี ฝาฝนหรือไมปฏิบัติตามเง่ือนไขท่ีระบุไวในใบอนุญาตหรือขอกําหนดที่รัฐมนตรีกําหนดใหปฏิบัติ เพิ่มเติมตามมาตรา ๕๘ ตองระวางโทษจําคุกตั้งแตหกเดือนถึงหาป และปรับตั้งแตหาพันบาท ถึงหาหมืน่ บาท ÁÒμÃÒ ÷ô บรรดาไมและของปาอันไดมาหรือมีไวเน่ืองจากการกระทําความผิดตอ พระราชบัญญัติน้ีและสิ่งประดิษฐ เคร่ืองใช และสิ่งอื่นใด บรรดาท่ีทําดวยไมหวงหามท่ีมีไว เน่อื งจากการกระทาํ ความผิดตามมาตรา ๕๓ ตรี ใหร บิ เสยี ทั้งส้ิน ÁÒμÃÒ ÷ô ·ÇÔ บรรดาเครอ่ื งมอื เครอ่ื งใช สตั วพ าหนะ ยานพาหนะหรอื เครอ่ื งจกั รกล ใดๆ ซึ่งบุคคลไดใชในการกระทําความผิดหรือไดใชเปนอุปกรณใหไดรับผลในการกระทําความผิด ตามมาตรา ๑๑ มาตรา ๔๘ มาตรา ๕๔ หรอื มาตรา ๖๙ ใหริบเสียท้ังสิ้นไมว าจะมผี ถู ูกลงโทษตาม คาํ พพิ ากษาหรอื ไม ÁÒμÃÒ ÷ô μÃÕ บรรดาความผิดตามพระราชบัญญัติน้ีที่มีโทษปรับสถานเดียว ใหอธิบดีกรมปาไมหรือพนักงานเจาหนาท่ีในระดับไมตํ่ากวาปาไมจังหวัดหรือหัวหนาดานปาไม มอี าํ นาจเปรยี บเทยี บได ÁÒμÃÒ ÷ô ¨ÑμÇÒ ในกรณีที่มีผูนําจับผูกระทําความผิดตามพระราชบัญญัติน้ี ใหพนักงานอัยการรองขอตอศาล และใหศาลมีอํานาจพิพากษาใหจายเงินสินบนนําจับแกผูนําจับ เปน จาํ นวนเงนิ ไมเ กนิ กงึ่ หนง่ึ ของจาํ นวนเงนิ คา ปรบั ตามคาํ พพิ ากษาโดยจา ยจากเงนิ คา ปรบั ทชี่ าํ ระตอ ศาล ถา ผกู ระทาํ ความผดิ ไมช าํ ระเงนิ คา ปรบั หรอื ชาํ ระไมถ งึ จาํ นวนทจี่ ะตอ งจา ยคา สนิ บนนาํ จบั ไดค รบถว น ก็ใหจายเงินสินบนนําจับท่ียังจะตองจายจากเงินคาขายของกลางท่ีศาลสั่งใหริบ ถายังขาดอยูอีกก็ให เปน พับไป ในกรณที ่ีมผี ูน าํ จบั หลายคน ใหแ บงเงนิ สนิ บนนาํ จับใหคนละเทา ๆ กัน การจายเงนิ สนิ บนนําจับนัน้ จะจายไดเ ม่อื คดถี งึ ทสี่ ุดแลว

๑๕๒ ¡ÒÃÃ¡Ñ ÉÒ¡ÒþÃÐÃÒªºÞÑ ÞÑμÔ ÁÒμÃÒ ÷õ ใหร ฐั มนตรวี า การกระทรวงทรพั ยากรธรรมชาตแิ ละสงิ่ แวดลอ ม*รกั ษาการ ตามพระราชบัญญัตินี้ กับใหมีอํานาจแตงตั้งพนักงานเจาหนาที่ และกําหนดอัตราคาธรรมเนียม ไมเกินจํานวนอยางสูงท่ีกําหนดไวในบัญชีตอทายพระราชบัญญัตินี้ และออกกฎกระทรวง เพือ่ ปฏบิ ตั ิการใหเ ปน ไปตามพระราชบญั ญตั นิ ี้

๑๕๓ º··èÕ ñð ¾.Ã.º.ÀҾ¹μÃᏠÅÐÇ´Õ Ô·Ñȹ ¾.È.òõõð ñ. ÇÑμ¶»Ø ÃÐʧ¤¡ÒÃàÃÂÕ ¹ÃÙŒ»ÃШӺ· ๑.๑ เพื่อใหนักเรียนมีความรูและความเขาใจใน พ.ร.บ.ภาพยนตรและวีดิทัศน พ.ศ.๒๕๕๐ ๑.๒ เพื่อใหนักเรียนสามารถอธิบายการวิเคราะหวาการกระทําใดมีความผิด หรือไมมี ความผิดตาม พ.ร.บ.ภาพยนตรแ ละวดี ทิ ัศน พ.ศ.๒๕๕๐ ๑.๓ เพ่ือใหนักเรียนสามารถอธิบายวิธีการดําเนินการกับผูกระทําความผิดตาม พ.ร.บ.ภาพยนตรแ ละวีดิทศั น พ.ศ.๒๕๕๐ ò. ʋǹ¹Ó ภาพยนตรและวีดิทัศน เปนบทบัญญัติของกฎหมายที่ควบคุมการผลิต และการฉาย ภาพยนตร โดยกาํ หนดใหม เี รตตงิ้ ของภาพยนตรแ ตล ะประเภท นอกจากนย้ี งั เปน การควบคมุ วดี ทิ ศั น หรอื ทเ่ี รยี กวา แผน cd โดยมพี นกั งานเจา หนา ทที่ ไี่ ดร บั การแตง ตงั้ จากรฐั มนตรวี า การกระทรวงการทอ งเทย่ี ว และกีฬา รัฐมนตรีวาการกระทรวงวัฒนธรรม เปนรัฐมนตรีรักษาการตาม พ.ร.บ.นี้มีอํานาจแตงตั้ง พนักงานเจาหนา ทีเ่ พือ่ ปฏิบตั ิตาม พ.ร.บ.นี้ ó. à¹Í×é ËÒμÒÁËÑÇ¢ŒÍ ๓.๑ ความรทู ัว่ ไปเกีย่ วกับ พ.ร.บ.ภาพยนตรและวีดทิ ศั น พ.ศ.๒๕๕๐ ๓.๒ ฐานความผิดตาม พ.ร.บ.ภาพยนตรแ ละวีดทิ ัศน พ.ศ.๒๕๕๐ ๓.๓ คุณสมบตั ิของผูอ นุญาตโรงภาพยนตร ๓.๔ ใบอนุญาตประกอบกิจการโรงภาพยนตร ๓.๕ การประกอบกจิ การวีดิทัศน ๓.๖ ใบอนญุ าตประกอบกิจการวดี ทิ ศั น ๓.๗ อาํ นาจเจา พนักงาน ๓.๘ ความผดิ ตาม พ.ร.บ.ภาพยนตรและวดี ิทศั น พ.ศ.๒๕๕๐ ô. ʋǹÊÃØ» พ.ร.บ.ภาพยนตรแ ละวดี ทิ ศั น พ.ศ.๒๕๕๐ เปน กฎหมายทมี่ คี วามสาํ คญั เพราะภาพยนตร และวีดิทัศน เปนส่ือที่สามารถช้ีนําพฤติกรรมบุคคลในสังคมได เพราะการดูภาพยนตรท่ีไมเหมาะสม อาจจะทําใหเกิดการเลียนแบบ ดังน้ัน หากการควบคุมภาพยนตร และวีดิทัศน เปนไปอยางมี ประสิทธิภาพ ก็อาจจะสามารถปอ งกันการเลยี นแบบพฤติกรรมทไ่ี มพงึ ประสงคทีเ่ กดิ ขน้ึ ในสังคมได õ. ¡Ô¨¡ÃÃÁá¹Ð¹Ó ใหน กั เรยี นคน หาการจบั กมุ ตาม พ.ร.บ.ภาพยนตรแ ละวดี ทิ ศั นฯ และนาํ ขอ มลู มาวเิ คราะห อภิปรายรว มกนั ในชั้นเรยี น

๑๕๔ ¤ÇÒÁÃÙ·Œ ÇèÑ ä»à¡èÕÂǡѺ ¾.Ã.º.ÀҾ¹μÃᏠÅÐÇ´Õ ·Ô ÈÑ ¹ ÁÒμÃÒ ô ในพระราชบญั ญัตินี้ “ภาพยนตร” หมายความวา วัสดุที่มีการบันทึกภาพ หรือภาพและเสียงซึ่งสามารถ นํามาฉายใหเ หน็ เปน ภาพที่เคลื่อนไหวไดอยา งตอเนื่อง แตไมร วมถงึ วดี ิทศั น “วีดิทัศน” หมายความวา วัสดุท่ีมีการบันทึกภาพ หรือภาพและเสียงซ่ึงสามารถนํามา ฉายใหเห็นเปนภาพที่เคล่ือนไหวไดอยางตอเน่ืองในลักษณะท่ีเปนเกมการเลนคาราโอเกะ ทีม่ ีภาพประกอบหรอื ลกั ษณะอ่นื ใดตามทีก่ าํ หนดในกฎกระทรวง “ภาพยนตรไทย” หมายความวา ภาพยนตรท่ีใชภาษาไทยหรือภาษาทองถิ่นของ ประเทศไทยทั้งหมดหรือเปนสวนใหญในบทภาพยนตรตนฉบับสําหรับการแสดงภาพยนตร และเจาของลิขสิทธเ์ิ ปน ผมู ีสญั ชาติไทย “สรางภาพยนตร” หมายความวา การผลิต ถาย อัด บันทึก หรือทําดวยวิธีการใดๆ เพ่ือใหเ ปนภาพยนตร “ฉาย” หมายความวา การนําภาพยนตรหรือวีดิทัศนมากระทําใหปรากฏภาพ หรือ ภาพและเสียงดวยเครอื่ งฉาย หรอื เครอื่ งมอื อน่ื ใด และใหหมายความรวมถงึ การถา ยทอดดว ย “สื่อโฆษณา” หมายความวา สิ่งที่ใชเปนสื่อในการโฆษณาหรือประชาสัมพันธ ภาพยนตรหรือวดี ิทัศน แลว แตก รณี “โรงภาพยนตร” หมายความวา สถานที่ฉายภาพยนตร ดังตอไปนี้ ท้ังน้ี เทาท่ีมิได อยูภายใตบงั คบั ตามกฎหมายวาดว ยการประกอบกจิ การกระจายเสยี งและกจิ การโทรทศั น (๑) อาคารหรือสวนใดของอาคารทีใ่ ชเ ปน สถานท่สี ําหรับฉายภาพยนตร (๒) สถานทีก่ ลางแจงสาํ หรบั ฉายภาพยนตร (๓) สถานทอ่ี ่ืนตามท่กี าํ หนดในกฎกระทรวง “รานวีดิทัศน” หมายความวา สถานท่ีท่ีจัดใหมีเคร่ืองมือ หรืออุปกรณตลอดจน สิ่งอาํ นวยความสะดวกในการฉาย เลน หรือดูวีดทิ ัศน “หมายเลขรหัส” หมายความวา หมายเลขที่กําหนดสําหรับภาพยนตรหรือวีดิทัศน ทผี่ า นการพิจารณาและไดรับอนุญาตจากคณะกรรมการแลว “คณะกรรมการ” หมายความวา คณะกรรมการภาพยนตรและวดี ทิ ัศนแหง ชาติ “กรรมการ” หมายความวา กรรมการภาพยนตรแ ละวีดทิ ศั นแหงชาติ “นายทะเบียน” หมายความวา นายทะเบียนกลางหรือนายทะเบียนประจําจังหวัด แลว แตกรณี “พนักงานเจาหนาที่” หมายความวา เจาหนาที่ของรัฐซึ่งรัฐมนตรีแตงต้ังใหปฏิบัติการ ตามพระราชบัญญัตนิ ี้

๑๕๕ พนักงานเจาหนาที่ซ่ึงรัฐมนตรีแตงต้ังตามวรรคหน่ึงใหมีอํานาจเขาไปในสถานท่ีสราง ภาพยนตร จะตองเปนเจาหนาท่ีของรัฐซ่ึงดํารงตําแหนงไมตํ่ากวาขาราชการพลเรือนสามัญระดับเจ็ด หรอื เทยี บเทา “เจาหนาที่ของรฐั ” หมายความวา ขาราชการ พนักงาน เจาหนาที่ หรือผูปฏิบตั ิงานอ่ืน ในกระทรวง ทบวง กรม ราชการสวนกลาง ราชการสวนภูมิภาค ราชการสวนทองถิ่น หรือ หนว ยงานอ่นื ของรัฐ ¡ÒûÃСͺ¡Ô¨¡ÒÃÀҾ¹μÏ ÁÒμÃÒ òð ผูใดประสงคจะสรางภาพยนตรตา งประเทศในราชอาณาจกั ร ใหยน่ื คําขอ อนุญาตพรอมดวยบทภาพยนตร เคาโครง และเร่ืองยอของภาพยนตรที่จะสรางตอสํานักงาน พัฒนาการทองเที่ยว และตองไดรับอนุญาตจากคณะกรรมการพิจารณาภาพยนตรและวีดิทัศน และหนว ยงานของรฐั ท่ีมีหนา ท่ีรบั ผิดชอบสถานที่ทีจ่ ะใชส รา งภาพยนตรต ามกฎหมายทีเ่ กี่ยวของ การขออนุญาตและการอนุญาตใหเปนไปตามหลักเกณฑ วิธีการ และเง่ือนไขที่ คณะกรรมการกาํ หนดโดยประกาศในราชกจิ จานเุ บกษา ÁÒμÃÒ òñ ผูรับอนุญาตตามมาตรา ๒๐ ตองดําเนินการสรางภาพยนตรตามบท ภาพยนตรและเคาโครงตลอดจนเง่ือนไขที่ไดรับอนุญาต โดยคํานึงถึงฉากที่ถายทําบทสนทนา และ สถานทถ่ี ายทําเพอ่ื ใหเ หมาะสมกบั สถานการณ สภาพสงั คม และส่ิงแวดลอ ม ÁÒμÃÒ òò การสรางภาพยนตรตางประเทศในราชอาณาจักรดังตอไปนี้ ไมตอง ขออนุญาต (๑) ภาพยนตรข าวหรอื เหตุการณทเ่ี กดิ ขนึ้ (๒) ภาพยนตรที่สรา งขนึ้ เพ่อื ดูเปน การสวนตวั (๓) ภาพยนตรท่ีมีการสรางในตางประเทศและไดนํามาใชบริการตามกระบวนการ หลงั การถา ยทาํ ภาพยนตรใ นราชอาณาจกั ร ซงึ่ ไดแ จง ตอ สาํ นกั งานพฒั นาการทอ งเทย่ี วตามหลกั เกณฑ วิธีการ และเง่ือนไขทคี่ ณะกรรมการกาํ หนดโดยประกาศในราชกจิ จานเุ บกษา (๔) ภาพยนตรอ่ืนตามทกี่ ําหนดในกฎกระทรวง ÁÒμÃÒ òó ผูสรางภาพยนตรตองดําเนินการสรางภาพยนตรในลักษณะที่ไมเปนการ บอนทําลาย ขัดตอความสงบเรียบรอยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน หรืออาจกระทบกระเทือน ตอ ความม่นั คง และเกียรตภิ มู ิของประเทศไทย ผูสรางภาพยนตรผูใดสงสัยวาการสรางภาพยนตรของตนจะเปนการฝาฝนบทบัญญัติ ตามวรรคหน่ึง อาจขอใหคณะกรรมการพิจารณาภาพยนตรและวีดิทัศนพิจารณาใหความเห็นใน เรื่องน้ันกอนดําเนินการสรางได ในกรณีนี้คณะกรรมการพิจารณาภาพยนตรและวีดิทัศนจะตองให ความเห็นและแจงใหผูซึ่งขอความเห็นทราบภายในสิบหาวันนับแตวันที่คณะกรรมการพิจารณา

๑๕๖ ภาพยนตรและวีดิทัศนไดรับคําขอ ถาไมแจงภายในกําหนดระยะเวลาดังกลาวใหถือวาคณะกรรมการ พิจารณาภาพยนตรแ ละวดี ทิ ศั นใหความเห็นชอบแลว การขอความเหน็ และคา ปว ยการในการใหค วามเหน็ ใหเ ปน ไปตามระเบยี บทคี่ ณะกรรมการ กําหนดโดยประกาศในราชกิจจานเุ บกษา คาปว ยการทไี่ ดร ับใหน ําสงคลังเปนรายไดแผน ดิน การใดท่ีไดกระทําไปตามความเห็นของคณะกรรมการพิจารณาภาพยนตรและวีดิทัศน มใิ หถ อื วา การกระทําน้นั เปน การกระทําที่ฝา ฝน บทบญั ญัติตามวรรคหน่งึ ÁÒμÃÒ òô ในกรณีท่ีการสรางภาพยนตรมีผลกระทบหรือกอใหเกิดความเสียหายตอ ส่ิงแวดลอมหรือทรัพยากรธรรมชาติซ่ึงเปนของรัฐหรือสาธารณสมบัติของแผนดิน ผูสรางภาพยนตร ตองดาํ เนินการปรบั ปรุงสิ่งดังกลา วใหอ ยใู นสภาพทเี่ หมาะสม ท้ังนี้ ตามกฎหมายทเ่ี ก่ยี วขอ ง ÁÒμÃÒ òõ ภาพยนตรท่ีจะนําออกฉาย ใหเชา แลกเปล่ียน หรือจําหนายใน ราชอาณาจักรตองผานการตรวจพิจารณาและไดรับอนุญาตจากคณะกรรมการพิจารณาภาพยนตร และวดี ทิ ศั น การขออนุญาตและการอนุญาตใหเปนไปตามหลักเกณฑ วิธีการ และเงื่อนไขที่ คณะกรรมการกาํ หนดโดยประกาศในราชกิจจานเุ บกษา ÁÒμÃÒ òö ในการตรวจพิจารณาภาพยนตรตามมาตรา ๒๕ ใหคณะกรรมการ พิจารณาภาพยนตรและวีดิทัศนกําหนดดวยวาภาพยนตรดังกลาวจัดอยูในภาพยนตรประเภทใด ดงั ตอ ไปน้ี (๑) ภาพยนตรท ีส่ งเสรมิ การเรยี นรแู ละควรสง เสริมใหม ีการดู (๒) ภาพยนตรท่ีเหมาะสมกับผดู ูท่ัวไป (๓) ภาพยนตรที่เหมาะสมกับผูมอี ายตุ งั้ แตส บิ สามปขน้ึ ไป (๔) ภาพยนตรท่ีเหมาะสมกบั ผมู อี ายตุ ้งั แตส บิ หา ปข น้ึ ไป (๕) ภาพยนตรท เ่ี หมาะสมกบั ผมู ีอายุตัง้ แตส ิบแปดปขึ้นไป (๖) ภาพยนตรท ี่หามผูมีอายตุ าํ่ กวายีส่ ิบปดู (๗) ภาพยนตรทหี่ ามเผยแพรใ นราชอาณาจักร ความใน (๖) มใิ หใชบ งั คบั แกผูดซู ่ึงบรรลนุ ติ ิภาวะโดยการสมรส หลักเกณฑในการกําหนดวาภาพยนตรลักษณะใดควรจัดอยูในภาพยนตรประเภทใด ใหเปนไปตามทก่ี าํ หนดในกฎกระทรวง ÁÒμÃÒ ò÷ ภาพยนตรดังตอไปนี้ ไมตองผานการตรวจพิจารณาและไดรับอนุญาต ตามมาตรา ๒๕ (๑) ภาพยนตรข า วหรือเหตุการณท เี่ กิดขึน้ (๒) ภาพยนตรท ี่สรางขึ้นเพือ่ ดูเปน การสว นตัว

๑๕๗ (๓) ภาพยนตรท่ีสวนราชการ รัฐวิสาหกิจ องคการมหาชน หรือหนวยงานอื่นของรัฐ สรางข้ึน เพือ่ เผยแพรหรือสง เสรมิ การดําเนินงานของหนวยงานนนั้ (๔) ภาพยนตรทีฉ่ ายในเทศกาลภาพยนตรร ะหวา งประเทศตามทคี่ ณะกรรมการกาํ หนด (๕) ภาพยนตรท่ีฉายทางโทรทัศนและผานการตรวจพิจารณาตามกฎหมายวาดวย การประกอบกิจการกระจายเสียงและกจิ การโทรทัศนแลว (๖) ภาพยนตรอ นื่ ตามทีก่ ําหนดในกฎกระทรวง ภาพยนตรตาม (๒) (๔) และ (๖) หากนําออกฉายเปนการท่ัวไป ใหเชา แลกเปล่ียน หรอื จําหนายในราชอาณาจกั ร ตองผานการตรวจพจิ ารณาและไดรบั อนญุ าตตามมาตรา ๒๕ ภาพยนตรตาม (๕) หากนําออกฉายทางสือ่ ประเภทอื่น หรือนาํ ออกใหเชา แลกเปลี่ยน หรือจาํ หนา ยในราชอาณาจกั ร ตองผา นการตรวจพจิ ารณาและไดรบั อนญุ าตตามมาตรา ๒๕ ÁÒμÃÒ òø การตรวจพิจารณาและกําหนดประเภทภาพยนตรท่ีฉายทางโทรทัศนตาม กฎหมายวาดวยการประกอบกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน ใหนําความในมาตรา ๒๖ มาใชบ ังคบั โดยอนโุ ลม ภาพยนตรตามมาตรา ๒๖ (๕) และ (๖) ใหฉายทางโทรทัศนไดในระหวางเวลาที่ คณะกรรมการกําหนดโดยประกาศในราชกจิ จานุเบกษา ÁÒμÃÒ òù ในการพิจารณาอนุญาตภาพยนตรตามมาตรา ๒๕ ถาคณะกรรมการ พิจารณาภาพยนตรและวีดิทัศนเห็นวาภาพยนตรใดมีเนื้อหาที่เปนการบอนทําลาย ขัดตอความสงบ เรียบรอยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน หรืออาจกระทบกระเทือนตอความม่ันคงของรัฐและ เกียรติภูมิของประเทศไทยใหคณะกรรมการพิจารณาภาพยนตรและวีดิทัศนมีอํานาจส่ัง ใหผูขออนุญาตแกไ ขหรอื ตดั ทอนกอ นอนญุ าต หรือจะไมอนุญาตก็ได ภาพยนตรท่ีผานการตรวจพิจารณาและไดรับอนุญาตตามมาตรา ๒๕ มิใหถือวา ภาพยนตรนน้ั มีลักษณะทฝี่ า ฝนบทบัญญตั ิตามวรรคหนึง่ ÁÒμÃÒ óð ภายใตบังคับมาตรา ๒๙ การอนุญาตใหนําภาพยนตรออกฉาย ใหเชา แลกเปลี่ยน หรือจําหนายในราชอาณาจักร ไมคุมครองผูรับอนุญาตตามมาตรา ๒๕ ใหพนจาก ความรบั ผดิ ในทางแพง ทางอาญา หรอื จากการกระทาํ ทต่ี อ งรบั ผดิ ตามกฎหมายอนื่ อนั เกดิ จากการฉาย ใหเ ชา แลกเปลยี่ น หรือจําหนายภาพยนตร ÁÒμÃÒ óñ ใหนายทะเบียนกลางกําหนดหมายเลขรหัสและประทับตราเคร่ืองหมาย การอนุญาต ประเภทของภาพยนตร และหมายเลขรหัสลงบนภาพยนตรที่ผานการตรวจพิจารณา และไดร ับอนุญาตตามมาตรา ๒๕ ในกรณีท่ีนายทะเบียนกลางเห็นสมควรอาจสั่งใหผูยื่นคําขออัดหรือบันทึกคําบอกแจง วาภาพยนตรดังกลาวไดผานการตรวจพิจารณาและไดรับอนุญาต รวมทั้งประเภทของภาพยนตรไว บนภาพยนตรแ ละบนหบี หอ ทบ่ี รรจภุ าพยนตรน นั้ ดว ยก็ได

๑๕๘ การกําหนดหมายเลขรหัส ลักษณะเคร่ืองหมายการอนุญาตและประเภทของภาพยนตร หรอื คาํ บอกแจง วา ภาพยนตรไ ดผ า นการตรวจพจิ ารณาและไดร บั อนญุ าตแลว ใหเ ปน ไปตามหลกั เกณฑ วิธีการ และเงอ่ื นไขทีค่ ณะกรรมการประกาศกําหนด ÁÒμÃÒ óò ใหน ายทะเบยี นกลางเกบ็ สาํ เนาภาพยนตรท ไี่ ดร บั อนญุ าตตามมาตรา ๒๕ ไวเพ่ือใชใ นการตรวจสอบหนึง่ ชดุ ใหนายทะเบียนกลางสงสําเนาภาพยนตรท่ีหมดความจําเปนตองใชในการตรวจสอบให หอภาพยนตรแหงชาติเพื่อเกบ็ รักษาไว เพอื่ ประโยชนในการเก็บรักษา สําเนาภาพยนตรจะจัดทําในรปู ของวสั ดุใดกไ็ ด ÁÒμÃÒ óó ใหนําความในมาตรา ๒๕ มาตรา ๒๙ มาตรา ๓๐ มาตรา ๓๑ และ มาตรา ๓๒ วรรคหนงึ่ รวมทงั้ บทกาํ หนดโทษทเี่ กย่ี วขอ ง มาใชบ งั คบั แกส อื่ โฆษณาภาพยนตรโ ดยอนโุ ลม ÁÒμÃÒ óô หา มผใู ดสง ภาพยนตรท ส่ี รา งขนึ้ ในราชอาณาจกั รออกไปนอกราชอาณาจกั ร เวนแตจ ะไดรับอนญุ าตจากคณะกรรมการพิจารณาภาพยนตรและวดี ทิ ัศน การขออนุญาตและการอนุญาตใหเปนไปตามหลักเกณฑ วิธีการ และเง่ือนไขที่ คณะกรรมการกาํ หนดโดยประกาศในราชกิจจานุเบกษา ÁÒμÃÒ óõ การสง ภาพยนตรด งั ตอ ไปนอี้ อกไปนอกราชอาณาจกั ร ไมต อ งไดร บั อนญุ าต ตามมาตรา ๓๔ (๑) ภาพยนตรท่ีไดร บั อนุญาตใหสรา งตามมาตรา ๒๐ (๒) ภาพยนตรตามมาตรา ๒๒ (๓) ภาพยนตรที่ผานการตรวจพิจารณาและไดรับอนุญาตจากคณะกรรมการ พิจารณาภาพยนตรและวดี ทิ ัศนต ามมาตรา ๒๕ (๔) ภาพยนตรท่ีไดรับยกเวนไมตองผานการตรวจพิจารณาและไดรับอนุญาตตาม มาตรา ๒๗ วรรคหน่งึ ÁÒμÃÒ ó÷ หามผูใดประกอบกิจการโรงภาพยนตรโดยทําเปนธุรกิจหรือไดรับ ประโยชนต อบแทน เวนแตจะไดรบั ใบอนญุ าตจากนายทะเบยี น ใบอนุญาตน้ัน ใหออกสําหรับโรงภาพยนตรแตละโรง ยกเวนใบอนุญาตประกอบ กิจการโรงภาพยนตรตาม (๒) ของบทนิยามคําวา “โรงภาพยนตร” ในมาตรา ๔ ใหใชได ทั่วราชอาณาจกั ร การขอใบอนุญาตและการออกใบอนุญาตใหเปนไปตามหลักเกณฑ วิธีการ และ เงื่อนไขท่กี ําหนดในกฎกระทรวง ÁÒμÃÒ óø หามผูใดประกอบกิจการใหเชา แลกเปลี่ยน หรือจําหนายภาพยนตร โดยทําเปนธรุ กิจหรอื ไดร ับประโยชนต อบแทน เวน แตไดร บั ใบอนญุ าตจากนายทะเบียน ใบอนญุ าตนนั้ ใหอ อกสาํ หรบั สถานทใี่ หเ ชา แลกเปลยี่ น หรอื จาํ หนา ยภาพยนตรแ ตล ะแหง

๑๕๙ การขอใบอนุญาตและการออกใบอนุญาตใหเปนไปตามหลักเกณฑ วิธีการ และ เงอื่ นไขท่ีกาํ หนดในกฎกระทรวง ¤Ø³ÊÁºÑμ¼Ô Ù¢Œ Í͹ØÞÒμ ÁÒμÃÒ óù ผูที่จะขออนุญาตประกอบกิจการตามมาตรา ๓๗ หรือมาตรา ๓๘ ตอ งมคี ุณสมบัตแิ ละไมม ลี กั ษณะตอ งหา ม ดังตอไปน้ี (๑) มีอายไุ มต ่าํ กวาย่สี ิบปบริบรู ณ (๒) ไมเปน ผูม คี วามประพฤตเิ ส่อื มเสียหรอื บกพรอ งในศลี ธรรมอันดี (๓) ไมเ ปนคนไรความสามารถหรือคนเสมือนไรความสามารถ (๔) ไมเคยไดรับโทษจําคุกโดยคําพิพากษาถึงที่สุดใหจําคุกในความผิดเก่ียวกับเพศ ตามประมวลกฎหมายอาญา (๕) ไมเ ปน ผูอยูใ นระหวางถูกสั่งพักใชใ บอนุญาตตามมาตรา ๓๗ หรอื มาตรา ๓๘ (๖) ไมเคยถูกเพิกถอนใบอนุญาตตามมาตรา ๓๗ หรือมาตรา ๓๘ เวนแตเคยถูก เพกิ ถอนใบอนญุ าตและเวลาไดล วงพนมาแลว ไมน อ ยกวา หาป ในกรณีที่นิติบุคคลเปนผูขออนุญาต กรรมการ ผูจัดการ หรือผูรับผิดชอบใน การดําเนนิ การของนิติบคุ คลน้นั ตอ งมคี ุณสมบตั ิและไมมลี กั ษณะตองหามตามทก่ี ําหนดในวรรคหน่ึง ãºÍ¹ØÞÒμ»ÃСͺ¡¨Ô ¡ÒÃâçÀҾ¹μÏ ÁÒμÃÒ ôð ใบอนุญาตตามมาตรา ๓๗ และมาตรา ๓๘ ใหมีอายุหาปนับแต วันท่อี อกใบอนญุ าต การขอตออายุใบอนุญาต ใหผูรับใบอนุญาตย่ืนคําขอกอนวันท่ีใบอนุญาตส้ินอายุ และเมื่อไดย่ืนคําขอดังกลาวแลว ใหถือวาผูยื่นคําขออยูในฐานะผูรับใบอนุญาตจนกวาจะไดรับแจง คําส่ังไมอนญุ าตใหตอ อายใุ บอนุญาต การขอตอ อายใุ บอนุญาตและการใหตอ อายใุ บอนุญาตใหเ ปนไปตามหลกั เกณฑ วิธกี าร และเง่ือนไขท่ีกําหนดในกฎกระทรวง ÁÒμÃÒ ôñ ผูรับใบอนุญาตตามมาตรา ๓๗ และมาตรา ๓๘ ตองแสดงใบอนุญาต ไวในที่เปด เผยและเหน็ ไดงา ย ณ สถานท่ปี ระกอบกจิ การ ÁÒμÃÒ ôò ถาใบอนุญาตสูญหาย ถูกทําลาย หรือบกพรองในสาระสําคัญใหผูรับ ใบอนุญาตแจงตอนายทะเบียนและย่ืนคําขอรับใบแทนใบอนุญาตภายในสิบหาวันนับแตวันท่ี ทราบถึงกรณีดงั กลาว การขอใบแทนใบอนุญาตและการออกใบแทนใบอนุญาตใหเปนไปตามหลักเกณฑ วิธีการ และเง่อื นไขทค่ี ณะกรรมการกาํ หนดโดยประกาศในราชกิจจานเุ บกษา ÁÒμÃÒ ôó ภาพยนตรที่ผูรับใบอนุญาตตามมาตรา ๓๗ หรือมาตรา ๓๘ จะมีไวใน สถานที่ประกอบกิจการของตนเพื่อนําออกฉาย ใหเชา แลกเปล่ียน หรือจําหนายจะตอง

๑๖๐ เปนภาพยนตรที่มีเนื้อหาสาระเชนเดียวกับภาพยนตรที่ผานการตรวจพิจารณาและไดรับอนุญาตตาม มาตรา ๒๕ และมีการแสดงเครื่องหมายการอนุญาต ประเภทของภาพยนตรและหมายเลขรหัส เชนเดียวกับมาตรา ๓๑ ÁÒμÃÒ ôô ใหผูรับใบอนุญาตตามมาตรา ๓๗ แจงประเภทของภาพยนตรท่ีนํา ออกฉายแตล ะเร่อื งไวในทีเ่ ปดเผยและเห็นไดชัดเจนในบริเวณโรงภาพยนตร หามผูรับใบอนุญาตตามมาตรา ๓๗ ยินยอมหรือปลอยปละละเลยใหผูซ่ึงมีอายุต่ํากวา ที่กําหนดตามมาตรา ๒๖ (๖) เขาไปในโรงภาพยนตรในระหวางท่ีทําการฉายภาพยนตรที่จัดอยูใน ประเภทดังกลาว ÁÒμÃÒ ôõ หามผูรับใบอนุญาตตามมาตรา ๓๘ ใหเชา แลกเปลี่ยน หรือจําหนาย ภาพยนตรท่ีจัดอยูในประเภทตามมาตรา ๒๖ (๖) ใหแกผูซ่ึงมีอายุต่ํากวาท่ีกําหนดไวสําหรับ ภาพยนตรป ระเภทดังกลาว ÁÒμÃÒ ôö การฉายภาพยนตรในสถานท่ีท่ีบุคคลท่ัวไปสามารถดูได ตองเปน ภาพยนตรท ่จี ดั อยูในประเภทตามมาตรา ๒๖ (๑) หรือ (๒) ¡ÒûÃСͺ¡¨Ô ¡ÒÃÇ´Õ ·Ô ÈÑ ¹ ÁÒμÃÒ ô÷ วีดิทัศนท่ีจะนําออกฉาย ใหเชา แลกเปลี่ยน หรือจําหนายใน ราชอาณาจักรตองผานการตรวจพิจารณาและไดรับอนุญาตจากคณะกรรมการพิจารณาภาพยนตร และวดี ทิ ศั น การขออนุญาตและการอนุญาตใหเปนไปตามหลักเกณฑ วิธีการ และเง่ือนไขที่ คณะกรรมการกําหนดโดยประกาศในราชกิจจานุเบกษา ÁÒμÃÒ ôø วีดิทัศนดังตอไปน้ี ไมตองผานการตรวจพิจารณาและไดรับอนุญาตตาม มาตรา ๔๗ (๑) วดี ิทัศนท สี่ รา งข้ึนเพือ่ ใชเปนการสว นตวั (๒) วีดิทัศนท่ีสวนราชการ รัฐวิสาหกิจ องคการมหาชน หรือหนวยงานอ่ืนของรัฐ สรางขึ้น เพ่ือเผยแพรหรอื สงเสรมิ การดําเนนิ งานของหนวยงานน้นั (๓) วีดิทศั นอ ืน่ ตามท่ีกาํ หนดในกฎกระทรวง วีดิทัศนตาม (๑) และ (๓) หากนําออกฉายเปนการทั่วไป ใหเชา หรือจําหนายใน ราชอาณาจกั ร ตองผา นการตรวจพิจารณาและไดรับอนุญาตตามมาตรา ๔๗ ÁÒμÃÒ ôù หามผูใดสงวีดิทัศนที่สรางข้ึนในราชอาณาจักรออกไปนอกราชอาณาจักร เวน แตจะไดรับอนญุ าตจากคณะกรรมการพจิ ารณาภาพยนตรและวีดิทัศน การขออนุญาตและการอนุญาตใหเปนไปตามหลักเกณฑ วิธีการ และเงื่อนไขที่ คณะกรรมการกาํ หนดโดยประกาศในราชกจิ จานุเบกษา

๑๖๑ ÁÒμÃÒ õð การสงวดี ทิ ัศนดงั ตอไปนอี้ อกไปนอกราชอาณาจกั ร ไมตองไดรับอนุญาต ตามมาตรา ๔๙ (๑) วีดิทัศนที่ผานการตรวจพิจารณาและไดรับอนุญาตจากคณะกรรมการพิจารณา ภาพยนตร และวดี ทิ ัศนตามมาตรา ๔๗ (๒) วีดิทัศนท่ีไดรับยกเวนไมตองผานการตรวจพิจารณาและไดรับอนุญาตตาม มาตรา ๔๘ วรรคหนงึ่ ÁÒμÃÒ õñ ใหน าํ ความในมาตรา ๒๙ มาตรา ๓๐ มาตรา ๓๑ มาตรา ๓๒ วรรคหนงึ่ และมาตรา ๓๖ มาใชบังคบั แกวดี ทิ ัศนโ ดยอนุโลม ÁÒμÃÒ õò ใหนําความในมาตรา ๔๗ และมาตรา ๕๑ รวมท้ังบทกําหนดโทษ ที่เก่ยี วขอ งมาใชบังคับแกสื่อโฆษณาวดี ิทศั นโ ดยอนโุ ลม ÁÒμÃÒ õó หามผูใดจัดต้ังหรือประกอบกิจการรานวีดิทัศนโดยทําเปนธุรกิจหรือไดรับ ประโยชนตอบแทน เวน แตจ ะไดร ับใบอนุญาตจากนายทะเบยี น ใบอนญุ าตน้นั ใหออกสาํ หรับรานวดี ิทัศนแตล ะแหง การขอใบอนุญาตและการออกใบอนุญาตใหเปนไปตามหลักเกณฑ วิธีการ และ เง่อื นไขท่ีกําหนดในกฎกระทรวง ความในวรรคหน่ึงมิใหนํามาใชบังคับแกการประกอบกิจการรานวีดิทัศนที่ต้ังอยูใน สถานบรกิ ารที่ไดรับใบอนญุ าตตามกฎหมายวาดวยสถานบรกิ าร เพื่อประโยชนในการคุมครองเด็กและเยาวชน การออกกฎกระทรวงตามวรรคสาม จะกําหนดหลักเกณฑเกยี่ วกบั อาคารหรอื สถานทตี่ ัง้ ของรานวีดทิ ศั นด วยก็ได ÁÒμÃÒ õô หามผูใดประกอบกิจการใหเชา แลกเปล่ียน หรือจําหนายวีดิทัศน โดยทาํ เปนธรุ กจิ หรือไดร บั ประโยชนต อบแทน เวน แตไ ดรบั ใบอนญุ าตจากนายทะเบียน ใบอนุญาตนั้น ใหอ อกสําหรับสถานทใี่ หเชา แลกเปลย่ี น หรือจาํ หนา ยวีดทิ ัศนแ ตละแหง การขอใบอนุญาตและการออกใบอนุญาตใหเปนไปตามหลักเกณฑ วิธีการ และ เงื่อนไขทก่ี ําหนดในกฎกระทรวง ÁÒμÃÒ õõ ใหถ อื วา ผรู บั ใบอนญุ าตตามมาตรา ๓๘ ไดร บั ใบอนญุ าตตามมาตรา ๕๔ ดว ย ใบอนุญาตประกอบกจิ การวีดทิ ศั น ÁÒμÃÒ õö ใบอนญุ าตตามมาตรา ๕๓ และมาตรา ๕๔ ใหมอี ายุหาปน ับแตวันท่ีออก ใบอนุญาต และใหนําความในมาตรา ๔๐ วรรคสองและวรรคสาม มาใชบังคับแกการตออายุ ใบอนุญาตโดยอนุโลม ÁÒμÃÒ õ÷ ใหนําความในมาตรา ๓๙ มาตรา ๔๑ และมาตรา ๔๒ มาใชบังคับ แกการประกอบกิจการรานวีดิทัศนและการประกอบกิจการใหเชา แลกเปลี่ยน หรือจําหนายวีดิทัศน โดยอนโุ ลม

๑๖๒ ÁÒμÃÒ õø วีดิทัศนท่ีผูรับใบอนุญาตตามมาตรา ๕๓ หรือมาตรา ๕๔ จะมีไวใน สถานท่ีประกอบกิจการของตนเพื่อนําออกฉาย ใหเชา แลกเปล่ียน หรือจําหนายจะตองมีลักษณะ เชนเดียวกับวีดิทัศนท่ีผานการตรวจพิจารณาและไดรับอนุญาตตามมาตรา ๔๗ และมีการแสดง เคร่ืองหมายการอนุญาตและหมายเลขรหัสเชนเดียวกับมาตรา ๓๑ ซ่ึงนํามาใชบังคับโดยอนุโลมตาม มาตรา ๕๑ ÁÒμÃÒ õù การประกอบกิจการรานวีดิทัศนจะตองกระทําในวัน เวลา และเง่ือนไข ทก่ี ําหนดในกฎกระทรวง เพ่ือประโยชนในการคุมครองเด็กและเยาวชน การออกกฎกระทรวงตามวรรคหน่ึง จะกําหนดเวลาในการเขาใชบริการของผูซึ่งมีอายุต่ํากวาสิบแปดปบริบูรณ แตไมรวมถึงผูซ่ึงบรรลุ นิตภิ าวะโดยการสมรสดว ยกไ็ ด ÁÒμÃÒ öð ในกรณีท่ีมีการขออนุญาตประกอบกิจการรานวีดิทัศนและกิจการใหเชา แลกเปลี่ยน หรือจําหนา ยภาพยนตรห รอื วดี ทิ ศั นใ นสถานทเ่ี ดยี วกัน จะตองแยกพน้ื ทใี่ นการใหบ รกิ าร ออกจากกนั ทงั้ น้ี ตามหลกั เกณฑแ ละวธิ กี ารทคี่ ณะกรรมการกาํ หนดโดยประกาศในราชกจิ จานเุ บกษา อํา¹Ò¨à¨ÒŒ ¾¹¡Ñ §Ò¹ ÁÒμÃÒ öñ เพื่อปฏิบัติการใหเปนไปตามพระราชบัญญัตินี้ ใหนายทะเบียนและ พนักงานเจา หนาที่มีอาํ นาจหนาที่ดังตอไปน้ี (๑) เขาไปในสถานท่ีที่มีการสรางภาพยนตร โรงภาพยนตร รานวีดิทัศน สถานท่ี ประกอบกจิ การใหเ ชา แลกเปลยี่ น หรอื จาํ หนา ยภาพยนตรห รอื วดี ทิ ศั น ในระหวา งเวลาพระอาทติ ยข น้ึ จนถึงพระอาทิตยต กหรือในเวลาทาํ การของสถานที่นน้ั เพื่อตรวจสอบภาพยนตร วีดทิ ัศน สือ่ โฆษณา หรือการกระทาํ ใดทีอ่ าจฝาฝน บทบัญญตั แิ หงพระราชบญั ญัตนิ ้ี (๒) ตรวจ คน อายัด หรือยึดภาพยนตร วีดิทัศน หรือส่ือโฆษณาในกรณีท่ีมีเหตุ อันควรสงสัยวามีการกระทําท่ีฝาฝนหรือไมปฏิบัติตามบทบัญญัติแหงพระราชบัญญัติน้ี ในระหวาง เวลาพระอาทติ ยขนึ้ จนถึงพระอาทติ ยตกหรือในเวลาทาํ การของสถานท่นี น้ั (๓) ส่ังใหห ยุดการสรางภาพยนตรทฝ่ี า ฝนมาตรา ๒๑ หรอื มาตรา ๒๓ วรรคหน่งึ (๔) สั่งหามการฉาย ใหเชา แลกเปลี่ยน หรือจําหนายภาพยนตร หรือวีดิทัศน ท่ฝี าฝน มาตรา ๒๕ วรรคหน่ึง หรือมาตรา ๔๗ วรรคหนึง่ (๕) ส่ังใหหยุดการโฆษณาหรือประชาสัมพันธสื่อโฆษณาที่ฝาฝนมาตรา ๒๕ วรรคหนึ่ง ซึ่งไดนํามาใชบังคับโดยอนุโลมตามมาตรา ๓๓ หรือมาตรา ๔๗ ซ่ึงไดนํามาใชบังคับโดยอนุโลม ตามมาตรา ๕๒ เม่ือไดเขาไปและลงมือทําการตรวจสอบตาม (๑) หรือทําการคนตาม (๒) แลวถายัง ดําเนนิ การไมเ สรจ็ จะกระทําตอ ไปในเวลากลางคนื หรือนอกเวลาทาํ การของสถานท่ีนัน้ ก็ได การคนตาม (๒) ตองมีหมายคน เวนแตมีเหตุอันควรเช่ือวาหากเนิ่นชากวาจะเอา หมายคนมาไดหลักฐานดังกลาวจะถูกยักยาย ซุกซอน ทําลาย หรือทําใหเปลี่ยนสภาพไปจากเดิม

๑๖๓ ใหดําเนินการคน อายัด หรือยึดหลักฐานท่ีเก่ียวของกับการกระทําความผิดไดโดยไมตองมีหมายคน แตตองปฏิบัติตามประมวลกฎหมายวิธพี จิ ารณาความอาญาวาดว ยการคน ÁÒμÃÒ öò ภาพยนตร วีดิทัศน หรือส่ือโฆษณาท่ีไดยึดไวตามมาตรา ๖๑ (๒) ถาไมปรากฏเจาของ หรือพนักงานอัยการสั่งเด็ดขาดไมฟองคดี หรือศาลไมพิพากษาใหริบและผูเปน เจา ของ หรอื ผคู รอบครองมไิ ดร อ งขอรบั คนื ภายในเกา สบิ วนั นบั แตว นั ทย่ี ดึ หรอื วนั ทท่ี ราบคาํ สง่ั เดด็ ขาด ไมฟองคดี หรือวันท่ีศาลพิพากษาถึงท่ีสุด ใหตกเปนของกระทรวงการทองเที่ยวและกีฬา หรือกระทรวงวัฒนธรรม แลว แตกรณี ÁÒμÃÒ öó ในกรณีท่ีนายทะเบียนหรือพนักงานเจาหนาท่ีส่ังใหหยุดการสราง ภาพยนตรตามมาตรา ๖๑ (๓) ใหนายทะเบียนหรือพนักงานเจาหนาที่ส่ังใหผูรับอนุญาตหรือ ผูสรางภาพยนตรระงับการกระทําท่ีฝาฝน แกไขปรับปรุงหรือปฏิบัติใหถูกตองหรือเหมาะสมภายใน ระยะเวลาที่กาํ หนด ผูรับอนุญาตหรือผูสรางภาพยนตรใดไมปฏิบัติตามคําส่ังของนายทะเบียนหรือพนักงาน เจาหนาที่ตามวรรคหนึ่ง ใหนายทะเบียนหรือพนักงานเจาหนาที่เสนอตอคณะกรรมการพิจารณา ภาพยนตรแ ละวดี ทิ ศั นเพอื่ พิจารณาเพิกถอนการอนุญาตหรอื หา มสรางภาพยนตรดงั กลา วตอ ไป ÁÒμÃÒ öô ในการปฏิบัติหนาที่ตามมาตรา ๖๑ นายทะเบียนและพนักงาน เจาหนาท่ตี องแสดงบตั รประจําตัวตอ บุคคลทเี่ ก่ยี วขอ ง บัตรประจําตัวนายทะเบียนและพนักงานเจาหนาที่ใหเปนไปตามแบบท่ีรัฐมนตรี ประกาศกาํ หนด ÁÒμÃÒ öõ ในการปฏบิ ตั หิ นา ทใ่ี หน ายทะเบยี นและพนกั งานเจา หนา ทเ่ี ปน เจา พนกั งาน ตามประมวลกฎหมายอาญา โทษตาม พ.ร.บ.ภาพยนตรและวีดิทัศนฯ มี ๒ สวน คือ โทษทางอาญา และโทษทาง ปกครอง โทษทางปกครองนน้ั นอกเหนอื อํานาจหนาที่ของตาํ รวจยังไมก ลาวถงึ ÁÒμÃÒ ÷õ ผูใดฝาฝนมาตรา ๒๐ วรรคหนึ่ง ตองระวางโทษปรับตั้งแตหนึ่งแสนบาท ถงึ หน่ึงลานบาท ÁÒμÃÒ ÷ö ผูใ ดฝาฝนมาตรา ๒๑ ตอ งระวางโทษปรบั ไมเ กินหา แสนบาท ÁÒμÃÒ ÷÷ ผใู ดฝาฝน มาตรา ๒๓ วรรคหนึ่ง หรอื นําภาพยนตรตามมาตรา ๒๖ (๗) ออกเผยแพร ตอ งระวางโทษจําคุกไมเกนิ หนงึ่ ป หรอื ปรบั ไมเ กนิ หนง่ึ แสนบาท หรือท้ังจําทงั้ ปรับ ÁÒμÃÒ ÷ø ผูใดฝาฝนมาตรา ๒๕ วรรคหนึ่ง มาตรา ๒๘ วรรคสอง มาตรา ๓๔ วรรคหนง่ึ หรอื มาตรา ๔๙ วรรคหนึง่ ตองระวางโทษปรบั ต้งั แตส องแสนบาทถึงหนง่ึ ลา นบาท ÁÒμÃÒ ÷ù ผูใดฝาฝนมาตรา ๓๗ วรรคหน่ึง มาตรา ๓๘ วรรคหน่ึง หรือประกอบ กิจการดงั กลาวในระหวา งถูกพกั ใชหรอื ถกู เพกิ ถอนใบอนญุ าต ตอ งระวางโทษปรับตั้งแตสองแสนบาท ถึงหนึง่ ลานบาท และปรบั อกี ไมเกินวันละหนงึ่ หมื่นบาทตลอดระยะเวลาท่ฝี า ฝนอยู

๑๖๔ ÁÒμÃÒ øð ผรู บั ใบอนุญาตผใู ดฝาฝนมาตรา ๔๓ มาตรา ๔๔ วรรคสอง มาตรา ๔๕ หรือมาตรา ๕๘ ตอ งระวางโทษปรบั ต้ังแตส องหมนื่ บาทถึงหนึง่ แสนบาท ÁÒμÃÒ øñ ผูใดฝาฝนมาตรา ๔๖ หรือมาตรา ๔๗ วรรคหน่ึง ตองระวางโทษปรับ ตัง้ แตส องหมน่ื บาทถงึ หน่งึ แสนบาท ÁÒμÃÒ øò ผูใดฝาฝนมาตรา ๕๓ วรรคหนึ่ง มาตรา ๕๔ วรรคหนึ่ง หรือประกอบ กจิ การดงั กลา วในระหวา งถกู พกั ใชห รอื ถกู เพกิ ถอนใบอนญุ าต ตอ งระวางโทษปรบั ตงั้ แตห นง่ึ แสนบาท ถงึ หา แสนบาท และปรบั อกี ไมเกินวันละหนึง่ หมื่นบาทตลอดระยะเวลาทฝ่ี าฝนอยู ÁÒμÃÒ øó ผูใดขัดขวางหรือไมปฏิบัติตามคําส่ังของนายทะเบียนหรือพนักงาน เจาหนาท่ีในการปฏิบัติหนาท่ีตามมาตรา ๖๑ ตองระวางโทษจําคุกไมเกินหกเดือน หรือปรับไมเกิน หาหมื่นบาท หรอื ท้ังจําทั้งปรับ ÁÒμÃÒ øô บรรดาความผดิ ตามสว นน้ี ใหค ณะกรรมการมอี าํ นาจเปรยี บเทยี บได และ ในการนี้คณะกรรมการมีอํานาจมอบหมายใหคณะอนุกรรมการหรือพนักงานเจาหนาท่ีดําเนินการ เปรียบเทียบได โดยจะกําหนดหลักเกณฑในการเปรียบเทียบหรือเงื่อนไขประการใดใหแกผูไดรับ มอบหมายตามทีเ่ หน็ สมควรดวยกไ็ ด ภายใตบังคับของบทบัญญัติตามวรรคหน่ึง ในการสอบสวนถาพนักงานสอบสวนพบวา บุคคลใดกระทําความผิดตามพระราชบัญญัตินี้ และบุคคลน้ันยินยอมใหเปรียบเทียบใหพนักงาน สอบสวนสงเรื่องมายังคณะกรรมการหรือผูซ่ึงคณะกรรมการมอบหมายใหมีอํานาจเปรียบเทียบตาม วรรคหนง่ึ ภายในเจด็ วนั นับแตวันทผ่ี ูนัน้ แสดงความยนิ ยอมใหเ ปรียบเทยี บ เมื่อผูกระทําความผิดไดเสียคาปรับตามท่ีไดเปรียบเทียบแลว ใหถือวาคดีเลิกกันตาม ประมวลกฎหมายวิธีพจิ ารณาความอาญา ÁÒμÃÒ øõ ใหนําความในมาตรา ๗๔ มาใชบังคับแกกรณีท่ีนิติบุคคลตองรับ โทษอาญาตามสวนนโ้ี ดยอนุโลม

¤ÇÒÁ¼´Ô μÒÁ¾ÃÐÃÒªºÞÑ ÞμÑ ÀÔ Ò¾Â¹μÃᏠÅÐÇ´Õ ·Ô Ñȹ ¾.È.òõõñ ÅÓ´ºÑ ¢ŒÍËÒ/°Ò¹¤ÇÒÁ¼´Ô ÁÒμÃÒ ÍμÑ ÃÒâ·É ËÁÒÂàËμØ ๑. สรางภาพยนตรโ ดยไมไดร บั อนุญาต มาตรา ๒๐, ๗๕ ๒. สรางหนังมีเนื้อหาฝา ฝน ตามทไ่ี ดร บั อนุญาต มาตรา ๒๑, ๗๖ ปรับ ๔๐๐,๐๐๐-๑,๐๐๐,๐๐๐ บาท ๓. สรา งหนงั บอ นทําลายขดั ตอ ความสงบเรียบรอย มาตรา ๒๓, ๗๗ ปรับไมเกิน ๕๐๐,๐๐๐ บาท ๔. ทาํ หนงั ทไี่ มผา นการพิจารณาออกขาย ใหเชา แลกเปลย่ี น มาตรา ๒๕, ๗๘ ๕. ขายภาพยนตรที่ไมม กี ําหนดประเภท มาตรา ๒๖, ๗๘ จาํ คกุ ไมเกิน ๑ ป หรือปรับไมเ กิน ๖. วางฉายภาพยนตรท ีไ่ มม ีกาํ หนดประเภท มาตรา ๒๘, ๗๘ ๑๐๐,๐๐๐ บาท หรอื ทงั้ จาํ ทงั้ ปรบั ๗. สง ภาพยนตรในประเทศออกนอกราชอาณาจกั ร โดยไมไดร ับอนญุ าต มาตรา ๓๔, ๗๘ ๘. ประกอบกจิ การโรงภาพยนตร โดยไมไดรับอนุญาต มาตรา ๓๗, ๗๙ ปรบั ต้ังแต ๒๐๐,๐๐๐-๑,๐๐๐,๐๐๐ บาท ๙. ประกอบกิจการใหเ ชา ภาพยนตร โดยไมไดรับอนุญาต มาตรา ๓๘, ๗๙ ปรบั ต้ังแต ๒๐๐,๐๐๐-๑,๐๐๐,๐๐๐ บาท ปรับต้งั แต ๒๐๐,๐๐๐-๑,๐๐๐,๐๐๐ บาท ปรับต้งั แต ๒๐๐,๐๐๐-๑,๐๐๐,๐๐๐ บาท ปรบั ตั้งแต ๒๐๐,๐๐๐-๑,๐๐๐,๐๐๐ บาท และปรับอีกไมเกินวันละ ๑๐,๐๐๐ บาท ตลอดระยะเวลาท่ฝี า ฝน อยู ปรบั ตั้งแต ๒๐๐,๐๐๐-๑,๐๐๐,๐๐๐ บาท และปรบั อกี ไมเ กนิ วันละ ๑๐,๐๐๐ บาท ตลอดระยะเวลาท่ีฝาฝน อยู ๑๖๕

¤ÇÒÁ¼´Ô μÒÁ¾ÃÐÃÒªºÑÞÞÑμÔÀҾ¹μÃᏠÅÐÇ´Õ Ô·Ñȹ ¾.È.òõõñ ๑๖๖ ÅӴѺ ¢ŒÍËÒ/°Ò¹¤ÇÒÁ¼Ô´ ÁÒμÃÒ ÍμÑ ÃÒâ·É ËÁÒÂàËμØ ๑๐. ใหเ ชา ภาพยนตรต าม ม.๒๖(๖) แกเ ดก็ ตาํ่ กวาที่กาํ หนด มาตรา ๔๕, ๘๐ ปรบั ต้งั แต ๒๐,๐๐๐-๑,๐๐๐,๐๐๐ บาท ๑๑. ฉายภาพยนตรทไ่ี มผานการตรวจพจิ ารณา มาตรา ๔๗, ๘๑ ปรบั ตั้งแต ๒๐,๐๐๐-๑๐๐,๐๐๐ บาท ๑๒. ประกอบกจิ การรานวีดทิ ัศน โดยมไิ ดร ับอนญุ าต มาตรา ๕๓, ๘๒ ปรับต้ังแต ๑๐๐,๐๐๐-๕๐๐,๐๐๐ บาท และปรบั อกี ไมเ กินวนั ละ ๑๐,๐๐๐ บาท ตลอดระยะเวลาที่ฝา ฝน อยู ๑๓. ประกอบการใหเ ชา วีดทิ ศั น โดยมิไดร บั อนุญาต มาตรา ๕๔, ๘๒ ปรับตง้ั แต ๑๐๐,๐๐๐-๕๐๐,๐๐๐ บาท และปรับอกี ไมเ กินวันละ ๑๐,๐๐๐ บาท ตลอดระยะเวลาทฝ่ี าฝนอยู ๑๔. ไมอ ํานวยความสะดวกใหพนกั งานเจาหนา ทใี่ นการปฏบิ ตั ติ าม พ.ร.บ.น้ี มาตรา ๖๑, ๘๓ จาํ คกุ ไมเ กนิ ๖ เดอื น หรือปรบั ไมเ กนิ ๕๐,๐๐๐ บาท หรอื ทั้งจําทง้ั ปรบั

๑๖๗ º··Õè ññ ¾.Ã.º.¤ÇÒÁ¼´Ô à¡ÕÂè ǡѺ¤ÍÁ¾ÔÇàμÍÏ ¾.È.òõõð ñ. ÇÑμ¶Ø»ÃÐʧ¤¡ ÒÃàÃÂÕ ¹ÃÙ»Œ ÃШӺ· ๑.๑ เพ่ือใหนักเรียนมีความรูและความเขาใจใน พ.ร.บ.ความผิดเก่ียวกับคอมพิวเตอร พ.ศ.๒๕๕๐ ๑.๒ เพื่อใหนักเรียนสามารถอธิบายการวิเคราะหวาการกระทําใดมีความผิด หรือไมมี ความผดิ ตาม พ.ร.บ.ความผดิ เกีย่ วกบั คอมพิวเตอร พ.ศ.๒๕๕๐ ๑.๓ เพ่ือใหนักเรียนสามารถอธิบายวิธีการดําเนินการกับผูกระทําความผิดตาม พ.ร.บ.ความผดิ เกี่ยวกับคอมพิวเตอร พ.ศ.๒๕๕๐ ò. ÊÇ‹ ¹¹Ó โดยท่ี พ.ร.บ.วาดวยการกระทําความผิดเก่ียวกับคอมพิวเตอร พ.ศ.๒๕๕๐ มีบทบัญญัติบางประการที่ไมเหมาะสมตอการปองกันและปราบปรามการกระทําความผิดเกี่ยวกับ คอมพิวเตอรในปจจุบัน ซึ่งมีรูปแบบการกระทําความผิดท่ีมีความซับซอนมากขึ้นตามพัฒนาการทาง เทคโนโลยีซึ่งเปล่ียนแปลงอยางรวดเร็วและโดยที่มีการจัดต้ังกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ซึ่งมีภารกิจในการกําหนดมาตรฐานและมาตรการในการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร รวมท้ัง การเฝาระวังและติดตามสถานการณดานความมั่นคง ปลอดภัยของเทคโนโลยีสารสนเทศและ การสอื่ สารของประเทศสมควรปรับปรงุ บทบญั ญัตใิ นสว นท่เี ก่ียวกบั ผูรกั ษาการตามกฎหมาย กาํ หนด ฐานความผิดขนึ้ ใหม และแกไ ขเพ่มิ เติมฐานความผดิ เดิม รวมทั้งบทกาํ หนดโทษของความผิดดังกลา ว การปรับปรุงกระบวนการและหลักเกณฑในการระงับการทําใหแพรหลายหรือลบขอมูลคอมพิวเตอร ตลอดจนกําหนดใหมีคณะกรรมการเปรียบเทียบซ่ึงมีอํานาจเปรียบเทียบความผิดตาม พ.ร.บ.วาดวย การกระทําความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร พ.ศ.๒๕๕๐ และแกไขเพิ่มเติมอํานาจหนาท่ีของพนักงาน เจาหนา ท่ีใหเหมาะสมยิ่งขน้ึ จึงจําเปน ตอ งตราพระราชบัญญัตินี้ ó. à¹éÍ× ËÒμÒÁËÇÑ ¢ÍŒ ๓.๑ ความรูท ่วั ไปเกีย่ วกบั พ.ร.บ.ความผดิ เก่ยี วกับคอมพิวเตอร พ.ศ.๒๕๕๐ ๓.๒ ความผดิ ตาม พ.ร.บ.ความผดิ เก่ียวกับคอมพวิ เตอร พ.ศ.๒๕๕๐ ๓.๓ บทกาํ หนดโทษ

๑๖๘ ô. ÊÇ‹ ¹ÊÃØ» เม่ือรูปแบบการกระทําความผิดที่เกี่ยวของกับการใชคอมพิวเตอรมีความซับซอน มากข้ึนตามพัฒนาการทางเทคโนโลยี ซ่ึงเปลี่ยนแปลงอยางรวดเร็ว ผูกระทําความผิดก็มีจํานวนเพ่ิม มากข้ึนทําใหเกิดความเสียหายเปนวงกวางเนื่องจากการใชคอมพิวเตอรและอินเทอรเน็ตเปน ส่ิงสําคัญตอชีวิตประจําวันของผูคน ดังน้ันเมื่อไดศึกษาเก่ียวกับความผิดดานน้ีแลว จะทําใหสามารถ ดาํ เนินการกับผกู ระทําความผิดนไ้ี ดอยา งถกู ตองตามอํานาจหนา ที่ของตน õ. ¡Ô¨¡ÃÃÁá¹Ð¹Ó ใหนักเรียนคนหาการจับกุมตาม พ.ร.บ.ความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอรฯ และนําขอมูล มาวิเคราะหอ ภิปรายรว มกันในชัน้ เรยี น

๑๖๙ ¤ÇÒÁÃŒ·Ù èÑÇä»à¡ÂèÕ Ç¡Ñº ¾.Ã.º.¤ÍÁ¾ÇÔ àμÍÃÏ ÁÒμÃÒ ñ พระราชบัญญัตินี้เรียกวา “พระราชบัญญัติวาดวยการกระทําความผิด เก่ยี วกบั คอมพวิ เตอร พ.ศ.๒๕๕๐” ÁÒμÃÒ ò พระราชบัญญัตินี้ใหใชบังคับเมื่อพนกําหนดสามสิบวันนับแตวันประกาศ ในราชกิจจานุเบกษาเปนตน ไป ÁÒμÃÒ ó ในพระราชบัญญัตนิ ี้ “ระบบคอมพิวเตอร” หมายความวา อุปกรณหรือชุดอุปกรณของคอมพิวเตอรที่เช่ือม การทํางานเขาดวยกัน โดยไดมีการกําหนดคําส่ัง ชุดคําสั่ง หรือสิ่งอื่นใด และแนวทางปฏิบัติงานให อุปกรณหรือชุดอปุ กรณท าํ หนาทปี่ ระมวลผลขอมลู โดยอตั โนมตั ิ “ขอมูลคอมพิวเตอร” หมายความวา ขอมูล ขอความ คําสั่ง ชุดคําส่ัง หรือสิ่งอ่ืนใด บรรดาทีอ่ ยใู นระบบคอมพิวเตอรในสภาพทีร่ ะบบคอมพิวเตอรอาจประมวลผลได และใหหมายความ รวมถึงขอมลู อเิ ล็กทรอนิกสตามกฎหมายวาดว ยธรุ กรรมทางอเิ ลก็ ทรอนกิ สดวย “ขอมูลจราจรทางคอมพิวเตอร” หมายความวา ขอมูลเก่ียวกับการติดตอสื่อสารของ ระบบคอมพิวเตอร ซ่ึงแสดงถึงแหลงกําเนิดตนทาง ปลายทาง เสนทาง เวลา วันที่ ปริมาณ ระยะเวลา ชนิดของบริการ หรืออื่น ๆ ท่ีเก่ยี วของกับการตดิ ตอ สือ่ สารของระบบคอมพิวเตอรนั้น “ผูใหบ ริการ” หมายความวา (๑) ผูใหบริการแกบุคคลอ่ืนในการเขาสูอินเทอรเน็ต หรือใหสามารถติดตอถึงกัน โดยประการอื่น โดยผานทางระบบคอมพิวเตอร ท้ังน้ี ไมวาจะเปนการใหบริการในนามของตนเอง หรือในนามหรือเพ่อื ประโยชนของบุคคลอนื่ (๒) ผใู หบรกิ ารเกบ็ รกั ษาขอ มูลคอมพวิ เตอรเ พื่อประโยชนของบุคคลอ่ืน “ผูใชบริการ” หมายความวา ผูใชบริการของผูใหบริการไมวาตองเสียคาใชบริการ หรือไมก็ตาม “พนกั งานเจา หนา ท”ี่ หมายความวา ผซู งึ่ รฐั มนตรแี ตง ตงั้ ใหป ฏบิ ตั กิ ารตามพระราชบญั ญตั นิ ้ี “รฐั มนตร”ี หมายความวา รฐั มนตรีผรู กั ษาการตามพระราชบญั ญตั ินี้ ÁÒμÃÒ ô ใหรัฐมนตรีวาการกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารรักษาการ ตามพระราชบญั ญัตินี้ และใหม ีอํานาจออกกฎกระทรวง เพ่ือปฏบิ ัตกิ ารตามพระราชบญั ญัติน้ี กฎกระทรวงน้นั เม่ือไดประกาศในราชกิจจานเุ บกษาแลว ใหใ ชบ งั คับได ¤ÇÒÁ¼´Ô à¡èÕÂǡѺ¤ÍÁ¾ÇÔ àμÍÏ ÁÒμÃÒ õ ผูใดเขาถึงโดยมิชอบซึ่งระบบคอมพิวเตอรที่มีมาตรการปองกันการเขาถึง โดยเฉพาะและมาตรการนั้น มิไดมไี วส าํ หรบั ตน ตอ งระวางโทษจาํ คุกไมเ กนิ หกเดอื น หรอื ปรบั ไมเ กิน หน่ึงหมื่นบาท หรือท้งั จาํ ทัง้ ปรับ

๑๗๐ ÁÒμÃÒ ö ผูใดลวงรูมาตรการปองกันการเขาถึงระบบคอมพิวเตอรที่ผูอื่นจัดทําขึ้น เปน การเฉพาะถา นาํ มาตรการดงั กลา วไปเปด เผยโดยมชิ อบ ในประการทนี่ า จะเกดิ ความเสยี หายแกผ อู นื่ ตอ งระวางโทษจาํ คุกไมเกินหน่ึงป หรอื ปรบั ไมเ กนิ สองหมนื่ บาท หรอื ทัง้ จําท้ังปรับ ÁÒμÃÒ ÷ ผูใดเขาถึงโดยมิชอบซ่ึงขอมูลคอมพิวเตอรท่ีมีมาตรการปองกันการเขาถึง โดยเฉพาะและมาตรการน้ัน มิไดมีไวสําหรับตน ตองระวางโทษจําคุกไมเกินสองปหรือปรับไมเกิน สี่หม่นื บาทหรอื ท้งั จาํ ท้งั ปรบั ÁÒμÃÒ ø ผูใดกระทําดวยประการใดโดยมิชอบดวยวิธีการทางอิเล็กทรอนิกสเพื่อดัก รบั ไวซ ง่ึ ขอ มลู คอมพวิ เตอรข องผอู นื่ ทอี่ ยรู ะหวา งการสง ในระบบคอมพวิ เตอร และขอ มลู คอมพวิ เตอรน น้ั มไิ ดม ไี วเ พอ่ื ประโยชนส าธารณะหรอื เพอ่ื ใหบ คุ คลทวั่ ไปใชป ระโยชนไ ดต อ งระวางโทษจาํ คกุ ไมเ กนิ สามป หรือปรบั ไมเกนิ หกหมื่นบาท หรอื ทัง้ จาํ ทั้งปรบั ÁÒμÃÒ ù ผูใดทําใหเสียหาย ทําลาย แกไข เปลี่ยนแปลง หรือเพ่ิมเติมไมวาทั้งหมด หรือบางสวน ซึ่งขอมูลคอมพิวเตอรของผูอื่นโดยมิชอบ ตองระวางโทษจําคุกไมเกินหาป หรือปรับ ไมเ กินหนง่ึ แสนบาท หรือท้ังจาํ ทัง้ ปรับ ÁÒμÃÒ ñð ผูใดกระทําดวยประการใดโดยมิชอบ เพ่ือใหการทํางานของระบบ คอมพิวเตอรของผูอื่นถูกระงับ ชะลอ ขัดขวาง หรือรบกวนจนไมสามารถทํางานตามปกติไดตอง ระวางโทษจําคกุ ไมเกินหาป หรือปรบั ไมเกินหน่งึ แสนบาท หรอื ท้ังจาํ ทั้งปรับ ÁÒμÃÒ ññ ผูใดสงขอมูลคอมพิวเตอรหรือจดหมายอิเล็กทรอนิกสแกบุคคลอื่น โดยปกปดหรือปลอมแปลงแหลงที่มาของการสงขอมูลดังกลาว อันเปนการรบกวนการใชระบบ คอมพิวเตอรข องบุคคลอน่ื โดยปกตสิ ุข ตองระวางโทษปรบั ไมเ กินหน่ึงแสนบาท ผูใดสงขอมูลคอมพิวเตอรหรือจดหมายอิเล็กทรอนิกสแกบุคคลอ่ืนอันมีลักษณะ เปนการกอใหเกิดความเดือดรอนรําคาญแกผูรับขอมูลคอมพิวเตอรหรือจดหมายอิเล็กทรอนิกส โดยไมเปดโอกาสใหผูรับสามารถบอกเลิกหรือแจงความประสงคเพ่ือปฏิเสธการตอบรับไดโดยงาย ตองระวางโทษปรับไมเ กินสองแสนบาท ใหรัฐมนตรีออกประกาศกําหนดลักษณะและวิธีการสง รวมท้ังลักษณะและปริมาณของ ขอมูลคอมพิวเตอรหรือจดหมายอิเล็กทรอนิกส ซ่ึงไมเปนการกอใหเกิดความเดือดรอนรําคาญแก ผูรับและลักษณะอันเปน การบอกเลิกหรือแจง ความประสงคเพอื่ ปฏิเสธการตอบรบั ไดโดยงา ย ÁÒμÃÒ ñò ถาการกระทาํ ความผดิ ตามมาตรา ๕ หรือมาตรา ๖ มาตรา ๗ มาตรา ๘ หรือมาตรา ๑๑ เปนการกระทําตอขอมูลคอมพิวเตอรหรือระบบคอมพิวเตอรท่ีเก่ียวกับการรักษา ความม่ันคงปลอดภัยของประเทศ ความปลอดภัยสาธารณะ ความม่ันคงในทางเศรษฐกิจของ ประเทศหรือโครงสรางพื้นฐานอันเปนประโยชนสาธารณะ ตองระวางโทษจําคุกตั้งแตหนึ่งปถึงเจ็ดป และปรบั ต้ังแตส องหมื่นบาทถงึ หน่ึงแสนส่ีหมื่นบาท

๑๗๑ ถา การกระทาํ ความผดิ ตามวรรคหนง่ึ เปน เหตใุ หเ กดิ ความเสยี หายตอ ขอ มลู คอมพวิ เตอร หรอื ระบบคอมพวิ เตอรด งั กลา ว ตอ งระวางโทษจาํ คกุ ตง้ั แตห นงึ่ ปถ งึ สบิ ป และปรบั ตงั้ แตส องหมนื่ บาท ถึงสองแสนบาท ถาการกระทําความผิดตามมาตรา ๙ หรือมาตรา ๑๐ เปนการกระทําตอขอมูล คอมพิวเตอรหรือระบบคอมพิวเตอรตามวรรคหน่ึง ตองระวางโทษจําคุกต้ังแตสามปถึงสิบหาป และปรบั ต้งั แตห กหม่นื บาทถึงสามแสนบาท ถาการกระทําความผิดตามวรรคหน่ึงหรือวรรคสามโดยมิไดมีเจตนาฆา แตเปนเหตุให บุคคลอ่ืนถึงแกความตาย ตองระวางโทษจําคุกต้ังแตหาปถึงย่ีสิบป และปรับตั้งแตหนึ่งแสนบาท ถงึ สแี่ สนบาท ÁÒμÃÒ ñò/ñ ถา การกระทาํ ความผดิ ตามมาตรา ๙ หรอื มาตรา ๑๐ เปน เหตใุ หเ กดิ อนั ตราย แกบุคคลอื่นหรือทรัพยสินของผูอ่ืน ตองระวางโทษจําคุกไมเกินสิบป และปรับไมเกินสองแสนบาท ถาการกระทําความผิดตามมาตรา ๙ หรือมาตรา ๑๐ โดยมิไดมีเจตนาฆา แตเปนเหตุ ใหบุคคลอื่นถึงแกความตาย ตองระวางโทษจําคุกต้ังแตหาปถึงยี่สิบป และปรับต้ังแตหน่ึงแสนบาท ถงึ ส่ีแสนบาท ÁÒμÃÒ ñó ผูใดจําหนายหรือเผยแพรชุดคําสั่งท่ีจัดทําข้ึนโดยเฉพาะเพ่ือนําไปใชเปน เคร่ืองมือในการกระทําความผิดตามมาตรา ๕ มาตรา ๖ มาตรา ๗ มาตรา ๘ มาตรา ๙ มาตรา ๑๐ หรือมาตรา ๑๑ ตองระวางโทษจําคุกไมเกินหนึ่งป หรือปรับไมเกินสองหมื่นบาท หรอื ทั้งจาํ ทั้งปรบั ผูใดจําหนายหรือเผยแพรชุดคําสั่งที่จัดทําขึ้นโดยเฉพาะเพื่อนําไปใชเปนเคร่ืองมือ ในการกระทําความผิดตามมาตรา ๑๒ วรรคหนึ่งหรือวรรคสาม ตองระวางโทษจําคุกไมเกินสองป หรอื ปรบั ไมเ กนิ สห่ี มื่นบาทหรอื ทง้ั จําทั้งปรบั ผูใดจําหนายหรือเผยแพรชุดคําสั่งที่จัดทําขึ้นโดยเฉพาะเพื่อนําไปใชเปนเครื่องมือ ในการกระทําความผดิ ตามมาตรา ๕ มาตรา ๖ มาตรา ๗ มาตรา ๘ มาตรา ๙ มาตรา ๑๐ หรือ มาตรา ๑๑ หากผูน ําไปใชไดกระทาํ ความผดิ ตามมาตรา ๑๒ วรรคหน่ึงหรือวรรคสอง หรือตองรับผดิ ตามมาตรา ๑๒ วรรคสองหรือวรรคสี่ หรือมาตรา ๑๒/๑ ผูจําหนายหรือเผยแพรชุดคําส่ังดังกลาว จะตองรับผิดทางอาญาตามความผิดที่มีกําหนดโทษสูงขึ้นดวย ก็เฉพาะเม่ือตนไดรูหรืออาจเล็งเห็น ไดว าจะเกิดผลเชน ท่เี กดิ ข้นึ น้ัน ผูใดจําหนายหรือเผยแพรชุดคําสั่งท่ีจัดทําขึ้นโดยเฉพาะเพื่อนําไปใชเปนเคร่ืองมือใน การกระทําความผิดตามมาตรา ๑๒ วรรคหน่ึงหรือวรรคสาม หากผูนําไปใชไดกระทําความผิดตาม มาตรา ๑๒ วรรคหนึ่งหรือวรรคสาม หรือตองรับผิดตามมาตรา ๑๒ วรรคสองหรือวรรคสี่ หรือ มาตรา ๑๒/๑ ผูจําหนายหรือเผยแพรชุดคําสั่งดังกลาวตองรับผิดทางอาญาตามความผิดท่ีมีกําหนด โทษสูงขึ้นนัน้ ดว ย

๑๗๒ ในกรณที ผี่ จู าํ หนา ยหรอื เผยแพรช ดุ คาํ สง่ั ผใู ดตอ งรบั ผดิ ตามวรรคหนงึ่ หรอื วรรคสอง และ ตามวรรคสามหรือวรรคสด่ี วย ใหผูนัน้ ตอ งรับโทษที่มอี ัตราโทษสงู ทีส่ ดุ แตก ระทงเดียว ÁÒμÃÒ ñô ผูใดกระทําความผิดที่ระบุไวดังตอไปน้ี ตองระวางโทษจําคุกไมเกินหาป หรือปรับไมเ กนิ หนงึ่ แสนบาท หรอื ท้งั จําท้งั ปรับ (๑) โดยทุจริต หรือโดยหลอกลวง นําเขาสูระบบคอมพิวเตอรซ่ึงขอมูลคอมพิวเตอรที่ บิดเบือนหรือปลอมไมวาทั้งหมดหรือบางสวน หรือขอมูลคอมพิวเตอรอันเปนเท็จ โดยประการท่ีนา จะเกิดความเสียหายแกประชาชน อันมิใชการกระทําความผิดฐานหมิ่นประมาทตามประมวล กฎหมายอาญา (๒) นําเขาสูระบบคอมพิวเตอรซ่ึงขอมูลคอมพิวเตอรอันเปนเท็จ โดยประการท่ีนาจะ เกิดความเสียหายตอการรักษาความม่ันคงปลอดภัยของประเทศ ความปลอดภัยสาธารณะ ความมน่ั คงในทางเศรษฐกจิ ของประเทศ หรอื โครงสรา งพนื้ ฐานอนั เปน ประโยชนส าธารณะของประเทศ หรือกอ ใหเกิดความต่นื ตระหนกแกประชาชน (๓) นําเขาสูระบบคอมพิวเตอรซึ่งขอมูลคอมพิวเตอรใด ๆ อันเปนความผิดเกี่ยวกับ ความมนั่ คงแหง ราชอาณาจักรหรอื ความผิดเกย่ี วกบั การกอ การรา ยตามประมวลกฎหมายอาญา (๔) นําเขาสูระบบคอมพิวเตอรซ่ึงขอมูลคอมพิวเตอรใด ๆ ที่มีลักษณะอันลามก และขอมลู คอมพิวเตอรน นั้ ประชาชนทั่วไปอาจเขาถึงได (๕) เผยแพรห รอื สง ตอ ซง่ึ ขอ มลู คอมพวิ เตอรโ ดยรอู ยแู ลว วา เปน ขอ มลู คอมพวิ เตอรต าม (๑) (๒) (๓) หรือ (๔) ถาการกระทําความผิดตามวรรคหน่ึง (๑) มิไดกระทําตอประชาชน แตเปนการกระทํา ตอบุคคลใดบุคคลหน่ึง ผูกระทํา ผูเผยแพรหรือสงตอซ่ึงขอมูลคอมพิวเตอรดังกลาวตองระวางโทษ จาํ คกุ ไมเ กนิ สามปห รอื ปรบั ไมเ กนิ หกหมนื่ บาท หรอื ทงั้ จาํ ทง้ั ปรบั และใหเ ปน ความผดิ อนั ยอมความได ÁÒμÃÒ ñõ ผูใหบริการผูใดใหความรวมมือ ยินยอม หรือรูเห็นเปนใจใหมีการกระทํา ความผิดตามมาตรา ๑๔ ในระบบคอมพิวเตอรที่อยูในความควบคุมของตน ตองระวางโทษ เชนเดยี วกับผกู ระทาํ ความผดิ ตามมาตรา ๑๔ ใหรัฐมนตรีออกประกาศกําหนดข้ันตอนการแจงเตือน การระงับการทําใหแพรหลาย ของขอมลู คอมพิวเตอร และการนาํ ขอมูลคอมพวิ เตอรน น้ั ออกจากระบบคอมพวิ เตอร ถาผใู หบรกิ าร พสิ ูจนไ ดว า ตนไดปฏบิ ตั ติ ามประกาศของรฐั มนตรีท่ีออกตามวรรคสอง ผูน ้นั ไมตอ งรบั โทษ ÁÒμÃÒ ñö ผูใดนําเขาสูระบบคอมพิวเตอรท่ีประชาชนท่ัวไปอาจเขาถึงไดซึ่งขอมูล คอมพวิ เตอรท่ีปรากฏเปน ภาพของผูอ ่ืน และภาพนนั้ เปนภาพท่เี กิดจากการสรางขึน้ ตัด ตอ เติม หรอื ดัดแปลงดวยวิธีการทางอิเล็กทรอนิกสหรือวิธีการอื่นใด ทั้งนี้ โดยประการที่นาจะทําใหผูอ่ืนน้ันเสียช่ือเสียง ถูกดูหมิ่น ถูกเกลียดชัง หรือไดรับความอับอาย ตองระวางโทษจําคุกไมเกินสามป หรือปรับไมเกิน หกหม่ืนบาท

๑๗๓ ถาการกระทําตามวรรคหน่ึงเปนการกระทําตอภาพของผูตาย และการกระทําน้ันนาจะ ทําใหบิดามารดา คูสมรส หรือบุตรของผูตายเสียช่ือเสียง ถูกดูหมิ่น หรือถูกเกลียดชัง หรือไดรับ ความอบั อาย ผกู ระทําตองระวางโทษดงั ท่บี ัญญตั ิไวใ นวรรคหน่ึง ถา การกระทาํ ตามวรรคหน่ึงหรือวรรคสอง เปน การนาํ เขาสูระบบคอมพิวเตอรโดยสจุ ริต อันเปนการติชมดวยความเปนธรรม ซึ่งบุคคลหรือส่ิงใดอันเปนวิสัยของประชาชนยอมกระทํา ผกู ระทาํ ไมมคี วามผิด ความผดิ ตามวรรคหนง่ึ และวรรคสองเปน ความผิดอนั ยอมความได ถา ผเู สยี หายในความผดิ ตามวรรคหนงึ่ หรอื วรรคสองตายเสยี กอ นรอ งทกุ ข ใหบ ดิ ามารดา คูส มรส หรอื บุตรของผเู สียหายรองทกุ ขไ ด และใหถอื วาเปนผูเ สยี หาย ÁÒμÃÒ ñö/ñ ในคดีความผิดตามมาตรา ๑๔ หรือมาตรา ๑๖ ซึ่งมีคําพิพากษาวา จําเลยมีความผิด ศาลอาจสัง่ (๑) ใหท าํ ลายขอ มูลตามมาตราดงั กลา ว (๒) ใหโฆษณาหรือเผยแพรคําพิพากษาท้ังหมดหรือแตบางสวนในสื่ออิเล็กทรอนิกส วิทยุกระจายเสยี ง วทิ ยโุ ทรทัศน หนงั สอื พมิ พ หรือสิง่ อืน่ ใด ตามทศ่ี าลเห็นสมควร โดยใหจําเลยเปน ผชู ําระคาโฆษณาหรอื เผยแพร (๓) ใหดําเนินการอื่นตามที่ศาลเห็นสมควรเพื่อบรรเทาความเสียหายท่ีเกิดข้ึนจากการ กระทําความผิดนัน้ ÁÒμÃÒ ñö/ò ผใู ดรวู าขอ มูลคอมพิวเตอรใ นความครอบครองของตนเปน ขอมูลที่ศาล ส่งั ใหท าํ ลายตามมาตรา ๑๖/๑ ผนู ัน้ ตอ งทาํ ลายขอ มูลดังกลาว หากฝา ฝนตองระวางโทษกึง่ หนง่ึ ของ โทษท่บี ัญญัติไวใ นมาตรา ๑๔ หรอื มาตรา ๑๖ แลวแตก รณี ÁÒμÃÒ ñ÷ ผูใดกระทาํ ความผิดตามพระราชบญั ญตั นิ ีน้ อกราชอาณาจักร และ (๑) ผูกระทําความผิดน้ันเปนคนไทย และรัฐบาลแหงประเทศที่ความผิดไดเกิดขึ้น หรอื ผเู สยี หายไดร อ งขอใหลงโทษ หรือ (๒) ผูกระทําความผิดน้ันเปนคนตางดาว และรัฐบาลไทยหรือคนไทยเปนผูเสียหาย และผูเสียหายไดร อ งขอใหล งโทษจะตองรับโทษภายในราชอาณาจักร ÁÒμÃÒ ñ÷/ñ ความผดิ ตามมาตรา ๕ มาตรา ๖ มาตรา ๗ มาตรา ๑๑ มาตรา ๑๓ วรรคหนงึ่ มาตรา ๑๖/๒ มาตรา ๒๓ มาตรา ๒๔ และมาตรา ๒๗ ใหคณะกรรมการเปรียบเทียบท่ีรัฐมนตรีแตงต้ังมีอํานาจเปรียบเทียบได คณะกรรมการ เปรียบเทียบท่ีรัฐมนตรีแตงตั้งตามวรรคหน่ึงใหมีจํานวนสามคนซ่ึงคนหน่ึงตองเปนพนักงานสอบสวน ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาเมื่อคณะกรรมการเปรียบเทียบไดทําการเปรียบเทียบ กรณีใดและผูตองหาไดชําระเงินคาปรับตามคําเปรียบเทียบภายในระยะเวลาท่ีคณะกรรมการ เปรียบเทยี บกาํ หนดแลว ใหถือวา คดีนนั้ เปน อันเลกิ กันตามประมวลกฎหมายวธิ พี จิ ารณาความอาญา

๑๗๔ ในกรณีท่ีผูตองหาไมชําระเงินคาปรับภายในระยะเวลาท่ีกําหนด ใหเริ่มนับอายุความ ในการฟอ งคดใี หมน ับตั้งแตวันทีค่ รบกําหนดระยะเวลาดังกลาว ¾¹¡Ñ §Ò¹à¨ŒÒ˹ŒÒ·èÕ ÁÒμÃÒ ñø ภายใตบังคับมาตรา ๑๙ เพ่ือประโยชนในการสืบสวนและสอบสวน ในกรณที ม่ี เี หตอุ นั ควรเชอื่ ไดว า มกี ารกระทาํ ความผดิ ตามพระราชบญั ญตั นิ ี้ หรอื ในกรณที มี่ กี ารรอ งขอ ตามวรรคสองใหพนักงานเจาหนาที่มีอํานาจอยางหนึ่งอยางใดดังตอไปน้ี เฉพาะท่ีจําเปน เพื่อประโยชนใ นการใชเปน หลกั ฐานเกี่ยวกบั การกระทําความผิดและหาตวั ผูก ระทาํ ความผดิ (๑) มีหนังสือสอบถามหรือเรียกบุคคลที่เก่ียวของกับการกระทําความผิดตามพระราช บัญญัติน้ีมาเพ่ือใหถอยคํา สงคําชี้แจงเปนหนังสือ หรือสงเอกสาร ขอมูล หรือหลักฐานอื่นใดท่ีอยู ในรปู แบบท่สี ามารถเขาใจได (๒) เรียกขอมูลจราจรทางคอมพิวเตอรจากผูใหบริการเก่ียวกับการติดตอสื่อสาร ผานระบบคอมพิวเตอรหรือจากบุคคลอืน่ ทเี่ ก่ียวขอ ง (๓) สั่งใหผูใหบริการสงมอบขอมูลเกี่ยวกับผูใชบริการที่ตองเก็บตามมาตรา ๒๖ หรือท่ีอยูในความครอบครองหรือควบคุมของผูใหบริการใหแกพนักงานเจาหนาที่หรือใหเก็บขอมูล ดังกลา วไวกอ น (๔) ทําสําเนาขอมูลคอมพิวเตอร ขอมูลจราจรทางคอมพิวเตอรจากระบบ คอมพิวเตอรท่ีมีเหตุอันควรเช่ือไดวามีการกระทําความผิด ในกรณีที่ระบบคอมพิวเตอรน้ันยังมิไดอยู ในความครอบครองของพนกั งานเจา หนา ท่ี (๕) สั่งใหบุคคลซ่ึงครอบครองหรือควบคุมขอมูลคอมพิวเตอร หรืออุปกรณท่ีใชเก็บ ขอ มูลคอมพวิ เตอรส งมอบขอมลู คอมพิวเตอร หรอื อุปกรณดังกลา วใหแ กพ นักงานเจา หนา ที่ (๖) ตรวจสอบหรอื เขา ถงึ ระบบคอมพวิ เตอร ขอ มลู คอมพวิ เตอร ขอ มลู จราจรคอมพวิ เตอร หรืออุปกรณท่ีใชเก็บขอมูลคอมพิวเตอรของบุคคลใด อันเปนหลักฐานหรืออาจใชเปนหลักฐาน เกี่ยวกับการกระทําความผิด หรือเพ่ือสืบสวนหาตัวผูกระทําความผิดและสั่งใหบุคคลนั้นสงขอมูล คอมพวิ เตอร ขอมูลจราจรทางคอมพิวเตอรท ่ีเก่ียวขอ งเทาทจ่ี ําเปนใหด วยก็ได (๗) ถอดรหัสลับของขอมูลคอมพิวเตอรของบุคคลใด หรือส่ังใหบุคคลท่ีเก่ียวของกับ การเขารหัสลับของขอมูลคอมพิวเตอร ทําการถอดรหัสลับ หรือใหความรวมมือกับพนักงาน เจา หนา ทใี่ นการถอดรหัสลับดงั กลาว (๘) ยึดหรืออายัดระบบคอมพิวเตอรเทาท่ีจําเปนเฉพาะเพื่อประโยชนในการทราบ รายละเอียดแหง ความผิดและผูกระทําความผิด เพ่ือประโยชนในการสืบสวนและสอบสวนของพนักงานสอบสวนตามประมวลกฎหมาย วิธีพิจารณาความอาญา ในบรรดาความผิดอาญาตอกฎหมายอ่ืนซึ่งไดใชระบบคอมพิวเตอร ขอมูล คอมพิวเตอรหรืออุปกรณที่ใชเก็บขอมูลคอมพิวเตอรเปนองคประกอบหรือเปนสวนหนึ่งในการ กระทําความผิดหรือมีขอมูลคอมพิวเตอรท่ีเกี่ยวของกับการกระทําความผิดอาญาตามกฎหมายอื่น

๑๗๕ พนักงานสอบสวนอาจจะรองขอใหพนักงานเจาหนาท่ีตามวรรคหน่ึงดําเนินการตามวรรคหน่ึงก็ได หรอื หากปรากฏขอ เทจ็ จรงิ ดงั กลา วตอ พนกั งานเจา หนา ทเี่ นอ่ื งจากการปฏบิ ตั หิ นา ทต่ี ามพระราชบญั ญตั นิ ้ี ใหพนักงานเจาหนาท่ีรีบรวบรวมขอเท็จจริงและหลักฐานแลวแจงไปยังเจาหนาท่ีท่ีเก่ียวของ เพอื่ ดาํ เนินการตอไป ใหผ ไู ดร ับการรองขอจากพนักงานเจาหนา ท่ตี ามวรรคหนง่ึ (๑) (๒) และ (๓) ดําเนินการ ตามคํารองขอโดยไมชักชา แตตองไมเกินเจ็ดวันนับแตวันท่ีไดรับคํารองขอ หรือภายในระยะเวลาท่ี พนักงานเจาหนา ที่กาํ หนดซึง่ ตอ งไมน อ ยกวา เจ็ดวันและไมเ กินสบิ หาวนั เวนแตใ นกรณีท่มี ีเหตุสมควร ตองไดรับอนุญาตจากพนักงานเจาหนาที่ ทั้งน้ี รัฐมนตรีอาจจะประกาศในราชกิจจานุเบกษากําหนด ระยะเวลาท่ีตอ งดาํ เนินการท่ีเหมาะสมกบั ประเภทของผูใ หบ ริการกไ็ ด ÁÒμÃÒ ñù การใชอ าํ นาจของพนกั งานเจา หนา ทตี่ ามมาตรา ๑๘ (๔) (๕) (๖) (๗) และ (๘) ใหพนักงานเจาหนาที่ยื่นคํารองตอศาลท่ีมีเขตอํานาจเพื่อมีคําสั่งอนุญาตใหพนักงานเจาหนาที่ ดาํ เนนิ การตามคาํ รอ ง ทงั้ นี้ คาํ รอ งตอ งระบเุ หตอุ นั ควรเชอื่ ไดว า บคุ คลใดกระทาํ หรอื กาํ ลงั จะกระทาํ การ อยางหน่ึงอยางใดอันเปนความผิด เหตุที่ตองใชอํานาจ ลักษณะของการกระทําความผิด รายละเอยี ดเกย่ี วกับอปุ กรณท ่ีใชใ นการกระทําความผิดและผูกระทาํ ความผดิ เทาที่สามารถจะระบุได ประกอบคาํ รองดวย ในการพจิ ารณาคาํ รองใหศ าลพจิ ารณาคาํ รอ งดงั กลาวโดยเร็ว เม่ือศาลมีคําส่ังอนุญาตแลว กอนดําเนินการตามคําสั่งของศาล ใหพนักงานเจาหนาที่ สงสําเนาบันทึกเหตุอันควรเช่ือท่ีทําใหตองใชอํานาจตามมาตรา ๑๘ (๔) (๕) (๖) (๗) และ (๘) มอบใหเจาของหรือผูครอบครองระบบคอมพิวเตอรน้ันไวเปนหลักฐาน แตถาไมมีเจาของหรือ ผูครอบครองเคร่ืองคอมพิวเตอรอยู ณ ท่ีน้ัน ใหพนักงานเจาหนาที่สงมอบสําเนาบันทึกน้ันใหแก เจาของหรอื ผคู รอบครองดังกลาวในทันทีท่กี ระทาํ ได ใหพนักงานเจาหนาท่ีผูเปนหัวหนาในการดําเนินการตามมาตรา ๑๘ (๔) (๕) (๖) (๗) และ (๘) สงสําเนาบันทึกรายละเอียดการดําเนินการและเหตุผลแหงการดําเนินการใหศาลท่ีมีเขต อาํ นาจภายในสส่ี ิบแปดชว่ั โมงนบั แตเวลาลงมอื ดําเนินการ เพ่ือเปนหลักฐาน การทําสําเนาขอมูลคอมพิวเตอรตามมาตรา ๑๘(๔) ใหกระทําไดเฉพาะเม่ือมีเหตุ อันควรเช่ือไดวามีการกระทําผิด และตองไมเปนอุปสรรคในการดําเนินกิจการของเจาของหรือ ผคู รอบครองขอ มลู คอมพิวเตอรน ัน้ เกินความจําเปน การยึดหรืออายัดตามมาตรา ๑๘(๘) นอกจากจะตองสงมอบสําเนาหนังสือแสดง การยึดหรืออายัดมอบใหเจาของหรือผูครอบครองระบบคอมพิวเตอรน้ันไวเปนหลักฐานแลว พนักงานเจาหนาท่ีจะส่ังยึดหรืออายัดไวเกินสามสิบวันมิได ในกรณีจําเปนที่ตองยึดหรืออายัด ไวนานกวาน้ัน ใหย่ืนคํารองตอศาลที่มีเขตอํานาจเพ่ือขอขยายเวลายึดหรืออายัดได แตศาลจะ อนุญาตใหขยายเวลาคร้ังเดียวหรือหลายคร้ังรวมกันไดอีกไมเกินหกสิบวัน เมื่อหมดความจําเปน ท่ีจะยดึ หรืออายดั หรอื ครบกาํ หนดเวลาดังกลาวแลว พนกั งานเจา หนาที่ตองสงคืนระบบคอมพิวเตอร ทยี่ ึดหรือถอนการอายดั โดยพลนั

๑๗๖ หนงั สือแสดงการยดึ หรืออายดั ตามวรรคหา ใหเ ปน ไปตามทก่ี าํ หนดในกฎกระทรวง ÁÒμÃÒ òð ในกรณที ม่ี กี ารทาํ ใหแ พรห ลายซงึ่ ขอ มลู คอมพวิ เตอร ดงั ตอ ไปน้ี พนกั งาน เจาหนาที่โดยไดรับความเห็นชอบจากรัฐมนตรีอาจยื่นคํารองพรอมแสดงพยานหลักฐานตอศาลที่มี เขตอํานาจขอใหมีคําส่ังระงับการทําใหแพรหลายหรือลบขอมูลคอมพิวเตอรน้ันออกจากระบบ คอมพวิ เตอรไ ด (๑) ขอ มูลคอมพิวเตอรท เี่ ปนความผิดตามพระราชบญั ญตั ินี้ (๒) ขอมูลคอมพิวเตอรท่ีอาจกระทบกระเทือนตอความม่ันคงแหงราชอาณาจักรตาม ทีก่ ําหนดไวใ นภาค ๒ ลักษณะ ๑ หรือลักษณะ ๑/๑ แหงประมวลกฎหมายอาญา (๓) ขอ มลู คอมพวิ เตอรท เี่ ปน ความผดิ อาญาตามกฎหมายเกย่ี วกบั ทรพั ยส นิ ทางปญ ญา หรือกฎหมายอ่ืนซ่ึงขอมูลคอมพิวเตอรนั้นมีลักษณะขัดตอความสงบเรียบรอยหรือศีลธรรมอันดี ของประชาชน และเจา หนา ทต่ี ามกฎหมายนนั้ หรอื พนกั งานสอบสวนตามประมวลกฎหมายวธิ พี จิ ารณา ความอาญาไดรอ งขอ ในกรณีท่ีมีการทําใหแพรหลายซึ่งขอมูลคอมพิวเตอรท่ีมีลักษณะขัดตอความสงบ เรียบรอยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน รัฐมนตรีโดยความเห็นชอบของคณะกรรมการกลั่นกรอง ขอมูลคอมพิวเตอรจะมอบหมายใหพนักงานเจาหนาที่ยื่นคํารองพรอมแสดงพยานหลักฐานตอศาล ท่ีมีเขตอํานาจขอใหมีคําสั่งระงับการทําใหแพรหลายหรือลบซ่ึงขอมูลคอมพิวเตอรน้ันออกจากระบบ คอมพวิ เตอรไ ด ทง้ั นี้ ใหน าํ บทบญั ญตั วิ า ดว ยคณะกรรมการทมี่ อี าํ นาจดาํ เนนิ การพจิ ารณาทางปกครอง ตามกฎหมายวา ดว ยวธิ ปี ฏบิ ตั ริ าชการทางปกครองมาใชบ งั คบั การประชมุ ของคณะกรรมการกลน่ั กรอง ขอ มูลคอมพิวเตอรโดยอนโุ ลม ใหรัฐมนตรีแตงตั้งคณะกรรมการกล่ันกรองขอมูลคอมพิวเตอรตามวรรคสองขึ้น คณะหน่ึงหรือหลายคณะ แตละคณะใหมีกรรมการจํานวนเกาคนซึ่งสามในเกาคนตองมาจากผูแทน ภาคเอกชนดานสทิ ธิมนุษยชน ดา นสอื่ สารมวลชน ดานเทคโนโลยีสารสนเทศ หรอื ดานอ่นื ทเี่ กยี่ วของ และใหกรรมการไดรับคาตอบแทนตามหลักเกณฑท่ีรัฐมนตรีกําหนดโดยไดรับความเห็นชอบจาก กระทรวงการคลงั การดําเนินการของศาลตามวรรคหน่ึงและวรรคสอง ใหนําประมวลกฎหมายวิธี พิจารณาความอาญามาบังคับโดยอนุโลม ในกรณีท่ีศาลมีคําส่ังใหระงับการทําใหแพรหลายหรือลบ ขอมูลคอมพิวเตอรตามวรรคหนึ่งหรือวรรคสอง พนักงานเจาหนาท่ีจะทําการระงับการทําให แพรหลายหรือลบขอมูลคอมพิวเตอรนั้นเองหรือจะสั่งใหผูใหบริการระงับการทําใหแพรหลายหรือลบ ขอมูลคอมพิวเตอรน้ันก็ได ทั้งนี้ ใหรัฐมนตรีประกาศกําหนดหลักเกณฑ ระยะเวลา และวิธีการ ปฏิบัติสําหรับการระงับการทําใหแพรหลายหรือลบขอมูลคอมพิวเตอรของพนักงานเจาหนาที่ หรือผูใหบริการใหเปนไปในแนวทางเดียวกันโดยคํานึงถึงพัฒนาการทางเทคโนโลยีที่เปล่ียนแปลงไป เวน แตศาลจะมคี าํ ส่งั เปน อยา งอ่ืน

๑๗๗ ในกรณีมีเหตุจําเปนเรงดวน พนักงานเจาหนาที่จะยื่นคํารองตามวรรคหน่ึงไปกอนท่ีจะ ไดรับความเห็นชอบจากรัฐมนตรี หรือพนักงานเจาหนาที่โดยความเห็นชอบของคณะกรรมการ กลั่นกรองขอมูลคอมพิวเตอรจะย่ืนคํารองตามวรรคสองไปกอนที่รัฐมนตรีจะมอบหมายก็ได แตท้ังน้ี ตอ งรายงานใหร ฐั มนตรที ราบโดยเรว็ ÁÒμÃÒ òñ ในกรณีท่ีพนักงานเจาหนาท่ีพบวา ขอมูลคอมพิวเตอรใดมีชุดคําส่ังไมพึง ประสงครวมอยูดวย พนักงานเจาหนาที่อาจย่ืนคํารองตอศาลที่มีเขตอํานาจเพื่อขอใหมีคําสั่งหาม จําหนายหรือเผยแพร หรือสั่งใหเจาของหรือผูครอบครองขอมูลคอมพิวเตอรน้ันระงับการใช ทําลาย หรือแกไขขอมูลคอมพิวเตอรนั้นได หรือจะกําหนดเงื่อนไขในการใช มีไวในครอบครอง หรือเผยแพร ชดุ คําส่งั ไมพ ึงประสงคดังกลาวก็ได ชุดคําสั่งไมพึงประสงคตามวรรคหน่ึงหมายถึงชุดคําสั่งที่มีผลทําใหขอมูลคอมพิวเตอร หรอื ระบบคอมพวิ เตอรห รอื ชดุ คาํ สง่ั อน่ื เกดิ ความเสยี หาย ถกู ทาํ ลาย ถกู แกไ ข เปลย่ี นแปลงหรอื เพมิ่ เตมิ ขดั ของหรือปฏิบัตงิ านไมตรงตามคําส่ัง หรอื โดยประการอืน่ ตามท่ีกาํ หนดในกฎกระทรวง เวน แตเ ปน ชุดคําสั่งไมพึงประสงคท่ีอาจนํามาใชเพ่ือปองกันหรือแกไขชุดคําสั่งดังกลาวขางตน ท้ังน้ี รัฐมนตรี อาจจะประกาศในราชกจิ จานเุ บกษากาํ หนดรายชอื่ ลกั ษณะ หรอื รายละเอยี ดของชดุ คาํ สง่ั ไมพ งึ ประสงค ซ่งึ อาจนํามาใชเพอื่ ปอ งกนั หรอื แกไขชุดคําสง่ั ไมพ ึงประสงคกไ็ ด ÁÒμÃÒ òò หา มมใิ หพ นกั งานเจา หนา ทแ่ี ละพนกั งานสอบสวนในกรณตี ามมาตรา ๑๘ วรรคสอง เปด เผยหรอื สงมอบขอ มูลคอมพวิ เตอร ขอมูลจราจรทางคอมพวิ เตอร หรอื ขอมลู ของผูใช บริการทีไ่ ดมาตามมาตรา ๑๘ ใหแกบคุ คลใด ความในวรรคหน่ึงมิใหใชบังคับกับการกระทําเพ่ือประโยชนในการดําเนินคดีกับผูกระทํา ความผิดตามพระราชบัญญัตินี้หรือผูกระทําผิดตามกฎหมายอื่นในกรณีตามมาตรา ๑๘ วรรคสอง หรือเพ่ือประโยชนในการดําเนินคดีกับพนักงานเจาหนาที่เก่ียวกับการใชอํานาจหนาที่โดยมิชอบ หรือกับพนักงานสอบสวนในสวนท่ีเกี่ยวกับการปฏิบัติหนาท่ีตามมาตรา ๑๘ วรรคสอง โดยมิชอบ หรือเปนการกระทําตามคําสัง่ หรือทไ่ี ดรับอนุญาตจากศาล พนักงานเจาหนาท่ีหรือพนักงานสอบสวนผูใดฝาฝนวรรคหนึ่งตองระวางโทษจําคุก ไมเ กนิ สามป หรอื ปรบั ไมเกนิ หกหมน่ื บาท หรือท้ังจําท้ังปรับ ÁÒμÃÒ òó พนกั งานเจา หนา ทหี่ รอื พนกั งานสอบสวนในกรณตี ามมาตรา ๑๘ วรรคสอง ผูใดกระทําโดยประมาทเปนเหตุใหผูอื่นลวงรูขอมูลคอมพิวเตอร ขอมูลจราจรคอมพิวเตอร หรือ ขอมูลของผูใชบริการ ท่ีไดมาตามมาตรา ๑๘ ตองระวางโทษจําคุกไมเกินหน่ึงป หรือปรับไมเกิน สองหมนื่ บาท หรอื ทงั้ จาํ ทงั้ ปรับ ÁÒμÃÒ òô ผูใดลวงรูขอมูลคอมพิวเตอร ขอมูลจราจรคอมพิวเตอร หรือขอมูลของ ผูใชบริการท่ีพนักงานเจาหนาท่ีหรือพนักงานสอบสวนไดมาตามมาตรา ๑๘ และเปดเผยขอมูลนั้น ตอ ผูห น่งึ ผูใด ตองระวางโทษจําคกุ ไมเกินสองป หรือปรับไมเ กนิ ส่ีหม่นื บาท หรอื ทงั้ จําท้งั ปรับ

๑๗๘ ÁÒμÃÒ òõ ขอมูล ขอมูลคอมพิวเตอร หรือขอมูลจราจรคอมพิวเตอรที่พนักงาน เจาหนาท่ีไดมาตามพระราชบัญญัติน้ีหรือที่พนักงานสอบสวนไดมาตามมาตรา ๑๘ วรรคสอง ใหอางและรับฟงเปนพยานหลักฐานตามบทบัญญัติแหงประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา หรอื กฎหมายอนื่ อนั วา ดว ยการสบื พยานได แตต อ งเปน ชนดิ ทม่ี ไิ ดเ กดิ ขนึ้ จากการจงู ใจ มคี าํ มน่ั สญั ญา ขเู ขญ็ หลอกลวง หรอื โดยมิชอบประการอนื่ ÁÒμÃÒ òö ผูใหบริการตองเก็บรักษาขอมูลจราจรทางคอมพิวเตอรไวไมนอยกวา เกาสิบวันนับแตวันที่ขอมูลนั้นเขาสูระบบคอมพิวเตอร แตในกรณีจําเปน พนักงานเจาหนาที่จะสั่งให ผูใหบริการใดเก็บรักษาขอมูลจราจรทางคอมพิวเตอรไวเกินเกาสิบวันแตไมเกินสองปเปนกรณีพิเศษ เฉพาะรายและเฉพาะคราวก็ได ผูใหบริการจะตองเก็บรักษาขอมูลของผูใชบริการเทาที่จําเปนเพ่ือใหสามารถระบุตัวผูใช บริการนับตั้งแตเริ่มใชบริการและตองเก็บรักษาไวเปนเวลาไมนอยกวาเกาสิบวันนับต้ังแตการใช บริการส้ินสดุ ลง ความในวรรคหนึ่งจะใชกับผูใหบริการประเภทใด อยางไร และเมื่อใด ใหเปนไปตามที่ รัฐมนตรปี ระกาศในราชกจิ จานเุ บกษา ผใู หบ รกิ ารผูใ ดไมป ฏิบตั ติ ามมาตราน้ี ตองระวางโทษปรบั ไมเกินหาแสนบาท ÁÒμÃÒ ò÷ ผใู ดไมป ฏบิ ตั ติ ามคาํ สง่ั ของศาลหรอื พนกั งานเจา หนา ทที่ ส่ี งั่ ตามมาตรา ๑๘ หรือมาตรา ๒๐ หรือไมปฏิบัติตามคําสั่งของศาลตามมาตรา ๒๑ ตองระวางโทษปรับไมเกิน สองแสนบาทและปรับเปนรายวนั อกี ไมเ กินวันละหาพันบาทจนกวาจะปฏบิ ตั ิใหถูกตอง ÁÒμÃÒ òø การแตงต้ังพนักงานเจาหนาท่ีตามพระราชบัญญัติน้ี ใหรัฐมนตรีแตงตั้ง จากผมู คี วามรแู ละความชํานาญเกี่ยวกบั ระบบคอมพิวเตอรและมคี ณุ สมบตั ิตามที่รัฐมนตรกี ําหนด ผูท่ไี ดรบั การแตง ตัง้ เปน พนกั งานเจาหนาท่ตี ามพระราชบัญญตั นิ ี้ อาจไดร บั คาตอบแทน พิเศษตามท่ีรฐั มนตรกี าํ หนดโดยไดร บั ความเห็นชอบจากกระทรวงการคลงั ในการกาํ หนดใหไ ดร บั คา ตอบแทนพเิ ศษตอ งคาํ นงึ ถงึ ภาระหนา ที่ ความรคู วามเชยี่ วชาญ ความขาดแคลนในการหาผูมาปฏิบัติหนาท่ีหรือมีการสูญเสียผูปฏิบัติงานออกจากระบบราชการเปน จํานวนมาก คุณภาพของงาน และการดํารงตนอยูในความยุติธรรมโดยเปรียบเทียบคาตอบแทนของ ผูป ฏิบตั ิงานอื่นในกระบวนการยตุ ธิ รรมดวย ÁÒμÃÒ òù ในการปฏิบัติหนาท่ีตามพระราชบัญญัตินี้ ใหพนักงานเจาหนาที่ เปนพนักงานฝายปกครองหรือตํารวจชั้นผูใหญตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มีอํานาจรับคํารองทุกขหรือรับคํากลาวโทษ และมีอํานาจในการสืบสวนสอบสวนเฉพาะความผิด ตามพระราชบัญญัติน้ี ในการจับ ควบคุม คน การทําสํานวนสอบสวนและดําเนินคดีผูกระทําความผิดตาม พระราชบัญญัติน้ี บรรดาที่เปนอํานาจของพนักงานฝายปกครองหรือตํารวจชั้นผูใหญ หรือ พนักงานสอบสวนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ใหพนักงานเจาหนาที่ประสานงาน กับพนกั งานสอบสวนผูรับผดิ ชอบเพือ่ ดําเนนิ การตามอํานาจหนา ท่ตี อไป

๑๗๙ ใหนายกรัฐมนตรีในฐานะผูกํากับดูแลสํานักงานตํารวจแหงชาติและรัฐมนตรีมีอํานาจ รว มกนั กําหนดระเบยี บเก่ียวกับแนวทางและวธิ ีปฏบิ ัติในการดาํ เนนิ การตามวรรคสอง ÁÒμÃÒ óð ในการปฏิบตั หิ นาท่ี พนักงานเจา หนา ท่ตี องแสดงบัตรประจําตัวตอบคุ คล ซ่ึงเกีย่ วขอ ง บัตรประจําตัวของพนักงานเจาหนาท่ีใหเปนไปตามแบบท่ีรัฐมนตรีประกาศในราชกิจจา นุเบกษา ÁÒμÃÒ óñ คา ใชจ า ยในเรอ่ื งดงั ตอ ไปน้ี รวมทงั้ วธิ กี ารเบกิ จา ยใหเ ปน ไปตามระเบยี บท่ี รัฐมนตรีกาํ หนดโดยไดร บั ความเห็นชอบจากกระทรวงการคลงั (๑) การสืบสวน การแสวงหาขอมูล และรวบรวมพยานหลักฐานในคดีความผิดตาม พระราชบัญญัติน้ี (๒) การดาํ เนินการตามมาตรา ๑๘ วรรคหนง่ึ (๔) (๕) (๖) (๗) และ (๘) และมาตรา ๒๐ (๓) การดําเนินการอื่นใดอันจําเปนแกการปองกันและปราบปรามการกระทําผิดตาม พระราชบัญญัตนิ ี้

๑๘๐

๑๘๑ º··Õè ñò ¡®ËÁÒ·Õèà¡ÕÂè Ǣ͌ §¡Ñº¡ÒäŒÒÁ¹ØÉ ñ. ÇÑμ¶Ø»ÃÐʧ¤¡ÒÃàÃÕ¹ûŒÙ ÃШӺ· ๑.๑ เพอ่ื ใหน กั เรียนมคี วามรูและความเขาใจในกฎหมายทเ่ี ก่ยี วขอ งกับการคามนษุ ย ๑.๒ เพื่อใหนักเรียนสามารถอธิบายการวิเคราะหวาการกระทําใดมีความผิด หรือไมมี ความผิดตามกฎหมายทีเ่ กย่ี วขอ งกับการคามนษุ ย ๑.๓ เพ่ือใหนักเรียนสามารถอธิบายวิธีการดําเนินการกับผูกระทําความผิดตาม กฎหมายที่เกยี่ วขอ งกบั การคา มนษุ ย ò. ʋǹ¹Ó เน่ืองจากไทยอยูในสถานะประเทศตนทาง ทางผาน และปลายทางของการคามนุษย นโยบายเพ่ือแกไขปองกันและปราบปรามการคามนุษยของไทยใหความสําคัญกับผูเสียหาย จากการคามนุษยเปนหลัก (Victim-Centered) และมีความเกี่ยวของกับการดําเนินงานหลายดาน ที่เกี่ยวของกับการปองกันการแสวงประโยชนหรือการบังคับใชแรงงาน การปราบปรามและดําเนินคดี ขบวนการคามนุษยรวมถึงการชวยเหลือคุมครองผูเสียหายจากการคามนุษยซึ่งนโยบายที่ไทยกําลัง ใหความสําคัญ ในปจจุบันประเทศไทยหยิบยกปญหาการคามนุษยเปนวาระแหงชาติท่ีตองแกไข อยา งเรง ดว นและจริงจงั ตง้ั แตป พ.ศ.๒๕๔๗ ó. à¹Íé× ËÒμÒÁËÇÑ ¢ÍŒ ๓.๑ ความรทู ่วั ไปเกีย่ วกับกฎหมายท่เี กีย่ วขอ งกับการคา มนุษย ๓.๒ ความผดิ ตามกฎหมายท่ีเก่ยี วขอ งกับการคามนษุ ย ๓.๓ บทกําหนดโทษ ô. ʋǹÊÃØ» การคามนุษยเปนปญหาที่สําคัญในระดับโลก เปนเรื่องของการละเมิดสิทธิมนุษยชน ที่ทั่วโลกเร่ิมใหความสนใจและใชมาตรการตางๆ ในการปองกันและปราบปรามการคามนุษย ประเทศไทยก็เปนประเทศหนึ่งที่ใหความสนใจในเรื่องดังกลาว และไดมีการปฏิบัติอยางตอเนื่อง โดยตลอด ซ่งึ กส็ ามารถลดปญหาในเรอ่ื งของการคา มนุษยไปไดในระดับหน่ึง

๑๘๒ õ. ¡¨Ô ¡ÃÃÁá¹Ð¹Ó ใหนักเรียนคนหาการจับกุมตามกฎหมายที่เกี่ยวของกับการคามนุษยและนําขอมูลมา วเิ คราะหอ ภปิ รายรว มกันในชัน้ เรยี น ö. ÃÒ¡ÒÃÍŒÒ§Í§Ô ËÃ×ͺÃóҹ¡Ø ÃÁ มติชนออนไลน, พม.ช้ีแจงความหมาย “คามนุษย-คาประเวณี” หลังสังคมมีความ เขาใจคลาดเคลือ่ น, https://www.matichon.co.th/news/557694 สืบคนเมื่อ ๗ ก.ย. ๒๕๖๐ ชมรมพนักงานสอบสวนหญิง, คําพิพากษาฎีกาคดีคามนุษย, http:// www.femalcinvestigatorthai.com/forums/topic/%c0%b8%84%c0%b8%b3%e0%b8%9e% e0%b8%b4%e0%b8%9e%b8%81%e0%b8%a9%v8%b2%e0%b8%8e%c0%b8%b5%e0%b8%81%e 0%b8%b2%e0%b8%84%e0%b8%94%e0%b8%b5%e0%b8%84%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b 8%a1%e0%b8%99%e0%b8%b8/สืบคน เม่ือวันที่ ๗ ก.ย. ๒๕๖๐

๑๘๓ ¤ÇÒÁÌٷÇèÑ ä»à¡èÂÕ Ç¡Ñº¡®ËÁÒ·àèÕ ¡ÂèÕ Ç¢ÍŒ §¡ºÑ ¡ÒäŒÒÁ¹ÉØ Â เหตุผลในการประกาศใชพระราชบัญญัติฉบับนี้ คือ โดยที่พระราชบัญญัติมาตรการ ในการปองกันและปราบปรามการคาหญิงและเด็ก พ.ศ.๒๕๔๐ ยังมิไดกําหนดลักษณะความผิดให ครอบคลุมการกระทําเพื่อแสวงหาประโยชนโดยมิชอบจากบุคคลที่มิไดจํากัดแตเฉพาะหญิงและเด็ก และกระทาํ ดว ยวธิ กี ารทหี่ ลากหลายมากขนึ้ เชน การนาํ บคุ คลเขา มาคา ประเวณใี นราชอาณาจกั ร หรอื สงไปคานอกราชอาณาจักร บังคับใชแรงงานบริการหรือขอทาน บังคับตัดอวัยวะเพื่อการคา ซึ่งใน ปจจุบันไดกระทําในลักษณะองคกรอาชญากรรมขามชาติมากข้ึน ประกอบกับประเทศไทยไดลงนาม อนุสัญญาสหประชาชาติเพื่อตอตานอาชญากรรมขามชาติท่ีจัดตั้งในลักษณะองคกร และพิธีสาร เพื่อปองกันปราบปรามและลงโทษการคามนุษย โดยเฉพาะผูหญิงและเด็ก เพ่ิมเติมอนุสัญญา สหประชาชาติเพ่ือตอตานอาชญากรรมขามชาติท่ีจัดต้ังในลักษณะองคกร จึงสมควรกําหนดลักษณะ ความผิดใหครอบคลุมการกระทําดังกลาวเพื่อใหการปองกันและปราบปรามการคามนุษย มีประสิทธิภาพย่ิงข้ึน สอดคลองกับพันธกรณีของอนุสัญญาและพิธีสารจัดตั้งกองทุนเพื่อปองกัน และปราบปรามการคามนุษย รวมทั้งปรับปรุงการชวยเหลือและคุมครองสวัสดิภาพผูเสียหาย ใหเ หมาะสม ท้งั น้ี เพื่อประโยชนส งู สุดของผเู สยี หาย สถานการณของประเทศไทยกับการคา มนษุ ย ประเทศไทยมีความเกี่ยวของกับการคามนุษย ๓ สถานะ คือ เปนท้ังประเทศตนทาง ทางผาน และ ปลายทาง ประเทศตน ทาง คือ ประเทศทีม่ กี ารสงเดก็ และผูหญิงไปคา ตา งประเทศ ประเทศทางผาน คือ ประเทศที่ใชเปนเสนทางผานของการนําเด็กและผูหญิง จากประเทศหนึ่งไปคา ในประเทศหนึง่ ประเทศปลายทาง คือ ประเทศท่ีมีการนําเด็กและผูหญิงจากประเทศอ่ืนเขามาคา หรือมกี ารลว งละเมดิ สทิ ธิภายในประเทศ นยิ าม (มาตรา ๔) “องคกรอาชญากรรม” หมายความวา คณะบุคคลซ่ึงมีการจัดโครงสรางโดยสมคบกัน ตั้งแตสามคนข้ึนไปไมวาจะเปนการถาวรหรือชั่วระยะเวลาหน่ึงและไมวาจะเปนโครงสรางท่ีชัดเจน มีการกําหนดบทบาทของสมาชิกอยางแนนอนหรือมีความตอเน่ืองของสมาชิกภาพหรือไม ทั้งนี้ โดยมีวัตถุประสงคที่จะกระทําความผิดฐานใดฐานหนึ่งหรือหลายฐานที่มีอัตราโทษจําคุกขั้นสูง ตง้ั แตส ป่ี ข น้ึ ไปหรอื กระทาํ ความผดิ ตามทกี่ าํ หนดไวใ นพระราชบญั ญตั นิ ี้ เพอ่ื แสวงหาผลประโยชนท าง ทรัพยสินหรอื ผลประโยชนอ ื่นใดอนั มชิ อบดว ยกฎหมายไมว าโดยทางตรงหรอื ทางออ ม “เดก็ ” หมายความวา บคุ คลผูมอี ายตุ ํา่ กวา สิบแปดป

๑๘๔ “พนักงานเจาหนาที่” หมายความวา พนักงานฝายปกครองหรือตํารวจช้ันผูใหญ และ ใหหมายความรวมถึงขาราชการซ่ึงดํารงตําแหนงไมตํ่ากวาขาราชการพลเรือนสามัญระดับสาม ซึ่งรัฐมนตรีแตงต้ังจากผูที่มีคุณสมบัติตามท่ีกําหนดในกฎกระทรวงเพ่ือใหปฏิบัติการตาม พระราชบญั ญตั ิน้ี “รัฐมนตรี” หมายความวา รัฐมนตรีผรู ักษาการตามพระราชบัญญัตนิ ี้ ÁÒμÃÒ õ ใหประธานศาลฎีกาและรัฐมนตรีวาการกระทรวงการพัฒนาสังคมและ ความมนั่ คงของมนษุ ย รกั ษาการตามพระราชบญั ญตั นิ ี้ ทงั้ น้ี ในสว นทเี่ กย่ี วขอ งกบั อาํ นาจหนา ทขี่ องตน ใหป ระธานศาลฎกี ามอี าํ นาจออกขอ บงั คบั และรฐั มนตรวี า การกระทรวงการพฒั นาสงั คม และความมั่นคงของมนุษยมีอํานาจแตงตั้งพนักงานเจาหนาท่ีกับออกกฎกระทรวงและระเบียบ เพอื่ ปฏบิ ัติการตามพระราชบัญญตั นิ ี้ ขอบังคับประธานศาลฎีกา กฎกระทรวงและระเบียบน้ัน เม่ือไดประกาศในราชกิจจา นเุ บกษาแลวใหใ ชบ ังคับได º··èÑÇä» นิยามความหมายของคาํ วา การคา มนุษย เรอ่ื งการคา มนษุ ยเ ปน เรอื่ งทป่ี ระชาคมโลกใหค วามสนใจมากเพราะกระทบตอ สทิ ธมิ นษุ ยชน ในป ค.ศ.๒๐๐๐ องคการสหประชาชาติไดกําหนดนิยามความหมายของ “การคามนุษย” ไวใน พธิ สี ารแนบทา ยอนสุ ญั ญาสหประชาชาติ เพอ่ื ตอ ตา นดา นอาชญากรรมขา มชาติ ทจี่ ดั ตงั้ ในลกั ษณะองคก ร ซ่ึงพธิ ีสารแนบทา ยอนสุ ญั ญาดังกลา ว ช่อื วา “พธิ สี ารเพื่อปอ งกันปราบปรามและลงโทษการคา มนุษย โดยเฉพาะสตรีและเด็ก” ¹ÂÔ ÒÁ¤ÇÒÁËÁÒ¢ͧ “¡ÒäҌ Á¹ÉØ Â” μÒÁ·กÕè าํ ˹´ã¹¾¸Ô ÊÕ ÒÃà¾Í×è »Í‡ §¡¹Ñ »ÃÒº»ÃÒÁ áÅÐŧâ·É¡ÒäŒÒÁ¹ØÉâ´Â੾ÒÐÊμÃÕáÅÐà´ç¡ ¢ÍŒ ó ¤Í× “การคา มนษุ ย” หมายถึง การจัดหา การขนสง การสงตอ การจัดใหอยอู าศยั หรือการ รับไวซ ึ่งบุคคลดวยวธิ กี ารขูเขญ็ หรอื ดวยการใชก ําลงั หรอื ดว ยการบบี บงั คับในรปู แบบอ่นื ใด ดวยการ ลักพาตัว ดวยการฉอโกง ดวยการหลอกลวง ดวยการใชอํานาจโดยมิชอบ หรือดวยการใชสถานะ ความเสี่ยงภัยจากการคามนุษยโดยมิชอบ หรือมีการใหหรือรับเงินหรือผลประโยชนเพื่อใหไดมา ซ่ึงความยินยอมของบุคคลผูมีอํานาจควบคุมบุคคลอื่น เพื่อความมุงประสงคในการแสวงประโยชน การแสวงประโยชนอยางนอยที่สุดใหรวมถึงการแสวงประโยชนจากการคาประเวณีของบุคคลอ่ืน หรือการแสวงประโยชนท างเพศในรูปแบบอ่นื การบังคับใชแ รงงานหรือบรกิ าร การเอาคนลงเปนทาส หรือการกระทําอ่ืนเสมือนการเอาคนลงเปนทาส การทําใหตกอยูใตบังคับ หรือการตัดอวัยวะ ออกจากรา งกาย

๑๘๕ ¨Ò¡คํา¹ÔÂÒÁ´Ñ§¡ÅÒ‹ Ç ¡ÒäҌ Á¹ØÉ¨ Ö§»ÃСͺ´ŒÇÂͧ¤»ÃСͺ·èสÕ าํ ¤ÑÞ ó ʋǹ¤×Í ๑. การกระทาํ ไดแ ก เปน ธรุ ะจดั หา ลอ ไป ชกั พาไป ซอื้ ขาย จาํ หนา ย นาํ เขา พามาจาก สง ออกไป รับไว หนวงเหนย่ี วกักขัง ซอ นเรน ๒. วิธีการ ไดแก การใชอุบายหลอกลวง บังคับ ชักจูง ยุยง สงเสริม ขูเข็ญ ใชกําลัง ประทุษรา ย ขูเขญ็ วาจะใชก าํ ลงั ประทษุ รา ย ใชอํานาจครอบงาํ ผดิ คลองธรรม ขม ขืนใจ ๓. วัตถุประสงค คือ เพื่อแสวงหาประโยชนโดยมิชอบจากเหยื่อ เชน การนําตัวไป เพ่ือสนองความใคร เพื่อการอนาจารหรือการคาประเวณี เอาตัวลงเปนทาสหรือมีฐานะคลายทาส กดขีแ่ รงงานและตัดอวยั วะ ¢ŒÍ椄 à¡μ·èÕสาํ ¤ÞÑ ºÒ§»ÃСÒÃã¹¾Ô¸ÕÊÒéººÑ ´Ñ§¡Å‹ÒÇ ¤×Í ๑. ในพธิ สี ารขอ ๓(b) ระบวุ า ความยนิ ยอมของเหยื่อหรือผเู สียหายจากการคามนษุ ย ไมสามารถหยิบยกข้ึนมาเปนประเด็นหรือขอกลาวอางใหพนจากการถือวาการกระทํานั้นๆ เปน การคามนุษย หากวามีการใชวิธีการดังที่ไดกลาวขางตนเพ่ือใหไดมาซ่ึงความยินยอมของเหยื่อ หรือผูเสียหายจากการคามนุษย ๒. พิธีสาร ขอ ๓(c) ใหถือวาการจัดหา การขนสง การจัดใหอยูอาศัย หรือการรับไว ซ่งึ เดก็ เพอ่ื ความมุงประสงคในการแสวงประโยชนเ ปน “การคา มนุษย” แมวา จะไมม กี ารใชว ิธกี ารใดๆ ทีก่ ลา วไวข างตน ๓. พิธีสาร ขอ ๓(d) ระบวุ า “เด็ก” หมายถงึ บุคคลใดทมี่ ีอายตุ ํ่ากวา ๑๘ ป ¡ÅÒ‹ Çâ´ÂÊÃØ»¡ÒÃáÊǧËÒ»ÃÐ⪹¨Ò¡àËÂÍ×è ¡ÒäҌ Á¹ÉØ Â¨ ÐÁÕ ò ÃٻẺ¤×Í ๑. ¡ÒÃáÊǧËÒ»ÃÐ⪹·Ò§à¾È เชน การบังคับคาประเวณี การบังคับใหเตนระบํา เปลือย สอื่ ลามกอนาจาร เปน ตน ๒. ¡ÒÃáÊǧËÒ»ÃÐ⪹·Ò§àÈÃɰ¡Ô¨áÅÐáç§Ò¹ เชน ทํางานเกษตรกรรม การใชแ รงงานเยยี่ งทาส การบังคบั ใหขนยาเสพติด และบังคับใหขอทาน เปน ตน ปจจุบันประเทศไทยไดตราพระราชบัญญัติปองกันและปราบปรามการคามนุษย พ.ศ.๒๕๕๑ และไดต ราฐานความผิดคามนษุ ยเ อาไวใ นมาตรา ๖ ÁÒμÃÒ ö ผใู ดกระทาํ การอยา งหนึง่ อยา งใดดังตอไปนี้ (๑) เปนธุระจัดหา ซื้อ ขาย จําหนาย พามาจากหรือสงไปยังที่ใด หนวงเหน่ียวกักขัง จดั ใหอยอู าศัย หรอื รบั ไวซ ึง่ บุคคลใด โดยขม ขู ใชกาํ ลงั บงั คบั ลกั พาตัว ฉอฉล หลอกลวง ใชอ าํ นาจ โดยมิชอบ ใชอํานาจครอบงําบุคคลดวยเหตุที่อยูในภาวะออนดอยทางรางกาย จิตใจ การศึกษา หรือทางอ่ืนใดโดยมิชอบ ขูเข็ญวาจะใชกระบวนการทางกฎหมายโดยมิชอบหรือโดยใหเงินหรือผล ประโยชนอยา งอ่นื แกผ ปู กครองหรอื ผูดแู ลบคุ คลน้ัน เพ่อื ใหผปู กครอง หรอื ผูด แู ลใหความยนิ ยอมแก ผูก ระทําความผิดในการแสวงหาประโยชนจ ากบคุ คลที่ตนดแู ล หรอื

๑๘๖ (๒) เปนธุระจัดหา ซ้ือ ขาย จําหนาย พามาจากหรือสงไปยังท่ีใด หนวงเหน่ียวกักขัง จัดใหอยูอาศัย หรือรับไวซึ่งเด็ก ถาการกระทํานั้นไดกระทําโดยมีความมุงหมายเพื่อเปนการแสวงหา ประโยชนโดยมชิ อบผูน้ันกระทําความผิดฐานคา มนุษย การแสวงหาประโยชนโดยมิชอบตามวรรคหนึ่ง หมายความวา การแสวงหาประโยชน จากการคา ประเวณี การผลติ หรอื เผยแพรว ตั ถหุ รอื สอื่ ลามก การแสวงหาประโยชนท างเพศในรปู แบบอน่ื การเอาคนลงเปนทาสหรือใหมีฐานะคลายทาส การนําคนมาขอทาน การตัดอวัยวะเพื่อการคา การบังคับใชแรงงานหรือบริการ หรือการอื่นใดที่คลายคลึงกัน อันเปนการขูดรีดบุคคลไมวาบุคคล นน้ั จะยนิ ยอมหรือไมกต็ าม การบังคับใชแรงงานหรือบริการตามวรรคสอง หมายความวาการขมขืนใจใหทํางาน หรือใหบ รกิ ารโดยวิธกี ารอยา งหนง่ึ อยา งใด ดงั ตอไปนี้ (๑) ทําใหกลัววาจะเกิดอันตรายตอชีวิต รางกาย เสรีภาพ ช่ือเสียง หรือทรัพยสิน ของบุคคลน้นั เอง หรอื ของผอู ื่น (๒) ขเู ขญ็ ดวยประการใดๆ (๓) ใชก ําลังประทษุ รา ย (๔) ยึดเอกสารสําคัญประจําตัวของบุคคลน้ันไว หรือนําภาระหน้ีของบุคคลนั้น หรือ ของผูอน่ื มาเปน ส่งิ ผกู มดั โดยมชิ อบ (๕) ทาํ ใหบ คุ คลนน้ั อยูใ นภาวะทไี่ มสามารถขดั ขนื ได ในมาตรา ๖ ไดบัญญัติคําวา “แสวงหาประโยชนโดยมิชอบ” หมายความวา การแสวงหาประโยชนจากการคาประเวณี การผลิตหรือเผยแพรวัตถุหรือสื่อลามก การแสวงหา ประโยชนท างเพศในรปู แบบอ่ืน การเอาคนลงเปน ทาสหรือใหม ีฐานะคลา ยทาส การนําคนมาขอทาน การตัดอวัยวะเพือ่ การคา การบังคบั ใชแรงงาน หรอื บริการหรือการอื่นใดท่คี ลายคลงึ กัน อันเปนการ ขูดรีดบุคคลไมวาบุคคลน้ันจะยินยอมหรือไมก็ตาม ดังน้ัน เม่ือพิจารณามาตรา ๖ ก็พอสรุปไดวา “การคามนุษย” เปนการกระทําตอบุคคลอื่นโดยเจตนาเพื่อแสวงหาประโยชนโดยมิชอบสําหรับ ตนเองหรอื ผูอน่ื ไมวาบคุ คลนนั้ จะยินยอมหรือไมก ต็ าม นอกจากน้ี การแสวงหาประโยชนโดยมชิ อบ ไดมีการรวมเอาคําวา “การบังคับใชแรงงานหรือบริการ” เอาไวโดยมาตรา ๖ วรรคทายไดให คําจํากัดความของคําวา “การบังคับใชแรงงานหรือบริการ” หมายความวา การขมขืนใจใหทํางาน หรอื ใหบ ริการโดยวธิ ีการอยางหนง่ึ อยางใด ดังตอไปนี้ (๑) ทําใหกลัววาจะเกิดอันตรายตอชีวิต รางกาย เสรีภาพ ชื่อเสียงหรือทรัพยสิน ของบคุ คลน้ันเอง หรอื ของผอู ่นื (๒) ขูเขญ็ ดว ยประการใดๆ (๓) ใชกําลงั ประทุษรา ย

๑๘๗ (๔) ยึดเอกสารสําคัญประจําตัวของบุคคลนั้นไวหรือนําภาระหน้ีของบุคคลน้ันหรือ ของผูอ่ืนมาเปนสง่ิ ผกู มัดโดยมชิ อบ (๕) ทําใหบ คุ คลนัน้ อยใู นภาวะที่ไมส ามารถขดั ขนื ได ดังนั้น จึงพอสรุปไดวา “การคามนุษย” เปนการกระทําตอบุคคลอื่นโดยเจตนา เพื่อแสวงหาประโยชนโดยมิชอบสําหรับตนเองหรือผูอ่ืน ไมวาบุคคลนั้นจะยินยอมหรือไมก็ตาม ในลักษณะดังตอ ไปนี้ (๑) เปนธรุ ะจดั หา ซื้อขาย จําหนาย พามาจาก หรือสง ไปยงั ท่ีใด หนว งเหนย่ี ว กักขงั จัดใหอยูอาศัยหรือรับไวซ่ึงบุคคลใดโดยขมขูใชกําลังบังคับ ลักพาตัว ฉอฉล หลอกลวง ใชอํานาจ โดยมิชอบ ใชอํานาจครอบงําบุคคลดวยเหตุที่อยูในภาวะออนดอยทางรางกาย จิตใจ การศึกษา หรือทางอื่นใดโดยมิชอบ ขูเข็ญวาจะใชกระบวนการทางกฎหมายโดยมิชอบ หรือโดยใหเงิน หรือผลประโยชนอยางอื่นแกผูปกครองหรือผูดูแลบุคคลน้ัน เพื่อใหผูปกครองหรือผูดูแล ใหความยินยอมแกผกู ระทาํ ความผดิ ในการแสวงหาประโยชนจากบุคคลท่ตี นดูแล หรอื (๒) เปน ธรุ ะจดั หา ซอ้ื ขาย จาํ หนา ย พามาจาก หรือสง ไปยังท่ใี ด หนวงเหน่ยี ว กักขงั จัดใหอยูอาศัยหรือรับไวซ่ึงเด็กถาการกระทําน้ันไดกระทําโดยมีความมุงหมาย เพื่อเปนการแสวงหา ประโยชนโ ดยมชิ อบ ผูนน้ั กระทําความผิดฐานคา มนษุ ย ในกรณีท่ีเปนการกระทําตอเด็ก แมไมไดมีการใชวิธีการตามมาตรา ๖(๑) ก็เปนการคา มนษุ ยตามมาตรา ๖(๒) ¡Å‹ÒÇâ´ÂÊÃØ» ในการที่จะพิจารณาวาเปนคดีเก่ียวกับเรื่องการคามนุษยหรือไมนั้น จะตอ งพิจารณาวาผกู ระทําผิดมพี ฤตกิ รรมประการใด ดงั ตอไปนี้ ๑. ผูนน้ั มีพฤติกรรมในการเปนธรุ ะจัดหา ซื้อ ขาย จําหนาย พามา หรือสงไปยังทใี่ ด รบั ตวั ไว หนว งเหนยี่ ว กกั ขงั ซอ นเรนบคุ คลโดยเฉพาะหญิงหรอื เดก็ หรือไม ๒. วธิ กี ารทผ่ี นู นั้ แสดงออกมา เปน วธิ กี ารขม ขู คกุ คาม ใชก าํ ลงั การลกั พาตวั การบงั คบั การหลอกลวง ใชอ าํ นาจทเี่ หนอื กวา บงั คบั หรอื ใหค า ตอบแทน ทงั้ ทเ่ี ปน ทรพั ยส นิ หรอื ประโยชนอ ยา งอนื่ ตอผูถ ูกกระทําหรอื ไม ๓. เจตนาที่ผูกระทําความผิดน้ันนอกจากมีเจตนาธรรมดาแลว ยังจะตองมีเจตนา พิเศษหรือมูลเหตุชักจูงใจเพ่ือนําผูถูกกระทําไปแสวงหาประโยชนโดยมิชอบหรือไม ซ่ึงการแสวงหา ประโยชนโดยมิชอบนี้ หมายถึง การแสวงหาประโยชนทางเพศ การบังคับใชแรงงาน หรือบริการ การเอาตัวเปนทาส การจองจาํ ตลอดจนการตดั อวยั วะออกจากรางกายเพอื่ การคา ดวย การกระทําความผิดตาม พ.ร.บ.ปองกันและปราบปรามการคามนุษย พ.ศ.๒๕๕๑ มักเปนความผิดท่ีมีฐานความผิดอื่นๆ รวมอยูดวย หลักการใช พ.ร.บ.คามนุษยจะใชประมวล กฎหมายอาญา ในเร่ืองการกระทําความผิดหลายกรรมหลายวาระ หรือการกระทํากรรมเดียวผิด กฎหมายหลายบทเปน หลกั ในการพจิ ารณา

๑๘๘ ดังนั้น การกระทําความผิดบางกรณีอาจไมผิดตาม พ.ร.บ.ปองกันและปราบปราม การคามนษุ ย พ.ศ.๒๕๕๑ กจ็ ะใชก ฎหมายนน้ั ดําเนนิ การ แตหากมคี วามผิดตาม พ.ร.บ.ปอ งกันและ ปราบปรามการคา มนุษย พ.ศ.๒๕๕๑ รวมอยดู วยกอ็ าจจะดาํ เนินการตามฐานความผิดทเ่ี ปน บทหนกั หรือทุกกรรมทุกวาระตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๙๐ หรือ มาตรา ๙๑ ¡ÒäҌ Á¹ÉØ ÂᏠÅСÒÃÅÑ¡Åͺ¢¹¼âÙŒ ¡ÂÒŒ ¶èÔ¹°Ò¹ ในการประกอบอาชญากรรมการคามนุษย จะมีลักษณะใกลเคียงกับการลักลอบขน ผโู ยกยา ยถนิ่ ฐาน ซง่ึ อาจกอ ใหเ กดิ ความสบั สนแกเ จา หนา ทผี่ ปู ฏบิ ตั งิ านได ดงั นน้ั เจา หนา ทผี่ ปู ฏบิ ตั งิ าน จะตองแยกความแตกตางของอาชญากรรมทัง้ ๒ ประเภท ใหไ ด เพ่อื จะไดชว ยเหลอื ไดท ันทว งที และ อยางไรท่ีจะถือไดวา เปนการลักลอบขนผูโยกยายถ่ินฐานน้ัน ไดมีพิธีสารเพ่ือตอตานการลักลอบขน ผูโ ยกยา ยถน่ิ ฐานทางบก ทางทะเลและทางอากาศ ขอ ๒ (a) ไดก าํ หนดคํานิยามวา “¡ÒÃÅÑ¡Åͺ¢¹¼ÙŒâ¡ŒÒ¶Ôè¹°Ò¹” หมายถึง การจัดใหมีการเขาเมืองโดยผิดกฎหมาย ของบุคคลหนึ่ง ซ่ึงมิใชคนชาติของหรือผูมีถิ่นท่ีอยูถาวรในรัฐภาคีท่ีเขาไปน้ัน เพ่ือใหไดมา ซึ่งผลประโยชนทางการเงิน หรือผลประโยชนท างวตั ถอุ น่ื จากการน้ัน ไมว า จะโดยตรงหรือโดยออ ม จากนิยามดังกลาวจะเห็นไดวา การลักลอบขนผูโยกยายถ่ินฐาน คือ การนาํ พาบุคคลที่ ประสงคจะเดินทางเขาไปยังประเทศอื่นเพื่อความมุงประสงคอยางใดอยางหน่ึงโดยไมผานชองทาง และวิธีการตามกฎหมายของประเทศน้ันๆ ไดกําหนดไว และเมื่อการดําเนินการดังกลาวสําเร็จบรรลุ ตามวตั ถปุ ระสงค คอื สามารถนําพาบคุ คลทป่ี ระสงคเดนิ ทางเขา ประเทศไดเ รียบรอยแลว ผทู ่รี ับจาง นําพาก็จะไดรับผลตอบแทนเปนเงินหรือผลประโยชนอยางอ่ืนจากผูประสงคเดินทาง ดังนั้น หากพิจารณาตามหลักกฎหมายของประเทศไทยจะเห็นไดวา ผูรับจาง คือ ผูที่ลงมือกระทําผิด โดยผปู ระสงคเดินทาง คอื ผูใชใ หผอู ่นื กระทาํ ความผิดน่นั เอง จากนิยามความหมายของ “การคามนุษย” และ “การลักลอบขนผูโยกยายถ่ินฐาน” ขางตน จึงเห็นไดวาอาชญากรรมท้ังสองประเภทมีความแตกตางกัน บุคคลท่ีถูกนําพาก็มีสถานะ ทีแ่ ตกตางกนั ทง้ั น้ี ความแตกตางที่สาํ คัญพอจะจําแนกไดดังนี้

๑๘๙ ¡ÒÃà»ÃÂÕ ºà·ÕºÃÐËNjҧÍÒªÞÒ¡ÃÃÁ¡ÒäŒÒÁ¹ÉØ Â¡ Ѻ¡ÒÃÅÑ¡Åͺ¢¹¼âÙŒ ¡ÂÒŒ ¶¹Ôè °Ò¹ ¡ÒäŒÒÁ¹ÉØ Â ¡ÒÃÅ¡Ñ Åͺ¢¹¼Œâ٠¡ŒÒ¶è¹Ô °Ò¹ ๑. เปนความผิดท่ีสงผลกระทบโดยตรงตอชีวิตรางกาย ๑. เปนความผิดท่ีสงผลกระทบตอความสงบเรียบรอย เสรีภาพ และอนามัยของเหยื่อซ่ึงถูกบังคับ หลอกลวง ความมั่นคงปลอดภัยของประเทศท่ีมีการลักลอบเดินทาง นาํ ตวั มาแสวงหาประโยชนในรูปแบบตางๆ ระหวา งกนั ๒. เหย่ือของการคามนุษย โดยสวนใหญแลวจะ ๒. ผูที่ลักลอบขามแดนมานั้นยินยอมหรือสมัครใจ ถูกบังคับหรือหลอกลวงมา เหย่ือสวนใหญไมไดให ท่จี ะขามแดนไปท่ีประเทศปลายทาง ผูรับจางพาขามแดน ความยินยอมที่จะถูกพามาแสวงหาประโยชน หรือ เปนเพียงผูอํานวยความสะดวกในการขามแดนเทานั้น หากยินยอมก็เพราะสําคัญผิดในเง่ือนไขบางประการ และเม่ือขามแดนไดสําเร็จแลว ผูท่ีลักลอบขามแดน เชน ยินยอมท่ีจะมาทํางานภายในบานซึ่งมิได มีอิสระท่ีจะทําการใดๆ ตามแตท่ีตนจะตองการ หมายความวาจะตอ งบรกิ ารทางเพศใหกับนายจางดวย ผรู ับจา งจะไมเขา มายุงเกยี่ วอกี ตอ ไป ๓. วัตถุประสงคของการคา มนษุ ย คอื ผูก ระทาํ ความผิด ๓. วัตถุประสงคของผูกระทําความผิดรับจางพา มีเจตนาพิเศษเพื่อแสวงหาประโยชนโดยมิชอบดวย ขามแดน คือ นําพาผูประสงคขามแดนผานแดนไปได กฎหมายจากตัวเหยื่อ เชน แสวงหาประโยชนทางเพศ, ตามท่ีตกลงไว มิไดมีเจตนาแสวงหาประโยชนอื่นใด แรงงาน, อวัยวะของเหยอื่ จากผลู กั ลอบขามแดนนอกจากคาจางท่ไี ดต กลงกนั ๔. เปนการกระทําผิดท่ีเกิดข้ึนไดท้ังภายในประเทศ ๔. เปนความผิดที่เกิดไดเฉพาะระหวางประเทศเทานั้น และระหวางประเทศ เชน หลอกลวงหญิงจากทาง เพราะวัตถุประสงคก็คือเปนการลักลอบพาคนจาก ภาคเหนือของประเทศเพ่ือมาขายประเวณีทางภาคใต ประเทศหน่ึงขามแดนไปยังอีกประเทศหน่ึงโดยไมถูกตอง ของประเทศหรืออาจขามประเทศไปยังประเทศ ตามกฎหมาย เพอ่ื นบา นใกลเ คยี ง เปนตน ๕. ผูกระทําความผิดจะเปนฝายสรรหาเหยื่อโดยผาน ๕. ผูประสงคจะขามแดน จะเปนผูมาติดตอขอใช วิธีการตางๆ เชน ผานตัวแทน นายหนาใชอุบาย บริการจากผูรับจางขนคนขามแดนโดยตรง หรือจาก หลอกลวง ทําใหเหย่ือหลงเขาใจผิดวาจะไปประกอบ การผานโฆษณาเชิญชวน ผูรับจางขนคนขามแดนจะมี วิชาชีพที่มั่นคง รายไดดี หรือบางรายใชกําลังประทุษราย อํานาจควบคุมไดเฉพาะชวงเวลาในการพาขามแดน ทันทีที่เหย่ือตกอยูภายใตการควบคุมแลว เหยื่อจะ เทาน้ัน ถาผูประสงคจะขามแดนประเมินถึงความเสี่ยง ไมมีอํานาจตัดสินใจ หรือตอรองใดๆ ท้ังสิ้น หาก แลวเห็นวาไมเหมาะสมท่ีจะขามแดนในชวงเวลาดังกลาว เหย่ือตอสูขัดขืน หรือหาทางหลบหนี ผูคามนุษยมักจะ แลวเขาจะบอกเลิกก็ได ผูรับจางขนคนขามแดนไมมี ใชความรุนแรงตอเหยื่อ และเมื่อเหย่ือถึงจุดหมาย อํานาจบังคับ จึงไมมีความจําเปนท่ีจะตองใชความรุนแรง ปลายทาง หรือสถานท่ีท่ีกําหนดใหเหย่ืออยู เหยื่อจะ และเมื่อผูประสงคขามแดนมาถึงท่ีหมายปลายทาง ไมมีอิสรภาพ จะถูกควบคุมจากผูคามนุษยหรือ ตามที่ตกลงกนั ผูร ับจา งขนคนขา มแดนกส็ ้นิ สุดภารกิจ ผแู สวงหาประโยชนจากเหยื่อ

๑๙๐ ¡ÒäҌ Á¹ØÉ¡ Ѻ¡ÒäŒÒ»ÃÐàÇ³Õ “การคามนุษย” กับ “การคาประเวณี” คือ โดยการคามนุษยเปนการแสวงหาประโยชน โดยมิชอบจากบุคคล โดยเฉพาะจากผูหญิง เด็กหญิงและเด็กชายไมวาจะสมัครใจหรือไมก็ตาม มนี ายหนาเปน ธรุ ะจดั หา ชักชวนหรือถกู หนวงเหนยี่ ว กกั ขัง ถา เปน เด็กอายุตาํ่ กวา ๑๘ ป ถงึ แมจะ ไมมีสภาพถูกกักขัง ทํารายรางกาย หรือบังคับใหคาประเวณี ก็ถือวาเปนการคามนุษย สวนการคา ประเวณีเปนเรื่องของการสมัครใจขายบริการทางเพศของบุคคลอายุ ๑๘ ปข้ึนไป โดยการตกลงกัน ของทง้ั สองฝา ย ไมม ีการกกั ขัง หนวงเหนยี่ ว ¤ÇÒÁ¼´Ô μÒÁ¡®ËÁÒ·àÕè ¡èÂÕ Ç¢ŒÍ§¡ºÑ ¡ÒäŒÒÁ¹ØÉ ¡ÒáÃÐทาํ ·èÕ໚¹¤ÇÒÁ¼´Ô ÁÒμÃÒ ö ผใู ดกระทาํ การอยา งหน่ึงอยา งใด ดังตอ ไปนี้ (๑) เปน ธุระจดั หา ซอื้ ขาย จําหนาย พามาจาก หรือสง ไปยังทีใ่ ด หนวงเหน่ียว กักขงั จดั ใหอ ยอู าศยั หรอื รบั ไวซ ง่ึ บคุ คลใด โดยขม ขใู ชก าํ ลงั บงั คบั ลกั พาตวั ฉอ ฉล หลวกลวง ใชอ าํ นาจโดยมชิ อบ ใชอํานาจครอบงําบุคคลดวยเหตุที่อยูในภาวะออนดอยทางรางกาย จิตใจ การศึกษา หรือทางอ่ืน โดยมชิ อบ ขเู ขญ็ วา จะใชก ระบวนการทางกฎหมายโดยมชิ อบหรอื โดยใหเ งนิ หรอื ผลประโยชนอ ยา งอน่ื แกผูปกครองหรือผูดูแลบุคคลนั้น เพื่อใหผูปกครองหรือผูดูแลใหความยินยอมแกผูกระทําความผิด ในการแสวงหาประโยชนจากบุคคลทต่ี นดูแล หรือ (๒) เปนธุระจัดหา ซื้อขาย จําหนาย พามาจากหรือสงไปยังท่ีใด หนวงเหน่ียว กักขัง จัดใหอยูอาศัยหรือรับไวซ่ึงเด็ก ถาการกระทํานั้นไดกระทําโดยมีความมุงหมาย เพ่ือเปนการแสวงหา ประโยชนโดยมชิ อบ ผูน ัน้ กระทําความผดิ ฐานคา มนุษย การแสวงหาประโยชนโดยมิชอบตามวรรคหนึ่ง หมายความวา การแสวงหาประโยชน จากการคา ประเวณี การผลติ หรอื เผยแพรว ตั ถหุ รอื สอ่ื ลามก การแสวงหาประโยชนท างเพศในรปู แบบอน่ื การเอาคนลงเปนทาส หรือใหมีฐานะคลายทาส การนําคนมาขอทาน การตัดอวัยวะเพ่ือการคา การบังคับใชแรงงานหรือบริการ หรือการอ่ืนใดที่คลายคลึงกันอันเปนการขูดรีดบุคคลไมวาบุคคลนั้น จะยนิ ยอมหรือไมก็ตาม การบังคับใชแรงงานหรือบริการตามวรรคสอง หมายความวา การขมขืนใจใหทํางาน หรอื ใหบ รกิ ารโดยวิธกี ารอยา งหนึง่ อยางใด ดังตอไปน้ี (๑) ทําใหกลัววาจะเกิดอันตรายตอชีวิต รางกาย เสรีภาพ ชื่อเสียง หรือทรัพยสิน ของบคุ คลนัน้ เอง หรอื ของผอู ืน่ (๒) ขูเ ขญ็ ดว ยประการใดๆ (๓) ใชกาํ ลังประทษุ รา ย

๑๙๑ (๔) ยึดเอาเอกสารสําคญั ประจาํ ตัวของบุคคลนนั้ ไว หรือนาํ ภาระหนข้ี องบุคคลนนั้ หรอื ของผอู ืน่ มาเปนสิง่ ผกู มัดโดยมิชอบ (๕) ทาํ ใหบคุ คลน้ันอยูใ นภาวะท่ีไมสามารถขดั ขืนได ÁÒμÃÒ ÷ ผูใดกระทําการดังตอไปนี้ตองระวางโทษเชนเดียวกับผูกระทําความผิดฐาน คา มนุษย (๑) สนับสนนุ การกระทําความผดิ ฐานคา มนษุ ย (๒) อุปการะโดยใหทรัพยสิน จัดหาท่ีประชุมหรือที่พํานักใหแกผูกระทําความผิดฐาน คามนษุ ย (๓) ชว ยเหลอื ดว ยประการใดเพอื่ ใหผ กู ระทาํ ความผดิ ฐานคา มนษุ ยพ น จากการถกู จบั กมุ (๔) เรียก รับ หรือยอมจะรับทรัพยสินหรือประโยชนอื่นใดจากผูกระทําความผิดฐาน คา มนุษยเพ่อื มิใหผ กู ระทาํ ความผดิ ฐานคามนษุ ยถกู ลงโทษ (๕) ชักชวน ช้ีแนะ หรือติดตอบุคคลใหเขาเปนสมาชิกขององคกรอาชญากรรม เพ่อื ประโยชนใ นการกระทาํ ความผดิ ฐานคามนุษย ÁÒμÃÒ ø ผใู ดตระเตรยี มเพอ่ื กระทาํ ความผดิ ตามมาตรา ๖ ตอ งระวางโทษหนงึ่ ในสาม ของโทษที่กาํ หนดไวส าํ หรับความผิดนัน้ ÁÒμÃÒ ù ผูใดสมคบโดยการตกลงกันต้ังแตสองคนขึ้นไปเพ่ือกระทําความผิดตาม มาตรา ๖ ตองระวางโทษไมเกินกง่ึ หนึง่ ของโทษทกี่ ฎหมายกาํ หนดไวส าํ หรับความผิดนัน้ ถาผูท่ีสมคบกันกระทําความผิดคนหนึ่งคนใดไดลงมือกระทําความผิดตามท่ีไดสมคบกับ ผูร วมสมคบดวยกนั ทุกคนตอ งระวางโทษตามท่ไี ดบัญญัติไวส ําหรับความผดิ น้นั อกี กระทงหน่ึงดว ย ในกรณีท่คี วามผดิ ไดก ระทาํ ถึงขัน้ ลงมือกระทาํ ความผิด แตเ นอื่ งจากการเขาขัดขวางของ ผูสมคบทําใหการกระทําน้ันกระทําไปไมตลอดหรือกระทําไปตลอดแลวแตการกระทํานั้นไมบรรลุผล ผสู มคบที่กระทาํ การขดั ขวางน้ันตอ งรับโทษตามกาํ หนดไวในวรรคหนง่ึ ถาผูกระทําความผิดตามวรรคหน่ึงกลับใจใหความจริงแหงการสมคบตอพนักงาน เจาหนาที่กอนจะมีการกระทําความผิดตามท่ีไดมีการสมคบกัน ศาลจะไมลงโทษหรือลงโทษผูนั้น นอ ยกวาท่ีกฎหมายกาํ หนดไวส ําหรับความผิดนนั้ เพยี งใดก็ได ÁÒμÃÒ ñð ถาการกระทําความผิดตามมาตรา ๖ ไดกระทําโดยรวมกันต้ังแตสามคน ขน้ึ ไปหรอื โดยสมาชกิ ขององคก รอาชญากรรม ตอ งระวางโทษหนกั กวา โทษทกี่ ฎหมายบญั ญตั ไิ วก งึ่ หนงึ่ ในกรณีที่สมาชิกขององคกรอาชญากรรมไดกระทําความผิดตามมาตรา ๖ สมาชิกของ องคกรอาชญากรรมทุกคนท่ีเปนสมาชิกอยูในขณะที่กระทําความผิด และรูเห็นหรือยินยอมกับ การกระทาํ ความผดิ ดงั กลา ว ตอ งระวางโทษตามทบ่ี ญั ญตั ไิ วส าํ หรบั ความผดิ นนั้ แมจ ะมไิ ดเ ปน ผกู ระทาํ ความผดิ น้นั เอง


Like this book? You can publish your book online for free in a few minutes!
Create your own flipbook