Important Announcement
PubHTML5 Scheduled Server Maintenance on (GMT) Sunday, June 26th, 2:00 am - 8:00 am.
PubHTML5 site will be inoperative during the times indicated!

Home Explore รายงานการวิจัย เรื่อง การพัฒนาการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้รูปแบบการสอน 4MAT ประกอบกับโปรแกรม Scratch เพื่อพัฒนาความสามารถในการคิดวิเคราะห์ เรื่องการเขียนโปรแกรมโดยใช้เหตุผลเชิงตรรกะ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5

รายงานการวิจัย เรื่อง การพัฒนาการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้รูปแบบการสอน 4MAT ประกอบกับโปรแกรม Scratch เพื่อพัฒนาความสามารถในการคิดวิเคราะห์ เรื่องการเขียนโปรแกรมโดยใช้เหตุผลเชิงตรรกะ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5

Published by Sun chana, 2023-07-04 02:39:53

Description: การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อพัฒนาและหาประสิทธิภาพของการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้รูปแบบการสอน 4MAT ประกอบกับโปรแกรม Scratch เพื่อพัฒนาความสามารถในการคิดวิเคราะห์ เรื่องการเขียนโปรแกรมโดยใช้เหตุผลเชิงตรรกะ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5
ตามเกณฑ์ประสิทธิภาพ 80/80 2) เพื่อพัฒนาและหาดัชนีประสิทธิผลของการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้รูปแบบการสอน 4MAT ประกอบกับโปรแกรม Scratch เพื่อพัฒนาความสามารถ
ในการคิดวิเคราะห์ เรื่องการเขียนโปรแกรมโดยใช้เหตุผลเชิงตรรกะ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษา
ปีที่ 5 ตามเกณฑ์ดัชนีประสิทธิผลตั้งแต่ร้อยละ 50 3) เพื่อศึกษาความสามารถในการคิดวิเคราะห์ ก่อนเรียนและหลังเรียนของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 โดยใช้การจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้รูปแบบการสอน 4MAT ประกอบกับโปรแกรม Scratch 4) เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียน
ที่มีต่อการเรียนโดยใช้การจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้รูปแบบการสอน 4MAT ประกอบกับโปรแกรม Scratch กลุ่มตัวอย่างเป็นนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนเชิงชุมราษฎร์นุกูล สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสกลนคร เขต 1 ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2

Search

Read the Text Version

37 ข้อดีของการจัดการเรียนการสอนแบบ 4MAT ดังน้ี (สุวิทย์ มูลคำ และอรทัย มูลคำ. 2547. : 165. อ้างอิงจาก อาภนั ตรา แสนวงศ.์ 2557 : 64) 1. ผู้เรียนมีโอกาสประสบความสำเร็จในการเรียนอย่างเท่าเทียมกันตามความถนัด ของตนเอง 2. ชว่ ยพัฒนาสมองของผูเ้ รยี นท้ังซีกซ้ายและซีกขวาอยา่ งสมดุล 3. เป็นการเรียนรูท้ เ่ี น้นผ้เู รียนเป็นสำคญั เน้นความแตกต่างระหวา่ งบุคคล 4. ผ้เู รยี นมีความสขุ ในการเรียนรู้จากการค้นพบสง่ิ ตา่ ง ๆ ดว้ ยตนเอง 5. ผู้เรยี นสามารถนำความร้แู ละประสบการณ์ไปใช้ไดจ้ ริง 6. สง่ เสริมทักษะทางสงั คมอนั ดีงามในตวั ผเู้ รียนบคุ คล ข้อดีของการจัดการเรียนรู้แบบ 4MAT ที่มีต่อพัฒนาการทางสมองและในด้านต่าง ๆ ไวด้ งั นี้ (พทั ยา การะเจดีย.์ 2552 : 242-245. อา้ งอิงจาก อาภนั ตรา แสนวงศ์. 2557 : 65) 1. เปน็ การกระตุน้ ใหผ้ เู้ รียนเกิดความสนใจในเร่ืองทีเ่ รยี น มกี ารนำเสนอประสบการณ์ ที่มคี วามสมั พันธก์ ับผู้เรยี นทำให้ค้นพบเหตุผลและความสำคญั ในการเรยี นเรื่องน้นั เป็นการเสริมสร้าง ประสบการณ์ ใชจ้ ินตนาการของตนในส่ิงทีก่ ำลังเรียน(เนน้ การพัฒนาสมองซีกขวา) และการวิเคราะห์ ประสบการณ์ทีไ่ ดร้ ับเปน็ การหาเหตผุ ลเกยี่ วกับการเสริมสร้างประสบการณ์ดว้ ยการคิดวเิ คราะห์ (เน้น การพัฒนาสมองอกี ซ้าย) 2. เปน็ การเสนอเนื้อหาสาระข้อมูลแก่นักเรยี น เชอ่ื มโยงการเรียนร้จู ากการเสริมสร้าง ประสบการณ์และการวิเคราะห์ประสบการณ์มาสู่การสร้างความคิดรวบยอดเพื่อตอบคำถามว่าสิง่ น้ัน คอื อะไร เปน็ การบรู ณาการประสบการณส์ รา้ งความคดิ รวบยอด (เนน้ การพฒั นาสมองซกี ซ้าย) 3. เปน็ การฝกึ ปฏิบัติเพ่ือพฒั นความคดิ รวบยอดมาสู่การปฏิบัติจริงเป็นการหาคำตอบ ได้จากการปฏิบัติงานตามขั้นตอน (เน้นพัฒนาสมองซีกซ้าย) และเป็นการเสนอผลการปฏิบัติงานเป็น ลักษณะบูรณาการ และสร้างสรรค์แสดงถึงความรู้ ความเข้าใจในสิ่งที่เรียน ตามความถนัดหรือความ สนใจของตน (เนน้ การพัฒนาสมองซกี ขวา) 4. เป็นการนำความคิดรวบยอดไปสู่การประยุกต์ใช้ เปน็ กระบวนการเรียนรู้ท่ีเกิดจาก การลงมือทำด้วยตนเอง ทำให้ผู้เรียนนำความรู้ไปประยุกต์ใช้ พัฒนางาน มีโอกาสเลือกและลงมือ ทำงานของตนเองทุกขั้นตอนจนสำเร็จเป็นผลงาน (เน้นการพัฒนาสมองซีกช้าย) นอกจากนี้ยังเปิด โอกสให้ผู้เรียนได้แลกเปลี่ยนความรู้และประสบการณ์ของตนในรูปแบบต่าง ๆ โดยการนำเสนอ ผลงานหรอื ใชก้ ารเผยแพร่ (เนน้ การพฒั นาสมองซีกขวา) 5. ทำใหผ้ ู้เรยี นเกดิ การเรียนรใู้ นเน้อื หาวชิ าดยี งิ่ ขึ้น 6. ผเู้ รยี นสามารถนำความรไู้ ปบรู ณาการใชใ้ นชวี ติ ประจำวนั 7. ทำใหผ้ ู้เรยี นเปน็ คนทคี่ ดิ เก่งรจู้ ักแก้ปัญหา หรอื หาคำตอบด้วยตนเอง

38 8. ผู้เรียนเกดิ ความสนุกสนานในการเรียนเพราะมีกิจกรรมต่าง ๆ เป็นสื่อให้เกิดความ อยากเรียน 9. ฝกึ ผเู้ รยี นให้มีความกลา้ แสดงผลงาน รูจ้ กั คิดแก้ปัญหาในการทำงาน 10. เป็นการส่งเสริมศักยภาพผู้เรียนเพราะให้อิสระแนวคิดการทำงานตามที่ตนสนใจ มีอิสระในการทำงาน ฝึกคิดสร้างสรรค์ผลงาน 11. เป็นการฝึกการแสดงออก แสดงความคิดเห็น และสามารถวิพากษ์วิจารณ์ผลงาน ของเพ่ือน 12. รู้จกั วางแผนในการทำงาน 13. ฝึกการทำงานดว้ ยกนั ไดพ้ ัฒนาดา้ นจริยธรรม คณุ ธรรม มเี หตุผล 14. เป็นการปลกู ฝงั ลกั ษณะนสิ ยั และเจตคติท่ดี ี จากการศึกษาการจัดการเรียนรู้แบบ 4MAT สามารถสรุปได้ว่า เป็นการจัดกิจกรรมการ เรียนรู้ที่เน้นผูเ้ รยี นเป็นสำคัญโดยมุง่ เน้นความถนัด ความแตกต่างระหว่างบุคคล การใช้สมองสองซีก อย่างสมดุล รวมท้ังการพฒั นานักเรียนให้เตม็ ศักยภาพ เพ่ือเปน็ คนดี คนเกง่ และมีความสุข มีทั้งหมด 8 ขั้น คือ ขั้นสร้างประสบการณ์ ขั้นวิเคราะห์ประสบการณ์ ขั้นปรับประสบการณ์เป็นความคิดรวบ ยอด ขั้นพัฒนาความคิดด้วยข้อมูล ทำตามแนวคิดที่กำหนด สร้างชิ้นงานตามความถนัดความสนใจ วิเคราะห์ผลงานและประยกุ ตใ์ ช้ แลกเปลี่ยนความรู้ความคิดกับผู้อ่ืนและเสียสละ โปรแกรม Scratch 1. ความสำคัญของโปรแกรม Scratch (สมชาย พัฒนาชวนชม. 2555 : 3-5. อ้างอิงจาก พรทิพย์ ตองติดรัมย์. 2561 : : 15-16) ได้กล่าวถึง บทบาทของคอมพวิ เตอร์ท่ีมีในชีวิตประจำวนั ของเราอกี ทั้งเทคโนโลยสี ารสนเทศ และการสื่อสารยังช่วยส่งเสริมความก้าวหน้าอย่างมาก โดยเฉพาะในศตวรรษที่ 21 ที่มีความต้องการเพิ่มศักยภาพของนกั เรียนให้มีความรู้ด้านคอมพิวเตอรแ์ ละกระบวนการคิดโดยไม่ใช้ เป็นเพียงการนำคอมพิวเตอร์มาใชง้ านเพียงอย่างเดยี ว แต่สามารถนำคอมพิวเตอรม์ าใช้สรา้ งสรรค์ได้ การเขียนโปรแกรมเป็นเครื่องมือสำคัญที่ใช้ส่งเสริมกระบวนการคิดเพ่ื อให้นักเรียนมี ศักยภาพในการแก้ปัญหาอย่างเป็นระบบ ด้วยกระบวนการคิดวิเคราะห์ และคิดสร้างสรรค์ โดยผ่าน โปรแกรมในกรพัฒนาความคดิ เหล่าน้ันออกมา ซึ่งในการเขียนโปรแกรมจากหลายประเทศที่ผ่านมาได้มีการพัฒนาโปรแกรมต่าง ๆ มากมาย และมีความพยายามในการที่จะส่งเสริมการเขียนโปรแกรมให้กับนักเรียน แต่เนื่องจากว่า

39 ภาษาโปรแกรมเป็นภาษาที่ยากแก่การเข้าใจ และชับซ้อนเกินกว่าที่นักเรียนจะคิดและเข้าใจได้ แต่ การพัฒนาโปรแกรมก็ยังไม่หยุดนิ่ง ยังคงมีการพัฒนาโปรแกรมที่เหมาะสมกับนักเรียน หรือผู้ที่ไม่มี ประสบการณ์ในการเขยี นโปรแกรม ซึ่งโปรแกรมภาษา Scratch เป็นโปรแกรมที่ทีมงานวิจัย Media Lab MIT เผยแพร่ และได้รับการยอมรับ เนื่องจากเป็นโปรแกรมที่สามารถเข้าใจได้ง่าย และรูปแบบการเขียนโปรแกรม สามารถเขียนผ่านสื่อหลากหลายชนิด จึงทำให้นักเรียนมีความสนใจและเขียนโปรแกรมได้อย่าง สนกุ สนาน โปรแกรมนี้จะทำให้นักเรียนสามารถคิดวิเคราะห์ คิดอย่างเป็นระบบคิดเชิงตรรกะ และคิดสร้างสรรค์ ในการแก้ปัญหาทางคอมพิวเตอร์ และมีการพัฒนาทางความคิด สามารถที่จะถ่ายทอดความคิดได้อย่างเป็นขั้นตอนผ่านการปฏิบัติ การนำเสนอผลงานของตนเอง จะทำให้นักเรียนได้รับการเสนอแนะ การใช้เหตุผลในการอธิบาย ทำให้สามารถนำข้อเสนอแนะ มาปรับปรุงแก้ไขผลงานของตนเองให้ดียิ่งขึน้ อีกทั้งยังได้รับประสบการณ์ เทคนิคการเขียนโปรแกรม ในการแลกเปลี่ยนผลงานกับผู้อื่น ทำให้นำมาประยุกต์เข้ากับผลงานตัวเองได้ และได้ความรู้ ทเี่ พิ่มมากย่ิงขึ้น โปรแกรม Scratch เป็นโปรแกรมที่เหมาะสำหรับนักเรียนในการฝึกการเขียนโปรแกรม เพราะเปน็ การสง่ เสริมให้นักเรียนไดใ้ ชค้ วามคดิ สร้างสรรค์ ผ่านทางสอื่ ตา่ ง ๆ เช่น ขอ้ ความ ภาพ เสยี ง ภาพเคลื่อนไหว ได้อย่างไม่ซับซอ้ น เนื่องจากการเขียนโปรแกรมสามารถทำได้โดยการตอ่ บลอ็ กคำสง่ั เพื่อสร้างโปรแกรมสคริปต์ มีการใส่ข้อมูลในบล็อกได้และสามารถตรวจเช็คเพื่อตรวจดูว่าข้อมูลที่ใส่ นั้นมคี วามผิดพลาดหรือไม่ โปรแกรมทเ่ี ขยี นจึงไม่มคี วามยากมากเกนิ กว่าความเขา้ ใจ การฝกึ เขยี นโปรแกรมภาษา Scratch ยงั ใช้แนวคิด หลักการเขียนโปรแกรม และแนวทาง ปฏิบัติในการพัฒนาโปรแกรม เช่นเดียวกับที่ใช้ในโปรแกรมภาษาอื่น ๆ จึงเป็นการปูพื้นฐานและ เตรียมความพรอ้ ม ในการเรยี นคอมพิวเตอร์ระดับตอ่ ไปท่ีซบั ซ้อนยง่ิ ข้ึน เราสามารถเพิ่มเตมิ ทักษะและ ความรู้ ให้แก่นักเรียน ด้านคอมพิวเตอร์ เทคโนโลยี ได้จากโปรแกรมสแครช สำหรับเตรียมความ พร้อมในระดับที่สูงข้ึน ซึ่งนักเรียนจะต้องมีระบวนการคิดอย่างสร้างสรรค์ ในการเขียนโปรแกรม ผลงานของโปรแกรมที่นักเรียนสร้างจะเป็นการฝึกนักเรียนให้เลือกใช้สื่อทีม่ ีอยู่ได้อย่างเหมาะสม และ สามารถทจี่ ะเช่ือมโยงความรู้ในด้านต่าง ๆ ทำใหเ้ ป็นการเพ่มิ กระบวนการ ทักษะ และ ความสามารถ ในการเรียนการสอนได้ดยี ิ่งข้ึน จากที่กล่าวมาข้างต้นจึงสรุปได้ว่า โปรแกรม Scratch ถูกพัฒนาขึ้นจากทีมงานวิจัย Media Lab MIT เป็นโปรแกรมที่มุ่งพัฒนาให้ผู้เรียนเกิดความรู้ความเข้าใจ การคิดอย่างเป็นระบบ ในการ เขียนโปรแกรมมากยิ่งขึ้น เป็นการส่งเสริมให้นักเรียนได้ใช้ความคิดสร้างสรรค์ ผ่านทางสื่อต่าง ๆ เช่น ขอ้ ความ ภาพ เสียง ภาพเคลอ่ื นไหว ได้อย่างไม่ซบั ซ้อน เน่ืองจากการเขียนโปรแกรมสามารถทำ

40 ได้โดยการต่อบล็อกคำสั่งเพื่อสร้างโปรแกรมสครปิ ต์ มีการใส่ข้อมูลในบล็อกได้และสามารถตรวจเชค็ เพื่อตรวจดูว่าข้อมูลที่ใส่นั้นมีความผิดพลาดหรือไม่ โปรแกรมที่เขียนจึงไม่มีความยากมากเกินกว่า ความเข้าใจ การคิดวิเคราะห์ 1. ความหมายของการคดิ วเิ คราะห์ พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2546 อธิบายความหมายของคําว่า \"คิด\" หมายถึง ทำให้ปรากฏเป็นรูปหรือประกอบให้เป็นรูปหรือเป็นเรื่องขึ้นในใจ ใคร่ครวญ ไตร่ตรอง คาดคะเน คํานวณ มุง่ จงใจ ตั้งใจ นกึ ส่วนคาํ ว่า “วิเคราะห์” หมายถงึ ใครค่ รวญ แยกออกเป็นสว่ น ๆ เพื่อศึกษาให้ถ่องแท้ (ราชบัณฑิตยสถาน. 2546 : 252-1071. อ้างอิงจาก วิจิตรา จ้องสาระ. 2561 : 50) ได้ให้ความหมายของการคดิ วเิ คราะห์ ไว้หลายลักษณะดังต่อไปน้ี การคดิ วิเคราะห์ เป็นวิธี ที่ทำให้ผู้คิดมีความชํานาญในการคิด สามารถก่อให้เกิดผลิตผลทางปัญญาที่ดีกว่าและสามารถ ประเมินผลงานทางด้านสติปัญญาได้ดี ส่งผลให้การกระทำด้านต่าง ๆ มีเหตุผลดีขึ้น มีประสิทธิภาพ มากขึ้น ทั้งทางด้านการดำเนินชีวิตและภารกิจการงานทั้งหลายการคิดวิเคราะห์เป็นสิ่งที่ใช้เป็น มาตรฐานของการวัดผลทางสติปัญญาและการกระทำของมนุษย์ ซึ่งมีสาระสำคัญอยู่ที่ความสมบูรณ์ ถูกตอ้ งของการใหเ้ หตุผล และการตดั สนิ สิ่งต่าง ๆ การคดิ วิเคราะห์เปน็ การคิดท่ีเตม็ ไปดว้ ยสาระและมี ส่วนสร้างความเจริญแก่วิทยาการทุก ๆ สาขา ทำให้ทุกเรื่องมีความสมบูรณ์ถกู ต้องของการให้เหตุผล และการปฏิบัติทั้งวิชาในสายวิทยาศาสตร์ศิลปะ และวิชาชีพการวิเคราะห์ เป็นวิธีการที่บุคคลใช้ ประเมินผลตนเองให้รู้ว่าตนเองมีวิธีการ ให้เหตุผลและการตัดสินเรื่องต่าง ๆ มี ความสมบูรณ์ เพียบพร้อมเพียงใดจากแนวความคิด ข้างต้นสรุปได้ว่า การคิดวิเคราะห์เป็นกระบวนการทางปัญญา ของมนุษย์โดยแสดงออกมาในลักษณะของการให้เหตุผลและการตัดสินสิ่งต่าง ๆ ด้วยความสมบูรณ์ เพียบพร้อม ทางด้านสติปัญญาในการตดั สินใจ (วนิช สธุ ารัตน์. 2547 : 123-124. อ้างองิ จาก วิจิตรา จอ้ งสาระ. 2561. : 50) การคิดวิเคราะห์ (Analysis) หมายถึง การจําแนกแยกแยะองค์ประกอบของสิ่งใดสิง่ หน่ึง ออกเปน็ ส่วน ๆ เพือ่ ศึกษาคน้ คว้าว่าทำมาจากอะไรมีองค์ประกอบอะไร ประกอบข้นึ มาได้อย่างไรและ เชื่อมโยงสัมพันธ์กันได้อย่างไร จากความหมายข้างต้นสรุปได้ว่า การคิดวิเคราะห์ หมายถึง ความสามารถในการแยกแยะสว่ นย่อย ๆ ของเหตกุ ารณ์เรื่องราวหรือเน้ือเร่ืองต่าง ๆ ว่าประกอบด้วย อะไร มจี ุดม่งุ หมายหรือมีความประสงคส์ ่ิงใด และสว่ นยอ่ ย ๆ ที่สำคญั น้นั แตล่ ะเหตุการณ์เกี่ยวพันกัน อยา่ งไรบ้าง และเกย่ี วพนั กันโดยอาศยั หลักการใด เพือ่ ใหเ้ กิดความชัดเจนและความเขา้ ใจจนสามารถ

41 นําไปสู่การตัดสินใจได้อยา่ งถูกต้องเหมาะสม (ลักขณา สริวัฒน์. 2549 : 67. อ้างอิงจาก วิจิตรา จ้อง สาระ. 2561. : 51-52) การคิดวิเคราะห์คือ ความสามารถในการจําแนก แยกแยะองค์ประกอบต่าง ๆ ของสิ่งใด สิ่งหนึ่งซึ่งอาจจะเป็นวัตถุ สิ่งของ เรื่องราวหรือเหตุการณ์และหาความสัมพันธ์เชิงเหตุผลระหว่าง องค์ประกอบ เหล่านั้นเพื่อค้นหาสภาพความเปน็ จริงหรือสิง่ สำคัญของสิ่งที่กําหนดให้ (สุวิทย์ มูลคํา. 2550 : 9. อา้ งอิงจาก อาภนั ตรา แสนวงศ.์ 2557 : 81) คิดวิเคราะห์ว่า หมายถึง การระบุเรื่องหรือปัญหา จําแนกแยกแยะ เปรียบเทียบ ข้อมูล เพื่อจัดกลุม่ อย่างเปน็ ระบบระบเุ หตุผลหรือเช่ือมโยงความสัมพันธ์ของข้อมูล และตรวจสอบข้อมูลหรือ หาข้อมูลเพิ่มเติม เพื่อให้เพียงพอในการตัดสนิ ใจ/แก้ปัญหา/คดิ สร้างสรรค์ (คณะกรรมการการศึกษา ข้นั พืน้ ฐาน. 2551 : 51-58. อ้างอิงจาก อาภนั ตรา แสนวงศ์. 2557 : 81) ให้ความหมายของการคิดวิเคราะห์ไว้ว่า ความคิดในการจําแนกแยกแยะข้อมูล องค์ประกอบของสิ่งต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นวัตถุ เรื่องราว เหตุการณ์ต่าง ๆ ออกเป็นส่วนย่อย ๆ เพื่อค้นหาความจริง ความสำคัญแก่นแท้ขององค์ประกอบหรือหลักการของเรื่องนั้น ๆ ทั้งที่อาจแฝง ซ่อนอย่ภู ายในสง่ิ ต่าง ๆ หรือปรากฏไดอ้ ย่างชัดเจน รวมทง้ั หาความสมั พันธ์และความเชื่อมโยงของส่ิง ต่าง ๆ ว่าเกี่ยวพันกันอย่างไรอาศัยหลักการใด จนได้ความคิด เพื่อนําไปสู่การสรุปการประยุกต์ใช้ การทํานายหรือคาดการณ์สิ่งต่าง ๆ ได้อย่างถูกต้อง (ประพันธ์ศิริ สุเสารัจ. 2551. : 48. อา้ งองิ จาก วิจติ รา จอ้ งสาระ. 2561. : 52) กล่าวว่า การคิดวิเคราะห์ หมายถึง ความสามารถของนักเรียนในการจำแนกแยกแยะ เปรียบเทียบหาความสัมพันธ์ความสำคัญ คันหาลักษณะร่วม จุดเด่น จุดด้อย ตีความ ชี้บ่งจุดสำคัญ จดั ประเภท การคิดวิเคราะห์ หมายความว่า ความสามารถในการคิดพิจารณาอย่างรอบคอบ สมเหตุสมผล เกี่ยวกับสถานการณ์หรือข้อมูลต่าง ๆ เพื่อการตัดสินใจหรือสรุปอย่างสมเหตุสมผล (ณฏั ฐมณฑน์ ณฏั ฐปัญญมาศ. 2553 : 60. อ้างอิงจาก สายฝน พรมจันทร.์ 2559 : 79) การคิดวิเคราะห์หมายความว่า การพิจารณาสิ่งอยู่รวมกันทั้งหมดก่อนแล้วจําแนก แยกแยะส่งิ เหล่านั้นออกเป็นองคป์ ระกอบย่อยจากความหมายขา้ งต้นสามารถสรุปได้วา่ ความสามารถ ในการคิดวิเคราะห์ หมายถึง ความสามารถในการใช้สติปัญญาเพื่อจําแนกสิ่งต่าง ๆ เช่น ข้อความ เรื่องราวหรือเนื้อหาออกเป็นส่วน ๆ ตามแต่ละองค์ประกอบ และสามารถหาความสัมพันธ์ ของแต่ละองค์ประกอบว่าสัมพันธ์กันอย่างไร ซึ่งนําไปสู่การใช้เทคนิคและแสดงหลักการเชื่อมโยง ขอ้ มูลท่ีเกี่ยวข้องในแตล่ ะองค์ประกอบ ซงึ่ ผ้ทู ี่มีความสามารถในการคิดวเิ คราะห์จะต้องมีคุณสมบัติใน การวิเคราะห์ 3 หลัก คือ 1) วิเคราะห์องค์ประกอบ 2) วิเคราะห์ ความสัมพันธ์ 3) วิเคราะห์หลกั การ (ฆนทั ธาตทุ อง. 2554 : 323. อา้ งอิงจาก วจิ ติ รา จ้องสาระ. 2561 : 52)

42 การคิดวิเคราะห์ คือ การแยกแยะข้อมูล หรือสิ่งต่าง ๆ โดยอาศัยการวิเคราะห์ ความสำคญั วิเคราะหค์ วามสัมพันธ์ และวเิ คราะห์หลักการ โดยการหาหลกั ฐานหรอื ข้อมูลที่น่าเช่ือถือ มาสนบั สนนุ หรอื ยืนยันเพอ่ื พจิ ารณาอยา่ งรอบคอบก่อนตัดสินใจเชอื่ หรือสรุป (ละมยั วงคำแก้ว. 2555 : 81. อา้ งองิ จาก สายฝน พรมจนั ทร์. 2559 : 79) การวิเคราะห์ หมายถึง การรู้จักคิดแยกแยะจนเกิดความสามารถในด้านต่าง ๆ คือ ความสามารถในการตรวจสอบวิเคราะห์และประมินคำของข้อมูลจากหลักฐาน ตีความ สรุป เรียบเรียงและนำเสนอข้อมูล (สังเวียน จรเกษ. 2555 : 30. อ้างอิงจาก สายฝน พรมจันทร์. 2559 : 79) การคิดวิเคราะห์ว่า หมายถึง การคิดอย่างรอบคอบตามลักษณะของการประเมินและมี หลักฐานอ้างอิงเพื่อหาข้อสรุปที่น่าเป็นไปได้ ตลอดจนพิจารณาองค์ประกอบที่เกี่ยวข้องทั้งหมด และ ใช้กระบวนการตรรกวทิ ยาได้อย่างถูกต้อง สมเหตุสมผล (Good. 1973 : 680. อ้างอิงจาก อาภันตรา แสนวงศ์. 2557 : 81) การคิดวิเคราะห์ไว้ว่า หมายถึง ความสามารถในการแยกแยะเพื่อหาส่วนย่อยของ เหตกุ ารณ์ เรือ่ งราวหรอื เนอ้ื หาต่าง ๆ ว่าประกอบดว้ ยอะไร มคี วามสำคัญอยา่ งไร อะไรเปน็ เหตุ อะไร เป็นผลและท่ีเปน็ อยา่ งน้ันอาศยั หลกั การอะไร (Bloom. 1956. อา้ งอิงจาก อาภนั ตรา แสนวงศ์. 2557 : 81) จากความหมายข้างต้นสามารถสรุปได้ว่า ความสามารถในการคิดวิเคราะห์ หมายถึง ความสามารถในการใช้สติปัญญา เพื่อจําแนกสิ่งต่าง ๆ เช่น ข้อความ เรื่องราว หรือเนื้อหาออกเป็น ส่วน ๆ ตามแต่ละองค์ประกอบ และสามารถหาความสัมพันธ์ของแต่ละองค์ประกอบว่าสัมพันธ์กัน อย่างไร ซ่ึงนาํ ไปสู่การใชเ้ ทคนคิ และแสดงหลักการเช่อื มโยงข้อมลู ทเี่ กยี่ วข้องในแต่ละองคป์ ระกอบ ซง่ึ ผู้ที่มีความสามารถในการคิดวิเคราะห์ จะต้องมีคุณสมบัติในการวิเคราะห์ 3 หลัก คือ 1) วิเคราะห์ องค์ประกอบ 2) วิเคราะห์ ความสมั พนั ธ์ 3) วิเคราะห์หลกั การ 2. การสอนให้คิดวิเคราะห์ การสอนให้คิดแบบวิเคราะห์มุ่งหมายให้ผู้เรียนคิดอย่างแยกแยะได้และคิดได้อย่าง คล่องแคล่ว หรือมีทักษะในการคิดแบบวิเคราะห์ได้ ชั้นแรกสุด ครูผู้สอนต้องรู้จักความคิดแบบ วิเคราะห์อย่างดีเสียก่อนขั้นต่อ ๆ ไป จึงผสมผสานการคิดแบบนี้เข้าไปในกระบวนการเรียนการสอน ไม่ว่าจะใช้ระเบียบวิธีสอน เทคนิคการสอนแบบใดโดยแบ่งแนวทางการคิดในรูปกิจกรรมหรือคำถาม ใหพ้ ฒั นาการคิดแบวเิ คราะห์ขนึ้ ในตวั ผู้เรียน (สายฝน พรมจันทร.์ 2559 : 79-81) 2.1 การสอนการคิดวิเคราะห์องค์ประกอบ (Analysis of Elements)มุ่งให้ผู้เรียนได้คิด แบบแยกแยะวา่ ส่ิงสำเร็จรปู หนง่ึ มอี งค์ประกอบอะไร มแี นวทางดังน้ี

43 2.1.1 วิเคราะห์ชนิด โดยมุ่งให้ผู้เรียนคิดและวินิจฉัยว่า บรรดาข้อความเรื่องราว เหตกุ ารณ์ ปรากฎการณ์ใด ๆ ทพ่ี ิจารณาอยนู่ น้ั จดั เปน็ ชนิดใด ประเภทใด ลกั ษณะใด ตามเกณฑ์หรือ หลักการใหม่ที่กำหนด เช่น เสียชีพอย่าเสียสัตย์ ให้นักเรียนคิด(หรือช่วยกันคิด) ว่าเป็นข้อความชนิด ใดและเพราะอะไรตามเกณฑ์ที่กำหนดให้ใหม่เหมอื นในตำรา เช่น เป็นคำพังเผย ความเห็น ความจรงิ คติเตือนใจ คำปลกุ ใจ เป็นตน้ จดุ สำคญั การสอนให้คดิ แบบวิเคราะหช์ นดิ นกี้ ค็ อื ต้องใหเ้ กณฑใ์ หม่และ บอกเหตุผลที่จัดชนดิ ตามเกณฑใ์ หม่ทกี่ ำหนด 2.1.2 วิเคราะห์สิ่งสำคัญ มุ่งให้คิดแยกแยะและวินิจฉัยว่า องค์ประกอบใดสำคัญไม่ สำคญั เชน่ ให้ค้นหาสาระสำคัญ แก่นสาร ผลลัพธ์ ข้อสรปุ จดุ เดน่ จุดดอ้ ย 2.1.3 วิเคราะห์เลศนัย มุ่งให้คิดค้นหาสิ่งที่พรางไว้ แฝงเร้นอยู่ มิได้บ่งบอกไว้ตรง ๆ แตม่ ีรอ่ งรอยสง่ ใหเ้ หน็ ว่ามีความจรงิ นั้นซ่อนอยู่ 2.2 การสอนการคิดวิเคราะห์ความสัมพันธ์ (Analysis of Relationships) มุ่งให้ผู้เรียน คดิ แยกแยะว่าส่งิ สำเร็จรูป ระบบมอี งค์ประกอบใดสัมพันธ์กัน สมั พันธก์ นั แบบใด สัมพันธ์ตามกันหรือ กลบั กนั สมั พนั ธ์กันสงู ตำ่ เพยี งไร มีแนวทางดังน้ี 2.2.1 วิเคราะห์ชนิดความสัมพันธ์ มุ่งให้คิดแบบคันหาชนิดของความสัมพันธ์ ว่าสัมพันธ์แบบตามกนั กลบั กนั ความสัมพันธร์ ะหวา่ งองค์ประกอบกับองค์ประกอบ องค์ประกอบกับ เรอ่ื งท้ังหมด 2.2.2 วิเคราะห์ขนาดความสัมพันธ์ โดยมุ่งให้คิดเพื่อค้นหาขนาดระดั บของ ความสมั พนั ธ์ 2.2.3 วิเคราะห์ขั้นตอนของความสัมพันธ์ มุ่งให้คิดเพื่อค้นลำดับชั้นของความสัมพันธ์ ในเรอ่ื งใดเรื่องหนึง่ ทีเ่ ปน็ เรือ่ งแปลกใหม่ 2.2.4 วิเคราะห์วัตถุประสงค์และวิธีการ มุ่งให้คิดและค้นว่าการกระทำพฤติกรรมมี เป้าหมายอะไร 2.2.5 วิเคราะหส์ าเหตแุ ละผลทีเ่ กิดตามมา มุ่งใหค้ ิดแบบแยกแยะใหเ้ หน็ ความสัมพันธ์ ชิงเหตผุ ล ซึง่ เปน็ ยอดปรารถนาประการหนึง่ ของการสอนให้คดิ เป็น คอื หาสาเหตแุ ละผลไดด้ ี 2.2.6 วิเคราะห์แบบความสัมพันธ์ โดยให้ค้นหาแบบความสัมพันธ์ระหว่าง 2 สิ่งแล้ว บอกความสัมพันธ์นัน้ หรือเปรียบเทียบความสมั พนั ธ์คู่อ่นื ๆ ที่คลา้ ย ๆ กัน ทำนองเดยี วกนั ในรูปอปุ มาอปุ ไมย 2.3 การสอนคิดวิเคราะห์หลักการ (Analysis of organizational principles) มุ่งให้ ผู้เรียนคิดอย่างแยกแยะจนจบหลักการได้ว่า สิ่งสำเร็จรูปคุมองค์ประกอบต่าง ๆ อยู่เป็นระบบอยู่ได้ คือหลักการอะไร ขั้นตอนการวิเคราะห์หลักการ ต้องอาศัยการวิเคราะห์ขั้นต้น คือ การวิเคราะห์ องคป์ ระกอบและการวเิ คราะห์ความสมั พนั ธ์ก่อน กลา่ วคือ ต้องแยกแยะสงิ่ สมบรู ณ์ หรือระบบให้เห็น

44 ว่ามีองค์ประกอบสำคัญมีหน้าที่อย่างไร และองค์ประกอบเหล่านั้นเกี่ยวข้องพาดพิง อาศัย ความสัมพันธ์กันอย่างไรพิจารณาจนความสัมพันธ์ตลอดจนสามารถลงสรุปจับหัวใจหรือหลักการ ได้ วา่ การท่ีทุกส่วนเหล่านน้ั สามารถทำงานรว่ มกัน เกาะกลุ่มกนั คมุ กนั จนเป็นระบบอยู่ไดเ้ พราะหลักการ ใด ผลที่ได้เป็นการวิเคราะห์หลักการ (Principle) ซึ่งเป็นยอดของการคิดแบบวิเคราะห์ การสอนให้ คดิ แบบวิเคราะห์หลักการเน้นการสอนวิเคราะห์ ดังนี้ 2.3.1 วิเคราะห์โครงสร้าง มุ่งให้ผู้เรียนคิดแบบแยกแยะแล้วค้นหาโครงสร้างของสิ่ง สำเร็จรูปนนั้ ไม่วา่ จะเป็นปญั หาใหม่ เหตกุ ารณ์ ปรากฎการณ์ ข้อความการทดลอง 2.3.2 การวิเคราะห์หลักการ มุ่งให้ผู้เรียนคิดแบบแยกแยะแล้วค้นหาความจริงแม่บท ของสิ่งนั้น เรื่องราวสำเร็จรูปนั้น ได้แก่ การคิดค้นหาหลักการสรุปการสอนให้คิดวิเคราะห์ต้องให้ส่ิง สำเร็จรูปแก่ผู้เรียน เช่น เรื่องราว เหตุการณ์ ปัญหา การทดลองแล้วให้คิดอย่างแยกแยะ ให้เห็นถึง องค์ประกอบย่อย ความเกี่ยวข้องระหว่างองค์ประกอบและหลักการที่ครอบคลุมสิ่งสำเร็จรูป หรือ ระบบนัน้ อยู่ ส่วนเทคนิควิธสี อนวิธเี รียนจะเปน็ แบบใดก็สามารถนำมาประยุกต์ใชไ้ ด้ กระบวนการคิดวิเคราะห์ ประกอบด้วย 5 ขั้นตอน ดังนี้ (สุวิทย์ มูลคำ. 2550 : 19. อา้ งอิงจาก สายฝน พรมจนั ทร์. 2559 : 81-82) ขั้นที่ 1 กำหนดสิ่งที่ต้องการวิเคราะห์ เป็นการกำหนดวัตถุสิ่งของเรื่องราว หรือ เหตุการณ์ต่าง ๆ ขึ้นมาเพื่อเป็นต้นเรื่องที่จะใช้วิเคราะห์ เช่น พืช สัตว์ หิน ดินรูปภาพ บทความ เรอื่ งราว เหตกุ ารณจ์ ากข่าว ของจรงิ หรือสอ่ื เทคโนโลยี ตา่ ง ๆ เปน็ ต้น ขั้นที่ 2 กำหนดปัญหาหรือวัตถุประสงค์ เป็นการกำหนดประเด็นข้อสงสัยจากปัญหา ของสิ่งที่ต้องการวิเคราะห์ ซึ่งอาจจะกำหนดเป็นคำถามหรือเป็นการกำหนดวัตถุประสงค์ของการ วิเคราะห์เพื่อค้นหาความจริง สาเหตุ หรือความสำคัญ ภาพนี้ บทความนี้ต้องการสื่อหรือบอกอะไรท่ี สำคัญทสี่ ุด ขั้นที่ 3 กำหนดหลักการหรือกฎเกณฑ์ เป็นการกำหนดข้อกำหนดสำหรับใช้แยก ส่วนประกอบของสิ่งที่กำหนดให้ เช่น เกณฑ์ในการจำแนกสิ่งที่มีความเหมือนกันหรือแตกต่างกัน หลักเกณฑ์ในการหาลกั ษณะความสัมพนั ธ์เชิงเหตผุ ลอาจเป็นลักษณะความสัมพนั ธท์ ี่มคี วามคล้ายคลึง กันหรอื ขัดแยง้ กัน ขั้นที่ 4 พิจารณาแยกแยะ เป็นการพินิจ พิเคราะห์ทำการแยกแยะกระจายสิ่งท่ี กำหนดให้ออกเป็นส่วนย่อย ๆ โดยอาจใช้เทคนิคคำถาม 5 W 1 H ประกอบด้วย What (อะไร) Where (ทไี่ หน) When (เมือ่ ไร) Why (ทำไม) Who (ใคร) และ How (อยา่ งไร) ขั้นที่ 5 สรุปคำตอบ เป็นการรวบรวมประเด็นที่สำคัญเพื่อหาข้อสรุปเป็นคำตอบหรอื ตอบปัญหาของสิง่ ทกี่ ำหนดให้

45 3. องค์ประกอบทเี่ กยี่ วข้องกับการคิดวเิ คราะห์ ได้กล่าวว่าการคิด วิเคราะห์ประกอบด้วย 4 องค์ประกอบ ดังนี้คือ (เกรียงศักด์ิ เจริญวงศศ์ กั ด.ิ์ 2547 : 26-30. อา้ งองิ จาก วิจติ รา จอ้ งสาระ. 2561 : 53-54) 1. ความสามารถในการตีความ เราไม่สามารถวิเคราะห์สิ่งต่าง ๆ ได้ หากไม่เริ่มต้น ด้วยการทำความเข้าใจข้อมูลที่ปรากฏ เริ่มแรกเราจึงจำเป็นต้องพิจารณาข้อมูลที่ได้รับว่าอะไรเป็น อะไรด้วยการตีความ สร้างความเข้าใจต่อสิ่งต้องการวิเคราะห์ โดยส่ิงนั้นไม่ได้รับปรากฏโดยตรง คือ ข้อมลู ไม่ไดบ้ อกโดยตรงแต่เปน็ การสร้างความเขา้ ใจที่เกินกว่าส่ิงท่ีปรากฏอันเปน็ การสร้างความเข้าใจ บนพ้ืนฐานของสง่ิ ปรากฏในขอ้ มลู ทน่ี ํามาวเิ คราะห์ 2. ความรู้ความเข้าใจในเรื่องที่จะวิเคราะห์ เราจะคิดวิเคราะห์ได้ดีนั้นจำเป็นต้องมี ความรู้ความเข้าใจพื้นฐานในเรื่องนั้น เพราะความรู้จะช่วยในการกำหนดขอบเขตของการวิเคราะห์ แจกแจงและจําแนกได้ว่าเรื่องนั้นเกี่ยวข้องกับอะไร มีองค์ประกอบย่อยอะไรบ้าง มีกี่หมวดหมู่ จดั ลำดับความสำคญั อย่างไร และรู้ว่าอะไรเปน็ สาเหตุก่อให้เกิดอะไร 3. ความช่างสังเกต ช่างสงสัย และช่างถาม นักคิดเชิงวิเคราะห์ต้องมีองค์ประกอบท้ัง สามนี้ร่วมด้วยคือ ต้องเป็นคนที่ช่างสังเกต สามารถค้นพบความผิดปกติท่ามกลางสิ่งที่ดูอย่างผิวเผิน แล้วเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น ต้องเป็นคนที่ช่างสงสัยเมื่อเห็นความผิดปกติแล้วไม่ละเลย แต่หยุด พิจารณา ขบคิดไตร่ตรอง และต้องเป็นคนช่างถาม ชอบตั้งคําถามกับตัวเองและคนรอบ ๆ ข้าง เกี่ยวกับสิ่งที่เกิดขึ้น เพื่อนําไปสู่การคิดต่อเกี่ยวกับเรื่องนั้น การตั้งคําถามจะนําไปสู่การสืบค้นความ จริงและเกิดความชดั เจนในประเดน็ ทตี่ อ้ งการวิเคราะห์ 4. ความสามารถในการหาความสัมพันธ์เชิงเหตุผล นักคิดเชิงวิเคราะห์จะต้องมีความ สามรถในการหาความสัมพันธ์เชิงเหตุผล สามารถค้นหาคําตอบได้ว่าอะไรเป็นสาเหตุที่เกิดสิ่งนี้ หรือ เรอ่ื งนนั้ เชอ่ื มโยงกบั เรอ่ื งนี้ได้อย่างไร หรอื เรือ่ งนีเ้ กยี่ วขอ้ งกันอย่างไร และคาํ ถามอนื่ ๆ ท่มี ุ่งหมายการ ออกแรงทางสมองให้ต้องขบคิดอย่างมีเหตุมีผลเชื่อมโยงกับเรื่องที่เกิดขึ้น นักคิดเชิงวิเคราะห์จึงต้อง เป็นผู้มีความสามารถในการใช้เหตุผล จําแนกแยกแยะได้ว่าสิ่งใดเป็นจริง สิ่งใดเป็นความเท็จสิ่งใดมี องคป์ ระกอบในรายละเอยี ดเชอ่ื มโยงสมั พันธก์ นั อย่างไร องค์ประกอบของการคิดวิเคราะห์ คือ การคิดวิเคราะห์ มีองค์ประกอบที่สำคัญ 3 ประการ ดังนี้ (สุวทิ ย์ มูลคาํ . 2550 : 17. อ้างอิงจาก วจิ ิตรา จ้องสาระ. 2561 : 53) 1. สิ่งที่กําหนดให้วิเคราะห์ หมายถึง สิ่งต่าง ๆ ที่ถูกกําหนดให้วิเคราะห์ เช่น วัตถุ สงิ่ ของ เร่อื งราว เหตกุ ารณ์ เป็นตน้ 2. หลักการหรือกฎเกณฑ์ คือข้อกําหนดสำหรับใช้แยกส่วนประกอบของสิ่งท่ี กาํ หนดให้วเิ คราะห์ เช่น เกณฑ์ในการจาํ แนกสิ่งท่ีมลี ักษณะความเหมือนกนั หรือตา่ งกัน หลกั เกณฑ์ใน

46 การหาลักษณะความสัมพันธ์เชิงเหตุผล อาจเป็นลักษณะความสัมพันธ์ที่มีความคล้ายคลึงกันหรือ ขดั แย้งกนั กไ็ ด้ 3. การค้นหาความจริงหรือความสำคัญ เป็นการพิจารณาส่วนประกอบของสิ่งท่ี กําหนดให้ตามหลกั การหรือกฎเกณฑ์ แล้วทำการรวบรวมประเด็นเพื่อหาขอ้ สรุปการคดิ เชิงวิเคราะห์ ช่วยให้เรารู้ขอ้ เท็จจริง รเู้ หตุผลเบือ้ งหลังของสงิ่ ที่เกิดขึ้น เขา้ ใจความเป็นมาเป็นไปของเหตุการณ์ต่าง ๆ รู้ว่าเรื่องนั้นมอี งค์ประกอบอะไรบ้าง รู้ว่าอะไรเป็นอะไร ทำให้เราได้ข้อเท็จจริงที่เป็นฐานความร้ใู น การนําไปใชใ้ นการตดั สินใจแกป้ ญั หา การประเมินและการตดั สนิ ใจเรือ่ งต่าง ๆ ไดอ้ ย่างถกู ต้อง 4. ทฤษฎเี ก่ียวกับการคดิ วิเคราะห์ ทฤษฎีพัฒนาการทางสติปัญญาของ Piaget (ทิศนา แขมมณี และคณะ. 2544 : 13-14. อ้างอิงจาก วิจิตรา จ้องสาระ. 2561 : 52-53) อธิบายว่า พัฒนาการทางสติปัญญาของคนมีลักษณะ เดียวกนั ในช่วงอายุเทา่ กนั และแตกตา่ งกนั ในช่วงอายุต่างกัน พัฒนาการทางสตปิ ัญญาเป็นผลจากการ ปฏิสัมพันธ์ระหว่างบุคคลกับส่ิงแวดล้อม โดยบุคคลพยายามปรับตัวใหอ้ ยู่ในสภาวะสมดลุ ด้วยการใช้ กระบวนการดูดซึมและกระบวนการปรับใหเ้ หมาะ จนทำใหเ้ กดิ การเรยี นรโู้ ดยเริ่มจากการสมั ผัสต่อมา จึงเกิดความคิดทางรูปธรรมและพัฒนาไปเรื่อย ๆ จนเกิดความคิดเป็นนามธรรมซึ่งเป็นการพัฒนา อย่างต่อเนื่องตามลำดับขั้นการเกิดพัฒนาการทางสติปัญญาตามทฤษฎีของ Piaget เป็นผล เนื่องมาจากปฏิสัมพันธ์ระหว่างบุคคลกับสิ่งแวดล้อม บุคคลพยายามปรับตัวโดยใช้กระบวนการ 2 อย่างคือ กระบวนการดูดซึมและกระบวนการปรับให้เหมาะ กระบวนการดูดซึม (Assimilation) เป็นกระบวนการที่เกิดจากการที่เด็กพบหรือมีปฏิสัมพันธ์กับสิ่งแวดล้อม แล้วรับหรือดูดซึมภาพและ เหตุการณ์ต่าง ๆ เข้าไว้ในความคิดของตนกระบวนการปรับให้เหมาะ (Accommodation) เป็นกระบวนการปรับความรู้เดิมให้เข้ากับสง่ิ แวดล้อมใหม่ หรือสามารถปรบั ความคดิ เดิมให้สอดคล้อง กับสิ่งใหม่ ให้เด็กอยู่ในสภาวะสมดุล (Equilibrium) ซึ่งทำใหค้ นสามารถปรับตัวเข้ากับส่ิงแวดลอ้ มได้ (Adaptation) และ เกดิ โครงสรา้ งทางสติปญั ญาทเี่ รียกว่า “Schema” ซึง่ บคุ คลจะใชต้ คี วามหมายส่ิง ท่ีรบั รู้ต่าง ๆ Piaget ไดแ้ บ่งพัฒนาการทางปญั ญาของมนุษย์ออกเป็น 4 ข้ันดว้ ยกัน ซ่งึ เด็กแต่ละขน้ั จะ มีลักษณะสำคญั ดงั น้ี 1. ขนั้ ประสาทรับรู้และการเคลื่อนไหว (0-2 ปี) เด็กจะเรยี นรู้ส่ิงรอบตวั จากการสัมผัส และการกระทำนัน้ เด็กจะสนใจสิ่งตา่ ง ๆ และจะเลียนแบบในสิง่ ท่ีพบเหน็ ในตอนปลายของขั้นนี้ เด็ก ทำสิ่งต่าง ๆ ซำ้ ๆ ดว้ ยวธิ ีต่าง ๆ ทแี่ ปลกออกไปและเร่ิมสร้างภาพความคดิ ในใจได้ 2. ขั้นก่อนการคิดแบบเหตุผล (2-7 ปี) เด็กขั้นนี้จะมีพัฒนาการทางภาษา และการใช้ สัญลักษณ์ก้าวหน้ารวดเร็วมาก เด็กจะเริ่มมีจินตภาพเลียนแบบได้โดยไม่ต้องเห็นแม่แบบ ชอบเล่น สมมติโดยใช้สิ่งหนึ่งแทนสิ่งที่เป็นจริง อย่างไรก็ตาม เด็กระยะนี้ยังมีข้อจํากัดในการเรียนรู้สิ่งต่าง ๆ

47 เนื่องจากมีลักษณะที่ยึดตัวเองเป็นศูนย์กลางสูง มีการรับรู้แบบมุ่งสู่ศูนย์กลาง ใส่ใจเฉพาะสภาวะที่ ปรากฏโดยไม่ใสใ่ จกระบวนการก่อนจะเกดิ ผลหรือสภาวะนั้น และยังไมอ่ าจคิดยอ้ นกลับได้ 3. ขั้นตอนคิดแบบเหตุผลเชิงรูปธรรม (7-11 ปี) เด็กส่วนใหญ่ในขั้นนี้จะอยู่ในระดับ ประถมศึกษาขึ้นไป ข้อจํากัดที่ปรากฏในขั้นก่อนการคิดแบบเหตุผลจะหมดไป ฉะนั้นเขาจึงสามารถ เขา้ ใจสงั กปั เกยี่ วกับการอนรุ ักษ์ การจดั กล่มุ หรือแบ่งหมู่ การจดั เรยี งลำดบั ของสิ่งของ เวลาและอัตรา เร่ง อย่างไรก็ตามความสามารถเขา้ ใจสังกัปดงั กล่าว กย็ งั จาํ กัดอยเู่ ฉพาะเรอ่ื งทเี่ ปน็ รปู ธรรมเทา่ น้นั 4. ขั้นการคิดแบบเหตุผลเชิงนามธรรม (11 ปีขึ้นไป) ขั้นนี้เด็กจะมีความสามารถคิด แก้ปัญหา หรือสรุปผลอย่างเป็นระบบ สามารถสรุปเหตุผลนอกเหนือจากข้อมูลที่มีอยู่ สามารถคิด แก้ปัญหา หรือสรุปผลอย่างเป็นระบบ สามารถสรุปเหตุผลนอกเหนือจากข้อมลู ที่มีอยู่ สามารถเข้าใจ ความสัมพันธ์ระหว่างและผลตามหลักตรรกศาสตร์และสามารถคิดสมมติฐานหรือความ เป็นไปของ เหตุการณ์ต่าง ๆ อย่างสมเหตุสมผลและสรุปกฎเกณฑ์จากการตรวจสอบสมมติฐานที่กำหนดขั้นด้วย วิธกี ารทาง วิทยาศาสตร์ 5. วธิ ีวดั ความสามารถในการคดิ วิเคราะห์ การวัดความสามารถในการคิดวิเคราะห์ (Watson and Glaser. 1964 : 11. อ้างอิงจาก สายฝน พรมจันทร์. 2559 : 87-88) คือ การวัดความสามารถในการวิเคราะห์ วิจารณ์ โดยมี กระบวนการทางวิทยาศาสตร์มาเป็นเหตุผลในการพิจารณาในการตัดสินใจเรื่องราวต่าง ๆ หรือ สถานการณ์ต่าง ๆ นอกจากนั้นที่สำคัญ ในเหตุการณ์หรือสถานการณ์ก็จะมีความเกี่ยวข้องเป็นเหตุ เป็นผลกัน ซง่ึ จะเห็นวา่ การคดิ วิเคราะหจ์ งึ มี 5 ขั้นตอน คอื 1. การระบุปัญหา จะเป็นการกำหนดปัญหา และทำความเข้าใจกับปัญหาพิจารณา ข้อมูล หรือกำหนดปัญหา ข้อโต้แย้งหรือข้อมูลที่คลุมเครือ รวมทั้งนิยามความหมายของคำและ ข้อความ การระบปุ ญั หาเป็นกระบวนการเร่ิมต้นของการคิดวิเคราะห์ หรือการคดิ อย่างมีวิจารณญาณ เป็นการกระตุ้นให้บุคคลเริ่มต้นคิด เมื่อตระหนักว่ามีปัญหาหรือข้อโต้แย้ง หรือได้รับข้อมูลข่าวสาร ทค่ี ลุมเครือ จะพยายามหาคำตอบท่ีสมเหตุสมผล เพอ่ื ทำความเขา้ ใจกับปัญหานั้น ปัญหาจึงเป็นส่งิ เร้า ซึ่งเปน็ จดุ เร่ิมตน้ ของการคดิ วิเคราะห์ หรือการคดิ อย่างมีวิจารญาณ 2. การตั้งสมมติฐาน เป็นการพิจารณาแนวทางการสรุปอ้างอิงของปัญหา ข้อโต้แย้ง หรือข้อมูลที่คลุมครือ โดยการนำข้อมูลที่มีการจัดระบบแล้วมาพิจารณาเชื่อมโยงหาความสัมพันธ์ เพื่อกำหนดแนวทางการสรุปที่น่าเป็นไปได้ว่าจากข้อมูลที่ปรากฎ สามารถเป็นไปในทิศทางใดบ้าง เพื่อทจ่ี ะได้พจิ ารณาเลือกแนวทางท่ีเปน็ ไปไดม้ ากทส่ี ุด หรือการตดั สนิ ใจอย่างสมเหตสุ มผลในการสรุป อา้ งอิงต่อไป 3. การตรวจสอบสมมติฐาน เป็นการรวบรวมข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับปัญหาข้อขัดแย้ง หรือข้อมูลที่คลุมเครือจากแหล่งต่าง ๆ รวมทั้งการดึงข้อมูล หรือความรู้จากประสบการณ์เดิมที่มีอยู่

48 มาใช้เพื่อออกแบบการทดลองหรือวิธีการแก้ปัญหา เป็นการตรวจสอบสมมติฐานที่ตั้งไว้ เพื่อเป็น แนวทางในการตัดสินใจอยา่ งสมเหตุสมผลในการสรุปอ้างองิ ต่อไป 4. การสรุปอ้างอิงโดยใช้หลักตรรกศาสตร์ เป็นการพิจารณาเลือกแนวทาง ที่สมเหตุสมผลที่สุด จากข้อมูลหรือหลักฐานที่มีอยู่ หลังจากกำหนดแนวทางที่อาจเป็นไปได้ ก็จะพยายามเลือกวธิ ีการหรือแนวทางที่เป็นไปไดม้ ากทสี่ ุด ทจ่ี ะนำไปส่กู ารสรุปทส่ี มเหตุสมผล การใช้ เหตุผลหรือทักษะการคิดที่จำเป็นต่อการสรุปปัญหา และเป็นทักษะการคิดที่สำคัญของการคิด วิเคราะห์ หรือ คิดอย่างมีวจิ ารณญาณ เพราะการคิดที่ดนี ัน้ ข้ึนอยู่กับการใช้เหตุผลทีด่ ีและข้อสรปุ ทีด่ ี ที่สุด จะต้องได้รับการสนับสนุนจากเหตุผลที่ดีที่สุดด้วย ดังนั้น การคิดวิเคราะห์ หรือการคิดอย่างมี วจิ ารณญาณจงึ จำเปน็ ต้องใช้เหตุผลท่ดี ี เพ่ือนำไปส่ขู ้อสรปุ อย่างสมเหตสุ มผล และคุณลักษณะการคิด วิเคราะหห์ รือการคดิ อย่างมวี จิ ารณญาณ มคี วามสมั พนั ธ์กบั การใชเ้ หตุผลแบบตรรกศาสตร์ 5. การประเมินการสรปุ อา้ งอิง เป็นการประเมนิ ความสมเหตสุ มผลของการสรปุ อ้างอิง หลังจากตัดสินสรุปโดยใช้ตรรกศาสตร์ จะต้องประเมินข้อสรุปอ้างอิงว่าสมเหตุสมผลหรือไม่ ผลที่จะเกิดจะเป็นอย่างไร ถ้าข้อมูลที่ได้รับการเปลี่ยนแปลงและได้รับข้อมูลเพิ่มเติมต้องกลับไป รวบรวมข้อมูลท่มี ีอยู่อีกครง้ั หนง่ึ เพ่ือสร้างสมมตฐิ านสรปุ อา้ งอิงใหม่ จากที่กล่าวมาข้างต้นจึงสรุปได้ว่า การวัดความสามารถในการคิดวิเคราะห์ เป็นการวัด โดยใช้กระบวนการทางวทิ ยาศาสตร์ สถานการณ์ท่มี ีความเกยี่ วข้องเป็นเหตเุ ป็นผลกันการคดิ วเิ คราะห์ จึงมีทั้งหมด 5 ขั้นตอน เริ่มจาก การระบุปัญหา เป็นการกำหนดปัญหาทำความเข้าใจกับปัญหา การตั้งสมมติฐาน การตรวจสอบสมมติฐาน การสรุปอ้างอิงโดยใช้หลักตรรกศาสตร์ และการประเมิน การสรุปอา้ งองิ 6. ประโยชน์ของการคดิ วเิ คราะห์ (สุวิทย์ มูลคํา. 2547 : 39. อ้างอิงจาก อาภันตรา แสนวงศ์. 2557 : 92-93) ได้อธิบายประโยชน์ของการคดิ วเิ คราะหไ์ วว้ า่ 1. ช่วยให้เรารู้ข้อเท็จจริงรู้เหตุผลเบื้องหลงั ของส่ิงที่เกิดขึ้น เข้าใจความเป็นมาเป็นไป ของเหตุการณต์ ่าง ๆ รู้ว่าเรือ่ งน้ันมอี งค์ประกอบอะไรบา้ งทำใหเ้ ราได้รู้ข้อเท็จจริงที่เป็นฐานความรูใ้ น การนําไปใชใ้ นการตดั สินใจแกป้ ัญหาการประเมนิ การตัดสินใจเร่ืองตา่ ง ๆ ได้อย่างถกู ต้อง 2. ช่วยให้เราสํารวจความสมเหตุสมผลของขอ้ มลู ท่ีปรากฏและไมด่ ่วนสรปุ ตามอารมณ์ ความรู้สกึ หรอื อคติแตส่ ืบค้นตามหลักข้อมลู ที่เปน็ จรงิ 3. ช่วยให้เราไม่ด่วนสรุปสิ่งใดง่าย ๆ แต่สื่อสารตามความเป็นจริง ขณะเดียวกันจะ ช่วยให้เราไมห่ ลงเช่ือข้ออ้างอิงที่เกิดจากตัวอย่างเพียงอย่างเดียวแต่พิจารณาเหตผุ ลและปัจจัยเฉพาะ ในแต่ละกรณไี ด้

49 4. ช่วยพิจารณาสาระสำคัญอื่น ๆ ที่ถูกบิดเบือนไปจากความประทับใจในครั้งแรกทำ ให้เรามองอยา่ งครบถว้ นในแงม่ มุ อน่ื ๆ ที่มอี ยู่ 5. ช่วยพัฒนาความเป็นคนช่างสังเกตการหาความแตกต่างของสิ่งที่ปรากฏพิจารณา ตามความสมเหตสุ มผลของส่ิงทเี่ กิดขนึ้ ก่อนทีจ่ ะสรุปสง่ิ ใดลงไป 6. ช่วยให้เราหาเหตุผลที่สมเหตุสมผลให้กับสิ่งที่เกิดขึ้นจริง ณ เวลานั้น โดยไม่พึ่งพิง อคติท่กี ่อตวั อยู่ในความทรงจำทำให้เราสามารถประเมินส่ิงตา่ ง ๆ ไดอ้ ยา่ งสมจรงิ 7. ช่วยประมาณความน่าจะเป็นโดยสามารถใช้ข้อมลพื้นฐานที่เรามีวิเคราะห์ร่วมกับ ปัจจัยอื่น ๆ ของสถานการณ์ ณ เวลานั้นอันจะช่วยเราคาดการณ์ความน่าจะเป็นได้สมเหตุสมผล มากกวา่ (ลักขณา สริวัฒน์. 2550 : 74-79. อ้างอิงจาก อาภันตรา แสนวงศ์. 2557 : 93 -95) ได้ กลา่ วถึงประโยชนข์ องการคิดวเิ คราะห์ดังน้ี 1. ช่วยส่งเสริมความฉลาดทางสติปัญญา โรเบิร์ต เจ. สเติร์นเบิร์ก ได้เสนอแนวคิด เกี่ยวกับความฉลาดในการประสบความสำเร็จ (Successful intelligence) ไว้ว่าคนเราจะเฉลียว ฉลาดนั้นต้องประกอบไปด้วยความฉลาด 3 ด้าน ได้แก่ ความฉลาดในการสร้างสรรค์ (Creative Intelligence) ความฉลาดในการวิเคราะห์ (Analytical Intelligence) ความฉลาดในการปฏิบัติ (Practical Intelligence) 2. ช่วยใหค้ ำนงึ ถึงความสมเหตสุ มผลของขนาดกลมุ่ ตวั อย่างในการสรุปเร่ืองตา่ ง ๆ เรา มักไม่คำนึงถึงจำนวนขอ้ มูลที่สามารถบ่งช้ีความสมเหตุสมผลของเรื่องนั้น ๆ แต่มักจะด่วนสรุปสิ่งต่าง ๆ ไปตามอารมณ์ความรสู้ กึ หรอื เหตผุ ลท่ีตนมอี ยู่ ซึ่งยังไม่เพยี งพอทจี่ ะพิสจู นข์ ้อเทจ็ จริงของส่ิงน้นั เรา มักจะเหน็ ตวั อย่างเพยี ง 2-3 ตัวอยา่ ง แลว้ รบี ดว่ นสรุปโดยไม่คำนึงถึงจำนวนตวั อย่างวา่ มปี ริมาณเพียง พอที่จะนําไปสู่ข้อสรุปได้หรือไม่ ซึ่งทำให้เกิดความเข้าใจผิดได้ การสรุปเช่นนี้ เรียกว่า การสรุปแฝง ด้วยความมีอคติ ดังนั้น ควรสืบค้นหาตามหลกั การและเหตผุ ลและข้อมูลท่ีเป็นจริงใหช้ ดั เจนก่อนจึงมี การสรุป 3. ช่วยลดการอ้างประสบการณส์ ว่ นตวั เปน็ ขอ้ สรปุ ท่ัวไป การสรุปเรื่องตา่ ง ๆ ในหลาย เรอ่ื งมีคนจำนวนไมน่ อ้ ยที่ใช้ประสบการณ์ทเี่ กดิ กบั ตนเองเพยี งคนเดียวมาสรปุ เปน็ เร่ืองทว่ั ๆ ไป 4. ช่วยขุดคน้ สาระของความประทบั ใจคร้ังแรก ถา้ เราเคยสงั เกตเกีย่ วกับความรู้สึกใน การกระทำส่งิ ใด ๆ เปน็ ครง้ั แรก เรามกั จะประทับใจในความรสู้ ึกนน้ั ไว้ 5. ช่วยตรวจสอบการคาดคะเนบนฐานความรู้เดิมในหลาย ๆ เรื่องที่เราจะสรุปตาม ความรู้ความเข้าใจของเราเกี่ยวกับการคาดการณ์ความน่าจะเป็นของสิ่งนั้นในอนาคตมิใช่บนพื้น ฐานข้อมลู ทป่ี รากฏต่อการคาดการณ์บนพ้นื ฐานความจริงท่รี ับรู้เก่ยี วกับเร่ืองน้นั

50 6. ช่วยวินิจฉัยขอ้ เท็จจริงจากประสบการณ์ส่วนบุคคล ในการวินิจฉัยคํากล่าวของคน นัน้ จำเปน็ ต้องตระหนกั ให้ดวี า่ ประสบการณข์ องแตล่ ะคนมแี นวโนม้ ท่จี ะมอี คติ ดงั นัน้ การคดิ วิเคราะห์ จะช่วยให้เราหาเหตุผลที่สมเหตุสมผลให้กับสิ่งที่เกิดขึ้นจริง ณ เวลานั้น โดยไม่มีอคติที่ก่อตัวอยู่ใน ความทรงจำและจะทำใหเ้ ราสามารถประเมินส่ิงตา่ ง ๆ ไดอ้ ยา่ งสมจรงิ 7. เป็นพื้นฐานการคิดในมิติอื่น ๆ การวิเคราะห์นับว่าเป็นปัจจัยที่ทำหนา้ ที่เป็นปัจจยั หลักสำหรับการคิดในมิติอื่น ๆ ไม่ว่าจะเป็นการคิดเชิงวิพากษ์ การคิดเชิงสร้างสรรค์ เป็นต้น ซึ่งการคิดวเิ คราะหจ์ ะช่วยเสริมสรา้ งให้เกิดมุมมองเชิงลึกและครบถ้วนในเรอ่ื งนั้น ๆ ในอันท่ีจะนําไปสู่ การตดั สินใจ และการแกป้ ัญหาได้ 8. ช่วยให้การแก้ปัญหา การคิดวิเคราะห์เกี่ยวข้องกับการจำแนก แยกแยะ องค์ประกอบต่าง ๆ และการทำความเข้าใจในสิ่งที่เกิดขึ้น ดังนั้นจึงช่วยเราในเวลาที่พบปัญหาใด ๆ ให้สามารถวิเคราะห์ได้ว่าปัญหานั้น ต้องมีองค์ประกอบอะไรบ้าง เพราะเหตุใดจึงเป็นเช่นนั้น ซึ่งจะ นําไปสู่การแก้ปัญหาไดต้ รงประเด็น เนื่องจากการแก้ปัญหาใด ๆ จำเป็นต้องมีการคดิ วิเคราะห์ปัญหา เสียก่อนว่ามีปัญหาอะไรบ้าง แยกแยะว่ามีกี่ประเภท แต่ละประเภทมีรายละเอียดอย่างไร เพื่อให้ สามารถคิดตอ่ ไปได้วา่ แตล่ ะ ประเภทจะป้องกันและแก้ไขอย่างไร 9. ชว่ ยในการประเมนิ และตัดสนิ ใจ การวเิ คราะหจ์ ะช่วยใหเ้ รารขู้ อ้ เทจ็ จริงหรือเหตุผล เบื้องหลังของสิ่งที่เกิดขึ้น ทำให้เกิดความเข้าใจ ที่สำคัญคือจะช่วยให้เราได้ข้อมูลเป็นฐานความรู้ใน การนําไปใช้ให้เกิดประโยชน์ การวิเคราะห์ยังช่วยให้เราสามารถประเมินการณ์และตัดสินใจในเรื่อง ต่าง ๆ ได้แม่นยํากว่าที่เรามีแต่เพียงข้อเท็จจริงที่ไม่ได้ผ่านการวิเคราะห์ และทำให้เรารู้สาเหตุของ ปัญหา เห็นโอกาสของความน่าจะเป็นในอนาคต 10. ช่วยให้ความคิดสร้างสรรค์สมเหตุสมผล การคิดวิเคราะห์ช่วยให้การคิดต่าง ๆ ของเราอย่บู นพนื้ ฐานของตรรกะและความนา่ จะเป็นไปได้อยา่ งมีเหตุผลมีหลักเกณฑ์ สง่ ผลใหม้ กี ารคิด จินตนาการ หรอื สรา้ งสรรค์สิ่งใหม่ ๆ ได้รับการตรวจสอบว่าความคิดใหม่นัน้ ใช้ได้จรงิ หรือไม่ 11. ชว่ ยใหเ้ ราเขา้ ใจแจ่มกระจ่าง การคดิ วิเคราะหช์ ่วยให้เราประเมนิ และสรุปส่ิงต่าง ๆ บนข้อเท็จจริงที่ปรากฏ ไม่ใช่สรุปตามอารมณ์ความรู้สึก หรือการคาดการณ์ว่าน่าจะเป็นเช่นน้ัน เช่นนี้ การคิดวิเคราะห์ทำให้ได้รับข้อมูลที่เป็นจริงซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อการตัดสินใจ ที่สำคัญ คือ ช่วยให้เราได้เรียนรู้ในสิ่งต่าง ๆ ได้อย่างเข้าใจลึกซึ้งมากขึ้น สามารถแยกแยะสิ่งดี-ไม่ดี สิ่งที่ถูกต้อง หลอกลวง สรุปได้ว่าประโยชน์ของการคิดวิเคราะห์ช่วยให้สามารถแก้ปัญหาประเมิน ตัดสินใจและสรุป ขอ้ มูลตา่ ง ๆ ที่รับรดู้ ว้ ยความสมเหตสุ มผล

51 สรุปการคิดวิเคราะห์ เป็นการแยกแยะเรื่องราว ส่ิงของ เหตุการณ์ต่าง ๆหรือข้อมูลต่าง ๆ เปรียบเทียบหาความสัมพันธ์ความสมเหตุสมผลระหว่างองค์ประกอบเหล่านั้นเพื่อค้นหาสภาพความ เป็นจรงิ หรือเพ่ือย่นื ยันพจิ ารณาอยา่ งรอบคอบก่อนตัดเชื่อหรือสรุป เรียบเรยี งและนำเสนอข้อมลู ประสทิ ธิภาพ การหาประสทิ ธิภาพของคมู่ ือการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ ชัยยงค์ พรหมวงค์ (2523. หน้า 994. อ้างอิงจาก ศศิมา เชียงแสน. 2561. หน้า 50-51) กล่าวว่า การทดลองหาประสิทธิภาพของสื่อจะต้องนำสื่อไปทดลองใช้ (Ty-Out ) เพื่อปรับปรุงแก้ไข แลว้ นำไปทดลองสอนจริง (Trial Run) เพอื่ นำผลท่ไี ดม้ าปรบั ปรุงแก้ไขเสร็จแลว้ จึงดำเนินการผลิตเป็น จำนวนมาก หรือใช้สอนในชน้ั เรยี นตามปกติได้ การทดลองมีขนั้ ตอนตงั น้ี 1. สำหรับทดลองแบบเดี่ยว (1:1) เป็นการทดลองครู 1 คน ต่อเด็ก 1 คน ให้ทดลองกับเด็กอ่อนเสียก่อน ทำการปรับปรุงแล้วนำไปทดลองกับเด็กปานกลาง และนำไปทดลอง กับเด็กเก่ง อย่างไรก็ตามหากเวลาไม่อำนวย และสภาพการณ์ไม่เหมาะสมก็ให้ทดลองกับเด็กอ่อน หรอื ปานกลาง 2. สำหรบั ทดลองแบบกลุ่ม (1:10) เป็นการทดลองท่คี รู 1คน ตอ่ เดก็ 6-12 คน โดยให้ เด็กคละกันทั้งเก่ง ปานกลาง และอ่อน ห้ามทดลองกับเด็กอ่อนล้วนหรือเด็กเก่งล้วนเวลาทดลอง จะตอ้ งจบั เวลาดว้ ยว่ากจิ กรรมแตล่ ะกลมุ่ ใช้เวลาเทา่ ใด 3. สำหรับการทดลองภาคสนามหรือกลุ่มใหญ่ (1:100) เป็นการทดลองที่ครู 1 คน กับเด็กทั้งช้ัน 30 - 40 คน (หรือ 100 คน สำหรับชดุ การสอนรายบุคคล) ชั้นที่เลือกมาทดลองจะต้อง มีนักเรียนคละกันทั้งเก่ง และอ่อน ไม่ควรเลือกห้องเรียนที่มีเด็กเกง่ หรือเดก็ อ่อนล้วนหลังการทดลอง คำนวณหาประสทิ ธิภาพแล้วปรบั ปรงุ แก้ไข ผลลัพธ์ทไ่ี ดค้ วรจะใกลเ้ คียงกับเกณฑ์ท่ีต้ังไว้ ต่ำกว่าเกณฑ์ ได้ไมเ่ กิน 2.5% ไชยยศ เรื่องสวุ รรณ (2533. หน้า 129 – 130. อ้างอิงจาก ศศิมา เชียงแสน. 2561. หน้า 50-51) กลา่ วถึง การหาประสทิ ธภิ าพของส่อื ทำได้ 2 วธิ ี คือ 1. ประเมินโดยอาศัยเกณฑ์ การประเมินคู่มือการจัดกิจกรรมการเรียนรู้นั้น เป็นการ ตรวจสอบหรือประเมินประสิทธิภาพของคู่มือการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ที่นำมาประเมิน จะเป็นคู่มือ การจัดกิจกรรมการเรียนรู้สำหรับกิจกรรมที่นำมาประเมินหรือที่ใช้ในศูนย์การเรียน โดยใช้เกณฑ์ มาตรฐาน 90/90 เป็นเกณฑ์การประเมินสำหรับเนื้อหาที่เป็นประเภทความรู้ ความจำ และใช้เกณฑ์ มาตรฐาน 80/80 สำหรบั เนอื้ หาที่เป็นทกั ษะ ความหมายของตวั เลขเกณฑ์มาตรฐานมีความหมายดังน้ี

52 80 ตัวแรก หมายถึง ค่าร้อยละประสิทธิภาพในด้านกระบวนการของ คู่มอื การจัดกจิ กรรมการเรียนรู้ ซง่ึ ประกอบด้วยผลของการปฏิบตั ภิ ารกิจต่าง ๆ เชน่ งานและแบบฝึก ของผู้เรียนโดยนำคะแนนที่ได้จากการวัดผลภารกิจทั้งหลายทั้งรายบุคคลและกลุ่มย่อยทุกชิ้นมา รวมกนั แล้วคำนวณค่าร้อยละเฉลี่ย 80 ตัวหลัง หมายถึง คะแนนจากการทดสอบหลังเรียน ( Post-test) ของผเู้ รียนทกุ คนนำมาคำนวณหาคำร้อยละเฉลยี่ กจ็ ะไดค้ ู่ทั้งสองเพื่อนำไปเปรียบเทียบกับ เกณฑม์ าตรฐานต่อไปหลังการทดลอง คำนวณหาประสิทธิภาพแล้วปรับปรุงแก้ไข ผลลัพธ์ท่ีได้ควรจะ ใกล้เคียงกบั เกณฑท์ ี่ต้งั ไว้ตำ่ กว่าเกณฑไ์ ด้ไม่เกิน 2.5% 2. การประเมินโดยไม่ต้องตั้งเกณฑ์ไว้ล่วงหน้า เป็นการประเมินประสิทธิภาพของส่ือ เพื่อการเปรียบเทียบผลการสอบของผู้เรียน ภายหลังจากที่เรียนจากสื่อนั้น (Post-Test) สูงกว่าผล การสอบกอ่ นเรียน (Pre-Test) อยา่ งมีนยั สำคัญหรอื ไม่ว่าการเปรยี บเทยี บพบว่าผู้เรียนได้คะแนนสอบ หลงั เรยี นสงู กว่าคะแนนสอบกอ่ นเรียนอยา่ งมีนยั สำคญั ก็แสดงวา่ ส่ือนน้ั มีประสิทธิภาพ จากที่กล่าวมาข้างตันสรุปได้ว่า การหาประสิทธิภาพของคู่มือการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ นั้นมีความจำเป็นอย่างยิ่ง ผู้วิจัยจึงได้นำมาเป็นแนวทางในการหาประสิทธิภาพของคู่ มือการจัด กิจกรรมการเรียนรู้ที่สร้างขึ้นในครั้งนี้เพื่อให้ได้คู่มือการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ที่มีประสิทธิภาพตาม เกณฑ์ 80/80 ดชั นปี ระสทิ ธผิ ล บุญชม ศรีสะอาด (2546. หน้า 157-159. อ้างอิงจาก สายฝน พรมจันทร์. 2559 หน้า 115- 116) ได้กล่าวว่า เพื่อให้ทราบว่าสื่อการเรียนการสอนหรือวิธีสอน ที่พัฒนาขึ้นมีประสิทธิผล (Effectiveness) เพยี งใด กน็ ำสื่อทีพ่ ฒั นาขนึ้ นั้นไปทดลองใชก้ ับนักเรียนทอ่ี ยู่ในระดับทเี่ หมาะสมกับที่ ได้ออกแบบแล้วนำผลการทดลองมาวิเคราะห์หาประสิทธิผล หมายถึง ความสามารถในการให้ผล อย่างชดั เจนแน่นอน ซ่งึ นิยมวิเคราะห์และแปลผล 2 วิธี วิธที ่ี 1 จากการพจิ ารณาผลของการพฒั นา วิธีนี้เป็นการเปรียบเทียบระหว่างจุดเริ่มต้นกับจุดสุดท้าย เช่น ระหว่างก่อนเรียนกับ หลังเรียน เพื่อเห็นการพัฒนาหรือความงอกงาม ครูผู้วิจัยจะต้องสร้างเครื่องมือวัดในตัวแปรที่สนใ จ ศึกษา เช่น แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเป็นเครื่องมือเพื่อวัดผลการเรียนรู้หลังจากเรียน เรื่องนั้น หรือหลังการทดลองเรื่องนั้นซึ่งจะต้องสร้างให้ครอบคลุมจุดประสงค์ เนื้อหา สาระที่เรียน หรือคณุ ลกั ษณะทมี่ ุ่งวัดสร้างไว้ล่วงหน้า เมอื่ ก่อนเริม่ ทดลอง (Pre-test) และหลังจากเรียนเร่ืองนั้นจบ แล้วก็นำแบบทดสอบชุดเดิมมาทดลองกับผู้เรียนกลุ่มเดิม (Post-test) นำผลทั้งสองครั้งมา

53 เปรียบเทียบกัน โดยเขียนคะแนนหลังเรียนไว้ก่อนคะแนนก่อนเรียนจำแนกเป็น 2 กลุ่ม 1)พิจารณา รายบคุ คล 2)การพจิ ารณารายกลมุ่ วธิ ีที่ 2 การหาดัชนปี ระสทิ ธิผล การหาดัชนีประสิทธิผล (Effectiveness Index) กรณีรายบุคคล ตามแนวคิดของ Hofland จะให้สารสนเทศท่ีชัดเจน โดยใช้สูตรดังน้ี ดัชนปี ระสทิ ธผิ ล = คะแนนหลงั เรยี น − คะแนนก่อนเรยี น (คะแนนเตม็ × จำนวนนักเรยี น) − คะแนนก่อนเรยี น การหาดัชนปี ระสิทธิผลหาโดยใชค้ ะแนนของกลมุ่ ซ่งึ ทำให้มีสตู รเปลี่ยนไปดังน้ี ดัชนปี ระสิทธผิ ล = ผลรวมของคะแนนหลงั เรยี นของทกุ คน − ผลรวมของคะแนนก่อนเรยี นของทกุ คน (จำนวนนกั เรยี น × คะแนนเต็ม) − ผลรวมของคะแนนกอ่ นเรียนของทกุ คน ตัวอย่างการคำนวณแสดงในตารางท่ี 2.2 ดงั น้ี ตารางที่ 2.2 ตวั อยา่ งการหาประสทิ ธิภาพของส่อื ผลคูณของจำนวน ผลรวมของคะแนนหลงั ผลรวมของคะแนน E.I. ก่อนเรยี น 0.6240 นักเรยี นกบั คะแนนเต็ม เรียน 100 20 x 30 412 จากตารางที่ 2.2 แสดงวา่ โดยภาพรวมแล้วนักเรียนมีคะแนนเพ่ิมข้ึนเท่ากับ0.6240 หรือ คดิ เป็นร้อยละ 62.40 การหาค่า E.I. เป็นการพิจารณาพัฒนาการในลักษณะที่ว่าเพิ่มขึ้นเท่าไรไม่ได้ทดสอบว่า เพิ่มขึ้นเชื่อถือได้หรือไม่ ซึ่งคำที่แสดงคะแนนที่เพิ่มขึ้น 0.6240 นั้น เรียกว่าหาค่าดัชนีประสิทธิผล (E.I.) และเพื่อให้สื่อความหมายกันง่ายขึ้น จึงแปลงคะแนนให้อยู่ในรูปร้อยละ เช่น ค่าจากดัชนี ประสทิ ธผิ ล (E.I.) 0.6240 หรอื คดิ เป็นร้อยละ 62.40 สูตรการหาดชั นีประสทิ ธิผล (E.I.) จะเขียนในรูป ร้อยละก็ได้ ซงึ่ ผลการคำนวณจะไดเ้ ท่กบั ผลการคำนวณจากคะแนนดบิ สตู รเป็นดังน้ี ดชั นีประสิทธผิ ล = ร้อยละของผลรวมของคะแนนหลงั เรียน − รอ้ ยละของผลรวมของคะแนนก่อนเรยี น 100 − ร้อยละของผลรวมของคะแนนก่อนเรยี น

54 ขอ้ สงั เกตบางประการเกี่ยวกับ E.I. 1. E.I. เป็นเรื่องของอัตราส่วนของผลต่าง จะมีค่าสูงสุดเป็น 1.00 ส่วนค่าต่ำสุดไม่ สามารถกำหนดได้เพระเป็นค่าต่ำกว่า -1.00 ก็ได้ และถ้าค่าเป็นลบแสดงวา่ คะแนนผลสอบก่อนเรยี น มากกว่าหลังเรียน ซึ่งมีความหมายว่าระบบการเรียนหรือสื่อที่ใช้ไม่มีประสิทธิภาพ ตัวอย่างค่า E.I. ดังนี้ (ในที่น้ีสมมติว่า มีนกั เรยี น 20 คน คะแนนเต็ม 30 คะแนน) 1.1 ถ้าผลสอบก่อนเรียนของนักเรียนทุกคนได้คะแนนรวมเท่าไรก็ได้ (ยกเว้นได้ ค ะ แ น น เ ต ็ ม ท ุ ก ค น ) แ ต ่ ผ ล ส อ บ ห ล ั ง เ ร ี ย น ข อ ง น ั ก เ ร ี ย น ท ุ ก ค น ท ำ ถ ู ก ห ม ด ท ุ ก ข้ อ (ไดค้ ะแนนเต็มทุกคน) คา่ ของ E.I. จะเปน็ 1.00 ณัฐนันทร์ สำราญสุข (2555. หน้า 93. อ้างอิงจาก สายฝน พรมจันทร์. 2559 หน้า 116- 117) ถ้าหลังเรียนนักเรียนได้คะแนนเต็ม ทุกคน ค่า E.I. จะเป็น 1.00 เสมอ ไม่ว่าผลการสอบก่อน เรียนจะได้เท่าไรก็ตาม (คะแนนเต็มทุกคน) หรือกล่าวได้ว่าผู้เรียนมีความก้าวหน้าในเรื่องที่เรียน คิด เป็นร้อยละ 100 หรือบรรลวุ ัตถุประสงค์การเรยี นตามที่ตอ้ งการ 1.2 ถ้าผลสอบก่อนเรียนมากกว่าหลังเรียน ค่า E.I. จะเป็นลบซึ่งต่ำกว่า -1.00 กไ็ ด้ ดงั ตวั อยา่ ง 300 − 500 = −200 = −2.00 E. I. = (20 × 30) − 300 100 ลักษณะเชน่ น้ีถือวา่ ระบบการเรียนการสอนหลังการใชส้ ่อื ล้มเหลวและเหตุการณ์เช่นนี้ ไมน่ ่าจะเกิดข้นึ เพราะค่า E.I. หรอื เปน็ ลบ แสดงวา่ คะแนนหลังสอนตำ่ กว่าหรอื นอ้ ยกวา่ กอ่ นสอน 2. การแปลผล ถ้า E.I. ใต้ตารางในบทที่ 4 (ผลการวิเคราะห์ข้อ มู ล) ของวิทยานิพนธ์ (Thesis) หรือ การค้นคว้าอิสระ (Independent Study) มักจะใช้คำที่ไม่เหมาะสม ทำให้ผู้อ่านเข้าใจความหมายของ E.I. ผิดจากความเป็นจริง เช่น จากตัวอย่างในตาราง E.I. มีค่า เท่ากับ 0.6240 ก็มักจะกล่าวว่า “ค่าดัชนีประสิทธิผล เท่ากับ 0.6240 ซึ่งแสดงว่านักเรียนมีความรู้ เพิ่มขึ้นร้อยละ 62.40” ซึ่งในความเป็นจริง ค่า E.I. เท่ากับ0.6240 เพราะคิดเทียบจากค่ำ E.I. สูงสุด เปน็ 100 ดงั นัน้ ถา้ คิดเทียบเป็นร้อยละ กค็ ือคิดเทียบจากค่าสูงสุด 100 E.I. จะมคี ่า 62.40 จึงควรใช้ ข้อความว่า “คำดัชนีประสิทธิผลเท่ากับ 0.6240 แสดงว่านักเรียนมีความรู้เพิ่มขึ้น 0.6240 หรือคิด เป็นร้อยละ 62.40” (ไม่ได้แสดงว่านักเรียนมีความรู้เพิ่มขึ้นร้อยละ 62.40) (เผชิญ กิจระการ และ สมนกึ ภทั ทยิ รนี, 2545, หน้า 31-35, อา้ งอิงจาก สายฝน พรมจันทร์. 2559 หน้า 117)

55 ความพงึ พอใจ การวิจยั ครั้งน้ี ผู้วจิ ยั ได้ทำการศึกษารวบรวมขอ้ มลู ตา่ ง ๆ เกี่ยวกับความพึงพอใจดังน้ี 1. ความหมายของความพงึ พอใจ ความพึงพอใจหรือความพอใจ ตรงกับคำภาษาอังกฤษว่า “Satisfaction” ไดม้ ีนักวิชาการไดใ้ หค้ วามหมายของความพงึ พอใจ ดังตอ่ ไปน้ี ความพึงพอใจ คือความรู้สึกที่ดี หรือทัศนคติที่ดีของบุคคล ซึ่งมักเกิดจากการได้รับการ ตอบสนองตามท่ีตนเองต้องการก็จะเกิดความรสู้ ึกที่ดี (รกั พงษ์ วงษ์ธานี. 2546.. หน้า 65. อ้างอิงจาก ทวิ ากร วงษ์เสน. 2560. หนา้ 94) ความพึงพอใจ หมายถึง ความรู้สึกชอบ พอใจประทับใจ จากการที่ได้รับการตอบสนอง ตามความต้องการและมีความสุขเมื่อได้รับผลสำเร็จ ซึ่งจะแสดงออกมาทางพฤติกรรม โดยสังเกตได้ จากสายตาคำพูด และการแสดงออกทางพฤติกรรม (วิไล รัตนพลที. 2548. หน้า 34. อ้างอิงจาก ทวิ ากร วงษเ์ สน. 2560. หน้า 94) ความพึงพอใจ คือความรู้สึกของบุคคลต่อสิ่งต่าง ๆ ในทางบวกและความรู้สึกท่ีสามารถ เปลี่ยนแปลงได้ เมื่อเวลาและสถานการณ์เปลี่ยนไป ดังนั้นความพึงพอใจในการเรียนรู้จึงหมายถึง ความรูสึกพอใจที่มีต่อการได้ร่วมปฏิบัติกิจกรรมกาเรียนการสอนจนบรรลุผลหรือเป้าหมายในการ เรียนรู้ (ธนวรรณ เทยี นเจษฎา. 2548. หน้า 59. อา้ งองิ จาก ทิวากร วงษเ์ สน. 2560. หนา้ 94) ความพึงพอใจมีสาเหตุมาจากความต้องการ เมื่อความต้องการได้รับการตอบสนองตอบ ความพึงพอใจก็จะตามมาในทางบวก เช่นเดียวกันกับทางการเรียนการสอน นักเรียนเกิดความเข้าใจ มีความชัดเจนในการเรียนการปฏิบัติ เมื่อเกิดการปฏิบัติเป็นผลสำเร็จ ตามจุดมุ่งหมายก็จะเกิดความ พึงพอใจมีความรู้สึกในทางบวก ซึ่งจะเป็นแรงกระตุ้นที่อยากจะเรียนอยากจะปฏิบัติด้วยความพอใจ (โชตกิ ศรชัยชนะ. 2551. หน้า 21. อา้ งองิ จาก ทิวากร วงษเ์ สน. 2560. หน้า 94-95) ความพึงพอใจ หมายถึง ความรู้สึกหรือทัศนคติของบุคคลที่มีต่อสิ่งใดสิ่งหนึ่ง อันเกิดมา จากพื้นฐานของการรับรู้ ค่านิยมและประสบการณ์ที่แต่ละบุคคลได้รับและจะเกิดขึ้นก็ต่อเมื่อสิ่งนั้น สามารถตอบสนองความต้องการให้แก่บุคคลนั้นได้ ซึ่งระดับความพึงพอใจของแต่ละบุคคลนั้นได้ ซึ่งระดับความพึงพอใจของแต่ละบุคคลย่อมมีความแตกต่างกันไป (วนิชา ศรีตะปัญญะ. 2551, หนา้ 15, อ้างอิงจาก ทวิ ากร วงษเ์ สน. 2560. หน้า 95) ความพึงพอใจ หมายถึง ความรู้สึกพึงพอใจของบุคคลที่มีต่อสิ่งใดสิงหนึ่งที่สามารถส่งผล ให้การทำกิจกรรมหรืองานนั้น ๆ บรรลุผลสำเร็จตามเป้าหมายที่ต้องการได้(รวิวรรณ พงษ์พวงเพชร. 2552. หนา้ 71. อา้ งอิงจาก ทวิ ากร วงษ์เสน. 2560. หนา้ 95)

56 ความพึงพอใจจะเกิดขึ้นกับบุคคลเมื่อได้รับการตอบสนองทั้งทางตรงและทางอ้อมที่เกิด กับจิตใจจากสถานการณ์หรือบุคคลท่เี กย่ี วข้อง ซง่ึ การตอบสนองน้ันจะเปน็ รางวัล คำชมเชย ซ่ึงทำให้ เกิดความภาคภูมิใจหรือความมั่นใจในตนเอง ดังนั้นการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนที่จะทำให้ นกั เรยี นเกดิ ความพงึ พอใจไดน้ ั้น ต้องจดั กจิ กรรมที่ให้นักเรียนได้รับการตอบสนองทั้งทางร่างกายและ จิตใต เช่น รางวัล คำชมเชยที่สร้างความพึงพอใจให้กับนักเรียน (รวิวรรณ ล่ำสัน. 2552, หน้า 59. อ้างอิงจาก ทวิ ากร วงษเ์ สน. 2560. หน้า 95) จากความหมายของความพึงพอใจ สรุปได้ว่าความพึงพอใจ หมายถึง ความรู้สึกที่ดีของ บุคคลที่มีตอ่ งานท่ีปฏิบตั ิ ความรู้สกึ พึงพอใจและมีความสุขเมื่อได้ปฏิบัติ หรือที่ได้ทำงานร่วมกับผ้อู ื่น การจัดกิจกรรมการเรียนรู้ครูควรสร้างแรงจูงใจให้นักเรียนเกิดความพึงพอใจในการเรียน จึงจะทำให้ ผเู้ รยี นเกดิ การเรียนร้อู ย่างมีประสิทธภิ าพ สง่ ผลให้นกั เรียนมีผลสัมฤทธ์ทิ างการเรียนทสี่ งู ขนึ้ 2. แนวคิดและทฤษฎีเกีย่ วกับความพึงพอใจ ผู้วิจัยได้ศึกษาเอกสาร ตำราและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับแนวคิดและทฤษฎีเกี่ยวกับความ พึงพอใจ ซึ่งมนี ักการศึกษาได้นำเสนอรายละเอียด ดงั นี้ Maslow (1970. pp.69-80. อ้างองิ จาก ทวิ ากร วงษ์เสน. 2560. หน้า 96) ทฤษฎสี ำหรบั สรา้ งความพึงพอใจ ทฤษฎที ี่ไดร้ บั การยอมรับและมชี ่ือเสียงคือ ทฤษฎีความต้องการตามลำดับข้ันของ มาสโลว์ (Maslow’s hierarchy of needs) ที่กล่าวว่า มนุษย์ทุกคนมีความต้องการเหมือนกัน แตค่ วามตอ้ งการน้ันเป็นลำดับข้ัน เขาไดต้ ง้ั สมมตฐิ านเก่ียวกับความต้องการของมนุษย์ไว้ ดังนี้ 1. มนษุ ย์มคี วามตอ้ งการอยู่เสมอและไม่มที ีส่ ้ินสดุ ขณะท่ีความต้องการส่ิงใดได้รับการ ตอบสนองแลว้ ความตอ้ งการอยา่ งอนื่ กจ็ ะเกดิ ข้ึนไม่มีทางจบสน้ิ 2.ความตอ้ งการที่ได้รับการตอบสนองแลว้ จะไมเ่ ปน็ ส่ิงจูงใจสำหรับพฤติกรรมอื่นต่อไป ความต้องการที่ไดร้ ับการตอบสนองเทา่ นนั้ ทเ่ี ปน็ สงิ่ จูงใจของพฤตกิ รรมดว้ ย 3. ความต้องการของมนุษย์จะเรียงเป็นลำดับขั้นตามลำดับความสำคัญกล่าวคือ เมื่อความต้องการในระดับต่ำได้รับการตอบสนองแล้ว ความต้องการระดับสูง ก็จะเรียกร้องให้มีการ ตอบสนอง ซึง่ ลำดบั ขนั้ ความตอ้ งการของมนษุ ยม์ ี 5 ขนั้ ตอนตามลำดบั ข้นั จากตำ่ ไปสงู 3.1 ความต้องการด้านร่างกาย (Physiological needs) เป็นความต้องการ เบื้องต้นเพื่อความอยู่รอดของชีวิต เช่น ความต้องการในเรื่องของอาหาร น้ำ อากาศ เครื่องนุ่งห่ม ยา รักษาโรค ที่อยู่อาศัย และความต้องการทางเพศ ความต้องการทางด้านร่างกายจะมีอิทธิพลต่อ พฤติกรรมของคนกต็ อ่ เม่ือความต้องการท้ังหมดของคนยงั ไม่ไดร้ ับการตอบสนอง 3.2 ความต้องการด้านความปลอดภัยหรือความมั่นคง (Security of safety needs) ถา้ ความต้องการทางด้านร่างกายไดร้ บั การตอบสนองตามสมควรแล้ว มนษุ ย์จะต้องการในขั้น

57 สูงต่อไปคือ ความรู้สึกที่ต้องการความปลอดภัย หรือความมั่นคงในปัจจุบันและอนาคต ซึ่งรวมถึง ความกา้ วหน้าและความอบอุ่นใจ 3.3 ความต้องการทางดา้ นสังคม (Social or belonging needs) หลงั จากทมี่ นษุ ย์ ได้รับการตอบสนองในสองขั้นดังกล่าวแล้วก็จะมีความต้องการสูงขึ้นอีก คือความต้องการทางสังคม เป็นความต้องการทจ่ี ะเขา้ ร่วมและไดร้ บั การยอมรับในสงั คมความเป็นมิตรและความรักจากเพ่ือน 3.4 ความต้องการที่จะได้รับการยอมรับและนับถือ (Esteem needs) เป็นความ ต้องการให้คนอื่นยกย่อง ให้เกียรติและความสำคัญของตนเอง อยากเด่นในสังคม รวมถึงความสำเร็จ ความรู้ ความสามารถ ความเปน็ อสิ ระและเสรีภาพ 3.5 ความต้องการความสำเร็จในชีวิต (Self-actualization) เป็นความต้องการ ระดับสูงของมนุษย์ ส่วนมากจะเป็นการอยากจะเป็น อยากจะได้ตามความคิดของตน หรือต้องการ เปน็ มากกวา่ ทีต่ นเป็นอย่ใู นขณะนน้ั ทฤษฎีความต้องการตามลำดับขั้นตอนของมาสโลว์สรุปได้ว่า ความต้องการทั้ง 5 ขั้น ของมนุษย์ มีความสำคัญไมเ่ ทา่ กัน การจงู ใจตามทฤษฎนี ี้ จะตอ้ งการตอบสนองตามความต้องการของ มนุษย์ ซึ่งมีความต้องการที่แตกต่างกันและความต้องการในแต่ละขั้นนั้นจะมีความสำคัญกับบุคคล มากน้อยเพียงใดนั้น ย่อมขึ้นอยู่กับความพึงพอใจที่ ได้รับจากการตอบสนองความต้องการ ในลำดบั นั้น ๆ Scott (1997. p. 124) ได้เสนอแนวคิดในเรื่องแรงจูงใจให้เกิดความพึงพอใจ ต่อการ ทำงานทจ่ี ะให้ผลเชิงปฏบิ ัติการ มลี ักษณะดงั นี้ 1. งานควรมีความสัมพันธ์กับความปรารถนา ส่วนตัวงานนั้นจะมี ความหมายสำหรบั ผูท้ ำงาน 2. งานนั้นต้องมีการวางแผนและวัดความสำเร็จ โดยใช้ระบบการทำงาน และการ ควบคมุ ทมี่ ีประสิทธิภาพ 3. เพ่ือให้ได้ผลในการจูงใจภายใน เปา้ หมายของงานจะต้องมลี ักษณะ ดังน้ี 3.1 คนทํางานมีส่วนการต้งั เปา้ หมาย 3.2 ผปู้ ฏบิ ตั ิได้รบั ทราบผลสำเรจ็ ในการทำงานโดยตรง 3.3 งานนั้นสามารถทำให้สำเรจ็ ได้ สมยศ นาวิการ (2545. หน้า 115 อ้างอิงจาก ทิวากร วงษเ์ สน. 2560. หนา้ 97) กล่าวว่า แนวคิดพื้นฐานของความพึง พอใจที่ต่างกัน 2 ลักษณะ ในการปฏิบัติงานที่ผู้บริหารหรือครูจะต้อง คำนึงถงึ ในการจัดกิจกรรมการเรยี นการสอนทจี่ ะทำใหผ้ ู้เรยี นหรอื ผู้ปฏบิ ัตงิ านเกิดความพึงพอใจคือ 1. ความพึงพอใจนําไปสู่การปฏิบัติงาน การตอบสนองผู้ปฏิบัติงานจนเกิดความพึง พอใจ จะทำให้เกดิ แรงจูงใจในการเพิม่ ประสทิ ธิภาพการของงานทีส่ ูงกว่าผู้ที่ ไม่ได้รับการตอบสนอง

58 2. ผลของการปฏิบัติงานนําไปสู่ความพึงพอใจ ความสัมพันธ์ระหว่างความพึงพอใจ และผลการปฏิบตั งิ านจะถูกเช่ือมโยงดว้ ยกิจกรรมอื่น ๆ ผลการปฏิบัติงานท่ดี จี ะนาํ ไปสู่ผลตอบแทนที่ เหมาะสม ในที่สุดนําไปสู่การตอบสนองความพึงพอใจ ผลการปฏิบัติงานย่อมได้รับการตอบสนองใน รูปรางวัล ซึ่งแบ่งออกเป็นผลตอบแทนภายใน (Intrinsic Reward) และผลตอบแทนภายนอก (Extrinsic Reward) โดยผ่านการรับรู้เก่ียวกับ ความยุติธรรมของผลตอบแทน ซึ่งเป็นตัวบ่งช้ีปริมาณ ของผลตอบแทนที่ผู้ปฏิบัติงานได้รับ นั่นคือ ความพึงพอใจในงานของผู้ปฏิบัติงานจะถูกกำหนดโดย ความแตกตา่ งระหว่าง ผลตอบแทนท่เี กิดขึน้ จรงิ และการรับรูเ้ กี่ยวกับความยุตธิ รรมของผลตอบแทนที่ รับรู้แล้ว ความพงึ พอใจยอ่ มเกดิ ขึน้ จากแนวคิดและทฤษฎีเกี่ยวกับความพึงพอใจที่ได้กล่าวมาแล้วสรุปได้ว่า ความพึงพอใจ เปน็ สิ่งสำคัญทจี่ ะกระต้นุ ใหผ้ เู้ รยี นปฏิบัติงานท่ีได้รบั มอบหมายใหป้ ระสบ ความสำเรจ็ เกิดความภูมิใจ มั่นใจในการปฏิบัติงานหรือทำกิจกรรมต่าง ๆ ครูผู้สอนต้องมี บทบาทสำคัญในการจัดการกิจกรรม วิธีการ สื่ออุปกรณ์ และสถานการณ์ต่าง ๆ ให้เหมาะสมและเอื้อต่อการเรียนรู้หรือตอบสนองความ ต้องการในการเรียนรู้ของผู้เรียน เพื่อ เสริมสร้างความพึงพอใจในการเรียนรู้ให้แก่ผู้เรียน ส่งผลให้ ผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนสูงข้นึ 3. การวัดความพงึ พอใจ ผ้วู จิ ยั ไดศ้ ึกษาเอกสาร ตำราและงานวจิ ยั ท่เี กยี่ วข้องกบั การวดั ความพงึ พอใจ ซ่ึงมีนักการ ศึกษาไดน้ ำเสนอรายละเอียด ดงั นี้ การวดั ความพงึ พอใจ ทเี่ ป็นนามธรรมใหอ้ อกมาในรปู แบบของนามธรรมไดน้ ั้น จำเป็นต้อง มีเครื่องมือช่วยในการวดั ผล โดยนักวิชาการได้กลา่ วถึงการวัดความพึงพอใจ ดังนี้ (พณิดา ชัยปัญญา. 2542. หนา้ 28. อา้ งองิ จาก ทิวากร วงษเ์ สน. 2560. หน้า 98) กลา่ ววา่ การวดั ความพงึ พอใจสามารถ กระทำไดห้ ลายวธิ ี ได้แก่ 1. การใช้แบบสอบถาม โดยผู้สอบถามจะออกแบบสอบถามเพื่อต้องการ ทราบความ คิดเห็น ซึ่งสามารถทำได้ในลักษณะที่กำหนดคําตอบให้เลือกหรือตอบคําถาม อิสระ คําถามดังกล่าว อาจถามความพึงพอใจในด้านตา่ ง ๆ โดยทั่วไปนยิ มใช้วิธีจัดอันดับ คุณภาพ 5 ระดับ และประเด็นวัด ความพงึ พอใจเปน็ ทางบวก คะแนนจะเป็นดงั น้ี ระดบั 5 หมายถงึ มคี วามพึงพอใจมากที่สดุ ระดบั 4 หมายถงึ มคี วามพึงพอใจมาก ระดบั 3 หมายถงึ มีความพงึ พอใจปานกลาง ระดับ 2 หมายถงึ มคี วามพงึ พอใจนอ้ ย ระดบั 1 หมายถึง มีความพึงพอใจน้อยทส่ี ดุ

59 2. การสัมภาษณ์ เป็นวิธีวัดความพึงพอใจทางตรงทางหนึ่ง ซึ่งต้องอาศัยเทคนิคและ วธิ กี ารทีด่ จี ึงจะได้ขอ้ มูลที่เป็นจริง 3. การสังเกต เป็นวิธีการวัดความพึงพอใจโดยสังเกตพฤติกรรมของ บุคคลเป้าหมาย ไม่ว่าจะแสดงออกจากการพูด กิริยาท่าทาง วิธีนี้จะต้องอาศัยการกระทำ อย่างจริงจังและการสังเกต อยา่ งมรี ะเบียบแบบแผน บุญชม ศรีสะอาด (2546, หน้า 66-71. อ้างอิงจาก ทิวากร วงษ์เสน. 2560. หน้า 99- 102) กล่าวไว้ว่าแบบสอบถาม (Questionnaire) เป็นเครื่องมือที่ใช้ในการรวบรวมข้อมูล ประกอบด้วยชุดของขอ้ คําถามที่ต้องการให้กลุ่มตัวอย่างตอบ โดยกาเครื่องหมายหรือเขียนตอบ หรือ กรณีที่กลุ่มตัวอย่างอ่านหนังสือไม่ได้หรืออ่านได้ยาก อาจใช้วิธีสัมภาษณ์ตามแบบสอบถาม นิยมถาม เก่ยี วกบั ขอ้ เท็จจรงิ ความคิดเห็นของบุคคล ดังมีรายละเอียด ดังนี้ 1. โครงสร้างของแบบสอบถาม ทุกแบบสอบถามจะต้องมีโครงสร้าง หรือส่วน ประกอบทสี่ ำคัญ 3 สว่ น ดังน้ี 1.1 คําชี้แจงในการตอบแบบสอบถาม เป็นส่วนแรกของการสอบถาม โดยระบุ จุดมุ่งหมายและความสำคญั ที่ให้ตอบแบบสอบถาม คำอธิบายลักษณะของ แบบสอบถามและวิธีตอบ พร้อมยกตัวอย่างประกอบและตอนสุดท้ายของคําชี้แจง ควรกล่าวขอบคุณล่วงหน้าพร้อมระบุช่ือ เจา้ ของแบบสอบถามทุกครั้ง 1.2 สภาพทั่วไป เปน็ รายละเอยี ดส่วนตวั ของผ้ตู อบ เช่น อายุ เพศ ระดับการศกึ ษา เป็นตน้ 1.3 ข้อคําถามเกี่ยวกับพฤติกรรมที่จะวัด ซึ่งอาจแยกเป็นพฤติกรรม ย่อย ๆ แล้วสร้างข้อคําถามวัดพฤติกรรมย่อย ๆ นั้น อาจเป็นแบบสอบถามชนิดรูปแบบเดียวหรือหลาย รูปแบบกไ็ ด้ 2. รูปแบบของแบบสอบถาม ขอ้ คําถามในแบบสอบถาม อาจมีลักษณะ เปน็ ปลายเปิด ท้งั หมด หรอื เปน็ แบบผสม ดงั น้ี 2 . 1 ข ้ อ ค ํ า ถ า ม ป ล า ย เ ป ิ ด ( Open-ended form or unstructured questionnaire) เป็นคําถามที่ไม่ได้กำหนดคําตอบไว้ให้เลือกตอบ แต่เปิดโอกาสให้ผู้ตอบ แบบสอบถามตอบ โดยใช้คําพดู ของตนเอง อาจทำให้เสียเวลาในการตอบ ผลการวิจัยไดย้ าก 2.2 ข้อคําถามแบบปลายปิด (Close form or unstructured Questionnaire) เป็นคําถามที่มีคําตอบให้ผู้ตอบเขียนเครื่องหมาย ลงหน้าข้อความ หรือตรงช่องที่เป็นความจริง หรือ ความเห็นของตน มีหลายรปู แบบ ได้แก่ 2.2.1 แบบให้เลือกคําตอบที่ตรงกับความเป็นจริง หรือความคิดเห็นของตน เพยี งคําตอบเดยี วจาก 2 คําตอบ

60 2.2.2 แบบให้เลือกคําตอบที่ตรงกับความเป็นจริงหรือความ คิดเห็นของตน เพียงคําตอบเดยี ว จากหลายคาํ ตอบ หรือมากกว่า 2 คําตอบ 2.2.3 แบบให้เลือกตอบที่ตรงกับความเป็นจริงหรือความคิดเห็น ของตนได้ หลายคําตอบ 2.2.4 แบบมาตราส่วนประมาณค่า (Rating Scale) โดยให้ผู้ตอบ เลือกตอบ ตามระดับความคดิ เห็นของตน คาํ ถามอาจจัดให้อยู่ในรูปของตาราง 2.2.5 แบบผสม หมายถึง มีหลายแบบอยู่ด้วยกัน 2.2.6 แบบใหเ้ รียงลำดบั ความสำคญั โดยเขยี นลำดับความชอบทม่ี ตี อ่ สง่ิ ตา่ ง ๆ 2.2.7 แบบเตมิ คาํ ส้นั ๆ ลงในชอ่ งว่าง สงิ่ จะให้เติม มีความเฉพาะเจาะจง 3. หลกั ในการสรา้ งแบบสอบถาม มีดงั น้ี กำหนดจุดมุง่ หมายทีแ่ น่นอนว่า ตอ้ งการถาม อะไรบ้าง สร้างคําถามให้ตรงตามจุดมุง่ หมายที่ตั้งไว้ เรียงข้อคําถาม ตามลำดับให้ต่อเนื่องสัมพันธ์กัน ตรงหัวข้อที่ได้วางโครงสร้างไว้ ไม่ควรให้ผู้ตอบ ตอบมาก เกินไป เพราะจะทำให้เบื่อหน่ายไม่ให้ ความร่วมมือ หรือตอบโดยไมต่ ั้งใจ ใหผ้ ู้ตอบ แบบสอบถามมีความลําบากน้อยทีส่ ดุ ในการตอบ ดังน้ัน ควรใชข้ ้อคําถามแบบปลายเปิด ผตู้ อบแบบสอบถามเพยี งกาตอบในแบบสอบถาม สรา้ งข้อคําถามให้มี ลักษณะที่ดีคือ มีลักษณะ ดังนี้คือ ใช้ภาษาที่ชัดเจน เข้าใจง่าย ไม่กํากวม ไม่มีความซับซ้อน ใช้ ขอ้ ความท่ีสนั้ กะทัดรัด ไมม่ สี ่วนฟุ่มเฟือย เปน็ ข้อคําถามทเี่ หมาะสมกับผู้ตอบ โดยคำนึงถึงสติปัญญา ระดับการศึกษา ความสนใจของผูต้ อบ แต่ละข้อควรถามเพียงปญั หาเดียว หลีกเลี่ยงคําถามที่จะตอบ ได้หลายทาง หลกี เลย่ี งคําถามที่จะทำให้ผู้ตอบเบื่อหน่ายไม่รเู้ ร่ืองหรือไม่สามารถตอบได้ หลีกเล่ียงคํา ที่ผูต้ อบตีความแตกต่างกัน เชน่ บอ่ ย ๆ เสมอ ๆ รวย โง่ ฉลาด ไมใ่ ชค้ ําถามที่เปน็ คาํ ถามนำผู้ตอบ ให้ ตอบตามแนวหนึ่งแนวใด ไม่เป็นคําถามที่จะทำให้ เกิดความลําบากใจ หรืออึดอัดใจที่จะตอบ ไม่ถาม ในสิ่งที่รู้แล้วหรือวัดด้วยวิธีอื่นได้ดีกว่า ไม่ถามในเรื่องที่เป็นความลับ คําตอบที่ให้เลือกในข้อคําถาม ควรมใี หค้ รอบคลุมกลมุ่ ตัวอยา่ งทุกคนสามารถเลือกตอบไดต้ รงกับความเปน็ จรงิ ตามความเหน็ ของเขา 4. มาตราส่วนประมาณค่า (Rating scale) เป็นมาตราวัดชนิดหนึ่ง ที่ใช้ สร้างเป็น เครื่องมือประเภทแบบสอบถาม แบบวัดด้านจิตพิสัย เช่น เจตคติ แรงจูงใจใฝ่ สัมฤทธิ์ เป็นต้น มี ลักษณะสำคัญ 4 ประการ ดังน้ี 4.1 มีระดับความเข้มข้นให้ผู้ตอบ เลือกตอบตามความคิดเห็นเหตุผลสภาพความ เป็นจรงิ ตัง้ แต่ 3 ระดับขึ้นไป 4.2 ระดับที่เลือกอาจเป็นชนิดที่มีทั้งด้านบวกและด้านลบในข้อ เดียวกัน หรือมี เฉพาะด้านบวกหรือมีเฉพาะดา้ นลบ โดยทีอ่ กี ด้านหนงึ่ จะเป็นศนู ยห์ รือ ระดบั นอ้ ยมาก 4.3 บางข้อมีลักษณะเชิงนิมาน (Positive scale) บางข้อมีลักษณะเชิงนิเสธ (Negative Scale)

61 4.4 สามารถแปลผลตอบเป็นคะแนนได้ จึงสามารถวัดความคิดเห็น คุณลักษณะ ดา้ นจิตพิสยั ออกมาในเชิงปรมิ าณได้ โดยใชเ้ กณฑ์ดงั แสดงในตารางที่ 2.3 ตารางที่ 2.3 เกณฑ์การให้คะแนนแบบสอบถามเพื่อวัดความพึงพอใจข้อความที่กล่าวในเชิงนิมาน (ทางบวก) ขอ้ ความท่กี ล่าวในเชงิ นิมาน (ทางบวก) ขอ้ ความที่กลา่ วในเชงิ นิมาน (ทางลบ) (Positive statements) (Negative statements) มากทสี่ ดุ 5 คะแนน มากท่ีสดุ 1 คะแนน มาก 4 คะแนน มาก 2 คะแนน ปานกลาง 3 คะแนน ปานกลาง 3 คะแนน นอ้ ย 2 คะแนน น้อย 4 คะแนน น้อยทสี่ ดุ 1 คะแนน นอ้ ยที่สดุ 5 คะแนน ในการวจิ ัยคร้ังนีผ้ วู้ จิ ัยใช้แบบสอบถามชนดิ ปลายปิด แบบมาตราส่วนประมาณคา่ (rating scale) 5 ระดับ เพื่อวัดความพึงพอใจต่อการเรียนรู้โดยใช้ชุดกิจกรรม โดยคำนึงถึงโครงสร้างหลักใน การสร้างรปู แบบและลักษณะแบบสอบถามที่ดี 5. ข้นั ตอนในการสร้างแบบสอบถามและการทดลองใช้ 5.1 วิเคราะห์ลักษณะของข้อมูลที่ต้องการ โดยวิเคราะ จุดประสงค์ ในการวิจัย กำหนดโครงสรา้ งเน้ือหาของแบบสอบถาม 5.2 กำหนดรูปแบบของคําถาม ทำการศึกษาวิธีสร้าง จากตําราต่าง ๆ ศึกษาแบบสอบถามของคนอืน่ ๆ ทีว่ ิจัยในเร่ืองคล้ายกันแลว้ กำหนดรปู แบบของแบบสอบถาม 5.3 เขียนแบบสอบถามฉบับร่าง ตามโครงสร้างเนื้อหาของ แบบสอบถามในขั้นท่ี 1 และตามหลกั ในการสร้างและรปู แบบที่กำหนดไว้ในขั้นท่ี 2 5.4 ให้ผู้เชี่ยวชาญพิจารณา นําแบบสอบถามไปให้ผู้เชี่ยวชาญในที่จะศึกษาและ ด้านวัดผลพิจารณาความต้องการ ความเที่ยงตรงของข้อคําถามนําเอาข้อวิจารณ์เหล่านั้นมาพิจารณา แก้ไขให้เหมาะสม 5.5 ทดลองใช้และปรับปรุง นําแบบสอบถามไปทดลองใช้กับผู้ที่มี ลักษณะคล้าย กลุ่มตวั อย่างประมาณ 5-10 คนเพ่ือพจิ ารณาความชัดเจนของข้อคําถามต่าง ๆ อาจพจิ ารณาเก่ียวกับ เวลาในการตอบด้วย หลงั จากตอบเสร็จทำการสัมภาษณ์ ผ้ตู อบเกี่ยวกบั ความเข้าใจในข้อความต่าง ๆ ปัญหาที่พบในขณะตอบรวมทั้งให้วิจารณ์ แบบสอบถามนั้นด้วย แล้วนําข้อมูลเหล่านั้นมาพิจารณา ปรับปรุงแบบสอบถามนําไปทดลองกับกลุ่มท่ีคล้ายกลุ่มตัวอย่าง ประมาณ 50-100 กรณีท่ีเป็นมาตรา

62 ส่วนประมาณค่า จะต้องสร้างคําถามที่จะนําไปทดลองใช้ ให้เกินจากที่ต้องการจริงประมาณ 25 เปอรเ์ ซ็นต์ 5.6 พิมพ์แบบสอบถามฉบับจริง ทำการพิมพ์แบบสอบถามฉบับที่จะใช้จริง หลังจากปรับปรุงในขั้นที่ 5 แล้วในการพิมพ์ฉบับจริงจะต้องคำนึงถึงความชัดเจนใน การอธิบาย จดุ ประสงค์และวธิ ตี อบและพจิ ารณาความถูกต้องในเน้ือหาสาระและการพิมพ์ จดั รปู แบบการพิมพ์ให้ สวยงาม ความเชื่อถอื ไดข้ องแบบสอบถาม จากที่กล่าวมา สรุปได้ว่า การวัดความพึงพอใจของบุคคลเป็นการ ตรวจสอบ ความรู้สึกด้านบวกของบุคคลต่อสิ่งใดสิ่งหนึ่ง การวัดความพึงพอใจที่มี ประสิทธิภาพต้องเป็นระบบ มีแบบแผนที่จัดเตรียมไว้ล่วงหน้า มีการใช้เครื่องมือที่มี ประสิทธิภาพมีความเที่ยงตรงและความ เชอื่ ม่นั สงู และเลือกใชต้ ามความเหมาะสม งานวจิ ัยที่เกี่ยวข้อง 1. งานวจิ ัยในประเทศ สุกัญญา ลีธีระ (2549 : 59-60. อ้างอิงจาก วิจิตรา จ้องสาระ. 2561 : 92) ได้ศึกษาผลการฝึกความสามารถทางสมองดา้ นการวิเคราะห์ในทฤษฎยี อ่ ยด้านการคิดตามแนวทฤษฎี เชาว์ปัญญาของ สเดิร์นเบอร์กท่ีมตี ่อความสามารถในการคิดวิเคราะห์ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปี ที่ 6 พบว่า นักเรียนมีระดับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนสูงมีความสามารถในการคิดวิเคราะห์สูงกว่า นักเรียนที่มีระดับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนปานกลาง และต่ำ อย่างมีนัยสําคัญทางสถิติที่ระดับ .01 นกั เรยี นท่ไี ดร้ ับการฝึกเปน็ เวลา 8 สัปดาห์ มคี วามสามารถในการคิดวเิ คราะห์สูงกว่าเม่ือได้รับการฝึก 4 สัปดาห์ อย่างมีนัยสําคัญทางสถิติที่ระดับ .01 ส่วนกลุ่มที่ได้รับการฝึกในช่วงเวลาเช้าและกลุ่มท่ี ไดร้ บั การฝึกในช่วงเวลาเย็น มีความสามารถในการคดิ วเิ คราะห์ไม่แตกต่างกัน ลาวรรณ โฮมแพน (2550 : 50. อ้างอิงจาก วิจิตรา จ้องสาระ. 2561 : 93) ได้ศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิทยาศาสตร์และความสามารถในการคิดวิเคราะห์ของนักเรียนชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 5 ที่ได้รับการสอนโดยใช้ชุดกิจกรรมวิทยาศาสตร์เพื่อส่งเสริมการคิดวิเคราะห์ โดยศกึ ษาตามแนวคิดทฤษฎขี องวตั ลนั และเกลเซอร์ (Wats on and Glossor) พบว่า การจัดกจิ กรรม หรือกำหนดสถานการณ์ให้ผู้เรียนได้ฝึกคิดวิเคราะห์ สามารถคิดหาเหตุผลด้วยตนเองและคิดเป็นกลุ่ม ได้นั้น เป็นการฝึกให้ผู้เรียนพัฒนาความสามารถการคิดวิเคราะห์ เพื่อแก้ปัญหาที่อาจต้องเผชิญใน อนาคต ได้อย่างสมเหตุสมผล ซึ่งในปัจจุบันผู้เรียนในระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 เป็นระดับชั้นที่มี ความสำคัญมาก ที่จำเป็นต้องเน้นและฝึกฝนให้ผู้เรียนนั้นมีความสามารถในการคิดวิเคราะห์ให้มาก เพราะนักเรียนในระดับนี้จะมีพัฒนาการทางสมองที่กําลังจะก้าวหน้าเป็นผู้ใหญ่ที่ดี มีความรู้

63 ความสามารถ สามารถคิดวิเคราะห์แยกแยะความสำคัญของสิ่งต่าง ๆ ได้ดีและเติบโตเป็นผู้ใหญ่ ที่มคี ุณภาพตอ่ ไป จุฬารัตน์ ต่อหิรัญพฤกษ์ (2551 : 105. อ้างอิงจาก วิจิตรา จ้องสาระ. 2561. : 93) ได้ศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิทยาศาสตร์และความสามารถในการคิดวิเคราะห์ของนักเรียนช้ัน มัธยมศกึ ษาปีท่ี 1 มหาวทิ ยาลัยศรนี ครินทรวโิ รฒ ประสานมิตร (ฝ่ายมธั ยม) ท่ีได้รับการจัดการเรียนรู้ แบบบูรณาการและการจัดการเรียนรแู้ บบสบื เสาะหาความรู้ โดยศกึ ษาตามแนวคดิ ของบลูม (Bloom) ผลการวจิ ยั พบวา่ นักเรียนที่ไดร้ ับการการจัดการเรียนรู้แบบบรู ณาการ และการจัดการเรียนรู้แบบสืบ เสาะหาความรู้มผี ลสัมฤทธิ์ทางการเรยี นวทิ ยาศาสตรแ์ ตกตา่ งกันอยา่ งมีนัยสําคัญทางสถติ ิทีร่ ะดับ .01 นกั เรยี นที่ไดร้ ับนักเรียนที่ได้รบั การจัดการเรียนรแู้ บบบรู ณาการและการจัดการเรียนรแู้ บบสืบเสาะหา ความรู้ มคี วามสามารถ ในการคดิ วเิ คราะหแ์ ตกตา่ งกนั อย่างมนี ยั สาํ คัญทางสถิติทรี่ ะดบั .01 ดลยา แตงสมบูรณ์ (2551 : 44. อ้างอิงจาก วิจิตรา จ้องสาระ. 2561 : 93) ได้ศึกษาผลการพัฒนาการคิดวิเคราะห์โดยใช้กิจกรรมการแสวงหาและค้นพบความรู้ ด้วยตนเอง ประกอบการประเมนิ ตามสภาพจริง สำหรบั นกั เรียนชน้ั ประถมศึกษาปีที่ 3 โดยศึกษาตามแนวคิดของ มาร์ซาโน (Marzano) พบว่า นักเรียนที่ได้รับการพัฒนาความสามรถทางด้านการคิดระดับสูงด้วย วิธีการสอนต่าง ๆ สามารถพัฒนาความสามารถทางด้านการคิดได้ดี จึงได้นําวิธีการสอนให้นักเรียน แสวงหาและค้นพบความรู้ด้วยตนเองโดยมีเทคนิคต่าง ๆ ได้แก่ การตั้งคําถามเพื่อกระตุ้นให้นักเรียน คิดมาใชใ้ นแฟ้มพฒั นาความคดิ ของนักเรยี น รุ่งนภา เบญมาตย์ (2551 : 57. อ้างอิงจาก วิจิตรา จ้องสาระ. 2561 : 93-94) ได้ศึกษา ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน และความสามารถในการคิดวิเคราะห์ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ที่เรียนโดยใช้ชุดกิจกรรมวิทยาศาสตร์บูรณาการโดยศึกษาตามแนวคิดของมาร์ซาโน (Marzano) พบว่า ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิทยาศาสตร์ของนักเรียนที่ได้รับการสอนโดยใช้ชุดกิจกรรม วทิ ยาศาสตรบ์ ูรณาการ หลงั เรียนสูงกว่ากอ่ นเรียนอย่างมนี ยั สําคญั ทางสถิตทิ ร่ี ะดับ .01 ความสามารถ ในการคิดวิเคราะห์ ของนักเรียนที่ได้รับการสอนโดยใช้ชุดกิจกรรมวิทยาศาสตร์บูรณาการ หลังเรียน สูงกวา่ กอ่ นเรียนอยา่ งมีนัยสาํ คัญทางสถิตทิ ี่ระดับ .01 ศกานต์ วิบูลยศรินทร์ (2555. บทคัดย่อ. อ้างอิงจาก วิจิตรา จ้องสาระ. 2561. : 94) ได้ศึกษาผลของการใช้รูปแบบการสอนตามแนวทฤษฎีสามเกลียวของสเดิร์นเบอร์ก ในวิชากลุ่มสร้าง เสริมประสบการณ์ชีวิตที่มีต่อความสามารถในการคิดแก้ปัญหาอย่างสร้างสรรค์ และผลสัมฤทธ์ิ ทางการเรียนของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ผลการวิจับพบว่า 1) คะแนนการคิดแก้ปัญหาอย่าง สร้างสรรค์ในมิติของกระบวนการคิดแก้ปัญหาอย่างสร้างสรรคห์ ลังการทดลองของกลุ่มทดลองสูงกว่า กลุ่มควบคุมอย่างมีนยั สําคัญทางสถติ ิทีร่ ะดับ .01 2) คะแนนการคิดแก้ปัญหาอย่างสร้างสรรค์ในมิติ ของกระบวนการคิดแก้ปัญหาอย่างสร้างสรรค์หลังการทดลองของกลุ่มทดลองหลังการทดลองสูงกว่า

64 ก่อนการทดลอง อยา่ งมีนัยสาํ คญั ทางสถติ ิ ท่รี ะดบั .01 3) คะแนนการคดิ แกป้ ญั หาอย่างสร้างสรรค์ใน มิติของผลผลิตของการคิดแก้ปัญหาอย่างสร้างสรรค์หลังการทดลองของกลุ่มทดลองสูงกว่ากลุ่ม ควบคุมอย่างมี นัยสําคัญทางสถิติที่ระดับ .01 4) คะแนนการคิดแก้ปัญหาอย่างสร้างสรรค์ในมิติของ ผลผลิตของการคิดแก้ปัญหาอย่างสร้างสรรค์ของกลุ่มทดลองหลังการทดลองสูงกว่าก่อนการทดลอง อย่างมีนัยสําคัญทางสถิติที่ระดับ .01 5) คะแนนผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนในกลุ่มวิชาสร้างเสริม ประสบการณ์ชีวิตหลังการทดลองของกลุ่มทดลองสูงกว่ากลุ่มควบคุม อย่างมีนัยสําคัญทางสถิติ ที่ระดับ .01 6) คะแนนผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนในกลุ่มวิชาสร้างเสริมประสบการณ์ชีวิตหลังการ ทดลองสูงกวา่ กอ่ นการทดลอง อย่างมนี ัยสําคญั ทางสถติ ทิ รี่ ะดับ .01 พรทพิ ย์ ตองตดิ รมั ย์ (2561. บทคดั ย่อ) มีวตั ถุประสงค์เพ่ือ 1) เพอ่ื พัฒนาหาประสิทธภิ าพ ของบทเรียนผ่านเครือข่ายอินเทอร์เน็ต เรื่อง การใช้โปรแกรมสแครช สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษา ปีที่ 1 2) เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนที่เรียนด้วยบทเรียนผ่านเครือข่าย อนิ เทอรเ์ น็ต เรอื่ ง การใชโ้ ปรแกรมสแครช สำหรบั นักเรียนชัน้ มธั ยมศกึ ษาปีท่ี 1 ระหวา่ งหลังเรียนกับ ก่อนเรียน กลุม่ ตัวอยา่ งคือนกั เรียนชน้ั มัธยมศึกษาปที ่ี 1 โรงเรยี นบา้ นนา “นายกพทิ ยากร” ภาคเรียน ที่ 1 ปีการศึกษา2561 จำนวน 45 คน โดยการสุ่มแบบกลุ่ม เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย บทเรยี นผ่านเครอื ข่ายอนิ เทอรเ์ น็ต เร่อื ง การใชโ้ ปรแกรมสแครช สำหรับนักเรยี นชั้นมัธยมศกึ ษาปีท่ี 1 แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน จำนวน 30 ข้อ มีค่าดัชนีความสอดคล้อง (IOC) ระหว่าง 0.67–1.00 ค่าความยากง่าย (p) มีค่าระหว่าง 0.39-0.73 ค่าอำนาจจำแนก (r) มีค่าระหว่าง 0.27- 0. 64 ค่าคว ามเช ื่อมั่นมีค่า 0. 83 สถิติที่ ใช ้ในการว ิเคราะห์ข้อมูล คือค่าเฉล่ี ย ( X ) ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S) และค่าสถิติ (t-test) ผลการวิจัยพบว่า บทเรียนผ่านเครือข่าย อินเทอร์เน็ต เรื่อง การใช้โปรแกรมสแครช สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 มีค่าประสิทธิภาพ E1/E2 = 84.81/80.15 ผลสัมฤทธิ์ของนักเรียนหลังเรียนมีค่าสูงกว่าก่อนเรียน อย่างมีนัยสำคัญทาง สถติ ิที่ .01 วิจิตรา จ้องสาระ (2561. บทคัดย่อ). การวิจัยครั้งนี้เพื่อ 1) พัฒนาชุดกิจกรรม วิทยาศาสตร์ทฤษฎีสามเกลียวร่วมกับการเรียนรู้แบบ 5Es ที่ส่งผลต่อการวิเคราะห์ ความคิด สร้างสรรค์ และผลสมั ฤทธิ์ทางการเรียน สำหรบั นักเรยี นชั้นมัธยมศึกษาปที ี่ 3 ให้ทีม่ ปี ระสิทธิภาพตาม เกณฑ์ 75/75 2) เปรียบเทียบความสามารถในการคิดวิเคราะห์ ความคิดสร้างสรรค์ และผลสัมฤทธิ์ ทางการเรียนวิทยาศาสตร์ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ระหว่าง ก่อนเรียนและหลังเรียน กลุ่ม ตัวอย่างเป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ปีการศึกษา 2558 โรงเรียนบ้านสวนผึ้ง สังกัดสำนักงาน เขตพ้ืนทกี่ ารศึกษาประถมศึกษากาฬสินธ์ุ เขต 3 จำนวน 20 คน ได้มาโดยวิธกี ารเลือกแบบแบ่งกลุ่ม (cluster random sampling) โดยใช้โรงเรียนเป็นหน่วยในการสุ่ม เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ประกอบด้วย 1) ชุดกิจกรรมวิทยาศาสตร์ตามแนวทฤษฎีสามเกลียวร่วมกับการเรียนรู้แบบ 5Es 2)

65 แบบทดสอบวัดการคิดวเิ คราะห์ 3) แบบทดสอบวัดความคิดสร้างสรรค์ 4) แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ ทางการเรียน สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานค่าดัชนี ประสิทธิผลค่าประสิทธิภาพ สถิติทดสอบค่าที (t–test for Dependent Samples) ผลการวิจัยสรปุ ได้ดังนี้ 1) ชุดกิจกรรมวิทยาศาสตร์ตามแนวทฤษฎีสามเกลียวร่วมกับการเรียนรู้แบบ 5Es สำหรับ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 มีค่าดัชนีประสิทธิผลเท่ากับ 0.6723 ซึ่งแสดงว่าผู้เรียน มีความรู้ เพิ่มขึ้นร้อยละ 67.23 2) นักเรียนที่เรียนด้วยชุดกิจกรรมวิทยาศาสตร์ตามแนวทฤษฎีสามเกลียว ร่วมกับการเรียนรู้แบบ 5Es มีการคิดวิเคราะห์หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ ระดับ .01 3) นักเรียนที่เรียนชุดกิจกรรมวิทยาศาสตร์ตามแนวทฤษฎีสามเกลียวร่วมกับการเรียนรู้ แบบ 5Es มีความคิดสร้างสรรค์ หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 4) นักเรียนที่เรียนชุดกิจกรรมวิทยาศาสตร์ตามแนวทฤษฎีสามเกลียวร่วมกับการเรียนรู้แบบ 5Es มผี ลสมั ฤทธทิ์ างการเรียนหลงั เรียนสงู กว่ากอ่ นเรยี นอยา่ งมีนัยสำคญั ทางสถิตทิ ี่ระดับ .01 ณัฐวัตร เขียวดี (2561. บทคัดย่อ). การวิจัยครั้งนี้มีความมุ่งหมายเพื่อ 1) พัฒนาบทเรียน คอมพิวเตอร์ช่วยสอนโดยใช้การเรียนรู้แบบ 4MAT ร่วมกับหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80 2) เปรียบเทียบการคิดวิเคราะห์ 3) เปรียบเทียบความรับผิดชอบของนักเรียน 4) เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน และ 5) เปรียบเทียบการคิดวิเคราะห์ ความรับผิดชอบ และผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนที่มีระดับ ความฉลาดทางอารมณ์ต่างกันหลังเรียนด้วยบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน โดยใช้การเรียนรู้แบบ 4MAT ร่วมกับหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงกลุ่มตัวอย่างเป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนนาแกสามัคคีวิทยา สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 22 ปีการศึกษา 2558 จำนวน 35 คน ซง่ึ ได้มาด้วยวธิ ีการส่มุ แบบแบ่งกลุม่ (Cluster Random Sampling) เครอื่ งมือท่ีใช้ใน การวิจัยประกอบด้วย 1) บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน โดยใช้การเรียนรู้แบบ 4MAT ร่วมกับหลัก ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง จำนวน 6 หน่วยการเรียนรู้ 2) แบบทดสอบวัดการคิดวิเคราะห์ 3) แบบทดสอบวัดความรับผดิ ชอบ 4) แบบทดสอบวดั ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน และ 5) แบบวัดความ ฉลาดทางอารมณ์ ของกรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุข สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน สถิติทดสอบค่าที (t–test for Dependent Samples) การวิเคราะห์ความแปรปรวนร่วมทางเดียว (One–Way ANOVA) การวิเคราะห์ความแปรปรวนร่วม พหุคูณ (One–Way MANCOVA) และการวิเคราะห์ความแปรปรวนร่วมทางเดียว (One–Way ANCOVA) ผลการวิจัยพบว่า 1) บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนโดยใช้การเรียนรู้แบบ 4MAT ร่วมกับ หลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ เท่ากับ 81.00/85.14 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ 80/80 ที่กำหนดไว้ 2) การคิดวิเคราะห์ของนักเรียน ที่เรียน โดยใช้บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนโดยใช้การเรียนรู้แบบ 4MAT ร่วมกับหลักปรัชญาของเศรษฐกิจ

66 พอเพียง หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 3) ความรับผิดชอบของ นักเรยี นทเ่ี รียนโดยใช้บทเรียนคอมพิวเตอรช์ ่วยสอนโดยใช้การเรยี นรแู้ บบ 4MAT รว่ มกบั หลกั ปรัชญา ของเศรษฐกิจพอเพียง หลังเรียนสูงกวา่ กอ่ นเรียนอยา่ งมีนยั สำคัญทางสถิติทีระดับ .05 4) ผลสัมฤทธิ์ ทางการเรียน ของนักเรียนที่เรียนโดยใช้บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนโดยใช้การเรียนรู้แบบ 4MAT รว่ มกับหลกั ปรชั ญาของเศรษฐกิจพอเพียง หลังเรียนสูงกวา่ กอ่ นเรยี นอย่างมนี ยั สำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 5) นักเรียนที่มีความฉลาดทางอารมณ์ต่างกัน หลังเรียนโดยใชบ้ ทเรยี นคอมพิวเตอร์ช่วยสอนโดย ใช้การเรียนรู้แบบ 4MAT ร่วมกับหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงมีการคิดวิเคราะห์ ความ รับผิดชอบ และผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน มีความแตกต่างกัน อย่างมีนยั สำคญั ทางสถิติทีร่ ะดับ .05 ดัง มรี ายละเอียดดังน้ี 5.1)นักเรยี นท่มี รี ะดับความฉลาดทางอารมณ์สูง มกี ารคิดวิเคราะห์ สงู กว่านักเรียน ที่มีระดับความฉลาดทางอารมณ์ปานกลาง และต่ำ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ . 05 5.2) นักเรียนที่มีระดับความฉลาดทางอารมณ์สูง มีความรับผิดชอบ สูงกว่านักเรียนที่มีระดับความ ฉลาดทางอารมณ์ปานกลาง และ ต่ำ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 5.3) นักเรียนที่มีระดับ ความฉลาดทางอารมณ์สูง มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน สูงกว่านกั เรียนทีม่ ีระดับความฉลาดทางอารมณ์ ปานกลาง และต่ำอย่างมนี ยั สำคัญทางสถิติท่ีระดบั .05 วิมาณ วิชวารีย์ (2560. บทคัดย่อ). การวิจัยครั้งนี้มีความมุ่งหมายเพื่อ 1) พัฒนาการจัดการ เรียนรู้โดยใช้แผน การจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ 5Es ร่วมกับหลักปรัชญาของเศรษฐกิจ พอเพียงให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 75/75 2) เปรียบเทียบความสามารถในการคิดวิเคราะห์ก่อน เรียนและหลังเรียน ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 3) เปรียบเทียบทักษะกระบวนการ ทางวทิ ยาศาสตรก์ ่อนเรยี นและหลงั เรียนของนักเรียนช้ันมัธยมศกึ ษาปที ี่ 2 4) เปรยี บเทยี บผลสมั ฤทธ์ิ ก่อนเรียนและหลังเรียนของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 5) ศึกษาความพึงพอใจต่อการจัดการ เรียนรู้ ร่วมกับหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง กลุ่มตัวอย่างคือ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนบ้านถ่อน (คุรุราษฎร์สามัคคี) ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2559 จำนวน 30 คน จากการสุ่ม ตัวอย่างแบบกลุ่ม เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย แผนการจัดการเรียนรู้ แบบทดสอบวัด ความสามารถในการคดิ วิเคราะห์ แบบทดสอบวัดทกั ษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ แบบทดสอบวัด ผลสมั ฤทธท์ิ างการเรียนและแบบประเมนิ ความพึงพอใจ สถติ ิที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ไดแ้ ก่ ค่าร้อย ละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์ค่าที t-test ชนิด Dependent Samples ผลการวิจัยพบว่า 1) การจัดการเรียนรู้โดยใช้แผนการจัดการเรียนรู้ ร่วมกับปรัชญาของเศรษฐกิจ พอเพยี งมีประสิทธิภาพเทา่ กบั 79.54/78.19 ซงึ่ สูงกวา่ เกณฑ์ 75/75 ทกี่ ำหนดไว้ 2) ความสามารถใน การคิดวิเคราะห์ของนักเรียนหลังเรียนโดยการจดั การเรียนรูแ้ บบสืบเสาะหาความรู้ 5Es ร่วมกับหลกั ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง สูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 3) ทักษะ กระบวนการทางวิทยาศาสตร์ของนักเรียนหลังเรียนโดยการจัดการเรยี นรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ 5Es

67 ร่วมกับหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง สูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ . 01 4) ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนหลังเรียนโดยการจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ 5Es ร่วมกับหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง สูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 5) ความพึงพอใจต่อการจัดการเรียนรู้โดยใช้แบบสืบเสาะหาความรู้ 5Es ร่วมกับหลักปรัชญาของ เศรษฐกจิ พอเพียงอยูใ่ นระดบั มาก สคณพัฒน์ ศรีมณรี ัตน์ (2560. บทคัดยอ่ ). การวิจัยคร้ังนี้ มีความมงุ่ หมายเพอื่ พฒั นาคู่มือการ เรียนแบบ KWL Plus ร่วมกับการเรียนแบบร่วมมือ ที่มีประสิทธิผลตามเกณฑ์ดัชนีประสิทธิผล เปรียบเทียบความรับผิดชอบ การคิดวิเคราะห์ ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนที่ได้รับการสอน ด้วยคู่มือการเรียนแบบ KWL Plus ร่วมกับการเรียนแบบร่วมมือ ระหว่างก่อนเรียนและหลังเรียน และเปรียบเทียบความรับผิดชอบ การคิดวิเคราะห์ และผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนระหว่างนักเรียนที่มี แรงจงู ใจใฝส่ มั ฤทธติ์ า่ งกนั เม่อื ได้รับการสอนด้วยคมู่ อื การเรยี นแบบ KWL Plus รว่ มกบั การเรยี นแบบ ร่วมมือ กลุ่มตัวอย่างเป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2558 โรงเรียน นาวาราชกจิ พิทยานสุ รณ์ สงั กดั สำนกั งานเขตพืน้ ท่กี ารศึกษามธั ยมศึกษา เขต 22 จำนวน 1 ห้องเรียน จำนวนนกั เรยี น 41 คน ได้มาโดยวธิ กี ารสุ่มแบบแบง่ กลมุ่ (Cluster Random Sampling) เคร่ืองมือท่ี ใชใ้ นการวิจัยประกอบด้วย 1) คมู่ อื การเรยี นแบบ KWL Plus รว่ มกบั การเรียนแบบรว่ มมอื 2) แบบวดั ความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับความรับผิดชอบ 3) แบบทดสอบวัดการคิดวิเคราะห์ 4) แบบทดสอบวัด ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน วิเคราะห์ค่าดัชนีประสิทธิผล (The Effectiveness Index : E.I.) สถิติทดสอบค่าที (t – test for Dependent Samples) วิเคราะหค์ วามแปรปรวนรว่ มทางเดียว (One-way ANCOVA) และวิเคราะห์ ความแปรปรวนร่วมพหุคูณทางเดียว (One-way MANCOVA) ผลการวิจัยพบว่า 1) คู่มือการเรียน แบบ KWL Plus ร่วมกับการเรียนแบบร่วมมือ มีค่าดัชนีประสิทธิผล (The Effectiveness Index : E.I.) ด้านความรับผิดชอบมีค่าเท่ากับ .60 ด้านการคิดวิเคราะห์มีค่าเท่ากับ .53 และผลสัมฤทธิ์ ทางการเรียนมีค่าเท่ากับ .66 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ .50 ที่กำหนดไว้ 2) นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 ที่ได้รับการสอนตามคู่มือการเรียนแบบ KWL Plus ร่วมกับการเรียนแบบร่วมมือ มีความรับผิดชอบ หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 3) นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 ที่ได้รับการสอนตามคู่มือการเรียนแบบ KWL Plus ร่วมกับการเรียนแบบร่วมมือ มีการคิดวิเคราะห์ หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 4) นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 ที่ได้รบั การสอนตามคู่มือการเรียนแบบ KWL Plus ร่วมกับการเรยี นแบบรว่ มมือ มีผลสัมฤทธ์ิทางการ เรียน หลังเรียนสงู กว่ากอ่ นเรียนอย่างมนี ัยสำคญั ทางสถติ ทิ ี่ระดับ .05 5) นกั เรยี นชั้นมัธยมศกึ ษาปที ี่ 4 ที่มีแรงจูงใจใฝ่สัมฤทธิ์ สูง ปานกลาง และต่ำ เมื่อได้รับการสอนตามคู่มือการเรียนแบบ KWL Plus ร่วมกับการเรียนแบบร่วมมือ พบว่ามีความรับผิดชอบไม่แตกต่างกัน แต่พบว่าการคิดวิเคราะห์และ

68 ผลสัมฤทธทิ์ างการเรียนแตกต่างกันอย่างมนี ยั สำคัญทางสถิติท่รี ะดับ .05 โดยทนี่ กั เรยี นทีม่ แี รงจงู ใจใฝ่ สมั ฤทธส์ิ งู จะมีการคิดวิเคราะหส์ ูงกว่านักเรยี นที่มีแรงจงู ใจใฝส่ ัมฤทธิ์ ปานกลาง และต่ำ และนักเรียน ท่ีมีแรงจูงใจใฝ่สมั ฤทธ์ิ สงู จะมีผลสมั ฤทธ์ทิ างการเรยี นสูงกว่านกั เรียนท่มี ีแรงจงู ใจใฝ่สัมฤทธ์ิ ปานกลาง และต่ำ สายฝน พรมจนั ทร์ (2559. บทคัดยอ่ ). การวจิ ัยครงั้ น้ีมีความมุ่งหมายเพ่ือ 1) พัฒนาบทเรียน คอมพิวเตอร์ช่วยสอน ตามเกณฑ์เชี่ยวชาญและเกณฑ์ประสิทธิภาพ 70/70 2) เปรียบเทียบความ รับผิดชอบ 3) เปรียบเทียบการคิดวิเคราะห์ 4) เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน 5) เปรียบเทียบ ความรับผิดชอบ การคิดวิเคราะห์ และผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนที่มีแรงจูงใจใฝ่สัมฤทธ์ิ ต่างกนั กลมุ่ ตวั อยา่ งท่ใี ช้ในการวิจยั เปน็ นกั เรียนชนั้ ประถมศึกษาปีท่ี 6 โรงเรยี น บ้านโสกก่ามนาตาไก้ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาบึงกาฬ ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2557 จำนวน 21 คน ไดม้ าโดยการสมุ่ แบบแบ่งกลุ่ม (Cluster random Sampling) เครอ่ื งมอื ทใี่ ช้ในการวิจยั ประกอบด้วย 1) บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนโดยใช้การสอนแบบ 4 MAT ร่วมกับทักษะปฏิบัติของเดวีส์ 2) แบบทดสอบวัดความรบั ผิดชอบ 3) แบบทดสอบวัดการคิดวเิ คราะห์ 4) แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธ์ิ ทางการเรียน 5) แบบวัดแรงจูงใจใฝ่สัมฤทธิ์ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ร้อยละ ส่วนเบี่ยงเบน มาตรฐาน สถิติทดสอบค่าที (t-test dependent samples) การวิเคราะห์ความ แปรปรวน แบบทางเดียว (One-way ANOVA) การวิเคราะห์ความแปรปรวนพหุคูณ (One-way MANCOVA) และการวิเคราะห์ความแปรปรวนร่วมทางเดียว (One-Way ANCOVA ผลการวิจัยสรุป ได้ดังนี้ 1) บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนโดยใช้การสอนแบบ 4 MAT ร่วมกับทักษะปฏิบัติของเดวีส์ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 มีประสิทธิภาพเท่ากับ 77.77/73.62 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ 70/70 ทก่ี ำหนดไว้ 2) ความรับผดิ ชอบของนกั เรียนทเี่ รียนดว้ ยบทเรยี นคอมพิวเตอรช์ ว่ ยสอน โดยใช้การสอน แบบ 4 MAT ร่วมกับทักษะปฏิบัติของเดวีส์ หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน อย่างมีนัยสําคัญทางสถิติ ที่ระดับ .05 3) การคิดวิเคราะห์ของนักเรียนที่เรียนด้วยบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน โดยใช้การ สอนแบบ 4 MAT ร่วมกบั ทกั ษะปฏิบัติของเดวีส์ หลงั เรยี นสูงกวา่ ก่อนเรียน อยา่ งมีนัยสําคัญทางสถิติ ทีร่ ะดบั .05 4) ผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนของนักเรียนท่เี รียนดว้ ยบทเรียนคอมพวิ เตอรช์ ว่ ย สอนโดยใช้ การสอนแบบ 4 MAT ร่วมกับทักษะปฏิบตั ิของเดวีส์ หลังเรียนสงู กว่าก่อนเรียน อย่างมีนัยสําคญั ทาง สถิติที่ระดับ .05 5) นักเรียนที่มีแรงจูงใจใฝ่สัมฤทธิ์ต่างกันหลังเรียนด้วยบทเรียนคอมพิวเตอร์ ช่วยสอนโดยใช้การสอนแบบ 4 MAT ร่วมกับทักษะปฏิบัติของเดวีส์ มีความรับผิดชอบ การคิด วิเคราะห์ และผลสัมฤทธิ์ทางการเรยี นแตกต่างกันคำสำคญั บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน, การสอน แบบ 4 MAT, ความรบั ผดิ ชอบ,การคดิ วเิ คราะห์, ผลสัมฤทธิท์ างการเรยี น กรนรินทร์ อ่อนสุระทุม (2557. บทคัดย่อ).การวิจัยครั้งนี้มีความมุ่งหมาย 1) เพื่อพัฒนาการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้ โปรแกรม The Geometer's Sketchpad เป็นสื่อ

69 ร่วมกับการจดั การเรียนรแู้ บบ 4MAT ทม่ี ีตอ่ ความสามารถในการคดิ วิเคราะห์ ความสามารถในการคิด สร้างสรรค์ และ ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนคณิตศาสตร์ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ที่มีประสิทธิผล ตามเกณฑ์มาตรฐานของดัชนีประสิทธิผล (E.I.) 2) เพื่อเปรียบเทียบความสามารถใน การคิดวิเคราะห์ ก่อนเรียนและหลังเรียนของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ที่เรียนด้วยการจัด กิจกรรมการเรียนรู้โดยใชโ้ ปรแกรม The Geometer's Sketchpad เป็นสอ่ื รว่ มกับการจดั การเรียนรู้ แบบ 4MAT 3) เพื่อเปรียบเทียบความสามารถในการคิดสร้างสรรค์ ก่อนเรียน และหลังเรียนของ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ที่เรียนด้วยการจัดกิจกรรม การเรียนรู้โดยใช้โปรแกรม The Geometer's Sketchpad เป็นสื่อร่วมกับการจัดการเรียนรู้แบบ 4MAT 4) เพื่อเปรียบเทียบ ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนเรียนและหลังเรียนของ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ที่เรียนด้วย การจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้โปรแกรม The Geometer's Sketchpad เป็นสื่อ ร่วมกับการ จัดการเรียนรู้แบบ 4MAT 5) เพื่อเปรียบเทียบความสามารถ ในการคิดวิเคราะห์ความสามารถ ในการคิดสร้างสรรค์ และผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ของนักเรียนที่มี ความสามารถทางการเรียนต่างกัน เมื่อได้รับการสอนด้วยการจดั กิจกรรมการเรียนรู้ โดยใช้โปรแกรม The Geometer's Sketchpad เปน็ ส่ือรว่ มกบั การจัดการเรยี นรู้แบบ 4MAT กลมุ่ ตัวอยา่ งที่ใช้ในการ วิจัยคร้ังนี้เป็นนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3/1 โรงเรียนโพนงามศึกษา ในภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2556 จำนวน 30 คน ได้มาโดยการสุ่มแบบ แบ่งกลุ่ม (Cluster Random Sampling) ซึ่งมีการจัดกลุ่มคละกันตามความสามารถทางการเรียน 3 กลุ่ม คือ สูง ปานกลาง และต่ำ เครื่องมือ ที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วยแผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้โปรแกรม The Geometer's Sketchpad เป็นสื่อร่วมกับการจัดการเรียนรู้แบบ 4MAT แบบวัดความสามารถในการคิดวิเคราะห์ แบบวัดความสามารถ ในการคิดสร้างสรรค์ และแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน สถิติที่ใช้ใน การวิเคราะห์ ได้แก่ค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐานและการทดสอบสมมติฐานโดยใช้ t-test (Dependent Samples) การเปรียบเทียบความแตกต่างของแบบวัดความสามารถในการคิด วิเคราะห์แบบวัดความสามารถในการคิดสร้างสรรค์ และแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิท์ ี่ใช้ได้รับการสอน ด้วยแผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้โปรแกรม The Geometer's Sketchpad เป็นสื่อร่วมกับ การจัดการเรียนรู้แบบ 4MAT ระหว่างนักเรียนที่มีความสามารถทางการเรียน สูง ปานกลาง และต่ำ โดยการวิเคราะห์ความแปรปรวนพหุคูณแบบทางเดียว (One way MANCOVA) และวิเคราะห์ความ แปรปรวนทางเดียว (One Way ANCOVA) ผลการวิจัยสรุปได้ดังน้ี 1) ค่าดัชนีประสิทธิผล (The Effectiveness Index : E.) ของการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้โปรแกรม The Geometer's Sketchpad เป็นสื่อ ร่วมกับการจัดการเรียนรู้แบบ 4MAT ที่มีต่อความสามารถในการคิดวิเคราะห์ ความสามารถในการคิดสร้างสรรค์ และผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนคณิตศาสตร์ มีค่าเท่ากับ 0.62 ซงึ่ สูงกวา่ เกณฑ์ ที่ต้งั ไว้ 2) ความสามารถในการคิดวิเคราะห์ของนักเรียนชั้นมธั ยมศึกษาปีท่ี 3 ท่ีเรียน

70 ด้วยการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้โปรแกรม The Geometer's Sketchpad เป็นสื่อร่วมกับการ จัดการเรียนรู้แบบ 4MAT หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน อย่างมีนัยสําคัญทางสถิติที่ระดับ .05 3) ความสามารถในการคิดสร้างสรรค์ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ที่เรียนด้วยการจัดกิจกรรม การเรียนรู้โดยใช้โปรแกรม The Geometer's Sketchpad เป็นสื่อร่วมกับการจัดการเรียนรู้แบบ 4MAT หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน อย่างมีนัยสําคัญทางสถิติที่ระดับ .05 4) ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ที่เรียนด้วย การจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้โปรแกรม The Geometer's Sketchpad เป็นสื่อ ร่วมกับการจัดการเรียนรู้แบบ 4MAT หลังเรียนสูงกว่าก่อน เรียน อย่างมีนัยสําคัญทางสถิติที่ ระดับ .05 5) ความสามารถในการคิดวิเคราะห์ ความสามารถใน การคิดสร้างสรรค์ และผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ที่มีความสามารถ ทางการเรียนต่างกัน เมื่อได้รับการเรียนรู้ด้วยการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้ โปรแกรม The Geometer's Sketchpad เป็นสื่อ ร่วมกับการจัดการเรียนรู้แบบ 4MAT มีความ แตกต่างกัน อย่างมีนัยสําคัญทางสถิติที่ระดับ . 05 และเมื่อผู้วิจัยทำการวิเคราะห์ ความแปรปรวนร่วมแบบทางเดียวด้วยสถิติ One-way ANCOVA แล้วจึงทำการวิเคราะห์ภายหลัง (Post Hoc) ด้วยสถติ ิ Bonferoni แล้วพบว่ามีความแตกตา่ งกนั อย่างมีนัยสาํ คัญทางสถติ ทิ ีร่ ะดับ .05 ผลการวิเคราะห์ดังกล่าว มีดังนี้ 5.1) นักเรียนที่มีความสามารถทางการเรียนสูงมีความสามารถใน การคิดวิเคราะห์สูงกว่านักเรียนที่มีความสามารถทางการเรียนปานกลาง และต่ำ และนักเรียนที่มี ความสามารถทางการเรียนปานกลางมีความสามารถในการคิดวิเคราะห์ สูงกว่านักเรียนที่มี ความสามารถทางการเรียนต่ำอย่างมีนัยสําคัญทางสถิติที่ระดับ .05 5.2) นักเรียนที่มีความสามารถ ทางการเรียนสูงมีความสามารถในการคิดสร้างสรรค์สูงกว่านักเรียนที่มีความสามารถทางการเรียน ปานกลางและต่ำ และนักเรียนที่มีความสามารถทางการเรียนปานกลาง มีความสามารถในการคิด สร้างสรรค์สูงกว่านักเรียนที่มีความสามารถทางการเรียนต่ำอย่างมีนัยสําคัญทางสถิติ ที่ระดับ . 05 5.3) นักเรียนที่มีความสามารถทางการเรียนสูง มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนสูงกว่านักเรียนที่มี ความสามารถทางการเรียนปานกลางและต่ำ และนักเรียนที่มีความสามารถทางการเรียนปานกลาง มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนสงู กว่านักเรียนท่ีมีความสามารถทางการเรียนตำ่ อย่างมนี ัยสําคัญทางสถิติที่ ระดับ .05 นงนุศ ดวดกระโทก (2552 : 73-76. อ้างอิงจาก อาภันตรา แสนวงศ์. 2557 : 121) ได้ศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง ทศนิยม และการคิดวิเคราะห์ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษา ปีที่ 5 จากการจัดการเรียนรู้แบบ 4MAT ผลการศึกษาพบว่า ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและการคิด วิเคราะห์ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ที่ระดับ .05 และเมื่อเปรียบเทียบกับเกณฑ์ร้อยละ 60 คะแนนผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและการคิด วเิ คราะหส์ ูงกวา่ เกณฑ์ที่กำหนด

71 ลักขณา เหงาละคร (2553. บทคัดย่อ. อ้างอิงจาก สายฝน พรมจันทร์. 2557 : 126) ได้ศึกษาการพัฒนากิจกรรมการเรียนการสอนแบบ 4MAT วิชาคอมพิวเตอร์ เรื่อง คอมพิวเตอร์ เบื้องต้น ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ผลการวิจัยพบว่า กิจกรรมการเรียนการสอนแบบ 4MAT วิชา คอมพิวเตอร์ เรือ่ งคอมพิวเตอรเ์ บ้อื งต้น ชน้ั มัธยมศกึ ษาปที ี่ 1 มีประสิทธภิ าพ 85.71/83.42 ซึง่ สงู กว่า เกณฑ์ที่กำหนดไว้ คือ 80/80 นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ที่เรียนด้วยกิจกรรมการเรียนการสอน แบบ 4MAT มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนรายวิชาคอมพิวเตอร์ หลังเรียนสูงกว่า ก่อนเรียนอย่างมี นยั สำคญั ทางสถิติที่ระดบั .01 และนักเรียนมเี จตคตติ อ่ การเรียนวชิ าคอมพิวเตอรอ์ ยูใ่ นระดับมาก ศศิพิมพ์ นิตโย (2554 : 134-135. อ้างอิงจาก อาภันตรา แสนวงศ์. 2557 : 122) ได้ศึกษาการหาประสิทธิภาพชุดกิจกรรมการเรียนรู้แบบ 4MAT กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาอังกฤษ เรื่อง House And Home ของนักเรียนช่วงชั้นที่ 1 ระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนอัสสัมชัญ แผนกประถม ผลการวิจัยพบว่า ชุดกิจกรรมการเรียนรู้แบบ 4MAT กลุ่มสาระการเรียนรู้ ภาษาต่างประเทศ เรื่อง House And Home ของนักเรียนช่วงชั้นที่ 1 ระดับประถมศึกษาปีที่ 2 มปี ระสทิ ธิภาพ 89.16/31.09 ซงึ่ เป็นไปตามสมมตฐิ านท่ีต้ังไว้ ณัฐนันทน์ สำราญสุข (2555 : 100. อ้างอิงจาก สายฝน พรมจันทร์. 2557 : 126-127) ไดศ้ กึ ษาการเปรียบเทียบผลสัมฤทธ์ิทางการเรยี น ความสามารถทางการคดิ วเิ คราะห์ และ เจตคติต่อวิชาวิทยาศาสตร์ ด้วยกิจกรรมการเรียนรู้ตามทฤษฎีคอนสตรัคติวิสต์ร่วมกับการเรียนแบบ ร่วมมือของนักเรียน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ผลการวิจัยพบว่า 1) ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชา วิทยาศาสตร์เรื่อง สารและการจำแนกของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 หลังเรียนด้วยกิจกรรมการ เรียนรู้ตามทฤษฎีคอนสตรัคติวิสต์ร่วมกับการเรียนแบบร่วมมือ สูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคญั ทาง สถิติที่ระดับ .05 2) ความสามารถทางการคิดวิเคราะห์วิชาวิทยาศาสตร์ เรื่อง สารและการจำแนก ของนักเรยี นชนั้ มธั ยมศึกษาบีที่ 2 หลังเรียนด้วยกิจกรรมการเรียนร้ตู ามทฤษฎีคอนสตรัคตวิ สิ ต์ร่วมกับ การเรียนแบบร่วมมือสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 3) เจตคติต่อวิชา วิทยาศาสตร์ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 หลังเรียน วิชาวิทยาศาสตร์ ด้วยกิจกรรมการเรียนรู้ ตามทฤษฎีคอนสตรัคติวิสต์ร่วมกับการเรียนแบบร่วมมืออยู่ในระดับมากขึ้นไป อย่างมีนัยสำคัญทาง สถิติที่ระดับ .05 4) นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ที่มีความสามารถทางการเรียนแตกต่างกัน หลังเรียนด้วยกิจกรรมการเรียนรู้ตามทฤษคอนสตรัคติวิสต์ร่วมกับการเรียนแบบร่วมมือ มีผลสัมฤทธ์ิ ทางการเรียน ความสามารถทางการคิดวิเคราะห์ และเจตคติต่อวิชาวิทยาศาสตร์ แตกต่างกันอย่างมี นัยสำคัญทางสถิติท่ีระดับ .05 5) แผนการจดั การเรียนรู้ดว้ ยกิจกรรมการเรียนรู้ตมทฤษฎีคอนสตรัคติ วิสต์ร่วมกับการเรียนแบบร่วมมือมีดัชนีประสิทธิผล (Effectiveness Index : E.I.) เท่ากับ 0.60 แสดงว่าผ้เู รยี นมคี วามรู้เพิม่ ขน้ึ 0.60 หรือคิดเปน็ ร้อยละ

72 2. งานวิจัยตา่ งประเทศ (Hancock. 2001 : p.3957-A. อ้างอิงจาก สายฝน พรมจันทร์. 2557 : 133) ได้ทำการศึกษาเพื่อประเมินผลของระบบการวางแผนการสอนแบบ 4MAT ที่มีผลต่อจำนวนครั้งท่คี รู คนหนง่ึ ซงึ่ ไมม่ งี านในหอ้ งเรยี นชน้ั ประถมศึกษาปที ่ี 5-6 หรือช้ันมธั ยมศกึ ษาปีท่ี 1 วิธกี ารศึกษาทำการ ฝกึ อบรมแลว้ จำนวน 3 คน เพื่อให้ไดข้ ้อมลู เพื่ออธบิ ายจำนวนคร้ังท่ีแทจ้ ริง ซ่งึ ครแู ตล่ ะคนไม่ได้ทำงาน ในช่วง 25 นาที นั้นพฤติกรรมของครู หมายถึง การที่ครูหันเหความสนใจจากหัวเรือ่ งที่กำลงั สอนใหร้ ู้ เรื่องอื่นให้นักเรียนเป็นผู้กระทำ จึงทำให้นักเรียนมีพฤติกรรมเปลี่ยนแปลงไปในครั้งนี้พบว่า มีการลดลงของจำนวนครั้งในการเกิดพฤติกรรมการเรียน ต่างมีระบบและมีโครงสร้างการทำงาน ที่ชัดเจนจะช่วยลดพฤติกรรมการไม่พอใจในงานที่มอบหมายของครู และมีผลเชิงบวกต่อผลสัมฤทธิ์ ทางการเรียนของนักเรียนด้วย ผลการศึกษาสรุปได้ว่า การเบี่ยงเบนออกนอกเรื่องของครู และ นกั เรียนลดลงเมอื่ เข้าร่วมกจิ กรรมแบบ 4MAT และถอื ว่าเปน็ เคร่อื งมือทจ่ี ะลดพฤติกรรมการออกนอก เรอ่ื งของครแู ละสง่ ผลให้ผลสัมฤทธท์ิ างการเรียนสงู ขน้ึ (Delaney. 2003 : p.357-A. อ้างอิงจาก สายฝน พรมจันทร์ . 2557 : 133) ไดศ้ ึกษาปัญหาเพ่ือให้ทราบความต้องการการเรียนรู้ทม่ี ีประสิทธภิ าพและประสิทธิผลสำหรับนักเรียน วิชาวิทยาศาสตร์ โรงเรียนมธั ยมศึกษาตอนต้น เพื่อให้ตรงกับความคาดหวงั ที่ต้ังไว้ในเป้าหมาย 2000 โดยได้ศึกษาวิธีการสอแบบ 4MAT ซึ่งเป็นวิธีที่เป็นไปได้ เพื่อให้บรรลุมาตรฐานวิทยาศาสตร์ปัจจุบัน กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ห้องเรียนหลายห้องของครูผู้สอนวิทยาศาสตร์ ชั้นมัธยมศึกษาตอนต้นคนหน่ึง ซ่งึ มนี กั เรยี นเขา้ รว่ มการวจิ ัย จำนวน 89 คน วธิ กี ารศึกษาทำการวดั และการเปรยี บเทียบ โดยวิธีการ ประเมิน 3 วิธีเพื่อกำหนดว่าคะแนนผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและคะแนนเจตคติที่ได้รับการปรับปรุง แล้วนั้นส่งผล หรือไม่ผลการวเิ คราะห์ข้อมูลไม่ได้ข้อสรปุ ท่ีมนี ัยสำคัญใหผ้ ลสมั ฤทธิ์ทางการเรียน หรือ การปรับปรุงเจตคติ อย่างไรก็ตามการสังเกตของผู้วิจัยบ่งชี้ว่า มีประโยชน์ทางศักยภาพของวิธีการ สอนแบบ 4MAT คา่ t ท่คี ำนวณในวธิ กี ารประเมนิ ไม่เพยี งพอกบั ความน่าจะเป็นของข้อคลาดเคล่ือนที่ ปรากฏในขอ้ ค้นพบที่ .05 ข้อจำกดั ของการศึกษาทำใหผ้ ลการศึกษาผิดเพ้ียนไปและทำให้ความเข้าใจ จากการสังเกตท่เี ป็นไปไดม้ นี ำ้ หนักมากเกนิ ไป (Jackson. 2004 : pp.3173-4. อ้างอิงจาก สายฝน พรมจันทร์. 2557 : 134) ได้ศึกษา เพื่อสอบสวนว่ามีความแตกต่างในผลสัมฤทธิ์ทาการเรียน เจคติและความคงทนในชั้นเรียนของ นักศึกษาวิชาจุลชีววิทยาที่ได้รับการสอนด้วยรูปแบบสไตส์การเรียนรู้แบบ 4MAT และเพื่อ เปรียบเทียบกับนักศึกษาที่ได้รับการสอนโดยวิธีบรรยายอภิปรายแบบดั้งเดิม กลุ่มตัวอย่างเป็น ห้องเรยี นวิชาจลุ ชวี วิทยาในวิทยาลัยชมุ ชน 2 ห้องเรยี น (52 คน) ท่ไี ด้รบั การสอนจากผูส้ อนท่ีแตกต่าง กัน 2 คน ซึ่งใช้เป็นกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม วิธีการศึกษาทั้งสองกลุ่มได้รับการสอนเป็นเวลา 1 ภาคเรยี น โดยใชร้ ูปแบบ 4MAT หรือวิธสี อนแบบบรรยาย/อภิปรายแบบด้ังเดิมใช้แบบทดสอบก่อน

73 เรียนและหลังเรียนเป็นแบบปรนัย จำนวน 25 คน คณาจารย์จะเป็นผู้สร้างข้อสอบนี้ข้ึน โดยมีเนอื้ หาในวชิ าจลุ ชีวทิ ยา เพ่ือวดั ผลสัมฤทธ์ิและความคงทนทางการเรยี น วัดเจตคติของนักศึกษา ด้วยเครื่องมือวัดเจตคติต่อวิทยาศาสตร์ในโรงเรียนวัดสไตลก์ ารเรียนรู้ของนักศึกษาและความชอบใน ซีกสมอง (สมองซีกซ้าย/สมองซีกขวา) ด้วยแบบวัดประเภทการเรียนรู้และตัวบ่งชี้ แบบของซีกสมอง ของแมคคาร์รี ตามลำดับตั้งสมมติฐานขั้นต้น 6 ข้อ และขั้นกลาง 6 ข้อ เพื่อเปรียบเทียบ 2 กลุ่มผล การศึกษาพบว่า โดยภาพรวมแล้วกลุ่มที่สอนด้วยวิธีการสอนแบบ 4MAT แสดงให้เห็นการปรับปรุง มากกว่ากลุ่มที่สอนด้วยวิธีสอนแบบบรรยาย/อภิปราย มีความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญในด้าน ผลสัมฤทธิ์รวม เจตคติและความคงทน ซึ่งการเรียนแบบ 4MAT ไม่พบปฏิสัมพันธ์ระหว่างสไตล์การ เรียนรู้ของนักศึกษากับวิธีสอน หรือระหว่างความชอบในซีกสมองกับวิธีการสอนไม่พบความแตกต่าง อยา่ งมนี ัยสำคญั ในดา้ นกลุ่มชาติพนั ธใ์ นผลสมั ฤทธิต์ ามความชอบในซีกสมอง ดงั น้นั การศึกษาคร้ังนี้จึง ให้หลักฐานเชิงประจักษ์ที่ชอบวิธีการสอนแบบ 4MAT มากกว่าวิธีการสอนแบบบรรยาย/อภิปราย แบบด้ังเดมิ สำหรับผลสมั ฤทธิ์เจตคตแิ ละความคงทนในการเรยี นวชิ าจุลชวี วทิ ยา

74 กรอบแนวคดิ ของการวิจัย การวจิ ัยครงั้ น้ี ผวู้ จิ ัยไดก้ ำหนดกรอบแนวคดิ ของการวิจยั ดงั น้ี

บทที่ 3 วิธีดำเนินการวิจยั การวิจัยเรื่อง การพัฒนาการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้รูปแบบการสอน 4MAT ประกอบ กับโปรแกรม Scratch เพื่อพัฒนาความสามารถในการคิดวิเคราะห์ เรื่องการเขียนโปรแกรมโดยใช้ เหตผุ ลเชิงตรรกะ ของนักเรยี นชน้ั ประถมศกึ ษาปที ่ี 5 ผวู้ จิ ยั ดำเนนิ การดังน้ี 1. ประชากรและกลมุ่ ตัวอย่าง 2. การเก็บรวบรวมข้อมูล 3. เครอ่ื งมือในการวจิ ยั 4. การสรา้ งและการตรวจสอบคุณภาพเคร่ืองมือการวจิ ยั 5. การวเิ คราะห์ขอ้ มูล 6. สถิติทใ่ี ช้ในการวเิ คราะห์ขอ้ มูล รายละเอยี ดในแต่ละขน้ั ตอน มดี ังนี้ ประชากรและกลุ่มตัวอยา่ ง ประชากร ประชากร คอื นักเรียนชั้นประถมศกึ ษาปีท่ี 5 โรงเรียนเชงิ ชมุ ราษฎรน์ กุ ูล สงั กัดสำนกั งาน เขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสกลนคร เขต 1 ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2563 จำนวน 7 หอ้ งเรียน รวมท้ังส้ิน 210 คน กลุ่มตัวอย่าง กลุ่มตัวอย่าง คือ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนเชิงชุมราษฎร์นุกูล สังกัด สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสกลนคร เขต 1 ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2563 จำนวน 1 ห้องเรียน รวมท้ังสน้ิ 30 คน ซ่งึ ได้มาโดยวธิ ีสุ่มอยา่ งงา่ ย

76 การเกบ็ รวบรวมข้อมลู 1. แบบแผนการทดลอง แบบแผนการทดลองใชร้ ูปแบบการทดลองกลุ่มเดยี ว และมกี ารวดั กอ่ นการทดลอง 1 คร้ัง และหลังการทดลอง 1 ครั้ง (One Group Pretest Posttest Design) เขียนเป็นรูปแบบการทดลอง ดงั น้ี รปู แบบการทดลอง O1 X O2 o1 หมายถงึ การวัดตวั แปรตามกอ่ นการทดลอง X หมายถงึ การทดลองจดั การเรยี นรู้ o2 หมายถึง การวดั ตวั แปรตามหลังการทดลอง 2. ข้นั ตอนดำเนนิ การทดลอง ผู้วิจยั จดั กิจกรรมการเรยี นการสอนกับกลุ่มตวั อย่างโดยดำเนินการ ดงั น้ี 2.1 กอ่ นการทดลองทดสอบกอ่ นเรียน โดยใชแ้ บบวัดความสามารถในการคดิ วเิ คราะห์ 2.2 ดำเนินการทดลองจัดกิจกรรมการเรียนการสอนตามคู่มือการจัดการเรียนรู้ เป็นเวลา 6 สัปดาห์ สัปดาห์ละ 1 ชั่วโมง รวม 6 ชั่วโมง โดยที่ระหว่างการทดลองมีการเก็บคะแนน จากใบงาน แบบฝึกหัด และการทดสอบย่อย เพื่อเป็นข้อมูลสำหรับวิเคราะห์ประสิทธิภาพ กระบวนการ 2.3 หลังการทดลองทดสอบหลังเรียน โดยใช้แบบวดั ความสามารถในการคิดวิเคราะห์ ซ่งึ เปน็ ฉบับเดยี วกันกับก่อนเรียน 2.4 สอบถามความพงึ พอใจของนกั เรยี นท่มี ีต่อการเรียนดว้ ยการจดั กจิ กรรมการเรียนรู้ โดยใช้รูปแบบการสอนแบบ 4MAT ประกอบกับโปรแกรม Scratch เพื่อพัฒนาความสามารถในการ คิดวิเคราะห์ เรื่องการเขียนโปรแกรมโดยใช้เหตุผลเชิงตรรกะ โดยใช้แบบสอบถามความพึงพอใจต่อ การเรยี นท่ีสรา้ งขนึ้

77 เคร่อื งมอื ในการวจิ ัย เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยแบ่งออกเป็น 2 ประเภท ประกอบด้วยเครื่องมือที่ใช้ในการทดลอง และเคร่อื งมอื ท่ีใชใ้ นการเก็บข้อมลู ดังนี้ 1. เครื่องมือที่ใช้ในการทดลอง คือคู่มือการจัดการเรียนรู้โดยใช้รูปแบบการสอน 4MAT ประกอบกับโปรแกรม Scratch เพื่อพัฒนาความสามารถในการคดิ วิเคราะห์ เรื่องการเขียนโปรแกรม โดยใช้เหตผุ ลเชิงตรรกะ ของนกั เรยี นชน้ั ประถมศึกษาปที ี่ 5 2. เครอ่ื งมอื ท่ีใช้ในการเก็บรวบรวมขอ้ มูล 2.1 แบบวัดความสามารถในการคิดวิเคราะห์ ก่อนการทดลองจำนวน 5 ข้อ และหลัง การทดลอง จำนวน 5 ขอ้ ซึ่งเป็นแบบทดสอบอตั นัย เร่อื ง การเขยี นโปรแกรมโดยใชเ้ หตุผลเชิงตรรกะ ช้ันประถมศึกษาปีท่ี 5 2.2 แบบสอบถามความพึงพอใจที่มีต่อการเรียนโดยใช้รูปแบบการสอน 4MAT ประกอบกับโปรแกรม Scratch เพื่อพัฒนาความสามารถในการคิดวิเคราะห์ เรื่องการเขียนโปรแกรม โดยใช้เหตผุ ลเชิงตรรกะ ของนกั เรียนชน้ั ประถมศกึ ษาปีท่ี 5 การสร้างและการตรวจสอบคณุ ภาพเคร่อื งมือการวิจัย เครื่องมือที่ใชใ้ นการวิจยั ผู้วิจัยได้ดำเนนิ การสรา้ งและหาคณุ ภาพของเครอ่ื งมอื ตามข้นั ตอนดงั น้ี 1. เครื่องมือที่ใช้ในการทดลอง คู่มือการจัดการเรียนรู้โดยใช้รูปแบบการสอน 4MAT ประกอบกับโปรแกรม Scratch เพื่อพัฒนาความสามารถในการคิดวิเคราะห์ เรื่องการเขียนโปรแกรม โดยใช้เหตุผลเชิงตรรกะ ของนกั เรียนช้ันประถมศกึ ษาปีท่ี 5 มขี ้ันตอนการสร้างและหาคณุ ภาพดังนี้ 1.1 ลักษณะของคู่มือการจัดการเรียนรู้ เป็นคู่มือประกอบการจัดการเรียนรู้ กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์และ เทคโนโลยี โดยใช้รูปแบบการสอน 4MAT ประกอบกับโปรแกรม Scratch เพื่อพัฒนาความสามารถ ในการคดิ วเิ คราะห์ เรื่องการเขียนโปรแกรมโดยใชเ้ หตุผลเชงิ ตรรกะ ของนักเรียนช้นั ประถมศึกษาปีท่ี 5 ที่ผู้วิจัยสร้างขึ้น ซึ่งประกอบด้วย ความหมายของรูปแบบการจัดการเรียนการสอนแบบ 4MAT คำชีแ้ จงสำหรับครูผู้สอน แผนการจัดการเรียนรู้ มที ัง้ หมด 6 แผน แผนละ 1 ชัว่ โมง รวม 6 ช่ัวโมง

78 1.2 ขน้ั ตอนการสรา้ งค่มู ือการจดั การเรยี นรู้ 1.2.1 ศกึ ษาหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพ้นื ฐาน พ.ศ.2551 (ฉบบั ปรับปรุง พ.ศ.2560) กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เพื่อให้ทราบถึงหลักการ จุดหมาย โครงสร้างหลักสูตร การจัดหลักสูตร การจัดเวลาเรียน สาระและมาตรฐานการเรียนรู้ กระบวนการ จัดการเรียนรู้ สื่อการเรยี นรู้ ตลอดจนการวัดผลและประเมนิ ผลการเรียนรู้ 1.2.2 ศึกษาทฤษฎี หลักการ และแนวทางในการจัดการเรียนรู้ เพื่อให้ทราบ แนวทางการจดั การเรยี นรู้ 1.2.3 ศึกษาหลักสูตร ความมุ่งหมายของหลักสูตร เวลาเรียนของนักเรียน ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 เพื่อนำมาประกอบการวางคู่มือการจัดการเรียนรู้ ราย วิชาเทคโนโลยี (วิทยาการคำนวณ) ชนั้ ประถมศึกษาช้นั ปีที่ 5 เพื่อนำมาประกอบคู่มือการจดั การเรียนร้โู ดยใช้รูปแบบ การสอน 4MAT ประกอบกับโปรแกรม Scratch เพื่อพัฒนาความสามารถในการคิดวิเคราะห์ เรื่องการเขียนโปรแกรมโดยใช้เหตุผลเชิงตรรกะ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 จำนวน 6 แผน เวลา 6 ชวั่ โมง ดงั ตารางที่ 3.1 ตารางที่ 3.1 การจดั หน่วยการเรียนรู้ เน้ือหา และจำนวนชว่ั โมงเรยี น หน่วยการเรยี นรู้ แผนที่ เน้ือหา/สาระการเรยี นรู้ จำนวน ช่วั โมง หน่วยการเรยี นรทู้ ่ี 2 1 การเขียนข้อความเพื่ออธิบายการทำงานของ 1 การเขียนโปรแกรมโดยใช้ โปรแกรม เหตุผลเชงิ ตรรกะ 2 ความหมาย สัญลกั ษณ์ ของผังงาน 1 การเขยี นผังงานแบบลำดับ 3 การเขียนผงั งานแบบทางเลือกและแบบทำซำ้ 1 4 - 5 การเขยี นโปรแกรมโดยใช้ภาษา Scratch 2 6 การตรวจสอบข้อผดิ พลาดของโปรแกรม 1 รวม 6

79 1.2.4 ศึกษารายละเอียดเกี่ยวกับคู่มือการจัดการเรียนรู้ ซึ่งมีองค์ประกอบ ต่อไปน้ี 1.2.4.1 สว่ นประกอบของค่มู ือ 1.2.4.2 คำชี้แจงสำหรับครูผสู้ อน 1.2.4.3 คำช้แี จงสำหรบั นักเรียน 1.2.4.4 มาตรฐานการเรยี นรู/้ ตวั ชว้ี ัด 1.2.4.5 จุดประสงคก์ ารเรยี นรู้ 1.2.4.6 สาระการเรยี นรู้ 1.2.4.7 กระบวนการจัดการเรียนรู้ ขั้นตอนของกิจกรรมการเรียนรู้ โดยใช้คู่มือการจัดการเรียนรู้โดยใช้ รูปแบบการสอน 4MAT ประกอบกับโปรแกรม Scratch เพื่อพัฒนาความสามารถในการคิดวเิ คราะห์ เรอ่ื งการเขยี นโปรแกรมโดยใช้เหตุผลเชงิ ตรรกะของนกั เรยี นชนั้ ประถมศกึ ษาปที ่ี 5 มี 8 ข้นั ตอนดงั นี้ ขั้นที่ 1 ขั้นการสร้างประสบการณ์และความรู้เดิมเป็นขั้น ทีน่ กั เรียนโยงประสบการณด์ ว้ ยตนเอง ทำใหน้ กั เรยี นรสู้ ึกว่าสิ่งทีเ่ รียนมานนั้ มีความหมาย โดยตรงเข้า กับตัวเอง เป็นการดึงดูดความรู้เดิมของนักเรียนเพื่อช่วยให้นักเรียนมีความพร้อมในการเชื่อมโยง ความรู้ใหม่กับความรู้เดมิ ของตน ขั้นที่ 2 ขั้นการวิเคราะห์ประสบการณ์ การแสวงหาความรูใ้ หม่เป็นการ กระตุ้นให้เด็กสนใจ และอยากรู้อยากเห็น นักเรียนแสวงหาข้อมูลความรู้จากแหล่งความรู้ต่าง ๆ นำมาวเิ คราะห์ อภบิ ายและให้เหตุผล ขั้นที่ 3 ขั้นการบูรณาการการสังเกตไปสู่ความคิดรวบยอด ศึกษาทำ ความเข้าใจข้อมูล เป็นขั้นที่สามารถมุ่งให้นักเรียนเกิดการวิเคราะห์และไตร่ตรองความรู้เชื่องโยง ความรู้ใหม่กับความรู้เดิม โดยใช้กระบวนการต่าง ๆ ด้วยตนเอง เช่น กระบวนการคิด การจัดระบบ การวเิ คราะห์ การจัดลำดับความสมั พันธ์ การจัดประสบการณเ์ ปรยี บเทยี บ ขั้นที่ 4 ขั้นการพัฒนาความคิดรวบยอด และแลกเปลี่ยนความรู้ความ เข้าใจกับกลุม่ เป็นการให้ข้อมูลรยละเอียด ทฤษฎี หลักการให้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น เพื่อทำให้นักเรียนสามารถ เข้าใจ จนสร้างความคิดรวบยอดเรื่องที่เรียนได้ นักเรียนอาศัยกลุ่มเป็นเครื่องมือในการตรวจสอบ ความรูค้ วามเข้าใจของตน รวมท้ังขยายความร้คู วามเขา้ ใจของตนใหก้ ว้างยิ่งขึน้ ขั้นท่ี 5 ขั้นการปฏิบัติตามความคิดรวบยอด เป็นการลงมือกระทำหรือ ลงมือทดลองตามความคิดของนักเรียนอยา่ งกระตือรอื ร้น นักเรียนจะทำตามใบงาน คู่มือ แบบฝึกหัด หรือทำตามขั้นตอนที่กำหนด

80 ขั้นที่ 6 ขั้นการปรับแต่งเป็นแนวคิดของตนเอง สรุปและจัดระเบียบ ความรู้ เป็นขั้นที่นักเรียนมีโอกาสแสดงความสนใจ ความถนัด ความเข้าใจ เนื้อหาวิชา ความซาบซ้ึง และจนิ ตนาการของตนเองออกมาเป็นรูปธรรมในรูปแบบต่าง ๆ ตามทีต่ นเองเลอื ก มีการสรุปความรู้ท่ี ได้รับทั้งหมด ทั้งความรู้เดิมและความรู้ใหม่ และจัดสิ่งที่เรียนให้เป็นระบบระเบียบ เพื่อช่วยให้ นกั เรยี นจดจำในส่ิงทเ่ี รียนรู้ได้งา่ ย ขั้นที่ 7 ขั้นการคิดวิเคราะห์ การแสดงผลงาน เป็นขั้นที่นักเรียนได้ แสดงผลงาน ชื่นชนกับผลงานของตนเอง สามารถประยุกต์ความรูท้ ีไ่ ดจ้ ากการเรียนรู้ไปสู่กจิ กรรมอืน่ ๆ หรอื นกั เรียนนำผลงานของตนเองในกลมุ่ ย่อย ๆ ให้เพ่อื น ๆ ติชม ช่วยส่งเสรมิ ให้นักเรียนใช้ความคิด สร้างสรรค์ ขนั้ ที่ 8 ขั้นการแลกเปลย่ี นความรู้ ประยุกตใ์ ชค้ วามรเู้ ปน็ การเปิดโอกาส ใหน้ ักเรยี นได้มีโอกาสแบ่งปนั ความรู้และประสบการณืท่ีได้จากการค้นควา้ หรือการลงมือกระทำกับคน อื่น ๆ ในรูปแบบต่าง ๆ ส่งเสริมให้นักเรียนได้ฝึกฝนการนำความรู้ความเข้าใจของตนไปใช้ใน สถานการณ์ต่าง ๆ ที่หลากหลายเพื่อเพิ่มความชำนาญ ความเข้าใจ ความสามารถในการแก้ปัญหา และความจำในเรือ่ งน้ัน ๆ 1.2.4.8 สื่อ/แหลง่ การเรียนรู้ 1.2.4.9 ภาระงาน/ชน้ิ งาน 1.2.4.10 การวดั ผลประเมินผล 1.2.5 ดำเนินการสร้างคู่มือประกอบการจัดการเรียนรู้ โดยใช้รูปแบบการสอน 4MAT ประกอบกับโปรแกรม Scratch เพื่อพัฒนาความสามารถในการคิดวิเคราะห์ เรื่องการเขียน โปรแกรมโดยใช้เหตุผลเชิงตรรกะ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ซึ่งประกอบด้วย ส่วนประกอบ ของคู่มือ คำชี้แจงสำหรับครูผู้สอน มาตรฐานการเรียนรู้/ตัวชี้วัด จุดประสงค์การเรียนรู้ สาระการ เรยี นรู้ กระบวนการจัดการเรยี นรูท้ ัง้ หมด 6 แผน แผนละ 1 ช่ัวโมง รวม 6 ช่ัวโมง 1.2.6 นำคู่มือการจัดการเรียนรู้ที่ผู้วิจัยสร้างขึน้ เสนอต่อที่ปรึกษางานวิจัยเพื่อ ตรวจสอบความถูกต้องของภาษา วัตถุประสงค์ รูปแบบการเขียน เนื้อหาสื่อที่ใช้ในการวัดผล ประเมนิ ผล ความร้เู สริม ขอ้ เสนอแนะ และเอกสารอา้ งองิ 1.2.7 นำคู่มือการจดั การเรียนรูท้ ่ีได้รับการตรวจสอบ ปรบั ปรุงแก้ไขแล้ว เสนอ ผู้เชี่ยวชาญ จำนวน 3 ท่าน เพื่อตรวจสอบความเหมาะสมของคู่มือการจัดการเรียนรู้ โดยใช้แบบ ประเมินที่มีลักษณะเป็นแบบมาตราส่วนประมาณค่า(Rating Scale) ตามวิธีการของลิเคิร์ท (Likert) (บญุ ชม ศรีสะอาด. 2545 : 69-71) ซง่ึ มีคุณภาพเป็น 5 ระดบั ดงั นี้ เหมาะสมมากท่สี ดุ ได้คะแนน 5 เหมาะสมมาก ได้คะแนน 4

81 เหมาะสมปานกลาง ได้คะแนน 3 เหมาะสมนอ้ ย ได้คะแนน 2 เหมาะสมน้อยทส่ี ุด ไดค้ ะแนน 1 เกณฑก์ ารแปลความหมาย ค่าเฉล่ีย 4.51-5.00 หมายถงึ เหมาะสมมากทสี่ ุด คา่ เฉลี่ย 3.51-4.50 หมายถงึ เหมาะสมมาก ค่าเฉลย่ี 2.51-3.50 หมายถงึ เหมาะสมปานกลาง ค่าเฉลี่ย 1.51-2.50 หมายถึง เหมาะสมนอ้ ย ค่าเฉลย่ี 1.00-1.50 หมายถงึ เหมาะสมน้อยทีส่ ุด ซึ่งรายชอื่ ผ้เู ชี่ยวชาญประกอบด้วย 1.2.7.1 ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ภัทรดร จั้นวันดี อาจารย์ประจำคณะครุ ศาสตร์ (สาขาวิชานวตั กรรมและคอมพิวเตอร์ศึกษา) มหาวิทยาลยั ราชภัฏสกลนคร 1.2.7.2 ดร.ปณั ฑติ า อินทรกั ษา อาจารยป์ ระจำคณะครุศาสตร์ (สาขาวิชา หลักสูตรและการสอน) มหาวทิ ยาลัยราชภัฏสกลนคร 1.2.7.3 นายวชั รินทร์ นาคะอนิ ทร์ ครชู ำนาญการพิเศษ (สาขาคอมพิวเตอร์ ศกึ ษา) โรงเรียนเชิงชมุ ราษฎร์นกุ ูล อำเภอเมอื งสกลนคร จังหวดั สกลนคร ผลการประเมนิ ของผู้เช่ยี วชาญทง้ั 3 ท่านมคี ่าเฉลี่ยเทา่ กับ 4.20 หมายความว่า ผเู้ ชี่ยวชาญประเมินค่าของคู่มือการจัดกจิ กรรมการเรยี นรโู้ ดยใช้รูปแบบการสอน 4MAT ประกอบกับ โปรแกรม Scratch เพือ่ พัฒนาความสามารถในการคดิ วิเคราะห์ เรือ่ งการเขียนโปรแกรมโดยใชเ้ หตุผล เชงิ ตรรกะ ของนักเรยี นชนั้ ประถมศึกษาปที ี่ 5 มคี วามเหมาะสมอย่ใู นระดบั มาก 1.2.8 นำคู่มือการจัดการเรียนรู้ที่ผ่านผู้เชี่ยวชาญประเมินและปรับปรุงแก้ไข แล้วไปทดลองใช้ (Try-out) กับนักเรียนชั้นประถมศึกษาบีที่ 5 โรงเรียนเชิงชุมราษฎร์นุกูล อำเภอ เมืองสกลนคร จังหวัดสกลนคร ที่ไม่ใช่กลุ่มตัวอย่าง จำนวน 25 คน เพื่อหาความเหมาะสมของ กิจกรรมการเรียนการสอนกบั เวลาที่กำหนดแล้วนำแผนการจัดการเรียนรู้มาปรับปรุงแก้ไขก่อนนำไป ทดลองกับกลมุ่ ตวั อยา่ งตอ่ ไป 2. แบบวดั ความสามารถในการคิดวเิ คราะห์ แบบวัดความสามารถในการคิดวิเคราะห์ที่ผู้วิจัยสร้างขึ้นเป็นแบบทดสอบอัตนัย จำนวน 5 ข้อ มีความสอดคล้องกบั ตัวชีว้ ัด โดยเน้นทกั ษะการคดิ วิเคราะห์ และครอบคลมุ เนื้อหา เรอื่ ง การเขียนโปรแกรมโดยใชเ้ หตผุ ลเชิงตรรกะของนกั เรียนชนั้ ประถมศกึ ษาปที ี่ 5

82 2.1 ผู้วิจัยกำหนดจุดมุ่งหมายของแบบวัดความสามารถในการคิดวิเคราะห์ แบบทดสอบอัตนัย เรื่องการเขียนโปรแกรมโดยใช้เหตุผลเชิงตรรกะ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษา ปที ี่ 5 2.2 ศึกษาเนื้อหาวิทยาการคำนวณ เรื่องการเขียนโปรแกรมโดยใช้เหตุผลเชิง ตรรกะ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 จากหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 (ฉบับปรงั ปรุง พุทธศักราช 2560) 2.3 สร้างตารางการวิเคราะห์จำนวนข้อสอบ และกำหนดจำนวนข้อของแบบวัด ความสามารถในการคดิ วิเคราะห์ จำนวน 10 ข้อ โดยพิจารณาใหส้ อดคล้องกับจำนวนตวั ชี้วัด เนื้อหา และช่ัวโมงที่สอน ดังนี้ ตารางท่ี 3.2 ตารางการวเิ คราะหจ์ ำนวนขอ้ สอบ จำนวนชั่วโมง จำนวนข้อสอบ เนอื้ หา/สาระการเรยี นรู้ 1 2 หน่วยการเรียนรู้ท่ี 2 การเขียนโปรแกรมโดยใช้เหตผุ ล 2 5 เชงิ ตรรกะ 2 1 - การเขียนข้อความเพ่อื อธบิ ายการทำงานของ 1 2 โปรแกรม 6 ชัว่ โมง 10 ข้อ - ความหมาย สัญลักษณ์ ของผังงาน - การเขยี นผังงานแบบลำดับ - การเขียนผงั งานแบบทางเลือก - การเขียนผังงานแบบทำซ้ำ - การเขียนโปรแกรมโดยใช้ภาษา Scratch - การตรวจสอบขอ้ ผิดพลาดของโปรแกรม รวม 2.4 สร้างแบบวัดความสามารถในการคิดวิเคราะห์ เรื่องการเขียนโปรแกรมโดยใช้ เหตุผลเชิงตรรกะ ให้สอดคล้องกับเนื้อหาดังตารางที่ 3.2 จำนวน 10 ข้อ ใช้จริง 5 ข้อ ซึ่งมีลักษณะ เป็นแบบทดสอบอัตนัย 2.5 นำแบบวัดความสามารถในการคิดวิเคราะห์ ที่ผู้วิจยั สร้างขึ้นเสนอต่ออาจารย์ ที่ปรึกษางานวิจัย เพื่อตรวจสอบความเหมาะสมของภาษาความครอบคลุมของเนื้อหา และจำนวน ขอ้ คำถามที่ใชใ้ ห้เหมาะสมกบั ระดบั ของนกั เรียน แลว้ นำมาปรับปรุงแกไ้ ข

83 2.6 นำแบบวัดความสามารถในการคิดวิเคราะห์ที่ผ่านการแก้ไขตามข้อ 2.5 ให้ผู้เชี่ยวชาญชุดเดิมจำนวน 3 ท่าน ตรวจสอบความสอดคล้องระหว่างข้อคำถามกับจุดประสงค์การ เรียนรู้ (Index of Consistency: IOC) และความเหมาะสมของภาษาที่ใช้แล้วเลือกค่าดัชนีความ สอดคล้องระหวา่ งข้อคำถามกับจุดประสงค์การเรียนรู้ทมี่ ีค่ามากกวา่ หรือเทา่ กับ 0.5 จึงจะถือว่าวัดได้ สอดคลอ้ งกนั แลว้ นำขอ้ เสนอแนะของผเู้ ช่ยี วชาญมาปรบั ปรงุ แกไ้ ขตามขอ้ บกพร่อง 2.7 ตรวจสอบความสอดคล้องระหว่างข้อคำถามกับ ตัวชี้วัด (Index of Consistency: IOC) พบว่าแบบวัดความสามารถในการคิดวิเคราะห์ จำนวน 10 ข้อ มีค่าดัชนีความ สอดคล้องระหว่างข้อคำถามกับจุดประสงค์การเรียนรู้มีค่าเท่ากับ 0.67 จำนวน 2 ข้อ และ มีค่าเทา่ กับ 1 จำนวน 8 ขอ้ 2.8 นำแบบวัดความสามารถในการคิดวิเคราะห์ไปเสนออาจารย์ท่ีปรกึ ษางานวิจยั ได้ให้คำแนะนำว่า ให้นำแบบวัดความสามารถในการคิดวิเคราะหจ์ ำนวน 10 ข้อ ที่ตรงตามเนื้อหาดงั ตารางที่ 3.2 ไปทดลองใช้ (Try Out) กับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ที่ผ่านการเรียน เรื่องการ เขียนโปรแกรมโดยใช้เหตุผลเชงิ ตรรกะแลว้ 2.9 นำแบบทดสอบวัดความสามารถในการคิดวิเคราะห์จำนวน 10 ข้อไปทดลอง ใช้ (Try Out) กับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนเชิงชุมราษฎร์นุกูล เป็นนักเรียนที่ผ่านการ เรียนเรือ่ งการเขยี นโปรแกรมโดยใช้เหตุผลเชิงตรรกะ 2.10 นำผลการทดสอบหาค่าความยากและอำนาจจำแนกโดยใช้สูตรของวิทเนย์ และซาเบอร์ โดยมเี กณฑ์ค่าความยาก (p) อยรู่ ะหวา่ ง 0.20-0.80 และคา่ อำนาจจำแนก (r) มคี า่ 0.20 ขึ้นไป หาค่าความเชื่อมั่นของแบบวัดความสามารถในการคิดวิเคราะห์โดยใช้วิธีสัมประสิทธิ์แอลฟา ของครอนบาค โดยมเี กณฑค์ ่าความเชื่อม่นั 0.70 ข้นึ ไป และคดั เลอื กขอ้ สอบ 5 ขอ้ นำมาใชใ้ นการวิจัย ซง่ึ ได้ผลการวิเคราะหค์ ุณภาพข้อสอบ ดังนี้ ค่าความยากของข้อสอบ (p) มคี ่า 0.39 - 0.64 คา่ อำนาจจำแนก (r) มคี า่ 0.21 - 0.71 ค่าความเชอ่ื มั่น มคี ่า 0.91 2.11 จัดพิมพ์แบบทดสอบวัดความสามารถในการคิดวิเคราะห์ที่ผ่านการ ตรวจสอบคณุ ภาพแล้วเพอื่ นำไปใชก้ ับกลุ่มตวั อยา่ ง เปน็ เครื่องมือทใี่ ช้ในการวจิ ัยต่อไป 3. แบบสอบถามความพึงพอใจที่มีต่อการเรียนโดยใช้รูปแบบการสอน 4MAT ประกอบกับโปรแกรม Scratch เพื่อพัฒนาความสามารถในการคิดวิเคราะห์ เรื่องการเขียนโปรแกรม โดยใช้เหตผุ ลเชงิ ตรรกะ ของนักเรยี นชนั้ ประถมศกึ ษาปีที่ 5 มขี ั้นตอนการสร้างและหาคุณภาพ ดังนี้ 3.1 ศึกษาขั้นตอนและวิธีการสร้างแบบสอบถามความพึงพอใจต่อการเรียน ประเภทมาตรประมาณค่าตามวิธีของ Likert

84 3.2 เลือกลักษณะของแบบสอบถามความพึงพอใจเป็นมาตรประมาณค่า 5 ระดบั คอื ระดบั 5 หมายถึง พงึ พอใจมากท่ีสุด ระดับ 4 หมายถึง พงึ พอใจมาก ระดับ 3 หมายถึง พึงพอใจปานกลาง ระดับ 2 หมายถึง พงึ พอใจน้อย ระดับ 1 หมายถึง พึงพอใจน้อยทีส่ ดุ 3.3 นิยามปฏิบัติการของความพึงพอใจต่อการเรียน จากนั้นสร้างข้อคำถามซึ่งมี ลกั ษณะเป็นข้อความทางบวก โดยใหค้ รอบคลมุ ส่ิงทีต่ ้องการวัด ตามนยิ ามปฏิบตั กิ ารทีเ่ ขียนขน้ึ 3.4 นำแบบสอบถามที่สร้างขึ้นไปขอคำแนะนำจากอาจารย์ที่ปรึกษาวิจัย เพอื่ นำมาปรับปรุงแกไ้ ขในสว่ นที่บกพร่อง 3.5 นำแบบสอบถามไปให้ผู้เชี่ยวชาญจำนวน 5 ท่าน ซึ่งเป็นชุดเดียวกับ ผู้ประเมินความเหมาะสมของแผนการจัดการเรียนรู้ ตรวจสอบความตรงของแบบสอบถาม โดยดัชนี ความสอดคลอ้ ง (IOC) ระหวา่ งข้อคำถามกับนิยามปฏิบัตกิ ารทเี่ ขียนข้ึน 3.6 เลือกข้อคำถามที่มีค่าดัชนีความสอดคลอ้ งตัง้ แต่ 0.50 ขึ้นไป ส่วนข้อที่ไม่ผ่าน เกณฑ์ปรับปรงุ แกไ้ ขตามข้อเสนอแนะของผู้เชย่ี วชาญ 3.7 จัดพิมพ์และทำสำเนาแบบสอบถามที่ผ่านการตรวจสอบคุณภาพแล้ว เพือ่ ใชใ้ นการวจิ ัยต่อไป การวเิ คราะห์ข้อมลู ผวู้ ิจัยดำเนินการวิเคราะห์ข้อมลู ดังน้ี 1. วิเคราะห์หาประสิทธิภาพของการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้รูปแบบการสอนแบบ 4MAT ประกอบกับโปรแกรม Scratch เพื่อพัฒนาความสามารถในการคิดวิเคราะห์ เรื่องการเขียน โปรแกรมโดยใชเ้ หตุผลเชิงตรรกะ สำหรบั นกั เรียนชน้ั ประถมศกึ ษาปที ่ี 5 ตามเกณฑ์ 80 / 80 2. วิเคราะห์หาประสิทธิผลของการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้รูปแบบการสอนแบบ 4MAT ประกอบกับโปรแกรม Scratch เพื่อพัฒนาความสามารถในการคิดวิเคราะห์ เรื่องการเขียน โปรแกรมโดยใช้เหตุผลเชิงตรรกะ สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ตามเกณฑ์ดัชนีประสิทธิผล ต้ังแตร่ ้อยละ 50 ข้นึ ไป 3. วเิ คราะหค์ วามสามารถในการคิดวิเคราะห์ ระหว่างก่อนเรยี นและหลงั เรียน โดยใชส้ ถิติ t-test ชนดิ dependent Samples

85 4. วิเคราะห์ความพึงพอใจต่อการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้รูปแบบการสอนแบบ 4MAT ประกอบกับโปรแกรม Scratch เพื่อพัฒนาความสามารถในการคิดวิเคราะห์ เรื่องการเขียน โปรแกรมโดยใช้เหตุผลเชิงตรรกะ สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ที่สร้างขึ้น โดยการ เปรยี บเทียบค่าเฉลยี่ กับเกณฑก์ ารแปลความหมาย ดังน้ี คา่ เฉลีย่ ระดับความพงึ พอใจ 1.00 - 1.50 น้อยทสี่ ุด 1.51 - 2.50 น้อย 2.51 - 3.50 ปานกลาง 3.51 – 4.50 มาก 4.51 - 5.00 มากทสี่ ดุ สถติ ิทีใ่ ชใ้ นการวิเคราะหข์ ้อมลู 1. สถิติพ้ืนฐาน สถติ ิพื้นฐาน ได้แก่ () 1.1 คา่ เฉล่ีย โดยคำนวณจากสตู รดังนี้ (บุญชม ศรสี ะอาด. 2553 : 122-126. อ้างอิง จาก กิตยิ า เกษล.ี 2562 : 102) X = X n โดยที่ X แทน คา่ เฉล่ีย X แทน ผลรวมของคะแนนทัง้ หมด N แทน จำนวนทงั้ หมด 1.2 รอ้ ยละ โดยคำนวณจากสตู รดงั น้ี (บุญชม ศรีสะอาด. 2553 : 122-126. อ้างอิง จาก กติ ยิ า เกษล.ี 2562 : 101) P = F 100 N โดยที่ P แทน รอ้ ยละ F แทน ความถ่ีทีต่ ้องการแปลงเป็นค่าร้อยละ N แทน จำนวนความถี่ทั้งหมด

86 1.3 สว่ นเบ่ียงเบนมาตรฐาน (Standard Deviation) โดยคำนวณจากสูตรดงั นี้ (ราตรี นนั ทสคุ นธ.์ 2555 : 186 – 201 อ้างอิงจาก รสุ มนี ี หะยยี โู ซะ้ . 2559 : 101) S.D. = NX2 − (X)2 n(n −1) โดยที่ S.D. แทน ค่าเบีย่ งเบนมาตรฐาน X2 แทน ผลรวมของคะแนนแตล่ ะค่ายกกำลงั สอง (X)2 แทน ผลรวมของคะแนนท้งั หมดยกกำลังสอง n แทน จำนวนนกั เรยี นกลมุ่ ตัวอย่าง 2. สถิติตรวจสอบคุณภาพเครอ่ื งมือวิจัย สถติ ติ รวจสอบคณุ ภาพเคร่ืองมือวจิ ยั ได้แก่ 2.1 ค่าดชั นีความสอดคลอ้ ง IOC ซงึ่ มีสตู รดังน้ี (Rowinelli and Hambleton. 1977. อา้ งอิงจาก รสุ มีนี หะยียโู ซ้ะ. 2559 : 99) โดยท่ี IOC แทน ดชั นีความสอดคล้อง R แทน ผลรวมคะแนนการประเมินของผูเ้ ชี่ยวชาญ N แทน จำนวนผเู้ ชีย่ วชาญ 2.2 การหาค่าความเชื่อมั่นของแบบวัดความสามารถในการคิดวิเคราะห์ ของแบบทดสอบอัตนัย ด้วยวิธีสัมประสิทธแ์ิ อลฟาของครอนบาค (พร้อมพรรณ อดุ มสนิ . 2544, หน้า 128. อา้ งองิ จาก รสุ มีนี หะยียโู ซะ้ . 2559 : 99)  = k k 1 1 − ki=1S2i  −  s2t   โดยที่  แทน คา่ ความเทยี่ งของแบบทดสอบ k แทน จำนวนขอ้ ในแบบทดสอบ S2i แทน ความแปรปรวนของขอ้ สอบในแต่ละข้อ S2t แทน ความแปรปรวนของขอ้ สอบทัง้ หมด