รหัสโครงการ 86/2563 รายงานการวจิ ัย เร่ือง การพฒั นาการจัดกิจกรรมการเรยี นร้โู ดยใชร้ ปู แบบการสอน 4MAT ประกอบกับโปรแกรม Scratch เพอ่ื พัฒนาความสามารถในการคดิ วิเคราะห์ เรอ่ื งการเขยี นโปรแกรมโดยใช้เหตผุ ลเชงิ ตรรกะ ของนกั เรยี นชัน้ ประถมศึกษาปที ี่ 5 The Development of Learning Activities by using 4MAT model with Scratch for developing the Analytical thinking abilities In regards to programming by use logical thinking of Prathomsuksa 5 (Grade 5) ไอรดา โพธารินทร์ ชาญณรงค์ มงคล งานวิจัยน้ไี ด้รบั ทุนสนบั สนนุ การวิจัยสำหรบั นกั ศกึ ษาระดับปรญิ ญาตรี (ภาคปกต)ิ มหาวิทยาลัยราชภฏั สกลนคร จากงบประมาณเงินรายได้ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2563 กุมภาพนั ธ์ 2564 ลขิ สทิ ธขิ์ องมหาวทิ ยาลยั ราชภฏั สกลนคร
รายงานวิจัย เร่อื ง การพัฒนาการจดั กิจกรรมการเรียนรู้โดยใชร้ ปู แบบการสอน 4MAT ประกอบกบั โปรแกรม Scratch เพ่อื พัฒนาความสามารถในการคดิ วิเคราะห์ เร่อื งการเขยี นโปรแกรมโดยใช้เหตุผลเชงิ ตรรกะ ของนกั เรียนชั้นประถมศกึ ษาปที ี่ 5 The Development of Learning Activities by using 4MAT model with Scratch for developing the Analytical thinking abilities In regards to programming by use logical thinking of Prathomsuksa 5 (Grade 5) ไอรดา โพธารินทร์ ชาญณรงค์ มงคล งานวิจัยน้ไี ดร้ บั ทนุ สนับสนนุ การวิจัยสำหรบั นักศกึ ษาระดบั ปรญิ ญาตรี (ภาคปกต)ิ มหาวิทยาลัยราชภัฏสกลนคร จากงบประมาณเงนิ รายได้ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2563 กมุ ภาพันธ์ 2564 ลิขสิทธข์ิ องมหาวิทยาลยั ราชภฏั สกลนคร
ก หวั ข้อวจิ ัย การพฒั นาการจดั กิจกรรมการเรียนรูโ้ ดยใช้รปู แบบการสอน 4MAT ประกอบ กบั โปรแกรม Scratch เพื่อพัฒนาความสามารถในการคิดวิเคราะห์ เรือ่ งการ ผู้ดำเนินการวิจยั เขียนโปรแกรมโดยใชเ้ หตผุ ลเชงิ ตรรกะ ของนกั เรียนชนั้ ประถมศึกษาปีที่ 5 ทปี่ รึกษา นางสาวไอรดา โพธารินทร์ และ นายชาญณรงค์ มงคล หน่วยงาน ผชู้ ว่ ยศาสตราจารย์ ดร.วสันต์ ศรีหริ ญั ปี พ.ศ. หลักสตู รครศุ าสตรบณั ฑติ สาขาวิชานวตั กรรมและคอมพิวเตอร์ศกึ ษา 2564 บทคัดยอ่ ภาษาไทย การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อพัฒนาและหาประสิทธิภาพของการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ โดยใช้รูปแบบการสอน 4MAT ประกอบกับโปรแกรม Scratch เพื่อพัฒนาความสามารถในการคิด วิเคราะห์ เรื่องการเขียนโปรแกรมโดยใช้เหตุผลเชิงตรรกะ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ตามเกณฑ์ประสิทธภิ าพ 80/80 2) เพ่ือพฒั นาและหาดชั นปี ระสิทธิผลของการจัดกจิ กรรมการเรียนรู้ โดยใช้รูปแบบการสอน 4MAT ประกอบกับโปรแกรม Scratch เพื่อพัฒนาความสามารถ ในการคิดวิเคราะห์ เรื่องการเขียนโปรแกรมโดยใช้เหตุผลเชิงตรรกะ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษา ปีที่ 5 ตามเกณฑ์ดัชนีประสิทธิผลตั้งแต่ร้อยละ 50 3) เพื่อศึกษาความสามารถในการคิดวิเคราะห์ ก่อนเรียนและหลังเรียนของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 โดยใช้การจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้ รูปแบบการสอน 4MAT ประกอบกับโปรแกรม Scratch 4) เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียน ท่ีมีตอ่ การเรียนโดยใช้การจัดกิจกรรมการเรยี นรโู้ ดยใช้รปู แบบการสอน 4MAT ประกอบกับโปรแกรม Scratch กลุ่มตวั อยา่ งเปน็ นกั เรียนช้ันประถมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนเชงิ ชุมราษฎร์นุกูล สังกัดสำนักงาน เขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสกลนคร เขต 1 ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2563 จำนวน 1 ห้องเรยี น รวมทัง้ สน้ิ 30 คน ซงึ่ ไดม้ าโดยวธิ ีสุ่มอย่างง่าย โดยเครอ่ื งมือที่ใชใ้ นการวิจัยประกอบด้วย 1) คู่มือการจัดการเรียนรู้โดยใช้รูปแบบการสอน 4MAT ประกอบกับโปรแกรม Scratch เพื่อพัฒนา ความสามารถในการคิดวิเคราะห์ เรื่องการเขียนโปรแกรมโดยใช้เหตุผลเชิงตรรกะ ของนักเรียนชั้น ประถมศึกษาปีที่ 5 2) แบบวัดความสามารถในการคิดวเิ คราะห์ ก่อนการทดลองและหลังการทดลอง จำนวน 5 ข้อ ซึ่งเป็นแบบทดสอบอัตนัย เรื่องการเขียนโปรแกรมโดยใช้เหตุผลเชิงตรรกะ ชน้ั ประถมศึกษาปีที่ 5 3) แบบสอบถามความพึงพอใจท่ีมีต่อการเรยี นโดยใช้รปู แบบการสอน 4MAT ประกอบกับโปรแกรม Scratch เพื่อพัฒนาความสามารถในการคิดวิเคราะห์ เรื่องการเขียนโปรแกรม โดยใช้เหตุผลเชิงตรรกะ ของนกั เรยี นชน้ั ประถมศกึ ษาปที ่ี 5 ค่าคณุ ภาพของเครอื่ งมือมีความเหมาะสม
ข ระดับมาก การเก็บรวบรวมข้อมูลดำเนินการ ดังนี้ 1) ก่อนการทดลองทดสอบก่อนเรียน โดยใช้แบบ วดั ความสามารถในการคิดวิเคราะห์ 2) ดำเนนิ การทดลองจดั กิจกรรมการเรียนการสอนตามแผนการ จัดการเรียนรู้ เป็นเวลา 6 สัปดาห์ สัปดาห์ละ 1 ชั่วโมง รวม 6 ชั่วโมง โดยที่ระหว่างการทดลอง มีการเก็บคะแนนจากใบงาน แบบฝึกหัดและการทดสอบย่อย เพื่อเป็นข้อมูลสำหรับวิเคราะห์ ประสิทธิภาพกระบวนการ 3) หลังการทดลองทดสอบหลังเรียน โดยใช้แบบวัดความสามารถในการ คิดวิเคราะห์ ซ่ึงเปน็ ฉบับเดียวกันกับก่อนเรียน 4) สอบถามความพึงพอใจของนักเรียนท่ีมีต่อการเรียน โดยใช้แบบสอบถามความพึงพอใจต่อการเรียนที่สร้างขึ้น สถิติที่ใช้ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าส่วน เบีย่ งเบนมาตรฐาน การทดสอบคา่ (t-test) ชนิด Dependent samples t-test ผลการวจิ ยั มดี งั นี้ 1) ประสิทธิภาพของการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้รูปแบบการสอน 4MAT ประกอบ กับโปรแกรม Scratch เพื่อพัฒนาความสามารถในการคิดวิเคราะห์ เรื่องการเขียนโปรแกรมโดยใช้ เหตุผลเชิงตรรกะ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ที่พัฒนาขึ้น เท่ากับ 83.63/84.89 ซึ่งสูงกว่า เกณฑ์ทีต่ ั้งไวท้ ี่ 80/80 2) ประสิทธิผลของการจดั กิจกรรมการเรียนรูโ้ ดยใชร้ ูปแบบการสอน 4MAT ประกอบกับ โปรแกรม Scratch เพอื่ พัฒนาความสามารถในการคิดวิเคราะห์ เร่อื งการเขียนโปรแกรมโดยใช้เหตุผล เชิงตรรกะ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ที่พัฒนาขึ้น มีค่าดัชนีประสิทธิผล เท่ากับ 75.09 ซง่ึ ผา่ นเกณฑท์ ต่ี ัง้ ไว้ทร่ี ้อยละ 50 3) ความสามารถในการคิดวิเคราะห์โดยใช้การจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้รูปแบบการ สอน 4MAT ประกอบกบั โปรแกรม Scratch ทพี่ ฒั นาขึ้น สงู กวา่ ก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ ระดับ .01 4) โดยภาพรวมนักเรียนมีความพึงพอใจต่อที่มีต่อการเรียนโดยใช้การจัดกิจกรรมการ เรียนรู้โดยใช้รูปแบบการสอน 4MAT ประกอบกับโปรแกรม Scratch อยู่ในระดับมาก ( X = 4.31, S.D.= 0.25) คำสำคญั โปรแกรม Scratch, การจัดการเรยี นร้แู บบ 4MAT, ความสามารถในการคดิ วิเคราะห์, การเขยี นโปรแกรมโดยใชเ้ หตผุ ลเชิงตรรกะ
ค Research Title the Development of Learning Activities by using 4MAT model with Scratch for developing the Analytical thinking abilities In regards to programming by use logical thinking of Prathomsuksa 5 (Grade 5) Researcher Irada Photharin and Channarong Mongkhol. Research Consultants Assistant Professor Dr. Wason Srihirun. Organization Bachelor of Education Program in Innovation and Computer Education Published Year 2021 Abstract The purpose of this research was 1) to develop and determine the effectiveness of learning activities using the 4MAT teaching model, together with Scratch programs, to improve the ability to think and analyze programming for reasons. 5th grade students meet the performance criteria 80/80 2) to develop and find the effectiveness index. of learning activities using the 4MAT teaching model, coupled with Scratch program to develop capabilities. In analytical thinking, 50 3) to study the student's ability to think, analyze, before and after school. 5th grade using learning activities using 4MAT teaching format, combined with Scratch program. 4) To study students' satisfaction with their learning activities using 4MAT teaching, together with the Scratch program, the sample is a 5th grade student at Choeng Chum Ratnukul School, located at Sakon Nakhon Elementary School District, District 1, Semester 2, 2nd semester, 2020, total 30 students, which was randomly acquired by simple methods. The research tools include: 1) Learning management manual using 4MAT teaching model, combined with Scratch program to improve analytical thinking capabilities. Programming subject using logical reasons of 5th grade students 2) measure ability. In pre-trial and post-trial thinking. 5, which is a subjective test of programming Using logical reasons. 5th grade 3) Questionnaire of satisfaction with learning using 4MAT teaching model, together with Scratch program to improve
ง analytical thinking ability. Programming subject using logical reasoning of 5th grade students, the quality value of the tool Very suitable level. data collection is carried out. 1) Before the pre-trial test using a measurement of analytical ability, 2) conduct a 6-week, 6-hour, 6-hour-a-week trial. 3) After the post-class test using the same pre- study capability measurement, 4) inquire about the student's satisfaction with the course. Using a questionnaire of satisfaction to study created. Statistics that use percentage, average, standard deviation. T-test type Dependent samples t-test The findings were as follows 1 ) The effectiveness of learning activities using the 4 MAT teaching style combined with scratch program to improve analytical thinking capabilities. Programming for logical reasons for fifth graders developed was 8 3 . 6 3 / 8 4 . 8 9 , well above the threshold set at 80/80. 2 ) The effectiveness of learning activities using the 4 MAT teaching style together with scratch program to improve analytical thinking capabilities. Programming for logical reasons of developed fifth graders the efficiency index is 75.09. This meets the threshold set at 50 per cent. 3 ) The ability to analyses using learning activities using the 4 MAT teaching style, together with the Scratch program, developed statistically significantly higher than before class at .01. 4) Overall, students are satisfied with their learning activities using the 4MAT teaching style, along with scratch programs at a high level ( = 4.31, S.D.= 0.25). Keywords Scratch program, 4MAT Learning Activities, Programming by use logical thinking
จ กติ ตกิ รรมประกาศ วิจัยฉบับนี้ สำเร็จลงได้ด้วยความกรุณาและช่วยเหลือแนะนำอย่างดียิ่งจาก ผศ.ดร.วสันต์ ศรีหิรัญ ประธานที่ปรึกษาวิจัย ที่ให้ความกรุณาแนะนำ เสนอแนะตรวจแก้ไขข้อบกพร่องต่าง ๆ ดว้ ยความเอาใจใส่ตลอดมาตง้ั แตต่ ้นจนสำเร็จเรียบร้อย ผูว้ ิจัยรสู้ กึ ซาบซึง้ ในความกรุณา และขอกราบ ขอบพระคณุ เปน็ อย่างสูงไว้ ณ โอกาสน้ี วิจัยฉบับน้ี ได้รับทุนสนับสนุนการวิจัยจากสถาบันวิจัยและพัฒนา มหาวิทยาลัยราชภัฏ สกลนคร ผู้วจิ ยั ขอกราบขอบพระคุณ เป็นอย่างสงู ไว้ ณ ทน่ี ี้ ขอกราบขอบพระคุณ ผศ.ดร.ภัทรดร จั้นวันดี ดร.ปัณฑิตา อินทรักษา อาจารย์ประจำคณะ ครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏสกลนคร และนายวัชรินทร์ นาคะอินทร์ ครูชำนาญการพิเศษ โรงเรียนเชิงชุมราษฏร์นุกูล ที่กรุณาเสียสละเวลาเป็นผู้เชี่ยวชาญตรวจสอบพิจารณาและให้ ข้อเสนอแนะในการปรับปรุงเคร่ืองมือ เนื้อหาทใ่ี ชใ้ นการทำวจิ ยั ครง้ั นี้ ขอกราบขอบพระคุณนายชัยวัฒน์ วาทะวัฒนะ ผู้อำนวยการโรงเรียนเชิงชุมราษฏร์นุกูล สำนกั งานเขตพ้ืนท่ีการศึกษาประถมศึกษาสกลนคร เขต 1 ท่ีอำนวยความสะดวกและให้ความร่วมมือ ในการเก็บรวบรวมขอ้ มูลและทดลองใช้เคร่อื งมือในการทำวิจยั คร้งั น้ี ขอขอบพระคุณคณะครู นักเรียน โรงเรียนเชิงชุมราษฏร์นุกูล อำเภอเมืองสกลนคร จังหวัด สกลนคร ทก่ี รณุ าให้ความอนุเคราะหใ์ นการเก็บข้อมูลการวิจัยในครัง้ น้ี ขอบูชาพระคุณบิดา มารดา ผู้มีพระคุณตลอดจนครูอาจารย์ทุกท่าน ที่ประสิทธิ์ประสาท ความรู้และใหค้ วามช่วยเหลือ สนับสนนุ ตลอดมาจนประสบผลสำเร็จในการทำวิจยั ในครง้ั นี้ นางสาวไอรดา โพธารนิ ทร์ นายชาญณรงค์ มงคล 2564
ฉ สารบัญ หน้า บทคัดย่อภาษาไทย ……………………………………………………………………………………………………... ก บทคัดยอ่ ภาษาอังกฤษ ………………………………………………………………………………………………... ค กติ ตกิ รรมประกาศ ……………………………………………………………………………………………………... จ สารบัญ ……………………………………………………………………………………………………………………… ฉ สารบญั ตาราง ………………………………………………………………………………………..………………….. ญ สารบัญภาพ …………………………………………………………………………………………………………….... ฏ บทท่ี 1 บทนำ ……………….........………………………………………………………………………………. 1 ความเป็นมาและความสำคัญ ………………………………………………………………….. 1 วตั ถุประสงค์ของการวิจัย .................................................................................. 3 ขอบเขตการวจิ ัย ………………………………………….………………………………………… 3 สมมตฐิ านการวจิ ยั ………………………………………….……………………………............ 5 คำจำกดั ความที่ใชใ้ นงานวิจัย/(นิยามศัพทเ์ ฉพาะ) ……………………….…………… 5 ประโยชน์ทค่ี าดว่าจะได้รบั ……………………………………………………………………… 7 บทท่ี 2 แนวคิด ทฤษฎี เอกสารและงานวจิ ัยทเ่ี ก่ียวข้อง ………………………………………….. 8 หลกั สูตรแกนกลางการศึกษาขัน้ พ้ืนฐาน พุทธศักราช 2551 ปรบั ปรุง พุทธศกั ราช 2560 กลุ่มสาระการเรยี นรูว้ ิทยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี …………. 9 รปู แบบการเรยี นรแู้ บบ 4MAT …………………………………………………………….. 16 ความหมายรปู แบบการเรียนรู้แบบ 4MAT …………………………………….. 16 แนวคดิ ทฤษฎีรูปแบบการเรยี นรู้แบบ 4MAT …………………………………. 17 แนวทางการสอนรูปแบบการเรยี นรูแ้ บบ 4MAT …………………………….. 30 บทบาทของครแู ละนักเรยี นในการจดั การเรียนรู้แบบ 4MAT …………… 34 ข้อดีของการจดั การเรียนรู้แบบ 4MAT …………………………………………. 35 โปรแกรม Scratch ……………………………………………………………………………. 37 ความสำคัญของโปรแกรม Scratch ……………………………………………… 37
ช สารบัญ (ต่อ) หน้า การคิดวเิ คราะห์ ........................................................................................... 39 ความหมายของการคิดวิเคราะห์ ………………………………………………….. 39 การสอนให้คดิ วเิ คราะห์ ....................................................................... 41 องค์ประกอบท่ีเกยี่ วข้องกบั การคิดวเิ คราะห์ …………………………………. 44 ทฤษฎีเกีย่ วกับการคดิ วเิ คราะห์ …………………………………………………… 45 วธิ วี ดั ความสามารถในการคิดวเิ คราะห์ ………………………………………… 46 ประโยชน์ของการคิดวเิ คราะห์ ……………………………………………………. 47 ประสิทธิภาพ ............................................................................................... 50 ดัชนปี ระสทิ ธผิ ล .......................................................................................... 51 ความพึงพอใจ ............................................................................................. 54 ความหมายของความพึงพอใจ ............................................................ 54 แนวคิดเกยี่ วกบั ความพึงพอใจ ............................................................ 55 การวัดความพึงพอใจ .......................................................................... 57 งานวิจยั ทีเ่ กย่ี วข้อง ..................................................................................... 61 งานวิจยั ในประเทศ ............................................................................. 61 งานวิจยั ต่างประเทศ ........................................................................... 71 กรอบแนวคิดในการวิจยั …………………….…………………………………………….. 73 บทท่ี 3 วธิ ีดำเนินการวจิ ยั …………………………………………………………………………………... 74 ประชากรและกลุ่มตัวอยา่ ง ………………………………………………….…………....... 74 การเก็บรวบรวมข้อมูล …………………………………………………………………......... 75 เครื่องมอื ในการวิจยั ……………………………………………………….….……………….. 76 การสรา้ งและการตรวจสอบคุณภาพเครื่องมือการวิจยั ..………….………………… 76 การวิเคราะห์ขอ้ มูล …………………………………………………………………….……….. 83 สถติ ทิ ่ใี ช้ในการวิเคราะห์ขอ้ มูล ……………………………………………………………… 84
ซ สารบญั (ต่อ) บทที่ 4 หน้า ผลการวจิ ัย ……………………………………………...………………………………………………. 88 ตอนที่ 1 ผลการประเมินความเหมาะสมของคู่มอื การจดั กจิ กรรมการเรียนรู้ .. 89 ตอนท่ี 2 ผลการวิเคราะห์ประสทิ ธภิ าพของการจดั กิจกรรมการเรยี นรู้ ……….. 92 ตอนท่ี 3 ผลวิเคราะหป์ ระสทิ ธผิ ลของการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ ……………….. 93 ตอนที่ 4 ผลการวเิ คราะหค์ วามสามารถในการคิดวเิ คราะห์ ………………………. 94 ตอนท่ี 5 ผลการวเิ คราะหค์ วามพึงพอใจของนักเรยี น ..................................... 95 บทที่ 5 สรปุ ผลการวจิ ัย อภปิ รายผล และขอ้ เสนอแนะ ................................................. 97 วตั ถปุ ระสงค์ของการวิจัย ................................................................................ 97 ขอบเขตการวจิ ัย ............................................................................................. 98 เครื่องมอื ที่ใช้ในการวิจัย ................................................................................ 99 การเก็บรวบรวมข้อมูล .................................................................................... 100 การวิเคราะห์ขอ้ มลู ......................................................................................... 100 สรปุ ผลการวจิ ัย ............................................................................................... 101 อภปิ รายผล ..................................................................................................... 102 ขอ้ เสนอแนะในการนำผลการวจิ ยั ไปใช้ …………………………………………………… 104 ข้อเสนอแนะในการทำวจิ ยั คร้ังต่อไป ………………………………………………………. 104 บรรณานุกรม …………………………………………………………………………………………………………….. 105 บรรณานกุ รมภาษาไทย ……………………………………………………………………………… 107 บรรณานุกรมภาษาต่างประเทศ ………………………………………………………………….. 109 ภาคผนวก …………………………………………………………………………………………………………………. 112 ภาคผนวก ก ......................................................................................................... 114 ภาคผนวก ข ......................................................................................................... 118 ภาคผนวก ค ......................................................................................................... 231 ภาคผนวก ง .......................................................................................................... 244 ภาคผนวก จ .......................................................................................................... 262
ฌ สารบัญ (ตอ่ ) หน้า ภาคผนวก ฉ ............................................................................................................ 273 ภาคผนวก ช ............................................................................................................ 279 ประวตั ผิ ู้วจิ ยั ……………………………………………………………………………………………………..………... 285
ญ สารบัญตาราง ตารางที่ หน้า 2.1 ตวั ชว้ี ัดและสาระการเรยี นรแู้ กนกลางของมาตรฐาน ว 4.2 .......................................... 14 2.2 ตวั อย่างการหาประสิทธภิ าพของส่อื .............................................................................. 52 2.3 เกณฑก์ ารให้คะแนนแบบสอบถามเพื่อวดั ความพงึ พอใจข้อความทีก่ ลา่ วในเชงิ นิมาน .. 60 3.1 การจดั หนว่ ยการเรียนรู้ เนอื้ หา และจำนวนชัว่ โมงเรียน ............................................... 77 3.2 ตารางการวเิ คราะห์จำนวนขอ้ สอบ ............................................................................... 81 4.1 ผลการประเมนิ ความเหมาะสมของค่มู ือการจดั กจิ กรรมการเรียนรู้ โดยใชร้ ูปแบบ การสอน 4MAT ประกอบกับโปรแกรม Scratch เพอ่ื พฒั นาความสามารถ ในการคิดวเิ คราะห์ เร่ืองการเขยี นโปรแกรมโดยใชเ้ หตุผลเชิงตรรกะ ของนักเรยี นชน้ั ประถมศึกษาปีท่ี 5 โดยผู้เช่ียวชาญ จำนวน 3 ท่าน ................... 89 4.2 ผลการวเิ คราะหป์ ระสทิ ธภิ าพของการจัดกิจกรรมการเรยี นรู้ โดยใช้รูปแบบ การสอนแบบ 4MAT ประกอบกบั โปรแกรม Scratch เพ่ือพฒั นาความสามารถ ในการคดิ วิเคราะห์ เรื่องการเขียนโปรแกรมโดยใช้เหตุผลเชิงตรรกะ สำหรับ นกั เรยี นชั้นประถมศึกษาปีท่ี 5 ตามเกณฑ์ 80/80 .............................................. 92 4.3 ผลวเิ คราะห์ประสทิ ธิผลของการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ โดยใช้รปู แบบ การสอนแบบ 4MAT ประกอบกบั โปรแกรม Scratch เพ่ือพัฒนาความสามารถ ในการคิดวิเคราะห์ เรื่องการเขยี นโปรแกรมโดยใชเ้ หตผุ ลเชงิ ตรรกะ สำหรบั นกั เรียนช้ันประถมศึกษาปที ี่ 5 ตามเกณฑ์ดชั นีประสิทธผิ ล ตั้งแตร่ ้อยละ 50 ................................................................................................. 93 4.4 ผลการวเิ คราะหค์ วามสามารถในการคดิ วเิ คราะห์ ก่อนเรยี นและหลงั เรียน ของนักเรยี นช้นั ประถมศึกษาปีที่ 5 โดยใชก้ ารจัดกจิ กรรมการเรียนรู้ โดยใชร้ ูปแบบการสอน 4MAT ประกอบกบั โปรแกรม Scratch ตามเกณฑท์ ี่ตั้งไวท้ ่ีร้อยละ 50 ของคะแนนเต็ม .................................................. 94 4.5 ผลการวเิ คราะหค์ วามพึงพอใจต่อการเรียนดว้ ยการจดั กจิ กรรมการเรียนรู้ โดยใช้รปู แบบการสอนแบบ 4MAT ประกอบกบั โปรแกรม Scratch เพอ่ื พัฒนาความสามารถในการคดิ วิเคราะห์ เรื่องการเขยี นโปรแกรม โดยใช้เหตผุ ลเชิงตรรกะ สำหรบั นักเรยี นชน้ั ประถมศกึ ษาปีท่ี 5 ......................... 95
ฎ สารบัญตาราง (ต่อ) ตารางที่ หน้า จ-1 ผลการประเมนิ ความเหมาะสมของคมู่ ือการจัดกิจกรรมการเรยี นร้โู ดยใช้ รูปแบบการสอน 4MAT ประกอบกบั โปรแกรม Scratch เพื่อพฒั นา ความสามารถในการคดิ วเิ คราะห์ เรื่องการเขียนโปรแกรมโดยใช้ เหตุผลเชิงตรรกะ ของนักเรียนช้นั ประถมศึกษาปีที่ 5 โดยผู้เช่ยี วชาญ จำนวน 3 ท่าน .................................................................................................... 265 จ-2 ค่าดัชนคี วามสอดคล้อง (IOC) ระหว่างแบบวัดความสามารถ ในการคิดวเิ คราะห์กับตวั ชวี้ ดั ของแบบวดั ความสามารถในการคิดวิเคราะห์ โดยใช้รปู แบบการสอน 4MAT ประกอบกบั โปรแกรม Scratch เพ่อื พัฒนาความสามารถในการคดิ วิเคราะห์ เร่ืองการเขยี นโปรแกรม โดยใชเ้ หตุผลเชงิ ตรรกะ ของนักเรียนช้นั ประถมศึกษาปีท่ี 5 โดยผเู้ ชีย่ วชาญจำนวน 3 ทา่ น ............................................................................. 268 จ-3 ค่าความยากง่าย อำนาจจำแนก และค่าความเช่ือมั่นของแบบวัดความสามารถ ในการคิดวเิ คราะห์ โดยใช้รปู แบบการสอน 4MAT ประกอบกบั โปรแกรม Scratch เพอื่ พฒั นาความสามารถในการคิดวเิ คราะห์ เรือ่ งการเขียนโปรแกรมโดยใช้เหตุผลเชงิ ตรรกะ ของนักเรียน ช้นั ประถมศึกษาปีท่ี 5 ข้อสอบจำนวน 10 ขอ้ .................................................... 269 จ-4 ผลการประเมนิ ความสอดคลอ้ งสำหรับผู้เช่ยี วชาญที่มตี อ่ แบบสอบถาม ความพงึ พอใจท่ีมีต่อการเรยี นโดยใช้รูปแบบการสอน 4MAT ประกอบกบั โปรแกรม Scratch เพ่อื พฒั นาความสามารถ ในการคดิ วเิ คราะห์ เรื่องการเขยี นโปรแกรมโดยใชเ้ หตุผลเชงิ ตรรกะ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปที ี่ 5 โดยผู้เชีย่ วชาญ จำนวน 3 ทา่ น ................... 270
ฏ สารบญั ภาพ ภาพที่ หน้า 2.1 รูปแบบการเรียนรู้ของ David Kolb …………………………………………………................... 23 2.2 การเรยี นรู้ (4MAT) ……………………………...………………………………………….................. 25
บทท่ี 1 บทนำ ความเป็นมาและความสำคัญ วทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยีกำลังก้าวหนา้ อยา่ งไมห่ ยดุ ยงั้ อนั เป็นผลมาจากการเปลี่ยนแปลง ไปตามกระแสโลกาภิวัตน์ มีความก้าวหน้าขึ้นทุกวัน ไม่มีหยุดนิ่ง มีการค้นพบความรู้ใหม่ ๆ เกิดการ เปลี่ยนแปลงทั้งด้านเศรษฐกิจและสังคมซึ่งการเปลี่ยนแปลงที่เห็นได้เด่นชัดคือ ความก้าวห น้าทาง วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีอันมีผลต่อการเปลี่ยนแปลงของโลกทั้งด้านธรรมชาติ และวิถีชีวิตของ มนษุ ย์ จึงสง่ ผลทำให้การเรียนรู้ในศตวรรษน้เี ปลี่ยนแปลงไป กล่าวคอื ผู้เรยี นในศตวรรษน้ีมาพร้อมกับ ความกา้ วหน้าทางด้านวิทยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี ซงึ่ ทำให้สามารถเข้าถงึ เนอื้ หา สาระ และความรู้ได้ อย่างง่ายดาย ส่งผลให้ผู้เรียนขาดทักษะการคิดวิเคราะห์ ที่เป็นทักษะพื้นฐานสำคัญที่จะส่งผลให้ ผูเ้ รยี นพัฒนาทักษะการคดิ ดา้ นอื่น ๆ สถาบันส่งเสริมการสอนวทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยี (สสวท.) ได้ตระหนักถึงความสำคัญของ การพัฒนาทักษะของผู้เรียนให้ดำรงชีวิตอยู่ได้อย่างมีคุณภาพในศตวรรษที่ 21 จึงได้ปรับเปลี่ยน หลักสูตรเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารไปสู่หลักสูตรวิทยาการคำนวณที่มุ่งเน้นให้ผู้เรียนได้ พัฒนาทักษะการคิดวิเคราะห์ แก้ปัญหาอย่างเป็นขั้นตอนและเป็นระบบ มีทักษะการคิดเชิงคำนวณ และเปน็ ผทู้ ม่ี ีคุณธรรม จรยิ ธรรม และค่านิยมในการใชว้ ิทยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยีอย่างสร้างสรรค์ซึ่ง การจัดการเรียนการสอนวิชาวิทยาการคำนวณ มีเป้าหมายที่สำคัญในการพัฒนาผู้เรียนกล่าวคือ เพื่อให้ผู้เรียนมีความสามารถใช้ทักษะการคิดเชิงคำนวณในการคิดวิเคราะห์ แก้ปัญหาอย่างเป็น ขั้นตอนและเป็นระบบ มีทักษะในการค้นหาข้อมูลหรือสารสนเทศ ประเมิน จัดการ วิเคราะห์ สังเคราะห์ และนำสารสนเทศไปใช้ในการแก้ปัญหา สามารถประยุกต์ใช้ความรู้ด้านวิทยาการ คอมพิวเตอร์ สื่อดิจิทัล เทคโนโลยีสารสนเทศและการส่ือสาร ในการแก้ปัญหาในชีวติ จริง การทำงาน ร่วมกันอย่างสร้างสรรค์เพื่อประโยชน์ต่อตนเองหรือสังคม และสามารถใช้เทคโนโลยีสารสนเทศและ การสื่อสารอย่างปลอดภยั รเู้ ท่าทัน มคี วามรบั ผดิ ชอบมจี รยิ ธรรม การคิดวิเคราะห์เป็นทักษะพื้นฐานสำคัญที่จะส่งผลให้ผู้เรียนพัฒนาทักษะการคิดด้านอื่น ๆ ที่สูงขึ้นซึ่งจะช่วยให้รู้ข้อเท็จจริง รู้เหตุผลเบื้องต้นของสิ่งที่เกิดเข้าใจความเป็นมาของเหตุการณ์เพ่ือ นำมาตัดสินใจแก้ปญั หาหรือตัดสนิ ใจในเรื่องต่าง ๆ ได้ถูกต้อง ด้วยความสำคัญดงั กล่าวจงึ จำเป็นตอ้ ง พัฒนาทักษะการคิดวิเคราะห์ให้แก่ผู้เรียนอย่างต่อเนื่อง โดยผู้ที่มีบทบาทสำคัญก็คือครู ดังนั้นครูจึง
2 ควรทำความเข้าใจและนำกระบวนการคิดวิเคราะห์มาบูรณาการเข้ากับกิจกรรมการเรียนรู้ให้กับ ผู้เรยี น ปัญหาในด้านการจัดการเรียนการสอน พบว่าในการเรียนการสอนส่วนใหญ่ ผู้เรียนมักจะ ได้รับข้อมูลจากผู้สอนเพียงทางเดียว และกระบวนการจัดการเรียนการสอนก็ยังไม่เข้าถึงหลักการคดิ วิเคราะห์ที่แท้จริง ทำให้ผู้เรียนไม่เกิดการฝึกทักษะการคิดวิเคราะห์ และไม่สามารถต่อยอดความรู้ ต่าง ๆ ได้ ซึ่งทักษะดังกล่าวเป็นสิ่งที่จำเป็นในศตวรรษที่ 21 ดังนั้น ครูยุคใหม่จึงจำเป็นต้องจัดการ เรียนการสอนให้สอดคล้องกับยุคสมัยที่เปลี่ยนไป เพื่อให้การเรียนรู้ของผู้เรียนมีความคงทนและ สามารถนำมาปรบั ใชก้ ับบริบทต่าง ๆ ได้อยา่ งมปี ระสิทธิภาพ ฉะน้นั จงึ มคี วามจําเป็นอย่างยิ่งท่ีจะต้อง พัฒนาผเู้ รียนเกดิ ทกั ษะการคิดวิเคราะห์ แนวคดิ การจัดการเรียนรู้แบบ 4MAT เปน็ การจัดการเรียนรู้ท่ีคำนึงถงึ รปู แบบการเรียนรู้ของ กลุ่มนักเรียน 4 คุณลักษณะ กล่าวคือ 1) ผู้เรียนที่ถนัดการเรียนรู้โดยจินตนาการ (Imaginative Learners) 2) ผู้เรียนที่ถนัดการรับรู้มโนทัศน์ที่เป็นนามธรรม นำกระบวนการสังเกตอย่างไตร่ตรอง หรือเรียกว่าผู้เรียนที่ถนัดการวิเคราะห์ (Analytic Learners) 3) ผู้เรียนที่ถนัดการรับรู้มโนทัศน์แล้ว ผ่านกระบวนการลงมือทำหรือที่เรียกว่าผู้เรียนที่ถนัดการใช้สามัญสำนึก (Commonsense Learners) และ 4) ผู้เรียนที่ถนัดการรับรู้จากประสบการณ์ที่เป็นรูปธรรมและนำสู่การลงมือปฏิบัติ ร่วมกับพัฒนาการสมองซีกซ้าย และซีกขวาอย่างสมดุลเพื่อให้นักเรียน เรียนรู้ตามแบบและความ ต้องการของตนเองอย่างเหมาะสมและสามารถพัฒนาตนเองอย่างเต็มตามศักยภาพ ส่งผลให้ผู้เรียน สามารถสร้างความรู้ด้วยตนเองในเรื่องที่เรียน เกิดความรู้ ความเข้าใจ นำความรู้ความเข้าใจนั้นไป ใช้ได้ และสามารถสร้างผลงานที่เป็นความคิดสร้างสรรค์ของตนเอง รวมทั้งได้พัฒนาทักษะ กระบวนการตา่ ง ๆ อีกจำนวนมาก จากปญั หาและความสำคัญในข้างต้นผวู้ จิ ัยจึงสนใจท่จี ะพัฒนาการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดย ใช้รูปแบบการสอน 4MATประกอบกับ โปรแกรม Scratch ที่เป็นโปรแกรมส่งเสริมทักษะด้านการคดิ วิเคราะห์ และความคิดสร้างสรรค์ โดยปลูกฝังทักษะกระบวนการคิดเชิงระบบ ซึ่งจะนำไปสู่การคิด แก้ปัญหา หรือประดิษฐ์สิ่งคิดค้นที่แปลกใหม่ โดยการใช้โปรแกรมภาษาที่ง่ายไม่ซับซ้อน กระตุ้นให้ ผู้เรียนมีความต้องการในการเรียนวิชาการเขียนโปรแกรมและเหมาะสำหรับการสร้างผลงานต่าง ๆ โดยมีวิธีการเขียนโปรแกรมที่ไม่ต้องมีการพิมพ์คำสั่งที่ยุ่งยากซับซ้อนเหมาะกับการสอน เพ่ือพัฒนา ความสามารถในการคิดวิเคราะห์ และผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาวิทยาการคำนวณ เรื่องการเขียน โปรแกรมโดยใชเ้ หตผุ ลเชิงตรรกะ ของนักเรยี นชัน้ ประถมศกึ ษาปีที่ 5 ซึง่ จะช่วยใหน้ ักเรียนได้มีทักษะ การคิดวิเคราะห์ ตลอดจนการใช้วิธีการจัดการเรียนการสอนแบบ 4MAT เข้ามาบูรณาการกับการจัด กจิ กรรมการเรยี นรู้
3 วตั ถปุ ระสงค์ของการวิจัย 1. เพื่อพัฒนาและหาประสิทธิภาพของการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้รูปแบบการสอน 4MAT ประกอบกับโปรแกรม Scratch เพื่อพัฒนาความสามารถในการคิดวิเคราะห์ เรื่องการเขียน โปรแกรมโดยใช้เหตผุ ลเชงิ ตรรกะ ของนักเรียนช้ันประถมศกึ ษาปีท่ี 5 ตามเกณฑป์ ระสทิ ธิภาพ 80/80 2. เพื่อพัฒนาและหาดัชนีประสิทธิผลของการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้รูปแบบการสอน 4MAT ประกอบกับโปรแกรม Scratch เพื่อพัฒนาความสามารถในการคิดวิเคราะห์ เรื่องการเขียน โปรแกรมโดยใช้เหตุผลเชิงตรรกะ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ตามเกณฑ์ดัชนีประสิทธิผล ต้ังแต่รอ้ ยละ 50 3. เพื่อศึกษาความสามารถในการคิดวิเคราะห์ก่อนเรียนและหลังเรียนของนักเรียน ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 โดยใช้รปู แบบการสอน 4MAT ประกอบกบั โปรแกรม Scratch 4. เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการเรียนโดยใช้การจัดกิจกรรมการเรียนรู้ โดยใช้รปู แบบการสอน 4MAT ประกอบกบั โปรแกรม Scratch ขอบเขตการวิจยั การวิจยั คร้งั นี้ ผวู้ ิจัยไดก้ ำหนดขอบเขตของการวิจยั ดังน้ี 1. ขอบเขตด้านประชากรและกลมุ่ ตวั อย่าง 1.1 ประชากร คือ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนเชิงชุมราษฎร์นุกูล สังกัด สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสกลนคร เขต 1 ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2563 จำนวน 7 หอ้ งเรยี น รวมทง้ั สนิ้ 284 คน 1.2 กลุ่มตัวอย่าง คือ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนเชิงชุมราษฎร์นุกูล สังกัด สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสกลนคร เขต 1 ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2563 จำนวน 1 หอ้ งเรยี น รวมทั้งส้ิน 30 คน ซ่งึ ได้มาโดยวธิ ีสมุ่ อยา่ งง่าย 2. ขอบเขตดา้ นตวั แปร 2.1 ตวั แปรอสิ ระ 2.1.1 การจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้รูปแบบการสอน 4MAT ประกอบกับ โปรแกรม Scratch
4 2.2 ตัวแปรตาม ไดแ้ ก่ 2.2.1 ประสทิ ธิภาพของการจัดกจิ กรรมการเรยี นรู้ 2.2.2 ประสทิ ธผิ ลของการจัดกจิ กรรมการเรยี นรู้ 2.2.3 ความสามารถในการคดิ วิเคราะห์ของนกั เรยี น 2.2.4 ความพึงพอใจต่อการเรียน 3. ขอบเขตด้านเนอ้ื หา การจดั กจิ กรรมการเรียนรูโ้ ดยใช้รูปแบบการสอน 4MAT ประกอบกับโปรแกรม Scratch เพื่อพัฒนาความสามารถในการคิดวิเคราะห์ เรื่องการเขียนโปรแกรมโดยใช้เหตุผลเชิงตรรกะ ของนกั เรยี นชน้ั ประถมศึกษาปที ี่ 5 มีขอบขา่ ยเนอ้ื หาสาระการเรียนรู้ ดังน้ี 3.1 การออกแบบโปรแกรม 3.1.1 การเขยี นข้อความเพ่ืออธบิ ายการทำงานของโปรแกรม 3.1.2 การเขยี นผงั งานเพอ่ื อธิบายการทำงานของโปรแกรม 3.2 การเขียนโปรแกรมโดยใชภ้ าษา Scratch 3.2.1 การเขยี นโปรแกรมโดยใช้ภาษา Scratch 3.2.2 การตรวจสอบข้อผิดพลาดของโปรแกรม 4. ขอบเขตด้านระยะเวลาในการทดลองใช้ ผู้วิจัยดำเนินการทดลองใช้ แผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้รูปแบบการสอน 4MAT ประกอบกับโปรแกรม Scratch เพื่อพัฒนาความสามารถในการคิดวิเคราะห์ เรื่องการเขียนโปรแกรม โดยใช้เหตุผลเชิงตรรกะ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ในภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2563 รวมเวลาท้งั ส้ิน 8 ชว่ั โมง โดยเรม่ิ ทดลองตง้ั แต่ เดอื นธันวาคม 2563 ถึง เดือนกมุ ภาพันธ์ 2564
5 สมมติฐานการวิจัย 1. การจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้รูปแบบการสอน 4MAT ประกอบกับโปรแกรม Scratch เพื่อพัฒนาความสามารถในการคิดวิเคราะห์ เรื่องการเขียนโปรแกรมโดยใช้เหตุผลเชิงตรรกะ ของนกั เรยี นช้ันประถมศึกษาปีท่ี 5 มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80 2. การจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้รูปแบบการสอน 4MAT ประกอบกับโปรแกรม Scratch เพื่อพัฒนาความสามารถในการคิดวิเคราะห์ เรื่องการเขียนโปรแกรมโดยใช้เหตุผลเชิงตรรกะ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 มีประสิทธิผลตามเกณฑ์ดัชนีประสิทธิผลตั้งแต่ร้อยละ 50 ของคะแนนเตม็ 3. ความสามารถในการคิดวิเคราะห์ ก่อนเรียนและหลังเรียน ของนักเรียนชั้นประถมศึกษา ปีที่ 5 โดยใช้การจดั กจิ กรรมการเรียนรโู้ ดยใช้รปู แบบการสอน 4MAT ประกอบกบั โปรแกรม Scratch สงู กว่ากอ่ นเรยี น 4. ความพึงพอใจของนักเรียนที่มตี ่อการเรียนโดยใช้การจัดกจิ กรรมการเรียนร้โู ดยใช้รูปแบบ การสอน 4MAT ประกอบกับโปรแกรม Scratch อยู่ในระดับมากขึน้ ไป คำจำกัดความท่ีใชใ้ นงานวจิ ัย/(นิยามศพั ทเ์ ฉพาะ) การวจิ ัยครัง้ น้ี ผูว้ ิจยั ไดน้ ยิ ามศัพท์เฉพาะ ดงั น้ี 1. คู่มือการจัดการเรียนรู้ หมายถึง รูปแบบสื่อสิ่งพิมพ์ เอกสารการจัดการสอนที่ให้แนว ทางการสอนแก่ผู้สอนอย่างชัดเจน ทั้งด้านจุดประสงค์การเรียนรู้ เนื้อหาการจัดกิจกรรมการเรียน การสอน การใช้สื่อการสอนและการวดั ผลประเมินผลการจัดกิจกรรมการเรยี นรู้ 2. การจัดการเรียนรู้แบบ 4MAT หมายถึง การจัดกิจกรรมการเรียนรู้ที่เน้นผู้เรียน เป็นสำคัญโดยมุ่งเน้นความถนดั ความแตกต่างระหวา่ งบคุ คล การใช้สมองสองซีกอย่างสมดุล รวมท้ัง การพัฒนานกั เรียนให้เต็มศักยภาพ เพ่ือเปน็ คนดี คนเกง่ และมีความสุข มที ้งั หมด 8 ขน้ั คือ ขั้นสร้าง ประสบการณ์และความรู้เดิม ขั้นวิเคราะห์ประสบการณ์ ขั้นปรับประสบการณ์เป็นความคิดรวบยอด ขั้นพัฒนาความคิดรวบยอด ขั้นลงมือปฏิบัติตามความคิดรวบยอด ขั้นปรับปรุงแก้ไข ขั้นวิเคราะห์ คณุ ค่า และขัน้ แลกเปลีย่ นประสบการณ์เรียนรกู้ บั ผอู้ ่นื
6 3. โปรแกรม Scratch หมายถึง โปรแกรมภาษาที่ผู้เรียนสามารถสร้างชิ้นงานได้อย่างง่าย เช่น นิทานที่สามารถโต้ตอบกับผู้อ่านได้ ภาพเคลื่อนไหว เกม ดนตรี และศิลปะ และเมื่อสร้างเป็น ชิน้ งานเสรจ็ แลว้ สามารถนำช้นิ งานทสี่ รา้ งสรรคน์ ้ี แสดง และแลกเปลย่ี นความคิดเห็นร่วมกับผู้อ่ืนบน เว็บไซต์ได้ ทำให้ผู้เรียนได้เรียนรู้หลักการทางคณิตศาสตร์ และแนวคิดการโปรแกรมไปพร้อม ๆ กบั การคดิ อยา่ งสรา้ งสรรค์ มีเหตุผล เปน็ ระบบ และเกิดการทางานร่วมกัน 4. ความสามารถในการคิดวิเคราะห์ หมายถึง ความสามารถในการให้เหตุผล การเปรียบเทยี บ การแยกแยะ พิจารณาขอ้ มูล หรือวินิจฉัยวา่ อะไรสำคัญหรือจำเป็น เพ่ือหาส่วนย่อย ของเหตุการณ์เรื่องราวหรือเนื้อหาต่าง ๆ ว่าประกอบด้วยอะไร มีความสำคัญอย่างไร อะไรเป็นเหตุ อะไรเป็นผล เพื่อสืบค้นข้อเท็จจริงหรือนำข้อมูลที่น่าเชื่อถือมายืนยันในการตัดสินใจ ขี้ขาดเรื่องราว หรือเหตุการณ์นั้นอย่างถูกต้องสมเหตุและผล โดยใช้คำถามแบบบทสอบความสามารถในการคิด วิเคราะห์ ในเรื่องการเขียนโปรแกรมโดยใช้เหตุผลเชิงตรรกะ วิชาวิทยาการคำนวณ ของนักเรียนชั้น ประถมศกึ ษาปีท่ี 5ท่ผี วู้ จิ ัยสร้างขึน้ เป็นแบบอตั นัยจำนวน 5 ขอ้ 5. คู่มือการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้รูปแบบการสอน 4MAT ประกอบกับโปรแกรม Scratch วิชาวิทยาการคำนวณ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 หมายถึง รูปแบบสื่อสิ่งพิมพ์หรือเอกสารการ สอนแก่ผู้สอนอย่างชัดเจน ทั้งด้านจุดประสงค์การเรียนรู้ เนื้อหาการจัดกิจกรรมการเรียนการสอน การใช้สื่อการสอนและการวัดผลประเมินผลการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ โดยมีการจัดการเรียนรู้แบบ 4MAT ทีเ่ น้นผูเ้ รยี นเป็นสำคัญโดยมุง่ เน้นความถนดั ความแตกต่างระหว่างบุคคล การใช้สมองสองซีก อยา่ งสมดลุ ท่ีจะชว่ ยให้ผู้เรยี นเกิดความร้แู ละความสามารถในการคิดวเิ คราะห์ 6. ประสิทธิภาพการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้รูปแบบการสอนแบบ 4MAT ประกอบ กับโปรแกรม Scratch เพื่อพัฒนาความสามารถในการคิดวิเคราะห์ เรื่องการเขียนโปรแกรมโดยใช้ เหตุผลเชิงตรรกะ สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 หมายถึง ประสิทธิภาพของคู่มือการจัด กิจกรรมการเรียนรู้ เมื่อนำไปใช้ในการจัดการเรียนรู้ แล้วทำให้ผู้เรียนบรรลุวัตถุประสงค์การเรียนรู้ ตามเกณฑ์ 80/80 80 ตัวแรก คือประสิทธิภาพของกระบวนการที่จัดไว้ในคู่มือการจัดกิจกรรมการ เรยี นรคู้ ิดเป็นรอ้ ยละ จากการทำแบบฝึกหดั หรือผลงานของนักเรยี น สว่ น 80 ตัวหลัง คอื ประสิทธิภาพ ของผลลพั ธ์คิดเปน็ ร้อยละจากการทำแบบทดสอบหลังเรยี น 7. ประสิทธิผลของการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้รูปแบบการสอนแบบ 4MAT ประกอบกับโปรแกรม Scratch เพื่อพัฒนาความสามารถในการคดิ วิเคราะห์ เรื่องการเขียนโปรแกรม โดยใช้เหตผุ ลเชิงตรรกะ สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 หมายถึง อัตราความก้าวหน้าในการ เรียนรู้ของผู้เรียนได้รับเพิ่มขึ้นจากเดิม หลังจากผู้เรียนเรียนด้วยการจัดกิจกรรมจากคู่มือการจัด กิจกรรมการเรียนรู้ โดยการประเมินความแตกต่างของคะแนนการทดสอบก่อนเรียนและคะแนน ทดสอบคะแนนหลังเรยี น
7 8. ความพึงพอใจ หมายถึง การแสดงออกซึ่งความรู้สึกพึงพอใจในการจัดกิจกรรม การเรียนรู้โดยใช้รูปแบบการสอนแบบ 4MAT ประกอบกับโปรแกรม Scratch เพื่อพัฒนา ความสามารถในการคดิ วเิ คราะห์ เรอื่ งการเขยี นโปรแกรมโดยใช้เหตุผลเชิงตรรกะ สำหรับนักเรียนชั้น ประถมศกึ ษาปที ่ี 5 ประโยชนท์ ่ีคาดวา่ จะได้รับ 1. ได้คู่มือการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้รูปแบบการสอน 4MAT ประกอบกับโปรแกรม Scratch เพ่อื พัฒนาความสามารถในการคดิ วิเคราะห์ เรื่องการเขยี นโปรแกรมโดยใชเ้ หตุผลเชิงตรรกะ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ที่มีประสิทธภิ าพและสามารถนำไปใช้ในการจัดการเรียนการสอน เพื่อพัฒนาความสามารถในการคิดวิเคราะห์ของนักเรยี น 2. ทราบถึงข้อมูลพื้นฐานในภาพรวมเกี่ยวกับประเด็นในการทำวิจัย กิจกรรมที่ใช้ในการ จดั การเรยี นการสอน กลุ่มเป้าหมายท่ีใชใ้ นการทำวจิ ยั เคร่ืองมือท่ีใช้ การเก็บรวบรวมข้อมูล สถิติที่ใช้ ในการวิเคราะห์ 3. เป็นแนวทางสำหรับครู และนักวิจัยในการพัฒนาความสามารถในการคิดวิเคราะห์ใน รายวิชาอืน่ เน้อื หาอ่ืน หรอื ระดับชั้นเรียนอน่ื ได้
8
บทที่ 2 แนวคดิ ทฤษฎี เอกสารและงานวจิ ัยทเ่ี ก่ยี วข้อง ในการวิจัยเรื่อง การพัฒนาการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้รูปแบบการสอน 4MAT ประกอบกับโปรแกรม Scratch เพื่อพัฒนาความสามารถในการคดิ วิเคราะห์ เรื่องการเขียนโปรแกรม โดยใช้เหตุผลเชิงตรรกะ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ผู้วิจัยได้ทำการศึกษาแนวคิด ทฤษฎี เอกสารและงานวจิ ัยต่าง ๆ ท่ีเกีย่ วขอ้ ง ดังน้ี 1. หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 ปรับปรุง พุทธศักราช 2560 กลมุ่ สาระการเรยี นรูว้ ิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี 2. รูปแบบการเรยี นรแู้ บบ 4MAT 2.1 ความหมายรูปแบบการเรียนร้แู บบ 4MAT 2.2 แนวคดิ ทฤษฎีรูปแบบการเรยี นรู้แบบ 4MAT 2.3 แนวทางการสอนรปู แบบการเรียนร้แู บบ 4MAT 2.4 บทบาทของครแู ละนักเรียนในการจดั การเรยี นรูแ้ บบ 4MAT 2.5 ข้อดีของการจัดการเรยี นรู้แบบ 4MAT 3. โปรแกรม Scratch 3.1 ความสำคญั ของโปรแกรม Scratch 4. การคดิ วเิ คราะห์ 4.1 ความหมายของการคดิ วเิ คราะห์ 4.2 การสอนใหค้ ดิ วเิ คราะห์ 4.3 องค์ประกอบทเี่ กย่ี วขอ้ งกับการคิดวเิ คราะห์ 4.4 ทฤษฎเี กีย่ วกบั การคดิ วิเคราะห์ 4.5 วิธวี ดั ความสามารถในการคิดวิเคราะห์ 4.6 ประโยชน์ของการคิดวิเคราะห์ 5. ประสทิ ธภิ าพ 6. ดชั นปี ระสิทธิผล 7. ความพงึ พอใจ 8. งานวิจยั ทีเ่ กย่ี วขอ้ ง 8.1 งานวจิ ัยในประเทศ 8.2 งานวจิ ยั ต่างประเทศ
10 หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพืน้ ฐาน พทุ ธศกั ราช 2551 ปรับปรุงพทุ ธศกั ราช 2560 กลมุ่ สาระการเรียนรู้วิทยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี 1. วิสัยทศั น์ หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน มุ่งพัฒนาผู้เรียนทุกคน ซึ่งเป็นกําลังของชาติ ให้เป็นมนุษย์ที่มีความสมดุลทั้งด้านร่างกาย ความรู้ คุณธรรม มีจิตสํานึกในความเป็นพลเมืองไทย และเปน็ พลโลก ยึดมน่ั ในการปกครองตามระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข มีความรูแ้ ละทกั ษะพ้ืนฐาน รวมทง้ั เจตคตทิ จ่ี ําเป็นต่อการศึกษาต่อ การประกอบอาชีพ และการศึกษา ตลอดชีวิต โดยมงุ่ เน้นผูเ้ รียนเปน็ สำคัญบนพน้ื ฐานความเชือ่ วา่ ทุกคนสามารถเรียนรู้ และพัฒนาตนเอง ได้เต็มตามศักยภาพ 2. หลกั การ หลกั สูตรแกนกลางการศกึ ษาข้ันพื้นฐาน มหี ลักการทีส่ ำคญั ดงั นี้ 1. เป็นหลักสูตรการศึกษาเพื่อความเป็นเอกภาพของชาติ มีจุดหมายและมาตรฐาน การเรียนรู้ เป็นเป้าหมายสำหรับพัฒนาเด็กและเยาวชนให้มีความรู้ ทักษะ เจตคติ และคุณธรรม บนพืน้ ฐานของความเปน็ ไทยควบคูก่ บั ความเปน็ สากล 2. เป็นหลกั สูตรการศกึ ษาเพื่อปวงชน ทีป่ ระชาชนทกุ คนมีโอกาสไดร้ ับการศึกษาอย่าง เสมอภาคและมคี ุณภาพ 3. เป็นหลักสูตรการศึกษาที่สนองการกระจายอำนาจ ให้สังคมมีส่วนร่วมในการจัด การศกึ ษาให้สอดคลอ้ งกับสภาพและความตอ้ งการของทอ้ งถ่ิน 4. เป็นหลักสูตรการศึกษาที่มีโครงสร้างยึดหยุ่นทั้งด้านสาระการเรียนรู้ เวลาและการ จัดการเรียนรู้ 5. เปน็ หลกั สตู รการศึกษาท่ีเนน้ ผเู้ รยี นเป็นสำคัญ 6. เป็นหลักสูตรการศึกษาสำหรับการศึกษาในระบบ นอกระบบ และตามอัธยาศัย ครอบคลุมทกุ กลุ่มเปา้ หมาย สามารถเทยี บโอนผลการเรยี นรู้ และประสบการณ์ 3. จุดหมาย หลักสตู รแกนกลางการศึกษาข้ันพื้นฐาน มุ่งพัฒนาผเู้ รียนให้เป็นคนดี มปี ัญญา มีความสุข มีศักยภาพในการศึกษาต่อ และประกอบอาชีพ จึงกำหนดเป็นจุดหมาย เพื่อให้เกิดกับผู้เรียนเมื่อจบ การศึกษาขน้ั พน้ื ฐาน ดังน้ี 1. มีคุณธรรม จริยธรรม และค่านิยมที่พึงประสงค์ เห็นคุณค่าของตนเอง มีวินัย และปฏิบัติตนตามหลักธรรมของพระพุทธศาสนา หรือศาสนาที่ตนนับถือ ยึดหลักปรัชญาของ เศรษฐกิจพอเพียง
11 2. มีความรู้อันเป็นสากลและมีความสามารถในการสื่อสาร การคิด การแก้ปัญหา การใชเ้ ทคโนโลยี และมีทักษะชีวติ 3. มสี ขุ ภาพกายและสุขภาพจิตท่ดี ี มีสุขนิสัย และรักการออกกําลังกาย 4. มีความรักชาติ มีจิตสํานึกในความเป็นพลเมืองไทยและพลโลก ยึดมั่นในวิถีชีวิต และการปกครองตามระบอบประชาธิปไตยอนั มีพระมหากษัตรยิ ท์ รงเป็นประมุข 5. มีจิตสํานึกในการอนุรักษ์วัฒนธรรมและภูมิปัญญาไทย การอนุรักษ์และพัฒนา สิ่งแวดล้อม มีจิตสาธารณะที่มุ่งทำประโยชน์และสร้างสิ่งที่ดีงามในสังคม และอยู่ร่วมกันในสังคม อย่างมคี วามสขุ 4. สมรรถนะสำคัญของผ้เู รียน หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน มุ่งพัฒนาผู้เรียนให้มีคุณภาพตามมาตรฐาน การเรียนรู้ ซึ่งการพัฒนาผู้เรียนให้บรรลุมาตรฐานการเรียนรู้ที่กำหนดนั้นจะช่วยให้ผู้เรียน เกดิ สมรรถนะสำคัญ 5 ประการ ดงั นี้ 1. ความสามารถในการสื่อสาร เป็นความสามารถในการรับและส่งสาร มีวัฒนธรรมในการใช้ภาษาถา่ ยทอดความคิด ความรู้ความเขา้ ใจ ความรู้สึก และทศั นะของตนเองเพ่ือ แลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสาร และประสบการณ์อันจะเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาตนเองและสังคม รวมทั้งการเจรจาต่อรองเพื่อขจัดและลดปัญหา ความขัดแย้งต่าง ๆ การเลือกรับหรือไม่รับข้อมูล ข่าวสารด้วยหลัก เหตุผล และความถูกต้อง ตลอดจนการเลือกใช้วิธีการสื่อสารที่มีประสิทธิภาพ โดยคำนงึ ถงึ ผลกระทบทม่ี ตี ่อตนเองและสงั คม 2. ความสามารถในการคิด เป็นความสามารถในการคิดวิเคราะห์ การคิดสังเคราะห์ การคิดอย่างสร้างสรรค์ การคิดอย่างมีวิจารณญาณ และการคิดเป็นระบบเพื่อนําไปสู่การสร้างองค์ ความร้หู รอื สารสนเทศเพ่อื การตดั สินใจเกีย่ วกบั ตนเอง และสงั คมได้อย่างเหมาะสม 3. ความสามารถในการแก้ปัญหา เป็นความสามารถในการแก้ปัญหาและอุปสรรค ต่าง ๆ ที่เผชิญได้อย่างถูกต้องเหมาะสมบนพื้นฐานของหลักเหตุผล คุณธรรมและข้อมูลสารสนเทศ เข้าใจ ความสัมพันธ์และการเปลี่ยนแปลงของเหตุการณ์ต่าง ๆ ในสังคม แสวงหาความรู้ ประยุกต์ความรู้มาใช้ในการป้องกันและแก้ไขปัญหา และมีการตัดสินใจที่มีประสิทธิภาพโดยคำนึงถึง ผลกระทบทเี่ กดิ ข้นึ ตอ่ ตนเอง สงั คมและสง่ิ แวดล้อม 4. ความสามารถในการใช้ทักษะชีวิต เป็นความสามารถในการนํากระบวนการต่าง ๆ ไปใชใ้ นการดำเนินชวี ติ ประจำวนั การเรยี นรูด้ ้วยตนเอง การเรียนรู้อยา่ งต่อเน่ือง การทำงาน และการ อยู่ร่วมกันในสังคมด้วยการสร้างเสริมความสัมพันธ์อันดีระหว่าง บุคคล การจัดการปัญหาและ ความขัดแย้งต่าง ๆ อย่างเหมาะสม การปรับตัวให้ทันกับการเปลี่ยนแปลงของสังคมและ สภาพแวดล้อม และการร้จู กั หลีกเลี่ยงพฤตกิ รรมไมพ่ ึงประสงคท์ ่ีสง่ ผลกระทบต่อ ตนเองและผูอ้ ่นื
12 5. ความสามารถในการใช้เทคโนโลยี เป็นความสามารถในการเลือกและ ใช้เทคโนโลยีด้านต่าง ๆ และมีทักษะกระบวนการทางเทคโนโลยี เพื่อการพัฒนาตนเองและสังคม ในด้านการเรียนรู้ การสื่อสาร การทำงาน การแก้ปัญหาอย่างสร้างสรรค์ ถูกต้องเหมาะสม และ มคี ณุ ธรรม 5. คุณลักษณะอนั พึงประสงค์ หลักสูตรแกนกลางขั้นพื้นฐาน มุ่งพัฒนาผู้เรียนให้มีคุณลักษณะอันพึงประสงค์ เพื่อให้ สามารถอยรู่ ่วมกบั ผอู้ น่ื ในสงั คมไดอ้ ย่างมีความสขุ ในฐานะเปน็ พลเมืองไทยและพลโลก ดงั นี้ 1. รกั ชาติ ศาสน์ กษตั ริย์ 2. ซือ่ สตั ย์สุจริต 3. มวี ินัย 4. ใฝเ่ รยี นรู้ 5. อย่อู ย่างพอเพยี ง 6. มงุ่ มัน่ ในการทำงาน 7. รกั ความเปน็ ไทย 8. มจี ิตสาธารณะ 6. เป้าหมาย ในการเรียนการสอนวิทยาศาสตร์มุ่งเน้นให้ผู้เรียนได้ค้นพบความรู้ด้วยตนเองมากที่สุด เพื่อให้ได้ทั้งกระบวนการและความรู้จากวิธีการสังเกต การสํารวจตรวจสอบ การทดลอง แล้วนําผล ที่ได้มาจัดระบบเป็นหลักการ แนวคิด และองค์ความรู้ การจัดการเรียนการสอนวิทยาศาสตร์จึงมี เปา้ หมายท่สี ำคัญ ดงั น้ี 1. เพื่อให้เขา้ ใจหลักการ ทฤษฎี และกฎทเี่ ป็นพืน้ ฐานในวิชาวิทยาศาสตร์ 2. เพื่อให้เข้าใจขอบเขตของธรรมชาติของวิชาวิทยาศาสตร์และข้อจาํ กัดในการศึกษา วิชาวิทยาศาสตร์ 3. เพอ่ื ใหม้ ีทกั ษะทส่ี ำคัญในการศึกษาคน้ คว้าและคดิ ค้นทางเทคโนโลยี 4. เพื่อให้ตระหนักถึงความสัมพันธ์ระหว่างวิชาวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี มวลมนุษย์ และสภาพแวดลอ้ มในเชงิ ท่มี ีอทิ ธิพลและผลกระทบซึ่งกนั และกนั 5. เพื่อนําความรู้ ความเข้าใจ ในวิชาวิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยีไปใช้ให้เกิด ประโยชน์ ตอ่ สงั คมและการดำรงชีวติ 6. เพือ่ พัฒนากระบวนการคิดและจินตนาการ ความสามารถในการแก้ปัญหา และการ จดั การ ทกั ษะในการสื่อสาร และความสามารถในการตดั สินใจ
13 7. เพื่อให้เป็นผู้ที่มีจิตวิทยาศาสตร์ มีคุณธรรม จริยธรรม และค่านิยมในการใช้ วทิ ยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยีอยา่ งสร้างสรรค์ 7. สาระสำคญั กล่มุ สาระวทิ ยาศาสตรม์ ุง่ หวังให้ผู้เรยี นได้เรียนวิทยาศาสตร์ ที่เน้นการเชอ่ื มโยงความรู้กับ กระบวนการ มีทักษะสำคัญในการค้นคว้าและสร้างองค์ความรู้ โดยใช้กระบวนการในการสืบเสาะ หาความรู้ และแก้ปัญหาที่หลากหลาย ใหผ้ ู้เรียนมีสว่ นรว่ มในการเรียนรู้ทุกขั้นตอน มีการทำกิจกรรม ดว้ ยการลงมอื ปฏบิ ตั จิ รงิ อยา่ งหลากหลาย เหมาะสมกบั ระดบั ช้ัน โดยกำหนดสาระสำคญั ดงั นี้ 1. วิทยาศาสตรช์ ีวภาพ เรยี นรู้เก่ียวกบั ชวี ิตในสง่ิ แวดล้อม องคป์ ระกอบของส่ิงมีชีวิต การดำรงชีวิตของมนุษย์และสัตว์ การดำรงชีวิตของพืช พันธุกรรม ความหลากหลายทางชีวภาพ และววิ ฒั นาการของสงิ่ มชี วี ิต 2. วิทยาศาสตรก์ ายภาพ เรียนรู้เกี่ยวกับ ธรรมชาติของสาร การเปลี่ยนแปลงของสาร การเคล่อื นที่ พลงั งาน และคลืน่ 3. วิทยาศาสตร์โลก และอวกาศ เรยี นรเู้ กีย่ วกบั องค์ประกอบของเอกภาพ ปฏสิ มั พันธ์ ภายในระบบสุริยะ เทคโนโลยีอวกาศ ระบบโลก การเปลี่ยนแปลงทางธรณีวิทยา กระบวนการ เปล่ียนแปลงลมฟ้าอากาศ และผลตอ่ ส่งิ มีชีวิตและส่งิ แวดล้อม 4. เทคโนโลยี 4.1 การออกแบบและเทคโนโลยี เรียนรู้เกี่ยวกับ เทคโนโลยีเพื่อการดำรงชีวิต ในสังคมที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ใช้ความรู้และทักษะทางด้านวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ และศาสตร์อื่น ๆ เพื่อแก้ปัญหาหรือพัฒนางานอย่างมีความคิดสร้างสรรค์ด้วยกระบวนการออกแบบ เชิงวิศวกรรม เลือกใช้เทคโนโลยีอย่างเหมาะสมโดยคำนงึ ถงึ ผลกระทบต่อชวี ิต สังคม และส่งิ แวดลอ้ ม 4.2 วิทยาการคํานวณ เรียนรู้เกี่ยวกับ การคิดเชิงคํานวณ การคิดวิเคราะห์ แก้ปัญหา เป็นขั้นตอนและเป็นระบบ ประยุกต์ใช้ความรู้ด้านวิทยาการคอมพิวเตอร์และเทคโนโลยี สารสนเทศและการสอื่ สาร ในการแก้ปัญหาท่พี บในชวี ติ จรงิ ไดอ้ ย่างมีประสิทธภิ าพ 8. สาระและมาตรฐานการเรยี นรู้ สาระท่ี 1 วิทยาศาสตร์ชีวภาพ มาตรฐาน ว 1.1 เข้าใจความหลากหลายของระบบนิเวศ ความสัมพันธ์ระหว่าง สิ่งไม่มีชีวิตกับสิ่งมีชีวิต และความสัมพันธ์ระหว่างสิ่งมีชีวิตกับสิ่งมีชีวิตต่าง ๆ ในระบบนิเวศ การถ่ายทอดพลังงาน การเปลี่ยนแปลงแทนที่ในระบบนิเวศ ความหมายของประชากร ปัญหาและ ผลกระทบที่มีตอ่ ทรัพยากรธรรมชาตแิ ละสิ่งแวดล้อม แนวทางในการอนุรักษท์ รพั ยากรธรรมชาตแิ ละ การแก้ไขปัญหาสิง่ แวดลอ้ ม รวมทัง้ นาํ ความร้ไู ปใชป้ ระโยชน์
14 มาตรฐาน ว 1.2 เขา้ ใจสมบัตขิ องส่งิ มีชีวิต หน่วยพนื้ ฐานของส่งิ มชี ีวิต การลาํ เลียงสาร เข้าและออกจากเซลล์ ความสัมพันธ์ของโครงสร้างและหน้าที่ของระบบต่าง ๆ ของสัตว์และมนุษย์ ท่ีทำงานสัมพนั ธ์กัน ความสมั พนั ธข์ องโครงสร้างและหน้าท่ีของอวยั วะต่าง ๆ ของพืชที่ทำงานสัมพันธ์ กัน รวมท้งั นําความรู้ไปใช้ประโยชน์ มาตรฐาน ว 1.3 เข้าใจกระบวนการและความสำคัญของการถ่ายทอดลักษณะ ทางพันธุกรรมสารพันธุกรรม การเปลี่ยนแปลงทางพันธุกรรมที่มีผลต่อสิ่งมีชีวิต ความหลากหลาย ทางชีวภาพและวิวัฒนาการของสง่ิ มีชวี ิต รวมทงั้ นาํ ความรู้ไปใชป้ ระโยชน์ สาระท่ี 2 วิทยาศาสตรก์ ายภาพ มาตรฐาน ว 2.1 เขา้ ใจสมบัติของสสาร องคป์ ระกอบของสสาร ความสมั พันธ์ระหว่าง สมบัติของสสารกับโครงสร้างและแรงยึดเหนี่ยวระหว่างอนุภาคหลักและธรรมชาติของ การเปลย่ี นแปลงสถานะของสสาร การเกิดสารละลาย และการเกิดปฏกิ ริ ิยาเคมี มาตรฐาน ว 2.2 เข้าใจธรรมชาตขิ องแรงในชวี ิตประจำวนั ผลของแรงทีก่ ระทำต่อวัตถุ ลกั ษณะการเคลอื่ นทีแ่ บบตา่ ง ๆ ของวตั ถุ รวมทั้งนําความรู้ไปใช้ประโยชน์ มาตรฐาน ว 2.3 เข้าใจความหมายของพลังงาน การเปลี่ยนแปลงและการถ่ายโอน พลังงานปฏิสัมพันธ์ระหว่างสสารและพลังงาน พลังงานในชีวิตประจำวัน ธรรมชาติของคลื่น ปรากฏการณท์ ่เี กี่ยวข้องกบั เสยี ง แสง และคลื่นแมเ่ หล็กไฟฟา้ รวมทัง้ นําความรู้ไปใชป้ ระโยชน์ สาระท่ี 3 วิทยาศาสตร์โลก และอวกาศ มาตรฐาน ว 3.1 เข้าใจองค์ประกอบ ลักษณะ กระบวนการเกิด และวิวัฒนาการ ของเอกภพกาแล็กซี ดาวฤกษ์ และระบบสุริยะ รวมทั้งปฏิสัมพันธ์ภายในระบบสุริยะ ที่ส่งผล ตอ่ สง่ิ มชี ีวิต และการประยุกตใ์ ช้เทคโนโลยีอวกาศ มาตรฐาน ว 3.2 เข้าใจองค์ประกอบและความสัมพันธ์ของระบบโลก กระบวนการ เปลี่ยนแปลงภายในโลกและบนผิวโลก ธรณีพิบัติภัย กระบวนการเปลี่ยนแปลงลมฟ้า อากาศและ ภูมอิ ากาศโลก รวมทงั้ ผลต่อสงิ่ มชี ีวติ และสง่ิ แวดล้อม สาระที่ 4 เทคโนโลยี มาตรฐาน ว 4.1 เข้าใจแนวคิดหลักของเทคโนโลยีเพื่อการดำรงชีวิตในสังคมที่มีการ เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเรว็ ใช้ความรู้และทักษะทางด้านวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ และ ศาสตร์อื่น ๆ เพื่อแก้ปัญหาหรือพัฒนางานอย่างมีความคิดสร้างสรรค์ ด้วยกระบวนการออกแบบเชิงวิศวกรรม เลอื กใชเ้ ทคโนโลยอี ยา่ งเหมาะสมโดยคำนึงถึงผลกระทบต่อชวี ิต สงั คม และสง่ิ แวดล้อม มาตรฐาน ว 4.2 เข้าใจและใช้แนวคิดเชิงคํานวณในการแก้ปัญหาที่พบในชีวิตจริง อย่างเป็นขั้นตอนและเป็นระบบ ใช้เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารในการเรียนรู้ การทำงาน และการแกป้ ญั หาไดอ้ ยา่ งมีประสิทธิภาพ รู้เท่าทนั และมจี ริยธรรม
15 9. มาตรฐานการเรยี นรู้ ตัวช้ีวดั และสาระการเรยี นรู้ วิทยาการคำนวณ ชนั้ ป.5 การวจิ ยั คร้ังน้ี ผวู้ ิจัยได้ศึกษามาตรฐานการเรียนรู้ ตัวชว้ี ดั และสาระการเรยี นรู้ เพือ่ ทำการ วิจัย การพัฒนาการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้รูปแบบการสอน 4MAT ประกอบกับโปรแกรม Scratch เพือ่ พัฒนาความสามารถในการคดิ วเิ คราะห์ เรือ่ งการเขยี นโปรแกรมโดยใชเ้ หตุผลเชงิ ตรรกะ ของนกั เรยี นชน้ั ประถมศึกษาปีท่ี 5 วชิ าวิทยาการคำนวณ มาตรฐาน ว 4.2 เข้าใจและใช้แนวคิดเชิงคำนวณในการแก้ปัญหาที่พบในชีวิตจริงอย่าง เป็นขั้นตอนและเป็นระบบ ใช้เทคโนโลยีสารสนเทศและการสือ่ สารในการเรียนรู้การทำงาน และการ แกป้ ญั หาไดอ้ ย่างมีประสิทธิภาพ รู้เทา่ ทนั และมีจรยิ ธรรม ตารางที่ 2.1 ตวั ชีว้ ัดและสาระการเรยี นรู้แกนกลางของมาตรฐาน ว 4.2 ช้นั ตวั ช้ีวัด สาระการเรยี นรู้ ป.5 1. ใชเ้ หตุผลเชงิ - การใช้เหตุผลเชิงตรรกะเป็นการนำกฎเกณฑ์ หรือเงื่อนไขที่ ตรรกะในการ ครอบคลุมทุกกรณีมาใช้พิจารณาในการแก้ปัญหาการอธิบายการ แก้ปัญหา การ ทำงาน หรอื การคาดการณผ์ ลลัพธ์ อธบิ ายการทำงาน - สถานะเริ่มต้นของการทำงานที่แตกต่างกันจะให้ผลลัพธ์ที่ การคาดการณ์ แตกตา่ งกัน ผลลัพธจ์ ากปัญหา - ตัวอย่างปัญหา เช่น เกม Sudoku โปรแกรมทำนายตัวเลข อยา่ งงา่ ย โปรแกรมสร้างรูปเรขาคณิตตามค่าข้อมูลเข้า การจัดลำดับการ ทำงานบ้านในช่วงวนั หยดุ จัดวางของในครัว 2. ออกแบบและ - การออกแบบโปรแกรมสามารถทำได้โดยเขียนเปน็ ข้อความหรอื เขยี นโปรแกรมที่มี ผังงาน การใชเ้ หตุผลเชิง - การออกแบบและเขียนโปรแกรมที่มีการตรวจสอบเงื่อนไขท่ี ตรรกะอยา่ งงา่ ย ครอบคลมุ ทกุ กรณเี พอื่ ใหไ้ ด้ผลลัพธ์ท่ีถูกต้องตรงตามความตอ้ งการ ตรวจหา - หากมีข้อผดิ พลาดให้ตรวจสอบการทำงานทีละคำสั่งเม่ือพบจุดที่ ข้อผิดพลาดและ ทำให้ผลลัพธ์ไม่ถูกต้อง ให้ทำการแก้ไขจนกว่าจะได้ผลลัพธ์ที่ แก้ไข ถูกต้อง - การฝึกตรวจหาข้อผิดพลาดจากโปรแกรมของผอู้ ื่นจะชว่ ยพัฒนา ทกั ษะการหาสาเหตุของปญั หาได้ดยี งิ่ ข้ึน
16 ตารางท่ี 2.1 (ต่อ) ชัน้ ตวั ชว้ี ัด สาระการเรยี นรู้ ป.5 - ตัวอย่างโปรแกรม เชน่ โปรแกรมตรวจสอบเลขคเู่ ลขคีโ่ ปรแกรม รับขอ้ มูลนำ้ หนักหรอื สว่ นสงู แล้วแสดงผลความสมส่วนของร่างกาย โปรแกรมสง่ั ให้ตวั ละครทำตามเง่ือนไขที่กำหนด - ซอฟตแ์ วร์ทใ่ี ช้ในการเขียนโปรแกรม เชน่ Scratch, logo 3.ใช้อินเทอรเ์ น็ต - การค้นหาขอ้ มูลในอนิ เทอร์เนต็ และการพิจารณาผลการค้นหา คน้ หาขอ้ มูล - การตดิ ต่อส่อื สารผา่ นอินเทอรเ์ น็ต เช่น อเี มล บลอ็ ก โปรแกรม ตดิ ตอ่ สื่อสารและ สนทนา ทำงานรว่ มกัน - การเขยี นจดหมาย (บูรณาการกับวชิ าภาษาไทย) ประเมินความ - การใชอ้ ินเทอรเ์ นต็ ในการติดต่อสอื่ สารและทำงานร่วมกันเชน่ น่าเชอ่ื ถือของ ใชน้ ัดหมายในการประชมุ กลุ่ม ประชาสมั พันธ์กิจกรรมในห้องเรยี น ข้อมูล การแลกเปลีย่ นความรู้ ความคดิ เห็นในการเรยี นภายใตก้ ารดูแล ของครู - การประเมนิ ความนา่ เช่ือถือของข้อมลู เชน่ เปรยี บเทยี บความ สอดคลอ้ ง สมบรู ณ์ ของข้อมูลจากหลายแหล่ง แหล่งต้นตอของ ขอ้ มลู ผู้เขยี น วนั ทเี่ ผยแพรข่ ้อมลู - ข้อมูลทดี่ ตี ้องมีรายละเอยี ดครบทุกดา้ น เชน่ ข้อดีและข้อเสีย ประโยชน์และโทษ 4. รวบรวม - การรวบรวมข้อมลู ประมวลผล สร้างทางเลือก ประเมินผลจะ ประเมนิ นำเสนอ ทำใหไดส้ ารสนเทศเพ่ือใชใ้ นการแก้ปัญหาหรือการตัดสนิ ใจได้ ข้อมลู และ อย่างมีประสิทธิภาพ สารสนเทศตาม - การใช้ซอฟต์แวรห์ รือบรกิ ารบนอินเตอรเ์ น็ตทีห่ ลากหลายในการ วัตถปุ ระสงค์โดยใช้ รวบรวม ประมวลผล สรา้ งทางเลือก ประเมินผล นำเสนอจะชว่ ย ซอฟต์แวร์หรอื ให้การแก้ปัญหาทำได้อย่างรวดเร็ว ถูกต้อง และแม่นยำ บรกิ ารบน - ตัวอยา่ งปัญหา เชน่ ถ่ายภาพและสำรวจแผนที่ในท้องถ่ินเพื่อ อินเทอรเ์ น็ตที่ นำเสนอแนวทางในการจัดพ้นื ทวี่ ่างให้เกดิ ประโยชน์ ทำแบบ หลากหลายเพอื่ สำรวจความคิดเห็นออนไลน์ และวเิ คราะห์ข้อมูล นำเสนอข้อมูล แก้ปญั หาใน โดยการใช้ Blog หรือ web page ชวี ติ ประจำวนั
17 ตารางท่ี 2.1 (ต่อ) ชั้น ตวั ชีว้ ดั สาระการเรียนรู้ ป.5 5. ใช้เทคโนโลยี · อันตรายจากการใช้งานและอาชญากรรมทางอินเทอร์เน็ต สารสนเทศอย่าง · มารยาทในการตดิ ตอ่ สื่อสารผ่านอนิ เทอรเ์ น็ต (บรู ณาการกบั วิชา ปลอดภยั มีมารยาท ทเ่ี กย่ี วข้อง) เข้าใจสทิ ธิและ หน้าทีข่ องตนเคารพ ในสิทธิของผู้อน่ื แจ้ง ผู้เก่ียวข้องเมอื่ พบ ขอ้ มูลหรือบุคคลที่ ไมเ่ หมาะสม รูปแบบการเรยี นรู้แบบ 4MAT 1. ความหมายรูปแบบการเรยี นรแู้ บบ 4MAT ได้มนี กั วชิ าการได้กล่าวถึงความหมายของ 4MAT ดงั ต่อไปน้ี แมคคาร์ธี ให้ความหมายว่า กิจกรรมการเรียนรู้ แบบ 4MAT เป็นการจัดกิจกรรมการ เรียนรู้ที่สอดคล้องกับเรียน 4 แบบ กับเทคนิคการพัฒนาสมองซีกซ้ายซีกขวาอย่างสมดุลเพื่อให้ เดก็ เกดิ การเรยี นรู้ท่สี มดุลและตรงข้ามศักยภาพของผูเ้ รียน 4 แบบได้แก่ ผูเ้ รยี นแบบที่ 1 มีการเรียนรู้ โดยใช้จินตนาการเป็นหลัก ผู้เรียนแบบที่ 2 มีการเรียนรู้โดยใช้การคิดวิเคราะห์และการเก็บ รายละเอียดเป็นหลัก ผู้เรียนแบบที่ 3 มีการเรียนรู้ด้วยประสาทสัมผัสและสามัญสำนึก และผู้เรียน แบบที่ 4 มีการเรียนรู้แบบพลวัตและการค้นพบด้วยตนเองการเรียนรู้ต้องเป็นไปตามธรรมชาติ ของผู้เรียนทั้ง 4 แบบ เพื่อให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ที่เท่าเทียมกัน (McCarthy. 1990. p. 199. อา้ งองิ จาก กรกรนิ ทร์ อ่อนสุระทุม. 2557 : 45) วัฏจกั รการเรยี นรู้โดยใช้วงกลมเปน็ สัญลักษณแ์ ทนการเคล่ือนไหวของกิจกรรมการเรียนรู้ พื้นที่วงกลมถูกแบ่งออกโดยใช้เส้นแห่งการเรียนรู้และเส้นแห่งกระบวนการจัดข้อมูลรับรู้ออกเป็น 4 ส่วน โดยให้แต่ละส่วนแทนกิจกรรมการเรียนการสอน 4 ลักษณะ(ศักดิ์ชัย นิรัญทวี. 2542 : 13. อ้างอิงจาก นภาพันธ์ ศรชี ยั . 2557 : 71) รัชดาพร ศรีรักษา ได้กล่าวว่า 4MAT เป็นวิธีการสอนที่คำนึงถึงรูปแบบการเรียนรู้ที่เป็น ของตนเองตลอดจนพัฒนาความสามารถในการคิดแก้ปัญหา โดยใช้เทคนิคการพัฒนาสมองซีกซ้าย และซีกขวาให้ทำงานร่วมกันอย่างสมดุลเพื่อคุณภาพแก่ทรัพยากรมนุษย์เป็นอย่างยิ่งโดยรู้จักตนอง
18 และผู้อื่น มีความคิดเห็นในเชิงเหตุผลเชิงสร้างสรรค์ แก้ไขปัญหาได้ อีกทั้งยังทำงานกลุ่มได้ดี มีการวางแผนการทำงานพัฒนาคุณภาพทำให้เกิดการพัฒนาสติปัญญา และคุณค่าในความเป็นมนษุ ย์ (รัชดาพร ศรีรักษา. 2547 : 11. อา้ งองิ จาก สายฝน พรมจันทร์. 2559 : 46-47) การจัดการเรียนรู้ตามวัฏจักร 4MAT หมายถึง การออกแบบกิจกรรมการเรียนรู้ที่ สอดคล้องกับแนวคิดในเรื่องความแตกต่างระหว่างบุคคลและการจัดการเรียนรู้ที่เน้นผู้เรียนเป็น ศูนย์กลางรวมทั้งการพัฒนาศักยภาพของผู้เรียนใหเ้ ป็นคนดี คนเก่ง และมีความสุขโดยใช้เทคนิคการ พฒั นาสมองซีกซ้ายซีกขวาให้มีความสัมพนั ธ์และสอดคล้องกับการทำงานของสมองและสอดคล้องกับ ธรรมชาติการเรยี นรู้ของผู้เรียนโดยกล่าวสรุปวา่ การจัดการเรยี นรู้แบบ 4MAT เปน็ กจิ กรรมการเรียนรู้ ที่ยึดผู้เรียนเป็นศูนย์กลางตอบสนองความแตกต่างระหว่างบุคคลกับการพัฒนาสมองซีกซ้ายซีกขวา อย่างสมดุลเพื่อให้ผู้เรียนรู้ในแบบที่ตนเองถนัด และสามารถพัฒนาตนเองได้อย่างเต็มศักยภาพ (ระวพิ ร แสนพุยห์. 2547 : 89. อา้ งอิงจาก กรกรินทร์ ออ่ นสุระทุม. 2557 : 46) การจัดการเรียนรู้แบบ 4MAT เป็นการจัดการเรียนรู้ที่คำนึงถึงรูปแบบการเรียนรู้ของ กลุ่มผู้เรียน 4 คุณลักษณะ กับพัฒนาการสมองซีกซ้ายและซีกขวาอย่างสมดุล เพื่อให้ผู้เรียนเรียนรู้ ตามแบบและความต้องการของตนเองอย่างเหมาะสม และสามารถพัฒนาตนเองอย่างเต็มตาม ศักยภาพ (สวุ ิทย์ มูลคำ และอรทยั มูลคำ. 2547 :154. อา้ งองิ จาก สายฝน พรมจนั ทร.์ 2559 : 47) การจัดการเรียนรู้ตามแนวคิดของ McCarthy (4MAT) เป็นวิธีจัดการเรียนรู้ที่ตอบสนอง ลักษณะการเรียนรู้ของกลุ่มผู้เรียนทั้ง 4 แบบ และการพัฒนาสมองซีกซ้ายและซีกขวาอย่างสมดุล ผู้เรียนได้รับประสบการณ์ตรงในการแสวงหาความรู้ การทำงนรวมกัน เรียนรู้ตนเรียนรู้ผู้อื่น ทำงาน ตามที่ตนถนัด รู้จักบูรณาการประสบการณ์เข้าด้วยกันอย่างมีความหมาย สามารถประยุกต์ใช้ ชวี ิตประจำวันได้ตรงตามศักยภาพ เพ่อื เป็นคนดี คนเก่ง และมีความสุข (กัลยรัตน์ คำทะเนตร. 2556 : 32. อ้างองิ จาก สายฝน พรมจนั ทร์. 2559 : 47) 2. แนวคิดทฤษฎีรูปแบบการเรียนรูแ้ บบ 4MAT 2.1 ทฤษฎีสมองซกี ซ้ายซกี ขวา สมองเป็นอวยั วะทสี่ ำคัญในร่างกายของมนุษย์ การรับรู้สงิ่ ต่าง ๆ ของมนุษย์ต้องอาศัย สมองและระบบประสาทเป็นพื้นฐานในการรับรู้ ความรู้สึกจากประสาทสัมผัสทั้ง 5 ได้แก่ ตา ในการมองเห็น หู ในการได้ยิน จมูก ในการดมกลิ่น ลิ้น ในการรับรสชาติ และกายสัมผัส ในการสัมผัส ซึง่ การรบั รู้โดยใช้ประสาทสัมผัสท้ัง 5 กจ็ ะสัง่ การไปยังสมองเพื่อใหร้ ่ากายตอบสนองต่อ สิง่ เร้าท้ังสนิ้ สมองจะเจริญเตบิ โตได้ดที ่สี ดุ ในชว่ งอายุประมาณ 0-10 ปี และเม่อื อายุมากข้ึนระยะหนึ่ง สมองก็จะเจริญเตบิ โตช้าลงและหยดุ การเจริญเติบโต ต่อจากน้นั ก็จะเร่ิมเสอ่ื มสภาพลงเมือ่ อายุมากขึ้น
19 ถ้าไม่ได้ดูแลและบำรุงรักษาสมองของตนเองอย่างดีพอ (กิตติชัย สุธาสิโนบล. 2546 : 1. อ้างอิงจาก สายฝน พรมจันทร์. 2559 : 48) 2.2 ระดบั สมองของมนษุ ย์ สมองแบ่งเป็น 3 ระดับดังนี้ (พัชรีวัลย์ เกตุแก่นจันทร์. 2544 : 7. อ้างอิงจาก สายฝน พรมจันทร์. 2559 : 48-49) 2.2.1 สมองตึกตำบรรพ์ สมองส่วนนี้ได้แก่ ก้านสมองและไขสันหลังความอยู่รอด ในระดับนี้ไม่ต้องอาศัยความคิด เพียงแต่เป็นการปฏิบัติการของก้านสมองและไขสันหลังเรียกว่า Reflex 2.2.2 สมองระดับกลาง มีระบบลิมบิค (Limbic system) เป็นส่วนแสดงอารมณ์ และความจำระยะส้ันและระยะยาว (STM และ LTM) ซ่ึงเป็นประโยชน์ตอ่ การเรียนรู้ 2.2.3 สมองส่วนเปลือกสมองหรือสมองระดับอารยะ (Neo-cortex) รับสัมผัส ทั้ง 5 (หู ตา จมูก ลิ้น ผิวหนัง) การควบคุมการเคลื่อนไหว ความรู้สึกนึกคิดและการเรียนรู้ เปลือกสมองของมนุษย์ด้านหน้ามีรอยพับจึงย่นหยิกเพิ่มพูนปริมาณและฟื้นที่การเพิ่มจำนวน ของเดนไตรท์ (Dendrite spine) ทำให้เกิด Brain connection ก่อเกิด Synapse เพิ่มข้ึน สมองระดบั น้ี มวี ิวัฒนาการจำนวนการเพิ่มของใยประสาทการเปลี่ยนแปลงรูปร่างและความยาว และ เปน็ การพฒั นาการทางคณุ ภาพของแตล่ ะเซลลท์ ำให้สมองมีประสทิ ธภิ าพมากยง่ิ ข้ึน นอกจากนี้สมองยังแบ่งเป็น 2 ซีก คือ ซีกซ้ายและซีกขวามีแผ่นเส้นและใยประสาท เชื่อมตรงกลางเรียกว่า Corpus callosum ซึ่งเป็นเหมือนทางจราจร ทำให้ความถนัดหรือ ความเชี่ยวชาญด้านใดด้านหนึ่งซึ่งเป็นแผนที่ในสมองซีกใดซีกหนึ่งข้ามไปสู่การรับรู้ของสมองตรงกัน ข้ามได้เพื่อให้เกิดการประสานงานกันอยู่อย่างสอดคล้อง งานวิจัยพบว่า หาก Corpus callosum มีความหนามากขึ้นจะช่วยให้การเรียนรู้มีประสิทธิภาพ และพบว่าการบริหารสมอง (Brain gym) จะช่วยให้กล้ามเนื้อ Corpus callosum มีความหนาและแข็งแรงมากขึ้น (พัชรีวัลย์ เกตุแก่นจันทร์. 2544 : 17. อา้ งองิ จาก สายฝน พรมจนั ทร์. 2559 : 49) 2.3 ธรรรมชาติการเรยี นรขู้ องสมอง สมองของมนุษย์มีรรมชาติของการเรียนรู้ที่น่าสนใจ ดังนี้ (เฉลิม ฟักอ่อน. 2552 : 15-20. อ้างองิ จาก สายฝน พรมจันทร์. 2559 : 49-54) 2.3.1 สมองจะเรียนรู้จากการที่มนุษย์มีปฏิสัมพันธ์กับส่ิงแวดลอ้ ม โดยให้ได้สัมผัส หรือได้อยู่ในสภาพแวดล้อมจริง ๆ ของเรื่องที่จะเรียนรู้ จะทำให้สมองเรียนรู้ส่ิงนั้น ๆ ได้อย่างเข้าใจ และจดจำไดน้ าน 2.3.2 สมองจะหาความหมายของสิ่งที่เรียนรู้ คือสมองเมื่อได้เรียนรู้สิ่งต่าง ๆ สมองจะหาความหมาย หรือหาความสัมพันธ์ของสิ่งที่เรียนรู้กับสิ่งอื่น ๆ เพื่อทำสิ่งที่ได้เรียนรู้
20 ให้มีความหมาย และสมองจะปฏิเสธที่จะให้ความสนใจกับสิ่งที่เรียนรู้แล้วไม่มีความหมาย คือ ถ้าสมองหาคำตอบไม่ได้ว่าทำไมต้องเรียนรู้สิ่งเหล่านั้น ในที่สุด สมองก็จะไม่จดจำเรื่องไม่มี ความหมายนั่นเอง ดังนั้น สิ่งสำคัญอันดับแรก ถ้าจะให้ผู้เรียนได้เรียนรู้อะไรก็ตาม ต้องให้ผู้เรียนได้ เขา้ ใจวา่ สง่ิ ทีเ่ รียนรูน้ ั้น มคี วามหมายต่อผ้เู รยี น ผู้เรียนจงึ จะใจจดจ่อกับเรื่องท่ีเรียน และทำให้ผู้เรียน มีความขา้ ใจ และสามารถจดจำเร่ืองท่เี รียนเปน็ เวลานาน ๆ 2.3.3 มองการเรียนโดยกรสร้างความสัมพันธ์ของเรื่องที่เรียนให้เป็นแบบแผน (pattern) คือ สมองจะคน้ หาความหมายของส่งิ ที่ได้เรียนรหู้ รือรบั รูม้ าและจัดความสมั พนั ธข์ องสิ่งที่ได้ เรียนรู้ดังกล่าว และอาจจะจัดความสัมพันธ์เชื่อมโยงกับประสบการณ์เดิมที่มีอยู่แล้วเชื่อมโยงให้เป็น แบบแผนทม่ี ีความเปน็ เหตุเปน็ ผลเปน็ ลำดบั ต่อเนื่อง เพื่อให้เกดิ ความรวดเร็วในการนำความรู้น้ันมาใช้ เมอื่ ต้องการ 2.3.4 สมองมีการเรียนรู้ไปพร้อม ๆ กันทุกระบบ ซึ่งเป็นการเรียนรู้แบบองค์รวม แม้สมองจะแบ่งเป็นซีกข้ายอีกขวา และแบ่งออกเป็นหลายส่วน ทำหน้าที่แตกต่างกันไป แต่การรับรู้ และการเรียนเกิดขึ้นจากการประสาน เชื่อมโยงข้อมูลที่รับพร้อมกันทุกส่วน ทำให้มนุษย์รับรู้ หรือ เรยี นร้ใู นสงิ่ ทีก่ ำลังสนใจในลกั ษณะองคร์ วม (ทมี่ กี ารจัดความสมั พันธ์ของสว่ นยอ่ ย ๆ ท่ีได้เรียนรู้กับสิ่ง อ่นื แลว้ ) ไม่แยกสว่ น 2.3.5 การเรียนรู้ของสมองขึ้นอยู่กับอารมณ์ของเจ้าของสมองเป็นอย่างยิ่ง อารมณ์และความชอบมีอิทธิพลมากต่อการเรียนรู้ของมนุษย์ ถ้าผู้เรียนได้เรียนในสิ่งที่ชอบ หรือในสภาพแวดล้อมที่ชอบจะทำให้เกิดการเรียนรู้ได้ดีขึ้น เนื่องจากผู้เรียนมีความสนใจจดจ่อ กับเรอ่ื งท่ีเรียนตลอดเวลา ทำให้เกิดความเขา้ ใจ และเกิดความจำระยะยาว 2.3.6 การให้เงื่อนไขทางบวก เช่น การให้คำชม จะทำให้เด็กประสบความสำเร็จ ในการเรียนรู้มากกว่าการให้เงื่อนไขทางลบ เช่น การทำโทษ การให้การเรียนรู้ควรจัดบรยากาศ ให้เป็นทางบวกตลอดเวลา เรียงลำดับจากเรื่องที่เรียนจากง่ายไปสู่ความชับซ้อน ซึ่งจะทำให้เกิด ความทา้ ทายท่ีเปน็ ความสำเร็จไปได้ ทำใหเ้ ดก็ อยากที่จะเรียนรมู้ ากขน้ึ ต่อไป 2.3.7 สมองจะเรียนทุกสิ่งที่ผ่านมา ทั้งสิ่งที่รับรู้ด้วยความสนใจและสิ่งที่ผ่าน การรับโดยไม่ได้ต้งั ใจ ซึ่งสมองจะบันทึกเร่ืองท่ีสนใจทจี่ ะเรยี นรู้ เก็บไปใชไ้ ด้นานกว่าเร่ืองที่สมองไม่ได้ สนใจ 2.3.8 สมองทำงานตลอดเวลา ซึ่งการเรยี นรู้สิง่ ต่าง ๆ จะเกิดข้ึนท้ังใน ภาวะท่ีรู้ตัว และในภาวะที่ไม่รู้ตัว เช่น ในภาวะที่ไม่รู้ตัวขณะหลับ เป็นการพักผ่อนกิจกรรมบางอย่างของร่างกาย แต่สมองยังทำงานอยู่ตลอดวลา คือ ระหว่างหลับ สมองจะมีการประมวลผลในเรื่องบางอย่าง ทเ่ี กย่ี วขอ้ งกบั ความทรงจำอาจจะทบทวนเร่อื งต่าง ๆ ทรี่ ับร้ทู ี่ผ่านมา
21 2.3.9 สมองเรียนรู้โดยใช้ระบบความจดจำ เพื่อช่วยในการคิด ระหว่างการเรียนรู้ สมองจะประเมินความสำคัญของเรื่องที่รับใหม่ทุกวลา โดยสมองจะเก็บการรับรู้เรื่องนั้น ๆ ไว้เป็น ความจำใส่มองซึ่งมีทั้งความจำระยะสั้น และความจำระยะยาว เมื่อมนุษย์จะคิดทำอะไรก็ตามสมอง จะนำข้อมูลตา่ ง ๆ ท่ีเกยี่ วกับเร่อื งทคี่ ิดมาจดั ความสัมพันธ์แล้วคิดทำให้สำเร็จตามความต้องการ 2.3.10 การเรียนรู้ของสมอง ต้องอาศัยการเปลี่ยนแปลงทางชีววิทยาที่เป็นการ พัฒนาอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากการเรียนรู้ของมนุษย์จะเกิดขึ้นเมื่อมีการเชื่อมต่อของเซลล์สมอง หลาย ๆ เซลล์ซึ่งจะต้องใช้เวลาและเป็นการเปลี่ยนแปลงที่ซับซ้อนและการเปลี่ยนแปลงจะเกิดขึ้น เม่อื มกี ารเติบโตทางชีววทิ ยาของระบบเซลล์สมองที่เอ้ืออำนวยด้วย 2.3.11 สมองเรียนรู้ได้ไม่มีขีดจำกัด เซลล์สมองที่มีหนึ่งแสนล้านเซลล์แต่ละเซลล์ จะเชื่อมโยงกับเซลล์อื่น ๆ อีกเป็นหมื่นเซลล์ เกิดเป็นวงจรตัวแทนการเรียนรู้เรื่องหนึ่ง ๆ และการเชื่อมโยงของเซลล์สมองดังกล่าว มีรูปแบบที่หลากหลายเป็นจำนวนมากในสมอง ซึ่งการ เรียนรู้ยังเกิดขึ้นได้อีกมหาศาลในช่วงชีวิตมนุษย์ และขณะเดียวกัน ยังมีเซลล์สมองอีกจำนวนมา ก ท่ียังไมไ่ ด้ถกู ใชง้ าน 2.3.12 สมองของมนุษย์แต่ละคนจะมีลักษณะเฉพาะหนึ่งเดียวไม่เหมือนใคร ดังนั้น ครูจะจัดกิจกรรมการเรยี นรู้อยา่ งไร โดยใช้ประโยชน์จากความสามารถของสมองที่มีธรรมชาติ ของการเรียนรู้ที่สนใจหลากหลายดังกล่าวแล้ว นอกจากนี้ สมองของมนุษย์ยังมีความสามารถ ท่ีนา่ สนใจทีค่ าดไมถ่ งึ อีกหลายอยา่ ง ได้แก่ 2.3.12.1 มีความสามารถทางการใช้คำพูด ความสามารถทางภาษาเป็น ความสามารถในการใช้คำอย่างมีประสิทธิภาพ เช่น การเขียน การพูด การชักจูง ชักชวน ความจำ การอธิบาย เล่นนิทานโต้เถียง ให้เหตุผล รายงาน เป็นต้น ผู้ที่มีความสามารถดังกล่าว จะเป็นคนที่มี ความสามารถในการจัดระเบียบแบบแผน เป็นคนมีระเบียบ ระบบสามารถให้เหตุผล เป็นนักฟัง นักอ่าน นักเขียน ชอบเล่นเกมต่อคำ ช่างจำเรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ การฝึกให้มีความสามารถดังกล่าว อาจจะทำได้ โดยการฝึกให้ผู้เรียนเล่าเรื่องต่าง ๆ เล่นเกมเกี่ยวกับชื่อ สถานที่ หัดอ่าน เขียนเรื่องราว ต่าง ๆ เล่นเกมทำท่าเลียนแบบคำศัพท์ เขียนบทความลงในวารสาร สัมภาษณ์ เล่นเกมปริศนา หรือ เกมสะกดคำ ทำกิจกรรมผสมผสานระหว่างการเขียนและการอ่าน เป็นบรรณาธิการผลิตวารสาร ในช้นั เรียน โตว้ าที วจิ ารณ์เรอ่ื งต่าง ๆ เลน่ เกมคอมพิวเตอรเ์ กย่ี วกบั คำศพั ทต์ ่าง ๆ 2.3.12.2 มีความสามารถดา้ นคณิตศาสตร์ และตรรกวิทยา การเรียนรู้ลักษณะ นี้จะเกิดขึ้นเมื่อมีการแก้ปัญหา การทำงานเกี่ยวกับตัวเลข การทดลอง การสังเคราะห์ความคิด การสำรวจ การคำนวณ การเรียงลำดับเวลา เรียงลำดับเหตุการณ์ การให้เหตุผล การเปรียบเทียบ การจัดลำดับความคิดการตั้งสมมติฐาน ผู้ท่ีมีความสามารถด้านนี้มักชอบคิดในเรื่องที่เป็นนามธรรม ชอบวิจารณ์ ชอบนับสิ่งของชอบทำงานเป็นระบบ สนุกกับการใช้คอมพิวเตอร์ และสนุกกับการแก้ไข
22 ปญั หา การฝึกใหม้ ีความสามารถดังกล่าว อาจจะทำไดโ้ ดยการฝึกใหผ้ ู้เรียนแกไ้ ขปญั หาต่าง ๆ เล่นเกม คณิตศาสตร์จากคอมพิวเตอร์ แปลและวิเคราะห์ข้อมูล ฝึกให้เหตุผล กระตุ้นตนเองให้มีความกล้า ฝึกทำการทดลอง ฝึกคาดคะเน ฝึกทำงานผสมผสานระหว่างคณิตศาสตร์กับการจัดระบบในหัวข้อ ต่าง ๆ ฝึกจัดสถานที่ฝึกทำงานอย่างเป็นขั้นตอนฝึกรวบรวมข้อมูลวิเคราะห์ข้อมูล และสรุปผล การวิเคราะห์ขอ้ มูล ฝกึ ใชโ้ ปรแกรมคอมพิวเตอรเ์ ก่ยี วกับการคำนวณและการทำตารางต่าง ๆ 2.3.12.3 มีความสามารถในการมองเห็นภาพรวม (มิติสัมพันธ์) ในเรื่องต่าง ๆ เปน็ ความสามารถในการเชอื่ มโยงสงิ่ ตา่ ง ๆ ทีเ่ รียนให้เป็นองคร์ วมผทู้ ่มี ีความสามารถ ดา้ นนี้มกั เป็นคน ที่สามารถจินตนาการ และนำความรู้สึกออกมาเป็นการแสดง หรือเป็นรูปภาพได้ ชอบใช้คำ อุปมาอปุ ไมย ชอบงานศลิ ปะ วาดภาพ ระบายสี ป้นั หรือแกะสลกั มีทักษะในการเขียนแผนที่ แผนภูมิ จดจำเรื่องราวต่าง ๆ เป็นภาพ มีทักษะ ในการใช้สี การฝึกให้มีความสมารถดังกล่าวอาจจะทำได้โดย ให้ผู้เรียนได้เรียนรู้ด้วยภาพฝึกให้ร่างสัญลักษณ์หรือภาพให้วาดแผนที่ แผนภูมิให้ทำงานผสมผสาน ระหวา่ งทางศิลปะกับวิชาต่าง ๆ ให้วาดแผนท่หี รือแผนภาพในใจ ให้ทำกิจกรรมต่าง ๆ ท่ีเกี่ยวกับการ เห็นทัศนศึกษา หรือให้สร้างภาพได้ด้วยตนอง ให้เรียนรู้โดยการกระตุ้นจากสิ่งรอบข้างของเด็ก ให้ผู้เรียนเล่นละครที่ใช้ท่าทางต่าง ๆ ให้การเปลี่ยนแปลงจัดห้องใหม่ ๆ ให้ใช้เครื่องมือที่ทันสมัย จดั ระบบ หรอื สร้างแผนภูมิใหจ้ ดั กลุ่มต่าง ๆ ระบายสีเพอ่ื เน้นขอ้ ความใช้คอมพิวเตอรใ์ นการวาดภาพ 2.3.12.4 มีความสามารถทางดนตรี เป็นความสามารถในการเขียนบทเพลง การร้องเพลงการสร้าง และการรับฟังจังหวะเพลง การรับรู้และการแสดงออกของดนตรี ผู้ที่มีความสามารถนี้ มักเป็นคนที่มีทักษะในเรื่องของจังหวะ ระดับเสียงมีทักษะพิเศษในการรับรู้ถึง พลงั ความซับซอ้ นและระดบั ของเสียงดนตรี เป็นผทู้ ่รี บั รสู้ ่ิงลกึ ลับได้การฝึกให้มีความสามารถดังกล่าว อาจจะทำได้โดยการให้ผู้เรียนฝึกเล่นดนตรีใช้การร้องเพลงประกอบบทเรียนให้ทำงานเกี่ยวกับดนตรี ร่วมร้องเพลงในทีต่ า่ ง ๆ ให้แต่งเพลง ฝึกผสมผสานการเรยี นโดยใช้ดนตรีกับวิชาอื่น ๆ ให้จินตนาการ หรือวาดภาพโดยการใช้เสียงดนตรี อ่านบทกวี โดยใช้จังหวะเสียงดนตรีต่าง ๆ กัน แต่งเพลงด้วย คอมพวิ เตอร์ 2.3.12.5 มีความสามารถทางการเคลื่อนไหวร่างกาย เช่น เต้นรำ กีฬา การแสดงบทบาทต่าง ๆ ผู้ที่มีความสามารถทางด้านนี้สามารถควบคุมร่างกายได้มีลักษณะในการ เรียนรู้ในการเคลื่อนไหวร่างกาย และตอบโต้ได้ดี ชอบเล่นกีฬา มีทักษะ การฝีมือ ชอบแสดง ชอบทำงานหัตถกรรมต่าง ๆ ชอบเรียนรู้โดยการมีส่วนร่วมในงานต่าง ๆ จำเรื่องราวต่าง ๆ ได้ดี จากการร่วมกิจกรรมมากกว่าจากการบอกเล่าหรือสังเกตมีความรู้สึกไวต่อการเปลี่ยนแปลง ของสภาพแวดล้อมการฝึกให้มีความสามารถดังกล่าวอาจจะทำได้ โดยฝึกให้ผู้เรียนรู้แสดงออก ที่เกีย่ วกบั การเคล่อื นไหวร่างกาย ใหเ้ ล่นกีฬาใหท้ ำงานหตั ถกรรม ใหม้ ีส่วนร่วมตา่ ง ๆ เพื่อการเรยี นรู้
23 2.3.12.6 มีความสามารถในการมีปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่น หรือทางสังคมการเรียน เกิดขึ้นเมื่อมีการทำงานร่วมกับคนอื่น จากการสัมภาษณ์ จากการถกเถียงในกลุ่ม จากการวางแผน จากการสำรวจการให้วจิ ารณ์ การสอน การระดมสมอง การวเิ คราะหต์ นเอง ผ้ทู ีม่ คี วามสามารถด้านนี้ จะเป็นคนเก่งทางมนุษย์สัมพันธ์มีความสามารถในการสังเกตความแตกต่างระหว่างบุคคล เข้าใจ อารมณ์ของผู้อนื่ ได้ดีมีเพื่อนมาก ชอบกิจกรรมกลุ่มการฝกึ ให้มคี วามสามารถดังกล่าว อาจจะทำได้โดย การฝึกให้ผู้เรียนทำกิจกรรมกลุ่ม ทำกิจกรรมนันทนาการ ฝึกทักษะด้านการติดต่อ และการสร้าง สัมพันธภาพกับผู้อื่นให้จัดงานรื่นเริงเพื่อฉลองการเรียน ให้สำรวจผู้อื่นโดยใช้กิจกรรมทางสังคม ในการเรยี นวชิ าต่าง ๆ ฝึกให้บริการผู้อื่นใหค้ ำแนะนำผอู้ น่ื ฝกึ ใชเ้ หตผุ ล 2.3.12.7 มีความสามารถในการเรียนรู้ตนเอง การเรียนรู้เกิดขึ้นเมื่อมีการวิจัย เขยี นบันทกึ ประจำวัน การแก้ปญั หาดว้ ยตนเอง การคน้ หาคำตอบดว้ ยตนเองผู้ที่มคี วามสามารถด้านน้ี เปน็ ผู้ท่มี คี วามเข้าใจความร้สู ึก และพฤตกิ รรมของตนเองรู้คณุ ค่าของตนเองรับรู้ความรู้สึกของผู้อื่นได้ ดีมีเป้าหมายของชีวิต มีการพัฒนาการรับรู้ตนเองได้ดี มีความกระตือรือร้น รู้จุดอ่อนและจุดแข็ง ของตนเอง ชอบสันโดษ และมีความต้องการที่จะเป็นของตัวเองการฝึกให้มีความสามารถดังกล่าว อาจจำให้ได้โดยพูดจากความรู้สึกของตนเอง ใหส้ ำรวจตนเองท้ังด้านความร้สู ึก อารมณ์ และความคิด ให้ทำกิจกรรมพัฒนาตนเองทำบันทึกเกี่ยวกับกิจกรรมต่าง ๆ ให้แลกเปลี่ยนและแสดงความคิดเห็น ซึ่งกันและกัน ฝึกฟังและคิดให้ใช้เวลาเพื่อแสดงความรู้สึกของตนเองให้ศึกษาเรื่องต่าง ๆ ตนเองให้วิจารณ์ หรือเขียนแสดงประสบการณ์ และความรู้สึกของตนเอง ให้เรียนรู้ในการควบคุม ตนเอง ฝึกให้มีความเช่อื ม่ันในตนเอง ใหต้ ัง้ คำถามตา่ ง ๆ 2.3.12.8 มีความสามารถในการเรยี นรู้จากธรรมชาติ ผ้ทู ม่ี ีความสามารถด้านน้ี เป็นคนช่างสังเกตเหตุการณ์ต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น ชอบศึกษาค้นคว้าสิ่งต่าง ๆ จากรรมชาติการเรีย นรู้ เกิดจากการสังเกตสิ่งแวดล้อม การทดลองการฝึกให้มีความสามารถดงั กล่าว อาจจะทำได้โดยการฝกึ ให้ผู้เรียนทดลองสิ่งต่าง ๆ ในธรรมชาติให้ปลูกพืชผัก เลี้ยงสัตว์ ให้สังเกตสิ่งต่าง ๆ ฝึกตั้งสมมติฐาน และทดลองเพื่อทดสอบสมมติฐานจากความสามารถที่เป็นพรสวรรค์ของมนุษย์ดังกล่าว เป็นข้อมูล ที่เป็นประโยชน์อย่างมากในการออกแบบการจัดการเรียนรู้ที่มีประสิทธิภาพ ถ้านำมาใช้เป็นข้อมูล สำหรบั การจดั กิจกรรมการเรียนรู้ในเร่ืองต่าง ๆ ในวชิ าต่าง ๆ ทร่ี บั ผดิ ชอบ ทำใหผ้ ู้เรยี นเกิดการเรียนรู้ ที่เป็นรูปแบบ (Pattern) เป็นความจำระยะยาว (Long term memory) สามารถนำมาใช้ได้ตลอด ชวี ิต ทำให้การจดั การเรียนร้แู ตล่ ะครัง้ มีความหมายต่อผู้เรียน และครกู ็ไมเ่ หนื่อยปล่า และไม่เสียเวลา โดยเปล่าประโยชน์ในการจัดการเรียนรู้แต่ละเรื่อง ซึ่งในที่สุด จะทำให้ครูมีความภาคภูมิใจ เมื่อเห็นลูกศิษย์มีความรู้ เจริญงอกงาม สามารถแก้ปัญหาในชีวิตประจำวันได้ และดำรงชีวิตอยู่ใน สังคมไดอ้ ย่างมีความสขุ
24 กระบวนการจัดการเรียนรู้ 4MAT เป็นแนวคิดอีกแนวหนึ่งที่เชื่อมโยงเกี่ยวข้องกับ แนวคิดเรื่อง John Dewey และปรัชญากลุ่มก้าวหน้านิยมหรือพิพัฒนาการนิยม (Progressivism) ซึ่งเป็นการจดั การศึกษาทีใ่ หผ้ ู้เรียนได้เรียนรู้โดยการกระทำเปน็ แนวความคดิ ที่คำนึงถึงความแตกต่าง ระหว่างบุคคล โดยคำนึงถึงผู้เรียนที่มีการเรียนรู้ในลักษณะที่แตกต่างกันมุ่งให้ผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง การเรียนรู้ถ้าผู้สอนจัดกระบวนการเรียนรู้ที่เหมาะสมกับผู้เรียนแต่ละประเภทผู้เรียนก็จะ ประสบความสำเร็จในการเรียนได้อย่างมีประสิทธิภาพ(ศักดิ์ชยั หิรัญทวี และไพเราะ พุ่มมั่น. 2543 : 7-10. อา้ งอิงจาก สายฝน พรมจนั ทร.์ 2559 : 54-63) รปู แบบการเรียนรู้ 4MAT พัฒนาขน้ึ จากการค้นคว้าวิจัยของ Bernice McCarthy นัก การศึกษา นักแนะแนวทางการศึกษา ซึ่งเชื่อในศักยภาพของผู้เรียนในเรื่องความแตกต่าง ระหว่างบุคคล โดยคำนึงถึงรูปแบบหรือวิธีการเรียนรู้ของผู้เรียนแต่ละประเภท ในปี ค.ศ. 1979 Bernice McCarthy ได้รับทุนวิจัยเกี่ยวกับรูปแบบการเรียนรู้และบทบาทของสมองที่มีอิทธิพล ตอ่ การเรยี นรู้ ซ่งึ เขาได้ศึกษาและแลกเปล่ียนแนวความคิดกบั นักการศกึ ษาต่าง ๆ มากมายแต่แนวคิด ที่มีอิทธิพลต่อ Bernice McCarthy มากที่สุด คือแนวคิดและทฤษฎีการเรียนรู้ของ David Kolb ที่มีแนวคิดว่าการเรียนรู้เกิดขึ้นจากความสัมพันธ์ใน 2 มิติ คือ การรับรู้ (Perception) และ การจัดกระบวนการ (Processing) โดยการเรียนรู้จะเกิดขึ้นได้อย่างมีประสิทธิภาพเป็นผลมาจาก วิธีการที่บุคคลรับรู้แล้วจัดกระบวนการเสียให้ตามแนวความถนัดของตนเอง ซึ่งจะรับรู้จะเกิดขึ้นได้ 2 วิธี คือ การรับรู้โดยผ่านประสบการณ์ตรงหรือประสบการณ์รูปธรรม (Concrete Experience) และการรับรู้โดยผ่านความคิดรวบยอดหรอื นามธรรม (Abstract Conceptualization) กระบวนการ รับรู้ดังกล่าว เป็นกระบวนการที่เกิดจากการลงมือปฏิบัติจริง (Active Experimentation) และ เฝ้าสังเกตอย่างไตร่ตรอง (Reflective Observation) ซึ่ง David Kolb ได้แบ่งรูปแบบการรับรู้ และกระบวนการรับรูท้ แี่ ตกต่างกนั ดังภาพท่ี 2.1 ภาพที่ 2.1 รปู แบบการเรยี นรขู้ อง David Kolb (อา้ งอิงจาก สายฝน พรมจันทร.์ 2559 :55)
25 แนวความคิดของการเรียนรู้ระบบ 4MAT เป็นการจัดกิจกรรมหมุนเวียนที่เป็นไป ตามลำดับขั้นตอนตามระบบการเรียนรู้ เพื่อให้ผู้เรียนมีลักษณะการเรียนรู้แตกต่างกันได้เรียนรู้ และพัฒนศักยภาพของตนเองอย่างมีความสุข โดยมีความเชื่อพื้นฐานเกี่ยวกับการเรียนรู้ หลายประการดังนี้ (ศักดชิ์ ัย หิรญั ทวี. 2543 : 60-65. อ้างอิงจาก สายฝน พรมจนั ทร์. 2559 : 55) 1. มนุษย์ทุกคนรับประสบการณแ์ ละข้อมลู ขา่ วสารในแบบที่แตกต่างกัน 2. มนุษย์ทุกคนมีกระบวนการจัดการประสบการณ์และข้อมูลข่าวในลักษณะ ทแ่ี ตกต่างกัน 3. วธิ กี ารเรียนรขู้ องแต่ละคนมีคุณค่าเท่าเทยี มกัน 4. ผู้เรียนแต่ละคนต้องการความสุขจากการเรียนรู้ด้วยรูปแบบหรือลักษณะ การเรียนรู้ทต่ี นเองถนดั และไดเ้ รียนร้จู ากเพื่อแต่ละคน 5. ในขณะที่ระบบการเรียนรู้หมุนเวียนไป ผู้เรียนทั้งหลายได้เรียนรู้ตามรูปแบบ ที่ตนเองถนัดและได้เรยี น เพื่อแต่ละคนแนวการสอนตามระบบ 4MAT เหมาะกับผูเ้ รยี นในแต่ละแบบ แต่ละช่วง โดยผู้เรียนทุกลักษณะมีโอกาสได้เรียนรู้ในรูปแบบ ที่ตนถนัดจากกิจกรรมที่จัดข้ึน ซึ่งช่วยให้ผู้เรียนทั้ง 4 แบบมีความสุขในการเรียนในช่วงกิจกรรมที่ตนเองถนัด และท้าทายในช่วง ทีผ่ ู้อืน่ ถนดั ผสมผสานกนั ไป 2.4 รปู แบบการเรยี นรู้ 4 แบบ ของ Bernice McCarthy ได้ประยุกต์แนวคิดของ (David Kolb โดยให้พื้นที่ทั้ง 4 ส่วนที่เกิดจากการตัดกัน ของแกนการรับรู้ (Perception) และแกนกระบวนการ (processing) แทนลักษณะการเรียนรู้ ของผู้เรียน 4 ประเภท ซึ่งคำนึงถึงความคิดเกี่ยวกับระบบการทำงานของสมองซีกซ้าย และสมองซกี ขวากับธรรมชาตขิ องการเรียนรูด้ งั ภาพท่ี 2.2
26 ภาพท่ี 2.2 การเรยี นรู้ (4MAT) (อ้างองิ จาก สายฝน พรมจนั ทร.์ 2559 : 57) จากภาพท่ี 2.2 อธบิ ายได้ดังนี้ ส่วนที่ 1 ผู้เรียนที่ถนัดจินตนาการ (imaginative Learners) เป็นผู้เรียนที่เรียนรู้ จากประสบการณ์และกระบวนการเฝ้าสังเกตผู้เรียนในกลุ่มนี้จะสงสัย และตั้งคำถามตรงกันว่า “ทำไม” (Why) ทำไมตอ้ งเรยี นเรอ่ื งนี้ ส่วนที่ 2 ผู้เรียนที่ถนัดวิเคราะห์ (Analytic Learners) เป็นผู้เรียนที่เรียนรู้โดยรับรู้ จากการสังเกตอย่างไตร่ตรอง ไปสู่การสร้างประสบการณ์นามธรรมหรือความคิดรวบยอด ผเู้ รยี นในกลุ่มนจี้ ะตง้ั คำถามวา่ “อะไร” (What) เราจะเรยี นอะไรกัน ส่วนที่ 3 ผู้เรียนที่ถนัดการใช้สามัญสำนึก (Common Sense Learners) เป็นผู้เรียน ที่เรียนรู้จากการรับรู้ความคิดรวบยอดไปสู่การลงมือปฏิบัติที่สะท้อนระดับความเข้าใจขอ ตนเอง ผ้เู รยี นในกลุ่มนี้จะตัง้ คำถามว่า “อย่างไร” (How) เราจะเรียนเรื่องน้อี ย่างไร ส่วนที่ 4 ผู้เรียนที่ถนัดการรับรู้จากประสบการณ์รูปธรรมไปสู่การลงมือปฏิบัติ (Dynamic Learners) เป็นผู้เรียนที่เรียนรู้และสนุกกับการได้ค้นพบด้วยตนเองโดยการลงมือปฏิบัติ ผู้เรียนในกลุม่ น้ีจะต้งั คำถามว่า (ถา้ ...) (IF...) (ถา้ ...) แล้วจะนำไปใชอ้ ยา่ งไร McCarthy (1990. p.114. อ้างอิงจาก สายฝน พรมจันทร์. 2559 หน้า 58-59) ได้นำแนวคิดเรื่อง สมองซีกซ้ายและซกี ขวามาผนวกกับรูปแบบการเรยี นรู้แมคคารธ์ ี ไดอ้ ธิบายผู้เรียนท้ัง 4 แบบ ดงั นี้ 1. การเรียนรู้ของผู้เรียนแบบที่ 1 เกิดจากการรับรู้ประสบการณ์ด้วยความรู้สึกและ ผ่านกระบวนการรับรู้อย่างไตร่ตรอง (Reflective Watching) สมองซีกขวาจะค้นหาความหมาย
27 เฉพาะตัว หรือ ทำความเข้าใจในแง่มุมของเขา (Personal Meaning) จากเรื่องที่ต้องการเรียน และ สมองซีกซ้ายจะสร้างความเข้าใจเรื่องนั้นด้วยการวิเคราะห์อย่างละเอียด คำถามนำทางของการเรียน แบบนี้ คือ “ทำไม” (Why) ผเู้ รยี นจะตอ้ งคน้ หาคำตอบในแง่มุมของตนเอง ตอ้ งเขา้ ใจวา่ การเรยี นรู้นั้น มผี ลกระทบอยา่ งไรตอ่ ตนเองเร่ืองที่เรยี นเก่ียวข้องกบั ความเชอ่ื ความรู้สึกและความคดิ เห็นของตนเอง อย่างไร 2. การเรียนรู้ของผู้เรียนแบบที่ 2 เกิดจากการรับรู้ความคิดรวบยอด (Concept) ผ่านกระบวนการของการดูการเห็น หรือการรับรู้ข้อมูลอย่างไตร่ตรอง คำถามนำทางของการเรียน แบบนี้ คือ “อะไร” (What) สมองซีกขวาจะทำหน้าที่ค้นหาประสบการณ์ใหม่ที่บูรณาการเข้ากับสิง่ ท่ี มุ่งหาข้อมูลที่ถูกต้องน่าเชื่อถือ จากผู้รู้หรือผู้เชี่ยวชาญ เพื่อช่วยในการสร้างความคิดรวบยอด หรือ ข้อสรุปที่เป็นหลักการหรือทฤษฎีความถูกต้องแน่นอน ความละเอียดถี่ถ้วนของความรู้และข้อมูล ท่ีได้รับจากการยืนยนั จากผูร้ ู้ ผเู้ ชีย่ วชาญ คือประเดน็ ทผี่ เู้ รยี นแบบที่ 2 ให้ความสำคัญ 3. การเรียนของผู้เรียนแบบที่ 3 เกิดจากการรับรู้ความคิดรวบยอดที่เป็นนามธรรม แต่ผ่านกระบวนการลงมอื กระทำ คำถามนำของการเรียนแบบนี้ คือ “ทำอย่างไรจึงจะนำความคิดไป ประยุกต์ใช้ได้” (How does it work?) สมองซีกขวาจะพยายามค้นหาหนทางการประยุกต์ ที่เป็นแนวทางเฉพาะของตน ส่วนสมองซีกซ้ายจะคันหาหนทางทำงานเป็นลักษณะของคนอื่น ๆ คือดูจากคนอื่นเข้าทำงานชิ้นนั้นอย่างไรซึ่งอาจจะต้องศึกษารายละเอียดหรือขั้นตอนการทำงาน ตามแนวทางของคนอืน่ เพอ่ื พัฒนาใหเ้ กิดแนวทางเฉพาะตนต่อไป 4 การเรียนของผู้เรียนแบบท่ี 4 เกิดจากการรับรู้ด้วยการมคี วามรู้สกึ ต่อประสบการณ์ ที่เป็นรูปธรรมและผ่านกระบวนการลงมือกระทำคำถามนำของการเรียนรู้แบบนี้ คือ “ถ้า” (If) สมองซีกขวาจะค้นหาแนวทางและความเกี่ยวโยงกับสถานการณ์ในชีวิตจริง ผู้เรียนแบบที่ 4 นี้ ประสงค์จะค้นหาความสัมพันธ์เชื่อมโยงของสรรพสิ่งและนำผลการเรียนรู้มาสู่ชีวิตจริง มีความกระตือรือร้นที่จะสังเคราะห์ความรู้และทักษะจากการเรียนในแง่มุมที่ตนเองได้ค้นพบเข้ากับ สถานการณ์อื่น ๆ ของตนเอง และผู้อื่น ถึงแม้ว่าทุกอย่างจะมีความซับซ้อนเพียงใดก็ตาม (ศักดิ์ชัย หริ ญั ทวี และไพเราะ พมุ่ มัน่ . 2543 : 8-11. อ้างองิ จาก สายฝน พรมจนั ทร.์ 2559 : 58-59) 2.5 รูปแบบและขนั้ ตอนการจัดการเรียนรแู้ บบ 4MAT การจัดกิจกรรมกรเรียนรู้แบบ 4MAT ใช้วงกลมเป็นสัญลักษณ์ใน การเปลี่ยนแปลง กิจกรรมการเรียนรู้ โดยแบ่งพื้นที่วงกลมออกเป็น 4 ส่วน มีเส้นแทน การเรียนรู้และเส้น แทนกระบวนการจัดข้อมูลในการรับรู้ ซึ่งกำหนดให้แต่ละพื้นที่แทนกิจกรรมการเรียนการสอน 4 ลักษณะ คือ (ศักดิ์ชัย หริ ัญทวี และไพเราะ พมุ่ มัน่ . 2543. : 66-67. อา้ งอิงจาก สายฝน พรมจนั ทร์. 2559 : 59-60)
28 ส่วนที่ 1 คือ บูรณาการประสบการณ์ใช้เป็นความหมายส่วนตัวโดยใช้คำถามนำ กจิ กรรมส่วนนี้ คอื ทำไม (Why) ส่วนที่ 2 คือ สร้างความคิดรวบยอด ใช้คำถามที่เป็นคำถามนำกิจกรรมส่วนนี้ คือ อะไร (What) ส่วนที่ 3 คือ ปฏิบัติและเรียนรู้ตามลักษณะเฉพาะตัว ใช้คำถามนำกิจกรรมส่วนน้ี คอื ทำอยา่ งไร (How does it work?) ส่วนที่ 4 บูรณาการประยุกต์กับประสบการณ์ของตน ใช้คำถามที่เป็นคำถาม นำกจิ กรรมสว่ นนี้ คอื ถ้า (If) เมื่อนำแนวคิดมาจัดกจิ กรรมการเรียนการสอนเพื่อตอบสนองการใช้สมองซีกซ้ายและ ซีกขวามาใช้เป็นหลักใการจัดกิจกรรม จึงแบ่งขั้นตอนของระบบออกเป็นขั้นตอนย่อย 8 ขั้นตอน เพื่อความสะดวกในการเตรียมแผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ในแต่ละขั้นตอน ทำให้การจัดกิจกรรม มีอย่างหลากหลายและยืดหยุ่น ตอบสนองการพัฒนาศักยภาพทุกด้านของผู้เรียน ที่มีลักษณะ การเรียนรู้ที่แตกต่างกัน ซึ่งแนวทางการจัดกิจกรรมเริ่มจากกิจกรรมที่ตอบสนองผู้เรียนแบบที่ 1 จนถึงกิจกรรมของผู้เรียนแบบที่ 4หมุนเวียนอย่างเป็นระบบ ตามขั้นตอนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ แบบ 4MAT ดงั ภาพที่ 2.3 ภาพที่ 2.3 การจัดกจิ กรรมการเรียนรตู้ ามระบบ 4MAT 8 ขัน้ ตอน (สายฝน พรมจนั ทร์. 2559 หนา้ 60)
29 จากภาพที่ 4 สามารถอธิบายถึงขั้นตอนการจัดการเรียนรู้ที่คำนึงถึงรูปแบบ การเรียนรู้ของกลุ่มผู้เรียน 4 กลุ่ม กับพัฒนาการสมองซีกซ้ายและซีกขวาอย่างสมดุล โดยแบ่งวงล้อ กระบวนการเรียนรู้ออกเป็น 8 ขั้นตอน ตังรายละเอียดของการจัดการเรียนรู้ 4MAT ดังน้ี (กิตตชิ ัย สรสโิ นบล. 2545. : 159-172. อา้ งองิ จาก สายฝน พรมจันทร์. 2559 : 60-63) 1. สว่ นที่ 1 ผูเ้ รียนแบบที่ 1 เรียนรู้จากประสบการณแ์ ละการเฝา้ สงั เกตอย่างไตร่ตรอง (Imaginative Learner) เป็นช่วงที่ผู้เรียนได้เรียนรู้จากประสบการณ์และกระบวนการการเฝ้าสังเกต อย่างไตร่ตรอง มักใคำถามว่า “ทำไม” (Why) บทบาทของผู้สอน : ผู้คอยกระตุ้นให้ผู้เรียน คิดวิเคราะห์สิ่งที่สังเกตได้อย่างไตร่ตรองวิธีการจัดกิจกรรม : ใช้คำถามข้อมูลเพื่อให้ผู้เรียน สังเกตการณ์ร่วมกันอภิปรายการให้ผู้เรียนได้พบของจริงและให้ผู้เรียนทำกิจกรรมในส่วนที่ 1 สามารถแบ่งขั้นตอนการจัดกจิ กรรมการเรียนรู้เป็น 2 ขั้นตอน ที่คำนึงถึงการทำงานของสมองซกี ขวา และซกี ซ้ายของผ้เู รยี น ได้ดังนี้ ขั้นตอนที่ 1 ชั้นสร้างคุณค่าและประสบการณ์ของสิ่งที่เรียน (สมองซีกขวา) ประสบการณ์ตรง ผู้สอนควรกระตุ้นความสนใจและแรงจูงใจให้ผู้เรียนคิดโดยใช้คำถามที่กระตุ้น ให้ผู้เรียนสังเกต การออกไปปฏิสัมพันธ์กับ สภาพแวดล้อมจริงของสิ่งที่เรียนเป็นขั้น ที่เน้น การจดั กิจกรรมทพ่ี ัฒนาสมองซีกขวา ขั้นตอนที่ 2 ขั้นวิเคราะห์ประสบการณ์ (สมองซีกซ้าย) ประสบการณ์ตรง จากขั้นตอนที่ 1 ที่ผู้สอนกระตุ้นให้ผู้เรียนอยากเรียนรู้และสนใจในสิ่งที่เรียน ต่อจากนั้นในขั้นที่ 2 นี้ ผู้สอนควรให้ผู้เรียน วิเคราะห์หาเหตุผล ฝึกทำกิจกรรมกลุ่มอย่างหลากหลายเช่น ฝึกเขียนแผนผัง มโนมิติ (Concept Mapping) ช่วยกันระดมสมอง การสังเกต อภิปรายร่วมกัน เป็นขั้นที่เน้นการจัด กจิ กรรมท่พี ัฒนาสมองซีกซา้ ย 2. ส่วนที่ 2 ผู้เรียนแบบที่ 2 เรียนรู้จากการสังเกตอย่างไตร่ตรองไปสู่การสร้าง ความคิดรวบยอด (Analytic Learners) เป็นช่วงที่ผู้เรียนได้เรียนรู้จากการสังเกตอย่างไตร่ตรอง ไปสู่การสร้างความคิดรวบยอด มักใช้คำว่า “อะไร” (What) เช่น เราจะเรียนอะไรกันดีบทบาท ของผู้สอน : เตรียมข้อมูลที่ผูเ้ รยี นควรทราบและสาธิตวิธีการจัดกิจกรรม : ให้ผู้เรียนได้คน้ คว้าเนื้อหา ที่จะเรียนจากแหล่งต่าง ๆ เช่นใบความรู้ วีดีทัศน์ เล่นเกมผู้สอนเป็นผู้ให้ข้อมูลเล่นเกม เป็นต้น ในส่วนที่ 2 สามารถแบ่งขั้นตอนการจัดกิจกรรม การเรียนรู้ 2 ขั้นตอนที่คำนึงถึงการทำงาน ของสมองซีกขวา และซกี ซา้ ยของผ้เู รียน ไดด้ งั น้ี ขัน้ ตอนท่ี 3 ขั้นปรบั ประสบการณ์เป็นความคิดรวบยอด (สมองซีกขวา) ผูส้ อนควร เน้นให้ผู้เรียนได้วิเคราะห์อย่างไตร่ตรอง นำความรู้ที่ได้มาเชื่อมโยงกับข้อมูลที่ได้ศึกษาค้นคว้า โดยจัดระบบการวิเคราะห์เปรียบเทียบการจัดลำดับความสัมพันธ์ของสิ่งที่เรียน เป็นขั้นที่เน้นการจัด กจิ กรรมทีพ่ ัฒนาสมองซีกขวา
30 ขั้นตอนที่ 4 ขั้นพัฒนาความคิดรวบยอด (สมองซีกซ้าย) ผู้สอนควรให้ทฤษฎี หลักการที่ลึกซึ้ง โดยเฉพาะรายละเอียดของข้อมูลต่าง ๆ เพื่อให้ผู้เรียนเข้าใจ และพัฒนาความคิด รวบยอดของตนเองในเรื่องที่เรีย นกิจกรรมควรเป็นกิจกรรมที่ให้ผู้เรียนค้นคว้าจากใบความ รู้ แหล่งวิทยาการท้องถิ่นการสาธิต การทดลองการใช้ห้องสมุด วีดีทัศน์สื่อประสมต่าง ๆ เป็นขั้นที่เน้น การจดั กิจกรรมทพี่ ฒั นาสมองอีกซ้าย 3. ส่วนที่ 3 ผู้เรียนแบบที่ 3 สร้างความคิดรวบยอดไปสู่การลงมือปฏิบัติและ สร้างชิ้นงาน ในลักษณะเฉพาะตัว (Commonsense Learners) เป็นช่วงที่ผู้เรียนจะสร้างความคิด รวบยอด มโนมิติ ไปสู่การลงมอื ปฏิบัติกจิ กรรม การทดลอง ตามความคดิ ของตนเองและสร้างช้ินงาน ที่เป็นลักษณะเฉพาะตัวบทบาทของผู้สอน : เป็นผู้คอยแนะนำชี้แนะ (Coach) และผู้อำนวย ความสะดวก (Facilitator) แก่ผู้เรียนวิธีการจัดกิจกรรม ให้ผู้เรียนได้ลงมือปฏิบัติการทดลอง สรุปผลการทดลองทำแบบฝึกหัดตามความเหมาะสมของเนื้อเรื่องที่เรียนในส่วนที่ 3 สามารถแบ่ง ขั้นตอนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้เป็น 2 ขั้นตอนที่คำนึงถึงการทำงานของสมองซีกขวาและซีกซ้า ย ของผเู้ รยี น ไดด้ ังน้ี ขั้นตอนที่ 5 ขั้นลงมือปฏิบัติจากกรอบความคิดที่กำหนด (สมองซีกช้าย) ผู้สอนควรให้ผู้เรียนปฏิบัติกิจกรรมการทดลอง จากใบงาน การทดลอง ทำแบบฝึกหัดการสรุปผล การปฏิบัติกิจกรรม สรุปผลการทดลองทีถ่ ูกต้องชัดเจน โดยเปิดโอกาสให้ผู้เรียนซักถามข้อสงสัยก่อน ปฏิบัติกิจกรรม ฝึกเลือกใช้อุปกรณ์บันทึกผลการทดลอง โดยผู้สอนจะเป็นพี่เลี้ยงจะเป็นขั้นที่เน้น การจัดกจิ กรรมท่พี ัฒนาสมองซีกซา้ ย ขั้นตอนที่ 6 ขั้นสร้างชิ้นงานเพื่อสะท้อนความเป็นตนเอง (สมองซีกขวา) ผู้สอนต้องเปิดโอกาสให้ผู้เรียน ได้แสดงความสามารถของตนเองตามความถนัดความสนใจ เพื่อสร้างสรรค์ชิ้นงานตามจินตนาการของตนเองที่แสดงถึงความเข้าใจในเนื้อหาวิชาที่เรียน ให้เห็นเป็นรูปธรรมในรูปแบบต่าง ๆ โดยเลือกวิธีการนำเสนอผลงานในลักษณะเฉพาะตัวชิ้นงาน ที่สร้าง อาจเป็นภาพวาด นิทาน สมุดรวบรวมสิ่งที่เรียนสิ่งประดิษฐ์ แผ่นพับ เป็นต้น เป็นขั้นที่เน้น การจดั กิจกรรมสรา้ งความคิดรวบยอดท่พี ฒั นาสมองซีกขวา 4. ส่วนที่ 4 ผู้เรียนแบบที่ 4 เรียนรู้จากประสบการณ์รูปธรรมไปสู่การลงมือปฏิบัติ ในชีวิตจริง (Dynamic Learners) เป็นช่วงที่ผู้เรียนได้นำเสนอผลงานของตนเอง โดยสอดแทรก การอภิปรายถึงปัญหา อุปสรรคในการปฏิบัติกิจกรรม วิธีการแก้ไขปัญหา เพื่อปรับปรุงชิ้นงาน จนสำเร็จและเป็นประโยชน์ต่อตนเองซึ่งสามารถบูรณาการการประยุกต์ใช้เชื่อมโยงกับชีวิตจริง / อนาคตบทบาทของผู้สอน ให้คำแนะนำร่วมแนะนำวิธีการปรับปรุงผลงาน และการรวบรวมผลงาน วิธีการจัดกิจกรรม : ผู้เรียนนำเสนอชิน้ งานที่ปรับปรุง อภิปราย แลกเปลี่ยนความคิดเห็นกบั ผูอ้ ื่นและ
31 นำผอู้ นื่ ในส่วนท่ี 4 สามารถแบง่ ขน้ั ตอนการจดั กจิ กรรมการเรยี นรู้เปน็ 2 ข้นั ตอนทคี่ ำนึงถงึ การทำงาน สมองซีกขวาและซีกซา้ ยของผ้เู รยี น ดงั น้ี ขั้นตอนที่ 7 ขั้นวิเคราะห์คุณค่าและการประยุกต์ใช้ (สมองซีกซ้าย) ผู้สอนควรให้ ผู้เรียนได้วิเคราะห์ช้ินงานของตนเองโดยอธิบายขัน้ ตอนการทำงาน ปัญหาอุปสรรคในการทำงานและ วิธีการแก้ไขโดยบูรณาการ การประยุกต์ใช้เพื่อเชื่อมโยงกับชีวิตจริง / อนาคต ซึ่งอาจจะวิเคราะห์ ชิ้นงานในรูปกลุ่มย่อยหรือกลุ่มใหญ่ก็ได้ตามความเหมาะสม เป็นขั้นที่เน้นการจัดกิจกรรม ทพี่ ัฒนาสมองซีกซา้ ย ขั้นตอนที่ 8 ขั้นแลกเปลี่ยนประสบการณ์เรียนรู้กับผู้อื่น (สมองซีกขวา) เป็นขั้นสุดทา้ ยซึ่งผูส้ อนควรใหผ้ ้เู รียนไดน้ ำผลงานของตนเองมานำเสนอหรือจดั แสดงในรูปแบบต่าง ๆ เช่น การจัดนิทรรศการ ป้ายนิเทศ เพื่อให้เพื่อน ๆ ได้ชื่นชมซึ่งถือเป็นการแบ่งปันโอกาส ทางด้านความรู้และประสบการณ์ให้ผู้อื่นได้ซาบซึ้งในขั้นนี้ผู้เรียนควรรับฟังการวิพากษ์วิจารณ์ อยา่ งสร้างสรรค์ ยอมรับฟังความคดิ เหน็ ของผ้อู ่นื เปน็ ขน้ั ทเ่ี นน้ การจัดกิจกรรมท่ีพัฒนาสมองซกี ขวา กล่าวโดยสรุป กระบวนการจัดการเรียนการสอนที่สอดคล้องกับธรรมชาติการเรียนรู้ ของผู้เรียน โดยการนำเอารูปแบบการเรียนรู้ของผู้เรียน 4 แบบ 8 ขั้นตอน กับเทคนิคพัฒนา สมองซีกซ้าย และซีกขวาอย่างสมดุล เพื่อให้ผู้เรียนเรียนรู้ตามและความต้องการอย่างเหมาะสม และพัฒนาตนเองอย่างเต็มศักยภาพ ซึ่งเป็นการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนที่แบ่งนักเรียน ออกเป็นกลุ่มย่อย และคละความสามารถ โดยให้ทุกคนมีส่วนร่วม ช่วยหลือซึ่งกันและกัน ซ่งึ มเี ป้าหมายร่วมกนั คอื ความสำเรจ็ ของกลมุ่ 3. แนวทางการสอนรูปแบบการเรียนรแู้ บบ 4MAT Moris and McCarthy ไดน้ ำเสนอรปู แบบการสอน 4MAT ท่ีคำนึงถึงแบบการเรียนรู้ของ ผู้เรียน 4 แบบกับการพัฒนาสมองซีกช้าย ซีกขวาอย่างสมดุลซึ่งลำดับขั้นตอนการสอน 4MAT มี 8 ขั้น (Moris and McCarthy. 1990. pp. 4-23. อ้างอิงจาก กรนรินทร์ อ่อนสุระทุ่ม. 2553 : 50- 53) ดงั ภาพที่ 2.4
32 ภาพที่ 2.4 ขั้นการสอนแบบ 4MAT ตามแบบการเรยี นรู้ และการพฒั นาสมองซีกซ้ายและซีกขวา (อา้ งองิ จาก กรนรินทร์ ออ่ นสรุ ะทมุ่ . 2557 : 51) จากภาพที่ 2.4 สามารถอธิบายถึงขั้นตอนการจดั การเรียนรู้ที่คำนงึ ถึงรูปแบบการเรยี นรู้ ของกลุ่มผู้เรียน 4 กลุ่มกับพัฒนาการสมองซีกซ้ายและซีกขวาอย่างสมดุลโดยแบ่งวงล้อกระบวนการ เรยี นรูอ้ อกเปน็ 8 ข้ันตอนดังรายละเอียดของการจดั การเรียนรู้ 4MAT ดังน้ี 1. เส้ยี วที่ 1 การบรู ณาการประสบการณด์ ว้ ยตนเอง การพัฒนาจากประสบการณ์จริง ไปสู่การสังเกตด้วยสติปัญญาคิดไตร่ตรองต้อง สร้างประสบการณ์ให้คิดหาเหตุผลด้วยตนเองไตร่ตรอง ผู้เรียนจินตนาการจะมีความสุขที่สุดในการ เรียนรู้ บทบาทครู เปน็ ผู้กระตนุ้ สรา้ งแรงจงู ใจ เป็นผยู้ วั่ ยุ วธิ ีการ สถานการณจ์ ำลอง การอภปิ ราย นกั เรยี น สรา้ งเหตุผล ขั้นที่ 1 สร้างประสบการณ์ ผู้เรียนถนัดการเรียนรู้ด้วยสมองซีกขวามีความ สะดวกสบาย และมีความสุขในการเรยี น ครูสร้างประสบการณ์ที่มีความหมายด้วยวิธกี ารกระตุ้นหรอื สรา้ งแรงจงู ใจใหผ้ ู้เรียนเชื่อมโยงประสบการณ์ ขั้นที่ 2 วิเคราะห์ประสบการณ์ ผู้เรียนถนัดการเรียนรู้ด้วยสมองซีกซ้ายมีความ สะดวกสบาย และมีความสุขในการเรียน จะใช้สมองสะท้อนความคิดจากประสบการณ์ ผู้เรียนจะ ตรวจสอบประสบการณโ์ ดยการอภิปราย หลังจากครสู ร้างประสบการณท์ ี่มีความหมายให้ 2. เสีย้ วท่ี 2 การพัฒนาความคิดรวบยอด
33 การพัฒนาความคิดรวบยอดจากการสังเกตด้วยสติปัญญาคิดไตร่ตรองไปสู่การ สร้างแนวคดิ เป็นนามธรรม ผเู้ รยี นชอบคิดวเิ คราะห์จะมีความสุขสุดในการเรยี น บทบาทของครู เปน็ ผสู้ อน วิธีการ ให้ข้อมลู ข้อเทจ็ จริง นกั เรยี น แสวงหารายละเอยี ด ขน้ั ที่ 3 บูรณาการสังเกตไปส่คู วามคดิ รวบยอด ผู้เรยี นถนัดการเรยี นรูด้ ว้ ยสมองซีก ขวามีความสะดวกสบาย และมีความสุขในการเรียน ผู้เรียนจะบูรณาการประสบการณ์ และความรู้ที่ นำไปสู่ความเข้าใจความคดิ รวบยอด โดยครเู ปน็ ผู้ใหข้ อ้ มลู และ ข้อเทจ็ จริงและจดั กิจกรรมการเรยี นร้ทู ี่นำไปส่คู วามเข้าใจความคิดรวบยอด ขน้ั ที่ 4 ข้ันพัฒนาทฤษฎแี ละความคดิ รวบยอด ผูเ้ รยี นถนัดการเรียนรดู้ ้วยสมองซีก ซ้ายความสะดวกสบายและความสุขในการเรียน ครูให้ผู้เรียนรับข้อมลู หรอื ข้อเท็จจริงตามทฤษฎีหรอื ความคดิ รวบยอด โดยการวเิ คราะห์ไตรต่ รองประสบการณห์ รอื ไต่ถาม ค้นคว้า ผู้เรยี นคิดวเิ คราะห์จาก ประสบการณ์ ข้อมูล ขอ้ เทจ็ จริงที่ได้รับ 3. เสย้ี วท่ี 3 การปฏบิ ตั ิและปรบั แต่งเปน็ ความคดิ ของตนเอง การทดลองด้วยตนเอง ไปสู่การสร้างแนวคิดที่เป็นนามธรรมผู้เรียนชอบใช้สามัญ สำนึกจะมคี วามสุขทส่ี ุขในการเรยี นรู้ บทบาทของครู เป็นผฝู้ กึ วิธีการ อำนวยความสะดวก นักเรยี น ลองปฏบิ ตั ิ ขั้นที่ 5 ขั้นปฏิบัตติ ามดวามคิดรวบยอด ผู้เรียนถนัดการเรียนรู้ด้วยสมองซีกซา้ ยมี ความสะดวก สบายและมีความสุขในการเรียน ครูให้ผู้เรียนทดลองทำโดยผ่านประสาทสัมผัสโดยครู เป็นผู้อำนวยความสะดวก เช่น การทดลอง การทำแบบฝึกหัด เพื่อพัฒนาความคิดและทักษะของ ตนเอง ขน้ั ท่ี 6 ข้ันปรับแตง่ เป็นแนวคิดของตนเอง ผู้เรียนถนัดการเรยี นรดู้ ว้ ยสมองซีกขวา มีความสะดวกสบาย และมคี วามสขุ ในการเรยี น ผู้เรยี นจะปรบั แต่งสิง่ ท่ตี นเอง ปฏิบตั ดิ ้วยวธิ ีการของตนอง และบูรณาการข้อมูลเป็นองค์ความรู้ของตนเอง 4. เส้ียวที่ 4 การบรู ณาการ และประยกุ ต์ประสบการณ์ การทดลองด้วยตนเอง ไปสู่การได้รับประสบการณ์จริง ผู้เรียนที่ชอบพลวัตรจะมี ความสุขทส่ี ุดในการเรียนรบู้ ทบาทของครู เปน็ ผ้ปู ระเมนิ แกไ้ ขข้อบกพร่องผู้รว่ มเรียนรู้ วธิ ีการ คน้ พบดว้ ยตนเอง นักเรยี น ค้นพบด้วยตนเอง
34 ขั้นที่ 7 ชั้นคิดวิเคราะห์เพื่อนำไปประยุกต์ใช้ ผู้เรียนถนัดการเรียนรู้ด้วยสมองซีก ซ้าย มีความสะดวกสบาย และมีความสุขในการเรียน ผู้เรียนวิเคราะห์การเรียนรู้แล้วนำไปสู่การ วางแผนเพื่อประยุกต์ใช้หรือดัดแปลงให้ดขี ึ้น หรือกลั่นกรองนำสิง่ ที่ไดเ้ รียนรูไ้ ปใชใ้ ห้เกิดประโยชน์ต่อ ตนเองและผอู้ ืน่ ขั้นที่ 8 ขั้นแลกเปลี่ยนความรู้ของตนกับผู้อื่น ผู้เรียนถนัดการเรียนรู้ด้วยสมองซีก ขวามีความสะดวกสบาย และมีความสุขในการเรียน จากการที่ได้ทักษะการคิดค้นด้วยตนเอง ผู้เรียน จะแบง่ ปันสง่ิ ท่ีได้เรยี นรู้ ซง่ึ เปน็ การเรยี นรซู้ ง่ึ กนั และกนั กล่าวถึง ลักษณะการรับรู้ของผู้เรียน 4 แบบที่แมคคาร์ธี (McCarthy) ได้ขยายความคิด ของ โคบ (Kolb) ว่าลักษณะของผู้เรียน 4 แบบ มีสไตล์การรับรู้ และกระบวนการจัดการสิ่งที่ได้รับรู้ แตกต่างกันคือ (วิมลรัตน์ สุนทรโรจน์. 2551 : 185-186. อ้างอิงจาก กรนรินทร์ อ่อนสุระทุ่ม. : 53-55) ส่วนที่ 1 ด้านบนขวา แทนที่ผู้เรียนแบบที่ 1 (Type One Learners) เป็นผู้เรียน ที่ถนัดการรับรู้จากประสบการณ์ รูปธรรม ผ่านกระบวนการจัดการข้อมูลด้วยการสังเกตอย่าง ไตรต่ รอง ต่อมาเขาเรยี กผ้เู รยี นแบบที่ 1 ว่าผ้เู รียนทถี่ นดั จินตนาการ(Imaginative Learners) ส่วนที่ 2 ด้านล่างขวา แทนผู้เรียนแบบที่ 2 (Type Two Learners) เป็นผู้เรียน ทีถ่ นัดการรับรู้ความคดิ รวบยอด (Concept) ซง่ึ เปน็ นามรรรม ผ่านกระบวนการสังเกตอย่างไตร่ตรอง เรยี กผเู้ รียนแบบนี้วา่ ผ้เู รียนถนัดการวเิ คราะห์ (Analytic Learners) ส่วนที่ 3 ด้านล่างซ้าย แทนผู้เรียนแบบที่ 3 (Type Three Learners) เป็นผู้เรียน ที่ชอบการเรียนจากการรับรู้ความคิดรวบยอดแล้วผ่านกระบวนการลงมือทำเรียกผู้เรียนแบบที่ 3 ว่าผเู้ รยี นท่ถี นัดใชส้ ามัญสำนึก (Common Sense Learners) สว่ นที่ 4 ด้านบนซ้าย แทนผู้เรียนแบบที่ 4 (Type Four Learners) เปน็ ผู้เรียนท่ีถนัด การรับรู้จากประสบการณ์รูปธรรม และนำสู่การลงมือปฏิบัติ เรียกผู้เรียนแบบที่ 4 ได้อีกอย่างหนึ่ง วา่ ผ้เู รียนที่ยอมรับการเปล่ียนแปลง (Dynamic Learners) เมื่อนำความคิดเรื่องสมองซีซาย และซีกขวามาผนวกกันกับรูปแบบการเรียนรู้ แมคคารธ์ ี (McCarthy) ได้อธิบายลักษณะการเรียนรู้ของผู้เรียนทงั้ 4 แบบ ดังน้ี การเรยี นรขู้ องผเู้ รยี นแบบท่ี 1 เกิดจากการรับรู้ประสบการณ์ และผ่านกระบวนการจัดข้อมูลด้วยการสังเกต อย่างไตร่ตรอง (Reflective Watching) สมองซีกขวาของเขาจะค้นหาความหมายด้วยตัวเองหรือทำ ความเข้าใจในแง่มุมของเขา (Personal Meaning) จากเรื่องที่ต้องการเรียนหรือเรื่องที่เขาต้องการ รับรู้ และสมองซีกซ้ายจะสร้างความเข้าใจเรื่องนั้นด้วยการวิเคราะห์ในรายละเอียดคำถามนำทางใน
35 เรื่องนี้ คือ “ทำไม” (Why) ผู้เรียนจะต้องค้นหาคำตอบในแง่มุมมองของตนเองโดยใชป้ ระสบการณ์ที่ พบโดยตรง ความเชื่อ ความร้สู ึก และความคดิ เห็นของตนเองในการวเิ คราะห์ การเรียนรู้ของผ้เู รยี นแบบท่ี 2 เกิดจากการรับรู้ความคิดรวบยอด (Concept) และผ่านกระบวนการ ของการเห็นหรือคิดวิเคราะห์ คำถามนำทางคือ “อะไร” (what) สมองซีกขวาของเขาจะทำหน้าที่ ค้นหาประสบการณ์ใหม่ที่บรู ณาการเข้ากับสิ่งทีต่ ้องการรู้ โดยมุ่งหาขอ้ มูลที่ถูกต้องเชื่อถือจากผูร้ ู้หรอื ผู้เชี่ยวชาญ เพื่อช่วยใการสร้างความคิดรวบยอด หรือข้อสรุปที่เป็นหลักการ หรือเป็นทฤษฎี หรือที่เป็นความถูกต้องแน่นอน ความละเอียดถี่ถ้วนของความรู้และข้อมูลที่ได้รับการยืนยันแล้ว จากผู้รู้ ผเู้ ชย่ี วชาญ คือประเด็นทผี่ ู้เรยี นแบบที่ 2 ให้ความสำคญั การเรียนรู้ของผู้เรยี นแบบที่ 3 เกิดจากการรับรู้โดยนำความคิดรวบยอดซึ่งเป็นนามธรรมแล้วผ่านไป กระบวนการของการลงมือกระทำ คำถามนำทางของการเรียนแบบนี้ คือ “ทำอย่างไร จึงจะนำ ความคิดไปประยุกต์ใช้งานได้” (How Does It Work?) สมองซีกซ้ายจะค้นหาหนทางทำงานที่เป็น ลกั ษณะของคนอื่น ๆ คอื ดวู า่ คนอน่ื เขาจะทำงานชิ้นน้ันอย่างไร ซงึ่ อาจจะต้องศึกษารายละเอียดหรือ ขั้นตอนการทำงานตามแนวของผู้อื่นเพื่อพัฒนาให้เกิดเป็นแนวทางเฉพาะตนเองต่อไป สมองซีกขวา จะพยายามค้นหาหนทางการประยุกต์เป็นแนวทางเฉพาะตน การเรยี นร้ขู องผู้เรียนแบบที่ 4 เกิดจากการรับรู้ด้วยการลงมือกระทำจนเป็นประสบการณ์รูปธรรมคำถามนำ ทาง คือ “ถ้า” (If) สมองซีกซ้ายจะวิเคราะหถ์ ึงความสำคัญ และความเกี่ยวโยงกับสถานการณในชีวติ จริง สมองซีกขวาจะค้นหาแนวทางการขยายผลการเรียนรู้ ผู้เรียนแบบที่ 4 นี้ประสงค์ที่จะค้นหา ความสัมพันธ์เชื่อมโยงของสรรพสิ่ง และนำผลการเรียนรู้มาสู่ชีวิตจริงมีความกระตือรือร้นท่ี จะสังเคราะห์ความและทักษะจากการเรียนในแง่มุมที่ตนเองได้ค้นพบเข้ากับสถานการณ์อื่น ๆ ของตนเองและผู้อืน่ ถงึ แมว้ ่าการทำอย่างน้นั จะมีความซบั ซ้อนเพยี งใดกต็ าม 4. บทบาทของครูและนักเรียนในการจดั การเรยี นรแู้ บบ 4MAT ในการจัดการเรียนรู้แบบ 4MAT แมดคาร์รี (ทิศนา แขมมณี. 2553 หน้า 262. อ้างอิงจาก อาภันตรา แสนวงศ์. 2557 : 63) เชื่อว่าครูต้องเตรียมตัวสร้างสรรค์ประสบการณ์ของตน กอ่ นทจ่ี ะนำไปสู่การอภิปราย ในเสีย้ วแรกของการสอนต่อจากน้นั ครูจะเป็นผู้ป้อนข้อมูลในเสี้ยวท่ีสอง เป็นผู้ชี้แนะ ช่วยฝึกฝนในสว่ นที่ผูเ้ รียนจำเป็นต้องรู้ เสี้ยวที่สาม เป็นผู้ซ่อมเสรมิ และเป็นแหลง่ ความรู้ ใหน้ ักเรียนได้คน้ พบดว้ ยตนเอง ในเสี้ยวท่สี ่ี ซ่ึงแมคคารธ์ ี ได้ให้ข้อคดิ แก่ครูในการจัดกิจกรรมการเรียน การสอนใหค้ รบ ทงั้ 4 รปู แบบ ดงั น้ี
36 1. ในการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนแบบ 4MAT นั้นแบ่งช่วงการเรียนรู้ออกเป็น 4 ช่วงในแตล่ ะช่วงของการเรียนรู้นน้ั ผเู้ รยี นแตล่ ะแบบจะมีความสุขในการเรยี นมากทสี่ ดุ ในแต่ละชว่ ง 2. ผ้เู รียนแบบเปน็ คนชา่ งคิด ชอบท่เี รยี นรดู้ ้วยวธิ ผี สมผสานความรสู้ ึกสัมผัสกับสังเกต และเฝา้ ดู 3. ผู้เรียนแบบเป็นคนช่างคิดวิเคราะห์ ชอบที่จะเรียนรู้ด้วยวิธีการผสมผสานความคิด ไตร่ตรองกับเฝา้ ดู 4. ผู้เรียนแบบเป็นคนมีสามัญสำนึก ชอบคิดแบบไตร่ตรองแล้วทดลองลงมือปฏิบัติ ด้วยตนเอง ใชป้ ระสาทสมั ผัส 5. ผู้เรียนแบบเป็นคนมีความคิดใหม่ ๆ ชอบที่จะเรียนด้วยการสัมผัสและคิดหา แนวทางใหม่ ทำการค้นพบดว้ ยตนเอง 6. รูปแบบการสอนแบบ 4MAT คิดขึ้นมาเพื่อทำให้ผู้เรียนทั้ง 4 แบบข้างต้น มคี วามสุขในการเรียน สรุปได้ว่า บทบาทของครูและนักเรียน ในการจัดการเรียนรู้แบบ 4MAT นั้นครูจะต้องมีการ เตรียมการสอน เตรียมความพร้อมเพื่อนำไปชี้แนะและฝึกฝนนักเรียนเปิดโอกาสให้นักเรียนเป็นผู้ ค้นควา้ ไดส้ ร้างองคค์ วามรู้ดว้ ยตนเอง และมีความสุขในการเรียน 5. ขอ้ ดีของการจดั การเรยี นร้แู บบ 4MAT การจัดการเรียนรู้แบบ 4MAT จะพัฒนศักยภาพของผู้เรียนในด้านต่าง ๆ ดังน้ี (สุนีย์ เห มะประสิทธิ์. 2544. หน้า 46-47. อ้างองิ จาก อาภนั ตรา แสนวงศ.์ 2557 : 64) 1. ความฉลาดทางอารมณ์ (Emotional Quotient หรือ EQ) ซึ่งได้แก่ ทักษะการ จัดการกบั อารมณ์ตนเอง ทกั ษะการสร้างแรงจูงใจ และทกั ษะการสื่อสาร โดยนกั เรยี นสามารถปรับตัว ให้เข้ากับเพื่อน รู้จักทำงานเป็นทีม กล้าซักถาม แสดงความคิดเห็นแลกเปลี่ยนความรู้และ ประสบการณร์ ่วมกนั 2. ความเฉลียวฉลาดทางจริยธรรม (Moral Quotientหรือ MQ) ได้แก่ การรักและ เคารพผู้อื่นการรู้จักแบ่งปัน ความตรงต่อวลา การมีจิตสาธารณะเห็นประโยชน์ส่วนรวมเป็นสำคัญใน การจัดกิจกรรมกลุ่มจะช่วยให้นักเรียนเกิดความสามัคคีร่วมมือร่วมใจเพื่อให้งานบรรลุผลสำเร็จ นอกจากนนี้ ักเรียนยังเกิดการเรียนรูร้ ว่ มกนั อย่างสมานฉันท์เป็นกลั ยาณมิตรท่ีดตี ่อกันและตระหนักใน ปญั หาส่วนรวม 3. ความฉลาดทางสติปัญญา (intelligent Quotient หรือ IQ) การพัฒนาและ การประยุกต์ใช้มโนมติ หรือมโนทัศน์ (Concept) การพัฒนาทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ พัฒนาทักษะการคิด เช่น การวางแผน การทำงานอย่างเป็นระบบ การคิดวิเคราะห์ การแก้ปัญหา การตดั สินใจ และความคดิ สร้างสรรค์ โดยสังเกตได้จากผลงานกลมุ่ และรายบคุ คล
Search
Read the Text Version
- 1
- 2
- 3
- 4
- 5
- 6
- 7
- 8
- 9
- 10
- 11
- 12
- 13
- 14
- 15
- 16
- 17
- 18
- 19
- 20
- 21
- 22
- 23
- 24
- 25
- 26
- 27
- 28
- 29
- 30
- 31
- 32
- 33
- 34
- 35
- 36
- 37
- 38
- 39
- 40
- 41
- 42
- 43
- 44
- 45
- 46
- 47
- 48
- 49
- 50
- 51
- 52
- 53
- 54
- 55
- 56
- 57
- 58
- 59
- 60
- 61
- 62
- 63
- 64
- 65
- 66
- 67
- 68
- 69
- 70
- 71
- 72
- 73
- 74
- 75
- 76
- 77
- 78
- 79
- 80
- 81
- 82
- 83
- 84
- 85
- 86
- 87
- 88
- 89
- 90
- 91
- 92
- 93
- 94
- 95
- 96
- 97
- 98
- 99
- 100
- 101
- 102
- 103
- 104
- 105
- 106
- 107
- 108
- 109
- 110
- 111
- 112
- 113
- 114
- 115
- 116
- 117
- 118
- 119
- 120
- 121
- 122
- 123
- 124
- 125
- 126
- 127
- 128
- 129
- 130
- 131
- 132
- 133
- 134
- 135
- 136
- 137
- 138
- 139
- 140
- 141
- 142
- 143
- 144
- 145
- 146
- 147
- 148
- 149
- 150
- 151
- 152
- 153
- 154
- 155
- 156
- 157
- 158
- 159
- 160
- 161
- 162
- 163
- 164
- 165
- 166
- 167
- 168
- 169
- 170
- 171
- 172
- 173
- 174
- 175
- 176
- 177
- 178
- 179
- 180
- 181
- 182
- 183
- 184
- 185
- 186
- 187
- 188
- 189
- 190
- 191
- 192
- 193
- 194
- 195
- 196
- 197
- 198
- 199
- 200
- 201
- 202
- 203
- 204
- 205
- 206
- 207
- 208
- 209
- 210
- 211
- 212
- 213
- 214
- 215
- 216
- 217
- 218
- 219
- 220
- 221
- 222
- 223
- 224
- 225
- 226
- 227
- 228
- 229
- 230
- 231
- 232
- 233
- 234
- 235
- 236
- 237
- 238
- 239
- 240
- 241
- 242
- 243
- 244
- 245
- 246
- 247
- 248
- 249
- 250
- 251
- 252
- 253
- 254
- 255
- 256
- 257
- 258
- 259
- 260
- 261
- 262
- 263
- 264
- 265
- 266
- 267
- 268
- 269
- 270
- 271
- 272
- 273
- 274
- 275
- 276
- 277
- 278
- 279
- 280
- 281
- 282
- 283
- 284
- 285
- 286
- 287
- 288
- 289
- 290
- 291
- 292
- 293
- 294
- 295
- 296
- 297
- 298
- 299
- 300
- 301
- 302
- 303
- 304