Important Announcement
PubHTML5 Scheduled Server Maintenance on (GMT) Sunday, June 26th, 2:00 am - 8:00 am.
PubHTML5 site will be inoperative during the times indicated!

Home Explore คู่มือครูและแผนการจัดการเรียนรู้(สำหรับครูผู้สอน)_วิชาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี_ป.4-06021335

คู่มือครูและแผนการจัดการเรียนรู้(สำหรับครูผู้สอน)_วิชาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี_ป.4-06021335

Published by Guset User, 2021-12-21 05:22:33

Description: คู่มือครูและแผนการจัดการเรียนรู้(สำหรับครูผู้สอน)_วิชาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี_ป.4-06021335

Search

Read the Text Version

๙๖ แบบประเมนิ คุณลักษณะอนั พงึ ประสงค์ แผนกำรเรยี นรู้ที่ 10 เรื่อง กำรจำแนกพชื ดอก (1) ชอื่ ผปู้ ระเมนิ /กลุ่มประเมิน………………………………………………………………………………………….............................. ชือ่ กลุ่มรับกำรประเมิน……………………………………………………………………………………………….............................. ประเมินผลครั้งท่…ี ………………....……....... วัน ……………..…. เดือน …...........……..………. พ.ศ. ……...….……....... เร่ือง…………………………………………………………………………………………………………………….................................... ที่ ลักษณะ/พฤตกิ รรมบ่งชี้ ระดบั พฤติกรรม คะแนนทไ่ี ด้ เกดิ = 1 ไม่เกิด = 0 1. ซ่ือสัตย์สจุ ริต 2. ใฝเ่ รียนรู้ 3. ม่งุ มัน่ ในการทางาน รวมคะแนนที่ได้ทงั้ หมด = …………… คะแนน เกณฑ์กำรประเมนิ คุณลักษณะอันพึงประสงค์ - มากกวา่ 80 % ได้ 3 คะแนน - 50 % - 79 % ได้ 2 คะแนน - ตา่ กว่า 50 % ได้ 1 คะแนน

๙๗ แผนกำรจดั กำรเรยี นรู้ที่ 11 กลมุ่ สำระกำรเรยี นรู้วิทยำศำสตรแ์ ละเทคโนโลยี ช้นั ประถมศกึ ษำปีท่ี 4 ภำคเรยี นท่ี 1 รำยวิชำวิทยำศำสตร์ รหสั วชิ ำ ว 14101 หนว่ ยกำรเรยี นรทู้ ี่ 1 กำรจำแนกสิ่งมชี ีวติ รอบตัว หน่วยย่อยที่ 1 กำรจำแนกสง่ิ มีชีวติ แผนกำรจดั กำรเรยี นร้ทู ี่ 11 เร่ืองกำรจำแนกพืชดอก (2) เวลำ 1 ช่ัวโมง 1. มำตรฐำนกำรเรียนรู้ / ตวั ชี้วัด สำระท่ี 1 วิทยำศำสตรช์ ีวภำพ มำตรฐำน ว 1.3 เข้าใจกระบวนการและความสาคัญของการถ่ายทอดลักษณะทางพันธุกรรม สารพันธุกรรม การเปลี่ยนแปลงทางพันธุกรรมท่มี ีผลต่อส่งิ มีชีวติ ความหลากหลายทางชวี ภาพวิวัฒนาการ ของส่ิงมีชีวติ รวมทั้งนาความร้ไู ปใชป้ ระโยชน์ ตัวชว้ี ัด ป.4/2 จาแนกพชื ออกเปน็ พชื ดอกและพืชไมม่ ดี อกโดยใช้การมดี อกเป็นเกณฑ์ โดยใชข้ อ้ มลู ทรี่ วบรวมได้ 2. จุดประสงค์กำรเรียนรู้ 2.1 ดำ้ นควำมรู้ ควำมเขำ้ ใจ (K) - อธบิ ายการจาแนกพืช 2.2 ดำ้ นทกั ษะกระบวนกำร (P) - จาแนกพชื ออกเปน็ กล่มุ ตา่ ง ๆ โดยใช้เกณฑท์ ก่ี าหนดขึ้นเองและเกณฑ์การมดี อก 2.3 ด้ำนคุณลกั ษณะ เจตคติ ค่ำนิยม (A) - มีความมุ่งม่ันในการทางาน - ชว่ ยเหลอื ในการทางานกลุ่มรว่ มกนั 3. สำระสำคัญ พืชมหี ลายชนดิ ประกอบดว้ ยสว่ นต่าง ๆ ทงั้ ที่เหมือนและแตกต่างกัน เราสามารถใช้การมสี ่วนตา่ ง ๆ ของพชื มาเป็นเกณฑใ์ นการจาแนกพืชออกเป็นกลมุ่ ได้ หากใชก้ ารมดี อกเป็นเกณฑ์จะจาแนกพชื ได้ 2 กล่มุ เปน็ พชื มดี อกและพืชไมม่ ดี อก 4. สำระกำรเรียนรู้ ควำมรู้ พืชมหี ลายชนิด ประกอบดว้ ยส่วนต่าง ๆ ทีท่ งั้ เหมือนและแตกตา่ งกนั เราสามารถใช้การมีสว่ นตา่ ง ๆ ของพืชมาเป็นเกณฑใ์ นการจาแนกพชื หากใชก้ ารมีดอกเป็นเกณฑ์ จะจาแนกพชื ไดเ้ ปน็ 2 กลุ่ม คอื กลุ่มพืช มีดอก เช่น มะมว่ ง ลาไย กุหลาบ มะลิ ถวั่ พรกิ และกลุ่มพชื ไม่มีดอก เชน่ เฟนิ มอส ตะไครน่ า้

๙๘ ทักษะกระบวนกำรทำงวิทยำศำสตร์ - การจาแนกประเภท - การลงความเห็นจากข้อมูล - การตคี วามหมายข้อมลู และลงข้อสรุป 5. สมรรถนะสำคญั ของผู้เรยี น 5.1 ความสามารถในการสื่อสาร - อธิบายการจาแนกพชื ออกเป็นกลุ่มโดยใชก้ ารมดี อกเป็นเกณฑ์ 5.2 ความสามารถในการคดิ - อภิปรายเกี่ยวกับสว่ นต่าง ๆ ของพืชแตล่ ะชนิดและจาแนกพืชออกเปน็ กลุ่ม 5.3 ความสามารถในการแก้ปญั หา - การแกป้ ญั หาและการช่วยเหลอื ในการทางานกลุ่มร่วมกัน 5.4 ความสามารถในการใช้ทักษะชีวติ - มีความสามคั คใี นการทางานกลุ่มร่วมกนั 6. คุณลกั ษณะอันพึงประสงค์ 6.1 ซอ่ื สตั ยส์ จุ รติ 6.2 ใฝ่เรียนรู้ 6.3 ม่งุ มนั่ ในการทางาน 7. กจิ กรรมกำรเรยี นรู้ ข้นั นำเขำ้ สบู่ ทเรยี น (10 นำที) 1. ครทู บทวนความรู้พ้ืนฐานเก่ียวกบั สว่ นตา่ ง ๆ ของพืช โดยใช้คาถามดังนี้ 1.1 พชื ทน่ี กั เรียนสารวจมีอะไรบ้าง (นักเรยี นตอบตามผลการสารวจ) 1.2 พชื แตล่ ะชนิดมสี ่วนประกอบต่าง ๆ เหมือนกนั หรือไม่ อย่างไร (บางชนิดเหมือนกัน บางชนดิ ไมเ่ หมือนกนั โดยพืชบางชนิดมที ้งั ราก ลาต้น ใบ ดอก ผล แตบ่ างชนิดไม่มดี อกและผล) 2. ครใู หน้ ักเรยี นเลน่ เกมอะไรเอย่ โดยให้นกั เรียนอ่านคาถามแล้วชว่ ยกันตอบวา่ เป็นพชื ชนดิ ใด 2.1 อะไรเอย่ มตี ารอบตวั มีหัวสเี ขียว ใบคมจริงเชียว รสเปรย้ี วอมหวาน (สบั ปะรด) 2.2 อะไรเอ่ย เมอื่ แกเ่ ปน็ เพื่อนนอน เมื่ออ่อนเป็นเพ่อื นกิน (ต้นไผ)่ 2.3 อะไรเอย่ ผลกลมมีหนาม สุกห่ามเนื้อเหลอื ง มขี ายทั่วเมอื ง กล่ินหอมนา่ กนิ (ทุเรยี น) 2.4 อะไรเอ่ย ช่ือเหมือนนางในวรรณคดี สีเขียวสดใส เกาะตามต้นไม้ใหญ่ ดอกน้ันไม่มี (ชายผ้าสีดา)

๙๙ 3. ครเู ปิดรปู พชื ที่เปน็ คาตอบจากข้อท่ี 2 ซึ่งมสี ว่ นต่าง ๆ ครบให้นักเรียนสังเกต จากนั้นนาอภิปรายโดย ใช้คาถามว่า ถา้ จะจาแนกพืชเหล่าน้ีออกเปน็ กลมุ่ นักเรียนคิดว่าจะใชอ้ ะไรเป็นเกณฑ์ และจะจาแนก ไดเ้ ป็นกก่ี ลุม่ อะไรบ้าง (นักเรยี นตอบตามความเขา้ ใจ) ข้นั สอน (40 นำที) 4. ครใู หน้ ักเรียนอ่านช่ือกิจกรรมและจดุ ประสงคข์ องกิจกรรม แล้วใชค้ าถามในการอภิปรายดังน้ี 4.1 กิจกรรมน้นี กั เรยี นจะไดเ้ รยี นเรอ่ื งอะไร (การเปรียบเทียบและจาแนกพืช) 4.2 นักเรยี นจะเรยี นเร่ืองนด้ี ว้ ยวธิ ีใด (การสังเกต) 4.3 เมือ่ เรยี นแล้วนกั เรยี นจะทาอะไรได้ (เปรียบเทียบและจาแนกพชื ได้) 5. ครูให้นักเรียนอ่านวัสดุ-อุปกรณ์และวิธีทาในใบกิจกรรมท่ี 1 ข้อ 3-4 จากน้ันตรวจสอบความเข้าใจ ขัน้ ตอนการทากิจกรรม โดยใชค้ าถามดังนี้ 5.1 อนั ดบั แรกนักเรยี นต้องทาอะไร (จาแนกพืชและระบเุ กณฑท์ ใ่ี ชใ้ นการจาแนก) 5.2 นกั เรยี นตอ้ งจาแนกพชื อกี ครัง้ โดยใชเ้ กณฑใ์ ด (ใช้การมีดอกเป็นเกณฑ์) 5.3 เม่อื นักเรียนจาแนกพชื เรยี บร้อยแล้ว นักเรียนต้องทาอะไรต่อไป (นาเสนอผลการจาแนก) 6. เมื่อนกั เรียนเขา้ ใจวธิ กี ารทากจิ กรรมแลว้ ให้นกั เรียนลงมือทากิจกรรม และบันทึกผลลงในใบงาน 01 ลักษณะของพชื หนา้ 33-34 7. หลังจากทากิจกรรมเสร็จแล้ว ครูให้ตัวแทนนักเรียนออกมานาเสนอผลการจาแนกโดยใช้เกณฑ์ท่ี กาหนดขึ้นเอง และเกณฑก์ ารมดี อก จากนั้นนาอภิปรายโดยใชค้ าถามดังต่อไปนี้ 7.1 นักเรียนใช้เกณฑใ์ ดในการจาแนกพชื บา้ ง (นักเรียนตอบตามผลการทากิจกรรม) 7.2 ในการจาแนกพืชโดยใช้เกณฑ์ที่กลุ่มกาหนดกับเกณฑ์การมีดอกได้ผลเหมือนกันหรือไม่ อย่างไร (นักเรียนตอบตามผลการทากิจกรรม) 7.3 ถา้ ใช้การมดี อกเปน็ เกณฑ์ นกั เรียนจาแนกพืชไดก้ ีก่ ล่มุ อะไรบา้ ง และแตล่ ะกลมุ่ มพี ืช ชนิดใดบ้าง (นักเรียนตอบตามผลการทากิจกรรม เช่น จาแนกได้ 2 กลุ่ม คือ กลุ่มพืชมีดอก และกลุ่มพืชไม่มีดอก กลุ่มพืชมีดอก เช่น มะม่วง ลาไย กุหลาบ มะลิ ถั่ว พริก กลุ่มพืชไม่มี ดอก เช่น เฟิน มอส ตะไคร่น้า) 8. นักเรยี นตอบคาถามหลังจากทากิจกรรม หน้า ๓๕ ขน้ั สรุป (10 นำที) 9. ครูเปิดโอกาสให้นักเรียนสรุปแนวคิดหรือส่ิงที่ได้เรียนรู้ในชั่วโมงนี้ด้วยตนเองเกี่ยวกับการจาแนกพืช ออกเปน็ กลมุ่ โดยใชก้ ารมดี อกเปน็ เกณฑ์ 10. ครแู ละนกั เรยี นร่วมกันสรปุ เกย่ี วกบั การจาแนกพืชออกเปน็ กลมุ่ โดยใช้การมีดอกเปน็ เกณฑ์วา่ พืชแต่ละชนิดประกอบด้วยส่วนต่าง ๆ ท้ังที่เหมือนและแตกต่างกัน จึงสามารถใช้การมีส่วนต่าง ๆ ของพืชมาเป็นเกณฑ์ในการจาแนกพืชได้ ถ้าใช้การมีดอกเป็นเกณฑ์จะจาแนกพืชได้เป็น 2 กลุ่ม ไดแ้ ก่ กลุม่ พชื มีดอกและกลมุ่ พืชไมม่ ดี อก

๑๐๐ 8. สอื่ /แหล่งเรยี นรู้ - ใบงาน 01 ลกั ษณะของพืช หนา้ 33-35 9. ช้นิ งำน/ภำระงำน 9.1 การจาแนกพืชดอกโดยใช้เกณฑ์ทก่ี าหนดขน้ึ และใช้เกณฑก์ ารมีดอก 9.2 การทาใบงาน 01 การจาแนกพชื ดอก หนา้ 33-34 10. กำรวดั และประเมินผล 10.1 ประเมนิ ความร้เู รอ่ื งการจาแนกพชื ดว้ ยการตอบคาถามในชนั้ เรียนและในใบงาน (K) 10.2 ประเมนิ ทักษะกระบวนการทางวทิ ยาศาสตร์ดว้ ยแบบประเมินทักษะกระบวนการทางวทิ ยาศาสตร์ (P) 10.3 ประเมนิ คุณลักษณะอันพึงประสงค์ด้วยแบบประเมินคุณลักษณะอันพงึ ประสงค์ (A)

๑๐๑ แบบประเมินด้ำนทักษะกระบวนกำรทำงวทิ ยำศำสตร์ แผนกำรเรียนรทู้ ่ี 11 เรอ่ื ง กำรจำแนกพืชดอก (2) เกณฑ์การประเมนิ มดี ังน้ี 3 หมายถึง ดี 2 หมายถงึ พอใช้ 1 หมายถงึ ปรับปรุง สิง่ ท่ปี ระเมิน คะแนน การจาแนกประเภท การลงความเห็นจากข้อมูล รวมคะแนน เกณฑ์กำรประเมิน ทกั ษะกระบวนกำร ดี (3) พอใช้ (2) ปรบั ปรุง (1) ทำงวิทยำศำสตร์ การจาแนกประเภท สามารถจาแนกพืชโดยใช้ สามารถจาแนกพืชโดยใช้ สามารถจาแนกพชื โดยใช้ การลงความเห็น เกณฑ์ที่กาหนดขึ้น และ เกณฑ์ท่กี าหนดข้นึ และ เกณฑ์ทก่ี าหนดข้ึน และ จากข้อมูล เกณฑ์การมดี อกได้ เกณฑ์การมดี อกได้ เกณฑ์การมดี อกได้ การตีความหมาย ข้อมูลและลงข้อสรปุ อย่างถูกต้องได้ ดว้ ยตนเอง อย่างถูกต้อง โดยอาศัย ไมถ่ ูกตอ้ งและครบถว้ น คาแนะนาของครูหรือผ้อู ื่น แม้วา่ ครูหรือผู้อ่ืนช่วย แนะนาหรือช้ีแนะ สามารถลงความเหน็ จาก สามารถลงความเหน็ จาก สามารถลงความเหน็ จาก การสังเกตส่วนตา่ ง ๆ การสังเกตสว่ นต่าง ๆ การสงั เกตส่วนตา่ ง ๆ ของพชื ได้วา่ พชื ชนดิ ของพชื ไดว้ ่า พชื ชนดิ ต่าง ๆ ของพชื ได้ไมค่ รบถว้ นวา่ ตา่ ง ๆ มสี ว่ นต่าง ๆ ท้ังท่ี มีสว่ นตา่ ง ๆ ทั้งทเี่ หมือนกัน พืชชนิดตา่ ง ๆ มสี ่วน เหมอื นกันและแตกตา่ งกัน และแตกต่างกัน สามารถ ตา่ ง ๆ ทงั้ ทีเ่ หมือนกันและ สามารถนามาจดั กลุ่มไดว้ ่า นามาจัดกลุ่มไดว้ า่ พชื ชนิด แตกต่างกัน สามารถนามา พชื ชนดิ ใดอยใู่ นกลุม่ ใด ใดอยูใ่ นกลุม่ ใด โดยอาศัย จดั กลุ่มได้วา่ พชื ชนดิ ใดอยู่ ดว้ ยตนเอง คาแนะนาของครูหรือผู้อนื่ ในกลมุ่ ใด ถึงแม้จะได้รับ คาแนะนาจากผู้อ่ืน สามารถตคี วามหมาย สามารถตคี วามหมายข้อมลู สามารถตีความหมาย ขอ้ มูลจากการจาแนกพชื จากการจาแนกพชื ออกเป็น ข้อมูลจากการจาแนกพชื ออกเป็นกลุ่มโดยใช้การมี กลุม่ โดยใช้การมดี อกเปน็ ออกเป็นกลุ่มโดยใช้การมี

๑๐๒ ทกั ษะกระบวนกำร ดี (3) พอใช้ (2) ปรบั ปรงุ (1) ทำงวิทยำศำสตร์ ดอกเป็นเกณฑ์ และ ลงข้อสรุปไดว้ ่า ถ้าใช้การมี เกณฑ์ และลงข้อสรปุ ไดว้ ่า ดอกเปน็ เกณฑ์ และ ดอกเปน็ เกณฑ์จะจาแนก ถา้ ใช้การมดี อกเปน็ เกณฑ์จะ ลงข้อสรุปได้ไม่ครบถ้วนว่า พืชได้เปน็ ๒ กลุ่ม ได้แก่ จาแนกพืชได้เป็น ๒ กลมุ่ ถา้ ใชก้ ารมีดอกเปน็ เกณฑ์ กลมุ่ พชื มีดอกและกลมุ่ พชื ไดแ้ ก่ กลมุ่ พชื มีดอกและ จะจาแนกพืชได้เปน็ ๒ ไม่มีดอกด้วยตนเอง กลุ่มพืชไม่มดี อก โดยอาศัย กล่มุ ไดแ้ ก่ กลุ่มพชื มดี อก คาแนะนาของครูหรือผอู้ ื่น และกลุ่มพชื ไม่มดี อก ถึงแมจ้ ะไดร้ ับคาแนะนา จากผอู้ น่ื แบบประเมนิ คณุ ลกั ษณะอันพงึ ประสงค์ แผนกำรเรียนรู้ท่ี 11 เร่ือง กำรจำแนกพชื ดอก (2) ชือ่ ผปู้ ระเมิน/กลมุ่ ประเมิน………………………………………………………………………………………….............................. ชอ่ื กลุ่มรับกำรประเมนิ ……………………………………………………………………………………………….............................. ประเมินผลครั้งที่…………………....……....... วัน ……………..…. เดือน …...........……..………. พ.ศ. ……...….……....... เรื่อง…………………………………………………………………………………………………………………….................................... ท่ี ลกั ษณะ/พฤติกรรมบง่ ชี้ ระดบั พฤติกรรม คะแนนทไี่ ด้ เกิด = 1 ไม่เกิด = 0 1. ซอื่ สตั ยส์ ุจรติ 2. ใฝเ่ รยี นรู้ 3. มงุ่ มนั่ ในการทางาน รวมคะแนนท่ไี ด้ทั้งหมด = …………… คะแนน เกณฑ์กำรประเมนิ คุณลักษณะอันพงึ ประสงค์ - มากกว่า 80 % ได้ 3 คะแนน - 50 % - 79 % ได้ 2 คะแนน - ตา่ กว่า 50 % ได้ 1 คะแนน

๑๐๓ แผนกำรจดั กำรเรยี นรู้ท่ี 12 กลุ่มสำระกำรเรยี นรวู้ ิทยำศำสตร์และเทคโนโลยี ชั้นประถมศกึ ษำปที ี่ 4 ภำคเรียนที่ 1 รำยวิชำวิทยำศำสตร์ รหัสวชิ ำ ว 14101 หนว่ ยกำรเรียนรู้ท่ี 1 กำรจำแนกสิ่งมชี ีวิตรอบตัว หนว่ ยย่อยท่ี 1 กำรจำแนกสงิ่ มีชวี ติ แผนกำรจัดกำรเรยี นรทู้ ่ี 12 เร่ืองกำรจำแนกพืชดอก (3) เวลำ 1 ชั่วโมง 1. มำตรฐำนกำรเรียนรู้ / ตวั ชี้วัด สำระท่ี 1 วทิ ยำศำสตรช์ ีวภำพ มำตรฐำน ว 1.3 เข้าใจกระบวนการและความสาคัญของการถ่ายทอดลักษณะทางพันธุกรรม สารพันธุกรรม การเปล่ียนแปลงทางพนั ธกุ รรมท่มี ีผลตอ่ สิ่งมีชวี ติ ความหลากหลายทางชวี ภาพววิ ัฒนาการ ของสิ่งมีชวี ิตรวมท้ังนาความร้ไู ปใช้ประโยชน์ ตวั ชี้วดั ป.4/2 จาแนกพืชออกเป็นพืชดอกและพืชไม่มีดอกโดยใช้การมีดอกเป็นเกณฑ์ โดยใช้ข้อมูล ทร่ี วบรวมได้ 2. จุดประสงค์กำรเรียนรู้ 2.1 ด้ำนควำมรู้ ควำมเข้ำใจ (K) - อธบิ ายการจาแนกสงิ่ มชี วี ิตออกเปน็ กลุ่ม 2.2 ดำ้ นทักษะกระบวนกำร (P) - 2.3 ดำ้ นคุณลักษณะ เจตคติ คำ่ นิยม (A) - ซ่อื สัตย์สุจรติ - มีวนิ ัย - มุ่งม่ันในการทางาน 3. สำระสำคญั สิ่งมีชีวิตมหี ลายชนดิ ซึ่งแตล่ ะชนิดมีลักษณะบางอย่างที่เหมือนกนั เมื่อจาแนกส่ิงมีชีวติ โดยใช้การ เคล่อื นทแ่ี ละการสร้างอาหารเป็นเกณฑ์ จะจาแนกส่งิ มีชวี ติ ได้เป็นกล่มุ สตั ว์ กลุ่มพชื และกล่มุ ทีไ่ ม่ใช่พืช ไมใ่ ช่สัตว์ ในการจาแนกสัตวถ์ ้าใชเ้ กณฑ์การมีกระดูกสันหลัง จะจาแนกไดเ้ ปน็ 2 กลมุ่ คือ กลุ่มสัตวท์ ่ีมีกระดูก สนั หลงั และกลุ่มสตั ว์ที่ไม่มีกระดกู สันหลงั โดยกลุ่มสัตว์มีกระดูกสนั หลงั สามารถจาแนกได้เป็น 5 กลมุ่ ไดแ้ ก่ กลมุ่ ปลา กลุ่มสตั ว์สะเทินน้าสะเทินบก กลุม่ สัตว์เลอื้ ยคลาน กลุ่มสตั ว์ปกี และกล่มุ สตั ว์เลีย้ งลกู ด้วยน้านม และ ในการจาแนกพืช ถ้าใชก้ ารมีดอกเป็นเกณฑ์ จะจาแนกไดเ้ ปน็ 2 กลมุ่ คอื กล่มุ พชื มีดอกและกล่มุ พชื ไม่มีดอก

๑๐๔ 4. สำระกำรเรยี นรู้ ควำมรู้ ส่ิงมีชีวิตมีหลายชนิด ซ่ึงแต่ละชนิดมีลักษณะบางอย่างท่ีเหมือนกัน เช่น การสืบพันธุ์ การเจริญเติบโต การหายใจ และลักษณะบางอย่างแตกตา่ งกัน จงึ สามารถใชล้ ักษณะเหล่านม้ี าเป็นเกณฑ์ในการจาแนกได้ เม่ือจาแนกสงิ่ มชี ีวิต โดยใช้การเคล่ือนทแ่ี ละการสรา้ งอาหารเปน็ เกณฑ์ จะจาแนกส่งิ มีชวี ิตได้เป็นกลุ่มสตั ว์ กลุ่มพืช และกลุ่มท่ีไม่ใช่พชื ไมใ่ ช่สตั ว์ ในการจาแนกสตั วถ์ ้าใชเ้ กณฑ์การมีกระดูกสันหลัง จะจาแนกได้เปน็ 2 กลุ่ม คอื กลุ่มสตั วท์ มี่ ีกระดูกสนั หลงั และกลุ่มสตั วท์ ไ่ี ม่มีกระดูกสนั หลัง โดยกลมุ่ สัตวม์ กี ระดกู สนั หลังสามารถ จาแนกได้เป็น 5 กลมุ่ ไดแ้ ก่ กลุ่มปลา กลมุ่ สตั วส์ ะเทนิ น้าสะเทนิ บก กลุ่มสตั วเ์ ล้ือยคลาน กล่มุ สตั วป์ ีก และ กลุม่ สตั ว์เล้ียงลูกด้วยนา้ นม ซึ่งสัตวใ์ นแตล่ ะกลุ่มจะมลี ักษณะเฉพาะที่แตกตา่ งกนั จงึ สามารถใช้ลกั ษณะเหลา่ น้ี นามาเปน็ เกณฑใ์ นการจาแนก และในการจาแนกพชื ถ้าใช้การมดี อกเปน็ เกณฑ์ จะจาแนกได้เปน็ 2 กลุม่ คือ กลมุ่ พืชมดี อกและกลุ่มพชื ไม่มดี อก ทักษะกระบวนกำรทำงวิทยำศำสตร์ - 5. สมรรถนะสำคญั ของผูเ้ รยี น ความสามารถในการคดิ - นาความรู้มาตอบคาถามเกยี่ วกบั การจาแนกส่งิ มชี วี ิต 6. คณุ ลักษณะอันพงึ ประสงค์ 6.1 ซ่ือสตั ย์สุจรติ 6.2 มีวนิ ยั 6.3 มงุ่ ม่ันในการทางาน 7. กจิ กรรมกำรเรียนรู้ ขั้นนำเข้ำสู่บทเรียน (5 นำที) 1. ครูทบทวนการจาแนกพืชโดยใหน้ ักเรียนสงั เกตรปู จากใบงาน 02 แบบฝึกหดั เรื่องการจาแนกพชื แล้วใช้คาถามดังต่อไปน้ี 1.1 พชื ในกลุม่ ท่ี 1 และกลมุ่ ที่ 2 แตกต่างกันอย่างไร (พืชในกลุ่มท่ี 1 ไม่มีดอก สว่ นพชื ในกลุ่มที่ 2 มีดอก) 1.2 จากการจาแนกพืชกล่มุ ที่ 1 และกลมุ่ ท่ี 2 ออกจากกัน นักเรยี นคิดวา่ ใชอ้ ะไรเป็นเกณฑ์ ในการจาแนก (ใช้การมีดอกเปน็ เกณฑ์)

๑๐๕ ขน้ั สอน (45 นำที) 2. นักเรยี นทาใบงาน 02 แบบฝึกหดั เร่อื งการจาแนกพชื หนา้ 36 3. ครูทบทวนความร้เู กีย่ วกบั การจาแนกสงิ่ มชี ีวติ การจาแนกสัตว์ และการจาแนกพชื โดยใช้ ผงั ความคดิ และร่วมกันอภปิ รายโดยใช้คาถามดังนี้ 3.1 เราใชเ้ กณฑ์อะไรในการจาแนกสิ่งมีชวี ิต และจาแนกได้ก่ีกลุ่ม อะไรบ้าง (ใชก้ ารสรา้ งอาหาร และการเคล่อื นที่เปน็ เกณฑ์ จะจาแนกได้ 3 กลุ่มคือ กลมุ่ พืช กล่มุ สัตว์ และกลุม่ ท่ีไมใ่ ช่พืช ไม่ใช่สัตว)์ 3.2 เราใชเ้ กณฑ์อะไรในการจาแนกสัตว์ และจาแนกได้กก่ี ลุม่ อะไรบ้าง (ใชก้ ารมีกระดูกสันหลงั เป็นเกณฑจ์ ะจาแนกได้ 2 กลุ่ม คือ กลุ่มสัตว์มีกระดกู สนั หลงั และกลุ่มสัตว์ไม่มีกระดูก สันหลงั ) 3.3 เราใช้เกณฑ์อะไรในการจาแนกกลมุ่ สตั วม์ กี ระดูกสันหลัง จาแนกไดก้ ีก่ ลุ่ม อะไรบา้ ง (ใชล้ กั ษณะเฉพาะเปน็ เกณฑ์ จาแนกได้ 5 กล่มุ ได้แก่ กลมุ่ ปลา กลุม่ สตั วป์ ีก กลุ่มสตั ว์เลื้อยคลาน กลมุ่ สัตว์สะเทนิ น้าสะเทนิ บก และกลมุ่ สตั ว์เลี้ยงลูกดว้ ยน้านม) 3.4 เราใช้เกณฑ์อะไรในการจาแนกพืช และจาแนกได้กี่กลุ่ม อะไรบา้ ง (ใช้การมีดอกเป็นเกณฑ์ จะจาแนกได้ 2 กลุ่ม คอื กลมุ่ พชื มีดอกและกล่มุ พชื ไม่มดี อก) ข้นั สรุป (10 นำที) 4. ครูเปิดโอกาสให้นักเรยี นสรปุ แนวคิดหรอื สิ่งท่ีไดเ้ รียนร้ใู นชว่ั โมงน้ีเกยี่ วกับการจาแนกส่งิ มีชวี ติ ออกเปน็ กลุ่ม 5. ครแู ละนกั เรียนรว่ มกันสรปุ เก่ยี วกบั การจาแนกส่ิงมีชวี ิตออกเป็นกลมุ่ อีกครงั้ ว่า สิ่งมชี ีวิตมีหลายชนิด ซง่ึ แตล่ ะชนดิ มลี ักษณะบางอยา่ งทเ่ี หมือนกนั เชน่ การสบื พนั ธ์ุ การเจรญิ เตบิ โต การหายใจ และ ลักษณะบางอยา่ งแตกตา่ งกนั เมอ่ื จาแนกสง่ิ มีชวี ิต โดยใช้การเคล่อื นที่และการสร้างอาหารเป็น เกณฑ์ จะจาแนกส่ิงมีชีวติ ไดเ้ ป็นกลุ่มสตั ว์ กลุ่มพชื และกลุ่มท่ีไม่ใชพ่ ชื ไม่ใชส่ ัตว์ ในการจาแนกสตั ว์ ถา้ ใช้เกณฑก์ ารมีกระดกู สันหลัง จะจาแนกได้เป็น 2 กลุม่ คือ กลมุ่ สตั วม์ กี ระดูกสันหลงั และสัตว์ไม่มี กระดูกสันหลงั โดยกลมุ่ สัตว์มกี ระดูกสันหลังสามารถจาแนกไดเ้ ป็น 5 กลุ่ม ได้แก่ กลมุ่ ปลา กลมุ่ สตั ว์ปีก กลุ่มสตั ว์เลือ้ ยคลาน กลุ่มสัตวส์ ะเทินน้าสะเทนิ บกและกลุม่ สตั ว์เลย้ี งลกู ด้วยน้านม และ ในการจาแนกพชื หากใชก้ ารมีดอกเป็นเกณฑ์ จะจาแนกได้เปน็ 2 กลุม่ คือ กลมุ่ พืชมีดอกและกลุม่ พืชไมม่ ีดอก 8. สอ่ื /แหล่งเรยี นรู้ 8.1 ใบงาน 02 แบบฝึกหดั เรื่องการจาแนกพืช หนา้ 36 9. ชิน้ งำน/ภำระงำน 9.1 การทาใบงาน 02 แบบฝึกหดั เรื่องการจาแนกพืช หน้า 36 9.2 การทาแบบทดสอบท้ายหน่วยการเรยี นรทู้ ี่ 1

๑๐๖ 10. กำรวัดและประเมินผล 10.1 ประเมินความรู้เร่ืองการจัดกลมุ่ สงิ่ มชี วี ิตด้วยการตอบคาถามในใบงาน (K) 10.2 ประเมินคณุ ลกั ษณะอนั พงึ ประสงค์ด้วยแบบประเมินคณุ ลักษณะอันพึงประสงค์ (A) แบบประเมินคุณลกั ษณะอันพงึ ประสงค์ แผนกำรเรยี นรู้ท่ี 12 เรอื่ ง กำรจำแนกพืชดอก (3) ชอ่ื ผูป้ ระเมนิ /กลุ่มประเมนิ ………………………………………………………………………………………….............................. ชอื่ กลุ่มรับกำรประเมนิ ……………………………………………………………………………………………….............................. ประเมนิ ผลครั้งท่…ี ………………....……....... วัน ……………..…. เดือน …...........……..………. พ.ศ. ……...….……....... เรื่อง…………………………………………………………………………………………………………………….................................... ท่ี ลักษณะ/พฤติกรรมบง่ ช้ี ระดบั พฤตกิ รรม คะแนนทีไ่ ด้ เกดิ = 1 ไม่เกิด = 0 1. ซ่ือสตั ยส์ ุจริต 2. มีวนิ ยั 3. ม่งุ ม่นั ในการทางาน รวมคะแนนท่ไี ด้ทั้งหมด = …………… คะแนน เกณฑ์กำรประเมินคุณลักษณะอันพึงประสงค์ - มากกวา่ 80 % ได้ 3 คะแนน - 50 % - 79 % ได้ 2 คะแนน - ต่ากวา่ 50 % ได้ 1 คะแนน

๑๐๗ เฉลยใบงำน

๑๐๘ นกั เรียนตอบตำมผลกำรทำกิจกรรม เช่น มะลิ √ √√ √√ เฟนิ √ √√ พรกิ √ √√ √√

๑๐๙ นกั เรียนตอบตำมผลกำรทำกิจกรรม เช่น

๑๑๐ นกั เรียนตอบตำมผลกำรทำกิจกรรม เช่น ผล ๒ มีผล มะลิ พริก ไมม่ ีผล เฟิน

๑๑๑ นักเรียนตอบตำมผลกำรทำกิจกรรม เช่น ๒ มีดอก มะลิ พรกิ ไม่มีดอก เฟิน

๑๑๒ รำก ลำตน้ ใบ ดอก ผลและเมล็ด นกั เรียนตอบตำมผลกำรทำกิจกรรม จำแนกได้ 2 กลุม่ คือ พืชมดี อกและพืชไม่มีดอก เรำสำมำรถจำแนกพชื ตำมเกณฑ์ท่กี ำหนดได้ ถำ้ ใชก้ ำรมีดอกเปน็ เกณฑ์ จะจำแนกไดเ้ ป็น ๒ กลมุ่ คือ พืชมดี อกและพืชไม่มดี อก

๑๑๓ เกณฑท์ ี่ใช้ในกำรจำแนกพืช 2 กลุม่ นี้ คือ กำรมีดอก โดยพืชกลุ่มที่ ๑ เปน็ พชื ไม่มีดอก ส่วนพชื กลุ่มที่ ๒ เปน็ พืชมดี อก อยใู่ นกลมุ่ พืชมดี อก เพรำะไข่นำ้ เปน็ พชื ดอก

๑๑๔ หน่วยกำรเรยี นรู้ที่ ๒ ส่วนตำ่ ง ๆ ของพืช

๑๑๕ มำตรฐำนกำรเรยี นรู้และตัวช้ีวัดของหนว่ ยกำรเรยี นรู้ท่ี ๒ สว่ นตำ่ ง ๆ ของพชื มำตรฐำนกำรเรียนรู้และตวั ช้ีวัด มำตรำฐำน ว ๑.๒ เขา้ ใจสมบตั ิของสง่ิ มีชวี ิต หนว่ ยพ้นื ฐานของสิง่ มีชีวติ การลาเลยี งสารเขา้ และออกจากเซลล์ ความสัมพันธ์ของโครงสร้าง และหน้าที่ของระบบต่าง ๆ ของสัตว์และมนุษย์ท่ีทางาน สัมพันธ์กัน ความสัมพันธ์ของโครงสร้าง และหน้าที่ของอวัยวะต่าง ๆ ของพืชท่ีทางาน สัมพนั ธก์ ันรวมทง้ั นาความร้ไู ปใชป้ ระโยชน์ ตัวช้ีวดั ป.๔/๑ บรรยายหนา้ ทขี่ องราก ลาต้น ใบ และดอกของพชื ดอกโดยใชข้ อ้ มลู ทร่ี วบรวมได้

๑๑๖ ลำดบั กำรนำเสนอแนวคิดหลักของหนว่ ยกำรเรียนรู้ที่ ๒ ส่วนต่ำง ๆ ของพชื ส่วนต่าง ๆ ของพืชดอกทาหน้าที่แตกต่างกนั รากทาหนา้ ที่ดดู น้าและธาตุอาหารขึ้นไปยงั ลาต้น ลาตน้ ทาหน้าทีล่ าเลยี งน้าและธาตุอาหารต่อไปยังสว่ นตา่ ง ๆ ของพชื ใบทาหนา้ ทส่ี รา้ งอาหาร อาหารท่ีพืชสรา้ งขนึ้ คอื น้าตาล ซ่งึ จะเปล่ยี นเป็นแปง้ ดอกทาหน้าทีส่ ืบพันธุ์ ประกอบด้วยส่วนประกอบต่าง ๆ ได้แก่ กลบี เล้ยี ง กลีบดอก เกสรเพศผู้ และเกสรเพศเมยี ซึ่งส่วนประกอบแตล่ ะสว่ นของดอกทาหน้าทแี่ ตกต่างกัน

๑๑๗ ตัวอยำ่ งโครงสรำ้ งแผนกำรจัดกำรเรียนรขู้ องหนว่ ยกำรเรียนรู้ท่ี ๒ สว่ นต่ำง ๆ ของพชื แผนการจดั การเรียนรู้ แผนการจดั การเรียนรู้ แผนการจดั การเรียนรู้ หนา้ ทขี่ องรากและลาต้น หนา้ ท่ขี องใบ หน้าทีข่ องดอก (๔ ชวั่ โมง) (๓ ชว่ั โมง) (๓ ชวั่ โมง) หน่วยยอ่ ยท่ี ๑ หน้าทขี่ องราก ลาต้น ใบ และดอกของพืช หนว่ ยกำรเรียนรู้ที่ ๒ สว่ นตำ่ ง ๆ ของพชื (๑๐ ช่วั โมง) หมำยเหตุ : โครงสร้างเวลานี้เปน็ ตัวอยา่ งสาหรบั ในการจัดการเรยี นการสอน ซ่งึ สามารถปรับไดต้ าม ความเหมาะสมกับวนั และเวลา

๑๑๘ หนว่ ยยอ่ ยท่ี ๑ หนำ้ ที่ของรำก ลำตน้ ใบ และดอกของพืช หนว่ ยกำรเรียนรูท้ ี่ ๒ ชอ่ื หน่วย ส่วนต่ำง ๆ ของพชื จำนวนเวลำเรียน ๑๐ ช่ัวโมง จำนวนแผนกำรจดั กำรเรียนรู้ ๓ แผน ----------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------- สำระสำคัญของหน่วย ส่วนต่าง ๆ ของพชื ดอกทาหนา้ ท่แี ตกตา่ งกนั รากทาหนา้ ท่ีดูดนา้ และธาตอุ าหารข้ึนไปยังลาตน้ ลาต้นทาหน้าท่ีลาเลียงน้าและธาตุอาหารต่อไปยังส่วนต่าง ๆ ของพืช ใบทาหน้าท่ีสร้างอาหาร อาหารที่พืช สร้างขึ้นคือน้าตาล ซ่ึงจะเปลี่ยนเป็นแป้ง ดอกทาหน้าที่สืบพันธุ์ ประกอบด้วยส่วนประกอบต่าง ๆ ได้แก่ กลบี เลีย้ ง กลีบดอก เกสรเพศผู้ และเกสรเพศเมีย ซึ่งสว่ นประกอบแตล่ ะส่วนของดอกทาหน้าทแี่ ตกตา่ งกัน มำตรฐำนและตวั ช้ีวดั ว ๑.๒ ป.๔/๑ บรรยายหน้าทข่ี องราก ลาต้น ใบ และดอกของพืชดอกโดยใช้ข้อมลู ท่รี วบรวมได้

๑๑๙ ลำดบั กำรนำเสนอแนวคิดหลกั ของหน่วยย่อยที่ ๑ หนำ้ ท่ขี องรำก ลำตน้ ใบ และดอกของพชื สว่ นต่าง ๆ ของพชื ดอกทาหน้าทแ่ี ตกต่างกนั รากทาหน้าท่ีดดู น้าและธาตุอาหารขึน้ ไปยังลาต้น ลาตน้ ทาหนา้ ท่ลี าเลียงนา้ และธาตุอาหารต่อไปยงั ส่วนตา่ ง ๆ ของพืช ใบทาหน้าทส่ี รา้ งอาหาร อาหารทพ่ี ืชสร้างข้ึนคือน้าตาลซ่ึงจะเปลยี่ นเป็นแป้ง ดอกทาหนา้ ทส่ี ืบพนั ธุ์ ประกอบด้วยส่วนประกอบต่าง ๆ ได้แก่ กลีบเลี้ยง กลบี ดอก เกสรเพศผู้ และเกสรเพศเมยี ซ่ึงสว่ นประกอบแต่ละสว่ นของดอกทาหน้าท่ีแตกต่างกนั โครงสรำ้ งของหน่วยยอ่ ยท่ี ๑ หน้ำท่ีของรำก ลำต้น ใบ และดอกของพืช . หน่วยกำรเรียนรู้ ชอื่ หน่วยย่อย จำนวนแผน ช่อื แผนกำรจัดกำร จำนวนชัว่ โมง เรียนรู้ ๓ หนว่ ยการเรยี นร้ทู ี่ หนว่ ยยอ่ ยท่ี ๑ ๓ หน้าท่ีของรากและ ๔ ๒ สว่ นต่าง ๆ หน้าที่ของราก ลาต้น ลาตน้ ๓ ของพืช ใบ และดอกของพืช หนา้ ท่ขี องใบ หน้าทขี่ องดอก

๑๒๐ แผนกำรจดั กำรเรียนรู้ท่ี 13 กลมุ่ สำระกำรเรียนรู้วิทยำศำสตร์และเทคโนโลยี ชน้ั ประถมศึกษำปีที่ 4 ภำคเรยี นท่ี 1 รำยวิชำวิทยำศำสตร์ รหัสวชิ ำ ว 14101 หน่วยกำรเรียนรู้ที่ 2 ส่วนตำ่ ง ๆ ของพืช หน่วยย่อยที่ 1 หนำ้ ท่ีของรำก ลำต้น ใบและดอกของพืช แผนกำรจัดกำรเรียนรทู้ ่ี 13 หน้ำที่ของรำกและลำตน้ (1) เวลำ 1 ช่ัวโมง 1. มำตรฐำนกำรเรยี นรู้ / ตัวชวี้ ัด สำระท่ี 1 วทิ ยำศำสตร์ชวี ภำพ มำตรฐำน ว 1.2 เข้าใจสมบัติของสิ่งมีชีวิต หน่วยพ้ืนฐานของสิ่งมีชีวิต การลาเลียงสารเข้าและออกจากเซลล์ ความสัมพันธ์ของโครงสร้างและระบบหน้าท่ีของส่วนต่าง ๆ ของสัตว์และมนุษย์ที่ทางาน สมั พนั ธก์ ัน ควาสมั พันธข์ องโครงสรา้ งและหนา้ ทขี่ องอวยั วะต่าง ๆ ของพชื ท่ที างานสัมพันธ์ กัน รวมทัง้ นาความรูไ้ ปใชป้ ระโยชน์ ตัวช้วี ัด ป.4/1 บรรยายหนา้ ท่ขี องราก ลาต้น ใบและดอกของพชื ดอก โดยใชข้ ้อมลู ท่ีรวบรวมได้ 2. จุดประสงคก์ ำรเรียนรู้ 2.1 ด้ำนควำมรู้ ควำมเขำ้ ใจ (K) - อธิบายหนา้ ท่ีของรากและลาต้น 2.2 ดำ้ นทกั ษะกระบวนกำร (P) - สังเกตการลาเลียงนา้ และธาตอุ าหารของรากและลาตน้ 2.3 ดำ้ นคณุ ลกั ษณะ เจตคติ ค่ำนิยม (A) - มคี วามมุ่งมั่นในการทางาน - ชว่ ยเหลือในการทางานกล่มุ รว่ มกนั 3. สำระสำคญั รากและลาตน้ เปน็ ส่วนประกอบของพืช ทาหน้าท่ีแตกต่างกันเพ่ือการดารงชวี ติ 4. สำระกำรเรียนรู้ ควำมรู้ รากเป็นส่วนหน่ึงของพืชทาหน้าที่ดูดน้าและธาตุอาหาร แล้วลาเลียงต่อไปยังลาต้น ลาต้นทาหน้าท่ี ลาเลยี งน้าและธาตุอาหารต่อไปยังส่วนตา่ ง ๆ ของพชื ทกั ษะกระบวนกำรทำงวิทยำศำสตร์ - การสงั เกต - การจดั กระทาและสือ่ ความหมายขอ้ มลู - การลงความเห็นจากข้อมูล

๑๒๑ - การตคี วามหมายขอ้ มลู และลงข้อสรปุ 5. สมรรถนะสำคญั ของผ้เู รียน 5.1 ความสามารถในการส่ือสาร - อธิบายหน้าที่ของรากและลาตน้ พชื 5.2 ความสามารถในการคิด - อภิปรายเกีย่ วกบั หนา้ ที่ของรากและลาตน้ 5.3 ความสามารถในการแกป้ ัญหา - การแกป้ ญั หาและการชว่ ยเหลอื ในการทางานกลุ่มร่วมกัน 5.4 ความสามารถในการใชท้ ักษะชวี ิต - มีความสามคั คีในการทางานกลมุ่ รว่ มกัน 6. คุณลักษณะอนั พึงประสงค์ 6.1 ซ่ือสัตยส์ จุ ริต 6.2 ใฝเ่ รียนรู้ 6.3 มงุ่ ม่ันในการทางาน 7. กิจกรรมกำรเรียนรู้ ขั้นนำเขำ้ สู่บทเรียน (5 นำที) 1. ครูตรวจสอบความรู้เดิมเกีย่ วกบั หนา้ ท่ขี องสว่ นต่าง ๆ ของพชื โดยครนู ารปู ต้นมะเขือเทศมาให้ นักเรยี นสังเกต แล้วรว่ มกันอภปิ รายโดยใชค้ าถาม ดังน้ี 1.1 ต้นมะเขือเทศมสี ว่ นใดบา้ ง (มีราก ลาตน้ ใบ ดอก ผล และเมล็ด) 1.2 รากและลาต้นของมะเขือเทศทาหน้าที่อะไร (นกั เรียนตอบความเขา้ ใจของตนเอง) 1.3 นักเรียนคดิ วา่ ถ้าแช่รากต้นมะเขือเทศในนา้ จะเกิดอะไรข้ึน (นกั เรยี นตอบความเขา้ ใจของ ตนเอง) ขั้นสอน (45 นำที) 2. ครใู ห้นกั เรียนอา่ นช่ือกจิ กรรมที่ 1 รากและลาต้นมหี น้าท่ีอะไร และจดุ ประสงค์ในใบกจิ กรรม จากนน้ั นาอภปิ รายโดยใช้คาถาม ดงั นี้ 2.1 กิจกรรมนน้ี กั เรยี นจะไดเ้ รียนเรอ่ื งอะไร (หน้าทีข่ องรากและลาตน้ ) 2.2 นกั เรยี นจะเรียนเร่ืองนดี้ ้วยวธิ ีใด (การสงั เกต) 2.3 เมือ่ เรียนแลว้ นกั เรียนจะทาอะไรได้ (อธบิ ายหน้าที่ของรากและลาตน้ ได)้ 3. นักเรยี นอา่ นวัสดุ-อุปกรณ์ และวิธีทากิจกรรมที่ 01 รากและลาตน้ มหี น้าที่อะไร ข้อ 1-2 จากนั้น รว่ มกนั อภิปรายโดยใชค้ าถามดงั ตอ่ ไปนี้ 3.1 พชื ท่เี ราใชใ้ นกิจกรรมนคี้ ือพชื ชนดิ ใด (ตน้ เทียน)

๑๒๒ 3.2 นักเรียนต้องสังเกตและวาดรูปส่วนใดของต้นเทียน (ลักษณะภายนอกของรากและลาต้น) 3.3 นกั เรยี นต้องทาอะไรตอ่ (แช่รากตน้ เทียนในน้าสีแดง ประมาณ 30 นาท)ี 3.4 หลังจากแช่ต้นเทยี นในนา้ สีแดงแล้ว นักเรียนตอ้ งทาอะไรตอ่ (สังเกตแลว้ วาดรปู ลักษณะ ภายนอกของรากและลาตน้ ) 4. ก่อนลงมือทากิจกรรม ครูใหน้ ักเรียนรว่ มกันอภิปรายว่าถา้ แช่รากของตน้ เทยี นในน้าสีแดงเปน็ เวลา 30 นาที จะเกิดอะไรขน้ึ เพราะเหตุใด (นักเรยี นตอบตามความเขา้ ใจ) 5. เม่อื เข้าใจขนั้ ตอนการทากิจกรรมแลว้ ให้นักเรียนลงมือทากจิ กรรม 6. เมื่อนกั เรียนทากิจกรรมเสรจ็ แลว้ ครูสุ่มตัวแทนกลมุ่ มานาเสนอผลการทากิจกรรม จากนั้นครูนา อภิปรายโดยใชค้ าถาม ดังนี้ 6.1 ลกั ษณะภายนอกของรากและลาตน้ เทียนเปน็ อย่างไร (รากมลี กั ษณะเป็นเส้นเล็ก ๆ สนี ้าตาล ลาต้นมลี กั ษณะกลม สีเขยี วใส) 6.2 หลงั จากแชร่ ากต้นเทยี นในน้าสีแดง 30 นาที เกดิ อะไรขึ้น (ภายในรากและลาตน้ จะมีสแี ดง โดยภายในลาตน้ จะมีสแี ดงสูงข้นึ ) 6.3 ลกั ษณะของรากและลาต้นเทียนกอ่ นและหลงั แช่รากในนา้ สแี ดงแตกตา่ งกนั หรือไม่ อย่างไร (แตกตา่ งกัน ก่อนแช่น้าสีแดงท่รี ากและลาต้นจะไมม่ ีน้าสีแดง แต่หลังจากแช่นา้ สแี ดงท่รี าก และลาตน้ เทยี นจะมีนา้ สีแดง) 6.4 นา้ สีแดงเคลอ่ื นทเี่ ข้าส่รู ากและลาตน้ ได้อยา่ งไร (รากดูดน้าสแี ดงแล้วลาเลยี งสง่ ต่อไปยัง ลาต้น) 6.5 รากและลาตน้ ทาหนา้ ที่อะไร ทราบไดอ้ ย่างไร (รากทาหน้าท่ีดดู น้าและสง่ ต่อไปยงั ลาต้น ลาตน้ ทาหน้าท่ีลาเล้ยี งน้าไปยังสว่ นต่าง ๆ ของพชื ทราบได้จากมองเหน็ นา้ สแี ดงทร่ี ากและ ลาต้น) ครอู าจให้ความรนู้ กั เรยี นเพิ่มเตมิ เกย่ี วกับหนา้ ท่ขี องรากและลาตน้ ว่า นอกจากรากจะ ทาหนา้ ทด่ี ดู นา้ และลาเลยี งไปยังลาตน้ แลว้ รากยังทาหนา้ ที่ดูดอาหารและลาเลียงไปยังลาตน้ ดว้ ย และส่งตอ่ ไปยังส่วนตา่ ง ๆ ของพืช เพ่ือให้พืชนาไปใช้ในการเจริญเติบโตและการดารงชีวิต ซง่ึ ทงั้ น้าและธาตอุ าหารจดั เป็นปัจจยั ทจี่ าเป็นต่อการเจรญิ เตบิ โตและการดารงชีวิตของพืช 7. ครใู หน้ กั เรียนตอบคาถามหลงั จากทากิจกรรมหน้า 43 ข้อท่ี 1 ขั้นสรุป (10 นำที) 8. ครูเปิดโอกาสให้นักเรยี นสรปุ แนวคดิ หรอื สิ่งท่ีได้เรียนรู้ในช่ัวโมงนี้ดว้ ยตนเองเกยี่ วกับหนา้ ทข่ี องราก และลาตน้ 9. ครแู ละนกั เรียนร่วมกนั สรุปเกี่ยวกับหน้าที่ของรากและลาตน้ ว่า รากของพชื ทาหน้าที่ดูดน้าและ ธาตุอาหารแล้วลาเลยี งไปยังลาตน้ ลาต้นของพืชทาหน้าทีล่ าเลียงนา้ และธาตุอาหารไปยังสว่ นตา่ ง ๆ ของพชื

๑๒๓ 8. ส่อื /แหลง่ เรียนรู้ 8.1 ใบงาน 01 หนา้ ที่ของรากและลาตน้ หน้า 40 8.2 ตน้ เทียน 8.3 น้าสีแดง 8.4 สไี ม้ 9. ชน้ิ งำน/ภำระงำน 9.1 การทาใบงาน 01 หนา้ ท่ีของรากและลาตน้ หนา้ 40 9.2 ตน้ เทียนแช่น้าสแี ดง 10. กำรวัดและประเมินผล 10.1 ประเมนิ ความรเู้ รอ่ื งหน้าทข่ี องรากและลาตน้ ด้วยการตอบคาถามในชน้ั เรียนและในใบงาน (K) 10.2 ประเมินทกั ษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ดว้ ยแบบประเมนิ ทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ (P) 10.3 ประเมินคุณลกั ษณะอันพึงประสงค์ด้วยแบบประเมินคณุ ลักษณะอนั พงึ ประสงค์ (A)

๑๒๔ แบบประเมินดำ้ นทักษะกระบวนกำรทำงวิทยำศำสตร์ แผนกำรเรียนรทู้ ่ี 13 เรอ่ื ง หนำ้ ทขี่ องรำกและลำต้น (1) เกณฑ์การประเมนิ มดี ังนี้ 3 หมายถงึ ดี 2 หมายถงึ พอใช้ 1 หมายถึง ปรบั ปรุง ส่ิงทปี่ ระเมิน คะแนน การสังเกต การจัดกระทาและสื่อความหมายข้อมูล การลงความเห็นจากข้อมลู การตีความหมายข้อมูลและลงขอ้ สรปุ รวมคะแนน เกณฑก์ ำรประเมนิ ทกั ษะกระบวนกำร ดี (3) พอใช้ (2) ปรับปรุง (1) ทำงวิทยำศำสตร์ การสงั เกต ใช้ตาและมือในการสงั เกต ใชต้ าและมือในการสงั เกต สามารถใช้ตาและมือใน เพือ่ รวบรวมข้อมลู เกย่ี วกบั เพือ่ รวบรวมข้อมูลเกยี่ วกบั การสงั เกตเพ่อื รวบรวม ลักษณะภายนอกและการ ลกั ษณะภายนอกและการ ข้อมลู เก่ยี วกบั ลักษณะ ลาเลยี งนา้ ของต้นเทียนได้ ลาเลยี งน้าของต้นเทยี นได้ ภายนอกและการลาเลียง ด้วยตนเองโดยไม่เพมิ่ เติม จากการชแี้ นะของครูหรือ นา้ ของตน้ เทียนไดเ้ พียง ความคิดเห็น ผอู้ ่นื บางส่วน ถึงแม้จะไดร้ ับ คาแนะนาจากผู้อน่ื การจัดกระทาและ สามารถนาข้อมูลท่ีไดจ้ าก สามารถนาข้อมูลท่ีได้จาก สามารถนาข้อมลู ท่ีได้จาก ส่อื ความหมาย การสังเกตลกั ษณะ ขอ้ มลู การสงั เกตลกั ษณะ การสงั เกตลักษณะ ภายนอกของต้นเทียน มาจดั กระทาโดยการวาด ภายนอกของตน้ เทยี น ภายนอกของตน้ เทยี น รปู ลกั ษณะภายนอกของ รากและลาต้นของ มาจดั กระทาโดยการวาด มาจัดกระทาโดยการวาด ต้นเทยี น และนาเสนอ ขอ้ มลู ไดไ้ ม่ครบถ้วนและ รปู ลกั ษณะภายนอกของ รูปลักษณะภายนอกของ รากและลาต้นของตน้ รากและลาตน้ ของ เทยี น และนาเสนอใหผ้ ู้อืน่ ต้นเทยี น และนาเสนอให้ เข้าใจได้ง่ายและชัดเจนได้ ผู้อ่นื เขา้ ใจไดง้ ่ายและ

๑๒๕ ทกั ษะกระบวนกำร ดี (3) พอใช้ (2) ปรับปรงุ (1) ทำงวิทยำศำสตร์ ด้วยตนเอง ชดั เจนได้ โดยอาศยั ชัดเจน แมว้ ่าครูหรือผู้อื่น คาแนะนาของครหู รือผอู้ ืน่ ชว่ ยแนะนาหรือชีแ้ นะ การลงความเหน็ สามารถลงความเห็นขอ้ มูล สามารถลงความเห็นขอ้ มลู สามารถลงความเหน็ ข้อมลู จากข้อมูล จากการสงั เกตได้ว่า ราก จากการสังเกตได้ว่า ราก จากการสงั เกตได้ไม่ ทาหนา้ ทด่ี ดู นา้ และ ทาหน้าทดี่ ูดน้าและสง่ ต่อไป ครบถว้ นวา่ รากทาหนา้ ที่ ส่งตอ่ ไปยังลาตน้ ลาตน้ ยงั ลาต้น ลาต้นทาหน้าที่ ดูดน้าและสง่ ต่อไปยังลา ทาหนา้ ทล่ี าเลยี งนา้ ดว้ ย ลาเลยี งน้า โดยอาศยั ตน้ ลาตน้ ทาหนา้ ที่ลาเลียง ตนเอง คาแนะนาของครหู รือผู้อ่ืน นา้ ถึงแมจ้ ะไดร้ ับ คาแนะนาจากผู้อ่นื การตีความหมาย ตคี วามหมายข้อมลู จาก ตีความหมายข้อมลู จาก สามารถตีความหมาย ข้อมูลและลง การสังเกต และลงข้อสรปุ การสงั เกต และลงข้อสรปุ ขอ้ มลู จากการสังเกต และ ขอ้ สรุป ไดว้ ่า รากของพืชทาหนา้ ที่ ได้วา่ รากของพชื ทาหนา้ ท่ี ลงข้อสรุปได้ไม่ครบถ้วนว่า ดูดน้าและธาตุอาหารแล้ว ดดู นา้ และธาตุอาหารแล้ว รากของพชื ทาหน้าทด่ี ูดน้า ลาเลียงไปยังลาต้น ลาต้น ลาเลยี งไปยังลาต้น ลาต้น และธาตอุ าหารแล้ว ของพชื ทาหนา้ ท่ีลาเลียง ของพชื ทาหนา้ ที่ลาเลยี ง ลาเลยี งไปยงั ลาตน้ ลาตน้ นา้ และธาตอุ าหารไปยงั นา้ และธาตอุ าหารไปยงั ของพืชทาหนา้ ทลี่ าเลยี ง สว่ นต่าง ๆ ของพืช ดว้ ย ส่วนต่าง ๆ ของพืช โดย น้าและธาตอุ าหารไปยัง ตนเอง ตอ้ งอาศยั การช้ีแนะของ ส่วนต่าง ๆ ของพืช แมว้ ่า ครูหรอื ผูอ้ น่ื หรือเพิ่มเติม ครูหรอื ผู้อืน่ ช่วยแนะนา ความคิดเห็น หรือชแ้ี นะ

๑๒๖ แบบประเมินคุณลักษณะอนั พึงประสงค์ แผนกำรเรียนรทู้ ่ี 13 เรือ่ ง หนำ้ ที่ของรำกและลำตน้ (1) ช่อื ผู้ประเมิน/กลุ่มประเมนิ ………………………………………………………………………………………….............................. ช่ือกลุ่มรบั กำรประเมนิ ……………………………………………………………………………………………….............................. ประเมนิ ผลครัง้ ที…่ ………………....……....... วนั ……………..…. เดือน …...........……..………. พ.ศ. ……...….……....... เร่ือง…………………………………………………………………………………………………………………….................................... ที่ ลกั ษณะ/พฤตกิ รรมบ่งช้ี ระดับพฤตกิ รรม คะแนนทไ่ี ด้ เกดิ = 1 ไม่เกิด = 0 1. ซอ่ื สัตยส์ จุ ริต 2. ใฝเ่ รยี นรู้ 3. มุ่งมัน่ ในการทางาน รวมคะแนนท่ีได้ทัง้ หมด = …………… คะแนน เกณฑก์ ำรประเมินคุณลักษณะอนั พึงประสงค์ - มากกว่า 80 % ได้ 3 คะแนน - 50 % - 79 % ได้ 2 คะแนน - ตา่ กวา่ 50 % ได้ 1 คะแนน

๑๒๗ แผนกำรจัดกำรเรยี นรู้ท่ี 14 กลุม่ สำระกำรเรียนรูว้ ิทยำศำสตร์และเทคโนโลยี ชั้นประถมศกึ ษำปีท่ี 4 ภำคเรียนท่ี 1 รำยวิชำวิทยำศำสตร์ รหสั วชิ ำ ว 14101 หน่วยกำรเรียนรทู้ ่ี 2 ส่วนตำ่ ง ๆ ของพืช หน่วยย่อยท่ี 1 หน้ำท่ีของรำก ลำตน้ ใบและดอกของพืช แผนกำรจดั กำรเรียนรู้ที่ 14 หน้ำทีข่ องรำกและลำต้น (2) เวลำ 1 ช่ัวโมง 1. มำตรฐำนกำรเรยี นรู้ / ตวั ชี้วดั สำระที่ 1 วิทยำศำสตร์ชีวภำพ มำตรฐำน ว 1.2 เข้าใจสมบัติของสิ่งมีชีวิต หน่วยพื้นฐานของสิ่งมีชีวิต การลาเลียงสารเข้าและออกจากเซลล์ ความสัมพันธ์ของโครงสร้างและระบบหน้าที่ของส่วนต่าง ๆ ของสัตว์และมนุษย์ท่ีทางาน สมั พันธก์ นั ควาสัมพนั ธ์ของโครงสรา้ งและหนา้ ทีข่ องอวยั วะต่าง ๆ ของพชื ทท่ี างานสมั พนั ธ์ กนั รวมทั้งนาความรไู้ ปใชป้ ระโยชน์ ตวั ช้ีวัด ป.4/1 บรรยายหนา้ ทีข่ องราก ลาต้น ใบและดอกของพชื ดอก โดยใช้ข้อมูลท่ีรวบรวมได้ 2. จุดประสงคก์ ำรเรยี นรู้ 2.1 ด้ำนควำมรู้ ควำมเข้ำใจ (K) - อธบิ ายหนา้ ทข่ี องรากและลาต้น 2.2 ดำ้ นทักษะกระบวนกำร (P) - สังเกตท่อลาเลียงของรากและลาตน้ 2.3 ดำ้ นคณุ ลกั ษณะ เจตคติ ค่ำนยิ ม (A) - มคี วามม่งุ ม่ันในการทางาน - ชว่ ยเหลอื ในการทางานกลมุ่ รว่ มกัน 3. สำระสำคญั รากและลาต้นเปน็ ส่วนประกอบของพชื ทาหน้าทีแ่ ตกต่างกนั เพ่อื การดารงชวี ิต 4. สำระกำรเรียนรู้ ควำมรู้ รากเป็นส่วนหนึ่งของพืชทาหน้าท่ีดูดน้าและธาตุอาหาร แล้วลาเลียงผ่านท่อลาเลียงน้าไปยังลาต้น จากน้ันลาตน้ ทาหน้าท่ีลาเลียงน้าและธาตุอาหารผา่ นท่อลาเลียงน้าไปยงั สว่ นต่าง ๆ ของพชื ตอ่ ไป ทักษะกระบวนกำรทำงวิทยำศำสตร์ - การสังเกต - การจดั กระทาและส่อื ความหมายข้อมูล - การลงความเห็นจากข้อมูล

๑๒๘ - การตคี วามหมายข้อมูลและลงขอ้ สรุป 5. สมรรถนะสำคัญของผเู้ รียน 5.1 ความสามารถในการสื่อสาร - อธบิ ายหนา้ ทีข่ องรากและลาต้น 5.2 ความสามารถในการคิด - อภิปรายเกย่ี วกับลักษณะภายในและหนา้ ท่ีของรากและลาตน้ 5.3 ความสามารถในการแกป้ ัญหา - การแก้ปญั หาและการชว่ ยเหลอื ในการทางานกลุ่มร่วมกัน 5.4 ความสามารถในการใชท้ ักษะชวี ติ - มีความสามัคคีในการทางานกลุ่มร่วมกัน 6. คณุ ลักษณะอันพงึ ประสงค์ 6.1 ซอ่ื สัตยส์ จุ รติ 6.2 ใฝเ่ รียนรู้ 6.3 มุง่ มัน่ ในการทางาน 7. กิจกรรมกำรเรยี นรู้ ขัน้ นำเข้ำสบู่ ทเรียน (5 นำท)ี 1. ครทู บทวนกิจกรรมในชว่ั โมงทีผ่ ่านมา โดยนาต้นเทียนที่แชไ่ วม้ าให้นกั เรียนสังเกตแลว้ รว่ มกนั อภปิ รายโดยใช้คาถาม ดงั น้ี 1.1 เมื่อแช่ต้นเทียนในน้าสีแดง เกดิ อะไรข้ึนบ้าง (รากดูดน้าสีข้นึ ไปยงั ลาต้น ลาต้นลาเลียงไปยงั ส่วนต่าง ๆ ของพืช) 1.2 น้าสถี ูกดูดขึน้ ไปท่ีสว่ นใดบ้าง (ราก ลาตน้ ใบ) 1.3 นา้ สีอย่ทู ี่ส่วนใดของรากและลาตน้ (นกั เรียนตอบตามความเขา้ ใจของตนเอง) ข้ันสอน (45 นำที) 2. ครูใหน้ กั เรยี นแต่ละกลมุ่ อา่ นชอ่ื กจิ กรรมและจดุ ประสงค์ในใบกจิ กรรมที่ 1 รากและลาต้นมหี นา้ ที่ อะไร และนาอภิปรายโดยใชค้ าถาม ดังนี้ 2.1 กิจกรรมนนี้ กั เรียนจะไดเ้ รียนเรือ่ งอะไร (หนา้ ทข่ี องรากและลาตน้ ) 2.2 นกั เรียนจะเรียนเรื่องนด้ี ว้ ยวิธใี ด (วิธีการสงั เกต) 2.3 เมอ่ื เรียนแลว้ นกั เรียนจะทาอะไรได้ (อธบิ ายหน้าท่ีของรากและลาตน้ ได้) 3. ครใู หน้ กั เรียนอา่ นวิธีทากจิ กรรมในกจิ รรมท่ี 1 รากและลาตน้ มหี น้าท่ีอะไร ข้อ 3 จากนน้ั อภิปราย วิธีการทากจิ กรรมโดยใช้คาถามดงั นี้

๑๒๙ 3.1 ในวิธีการทากิจกรรมข้อท่ี 3 นักเรียนตอ้ งทาอะไรเป็นลาดับแรก (ใช้มีดโกนตดั รากและ ลาตน้ ) ครคู วรแนะนานักเรียนเกีย่ วกับการใชม้ ีดโกนอย่างระมัดระวงั 3.2 นักเรยี นต้องตัดรากและลาต้นในลกั ษณะใดบา้ ง (ตามยาวและตามขวาง) 3.3 การตดั ตามยาวและตามขวางตอ้ งทาอย่างไร (นกั เรยี นตอบตามความเขา้ ใจ) ครูควรวาด ภาพประกอบการอธบิ ายวิธตี ัดรากและลาตน้ ตามยาวและตามขวางบนกระดาน 3.4 หลังจากนักเรยี นตดั ลาต้นและรากแล้ว ต้องทาอะไรต่อไป (สงั เกตและวาดรปู ลักษณะของ ลาต้นและราก โดยใช้แว่นขยายช่วยในการสังเกต) 4. ครใู ห้นกั เรียนแตล่ ะกลมุ่ ลงมอื ทากจิ กรรมและบันทกึ ผลลงในใบงาน 01 หนา้ ทีข่ องรากและลาตน้ โดยขณะที่นักเรยี นลงมือทากิจกรรม ครูควรดแู ลและให้คาแนะนาแกน่ ักเรยี นอยา่ งใกลช้ ดิ ซง่ึ ถ้า นักเรียนไม่สามารถตัดรากและลาตน้ ได้ ครูสามารถชว่ ยได้ 5. เม่ือนักเรียนทากิจกรรมเสรจ็ แล้วครสู ุ่มตัวแทนกลุม่ มานาเสนอผลการทากิจกรรม จากนั้นครแู ละ นกั เรยี นรว่ มกันอภปิ รายโดยใชค้ าถาม ดังน้ี 5.1 ลกั ษณะของลาตน้ ทต่ี ัดตามขวางและตดั ตามยาวเปน็ อยา่ งไร (ลาต้นที่ตัดตามขวางจะเหน็ เป็นจดุ สีแดงเลก็ ๆ เรยี งกันโดยรอบ ส่วนลาต้นทีต่ ดั ตามยาวจะเห็นเปน็ เส้นสแี ดงตาม ความยาวของลาตน้ ) 5.2 น้าสีแดงอยู่ทส่ี ่วนใดของลาต้น (น้าสแี ดงอยู่ในท่อเล็ก ๆ ที่อยู่ภายในลาต้น) 5.3 นักเรียนคดิ ว่าน้าสแี ดงในลาต้นของตน้ เทยี นจะลาเลยี งต่อไปยังส่วนใดของต้นเทียน และ ลาเลยี งไปได้อย่างไร รไู้ ด้อยา่ งไร (น้าสแี ดงถูกลาเลยี งไปยัง ก่งิ กา้ น และใบ โดยลาเลยี ง ผ่านท่อเล็ก ๆ ที่อยู่ภายในลาตน้ รไู้ ดจ้ ากการเหน็ น้าสีแดงในก่ิง กา้ น และใบ) 5.4 ท่อเลก็ ๆ ที่อย่ภู ายในลาตน้ เรยี กว่าอะไร (นักเรยี นตอบตามความเข้าใจของตนเอง เช่น ทอ่ ลาเลียงน้า) หมำยเหตุ ครคู วรใหค้ วามรู้แก่นักเรียนเพิ่มเติมเกี่ยวกบั ทอ่ ลาเลียงน้า 5.5 ภายในรากจะมีทอ่ เล็ก ๆ เชน่ เดยี วกับในลาต้นหรอื ไม่ และถ้ามี ท่อนนั้ เชื่อมตอ่ กบั ลาต้น หรือไม่ รู้ไดอ้ ย่างไร (ภายในรากมีท่อเลก็ ๆ และเชื่อมต่อกับลาตน้ รไู้ ดจ้ ากเมือ่ แช่รากในนา้ สีแดง น้าสแี ดงจะเคลื่อนที่เข้าไปในรากแสดงว่ารากมีการดูดน้าและสง่ ต่อไปยังลาต้น 5.6 นกั เรยี นคดิ ว่าถา้ แชต่ ้นเทียนในนา้ ทไ่ี มผ่ สมสแี ดง จะได้ผลเหมือนเดมิ หรือไม่ อยา่ งไร (ถา้ แช่ ต้นเทียนในนา้ ท่ีไม่ผสมสแี ดงจะไดผ้ ลเหมือนเดิม เพราะรากดูดนา้ แลว้ ลาเลียงสง่ ตอ่ ไปยัง ลาต้น) 5.7 ทาไมต้องใช้นา้ สีแดงในการแช่ราก (เพราะน้าสีแดงทาใหเ้ ห็นเส้นทางการลาเลยี งของน้า ภายในรากและลาต้นไดช้ ดั เจน) 5.8 พชื มีการลาเลียงน้าไปในทิศทางใด (ทิศทางจากรากขน้ึ สดู่ า้ นบน) 6. ครูใหน้ กั เรยี นตอบคาถามหลังจากทากิจกรรมหน้า 43 ขอ้ ที่ 2-4

๑๓๐ ขน้ั สรปุ (10 นำที) 7. ครเู ปิดโอกาสใหน้ ักเรียนสรุปแนวคิดหรอื ส่งิ ที่ไดเ้ รียนรู้ในช่วั โมงนี้ด้วยตนเองเก่ียวกบั หนา้ ท่ีของราก และลาตน้ 8. ครแู ละนกั เรียนรว่ มกนั สรปุ เก่ยี วกับหนา้ ที่ของรากและลาตน้ ว่า รากของพชื ทาหนา้ ที่ดูดนา้ และ ธาตอุ าหารแลว้ ลาเลียงผา่ นท่อลาเลยี งนา้ ไปยังลาตน้ จากนั้นลาต้นของพืชทาหน้าทลี่ าเลียงนา้ และ ธาตอุ าหารผ่านท่อลาเลียงนา้ ไปยงั ส่วนตา่ ง ๆ ของพืช 8. สอื่ /แหลง่ เรียนรู้ 8.1 ใบงาน 01 หน้าทข่ี องรากและลาต้น หนา้ 42 8.2 ต้นเทียนแชน่ า้ สแี ดง 9. ชน้ิ งำน/ภำระงำน 9.1 การทาใบงาน 01 หน้าที่ของรากและลาตน้ หนา้ 42 9.2 ต้นเทยี นแช่น้าสแี ดง 9.3 มดี โกน 9.4 แวน่ ขยาย 9.5 สีไม้ 10. กำรวดั และประเมนิ ผล 10.1 ประเมินความร้เู ร่ืองหน้าทขี่ องรากและลาตน้ ด้วยการตอบคาถามในช้นั เรียนและในใบงาน (K) 10.2 ประเมนิ ทกั ษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ดว้ ยแบบประเมนิ ทกั ษะกระบวนการทางวทิ ยาศาสตร์ (P) 10.3 ประเมินคณุ ลักษณะอันพงึ ประสงค์ด้วยแบบประเมินคุณลกั ษณะอันพงึ ประสงค์ (A)

๑๓๑ แบบประเมินดำ้ นทักษะกระบวนกำรทำงวทิ ยำศำสตร์ แผนกำรเรยี นรทู้ ่ี 14 เรือ่ ง หนำ้ ที่ของรำกและลำตน้ (2) เกณฑ์การประเมินมดี ังนี้ 3 หมายถงึ ดี 2 หมายถงึ พอใช้ 1 หมายถึง ควรปรบั ปรุง ส่งิ ทปี่ ระเมนิ คะแนน การสังเกต การจดั กระทาและสอื่ ความหมายข้อมลู การลงความเห็นจากข้อมลู การตคี วามหมายข้อมลู และลงขอ้ สรุป รวมคะแนน เกณฑก์ ำรประเมิน ทกั ษะกระบวนกำร ดี (3) พอใช้ (2) ควรปรบั ปรุง (1) ทำงวิทยำศำสตร์ การสงั เกต ใชต้ าและมือในการสังเกต ใชต้ าและมือในการสังเกต สามารถใช้ตาและมือ เพ่อื รวบรวมข้อมลู เกย่ี วกับ เพอ่ื รวบรวมข้อมลู เกย่ี วกับ ในการสังเกตเพ่ือรวบรวม ลกั ษณะภายในของลาต้น ลกั ษณะภายในของลาต้น ข้อมลู เกยี่ วกบั ลกั ษณะ และรากของตน้ เทยี นได้ และรากของต้นเทียนได้ ภายในของลาต้นและราก ด้วยตนเองโดยไม่เพ่มิ เตมิ จากการช้แี นะของครูหรือ ของต้นเทยี นไดเ้ พยี ง ความคดิ เหน็ ผู้อืน่ บางสว่ น ถงึ แม้จะได้รบั คาแนะนาจากผู้อน่ื การจดั กระทาและสอ่ื สามารถนาข้อมลู ท่ีไดจ้ าก สามารถนาข้อมูลที่ไดจ้ าก สามารถนาข้อมลู ที่ไดจ้ าก ความหมายข้อมลู การสังเกตลกั ษณะภายใน การสังเกตลกั ษณะภายใน การสังเกตลกั ษณะภายใน ของรากและลาต้นเทยี น ของรากและลาตน้ เทียน ของรากและลาต้นเทยี น มาจัดกระทาโดยการวาด มาจดั กระทาโดยการวาด มาจัดกระทาโดยการวาด รปู ลกั ษณะภายในของราก รปู ลกั ษณะภายในของราก รปู ลกั ษณะภายในของราก และลาต้นเทยี น และ และลาต้นเทียน และ และลาต้นเทียน และ นาเสนอใหผ้ อู้ ่นื เข้าใจได้ นาเสนอใหผ้ อู้ นื่ เขา้ ใจ นาเสนอข้อมูลได้ไม่ ง่ายและชัดเจนไดด้ ว้ ย ได้ง่ายและชดั เจนได้ โดย ครบถว้ นและชัดเจน

๑๓๒ ทกั ษะกระบวนกำร ดี (3) พอใช้ (2) ควรปรบั ปรงุ (1) ทำงวิทยำศำสตร์ ตนเอง อาศัยคาแนะนาของครู แม้วา่ ครหู รอื ผู้อ่นื ชว่ ย การลงความเห็น จากข้อมลู หรอื ผ้อู ่นื แนะนาหรือชแี้ นะ การตคี วามหมาย สามารถลงความเหน็ ข้อมลู สามารถลงความเห็นขอ้ มลู สามารถลงความเหน็ ข้อมูล ข้อมลู และลงข้อสรุป จากการสงั เกตได้ว่า ราก จากการสังเกตไดว้ า่ ราก จากการสังเกตได้ไม่ ครบถ้วนวา่ รากและลาต้น และลาตน้ มีท่อลาเลยี งที่ และลาต้นมที ่อลาเลียงท่ี มีทอ่ ลาเลยี งที่ชว่ ยลาเลยี ง นา้ และธาตุอาหารไปยัง ช่วยลาเลยี งนา้ และ ชว่ ยลาเลียงนา้ และธาตุ ส่วนต่าง ๆ ของพืช ถงึ แม้ จะได้รบั คาแนะนาจาก ธาตอุ าหารไปยงั สว่ นต่าง ๆ อาหารไปยังส่วนตา่ ง ๆ ของพชื โดยอาศยั ของพชื ดว้ ยตนเอง คาแนะนาของครหู รือผู้อืน่ ผ้อู น่ื ตีความหมายข้อมลู จาก ตีความหมายข้อมูลจาก สามารถตคี วามหมาย การสังเกต และลงข้อสรปุ การสังเกต และลงข้อสรุป ขอ้ มูลจากการสังเกต และ ได้ว่า รากของพชื ทาหน้าท่ี ไดว้ ่า รากของพืชทาหนา้ ท่ี ลงข้อสรปุ ได้ไม่ครบถ้วนว่า ดูดน้าและธาตุอาหารแล้ว ดดู นา้ และธาตุอาหารแล้ว รากของพืชทาหน้าทด่ี ูดนา้ ลาเลยี งผ่านท่อลาเลยี งไป ลาเลยี งผ่านท่อลาเลียงไป และธาตุอาหารแล้ว ยังลาต้น จากน้นั ลาตน้ ของ ยงั ลาต้น จากนน้ั ลาตน้ ของ ลาเลียงผ่านทอ่ ลาเลียงไป พชื จะลาเลียงนา้ และ พชื จะลาเลียงน้าและ ยงั ลาตน้ จากนนั้ ลาต้นของ ธาตอุ าหารผา่ นท่อลาเลียง ธาตอุ าหารผา่ นท่อลาเลียง พืชจะ ไปยงั สว่ นตา่ ง ๆ ของพชื ไปยงั สว่ นตา่ ง ๆ ของพชื ลาเลียงน้าและธาตอุ าหาร ดว้ ยตนเอง โดยต้องอาศัยการช้แี นะ ผ่านท่อลาเลยี งไปยัง ของครหู รอื ผู้อนื่ หรือ ส่วนตา่ ง ๆ ของพชื แมว้ า่ เพมิ่ เติมความคิดเหน็ ครูหรอื ผอู้ ื่นช่วยแนะนา หรอื ชแี้ นะ

๑๓๓ แบบประเมนิ คณุ ลกั ษณะอันพึงประสงค์ แผนกำรเรยี นรู้ที่ 14 เรื่อง หน้ำทข่ี องรำกและลำต้น (2) ชือ่ ผู้ประเมนิ /กลุ่มประเมนิ ………………………………………………………………………………………….............................. ช่อื กลุ่มรบั กำรประเมนิ ……………………………………………………………………………………………….............................. ประเมินผลครงั้ ท่ี…………………....……....... วนั ……………..…. เดือน …...........……..………. พ.ศ. ……...….……....... เรอ่ื ง…………………………………………………………………………………………………………………….................................... ท่ี ลกั ษณะ/พฤตกิ รรมบ่งชี้ ระดับพฤตกิ รรม คะแนนทไ่ี ด้ เกดิ = 1 ไมเ่ กิด = 0 1. ซ่อื สัตย์สจุ ริต 2. ใฝเ่ รยี นรู้ 3. มุง่ ม่ันในการทางาน รวมคะแนนที่ไดท้ ง้ั หมด = …………… คะแนน เกณฑ์กำรประเมนิ คณุ ลกั ษณะอันพึงประสงค์ - มากกว่า 80 % ได้ 3 คะแนน - 50 % - 79 % ได้ 2 คะแนน - ต่ากวา่ 50 % ได้ 1 คะแนน

๑๓๔ แผนกำรจัดกำรเรียนรู้ที่ 15 กลุ่มสำระกำรเรยี นรูว้ ิทยำศำสตรแ์ ละเทคโนโลยี ชัน้ ประถมศึกษำปที ่ี 4 ภำคเรยี นท่ี 1 รำยวิชำวิทยำศำสตร์ รหัสวชิ ำ ว 14101 หนว่ ยกำรเรยี นร้ทู ่ี 2 สว่ นต่ำง ๆ ของพืช หน่วยย่อยท่ี 1 หน้ำท่ีของรำก ลำต้น ใบและดอกของพืช แผนกำรจดั กำรเรียนร้ทู ี่ 15 หน้ำทขี่ องรำกและลำตน้ (3) เวลำ 1 ชว่ั โมง 1. มำตรฐำนกำรเรยี นรู้ / ตัวช้วี ัด สำระท่ี 1 วทิ ยำศำสตร์ชีวภำพ มำตรฐำน ว 1.2 เข้าใจสมบัติของส่ิงมีชีวิต หน่วยพื้นฐานของสิ่งมีชีวิต การลาเลียงสารเข้าและออกจากเซลล์ ความสัมพันธ์ของโครงสร้างและระบบหน้าท่ีของส่วนต่าง ๆ ของสัตว์และมนุษย์ที่ทางาน สัมพนั ธก์ ัน ควาสมั พันธข์ องโครงสรา้ งและหน้าที่ของอวัยวะต่าง ๆ ของพืชท่ีทางานสัมพนั ธ์ กัน รวมทง้ั นาความรู้ไปใชป้ ระโยชน์ ตัวชี้วดั ป.4/1 บรรยายหนา้ ที่ของราก ลาต้น ใบและดอกของพชื ดอก โดยใช้ขอ้ มลู ทีร่ วบรวมได้ 2. จดุ ประสงค์กำรเรียนรู้ 2.1 ดำ้ นควำมรู้ ควำมเขำ้ ใจ (K) - อธบิ ายหนา้ ทข่ี องรากและลาต้น 2.2 ดำ้ นทกั ษะกระบวนกำร (P) - สงั เกตการเปล่ียนสีของสารละลายไอโอดีนบนชิ้นสว่ นพืช 2.3 ด้ำนคณุ ลกั ษณะ เจตคติ ค่ำนยิ ม (A) - มีความมุ่งมัน่ ในการทางาน ช่วยเหลือในการทางานกลุ่มรว่ มกัน 3. สำระสำคัญ รากและลาตน้ เป็นสว่ นประกอบของพชื ทาหน้าทีแ่ ตกต่างกันเพอื่ การดารงชีวติ 4. สำระกำรเรียนรู้ ควำมรู้ รากเป็นสว่ นหนึ่งของพชื ทาหน้าที่ดดู น้าและธาตุอาหาร แล้วลาเลียงไปยังลาต้น ลาต้นทาหน้าที่ลาเลียง น้าและธาตุอาหารไปยังส่วนต่าง ๆ ของพืช นอกจากน้ีรากและลาต้นบางชนิดยังทาหน้าท่ีในการสะสมอาหาร อาหารทสี่ ะสมคือแป้ง ซึ่งสามารถทดสอบไดด้ ้วยสารละลายไอโอดนี ถ้าสารละลายไอโอดีนเปล่ียนจากสีน้าตาล เป็นสนี า้ เงินเข้มหรอื มว่ งดา แสดงวา่ สว่ นนนั้ มแี ปง้ สะสมอยู่ ทักษะกระบวนกำรทำงวิทยำศำสตร์ - การสังเกต - การลงความเหน็ จากขอ้ มลู

๑๓๕ - การตคี วามหมายข้อมูลและลงขอ้ สรุป 5. สมรรถนะสำคัญของผเู้ รียน 5.1 ความสามารถในการสื่อสาร - อธิบายหน้าทอี่ น่ื ๆ ของรากและลาตน้ - ระบชุ นดิ ของอาหารทสี่ ะสมไวท้ รี่ ากและลาตน้ 5.2 ความสามารถในการคิด - อภิปรายเกยี่ วกับหนา้ ที่อ่นื ๆ ของรากและลาตน้ - วเิ คราะหช์ นดิ ของอาหารที่พบในพชื 5.3 ความสามารถในการแก้ปญั หา - การแก้ปญั หาและการชว่ ยเหลอื ในการทางานกลุ่มรว่ มกัน 5.4 ความสามารถในการใชท้ ักษะชวี ติ - มคี วามสามัคคีในการทางานกล่มุ ร่วมกนั 6. คณุ ลกั ษณะอันพงึ ประสงค์ 6.1 ซือ่ สตั ยส์ ุจรติ 6.2 ใฝ่เรยี นรู้ 6.3 มงุ่ มั่นในการทางาน 7. กิจกรรมกำรเรยี นรู้ ขั้นนำเขำ้ สบู่ ทเรยี น (10 นำท)ี 1. ครูทบทวนความรู้พื้นฐานของนกั เรยี นเกี่ยวกบั หนา้ ที่ของรากและลาตน้ โดยครูใหน้ ักเรียนสังเกตพืช ซง่ึ ประกอบไปดว้ ยสว่ นราก ลาตน้ ใบ แล้วร่วมกนั อภปิ รายโดยใชค้ าถาม ดังน้ี 1.1 รากและลาตน้ ทาหนา้ ที่อะไร (รากทาหนา้ ที่ดูดนา้ และธาตุอาหารแลว้ ลาเลยี งไปยังลาตน้ ลาตน้ ทาหนา้ ทีล่ าเลียงนา้ และธาตอุ าหารต่อไปยงั สว่ นตา่ ง ๆ ของพชื ) 1.2 พืชลาเลยี งนา้ และธาตุอาหารจากรากไปสว่ นตา่ ง ๆ ได้อยา่ งไร (พชื ลาเลียงน้าและ ธาตุอาหารไปยงั ส่วนตา่ ง ๆ ผา่ นท่อลาเลยี งที่อย่ใู นรากและลาตน้ ) 1.3 พชื มกี ารลาเลียงนา้ ไปในทศิ ทางใด (ทิศทางจากรากข้ึนส่ดู า้ นบน) 2. ครตู รวจสอบความร้เู ดิมของนกั เรียน เกีย่ วกบั หนา้ ที่อ่ืนของรากและลาต้น โดยนาส่วนรากและลาต้น ทท่ี าหนา้ ที่สะสมอาหาร เชน่ หัวไชเท้า ขมิ้น มาให้นักเรียนสงั เกต จากนนั้ ใชค้ าถามดงั น้ี 2.1 นกั เรียนคิดวา่ สิ่งน้คี ืออะไร (นักเรียนตอบตามทสี่ ังเกตได)้ 2.2 นกั เรียนคิดว่าสิ่งน้คี ือส่วนใดของพืช (นักเรยี นตอบตามความเขา้ ใจของตนเอง เช่น ราก ลาต้น)

๑๓๖ หมำยเหตุ ถา้ นกั เรียนตอบไม่ได้ ครูอาจชวนนกั เรียนอภปิ รายให้ได้คาตอบว่าส่งิ ท่ีครูนามาคือ สว่ นหนงึ่ ของรากหรือลาตน้ 2.3 นักเรียนคดิ ว่ารากและลาตน้ มีหนา้ ทอ่ี น่ื อีกหรอื ไม่ (นักเรยี นตอบตามความเข้าใจของตนเอง) ขั้นสอน (40 นำที) 3. ครใู หน้ กั เรยี นอา่ นชื่อกจิ กรรมท่ี 2 รากและลาต้นมีหน้าท่ีอื่นอีกหรือไม่ และจดุ ประสงค์ของกิจกรรม ขอ้ 1-2 จากน้ันนาอภปิ รายโดยใชค้ าถามดังน้ี 3.1 กิจกรรมน้ีนักเรียนจะไดเ้ รยี นเรอ่ื งอะไร (หน้าท่ีของรากและลาตน้ และชนดิ ของอาหาร ท่ีสะสมไวท้ ีร่ ากและลาต้น) 3.2 นกั เรยี นจะเรยี นเรื่องนีด้ ้วยวิธใี ด (การสังเกต) 3.3 เม่ือเรียนแลว้ นักเรยี นจะทาอะไรได้ (อธิบายหนา้ ทีข่ องรากและลาต้น และระบชุ นดิ ของ อาหารที่สะสมไว้ทร่ี ากและลาตน้ ได้) 4. ครใู หน้ กั เรียนอา่ นวสั ดุ-อปุ กรณ์ ถ้านักเรยี นไม่รจู้ ักวัสดุอุปกรณใ์ ดครูอาจนามาให้นักเรียนดกู ่อนลงมอื ทากจิ กรรรม เช่น สารละลายไอโอดนี มีสนี า้ ตาล รวมทั้งอาจอธิบายนกั เรยี นเพิ่มเติมว่า พืชชนดิ ใด เปน็ ส่วนราก พชื ชนดิ ใดเปน็ ส่วนลาตน้ โดยสว่ นทเ่ี ปน็ ลาตน้ จะมีข้อปลอ้ งเหน็ ไดช้ ัดเจน หรอื มตี าอยู่ รอบ ๆ ส่วนท่เี ปน็ รากจะไม่มีข้อปล้องและตา แต่จะมรี ากฝอยเล็ก ๆ อยู่ 5. ครูใหน้ ักเรยี นอ่านวิธีทากิจกรรมในกิจรรมที่ 2 รากและลาตน้ มหี น้าท่ีอื่นอีกหรอื ไม่ ข้อ 1-2 จากนนั้ อภปิ รายวธิ ีการทากิจกรรมโดยใชค้ าถามดังน้ี 5.1 สิง่ ทต่ี อ้ งใส่ลงไปในหลอดทดลองคืออะไรบ้าง และใส่อยา่ งละเท่าไหร่ (นา้ น้าแป้งมัน น้าแป้ง ขา้ วโพด ใสล่ งไปหลอดละ 10 มิลลิลติ ร) 5.2 เมื่อใส่สารต่าง ๆ ลงไปในหลอดทดลองแลว้ ต้องทาอะไรต่อ (สังกตและบันทึกผลโดยการ ระบายสลี งในรปู หลอดทดลอง) 5.3 นกั เรียนต้องหยดสารละลายไอโอดนี ลงในหลอดทดลองที่มีนา้ น้าแป้งมัน และน้าแป้ง ข้าวโพดหลอดละกี่หยด (2 หยด) หมำยเหตุ ครูควรแนะนาและสาธติ วธิ ีการหยดสารละลายไอโอดีน โดยจบั หลอดหยดใหต้ รง แล้วคอ่ ย ๆ บีบหลอดหยดใหส้ ารละลายไอโอดีนลงมาทีละหยด รวมทง้ั ให้นักเรยี นสงั เกตสีของ สารละลายไอโอดีนก่อนทากิจกรรม 5.4 เมอื่ หยดสารละลายไอโอดนี ลงไปในหลอดทดลอง สง่ิ ท่ีนักเรยี นต้องสงั เกตคอื อะไร (สงั เกต การเปลยี่ นสขี องสารละลายไอโอดนี ในนา้ นา้ แปง้ มนั และน้าแปง้ ข้าวโพด) 6. เมื่อนักเรียนเขา้ ใจวธี ีทาแล้ว ใหน้ ักเรียนลงมอื ทากิจกรรม พรอ้ มบันทึกผลลงใบงาน 02 หน้าทอ่ี น่ื ของรากและลาต้น หนา้ 46 7. ครูให้นักเรียนอา่ นวธิ ีทากจิ กรรมในกิจรรมที่ 2 รากและลาตน้ มีหนา้ ท่ีอ่ืนอีกหรอื ไม่ ข้อ 3-5 จากนั้น อภิปรายวธิ ีการทากจิ กรรมโดยใช้คาถามดังนี้ 7.1 ในวธิ ีทาขอ้ 3 นักเรยี นต้องทาอะไร (หัน่ แครอท ขงิ ขา่ กระชาย เผือก มนั เทศ มันฝร่งั เปน็ ชิ้นเล็ก ๆ ประมาณ 1x1 เซนติเมตร ใส่ในจานหลมุ )

๑๓๗ หมำยเหตุ ในขัน้ ตอนน้ีครูอาจเตรียมชน้ิ ส่วนพชื ใหน้ กั เรยี นเพ่ือใชท้ ากิจกรรม 7.2 นกั เรียนต้องทาอะไรต่อ (หยดสารละลายไอโอดีน 1-2 หยด แลว้ สงั เกตการเปลี่ยนแปลง) 7.3 หลงั จากหยดสารละลายไอโอดีนแล้ว ส่งิ ที่นกั เรียนต้องสังเกตคืออะไร (การเปลี่ยนสีของ สารละลายไอโอดนี ) 8. เมอ่ื นกั เรยี นเข้าใจวีธีทาแล้ว ใหน้ กั เรยี นลงมือทากจิ กรรม พร้อมบันทกึ ผลลงใบงาน 02 หน้าทอี่ ่นื ของรากและลาตน้ หนา้ 47 จากน้ันครแู ละนกั เรียนร่วมกันอภปิ รายโดยอาจใช้คาถามดังน้ี 8.1 เมื่อหยดสารละลายไอโอดนี ลงในน้า น้าแป้งมนั และน้าแปง้ ขา้ วโพด สีของสารละลาย ไอโอดนี มีการเปลีย่ นแปลงหรือไม่ อยา่ งไร (เม่ือหยดสารละลายไอโอดีนในนา้ สีของ สารละลายไอโอดนี จะไม่มีการเปลย่ี นแปลง แตเ่ มือ่ หยดสารละลายไอโอดีนลงในน้าแปง้ มัน และนา้ แป้งขา้ วโพด สขี องสารละลายไอโอดนี จะมกี ารเปลี่ยนสีจากสีนา้ ตาลเป็นสีน้าเงิน เข้ม) 8.2 เม่อื หยดสารละลายไอโอดนี ลงบนชน้ิ ส่วนของรากและลาตน้ ของพชื ชนิดใดบ้าง ท่ีทาให้สี ของสารละลายไอโอดนี มีการเปล่ยี นแปลง และมีการเปลี่ยนแปลงอยา่ งไร (เมื่อหยด สารละลายไอโอดีนลงบนชิ้นสว่ นแครอท มันเทศ กระชาย เผอื ก มนั เทศ มันฝร่ัง ขงิ ขา่ สขี องสารละลายไอโอดีนจะมกี ารเปล่ียนแปลง โดยสีของสารละลายไอโอดีนจะเปล่ียนจาก สีนา้ ตาลเป็นสีนา้ เงนิ เขม้ หรอื ม่วงเข้ม) 8.3 เพราะเหตุใด เมื่อหยดสารละลายไอโอดีนลงบนช้ินส่วนของรากและลาตน้ ของพืชแล้ว สี ของสารละลายไอโอดนี มกี ารเปลี่ยนแปลง (นักเรยี นตอบตามความเข้าใจ เช่น รากและ ลาตน้ ของพชื ชนดิ นน้ั มีแป้งสะสมอยู่ จงึ ทาใหส้ ขี องสารละลายไอโอดนี เปลี่ยนจากสีน้าตาล เปน็ สนี า้ เงินเข้ม) หมำยเหตุ ถ้านักเรยี นยังตอบไมไ่ ด้ ครูชวนอภปิ รายโดยยอ้ นกลับไปสังเกตผลของกจิ กรรมที่ทา ไปแล้วในข้อท่ี 1-2 แล้วนามาเปรียบเทยี บกับผลของกจิ กรรมน้ี 9. ครูใหน้ กั เรียนตอบคาถามหลงั จากทากจิ กรรม หนา้ 48-49 10. ครูใหน้ กั เรยี นทาใบงาน 03 แบบฝึกหดั เร่ืองหน้าทีข่ องรากและลาต้น หนา้ 50-51 ขั้นสรปุ (10 นำที) 11. ครูเปิดโอกาสใหน้ กั เรียนสรุปแนวคดิ หรอื ส่งิ ที่ไดเ้ รียนรู้ในชัว่ โมงนี้ดว้ ยตนเองเกยี่ วกับหนา้ ที่อืน่ ของ รากและลาตน้ และชนดิ ของอาหารทสี่ ะสมในรากและลาตน้ 12. ครูและนกั เรยี นร่วมกนั สรุปเกยี่ วกับหนา้ ท่ีอ่นื ของรากและลาต้น และชนิดของอาหารทีส่ ะสมในราก และลาต้นวา่ นอกจากรากและลาต้นจะทาหนา้ ท่ีดดู น้าและธาตุอาหาร และลาเลียงไปยงั สว่ น ต่าง ๆ ของพืชแล้ว รากและลาตน้ ของพชื บางชนิดยังทาหน้าทีส่ ะสมอาหาร อาหารที่พืชสะสม คือ แปง้

๑๓๘ 8. สอ่ื /แหล่งเรียนรู้ 8.1 ใบงาน 02 หนา้ ท่ีอื่นของรากและลาตน้ หนา้ 46-49 8.2 พชื ชนดิ ต่าง ๆ เช่น แครอท มนั เทศ กระชาย เผือก มันเทศ มนั ฝร่ัง ขงิ ข่า หวั ไชเทา้ ขม้ิน 8.3 สารละลายไอโอดนี 8.4 มีดโกน 8.5 หลอดหยด 8.6 จานหลุม 8.7 น้าแป้งมัน 8.8 น้าแป้งขา้ วโพด 8.9 หลอดทดลองและทว่ี างหลอดทดลอง 8.10 น้า 9. ชนิ้ งำน/ภำระงำน - การทาใบงาน 02 หน้าที่อืน่ ของรากและลาต้น หน้า 46-49 - การทาใบงาน 03 แบบฝึกหดั เรอ่ื งหน้าท่ีของรากและลาตน้ หน้า 50-51 10. กำรวัดและประเมนิ ผล 10.1 ประเมินความรเู้ รอ่ื งหนา้ ทีข่ องรากและลาต้นดว้ ยการตอบคาถามในช้ันเรยี นและในใบงาน (K) 10.2 ประเมนิ ทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ดว้ ยแบบประเมินทกั ษะกระบวนการทางวทิ ยาศาสตร์ (P) 10.3 ประเมนิ คุณลักษณะอันพงึ ประสงค์ด้วยแบบประเมนิ คณุ ลกั ษณะอนั พึงประสงค์ (A)

๑๓๙ แบบประเมินด้ำนทักษะกระบวนกำรทำงวทิ ยำศำสตร์ แผนกำรเรยี นรทู้ ี่ 15 เรอื่ ง หนำ้ ท่ขี องรำกและลำต้น (3) เกณฑ์การประเมนิ มีดังน้ี 3 หมายถึง ดี 2 หมายถึง พอใช้ 1 หมายถงึ ปรบั ปรงุ สิ่งทป่ี ระเมนิ คะแนน การสงั เกต การลงความเหน็ จากข้อมูล การตคี วามหมายข้อมูลและลงข้อสรปุ รวมคะแนน เกณฑก์ ำรประเมิน ทกั ษะกระบวนกำร ดี (3) พอใช้ (2) ปรับปรุง (1) ทำงวิทยำศำสตร์ การสงั เกต ใช้ตาและมือในการสงั เกต ใชต้ าและมือในการสงั เกต สามารถใช้ตาและมือใน การลงความเหน็ เพ่อื รวบรวมข้อมูลเกีย่ วกบั เพอื่ รวบรวมข้อมลู เกย่ี วกับ การสังเกตเพือ่ รวบรวม จากข้อมลู การเปล่ียนสขี อง การเปลี่ยนสีของ ขอ้ มูลเก่ยี วกบั การเปลยี่ นสี การตคี วามหมาย ข้อมลู และลงข้อสรปุ สารละลายไอโอดนี บน สารละลายไอโอดนี บน ของสารละลายไอโอดีนบน ชิ้นสว่ นพชื ได้ดว้ ยตนเอง ชิน้ สว่ นพืชได้จากการ ชิ้นส่วนพชื ได้เพยี งบางส่วน โดยไม่เพ่ิมเตมิ ความคิดเหน็ ชแี้ นะของครูหรือผ้อู ืน่ ถึงแม้จะได้รบั คาแนะนา จากผู้อ่ืน สามารถลงความเหน็ ข้อมลู สามารถลงความเห็นขอ้ มลู สามารถลงความเห็นขอ้ มลู จากการสงั เกตการเปลยี่ นสี จากการสงั เกตการเปลีย่ นสี จากการสังเกตการเปลี่ยนสี ของสารละลายไอโอดีนบน ของสารละลายไอโอดนี บน ของสารละลายไอโอดนี บน ช้นิ สว่ นพชื ได้วา่ รากและ ชน้ิ สว่ นพืชไดว้ า่ รากและลา ชิ้นสว่ นพชื ได้ไม่ครบถ้วนวา่ ตน้ ของพชื บางชนิดมีอาหาร รากและลาต้นของพืชบาง ลาต้นของพชื บางชนดิ มี สะสม คือ แป้ง โดยอาศัย ชนิดมีอาหารสะสม คือ อาหารสะสม คือ แปง้ ดว้ ย คาแนะนาของครูหรือผ้อู ื่น แปง้ ถึงแม้จะไดร้ ับ ตนเอง คาแนะนาจากผู้อ่ืน ตีความหมายข้อมูลจาก ตคี วามหมายข้อมูลจาก สามารถตคี วามหมาย การสังเกต และลงข้อสรปุ การสังเกต และลงข้อสรุป ขอ้ มลู จากการสังเกต และ

๑๔๐ ทักษะกระบวนกำร ดี (3) พอใช้ (2) ปรับปรงุ (1) ทำงวิทยำศำสตร์ ได้วา่ รากและลาตน้ ของ ได้วา่ รากและลาต้นของ ลงข้อสรุปได้ไม่ครบถว้ นวา่ พืชบางชนิดทาหน้าทส่ี ะสม พืชบางชนิดทาหนา้ ที่สะสม รากและลาตน้ ของพืชบาง อาหาร โดยอาหารท่ีพืช อาหาร โดยอาหารท่ีพืช ชนดิ ทาหนา้ ท่ีสะสมอาหาร สะสม คือ แป้ง ด้วยตนเอง สะสม คือ แป้ง โดยต้อง โดยอาหารที่พชื สะสม คือ อาศัยการชีแ้ นะของครหู รอื แป้ง แม้วา่ ครูหรอื ผู้อื่น ผ้อู นื่ หรือเพม่ิ เตมิ ความ ช่วยแนะนาหรือช้ีแนะ คดิ เหน็ แบบประเมนิ คุณลักษณะอนั พึงประสงค์ แผนกำรเรียนรทู้ ่ี 15 เร่ือง หนำ้ ทข่ี องรำกและลำตน้ (3) ช่ือผปู้ ระเมนิ /กลมุ่ ประเมนิ ………………………………………………………………………………………….............................. ช่ือกลุ่มรบั กำรประเมนิ ……………………………………………………………………………………………….............................. ประเมนิ ผลครง้ั ท…ี่ ………………....……....... วนั ……………..…. เดือน …...........……..………. พ.ศ. ……...….……....... เร่ือง…………………………………………………………………………………………………………………….................................... ที่ ลกั ษณะ/พฤติกรรมบง่ ชี้ ระดับพฤตกิ รรม คะแนนที่ได้ เกิด = 1 ไม่เกิด = 0 1. ซอื่ สตั ยส์ จุ รติ 2. ใฝเ่ รียนรู้ 3. มุง่ มั่นในการทางาน รวมคะแนนท่ไี ด้ทัง้ หมด = …………… คะแนน เกณฑ์กำรประเมินคุณลกั ษณะอันพึงประสงค์ - มากกว่า 80 % ได้ 3 คะแนน - 50 % - 79 % ได้ 2 คะแนน - ต่ากวา่ 50 % ได้ 1 คะแนน

๑๔๑ เฉลยใบงำน

๑๔๒ วำดภำพตำมท่นี กั เรยี นสงั เกตได้

๑๔๓ วำดภำพและบนั ทกึ ลักษณะตำมท่นี กั เรยี นสงั เกตได้

๑๔๔ วำดภำพและบนั ทกึ ลักษณะตำมท่นี กั เรยี นสงั เกตได้

๑๔๕ บรเิ วณรำกของต้นเทียนจะมีสีแดงและภำยในลำต้นของต้นเทียน จะมีแถบสีแดงอย่ำงชดั เจน รำกและลำต้นที่ตดั ตำมขวำงจะมีสแี ดงอย่เู ปน็ จุด ๆ เรยี งกนั เป็นวงรอบ รำกและลำต้น ส่วนรำกและลำตน้ ท่ตี ัดตำมยำวจะเห็นเส้นสแี ดงเป็นแนว ตำมควำมสูงของรำกและลำตน้ รำกทำหน้ำท่ีดูดน้ำและธำตุอำหำรแล้วลำเลียงส่งต่อไปยังลำต้น ลำต้น ทำหน้ำท่ลี ำเลยี งนำ้ และธำตอุ ำหำรไปยงั ส่วนต่ำง ๆ ของพืชผ่ำนท่อเล็ก ๆ ที่อยู่ภำยในรำกและลำต้น ทรำบจำกกำรเห็นน้ำสีแดงเคล่ือนที่จำกรำก ลำเลยี งข้ึนไปยงั ลำตน้ และสว่ นตำ่ ง ๆ ของพชื รำกทำหน้ำท่ดี ดู น้ำและธำตอุ ำหำร แล้วลำเลยี งสง่ ต่อไปยงั ลำต้น ลำตน้ ทำหนำ้ ทีล่ ำเลยี งน้ำและธำตุอำหำรส่งต่อไปยังส่วนต่ำง ๆ ของพืช