๒๙๖ แบบประเมนิ ดำ้ นทกั ษะกระบวนกำรทำงวิทยำศำสตร์ แผนกำรเรยี นรทู้ ี่ 33 เร่อื ง กำรมองเห็นส่ิงตำ่ ง ๆ ผำ่ นวัตถุท่นี ำมำกนั้ แสง (2) เกณฑ์การประเมนิ มีดังน้ี 3 หมายถึง ดี 2 หมายถึง พอใช้ 1 หมายถงึ ปรับปรุง คะแนน สง่ิ ทป่ี ระเมิน รวมคะแนน การสงั เกต การจาแนกประเภท การลงความเห็นจากข้อมูล การตีความหมายข้อมลู และลงข้อสรปุ เกณฑ์กำรประเมิน ทกั ษะกระบวนกำร ดี (3) พอใช้ (2) ปรับปรงุ (1) ทำงวิทยำศำสตร์ การสงั เกต สามารถใชป้ ระสาทสมั ผัส สามารถใช้ประสาทสมั ผัส สามารถใช้ประสาทสมั ผสั ใน ในการรวบรวมขอ้ มลู ในการ รวบรวมข้อมูล การรวบรวมขอ้ มูลเก่ียวกับ การจาแนกประเภท เกี่ยวกับลักษณะการ เกีย่ วกบั ลักษณะการ ลกั ษณะการมองเห็น มองเหน็ สิ่งต่าง ๆ ผา่ นวัตถุ มองเหน็ สง่ิ ต่าง ๆ ผา่ นวตั ถทุ ี่นามากนั้ ทีน่ ามากนั้ แสงได้อยา่ ง สิ่งตา่ ง ๆ ผ่านวัตถุที่นามา แสงได้ถูกต้องบางส่วน แมจ้ ะ ถูกต้องด้วยตนเอง โดยไม่ กั้นแสง ได้อยา่ งถูกต้องโดย ได้รบั คาแนะนาจากผ้อู ื่น เพิม่ ความคดิ เห็น อาศัยการช้ีแนะของครูหรอื ผอู้ ืน่ สามารถจัดกลมุ่ วัตถุทน่ี ามา สามารถจัดกลุ่มวตั ถุท่ีนามา สามารถจดั กล่มุ วัตถุที่นามา กัน้ แสง โดยใช้ลักษณะการ กน้ั แสง โดยใช้ลกั ษณะการ กั้นแสง โดยใชล้ ักษณะการ มองเหน็ เมอ่ื มวี ัตถมุ ากัน้ แสง มองเหน็ เมอ่ื มวี ตั ถมุ าก้ัน มองเห็นเม่อื มีวตั ถุมากนั้ เป็นเกณฑ์ ได้ถูกต้อง แสงเป็นเกณฑ์ ได้อย่าง แสงเป็นเกณฑไ์ ดอ้ ยา่ ง บางสว่ น แม้วา่ ครูหรอื ผู้อ่ืน ถูกต้องด้วยตวั เอง ถกู ต้อง โดยตอ้ งอาศยั การ ชว่ ยแนะนาหรือชี้แนะ ชี้แนะของครูหรือผอู้ นื่ หรือ เพม่ิ เติมความคิดเหน็
๒๙๗ ทกั ษะกระบวนกำร ดี (3) พอใช้ (2) ปรับปรุง (1) ทำงวิทยำศำสตร์ การลงความเหน็ สามารถเพ่ิมเตมิ ความ สามารถเพิ่มเติมความ สามารถเพิ่มเตมิ ความคิดเห็น จากข้อมลู คดิ เหน็ เกย่ี วกบั ผลการ คดิ เหน็ เกยี่ วกบั ผลการ เกี่ยวกับผลการจาแนกวัตถุที่ จาแนกวัตถุที่นามาก้ันแสง จาแนกวัตถุที่นามากน้ั แสง นามาก้ันแสง ตามเกณฑ์การ การตีความหมาย ตามเกณฑก์ ารมองเห็นผ่าน ตามเกณฑ์การมองเห็นผา่ น มองเห็นผา่ นวตั ถุทนี่ ามาก้นั ขอ้ มลู และลงข้อสรปุ วัตถุทน่ี ามากนั้ แสงว่าวตั ถุ วัตถุทีน่ ามากัน้ แสงวา่ วัตถุ แสงว่าวตั ถุกลุ่มใดสามารถ กล่มุ ใดสามารถมองเห็นได้ กลมุ่ ใดสามารถมองเห็นได้ มองเห็นไดช้ ดั เจน ไม่ชดั เจน ชัดเจน ไม่ชัดเจน และมอง ชดั เจน ไม่ชัดเจน และมอง และมองไม่เห็นได้ถกู ต้อง ไมเ่ หน็ ไดถ้ กู ตอ้ งด้วยตนเอง ไมเ่ หน็ ไดถ้ ูกตอ้ งโดยอาศัย แม้จะไดร้ บั คาแนะนาจาก คาแนะนาของครหู รือผอู้ ่นื ผู้อน่ื สามารถตคี วามหมายข้อมลู สามารถตคี วามหมายข้อมูล สามารถตีความหมายข้อมูล จากการทากจิ กรรมไดว้ ่า จากการทากิจกรรมได้ว่า จากการทากจิ กรรมได้ว่า เม่ือใช้ลักษณะการมองเห็น เม่อื ใช้ลกั ษณะการมองเห็น เม่ือใช้ลักษณะการมองเห็น ส่ิงต่าง ๆ ผา่ นวตั ถุท่ีนามา สิง่ ตา่ ง ๆ ผ่านวัตถทุ ่ีนามา สิง่ ตา่ ง ๆ ผ่านวตั ถทุ ่ีนามากน้ั ก้ันแสง สามารถจาแนก ก้ันแสง สามารถจาแนก แสง สามารถจาแนกวัตถุเป็น วตั ถเุ ป็นกลุ่มต่าง ๆ ไดแ้ ก่ วตั ถเุ ปน็ กลุม่ ต่าง ๆ ได้แก่ กลุ่มต่าง ๆ ไดแ้ ก่ วตั ถุที่ วัตถทุ ี่นามากั้นแสงแล้วทา วตั ถุทีน่ ามาก้นั แสงแล้วทา นามาก้นั แสงแล้วทาให้ ใหม้ องเหน็ ส่ิงต่าง ๆ ได้ ให้มองเหน็ สิง่ ต่าง ๆ ได้ มองเห็นสิ่งตา่ ง ๆ ได้ชดั เจน ชัดเจน ไม่ชดั เจน หรือมอง ชัดเจน ไม่ชดั เจน หรอื มอง ไมช่ ัดเจน หรือมองไม่เหน็ ไม่เห็น ได้ถูกต้องดว้ ย ไม่เห็น ได้ถูกต้องจากการ ไดถ้ ูกต้องบางส่วน แมจ้ ะ ตนเอง ชแ้ี นะจากครู และผู้อนื่ ไดร้ บั คาแนะนาจากผู้อ่ืน
๒๙๘ แบบประเมนิ คณุ ลักษณะอนั พึงประสงค์ แผนกำรเรยี นรทู้ ี่ 33 เรอ่ื ง กำรมองเห็นสิ่งต่ำง ๆ ผ่ำนวตั ถทุ ี่นำมำก้นั แสง (2) ชอ่ื ผู้ประเมิน/กล่มุ ประเมิน............................................................................................................................. ..... ชื่อกลุ่มรับกำรประเมิน....................................................................................................... ................................. ประเมินผลคร้งั ท.่ี .....................................วนั ........................เดือน............................พ.ศ................................... เรื่อง..................................................................................................................................................................... ที่ ลักษณะ/พฤตกิ รรมบ่งชี้ ระดับพฤติกรรม คะแนนทีไ่ ด้ เกดิ = 1 ไมเ่ กดิ = 0 1. ซ่อื สตั ย์สุจรติ มคี วาม 2. มุ่งมัน่ ในการทางาน รวมคะแนนทไี่ ด้ทั้งหมด = …………… คะแนน เกณฑก์ ำรประเมินคุณลกั ษณะอันพึงประสงค์ - มากกวา่ 80% ได้ 3 คะแนน - 50% - 79% ได้ 2 คะแนน - ตา่ กว่า 50% ได้ 1 คะแนน
๒๙๙ แผนกำรจดั กำรเรียนรู้ที่ 34 กลุ่มสำระกำรเรียนรู้วิทยำศำสตร์และเทคโนโลยี ชนั้ ประถมศกึ ษำปีท่ี 4 ภำคเรียนท่ี 1 รำยวชิ ำวิทยำศำสตร์ รหัสวิชำ ว14101 หนว่ ยกำรเรียนรทู้ ่ี 4 แสง หน่วยย่อยท่ี 1 ตัวกลำงของแสง แผนกำรเรยี นรทู้ ี่ 34 เรอื่ ง กำรมองเห็นสิ่งต่ำง ๆ ผ่ำนวัตถุทีน่ ำมำกน้ั แสง (3) เวลำ 1 ช่ัวโมง 1. มำตรฐำนกำรเรียนรู้ / ตวั ชีว้ ัด สำระท่ี 2 วทิ ยำศำสตร์กำยภำพ มำตรฐำน ว 2.3 เข้าใจความหมายของพลังงาน การเปลี่ยนแปลงและการถ่ายโอนพลังงาน ปฏิสัมพันธ์ ระหว่างสสารและพลังงาน พลังงานในชีวิตประจาวัน ธรรมชาติของคล่ืน ปรากฏการณ์ท่ี เกี่ยวขอ้ งกับเสียง แสง และคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า รวมท้งั นาความร้ไู ปใชป้ ระโยชน์ ตัวชี้วัด ป.4/1 จาแนกวัตถเุ ป็นตวั กลางโปร่งใส ตวั กลางโปร่งแสง และวตั ถุทึบแสง จากลักษณะการมองเหน็ ส่งิ ตา่ ง ๆ ผา่ นวัตถุน้ันเปน็ เกณฑ์ โดยใชห้ ลกั ฐานเชงิ ประจกั ษ์ 2. จดุ ประสงคก์ ำรเรยี นรู้ 2.1 ด้ำนควำมรู้ ควำมเขำ้ ใจ (K) - อธบิ ายความแตกต่างระหว่างตัวกลางของแสงและวตั ถทุ ึบแสง 2.2 ดำ้ นทักษะกระบวนกำร (P) - อภิปรายเกยี่ วกบั ตัวกลางของแสงและวตั ถุทบึ แสง 2.3 ด้ำนคุณลกั ษณะ เจตคติ คำ่ นยิ ม (A) - มคี วามม่งุ มั่นในการทางาน ช่วยเหลือในการทางานกล่มุ ร่วมกัน 3. สำระสำคัญ เม่ือมองสง่ิ ต่าง ๆ โดยมีวัตถุต่างชนดิ กนั มาก้ันแสง จะทาให้การมองเห็นต่างกัน จึงจาแนกวัตถุที่นามา ก้ันแสงไดเ้ ปน็ วตั ถุทบึ แสงและตัวกลางของแสง 4. สำระกำรเรยี นรู้ ควำมรู้ เมื่อมองสงิ่ ต่าง ๆ โดยมวี ตั ถตุ า่ งชนิดกนั มาก้ันแสง จะทาให้การมองเห็นต่างกัน จึงจาแนกวัตถุที่นามา กนั้ แสงไดเ้ ปน็ 2 ชนดิ ไดแ้ ก่ วตั ถุทึบแสง คอื วัตถุทีแ่ สงเคลื่อนท่ีผ่านไม่ได้ ทาให้มองไม่เห็นสิ่งต่าง ๆ ท่ีอยู่หลัง วัตถุนั้น และตัวกลางของแสง คือ วัตถุท่ีแสงเคลื่อนที่ผ่านได้ แบ่งออกเป็น 2 ชนิด คือ ตัวกลางโปร่งใส เป็น วัตถุที่เม่ือนามาก้ันแสงแล้วก็ยังทาให้มองเห็นสิ่งต่าง ๆ ที่อยู่หลังวัตถุนั้นได้ชัดเจน และตัวกลางโปร่งแสงเป็น วตั ถุท่ีเมอ่ื นามากนั้ แสงแลว้ ทาใหม้ องเห็นสง่ิ ตา่ ง ๆ ท่อี ยูห่ ลงั วตั ถนุ ัน้ ไดแ้ ตไ่ มช่ ัดเจน
๓๐๐ ทักษะกระบวนกำรทำงวิทยำศำสตร์ - การลงความเหน็ จากข้อมูล - การตคี วามหมายข้อมูลและลงขอ้ สรปุ 5. สมรรถนะสำคัญของผูเ้ รียน 5.1 ความสามารถในการส่ือสาร - อธิบายความแตกต่างระหว่างตวั กลางของแสงและวัตถุทึบแสง 5.2 ความสามารถในการคิด - อภิปรายเก่ยี วกบั ตัวกลางของแสงและวตั ถุทบึ แสง 5.3 ความสามารถในการแก้ปัญหา - การแกป้ ญั หาและการช่วยเหลือในการทางานกลุม่ รว่ มกนั 5.4 ความสามารถในการใช้ทักษะชวี ิต - มคี วามสามคั คีในการทางานกลุม่ รว่ มกัน 6. คณุ ลกั ษณะอันพงึ ประสงค์ 6.1 ซอ่ื สัตย์สจุ ริต 6.2 มงุ่ ม่นั ในการทางาน 7. กิจกรรมกำรเรียนรู้ ข้นั นำเขำ้ สบู่ ทเรียน (เวลำ 10 นำที) 1. ครทู บทวนกิจกรรมท่ี 1 ลกั ษณะการมองเหน็ ตา่ งกันอย่างไรเมื่อมวี ัตถมุ ากัน้ แสง ท่ีนักเรียนได้ทาไปแลว้ โดยใช้คาถามดงั น้ี 1.1 วตั ถทุ ่ีนักเรียนนามาก้นั แสงมีอะไรบ้าง (แผน่ ไม้ กระจกใส กระจกเงา แว่นกันแดด ถงุ พลาสติกมี หหู ิ้ว กระดาษแข็งสี กระดาษไข แผน่ พลาสติกใส) 1.2 เมอ่ื นาวตั ถดุ ังกล่าวมากนั้ แสง ผลการสังเกตของนักเรยี นเป็นอย่างไร (เม่ือนาวตั ถุดงั กล่าวมากั้นแสง ผลการสังเกตจะแตกต่างกนั โดยวัตถุบางชนดิ ทาให้มองเห็นสิ่งต่าง ๆ หลังวตั ถทุ ีน่ ามากัน้ ได้ชัดเจน ไม่ชัดเจน และมองไม่เหน็ เลย) 1.3 จากลักษณะการมองเห็นเมอื่ นาวัตถุดังกล่าวมากนั้ นักเรียนจะจาแนกวัตถุออกเปน็ กลุ่มไดอ้ ย่างไร (จาแนกโดยใชก้ ารมองเหน็ แสงไฟฉายเป็นเกณฑ์ไดเ้ ปน็ 3 กลมุ่ คือ วัตถทุ ่ีทาใหม้ องเห็นส่ิงตา่ ง ๆ หลังไดช้ ดั เจน ไมช่ ดั เจน และมองไมเ่ ห็นเลย) 1.4 นกั เรยี นร้หู รือไมว่ ่าวัตถุต่าง ๆ ตามกลมุ่ ที่ได้จาแนกมชี อ่ื เรียกวา่ อย่างไร (นักเรยี นตอบตามความ เข้าใจของตนเอง ซงึ่ นักเรียนอาจตอบไม่ได้ในตอนน้ี ครชู ักชวนนกั เรียนมาหาความร้ใู นใบความรู้)
๓๐๑ ขนั้ สอน (เวลำ 45 นำท)ี 2. ครใู ห้นักเรียนอ่านวิธกี ารทากิจกรรมที่ 1 ลักษณะการมองเหน็ ต่างกนั อย่างไรเมื่อมวี ัตถุมากั้นแสง ข้อที่ 4 ครตู รวจสอบความเข้าใจโดยใช้คาถามวา่ นักเรียนต้องทาอะไรบา้ ง (อ่านใบความรู้เรือ่ ง การมองเหน็ สง่ิ ตา่ ง ๆ ผา่ นวตั ถทุ ่ีนามาก้ันแสง แล้วรว่ มกันอภปิ รายแลว้ ตอบคาถาม) 3. ครใู ห้นกั เรยี นอา่ นใบความรู้ เรื่องการมองเหน็ ส่ิงต่าง ๆ ผา่ นวัตถุท่นี ามาก้ันแสง แลว้ ครอู ภปิ ราย เพ่ือตรวจสอบความเข้าใจจากการอ่าน โดยใช้คาถามดังตอ่ ไปน้ี 3.1 เราใช้เกณฑ์ใดในการจาแนกวัตถุที่นามากัน้ แสง (ใชล้ ักษณะการมองเห็นส่งิ ต่าง ๆ ผ่านวัตถทุ ี่นามา กนั้ แสง) 3.2 วตั ถทุ แ่ี สงเคลื่อนทผ่ี ่านไม่ไดเ้ รียกว่าอะไร (วัตถุทึบแสง) 3.3 วตั ถุท่ีแสงเคล่ือนทผ่ี า่ นได้เรยี กว่าอะไร (ตัวกลางของแสง) 3.4 ตวั กลางของแสงมีก่ปี ระเภท อะไรบา้ ง (มี 2 ประเภท ได้แก่ ตัวกลางโปรง่ แสง และตัวกลาง โปรง่ ใส) 3.5 ตวั กลางโปรง่ ใสและตัวกลางโปร่งแสงมีลกั ษณะเหมอื นและต่างกนั อยา่ งไร (ท้งั ตัวกลางโปรง่ ใสและ ตวั กลางโปรง่ แสงเปน็ วัตถุทแี่ สงสามารถเคล่ือนทีผ่ า่ นได้เหมอื นกัน แตต่ า่ งกนั ทีเ่ มื่อมองผ่านวัตถุท่ี เป็นตวั กลางตัวกลางโปร่งใสจะสามารถมองเห็นส่งิ ท่ีอยู่ดา้ นหลังไดช้ ัดเจน สว่ นเมอ่ื มองผา่ นวตั ถทุ ่ี เปน็ ตวั กลางตวั กลางโปรง่ แสงจะสามารถมองเหน็ สิง่ ท่ีอยู่ด้านหลงั ได้แต่ไมช่ ัดเจน) 4. ครูให้นักเรยี นยกตัวอย่างวัตถุท่ีเป็นตัวกลางของแสงและวตั ถทุ บึ แสง 5. ครูให้นกั เรียนตอบคาถามหลังกิจกรรม ขัน้ สรปุ (เวลำ 5 นำที) 6. ครเู ปิดโอกาสให้นักเรยี นสรปุ แนวคิดหรือส่ิงท่ีได้เรียนร้ใู นชว่ั โมงน้ดี ้วยตนเองเกีย่ วกับตวั กลางของแสง และวัตถทุ บึ แสง 7. ครูและนักเรยี นร่วมกันสรปุ เกีย่ วกบั ตัวกลางของแสงและวตั ถุทบึ แสงวา่ เมอ่ื มองสงิ่ ต่าง ๆ โดยมีวตั ถุ ต่างชนิดกันมากนั้ จะทาให้การมองเหน็ สง่ิ น้ัน ๆ ชดั เจนต่างกนั จงึ จาแนกวตั ถุท่ีมากนั้ ออกเป็นตวั กลาง โปร่งใสซงึ่ ทาให้มองเหน็ สิ่งตา่ ง ๆ ผ่านวตั ถทุ ่นี ามากนั้ ไดช้ ัดเจน ตัวกลางโปร่งแสงทาให้มองเห็นสิง่ ต่าง ๆ ผา่ นวัตถทุ น่ี ามากนั้ ได้แตไ่ ม่ชัดเจน และวัตถุทึบแสงทาให้มองไม่เหน็ ส่งิ ตา่ ง ๆ 8. สอ่ื /แหลง่ เรียนรู้ 8.1 ใบความรู้ เรือ่ งการมองเหน็ ส่งิ ต่าง ๆ ผ่านวตั ถุทนี่ ามากนั้ แสง หน้า 109 8.2 ใบงาน 01 ลกั ษณะการมองเห็นเม่อื มวี ัตถมุ ากนั้ แสง หน้า 113-114
๓๐๒ 9. ชนิ้ งำน/ภำระงำน - 10. กำรวัดและประเมนิ ผล 10.1 ประเมนิ ความรู้เรื่องการมองเหน็ สง่ิ ต่าง ๆ ผ่านวัตถุท่ีนามากันแสงด้วยการตอบคาถามในช้ันเรียน และในใบงาน (K) 10.2 ประเมนิ ทักษะกระบวนการทางวทิ ยาศาสตร์ด้วยแบบประเมินทกั ษะกระบวนการทาง วิทยาศาสตร์ (P) 10.3 ประเมนิ คณุ ลกั ษณะอนั พึงประสงค์ด้วยแบบประเมินคุณลกั ษณะอันพึงประสงค์ (A)
๓๐๓ แบบประเมนิ ด้ำนทกั ษะกระบวนกำรทำงวิทยำศำสตร์ แผนกำรเรยี นรู้ที่ 34 เร่อื ง กำรมองเห็นส่ิงตำ่ ง ๆ ผำ่ นวัตถทุ ีน่ ำมำก้ันแสง (3) เกณฑ์การประเมินมดี ังนี้ 3 หมายถึง ดี 2 หมายถงึ พอใช้ 1 หมายถึง ปรบั ปรงุ คะแนน ส่งิ ที่ประเมนิ รวมคะแนน การลงความเห็นจากข้อมลู การตคี วามหมายข้อมลู และลงข้อสรปุ เกณฑ์กำรประเมนิ ทักษะกระบวนกำร ดี (3) พอใช้ (2) ปรับปรงุ (1) ทำงวิทยำศำสตร์ การลงความเห็น สามารถเพ่ิมเติมความคิดเหน็ สามารถเพ่ิมเติมความ สามารถเพ่ิมเติมความคดิ เหน็ จากข้อมลู เก่ียวกับข้อมูลลักษณะการ คิดเห็นเกยี่ วกบั ข้อมลู เกย่ี วกบั ข้อมูลลกั ษณะการ มองเห็นสง่ิ ต่าง ๆ ผ่านวัตถุ ลกั ษณะการมองเหน็ มองเหน็ ส่ิงต่าง ๆ ผ่านวตั ถุ ท่นี ามากั้นแสงได้ถกู ต้องดว้ ย สิ่งต่าง ๆ ผ่านวัตถุ ท่นี ามาก้ันแสงได้ถูกต้องบางสว่ น ตนเอง ท่ีนามาก้นั แสงได้ถกู ต้อง แมจ้ ะไดร้ บั คาแนะนาจากครู โดยอาศัยคาแนะนาของ หรอื ผูอ้ ่นื ครหู รอื ผู้อืน่ การตีความหมาย สามารถตคี วามหมายข้อมลู สามารถตคี วามหมาย สามารถตคี วามหมายข้อมูลจาก ขอ้ มลู และลงข้อสรปุ จากการทากจิ กรรมไดว้ ่า ขอ้ มูลจากการทา การทากจิ กรรมได้ว่าเม่ือใชก้ าร เมือ่ ใช้การมองเหน็ สง่ิ ตา่ ง ๆ ผา่ นวตั ถทุ ่ีนามาก้นั แสง กจิ กรรมไดว้ ่า เมอื่ ใช้ มองเหน็ สิ่งต่าง ๆ ผา่ นวตั ถทุ ่ี สามารถจาแนกวัตถุทีม่ ากั้น ออกเปน็ ตัวกลางโปร่งใส การมองเห็นส่งิ ตา่ ง ๆ นามากน้ั แสงสามารถจาแนก ตวั กลางโปร่งแสง และวตั ถุ ทึบแสงได้อยา่ งถูกต้องดว้ ย ผ่านวตั ถุที่นามากั้นแสง วตั ถุทมี่ ากัน้ ออกเป็นตวั กลาง ตนเอง สามารถจาแนกวัตถุทม่ี า โปร่งใส ตัวกลางโปร่งแสง และ กั้นออกเป็นตัวกลาง วตั ถุทบึ แสงได้ถกู ต้องบางส่วน โปรง่ ใส ตัวกลาง แมจ้ ะได้รบั คาแนะนาจากผ้อู ื่น โปร่งแสง และวัตถทุ ึบ แสงได้อย่างถูกต้องโดย อาศัย การช้ีแนะจากครู และผอู้ นื่
๓๐๔ แบบประเมนิ คณุ ลักษณะอนั พงึ ประสงค์ แผนกำรเรยี นรู้ที่ 34 เร่อื ง กำรมองเห็นส่ิงต่ำง ๆ ผำ่ นวัตถทุ ีน่ ำมำกน้ั แสง (3) ช่อื ผู้ประเมนิ /กลุ่มประเมิน............................................................................................................................. ..... ชือ่ กลุ่มรับกำรประเมิน........................................................................................................................................ ประเมินผลครั้งที่......................................วนั ........................เดอื น............................พ.ศ................................... เร่อื ง..................................................................................................................................................................... ที่ ลักษณะ/พฤติกรรมบ่งชี้ ระดบั พฤตกิ รรม คะแนนที่ได้ เกิด = 1 ไมเ่ กดิ = 0 1. ซือ่ สตั ย์สุจรติ 2. มุ่งมั่นในการทางาน รวมคะแนนท่ีไดท้ ้ังหมด = …………… คะแนน เกณฑ์กำรประเมนิ คณุ ลักษณะอันพงึ ประสงค์ - มากกวา่ 80% ได้ 3 คะแนน - 50% - 79% ได้ 2 คะแนน - ตา่ กวา่ 50% ได้ 1 คะแนน
๓๐๕ แผนกำรจดั กำรเรียนรู้ท่ี 35 กลุ่มสำระกำรเรยี นรวู้ ิทยำศำสตร์และเทคโนโลยี ชน้ั ประถมศึกษำปที ่ี 4 ภำคเรยี นที่ 1 รำยวิชำวิทยำศำสตร์ รหสั วิชำ ว14101 หนว่ ยกำรเรยี นรทู้ ี่ 4 แสง หน่วยย่อยท่ี 1 ตวั กลำงของแสง แผนกำรเรยี นรู้ท่ี 35 เรอ่ื ง กำรมองเห็นสิ่งตำ่ ง ๆ ผำ่ นวัตถุทีน่ ำมำก้ันแสง (4) เวลำ 1 ชั่วโมง 1. มำตรฐำนกำรเรยี นรู้ / ตัวช้ีวดั สำระท่ี 2 วทิ ยำศำสตร์กำยภำพ มำตรฐำน ว 2.3 เข้าใจความหมายของพลังงาน การเปลี่ยนแปลงและการถ่ายโอนพลังงาน ปฏิสัมพันธ์ ระหว่างสสารและพลังงาน พลังงานในชีวิตประจาวัน ธรรมชาติของคลื่น ปรากฏการณ์ที่ เก่ียวข้องกบั เสยี ง แสง และคลน่ื แมเ่ หล็กไฟฟ้า รวมทงั้ นาความรไู้ ปใช้ประโยชน์ ตัวช้วี ัด ป.4/1 จาแนกวัตถเุ ป็นตัวกลางโปร่งใส ตัวกลางโปรง่ แสง และวัตถทุ ึบแสง จากลักษณะการมองเหน็ ส่งิ ต่าง ๆ ผา่ นวัตถุนั้นเปน็ เกณฑ์ โดยใช้หลักฐานเชิงประจักษ์ 2. จุดประสงค์กำรเรียนรู้ 2.1 ด้ำนควำมรู้ ควำมเขำ้ ใจ (K) - อธบิ ายความหมายและบรรยายลกั ษณะการมองเหน็ ผา่ นตวั กลางของแสงและวัตถุทบึ แสง 2.2 ดำ้ นทกั ษะกระบวนกำร (P) - จาแนกวัตถุท่นี ามาใช้กั้นแสงตามลกั ษณะการมองเห็นแสง เมื่อมองผ่านวัตถนุ นั้ ๆ 2.3 ดำ้ นคุณลักษณะ เจตคติ คำ่ นิยม (A) - มคี วามมุ่งมนั่ ในการทางาน - ช่วยเหลือในการทางาน 3. สำระสำคัญ แสงสามารถเคลอ่ื นที่ผ่านวตั ถแุ ต่ละชนดิ ได้แตกต่างกัน ทาให้มองเห็นสิ่งต่าง ๆ ผ่านวัตถุท่ีนามากั้นได้ แตกตา่ งกัน 4. สำระกำรเรยี นรู้ ควำมรู้ การมองเห็นส่ิงต่าง ๆ ผ่านวัตถุต่างชนิดท่ีนามาก้ันแสง จะมองเห็นได้แตกต่างกัน บางชนิดสามารถ มองเหน็ วตั ถไุ ด้ชดั เจน บางชนิดสามารถมองเห็นวตั ถุไดแ้ ต่ไม่ชัดเจน บางชนดิ ไม่สามารถมองเห็นวัตถุได้ จึงจาแนกวัตถุท่ีมาก้ันออกเป็นตัวกลางโปร่งใส ซ่ึงเม่ือนามาก้ันแล้วก็ยังทาให้มองเห็นสิ่งต่าง ๆ ที่อยู่หลังวัตถุ นนั้ ได้ชัดเจน ตวั กลางโปรง่ แสงทาให้มองเห็นส่ิงต่าง ๆ ได้ไม่ชัดเจน และวัตถุทึบแสงทาให้มองไม่เห็นสิ่งต่าง ๆ ทอ่ี ยหู่ ลังวตั ถุน้ัน
๓๐๖ ทักษะกระบวนกำรทำงวิทยำศำสตร์ - 5. สมรรถนะสำคญั ของผเู้ รยี น 5.1 ความสามารถในการสือ่ สาร - อธบิ ายความแตกต่างระหว่างตัวกลางของแสงและวัตถทุ บึ แสง 5.2 ความสามารถในการคิด - เปรยี บเทยี บความแตกตา่ งระหว่างตัวกลางของแสงและวตั ถทุ บึ แสง 5.3 ความสามารถในการแก้ปัญหา - การแก้ปญั หาและการช่วยเหลือในการทางาน 5.4 ความสามารถในการใชท้ ักษะชวี ติ - มีความสามัคคีในการทางาน 6. คณุ ลักษณะอนั พงึ ประสงค์ 6.1 ซื่อสัตย์สุจรติ 6.2 ม่งุ ม่ันในการทางาน 7. กิจกรรมกำรเรยี นรู้ ข้ันนำเขำ้ ส่บู ทเรยี น (เวลำ 10 นำที) 1. ครูใหน้ กั เรยี นเล่นเกม โดยครูแจกบตั รภาพวตั ถุทแี่ ตกตา่ งกันคนละ 1 บัตรภาพ (เชน่ กระจกเงา ขวดพลาสติกใส กระดาษแข็ง แว่นกันแดดสีชา กระจกฝา้ แผ่นอะลูมิเนียม ) 2. ครูใหช้ ี้แจงว่า ให้นักเรยี นแต่ละคนจาแนกบัตรภาพท่ีไดร้ ับว่าเปน็ ตวั กลางของแสงหรือวตั ถุทบึ แสง แล้วนาบัตรภาพมาติดบนกระดาน ภายในเวลา 2 นาที 3. นกั เรียนแตล่ ะคนพิจารณาบัตรภาพแลว้ นามาตดิ ท่ีกระดาน ครูทาตาราง 2 ฝ่งั บนกระดาน 4. ครยู ังไม่เฉลยวา่ บตั รภาพใดถูกต้อง ขัน้ สอน (เวลำ 45 นำท)ี 5. ครตู ั้งคาถามใหน้ ักเรียนร่วมกันอภิปราย ดงั น้ี 5.1 การจาแนกวัตถอุ อกเป็นกลุ่มบนกระดานโดยใช้เกณฑ์ใด (ลกั ษณะการมองเห็นแสงผ่าน วตั ถนุ นั้ ) 5.2 ตัวกลางของแสงคือวัตถทุ ่ีมีลักษณะอยา่ งไร (แสงเคลื่อนทผ่ี า่ นได้) 5.3 วัตถทุ บึ แสงคือวัตถุที่มลี ักษณะอยา่ งไร (แสงเคลอ่ื นทผ่ี ่านไมไ่ ด)้ 5.4 ตัวกลางของแสงสามารถจาแนกได้อีกหรือไม่ อย่างไร (ได้ แบ่งออกเปน็ 2 กลมุ่ คอื ตัวกลาง โปร่งใส ตวั กลางโปร่งแสง)
๓๐๗ 5.5 นักเรียนใช้เกณฑใ์ ดในการจาแนกตัวกลางของแสงออกเป็น 2 กลมุ่ (ความชดั เจนในการมองเหน็ สิ่งต่าง ๆ ผ่านวัตถุทนี่ ามากั้น) 5.6 ตวั กลางโปรง่ ใสมกี ารมองเหน็ สงิ่ ตา่ ง ๆ ผ่านวัตถทุ ่ีนามาก้ันเปน็ อยา่ งไร (มองเห็นส่ิงต่าง ๆ ทอ่ี ยู่ หลงั วัตถุน้ันได้ชัดเจน) 5.7 ตัวกลางโปร่งแสงมกี ารมองเหน็ สง่ิ ต่าง ๆ ผ่านวตั ถุท่นี ามากน้ั เป็นอย่างไร (มองเห็นสิ่งตา่ ง ๆ ที่อยูห่ ลังวัตถนุ นั้ ได้ไมช่ ัดเจน) 5.8 วตั ถใุ ดบ้างท่ีเป็นตัวกลางโปร่งใส (ข้ึนกบั บัตรภาพวตั ถุท่ีครูนามา เช่น กระจกใส แว่นกันแดด สชี า แผน่ พลาสติกใส) 5.9 วัตถุใดบ้างทต่ี วั กลางโปรง่ แสง (ข้ึนกับบตั รภาพวตั ถุท่ีครูนามา เชน่ ถุงพลาสติกมหี ูห้ิว กระดาษไข กระจกฝ้า) 5.10 วัตถใุ ดบา้ งท่เี ปน็ วัตถทุ ึบแสง (ข้นึ กับบัตรภาพวตั ถุที่ครูนามา เช่น แผน่ ไม้ กระจกเงา และ กระดาษแข็งสี) 6. ครูให้นกั เรยี นกลบั ไปตรวจสอบผลการจาแนกบัตรภาพวัตถอุ ีกคร้งั หน่ึงว่าแต่ละคนจาแนกถูกหรอื ไม่ ถ้าไม่ถกู ต้อง ใหป้ รบั แกใ้ ห้ถูกตอ้ ง ขั้นท่ี 3 ขั้นสรุป (เวลำ 5 นำท)ี 7. ครูเปดิ โอกาสให้นักเรยี นสรปุ แนวคิดหรอื ส่ิงท่ีได้เรยี นรใู้ นชว่ั โมงน้ีด้วยตนเองเกย่ี วกับการมองเหน็ ผ่าน ตัวกลางของแสงและวตั ถทุ ึบแสง 8. ครูและนักเรยี นท้งั ชนั้ ร่วมกันสรุปเกย่ี วกับว่า เมอ่ื เรามองสงิ่ ตา่ ง ๆ ผา่ นวตั ถุต่าง ๆ ที่นามากั้น การ มองเหน็ จะแตกต่างกนั สามารถจาแนกวัตถุที่นามากน้ั ได้เป็น 3 กลมุ่ ไดแ้ ก่ - วตั ถุที่เมื่อนามาก้นั แลว้ ทาใหเ้ รามองไมเ่ ห็นส่ิงต่าง ๆ ทีอ่ ยู่หลังวัตถนุ ้ัน เรียกว่า วัตถทุ ึบแสง - วตั ถุที่เมอื่ นามากน้ั แล้วทาให้เรามองเห็นสิ่งต่าง ๆ ทอี่ ยหู่ ลงั วตั ถุนนั้ ไดแ้ ต่ไมช่ ัดเจน เรยี กว่า ตัวกลางโปรง่ แสง - วัตถทุ ่ีเมอ่ื นามากน้ั แล้วทาให้เรามองเห็นสง่ิ ต่าง ๆ ทอี่ ย่หู ลงั วตั ถุน้ันได้ชัดเจน เรียกวา่ ตวั กลาง โปรง่ ใส 8. สอื่ /แหลง่ เรยี นรู้ 8.1 บตั รภาพ 9. ชน้ิ งำน/ภำระงำน - 10. กำรวดั และประเมนิ ผล 10.1 ประเมนิ ความรเู้ รอ่ื งการมองเห็นส่ิงต่าง ๆ ผ่านวตั ถทุ น่ี ามากนั แสงดว้ ยการตอบคาถามในใบงาน (K) 10.2 ประเมินคุณลกั ษณะอนั พึงประสงค์ด้วยแบบประเมินคุณลกั ษณะอนั พึงประสงค์ (A)
๓๐๘ แบบประเมนิ คณุ ลักษณะอนั พึงประสงค์ แผนกำรเรยี นรู้ที่ 35 เรอ่ื ง กำรมองเหน็ ส่ิงต่ำง ๆ ผำ่ นวตั ถทุ ่นี ำมำกน้ั แสง (4) ช่อื ผู้ประเมนิ /กลุ่มประเมิน............................................................................................................................. ..... ชือ่ กลุ่มรับกำรประเมิน........................................................................................................................................ ประเมินผลครั้งที่......................................วนั ........................เดือน............................พ.ศ................................... เร่อื ง................................................................................................................................................................ ..... ที่ ลักษณะ/พฤติกรรมบ่งช้ี ระดับพฤติกรรม คะแนนทไี่ ด้ เกิด = 1 ไมเ่ กิด = 0 1. ซือ่ สตั ย์สุจรติ 2. มุ่งมั่นในการทางาน รวมคะแนนทไี่ ด้ท้งั หมด = …………… คะแนน เกณฑ์กำรประเมนิ คณุ ลักษณะอนั พึงประสงค์ - มากกวา่ 80% ได้ 3 คะแนน - 50% - 79% ได้ 2 คะแนน - ตา่ กวา่ 50% ได้ 1 คะแนน
๓๐๙ เฉลยใบงำน
๓๑๐ √ √ √ √ √ √ √ √ √ กระดำษลงั
๓๑๑ กระจกใส ถุงพลำสติกมหี ูห้ิว แผน่ ไม้ แวน่ กันแดด กระดำษไข กระจกเงำ แผน่ พลำสตกิ ใส กระดำษแขง็ สี กระดำษลัง
๓๑๒ แผน่ ไม้ กระจกเงำ กระดำษแขง็ สี กระดำษลงั เพรำะแสงผ่ำนวัตถเุ หลำ่ น้ี ไมไ่ ด้ โดยเมอ่ื มองแสงไฟฉำยผ่ำนวตั ถเุ หลำ่ น้ี จะไมเ่ หน็ แสงไฟฉำย กระจกใส แวน่ กันแดด แผน่ พลำสติกใส ถงุ พลำสติกมีหูหิ้ว กระดำษไข เพรำะแสงผำ่ นวัตถเุ หล่ำน้ีได้ โดยเม่ือมองไฟฉำยผำ่ นวตั ถุจะมองเห็นแสง กระจกใส แว่นกันแดด แผ่นพลำสติกใส เรียกวัตถุนั้นวำ่ ตัวกลำงโปรง่ ใส ถุงพลำสตกิ มีหูห้ิว กระดำษไข เรียกวัตถุนนั้ วำ่ ตวั กลำงโปรง่ แสง
๓๑๓ วัตถแุ ต่ละชนดิ เมื่อนำมำกั้นแสง จะทำให้มองเห็นแหลง่ กำเนดิ แสงแตกต่ำงกนั ซ่ึงจำแนกวัตถทุ ่ีนำมำกัน้ แสงได้ ๓ กลุ่ม คอื ตวั กลำงโปรง่ ใส ตัวกลำงโปรง่ แสง และวัตถทุ ึบแสง
๓๑๔ แตกตำ่ งกัน เมอ่ื มองแสงจำกแหลง่ กำเนดิ แสงผ่ำนกระจกใสจะเหน็ ชดั กว่ำ เม่ือมองผ่ำนกระจกท่ีมีน้ำเกำะ ตวั กลำงโปร่งใส ตัวกลำงโปรง่ แสง เพ่อื ให้แสงผ่ำนได้ แตไ่ ม่ชัดเจน เพ่ือป้องกัน กำรมองเห็นจำกคนภำยนอก
๓๑๕ ตัวกลำงโปรง่ ใส เพรำะสำมำรถมองเห็นสง่ิ ตำ่ ง ๆ ไดช้ ัดเจน ตวั กลำงโปร่งแสง เพรำะสำมำรถมองเห็นสิ่งต่ำง ๆ ได้ แต่ไมช่ ดั เจน
๓๑๖ แผนกำรจดั กำรเรียนรู้ท่ี 36 กลุ่มสำระกำรเรยี นร้วู ิทยำศำสตรแ์ ละเทคโนโลยี ช้นั ประถมศึกษำปที ี่ 4 ภำคเรียนที่ 1 รำยวชิ ำวิทยำศำสตร์ รหสั วิชำ ว14101 หนว่ ยกำรเรียนรู้ท่ี 4 แสง หน่วยย่อยท่ี 1 ตัวกลำงของแสง แผนกำรเรยี นร้ทู ี่ 36 เร่ือง สรปุ ทำ้ ยบทเรียน เวลำ 1 ชั่วโมง 1. มำตรฐำนกำรเรียนรู้ / ตัวชีว้ ัด สำระท่ี 1 วิทยำศำสตรช์ วี ภำพ มำตรฐำน ว 1.3 เข้าใจกระบวนการและความสาคัญของการถ่ายทอดลักษณะทางพันธุกรรม สารพันธุกรรม การเปล่ียนแปลงทางพันธุกรรมที่มีผลต่อส่ิงมีชีวิต ความหลากหลายทางชีวภาพวิวัฒนาการ ของสงิ่ มีชีวติ รวมทั้งนาความร้ไู ปใช้ประโยชน์ ตัวช้ีวดั ป.4/1 จาแนกส่ิงมีชีวิตโดยใชค้ วามเหมือน และความแตกตา่ งของลกั ษณะของสิ่งมีชีวติ ออกเปน็ กล่มุ พชื กลุ่มสตั ว์ และกลุ่มที่ไม่ใชพ่ ืชไมใ่ ชส่ ัตว์ ป.4/2 จาแนกพืชออกเป็นพืชดอกและพชื ไม่มดี อกโดยใช้การมีดอกเปน็ เกณฑ์ โดยใช้ข้อมูล ทร่ี วบรวมได้ ป.4/3 จาแนกสตั ว์ออกเป็นสัตวม์ ีกระดูกสนั หลังและสัตว์ไมม่ ีกระดูกสนั หลงั โดยใชก้ ารมี กระดกู สนั หลังเปน็ เกณฑ์ โดยใชข้ ้อมลู ท่รี วบรวมได้ ป.4/4 บรรยายลกั ษณะเฉพาะทีส่ งั เกตได้ของสัตวม์ ีกระดูกสนั หลงั ในกลมุ่ ปลา กลมุ่ สัตว์สะเทินนา้ สะเทนิ บก กลุ่มสัตวเ์ ล้อื ยคลาน กลุ่มนก และกล่มุ สัตวเ์ ลีย้ งลูก ด้วยน้านม และยกตวั อย่างสง่ิ มีชวี ติ ในแตล่ ะกล่มุ สำระท่ี 2 วทิ ยำศำสตร์กำยภำพ มำตรฐำน ว 2.2 เข้าใจธรรมชาติของแรงในชีวิตประจาวัน ผลของแรงท่ีกระทาต่อวัตถุ ลักษณะการเคล่ือนท่ี แบบต่าง ๆ ของวตั ถุ รวมทั้งนาความรไู้ ปใชป้ ระโยชน์ ตวั ชว้ี ดั ป.4/1 ระบุผลของแรงโนม้ ถ่วงท่มี ตี ่อวัตถุจากหลักฐานเชงิ ประจกั ษ์ ป.4/2 ใชเ้ ครอ่ื งชั่งสปริงในการวัดนา้ หนักของวัตถุ ป.4/3 บรรยายมวลของวตั ถุท่มี ีผลต่อการเปลย่ี นแปลงการเคล่อื นที่ของวัตถุจากหลักฐาน เชงิ ประจกั ษ์ มำตรฐำน ว 2.3 เข้าใจความหมายของพลังงาน การเปลี่ยนแปลงและการถ่ายโอนพลังงาน ปฏิสัมพันธ์ ระหว่างสสารและพลังงาน พลังงานในชีวิตประจาวัน ธรรมชาติของคล่ืน ปรากฏการณ์ที่ เกยี่ วขอ้ งกบั เสยี ง แสง และคลืน่ แม่เหล็กไฟฟา้ รวมทง้ั นาความรไู้ ปใชป้ ระโยชน์ ตัวชวี้ ัด ป.4/1 จาแนกวัตถุเป็นตัวกลางโปร่งใส ตัวกลางโปร่งแสง และวัตถุทึบแสง จากลักษณะการ มองเห็นสิ่งตา่ ง ๆ ผา่ นวตั ถุนั้นเป็นเกณฑ์ โดยใช้หลักฐานเชงิ ประจกั ษ์
๓๑๗ 2. จุดประสงคก์ ำรเรยี นรู้ 2.1 ดำ้ นควำมรู้ ควำมเข้ำใจ (K) - ทดสอบท้ายบทเรยี น 2.2 ดำ้ นทักษะกระบวนกำร (P) - 2.3 ด้ำนคุณลกั ษณะ เจตคติ ค่ำนยิ ม (A) - 3. สำระสำคญั สง่ิ มชี ีวิตมหี ลายชนิด ซง่ึ แตล่ ะชนดิ มลี กั ษณะบางอยา่ งทเ่ี หมือนกนั และลักษณะบางอยา่ งแตกตา่ งกนั เราสามารถจาแนกสิ่งมีชวี ติ ออกเปน็ กลมุ่ ได้ด้วยลักษณะบางลกั ษณะท่ีมรี ่วมกนั เป็นเกณฑ์ เมื่อจาแนกสิง่ มชี ีวิต โดยใชก้ ารเคลอ่ื นที่และการสร้างอาหารเปน็ เกณฑ์ จะจาแนกส่ิงมชี ีวิตได้เปน็ กลุ่มสตั ว์ กลุ่มพืช และกลุม่ ทีไ่ ม่ใช่ พืชไม่ใช่สัตว์ เมือ่ จาแนกส่ิงมีชีวิตโดยใช้การเคลื่อนท่แี ละการสรา้ งอาหารเปน็ เกณฑ์ จะจาแนกสง่ิ มีชีวิตได้เปน็ กลุ่มสัตว์ กลุ่มพืช และกลุม่ ท่ีไม่ใช่พืช ไม่ใช่สตั ว์ สัตวม์ หี ลายชนิด แต่ละชนิดมีลกั ษณะภายนอกบางอย่างทเี่ หมอื นกัน และมลี ักษณะบางอยา่ งที่ แตกตา่ งจากสัตวช์ นดิ อนื่ จงึ นามาใช้ในการกาหนดเกณฑ์ในการจัดกล่มุ สตั วอ์ อกเปน็ กลุ่ม ๆ ถ้าใช้การมีกระดูก สันหลงั เป็นเกณฑ์ จะจาแนกสัตวไ์ ดเ้ ป็นกล่มุ สัตว์มกี ระดูกสันหลงั และกล่มุ สัตว์ไม่มีกระดูกสนั หลงั นอกจากนี้ เราสามารถจาแนกสตั วม์ ีกระดกู สันหลังได้เป็น 5 กลมุ่ คือ กลุม่ ปลา กลุม่ สัตวส์ ะเทินน้าสะเทนิ บก กลุม่ สตั วป์ ีก กลุ่มสตั ว์เลื้อยคลาน และกลุม่ สตั วเ์ ลย้ี งลูกดว้ ยนา้ นม โดยแตล่ ะกล่มุ จะมีลกั ษณะเฉพาะท่ีแตกต่างกัน พชื มหี ลายชนดิ แตล่ ะชนิดประกอบดว้ ยส่วนต่าง ๆ ทง้ั ท่ีเหมือนกนั และแตกตา่ งกนั หากใชก้ ารมีดอก เปน็ เกณฑจ์ ะจาแนกพืชได้ 2 กลมุ่ เป็นพชื มีดอกและพืชไม่มดี อก ราก ลาต้น ใบ ดอกเปน็ ส่วนประกอบของพชื และมหี น้าทีแ่ ตกตา่ งกนั รากทาหนา้ ที่ดูดน้า แล้วลาเลยี ง ไปยังลาต้น ลาตน้ ทาหน้าทล่ี าเลยี งนา้ และธาตอุ าหารไปยงั ส่วนตา่ ง ๆ ของพชื ใบทาหน้าทีใ่ นการสร้างอาหาร ดอกประกอบดว้ ยส่วนตา่ ง ๆ 4 ส่วน ดอกของพืชทาหน้าท่ีสืบพันธ์ุ มวล คอื ปริมาณเน้ือทั้งหมดของสสารท่ีประกอบกนั เปน็ วตั ถุ นา้ หนกั คือ แรงโน้มถ่วงของโลกท่ี กระทาต่อมวลของวตั ถุ จึงทาให้วตั ถมุ นี า้ หนัก แรงโน้มถว่ งของโลกท่ีกระทาต่อมวลของวตั ถุเป็นแรงไม่สมั ผสั มี ผลทาใหว้ ตั ถตุ กลงสู่พน้ื เสมอ แรงโน้มถว่ งของโลกแต่ละบรเิ วณมคี า่ ไม่เทา่ กัน ขึ้นอยู่กับระยะห่างจากศนู ย์กลาง โลก เครื่องชัง่ สปริงเป็นอุปกรณ์ใช้วดั แรง นา้ หนกั ของวตั ถชุ งั่ ได้จากเคร่ืองชงั่ สปริง มวลและน้าหนัก สมั พันธก์ นั แหล่งกาเนดิ แสง คอื ส่งิ ที่ให้แสงจากตวั เองได้ ซ่ึงมีท้ังแหลง่ กาเนิดแสงท่เี กดิ เองตามธรรมชาติ และ แหล่งกาเนดิ แสงท่มี นุษยส์ ร้างขึ้น การมองเหน็ วตั ถุที่เปน็ แหล่งกาเนดิ แสง เกิดเม่ือแสงจากแหลง่ กาเนิดแสง เคลอื่ นท่ีมาเขา้ ตาผู้สังเกต การมองเห็นวตั ถุทเี่ ปน็ ไมแ่ หลง่ กาเนิดแสง เกดิ เมื่อแสงจากแหล่งกาเนิดแสงเคล่ือนท่ี
๓๑๘ ไปกระทบวัตถุ แลว้ สะท้อนเข้าตาผู้สงั เกต เมื่อมองสงิ่ ต่าง ๆ ผ่านวตั ถตุ ่าง ๆ ทีน่ ามาก้นั แสง การมองเหน็ จะ แตกตา่ งกัน จึงจาแนกวตั ถุตามลกั ษณะการมองเห็นไดเ้ ปน็ วัตถุทบึ แสง ตวั กลางโปร่งใส และตัวกลางโปรง่ แสง 4. สำระกำรเรยี นรู้ ควำมรู้ สิง่ มีชีวติ มีหลายชนิด ซง่ึ แตล่ ะชนดิ มลี กั ษณะบางอย่างทเ่ี หมอื นกนั เชน่ การสบื พนั ธ์ุ การเจรญิ เตบิ โต การหายใจ และลักษณะบางอย่างแตกตา่ งกนั เชน่ การกินอาหาร การเคล่อื นไหวได้ดว้ ยตนเอง โดยส่ิงมีชวี ิต บางชนดิ สามารถสรา้ งอาหารเองไมไ่ ด้ ต้องกนิ ส่งิ มีชวี ิตอ่ืนเป็นอาหาร แตบ่ างชนิดจะสร้างอาหารเองได้ ไมต่ ้อง กนิ ส่ิงมีชวี ติ อื่นเปน็ อาหาร และบางชนิดสามารถเคลื่อนไหวได้ด้วยตนเองโดยเคลอื่ นที่ได้ แต่บางชนิด เคลือ่ นไหวไดด้ ้วยตนเองแต่ไม่สามารถเคลื่อนท่ีได้ เหด็ รา แบคทเี รยี บางชนดิ เป็นส่งิ มีชวี ิต ซ่ึงมีลกั ษณะบางอยา่ งเหมือนกบั ส่ิงมชี วี ติ อน่ื ไดแ้ ก่ สามารถ หายใจ เจรญิ เติบโต เคลอื่ นไหวได้ด้วยตนเอง สืบพนั ธุ์ได้ แต่เห็ด รา จะเคลอื่ นทไ่ี ม่ได้ และไมส่ ามารถสรา้ ง อาหารเองได้ แต่จะได้รับอาหารจากการย่อยสลายซากสิ่งมีชีวิตและอาหารท่ัวไปทคี่ นและสัตว์รับประทาน สว่ นแบคทีเรยี จะเคลอ่ื นที่ได้ แตบ่ างชนดิ สรา้ งอาหารเองได้ บางชนดิ ไม่สามารถสรา้ งอาหารเองได้ เราสามารถจาแนกสง่ิ มชี วี ติ ออกเป็นกลมุ่ ได้ดว้ ยลกั ษณะบางลกั ษณะเปน็ เกณฑ์ เมื่อใชก้ ารเคล่ือนท่ี และการสรา้ งอาหารเป็นเกณฑ์ จะจาแนกส่ิงมีชวี ติ ไดเ้ ปน็ กลุ่มพชื กลุ่มสัตว์ และกลมุ่ ที่ไม่ไชพ่ ชื และสตั ว์ โดยกลมุ่ พชื เป็นสง่ิ มีชวี ติ ท่ีสร้างอาหารเองไดแ้ ละเคลอื่ นทไ่ี มไ่ ด้ เชน่ กุหลาบ ข้าว สว่ นกลมุ่ สัตวเ์ ปน็ สิง่ มีชวี ติ ทีส่ ร้างอาหารเองไมไ่ ดแ้ ละเคล่ือนท่ไี ด้ เช่น ม้า คน นอกจากน้ียงั มีสง่ิ มชี วี ิตอื่น ๆ ทีไ่ ม่อยู่ในกล่มุ พชื และกล่มุ สตั ว์ เพราะไม่สามารถเคล่อื นทแี่ ละไมส่ ามารถสร้างอาหารเองได้ เช่น เหด็ รา สตั ว์แต่ละชนิดมีลกั ษณะภายนอกบางลักษณะทีเ่ หมือนกนั และบางลักษณะทแ่ี ตกต่างกัน จึงใช้ ลกั ษณะมากาหนดเกณฑ์ในการจดั กล่มุ เช่น ถา้ ใชก้ ารมีกระดูกสนั หลังเปน็ เกณฑ์ จะจัดสตั ว์ออกเป็น 2 กลุม่ ได้แก่ กลุ่มสัตวม์ ีกระดกู สนั หลงั เชน่ ปลา นก เป็ด และกลมุ่ สตั วไ์ ม่มีกระดูกสันหลงั เชน่ กุ้ง ไสเ้ ดือนดิน ดอกไม้ทะเล สตั ว์มีกระดูกสันหลังจาแนกได้เป็น 5 กลุ่ม คือ กลุ่มปลา กลุ่มสัตวส์ ะเทนิ น้าสะเทนิ บก กลุ่มสตั ว์ ปีก กลุ่มสัตว์เล้ือยคลาน และกล่มุ สัตวเ์ ล้ยี งลกู ด้วยนา้ นม โดยแตล่ ะกลุ่มจะมลี ักษณะเฉพาะท่แี ตกต่างกัน พืชมหี ลายชนดิ แต่ละชนิดประกอบดว้ ยสว่ นต่าง ๆ ทั้งท่ีเหมอื นกนั และแตกตา่ งกัน พชื บางชนิดมีทั้ง ราก ลาต้น ใบ ดอก และผล สว่ นพชื บางชนิดไม่มีดอกและผล เราสามารถใชก้ ารมสี ่วนต่าง ๆ ของพชื มาเปน็ เกณฑ์ในการจาแนกพืช หากใชก้ ารมีดอกเปน็ เกณฑ์ จะจาแนกพืชได้เปน็ 2 กลมุ่ คือ กลุ่มพชื มดี อก เชน่ มะม่วง ลาไย กุหลาบ มะลิ ถั่ว พริก และกลุ่มพืชไม่มีดอก เช่น เฟิน มอส ตะไครน่ ้า ราก ลาต้น ใบ และดอก เป็นสว่ นตา่ ง ๆ ของพชื รากทาหนา้ ท่ีดดู น้าแล้วลาเลียงผ่านท่อลาเลียงน้าไป ยงั ลาตน้ จากนั้นลาต้นทาหน้าทลี่ าเลยี งนา้ ผ่านท่อลาเลยี งน้าไปยังสว่ นตา่ ง ๆ ของพชื ตอ่ ไป นอกจากน้ีรากและ ลาตน้ บางชนิดยงั ทาหนา้ ท่ีในการสะสมอาหาร อาหารท่ีสะสมคือแป้ง ซงึ่ สามารถทดสอบได้ด้วยสารละลาย ไอโอดีน ถา้ สารละลายไอโอดีนเปลยี่ นจากสีนา้ ตาลเป็นสีนา้ เงินเขม้ หรือม่วงดา แสดงว่าส่วนนน้ั มแี ป้งสะสมอยู่ ใบทาหนา้ ท่ีสรา้ งอาหาร ทาให้ใบพชื บริเวณทม่ี ีสีเขยี วจะมีแป้งสะสมอยู่ ซึง่ สามารถทดสอบไดด้ ว้ ยสารละลาย ไอโอดนี โดยจะเปล่ยี นสขี องสารละลายไอโอดนี จากสนี ้าตาลเปน็ สีม่วงดา กระบวนการสังเคราะหด์ ว้ ยแสงเป็น
๓๑๙ การสรา้ งอาหารของพืช โดยอาศยั ปจั จัยต่าง ๆ คือ นา้ แก๊สคารบ์ อนไดออกไซด์ แสง และคลอโรฟิลล์ซ่ึงเป็น สารสีเขียวในใบพชื อาหารที่พชื สร้างขน้ึ คือนา้ ตาลแล้วเปลี่ยนเป็นแป้งเพ่ือเก็บสะสมไว้ ซงึ่ ผลทีไ่ ด้จาการ สงั เคราะห์ด้วยแสงนอกจากน้าตาลแล้ว ยังได้แกส๊ ออกซเิ จนและนา้ ออกมาดว้ ย ดอกประกอบดว้ ยสว่ นตา่ ง ๆ ทีส่ าคญั 4 สว่ น ไดแ้ ก่ กลบี เลี้ยง กลีบดอก เกสรเพศผู้ และเกสรเพศเมีย ดอกของพืชบางชนดิ อาจมี ส่วนประกอบไม่ครบ ซงึ่ แตล่ ะส่วนทาหน้าท่ีแตกต่างกัน โดยกลีบเล้ียงห่อหุ้มกลบี ดอกท่ยี ังออ่ น กลีบดอกชว่ ย ลอ่ แมลงและหอ่ หุ้มเกสรในขณะท่ดี อกยงั ไมบ่ าน เกสรเพศผแู้ ละเกสรเพศเมียทาหน้าที่สืบพนั ธุ์ มวล คือ ปรมิ าณเน้ือทั้งหมดของสสารทป่ี ระกอบกนั เป็นวตั ถุ มหี น่วยเป็นกรมั หรือกโิ ลกรัม โลกมี แรงโน้มถ่วงหรือแรงดงึ ดดู กระทาต่อมวลของวตั ถุ ทาใหว้ ตั ถุมีน้าหนัก น้าหนัก มีหน่วยเป็นนวิ ตัน เม่ือปล่อยวัตถจุ ากมอื แม้วัตถุแตล่ ะชนิดจะมีเส้นทางการเคลอ่ื นที่จากเร่ิมตน้ จนหยุดที่พื้นแตกตา่ งกัน แต่วตั ถุทกุ ชนดิ จะตกลงสู่พนื้ เสมอ เนือ่ งจากแรงโน้มถว่ งหรอื แรงดงึ ดูดของโลกซ่ึงเป็นแรงไมส่ ัมผสั กระทาต่อ มวลของวตั ถุในทิศทางเข้าสศู่ ูนย์กลางของโลก แรงโนม้ ถว่ งของโลกแต่ละบริเวณมีคา่ ไม่เท่ากัน ข้ึนอยู่ระยะห่าง จากศูนยก์ ลางโลก โดยบรเิ วณทีอ่ ยู่ใกลศ้ ูนย์กลางโลกจะมีคา่ แรงโนม้ ถ่วงมากกวา่ บริเวณที่อยู่ไกลจากศนู ย์กลาง โลก เคร่อื งชั่งสปริงมสี ว่ นประกอบ 4 ส่วน ได้แก่ หูจบั สเกล ขอเก่ยี ว หมดุ วิธีใชเ้ ครือ่ งขงั่ สปริงทาไดโ้ ดย ใช้มือจบั ท่บี รเิ วณหูจบั ต้ังขน้ึ นาวตั ถทุ จ่ี ะชง่ั มาเกีย่ วที่ขอเกี่ยว หันด้านท่มี สี เกลเข้าหาตนเอง ยกเคร่ืองชง่ั ขึ้นให้ อยู่ในระดับสายตา อา่ นคา่ จากสเกลของเครื่องชั่ง วธิ กี ารอ่านค่าจากสเกลบนเครอ่ื งชั่งสปรงิ คา่ ทส่ี ามารถอ่าน ไดจ้ ากสปรงิ จะมี 2 ค่า ได้แก่ ค่ามวล มีหนว่ ยเปน็ กรัม และคา่ ของแรง หน่วยเป็นนิวตัน ซึ่งเป็นแรงโนม้ ถ่วง ของโลกที่ทาให้วตั ถุมนี า้ หนัก ขณะอ่านคา่ ใหห้ มดุ อยูท่ ี่ระดับสายตา สงั เกตท่หี มุดซ่งึ มเี ครอื่ งหมาย + อยู่ สงั เกตวา่ เสน้ แนวนอนอย่ตู รงกบั คา่ เท่าใด แรงโนม้ ถ่วงของโลกท่ีกระทาตอ่ มวลของวัตถทุ าให้วัตถมุ นี ้าหนกั มวลและนา้ หนกั ของวัตถมุ ี ความสมั พนั ธ์กัน โดยวัตถุท่มี ีมวลมากจะมีนา้ หนักมาก วตั ถุท่มี ีมวลน้อยจะนา้ หนักนอ้ ย มวลเป็นสมบัติในการต้านการเปลีย่ นแปลงการเคลื่อนทขี่ องวตั ถุ มวลและการเปล่ยี นแปลงการ เคลอื่ นที่ของวตั ถสุ มั พนั ธ์กัน โดยวตั ถทุ ี่มมี วลมากจะเปลีย่ นแปลงการเคล่ือนท่ีได้ยากกว่าวตั ถุทมี่ มี วลนอ้ ย แหลง่ กาเนิดแสง คือ ส่งิ ที่ให้แสงจากตวั เองได้ ซงึ่ มีทัง้ แหลง่ กาเนดิ แสงท่เี กิดเองตามธรรมชาติ และแหล่งกาเนดิ แสงท่ีมนษุ ย์สร้างขึ้นมา การมองเห็นวัตถุที่เป็นแหล่งกาเนดิ แสง เกดิ เม่ือแสงจากแหลง่ กาเนิดแสงเคล่อื นท่ีมาเข้าตาผู้สังเกต การมองเหน็ วตั ถุที่เปน็ ไม่แหล่งกาเนิดแสง เกดิ เม่ือแสงจากแหล่งกาเนิดแสงเคลอ่ื นทไ่ี ปกระทบวัตถุ แล้ว สะท้อนเข้าตาผ้สู งั เกต การมองเหน็ ส่งิ ต่าง ๆ ผ่านวตั ถุท่นี ามากัน้ แสง จะมองเห็นไดแ้ ตกต่างกนั บางชนิดสามารถมองเห็น วตั ถไุ ด้ชดั เจน บางชนิดสามารถมองเหน็ วตั ถไุ ด้แตไ่ มช่ ัดเจน บางชนดิ ไม่สามารถมองเห็นวัตถุได้ จึงจาแนกวัตถุ ทีม่ ากั้นแสงไดเ้ ป็น 2 ชนิด ได้แก่ วตั ถทุ บึ แสงคือวัตถุที่แสงเคล่อื นที่ผา่ นไม่ได้ ทาใหม้ องไม่เห็นส่งิ ต่าง ๆ ที่อยู่ หลังวัตถุน้ัน และตัวกลางของแสงคือวัตถุท่ีแสงเคลอื่ นทผี่ ่านได้ แบง่ ออกเปน็ 2 ชนดิ คือ ตัวกลางโปร่งใส เป็น วตั ถทุ ี่เมื่อนามากัน้ แสงแล้วก็ยังทาใหม้ องเหน็ สงิ่ ตา่ ง ๆ ทอ่ี ยูห่ ลงั วตั ถนุ ัน้ ไดช้ ัดเจน และตัวกลางโปรง่ แสงเปน็ วตั ถทุ ี่เมื่อนามาก้ันแสงแลว้ ทาใหม้ องเห็นส่งิ ต่าง ๆ ได้ไม่ชดั เจน
๓๒๐ ทักษะกระบวนกำรทำงวทิ ยำศำสตร์ - 5. สมรรถนะสำคัญของผเู้ รยี น 5.1 ความสามารถในการสือ่ สาร - ตอบคาถามแบบทดสอบได้ 5.2 ความสามารถในการคดิ - วิเคราะห์คาถามแลว้ ตอบคาถามท้ายเล่มได้ 5.3 ความสามารถในการแกป้ ญั หา - การแก้ปัญหาและการช่วยเหลือในการทางาน 5.4 ความสามารถในการใช้ทักษะชีวติ - มคี วามสามัคคใี นการทางาน 6. คุณลักษณะอนั พงึ ประสงค์ 6.1 ซอื่ สตั ย์สุจรติ 6.2 มุ่งมน่ั ในการทางาน 7. กิจกรรมกำรเรยี นรู้ ขั้นนำเข้ำสบู่ ทเรียน (เวลำ 5 นำที) 1. ครูถามคาถามให้นักเรียนร่วมกันคิดว่า ในภาคเรียนท่ี 1 นักเรียนได้เรียนรู้เร่ืองอะไรบ้าง และนักเรียน ชอบเรื่องอะไรมากทีส่ ดุ เพราะเหตุใด โดยให้นักเรียนเขียนคาตอบลงในกระดาษโพสอิท แล้วนาไปติดท่ี หนา้ ชน้ั เรยี น จากน้ันครูแยกกระดาษโพสอิทออกเป็นกลุ่มโดยแบ่งตามเรื่องต่าง ๆ แล้วนักเรียนช่วยกัน สรปุ ว่า เพ่อื น ๆ ชอบเรอื่ งใดมากท่ีสุด ขนั้ สอน (เวลำ 45 นำที) 2. ครูทบทวนเนือ้ หาในภาคเรียนท่ี 1 โดยสรุปเป็นผังความคิด 3. ครูให้นกั เรียนทาแบบทดสอบท้ายเลม่ จากนัน้ รว่ มกันเฉลยคาตอบ ขั้นสรุป (เวลำ 10 นำท)ี 4. ครแู ละนักเรยี นทั้งชัน้ รว่ มกันสรุปเกี่ยวกบั ส่งิ ทีเ่ รยี นมาตลอดทงั้ ภาคเรยี น 8. ส่อื /แหลง่ เรียนรู้ - แบบทดสอบท้ายเล่ม 9. ช้นิ งำน/ภำระงำน -
๓๒๑ 10. กำรวัดและประเมินผล 10.1 ประเมินความรู้เก่ียวกับการจัดกลุ่มส่ิงมีชีวิต ส่วนต่าง ๆ ของพืช มวลและน้าหนัก และ แหล่งกาเนิดแสงและการมองเห็นวตั ถุด้วยการตอบคาถามในแบบทดสอบ (K) 10.2 ประเมนิ คุณลักษณะอันพงึ ประสงค์ดว้ ยแบบประเมินคณุ ลักษณะอันพึงประสงค์ (A) แบบประเมินคณุ ลักษณะอนั พึงประสงค์ แผนกำรเรยี นรทู้ ี่ 36 เรือ่ ง สรุปท้ำยบทเรยี น ช่อื ผู้ประเมิน/กลมุ่ ประเมิน............................................................................................................................. ..... ช่ือกลุ่มรบั กำรประเมนิ ........................................................................................................................................ ประเมนิ ผลครง้ั ท.่ี .....................................วัน........................เดอื น............................พ.ศ................................... เร่ือง..................................................................................................................................................................... ท่ี ลักษณะ/พฤตกิ รรมบ่งชี้ ระดบั พฤติกรรม คะแนนที่ได้ เกดิ = 1 ไม่เกิด = 0 1. ซือ่ สัตย์สุจรติ 2. มงุ่ มั่นในการทางาน รวมคะแนนทีไ่ ด้ทั้งหมด = …………… คะแนน เกณฑก์ ำรประเมนิ คุณลกั ษณะอนั พึงประสงค์ - มากกวา่ 80% ได้ 3 คะแนน - 50% - 79% ได้ 2 คะแนน - ตา่ กว่า 50% ได้ 1 คะแนน
๓๒๒ เฉลยแบบทดสอบ
๓๒๓
๓๒๔ X X X X
๓๒๕ X X X
๓๒๖ X X X X
๓๒๗ X X
๓๒๘ X X
๓๒๙ X X
๓๓๐ X X
๓๓๑ X
๓๓๒ บรรณำนุกรม สถาบนั สง่ เสรมิ การสอนวทิ ยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี กระทรวงศกึ ษาธกิ าร. (๒๕๖๑). คู่มือการใช้หลักสูตร รายวชิ าพ้ืนฐานวิทยาศาสตร์ กลุ่มสาระการเรียนรวู้ ิทยาศาสตร์ (ฉบับปรับปรุง พ.ศ. ๒๕๖๐) ตามหลกั สตู รแกนกลางการศึกษาข้นั พ้นื ฐาน พุทธศักราข ๒๕๕๑ วชิ าวทิ ยาศาสตร์ ระดบั ประถมศึกษา. สบื คน้ เมอ่ื วันท่ี ๓๐ เมษายน ๒๕๖๑, จาก http://primaryscience.ipst.ac.th/?p=1349. สถาบันสง่ เสริมการสอนวิทยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี กระทรวงศกึ ษาธกิ าร. (๒๕๖๐). คูม่ อื ครูรายวิชาพน้ื ฐาน วิทยาศาสตร์ ช้ันประถมศกึ ษาปีที่ ๔ กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์: โรงพิมพ์ สกสค. ลาดพร้าว. สถาบันส่งเสริมการสอนวทิ ยาศาสตร์ กระทรวงศกึ ษาธกิ าร. (๒๕๖๑). ตวั ชวี้ ดั และสาระการเรยี นรแู้ กนกลาง กลมุ่ สาระวทิ ยาศาสตร์ (ฉบบั ปรับปรุง พ.ศ. ๒๕๖๐) ตามหลกั สตู รแกนกลางการศึกษาขน้ั พื้นฐาน พทุ ธศักราช ๒๕๕๑. กรุงเทพมหานคร: โรงพิมพ์ชมุ ชนุ สหกรณ์การเกษตรแหง่ ประเทศไทย จากดั . สถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี กระทรวงศึกษาธิการ. (๒๕๕๘). หนังสือเรยี นรายวชิ า พ้ืนฐานวิทยาศาสตร์ ชน้ั ประถมศึกษาปีที่ ๔. กรงุ เทพมหานคร: โรงพมิ พ์ สกสค. ลาดพร้าว. สถาบันสง่ เสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี กระทรวงศึกษาธกิ าร. (๒๕๖๑). หนังสอื เรยี นรายวิชา พนื้ ฐานวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ชั้นประถมศกึ ษาปที ่ี ๔ เลม่ ๑. กรงุ เทพมหานคร: โรงพมิ พ์ สกสค. ลาดพรา้ ว. สถาบันสง่ เสรมิ การสอนวิทยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี กระทรวงศกึ ษาธกิ าร. (๒๕๖๑). หนงั สอื เรียนรายวชิ า พน้ื ฐานวทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยี ชั้นประถมศกึ ษาปีท่ี ๔ เล่ม ๒. กรงุ เทพมหานคร: โรงพมิ พ์ สกสค. ลาดพร้าว.
๓๓๓ คณะผู้จัดทำชดุ กจิ กรรมกำรเรยี นรู้ กลุม่ สำระกำรเรียนรวู้ ทิ ยำศำสตรแ์ ละเทคโนโลยี (วทิ ยำศำสตร)์ ช้ันประถมศึกษำปีที่ ๔ เลม่ ๑ ที่ปรึกษำมลู นิธิกำรศกึ ษำทำงไกลผำ่ นดำวเทยี ม ในพระบรมรำชปู ถมั ภ์ พลเอก ดาว์พงษ์ รัตนสวุ รรณ ประธานกรรมการบรหิ ารมลู นธิ กิ ารศึกษาทางไกลผา่ นดาวเทียม รองศาสตราจารย์นราพร จันทร์โอชา ในพระบรมราชูปถมั ภ์ นายอนสุ รณ์ ฟเู จรญิ รองประธานกรรมการบรหิ ารมลู นธิ ิการศกึ ษาทางไกลผ่าน ดาวเทยี มในพระบรมราชปู ถัมภ์ ผชู้ ว่ ยเลขาธกิ ารมลู นธิ ิการศึกษาทางไกลผ่านดาวเทยี ม ในพระบรมราชูปถมั ภ์ ท่ปี รกึ ษำสำนักงำนโครงกำรสว่ นพระองคส์ มเด็จพระกนษิ ฐำธริ ำชเจ้ำ กรมสมเด็จพระเทพ รตั นรำชสดุ ำ ฯ สยำมบรมรำชกมุ ำรี นายสมเกยี รติ ชอบผล ท่ปี รกึ ษาสานกั งานโครงการสมเด็จพระเทพรตั นราชสดุ า ฯ นายสุชาติ วงศส์ วุ รรณ ขา้ ราชการบานาญ อดีตผตู้ รวจราชการกระทรวงศึกษาธิการ ท่ปี รึกษำสำนกั งำนคณะกรรมกำรกำรศกึ ษำขั้นพ้ืนฐำน นายบุญรกั ษ์ ยอดเพชร เลขาธกิ ารคณะกรรมการการศึกษาขนั้ พ้ืนฐาน รองเลขาธกิ ารคณะกรรมการการศกึ ษาขั้นพ้ืนฐาน นายสนทิ แยม้ เกษร รองเลขาธกิ ารคณะกรรมการการศกึ ษาขั้นพ้นื ฐาน รองเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขน้ั พนื้ ฐาน นางวฒั นาพร ระงับทกุ ข์ นายกวนิ ทรเ์ กียรติ นนธ์พละ ทป่ี รกึ ษำกลุ่มสำระกำรเรียนรวู้ ิทยำศำสตรแ์ ละเทคโนโลยี (วทิ ยำศำสตร)์ ศาสตราจารย์ ดร.ชูกจิ ลมิ ปิจานงค์ ผูอ้ านวยการสถาบันส่งเสริมการสอนวทิ ยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี ดร.กศุ ลิน มุสิกุล ผชู้ ว่ ยผูอ้ านวยการสถาบันส่งเสรมิ การสอนวทิ ยาศาสตร์ และเทคโนโลยี
๓๓๔ คณะทำงำนกล่มุ สำระกำรเรียนร้วู ทิ ยำศำสตร์และเทคโนโลยี (วทิ ยำศำสตร์) ดร.พจนา ดอกตาลยงค์ นกั วิชาการอาวุโสสถาบนั ส่งเสรมิ การสอนวิทยาศาสตร์และ เทคโนโลยี ดร.วนั ชัย น้อยวงค์ นักวชิ าการสถาบนั ส่งเสรมิ การสอนวทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยี นักวชิ าการสถาบนั ส่งเสรมิ การสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ดร.เบญ็ จวรรณ หาญพพิ ัฒน์ นกั วชิ าการสถาบันส่งเสรมิ การสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี นกั วชิ าการสถาบนั ส่งเสรมิ การสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ดร.ณฐั ธดิ า พรหมยอด นกั วิชาการสถาบนั ส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี นกั วิชาการสถาบันส่งเสริมการสอนวทิ ยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี นางสาวสุณิสา สมสมัย ครโู รงเรียนวงั ไกลกงั วล ในพระบรมราชปู ถมั ภ์ ครโู รงเรยี นวังไกลกังวล ในพระบรมราชูปถัมภ์ นางสาวจรี นนั ท์ เพชรแกว้ ครูโรงเรยี นวงั ไกลกงั วล ในพระบรมราชูปถมั ภ์ นางสาวกมลลักษณ์ ถนดั กิจ นางสาวธดิ ารตั น์ เมฆหมอก นางสาวสุดารัตน์ ศรแี ก้ว นางสาวธญั ลักษณ์ ศริ ิแขง็
Search
Read the Text Version
- 1
- 2
- 3
- 4
- 5
- 6
- 7
- 8
- 9
- 10
- 11
- 12
- 13
- 14
- 15
- 16
- 17
- 18
- 19
- 20
- 21
- 22
- 23
- 24
- 25
- 26
- 27
- 28
- 29
- 30
- 31
- 32
- 33
- 34
- 35
- 36
- 37
- 38
- 39
- 40
- 41
- 42
- 43
- 44
- 45
- 46
- 47
- 48
- 49
- 50
- 51
- 52
- 53
- 54
- 55
- 56
- 57
- 58
- 59
- 60
- 61
- 62
- 63
- 64
- 65
- 66
- 67
- 68
- 69
- 70
- 71
- 72
- 73
- 74
- 75
- 76
- 77
- 78
- 79
- 80
- 81
- 82
- 83
- 84
- 85
- 86
- 87
- 88
- 89
- 90
- 91
- 92
- 93
- 94
- 95
- 96
- 97
- 98
- 99
- 100
- 101
- 102
- 103
- 104
- 105
- 106
- 107
- 108
- 109
- 110
- 111
- 112
- 113
- 114
- 115
- 116
- 117
- 118
- 119
- 120
- 121
- 122
- 123
- 124
- 125
- 126
- 127
- 128
- 129
- 130
- 131
- 132
- 133
- 134
- 135
- 136
- 137
- 138
- 139
- 140
- 141
- 142
- 143
- 144
- 145
- 146
- 147
- 148
- 149
- 150
- 151
- 152
- 153
- 154
- 155
- 156
- 157
- 158
- 159
- 160
- 161
- 162
- 163
- 164
- 165
- 166
- 167
- 168
- 169
- 170
- 171
- 172
- 173
- 174
- 175
- 176
- 177
- 178
- 179
- 180
- 181
- 182
- 183
- 184
- 185
- 186
- 187
- 188
- 189
- 190
- 191
- 192
- 193
- 194
- 195
- 196
- 197
- 198
- 199
- 200
- 201
- 202
- 203
- 204
- 205
- 206
- 207
- 208
- 209
- 210
- 211
- 212
- 213
- 214
- 215
- 216
- 217
- 218
- 219
- 220
- 221
- 222
- 223
- 224
- 225
- 226
- 227
- 228
- 229
- 230
- 231
- 232
- 233
- 234
- 235
- 236
- 237
- 238
- 239
- 240
- 241
- 242
- 243
- 244
- 245
- 246
- 247
- 248
- 249
- 250
- 251
- 252
- 253
- 254
- 255
- 256
- 257
- 258
- 259
- 260
- 261
- 262
- 263
- 264
- 265
- 266
- 267
- 268
- 269
- 270
- 271
- 272
- 273
- 274
- 275
- 276
- 277
- 278
- 279
- 280
- 281
- 282
- 283
- 284
- 285
- 286
- 287
- 288
- 289
- 290
- 291
- 292
- 293
- 294
- 295
- 296
- 297
- 298
- 299
- 300
- 301
- 302
- 303
- 304
- 305
- 306
- 307
- 308
- 309
- 310
- 311
- 312
- 313
- 314
- 315
- 316
- 317
- 318
- 319
- 320
- 321
- 322
- 323
- 324
- 325
- 326
- 327
- 328
- 329
- 330
- 331
- 332
- 333
- 334
- 335
- 336
- 337
- 338
- 339
- 340