Important Announcement
PubHTML5 Scheduled Server Maintenance on (GMT) Sunday, June 26th, 2:00 am - 8:00 am.
PubHTML5 site will be inoperative during the times indicated!

Home Explore แผนจัดการเรียนรู้วิชาการงานอาชีพและเทคโนโลยี ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5

แผนจัดการเรียนรู้วิชาการงานอาชีพและเทคโนโลยี ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5

Published by pattarapong kadang, 2018-11-05 19:08:33

Description: แผนจัดการเรียนรู้วิชาการงานอาชีพและเทคโนโลยี ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5

Search

Read the Text Version

251ปญหาในการเตรียมแปลงปลูกพืชโดยวิธนี ี้ อยูที่ความพอดีระหวางการถายเทอากาศในดิน (earation) และความชื้นในดิน (moisture) ซึ่งมกั จะไมพ อดกี นั คือ ถา มกี ารถายเทอากาศในดินมาก กม็ กั จะมคี วามชน้ื ในดินนอยหรอื ถามีความชื้นในดินมาก ก็จะมีการถายเทอากาศในดินนอย เชนน้ีเปนตน ปญหานี้จะหมดไปถาทําการปลกู พืชในที่ท่ีเปนดินปนทราย(medium textured loam) ซง่ึ ถาเปนดินทราย (light sandy soil) ดนิ มกั จะแหง เร็ว หรอื ถา เปนดนิ เหนียวจดั (heavyclay soil) กม็ กั จะมกี ารถายเทอากาศไมดี และการระบายนํา้ ก็ไมดดี วย นอกจากนด้ี ินเหนียวเม่ือแหงยังทาํ ใหดินแข็งไมสะดวกในการพรวนดิน ดังนั้นการใสปุยหมักในดินประเภทน้ี จะเปนการชวยแกลักษณะไมดีดังกลาวไดมาก และปุยหมักที่ใสลงในดิน ควรจะใหในรูปของพืชคลุม หรือในรูปของปุยคอกก็ได และควรจะยืดเวลาใหนานพอสมควร เพ่ือใหปยุ ไดม ีโอกาสผุเปอยเสยี กอน กอนทีจ่ ะหวานเมล็ดพืช สําหรับการปลูกพืชเพียงเลก็ นอย เชน การทําสวนครัวหลังบา นก็อาจใชใ บไมผๆุ หรอื เศษขยะเกา ๆ ในบริเวณบานได ซึง่ แปลงปลูกทเ่ี ตรยี มดแี ลว ควรจะมลี กั ษณะดงั น้ี๑. แปลงจะตอ งมคี วามชืน้ สมํา่ เสมอ แตไ มเ ปย กแฉะ๒. ไถพรวนใหม ีความลกึ ๖-๑๐ นว้ิ โดยเฉพาะความลึกระดบั ๓-๔ น้วิ จากหนาดนิ จะตองยอยใหละเอยี ด๓. แปลงจะตองแนนพอสมควร เพื่อมิใหเกิดโพรงอากาศขนาดใหญอันจะทําใหแปลงปลูกแหงเร็วเกินไป เน่ืองจากการระเหย และสูญเสยี น้าํ ไดงา ย สวนวิธีเตรียมแปลงน้ัน ยอมขึ้นอยูกับขนาดของแรงงานและชนิดของพืชที่จะปลูก สําหรับการปลูกพืชท่ีเปนงานใหญ จะตองใชเครื่องทุนแรงชวย เชน จอบ ไถ พรวน เครื่องทําแถว เคร่ืองปรับระดับ แตถาเปนงานเล็กๆ อาจมีเพียงจอบฟน และมือพรวน ก็เปนการเพียงพอ หลังจากท่ีไดไถหรือฟนดินแลว จึงยอย หรือคราดหลายๆ ครั้ง และถาดินท่ีเตรียมแหงเกินไป ก็อาจรดนํ้าชวย ซึ่งจะทําใหการเตรียมแปลงทําไดงายขึ้น ในขณะท่ีดินยังเปยกอยู ไมควรจะเตรียมดิน เพราะจะทําใหดินแนน ขาดการถายเทอากาศ และน้ําจะระบายไดยากในภายหลัง การที่จะกะวา ดินปลูกแหงหรือเปยกขนาดไหนจึงจะเตรียมแปลงได อาจทําไดงาย โดยวิธีกําดินใหแนน พอตึงมือ แลวสังเกตลักษณะดินท่ีกํานนั้ ถามลี กั ษณะเปน กอน แสดงวา ยงั เปยกเกนิ ไป แตถา ไมจบั เปน กอ น แสดงวา เตรยี มดินได๓. การเพาะเมล็ดในภาชนะเดี่ยว การเพาะเมลด็ ในภาชนะเดย่ี ว หมายถึง การปลูกพชื โดยการเพาะเมล็ดกอนเชน เดียวกบั การเพาะเมลด็ ในแปลงเพาะ หรือในกระบะเพาะ แตแทนที่จะเพาะรวมๆ กันดวยวิธีดังกลาว กลับเพาะแยกกัน โดยใหแตละภาชนะที่เพาะ มีตนพืชท่เี พาะเพียงตนเดียว และเมอื่ ตนพชื ทีเ่ พาะมขี นาดโตพอ จงึ ยา ยปลูกอีกทีหนึ่ง การปลกู พชื โดยวิธีน้ีมักใชก ับพืช ท่ีมีรากเจริญยาก เม่ือรากขาดหรือถูกทําลาย ก็จะมีผลทําใหการตั้งตัวของตนพืชชาไปดวย ฉะน้ันในพืชอายุสั้น ที่จําเปนตองเพาะเมล็ดกอนที่จะปลูกในแปลง จึงตองใชวิธีน้ี ไดแก พืชจําพวกฟก แฟง แตงชนิดตางๆ บวบ น้ําเตา ถ่ัวชนิดตางๆ ขาวโพด รวมท้ังไมผลบางชนิดท่ีเมล็ดมีขนาดโต สามารถเพาะในภาชนะเดี่ยวไดงาย โดยเฉพาะพืชท่ีนิยมใชทําเปนตนตอ เชน มะมวง ขนุน มังคุด และทุเรียน เปนตน การเพาะเมล็ดตามวิธีน้ี เน่ืองจากใชวิธีการ คลายๆ กับการเพาะเมล็ดในภาชนะเพาะ ผิดกันแตวาใหมีตนพืชในภาชนะที่เพาะเพียง ๑-๒ ตน เทานั้น ฉะน้ันภาชนะที่ใชจึงมีขนาด

252เล็ก เชน อาจใชถุงพลาสติก กระบอกไมไผ หรือกระทงใบตองก็ได ดินปลูกก็ใชดินท่ีใชเพาะเมล็ดท่ัวๆ ไป หรือถาเปนการเพาะเมลด็ ไมผล ขนาดของดนิ ไมจาํ เปน ตอ งละเอยี ดเหมือนดนิ เพาะเมลด็ ทัว่ ๆ ไปก็ไดการปลูกหรือเพาะเมล็ด สําหรับพืชจําพวก ผัก มักจะใสเมล็ดประมาณ ๓ เมล็ด ในหนึ่งภาชนะปลูก เมื่อเมล็ดงอกดีแลวจะถอนใหเ หลอื เพยี ง ๑-๒ ตน สวนการปลกู เมล็ดไมผล มกั เลือกเมล็ดท่ีสมบรู ณเพาะเพยี งเมล็ดเดียวการดแู ลรักษา ไดแก การรดนาํ้ การใหแสง และการควบคุมโรคแมลง ปฏิบัติเชนเดยี วกบั การเพาะเมล็ดในภาชนะเพาะทว่ั ๆ ไป แตเ นือ่ งจากเมล็ดมขี นาดโตและคอ นขา งแขง็ แรง ฉะน้ันการดูแลรักษาจงึ ทาํ ไดง า ยขอ ดี๑. ทําไดงายและไดป รมิ าณมาก เพราะสะดวกในการปฏิบตั ิ๒. เสยี คา ใชจายนอ ยเพราะไมตองใชเคร่อื งมือหรืออุปกรณตลอดจนฝม ือในการปฏิบัตมิ ากนัก๓. สะดวกในการขนสงระยะทางไกลๆ เพราะทนทานและตายยาก ประกอบกับมีขนาดเล็ก จึงสะดวกท่ีจะบรรจุหีบหอหรือหยิบยก๔. เกบ็ รกั ษาไดน าน เพราะไมตองการสงิ่ แวดลอ มในการดํารงชวี ติ มาก เพยี งแตเกบ็ ใหถูกตองเทา น้นั๕. ไดต นพืชทมี่ รี ะบบรากดี เพราะมีรากแกว ดังนั้นจึงมรี ากหยั่งลึก และการทต่ี นพชื มีรากลึกนี้ ยอ มมีผลทําใหก. ทนแลงไดดี เพราะสามารถดดู นา้ํ จากดินในระดับลกึ ๆ ไดข. หากินเกง เพราะอาจหาธาตุอาหารตางๆ จากดินทงั้ ตามผวิ หนาดินและสวนลึกไดอยางครบถว น โอกาสทจี่ ะขาดธาตุอาหารจึงมีนอ ยค. ตน พืชเจรญิ เติบโตดี เพราะมีอาหารพชื สมบูรณง. อายุยืน ซ่ึงเปนผลมาจากมีอาหารสมบรู ณ ฉะน้ันจึงทนทานตอแมลงไดดี ตนไมทรุดโทรมเร็ว และมีอายุการใหผ ลยืนนาน๖. ตนพืชท่ีไดไมติดโรคไวรัส (virus) จากตนแม โดยท่ีเชื้อไวรัสไมอาจจะถายทอดจากตนแมมายังลูก โดยอาศัยเมล็ดเปน พาหะได ดังนัน้ ตน ลกู ทไ่ี ดจ ากการเพาะเมลด็ จากตนท่ีเปนโรคไวรสั จงึ ไมต ดิ โรคนี้ แตก็อาจตดิ โรคน้ไี ดภายหลังที่งอกเปนตน พืชแลวขอเสยี๑. กลายพนั ธไุ ดงาย เพราะตนที่ไดเกดิ จากการผสมพนั ธุ เวนแตเ มลด็ พชื บางชนดิ ที่งอกได หลายตนใน ๑ เมล็ด ซง่ึอาจจะมตี นที่ไมกลายพันธุได๒. ลาํ ตน สงู ใหญ ไมสะดวกในการเก็บเกยี่ วและดูแลรักษา๓. ตนมีโอกาสรับแรงปะทะลมไดมาก ทําใหดอกและผลรว งหลนเสยี หายมาก๔. มักใหผลชา ตองใชเ วลาในการเล้ียงดนู าน กวา จะใหผลตอบแทน๕. ปลกู ไดนอยตน ในเนื้อท่เี ทากัน ฉะน้นั จึงอาจใหผลนอยกวา การขยายพันธโุ ดยวธิ อี ่ืนที่ใหต นพชื พุมเลก็ กวา

253 ใบงานท่ี 14 เรื่อง การขยายพนั ธดุ ว ยเมล็ดคําชแ้ี จง :ใหน ักเรยี นศึกษาใบความรเู ร่อื งการขยายพันธดุ วยเมล็ด แลวใหสรุปองคความรแู บบสามหว ง สองเงื่อนไข 4มติ ิ ภายในเวลา 25 นาที (12 คะแนน)

254ชอ่ื .......................................................................................................ชัน้ ...............เลขท่ี...............แบบฝกหัดหลงั เรยี นเรือ่ ง การขยายพนั ธุด ว ยเมล็ดคาํ ช้แี จง : ใหน กั เรยี นทาํ แบบฝกหัดตอไปน้ใี หถูกตอ งภายในเวลา 10 นาที ( 10 คะแนน )1. การขยายพันธุดว ยเมลด็ คอื อะไร จงอธบิ าย ( 7 คะแนน )......................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................2. วิธีการขยายพนั ธโุ ดยใชเมล็ด มีกีว่ ธิ ี อะไรบาง (3 คะแนน)................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................

255ชอ่ื .......................................................................................................ชนั้ ...............เลขท่.ี ..............เฉลยแบบฝกหัดหลังเรยี น เรื่อง การขยายพนั ธดุ วยเมลด็คําช้ีแจง : ใหน กั เรียนทําแบบฝก หัดตอไปน้ใี หถ ูกตอ งภายในเวลา 10 นาที ( 10 คะแนน )1. การขยายพันธดุ วยเมล็ดคอื อะไร จงอธบิ าย ( 7 คะแนน ) การขยายพนั ธุพ ืชโดยใชเ มล็ด โดยปกติมกั จะทาํ ไปพรอมๆ กบั การปลกู พชื ไปในตัว หรือพดู วา การปลกู พชื โดยใชเ มล็ดก็คือ การขยายพนั ธุพืชโดยใชเ มลด็ นน่ั เอง เชน การปลูกขาว ซ่ึงเมล็ดขาว ๑ เมลด็ เจรญิ เปน ตนขา วได ๑ ตนและตน ขา ว ที่ไดเ ม่ือโตข้ึน กจ็ ะแตกกอเปน หลายตน แตล ะตน ก็จะออกรวงเกิดเปนเมล็ดขา วไดห ลายเมลด็ ซงึ่ เมอ่ื นําเมล็ดขาวเหลานี้ไปปลูก กจ็ ะเจริญเปนตนขา วไดห ลายตน ในทาํ นองเดยี วกัน การปลูกขาวโพด ถว่ั ตา งๆ ฝา ย ละหุงฯลฯ กเ็ ปนไปแบบเดียวกนั กบั การปลกู ขา ว2. วธิ กี ารขยายพันธโุ ดยใชเ มลด็ มกี ว่ี ิธี อะไรบาง (3 คะแนน) ในการขยายพันธุพืช หรือปลูกพชื โดยใชเ มลด็ โดยท่วั ไปมักจัดทาํ กนั อยู ๓ แบบ คอื๑. เพาะเมลด็ ในแปลงเพาะ หรือในภาชนะเพาะ๒. เพาะหรือปลูกเมลด็ ในแปลงปลูกโดยตรง๓. เพาะหรือปลูกเมลด็ ในภาชนะเด่ยี ว

แผนการจัดการเรยี นรทู ี่ 15 256กลมุ สาระการเรียนรู การงานอาชีพและเทคโนโลยี ช้นั มัธยมศกึ ษาปท่ี 5หนว ยการเรยี นรทู ี่ 4 เร่ือง งานเกษตร เวลา 8 ชั่วโมงเรอ่ื ง การเลี้ยงสัตว เวลา 2 ชั่วโมงผสู อน นายภทั รพงษ แคแดง วันที่ 29 เดอื น มกราคม พ.ศ. 25621. เปาหมายการเรยี นรู 1.1 มาตรฐานการเรียนรู ง 1.1 เขาใจการทํางาน มีความคิดสรางสรรค มีทักษะกระบวนการทํางาน ทักษะการจัดการ ทักษะกระบวนการแกปญหา ทักษะการทํางานรวมกัน และทักษะการแสวงหาความรู มีคุณธรรม และ ลกั ษณะนสิ ยั ในการทาํ งาน มจี ติ สํานึกในการใชพลังงาน ทรัพยากรและส่งิ แวดลอม เพื่อการดํารงชีวิตและ ครอบครัว 1.2 สาระสาํ คัญ งานเกษตรท้ังการปลูกพืชและเล้ยี งสตั วผ ูปลูกและผูเล้ียงจําเปนตองมีความรูพื้นฐานเกี่ยวกับการ ปลกู พืชและเล้ยี งสัตวนัน้ ๆสามารถลงมือปฏบิ ัติจริงไดอยางถูกตองตามข้ันตอน และไดผลสัมฤทธิ์ของงาน จามวัตถุประสงค ตลอดจนสามารถพัฒนาผลงานที่เกิดจากการเรียนรไู ดอยางสรางสรรคและเปนมิตรกบั สงิ่ แวดลอ ม 1.3 ตัวชวี้ ัดของหลักสูตร ง 1.1 ม.5/1 มีทกั ษะการจดั การในการทํางาน ง 1.1 ม.5/2 มที ักษะในการแสวงหาความรูเพือ่ การดํารงชีวิต ง 1.1 ม.5/3 มีคุณธรรมและลกั ษณะนิสยั ในการทาํ งาน ง 1.1 ม.5/4 มคี ณุ ธรรมและลักษณะนสิ ัยในการทํางานใชพ ลังงาน ทรัพยากร ในการทํางานอยา ง คุมคา และยั่งยืนเพ่ือการอนรุ กั ษสงิ่ แวดลอม

2571.4 จดุ ประสงคก ารเรยี นรู 1.4.1 ดา นความรู ( K ) นกั เรียนสามารถอธบิ ายถึงหลักการเลย้ี งสัตวไ ดอยา งถกู ตอง 1.4.2 ดานทกั ษะ / กระบวนการ ( P ) นักเรยี นสามารถนาํ เอาหลกั การเลย้ี งสัตวไ ปประยุกตใชใ นชีวติ ประจาํ วันไดอ ยางถูกตอ ง 1.4.3 ดานเจตคติ ( A ) นักเรียนมีความใฝรู มุงม่นั ในการทํางาน และปฏบิ ตั ิตามกฎของหอ งเรยี น1.5 ตวั ชี้วัดของแผนการจัดการเรยี นรู 1.5.1 นกั เรยี นสามารถทําแบบฝก หัดไดไ มต่ํากวา รอ ยละ 70 1.5.2 นกั เรยี นสามารถซอมแซมและตดิ ต้ังอปุ กรณ เคร่ืองใชภายในบานได ในระดับคุณภาพ ไมต ํ่ากวา พอใช 1.5.3 นักเรียนมคี วามใฝร ูใฝเรยี น มารยาทในหอ งเรียน และปฏบิ ัติตามกฎของหองเรียน ในระดับคุณภาพไมต าํ่ กวา ดี ในแตละรายการเกณฑการประเมิน หรือมคี ะแนนรวมของทุกรายการเกณฑก ารประเมินต้ังแตร อยละ 75 ขน้ึ ไป (6.75 คะแนน จากคะแนนรวม 9 คะแนน)1.6 เนื้อหาสาระ การเลยี้ งสัตว1.7 ส่ือการสอน 1.7.1 หนงั สอื เรียน การงานอาชพี และเทคโนโลยี ชนั้ มธั ยมศกึ ษาปท ี่ 5 1.7.2 ใบความรู เรือ่ ง การเลี้ยงสัตว1.8 ภาระงาน/ชิ้นงาน 1.8.1 ใบงานเรอื่ ง การเลีย้ งสตั ว 1.8.2 แบบฝก หัดหลังเรยี น เร่ือง การเล้ียงสัตว

258 1.9 การวัดผลประเมนิ ผล 1.9.1 การวดั ผล • ดานความรู (K) 10 คะแนน จากแบบฝก หัดหลังเรียน 12 คะแนน • ดานทกั ษะ / กระบวนการ (P) 9 คะแนน จากแบบประเมินผลการทํางาน จากแบบสงั เกตพฤตกิ รรมการทาํ งาน 9 คะแนน รวม 40 คะแนน • ดานเจตคติ (A) จากแบบสงั เกตพฤติกรรมอนั พงึ ประสงค 1.9.2 การประเมินผล ระดับคุณภาพ ตง้ั แต 30 คะแนนข้ึนไป หมายถึง ดี (3) ต้ังแต 20-29 คะแนน หมายถึง พอใช (2) ต้ังแต 0-19 คะแนน หมายถงึ ควรปรบั ปรุง (1) กระบวนการวดั ผลและประเมนิ ผลตามจุดประสงคก ารเรยี นรูที่ จดุ ประสงค วิธีการ เคร่ืองมอื เกณฑ การเรียนรู ตรวจแบบฝกหัด1. ดานความรู หลังเรียน แบบฝกหดั หลังเรียน ผานรอยละ 70 1. ตรวจผลงาน 1. แบบประเมินผลงาน2. ดานทักษะ / 2. สงั เกตพฤติกรรม 2. แบบสังเกตพฤตกิ รรม เกณฑร ะดบั 2 หรือในระดับคณุ ภาพ กระบวนการ การทาํ งาน การทาํ งาน ไมต ํ่ากวาระดบั พอใช ในแตละ รายการเกณฑการประเมิน3. ดานเจตคติ สังเกตพฤติกรรม แบบสงั เกตพฤติกรรมอนั อนั พึงประสงค พึงประสงค เกณฑร ะดับ 3 หรือในระดบั คณุ ภาพ ไมต าํ่ กวา ระดับ ดี ในแตละรายการ เกณฑการประเมนิ หรือมีคะแนนรวม ของทุกรายการเกณฑการประเมิน ต้ังแตรอ ยละ 75 ขึ้นไป (6.75 คะแนน จากคะแนนรวม 9 คะแนน)

259 แบบประเมนิ ผลการทาํ งาน ชนั้ มัธยมศกึ ษาปที่ 5 เรื่อง การเลี้ยงสัตวกลมุ สาระการเรียนรกู ารงานอาชพี และเทคโนโลยีหนวยการเรยี นรูท่ี 4 เร่ือง งานเกษตรชอื่ -สกลุ ความ ขอมลู มีความ การนําเสนอ รว ผลการประเมนิ หมายเหตุ เรียบรอ ย ครบถว น สนใจ ม 3 2 1 3 2 1 3 2 1 1 2 3 12 ผา น ไมผา น1234567 ลงช่อื ..............................................ผูประเมนิ ( นายภัทรพงษ แคแดง ) ............ /............ /...........เกณฑการประเมิน ใสเคร่ืองหมาย  ลงในชองหมายเลขประเมนิ 3 หมายถึง ดี 2 หมายถึง พอใช 1 หมายถึง ควรปรบั ปรงุเกณฑการตดั สนิ การประเมิน ใสเ คร่อื งหมาย  ลงในชอ ง ผาน / ไมผ าน ผาน หมายถงึ มผี ลการประเมินระดับ 2 ถงึ 3 ในแตล ะรายการเกณฑการประเมนิ

260 เกณฑการใหคะแนนของแบบประเมินผลการทาํ งานกลุม สาระการเรยี นรูก ารงานอาชีพและเทคโนโลยี ชั้นมธั ยมศึกษาปท่ี 5หนวยการเรียนรทู ่ี 4 เรอ่ื ง งานเกษตร เรอ่ื ง การเลยี้ งสัตวเกณฑก ารประเมนิ 3 ( ดี ) ระดับคณุ ภาพ 1 ( ปรับปรุง ) 2 ( พอใช )ความเรียบรอ ย ใบงานสะอาดเรยี บรอย ไม ใบงานเรียบรอ ย แตย ังมี ใบงานเรยี บรอย แตยังมรี อย มรี อยขีด ลบ รอย ขีด ลบ 2-3 จดุ ขีด ลบ มากกวา5 จุดข้ึนไปขอมูลครบถวน ขอ มลู ครบถวนตามใบ ขอมูลทน่ี ํามาเขียนยงั ไม ขอมลู ทีน่ ํามาเขยี นไมตรงตาม ความรูท ่ีมอบให ชดั เจนในขอ มูลบางอยา ง ใบความรูท ี่ให นักเรียนมีความสนใจใน นักเรียนมคี วามสนใจในงาน นกั เรยี นยังขาดความสนใจใน งานทีท่ ํา มีการต้งั คาํ ถาม ทท่ี าํ และมกี ารพดู คุยกบั การทํางานมีความสนใจ กบั ครเู สมอ และมีการ เพื่อนเกย่ี วกับงานที่ทํา พดู คยุ กบั เพ่ือนเก่ียวกับ งานที่ทาํการนําเสนอ นักเรียนนาํ เสนองานไดดี นักเรียนนําเสนองานไดดี นักเรยี นนําเสนอยงั คงไมช ดั เจน นาํ เสนอไดชดั เจน แตบ างจดุ ยังคงนําเสนอยัง วกไปวนมา ไมชดั เจน

261 แบบสงั เกตพฤตกิ รรมการทาํ งานกลมุ สาระการเรยี นรูก ารงานอาชีพและเทคโนโลยี ชั้นมธั ยมศึกษาปท ่ี 5 เรื่อง การเลยี้ งสัตวหนว ยการเรียนรูท่ี 4 เรือ่ ง งานเกษตร การ การปฏิบตั ิ รักษา รวม ผลการ หมายเหตุ วางแผน ตาม ความ ประเมินที่ ชอื่ -สกุล ขน้ั ตอน สะอาด 321321321 9 ผา น ไม ผา น1234567 ลงชอื่ ..............................................ผูประเมนิ ( นายภทั รพงษ แคแดง ) ............ /............ /........... เกณฑการประเมนิ ใสเ คร่ืองหมาย  ลงในชองหมายเลขประเมิน 3 หมายถงึ ดี 2 หมายถงึ พอใช 1 หมายถงึ ควรปรบั ปรงุ เกณฑการตดั สนิ การประเมนิ ใสเคร่อื งหมาย  ลงในชอง ผาน / ไมผาน ผา น หมายถงึ มีผลการประเมินระดับ 2 ถงึ 3 ในแตล ะรายการเกณฑการประเมนิ

262 เกณฑก ารใหค ะแนนของแบบสงั เกตพฤตกิ รรมการทาํ งานกลมุ สาระการเรยี นรูการงานอาชีพและเทคโนโลยี ชน้ั มธั ยมศกึ ษาปที่ 5หนว ยการเรียนรูท ่ี 4 เร่อื ง งานเกษตร เรือ่ ง การเล้ยี งสัตวเกณฑก ารประเมิน 3 ( ดี ) ระดับคุณภาพ 1 ( ปรับปรุง ) 2 ( พอใช ) มกี ารวางแผนการทํางาน มกี ารวางแผนการทํางาน ไมมีการวางแผนในการการวางแผน ท่ีดี มีขัน้ ตอนชัดเจน แตย ังคงขาดขนั้ ตอนที่ ทํางาน ชัดเจนการปฏิบัตติ ามข้ันตอน ทํางานตามท่ีไดรับ ทํางานตามท่ีไดรบั ไมทํางานตามท่ีไดร บั มอบหมาย และทําตาม มอบหมาย และทาํ ตาม มอบหมาย คาํ สั่งของครทู ุกขอ คาํ ส่งั ของครบู างขอรักษาความสะอาด - เกบ็ กวาดขยะทุกชิน้ จน - เกบ็ กวาดขยะหลังจาก - ไมเ กบ็ กวาดขยะหลงั จาก หมดหลงั จากปฏิบตั ิงาน ปฏบิ ตั งิ าน แตไ มหมด ปฏบิ ัติงาน

263 แบบสงั เกตพฤตกิ รรมอันพงึ ประสงคกลมุ สาระการเรยี นรูการงานอาชพี และเทคโนโลยี ชั้นมธั ยมศกึ ษาปท่ี 5 เรอื่ ง การเลย้ี งสัตวหนว ยการเรยี นรูท่ี 4 เร่ือง งานเกษตร ผลการประเมนิ หมายเหตุที่ ช่ือ-สกุล ใฝรู มุงมน่ั ในการ ปฏบิ ัติตามกฎ ทํางาน ของหอ งเรยี น รวม 3 2 1 3 2 1 3 2 1 9 ผาน ไมผ าน1234567 ลงชื่อ..............................................ผปู ระเมิน ( นายภทั รพงษ แคแดง ) ............ /............ /..............เกณฑการประเมิน ใสเคร่ืองหมาย  ลงในชองหมายเลขประเมิน 3 หมายถึง ดี 2 หมายถึง พอใช 1 หมายถงึ ควรปรับปรงุเกณฑการตดั สินการประเมนิ ใสเคร่ืองหมาย  ลงในชอ ง ผาน / ไมผา น ผาน หมายถงึ มผี ลการประเมินระดบั 3 ในแตละรายการเกณฑการประเมิน หรือมีคะแนนรวมของทุกรายการเกณฑป ระเมนิ ต้ังแตรอยละ 75 ข้ึนไป ( 6.75 คะแนน จากคะแนนรวม 9 คะแนน )

264 เกณฑก ารใหคะแนนของแบบสังเกตพฤตกิ รรมอันพึงประสงคกลุมสาระการเรียนรกู ารงานอาชีพและเทคโนโลยี ช้นั มธั ยมศึกษาปที่ 5หนวยการเรยี นรูที่ 4 เรอ่ื ง งานเกษตร เรื่อง การเลี้ยงสตั วเกณฑก ารประเมนิ 3 ( ดี ) ระดบั คุณภาพ 1 ( ปรบั ปรุง ) 2 ( พอใช ) - นักเรยี นมีความตง้ั ใจใน - นกั เรยี นมีความต้งั ใจใน - นักเรยี นยังคงมีความใฝเ รียนรู การทาํ กจิ กรรม มีการถาม การทํากจิ กรรม มีการถาม ตงั้ ใจนอ ย ยังคงไมสนใจใน ตอบกบั ครผู สู อน เสมอ ตอบกบั ครูผูสอน เปน กจิ กรรม ท่ีครจู ัด บางคร้ังมุงมน่ั ในการทํางาน -ตั้งใจทาํ งาน มสี มาธิกับงาน -ตงั้ ใจทาํ งาน คุยบางบาง -ไมต ั้งใจทํางาน ชวนเพ่ือน ท่ีทํา เวลา คุยปฏบิ ัตติ ามกฎของ - นกั เรียนปฏิบตั ิตามกฎ/ - นักเรยี นปฏิบตั ิตามกฎ/ - นักเรยี นไมป ฏบิ ัตติ ามหอ งเรยี น ขอ ตกลงของหอ งเรยี นอยาง ขอตกลงของหอ งเรียนเปน กฎ/ขอ ตกลงของหองเรยี น เครงครัดทุกขอ บางขอ

2652. กจิ กรรมการเรียนรู 2.1 ขน้ั นําเขา สบู ทเรียน ( 10 นาที ) 2.1.1 ครูทักทายนักเรยี นแลวพดู คุยกบั นักเรียน พรอมกับถามนกั เรียนวาในชุมชนของนกั เรียนมีการ เลีย้ งสัตวใ นชุมชนหรือไม สัตวชนิดนั้นคืออะไร มวี ธิ กี ารเลี้ยงยังไง 2.2 ข้ันสอน (30 นาที ) 2.2.1 ครูแจกหนงั สือเรียนการงานอาชพี และเทคโนโลยชี นั้ ม.5 ใหน กั เรียน และใบความรู เรื่อง การเลีย้ งสัตว 2.2.2 ครอู ธบิ ายใหน ักเรยี นเขาใจถงึ เร่ืองเกีย่ วกับ การเลย้ี งสัตว 2.3 ข้นั ปฏบิ ตั ิ ( 1 ช่ัวโมง 10 นาที ) 2.3.1 ครใู หนักเรียนแตล ะคนต้งั ใจฟง ครูอธิบาย เร่ือง การเลี้ยงสัตวแลว ใหทําใบงานตามคําสงั่ ที่ครู กาํ หนด และหากนักเรียนไมเขาใจหรอื ฟง ครูไมทัน ใหนักเรียนซักถามครไู ดห ลังจากที่ครูสอนเสรจ็ หลังจากที่เรยี น เรือ่ ง การเลย้ี งสตั วจบแลว ครแู จกและใหน ักเรียนทาํ แบบฝกหดั หลังเรยี น 2.4 ข้ันสรุป ( 10 นาที ) ครูใหนกั เรียนชวยกนั สรปุ ประโยชนทีไ่ ดจ ากการเรียนรู เรื่อง การเลีย้ งสตั ว

266 บนั ทึกหลงั การสอน 1. ผลการเรยี นการสอน …………………………………………………………………………………………………………………………………………………….………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………….…………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………….……………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………. 2. ปญ หา / อุปสรรค ในการเรียนการสอน ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..…. …………………………………………………………………………………………………………………………………………………….……………………….… ………………………………………………………………………………………………………………………….……………………………………………….…… 3. การแกปญหา ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..…. …………………………………………………………………………………………………………………………………………………….……………………….… ………………………………………………………………………………………………………………………….……………………………………………….…… ลงช่ือ..............................................ผสู อน ( นายภัทรพงษ แคแดง ) ............ /............ /........... ข้อเสนอแนะของครูพเ่ี ลยี้ ง________________________________________________________________________________________________________________________________________________________________________________________________________________________________________________________________________________________________________________________________________________________________ ลงชื่อ__________________________ (ครูพีเ่ ล้ียง) (__________________________)

267 ข้อเสนอแนะของรองผู้อาํ นวยการกลุ่มบริหารงานวชิ าการ________________________________________________________________________________________________________________________________________________________________________________________________________________________________________________________________________________________________________________________________________________________________ ลงช่ือ__________________________(รองผอู้ าํ นวยการกลุ่มบริหารงานวชิ าการ) (__________________________) ข้อเสนอแนะของผู้อาํ นวยการโรงเรียน________________________________________________________________________________________________________________________________________________________________________________________________________________________________________________________________________________________________________________________________________________________________ ลงช่ือ__________________________(ผบู้ ริหารสถานศึกษา) (__________________________)

268 ใบความรู เรือ่ ง การเล้ียงสตั วความหมายของการเลยี้ งสตั ว การเล้ยี งสัตว (Domestication) คือ สภาวะซงึ่ การปรับปรุงพนั ธุ การบํารงุ รักษา และการหาอาหารของสตั วอยูภายใตการควบคุมของมนุษย สัตวเลยี้ ง (Domestic animal) หมายถึง สตั วต างๆ ที่อยูภ ายใตก ารควบคุมของมนุษยต ลอดชีวติ และมนุษยสามารถควบคุมการดูแลการผสมพนั ธุของสัตวเ หลาน้ีไปในทิศทางที่ตอการไดไมมากกน็ อย นอกจากนี้สัตวเ ลี้ยงยังตองพึง่ พาอาศัยมนุษย ในแงข องการคมุ ครองดูแลและการใหอ าหารหลักการเล้ยี งสตั วในการเล้ยี งสตั วมปี จ จัยท่ีสําคัญ ๔ ประการดวยกัน คือ๑. พันธุส ัตว เกษตรกรไทยยังไมใหความสาํ คญั ตอพนั ธสุ ัตว ที่นาํ มาใชเ ลี้ยงมากนัก จงึ มไิ ดใ หความสาํ คัญตอ คณุ ภาพทางพันธกุ รรมของสัตว ท่นี าํ มาใชเล้ียง โดยเฉพาะในโคและกระบอื ปจ จุบันเกษตรกรไทยเร่ิมใหความสาํ คัญตอการเลอื กซ้ือหาสัตว ทมี่ ีคณุ ภาพดีมาเลย้ี งมากขน้ึ โดยเฉพาะในไกเปด และสกุ ร เกษตรกรจํานวนมากยงั นิยมตอนโคและกระบือท่ีมีขนาดใหญ และรูปรา งดี เพ่อื นาํ ไปใชงาน คงปลอ ยใหโคและกระบอื ตวั ผขู นาดเลก็ ไวคุมฝูง จึงทําใหลูกโคและกระบือท่คี ลอดออกมาระยะหลงั ๆ มขี นาดเลก็ ลง ดงั นนั้ เกษตรกรผเู ลยี้ งสตั ว จึงควรท่ีจะไดเลอื กหาซื้อสัตวพันธุดีมาเลี้ยง ไมใชส ตั วอ ะไรก็ได และควรจะไดสงวนสัตวที่ดี มรี ูปรางใหญ ใหนมมาก ใหเ นอ้ื มาก ใหลูกดก ใหล ูกบอ ย มีความทนทานตอโรค เกบ็ ไวเลี้ยงทําพันธุ โดยเฉพาะควรจะเปลีย่ นวิธตี อนสตั วเสียใหม โดยใหตอนตัวเลก็ ๆ ใหหมด และเก็บตวั ใหญเ อาไวท าํ พันธุ๒. อาหารสัตว เกษตรกรจาํ นวนมากยงั ไมใ หความสนใจตอ การใหอาหารโคและกระบือ เทา กบั ผเู ล้ยี งสุกร ไก และเปด โดยคดิ เอาวา โคและกระบอื หาอาหารกินเองได ไมจ ําเปนตองจัดหาอาหารให แมแ ตสกุ ร ไก และเปด เอง แมรวู า ตองจดั หาอาหารให ก็ยังไมร วู า ระยะใดสัตวต องการอาหารชนดิ ใด มากนอ ยเทา ใด จงึ จะเหมาะสม

269 เกษตรกรท่ที าํ การเล้ยี งสตั ว จงึ จําเปน ตองศึกษาเรอื่ งการใหอาหารสัตว และจดั หาอาหารมาใหสัตวก ินใหถูกตองกบั ความตองการ จึงจะทําใหส ตั วน้ันเจรญิ เติบโตไดดี ใหนมมาก ใหล ูกทุกป หรือใหลกู ดก และไมเ ปนโรคตา งๆเนือ่ งจากการขาดอาหารอาหารหลกั ท่ีสําคญั ๆ ทเ่ี กษตรกรผูเ ล้ยี งสัตวค วรจะไดใหความสนใจ คือ ๒.๑ อาหารโปรตนี อาหารโปรตีน มคี วามจําเปน สําหรับการเจรญิ เติบโต การใหน ม การใหเน้อื และการผสมพันธุ ซง่ึ มอี ยูมากในปลาปน เนอ้ื ปน กากถ่ัวเหลือง กากถ่ัวลิสง กากมะพราว กากเมลด็ ฝาย และในพชื ตระกลู ถ่ัว เชนใบกระถนิ และถั่วฮามาตา เปนตน ๒.๒ อาหารพลังงาน อาหารแปง เม่ือกนิ เขาไปแลว ก็ถูกเปลี่ยนรูปเปนอาหารพลังงาน เพอ่ื ใหร ะบบตา งๆ ของรา งกายไดทาํ งานตามปกติ เชน การเคลื่อนไหว การเคย้ี ว การยอย และอนื่ ๆ อาหารแปงหรืออาหารพลังงาน มมี ากในปลายขา ว ขาวโพด ขา วฟาง มนั สําปะหลัง และรําขาว เปนตน ๒.๓ อาหารแรธ าตุ อาหารแรธาตุ นับวา มีความสําคญั ตอระบบโครงสราง หรอื กระดูก โดยเฉพาะธาตุแคลเซยี ม และฟอสฟอรสั ซ่งึ มีมากในกระดกู ปน หรือเปลือกหอยปน นอกจากนี้สตั วก ย็ ังตองการแรธาตุอื่นๆ อีก สาํ หรับระบบการทํางานตา งๆ ของรางกายและระบบการผสมพันธุเชน ธาตเุ หล็ก ทองแดง โคบอลต สงั กะสี แมงกานสี แมกนีเซยี ม ซลี เี นยี ม โซเดยี ม และโพแทสเซยี ม เปนตน ซง่ึเกษตรกรจะตองจดั หาใหสัตวกินเพ่ิมเติม ทัง้ ในรปู เกลือธรรมดาและเกลือประเภทพวก แรธ าตปุ ลีกยอ ย ซ่งึ อาจเปน ผงสําหรบั ผสมอาหารสตั ว หรือทาํ เปน กอนสาํ หรบั ใหส ัตวเ ลียกิน ๒.๔ วิตามนิ สตั วโ ดยทัว่ ๆ ไปตองการวิตามนิ สาํ หรบั การเจรญิ เติบโต และการผสมพันธุ แมวา สตั วบ างชนดิเชน สตั วเค้ยี วเออ้ื ง จะสามารถสังเคราะหวิตามนิ บีเองได วิตามินท่สี ําคญั ทีค่ วรใหแกส ตั วเ ล้ยี ง ก็คอื วิตามินเอ ดี บีตา งๆ เค อี และซี เกษตรกรจําเปนตองจัดหาวติ ามิน ใหส ตั วกนิ ตามความเหมาะสมตามชนดิ ของสัตว และความตองการในระยะตางๆ ของการเจริญเติบโต หรือการผสมพันธุ ๒.๕ นํา้ สัตวเ ล้ยี งนอกจากตองการอาหารแลว ก็ยังตองการนาํ้ ดวย สตั วจะตายในเวลาอันรวดเร็ว หากวา ขาดนํา้ แตจ ะยงั มีชีวิตอยไู ดนาน ถา ขาดอาหาร นา้ํ นับวามีความสาํ คญั ตอระบบ การทาํ งานตา งๆ ของรางกาย โดยเฉพาะระบบ หมนุ เวียนของโลหิตและระบบขบั ถา ย จึงควรท่เี กษตรกรจะตอ งดูแลใหสัตวม นี า้ํ สะอาดกินตลอด เวลา ตามปรมิ าณความตอ งการของสตั วนนั้ ๆ

270๓. การจดั การดแู ล สัตวเลีย้ งก็เชนเดยี วกบั คน ที่ตองการใหเจา ของดูแล จงึ จะสามารถเจริญเติบโต และใหผลติ ผล หรอื การสบื พนั ธทุ ี่ดไี ด สิง่ สําคัญท่ีจะตองใหค วามดูแลใหแกส ัตวก ็คือ๓.๑ เรอื นโรง การเลย้ี งสตั วต อ งมเี รือนโรงใหสัตวอ ยตู ามความเหมาะสม มใิ ชเล้ยี งตามใตถนุ บา น หรือเลย้ี งปลอ ย เพ่ือสตั วจะไดม ที ี่อยูหลบั นอนตามความเหมาะสม ไมถูกสตั วอ่ืน หรือคนมารบกวนโรงเรือนของเปด พันธุกากีแคมเบลลโรงเรือนของเปด พันธุกากีแคมเบลล คอกจะตองสะอาดและมกี าร ระบายอากาศทด่ี ี ไมช ื้นแฉะหรือมนี าํ้ ขังเปน หลมุเปนบอ มกี ารตกั มูลสัตวอ อกทง้ิ เปนประจํา ไมใหมีการหมัก๓.๒ การใหอ าหารและนาํ้ การเล้ยี งสตั วท ี่ดี จาํ เปนตอ งมีการใหอาหารและนํา้ ตามเวลาท่ีกาํ หนด (ยกเวนกรณที ่ใี หตลอดเวลา ซงึ่ กต็ องดแู ลใหอาหารและนาํ้ ตลอดเวลา) ไมควรเปลี่ยนเวลาใหอ าหารและนา้ํ แกสตั ว หากไมจ าํ เปน เพราะจะทําใหสัตวเ กดิ ความเครยี ด และเปน ผลกระทบกระเทือนตอ การใหน ้ํานม ใหไข ตลอดจนการผสมพันธุ๓.๓ การจัดการเกี่ยวกับการผสมพนั ธุ การจดั การผสมพันธุตามระยะที่เหมาะสมของการผสมพันธุ จะทาํ ใหส ัตวต้งั ทองและมีลูกมากขนึ้ ปริมาณหรืออตั ราสวนของตวั ผู และตัวเมียก็มีความสําคญั ตอเปอรเซน็ ตก ารผสมตดิ ของสัตวในฝูงการคัดเลือกสัตวทเ่ี ปนหมัน ผสม ไมต ดิ หรือติดยาก กเ็ ปน อีกสว นหนึ่งที่ตองทําใน การเล้ียงสตั ว แทนทจ่ี ะเลี้ยงสตั วแ ลวไมไดผล ตอบแทน สตั วท่ีใหผลิตผลนอ ย เชน นม นอย ไขนอย หรือลกู ครอกเลก็ ก็ควรจะไดทาํ การ คัดท้ิงแทนทีจ่ ะทนเลย้ี งตอ ไปซึง่ จะทาํ ใหผเู ล้ยี ง ขาดทนุ๓.๔ การรีดนมและการจัดการอื่นๆ การรดี นมเปน เวลาตามทก่ี าํ หนดไวเปนประจาํ จะชว ยทาํ ใหผ เู ลย้ี งไดน า้ํ นมมากขึ้นดงั น้นั จึงไมควรเปล่ียนแปลงเวลารีดนม หากไมจ าํ เปนการจัดการอื่นๆ เชน การทําราง กันไมใหแมส ุกรทบั ลูกสุกรเมื่อลกู สุกรสยังเลก็ หรอื การแยกสตั วเลก็ ออกเล้ยี งตา งหากตามอายุ หรือความเหมาะสม แทนทจ่ี ะปลอยเลีย้ งรวมฝูง ก็นบั วา มีสวนสําคัญในการทําใหผูเ ลี้ยงมกี าํ ไรหรือขาดทนุ ไดเชน กนั๔. โรคสัตวโรคของสตั วเ ล้ียงยังนบั วา เปนปญ หาทีส่ ําคัญของการเล้ียงสตั วใ นบา นเรา ปจจบุ นั น้ี เพราะมโี รคระบาดตางๆ ท่ีกอ ใหเกดิ ความเสียหายตอชวี ิตสตั ว และเศรษฐกจิ หลายโรค ผเู ลี้ยงสตั วจ งึ จาํ เปน ตอ งเรียนรู สาเหตุ อาการ การปองกนัและการรักษาโรคสัตวน ั้น ดวยตนเอง สําหรบั ใชด ําเนนิ การในเบื้องตน เพ่ือจักไดแ กไขปญหาไดท ันเหตุการณ

271 ปจ จุบันมโี รคหลายโรคทสี่ ามารถทาํ การ ปองกันไดโ ดยการฉีดวคั ซีนใหแกส ตั วเ ล้ียงเปน การลว งหนา เกษตรกรจาํ นวนมากยงั เขาใจผดิ คิดวาวัคซนี มีไวส าํ หรบั รักษาโรค และจะไมทํา วคั ซีนใหสัตวเลี้ยงจนมีโรคเกดิ แลวจึงตดิ ตอใหเจา หนา ทขี่ องรัฐบาลไปทําการฉีดวคั ซีนให จงึ ทําใหโ รคระบาดตางๆ ยงั เปน ปญ หาอยูท ั่วไปแนวทางในการปองกันโรคในหลกั การ ใหญๆ ทยี่ ดึ ถอื ปฏิบตั กิ ันกค็ ือ๔.๑ การฉดี วัคซีนปองกนั โรคสัตว ลว งหนา วิธีปองกนั ทด่ี ที ่ีสดุ ในการปองกันมใิ หส ัตวเล้ียงเปนโรคระบาดตายก็คือ การทําวัคซนี ปองกันโรคสตั วลว งหนากอ นทส่ี ตั วจ ะปว ยเปน โรค เพราะวัคซีนมีไวสาํ หรบั ปอ งกันโรค มิใชร ักษาโรค อยา งไรก็ตามวัคซีนชว ยใหโอกาส ทีส่ ัตวปว ยเปนโรคนอยลง แตม ไิ ดหมายความวา เมื่อทําวคั ซีนแลวสตั วจ ะไมเปน โรค โดยทว่ั ๆ ไป สตั วท่ีทาํ วคั ซีน ๑๐๐ ตัวจะไมเปนโรคประมาณ ๗๐-๘๐ ตัว อีก ๒๐-๓๐ ตวั อาจจะเปน โรคได ถาสัตวออ นแอหรอื มีเช้ือโรคเขาไปมากๆ จงึ ควร ทเี่ กษตรกรจะเขาใจตามนี้ดวย๔.๒ การปอ งกนั โรคทางอน่ืการ ปองกนั โรคทางอนื่ ๆ ที่ควรจักไดทาํ ควบคกู บั การทาํ วัคซีนก็คือ ๔.๒.๑ การจัดหาที่ใหสัตวอยู เปนหลักแหลง ไมป นกบั สัตวเล้ยี งอน่ื ๆ ของ ชาวบาน ๔.๒.๒ การจัดทาํ รัว้ กน้ั โดยรอบ เพือ่ มิใหส ัตวหรือคนเขา ไปในคอกสัตว ๔.๒.๓ การไมใ หบ ุคคลภายนอก เขา ไปในคอก เพ่ือปองกันการนําโรคจากภาย นอกเขา มา ๔.๒.๔ การใชยาฆา เชอื้ โรค ภายในคอกและทางผานกอ นเขาคอก ๔.๒.๕ การใหอ าบนํา้ เปลย่ี น เครื่องแตง ตวั กอนเขาคอก หากจําเปน ตอ งทํา ๔.๒.๖ การไมนาํ อาหารจากที่ อืน่ เขา ไปกินในคอก๔.๓ การคัดเลอื กผสมพนั ธสุ ตั ว ใหมีความตา นทานโรค ปจจบุ ันนกั วทิ ยาศาสตรพบวา การคัดเลอื กผสมพนั ธุส ตั ว ใหมคี วามตา นทานโรคบางโรค อาจจะทาํ ได แมจะไมไดผลเตม็ ท่ี แตก็ชวยใหโ อกาสสตั วเ ปนโรค หรือไดรบั อนั ตรายจากโรคนอ ยลง เชน โคท่มี ีเลอื ดพนั ธุบ ราหม นั ซงึ่ตามปกตจิ ะพบวา มีความทนทานตอ โรคไขเห็บ เม่ือเอาววั พันธนุ ้มี าผสมกับโคนมพันธแุ ท หรือโคเน้ือพนั ธแุ ทจ ากตา งประเทศ ลูกผสมทเี่ กดิ มา จะมคี วามทนทานตอโรคนีไ้ ดดีข้นึ ตามอตั ราสว นของเลอื ดโคบราหมนั ท่มี ีอยใู นโคลกู ผสมนนั้ ถามีมากก็มีความคุมโรคมาก เปนตน

272 ใบงานท่ี 15 เร่อื ง การเลีย้ งสัตวคาํ ชแ้ี จง :ใหน ักเรยี นศึกษาใบความรเู รอื่ งการเล้ียงสตั ว แลว ใหสรปุ องคความรแู บบสามหวง สองเงื่อนไข ส่มี ติ ิ ภายในเวลา 25 นาที (12 คะแนน)

273ชอ่ื .......................................................................................................ชนั้ ...............เลขท.่ี ..............แบบฝก หัดหลังเรียน เร่ือง การเลย้ี งสัตวคาํ ชีแ้ จง : ใหนักเรยี นทําแบบฝก หดั ตอไปน้ใี หถกู ตองภายในเวลา 10 นาที ( 10 คะแนน )1. การเลีย้ งสัตวห มายถึงอะไร จงอธิบาย ( 7 คะแนน )......................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................2. ปจ จัยทีเ่ ปน หลกั การเลย้ี งสัตว มีกี่ปจจยั อะไรบา ง (3 คะแนน)................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................

274ชอ่ื .......................................................................................................ชนั้ ...............เลขท.่ี ..............เฉลยแบบฝกหัดหลงั เรยี น เร่ือง การเลี้ยงสัตวคาํ ชี้แจง : ใหน ักเรียนทาํ แบบฝกหัดตอไปน้ใี หถ กู ตอ งภายในเวลา 10 นาที ( 10 คะแนน )1. การเลีย้ งสัตวห มายถงึ อะไร จงอธบิ าย ( 6 คะแนน ) การเลีย้ งสตั ว (Domestication) คือ สภาวะซงึ่ การปรับปรุงพันธุ การบาํ รุงรักษา และการหาอาหารของสตั วอยภู ายใตก ารควบคุมของมนุษย สัตวเ ลย้ี ง (Domestic animal) หมายถงึ สัตวตา งๆ ที่อยภู ายใตการควบคุมของมนุษยต ลอดชวี ิต และมนุษยสามารถควบคุมการดูแลการผสมพันธขุ องสัตวเ หลา น้ไี ปในทิศทางที่ตอ การไดไมมากกน็ อย นอกจากน้ีสัตวเลย้ี งยงั ตองพ่ึงพาอาศยั มนษุ ย ในแงข องการคุมครองดแู ลและการใหอ าหาร2. ปจจัยท่ีเปน หลักการเลีย้ งสัตว มกี ่ีปจ จยั อะไรบา ง (4 คะแนน) ในการเล้ยี งสตั วม ปี จ จัยทส่ี าํ คัญ ๔ ประการดว ยกัน คือ ๑. พนั ธุสตั ว ๒. อาหารสัตว ๓. การจัดการดแู ล ๔. โรคสตั ว

275แผนการจัดการเรียนรูท ่ี 16กลมุ สาระการเรียนรู การงานอาชพี และเทคโนโลยี ชัน้ มัธยมศกึ ษาปท ี่ 5หนว ยการเรยี นรทู ่ี 5 เรื่อง การอาชีพและเทคโนโลยี เวลา 8 ชั่วโมงเร่ือง แนวทางสูการอาชีพ เวลา 2 ช่ัวโมงผูส อน นายภทั รพงษ แคแดง วนั ท่ี 5 เดือน กุมภาพันธ พ.ศ. 25621. เปา หมายการเรยี นรู 1.1 มาตรฐานการเรยี นรู ง 1.1 เขาใจการทํางาน มีความคิดสรางสรรค มีทักษะกระบวนการทํางาน ทักษะการจัดการ ทักษะกระบวนการแกปญหา ทักษะการทํางานรวมกัน และทักษะการแสวงหาความรู มีคุณธรรม และ ลกั ษณะนิสัยในการทํางาน มีจติ สํานึกในการใชพ ลังงาน ทรัพยากรและสง่ิ แวดลอม เพอ่ื การดาํ รงชีวิตและ ครอบครัว 1.2 สาระสาํ คัญ การเขาสูอาชีพเปนวงจรชีวิตของมนุษยเพราะทุกคนจะตองประกอบอาชีพเพ่ือความอยูรอดของ ชีวิตตนเองและครอบครัวใหมีคุณภาพชีวิตที่ดี และการประสบความสําเร็จไดน้ัน ข้ึนอยูกับการกําหนด เปาหมายอาชีพที่ชัดเจน สมเหตุสมผล ซึ่งเปาหมายเปรียบเหมือนเข็มทิศที่ชี้แนวทางใหกาวสูอาชีพที่ ใฝฝ นไดอ ยา งถูกทศิ ทาง 1.3 ตัวช้วี ดั ของหลกั สตู ร ง 1.1 ม.5/1 อภิปรายแนวทางเขา สอู าชพี ท่ีสนใจ ง 1.1 ม.5/2 มีประสบการณใ นอาชีพท่ีถนัดแสนใจ ง 1.1 ม.5/3 มที กั ษะการจัดการในการทํางาน ง 1.1 ม.5/4 มีทกั ษะในการแสวงหาความรเู พ่อื การดํารงชีวิตมคี ุณธรรมและลักษณะนิสยั ในการ ทํางาน

2761.4 จดุ ประสงคการเรยี นรู 1.4.1 ดานความรู ( K ) นกั เรียนสามารถอธิบายถงึ แนวทางในการเขา สูอาชีพไดอยางถกู ตอง 1.4.2 ดา นทกั ษะ / กระบวนการ ( P ) นกั เรยี นสามารถนาํ เอาแนวทางทไี่ ดไปประยกุ ตใ ชใ นชวี ติ ประจาํ วนั ไดอยางถูกตอง 1.4.3 ดานเจตคติ ( A ) นกั เรียนมีความใฝร ู มงุ มั่นในการทํางาน และปฏิบัติตามกฎของหองเรียน1.5 ตวั ชวี้ ัดของแผนการจัดการเรยี นรู 1.5.1 นกั เรยี นสามารถทาํ แบบฝก หัดไดไ มต่าํ กวา รอ ยละ 70 1.5.2 นักเรียนสามารถซอมแซมและตดิ ต้ังอปุ กรณ เครื่องใชภายในบานได ในระดบั คุณภาพ ไมต่าํ กวา พอใช 1.5.3 นักเรยี นมคี วามใฝร ใู ฝเ รียน มารยาทในหอ งเรียน และปฏบิ ัตติ ามกฎของหองเรยี น ในระดับคุณภาพไมต าํ่ กวา ดี ในแตล ะรายการเกณฑการประเมนิ หรือมคี ะแนนรวมของทุกรายการเกณฑก ารประเมินต้งั แตร อยละ 75 ขน้ึ ไป (6.75 คะแนน จากคะแนนรวม 9 คะแนน)1.6 เนื้อหาสาระ แนวทางสกู ารอาชพี1.7 สื่อการสอน 1.7.1 หนังสอื เรยี น การงานอาชีพและเทคโนโลยี ชน้ั มัธยมศึกษาปท ี่ 5 1.7.2 ใบความรู เรอื่ ง แนวทางสูก ารอาชพี1.8 ภาระงาน/ช้นิ งาน 1.8.1 ใบงานเร่ือง แนวทางสูการอาชพี 1.8.2 แบบฝก หดั หลังเรยี น เร่อื ง แนวทางสกู ารอาชีพ

277 1.9 การวัดผลประเมินผล 1.9.1 การวดั ผล • ดานความรู (K) 10 คะแนน จากแบบฝกหัดหลังเรยี น 12 คะแนน • ดานทกั ษะ / กระบวนการ (P) 9 คะแนน จากแบบประเมินผลการทํางาน จากแบบสังเกตพฤตกิ รรมการทาํ งาน 9 คะแนน รวม 40 คะแนน • ดานเจตคติ (A) จากแบบสังเกตพฤติกรรมอันพงึ ประสงค 1.9.2 การประเมินผล ระดับคุณภาพ ตง้ั แต 30 คะแนนข้ึนไป หมายถึง ดี (3) ต้ังแต 20-29 คะแนน หมายถึง พอใช (2) ต้ังแต 0-19 คะแนน หมายถงึ ควรปรบั ปรงุ (1) กระบวนการวดั ผลและประเมนิ ผลตามจดุ ประสงคก ารเรียนรูที่ จดุ ประสงค วิธกี าร เคร่อื งมอื เกณฑ การเรียนรู ตรวจแบบฝกหัด1. ดานความรู หลังเรียน แบบฝกหดั หลังเรยี น ผานรอ ยละ 70 1. ตรวจผลงาน 1. แบบประเมินผลงาน2. ดานทักษะ / 2. สงั เกตพฤติกรรม 2. แบบสังเกตพฤติกรรม เกณฑระดบั 2 หรือในระดับคณุ ภาพ กระบวนการ การทาํ งาน การทาํ งาน ไมต ํา่ กวา ระดบั พอใช ในแตละ รายการเกณฑก ารประเมิน3. ดานเจตคติ สังเกตพฤติกรรม แบบสงั เกตพฤติกรรมอัน อันพงึ ประสงค พึงประสงค เกณฑระดบั 3 หรือในระดบั คณุ ภาพ ไมต าํ่ กวาระดบั ดี ในแตละรายการ เกณฑการประเมนิ หรือมีคะแนนรวม ของทุกรายการเกณฑการประเมิน ตั้งแตร อยละ 75 ข้นึ ไป (6.75 คะแนน จากคะแนนรวม 9 คะแนน)

278 แบบประเมินผลการทํางานกลุมสาระการเรยี นรูการงานอาชีพและเทคโนโลยี ชน้ั มัธยมศึกษาปท่ี 5 เร่ือง แนวทางสูก ารอาชีพหนว ยการเรยี นรูที่ 5 เรื่อง การอาชพี และเทคโนโลยี รวม ผลการประเมนิ หมายเหตุ ชื่อ-สกลุ มีการเสนอ ความ ความ การนาํ เสนอ 12 ผา น ไมผา น ความ สามคั คี สวยงาม คิดเหน็ 321321321 1 231234567 ลงชอื่ ..............................................ผปู ระเมนิ ( นายภทั รพงษ แคแดง ) ............ /............ /........... เกณฑการประเมิน ใสเครื่องหมาย  ลงในชองหมายเลขประเมนิ 3 หมายถงึ ดี 2 หมายถงึ พอใช 1 หมายถงึ ควรปรับปรุง เกณฑการตัดสินการประเมิน ใสเ คร่ืองหมาย  ลงในชอง ผา น / ไมผ า น ผาน หมายถงึ มีผลการประเมินระดบั 2 ถงึ 3 ในแตละรายการเกณฑการประเมิน

279 เกณฑก ารใหคะแนนของแบบประเมินผลการทาํ งานกลุมสาระการเรียนรูการงานอาชีพและเทคโนโลยี ชน้ั มธั ยมศึกษาปท ี่ 5หนว ยการเรยี นรทู ี่ 5 เร่ือง การอาชพี และเทคโนโลยี เร่ือง แนวทางสกู ารอาชีพเกณฑการประเมิน 3 ( ดี ) ระดบั คุณภาพ 1 ( ปรบั ปรุง ) 2 ( พอใช )การเสนอความคิดเห็น ทกุ คนภายในกลมุ รวม ภายในกลุม มีคนเสนอ ภายในกลุมมคี นเสนอความเห็น ความสามคั คี ชวยกนั เสนอความคดิ เห็น ความเห็น3-4คน 2-3 คน ในการทํางาน ทุกคนในกลุมรวมกนั ใน ทุกคนรวมกันทํากิจกรรม ภายในกลุมรวมทํากิจกรรม การทาํ กิจกรรม แตย ังมี1-2 คน ยังคงไมมี และมผี ูไมมสี วนรวมในกจิ กรรม สวนรวม มากกวา 3 คน การตกแตง ผังกิจกรรม มี มีการตกแตง ผงั กิจกรรม ไมม ีการตกแตง ผงั กจิ กรรมความสวยงาม การตกแตงสวยงาม แตงการตกแตง ยังไม สอดคลองกับเนื้อหา สอดคลอ งกบั เน้ือหาการนําเสนอ นกั เรียนนําเสนองานไดด ี นกั เรยี นนาํ เสนองานไดดี นกั เรียนนาํ เสนอยงั คงไมช ดั เจน นาํ เสนอไดชัดเจน แตบ างจุดยงั คงนําเสนอยัง วกไปวนมา ไมช ัดเจน

280 แบบสงั เกตพฤตกิ รรมการทาํ งานกลุม สาระการเรยี นรกู ารงานอาชีพและเทคโนโลยี ชั้นมธั ยมศกึ ษาปที่ 5 เรื่อง แนวทางสกู ารอาชีพหนวยการเรียนรูที่ 5 เรอ่ื ง การอาชีพและเทคโนโลยี การ การปฏิบตั ิ รกั ษา รวม ผลการ หมายเหตุ วางแผน ตาม ความ ประเมนิท่ี ชอ่ื -สกุล ข้นั ตอน สะอาด 321321321 9 ผา น ไม ผา น1234567 ลงชอื่ ..............................................ผูประเมิน ( นายภทั รพงษ แคแดง ) ............ /............ /........... เกณฑการประเมนิ ใสเครื่องหมาย  ลงในชองหมายเลขประเมนิ 3 หมายถึง ดี 2 หมายถงึ พอใช 1 หมายถงึ ควรปรบั ปรุง เกณฑการตัดสินการประเมนิ ใสเ คร่ืองหมาย  ลงในชอ ง ผา น / ไมผ าน ผา น หมายถงึ มีผลการประเมินระดบั 2 ถงึ 3 ในแตล ะรายการเกณฑการประเมิน

281 เกณฑการใหคะแนนของแบบสังเกตพฤตกิ รรมการทํางานกลมุ สาระการเรียนรูการงานอาชพี และเทคโนโลยี ช้ันมัธยมศึกษาปที่ 5หนวยการเรยี นรูที่ 5 เร่อื ง การอาชีพและเทคโนโลยี รอ่ื ง แนวทางสูการอาชีพเกณฑก ารประเมนิ 3 ( ดี ) ระดบั คุณภาพ 1 ( ปรบั ปรุง ) 2 ( พอใช ) มีการวางแผนการทาํ งาน มกี ารวางแผนการทํางาน ไมม ีการวางแผนในการการวางแผน ท่ดี ี มีข้ันตอนชดั เจน แตยังคงขาดข้ันตอนท่ี ทาํ งาน ชัดเจนการปฏบิ ตั ิตามขั้นตอน ทํางานตามท่ีไดร บั ทาํ งานตามท่ไี ดร บั ไมท ํางานตามท่ีไดร ับ มอบหมาย และทําตาม มอบหมาย และทําตาม มอบหมาย คาํ สง่ั ของครูทุกขอ คาํ สัง่ ของครูบางขอรกั ษาความสะอาด - เกบ็ กวาดขยะทกุ ชน้ิ จน - เกบ็ กวาดขยะหลงั จาก - ไมเกบ็ กวาดขยะหลงั จาก หมดหลังจากปฏิบตั ิงาน ปฏิบตั ิงาน แตไมหมด ปฏิบัติงาน

282 แบบสังเกตพฤตกิ รรมอันพงึ ประสงคกลมุ สาระการเรยี นรกู ารงานอาชพี และเทคโนโลยี ชัน้ มัธยมศกึ ษาปท่ี 5หนวยการเรยี นรทู ี่ 5 เร่อื ง การอาชพี และเทคโนโลยี เร่อื ง แนวทางสกู ารอาชีพที่ ชื่อ-สกลุ ใฝร ู มงุ มัน่ ในการ ปฏิบัติตามกฎ ทํางาน ของหอ งเรยี น รวม ผลการประเมิน หมายเหตุ 3 2 1 3 2 1 3 2 1 9 ผา น ไมผ า น1234567 ลงช่อื ..............................................ผูประเมนิ ( นายภทั รพงษ แคแดง ) ............ /............ /..............เกณฑการประเมนิ ใสเ คร่ืองหมาย  ลงในชองหมายเลขประเมนิ 3 หมายถึง ดี 2 หมายถงึ พอใช 1 หมายถึง ควรปรบั ปรงุเกณฑการตดั สนิ การประเมนิ ใสเ ครือ่ งหมาย  ลงในชอง ผาน / ไมผา น ผา น หมายถึง มผี ลการประเมินระดบั 3 ในแตล ะรายการเกณฑการประเมิน หรือมีคะแนนรวมของทกุ รายการเกณฑป ระเมินตั้งแตรอ ยละ 75 ขน้ึ ไป ( 6.75 คะแนน จากคะแนนรวม 9 คะแนน )

283 เกณฑการใหคะแนนของแบบสังเกตพฤตกิ รรมอันพงึ ประสงคกลมุ สาระการเรยี นรกู ารงานอาชพี และเทคโนโลยี ช้ันมธั ยมศึกษาปท่ี 5หนว ยการเรียนรทู ี่ 5 เรอ่ื ง การอาชีพและเทคโนโลยี เร่อื ง แนวทางสกู ารอาชีพเกณฑก ารประเมิน 3 ( ดี ) ระดบั คณุ ภาพ 1 ( ปรบั ปรุง ) 2 ( พอใช ) - นักเรยี นมีความตัง้ ใจใน - นักเรยี นมคี วามตงั้ ใจใน - นักเรยี นยงั คงมีความใฝเ รียนรู การทาํ กจิ กรรม มีการถาม การทาํ กจิ กรรม มีการถาม ต้งั ใจนอย ยังคงไมสนใจใน ตอบกบั ครูผูสอน เสมอ ตอบกบั ครผู ูสอน เปน กิจกรรม ที่ครูจดั บางครั้งมงุ ม่ันในการทาํ งาน -ตง้ั ใจทํางาน มีสมาธิกบั งาน -ตัง้ ใจทาํ งาน คุยบางบาง -ไมตง้ั ใจทํางาน ชวนเพอื่ น ทท่ี าํ เวลา คยุปฏบิ ตั ติ ามกฎของ - นกั เรียนปฏิบัติตามกฎ/ - นักเรยี นปฏิบัตติ ามกฎ/ - นกั เรยี นไมป ฏิบัตติ ามหอ งเรียน ขอตกลงของหอ งเรียนอยา ง ขอ ตกลงของหอ งเรียนเปน กฎ/ขอ ตกลงของหองเรยี น เครง ครดั ทุกขอ บางขอ

2842. กิจกรรมการเรยี นรู 2.1 ข้ันนาํ เขา สูบ ทเรียน ( 10 นาที ) 2.1.1 ครูทกั ทายนักเรยี นแลวพูดคุยกบั นักเรียน เกี่ยวกบั ความชอบ และพดุ คนุ ถึงอาชพี ท่ีมีในปจ จบุ นั พรอมถามความสนใจในอาชีพของนกั เรียน 2.2 ขน้ั สอน (30 นาที ) 2.2.1 ครูแจกหนงั สอื เรียนการงานอาชีพและเทคโนโลยีชั้น ม.5 ใหน ักเรยี น และใบความรู เรอ่ื ง แนวทางสกู ารอาชีพ 2.2.2 ครูอธิบายใหนักเรียนเขาใจถึง เรอ่ื งเกีย่ วกบั แนวทางสกู ารอาชพี 2.3 ขน้ั ปฏบิ ัติ ( 1 ชั่วโมง 10 นาที ) 2.3.1 ครใู หนักเรียนแตล ะคนตั้งใจฟง ครอู ธบิ าย เรื่อง แนวทางสูก ารอาชพี แลว ใหทาํ ใบงานตามคําสงั่ ที่ ครกู ําหนด และหากนักเรียนไมเ ขาใจหรือฟงครไู มทัน ใหนักเรียนซกั ถามครูไดห ลังจากที่ครูสอนเสรจ็ หลังจากท่ีเรียน เรือ่ ง แนวทางสูการอาชีพ ครแู จกและใหนักเรียนทําแบบฝกหัดหลงั เรียน 2.4 ข้ันสรปุ ( 10 นาที ) ครูใหนักเรยี นชวยกนั สรุปประโยชนท ่ไี ดจ ากการเรียนรู เรื่อง แนวทางสกู ารอาชพี

285 บนั ทึกหลงั การสอน 1. ผลการเรยี นการสอน …………………………………………………………………………………………………………………………………………………….………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………….…………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………….……………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………. 2. ปญ หา / อุปสรรค ในการเรียนการสอน ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..…. …………………………………………………………………………………………………………………………………………………….……………………….… ………………………………………………………………………………………………………………………….……………………………………………….…… 3. การแกปญหา ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..…. …………………………………………………………………………………………………………………………………………………….……………………….… ………………………………………………………………………………………………………………………….……………………………………………….…… ลงช่ือ..............................................ผสู อน ( นายภัทรพงษ แคแดง ) ............ /............ /........... ข้อเสนอแนะของครูพเ่ี ลยี้ ง________________________________________________________________________________________________________________________________________________________________________________________________________________________________________________________________________________________________________________________________________________________________ ลงชื่อ__________________________ (ครูพีเ่ ล้ียง) (__________________________)

286 ข้อเสนอแนะของรองผู้อาํ นวยการกลุ่มบริหารงานวชิ าการ________________________________________________________________________________________________________________________________________________________________________________________________________________________________________________________________________________________________________________________________________________________________ ลงชื่อ__________________________(รองผอู้ าํ นวยการกลุ่มบริหารงานวชิ าการ) (__________________________) ข้อเสนอแนะของผู้อาํ นวยการโรงเรียน________________________________________________________________________________________________________________________________________________________________________________________________________________________________________________________________________________________________________________________________________________________________ ลงชื่อ__________________________(ผบู้ ริหารสถานศึกษา) (__________________________)

287ใบความรู เรอื่ ง แนวทางสูการอาชพีแนวทางสกู ารอาชีพ การประกอบอาชีพมีความสาํ คญั ตอ การดาํ เนนิ ชวี ติ เพราะทกุ คนตางมีเปาหมายในการประกอบอาชีพทต่ี า งกนัการเตรียมตวั ประกอบอาชีพ เปน จดุ เร่มิ ตนของการเรยี นรูเ พอื่ การประกอบอาชีพเมื่อ เรยี นจบ หรอื สําเร็จการศึกษาโดยตอ งตง้ั เปาหมายวาจะ ประกอบอาชีพอะไร วางแผน ศึกษา และตัดสินใจเลอื กอาชีพ การศกึ ษาดว ยตนเอง มองและเขาใจตนเองวาม.ี .. “ความรู ทกั ษะ สนใจ และ บคุ ลิกภาพ” เปน อยางไร โดยพิจารณาจาก 1. ความรู ความสามารถ - รใู นสาขาอาชีพ 2. ทักษะในการทางาน - ทกั ษะท่ตี องใชใ นงานทงั้ หมด 3.ความถนัดหรือความสามารถพิเศษ - ศักยภาพที่มีอยู 4. จุดเดน - จุดสนใจทท่ี าใหผูอ่นื มองเหน็ 5. ความชอบ ความสนใจ และความตองการ - ความอยาก ที่จะทําการศกึ ษาดวยตนเอง 6. คา นิยม - สงิ่ ที่เห็นวาดี ควรจะทาํ 7. อุปนสิ ัย -ลักษณะในจติ ใจทพี่ ฤติกรรมแสดงออกมา 8. ขอจาํ กดั – สิง่ ท่ีไมสามารถทาํ ไดและเปนอุปสรรคใน การทํางาน 9.บุคลิกภาพ - ลักษณะสวนรวมของบุคคลทั้งรางกาย นิสยั ใจคอ ความรูสกึ นึกคิด การศกึ ษาเกี่ยวกบั อาชีพ เมื่อวิเคราะหตนเองจนเขาใจแลว วา ตนเองมบี ุคลกิ ภาพ อยา งไร การศึกษาอาชีพจะตอ งสํารวจ ศึกษา และหาขอมูล เกี่ยวกบั ลกั ษณะอาชีพนั้นๆ โดยพิจารณาความสอดคลอ งกับ ความรู ความสามารถความสนใจ และความถนดั ของตนเอง แหลงขอ มลู เก่ยี วกับอาชีพ กอนการประกอบอาชีพจะตองทราบถงึ แหลงขอมูล เกีย่ วกบั อาชพี นั้นๆ หรอื แหลงงานซ่งึ จะบอกรายละเอยี ด เกี่ยวกับสถานทีป่ ระกอบการ ตําแหนงงาน คุณสมบตั ิ และ คาตอบแทน เชน สื่อโฆษณาอนิ เทอรเ น็ต ศนู ยบริการขอมูลอาชพี หนว ยงานแนะแนวและฝก อาชีพ ตลาดนัดแรงงาน บุคคลตา งๆการตัดสินใจเลือกอาชีพ การตัดสนิ ใจเลือกอาชพี เปนขั้นตอนหน่งึ ในการเลือก ประกอบอาชพี เพราะการประกอบอาชีพทตี่ นเองชอบ มีความ ถนัด และเหมาะสมกับตนเอง ทาใหมคี วามสขุ และเจรญิ กาวหนา ในหนา ท่ีการงานการสมัครงานเม่ือศึกษาการเตรียมตวั ประกอบอาชีพและสามารถเลือก อาชพี ท่ตี รงกับความตองการของตนเองแลว สง่ิ ทส่ี ําคัญที่จําเปนตองศกึ ษาและเรียนรูคือ การสมคั รงาน การเขียนใบสมัครงาน ใบสมัครงานเปน เครอื่ งมือสําคัญลาดับแรกในการคัดเลือก บคุ คลเขา ทางาน เพราะสวนใหญจ ะใชว ธิ กี ารคัดเลือกผสู มัครเขา รับการสมั ภาษณง านโดยพจิ ารณาจากใบสมัครงานเปนสําคัญ การเขียนจดหมายสมคั รงาน จดหมายสมัครงานจดั อยใู นประเภทเดียวกบั จดหมาย ธุรกิจ ซึ่งจดหมายทตี่ องเขียนแบบเปน ทางการและปฏบิ ัติตาม กฎระเบยี บตางๆ จดหมายสมคั รงานจึงเปน สิ่งท่สี ําคญั ที่จะให หนวยงานพจิ ารณาคณุ สมบัติของบคุ คลนั้นๆ การสมั ภาษณง าน การสัมภาษณโ ดยการสอบถามและสนทนาเพ่อื พจิ ารณา ทา ทาง วาจา ไหวพริบ และความสามารถของผสู มัครงานวา มี คุณสมบัติตรงตามตาํ แหนงทหี่ นว ยงานกําหนดหรือไม จดุ ประสงคข องการสมั ภาษณ

288งาน 1. ตรวจสอบคณุ สมบตั ิ 2. ใหขอมลู แกผ สู มัครงานกอนตดั สินใจเขาทางาน 3. ทดสอบความสนใจเกี่ยวกับงานท่ีสมัคร รปู แบบของการสัมภาษณง าน 1. การสมั ภาษณเพ่ือคัดออก พูดคยุ ทางโทรศัพทเพ่ือหาขอ มูล เพือ่ประหยดั เวลา 2. การสมั ภาษณตวั ตอตวั เปน บรรยากาศทีเ่ ปน กนั เอง ไมเครียด และไมมี แบบแผน โดยผสู อบสัมภาษณจะผูตัดสินใจวา ผสู มัครจะมีโอกาส ไดบรรจุทางานหรอื ไม รปู แบบของการสัมภาษณงาน (ตอ) 3. การสมั ภาษณเปน หมคู ณะ ผูสมัครจะตองควบคมุ อารมณใหด ี เพราะอาจจะ ถูกสักถามแบบวนไปวนมาในทานองยั่วยุ 4. การสมั ภาษณแบบสมมตุ เิ หตุการณ นาเหตกุ ารณจ รงิ ขณะทางานที่สมมุตขิ นึ้ เพื่อให ผสู มคั รแกไขปญหาในขณะเขา ทางาน 5. การสัมภาษณแบบประเมนิ ผล ใหผ สู มคั รสาธิตเทคนิคในการทางาน แนวทางปฏบิ ัติในการสัมภาษณงาน 1. พักผอนกอนการไปสมั ภาษณงาน เตรียมเอกสาร ไป ถงึ กอน 15 – 20นาที 2. การทักทาย การไหว การนัง่ ตงั้ สติ ตอบคาถามโดย สบตาผูสมั ภาษณอยตู ลอด 3. สรา งความประทับใจครง้ัแรก 4. การติดตอสอื่ สารทั้งภาษากายและภาษาพูด 5. จบการสมั ภาษณ กลาวคาลาและสบตา พรอมรอยย้มิ แลวยกมือไหว กอนเดนิ ออกจากหอง การปฏบิ ัตติ นในการประกอบอาชพี ตองรูจักวธิ ีการทางาน และการทางานรวมกับผูอ ื่น ตองเคารพกฎระเบยี บในการ ปฏิบัตงิ าน มีกริ ยิ ามารยาทท่ีดี วาจาไพเราะ มมี นษุ ยสัมพนั ธด ี มี ความรบั ผดิ ชอบ ขยันหมั่นเพียรในการศึกษาความรูเพม่ิ เตมิ และ ประพฤตติ นอยใู นศีลธรรม นอกจากนี้เราควรศกึ ษาถึงโอกาสใน การทางานและการเปลี่ยนงานเพอ่ื ใหเราสามารถปฏิบตั ิงานได อยา งมีความสขุ ความสําเรจ็ ในการทางาน 1. ขยนั 2. งานมคี ุณภาพ 3. มีความรบั ผิดชอบทีไ่ วใจได 4. มีความรคู วามเขาใจงานเปนอยางดี 5. มคี วามสามารถในการเรียนรู 6. มีความคิดริเร่มิ 7. มดี ลุ พนิ จิ และสามัญสานกึ ดี 8. มมี นษุ ยสัมพันธดี 9.มคี วามรว มมือท่ดี ี 10. มเี จตคติทด่ี ีตอ หนว ยงาน โอกาสในการทางาน การพฒั นาตนเองดา นความรู ทักษะ และประสบการณใ น การกาวหนา และชว ยพฒั นางานใหม ีประสิทธภิ าพมากขึ้น 1. การเรยี นรดู วยตนเอง - อา น - ฟง - ถาม - คิด 2. การเรียนรูใ นขณะทางาน - สอนหรือเสนองาน - ปญหาหรือขอผิดพลาดในงาน - การลองผิดลองถูก - โอนยา ยหรอื เปลี่ยนสายงาน 3. การเรียนรจู ากการฝกอบรม - In House Training - Public Training การเปลี่ยนงาน 1. ความเชี่ยวชาญในการทางาน (เซียน) 2. อายงุ าน (ยาอยูกับท่)ี 3. ความกาวหนา ของคนรนุเดยี วกนั (เพ่ือนไปไกลละ) 4. ชว งเวลาของการทางาน (แรกเกย่ี ว พอเจงคนตองการ) 5. ปจจยั ภายในและปจ จัยภายนอก ปจจัยภายใน – ไมมโี อกาสกาวหนา ในตําแหนง ปจจัยภายนอก - ความถ่ีของหนวยงานในการเสนอ งานดีๆเพอ่ื ใหเรามีโอกาสกา วหนาเหตผุ ลทที่ าใหค นเราเปลีย่ นงานบอ ยมี หลายสาเหตุ ทสี่ าํ คัญคือ ไมทราบความ ตองการที่แทจริงของตนเองวาตอ งการทํางานประเภทไหนทีเ่ หมาะสมกบั ความสามารถของตนเอง

289 ใบงานที่ 16 เรื่อง แนวทางสูการอาชพีคําชแี้ จง :ใหนกั เรยี นจับกลมุ กนั แสดงบทบาทสมมุติพรอมกบั เลือกอาชีพทจี่ ะแสดงพรอมกับแตง เร่ืองใหเขาเหตุการณและอาชีพ ภายในเวลา 25 นาที (12 คะแนน)

290ชอื่ .......................................................................................................ชัน้ ...............เลขท.่ี ..............แบบฝกหัดหลังเรียนเร่อื ง แนวทางสูการอาชีพคําชี้แจง : ใหน กั เรียนทําแบบฝก หัดตอไปนใ้ี หถกู ตอ งภายในเวลา 10 นาที ( 10 คะแนน )1. แนวทางประกอบอาชีพ มีความสําคญั อยางไร จงอธบิ าย ( 5 คะแนน )......................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................2. การศึกษาการประกอบอาชพี ควรศกึ ษาอยา งไร (5 คะแนน)................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................

291ชอื่ .......................................................................................................ชนั้ ...............เลขที่...............เฉลยแบบฝกหดั หลังเรยี น เร่อื ง แนวทางสูการอาชีพคาํ ช้แี จง : ใหนกั เรียนทําแบบฝกหัดตอไปนีใ้ หถูกตองภายในเวลา 10 นาที ( 10 คะแนน )1. แนวทางประกอบอาชีพ มีความสาํ คญั อยางไร จงอธิบาย ( 5 คะแนน ) การประกอบอาชีพมคี วามสาํ คญั ตอการดาํ เนนิ ชวี ติ เพราะทกุ คนตางมีเปาหมายในการประกอบอาชีพที่ตางกนัการเตรียมตวั ประกอบอาชีพ เปน จดุ เรม่ิ ตน ของการเรยี นรเู พ่อื การประกอบอาชีพเม่ือ เรียนจบ หรือสําเร็จการศึกษาโดยตอ งต้งั เปา หมายวา จะ ประกอบอาชีพอะไร วางแผน ศึกษา และตดั สินใจเลอื กอาชีพ2. การศกึ ษาการประกอบอาชพี ควรศกึ ษาอยางไร (5 คะแนน) การศึกษาเกย่ี วกับอาชีพ เมื่อวิเคราะหตนเองจนเขาใจแลววา ตนเองมีบุคลกิ ภาพ อยา งไร การศกึ ษาอาชีพจะตอ งสํารวจ ศึกษา และหาขอ มูล เก่ยี วกบั ลักษณะอาชพี นน้ั ๆ โดยพจิ ารณาความสอดคลองกับ ความรู ความสามารถความสนใจ และความถนัดของตนเอง

292แผนการจัดการเรียนรูท่ี 17กลุม สาระการเรียนรู การงานอาชพี และเทคโนโลยี ช้นั มัธยมศกึ ษาปท ่ี 5หนวยการเรยี นรูท่ี 5 เรอื่ ง การอาชีพและเทคโนโลยี เวลา 8 ช่ัวโมงเรือ่ ง ความรูเ บื้องตนเก่ียวกับเทคโนโลยี เวลา 2 ชั่วโมงผูสอน นายภทั รพงษ แคแดง วันที่ 12 เดือน กุมภาพนั ธ พ.ศ. 25621. เปา หมายการเรยี นรู 1.1 มาตรฐานการเรียนรู ง 1.1 เขาใจการทํางาน มีความคิดสรางสรรค มีทักษะกระบวนการทํางาน ทักษะการจัดการ ทักษะกระบวนการแกปญหา ทักษะการทํางานรวมกัน และทักษะการแสวงหาความรู มีคุณธรรม และ ลักษณะนสิ ัยในการทํางาน มีจติ สาํ นกึ ในการใชพลังงาน ทรัพยากรและสง่ิ แวดลอม เพ่ือการดํารงชีวิตและ ครอบครวั 1.2 สาระสําคญั ปจจุบันเทคโนโลยีไดเขามามีบทบาทและอิทธิพลตอวิถีชีวิตมนุษย ทําใหมนุษยมีความ สะดวกสบายมากย่ิงข้ึน ซึ่งกอนที่จะสรางเทคโนโลยีใดๆ ก็ตาม จําเปนตองมีสรางโดยเทคโนโลยี คอมพิวเตอรก อน ซึง่ จะชวยใหเ ทคโนโลยนี ั้นมกี ารพฒั นาอยางตอเนื่อง 1.3 ตวั ชีว้ ดั ของหลักสูตร ง 1.1 ม.5/1 วเิ คราะหแ ละเลือกใชเทคโนโลยใี หเ หมาะสม ง 1.1 ม.5/2 มีการจดั การเทคโนโลยดี ว ยวธิ กี ารของเทคโนโลยี ง 1.1 ม.5/3 มีทกั ษะการจัดการในการทํางาน ง 1.1 ม.5/4 มีทกั ษะในการแสวงหาความรูเพอ่ื การดํารงชวี ติ มคี ุณธรรมและลักษณะนิสัยในการ ทํางาน

2931.4 จดุ ประสงคการเรียนรู 1.4.1 ดานความรู ( K ) นักเรยี นสามารถอธิบายถึงเทคโนโลยีขั้นพนื้ ฐานในการใชเ ทคโนโลยตี างๆไดอยา งถูกตอง 1.4.2 ดานทกั ษะ / กระบวนการ ( P ) นักเรียนสามารถนําเอาเทคโนโลยีเบื้อตนทไ่ี ดร ับไปประยกุ ตใชในชวี ิตประจําวันไดอยาง ถูกตอง 1.4.3 ดานเจตคติ ( A ) นักเรยี นมคี วามใฝรู มีวนิ ยั และปฏิบตั ติ ามกฎของหองเรยี น1.5 ตวั ชีว้ ัดของแผนการจัดการเรียนรู 1.5.1 นักเรียนสามารถทําแบบฝกหัดไดไ มตํ่ากวา รอยละ 70 1.5.2 นักเรียนสามารถซอมแซมและตดิ ต้ังอปุ กรณ เคร่ืองใชภายในบา นได ในระดบั คุณภาพ ไมต่ํากวา พอใช 1.5.3 นักเรียนมคี วามใฝรูใฝเ รียน มารยาทในหองเรยี น และปฏบิ ัตติ ามกฎของหองเรียน ในระดับคุณภาพไมต ํ่ากวา ดี ในแตละรายการเกณฑการประเมนิ หรอื มคี ะแนนรวมของทกุ รายการเกณฑการประเมินต้งั แตรอยละ 75 ขน้ึ ไป (6.75 คะแนน จากคะแนนรวม 9 คะแนน)1.6 เนอ้ื หาสาระ ความรเู บ้ืองตนเกยี่ วกับเทคโนโลยี1.7 ส่ือการสอน 1.7.1 หนังสอื เรียน การงานอาชีพและเทคโนโลยี ชัน้ มธั ยมศึกษาปท ี่ 5 1.7.2 ใบความรู เรื่อง ความรูเ บ้อื งตนเกยี่ วกบั เทคโนโลยี 1.8 ภาระงาน/ชน้ิ งาน 1.8.1 ใบงานเร่ือง ความรูเ บื้องตนเก่ียวกบั เทคโนโลยี 1.8.2 แบบฝกหดั หลงั เรยี น เรอ่ื ง ความรเู บอ้ื งตนเก่ียวกบั เทคโนโลยี

294 1.9 การวัดผลประเมนิ ผล 1.9.1 การวดั ผล • ดานความรู (K) 10 คะแนน จากแบบฝก หัดหลังเรียน 12 คะแนน • ดานทกั ษะ / กระบวนการ (P) 9 คะแนน จากแบบประเมินผลการทํางาน จากแบบสงั เกตพฤตกิ รรมการทาํ งาน 9 คะแนน รวม 40 คะแนน • ดานเจตคติ (A) จากแบบสงั เกตพฤติกรรมอนั พงึ ประสงค 1.9.2 การประเมินผล ระดับคุณภาพ ตง้ั แต 30 คะแนนข้ึนไป หมายถึง ดี (3) ต้ังแต 20-29 คะแนน หมายถึง พอใช (2) ต้ังแต 0-19 คะแนน หมายถงึ ควรปรบั ปรุง (1) กระบวนการวดั ผลและประเมนิ ผลตามจุดประสงคก ารเรยี นรูที่ จดุ ประสงค วิธีการ เคร่ืองมอื เกณฑ การเรียนรู ตรวจแบบฝกหัด1. ดานความรู หลังเรียน แบบฝกหดั หลังเรียน ผานรอยละ 70 1. ตรวจผลงาน 1. แบบประเมินผลงาน2. ดานทักษะ / 2. สงั เกตพฤติกรรม 2. แบบสังเกตพฤตกิ รรม เกณฑร ะดบั 2 หรือในระดับคณุ ภาพ กระบวนการ การทาํ งาน การทาํ งาน ไมต ํ่ากวาระดบั พอใช ในแตละ รายการเกณฑการประเมิน3. ดานเจตคติ สังเกตพฤติกรรม แบบสงั เกตพฤติกรรมอนั อนั พึงประสงค พึงประสงค เกณฑร ะดับ 3 หรือในระดบั คณุ ภาพ ไมต าํ่ กวา ระดับ ดี ในแตละรายการ เกณฑการประเมนิ หรือมีคะแนนรวม ของทุกรายการเกณฑการประเมิน ต้ังแตรอ ยละ 75 ขึ้นไป (6.75 คะแนน จากคะแนนรวม 9 คะแนน)

295 แบบประเมินผลการทาํ งานกลมุ สาระการเรยี นรูการงานอาชพี และเทคโนโลยี ชั้นมธั ยมศกึ ษาปท ่ี 5หนวยการเรยี นรูท ี่ 5 เรอ่ื ง การอาชีพและเทคโนโลยี เรอ่ื ง ความรเู บื้องตน เกยี่ วกับเทคโนโลยีช่อื -สกลุ ขอมูล สะอาด ความ การนําเสนอ รวม ผลการประเมนิ หมายเหตุ ถกู ตอ ง เรียบรอ ย ตกแตง 3 2 1 3 2 1 3 2 1 1 2 3 12 ผา น ไมผ า น1234567 ลงช่ือ..............................................ผปู ระเมนิ ( นายภัทรพงษ แคแดง ) ............ /............ /...........เกณฑการประเมนิ ใสเครื่องหมาย  ลงในชอ งหมายเลขประเมนิ 3 หมายถงึ ดี 2 หมายถงึ พอใช 1 หมายถึง ควรปรบั ปรงุเกณฑการตดั สนิ การประเมนิ ใสเครอื่ งหมาย  ลงในชอ ง ผาน / ไมผ า น ผา น หมายถึง มผี ลการประเมินระดบั 2 ถึง 3 ในแตล ะรายการเกณฑการประเมิน

296 เกณฑการใหคะแนนของแบบประเมนิ ผลการทํางานกลุมสาระการเรียนรูการงานอาชพี และเทคโนโลยี ชนั้ มธั ยมศกึ ษาปที่ 5หนวยการเรยี นรูที่ 5 เรื่อง การอาชพี และเทคโนโลยี เร่ือง ความรเู บ้ืองตน เกี่ยวกับเทคโนโลยีเกณฑก ารประเมิน 3 ( ดี ) ระดบั คณุ ภาพ 1 ( ปรบั ปรุง ) 2 ( พอใช )ขอมูลถูกตอง ขอมลู ในใบงานมีความ ยงั ไมขอมูลบางสว นที่ยงั ไม ขอมูลสวนมากยังคงไมชดั เจน ถูกตอง ชักเจนกับคาํ ส่ัง ชัดเจน กบั คําสงั่สะอาดเรยี บรอย ใบงานสะอาดเรยี บรอยไม ใบงานเรยี บรอ ย มีรอย ขดี - ใบงานเรยี บรอ ย แตมีรอย ขีด- มรี อย ขีด-ลบ ลบ 1-6 จดุ ลบ มากกวา 7 จุดขนึ้ ไป การตกแตง มกี ารตกแตง มีการตกแตง แตง การ ไมม ีการตกแตงการตกแตง สวยงาม สอดคลอ งกับ ตกแตงยังไมส อดคลองกบั เนอ้ื หา เนอ้ื หาการนาํ เสนอ นักเรยี นนําเสนองานไดดี นักเรยี นนําเสนองานไดด ี นกั เรยี นนาํ เสนอยังคงไมชัดเจน นําเสนอไดช ัดเจน แตบางจดุ ยังคงนําเสนอยัง วกไปวนมา ไมชัดเจน

297 แบบสังเกตพฤตกิ รรมการทาํ งานกลมุ สาระการเรียนรกู ารงานอาชพี และเทคโนโลยี ชนั้ มธั ยมศกึ ษาปท ี่ 5หนวยการเรยี นรูท่ี 5 เร่ือง การอาชีพและเทคโนโลยี เร่ือง ความรูเ บ้ืองตน เก่ยี วกับเทคโนโลยี การ การปฏบิ ตั ิ รักษา รวม ผลการ หมายเหตุ วางแผน ตาม ความ ประเมินที่ ช่ือ-สกุล ขนั้ ตอน สะอาด 321321321 9 ผา น ไม ผา น1234567 ลงชื่อ..............................................ผปู ระเมนิ ( นายภทั รพงษ แคแดง ) ............ /............ /........... เกณฑการประเมนิ ใสเครื่องหมาย  ลงในชอ งหมายเลขประเมนิ 3 หมายถึง ดี 2 หมายถงึ พอใช 1 หมายถงึ ควรปรับปรงุ เกณฑการตดั สินการประเมนิ ใสเ ครือ่ งหมาย  ลงในชอ ง ผา น / ไมผ า น ผาน หมายถึง มีผลการประเมินระดบั 2 ถงึ 3 ในแตล ะรายการเกณฑการประเมนิ

298 เกณฑก ารใหค ะแนนของแบบสงั เกตพฤตกิ รรมการทาํ งานกลุมสาระการเรียนรูการงานอาชพี และเทคโนโลยี ชัน้ มธั ยมศึกษาปที่ 5หนว ยการเรียนรทู ี่ 5 เร่อื ง การอาชีพและเทคโนโลยี เร่อื ง ความรูเบ้ืองตน เกย่ี วกับเทคโนโลยีเกณฑการประเมนิ 3 ( ดี ) ระดบั คณุ ภาพ 1 ( ปรบั ปรุง ) 2 ( พอใช ) มีการวางแผนการทาํ งาน มีการวางแผนการทาํ งาน ไมม กี ารวางแผนในการการวางแผน ทดี่ ี มขี ้นั ตอนชดั เจน แตย ังคงขาดขน้ั ตอนที่ ทํางาน ชัดเจนการปฏิบตั ิตามข้ันตอน ทาํ งานตามทไ่ี ดร ับ ทํางานตามท่ีไดร บั ไมท ํางานตามท่ไี ดรบั มอบหมาย และทาํ ตาม มอบหมาย และทําตาม มอบหมาย คําสั่งของครูทุกขอ คําส่งั ของครบู างขอรักษาความสะอาด - เก็บกวาดขยะทกุ ชิ้นจน - เก็บกวาดขยะหลงั จาก - ไมเ กบ็ กวาดขยะหลังจาก หมดหลงั จากปฏบิ ตั งิ าน ปฏิบัติงาน แตไมหมด ปฏิบตั งิ าน

299 แบบสังเกตพฤตกิ รรมอันพงึ ประสงคกลุม สาระการเรียนรกู ารงานอาชีพและเทคโนโลยี ชน้ั มัธยมศกึ ษาปท่ี 5หนว ยการเรยี นรูที่ 5 เรื่อง การอาชีพและเทคโนโลยี เรือ่ ง ความรูเบ้ืองตนเกย่ี วกับเทคโนโลยีที่ ช่อื -สกุล ใฝร ู มวี ินยั ปฏบิ ัติตามกฎ ของหองเรยี น รวม ผลการประเมิน หมายเหตุ 3 2 1 3 2 1 3 2 1 9 ผา น ไมผ าน1234567 ลงชอ่ื ..............................................ผูป ระเมิน ( นายภทั รพงษ แคแดง ) ............ /............ /..............เกณฑการประเมิน ใสเ คร่ืองหมาย  ลงในชองหมายเลขประเมิน 3 หมายถึง ดี 2 หมายถึง พอใช 1 หมายถงึ ควรปรบั ปรุงเกณฑการตัดสินการประเมิน ใสเครอ่ื งหมาย  ลงในชอง ผา น / ไมผาน ผาน หมายถึง มผี ลการประเมินระดบั 3 ในแตละรายการเกณฑก ารประเมิน หรอื มีคะแนนรวมของทุกรายการเกณฑป ระเมินต้ังแตร อยละ 75 ข้นึ ไป ( 6.75 คะแนน จากคะแนนรวม 9 คะแนน )

300 เกณฑก ารใหคะแนนของแบบสังเกตพฤตกิ รรมอนั พึงประสงคกลมุ สาระการเรยี นรกู ารงานอาชีพและเทคโนโลยี ชน้ั มัธยมศกึ ษาปที่ 5หนวยการเรียนรทู ี่ 5 เรือ่ ง การอาชีพและเทคโนโลยี เรื่อง ความรเู บ้ืองตน เกี่ยวกับเทคโนโลยีเกณฑการประเมนิ 3 ( ดี ) ระดบั คณุ ภาพ 1 ( ปรับปรุง ) 2 ( พอใช ) - นกั เรียนมีความตัง้ ใจใน - นกั เรียนมีความตั้งใจใน - นักเรยี นยังคงมีความใฝเ รยี นรู การทํากจิ กรรม มีการถาม การทาํ กจิ กรรม มีการถาม ตงั้ ใจนอ ย ยังคงไมส นใจใน ตอบกบั ครูผสู อน เสมอ ตอบกบั ครผู ูสอน เปน กิจกรรม ที่ครจู ัด บางครง้ั -สง งานตรงตามเวลาท่ี -สง งานหลงั เวลาทีค่ รู -สงงานหลังวนั ทีค่ รูกาํ หนดมีวนิ ัย กาํ หนด กําหนดแตยงั อยใู นวนั เดียวกนัปฏบิ ตั ิตามกฎของ - นกั เรียนปฏบิ ัตติ ามกฎ/ - นกั เรียนปฏบิ ัตติ ามกฎ/ - นกั เรียนไมปฏบิ ตั ิตามหองเรยี น ขอตกลงของหองเรียนอยาง ขอตกลงของหองเรียนเปน กฎ/ขอตกลงของหองเรียน เครง ครัดทุกขอ บางขอ