Important Announcement
PubHTML5 Scheduled Server Maintenance on (GMT) Sunday, June 26th, 2:00 am - 8:00 am.
PubHTML5 site will be inoperative during the times indicated!

Home Explore เรื่องดีๆที่บ้านเรา

เรื่องดีๆที่บ้านเรา

Published by Thalanglibrary, 2020-11-09 04:09:25

Description: สำนักงานศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัย กระทรวงวัฒนธรรม ได้ริเริ่มดำเนินโครงการประกวดเรียงความ หัวข้อ “เรื่องดีๆ ที่บ้านเรา” ในปี ๒๕๕๕ นี้ เป็นปีแรก โดยมีเป้าหมายเพื่อให้ผู้ที่อยู่ในพื้นที่ ๕ จังหวัดชายแดนภาคใต้ ตั้งแต่สงขลา สตูล ปัตตานี ยะลา และนราธิวาส ได้มีโอกาสถ่ายทอดเรื่องราวดีๆ ในรูปแบบวรรณกรรม นอกจากนี้ยังให้ความสำคัญกับการถ่ายทอด เล่าเรื่องราวจากผู้อาวุโสของครอบครัวหรือของหมู่บ้าน เล่าขานถึงตำนานหรือวิถีชีวิต ที่มีความสุขให้เด็กและเยาวชนเกิดความประทับใจและภาคภูมิใจในเรื่องราวที่ผ่านมา เป็นการสร้างแรงบันดาลใจที่จะเชื่อมโยงอดีตสู ่ปัจจุบัน และร่วมกันหาแนวทางที่จะสร้างสรรค์สังคมให้สงบสุข และส่งต่อความดีเพื่อส่วนรวม ตลอดจนเป็นการสนับสนุนการสร้างสรรค์ผลงานด้านวรรณศิลป์แก่เด็ก เยาวชน และประชาชน ทั้งนี้ มีผู้ส่งผลงานเข้าประกวดรวม ๑,๐๔๓ ผลงาน แบ่งเป็นระดับประถมศึกษา จำนวน ๑๓๗ ผลงาน ระดับมัธยมศึกษา จำนวน ๗๗๘ ผลงาน ระดับอุดมศึกษาและประชาชนทั่วไป จำนวน ๑๒๘ ผลงาน โดยคณะกรรมการได้พิจารณาคัดเลือกผลงานที่มีคุณค่า ทั้งในด้านเนื้อหา การใช้ภาษา และความคิดสร้างสรรค์ จนได้ผู ้ที่มีผลงานโดดเด่นเพื่อรับรางวัลป

Search

Read the Text Version

150 เร่ืองดีๆ ท่ีบา้ นเรา อันเป็นสง่ิ ด้ังเดมิ ของคนรุ่นเกา่ ในความรูส้ ึกของผูค้ นเหลา่ นี้ เขากม็ คี วามคิดท่ี อยากจะให้ลูกหลานทุกคนชว่ ยกนั ดูแลและสืบสานให้ส่ิงเหลา่ น้ียงั คงอยู่ ยั่งยนื ต่อไป เพื่อท่ีจะให้ลูกหลานของเราได้เกิดความภาคภูมิใจร่วมกันในฐานะ ของคนไทย ที่เกิดบนผืนแผ่นดินไทย แผ่นดินท่ีถือได้ว่าเป็นดินแดนแห่ง ความสุข ยากท่ีจะมีชาติใดเหมือนเพราะเรามีของดีท่ีเป็นหลักชัยของชาติ นั่นคือสถาบันบนผืนไตรรงค์ท่ียังคงพร้ิวสะบัดไหว ชูเชิดชาติไทยให้ด�ารงอยู่ได้ ตลอดจนหลกั ของคนรนุ่ กอ่ นทสี่ อนเราใหม้ คี วามเจรญิ โดยเฉพาะทางดา้ นจติ ใจ สมกับเป็นชนชาติไทย ท่ีภูมิใจในศักดิ์ศรีของชาติ ดั่งเร่ืองราวดีๆ ท่ีข้าพเจ้า ถ่ายทอดมานี้ คงจะให้เราได้ตระหนักในคุณค่ามีจิตส�านึกรักษ์และหวงแหน สง่ิ ดีๆ ท่ีเกดิ ขน้ึ กับทอ้ งถ่ินของเราตลอดไป ดงั บทกลอนที่ว่า บ้านของเราเมอื งของเราผู้เฒา่ สอน ขอวิงวอนร่วมกันคดิ ชว่ ยรักษา มีเรือ่ งราวทด่ี ีดีนนี้ านมา ทรงคณุ คา่ น่าจดจา� และท�าตาม ท้องถน่ิ เราพอ่ เฒา่ บอกใหฟ้ มู ฟัก แมเ่ ฒา่ บอกวา่ ใหร้ กั ษค์ ดิ หวนถาม ให้ตัวเราส�านกึ ไวอ้ ย่างในนาม ว่าไทยงามล�า้ เลอคา่ น่ายนิ ดี คนร่นุ หลังเดนิ รอยตามคนร่นุ ก่อน อยา่ น่งิ นอนจงย่างท�านา� วถิ ี รว่ มชว่ ยกนั อนรุ ักษ์จักการดี เพอื่ ไทยนดี้ า� รงไดอ้ ยา่ งไทยมา

เรอ่ื งดีๆ ท่บี ้านเรา 151 ท่นี ่ีก็ประเทศไทย นางสาวอิหซ์ าน นปิ ิ ประเทศไทยของเราจดั เปน็ สถานทท่ี อ่ งเทย่ี วทมี่ คี วามนา่ สนใจเยอะแยะ มากมายท�ำให้ประเทศไทยของเราเป็นที่รู้จักของนักท่องเที่ยวเป็นอย่างมาก จนได้ขึ้นช่ือว่าเมืองนักท่องเที่ยว และยังมีประเพณี วัฒนธรรม ศาสนาท่ี แตกต่างกันออกไป แต่เราก็สามารถอยู่กันอย่างมีความสุขเพราะเราอยู่กัน แบบพึ่งพาอาศัยช่วยเหลือซ่ึงกันและกันและต่างให้เกียรติกัน แต่ปัจจุบัน เม่อื สถานการณ์ของ ๓ จังหวดั ชายแดนภาคใต้ไมส่ งบทำ� ให้อะไรๆ กเ็ ปลย่ี นไป แมก้ ระทัง่ ความร้สู ึกของคนในประเทศดว้ ย เม่ือ ๑๐ ปีท่ีแล้ว ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้อยู่กันอย่างมีความสุข สนกุ สนานจะไปไหนก็ไม่ตอ้ งกลัววา่ จะมีเหตุการณท์ ่ีไมค่ าดฝนั เกิดขึ้น พอเวลา มีตลาดนัดทุกคนก็คึกคักกับการขายและการซ้ืออย่างเพลิดเพลินจนถึงเวลา ๓ ทุ่มกย็ งั มคี นเยอะแยะมากมายตามท้องถนนแตต่ อนนี้ ๖ โมงเยน็ ทกุ คนกร็ ีบ กลับบ้านกันเพราะกลัวว่าจะมีเหตุการณ์ที่ไม่คาดฝันเกิดข้ึนซึ่งมันไม่เหมือน เม่ือก่อนท่ีจะไปไหนมาไหนโดยไม่ต้องหวาดระแวงกับปัญหาท่ีเกิดขึ้นกับ ปจั จบุ นั น้ี ฉนั ยงั จำ� ไดต้ อนทฉี่ นั ยงั เปน็ เดก็ ตอนนนั้ ยงั ไมม่ เี หตกุ ารณค์ วามรนุ แรง ฉันได้แต่เห็นการยิงกันแต่ในทีวีซ่ึงฉันคิดว่ามันเป็นแค่การแสดงท่ีมาจากการ จินตนาการของผู้เขียนบท ในชีวิตจริงคงไม่มีแต่พอเวลาไม่นานนักปัญหา ความรุนแรงก็เกิดขึ้นโดยท่ีฉันเองก็ไม่รู้ว่ามันเกิดขึ้นได้อย่างไรและท�ำไม ต้องมาเกิดที่บ้านของฉันมันท�ำให้ฉันกลัวมากกับความรุนแรงที่เกิดข้ึน

152 เรอ่ื งดีๆ ทบี่ า้ นเรา ฉนั จำ� ไดว้ า่ ตอนนน้ั ฉนั กลวั จนนอนไมห่ ลบั เพราะมกี ารปะทะกนั อยา่ งรนุ แรงไหน จะระเบิดอีก จนหลังจากเหตุการณ์น้ันเป็นต้นมาความรุนแรงก็เกิดข้ึนเรื่อยๆ และเพิ่มมากยิ่งข้ึน แรกๆ ก็ทำ� ให้ประชาชนที่อยู่ ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้นี้ อยู่กันอย่างไม่มีความสุขหวาดระแวง บ้างก็ย้ายถิ่นฐานกันออกไปแต่ก็ไม่มาก นกั แตต่ อนนท้ี ำ� ใหพ้ วกเราท่อี ยู่ ๓ จงั หวัดชายแดนภาคใตร้ สู้ ึกชินกบั เหตกุ ารณ์ ที่เกิดขึ้นท�ำให้พวกเราใช้ชีวิตอย่างปกติ ฉันได้ถามคนเก่าแก่ว่าตอนที่ยังไม่มี เหตกุ ารณค์ วามรนุ แรงเขาอยกู่ นั อยา่ งไร เขาบอกวา่ เขามคี วามสขุ มากแตป่ จั จบุ นั ท�ำให้ใครๆ ก็กลัวที่จะออกจากบ้านตอนเวลากลางคืนแม้กระท่ังกลางวันเอง ก็ตามต้องหวาดระแวงซึ่งแต่ก่อนตอนเวลากลางคืนยังไปมาหาสู่กันได้อย่าง ไม่ต้องกลัวแต่เขาก็บอกว่าตอนน้ีเขารู้สึกชินกับเหตุการณ์ที่เกิดข้ึนแล้ว ซึ่งมัน ท�ำให้เราด�ำรงอยู่อย่างมีความสุขเหมือนเมื่อก่อนแต่ก็ต้องมีความระมัดระวัง ด้วยเช่นกัน เหตุการณ์ความไม่สงบนี้เคยเกิดขึ้นใกล้บ้านของฉันตอนนั้นเวลา กป็ ระมาณเทยี่ งคนื เกดิ เหตกุ ารณก์ ารยงิ กนั ระเบดิ อยา่ งรนุ แรงจนถงึ เวลาเทย่ี ง คนื ครงึ่ เหตกุ ารณน์ นั้ กส็ งบ พอวนั รงุ่ ขนึ้ ฉนั กไ็ ดถ้ ามเพอื่ นของฉนั เพราะบา้ นเพอ่ื น ของฉันใกล้กับเหตุการณ์น้ันมาก ฉันถามเขาว่ารู้สึกอย่างไรบ้างและตอนนั้น ทำ� อะไรอยู่ เขาตอบฉนั วา่ เขากลวั มากและเขากก็ ม้ หวั ลงไปกบั พน้ื เพราะกลวั วา่ จะโดนลูกหลงและภาวนาอย่าให้เขาและครอบครัวเป็นอะไร และเขายังบอก อกี วา่ เศษระเบิดไดต้ กลงบนบา้ นของเขาทำ� ใหบ้ ้านไดร้ บั ความเสยี หายเลก็ น้อย และค�ำถามสุดท้ายที่ฉันถามเขานั้นก็คือ แล้วหลังจากเหตุการณ์นั้นรู้สึก อย่างไรบ้าง เขาตอบฉันว่าก็รู้สึกกลัวแต่ก็รู้สึกว่ามันปกติแล้ว ฉันได้มองสีหน้า ของเขา เขาดูเหมือนกับว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้น ฉันเลยคิดว่าถ้าเราจมอยู่กับ ความรู้สึกนั้นเราอาจจะไม่มีความสุขสู้กว่าท่ีเราท�ำตัวให้มีความสุขเพราะ ทุกอย่างท่ีเกิดข้ึนฉันเชื่อว่าย่อมมีเหตุผลของมันและสักวันเหตุการณ์ร้ายๆ ของ ๓ จังหวัดนี้จะผ่านไปด้วยดี แต่บางครั้งฉันก็รู้สึกน้อยใจด้วยเช่นกัน เพราะวา่ เมือ่ ไหร่ท่คี นนอกพ้ืนทีไ่ ด้ยินชื่อของ ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้ทุกคน

เร่ืองดีๆ ท่บี ้านเรา 153 ก็จะทำ� ทา่ กลัวไม่ชอบพวกเราและดถู ูกพวกเราวา่ เปน็ โจรใต้ เมื่อเดือนทผ่ี า่ นมา ฉันไปทัศนศึกษากับโรงเรียน ที่ฉันเรียนอยู่ที่ต่างจังหวัด ฉันจ�ำได้ว่าฉันมี ความสขุ มากกบั การทไ่ี ดไ้ ปทศั นศกึ ษาในครง้ั นนั้ แตส่ ง่ิ ทฉี่ นั ไมเ่ คยคดิ มนั กเ็ กดิ ขน้ึ ฉันได้ยินค�ำพูดของคนท่ีมีเช้ือชาติไทยเหมือนกันท�ำให้ฉันสะเทือนใจมากที่สุด น่นั ก็คือมีผชู้ ายคนหนึ่งถามฉนั ว่า น้องมาจากไหนครบั เหน็ แตง่ ตวั แปลกๆ อ๋อ หนูมาจากจังหวัดนราธิวาสค่ะ (สีหน้าของเขาเปลี่ยนไปทันที) แล้วถามต่อว่า เอาระเบิดมาก่ีลกู พรอ้ มทำ� หนา้ ทำ� ตาดถู ูกฉนั มาก ทำ� ใหฉ้ ันรู้สกึ ว่าท�ำไมคนทม่ี ี เช้ือชาติไทยเหมือนกันพูดกันอย่างนี้หรือยังไงแทนท่ีว่าจะเห็นใจหรือแค่ถาม ทุกข์สุขกันไม่ได้หรือยังไงท�ำไมต้องซ้�ำเติมกันด้วย หรือเห็นว่า ๓ จังหวัด ชายแดนภาคใต้ ท่ีขึ้นช่ือว่า พื้นที่ก่อการร้าย ไม่ใช่ประเทศไทยหรือยังไงกัน แตเ่ ทา่ ท่ีฉนั รู้ก็คือ ๓ จงั หวดั นี้ก็อยู่ในแผนทปี่ ระเทศไทยเหมอื นกัน เม่อื ๒ ปี ที่แล้วฉันได้ไปเรียนที่ประเทศมาเลเซียเป็นเวลา ๑ ปี ทำ� ให้ฉันได้มีเพ่ือนที่นั่น เพ่ือนของฉันถามฉันว่ามาจากที่ไหน ฉันเลยตอบเขาว่าฉันมาจากประเทศไทย แลว้ เขากถ็ ามต่ออกี ว่าอยู่จังหวัดอะไร ฉนั เลยตอบเพ่อื นไปว่า นราธวิ าส เพ่อื น ของฉันตกใจแล้วถามฉันว่าไม่กลัวหรอ ที่นราธิวาสมีเหตุการณ์ความรุนแรง เกิดข้นึ ตลอด ฉนั เลยยมิ้ ใหเ้ ขากบั เพ่อื นของฉนั พรอ้ มตอบกับเพอ่ื นไปวา่ ทำ� ไม ฉนั ตอ้ งกลวั ดว้ ยในเมอ่ื ฉนั อยทู่ นี่ นั่ ตง้ั แตเ่ กดิ ฉนั มคี วามสขุ ทจี่ ะอยทู่ น่ี นั่ และพรอ้ ม ที่จะสละชีวิตฉันได้ถ้าท�ำให้บ้านเมืองของฉันสงบสุขและฉันก็รักบ้านเกิด ของฉันมาก ฉันไม่มีวันเห็นแก่ตัวท้ิงบ้านเกิดของฉันโดยเด็ดขาด ฉันเกิดท่ี นราธิวาสฉันกต็ อ้ งตายทน่ี ราธวิ าสดว้ ยเช่นกนั พอเพ่ือนได้ยินเชน่ นนั้ เพือ่ นกย็ ิม้ ให้ฉันแล้วบอกฉันว่าเขาจะเป็นก�ำลังใจให้และขอให้เหตุการณ์ร้ายๆ ผ่านไป ดว้ ยดี ฉันมองหน้าเพื่อนของฉันแลว้ ฉันก็ยิ้มให้เพอ่ื น แล้วบอกเพ่ือนว่าฉันดีใจ ที่ได้มีเพ่ือนดีๆ อย่างเธอ มันก็เลยท�ำให้ฉันคิดว่าขนาดเขาไม่ใช่คนประเทศ เดยี วกนั แตเ่ ขากใ็ หก้ ำ� ลงั ใจกนั ผดิ กบั คนทอี่ ยปู่ ระเทศเดยี วกนั แตท่ ำ� ตวั ดถู กู พวก เราวา่ เป็นโจรใต้ จรงิ ๆ แลว้ ฉันและคน ๓ จังหวัดชายแดนภาคใตก้ ็ไม่ตอ้ งการ

154 เรอื่ งดีๆ ท่บี ้านเรา อะไรมาก แคต่ อ้ งการกา� ลังใจไมด่ ูถกู พวกเราและส่ิงท่ีส�าคัญทสี่ ดุ คือฉนั ต้องการ ใหค้ นตา่ งพน้ื ทมี่ าสมั ผสั ๓ จงั หวดั ชายแดนภาคใตข้ องเราดว้ ยตวั เองวา่ มนั ไมไ่ ด้ น่ากลัวอย่างที่คิดเพราะมันยังมีความน่ารักเป็นกันเองของคนในพ้ืนที่ของเรา และยังมีสถานท่ีท่องเท่ียวเยอะแยะมากมายไม่ว่าจะเป็นน้�าตกปาโจ ทะเลที่มี ความสวยงามอย่างนราทัศน์ ไหนจะมีของดีเมืองนราที่พวกเราภาคภูมิใจ เป็นอย่างมากและอีกมากมายท่ีจะท�าให้ลบภาพที่น่ากลัวในความคิดของใคร หลายๆคน ไดแ้ ตเ่ หตกุ ารณค์ วามรนุ แรงนน้ั มนั ไมไ่ ดม้ ที กุ ๆ ทแ่ี ตม่ นั มแี คบ่ างพนื้ ท่ี เท่าน้ัน และมันก็ไม่ได้น่ากลัวอย่างท่ีใครคิดเลย ถ้ามันน่ากลัวจริงพวกเรา คงไมท่ นอยู่กันมาเกือบ ๑๐ ปี ฉนั อยากจะเชญิ ชวนใหท้ กุ คนไดม้ าทอ่ งเทย่ี วมาสมั ผสั นราธวิ าสของเรา ซึ่งความต้องการน้ีก็เป็นความต้องการของเด็กตาด�าๆ คนหน่ึงท่ีจะให้ทุกคน เข้าใจและรับรู้ถึงความเป็นอยู่ของพวกเรา ว่าพวกเราต้องการให้ทุกคนเข้าใจ และรบั รถู้ งึ ปญั หาของพวกเราอยา่ งแทจ้ รงิ แตพ่ วกเราไมไ่ ดต้ อ้ งการความสงสาร จากใคร แตพ่ วกเราตอ้ งการกา� ลงั ใจจากคนไทยดว้ ยกนั เพราะกา� ลงั ใจสา� คญั ทสี่ ดุ ท่ีจะท�าให้พวกเราสู้และรู้สึกว่าเราก็เป็นคนๆหนึ่งท่ีอยู่ในประเทศไทย ซง่ึ ไดร้ บั กา� ลงั ใจจากคนไทยและสง่ิ สดุ ทา้ ยทส่ี า� คญั ทสี่ ดุ นนั่ กค็ อื อยากใหค้ นไทย รักกนั มากๆ ปรองดองกัน สามัคคี ชว่ ยเหลือซง่ึ กันและกนั ประเทศไทยของเรา ก็จะนา่ อยู่ มนั ก็จะทา� ใหร้ ู้สกึ ว่าเรานา่ ภมู ใิ จที่ไดเ้ กดิ มาบนแผ่นดินไทย



156 เร่ืองดๆี ทบี่ ้านเรา เรือ่ งเลา่ จาก หมู่บ้านรมิ ทะเล นางสาวอุมมีสาลาม อุมาร รางวลั ชนะเลิศ ระดับอดุ มศึกษาและประชาชนท่ัวไป เสียงอาซานตอนเช้ามืดปลุกการหลับใหลของชาวบ้านให้ตื่นขึ้นมา ปฏิบัติหน้าที่เป็นบ่าวท่ีดีของพระผู้เป็นเจ้า พร้อมๆ กับเสียงไก่ขันอย่างเริงร่า ในยามเช้าตรู่ หมอกยังคงอ้อยอิ่งเป็นม่านบางๆ ปกคลุมอยู่ท่ัวท้ังหมู่บ้าน น้ำ� คา้ งประพรมทุกหย่อมหญ้าหลังคาบ้าน หลายผลึกกำ� ลงั เหยาะหยาดลงซมึ สู่ ดิน ขณะบางผลึกเกาะแน่นพร้อมระเหยข้ึนสู่ท้องฟ้า ก่อนท่ีลูกเล็กเด็กแดง และเหลา่ แพะแกะจะแยม้ โฉมหนา้ มาเพ่นพ่านตามท้องถนน หลังเสร็จภารกิจหลักของศาสนาแล้ว เหล่าพ่อบ้านกับลูกชายต่าง ก็รีบเร่งไปยังปากคลองท่ีมีเรือจอดเรียงราย ต่างคนต่างมุ่งไปยังเรือของตน สตาร์ทเคร่ืองยนต์เสียงดังกระห่ึมแล้วบ่ายหน้าออกสู่ท้องทะเลเพื่อไปสาวอวน ท่ีวางท้ิงไว้ต้ังแต่เย็นวาน พร้อมๆ กับแสงแรกของยามเช้าที่โผล่ข้ึนมาทักทาย ชวี ติ บนโลก บรรดาแมบ่ า้ นตา่ งลกุ ขน้ึ มาเตรยี มหงุ หาอาหาร บา้ งกอ็ อกไปหาซอ้ื ขา้ วปลาตามรา้ นน้�ำชาในหมบู่ า้ น กอ่ นจะกระเตงตะกรา้ อมุ้ ลกู ขน้ึ รถเขน็ เขน็ ไป ยังปากคลองจอดเรือเพ่ือรอพ่อบ้านกลับมาพร้อมกับผลผลิตจากท้องทะเล เหลา่ น้ีล้วนเป็นเสยี งและสสี ันเริม่ ต้นวนั ใหม่ท่ชี าวรสู ะมิแลทุกคนต่างคนุ้ ชิน

เรอื่ งดๆี ที่บ้านเรา 157 หมู่บ้านรูสะมิแลเปน็ หมู่บา้ นหนง่ึ ในอ�ำเภอเมอื ง จงั หวัดปัตตานี ตั้งอยู่ ติดริมทะเลอ่าวไทย เป็นหมู่บ้านท่ียืนยงฝ่าลมฝ่าฝนและอยู่เคียงข้างชายทะเล อย่างยาวนาน เมื่อทอดสายตามองไปยังริมชายหาดท่ีเป็นโคลนสีด�ำที่งอก ออกไปเร่ือยๆ น้ัน ชวนให้นึกถึงบทกลอนของอาจารย์เนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์ ที่ได้ประพันธ์ไว้ เม่ือครั้งเป็นอาจารย์สอนอยู่ที่มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วทิ ยาเขตปตั ตานี ว่า ดนิ ท่นี ่ีดนี ักเนื้อหนกั แน่น อาจตอ่ แก่นแตกกอจากหน่อดบิ เป็นดนิ เลนลาดไปไกลลิบลบิ หว่านลงสบิ ได้แสนกวา่ แดนทราย อย่าประมาทชาติเลนเหน็ จะเหลว เพราะสงิ่ เลวหลอมดีกม็ หี ลาย บวั จากโคลน คนจากคราบ บาปอบาย ข้าวจากควาย ไหมจากหนอน ร้อนแล้วเยน็ ต่อมาหมอ่ มหลวงปาณฑิตย์ ภาณมุ าศ ได้เขียนบทรอ้ ยกรอง ซ่ึงมีนัย ถึงตำ� บลรูสะมแิ ลวา่ แต่ส่ิงหนึง่ พงึ เนน้ เป็นถิน่ ทิพย์ ย้ำ� กระซบิ ทกุ กมลคนท่นี ี่ ทกุ คร้ังแหง่ เข็มเวลาวินาที กระดิกเดินคอื เน้ือทีย่ ่งิ กวา้ งไกล นับว่าเป็นเรื่องแปลกไม่น้อย เมื่อเข้าเขตหมู่บ้านรูสะมิแล ชายหาด ท่ีลาดยาวมาน้ันก็เป็นดินโคลนพอสิ้นสุดเขตหมู่บ้านดินโคลนท่ีกระดำ� กระด่าง นนั้ กเ็ ปน็ หาดทรายขาวละเอยี ด แตเ่ นอื้ ดนิ โคลนทงี่ อกออกไปลว้ นเคยสรา้ งชวี ติ

158 เรอ่ื งดๆี ทีบ่ ้านเรา ให้ใครหลายๆ คน ไม่มีเด็กคนไหนที่ไม่เคยลงไปคลุกโคลนเล่น เดก็ ๆ ทนี่ ีล่ ว้ น เติบโตมาจากกลิ่นโคลน น่ันหมายถึงว่า ทุกคร้ังท่ีพวกเขาข้ึนมาจากโคลนส่ิงที่ พวกเขาจะได้คือ ปูด�ำหรือไม่ก็หอยแครง บางคร้ังก็ได้ปลาดุกทะเลหรือกุ้ง ถังเล็กๆ กลับมา บางคนกลับมาพร้อมคราบน้�ำตาเพราะถูกเง่ียงปลาดุกแทง หากทั้งหมดเหล่าน้ันล้วนเป็นชีวิตของคนริมหาดเลโคลน แต่จะมีใครสักกี่คน ท่ีรู้ว่าก่อนท่ีชายหาดแห่งน้ีจะเป็นดินโคลน เม่ือครึ่งศตวรรษก่อนหน้านี้ที่นี่ เคยเป็นหาดทรายขาวละเอียดเช่นเดียวกับหาดรัชดาภิเษกและหาด ตะโละกาโปร์ ทีเ่ ป็นแหล่งทอ่ งเท่ยี วส�ำคัญของปตั ตานี ฉนั รเู้ รอื่ งนคี้ รงั้ แรกจากทเ่ี ปาะซาแวเฮง นอ้ งชายของยา่ (หรอื จะนบั วา่ เป็นปู่ของฉันก็ว่าได้) เล่าให้ฟัง แต่น่ันก็ไม่ใช่เรื่องส�ำคัญ เปาะซามีเร่ืองเล่า มากมายเกี่ยวกับหมู่บ้านรูสะมิแลท่ีพร้อมจะถ่ายทอดให้รุ่นหลานอย่างฉัน ไดร้ ับรู้ วนั วานของเปาะซากับทอ้ งทะเลรูสะมแิ ล ลมทะเลยามบ่ายพัดผ่านระเบียงกระทบโมบายเปลือกหอยที่หน้าต่าง ดงั เหมอื นเสยี งดนตรที ช่ี วนเคลมิ้ หลบั แสงตะวนั สะทอ้ นนำ้� ทะเลเปน็ สฟี า้ นำ�้ นม ประกาย เรอื ลำ� เลก็ สองสามลำ� มงุ่ หนา้ กลบั เขา้ สปู่ ากคลองทา่ มกลางแดดเปรยี้ งๆ สายลมบรสิ ทุ ธทิ์ ห่ี อบเอากลน่ิ ดนิ โคลนโชยเขา้ มาแทรกซมึ ปะปนกบั เสยี งเลา่ เรอ่ื ง ของเปาะซาทีพ่ าฉนั ย้อนกลับไปยังอดตี ของหมบู่ า้ นรูสะมิแล ในอดตี ชายหาดไมไ่ ดอ้ ยไู่ กลจากหมบู่ า้ นอยา่ งทเ่ี หน็ เพยี งแตข่ า้ มถนน หนา้ บา้ นฉนั ไปกเ็ ปน็ ทะเลและชายหาดนนั้ เปน็ หาดทรายสขี าวละเอยี ดทมี่ ตี น้ สน ข้นึ เรยี งราย พวกเราทีน่ ตี่ า่ งกร็ วู้ า่ ช่อื หมบู่ า้ นรสู ะมิแลมที ม่ี าจากต้นสนเกา้ ต้น รู หมายถงึ ตน้ สน สะมิแล หมายถึง เกา้

เรอื่ งดีๆ ทบี่ า้ นเรา 159 ปัตตานีเป็นเมืองท่าที่เจริญรุ่งเรืองแห่งหน่ึงในอดีต และมักมีส�ำเภา จากต่างชาติเข้ามาติดต่อค้าขายบ่อยๆ โดยเฉพาะส�ำเภาจากพ่อค้าชาวจีน เปาะซาเลา่ ว่า ครั้งหน่งึ เรอื ส�ำเภามาจอดที่หนา้ หาดจำ� นวนเกา้ ลำ� แตไ่ ม่มีเสา ผกู เรอื เหมอื นทา่ เทยี บเรอื จงึ มาผกู ไวท้ ส่ี นตน้ ใหญจ่ �ำนวนเกา้ ตน้ ทห่ี นา้ หาดและ เขา้ มาคา้ ขายในปตั ตานี ชาวจีนสมยั ก่อนพูดภาษามลายไู ด้คลอ่ ง เม่อื มคี นถาม ถงึ ส�ำเภา พวกเขาจะตอบวา่ ผูกไวท้ ี่ “รูซึมบลี นั ” ตง้ั แตน่ ้นั มา ใครๆ ตา่ งก็เรยี ก ทน่ี ่ีว่า รูซมึ บีลัน ต่อมาเรียกตามภาษามลายทู อ้ งถน่ิ วา่ รสู มีแล และกลายเป็น รสู ะมแิ ลอย่างในปจั จุบนั ดว้ ยหมบู่ า้ นอยตู่ ดิ ทะเล ชาวบา้ นจงึ ประกอบอาชพี ประมงเสยี สว่ นใหญ่ ทุกบ้านจะจ้างคนในหมู่บ้านต่อเรือกันเองและใช้ไม้พายพายเรือออกหาปลา คร้ังนั้นเป็นช่วงสมัยท่ีปลาชุกชุม ไม่จ�ำเป็นต้องออกไปกลางทะเลลึก เพียงแค่ พายเรอื ในอาณาเขตใกลๆ้ กส็ ามารถวางอวนและนอนรอเพอื่ สาวอวนกลบั บา้ น พร้อมกบั ปปู ลามากมาย “ปู ปลา กงุ้ แตล่ ะคนจะได้กนั เยอะมาก แต่ขายเข่งละบาทเทา่ นั้นนะ ถ้าอยากกินกุ้ง กินปลา ตะโกนบอกเมียให้ต�ำน้�ำพริกรอได้เลย เด๋ียวเดียวไป ตกเบ็ด ช้อนกุ้งก็จะมีกับข้าวมากินแล้ว ปลาทูริมทะเลบ้านเราตัวเท่าแขน เชยี วนะ” เปาะซาพดู พลางยกแขนใหด้ ู ชวนใหฉ้ นั น้�ำลายสอขน้ึ มาทนั ทเี มอื่ นกึ ถงึ กงุ้ เผา ปเู ผากบั นำ้� พรกิ กะปริ สเดด็ ของแม่ แตเ่ รอื่ งราวอศั จรรยใ์ จไมไ่ ดห้ มดเพยี ง เท่านัน้ ทนี่ ่ี ชาวบา้ นทุกคน ไม่วา่ จะแกเ่ ฒ่าหรือหนุ่มสาวตา่ งก็เย็บอวนเก่งกัน ท้ังนั้น เพียงแค่ซื้อด้ายกับท่ีเย็บอวนมาก็จะได้อวนขนาดใหญ่ตามท่ีตัวเอง ต้องการ ฟังดูแล้วฉันนึกอยากกลับไปเป็นสาวสมัยน้ันบ้าง บางทีจะได้ตกเบ็ด ปลา ชอ้ นกงุ้ เยบ็ อวนและออกทะเลทุกวัน

160 เร่ืองดีๆ ท่บี า้ นเรา อดีต...ทุกครั้งก่อนที่จะลงเรือหรือหลังฤดูมรสุมผ่านพ้นและเตรียม ลงเรืออีกคร้ัง ซึ่งมักจะเป็นช่วงเดือนขึ้น ชาวบ้านจะนำ� เรือไปท�ำความสะอาด ที่แหลมโพธ์ิ หรือท่ีชาวบ้านเรียกว่า “ปาลอปาเซ” พร้อมกับท�ำพิธีเพ่ือความ เปน็ สิรมิ งคลเรยี กพธิ ีนีว้ า่ “ปือลาจั๊ก” “เขาก็จะเอามะกรูดมาขัดท่ัวเรือ และจะเตรียมข้าวเหนียวเหลืองไป ด้วย เม่ือขัดเรือเสร็จก็จะท�ำพิธีละหมาดฮายัตเพื่อขอความเป็นสิริมงคล ก่อนท่ีจะออกทะเลในแต่ละคร้ัง เมื่อละหมาดเสร็จก็จะปั้นข้าวเหนียวเหลือง เป็นก้อนเล็กๆ โยนลงทะเล” สีหน้าของเปาะซาเม่ือเล่าถึงเรื่องนี้ดูมีความสุข และแววตาเปลง่ รอยยม้ิ ฉนั จงึ นงั่ ฟงั อยา่ งมคี วามสขุ ไปดว้ ย เปาะซายงั เลา่ อกี วา่ นอกเหนือจากพิธีท�ำความสะอาดเรือในท้องทะเลแล้ว เจ้าของเรือยังต้องน�ำ อาหารหรอื ผลไม้และข้าวเหนียวเหลืองมาเซน่ โตะ๊ ในป่าดว้ ย “ตอนนั้น ศาลส�ำหรับเซ่นโต๊ะอยู่หลังวัดท่ีเห็นตอนนี้ พวกเด็กๆ อย่างเปาะซาก็จะตามไปเงียบๆ นะ เม่ือเจ้าของเขากลับ เราก็เข้าไปกินผลไม้ พวกนน้ั กัน มีบา้ งท่ีเจ้าของย้อนกลับมาอีกครง้ั เราว่งิ หนกี ันไมเ่ ปน็ กระบวนเลย ใครท่ีถูกจับได้ก็จะถูกผู้ใหญ่ตีเพราะของเหล่าน้ันเขาเชื่อว่าโต๊ะหรือผีจะมากิน เพ่ือจะได้คุ้มครองตอนออกเรือด้วย กลางคืน บางบ้านท่ีรวยก็จะจัดการแสดง ตา่ งๆ ให้ดู อย่างตือรี ก็จะมีใหด้ ถู ึงตสี าม บางคนก็จะเลี้ยงอาหารให้กนิ อีกด้วย แลว้ เราเด็กๆ กจ็ ะแอบไปกนิ หลายๆ รอบ” เปาะซาเลา่ พลางหวั เราะเม่อื นกึ ถึงวีรกรรมของตนสมยั เด็กๆ ปัจจบุ ัน พิธีกรรมเหล่าน้ันค่อยๆ ห่างหายไป แต่ถึงอย่างไร มันก็ยังฝังแน่นอย่าง มชี วี ติ ชวี าอยใู่ นจติ ใจของคนเฒา่ คนแกข่ องทนี่ ท่ี กุ คน มคี วามสขุ ทกุ ครง้ั ทไ่ี ดเ้ ลา่ ใหล้ ูกหลานฟงั

เรื่องดีๆ ทบี่ า้ นเรา 161 ความเปลย่ี นแปลงคอ่ ยๆ เกดิ ขน้ึ ในหมบู่ า้ นรสู ะมแิ ล จากทเี่ คยพายเรอื ออกทะเลก็เปล่ียนมาใช้เครื่องยนต์บังคับแทน เล่ากันว่าเหตุเกิดจากฝร่ังสามี ภรรยาคู่หนึ่งเดินทางมาปัตตานี และเห็นพิธีกรรมต่างๆ ของชาวบ้านและเกิด ความสนใจ อยากเขา้ ไปสัมผสั อย่างใกลช้ ดิ เมอ่ื เหน็ ว่าชาวประมงปัตตานียังคง พายเรอื หาปลาอยู่ ไมส่ ามารถออกทะเลลกึ ได้ ดงั นน้ั ทงั้ สองจงึ สง่ั ซอื้ เครอ่ื งยนต์ มาติดเรือและทดลองเดินเรือออกทะเลลึก เปาะซายังบอกฉันอีกว่าสองสามี ภรรยาฝรั่งนัน้ ไดม้ อบเคร่ืองยนต์ให้ชาวบา้ นไวใ้ ชอ้ กี ดว้ ย เมื่อมีเครื่องยนต์ติดต้ังเรือ ชาวบ้านก็เร่ิมออกหาปลาทะเลลึกมากขึ้น นั่นเป็นเร่ืองที่ดีเพราะความเป็นอยู่ของชาวบ้านก็พลอยกระเตื้องข้ึนไปด้วย แมว้ า่ เวลาจะผา่ นมาเนนิ่ นานและสองสามภี รรยาฝรง่ั จะกลบั ไปยงั บา้ นเกดิ เมอื ง นอนของตนแล้ว แต่ผู้แก่ผู้เฒ่าที่นี่ก็ยังจ�ำพวกเขาได้ และฉันเชื่อว่าหลายคน ยังคงระลกึ ถงึ บุญคุณของเขาอยู่ นกั ลา่ ตวั นอ้ ยกบั ปลาวาฬพ่นน�ำ้ นอกจากเปาะซาแลว้ ฉนั กย็ งั มนี กั เลา่ เรอ่ื งทฉ่ี นั รกั อยรู่ อบตวั อกี มากมาย นอกจากยาย แม่ และพ่อแล้ว ย่าก็เป็นอีกผู้หนึ่งท่ีมักจะมีเรื่องจากท้องทะเล มาเลา่ ใหห้ ลานๆ ฟงั อยเู่ สมอในชว่ งค่�ำคนื หลงั จากเหนด็ เหนอ่ื ยจากนอกบา้ นมา ตอนยงั เปน็ เดก็ ในชว่ งปดิ เทอม ฉนั มกั จะวงิ่ ตามพช่ี ายไปยงั ทอ้ งนาหลงั หมู่บ้านเพื่อจับปลากัดใส่ขวดมากัดกัน บางวันก็เท่ียวล่ากิ้งก่าแล้วจับให้มัน ฟัดกัน เบื่อหน่ายกับกิ้งก่าเราก็หาไม้ยาวๆ ผูกถุงพลาสติกใส่แกงท่ีแอบหยิบ ของแมม่ า เทย่ี วไลจ่ บั แมลงปอ บางครงั้ กจ็ บั ตก๊ั แตน และบอ่ ยครงั้ ทเี่ รารวมกลมุ่ กันไปวิง่ เลน่ ท่ีชายทะเลโคลนแลว้ กลบั มาพร้อมหอยแครงเปน็ ถังๆ

162 เรือ่ งดีๆ ทบี่ ้านเรา พวกเรากลายเป็นเด็กน้อยนักล่าท่ีล่าทุกส่ิงทุกอย่างแม้กระทั่งแมลง ตวั นอ้ ยๆ แตเ่ รอ่ื งทที่ งั้ เจบ็ ทงั้ นา่ ข�ำคอื ลา่ คางคก ตอนหวั คำ่� เราจะถอื หว่ งตาขา่ ย ทพ่ี อ่ ใชต้ กั ลกู กงุ้ ในทอ้ งทะเลมาใชจ้ บั คางคก กตกิ าของเรามอี ยวู่ า่ ใครไดค้ างคก น้อยที่สุดจะต้องขุดหลุมเพ่ือฝังคางคก เรามีความเชื่อแบบเด็กอยู่ว่าเม่ือฝัง คางคกแลว้ มนั จะหายไปจากโลกน้ี แตไ่ มม่ ใี ครจะรวู้ า่ พรงุ่ นคี้ างคกตวั เดมิ ไดโ้ ผล่ หนา้ มาใหเ้ ราจับอกี วันหนึ่งฉันขอเป็นผู้แพ้โดยท่ียังไม่ได้เริ่มแข่งขัน ใช่แล้ว! เพราะฉันมี แผนการรา้ ยทผี่ ดุ ขน้ึ ในหวั ฉนั ขดุ หลมุ สองหลมุ สำ� หรบั คำ�่ วนั นนั้ หลมุ หนง่ึ สำ� หรบั ฝังคางคก แต่อกี หลุมเปน็ หลมุ พรางขดุ ไวร้ ะหว่างทางไปมัสยิด ฉันฉีกพลาสติก ทเ่ี ตรยี มไวค้ รอบปากหลุมแล้วเอาดนิ กลบรอบๆ เพือ่ ไม่ให้ลมพัดพาไป ไม่มใี คร รเู้ รอ่ื งน้สี ักคน แมแ้ ตพ่ รรคพวกที่ไลล่ ่าคางคก เมอ่ื เสยี งอาซานดงั ขนึ้ บรรดาคน เฒา่ คนแก่ตา่ งก็เริ่มทยอยมามสั ยดิ ใครจะตกเปน็ เหยื่อหลุมพรางของฉนั ‘คงต้องมีสักคนนั่นแหละ’ สิ่งท่ีฉันกังวลคือกลัวไม่มีใครมาตก หลมุ พรางทีอ่ ุตส่าห์ขดุ ไว้ ในท่ีสุดวินาทีนั้นก็มาถึง เสียงเหยียบถุงพลาสติกและเสียงร่างคนท่ี กระแทกลงพ้ืนท�ำให้ฉันต่ืนเต้น ตามมาด้วยเสียงตะโกนด้วยความตกใจของ ผเู้ คราะหร์ า้ ย เขาคนนนั้ ไมใ่ ชใ่ ครทไ่ี หน แตเ่ ปน็ เจะ๊ วอและห์ ชายชราเจา้ ของรา้ น ของช�ำในหมู่บ้านนั่นเอง แกล้มแอ้งแม้งอยู่กลางดินในขณะท่ีเท้าอีกข้าง อยใู่ นหลมุ พวกผู้ใหญ่รบี วิง่ ลงมาจากมสั ยิดและหน่ึงในน้ันคอื พ่อฉนั พรรคพวกนักล่าคางคกเร่ิมทยอยเข้ามามุง คางคกในตาข่ายกระโดด ดิ้นเพ่ือความอิสระ วินาทีนั้นเองท่ีฉันเห็นคางคกแล้วรู้สึกขยะแขยงจนคลื่นไส้ จนเร่ิมกลัวคางคกตั้งแต่นั้นมา พ่อมองหาตัวการ พรรคพวกต่างช้ีมาที่ฉัน คร้ังนั้นก้านมะยมหน้าบ้านอาถูกเด็ดมาใช้งานเป็นครั้งแรกกับน่องของฉัน

เรื่องดๆี ทบี่ ้านเรา 163 หลงั จากนัน้ ฉันก็เข็ดกบั รสชาตขิ องกา้ นมะยม น่เี ปน็ จดุ เร่ิมต้นของจดุ จบในเกม ลา่ คางคก น่ันคือวัยเด็ก วัยท่ียังไร้เดียงสา มีเร่ืองราวมากมายให้เราท�ำโดย ไม่รู้เบ่ือ มีสาระบ้าง ไม่มีสาระบ้าง ซึ่งเราไม่อาจแยกแยะจนกระท่ังโตขึ้น แต่ล้วนแลว้ เปน็ เรอื่ งราวทีน่ า่ จดจ�ำทัง้ สิ้น อีกเร่ืองที่ชวนให้จดจ�ำส�ำหรับฉันคือช่วงเวลากลางคืน บ้านย่าไม่มี โทรทัศน์ให้ดู ไมม่ วี ทิ ยุให้ฟัง แตเ่ ราก็มียา่ เล่านทิ านให้ฟงั เกือบทุกคนื เร่ืองทีน่ ่า ต่ืนเต้นที่สุดมักเป็นเร่ืองท่ีย่าบอกว่า “เคยเกิดขึ้นจริงในหมู่บ้านของเรา” เรื่องทที่ �ำใหฉ้ นั จดจำ� มาจนถงึ ทกุ วนั นคี้ ือเรอ่ื งปลาวาฬพ่นน้�ำ ย่าเร่ิมต้นด้วยค�ำพูดนี้ทุกครั้ง “เรื่องน้ีเคยเกิดข้ึนจริงนะจะบอกให้ เรอื่ งปลาวาฬพน่ นำ�้ ไมเ่ ชอ่ื ถามเปาะซาด”ู ย่าหาแหล่งอา้ งองิ ตั้งแต่ยังไม่เล่า เม่ือสมัยย่ายงั เดก็ ๆ พ่อของย่าเคยเลา่ ใหฟ้ ังวา่ (ยา่ แทนตัวเองว่าเมาะ) มีชาวประมงคนหนึ่งช่ือสาและห์ เป็นชาวประมงที่ยากจนมากๆ ออกทะเล แต่ละครั้งไม่ค่อยได้ปลา แต่เขาก็ไม่เคยย่อท้อ แม้จะกลับมามือเปล่าเกือบทุก ครั้ง เขากย็ งั สู้ทนออกทะเลตอ่ ไป ด้วยถอื ว่าเกิดมาเปน็ ลกู ทะเล ผกู พนั กบั ทะเล มาต้ังแต่เด็ก ถ้าไม่ท�ำงานกับท้องทะเลจะมีชีวิตอยู่อย่างไร และจะหันหน้าไป ท�ำงานอะไร ใครๆ ตา่ งกค็ ดิ ว่า คงไมม่ ใี ครโชคร้ายเท่าสาและห์อีกแล้ว กระทั่งวนั หนึง่ ภรรยาของสาและหม์ านัง่ รอสามีทีเ่ พิงจอดเรือ นางรอ คอยด้วยความกระวนกระวายเม่ือเห็นว่าสามีสายผิดปกติ จึงเที่ยวถามคนนั้น คนนว้ี ่าใครเห็นสามขี องนางบา้ ง แต่ก็ไร้ค�ำตอบทพ่ี อจะทำ� ใหน้ างชนื่ ใจได้ เวลาเท่ียงเคลื่อนผ่านไปอย่างช้าๆ แต่ภรรยาสาและห์กลับยิ่งร้อนรน นางมองออกไปยังปากน้�ำบ่อยคร้ังด้วยความหวัง จังหวะท่ีนางจะหันหลังเดิน กลับบ้านน้ันเอง “มูเนาะ มูเนาะ” เสียงเรียกที่คุ้นหูนางยิ่งนัก นางรีบหันไป

164 เรอ่ื งดๆี ที่บา้ นเรา อย่างรวดเร็ว และต้องประหลาดใจ ในเรือเต็มไปด้วยปลาด้วยปริมาณที่นาง ไมเ่ คยเห็นมากอ่ น เกดิ อะไรข้ึนกับนายสาและห์ “มูเนาะ เห็นไหม? เราได้ปลามาเยอะแยะเลย” สาและห์ย้ิมแฉ่งให้ ภรรยา พลางขนปลาขน้ึ จากเรือ “เกิดอะไรขึ้นบงั ท�ำไมกลับช้าอยา่ งนี้” มูเนาะยังไมห่ ายห่วง “เรือล่มกลางทะเลตอนหัวรุ่งฉันก�ำลังจะกลับน่ะ ตอนแรกก็คิดว่าจะ ตายแลว้ แตม่ ีปลาตัวใหญม่ าก ใหญม่ ากๆ เลยนะมูเนาะ เหมือนมนั มาพลกิ เรอื ใหแ้ ลว้ ดนุ ฉันให้ข้ึนเรอื แลว้ มนั ก็พ่นน�ำ้ อะไรไม่รู้ที่ตรงหวั ของมนั ใส่ฉนั แลว้ มนั กไ็ ป อวนหายหมดเลยฉนั จงึ งมลงไปหาอวน แตเ่ หน็ ปลาตวั ตดิ อวนดว้ ยกเ็ ลยวาง อวนใหม่ แต่มันเรว็ มากเลยนะมเู นาะ ปลาตวั นน้ั มนั มาเร็วมากไมร่ วู้ ่ามันมาจาก ไหน” สาและห์เล่าด้วยน�้ำเสียงตื่นเต้น เพียงไม่นานข่าวน้ีได้กระจายไป ทัว่ หมบู่ า้ น ทุกคนตา่ งคิดว่าเป็นเพราะปลาวาฬพน่ น้ำ� ตัวน้นั ท่ีท�ำใหส้ าและห์ได้ ปลามากมายเต็มล�ำเรือ หลังจากวันน้ันเขายังคงออกเรือเหมือนปกติ แต่ส่ิงที่ แตกตา่ งกนั ก็ตรงท่เี ขาได้ปลากลบั มาเตม็ ลำ� เรอื ทกุ ครัง้ และฐานะดีขน้ึ เรอ่ื ยๆ เมอ่ื ยา่ เลา่ จบ หลานทร่ี ายลอ้ มรอบตวั ยา่ บางคนเรมิ่ หลบั แลว้ เชน่ เดยี ว กับฉันก็เร่ิมง่วงงุนเพราะเหน็ดเหนื่อยกับการล่าคางคก แมลงปอ หรือกิ้งก่า แตค่ วามรูส้ กึ อยากลา่ ปลาวาฬพน่ น�้ำเกดิ ข้นึ ในใจจงึ ฝืนพูดต่อไป “ถา้ วันหลงั พอ่ ออกทะเลหนูจะตามไปบา้ ง” “ทำ� ไมรึ” ย่าถามดว้ ยความสงสยั “กถ็ า้ มีปลาวาฬมาพน่ น้�ำ เราก็จะไดร้ วยไงจะ๊ ย่า แลว้ พอ่ กไ็ มต่ ้องออก ทะเลบ่อยๆ” ฉนั ตอบตามประสาเด็ก ย่าหัวเราะหึหึ พลางกลา่ ว “บางทีน่ันอาจจะเป็นเพียงต�ำนาน เป็นนิทานให้ก�ำลังใจชาวเลก็ได้ ลกู สมยั นท้ี ะเลบา้ นเรามปี ลาวาฬทไ่ี หนกนั ฟงั นะ ถา้ อยากรวยตอ้ งท�ำมาหากนิ

เรื่องดๆี ทบ่ี ้านเรา 165 เราจะรอโชควาสนาจากปลาวาฬพ่นน�้ำไม่ได้หรอก พ่อเราเป็นลูกทะเลก็ต้อง ออกทะเลสิลกู ” ค�ำถามในสมองยังคงแล่นเข้ามาอีก ‘ก่อนเล่าเร่ือง ย่ายังบอกว่าเป็น เรื่องจริงแต่มาบอกอีกทีว่าเป็นนิทานแล้วถ้าเป็นนิทานทำ� ไมตอนจบย่าไม่บอก วา่ “เรอื่ งนส้ี อนใหร้ วู้ า่ ...” เหมอื นตอนทฉ่ี นั อา่ นหนงั สอื นทิ านนะ?’ แตค่ วามงว่ ง และเปลอื กตาท่ีคอ่ ยๆ หรี่ลงจนปดิ สนทิ ในทีส่ ดุ กไ็ มอ่ นญุ าตใหถ้ ามอะไรไดอ้ กี เด็กยังคงเป็นเด็กและมักคิดอย่างเด็ก เมื่อโตขึ้นฉันจึงคิดได้ว่า ทุกเร่ืองเล่า ทุกเรื่องราวท่ีผ่านเข้ามาในชีวิตนั้นสอนให้เรารู้อะไรมากมายโดย ท่ีไม่ต้องมีใครมาบอกว่า “เร่ืองนี้สอนให้รู้ว่า...” เช่นเดียวกับเร่ืองของ ยาลี ชายหนุ่มลูกทะเลคนหนึ่งท่ีเรียนรู้โลก เรียนรู้ทะเลได้โดยไม่ต้องพึ่งห้องเรียน เสมอไป เพราะโลกนม้ี คี วามรมู้ ากมายใหเ้ ราไลล่ า่ เพอ่ื จะไดไ้ มต่ อ้ งเปน็ ผพู้ า่ ยแพ้ ทีร่ อเพียงขดุ หลมุ ฝงั คางคกตลอดเวลา ยาลี ผเู้ รียนรู้โลกจากทะเล ฉันได้เกร่ินไว้ในตอนต้นแล้วว่า ชาวรูสะมิแลทุกคนล้วนเป็นลูกทะเล เพราะความผกู พนั จนทะเลกลายเปน็ สว่ นหนง่ึ ของชวี ติ แมว้ า่ ปจั จบุ นั จะมหี ลาก หลายอาชพี ทน่ี า่ สนใจ ใหเ้ งนิ ไดม้ ากกวา่ การออกทะเล และบางคนเรมิ่ หนั เหชวี ติ ออกห่างจากทะเลแล้วก็ตาม แต่หากทะเลที่นี่มีปัญหา หลายคนอาจจะไม่ สามารถมีชีวิตอยไู่ ด้เช่นเดียวกนั ยาลี จะต้องเป็นหน่งึ ในน้ัน ยาลี ผมู้ ีแผลเปน็ ตรงหวั ลำ� คอ และอีกซกี หน่งึ ของลำ� ตัว ฉันจำ� ชื่อจริง ของเขาไมไ่ ด้ รแู้ ตเ่ พยี งวา่ เขาอายนุ อ้ ยกวา่ ฉนั ถงึ สองปี แตเ่ ขารจู้ กั ทะเลมากกวา่ อายุตัวเองเสียอีก จะว่าไปแล้ว ครอบครัวของยาลีเป็นครอบครัวที่น่าสงสาร จ�ำได้ว่าเมื่อตอนเด็กๆ พวกเขาไม่มีบ้าน ได้แต่อาศัยอยู่ใต้หลังคาท่ีคุ้มป้อง

166 เรื่องดๆี ท่ีบ้านเรา เครอ่ื งบ�ำบัดนำ้� เสียรมิ ทะเล มันคับแคบ มกี ลนิ่ เหมน็ อบั เหมน็ คาว และสง่ เสียง ครางราวสตั วร์ ้ายเจ็บปวดอยตู่ ลอดเวลา ท้ัง ๖ ชีวิตท่ีอาศัยอยู่ภายใต้หลังคาน้ันช่างมีความอดทนสูงเหลือเกิน แม้จะมีบางคนถึงขั้นรังเกียจพวกเขา แต่คนเหล่าน้ันก็มีเพียงน้อยนิดเพราะ คนรูสะมิแลเป็นคนมีน�้ำใจ ช่วยเหลือเก้ือกูลกันเสมอ ครอบครัวยาลีไม่มีเงิน แตม่ แี รงกอ็ าศัยแรงชว่ ยเหลอื พอ่ ของเขาเคยเปน็ ลกู เรือใหพ้ ่อของฉัน ความยากจนน่ีเองท่ีท�ำให้ยาลีกลายเป็นคนสู้ชีวิตมาตั้งแต่เด็ก ในโรงเรยี นเขาเป็นเด็กสมองทบึ คนหน่ึง ทว่านอกห้องเรียน เขาคอื เซียนประจ�ำ หมบู่ ้าน ยาลีเป็นเด็กที่ซนมาก บางครั้งความซนและอยากเรียนรู้ของเขา ก็สร้างความเดอื ดร้อนใหก้ ับชาวบา้ น แตฉ่ นั เลือกทจ่ี ะมองข้าม ทุกวัน เขาจะตื่นเช้าข้ึนมาโดยการออกไปว่ิงเล่นตามเพิงเรือของ ชาวบ้าน เก็บเศษเหล็กที่ใครๆ ไม่ใช้แล้วมารวบรวม บางคนเห็นเขาวิ่งเล่น กจ็ ะเรยี กเพอ่ื ขอความชว่ ยเหลอื ในเรอื่ งตา่ งๆ ซอ้ื ของใหบ้ า้ ง หรอื แกะปอู อกจาก อวน สารพัดเร่ืองท่ีชาวบ้านคิดว่าเขาท�ำได้ ซ่ึงก็ไม่ผิดหวัง ในขณะเดียวกัน หากเบ่ือหนา่ ยกบั การเกบ็ เศษเหลก็ ยาลจี ะไปอยู่ตามชายหาดโคลน ไล่จบั ปูด�ำ ตัวโตๆ ฉันไม่เคยเห็นเขาใช้อุปกรณ์ในการสาวปูด�ำขึ้นมาจากรูเลยสักคร้ัง โดยปกติเวลาจะจับปูด�ำจะต้องมีเหล็กหรือลวดหนาๆ สักอันเพ่ือแยงลงไปในรู ปูเพ่อื ใหม้ ันเกาะ แล้วคอ่ ยๆ ดึงช้าๆ กลบั ขึน้ มา แต่ยาลีไมม่ ีอปุ กรณ์นี้ หากเขา ก็มีปูด�ำมาช่ังกิโลขายได้เกือบทุกวัน ฉันเช่ือว่า เขารู้วิถีของปูด�ำและสามารถ จบั มนั มือเปลา่ ได้ แต่ความสามารถในการจับปูด�ำมือเปล่าก็ไม่สามารถช่วยอะไรยาลี ในเหตกุ ารณ์ในวันหน่ึงได้

เรอ่ื งดีๆ ที่บ้านเรา 167 เขาเก็บเศษเหล็กอยู่ตามกองขยะที่ชาวบ้านมารวมไว้นั้น เขาได้หันไป มองที่ใต้ถุนบ้านหลังหน่ึง ซ่ึงเจ้าของบ้านไม่ค่อยอยู่เพราะไปท�ำงานท่ีมาเลเซีย เขาเห็นเศษเหล็กมากมายจึงคิดจะเข้าไปค้นดู เพียงแค่ครู่เดียว เขาก็ต้องร้อง โหยหวนอย่างน่าเวทนา เพราะบ้านที่ปิดมืดนั้นมีเจ้าของอยู่ มีคนราดนำ�้ กรด ลงบนหัวเด็กชายผู้น่าสงสาร ยาลีวิ่งออกมาจากใต้ถุนบ้านและดิ้นพล่าน อยขู่ า้ งถนน ในขณะนัน้ ใครๆ ต่างก็คดิ วา่ เขาจะต้องตายเพราะน�ำ้ กรดท่ีราดลง มานน้ั เร่มิ กดั กนิ หนังหวั ล�ำคอ ตลอดจนล�ำตวั แตค่ นท่เี ห็นเหตกุ ารณอ์ นั แสน สะเทือนใจน้ันก็สามารถพาเขาไปส่งโรงพยาบาลได้ทัน ยาลีจึงมีชีวิตรอด กลับมาได้ แผลเป็นตามตัวของเขาเปรียบเสมือนบาดแผลจำ� นวนมากในชีวิต อันแร้นแค้นของเขา ทุกครั้งที่ฉันเห็น ฉันมักจะนึกถึงปูด�ำในก�ำมือของยาลี และหลมุ คางคกสองหลุมของตวั เอง เหตกุ ารณด์ งั กลา่ วเกดิ ขน้ึ เมอ่ื เขาอายไุ ดส้ บิ ปเี ทา่ นน้ั เปน็ ชว่ งเวลาเดยี ว กบั ทพี่ อ่ ของเขามเี รอื เปน็ ของตวั เอง เงาหวั เรม่ิ โผลพ่ น้ มาจากคมุ้ กำ� บงั ของหลงั คา เครื่องบำ� บดั น�้ำเสีย เขาสร้างกระท่อมเลก็ ทชี่ ายหาดท่งี อกยาวออกไป หลังจาก แผลจากน�้ำกรดหายดี ผู้เป็นพ่อกับลูกชายก็ออกทะเลทุกวัน จนกระท่ังโตข้ึน และนน่ั ทำ� ให้เขากลายเปน็ ผทู้ ่รี ูจ้ กั ทะเลมากกวา่ บ้านโกโรโกโส ก่อนท่ีจะเกิดพายุดีเปรสช่ันถล่มภาคใต้ ก็ได้เกิดเร่ืองกับยาลีอีกคร้ัง สบิ โมงเชา้ ของวนั นั้น พ่อของเขาขน้ึ จากเรอื มาอยา่ งตนื่ ตระหนกและนำ้� ตานอง หนา้ รีบว่งิ มาหาโต๊ะอีหม่ามในหม่บู ้าน เลา่ เร่อื งทเ่ี กิดข้ึน ว่าเม่ือตอนเชา้ มืดยาลี ได้ออกเรือไปพร้อมตน และลูกเขยอีกคนหนึ่ง ยาลีมีปากเสียงกับพี่เขย เขาจึง ดุว่ายาลีไป ด้วยความน้อยใจพ่อ ยาลีกระโดดลงทะเลในขณะท่ีเรือจอดนิ่งอยู่ กลางน้ำ� ลกึ เขาคิดว่ายาลนี ่าจะเสยี ชีวิตแลว้ โตะ๊ อหี มา่ มรบี รดุ ไปทม่ี สั ยดิ เพอ่ื จะประกาศใหช้ าวบา้ นรบั รวู้ า่ ยาลนี น้ั ได้เสียชีวิตแล้ว ในขณะนั้นเอง พ่ีสาวของยาลีวิ่งมาหาอีกคนบอกว่ายาลีกลับ

168 เรื่องดๆี ท่บี า้ นเรา บ้านแลว้ สรา้ งความตืน่ ตะลึงแกผ่ ้เู ป็นพ่อ และความงุนงงแกโ่ ต๊ะอหี ม่ามรวมถงึ ชาวบา้ นที่รับรู้ข่าวนี้ ยาลวี า่ ยนา�้ จากกลางทะเลมาแลว้ มานอนพกั ทช่ี ายฝง่ั เปน็ เรอ่ื งทหี่ ลาย คนไมค่ าดคดิ เชน่ เดยี วกบั ฉนั ในเมอ่ื ชายฝง่ั อยหู่ า่ งจากจดุ เกดิ เหตมุ าก แตส่ ง่ิ หนง่ึ ท่ีท�าให้ฉันเชื่อคือ การท่ีเขาจะว่ายน้�ากลับบ้านน้ัน แน่นอนว่าต้องรู้จักทะเล รทู้ ิศทางอยา่ งดี ยาลีอาจเป็นเพียงตัวอย่างหนึ่งของลูกทะเลที่แท้จริง หากในรูสะมิแล ยังมีคนอีกหลายคนท่ีมีชีวิตผูกพันกับท้องทะเลจนอ่านมันออก เข้าใจมันได้ทุก จงั หวะหายใจ แมว้ า่ ชาวบา้ นทน่ี จ่ี ะถกู คนภายนอกมองวา่ ไมม่ กี ารศกึ ษา ไมเ่ รยี น หนังสอื สงู ๆ ในโรงเรยี นหรือมหาวิทยาลยั แตท่ ะเลและโลกกว้างก็ไดส้ อนอะไร หลายๆ อย่างให้กับพวกเขาเพื่อให้มีชีวิตอยู่โดยไม่ต้องกลายเป็นผู้ขุดหลุมฝัง คางคกไปจนช่ัวลกู ช่วั หลาน ............................................................................................ แดดยามบ่ายร้อนเปรย้ี งจนหลายชวี ิตไม่อยากออกเดนิ ทางไปไหน แตล่ มทะเล ก็พดั ผ่านเข้ามาใหร้ สู้ กึ เยน็ สบายชวนหลับ ฉันหวนนึกถึงเหตุการณบ์ า้ นเมอื งใน สามจงั หวดั ชายแดนภาคใตใ้ นปจั จบุ นั มนั อาจจะรอ้ นแรงแผดเผาชวี ติ ใครมานกั ต่อนัก แต่รูสะมิแลแห่งนี้กลับเป็นท่ีหนึ่งท่ีไฟใต้ไม่ไล้ลามเข้ามา ท่ีน่ีเสมือนมี ลมเย็นเห่กล่อมทุกคนท่ีเข้ามาให้รู้สึกร่มเย็นมาตลอด บางส่ิงบางอย่างอาจจะ เหลือเพียงความทรงจ�า ท่ีท�าได้แค่เก็บมาเล่าให้ลูกหลานฟัง กลายเป็นความ ทรงจา� ทมี่ คี ณุ คา่ สา� หรับลูกหลานชาวรสู ะมแิ ลเสมอมา

เร่อื งดๆี ทบ่ี า้ นเรา 169 “ควนลังงา” สองศาสนา หลงั คาเดยี วกนั นายไพศาล รตั นะ รางวัลรองชนะเลิศอันดบั ๑ ระดับอดุ มศกึ ษาและประชาชนท่วั ไป ในชว่ งชวี ติ ของคนหนง่ึ คนลว้ นมเี รอ่ื งราวดๆี เกดิ ขนึ้ มากมายนบั รอ้ ยพนั บ้างก็ประสบพบเจอในชีวิตประจ�ำวัน บางคร้งั ก็เกดิ กับสงั คมคนรอบข้าง แตท่ ี่ ยงิ่ ไปกวา่ นนั้ สารพนั สงิ่ ดที อ่ี ยใู่ กลต้ วั หรอื เรอ่ื งราวเลา่ ขานจากรนุ่ สรู่ นุ่ ในดนิ แดน บา้ นเกดิ ของแตล่ ะแหง่ หนยอ่ มมคี วามนา่ สนใจอยไู่ มน่ อ้ ย ขนึ้ อยกู่ บั การจะเลอื ก หยิบยกเอาแง่มุมใด ขึ้นมาถ่ายทอดเพ่ือให้ผู้คนในวงกว้างได้สัมผัสและรับรู้ สิ่งดๆี ท่ีอบุ ัตขิ ้ึนบนผืนแผน่ ดินบา้ นเกดิ เมืองนอนของตัวเอง แมน้ เปน็ เวลาหลายขวบปแี ลว้ ทจ่ี งั หวดั ชายแดนภาคใต้ ปรากฏแตเ่ รอื่ ง ราวเลวรา้ ยใหไ้ ดย้ ิน และไดเ้ หน็ ส่วนใหญเ่ ปน็ ขา่ วอย่างตอ่ เน่อื ง แต่ใชว่ ่าที่นจี้ ะ มแี ตเ่ สยี งครำ่� ครวญ และคราบนำ้� ตาแหง่ ความเจบ็ ปวด จากความรนุ แรงทย่ี งั คง เกดิ ขนึ้ ชนิดแทบไม่เวน้ แตล่ ะวนั เพราะหากใครไดม้ ีโอกาสมาสัมผัสและใกล้ชดิ ตวั ตนของผคู้ น ณ ดนิ แดนปลายดา้ มขวาน จะไดส้ มั ผสั กบั บางแงม่ มุ ทยี่ งั สามารถ เรียกรอยยิ้มใหก้ บั ผพู้ บเห็น รวมถงึ เจา้ ของพน้ื ทซ่ี ่ึงยงั คงอาศัยอย่ใู นพ้ืนทีแ่ ห่งนี้ เพอ่ื เฝา้ รอวนั คืนแหง่ สนั ตสิ ขุ จะกลบั มาอกี ครงั้

170 เรื่องดๆี ทีบ่ า้ นเรา ดงั่ เชน่ เรอื่ งราวทขี่ า้ พเจา้ ไดม้ โี อกาสประสบพบเจอกบั ภาพสะทอ้ นของ บา้ นควนลงั งา ชมุ ชนเลก็ ๆทวี่ างตวั อยกู่ ลางปา่ เขยี วขจใี นตำ� บลทรายขาว อำ� เภอ โคกโพธิ์ จังหวัดปัตตานี ภาพนั้นมีเรื่องราวอันอบอวลไปด้วยมิตรภาพ ความรกั และความสามคั คี ของสองศาสนกิ มาอยา่ งยาวนานและวนั น้ี บรรยากาศ ของรอยยิ้มและไมตรีของชาวพุทธท่ีหยิบยื่นให้มุสลิมยังเป็นส่ิงที่พบเห็นได้ง่าย แม้สถานการณ์ในพ้ืนที่จังหวัดชายแดนภาคใต้จะยังคงปรากฏเป็นข่าวความไม่ สงบเปน็ ระยะก็ตาม ชุมชนควนลังงามีประชากรไม่ก่ีร้อยคน เกินกึ่งหนึ่งเป็นชาวมุสลิม ส่วนที่เหลือคือชาวพุทธ แต่ทั้งหมดกลับท�ำมาหากินตามวิถีที่คุ้นเคยเฉกเช่น สังคมปกติ ไม่มีร่องรอยปริร้าวทางความรู้สึกของการแบ่งแยกระหว่างศาสนา กลับตอกย�้ำการไปมาหาสู่และร่วมกิจกรรมฉันพ่ีน้อง จนกลายเป็นพลังที่ คุ้มครองดุจด่ังภูมิคุ้มครองให้ท้องถิ่นแห่งน้ีมีความเข้มแข็งจนไม่มีใคร สามารถเล็ดลอดเข้ามาเพาะพันธ์ุแตกหน่อความแตกแยกให้เกิดและเติบโต ในพน้ื ที่ของชมุ ชนแห่งน้ีได้ เสน้ ทางสายใยแหง่ ความรัก ความผกู พัน ท่ีถักทอทอดยาวจากรุ่นสรู่ นุ่ เร่ือยมาจนถึงปัจจุบันเป็นเวลาหลายชั่วอายุคนบ่งย�้ำถึงเอกลักษณ์ของสังคม อันกลมเกลียวดจุ ครอบครัวเดียวกนั ของสงั คมพหุวัฒนธรรมแห่งบา้ นควนลงั งา ไดเ้ ปน็ อย่างดี เรื่องราวอันมีน้�ำหนักท่ีตอกย้�ำข้อเท็จจริงในสังคมแห่งน้ี ถูกสะท้อน ผ่านค�ำบอกเล่าของผู้น�ำศาสนาพุทธในพื้นท่ีแห่งน้ี อย่าง พระครูปราโมทย์ สตี คุณ หรือทช่ี าวบา้ นละแวกนีเ้ รยี กขานกนั ติดปากว่า “อาจารยเ์ พ็ง” ในฐานะ เจ้าอาวาสวัดทรายขาว ท่านบอกว่า ชาวบ้านในพื้นท่ีแห่งน้ีอยู่ร่วมกันได้อย่าง สันติสุขมาช้านาน โดยไม่ต้องอิงแอบความพยายามในการปั้นแต่งสถานการณ์ เพอื่ ใหเ้ กดิ ภาพการกอดคอชนดิ ฝนื ยม้ิ เฉกเชน่ ชมุ ชนอน่ื ในพนื้ ทป่ี ลายดา้ มขวาน เพ่ือหวังสยบรอยร้าวทางความรู้สึกในวันเวลาท่ีถูกผู้ไม่ประสงค์ดีฉวยโอกาส

เรื่องดีๆ ทบี่ ้านเรา 171 ตอกล่ิมให้เกิดความหวาดระแวงซึ่งกันและกันระหว่างคนไทยที่นับถือศาสนา อิสลามและนับถือศาสนาพทุ ธ พระครสู าธยายใหฟ้ งั ตอ่ วา่ แตไ่ หนแต่ไรมา ชมุ ชนควนลงั งาไม่จ�ำเป็น ตอ้ งมกี จิ กรรมเพอ่ื เสรมิ สรา้ งภาพลกั ษณใ์ นการแสดงออกใหส้ งั คมเหน็ ถงึ การอยู่ ร่วมกันระหว่างคนพุทธกับมุสลิม เนื่องด้วยที่แห่งนี้ไม่เคยมีเส้นแบ่งในการอยู่ รว่ มกันของคนต่างศาสนามายาวนานกวา่ ๓๐๐ ปแี ลว้ ทุกเรอ่ื งราวที่ดำ� เนนิ ไป ในแต่ละวัน ณ ที่แห่งน้มี แี ตค่ ำ� ว่าญาตพิ ่นี อ้ งเปน็ พลงั เหนีย่ วนำ� ให้ทกุ คนรูส้ ึกถึง ความเปน็ ครอบครวั เดยี วกนั มาตงั้ แตย่ คุ เกา่ กอ่ น ฉะนนั้ งานทกุ อยา่ งทดี่ �ำเนนิ ไป ล้วนเกดิ ด้วยความรกั ทม่ี าจากเนอ้ื แทส้ ว่ นลกึ กน้ บง้ึ ของความรู้สกึ ของทุกคน เจ้าอาวาสวัดทรายขาว ย้�ำความรู้สึกที่คุ้นเคยให้ฟังว่าหากใครก็ตาม ได้มาเยือนชุมชนควนลังงาแห่งนี้จะได้สัมผัสและเห็นภาพแห่งความร่วมแรง รว่ มใจทยี่ ังคงด�ำเนนิ ไปเฉกเช่นเดิมเหมอื นเม่อื ๓๐๐ ปีท่ผี า่ นมา ไม่วา่ กาลเวลา จะยา่ งเดนิ ไปอยา่ งไรเรอ่ื งราวอนั นา่ ประทบั ใจของคนสองศาสนาทอ่ี ยรู่ ว่ มกนั ได้ ชนิดไร้ความแตกแยกในชุมชนแห่งนี้ ก็คงจะยังต้ังอยู่อย่างมั่นคงบนความรัก สามคั คีของคนรุน่ หลังเรื่อยๆไปอยา่ งไมม่ วี นั สน้ิ สดุ ความผูกพันเป็นปึกแผ่นของสองศาสนิกตั้งแต่หนหลังมาถึงปัจจุบัน ยังได้ถูกสะท้อนผ่านค�ำบอกเล่าของชายผู้ผ่านร้อนผ่านหนาวด้วยวัย ๘๐ ปี ผวิ กรา้ นแดด ผมและเคราขาวโพลน นน่ั คอื นายหะยอี บั ดลุ รอมาน สะหล�ำสหุ รี อิหม่ามประจ�ำมัสยิดในชุมชนควนลังงา ท่ีมักมาน่ังบนม้าหินอ่อนตัวเก่าหน้า ศาสนสถานอันศักด์ิสิทธิ์ของชนมุสลิมท่ีมีอายุกว่า ๓๐๐ ปี ในทุกยามเย็น เพือ่ เฝ้ามองการเตบิ ใหญ่ของคนหนมุ่ สาวในทอ้ งถิน่ แห่งนี้ อหิ มา่ มประจำ� มสั ยดิ ผมู้ ไี มเ้ ทา้ คำ�้ สงั ขารเปน็ เพอ่ื นคใู่ จ เรม่ิ ตน้ ถา่ ยทอด เรอื่ งราวด้วยคำ� พดู ส�ำเนยี งทอ้ งถ่ินอย่างช้าๆ ใหฟ้ งั เมอ่ื ครงั้ ยงั เปน็ เดก็ ก็เหน็ คน รนุ่ พอ่ รนุ่ แม่ เปน็ เพ่อื นที่รกั ใครก่ ลมเกลยี วกนั มาแต่ไหนแต่ไรมาแลว้ ภาพการ ท�ำงานร่วมงานของคนไทยพุทธกับมลายูมุสลิมในชุมชนแห่งนี้เป็นเร่ืองปกติ

172 เรอื่ งดๆี ท่บี ้านเรา จนแทบไม่รสู้ ึกวา่ เรานบั ถือศาสนาแตกต่างกนั ไม่เว้นแม้กระท่ังเม่ือครั้งวันวานคราวเม่ือยังเป็นเด็ก ยังเคยเดินลัดทุ่ง ไปนง่ั ลอ้ มวงกนิ ขา้ วทบ่ี า้ นของเพอ่ื นซง่ึ เปน็ ชาวพทุ ธมาแลว้ และไมต่ า่ งกนั เพอ่ื น ร่วมรุ่นก็แวะเวียนมานั่งตักน้�ำบูดูคลุกเคล้าข้าวร้อนๆในจานสังกะสีที่บ้านของ หน่มุ น้อยมุสลิมมาแลว้ เชน่ กัน ไม่เว้นแม้กระทั่งวันส�ำคัญทางศาสนาท่ีเพื่อนเด็กชาวพุทธก็กุลีกุจอมา ชว่ ยงานทม่ี สั ยดิ แตเ่ ชา้ สว่ นชาวมสุ ลมิ กต็ อบแทนดว้ ยการนำ� ขา้ วของไปชว่ ยงาน บญุ ทบี่ า้ นของคนพทุ ธอยเู่ ปน็ นจิ จนเวลาลว่ งเลยมาจวบจนกระทง่ั ทกุ วนั น้ี ภาพ ทค่ี นุ้ ชนิ ในอดตี กย็ งั คงปรากฏเฉกเชน่ เดมิ ทกุ เมอื่ เชอื่ วนั ในทอ้ งถน่ิ บา้ นควนลงั งา แหง่ น้ี สำ� หรบั ชมุ ชนอนื่ อาจเป็นเร่อื งแปลกท่เี หน็ ภาพมลายมู สุ ลมิ ไปร่วมงาน ศพไทยพุทธ หรือไปร่วมงานอุปสมบท ไม่เว้นกระท่ังงานมงคลสมรส ไม่เพียง เทา่ นน้ั ในทางกลบั กนั ภาพบรรดาชาวพทุ ธหว้ิ อาหารและขนมมารว่ มพธิ อี อกบวช หรอื พธิ ลี ะศลี อดในเดอื นรอมฎอนทม่ี สั ยดิ แตท่ ง้ั หมดส�ำหรบั ทแ่ี หง่ นถี้ อื เปน็ เรอ่ื ง ชินสายตาสำ� หรับบรรยากาศของไมตรที ี่มีให้แก่กนั ของคนสองศาสนา ความประทับใจในวันวานยังคงถูกฉายเป็นเร่ืองราวผ่านค�ำพูดของ อหิ มา่ มหะยอี บั ดลุ รอมาน อกี วา่ เมอื่ กอ่ นการคมนาคมในทอ้ งถน่ิ ปลายดา้ มขวาน เปน็ เรอื่ งยาก จำ� เป็นตอ้ งมพี าหนะคอยท�ำหนา้ ที่นำ� พาสินค้าของคนในหม่บู ้าน ออกไปจ�ำหน่ายให้กับชาวเมือง ด้วยอุปสรรคเรื่องของเส้นทางที่ยาวไกล ข้ามเขาฝา่ ดงทำ� ใหช้ าวพทุ ธและชาวมุสลมิ บา้ นควนลังงา รว่ มแรงรว่ มใจกนั น�ำ ทรัพย์สินมีค่าไปขอแลกซ้ือช้างเพ่ือใช้ขนสินค้าเกษตรของชาวบ้านออกไปขาย ยังเมืองปัตตานี ช้างเชือกนั้นคือสัญลักษณ์ของความร่วมใจในชุมชนอันกล่าว ขานกนั มาจากวนั วานมาจนถงึ ปัจจุบัน แมเ้ วลานม้ี ันไมไ่ ดม้ ีชีวติ อยแู่ ล้วกต็ าม

เรือ่ งดๆี ท่ีบ้านเรา 173 หลกั ฐานทส่ี ำ� คญั ประการหนงึ่ อนั เปน็ ดจุ ดง่ั เสาหมดุ ทต่ี อกยดึ เหนย่ี วใจ ให้คนพุทธและมุสลิมในชุมชนควนลังงายังคงเป็นครอบครัวเดียวกันนั่นคือ สุเหร่าบาโงยลางา ศาสนสถานเก่าแก่อายุ ๓๐๐ ปี หรือท่ีผู้คนละแวกนี้ เรยี กขานกนั ติดปากวา่ “มสั ยิด ๓๐๐ ปี” อิหม่ามหะยีอับดุลรอมานเล่าให้ฟังด้วยน้�ำเสียงสั่นเครือแต่ใบหน้า ยังปรากฏรอยยิ้มว่า สุเหร่าบาโงยลางาเป็นศาสนสถานที่เกิดข้ึนจากนำ้� พักน�้ำ แรงของคนสองศาสนา โดยมีพระกับผู้น�ำศาสนาอิสลามประจ�ำถ่ินเป็นหัวเรือ ใหญใ่ นการขบั เคลอื่ น โดยเฉพาะสมยั นน้ั พระครศู รรี ตั นากร หรอื ทชี่ าวบา้ นรจู้ กั ในนาม พอ่ ทา่ นศรแี กว้ ผเู้ ปน็ อดตี เจา้ อาวาสวดั ทรายขาว คอยก�ำกบั และอำ� นวย การก่อสร้างอย่างใกล้ชิด เนื่องจากในวัยเด็กก่อนเข้าสู่ร่มกาสาวพัสตร์นั้น ท่านเป็นอิสลามมกิ ชน แล้วไดอ้ ุปสมบทเป็นพระภกิ ษใุ นเวลาต่อมา กระท่งั การ ก่อสร้างแล้วเสร็จ สถานที่แห่งน้ีจึงกลายเป็นศูนย์กลางร้อยสัมพันธ์รวมใจของ ชาวพทุ ธและมุสลมิ จวบจนมาถึงปัจจุบันน้ี เอกลักษณ์ของศาสนสถานแห่งนี้ ไม่ได้มีเพียงเร่ืองราวความร่วมมือ ของพระภกิ ษแุ ละผนู้ �ำมสุ ลมิ เทา่ นน้ั แตส่ ถาปตั ยกรรมในรปู แบบศลิ ปะประยกุ ต์ อันเกิดจากการผสมผสานระหว่างพุทธกับมุสลิม โดยภายในมีสถานท่ีในการ ประกอบพธิ ลี ะหมาด ขณะเดยี วกนั หากเพง่ มองดว้ ยสายตาจากภายนอกจะเหน็ ถงึ ความละมา้ ยคลา้ ยคลงึ กบั อโุ บสถในทางพระพทุ ธศาสนา ซง่ึ เปน็ ความงดงาม ทเี่ กดิ จากความรกั ความผกู พนั ความสามคั คี ของสองศาสนกิ ทเ่ี ปน็ ดง่ั ครอบครวั เดียวกนั อิหม่ามหะยีอับดุลรอมานเล่าต่อว่า มัสยิดที่ถูกรังสรรค์ต้ังแต่รุ่น บรรพบรุ ษุ นบั เปน็ ประจกั ษพ์ ยานชนั้ ดที บี่ ง่ ชใี้ หเ้ หน็ ถงึ สายสมั พนั ธข์ องชาวพทุ ธ กับชาวมุสลิมในพ้ืนที่ว่ารักใคร่กลมเกลียวกันมานานชนิดไม่มีส่ิงใดจะมาแยก ให้ออกจากกนั ได้

174 เร่ืองดีๆ ทบ่ี า้ นเรา เรอื่ งราวความเปน็ ดงั่ พนี่ อ้ งในสงั คมพหวุ ฒั นธรรมของชมุ ชนควนลงั งา ยิ่งนานวันมิได้คลายสัมพันธ์ไปกับกาลเวลา ในทางกลับกันท่าทีโอบไหล่ ของคนมสุ ลมิ กบั คนพทุ ธในสงั คมแหง่ นดี้ จู ะยงิ่ แนน่ แฟน้ ขนึ้ แมว้ นั วานไดก้ า้ วลว่ ง ผ่านมาแลว้ ๓ ศตวรรษ อิหม่ามหะยีอับดุลรอมานมิได้ประสบพบเห็นบรรยากาศแห่ง ความกลมเกลียวของพ่ีน้องสองศาสนาในชุมชนแห่งน้ีในห้วง ๘๐ปีของการมี ลมหายใจบนผนื แผ่นดินน้เี ทา่ น้นั แต่ยังไดซ้ ึมซับเรื่องราวทีบ่ รรพบรุ ษุ ถ่ายทอด ให้ฟังสืบต่อกันมาว่า ท้องถ่ินแดนดินนี้เป็นชุมชนเก่าแก่มีประวัติศาสตร์ ความเปน็ มายาวนานตง้ั แตค่ รงั้ พระยาภกั ดชี มุ พลไดเ้ ดนิ ทางมาจากเมอื งไทรบรุ ี (ก่อนรชั กาลที่ ๕ ) เนอ่ื งจากไทรบรุ ตี กเปน็ เมอื งขน้ึ ของอังกฤษ ในระหว่างทาง พระยาภักดีชุมพลได้พบกับสถานท่ีอันอุดมสมบูรณ์ไปด้วยน�้ำและอาหาร (ปจั จบุ นั คอื ตำ� บลทรายขาว)เหมาะแกก่ ารตง้ั ทอี่ ยอู่ าศยั จงึ ตดั สนิ ใจตง้ั บา้ นเรอื น ณ ดนิ แดนแหง่ น้ี ซง่ึ ประชากรกอ็ พยพมาจากรฐั กลนั ตนั ตรงั กานู ไทรบรุ ี ปะลสิ และปีนัง เมื่อยังอยู่ในราชอาณาจักรไทยในยุคน้ันซ่ึงมีทั้งพุทธและมุสลิม จากวันน้ันก็อยอู่ าศยั ร่วมกนั ฉันญาติพน่ี อ้ งมาถึงวนั นี้ สงิ่ หนงึ่ ทคี่ ลายปมลบความกนิ แหนงจนสามารถทำ� ใหค้ นทง้ั สองศาสนา สามารถใชช้ วี ติ อยรู่ ว่ มกนั อยา่ งปกตมิ าหลายรอ้ ยปี นน่ั คอื ผคู้ นทน่ี จี่ ะไมก่ ารเรยี ก ขานชนตา่ งศาสนาดว้ ยคำ� วา่ คนแขก หรือ คนพทุ ธ แต่มคี วามสัมพนั ธก์ นั เปน็ ครอบครัว ดง่ั เหน็ ไดจ้ ากการสมรสกนั ระหว่างหนุม่ สาวระหว่างศาสนาจนแทบ ทกุ หลังคาเรือนในพ้ืนท่แี ห่งน้ีเปน็ เสมอื นดัง่ ทองแผ่นเดยี วกนั ไปโดยปริยาย ไม่เพียงเท่าน้ันชุมชนแห่งน้ียังมีธรรมเนียมปฏิบัติสืบต่อกันมาอย่าง ยาวนานไม่ว่าจะเป็นการช่วยเหลอื กันยามเดอื ดร้อน เกอ้ื กลู กันยามยากลำ� บาก ท้ังในเร่ืองสังคมหรือเงินทอง จนกลายเป็นหลักการท่ีปลูกฝังกันมาตั้งแต่ บรรพบรุ ุษมาจนถงึ ลกู หลานในยคุ ปจั จบุ ัน

เรื่องดีๆ ท่ีบ้านเรา 175 อหิ มา่ มหะยอี บั ดลุ รอมานยงั คงสาธยายความภาคภมู ใิ จในชมุ ชนตอ่ ไป อกี วา่ การเกิดขึ้นของศาสนสถานตั้งแต่ ๓๐๐ ปีที่ผา่ นมา เปน็ การผสมผสาน ความเปน็ อสิ ลามและเปน็ ความพทุ ธอยา่ งกลมกลนื ในชมุ ชนแหง่ น้ี ดงั นน้ั จงึ ไมม่ ี บรรยากาศแห่งความเคลือบแคลงระแวงระคนความสงสัยซ่ึงกันและกัน เพราะทุกวัน คนที่นี่ได้อาศัยมัสยิดแห่งนี้เป็นสถานที่พบปะพูดคุยจนก่อเกิด กลายเป็นศนู ยก์ ลางของคนในชุมชนไปในบัดดล ดังนั้นหากจะเอ่ยว่าสุเหร่าบาโงยลางา เป็นได้ดั่งพันธสัญญาที่ เกยี่ วคลอ้ งทกุ ดวงใจของชาวพทุ ธกบั มสุ ลมิ ใหแ้ นบแนน่ จนยากจะคลายสมั พนั ธ์ ออกหา่ งกัน นอกเหนือจากสัมพันธภาพทางสังคมของคนในชุมชนที่เปี่ยมอุดม ไปด้วยความรกั ความผกู พนั ฉนั ญาตมิ ิตรแล้ว สภาวะทางการเมืองของท้องถ่ิน แห่งน้ียังมีความเป็นเอกลักษณ์โดดเด่นเฉพาะตัวอันควรศึกษา เพราะการ ขับเคลอ่ื นการเมืองท้องถ่ินด้วยพลังของคน ๒ ศาสนาทไ่ี รซ้ ึ่งความแตกแยกนัน้ สามารถน�ำพาความเข้มแข็งมาสู่ชุมชนในทุกมิติ ไม่ว่าจะเป็นด้านเศรษฐกิจ สง่ิ แวดลอ้ ม การศกึ ษา รวมถึงคุณภาพชีวติ ความเป็นอยู่ ผนู้ ำ� ทางการเมอื งในระดบั ชมุ ชนควนลงั งาด�ำเนนิ ไปดว้ ยวธิ กี ารคดั สรร ผทู้ มี่ คี วามเหมาะสมมาดำ� รงตำ� แหนง่ เพอ่ื ดแู ลทกุ ขส์ ขุ ของลกู บา้ น โดยมขี อ้ ตกลง ร่วมกันว่าต�ำแหน่งจะมีการสลับสับเปล่ียนผู้ท�ำหน้าท่ีหัวขบวนคนละวาระ ซ่งึ เปน็ ธรรมเนียมปฎบิ ัติมาตง้ั แต่โบราณจนถึงปจั จบุ นั นี้ กระบวนการนจ้ี ะมผี รู้ บั ตำ� แหนง่ กำ� นนั ของชมุ ชน ดว้ ยการคดั สรรกลนั่ กรองผู้ท่ีมีความเหมาะสมท้ังวัยวุฒิและคุณวุฒิจากชาวบ้าน ซ่ึงเป็นแนวทาง ที่ ถื อ ป ฏิ บั ติ สื บ เ นื่ อ ง กั น ม า ห ล า ย ชั่ ว อ า ยุ ค น โ ด ย ว า ร ะ นี้ ห า ก ผู ้ น� ำ เ ป ็ น ชาวมุสลิมลายู สมัยหน้าวาระท่ีมาถึง ผู้ด�ำรงต�ำแหน่งก็จะต้องเป็นตัวแทน ชาวพุทธ ซึ่งสิ่งที่เกิดขึ้นกับชุมชนควนลังงากลายเป็นแนวทางปรองดองที่สยบ

176 เร่อื งดีๆ ท่บี ้านเรา ความขัดแย้งบนเกมการเมืองท้องถ่ินและไร้ซ่ึงร่องรอยแห่งความบาดหมาง ระหวา่ งผู้น�าชมุ ชน นับว่าสิ่งที่บรรพชนในชุมชนแห่งน้ีวางรากฐานเอาไว้ ด้วยการสร้าง สัญลักษณ์ท่ีงามสง่ามาถึง๓๐๐ปี รวมถึงแนวทางการบริหารจัดการการใช้ ดุลอ�านาจในทางการเมืองที่เหมาะสม ได้กลายเป็นแบบแผนและเบ้าที่หลอม รวมเอาทุกความรู้สึกของคนสองศาสนาเอาไว้ด้วยกันในกรอบแห่งความรัก ความสามัคคี ชนิดท่ีไรห้ นทางท่ใี ครจะมายแุ ยงตะแคงให้ร่ัวได้ ไม่ว่าจะมีสักกี่ค�าบอกกล่าวของใครต่อใคร ก็คงไม่สามารถสะท้อนตัว ตนของความรกั ความสามคั คขี องคนในชมุ ชนควนลงั งาไดด้ เี ทา่ กบั ภาพทป่ี รากฏ ในพน้ื ท่ี ณ เวลานี้ อันเกดิ ขึ้นจากรอยประสานระหวา่ งน้วิ ของบรรพชนแตค่ ร้งั หนหลัง ที่กลายเป็นการผูกโยงยึดสัมพันธ์ให้แน่นแฟ้นมาจนถึงคนรุ่นหลังที่ เกอ้ื หนนุ เปน็ พลงั ทส่ี า� คญั ใหแ้ กช่ มุ ชนแหง่ นี้ จนกอ่ เกดิ เปน็ เรอื่ งราวอนั ดงี ามควร คา่ แกก่ ารจดจา� และบอกกลา่ วเลา่ ขานใหท้ กุ คนไดร้ บั รถู้ งึ สายใยรกั และสามคั คี ที่ไมว่ า่ จะกีร่ อ้ น ฝน หนาว กาลเวลายาวนานผา่ นไปเท่าใด กย็ ังคงผูกมัดเปน็ หนงึ่ เดยี วมแิ ปรเปลย่ี น ปราศจากความรสู้ กึ แปลกแยกและแตกตา่ งในการนบั ถอื ศาสนา แต่กลับจะเดินเข้าหากันเพ่ือร่วมประคับประคองให้ชุมชนก้าวผ่าน สถานการณท์ ่รี ้อนระอใุ นดนิ แดนปลายด้ามขวานมงุ่ ส่สู ันติสขุ ส่ิงดีๆ ท่ีเกิดขึ้นในชุมชนควนลังงา หมู่บ้านเล็กๆ บนดินแดนปลาย ดา้ มขวาน ท่ไี ม่วา่ วนั ข้างหนา้ สถานการณ์จะเปน็ อย่างไร แตเ่ รอื่ งราวของพื้นท่ี อนั เปย่ี มสขุ ของผคู้ นตา่ งศาสนาทใี่ ชช้ วี ติ ราวกบั เปน็ สมาชกิ ในครอบครวั เดยี วกนั จะยังคงถูกบอกกล่าวออกไปในวงกว้างชนิดที่ใครได้ยินและได้ฟังล้วนอ่ิมเอม ไปด้วยความประทับใจชนิดมริ ลู้ ืม

เร่อื งดๆี ที่บา้ นเรา 177 นิยายหนังกน้ั จาก ความทรงจำ� ของแม่ นายประภาศ ปานเจ้ยี ง รางวลั รองชนะเลิศอันดบั ๒ ระดบั อุดมศกึ ษาและประชาชนทว่ั ไป แมเ่ กดิ ปีกนุ พ.ศ. ๒๔๖๖ ขณะน้ีในสามส่หี มู่บ้านละแวกเดยี วกัน แม่ อายมุ ากท่ีสุด แม่อ่านหนงั สอื ไม่ออกและเขยี นหนงั สอื ไม่ได้ สมยั แมเ่ ปน็ เดก็ พอ มโี รงเรยี นบา้ งแล้ว แต่แมบ่ อกว่าเขาไมน่ ยิ มให้เดก็ ผ้หู ญงิ ไปโรงเรยี น เน่อื งจาก ถา้ ผหู้ ญงิ เขยี นหนงั สอื ไดเ้ กรงวา่ จะเขยี นเพลงยาวหรอื จดหมายใหผ้ ชู้ าย ซง่ึ เปน็ สิง่ ท่สี งั คมไม่ยอมรับใหท้ ำ� แมจ่ ึงไมไ่ ดเ้ รยี นหนังสอื ในอดตี ตง้ั แตส่ มยั สาวๆ จนกระทง่ั อายหุ กสบิ ปกี วา่ ๆ แมเ่ ปน็ นกั ดหู นงั ตะลุงชั้นยอด หนังตะลุงคณะดังๆ ในอดีตแม่บอกว่าเคยได้ดูมาหมดแล้ว เช่น หนงั กน้ั ทองหลอ่ บ้านน้�ำกระจาย จงั หวัดสงขลา หนงั จเู ล่ยี ม กง่ิ ทอง จากจังหวดั ชมุ พร หนังจลู่ ่ี เสยี งเสน่ห์ จากจงั หวัดตรัง หนังอ่ิมเทง่ จากอำ� เภอ ควนเนียง จังหวัดสงขลา หนังฉิ้น จากอ�ำเภอสทิงพระ จังหวัดสงขลา หนงั จวนแม่นาง จากต�ำบลคูขดุ จังหวัดสงขลา หนงั ประท่นิ หนังประทมุ จาก จังหวัดนครศรธี รรมราช หนังก้ิมเนี่ยว เสียงชาย หนังพร้อมนอ้ ย จากอ�ำเภอ บางแกว้ จังหวดั พทั ลุง แต่หนงั ตะลุงที่แม่บอกวา่ ประทับใจมากทสี่ ดุ คือหนังกัน้ ทองหล่อ แม่เล่าว่าเคยดหู นงั ก้นั ทองหลอ่ หลายครั้ง ต้งั แต่สมยั ท่ไี มม่ ไี ฟฟ้า และไมม่ เี ครอ่ื งขยายเสยี ง จนครง้ั สดุ ทา้ ยประมาณสามสบิ กวา่ ปมี าแลว้ ชว่ งนน้ั หนังกั้น ทองหลอ่ สูงอายุมากแล้ว

178 เรื่องดีๆ ท่ีบ้านเรา ผมศกึ ษาประวตั ขิ องหนงั กนั้ ทองหลอ่ จากหนงั สอื ทต่ี วั เองมี พบขอ้ มลู ว่าหนังกั้น ทองหล่อ เป็นชาวบ้านน�้ำกระจาย ต�ำบลพะวง อ�ำเภอเมือง จงั หวัดสงขลา เกดิ เมอื่ ปี พ.ศ. ๒๔๕๓ หากยงั มีชีวิตอยู่ มีอายุรวม ๑๐๒ ปี หนังกั้น ทองหล่อได้รับการคัดเลือกเป็นศิลปินแห่งชาติ สาขาศิลปะการแสดง (หนังตะลุง) ประจ�ำปี พ.ศ. ๒๕๒๙ เป็นศิลปินแห่งชาติสาขานี้คนแรกของ ประเทศไทย หนงั กัน้ ทองหลอ่ เสียชวี ิตเมอื่ ปี พ.ศ. ๒๕๓๑ สริ ริ วมอายุ ๗๔ ปี ชั่วชีวิตท่ีเป็นนายหนังตะลุง หนังกั้น ทองหล่อ แสดงหนังตะลุงทั่วทุกจังหวัด ภาคใต้รวมทั้งสิ้นไม่ต�่ำกว่า ๕,๕๐๐ คร้ัง และแสดงที่ประเทศมาเลเซียอีก ไมต่ ำ�่ กวา่ ๖๐ ครง้ั เมอ่ื ปี พ.ศ. ๒๕๐๒ แสดงหนา้ พระทน่ี ง่ั ถวายพระบาทสมเดจ็ พระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ทอดพระเนตร ณ ตำ� หนกั เขานอ้ ย จงั หวดั สงขลา เนอื่ งในโอกาสทเ่ี สดจ็ พระราชด�ำเนนิ ทรงเยย่ี ม พสกนิกรในภาคใต้เป็นคร้ังแรก และเม่ือปี พ.ศ. ๒๕๐๓ แสดงถวายสมเด็จ พระราชชนนศี รสี งั วาลย์ ทอดพระเนตรบนเรอื พระทน่ี ง่ั จนั ทบรุ ี ขณะทอดสมอ อยู่ ณ บรเิ วณเกาะหนูเกาะแมว ใกลฝ้ ง่ั แหลมสมิหลา จังหวดั สงขลา หนังกั้น ทองหลอ่ มลี กู ศษิ ย์เป็นนายหนงั ตะลุงประมาณ ๑๐๐ คน แม่บอกว่าหนงั กัน้ ทองหล่อ เปน็ หนังทีแ่ สดงดแี บบครบเครือ่ ง น่ันคอื กลอนดี เร่อื งดี ตลกดี เสยี งดี เสียงเจ้าเมอื ง เสยี งพระมเหสี เสียงฤาษี เสยี ง พระ เสยี งนาง เสียงยักษ์ ชัดเจนทกุ ตัว ใชก้ ลอนสมบคุ ลกิ ของตัวละคร ออกรูป เทวดาใช้กลอนกลบทสะบัดสะบิ้ง ออกรูปยักษ์ใช้กลอนค�ำตาย ตัวตลกทุกตัว เสียงแตกต่างกันอย่างชัดเจน การตลกของหนังกั้น ทองหล่อ เป็นการตลก ที่ไม่หยาบโยน มีรูปแบบการตลกหลายแบบ หากตลกเกี่ยวกับเร่ืองเพศ จะไม่พูดตรงๆ ให้รู้สึกน่าเกลียด แต่จะพูดเป็นนัยให้คนดูคิดเอง ตัวตลก ทมี่ คี วามโดดเด่นจนเป็นสัญลักษณ์ประจ�ำตวั หนงั กนั้ ทองหลอ่ คือนายสะหม้อ เป็นชาวมุสลิม มีคู่หูเป็นชาวพุทธ ชื่อนายขวัญเมือง นายสะหม้อและ

เรือ่ งดๆี ท่บี ้านเรา 179 นายขวัญเมอื ง เป็นตัวตลกคู่หูท่ีหนังกน้ั ทองหล่อ ต้ังใจใหป้ ระชาชนในภาคใต้ เห็นตัวอย่างความเป็นเพ่ือนท่ีไม่รังเกียจเดียดฉันท์กันระหว่างชาวพุทธและ ชาวมุสลิม นายสะหม้อและนายขวัญเมืองเป็นตัวอย่างของความสมานฉันท์ ระหว่างศาสนกิ ชนของหนังกัน้ ทองหล่อ ที่ส�ำคญั ท่ีสดุ ทีแ่ ม่บอกวา่ ประทบั ใจมากคอื นิยายที่หนงั กัน้ ทองหล่อ น�ำมาแสดง เป็นเรื่องที่สอนคุณธรรมจริยธรรมแก่คนดู ให้ข้อคิดในการ ดำ� เนนิ ชวี ติ นยิ ายเรอื่ งทห่ี นงั กน้ั นำ� มาแสดงทแี่ มบ่ อกวา่ ประทบั ใจมากและจำ� ได้ มากที่สุดเพราะเคยดูด้วยตนเองสองคร้ังและเคยฟังจากวิทยุหนึ่งคร้ัง นน่ั กค็ อื เร่ือง “คมในฝักรักในฝัน” ความท่ีผมอยากรู้มากว่าเร่ืองราวนิยายหนังตะลุงช่ือ “คมในฝักรัก ในฝนั ” เปน็ อยา่ งไร ผมจงึ คน้ หาเนอ้ื เรอื่ งนยิ ายหนงั ตะลงุ เรอื่ งนจ้ี ากแหลง่ ตา่ งๆ ท้ังหนังสือท่ีเก่ียวกับหนังตะลุงและข้อมูลในระบบอินเทอร์เน็ต ก็ไม่พบเจอ ข้อมูลในระบบอินเทอร์เน็ตเครือข่ายกูเกิล และเว็บไซต์ของสถาบันทักษิณคดี ศึกษา มหาวิทยาลัยทักษิณ บอกเพียงสั้นๆ ว่าเป็นชื่อนิยายหนังตะลุงของ คณะหนงั กน้ั ทองหลอ่ ไมพ่ บเจอตวั อยา่ งการแสดงครง้ั ใดๆ หรอื นยิ ายเรอ่ื งใดๆ ของหนงั กน้ั ทองหลอ่ ในอนิ เทอรเ์ นต็ เครอื ขา่ ยยทู ปู ผมจงึ ตดั สนิ ใจขอใหแ้ มเ่ ลา่ จากความทรงจ�ำของแม่เอง นา่ ประหลาดใจมาก แมจ่ �ำนิยายเรอื่ งนี้ของหนังกนั้ ทองหล่อ ไว้ครบ เรอ่ื งได้อย่างไร ท้ังๆ ทีเ่ นื้อเร่อื งคอ่ นข้างยาวและซบั ซ้อนพอสมควรตามรูปแบบ ของนิยายหนังตะลุงท่ีต้องด�ำเนินเร่ืองสลับฉากไปมาระหว่างเมืองต่างๆ หรอื ระหวา่ งตัวละครตัวตา่ งๆ เพือ่ ใหเ้ ร่อื งคอ่ ยๆ เข้ามาตอ่ กนั และจบเรอ่ื งลง ได้ในทส่ี ุด ช่วงหยุดงานเนื่องจากเทศกาลสงกรานต์ปีนี้ของผมเป็นช่วงเวลาท่ีมี คณุ คา่ มาก นอกจากผมไดท้ �ำบญุ สงกรานตต์ ามประเพณแี ละไดร้ ดน้�ำขอพรจาก

180 เรือ่ งดีๆ ทีบ่ า้ นเรา แม่แล้ว ผมยังได้ฟงั นิยายหนังตะลงุ คณะหนังกน้ั ทองหลอ่ ศิลปินแหง่ ชาตผิ ู้ท่ี ล่วงลับแล้ว แตผ่ ลงานทที่ รงคณุ ค่าของทา่ นยังอยู่ อย่างน้อยทีส่ ุดก็อยูใ่ นความ ทรงจำ� ของหญงิ ชราชนบทวัยย่างเขา้ ๙๐ ปี ทีผ่ มได้ฟงั และบนั ทกึ ไว้ นิยายเรอ่ื งคมในฝกั รักในฝนั ตามทีแ่ ม่จำ� ได้มอี ย่วู า่ มีเมอื งอยูส่ องเมอื ง เมืองแรกชื่อเมืองจันทราช พระราชาช่ือพระเจ้ากรุงจันทราช พระราชินีชื่อ พระนางทิพย์จินดา ส่วนอีกเมืองหนึ่งชื่อเมืองแสงทอง พระราชาชื่อพระเจ้า กรงุ แสงทอง พระราชนิ ชี อื่ พระนางเกษศณิ ี พระราชาและพระราชนิ ผี คู้ รองเมอื ง ทง้ั สองเมอื งเปน็ เพอ่ื นรกั ใครช่ อบคอกนั มายาวนานกนั และสญั ญากนั วา่ จะหาก มีลูกเพศเดียวกันก็จะให้ลูกเป็นเกลอกัน ถ้าลูกต่างเพศกันก็จะเกี่ยวดองให้ลูก อภิเษกสมรสกัน ต่อมาพระเจา้ กรุงจันทราช และพระนางทพิ ย์จินดามพี ระราช ธิดา ช่ือว่าเจา้ หญิงผกากรอง ส่วนพระเจา้ กรุงแสงทองและพระนางเกษศณิ ีกม็ ี พระราชโอรส ชอื่ ว่าเจ้าชายอโณทัย เม่ือเจ้าชายอโณทัยเจริญวัยเป็นหนุ่ม พระเจ้ากรุงแสงทองและ พระนางเกษศณีก็เดินทางไปสู่ขอเจ้าหญิงผกากรองให้แก่เจ้าชายอโณทัย พระเจ้ากรุงจันทราชและพระนางทิพย์จินดาก็ยกให้ตามท่ีเคยสัญญากันเอาไว้ ทง้ั สองเมอื งจงึ นดั หมายกนั วา่ อกี หนง่ึ ปฝี า่ ยเมอื งแสงทองจะยกขนั หมากและน�ำ ตัวเจ้าชายอโณทยั มาอภเิ ษกสมรสกับเจา้ หญิงผกากรองทเ่ี มอื งจันทราช เรอ่ื งสลบั มาเลา่ ถงึ ฤาษวี ตั ทะกะทเ่ี ปน็ เจา้ อาวาสของวดั เชตะวนั นาราม ฤาษีวัตทะกะเล้ียงดูลูกศิษย์ผู้หญิงไว้คนหนึ่งชื่อนางงามสวย นางงามสวย เปน็ ลกู สาวของพราหมณส์ ามภี รรยาคหู่ นง่ึ ทพี่ ามาฝากไวก้ บั ฤาษวี ตั ทะกะตงั้ แต่ ยงั เปน็ ทารกนอ้ ยแบเบาะ ฤาษเี ลย้ี งดโู ดยการใชค้ าถาอาคมเสกใหน้ �้ำนมไหลออก มาจากน้ิวช้ขี องตนเอง เมอื่ นางงามสวยโตเปน็ สาวอายไุ ด้สิบหา้ ปี นางงามสวย เป็นเด็กสาวที่มีหน้าตารูปร่างสวยงามมาก ใครพบเจอก็มักชมว่าเป็นเด็กสาว ท่ีสวยเกินกว่าท่ีจะหาลูกสาวของบ้านใดต�ำบลใดมาเทียบเทียม ฤาษีวัตทะกะ

เร่ืองดีๆ ทบ่ี า้ นเรา 181 เกรงว่าหากขืนปล่อยชีวิตของนางงามสวยให้เป็นไปตามความจริงเช่นน้ี ความสวยของนางงามสวยจะเป็นอันตรายต่อนางงามสวยได้ วันหน่ึงขณะท่ี นางงามสวยเผลองีบหลับอยู่ข้างๆ ท่ีน่ังของฤาษีน้ัน ฤาษีจึงเสกคราบของยาย แกห่ น้าตาผวิ หนงั เยย่ี วย่นมาครอบตัวนางงามสวยไว้ เม่ือนางงามสวยต่นื ขน้ึ มา ก็พบว่าตนเองมีร่างกายเป็นยายแก่ จึงแปลกใจตนเอง ฤาษีวัตทะกะจึงเล่า ความจริงให้ฟัง และกำ� ชับว่าอย่าได้เปิดเผยความจริงนี้ให้ใครฟัง เมื่อถึงเวลา ที่สมควรแล้วตนจะถอดคราบหญิงชรานอ้ี อกให้ ฤาษวี ตั ทะกะสอนวชิ าความรทู้ งั้ คาถาอาคม การสรู้ บ และการเหาะเหนิ เดินอากาศ ให้แก่ยายงามสวยจนยายงามสวยมีความรู้เก่งกล้าสามารถเจนจบ จากนนั้ ฤาษกี ใ็ หช้ ายอบุ าสกชาวบา้ นสองคนทเ่ี ขา้ มาอาศยั อยใู่ นวดั คอื นายสแี กว้ และนายยอดทองเป็นพี่เลี้ยงคอยดูแลไปไหนมาไหนด้วยกัน นายสีแก้วและ นายยอดทองทราบแต่เพยี งว่ายายงามสวยเปน็ รปู คราบของยายแก่ทคี่ รอบรา่ ง ของหญงิ สาวเอาไว้ แตไ่ ม่ทราบวา่ นางงามสวยตัวจรงิ นน้ั รูปร่างหน้าตาสวยงาม เพียงใด คืนหนึ่งยายงามสวยฝันว่าในขณะที่ตนเดินทางอยู่ในป่าเพ่ือเก็บหา ของปา่ มาปรงุ อาหารใหฤ้ าษี ตนไดเ้ จอชายหนมุ่ คนหนง่ึ เมอื่ ไดไ้ ถถ่ ามธรุ ะปะปงั และถน่ิ ฐานบ้านเกิดกันแล้ว ในใจตนร้สู กึ นึกรักชายหนนุ่ คนนัน้ ยายงามสวย ได้เล่าเรื่องความฝันน้ีให้แก่นายสีแก้ว และนายยอดทองฟัง แต่ไม่กล้าบอกแก่ ฤาษี หลังจากเล่าเร่ืองความฝันกันแล้วทั้งสามคนก็ไปพบฤาษีเพ่ือจะล่�ำลา เดนิ ทางเขา้ ปา่ ไปหาเผอื กมนั และผลหมากรากไมไ้ วเ้ ปน็ อาหารเหมอื นทปี่ ฏบิ ตั ิ อยู่เสมอ คราวน้ีฤาษีทราบในญาณว่านางงามสวยอาจจะได้เจอชายที่เป็น เน้อื คกู่ นั ตามวัยอนั สมควรและตามธรรมชาตขิ องมนษุ ยท์ ี่ครองเพศฆราวาส นยิ ายย้อนกลบั มาเล่าถึงเจ้าชายอโณทัย เมื่อพระบิดาและพระมารดา นัดหมายการอภิเษกสมรสให้แล้วว่าอีกหนึ่งปีจะยกขันหมากไปอภิเษกสมรส

182 เรือ่ งดีๆ ทบ่ี า้ นเรา พระเจ้ากรุงแสงทองจึงส่งตัวให้ไปเรียนวิชากับทิศาปาโมกข์เพ่ือเตรียมตัว สบื ทอดราชบลั ลงั กห์ ลงั จากอภเิ ษกสมรส เจา้ ชายอโณทยั จงึ ปลอมตวั เปน็ หนมุ่ ชาวบา้ นเดนิ ทางไปหาทศิ าปาโมกขเ์ พอ่ื จะเรยี นวชิ าพรอ้ มดว้ ยพเ่ี ลย้ี งสองคนคอื นายเท่งและนายหนูนุ้ย ในขณะเดินทางอยู่กลางป่าเจ้าชายอโณทัยเดินทางมา พบกบั นางยกั ษต์ นหนง่ึ ชอ่ื นางยกั ษก์ าฬครี ี เมอื่ นางยกั ษเ์ หน็ รปู โฉมของเจา้ ชาย อโณทัยเข้าก็รู้สึกชอบ เธอจึงบอกเจ้าชายอโณทัยว่าอยากได้เจ้าชายอโณทัย มาเปน็ สามี และอยากไดใ้ นทนั ทตี อนนนั้ เลย เจา้ ชายอโณทยั ปฏเิ สธโดยพยายาม ช้ีแจงว่า ตนเองเป็นมนุษย์ ส่วนนางกาฬคีรีน้ันเป็นยักษ์ จะรักและอยู่ร่วมกัน ได้อย่างไร และตัวเองก็ไม่ได้รักนางกาฬคีรี นางกาฬคีรีไม่ยอม โดยบอกกับ เจา้ ชายวา่ ถ้าไม่ยอมเป็นสามี นางก็จะฆา่ ใหต้ าย เจา้ ชายอโณทยั บอกวา่ อย่างไร เขาก็ยอมเป็นสามีของนางยักษ์ไม่ได้ เจ้าชายอโณทัยพร้อมด้วยนายเท่ง และ นายหนูนุย้ จึงว่งิ หนนี างยกั ษก์ าฬคีรี นางยกั ษก์ าฬคีรไี ล่ตามเพอื่ จะฆา่ ใหต้ าย ในขณะท่ีว่ิงหนีนางยักษ์กาฬคีรีนั้น เจ้าชายอโณทัย นายเท่ง และ นายหนูนุ้ย วิ่งมาเจอกับยายงามสวย นายสีแก้ว และนายยอดทอง เจ้าชาย อโณทัยเล่าให้ยายงามสวยฟังว่าตนก�ำลังว่ิงหนีนางยักษ์มา เนื่องจากนางยักษ์ จะบงั คบั ใหต้ นเปน็ สามี แตต่ นไมย่ อม นางยกั ษจ์ งึ จะฆา่ ตนใหต้ าย ยายงามสวย จึงให้ความคุ้มครองแก่เจ้าชายอโณทัย นางยักษ์โกรธเคืองยายงามสวยมาก ทเี่ ขา้ มาขวางหนา้ ตนเองไว้ นางยกั ษบ์ อกแกย่ ายงามสวยวา่ ใหห้ ลกี ไป เปน็ หญงิ ชาวบา้ นแก่ๆ หนงั เหี่ยว อย่ามายุ่งเกี่ยวกับเรื่องนี้ เดีย๋ วจะโดนตนฆ่าตายเสยี เปลา่ ๆ แตย่ ายงามสวยไมห่ ลกี โดยใหเ้ หตผุ ลวา่ ตนไมช่ อบการรงั แกกนั ชายหนมุ่ เขาไม่พอใจไยดีท่ีจะรักใคร่นางยักษ์จึงไม่ควรโกรธเคืองจนถึงขั้นจะเอาชีวิต นางยกั ษก์ าฬครี คี วรถอยกลบั ไป นางยกั ษก์ าฬครี ไี ดฟ้ งั เชน่ นนั้ รสู้ กึ โกรธยายงาม สวยมากจงึ หมายจะใชก้ ระบองตยี ายงามสวยใหต้ าย แตย่ ายงามสวยตอ่ สโู้ ดยใช้

เร่ืองดีๆ ทีบ่ า้ นเรา 183 วิชาความรู้เร่ืองการสู้รบท่ีร่�ำเรียนมาจากฤาษีวัตทะกะ จนนางยักษ์บาดเจ็บ พา่ ยแพ้ และหนีกลับไป เจ้าชายอโณทัยเห็นฝีมือการต่อสู้ของยายงามสวยแล้วตกตะลึงมาก และบอกกับยายงามสวยว่าตนจะให้สิ่งตอบแทนเพื่อแสดงความมีน�้ำใจตอบ ต่อยายงามสวยที่ได้ช่วยเหลือตนให้รอดพ้นจากการฆ่าของนางยักษ์กาฬคีรี ยายงามสวยยอ้ นถามวา่ จะใหอ้ ะไรเปน็ สงิ่ ตอบแทน เจา้ ชายอโณทยั ตอบวา่ ยาย งามสวยต้องการอะไรก็ให้บอกมา ตนสามารถหามาให้ยายงามสวยได้ทั้งนั้น แกว้ แหวนเงนิ ทอง เพชรนลิ จนิ ดา ชา้ งมา้ ววั ควาย ยายงามสวยตง้ั ใจจะลองหยง่ั เชงิ ดพู ฤตกิ รรมของเจา้ ชายอโณทยั จงึ ยอ้ นถามเจา้ ชายตอ่ วา่ สงิ่ ทตี่ นจะขอจาก เจา้ ชายอโณทยั นน้ั เกรงวา่ เจา้ ชายจะใหไ้ มไ่ ด้ เจา้ ชายอโณทยั ไดย้ นิ ดงั นน้ั จงึ รบี ตอบยายงามสวยอย่างม่ันใจว่า ตนสามารถให้ได้แน่นอน ไม่มีอะไรท่ีตนจะหา มาตอบแทนคนทชี่ ว่ ยเหลอื ชวี ติ ตนไมไ่ ด้ ยกเวน้ ดาวเดอื นบนฟากฟา้ ทเี่ หลอื ตน หามาให้ได้ทั้งส้ิน ยายงามสวยจึงบอกกับเจ้าชายอโณทัยไปว่าส่ิงท่ีตนต้องการ จากเจ้าชายอโณทยั น้นั คือตอ้ งการได้เจ้าชายอโณทยั มาเปน็ สามี โดยทเ่ี ป็นสามี เพียงในนามเทา่ นั้น ไปไหนมาไหนดว้ ยกนั ถา้ ใครถามก็ให้ตอบอยา่ งเตม็ ปาก เตม็ คำ� วา่ ตนเปน็ ภรรยา เจ้าชายอโณทัยตกใจมาก ด้วยคาดไม่ถึงว่ายายงามสวยจะพูดเช่นนั้น เจ้าชายอโณทัย นายเท่งและนายหนูนุ้ยรุมด่ายายงามสวยว่าไม่เจียมตัว ไม่ดู สารรปู ตนเอง เปน็ ยายแกห่ นงั เหยี่ วยน่ จะมาขอใหช้ ายหนมุ่ เปน็ สามไี ดอ้ ยา่ งไร หน้าไม่อาย ยายงามสวยย้อนกลับเจ้าชายอโณทัยว่าเจ้าชายจะผิดค�ำพูดได้ อย่างไร ในเมื่อบอกตนเองว่าจะให้ได้ทุกอย่าง ยกเว้นดาวกับเดือนบนท้องฟ้า เท่านั้นที่ให้ไม่ได้ ส่วนส่ิงอื่นให้ได้ทั้งนั้น เพิ่งพูดไปหยกๆ เจ้าป่าเจ้าเขาก็เป็น พยานได้ จะมากลบั คำ� พดู กนั งา่ ยๆ ไดอ้ ยา่ งไร เสยี ความเปน็ ลกู ผชู้ าย ใครทราบ ใครรกู้ ไ็ ม่มีใครนับหน้าถอื ตา เสียเกยี รติเสียศักดศิ์ รี

184 เร่ืองดีๆ ที่บา้ นเรา เจ้าชายอโณทัยถูกยายงามสวยตอบกลับเช่นน้ัน เลยจ�ำนนต่อเหตุผล จึงจำ� ใจรบั ยายงามสวยเปน็ ภรรยา และทงั้ หมดกเ็ ดนิ ทางรว่ มกันต่อไป เวลาลว่ งเลยไปเกอื บสองปี เจา้ ชายอโณทยั เรยี นวชิ าความรสู้ ำ� เรจ็ กไ็ ม่ ยอมกลบั เมอื งของตนตามทบี่ อกแกพ่ ระบดิ าพระมารดาไว้ เนอ่ื งจากอายทต่ี นเอง มีภรรยาเป็นยายงามสวย ผู้หญิงแก่รุ่นราวคราวยาย และอายท่ีจะต้องพายาย งามสวยไปพบพระบดิ าพระมารดาของตน แมไ้ มไ่ ดไ้ ดเ้ สยี กนั เปน็ สามภี รรยากนั จริงๆ ก็ตาม ฝ่ายพระเจ้ากรุงจันทราช พระราชาแห่งเมืองจันทราช เม่ือเห็นว่า พระเจ้ากรุงแสงทองผิดสัญญา ไม่น�ำเจ้าชายอโณทัยและขบวนขันหมากมา อภเิ ษกสมรสกบั เจา้ หญิงผกากรอง พระราชธิดาของตนเองจงึ ขนุ่ เคืองมาก จึง ส่งทหารข่าวไปสืบเสาะหาข่าวว่าท�ำไมพระเจ้ากรุงแสงทองไม่ท�ำตามสัญญา เมอื่ ทหารขา่ วกลบั มารายงานวา่ เจา้ ชายอโณทยั ไมก่ ลบั บา้ นกลบั เมอื งเนอ่ื งจาก มเี จตนาหนกี ารอภเิ ษกสมรสกบั พระธดิ าของตน พระเจา้ กรงุ จนั ทราชโกรธมาก กลา่ วหาวา่ เปน็ การไมใ่ หเ้ กยี รติ ทำ� ใหบ้ า้ นเมอื งของตนซงึ่ เปน็ ฝา่ ยผหู้ ญงิ เสยี หาย พระธิดาของตนเองต้องตกเป็นหม้ายขันหมาก จึงประกาศการท�ำสงครามกับ เมืองแสงทอง และสั่งการให้ทหารจ�ำนวนสามกองพันยกทัพไปตีท�ำลายเมือง แสงทอง เรอื่ งดำ� เนนิ ตอ่ มากลา่ วถงึ ยกั ษต์ นหนง่ึ ชอ่ื วา่ งามสนิ ยกั ษง์ ามสนิ นเ้ี ปน็ ยักษฝ์ า่ ยดถี ือศีล บ�ำเพ็ญเพยี ร ประกอบกรรมดี วนั หน่ึงในขณะท่ียายงามสวย นายสีแก้ว และนายยอดทอง ปลีกตัวจากเจ้าชายอโณทัยไปเก็บเผือกมันและ ผลไม้อีกป่าหนึ่งใกล้เคียงกัน ยักษ์งามสินก็สบโอกาสแอบเข้าไปแจ้งข่าวแก่เจ้า ชายอโณทัยว่าขณะน้ีพระเจ้ากรุงแสงทอง พระนางเกษศณี และชาวเมือง แสงทองก�ำลังเดือนร้อน เนื่องจากทหารเมืองจันทราชส่งข่าวมาบอกว่าจะยก ทพั มาบกุ ตี เหตอุ นั เกดิ จากการไมร่ กั ษาสจั จะของเจา้ ชายอโณทยั ทไ่ี มย่ อมกลบั

เรื่องดีๆ ท่บี ้านเรา 185 บา้ นกลบั เมืองและยกขนั หมากไปอภเิ ษกสมรสกับเจ้าหญิงผกากรอง พระธดิ า ของพระเจา้ กรุงจนั ทราช ตามทีเ่ คยสญั ญากนั เจา้ ชายอโณทยั กลา่ วแกย่ กั ษง์ ามสนิ วา่ ตนคดิ ไมต่ ก ชวี ติ มดื มน จะกลบั ไปกอ็ ายชาวบา้ นชาวเมอื งทตี่ อ้ งบอกความจรงิ วา่ ตนมภี รรยาแลว้ เปน็ ผหู้ ญงิ แก่ รุ่นยายรุ่นย่า นั่นคือยายงามสวย ย่ิงถ้าพระเจ้ากรุงจันทราชทราบความจริง เรื่องน้ีก็จะย่ิงรับส่ิงที่เกิดขึ้นไม่ได้ พระเจ้ากรุงจันทราชต้องรับไม่ได้ที่คู่หมั้นคู่ หมายของพระธิดามีภรรยาแล้ว มิหน�ำซ้�ำมีภรรยาเป็นหญิงแก่หนังเห่ียวย่น ยากจน และเปน็ ลกู ศิษยว์ ดั ยักษ์งามสินกล่าวแก่เจ้าชายอโณทัยว่า การศึกสงครามเป็นเรื่องไม่ดี ทำ� ใหช้ าวบา้ นชาวเมอื งตอ้ งเดอื ดรอ้ น ลกู เดก็ เลก็ แดงไมร่ อู้ โี หนอ่ เี หนต่ อ้ งพลอย รบั กรรมจากภยั สงคราม เจา้ ชายอโณทยั จงึ ตอ้ งกลบั บา้ นกลบั เมอื งไปยอมเผชญิ ปญั หาที่เกดิ ขึ้น ปัญหาทกุ อยา่ งมที างแก้ เพยี งแต่มนุษยต์ อ้ งใชค้ ณุ ธรรมในการ แก้ปัญหา นั่นก็คือ ต้องมีสมาธิ ต้องมีสติ ต้องอาศัยการคิดอย่างใคร่ครวญ และมีความอดทน หากเจ้าชายยังหนีปัญหาอยู่แบบน้ี บ้านเมืองจะลุกเป็นไฟ ประชาชนจะเดอื ดรอ้ น เมอ่ื แพส้ งครามแลว้ อาจจะเกดิ ภาวะขา้ วยากหมากแพง เจ้าชายได้ฟังยักษ์งามสินกล่าวเช่นนั้น ก็คิดได้ว่าตนต้องเดินทางกลับ เมอื งแสงทองเพอื่ ไปเผชญิ กบั ปญั หาทเ่ี กดิ ขน้ึ จงึ ไดข้ อบคณุ ยกั ษง์ ามสนิ ทเี่ ตอื น สตติ นเอง คืนน้ันในขณะท่ียายงามสวย นายสีแก้ว และนายยอดทองหลับสนิท เจา้ ชายอโณทยั นายเทง่ และนายหนูนุย้ จึงหนีกลบั เมอื งแสงทอง โดยแอบหนี ไปสมทบกับยักษง์ ามสนิ และเดินทางกลับเมืองแสงทอง เจา้ ชายอโณทยั เดนิ ทางมาถงึ เมอื งแสงทอง เลา่ เรอ่ื งราวทเ่ี กดิ ขนึ้ ทง้ั หมด ใหพ้ ระเจ้ากรุงแสงทอง และพระนางเกษศิณีฟงั พระราชาและพระราชนิ เี ข้าใจ ในปัญหาท่ีเกิดขึ้น จึงให้ทหารข่าวเดินทางไปแจ้งข่าวแก่พระเจ้ากรุงจันทราช

186 เร่ืองดีๆ ทบ่ี า้ นเรา ว่าเจ้าชายเดินทางกลับมาจากร�่ำเรียนแล้ว ไม่ได้หนีไปไหน และตนจะส่งตัว เจ้าชายพร้อมขบวนขันหมากไปอภิเษกสมรสกับเจ้าหญิงผกากรอง เพียงแต่ ขอยดื เวลาออกไปอกี ระยะหนง่ึ เพอ่ื เตรยี มการตา่ งๆ สงครามทจี่ ะเกดิ ขนึ้ ระหวา่ ง เมอื งท้งั สองน้จี ึงยตุ ิ เร่ืองด�ำเนินมาเล่าต่อท่ียายงามสวย ยายงามสวยเสียใจมากที่เจ้าชาย อโณทยั หนีไป เข้าใจไปว่าการท่ีเจา้ ชายอโณทัยหนตี นเองไปนนั้ เนือ่ งจากการท่ี ตนเองเปน็ หญงิ ชรา ไมส่ วย ไมส่ าวเหมอื นกบั หญงิ สาวทวั่ ไป เจา้ ชายอโณทยั รบั เป็นสามีแค่เพียงหลอกให้ตายใจ เมื่อสบโอกาสจึงหนีไป แต่ด้วยบุญญาที่เป็น บุพเพสันนิวาสกันจึงมีจิตที่จะคิดตามหาเจ้าชายอโณทัย จึงได้สืบเสาะหา จนได้ทราบว่าชายคนท่ีนางตามหาอยู่น้ันเป็นเจ้าชายของเมืองแสงทอง เมอื่ ทราบเชน่ นนั้ ยายงามสวยจงึ ลงั เลทจี่ ะเดนิ ทางไปตามหา เนอ่ื งจากคนทน่ี าง จะเดินทางไปตามหาน้ันเป็นเจา้ ชาย มสี กลุ รุนชาติ ตนเปน็ สาวชาวบา้ นจงึ ไม่ ควรใฝ่สูงท่ีจะเป็นคู่ครอง นายสีแก้วซ่ึงมีบุคลิกเป็นคนฉลาดหลักแหลมได้ให้ ขอ้ คดิ วา่ ควรจะเดนิ ทางไปพบ แมว้ า่ เขาจะเปน็ เจา้ ชาย เดนิ ทางไปพบดว้ ยเหตผุ ล สองประการคือ ประการที่หน่ึงต้องไปทวงสัญญาตามสิทธิที่เจ้าชายอโณทัย สญั ญาว่ายอมรบั เป็นภรรยาตามทย่ี ายงามสวยไดช้ ว่ ยชวี ิตไว้ แมเ้ ขาไม่ยอมรบั กไ็ ม่จำ� เปน็ ต้องไปเสยี ใจอันใด แต่ต้องไปทวงสญั ญา เพอื่ ให้คนที่เปน็ เจ้าชายซึ่ง จะเปน็ ผคู้ รองบา้ นครองเมอื งตอ่ ไปในอนาคตไดต้ ระหนกั ในความเปน็ คนมสี จั จะ ประการทส่ี องในเมื่อนางงามสวยมีใจรักใหแ้ ก่เจ้าชายอโณทัยบรุ ษุ ตามที่ตนเอง หลงรักในความฝัน ก็ต้องเดินทางไปตามหา ไม่ควรตัดสินใจไปในทาง ที่ขัดต่อความรู้สึกของตนเอง หากเขาไม่ยอมรับและไม่รักจริงก็คิดเสียว่า ชวี ติ จรงิ ไมต่ รงกบั ชวี ติ ในความฝนั กไ็ มเ่ สยี หายอนั ใด เรากส็ ามารถมชี วี ติ ของเรา ในฐานะคนยากจนต่อไปได้

เร่ืองดีๆ ท่ีบา้ นเรา 187 เม่ือนายสีแก้วให้เหตุผลเช่นนั้น ท�ำให้ยายงามสวยก็หมดความลังเล ไปได้ ยายงามสวยจึงเดินทางไปเมืองแสงทอง เม่ือไปถึงและได้แสดงตน ตอ่ พระเจา้ กรุงแสงทอง และพระนางเกษศิณวี ่าตนเป็นผูห้ ญงิ ท่ีเจ้าชายอโณทัย สัญญาว่าจะรับเป็นภรรยา พระเจ้ากรุงแสงทองไม่ยอมรับยายงามสวย พร้อมท้ังพยายามร้องขอว่าให้กลับวัดเชตะวันนารามไปเสีย จะเรียกร้องค่า ชดเชยเท่าไหร่ตนก็จะจัดการให้ ไม่ควรมาแสดงตนขอเป็นภรรยาของเจ้าชาย อโณทัย เจ้าชายมีคูห่ มนั้ ค่หู มายแล้ว สว่ นพระนางเกษศณิ นี ัน้ รสู้ กึ นิยมชมชอบ ในค�ำพูดค�ำจาและความฉลาดหลักแหลมในการแสดงเหตุผลของยายงามสวย มาก รวมท้ังกิริยามารยาทก็ดูมีความเป็นกุลสตรมี าก พระนางจึงเปน็ ฝ่ายพดู จา สนบั สนนุ ใหพ้ ระเจา้ กรงุ แสงทองรบั ยายงามสวยไวเ้ ปน็ ลกู สะใภ้ เพอื่ ใหเ้ จา้ ชาย อโณทัยได้ตดั สนิ ใจอีกครั้ง ทั้งยังเป็นการส่งเสริมให้เจ้าชายอโณทัยไม่เสยี สัจจะ ตามท่ีพูดไว้เม่ือคราวยายงามสวยช่วยเหลือชีวิต ส่วนเจ้าชายอโณทัยก็ไม่ยอม ออกมาพบหน้ายายงามสวย ให้ทหารออกมาบอกว่าให้ยายงามสวยกลับไปวัด เชตะวันนารามเสีย ต้องการทรัพย์สินเท่าไหร่ก็ให้พระเจ้ากรุงแสงทองจัดให้ ตนเองต้องไปอภิเษกสมรสกับเจ้าหญิงผกากรอง เพ่ือรักษาสัญญาให้กับ พระเจ้ากรงุ แสงทอง และเพื่อยุตสิ งครามทจี่ ะเกดิ ขึ้น ยายงามสวยได้ยินทหารเอกของเจ้าชายอโณทัยออกมาบอกเช่นน้ันก็ เสยี ใจมากทเ่ี จา้ ชายอโณทยั ไมอ่ อกมาพบหนา้ และไมพ่ ดู ไมก่ ลา่ วดว้ ยตนเอง จงึ เดนิ ทางกลบั วดั เชตะวนั นาราม และเลา่ เรอื่ งราวทเี่ กดิ ขนึ้ กบั ตนเองใหแ้ กฤ่ าษวี ตั ทะกะ ฤาษีได้ฟังเรื่องทั้งหมดท่ียายงามสวยเล่า จึงบอกแก่ยายงามสวยว่าตน จะถอดคราบหญงิ ชราใหแ้ กย่ ายงามสวย เพอ่ื จะไดพ้ สิ จู นใ์ หค้ นทร่ี งั เกยี จรปู รา่ ง ของนางงามสวยทราบว่าแทท้ จี่ ริงนั้น ยายงามสวยเปน็ หญงิ สาวท่สี วยมาก เม่ือฤาษีวัตทะกะบริกรรมคาถาแล้วก็ถอดคราบหญิงชราให้แก่ยาย งามสวย ยายงามสวยก็กลายเป็นหญิงสาววัยรุ่นท่ีสวยมาก นายสีแก้วและ นายยอดทองถงึ กบั ตกตะลงึ ในความสวยของนางงามสวย ฤาษกี ส็ อนคาถาสวม

188 เรื่องดๆี ทบี่ ้านเรา และถอดคราบหญงิ ชราใหแ้ กน่ างงามสวยดว้ ย พรอ้ มทง้ั ก�ำชบั วา่ ใหใ้ ชย้ ามจำ� เปน็ เทา่ นั้น ไมใ่ ช้ไปในทางท่ีจะท�ำใหต้ นเองและครบู าอาจารยเ์ สอ่ื ม นางงามสวยเดินทางกลับไปเมืองแสงทองอีกครั้งในรูปแท้ท่ีเป็นหญิง สาวผู้มีหน้าตารูปร่างสวยงาม เม่ือไปถึงประตูเมืองนางงามสวยแกล้งสนทนา เรื่องผู้หญิงแก่ท่ีชื่อยายงามสวยกับนายพูนแก้วซ่ึงเป็นนายทหารเฝ้าประตูวัง ปรากฏวา่ นายพนู แกว้ นนิ ทาวา่ รา้ ยยายงามสวยสารพดั เชน่ ไมเ่ จยี มตวั ไมเ่ จยี ม สังขาร อ้อล้อ ทำ� ตัวเป็นเด็กสาววัยรุ่น เป็นต้น โดยท่ีนายพูนแก้วไม่ทราบว่า กำ� ลงั สนทนาอยกู่ ับนางงามสวยทถ่ี อดคราบหญิงแก่แล้ว นางงามสวยเขา้ มาในวัง และไดพ้ บกับพระเจา้ กรุงแสงทอง พระนาง เกษศิณีอีกคร้ัง ในครั้งน้ีเจ้าชายอโณทัยอยู่ด้วย เจ้าชายอโณทัยเม่ือเห็นหน้า นางงามสวยก็นกึ รักในทันที รวมท้งั พระเจา้ กรุงแสงทองก็รู้สึกรกั ใครช่ นื่ ชมวา่ หญงิ สาวคนนมี้ รี ปู รา่ งหนา้ ตาและกริ ยิ ามารยาทเปน็ เบญจกลั ยาณี การพดู การ จากห็ ลกั แหลมมสี มั มาคารวะ สว่ นพระนางเกษศณิ นี น้ั ยง่ิ รสู้ กึ ดตี อ่ นางงามสวย และปรารภออกมาว่าหญิงสาวคนนี้มีกิริยามารยาทเหมือนกับยายงามสวย ยายชราทเี่ พง่ิ เจอกันเมอ่ื ไม่กีว่ ันทแ่ี ลว้ นางงามสวยเปิดเผยตนเองให้ทุกคนทราบว่านางเป็นตัวจริงของยาย งามสวย ยายงามสวยทเี่ ปน็ หญิงชราหนา้ เหี่ยวย่นนั้นเป็นคราบท่ีฤาษวี ัตทะกะ เสกข้นึ มาแล้วครอบตนเอาไว้ นางงามสวยได้พสิ ูจน์ความจรงิ โดยการสลับการ เปล่ียนร่างให้เห็น ทุกคนได้เห็นกับตาจึงเข้าใจความจริงเก่ียวกับเร่ือง ยายงามสวยท้ังหมด เม่ือเปิดเผยความจริงให้ทุกคนทราบแล้ว นางงามสวย รีบสวมร่างหญิงชราแล้วรีบเหาะกลับวัดเชตะวันนารามทันที เพ่ือให้เจ้าชาย อโณทัยรู้สึกได้ว่า นางเองก็รู้สึกว่าตนเองไม่เหมาะสมกับเจ้าชายอโณทัย เนอ่ื งจากนางเปน็ สาวชาวบา้ น และเปน็ เพยี งลกู ศษิ ยว์ ดั แตท่ ม่ี าคราวนม้ี าเตอื น เรือ่ งสจั จะตอ่ เจา้ ชายเป็นประเด็นหลัก

เรื่องดๆี ทบี่ ้านเรา 189 เรอื่ งทแ่ี มเ่ ลา่ มเี พยี งแคน่ ี้ แมบ่ อกวา่ เวลารงุ่ แจง้ เสยี กอ่ นกอ่ นทนี่ ายหนงั ตะลงุ จะแสดงจนจบเรอื่ ง การแสดงหนงั ตะลงุ คณะใดๆ เพยี งคนื เดยี วไมส่ ามารถ แสดงได้จบเรื่อง เน่ืองจากเวลาไม่พอ ถึงเวลารุ่งเช้าของวันใหม่เสียก่อน หากแสดงติดต่อกันสองคืนจะจบเรื่องพอดี แม่บอกว่าในชีวิตของแม่แม่เคยดู หนงั ฉน้ิ จากอำ� เภอสทงิ พระ และหนงั อม่ิ เทง่ จากอำ� เภอควนเนยี ง จงั หวดั สงขลา แสดงตดิ ต่อกันสองคืนจนจบเร่อื ง เร่ืองคมในฝักรักในฝันน้ีผมทราบว่านายหนังตะลุงรุ่นลูกศิษย์ของ หนงั กนั้ ทองหลอ่ นำ� มาแสดงดว้ ยเกอื บทกุ คณะ ผมเลยตดั สนิ ใจเดนิ ทางไปบา้ น นายหนงั ตะลงุ คนหนงึ่ ทม่ี ชี อื่ เสยี งและไดร้ บั การยกยอ่ งถงึ ขนั้ ศลิ ปนิ แหง่ ชาตนิ นั่ คอื นายหนงั นครนิ ทร์ ชาทอง ศลิ ปนิ แหง่ ชาติ สาขาศลิ ปะการแสดง (หนงั ตะลงุ ) ประจ�ำปี ๒๕๕๐ ซง่ึ ขณะนท้ี ่านมอี ายหุ กสิบปกี ว่าๆ พ�ำนกั อยู่ทบ่ี า้ นโป๊ะหมอ เขตเทศบาลเมอื งบา้ นพรุ อำ� เภอหาดใหญ่ จงั หวดั สงขลา เพอื่ สมั ภาษณเ์ นอ้ื เรอ่ื ง คมในฝกั รกั ในฝัน นายหนงั นครนิ ทร์ ชาทอง เลา่ เรอ่ื งคมในฝกั รกั ในฝนั ยอ้ นตน้ ใหผ้ มฟงั อีกคร้ังหนึ่ง เนื้อเรื่องโดยส่วนใหญ่ตรงกับท่ีแม่เล่า นายหนังนครินทร์ ชาทอง เล่าต่อว่า เม่ือยายงามสวยรีบเหาะกลับวัดเชตะวันนารามไปแล้ว พระเจ้ากรุง แสงทอง พระนางเกษศิณี และเจ้าชายอโณทัยแปลกใจในความสามารถของ นางงามสวยมาก จากน้ันต่อมาเจ้าชายอโณทัยรู้สึกรักและคิดถึงแต่นางงามสวย จนไม่เป็นอันกินไม่เป็นอันนอนทุกวัน หักห้ามใจเท่าไหร่ก็หักห้ามไม่ได้ มีความประสงค์จะได้นางงามสวยมาเป็นพระชายา และจัดพิธีอภิเษกสมรส เมือ่ เปน็ เชน่ น้ันพระเจา้ กรุงแสงทอง เห็นใจและเข้าใจในความรักของพระโอรส จึงปรกึ ษากบั ยกั ษ์งามสนิ ยักษ์งามสนิ ออกอุบายวา่ ให้นายเทง่ และนายหนนู ุ้ย เดินทางไปวัดเชตะวันนาราม ไปแสร้งบอกแก่นางงามสวยว่าเจ้าชายอโณทัย

190 เรื่องดๆี ท่บี ้านเรา สิ้นพระชนม์ด้วยโรคภัย ได้ส่ังเสียให้นางงามสวยมาร่วมพิธีศพ เพื่อจะได้เป็น การอโหสิกรรมตอ่ กัน ดวงวิญญาณของเจ้าชายอโณทยั จะไดไ้ ปสสู่ คุ ติ เมอื่ นายเทง่ และนายหนนู ุ้ยไปถงึ วัดเชตะวนั นารามและบอกกลา่ วแก่ นางงามสวยเชน่ นน้ั นางงามสวยเข้าไปล่ำ� ลาฤาษีวัตทะกะ ฤาษวี ัตทะกะทราบ ด้วยญาณว่าน่ีเป็นเพียงอุบายของฝ่ายเมืองแสงทองท่ีต้องการให้นางงามสวย กลับไปเห็นใจและตกลงปลงใจรักเจ้าชายอโณทัย ฤาษีวัตทะกะจึงเห็นด้วย เนื่องจากรู้ด้วยญาณว่าท้ังสองเป็นบุพเพสันนิวาสกันมาแก่ชาติปางก่อน จึงไม่ หักห้ามนางงามสวยที่จะเดินทางไปเมืองแสงทอง และไม่กล่าวโทษฝ่ายเมือง แสงทองทอ่ี อกอบุ ายเชน่ นี้ ทกุ อยา่ งเปน็ ไปตามกรรมของมนษุ ยท์ ไี่ ดป้ ระกอบไว้ แตช่ าตปิ างก่อนทั้งสิ้น เมอื่ นางงามสวยเดนิ ทางมาถงึ เมอื งแสงทอง และไดเ้ ขา้ พบพระเจา้ กรงุ แสงทอง และพระนางเกษศณิ ี พระเจ้ากรุงแสงทอง และพระนางเกษศิณกี ลา่ ว ขอบคณุ นางงามสวยทเี่ ดนิ ทางกลบั มา นางงามสวยแปลกใจทบี่ า้ นเมอื งรสู้ กึ เงยี บ เหมือนไม่ใช่อยู่ในระหว่างงานบ�ำเพ็ญพระกุศลศพของรัชทายาท ประชาชน ก็ไม่เห็นว่าไว้ทุกข์ การแสดงมหรสพถวายพระเกียรติแก่พระศพต่างๆ กไ็ มเ่ หน็ มี นายเทง่ และนายหนนู ยุ้ แสรง้ ตอบวา่ เปน็ รบั สง่ั ของเจา้ ชายอโณทยั ท่ีรับส่ังเอาไว้ก่อนสิ้นพระชนม์ว่าไม่ประสงค์จะให้มีส่ิงน้ี ประสงค์แต่เพียงให้ นางงามสวยมาไหว้พระศพเพื่อแสดงถึงการอโหสิให้แก่พระองค์ที่ได้ประพฤติ สิ่งไม่ดคี อื การเสยี สจั จะต่อนางงามสวยไว้ นายเท่ง และนายหนูนยุ้ นำ� นางงามสวยเขา้ ไปในปราสาทสว่ นตัวของ เจา้ ชายอโณทยั เพอื่ ทำ� ทวี า่ เขา้ ไปไหวพ้ ระศพ เมอ่ื เขา้ ไปถงึ เจา้ ชายอโณทยั ออก มาจากหอ้ งบรรทม แล้วสวมสอดกอดนางงามสวยไว้ นางงามสวยรูส้ ึกโกรธ เจ้าชายอโณทัยมากท่ีออกอุบายหลอกนาง แต่เจ้าชายอโณทัยอธิบายและ เก้ียวพาราสีนางงามสวยต่างๆ นานา จนนางงามสวยหายโกรธและใจอ่อน ยอมรบั รกั เจ้าชายอโณทัย

เรื่องดๆี ท่บี ้านเรา 191 นายหนงั นครนิ ทร์ ชาทอง เลา่ วา่ กอ่ นจบเรอ่ื งคมในฝกั รกั ในฝนั พระเจา้ กรุงแสงทอง และพระนางเกษศิณีเดินทางไปยังเมืองจันทราช เพื่อขอโทษ พระเจา้ กรงุ จนั ทราช และพระนางทพิ ยจ์ นิ ดาดว้ ยพระองคเ์ องวา่ เจา้ ชายอโณทยั พบรักกับนางงามสวยและตกลงปลงใจรักกันตามท่ีบุพเพสันนิวาสก�ำหนดไว้ ตนเองไมส่ ามารถหา้ มและขดั ขนื ได้ พระเจา้ กรงุ จนั ทราชและพระนางทพิ ยจ์ นิ ดา เขา้ ใจและรสู้ กึ ผดิ ทเ่ี คยถอื โทษและเคยมบี ญั ชาใหท้ หารเตรยี มก�ำลงั ยกทพั ไปทำ� สงคราม และทั้งพระเจ้ากรุงจันทราชและพระเจ้ากรุงแสงทองก็รู้สึกผิด ท่ีสัญญาว่าหากลูกต่างเพศกันก็จะเก่ียวดองให้ลูกอภิเษกสมรสกัน เนื่องจาก ความรักและการตกลงปลงใจจะใช้ชีวิตร่วมกันเป็นเรื่องของความเต็มใจของคู่ สมรสตามที่บุพเพสันนิวาสก�ำหนด ไม่ควรมีการบงการบังคับด้วยพ่อแม่หรือ ผหู้ ลกั ผู้ใหญ่ จากนน้ั พระเจา้ กรงุ แสงทองจงึ จดั พธิ อี ภเิ ษกสมรสใหแ้ กเ่ จา้ ชายอโณทยั และนางงามสวย เรื่องจงึ จบบริบูรณ์ นายหนงั นครินทร์ ชาทอง เลา่ วา่ นยิ ายหนงั ตะลุงเรอื่ งคมในฝักรกั ในฝนั ของหนงั กนั้ ทองหลอ่ น้ี นายหนงั ตะลงุ รนุ่ หลงั ๆ น�ำไปแสดงกนั หลายคณะ ทั้งนายหนังลูกศิษย์หนังก้ัน และไม่ใช่ลูกศิษย์โดยตรงของหนังกั้น เนื่องจาก เปน็ เรอื่ งที่สนกุ และดเี ดน่ ในการสอนคณุ ธรรมจรยิ ธรรมแก่ผูช้ ม ผมฟงั นยิ ายหนงั ตะลงุ เรอื่ งนจ้ี ากการเลา่ ของแมแ่ ละนายหนงั นครนิ ทร์ ชาทอง แล้วรู้สึกว่านิยายเรื่องน้ีดีเด่นทางด้านการสอนคุณธรรมจริยธรรม แกผ่ ้ชู ม โดยเฉพาะทช่ี ัดเจนและทนั สมัยตลอดกาลคือคุณธรรมท่ีสอนใจให้ผู้ชม เห็นคุณธรรมของความสวยความงามท่ีแท้จริง ว่าเป็นความงามท่ีจิตใจ ท่ีสติ ปัญญา และที่กิริยามารยาท ไม่ใช่ความงามท่ีเกิดจากรูป การที่ฤาษีวัตทะกะ ครอบรูปยายแก่ หนังเหีย่ วยน่ ปกคลุมรูปท่ีสาวและสวยของนางงามสวยเอาไว้ และตั้งช่ือเร่ืองนิยายโดยมีค�ำว่า “คมในฝัก” ซ่ึงเป็นส�ำนวนที่มีท่ีมาจาก วฒั นธรรมของใชศ้ าสตราวธุ ตา่ งๆ เชน่ มดี ดาบ เปน็ ตน้ วา่ คณุ คา่ ทแ่ี ทจ้ รงิ ของ

192 เร่อื งดๆี ที่บ้านเรา ศาสตราวุธคือคม ไม่ใช่ฝัก ฝักเป็นเพียงรูปกายภายนอก มีนัยในการบอกแก่ ผชู้ มวา่ “คม” หรอื สงิ่ ทมี่ คี ณุ คา่ ทแ่ี ทจ้ รงิ ของมนษุ ยค์ อื สง่ิ ทอ่ี ยภู่ ายในคอื “จติ ใจ” ไม่ใช่ “รูปรา่ งหนา้ ตา” หนงั กัน้ ทองหล่อใหย้ ายงามสวยเป็นตวั ละครที่สะทอ้ น ถงึ ความดีงามทแ่ี ท้จริงของมนษุ ยค์ อื งามท่จี ิตใจ ทส่ี ตปิ ัญญา ความกตญั ญูต่อ พอ่ แมค่ รบู าอาจารย์ และกริ ยิ ามารยาท หาใช่เปลือกนอกทส่ี มั ผสั เหน็ ได้งา่ ยๆ ดว้ ยตาไม่ ตวั ละครทน่ี า่ สนใจมากอกี ตวั หนงึ่ ในเรอื่ งนคี้ อื ยกั ษง์ ามสนิ ซงึ่ เปน็ ยกั ษ์ ฝา่ ยดี ถอื ศลี บ�ำเพ็ญเพียร ประกอบกรรมดี ดเู หมือนว่าเปน็ ตวั ละครท่ีหนังกน้ั ทองหล่อ น�ำเข้ามาเพ่ือช้ีผิดช้ีถูกให้แก่มนุษย์ในยามที่เกิดภาวะวิกฤติขึ้น ดงั กรณที ย่ี กั ษง์ ามสนิ เตอื นสตเิ จา้ ชายอโณทยั วา่ ควรทจ่ี ะเดนิ ทางกลบั บา้ นกลบั เมอื งไปเผชญิ กบั ปญั หาทเ่ี กดิ ขน้ึ ดว้ ยเหตผุ ลและความจรงิ ปญั หาทกุ อยา่ งมที าง แก้ เพยี งแตม่ นษุ ยต์ อ้ งใชค้ ณุ ธรรมในการแกป้ ญั หา นน่ั กค็ อื ตอ้ งมสี มาธิ ตอ้ ง มีสติ ต้องอาศัยการคิดอย่างใคร่ครวญ และมีความอดทน พร้อมท้ังให้ภาพ ความโหดร้ายของสงครามว่า สงครามท�ำให้ชาวบ้านชาวเมืองต้องเดือดร้อน ลูกเด็กเล็กแดงไม่รู้อีโหน่อีเหน่ต้องพลอยรับกรรมจากภัยสงคราม บ้านเมือง จะลกุ เปน็ ไฟ เมื่อแพส้ งครามแลว้ อาจจะเกดิ ภาวะขา้ วยากหมากแพง เน้ือเร่ืองก่อนจบท่ีพระเจ้ากรุงแสงทองและพระนางเกษศิณีเดินทาง ไปขอโทษบอกความจริงเร่ืองเจ้าชายอโณทัยต่อพระเจ้ากรุงจันทราช และพระนางทิพย์จินดา ก็เป็นอีกตอนหน่ึงของนิยาย “คมในฝักรักในฝัน” ทีน่ า่ สนใจมาก เหมือนหนังกน้ั ทองหล่อ เจตนาจะบอกว่า การขอโทษและการ ให้อภัยกันเป็นคุณธรรมขั้นสูงท่ีมนุษย์ควรปฏิบัติต่อกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งคน ท่ีเป็นผู้น�ำ เน่ืองจากการถือโทษและการถือมิจจาทิฐิของผู้น�ำ ย่อมน�ำมาถึง ความความเดอื ดรอ้ นและความไมส่ งบสขุ ของสงั คม รวมทง้ั การทกี่ ษตั รยิ ผ์ คู้ รอง เมอื งทงั้ สองรสู้ กึ ผดิ ทส่ี ญั ญากนั วา่ จะใหล้ กู ทง้ั สองอภเิ ษกสมรสกนั ควรจะปลอ่ ย

เรอ่ื งดีๆ ทบี่ ้านเรา 193 ใหเ้ ป็นเรื่องของความรกั และบพุ เพสันนวิ าส การทหี่ นงั กนั้ ทองหลอ่ จบนิยาย เร่ืองคมในฝักรักในฝันเช่นนี้ เป็นการชี้แนะให้ข้อคิดในการด�าเนินชีวิตแก่ผู้ชม หนังตะลุง การท่ีมนุษย์คิดได้ว่าตนเองผิด เป็นการคิดท่ีใช้สติและสมาธิในการ ไตรต่ รอง เปน็ คุณธรรมและขอ้ คดิ ทใ่ี ชย้ ุติปญั หาตา่ งๆ ในสังคมมนุษย์ได้ ผมไมเ่ คยดหู นงั กน้ั ทองหลอ่ แสดงหนงั ตะลงุ เลย เนอ่ื งจากผมเตบิ โต ในยุคสมัยทห่ี นังก้ัน ทองหลอ่ ชราภาพและลว่ งลับแลว้ แต่ความทรงจา� ทเี่ ป็น เลศิ ของแมแ่ ละความอนเุ คราะหเ์ มตตาของหนงั นครนิ ทร์ ชาทอง ซง่ึ กช็ ราภาพ และสงั ขารไม่เอ้อื อ�านวยใหแ้ สดงหนังตะลงุ แลว้ เนอ่ื งจากโรคภัยรมุ เร้า เปน็ สิง่ ท่ผี มขอบูชาไวต้ ลอดชวี ติ เปน็ ความทรงจ�าและเป็นความอนุเคราะห์ที่มีคณุ ค่า ยงิ่ ทท่ี า� ใหผ้ มไดซ้ าบซง้ึ กบั นยิ ายหนงั ตะลงุ ของหนงั กน้ั ทองหลอ่ เปน็ บญุ ของคน ไทยโดยแทท้ ีไ่ ด้เกิดบนแผน่ ประเทศน้ี แผน่ ดินทศ่ี ลิ ปะรุง่ เรอื ง โดยเฉพาะอย่าง ย่ิงหนังตะลุง ซ่ึงเป็นศิลปะที่เล่าเรื่องด้วยการใช้เงา ศิลปะสกุลการใช้เงาเป็น ศิลปะที่แสดงถึงความรุ่งเรืองของชนชาติน้ันๆ หนังตะลุงจึงเป็นศิลปะช้ันยอด ของโลกท่คี นไทยรงั สรรคไ์ วก้ บั แผ่นดนิ เร่ืองราวของหนังกั้น ทองหล่อ และนิยายเร่ือง “คมในฝักรักในฝัน” เป็นเร่ืองดีๆ ที่บ้านเราเรื่องหน่ึง ที่เราน่าจะได้หวงแหน ภาคภูมิใจและซึมซับ สารัตถะรว่ มกนั ผมดีใจที่ได้เล่าเรอื่ งนีต้ อ่ จากบรรพชนของเรา



เร่อื งดๆี ท่บี ้านเรา 195 เรอ่ื งดๆี ที่บ้านเรา นางสาวณัชชา แจวิจารณ์ ฉันเกิดและเติบโตมาจากครอบครัวเล็กๆ ครอบครัวหน่ึงในจังหวัด นราธิวาส เนื่องจากพ่อแม่ของฉันเสียชีวิตตั้งแต่ฉันยังเด็ก ย่าจึงต้องรับหน้าท่ี เปน็ ทงั้ พอ่ และแมข่ องฉนั ในเวลาเดยี วกนั อายขุ องยา่ ทผี่ า่ นเรอื่ งราวตา่ งๆ มากวา่ ๕ ทศวรรษ จึงมีเรื่องเล่ามากมาย เล่าให้ฉันฟังอยู่เสมอ ย่าจึงเปรียบเสมือน สารานุกรมประจ�ำตัวของฉัน ฉันจึงสามารถเรียนรู้เร่ืองราวเกี่ยวกับบ้านเกิด ของฉนั ไดท้ กุ ทที่ ุกเวลา ตอนเดก็ ๆ ฉนั มกั จะตอ้ งตดิ ตามยา่ ไปไหนมาไหนอยเู่ สมอ จงึ เหน็ ความ สัมพนั ธ์ของคนในหม่บู า้ นของเราอยเู่ สมอ ครอบครวั ของเรานบั ถอื ศาสนาพุทธ ฉนั จึงพูดและฟงั ภาษามลายทู ้องถิน่ ของเราไม่ไดเ้ ลย เวลาไปไหนกบั ย่าและพบ กับเพอ่ื นๆ ย่ากจ็ ะพูดภาษามลายู ซ่งึ เป็นส�ำเนียงแปลกๆ ไม่เหมอื นที่เพือ่ นของ ย่าพูด ก็คงเหมือนกันที่เราพยายามพูดภาษาอังกฤษน่ันแหละ ถึงค�ำพูดหรือ ประโยคถกู ตอ้ งแตส่ ำ� เนยี งของเรากไ็ มเ่ หมอื นเขาอยดู่ ี ยา่ มเี พอื่ นเปน็ ทงั้ ไทยพทุ ธ และมุสลิม เมื่อหลายปีก่อนเวลาจะไปไหนมาไหนชาวบ้านจะใช้วิธีการเดิน เมื่อเจอกนั ก็จะทกั ทายกนั และพดู คุยกนั นานๆ แรกๆ ฉันกลัวเพื่อนของยา่ มาก เพราะไมร่ วู้ า่ เขาพดู อะไร บางครงั้ กห็ นั มามองฉนั ดว้ ย แตพ่ อแยกจากกนั ยา่ กจ็ ะ แปลให้ฉันฟัง ค�ำพูดส่วนใหญ่ก็จะเป็นการถามสารทุกข์สุกดิบกันเท่าน้ัน เมื่อผ่านไปนานๆ ฉันฟังภาษามลายูเข้าใจมากข้ึน ท�ำให้ความกลัวท่ีมีใน

196 เรือ่ งดๆี ทบี่ า้ นเรา ตอนแรกหมดไป เมื่อไปไหนกับย่าแล้วเจอเพือ่ นของยา่ ย่ากค็ ยุ กบั เพ่อื น ส่วน ฉันก็จะไปเลน่ กับเดก็ ๆ ในวยั เดยี วกัน ถึงจะพูดกันคนละภาษากเ็ ล่นดว้ ยกนั ได้ เวลาย่าน�ำของไปขายที่หมู่บ้าน ย่าก็จะเอาของไปฝากเพ่ือนของย่าด้วย ย่าให้ ฉันเรียกเพ่ือนของท่านว่า “เมาะ” ฉันถามทา่ นวา่ ทำ� ไมยา่ มแี ต่เพอ่ื นชื่อเมาะ ทั้งนั้นเลย ยา่ บอกวา่ เมาะ แปลว่าย่าหรือยาย จึงใหฉ้ ันเรียกเพื่อนของท่านวา่ เมาะ ยา่ เกดิ ในครอบครวั เกษตรกร ครอบครวั ใหญค่ รอบครวั หนงึ่ ทวดฝกึ ให้ ลกู ๆ ทกุ คนเปน็ คนขยนั ยา่ เลา่ วา่ ยา่ เกดิ หลงั การเปลย่ี นแปลงการปกครองเพยี ง ๘๕ วัน ในตอนนั้นการใช้ชีวิตของคนท่ัวไปล�ำบากมากการคมนาคมก็ล�ำบาก อาหารการกนิ กล็ ำ� บาก แต่ครอบครัวของย่าถือได้ว่าเปน็ ครอบครัวทมี่ ัง่ ค่งั ที่สดุ ในหมบู่ า้ น ไมใ่ ชเ่ พราะมเี งนิ มาก แตเ่ ปน็ เพราะมอี าหารการกนิ ดตี ลอดทงั้ ปี ตา่ ง จากบ้านอ่ืนๆ ที่ต้นฤดูเก็บเกี่ยวมีข้าวกิน แต่พอกลางปีเป็นต้นไปต้องหาเผือก หามนั มากนิ แทนขา้ วเพราะไมม่ ขี า้ วสาร และไมม่ เี งนิ ซอ้ื ขา้ วสารดว้ ย ฉนั เคยถาม ย่าว่า แล้วท�ำไมเขาไม่ปลูกข้าวมากๆ เหมือนทวด ย่าบอกว่า เขาคงข้ีเกียจ นค่ี งเปน็ คำ� ตอบทีด่ ีทส่ี ุดในขณะน้ันทย่ี า่ จะหามาตอบให้ฉนั ได้ ย่าเป็นคนขยันท�ำงานเพราะได้รับการฝึกจากทวดมาตั้งแต่เด็กๆ ทวดบอกว่าถ้าเราปลูกข้าวปลูกมันเยอะๆ จะได้ไม่ต้องซ้ือข้าวสารกินเหมือน บ้านอื่นๆ เมื่อว่างจากการท�ำนาท�ำไร่แล้ว ก็จะสานกระสอบกระจูดเอาไว้ขาย เพ่ือน�ำเงินไปซื้อปลามาตากแห้ง ซื้อเกลือซื้อน้�ำตาลมาไว้กิน เมื่ออาหาร การกนิ ดี เพ่ือนบ้านกจ็ ะแวะเวียนมาที่บ้านของทวดเสมอ ตอนเด็กๆ ฉันชอบนอนหนุนแขนย่าแล้วให้ย่าเล่านิทานให้ฉันฟัง จนกวา่ ฉนั จะหลบั นทิ านปรมั ปรา ตำ� นานทยี่ า่ เคยไดฟ้ งั ตอนเดก็ ๆ หรอื เรอ่ื งราว ตอนย่าเด็กๆ ของย่าเองถูกนำ� มาถ่ายทอดให้ฉันฟังอีกครั้ง บางคร้ังก็ร้องเพลง กลอ่ มเดก็ ให้ฉนั ฟงั น่าเสยี ดายทฉ่ี นั ไม่ใชน่ ักจำ� ทีด่ ีนกั นิทานหรอื เร่ืองเล่าต่างๆ

เร่ืองดีๆ ท่ีบา้ นเรา 197 ที่ผ่านหูฉันไม่ได้ถูกบันทึกไว้ในความทรงจ�ำของฉันท้ังหมด อาจเป็นเพราะ ตอนน้ันฉันยังเด็กมากหรืออาจเป็นเพราะเหตุการณ์ใหม่ๆ ท่ีผ่านเข้ามาในชีวิต ได้เขา้ มาแทนทคี่ วามทรงจ�ำในอดีตจนแทบจะไม่เหลืออยเู่ ลย ในวันนี้ฉันมีเวลาว่างมากพอที่จะน่ังเปิดสารานุกรมประจ�ำตัวของฉัน ไม่ใช่ว่าไม่มีอะไรจะท�ำ แต่เป็นเพราะสถานการณ์บังคับให้ฉันต้องว่างมากกว่า แต่แทนที่สารานุกรมเล่มนี้จะบอกเล่าเรื่องราวต่างๆ ให้ฉันฟังเหมือนเช่นเคย ฉันกลับต้องมาเปิดความทรงจ�ำของฉันออกมาอีกครัง้ ดว้ ยตวั ของฉันเอง ฉนั จำ� ไดว้ า่ ตอนเดก็ ๆ ฉันชอบตามย่าไปท�ำนาและปลกู ผกั ทีไ่ ร่ ไรข่ อง ยา่ ไมใ่ หญน่ กั แตย่ า่ ปลกู พชื หลายชนดิ หมนุ เวยี นกนั ไปบางครง้ั กป็ ลกู มนั เทศบา้ ง แตงกวาบ้าง ถั่วบ้างตามฤดูกาล เมื่อได้ผลผลิตมาก็จะไป เดินขายตามหมบู่ ้าน ย่าจะไม่ใช้ยาฆ่าแมลงท่ีขายตามร้าน แต่จะใช้สมุนไพรมาท�ำเอง ท่ีดินของย่า เมื่อเข้าหน้าฝนจะมีพ้ืนที่บางส่วนที่น้�ำท่วมถึงเมื่อฤดูกาลท�ำนาย่าก็จะใช้ท่ีดิน ส่วนน้ันเพาะกล้าส�ำหรับปลูกข้าว ท่ีจังหวัดนราธิวาสนิยมปลูกข้าวแบบนาปี ปลูกตามธรรมชาติ ถ้าฝนมาเร็วก็ปลูกข้าวเร็ว ถ้าฝนมาช้าก็จะปลูกช้าออกไป ฉนั เคยถามยา่ วา่ ทำ� ไมทกุ บา้ นถงึ ตอ้ งปลกู ขา้ ว บางคนเปน็ ขา้ ราชการกป็ ลกู ขา้ ว ย่าบอกว่าต้นตระกูลของเราเป็นชาวนามีวิถีชีวิตท่ีผูกพันกับข้าวมาตั้งแต่ สมัยปู่ย่าตายาย ก็เลยท�ำต่อมาเรื่อยๆ ชาวบ้านทุกคนให้ความเคารพและ บูชาข้าวมาก เราถอื วา่ ขา้ วเกดิ มาจากพระแม่โพสพซึ่งเปน็ นางฟา้ อยบู่ นสวรรค์ แต่นางได้เสียสละเนื้อของตนให้เป็นข้าวให้ชาวโลกกิน นางเสด็จลงมาหาฤาษี ตาไฟ โดยเก็บดอกไม้สวรรค์มาด้วย ฤาษีตนน้ีปกติจะนั่งหลับตาตลอดเวลา จะลืมตาเวลาที่ดอกไมใ้ นป่าหิมพานตบ์ านเพยี งคร้ังเดียวโดยออกจากฌานด้วย ถ้าไม่ได้ออกจากฌานแล้วลืมตาไฟก็จะลุกไหม้ เมื่อพระแม่โพสพเข้าไปหา ฤาษีนั้น กลิ่นดอกไม้ก็ไปเข้าจมูกฤาษี ฤาษีแปลกใจและสงสัยว่ากล่ินอะไร ชา่ งหอมจรงิ ๆ จงึ ลมื ตาขน้ึ มาดโู ดยทไ่ี มไ่ ดอ้ อกจากฌาน ไฟจงึ ไหมพ้ ระแมโ่ พสพ

198 เร่ืองดๆี ท่บี ้านเรา จนเป็นเถ้า ฤาษีเห็นดังนั้นจึงชุบข้ึนมา พระแม่โพสพได้บอกวัตถุประสงค์ ของตน แลว้ กลายรปู เปน็ เมลด็ ขา้ ว พระฤาษจี งึ ใชไ้ มเ้ ทา้ ตลี งบนขา้ วและอธษิ ฐาน ขา้ วแตกกระจายเป็นแมลงเม่าบนิ ลงมาตกท่วั ภาคพ้ืนดนิ มนุษย์จึงเก็บพชื พันธ์ุ ไปปลูกกินด้วยความส�ำนึกในความเมตตากรุณาของนางจึงท�ำให้ชาวนาทุกคน บูชาขา้ วในนา ดูแลรกั ษาเปน็ อย่างดีตั้งแต่เร่มิ ปลกู จนถงึ การเกบ็ เก่ยี ว ท่นี าของยา่ บางแปลงกอ็ ยู่ในหมบู่ ้านของชาวมสุ ลิม ชาวมสุ ลิมบางคน ก็ต้องมาท�ำนาในหมู่บ้านของไทยพุทธ ต่างก็ให้การช่วยเหลือซ่ึงกันและกัน เม่ือย่างเข้าสู่ฤดูฝน ชาวนาจะน�ำเมล็ดข้าวมาหว่านในแปลงเพาะกล้า เม่ือต้น กล้างอกงามและแข็งแรงพอ ทุกคนจะช่วยกันถอนกล้า ส่วนใหญ่จะใช้วิธีการ ลงแขก คือ การช่วยกันถอน โดยการรวมกลุ่มกันแล้วช่วยกันถอนกล้าของ แต่ละคนจนครบทุกคน ฉันชอบเวลาน้ีท่ีสุด เพราะนอกจากจะได้เจอเพ่ือนๆ ทต่ี ามผใู้ หญม่ าลงแขกถอนกลา้ แลว้ กลนิ่ ไอดนิ ทถี่ กู นำ้� ทว่ มใหมๆ่ ชา่ งหอมจรงิ ๆ เด็กๆ จะลงไปนอนเล่นโคลนหรือเท่ียวจับลูกกบลูกปลาที่มากับหน้าฝนตาม คันนาก็ไม่มีผู้ใหญ่ห้าม แต่จะไปยุ่งกับต้นกล้าไม่ได้เลยทีเดียว เพราะถ้าถอน ไม่เป็นตน้ กล้าก็จะชำ้� หรอื ไม่ตน้ กล้าก็ขาดไปเลย การปลูกข้าวในสมัยน้ันถือว่าสะดวกสบายมากเลยทีเดียว เพราะใน หมู่บา้ นมีรถไถใชแ้ ลว้ ย่าเล่าว่า สมัยทย่ี งั ไม่มีรถไถชาวนาจะต้องใชจ้ อบขุดดิน เพื่อให้ดินร่วนจึงจะสามารถด�ำนาได้ ถ้าขุดดินร่วนไม่พอ ก็จะปักข้าวยากต้อง กดจนบางครง้ั น้วิ แตก เล็บฉีกไปเลย การดำ� นานัน้ ชาวบา้ นจะน�ำข้าวไปปกั ใน แปลงนา บางทเี่ รยี กลมุ่ บางทเ่ี รยี กกระบงิ้ ฉนั เคยสงสยั วา่ กระบง้ิ กบั ลมุ่ ตา่ งกนั ตรงไหน แต่เมื่อสังเกตดีๆ กระบิ้งน้ันจะเป็นแปลงนาเล็กๆ มีคันนาล้อมรอบ น�้ำไมส่ งู มาก ส่วนลุ่มทเี่ ปน็ นาทก่ี ว้างๆ น�้ำลึก และดินออ่ นมาก หลงั จากทกุ ครวั เรอื นในหมบู่ า้ นด�ำนาเสรจ็ หมดแลว้ ตา่ งพากนั นดั แนะ ก�ำหนดวันและสถานที่ประกอบพิธีกรรมสวดนาเพ่ือขอให้ข้าวกล้าและน�้ำ

เรอ่ื งดีๆ ท่บี ้านเรา 199 ในนาอดุ มสมบรู ณด์ ี พธิ สี วดนาไมม่ กี �ำหนดวนั ทแี่ นน่ อน ชาวบา้ นจะหาวนั ทเ่ี ปน็ ฤกษ์ดี กอ่ นวันทำ� พธิ ี ชาวบา้ นจะท�ำตม้ ห่อใบกะพ้อ เพื่อไปถวายพระและสวด นา วนั ประกอบพธิ ี ชาวบา้ นจะมารวมตวั กนั ทศ่ี าลาพกั รอ้ นกลางนาหรอื ปลายนา และนมิ นตพ์ ระสงฆม์ า ชาวบา้ นจะน�ำตม้ และอาหารคาวหวานท่เี ตรยี มไว้มาใน งานเพอ่ื ถวายพระเวลาเชา้ และเพล กอ่ นเวลาพระสงฆฉ์ นั เพล เตรยี มหมอ้ นำ้� มนต์ ใบหมาก ใบเฉียงพร้าหรือใบเงินใบทอง ไว้สำ� หรับใช้พรมน�้ำมนต์ใส่ไว้ในหม้อ ด้วย หม้อน�้ำมนต์ที่ชาวบ้านจัดเตรียมไว้น้ี จะน�ำไปแขวนหรือวางไว้รอบศาลา ประกอบพธิ ี พธิ ที างศาสนาพทุ ธ เรมิ่ ดว้ ยพระสงฆโ์ ยงสายสญิ จนจ์ ากศาลาลงไป สนู่ าขา้ วทใี่ กลท้ สี่ ดุ จากนน้ั จดุ ธปู เทยี นบชู าพระรตั นตรยั อาราธนาศลี อาราธนา พระปรติ ร พระสงฆเ์ จริญศลี เจรญิ พระพุทธมนต์ จากนั้นจะมผี ทู้ ำ� พิธที างไสย คอื ไหวพ้ ระภมู เิ จา้ ที่ มเี ครอ่ื งเซน่ สงั เวยขอใหข้ า้ วกลา้ ในนาเตบิ โตแขง็ แรง มนี ้�ำทา่ บรบิ รู ณเ์ มอ่ื เสรจ็ แลว้ ถวายเพลพระสงฆ์ จากนนั้ ชาวบา้ นรบั ประทานอาหารรว่ ม กนั แลว้ จงึ นำ� หมอ้ นำ้� มนตท์ เี่ ตรยี มไวก้ อ่ นหนา้ น้ี แยกยา้ ยไปประพรมนาขา้ วของ ตนทุกแปลง ตัง้ แตห่ วั นาถึงปลายนา เมือ่ หมดแปลงสุดทา้ ยจะนำ� ใบไม้ทใ่ี ช้พรม นำ้� มนตป์ กั ในนาแปลงนนั้ การสวดนานนั้ เปรยี บเหมอื นการทำ� ขวญั ใหก้ บั นาขา้ ว นนั่ เอง ช่วงท่ีข้าวตั้งท้องนั้นเป็นช่วงเวลาท่ีสำ� คัญมาก ถ้าข้าวขาดนำ้� ในช่วงน้ี กจ็ ะทำ� ใหข้ า้ วลบี เสยี หายทงั้ หมด แตเ่ ราไมค่ อ่ ยประสบปญั หานี้ เพราะเราทำ� นา ตามฤดูกาล ชาวนาจะช่วยกันดูแลข้าวในนาเป็นอย่างดี ฉันจำ� ได้ว่าตอนเด็กๆ ผู้ชายในหมู่บ้านจะรวมตัวกันตั้งแต่เช้าเพื่อไปช่วยกันดักและจับหนูในนาเพื่อ ไม่ให้มันมากัดกินข้าว โดยเฉพาะในช่วงที่ข้าวเริ่มสุก ท้ังหนูและสัตว์ต่างๆ กเ็ รม่ิ มาหากนิ ในนา สรา้ งความเสียหายใหก้ บั ขา้ วอยเู่ สมอ ถ้าใครเคยไปยืนตามคันนาในช่วงเวลาที่ข้าวสุกเหลืองเต็มท้องนา กางแขนให้กว้างท่ีสุด แล้วสูดหายใจให้เต็มปอดคงจะรู้ดีว่ากล่ินข้าวในช่วง


Like this book? You can publish your book online for free in a few minutes!
Create your own flipbook