บรู ณาการงานวจิ ยั ตอบโจทยป์ ระเทศ ในทศวรรษท่ี 3 ของงานวิจยั เพือ่ ท้องถ่นิ มกี ารกำ� หนดยุทธศาสตร์การท�ำงานเพือ่ ตอบสนอง ต่อสถานการณ์ ปัญหาและทิศทางการพัฒนาภูมิภาคมากขึ้น ทิศทางการท�ำงานวิจัยเพื่อท้องถ่ิน ท่ามกลางสถานการณ์การเปล่ียนแปลงของสังคมอย่างรวดเร็ว ภายใต้สภาพปัญหาสังคมที่มีความ ซับซ้อนรวมถึงกระแสการพัฒนามุ่งตรงไปยังชุมชนนั้น ด�ำเนินการภายใต้การพัฒนายุทธศาสตร์ ชาติ 20 ปี ตามแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม ฉบับที่ 12 หรอื นโยบาย Thailand 4.0 เพ่อื การ ปฏิรูปประเทศสู่เป้าหมายการพัฒนาท่ียั่งยืน (SDGs) ด้วยระบบนิเวศน์ใหม่ ๆ ของงานวิจัย ซ่ึงมี ความทา้ ทายมากข้นึ ขอบเขตของงานวจิ ยั เพอ่ื ทอ้ งถนิ่ เปลย่ี นจากชมุ ชนเลก็ ๆ เพยี งหนง่ึ หรอื สองชมุ ชน เปน็ หนว่ ย พน้ื ทใ่ี หญข่ น้ึ เปน็ ระดบั ตำ� บล อำ� เภอ กลมุ่ จงั หวดั และระดบั นเิ วศลมุ่ นำ้� เปน็ ตน้ เนอื่ งจากบางปญั หา ไม่สามารถแก้ไขผ่านการท�ำงานเพียงชุมชนเดียวได้ จ�ำนวนผู้เข้าร่วมในกระบวนการวิจัยจึงมี หลากหลายข้ึน การบริหารจัดการและการสนับสนุนทุนวิจัยเปลี่ยนแปลงไปในหลายรูปแบบ อาทิ การสนับสนุนชุดโครงการที่ท�ำงานหลายระดับตั้งแต่ระดับชุมชนหลายชุมชน การส่งเสริมให้เกิด การหาความรู้เพ่ือสร้างกลไกการจัดการในชุมชนใหม่ ๆ ที่เท่าทันกับการเปล่ียนแปลง งานวิจัย ที่ขับเคล่ือนนโยบายจากพ้ืนที่เพื่อต่อยอดกับนโยบายระดับชาติโดยมีการบูรณาการงานข้ามฝ่าย ทง้ั ภายในและภายนอก การก�ำหนดทิศทางและยุทธศาสตร์การวิจัยสอดคล้องกับกระแสการเปลี่ยนแปลง ปัญหา สงั คม เศรษฐกิจ ส่งิ แวดล้อม วฒั นธรรม ฯลฯ ภายใต้ระบบนเิ วศของแตล่ ะภาคมากย่ิงข้ึน มรี ะบบ การจดั การงานวจิ ยั ทอ้ งถน่ิ ภายใตพ้ นื้ ทเ่ี ปน็ หลกั (area-based) ระดบั ภาค ภมู นิ เิ วศระดบั พน้ื ท่ี และ ภายใตฐ้ านประเดน็ (issue-based) ขา้ มภมู ภิ าค เพอื่ ชว่ ยตอบปญั หาสงั คมภายใตบ้ รบิ ทและเงอ่ื นไข ที่ใหญแ่ ละซับซ้อนผ่านการทำ� งานรว่ มกบั ภาคใี นหลากหลายภาคสว่ น พี่เล้ียงและระบบกลไกในการสนับสนุนงานวิจัย มีการพัฒนาระบบการสนับสนุนงานวิจัย แบบใหม่ ดว้ ยการพัฒนาระบบและกลไกระดับพ้นื ที่/ระดับภูมิภาค (setting) เพอ่ื ขบั เคลอ่ื นทศิ ทาง งานวิจัยเพื่อท้องถ่ินสู่การยกระดับและขยายผล ได้แก่ การจัดระบบกลไกขับเคล่ือนงานวิจัยเพ่ือ ทอ้ งถนิ่ ในระดบั ภาค การพฒั นาพเี่ ลย้ี ง (coach) ใหเ้ ขม้ แขง็ การพฒั นา CBR Training School/ CBR Management School เพ่อื เป็นหน่วยในการชว่ ยขยายผลการสนบั สนนุ การวจิ ยั CBR การพัฒนา กลุ่มท่ีปรึกษาทรงคุณวุฒิระดับภาคฯ การพัฒนากลไกพ่ีเล้ียงผ่านการท�ำงานวิจัย (โครงการย่อย/ ชดุ โครงการ) การทำ� งานเชอ่ื มกบั หนว่ ยงานภาครฐั ภาคเอกชน (ทงั้ ระดบั ชมุ ชน ระดบั เจา้ หนา้ ที่ และ ระดบั องคก์ ร) การพัฒนานักวชิ าการเพอ่ื ท้องถิ่นและการทำ� งานเชอ่ื มกับสถาบันการศึกษา สำ� นักงานกองทุนสนบั สนนุ การวิจยั (สกว.) 149
150 นวตั กรรมการบริหารจดั การงานวิจัย การสนับสนุนการวิจัยมุ่งเป้าเพ่ือยกระดับสู่การขยายผลและยกระดับงานวิจัยจากฐาน งานวจิ ยั เพอ่ื ทอ้ งถน่ิ เดมิ โดยการรว่ มสนบั สนนุ งานวจิ ยั กบั ภาคเี ครอื ขา่ ยฯ การสนบั สนนุ การขยายงาน ในเชิงพื้นที่และเชิงประเด็นเพ่ิมขึ้น เช่น การท่องเที่ยววิถีชาวนา การพัฒนางานเมืองในเขต กรงุ เทพมหานคร และการจดั ศนู ยว์ จิ ยั นวตั กรรมชมุ ชน การสนบั สนนุ งานวจิ ยั โดยใชศ้ าสตรพ์ ระราชา · การท่องเท่ียววิถีชาวนา เป็นประเด็นท่ีมีฐานแนวคิดการวิจัยเพ่ือการท่องเที่ยวโดยชุมชน (Community-based Tourism หรือ CBT) ตง้ั แต่ปี พ.ศ. 2542 โดย สกว. ฝา่ ยวจิ ัยเพื่อทอ้ งถิ่น สนับสนุนให้ชุมชนท�ำวิจัยในประเด็นการท่องเที่ยวและเกิดศูนย์ประสานท่องเที่ยวโดยชุมชน ในปี พ.ศ. 2545 (ดร.สนิ ธ์ุ สโรบล เปน็ ผปู้ ระสานงาน) ทำ� ใหเ้ กดิ การทอ่ งเทยี่ วทางเลอื ก (alternative tourism) ซ่ึงแตกต่างจากการท่องเที่ยวแบบด้ังเดิมท่ีไม่ค่อยให้ความสนใจกับผลกระทบต่อฐาน ทรพั ยากร สังคมและส่ิงแวดล้อม ภายใต้สถานการณป์ ี พ.ศ. 2545 ทีม่ ีการประกาศเปน็ ปีแห่งการ ท่องเท่ียวเชิงนิเวศขององค์การสหประชาชาติ และการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) จึงได้ กำ� หนดแผนยทุ ธศาสตรก์ ารพฒั นาทอ่ งเทยี่ วโดยใหช้ มุ ชนมารว่ มจดั การทรพั ยากรนวตั กรรมการวจิ ยั โดยใช้ CBR ในการจัดการท่องเท่ียวโดยชุมชนเป็นการส่งเสริมให้คนชุมชนได้พัฒนาศักยภาพและ เขา้ มามสี ว่ นรว่ มศกึ ษาและฟน้ื ฟทู รพั ยากรธรรมชาติ ภมู ปิ ญั ญาและอตั ลกั ษณท์ างวฒั นธรรมทอ้ งถน่ิ และนำ� มาสกู่ ารบอกเลา่ เรอื่ งราวและสรา้ งการเรยี นรู้ ใหก้ บั คนภายนอกทส่ี นใจทอ่ งเทย่ี ว รวมถงึ การ เปน็ ผใู้ หบ้ รกิ าร ผปู้ ระกอบการทอ่ งเทย่ี วเพอื่ นำ� ไปสกู่ ารสรา้ งมลู คา่ เพมิ่ อาชพี รายไดแ้ ละการกระจาย ผลประโยชนท์ เี่ ปน็ ธรรมใหก้ บั คนในชมุ ชนทอ้ งถน่ิ บนฐานแนวคดิ สทิ ธชิ มุ ชนในการจดั การทรพั ยากร การเคารพต่อคณุ คา่ ศักดิ์ศรี ความเช่ือ ประเพณีและวฒั นธรรมของคนในทอ้ งถิ่น
การท่องเท่ียววิถีชาวนาได้เร่ิมด�ำเนินการปี พ.ศ. 2560 เม่ือรัฐบาลให้ความสนใจ โดยมีฐาน แนวคิดเป็นการสร้างยกระดับให้เห็นถึงคุณค่าและมูลค่าของวิถีวัฒนธรรมของชาวนา ด้วยการ รวบรวมความรู้ของชาวนาในแต่ละภูมิภาค น�ำเสนออัตลักษณ์วิถีชาวนาท้องถิ่นที่มีความสัมพันธ์ เชื่อมโยงกับฐานทรัพยากร ประวัติศาสตร์ ประเพณี วิถีชีวิตของคนท้องถ่ิน การจัดท�ำพิพิธภัณฑ์ ที่มีชีวิต การบริหารจัดการท่องเท่ียวโดยกลุ่มชาวนาและคนในชุมชนท้องถิ่น พัฒนาเส้นทางและ โปรแกรมการทอ่ งเทย่ี ววถิ ชี าวนา ระบบตลาดการทอ่ งเทย่ี ว การผลติ สอื่ เพอื่ เผยแพร่ สรา้ งเครอื ขา่ ย การท่องเที่ยววิถีชาวนาโดยมีเป้าหมายยกระดับเศรษฐกิจฐานรากและเช่ือมโยงเศรษฐกิจชาวนา กับตลาดประชารฐั ในระดับชมุ ชน ปี พ.ศ. 2560 ประกอบดว้ ย 1) ชมุ ชนตากฟ้า-คลองโยง อำ� เภอ พทุ ธมณฑล จังหวัดนครปฐม 2) ชมุ ชนรมิ ทะเลนอ้ ย บา้ นทา่ ช้าง ตำ� บลพนางตงุ อำ� เภอควนขนนุ จังหวัดพัทลุง 3) ชุมชนบ้านผาหมอน ดอยอินทนนท์ อ�ำเภอจอมทอง จังหวัดเชียงใหม่ 4) ชีวิต ชาวนาสวรรคโลกและชุมชนบางขลัง จังหวัดสุโขทัย 5) ชุมชนชาวนาทุ่งกุลาร้องไห้ บ้านกู่กาสิงห์ อ�ำเภอเกษตรวสิ ยั จงั หวัดรอ้ ยเอ็ด 6) ชุมชนชที วน หวั ดอน หนองบอ่ และทา่ ศาลา อ�ำเภอเขือ่ งใน จังหวัดอุบลราชธานี 7) ชุมชนสระใคร อ�ำเภอสระใคร จังหวัดหนองคาย 8) ชุมชนนาโสก อ�ำเภอเมือง จังหวัดมุกดาหาร 9) ชุมชนต�ำบลไฮหย่อง อ�ำเภอพังโคน จังหวัดสกลนคร และจะมี การขยายพน้ื ที่อกี 20 แห่งในปี พ.ศ. 2561-2562 · การพัฒนางานเมืองในเขตกรุงเทพมหานคร เป็นการสนับสนุนงานวิจัยเพ่ือท้องถ่ินให้กับ คนฐานล่างในการท�ำงานในประเด็นท่ีเกี่ยวข้องกับการพัฒนาคุณภาพชีวิต ส่ิงแวดล้อมฯ โดยร่วม กับตัวแทนชุมชนในเขตต่าง ๆ ของกรุงเทพมหานคร ภาคีเครือข่ายท่ีเก่ียวข้องท้ังภาครัฐ เอกชน องคก์ รพัฒนาเอกชน อาทิ ส�ำนักงานทรพั ย์สินสว่ นพระมหากษัตริย์ หน่วยงานพฒั นาย่านเมอื งเกา่ ชุมชนนเิ วศนเ์ อเชยี บริษทั โชวด์ ซี ี คอร์ปอเรช่นั จ�ำกัด บรษิ ัท ปนั้ เมือง จำ� กัด มหาวทิ ยาลัยในพน้ื ที่ เช่น มหาวิทยาลยั เกรกิ มหาวทิ ยาลยั หัวเฉียวเฉลิมพระเกยี รติ สถาบนั เทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจา้ คณุ ทหารลาดกระบงั โดยรว่ มกนั สนบั สนนุ การวจิ ยั เพอื่ ทอ้ งถน่ิ ในเขตพนื้ ทเ่ี ขตบางพลดั เขตพระนคร เขตสัมพนั ธวงค์ เขตหนองจอก เขตหลกั สี่ เปน็ ตน้ · ศูนย์วิจัยนวัตกรรมชุมชน (Community Innovation Research Center: CIRC) จาก ศูนย์ประสานงานวิจัยเพื่อท้องถ่ินเดิมที่ได้สนับสนุนงานวิจัยและมีเครือข่ายนักวิจัย มีการสร้าง องค์ความรู้และพ้ืนที่ปฏิบัติการในพื้นท่ีมากว่า 10 ปี จึงเกิดแนวคิดเพ่ือยกระดับเพ่ือให้เป็นศูนย์ รวบรวมความรู้และนวัตกรรมท่ีเกิดจากกระบวนการวิจัยเพ่ือท้องถ่ิน ซ่ึงชุมชนได้รวบรวมเพื่อแก้ ปัญหาและพัฒนาทอ้ งถ่นิ และช่วยให้ชมุ ชนรับมอื กับการเปลี่ยนแปลงใหม่ ๆ ได้ การสรา้ งนกั วจิ ยั ที่ผลิตนวัตกรรมเช่ือมโยงการผสมผสานความรู้เทคโนโลยีจากภายนอกระหว่างชาวบ้านกับ นักวชิ าการ เกิดความรูช้ ดุ ใหม่ ๆ นำ� ไปสู่การขยายผลนวตั กรรมสู่ชมุ ชนใหม่ และการสรา้ งแนวทาง การขบั เคลื่อนเชงิ นโยบาย ส�ำนักงานกองทนุ สนับสนุนการวิจัย (สกว.) 151
152 นวตั กรรมการบรหิ ารจัดการงานวจิ ัย ศูนย์วิจัยนวัตกรรมจึงเป็นแหล่งเรียนรู้และยกระดับความรู้ของชุมชนและขยายผลแบบ ก้าวกระโดด เสริมสร้างความเข้มแข็งจากฐานล่างของชุมชนที่เช่ือมโยงกับวิถีชีวิตของคนในท้องถ่ิน ปี พ.ศ. 2560 เกิดศนู ยว์ ิจยั นวัตกรรมจ�ำนวน 10 แหง่ และในปี 2561 อกี 10 แห่ง โดยกำ� หนด ประเดน็ เป้าหมายสำ� คัญของศูนยแ์ ตกต่างกนั ได้แก่ การจดั การทรพั ยากรป่า การจดั การทรพั ยากร ชายฝั่ง การจัดการปัญหาหมอกควัน การจัดการท่องเที่ยวโดยชุมชน ความมั่นคงทางอาหารและ เกษตรกรรมย่งั ยนื ประวตั ิศาสตรช์ มุ ชนท้องถิน่ และมรดกทางวฒั นธรรม ยุตธิ รรมชุมชน และพน้ื ท่ี เปา้ หมายพเิ ศษ เช่น พน้ื ที่ 4 จังหวัดชายแดนใต้ พ้ืนทเ่ี ขตเศรษฐกิจพิเศษ พ้นื ท่ีเขตวฒั นธรรมพเิ ศษ พื้นที่ชนกลุ่มน้อย พื้นที่ชายแดน พ้ืนท่ีชุมชนเมือง มีการท�ำงานร่วมกับหน่วยงานเพ่ือการสร้างคน สร้างพีเ่ ล้ียงและกลมุ่ วจิ ัยใหม่ ๆ เชน่ เชือ่ มโยงกับกลมุ่ นักปฏบิ ตั กิ าร (practitioners) ได้แก่ ภาค ประชาสังคม นักพฒั นา องคก์ รปกครองสว่ นทอ้ งถ่ิน สถาบนั การศึกษา ภาคียุทธศาสตร์ (strategic partners) ธนาคารเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ สป.สช. ใช้พื้นฐานของคนที่สนใจอยากเรียนรู้ โดยการสนับสนุนการฝึกอบรม (coaching-training) และ การสง่ เสรมิ ใหส้ รา้ งความรแู้ ละการปฏบิ ตั กิ ารจรงิ พน้ื ทร่ี ปู ธรรม กลไก การขยายผลเชงิ นโยบาย และ การนำ� ความรู้ทีไ่ ดม้ ารับมือกับโลกทก่ี ำ� ลังจะเปล่ยี นแปลงไป
การสนบั สนุนการทำ� งานเชิงพืน้ ที่ (Area based) เป็นการขยายผลและตั้งเป้าหมายการท�ำงานเชิงพื้นท่ีที่มีความโดดเด่นและมีสถานการณ์ ปญั หา เชน่ พนื้ ทชี่ นบท (ทงุ่ -นา-ปา่ -เขา-ชายฝง่ั ทะเล) พน้ื ทช่ี นบทกงึ่ เมอื ง พน้ื ทเี่ มอื งกรงุ เทพมหานคร พ้ืนที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ และพื้นท่ีเขตเศรษฐกิจพิเศษ โดยให้ความส�ำคัญกับการวิจัยและ เสรมิ สรา้ งพลงั ใหก้ บั กลมุ่ คนชายขอบทมี่ คี วามยากลำ� บากโดยการพฒั นาศกั ยภาพในการทจ่ี ะปรบั ตวั เขา้ กบั การเปลี่ยนแปลงในเชงิ พ้ืนท่ีที่มีความซับซ้อน การสนบั สนุนการทำ� งานเชิงประเด็นและรปู แบบโครงงาน (Issue & Program based) เปน็ การสรา้ งผลกระทบตอ่ สังคมมากขึ้น เชน่ เกษตรกรรมยง่ั ยืนแบบครบวงจรเพอ่ื ยกระดับ เศรษฐกจิ ฐานราก การจดั การทรพั ยากรและสง่ิ แวดลอ้ ม (ปา่ นำ�้ /ลมุ่ นำ�้ ทรพั ยากรชายฝง่ั ) การทอ่ งเทยี่ ว โดยชมุ ชน ประเดน็ การจดั การทีด่ นิ ประเดน็ ภยั พบิ ัตชิ มุ ชน เป็นต้น การสนับสนนุ งานวจิ ยั เชงิ ยทุ ธศาสตร์ (Strategic Research Issues หรือ SRI) เปน็ การสนบั สนนุ งานวจิ ยั มงุ่ เปา้ ประเดน็ การลดความเหลอื่ มลำ�้ และลดแกป้ ญั หาความยากจน มเี ปา้ หมายเพอื่ สรา้ งองคค์ วามรู้ สรา้ งพนื้ ทรี่ ปู ธรรม พฒั นาขอ้ เสนอเชงิ นโยบายและพฒั นากลไกการ ขับเคลือ่ นในประเด็นการลดความเหล่ือมล�้ำและความยากจน การสนบั สนนุ งานวจิ ัยเชิงบรู ณาการ สกว. (TRF Integrated Research Program หรือ TRF-IRPs) โดยการพฒั นาเศรษฐกจิ จากฐานรากอยา่ งยงั่ ยนื สปู่ ระเทศไทย 4.0 เปน็ การสนบั สนนุ งานวจิ ยั มเี ปา้ หมายเพอื่ สรา้ งขดี ความสามารถทางเศรษฐกจิ ของประเทศใหเ้ ตบิ โตอยา่ งยงั่ ยนื เพอื่ สรา้ งความรู้ ในประเดน็ เศรษฐกจิ ฐานราก เพอ่ื ยกระดบั จากฐานเศรษฐกจิ ชมุ ชน และประเดน็ อนื่ ๆ ในชมุ ชนสกู่ าร สร้างขีดความสามารถทางเศรษฐกิจ สำ� นกั งานกองทนุ สนับสนนุ การวิจยั (สกว.) 153
154 นวัตกรรมการบริหารจดั การงานวิจยั บทส่งท้าย ยี่สิบปีผ่านไป งานวิจัยเพื่อท้องถ่ินยังคงยึดหลักปรัชญาการสนับสนุนคนในท้องถ่ินและ ชุมชนให้มีโอกาสเข้าถึงความรู้โดยการแสวงหาด้วยตนเองอย่างถูกวิธี เพ่ือช่วยตนเองให้สามารถ แก้ปัญหา ตอบโจทย์เฉพาะของตน และของชุมชนและพื้นท่ีได้ถูกประเด็น ประสบการณ์ของ ฝ่ายวิจัยเพ่ือท้องถิ่น สกว. ถูกสะสมมาอย่างต่อเน่ือง และพัฒนามาโดยล�ำดับท้ังเครื่องมือและ วิธีบริหารจัดการ แต่ยังคงรักษาความเป็น “นวัตกรรมการบริหารจัดงานงานวิจัย” ตลอดมา โดยปรับโครงสร้าง ปรับกลไก ขยายระดับการสนับสนุนทุนวิจัยท้ังในแนวด่ิงและแนวราบ เพ่ือ การสร้างความรู้ท่ีเข้มข้นขึ้น จากค�ำตอบโจทย์เด่ียว เป็นชุดโครงการที่มีประเด็นภายใต้กรอบ วิจัยที่ชัดเจนขึ้น จากในกลุ่มเล็ก ๆ ของชุมชน สู่พื้นที่ท่ีใหญ่ขึ้น จากการท�ำงานล�ำพังเป็นการ ท�ำงานร่วมกับภาคีเครือข่ายนอก สกว. แต่อยู่ในพื้นท่ีวิจัยและติดตามการเปลี่ยนแปลงในบริบท ต่าง ๆ จึงสามารถเพิ่มพลังและศักยภาพของคนในพื้นท่ีให้เข้มแข็งย่ิงข้ึน จากท่ีเคยมีพ่ีเลี้ยงและ ศูนย์ประสานงาน ก็เกิดเป็น “โค้ช” และศูนย์จัดการการเรียนรู้ที่ส�ำคัญ มีการบูรณาการร่วม ฝ่ายใน สกว. ด้วยกัน ท�ำให้แนวคิดจาก “สร้างคน สร้างความรู้ และสร้างการเปล่ียนแปลง” ยกระดบั วสิ ยั ทศั นส์ กู่ ารรว่ มสรา้ งความเจรญิ ของประเทศ โดยยกระดบั ความรทู้ นี่ อกจากตอบปญั หา ภายในท้องถิ่น และใช้เฉพาะประโยชน์ในชุมชน มาเป็นส่วนร่วมสนับสนุนตอบโจทย์และใช้ประโยชน์ ม่งุ สูป่ ระเทศไทย 4.0 และการพฒั นาทย่ี ั่งยืน บรรณานกุ รม กาญจนา แก้วเทพ. 2556. คุณลักษณะ & วิธีวิทยางานวิจัยเพื่อท้องถ่ิน, สกว. ฝ่ายวิจัย เพอ่ื ทอ้ งถ่ิน. ชพู กั ตร์ สทุ ธสิ า. 2558. สงั เคราะหค์ วามรดู้ า้ นวธิ วี ทิ ยาการพฒั นาทอ้ งถน่ิ , สำ� นกั งานกองทนุ สนบั สนุนการวจิ ยั .
ถเพอด่ือคกวาามรรู้งพานัฒวิจยั นาเชงิ พื้นท่ี การพัฒนาพื้นท่ี (Area Development) เป็น นโยบายหลักของประเทศ มีเป้าหมายเพ่ือกระจาย ความเจริญและความม่ังค่ังไปสู่ภูมิภาคและจังหวัด ทำ� ให้คนท�ำงานในทกุ ภาคส่วน (sector) ทอี่ ยากจะ สรา้ งการเปล่ยี นแปลงพูดกันจนตดิ ปากเร่ือง “การ พัฒนาพื้นที่” งานวิจัยเพื่อการพัฒนาเชิงพ้ืนที่ (Area-based Collaborative Research หรือ ABC) เป็นงานท่ีส�ำนักงานกองทุนสนับสนุนการ วิจัย (สกว.) เริ่มต้นจากการทดลองน�ำร่องน�ำไปสู่ การพัฒนาแนวคิด แล้วขับเคล่ือนจนถึงการสร้าง การเปลย่ี นแปลงอยา่ งเปน็ รูปธรรม ดร.กติ ติ สัจจาวฒั นา ผ้อู ำ� นวยการหนว่ ยบูรณาการวจิ ัยและความร่วมมือเพือ่ การพัฒนาเชิงพนื้ ที่ สำ� นักงานกองทุนสนบั สนนุ การวิจัย งานนี้ถือเป็นผลงานชิ้นส�ำคัญอีกชิ้นหนึ่งของ สกว. ท่ีได้รังสรรค์งานพัฒนาจากการวิจัย น�ำไปสู่ การพฒั นาโปรแกรมทนุ วจิ ยั แบบใหม่ ดว้ ยรปู แบบการจดั การงานแบบใหม่ ทส่ี ำ� คญั ทส่ี ดุ การพฒั นา แนวคิดใหม่นำ� ไปสู่การขับเคล่ือนการพฒั นาจนเป็นทิศทางการพัฒนาของประเทศ บทความนก้ี ลา่ วถึงท่ีไปท่ีมา พัฒนาการและผลของการเปลี่ยนแปลง จากการท�ำงานผา่ นเครื่องมอื ส�ำคัญของการสร้างปัญญาคือ “การวิจัย” รวมถึงปัจจัยและเง่ือนไขความส�ำเร็จของงานน้ีผ่าน เรอื่ งเลา่ ของการทำ� งานของ สกว. การอา่ นและใชค้ วามคดิ เพอ่ื ตกผลกึ ให้ไดข้ อ้ คน้ พบสำ� คญั ผอู้ า่ น ควรอา่ นประกอบประสบการณข์ องตนเองเพอื่ กางระบบคดิ เชอื่ มโยงกบั พลวตั การเปลยี่ นแปลงของ สงั คมในช่วงนนั้ ๆ แลว้ สงั เคราะห์ออกมาเปน็ บทเรียนรู้ของตนเองจะไดป้ ระโยชนส์ ูงสดุ สำ� นกั งานกองทนุ สนบั สนุนการวจิ ยั (สกว.) 155
156 นวัตกรรมการบริหารจัดการงานวิจยั พฒั นาการงานวจิ ัยเพอ่ื การพฒั นาเชงิ พื้นที่ การพัฒนาโปรแกรมงานวิจัยแบบใหม่ของ สกว. จัดเปน็ นวัตกรรมการบรหิ ารจัดการโดยผ่าน เครือ่ งมือคือ “การวิจัย” มกี ารคิดเชิงระบบและโครงสรา้ ง ออกแบบกระบวนการท�ำงานแบบทำ� ไป เรียนรู้ไป (learning by doing) มีกระบวนการสร้างและตกผลึกทางความคิดออกมาเป็นแนวคิด ใหม่อยู่ตลอดเวลา ความน่าสนใจคือ ทุกอย่างท�ำบนพลวัตการเปลี่ยนแปลงของสังคม มีปัจจัย และเงื่อนไขของความส�ำเร็จของงานวิจัยรูปแบบใหม่ที่สามารถสร้างการเปล่ียนแปลงที่มีผลกระทบ ต่อการพัฒนาประเทศได้จริง ดังน้ันหากถอดบทเรียนให้เห็นพัฒนาการของงาน ปัจจัยและเงื่อนไข ส�ำคญั โดยเฉพาะเรอ่ื งการจดั การจะทำ� ใหเ้ หน็ ถึงความส�ำเร็จท่อี งิ กบั บริบทได้ ช่วงเวลาและปัจจัยเงื่อนไขที่ส�ำคัญในบริบทของงานวิจัยเพ่ือการพัฒนาเชิงพื้นที่ สกว. สามารถแบง่ ช่วงเวลาการทำ� งานได้ 3 ระยะ ได้แก่ ระยะทดลอง (2550-2554) ระยะพัฒนาแนวคิด (2554-2557) และระยะยกระดบั การรบั ร้แู ละขยายผลการทำ� งาน (2557-ปจั จบุ นั ) • ABC Concept Approach • มหาวท� ยาลยั เพ�่อพฒั นาพ้น� ที่ • ขยายผลโครงการความรวมมอื เพ�อ่ แกไขปญ หาความยากจน • ตัง้ หนวยวจ� ยั ABC อยา งเปนรปู ธรรม • SRA (Strategic Research Area) • ABE (Area Based Education) • ABB (Area Based Budgeting) สำนกั งานประสานภาค • โครงการแกปญ หา • ความยากจน ชว งทดลอง ชว งพฒั นาแนวคดิ ชวงขยายผล ระยะทดลอง (2550-2554) สกว. เป็นองค์กรท่ีเน้นการจัดการการวิจัยท่ีมีแนวทางการจัดการท่ีเน้นการมองจากผลผลิต (output oriented) ประกอบกบั การที่ สกว. มพี นื้ ทก่ี ารทำ� งานมากพอทจ่ี ะการสรา้ งสรรคส์ งิ่ ใหม่ ๆ ให้เกิดการเปลี่ยนแปลงต่อประเทศได้ ท�ำให้เกิดรูปแบบการจัดการทุนวิจัยใหม่ตลอดเวลา มีการ เปดิ โจทยท์ ม่ี องไปขา้ งหนา้ บนฐานความเขา้ ใจเชงิ ระบบและโครงสรา้ งของโจทยท์ สี่ ำ� คญั ของประเทศ รวมถึงเข้าใจเงื่อนไขการจัดการ ท�ำให้การออกแบบโปรแกรมทุนวิจัยสามารถสร้างผลกระทบกับ ประเทศได้อยา่ งเปน็ รูปธรรม
สกว. ไดเ้ ปดิ โปรแกรมทนุ ประเภทตา่ ง ๆ หลงั เรม่ิ กอ่ ตงั้ เปน็ องคก์ รอสิ ระเพอ่ื สนบั สนนุ งานวจิ ยั ในปี 2535 ทั้งด้านวิชาการ และงานวิจัยและพัฒนา (R&D) ซึ่งมุ่งการน�ำผลวิจัยไปใช้ประโยชน์ หลายงาน อาทิ ดา้ นเกษตร ดา้ นสวสั ดภิ าพสาธารณะ ดา้ นชมุ ชนและสงั คม ดา้ นอตุ สาหกรรม เปน็ ตน้ ซงึ่ แตล่ ะฝา่ ยทร่ี บั ผดิ ชอบมกี ารออกแบบการจดั การงานวจิ ยั ทเ่ี ปน็ รปู แบบของตนเอง และสรา้ งผลงาน วจิ ยั ทม่ี ผี ลกระทบอยา่ งเปน็ รปู ธรรม จนทำ� ให้ สกว. เปน็ องคก์ รทไ่ี ดร้ บั การยอมรบั วา่ มจี ดุ แขง็ ในเรอื่ ง การบรหิ ารจัดการงานวิจัย (Research Management หรอื RM) ในปี 2542 สกว. ได้เริม่ ให้ทุนสนบั สนนุ งานวิจัยเพอื่ ทอ้ งถนิ่ ซึง่ เป็นงานวิจยั ขนาดเล็กทหี่ นนุ เสรมิ ใหช้ าวบ้านในชมุ ชนแกไ้ ขปัญหาในหม่บู า้ นของตนเองดว้ ยกระบวนการวิจยั ผลการด�ำเนินงาน ของงานวิจัยเพ่ือท้องถิน่ ทำ� ได้ผลดี ชาวบ้านสามารถแก้ไขปัญหาในชมุ ชนของตนเองได้ระดับหน่ึง ในปี 2549-2550 เป็นช่วงที่ สกว. เล็งเห็นว่าประเทศไทยได้ลงทุนด้านการพัฒนาประเทศ โดยเฉพาะการพัฒนาในระดับพ้นื ที่คอ่ นข้างมาก แตย่ ังคงมปี ัญหาความเหล่ือมลำ้� ท่เี ปน็ ผลพวงจาก การพฒั นาอยู่ ประกอบกบั ประเทศไทยมกี ารกระจายอำ� นาจไปยงั องคก์ รปกครองสว่ นทอ้ งถนิ่ มากขน้ึ สกว. ในฐานะของหน่วยงานรัฐท่ีอยู่ใกล้ชิดประชาชน เห็นความจ�ำเป็นในการต้องใช้ข้อมูล และ “ความรู้” เพื่อการตัดสินใจในการพัฒนาข้อมูลและความรู้จากการวิจัยจึงเป็นปัจจัยหนึ่งท่ีจะช่วย สนบั สนนุ การพัฒนาพืน้ ทไ่ี ด้ ศาสตราจารย์ ดร.ปยิ ะวัติ บุญ-หลง (ผอู้ �ำนวยการ สกว. 2544-2552) ผู้รเิ ร่ิมงานวิจยั เพอื่ การ พฒั นาพื้นท่ี ไดใ้ ห้ขอ้ ค้นพบรว่ มกนั ภายใน สกว. วา่ สกว. มผี ลการวิจยั เชงิ ประเด็น (issue-based) ในระดบั ดี ขณะเดยี วกันการลงพื้นที่เพื่อสนับสนุนทนุ วิจยั เพอ่ื สร้างการเปลย่ี นแปลงโดยการพฒั นา ความเข้มแข็งของชุมชนผ่านงานวิจัยท้องถ่ิน ก็สามารถสร้างความเข้มแข็งกับชุมชนได้อย่างเป็นรูป ธรรม มีนักวิจัยชาวบ้านและเกิดการเรียนรู้จนเกิดพลังร่วมในการแก้ปัญหาของชุมชนท้องถ่ินผ่าน การท�ำงานเชิงโจทย์ชุมชนได้เป็นอย่างดี แต่งานวิจัยเพื่อพัฒนาเชิงพื้นท่ี มีเป้าหมายมากกว่านั้น จะเป็นการสร้างรูปธรรมความส�ำเร็จท่ีมีโจทย์ส�ำคัญท่ีใหญ่กว่าโจทย์ชุมชนที่มีนักวิจัยชาวบ้านของ งานวจิ ยั ทอ้ งถนิ่ ทเ่ี คยดำ� เนนิ การอยู่ ในขณะเดยี วกนั กบั โจทยใ์ หญร่ ะดบั นโยบาย ระดบั ประเทศกม็ กี าร ขบั เคลอื่ นไดด้ ี จงึ มีความเห็นรว่ มกนั วา่ ควรทดลองโปรแกรมทุนวจิ ยั แบบใหม่ทมี่ กี ารเปดิ โจทย์และ สรา้ งการเปลยี่ นแปลงไดจ้ รงิ ในพน้ื ท่ี ซง่ึ เปน็ ทม่ี าของการออกแบบ “งานวจิ ยั เพอ่ื การพฒั นาพนื้ ท”ี่ วตั ถปุ ระสงคข์ องงานวิจยั เพ่อื การพัฒนาพื้นท่ี (ABC) เพื่อยกระดบั รปู แบบงานวจิ ัย โดยผสม ผสานการจดั การโดยพื้นท่เี อง (พืน้ ทีใ่ นท่นี ต้ี ้องมีขนาดใหญ่กว่าระดบั ชมุ ชน) กบั งานวิจัย R&D ใน ประเดน็ ตา่ ง ๆ เชน่ สง่ิ แวดล้อม/ทรพั ยากรสังคม สุขภาพ เกษตร อาชีพ ฯลฯ เพ่ือใหเ้ กดิ ความยง่ั ยืน ในการบริหารจดั การพน้ื ทีด่ ว้ ยข้อมูลและความรู้ ซ่งึ อาจมองไดว้ ่าเปน็ การขยายผล (scale up) และ การสรา้ งสถาบัน (institutionalized) จากทนุ เดมิ ที่ สกว. มอี ยู่ เพราะต้องการคำ� ตอบทใี่ หญข่ นึ้ กวา่ ส�ำนกั งานกองทนุ สนับสนุนการวิจัย (สกว.) 157
158 นวตั กรรมการบรหิ ารจดั การงานวิจัย ระดบั หมบู่ า้ น/ชมุ ชน และมฐี านอยบู่ นกลไกทเ่ี ปน็ ทางการมากขน้ึ ดงั นน้ั พน้ื ทใ่ี นการทำ� งานของ ABC จงึ กำ� หนดให้เปน็ “จังหวดั ” เพราะเป็นหน่วยการปกครองทม่ี ีกลไกชัดเจน (สว่ นราชการในจังหวัด องค์กรปกครองส่วนท้องถ่ิน ภาคประชาชน/ประชาสังคม/เอกชน) อาจจะขาดเพียงภาควิชาการท่ี ยงั ไม่มีส่วนรว่ มอย่างชัดเจนในชว่ งนน้ั การบริหารงาน ABC เริ่มจากการจัดการภายในของ สกว. เอง โดยผู้บริหารฝา่ ยต่าง ๆ ของ สกว. น�ำแนวคิดงาน ABC ไปทดลองปฏบิ ตั ิการ โดยเลือกพนื้ ท่จี ังหวดั น�ำร่องของตนเอง (ส่วนมาก จะเลอื กพื้นทท่ี ่ผี บู้ รหิ ารแตล่ ะท่านมฐี านโครงการวิจยั R&D อย่แู ล้ว) วธิ กี ารพฒั นางานในชว่ งสองปแี รก คอื ไปทดลองทำ� แลว้ นำ� ผลการทำ� งานมาแลกเปลย่ี นเรยี นรู้ และตัง้ ค�ำถามกับหลักคดิ (concept) ของงาน ABC เพือ่ ใหเ้ กิดความชัดเจนมากขึ้น หลังจากดำ� เนนิ งานไปประมาณ 2 ปี เกดิ ข้อค้นพบที่สำ� คัญ 2 ประการ ประการแรก จงั หวดั ทมี่ ฐี านงาน R&D ทเี่ ขม้ แขง็ อยู่แลว้ และมปี ระเดน็ โจทย์ทีท่ �ำงานตรงกับเรื่องท่ี สำ� คัญในลำ� ดับตน้ ๆ (priority) ของจังหวัด การพฒั นากลไกระดบั จังหวัดก็จะมีความกา้ วหน้าและ ได้ผลดี แตบ่ างจงั หวัดท่แี ม้จะมีโจทย์ทม่ี ีผู้ใช้ประโยชนจ์ ากงานวจิ ยั (users) ชดั เจน แต่ไม่ใชโ่ จทยท์ ่ี เปน็ priority ของจังหวดั กจ็ ะต้องใชเ้ วลาในการหาฐานในการพฒั นากลไกนานขึ้น ประการท่ีสอง งาน ABC ควรเป็นงานวจิ ัยเพ่ือพัฒนาทง้ั พ้ืนที่ โจทยใ์ นการท�ำงานจะตอ้ งเป็นโจทยท์ ี่ มองท้ังพื้นที่ (whole area) ไมใ่ ชโ่ จทย์เร่ืองใดเร่อื งหนึ่งจากพนื้ ที่ ดังนน้ั จึงต้องวเิ คราะห์สถานการณ์ ของพ้ืนที่ แล้วจัดท�ำล�ำดับความส�ำคัญ (priority) ของปัญหาในพ้ืนท่ี รวมถึงวิเคราะห์ผู้มีส่วนได้ ส่วนเสีย (stakeholders) ให้มีความชัดเจน เรื่องเหล่านี้เป็นเร่ืองที่เราได้เรียนรู้จากการทำ� งานใน ช่วงนี้ และถือเป็นส่ิงทีต่ ้องใหค้ วามสำ� คัญในการท�ำงานระยะตอ่ ไป ข้อค้นพบและผลงานทสี่ ำ� คัญ ข้อค้นพบส�ำคัญหลายประการจากการทดลองด�ำเนินการในช่วงเริ่มต้นท่ีส่งผลไปสู่การวาง แนวคิดหลกั ของงานวจิ ยั เพ่อื การพัฒนาพน้ื ที่ ได้แก่ · พน้ื ทท่ี ส่ี ำ� คญั ทนี่ า่ จะเปน็ พน้ื ทขี่ องการสรา้ งการเปลยี่ นแปลงได้ คอื พนื้ ทรี่ ะดบั จงั หวดั เนอ่ื งจาก มีระบบและโครงสรา้ งทสี่ �ำคัญในการรองรบั การพัฒนา · โครงสรา้ งทสี่ ำ� คญั ของการพฒั นาพน้ื ทม่ี หี ลายโครงสรา้ ง แตโ่ ครงสรา้ งทจ่ี ำ� เปน็ และอยกู่ บั พนื้ ที่ ระยะยาวคือ โครงสร้างกำ� ลังคนและความรู้ ไดแ้ ก่ มหาวิทยาลยั ในพื้นท่ี · การสร้างการเปลี่ยนแปลงในพ้ืนที่ จ�ำเป็นจะต้องมีหลายภาคส่วนเข้ามาร่วมกันท�ำงาน และ พร้อมรับผลงานวจิ ยั ไปสูก่ ารขยายผล จึงเปน็ ที่มาของแนวคดิ เครือข่ายความร่วมมอื
· เมอ่ื สกว. มีเปา้ หมายสร้างสงั คมทต่ี ัดสินใจด้วยขอ้ มลู ความรู้ สงิ่ หนึ่งทต่ี ้องสรา้ งใหเ้ กิดขนึ้ คือ วัฒนธรรมการใช้ขอ้ มลู และความรู้ (knowledge-based) ตวั อยา่ งผลงานทสี่ ำ� คญั ในระยะนี้ ไดแ้ ก่ การเกดิ สำ� นกั ประสานงานประจำ� ภาค และโครงการแกไ้ ข ปญั หาความยากจน การเกดิ ส�ำนกั งานประจ�ำภาค การออกแบบระบบจดั การในระยะนม้ี สี องรปู แบบ คอื การจดั การโดยฝา่ ยตา่ ง ๆ ของ สกว. นำ� แนวคดิ งาน ABC ไปทดลองปฏบิ ตั งิ านจรงิ โดยการทำ� งานเปน็ ชดุ โครงการใหญข่ ยายผลจากโครงการ แกไ้ ขปญั หาความยากจนตามนโยบายรฐั บาล และการวางระบบการประสานงานวจิ ยั เชงิ พนื้ ท่ี ซงึ่ การ ดำ� เนนิ งานในรปู แบบหลงั จะเปน็ การทำ� ในสเกลภาค โดยมกี ารสนบั สนนุ การวจิ ยั ใหก้ บั มหาวทิ ยาลยั ในพื้นท่ี 3 แห่ง ตง้ั ส�ำนกั ประสานงานวจิ ัยเพ่ือพัฒนาเชงิ พืน้ ทข่ี นึ้ เพือ่ ทำ� หนา้ ท่แี ทน สกว. ในการ พฒั นาและสร้างกลไกความร่วมมอื ของภาคพี ัฒนาในพน้ื ที่ และพฒั นากรอบการวิจยั และโจทย์วจิ ยั ไดแ้ ก่ · ภาคเหนอื ตอนบน มอี าจารยอ์ ำ� นาจ คอวนชิ ผจู้ ดั การเครอื ขา่ ยวจิ ยั และพฒั นาระบบขอ้ มลู เพอ่ื สนบั สนนุ การตดั สนิ ใจ มหาวทิ ยาลยั เชยี งใหม่ เปน็ ผปู้ ระสานงานทา่ นแรก และ รศ.ดร.ศกั ดดิ์ า จงแก้ววฒั นา คณะเกษตรศาสตร์ มหาวทิ ยาลยั เชยี งใหม่ เปน็ ผปู้ ระสานงานทา่ นทส่ี อง · ภาคเหนอื ตอนลา่ ง มี ผศ.ดร.วิบลู ย์ วฒั นาธร รองอธกิ ารบดฝี ่ายวิจยั มหาวทิ ยาลยั นเรศวร เป็นผู้ประสานงาน และต่อมาเปลี่ยนเป็น รศ.ดร.เสมอ ถาน้อย คณบดีคณะวิทยาศาสตร์ การแพทย์ มหาวทิ ยาลัยนเรศวร เปน็ ผปู้ ระสานงาน · ภาคใต้ตอนกลาง มี รศ.ดร.สมยศ ทุ่งหว้า คณะทรัพยากรธรรมชาติ มหาวิทยาลัยสงขลา นครนิ ทร์ เปน็ ผ้ปู ระสานงาน และต่อมาเปน็ ผศ.ดร.ไชยวรรณ วฒั นจันทร์ รองผ้อู �ำนวยการ ฝ่ายวิจัยอุตสาหกรรมและชุมชน ส�ำนักวิจัยและพัฒนา มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ มาด�ำเนนิ การตอ่ ในฐานะผู้ประสานงาน ในปัจจบุ นั ได้ยกระดับการจัดการสำ� นักประสานงาน ภาคฯ เพอ่ื ทำ� งาน ยทุ ธศาสตรว์ จิ ยั เชงิ พน้ื ที่ (Strategic Research Area หรอื SRA) โดยใช้ ฐานการท�ำงานของส�ำนักประสานงาน ABC ภาคและสถาบันการศึกษาในพ้ืนท่ีที่ สกว. มที ุนเดิมการท�ำงานโดยมเี ป้าหมาย ดงั น้ี 1. การสร้างต้นแบบจงั หวดั ทีเ่ ป็น Sustainable Growth ที่เปน็ รปู ธรรม ภายใต้กรอบงาน 3 มิติ คือ 1) การสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจและอาชีพในพ้ืนท่ี ซึ่งจะมีผลต่อการลดการอพยพ โยกยา้ ยแรงงาน การลดปัญหาความยากจน และการเพ่มิ รายไดใ้ ห้คนในพนื้ ท่ี 2) การเพิ่มขดี ความสามารถในการปรับตวั เพือ่ รับมอื กบั ความทา้ ทายใหม่ อาทิ การปรบั ตัวของเกษตรกรต่อ สำ� นกั งานกองทนุ สนับสนุนการวจิ ยั (สกว.) 159
160 นวัตกรรมการบรหิ ารจดั การงานวิจยั การเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศโลก การปรับตัวของระบบเศรษฐกิจและสังคมต่อการเข้ามา ของแรงงานต่างชาติจากประเทศเพื่อนบ้านจ�ำนวนมากข้ึนหลังการเปิดประชาคมเศรษฐกิจ อาเซียน 3) การสร้างดุลยภาพของการพัฒนาระหว่างการสร้างความเติบโตทางเศรษฐกิจ ทรพั ยากรธรรมชาตแิ ละสิง่ แวดล้อม และสังคม 2. การเสรมิ สรา้ งความเขม้ แขง็ เชงิ สถาบนั ของภาคชมุ ชน/ประชาสงั คม/ทอ้ งถนิ่ และภาควชิ าการ ในพน้ื ที่ 3. การเสรมิ สรา้ งความรว่ มมอื ของกลไกพฒั นาพน้ื ที่ ทง้ั ภาครฐั ภาคเอกชน ภาควชิ าการ และภาค ชมุ ชน/ประชาสงั คม โดยดำ� เนนิ งานใน 2 พนื้ ท่ีหลัก ได้แก่ จังหวดั น่าน สร้างกลไกการทำ� งาน รว่ มกบั บมจ.ธนาคารกสกิ รไทย และ 3 จงั หวดั ชายแดนใต้ รว่ มกบั มหาวทิ ยาลยั สงขลานครนิ ทร์ กองทพั ภาคที่ 4 กองอำ� นวยการรกั ษาความมน่ั คงภายในภาค 4 สว่ นหนา้ (กอ.รมน.ภาค 4 สน.) และศูนย์อ�ำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.) สร้างกลไกช่ือว่า คณะท�ำงาน ขบั เคลอ่ื นการจดั การความรเู้ พอื่ สนบั สนนุ การแกไ้ ขปญั หาและพฒั นาเศรษฐกจิ สงั คม และ ทรัพยากรในพื้นที่จังหวัดชายแดนใต้ ผลการด�ำเนินงาน ในพ้ืนท่ีน่านสามารถสร้างข้อมูล ความรสู้ นบั สนนุ กลไกฯ จนทำ� ใหป้ ญั หา การจดั การปา่ ตน้ นำ้� กลายเปน็ วาระเรง่ ดว่ นของชาติ ส่วนในพ้ืนท่ีจังหวัดชายแดนใต้ได้ผลงานวิจัยท่ีสนับสนุนการขับเคล่ือนนโยบายอย่างเป็น รูปธรรมในมติ เิ ศรษฐกิจและสังคม โครงการแก้ไขปญั หาความยากจน เป็นชุดโครงการขนาดใหญ่ท่ีขยายผลจากโครงการบูรณาการจังหวัดเพื่อแก้ปัญหาความ ยากจน รว่ มกบั สำ� นกั งานกองทนุ สนบั สนนุ การสรา้ งเสรมิ สขุ ภาพ (สสส.) โดยมี ดร.สลี าภรณ์ บวั สาย รองผู้อ�ำนวยการ สกว. (ขณะน้ัน) เป็นผู้รับผิดชอบในการบริหารโครงการ งานวิจัยกลุ่มน้ีเน้นการ สร้างกลไกขับเคล่ือนงานวิจัยในพ้ืนที่เป้าหมาย 21 จังหวัด โดยมีภาคส่วนต่าง ๆ เข้ามาร่วมกัน ขบั เคล่ือน ทง้ั หน่วยงานภาครฐั ในจงั หวัด องคก์ รปกครองสว่ นทอ้ งถ่นิ ภาคประชาชน/ประชาสงั คม และภาควิชาการ ผ่านวิธีสร้างการเรียนรู้โดยใช้ “บัญชีครัวเรือน” บันทึกข้อมูลรายรับ-รายจ่าย ของครัวเรือนเป็นเครื่องมือ มีกระบวนการวิเคราะห์และเรียนรู้จากข้อมูลท่ีเข้มข้น และใช้ข้อมูล บัญชีรายรับ-รายจ่ายครัวเรือนเป็นข้อมูลหนึ่งในการจัดท�ำแผนแม่บทชุมชน และแผนพัฒนาต�ำบล เช่ือมโยงถึงแผนพัฒนาจังหวัด งานกลุ่มนี้ท�ำให้เกิดการปรับความสัมพันธ์ใหม่ในพ้ืนที่ระหว่างภาคี พฒั นา และไดข้ อ้ มลู ทม่ี พี ลงั ในการปรบั พฤตกิ รรมการใชจ้ า่ ยและจดั การหนสี้ นิ ของครวั เรอื น รวมไป ถงึ การเชอื่ มโยงกบั แหลง่ งบประมาณโดยกระบวนการแผนแมบ่ ทชมุ ชนอยา่ งเปน็ รปู ธรรม โครงการน้ี ไดถ้ ูกกระทรวงมหาดไทยใช้เป็นตัวแบบในการขยายผลไปทว่ั ประเทศในเวลาต่อมา
ระยะพฒั นาแนวคดิ (2554-2557) หลงั การดำ� เนนิ งาน ABC ไปไดส้ ปี่ ี มกี ารสงั เคราะหง์ านจากการแลกเปลย่ี นการทำ� งานและการ ยกระดบั การทำ� งานทเี่ กดิ ขน้ึ โดยตลอด ทำ� ใหก้ ารขยบั งานในระยะตอ่ มามกี ารนำ� ผลการสงั เคราะหม์ า ขมวดเปน็ แนวความคดิ หลกั ของการทำ� งานเพอื่ สรา้ งการเปลย่ี นแปลงของงานวจิ ยั เชงิ พน้ื ทใ่ี หเ้ กดิ ขนึ้ มีข้อสรุปที่ส�ำคญั ประกอบด้วย พ้นื ทเ่ี ปา้ หมาย ความรว่ มมือ ข้อมูลและความรู้ และกระบวนการ ดงั นี้ · พื้นที่เป้าหมาย เม่ือการท�ำงานเร่ิมชัดเจนขึ้น จะเห็นได้ว่า หากวางความคิดเชิงกลยุทธ์เชิง พน้ื ทว่ี จิ ยั (Strategic Research Area หรอื SRA) เพอื่ สนบั สนนุ การพฒั นาประเทศ พน้ื ทท่ี เี่ ปน็ จุดคานงัด (trigger point) คือ “จังหวดั ” เนื่องจากมีโครงสร้างที่จ�ำเป็นต่อการพฒั นา ได้แก่ โครงสร้างงบประมาณ โครงสร้างก�ำลังคนและข้อมูลความรู้ โครงสร้างประชาสังคม และ โครงสร้างการบริหารราชการแผ่นดนิ (สลี าภรณ์, 2560) ดงั น้ันการจะสรา้ งการเปลย่ี นแปลง จำ� เปน็ จะตอ้ งวางโจทยเ์ ชงิ ระบบและโครงสรา้ ง รวมถงึ การวางกรอบการทำ� งาน (framework) เพอ่ื น�ำไปสกู่ ารทดลองสรา้ งรูปธรรมในพื้นท่ี แลว้ ยอ้ นกลบั มาส่นู โยบาย · แนวคิดเรื่องความร่วมมือ เป็นท่ีชัดเจนแล้วว่าการสร้างการเปลี่ยนแปลงต้องท�ำโดยการ บรู ณาการความร่วมมือ งานวจิ ยั เพ่ือการพฒั นาเชิงพน้ื ทเ่ี ปน็ งานแรก ๆ ทีข่ บคิดจนตกผลกึ ถงึ ความร่วมมือที่ส�ำคัญต้องเกิดขึ้นเป็น “กลไก” กลไกท่ีว่าหมายถึง ความร่วมมือของภาคี ทสี่ ำ� คญั ทเี่ กิดขน้ึ และเปลย่ี นรปู เป็นกลไกในการขับเคลือ่ นงาน · ขอ้ มลู และความรู้ เมอื่ ตอ้ งการสรา้ งวฒั นธรรมการใชข้ อ้ มลู การใชค้ วามรสู้ รา้ งการเปลย่ี นแปลง จึงตอ้ งผา่ นการใช้ข้อมลู จงึ เปน็ สิ่งที่ส�ำคัญในงานวิจยั เพ่ือการพัฒนาเชิงพน้ื ที่ · กระบวนการ การจัดการข้อมูลและความรู้ไปสู่การสร้างการเปล่ียนแปลงผ่านกลไก ความร่วมมือนั้น ไม่ได้เกิดขึ้นโดยบังเอิญ ต้องมี “กระบวนการ” เพื่อท�ำให้เกิดการจัดการ ขอ้ มูลความรูแ้ ละเกิดการจัดการความสมั พันธ์ให้เกิดกลไกความร่วมมือ ข้อสรุปดังกล่าวจึงเป็นท่ีมาของแนวคิดหลักของงานวิจัยเพื่อการพัฒนาเชิงพื้นที่ (ABC Research Concept Approach) ทว่ี า่ ด้วย ข้อมูล กลไก และกระบวนการ ม่งุ ส่เู ปา้ หมายหลัก 4 ประการคอื 1) เสรมิ สรา้ งความเขม้ แขง็ ของภาคประชาสงั คมและชมุ ชน 2) ปฏริ ปู ระบบงบประมาณ เชงิ พนื้ ท่ี 3) พฒั นาความสามารถของมหาวทิ ยาลยั ในพนื้ ทเี่ พอื่ เปน็ ทพ่ี งึ่ ของทางวชิ าการ และ 4) ปฏริ ปู ระบบบรหิ ารราชการแผน่ ดนิ เกดิ เปน็ แนวคดิ หลกั ของงานวจิ ยั เพ่ือพฒั นาเชงิ พื้นที่ ดงั นี้ ส�ำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) 161
162 นวตั กรรมการบริหารจัดการงานวิจยั 1. ใช้ “พ้นื ท”่ี เปน็ ตัวรว่ ม คอื จังหวดั เพราะมกี ลไกบริหารที่ค่อนข้างชัดเจนอยู่แลว้ มีทรพั ยากร ในการบริหารไม่ว่าจะเป็นงบประมาณ ก�ำลังคน แต่ขาดข้อมูลความรู้ ขาดการมีส่วนร่วม งาน ABC จึงเน้นการเข้าไปเสริมกลไกการจัดการของภาคีจังหวัด ซ่ึงหมายรวมถึงภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคธุรกิจ ภาคประชาสังคม และสถาบันการศึกษาในพ้นื ที่ดา้ นวชิ าการ 2. โจทยว์ จิ ยั เปน็ ปญั หาของจงั หวดั เอาโจทยข์ องการพฒั นาจงั หวดั นน้ั ๆ เปน็ ตวั ตงั้ และมองภาพ การพัฒนาพื้นท่ีในภาพรวม หมายความว่าทุกคนเห็นว่าเร่ืองน้ีควรท�ำ ตอนเร่ิมต้นมักจะเป็น โจทยเ์ ชงิ พฒั นา คอื ปญั หามที ม่ี าจากงานพฒั นา แตต่ อ้ งมกี ระบวนการจดั การใหส้ ามารถแปลง เปน็ โจทยว์ จิ ยั การทำ� งานวจิ ยั เพอ่ื ตอบโจทยล์ กั ษณะนตี้ อ้ งการการบรู ณาการศาสตรห์ ลายสาขา 3. กลไกจงั หวดั เปน็ ผรู้ ว่ มกำ� หนดโจทยแ์ ละรว่ มกำ� กบั การทำ� ดว้ ย คอื เดนิ ไปดว้ ยกนั กระบวนการ ท�ำงาน ABC จึงเป็นการพัฒนาบนฐานข้อเท็จจริง ข้อมูล ความรู้ และการมีส่วนร่วม (Collaboration) ตง้ั แตต่ น้ เนน้ การใชแ้ นวคดิ เรอื่ งของ “ความรว่ มมอื ” “การเรยี นรรู้ ว่ มกนั ” และ “การท�ำงานแบบเสริมแรงกัน” ระหว่างคนท่ีมีจุดแข็งแตกต่างกัน (ชาวบ้าน ราชการ อปท. ภาคเอกชน และวิชาการ) 4. ABC ท�ำงานบนฐานข้อมูล และข้อเท็จจริง ไม่ใช่ความเห็น หรือความเช่ือ เป็นการน�ำ “วัฒนธรรมข้อมูล” เข้ามาใช้ในการวิเคราะห์และพยากรณ์ปัญหา ในการบริหารจัดการ การวจิ ยั เพอื่ พฒั นาพน้ื ท่ี (ABC) นี้ จำ� เปน็ ตอ้ งมกี ารกำ� หนดตำ� แหนง่ ของงานวจิ ยั โดยมองเหน็ วา่ ความรทู้ ี่ได้จะไปเชื่อมโยงกับกลไกพัฒนาจังหวัดซ่งึ ประกอบด้วยหลายภาคส่วนอยา่ งไร เสร�มสรางความเขม แขง็ ของ เปาหมาย : ชมุ ชนเขมแขง็ สามารถจดั การและพ�ง่ ตนเอง ภาคประชาสงั คมและชมุ ชน พัฒนาทองถ�นิ ของตน และตอรองกบั การเมือง ทุนและหนวยงานไดม ากขน้� วธ� กี าร : หนนุ การจัดเวทเี ร�ยนรแู ละการสรา ง Change agent ในพ�น้ ที่ ความเขม แขง็ ของชุมชน รปาฏชริ กปู ารระแบผบน บดรนิ�หาร ปฏิรปู งบประมาณเชงิ พน้� ท่ี โครงสรา ง ArReae-foBramsed ระบบ ระบบภาครัฐ งบประมาณ เปา หมาย : สว นกลาง สวนภมู ิภาค โครงสราง เปาหมาย : เพ�มพ�น้ ทโี่ อกาสตอรองของ และสวนทองถนิ� ความรู ภาคประชาชนในการจดั สรรงบประมาณ ว�ธกี าร: ออกแบบโครงสรา งการบร�หาร ราชการแผน ดิน และโครงสรา ง ว�ธกี าร: จดั ทำขอเสนอ แนวคดิ แนวทาง และแกไขกฎหมาย การกระจายอำนาจใหม และแกไขกฎหมาย มหาว�ทยาลัยรับใชพ้�นที่ เปาหมาย : พัฒนาความสามารถของมหาว�ทยาลัย เพ่�อใหเ ปน ทพ่ี ่ง� ทางว�ชาการใหกบั พน�้ ที่ วธ� กี าร: พัฒนาระบบบร�หารจดั การการวจ� ยั ของมหาวท� ยาลยั ควบคไู ปกบั การทำงานว�จัยตอบโจทยข องพน้� ที่
Output ของงาน ABC มี 3 ประการ คือ 1. ผลส�ำเร็จของการแก้ปัญหาท่ีเป็นโจทย์ร่วมของภาคีพัฒนาในพื้นท่ีได้ หมายถึงสิ่งท่ีเป็น ปญั หาอยู่ เปลยี่ นให้ดีขึ้น สง่ิ ทเ่ี ปน็ โอกาสแต่ยงั ไมไ่ ด้ใช้ก็ใช้ใหม้ ากขน้ึ 2. เกิด “กลไก” ที่มีความสามารถจัดการกับความเปลี่ยนแปลงในอนาคตได้ กล่าวคือ กลไกเดมิ อาจจะมีแต่ภาครัฐอยา่ งเดยี ว หรอื มแี ตธ่ ุรกจิ Dominate อย่างเดยี ว แต่จะทำ� อย่างไรให้เป็นกลไกท่ีมีผลประโยชน์ร่วมกัน มีความเป็นธรรมพอสมควรระหว่างกัน มคี วามสามารถในการจัดการเร่ืองใหม่ ๆ ในอนาคตได้ 3. องค์ความร้ทู างวชิ าการจากบริบทปัญหา/การพฒั นาของสังคมไทย ตัวอยา่ งผลงานทีส่ ำ� คัญ ตวั อยา่ งผลงานทส่ี ำ� คญั ในระยะน้ี ไดแ้ ก่ การพฒั นามหาวทิ ยาลยั เพอื่ การพฒั นาพนื้ ท่ี และการ ขยายผลโครงการความรว่ มมือเพ่อื แกป้ ัญหาความยากจน การพัฒนามหาวิทยาลยั เพอื่ การพฒั นาพ้นื ท่ี สกว. เร่ิมทดลองการทำ� งานร่วมกบั มหาวทิ ยาลยั ในพ้นื ที่นำ� ร่อง 7 แหง่ โดยเป็นมหาวิทยาลยั ที่เคยท�ำงานร่วมกันในฐานะส�ำนักประสานงานภาคของงาน ABC และมหาวิทยาลัยที่สนใจและ มีฐานงานวิจัยเพื่อพัฒนาเชิงพื้นที่อยู่เดิม ได้แก่ มหาวิทยาลัยพะเยา มหาวิทยาลัยราชภัฏล�ำปาง มหาวิทยาลัยราชภัฏอุตรดิตถ์ มหาวิทยาลัยนเรศวร มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี มหาวิทยาลัย วลัยลักษณ์ และมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ มีการท�ำบทบาทดังกล่าวในพื้นท่ีบริการของ มหาวทิ ยาลยั เพอื่ ใหม้ หาวทิ ยาลยั พฒั นาระบบและหนว่ ยจดั การงานวจิ ยั ของมหาวทิ ยาลยั ทง้ั ตน้ นำ�้ กลางนำ้� และปลายน�ำ้ รวมทง้ั เชื่อมโยงงานวิจัยใหเ้ กดิ ประโยชนก์ บั การปรับการเรยี นการสอนและ บริการวิชาการของมหาวิทยาลัย โดยใช้งานวิจัยท่ีเน้นโจทย์ของพ้ืนท่ีบริการของมหาวิทยาลัยเป็น เครอ่ื งมอื ในการพฒั นาความเขม้ แขง็ ของหนว่ ยจดั การของมหาวทิ ยาลยั ในการพฒั นาระบบสนบั สนนุ งานวจิ ยั และนวตั กรรมเพื่อการแก้ปัญหาของพื้นท่ีและสรา้ งองคค์ วามรใู้ หมไ่ ปได้พรอ้ ม ๆ กนั สกว. ไดก้ ำ� หนดเกณฑข์ น้ั ตน้ ในการสนบั สนนุ งานเปน็ “เครอื่ งมอื ในการจดั การ” ประกอบดว้ ย 1) การทำ� บันทกึ ขอ้ ตกลงความร่วมมอื ระหวา่ ง สกว. และมหาวทิ ยาลยั 2) การร่วมทุนระหวา่ งมหาวิทยาลยั กบั สกว. ในสัดส่วน 1:1 ฝ่ายละไมเ่ กิน 2 ล้านบาท ตอ่ ปี ระยะเวลาดำ� เนินงาน 2 ปี 3) ให้มหาวิทยาลัยมีการจัดโครงสร้างการจัดการภายในและมอบหมายบุคคลระดับ รองอธิการบดี 1 ท่าน และบุคคลหรือคณะกรรมการท่ีจะท�ำหน้าที่ขับเคลื่อน การดำ� เนนิ งานของมหาวิทยาลัยร่วมกบั สกว. ส�ำนกั งานกองทนุ สนบั สนุนการวจิ ัย (สกว.) 163
164 นวัตกรรมการบรหิ ารจัดการงานวิจัย 4) สกว. จัดทีมผู้ทรงคุณวุฒิจาก สกว. ร่วมให้ข้อคิดเห็นต่อการท�ำโจทย์ให้แหลมคมเพื่อ การแก้ปัญหาของพื้นที่และสร้างองค์ความรู้ใหม่ไปได้พร้อม ๆ กัน การออกแบบ กระบวนการทำ� วจิ ยั ไปจนถงึ การตดิ ตามความกา้ วหนา้ การทำ� งานเปน็ ระยะๆ รว่ มกบั ภาคี ทคี่ าดวา่ จะเปน็ ผใู้ ชป้ ระโยชนจ์ ากงานวจิ ยั ในพน้ื ที่ เพอ่ื ใหห้ นว่ ยจดั การของมหาวทิ ยาลยั ได้เพิ่มพูนทกั ษะการจัดการต้ันแตต่ ้นน�้ำ กลางนำ้� และปลายน�้ำจากเงอ่ื นไขจริง ในการขยายผลการทำ� งาน สกว. ได้ยกระดบั การจัดการโดยรว่ มมือกับ วช. ภายใตแ้ ผนงาน การวจิ ยั มงุ่ เปา้ เพอ่ื ตอบสนองความตอ้ งการในการพฒั นาประเทศ กลมุ่ เรอื่ งนวตั กรรมเพอ่ื สงั คมและ ชมุ ชน ปงี บประมาณ 2557 ในกรอบวงเงนิ งบประมาณ 20 ลา้ นบาท ระยะเวลาดำ� เนนิ งาน 18 เดอื น (กรกฎาคม 2557-ธันวาคม 2558) การด�ำเนินงานโครงการวิจัยมุ่งเป้านี้มีเป้าหมายเพื่อสนับสนุน การสร้างนวัตกรรมใน 4 ระดับ คือ 1) ระดับพ้ืนที่ มหาวิทยาลัยมีโครงการวิจัยที่จะสร้างให้เกิด นวัตกรรมเพ่ือพัฒนาพ้ืนท่ี 2) ระดับสถาบัน เกิดระบบบริหารจัดการทุนวิจัยที่มีประสิทธิภาพ 3) ระดับเครอื ขา่ ย เกดิ ระบบสนบั สนนุ สว่ นกลางทีส่ ง่ เสริมสนบั สนนุ การท�ำงานวจิ ยั เพอื่ รบั ใช้พน้ื ที่ และสังคม อาทิ ตัวชี้วัดระบบการจัดการของมหาวิทยาลัยเพื่อสังคม แนวทางในการประเมินและ เครือข่ายผู้ประเมินคุณภาพผลงานวิชาการรับใช้พื้นที่/สังคม เกณฑ์การเข้าสู่ต�ำแหน่งวิชาการของ อาจารยท์ ท่ี ำ� วจิ ยั และมผี ลงานรบั ใชพ้ นื้ ท/ี่ สงั คม เปน็ ตน้ และ 4) ระดบั หนว่ ยจดั การทนุ เกดิ รปู แบบ การสนบั สนนุ การวจิ ยั เชิงสถาบัน (Institution Grant) การด�ำเนินโครงการดังกล่าวเป็นการตอบสนองภารกิจของ สกว. ในการพัฒนาระบบจัดการ การวิจัย โดยผ่านการออกแบบให้มหาวิทยาลัยได้มีแบบฝึกหัดจริงโดยการรับทุนนวัตกรรมเพ่ือ สังคมและชุมชน และ สกว. น�ำทักษะการจัดการของ สกว. เข้าไปช่วยหนุนเสริมให้ระบบที่ มหาวิทยาลัยจัดการอยู่เดิมมีประสิทธิภาพมากข้ึน และยังถือเป็นตัวขับเคล่ือนส�ำคัญของกระแส การหนุนเสริมสถาบนั การศึกษาให้ตอบสนองต่อสังคม (University Engagement) และการสร้าง ตวั แบบมหาวิทยาลยั ในการดำ� เนินงานในทศิ ทางน้ี
การขยายผลโครงการความรว่ มมือเพ่อื แกป้ ญั หาความยากจน ผลการด�ำเนินงานท่ีเป็นรูปธรรมในระยะน้ี เป็นผลลัพธ์จากการขยายผลงานวิจัยในระยะ ก่อนหน้า โดยเฉพาะงานท่ีสนับสนุนกลไกขับเคล่ือนในพ้ืนท่ีเพื่อการเชื่อมต่อองค์ประกอบ โดยใน ปี 2554 ไดม้ กี ารนำ� แนวทางการดำ� เนนิ งานของงานวจิ ยั เพอื่ พฒั นาเชงิ พนื้ ท่ี ในการเชอ่ื มความรว่ มมอื ภาครฐั ภาคเอกชน และภาควิชาการ มบี ัญชคี รวั เรือนและการจดั ท�ำแผนชุมชนเป็นเคร่ืองมือสร้าง การเรียนรู้ และเข้าถึงปัญหาและความต้องการท่ีแท้จริงของชาวบ้าน ซึ่งพิสูจน์ให้เห็นว่าสามารถ สร้างกระบวนการชุมชนเข้มแข็งและส่งผลที่เป็นรูปธรรมถึงระดับครัวเรือน สามารถลด/ปลดหน้ีได้ ไปเชือ่ มตอ่ กับกระทรวงมหาดไทย นายพระนาย สุวรรณรัฐ ปลัดกระทรวงมหาดไทย (ขณะน้ัน) ได้น�ำแนวคิดของงานวิจัย การพฒั นาเชงิ พนื้ ทจี่ ดั ทำ� “โครงการบำ� บดั ทกุ ขบ์ ำ� รงุ สขุ แบบ ABC” ขน้ึ โดยมเี ปา้ หมาย 76 จงั หวดั ทั่วประเทศ และให้มีการบูรณาการการปฏิบัติงานร่วมกันของ 4 หน่วยงานหลักของกระทรวง มหาดไทย ได้แก่ กรมการปกครอง กรมการพัฒนาชุมชน กรมส่งเสริมการปกครองท้องถ่ิน และ ส�ำนกั ปลดั กระทรวงมหาดไทย ซึง่ ตอ่ มาไดม้ ีหนงั สอื สง่ั การท่ี มท 0212.1/ว984 ลงวันท่ี 1 มนี าคม 2555 ให้จังหวัดจัดท�ำโครงการบ�ำบัดทุกข์ บ�ำรุงสุขแบบ ABC ในระดับจังหวัดขึ้น โดยก�ำหนด พื้นทเี่ ปา้ หมายอย่างนอ้ ยอ�ำเภอละ 1 ต�ำบล ในพื้นท่เี ปา้ หมายทั้งสน้ิ ประมาณ 1,006 ต�ำบล จาก 792 อ�ำเภอ ด�ำเนินการในช่วงปี 2555-2557 ส�ำหรับงบประมาณในการขับเคล่ือนโครงการของ จงั หวัด ใหจ้ ังหวดั ใช้งบประมาณจากงบบริหารจงั หวัด หรือจากการบรู ณาการจากงบประมาณของ ส่วนราชการที่มีโครงการ/กิจกรรมเช่ือมโยงกับแนวทางการด�ำเนินงานของโครงการบ�ำบัดทุกข์ บ�ำรุงสุข แบบ ABC และให้คัดเลือกทีมงานของจังหวัด จากการรายงานผลการด�ำเนินงาน เม่ือ 15 กรกฎาคม 2556 กระทรวงมหาดไทยพบว่า มคี รวั เรือนทีจ่ ดบันทึกรายรบั -รายจ่ายของครวั เรือน จ�ำนวน 312,363 ครัวเรอื น จาก 12,016 หมูบ่ ้าน 1,204 ต�ำบล 878 อ�ำเภอ ใน 76 จงั หวดั จาก ต�ำบลท่ีเข้าร่วมโครงการนี้ มี 124 ต�ำบล ที่ได้น�ำข้อมูลไปใช้ในการจัดท�ำแผนพัฒนาต�ำบล และมี ครวั เรือนท่ลี ดและปลดหนไ้ี ด้ จำ� นวน 4,248 ครัวเรอื น ทส่ี ามารถเป็นครวั เรอื นตน้ แบบได้ สำ� นักงานกองทนุ สนบั สนุนการวิจัย (สกว.) 165
166 นวัตกรรมการบริหารจดั การงานวจิ ยั ระยะทส่ี าม ยกระดบั การท�ำงานและขยายผลการทำ� งาน (2557-ปจั จุบนั ) การทำ� งานระยะนี้ เปน็ การยกระดบั การทำ� งานโดยการขบั เคลอื่ นการพฒั นาประเทศผา่ นการ วจิ ยั เชงิ พนื้ ท่ี ดว้ ยแนวคดิ หลกั ขอ้ มลู กลไก และกระบวนการดงั กลา่ ว การทำ� งานระยะนเี้ ปน็ ไปดว้ ย ความเข้มข้นโดยเฉพาะการท�ำงานกับกลไกการพัฒนาประเทศทั้งส่วนกลางและส่วนพื้นที่ เน้นการ ท�ำงานกับกระทรวงมหาดไทยที่เป็นกลไกหลักในการบริหารราชการแผ่นดิน การท�ำงานในระยะน้ี สกว. โดย ศาสตราจารย์ นพ.สทุ ธพิ นั ธ์ จิตพมิ ลมาศ ผอ. สกว. ได้เล็งเห็นความสำ� คญั ของงานวิจยั เพ่ือการพฒั นาพื้นทจ่ี งึ ได้ตงั้ หน่วยบรู ณาการวจิ ัยและความร่วมมอื เพอ่ื พฒั นาเชิงพนื้ ที่ (ABC Unit) ขึ้นมาอย่างเปน็ รูปธรรม จัดเปน็ กลไกจดั การทุนวจิ ัย ABC หนว่ ยงานแรกของประเทศ การท�ำงานช่วงน้ีใช้การวิเคราะห์การขับเคลื่อนเชิงระบบ (Systematic Analysis) และ โครงสรา้ ง แลว้ ออกแบบกรอบการดำ� เนนิ การกลาง นำ� ไปทดลองสรา้ งรปู ธรรมในพน้ื ทแี่ ลว้ สงั เคราะห์ กลับเข้ามาเพ่ือปรับนโยบาย รวมถึงการใช้หลักคิดของงานวิจัยเชิงพื้นที่ในการน�ำไปเสนอและร่วม ทำ� งานกบั กลไกการพฒั นาประเทศผา่ นผบู้ รหิ ารและเชย่ี วชาญงานวจิ ยั เชงิ พน้ื ที่ (ดร.สลี าภรณ์ บวั สาย) ผลงานในช่วงน้ีเป็นผลงานส�ำคัญที่ท�ำให้งานวิจัยเชิงพื้นท่ีเป็นส่วนส�ำคัญที่ท�ำให้รัฐบาลมีการต้ัง นโยบายเร่ือง “การพัฒนาพื้นที่” (Area Development) อย่างเป็นทางการ จากผลงานส�ำคัญ ของ สกว. ไดแ้ ก่ 1) การจดั ทำ� กรอบยทุ ธศาสตร์เชงิ พนื้ ท่ี หรอื SRA (Strategic Research Area) 2) การจัดการศึกษาเชิงพ้ืนท่ี หรือ ABE (Area Based Education) และ 3) การจัดท�ำระบบ งบประมาณเชงิ พนื้ ที่ หรอื ABB (Area Based Budgeting) ผลการดำ� เนนิ งานระยะนส้ี ง่ ผลอยา่ งมาก กบั การจัดทำ� ยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปแี ละการปฏริ ปู ระบบวิจยั ของประเทศในระยะต่อมา รูปแบบการจดั การทนุ วิจยั งานวิจัยเชิงพื้นที่มีพลวัตสูงมาก เพราะต้องตอบสนองต่อทั้งการแก้ไขปัญหาส�ำคัญของ การพฒั นาพนื้ ท่ี (problem-based) และการสรา้ งผลงานเพอื่ ตอบรบั กบั โอกาสการพฒั นา (target- based) การออกแบบการจัดการทุนจงึ มหี ลายรูปแบบ พอสรุปให้เหน็ รูปแบบการจัดการได้ดงั น้ี 1. การท�ำงานผ่านส�ำนักประสานงานวิจัยเชิงพ้ืนท่ี เป็นการท�ำงานตั้งแต่ยุคแรกของงาน วิจัยเชิงพื้นท่ี ที่หนุนเสริมให้เกิดกลไกจัดการในพื้นท่ี ท�ำความร่วมมือกับภาคีผู้มีส่วนได้เสีย ส�ำคัญและพัฒนาโจทย์และโครงการวิจัยเพ่ือสร้างการเปลี่ยนแปลง การท�ำงานลักษณะน้ีภายหลัง ได้น�ำไปสู่การพัฒนากลไกข้อมูลความรู้ส�ำคัญของพ้ืนที่ (ABE) คือ มหาวิทยาลัยในพ้ืนที่ และปรับ รูปแบบไปสู่โปรแกรมทุนใหม่เพื่อพัฒนามหาวิทยาลัยเพื่อการพัฒนาพื้นท่ีท่ีจะเป็นหลักต่อการ พัฒนาจังหวัดในเรื่องวิชาการ ขอ้ มูลความรู้ และการสร้างก�ำลงั คนต่อไปในระยะยาว
2. การทำ� งานผา่ นการพฒั นาโปรแกรมทนุ หรอื ชดุ โครงการวจิ ยั ขนาดใหญ่ การทำ� งานนอี้ าศยั การคดิ โจทยด์ กั ทางลว่ งหนา้ จากการสงั เคราะหง์ านทนุ เดมิ และบรบิ ทการเคลอ่ื นทขี่ องประเทศ โดย วางกรอบงาน การทำ� งานใหญแ่ ลว้ ลงไปทดลองปฏบิ ตั กิ ารในพนื้ ที่ แลว้ สงั เคราะหง์ านออกมาเพอ่ื นำ� เสนอเชงิ นโยบายเพื่อปรบั บทบาทสว่ นกลางไปดว้ ย ปจั จยั และเงอื่ นไขความสำ� เรจ็ การจดั การท่ที �ำใหง้ านวิจยั เพ่อื การพฒั นาเชิงพ้ืนที่ กลายเปน็ งานส�ำคญั ทมี่ สี ่วนตอ่ การพัฒนา และขับเคล่ือนประเทศในระยะยาว ประกอบด้วย 1. การสร้างนกั บริหารจดั การงานวิจัย ทม่ี ีทักษะที่สำ� คญั ดังนี้ • มีความสามารถในการมองภาพเชิงระบบและโครงสร้าง และความสามารถในการ • ขมวดโจทยอ์ อกมาเป็นจดุ แตกหักตอ่ การเปลย่ี นแปลง มีความสามารถในการมองเห็นถึงเง่ือนไขการจัดการและออกแบบการท�ำงานเพ่ือ • สรา้ งการเปลีย่ นแปลงไดจ้ รงิ ผา่ นการใช้เครือ่ งมอื ที่เหมาะสม มีความสามารถในการจัดการความสัมพันธ์และสร้างการยอมรับในกลุ่มผู้มีส่วน • ได้เสยี ท่สี �ำคญั โดยเฉพาะกลไกของรฐั ทมี่ บี ทบาทสำ� คัญในการท�ำงานในพื้นท่ี มีความสามารถในการรับมือและจัดการจังหวะและโอกาส รวมถึงวางคนท่ีถูกต้อง ในชว่ งเวลาท่ีเหมาะสม 2. การสรา้ งระบบจดั การและทมี จดั การ • ระบบจดั การตอ้ งยดื หยนุ่ พอทจี่ ะมพี นื้ ทกี่ ารสรา้ งสรรคง์ านทต่ี อบรบั กบั พลวตั ไดท้ นั รวมถึงมีระบบการติดตามและประเมินผลการท�ำงานท้ังระบบ (Monitoring and • Evaluation System) มีทีมจัดการท้ังในส่วนกลางและทีมจัดการในพ้ืนท่ี ส่วนกลางต้องมีนักจัดการระดับ รองลงมาจากผู้อ�ำนวยการหน่วย สามารถลงพื้นที่ ข้ึนงาน ขมวดงาน และลงใน รายละเอยี ดอีกช้นั หนง่ึ รวมถึงต้องสรา้ งนกั จดั การในพนื้ ที่ (area manager) ทเี่ ปน็ กำ� ลงั สำ� คัญในระยะยาวด้วย สำ� นักงานกองทนุ สนับสนนุ การวิจัย (สกว.) 167
168 นวัตกรรมการบริหารจัดการงานวจิ ยั ช่องวา่ งของงานวจิ ยั เพื่อการพัฒนาทอ้ งถนิ่ งานวิจัยเพ่ือการพัฒนาเชิงพ้ืนท่ีเป็นงานท่ีพัฒนาทั้ง แนวคิด กระบวนการ เคร่ืองมือและ ผลการสร้างการเปลี่ยนแปลงผ่านบุคคลท่ีส�ำคัญหลายท่าน โดยเฉพาะหน่วยจัดการกลางได้แก่ ดร.สีลาภรณ์ บัวสาย (อดีตรองผู้อ�ำนวยการ สกว. ด้านยุทธศาสตร์เชิงพื้นที่ สมาชิกสภาปฏิรูป แห่งชาติ (สปช.) ประธานคณะอนุกรรมาธิการปฏิรูประบบงบประมาณและการคลัง กรรมการ และเลขานุการคณะกรรมการจัดท�ำยุทธศาสตร์ชาติ ด้านการสร้างโอกาสและความเสมอภาคทาง สงั คม) และ คณุ เบญจมาศ ตรี มาศวณิช (อดีตเจ้าหนา้ ที่บรหิ ารโครงการอาวุโส สกว.) ทง้ั สองทา่ น เปน็ นักบริหารจัดการท่ีมีความสามารถ ท่านแรก “เช่ยี วชาญทั้งการบรหิ ารและจดั การ” สามารถ “มองทะลุ” ภาพรวมของการพัฒนาประเทศ สามารถสังเคราะห์และออกแบบการท�ำงานให้เกิด การวางโจทย์เพ่ือสร้างการเปลี่ยนแปลงได้ในระดับโครงสร้างของการพัฒนา รวมถึงความสามารถ ในการจัดการความสัมพันธ์ การยกระดับแนวคิดและการจัดการจังหวะและโอกาสเพ่ือสร้าง การเปลย่ี นแปลงไดจ้ รงิ เมอ่ื ผนวกกบั ทา่ นทสี่ องซง่ึ เปน็ “นกั จดั การระดบั เช่ยี วชาญ” ทา่ นสามารถ น�ำแนวคิดส�ำคัญไปสู่การพัฒนาโครงการวิจัย น�ำไปสู่การปฏิบัติได้จริงในพื้นท่ีเชิงรายละเอียดของ การท�ำงาน การทำ� งานของทง้ั สองทา่ นจงึ ส่งตอ่ ทง้ั โจทย์ แนวคดิ กระบวนการทำ� งานและเคร่ืองมอื ทสี่ ำ� คัญไปสู่ผลการทำ� งานจรงิ ในพน้ื ท่ีไดอ้ ย่างเปน็ รปู ธรรมในปจั จบุ ัน อย่างไรก็ตาม เน่ืองจากการท�ำงานท่ีผ่านมามีพลวัตการท�ำงานสูงมาก การสังเคราะห์งาน และขมวดออกมาเป็นแนวคิดใหม่และเป็นข้อเสนอเชิงนโยบาย รวมถึงการสร้างกลไกการท�ำงาน ระดับพื้นท่ีที่ส�ำคัญและกลไกการท�ำงานร่วมกันระดับส่วนกลาง เป็นหน้าท่ีหลักของหน่วย จดั การกลางท่ี สกว. ท�ำให้แนวคิดหลกั ของงานวจิ ัยเชงิ พืน้ ที่ (โจทย์ ข้อมูล กลไก และกระบวนการ) ไมไ่ ด้ถกู ถ่ายทอดไปสู่นักจดั การในระดบั พื้นท่ี (ผ้ปู ระสานงาน หัวหนา้ ชดุ โครงการวิจยั นักวิจัย และ ผู้มีส่วนได้เสียส�ำคัญ) ให้เห็นถึงแนวคิดหลักและเป้าหมายร่วมกัน การเคล่ือนงานระยะต่อมา จึงอาจเกิดช่องว่างของการจัดการ เพราะเม่ือเงื่อนไขส�ำคัญคือนักบริหารจัดการและนักจัดการ ทั้งสองท่านเกษียณอายุการท�ำงานจาก สกว. นั้น การวางระบบการจัดการส่งต่อไปสู่การท�ำงาน เชิงพืน้ ทใ่ี นระดับปฏบิ ัติการตอ้ งปรับให้รองรบั พลวัตการเปลีย่ นแปลงใหม่ และตอ้ งท�ำใหผ้ มู้ สี ่วนได้ ส่วนเสียสำ� คญั มองเห็นและเข้าใจแนวคดิ และทิศทางของงานวิจัยเพอ่ื การพฒั นาเชิงพนื้ ท่ี เพ่อื จะน�ำ ไปส่กู ารขบั เคล่อื นการพฒั นาพ้ืนทใ่ี นระยะยาว
ก้าวต่อไปของงานวจิ ัยเพอื่ การพฒั นาพนื้ ท่ี จากการท�ำงานท่ีผ่านมา สกว. ได้ถอดความรู้เป็นแนวคิดใหม่ที่ส่งผลต่อการปฏิรูปและ การพัฒนาประเทศในระยะยาว กล่าวได้ว่างาน ABC เป็นงานที่พลิกกระดานและเปลี่ยนผู้เล่น ต่อการสร้างการเปลี่ยนแปลงของประเทศ การท�ำงานในระยะนี้ได้ช้ีให้เห็นตัวระบบและโครงสร้าง ของการพฒั นาพ้ืนท่ี ไดแ้ ก่ โครงสร้างงบประมาณ โครงสรา้ งกำ� ลงั คนและข้อมูลความรู้ โครงสร้าง ประชาสังคม และโครงสร้างการบริหารราชการแผ่นดิน ในปัจจุบันระบบงบประมาณเชิงพ้ืนท่ีได้ เริ่มด�ำเนินงานไปแล้ว งบประมาณจะถูกส่งตรงไปยังพื้นท่ี ดังนั้นการหนุนเสริมความเข้มแข็งของ โครงสรา้ งตา่ ง ๆ จะตอ้ งท�ำอยา่ งตอ่ เนอ่ื ง กระบวนการทส่ี ำ� คัญเพอื่ รองรับงบประมาณ โดยเฉพาะ การพัฒนาแผนยุทธศาสตร์จังหวัดแบบมีส่วนร่วมและการพัฒนาโครงการปฏิบัติการประจ�ำปี แบบบูรณาการ เป็นสิ่งท่ีต้องหนุนเสริมให้เกิด platform เชิงรูปแบบ กระบวนการ กลไกและ เคร่ืองมือ ที่ท�ำให้เกิดโครงการที่ส่งผลกระทบต่อพ่ีน้องประชาชนส่วนใหญ่ในพื้นที่ เชื่อมโยงไปสู่ การใชง้ บประมาณของประเทศอย่างมปี ระสทิ ธภิ าพสูงสดุ ดังนั้นการถ่ายทอดแนวคิดการพัฒนาพื้นที่ให้กับภาคีผู้มีส่วนได้เสียส�ำคัญเป็นเรื่องส�ำคัญ และจ�ำเป็น โดยเฉพาะโครงสร้างหลักท่ีส�ำคัญต่อการพัฒนาพื้นที่ รวมถึงการออกแบบงานให้เกิด พ้ืนที่แห่งการยกระดับแนวคิดใหม่ท้ังเชิงการจัดการและการขับเคล่ือน เป็นเร่ืองท่ีหน่วยจัดการ งานวจิ ยั เพื่อการพัฒนาเชงิ พน้ื ที่ (ABC Unit) จะได้ขับเคล่ือนตอ่ ไป สำ� นักงานกองทนุ สนบั สนนุ การวิจยั (สกว.) 169
170 นวตั กรรมการบริหารจดั การงานวจิ ยั บทส่งท้าย ก่อนการเคลื่อนงานวิจัยเพ่ือการพัฒนาเชิงพื้นที่ มีค�ำถามส�ำคัญที่ควรท�ำความเข้าใจให้ ชัดเจนก่อนลงมอื ท�ำ ได้แก่ 1) โจทย์วจิ ยั เปน็ โจทยว์ จิ ยั ระดับจงั หวดั (whole area) จรงิ หรือไม่ ? มีการจัดล�ำดับความส�ำคัญ (priority) หรือไม่ ? อย่างไร ? มีกระบวนการมีส่วนร่วมจากภาคีที่ ส�ำคญั ในจังหวดั ในกระบวนการนี้หรอื ไม่ ? อยา่ งไร ? 2) กระบวนการวิจยั ทีท่ �ำใหเ้ กดิ การมีส่วนร่วม แลว้ สรา้ งเครอื ขา่ ยความรว่ มมอื และกลไกการทำ� งานระดบั จงั หวดั มหี รอื ไม่ ? ระดบั ไหน ? 3) เกดิ การ สร้างมูลค่าเพม่ิ (value added) กับงานอืน่ ๆ หรอื ไม่ ? ทง้ั งานพัฒนาในจังหวัด งานจดั การงาน วิจัยของ สกว. และแหล่งทุนอื่นของประเทศ 4) วัดผลอย่างไร ? ผลงานท่ีเกิดขึ้นสามารถวัดผล ทงั้ เชงิ คณุ ค่าและมลู คา่ ไดห้ รอื ไม่ ? อยา่ งไร ? มกี ารต้งั ตัวช้ีวดั ตงั้ base line การทำ� งานไว้หรอื ไม่ ? โดยเฉพาะการสร้างผลลัพธ์ที่สังคมวดั ได้ (measurable social impact) และ 5) มีเครื่องมอื ใด ? ทใี่ ชใ้ นงานนเี้ พอ่ื เสรมิ พลงั ไดม้ ากขนึ้ ทงั้ เครอ่ื งมอื เดมิ ทส่ี รา้ งการเปลย่ี นแปลงไดแ้ ตย่ งั ไมถ่ กู กบั บรบิ ท ณ ตอนนั้น หรอื เครอื่ งมือใหมท่ คี่ ้นพบในระหว่างการทำ� งาน งานวิจัยเพื่อการพัฒนาเชิงพ้ืนท่ี เป็นรูปแบบงานวิจัยใหม่ท่ีหวังผลต่อการสร้างการเปล่ียนแปลง กับประเทศของเรา ผ่านความร่วมมือในการท�ำงานร่วมกันอย่างเข้มข้นจนเป็นกลไกการท�ำงานใน พ้ืนที่ เป็นความเข้มแข็งของพ้ืนท่ี ในการแก้ไขปัญหาสำ� คัญและสร้างโอกาสไปสู่การพัฒนาที่ย่ังยืน จัดเปน็ ตน้ แบบของการขบั เคล่ือนการพัฒนาโดยใช้ข้อมลู ความรู้และทักษะการจดั การอย่างแทจ้ รงิ บรรณานุกรม หนงั สือ 1 ทศวรรษงานวจิ ยั ABC งานวิจยั เพอื่ การสรา้ งการเปลยี่ นแปลงในพน้ื ทแ่ี ละสงั คม (หน่วยบรู ณาการวจิ ยั และความรว่ มมอื เพื่อพัฒนาเชงิ พ้ืนท่,ี 2559) สีลาภรณ์ บัวสาย. 2560. เอกสารบรรยายเรือ่ ง ABC Research. หนงั สือ 2 ทศวรรษ วิวัฒนาการ สกว. 2555. หนา้ 195-197, โครงการบำ� บดั ทกุ ข์ บำ� รุงสขุ แบบ ABC ของกระทรวงมหาดไทย.
โคพรงฒั กนาาร นกั วจิ ยั และงานวิจัย เพื่ออตุ สาหกรรม จากแนวคิดท่ีต้องการให้ “โครงการปริญญาเอก” สามารถตอบสนองความตอ้ งการของผปู้ ระกอบการ ในประเทศไทย “โครงการ คปก. อุตสาหกรรม” จึง กำ� เนดิ ขน้ึ เพอื่ ใหอ้ าจารยน์ ำ� โจทยจ์ ากผปู้ ระกอบการ ด้านอุตสาหกรรม มาเป็นโจทย์วิจัยระดับปริญญา เอกส�ำหรับนิสิตนักศึกษา เพิ่มเติมจาก “โครงการ ปริญญาเอกกาญจนาภิเษก (คปก.)” ซึ่งนับได้ว่า ประสบความสำ� เรจ็ อยา่ งสงู และเปน็ ทรี่ จู้ กั กนั ดใี นการ สนบั สนุนนักศกึ ษาระดับปริญญาเอก รองศาสตราจารย์ ดร.ประเสริฐ ภวสันต์ ผอู้ �ำนวยการโครงการพฒั นานกั วจิ ยั และงานวิจัยเพือ่ อตุ สาหกรรม ส�ำนกั งานกองทนุ สนบั สนนุ การวจิ ยั ศ.ดร.สวัสดิ์ ตันตระรัตน์ ผู้อ�ำนวยการ สกว. ได้ริเริ่มให้มีโครงการพัฒนานักวิจัยและงานวิจัย เพอ่ื อตุ สาหกรรม (พวอ.) เมอ่ื วนั ที่ 12 มถิ นุ ายน 2555 เพอ่ื สรา้ งนกั วจิ ยั 20,500 คน ภายในเวลา 15 ปี สนองความต้องการภาคอุตสาหกรรม เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของภาค อุตสาหกรรมไทย และเป็นส่วนหนึ่งของการเพิ่มนักวิจัยคุณภาพของประเทศจาก 9 คนต่อ ประชากร 10,000 คน ไปสูเ่ ปา้ หมาย 15 คน ตอ่ ประชากร 10,000 คนภายในเวลา 5 ปี และ 25 คน ต่อประชากร 10,000 คนในเวลา 10 ปี ตามแผนวทิ ยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวตั กรรมแหง่ ชาติ ฉบับที่ 1 พ.ศ. 2555-2564 สำ� นักงานกองทนุ สนับสนนุ การวิจัย (สกว.) 171
172 นวัตกรรมการบรหิ ารจัดการงานวจิ ยั ประชากรโลกในปัจจบุ ันมมี ากกว่า 7 พนั ลา้ นคน เทียบกบั 6 พันลา้ นคนเม่ือ 10 ปีทีแ่ ลว้ มีการเพิ่มขึ้นของอัตราประชากรประมาณ 10 เปอร์เซ็นต์ต่อปี และยังมีแนวโน้มเพ่ิมจ�ำนวนข้ึน เรอื่ ย ๆ จากข้อมลู ของ UN ในปี 2008 (World Population Prospects, 2008) แสดงให้เหน็ ว่า อายุเฉล่ียของคนเร่ิมยืนยาวขึ้น ซ่ึงเป็นผลมาจากการพัฒนาด้านเทคโนโลยีทางการแพทย์ที่ล�้ำสมัย ท�ำให้มนษุ ยม์ ีความเข้าใจในชีววทิ ยาดขี ึ้น และมคี ณุ ภาพในการดแู ลสขุ ภาพดีข้ึน น่นั หมายความว่า เราต้องจัดสรรทรัพยากรบนโลกท่ีมีอยู่อย่างจ�ำกัดเพื่อคนจ�ำนวนมากข้ึน ต้องเตรียมทรัพยากร อาหารมากข้นึ ตอ้ งเตรยี มปจั จัยในการดำ� รงชพี ต่าง ๆ ให้พรอ้ มมากขึน้ ดว้ ย ดงั นัน้ การเปล่ียนแปลง ในพฤติกรรมการบริโภคตามระดับแนวโน้มความต้องการทรัพยากรทั่วโลกต่อหัวจึงสูงขึ้นท้ังทาง ดา้ นอาหารและพลงั งาน 1เมอ่ื เอาปจั จยั เรอ่ื งจำ� นวนคน อายทุ ย่ี นื ยาว และความตอ้ งการในทรพั ยากร ตา่ ง ๆ เหลา่ นมี้ ารวมกนั จะเหน็ วา่ ความตอ้ งการทรพั ยากรของมนษุ ยเ์ รามมี ากขน้ึ เรอ่ื ย ๆ 2 ในขณะท่ี ทรพั ยากรทง้ั หลายบนโลกนม้ี ปี รมิ าณเพม่ิ ขน้ึ สวนทางกนั อยา่ งเหน็ ไดช้ ดั หรอื อาจกลา่ วไดว้ า่ มจี ำ� นวน ลดนอ้ ยลงอยา่ งนา่ ตกใจ เชน่ พน้ื ทปี่ า่ ไมบ้ นโลกทล่ี ดลงอยา่ งมนี ยั สำ� คญั ตามขอ้ มลู ของ World Bank ในภาพท่ี 1 3 ซง่ึ สอดคล้องกับขอ้ มลู พ้นื ที่ปา่ ไมข้ องประเทศไทยท่สี ำ� นกั จดั การทีด่ ิน ปา่ ไม้ กรมป่าไม้ (Office of the Forest Land Management) แสดงสถติ ปิ า่ ไมข้ องประเทศไทยทมี่ กี วา่ 43 เปอรเ์ ซน็ ต์ ในปี 2516 และลดลงเหลอื เพียง 31 เปอรเ์ ซน็ ในปี 2559 โดยมแี นวโนม้ ลดลงตลอดเวลา ซ่งึ อาจ นบั เปน็ ขา่ วรา้ ยได้เลย Forest area (% of land area) Food and Agriculture Organization, eletronic files and web site. License: Open Line Bar Map Share Details LABEL % 33.0 32.5 32.0 31.5 31.0 WORLD 30.5 30.0 29.5 1990 1992 1994 1996 1998 2000 2002 2004 2006 2008 2010 2014 2014 1990 - 2015 ภาพที่ 1 กราฟแสดงปรมิ าณพื้นท่ีปา่ ไม้บนโลก 1 http://ec.europa.eu/eurostat/statistics-explained/index.php/Energy_trends : global trend in food demand 2 UN: Global Trends and Future Challenges for the Work of the Organization, Web annex 3 https://data.worldbank.org/indicator/AG.LND.FRST.ZS?end=2015&start=1990&view=chart
นอกจากน้ี ข้อมูลการจับสัตว์น�้ำธรรมชาติในทะเลของประเทศไทยยังบ่งชี้ให้เห็นชัดเจนว่า ในทะเลของเรามีสัตวน์ �้ำให้จบั นอ้ ยลงจากจ�ำนวนกวา่ 2 ล้านตัน ในปี พ.ศ. 2550 เหลือเพยี งไมถ่ ึง 1.5 ล้านตันในปี พ.ศ. 2557 และมีแนวโน้มลดลงอีก ท�ำให้ชาวประมงต้องออกไปจับปลาไกลฝั่ง มากขน้ึ ทกุ ที ในขณะเดยี วกนั ปรมิ าณปลาทนู า่ ทจี่ บั ไดบ้ นโลกกล็ ดจำ� นวนลงจาก 6 ลา้ นกวา่ ตนั ในปี ค.ศ. 2010 4 (พ.ศ. 2553) เหลือเพยี งไม่ถึง 5 ล้านตนั ในปี ค.ศ. 2015 5 (พ.ศ. 2558) ทั้งหมดนี้ เป็นเพียงข้อเท็จจริงท่ีท�ำให้ตระหนักว่า มนุษยชาติได้ใช้ทรัพยากรธรรมชาติ จนถึงขีดจ�ำกัดที่อัตราการผลิตโดยธรรมชาติไม่สามารถชดเชยกับอัตราการบริโภคท่ีเพ่ิมขึ้นของ มนุษย์ได้อีกต่อไป รวมถึงปัญหาต่าง ๆ ด้านส่ิงแวดล้อมท่ีตามมา เช่น การเปล่ียนแปลงสภาพ ภมู ิอากาศ ปัญหาขยะ ฯลฯ การดำ� รงชวี ติ ในปจั จบุ นั และในอนาคตจงึ จำ� เปน็ ตอ้ งพงึ่ พาเทคโนโลยที มี่ ปี ระสทิ ธภิ าพสงู ขน้ึ ทั้งด้านการผลิตอาหาร การแพทย์ การพลังงานทางเลือก ภาคอุตสาหกรรมต่าง ๆ ซึ่งการพ่ึงพา เทคโนโลยีใหม่ท่ีมีประสิทธิภาพสูงจ�ำเป็นอย่างย่ิงท่ีต้องมีบุคลากรช�ำนาญด้านวิทยาศาสตร์และ เทคโนโลยี และทสี่ ำ� คัญคือการพัฒนาอย่างไมห่ ยดุ ย้ังด้วยพลงั การวจิ ยั ดงั น้ัน การตระหนกั ถึงการ พฒั นานกั วจิ ยั ดา้ นอตุ สาหกรรมจงึ เปน็ โจทยใ์ หเ้ กดิ โครงการตา่ ง ๆ เพอ่ื ตอบสนองความจำ� เปน็ ดงั กลา่ ว 4 Fisheries and Aquaculture Department, Food and Agriculture Organization of the United Nations, 2010, http://www. fao.org/fishery/statistics/tuna-catches/en 5 ATUNA, http://www.atuna.com/index.php/en/fishing/world-tuna-catches สำ� นกั งานกองทุนสนับสนนุ การวิจยั (สกว.) 173
174 นวตั กรรมการบรหิ ารจดั การงานวิจัย ก�ำเนิดโครงการ พวอ. จากแนวคิดท่ีต้องการให้ ‘โครงการปริญญาเอก’ สามารถตอบสนองความต้องการของ ผปู้ ระกอบการในประเทศไทย ‘โครงการ คปก. อุตสาหกรรม’ จึงกำ� เนิดข้ึน เพ่อื ให้อาจารยน์ ำ� โจทย์ จากผู้ประกอบการด้านอุตสาหกรรม มาเป็นโจทย์วิจัยระดับปริญญาเอกส�ำหรับนิสิตนักศึกษา เพ่ิมเติมจาก “โครงการปริญญาเอกกาญจนาภิเษก (คปก.)” ซ่ึงนับได้ว่าประสบความส�ำเร็จ อย่างสูง และเป็นที่รู้จักกันดีในการสนับสนุนนักศึกษาระดับปริญญาเอก และยังเป็นต้นแบบของ โครงการสนับสนุนการเรียนการสอนในระดบั ปรญิ ญาเอกในมหาวทิ ยาลัยต่าง ๆ หลายแหง่ ดว้ ย นอกจาก ‘คปก. อุตสาหกรรม’ สกว. ยงั มี ‘โครงการ MAG’ ซึ่งให้ทนุ การศกึ ษาในระดบั ปริญญาโทกับนิสิตนักศึกษาที่ท�ำงานวิจัยโดยใช้โจทย์จากผู้ประกอบการ หลังจากด�ำเนินโครงการ ได้ระยะหน่ึง และเห็นผลสัมฤทธ์ิเป็นอย่างดี สกว. จึงได้รวมโครงการท้ังสองเข้าด้วยกัน เกิดเป็น “โครงการพัฒนานักวิจัยและงานวิจัยเพ่ืออุตสาหกรรม (พวอ.)” ซึ่งเน้นการให้ทุนการศึกษาใน ระดบั ปรญิ ญาโทและปรญิ ญาเอก โดยมขี อ้ กำ� หนดวา่ โจทยว์ จิ ยั ตอ้ งมาจากผปู้ ระกอบการทตี่ อ้ งการใช้ ผลงานวิจยั เพอ่ื ยกระดบั ความสามารถในการดำ� เนนิ งานของตนเอง ซึง่ อาจเปน็ การคน้ หาผลติ ภณั ฑ์ ใหม่ ๆ การปรบั ปรงุ กระบวนการผลติ หรือการแก้ไขปญั หาส่ิงแวดล้อม โดย พวอ. ได้ตงั้ เปา้ หมายให้ ผูป้ ระกอบการภาคเอกชนเห็นประโยชน์ของงานวจิ ัยตอ่ การดำ� เนินธรุ กิจ และเน้นการลงทุนในงาน วจิ ัยภายใน 15 ปี เริม่ จากปที ีก่ ่อต้งั โครงการ (พ.ศ. 2555) และเพอ่ื ยกระดบั คุณคา่ ของผลงานวิจยั สกว. จึงดำ� ริให้ผูป้ ระกอบการมีส่วนรว่ มในการรบั ผิดชอบค่าใช้จ่ายบางส่วน
ทนุ ร่วมบนเส้นทางโครงการ พวอ. แนวคิดในการยกระดับคุณค่าของผลงานวิจัย โดยให้ผู้ประกอบการมีส่วนร่วมในการ รบั ผดิ ชอบคา่ ใชจ้ า่ ยบางสว่ นนนั้ มเี หตพุ จิ ารณาหลกั 3 ประการ คอื 1) งานวจิ ยั ในระดบั ทผี่ ปู้ ระกอบ การน�ำไปใช้ประโยชน์ได้ส่วนใหญ่นั้น ต้องใช้งบวิจัยค่อนข้างมาก ซึ่งงบประมาณในทุนวิจัยระดับ ปรญิ ญาโทและปรญิ ญาเอก ไมเ่ พยี งพอตอ่ การทำ� วจิ ยั ตลอดโครงการ 2) สถานประกอบการสว่ นใหญ่ ของประเทศ ยงั ขาดแคลนนกั วิจัย และไมเ่ ห็นประโยชนจ์ ากการทำ� งานวจิ ัย 3) การใหโ้ จทยว์ จิ ยั เปน็ งานวจิ ยั สำ� หรบั นกั ศกึ ษาทต่ี อ้ งใชใ้ นการจบการศกึ ษา อาจไมใ่ ชท่ างเลอื กทด่ี สี ำ� หรบั งานวจิ ยั บางงาน ท่ตี อ้ งการค�ำตอบเร็ว ดังนั้น พวอ. จึงพัฒนาทนุ วจิ ยั ในลักษณะอน่ื เพ่ือตอบสนองตอ่ เง่ือนไขดังกล่าว โดยค�ำนึงถึงหน่วยงานอน่ื ๆ ที่ใหท้ ุนวจิ ัยเพ่อื พฒั นางานวิจยั ส�ำหรับผูป้ ระกอบการคล้าย ๆ กัน เช่น ITAP, Talent mobility, NIA, และ ทุน สกว. ฝ่ายอนื่ ๆ เป็นต้น นอกจากนี้ยังมที ุนท่ี พวอ. ใหก้ าร สนบั สนนุ โดยทำ� หนา้ ทใ่ี นการรว่ มพฒั นาโจทย์ หรอื รบั ผดิ ชอบบางสว่ น เชน่ ทนุ Support Research Fund for Industries หรอื ทนุ SuRF ทุน Industrial Research Fellowship หรือทุน IRF และ ทุน Research and Innovation Fund for Small Scale Enterprise หรอื ทุน RISE ทุน Support Research Fund for Industries หรอื ทนุ SuRF เปน็ ทนุ วจิ ยั ขนาดใหญ่ มวี ัตถปุ ระสงคใ์ นการนำ� ผลงานวจิ ยั ไปพัฒนาตอ่ ยอดสู่ระดับ pilot หรอื ตน้ แบบการผลิตจริงได้ โดย ลดข้อจ�ำกัดอื่น ๆ ของทนุ วจิ ัย เชน่ การจ�ำกดั การซอื้ ครภุ ัณฑ์ งบประมาณวจิ ยั ท่คี อ่ นขา้ งนอ้ ย ฯลฯ ให้ทุนวิจัยท่ีมียอดวงเงินได้มากถึง 10 ล้านบาท และอนุญาตให้ซ้ือครุภัณฑ์ได้มากถึง 50% ของ ยอดสนบั สนนุ ทง้ั หมด ผไู้ ดท้ นุ วจิ ยั นตี้ อ้ งมศี กั ยภาพและแนวรว่ มภาคอตุ สาหกรรมขนั้ ดมี าก ปจั จบุ นั น้ี ทนุ SuRF อยู่ในการกำ� กับดแู ลของฝ่ายอตุ สาหกรรม สกว. โดย พวอ. ทำ� หนา้ ที่เปน็ ส่วนหนง่ึ ของ การพัฒนาโจทยเ์ พ่ือส่งต่อใหฝ้ า่ ยอุตสาหกรรมได้พิจารณาต่อไป ส�ำนักงานกองทุนสนบั สนนุ การวจิ ัย (สกว.) 175
176 นวตั กรรมการบรหิ ารจดั การงานวิจยั ทุน Industrial Research Fellowship หรือทุน IRF มีหลักในการให้ทุน 3 ประการ คือ 1) สนับสนุนให้นักวิจัยจบใหม่ในระดับปริญญาโทและปริญญาเอกมีโอกาสสัมผัสงานวิจัย ในสถานประกอบการจริง ได้ใช้ความรู้ความสามารถที่ฝึกฝนมาอย่างเต็มท่ี และได้เรียนรู้ชีวิตของ นักวิจัยในสถานท่ีท�ำงานไม่ใช่สถานศึกษา 2) สนับสนุนให้ผู้ประกอบการได้นักวิจัยไปช่วยงานใน สถานประกอบการจริง ไดเ้ รยี นรู้ถงึ ประโยชน์ของงานวจิ ยั และเรียนรู้ทกั ษะของนักวจิ ยั ในโครงการ และนักวิจัยมีโอกาสได้รับการจ้างงานในสถานประกอบการต่อไป 3) สนับสนุนให้คณาจารย์ใน มหาวิทยาลัยได้ประสบการณ์ในการประยุกต์ใช้ความรู้เพ่ือยกระดับธุรกิจของผู้ประกอบการ ผา่ นกระบวนการเรยี นรขู้ องนกั วจิ ยั ทจ่ี ะเปน็ สะพานเชอ่ื มระหวา่ งสถานประกอบการและสถานศกึ ษา โดยผปู้ ระกอบการรว่ มสนบั สนนุ ทนุ 50% มหาวทิ ยาลยั รว่ มทนุ 25% และ สกว. รบั ผดิ ชอบอกี 25% ของค่าใช้จา่ ยโครงการ ทนุ Research and Innovation Fund for Small Scale Enterprise หรือทุน RISE เป็นทุนวิจัยท่ีเน้นให้ประโยชน์แก่สถานประกอบการขนาดเล็กถึงเล็กมากที่มีทุนจดทะเบียนไม่เกิน 1 ล้านบาท มีลักษณะคลา้ ยทุน SuRF แตเ่ ล็กกว่า งบประมาณรวมไมเ่ กิน 5 ล้าน โดยผู้ประกอบการ ออกทนุ วิจัยเพยี ง 25% ส่วนท่ีเหลอื เป็นการใหท้ ุนร่วมกันระหวา่ ง สกว. และ NIA (50/50)
โครงสร้างการทำ� งาน พวอ. แบง่ โครงสรา้ งการท�ำงานของโครงการออกเป็น 3 สว่ นใหญ่ ๆ คือ สว่ นงานสนบั สนุน สว่ นงานเชิงรกุ และ ส่วนงานการตดิ ตาม ส่วนงานสนบั สนุน ภายใน พวอ. นั้น มีความส�ำคัญมาก เน่ืองจากดูแลงบทุนการศึกษาในระดับปริญญาโทและ ปริญญาเอกส่วนใหญ่ และมีโครงการในความรับผิดชอบเกิดขึ้นในแต่ละปีค่อนข้างมาก ที่ผ่านมา มีการให้ทุนแล้วถึงประมาณ 200 โครงการ ดังนั้น เพ่ือให้โครงการเหล่านี้สามารถด�ำเนินการได้ อยา่ งตอ่ เนอ่ื ง พวอ. จงึ จดั ใหม้ ที มี งานสนบั สนนุ งานดา้ นเอกสารตา่ ง ๆ การออกสญั ญา การเบกิ เงนิ งวด การประเมนิ ขอ้ เสนอโครงการ และการปิดโครงการ เปน็ ตน้ สว่ นงานเชิงรุก สถานประกอบการขนาดกลาง ขนาดเล็ก และขนาดใหญ่ในประเทศไทย บางแห่งไม่มีฝ่ายพัฒนา ธุรกิจด้วยงานวิจัย จึงไม่ทราบว่าควรมีงานวิจัยอะไรบ้างเพื่อยกระดับธุรกิจของตนเอง ดังน้ันจึง เป็นความเส่ียงของสถานประกอบการ เนื่องจากตอ้ งด�ำเนินการภายใต้สภาวะคุกคามจากคู่แข่งท่ีใช้ งานวจิ ยั ในการเสรมิ การดำ� เนนิ ธรุ กจิ พวอ. จงึ จดั ใหม้ สี ว่ นงานเชงิ รกุ เพอื่ ใหค้ วามชว่ ยเหลอื ผปู้ ระกอบ การในกลมุ่ ดงั กลา่ ว โดยทำ� งานอยา่ งใกลช้ ดิ กบั ผปู้ ระกอบการ ชว่ ยสกดั โจทยว์ จิ ยั ทจี่ ะเปน็ ประโยชน์ ต่อการพฒั นาธรุ กจิ ในอนาคตต่อไป สว่ นงานการตดิ ตาม โครงการจ�ำนวนมากท้ังที่ด�ำเนินการอยู่และด�ำเนินการเสร็จส้ินไปแล้วจ�ำเป็นจะต้องมีการติดตาม เพอื่ ใหท้ ราบถงึ สถานะการดำ� เนนิ งาน ความตอ้ งการในการปรบั แกข้ อบเขตของงาน และสำ� หรบั งาน ทเ่ี สรจ็ สนิ้ แลว้ จำ� เปน็ ตอ้ งทราบถงึ ผลการนำ� ผลงานวจิ ยั ไปใชป้ ระโยชนต์ อ่ ไป ซงึ่ อาจจะสามารถนำ� ไป พัฒนาตอ่ หรืออาจใช้ไดจ้ ริงแล้ว ทัง้ นี้ เพื่อประเมินแนวทางในการใหท้ นุ สนับสนุนต่อไป ส�ำนกั งานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) 177
178 นวัตกรรมการบรหิ ารจดั การงานวิจัย การบริหารจดั การส่เู ปา้ หมาย การบรหิ ารโครงการวจิ ยั ของ พวอ. แบง่ ไดอ้ อกเปน็ 2 ลกั ษณะ คอื แบบตง้ั รบั และแบบเชงิ รกุ ในสว่ น “แบบตงั้ รบั ” คอื การรอใหน้ กั วจิ ยั ซง่ึ สว่ นใหญค่ อื คณาจารยใ์ นมหาวทิ ยาลยั ที่ (โดยสว่ นใหญ่ อีกเช่นกัน) ท�ำงานผ่านการเรียนการสอนในระดับปริญญาโทและปริญญาเอก ซึ่งคณาจารย์เหล่าน้ี จะมีความสัมพันธ์อันดีกับผู้ประกอบการหลากหลายแห่ง และจะร่วมบูรณาการกับผู้ประกอบการ ที่ตัวเองคุ้นเคยในการสร้างโจทย์วิจัยเพื่อแก้ไขปัญหาของผู้ประกอบการ โดยอาจจะเป็นโจทย์ การค้นหาผลิตภัณฑ์ใหม่ ๆ โจทย์การแก้ไขปัญหาการผลิต โจทย์การตอบค�ำถามคาใจในคุณภาพ ผลติ ภณั ฑข์ องตวั เอง หรอื โจทยก์ ารแกไ้ ขปญั หาสงิ่ แวดลอ้ ม หลายตอ่ หลายโจทยเ์ ปน็ โจทยท์ ต่ี อ้ งการ ค�ำตอบเรว็ ซ่งึ ไมเ่ หมาะกบั การให้นักเรยี นมาช่วยท�ำ เพราะนกั เรยี นจะใชเ้ วลานานในการหาค�ำตอบ (เพราะตอ้ งเรยี น ตอ้ งสอบ ตอ้ งโนน่ นี่ เยอะแยะ แตก่ เ็ ปน็ สว่ นหนง่ึ ของการเรยี นการสอนในลกั ษณะน)ี้ และอกี หลายตอ่ หลายโจทยเ์ ปน็ แบบทร่ี อได้ ซงึ่ เมอ่ื ไดโ้ จทยแ์ ลว้ คณาจารยจ์ ะมวี ธิ กี ารในการเขยี นขอ้ เสนอโครงการเพือ่ แก้ไขโจทยน์ น้ั ๆ และนำ� เสนอเข้ามาท่ี พวอ. ตามลกั ษณะความต้องการของการ แกป้ ญั หา ซงึ่ อาจจะเปน็ ทนุ ปรญิ ญาโท ปรญิ ญาเอก หรอื ทนุ อนื่ ๆ ทก่ี ลา่ วถงึ ขา้ งตน้ แลว้ กไ็ ด้ แนวทาง การด�ำเนินการแบบต้ังรับนี้ เป็นกลยุทธพื้นฐานของ พวอ. และเกิดโจทย์วิจัยในลักษณะน้ีมากกว่า 90% ของโจทยท์ ง้ั หมด แนวทางในการดำ� เนนิ งานแบบ “เชงิ รกุ ” เปน็ อกี รปู แบบที่ พวอ. สรา้ งไวส้ ำ� หรบั ผปู้ ระกอบการ รายย่อยท่ีมักไม่มีบุคลากรด้านวิจัยในสถานประกอบการของตนเอง ซ่ึง พวอ. จะมีทีมคณาจารย์ กลุ่มหน่ึงช่วยประสานงานและด�ำเนินการเข้าพบผู้ประกอบการ (อาจจะผ่านสมาคมวิชาชีพต่าง ๆ หรอื ผา่ นหนว่ ยงานพนั ธมติ รอนื่ ๆ) และชว่ ยพฒั นาโจทยร์ วมถงึ ขอ้ เสนอเชงิ หลกั การสนั้ ๆ ทส่ี อดคลอ้ ง กับความต้องการของผู้ประกอบการนั้น ๆ หลังจากนั้นจึงไปเสาะหานักวิจัยท่ีเช่ียวชาญเฉพาะด้าน เพอื่ มาพฒั นาขอ้ เสนอโครงการทเ่ี หมาะสมตอ่ ไป แนวทางแบบนี้ แมจ้ ะดเู หมอื นใชเ้ วลาและทรพั ยากร บุคคลคอ่ นขา้ งมาก แตช่ ว่ ยให้การทำ� งานของ พวอ. มมี ิตมิ ากขึน้ และทำ� ใหผ้ ้ปู ระกอบการรจู้ กั พวอ. และ สกว. มากข้นึ ดว้ ย
พลวตั การบริหารจัดการทุนวจิ ัย จากประสบการณ์ในการบรหิ ารโครงการ คปก. อตุ สาหกรรม และทุนโครงการ MAG ท�ำให้ สกว. ค่อนข้างมนั่ ใจในการออกแบบโครงสรา้ งการใหท้ นุ ท่มี ีอยู่ ซง่ึ ถอื เป็นข้อไดเ้ ปรียบของโครงการ พวอ. แตแ่ นน่ อนวา่ ศาสตรข์ องการใหท้ นุ ตอ้ งมพี ลวตั เพอ่ื ใหส้ อดคลอ้ งกบั สภาพสงั คมทเี่ ปลยี่ นแปลง ไป ทางทีมงาน พวอ. จึงจ�ำเป็นตอ้ งเปิดโลกทศั น์ใหก้ วา้ งไว้ และคอยสอดสอ่ งดูความเคลื่อนไหวของ หนว่ ยงานพนั ธมติ รทมี่ เี ปา้ หมายในการพฒั นาคลา้ ยกนั เพอื่ สรา้ งความแขง็ แกรง่ ในการทำ� งานรว่ มกนั (synergy) ในการพัฒนาอตุ สาหกรรมไทยต่อไป ข้อจ�ำกัดการท�ำงานของหน่วยงานให้ทุนโดยท่ัวไปจะมีความคล้ายคลึงกัน คือ การจัดการ ทรัพยากรบุคคลให้เหมาะกับสภาพงาน เนื่องจากทุนส่วนใหญ่ของ พวอ. จะเป็นทุนการศึกษาซ่ึง โดยธรรมชาตแิ ลว้ จะใชเ้ วลาคอ่ นขา้ งนาน กวา่ จะสามารถปดิ โครงการได้ ดงั นนั้ จะเกดิ การสะสมของ จำ� นวนทนุ มากขึ้นทกุ ปี โดยเฉพาะในชว่ งแรกเริม่ ดำ� เนนิ งานทใ่ี หท้ นุ ออกไปเรอื่ ย ๆ โดยไม่มกี ารปดิ ทุน ท�ำให้เกิดปัญหาความไม่ทั่วถึงในการดูแลผู้รับทุน ซ่ึงปัญหานี้น่าจะสามารถแก้ไขได้โดยการใช้ ระบบ IT มาช่วยในการดำ� เนนิ งานมากข้ึน อยา่ งไรกต็ าม หากไมด่ ใู นรายละเอยี ดของการดำ� เนนิ งาน แตม่ องภาพรวมของความพยายาม ในการใช้ “งานวจิ ยั ” ช่วยพัฒนาอตุ สาหกรรมไทย พบว่า ความรว่ มมอื ระหว่างภาคอตุ สาหกรรม และภาควิชาการยังไม่อยู่ในระดับที่น่าพึงพอใจ อาจเป็นเพราะผู้ประกอบการรายย่อยส่วนใหญ่ยัง มองไม่เห็นถึงประโยชน์ของการลงทุนในงานวิจัย ท�ำให้การวิจัยส่วนใหญ่ถูกจ�ำกัดอยู่กับผู้ประกอบ การรายใหญ่ และถึงแม้ในปจั จบุ ัน ภาครฐั จะมกี ลไกในการสนบั สนนุ ใหผ้ ู้ประกอบการลงทุนในงาน วิจัยและนวัตกรรมมากข้ึน แต่ยังเห็นผลไม่ชัดเจนมากนัก ด้วยเหตุผลดังกล่าว ท�ำให้คณาจารย์ใน มหาวิทยาลัยไม่ค่อยมีโอกาสใช้ความรู้ความสามารถในการยกระดับผู้ประกอบการ ท�ำให้ความรู้ใน มหาวิทยาลยั หยดุ น่งิ ไม่ค่อยก้าวหน้า ตามโลกไม่ทนั กลายเปน็ ปัญหางูกนิ หาง ซ่งึ ถอื เปน็ อปุ สรรค ส�ำคญั ของการพฒั นาทางด้านวทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยขี องประเทศไทย ในภาพรวม พวอ. ไดม้ คี วามพยายามในการสรา้ งทนุ วจิ ยั ใหค้ รอบคลมุ ตลอดวฏั จกั รชวี ติ ของนกั วจิ ยั ตงั้ แตเ่ รม่ิ เรยี น (ทนุ ปรญิ ญาโท ปรญิ ญาเอก) จบใหม่ (ทนุ IRF) และเปน็ นกั วจิ ยั มอื อาชพี (ทนุ SuRF และทุน RISE) เป็นกลไกที่ช่วยสร้างให้เกิดความก้าวหน้าในวิชาชีพวิจัย และถือเป็นส่วนหน่ึงของ ความพยายามจากหลายภาคส่วนในการยกระดบั ผปู้ ระกอบการไทยด้วยการวิจยั และนวตั กรรม ส�ำนักงานกองทนุ สนับสนุนการวจิ ัย (สกว.) 179
180 นวตั กรรมการบรหิ ารจัดการงานวจิ ัย โครงการ วพฒัิจยันานเคารือนขา่ายชาติ รองศาสตราจารย์ ดร.วรญั ญา วอ่ งวทิ ย์ ผชู้ ่วยผอู้ ำ� นวยการดา้ นเครือขา่ ยวิจยั นานาชาติและวิเทศสมั พันธ์ สำ� นักงานกองทนุ สนับสนนุ การวิจัย (2559-2560) ณภาภชั จนั ทรอ์ ุดม เจ้าหนา้ ท่บี รหิ ารงานโครงการ โครงการพัฒนาเครอื ขา่ ยวจิ ยั นานาชาติ ส�ำนกั งานกองทนุ สนับสนุนการวจิ ยั สกว. เลง็ เห็นความส�ำคญั ในการพัฒนาศกั ยภาพและขดี ความสามารถในการวิจัยใหม้ คี วามเข้มแข็ง สามารถน�ำผลวิจัยไปใชแ้ กป้ ญั หาสำ� คัญในดา้ นเศรษฐกิจ สังคม เทคโนโลยี และนวัตกรรมของชาติ ซง่ึ มคี วามสำ� คญั ยง่ิ ในการนำ� พาประเทศไปสคู่ วามกา้ วหนา้ และชว่ ยแกป้ ญั หาในเรอ่ื งทม่ี คี วามสำ� คญั ตามนโยบายและยุทธศาสตร์การวิจัยของชาติ จึงจัดให้มีโครงการพัฒนาเครือข่ายวิจัยนานาชาติ (International Research Network หรือ IRN) ในปี พ.ศ. 2556 และเร่มิ ใหก้ ารสนบั สนนุ ทุนวิจยั ในปีงบประมาณ 2557 โดยคาดหวงั ให้เปน็ ส่วนหนึง่ ในการสนับสนุนใหเ้ กดิ ผลงานวจิ ยั ทมี่ ผี ลกระทบ สงู เกดิ ความรว่ มมือระหว่างนกั วิจยั ชว่ ยสรา้ งมวลวกิ ฤต (critical mass) ระหว่างนกั วิจัยไทยกับ นักวิจัยในตา่ งประเทศ ในประเด็นหัวข้อของแต่ละเครือขา่ ย หลากหลายสถาบนั และจากหลากหลาย สาขาในประเทศ เกดิ ผลงานความรทู้ ่ีไดร้ บั การยอมรบั ไดร้ บั การตพี มิ พ์ในวารสารนานาชาตมิ ากขนึ้ ท่สี ำ� คญั ได้รบั การอ้างองิ อย่างแพรห่ ลายทว่ั โลก
นวัตกรรมการบริหารจดั การวจิ ัยแบบ “เครือขา่ ย” จากความส�ำเร็จของ สกว. ในการด�ำเนินการโครงการปริญญาเอกกาญจนาภิเษก (คปก.) ดว้ ยการสนบั สนนุ ทนุ ผลติ นกั วจิ ยั ระดบั ปรญิ ญาเอกทม่ี ผี ลงานวจิ ยั ไดม้ าตรฐานสากล โดยรบั ทนุ ศกึ ษา ในหลักสูตรนานาชาติของมหาวิทยาลัยในไทย แต่มีโอกาสไปท�ำวิจัยกับอาจารย์ที่ปรึกษาร่วมใน มหาวทิ ยาลัยตา่ งประเทศ แม้จะเปน็ เวลาไมน่ าน แตก่ ็ชว่ ยเสรมิ สร้างความสามารถของดษุ ฎบี ัณฑติ ไทยให้มีคุณภาพมากข้ึน จุดประกายให้ สกว. เห็นว่า หากแยกงานข้ึนใหม่ด�ำเนินการในรูปแบบ “โครงการพัฒนาเครอื ขา่ ยวิจัยนานาชาติ” หรือ พคน. หรือ IRN จะชว่ ยสนบั สนนุ ความสำ� เรจ็ ของการผลิตนักวิจัยและงานวิจัยระดับสูงได้ โดยเปิดโลกทัศน์ของนักศึกษาปริญญาเอกของไทย ให้มีโอกาสท�ำงานวิจัยในลักษณะเป็นกลุ่มวิจัยหรือเป็นเครือข่ายวิจัย เพื่อให้เกิดความร่วมมือ (collaboration) ในลักษณะสหสาขาวิชา (multidisciplinary) มีอาจารย์ที่ปรึกษาชาวต่างชาติ ควบคุมดูแลอย่างใกล้ชิด เป็นจุดเริ่มต้นของการสร้างเครือข่ายความร่วมมือระดับนานาชาติ เมื่อนักศกึ ษาส�ำเร็จการศกึ ษาแล้ว ยังช่วยสรา้ งความสัมพนั ธข์ องกลุ่มอาจารย์ทป่ี รกึ ษาวทิ ยานพิ นธ์ ชาวไทยและอาจารย์ที่ปรกึ ษาต่างชาตไิ ด้อย่างดีและตอ่ เนอ่ื งอกี ดว้ ย ส�ำนักงานกองทนุ สนับสนุนการวิจยั (สกว.) 181
182 นวตั กรรมการบรหิ ารจดั การงานวจิ ยั พัฒนาการ โครงการพฒั นาเครือข่ายวจิ ัยนานาชาติ ในปี 2555 ศาสตราจารย์ ดร.อมเรศ ภมู ริ ตั น ผอู้ ำ� นวยการโครงการปรญิ ญาเอกกาญจนาภเิ ษก (ขณะนน้ั ) ไดเ้ ล็งเห็นวา่ การสนับสนุนทนุ นกั ศกึ ษาปริญญาเอกผ่าน คปก. ทผ่ี ่านมา กอ่ ใหเ้ กิดความ รว่ มมอื กับนักวจิ ยั และสถาบนั ในตา่ งประเทศจำ� นวนมาก จงึ นา่ จะใช้กลไกการสรา้ งความร่วมมือกบั นกั วจิ ยั ตา่ งประเทศท่ี คปก. มอี ยู่ ใหเ้ กดิ เปน็ เครอื ขา่ ยวจิ ยั นานาชาติ เพอื่ สนบั สนนุ ใหเ้ กดิ ผลงานวจิ ยั ทม่ี ผี ลกระทบสงู ชว่ ยสรา้ งมวลวกิ ฤตระหวา่ งนกั วจิ ยั ไทยกบั นกั วจิ ยั ในตา่ งประเทศ ในประเดน็ หวั ขอ้ ของแตล่ ะเครือขา่ ย จงึ ทดลองทำ� โครงการนำ� รอ่ ง โดยเชญิ นกั วจิ ัยท่ีมีศกั ยภาพในการวิจยั สูง และมี ความรว่ มมอื ทเ่ี ขม้ แขง็ กบั นกั วจิ ยั ในตา่ งประเทศรว่ มหารอื ถงึ โจทยว์ จิ ยั ทส่ี ำ� คญั ของประเทศไทย และ ยงั รว่ มหารือกับหนว่ ยงานสนบั สนนุ ทุนวจิ ัยในตา่ งประเทศ อาทิ Biotechnology and Biological Sciences Research Council (BBSRC) ของประเทศสหราชอาณาจกั ร สถานเอกอคั รราชทตู ฝรง่ั เศส ประจำ� ประเทศไทย และ Uppsala University; The International Science Program (UU; ISP) ของประเทศสวเี ดน เป็นต้น ซึ่งหนว่ ยงานดังกลา่ วเห็นชอบ และพร้อมให้การสนบั สนุนทนุ เครือขา่ ย วจิ ัยของ คปก. อีกดว้ ย ตอ่ มาในปี 2556 สกว. จงึ ไดเ้ สนอของบประมาณประจำ� ปี 2557 จากโครงการ Flagship และได้ รบั งบประมาณในการจดั สรรทนุ โครงการพฒั นาเครอื ขา่ ยวจิ ยั นานาชาติ ซง่ึ ทนุ นส้ี ามารถสนบั สนนุ ได้ ทง้ั ทนุ วจิ ยั ทนุ พฒั นาเครอื ขา่ ย ทนุ ผลติ ดษุ ฎบี ณั ฑติ และทนุ ผรู้ ว่ มวจิ ยั หลงั ปรญิ ญาเอก สกว. จงึ เหน็ วา่ หากแยกงานทนุ สนบั สนนุ ดงั กลา่ วออกจาก คปก. จะทำ� ใหก้ ารทำ� งานคลอ่ งตวั ขน้ึ การสนบั สนนุ อาจ ท�ำได้ในรูปแบบของการแลกเปล่ียนวิชาการ (Mobility Fund) ของนักศึกษาไทย อาจารย์ไทย และอาจารยต์ า่ งประเทศ ผา่ นการสนบั สนนุ ทนุ ผชู้ ว่ ยวจิ ยั และทนุ สำ� หรบั การศกึ ษาระดบั ดษุ ฎบี ณั ฑติ ทุนผู้ร่วมวิจัยหลังปริญญาเอก และทุนส�ำหรับท�ำวิจัย ผ่านการสนับสนุนทุนของโครงการพัฒนา เครอื ขา่ ยวจิ ยั นานาชาติ ซง่ึ จะสามารถยกระดบั ความรว่ มมอื กบั นานาชาติ และกอ่ ใหเ้ กดิ ความรว่ มมอื ในการให้ทนุ สนบั สนนุ งานวจิ ัย (Joint Research Fund) และในทส่ี ดุ เกิดเป็นหน่วยวิจัยนานาชาติ (Joint Research Center) ขน้ึ ได้ในประเทศไทย สกว. ได้แต่งต้งั ผชู้ ว่ ยผอู้ ำ� นวยการ สกว. ปี 2557 รศ. ดร.ปาริฉัตร หงสประภาส ด้านเครือข่ายวิจัยนานาชาติและวเิ ทศสมั พันธ์ ปี 2558 รศ. ดร.นสพ.พงศ์ราม รามสตู มาก�ำกับดูแลโครงการพฒั นาเครอื ข่ายวิจยั ปี 2559-2560 รศ. ดร.วรัญญา ว่องวิทย์ ปี 2561 รศ. ดร.นพ.พงศกร ตันตลิ ปี กิ ร นานาชาติ ตัง้ แตป่ ี 2557 ถงึ ปจั จุบัน รวม 4 คน
ทนุ วจิ ยั เครอื ขา่ ยตอบโจทยว์ จิ ยั ที่ใหญข่ น้ึ ความซับซ้อนของวิถีชีวิตและความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีในปัจจุบัน ท�ำให้งานวิจัยมีความ ซบั ซอ้ นตามไปดว้ ย การวจิ ยั แบบสหสาขาวชิ าในลกั ษณะเครอื ขา่ ยทม่ี กี ารใชท้ รพั ยากรและศกั ยภาพ ร่วมกัน จงึ เปน็ ทางเลือกท่ีจะตอบสนองต่อการพัฒนาอย่างไม่มีทส่ี ิ้นสดุ สกว. เป็นแหลง่ ทุนแหง่ แรก (และยงั คงเปน็ แหลง่ ทนุ เดียว) ท่ีนอกจากสนับสนุนการวจิ ัยของ นกั วจิ ัยหรือกลมุ่ นักวิจยั ชาวไทยแลว้ ยงั ขยายการสนับสนนุ การวิจยั ของ “เครอื ขา่ ย” การวจิ ยั ของ นักวิจัยชาวไทยและนักวิจัยชาวต่างชาติที่มีความสนใจในเร่ืองเดียวกัน โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) พฒั นาหรอื ตอ่ ยอดเครอื ขา่ ยวจิ ยั ระดบั นานาชาตทิ มี่ อี ยแู่ ลว้ และมโี จทยว์ จิ ยั ทจ่ี ำ� เพาะและชดั เจน มอี งคป์ ระกอบทส่ี ำ� คญั คือ นักวิจยั ไทย นกั วจิ ัยต่างประเทศ องคก์ รภาครัฐและภาคเอกชนของไทย และองค์กรของต่างประเทศ 2) สนับสนนุ ให้เครอื ขา่ ยได้วจิ ัยเพ่ือผลติ ผลงานวจิ ยั ระดบั นานาชาตใิ น ลักษณะองค์ความรแู้ ละนวตั กรรม เพือ่ ประโยชนเ์ ชงิ พาณิชย์ นโยบาย และ/หรือ เพอื่ พฒั นาชุมชน ที่ส่งผลกระทบสูงทั้งทางด้านสังคมและเศรษฐกิจ 3) สนับสนุนให้เครือข่ายวิจัยยกระดับศักยภาพ งานวิจัยของประเทศ 4) น�ำไปสู่การพัฒนาระบบงานวิจัยของประเทศ สร้างความเข้มแข็งในด้าน ความเป็นนานาชาตแิ ละดา้ นวิจัยให้กบั มหาวทิ ยาลัยและหนว่ ยงานวจิ ยั ของประเทศไทย “เครือข่าย” ของ สกว. เป็นขบวนการทางสังคมท่ีเกิดจากการสร้างความสัมพันธ์ระหว่าง บุคคล กลุ่มบุคคล องค์กร สถาบัน โดยมีเป้าหมาย วัตถุประสงค์ และความต้องการท่ีคล้ายกัน ร่วมกันด�ำเนินกิจกรรมบางอย่างโดยสมาชิกของเครือข่าย โดยคงความเป็นเอกเทศไม่ข้ึนต่อกัน กิจกรรมท่เี ครอื ขา่ ยท�ำร่วมกันอาจเรม่ิ จากการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ ขอ้ มูลขา่ วสาร ประสบการณ์ และ พฒั นาไปสูก่ ารวางแผนเพ่อื ด�ำเนินกจิ กรรมบางอย่างร่วมกัน ส�ำหรับประเด็นของการท�ำวิจัยร่วมกันนั้น “เครือข่ายวิจัย” ท่ีดีต้องมีเป้าหมายการวิจัย ที่ชัดเจน มีสมาชิกจากหลากหลายสาขาวิชามาทำ� งานวิจัยและได้รับประโยชน์ร่วมกัน มีทรัพยากร สนับสนนุ การทำ� วจิ ยั เช่น ทุน เครือ่ งมือ อปุ กรณ์ สถานที่ รวมถงึ ผู้ชว่ ยวิจยั มีการประสานงานกบั หนว่ ยงานอืน่ เพอื่ รบั การสนบั สนุนที่เพ่ิมมากข้ึน และมีกจิ กรรมร่วมกนั อย่างสม�่ำเสมอและต่อเน่อื ง สำ� นกั งานกองทนุ สนบั สนุนการวิจัย (สกว.) 183
184 นวตั กรรมการบริหารจัดการงานวิจัย การคัดกรองเครอื ข่าย โครงการพฒั นาเครือข่ายวจิ ยั นานาชาติ ให้ความสำ� คญั อย่างมากกับนักวจิ ยั หลัก (Principal Investigator หรอื PI) ซงึ่ ทำ� หนา้ ทปี่ ระสานงานเครอื ขา่ ยในการเปดิ รบั ขอ้ เสนอโครงการ โดยกำ� หนด คุณสมบัตขิ องนักวจิ ยั หลักไว้ดงั นี้ 1. อายุไม่เกิน 62 ปี (นับถึงวันย่ืนใบสมัคร) และในกรณีมีอายุตั้งแต่ 57 ปีขึ้นไป ต้นสังกัด ต้องรับรองว่าจะสามารถอยู่ท�ำงานกับต้นสังกัดได้นานพอที่จะสามารถด�ำเนินโครงการให้ แล้วเสร็จ 2. เปน็ ผทู้ สี่ ำ� เรจ็ การศกึ ษาระดบั ปรญิ ญาเอกหรอื เทยี บเทา่ และทำ� งานประจำ� สงั กดั อยใู่ นสถาบนั อุดมศึกษาในประเทศไทยที่มีหลักสูตรปริญญาเอกรองรับการท�ำงานของเครือข่ายวิจัย นานาชาติทยี่ น่ื เสนอขอรับการสนบั สนุน 3. เปน็ ผทู้ ท่ี ำ� วจิ ยั อยา่ งตอ่ เนอ่ื ง มปี ระสบการณส์ งู ในดา้ นทเ่ี สนอขอทนุ มศี กั ยภาพเทยี บเคยี งไดก้ บั นักวิจัยระดับศาสตราจารย์ (ในช่วง 5 ปีท่ีผ่านมา) โดยเฉพาะอย่างย่ิงในสาขาวิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยี และสาขามนษุ ยศาสตรแ์ ละสงั คมศาสตร์ ดงั นี้ • สาขาวิทยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี ตอ้ งมผี ลงานวจิ ยั ทไี่ มใ่ ชผ่ ลงานจากการทำ� วทิ ยานพิ นธไ์ ดร้ บั การตพี มิ พใ์ นวารสารวชิ าการ ระดับนานาชาติทีอ่ ย่ใู นฐานขอ้ มลู ISI Web of Science (SCI) ในช่วง 5 ปีท่ผี า่ นมาโดยมี ค่า impact factor รวมกันไม่ต�่ำกว่า 5.0 และต้องเป็นเจ้าของบทความชื่อแรกหรือเป็น corresponding author ไมน่ ้อยกวา่ 5 เร่อื ง (สกว. จะพจิ ารณาบทบาทและการมสี ว่ นร่วม ในการวิจยั และเขียนบทความวิจัย การไดเ้ ปน็ corresponding author มคี วามสำ� คัญต่อการ พจิ ารณา) และนบั จากการจบการศกึ ษาระดบั ปรญิ ญาเอกตอ้ งเปน็ ผทู้ ม่ี ี h-index ในฐานขอ้ มลู Scopus ไมต่ ำ่� กว่า 10 • สาขามนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ นับจากการจบการศึกษาระดับปริญญาเอกต้องมีผลงานวิจัยท่ีไม่ใช่ผลงานจากการท�ำ วิทยานิพนธ์ได้รับการตีพิมพ์ในวารสารวิชาการระดับนานาชาติท่ีอยู่ในฐานข้อมูล ISI Web of Science (SCI) และ/หรือ Scopus ฐานขอ้ มลู ดา้ นมนษุ ยศาสตร์และสงั คมศาสตรท์ ่ี สกว. ยอมรับ โดยเป็นเจ้าของบทความช่ือแรกหรือเป็น corresponding author หรือมีหนังสือ ตำ� รา เอกสารทางวชิ าการ (monograph) ทต่ี พี ิมพ์ในระดบั นานาชาติ ไมน่ ้อยกว่า 5 เรือ่ ง
4. มีประสบการณ์และผลงานการสร้างเครือข่ายวิจัยกับนักวิจัยต่างประเทศอย่างต่อเน่ือง เช่น การจัดประชุมวชิ าการ การตพี มิ พผ์ ลงานวิจัยร่วมกัน (co-publication) การคุมวิทยานิพนธ์ ร่วมกนั (co-advisor) โดยมเี อกสารทเี่ กยี่ วขอ้ งตามขา้ งตน้ แนบส่งให้ สกว. รว่ มกบั ใบสมคั ร 5. ไม่ดำ� รงตำ� แหน่งผู้บรหิ ารต้งั แต่ระดับคณบดขี นึ้ ไป 6. เป็นผู้ท่มี ีประวตั ิการรับทุนจาก สกว. ทด่ี ี 7. มคี วามสามารถในการเปน็ ผนู้ ำ� เครอื ขา่ ยวจิ ยั และบรหิ ารจดั การโปรแกรมวจิ ยั เพอ่ื ใหเ้ ครอื ขา่ ย วจิ ัยสามารถด�ำเนินงานได้อย่างต่อเนือ่ งและมปี ระสทิ ธิภาพ 8. เปน็ ผู้มีประวัตกิ ารเป็นอาจารย์ทีป่ รกึ ษาหลักส�ำหรบั นักศึกษาบัณฑติ ศกึ ษา คณะกรรมการจะพิจารณาคุณสมบัติของนักวิจัยร่วม (associate researcher) ร่วมด้วย ทกุ ครง้ั โดยแบง่ เปน็ 2 กรณี คอื กรณีที่ 1 นักวิจยั รว่ มทส่ี ามารถรับนักศึกษาปริญญาเอกได้ และ กรณีที่ 2 นกั วจิ ัยร่วมท่ีไม่สามารถ หรือไมป่ ระสงคท์ ่ีจะรบั นกั ศกึ ษาปรญิ ญาเอกเปน็ ผ้ชู ่วยวิจัย กรณที น่ี กั วจิ ยั รว่ มประสงคจ์ ะขอทนุ ใหแ้ กผ่ ชู้ ว่ ยวจิ ยั ทเ่ี ปน็ นกั ศกึ ษาปรญิ ญาเอก ตอ้ งมคี ณุ สมบตั ิ เบอื้ งตน้ คอื 1. มอี ายไุ ม่เกนิ 62 ปี (นับถึงวันย่นื ใบสมคั ร) และในกรณมี ีอายุตั้งแต่ 57 ปีขึน้ ไป ต้นสงั กัดต้อง รับรองวา่ จะสามารถอยู่ท�ำงานกับต้นสงั กัดได้นานพอที่สามารถด�ำเนนิ โครงการให้แล้วเสร็จ 2. เป็นผู้ที่ส�ำเร็จการศึกษาระดับปริญญาเอกหรือเทียบเท่า และท�ำงานประจ�ำสังกัดอยู่ใน สถาบนั อดุ มศึกษาหรอื หน่วยงานในประเทศไทย 3. เป็นผู้ที่ท�ำวิจัยอย่างต่อเนื่อง (มีประสบการณ์สูงในด้านที่เสนอขอทุน มีศักยภาพเทียบเคียง ได้กับนักวิจัยระดับศาสตราจารย์ รองศาสตราจารย์ และผู้ช่วยศาสตราจารย์) ในช่วง 5 ปี ทผ่ี า่ นมา โดยเฉพาะอยา่ งยง่ิ สำ� หรบั สาขาวทิ ยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี และสาขามนษุ ยศาสตร์ และสงั คมศาสตร์ สาขาวิทยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี ตอ้ งมผี ลงานวจิ ยั ทไ่ี มใ่ ชผ่ ลงานจากการทำ� วทิ ยานพิ นธไ์ ดร้ บั การตพี มิ พใ์ นวารสารวชิ าการ ระดบั นานาชาติท่อี ยู่ในฐานขอ้ มูล ISI Web of Science (SCI) ในช่วง 5 ปีท่ผี า่ นมา โดยเปน็ เจา้ ของบทความชอื่ แรกหรอื เปน็ corresponding author ไมน่ อ้ ยกวา่ 3 เรอ่ื ง (สกว. จะพจิ ารณา บทบาทและการมีส่วนร่วมในการวิจัย และเขียนบทความวิจัย การได้เป็น corresponding author มีความส�ำคญั ตอ่ การพิจารณา) สำ� นักงานกองทุนสนับสนนุ การวจิ ยั (สกว.) 185
186 นวตั กรรมการบรหิ ารจัดการงานวจิ ยั สาขามนษุ ยศาสตรแ์ ละสังคมศาสตร์ นับจากการจบการศึกษาระดับปริญญาเอกต้องมีผลงานวิจัยท่ีไม่ใช่ผลงานจากการท�ำ วทิ ยานพิ นธไ์ ดร้ บั การตพี มิ พใ์ นวารสารวชิ าการระดบั นานาชาตทิ อ่ี ยใู่ นฐานขอ้ มลู ISI Web of Science (SCI) และ/หรือ Scopus ฐานข้อมูลด้านมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ท่ี สกว. ยอมรับ โดยเป็นเจ้าของบทความชื่อแรกหรือเป็น corresponding author หรือมีหนังสือ ต�ำรา เอกสารทางวชิ าการ (monograph) ทีต่ ีพมิ พใ์ นระดับนานาชาติ ไม่นอ้ ยกวา่ 3 เร่ือง 4. เปน็ ผู้ทม่ี ปี ระวตั ิการรับทนุ จาก สกว. ทดี่ ี 5. เป็นผมู้ ปี ระวัติการเป็นอาจารย์ที่ปรกึ ษาหลักส�ำหรบั นกั ศกึ ษาบณั ฑติ ศึกษา กรณีท่ีนักวิจัยร่วมไม่สามารถ/ไม่ประสงค์ที่จะขอทุนให้แก่ผู้ช่วยวิจัยท่ีเป็นนักศึกษาปริญญา เอก ตอ้ งมคี ณุ สมบัติ ดังน้ี 1. มีอายไุ ม่เกนิ 62 ปี (นับถึงวันยนื่ ใบสมัคร) และในกรณีมอี ายุตงั้ แต่ 57 ปีขนึ้ ไป ตน้ สงั กดั ตอ้ ง รบั รองวา่ จะสามารถอยู่ทำ� งานกบั ต้นสังกดั ได้นานพอทส่ี ามารถด�ำเนินโครงการใหแ้ ลว้ เสร็จ 2. เปน็ ผทู้ สี่ ำ� เรจ็ การศกึ ษาระดบั ปรญิ ญาเอกหรอื เทยี บเทา่ และทำ� งานประจำ� สงั กดั อยใู่ นสถาบนั อุดมศึกษาหรอื หนว่ ยงานในประเทศไทย 3. เป็นผู้ที่ท�ำวิจัยอย่างต่อเน่ือง (มีประสบการณ์ในด้านท่ีเสนอขอทุน มีศักยภาพอย่างน้อย เทยี บเคยี งไดก้ บั นกั วจิ ัยระดับผู้ช่วยศาสตราจารย์ และ ดร.) ในชว่ ง 5 ปที ผ่ี ่านมา โดยเฉพาะ อยา่ งยง่ิ สำ� หรับสาขาวิทยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี และสาขามนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ สาขาวิทยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี ตอ้ งมผี ลงานวจิ ยั ทไี่ มใ่ ชผ่ ลงานจากการทำ� วทิ ยานพิ นธไ์ ดร้ บั การตพี มิ พใ์ นวารสารวชิ าการ ระดับนานาชาติทีอ่ ยูใ่ นฐานขอ้ มลู ISI Web of Science (SCI) ในช่วง 5 ปีทีผ่ า่ นมา โดยเป็น เจา้ ของบทความชอื่ แรกหรอื เปน็ corresponding author ไมน่ อ้ ยกวา่ 1 เรอ่ื ง (สกว. จะพจิ ารณา บทบาทและการมีส่วนร่วมในการวิจัยและเขียนบทความวิจัย การได้เป็น corresponding author มคี วามสำ� คัญตอ่ การพิจารณา) สาขามนษุ ยศาสตรแ์ ละสังคมศาสตร์ นับจากการจบการศึกษาระดับปริญญาเอกต้องมีผลงานวิจัยที่ไม่ใช่ผลงานจากการท�ำ วิทยานิพนธ์ได้รับการตีพิมพ์ในวารสารวิชาการระดับนานาชาติท่ีอยู่ในฐานข้อมูล ISI Web of Science (SCI) และ/หรือ Scopus ฐานข้อมูลด้านมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ที่ สกว. ยอมรบั โดยเปน็ เจา้ ของบทความชอ่ื แรกหรอื เปน็ corresponding author หรอื มหี นงั สอื ต�ำรา เอกสารทางวชิ าการ (monograph) ท่ตี พี ิมพใ์ นระดบั นานาชาติ ไม่นอ้ ยกวา่ 1 เรอื่ ง
ส�ำหรับนักวิจัยต่างชาติท่ีร่วมเป็นเครือข่ายวิจัย พคน. ให้ความส�ำคัญด้านคุณสมบัติเป็นรอง แต่จะพิจารณาโครงสร้างและความมั่นคงของเครือข่าย และความสัมพันธ์ของนักวิจัยไทยท่ี สมัครขอรับทุนกับนักวิจัยต่างชาติ เนื่องจากมีนักวิจัยบางรายประสานความร่วมมือเพียงเพ่ือ ขอรบั การสนบั สนุนทนุ พคน. เปน็ การเฉพาะกจิ เทา่ นัน้ คลสั เตอรว์ ิจยั สกว. เปน็ ผกู้ ำ� หนดกรอบการวจิ ยั โดยเปลย่ี นแปลงไปทกุ ปตี ามสถานการณห์ รอื เปน็ เรอื่ งทอี่ ยู่ ในกระแส เพอ่ื ต้องการใช้ผลจากการวจิ ยั เป็นแนวทางแก้ไขปญั หาน้นั ๆ สว่ นเร่ืองการกำ� หนดหวั ข้อ การวิจยั เปน็ หนา้ ทขี่ องนกั วิจัย สกว. ได้มีการก�ำหนดกรอบโจทย์วิจัยท่ีจะให้การสนับสนุนทุนในแต่ละปี โดยพิจารณาตาม ประเด็นวจิ ยั เชิงยทุ ธศาสตร์ (Strategic Research Issue หรือ SRI) และงานวิจยั มุ่งเป้า (Targeted Research Issue หรอื TRI) ทไี่ ดม้ กี ารกำ� หนดในยทุ ธศาสตรข์ อง สกว. รวมทง้ั พจิ ารณาตามโจทยท์ เ่ี ปน็ ความต้องการของประเทศเป็นส�ำคัญ ตัวอย่างปี 2557 ซ่ึงเป็นปีแรกของการเริ่มสนับสนุนทุน กรอบวิจัยที่ให้การสนับสนุนมี 5 คลัสเตอร์วิจัย ได้แก่ 1) การจัดการทรัพยากรน�้ำ พ้ืนที่ ป่าไม้ และส่งิ แวดล้อม (Water, Land, Forest and Environmental Management) 2) โลจิสตกิ ส์และ ห่วงโซ่อุปทาน (Logistics and Supply Chains) 3) ความม่ังคงทางอาหารและความปลอดภัย ของอาหาร (Food Security and Food Safety) 4) พลงั งานและพลงั งานทางเลอื ก (Energy and Alternative Energy) และ 5) สขุ ภาพและการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชาการ (Health and Demographic Changes) แตใ่ นปี 2559 สกว. ไดม้ กี ารกำ� หนดกรอบวจิ ยั ใหส้ อดคลอ้ งกบั แผนพฒั นาเศรษฐกจิ และสงั คม ตามยุทธศาสตร์ประเทศในการสร้างฐานเศรษฐกิจที่มั่นคงและย่ังยืน กรอบวิจัยที่ให้การสนับสนุน มี 7 คลัสเตอรว์ ิจยั ได้แก่ 1) ความปลอดภยั ทางอาหาร (Food Safety) 2) สขุ ภาวะของผสู้ งู อายุ (Healthy Aging) 3) ประชาคมอาเซียนและภมู ภิ าคเอเชยี ตะวนั ออก (ASEAN Community and the East Asian Region) 4) การหลดุ พ้นจากกับดักประเทศรายไดป้ านกลาง (Overcoming the Middle Income Trap) โดยเปน็ งานวจิ ยั ดา้ นการสง่ เสรมิ ดา้ นเศรษฐกจิ อตุ สาหกรรมและการสง่ ออก (Industrialization and Export Promotion) นวัตกรรมท่ีช่วยขับเคลื่อนการเจริญเติบโตทาง เศรษฐกิจ (Innovation-driven Economic Growth) ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม และ การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ (Digital Economy and Human Resources Development) 5) กลุ่มโรคไม่ติดต่อ (Non-communicable diseases หรือ NCDs) 6) การผลิตยางพารา (Para-Rubber Production) และ 7) การพัฒนาเขา้ ส่สู ังคมเมือง (Urbanization) สำ� นกั งานกองทนุ สนับสนนุ การวจิ ยั (สกว.) 187
188 นวตั กรรมการบรหิ ารจัดการงานวิจยั การคดั สรรและสนนั สนนุ เครอื ขา่ ย ในแต่ละปี สกว. จะประกาศรับข้อเสนอโครงการวิจัยเครือข่ายวิจัยนานาชาติ มีอาจารย์/ นักวิจัยให้ความสนใจเป็นจ�ำนวนมาก ส่วนหนึ่งพบว่าเป็นการต่อยอดงานวิจัยของเครือข่ายท่ีท�ำ รว่ มกบั ตา่ งชาตอิ ยแู่ ลว้ อกี สว่ นหนงึ่ มองไดว้ า่ เงนิ สนบั สนนุ การวจิ ยั 10 ลา้ นบาท เปน็ เงนิ จำ� นวนมาก นา่ จะเกดิ ประโยชนแ์ กเ่ ครอื ข่ายอย่างสงู สุด (ในปแี รก ๆ ของโครงการฯ จ�ำนวนเงนิ ทุนสงู ถึงทนุ ละ 17 ลา้ นบาท) ตอ่ มา สกว. ไดป้ รบั ปรงุ เกณฑก์ ารพจิ ารณาใหเ้ หมาะสมและสงู ขน้ึ เรอ่ื ย ๆ เพอ่ื ใหม้ น่ั ใจวา่ เครือข่ายทแี่ ขง็ แรงและมีศักยภาพท่จี ะพฒั นาได้เท่าน้ันทจี่ ะไดร้ บั การสนบั สนนุ อาทิ สกว. ไดแ้ บ่ง ขนาดของเงินสนบั สนนุ เป็น 3 ระดับ คอื ขนาดใหญ่ (17 ล้านบาท) ขนาดกลาง (15 ล้านบาท) และ ขนาดเล็ก (12 ลา้ นบาท) เม่อื มผี ู้สมคั รขอรับทนุ มากกวา่ จำ� นวนเงินทีจ่ ะสนบั สนุนได้ กระบวนการ พจิ ารณาจงึ ตอ้ งพถิ พี ถิ นั ในการคดั กรองเครอื ขา่ ยโดยเนน้ คณุ ภาพเปน็ หลกั ตงั้ แตค่ ณุ ภาพ/คณุ สมบตั ิ ของนักวจิ ยั หลกั คณุ ภาพ/คณุ สมบตั ขิ องนักวจิ ยั ร่วม และคณุ ภาพหรือความมน่ั คงของเครอื ขา่ ย คุณภาพของโจทย์วิจัยและความสอดคล้องของโจทย์วิจัยกับกรอบงานวิจัยที่ สกว. ต้ังข้ึน ในแตล่ ะปี ตลอดจน Output, Outcome และ Impact ทง่ี านวจิ ยั จะสง่ มอบใหแ้ กส่ งั คม การพจิ ารณา สนับสนุนทุนของ พคน. มี กระบวนการ 4 ข้ันตอน ดงั น้ี ข้นั ตอนที่ 1 เจ้าหน้าท่ีบริหารโครงการตรวจสอบคุณสมบัติของนักวิจัยหลัก และนักวิจัยร่วม เนน้ ระดับการศกึ ษา ต�ำแหน่งทางวิชาการ ผลงานวิจัย และประสบการณ์การบรหิ าร โครงการวจิ ยั ขนาดใหญ่ ในขนั้ ตอนนจ้ี ะยงั ไมม่ กี ารพจิ ารณาโครงรา่ งงานวจิ ยั ทเ่ี สนอมา ข้นั ตอนท่ี 2 ประกอบด้วยการพิจารณา 2 ส่วน คือ โครงการวิจัย และคุณภาพของเครือข่าย การพิจารณาในส่วนนี้ต้องได้รับความเห็นจากผู้ทรงคุณวุฒิ ซึ่งประกอบด้วย คณะกรรมการซง่ึ ผอู้ ำ� นวยการ สกว. เปน็ ผพู้ จิ ารณาแตง่ ตง้ั ขน้ึ ประกอบดว้ ย ผทู้ รงคณุ วฒุ ิ จากภายนอก และผู้บริหารฝ่ายต่าง ๆ ของ สกว. ซ่ึงเก่ียวข้องกับกรอบงานวิจัยที่ ประกาศออกไป โดยคณะกรรมการจะพิจารณาจาก concept sheet และบทคดั ย่อ ของโครงการวิจัย เกณฑท์ ีใ่ ชใ้ นการพิจารณาสว่ นท่เี ป็นโครงการวจิ ัย ไดแ้ ก่ ความทา้ ทายของโครงการ แนวคิด ใหม่ ๆ การวิจัยข้ามศาสตร์ ความเส่ียงเม่ือเทียบกับประโยชน์ที่ได้รับจากงานวิจัย ความเป็นไปได้ ท่ีจะบรรลุวัตถุประสงค์ที่ตั้งไว้ ความเหมาะสมของระเบียบวิธีวิจัย แผนและก�ำหนดเวลาของ การท�ำวจิ ยั
ส่วนเกณฑ์ท่ีใช้ในการพิจารณาคุณสมบัติของเครือข่าย ได้แก่ บทบาทหน้าที่ของแต่ละ องค์ประกอบและความยั่งยืนของเครือข่าย ความสามารถทางปัญญา และความคิดสร้างสรรค์ของ นักวิจัยหลัก ความส�ำเร็จในอดีต ความสามารถในการสร้างพันธมิตรและยกระดับความร่วมมือกับ นานาชาติ ความสามารถในการถา่ ยทอดและเผยแพรอ่ งคค์ วามรู้ ตลอดจนภาวะผนู้ ำ� ของนกั วจิ ยั หลกั ทั้งน้ี พคน. ไดพ้ ัฒนาแนวทางการประเมินจากการเรียนรวู้ ธิ ีการประเมนิ โครงการภายใตก้ าร สนับสนุนทุน Newton Fund 1 ร่วมกับ เครือข่ายจนได้แบบประเมินท่ีเหมาะสมเป็นของ พคน. ซึ่งมีประเดน็ ทีค่ ณะกรรมการจะต้องพจิ ารณาและขอให้คะแนนสำ� หรับส่วนที่ 1 และส่วนท่ี 2 จาก คะแนนเต็ม 10 รวมคะแนนเฉล่ียส�ำหรับโครงการน้ีจะเป็นเท่าใด ผลของการประเมินในข้ันตอนนี้ จะมีลักษณะดงั ตาราง 1 Newton Fund เป็นทุนความร่วมมือของหลายองค์กรของประเทศสหราชอาณาจักร อาทิ Royal Society, British Academy, British Council, Royal Academy of Engineering, Medical Research Council, Research Councils UK , The Natural Environment Research Council สนบั สนนุ ทนุ วจิ ยั ในหลายโปรแกรม สกว. เป็นองค์กรหนง่ึ ของประเทศไทยที่ได้รว่ มสนับสนนุ ทุนนี้ ทนุ ท่ไี ด้รบั เป็นลกั ษณะ Matching Fund ระหว่าง Newton Fund กบั สกว. (Newton UK-Thailand Research and Innovation Partnership Fund) โดย พคน. ท�ำหนา้ เป็นผปู้ ระสานงานในนาม สกว. ส�ำนักงานกองทนุ สนบั สนุนการวิจยั (สกว.) 189
190 นวัตกรรมการบริหารจดั การงานวิจัย Score Indicators Excellent 10 The research project is outstanding and represents world-leading standards. Highest priority for funding. 9 The research project is excellent and represents world-leading standards. Very high priority for funding. 8 The research project is very good and contains aspects of excellence. High priority for funding. Good 7 The research project is good and is internationally competitive. Should be funded if possible. 6 The research project is good and on the border between nationally and internationally competitive. Potentially fundable. 5 The research project is good and has some merit but is not a leading edge. It is suitable for funding in principle but in a competitive context is not a priority. Average 4 The research project is good and has some merit but has a number of weaknesses. Not recommended for funding. 3 The research project is satisfactory. It would provide something useful, but fails to provide reasonable evidence and justification for funding. Not recommended for funding. Unacceptable 2 The research project is weak, and has only a few strengths. Not suitable for funding. 1 The research project is unsatisfactory and is unlikely to support students successfully. Not suitable for ท่มี า: Newton Fund funding. 0 For special cases, e.g., flawed in approach, subject to serious difficulties, does not address operational risks, lack of clarity which means it cannot be properly assessed, or outside of the call remit. โครงการวิจยั ใดทมี่ คี ะแนนเฉลยี่ 7 หรือมากกวา่ 7 จะมีโอกาสได้ “ไปต่อ” ซึง่ หมายความว่า พคน. จะตดิ ตอ่ กลบั ไปทผี่ วู้ จิ ยั หลกั เพอื่ ขอใหพ้ ฒั นาโครงรา่ งงานวจิ ยั ฉบบั สมบรู ณ์ แลว้ สง่ มาใหค้ ณะ กรรมการพจิ ารณาในข้นั ตอนต่อไป ขนั้ ตอนท่ี 3 การพิจารณาโครงร่างวิจัยฉบับสมบูรณ์ คณะกรรมการผู้พิจารณาจะต้องรอบรู้ ในศาสตร์น้ันอย่างลึกซ้ึง (content expert) ประกอบด้วย ผู้ทรงคุณวุฒิภายใน ประเทศ 2 ท่าน และผู้ทรงคุณวุฒิจากต่างประเทศ 1 ท่าน ท�ำหน้าที่พิจารณา เนื้อหาของโครงร่างการวิจัย ในการเสนอโครงการ ผู้วิจัยหลักจะระบุผู้ทรงคุณวุฒิ ในสาขาท่เี กีย่ วข้องมาดว้ ย ซ่ึง พคน. จะใช้ประกอบการพจิ ารณาเทา่ นนั้ สว่ นใหญ่ พคน. จะสรรหาผู้ทรงคุณวุฒิเอง โดยขอความอนุเคราะห์จากฝ่ายวิชาการ สกว. หรือ จากการแนะน�ำต่อ ๆ กันมา ซึ่ง พคน. ได้รับความร่วมมือเป็นอย่างดี และ ยังไดร้ บั ข้อคิดเหน็ ท่ีเป็นประโยชนท์ ง้ั ต่อนักวจิ ยั และต่อ พคน. อีกด้วย
ผลของการประเมนิ ในขัน้ ตอนท่ี 3 จะมลี ักษณะใดลกั ษณะหนึง่ ดงั ต่อไปน้ี ผลการประเมิน A หมายถงึ โครงร่างการวิจัยมคี วามสมบรู ณท์ ้ังด้านวิชาการ (scientific merit) เช่น เครือขา่ ยท่มี คี วามมน่ั คง ผลการประเมนิ และมแี นวโนม้ ว่าจะสง่ ผลในอนาคตสามารถ ผลการประเมิน ใหก้ ารสนับสนุนได้ B หมายถึง โครงร่างการวิจยั มีความสมบูรณ์ระดบั หนงึ่ สามารถให้การสนับสนนุ ได้ ถ้ามเี งนิ ทุนเหลือพอ C หมายถึง โครงร่างการวิจยั ยังมขี อ้ บกพร่องอยู่มาก ไมส่ ามารถใหก้ ารสนบั สนุนได้ ขนั้ ตอนที่ 4 เปน็ การพจิ ารณาตดั สนิ รอบสดุ ทา้ ย วา่ โครงการวจิ ยั สมควรไดร้ บั การสนบั สนนุ หรอื ไม่ คณะกรรมการจะเป็นชุดเดียวกับที่พิจารณาโครงการในขั้นตอนที่ 2 โครงการวิจัย ท่ีได้รับการตัดสินให้ได้รับทุนสนับสนุน จะต้องปรับแก้โครงร่างงานวิจัยตามท่ี ผทู้ รงคณุ วฒุ ิได้ให้ความเห็นและเสนอแนะไว้ พรอ้ มส่งข้อเสนอทางการเงนิ ซ่ึงแบง่ หมวดหมู่ตามเกณฑ์ของ สกว. โครงการวจิ ัยใดท่มี คี ะแนนเฉล่ยี 7 หรอื มากกว่า 7 จะมโี อกาสได้ “ไปตอ่ ” ซง่ึ หมายความวา่ พคน. จะติดต่อกลับไปท่ีผู้วิจัยหลัก เพื่อขอให้พัฒนาโครงร่างงานวิจัยฉบับสมบูรณ์ แล้วส่งมาให้ คณะกรรมการพิจารณาในข้นั ตอนต่อไป ส�ำนักงานกองทุนสนับสนุนการวจิ ยั (สกว.) 191
192 นวตั กรรมการบริหารจดั การงานวิจยั ผลการด�ำเนนิ งาน จากปี 2557 ถงึ ปจั จบุ ัน พคน. ไดม้ ีการสนบั สนุนทุนไปแลว้ 19 เครอื ข่าย เกิดความร่วมมือ ระหว่างนักวิจัยไทยและนักวิจัยในต่างประเทศ ตลอดจนการให้การสนับสนุนจากหน่วยงานต่าง ประเทศดังน้ี • จำ� นวนหน่วยงานในประเทศไทยทเี่ ข้าร่วมเป็นเครือขา่ ย 25 หนว่ ยงาน • จ�ำนวนหนว่ ยงานในต่างประเทศท่เี ข้ารว่ มในเครือขา่ ย 46 หนว่ ยงาน • จำ� นวนนกั วจิ ยั ไทยทอ่ี ย่ใู นเครือขา่ ย 92 คน • จ�ำนวนนกั วิจัยในต่างประเทศทอ่ี ยูใ่ นเครอื ข่าย 79 คน • จำ� นวนประเทศทอ่ี ยใู่ นเครอื ขา่ ย 21 ประเทศ ไดแ้ ก่ 1) สหรฐั อเมรกิ า 2) สหราชอาณาจกั ร 3) ออสเตรเลีย 4) ออสเตรีย 5) ฝร่ังเศส 6) จีน 7) ญี่ปุ่น 8) สวีเดน 9) นอร์เวย์ 10) อินโดนีเซีย 11) มาเลเซีย 12) ฟิลิปินส์ 13) กัมพูชา 14) เวียดนาม 15) รัสเซีย • 16) สงิ คโปร์ 17) เกาหลีใต้ 18) ไต้หวนั 19) เยอรมนี 20) แคนาดา และ 21) กรีซ ได้รับการสนบั สนุนทนุ จากหนว่ ยงานในต่างประเทศจาก 5 หนว่ ยงาน ได้แก่ 1) British Council จากประเทศสหราชอาณาจักร 2) CNRS (PICS: Project International de cooperation Scientific) จากประเทศฝรั่งเศส 3) French Government ผ่าน สถานทูตฝรั่งเศสประจ�ำประเทศไทย 4) Swedish Research Council (Swedish Research Link) จากประเทศสวีเดน และ 5) The National Natural Science Foundation of China (NSFC) จากประเทศจีน
เอกลักษณ์ของ พคน. ด้วยลักษณะการสนับสนุนของ พคน. ท่ีมีความแตกต่างจากการให้ทุนของ สกว. ท่ีผ่านมา เนอื่ งจากผรู้ บั ทนุ เปน็ “เครอื ขา่ ย” แตล่ ะเครอื ขา่ ยอาจประกอบดว้ ย นกั วจิ ยั จากตา่ งสถาบนั นกั วจิ ยั จากแต่ละสถาบันสามารถเสนอขอรับทุนสนับสนุนผู้ช่วยวิจัยระดับปริญญาเอก และนักวิจัยระดับ หลังปริญญาเอกได้ ในปีแรกของการเริ่มโครงการ สกว. ต้องออกแบบสัญญาให้มีความสอดคล้อง กับการด�ำเนินงานในการสนับสนุนให้กับเครือข่ายโดยสัญญารับทุนหลักของเครือข่ายน้ัน ผู้รับทุน ที่ระบุในสัญญาคือต้นสังกัดของหัวหน้าเครือข่ายวิจัย แต่นักวิจัยร่วมทุกคนแม้ว่าจะอยู่ต่างสถาบัน กจ็ ะต้องมกี ารลงนามในข้อตกลงความรว่ มมอื ที่อยู่ในเอกสารแนบท้ายสัญญา และในกรณีที่นักวจิ ัย รว่ มรบั นกั ศึกษาระดบั ปรญิ ญาเอกและนกั วิจยั หลังปริญญาเอก สกว. จะออกสัญญาย่อยใหต้ า่ งหาก นอกจากนี้ งบประมาณท่ีเครือข่ายจะได้รับจะผูกติดกับทุนนักศึกษาระดับปริญญาเอกและ นกั วจิ ัยหลังปรญิ ญาเอก ซ่งึ ต่อมาภายหลัง สกว. พบว่า การจดั สรรงบประมาณในรปู แบบดังกล่าว ทำ� ใหเ้ ครอื ขา่ ยเกดิ ความไมค่ ลอ่ งตวั ในการบรหิ ารจดั การทง้ั ในดา้ นของการทำ� วจิ ยั ของเครอื ขา่ ยและ การพัฒนาเครือข่าย ประกอบกับในบางสาขาขาดแคลนผู้รับทุนระดับปริญญาเอกและระดับหลัง ปริญญาเอก จงึ ไดม้ ีการปรับรูปแบบในการจัดสรรงบประมาณส�ำหรับเครือขา่ ยในปถี ัดมา รูปแบบในการจดั สรรงบประมาณของแตล ะเคร�อขา ย สกว.ไดแ ยกเปน 4 หมวดใหญ ๆ คือ 1 2 3 4 งบประมาณ งบประมาณสำหรบั งบประมาณสำหรบั งบประมาณสำหรบั สำหรับการวจ� ยั การพฒั นาเคร�อขาย ทนุ ระดบั ปร�ญญาเอก ทนุ นักว�จยั หลัง ว�จัยนานาชาติ ปรญ� ญาเอก สำ� นักงานกองทุนสนับสนุนการวจิ ยั (สกว.) 193
194 นวตั กรรมการบรหิ ารจดั การงานวจิ ยั • ตัวอย่างความสำ� เรจ็ ในชว่ งเริ่มตน้ การสนบั สนนุ ทนุ พฒั นาเครอื ขา่ ยในชว่ ง 4 ปี ทผี่ า่ นมา แมจ้ ะยงั ไมม่ โี ครงการทเ่ี สรจ็ สน้ิ สมบรู ณ์ ก็ตาม แต่จากการด�ำเนินงานจะเห็นได้ถึงการตื่นตัวของนักวิจัยและการเพิ่มการท�ำงานในลักษณะ เป็นกลุ่มวิจัยของนักวิจัยจากหลากหลายสาขาและต่างสถาบันกันเป็นรูปธรรมมากข้ึน และใน บางเครือข่ายเกิดการร่วมมือและการสนับสนุนจากหน่วยงานท้ังในประเทศและต่างประเทศ มากข้ึน ตัวอย่างเช่น “เครือข่ายวิจัยแมลงและสัตว์ขาปล้องที่รบกวนในชุมชน (Pest Insect and Arthropods in the Urban Settings)” ของ ศาสตราจารย์ ดร.ธีรภาพ เจรญิ วริ ิยะภาพ จากคณะเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ซึ่งเครือข่ายท�ำการศึกษาการควบคุมและการใช้ ประโยชน์จากแมลงและสัตว์ขาปล้องท่ีรบกวนมนุษย์และสัตว์ในชุมชน และมีเป้าหมายท่ีจะก่อตั้ง Southeast Asia Regional Pest Control Center ในประเทศไทย ภายหลังจากการได้รับ ทุนสนับสนุน เครือข่ายได้มีการต่อยอดพัฒนาความร่วมมือกับหน่วยงานต่าง ๆ ท้ังในไทยและ ต่างประเทศ จนได้รับการสนับสนุนท้ังจากส�ำนักโรคติดต่อน�ำโดยแมลง กระทรวงสาธารณสุข Mahidol Oxford Research Unit (MORU), WHO-VBC network และ The Institute of Research for Development (IRD) เป็นต้น ดงั นน้ั หากมองในภาพรวมจะเหน็ ไดว้ า่ งบประมาณที่ สกว. สนบั สนนุ สำ� หรบั การพฒั นาเครอื ขา่ ย วิจัยนานาชาติน้ันไม่มากนัก หากเทียบกับความคาดหวังท่ี สกว. อยากให้เครือข่ายที่สร้างขึ้น มีประโยชน์กับประเทศชาติ สกว. หวังว่างบประมาณท่ีสนับสนุนจะเป็นส่วนหน่ึงท่ีช่วยกระตุ้น นกั วจิ ยั ใหส้ รา้ งและพฒั นาเครอื ขา่ ยวจิ ยั ทเ่ี ขม้ แขง็ สามารถเปน็ กำ� ลงั สำ� คญั ในการชว่ ยแกป้ ญั หา สำ� คญั ของประเทศได้ ตลอดจนเชอื่ วา่ จะเปน็ กลไกสำ� คญั ทจี่ ะชว่ ยยกระดบั นกั วจิ ยั งานวจิ ยั และ สถาบนั ทสี่ นบั สนนุ การวิจัยของไทยให้เปน็ ทยี่ อมรบั ในระดับนานาชาติได้มากขึน้ บทบาท พคน. ที่ไม่ใช่เพียงการสนับสนนุ ทุนให้เครอื ขา่ ย เดมิ สกว. ไมไ่ ดม้ หี นว่ ยงานทดี่ แู ลดา้ นวเิ ทศสมั พนั ธ์ แตด่ ว้ ยการดำ� เนนิ งานของ สกว. ทผ่ี า่ นมานน้ั ไดม้ กี ารรว่ มมอื กบั หนว่ ยงานตา่ งประเทศจำ� นวนมาก ดงั นนั้ โครงการพฒั นาเครอื ขา่ ยวจิ ยั นานาชาติ ภายใต้การดูแลของผู้ช่วยผู้อ�ำนวยการเครือข่ายวิจัยนานาชาติและวิเทศสัมพันธ์จึงได้รับหน้าท่ีใน การจะดูแลงานในด้านดังกล่าว ตลอดจนสนับสนุนและประสานงานเพ่ือให้เกิดความร่วมมือกับ หนว่ ยงานตา่ งประเทศ และในบางบทบาทกเ็ ปน็ หนว่ ยงานทรี่ ว่ มสนบั สนนุ ทนุ ภายใตค้ วามรว่ มมอื กบั หนว่ ยงานตา่ งประเทศดว้ ย ซงึ่ กจิ กรรมเหลา่ นถ้ี อื ไดว้ า่ เปน็ สว่ นหนง่ึ ทจี่ ะทำ� ใหเ้ กดิ การสรา้ งเครอื ขา่ ย วจิ ยั นานาชาติดว้ ยเช่นกนั
การท่ี สกว. มีหน่วยงานรองรับการท�ำงานร่วมกับต่างประเทศน้ี ช่วยให้ สกว. มีหน่วยงาน ประสานงานและสนับสนุนให้เกิดโครงการความร่วมมือจ�ำนวนมากขึ้นกว่าท่ีผ่านมา โดยช่วยเป็น ศนู ย์กลางในการประสานงานระหว่างหน่วยงานในตา่ งประเทศและฝา่ ยต่าง ๆ ของ สกว. ในชน้ั ตน้ ตลอดจนรวบรวมผลการดำ� เนนิ งานในภาพรวม ตวั อยา่ งการประสานงานความรว่ มมอื ทผี่ า่ นมา เชน่ โครงการ Newton UK-Thailand Research and Innovation Partnership Fund (Newton Fund) โครงการ The e-ASIA Joint Research Program ในปี 2557 สกว. ได้รับการติดต่อจากผู้ประสานงานรัฐบาลแห่งสหราชอาณาจักรว่า ทาง สหราชอาณาจักรได้ริเริ่มโครงการ Newton Fund เพ่ือร่วมสนับสนุนด้านการวิจัยกับประเทศ ต่าง ๆ ทั่วโลก และประเทศไทยเป็นหน่ึงในหลายประเทศท่ีทางสหราชอาณาจักรให้ความสนใจ ทจ่ี ะรว่ มมอื ด้วย ประกอบกับในขณะนั้นทาง พคน. ก็ได้ศึกษาโปรแกรมตา่ ง ๆ ทีอ่ ย่ภู ายใตโ้ ครงการ Newton Fund อยู่ด้วย เมอ่ื ไดป้ ระสานงานกบั ฝา่ ยตา่ ง ๆ ของ สกว. และหนว่ ยงานครู่ ่วมมอื ใน สหราชอาณาจักร สกว. ได้รับการพิจารณาให้ร่วมด�ำเนินงานภายใต้ความร่วมมือในโครงการ Newton UK-Thailand Research and Innovation Partnership Fund ตั้งแต่ปี 2557 จนถึงปจั จบุ นั กับ 7 หน่วยงานในสหราชอาณาจกั ร ซ่งึ ไดแ้ ก่ British Council, Royal Society, British Academy, Research Council UK, Medical Research Council, และ Natural Environment Research Council ในการร่วมสนับสนุนทุนจ�ำนวน 15 โปรแกรม รวมเป็นเงิน ประมาณ 750 ลา้ นบาท โดยเป็นสว่ นท่ี สกว. สนับสนุนประมาณ 250 ล้านบาท และเป็นสว่ นที่ Newton Fund สนับสนุนประมาณ 500 ล้านบาท การทบทวนการดำ� เนนิ งานและวเิ คราะหผ์ ลงานในรอบสปี่ ที ผี่ า่ นไป สรา้ งการเรยี นรจู้ ากการทำ� หนา้ ที่ ท่ีส�ำคัญ ด้วยบทบาทร่วมสานฝันอันยิ่งใหญ่ของส�ำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัยและของ ประเทศชาติ ทีมงาน “โครงการพัฒนาเครือข่ายวิจัยนานาชาติ” มีเพียง 3 คน (ผู้บริหาร 1 คน เจ้าหนา้ ทีบ่ ริหารงานโครงการ 2 คน) ผ้บู รหิ ารและก�ำกับการจดั การไมป่ ระจ�ำ ผลัดเปลีย่ นเวยี นกนั เข้ามาท�ำหน้าที่เกือบทุกปี มองด้านดีอาจเป็นจุดแข็งท่ีท�ำให้เกิดนวัตกรรมการบริหารจัดการใหม่ ให้เกิดขึ้นได้เรื่อย ๆ ในขณะเดียวกัน จุดแข็งก็มีโอกาสกลายเป็นอุปสรรคได้เช่นกัน สิ่งใหม่ ๆ ไอเดียดี ๆ อาจยังไม่สามารถบรรลุเป้าหมายได้อย่างชัดเจนเป็นรูปธรรม เพราะถูกจำ� กัดด้วยเวลา และ “ฟนั เฟอื ง” กำ� ลงั ส�ำคัญท่ชี ่วยขบั เคล่ือนงานในทกุ บทบาท จงึ ได้แต่หวงั วา่ การเรยี นรทู้ ีเ่ กดิ ขน้ึ คร้ังน้ี จะเป็นบทเรียนที่ส�ำคัญให้มีการพัฒนาการบริหารจัดการภายในเพ่ือความส�ำเร็จที่ยิ่งใหญ่ ในอนาคตอนั ใกล้ ส�ำนักงานกองทุนสนับสนนุ การวิจยั (สกว.) 195
196 นวัตกรรมการบริหารจัดการงานวิจัย สาธารณศิลป์ฝา่ ยมนษุ ยศาสตร์ สรา้ งศาสตร์ใหเ้ ป็น ความหวังในการพัฒนาศักยภาพความเป็นมนุษย์ ท่ีดีงามเร่ิมเห็นเป็นรูปธรรมในปี 2546 เมื่อ สกว. สรา้ งกล่มุ งานใหมช่ อ่ื “กลมุ่ งานวิจยั เพือ่ เสริมสรา้ ง สุนทรีย์ ศีลธรรม สัจธรรม และเครื่องมือในการ ค้นหาคุณค่าและความหมายของความเป็นมนุษย์ เพื่อท�ำความเข้าใจประเด็นปัญหาของโลกปัจจุบัน จากมิตมิ นุษยศาสตร์ โดยสนบั สนนุ ทนุ วิจยั จัดเวที วชิ าการสาธารณะ การจัดการผลงานวจิ ยั ภายใต้ กลมุ่ ภารกจิ วจิ ยั พ้ืนฐานและผลิตนกั วจิ ยั รองศาสตราจารย์ ดร.ณฐั มา พงศ์ไพโรจน์ ผชู้ ว่ ยผอู้ ำ� นวยการด้านมนษุ ยศาสตร์ ส�ำนกั งานกองทุนสนบั สนนุ การวิจยั พัฒนาการฝ่ายมนุษยศาสตร์ สังคมศาสตร์ และศิลปกรรม เปน็ ทีย่ อมรับกนั โดยท่ัวไปวา่ สังคมไทยในอดีตยังไม่มีความรู้ที่ชัดเจนในเรื่อง “เศรษฐกิจผิด กฎหมาย” หรือ “ธุรกรรมใต้ดิน” ไม่ว่าจะเป็นการค้ายาเสพติด น้�ำมันเถ่ือน การค้าประเวณีใน ประเทศไทย ค่าบริการนายหน้าค้าแรงงานพม่าเข้าไทย การค้าหญิงไทยไปต่างประเทศเพื่อบริการ ทางเพศ การค้าอาวธุ สงคราม หวยใต้ดิน บ่อนการพนัน และการพนันฟตุ บอล สกว. จงึ ไดส้ นบั สนุน ทุนวจิ ัยโครงการ “หวย ซอ่ ง บ่อน ยาบา้ (Guns Girls Gambling Ganja)” และโครงการวจิ ยั “เศรษฐกิจนอกกฎหมาย และนโยบายสาธารณะในประเทศไทย” ในปี 2538-2540 โดยมี ศาสตราจารย์ ดร.ผาสุก พงษ์ไพจิตร ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.สังศิต พิริยะรังสรรค์ และ ผู้ช่วย ศาสตราจารย์ ดร.นวลน้อย ตรีรัตน์ จากคณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เป็นคณะ ผู้วิจัย โดยศึกษาสภาพของปัญหาและเช่ือมโยงให้เห็นเป็นรูปธรรมว่า ธุรกรรมใต้ดินที่ผิดกฎหมาย เหลา่ นี้ ส่งผลกระทบต่อภาพรวมของเศรษฐกจิ ประเทศอย่างไรบ้าง
ขอ้ คน้ พบจากงานวจิ ยั ไดเ้ ปดิ เผยเศรษฐกจิ ใตด้ นิ ของกจิ กรรม หวย ซอ่ ง บอ่ น ยาบา้ เศรษฐกจิ ผิดกฎหมายท่ีส่วนใหญ่ท�ำกันเป็นขบวนการ มีความสัมพันธ์เก่ียวข้องกันในลักษณะของเครือข่าย ขนาดใหญท่ ่ซี อ้ นทบั กนั อยู่ มมี ลู ค่า 2-4 แสนล้านบาทต่อปี (2536-2538) หรือรอ้ ยละ 8-13 ของ ผลิตภัณฑ์มวลรวมประชาชาติ (ขณะนั้น) การค้นพบน้ีจึงกลายเป็นกุญแจส�ำคัญท่ีช่วยไขความลับ ด้านมืดของระบบการเมืองว่าเพราะเหตุใดกลุ่มผู้มีอิทธิพลท้องถิ่นจึงสามารถก้าวสู่การเป็นผู้น�ำ ทางการเมอื ง เพราะเหตใุ ดระบบการเมอื งไทยจงึ มกี ารคอรร์ ปั ชนั่ อยา่ งกวา้ งขวาง การกำ� หนดนโยบาย ทางเศรษฐกิจขาดความโปร่งใส และระบบการเมืองคุกคามเสถียรภาพทางเศรษฐกิจในระยะยาว การคน้ พบระบบเศรษฐกจิ นอกกฎหมายจงึ ช่วยท�ำใหเ้ หน็ ภาพรวมของเศรษฐกิจการเมืองและสังคม ไทยชัดเจนขนึ้ จากเดิมท่สี งั คมเคยเห็นเคยได้รบั ข้อมูลขา่ วสารในด้านสว่างอยา่ งเดียว ตอ่ แตน่ จ้ี ะได้ รบั ร้ขู ้อมลู ในดา้ นมืดดว้ ย ผลงานวิจัยได้ก่อให้เกิดความตื่นตัว และความตระหนักของประชาชนคนไทยถึงปริมาณ เงนิ หมุนเวียน และผลเสียของเศรษฐกจิ นอกกฎหมายทแ่ี ฝงตวั อยู่ในประเทศ และนำ� ไปสูท่ างเลอื ก ในการตัดสินใจของภาครัฐในปี 2546-2549 ในการท�ำให้หวยใต้ดินกลายเป็นหวยบนดิน เพื่อลด ปัญหามาเฟียและเงินใต้ดินจากการพนันหวย โดยแนวคิดดังกล่าวยังมีมาอย่างต่อเนื่องจนมีการ ประกาศรื้อฟื้นหวยบนดินที่รู้จักกันในชื่อ “หวยออนไลน์ในระบบ” ของส�ำนักงานสลากกินแบ่ง รฐั บาลเมือ่ เดือนตุลาคม 2555 โครงการวิจัยทั้งสองจัดเป็นงานวิจัยบุกเบิกท่ีครอบคลุมมิติด้านมนุษยศาสตร์ สังคมศาสตร์ เศรษฐศาสตร์ และนิติศาสตร์ เป็นการประยุกต์ใช้ระบบวิธีการวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative Research) สามารถนำ� มาประกอบการวเิ คราะห์กับนโยบายสาธารณะไดอ้ ย่างเหมาะสม นอกจาก 2 โครงการน้ีแลว้ สกว. ยงั ใหก้ ารสนบั สนุนทุนวจิ ยั อยา่ งตอ่ เนอ่ื ง เพอ่ื การค้นหาความรเู้ ชิงสาธารณะ ประโยชน์ สรา้ งความตระหนกั ของสังคมต่อปญั หาและภัยในสงั คมในแต่ละช่วงเวลา ทีส่ �ำคัญ สกว. ไดใ้ หท้ นุ ในการทำ� วจิ ยั ทเ่ี กย่ี วขอ้ งกบั ประเดน็ ปญั หาในการทจุ รติ คอรร์ ปั ชน่ั และการขาดธรรมาภบิ าล ตง้ั แตป่ ี 2536 จนถึงปัจจุบนั จ�ำนวนหลายโครงการ โดยในปี 2558 สกว. ได้สนับสนนุ “โครงการ ประมวลองค์ความรู้ด้านการเสริมสร้างธรรมาภิบาลและการลดคอร์รัปชั่น” มี ดร.เดือนเด่น นคิ มบรริ กั ษ์ เปน็ หวั หนา้ โครงการ ทำ� การสำ� รวจฐานขอ้ มลู ของ สกว. ทเ่ี กยี่ วกบั การทจุ รติ คอรร์ ปั ชนั่ และธรรมาภบิ าลทงั้ หมดตงั้ แต่ ปี 2536 เปน็ ตน้ มา โดยเนน้ คำ� สำ� คญั ทเ่ี กยี่ วกบั “ทจุ รติ ” “คอรร์ ปั ชน่ั ” และ “ธรรมาภิบาล” คัดเลือกงานวิจัยทางด้านเศรษฐศาสตร์ นิติศาสตร์หรือรัฐศาสตร์เป็นหลัก รวมทง้ั จัดท�ำขอ้ เสนอแนะสำ� หรบั แผนการดำ� เนินงานวิจัยท่เี กี่ยวข้องในอนาคต ส�ำนักงานกองทุนสนบั สนนุ การวิจัย (สกว.) 197
198 นวัตกรรมการบรหิ ารจัดการงานวิจัย ปี 2546 สกว. ไดจ้ ัดต้ังเปน็ กลุม่ งานวจิ ัยชือ่ “กลุ่มงานวจิ ัยเพ่ือเสริมสร้างสุนทรีย์ ศลี ธรรม สจั ธรรม และเครอ่ื งมอื ในการคน้ หาคณุ คา่ และความหมายของความเปน็ มนษุ ย”์ ทำ� หนา้ ทบ่ี รหิ าร จัดการงานวิจัยด้านมนุษยศาสตร์ (Humanities หรือ H) และได้ขยายงานขึ้นเป็น “หน่วยวิจัย มนุษยศาสตร์” ในปี 2556 โดยมีผู้ช่วยผู้อ�ำนวยการด้านมนุษยศาสตร์เป็นผู้ก�ำกับดูแล บริหาร จัดการทุนสนับสนนุ การวจิ ัยในวงเงินงบประมาณ 25 ลา้ นบาทต่อปี และเพิ่มขึน้ เป็น 35 ล้านบาท ในปงี บประมาณ 2559 เมื่อมีการทบทวนบทบาทการให้ทุนสนับสนุนการวิจัยด้านมนุษยศาสตร์ นับต้ังแต่เริ่มต้นถึง ปี 2559 พบวา่ การสนบั สนนุ ทนุ วจิ ยั ไมส่ ามารถแยกงานวจิ ยั ทงั้ สามศาสตรอ์ อกจากกนั ไดอ้ ยา่ งชดั เจน อาทิ ประวตั ศิ าสตรเ์ ศรษฐกจิ คุณธรรมจริยธรรม คอร์รปั ช่นั สถาปัตยกรรมพนื้ ถนิ่ เป็นตน้ ดงั นน้ั ศาสตราจารย์ นพ.สทุ ธิพนั ธ์ จิตพิมลมาศ ผูอ้ ำ� นวยการ สกว. จงึ จัดให้มกี ารประชุมระดมสมองเพ่ือ ขอความเห็นและข้อเสนอแนะจากผู้ทรงคุณวุฒิในการพิจารณารูปแบบการด�ำเนินการ ขอบเขตใน การสนบั สนุน และการใชป้ ระโยชน์จากผลงานวิจยั ให้ตอบสนองต่อยทุ ธศาสตร์ของ สกว. ในด้าน การใชป้ ระโยชนจ์ ากผลงานวจิ ยั และไดร้ ว่ มกบั คณะผทู้ รงคณุ วฒุ กิ ำ� หนดกรอบการสนบั สนนุ ทนุ วจิ ยั รวมท้ังได้ยกระดับหน่วยวิจัยมนุษยศาสตร์ข้ึนเป็นฝ่าย ชื่อ ฝ่ายมนุษยศาสตร์ สังคมศาสตร์ และ ศลิ ปกรรมศาสตร์ ตง้ั แต่วันท่ี 1 ตุลาคม 2560 เปน็ ต้นมา การบรหิ ารจดั การงานวจิ ยั นับตั้งแต่ปี 2546 จนถึงปัจจุบัน ไม่ว่าจะบริหารจัดการงานวิจัยในรูปแบบกลุ่มงาน หรือ หนว่ ยวจิ ยั หรอื ฝา่ ยมนษุ ยศาสตร์ สงั คมศาสตร์ และศลิ ปกรรมศาสตร์ มภี ารกจิ หลกั 4 ประการ ไดแ้ ก่ 1) การสนบั สนุนทุนวิจัย 2) การสร้างและพัฒนานกั วจิ ยั รนุ่ ใหม่ ด้านมนุษยศาสตร์และสงั คมศาสตร์ 3) การสนับสนุนการจดั เวทีวิชาการดา้ นมนุษยศาสตร์ 4) การจัดการปลายทางเพอ่ื นำ� ผลงานวจิ ัยไป ใช้ประโยชน์ นอกจากนั้น สกว. ยงั ได้รับภารกจิ เพิ่มข้ึนในการบริหารจัดการทนุ วิจัยแบบม่งุ เปา้ เพ่ือ ตอบสนองความต้องการในการพฒั นาประเทศดา้ นมนษุ ยศาสตรอ์ กี ด้วย งานวิจัยด้านมนุษย์ศาสตร์เป็นการท�ำงานกับ “คนและบริบทของคน” การบริหารจัดการ จึงมีความละเอียดอ่อนและยืดหยุ่นกว่าการบริหารจัดการงานวิจัยวิชาการทั่วไป แม้จะมีขั้นตอน การด�ำเนินงานท่ีคล้ายกัน การขึ้นงานวิจัยต้องหาโจทย์ที่ชัด โดยเชิญประชุมระดมความคิดร่วม ระหว่างภาคีท่ีเก่ียวข้อง ได้แก่ ผู้จะน�ำผลงานไปใช้ประโยชน์ (users) เช่น หน่วยงานภาครัฐที่มี หน้าที่เก่ียวข้อง ตัวแทนภาคประชาสังคม องค์กรภาคเอกชน ภาคีเครือข่ายการวิจัย นักวิจัยเชิง สถาบนั นกั วจิ ยั ที่มีประสบการณ์เคยท�ำงานร่วมกบั สกว. ท้ังรนุ่ อาวุโสและร่นุ ใหม่ นักวจิ ยั ทีไ่ มเ่ คย ท�ำงานร่วมกับ สกว. แต่สนใจและเคยศึกษาเรอ่ื งน้นั มาระยะหนงึ่ แล้ว รว่ มกันพฒั นาโจทย์ หาโจทย์ หลกั และโจทยร์ อง หาความเปน็ ไปไดใ้ นการสนบั สนนุ การวจิ ยั แลว้ สำ� เรจ็ ผบู้ รหิ ารงานวจิ ยั ตอ้ งสรา้ ง
Search
Read the Text Version
- 1
- 2
- 3
- 4
- 5
- 6
- 7
- 8
- 9
- 10
- 11
- 12
- 13
- 14
- 15
- 16
- 17
- 18
- 19
- 20
- 21
- 22
- 23
- 24
- 25
- 26
- 27
- 28
- 29
- 30
- 31
- 32
- 33
- 34
- 35
- 36
- 37
- 38
- 39
- 40
- 41
- 42
- 43
- 44
- 45
- 46
- 47
- 48
- 49
- 50
- 51
- 52
- 53
- 54
- 55
- 56
- 57
- 58
- 59
- 60
- 61
- 62
- 63
- 64
- 65
- 66
- 67
- 68
- 69
- 70
- 71
- 72
- 73
- 74
- 75
- 76
- 77
- 78
- 79
- 80
- 81
- 82
- 83
- 84
- 85
- 86
- 87
- 88
- 89
- 90
- 91
- 92
- 93
- 94
- 95
- 96
- 97
- 98
- 99
- 100
- 101
- 102
- 103
- 104
- 105
- 106
- 107
- 108
- 109
- 110
- 111
- 112
- 113
- 114
- 115
- 116
- 117
- 118
- 119
- 120
- 121
- 122
- 123
- 124
- 125
- 126
- 127
- 128
- 129
- 130
- 131
- 132
- 133
- 134
- 135
- 136
- 137
- 138
- 139
- 140
- 141
- 142
- 143
- 144
- 145
- 146
- 147
- 148
- 149
- 150
- 151
- 152
- 153
- 154
- 155
- 156
- 157
- 158
- 159
- 160
- 161
- 162
- 163
- 164
- 165
- 166
- 167
- 168
- 169
- 170
- 171
- 172
- 173
- 174
- 175
- 176
- 177
- 178
- 179
- 180
- 181
- 182
- 183
- 184
- 185
- 186
- 187
- 188
- 189
- 190
- 191
- 192
- 193
- 194
- 195
- 196
- 197
- 198
- 199
- 200
- 201
- 202
- 203
- 204
- 205
- 206
- 207
- 208
- 209
- 210
- 211
- 212
- 213
- 214
- 215
- 216
- 217
- 218
- 219
- 220
- 221
- 222
- 223
- 224
- 225
- 226
- 227
- 228
- 229
- 230
- 231
- 232
- 233
- 234
- 235
- 236
- 237
- 238
- 239
- 240
- 241
- 242
- 243
- 244
- 245
- 246
- 247
- 248
- 249
- 250
- 251
- 252
- 253
- 254
- 255
- 256
- 257
- 258
- 259
- 260
- 261
- 262
- 263
- 264
- 265
- 266
- 267
- 268
- 269
- 270
- 271
- 272
- 273
- 274
- 275
- 276
- 277
- 278
- 279
- 280
- 281
- 282
- 283
- 284
- 285
- 286
- 287
- 288
- 289
- 290
- 291
- 292
- 293
- 294
- 295
- 296
- 297
- 298
- 299
- 300
- 301
- 302
- 303
- 304
- 305
- 306
- 307
- 308
- 309
- 310
- 311
- 312
- 313
- 314
- 315
- 316