Important Announcement
PubHTML5 Scheduled Server Maintenance on (GMT) Sunday, June 26th, 2:00 am - 8:00 am.
PubHTML5 site will be inoperative during the times indicated!

Home Explore หลักสูตรกลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี

หลักสูตรกลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี

Published by hmeai.hmeai, 2021-07-21 15:43:55

Description: หลักสูตรกลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี

Search

Read the Text Version

98 ช้ัน ผลการเรียนรู้ สาระการเรยี นรูเ้ พ่มิ เติม ๑๔. อธิบาย และเปรยี บเทียบการแพรํ ออสโมซิส • สารตาํ ง ๆมกี ารเคลือ่ นทีเ่ ขา๎ และออกจากเซลล์ การแพรํแบบฟาซิลเิ ทต และแอกทฟี ทรานสปอร์ต อยํตู ลอดเวลาโดยกระบวนการตําง ๆ ไดแ๎ กํ ๑๕. สบื ค๎นข๎อมูล อธิบาย และเขยี นแผนภาพ การแพรํ ออสโมซสิ การแพรแํ บบฟาซิลเิ ทต การลาเลยี งสารโมเลกุลใหญํออกจากเซลล์ แอกทฟี ทรานสปอรต์ กระบวนการเอกโซไซโทซิส ดว๎ ยกระบวนการเอกโซไซโทซสิ และการลาเลยี ง กระบวนการเอนโดไซโทซสิ สารโมเลกุลใหญเํ ข๎าสํูเซลล์ด๎วยกระบวนการ • แกส๏ ตําง ๆ เขา๎ หรอื ออกจากเซลล์โดยการแพรํ เอนโดไซโทซิส สวํ นนา้ เขา๎ หรอื ออกจากเซลล์ผาํ นเยือ่ หุ๎มเซลล์ โดยออสโมซสิ • ไอออนและสารบางอยํางทไ่ี มสํ ามารถลาเลียง ผํานเย่ือห๎ุมเซลลโ์ ดยตรงได๎ จาเป็นต๎องอาศัย โปรตนี ที่อยูบํ นเยอื่ หมุ๎ เซลล์เปน็ ตวั พาสารน้ัน เขา๎ และออกจากเซลล์ เรียกวํา การแพรแํ บบ ฟาซิลิเทต • แอกทฟี ทรานสปอร์ต เป็นการลาเลียงสารจาก บริเวณท่มี ีความเข๎มขน๎ ตา่ ไปยงั บริเวณทมี่ ี ความเข๎มขน๎ สูง • สารบางอยํางที่ไมํสามารถแพรผํ าํ นเย่ือหุม๎ เซลล์ หรอื ลาเลยี งผํานโปรตนี ที่เป็นตัวพาไดจ๎ ะถกู ลาเลียงออกจากเซลล์ ด๎วยกระบวนการ เอกโซไซโทซิส • สารท่ีมขี นาดใหญจํ ะสามารถลาเลยี งเข๎าสูเํ ซลล์ ด๎วยกระบวนการเอนโดไซโทซิส ซึ่งแบํงเป็น ๓ แบบ ได๎แกํ พิโนไซโทซิส ฟาโกไซโทซิส และการนาสาร เข๎าสเูํ ซลล์โดยอาศัยตัวรบั ๑๖. สงั เกตการแบํงนิวเคลียสแบบไมโทซสิ และ • การแบํงเซลลข์ องสง่ิ มีชีวติ เปน็ การเพิม่ จานวนเซลล์ แบบไมโอซสิ จากตวั อยาํ งภายใต๎กล๎องจุลทรรศน์ ซง่ึ เป็นกระบวนการที่เกิดขนึ้ ตอํ เนอื่ งกันเป็น พรอ๎ มทั้งอธบิ ายและเปรยี บเทยี บการแบํง วฏั จกั ร โดยวฏั จกั รของเซลล์ ประกอบดว๎ ย นวิ เคลียสแบบไมโทซสิ และแบบไมโอซสิ อินเตอร์เฟส การแบงํ นิวเคลียสแบบไมโทซสิ และ การแบงํ ไซโทพลาซมึ • การแบํงนิวเคลียสมี ๒ แบบคือ การแบงํ นิวเคลียส แบบไมโทซิสและการแบํงนวิ เคลียสแบบไมโอซิส • การแบํงนวิ เคลยี สแบบไมโทซสิ ประกอบดว๎ ย ระยะโพรเฟส เมทาเฟส แอนาเฟส และเทโลเฟส

99 ช้นั ผลการเรยี นรู้ สาระการเรียนรเู้ พิ่มเตมิ ๑๗. อธบิ าย เปรยี บเทยี บ และสรุปขั้นตอน • การแบงํ นวิ เคลยี สแบบไมโอซสิ ประกอบดว๎ ย การหายใจระดับเซลล์ในภาวะท่มี อี อกซิเจน ระยะโพรเฟส Iเมทาเฟส Iแอนาเฟส I เทโล เพียงพอ และภาวะท่ีมอี อกซเิ จนไมเํ พียงพอ เฟสIระยะโพรเฟสIIเมทาเฟสII แอนาเฟส II และเทโลเฟส II ม.๕ - • การแบงํ นวิ เคลยี สแบบไมโทซิสทาใหเ๎ ซลล์รํางกาย ม.๖ - เพิ่มจานวนเพ่ือการเจริญเติบโต และซํอมแซม สํวนท่ีสึกหรอหรือถูกทาลายไปได๎ สํวนการแบํง นิวเคลียสแบบไมโอซิสมีความสาคัญตํอส่ิงมีชีวิต ในกระบวนการสร๎างเซลลส์ บื พนั ธ์ุ • การแบงํ ไซโทพลาซึมในเซลลพ์ ชื จะมีการสร๎าง แผํนกั้นเซลล์และเซลล์สัตว์จะมีการคอดเว๎า เข๎าหากันของเย่ือหุม๎ เซลล์ • การหายใจระดับเซลลเ์ ปน็ การสลายสารอาหาร ทม่ี ีพลังงานสงู โดยมีออกซิเจนเป็นตวั รับ อเิ ลก็ ตรอนตัวสุดท๎าย ประกอบดว๎ ย ๓ ขน้ั ตอน คือ ไกลโคลซิ สิ วฏั จักรเครบส์ และกระบวนการ ถาํ ยทอดอิเล็กตรอน • การหายใจระดับเซลล์ พลังงานสํวนใหญํได๎จาก ข้นั ตอนการถํายทอดอเิ ลก็ ตรอน พลงั งานน้ี จะถูกเก็บไว๎ในพันธะเคมีในโมเลกุลของ ATP • ในภาวะท่มี ีออกซิเจนไมํเพยี งพอ ทาให๎การหายใจ ของเซลล์ไมสํ มบูรณ์ จึงเกดิ ไดเ๎ ฉพาะไกลโคลิซิส ผลท่ไี ด๎จากการหายใจในสภาวะน้ีในสัตวจ์ ะได๎ กรดแลกตกิ ในจลุ ินทรยี แ์ ละพืชอาจได๎ กรดแลกติก หรอื เอทิลแอลกอฮอล์ - -

100 สาระชีววิทยา ๒. เข้าใจการถ่ายทอดลักษณะทางพันธุกรรม การถ่ายทอดยีนบนโครโมโซม สมบัติ และหน้าที่ของสารพันธกุ รรม การเกิดมิวเทชัน เทคโนโลยีทางดีเอ็นเอ หลักฐาน ข้อมูลและแนวคิดเกี่ยวกับวิวัฒนาการของส่ิงมีชีวิต ภาวะสมดุลของฮาร์ดี-ไวน์ เบิร์ก การเกิดสปีชีส์ใหม่ ความหลากหลายทางชีวภาพ กาเนิดของสิ่งมีชีวิต ความ หลากหลาย ของส่ิงมีชีวติ และอนกุ รมวธิ าน รวมท้ังนาความรู้ไปใช้ประโยชน์ ช้ัน ผลการเรียนรู้ สาระการเรยี นรูเ้ พ่ิมเติม ม.๔ ๑. สืบค๎นขอ๎ มูล อธบิ าย และสรปุ ผลการทดลอง • เมนเดลศกึ ษาการถํายทอดลักษณะทางพันธกุ รรม ของเมนเดล โดยการผสมพันธุ์ถัว่ ลนั เตา จนสรุปเปน็ กฎแหงํ ๒. อธิบาย และสรุปกฎแหํงการแยก และ การแยกและกฎแหงํ การรวมกลมํุ อยาํ งอิสระ กฎแหงํ การรวมกลมุํ อยาํ งอสิ ระ และนากฎของ • กฎแหงํ การแยกมใี จความวํา แอลลีลทอ่ี ยูเํ ปน็ คูํ เมนเดลน้ี ไปอธิบายการถาํ ยทอดลกั ษณะทาง จะแยกออกจากกนั ในระหวาํ งการสรา๎ งเซลล์ พนั ธุกรรมและใชใ๎ นการคานวณโอกาสในการ สบื พนั ธุ์ โดยเซลล์สบื พนั ธุ์แตลํ ะเซลล์จะมเี พยี ง เกิดฟีโนไทป์และจีโนไทป์แบบตําง ๆ ของรุนํ แอลลีลใดแอลลลี หน่ึง • กฎแหํงการรวมกลุํมอยํางอสิ ระมีใจความวาํ F1 และ F2 หลังจากคํขู องแอลลลี แยกออกจากกนั แตํละ แอลลีลจะจดั กลมุํ อยาํ งอสิ ระกับแอลลลี อ่นื ๆ ท่แี ยกออกจากคูเํ ชํนกนั ในการเขา๎ ไปอยํใู นเซลล์ สบื พนั ธุ์ ๓. สืบค๎นขอ๎ มลู วเิ คราะห์ อธิบาย และสรุปเก่ียวกับ • การถาํ ยทอดลักษณะทางพันธกุ รรมบางลักษณะ การถาํ ยทอดลกั ษณะทางพันธุกรรม ที่เป็น ให๎อัตราสวํ นที่แตกตาํ งจากผลการศึกษาของ สวํ นขยายของพันธศุ าสตร์เมนเดล เมนเดล เรียกลักษณะเหลาํ นวี้ ํา ลกั ษณะ ๔. สืบค๎นข๎อมลู วเิ คราะห์ และเปรยี บเทียบลกั ษณะ ทางพนั ธกุ รรมท่ีเปน็ สํวนขยายของพันธศุ าสตร์ ทางพนั ธกุ รรมท่มี ีการแปรผันไมตํ ํอเน่ือง เมนเดล เชนํ การขํมไมํสมบูรณ์ การขํมรวํ มกนั และลักษณะทางพนั ธกุ รรมทม่ี กี ารแปรผนั มัลตเิ ปิลแอลลลี ยีนบนโครโมโซมเพศ และพอลิยนี • ลักษณะพนั ธุกรรมบางลักษณะมีความแตกตํางกัน ตอํ เน่อื ง ชัดเจน เชนํ การมีต่งิ หูหรอื ไมํมีต่ิงหู ซึง่ เปน็ ลักษณะทางพันธุกรรมที่มีการแปรผันไมตํ อํ เนือ่ ง

101 ชั้น ผลการเรยี นรู้ สาระการเรียนรู้เพิ่มเตมิ • ลักษณะทางพนั ธุกรรมบางลักษณะมีความ แตกตํางกนั เล็กนอ๎ ยและลดหลน่ั กันไป เชํน ความสูงและสผี วิ ของมนุษย์ถูกควบคมุ โดยยนี หลายคูํซ่ึงเป็นลกั ษณะทางพันธกุ รรมที่มกี าร แปรผันตํอเน่อื งและสิง่ แวดล๎อมอาจมผี ลตํอการ แสดงลักษณะนน้ั ๕. อธิบายการถาํ ยทอดยนี บนโครโมโซม และ • โครโมโซมภายในเซลล์ราํ งกายแบํงเป็นออโตโซม ยกตัวอยาํ งลักษณะทางพนั ธกุ รรมที่ถกู ควบคมุ และโครโมโซมเพศ ลักษณะทางพันธุกรรม ด๎วยยนี บนออโตโซมและยนี บนโครโมโซมเพศ สํวนใหญถํ ูกควบคมุ ด๎วยยีนบนออโตโซม บางลักษณะถูกควบคมุ ด๎วยยนี บนโครโมโซมเพศ ซงึ่ สํวนมากเป็นยนี บนโครโมโซม X • เมื่อมีการสรา๎ งเซลล์สืบพันธุ์ยีนบนโครโมโซม เดียวกันที่อยํใู กลก๎ ันมกั จะถูกถํายทอดไปด๎วยกัน แตกํ ารเกิดครอสซิงโอเวอรใ์ นการแบํงเซลล์แบบ ไมโอซิสอาจทาให๎ยีนบนโครโมโซมเดียวกนั แยก จากกนั ได๎ สงํ ผลให๎รปู แบบของเซลลส์ ืบพันธ์ทุ ี่ได๎ แตกตํางไปจากกรณีที่ไมเํ กดิ ครอสซงิ โอเวอร์ ๖. สืบคน๎ ขอ๎ มูล อธบิ ายสมบตั แิ ละหน๎าท่ขี อง • DNA เป็นพอลิเมอรข์ องนิวคลโี อไทด์แตลํ ะ สารพันธุกรรม โครงสรา๎ งและองค์ประกอบ นวิ คลโี อไทด์ ประกอบด๎วย นา้ ตาลดีออกซไี รโบส ทางเคมีของ DNA และสรุปการจาลอง DNA หมฟํู อสเฟต และไนโตรจนี ัสเบส คือ A T C ๗. อธิบาย และระบุขนั้ ตอนในกระบวนการ และ G สงั เคราะหโ์ ปรตีนและหน๎าทีข่ อง DNA และ • โมเลกุลของDNAเปน็ พอลินิวคลีโอไทด์๒สาย RNA แตลํ ะชนิดในกระบวนการสังเคราะห์ เรียงสลบั ทศิ และบดิ เป็นเกลยี วเวยี นขวา โดยการ โปรตนี เข๎าคูํกันของสาย DNA เกดิ จากการจับคูํของ ๘. สรปุ ความสมั พันธ์ระหวาํ งสารพนั ธกุ รรม แอลลีล เบสคํูสม คือ A คูํกบั T และ C คกูํ ับ G โปรตนี ลักษณะทางพันธุกรรม และเชื่อมโยงกับ • ยนี คือสาย DNA บางชํวงทีค่ วบคุมลกั ษณะทาง ความรเู๎ รอ่ื งพนั ธุศาสตรเ์ มนเดล พนั ธกุ รรมได๎ โดยยีนกาหนดลาดบั กรดอะมิโน ของโปรตีนซ่งึ ทาหน๎าทีเ่ ป็นโครงสร๎าง เอนไซม์ และอน่ื ๆ มผี ลทาให๎เซลลแ์ ละสง่ิ มีชีวติ ปรากฏ ลักษณะตาํ ง ๆ ได๎ • DNA จาลองตัวเองได๎โดยใช๎สายหนง่ึ เป็นแมแํ บบ และสร๎างอีกสายข้ึนมาใหมํ ซง่ึ จะมีโครงสร๎าง และลาดับนวิ คลโี อไทดเ์ หมือนเดิม

102 ชนั้ ผลการเรยี นรู้ สาระการเรยี นร้เู พิ่มเติม • DNA ควบคุมลกั ษณะทางพันธุกรรมของสิง่ มชี วี ติ ได๎ โดยการสร๎าง RNA ๓ ประเภท คือ mRNA tRNA และ rRNA ซ่ึงรํวมกนั ทาหนา๎ ทีใ่ นกระบวนการ สังเคราะหโ์ ปรตีน • RNA เปน็ พอลิเมอรข์ องนวิ คลโี อไทดส์ ายเดีย่ ว แตํละนิวคลีโอไทดป์ ระกอบดว๎ ย นา้ ตาลไรโบส หมํูฟอสเฟต และไนโตรจีนัสเบส คือ A U C และ G ๙. สบื คน๎ ขอ๎ มลู และอธบิ ายการเกิดมวิ เทชนั • มิวเทชนั เป็นการเปลีย่ นแปลงของลาดับหรือ ระดบั ยนี และระดบั โครโมโซม สาเหตกุ ารเกิด จานวนนวิ คลีโอไทด์ใน DNA ซงึ่ อาจนาไปสูํ มวิ เทชัน รวมทัง้ ยกตัวอยาํ งโรคและกลมํุ อาการ การเปลย่ี นแปลงโครงสรา๎ งและการทางานของ ที่เปน็ ผลของการเกดิ มิวเทชนั โปรตีน ซ่ึงถ๎าการเปลยี่ นแปลงดังกลําวเกิด ในเซลลส์ บื พันธ์ุ จะสามารถถาํ ยทอดไปยงั รุนํ ตํอ ๆ ไปได๎ และทาให๎เกดิ ความแปรผนั ทาง พนั ธกุ รรมของสิ่งมีชวี ิต การเกิดมิวเทชันมสี าเหตุ มาจากปัจจยั ตาํ ง ๆ เชนํ รังสี และสารเคมี • การขาดหายไปหรือเพิม่ ขน้ึ ของนวิ คลโี อไทด์ และการแทนทคี่ ูเํ บส เป็นการเกิดมวิ เทชนั ระดับยีน เชนํ โรคโลหิตจางชนิดซิกเคิลเซลล์ เปน็ ผลมาจาก การแทนที่คเํู บส • การเปลี่ยนแปลงโครงสร๎างของโครโมโซม เชนํ หายไปหรือเพ่ิมขนึ้ บางสํวน และการเปลี่ยนแปลง จานวนโครโมโซม เชนํ การลดลงหรอื เพม่ิ ขน้ึ ของโครโมโซมบางแทํงหรือท้ังชดุ เปน็ สาเหตุ ของการเกดิ มวิ เทชนั ระดบั โครโมโซม เชนํ กลุํม อาการคริดชู าต์และกลุมํ อาการดาวน์ กลมุํ อาการ เทอรเ์ นอร์และกลุํมอาการไคลน์เฟลเตอร์ ๑๐. อธบิ ายหลักการสร๎างสงํิ มชี วี ติ ดัดแปรพนั ธุกรรม • การใช๎เทคโนโลยีทางดเี อน็ เอ ในการสรา๎ งดเี อ็นเอ โดยใชด๎ เี อ็นเอรีคอมบิแนนท์ รีคอมบิแนนท์ สามารถนาไปใชใ๎ นการสร๎าง ๑๑. สบื คน๎ ขอ๎ มูล ยกตวั อยาํ ง และอภิปรายการนา สง่ิ มีชวี ิตดดั แปรพนั ธกุ รรม โดยนายีนที่ต๎องการ เทคโนโลยีทางดเี อ็นเอไปประยกุ ตใ์ ชท๎ งั้ ในดา๎ น มาตัดตํอใสํในสงิ่ มีชีวติ ทาให๎สงิ่ มีชีวติ น้ันมีสมบตั ิ สง่ิ แวดล๎อม นติ วิ ทิ ยาศาสตร์ การแพทย์ ตามตอ๎ งการ การเกษตรและอตุ สาหกรรม และข๎อควรคานงึ • เทคโนโลยีทางดเี อ็นเอ สามารถนาไปประยกุ ต์ ถึงดา๎ นชีวจรยิ ธรรม ใช๎ในดา๎ นตําง ๆ เชนํ สิ่งแวดล๎อม นิติวิทยาศาสตร์

103 ชัน้ ผลการเรียนรู้ สาระการเรียนร้เู พิ่มเตมิ การแพทย์ การเกษตร และอตุ สาหกรรม โดยการ ใชเ๎ ทคโนโลยีทางดีเอน็ เอต๎องคานึงถึงความปลอดภัย ทางชวี ภาพ ชวี จรยิ ธรรม และผลกระทบตํอสงั คม ๑๒. สืบคน๎ ข๎อมูล และอธิบายเก่ยี วกับหลักฐาน • หลักฐานที่ทาใหเ๎ ช่อื วาํ สง่ิ มีชวี ิตมีวิวฒั นาการ เชนํ ท่ีสนบั สนนุ และข๎อมูลทใี่ ชอ๎ ธิบายการเกิด ววิ ัฒนาการของสงิ่ มชี ีวติ ซากดึกดาบรรพ์ กายวภิ าคเปรียบเทียบ วิทยาเอ็มบรโิ อ การแพรํกระจายของสงิ่ มีชีวิตทาง ภูมิศาสตร์ การศึกษาทางชีวภูมศิ าสตร์ และ ดา๎ นชีววิทยาระดบั โมเลกลุ • มนษุ ย์มกี ารสบื สายววิ ฒั นาการมาเป็นเวลานาน โดยมหี ลกั ฐานท่สี นบั สนนุ จากซากดกึ ดาบรรพ์ ของบรรพบุรษุ มนุษย์ท่ีค๎นพบ และจากการ เปรยี บเทียบลาดบั เบสบน DNA ระหวํางมนุษย์ กับไพรเมตอื่นๆ ๑๓. อธบิ าย และเปรยี บเทยี บแนวคิดเก่ียวกบั • ฌอง ลามาร์ก ไดเ๎ สนอแนวคดิ เพ่อื อธิบายเกี่ยวกบั วิวฒั นาการของสงิ่ มีชีวิตของฌอง ลามารก์ ววิ ัฒนาการของส่งิ มีชีวติ วาํ ส่ิงมชี วี ิตมีการ และทฤษฎีเกีย่ วกับววิ ัฒนาการของสงิ่ มชี วี ิต เปลีย่ นแปลงโครงสร๎างให๎เข๎ากบั สภาพแวดลอ๎ ม ของชาลส์ ดาร์วิน โดยอาศยั กฎการใช๎และไมํใช๎ และกฎแหํงการ ถาํ ยทอดลกั ษณะท่ีเกดิ ข้นึ มาใหมํ • ชาลส์ ดารว์ ินเสนอทฤษฎีเกี่ยวกับวิวฒั นาการ ของสง่ิ มชี ีวิตวาํ เกดิ จากการคัดเลอื กโดยธรรมชาติ โดยสง่ิ มีชีวติ มีแนวโน๎มทีจ่ ะใหก๎ าเนิดลกู ท่มี ี ลกั ษณะแตกตํางกันจานวนมาก แตํมเี พยี ง จานวนหนึ่งทเ่ี หมาะสมกับสภาพแวดล๎อม สามารถมีชีวติ รอด และถาํ ยทอดลกั ษณะ ท่ีเหมาะสมไปยังรํนุ ตอํ ไปได๎ ๑๔. ระบสุ าระสาคญั และอธบิ ายเงอ่ื นไขของภาวะ • เมื่อประชากรอยํูในภาวะสมดลุ ของฮารด์ ี-ไวน์เบริ ก์ สมดุลของฮาร์ดี-ไวน์เบริ ์ก ปัจจยั ทีท่ าให๎เกิด โดยประชากรมีขนาดใหญํ ไมํมีการถํายเทยนี การเปลยี่ นแปลงความถข่ี องแอลลลี ระหวาํ งประชากร ไมํเกิดมิวเทชัน สมาชิกทุกตัว ในประชากร พรอ๎ มท้งั คานวณหาความถ่ี มโี อกาสผสมพันธุ์ไดเ๎ ทํากัน และไมํเกดิ การคดั เลอื ก ของแอลลีลและจีโนไทปข์ องประชากร โดยธรรมชาติ จะทาให๎ความถ่ีของแอลลลี ของ โดยใชห๎ ลกั ของฮารด์ ี-ไวนเ์ บริ ก์ ลกั ษณะนัน้ ไมเํ ปลีย่ นแปลงไมวํ าํ จะผาํ นไปกีร่ ุํน กต็ าม เปน็ ผลใหล๎ ักษณะนั้นไมเํ กดิ ววิ ัฒนาการ • การเปลย่ี นแปลงความถขี่ องยีนหรือแอลลลี ในประชากร เกดิ จากปจั จัยหลายประการ นาไปสูํ การเกิดววิ ัฒนาการ

104 ชนั้ ผลการเรียนรู้ สาระการเรียนรเู้ พมิ่ เตมิ ๑๕. สืบค๎นขอ๎ มลู อภิปราย และอธิบาย • สปชี ีส์ใหมํจะเกดิ ขึ้นไดเ๎ มอื่ ไมํมีการถาํ ยเท กระบวนการเกิดสปชี ีสใ์ หมขํ องสิ่งมีชวี ติ เคลอ่ื นย๎ายยนี ระหวํางประชากรหนง่ึ กบั อีก ประชากรหนึ่ง ในรุํนบรรพบรุ ษุ ทาให๎ประชากร ท้ังสอง มีโครงสร๎างทางพนั ธกุ รรมท่ีแตกตํางกนั และววิ ฒั นาการเกิดเป็นสปีชีสใ์ หมํ • ปัจจัยทีท่ าให๎เกิดสปีชสี ใ์ หมอํ าจเกิดได๎ ๒ แนวทาง คือ การเกดิ สปชี ีส์ใหมจํ ากการแบงํ แยกทาง ภมู ศิ าสตรแ์ ละการเกิดสปชี ีส์ใหมํในเขตภมู ศิ าสตร์ เดียวกัน ม.๕ - - ม.๖ ๑. อภปิ รายความสาคญั ของความหลากหลายทาง • ความหลากหลายทางชวี ภาพประกอบด๎วย ชีวภาพ และความเชือ่ มโยงระหวําง ค ว า ม ห ล า ก ห ล า ย ท า ง พั น ธุ ก ร ร ม ค ว า ม หลากหลาย ความหลากหลายทางพันธุกรรม ความหลากหลาย ของสปชี ีส์ และความหลากหลายของระบบนิเวศ ของสปีชีส์ และความหลากหลายของระบบนิเวศ • การแปรผันทางพนั ธุกรรมทาใหเ๎ กดิ ความ หลากหลายทางพนั ธกุ รรม ซ่งึ สิ่งมีชวี ติ ใดทีม่ ี ความหลากหลายทางพันธกุ รรมมากยอํ มทาให๎ มีโอกาสอยํูรอดเพ่มิ ข้นึ และสืบทอดลูกหลาน ตํอไปได๎ • ส่ิงมีชีวติ ท่ดี ารงชวี ิตอยํใู นสิง่ แวดลอ๎ มตําง ๆ ได๎ผาํ นกระบวนการคัดเลอื กโดยธรรมชาติ หรือโดยมนุษย์มาเปน็ ระยะเวลายาวนาน หลายชัว่ รนํุ ซึ่งอาจเกิดเป็นสปีชีส์ใหมํ สงํ ผลให๎ เกิดความหลากหลายของสปชี ีส์ • แหลํงที่อยอูํ าศัยแตลํ ะแหลํงทีส่ ่งิ มชี ีวติ อาศัยอยนูํ ัน้ จะมอี งคป์ ระกอบของปจั จยั ทางกายภาพ และปจั จยั ทางชวี ภาพท่ีแตกตํางกนั ทาให๎เกดิ ความหลากหลายของระบบนเิ วศ ๒. อธบิ ายการเกิดเซลลเ์ ร่ิมแรกของสิ่งมชี ีวิต • จุดเรม่ิ ตน๎ ของววิ ัฒนาการของเซลล์เกดิ จาก และวิวฒั นาการของสง่ิ มชี ีวติ เซลลเ์ ดยี ว โมเลกุลของสารอินทรีย์ โดยเซลลร์ ปู แบบแรก ทเ่ี กดิ ขึน้ คือ เซลล์โพรคารโิ อต และมวี ิวฒั นาการ ข้ึนมาเปน็ เซลลย์ คู ารโิ อต และจากสิง่ มีชวี ติ เซลลเ์ ดียว เป็นสง่ิ มีชีวติ หลายเซลลท์ ีม่ โี ครงสร๎าง แบบงาํ ย ๆ จนกลายมาเป็นสิ่งมชี วี ิตหลายเซลล์ ทม่ี โี ครงสรา๎ งซบั ซอ๎ นมากขนึ้ ตามลาดับ

105 ชัน้ ผลการเรยี นรู้ สาระการเรยี นรู้เพม่ิ เตมิ ๓. อธิบายลกั ษณะสาคัญ และยกตวั อยํางสงิ่ มชี วี ติ • แบคทเี รยี เปน็ สิ่งมีชีวติ พวกโพรคารโิ อต ผนังเซลล์ กลุํมแบคทเี รยี สงิ่ มีชีวติ กลุํมโพรทสิ ต์ สิ่งมชี วี ิต มีเพปทิโดไกลแคนเปน็ องคป์ ระกอบสาคญั กลุมํ พืช ส่ิงมชี วี ติ กลํุมฟังไจ และสง่ิ มีชวี ติ แบคทเี รียท่ัวไปสร๎างอาหารเองไมํได๎ ดารงชีวิต กลมํุ สัตว์ แบบผ๎ูสลายสารอินทรีย์หรือแบบปรสติ แตํแบคทเี รยี บางกลํมุ เชํน ไซยาโนแบคทเี รยี สรา๎ งอาหารเองได๎จากกระบวนการสงั เคราะห์ ด๎วยแสง • โพรทสิ ตเ์ ป็นสิง่ มชี ีวิตพวกยูคาริโอตมีลักษณะ หลากหลาย ท้ังทเ่ี ปน็ สง่ิ มชี ีวติ เซลลเ์ ดยี วหรือ ส่ิงมชี วี ติ หลายเซลล์ทยี่ งั ไมํพฒั นาไปเปน็ เนื้อเย่ือ อาจมีหรอื ไมมํ ผี นงั เซลล์เป็นสวํ นประกอบของเซลล์ • พชื เปน็ สงิ่ มชี วี ิตหลายเซลลพ์ วกยคู ารโิ อต มีผนงั เซลล์ ซึง่ มีเซลลโู ลสเป็นองคป์ ระกอบ มวี ฏั จักรชีวิต แบบสลับ และมรี ะยะเอม็ บรโิ อในการสบื พนั ธุ์ แบบอาศยั เพศ พืชสร๎างอาหารเองไดจ๎ าก กระบวนการสงั เคราะห์ด๎วยแสง • ฟังไจเป็นสง่ิ มีชีวติ พวกยูคาริโอต มที ้ังสิง่ มีชวี ิต เซลล์เดยี วและหลายเซลล์ เซลลข์ องฟงั ไจยงั ไมํ พฒั นาไปเปน็ เน้อื เยื่อ ผนังเซลล์มไี คทินเป็น องคป์ ระกอบสาคัญ ฟังไจสร๎างอาหารเองไมไํ ด๎และ ดารงชีวิตแบบผูส๎ ลายสารอนิ ทรีย์หรอื แบบปรสิต • สัตว์เปน็ สง่ิ มีชีวิตหลายเซลล์พวกยูคาริโอต ไมสํ ามารถสรา๎ งอาหารเองไดต๎ ๎องได๎รับอาหาร จากส่งิ มชี ีวิตอืน่ สวํ นใหญมํ ีระบบยํอยอาหาร บางชนดิ อาจเป็นปรสิต สัตว์มรี ะยะเอม็ บริโอ ในการสืบพนั ธุ์แบบอาศัยเพศ • สตั ว์อาจแบงํ เป็นกลุมํ ยอํ ยโดยพจิ ารณาลักษณะ ตําง ๆ คือ เนือ้ เยื่อสมมาตร การเปลยี่ นแปลงของ บลาสโทพอร์ การเจริญในระยะตัวอํอน ทาให๎ อาจแบํงสตั ว์เป็นกลุมํ ยอํ ย เชนํ กลมํุ ฟองนา้ กลุํมไฮดรา กลํุมหนอนตัวแบน กลุํมหอยและ หมกึ กลมํุ ไส๎เดอื นดนิ กลุํมหนอนตัวกลม กลมํุ สตั ว์ที่มขี าเปน็ ปลอ๎ ง กลํมุ ดาวทะเลและ ปลิงทะเล และกลุํมสตั วท์ ีม่ ีโนโทคอร์ด

106 ชัน้ ผลการเรยี นรู้ สาระการเรียนร้เู พ่ิมเตมิ ๔. อธิบาย และยกตัวอยํางการจาแนกสง่ิ มชี ีวติ • การจาแนกสง่ิ มีชีวิตออกเป็นหมวดหมูเํ ปน็ ลาดับ จากหมวดหมํูใหญํจนถึงหมวดหมูํยํอย และ ข้ันตาํ ง ๆ เร่มิ จากหมวดหมใํู หญํแล๎วแบงํ เปน็ วธิ ีการ หมวดหมํยู ํอย มดี ังน้ี คงิ ดอม ไฟลมั คลาส ออร์เดอร์ เขียนช่ือวิทยาศาสตรใ์ นลาดับขนั้ สปีชสี ์ แฟมลิ ี จีนสั และสปีชสี ์ ๕. สรา๎ งไดโคโทมัสคีย์ในการระบสุ ิ่งมชี ีวติ หรอื • ช่ือวิทยาศาสตรข์ องสงิ่ มีชวี ติ ในลาดบั ข้นั สปีชสี ์ ตวั อยาํ งทกี่ าหนดออกเป็นหมวดหมํู ท่ีตง้ั ข้ึนตามระบบทวนิ ามเพอื่ ใชใ๎ นการระบุถึง ส่ิงมชี วี ติ แตลํ ะชนดิ ใหม๎ คี วามเข๎าใจถกู ต๎องตรงกัน ประกอบด๎วย ๒ สํวน โดยสํวนแรกเป็น ชื่อสกลุ สวํ นหลังเปน็ คาที่ระบลุ ักษณะพิเศษของส่งิ มชี ีวิต ชนิดน้ัน หรือเป็นคาท่ีมีความหมายเฉพาะ โดยทง้ั ๒ สวํ นนตี้ อ๎ งเป็นภาษาละตนิ • ไดโคโทมัสคียเ์ ปน็ เครือ่ งมอื ที่ใช๎เพือ่ ระบุหมวดหมูํ ของสงิ่ มีชวี ิตลาดบั ข้ันตาํ ง ๆ โดยมหี ลักเกณฑ์ ในการนาลกั ษณะท่ตี ํางกันของส่งิ มชี ีวติ มาพิจารณาเปน็ คูํ • วิทเทเกอร์ เสนอแนวความคดิ ที่วาํ สงิ่ มีชวี ิตพวก ยคู ารโิ อตมวี วิ ฒั นาการมาจากสิง่ มชี ีวติ พวก โพรคารโิ อต และจาแนกสงิ่ มชี ีวติ เปน็ ๕ คงิ ดอม ประกอบดว๎ ย มอเนอรา โพรทสิ ตา พืช ฟงั ไจ และสตั ว์ • โวสซ์ และคณะ จาแนกส่งิ มีชีวติ เปน็ ๓ โดเมน ประกอบด๎วย แบคทีเรยี อาร์เคีย และยคู ารีอา โดยแนวความคิดการจาแนกส่ิงมชี ีวติ แตลํ ะโดเมน เปน็ กลํมุ ยอํ ยจะใช๎หลักท่ีวํา สง่ิ มีชวี ติ ในกลํมุ เดยี วกนั มสี ายวิวัฒนาการมาจากบรรพบรุ ษุ รํวมกนั

107 สาระชวี วทิ ยา ๓. เข้าใจส่วนประกอบของพืช การแลกเปลี่ยนแก๊สและคายน้าของพืช การลาเลียงของ พืช การสังเคราะห์ด้วยแสง การสืบพันธ์ุของพืชดอกและการเจริญเติบโต และ การ ตอบสนองของพืช รวมทง้ั นาความรู้ไปใชป้ ระโยชน์ ชน้ั ผลการเรียนรู้ สาระการเรียนร้เู พิม่ เติม ม.๔ - - ม.๕ ๑. อธิบายเก่ียวกับชนดิ และลกั ษณะของเนอื้ เยอ่ื พชื • เน้ือเยื่อพชื แบงํ เป็น ๒ กลํมุ ใหญํ คอื เนอื้ เยื่อเจริญ และเขียนแผนผงั เพ่อื สรปุ ชนดิ ของเน้อื เย่อื พืช และเน้อื เยื่อถาวร • เนอ้ื เยอ่ื เจรญิ แบํงเป็นเนือ้ เย่ือเจรญิ สวํ นปลาย เนื้อเยอื่ เจริญเหนอื ขอ๎ และเนอื้ เย่ือเจริญดา๎ นข๎าง • เนอ้ื เยอ่ื ถาวรเปล่ียนแปลงมาจากเนื้อเยื่อเจริญ เน้ือเยือ่ ถาวรอาจแบํงไดเ๎ ปน็ ๓ ระบบ คอื ระบบ เนอ้ื เย่ือผวิ ระบบเน้อื เย่ือพน้ื และระบบเนอื้ เยอ่ื ทอํ ลาเลียง ซงึ่ ทาหนา๎ ทตี่ าํ งกัน ๒. สงั เกต อธบิ าย และเปรียบเทยี บโครงสรา๎ ง • ราก คือ สํวนแกนของพืชทโ่ี ดยทั่วไปเจรญิ อยูํ ใต๎ระดบั ผิวดิน ทาหนา๎ ทยี่ ดึ หรือค้าจุนให๎พืช ภายในของรากพืชใบเลยี้ งเดย่ี วและรากพืช เจรญิ เติบโตอยกํู บั ท่ไี ด๎ และยงั มีหนา๎ ที่สาคญั ใน ใบเลี้ยงคํูจากการตัดตามขวาง การดดู นา้ และธาตุอาหารในดิน เพือ่ สํงไปยังสวํ น ตําง ๆ ของพชื • โครงสรา๎ งภายในของปลายรากที่ตดั ตามยาว ประกอบด๎วย เนอ้ื เยือ่ เจรญิ แบํงเปน็ บริเวณตําง ๆ คอื บริเวณหมวกราก บริเวณเซลล์กาลงั แบํงตัว บรเิ วณเซลลข์ ยายตวั ตามยาว และบรเิ วณที่เซลล์ มีการเปลี่ยนแปลงไปทาหนา๎ ทีเ่ ฉพาะและเจรญิ เติบโตเตม็ ท่ี • โครงสร๎างภายในของรากระยะการเติบโตปฐมภมู ิ เม่ือตัดตามขวางจะเหน็ โครงสร๎างแบงํ เปน็ ๓ ช้นั เรยี งจากดา๎ นนอกเข๎าไป คอื ชั้นเอพิเดอร์มิส ชนั้ คอร์เทกซ์ และชนั้ สตีล ในชน้ั สตีลจะพบ มัดทํอลาเลียงท่มี ลี ักษณะแตกตํางกันใน พืชใบเลย้ี งเดี่ยวและพชื ใบเล้ียงคํู

108 ชัน้ ผลการเรยี นรู้ สาระการเรียนรู้เพ่ิมเติม • โครงสร๎างภายในของรากระยะการเตบิ โตทตุ ิยภูมิ ช้ันเอพิเดอรม์ สิ จะถูกแทนท่ดี ๎วยช้นั เพรเิ ดริ ์ม ซง่ึ มี คอร์กเปน็ เนื้อเยอื่ สาคญั ช้นั คอร์เทกซอ์ าจมกี าร เปลีย่ นแปลงเกิดเซลลท์ ี่ทาใหม๎ ีความแขง็ แรง เพ่มิ ขนึ้ หรอื เกดิ เซลล์ทส่ี ะสมอาหารเพ่ิมขึ้น สวํ นลักษณะมดั ทํอลาเลยี งจะเปลย่ี นไป เน่อื งจาก มีการสรา๎ งเน้ือเย่อื ลาเลียงเพ่มิ ข้นึ ๓. สงั เกต อธบิ าย และเปรยี บเทยี บโครงสรา๎ ง • ลาต๎น คอื สํวนแกนของพชื ทโี่ ดยทว่ั ไปเจรญิ ภายในของลาตน๎ พชื ใบเลีย้ งเดยี่ วและลาตน๎ พชื อยํเู หนือระดบั ผิวดนิ ถัดข้ึนมาจากราก ทาหน๎าท่ี ใบเลี้ยงคจูํ ากการตดั ตามขวาง สร๎างใบและชใู บ ลาเลยี งน้า ธาตุอาหาร และ อาหารท่ีพืชสร๎างขน้ึ สงํ ไปยังสํวนตําง ๆ • โครงสรา๎ งภายในของลาตน๎ ระยะการเตบิ โตปฐมภูมิ เม่ือตดั ตามขวางจะเห็นโครงสร๎างแบํงเป็น ๓ ช้นั เรยี งจากดา๎ นนอกเขา๎ ไป คอื ชั้นเอพิเดอร์มสิ ชั้นคอรเ์ ทกซ์ และชนั้ สตีล ซงึ่ ชน้ั สตลี จะพบมัด ทอํ ลาเลียงทมี่ ีลักษณะแตกตํางกนั ในพชื ใบเล้ยี งเดย่ี ว และพืชใบเลีย้ งคํู • ลาตน๎ ในระยะการเติบโตทุติยภมู ิ จะมเี ส๎นรอบวง เพ่ิมข้นึ และมโี ครงสรา๎ งแตกตาํ งจากเดิม เน่ืองจาก มกี ารสร๎างเนอื้ เยื่อเพริเดริ ์ม และเนอื้ เยื่อ ทํอลาเลียงทุติยภูมิเพ่มิ ขนึ้ ๔. สงั เกต และอธบิ ายโครงสรา๎ งภายในของใบพชื • ใบมีหน๎าที่สังเคราะหด์ ๎วยแสง แลกเปลี่ยนแกส๏ จากการตัดตามขวาง และคายนา้ ใบของพชื ดอกประกอบดว๎ ย ก๎านใบ แผนํ ใบ เสน๎ กลางใบ และเสน๎ ใบ พืชบางชนดิ อาจ ไมํมกี ๎านใบ ท่โี คนกา๎ นใบอาจพบหรอื ไมพํ บหูใบ • โครงสร๎างภายในของใบตดั ตามขวาง ประกอบดว๎ ย เน้ือเยื่อ๓กลํมุ ได๎แกํเอพิเดอรม์ ิสมโี ซฟลิ ล์ และเน้ือเยื่อทอํ ลาเลียง ๕.สบื คน๎ ขอ๎ มลู สังเกตและอธิบายการแลกเปลีย่ น • พืชมีการแลกเปล่ยี นแก๏สและการคายน้าผํานทาง แกส๏ และการคายน้าของพืช ปากใบเปน็ สํวนใหญํ ปากใบพบไดท๎ ีใ่ บและ ลาตน๎ ออํ น เมอ่ื ความชื้นสัมพัทธใ์ นอากาศ ภายนอกตา่ กวําความช้นื สมั พทั ธภ์ ายในใบพชื ทาให๎น้าภายในใบพืชระเหยเป็นไอออกมาทาง รูปากใบ เรียกวาํ การคายนา้

109 ชัน้ ผลการเรยี นรู้ สาระการเรยี นรเู้ พ่มิ เติม • ความชืน้ ในอากาศ ลม อุณหภูมิ สภาพนา้ ในดนิ ความเข๎มของแสง เป็นปจั จัยที่มีผลตํอการคายนา้ ของพืช ๖. สบื คน๎ ขอ๎ มูล และอธิบายกลไกการลาเลยี งน้า • พชื ดูดนา้ และธาตอุ าหารตําง ๆ จากดนิ โดยเซลล์ และธาตุอาหารของพชื ขนรากแลว๎ ลาเลยี งผาํ นช้นั คอร์เทกซ์เข๎าสํู ๗. สบื คน๎ ข๎อมูล อธบิ ายความสาคญั ของธาตอุ าหาร เนื๎อเยืํอลาเลยี งำนใ๎ นชั๎นสตลี ซงํึ เปน็ การดดู ำนจ๎ ากดนิ และยกตัวอยํางธาตุอาหารที่สาคญั ทีม่ ผี ลตํอ สเํู น้ือเย่ือลาเลยี งน้าในแนวระนาบ และลาเลยี ง การเจรญิ เตบิ โตของพชื ไปยังสํวนตาํ ง ๆ ของพืชในแนวดิง่ • ในสภาวะปกติการลาเลียงนา้ จากรากสํยู อด ของพืชอาศัยแรงดงึ จากการคายนา้ รวํ มกับ แรงโคฮชี ัน แรงแอดฮีชัน • ในภาวะทีบ่ รรยากาศมีความชน้ื สัมพทั ธส์ ูงมาก จนไมํสามารถเกิดการคายน้าได๎ตามปกติ น้าที่ เข๎าไปในเซลล์รากจะทาใหเ๎ กิดแรงดันเรยี กวํา แรงดันราก ทาให๎เกดิ ปรากฏการณ์กตั เตชัน • พืชแตํละชนดิ ตอ๎ งการปรมิ าณและชนดิ ของ ธาตุอาหารแตกตํางกนั สามารถนาความร๎ู เกี่ยวกับสมบัติของธาตอุ าหารชนิดตาํ ง ๆ ทม่ี ผี ลตํอ การเจริญเตบิ โตของพชื ในสารละลายธาตุอาหาร เพอ่ื ให๎พืชเจริญเตบิ โตได๎ตามทต่ี อ๎ งการ ๘. อธิบายกลไกการลาเลียงอาหารในพชื • อาหารที่ได๎จากกระบวนการสังเคราะห์ด๎วยแสง จากแหลงํ สร๎าง จะถกู เปลย่ี นแปลงเป็นซโู ครส และลาเลียงผํานทางทอํ โฟลเอ็ม โดยอาศยั กลไก การลาเลยี งอาหารในพืชซึ่งเกี่ยวขอ๎ งกบั แรงดนั น้า ไปยงั แหลงํ รับ ๙. สบื คน๎ ขอ๎ มลู และสรปุ การศกึ ษาทไ่ี ด๎จากการ • การศกึ ษาค๎นคว๎าของนักวทิ ยาศาสตร์ในอดตี ทดลองของนักวิทยาศาสตรใ์ นอดีตเกย่ี วกับ กระบวนการสังเคราะห์ด๎วยแสง ทาให๎ไดค๎ วามรเู๎ กีย่ วกบั กระบวนการสังเคราะห์ ด๎วยแสงมาเปน็ ลาดบั ขน้ั จนได๎ข๎อสรปุ วํา คาร์บอนไดออกไซด์ และน้า เป็นวัตถุดบิ ท่ีพืชใช๎ ในกระบวนการสงั เคราะหด์ ว๎ ยแสง และผลผลิต ท่ีได๎ คือ น้าตาล ออกซเิ จน

110 ชนั้ ผลการเรียนรู้ สาระการเรียนรู้เพมิ่ เติม ๑๐. อธบิ ายขั้นตอนท่ีเกดิ ขึน้ ในกระบวนการ • กระบวนการสงั เคราะหด์ ๎วยแสงมี ๒ ข้นั ตอน คือ สงั เคราะห์ดว๎ ยแสงของพชื C3 ปฏิกิริยาแสง และการตรงึ คารบ์ อนไดออกไซด์ • ปฏิกิริยาแสงเป็นปฏกิ ิรยิ าท่ีเปลยี่ นพลังงานแสง เปน็ พลงั งานเคมี โดยแสงออกซไิ ดส์โมเลกลุ สารสี ทไี่ ทลาคอยด์ของคลอโรพลาสต์ ทาใหเ๎ กดิ การ ถํายทอดอิเลก็ ตรอน ได๎ผลติ ภัณฑเ์ ป็น ATP และ NADPH+ H+ ในสโตรมาของคลอโรพลาสต์ • การตรงึ คาร์บอนไดออกไซด์ เกดิ ในสโตรมาโดยใช๎ RuBP และเอนไซม์รบู สิ โก ไดส๎ ารท่ปี ระกอบดว๎ ย คารบ์ อน ๓ อะตอม คือ PGA โดยใช๎ ATP และ NADPH ทไี่ ด๎จากปฏกิ ริ ยิ าแสงไปรีดิวซ์ สารประกอบคารบ์ อน ๓ อะตอม ได๎เป็นนา้ ตาล ท่ีมคี ารบ์ อน ๓ อะตอม คอื PGAL ซ่ึงสํวนหนึ่ง จะถกู นาไปสรา๎ ง RuBP กลับคืนเปน็ วฏั จกั ร โดยพชื C3 จะมีการตรึงคารบ์ อนไดออกไซดด์ ว๎ ย วัฏจักรคลั วนิ เพียงอยํางเดียว ๑๑. เปรยี บเทียบกลไกการตรึงคาร์บอนไดออกไซด์ • พืช C4 ตรึงคาร์บอนอนินทรีย์ ๒ ครั้ง ครั้งแรก ในพืช C3 พืช C4 และ พชื CAM เกิดข้ึนที่เซลล์มีโซฟิลล์ โดย PEP และเอนไซม์ เพบคารบ์ อกซิเลส ได๎สารประกอบท่ีมีคาร์บอน ๔อะตอมคือOAAซง่ึ จะมกี ารเปลย่ี นแปลง ทางเคมไี ด๎สารประกอบที่มคี าร์บอน ๔ อะตอม คอื กรดมาลกิ ซ่ึงจะถกู ลาเลียงไปจนถงึ เซลล์ บันเดิลชที และปลํอยคาร์บอนไดออกไซด์ ในคลอโรพลาสต์เพอื่ ใช๎ในวฏั จักรคลั วนิ ตอํ ไป • พืช CAMมีกลไกในการตรงึ คาร์บอนไดออกไซด์ ทคลั้ง๎า๒ยพคชืร้ังCใน4 เแซตลํมลีก์เดารยี ตวรกึงนั คาโดรบ์ยอเซนลอลน์มนิ ีกทารรียต์รงึ คารบ์ อนอนินทรียค์ รั้งแรกในเวลากลางคนื และปลํอยออกมาในเวลากลางวนั เพ่อื ใช๎ใน วัฏจกั รคลั วนิ ตอํ ไป ๑๒. สืบค๎นข๎อมูล อภิปราย และสรุปปัจจัยความ • ปจั จัยที่มผี ลตํอการสังเคราะหด์ ๎วยแสงเชนํ เข๎ม ของแสง ความเข๎มขน๎ ของคารบ์ อนไดออกไซด์ ความเข๎มของแสง ความเข๎มข๎นของ และอุณหภูมิ ท่มี ีผลตอํ การสงั เคราะหด์ ว๎ ยแสง คารบ์ อนไดออกไซด์ อณุ หภมู ิ ปรมิ าณน้าในดนิ ของพชื ธาตุอาหาร อายุใบ

111 ชั้น ผลการเรียนรู้ สาระการเรยี นรเู้ พิม่ เติม ๑๓. อธบิ ายวฏั จกั รชวี ติ แบบสลบั ของพชื ดอก • พชื ดอกมีวฏั จักรชวี ติ แบบสลับ ประกอบดว๎ ย ๑๔. อธิบาย และเปรียบเทยี บกระบวนการสร๎าง ระยะทส่ี รา๎ งสปอร์ เรยี ก ระยะสปอโรไฟต์ (2n) เซลล์สืบพันธเ์ุ พศผแู๎ ละเพศเมียของพชื ดอก และระยะท่สี รา๎ งเซลล์สบื พนั ธุ์ เรยี ก และอธิบายการปฏิสนธิของพชื ดอก ระยะแกมโี ทไฟต์ (n) • สํวนประกอบของดอกทเ่ี กี่ยวขอ๎ งกับการสืบพันธ์ุ โดยตรงคือชน้ั เกสรเพศผ๎ูและช้นั เกสรเพศเมยี ซึง่ จานวนรังไขเํ กีย่ วข๎องกบั การเจริญเปน็ ผล ชนดิ ตาํ ง ๆ • พืชดอกสร๎างไมโครสปอร์และเมกะสปอร์ ซง่ึ อาจ สรา๎ งในดอกเดยี วกันหรือตาํ งดอกหรือตาํ งต๎นกนั • การสรา๎ งไมโครสปอร์ของพืชดอกเกิดขึ้นโดย ไมโครสปอร์มาเทอร์เซลล์แบํงเซลล์แบบ ไมโอซสิ ได๎ไมโครสปอร์ โดยไมโครสปอรน์ ้ี แบงํ เซลล์แบบไมโทซสิ ได๎๒เซลล์คือทิวบ์เซลล์ และเจเนอเรทิฟเซลล์ เมือ่ มกี ารถาํ ยเรณไู ปตกบน ยอดเกสรเพศเมีย ทิวบเ์ ซลลจ์ ะงอกหลอดเรณู และเจเนอเรทิฟเซลลแ์ บํงไมโทซิสไดเ๎ ซลล์สบื พนั ธุ์ เพศผ๎ู ๒ เซลล์ • การสรา๎ งเมกะสปอรเ์ กดิ ขน้ึ ภายในออวุลในรังไขํ โดยเซลลท์ ีเ่ รียกวาํ เมกะสปอรม์ าเทอร์เซลล์ แบํงไมโอซสิ ได๎เมกะสปอร์ ซ่งึ ในพืชสวํ นใหญํ จะเจริญพฒั นาตอํ ไปได๎เพยี ง๑ เซลล์ ท่ีเหลืออกี ๓ เซลลจ์ ะฝอ่ เมกะสปอรจ์ ะแบํงไมโทซิส ๓ ครงั้ ได๎๘นิวเคลียสท่ีประกอบดว๎ ย๗เซลลโ์ ดยมี ๑ เซลล์ ทีท่ าหนา๎ ทเ่ี ปน็ เซลล์สืบพนั ธุ์ เรยี ก เซลล์ไขํ สวํ นอีก ๑ เซลลม์ ี ๒ นิวเคลียส เรยี ก โพลาร์นวิ คลีไอ • การปฏสิ นธิของพืชดอกเป็นการปฏิสนธิคูํโดย คํูหนึ่งเป็นการรวมกนั ของสเปิรม์ เซลล์หนง่ึ กบั เซลล์ไขํได๎เป็นไซโกต ซึง่ จะเจริญและพัฒนา ไปเปน็ เอ็มบรโิ อ และอกี คหํู น่งึ เป็นการรวมกนั ของสเปิรม์ อีกเซลล์หนง่ึ กับโพลาร์นิวคลีไอ ไดเ๎ ปน็ เอนโดสเปริ ์มนิวเคลียส ซ่งึ จะเจรญิ และพฒั นา ตํอไปเป็นเอนโดสเปิร์ม

112 ชน้ั ผลการเรยี นรู้ สาระการเรยี นรูเ้ พิม่ เติม ๑๕. อธิบายการเกิดเมลด็ และการเกิดผลของพืชดอก • ภายหลังการปฏิสนธิ ออวลุ จะมกี ารเจริญ โครงสรา๎ งของเมลด็ และผล และยกตัวอยําง และพัฒนาไปเปน็ เมล็ด และรงั ไขจํ ะมกี ารเจรญิ การใช๎ประโยชน์จากโครงสร๎างตาํ ง ๆ ของเมลด็ และพฒั นาไปเปน็ ผล และผล • โครงสรา๎ งของเมล็ดประกอบดว๎ ย เปลอื กเมล็ด เอม็ บรโิ อ และเอนโดสเปิรม์ โครงสร๎างของผล ประกอบด๎วย ผนังผล และเมลด็ ซึ่งแตลํ ะสํวน ของโครงสรา๎ งจะมีประโยชน์ตอํ พืชเองและตอํ สิ่งมชี ีวิตอน่ื ๑๖. ทดลอง และอธิบายเกี่ยวกับปจั จยั ตาํ ง ๆ ทม่ี ี • เมล็ดท่ีเจริญเต็มทีจ่ ะมีการงอกโดยมีปจั จยั ตาํ ง ๆ ผลตํอการงอกของเมล็ด สภาพพกั ตัวของเมลด็ ที่มีผลตํอการงอกของเมล็ด เชํน น้าหรอื ความช้นื และบอกแนวทางในการแกส๎ ภาพพักตัว ออกซิเจน อณุ หภูมิ และแสง เมลด็ บางชนิด ของเมลด็ สามารถงอกไดท๎ นั ที แตํเมล็ดบางชนดิ ไมํสามารถ งอกไดท๎ ันทเี พราะอยใํู นสภาพพักตัว • เมล็ดบางชนดิ มีสภาพพักตวั เน่ืองจากมีปจั จัย บางประการทีม่ ผี ลยบั ยัง้ การงอกของเมลด็ ซ่ึงสภาพพักตัวของเมล็ดสามารถแก๎ไขได๎หลายวิธี ตามปัจจัยท่ียบั ย้งั ๑๗. สืบคน๎ ข๎อมลู อธบิ ายบทบาทและหน๎าท่ขี อง • พชื สรา๎ งสารควบคุมการเจรญิ เตบิ โตหลายชนดิ ออกซนิ ไซโทไคนนิ จิบเบอเรลลิน เอทิลีน ท่ีสํวนตาํ ง ๆ ซ่ึงสารนเี้ ป็นส่ิงเรา๎ ภายในท่ีมผี ล และกรดแอบไซซกิ และอภปิ รายเกยี่ วกบั ตอํ การเจริญเติบโตของพชื เชนํ ออกซิน ไซโทไคนิน การนาไปใช๎ประโยชนท์ างการเกษตร จบิ เบอเรลลิน เอทลิ นี และกรดแอบไซซิก ๑๘. สบื ค๎นข๎อมลู ทดลอง และอภปิ รายเก่ียวกับ • แสงสวําง แรงโนม๎ ถวํ งของโลก สารเคมี และนา้ สิง่ เรา๎ ภายนอกท่ีมีผลตํอการเจริญเตบิ โต เป็นสิง่ เร๎าภายนอกท่มี ผี ลตํอการเจรญิ เติบโต ของพชื ของพชื • ความร๎ูเกีย่ วกับการตอบสนองตํอสงิ่ เร๎าภายใน และสิ่งเร๎าภายนอกทีม่ ีผลตอํ การเจรญิ เตบิ โต ของพชื สามารถนามาประยุกตใ์ ช๎ควบคมุ การเจรญิ เติบโตของพชื เพ่มิ ผลผลิต และยืดอายุ ผลผลติ ได๎ ม.๖ - -

113 สาระชีววิทยา ๔. เข้าใจการย่อยอาหารของสัตว์และมนุษย์ การหายใจและการแลกเปลี่ยนแก๊ส การลาเลียงสารและการหมุนเวียนเลือด ภูมิคุ้มกันของร่างกาย การขับถ่าย การ รบั รู้ และการตอบสนอง การเคลื่อนท่ี การสืบพันธุ์และการเจริญเติบโต ฮอร์โมน กบั การรกั ษาดุลยภาพ และพฤตกิ รรมของสัตว์ รวมทงั้ นาความรูไ้ ปใชป้ ระโยชน์ ช้ัน ผลการเรยี นรู้ สาระการเรยี นรู้เพิ่มเติม ม.๔ - - ม.๕ ๑. สบื คน๎ ข๎อมูลอธิบายและเปรียบเทียบโครงสรา๎ ง • รามกี ารปลอํ ยเอนไซม์ออกมายอํ ยอาหาร และกระบวนการยํอยอาหารของสัตว์ที่ไมํมี นอกเซลล์ สํวนอะมบี าและพารามเี ซยี มมีการยํอย ทางเดินอาหาร สัตว์ที่มีทางเดนิ อาหาร อาหารภายในฟดู แวคิวโอลโดยเอนไซมใ์ น แบบไมํสมบรู ณ์ และสตั ว์ท่ีมีทางเดินอาหาร ไลโซโซม • ฟองน้า ไมํมีทางเดินอาหารแตจํ ะมีเซลล์พเิ ศษ แบบสมบรู ณ์ ๒. สงั เกต อธบิ าย การกนิ อาหารของไฮดรา ทาหนา๎ ที่จับอาหารเข๎าสเูํ ซลลแ์ ล๎วยํอยภายในเซลล์ และพลานาเรยี โดยเอนไซม์ในไลโซโซม • ไฮดราและพลานาเรีย มที างเดินอาหาร แบบไมํสมบรู ณ์ จะกินอาหารและขบั กากอาหาร ออกทางเดยี วกนั • ไส๎เดือนดนิ แมลงสัตว์ไมมํ ีกระดกู สันหลังสวํ นใหญํ และสตั ว์มกี ระดูกสันหลงั จะมที างเดนิ อาหาร แบบสมบรู ณ์ ๓. อธิบายเก่ยี วกบั โครงสร๎าง หนา๎ ท่ี และ • การยํอยอาหารของมนษุ ยป์ ระกอบดว๎ ย การยํอย กระบวนการยอํ ยอาหาร และการดดู ซมึ เชิงกลโดยการบดอาหารให๎มขี นาดเลก็ ลง และ สารอาหารภายในระบบยอํ ยอาหารของมนุษย์ การยํอยทางเคมโี ดยอาศยั เอนไซมใ์ นทางเดนิ อาหาร ทาใหโ๎ มเลกลุ ของอาหารมขี นาดเล็ก จนเซลลส์ ามารถดดู ซมึ และนาไปใช๎ได๎ • การยํอยอาหารของมนษุ ย์เกดิ ข้นึ ทชี่ ํองปาก กระเพาะอาหาร และลาไสเ๎ ล็ก • สารอาหารท่ยี ํอยแล๎ววิตามนิ บางชนดิ และ ธาตุอาหารจะถูกดูดซมึ ทีวํ ิลลสั เข๎าสํหู ลอดเลอื ดฝอย แลว๎ ผํานตับกอํ นเข๎าสหํู วั ใจ สวํ นสารอาหาร ประเภทลิพดิ และวติ ามนิ ทลี่ ะลายในไขมนั จะถกู ดดู ซึมเขา๎ สหํู ลอดนา้ เหลืองฝอย

114 ชัน้ ผลการเรียนรู้ สาระการเรยี นรเู้ พมิ่ เติม • อาหารทไ่ี มถํ กู ยอํ ยหรอื ยํอยไมํได๎จะเคลอ่ื นตํอไป ยงั ลาไส๎ใหญํ นา้ ธาตุอาหาร และวิตามินบางสวํ น ดูดซมึ เข๎าสูํผนงั ลาไส๎ใหญํ ท่เี หลอื เปน็ กากอาหาร จะถกู กาจัดออกทางทวารหนกั ๔.สืบคน๎ ข๎อมูลอธิบายและเปรียบเทียบโครงสรา๎ ง • ไสเ๎ ดอื นดินมกี ารแลกเปลย่ี นแก๏สผาํ นเซลลบ์ รเิ วณ ท่ีทาหนา๎ ทแี่ ลกเปลย่ี นแก๏สของฟองนา้ ไฮดรา ผวิ หนังท่เี ปียกชนื้ พลานาเรีย ไสเ๎ ดอื นดนิ แมลง ปลา กบ และนก • แมลงมีการแลกเปลยี่ นแกส๏ โดยผาํ นทางทอํ ลม ๕. สงั เกต และอธบิ ายโครงสรา๎ งของปอดในสัตว์ ซึ่งแตกแขนงเป็นทอํ ลมฝอย เลยี้ งลกู ด๎วยนา้ นม • ปลาเปน็ สัตวน์ ้ามีการแลกเปล่ยี นแกส๏ ที่ละลาย อยูใํ นน้าผํานเหงือก • สัตว์สะเทนิ น้าสะเทนิ บกใช๎ปอดและผิวหนัง ในการแลกเปลีย่ นแก๏ส • สัตว์เลือ้ ยคลาน สัตวป์ ีกและสัตว์เลย้ี งลกู ด๎วยน้านมอาศยั ปอดในการแลกเปล่ยี นแกส๏ ๖. สบื คน๎ ข๎อมลู อธิบายโครงสร๎างทใ่ี ช๎ในการ • ทางเดนิ หายใจของมนษุ ย์ประกอบดว๎ ย ชํองจมกู แลกเปล่ียนแกส๏ และกระบวนการแลกเปลี่ยน โพรงจมกู คอหอย กลอํ งเสียง ทํอลม หลอดลม แกส๏ ของมนษุ ย์ และถงุ ลมในปอด ๗. อธบิ ายการทางานของปอด และทดลองวดั • ปอดเปน็ บรเิ วณท่ีมกี ารแลกเปล่ยี นแก๏สระหวาํ ง ปริมาตรของอากาศในการหายใจออกของมนษุ ย์ ถงุ ลมกบั หลอดเลือดฝอย และบรเิ วณเซลลข์ อง เน้อื เยอ่ื ตาํ ง ๆ มีการแลกเปลีย่ นแกส๏ โดยการ แพรํผาํ นหลอดเลอื ดฝอยเชํนกนั • การหายใจเข๎าและการหายใจออกเกดิ จาก การเปลยี่ นแปลงความดันของอากาศภายในปอด โดยการทางานรวํ มกนั ของกลา๎ มเน้อื กะบังลม และกล๎ามเนือ้ ระหวํางกระดกู ซีโ่ ครง และควบคุม โดยสมองสวํ นพอนส์และเมดลั ลาออบลองกาตา ๘. สืบค๎นขอ๎ มูล อธิบาย และเปรยี บเทยี บระบบ • ส่งิ มีชวี ิตเซลลเ์ ดยี วและสัตว์ที่มีโครงสรา๎ งรํางกาย หมุนเวยี นเลอื ดแบบเปิดและระบบหมนุ เวียน ไมซํ ับซ๎อนมกี ารลาเลยี งสารตําง ๆ โดยการแพรํ เลือดแบบปิด ระหวาํ งเซลล์กบั สิ่งแวดลอ๎ ม ๙. สังเกต และอธิบายทศิ ทางการไหลของเลือด • สัตว์ที่มีโครงสรา๎ งรํางกายซบั ซ๎อนจะมกี ารลาเลยี ง และการเคลือ่ นทข่ี องเซลล์เมด็ เลือดในหางปลา สารโดยระบบหมนุ เวียนเลือด ซ่ึงประกอบดว๎ ย และสรปุ ความสมั พันธ์ระหวาํ งขนาดของหลอดเลอื ด หวั ใจ หลอดเลอื ด และเลอื ด กบั ความเร็วในการไหลของเลอื ด

115 ชั้น ผลการเรียนรู้ สาระการเรยี นรเู้ พิม่ เตมิ • ระบบหมุนเวยี นเลือดมี ๒ แบบ คือ ระบบ หมุนเวยี นเลือดแบบเปิดและระบบหมนุ เวียนเลือด แบบปดิ • ระบบหมนุ เวยี นเลือดแบบเปดิ พบในสัตว์จาพวก หอย แมลง ก๎ุง สวํ นระบบหมนุ เวียนเลือดแบบปิด พบในไสเ๎ ดอื นดินและสตั ว์มกี ระดกู สนั หลงั ๑๐. อธบิ ายโครงสร๎างและการทางานของหวั ใจ • ระบบหมนุ เวียนเลอื ดของมนษุ ย์ ประกอบดว๎ ย และหลอดเลือดในมนษุ ย์ หวั ใจ หลอดเลือด และเลือด ซ่งึ เลอื ดไหลเวยี น ๑๑. สงั เกต และอธิบายโครงสรา๎ งหวั ใจของสัตว์ อยเูํ ฉพาะในหลอดเลอื ด เลีย้ งลูกดว๎ ยน้านม ทิศทางการไหลของเลือด • หวั ใจมีเอเตรียมทาหนา๎ ทร่ี บั เลือดเขา๎ สํหู วั ใจ และ ผํานหัวใจของมนุษย์ และเขยี นแผนผังสรุป เวนตรเิ คลิ ทาหน๎าที่สบู ฉีดเลอื ดออกจากหัวใจ การหมนุ เวยี นเลือดของมนษุ ย์ โดยมลี น้ิ กนั้ ระหวาํ งเอเตรียมกับเวนตรเิ คลิ และ ๑๒. สืบคน๎ ข๎อมูล ระบุความแตกตํางของ ระหวาํ งเวนตรเิ คลิ กับหลอดเลือดท่นี าเลือด เซลลเ์ ม็ดเลือดแดง เซลลเ์ ม็ดเลอื ดขาว ออกจากหัวใจ • เลอื ดออกจากหัวใจทางหลอดเลอื ดเอออตาร์ เพลตเลต และพลาสมา ๑๓. อธิบายหมูํเลอื ดและหลกั การให๎และรับเลือด อารเ์ ตอรี อาร์เตอริโอล หลอดเลือดฝอย เวนลู เวน ในระบบ ABO และระบบ Rh และเวนาคาวา แล๎วเข๎าสํหู ัวใจ • ขณะท่หี วั ใจบีบตวั สบู ฉดี เลือด ทาใหเ๎ กิด ความดนั เลอื ดและชพี จร สภาพการทางาน ของราํ งกาย อายุ และเพศของมนุษย์ เป็นปจั จยั ท่ีมผี ลตอํ ความดันเลอื ดและชพี จร • เลือดมนุษยป์ ระกอบดว๎ ยเซลล์เมด็ เลอื ดชนดิ ตาํ ง ๆ เพลตเลต และพลาสมา ซึ่งทาหนา๎ ท่ีแตกตาํ งกัน • หมํเู ลอื ดของมนุษย์จาแนกตามระบบ ABO ได๎เป็น เลือดหมํู A B AB และ O ซงึ่ เรยี กช่อื ตามชนิด ของแอนตเิ จนท่ีเยือ่ หุ๎มเซลลเ์ ม็ดเลอื ดแดง และจาแนกตามระบบRhไดเ๎ ป็นเลอื ดหมํูRh+ และ Rh- การให๎และรับเลือดมหี ลักวาํ แอนตเิ จน ของผูใ๎ หต๎ อ๎ งไมตํ รงกับแอนตบิ อดีของผ๎รู บั และ การให๎และรบั เลอื ดทเ่ี หมาะสมทส่ี ดุ คอื ผใู๎ ห๎ และผร๎ู บั ควรมเี ลอื ดหมํูตรงกัน

116 ช้ัน ผลการเรียนรู้ สาระการเรียนรเู้ พิ่มเติม ๑๔. อธิบาย และสรุปเก่ยี วกบั สวํ นประกอบและ • ของเหลวท่ซี มึ ผํานผนงั หลอดเลอื ดฝอยออกมา หน๎าท่ีของนา้ เหลือง รวมทั้งโครงสรา๎ งและ อยรูํ ะหวํางเซลล์ เรยี กวาํ นา้ เหลอื ง ทาหนา๎ ท่ี หน๎าทข่ี องหลอดนา้ เหลือง และตํอมน้าเหลอื ง หลอํ เล้ยี งเซลล์และสามารถแพรเํ ขา๎ สํู หลอดน้าเหลอื งฝอย ซง่ึ ตํอมาหลอดน้าเหลอื งฝอย จะรวมกนั มีขนาดใหญํข้ึนและเปิดเข๎าสํูระบบ หมนุ เวยี นเลือดทีห่ ลอดเลอื ดเวนใกลห๎ วั ใจ • ระบบน้าเหลืองประกอบด๎วย น้าเหลอื ง หลอดนา้ เหลอื ง และตอํ มน้าเหลือง โดยทาหนา๎ ท่ี นาน้าเหลืองกลบั เข๎าสํูระบบหมนุ เวียนเลือด ตํอมน้าเหลืองเปน็ ทอี่ ยขํู องเซลล์เมด็ เลือดขาว ทาหน๎าทีท่ าลายสงิ่ แปลกปลอมทลี่ าเลียงมากบั น้าเหลือง ๑๕. สบื คน๎ ข๎อมูล อธบิ าย และเปรียบเทียบกลไก • กลไกท่ีรํางกายตํอต๎านหรอื ทาลายสิง่ แปลกปลอม การตํอตา๎ นหรือทาลายส่งิ แปลกปลอม มีอยํู ๒ แบบ คือ แบบจาเพาะและแบบไมํจาเพาะ • ตํอมไขมนั ตํอมเหงอ่ื ที่ผิวหนงั ชวํ ยปอ้ งกนั และ แบบไมจํ าเพาะและแบบจาเพาะ ๑๖. สืบค๎นขอ๎ มลู อธบิ าย และเปรยี บเทยี บ ยบั ย้ังการเจริญของจลุ ินทรยี บ์ างชนิด และเมอื่ การสรา๎ งภูมิคม๎ุ กนั กอํ เองและภูมคิ ม๎ุ กนั รับมา เช้อื โรคหรอื สิง่ แปลกปลอมเขา๎ สูรํ ํางกาย เซลล์ ๑๗. สบื ค๎นขอ๎ มูล และอธบิ ายเกยี่ วกบั ความผิดปกติ เมด็ เลอื ดขาวชนดิ นวิ โทรฟิลและโมโนไซต์ ของระบบภมู ิคุม๎ กนั ท่ีทาให๎เกิดเอดส์ ภมู ิแพ๎ จะมีการตอํ ตา๎ นและทาลายสิ่งแปลกปลอม การสรา๎ งภมู ิตา๎ นทานตอํ เน้ือเยือ่ ตนเอง โดยกระบวนการฟาโกไซโทซสิ สํวนอโี อซิโนฟิล เกย่ี วข๎องกับการทาลายปรสิต เบโซฟลิ เก่ียวข๎อง กบั ปฏกิ ริ ยิ าการแพ๎ ซึง่ เปน็ การตอํ ตา๎ นหรอื ทาลายสิ่งแปลกปลอมแบบไมจํ าเพาะ • การตอํ ต๎านหรือทาลายสิง่ แปลกปลอมแบบ จาเพาะจะเก่ียวข๎องกบั การทางานของลมิ โฟไซต์ ชนดิ เซลล์บแี ละเซลล์ที • อวยั วะที่เก่ยี วขอ๎ งกับการสรา๎ งและตอบสนอง ของลิมโฟไซตป์ ระกอบดว๎ ย ตํอมนา้ เหลอื ง ทอนซิล ม๎าม ไทมสั และเนอื้ เยือ่ น้าเหลอื งท่ีผนงั ลาไสเ๎ ลก็ • การสรา๎ งภูมิคมุ๎ กันแบบจาเพาะของรํางกาย มี ๒ แบบ คือ ภูมิคม๎ุ กนั กํอเองและภูมิคม๎ุ กนั รับมา • การได๎รบั วคั ซีนหรอื ทอกซอยดเ์ ป็นตัวอยํางของ ภมู คิ ๎มุ กันกํอเอง โดยการกระต๎นุ ให๎ราํ งกาย สรา๎ งภูมิค๎มุ กนั ข้ึน ดว๎ ยวธิ กี ารให๎สารทเี่ ป็นแอนตเิ จน เข๎าสูํราํ งกาย สํวนภูมิค๎มุ กันรบั มาเป็นการรบั แอนตบิ อดีโดยตรง เชํน การไดร๎ ับซีรมั การไดร๎ บั น้านมแมํ

117 ชนั้ ผลการเรียนรู้ สาระการเรียนรู้เพมิ่ เติม • เอดส์ ภูมแิ พ๎ และการสร๎างภูมติ ๎านทานตอํ เน้อื เย่ือ ตนเอง เปน็ ตวั อยาํ งของอาการท่เี กิดจากระบบ ภมู คิ ม๎ุ กันของรํางกายที่ทางานผิดปกติ ๑๘. สืบค๎นข๎อมลู อธิบาย และเปรียบเทียบ • อะมีบา และพารามเี ซียมเป็นสิ่งมชี วี ติ เซลลเ์ ดยี ว โครงสร๎างและหนา๎ ที่ในการกาจดั ของเสยี ที่มีคอนแทรกไทล์แวควิ โอลทาหน๎าที่ในการกาจัด ออกจากราํ งกายของฟองน้า ไฮดรา พลานาเรีย และรักษาดลุ ยภาพของนา้ และแรธํ าตุในเซลล์ ไสเ๎ ดือนดนิ แมลง และสตั ว์มกี ระดกู สนั หลงั • ฟองน้าและไฮดรามเี ซลลส์ ํวนใหญํสมั ผัสกบั นา้ โดยตรง ของเสียจึงถกู กาจัดออกโดยการแพรํสูํ สภาพแวดล๎อม • พลานาเรียใชเ๎ ฟลมเซลลซ์ ่ึงกระจายอยูํ ๒ขา๎ ง ตลอดความยาวของลาตวั ทาหน๎าทข่ี บั ถํายของเสยี • ไส๎เดือนดนิ ใช๎เนฟริเดียม แมลงใช๎มลั พเิ กยี นทิวบลู และสัตวม์ กี ระดูกสนั หลงั ใชไ๎ ตในการขับถําย ของเสีย ๑๙. อธบิ ายโครงสร๎างและหน๎าทขี่ องไต และ • ไตเปน็ อวยั วะทีท่ าหนา๎ ทเ่ี ก่ียวกับการขบั ถาํ ย โครงสร๎างท่ีใช๎ลาเลยี งปสั สาวะออกจาก และรกั ษาดุลยภาพของน้าและแรธํ าตใุ นรํางกาย • ไตประกอบดว๎ ยบรเิ วณสํวนนอกทีเ่ รียกวาํ ราํ งกาย ๒๐. อธิบายกลไกการทางานของหนวํ ยไต ในการ คอรเ์ ท็กซ์และบริเวณสํวนในท่เี รียกวาํ เมดัลลา กาจดั ของเสยี ออกจากรํางกาย และเขียน และบรเิ วณสวํ นปลายของเมดลั ลาจะยื่นเข๎าไป แผนผงั สรปุ ขัน้ ตอนการกาจดั ของเสีย จรดกับสํวนที่เป็นโพรงเรยี กวํา กรวยไต ออกจากราํ งกายโดยหนํวยไต โดยกรวยไตจะตํอกบั ทํอไตซึ่งทาหน๎าท่ลี าเลยี ง ๒๑. สืบคน๎ ข๎อมูล อธิบาย และยกตวั อยาํ งเก่ยี วกบั ปสั สาวะไปเก็บไวท๎ ีก่ ระเพาะปัสสาวะเพอื่ ขบั ถําย ความผิดปกตขิ องไตอันเนอ่ื งมาจากโรคตาํ ง ๆ ออกนอกราํ งกาย • ไตแตํละข๎างของมนุษย์ประกอบดว๎ ยหนํวยไต ลกั ษณะเป็นทอํ ปลายขา๎ งหน่ึงเป็นรปู ถ๎วย เรยี กวํา โบวแ์ มนส์แคปซลู ลอ๎ มรอบกลุํม หลอดเลอื ดฝอย ท่ีเรยี กวํา โกลเมอรลู สั • กลไกในการกาจดั ของเสียออกจากราํ งกาย ประกอบด๎วยการกรอง การดูดกลบั และการ หลง่ั สารที่เกินความตอ๎ งการออกจากราํ งกาย • โรคนว่ิ และโรคไตวายเป็นตัวอยํางของโรคที่เกดิ จาก ความผดิ ปกติของไต ซึง่ สงํ ผลกระทบตอํ การรักษา ดุลยภาพของสารในรํางกาย

118 ชน้ั ผลการเรยี นรู้ สาระการเรยี นรูเ้ พมิ่ เตมิ • นอกจากไตท่ที าหนา๎ รกั ษาดลุ ยภาพของน้าแรํธาตุ และกรด-เบส ผิวหนัง และระบบหายใจ ยังมีสวํ น ชวํ ยในการรักษาดุลยภาพเหลาํ น้ดี ๎วย ม.๖ ๑. สืบค๎นขอ๎ มลู อธิบายและเปรยี บเทยี บโครงสรา๎ ง • สัตวส์ ํวนใหญมํ ีระบบประสาททาให๎สามารถรบั ร๎ู และหน๎าที่ของระบบประสาทของไฮดรา และตอบสนองตอํ สิง่ เรา๎ ได๎ เชนํ ไฮดรา มรี าํ งแห พลานาเรีย ไสเ๎ ดอื นดิน กงุ๎ หอย แมลง ประสาท พลานาเรยี ไสเ๎ ดอื นดนิ กง๎ุ หอย และ และสัตว์มกี ระดูกสันหลงั แมลงมปี มประสาทและเสน๎ ประสาท สํวนสตั ว์ ๒. อธิบายเกี่ยวกบั โครงสร๎างและหน๎าทข่ี อง มกี ระดูกสนั หลังมสี มอง ไขสนั หลัง ปมประสาท เซลล์ประสาท และเสน๎ ประสาท ๓. อธบิ ายเกยี่ วกับการเปลี่ยนแปลงของศกั ยไ์ ฟฟา้ • หนวํ ยทางานของระบบประสาท คือ เซลล์ ทีเ่ ยอื่ หุ๎มเซลลข์ องเซลล์ประสาท และกลไก ประสาท ซ่งึ ประกอบดว๎ ยตัวเซลล์ และ การถาํ ยทอดกระแสประสาท เส๎นใยประสาททํที าหนา๎ ทีรํ ับและสงํ กระแสประสาท เรียกวาํ เดนไดรต์และแอกซอน ตามลาดับ • เซลล์ประสาทจาแนกตามหนา๎ ท่ี ได๎เป็น เซลล์ประสาทรับความร๎สู ึก เซลล์ประสาทสัง่ การ และเซลลป์ ระสาทประสานงาน • เซลลป์ ระสาทจาแนกตามรูปรํางไดเ๎ ป็นเซลล์ ประสาทขวั้ เดยี ว เซลลป์ ระสาทขั้วเดียวเทียม เซลลป์ ระสาทสองขวั้ และเซลลป์ ระสาทหลายขวั้ • กระแสประสาทเกิดจากการเปล่ยี นแปลงศกั ย์ไฟฟา้ ทเี่ ย่ือหม๎ุ เซลลข์ องเดนไดรต์และแอกซอน ทาให๎มี การถาํ ยทอดกระแสประสาทจากเซลล์ประสาท ไปยงั เซลลป์ ระสาท หรือเซลลอ์ ่นื ๆ ผํานทาง ไซแนปส์ • ระบบประสาทของมนุษย์แบํงได๎เปน็ ๒ระบบ ตามตาแหนํงและโครงสร๎าง คอื ระบบประสาท สํวนกลาง ได๎แกํ สมองและไขสันหลงั และระบบ ประสาทรอบนอก ได๎แกํ เส๎นประสาทสมอง และเส๎นประสาทไขสนั หลัง ๔. อธบิ าย และสรุปเกีย่ วกับโครงสร๎างของระบบ • สมองแบํงออกเป็น ๓ สํวน คือ สมองสํวนหน๎า ประสาทสวํ นกลางและระบบประสาทรอบนอก สมองสํวนกลาง และสมองสํวนหลัง สมองแตํละ ๕. สบื ค๎นขอ๎ มูล อธิบายโครงสรา๎ งและหนา๎ ท่ีของ สํวน จะควบคุมการทางานของรํางกายแตกตําง สวํ นตาํ ง ๆ ในสมองสวํ นหนา๎ สมองสํวนกลาง สมองสํวนหลงั และไขสันหลัง กัน โดยมีเส๎นประสาทท่ีแยกออกจากสมอง ๑๒ ๖. สืบคน๎ ข๎อมูล อธิบาย เปรยี บเทยี บ และ คูํ ไปยังอวัยวะตําง ๆ ซึ่งบางคํูทาหน๎าที่รับ ยกตวั อยาํ งการทางานของระบบประสาท ความรู๎สึก เข๎าสูํสมอง หรือนาคาส่ังจากสมองไป ยังหนวํ ย ปฏบิ ตั ิงาน หรอื ทาหนา๎ ที่ทงั้ สองอยําง โซมาตกิ และระบบประสาทอัตโนวัติ

119 ชนั้ ผลการเรียนรู้ สาระการเรยี นรเู้ พ่มิ เตมิ ๗. สบื คน๎ ข๎อมูล อธบิ ายโครงสรา๎ งและหนา๎ ท่ีของ • ไขสนั หลงั เป็นสวํ นทตี่ ํอจากสมองอยภํู ายใน ตา หู จมูก ล้นิ และผวิ หนังของมนุษย์ ยกตัวอยําง กระดกู สนั หลัง และมเี ส๎นประสาทแยกออกจาก โรคตาํ ง ๆ ท่เี ก่ยี วข๎อง และบอกแนวทางในการ ไขสนั หลงั เปน็ คํู ซึง่ ทาหนา๎ ที่ประมวลผลการ ตอบสนองโดยไขสนั หลัง เชํน การเกดิ รีเฟล็กซ์ ดูแลป้องกัน และรักษา ชนิดตาํ ง ๆ และการถํายทอดกระแสประสาท ๘.สงั เกตและอธิบายการหาตาแหนํงของจุดบอด ระหวํางไขสนั หลังกับสมอง โฟเวีย และความไวในการรับสมั ผัสของผิวหนงั • เสน๎ ประสาทไขสนั หลงั ทกุ คจํู ะทาหนา๎ ทร่ี ับ ความรส๎ู กึ เขา๎ สไํู ขสนั หลังและนาคาสั่งออกจาก ไขสันหลัง • ระบบประสาทรอบนอกสวํ นท่สี ่ังการแบงํ เป็น ระบบประสาทโซมาตกิ ซึง่ ควบคมุ การทางาน ของกลา๎ มเนอื้ โครงราํ ง และระบบประสาทอตั โนวตั ิ ซง่ึ ควบคมุ การทางานของกลา๎ มเน้ือหวั ใจ กลา๎ มเนอ้ื เรยี บ และตํอมตาํ ง ๆ • ระบบประสาทอัตโนวัติแบํงการทางานเป็น ๒ ระบบ คือ ระบบประสาทซิมพาเทตกิ และระบบประสาท พาราซิมพาเทติก ซ่ึงสํวนใหญํทางานตรงกนั ขา๎ ม เพ่อื รกั ษาดุลยภาพของกระบวนการตาํ ง ๆ ในรํางกาย • ตา หู จมกู ล้นิ และผวิ หนงั เป็นอวยั วะรับความ รู๎สึกที่รับสง่ิ เรา๎ ท่ีแตกตาํ งกนั จึงมีความสาคัญ ที่ควรดูแล ปอ้ งกัน และรกั ษาให๎สามารถทางาน ไดเ๎ ป็นปกติ • ตาประกอบด๎วย ชน้ั สเคลอรา โครอยดแ์ ละเรตินา เลนสต์ าเปน็ เลนสน์ นู อยถํู ดั จากกระจกตา ทาหนา๎ ที่รวมแสงจากวัตถุไปทเ่ี รตินา ซง่ึ ประกอบด๎วย เซลล์รับแสง และเซลล์ประสาท ท่นี ากระแสประสาทสํูสมอง • หูประกอบด๎วย ๓ สํวน คือ หูสํวนนอก หู สวํ นกลาง และหูสํวนใน ภายในหสู วํ นในมีคอเคลยี ซึง่ ทาหน๎าทรี่ ับและเปลีย่ นคลน่ื เสยี งเปน็ กระแส ประสาท นอกจากนยี้ งั มีเซมิเซอร์คิวลารแ์ คเเนล ทาหนา๎ ที่รบั รู๎เกีย่ วกับการทรงตวั ของราํ งกาย

120 ชนั้ ผลการเรียนรู้ สาระการเรยี นรู้เพิม่ เติม ๙. สบื ค๎นข๎อมลู อธิบาย และเปรียบเทียบโครงสรา๎ ง • จมกู มเี ซลลป์ ระสาทรับกล่ินอยํูภายในเยือ่ บจุ มูก และหน๎าทีข่ องอวยั วะท่เี กยี่ วขอ๎ งกบั การเคลือ่ นท่ี ท่ีเป็นตัวรบั สารเคมบี างชนิดแลว๎ เกิดกระแส ประสาทสงํ ไปยงั สมอง ของแมงกะพรนุ หมกึ ดาวทะเล ไสเ๎ ดือนดิน • ลน้ิ ทาหนา๎ ทีร่ ับรส โดยมตี ํมุ รบั รสกระจาย แมลง ปลา และนก อยูทํ ัว่ ผวิ ลน้ิ ดา๎ นบน ตมํุ รบั รสมีเซลลร์ บั รส อยูภํ ายใน เมื่อเซลลร์ ับรสถูกกระตุน๎ ดว๎ ยสารเคมี จะกระต๎นุ เดนไดรต์ของเซลล์ประสาทเกิดกระแส ประสาทสงํ ไปยังสมอง • ผวิ หนงั มหี นวํ ยรับส่ิงเร๎าหลายชนดิ เชํน หนํวย รับสัมผสั หนวํ ยรับแรงกด หนวํ ยรบั ความเจบ็ ปวด หนวํ ยรบั อุณหภมู ิ • ส่ิงมีชวี ิตเซลลเ์ ดียวบางชนิดเคลื่อนท่โี ดยการ ไหลของไซโทพลาซมึ บางชนิดใชแ๎ ฟลเจลลมั หรอื ซิเลยี ในการเคลื่อนท่ี • สัตวไ์ มํมีกระดกู สนั หลัง เชนํ แมงกะพรุน เคลอ่ื นท่ีโดยอาศัยการหดตัวของเนือ้ เย่ือบริเวณ ขอบกระดิ่งและแรงดนั นา้ • หมกึ เคลอ่ื นท่โี ดยอาศัยการหดตวั ของกลา๎ มเนือ้ บรเิ วณลาตัว ทาใหน๎ ้าภายในลาตวั พํนออกมา ทางไซฟอน สวํ นดาวทะเลใชร๎ ะบบทํอน้าในการ เคลอ่ื นท่ี • ไสเ๎ ดือนดินมีการเคลื่อนท่ีโดยอาศยั การหดตัว และคลายตวั ของกล๎ามเนอ้ื วงและกล๎ามเนอ้ื ตามยาวซ่งึ ทางานในสภาวะตรงกนั ขา๎ ม • แมลงเคลอ่ื นท่โี ดยใชป๎ ีกหรือขา ซึ่งมกี ล๎ามเน้อื ภายในเปลือกหุม๎ ทางานในสภาวะตรงกันขา๎ ม • สตั วม์ กี ระดูกสันหลัง เชนํ ปลา เคลอื่ นทโี่ ดยอาศัย การหดตวั และคลายตวั ของกลา๎ มเนอื้ ทย่ี ดึ ตดิ อยูํ กับกระดกู สนั หลงั ท้งั ๒ ข๎าง ทางานในสภาวะ ตรงกนั ขา๎ ม และมีครบี ท่ีอยูํในตาแหนงํ ตําง ๆ ชวํ ยโบกพดั ในการเคลื่อนท่ี สวํ นนกเคล่ือนที่ โดยอาศยั การหดตัวและคลายตวั ของกล๎ามเน้ือ กดปีกกบั กลา๎ มเนื้อยกปีกซ่งึ ทางานในสภาวะ ตรงกนั ข๎าม

121 ชัน้ ผลการเรียนรู้ สาระการเรียนรเู้ พิ่มเตมิ ๑๐. สืบค๎นขอ๎ มลู และอธบิ ายโครงสรา๎ งและหนา๎ ที่ • มนุษยเ์ คลื่อนท่โี ดยอาศยั การทางานของกระดกู ของกระดกู และกลา๎ มเน้ือท่เี ก่ียวข๎องกับการ และกล๎ามเนอื้ ซง่ึ ยึดกันดว๎ ยเอน็ ยดึ กระดกู เคลื่อนไหวและการเคลือ่ นท่ขี องมนุษย์ • บริเวณท่ีกระดูกต้ังแตํ ๒ ชนิ้ มาตอํ กัน เรยี กวํา ๑๑.สังเกตและอธบิ ายการทางานของขอ๎ ตอํ ชนดิ ข๎อตํอ และยึดกันด๎วยเอ็นยดึ ขอ๎ ตําง ๆ และการทางานของกลา๎ มเนือ้ โครงราํ ง • กระดูกเป็นเนื้อเยื่อทใี่ ช๎ค้าจนุ และทาหนา๎ ที่ในการ ทเ่ี กี่ยวข๎องกบั การเคล่อื นไหวและการเคลอ่ื นที่ เคลื่อนไหวของรํางกาย แบํงตามตาแหนงํ ได๎เปน็ ของมนษุ ย์ กระดกู แกนและกระดกู รยางค์ • กลา๎ มเนอื้ ในรํางกายมนุษย์แบงํ ออกเปน็ กลา๎ มเนอ้ื โครงรําง กลา๎ มเน้ือหัวใจ และกลา๎ มเนือ้ เรียบ กลา๎ มเนอื้ ท้ัง ๓ ชนดิ พบในตาแหนงํ ทต่ี ํางกัน และมีหนา๎ ทแ่ี ตกตํางกัน • กลา๎ มเนื้อโครงราํ งสํวนใหญํทางานรวํ มกนั เป็นคูํ ๆ ในสภาวะตรงกนั ข๎าม ๑๒. สบื ค๎นข๎อมูล อธิบาย และยกตัวอยาํ ง • การสืบพันธ์แุ บบไมอํ าศยั เพศของสัตวเ์ ปน็ การ การสืบพันธ์แุ บบไมอํ าศยั เพศและการสืบพนั ธุ์ สบื พันธทุ์ ี่ไมมํ กี ารรวมของเซลลส์ ืบพนั ธุ์ เชนํ แบบอาศยั เพศในสตั ว์ การแตกหนํอและการงอกใหมํ • การสบื พันธ์ุแบบอาศยั เพศของสัตว์เป็นการสบื พนั ธุ์ ทเ่ี กิดจากการรวมนวิ เคลียสของเซลล์สืบพนั ธุ์ ซึง่ มที ้งั การปฏสิ นธภิ ายนอกและการปฏสิ นธิ ภายใน สัตวบ์ างชนิดมี ๒ เพศในตัวเดียวกนั แตกํ ารผสมพนั ธุส์ ํวนใหญํจะผสมขา๎ มตัว ๑๓. สืบค๎นข๎อมูล อธบิ ายโครงสรา๎ งและหน๎าทีข่ อง • การสืบพันธ์ขุ องมนษุ ยม์ กี ระบวนการสร๎างสเปิร์ม อวยั วะในระบบสืบพันธเุ์ พศชายและระบบ จากเซลลส์ เปอร์มาโทโกเนียมภายในอัณฑะ และ สบื พนั ธ์ุเพศหญงิ กระบวนการสร๎างเซลล์ไขจํ ากเซลล์โอโอโกเนียม ๑๔. อธิบายกระบวนการสรา๎ งสเปิร์ม กระบวนการ ภายในรังไขํ สรา๎ งเซลล์ไขํ และการปฏสิ นธใิ นมนษุ ย์ • อวยั วะสืบพนั ธ์ขุ องเพศชายประกอบด๎วย อัณฑะ ทาหน๎าท่สี รา๎ งสเปริ ์มและฮอร์โมนเพศชาย และ มีโครงสรา๎ งอื่น ๆ ทที่ าหน๎าที่ลาเลยี งสเปิร์ม สรา๎ งน้าเล้ยี งสเปิรม์ และสารหลอํ ลืน่ ทอํ ปสั สาวะ • อัณฑะประกอบด๎วยหลอดสร๎างสเปริ ม์ ซ่งึ ภายใน มีเซลล์สเปอรม์ าโทโกเนยี มทเี่ ป็นเซลลต์ ้ังตน๎ ของกระบวนการสร๎างสเปิร์ม

122 ชัน้ ผลการเรยี นรู้ สาระการเรียนรู้เพ่มิ เติม • อวัยวะสบื พนั ธข์ุ องเพศหญิง ประกอบดว๎ ย รังไขํ ทํอนาไขํ มดลกู และชอํ งคลอด รงั ไขทํ าหน๎าที่ สร๎างเซลล์ไขํและฮอร์โมนเพศหญิง • กระบวนการสร๎างสเปริ ม์ เริ่มต๎นจากสเปอร์มาโท- โกเนียมแบงํ เซลลแ์ บบไมโทซิสได๎ สเปอร์มาโท- โกเนยี มจานวนมาก ซ่ึงตอํ มาบางเซลล์พฒั นา เป็นสเปอร์มาโทไซต์ระยะแรก โดยสเปอรม์ าโทไซต์ ระยะแรกจะแบงํ เซลล์แบบไมโอซิส I ได๎สเปอรม์ าโทไซต์ ระยะท่สี องซ่งึ จะแบํงเซลลแ์ บบไมโอซสิ II ไดส๎ เปอรม์ าทดิ ตามลาดบั จากนนั้ พัฒนาเป็น สเปิร์ม • กระบวนการสรา๎ งเซลล์ไขํเริม่ จากโอโอโกเนยี ม แบงํ เซลล์แบบไมโทซสิ ได๎โอโอโกเนยี ม ซงึ่ จะพัฒนา เป็นโอโอไซต์ระยะแรก แล๎วแบํงเซลล์แบบไมโอซิส I ได๎โอโอไซตร์ ะยะท่สี องซง่ึ จะเกิดการตกไขตํ ํอไป เมอื่ ได๎รับการกระตุน๎ จากสเปิรม์ โอโอไซตร์ ะยะ ท่สี องจะแบงํ แบบไมโอซิส II แล๎วพฒั นาเปน็ เซลล์ไขํ • การปฏิสนธเิ กดิ ขึน้ ภายในทอํ นาไขไํ ด๎ไซโกต ซึ่งจะเจริญเปน็ เอม็ บริโอและไปฝังตัวทผี่ นังมดลูก จนกระทัง่ ครบกาหนดคลอด ๑๕. อธิบายการเจริญเตบิ โตระยะเอม็ บรโิ อ • การเจรญิ เตบิ โตของสตั ว์ เชนํ กบ ไกํ และสตั ว์ และระยะหลังเอม็ บริโอของกบ ไกํ และมนษุ ย์ เล้ยี งลกู ดว๎ ยนา้ นม จะเร่มิ ต๎นดว๎ ยการแบงํ เซลล์ ของไซโกต การเกดิ เน้อื เย่ือเอม็ บรโิ อ ๓ ช้ัน คือ เอกโทเดิรม์ เมโซเดริ ม์ และเอนโดเดริ ์ม การเกิด อวยั วะ โดยมีการเพิ่มจานวน ขยายขนาด และ การเปลี่ยนแปลงรูปราํ งของเซลล์เพือ่ ทาหน๎าท่ี เฉพาะอยาํ ง ซ่ึงพัฒนาการของอวยั วะตําง ๆ จะทาใหม๎ ีการเกดิ รปู ราํ งทแีํ นํนอนในสัตวแ์ ตลํ ะชนดิ • การเจริญเติบโตของมนุษย์จะมีข้นั ตอนคล๎ายกบั การเจรญิ เตบิ โตของสตั ว์เลยี้ งลกู ด๎วยนา้ นมอนื่ ๆ โดยเอม็ บรโิ อจะฝงั ตัวทีผ่ นงั มดลกู และมกี าร แลกเปลี่ยนสารระหวํางแมกํ ับลูกผาํ นทางรก

123 ช้ัน ผลการเรียนรู้ สาระการเรยี นรู้เพ่ิมเติม ๑๖. สืบคน๎ ข๎อมลู อธบิ าย และเขียนแผนผังสรุป • ฮอร์โมนเปน็ สารทีค่ วบคุมสมดลุ ตําง ๆ ของรํางกาย หน๎าที่ของฮอร์โมนจากตํอมไร๎ทํอและเนือ้ เยอื่ โดยผลิตจากตอํ มไรท๎ อํ หรือเนอ้ื เยื่อ โดยตอํ มไร๎ทํอน้ี ท่ีสรา๎ งฮอร์โมน จะกระจายอยตํู ามตาแหนํงตาํ ง ๆ ทวั่ ราํ งกาย • ตอํ มไร๎ทอํ ท่สี รา๎ งหรอื หลั่งฮอรโ์ มน ไมํมีทอํ ในการ ลาเลยี งฮอร์โมนออกจากตํอมจึงถกู ลาเลียง โดยระบบหมุนเวยี นเลอื ดไปยังอวัยวะเป้าหมาย ทจ่ี าเพาะเจาะจง • ตํอมไพเนียลสรา๎ งเมลาโทนินซึ่งยบั ย้ังการเจริญ เติบโตของอวัยวะสืบพนั ธช์ุ วํ งกํอนวยั เจรญิ พนั ธุ์ และตอบสนองตอํ การเปลี่ยนแปลงของแสง ในรอบวนั • ตํอมใต๎สมองสํวนหน๎าสรา๎ งและหลง่ั โกรทฮอร์โมน โพรแลกทนิ ACTH TSH FSH LH เอนดอร์ฟนิ ซง่ึ ทาหนา๎ ที่แตกตาํ งกัน • ตอํ มใต๎สมองสํวนหลังหลั่งฮอรโ์ มนซึ่งสรา๎ งจาก ไฮโพทาลามสั คือADHและออกซิโทซินซึง่ ทา หนา๎ ท่ีแตกตํางกัน • ตํอมไทรอยด์สร๎างไทรอกซนิ ซง่ึ ควบคมุ อตั รา เมแทบอลิซึมของราํ งกาย และสร๎างแคลซโิ ทนิน ซึ่งควบคุมระดบั แคลเซียมในเลอื ดใหป๎ กติ • ตอํ มพาราไทรอยดส์ ร๎างพาราทอร์โมนซ่ึงควบคมุ ระดบั แคลเซยี มในเลือดให๎ปกติ • ตับอํอนมกี ลุมํ เซลล์ที่สร๎างอนิ ซูลินและกลูคากอน ซึ่งควบคมุ ระดบั นา้ ตาลในเลือดให๎ปกติ • ตํอมหมวกไตสํวนนอกสรา๎ งกลโู คคอรต์ ิคอยด์ มเิ นราโลคอร์ติคอยด์ และฮอร์โมนเพศ ซ่ึงมีหน๎าท่ี แตกตํางกนั สวํ นตอํ มหมวกไตสวํ นในสร๎าง เอพเิ นฟรนิ และนอรเ์ อพเิ นฟริน ซึ่งมีหนา๎ ที่ เหมือนกนั • อัณฑะมีกลุํมเซลล์สร๎างเทสโทสเทอโรน สวํ นรงั ไขํ มีกลุมํ เซลล์ทสี่ รา๎ งอีสโทรเจน และโพรเจสเทอโรน ซ่งึ มีหนา๎ ท่ีแตกตาํ งกนั

124 ชั้น ผลการเรยี นรู้ สาระการเรยี นรูเ้ พมิ่ เติม • เน้อื เยอ่ื บางบริเวณของอวยั วะ เชนํ รก ไทมัส กระเพาะอาหาร และลาไสเ๎ ลก็ สามารถสร๎าง ฮอรโ์ มนได๎หลายชนดิ ซงึ่ มีหน๎าที่แตกตาํ งกนั • การควบคมุ การหลง่ั ฮอรโ์ มนจากตอํ มไรท๎ อํ มที งั้ การควบคุมแบบป้อนกลบั ยบั ยัง้ และการควบคุม แบบป้อนกลับกระต๎ุน เพอื่ รกั ษาดลุ ยภาพ ของราํ งกาย • ฟีโรโมนเปน็ สารเคมีท่ผี ลติ จากตํอมมีทํอของสัตว์ ซ่งึ สงํ ผลตอํ สัตวต์ วั อน่ื ทีเ่ ป็นชนิดเดียวกัน ๑๗. สบื คน๎ ขอ๎ มูล อธิบาย เปรยี บเทยี บ และ • พนั ธกุ รรมและส่งิ แวดล๎อมมีผลตอํ การแสดง ยกตัวอยาํ งพฤติกรรมทเี่ ปน็ มาแตกํ าเนดิ พฤติกรรม และพฤตกิ รรมทเี่ กิดจากการเรยี นรข๎ู องสัตว์ • พฤตกิ รรมทเ่ี ป็นมาแตกํ าเนิดแบํงออกไดเ๎ ป็น ๑๘. สืบคน๎ ขอ๎ มูล อธิบาย และยกตัวอยาํ ง หลายชนดิ เชํน โอเรยี นเตชัน (แทกซสิ และ ความสัมพันธ์ระหวํางพฤตกิ รรมกับ ไคนีซสิ ) รีเฟล็กซ์ และฟิกแอกชนั แพทเทริ น์ ววิ ัฒนาการของระบบประสาท • พฤติกรรมทีเ่ กดิ จากการเรยี นร๎ู แบํงไดเ๎ ป็น ๑๙. สบื คน๎ ข๎อมูล อธิบาย และยกตัวอยํางการส่ือสาร แฮบบชิ ูเอชนั การฝังใจ การเชือ่ มโยง ระหวํางสัตวท์ ท่ี าให๎สัตวแ์ สดงพฤติกรรม (การลองผิดลองถูกและการมีเง่ือนไข) และการใช๎เหตผุ ล • ระดับการแสดงพฤตกิ รรมทส่ี ตั ว์แตํละชนิด แสดงออกจะแตกตาํ งกันซงึ่ เป็นผลมาจาก วิวัฒนาการของระบบประสาทที่แตกตาํ งกัน • การส่ือสารเป็นพฤติกรรมทางสังคมแบบหนึ่ง ซึง่ มีหลายวธิ ี เชนํ การสอื่ สารดว๎ ยทําทาง การสื่อสารด๎วยเสียง การสอ่ื สารด๎วยสารเคมี และการสอื่ สารด๎วยการสัมผัส

125 สาระชวี วิทยา ๕. เข้าใจแนวคิดเกี่ยวกับระบบนิเวศ กระบวนการถ่ายทอดพลังงานและ การ หมุนเวียนสารในระบบนิเวศ ความหลากหลายของไบโอม การเปลี่ยนแปลงแทนท่ี ของสิ่งมีชีวิตในระบบนิเวศ ประชากรและรูปแบบการเพิ่มของประชากร ทรัพยากรธรรมชาติและส่ิงแวดล้อม ปัญหาและผลกระทบที่เกิดจากการใช้ประโย ชน และแนวทางการแกไ้ ขปัญหา ชัน้ ผลการเรียนรู้ สาระการเรยี นรูเ้ พม่ิ เตมิ ม.๔ - - ม.๕ - - ม.๖ ๑. วิเคราะห์ อธบิ าย และยกตวั อยํางกระบวนการ • ระบบนิเวศจะดารงอยํไู ดต๎ อ๎ งมีกระบวนการตําง ๆ ถํายทอดพลงั งานในระบบนิเวศ เกิดขึ้น กระบวนการท่สี าคัญ ได๎แกํ การถํายทอด ๒. อธิบาย ยกตวั อยาํ งการเกดิ ไบโอแมกนิฟิเคชนั พลงั งาน และการหมุนเวียนสาร การถาํ ยทอด และบอกแนวทางในการลดการเกิด พลังงานในระบบนเิ วศสามารถแสดงได๎ด๎วย ไบโอแมกนิฟเิ คชนั แผนภาพทเ่ี รยี กวํา โซํอาหาร สายใยอาหาร ๓. สืบค๎นขอ๎ มูล และเขียนแผนภาพ เพือ่ อธบิ าย และพรี ะมดิ ทางนเิ วศวิทยา วฏั จักรไนโตรเจน วัฏจกั รกามะถัน และวฏั จกั ร • พลงั งานท่ถี ํายทอดไปในแตลํ ะลาดบั ข้ันการกิน ฟอสฟอรัส อาหารมีปริมาณท่ไี มเํ ทาํ กนั พลงั งานสวํ นใหญํ จะสูญเสยี ไปในรปู ความร๎อนระหวาํ งการถํายทอด จากสิ่งมชี ีวติ หนง่ึ ไปยงั ส่งิ มีชวี ติ อกี ชนิดหนงึ่ • การถาํ ยทอดพลงั งานในระบบนเิ วศบางครง้ั อาจทาให๎มีสารพิษสะสมอยํูในสิ่งมชี วี ิตด๎วย เรยี กวาํ การเกิดไบโอแมกนิฟิเคชัน ซง่ึ อาจมีระดบั ความเขม๎ ข๎นของสารพิษมากขึ้นตามลาดบั ขนั้ ของ การกนิ จนอาจกํอใหเ๎ กดิ อนั ตรายตํอสิ่งมีชวี ิต • สารตําง ๆ ในระบบนเิ วศมกี ารหมนุ เวยี นเกดิ ขึน้ ผาํ นท้ังในสิ่งมีชวี ติ และสงิ่ ไมมํ ชี ีวติ กลับคนื สํรู ะบบ อยํางเปน็ วัฏจักร เชํน วฏั จักรไนโตรเจน วฏั จักร กามะถนั และวฏั จกั รฟอสฟอรัส ๔. สืบค๎นข๎อมลู ยกตวั อยาํ ง และอธบิ ายลักษณะ • ไบโอมคอื ระบบนเิ วศขนาดใหญทํ กี่ ระจายอยูตํ าม เขตภูมิศาสตร์ตําง ๆ บนโลก เชํน ไบโอมทุนดรา ของไบโอมทีก่ ระจายอยตํู ามเขตภูมิศาสตร์ตาํ ง ๆ ไบโอมสะวนั นา ไบโอมทะเลทราย โดยแตํละ บนโลก ไบโอมจะมลี กั ษณะเฉพาะของปัจจัยทางกายภาพ ชนดิ ของพชื และชนิดของสตั ว์

126 ชั้น ผลการเรยี นรู้ สาระการเรียนร้เู พ่ิมเตมิ ๕.สืบค๎นขอ๎ มูลยกตวั อยาํ งอธิบายและเปรียบเทยี บ • ระบบนิเวศมีการเปลยี่ นแปลงได๎ การเปลย่ี นแปลง การเปลย่ี นแปลงแทนทีแ่ บบปฐมภูมิ และ ทีเ่ กิดขนึ้ อยํางช๎า ๆ ทาใหร๎ ะบบนเิ วศสามารถ การเปลย่ี นแปลงแทนทแ่ี บบทุติยภูมิ ปรบั สมดลุ ได๎ แตํการเปลยี่ นแปลงท่ีเกดิ ข้นึ อยาํ งรวดเร็วอาจสงํ ผลกระทบตอํ องค์ประกอบ ทางชีวภาพในระบบนิเวศทาใหเ๎ กดิ การเปลี่ยนแปลง แทนทขี่ องส่งิ มชี ีวติ ข้นึ • การเปลย่ี นแปลงแทนท่ีทางนเิ วศวทิ ยา มีทงั้ การเปลยี่ นแปลงแทนท่แี บบปฐมภมู ิและ การเปลย่ี นแปลงแทนทแี่ บบทตุ ยิ ภูมิ ๖. สบื คน๎ ข๎อมูล อธบิ าย ยกตวั อยําง และสรุป • ประชากรของสิ่งมีชีวติ ทุกชนดิ มีลักษณะ เกีย่ วกบั ลักษณะเฉพาะของประชากรของ หลายประการที่เปน็ ลกั ษณะเฉพาะ เชนํ ขนาด ส่ิงมีชวี ติ บางชนิด ของประชากร ความหนาแนนํ ของประชากร ๗. สบื คน๎ ข๎อมลู อธบิ ายเปรียบเทียบและยกตวั อยําง การกระจายตัวของสมาชิกในประชากร การเพิ่มของประชากรแบบเอ็กโพเนนเชยี ล โครงสร๎างอายุของประชากร อัตราสวํ นระหวาํ ง และการเพมิ่ ของประชากรแบบลอจสิ ตกิ เพศ อตั ราการเกิดและอตั ราการตาย การอพยพเข๎า ๘. อธิบาย และยกตัวอยํางปจั จยั ท่คี วบคมุ การเติบโต การอพยพออกของประชากร และการรอดชวี ิต ของประชากร ของสมาชกิ ท่ีมีอายตุ ํางกนั • ลกั ษณะเฉพาะของประชากรมอี ทิ ธิพลตอํ การเปลย่ี นแปลงขนาดของประชากรซ่งึ เปน็ กระบวนการที่เกิดขึน้ อยูเํ สมอ • การเพิม่ ประชากรแบบเอ็กโพเนนเชยี ลเปน็ การ เพม่ิ จานวนประชากรอยาํ งรวดเรว็ แบบทวีคณู • การเพม่ิ ประชากรแบบลอจสิ ตกิ เปน็ การเพ่ิม จานวนประชากรที่ขึน้ อยํูกบั สภาพแวดลอ๎ ม หรือมตี ัวต๎านทานในสิ่งแวดล๎อมมาเกย่ี วข๎อง • การเติบโตของประชากรข้นึ กบั ปจั จยั ตาํ ง ๆ ซงึ่ แบํงไดเ๎ ป็น ปัจจยั ทีข่ ้นึ กบั ความหนาแนํน ของประชากร และปจั จยั ท่ไี มํข้นึ กบั ความหนาแนํน ของประชากร • ประชากรมนุษยม์ อี ัตราการเติบโตอยาํ งรวดเรว็ แบบเอ็กโพเนนเชยี ลหลังจากการปฏิวัติ ทางอุตสาหกรรมเป็นตน๎ มา

127 ชั้น ผลการเรยี นรู้ สาระการเรียนร้เู พ่มิ เตมิ ๙. วเิ คราะห์ อภิปราย และสรุปปญั หา • ปญั หาทเี่ กดิ กับทรพั ยากรนา้ สํวนใหญํเกิดจาก การขาดแคลนน้า การเกดิ มลพษิ ทางน้า และ การปลํอยนา้ ทีผ่ ํานการใช๎ประโยชนจ์ ากกจิ กรรม ผลกระทบทมี่ ตี อํ มนษุ ย์และสิง่ แวดลอ๎ ม รวมทงั้ ตําง ๆ ของมนุษย์และยงั ไมไํ ด๎รบั การบาบัดลง เสนอแนวทางการวางแผนการจัดการนา้ สแํู หลงํ นา้ ทาใหเ๎ กดิ มลพิษทางน้า และการแกไ๎ ขปัญหา • การตรวจสอบคุณภาพน้านยิ มใช๎การหาคาํ ปริมาณออกซเิ จนทีล่ ะลายนา้ และคาํ ปริมาณ ออกซิเจนทีจ่ ลุ นิ ทรยี ใ์ นนา้ ใช๎ในการยอํ ยสลายสาร อนิ ทรีย์ในนา้ • การจัดการทรัพยากรนา้ เพ่อื ใหเ๎ กดิ ประโยชนส์ งู สุด ควรมีการวางแผนการใช๎นา้ การแกไ๎ ขปัญหา คุณภาพนา้ รวมทงั้ การปลกู จิตสานกึ ในการใชน๎ ้า อยาํ งถกู ตอ๎ ง ๑๐. วิเคราะห์ อภปิ ราย และสรปุ ปัญหามลพษิ ทาง • การปนเปื้อนของสารเคมี ฝ่นุ ละออง และจลุ นิ ทรีย์ อากาศ และผลกระทบทม่ี ีตํอมนุษยแ์ ละ ตาํ ง ๆ ทาใหเ๎ กิดมลพิษทางอากาศ ซ่งึ เกดิ ไดท๎ ง้ั สิ่งแวดลอ๎ ม รวมท้ังเสนอแนวทางการแก๎ไข จากธรรมชาตแิ ละจากการกระทาของมนษุ ย์ ปัญหา • การเกดิ มลพษิ ทางอากาศทเ่ี กดิ ขน้ึ เองตามธรรมชาติ เชํน การเกดิ พายุ การเกิดไฟปา่ และการเกิดแกส๏ พษิ จากการยอํ ยสลายของจลุ นิ ทรยี ์ • การเกดิ มลพษิ ทางอากาศทีเ่ กดิ จากการกระทา ของมนุษย์ เชํน การใชเ๎ ชอื้ เพลงิ ฟอสซลิ ในรปู แบบ ตาํ ง ๆ • การจดั การทรัพยากรอากาศควรประกอบดว๎ ย การกาหนดนโยบาย และวางแผนงานเพอ่ื ป้องกัน และแก๎ไข รวมทง้ั การปลูกจิตสานกึ ในการดแู ล รักษาคณุ ภาพอากาศ ๑๑. วิเคราะห์ อภปิ ราย และสรปุ ปญั หาทเี่ กดิ กับ • มลพษิ ทางดนิ และปญั หาความเสอื่ มโทรมของดนิ ทรัพยากรดนิ และผลกระทบทม่ี ีตํอมนษุ ย์และ สวํ นใหญมํ ีสาเหตจุ ากการกระทาของมนุษย์ สิง่ แวดล๎อม รวมท้ังเสนอแนวทางการแก๎ไข • การจัดการทรัพยากรดนิ เพอ่ื ให๎เกดิ ประโยชน์ ปญั หา สงู สุดควรมีการป้องกันและการแกป๎ ญั หาการเกิด มลพิษและความเส่ือมโทรมของดนิ รวมทั้งการ ปลูกจิตสานึกในการใช๎ดนิ อยาํ งถูกตอ๎ ง

128 ชนั้ ผลการเรียนรู้ สาระการเรียนรูเ้ พ่ิมเตมิ ๑๒. วิเคราะห์ อภิปราย และสรปุ ปญั หา ผลกระทบ • พื้นท่ีปา่ ไม๎ท่ลี ดลงอาจมสี าเหตุมาจากธรรมชาติ ทีเ่ กดิ จากการทาลายปา่ ไม๎ รวมท้ังเสนอ เชํน ไฟปา่ แผนํ ดนิ ไหว ภูเขาไฟระเบิด หรอื อาจมี แนวทางในการป้องกนั การทาลายปา่ ไม๎และ สาเหตมุ าจากการกระทาของมนษุ ย์ เชนํ การตัดไม๎ การอนรุ ักษ์ปา่ ไม๎ ทาลายปา่ การบกุ รุกพื้นท่ีป่าเพอื่ ครอบครองท่ดี นิ การเผาปา่ การทาเหมอื งแรํ • พืน้ ทีป่ า่ ไม๎ท่ลี ดลงทาให๎ภูมปิ ระเทศมีสภาพ แห๎งแล๎ง เกดิ อทุ กภัย เกดิ การพงั ทลายของดิน ตลอดจนการเพ่ิมขึ้นของแกส๏ คาร์บอนไดออกไซด์ ซงึ่ เป็นแกส๏ เรือนกระจกชนิดหนงึ่ นอกจากน้ี ทาใหส๎ ตั ว์ป่าและพชื พรรณธรรมชาตลิ ดจานวนลง หรือสญู พนั ธ์ุได๎ • การจัดการทรัพยากรปา่ ไมค๎ วรจัดการใหม๎ ี ทรัพยากรป่าไมค๎ งอยูอํ ยํางยงั่ ยนื หรอื เพ่ิมขึ้น เชนํ การกาหนดพ้นื ท่ีป่าอนรุ ักษ์ สํงเสรมิ การปลกู ป่า ปอ้ งกนั การบุกรกุ ปา่ การใชไ๎ ม๎อยาํ งมคี ณุ คําและ มปี ระสิทธภิ าพ รวมถึงการปลูกจิตสานกึ เรือ่ ง การอนรุ กั ษป์ า่ ไม๎ ๑๓. วเิ คราะห์ อภิปราย และสรุปปญั หา ผลกระทบ • การลดจานวนลงของสตั วป์ ่าเปน็ ผลเนื่องมาจาก ท่ีทาใหส๎ ตั วป์ า่ มจี านวนลดลง และแนวทาง การกระทาของมนษุ ย์เปน็ สวํ นใหญํ คือ การทาให๎ ในการอนรุ ักษ์สัตว์ปา่ แหลงํ ทอี่ ยํอู าศยั ลดลงและการลาํ สตั วป์ า่ • การจัดการทรัพยากรสตั วป์ ่าควรมีการดาเนนิ การ ใหม๎ ีพ้ืนที่ป่าไม๎เพ่ือการอยํูอาศยั อยาํ งเพยี งพอ รวมท้ังการไมทํ าร๎ายสตั วป์ ่าหรอื ทาให๎สัตว์ป่า ลดจานวนลง รวมท้งั การปลูกจติ สานึกใหช๎ ํวยกัน อนรุ ักษ์

129 ส สาระเคมี ๑. เขา้ ใจโครงสร้างอะตอม การจัดเรยี งธาตใุ นตารางธาตุ สมบัติของธาตุ พันธะเคมี และสมบัติของสาร แก๊สและสมบัติของแก๊ส ประเภทและสมบัติของ สารประกอบอนิ ทรยี แ์ ละพอลเิ มอร์ รวมท้งั การนาความร้ไู ปใชป้ ระโยชน์ ช้ัน ผลการเรียนรู้ สาระการเรียนรเู้ พมิ่ เตมิ ม.๔ ๑. สืบคน๎ ขอ๎ มูลสมมติฐาน การทดลอง หรือ • นักวิทยาศาสตรศ์ กึ ษาโครงสร๎างของอะตอม ผลการทดลองที่เปน็ ประจกั ษ์พยานในการเสนอ และเสนอแบบจาลองอะตอมแบบตําง ๆ จาก แบบจาลองอะตอมของนักวทิ ยาศาสตร์ การศกึ ษาขอ๎ มลู การสงั เกต การตั้งสมมตฐิ าน และอธิบายวิวัฒนาการของแบบจาลองอะตอม และ ผลการทดลอง • แบบจาลองอะตอมมีววิ ฒั นาการ โดยเร่ิมจาก ดอลตันเสนอวําธาตุประกอบด๎วยอะตอมซง่ึ เปน็ อนุภาคขนาดเล็กไมํสามารถแบงํ แยกได๎ ตอํ มา ทอมสนั เสนอวาํ อะตอมประกอบดว๎ ยอนภุ าค ท่ีมีประจุลบเรยี กวําอิเล็กตรอนและอนภุ าค ประจบุ วก รทั เทอร์ฟอร์ดเสนอวาํ ประจบุ วก ท่เี รียกวํา โปรตอน รวมตวั กนั อยูํตรงก่งึ กลาง อะตอม เรยี กวํา นวิ เคลยี ส ซงึ่ มีขนาดเลก็ มาก และมีอิเล็กตรอนอยูํรอบนิวเคลียส โบร์เสนอวาํ อเิ ล็กตรอนเคลอ่ื นท่เี ป็นวงรอบนวิ เคลียส โดยแตลํ ะวงมีระดับพลังงานเฉพาะตัว ในปัจจบุ ัน นักวทิ ยาศาสตร์ยอมรบั วําอิเล็กตรอนมกี าร เคลอื่ นทร่ี วดเร็วรอบนวิ เคลยี ส และไมสํ ามารถ ระบตุ าแหนํงทแี่ นนํ อนได๎ จงึ เสนอแบบจาลอง อะตอมแบบกลํมุ หมอก ซ่งึ แสดงโอกาสการพบ อิเล็กตรอนรอบนวิ เคลียส ๒. เขียนสญั ลกั ษณ์นวิ เคลยี ร์ของธาตุ และระบุ • สัญลกั ษณ์นวิ เคลยี รข์ องธาตุ ประกอบดว๎ ย จานวนโปรตอน นิวตรอน และอิเล็กตรอนของ สญั ลักษณ์ธาตุ เลขอะตอมซึง่ แสดงจานวน อะตอมจากสญั ลกั ษณ์นวิ เคลียร์ รวมทัง้ บอก โปรตอน และเลขมวลซึง่ แสดงผลรวมของจานวน ความหมายของไอโซโทป โปรตอนกับนวิ ตรอน อะตอมของธาตุชนดิ เดียวกนั ท่ีมีจานวนโปรตอนเทาํ กัน แตํมีจานวนนิวตรอน ตํางกนั เรียกวํา ไอโซโทป

130 ชั้น ผลการเรียนรู้ สาระการเรียนรู้เพมิ่ เตมิ ๓. อธิบาย และเขียนการจดั เรยี งอิเล็กตรอน • การศึกษาสเปกตรัมการเปลงํ แสงของอะตอมแกส๏ ในระดับพลังงานหลักและระดับพลงั งานยอํ ย ทาให๎ทราบวํา อเิ ล็กตรอนจัดเรียงอยรํู อบ ๆ เมื่อทราบเลขอะตอมของธาตุ นวิ เคลียสในระดับพลังงานหลกั ตําง ๆ และ แตํละระดบั พลังงานหลักยงั แบงํ เป็นระดับ ๔. ระบุหมูํ คาบ ความเปน็ โลหะ อโลหะ และ พลงั งานยอํ ยซึ่งมีบริเวณที่จะพบอิเล็กตรอน ก่งึ โลหะ ของธาตุเรพรเี ซนเททีฟและธาตุ เรยี กวํา ออร์บทิ ลั ไดแ๎ ตกตํางกนั และอิเล็กตรอน แทรนซิชนั ในตารางธาตุ จะจัดเรยี งในออร์บิทลั ใหม๎ ีระดับพลังงานตา่ ที่สดุ สาหรับอะตอมในสถานะพื้น ๕. วเิ คราะห์ และบอกแนวโน๎มสมบัตขิ องธาตุ เรพรเี ซนเททีฟตามหมแูํ ละตามคาบ • ตารางธาตุในปัจจุบันจดั เรียงธาตุตามเลขอะตอม และสมบตั ทิ ค่ี ลา๎ ยคลึงกันเปน็ หมแํู ละคาบ ๖. บอกสมบัติของธาตุโลหะแทรนซชิ ัน และ โดยอาจแบงํ ธาตุในตารางธาตเุ ปน็ กลํมุ ธาตุโลหะ เปรียบเทยี บสมบัติกับธาตุโลหะในกลมํุ ธาตุ ก่ึงโลหะ และอโลหะ นอกจากนี้อาจแบงํ เป็น เรพรีเซนเททฟี กลุํมธาตเุ รพรีเซนเททีฟและกลํุมธาตแุ ทรนซชิ นั • ธาตเุ รพรเี ซนเททฟี ในหมูํเดยี วกันมจี านวนเวเลนซ์- อเิ ลก็ ตรอนเทํากนั และธาตุที่อยํูในคาบเดียวกัน มีเวเลนซอ์ ิเลก็ ตรอนในระดับพลังงานหลักเดยี วกัน ธาตเุ รพรเี ซนเททฟี มสี มบัติทางเคมีคลา๎ ยคลงึ กนั ตามหมูํ และมแี นวโน๎มสมบัตบิ างประการเปน็ ไป ตามหมแํู ละตามคาบ เชํน ขนาดอะตอม รัศมีไอออน พลังงานไอออไนเซชนั อเิ ล็กโทรเนกาติวติ ี สมั พรรคภาพอิเลก็ ตรอน • ธาตแุ ทรนซชิ ันเปน็ โลหะทสี่ ํวนใหญมํ ีเวเลนซ์- อิเลก็ ตรอนเทาํ กับ ๒ มีขนาดอะตอมใกล๎เคียงกัน มีจุดเดอื ด จดุ หลอมเหลวและความหนาแนนํ สงู เกดิ ปฏกิ ริ ยิ ากับน้าไดช๎ ๎ากวาํ ธาตโุ ลหะในกลมํุ ธาตุ เรพรีเซนเททีฟ เม่ือเกดิ เป็นสารประกอบ สวํ นใหญํจะมสี ี

131 ชัน้ ผลการเรียนรู้ สาระการเรยี นรเู้ พ่มิ เติม ๗. อธิบายสมบตั ิ และคานวณครึง่ ชวี ติ ของไอโซโทป • ธาตแุ ตลํ ะชนดิ มีไอโซโทป ซ่ึงในธรรมชาติบางธาตุ กมั มันตรงั สี มไี อโซโทปท่แี ผรํ งั สไี ด๎ เนื่องจากนิวเคลียส ไมเํ สถยี ร เรยี กวํา ไอโซโทปกมั มนั ตรังสี สาหรบั ธาตกุ ัมมนั ตรังสเี ป็นธาตุที่ทุกไอโซโทปสามารถ แผํรงั สีได๎ รงั สที เ่ี กดิ ขึน้ เชนํ รงั สแี อลฟา รงั สบี ีตา รังสีแกมมา โดยคร่ึงชวี ติ ของไอโซโทปกมั มันตรงั สี เปน็ ระยะเวลาทีไ่ อโซโทปกมั มันตรงั สีสลายตัว จนเหลือครง่ึ หนงึ่ ของปรมิ าณเดิม ซง่ึ เป็นคําคงท่ี เฉพาะของแตลํ ะไอโซโทปกมั มนั ตรงั สี ๘. สบื คน๎ ขอ๎ มูล และยกตัวอยาํ งการนาธาตุ • สมบัติบางประการของธาตแุ ตํละชนดิ ทาให๎ มาใชป๎ ระโยชน์ รวมทง้ั ผลกระทบตํอสิ่งมชี วี ติ สามารถนาธาตุไปใช๎ประโยชน์ในด๎านตําง ๆ และส่ิงแวดล๎อม ได๎อยํางหลากหลาย ทัง้ น้ีการนาธาตุไปใช๎ต๎อง ตระหนักถงึ ผลกระทบท่ีมตี ํอสิ่งมชี วี ติ และ สง่ิ แวดล๎อม โดยเฉพาะสารกัมมนั ตรังสีซ่ึงต๎องมี การจดั การอยํางเหมาะสม ๙. อธิบายการเกดิ ไอออนและการเกิดพันธะ • สารเคมเี กิดจากการยดึ เหน่ยี วกนั ดว๎ ยพนั ธะเคมี ไอออนิก โดยใชแ๎ ผนภาพหรือสัญลักษณ์ แบบจดุ ของลวิ อิส ซ่ึงเกย่ี วข๎องกบั เวเลนซ์อิเลก็ ตรอนทแี่ สดงไดด๎ ๎วย สญั ลกั ษณแ์ บบจุดของลวิ อสิ โดยการเกดิ พันธะเคมี สํวนใหญํเป็นไปตามกฎออกเตต • พันธะไอออนิกเกดิ จากการยดึ เหน่ียวระหวําง ประจไุ ฟฟา้ ของไอออนบวกกบั ไอออนลบ สวํ นใหญํไอออนบวกเกดิ จากโลหะเสียอิเล็กตรอน และไอออนลบเกิดจากอโลหะรับอิเลก็ ตรอน สารประกอบทเ่ี กดิ จากพนั ธะไอออนิก เรยี กวาํ สารประกอบไอออนิก สารประกอบไอออนกิ ไมํอยูใํ นรปู โมเลกลุ แตํเปน็ โครงผลึกท่ีประกอบ ดว๎ ยไอออนบวกและไอออนลบจัดเรยี งตวั ตอํ เนื่อง กนั ไปท้งั สามมิติ ๑๐. เขียนสูตร และเรียกช่ือสารประกอบไอออนกิ • สารประกอบไอออนิกเขียนแสดงสูตรเคมโี ดยให๎ สัญลกั ษณ์ธาตุท่ีเปน็ ไอออนบวกไวข๎ ๎างหน๎าตาม ด๎วยสัญลักษณธ์ าตทุ ีเ่ ปน็ ไอออนลบ โดยมตี ัวเลข แสดงอตั ราสํวนอยํางตา่ ของจานวนไอออนทเ่ี ป็น องคป์ ระกอบ

132 ชั้น ผลการเรยี นรู้ สาระการเรยี นรูเ้ พ่มิ เติม • การเรียกช่อื สารประกอบไอออนิกทาได๎โดย เรยี กช่ือไอออนบวกแลว๎ ตามดว๎ ยชอื่ ไอออนลบ สาหรับสารประกอบไอออนิกท่เี กิดจากโลหะท่ีมี เลขออกซิเดชันไดห๎ ลายคาํ ตอ๎ งระบเุ ลข ออกซิเดชนั ของโลหะด๎วย ๑๑. คานวณพลังงานท่ีเก่ยี วขอ๎ งกบั ปฏกิ ิริยา • ปฏกิ ิริยาการเกดิ สารประกอบไอออนกิ จากธาตุ การเกดิ สารประกอบไอออนิกจากวฏั จักร เกี่ยวข๎องกบั ปฏกิ ิริยาเคมีหลายขน้ั ตอน มที งั้ บอร์น-ฮาเบอร์ ท่ีเป็นปฏกิ ิรยิ าดดู พลังงานและคายพลังงาน ซ่งึ แสดงได๎ดว๎ ยวัฏจกั รบอร์น-ฮาเบอร์ และ พลังงานของปฏกิ ิรยิ าการเกิดสารประกอบ ไอออนิกเปน็ ผลรวมของพลงั งานทุกขนั้ ตอน ๑๒. อธบิ ายสมบัติของสารประกอบไอออนิก • สารประกอบไอออนิกสํวนใหญํมีลักษณะเปน็ ผลึกของแข็ง เปราะ มจี ดุ หลอมเหลวและ จดุ เดอื ดสงู ละลายน้าแลว๎ แตกตัวเป็นไอออน เรียกวํา สารละลายอิเลก็ โทรไลต์ เมอื่ เป็นของแข็ง ไมนํ าไฟฟา้ แตํถ๎าทาใหห๎ ลอมเหลวหรอื ละลาย ในนา้ จะนาไฟฟา้ • สารละลายของสารประกอบไอออนิกแสดงสมบตั ิ ความเป็นกรด-เบส ตํางกัน สารละลายของ สารประกอบคลอไรด์มีสมบตั ิเป็นกลาง และ สารละลายของสารประกอบออกไซด์มีสมบตั ิ เปน็ เบส ๑๓. เขยี นสมการไอออนิกและสมการไอออนกิ สุทธิ • ปฏิกิรยิ าของสารประกอบไอออนกิ สามารถเขยี น ของปฏิกริ ิยาของสารประกอบไอออนกิ แสดงดว๎ ยสมการไอออนกิ หรือสมการไอออนิก สุทธิ โดยท่ีสมการไอออนกิ แสดงสารตง้ั ตน๎ และ ผลิตภัณฑ์ทกุ ชนิดที่แตกตวั ได๎ในรูปของไอออน สํวนสมการไอออนกิ สุทธแิ สดงเฉพาะไอออนท่ี ทาปฏิกิรยิ ากัน และผลติ ภัณฑ์ท่เี กิดขึ้น

133 ชั้น ผลการเรยี นรู้ สาระการเรียนรเู้ พิ่มเตมิ ๑๔. อธบิ ายการเกดิ พนั ธะโคเวเลนตแ์ บบพนั ธะเด่ยี ว • พันธะโคเวเลนต์เป็นการยดึ เหนี่ยวทีเ่ กดิ ขน้ึ ภายใน พันธะคํู และพนั ธะสาม ด๎วยโครงสรา๎ งลวิ อิส โมเลกลุ จากการใช๎เวเลนซ์อเิ ลก็ ตรอนรวํ มกนั ของธาตุ ซึง่ สวํ นใหญํเปน็ ธาตุอโลหะ โดยทวั่ ไป จะเป็นไปตามกฎออกเตต สารทย่ี ึดเหนี่ยวกันด๎วย พันธะโคเวเลนตเ์ รยี กวํา สารโคเวเลนต์ พนั ธะ โคเวเลนต์เกดิ ไดท๎ ้ังพันธะเด่ียว พันธะคํู และ พนั ธะสาม ซ่งึ สามารถเขยี นแสดงไดด๎ ว๎ ย โครงสรา๎ งลวิ อิส โดยแสดงอเิ ลก็ ตรอนคํูรวํ มพนั ธะ ดว๎ ยจุดหรอื เส๎น และแสดงอิเล็กตรอนคูํโดดเด่ียว ของแตํละอะตอมดว๎ ยจดุ ๑๕. เขยี นสตู ร และเรียกชอ่ื สารโคเวเลนต์ • สูตรโมเลกลุ ของสารโคเวเลนต์โดยท่วั ไป เขยี นแสดงดว๎ ยสัญลกั ษณ์ของธาตเุ รียงลาดบั ตามคําอเิ ลก็ โทรเนกาติวิตีจากนอ๎ ยไปมาก โดยมีตวั เลขแสดงจานวนอะตอมของธาตุ ทมี่ ีมากกวํา ๑ อะตอมในโมเลกุล • การเรียกชอื่ สารโคเวเลนตท์ าไดโ๎ ดยเรยี กช่อื ธาตทุ อ่ี ยูหํ น๎ากํอน แล๎วตามดว๎ ยช่ือธาตทุ อ่ี ยูํถัดมา โดยมีคานาหน๎าระบุจานวนอะตอมของธาตทุ ่เี ป็น องค์ประกอบ ๑๖. วเิ คราะห์ และเปรียบเทียบความยาวพันธะ • ความยาวพันธะและพลงั งานพนั ธะในสาร และพลังงานพนั ธะในสารโคเวเลนต์ รวมทงั้ คานวณพลังงานทเี่ กยี่ วข๎องกับปฏกิ ริ ิยาของ โคเวเลนต์ขนึ้ กบั ชนิดของอะตอมคํรู วํ มพันธะ สารโคเวเลนตจ์ ากพลงั งานพันธะ และชนดิ ของพันธะ โดยพันธะเดี่ยว พันธะคํู และพนั ธะสาม มีความยาวพันธะและพลังงาน พนั ธะแตกตาํ งกนั นอกจากนีโ้ มเลกุลโคเวเลนต์ บางชนิดมีคาํ ความยาวพันธะและพลงั งานพันธะ แตกตาํ งจากของพนั ธะเดย่ี ว พนั ธะคูํ และพนั ธะสาม ซึ่งสารเหลํานี้สามารถเขยี นโครงสร๎างลวิ อิส ทเ่ี หมาะสมไดม๎ ากกวํา ๑ โครงสรา๎ ง ทีเ่ รยี กวํา โครงสรา๎ งเรโซแนนซ์ • พลังงานพนั ธะนามาใชใ๎ นการคานวณพลงั งาน ของปฏิกริ ิยา ซ่งึ ได๎จากผลตาํ งของพลงั งาน พนั ธะรวมของสารต้ังต๎นกบั ผลิตภณั ฑ์

134 ชั้น ผลการเรียนรู้ สาระการเรียนรู้เพ่ิมเติม ๑๗. คาดคะเนรูปรํางโมเลกุลโคเวเลนต์ โดยใช๎ ทฤษฎกี ารผลักระหวํางคูํอเิ ล็กตรอนในวงเวเลนซ์ • รปู ราํ งของโมเลกลุ โคเวเลนต์ อาจพจิ ารณาโดยใช๎ และระบสุ ภาพข้ัวของโมเลกุลโคเวเลนต์ ทฤษฎีการผลักระหวาํ งคูอํ ิเล็กตรอนในวงเวเลนซ์ (VSEPR) ซึ่งขน้ึ อยกูํ บั จานวนพนั ธะและจานวน ๑๘. ระบุชนิดของแรงยดึ เหนีย่ วระหวาํ งโมเลกุล อเิ ลก็ ตรอนคูํโดดเดีย่ วรอบอะตอมกลาง โคเวเลนต์ และเปรียบเทยี บจดุ หลอมเหลว โมเลกลุ โคเวเลนตม์ ที ง้ั โมเลกุลมขี วั้ และไมํมีข้วั สภาพขัว้ ของโมเลกลุ โคเวเลนต์เปน็ ผลรวม จดุ เดือด และการละลายนา้ ของสารโคเวเลนต์ ปริมาณเวกเตอรส์ ภาพขัว้ ของแตลํ ะพันธะตาม รปู ราํ งโมเลกลุ ๑๙. สบื ค๎นขอ๎ มูล และอธบิ ายสมบัตขิ อง สารโคเวเลนต์โครงรํางตาขาํ ยชนิดตําง ๆ • แรงยดึ เหนย่ี วระหวํางโมเลกุลซึ่งอาจเปน็ แรงแผํกระจายลอนดอน แรงระหวํางขวั้ และพนั ธะไฮโดรเจน มีผลตํอจดุ หลอมเหลว จุดเดือด และการละลายนา้ ของสาร นอกจากนี้ สารโคเวเลนตส์ ํวนใหญยํ ังมีจุดหลอมเหลว และจดุ เดือดต่ากวาํ สารประกอบไอออนกิ เนือ่ งจากแรงยดึ เหนี่ยวระหวํางโมเลกุล มคี ํานอ๎ ยกวาํ พนั ธะไอออนิก • สารโคเวเลนต์สวํ นใหญมํ ีจุดหลอมเหลวและ จุดเดอื ดต่า และไมลํ ะลายในนา้ สาหรบั สาร โคเวเลนตท์ ่ีละลายน้ามีทั้งแตกตัวและไมแํ ตกตวั เปน็ ไอออน สารละลายทไี่ ด๎จากสารท่ไี มแํ ตกตัว เป็นไอออนจะไมํนาไฟฟ้า เรียกวํา สารละลาย- นอนอิเลก็ โทรไลต์ สวํ นสารละลายที่ได๎จากสาร ที่แตกตวั เป็นไอออนจะนาไฟฟา้ เรียกวาํ สารละลายอเิ ลก็ โทรไลต์ สารละลายของ สารประกอบคลอไรด์และออกไซดจ์ ะมสี มบัติ เปน็ กรด • สารโคเวเลนตบ์ างชนิดท่มี โี ครงสร๎างโมเลกลุ ขนาดใหญแํ ละมพี นั ธะโคเวเลนต์ตํอเนอ่ื ง เปน็ โครงรํางตาขําย จะมจี ดุ หลอมเหลวและ จุดเดือดสงู สารโคเวเลนตโ์ ครงราํ งตาขํายทมี่ ี ธาตอุ งคป์ ระกอบเหมือนกนั แตํมอี ัญรูปตํางกัน จะมีสมบตั ิตาํ งกนั เชํน เพชร แกรไฟต์

135 ช้นั ผลการเรียนรู้ สาระการเรียนรเู้ พิ่มเตมิ ๒๐. อธบิ ายการเกิดพนั ธะโลหะและสมบตั ิของโลหะ • พนั ธะโลหะเกดิ จากเวเลนซ์อเิ ล็กตรอนของ ทกุ อะตอมของโลหะเคลือ่ นท่ีอยํางอิสระไปทั่ว ทงั้ โลหะ และเกดิ แรงยึดเหน่ียวกบั โปรตอน ในนิวเคลียสทกุ ทศิ ทาง • โลหะสํวนใหญเํ ปน็ ของแข็ง มผี ิวมนั วาว สามารถ ตเี ป็นแผนํ หรอื ดึงเปน็ เสน๎ ได๎ นาความร๎อนและ นาไฟฟา้ ไดด๎ ี มจี ดุ หลอมเหลวและจุดเดอื ดสูง ๒๑. เปรียบเทยี บสมบัติบางประการของสารประกอบ • สารประกอบไอออนิก สารโคเวเลนต์ และโลหะ ไอออนิก สารโคเวเลนต์ และโลหะ สืบค๎นขอ๎ มลู มีสมบัติเฉพาะตวั บางประการที่แตกตํางกัน เชํน และนาเสนอตวั อยํางการใชป๎ ระโยชนข์ อง จดุ เดือด จดุ หลอมเหลว การละลายนา้ การนา สารประกอบไอออนกิ สารโคเวเลนต์ และ ไฟฟา้ จึงสามารถนามาใช๎ประโยชน์ในดา๎ นตาํ ง ๆ โลหะ ได๎อยาํ งเหมาะสม ไดต๎ ามความเหมาะสม ม.๕ ๑. อธบิ ายความสมั พันธแ์ ละคานวณปรมิ าตร • พฤติกรรมของแก๏ส และความสมั พนั ธร์ ะหวําง ความดัน หรืออณุ หภมู ิของแก๏สที่ภาวะตําง ๆ ปรมิ าตร ความดนั และอณุ หภมู ขิ องแก๏ส อธิบาย ตามกฎของบอยล์ กฎของชาร์ล กฎของ ไดด๎ ว๎ ยกฎของบอยล์ กฎของชารล์ กฎของ เกย์-ลสู แซก เกย์-ลสู แซก และกฎรวมแก๏ส ซ่ึงสามารถนามาใช๎ ๒. คานวณปรมิ าตร ความดนั หรืออุณหภมู ิ ในการคานวณปรมิ าตร ความดัน หรืออณุ หภมู ิ ของแกส๏ ทภ่ี าวะตําง ๆ ตามกฎรวมแก๏ส ของแกส๏ ที่ภาวะตาํ ง ๆ ได๎ ๓. คานวณปริมาตร ความดัน อณุ หภูมิ จานวนโมล • ความสมั พนั ธร์ ะหวํางปริมาตรและจานวนโมล หรือมวลของแก๏ส จากความสมั พนั ธต์ ามกฎของ หรือมวลของแกส๏ อธิบายความสมั พนั ธ์ได๎ด๎วย อาโวกาโดร และกฎแกส๏ อดุ มคติ กฎของอาโวกาโดร สาหรบั ความสมั พันธร์ ะหวาํ ง ปริมาตร ความดัน อณุ หภูมิ และจานวนโมล ของแกส๏ อธบิ ายได๎ด๎วยกฎแก๏สอุดมคติ ซ่ึงสามารถ นามาใชใ๎ นการคานวณและการอธบิ ายการ เปลี่ยนแปลงทเ่ี กย่ี วขอ๎ งกับจานวนโมลของแกส๏ ทภ่ี าวะตาํ ง ๆ ได๎ ๔. คานวณความดันยอํ ยหรอื จานวนโมลของแกส๏ • ในธรรมชาติ แกส๏ สํวนใหญํอยรูํ วมกนั เปน็ แกส๏ ผสม ในแกส๏ ผสม โดยใช๎กฎความดันยํอยของดอลตนั ในกรณีทแี่ กส๏ ในแกส๏ ผสมไมทํ าปฏกิ ริ ิยากนั ความดันของแก๏สแตํละชนิดแปรผนั ตามเศษสํวน โมลของแก๏ส ท่ีมีอยูใํ นแกส๏ ผสมตามกฎ ความดันยอํ ยของดอลตนั

136 ช้นั ผลการเรียนรู้ สาระการเรียนร้เู พ่ิมเติม ๕. อธิบายการแพรํของแก๏สโดยใช๎ทฤษฎีจลน์ • แก๏สสามารถแพรไํ ด๎ การแพรขํ องแก๏สอธบิ าย ได๎ดว๎ ยทฤษฎจี ลนข์ องแก๏ส ทอ่ี ณุ หภมู เิ ดยี วกนั ของแกส๏ คานวณและเปรยี บเทยี บอตั รา แกส๏ จะแพรไํ ด๎ช๎าหรือเรว็ ขึ้นอยูกํ ับมวลโมเลกุล การแพรขํ องแกส๏ โดยใช๎กฎการแพรผํ าํ นของ ของแกส๏ อัตราการแพรขํ องแกส๏ เปน็ สัดสํวน เกรแฮม ผกผันกับรากทีส่ องของมวลโมเลกุลของแก๏ส สมั พันธก์ ับกฎการแพรผํ ํานของเกรแฮม ๖. สืบค๎นข๎อมูล นาเสนอตวั อยาํ ง และอธบิ ายการ • สมบตั แิ ละกฎตาํ ง ๆ ของแก๏สสามารถนาไปใช๎ อธบิ ายปรากฏการณ์ หรือประยุกต์ใชใ๎ นชวี ิต ประยกุ ต์ใช๎ความรเ๎ู กย่ี วกับสมบัติและกฎตาํ ง ๆ ประจาวันและในอตุ สาหกรรม ของแก๏สในการอธบิ ายปรากฏการณ์ หรอื แกป๎ ญั หาในชวี ิตประจาวันและในอุตสาหกรรม ม.๖ ๑. สบื ค๎นข๎อมลู และนาเสนอตัวอยํางสารประกอบ • สารประกอบอินทรยี เ์ ปน็ สารประกอบของ อินทรียท์ ี่มพี ันธะเดีย่ ว พันธะคํู หรือพันธะสาม คารบ์ อนสวํ นใหญพํ บในส่งิ มีชวี ิต มีโครงสร๎าง ท่พี บในชวี ิตประจาวนั หลากหลายและแบํงไดห๎ ลายประเภท เน่ืองจาก ธาตุคารบ์ อนสามารถเกดิ พนั ธะโคเวเลนต์กบั ธาตุ คาร์บอนด๎วยพันธะเดย่ี ว พนั ธะคํู พันธะสาม นอกจากนี้ยังสามารถเกดิ พนั ธะโคเวเลนต์กับธาตุ อืน่ ๆ ได๎อกี ดว๎ ย และมกี ารนาสารประกอบ อินทรีย์ไปใชป๎ ระโยชนอ์ ยาํ งหลากหลาย ๒. เขยี นสตู รโครงสรา๎ งลวิ อสิ สูตรโครงสรา๎ งแบบยอํ • โครงสรา๎ งของสารประกอบอนิ ทรียแ์ สดงได๎ดว๎ ย และสตู รโครงสรา๎ งแบบเสน๎ ของสารประกอบ สูตรโครงสร๎างลวิ อสิ สตู รโครงสรา๎ งแบบยอํ อินทรยี ์ หรือสตู รโครงสรา๎ งแบบเส๎น ๓. วิเคราะห์โครงสร๎าง และระบุประเภท • สารประกอบอนิ ทรียม์ ีหลายประเภท การพิจารณา ของสารประกอบอนิ ทรยี จ์ ากหมูฟํ ังก์ชนั ประเภทของสารประกอบอนิ ทรียอ์ าจใชห๎ มฟํู ังกช์ นั เปน็ เกณฑไ์ ด๎เป็นแอลเคน แอลคนี แอลไคน์ อะโรมาตกิ ไฮโดรคารบ์ อน แอลกอฮอล์ อเี ทอร์ เอมนี แอลดไี ฮด์ คีโตน กรดคาร์บอกซลิ ิก เอสเทอร์ เอไมด์ ๔. เขียนสูตรโครงสรา๎ งและเรยี กช่ือสารประกอบ • การเรยี กชอื่ สารประกอบอินทรยี ์ประเภทแอลเคน อนิ ทรยี ์ประเภทตําง ๆ ท่ีมหี มฟูํ งั กช์ ันไมํเกิน แอลคนี แอลไคน์ แอลกอฮอล์ อีเทอร์ เอมีน ๑ หมูํ ตามระบบ IUPAC แอลดีไฮด์ คีโตน กรดคารบ์ อกซิลกิ เอสเทอร์ และเอไมด์ จะเรยี กตามระบบ IUPAC หรอื อาจเรยี กโดยใช๎ชอ่ื สามัญ

137 ชั้น ผลการเรยี นรู้ สาระการเรยี นรูเ้ พิ่มเตมิ ๕. เขยี นไอโซเมอรโ์ ครงสรา๎ งของสารประกอบ • ปรากฏการณท์ สี่ ารมสี ตู รโมเลกุลเหมือนกนั แตํมี อนิ ทรีย์ประเภทตาํ ง ๆ สมบัตแิ ตกตาํ งกนั เรยี กวํา ไอโซเมอริซมึ และ เรียกสารแตลํ ะชนิดวํา ไอโซเมอร์ ไอโซเมอร์ท่มี ี ๖. วิเคราะห์ และเปรยี บเทยี บจดุ เดือดและ สูตรโมเลกลุ เหมอื นกนั แตมํ สี ูตรโครงสรา๎ งตํางกนั การละลายในนา้ ของสารประกอบอินทรีย์ที่มี เรียกวํา ไอโซเมอร์โครงสร๎าง หมฟํู ังก์ชนั ขนาดโมเลกุล หรือโครงสร๎างตาํ งกัน • สารประกอบอินทรยี ์ทม่ี ีหมฟํู งั ก์ชนั ขนาดโมเลกลุ หรือโครงสร๎างของสารตาํ งกนั จะมจี ุดเดือดและ ๗. ระบุประเภทของสารประกอบไฮโดรคารบ์ อน การละลายในนา้ ตํางกนั สาหรบั การละลายของ และเขียนผลิตภณั ฑจ์ ากปฏกิ ริ ิยาการเผาไหม๎ สารพจิ ารณาได๎จากความมขี ัว้ ของตัวละลาย ปฏกิ ริ ยิ ากบั โบรมนี หรือปฏกิ ิรยิ ากับ และตัวทาละลาย โดยสารสามารถละลายได๎ โพแทสเซียมเปอรแ์ มงกาเนต ในตวั ทาละลายท่ีมขี ัว้ ใกล๎เคยี งกัน ๘. เขยี นสมการเคมแี ละอธบิ ายการเกิดปฏิกริ ยิ า • สารประกอบอนิ ทรยี ป์ ระเภทแอลเคน แอลคีน เอสเทอริฟิเคชัน ปฏิกริ ิยาการสงั เคราะห์เอไมด์ แอลไคน์ อะโรมาติกไฮโดรคารบ์ อน เปน็ ปฏิกริ ยิ าไฮโดรลิซิส และปฏิกริ ิยาสะปอนนฟิ เิ คชนั สารประกอบไฮโดรคาร์บอน ซึ่งเม่อื เกิดปฏกิ ริ ิยา ๙. ทดสอบปฏิกิรยิ าเอสเทอรฟิ ิเคชัน ปฏกิ ริ ิยา การเผาไหม๎ ปฏกิ ริ ยิ ากับโบรมีนและปฏกิ ิริยากบั โพแทสเซยี มเปอร์แมงกาเนต จะให๎ผลของ ไฮโดรลิซสิ และปฏิกริ ิยาสะปอนนฟิ ิเคชนั ปฏกิ ริ ยิ าตํางกนั จงึ สามารถใชเ๎ ปน็ เกณฑ์ ในการจาแนกประเภทของสารประกอบ ๑๐. สืบค๎นข๎อมูล และนาเสนอตัวอยํางการนา ไฮโดรคารบ์ อนได๎ สารประกอบอนิ ทรยี ไ์ ปใช๎ประโยชน์ในชวี ิต ประจาวันและอุตสาหกรรม • กรดคารบ์ อกซลิ กิ ทาปฏิกริ ยิ ากับแอลกอฮอลไ์ ด๎ เปน็ เอสเทอร์ เรยี กวาํ ปฏิกิรยิ าเอสเทอริฟเิ คชัน กรดคาร์บอกซลิ ิกทาปฏิกิริยากับเอมนี เกดิ เปน็ เอไมด์ เอสเทอรแ์ ละเอไมดส์ ามารถเกดิ ปฏิกริ ิยา ไฮโดรลซิ สิ ปฏกิ ิริยาไฮโดรลิซิสของเอสเทอร์ ในเบสแอลคาไล เรยี กวํา ปฏิกิริยาสะปอนนฟิ เิ คชนั • สารประกอบอินทรยี ส์ ามารถนาไปใช๎ประโยชน์ ไดม๎ ากมายในชวี ติ ประจาวนั รวมท้ังนาไปใชเ๎ ป็น สารตงั้ ตน๎ และตวั ทาละลายในอตุ สาหกรรม ด๎านตาํ ง ๆ เชนํ อตุ สาหกรรมเชื้อเพลิงและพลงั งาน อตุ สาหกรรมอาหารและยา อตุ สาหกรรมเกษตร

138 ชั้น ผลการเรยี นรู้ สาระการเรียนรเู้ พ่ิมเตมิ ๑๑. ระบปุ ระเภทของปฏิกิรยิ าการเกดิ พอลเิ มอร์ • พอลเิ มอรเ์ ปน็ สารทมี่ ีโมเลกุลขนาดใหญํ จากโครงสร๎างของมอนอเมอร์หรือพอลิเมอร์ ซึง่ ประกอบดว๎ ยหนวํ ยยอํ ยที่เรียกวํา มอนอเมอร์ เช่อื มตํอกันด๎วยพนั ธะโคเวเลนต์ โดยมที ัง้ พอลิเมอร์ธรรมชาติและพอลิเมอร์สังเคราะห์ ปฏิกิริยาการเกิดพอลเิ มอร์ อาจเปน็ ปฏิกริ ิยาแบบ ควบแนนํ หรอื ปฏกิ ริ ิยาแบบเตมิ ข้นึ อยูํกบั หมํูฟงั ก์ชันและโครงสรา๎ งของมอนอเมอร์ ๑๒. วเิ คราะห์ และอธิบายความสมั พันธ์ระหวําง • พอลิเมอร์มีโครงสร๎างตํางกนั อาจเปน็ โครงสร๎าง โครงสร๎างและสมบตั ิของพอลิเมอร์ รวมทง้ั แบบเส๎น แบบกงิ่ หรือแบบรํางแห ขึ้นอยกูํ บั ชนดิ การนาไปใช๎ประโยชน์ ของมอนอเมอร์และภาวะของปฏิกิรยิ าการเกดิ พอลเิ มอร์ ซ่งึ โครงสร๎างของพอลิเมอรส์ ํงผลตํอ จดุ หลอมเหลว ความหนาแนนํ ความเปราะ ความเหนียว ความยืดหยํนุ จึงสามารถนาไป ประยกุ ตใ์ ช๎ไดอ๎ ยํางหลากหลาย ๑๓. ทดสอบ และระบุประเภทของพลาสตกิ • พอลเิ มอรท์ ่ีใหค๎ วามรอ๎ นแล๎วสามารถนากลับมา และผลติ ภณั ฑย์ าง รวมทั้งการนาไปใช๎ ขึ้นรูปใหมไํ ด๎ เรยี กวาํ พอลิเมอร์เทอร์มอพลาสตกิ ประโยชน์ สวํ นใหญมํ ีโครงสร๎างแบบเส๎นและแบบก่งิ สวํ นพอลเิ มอร์ทใ่ี ห๎ความรอ๎ นแล๎วไมอํ อํ นตวั จงึ ไมสํ ามารถนากลบั มาขึ้นรูปใหมไํ ด๎ เรยี กวํา พอลเิ มอร์เทอร์มอเซต มีโครงสรา๎ งแบบราํ งแห พลาสติกมที ัง้ ทเ่ี ปน็ พอลเิ มอร์เทอร์มอพลาสติก และพอลเิ มอร์เทอรม์ อเซต ผลติ ภัณฑย์ างเปน็ พอลิเมอรเ์ ทอรม์ อเซต ซ่งึ ทาใหม๎ ีสมบตั แิ ละ การนาไปใช๎ประโยชน์ตํางกนั ๑๔. อธบิ ายผลของการปรับเปลี่ยนโครงสรา๎ ง และ • การปรบั เปลยี่ นโครงสร๎างหรอื การสังเคราะห์ การสังเคราะหพ์ อลิเมอร์ทมี่ ีตอํ สมบัติของ พอลเิ มอร์ เชํน วลั คาไนเซชนั การสังเคราะห์ พอลเิ มอร์ โคพอลิเมอร์ การสังเคราะห์พอลิเมอร์นาไฟฟ้า เป็นการปรบั ปรงุ คุณภาพของพอลิเมอร์ เพือ่ ใหไ๎ ด๎ ผลติ ภัณฑท์ ่ีสามารถนาไปใชป๎ ระโยชนไ์ ด๎ อยํางเหมาะสมและหลากหลายมากขึ้น ๑๕. สืบคน๎ ขอ๎ มลู และนาเสนอตวั อยํางผลกระทบ • การใชแ๎ ละการกาจัดผลติ ภณั ฑพ์ อลิเมอร์ อาจสงํ จากการใชแ๎ ละการกาจัดผลิตภัณฑพ์ อลเิ มอร์ ผลกระทบตอํ ส่งิ มชี ีวิตและสง่ิ แวดลอ๎ ม จึงควร และแนวทางแก๎ไข ตระหนกั ถึงผลกระทบทเ่ี กดิ ข้นึ และแนวทางแกไ๎ ข

139 ส สาระเคมี ๒. เข้าใจการเขียนและการดุลสมการเคมี ปริมาณสัมพันธ์ในปฏิกิริยาเคมี อัตราการ เกิด ปฏิกิริยาเคมี สมดุลในปฏิกิริยาเคมี สมบัติและปฏิกิริยาของกรด-เบส ปฏิกริ ยิ า รีดอกซแ์ ละเซลลเ์ คมไี ฟฟา้ รวมทง้ั การนาความรู้ไปใช้ประโยชน์ ชัน้ ผลการเรยี นรู้ สาระการเรียนรู้เพม่ิ เติม ม.๔ ๑. แปลความหมายสญั ลักษณใ์ นสมการเคมี • ปฏกิ ิริยาเคมี เปน็ การเปลีย่ นแปลงทมี่ สี ารใหมํ เกดิ ข้ึนจากการจัดเรียงตวั ใหมํของอะตอมธาตุ เขยี นและดุลสมการเคมขี องปฏิกิรยิ าเคมี บางชนิด โดยจานวนและชนิดของอะตอมธาตไุ มเํ ปลีย่ นแปลง ปฏกิ ิรยิ าเคมเี ขยี นแสดงไดด๎ ว๎ ยสมการเคมี ซึ่งประกอบด๎วยสตู รเคมีของสารต้งั ต๎นและ ผลติ ภณั ฑ์ ลกู ศรแสดงทศิ ทางของการเกดิ ปฏิกริ ยิ า และเลขสมั ประสิทธิ์ของสารตัง้ ตน๎ และผลติ ภณั ฑท์ ด่ี ุลแล๎ว นอกจากนอ้ี าจมีสญั ลกั ษณ์ แสดงสถานะของสาร หรอื ปจั จัยอนื่ ทเ่ี ก่ยี วขอ๎ ง ในการเกดิ ปฏิกริ ยิ าเคมี • การดุลสมการเคมีทาไดโ๎ ดยการเติมเลขสมั ประสิทธ์ิ หน๎าสารต้ังตน๎ และผลติ ภัณฑ์ เพ่อื ใหอ๎ ะตอม ของธาตุในสารตงั้ ต๎นและผลติ ภัณฑเ์ ทํากนั ๒. คานวณปริมาณของสารในปฏกิ ิรยิ าเคมี • การเปลย่ี นแปลงปริมาณสารในปฏกิ ิริยาเคมี มคี วามสมั พันธก์ ันตามเลขสมั ประสทิ ธ์ิ ทเ่ี ก่ียวข๎องกบั มวลสาร ในสมการเคมี ซง่ึ บอกถงึ อตั ราสวํ นโดยโมลของสาร ๓. คานวณปริมาณของสารในปฏิกริ ิยาเคมี ในปฏกิ ิรยิ า สามารถนามาใชใ๎ นการคานวณ ปรมิ าณของสารทีเ่ ก่ียวข๎องกบั มวล ความเขม๎ ขน๎ ท่ีเกย่ี วขอ๎ งกับความเข๎มขน๎ ของสารละลาย ของสารละลาย และปรมิ าตรของแกส๏ ได๎ ๔. คานวณปริมาณของสารในปฏิกริ ิยาเคมี ที่เกี่ยวขอ๎ งกบั ปรมิ าตรแก๏ส ๕. คานวณปริมาณของสารในปฏิกริ ยิ าเคมี • ความสมั พนั ธข์ องโมลสารตง้ั ตน๎ และผลิตภัณฑ์ หลายขั้นตอน ในปฏิกิรยิ าเคมหี ลายขนั้ ตอน พจิ ารณาได๎จาก เลขสมั ประสทิ ธิ์ของสมการเคมรี วม ๖. ระบสุ ารกาหนดปริมาณ และคานวณปริมาณ • ปฏิกริ ยิ าเคมีท่สี ารต้งั ตน๎ ทาปฏกิ ิรยิ าไมํพอดีกัน สารตาํ ง ๆ ในปฏิกริ ยิ าเคมี สารต้งั ตน๎ ทท่ี าปฏิกริ ิยาหมดกํอน เรยี กวาํ สารกาหนดปริมาณ ซึ่งเปน็ สารทก่ี าหนดปรมิ าณ ผลิตภณั ฑ์ทเี่ กดิ ข้นึ และปรมิ าณสารตั้งตน๎ อนื่ ทท่ี าปฏิกริ ิยาไปเม่อื ส้ินสุดปฏกิ ริ ิยา

140 ชนั้ ผลการเรียนรู้ สาระการเรียนร้เู พม่ิ เติม ๗. คานวณผลไดร๎ ๎อยละของผลติ ภัณฑ์ในปฏกิ ริ ิยา • ผลติ ภณั ฑ์ทเี่ กดิ ขน้ึ จริงในปฏิกิรยิ าเคมีสํวนใหญํ เคมี มีปรมิ าณนอ๎ ยกวาํ ที่คานวณไดต๎ ามทฤษฎี ซ่ึงคาํ เปรียบเทียบผลได๎จริงกบั ผลได๎ตามทฤษฎี เปน็ รอ๎ ยละ เรียกวํา ผลได๎รอ๎ ยละ ม.๕ ๑. ทดลอง และเขยี นกราฟการเพิม่ ขนึ้ หรอื ลดลง • ปฏกิ ิรยิ าเคมแี ตลํ ะปฏกิ ริ ยิ ามีอัตราการเกดิ ของสารที่ทาการวดั ในปฏกิ ิริยา ปฏิกริ ิยาเคมตี ํางกัน โดยอาจวัดจากการลดลง ๒. คานวณอัตราการเกดิ ปฏิกิรยิ าเคมี และเขยี นกราฟ ของสารตง้ั ตน๎ หรือการเพ่มิ ข้นึ ของผลติ ภัณฑ์ การลดลงหรอื เพ่ิมข้ึนของสารทไ่ี มไํ ดว๎ ัด ตํอหนึง่ หนํวยเวลา และหารดว๎ ยเลขสมั ประสทิ ธิ์ ในปฏิกริ ิยา ของสารน้นั ๆ ในสมการเคมี เพื่อใหไ๎ ด๎อตั ราการเกิด ปฏิกิรยิ าเคมีท่เี ทํากนั ไมวํ ําจะเปน็ การวัดจาก สารตง้ั ตน๎ หรอื ผลติ ภณั ฑ์ ๓. เขยี นแผนภาพ และอธิบายทศิ ทางการชนกนั • ปฏิกริ ยิ าเคมจี ะเกิดขนึ้ ไดก๎ ็ตอํ เมอ่ื อนุภาคของ ของอนภุ าคและพลงั งานทส่ี งํ ผลตํออตั รา สารต้งั ตน๎ ชนกนั ในทิศทางที่เหมาะสมและมี การเกิดปฏิกิรยิ าเคมี พลงั งานอยาํ งน๎อยเทาํ กบั พลังงานกอํ กัมมันต์ ดงั นั๎นอตั ราการเกิดปฏกิ ริ ิยาจึงขน๎ึ กับทิศทางการชน และพลังงานท่เี กิดจากการชน ๔.ทดลองและอธบิ ายผลของความเขม๎ ข๎นพืน้ ที่ผิว • อตั ราการเกดิ ปฏกิ ิริยาเคมขี องสารหนึ่ง ๆ ขึ้นอยูํ ของสารตง้ั ต๎น อณุ หภมู ิ และตวั เรงํ ปฏิกริ ิยาท่ีมี กับความเข๎มขน๎ พ้นื ท่ผี วิ อณุ หภูมิ ตัวเรํงและ ตํออัตราการเกิดปฏิกิริยาเคมี ตัวหนํวงปฏิกริ ิยา นอกจากนอี้ ตั ราการเกิด ๕. เปรียบเทยี บอัตราการเกิดปฏิกิรยิ าเม่อื มีการ ปฏกิ ริ ิยาเคมยี งั ขึ้นอยูํกบั ชนิดของสารทท่ี า เปลย่ี นแปลงความเขม๎ ขน๎ พืน้ ท่ีผิวของสารตั้งต๎น ปฏกิ ริ ิยาดว๎ ย อุณหภูมิ และตวั เรงํ ปฏิกิรยิ า ๖. ยกตัวอยําง และอธิบายปัจจัยที่มผี ลตํออตั รา • ความรู๎เกี่ยวกบั ปัจจัยทมี่ ีผลตอํ อตั ราการเกิด การเกิดปฏกิ ริ ยิ าเคมใี นชีวติ ประจาวนั ปฏิกิริยาเคมีสามารถนามาใช๎อธิบายกระบวนการ หรอื อุตสาหกรรม ทีเ่ กดิ ข้ึนในชีวติ ประจาวันหรอื อตุ สาหกรรม

141 ชนั้ ผลการเรียนรู้ สาระการเรยี นร้เู พ่มิ เติม ๗. ทดสอบ และอธบิ ายความหมายของ • ปฏกิ ิริยาเคมีที่สามารถดาเนินไปข๎างหน๎าและ ปฏกิ ริ ยิ าผนั กลบั ได๎และภาวะสมดลุ ยอ๎ นกลบั ได๎ เรยี กวาํ ปฏิกิรยิ าผันกลับได๎ เม่ือ ปฏกิ ิรยิ าดาเนนิ ไปความเข๎มขน๎ ของสารต้ังตน๎ ๘. อธบิ ายการเปลย่ี นแปลงความเขม๎ ข๎นของสาร และอตั ราการเกิดปฏิกริ ยิ าไปข๎างหนา๎ จะลดลง อตั ราการเกดิ ปฏิกิริยาไปขา๎ งหน๎า และอัตรา การเกดิ ปฏิกริ ยิ าย๎อนกลับ เม่ือเร่มิ ปฏกิ ิรยิ า สํวนความเขม๎ ขน๎ ของผลติ ภัณฑ์และอตั ราการเกิด จนกระทั่งระบบอยใํู นภาวะสมดลุ ปฏกิ ิริยาย๎อนกลับจะเพิ่มขึ้น เมอ่ื อตั ราการเกดิ ปฏกิ ริ ยิ าไปข๎างหนา๎ เทาํ กบั อตั ราการเกดิ ๙. คานวณคาํ คงท่สี มดลุ ของปฏิกริ ิยา ปฏิกิรยิ าย๎อนกลบั ระบบจะอยํใู นภาวะสมดลุ ๑๐. คานวณความเข๎มขน๎ ของสารท่ีภาวะสมดุล ที่มีความเขม๎ ข๎นของสารตง้ั ตน๎ และผลติ ภณั ฑ์คงที่ เรยี กวํา สมดุลพลวตั ๑๑. คานวณคาํ คงท่ีสมดลุ หรือความเข๎มขน๎ ของ ปฏิกริ ยิ าหลายข้นั ตอน • ณ ภาวะสมดลุ ความสัมพนั ธ์ระหวํางความเข๎มข๎น ของผลติ ภัณฑ์กับสารตงั้ ต๎น แสดงได๎ด๎วย ๑๒. ระบปุ ัจจยั ทมี่ ีผลตํอภาวะสมดลุ และ คาํ คงท่สี มดลุ ซง่ึ เป็นคาํ คงท่ี ณ อุณหภมู ิหนง่ึ คาํ คงท่สี มดลุ ของระบบ รวมทง้ั คาดคะเน การเปล่ียนแปลงท่เี กิดขึน้ เมื่อภาวะสมดลุ • คําคงท่ีสมดุลของปฏกิ ิรยิ าหลายข้นั ตอน หาได๎จาก ของระบบถูกรบกวน โดยใช๎หลกั ของ ผลคณู ของคําคงท่สี มดุลของปฏิกิรยิ ายํอยทน่ี า เลอชาเตอลิเอ สมการเคมีมารวมกนั โดยถา๎ มกี ารคณู สมการยํอย ๑๓. ยกตวั อยําง และอธิบายสมดลุ เคมขี อง ใหย๎ กกาลังคาํ คงที่สมดลุ ด๎วยตวั เลขทีค่ ณู และ กระบวนการทเี่ กิดข้นึ ในสง่ิ มีชวี ิต ปรากฏการณ์ หากมีการกลบั ขา๎ งสมการ ให๎กลับคาํ คงท่ีสมดลุ ในธรรมชาติและกระบวนการในอตุ สาหกรรม เปน็ ตวั หาร ๑๔. ระบุ และอธิบายวาํ สารเปน็ กรดหรอื เบส • เมอ่ื ระบบท่ีอยใํู นภาวะสมดุลถกู รบกวน โดยการ โดยใช๎ทฤษฎกี รด-เบสของอารเ์ รเนยี ส เปลีย่ นแปลงความเข๎มข๎นของสาร ความดัน หรือ เบรินสเตด-ลาวรี และลวิ อสิ อุณหภูมิ ระบบจะเกดิ การเปลีย่ นแปลงเพอื่ เข๎าสูํ ภาวะสมดุลอีกคร้ังตามหลกั ของเลอชาเตอลิเอ ทงั้ น้กี ารเปลยี่ นแปลงอณุ หภูมมิ ีผลทาให๎ คําคงที่สมดลุ เปลย่ี นแปลง • ความร๎ูเกี่ยวกบั สมดลุ เคมสี ามารถนามาใช๎อธิบาย กระบวนการท่ีเกดิ ขน้ึ ในสิ่งมชี วี ิต ปรากฏการณ์ ในธรรมชาติและกระบวนการในอตุ สาหกรรม • สารในชวี ติ ประจาวนั หลายชนิดมีสมบัตเิ ป็นกรด หรือเบส ซง่ึ พิจารณาได๎โดยใชท๎ ฤษฎีกรด-เบส ของอารเ์ รเนยี ส เบรนิ สเตด-ลาวรี หรอื ลิวอิส

142 ชั้น ผลการเรยี นรู้ สาระการเรยี นรู้เพม่ิ เติม ๑๕. ระบุคกํู รด-เบสของสารตามทฤษฎกี รด-เบส • ตามทฤษฎีกรด-เบสของเบรินสเตด–ลาวรี เมอ่ื ของเบรินสเตด-ลาวรี กรดหรอื เบสละลายน้าหรอื ทาปฏกิ ิรยิ ากบั สารอนื่ จะมกี ารถาํ ยโอนโปรตอนระหวาํ งสารตง้ั ต๎น ทเ่ี ป็นกรดและเบส เกดิ เปน็ ผลติ ภัณฑ์ซึง่ เป็น โมเลกลุ หรือไอออนทเ่ี ป็นคํูกรด-เบสของ สารต้ังต๎นนั้น โดยสารทเ่ี ปน็ คกํู รด-เบสกนั จะมี โปรตอนตาํ งกัน ๑ โปรตอน ๑๖. คานวณ และเปรยี บเทียบความสามารถ • กรดและเบสแตลํ ะชนดิ สามารถแตกตัวในน้าได๎ ในการแตกตัวหรอื ความแรงของกรดและเบส แตกตํางกนั กรดแกํหรือเบสแกสํ ามารถแตกตัว เป็นไอออนในนา้ ได๎เกอื บสมบูรณ์ สํวนกรดออํ น หรือเบสอํอนแตกตวั เปน็ ไอออนไดน๎ ๎อย โดยความสามารถในการแตกตวั หรือความแรง ของกรดหรือเบสอาจพิจารณาได๎จากคําคงท่ี การแตกตวั ของกรดหรือเบส หรอื ปริมาณ การแตกตวั เป็นรอ๎ ยละของกรดหรอื เบส ๑๗. คานวณคาํ pH ความเขม๎ ข๎นของไฮโดรเนยี ม • น้าบริสทุ ธท์ิ ี่อุณหภมู ิ๒๕องศาเซลเซียสแตกตัว ไอออนหรอื ไฮดรอกไซดไ์ อออนของ ใหไ๎ ฮโดรเนียมไอออนและไฮดรอกไซด์ไอออน สารละลายกรดและเบส ทีม่ คี วามเขม๎ ข๎นเทาํ กันคือ1.0x10-7โมลตอํ ลิตร โดยมคี าํ คงที่การแตกตัวของนา้ เทาํ กบั 1.0 x 10-14 • เมอื่ กรดหรือเบสแตกตวั ในน้า คําความเป็นกรด- เบสของสารละลายแสดงได๎ด๎วยคํา pH ซึ่ง สัมพันธก์ ับความเข๎มข๎นของไฮโดรเนียมไอออน โดยสารละลายกรดมีความเขม๎ ขน๎ ของไฮโดรเนยี ม ไอออนมากกวาํ 1.0 x 10-7 โมลตอํ ลติ ร หรือมีคํา pH นอ๎ ยกวํา ๗ สํวนสารละลายเบสมี ความเขม๎ ข๎นของไฮโดรเนยี มไอออนนอ๎ ยกวาํ 1.0 x 10-7 โมลตํอลติ ร หรือมีคาํ pH มากกวํา ๗ ๑๘. เขยี นสมการเคมีแสดงปฏิกิรยิ าสะเทนิ และ • ปฏิกริ ยิ าสะเทนิ ระหวํางกรดแกํและเบสแกํ ระบคุ วามเป็นกรด-เบสของสารละลาย ให๎สารละลายท่เี ป็นกลาง ปฏิกริ ิยาสะเทนิ หลังการสะเทิน ระหวํางกรดแกํและเบสอํอน ใหส๎ ารละลาย ๑๙. เขียนปฏกิ ริ ิยาไฮโดรลซิ สิ ของเกลือ และระบุ ที่เปน็ กรด สํวนปฏกิ ริ ยิ าสะเทินระหวํางกรดอํอน ความเปน็ กรด-เบสของสารละลายเกลือ และเบสแกํ ให๎สารละลายทีเ่ ป็นเบส

143 ชั้น ผลการเรียนรู้ สาระการเรยี นรูเ้ พม่ิ เติม • เกลือทีไ่ ด๎จากการสะเทินของกรดแกํด๎วยเบสออํ น เมื่อละลายในน้าจะเกิดปฏิกิริยาไฮโดรลิซิสได๎ สารละลายทีม่ ีสมบตั เิ ป็นกรด สํวนเกลือท่ีได๎จาก การสะเทินของกรดอํอนด๎วยเบสแกํ เม่ือละลาย ในน้าจะเกดิ ปฏิกิริยาไฮโดรลิซิสได๎สารละลาย ที่ มสี มบตั ิเปน็ เบส ๒๐. ทดลอง และอธิบายหลักการการไทเทรต • การไทเทรตเป็นเทคนคิ ในการวิเคราะห์หาปริมาณ แ ล ะ เ ลื อ ก ใ ช๎ อิ น ดิ เ ค เ ต อ ร์ ที่ เ ห ม า ะ ส ม หรือความเข๎มข๎นของสารท่ีทาปฏิกิริยาพอดีกัน สาหรบั การไทเทรตกรด-เบส จุดท่ีสารทาปฏิกิริยาพอดีกันเรียกวํา จุดสมมูล ในทางปฏิบัติ จุดสมมูลของปฏิกิริยาอาจไมํ สามารถ สงั เกตเหน็ ได๎ จึงสังเกตจากการเปล่ียนสี ของ อินดิเคเตอร์ เพ่ือบอกจุดยุติของการไทเทรต ดังนั้น อินดิเคเตอร์ที่เหมาะสมในการไทเทรต กรด-เบส ควรเป็นอินดิเคเตอร์ท่ีเปล่ียนสีในชํวง pH ตรงกับ หรือใกล๎เคียงกับ pH ของสารละลาย ณ จดุ สมมูล ๒๑. คานวณปริมาณสารหรอื ความเขม๎ ขน๎ ของ • ปรมิ าณกรดและเบสที่ทาปฏิกริ ยิ าพอดีกนั จาก สารละลายกรดหรอื เบสจากการไทเทรต การไทเทรตกรด-เบส สามารถนาไปคานวณ ความเขม๎ ข๎นของกรดหรือเบสที่ต๎องการทราบ ความเขม๎ ขน๎ ได๎ ๒๒. อธิบายสมบัติ องค์ประกอบ และประโยชน์ • สารละลายบัฟเฟอรเ์ ป็นสารละลายของกรดออํ น ของสารละลายบฟั เฟอร์ กบั เกลือของกรดออํ นนนั้ หรือเบสอํอนกับเกลือ ของเบสอํอนนั้น เมื่อเตมิ กรด เบส หรือน้า จะมี ผลตํอการเปล่ียนแปลงคํา pH น๎อยกวํา สารละลายทั่วไป สมบัติเฉพาะของสารละลาย บัฟเฟอร์เป็นประโยชน์ตํอการควบคุม pH ของ ระบบในส่ิงมีชวี ิตและสงิ่ แวดล๎อม ๒๓. สืบค๎นข๎อมูล และนาเสนอตัวอยํางการใช๎ • ความรู๎เก่ียวกับกรด-เบส สามารถนามาใช๎ ประโยชน์ และการแก๎ปัญหาโดยใช๎ความร๎ู ประโยชน์ และแก๎ปัญหาในชีวิตประจาวัน เกี่ยวกบั เกษตรกรรม อุตสาหกรรม และการแพทย์ กรด-เบส ๒๔. คานวณเลขออกซิเดชัน และระบุปฏิกิริยา ท่ี • เคมีไฟฟ้าเป็นการศึกษาเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลง เป็นปฏกิ ริ ิยารีดอกซ์ ระหวํางพลังงานไฟฟ้าและการเกิดปฏิกิริยาเคมี ที่มีการถํายโอนอิเล็กตรอนแล๎วทาให๎เกิดการ เปลี่ยนแปลงเลขออกซิเดชัน ซึ่งเป็นเลขที่แสดง ประจไุ ฟฟ้าหรือประจุไฟฟ้าสมมตขิ องอะตอมธาตุ เรียกปฏกิ ิรยิ าชนดิ นีว้ าํ ปฏิกริ ยิ ารีดอกซ์

144 ชั้น ผลการเรยี นรู้ สาระการเรยี นรเู้ พ่ิมเตมิ ๒๕. วิเคราะหก์ ารเปลย่ี นแปลงเลขออกซเิ ดชนั • ปฏกิ ิริยารีดอกซ์มที ง้ั คร่ึงปฏกิ ริ ิยาที่มีการให๎ และระบตุ ัวรดี วิ ซ์และตวั ออกซไิ ดส์ รวมทั้ง อเิ ลก็ ตรอน เรียกวํา ครึง่ ปฏกิ ริ ยิ าออกซิเดชนั เขียนคร่ึงปฏิกริ ยิ าออกซิเดชันและครง่ึ ปฏกิ ิริยา และครง่ึ ปฏิกิริยาทมี่ ีการรับอิเลก็ ตรอน เรียกวาํ คร่ึงปฏกิ ิรยิ ารดี ักชัน โดยสารทีใ่ ห๎อิเลก็ ตรอน รีดกั ชันของปฏิกริ ยิ ารีดอกซ์ จะมีเลขออกซเิ ดชนั เพ่มิ ข้ึน เรียกวาํ ตวั รีดิวซ์ สํวนสารทรี่ ับอเิ ล็กตรอนจะมเี ลขออกซเิ ดชัน ลดลง เรียกวํา ตวั ออกซิไดส์ ๒๖. ทดลอง และเปรียบเทียบความสามารถในการ • การเปรียบเทียบความสามารถในการเป็นตวั รีดวิ ซ์ เป็นตวั รีดวิ ซห์ รือตัวออกซไิ ดส์ และเขียนแสดง หรือตวั ออกซิไดส์สามารถพจิ ารณาได๎จากผล ปฏิกริ ยิ ารีดอกซ์ การทดลองของปฏิกริ ยิ ารดี อกซ์ ๒๗. ดลุ สมการรดี อกซ์ดว๎ ยการใชเ๎ ลขออกซิเดชัน • ปฏิกิรยิ ารีดอกซเ์ ขยี นแทนได๎ดว๎ ยสมการรีดอกซ์ และวิธคี รึ่งปฏกิ ริ ยิ า ซงึ่ การดุลสมการรีดอกซท์ าได๎โดยการใช๎ เลขออกซเิ ดชนั และวิธคี รึง่ ปฏกิ ริ ิยา ๒๘. ระบุองคป์ ระกอบของเซลล์เคมไี ฟฟา้ และ • เซลล์เคมไี ฟฟา้ ประกอบดว๎ ยแอโนด แคโทด และ เขยี นสมการเคมีของปฏกิ ิรยิ าท่ีแอโนดและ สารละลายอิเล็กโทรไลต์ ซ่งึ อาจเช่อื มตํอกนั ดว๎ ย แคโทด ปฏกิ ริ ิยารวม และแผนภาพเซลล์ สะพานเกลือ โดยที่แอโนดเกดิ ปฏิกิรยิ าออกซิเดชนั และแคโทดเกดิ ปฏิกริ ยิ ารดี ักชนั ทาใหอ๎ เิ ล็กตรอน เคลอ่ื นที่จากแอโนดไปแคโทด เซลล์เคมไี ฟฟา้ สามารถเขยี นแสดงไดด๎ ๎วยแผนภาพเซลล์ ๒๙. คานวณคาํ ศักย์ไฟฟ้ามาตรฐานของเซลล์ • คาํ ศกั ยไ์ ฟฟ้ามาตรฐานของเซลล์คานวณไดจ๎ าก และระบปุ ระเภทของเซลล์เคมีไฟฟ้า ข้ัวไฟฟ้า คาํ ศักยไ์ ฟฟ้ามาตรฐานของคร่งึ เซลล์ ถา๎ คํา และปฏิกิรยิ าเคมีทีเ่ กดิ ขน้ึ ศกั ยไ์ ฟฟ้าของเซลลเ์ ป็นบวก แสดงวําปฏกิ ริ ยิ า รดี อกซเ์ กิดข้นึ ได๎เอง ซง่ึ ทาใหเ๎ กิดกระแสไฟฟ้า เรยี กเซลล์ชนดิ นวี้ ํา เซลล์กลั วานิก แตํถ๎าคํา ศกั ยไ์ ฟฟา้ ของเซลลเ์ ป็นลบ แสดงวําปฏกิ ิริยา รีดอกซ์ไมสํ ามารถเกิดไดเ๎ อง ตอ๎ งมีการใหก๎ ระแส ไฟฟ้าจงึ จะเกิดปฏกิ ิริยาได๎ เซลลช์ นิดนเี้ รยี กวาํ เซลลอ์ ิเลก็ โทรลิตกิ

145 ชนั้ ผลการเรยี นรู้ สาระการเรียนรเู้ พม่ิ เติม ๓๐. อธบิ ายหลกั การทางาน และเขียนสมการแสดง • เซลล์เคมไี ฟฟ้าสามารถนาไปใชป๎ ระโยชน์ได๎ ปฏิกิรยิ าของเซลล์ปฐมภูมิและเซลล์ทุติยภมู ิ ในชีวติ ประจาวนั เชํน แบตเตอร่ี ซ่ึงมีทั้งเซลลป์ ฐมภมู ิ และเซลลท์ ตุ ิยภูมิ โดยปฏิกิรยิ าเคมที เ่ี กิดขน้ึ ภายในเซลลป์ ฐมภูมไิ มสํ ามารถทาใหเ๎ กิดปฏกิ ริ ิยา ย๎อนกลบั ได๎โดยการประจไุ ฟ จึงไมํสามารถนากลบั มาใช๎ได๎อกี ปฏกิ ิริยาเคมีท่ีเกดิ ข้นึ ภายใน เซลลท์ ุติยภมู ิสามารถทาให๎เกดิ ปฏกิ ริ ยิ ายอ๎ นกลับ ไดโ๎ ดยการประจไุ ฟ จงึ นากลับมาใชไ๎ ดอ๎ ีก ๓๑. ทดลองชุบโลหะและแยกสารเคมดี ๎วยกระแส • เซลล์อิเล็กโทรลิตกิ สามารถนาไปใช๎ประโยชน์ได๎ ไฟฟ้า และอธิบายหลกั การทางเคมไี ฟฟา้ ที่ใช๎ ท้ังในชวี ิตประจาวนั และในอุตสาหกรรม ในการชบุ โลหะ การแยกสารเคมีดว๎ ยกระแส หลายประเภท เชํน การชบุ โลหะ การแยกสารเคมี ไฟฟา้ การทาโลหะให๎บริสทุ ธ์ิ และการปอ้ งกนั ด๎วยกระแสไฟฟ้า การทาโลหะให๎บริสทุ ธ์ิ การกัดกรํอนของโลหะ การปอ้ งกันการกัดกรอํ นของโลหะ ๓๒. สืบค๎นข๎อมลู และนาเสนอตัวอยาํ งความก๎าวหนา๎ • ปฏกิ ริ ยิ าเคมหี ลายปฏิกริ ยิ าที่พบในชีวิตประจาวนั ทางเทคโนโลยที เี่ กี่ยวข๎องกบั เซลลเ์ คมไี ฟฟ้า เป็นปฏกิ ริ ิยารดี อกซ์ เชํน ปฏกิ ิรยิ าการเผาไหม๎ ในชีวิตประจาวัน ปฏกิ ริ ยิ าในเซลล์เคมไี ฟฟ้า ซ่ึงความรูเ๎ รอื่ ง เซลล์เคมีไฟฟา้ และความก๎าวหน๎าทางเทคโนโลยี ทเ่ี กี่ยวข๎องกบั เซลลเ์ คมไี ฟฟ้า นาไปสูนํ วตั กรรม ด๎านพลังงานทเ่ี ปน็ มติ รตอํ ส่งิ แวดลอ๎ ม ม.๖ - -

146 ส สาระเคมี ๓. เข้าใจหลักการทาปฏิบตั ิการเคมี การวัดปริมาณสาร หน่วยวัดและการเปล่ียนหน่วย การคานวณปริมาณของสาร ความเขม้ ข้นของสารละลาย รวมทั้งการบูรณาการ ความรแู้ ละทักษะในการอธิบายปรากฏการณใ์ นชวี ติ ประจาวันและการแก้ปัญหา ทางเคมี ชั้น ผลการเรียนรู้ สาระการเรียนรเู้ พมิ่ เติม ม.๔ ๑. บอก และอธบิ ายข๎อปฏบิ ตั ิเบ๎อื งตน๎ และปฏบิ ตั ิตน • การทาปฏบิ ตั กิ ารเคมีตอ๎ งคานึงถึงความปลอดภยั ทแ่ี สดงถึงความตระหนกั ในการทาปฏบิ ัตกิ ารเคมี และความเป็นมิตรตํอส่งิ แวดล๎อม ดังนั้นจงึ ควร เพ่อื ใหม๎ คี วามปลอดภยั ท้งั ตํอตนเอง ผอ๎ู ่ืนและ ศึกษาขอ๎ ปฏบิ ตั ขิ องการทาปฏบิ ตั ิการเคมี เชนํ สง่ิ แวดล๎อม และเสนอแนวทางแก๎ไขเมื่อเกิด ความปลอดภัยในการใช๎อปุ กรณแ์ ละสารเคมี อุบัติเหตุ การป้องกนั อบุ ตั เิ หตรุ ะหวาํ งการทดลอง การกาจัดสารเคมี ๒. เลอื ก และใช๎อปุ กรณ์หรอื เครื่องมอื ในการทา • อปุ กรณ์และเคร่อื งมือช่ังตวงวัดแตลํ ะชนิด มีวิธีการใช๎งานและการดแู ลแตกตาํ งกัน ซ่ึงการ ปฏิบัตกิ าร และวดั ปรมิ าณตาํ ง ๆ ไดอ๎ ยําง เหมาะสม วัดปรมิ าณตาํ ง ๆ ให๎ได๎ข๎อมลู ทม่ี คี วามเที่ยงและ ความแมํนในระดับนยั สาคัญทตี่ อ๎ งการ ต๎องมี การเลือกและใชอ๎ ปุ กรณ์ในการทาปฏบิ ัตกิ าร อยํางเหมาะสม ๓. นาเสนอแผนการทดลอง ทดลองและเขียน • การทาปฏบิ ตั ิการเคมีตอ๎ งมีการวางแผน รายงานการทดลอง การทดลอง การทาการทดลอง การบันทกึ ขอ๎ มูล สรุปและวเิ คราะห์ นาเสนอขอ๎ มลู และการ เขียนรายงานการทดลองที่ถกู ต๎อง โดยการทา ปฏบิ ตั ิการเคมตี อ๎ งคานึงถึงวิธีการทางวิทยาศาสตร์ ทกั ษะกระบวนการทางวทิ ยาศาสตร์ และจิตวิทยาศาสตร์ ๔. ระบหุ นํวยวัดปริมาณตําง ๆ ของสาร และ • การทาปฏบิ ตั ิการเคมตี อ๎ งมีการวัดปรมิ าณตาํ ง ๆ เปล่ียนหนวํ ยวัดใหเ๎ ปน็ หนวํ ยในระบบเอสไอ ของสาร การบอกปริมาณของสารอาจระบุ ดว๎ ยการใชแ๎ ฟกเตอร์เปล่ียนหนํวย อยํใู นหนํวยตาํ ง ๆ ดังนนั้ เพ่อื ใหม๎ ีมาตรฐาน เดยี วกนั จงึ มกี ารกาหนดหนวํ ยในระบบเอสไอ ให๎เปน็ หนํวยสากล ซึง่ การเปลยี่ นหนวํ ย เพื่อใหเ๎ ปน็ หนํวยสากล สามารถทาได๎ดว๎ ยการใช๎ แฟกเตอรเ์ ปล่ยี นหนวํ ย

147 ชั้น ผลการเรยี นรู้ สาระการเรยี นรู้เพิ่มเตมิ ๕. บอกความหมายของมวลอะตอมของธาตุ และ • มวลอะตอมของธาตุ เปน็ มวลของธาตุ ๑ อะตอม คานวณมวลอะตอมเฉลยี่ ของธาตุ มวลโมเลกุล ซึง่ เป็นผลรวมของมวลโปรตอน นิวตรอน และ และมวลสูตร อเิ ลก็ ตรอน แตํเนืํองจากอิเล็กตรอนมมี วลน๎อยมาก เมอื่ เทยี บกบั โปรตอนและนิวตรอน ดงั นน้ั มวลอะตอมจงึ มีคาํ ใกล๎เคียงกับผลรวมของ มวลโปรตอนและนิวตรอน • มวลอะตอมเฉลีย่ ของธาตุเป็นคาํ เฉลย่ี จากคาํ มวลอะตอมของแตลํ ะไอโซโทปของธาตุชนดิ นั้น ตามปรมิ าณท่มี ใี นธรรมชาติ • มวลโมเลกุลและมวลสูตรเป็นผลรวมของ มวลอะตอมเฉล่ยี ของธาตุท่ีเปน็ องค์ประกอบ ของสารนั้น ๖. อธบิ าย และคานวณปรมิ าณใดปรมิ าณหนงึ่ • โมลเปน็ ปรมิ าณสารทม่ี ีจานวนอนภุ าคเทาํ กับ จากความสัมพันธข์ องโมล จานวนอนุภาค มวล เลขอาโวกาโดร คอื 6.02 × 1023 อนภุ าค และปริมาตรของแกส๏ ที่ STP มวลของสาร ๑ โมล ทม่ี ีหนํวยเป็นกรัม เรยี กวํา มวลตอํ โมล ซง่ึ มีคําตวั เลขเทํากับมวลอะตอม มวลโมเลกลุ หรอื มวลสตู รของสารน้นั สาหรับสาร ที่มีสถานะแกส๏ ๑ โมล จะมปี รมิ าตรเทํากบั 22.4 ลกู บาศกเ์ ดซเิ มตร ที่ STP ๗. คานวณอตั ราสํวนโดยมวลของธาตอุ งค์ประกอบ • สารประกอบเกิดจากการรวมตัวของธาตุตง้ั แตํ ของสารประกอบตามกฎสัดสํวนคงท่ี ๒ ชนิดข้นึ ไป โดยมีอตั ราสวํ นโดยมวลของธาตุ องคป์ ระกอบคงท่เี สมอ ตามกฎสดั สวํ นคงท่ี ๘. คานวณสูตรอยํางงํายและสตู รโมเลกลุ ของสาร • สูตรเคมสี ามารถแสดงไดด๎ ว๎ ยสูตรเอมพิริคัลหรอื สูตรอยํางงํายและสตู รโมเลกลุ ซงึ่ สตู รอยํางงาํ ย คานวณได๎จากรอ๎ ยละโดยมวลและมวลอะตอม ของธาตุองค์ประกอบ และถ๎าทราบมวลโมเลกลุ ของสารจะสามารถคานวณสูตรโมเลกุลได๎ ๙. คานวณความเขม๎ ขน๎ ของสารละลายในหนํวย • สารทพี่ บในชวี ิตประจาวันจานวนมากอยํูในรปู ตําง ๆ ของสารละลาย การบอกปรมิ าณของสาร ในสารละลายสามารถบอกเปน็ ความเข๎มข๎น ในหนํวยรอ๎ ยละ สํวนในลา๎ นสวํ น สํวนในพนั ล๎านสวํ น โมลารติ ี โมแลลติ ี และเศษสํวนโมล