Important Announcement
PubHTML5 Scheduled Server Maintenance on (GMT) Sunday, June 26th, 2:00 am - 8:00 am.
PubHTML5 site will be inoperative during the times indicated!

Home Explore หลักสูตรกลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี

หลักสูตรกลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี

Published by hmeai.hmeai, 2021-07-21 15:43:55

Description: หลักสูตรกลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี

Search

Read the Text Version

348 ลา ช่อื หน่วย ผลการเรียนรู้ สาระสาคญั /ความคดิ รวบยอด เวลาเรยี น น้าหนัก ดบั ที่ การเรียนรู้ (ชว่ั โมง) (คะแนน) ๓ การ ๕. อธบิ ายการถ่ายทอด • โครโมโซมภายในเซลล์รา่ งกายแบง่ เปน็ ออโต ๕ ๑๐ ถ่ายทอด ยนี บนโครโมโซมและ โซมและโครโมโซมเพศลักษณะทางพันธกุ รรม ยีน ยกตวั อยา่ งลกั ษณะทาง สว่ นใหญถ่ ูกควบคุมดว้ ยยนี บนออโตโซมบาง พันธกุ รรมท่ถี กู ควบคุม ลักษณะถกู ควบคุมดว้ ยยนี บนโครโมโซมเพศซงึ่ ดว้ ยยนี บน ส่วนมากเป็นยนี บนโครโมโซม X ออโตโซมและยนี บน • เมื่อมกี ารสรา้ งเซลล์สืบพนั ธย์ุ นี บนโครโมโซม โครโมโซมเพศ เดียวกันท่อี ยใู่ กลก้ นั มกั จะถูกถ่ายทอดไปด้วยกนั แตก่ ารเกิดครอสซงิ โอเวอร์ในการแบ่งเซลล์แบบ ไมโอซสิ อาจทาใหย้ นี บนโครโมโซมเดยี วกันแยก จากกันได้ส่งผลให้รปู แบบของเซลลส์ บื พนั ธ์ุท่ไี ด้ แตกต่างไปจากกรณที ี่ไม่เกดิ ครอสซงิ โอเวอร์ ๔ DNA ๖. สืบคน้ ขอ้ มลู อธิบายสมบัติ • DNA เปน็ พอลเิ มอรข์ องนิวคลีโอไทด์แตล่ ะนิ ๕ ๑๐ สาร และหนา้ ท่ขี องสารพนั ธกุ รรม วคลโี อไทดป์ ระกอบดว้ ยน้าตาลดอี อกซไี รโบสหมู่ พนั ธุ โครงสร้างและองค์ประกอบ ฟอสเฟตและไนโตรจนี ัสเบสคอื A T C และ G กรรม ทางเคมขี อง DNA และสรปุ • โมเลกลุ ของ DNA เป็นพอลนิ วิ คลีโอไทด์๒สาย การจาลอง DNA เรยี งสลับทศิ และบดิ เปน็ เกลยี วเวยี นขวาโดยการ ๗. อธบิ ายและระบขุ ้นั ตอนใน เขา้ คกู่ นั ของสาย DNA เกดิ จากการจับคขู่ องเบส กระบวนการสังเคราะห์โปรตีน คู่สมคือ A คู่กับ T และ C คู่กับ G และหน้าทข่ี อง DNA และ • ยีนคอื สาย DNA บางชว่ งท่คี วบคุมลักษณะทาง RNA แต่ละชนดิ ใน พนั ธกุ รรมไดโ้ ดยยนี กาหนดลาดับกรดอะมิโน กระบวนการสงั เคราะห์โปรตีน ของโปรตีนซ่ึงทาหนา้ ท่ีเป็นโครงสร้างเอนไซม์ ๘. สรปุ ความสมั พันธร์ ะหวา่ ง และอ่ืนๆมีผลทาใหเ้ ซลล์และส่ิงมีชีวติ ปรากฏ สารพันธกุ รรมแอลลีลโปรตนี ลักษณะตา่ งๆได้ ลักษณะทางพันธุกรรมและ • DNA จาลองตวั เองไดโ้ ดยใชส้ ายหนึ่งเปน็ เช่ือมโยงกบั ความร้เู รอื่ งพนั ธุ แม่แบบและสรา้ งอกี สายข้ึนมาใหมซ่ ่ึงจะมี ศาสตร์เมนเดล โครงสรา้ งและลาดับนวิ คลีโอไทดเ์ หมอื นเดิม • DNA ควบคมุ ลกั ษณะทางพนั ธุกรรมของ ส่ิงมชี ีวิตได้โดยการสรา้ ง RNA ๓ประเภทคือ mRNA tRNAและrRNAซึง่ รว่ มกนั ทาหนา้ ที่ ในกระบวนการสงั เคราะห์โปรตีน • RNA เป็นพอลเิ มอร์ของนวิ คลโี อไทดส์ าย เดย่ี วแต่ละนิวคลโี อไทดป์ ระกอบด้วยน้าตาล ไรโบสหมู่ฟอสเฟตและไนโตรจีนัสเบสคอื A U C และ G

349 ลา ชอ่ื หน่วย ผลการเรยี นรู้ สาระสาคญั /ความคดิ รวบยอด เวลาเรียน น้าหนกั ดับที่ การเรยี นรู้ (ชวั่ โมง) (คะแนน) ๕ มวิ เทชนั ๙. สืบคน้ ข้อมูลและอธิบาย • มวิ เทชันเป็นการเปลยี่ นแปลงของลาดบั หรอื ๕ ๑๐ การเกิดมิวเทชนั ระดับยีนและ จานวนนวิ คลโี อไทดใ์ น DNA ซ่ึงอาจนาไปสูก่ าร ระดับโครโมโซมสาเหตกุ ารเกดิ เปลยี่ นแปลงโครงสร้างและการทางานของ มวิ เทชนั รวมทงั้ ยกตัวอยา่ งโรค โปรตนี ซงึ่ ถา้ การเปล่ียนแปลงดงั กล่าวเกดิ ใน และกลุ่มอาการทีเ่ ปน็ ผลของ เซลล์สบื พันธ์จุ ะสามารถถ่ายทอดไปยังรุ่นตอ่ ๆไป การเกิดมิวเทชนั ได้และทาให้เกิดความแปรผันทางพันธกุ รรมของ ส่ิงมีชวี ติ การเกดิ มิวเทชนั มีสาเหตุมาจากปจั จยั ตา่ งๆเช่นรงั สแี ละสารเคมี • การขาดหายไปหรอื เพมิ่ ข้นึ ของนวิ คลโี อไทด์ และการแทนท่ีคเู่ บสเปน็ การเกดิ มวิ เทชันระดบั ยนี เชน่ โรคโลหิตจางชนิดซิกเคิลเซลลเ์ ป็นผลมา จากการแทนทค่ี ่เู บส • การเปลีย่ นแปลงโครงสร้างของโครโมโซมเช่น หายไปหรือเพมิ่ ขนึ้ บางส่วนและการเปลีย่ นแปลง จานวนโครโมโซมเชน่ การลดลงหรอื เพมิ่ ข้ึนของ โครโมโซมบางแท่งหรอื ท้งั ชุดเป็นสาเหตุของการ เกดิ มวิ เทชันระดับโครโมโซมเชน่ กล่มุ อาการคริดู ชาต์และกลมุ่ อาการดาวนก์ ลุ่มอาการเทอร์เนอร์ และกลุม่ อาการไคลนเ์ ฟลเตอร์ ๖ เทคโนโลยี ๑๐. อธิบายหลกั การสรา้ ง • การใชเ้ ทคโนโลยที างดีเอน็ เอในการสรา้ งดเี อ็นเอ ๕ ๑๐ ทาง สิง่ มชี ีวติ ดัดแปรงพันธุกรรม รีคอมบแิ นนทส์ ามารถนาไปใชใ้ นการสรา้ งส่ิงมชี วี ติ ดีเอน็ เอ โดยใชด้ เี อน็ เอรคี อมบแิ นนท์ ดัดแปรพนั ธุกรรมโดยนายีนที่ต้องการมาตดั ตอ่ ใส่ ๑๑. สืบค้นขอ้ มูลยกตวั อยา่ ง ในสง่ิ มีชีวติ ทาให้สิง่ มชี วี ิตน้ันมสี มบัติตามต้องการ และอภิปรายการนาเทคโนโลยี • เทคโนโลยที างดีเอ็นเอสามารถนาไปประยกุ ต์ใช้ ทางดีเอน็ เอไปประยุกต์ใช้ทัง้ ในด้านต่างๆเช่นสิง่ แวดล้อมนิติวทิ ยาศาสตร์ ในดา้ นส่ิงแวดลอ้ มนิติ การแพทย์การเกษตร และอตุ สาหกรรมโดยการใช้ วิทยาศาสตร์การแพทย์ เทคโนโลยีทางดีเอ็นเอต้องคานึงถึงความปลอดภัย การเกษตรและอุตสาหกรรม ทางชีวภาพ ชีวจรยิ ธรรม และผลกระทบต่อสงั คม และข้อควรคานึงถงึ ดา้ น ชีวจริยธรรม ๗ ววิ ฒั นา ๑๒. สืบคน้ ขอ้ มลู และ • หลักฐานทท่ี าให้เชื่อว่าส่งิ มชี วี ติ มวี วิ ฒั นาการ ๕ ๑๐ การของ อธบิ ายเก่ยี วกบั หลักฐาน เชน่ ซากดึกดาบรรพ์กายวิภาคเปรยี บเทียบวทิ ยา สง่ิ มชี ีวติ ที่สนบั สนนุ และข้อมลู ที่ เอม็ บริโอการแพร่กระจายของสิง่ มชี ีวิตทาง ใช้อธิบายการเกดิ ภมู ิศาสตรก์ ารศึกษาทางชวี ภูมศิ าสตร์และด้าน ววิ ฒั นาการของสิง่ มชี ีวติ ชวี วิทยาระดับโมเลกลุ • มนุษย์มกี ารสบื สายวิวฒั นาการมาเปน็ เวลานานโดยมหี ลกั ฐานทส่ี นับสนุนจากซากดึก ดาบรรพข์ องบรรพบุรุษมนษุ ยท์ ี่ค้นพบและจาก การเปรียบเทียบลาดับเบสบน DNA ระหวา่ ง มนุษย์กบั ไพรเมตอื่นๆ

350 ลา ชือ่ หนว่ ย ผลการเรยี นรู้ สาระสาคัญ/ความคิดรวบยอด เวลาเรยี น นา้ หนกั (ชัว่ โมง) (คะแนน) ดบั ท่ี การเรยี นรู้ • ฌองลามารก์ ได้เสนอแนวคดิ เพื่ออธิบาย เกีย่ วกบั ววิ ัฒนาการของสง่ิ มชี วี ติ ว่าสงิ่ มชี วี ติ มี ๕ ๑๐ ๘ แนวคิด ๑๓. อธิบายและ การเปลี่ยนแปลงโครงสรา้ งให้เข้ากบั สภาพแวดล้อมโดยอาศัยกฎการใช้และไม่ใช้ ๕ ๕ เกย่ี วกบั เปรียบเทยี บแนวคดิ และกฎแห่งการถ่ายทอดลักษณะทเ่ี กดิ ข้ึนมา ใหม่ ๕ ๑๐ วิวัฒนา เก่ียวกับวิวฒั นาการของ • ชาลส์ดาร์วนิ เสนอทฤษฎเี กีย่ วกับวิวัฒนาการ การ สิ่งมชี ีวติ ของฌอง ของสิ่งมีชีวิตว่าเกิดจากการคัดเลือกโดย ธรรมชาตโิ ดยส่ิงมชี วี ติ มีแนวโน้มที่จะใหก้ าเนิด ลามารก์ และทฤษฎี ลูกท่ีมลี ักษณะแตกตา่ งกนั จานวนมากแต่มเี พยี ง จานวนหน่ึงท่ีเหมาะสมกบั สภาพแวดลอ้ ม เก่ียวกบั วิวฒั นาการของ สามารถมีชีวิตรอดและถา่ ยทอดลกั ษณะท่ี เหมาะสมไปยงั รุ่นต่อไปได้ สง่ิ มีชวี ิตของ • เมือ่ ประชากรอยใู่ นภาวะสมดลุ ของฮาร์ดี-ไวน์ ชาลส์ดาร์วิน เบิรก์ โดยประชากรมขี นาดใหญไ่ ม่มกี ารถา่ ยเท ยีนระหวา่ งประชากรไม่เกิดมวิ เทชนั สมาชิกทกุ ๙ ความถ่ียีน ๑๔. ระบุสาระสาคญั ตัวมีโอกาสผสมพันธ์ไุ ด้เทา่ กนั และไมเ่ กดิ การ และอธิบายเง่ือนไขของ คดั เลือกโดยธรรมชาตจิ ะทาให้ความถขี่ องแอลลี ภาวะสมดุลของฮาร์ดี- ลของลักษณะนั้นไมเ่ ปลยี่ นแปลงไม่วา่ จะผ่านไป ไวนเ์ บิรก์ ปัจจยั ทท่ี าให้ กี่รุ่นกต็ ามเป็นผลให้ลกั ษณะน้นั ไมเ่ กดิ เกดิ การเปล่ยี นแปลง ววิ ัฒนาการ ความถ่ขี องแอลลีลใน ประชากรพรอ้ มท้งั • การเปลี่ยนแปลงความถ่ีของยีนหรือแอลลลี ใน คานวณหาความถข่ี อง ประชากรเกิดจากปัจจัยหลายประการนาไปสู่ การเกดิ ววิ ฒั นาการ แอลลลี และจโี นไทป์ของ ประชากรโดยใชห้ ลกั ของ • สปชี ีส์ใหม่จะเกิดขึ้นได้เมือ่ ไม่มีการถ่ายเท ฮาร์ดี-ไวน์เบริ ์ก เคลือ่ นย้ายยีนระหว่างประชากรหนึ่งกบั อกี ประชากรหน่ึงในร่นุ บรรพบุรษุ ทาให้ประชากร ๑๐ เกดิ สปีชสี ์ ๑๕. สืบค้นข้อมลู ทง้ั สองมโี ครงสร้างทางพนั ธุกรรมท่แี ตกต่างกนั ใหมข่ อง อภปิ รายและอธิบาย และววิ ฒั นาการเกดิ เปน็ สปชี ีส์ใหม่ ส่งิ มีชวี ิต กระบวนการเกดิ สปีชีส์ • ปจั จัยทท่ี าให้เกิดสปีชสี ใ์ หมอ่ าจเกิดได้๒ ใหม่ของสง่ิ มีชวี ติ แนวทางคือการเกดิ สปชี ีส์ใหมจ่ ากการแบง่ แยก ทางภูมศิ าสตรแ์ ละการเกดิ สปีชสี ใ์ หมใ่ นเขต ภมู ิศาสตร์เดยี วกัน รวมตลอดภาคเรียน ๖๐ ๑๐๐

351 รายวิชา ชวี วทิ ยา๓ คาอธิบายรายวชิ าเพม่ิ เตมิ ชัน้ มัธยมศึกษาปีที่ ๕ ภาคเรียนที่ ๑ รหัสวิชา ว๓๐๒๔๓ เวลา ๖๐ ช่วั โมง/ภาคเรยี น จานวน ๑.๕ หน่วยกิต กล่มุ สาระการเรียนรู้วิทยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี ศกึ ษา วเิ คราะห์ อธบิ ายและนาเสนอ โครงสร้างและหน้าทขี่ องราก ลาตน้ ใบ ของพชื ดอก โครงสรา้ งของดอก การสร้างเซลลส์ ืบพนั ธ์ขุ องพชื ดอก การถ่ายละอองเรณู การปฏิสนธิ การเกิดผลและเมลด็ การกระจายพันธ์ุ และการขยายพนั ธพ์ุ ืช กระบวนการสงั เคราะหด์ ้วยแสง การแลกเปลย่ี นแกส๊ ของพืช การคายน้าของพืช การลาเลยี งแร่ธาตุ และอาหารของพืช การตอบสนองของพืชตอ่ สง่ิ แวดลอ้ ม การควบคุมการเจริญเตบิ โตของพชื โดยใชก้ ระบวนการทางวทิ ยาศาสตร์ การสืบเสาะหาความรู้ การสารวจตรวจสอบ การสังเกต การสืบค้นขอ้ มลู การอภิปราย เพ่อื ใหเ้ กดิ ความรู้ ความคิด ความเข้าใจ สามารถสื่อสารสิง่ ทเี่ รยี นรู้ มคี วามสามารถในการตดั สินใจ นาความรู้ไป ใชป้ ระโยชนใ์ นชีวิตประจาวัน มีจิตวิทยาศาสตร์ จรยิ ธรรม คณุ ธรรม และคา่ นิยมทเี่ หมาะสม บนพืน้ ฐานหลักปรชั ญาของ เศรษฐกิจพอเพยี ง ผลการเรียนรู้ ๑. สบื ค้นข้อมลู และอธบิ ายลักษณะโครงสร้างและหน้าท่ขี องราก ลาต้น ใบ ทีส่ ัมพนั ธ์กบั หน้าท่ี ๒. สารวจตรวจสอบโครงสรา้ งภายในโดยการตดั ตามขวางราก ลาต้น ใบ ๓. สืบค้นขอ้ มูล อภปิ ราย และสรุปการคายนา้ ของพชื ๔. สบื คน้ ข้อมลู อภปิ ราย และสรปุ การคายน้าของพชื รวมถึงปจั จัยท่มี ผี ลตอ่ อตั ราการคายนา้ ของพืช ๕. สบื ค้นขอ้ มูล อภิปราย และสรปุ การลาเลยี งน้า ธาตอุ าหาร และสารอาหารของพชื ๖. สบื ค้นขอ้ มลู วิเคราะหแ์ ละสรุปผลการคน้ คว้าของนกั วทิ ยาศาสตร์ในอดตี จนถงึ ปัจจบุ ันเก่ียวกบั กระบวนการ สงั เคราะหด์ ้วยแสง ๗. สืบคน้ อภิปรายและสรุปขั้นตอนกระบวนการสังเคราะห์ดว้ ยแสงและโฟโตเรสไพเรชัน ๘. สืบค้น อภปิ รายและเปรียบเทียบกลไกลเพ่มิ ความเขม้ ข้นของคาร์บอนไดออกไซด์ในพืช C๔ และพชื ซี เอ เอม็ ๙. สบื ค้นขอมูล สารวจตรวจสอบ วเิ คราะห์และอภปิ รายเก่ียวกบั ปจั จัยบางประการทมี่ ีผลตอ่ อตั ราการสงั เคราะห์ ด้วยแสง ๑๐. สารวจตรวจสอบโครงสรา้ งและหน้าทข่ี องดอก ๑๑. อธิบายการสร้างเซลลส์ บื พันธุข์ องพชื ดอก ๑๒. สารวจตรวจสอบและสรุปการเกิด ชนิด ส่วนประกอบของผลและเมลด็ รวมถึงปจั จัยตา่ ง ๆ ในการงอกของ เมลด็ ๑๓. ทดลอง และวเิ คราะห์การวัดการเจริญเติบโตของพืช ๑๔. วิเคราะห์และอภปิ รายเก่ียวกบั อิทธิพลของสารควบคุมการเจริญเตบิ โตท่ีมผี ลตอ่ สว่ นตา่ งๆของพืช ๑๕. สืบคน้ ข้อมูล ทดลอง อภปิ ราย และสรปุ เกยี่ วกับชนดิ และหนา้ ท่ขี องฮอร์โมนพืช รวมทง้ั หมด ๑๕ ผลการเรียนรู้

352 รายวิชา ชีววิทยา๓ โครงสรา้ งรายวชิ าเพม่ิ เตมิ ช้ันมัธยมศกึ ษาปีที่ ๕ ภาคเรียนที่ ๑ รหสั วชิ า ว๓๐๒๔๓ เวลา ๖๐ ชัว่ โมง/ภาคเรียน จานวน ๑.๕ หนว่ ยกิต กลมุ่ สาระการเรยี นรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ลาดบั ที่ ช่ือหนว่ ยการเรียนรู้ ผลการ สาระสาคัญ เวลา นา้ หนกั ๑ โครงสรา้ งและหนา้ ทข่ี อง เรียนรู้ (ชัว่ โมง) คะแนน ๑-๕ เนื้อเยือ่ พืช พืชมดี อก เน้อื เยื่อเจรญิ ๑๐ ๒๕ ๖-๙ เนื้อเยอ่ื ถาวร ๒ การสังเคราะหด์ ้วยแสง อวัยวะและหนา้ ท่ขี องอวยั วะของพืช ๒๐ ๒๕ โครงสร้างแลหน้าท่ขี องราก โครงสร้างและหน้าท่ขี องลาตน้ โครงสร้างแลหนา้ ทข่ี องใบ การแลกเปลยี่ นแกส๊ และการคายนา้ ของพืช การลาเลียงนา้ ของพชื การลาเลียงสารอาหารของพชื การลาเลียงอาหารของพชื การเคล่อื นยา้ ยอาหารในพืช กระบวนการลาเลียงอาหาร การค้นควา้ ท่เี กยี่ วข้องกับการสังเคราะห์ด้วยแสง กระบวนการสังเคราะห์ด้วยแสง ๒.๑ โครงสร้างของคลอโรพลาสต์ ๒.๒ สารสใี นปฏิกริ ยิ าแสง ๒.๓ ปฏิกิริยาแสง ๒.๔ การตรงึ คาร์บอนไดออกไซด์ โฟโตเ้ รสไปเรชัน กลไกการเพิ่มความเข้มข้นของคาร์บอนไดออกไซด์ในพืช C๔ กลไกการเพมิ่ ความเขม้ ข้นของคารบ์ อนไดออกไซด์ในพืช CAM โครงสรา้ งของใบพชื C๓ และพชื C๔ วฎั จักรคารบ์ อนของพืช C๔ ปัจจยั บางประการท่ีมผี ลตอ่ อัตราการสังเคราะห์ดว้ ยแสง ๖.๑ แสงและความเขม้ ของแสง ๖.๒ คาร์บอนไดออกไซด์ ๖.๓ อณุ หภมู ิ ๖.๔ อายใุ บ ๖.๕ ปริมาณนา้ ท่พี ชื ไดร้ ับ ๖.๖ สารอาหาร

353 ลาดับท่ี ช่อื หนว่ ยการเรียนรู้ ผลการ สาระสาคญั เวลา น้าหนกั เรียนรู้ (ชวั่ โมง) คะแนน ๓ การสืบพนั ธุ์ของพชื มดี อก การปรับตวั ของพืชเพอ่ื รบั แสง และการเจรญิ เติบโต ๑๐-๑๓ การปรบั โครงสร้างของใบเพอื่ รบั แสง ๒๐ ๓๐ การปรบั ทิศทางของใบเพื่อรบั แสง การปรบั ตัวโดยการจดั เรียงใบเพอื่ แขง่ ขันในการรบั แสงของพืชที่ ขึ้นในบรเิ วณเดียวกัน วฏั จกั รชวี ิตและการสบื พนั ธแุ์ บบอาศัยเพศของพืชมีดอก โครงสร้างของดอกของการสรา้ งสปอร์ เรณู ถุงเอมบรโิ อ การสร้างเซลลส์ บื พนั ธแ์ุ ละการปฏสิ นธิ ผลและเมลด็ การงอกของเมล็ด การสบื พนั ธแุ์ บบไม่อาศัยเพศของพชื มีดอกและการขยายพันธ์ุ พืช การวัดการเจรญิ เติบโต ๔ การควบคมุ การ ๑๔-๑๕ สารควบคุมการเจริญเติบโตของพืช ๑๐ ๒๐ ๖๐ ๑๐๐ เจรญิ เตบิ โตของพืชและ การตอบสนองของพชื ต่อสิ่งแวดล้อม การตอบสนองของพืช รวมตลอดภาคเรยี น

354 รายวชิ า ชวี วทิ ยา๔ คาอธบิ ายรายวิชาเพ่ิมเติม ชน้ั มธั ยมศึกษาปที ี่ ๕ ภาคเรียนที่ ๒ รหสั วิชา ว๓๐๒๔๔ เวลา ๖๐ ช่วั โมง/ภาคเรยี น จานวน ๑.๕ หน่วยกิต กลุม่ สาระการเรียนร้วู ทิ ยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี ศกึ ษา วิเคราะห์ อธบิ ายและนาเสนอ โครงสรา้ งและกระบวนการย่อยอาหารของสัตว์และมนษุ ย์ การหายใจและ การแลกเปล่ยี นแก๊สการลาเลยี งสารและการหมนุ เวยี นเลือด ภมู คิ ุ้มกนั ของรา่ งกาย การขบั ถ่ายและการกาจัดของเสยี ออกนอก รา่ งกายโดยหน่วยไต โดยใชก้ ระบวนการทางวทิ ยาศาสตร์ การสบื เสาะหาความรู้ การสารวจตรวจสอบ การสงั เกต การสบื ค้นขอ้ มูล การอภิปราย เพอ่ื ให้เกิด ความรู้ ความคิด ความเขา้ ใจ สามารถสอื่ สารส่งิ ท่เี รียนรู้ มีความสามารถในการตัดสินใจ นาความรไู้ ป ใชป้ ระโยชนใ์ นชีวิตประจาวนั มีจติ วิทยาศาสตร์ จรยิ ธรรม คุณธรรม และคา่ นิยมที่เหมาะสม บนพนื้ ฐานหลกั ปรัชญาของ เศรษฐกิจพอเพียง ผลการเรยี นรู้ ๑. สบื คน้ ข้อมลู อธบิ าย และเปรยี บเทียบโครงสร้างและกระบวนการย่อยอาหารของสัตว์ท่ีไม่มที างเดนิ อาหาร สตั วท์ ีม่ ที างเดินอาหารแบบไม่สมบรู ณ์ และสัตวท์ มี่ ีทางเดนิ อาหารแบบสมบูรณ์ ๒. สังเกต อธิบาย การกินอาหารของไฮดราและพลานาเรยี ๓. อธบิ ายเกย่ี วกับโครงสร้าง หนา้ ท่ี และกระบวนการยอ่ ยอาหาร และการดดู ซึมสารอาหารภายในระบบยอ่ ยอาหาร ของมนษุ ย์ ๔. สืบคน้ ข้อมูล อธิบาย และเปรยี บเทยี บโครงสรา้ งท่ีทาหน้าทแี่ ลกเปลยี่ นแกส๊ ของฟองนา้ ไฮดรา พลานาเรยี ไส้เดือนดิน แมลง ปลา กบ และนก ๕. สงั เกต และอธิบายโครงสร้างของปอดในสัตว์เลยี้ งลกู ด้วยน้านม ๖. สบื ค้นข้อมูล อธบิ ายโครงสรา้ งทใี่ ชใ้ นการแลกเปล่ยี นแก๊ส และกระบวนการแลกเปล่ยี นแกส๊ ของมนษุ ย์ ๗. อธบิ ายการทางานของปอด และทดลองวดั ปรมิ าตรของอากาศในการหายใจออกของมนษุ ย์ ๘. สืบค้นขอ้ มูล อธบิ าย และเปรยี บเทยี บระบบหมนุ เวยี นเลือดแบบเปดิ และระบบหมุนเวียนเลอื ดแบบปดิ ๙. สงั เกต และอธิบายทิศทางการไหลของเลอื ดและการเคลอ่ื นท่ีของเซลลเ์ มด็ เลอื ดในหางปลาและสรุปความสมั พันธ์ ระหว่างขนาดของหลอดเลือดกับความเรว็ ในการไหลของเลอื ด ๑๐. อธิบายโครงสร้างและการทางานของหัวใจและหลอดเลอื ดในมนษุ ย์ ๑๑. สงั เกต และอธิบายโครงสร้างหัวใจของสตั ว์เลย้ี งลกู ดว้ ยนา้ นม ทศิ ทางการไหลของเลอื ดผา่ นหัวใจของมนษุ ย์ และเขียนแผนผังสรุปการหมุนเวียนเลือดของมนุษย์ ๑๒. สืบค้นขอ้ มลู ระบคุ วามแตกต่างของเซลล์เม็ดเลือดแดง เซลล์เมด็ เลือดขาวเพลตเลต และพลาสมา ๑๓. อธิบายหมู่เลือดและหลกั การให้และรบั เลือดในระบบ ABO และระบบ Rh ๑๔. อธบิ าย และสรปุ เกี่ยวกบั ส่วนประกอบและหนา้ ทข่ี องน้าเหลอื ง รวมท้ังโครงสรา้ งและหนา้ ท่ีของหลอด น้าเหลอื ง และต่อมน้าเหลือง ๑๕. สบื ค้นข้อมูล อธิบาย และเปรยี บเทียบกลไกการต่อต้านหรอื ทาลายสิง่ แปลกปลอมแบบไมจ่ าเพาะและแบบ จาเพาะ ๑๖. สืบคน้ ขอ้ มลู อธบิ ายและเปรยี บเทียบการสรา้ งภมู คิ ุ้มกันกอ่ เองและภมู คิ ุ้มกันรบั มา ๑๗. สบื คน้ ขอ้ มูล และอธบิ ายเกย่ี วกบั ความผิดปกตขิ องระบบภูมิคุ้มกันทีท่ าใหเ้ กดิ เอดส์ ภูมิแพก้ ารสรา้ งภมู ิ ตา้ นทานต่อเนอื้ เยอ่ื ตนเอง ๑๘. สบื คน้ ขอ้ มูล อธบิ าย และเปรียบเทยี บโครงสรา้ งและหนา้ ท่ีในการกาจัดของเสยี ออกจากร่างกายของฟองน้า ไฮดรา พลานาเรียไส้เดอื นดิน แมลง และสตั วม์ ีกระดูกสันหลงั ๑๙. อธิบายโครงสรา้ งและหนา้ ทขี่ องไต และโครงสรา้ งทีใ่ ชล้ าเลียงปสั สาวะออกจากรา่ งกาย ๒๐. อธิบายกลไกการทางานของหนว่ ยไต ในการกาจัดของเสยี ออกจากร่างกาย และเขยี นแผนผังสรุปขนั้ ตอนการ

355 กาจัดของเสยี ออกจากร่างกายโดยหนว่ ยไต ๒๑. สืบคน้ ขอ้ มลู อธิบาย และยกตัวอยา่ งเกี่ยวกับความผิดปกตขิ องไตอนั เน่อื งมาจากโรคตา่ ง ๆ รวมท้ังหมด ๒๑ ผลการเรียนรู้

356 รายวิชา ชวี วทิ ยา๔ โครงสร้างรายวิชาเพิม่ เตมิ ชัน้ มัธยมศกึ ษาปที ่ี ๕ ภาคเรยี นท่ี ๒ รหัสวิชา ว๓๐๔๔ เวลา ๖๐ ช่ัวโมง/ภาคเรียน จานวน ๑.๕ หน่วยกิต กลมุ่ สาระการเรียนรู้วิทยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี ลาดับท่ี ช่อื หนว่ ยการเรยี นรู้ ผลการ สาระสาคญั เวลา น้าหนกั เรียนรู้ (ช่ัวโมง) คะแนน ๑ ระบบยอ่ ยอาหารของสัตว์ ๑-๒ • รา มกี ารปลอ่ ยเอนไซมอ์ อกมาย่อยอาหารนอกเซลล์ สว่ น ๕ ๑๐ และมนษุ ย์ อะมีบาและพารามเี ซียมมกี ารย่อยอาหารภายในฟูดแวคิวโอล โดยเอนไซมใ์ นไลโซโซม • ฟองนา้ ไม่มีทางเดนิ อาหารแต่จะมีเซลลพ์ เิ ศษทาหนา้ ทจี่ บั อาหารเขา้ สู่เซลลแ์ ลว้ ย่อยภายในเซลลโ์ ดยเอนไซมใ์ นไลโซโซม • ไฮดราและพลานาเรีย มีทางเดนิ อาหารแบบไม่สมบรู ณ์ จะกนิ อาหารและขบั กากอาหารออกทางเดยี วกัน • ไส้เดอื นดิน แมลง สัตวไ์ ม่มีกระดูกสนั หลงั สว่ นใหญแ่ ละสตั วม์ ี กระดกู สันหลังจะมที างเดินอาหารแบบสมบรู ณ์ ๓ • การย่อยอาหารของมนุษยป์ ระกอบด้วย การย่อยเชงิ กลโดย ๑๐ ๑๕ การบดอาหารใหม้ ีขนาดเล็กลง และการย่อยทางเคมโี ดยอาศยั เอนไซมใ์ นทางเดินอาหาร ทาให้โมเลกลุ ของอาหารมีขนาดเลก็ จนเซลลส์ ามารถดดู ซึมและนาไปใช้ได้ • การย่อยอาหารของมนษุ ยเ์ กดิ ขน้ึ ท่ชี อ่ งปากกระเพาะอาหาร และลาไส้เล็ก • สารอาหารทย่ี ่อยแล้ว วิตามินบางชนดิ และธาตอุ าหารจะถูก ดดู ซึมท่วี ลิ ลัสเขา้ ส่หู ลอดเลอื ดฝอยแล้วผา่ นตับก่อนเข้าสู่หวั ใจ สว่ นสารอาหารประเภทลิพดิ และวิตามินท่ลี ะลายในไขมัน จะถูกดดู ซึมเขา้ สหู่ ลอดนา้ เหลอื งฝอย • อาหารท่ไี ม่ถกู ย่อยหรอื ย่อยไม่ไดจ้ ะเคลื่อนต่อไปยงั ลาไส้ใหญ่ น้า ธาตอุ าหาร และวติ ามนิ บางส่วนดดู ซมึ เข้าสผู่ นังลาไส้ใหญ่ ที่ เหลือเป็นกากอาหารจะถูกกาจัดออกทางทวารหนกั ๒ การหายใจและการ ๔-๕ • ไส้เดือนดินมกี ารแลกเปลย่ี นแก๊สผ่านเซลล์บรเิ วณผวิ หนงั ท่ี ๕ ๑๐ แลกเปลย่ี นแกส๊ เปียกช้ืน • แมลงมกี ารแลกเปล่ยี นแกส๊ โดยผ่านทางทอ่ ลมซึ่งแตกแขนง เป็นท่อลมฝอย • ปลาเปน็ สัตว์นา้ มกี ารแลกเปลย่ี นแกส๊ ทีล่ ะลายอยใู่ นน้าผ่าน เหงอื ก • สตั วส์ ะเทนิ นา้ สะเทินบกใช้ปอดและผวิ หนังในการแลกเปลย่ี น แก๊ส

357 ลาดบั ที่ ชอื่ หน่วยการเรยี นรู้ ผลการ สาระสาคัญ เวลา นา้ หนกั ๓ ระบบหมนุ เวียนเลอื ด เรียนรู้ (ชว่ั โมง) คะแนน ๖-๗ • สตั วเ์ ลือ้ ยคลาน สัตว์ปกี และสัตวเ์ ลีย้ งลกู ดว้ ยน้านมอาศัยปอด ในการแลกเปล่ียนแกส๊ ๑๐ ๑๕ ๘-๙ • ทางเดนิ หายใจของมนษุ ยป์ ระกอบดว้ ย ช่องจมกู โพรงจมกู คอ หอย กล่องเสยี ง ท่อลม หลอดลมและถุงลมในปอด ๕ ๕ ๑๐-๑๓ • ปอดเปน็ บรเิ วณที่มีการแลกเปลีย่ นแกส๊ ระหว่างถุงลมกับหลอด ๕ ๑๐ เลอื ดฝอย และบรเิ วณเซลล์ของเนื้อเยือ่ ตา่ ง ๆ มกี ารแลกเปลีย่ น แก๊ส โดยการแพร่ผา่ นหลอดเลือดฝอยเชน่ กัน • การหายใจเข้าและการหายใจออกเกิดจากการเปล่ยี นแปลง ความดันของอากาศภายในปอดโดยการทางานรว่ มกันของ กลา้ มเนือ้ กะบังลมและกลา้ มเนื้อระหวา่ งกระดูกซ่โี ครง และ ควบคุมโดยสมองสว่ นพอนส์และเมดลั ลาออบลองกาตา • ส่งิ มชี ีวติ เซลลเ์ ดยี วและสตั ว์ท่มี ีโครงสร้างร่างกายไม่ซับซอ้ นมี การลาเลียงสารต่าง ๆ โดยการแพรร่ ะหว่างเซลลก์ บั สง่ิ แวดล้อม • สัตว์ท่ีมีโครงสรา้ งรา่ งกายซบั ซอ้ นจะมกี ารลาเลยี งสารโดย ระบบหมนุ เวยี นเลอื ด ซง่ึ ประกอบดว้ ยหัวใจ หลอดเลอื ด และ เลือด • ระบบหมุนเวยี นเลอื ดมี ๒ แบบ คอื ระบบหมนุ เวยี นเลือดแบบ เปดิ และระบบหมุนเวยี นเลือดแบบปิด • ระบบหมุนเวยี นเลือดแบบเปดิ พบในสตั ว์จาพวกหอย แมลง กุ้ง ส่วนระบบหมุนเวยี นเลือดแบบปดิ พบในไส้เดอื นดนิ และสัตว์มี กระดกู สนั หลงั • ระบบหมุนเวยี นเลอื ดของมนษุ ย์ ประกอบด้วยหัวใจ หลอด เลือด และเลอื ด ซึ่งเลอื ดไหลเวียนอยู่เฉพาะในหลอดเลือด • หัวใจมีเอเตรยี มทาหน้าที่รบั เลอื ดเขา้ สหู่ วั ใจ และเวนตรเิ คิลทา หนา้ ทสี่ ูบฉดี เลือดออกจากหวั ใจโดยมีลิน้ กั้นระหว่างเอเตรียมกบั เวนตรเิ คิล และระหว่างเวนตรเิ คลิ กับหลอดเลอื ดที่นาเลอื ด ออกจากหัวใจ • เลอื ดออกจากหวั ใจทางหลอดเลอื ดเอออตาร์อาร์เตอรี อารเ์ ต อริโอล หลอดเลอื ดฝอย เวนูล เวนและเวนาคาวา แล้วเข้าสู่ หวั ใจ • ขณะทห่ี ัวใจบีบตัวสูบฉีดเลือด ทาให้เกิดความดันเลอื ดและชีพ จร สภาพการทางานของร่างกาย อายุ และเพศของมนุษย์ เปน็ ปจั จยั ที่มผี ลต่อความดนั เลอื ดและชพี จร • เลือดมนุษยป์ ระกอบด้วยเซลล์เม็ดเลอื ดชนดิ ตา่ ง ๆเพลตเลต และพลาสมา ซึ่งทาหนา้ ท่ีแตกต่างกัน• หมเู่ ลือดของมนษุ ย์ จาแนกตามระบบ ABO ไดเ้ ปน็ เลอื ดหมู่ A B AB และ O ซงึ่ เรยี กชื่อตามชนดิ ของแอนตเิ จนทีเ่ ยื่อหุม้ เซลลเ์ ม็ดเลอื ดแดง และจาแนกตามระบบ Rh ได้เป็น เลือดหมู่ Rh+และ Rh- การให้ และรบั เลอื ดมีหลกั วา่ แอนติเจนของผใู้ ห้ต้องไม่ตรงกับ แอนตบิ อดขี องผู้รับ และการให้และรบั เลือดท่เี หมาะสมทส่ี ดุ คือ ผ้ใู ห้และผรู้ บั ควรมเี ลอื ดหมู่ตรงกัน

358 ลาดับที่ ชอ่ื หน่วยการเรยี นรู้ ผลการ สาระสาคญั เวลา น้าหนกั เรียนรู้ (ชว่ั โมง) คะแนน ๑๔ • ของเหลวท่ีซึมผ่านผนังหลอดเลือดฝอยออกมาอยู่ระหวา่ งเซลล์ เรยี กวา่ นา้ เหลือง ทาหน้าทหี่ ล่อเลีย้ งเซลลแ์ ละสามารถแพร่เข้า ๕ ๑๐ ๑๕-๑๗ สหู่ ลอดน้าเหลอื งฝอย ซง่ึ ต่อมาหลอดนา้ เหลืองฝอยจะรวมกันมี ขนาดใหญข่ ้ึนและเปดิ เขา้ สรู่ ะบบหมนุ เวียนเลอื ดท่หี ลอดเลอื ด ๕ ๑๐ เวนใกลห้ วั ใจ • ระบบนา้ เหลืองประกอบดว้ ย น้าเหลอื งหลอดน้าเหลอื ง และ ตอ่ มน้าเหลือง โดยทาหนา้ ทีน่ าน้าเหลืองกลับเขา้ สรู่ ะบบ หมนุ เวียนเลือดตอ่ มน้าเหลอื งเป็นท่ีอยูข่ องเซลล์เม็ดเลอื ดขาว ทาหนา้ ทีท่ าลายสิง่ แปลกปลอมทลี่ าเลียงมากับนา้ เหลอื ง • กลไกท่ีรา่ งกายต่อต้านหรอื ทาลายส่งิ แปลกปลอมมอี ยู่ ๒ แบบ คือ แบบจาเพาะและแบบไม่จาเพาะ • ตอ่ มไขมัน ตอ่ มเหง่อื ทผี่ วิ หนงั ชว่ ยปอู งกันและยบั ยง้ั การเจรญิ ของจลุ ินทรีย์บางชนิด และเมื่อเชือ้ โรคหรือส่ิงแปลกปลอมเข้าสู่ รา่ งกาย เซลล์เมด็ เลอื ดขาวชนดิ นวิ โทรฟลิ และโมโนไซต์ จะมกี ารต่อตา้ นและทาลายสง่ิ แปลกปลอมโดยกระบวนการฟา โกไซโทซสิ ส่วนอโี อซิโนฟลิ เกีย่ วข้องกับการทาลายปรสิต เบ โซฟลิ เกีย่ วขอ้ งกบั ปฏกิ ิริยาการแพ้ ซึง่ เปน็ การต่อต้านหรอื ทาลายสง่ิ แปลกปลอมแบบไม่จาเพาะ • การตอ่ ต้านหรอื ทาลายสงิ่ แปลกปลอมแบบจาเพาะจะ เกย่ี วขอ้ งกบั การทางานของลิมโฟไซต์ชนดิ เซลลบ์ แี ละเซลล์ที • อวัยวะท่ีเกยี่ วข้องกบั การสรา้ งและตอบสนองของลิมโฟไซต์ ประกอบดว้ ย ตอ่ มน้าเหลอื ง ทอนซิลม้าม ไทมสั และเนอ้ื เยือ่ นา้ เหลืองทผี่ นังลาไส้เล็ก • การสรา้ งภมู คิ ุ้มกนั แบบจาเพาะของร่างกาย มี๒ แบบ คือ ภูมิคมุ้ กนั ก่อเองและภูมคิ มุ้ กนั รับมา • การไดร้ ับวัคซีนหรอื ทอกซอยดเ์ ป็นตวั อย่างของภมู ิคุ้มกนั ก่อ เอง โดยการกระตนุ้ ให้ร่างกายสรา้ งภมู คิ ุ้มกันขน้ึ ดว้ ยวธิ กี ารให้ สารท่ีเปน็ แอนติเจนเข้าสูร่ ่างกาย ส่วนภมู คิ มุ้ กนั รับมาเปน็ การรบั แอนติบอดีโดยตรง เชน่ การได้รับซีรัม การได้รับน้านมแม่ • เอดส์ ภูมิแพ้ และการสรา้ งภมู ิตา้ นทานตอ่ เน้อื เย่อื ตนเอง เปน็ ตัวอย่างของอาการที่เกดิ จากระบบภมู ิคุม้ กันของรา่ งกายที่ ทางานผดิ ปกติ

359 ลาดบั ที่ ชื่อหนว่ ยการเรยี นรู้ ผลการ สาระสาคัญ เวลา น้าหนัก ๔ ระบบขบั ถา่ ย เรยี นรู้ (ช่ัวโมง) คะแนน ๑๘ • อะมบี า และพารามเี ซียมเป็นสงิ่ มชี ีวิตเซลล์เดยี วทมี่ คี อนแทรก ไทลแ์ วควิ โอลทาหนา้ ทใ่ี นการกาจดั และรักษาดลุ ยภาพของน้า ๕ ๕ ๑๙-๒๑ และแร่ธาตใุ นเซลล์ • ฟองนา้ และไฮดรามีเซลลส์ ่วนใหญส่ ัมผสั กบั นา้ โดยตรง ของ ๕ ๑๐ เสียจงึ ถกู กาจัดออกโดยการแพร่สสู่ ภาพแวดลอ้ ม • พลานาเรยี ใชเ้ ฟลมเซลล์ซึง่ กระจายอยู่ ๒ ขา้ งตลอดความยาว ของลาตวั ทาหน้าทข่ี ับถา่ ยของเสีย • ไส้เดือนดินใชเ้ นฟรเิ ดียม แมลงใช้มลั พิเกยี นทวิ บลู และสัตวม์ ี กระดกู สันหลงั ใชไ้ ตในการขบั ถา่ ยของเสยี • ไตเป็นอวัยวะที่ทาหน้าที่เกี่ยวกบั การขบั ถ่ายและรกั ษาดุลย ภาพของนา้ และแรธ่ าตุในร่างกาย • ไตประกอบด้วยบรเิ วณส่วนนอก ท่ีเรียกว่าคอร์เทก็ ซ์ และ บรเิ วณสว่ นใน ทเ่ี รยี กวา่ เมดัลลาและบรเิ วณสว่ นปลายของ เมดัลลาจะย่นื เข้าไปจรดกบั ส่วนท่เี ปน็ โพรงเรียกว่า กรวยไต โดยกรวยไตจะตอ่ กบั ทอ่ ไตซง่ึ ทาหนา้ ท่ีลาเลียงปัสสาวะไปเกบ็ ไว้ ทีก่ ระเพาะปสั สาวะเพื่อขบั ถ่ายออกนอกรา่ งกาย • ไตแตล่ ะขา้ งของมนษุ ย์ประกอบดว้ ยหน่วยไตลักษณะเป็นท่อ ปลายข้างหนึ่งเปน็ รปู ถ้วยเรยี กวา่ โบวแ์ มนส์แคปซลู ล้อมรอบ กล่มุ หลอดเลอื ดฝอย ท่ีเรยี กว่า โกลเมอรูลสั • กลไกในการกาจดั ของเสยี ออกจากรา่ งกายประกอบด้วยการ กรอง การดูดกลบั และการหลงั่ สารทเ่ี กินความตอ้ งการออกจาก ร่างกาย • โรคนว่ิ และโรคไตวายเปน็ ตวั อย่างของโรคท่เี กดิ จากความ ผิดปกติของไต ซ่งึ ส่งผลกระทบตอ่ การรักษาดุลยภาพของสารใน รา่ งกาย • นอกจากไตทีท่ าหน้ารกั ษาดุลยภาพของนา้ แร่ธาตแุ ละกรด- เบส ผิวหนงั และระบบหายใจ ยังมีส่วนช่วยในการรกั ษาดลุ ย ภาพเหลา่ น้ดี ว้ ย รวมตลอดภาคเรยี น ๖๐ ๑๐๐

360 รายวิชา ชวี วิทยา๕ คาอธบิ ายรายวชิ าเพ่ิมเติม ชัน้ มธั ยมศกึ ษาปีท่ี ๖ ภาคเรียนที่๑ รหัสวิชา ว๓๐๒๔๕ เวลา ๖๐ ช่ัวโมง/ภาคเรียน จานวน ๑.๕ หน่วยกิต กลุม่ สาระการเรยี นรู้วทิ ยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี ศกึ ษา วเิ คราะห์ อธิบายและนาเสนอ เกย่ี วกับระบบประสาทและอวัยวะรับความรู้สึก การรับรู้และการ ตอบสนองของสง่ิ มีชวี ิตเซลลเ์ ดียวของสัตวแ์ ละมนษุ ย์ เซลลป์ ระสาทและการทางานของเซลลป์ ระสาท และการทางานของ เซลล์ สมองและไขสนั หลงั ท่ีเป็นศูนยค์ วบคุมระบบประสาท การทางานของระบบประสาทโซมาติก และระบบประสาทอตั โน วัติ โครงสร้างและการทางานของอวยั วะรบั ความรูส้ ึกทเ่ี กยี่ วกบั นยั น์ตากบั การมองเหน็ หกู ับการได้ยิน จมูกกบั การดมกลิ่น ล้นิ กับการรบั รส และผวิ หนงั กบั การรับความรู้สกึ การเคลอ่ื นท่ขี องสัตว์ การทาหน้าที่ของกระดกู และกลา้ มเนือ้ ทีเ่ กย่ี วขอ้ งกับ การเคลื่อนไหวและการเคล่ือนทข่ี องมนุษย์ อธิบายและยกตัวอยา่ งการสืบพันธุ์แบบไม่อาศัยเพศและแบบอาศัยเพศ การ เจรญิ เตบิ โตของสัตว์ ระบบต่อมไร้ท่อ โครงสรา้ งและการทางานของตอ่ มไรท้ ่อ ฮอรโ์ มนจากตอ่ มไร้ท่อและอวัยวะที่สาคัญ การรักษาดุลยภาพของรา่ งกายดว้ ยฮอร์โมนและฟีโรโมนในสตั ว์ ศึกษาพฤติกรรมของสตั ว์ กลไกการเกิดพฤติกรรมของสัตว์ พฤตกิ รรมเป็นมาแตก่ าเนดิ และพฤตกิ รรมการเรยี นรู้ ความสัมพันธ์ระหวา่ งพฤติกรรมกับพฒั นาการของระบบประสาท การ สอื่ สารระหวา่ งสตั วโ์ ดยการใช้เสยี ง ท่าทาง และสารเคมี โดยใช้กระบวนการทางวิทยาศาสตร์ การสบื เสาะหาความรู้ การสารวจตรวจสอบ การสังเกต การสืบค้นข้อมูล การอภิปราย เพ่ือใหเ้ กดิ ความรู้ ความคิด ความเข้าใจ สามารถสอื่ สารสิ่งที่เรียนรู้ มีความสามารถในการตดั สินใจ นาความร้ไู ป ใช้ประโยชนใ์ นชีวติ ประจาวัน มจี ติ วิทยาศาสตร์ จรยิ ธรรม คณุ ธรรม และคา่ นยิ มทีเ่ หมาะสม บนพ้ืนฐานหลกั ปรัชญาของ เศรษฐกจิ พอเพียง ผลการเรียนรู้ ๑. สบื คน้ ขอ้ มูล อธิบาย และเปรียบเทยี บโครงสร้างและหน้าท่ีของระบบประสาทของไฮดราพลานาเรยี ไส้เดือนดนิ กุ้ง หอย แมลงและสัตวม์ กี ระดกู สนั หลงั ๒. อธบิ ายเกี่ยวกับโครงสรา้ งและหนา้ ทีข่ องเซลลป์ ระสาท ๓. อธิบายเกีย่ วกับการเปล่ียนแปลงของศกั ยไ์ ฟฟูาทเ่ี ย่ือห้มุ เซลลข์ องเซลล์ประสาท และกลไกการถา่ ยทอดกระแส ประสาท ๔. อธิบาย และสรุปเกีย่ วกับโครงสรา้ งของระบบประสาทสว่ นกลางและระบบประสาทรอบนอก ๕. สบื คน้ ขอ้ มูล อธบิ ายโครงสรา้ งและหน้าท่ขี องส่วนต่าง ๆ ในสมองส่วนหน้า สมองสว่ นกลางสมองส่วนหลัง และ ไขสนั หลัง ๖. สืบคน้ ข้อมลู อธิบาย เปรียบเทยี บ และยกตวั อย่างการทางานของระบบประสาทโซมาติก และระบบประสาทอัต โนวตั ิ ๗. สบื ค้นข้อมลู อธบิ ายโครงสรา้ งและหนา้ ท่ขี องตา หู จมกู ลน้ิ และผวิ หนังของมนษุ ย์ ยกตวั อย่างโรคตา่ ง ๆ ท่ี เกยี่ วข้อง และบอกแนวทางในการดูแลปูองกัน และรกั ษา ๘. สังเกต และอธิบายการหาตาแหนง่ ของจดุ บอดโฟเวีย และความไวในการรับสมั ผัสของผวิ หนัง ๙. สืบคน้ ขอ้ มลู อธบิ าย และเปรยี บเทียบโครงสร้างและหน้าท่ีของอวัยวะทเ่ี กย่ี วข้องกับการเคลอื่ นที่ของแมงกะพรุน หมึก ดาวทะเล ไส้เดือนดินแมลง ปลา และนก ๑๐. สืบค้นข้อมูล และอธบิ ายโครงสรา้ งและหน้าที่ของกระดูกและกลา้ มเนอ้ื ทเี่ กย่ี วขอ้ งกับการเคล่ือนไหวและการ เคลอื่ นท่ีของมนุษย์ ๑๑. สังเกต และอธิบายการทางานของขอ้ ต่อชนิดต่าง ๆ และการทางานของกล้ามเน้อื โครงร่างที่เกยี่ วข้องกับการ เคลือ่ นไหวและการเคลือ่ นทขี่ องมนษุ ย์ ๑๒. สบื ค้นขอ้ มูล อธบิ าย และยกตวั อย่างการสืบพนั ธุแ์ บบไมอ่ าศัยเพศและการสบื พันธแุ์ บบอาศยั เพศในสัตว์

361 ๑๓. สืบค้นขอ้ มลู อธบิ ายโครงสร้างและหน้าทข่ี องอวัยวะในระบบสบื พันธเุ์ พศชายและระบบสืบพันธเ์ุ พศหญิง ๑๔. อธิบายกระบวนการสร้างสเปิรม์ กระบวนการสร้างเซลล์ไข่ และการปฏสิ นธิในมนุษย์ ๑๕. อธิบายการเจริญเติบโตระยะเอม็ บรโิ อและระยะหลงั เอ็มบรโิ อของกบ ไก่ และมนษุ ย์ ๑๖. สบื คน้ ขอ้ มลู อธบิ าย และเขียนแผนผังสรุปหนา้ ที่ของฮอร์โมนจากต่อมไร้ท่อและเนอื้ เยือ่ ท่สี ร้างฮอร์โมน ๑๗. สืบค้นขอ้ มูล อธิบาย เปรียบเทียบ และยกตัวอยา่ งพฤตกิ รรมท่ีเป็นมาแต่กาเนดิ และพฤตกิ รรมทเ่ี กดิ จากการเรยี นรู้ ของสตั ว์ ๑๘. สบื คน้ ข้อมูล อธบิ าย และยกตัวอย่างความสัมพนั ธ์ระหวา่ งพฤติกรรมกบั วิวฒั นาการของระบบประสาท ๑๙. สบื คน้ ขอ้ มูล อธบิ าย และยกตัวอยา่ งการส่ือสารระหว่างสตั วท์ ที่ าให้สตั ว์แสดงพฤติกรรม รวมทงั้ หมด ๑๙ ผลการเรยี นรู้

362 รายวิชา ชวี วิทยา๕ โครงสร้างรายวิชาเพมิ่ เตมิ ช้ันมัธยมศกึ ษาปีท่ี ๖ ภาคเรยี นที่ ๑ รหสั วิชา ว๓๐๔๕ เวลา ๖๐ ชั่วโมง/ภาคเรยี น จานวน ๑.๕ หน่วยกิต กล่มุ สาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ลาดับที่ ช่อื หนว่ ยการเรียนรู้ ผลการ สาระสาคญั เวลา นา้ หนกั คะแนน 1 ระบบประสาทและ เรยี นรู้ (ชั่วโมง) อวัยวะรับความรสู้ ึก 10 1-3 • สตั วส์ ่วนใหญม่ รี ะบบประสาททาให้สามารถรับร้แู ละตอบสนองตอ่ 5 10 สิ่งเร้าได้ เช่น ไฮดรา มีรา่ งแหประสาท พลานาเรยี ไส้เดอื นดนิ กงุ้ หอย และแมลงมปี มประสาทและเสน้ ประสาท สว่ นสัตวม์ กี ระดกู สนั หลัง มสี มอง ไขสันหลงั ปมประสาทและเส้นประสาท • หนว่ ยทางานของระบบประสาท คือ เซลล์ประสาท ซ่งึ ประกอบดว้ ยตัวเซลล์ และเสน้ ใยประสาททที่ าหน้าท่ีรบั และสง่ กระแสประสาทเรียกว่า เดนไดรต์และแอกซอน ตามลาดับ • เซลลป์ ระสาทจาแนกตามหนา้ ที่ ได้เปน็ เซลลป์ ระสาทรับความรู้สกึ เซลล์ประสาทสัง่ การและเซลล์ประสาทประสานงาน • เซลล์ประสาทจาแนกตามรูปร่างไดเ้ ปน็ เซลลป์ ระสาทขั้วเดยี ว เซลลป์ ระสาทข้วั เดยี วเทียมเซลล์ประสาทสองขวั้ และเซลล์ประสาท หลายขั้ว • กระแสประสาทเกดิ จากการเปลีย่ นแปลงศกั ย์ไฟฟูาทีเ่ ย่อื หุ้มเซลล์ ของเดนไดรตแ์ ละแอกซอน ทาใหม้ กี ารถ่ายทอดกระแสประสาทจาก เซลลป์ ระสาทไปยังเซลล์ประสาท หรือเซลล์อื่น ๆ ผ่านทางไซแนปส์ • ระบบประสาทของมนุษยแ์ บง่ ไดเ้ ปน็ ๒ ระบบตามตาแหน่งและ โครงสร้าง คือ ระบบประสาทส่วนกลาง ได้แก่ สมองและ ไขสนั หลัง และระบบประสาทรอบนอก ไดแ้ ก่ เสน้ ประสาทสมอง และเสน้ ประสาทไขสนั หลงั 4-6 • สมองแบ่งออกเป็น ๓ สว่ น คือ สมองส่วนหน้าสมองสว่ นกลาง 5 และสมองส่วนหลัง สมองแต่ละส่วนจะควบคมุ การทางานของ ร่างกายแตกต่างกนั โดยมีเสน้ ประสาทท่แี ยกออกจากสมอง ๑๒ คูไ่ ป ยังอวยั วะตา่ ง ๆ ซึ่งบางค่ทู าหนา้ ท่ีรบั ความร้สู กึ เขา้ สสู่ มอง หรือนา คาสงั่ จากสมองไปยังหน่วยปฏบิ ตั ิงาน หรือทาหนา้ ที่ทง้ั สองอยา่ ง • ไขสันหลงั เป็นส่วนทต่ี อ่ จากสมองอยู่ภายในกระดกู สนั หลงั และมี เส้นประสาทแยกออกจากไขสนั หลงั เปน็ คู่ ซ่งึ ทาหนา้ ทปี่ ระมวลผล การตอบสนองโดยไขสันหลงั เช่น การเกดิ รีเฟลก็ ซ์ ชนดิ ต่าง ๆ และ การถ่ายทอดกระแสประสาทระหว่างไขสนั หลังกับสมอง• เสน้ ประสาทไขสันหลงั ทุกคจู่ ะทาหน้าทร่ี ับความร้สู กึ เขา้ สู่ไขสนั หลัง และนาคาส่งั ออกจากไขสนั หลงั • ระบบประสาทรอบนอกส่วนท่สี ่ังการแบ่งเป็นระบบประสาทโซ มาตกิ ซ่ึงควบคมุ การทางานของกลา้ มเนื้อโครงร่าง และระบบ ประสาทอตั โนวัตซิ ึง่ ควบคุมการทางานของกลา้ มเนอ้ื หัวใจกลา้ มเนือ้ เรียบ และต่อมต่าง ๆ

363 ลาดบั ที่ ชอื่ หนว่ ยการเรียนรู้ ผลการ สาระสาคัญ เวลา น้าหนกั คะแนน เรียนรู้ (ช่วั โมง) 10 • ระบบประสาทอตั โนวัติแบง่ การทางานเป็น ๒ ระบบคือ ระบบ ประสาทซิมพาเทตกิ และระบบประสาทพาราซมิ พาเทติก ซ่งึ ส่วน ใหญ่ทางานตรงกันขา้ มเพื่อรกั ษาดลุ ยภาพของกระบวนการตา่ ง ๆ ในรา่ งกาย 7-8 • ตา หู จมกู ลิ้น และผวิ หนงั เปน็ อวัยวะรบั ความร้สู ึกทรี่ ับส่ิงเรา้ ท่ี 10 แตกต่างกนั จึงมีความสาคญั ที่ควรดูแล ปูองกัน และรักษาให้ สามารถทางานไดเ้ ป็นปกติ • ตาประกอบดว้ ย ช้นั สเคลอรา โครอยดแ์ ละเรตนิ าเลนส์ตาเป็น เลนสน์ ูนอยู่ถดั จากกระจกตาทาหนา้ ทีร่ วมแสงจากวตั ถุไปท่ี เรติ นา ซ่ึงประกอบดว้ ย เซลล์รับแสง และเซลล์ประสาทท่ีนากระแส ประสาทสู่สมอง • หูประกอบด้วย ๓ ส่วน คอื หูส่วนนอก หูสว่ นกลางและหูสว่ นใน ภายในหูสว่ นในมคี อเคลยี ซงึ่ ทาหน้าที่รับและเปลย่ี นคลนื่ เสยี งเปน็ กระแสประสาท นอกจากนีย้ ังมเี ซมิเซอรค์ วิ ลาร์แคเเนลทาหนา้ ท่ีรบั รู้ เก่ยี วกับการทรงตัวของรา่ งกาย • จมกู มเี ซลลป์ ระสาทรบั กล่นิ อยภู่ ายในเยือ่ บุจมกู ที่เป็นตัวรบั สารเคมบี างชนดิ แลว้ เกดิ กระแสประสาทส่งไปยงั สมอง • ลน้ิ ทาหน้าท่รี บั รส โดยมีต่มุ รบั รสกระจายอยู่ทวั่ ผิวลิ้นด้านบน ตุ่ม รับรสมเี ซลล์รบั รสอยูภ่ ายใน เม่อื เซลลร์ บั รสถกู กระต้นุ ดว้ ยสารเคมี จะกระตนุ้ เดนไดรต์ของเซลล์ประสาทเกดิ กระแสประสาทสง่ ไปยงั สมอง • ผวิ หนงั มหี น่วยรับสิง่ เร้าหลายชนดิ เชน่ หน่วยรบั สัมผัส หน่วยรับ แรงกด หน่วยรับความเจ็บปวดหน่วยรับอณุ หภูมิ 2 การเคลอ่ื นท่ขี อง 9 • ส่งิ มชี วี ติ เซลล์เดียวบางชนดิ เคลื่อนทโ่ี ดยการไหลของไซโทพลาซมึ 5 10 ส่ิงมชี วี ิต บางชนิดใช้แฟลเจลลัมหรอื ซิเลยี ในการเคล่ือนท่ี • สัตวไ์ ม่มีกระดูกสันหลงั เช่น แมงกะพรนุ เคลอ่ื นทีโ่ ดยอาศยั การหด ตวั ของเนือ้ เยอื่ บรเิ วณขอบกระดง่ิ และแรงดนั นา้ • หมึกเคล่ือนทีโ่ ดยอาศยั การหดตัวของกล้ามเนือ้ บริเวณลาตวั ทาให้ น้าภายในลาตัวพ่นออกมาทางไซฟอน สว่ นดาวทะเลใช้ระบบทอ่ น้า ในการเคล่ือนที่ • ไสเ้ ดือนดนิ มกี ารเคลือ่ นที่ โดยอาศยั การหดตัวและคลายตวั ของ กล้ามเน้ือวงและกลา้ มเนื้อตามยาวซึ่งทางานในสภาวะตรงกนั ข้าม • แมลงเคลื่อนทโี่ ดยใชป้ กี หรือขา ซึง่ มกี ลา้ มเน้อื ภายในเปลือกหุ้ม ทางานในสภาวะตรงกนั ข้าม • สตั วม์ กี ระดกู สันหลัง เชน่ ปลา เคลือ่ นทโ่ี ดยอาศัยการหดตัวและ คลายตัวของกล้ามเน้ือที่ยดึ ติดอยู่กบั กระดูกสนั หลังทัง้ ๒ ขา้ ง ทางานในสภาวะตรงกันขา้ ม และมคี รบี ท่ีอยใู่ นตาแหนง่ ต่าง ๆชว่ ย โบกพัดในการเคลือ่ นที่ สว่ นนกเคลือ่ นท่ีโดยอาศยั การหดตัวและ คลายตัวของกล้ามเนอื้ กดปีกกบั กล้ามเนอ้ื ยกปกี ซ่งึ ทางานในสภาวะ ตรงกันขา้ ม

364 ลาดบั ท่ี ชอ่ื หน่วยการเรยี นรู้ ผลการ สาระสาคัญ เวลา นา้ หนัก 3 เรียนรู้ (ชัว่ โมง) คะแนน การสืบพนั ธแ์ ละการ 10-11 • มนุษย์เคลือ่ นท่ีโดยอาศยั การทางานของกระดูกและกล้ามเนือ้ ซ่ึงยดึ เจริญเติบโต กนั ด้วยเอน็ ยดึ กระดูก 5 10 12 • บริเวณที่กระดกู ต้ังแต่ ๒ ช้ินมาต่อกนั เรียกว่าขอ้ ต่อ และยึดกันดว้ ย เอน็ ยึดข้อ 5 5 13-14 • กระดกู เป็นเนือ้ เย่ือท่ใี ช้ค้าจุนและทาหน้าทใ่ี นการเคลอ่ื นไหวของ รา่ งกาย แบง่ ตามตาแหน่งได้เปน็ กระดกู แกนและกระดูกรยางค์ 10 10 • กล้ามเน้ือในร่างกายมนษุ ย์แบ่งออกเป็น กลา้ มเนอ้ื โครงรา่ ง กล้ามเน้อื หวั ใจ และกล้ามเนือ้ เรียบกลา้ มเน้อื ทงั้ ๓ ชนดิ พบใน ตาแหนง่ ที่ตา่ งกันและมหี นา้ ทแ่ี ตกต่างกนั • กล้ามเนอ้ื โครงรา่ งสว่ นใหญ่ทางานรว่ มกันเป็นคู่ ๆในสภาวะตรงกัน ขา้ ม • การสืบพันธุ์แบบไมอ่ าศยั เพศของสตั วเ์ ปน็ การสบื พนั ธ์ทุ ี่ไม่มีการรวม ของเซลลส์ ืบพันธุ์ เช่นการแตกหนอ่ และการงอกใหม่ • การสืบพนั ธุ์แบบอาศยั เพศของสตั วเ์ ปน็ การสบื พนั ธท์ุ ่ีเกิดจากการ รวมนวิ เคลยี สของเซลลส์ ืบพันธ์ุ ซ่ึงมีทงั้ การปฏสิ นธิภายนอกและการ ปฏิสนธภิ ายใน สตั ว์บางชนดิ มี ๒ เพศในตวั เดยี วกนั แต่การผสมพันธ์ุสว่ นใหญ่จะผสมขา้ มตัว • การสบื พันธขุ์ องมนษุ ย์มกี ระบวนการสรา้ งสเปริ ม์ จากเซลลส์ เปอร์มา โทโกเนยี มภายในอัณฑะ และกระบวนการสร้างเซลลไ์ ขจ่ ากเซลล์โอโอ โกเนยี มภายในรงั ไข่ • อวัยวะสบื พนั ธ์ขุ องเพศชายประกอบดว้ ย อัณฑะทาหน้าทสี่ รา้ ง สเปิรม์ และฮอรโ์ มนเพศชาย และมโี ครงสร้างอื่น ๆ ที่ทาหนา้ ทล่ี าเลยี ง สเปริ ม์ สรา้ งนา้ เล้ยี งสเปริ ์ม และสารหลอ่ ล่ืนทอ่ ปัสสาวะ • อณั ฑะประกอบดว้ ยหลอดสรา้ งสเปริ ม์ ซึ่งภายในมเี ซลลส์ เปอร์มาโท โกเนียมทีเ่ ปน็ เซลลต์ งั้ ต้นของกระบวนการสร้างสเปิรม์ • อวยั วะสืบพันธุ์ ของเพศหญิง ประกอบด้วย รังไขท่ ่อนาไข่ มดลกู และช่องคลอด รังไข่ ทาหน้าทส่ี รา้ งเซลลไ์ ข่และฮอรโ์ มนเพศหญิง • กระบวนการสรา้ งสเปริ ์มเรม่ิ ต้นจากสเปอรม์ าโทโกเนยี มแบ่งเซลล์ แบบไมโทซิสได้ สเปอรม์ าโทโกเนยี มจานวนมาก ซึ่งตอ่ มาบางเซลล์ พฒั นาเปน็ สเปอร์มาโทไซตร์ ะยะแรก โดยสเปอร์มาโทไซต์ ระยะแรกจะแบ่งเซลลแ์ บบไมโอซสิ I ได้สเปอร์มาโทไซต์ ระยะท่สี องซึง่ จะแบง่ เซลลแ์ บบไมโอซสิ II ได้สเปอรม์ าทดิ ตามลาดบั จากนนั้ พัฒนาเปน็ สเปริ ์ม • กระบวนการสร้างเซลลไ์ ขเ่ ร่มิ จากโอโอโกเนยี มแบง่ เซลล์แบบไมโท ซสิ ไดโ้ อโอโกเนียม ซง่ึ จะพฒั นาเปน็ โอโอไซต์ระยะแรก แล้วแบ่งเซลล์ แบบไมโอซสิ I ไดโ้ อโอไซต์ระยะที่สองซ่ึงจะเกดิ การตกไขต่ ่อไป เม่ือไดร้ ับการกระตนุ้ จากสเปริ ์ม โอโอไซต์ระยะสองจะแบ่งแบบ ไมโอซสิ II แลว้ พัฒนาเป็น เซลลไ์ ข่ • การปฏสิ นธิเกิดขึน้ ภายในทอ่ นาไขไ่ ดไ้ ซโกตซึ่งจะเจรญิ เปน็ เอ็มบรโิ อ และไปฝังตัวทีผ่ นังมดลูกจนกระทงั่ ครบกาหนดคลอด

365 ลาดบั ท่ี ช่อื หนว่ ยการเรยี นรู้ ผลการ สาระสาคญั เวลา นา้ หนัก 4 ระบบต่อมไร้ท่อ เรียนรู้ (ชั่วโมง) คะแนน 15 • การเจรญิ เตบิ โตของสัตว์ เช่น กบ ไก่ และสัตว์เล้ียงลูกดว้ ยน้านม จะ 5 5 เร่มิ ต้นด้วยการแบง่ เซลลข์ องไซโกต การเกดิ เนอ้ื เย่ือเอม็ บริโอ ๓ ชัน้ 20 คือเอกโทเดริ ม์ เมโซเดริ ม์ และเอนโดเดริ ์ม การเกดิ อวัยวะ โดยมีการ เพ่มิ จานวน ขยายขนาด และการเปลี่ยนแปลงรปู รา่ งของเซลลเ์ พ่ือทา หน้าทเ่ี ฉพาะอย่าง ซึง่ พัฒนาการของอวยั วะต่าง ๆจะทาให้มีการเกดิ รปู รา่ งท่ีแนน่ อนในสตั ว์แตล่ ะชนิด • การเจรญิ เติบโตของมนษุ ยจ์ ะมขี ัน้ ตอนคล้ายกับการเจริญเตบิ โตของ สัตวเ์ ลยี้ งลกู ดว้ ยน้านมอ่นื ๆโดยเอ็มบริโอจะฝังตวั ทีผ่ นังมดลูก และมี การแลกเปล่ยี นสารระหวา่ งแมก่ บั ลกู ผ่านทางรก 16 • ฮอรโ์ มนเปน็ สารทคี่ วบคมุ สมดลุ ตา่ ง ๆ ของรา่ งกายโดยผลิตจากตอ่ ม 10 ไรท้ ่อหรอื เนื้อเย่อื โดยตอ่ มไร้ทอ่ น้จี ะกระจายอยู่ตามตาแหนง่ ตา่ ง ๆ ท่ัวร่างกาย • ต่อมไร้ท่อทส่ี รา้ งหรือหลัง่ ฮอร์โมน ไมม่ ีท่อในการลาเลียงฮอรโ์ มน ออกจากต่อมจงึ ถูกลาเลียงโดยระบบหมุนเวยี นเลอื ดไปยงั อวยั วะ เปาู หมายที่จาเพาะเจาะจง • ตอ่ มไพเนียลสรา้ งเมลาโทนินซ่ึงยับย้งั การเจรญิ เติบโตของอวัยวะ สบื พันธ์ชุ ว่ งก่อนวัยเจรญิ พนั ธแ์ุ ละตอบสนองต่อการ เปลย่ี นแปลงของแสงในรอบวัน • ต่อมใตส้ มองส่วนหนา้ สร้างและหลั่งโกรทฮอร์โมนโพรแลกทิน ACTH TSH FSH LH เอนดอรฟ์ ินซึง่ ทาหน้าท่แี ตกต่างกนั • ตอ่ มใต้สมองสว่ นหลังหล่งั ฮอร์โมนซงึ่ สร้างจากไฮโพทาลามสั คอื ADH และออกซโิ ทซนิ ซงึ่ ทาหนา้ ท่ีแตกตา่ งกัน • ต่อมไทรอยดส์ ร้างไทรอกซนิ ซึง่ ควบคมุ อตั ราเมแทบอลิซึมของ ร่างกาย และสรา้ งแคลซิโทนนิ ซงึ่ ควบคมุ ระดบั แคลเซียมในเลอื ดให้ ปกติ • ตอ่ มพาราไทรอยดส์ ร้างพาราทอร์โมนซงึ่ ควบคมุ ระดบั แคลเซียมใน เลือดให้ปกติ • ตับออ่ นมกี ลุ่มเซลลท์ ี่สร้างอนิ ซลู ินและกลูคากอนซงึ่ ควบคมุ ระดับ น้าตาลในเลือดให้ปกติ • ต่อมหมวกไตส่วนนอกสร้างกลูโคคอรต์ ิคอยดม์ ิเนราโลคอร์ตคิ อยด์ และฮอร์โมนเพศ ซง่ึ มีหนา้ ท่แี ตกต่างกนั ส่วนต่อมหมวกไตส่วนใน สรา้ งเอพเิ นฟรนิ และนอร์เอพเิ นฟรนิ ซง่ึ มหี น้าทเี่ หมอื นกนั • อณั ฑะมกี ลุ่มเซลล์สร้างเทสโทสเทอโรน สว่ นรงั ไขม่ กี ลุ่มเซลล์ทส่ี ร้าง อีสโทรเจน และโพรเจสเทอโรนซง่ึ มีหน้าที่แตกต่างกัน • เน้อื เยื่อบางบรเิ วณของอวยั วะ เช่น รก ไทมัสกระเพาะอาหาร และ ลาไส้เลก็ สามารถสรา้ งฮอรโ์ มนได้หลายชนดิ ซงึ่ มหี นา้ ที่แตกตา่ งกนั • การควบคมุ การหล่ังฮอรโ์ มนจากตอ่ มไรท้ อ่ มีทั้งการควบคุมแบบ ปูอนกลับยับย้งั และการควบคุมแบบปอู นกลบั กระตุน้ เพ่อื รกั ษาดุลย ภาพของร่างกาย • ฟีโรโมนเปน็ สารเคมที ผี่ ลติ จากตอ่ มมที ่อของสตั วซ์ ึ่งส่งผลตอ่ สตั วต์ ัว อนื่ ท่ีเป็นชนิดเดียวกัน

366 ลาดบั ท่ี ช่อื หนว่ ยการเรียนรู้ ผลการ สาระสาคัญ เวลา น้าหนกั 5 พฤติกรรมของสตั ว์ เรยี นรู้ (ชว่ั โมง) คะแนน • พันธกุ รรมและส่งิ แวดลอ้ มมีผลตอ่ การแสดงพฤติกรรม 10 17-19 • พฤตกิ รรมทเี่ ปน็ มาแต่กาเนิดแบง่ ออกไดเ้ ป็นหลายชนิด เช่น โอเรยี น 5 เตชัน (แทกซิสและไคนีซสิ ) รเี ฟลก็ ซ์ และ 100 ฟกิ แอกชันแพทเทริ ์น 60 • พฤติกรรมที่เกดิ จากการเรยี นรู้ แบง่ ได้เปน็ แฮบบิชูเอชนั การฝงั ใจ การเช่อื มโยง(การลองผิดลองถูกและการมี เงอ่ื นไข) และการใชเ้ หตุผล • ระดับการแสดงพฤติกรรมทสี่ ตั ว์แต่ละชนดิ แสดงออกจะแตกต่างกัน ซงึ่ เปน็ ผลมาจากวิวฒั นาการของระบบประสาทท่ีแตกต่างกนั • การสื่อสารเป็นพฤตกิ รรมทางสงั คมแบบหน่ึงซ่ึงมีหลายวิธี เชน่ การ สอ่ื สารด้วยทา่ ทางการสอ่ื สารดว้ ยเสียง การสือ่ สารดว้ ยสารเคมี และการสอ่ื สารดว้ ยการสมั ผสั รวมตลอดภาคเรียน

367 รายวิชาเพิม่ เตมิ ม.ปลาย (บงั คบั เลอื ก/แผนการเรยี นภาษา)

368 รายวชิ า เคมีในชวี ติ ประจาวัน๑ คาอธิบายรายวิชาเพม่ิ เตมิ ชั้นมธั ยมศกึ ษาปีที่ ๔ ภาคเรียนที่ ๑ รหสั วชิ า ว30๒01 เวลา ๖๐ ช่วั โมง/ภาคเรียน จานวน ๑.๕ หนว่ ยกติ กลมุ่ สาระการเรียนรวู้ ทิ ยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี ศกึ ษาวเิ คราะห์ ทดลอง สบื คน้ ขอ้ มลู และอธบิ ายเกยี่ วกับสมบัติของสารเคมีที่ใช้ในครัวเรือน ใช้ในการเกษตร อตุ สาหกรรมและสารเคมีในยาเสพย์ตดิ รวมท้ังพิษและผลท่ีเกิดกับส่ิงมีชีวิต สืบค้นข้อมูลและนาเสนอประโยชน์และ ความกา้ วหนา้ ทางเทคโนโลยเี กีย่ วกบั เซลลเ์ ชอ้ื เพลิง ไบโอเทคโนโลยี นาโนเทคโนโลยี โดยใชก้ ระบวนการทางวิทยาศาสตร์ การสงั เกต เปรยี บเทยี บ การต้งั คาถามท่ีกาหนดประเด็นหรือ ตัวแปร สร้างสมมตฐิ าน สารวจ ตรวจสอบ รวบรวมข้อมูล จดั กระทาขอ้ มูล วิเคราะห์ บันทึกและอธิบายการทดลอง เพอื่ ใหเ้ กิดความรู้ ความเขา้ ใจ สามารถคิด แก้ปญั หา ส่อื สารสงิ่ ทเ่ี รยี นรู้ มคี วามสามารถในการใช้ทกั ษะชีวติ เหน็ คณุ คา่ และมคี วามสามารถใน การนาความรดู้ า้ นเทคโนโลยีไปใชป้ ระโยชนใ์ นชวี ติ ประจาวนั เพ่อื ให้เกดิ ความรู้ ความคดิ ความเข้าใจ สามารถสอ่ื สารสงิ่ ทเ่ี รียนรู้ มีความสามารถในการตัดสินใจ การแก้ปัญหา การนาความรู้ไปใชใ้ นชวี ิตประจาวัน มีจติ วิทยาศาสตร์ จรยิ ธรรม คณุ ธรรม และคา่ นยิ มทีเ่ หมาะสมนาความรทู้ ไี่ ด้มาบูรณาการ สกู่ ารดาเนนิ ชวี ติ ตามหลักปรชั ญาของเศรษฐกจิ พอเพยี ง ผลการเรยี นรู้ 1.สืบค้นขอ้ มลู และอธิบายเก่ยี วกับสมบัติของสารเคมที ี่ใชใ้ นครวั เรอื น 2.สืบคน้ ข้อมูลและอธบิ ายเกี่ยวกบั สารเคมที ีใ่ ชใ้ นการเกษตรพร้อมท้งั พษิ และอนั ตรายของสารต่อคนและ ส่งิ แวดล้อม 3.สบื คน้ ข้อมลู และอธบิ ายเกย่ี วกบั สารทใ่ี ช้ในอาหารและยาพร้อมทั้งพิษและอนั ตรายของสารต่อคนและ สิง่ แวดล้อม 4.สืบค้นขอ้ มลู และอธิบายเกีย่ วกับสารทม่ี ใี นสารเสพยต์ ิดรวมท้งั พิษและผลต่อสิ่งมีชวี ิต

369 รายวชิ า เคมใี นชีวติ ประจาวนั ๑ โครงสร้างรายวิชาเพ่ิมเตมิ ชน้ั มธั ยมศกึ ษาปีที่ ๔ ภาคเรียน๑ รหัสวชิ า ว๓๐๒01 เวลา ๖๐ ชวั่ โมง/ภาคเรยี น จานวน ๑.๕ หนว่ ยกิต กลุ่มสาระการเรยี นร้วู ิทยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี ที่ ช่อื หนว่ ย ผลการเรยี นรู้ สาระสาคญั เวลา น้าหนัก การเรยี นรู้ (ช่ัวโมง) คะแนน (100) 1 สารเคมีใน ขอ้ ที่ 1 - สารทาความสะอาดและบารุงผวิ 15 25 เคร่อื งสาอาง - พิษและอันตรายของสารเคมี ตอ่ สิ่งแวดล้อม 2 สารเคมีใน ข้อที่ 2 - สารเคมีในการเกษตร 15 25 การเกษตร - ยากาจดั วชั พชื - พษิ และอนั ตรายของสารเคมี ตอ่ สิ่งแวดล้อม 3 สารเคมใี นอาหาร ข้อที่ 3 - สารที่ผสมในอาหารและยา 15 25 15 25 และยา - พษิ และอันตรายของสารเคมี 60 100 ต่อสิ่งแวดลอ้ ม 4 สารเสพติด ขอ้ ที่ 4 - สารทผ่ี สมในสารเสพยต์ ิด - พิษและอนั ตรายของสารเคมี ตอ่ สิง่ แวดล้อม รวมตลอดภาคเรียน

370 รายวชิ า เคมีในชวี ิตประจาวัน๒ คาอธิบายรายวชิ าเพ่มิ เตมิ ช้ันมธั ยมศึกษาปีท่ี ๔ ภาคเรยี น๒ รหัสวชิ า ว๓๐๒02 เวลา ๖๐ ชว่ั โมง/ภาคเรยี น จานวน ๑.๕ หน่วยกติ กลุ่มสาระการเรยี นร้วู ทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยี ศกึ ษาวเิ คราะห์ ทดลอง สบื ค้นข้อมลู และอธบิ ายเกี่ยวกบั เซลล์เช้ือเพลิง ไบโอเทคโนโลยี นาโนเทคโนโลยี พลงั งาน ทดแทน และนาเสนอประโยชนแ์ ละความกา้ วหนา้ ทางเทคโนโลยเี กี่ยวกบั เซลล์เชอื้ เพลิง ไบโอเทคโนโลยี นาโนเทคโนโลยี พลังงานทดแทน โดยใชก้ ระบวนการทางวิทยาศาสตร์ การสังเกต เปรยี บเทยี บ การต้งั คาถามที่กาหนดประเดน็ หรอื ตวั แปร สร้างสมมตฐิ าน สารวจ ตรวจสอบ รวบรวมขอ้ มูล จดั กระทาขอ้ มูล วิเคราะห์ บันทึกและอธบิ ายการทดลอง เพื่อใหเ้ กดิ ความรู้ ความเข้าใจ สามารถคิด แก้ปัญหา ส่อื สารสิง่ ทเ่ี รยี นรู้ มคี วามสามารถในการใช้ทักษะชีวิต เหน็ คุณคา่ และมีความสามารถใน การนาความรดู้ ้านเทคโนโลยีไปใชป้ ระโยชน์ในชีวิตประจาวนั เพ่ือให้เกดิ ความรู้ ความคิด ความเขา้ ใจ สามารถส่อื สารสิ่งท่ีเรยี นรู้ มีความสามารถในการตัดสินใจ การแก้ปัญหา การนาความรไู้ ปใช้ในชีวติ ประจาวนั มจี ิตวทิ ยาศาสตร์ จริยธรรม คณุ ธรรม และค่านยิ มที่เหมาะสมนาความรทู้ ่ีไดม้ าบรู ณาการ สกู่ ารดาเนนิ ชีวติ ตามหลกั ปรชั ญาของเศรษฐกจิ พอเพยี ง ผลการเรยี นรู้ 1.สบื คน้ ข้อมูล อธบิ ายและนาเสนอประโยชนแ์ ละความกา้ วหนา้ ทางเทคโนโลยีทเ่ี กย่ี วกบั เซลลเ์ ชือ้ เพลิง 2.สบื คน้ ขอ้ มลู อธิบายและนาเสนอประโยชนแ์ ละความกา้ วหนา้ ทางเทคโนโลยีทีเ่ ก่ยี วกับไบโอเทคโนโลยี 3.สบื ค้นขอ้ มลู อธบิ ายและนาเสนอประโยชนแ์ ละความกา้ วหน้าทางเทคโนโลยที เ่ี กยี่ วกับนาโนเทคโนโลยี 4.สบื ค้นขอ้ มลู อธบิ ายและนาเสนอประโยชนแ์ ละความกา้ วหน้าทางเทคโนโลยที ีเ่ ก่ยี วกับพลังงานทดแทน

371 รายวิชา เคมใี นชีวติ ประจาวัน๒ โครงสรา้ งรายวชิ าเพ่ิมเติม ช้ันมัธยมศกึ ษาปที ่ี ๔ ภาคเรียน ๒ รหัสวชิ า ว๓๐๒02 เวลา ๖๐ ชัว่ โมง/ภาคเรยี น จานวน ๑.๕ หนว่ ยกิต กล่มุ สาระการเรียนรวู้ ิทยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี ท่ี ชอื่ หน่วย ผลการเรียนรู้ สาระสาคัญ เวลา(ชัว่ โมง) น้าหนัก การเรยี นรู้ ข้อที่ 1 15 คะแนน - การพฒั นาเซลลเ์ ชอ้ื เพลิง 1 เซลล์เชอ้ื เพลงิ ข้อท่ี 2 - ประโยชน์และความกา้ วหน้าทาง 25 2 ไบโอเทคโนโลยี ข้อที่ 3 เทคโนโลยี 15 25 - การพัฒนาไบโอเทคโลยี 3 นาโนเทคโนโลยี ขอ้ ที่ 4 - ประโยชนแ์ ละความกา้ วหนา้ ทาง 15 25 4 พลังงานทดแทน เทคโนโลยี 15 25 - การพัฒนานาโนเทคโลยี - ประโยชน์และความกา้ วหน้าทาง เทคโนโลยี - การพัฒนาพลังงานทดแทน - ประโยชนแ์ ละความกา้ วหน้าทาง เทคโนโลยี รวมตลอดภาคเรยี น ๖๐ ๑๐๐

372 รายวิชา สารสงั เคราะหแ์ ละสรี รพ์ คาอธบิ ายรายวิชาเพิ่มเตมิ (บังคบั เลอื ก) ชัน้ มธั ยมศึกษาปีที่ 5 ภาคเรียนท่ี ๑ รหัสวชิ า ว๓๐๒03 เวลา 6๐ ช่วั โมง/ภาคเรยี น จานวน ๑.๐ หน่วยกติ กล่มุ สาระการเรยี นรู้วทิ ยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี ศึกษา ทดลอง อภิปรายเก่ียวกับหลักการสังเคราะห์สารสังเคราะห์ธรรมชาติ สารสังเคราะห์วิทยาศาสตร์ กระบวนการเกดิ การสังเคราะหพ์ ลาสตกิ บางชนิดและการทดลอง สมบัตบิ างประการของพลาสติกและการทดลอง กรรมวิธี ผลติ พลาสตกิ จากแม่แบบ พลาสติกแผ่นบาง พลาสติกเสรมิ แรง โฟม กาว ยางเทียม และซิลิโคน ทดลองทาผลิตภัณฑ์ พลาสตกิ อยา่ งง่าย ปญั หาการใชพ้ ลาสตกิ เส้นใยธรรมชาติและเส้นใยสังเคราะห์ ทดลองทาเส้นใยอย่างง่ายจากวัสดุ ธรรมชาติ สมบตั ขิ องเสน้ ใยบางชนิด การใชป้ ระโยชนข์ องเสน้ ใย การเหน็ สขี องวัตถุทึบแสง โปร่งใส และโปร่งแสง การ ทดลองการดดู กลนื พลงั งานแสงของวตั ถสุ ีต่างๆ การทดลองการผสมตวั สแี ละการทดลอง สว่ นประกอบที่สาคญั ของฟลิ ม์ และสี ของภาพทปี่ รากฏในฟิลม์ องค์ประกอบที่สาคัญของสีเคลือบผิว การทดลองสมบัติบางประการของสีเคลือบผิวบาง ชนิด หลักการทาสีย้อมจากธรรมชาตแิ ละสีสังเคราะห์ การทดลองย้อมผา้ และอาหาร ประโยชน์และโทษของการนาสีมา ใช้ อทิ ธพิ ลของสที ่ีมีต่อชีวิตประจาวนั โดยใช้กระบวนการทางวทิ ยาศาสตร์ การสังเกต เปรียบเทยี บ การตัง้ คาถามที่กาหนดประเด็นหรือ ตัวแปร สรา้ งสมมติฐาน สารวจ ตรวจสอบ รวบรวมข้อมูล จัดกระทาข้อมูล วเิ คราะห์ บนั ทึกและอธิบายการทดลอง เพอื่ ใหเ้ กดิ ความรู้ ความเข้าใจ สามารถคิด แกป้ ญั หา สอื่ สารสิ่งท่เี รยี นรู้ มคี วามสามารถในการใช้ทกั ษะชวี ิต เหน็ คุณค่าและมคี วามสามารถใน การนาความร้ดู ้านเทคโนโลยีไปใชป้ ระโยชน์ในชวี ติ ประจาวัน เพอื่ ให้เกดิ ความรู้ ความคิด ความเขา้ ใจ สามารถสอ่ื สารสงิ่ ทเ่ี รียนรู้ มีความสามารถในการตัดสินใจ การแก้ปัญหา การนาความรไู้ ปใชใ้ นชวี ิตประจาวัน มจี ติ วทิ ยาศาสตร์ จรยิ ธรรม คณุ ธรรม และคา่ นยิ มที่เหมาะสมนาความร้ทู ไ่ี ดม้ าบรู ณาการ สูก่ ารดาเนนิ ชวี ติ ตามหลักปรัชญาของเศรษฐกจิ พอเพยี ง ผลการเรียนรู้ 1. อธิบายความหมายกระบวนการสงั เคราะห์และสารสงั เคราะห์ สารสังเคราะหธ์ รรมชาติและสารสังเคราะห์ วทิ ยาศาสตรพ์ ร้อมยกตวั อย่าง 2. อธิบายกระบวนการพอลิเมอร์ไรเซชันแบบควบแนน่ และแบบต่อเนื่อง 3. จาแนกประเภท และอธิบายโครงสรา้ งและสมบตั ขิ องพอลเิ มอร์ การเลือกใช้พอลิเมอรไ์ ด้อย่างเหมาะสม 4. อธิบายการสงั เคราะห์พลาสตกิ และบอกแหล่งวตั ถุดิบทน่ี ามาใช้ผลิตพลาสติกในปัจจบุ ัน 5. บอกหลักเกณฑ์ที่ใช้จาแนกประเภทของพลาสติกเป็นประเภทเทอร์โมพลาสติกและเทอร์โมเซต พร้อมยกตวั อยา่ ง พลาสติกแต่ละประเภท 6. อธิบายกรรมวิธีการผลิตเครอื่ งใช้พลาสตกิ และบอกประโยชนข์ องผลติ ภณั ฑพ์ ลาสติก 7. ตระหนักถงึ ปัญหาในการใช้ผลติ ภัณฑพ์ ลาสตกิ และผลกระทบของพลาสติกทม่ี ีตอ่ สิง่ แวดลอ้ มรวมทงั้ วิธีการแก้ปัญหา 8. อธบิ ายความหมาย สมบัติของยางธรรมชาตแิ ละยางเทยี มพรอ้ มทงั้ ระบปุ ระโยชน์ยางเทยี ม 9. อธิบายความหมาย สมบัติทส่ี าคญั ของซลิ ิโคนพรอ้ มท้ังระบปุ ระโยชนข์ องซลิ ิโคน 10. อธิบายเกี่ยวกบั ทีม่ าและหลกั การสงั เคราะห์เส้นใยประเภทต่าง ๆ 11. อธิบายสมบตั ขิ องเสน้ ใยธรรมชาติและเสน้ ใยสงั เคราะห์และนาไปใชป้ ระโยชนใ์ นชีวิตประจาวนั 12. อธบิ ายโครงสร้าง หน้าที่ และวธิ ีการผลติ ของสบู่ ผงซกั ฟอกและสารซกั ล้างอื่น ๆ 13. อธิบายความแตกตา่ งของสบแู่ ละผงซกั ฟอกในการใช้ทาความสะอาด 14. ปฏิบัตแิ ละแนะนาผู้อน่ื ในการใช้สบูแ่ ละผงซกั ฟอกใหเ้ กดิ ประโยชนม์ ากท่ีสุดและมีผลกระทบตอ่ ส่งิ แวดล้อมน้อยทส่ี ดุ 15. สรปุ ประโยชนก์ ารนาสารสังเคราะห์ไปใช้และโทษที่เกดิ จากการใชส้ ารสงั เคราะห์ท่ไี มถ่ ูกตอ้ ง 16. อธบิ ายสมบัติของวตั ถทุ ึบแสง วตั ถุโปร่งแสง และวัตถโุ ปรง่ ใส 17. อธิบายการดูดกลนื แสงของวตั ถสุ ีต่าง ๆ 18. อธิบายคณุ ลกั ษณะของสี และการผสมตัวสีได้ 19. สรปุ หลักการของฟิลม์ สีชนดิ ต่าง ๆ และการนาไปใช้ประโยชน์ 20. สรปุ หลกั การใช้สปี ระเภทตา่ ง ๆ และการนาไปใช้ประโยชน์ ตลอดจนผลกระทบท่ีมีประโยชน์ต่อมนุษย์

373 รายวชิ า สารสังเคราะหแ์ ละสรี รพ์ โครงสร้างรายวชิ าเพมิ่ เตมิ (บงั คับเลอื ก) ชนั้ มธั ยมศกึ ษาปีท่ี 5 ภาคเรยี นที่ ๑ รหสั วชิ า ว๓๐๒03 เวลา 6๐ ชัว่ โมง/ภาคเรยี น จานวน ๑.๐ หนว่ ยกติ กลุ่มสาระการเรยี นร้วู ทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยี ลาดับท่ี ชอ่ื หน่วย ผลการเรยี นรู้ สาระสาคญั เวลา น้าหนกั การเรยี นรู้ ที่คาดหวงั มารจู้ ักสารสงั เคราะห์กนั เถิด (ช่วั โมง) คะแนน 1 สารสังเคราะห์ 1-15 - 30 50 2 สสี รรพ์ - พลาสติก - ยางเทยี มและซิลิโคน - เสน้ ใย - สารซักลา้ ง - บทบาทของสารสงั เคราะหใ์ น ชีวติ ประจาวัน 16-20 - ประเภทของวตั ถุ 30 50 - สขี องวตั ถุ - การดดู กลืนแสงของวัตถตุ ่าง ๆ - สี - ฟิลม์ สี - การใช้สี - สเี คลือบผิว - สียอ้ ม บทบาทของสีในชีวติ ประจาวนั รวมตลอดภาคเรยี น ๖๐ ๑๐๐

374 คาอธบิ ายรายวชิ าเพิม่ เติม(บงั คับเลอื ก) รายวิชา ทรัพยากรธรรมชาตแิ ละพลังงานไฟฟาู รหสั วิชา ว๓๐๒04 ชนั้ มัธยมศกึ ษาปีท่ี 5 ภาคเรียนที่ 2 จานวน ๑.๐ หนว่ ยกิต เวลา 6๐ ช่วั โมง/ภาคเรยี น กลมุ่ สาระการเรยี นรูว้ ิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ศกึ ษา ทดลอง อภิปรายเก่ยี วกบั ทรัพยากรธรรมชาติ อุตสาหกรรม ทรัพยากรธรรมชาติที่สามารถนามาเป็น วัตถดุ ิบของอุตสาหกรรมได้ ดนิ และผลิตภัณฑ์จากดิน ปุาไม้ น้า แหลง่ พลังงานไฟฟูา การผลิตพลงั งานไฟฟาู สาหรับชมุ ชน การส่งพลังงานไฟฟูา การใชพ้ ลังงานไฟฟูา เคร่ืองใช้ไฟฟาู ที่ใหแ้ สงสว่าง ความปลอดภัยในการใชไ้ ฟฟูา โดยใชก้ ระบวนการทางวิทยาศาสตร์ การสังเกต เปรียบเทียบ การตง้ั คาถามที่กาหนดประเด็นหรือ ตัวแปร สร้างสมมตฐิ าน สารวจ ตรวจสอบ รวบรวมขอ้ มลู จดั กระทาข้อมลู วิเคราะห์ บนั ทึกและอธบิ ายการทดลอง เพอื่ ใหเ้ กิดความรู้ ความเขา้ ใจ สามารถคิด แกป้ ัญหา สอ่ื สารสิ่งทเี่ รยี นรู้ มีความสามารถในการใชท้ ักษะชีวิต เห็นคณุ คา่ และมีความสามารถใน การนาความรู้ด้านเทคโนโลยีไปใช้ประโยชน์ในชวี ติ ประจาวนั เพ่ือให้เกิดความรู้ ความคิด ความเข้าใจ สามารถสือ่ สารสง่ิ ที่เรยี นรู้ มคี วามสามารถในการตัดสินใจ การแก้ปัญหา การนาความรู้ไปใช้ในชีวติ ประจาวัน มีจติ วทิ ยาศาสตร์ จรยิ ธรรม คุณธรรม และค่านยิ มทเี่ หมาะสมนาความรทู้ ไ่ี ดม้ าบรู ณาการ สกู่ ารดาเนนิ ชีวติ ตามหลกั ปรชั ญาของเศรษฐกิจพอเพยี ง ผลการเรียนรู้ 1. อธบิ าย สรุปเกีย่ วกับทรัพยากรธรรมชาตแิ ละตระหนกั ถึงความจาเปน็ ทีจ่ ะชว่ ยกันอนรุ ักษ์ทรพั ยากรธรรมชาติ 2. อธบิ ายความสาคญั ของอตุ สาหกรรมทสี่ นองพน้ื ฐานการดารงชวี ติ ของมนุษย์ สร้างความเจรญิ ทางเศรษฐกจิ และสงั คม ตลอดจนผลกระทบตอ่ สภาวะแวดล้อมในธรรมชาติ 3. อธบิ าย สรปุ การใช้ประโยชน์จากดนิ ได้อย่างเหมาะสมและตระหนักถงึ การอนรุ กั ษ์ดินให้มีความสมบูรณ์ต่อไป 4. บอกความสาคัญของแรท่ ี่มตี อ่ การพัฒนาประเทศ 5. จาแนกประเภท บอกคณุ สมบตั ิ ประโยชน์แรโ่ ลหะ แรอ่ โลหะ และตระหนักถึงปัญหาที่เกดิ จากการนาแรม่ าใช้ ประโยชน์ 6. ตระหนักถงึ ความจาเป็นที่จะต้องอนรุ กั ษ์แรเ่ พอื่ ใหม้ แี ร่ไว้ใช้ได้นานท่ีสดุ 7. ตระหนักถึงความจาเปน็ ที่จะตอ้ งอนรุ ักษ์ปุาและสัตว์ปาุ 8. บอกความสาคญั ของนา้ ทะเลและตระหนกั ถึงความจาเป็นที่ตอ้ งร่วมมือกันอนุรกั ษน์ ้าและท้องทะเลไทย 9. บอกแหล่งพลังงานไฟฟาู 10. อธิบายหลกั การการผลติ พลงั งานไฟฟูาสาหรบั ชมุ ชน 11. อธิบายหลกั การ วธิ ีการการสง่ พลังงานไฟฟูา 12. อธบิ ายวิธีการใชพ้ ลงั งานไฟฟาู ที่ถูกต้องและประหยัด 13. อธบิ ายหลักการทางานเครอ่ื งใช้ไฟฟูาทีใ่ ห้แสงสว่าง 14. อธิบายพร้อมทงั้ เสนอแนะวธิ ีในเรือ่ งความปลอดภยั ในการใชไ้ ฟฟาู

375 โครงสรา้ งรายวิชาเพิม่ เตมิ (บงั คับเลอื ก) รายวชิ า ทรพั ยากรธรรมชาตแิ ละพลังงานไฟฟูา รหัสวิชา ว๓๐๒04 ชน้ั มัธยมศึกษาปที ่ี 5 ภาคเรยี นท่ี 2 จานวน ๑.๐ หนว่ ยกิต เวลา 6๐ ชวั่ โมง/ภาคเรยี น กลมุ่ สาระการเรียนรวู้ ทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยี ลาดบั ชอ่ื หน่วย ผลการเรยี นรู้ สาระสาคญั เวลา คะแนน ท่ี การเรียนรู้ (ชว่ั โมง) (100) 1.อธบิ าย สรุปเก่ียวกับ อธิบาย สรปุ เกยี่ วกบั 1 ทรัพยากร ทรพั ยากรธรรมชาติและ ทรพั ยากรธรรมชาตแิ ละตระหนัก 30 50 ธรรมชาติและ ตระหนกั ถึงความจาเปน็ ทจ่ี ะ ถึงความจาเปน็ ท่ีจะช่วยกนั อุตสาหกรรม ช่วยกนั อนรุ กั ษ์ อนุรักษ์ ทรัพยากรธรรมชาติ ทรัพยากรธรรมชาติ ความสาคญั 2.อธิบายความสาคญั ของ ของอุตสาหกรรมท่สี นองพน้ื ฐาน อตุ สาหกรรมทส่ี นองพื้นฐาน การดารงชวี ติ ของมนุษย์ สร้าง การดารงชีวิตของมนุษย์ สรา้ ง ความเจรญิ ทางเศรษฐกจิ และ ความเจริญทางเศรษฐกิจและ สังคม ตลอดจนผลกระทบต่อ สงั คม ตลอดจนผลกระทบตอ่ สภาวะแวดล้อมใน สภาวะแวดลอ้ มในธรรมชาติ ธรรมชาติ การใช้ประโยชน์จาก ดนิ ได้อยา่ งเหมาะสมและ 3.อธิบาย สรุปการใช้ ตระหนกั ถงึ การอนุรักษด์ ินให้มี ประโยชนจ์ ากดนิ ไดอ้ ย่าง ความสมบูรณ์ตอ่ ไป ความสาคัญ เหมาะสมและตระหนักถึงการ ของแร่ทีม่ ีต่อการพัฒนา อนรุ กั ษด์ นิ ให้มคี วามสมบรู ณ์ ประเทศ จาแนกประเภท บอก ตอ่ ไป คณุ สมบตั ิ ประโยชนแ์ ร่ 4.บอกความสาคญั ของแรท่ ่ีมี โลหะ แร่อโลหะ และตระหนัก ต่อการพฒั นาประเทศ ถงึ ปัญหาทีเ่ กดิ จากการนาแรม่ า 5.จาแนกประเภท บอก ใช้ประโยชนต์ ระหนักถึงความ คุณสมบตั ิ ประโยชนแ์ ร่ จาเปน็ ที่จะต้องอนุรกั ษแ์ รเ่ พือ่ ให้ โลหะ แรอ่ โลหะ และตระหนัก มแี ร่ไวใ้ ชไ้ ด้นานท่สี ดุ ตระหนกั ถงึ ความจาเปน็ ที่จะต้อง ถึงปัญหาท่เี กดิ จากการนาแร่มา อนรุ ักษ์ปุาและสตั วป์ ุา ใช้ประโยชน์ บอกความสาคญั ของนา้ ทะเลและ 6.ตระหนักถึงความจาเป็นท่ี ตระหนกั ถึงความจาเปน็ ทีต่ ้อง จะต้องอนรุ ักษแ์ รเ่ พอื่ ใหม้ แี รไ่ ว้ ร่วมมอื กันอนรุ กั ษน์ ้าและทอ้ ง ใชไ้ ดน้ านทส่ี ุด ทะเลไทย 7.ตระหนกั ถึงความจาเป็นท่ี จะตอ้ งอนรุ ักษ์ปาุ และสตั วป์ าุ 8.บอกความสาคัญของน้าทะเล และตระหนกั ถึงความจาเป็นที่ ต้องร่วมมอื กันอนรุ ักษน์ ้าและ ทอ้ งทะเลไทย

376 ลาดบั ช่ือหนว่ ย ผลการเรยี นรู้ สาระสาคญั เวลา คะแนน ท่ี การเรียนรู้ (ช่วั โมง) (100) 8.บอกแหล่งพลงั งานไฟฟาู บอก และ อธิบายแหลง่ พลังงาน 50 2 ไฟฟาู และเครื่อง 30 อานวยความ 9.อธิบายหลกั การการผลิต ไฟฟูา หลักการการผลิตพลงั งาน 100 สะดวก 60 พลังงานไฟฟาู สาหรบั ชมุ ชน ไฟฟูาสาหรบั ชุมชน วธิ กี ารการ 10.อธิบายหลักการ วธิ ีการ ส่งพลงั งานไฟฟูา การใชพ้ ลังงาน การสง่ พลงั งานไฟฟูา ไฟฟาู ที่ถูกตอ้ งและประหยัด 11.อธิบายวิธีการใชพ้ ลงั งาน หลกั การทางานเครื่องใชไ้ ฟฟาู ท่ี ไฟฟูาทถี่ ูกต้องและประหยดั ใหแ้ สงสวา่ ง พรอ้ มทัง้ เสนอแนะ 12.อธิบายหลกั การทางาน วธิ ใี นเรื่องความปลอดภัยในการ เคร่ืองใช้ไฟฟูาท่ีให้แสงสว่าง ใช้ไฟฟูา 13.อธบิ ายพร้อมทงั้ เสนอแนะ วธิ ใี นเร่อื งความปลอดภยั ในการ ใชไ้ ฟฟูา รวมตลอดภาคเรียน

377 รายวิชา วทิ ยาศาสตร์ส่ิงแวดล้อม คาอธบิ ายรายวิชาเพิ่มเติม(บังคับเลอื ก) ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 ภาคเรียนที่ 1 รหสั วชิ า ว๓๐๒05 เวลา ๖๐ ชวั่ โมง/ภาคเรียน จานวน ๑.๕ หน่วยกติ กลมุ่ สาระการเรียนรู้วิทยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี ศึกษา วเิ คราะห์ อธิบายและนาเสนอ ศกึ ษาเกยี่ วกับความหลากหลายทางชีวภาพและความยงั่ ยืนของ ส่งิ แวดลอ้ ม ความหลากหลายของส่งิ มีชวี ติ การศึกษาความหลากหลายของสิ่งมชี วี ติ กาเนดิ ของชวี ิต อาณาจักรของ ส่ิงมีชีวิต ความหลากหลายทางชีวภาพในประเทศไทย พนั ธ์ุพชื และพันธุส์ ัตวป์ ระจาชาติของชนชาตใิ นอาเซยี น การสญู เสีย ความหลากหลายทางชีวภาพ ศกึ ษาเกย่ี วกับประชากร ความหนาแนน่ ของประชากรและการแพรก่ ระจายของประชากร ขนาดของประชากร รปู แบบการเพม่ิ ของประชากร การรอดชวี ติ ของประชากร ประชากรมนษุ ย์ ศึกษาเกี่ยวกบั มนุษยก์ บั ความยั่งยนื ของสิง่ แวดลอ้ ม ทรัพยากรธรรมชาติ การใชป้ ระโยชน์ ปญั หาและการจัดการ หลกั การอนุรักษ์ ทรพั ยากรธรรมชาติ และชนดิ พันธ์ตุ า่ งถิ่นท่ีสง่ ผลกระทบตอ่ สภาพแวดล้อม โดยใชก้ ระบวนการทางวทิ ยาศาสตร์ การสบื เสาะหาความรู้ การสารวจตรวจสอบ การสงั เกต การสบื คน้ ข้อมูล การอภปิ ราย เพอื่ ใหเ้ กดิ ความรู้ ความคดิ ความเข้าใจ สามารถส่อื สารสง่ิ ทเ่ี รยี นรู้ มีความสามารถในการตดั สนิ ใจ นาความรไู้ ป ใชป้ ระโยชน์ในชวี ิตประจาวนั มีจิตวิทยาศาสตร์ จริยธรรม คณุ ธรรม และค่านยิ มทีเ่ หมาะสม บนพ้ืนฐานหลักปรชั ญาของ เศรษฐกจิ พอเพียง ผลการเรยี นรู้ ๑. อภปิ รายความสาคญั ของความหลากหลายทางชีวภาพ และความเช่ือมโยงระหวา่ งความหลากหลายทางพนั ธกุ รรม ความหลากหลายของสปชี ีส์ และความหลากหลายของระบบนิเวศ ๒. อธิบายการเกิดเซลลเ์ รม่ิ แรกของสงิ่ มีชวี ิตและวิวฒั นาการของสิ่งมีชีวิตเซลลเ์ ดยี ว ๓. อธบิ ายลกั ษณะสาคัญ และยกตัวอยา่ งสิ่งมีชีวติ กลุ่มแบคทีเรีย ส่งิ มีชีวติ กลุม่ โพรทิสต์ สง่ิ มีชีวิตกล่มุ พืช ส่งิ มีชีวติ กลุ่ม ฟังไจ และสง่ิ มชี ีวิตกล่มุ สตั ว์ ๔. อธิบาย และยกตวั อยา่ งการจาแนกสง่ิ มชี ีวิตจากหมวดหมู่ใหญ่จนถึงหมวดหม่ยู ่อย และวธิ ีการเขยี นชอ่ื วิทยาศาสตร์ ในลาดับขนั้ สปีชสี ์ ๕. สร้างไดโคโทมสั คีย์ในการระบุสิง่ มชี วี ิตหรือตวั อย่างท่ีกาหนดออกเป็นหมวดหมู่ ๖. วิเคราะห์ อธิบาย และยกตัวอยา่ งกระบวนการถ่ายทอดพลังงานในระบบนิเวศ ๗. อธิบาย ยกตัวอยา่ งการเกดิ ไบโอแมกนิฟิเคชนั และบอกแนวทางในการลดการเกิดไบโอแมกนฟิ ิเคชัน ๘. สืบค้นข้อมูล และเขียนแผนภาพ เพ่ืออธิบายวัฏจักรไนโตรเจน วัฏจักรกามะถนั และวัฏจกั รฟอสฟอรัส ๙. สืบค้นข้อมลู ยกตัวอยา่ ง และอธบิ ายลักษณะของไบโอมทกี่ ระจายอยูต่ ามเขตภูมิศาสตร์ต่าง ๆบนโลก ๑๐. สืบคน้ ข้อมูล ยกตวั อยา่ ง อธบิ าย และเปรยี บเทียบการเปลีย่ นแปลงแทนท่แี บบปฐมภูมิ และการเปล่ียนแปลงแทนท่ี แบบทตุ ิยภูมิ ๑๑. สืบค้นขอ้ มลู อธิบาย ยกตัวอยา่ ง และสรปุ เก่ยี วกับลกั ษณะเฉพาะของประชากรของสิ่งมชี วี ิตบางชนิด ๑๒. สืบค้นขอ้ มลู อธบิ าย เปรยี บเทียบ และยกตัวอยา่ งการเพม่ิ ของประชากรแบบเอก็ โพเนนเชียลและการเพ่ิมของ ประชากรแบบลอจสิ ตกิ ๑๓. อธบิ าย และยกตวั อย่างปจั จัยท่ีควบคมุ การเติบโตของประชากร ๑๔. วิเคราะห์ อภปิ ราย และสรุปปญั หาการขาดแคลนน้า การเกดิ มลพษิ ทางนา้ และผลกระทบทีม่ ีต่อมนษุ ยแ์ ละ สิง่ แวดลอ้ ม รวมท้ังเสนอแนวทางการวางแผนการจดั การนา้ และการแกไ้ ขปญั หา

378 ๑๕. วเิ คราะห์ อภิปราย และสรุปปัญหามลพิษทางอากาศ และผลกระทบที่มีตอ่ มนุษย์และสิ่งแวดลอ้ ม รวมทง้ั เสนอแนว ทางการแก้ไขปญั หา ๑๖. วเิ คราะห์ อภปิ ราย และสรปุ ปัญหาทีเ่ กิดกับทรัพยากรดิน และผลกระทบท่มี ตี อ่ มนษุ ยแ์ ละสิง่ แวดลอ้ ม รวมท้งั เสนอ แนวทางการแกไ้ ขปัญหา ๑๗. วิเคราะห์ อภปิ ราย และสรุปปญั หา ผลกระทบที่เกิดจากการทาลายปาุ ไม้ รวมทั้งเสนอแนวทางในการปูองกนั การ ทาลายปุาไม้และการอนรุ กั ษ์ปุาไม้ ๑๘. วเิ คราะห์ อภปิ ราย และสรุปปัญหา ผลกระทบท่ีทาใหส้ ตั ว์ปาุ มจี านวนลดลง และแนวทางในการอนรุ กั ษส์ ัตวป์ ุา รวมทงั้ หมด ๑๘ ผลการเรยี นรู้

379 รายวิชา วิทยาศาสตรส์ ิง่ แวดลอ้ ม โครงสร้างรายวชิ าเพิ่มเติม ชัน้ มัธยมศึกษาปที ี่ ๖ ภาคเรียนท่ี ๑ รหสั วชิ า ว๓๐205 เวลา ๖๐ ช่วั โมง/ภาคเรียน จานวน ๑.๕ หน่วยกิต กล่มุ สาระการเรยี นรูว้ ิทยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี ลาดบั ที่ ชอื่ หน่วยการเรียนรู้ ผลการ สาระสาคญั เวลา นา้ หนกั คะแนน 1 ความหลากหลายทาง เรียนรู้ (ชั่วโมง) ชีวภาพ 5 1 • ความหลากหลายทางชีวภาพ ประกอบด้วยความหลากหลาย 3 5 ทางพันธกุ รรม ความหลากหลายของสปีชสี ์ และความ หลากหลายของระบบนเิ วศ • การแปรผันทางพันธกุ รรมทาใหเ้ กดิ ความหลากหลายทาง พนั ธกุ รรม ซง่ึ สง่ิ มชี วี ิตใดที่มีความหลากหลายทางพนั ธุกรรมมาก ย่อมทาให้มีโอกาสอยูร่ อดเพ่มิ ข้ึนและสบื ทอดลูกหลานต่อไปได้ • ส่ิงมีชวี ิตท่ดี ารงชีวติ อยู่ในส่งิ แวดลอ้ มต่าง ๆไดผ้ ่าน กระบวนการคดั เลอื กโดยธรรมชาตหิ รือโดยมนุษย์มาเปน็ ระยะเวลายาวนานหลายชั่วร่นุ ซ่ึงอาจเกดิ เปน็ สปชี ีส์ใหม่ สง่ ผล ใหเ้ กดิ ความหลากหลายของสปชี สี ์ • แหล่งทีอ่ ย่อู าศัยแต่ละแหลง่ ทส่ี งิ่ มชี วี ติ อาศัยอยู่นนั้ จะมี องคป์ ระกอบของปจั จยั ทางกายภาพและปจั จัยทางชีวภาพท่ี แตกต่างกนั ทาให้เกดิ ความหลากหลายของระบบนเิ วศ 2 • จดุ เริม่ ตน้ ของววิ ฒั นาการของเซลลเ์ กดิ จากโมเลกุลของ 2 สารอนิ ทรยี ์ โดยเซลล์รูปแบบแรกท่เี กดิ ขน้ึ คือ เซลลโ์ พรคารโิ อต และมวี วิ ัฒนาการข้นึ มาเป็นเซลลย์ คู ารโิ อต และจากสงิ่ มีชีวติ เซลล์เดียว เป็นสิ่งมชี วี ิตหลายเซลลท์ มี่ ีโครงสร้างแบบง่าย ๆ จน กลายมาเปน็ สงิ่ มีชีวติ หลายเซลลท์ ม่ี โี ครงสรา้ งซับซอ้ นมากขึ้น ตามลาดบั

380 ลาดับที่ ชอ่ื หน่วยการเรยี นรู้ ผลการ สาระสาคัญ เวลา น้าหนกั เรียนรู้ (ชัว่ โมง) คะแนน 3 • แบคทีเรียเป็นสง่ิ มีชีวติ พวกโพรคารโิ อต ผนังเซลล์มีเพปทโิ ด 10 15 ไกลแคนเป็นองค์ประกอบสาคญั แบคทีเรยี ทว่ั ไปสร้างอาหารเอง ไม่ได้ ดารงชวี ติ แบบผูส้ ลายสารอนิ ทรียห์ รือแบบปรสติ แต่แบคทเี รยี บางกลุ่ม เช่น ไซยาโนแบคทีเรยี สรา้ งอาหารเองได้ จากกระบวนการสงั เคราะห์ดว้ ยแสง • โพรทสิ ต์เปน็ สิง่ มีชีวติ พวกยูคาริโอต มลี กั ษณะหลากหลาย ทั้ง ทเ่ี ป็นสิ่งมีชวี ติ เซลลเ์ ดยี วหรอื ส่งิ มชี ีวติ หลายเซลล์ทีย่ งั ไมพ่ ัฒนา ไปเป็นเนื้อเยื่ออาจมหี รอื ไม่มีผนงั เซลลเ์ ปน็ สว่ นประกอบของ เซลล์ • พืชเป็นสิ่งมีชีวติ หลายเซลล์พวกยูคารโิ อต มีผนังเซลล์ ซง่ึ มเี ซลลโู ลสเป็นองคป์ ระกอบ มวี ัฏจักรชวี ติ แบบสลับ และมี ระยะเอม็ บริโอในการสืบพนั ธ์ุแบบอาศยั เพศ พชื สรา้ งอาหารเอง ได้จากกระบวนการสังเคราะหด์ ้วยแสง • ฟงั ไจเป็นสงิ่ มชี ีวติ พวกยูคาริโอต มที ้งั ส่งิ มชี ีวิตเซลล์เดยี วและ หลายเซลล์ เซลลข์ องฟงั ไจยงั ไมพ่ ัฒนาไปเปน็ เนอ้ื เย่ือ ผนังเซลล์ มีไคทนิ เปน็ องค์ประกอบสาคัญ ฟงั ไจสรา้ งอาหารเองไมไ่ ด้และ ดารงชีวิตแบบผ้สู ลายสารอินทรีย์หรือแบบปรสิต • สตั วเ์ ปน็ สงิ่ มชี ีวิตหลายเซลล์พวกยูคารโิ อตไมส่ ามารถสรา้ ง อาหารเองไดต้ อ้ งได้รับอาหารจากสงิ่ มชี ีวิตอนื่ สว่ นใหญม่ ีระบบ ย่อยอาหารบางชนิดอาจเป็นปรสิต สัตว์มีระยะเอ็มบริโอในการ สบื พนั ธุแ์ บบอาศัยเพศ • สตั วอ์ าจแบ่งเป็นกลุ่มย่อยโดยพจิ ารณาลักษณะตา่ ง ๆ คือ เน้อื เย่ือสมมาตร การเปลี่ยนแปลงของบลาสโทพอร์ การเจริญใน ระยะตัวอ่อน ทาใหอ้ าจแบง่ สตั ว์เป็นกลุ่มย่อย เช่น กลุม่ ฟองนา้ กลุ่มไฮดรา กลุ่มหนอนตวั แบน กล่มุ หอยและหมึก กลมุ่ ไส้เดอื น ดิน กลมุ่ หนอนตัวกลม กลมุ่ สัตว์ที่มีขาเป็นปล้อง กลุ่มดาวทะเลและปลงิ ทะเล และกลมุ่ สัตวท์ ม่ี ีโนโทคอรด์ 4-5 • การจาแนกสง่ิ มีชวี ิตออกเป็นหมวดหมู่เปน็ ลาดบั ขน้ั ต่าง ๆ เริ่ม 5 5 จากหมวดหม่ใู หญแ่ ล้วแบง่ เปน็ หมวดหม่ยู ่อย มีดงั น้ี คงิ ดอม ไฟลัม คลาส ออรเ์ ดอร์แฟมิลี จีนสั และสปชี สี ์ • ช่ือวทิ ยาศาสตร์ของสงิ่ มีชีวิตในลาดบั ขั้น สปชี ีสท์ ตี่ ั้งขน้ึ ตาม ระบบทวินามเพ่อื ใชใ้ นการระบถุ ึงส่งิ มีชีวิตแต่ละชนิดให้มคี วาม เข้าใจถูกต้องตรงกนั ประกอบด้วย ๒ สว่ น โดยส่วนแรกเป็น ช่อื สกุลสว่ นหลังเป็นคาที่ระบลุ กั ษณะพิเศษของสงิ่ มีชวี ิตชนดิ น้ัน หรือเป็นคาทม่ี ีความหมายเฉพาะ โดยทัง้ ๒ ส่วนนต้ี ้องเปน็ ภาษา ละตนิ • ไดโคโทมัสคยี เ์ ปน็ เครอื่ งมือทใ่ี ชเ้ พอ่ื ระบหุ มวดหมู่ของสงิ่ มชี วี ิต ลาดับขน้ั ต่าง ๆ โดยมีหลักเกณฑ์ในการนาลักษณะทตี่ า่ งกนั ของ ส่ิงมีชวี ติ มาพจิ ารณาเป็นคู่

381 ลาดับท่ี ช่อื หน่วยการเรยี นรู้ ผลการ สาระสาคญั เวลา น้าหนกั 2 ชีวติ กับส่ิงแวดล้อม เรยี นรู้ (ช่วั โมง) คะแนน • วทิ เทเกอร์ เสนอแนวความคดิ ทว่ี ่าส่ิงมีชวี ิตพวกยูคาริโอตมี วิวฒั นาการมาจากสงิ่ มีชวี ติ พวกโพรคาริโอต และจาแนก ส่ิงมชี ีวติ เป็น ๕ คงิ ดอม ประกอบดว้ ย มอเนอรา โพรทิสตา พชื ฟังไจและสตั ว์ • โวสซ์ และคณะ จาแนกสิง่ มีชีวติ เปน็ ๓ โดเมนประกอบดว้ ย แบคทเี รยี อารเ์ คีย และยูคารอี าโดยแนวความคดิ การจาแนก สิง่ มีชวี ติ แต่ละโดเมนเป็นกลุ่มยอ่ ยจะใช้หลักที่วา่ ส่งิ มชี วี ิตใน กล่มุ เดยี วกัน มสี ายวิวัฒนาการมาจากบรรพบุรุษร่วมกนั 6-8 • ระบบนเิ วศจะดารงอย่ไู ด้ตอ้ งมีกระบวนการต่าง ๆเกดิ ขึ้น 5 10 กระบวนการท่ีสาคัญ ได้แก่ การถา่ ยทอดพลังงาน และการ หมุนเวียนสาร การถา่ ยทอดพลงั งานในระบบนิเวศสามารถแสดง ไดด้ ้วยแผนภาพท่เี รยี กวา่ โซ่อาหาร สายใยอาหารและพรี ะมิด ทางนเิ วศวทิ ยา • พลังงานที่ถา่ ยทอดไปในแตล่ ะลาดบั ขั้นการกินอาหารมี ปริมาณที่ไม่เทา่ กัน พลงั งานสว่ นใหญจ่ ะสูญเสียไปในรปู ความ ร้อนระหว่างการถ่ายทอดจากส่งิ มีชวี ติ หน่ึงไปยังสิง่ มชี ีวิตอกี ชนดิ หนึ่ง • การถ่ายทอดพลงั งานในระบบนิเวศบางคร้งั อาจทาให้มีสารพิษ สะสมอยใู่ นสิง่ มีชวี ิตด้วยเรียกว่า การเกิดไบโอแมกนฟิ เิ คชนั ซงึ่ อาจมรี ะดบั ความเขม้ ข้นของสารพษิ มากข้นึ ตามลาดับข้ันของ การกนิ จนอาจกอ่ ใหเ้ กิดอนั ตรายตอ่ สิ่งมีชวี ติ • สารต่าง ๆ ในระบบนเิ วศมกี ารหมุนเวียนเกิดข้นึ ผา่ นทัง้ ใน สิ่งมีชวี ติ และสิง่ ไม่มชี ีวติ กลบั คืนส่รู ะบบอย่างเปน็ วฏั จกั ร เช่น วฏั จักรไนโตรเจน วัฏจกั รกามะถัน และวฏั จกั รฟอสฟอรัส 9 • ไบโอมคือระบบนิเวศขนาดใหญ่ที่กระจายอย่ตู ามเขต 25 ภูมิศาสตร์ตา่ ง ๆ บนโลก เชน่ ไบโอมทนุ ดราไบโอมสะวนั นา ไบ โอมทะเลทราย โดยแตล่ ะไบโอมจะมลี กั ษณะเฉพาะของปจั จยั ทางกายภาพชนิดของพืช และชนดิ ของสตั ว์ 10 • ระบบนิเวศมีการเปล่ยี นแปลงได้ การเปลี่ยนแปลงท่ีเกิดข้ึน 3 5 อยา่ งช้า ๆ ทาให้ระบบนเิ วศสามารถปรบั สมดลุ ได้ แต่การ เปลย่ี นแปลงท่ีเกิดขึ้นอยา่ งรวดเรว็ อาจสง่ ผลกระทบต่อ องค์ประกอบทางชวี ภาพในระบบนเิ วศทาใหเ้ กดิ การ เปลย่ี นแปลงแทนทข่ี องสงิ่ มชี ีวติ ข้ึน • การเปล่ยี นแปลงแทนที่ทางนิเวศวิทยา มที ัง้ การเปล่ียนแปลง แทนทีแ่ บบปฐมภูมแิ ละการเปล่ียนแปลงแทนท่ีแบบทตุ ยิ ภมู ิ

382 ลาดับท่ี ชื่อหน่วยการเรยี นรู้ ผลการ สาระสาคญั เวลา น้าหนัก 3 ประชากร เรียนรู้ (ชั่วโมง) คะแนน 4 มนษุ ย์กับความย่งั ยืนของ 11-13 • ประชากรของส่ิงมชี ีวิตทุกชนิดมีลกั ษณะหลายประการทเี่ ปน็ 5 10 ส่ิงแวดล้อม ลักษณะเฉพาะ เช่น ขนาดของประชากร ความหนาแน่นของ 5 10 ประชากรการกระจายตัวของสมาชกิ ในประชากรโครงสรา้ งอายุ 5 5 ของประชากร อัตราส่วนระหว่างเพศ อตั ราการเกดิ และอตั รา การตาย การอพยพเขา้ การอพยพออกของประชากร และการ รอดชีวติ ของสมาชิกท่มี ีอายตุ ่างกัน • ลักษณะเฉพาะของประชากรมอี ิทธพิ ลตอ่ การเปล่ยี นแปลง ขนาดของประชากรซง่ึ เปน็ กระบวนการทเ่ี กิดข้นึ อยูเ่ สมอ • การเพิม่ ประชากรแบบเอก็ โพเนนเชียลเปน็ การเพม่ิ จานวน ประชากรอย่างรวดเร็วแบบทวีคณู • การเพม่ิ ประชากรแบบลอจสิ ติกเปน็ การเพ่มิ จานวนประชากร ทข่ี ้นึ อยู่กับสภาพแวดลอ้ มหรือมตี ัวต้านทานในสงิ่ แวดลอ้ มมา เกี่ยวขอ้ ง • การเติบโตของประชากรขน้ึ กับปัจจยั ตา่ ง ๆซงึ่ แบ่งได้เปน็ ปัจจัยทข่ี ้นึ กับความหนาแนน่ ของประชากร และปจั จัยทไ่ี ม่ ขน้ึ กบั ความหนาแนน่ ของประชากร • ประชากรมนุษย์มอี ตั ราการเตบิ โตอย่างรวดเร็วแบบเอก็ โพเนน เชียลหลงั จากการปฏิวตั ิทางอุตสาหกรรมเปน็ ตน้ มา 14 • ปญั หาท่ีเกดิ กบั ทรพั ยากรนา้ สว่ นใหญ่เกดิ จากการปล่อยนา้ ที่ ผ่านการใชป้ ระโยชนจ์ ากกจิ กรรมต่าง ๆ ของมนษุ ยแ์ ละยงั ไม่ได้ รับการบาบัดลงสแู่ หลง่ นา้ ทาให้เกิดมลพิษทางนา้ • การตรวจสอบคณุ ภาพน้านิยมใชก้ ารหาค่าปรมิ าณออกซเิ จนที่ ละลายนา้ และคา่ ปรมิ าณออกซิเจนท่จี ุลนิ ทรีย์ในน้าใช้ในการ ยอ่ ยสลายสารอนิ ทรีย์ในนา้ • การจัดการทรัพยากรน้า เพ่อื ใหเ้ กดิ ประโยชนส์ งู สดุ ควรมกี าร วางแผนการใชน้ า้ การแกไ้ ขปญั หาคณุ ภาพนา้ รวมทัง้ การปลกู จติ สานึกในการใช้น้าอย่างถูกตอ้ ง 15 • การปนเปอื้ นของสารเคมี ฝนุ ละออง และจลุ ินทรยี ต์ ่าง ๆ ทา ใหเ้ กิดมลพษิ ทางอากาศ ซ่งึ เกดิ ได้ท้งั จากธรรมชาติและจากการ กระทาของมนุษย์ • การเกดิ มลพิษทางอากาศที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติเชน่ การ เกดิ พายุ การเกดิ ไฟปาุ และการเกิดแกส๊ พิษจากการย่อยสลาย ของจุลนิ ทรยี ์ • การเกิดมลพิษทางอากาศทีเ่ กดิ จากการกระทาของมนุษย์ เช่น การใช้เชื้อเพลงิ ฟอสซิลในรูปแบบตา่ ง ๆ • การจัดการทรพั ยากรอากาศควรประกอบดว้ ยการกาหนด นโยบาย และวางแผนงานเพ่อื ปูองกนั และแกไ้ ข รวมทง้ั การปลูก จติ สานึกในการดูแลรกั ษาคุณภาพอากาศ

383 ลาดับที่ ชอ่ื หน่วยการเรยี นรู้ ผลการ สาระสาคัญ เวลา นา้ หนกั เรียนรู้ (ชั่วโมง) คะแนน 16 • มลพิษทางดนิ และปญั หาความเส่ือมโทรมของดินสว่ นใหญม่ ี 5 5 5 5 สาเหตุจากการกระทาของมนษุ ย์ 5 5 • การจัดการทรพั ยากรดนิ เพอื่ ให้เกดิ ประโยชนส์ งู สุดควรมีการ 60 100 ปูองกนั และการแกป้ ัญหาการเกดิ มลพิษและความเสอ่ื มโทรม ของดิน รวมทัง้ การปลูกจติ สานกึ ในการใชด้ นิ อยา่ งถูกต้อง 17 • พืน้ ทปี่ ุาไม้ทลี่ ดลงอาจมสี าเหตมุ าจากธรรมชาตเิ ชน่ ไฟปุา แผ่นดินไหว ภเู ขาไฟระเบิด หรืออาจมีสาเหตมุ าจากการกระทา ของมนุษย์ เช่น การตัดไม้ทาลายปาุ การบกุ รกุ พ้นื ทป่ี ุาเพ่ือ ครอบครองท่ีดนิ การเผาปาุ การทาเหมอื งแร่ • พน้ื ทป่ี าุ ไมท้ ่ลี ดลงทาใหภ้ ูมิประเทศมสี ภาพแหง้ แล้ง เกดิ อุทกภัย เกิดการพงั ทลายของดินตลอดจนการเพิม่ ข้ึนของแกส๊ คารบ์ อนไดออกไซด์ซงึ่ เป็นแก๊สเรือนกระจกชนดิ หน่ึง นอกจากน้ี ทาให้สตั วป์ ุาและพืชพรรณธรรมชาติลดจานวนลงหรือสูญพันธุ์ ได้ • การจดั การทรพั ยากรปาุ ไม้ควรจดั การใหม้ ีทรพั ยากรปุาไมค้ ง อยู่อย่างยง่ั ยืนหรือเพิม่ ขน้ึ เช่นการกาหนดพนื้ ทปี่ ุาอนุรักษ์ สง่ เสริมการปลูกปาุ ปูองกนั การบกุ รุกปุา การใช้ไม้อยา่ งมคี ุณค่า และมีประสิทธภิ าพ รวมถงึ การปลกู จิตสานึกเรอ่ื งการอนรุ ักษป์ ุา ไม้ 18 • การลดจานวนลงของสตั วป์ ุาเป็นผลเนือ่ งมาจากการกระทา ของมนษุ ยเ์ ปน็ ส่วนใหญ่ คือ การทาใหแ้ หล่งทีอ่ ยู่อาศัยลดลงและ การล่าสัตว์ปาุ • การจัดการทรพั ยากรสตั ว์ปาุ ควรมกี ารดาเนินการใหม้ ีพน้ื ทีป่ าุ ไม้เพ่ือการอยู่อาศัยอย่างเพียงพอรวมท้ังการไม่ทารา้ ยสตั ว์ปาุ หรอื ทาใหส้ ัตวป์ าุ ลดจานวนลง รวมท้ังการปลูกจิตสานึกให้ ช่วยกนั อนุรักษ์ รวมตลอดภาคเรียน

384 การวัดและประเมนิ ผล วิธีการการวดั และประเมนิ ผล กลุ่มสาระการเรียนรวู้ ิทยาศาสตร์ โรงเรียนโคกสงู ประชาสรรพม์ แี นวทางในการวดั ประเมนิ ผลการ เรียนรู้ ดังนี้ ๑. ดาเนนิ การวดั ผลให้ครบองคป์ ระกอบท้งั ๔ ดา้ น คอื การอา่ น การเขียน คิดวิเคราะห์ และ คณุ ลักษณะอันพ่ึงประสงค์ และกจิ กรรมพัฒนาผู้เรียน ๒. การประเมินผลการเรียนรู้ เปน็ การประเมนิ ความรู้ ความสามารถ ทักษะ เจตคติ ทักษะการคดิ ที่ กาหนดอยูใ่ นตวั ชว้ี ัดในหลักสตู ร ซง่ึ จะนาไปสกู่ ารสรุปผลการเรียนรู้ของผูเ้ รียน ตามมาตรฐานการ เรียนรู้ โดยดาเนินการ ดังน้ี ๑. ผูส้ อนแจง้ ตวั ชว้ี ดั ททวธิ กี ารประเมินผลการเรียน เกณฑ์การผา่ นตวั ช้วี ัด และเกณฑ์ขั้นตา่ ของ การผ่านรายวิชาก่อนการจดั กจิ กรรมการเรียนรู้ใหผ้ ูเ้ รยี นในแต่ละกลุ่มสาระการเรียนรู้ ๒. จดั ใหม้ กี ารประเมนิ ผลกอ่ นเรียน เพื่อตรวจสอบความรู้พ้นื ฐานและความรอบรใู้ นเรอ่ื งที่เรยี น ๓. จดั ให้มกี ารประเมินผลระหว่างเรียน เพือ่ ศึกษาผลการเรียน เพื่อจดั สอนซ่อมเสริม และนา คะแนนจากการวดั ผล ไปรวมกับการวัดผลปลายปี ๔. จัดใหม้ ีการวดั ผลปลายปี เพ่อื ตรวจสอบผลการเรยี นโดยใหค้ รอบคลุมมาตรฐานการเรยี นรู้/ ตัวชีว้ ัด/ผลการเรียนรทู้ ่สี าคัญ ทค่ี รูผู้สอนกาหนด ๕. การตัดสนิ ผลการเรียนใหน้ าผลการประเมินระหวา่ งเรียนรวมกับผลการประเมินปลายปตี าม สดั ส่วนคะแนนท่ีโรงเรยี นกาหนดแล้วใหร้ ะดบั ผลการเรยี น ๓. การประเมินการอ่าน ติด วเิ คราะหแ์ ละเขียนส่ือความของผเู้ รียน ใหค้ รปู ระจาวิชาดาเนนิ การวัดผล ตามเกณฑ์ทสี่ ถานศกึ ษากาหนด ๑. ครูผ้สู อนแจง้ ตวั ช้วี ดั ประเมินการอ่าน คิดวิเคราะห์ และเขยี น ๒. ครผู สู้ อนประเมนิ ในความสามารถในการอ่าน คิดวเิ คราะห์ และเขยี น ของผเู้ รียนในความ รับผดิ ชอบตามวิธีการและเครอื่ งมอื ทีก่ าหนด รวมสรุปผลการประเมินรายปี/รายภาค รายงาน ให้คณะกรรมการ เมือ่ ส้ินปกี ารศกึ ษา/สิ้นภาคเรียน ในกรณที ไ่ี ม่ผ่านใหแ้ ก้ไขปรับปรุง ๓. คณะกรรมการประเมนิ ของสถานศึกษา สรุปและใหร้ ะดับผลการประเมิน ๔. การประเมินคณุ ลกั ษณะอันพงึ ประสงคข์ องผเู้ รียนให้ครผู ู้สอนดาเนนิ การวัดผลไปพร้อมกับการ ประเมนิ ผลระดบั ชน้ั เรยี นตามเกณฑ์ท่ีสถานศึกษากาหนด ๑. ครูผสู้ อนแจง้ ตัวช้วี ัดการประเมนิ คุณลกั ษณะที่พึงประสงค์ ๒. ครผู สู้ อนประเมินคุณลกั ษณะทพ่ี งึ ประสงค์ผู้เรยี น ในความรับผิดชอบตามวธิ ีการและเครือ่ งมือ ทกี่ าหนด รวมสรุปผลการประเมินรายป/ี รายภาค รายงานให้คณะกรรมการทราบ เม่อื สน้ิ ปี การศึกษา/สนิ้ ภาคเรียน ในกรณที ี่ไม่ผา่ นใหแ้ ก้ไขปรับปรุง ๓. คณะกรรมการประเมินของสถานศึกษา สรปุ และใหร้ ะดบั ผลการประเมนิ ๕. การประเมนิ กิจกรรมพฒั นาผู้เรียนให้มกี ารประเมินเปน็ รายปี โดยสถานศึกษาเป็นผกู้ าหนดแนว ทางการประเมิน ผูร้ บั ผิดชอบกจิ กรรมดาเนนิ การประเมนิ ตามตวั ชว้ี ดั ๑. ครูผู้สอนแจง้ วัตถปุ ระสงค์ของการจดั กจิ กรรมพฒั นาผเู้ รยี น ๒. ครผู ู้สอนประเมินกจิ กรรมพฒั นาผู้เรยี นตามวธิ ีการและเคร่ืองมอื ท่กี าหนดรวมสรปุ ผลการ ประเมนิ รายปี รายงานผรู้ บั ผดิ ชอบ เม่ือสน้ิ ปกี ารศกึ ษา/สนิ้ ภาคเรียน ในกรณีทีไ่ มผ่ า่ นให้ แก้ไขปรบั ปรงุ

385 ๓. คณะกรรมการประเมนิ ของสถานศึกษา สรุปและให้ระดบั ผลการประเมิน เกณฑ์การวดั และการประเมนิ ผล ๑. การตัดสนิ ผลการเรยี น ๑. ตดั สนิ ผลการเรยี นเปน็ รายวิชา ผู้เรยี นตอ้ งมีเวลาเรียนตลอดภาคเรยี นไมน่ อ้ ยกวา่ รอ้ ย ละ ๘๐ ของเวลาเรียนทัง้ หมดในรายวิชานั้นๆ ๒. ผ้เู รียนตอ้ งได้รบั การประเมนิ ทกุ ตวั ชวี้ ัด และทกุ ตวั ช้ีวดั ผา่ นเกณฑ์ไม่น้อยกว่า ร้อยละ ๖๐ ๓. ผู้เรยี นต้องได้รบั การตัดสินผลการเรียนทุกรายวิชา ๔. ผู้เรยี นต้องไดร้ บั การประเมนิ และมีผลการประเมนิ ผ่าน ในการอ่าน คิด วเิ คราะห์ และเขยี น คุณลกั ษณะอันพึงประสงค์ และกิจกรรมพฒั นาผเู้ รียน มีผลการประเมิน ระดบั ผา่ นข้ึนไป ๒. การใหร้ ะดับผลการเรยี นรายวชิ า โดยใชผ้ ลการประเมินระหว่างภาคและปลายภาคตาม สดั ส่วนท่สี ถานศึกษากาหนด แล้วนามาเทยี บระดบั ผลการเรียน ๒.๑ การให้ระดับผลการเรยี นรายวชิ าของกล่มุ สาระการเรียนรู้ สถานศึกษาให้ระดับผล การเรียนเปน็ ๘ ระดบั โดยระบบตัวเลข ดงั น้ี คะแนนร้อยละ ระดบั ผลการเรียน ความหมายของผลการ ประเมนิ ๘๐-๑๐๐ ๔ ดเี ยยี่ ม ๗๕-๗๙ ๓.๕ ดมี าก ๗๐-๗๔ ๓ ดี ๖๕-๖๙ ๒.๕ คอ่ นขา้ งดี ๖๐-๖๔ ๒ ปานกลาง ๕๕-๕๙ ๑.๕ พอใช้ ๕๐-๕๔ ๑ ผ่านเกณฑข์ ้ันต่า ๐-๔๙ ๐ ต่ากว่าเกณฑ์ ๒.๒ การใหร้ ะดบั ผลการประเมินการอ่าน คิด วเิ คราะห์ และเขยี น และคณุ ลักษณะอนั พึงประสงคน์ น้ั ใหร้ ะดบั ผลการประเมนิ เปน็ ผ่านผ่าน กรณทีผ่ ่านให้ระดับผลการเรยี นเป็นดเี ย่ียม ดี และ ผ่าน ในการสรปุ ผลการประเมนิ การอ่าน คิดวเิ คราะห์ และเขียน เพื่อการเลอื่ นชนั้ และจบ การศกึ ษา กาหนดเกณฑก์ ารตดั สนิ เปน็ ๔ ระดบั และความหมายของแตล่ ะระดับดงั นี้ ดีเยี่ยม หมายถึง มีผลงานท่ีแสดงถงึ ความสามารถในการอ่าน คิด วเิ คราะห์ และเขียน ทีม่ ี คุณภาพดเี ลศิ อยเู่ สมอ ดี หมายถึง มผี ลงานที่แสดงถึงความสามารถในการอ่าน คดิ วเิ คราะห์ และเขียน ทม่ี ี คณุ ภาพเป็นทีย่ อมรับ ผา่ น หมายถึง มีผลงานทีแ่ สดงถงึ ความสามารถในการอา่ น คดิ วิเคราะห์ และเขียน ทม่ี ี คณุ ภาพเปน็ ที่ยอมรับ แตย่ งั มีขอ้ บกพร่องบางประการ

386 ไมผ่ า่ น หมายถึง ไมม่ ีผลงานท่แี สดงถึงความสามารถในการอ่านคดิ วิเคราะห์ และเขียน หรือถ้ามผี ลงานผลงานนนั้ ยังมี ข้อบกพร่อง ทต่ี ้องไดร้ ับการปรบั ปรงุ แกไ้ ข หลายประการ ในการสรปุ ผลการประเมนิ คณุ ลกั ษณะอนั พึงประสงค์ เพ่ือการเลือ่ นชั้นและจบการศึกษา กาหนดเกณฑ์การตดั สนิ เป็น ๔ ระดบั และความหมายของแตล่ ะระดับ ดังนี้ ดีเยย่ี ม หมายถึง ผ้เู รียนมคี ณุ ลกั ษณะในการปฏิบตั จิ นเปน็ นสิ ยั และนาไปใชใ้ น ชวี ติ ประจาวนั เพอื่ ประโยชนส์ ุขของตนเองและสงั คม โดยพิจารณาจากผลการประเมิน ระดับดเี ยีย่ ม จานวน ๕-๘ คณุ ลกั ษณะ และไมม่ ี คณุ ลักษณะใด ได้ผลการประเมินตา่ กวา่ ระดับดี ดี หมายถงึ ผู้เรยี นมคี ณุ ลกั ษณะในการปฏบิ ตั ิตามกฎเกณฑ์ เพ่อื ให้ เป็นทย่ี อมรับของสงั คม โดยพิจารณาจาก ๑. ไดผ้ ลการประเมินระดับดเี ยีย่ ม จานวน ๑-๔ คุณลักษณะ และ ไม่มี คณุ ลักษณะใด ไดผ้ ลการ ประเมนิ ตา่ กวา่ ระดับดี หรือ ๒. ได้ผลการประเมินระดับดีเยี่ยม จานวน ๔ คณุ ลักษณะ และไมม่ ี คณุ ลกั ษณะใด ไดผ้ ลการประเมนิ ตา่ กว่า ระดับ ผา่ น หรือ ๓. ไดผ้ ลการประเมินระดับดี จานวน ๕-๘ คณุ ลกั ษณะและไมม่ ี คณุ ลักษณะใด ไดผ้ ลการประเมนิ ตา่ กว่า ระดบั ผ่าน ผ่าน หมายถึง ผ้เู รียนรบั รแู้ ละปฏบิ ัตติ ามกฎเกณฑ์ และเง่อื นไขที่ สถานศกึ ษากาหนด โดย พิจารณาจาก ๑. ไดผ้ ลการประเมินระดบั ผา่ น จานวน ๕-๘ คณุ ลักษณะและไม่มีคุณลักษณะใด ได้ผลการประเมนิ ต่ากวา่ ระดบั ผา่ น หรือ ๒. ได้ผลการประเมินระดบั ดี จานวน ๔ คุณลักษณะ ๓. และไม่มคี ณุ ลักษณะใด ไดผ้ ลการประเมินต่ากวา่ ระดับ ผา่ น ไม่ผา่ น หมายถึง ผู้เรยี นรับรแู้ ลปฏิบตั ไิ ด้ไม่ครบ ตามเกณฑ์และ เง่ือนไขทสี่ ถานศึกษากาหนด โดยพิจารณาจากผลการประเมนิ ระดับไมผ่ า่ น ตงั้ แต่ ๑ คุณลักษณะ หลักการวดั และประเมนิ ผลการเรียนรู้ การวัดและประเมนิ ผลการเรียนรู้ ตามหลักสูตรแกนกลางการศกึ ษาขน้ั พน้ื ฐาน พทุ ธศักราช ๒๕๕๑ เป็นกระบวนการตรวจสอบผลการเรียนรู้ และพฒั นาการด้านตา่ ง ๆ ของผู้เรยี น ตามมาตรฐาน การเรยี นรู้ / ตวั ชวี้ ดั ของหลกั สตู ร นาผลไปปรบั ปรุงพฒั นาการจดั การเรยี นรูแ้ ละใชเ้ ปน็ ข้อมูลสาหรับการ ตัดสนิ ผลการเรยี น สถานศึกษาตอ้ งดาเนินการวัดและประเมินผลการเรียนรใู้ ห้เป็นไปอย่างมีคณุ ภาพและ ประสิทธภิ าพ มกี ระบวนการจดั การทเ่ี ป็นระบบ และกระบวนการปฏิบตั ิงานทมี่ ีคุณภาพ เพื่อให้ผลการ ประเมินถูกต้องตามสภาพความรู้ ความสามารถทแ่ี ท้จรงิ ของผูเ้ รียน ถูกตอ้ งตามหลักการวัดและ ประเมนิ ผลการเรียนรู้ รวมทงั้ สามารถรองรบั การประเมินภายในและการประเมนิ ภายนอก ตามระบบ ประกันคุณภาพการศึกษาได้ สถานศกึ ษาจึงควรกาหนดหลักการวดั และประเมินผลการเรยี นรู้ ไวด้ งั น้ี ๑. สถานศึกษาเป็นผรู้ บั ผดิ ชอบการประเมินผลการเรยี นของผู้เรยี น โดยเปดิ โอกาสให้ทุกฝ่ายท่ี เกีย่ วขอ้ งมีสว่ นร่วม ๒. การวดั และประเมนิ ผลการเรยี นรู้ต้องสอดคลอ้ งและครอบคลุมมาตรฐานการเรยี นรู้ / ตัวชีว้ ัด

387 ตามกล่มุ สาระการเรยี นรูท้ ่กี าหนดในหลักสตู ร จดั ใหม้ กี ารประเมินการอา่ น คิดวิเคราะหแ์ ละเขียน และ คณุ ลกั ษณะอนั พงึ ประสงค์ ตลอดจนกจิ กรรมพัฒนาผเู้ รียน ๓. การประเมินผ้เู รียนพจิ ารณาจากพัฒนาการของผูเ้ รียน ความประพฤติ การสงั เกตพฤติกรรม การเรียน การรว่ มกิจกรรม และการทดสอบควบค่ไู ปในกระบวนการเรยี นการสอนตามความเหมาะสม ของแตล่ ะระดับและรปู แบบการศึกษา ๔. การวัดและประเมินผลการเรยี นรู้เปน็ สว่ นหนงึ่ ของกระบวนการจัดการเรยี นการสอนต้อง ดาเนนิ การดว้ ยเทคนิควิธกี ารทหี่ ลากหลาย เพื่อให้สามารถวัดและประเมนิ ผเู้ รยี นได้อยา่ งรอบดา้ น ทงั้ ดา้ นความรู้ ความคิด กระบวนการ พฤติกรรมและเจตคติ เหมาะสมกับส่ิงท่ีต้องการวดั ธรรมชาตวิ ิชาและ ระดบั ชั้นของผู้เรียนโดยตง้ั อยู่บนพ้นื ฐานความเทย่ี งตรง ยตุ กิ รรม และเช่ือถอื ได้ ๕. การประเมินผลการเรียน มจี ดุ มงุ่ หมายเพื่อปรับปรงุ พฒั นาผู้เรียน พฒั นาการจดั การเรยี นและ ตดั สินผลการเรยี น ๖. เปดิ โอกาสใหผ้ เู้ รียนและผมู้ ีส่วนเก่ยี วขอ้ งตรวจสอบผลการประเมินผลการเรียนรู้ ๗. ให้มกี ารเทยี บโอนผลการเรียนระหว่างสถานศกึ ษาและรปู แบบการศกึ ษาต่าง ๆ ๘. ใหส้ ถานศกึ ษาจดั ทาเอกสารหลักฐานการศกึ ษา เพอื่ เปน็ หลักฐานการประเมินผลการเรยี น รายงานผลการเรยี น แสดงวฒุ ิการศึกษาและรับรองผลการเรียนของผู้เรียน

388 อภธิ านศัพท์ ศัพทท์ ีเ่ กีย่ วขอ้ งกบั ตัวชว้ี ัดกล่มุ สาระการเรยี นร้วู ิทยาศาสตร์ ที่ ภาษาไทย ภาษาองั กฤษ ความหมาย ๑. กาหนดปญั หา define problem ระบุคาถาม ประเด็นหรอื ๒. แกป้ ญั หา solve problem สถานการณ์ท่ีเป็นขอ้ สงสัย เพอ่ื นาไปสู่การแกป้ ญั หาหรือ ๓. เขยี นแผนผัง/วาดภาพ construct diagram/ อภิปรายร่วมกัน ๔. คาดคะเน illustrate หาคาตอบของปัญหาท่ยี ังไมร่ ู้ ๕. คานวณ predict วิธีการมาก่อน ทงั้ ปญั หาที่ calculate เกี่ยวขอ้ งกบั วทิ ยาศาสตร์ โดยตรงและปญั หาในชีวิต ประจาวันโดยใช้เทคนิคและ วิธกี ารตา่ ง ๆ นาเสนอขอ้ มูลหรือผลการสารวจ ตรวจสอบด้วยแผนผัง กราฟ หรอื ภาพวาด คาดการณ์ผลทจ่ี ะเกดิ ข้นึ ในอนาคต โดยอาศยั ขอ้ มูลท่สี งั เกตได้ และประสบการณ์ทม่ี ี หาผลลพั ธ์จากข้อมูล โดยใช้ หลกั การ ทฤษฎี หรือวิธีการทาง คณติ ศาสตร์

389 ท่ี ภาษาไทย ภาษาอังกฤษ ความหมาย ๖. จาแนก classify ๗. ต้ังคาถาม ask question จดั กลมุ่ ของส่ิงตา่ ง ๆ โดยอาศัย ๘. ทดลอง conduct/experiment ลักษณะท่เี หมือนกนั เป็นเกณฑ์ พูดหรือเขียนประโยค หรือวลี ๙. นาเสนอ present เพ่อื ให้ได้มาซง่ึ การคน้ หา คาตอบ ๑๐. บรรยาย describe ทต่ี ้องการ ปฏบิ ตั ิการเพื่อหาคาตอบ ของ ๑๑. บอก tell คา ถา ม หรือปัญหาใน กา ร ๑๒. บนั ทกึ record ทดลอง โดยตั้งสมมติฐานเพื่อ เปน็ แนวทางในการกาหนด ตัว แปรและวางแผนดาเนนิ การ เพอื่ ตรวจสอบสมมตฐิ าน แสดงข้อมูล เร่อื งราว หรือ ความคิด เพ่ือให้ผู้อ่ืนรับรู้ หรือ พิจารณา ให้รายละเอยี ดของเหตุการณ์ หรอื ปรากฏการณ์ทีเ่ กิดข้นึ ให้ ผอู้ น่ื ไดร้ บั รูด้ ว้ ยการบอก หรือเขยี น ให้ข้อมลู ข้อเท็จจริง แก่ผอู้ ืน่ ดว้ ยการพดู หรอื เขยี น เขียนข้อมูลทไี่ ดจ้ ากการสงั เกต เพือ่ ช่วยจา หรอื เพอ่ื เป็นหลกั ฐาน

390 ท่ี ภาษาไทย ภาษาองั กฤษ ความหมาย ๑๓. เปรียบเทียบ compare ๑๔. แปลความหมาย interpret บอกควา มเหมือน และ/หรือ ๑๕. ยกตวั อย่าง give examples ความแตกตา่ ง ของส่งิ ที่ เทยี บเคียงกนั ๑๖. ระบุ identify แสดงความหมายของขอ้ มูล ๑๗. เลอื กใช้ select จากหลักฐานที่ปรากฏ เพ่ือลง ๑๘. วัด measure ข้อสรปุ ๑๙. วิเคราะห์ analyze ใ ห้ ข้ อ มู ล เ ห ตุ ก า ร ณ์ หรื อ สถานการณ์ เพ่ือแสดงความเข้าใจในส่ิงที่ได้ เรียนรู้ ช้บี อกส่ิงตา่ ง ๆ โดยใชข้ ้อมูล ประกอบอย่างเพียงพอ พิจารณา และตัดสินใจนาวัสดุ สงิ่ ของ อปุ กรณ์ หรอื วธิ ีการ มาใชไ้ ด้อยา่ งเหมาะสม หาขนาด หรอื ปริมาณของ ส่ิงต่า ง ๆ โดยใช้เครื่องมือ ท่ี เหมาะสม แยกแยะ จัดระบบ เปรียบเทียบ จดั ลาดับ จัดจาแนก หรือ เชอื่ มโยงข้อมูล

391 ท่ี ภาษาไทย ภาษาอังกฤษ ความหมาย ๒๐. สรา้ งแบบจาลอง construct model นาเสนอแนวคดิ หรือเหตกุ ารณ์ ๒๑. สงั เกต observe ในรูปของแผนภาพ ช้นิ งาน ๒๒. สารวจ explore สมการ ข้อความ คาพดู และ/ ๒๓. สบื ค้นขอ้ มลู search หรือใชแ้ บบจาลองเพือ่ อธิบาย ๒๔. ส่อื สาร communicate ความคดิ วตั ถุ หรือเหตกุ ารณ์ ต่าง ๆ หาขอ้ มลู ด้วยการใชป้ ระสาท สมั ผสั ทั้งห้า ที่เหมาะสมตาม ข้อเทจ็ จริงท่ีปรากฏ โดยไมใ่ ช้ ประสบการณเ์ ดิมของผู้สังเกต หาขอ้ มลู เกย่ี วกับสิง่ ตา่ ง ๆ โดยใชว้ ธี กี ารและเทคนคิ ที่ เหมาะสม เพอ่ื นาข้อมูลมาใช้ ตามวตั ถปุ ระสงคท์ ีก่ าหนดไว้ หาข้อมลู หรอื ข้อสนเทศที่มี ผู้รวบรวมไวแ้ ลว้ จากแหล่งต่าง ๆ มาใชป้ ระโยชน์ นาเสนอ และแลกเปลี่ยน ความคดิ ขอ้ มลู หรือผลจากการ สารวจตรวจสอบ ดว้ ยวธิ ี ทเ่ี หมาะสม

392 ที่ ภาษาไทย ภาษาอังกฤษ ความหมาย ๒๕. อธิบาย explain ๒๖. อภปิ ราย discuss กล่าวถึงเร่อื งราวต่าง ๆ อยา่ งมี เหตุผล และมขี อ้ มูล หรือ ๒๗. ออกแบบการทดลอง design experiment ประจกั ษพ์ ยานอ้างอิง แสดงความคิดเหน็ ต่อประเดน็ หรอื คาถามอย่างมีเหตุผล โดยอาศัยความรู้และประสบการณ์ ของผู้อภิปรายและข้อมูล ประกอบ กาหนด และวางแผนวธิ ีการ ทดลองใหส้ อดคลอ้ งกับ สมมติฐานและตวั แปรตา่ ง ๆ รวมทั้งการบนั ทกึ ข้อมูล

393 ศพั ท์ท่ีเกย่ี วข้องกับตัวชีว้ ัดสาระเทคโนโลยี ท่ี ภาษาไทย ภาษาองั กฤษ ความหมาย fair use ๑. การใช้ลิขสิทธข์ิ องผูอ้ ่ืน การนาสอ่ื หรอื ขอ้ มลู ที่เป็น โดยชอบธรรม ลิขสิทธข์ิ องผอู้ ่นื ไปใชโ้ ดยชอบ ด้วยกฎหมาย ภายใตเ้ งอื่ นไข ๒. การตรวจและแกไ้ ข debugging บางประการ เช่น ขอ้ ผดิ พลาด data processing ๑) นาไปใชใ้ นการศึกษา หรอื ๓. การประมวลผลข้อมูล การค้า ๒) งานนน้ั เป็นงานวชิ าการ หรือ บันเทงิ ๓) คัดลอกเพียงส่วนนอ้ ย หรือ คัดลอกจานวนมาก ๔) ทาใหเ้ จ้าของเสียผลประโยชน์ ทางการเงิน มากนอ้ ยเพียงใด กระบวนการในการคน้ หา ขอ้ ผิดพลาดของโปรแกรม เพอ่ื แก้ไขใหท้ างานไดถ้ ูกต้อง การดาเนินการตา่ ง ๆ กบั ขอ้ มูล เพ่ือใหไ้ ดผ้ ลลพั ธ์ทมี่ ีความหมาย และมีประโยชนต์ ่อการนา ไปใช้งานมากยงิ่ ขน้ึ

394 ที่ ภาษาไทย ภาษาองั กฤษ ความหมาย ๔. การรวบรวมข้อมูล data collection ๕. ข้อมูลปฐมภูมิ primary data กระบวนการในการรวบรวม ๖. เทคโนโลยี ข้อมูลทีเ่ กี่ยวขอ้ งจากแหล่ง technology ข้อมลู ตา่ ง ๆ ๗. แนวคิดเชงิ คานวณ ข้อมลู ท่รี วบรวมโดยตรง computational จากแหล่งข้อมลู ขั้นตน้ โดยอาจ ๘. แนวคิดเชิงนามธรรม thinking ใช้วิธีการสังเกต การทดลอง การสารวจ การสมั ภาษณ์ abstraction ส่ิงทม่ี นุษย์สรา้ งหรอื พัฒนาขน้ึ ซ่งึ อาจเป็นได้ทั้งชิ้นงาน หรอื วิธีการ เพื่อใชแ้ ก้ปญั หาสนอง ความต้องการ หรอื เพ่มิ ความสามารถในการทางาน ของมนุษย์ กระบวนการในการแก้ปัญหา การคิดวิเคราะห์อยา่ งมเี หตุผล เป็นขนั้ ตอน เพือ่ หาวธิ ีการ แก้ปัญหาในรปู แบบทีส่ ามารถ นาไปประมวลผลได้ การพจิ ารณารายละเอยี ดที่สาคัญ ของปญั หา แยกแยะสาระสาคญั ออกจากสว่ นทีไ่ มส่ าคญั

395 ที่ ภาษาไทย ภาษาองั กฤษ ความหมาย ๙. ระบบทางเทคโนโลยี technological system กลุม่ ของสว่ นตา่ ง ๆ ตั้งแต่ ๑๐. เหตผุ ลเชงิ ตรรกะ ๑๑. เหตผุ ลวบิ ตั ิ สองส่วนขนึ้ ไป ประกอบเขา้ ดว้ ยกนั และทางานรว่ มกนั เพ่อื ให้บรรลุวัตถุประสงค์ โดยในการทางานของระบบ ทางเทคโนโลยีจะประกอบไปดว้ ย ตวั ปอ้ น (input) กระบวนการ (process) และผลผลติ (output) ที่สัมพนั ธ์กนั นอกจากนี้ระบบทางเทคโนโลยี อาจมีข้อมูลยอ้ นกลบั (feedback) เพือ่ ใชป้ รับปรุง การทางานได้ตามวตั ถปุ ระสงค์ logical reasoning การใช้เหตุผล กฎ กฎเกณฑ์ หรอื เง่ือนไขท่ีเก่ียวข้อง เพอ่ื แกป้ ัญหาไดค้ รอบคลุมทุกกรณี logical fallacy การใช้เหตุผลที่ผดิ พลาด ไม่อยูบ่ น พ้ืนฐานของความจรงิ ไม่มนี ้าหนัก สมเหตุสมผลมาสนบั สนนุ หรือ ช้นี าข้อสรุปทผ่ี ิดใหด้ นู ่าเช่ือถือ

396 ท่ี ภาษาไทย ภาษาอังกฤษ ความหมาย ๑๒. อัตลักษณ์ Identity ลักษณะเฉพาะหรือข้อมลู สาคญั ๑๓. อลั กอริทึม ทีบ่ ง่ บอกถงึ ความเปน็ ตัวตนของ ๑๔. แอปพลิเคชัน บุคคลหรือส่งิ ใดสงิ่ หน่ึง เช่น ชื่อบญั ชผี ้ใู ช้ ใบหนา้ ลายนิ้วมือ algorithm ข้ันตอนในการแก้ปัญหาหรือ การทางาน โดยมลี าดับของ คาสง่ั หรือวิธีการท่ีชัดเจน ที่คอมพิวเตอรส์ ามารถปฏบิ ตั ิ ตามได้ software application ซอฟต์แวร์ประยกุ ต์ ท่ที างาน บนคอมพิวเตอร์ สมาร์ตโฟน แทบ็ เลต็ หรืออปุ กรณ์เทคโนโลยี อ่ืน ๆ

397 คณะผ้จู ดั ทา ท่ีปรกึ ษา รองผอู้ านวยการรักษาราชการแทน ๑. นายชิตพล สวุ รรณผา ผู้อานวยการโรงเรียนโคกสงู ประชาสรรพ์ คณะทางาน หัวหนา้ คณะทางาน ๑. นางสาวละมลุ จันทะรงั ผู้ช่วย ๒. นายมานะ โงะบุดดา ผชู้ ว่ ย ๓. นางสาวสภุ วรรณ ลุนพรหม ผู้ชว่ ย ๔. นางสาวสมุ าลี อุปชยั เลขานุการคณะทางาน ๕. นางสาววาสนา ทองรินทร์ พมิ พ์ พิมพ์/ตรวจทาน พิมพ์ ๑. นางสาววาสนา ทองรนิ ทร์ พมิ พ์ ๒. นางสาวสุมาลี อุปชัย ตรวจทาน ๓. นางสาวสุภวรรณ ลนุ พรหม ๔. นางสาวละมุล จนั ทะรัง ______________________________________________________________________ หลักสูตรกลุ่มสาระการเรยี นรูว้ ทิ ยาศาสตร์ โรงเรียนโคกสงู ประชาสรรพ์ ปรบั ปรุงพุทธศักราช ๒๕๖๓