48 ชัน้ ตวั ชี้วดั สาระการเรียนรู้แกนกลาง ๕. แปลความหมายขอ๎ มูลและอธบิ ายการเปลยี่ น • ผลรวมของพลงั งานศกั ยโ์ น๎มถวํ งและพลงั งานจลน์ พลงั งานระหวาํ งพลังงานศกั ยโ์ นม๎ ถํวงและ เปน็ พลังงานกล พลงั งานศกั ยโ์ นม๎ ถวํ งและ พลงั งานจลน์ของวตั ถโุ ดยพลงั งานกลของวตั ถุ พลังงานจลนข์ องวตั ถุหน่ึง ๆ สามารถเปล่ยี น มคี าํ คงตัวจากขอ๎ มูลท่ีรวบรวมได๎ กลบั ไปมาได๎ โดยผลรวมของพลงั งานศักยโ์ นม๎ ถวํ ง และพลังงานจลน์มคี ําคงตวั นั่นคือพลงั งานกล ของวัตถมุ คี าํ คงตัว ๖. วิเคราะหส์ ถานการณ์และอธิบายการเปลย่ี น • พลังงานรวมของระบบมคี ําคงตัวซ่ึงอาจเปล่ยี น และการถาํ ยโอนพลงั งานโดยใช๎ จากพลังงานหนึ่งเป็นอีกพลงั งานหน่งึ เชํน กฎการอนรุ ักษพ์ ลังงาน พลังงานกลเปล่ยี นเปน็ พลงั งานไฟฟ้า พลังงานจลน์เปลยี่ นเปน็ พลงั งานความรอ๎ น พลงั งานเสยี ง พลังงานแสง เนอื่ งมาจาก แรงเสียดทาน พลงั งานเคมใี นอาหารเปลย่ี นเปน็ พลงั งานทไี่ ปใช๎ในการทางานของสงิ่ มชี วี ติ • นอกจากนพี้ ลงั งานยังสามารถถาํ ยโอนไปยงั อกี ระบบหนึง่ หรอื ไดร๎ บั พลงั งานจากระบบอ่นื ได๎ เชนํ การถาํ ยโอนความรอ๎ นระหวํางสสาร การถํายโอนพลังงานของการสนั่ ของแหลํงกาเนดิ เสียง ไปยังผฟู๎ งั ทงั้ การเปลยี่ นพลงั งานและการถาํ ยโอน พลังงาน พลงั งานรวมทั้งหมดมีคําเทําเดิม ตามกฎการอนรุ ักษพ์ ลงั งาน ม.๓ ๑. วเิ คราะห์ความสมั พนั ธร์ ะหวํางความตาํ งศักย์ • เม่ือตํอวงจรไฟฟา้ ครบวงจรจะมีกระแสไฟฟ้า กระแสไฟฟา้ และความตา๎ นทาน และคานวณ ออกจากขว้ั บวกผํานวงจรไฟฟา้ ไปยงั ขัว้ ลบของ ปริมาณท่ีเกย่ี วขอ๎ งโดยใชส๎ มการ V = IR แหลงํ กาเนดิ ไฟฟา้ ซ่ึงวัดคาํ ได๎จากแอมมิเตอร์ จากหลกั ฐานเชิงประจกั ษ์ • คําที่บอกความแตกตํางของพลงั งานไฟฟา้ ตํอหนํวย ๒. เขียนกราฟความสัมพันธ์ระหวํางกระแสไฟฟา้ ประจรุ ะหวํางจดุ ๒ จุด เรยี กวาํ ความตํางศักย์ และความตํางศกั ยไ์ ฟฟา้ ซึ่งวัดคําได๎จากโวลตม์ เิ ตอร์ ๓. ใช๎โวลตม์ ิเตอร์ แอมมิเตอรใ์ นการวัดปริมาณทาง • ขนาดของกระแสไฟฟา้ มคี าํ แปรผนั ตรงกับ ไฟฟา้ ความตํางศักยร์ ะหวาํ งปลายท้ังสองของตัวนา โดยอัตราสํวนระหวํางความตํางศักย์และกระแสไฟฟา้ มีคําคงท่ี เรียกคาํ คงที่นวี้ ํา ความตา๎ นทาน ๔. วเิ คราะหค์ วามตาํ งศกั ยไ์ ฟฟ้าและกระแสไฟฟ้า • ในวงจรไฟฟา้ ประกอบดว๎ ยแหลงํ กาเนดิ ไฟฟา้ ในวงจรไฟฟ้าเมือ่ ตอํ ตวั ต๎านทานหลายตัว สายไฟฟ้า และอุปกรณไ์ ฟฟา้ โดยอปุ กรณ์ไฟฟา้ แบบอนุกรมและแบบขนานจากหลักฐาน แตลํ ะชน้ิ มคี วามต๎านทาน ในการตอํ ตวั ตา๎ นทาน เชิงประจักษ์ หลายตวั มที ัง้ ตํอแบบอนกุ รมและแบบขนาน
49 ช้ัน ตวั ช้วี ดั สาระการเรียนรู้แกนกลาง ๕. เขียนแผนภาพวงจรไฟฟ้าแสดงการตอํ ตวั ต๎านทาน • การตํอตัวตา๎ นทานหลายตวั แบบอนกุ รมใน แบบอนกุ รมและขนาน วงจรไฟฟา้ ความตาํ งศกั ยท์ ่คี รํอมตวั ต๎านทาน แตลํ ะตวั มคี าํ เทาํ กบั ผลรวมของความตํางศกั ย์ ท่คี รํอมตัวต๎านทานแตลํ ะตัว โดยกระแสไฟฟา้ ทผี่ าํ นตวั ต๎านทานแตํละตวั มคี าํ เทํากนั ๖. บรรยายการทางานของชิ้นสํวนอเิ ลก็ ทรอนิกส์ • การตํอตัวต๎านทานหลายตวั แบบขนานใน อยาํ งงาํ ยในวงจรจากขอ๎ มูลทีร่ วบรวมได๎ วงจรไฟฟา้ กระแสไฟฟา้ ทผี่ าํ นวงจรมีคําเทํากบั ผลรวม ของกระแสไฟฟ้าทผ่ี าํ นตวั ตา๎ นทานแตลํ ะตวั ๗. เขียนแผนภาพและตอํ ชิ้นสวํ นอเิ ลก็ ทรอนกิ ส์ โดยความตาํ งศักยท์ ่คี รอํ มตวั ต๎านทานแตํละตัว อยํางงาํ ยในวงจรไฟฟ้า มีคาํ เทาํ กัน • ชิ้นสํวนอิเล็กทรอนิกส์มีหลายชนิด เชํน ตัว ตา๎ นทาน ไดโอดทรานซสิ เตอร์ตัวเก็บประจุโดยชิ้นสํวน แตํละชนดิ ทาหน๎าท่ีแตกตาํ งกนั เพ่อื ให๎วงจร ทางานได๎ตามตอ๎ งการ • ตัวตา๎ นทานทาหนา๎ ทคี่ วบคุมปริมาณกระแสไฟฟา้ ในวงจรไฟฟา้ ไดโอดทาหน๎าที่ใหก๎ ระแสไฟฟา้ ผํานทางเดยี ว ทรานซสิ เตอรท์ าหนา๎ ทีเ่ ป็นสวิตช์ ปิดหรือเปิดวงจรไฟฟา้ และควบคมุ ปริมาณ กระแสไฟฟา้ ตวั เก็บประจทุ าหนา๎ ท่ีเก็บและ คายประจไุ ฟฟา้ • เครอื่ งใช๎ไฟฟา้ อยาํ งงาํ ยประกอบดว๎ ยชิน้ สํวน อิเลก็ ทรอนกิ ส์หลายชนิดที่ทางานรํวมกนั การตอํ วงจรอิเลก็ ทรอนกิ สโ์ ดยเลือกใชช๎ ิ้นสํวน อเิ ลก็ ทรอนิกสท์ ่ีเหมาะสมตามหนา๎ ที่ของชนิ้ สวํ น น้นั ๆ จะสามารถทาใหว๎ งจรไฟฟ้าทางานได๎ตาม ต๎องการ ๘. อธิบายและคานวณพลงั งานไฟฟ้าโดยใช๎สมการ • เครอ่ื งใช๎ไฟฟ้าจะมีคํากาลังไฟฟ้าและความตํางศักย์ W = Pt รวมทงั้ คานวณคาํ ไฟฟา้ ของเคร่ืองใช๎ กากบั ไว๎ กาลังไฟฟา้ มีหนวํ ยเป็นวัตต์ ความตาํ งศักย์ ไฟฟา้ ในบ๎าน มีหนํวยเปน็ โวลต์ คาํ ไฟฟ้าสวํ นใหญํคิดจาก
50 ช้ัน ตัวชวี้ ัด สาระการเรยี นรู้แกนกลาง ๙. ตระหนักในคณุ คาํ ของการเลือกใชเ๎ ครื่องใช๎ไฟฟา้ พลงั งานไฟฟ้าท่ใี ช๎ทั้งหมด ซ่ึงหาได๎จากผลคูณ โดยนาเสนอวธิ ีการใชเ๎ ครื่องใชไ๎ ฟฟา้ ของกาลงั ไฟฟ้า ในหนํวยกิโลวตั ต์ กบั เวลาใน อยาํ งประหยัดและปลอดภัย หนวํ ยชัว่ โมง พลงั งานไฟฟ้ามหี นํวยเปน็ กโิ ลวตั ต์ ช่ัวโมง หรือหนํวย • วงจรไฟฟ้าในบ๎านมกี ารตํอเครอ่ื งใช๎ไฟฟ้าแบบ ขนานเพ่อื ให๎ความตาํ งศักยเ์ ทํากนั การใช๎เครอื่ งใช๎ ไฟฟา้ ในชวี ติ ประจาวนั ต๎องเลอื กใช๎เครอ่ื งใชไ๎ ฟฟ้า ท่มี ีความตํางศกั ยแ์ ละกาลังไฟฟา้ ใหเ๎ หมาะกบั การใชง๎ าน และการใชเ๎ ครอื่ งใช๎ไฟฟา้ และอปุ กรณ์ ไฟฟา้ ต๎องใชอ๎ ยาํ งถูกตอ๎ ง ปลอดภยั และประหยดั ๑๐. สร๎างแบบจาลองทีอ่ ธบิ ายการเกิดคล่นื • คลนื่ เกดิ จากการสงํ ผํานพลังงานโดยอาศยั ตวั กลาง และบรรยายสวํ นประกอบของคลนื่ และไมอํ าศยั ตัวกลาง ในคลน่ื กล พลงั งานจะถูก ถาํ ยโอนผาํ นตวั กลางโดยอนุภาคของตวั กลาง ไมํเคลอ่ื นทีไ่ ปกับคลน่ื คลื่นที่แผํออกมาจาก แหลํงกาเนดิ คลื่นอยาํ งตอํ เนือ่ งและมีรูปแบบ ทีซ่ ้ากัน บรรยายไดด๎ ๎วยความยาวคลนื่ ความถ่ี แอมพลิจดู ๑๑. อธบิ ายคลน่ื แมํเหล็กไฟฟ้าและสเปกตรัม • คลนื่ แมํเหลก็ ไฟฟา้ เป็นคลน่ื ทไ่ี มํอาศัยตัวกลาง คล่ืนแมํเหลก็ ไฟฟา้ จากขอ๎ มูลทีร่ วบรวมได๎ ในการเคลือ่ นท่ี มีความถีต่ อํ เนือ่ งเปน็ ชํวงกวา๎ งมาก ๑๒. ตระหนักถึงประโยชน์และอันตรายจาก คลื่น เคลอ่ื นทใี่ นสุญญากาศดว๎ ยอัตราเรว็ เทาํ กนั แมเํ หล็กไฟฟา้ โดยนาเสนอการใช๎ ประโยชน์ใน แตํจะเคลอ่ื นทดี่ ๎วยอตั ราเรว็ ตาํ งกันในตวั กลางอ่ืน ด๎ า น ตํ า ง ๆ แ ล ะ อั น ต ร า ย จ า ก ค ลื่ น คลื่นแมํเหล็กไฟฟ้าแบํงออกเป็นชํวงความถี่ตําง ๆ เรยี กวํา สเปกตรัมของคลื่นแมํเหล็กไฟฟ้า แตํ แมํเหล็กไฟฟ้าในชวี ติ ประจาวัน ละ ชํวงความถี่มชี ื่อเรยี กตํางกัน ไดแ๎ กํ คลื่นวิทยุ ไมโครเวฟ อินฟราเรด แสงท่ีมองเหน็ อลั ตราไวโอเลต รงั สีเอกซ์และรังสแี กมมา ซ่ึงสามารถนาไป ใชป๎ ระโยชน์ได๎ • เลเซอร์เป็นคลืน่ แมเํ หล็กไฟฟ้าทม่ี ีความยาวคล่ืน เดยี ว เปน็ ลาแสงขนานและมคี วามเข๎มสูง นาไปใช๎ ประโยชนใ์ นดา๎ นตาํ ง ๆ เชํน ดา๎ นการสอื่ สาร มกี ารใช๎เลเซอรส์ าหรบั สงํ สารสนเทศผําน เสน๎ ใยนาแสง โดยอาศัยหลักการการสะทอ๎ นกลับหมด ของแสง ดา๎ นการแพทยใ์ ช๎ในการผาํ ตดั • คลน่ื แมํเหล็กไฟฟ้านอกจากจะสามารถนาไปใช๎ ประโยชนแ์ ลว๎ ยังมีโทษตอํ มนุษย์ด๎วย เชํน ถา๎ มนษุ ย์ได๎รับรังสอี ัลตราไวโอเลตมากเกินไป อาจจะทาให๎เกดิ มะเร็งผิวหนัง หรอื ถ๎าได๎รังสี แกมมาซง่ึ เป็นคลน่ื แมเํ หล็กไฟฟ้าทมี่ พี ลงั งานสูง และสามารถทะลุผาํ นเซลลแ์ ละอวัยวะได๎ อาจทาลายเนื้อเยอ่ื หรอื อาจทาให๎เสยี ชวี ิตได๎
51 ช้ัน ตัวช้วี ดั สาระการเรียนรูแ้ กนกลาง เมอื่ ไดร๎ บั รงั สีแกมมาในปรมิ าณสงู ๑๓. ออกแบบการทดลองและดาเนินการทดลอง • เม่ือแสงตกกระทบวตั ถุจะเกิดการสะทอ๎ นซง่ึ เป็น ดว๎ ยวธิ ที เี่ หมาะสมในการอธบิ าย ไปตามกฎการสะทอ๎ นของแสง โดยรงั สตี กกระทบ กฎการสะทอ๎ นของแสง เสน๎ แนวฉาก รงั สีสะทอ๎ นอยํใู นระนาบเดียวกนั ๑๔. เขียนแผนภาพการเคล่อื นที่ของแสง แสดง และมมุ ตกกระทบเทาํ กับมมุ สะทอ๎ น ภาพจาก การเกดิ ภาพจากกระจกเงา กระจกเงาเกิดจากรังสสี ะท๎อนตดั กันหรือตอํ แนว รงั สสี ะท๎อนให๎ตดั กัน โดยถ๎ารังสสี ะทอ๎ นตดั กนั จริง จะเกิดภาพจรงิ แตถํ ๎าตํอแนวรงั สีสะทอ๎ นให๎ ไปตดั กนั จะเกิดภาพเสมอื น ๑๕. อธิบายการหกั เหของแสงเมอ่ื ผาํ นตัวกลาง • เมอื่ แสงเดินทางผาํ นตัวกลางโปรํงใสทแ่ี ตกตําง โปรงํ ใสท่แี ตกตาํ งกนั และอธบิ ายการกระจาย กนั เชนํ อากาศและน้า อากาศและแก๎ว จะเกดิ แสงของแสงขาวเมื่อผํานปริซมึ จากหลกั ฐาน การหกั เห หรอื อาจเกิดการสะทอ๎ นกลบั หมดใน เชิงประจักษ์ ตวั กลางทแี่ สงตกกระทบ การหกั เหของแสงผาํ น ๑๖. เขียนแผนภาพการเคล่ือนท่ีของแสง เลนส์ทาให๎เกดิ ภาพทีม่ ชี นิดและขนาดตําง ๆ แสดงการเกดิ ภาพจากเลนส์บาง • แสงขาวประกอบดว๎ ยแสงสตี าํ ง ๆ เมื่อแสงขาว ผาํ นปรซิ มึ จะเกดิ การกระจายแสงเปน็ แสงสีตําง ๆ เรียกวํา สเปกตรมั ของแสงขาว เมอื่ เคลอื่ นที่ใน ตัวกลางใด ๆ ทีไ่ มใํ ชอํ ากาศ จะมีอัตราเร็วตาํ งกนั จงึ มีการหักเหตาํ งกัน ๑๗. อธิบายปรากฏการณ์ที่เกยี่ วกบั แสง และการ • การสะท๎อนและการหักเหของแสงนาไปใช๎อธบิ าย ทางานของทัศนอุปกรณจ์ ากขอ๎ มลู ท่รี วบรวม ปรากฏการณ์ที่เก่ยี วกับแสง เชํน ร๎ุง มริ าจ และ ได๎ อธิบายการทางานของทัศนอุปกรณ์ เชนํ แวํนขยาย ๑๘. เขยี นแผนภาพการเคลอ่ื นที่ของแสง แสดงการ กระจกโคง๎ จราจร กล๎องโทรทรรศน์ เกิดภาพของทัศนอุปกรณแ์ ละเลนสต์ า กล๎องจุลทรรศน์ และแวนํ สายตา • ในการมองวัตถุ เลนสต์ าจะถกู ปรับโฟกสั เพ่อื ให๎เกดิ ภาพชดั ท่จี อตา ความบกพรอํ งทางสายตา เชนํ สายตาสั้นและสายตายาวเปน็ เพราะตาแหนงํ ท่เี กิดภาพไมํไดอ๎ ยํทู จ่ี อตาพอดี จงึ ต๎องใช๎เลนส์ ในการแก๎ไขเพื่อชํวยให๎มองเหน็ เหมอื นคนสายตา ปกติ โดยคนสายตาสัน้ ใช๎เลนสเ์ วา๎ สํวนคน สายตายาวใช๎เลนส์นนู ๑๙. อธิบายผลของความสวาํ งท่มี ีตอํ ดวงตาจาก • ความสวํางของแสงมผี ลตํอดวงตามนุษย์ การใช๎ ขอ๎ มลู ท่ีไดจ๎ ากการสืบคน๎ สายตาในสภาพแวดล๎อมที่มคี วามสวาํ งไมํเหมาะสม ๒๐. วัดความสวํางของแสงโดยใชอ๎ ปุ กรณว์ ดั จะเปน็ อนั ตรายตํอดวงตา เชํน การดวู ัตถุในท่มี ี ความสวํางของแสง ความสวํางมากหรอื น๎อยเกนิ ไป การจ๎องดู ๒๑. ตระหนักในคุณคําของความร๎เู รื่อง ความสวําง หนา๎ จอภาพเปน็ เวลานาน ความสวาํ งบนพน้ื ทีร่ ับแสง ของแสงท่ีมตี อํ ดวงตา โดยวเิ คราะหส์ ถานการณ์ ปญั หาและเสนอแนะการจัดความสวาํ ง ให๎เหมาะสมในการทากจิ กรรมตําง ๆ
52
53 ช้นั ตัวช้วี ดั สาระการเรียนรแู้ กนกลาง มหี นํวยเปน็ ลักซ์ ความรเู๎ กี่ยวกับความสวําง สามารถนามาใช๎จดั ความสวํางให๎เหมาะสมกับ การทากจิ กรรมตาํ ง ๆ เชนํ การจดั ความสวาํ ง ที่เหมาะสมสาหรบั การอํานหนงั สือ ม.๔ - - ม.๕ ๑. สืบคน๎ ข๎อมูลและอธิบายพลังงานนิวเคลยี ร์ • พลงั งานทีป่ ลดปลํอยออกมาจากฟิชชนั หรอื ฟวิ ชนั ฟิชชันและฟิวชนั และความสมั พันธร์ ะหวาํ งมวล เรยี กวํา พลงั งานนิวเคลียร์ โดยฟชิ ชันเป็นปฏิกิรยิ า กบั พลงั งานท่ีปลดปลอํ ยออกมาจากฟชิ ชัน และฟิวชนั ทีนํ ิวเคลียสทีมํ มี วลมากแตกออกเป็นนิวเคลียสทีม่ ี มวลนอ๎ ยกวํา สํวนฟิวชันเปน็ ปฏกิ ริ ยิ าท่ีนิวเคลยี ส ทม่ี มี วลน๎อยรวมตัวกนั เกดิ เป็นนิวเคลียสทมี่ ีมวล มากข้นึ พลังงานนวิ เคลยี ร์ที่ปลดปลํอยออกมาจาก ฟชิ ชนั และฟวิ ชนั มีคาํ เปน็ ไปตามความสมั พนั ธ์ ระหวํางมวลกับพลงั งาน ๒. สืบค๎นขอ๎ มลู และอธบิ ายการเปลี่ยนพลังงาน • การนาพลังงานทดแทนมาใชเ๎ ปน็ การแกป๎ ัญหา ทดแทนเปน็ พลังงานไฟฟา้ รวมทัง้ สบื ค๎นและ หรอื ตอบสนองความต๎องการดา๎ นพลงั งาน เชํน อภิปรายเกย่ี วกับเทคโนโลยที น่ี ามาแก๎ปญั หา การเปลีย่ นพลังงานนวิ เคลยี รเ์ ปน็ พลังงานไฟฟา้ หรือตอบสนองความต๎องการทางดา๎ นพลังงาน ในโรงไฟฟา้ นิวเคลยี ร์ และการเปลี่ยนพลังงาน โดยเน๎นดา๎ นประสิทธภิ าพและความคุ๎มคาํ แสงอาทติ ย์เปน็ พลงั งานไฟฟ้าโดยเซลลส์ รุ ิยะ ดา๎ นคาํ ใช๎จาํ ย • เทคโนโลยีตาํ ง ๆ ทน่ี ามาแกป๎ ัญหาหรอื ตอบสนอง ความต๎องการทางด๎านพลงั งานเป็นการนาความรู๎ ทกั ษะและกระบวนการทางวิทยาศาสตร์มาสรา๎ ง อุปกรณ์หรือผลติ ภัณฑ์ตําง ๆ ทีช่ ํวยให๎การใช๎ พลงั งานมปี ระสิทธภิ าพย่งิ ข้นึ ๓. สังเกต และอธิบายการสะทอ๎ น การหักเห • เม่ือคล่นื เคลือ่ นทีไ่ ปพบสง่ิ กดี ขวางจะเกดิ การเลี้ยวเบน และการรวมคล่นื การสะทอ๎ น เม่ือคลืน่ เคลือ่ นทีผ่ าํ นรอยตอํ ระหวําง ตัวกลางทีต่ ํางกนั จะเกดิ การหักเห เมอื่ คลนื่ เคล่ือนทไ่ี ปพบขอบสง่ิ กดี ขวางจะเกิดการเลี้ยวเบน เมื่อคลนื่ สองขบวนมาพบกนั จะเกิดการรวมคล่ืน เกดิ รูปรํางของคลืน่ รวม หลังจากคลน่ื ทง้ั สอง เคลอ่ื นทผ่ี าํ นพ๎นกนั แลว๎ จะแยกกนั โดยแตลํ ะคลื่น ยังคงมรี ปู ราํ งและทศิ ทางเดมิ
54 ช้ัน ตัวช้วี ดั สาระการเรยี นร้แู กนกลาง ๔. สงั เกต และอธิบายความถธ่ี รรมชาติ การสน่ั พอ๎ ง • เมื่อกระต๎นุ ให๎วัตถสุ นั่ แลว๎ หยดุ กระตุน๎ วัตถจุ ะส่ัน และผลทเ่ี กดิ ขนึ้ จากการสั่นพ๎อง ดว๎ ยความถ่ีทเ่ี รยี กวํา ความถ่ีธรรมชาติ ถ๎ามแี รง กระตุ๎นวตั ถุทกี่ าลังสน่ั ด๎วยความถขี่ องการ ออกแรงตรงกบั ความถธี่ รรมชาติของวตั ถุน้ัน จะทาให๎วัตถสุ น่ั ดว๎ ยแอมพลจิ ดู มากขึ้น เรียกวาํ การส่นั พ๎อง เชนํ การสนั่ พ๎องของอาคารสูง การส่ันพอ๎ งของสะพาน การส่นั พ๎องของเสยี ง ในเครอื่ งดนตรปี ระเภทเป่า ๕. สังเกต และอธบิ ายการสะท๎อน การหกั เห • เสยี งมกี ารสะท๎อน การหักเหการเล้ยี วเบนและ การเลีย้ วเบน และการรวมคล่นื ของคลน่ื เสียง การรวมคลน่ื เชํนเดยี วกับคลนื่ อนื่ ๆ ๖.สืบคน๎ ขอ๎ มูลและอธิบายความสมั พันธร์ ะหวาํ ง • ความถี่ของคล่นื เสียงเป็นปริมาณทใี่ ชบ๎ อกเสียงสูง ความเขม๎ เสยี งกับระดบั เสยี งและผลของความถ่ี เสยี งต่า โดยความถท่ี ีค่ นไดย๎ นิ มีคาํ อยรูํ ะหวําง กบั ระดับเสยี งทม่ี ีตํอการไดย๎ นิ เสียง ๒๐-๒๐,๐๐๐ เฮริ ตซ์ ระดบั เสียงเป็นปรมิ าณทใี่ ช๎ บอกความดังของเสียงซึ่งขึ้นกับความเขม๎ เสยี ง โดยความเขม๎ เสยี งเปน็ พลงั งานเสยี งท่ตี กตงั้ ฉาก บนพ้นื ท่หี นงึ่ หนวํ ยในหน่ึงหนํวยเวลา เสยี งท่มี ี ความดังมากเกินไปเปน็ อนั ตรายตํอหู ๗. สังเกต และอธิบายการเกดิ เสียงสะทอ๎ นกลับ • เมือ่ เสียงจากแหลงํ กาเนิดเดนิ ทางไปกระทบวตั ถุ บตี ดอปเพลอร์ และการส่ันพ๎องของเสียง แล๎วสะท๎อนกลับมายงั ผ๎ูฟงั ถา๎ ผู๎ฟังได๎ยินเสยี ง ทอ่ี อกจากแหลํงกาเนดิ และเสียงทส่ี ะท๎อนกลบั มา แยกจากกนั เสยี งท่ไี ดย๎ ินนเี้ ป็นเสียงสะท๎อนกลับ • เมือ่ คลน่ื เสียงสองขบวนทีม่ ีความถ่ีใกล๎เคียงกนั มารวมกันจะเกิดบีต • เม่ือแหลํงกาเนิดเสยี งเคล่อื นที่ ผฟ๎ู ังเคล่อื นท่ี หรือ ท้ังแหลํงกาเนิดและผฟู๎ งั เคล่อื นท่ี ผฟู๎ งั จะไดย๎ นิ เสียงทม่ี ีความถเี่ ปล่ยี นไป เรียกวํา ปรากฏการณ์ ดอปเพลอร์ • ถา๎ อากาศในทอํ ถูกกระตุน๎ ด๎วยคลืน่ เสียงทม่ี ีความถี่ เทาํ กบั ความถ่ธี รรมชาติของอากาศในทอํ นนั้ จะเกิดการสัน่ พอ๎ งของเสยี ง ๘. สืบคน๎ ข๎อมูล และยกตวั อยํางการนาความร๎ู • ความร๎เู กีย่ วกับเสยี งนาไปใชป๎ ระโยชนใ์ นด๎านตาํ ง ๆ เกยี่ วกบั เสียงไปใช๎ประโยชน์ในชวี ิตประจาวนั เชนํ คลื่นเหนือเสียงหรอื อัลตราซาวนด์ใช๎ใน ทางการแพทย์ บีตของเสยี งในการปรับเทยี บ เสยี งของเครอื่ งดนตรี การสัน่ พอ๎ งของเสียงใช๎ ในการออกแบบเครือ่ งดนตรีและอธบิ ายการ เปลงํ เสียงของมนุษย์
55 ชัน้ ตัวชีว้ ัด สาระการเรียนรแู้ กนกลาง ๙. สงั เกต และอธบิ ายการมองเห็นสีของวตั ถุ • เมอ่ื แสงตกกระทบวัตถุ วตั ถุจะดดู กลืนแสงสีบางสี และความผดิ ปกตใิ นการมองเหน็ สี โดยข้นึ กับสารสีบนผวิ วตั ถุ และสะท๎อนแสงสี ท่เี หลือออกมา ทาให๎มองเหน็ วตั ถเุ ปน็ สตี ําง ๆ ข้ึนกบั แสงสีที่สะท๎อนออกมา ความผิดปกติ ในการมองเห็นสีหรอื การบอดสเี กดิ จากความ บกพรอํ งของเซลลร์ ูปกรวยบนจอตา ๑๐. สังเกต และอธิบายการทางานของแผํนกรอง • แผนํ กรองแสงสียอมให๎แสงสบี างสผี าํ นออกไปได๎ แสงสี การผสมแสงสี การผสมสารสี และ และกนั้ บางแสงสี การนาไปใช๎ประโยชน์ในชวี ิตประจาวนั • การผสมแสงสที าให๎ไดแ๎ สงสีท่ีหลากหลาย เปลย่ี นไปจากเดมิ ถา๎ นาแสงสีปฐมภมู ใิ นสัดสํวน ทีเ่ หมาะสมมาผสมกนั จะได๎แสงขาว • การผสมสารสีทาให๎ได๎สารสที ีห่ ลากหลาย เปลีย่ นไปจากเดมิ ถ๎านาสารสปี ฐมภมู ิในปริมาณ ทีเ่ ทาํ กันมาผสมกนั จะไดส๎ ารสีผสมเปน็ สีดา • การผสมแสงสแี ละการผสมสารสสี ามารถนาไปใช๎ ประโยชนใ์ นดา๎ นตาํ ง ๆ เชนํ ดา๎ นศิลปะ ดา๎ นการแสดง ๑๑. สืบค๎นข๎อมลู และอธบิ ายคลืน่ แมเํ หลก็ ไฟฟ้า • คลืน่ แมเํ หล็กไฟฟ้าประกอบดว๎ ยสนามแมเํ หล็ก สวํ นประกอบคล่ืนแมํเหล็กไฟฟา้ และหลัก และสนามไฟฟ้าทีเ่ ปลยี่ นแปลงตลอดเวลา การทางานของอุปกรณบ์ างชนดิ ท่อี าศัย โดยสนามทัง้ สองมีทิศทางตง้ั ฉากกัน และตัง้ ฉาก คลื่นแมํเหลก็ ไฟฟา้ กับทศิ ทางการเคลอ่ื นทข่ี องคล่นื • อุปกรณ์บางชนดิ ทางานโดยอาศยั คลื่นแมํเหล็กไฟฟา้ เชนํ เคร่อื งควบคุมระยะไกล เครอ่ื งถํายภาพ เอกซเรย์คอมพวิ เตอร์ และเครื่องถํายภาพ การส่ันพอ๎ งแมเํ หล็ก ๑๒. สืบค๎นขอ๎ มูลและอธบิ ายการสือ่ สาร โดยอาศัย • ในการส่ือสารโดยอาศยั คลน่ื แมํเหล็กไฟฟา้ คล่นื แมเํ หลก็ ไฟฟ้าในการสงํ ผาํ นสารสนเทศ เพอื่ สํงผาํ นสารสนเทศจากท่ีหนง่ึ ไปอีกทห่ี นง่ึ และเปรียบเทยี บการส่ือสารด๎วยสัญญาณ สารสนเทศจะถกู แปลงให๎อยใูํ นรปู สญั ญาณ แอนะลอ็ กกับสัญญาณดจิ ิทลั สาหรบั สํงไปยังปลายทางซงึ่ จะมีการแปลง สัญญาณกลบั มาเปน็ สารสนเทศที่เหมือนเดมิ • สัญญาณทใี่ ช๎ในการสอื่ สารมสี องชนิด คือ แอนะลอ็ กและดจิ ิทัล การสํงผํานสารสนเทศ ด๎วยสัญญาณดิจิทลั สามารถสงํ ผาํ นไดโ๎ ดยมี ความผิดพลาดน๎อยกวาํ สญั ญาณแอนะล็อก ม.๖ - -
56 สาระที่ ๓ วิทยาศาสตรโ์ ลก และอวกาศ มาตรฐาน ว ๓.๑ เข้าใจองค์ประกอบ ลักษณะ กระบวนการเกิด และวิวัฒนาการของเอกภพ กาแล็กซี ดาวฤกษ์ และระบบสุริยะ รวมทั้งปฏิสัมพันธ์ภายในระบบสุริยะ ท่ี สง่ ผลต่อส่ิงมีชวี ติ และการประยกุ ตใ์ ช้เทคโนโลยีอวกาศ ช้ัน ตวั ชว้ี ัด สาระการเรียนรู้แกนกลาง ม.๑ - - ม.๒ - - ม.๓ ๑. อธิบายการโคจรของดาวเคราะห์รอบ • ในระบบสุริยะมีดวงอาทิตย์เป็นศูนย์กลางโดยมี ดวงอาทติ ย์ดว๎ ยแรงโนม๎ ถํวงจากสมการ F = (Gm m )/r2 ดาวเคราะห์และบริวาร ดาวเคราะห์แคระ ดาว เคราะห์น๎อย ดาวหาง และอ่ืน ๆ เชํน วัตถุคอยเปอร์ 12 โคจรอยูโํ ดยรอบ ซงึ่ ดาวเคราะห์ และวตั ถุ เหลําน้ี โคจรรอบดวงอาทิตย์ด๎วยแรงโน๎มถํวง แรงโน๎ม ถํวงเป็นแรงดึงดูดระหวํางวัตถุสองวัตถุ โดยเป็น สดั สวํ นกบั ผลคณู ของมวลท้งั สอง และเป็น สัดสํวน ผกผันกบั กาลังสองของระยะทางระหวําง วัตถุท้ัง สอง แสดงไดโ๎ ดยสมการ F = (Gm m )/r2 12 เมอ่ื F แทนความโน๎มถํวงระหวํางมวลทั้งสอง G แทนคํานิจโน๎มถํวงสากล m1 แทนมวลของ วัตถแุ รก m2 แทนมวลของวตั ถุทสี่ อง และ r แทนระยะหํางระหวาํ งวัตถุทง้ั สอง ๒. สร๎างแบบจาลองที่อธิบายการเกิดฤดู และ การ • การทโ่ี ลกโคจรรอบดวงอาทิตย์ในลักษณะที่ แกน เคลอื่ นทีป่ รากฏของดวงอาทติ ย์ โลกเอยี งกบั แนวต้ังฉากของระนาบทางโคจร ทา ใหส๎ ํวนตาํ ง ๆ บนโลกไดร๎ ับปริมาณแสงจาก ดวง อาทิตย์แตกตํางกันในรอบปี เกิดเ ป็นฤดู กลางวันกลางคืนยาวไมํเทํากัน และตาแหนํง การขึ้นและตกของดวงอาทิตย์ที่ขอบฟ้าและ เส๎นทางการขึ้นและตกของดวงอาทิตย์เปลี่ยนไป ในรอบปี ซ่ึงสงํ ผลตอํ การดารงชีวติ ๓. สร๎างแบบจาลองท่ีอธิบายการเกิดข๎างขึ้น • ดวงจันทร์โคจรรอบโลก โลกและดวงจันทร์โคจร ข๎างแรม การเปล่ียนแปลงเวลาการขึ้นและตก รอบดวงอาทติ ย์ ดวงจนั ทร์รับแสงจากดวงอาทิตย์ ของดวงจันทร์ และการเกดิ น้าขึ้นนา้ ลง ครึ่งดวงตลอดเวลา เม่ือดวงจันทร์โคจรรอบโลก ได๎หนั สวํ นสวาํ งมายังโลกแตกตํางกัน จึงทาให๎คน บนโลกสงั เกตสํวนสวํางของดวงจันทร์แตกตํางไป ในแตํละวนั เกดิ เปน็ ขา๎ งข้นึ ข๎างแรม • ดวงจันทร์โคจรรอบโลกในทิศทางเดียวกันกับ ที่ โลกหมนุ รอบตัวเอง จึงทาให๎เห็นดวงจันทร์ข้ึนช๎า ไปประมาณวันละ ๕๐ นาที
57 ชนั้ ตวั ชี้วดั สาระการเรยี นรู้แกนกลาง • แรงโนม๎ ถวํ งทีด่ วงจันทร์ ดวงอาทติ ย์กระทาตอํ โลกทาให๎เกิดปรากฏการณน์ า้ ขึ้นนา้ ลง ซง่ึ สงํ ผล ตํอส่งิ แวดลอ๎ มและส่ิงมีชีวิตบนโลก วันท่นี ้ามี ระดับการขนึ้ สงู สดุ และลงตา่ สุดเรยี ก วนั นา้ เกดิ สวํ นวนั ท่รี ะดบั น้ามกี ารขึน้ และลงน๎อยเรียก วนั นา้ ตาย โดยวนั น้าเกดิ นา้ ตาย มคี วามสัมพันธก์ ับ ข๎างขึน้ ขา๎ งแรม ๔. อธิบายการใชป๎ ระโยชนข์ องเทคโนโลยีอวกาศ • เทคโนโลยอี วกาศไดม๎ ีบทบาทตํอการดารงชวี ติ และยกตวั อยํางความกา๎ วหนา๎ ของโครงการ ของมนุษยใ์ นปจั จุบันมากมาย มนุษยไ์ ด๎ใช๎ สารวจอวกาศ จากขอ๎ มลู ที่รวบรวมได๎ ประโยชนจ์ ากเทคโนโลยีอวกาศ เชนํ ระบบนาทาง ด๎วยดาวเทยี ม (GNSS) การตดิ ตามพายุ สถานการณไ์ ฟป่า ดาวเทยี มชํวยภยั แลง๎ การตรวจคราบน้ามนั ในทะเล • โครงการสารวจอวกาศตําง ๆ ไดพ๎ ฒั นาเพ่มิ พูน ความรูค๎ วามเขา๎ ใจตอํ โลก ระบบสรุ ยิ ะและเอกภพ มากข้ึนเป็นลาดบั ตวั อยาํ งโครงการสารวจอวกาศ เชํน การสารวจสิ่งมีชวี ติ นอกโลก การสารวจ ดาวเคราะหน์ อกระบบสุริยะ การสารวจดาวองั คาร และบรวิ ารอื่นของดวงอาทิตย์ ม.๔ - - ม.๕ - - ม.๖ ๑. อธิบายการกาเนดิ และการเปลย่ี นแปลงพลงั งาน • ทฤษฎกี าเนดิ เอกภพท่ียอมรับในปัจจบุ นั คือ สสาร ขนาด อณุ หภูมขิ องเอกภพหลังเกดิ ทฤษฎีบกิ แบง ระบวุ าํ เอกภพเรม่ิ ต๎นจากบิกแบง บกิ แบงในชํวงเวลาตําง ๆ ตามวิวฒั นาการ ท่ีเอกภพมขี นาดเลก็ มาก และมอี ุณหภมู ิสงู มาก ของเอกภพ ซง่ึ เปน็ จุดเร่มิ ตน๎ ของเวลาและววิ ัฒนาการของ เอกภพ โดยหลังเกิดบิกแบง เอกภพเกดิ การ ขยายตวั อยาํ งรวดเร็ว มอี ณุ หภูมลิ ดลง มสี สารคงอยํู ในรูปอนุภาคและปฏยิ านุภาคหลายชนิด และมี วิวฒั นาการตํอเนอ่ื งจนถงึ ปัจจุบัน ซง่ึ มีเนบวิ ลา กาแลก็ ซี ดาวฤกษ์ และระบบสรุ ยิ ะเปน็ สมาชิก บางสํวนของเอกภพ
58 ช้ัน ตวั ชี้วัด สาระการเรียนรู้แกนกลาง ๒. อธิบายหลักฐานที่สนับสนุนทฤษฎีบิกแบง จาก • หลกั ฐานสาคัญท่ีสนบั สนุนทฤษฎีบิกแบง คือ การ ความสัมพันธร์ ะหวาํ งความเรว็ กับระยะทาง ของ ขยายตวั ของเอกภพ ซึ่งอธิบายดว๎ ยกฎฮบั เบิล โดย กาแล็กซี รวมทั้งข๎อมูลการค๎นพบไมโครเวฟ พ้ืน ใช๎ความสัมพันธ์ระหวํางความเร็วและ ระยะทาง หลังจากอวกาศ ของกาแล็กซีท่ีเคล่ือนท่ีหํางออกจากโลก และ หลกั ฐานอีกประการ คอื การค๎นพบไมโครเวฟ พ้ืน หลัง ที่กระจายตัวอยํางสม่าเสมอทุกทิศทาง และ สอดคล๎องกับอุณหภูมิเฉลี่ยของอวกาศ มี คําประมาณ ๒.๗๓ เคลวนิ ๓. อธิบายโครงสร๎างและองค์ประกอบของกาแล็กซี • กาแลก็ ซี ประกอบดว๎ ย ดาวฤกษจ์ านวนหลายแสน ทางช๎างเผือก และระบุตาแหนํงของระบบสุริยะ ล๎านดวง ซ่ึงอยํูกันเป็นระบบของดาวฤกษ์ พร๎อมอธิบายเชื่อมโยงกับการสังเกตเห็น ทาง นอกจากน้ี ยังประกอบด๎วยเทห์ฟ้าอื่น เชํน ชา๎ งเผือกของคนบนโลก เนบวิ ลา และสสารระหวํางดาว โดยองค์ประกอบ ตําง ๆ ภายในของกาแล็กซีอยํูรวมกันด๎วย แรง โนม๎ ถํวง • กาแลก็ ซีมรี ูปรํางแตกตํางกัน โดยระบบสุริยะ อยูํ ในกาแล็กซีทางช๎างเผือกซ่ึงเป็นกาแล็กซีกังหัน แบบมีคาน มีโครงสร๎าง คือ นิวเคลียส จาน และ ฮาโล ดาวฤกษจ์ านวนมากอยํูในบริเวณนิวเคลียส และจาน โดยมีระบบสุริยะอยูํหํางจากจุด ศูนย์กลาง ของกาแล็กซีทางช๎างเผือก ประมาณ ๓๐,๐๐๐ ปีแสง ซึ่งทางช๎างเผือกท่ีสังเกตเห็นใน ท๎องฟ้าเป็น บริเวณหนึ่งของกาแล็กซีทาง ช๎างเผือกในมุมมอง ของคนบนโลก แถบฝ้าสีขาว จาง ๆ ของ ทางช๎างเผือกคือดาวฤกษ์ ท่ีอยํูอยําง หนาแนนํ ในกาแลก็ ซีทางชา๎ งเผอื ก ๔. อธบิ ายกระบวนการเกิดดาวฤกษ์ โดยแสดง การ • ดาวฤกษ์สํวนใหญํอยํูรวมกันเป็นระบบดาวฤกษ์ เปล่ียนแปลงความดัน อุณหภูมิ ขนาด จากดาว คอื ดาวฤกษ์ที่อยูํรวมกันต้ังแตํ ๒ ดวงขึ้นไป ดาว ฤกษ์กํอนเกิดจนเปน็ ดาวฤกษ์ ฤกษ์เป็นก๎อนแก๏สร๎อนขนาดใหญํ เกิดจาก การ ยุบตัวของกลํุมสสารในเนบิวลาภายใต๎ แรงโน๎ม ถํวง ทาให๎บางสวํ นของเนบิวลามีขนาดเล็กลง ความ ดันและอุณหภูมิเพ่ิมขึ้น เกิดเป็นดาวฤกษ์ กํอน เกิด เมื่ออุณหภูมิท่ีแกํนสูงขึ้นจนเกิดปฏิกิริยา เทอร์มอนิวเคลียร์ ดาวฤกษ์กํอนเกิดจะกลายเป็น ดาวฤกษ์ ดาวฤกษ์อยูํในสภาพสมดุลระหวําง แรงดันกับแรงโน๎มถํวงซ่ึงเรียกวํา สมดุลอุทกสถิต จึงทาให๎ดาวฤกษ์มีเสถียรภาพและปลดปลํอย พลังงานเป็นเวลานาน ตลอดชํวงชีวิตของ ดาว ฤกษ์
59 ช้ัน ตัวช้ีวัด สาระการเรยี นรแู้ กนกลาง • ปฏิกริ ิยาเทอร์มอนวิ เคลยี ร์ เป็นปฏกิ ิริยาหลักของ กระบวนการสร๎างพลงั งานของดาวฤกษ์ท่แี กํน ของดาวฤกษ์ ทาให๎เกดิ การหลอมนิวเคลียสของ ไฮโดรเจนเป็นนิวเคลยี สฮีเลียมแลว๎ กํอใหเ๎ กิด พลงั งานอยาํ งตํอเน่อื ง ๕. ระบปุ ัจจยั ทสี่ ํงผลตอํ ความสํองสวาํ งของ • ความสอํ งสวํางของดาวฤกษเ์ ปน็ พลงั งานจาก ดาวฤกษ์ และอธบิ ายความสัมพันธ์ระหวําง ดาวฤกษท์ ่ปี ลดปลํอยออกมาในเวลา ๑ วินาทตี อํ ความสอํ งสวาํ งกับโชติมาตรของดาวฤกษ์ หนวํ ยพน้ื ที่ ณ ตาแหนํงของผ๎ูสังเกต แตํเนอื่ งจาก ตาของมนุษยไ์ มํตอบสนองตํอการเปล่ียนแปลง ความสํองสวํางทม่ี คี าํ นอ๎ ย ๆ จงึ กาหนดคําการ เปรียบเทยี บความสํองสวาํ งของดาวฤกษ์ด๎วยคํา โชติมาตร ซง่ึ เป็นการแสดงระดบั ความสํองสวาํ ง ของดาวฤกษ์ ณ ตาแหนํงของผ๎ูสงั เกต ๖. อธิบายความสมั พันธร์ ะหวาํ งสี อณุ หภูมิผวิ • สีของดาวฤกษ์สมั พันธ์กบั อณุ หภมู ผิ วิ และ และสเปกตรัมของดาวฤกษ์ สเปกตรัมของดาวฤกษ์ ซึ่งนักดาราศาสตร์ใช๎ สเปกตรมั ในการจาแนกชนิดของดาวฤกษ์ ๗. อธิบายลาดบั วิวฒั นาการทีส่ มั พันธก์ ับมวลตัง้ ตน๎ • มวลของดาวฤกษ์ข้นึ อยํูกบั มวลของดาวฤกษ์ และวิเคราะห์การเปล่ียนแปลงสมบัติบาง กํอนเกิด ดาวฤกษ์ท่ีมีมวลมากจะผลิตและใช๎ ประการ พลังงานมาก จึงมีอายสุ น๎ั กวําดาวฤกษท์ ีมํ ีมวลนอ๎ ย ของดาวฤกษ์ • ดาวฤกษ์มกี ารวิวัฒนาการท่แี ตกตํางกัน การววิ ัฒนาการและจุดจบของดาวฤกษ์ข้นึ อยกํู ับ มวลต้งั ต๎นของดาวฤกษ์ สวํ นใหญเํ ทียบกับจานวน เทาํ ของมวลดวงอาทติ ย์ ๘. อธิบายกระบวนการเกดิ ระบบสรุ ิยะ และการแบงํ • ระบบสุริยะเกิดจากการรวมตัวกันของกลํุมฝุ่น เขตบรวิ ารของดวงอาทติ ย์ และลักษณะของ และแกส๏ ทเ่ี รยี กวาํ เนบิวลาสรุ ยิ ะ โดยฝ่นุ และแกส๏ ประมาณรอ๎ ยละ ๙๙.๘ ของมวล ได๎รวมตวั เปน็ ดาวเคราะหท์ เี่ ออื้ ตอํ การดารงชีวิต ดวงอาทิตย์ซึง่ เปน็ กอ๎ นแก๏สรอ๎ น หรอื พลาสมา สสารสํวนทเี่ หลือรวมตัวเปน็ ดาวเคราะห์และ บริวารอื่น ๆ ของดวงอาทติ ย์ ดงั นน้ั จงึ แบงํ เขต บริวารของดวงอาทิตย์ตามลักษณะการเกดิ และองค์ประกอบ ได๎แกํ ดาวเคราะห์ช้ันในดาว เคราะห์น๎อย ดาวเคราะหช์ ้ันนอก และดงดาวหาง
60 ช้ัน ตวั ช้วี ัด สาระการเรียนรู้แกนกลาง ๙. อธิบายโครงสร๎างของดวงอาทิตย์ การเกิด • โลกเปน็ ดาวเคราะหใ์ นระบบสรุ ิยะทม่ี สี ิ่งมีชวี ิต ลมสุริยะ พายุสรุ ยิ ะ และสบื คน๎ ข๎อมูล วเิ คราะห์ เพราะโคจรรอบดวงอาทิตย์ในระยะทางที่เหมาะสม นาเสนอปรากฏการณห์ รือเหตุการณท์ ี่เก่ยี วข๎อง อยูํในเขตทเี่ อื้อตอํ การมสี ่งิ มชี ีวิต มอี ณุ หภูมิ เหมาะสมและสามารถเกิดนา้ ที่ยงั คงสถานะเป็น กับผลของลมสุริยะ และพายุสรุ ยิ ะทมี่ ตี อํ โลก ของเหลวได๎ ปจั จบุ นั มกี ารค๎นพบดาวเคราะห์ รวมท้งั ประเทศไทย ท่อี ยูํนอกระบบสุริยะจานวนมาก และมีดาวเคราะห์ บางดวงท่อี ยํใู นเขตที่เออ้ื ตอํ การมีสงิ่ มชี ีวติ คล๎ายโลก • ดวงอาทิตย์มโี ครงสร๎างภายในแบงํ เปน็ แกนํ เขตการแผํรังสี และเขตการพาความรอ๎ น และมี ช้นั บรรยากาศอยํูเหนือเขตพาความร๎อน ซง่ึ แบงํ เป็น๓ชั้นคือชั้นโฟโตสเฟยี ร์ชนั้ โครโมสเฟยี ร์ และคอโรนา ในชั้นบรรยากาศของดวงอาทิตย์ มีปรากฏการณส์ าคญั เชํน จดุ มืดดวงอาทิตย์ การลกุ จ๎า ทท่ี าใหเ๎ กิดลมสุริยะ และพายสุ ุริยะ ซง่ึ สํงผลตอํ โลก • ลมสุรยิ ะ เกิดจากการแพรกํ ระจายของอนภุ าค จากชั้นคอโรนาออกสูํอวกาศตลอดเวลา อนุภาค ทห่ี ลุดออกสอํู วกาศเปน็ อนุภาคทม่ี ีประจุ ลมสุริยะสงํ ผลทาใหเ๎ กดิ หางของดาวหางที่เรืองแสง และชีไ้ ปทางทิศตรงกันขา๎ มกบั ดวงอาทิตย์ และเกิดปรากฏการณ์แสงเหนอื แสงใต๎ • พายุสรุ ยิ ะ เกดิ จากการปลดปลอํ ยอนุภาคมปี ระจุ พลงั งานสูงจานวนมหาศาล มักเกิดบํอยคร้งั ในชํวงที่มกี ารลกุ จา๎ และในชวํ งท่ีมจี ุดมืด ดวงอาทิตยจ์ านวนมาก และในบางคร้งั มกี าร พํนกอ๎ นมวลคอโรนา พายุสุริยะอาจสํงผลตํอ สนามแมเํ หลก็ โลก จงึ อาจรบกวนระบบการ สงํ กระแสไฟฟ้าและการสือ่ สาร รวมทง้ั อาจสํงผล ตํอวงจรอิเลก็ ทรอนิกสข์ องดาวเทียม นอกจากน้ัน มักทาให๎เกดิ ปรากฏการณ์แสงเหนอื แสงใต๎ ทีส่ งั เกตไดช๎ ัดเจน
61 ช้ัน ตวั ชว้ี ัด สาระการเรยี นรู้แกนกลาง ๑๐. สืบคน๎ ขอ๎ มูล อธบิ ายการสารวจอวกาศ โดยใช๎ • มนษุ ยใ์ ช๎เทคโนโลยีอวกาศในการศกึ ษา เพ่อื ขยาย กลอ๎ งโทรทรรศนใ์ นชวํ งความยาวคลนื่ ตําง ๆ ขอบเขตความร๎ูดา๎ นวทิ ยาศาสตร์ และในขณะ ดาวเทยี ม ยานอวกาศ สถานอี วกาศ และนาเสนอ เดยี วกนั มนุษยไ์ ด๎นาเทคโนโลยอี วกาศมาใช๎ แนวคดิ การนาความรท๎ู างดา๎ นเทคโนโลยี ประโยชน์ในดา๎ นตําง ๆ เชนํ วัสดศุ าสตร์ อาหาร อวกาศมาประยุกต์ใช๎ ในชวี ติ ประจาวัน การแพทย์ • นักวิทยาศาสตรไ์ ด๎สรา๎ งกล๎องโทรทรรศน์ เพ่อื ศึกษา หรอื ในอนาคต แหลํงกาเนดิ ของรงั สีหรืออนภุ าคในอวกาศ ในชวํ ง ความยาวคลน่ื ตาํ ง ๆ ไดแ๎ กํ คลื่นวทิ ยุ ไมโครเวฟ อนิ ฟราเรด แสง อัลตราไวโอเลต และรังสเี อ็กซ์ • ยานอวกาศคือยานพาหนะท่ีนามนุษย์หรอื อุปกรณ์ทางดาราศาสตร์ขน้ึ ไปสอูํ วกาศ เพ่อื สารวจหรือเดินทางไปยงั ดาวดวงอ่ืน สํวนสถานี อวกาศ คือ ห๎องปฏิบัตกิ ารลอยฟา้ ท่ีโคจรรอบโลก ใช๎ในการศกึ ษาวจิ ัยทางวทิ ยาศาสตร์ในสาขาตาํ ง ๆ ในสภาพไร๎นา้ หนัก • ดาวเทียม คือ อปุ กรณ์ท่ีใช๎ในการสารวจวตั ถทุ อ๎ งฟา้ และนามาประยุกต์ใชใ๎ นด๎านตาํ ง ๆ เชํน การสือ่ สาร โทรคมนาคม การระบุตาแหนํงบนโลก การสารวจ ทรพั ยากรธรรมชาติ อุตนุ ิยมวทิ ยา โดยดาวเทียม มีหลายประเภทสามารถแบํงได๎ตามเกณฑ์วงโคจร และการใช๎งาน
62 สาระท่ี ๓ วิทยาศาสตรโ์ ลก และอวกาศ มาตรฐาน ว ๓.๒ เข้าใจองค์ประกอบและความสัมพันธ์ของระบบโลก กระบวนการเปลี่ยนแปลง ภายในโลกและบนผิวโลก ธรณีพิบัติภัย กระบวนการเปลี่ยนแปลง ลมฟ้า อากาศและภมู ิอากาศโลก รวมทง้ั ผลตอ่ สง่ิ มีชีวิตและสงิ่ แวดล้อม ชน้ั ตวั ชีว้ ัด สาระการเรยี นรแู้ กนกลาง ม.๑ ๑. สรา๎ งแบบจาลองทีอ่ ธิบายการแบงํ ชน้ั บรรยากาศ • โลกมบี รรยากาศหํอห๎ุม นักวิทยาศาสตร์ใช๎สมบัติ และเปรียบเทียบประโยชน์ของบรรยากาศ แตํ และองค์ประกอบของบรรยากาศในการแบํงบรรยากาศ ละชน้ั ของโลกออกเป็นช้นั ซ่งึ แบงํ ได๎หลายรูปแบบ ตาม เกณฑ์ท่แี ตกตํางกัน โดยทว่ั ไปนักวิทยาศาสตร์ ใช๎ เกณฑ์การเปลี่ยนแปลงอุณหภูมติ ามความสงู แบํง บรรยากาศได๎เป็น ๕ ช้นั ไดแ๎ กํ ชนั้ โทรโพสเฟียร์ ช้ัน สตราโตสเฟียร์ ชั้นมีโซสเฟียร์ ช้ันเทอร์โมสเฟียร์ และช้นั เอกโซสเฟียร์ • บรรยากาศแตํละชั้นมปี ระโยชนต์ อํ สิ่งมีชวี ติ แตกตํางกนั โดยชนั้ โทรโพสเฟียร์มีปรากฏการณ์ ลมฟา้ อากาศที่สาคัญตอํ การดารงชวี ติ ของสง่ิ มีชีวติ ชนั้ สตราโตสเฟียร์ชํวยดดู กลนื รงั สอี ัลตราไวโอเลต จากดวงอาทิตยไ์ มใํ ห๎มายงั โลกมากเกินไป ชนั้ มโี ซสเฟยี รช์ ํวยชะลอวตั ถุนอกโลกทผ่ี ํานเขา๎ มา ใหเ๎ กดิ การเผาไหม๎กลายเปน็ วตั ถขุ นาดเลก็ ลดโอกาสทจ่ี ะทาความเสียหายแกสํ งิ่ มีชวี ิตบนโลก ช้ันเทอรโ์ มสเฟียรส์ ามารถสะทอ๎ นคลืน่ วิทยุ และ ชนั้ เอกโซสเฟียร์เหมาะสาหรบั การโคจรของ ดาวเทียมรอบโลกในระดับตา่ ๒. อธบิ ายปจั จัยท่ีมผี ลตํอการเปลีย่ นแปลง • ลมฟา้ อากาศ เปน็ สภาวะของอากาศในเวลาหนง่ึ องค์ประกอบของลมฟ้าอากาศ จากขอ๎ มลู ของพน้ื ทีห่ นงึ่ ทม่ี ีการเปลีย่ นแปลงตลอดเวลา ที่รวบรวมได๎ ข้ึนอยกํู ับองคป์ ระกอบลมฟา้ อากาศ ได๎แกํ อุณหภูมอิ ากาศ ความกดอากาศ ลม ความช้นื เมฆ และหยาดนา้ ฟา้ โดยหยาดน้าฟา้ ทพี่ บบํอย ในประเทศไทยได๎แกํ ฝน องค์ประกอบ ลมฟา้ อากาศเปล่ยี นแปลงตลอดเวลาข้นึ อยํูกับปจั จยั ตําง ๆ เชนํ ปรมิ าณรังสจี ากดวงอาทิตย์และ ลกั ษณะพน้ื ผิวโลกสํงผลตอํ อุณหภูมอิ ากาศ อุณหภูมอิ ากาศและปรมิ าณไอน้าสํงผลตํอ ความชน้ื ความกดอากาศสงํ ผลตอํ ลม ความชน้ื และลมสงํ ผลตอํ เมฆ
63 ช้ัน ตัวชี้วัด สาระการเรยี นรูแ้ กนกลาง ๓. เปรยี บเทยี บกระบวนการเกดิ พายุ ฝนฟ้าคะนอง • พายุฝนฟ้าคะนองเกิดจากการทีอ่ ากาศทมี่ ี และพายหุ มนุ เขตร๎อน และผลที่มีตอํ ส่ิงมีชวี ติ อุณหภมู ิและความชื้นสงู เคลือ่ นทีข่ ึน้ สรูํ ะดับ และสิ่งแวดลอ๎ ม รวมทง้ั นาเสนอแนวทางการ ความสูง ทม่ี อี ณุ หภมู ิตา่ ลง จนกระทั่งไอนา้ ปฏบิ ัติตนใหเ๎ หมาะสมและปลอดภัย ในอากาศเกดิ การควบแนนํ เปน็ ละอองนา้ และ เกิดตอํ เนือ่ งเปน็ เมฆขนาดใหญํ พายุฝนฟ้าคะนอง ทาใหเ๎ กิดฝนตกหนกั ลมกรรโชกแรง ฟ้าแลบ ฟ้าผาํ ซง่ึ อาจกอํ ให๎เกดิ อนั ตรายตอํ ชวี ติ และทรพั ยส์ นิ • พายหุ มนุ เขตรอ๎ นเกดิ เหนือมหาสมทุ รหรือทะเล ท่นี ้ามอี ณุ หภมู ิสูงตงั้ แตํ ๒๖-๒๗ องศาเซลเซยี ส ขนึ้ ไป ทาให๎อากาศทมี่ ีอุณหภูมิและความชืน้ สงู บริเวณนน้ั เคลอื่ นท่ีสงู ขน้ึ อยํางรวดเรว็ เป็น บรเิ วณกว๎าง อากาศจากบริเวณอื่นเคล่อื นเข๎ามา แทนที่และพดั เวียนเขา๎ หาศูนย์กลางของพายุ ย่ิงใกล๎ศูนย์กลาง อากาศจะเคลอ่ื นท่ีพัดเวียน เกอื บเปน็ วงกลมและมอี ัตราเร็วสงู ทสี่ ุด พายุหมนุ เขตรอ๎ นทาให๎เกิดคลนื่ พายุซัดฝั่ง ฝนตกหนัก ซ่ึงอาจกอํ ใหเ๎ กดิ อันตรายตํอชวี ติ และทรัพยส์ ิน จึงควรปฏิตนใหป๎ ลอดภัยโดยตดิ ตามขาํ วสาร การพยากรณอ์ ากาศ และไมํเขา๎ ไปอยํใู นพ้ืนทเี่ สีย่ งภยั ๔. อธิบายการพยากรณ์อากาศ และพยากรณ์ • การพยากรณ์อากาศเป็นการคาดการณล์ มฟ้าอากาศ อากาศอยาํ งงํายจากข๎อมลู ท่ีรวบรวมได๎ ท่ีจะเกดิ ขนึ้ ในอนาคต โดยมีการตรวจวดั องค์ประกอบลมฟ้าอากาศ การส่อื สารแลกเปลี่ยน ขอ๎ มูลองคป์ ระกอบลมฟ้าอากาศระหวาํ งพืน้ ที่ การวเิ คราะหข์ อ๎ มูลและสรา๎ งคาพยากรณ์อากาศ ๕. ตระหนักถงึ คณุ คําของการพยากรณ์อากาศ • การพยากรณ์อากาศสามารถนามาใชป๎ ระโยชน์ ดา๎ นตําง ๆ เชนํ การใชช๎ ีวิตประจาวนั การคมนาคม โดยนาเสนอแนวทางการปฏิบตั ติ นและการใช๎ การเกษตร การปอ้ งกัน และเฝ้าระวังภยั พิบตั ิ ประโยชน์จากคาพยากรณอ์ ากาศ ทางธรรมชาติ ๖. อธิบายสถานการณ์และผลกระทบการเปล่ยี นแปลง • ภูมิอากาศโลกเกิดการเปล่ยี นแปลงอยาํ งตอํ เน่อื ง ภมู ิอากาศโลกจากข๎อมูลที่รวบรวมได๎ โดยปัจจัยทางธรรมชาติ แตํปัจจุบันการเปล่ียนแปลง ภมู ิอากาศเกดิ ขึน้ อยํางรวดเรว็ เน่อื งจากกิจกรรม ของมนุษย์ในการปลดปลํอยแก๏สเรือนกระจกสูํ บรรยากาศ แก๏สเรือนกระจกท่ถี กู ปลดปลอํ ย มากทีส่ ดุ ไดแ๎ กํ แก๏สคาร์บอนไดออกไซด์ ซงึ่ หมุนเวียนอยใํู นวัฏจักรคาร์บอน
64 ชั้น ตวั ชีว้ ดั สาระการเรยี นรแู้ กนกลาง ๗. ตระหนกั ถึงผลกระทบของการเปลย่ี นแปลง • การเปล่ียนแปลงภมู อิ ากาศโลกกํอให๎เกดิ ผล ภูมอิ ากาศโลก โดยนาเสนอแนวทางการปฏิบัตติ น กระทบตํอสง่ิ มชี ีวิตและสง่ิ แวดลอ๎ ม เชนํ ภายใต๎การเปลยี่ นแปลงภมู อิ ากาศโลก การหลอมเหลวของนา้ แข็งขวั้ โลก การเพ่มิ ขนึ้ ของระดบั ทะเล การเปลยี่ นแปลงวฏั จักรน้า การเกดิ โรคอุบตั ิใหมํและอบุ ัติซา้ และการเกดิ ภัยพบิ ตั ิทางธรรมชาติทร่ี นุ แรงขน้ึ มนุษยจ์ ึงควร เรยี นรแู๎ นวทางการปฏบิ ตั ติ นภายใต๎สถานการณ์ ดงั กลําว ทง้ั แนวทางการปฏบิ ตั ติ นใหเ๎ หมาะสม และแนวทางการลดกิจกรรมทส่ี ํงผลตอํ การ เปล่ียนแปลงภูมอิ ากาศโลก ม.๒ ๑. เปรยี บเทยี บกระบวนการเกดิ สมบตั ิ และการใช๎ • เชอื้ เพลิงซากดกึ ดาบรรพ์ เกิดจากการเปลย่ี นแปลง ประโยชน์ รวมทง้ั อธิบายผลกระทบจากการใช๎ สภาพของซากสิง่ มีชวี ิตในอดตี โดยกระบวนการ เช้อื เพลงิ ซากดึกดาบรรพ์ จากข๎อมลู ทร่ี วบรวมได๎ ทางเคมแี ละธรณีวิทยา เชอ้ื เพลงิ ซากดกึ ดาบรรพ์ ได๎แกํ ถํานหิน หินน้ามัน และปิโตรเลยี ม ซ่งึ เกิดจากวัตถุต๎นกาเนดิ และสภาพแวดล๎อม การเกิดท่ีแตกตํางกัน ทาให๎ได๎ชนดิ ของเชอื้ เพลิง ซากดึกดาบรรพท์ ่มี ลี ักษณะ สมบัติ และการนาไป ใช๎ประโยชน์แตกตํางกนั สาหรับปโิ ตรเลียม จะต๎องมีการผาํ นการกลน่ั ลาดบั สวํ นกอํ นการใช๎งาน เพอ่ื ใหไ๎ ดผ๎ ลิตภัณฑ์ทเ่ี หมาะสมตํอการใช๎ประโยชน์ เช้อื เพลงิ ซากดกึ ดาบรรพเ์ ปน็ ทรพั ยากรทีใ่ ช๎แล๎ว หมดไป เนือ่ งจากตอ๎ งใชเ๎ วลานานหลายลา๎ นปี จงึ จะเกิดขน้ึ ใหมํได๎ ๒. แสดงความตระหนกั ถงึ ผลจากการใชเ๎ ช้อื เพลงิ • การเผาไหมเ๎ ชอ้ื เพลงิ ซากดึกดาบรรพใ์ นกิจกรรม ซากดกึ ดาบรรพ์ โดยนาเสนอแนวทางการใช๎ ตาํ ง ๆ ของมนุษยจ์ ะทาใหเ๎ กิดมลพษิ ทางอากาศ เชอื้ เพลงิ ซากดกึ ดาบรรพ์ ซง่ึ สํงผลกระทบตํอสงิ่ มีชวี ิตและส่ิงแวดล๎อม นอกจากน้แี กส๏ บางชนิดท่เี กดิ จากการเผาไหม๎ เชือ้ เพลงิ ซากดึกดาบรรพ์ เชํน แกส๏ คาร์บอนไดออกไซด์ และไนตรสั ออกไซด์ ยังเป็นแกส๏ เรือนกระจก ซึ่งสงํ ผลใหเ๎ กิดการเปลี่ยนแปลงภมู อิ ากาศ ของโลกรุนแรงขึน้ ดังนนั้ จงึ ควรใช๎เชอ้ื เพลงิ ซากดึกดาบรรพ์ โดยคานงึ ถึงผลที่เกดิ ขึ้นตอํ สิ่งมีชีวิตและสง่ิ แวดล๎อม เชนํ เลอื กใชพ๎ ลังงาน ทดแทน หรือเลอื กใชเ๎ ทคโนโลยีท่ลี ดการใช๎ เชื้อเพลงิ ซากดึกดาบรรพ์
65 ชนั้ ตวั ชี้วดั สาระการเรยี นรแู้ กนกลาง ๓. เปรียบเทียบขอ๎ ดแี ละขอ๎ จากดั ของพลงั งาน • เชอ้ื เพลงิ ซากดกึ ดาบรรพ์เป็นแหลงํ พลังงาน ทดแทนแตํละประเภทจากการรวบรวมขอ๎ มูล ที่สาคญั ในกจิ กรรมตําง ๆ ของมนษุ ย์ เนือ่ งจาก และนาเสนอแนวทางการใช๎พลงั งานทดแทน เชื้อเพลงิ ซากดกึ ดาบรรพ์มีปริมาณจากดั และ ท่เี หมาะสมในทอ๎ งถน่ิ มกั เพมิ่ มลภาวะในบรรยากาศมากข้นึ จึงมกี ารใช๎ พลงั งานทดแทนมากข้ึน เชํน พลงั งานแสงอาทิตย์ พลังงานลม พลงั งานน้า พลังงานชีวมวล พลงั งานคลื่น พลังงานความร๎อนใตพ๎ ิภพ พลังงานไฮโดรเจน ซ่งึ พลังงานทดแทนแตลํ ะชนดิ จะมีขอ๎ ดแี ละขอ๎ จากัดทีแ่ ตกตํางกัน ๔. สรา๎ งแบบจาลองท่ีอธบิ ายโครงสรา๎ งภายในโลก • โครงสรา๎ งภายในโลกแบํงออกเปน็ ชน้ั ตาม ตามองคป์ ระกอบทางเคมจี ากข๎อมลู ที่รวบรวมได๎ องคป์ ระกอบทางเคมี ไดแ๎ กํ เปลือกโลก ซงึ่ อยูํ นอกสดุ ประกอบดว๎ ยสารประกอบของซิลิกอน และอะลมู ิเนียมเป็นหลัก เน้อื โลกคือสํวนทีอ่ ยํู ใต๎เปลือกโลกลงไปจนถงึ แกนํ โลก มอี งค์ประกอบ หลักเป็นสารประกอบของซลิ ิกอน แมกนีเซยี ม และเหลก็ และแกนํ โลกคือสํวนที่อยูํใจกลางของ โลก มอี งค์ประกอบหลกั เปน็ เหล็กและนิกเกลิ ซงึ่ แตํละชั้นมีลักษณะแตกตาํ งกนั ๕. อธบิ ายกระบวนการผพุ ังอยกํู บั ที่ การกรอํ น • การผพุ งั อยํกู ับที่ การกรอํ น และการสะสมตัว และการสะสมตัวของตะกอนจากแบบจาลอง ของตะกอน เป็นกระบวนการเปลยี่ นแปลงทาง รวมท้ังยกตัวอยาํ งผลของกระบวนการดงั กลาํ ว ธรณีวทิ ยา ทที่ าใหผ๎ ิวโลกเกดิ การเปลีย่ นแปลง ท่ีทาให๎ผิวโลกเกดิ การเปล่ยี นแปลง เป็นภมู ลิ ักษณแ์ บบตาํ ง ๆ โดยมปี ัจจัยสาคัญ คือ นา้ ลม ธารน้าแขง็ แรงโนม๎ ถํวงของโลก สง่ิ มีชวี ติ สภาพอากาศ และปฏิกริ ยิ าเคมี • การผุพงั อยกํู ับที่คือการทห่ี นิ ผพุ ังทาลายลง ด๎วยกระบวนการตําง ๆ ไดแ๎ กํ ลมฟา้ อากาศกับ น้าฝน และรวมทั้งการกระทาของตน๎ ไม๎กบั แบคทีเรีย ตลอดจนการแตกตวั ทางกลศาสตร์ ซึง่ มกี ารเพิ่มและลดอณุ หภูมสิ ลบั กัน เปน็ ต๎น • การกรํอน คือ กระบวนการหนึ่งหรอื หลาย กระบวนการท่ที าให๎สารเปลือกโลกหลดุ ไป ละลายไปหรอื กรํอนไปโดยมีตัวนาพาธรรมชาติ คอื ลม นา้ และธารน้าแข็ง รวํ มกบั ปจั จัยอน่ื ๆ
66 ช้ัน ตวั ชี้วดั สาระการเรียนรูแ้ กนกลาง ไดแ๎ กํ ลมฟ้าอากาศ สารละลาย การครดู ถู การนาพา ท้งั น้ีไมรํ วมถึงการพังทลายเปน็ กลํุม ก๎อน เชนํ แผนํ ดินถลํม ภเู ขาไฟระเบดิ • การสะสมตัวของตะกอน คือการสะสมตัวของ วตั ถจุ ากการนาพาของนา้ ลม หรอื ธารนา้ แขง็ ๖. อธบิ ายลักษณะของชั๎นหน๎าตดั ดินและกระบวนการ • ดนิ เกิดจากหินทผ่ี ุพงั ตามธรรมชาตผิ สมคลุกเคลา๎ เกดิ ดนิ จากแบบจาลอง รวมทั้งระบุปัจจัย กบั อินทรยี วตั ถทุ ไ่ี ด๎จากการเนาํ เป่ือยของซากพืช ท่ที าให๎ดินมลี กั ษณะและสมบัตแิ ตกตาํ งกนั ซากสัตว์ทับถมเปน็ ชัน้ ๆ บนผิวโลก ชั้นดิน แบํงออกเปน็ หลายชัน้ ขนานหรอื เกือบขนาน ไปกบั ผิวหนา๎ ดนิ แตลํ ะช้ันมีลักษณะแตกตํางกัน เนื่องจากสมบัติทางกายภาพ เคมี ชีวภาพ และ ลักษณะอนื่ ๆ เชนํ สี โครงสรา๎ ง เน้อื ดิน การยึดตวั ความเปน็ กรด-เบส สามารถสังเกตได๎จากการ สารวจภาคสนาม การเรียกช่อื ชั้นดนิ หลักจะใช๎ อักษรภาษาอังกฤษตัวใหญํ ได๎แกํ O, A, E, B, C, R • ช้นั หน๎าตดั ดิน เปน็ ชนั้ ดนิ ทม่ี ลี ักษณะปรากฏให๎ เห็นเรยี งลาดบั เป็นชน้ั จากช้นั บนสดุ ถึงช้ันลาํ งสุด • ปัจจัยทีท่ าให๎ดนิ แตลํ ะทอ๎ งถน่ิ มีลกั ษณะและสมบตั ิ แตกตาํ งกัน ได๎แกํ วตั ถุตน๎ กาเนดิ ดนิ ภมู ิอากาศ สงิ่ มีชวี ิตในดนิ สภาพภูมิประเทศ และระยะเวลา ในการเกดิ ดิน ๗. ตรวจวัดสมบตั ิบางประการของดิน โดยใช๎เครอ่ื งมอื • สมบัติบางประการของดิน เชํน เนอ้ื ดิน ความชนื้ ดนิ ทเ่ี หมาะสมและนาเสนอแนวทางการใช๎ ประโยชนด์ ินจากขอ๎ มูลสมบัติของดิน คําความเป็นกรด-เบส ธาตุอาหารในดนิ สามารถ นาไปใช๎ในการตดั สินใจถึงแนวทางการใช๎ ประโยชน์ท่ีดิน โดยอาจนาไปใช๎ประโยชน์ ทางการเกษตรหรอื อ่ืน ๆ ซงึ่ ดินท่ีไมํเหมาะสม ตอํ การทาการเกษตร เชนํ ดินจดื ดินเปร้ยี ว ดินเคม็ และดินดาน อาจเกดิ จากสภาพดนิ ตามธรรมชาติ หรือการใชป๎ ระโยชนจ์ ะตอ๎ งปรับปรุงใหม๎ ี สภาพเหมาะสม เพ่อื นาไปใช๎ประโยชน์
67 ช้ัน ตัวช้ีวดั สาระการเรียนรู้แกนกลาง ๘. อธิบายปัจจยั และกระบวนการเกิดแหลํงน้าผวิ ดนิ • แหลํงนา้ ผวิ ดนิ เกดิ จากนา้ ฝนท่ีตกลงบนพน้ื โลก และแหลํงนา้ ใต๎ดนิ จากแบบจาลอง ไหลจากที่สงู ลงสูทํ ต่ี ่าด๎วยแรงโนม๎ ถวํ ง การไหล ของน้าทาใหพ๎ น้ื โลกเกดิ การกัดเซาะเป็นรํองน้า เชนํ ลาธารคลองและแมํนา้ ซงึ่ รํองนา้ จะมขี นาด และรูปรํางแตกตาํ งกัน ขึ้นอยกํู ับปริมาณนา้ ฝน ระยะเวลาในการกัดเซาะ ชนิดดนิ และหนิ และ ลักษณะภูมิประเทศ เชํน ความลาดชัน ความสงู ตา่ ของพน้ื ท่ี เม่ือน้าไหลไปยังบรเิ วณทเี่ ป็นแอํง จะเกดิ การสะสมตัวเป็นแหลํงน้าเชํนบงึ ทะเลสาบ ทะเล และมหาสมทุ ร • แหลงํ นา้ ใต๎ดนิ เกดิ จากการซมึ ของนา้ ผิวดินลงไป สะสมตวั ใตพ๎ นื้ โลก ซ่งึ แบงํ เปน็ น้าในดินและ น้าบาดาล นา้ ในดินเปน็ น้าทอี่ ยรูํ ํวมกบั อากาศ ตามชํองวํางระหวาํ งเม็ดดนิ สํวนน้าบาดาล เป็นน้าที่ไหลซึมลกึ ลงไปและถูกกกั เก็บไว๎ ในชน้ั หนิ หรือชัน้ ดนิ จนอม่ิ ตวั ไปด๎วยน้า ๙. สร๎างแบบจาลองท่ีอธบิ ายการใชน๎ ้า และนาเสนอ • แหลงํ นา้ ผวิ ดินและแหลํงนา้ ใตด๎ นิ ถกู นามาใช๎ แนวทางการใช๎น้าอยาํ งยง่ั ยืนในท๎องถิ่นของ ในกจิ กรรมตาํ ง ๆ ของมนษุ ย์ สงํ ผลตํอการจัดการ ตนเอง การใชป๎ ระโยชนน์ า้ และคุณภาพของแหลงํ น้า เนือ่ งจากการเพ่ิมขน้ึ ของจานวนประชากร การใชป๎ ระโยชนพ์ ้นื ทใ่ี นดา๎ นตาํ ง ๆ เชํน ภาคเกษตรกรรม ภาคอุตสาหกรรม และ การเปล่ยี นแปลงภูมิอากาศ ทาใหเ๎ กิด การเปลย่ี นแปลงปรมิ าณน้าฝนในพ้ืนทล่ี ํมุ น้า และแหลํงน้าผิวดนิ ไมเํ พยี งพอสาหรับกิจกรรม ของมนุษย์ น้าจากแหลํงนา้ ใตด๎ ินจึงถูกนามาใช๎ มากข้นึ สงํ ผลใหป๎ ริมาณน้าใตด๎ นิ ลดลงมาก จงึ ต๎องมีการจดั การใช๎นา้ อยํางเหมาะสมและยง่ั ยืน ซ่งึ อาจทาไดโ๎ ดยการจัดหาแหลํงน้าเพอ่ื ใหม๎ ี แหลงํ น้าเพียงพอสาหรบั การดารงชวี ิต การจัดสรร และการใช๎นา้ อยาํ งมปี ระสิทธิภาพ การอนรุ ักษ์ และฟนื้ ฟแู หลํงน้า การป้องกันและแก๎ไขปญั หา คุณภาพน้า
68 ชน้ั ตัวชว้ี ัด สาระการเรียนรแู้ กนกลาง ๑๐. สร๎างแบบจาลองที่อธิบายกระบวนการเกิด • น้าทวํ มการกดั เซาะชายฝ่งั ดินถลมํ หลมุ ยบุ และผลกระทบของนา้ ทวํ ม การกดั เซาะชายฝัง่ แผํนดนิ ทรดุ มีกระบวนการเกิดและผลกระทบ ดนิ ถลํม หลมุ ยบุ แผํนดนิ ทรดุ ทแ่ี ตกตํางกัน ซ่ึงอาจสรา๎ งความเสยี หายร๎ายแรง แกํชวี ิต และทรพั ย์สนิ • น้าทวํ ม เกิดจากพื้นท่หี นงึ่ ได๎รับปรมิ าณน้าเกินกวํา ทํีจะกกั เก็บได๎ ทาใหแ๎ ผํนดินจมอยใํู ต๎น๎ำ โดยขึน๎ อยูํ กบั ปริมาณน้าและสภาพทางธรณีวทิ ยาของพื้นท่ี • การกดั เซาะชายฝ่งั เปน็ กระบวนการเปลย่ี นแปลง ของชายฝั่งทะเลท่เี กิดขน้ึ ตลอดเวลาจากการ กัดเซาะของคล่นื หรือลม ทาให๎ตะกอนจากท่หี นึง่ ไปตกทับถมในอกี บริเวณหนึง่ แนวของชายฝงั่ เดิม จงึ เปลี่ยนแปลงไป บริเวณท่ีมีตะกอนเคล่ือน เข๎ามานอ๎ ยกวําปรมิ าณทต่ี ะกอนเคล่ือนออกไป ถอื วาํ เปน็ บรเิ วณทีม่ ีการกัดเซาะชายฝัง่ • ดินถลํม เป็นการเคล่อื นที่ของมวลดนิ หรอื หิน จานวนมากลงตามลาดเขา เนอ่ื งจากแรงโนม๎ ถวํ ง ของโลกเปน็ หลัก ซ่งึ เกดิ จากปจั จัยสาคัญ ไดแ๎ กํ ความลาดชันของพนื้ ท่ี สภาพธรณีวทิ ยา ปริมาณ น้าฝน พืชปกคลุมดนิ และการใชป๎ ระโยชน์พืน้ ท่ี • หลุมยุบ คือ แอํงหรอื หลมุ บนแผนํ ดนิ ขนาดตําง ๆ ทีอ่ าจเกิดจากการถลํมของโพรงถ้าหินปนู เกลอื หินใตด๎ นิ หรอื เกิดจากนา้ พัดพาตะกอน ลงไปในโพรงถา้ หรอื ธารน้าใต๎ดนิ • แผนํ ดนิ ทรุดเกดิ จากการยุบตัวของช้ันดนิ หรือ หินรวํ น เมือ่ มวลของแข็งหรอื ของเหลวปริมาณมาก ท่ีรองรับอยูํใต๎ชั้นดินบรเิ วณน้นั ถูกเคลอ่ื นย๎ายออก ไปโดยธรรมชาตหิ รือโดยการกระทาของมนุษย์ ม.๓ - - ม.๔ - - ม.๕ - -
69 ชั้น ตัวชี้วัด สาระการเรียนรู้แกนกลาง ม.๖ ๑. อธบิ ายการแบงํ ช้ันและสมบตั ิของโครงสร๎างโลก • การศึกษาโครงสรา๎ งโลกใช๎ข๎อมูลหลายด๎าน เชนํ พรอ๎ มยกตัวอยาํ งขอ๎ มูลทส่ี นบั สนุน องคป์ ระกอบทางเคมขี องหินและแรํ องค์ประกอบ ทางเคมขี องอุกกาบาต ขอ๎ มลู คลื่นไหวสะเทือน ทีเ่ คลือ่ นทผ่ี าํ นโลก จึงสามารถแบํงช้นั โครงสรา๎ ง โลก ได๎ ๒ แบบ คือ โครงสรา๎ งโลกตามองคป์ ระกอบ ทางเคมีแบํงได๎เป็น๓ชน้ั ได๎แกํเปลอื กโลก เนือ้ โลก และแกนํ โลก และโครงสรา๎ งโลกตาม สมบัตเิ ชิงกล แบํงไดเ๎ ปน็ ๕ ชัน้ ไดแ๎ กํ ธรณีภาค ฐานธรณภี าค มัชฌมิ ภาค แกํนโลกช้ันนอก และแกนํ โลกชน้ั ใน ๒. อธบิ ายหลักฐานทางธรณีวทิ ยาท่สี นบั สนุน • แผนํ ธรณตี าํ ง ๆ เปน็ สวํ นประกอบของธรณีภาค การเคล่ือนทข่ี องแผํนธรณี การเปล่ยี นแปลงขนาดและตาแหนํงต้ังแตอํ ดตี จนถงึ ปัจจุบนั การเคลื่อนที่ของแผํนธรณดี งั กลําว อธิบายไดต๎ ามทฤษฎธี รณีแปรสณั ฐาน ซึ่งมี รากฐานมาจากทฤษฎีทวีปเลอื่ นและทฤษฎี การแผํขยายพ้ืนสมทุ ร โดยมีหลักฐานทีส่ นับสนนุ ไดแ๎ กํ รูปรํางของขอบทวปี ท่สี ามารถเช่ือมตํอกนั ได๎ ความคล๎ายคลึงกันของกลํมุ หินและแนวเทอื กเขา ซากดกึ ดาบรรพ์ รอํ งรอยการเคลอ่ื นท่ีของ ตะกอนธารน้าแขง็ ภาวะแมเํ หล็กโลกบรรพกาล อายหุ นิ ของพื้นมหาสมทุ ร รวมทั้งการคน๎ พบ สันเขากลางสมทุ ร และรํองลกึ ก๎นสมุทร ๓. ระบสุ าเหตุ และอธิบายรูปแบบแนวรอยตํอ • การพาความรอ๎ นของแมกมาภายในโลกทาให๎ เกิดการเคลอ่ื นทีข่ องแผํนธรณี ตามทฤษฎีธรณี ของแผํนธรณที ่ีสัมพนั ธ์กบั การเคล่อื นท่ีของ แปรสัณฐาน ซง่ึ นกั วิทยาศาสตรไ์ ดส๎ ารวจพบ แผํนธรณี พร๎อมยกตัวอยาํ งหลกั ฐาน หลกั ฐานทางธรณวี ิทยา ไดแ๎ กํ ธรณีสัณฐาน ทางธรณีวิทยาทีพ่ บ และธรณโี ครงสร๎าง ที่บริเวณแนวรอยตํอของ แผํนธรณี เชํน รํองลึกกน๎ สมุทร หมูํเกาะภูเขาไฟ รูปโคง๎ แนวภูเขาไฟ แนวเทอื กเขา หบุ เขาทรดุ และสนั เขากลางสมุทร รอยเลอื่ น นอกจากน้ี ยังพบการเกดิ ธรณพี ิบัตภิ ยั ท่ีบรเิ วณแนวรอยตอํ ของแผนํ ธรณี เชํน แผํนดินไหว ภเู ขาไฟระเบดิ สนึ ามิ ซ่ึงหลักฐานดงั กลาํ วสมั พนั ธ์กบั รูปแบบ
70 ช้ัน ตวั ชว้ี ดั สาระการเรียนรูแ้ กนกลาง การเคลื่อนท่ขี องแผํนธรณี นกั วิทยาศาสตร์ จงึ สรปุ ได๎วําแนวรอยตอํ ของแผนํ ธรณีมี ๓ รูปแบบ ไดแ๎ กํ แนวแผนํ ธรณีแยกตัว แนวแผนํ ธรณี เคลือ่ นท่ีเข๎าหากัน แนวแผนํ ธรณเี คล่ือนที่ผาํ นกัน ในแนวราบ ๔. อธิบายสาเหตุ กระบวนการเกิดภูเขาไฟระเบิด • ภูเขาไฟระเบดิ เกดิ จากการแทรกดนั ของแมกมา รวมท้ังสบื ค๎นข๎อมลู พน้ื ท่เี สี่ยงภยั ออกแบบและ ข้ึนมาตามสํวนเปราะบาง หรอื รอยแตกบนเปลอื กโลก นาเสนอแนวทางการเฝ้าระวงั และการปฏิบตั ิตน มกั พบหนาแนนํ บรเิ วณรอยตํอระหวํางแผนํ ธรณี ใหป๎ ลอดภัย ทาให๎บริเวณดังกลําวเปน็ พืน้ ทเี่ สยี่ งภัย ผลจาก การระเบิดของภเู ขาไฟมที ง้ั ประโยชนแ์ ละโทษ จงึ ตอ๎ งศกึ ษาแนวทางในการเฝ้าระวงั และ การปฏบิ ตั ติ นใหป๎ ลอดภยั ๕. อธิบายสาเหตุ กระบวนการเกิด ขนาดและ • แผํนดนิ ไหวเกดิ จากการปลดปลํอยพลงั งานท่ี ความรนุ แรง และผลจากแผนํ ดินไหว รวมทงั้ สะสมไวข๎ องเปลอื กโลกในรปู ของคลนื่ ไหวสะเทอื น สืบค๎นข๎อมลู พื้นทีเ่ สยี่ งภัย ออกแบบและ แผํนดนิ ไหวมีขนาดและความรุนแรงแตกตํางกนั มกั เกดิ ขึน้ บริเวณรอยตํอของแผํนธรณี และพ้นื ที่ นาเสนอแนวทางการเฝ้าระวงั และการปฏบิ ตั ิตน ใหป๎ ลอดภัย ภายใต๎อทิ ธิพลของการเคล่ือนของแผนํ ธรณี ทาใหบ๎ รเิ วณดงั กลาํ วเป็นพนื้ ทเี่ สี่ยงภัยแผนํ ดินไหว ซง่ึ สํงผลให๎สง่ิ กํอสร๎างเสียหาย เกดิ อันตราย ตํอชวี ติ และทรพั ยส์ นิ จึงต๎องศกึ ษาแนวทาง ในการเฝ้าระวัง และการปฏบิ ตั ิตนให๎ปลอดภัย ๖. อธิบายสาเหตุกระบวนการเกิดและผลจากสนึ ามิ • สนึ ามิ คือคล่นื นา้ ทีเ่ กดิ จากการแทนทม่ี วลน้า รวมทง้ั สืบคน๎ ขอ๎ มูลพน้ื ทีเ่ สีย่ งภัย ออกแบบ ในปรมิ าณมหาศาล สวํ นมากจะเกิดในทะเลหรอื และนาเสนอแนวทางการเฝา้ ระวงั และการ มหาสมทุ ร โดยคลน่ื มีลกั ษณะเฉพาะ คอื ปฏิบตั ติ นให๎ปลอดภัย ความยาวคลืน่ มากและเคลือ่ นที่ดว๎ ยความเรว็ สงู เมื่ออยํูกลางมหาสมทุ รจะมีความสูงคล่นื น๎อย และอาจเพ่มิ ความสูงขน้ึ อยาํ งรวดเร็ว เมือ่ คลืน่ เคล่ือนทผี่ ํานบริเวณน้าตน้ื จึงทาให๎พนื้ ทีบ่ ริเวณ ชายฝง่ั บางบริเวณเปน็ พื้นท่เี ส่ยี งภยั สนึ ามิ กํอใหเ๎ กิดอนั ตรายแกํมนุษย์และสิง่ กํอสร๎าง ในบรเิ วณชายหาดนนั้ จึงตอ๎ งศกึ ษาแนวทาง ในการเฝา้ ระวัง และการปฏบิ ตั ิตนใหป๎ ลอดภยั
71 ช้ัน ตวั ชี้วดั สาระการเรยี นร้แู กนกลาง ๗. อธบิ ายปัจจยั สาคญั ที่มีผลตํอการไดร๎ บั พลงั งาน • พน้ื ผวิ โลกแตํละบรเิ วณได๎รบั พลังงานจาก จากดวงอาทติ ย์แตกตํางกันในแตํละบริเวณ ดวงอาทิตยใ์ นปรมิ าณทแี่ ตกตาํ งกนั เนอื่ งจาก ของโลก ปัจจัยสาคัญหลายประการ เชนํ สัณฐานและ การเอียงของแกนโลก ลักษณะของพนื้ ผวิ ละอองลอย และเมฆ ทาใหแ๎ ตลํ ะบริเวณบนโลก มอี ณุ หภมู ิไมเํ ทํากัน สํงผลใหม๎ ีความกดอากาศ แตกตํางกัน และเกิดการถํายโอนพลังงานระหวํางกัน ๘. อธบิ ายการหมุนเวียนของอากาศ ทเ่ี ป็น • การหมุนเวียนของอากาศเกดิ ข้ึนจากความ ผลมาจากความแตกตํางของความกดอากาศ กดอากาศทีแ่ ตกตํางกันระหวาํ งสองบริเวณ โดยอากาศเคลอื่ นที่จากบรเิ วณทีม่ ีความกด อากาศสงู ไปยงั บริเวณท่มี ีความกดอากาศตา่ ซงึ่ จะเห็นไดช๎ ดั เจน ในการเคล่อื นท่ขี องอากาศ ในแนวราบ และเมื่อพจิ ารณาการเคลอื่ นทข่ี อง อากาศในแนวด่งิ จะพบวําอากาศเหนอื บริเวณ ความกดอากาศต่าจะมีการยกตวั ขน้ึ ขณะท่ี อากาศเหนือบริเวณความกดอากาศสงู จะจมตวั ลง โดยการเคล่ือนท่ขี องอากาศท้งั ในแนวราบและ แนวดิ่งน้ี ทาใหเ๎ กิดเป็นการหมุนเวียนของอากาศ ๙. อธิบายทศิ ทางการเคล่ือนท่ขี องอากาศ ทเ่ี ปน็ • การหมุนรอบตวั เองของโลกทาใหเ๎ กดิ แรงคอริออลสิ ผลมาจากการหมุนรอบตัวเองของโลก สํงผลใหท๎ ิศทางการเคลื่อนท่ขี องอากาศเบนไป โดยอากาศท่ีเคล่ือนทใ่ี นบรเิ วณซกี โลกเหนอื จะเบนไปทางขวาจากทิศทางเดิม สวํ นบรเิ วณ ซีกโลกใตจ๎ ะเบนไปทางซา๎ ยจากทศิ ทางเดิม ๑๐. อธบิ ายการหมนุ เวียนของอากาศตามเขต • โลกมคี วามกดอากาศแตกตํางกนั ในแตํละบรเิ วณ ละติจูด และผลทีม่ ีตอํ ภมู อิ ากาศ รวมทั้งอทิ ธพิ ลจากการหมุนรอบตัวเองของโลก ทาให๎อากาศในแตํละซีกโลกเกดิ การหมนุ เวยี น ของอากาศตามเขตละตจิ ดู แบงํ ออกเปน็ ๓แถบ โดยแตลํ ะแถบมภี ูมิอากาศแตกตาํ งกนั ได๎แกํ การหมุนเวยี นแถบขัว้ โลกมีภมู ิอากาศแบบ หนาวเยน็ การหมนุ เวยี นแถบละติจูดกลาง มภี ูมอิ ากาศแบบอบอนํุ และการหมนุ เวยี น แถบเขตร๎อนมภี มู ิอากาศแบบร๎อนชน้ื
72 ชนั้ ตัวช้วี ัด สาระการเรียนรูแ้ กนกลาง • นอกจากน้ีบรเิ วณรอยตอํ ของการหมุนเวยี น อากาศแตลํ ะแถบละตจิ ดู จะมลี กั ษณะลมฟ้า อากาศ ทแ่ี ตกตาํ งกัน เชนํ บรเิ วณใกลศ๎ ูนยส์ ูตร มปี ริมาณ หยาดนา้ ฟา้ เฉลยี่ สูงกวาํ บรเิ วณอน่ื บริเวณละตจิ ูด ๓๐ องศา มีอากาศแหง๎ แล๎ง สํวนบริเวณละตจิ ูด ๖๐ องศา อากาศมคี วาม แปรปรวนสูง ๑๑. อธบิ ายปัจจัยที่ทาใหเ๎ กดิ การหมนุ เวียนของน้า • การหมนุ เวยี นของกระแสน้าผวิ หนา๎ ในมหาสมทุ ร ผวิ หน๎าในมหาสมทุ ร และรูปแบบการหมุนเวียน ได๎รับอิทธิพลจากการหมุนเวียนของอากาศ ของน้าผิวหน๎าในมหาสมุทร ในแตํละแถบละติจูดเป็นปจั จยั หลกั ทาให๎บรเิ วณ ซีกโลกเหนือมกี ารหมนุ เวียนของกระแสนา้ ผิวหน๎า ในทิศทางตามเข็มนาฬิกา และทวนเขม็ นาฬกิ าใน ซกี โลกใต๎ ซง่ึ กระแสนา้ ผวิ หน๎าในมหาสมุทร มที ้ังกระแสน้าอนํุ และกระแสนา้ เย็น ๑๒. อธิบายผลของการหมนุ เวยี นของอากาศ • การหมนุ เวียนอากาศและน้าในมหาสมุทร และน้าผิวหนา๎ ในมหาสมุทรทม่ี ีตํอลกั ษณะ สงํ ผลตอํ ภมู ิอากาศ ลมฟ้าอากาศ สิง่ มชี ีวิต ภูมิอากาศ ลมฟา้ อากาศ ส่งิ มีชวี ิต และ และสิง่ แวดล๎อม เชนํ กระแสนา้ อุํนกัลฟส์ ตรีม ส่งิ แวดล๎อม ท่ีทาใหบ๎ างประเทศในทวีปยุโรปไมํหนาวเย็น เกนิ ไป และเมอื่ การหมุนเวยี นอากาศและน้า ในมหาสมทุ รแปรปรวน ทาให๎เกิดผลกระทบตํอ สภาพลมฟ้าอากาศ เชํน ปรากฏการณเ์ อลนีโญ และลานีญา ซึ่งเกิดจากความแปรปรวน ของลมค๎าและสงํ ผลตอํ ประเทศทีอ่ ยบํู ริเวณ มหาสมุทรแปซฟิ กิ ๑๓. อธิบายปัจจัยที่มผี ลตํอการเปลีย่ นแปลง • โลกได๎รับพลงั งานจากดวงอาทิตย์ โดยปริมาณ ภมู ิอากาศของโลก พรอ๎ มท้งั นาเสนอแนวปฏบิ ัติ พลังงานเฉล่ียทโ่ี ลกได๎รบั เทํากับพลังงานเฉล่ยี เพื่อลดกิจกรรมของมนุษย์ ที่สํงผลตํอการ ที่โลกปลดปลํอยกลบั สอํู วกาศ ทาใหเ๎ กดิ สมดลุ เปลี่ยนแปลงภมู อิ ากาศโลก พลงั งานของโลก สงํ ผลให๎อุณหภมู เิ ฉลี่ยของโลก ในแตํละปีคํอนข๎างคงทแี่ ละมีลักษณะภูมอิ ากาศ ที่ไมเํ ปล่ียนแปลง หากสมดุลพลงั งานของโลกเกิด การเปลยี่ นแปลงไปจะทาให๎อณุ หภมู ิเฉลย่ี ของ โลกและภูมิอากาศเกดิ การเปล่ียนแปลงได๎ เนอื่ งจากปัจจัยหลายประการท้ังปจั จัยทเี่ กดิ ข้ึน ตามธรรมชาตแิ ละการกระทาของมนุษย์ เชํน แก๏สเรอื นกระจก ลกั ษณะผิวโลก และละอองลอย
73 ชนั้ ตวั ชี้วดั สาระการเรยี นรู้แกนกลาง • มนษุ ยม์ ีสํวนชวํ ยในการชะลอการเปลีย่ นแปลง ภูมอิ ากาศโลกได๎โดยการลดกจิ กรรมทที่ าใหเ๎ กิด การเปล่ยี นแปลงสมดลุ พลังงาน เชนํ ลดการ ปลดปลอํ ยแกส๏ เรอื นกระจกและละอองลอย ๑๔. แปลความหมายสัญลกั ษณ์ลมฟ้าอากาศ • แผนท่อี ากาศผิวพนื้ แสดงขอ๎ มูลการตรวจอากาศ ที่สาคัญจากแผนท่ีอากาศ และนาขอ๎ มลู ในรปู แบบสญั ลักษณห์ รือตวั เลข เชนํ บรเิ วณ สารสนเทศตําง ๆ มาวางแผนการดาเนนิ ชีวิต ความกดอากาศสงู หยอํ มความกดอากาศตา่ ให๎สอดคลอ๎ งกบั สภาพลมฟ้าอากาศ พายหุ มนุ เขตรอ๎ น รอํ งความกดอากาศต่า การแปลความหมายสญั ลักษณล์ มฟ้าอากาศ ทาให๎ทราบลกั ษณะลมฟา้ อากาศ ณ บริเวณหนึง่ • การแปลความหมายสัญลักษณ์ทีป่ รากฏบนแผนท่ี อากาศ รํวมกับขอ๎ มูลสารสนเทศตําง ๆ เชํน โปรแกรมประยุกตเ์ กยี่ วกับการพยากรณอ์ ากาศ เรดารต์ รวจอากาศ ภาพถาํ ยดาวเทยี ม สามารถ นามาวางแผนการดาเนนิ ชีวิตให๎สอดคลอ๎ งกับ สภาพลมฟา้ อากาศ เชนํ การเลือกชวํ งเวลา ในการเพาะปลูกให๎สอดคลอ๎ งกับฤดกู าล การเตรียมพร๎อมรับมือสภาพอากาศแปรปรวน
74 สาระที่ ๔ เทคโนโลยี มาตรฐาน ว ๔.๑ เข้าใจแนวคิดหลักของเทคโนโลยีเพ่ือการดารงชีวิตในสังคมที่มีการเปล่ียนแปลง อย่างรวดเร็ว ใช้ความรู้และทักษะทางด้านวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ และ ศาสตร์อื่น ๆ เพื่อแก้ปัญหาหรือพัฒนางานอย่างมีความคิดสร้างสรรค์ ด้วยกระบวนการออกแบบเชิงวิศวกรรม เลือกใช้เทคโนโลยีอย่างเหมาะสม โดยคานงึ ถึงผลกระทบต่อชวี ิต สังคม และสงิ่ แวดลอ้ ม ชนั้ ตวั ชี้วัด สาระการเรยี นรู้แกนกลาง ม.๑ ๑. อธิบายแนวคิดหลักของเทคโนโลยีในชีวิตประจาวัน • เทคโนโลยี เปน็ ส่งิ ที่มนุษยส์ รา๎ งหรือพฒั นาขึ้น และวเิ คราะหส์ าเหตหุ รือปจั จยั ทีส่ ํงผลตํอ การเปลย่ี นแปลงของเทคโนโลยี ซึ่งอาจเป็นได๎ทั้งช้ินงานหรือวิธีการ เพ่ือใช๎ แกป๎ ญั หา สนองความตอ๎ งการ หรอื เพิม่ ความสามารถ ในการทางานของมนษุ ย์ • ระบบทางเทคโนโลยี เป็นกลมํุ ของสํวนตํางๆ ตง้ั แตสํ องสํวนขนึ้ ไปประกอบเข๎าด๎วยกนั และ ทางานรํวมกนั เพื่อใหบ๎ รรลวุ ตั ถปุ ระสงค์ โดย ในการทางานของระบบทางเทคโนโลยีจะประกอบ ไปด๎วยตัวป้อน (input) กระบวนการ (process) และผลผลติ (output) ทส่ี มั พนั ธ์กัน นอกจากนี้ ระบบทางเทคโนโลยีอาจมีขอ๎ มลู ย๎อนกลบั (feedback) เพอ่ื ใช๎ปรบั ปรงุ การทางานได๎ตาม วัตถุประสงค์ ซ่ึงการวิเคราะห์ระบบทาง เทคโนโลยชี วํ ยใหเ๎ ขา๎ ใจองคป์ ระกอบและ การทางานของเทคโนโลยี รวมถึงสามารถ ปรับปรุงให๎เทคโนโลยที างานไดต๎ ามต๎องการ • เทคโนโลยมี กี ารเปลี่ยนแปลงตลอดเวลาต้งั แตอํ ดีต จนถึงปจั จบุ ัน ซึง่ มสี าเหตหุ รอื ปัจจยั มาจาก หลายดา๎ น เชนํ ปญั หา ความต๎องการ ความก๎าวหน๎า ของศาสตรต์ าํ ง ๆ เศรษฐกจิ สังคม
75 ชนั้ ตัวชี้วดั สาระการเรียนรูแ้ กนกลาง ๒. ระบุปญั หาหรือความต๎องการในชีวิตประจาวัน • ปญั หาหรือความต๎องการในชีวิตประจาวนั พบได๎ รวบรวม วเิ คราะห์ข๎อมูลและแนวคิดทีเ่ ก่ียวขอ๎ ง จากหลายบริบทข๎นึ กบั สถานการณท์ ีํประสบ เชํน กับปัญหา การเกษตร การอาหาร • การแก๎ปัญหาจาเป็นต๎องสืบค๎น รวบรวมข๎อมูล ความรูจ๎ ากศาสตรต์ าํ ง ๆ ท่เี ก่ียวขอ๎ ง เพือ่ นาไปสํู การออกแบบแนวทางการแก๎ปัญหา ๓. ออกแบบวิธีการแก๎ปัญหา โดยวิเคราะห์ • การวิเคราะห์ เปรียบเทียบ และตัดสินใจเลือก เปรียบเทียบ และตัดสินใจเลือกข๎อมูลท่ีจาเป็น ข๎อมูล ท่ีจาเป็น โดยคานึงถึงเง่ือนไข และ นาเสนอแนวทางการแก๎ปัญหาให๎ผู๎อื่นเข๎าใจ ทรัพยากร ท่ีมีอยํู ชํวยให๎ได๎แนวทางการ วางแผนและดาเนนิ การแกป๎ ัญหา แก๎ปญั หาท่เี หมาะสม • การออกแบบแนวทางการแก๎ปัญหาทาได๎ หลากหลายวิธี เชํน การรํางภาพ การเขียน แผนภาพ การเขียนผังงาน • การกาหนดขน้ั ตอนและระยะเวลาในการทางาน กอํ นดาเนนิ การแก๎ปัญหาจะชํวยให๎ทางานสาเรจ็ ได๎ตามเป้าหมายและลดข๎อผิดพลาด ของการ ทางานทีอ่ าจเกิดข้ึน ๔. ทดสอบ ประเมินผล และระบุขอ๎ บกพรอํ ง • การทดสอบ และประเมินผลเปน็ การตรวจสอบ ท่ีเกดิ ขึ้น พรอ๎ มทั้งหาแนวทางการปรับปรุงแก๎ไข ชิ้นงานหรือวิธีการวําสามารถแก๎ปัญหาได๎ตาม และนาเสนอผลการแก๎ปัญหา วัตถุประสงค์ภายใต๎กรอบของปัญหา เพื่อหา ข๎อบกพรํอง และดาเนินการปรับปรุง โดยอาจ ทดสอบซา้ เพอื่ ให๎สามารถแกป๎ ัญหาได๎ • การนาเสนอผลงานเป็นการถํายทอดแนวคิด เพื่อให๎ผ๎ูอื่นเข๎าใจเกี่ยวกับกระบวนการทางาน และช้ินงานหรือวิธีการท่ีได๎ ซ่ึงสามารถทาได๎ หลายวิธี เชํน การเขียนรายงาน การทาแผํน นาเสนอ ผลงาน การจัดนิทรรศการ การนาเสนอ ผําน สือ่ ออนไลน์ ๕. ใช๎ความรู๎และทักษะเกี่ยวกับวัสดุ อุปกรณ์ • วัสดุแตลํ ะประเภทมสี มบตั แิ ตกตาํ งกนั เชํน ไม๎ เคร่ืองมือ กลไก ไฟฟ้า หรืออิเล็กทรอนิกส์ เพื่อ โลหะ พลาสติก จึงต๎องมีการวิเคราะห์สมบัติ แก๎ปัญหาได๎อยํางถูกต๎อง เหมาะสม และ เพอื่ เลอื กใช๎ให๎เหมาะสมกับลกั ษณะของงาน ปลอดภัย • การสร๎างชนิ้ งานอาจใช๎ความรู๎ เรอื่ งกลไก ไฟฟ้า อิเล็กทรอนิกส์ เชํน LED บัซเซอร์ มอเตอร์ วงจรไฟฟา้ • อุปกรณ์และเคร่อื งมือในการสรา๎ งชิ้นงานหรอื พัฒนาวิธีการมีหลายประเภท ต๎องเลือกใช๎ ให๎ถูกต๎อง เหมาะสม และปลอดภัย รวมท้ัง รู๎จกั เกบ็ รกั ษา
76 ชั้น ตัวชว้ี ัด สาระการเรยี นรู้แกนกลาง ม.๒ ๑. คาดการณ์แนวโน๎มเทคโนโลยีที่จะเกิดข้ึน โดย • สาเหตุหรือปัจจัยตําง ๆ เชํน ความก๎าวหน๎าของ พิจารณาจากสาเหตุหรือปัจจัยที่สํงผลตํอ การ ศาสตรต์ าํ ง ๆ การเปลยี่ นแปลงทางด๎านเศรษฐกจิ เปล่ียนแปลงของเทคโนโลยี และวิเคราะห์ สังคม วัฒนธรรม ทาให๎เทคโนโลยีมีการ เปรียบเทียบ ตัดสินใจเลือกใช๎เทคโนโลยี โดย เปลีย่ นแปลงตลอดเวลา คานึงถึงผลกระทบท่ีเกิดขึ้นตํอชีวิต สังคม และ • เทคโนโลยีแตํละประเภทมีผลกระทบตํอชีวิต ส่งิ แวดลอ๎ ม สังคม และส่ิงแวดล๎อมท่ีแตกตํางกัน จึงต๎อง วเิ คราะห์เปรยี บเทียบขอ๎ ดี ข๎อเสีย และตัดสนิ ใจ เลือกใช๎ใหเ๎ หมาะสม ๒. ระบุปัญหาหรือความต๎องการในชุมชนหรือ • ปัญหาหรือความตอ๎ งการในชมุ ชนหรือทอ๎ งถิ่น ท๎องถิ่น สรปุ กรอบของปญั หา รวบรวม วิเคราะห์ มีหลายอยาํ ง ขน้ึ กบั บรบิ ทหรอื สถานการณ์ ท่ี ขอ๎ มลู และแนวคิดทีเ่ ก่ยี วข๎องกบั ปญั หา ประสบ เชํน ด๎านพลังงาน สิ่งแวดล๎อม การเกษตร การอาหาร • การระบุปัญหาจาเป็นต๎องมีการวิเคราะห์ สถานการณ์ของปัญหาเพอื่ สรุปกรอบของปัญหา แล๎วดาเนินการสืบค๎น รวบรวมข๎อมูล ความร๎ู จากศาสตร์ตําง ๆ ท่ีเก่ียวข๎อง เพ่ือนาไปสูํการ ออกแบบแนวทางการแก๎ปญั หา ๓. ออกแบบวิธีการแก๎ปัญหา โดยวิเคราะห์ • การวิเคราะห์ เปรียบเทียบ และตัดสินใจ เปรียบเทียบ และตัดสินใจเลือกข๎อมูลที่จาเป็น เลือกข๎อมูลที่จาเป็น โดยคานึงถึงเงื่อนไข ภายใต๎เง่ือนไขและทรัพยากรที่มีอยูํ นาเสนอ และทรัพยากร เชํน งบประมาณ เวลา ข๎อมูล แนวทางการแก๎ปัญหาให๎ผ๎ูอ่ืนเข๎าใจ วางแผน และสารสนเทศ วัสดุ เคร่ืองมือและอุปกรณ์ ขั้นตอนการทางานและดาเนินการแก๎ปัญหา ชํวยใหไ๎ ดแ๎ นวทางการแก๎ปญั หาทเ่ี หมาะสม อยํางเป็นขน้ั ตอน • การออกแบบแนวทางการแก๎ปัญหาทาได๎ หลากหลายวิธี เชํน การรํางภาพ การเขียน แผนภาพ การเขยี นผงั งาน • การกาหนดข้ันตอนระยะเวลาในการทางาน กํอนดาเนินการแก๎ปัญหาจะชวํ ยให๎การทางาน สาเร็จได๎ตามเป้าหมาย และลดข๎อผิดพลาด ของการทางานที่อาจเกดิ ขึ้น
77 ชั้น ตวั ชี้วดั สาระการเรยี นร้แู กนกลาง ๔. ทดสอบ ประเมนิ ผล และอธบิ ายปัญหาหรือ • การทดสอบและประเมินผลเป็นการตรวจสอบ ข๎อบกพรํองท่เี กดิ ขน้ึ ภายใตก๎ รอบเงื่อนไข ชิ้นงาน หรอื วธิ กี ารวาํ สามารถแก๎ปญั หาได๎ พรอ๎ มท้ังหาแนวทางการปรบั ปรงุ แกไ๎ ข และ ตามวตั ถปุ ระสงค์ภายใตก๎ รอบของปญั หา เพอื่ นาเสนอผลการแก๎ปัญหา หาขอ๎ บกพรํอง และดาเนนิ การปรับปรุงใหส๎ ามารถ แกไ๎ ขปัญหาได๎ • การนาเสนอผลงานเป็นการถํายทอดแนวคดิ เพือ่ ใหผ๎ ๎อู ื่นเขา๎ ใจเก่ยี วกบั กระบวนการทางาน และช้นิ งานหรอื วิธีการท่ไี ด๎ ซ่งึ สามารถทาได๎ หลายวธิ ี เชนํ การเขียนรายงาน การทาแผนํ นาเสนอผลงาน การจัดนทิ รรศการ ๕. ใช๎ความรู๎ และทกั ษะเก่ยี วกบั วัสดุ อุปกรณ์ • วัสดแุ ตํละประเภทมสี มบตั แิ ตกตาํ งกนั เชนํ ไม๎ เคร่อื งมือ กลไก ไฟฟ้า และอเิ ลก็ ทรอนกิ ส์ โลหะ พลาสตกิ จึงต๎องมกี ารวเิ คราะห์สมบตั ิ เพือ่ แก๎ปัญหาหรอื พฒั นางานได๎อยํางถกู ต๎อง เพอ่ื เลอื กใช๎ให๎เหมาะสมกบั ลักษณะของงาน เหมาะสม และปลอดภยั • การสร๎างชิน้ งานอาจใช๎ความรู๎ เร่อื งกลไก ไฟฟ้า อิเล็กทรอนิกส์ เชํน LED มอเตอร์ บซั เซอร์ เฟือง รอก ลอ๎ เพลา • อุปกรณแ์ ละเครื่องมือในการสร๎างชิ้นงาน หรอื พัฒนาวธิ ีการมหี ลายประเภท ต๎องเลือกใช๎ ใหถ๎ กู ตอ๎ ง เหมาะสม และปลอดภัย รวมทง้ั รู๎จกั เก็บรักษา ม.๓ ๑. วเิ คราะหส์ าเหตุ หรอื ปัจจยั ท่ีสํงผลตอํ การ • เทคโนโลยมี กี ารเปลี่ยนแปลงตลอดเวลาตั้งแตอํ ดตี เปล่ียนแปลงของเทคโนโลยี และความสัมพันธ์ จนถึงปัจจบุ ัน ซึ่งมีสาเหตุหรือปัจจัยมาจาก ของเทคโนโลยีกบั ศาสตรอ์ ืน่ โดยเฉพาะ หลายดา๎ น เชนํ ปัญหาหรือความตอ๎ งการของมนุษย์ วทิ ยาศาสตร์ หรอื คณติ ศาสตร์ เพอื่ เป็นแนวทาง ความกา๎ วหนา๎ ของศาสตร์ตาํ ง ๆ การเปล่ยี นแปลง การแกป๎ ัญหาหรอื พฒั นางาน ทางดา๎ นเศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรม สงิ่ แวดล๎อม • เทคโนโลยมี คี วามสมั พันธ์กับศาสตรอ์ น่ื โดยเฉพาะ วทิ ยาศาสตร์ โดยวิทยาศาสตร์เปน็ พ้นื ฐานความรู๎ ทน่ี าไปสกูํ ารพัฒนาเทคโนโลยี และเทคโนโลยที ่ี ไดส๎ ามารถเป็นเคร่ืองมือทใี่ ช๎ในการศึกษา ค๎นคว๎า เพอื่ ใหไ๎ ดม๎ าซ่ึงองคค์ วามร๎ใู หมํ
78 ชนั้ ตัวช้วี ดั สาระการเรียนรู้แกนกลาง ๒. ระบุปญั หาหรอื ความต๎องการของชุมชนหรอื • ปญั หาหรอื ความตอ๎ งการอาจพบไดใ๎ นงานอาชีพ ทอ๎ งถนิ่ เพอื่ พัฒนางานอาชีพ สรปุ กรอบของ ของชมุ ชนหรือทอ๎ งถน่ิ ซึ่งอาจมหี ลายดา๎ น เชํน ปญั หา รวบรวม วิเคราะหข์ อ๎ มูลและแนวคิด ด๎านการเกษตร อาหาร พลงั งาน การขนสํง ท่ีเกย่ี วขอ๎ งกบั ปญั หา โดยคานึงถึงความถกู ต๎อง ด๎านทรัพยส์ นิ ทางปัญญา • การวเิ คราะหส์ ถานการณ์ปญั หาชํวยใหเ๎ ข๎าใจ เงือ่ นไขและกรอบของปัญหาไดช๎ ดั เจน จากนน้ั ๓. ออกแบบวิธีการแก๎ปญั หา โดยวเิ คราะห์ ดาเนนิ การสืบคน๎ รวบรวมข๎อมลู ความรู๎ เปรยี บเทียบ และตดั สินใจเลอื กข๎อมลู ท่ีจาเปน็ จากศาสตรต์ ําง ๆ ทเ่ี กีย่ วข๎อง เพอื่ นาไปสูํ ภายใต๎เงอื่ นไขและทรพั ยากรทีม่ อี ยํู นาเสนอ แนวทางการแก๎ปญั หาให๎ผ๎ูอนื่ เขา๎ ใจดว๎ ยเทคนคิ การออกแบบแนวทางการแก๎ปญั หา หรอื วิธีการทหี่ ลากหลาย วางแผนข้นั ตอน การทางานและดาเนินการแกป๎ ญั หาอยํางเปน็ • การวเิ คราะห์ เปรยี บเทียบ และตดั สินใจเลือก ขน้ั ตอน ขอ๎ มลู ทจี่ าเป็น โดยคานึงถึงทรพั ย์สนิ ทางปญั ญา เงอ่ื นไขและทรัพยากร เชํน งบประมาณ เวลา ๔. ทดสอบ ประเมินผล วิเคราะห์ และให๎เหตุผล ข๎อมลู และสารสนเทศ วสั ดุ เคร่ืองมือและอปุ กรณ์ ของปญั หาหรอื ขอ๎ บกพรํองทเ่ี กิดข้ึนภายใต๎ ชวํ ยใหไ๎ ดแ๎ นวทางการแกป๎ ัญหาที่เหมาะสม • การออกแบบแนวทางการแก๎ปัญหาทาได๎ กรอบเงื่อนไข พรอ๎ มทั้งหาแนวทางการปรบั ปรงุ หลากหลายวิธี เชํน การราํ งภาพ การเขยี นแผนภาพ แกไ๎ ข และนาเสนอผลการแก๎ปัญหา การเขยี นผงั งาน • เทคนิคหรือวธิ ีการในการนาเสนอแนวทาง การแกป๎ ัญหามหี ลากหลาย เชนํ การใช๎แผนภมู ิ ตาราง ภาพเคลื่อนไหว • การกาหนดขั้นตอนและระยะเวลาในการทางาน กํอนดาเนนิ การแก๎ปญั หาจะชํวยใหก๎ ารทางาน สาเรจ็ ไดต๎ ามเป้าหมาย และลดข๎อผิดพลาด ของการทางานทอี่ าจเกดิ ขึ้น • การทดสอบและประเมนิ ผลเปน็ การตรวจสอบ ชนิ้ งานหรือวิธีการวาํ สามารถแก๎ปญั หาไดต๎ าม วัตถุประสงคภ์ ายใตก๎ รอบของปญั หา เพ่อื หา ข๎อบกพรอํ ง และดาเนนิ การปรับปรุง โดยอาจ ทดสอบซ้าเพื่อใหส๎ ามารถแก๎ไขปัญหาได๎ • การนาเสนอผลงานเปน็ การถํายทอดแนวคิด เพอื่ ให๎ผู๎อ่นื เขา๎ ใจเก่ียวกบั กระบวนการทางาน และช้ินงานหรอื วิธีการทีไ่ ด๎ ซ่ึงสามารถทาได๎ หลายวิธี เชํน การเขยี นรายงาน การทาแผนํ นาเสนอผลงาน การจัดนทิ รรศการ การนาเสนอ ผํานส่ือออนไลน์
79 ชั้น ตวั ชีว้ ดั สาระการเรียนรู้แกนกลาง ๕. ใชค๎ วามรู๎ และทักษะเกีย่ วกับวัสดุ อุปกรณ์ • วัสดแุ ตลํ ะประเภทมีสมบตั แิ ตกตํางกัน เชํน ไม๎ เครือ่ งมอื กลไก ไฟฟา้ และอเิ ลก็ ทรอนกิ ส์ โลหะ พลาสตกิ เซรามกิ จงึ ตอ๎ งมกี ารวิเคราะห์ ใหถ๎ ูกตอ๎ งกับลักษณะของงาน และปลอดภยั สมบัติเพื่อเลอื กใชใ๎ ห๎เหมาะสมกบั ลกั ษณะ เพื่อแก๎ปัญหาหรือพฒั นางาน ของงาน • การสร๎างชน้ิ งานอาจใชค๎ วามร๎ู เรอ่ื งกลไก ไฟฟ้า อิเลก็ ทรอนกิ ส์ เชนํ LED LDR มอเตอร์ เฟือง คาน รอก ลอ๎ เพลา • อปุ กรณ์และเครื่องมอื ในการสรา๎ งช้ินงาน หรอื พฒั นาวธิ กี ารมหี ลายประเภท ต๎องเลือกใช๎ ให๎ถูกต๎อง เหมาะสม และปลอดภยั รวมทงั้ รจู๎ ัก เกบ็ รกั ษา ม.๔ ๑. วเิ คราะหแ์ นวคิดหลักของเทคโนโลยี ความสัมพนั ธ์ • ระบบทางเทคโนโลยี เป็นกลํมุ ของสวํ นตาํ ง ๆ ต้งั แตํ กับศาสตร์อื่น โดยเฉพาะวิทยาศาสตร์ หรือ สองสํวนขนึ้ ไปประกอบเขา๎ ด๎วยกนั และทางาน คณิตศาสตร์ รวมทงั้ ประเมนิ ผลกระทบท่ี รวํ มกนั เพื่อใหบ๎ รรลวุ ัตถุประสงค์ โดยในการทางาน จะเกดิ ขึ้นตํอมนุษย์ สังคม เศรษฐกจิ และ ของระบบทางเทคโนโลยจี ะประกอบไปด๎วย สิ่งแวดลอ๎ ม เพ่อื เป็นแนวทางในการพฒั นา ตวั ป้อน (input) กระบวนการ (process) และ เทคโนโลยี ผลผลิต (output) ท่ีสัมพนั ธ์กนั นอกจากนี้ ระบบทางเทคโนโลยีอาจมขี ๎อมลู ย๎อนกลบั (feedback) เพื่อใชป๎ รับปรงุ การทางานไดต๎ าม วตั ถปุ ระสงค์ โดยระบบทางเทคโนโลยีอาจมี ระบบยํอยหลายระบบ (sub-systems) ทีท่ างาน สัมพนั ธ์กนั อยูํ และหากระบบยอํ ยใดทางาน ผดิ พลาดจะสงํ ผลตอํ การทางานของระบบอ่ืนด๎วย • เทคโนโลยมี กี ารเปลยี่ นแปลงตลอดเวลา ตั้งแตํ อดีตจนถงึ ปจั จบุ นั ซ่ึงมีสาเหตุหรือปจั จยั มาจากหลายด๎าน เชนํ ปัญหา ความตอ๎ งการ ความกา๎ วหนา๎ ของศาสตรต์ ําง ๆ เศรษฐกจิ สังคม วัฒนธรรม ส่งิ แวดล๎อม
80 ช้ัน ตัวชี้วัด สาระการเรยี นร้แู กนกลาง ๒. ระบปุ ญั หาหรือความตอ๎ งการที่มผี ลกระทบตอํ • ปัญหาหรือความต๎องการที่มีผลกระทบตํอสังคม สงั คม รวบรวม วิเคราะห์ข๎อมูลและแนวคดิ เชํน ปัญหาด๎านการเกษตร อาหาร พลงั งาน ทเ่ี กีย่ วข๎องกบั ปญั หาท่ีมีความซบั ซอ๎ น การขนสํง สุขภาพและการแพทย์ การบรกิ าร ซงึ่ แตํละด๎านอาจมีไดห๎ ลากหลายปัญหา เพ่ือสังเคราะห์วิธีการ เทคนคิ ในการแก๎ปัญหา • การวเิ คราะหส์ ถานการณป์ ัญหาโดยอาจใช๎เทคนิค โดยคานึงถึงความถูกตอ๎ งดา๎ นทรพั ยส์ ินทาง หรอื วธิ กี ารวิเคราะหท์ ี่หลากหลาย ชํวยใหเ๎ ขา๎ ใจ ปญั ญา เงือ่ นไขและกรอบของปัญหาได๎ชดั เจน จากนน้ั ดาเนนิ การสบื ค๎น รวบรวมข๎อมูล ความรู๎จาก ศาสตรต์ าํ ง ๆ ที่เกยี่ วขอ๎ ง เพือ่ นาไปสกํู ารออกแบบ แนวทางการแก๎ปญั หา ๓. ออกแบบวิธีการแก๎ปญั หา โดยวิเคราะห์ • การวิเคราะห์ เปรียบเทียบ และตัดสินใจเลือก เปรยี บเทยี บ และตัดสินใจเลอื กข๎อมูลทจี่ าเปน็ ข๎อมูล ภายใตเ๎ งื่อนไขและทรพั ยากรที่มีอยูํ นาเสนอ ทจี่ าเปน็ โดยคานึงถึงทรัพยส์ ินทางปญั ญา แนวทางการแก๎ปัญหาใหผ๎ ๎ูอืน่ เข๎าใจด๎วยเทคนิค เงอื่ นไขและทรพั ยากร เชนํ งบประมาณ เวลา หรอื วิธกี ารที่หลากหลาย โดยใชซ๎ อฟต์แวร์ ชํวยในการออกแบบ วางแผนขนั้ ตอนการทางาน ข๎อมูลและสารสนเทศ วสั ดุ เครอื่ งมือและอปุ กรณ์ และดาเนินการแก๎ปัญหา ชวํ ยใหไ๎ ด๎แนวทางการแก๎ปญั หาท่ีเหมาะสม • การออกแบบแนวทางการแกป๎ ญั หาทาได๎ หลากหลายวธิ ี เชํน การราํ งภาพ การเขียนแผนภาพ การเขยี นผังงาน • ซอฟตแ์ วร์ชํวยในการออกแบบและนาเสนอ มีหลากหลายชนิดจึงต๎องเลอื กใช๎ใหเ๎ หมาะกบั งาน • การกาหนดขั้นตอนและระยะเวลาในการทางาน กอํ นดาเนนิ การแก๎ปัญหาจะชวํ ยให๎การทางาน สาเร็จไดต๎ ามเป้าหมาย และลดข๎อผิดพลาดของ การทางานท่อี าจเกิดข้นึ ๔. ทดสอบ ประเมนิ ผล วเิ คราะห์ และให๎เหตผุ ล • การทดสอบและประเมินผลเป็นการตรวจสอบ ชน้ิ งานหรือวธิ ีการวําสามารถแกป๎ ญั หาไดต๎ าม ของปัญหาหรอื ขอ๎ บกพรอํ งที่เกดิ ข้ึนภายใต๎ วตั ถปุ ระสงค์ภายใต๎กรอบของปญั หา เพือ่ หา ขอ๎ บกพรํอง และดาเนินการปรับปรุง โดยอาจ กรอบเงือ่ นไข หาแนวทางการปรบั ปรงุ แกไ๎ ข ทดสอบซา้ เพ่อื ให๎สามารถแกไ๎ ขปญั หาได๎อยํางมี และนาเสนอผลการแก๎ปญั หา พรอ๎ มทัง้ เสนอ ประสทิ ธภิ าพ แนวทางการพฒั นาตํอยอด • การนาเสนอผลงานเป็นการถาํ ยทอดแนวคิด เพอื่ ให๎ผูอ๎ น่ื เขา๎ ใจเกีย่ วกบั กระบวนการทางาน และช้นิ งานหรอื วิธีการท่ีได๎ ซงึ่ สามารถทาได๎ หลายวิธี เชํน การทาแผํนนาเสนอผลงาน การจดั นทิ รรศการ การนาเสนอผํานส่อื ออนไลน์ หรอื การนาเสนอตอํ ภาคธรุ กิจ เพือ่ การพัฒนาตอํ ยอด สูํงานอาชีพ
81 ชั้น ตวั ชี้วัด สาระการเรยี นรแู้ กนกลาง ๕. ใชค๎ วามรูแ๎ ละทกั ษะเกยี่ วกบั วสั ดุ อุปกรณ์ • วัสดแุ ตลํ ะประเภทมสี มบตั ิแตกตํางกนั เชํน เคร่ืองมือ กลไก ไฟฟา้ และอิเล็กทรอนิกส์ ไมส๎ งั เคราะห์ โลหะ จึงต๎องมกี ารวเิ คราะหส์ มบตั ิ และเทคโนโลยที ซี่ บั ซอ๎ นในการแกป๎ ญั หา เพ่ือเลอื กใช๎ให๎เหมาะสมกบั ลักษณะของงาน หรอื พฒั นางาน ไดอ๎ ยํางถกู ต๎อง เหมาะสม • การสรา๎ งช้ินงานอาจใช๎ความร๎ู เร่อื งกลไก ไฟฟ้า และปลอดภยั อิเล็กทรอนกิ ส์ เชํน LDR sensor เฟือง รอก คาน วงจรสาเร็จรูป • อุปกรณ์และเคร่ืองมือในการสรา๎ งชน้ิ งาน หรอื พัฒนาวธิ กี ารมหี ลายประเภท ต๎องเลือกใช๎ ให๎ถกู ตอ๎ ง เหมาะสม และปลอดภัย รวมทั้ง รจู๎ ักเก็บรกั ษา ม.๕ ๑.ประยุกต์ใชค๎ วามร๎ูและทักษะจากศาสตร์ตํางๆ • การทาโครงงาน เปน็ การประยกุ ต์ใชค๎ วามร๎ู รวมทั้งทรัพยากรในการทาโครงงานเพ่อื แกป๎ ญั หา และทกั ษะจากศาสตรต์ าํ ง ๆ รวมทง้ั ทรัพยากร หรอื พัฒนางาน ในการสร๎างหรอื พัฒนาช้นิ งานหรือวิธีการ เพอื่ แก๎ปญั หาหรอื อานวยความสะดวกในการทางาน • การทาโครงงานการออกแบบและเทคโนโลยี สามารถดาเนนิ การได๎ โดยเรม่ิ จาก การสารวจ สถานการณป์ ัญหาท่ีสนใจ เพอ่ื กาหนดหวั ข๎อ โครงงาน แลว๎ รวบรวมข๎อมลู และแนวคดิ ทเ่ี กย่ี วขอ๎ ง กับปัญหา ออกแบบแนวทางการแก๎ปญั หา วางแผน และดาเนินการแก๎ปัญหา ทดสอบ ประเมนิ ผล ปรบั ปรุงแกไ๎ ขวธิ ีการแกป๎ ญั หาหรอื ชิน้ งาน และ นาเสนอวธิ กี ารแกป๎ ัญหา ม.๖ - -
82 สาระที่ ๔ เทคโนโลยี มาตรฐาน ว ๔.๒ เข้าใจและใช้แนวคิดเชิงคานวณในการแก้ปัญหาท่ีพบในชีวิตจริงอย่างเป็น ข้นั ตอนและเป็นระบบ ใช้เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารในการเรียนรู้ การทางาน และการแก้ปัญหาได้อย่างมีประสิทธิภาพ รู้เท่าทัน และมี จริยธรรม ช้นั ตวั ชวี้ ดั สาระการเรียนรูแ้ กนกลาง ม.๑ ๑. ออกแบบอลั กอรทิ มึ ทใี่ ช๎แนวคิดเชงิ นามธรรม • แนวคดิ เชงิ นามธรรม เป็นการประเมินความสาคัญ เพอื่ แก๎ปญั หาหรอื อธบิ ายการทางานทพ่ี บใน ของรายละเอยี ดของปัญหา แยกแยะสํวนที่เปน็ ชวี ติ จรงิ สาระสาคัญออกจากสํวนทไ่ี มใํ ชสํ าระสาคัญ • ตวั อยาํ งปัญหาเชํนต๎องการปูหญ๎าในสนาม ตามพนื้ ทที่ ีก่ าหนด โดยหญา๎ หนึ่งผนื มีความกว๎าง ๕๐ เซนตเิ มตร ยาว ๕๐ เซนติเมตร จะใช๎หญา๎ ทัง้ หมดกผ่ี นื ๒. ออกแบบและเขียนโปรแกรมอยาํ งงําย • การออกแบบและเขยี นโปรแกรมท่ีมีการใชต๎ ัวแปร เพ่ือแกป๎ ัญหาทางคณติ ศาสตรห์ รอื วทิ ยาศาสตร์ เง่อื นไข วนซ้า • การออกแบบอลั กอรทิ มึ เพ่อื แก๎ปญั หา ทางคณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์อยาํ งงาํ ย อาจใช๎ แนวคิดเชงิ นามธรรมในการออกแบบ เพือ่ ให๎ การแกป๎ ัญหามปี ระสิทธิภาพ • การแกป๎ ญั หาอยาํ งเป็นขน้ั ตอนจะชวํ ยให๎แกป๎ ญั หา ได๎อยํางมปี ระสทิ ธภิ าพ • ซอฟต์แวรท์ ่ีใชใ๎ นการเขียนโปรแกรมเชํนScratch, python, java, c • ตัวอยาํ งโปรแกรม เชนํ โปรแกรมสมการ การเคลื่อนที่ โปรแกรมคานวณหาพืน้ ที่ โปรแกรมคานวณดัชนีมวลกาย ๓.รวบรวมขอ๎ มูลปฐมภูมิประมวลผล ประเมนิ ผล • การรวบรวมขอ๎ มูลจากแหลงํ ขอ๎ มูลปฐมภมู ิ นาเสนอขอ๎ มูล และสารสนเทศ ตามวตั ถุประสงค์ ประมวลผล สร๎างทางเลือก ประเมนิ ผล จะทาให๎ โดยใช๎ซอฟตแ์ วร์ หรอื บรกิ ารบนอินเทอร์เนต็ ไดส๎ ารสนเทศเพ่อื ใช๎ในการแกป๎ ัญหาหรือการ ทห่ี ลากหลาย ตัดสนิ ใจไดอ๎ ยํางมปี ระสิทธิภาพ • การประมวลผลเปน็ การกระทากบั ข๎อมลู เพื่อให๎ ได๎ผลลพั ธท์ มี่ คี วามหมายและมปี ระโยชนต์ ํอ การนาไปใช๎งาน สามารถทาได๎หลายวิธี เชํน คานวณอตั ราสํวน คานวณคําเฉลีย่ • การใช๎ซอฟต์แวรห์ รอื บรกิ ารบนอินเทอรเ์ น็ต ท่หี ลากหลายในการรวบรวม ประมวลผล สร๎างทางเลือก ประเมนิ ผล นาเสนอ จะชํวยให๎ แกป๎ ัญหาไดอ๎ ยาํ งรวดเรว็ ถูกต๎อง และแมํนยา
83 ชนั้ ตวั ช้ีวดั สาระการเรยี นรแู้ กนกลาง • ตัวอยาํ งปญั หา เน๎นการบรู ณาการกับวชิ าอน่ื เชนํ ตม๎ ไขใํ หต๎ รงกบั พฤติกรรมการบรโิ ภค คําดชั นี มวลกายของคนในทอ๎ งถ่ิน การสรา๎ งกราฟ ผลการทดลองและวิเคราะห์แนวโนม๎ ๔. ใช๎เทคโนโลยสี ารสนเทศอยาํ งปลอดภยั ใช๎สือ่ • ใช๎เทคโนโลยีสารสนเทศอยาํ งปลอดภยั เชํน และแหลงํ ข๎อมลู ตามข๎อกาหนดและขอ๎ ตกลง การปกปอ้ งความเป็นสํวนตัวและอัตลักษณ์ • การจดั การอัตลกั ษณ์ เชํนการตั้งรหสั ผําน การปกป้องข๎อมูลสํวนตวั • การพจิ ารณาความเหมาะสมของเนื้อหา เชํน ละเมิดความเปน็ สวํ นตวั ผู๎อนื่ อนาจาร วจิ ารณ์ ผอ๎ู นื่ อยาํ งหยาบคาย • ขอ๎ ตกลง ข๎อกาหนดในการใชส๎ ่อื หรือแหลํงขอ๎ มลู ตาํ ง ๆ เชนํ Creative commons ม.๒ ๑. ออกแบบอัลกอริทมึ ทใ่ี ชแ๎ นวคิดเชิงคานวณ • แนวคดิ เชิงคานวณ ในการแกป๎ ญั หา หรือการทางานท่ีพบในชีวติ จริง • การแก๎ปญั หาโดยใชแ๎ นวคดิ เชงิ คานวณ • ตัวอยํางปัญหา เชนํ การเข๎าแถวตามลาดับ ความสงู ให๎เรว็ ทีส่ ุด จัดเรยี งเส้อื ให๎หาไดง๎ าํ ยทสี่ ุด ๒. ออกแบบและเขยี นโปรแกรมท่ใี ชต๎ รรกะ • ตัวดาเนินการบลู นี และฟังก์ชันในการแก๎ปัญหา • ฟงั ก์ชัน • การออกแบบและเขียนโปรแกรมท่ีมกี ารใชต๎ รรกะ และฟังกช์ นั • การออกแบบอัลกอริทมึ เพือ่ แก๎ปัญหาอาจใช๎ แนวคดิ เชงิ คานวณในการออกแบบ เพ่อื ให๎ การแกป๎ ัญหามปี ระสทิ ธภิ าพ • การแก๎ปัญหาอยาํ งเป็นขั้นตอนจะชํวยใหแ๎ กป๎ ญั หา ได๎อยาํ งมปี ระสทิ ธภิ าพ • ซอฟตแ์ วรท์ ี่ใชใ๎ นการเขยี นโปรแกรมเชํนScratch, python, java, c • ตัวอยํางโปรแกรมเชํนโปรแกรมตดั เกรด หาคาตอบท้งั หมดของอสมการหลายตัวแปร ๓. อภปิ รายองค์ประกอบและหลักการทางานของ • องคป์ ระกอบและหลักการทางานของระบบ คอมพวิ เตอร์ ระบบคอมพิวเตอร์ และเทคโนโลยีการสือ่ สาร เพอื่ ประยกุ ตใ์ ช๎งานหรือแก๎ปญั หาเบือ้ งต๎น • เทคโนโลยีการสอ่ื สาร • การประยุกตใ์ ชง๎ านและการแกป๎ ัญหาเบือ้ งต๎น
84 ชั้น ตัวชี้วดั สาระการเรยี นรู้แกนกลาง ๔. ใชเ๎ ทคโนโลยีสารสนเทศอยํางปลอดภยั มคี วาม • ใช๎เทคโนโลยสี ารสนเทศอยํางปลอดภัย โดยเลือก รบั ผิดชอบ สร๎างและแสดงสิทธใิ นการเผยแพรํ แนวทางปฏบิ ตั ิเมือ่ พบเน้อื หาทไ่ี มเํ หมาะสม เชํน ผลงาน แจง๎ รายงานผู๎เกี่ยวขอ๎ ง ป้องกนั การเข๎ามาของ ขอ๎ มูลท่ีไมํเหมาะสม ไมตํ อบโต๎ ไมํเผยแพรํ • การใชเ๎ ทคโนโลยสี ารสนเทศอยาํ งมคี วามรบั ผิดชอบ เชํน ตระหนักถงึ ผลกระทบในการเผยแพรขํ ๎อมลู • การสร๎างและแสดงสิทธค์ิ วามเป็นเจา๎ ของผลงาน • การกาหนดสทิ ธิการใชข๎ อ๎ มูล ม.๓ ๑. พัฒนาแอปพลเิ คชันท่มี ีการบรู ณาการกับวิชาอน่ื • ขนั้ ตอนการพฒั นาแอปพลเิ คชนั • Internet of Things (IoT) อยาํ งสร๎างสรรค์ • ซอฟต์แวรท์ ่ใี ชใ๎ นการพฒั นาแอปพลิเคชนั เชํน Scratch, python, java, c, AppInventor • ตวั อยาํ งแอปพลิเคชนั เชํนโปรแกรมแปลง สกลุ เงิน โปรแกรมผนั เสยี งวรรณยุกต์ โปรแกรม จาลองการแบํงเซลล์ ระบบรดน้าอตั โนมตั ิ ๒. รวบรวมข๎อมลู ประมวลผล ประเมนิ ผล นาเสนอ • การรวบรวมขอ๎ มูลจากแหลงํ ขอ๎ มลู ปฐมภมู แิ ละ ข๎อมลู และสารสนเทศตามวัตถปุ ระสงค์ โดยใช๎ ทตุ ิยภูมิ ประมวลผล สร๎างทางเลอื ก ประเมนิ ผล ซอฟต์แวร์หรอื บรกิ ารบนอินเทอรเ์ นต็ ที่ จะทาใหไ๎ ด๎สารสนเทศเพอ่ื ใช๎ในการแก๎ปญั หา หลากหลาย หรอื การตัดสนิ ใจไดอ๎ ยํางมีประสิทธิภาพ • การประมวลผลเป็นการกระทากบั ข๎อมลู เพอ่ื ใหไ๎ ด๎ ผลลพั ธท์ ีม่ คี วามหมายและมีประโยชน์ตอํ การ นาไปใชง๎ าน • การใชซ๎ อฟต์แวร์หรือบรกิ ารบนอนิ เทอร์เนต็ ที่หลากหลายในการรวบรวม ประมวลผล สรา๎ งทางเลอื ก ประเมินผล นาเสนอ จะชวํ ยให๎ แกป๎ ญั หาได๎อยํางรวดเร็ว ถูกต๎อง และแมํนยา • ตัวอยาํ งปญั หา เชํน การเลอื กโปรโมชันโทรศพั ท์ ใหเ๎ หมาะกับพฤติกรรมการใชง๎ าน สินคา๎ เกษตร ที่ต๎องการและสามารถปลูกไดใ๎ นสภาพดนิ ของ ท๎องถิ่น ๓. ประเมนิ ความนาํ เช่ือถอื ของข๎อมลู วิเคราะหส์ อ่ื • การประเมนิ ความนาํ เชื่อถือของข๎อมลู เชํน และผลกระทบจากการใหข๎ าํ วสารที่ผิด เพื่อการ ตรวจสอบและยนื ยันข๎อมูล โดยเทียบเคยี งจาก ใช๎งานอยาํ งร๎เู ทาํ ทัน ขอ๎ มลู หลายแหลํง แยกแยะขอ๎ มูลท่เี ปน็ ข๎อเท็จจริง และขอ๎ คดิ เหน็ หรอื ใช๎ PROMPT
85 ชั้น ตัวชีว้ ัด สาระการเรยี นรู้แกนกลาง • การสืบคน๎ หาแหลงํ ต๎นตอของขอ๎ มลู • เหตผุ ลวิบัติ (logical fallacy) • ผลกระทบจากขาํ วสารท่ผี ดิ พลาด • การรเ๎ู ทําทันส่อื เชนํ การวเิ คราะหถ์ ึงจุดประสงค์ ของข๎อมูลและผูใ๎ ห๎ข๎อมลู ตคี วาม แยกแยะเนอื้ หา สาระของส่ือ เลือกแนวปฏบิ ตั ิได๎อยาํ งเหมาะสม เม่ือพบข๎อมลู ตําง ๆ ๔. ใชเ๎ ทคโนโลยีสารสนเทศอยาํ งปลอดภัย และมี • การใช๎เทคโนโลยีสารสนเทศอยํางปลอดภยั เชํน ความรับผิดชอบตํอสังคม ปฏบิ ัตติ ามกฎหมาย การทาธุรกรรมออนไลน์ การซอื้ สินคา๎ เก่ียวกับคอมพิวเตอร์ ใชล๎ ขิ สทิ ธ์ขิ องผอ๎ู ่นื ซอ้ื ซอฟต์แวร์ คาํ บรกิ ารสมาชกิ ซ้อื ไอเทม็ • การใช๎เทคโนโลยีสารสนเทศอยาํ งมีความรบั ผิดชอบ โดยชอบธรรม เชํน ไมํสรา๎ งขําวลวง ไมํแชร์ขอ๎ มูลโดยไมตํ รวจสอบ ข๎อเทจ็ จรงิ • กฎหมายเกยี่ วกับคอมพิวเตอร์ • การใช๎ลขิ สทิ ธ์ขิ องผอ๎ู ืน่ โดยชอบธรรม (fair use) ม.๔ ๑. ประยุกต์ใช๎แนวคดิ เชงิ คานวณในการพฒั นา • การพฒั นาโครงงาน • การนาแนวคิดเชงิ คานวณไปพัฒนาโครงงาน โครงงานที่มีการบูรณาการกบั วชิ าอื่น อยาํ งสรา๎ งสรรค์ และเช่ือมโยงกับชีวิตจริง ทีเ่ กยี่ วกับชวี ติ ประจาวัน เชํน การจัดการพลงั งาน อาหาร การเกษตร การตลาด การค๎าขาย การทาธุรกรรม สุขภาพ และสิ่งแวดลอ๎ ม • ตัวอยาํ งโครงงาน เชํน ระบบดูแลสุขภาพ ระบบ อัตโนมัติควบคุมการปลกู พืช ระบบจดั เสน๎ ทาง การขนสํงผลผลติ ระบบแนะนาการใชง๎ านห๎องสมุด ท่มี ีการโต๎ตอบกบั ผู๎ใชแ๎ ละเชื่อมตอํ กบั ฐานขอ๎ มูล ม.๕ ๑. รวบรวม วิเคราะห์ข๎อมลู และใชค๎ วามร๎ู • การนาความร๎ดู ๎านวทิ ยาการคอมพิวเตอร์ ด๎านวิทยาการคอมพวิ เตอร์ สือ่ ดจิ ทิ ลั เทคโนโลยี ส่อื ดจิ ทิ ัล และเทคโนโลยสี ารสนเทศ มาใชแ๎ ก๎ปญั หา สารสนเทศในการแก๎ปัญหาหรอื เพ่ิมมลู คาํ กับชีวิตจริง ให๎กบั บริการหรือผลติ ภณั ฑท์ ่ใี ช๎ในชวี ติ จรงิ • การเพมิ่ มลู คําให๎บริการหรือผลิตภัณฑ์ • การเกบ็ ขอ๎ มลู และการจดั เตรียมข๎อมูลให๎พร๎อม อยาํ งสรา๎ งสรรค์ กบั การประมวลผล • การวเิ คราะหข์ ๎อมูลทางสถติ ิ • การประมวลผลขอ๎ มลู และเคร่ืองมือ • การทาขอ๎ มูลให๎เปน็ ภาพ (data visualization) เชํน bar chart, scatter, histogram
86 ชั้น ตัวชวี้ ดั สาระการเรยี นรู้แกนกลาง • การเลอื กใช๎แหลํงข๎อมลู เชนํ data.go.th, wolfram alpha, OECD.org, ตลาดหลักทรัพย์ , world economic forum • คุณคาํ ของขอ๎ มูลและกรณศี กึ ษา • กรณศี กึ ษาและวธิ ีการแกป๎ ญั หา • ตวั อยํางปญั หา เชนํ - รูปแบบของบรรจภุ ัณฑ์ที่ดึงดูดความสนใจ และ ตรงตามความต๎องการผใ๎ู ชใ๎ นแตลํ ะประเภท - การกาหนดตาแหนํงปา้ ยรถเมลเ์ พ่อื ลดเวลา เดินทางและปัญหาการจราจร - สารวจความตอ๎ งการรบั ประทานอาหาร ในชุมชน และเลือกขายอาหารท่ีจะไดก๎ าไรสงู สุด - ออกแบบรายการอาหาร ๗ วนั สาหรบั ผปู๎ ว่ ย เบาหวาน ม.๖ ๑. ใช๎เทคโนโลยีสารสนเทศในการนาเสนอ และ • การนาเสนอและแบงํ ปนั ข๎อมลู เชนํ การเขียน แบํงปันขอ๎ มลู อยํางปลอดภยั มีจรยิ ธรรม และ บล็อก อัปโหลดวิดโี อ ภาพอินโฟกราฟกิ วเิ คราะห์การเปลีย่ นแปลงเทคโนโลยสี ารสนเทศ • การนาเสนอและแบงํ ปนั ขอ๎ มลู อยํางปลอดภัย ทม่ี ผี ลตอํ การดาเนนิ ชวี ติ อาชีพ สงั คม และ เชนํ ระมดั ระวังผลกระทบท่ตี ามมา เมอ่ื มีการ วฒั นธรรม แบงํ ปันขอ๎ มูลหรือเผยแพรํขอ๎ มลู ไมํสรา๎ ง ความเดือดรอ๎ นตอํ ตนเองและผูอ๎ ื่น • จรยิ ธรรมในการใชเ๎ ทคโนโลยีสารสนเทศ • เทคโนโลยีเกดิ ใหมํ แนวโนม๎ ในอนาคต การเปล่ยี นแปลงของเทคโนโลยี • นวัตกรรมหรอื เทคโนโลยีด๎านตาํ ง ๆ ที่เกี่ยวข๎อง กับชีวติ ประจาวัน • อาชีพเกี่ยวกบั เทคโนโลยีสารสนเทศ • ผลกระทบของเทคโนโลยสี ารสนเทศตํอการ ดาเนนิ ชวี ติ อาชีพ สังคม และวัฒนธรรม
87 ว ิท ย า ศ า ส ต ร ์เ พิ ่ม เ ต ิม จ ัด ท า ขึ ้น ส า ห ร ับ ผู ๎เ ร ีย น ใ น ร ะ ด ับ ชั ้น ม ัธ ย ม ศ ึก ษ า ต อ น ป ล า ย แผนการเรียนวิทยาศาสตร์ ที่จาเป็นต๎องเรียนเนื้อหาในสาระชีววิทยา เคมี ฟิสิกส์ และโลก ดารา ศาสตร์ และอวกาศ ซ่ึงเป็นพ้ืนฐานสาคัญและเพียงพอสาหรับการศึกษาตํอในระดับอุดมศึกษา ในด๎าน วิทยาศาสตร์ เพ่ือประกอบวิชาชีพในสาขาที่ใช๎วิทยาศาสตร์เป็นฐาน เชํน แพทย์ ทันตแพทย์ สัตวแพทย์ เทคโนโลยีชวี ภาพ เทคนิคการแพทย์ วิศวกรรม สถาปัตยกรรม ฯลฯ โดยมีผลการเรียนร๎ู ที่ครอบคลุมด๎าน เนื้อหา ทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ และทักษะแหํงศตวรรษที่ ๒๑ รวมท้ังจิตวิทยาศาสตร์ท่ี ผู๎เรียนจาเป็นต๎องมี วิทยาศาสตร์เพิ่มเติมน้ี ได๎มีการปรับปรุงเพื่อให๎มีเน้ือหา ทีทํ ัดเทียมกบั นานาชาติ เน๎น กระบวนการคิดวเิ คราะห์และการแกป๎ ญั หา รวมทั๎งเชํอื มโยงความรูส๎ ํูการนำ ไปใชใ๎ นชีวิตจริง สรุปได๎ดังน้ี ๑. ลดความซ้าซ๎อนของเนื้อหาระหวํางตัวชี้วัดในรายวิชาพ้ืนฐานและผลการเรียนรู๎ รายวิชา เพิม่ เตมิ เพ่อื ใหผ๎ เ๎ู รียนไดม๎ เี วลาสาหรับการเรยี นรู๎ และทาปฏบิ ตั กิ ารทางวทิ ยาศาสตรเ์ พม่ิ ข้นึ ๒. ลดความซา้ ซ๎อนของเนอ้ื หาระหวาํ งสาระชีววทิ ยา เคมี ฟิสิกส์ และโลก ดาราศาสตร์ และ อวกาศ โดยมกี ารพจิ ารณาเน้อื หาท่มี คี วามซา้ ซ๎อนกนั แลว๎ จัดใหเ๎ รียนท่สี าระใดสาระหนึ่ง เชํน - เรื่องสารชวี โมเลกลุ เดิมเรียนทั้งในสาระชีววิทยา และเคมี ได๎พิจารณาแล๎วจัด ให๎เรียน ในสาระชีววิทยา - เรื่องปิโตรเลยี ม เดิมเรียนทัง้ ในสาระเคมี และโลก ดาราศาสตร์ และอวกาศ ได๎พิจารณา แลว๎ จดั ให๎เรยี นในสาระโลก ดาราศาสตร์ และอวกาศ - เรื่องกฎของบอยล์ กฎของชาร์ล ไอโซโทปกัมมันตรังสี ได๎พิจารณาแล๎วจัดให๎ เรียนใน สาระเคมี และเร่ืองพลังงานนิวเคลียร์ จัดให๎เรียนในสาระฟิสิกส์ เนื่องจากเดิมเน้ือหาเหลํานี้ ทับซ๎อนกันใน สาระเคมีและฟิสิกส์ - เร่ืองการทดลองของทอมสัน และการทดลองของมิลลิแกน เดิมเรียนทั้งในสาระ เคมี และฟิสิกส์ ได๎พิจารณาแลว๎ จดั ให๎เรยี นในสาระเคมี ๓. ลดความซ้าซ๎อนกันระหวํางระดับมัธยมศึกษาตอนต๎น และระดับมัธยมศึกษา ตอนปลาย เชํน - เรื่องระบบนิเวศและสิ่งแวดล๎อมในสาระชีววิทยา ได๎ปรับให๎สาระการเรียนรู๎ เน้ือหา และกิจกรรมมคี วามแตกตาํ งกันตามความเหมาะสมของระดบั ผเู๎ รียน - เรื่องเทคโนโลยีอวกาศ การเกิดลม การเปล่ียนแปลงอุณหภูมิของโลก พายุ และมรสุม ได๎มีการปรับให๎สาระการเรียนรู๎ เน้ือหา และกิจกรรม เรียนตํอเน่ืองกันจากระดับ มัธยมศึกษาตอนต๎นไปสํู ระดบั มัธยมศกึ ษาตอนปลาย เพอ่ื ไมํให๎ทับซ๎อนกัน
88 ๔. ลดทอนเน้อื หาทีย่ าก เพอ่ื ให๎เหมาะสมกับกลุํมของผ๎เู รยี นในระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย ๕. มีการเพ่มิ เนอื้ หาดา๎ นตาํ ง ๆ ทม่ี คี วามทันสมัย สอดคล๎องตํอการดารงชีวิต ในปัจจุบันและ อนาคตมากขึ้น เชํน เรอื่ งเทคโนโลยีทางดีเอ็นเอ ท่ีมีตํอมนษุ ยแ์ ละส่ิงแวดล๎อมใน สาระชีววิทยา เรื่องทักษะ และความปลอดภัยในปฏิบัติการเคมี นวัตกรรมและการแก๎ปัญหา ที่เน๎นการบูรณาการในสาระเคมี เร่ือง เทคโนโลยีด๎านพลังงานและส่ิงแวดล๎อม การสื่อสาร ด๎วยสัญญาณดจิ ิทลั ทเ่ี หมาะสมกับสังคมและเศรษฐกิจ ดิจิทัลในปัจจุบัน รวมทั้งเนื้อหาเกี่ยวกับ การค๎นคว๎าวิจัยด๎านฟิสิกส์อนุภาค เพ่ือความ สอดคล๎องกับ ความกา๎ วหน๎าของวชิ าฟสิ กิ ส์ในปจั จุบัน วิทยาศาสตร์เพิ่มเติมนี้ ถึงแม๎วําสถานศึกษาสามารถจัดให๎ผู๎เรียนได๎เรียนตามความ เหมาะสมและตามจุดเน๎นของสถานศึกษา แต่ในแนวทางปฏิบัติสถานศึกษาควรจัดให้ผู้เรียน ได้ เรียนทุกสาระเพ่ือให้มีความรู้เพียงพอในการนาไปใช้เพื่อการศึกษาต่อ โดยเฉพาะอยํางย่ิงเน้ือหา ของ สาระโลก ดาราศาสตร์ และอวกาศ ที่สถานศึกษามักมองข๎ามความสาคัญของการเรียนสาระน้ี ซึ่งเป็น การบูรณาการความรู๎ทางด๎านวิทยาศาสตร์ ท้ังฟิสิกส์ เคมี และชีววิทยา รวมทั้งศาสตร์อื่น ๆ ท่ีเก่ียวข๎อง เพ่อื มาชํวยในการอธิบายและเข๎าใจปรากฏการณ์ตําง ๆ ในธรรมชาติ ทั้งการเปล่ียนแปลง บนผิวโลก การ เปลี่ยนแปลงภายในโลก และการเปลี่ยนแปลงทางลมฟ้าอากาศ ซึ่งกระบวนการ เปลี่ยนแปลงทั้งหมด ดังกลําวล๎วนสํงผลซ่ึงกันและกัน รวมท้ังส่ิงมีชีวิตด๎วย และท่ีสาคัญคือ ความร๎ู ในสาระนี้สามารถนาไปใช๎ใน การศึกษาตํอเพื่อประกอบอาชีพในหลาย ๆ ด๎าน เชํน อาชีพท่ีเกี่ยวกับ วัสดุศาสตร์ การเดินเรือ การบิน การเกษตร การศกึ ษาประวัตศิ าสตร์ วศิ วกร อตุ สาหกรรมน้ามัน เหมือง นักธรณีวิทยา นักอุตุนิยมวิทยา นัก ดาราศาสตร์ นักบินอวกาศ ดังน้ันพ้ืนฐานความร๎ูสาระโลก ดาราศาสตร์ และอวกาศ จะชํวยเปิดโอกาส ทางด๎านอาชีพท่ีหลากหลายให๎กับผู๎เรียน เพราะ ในอนาคตข๎างหน๎า นอกจากมนุษย์จะต๎องมีความเข๎าใจ เก่ียวกับโลกที่ตัวเองอาศัยอยํูแล๎ว ยังต๎องพัฒนา ตนเองเพ่ือศึกษาข๎อมูลตําง ๆ ที่อยูํนอกโลกเพื่อนาข๎อมูล เหลาํ นน้ั กลบั มาพฒั นาคุณภาพชีวติ ใหด๎ ขี น้ึ เรียนรูอ้ ะไรในวทิ ยาศาสตร์เพ่มิ เตมิ วทิ ยาศาสตร์เพิ่มเติม ผเู๎ รยี นจะได๎เรยี นรูส๎ าระสาคญั ดงั นี้ ✧ ชีววิทยา เรียนรู๎เกี่ยวกับ การศึกษาชีววิทยา สารที่เป็นองค์ประกอบของ สิ่งมีชีวิต เซลล์ของส่ิงมีชีวิต พันธุกรรมและการถํายทอด วิวัฒนาการ ความหลากหลายทางชีวภาพ โครงสร๎างและ การทางานของสํวนตําง ๆ ในพืชดอก ระบบและการทางานในอวัยวะตําง ๆ ของสัตว์ และมนุษย์ และ สิง่ มีชวี ิตและส่งิ แวดลอ๎ ม ✧ เคมี เรยี นรูเ๎ กยี่ วกับ ปริมาณสาร องคป์ ระกอบและสมบตั ขิ องสาร การเปลี่ยนแปลง ของสาร ทักษะและการแกป๎ ญั หาทางเคมี ✧ ฟสิ กิ ส์ เรยี นรู๎เกี่ยวกบั ธรรมชาตแิ ละการค๎นพบทางฟิสิกส์ แรงและการเคล่อื นท่ี และพลงั งาน
89 ✧ โลก ดาราศาสตร์ และอวกาศ เรียนรู๎เก่ียวกับ โลกและกระบวนการเปล่ียนแปลง ทาง ธรณีวิทยา ข๎อมูลทางธรณีวิทยาและการนาไปใช๎ประโยชน์ การถํายโอนพลังงานความร๎อนของโลก การ เปล่ียนแปลงลักษณะลมฟ้าอากาศกับการดารงชีวิตของมนุษย์ โลกในเอกภพ และดาราศาสตร์ กบั มนษุ ย์ สาระวทิ ยาศาสตรเ์ พ่ิมเตมิ สาระชวี วทิ ยา ๑. เข๎าใจธรรมชาติของสิ่งมีชีวิต การศึกษาชีววิทยาและวิธีการทางวิทยาศาสตร์ สาร ที่เป็น องค์ประกอบของส่ิงมีชีวิต ปฏิกิริยาเคมีในเซลล์ของสิ่งมีชีวิต กล๎องจุลทรรศน์ โครงสร๎างและ หน๎าท่ีของ เซลล์ การลาเลียงสารเขา๎ และออกจากเซลล์ การแบงํ เซลล์ และการหายใจระดบั เซลล์ ๒. เข๎าใจการถํายทอดลักษณะทางพันธุกรรม การถํายทอดยีนบนโครโมโซม สมบัติ และ หน๎าท่ีของสารพันธุกรรม การเกิดมิวเทชัน เทคโนโลยีทางดีเอ็นเอ หลักฐานข๎อมูลและแนวคิด เก่ียวกับ วิวัฒนาการของส่ิงมีชีวิต ภาวะสมดุลของฮาร์ดี-ไวน์เบิร์ก การเกิดสปีชีส์ใหมํ ความหลากหลาย ทางชีวภาพ กาเนดิ ของส่ิงมชี ีวิต ความหลากหลายของสงิ่ มีชีวิต และอนกุ รมวธิ าน รวมท้ังนาความร๎ู ไปใช๎ประโยชน์ ๓. เข๎าใจสํวนประกอบของพืช การแลกเปลี่ยนแก๏สและคายน้าของพืช การลาเลียง ของพืช การสังเคราะหด์ ว๎ ยแสง การสืบพันธ์ขุ องพชื ดอกและการเจรญิ เติบโต และการตอบสนอง ของพืช รวมท้ังนา ความรู๎ไปใช๎ประโยชน์ ๔. เขา๎ ใจการยอํ ยอาหารของสตั ว์และมนุษย์ การหายใจและการแลกเปลยี่ นแก๏ส การลาเลียง สารและการหมุนเวียนเลือด ภูมิคุ๎มกันของรํางกาย การขับถําย การรับร๎ูและการตอบสนอง การเคลื่อนท่ี การสบื พันธ์แุ ละการเจรญิ เตบิ โต ฮอรโ์ มนกับการรกั ษาดุลยภาพ และพฤติกรรม ของสัตว์ รวมท้ังนาความรู๎ ไปใชป๎ ระโยชน์ ๕. เข๎าใจแนวคิดเก่ียวกับระบบนิเวศ กระบวนการถํายทอดพลังงานและการหมุนเวียน สาร ในระบบนิเวศ ความหลากหลายของไบโอม การเปล่ียนแปลงแทนที่ของสิ่งมีชีวิตในระบบนิเวศ ประชากร และรูปแบบการเพิ่มของประชากร ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล๎อม ปัญหาและ ผลกระทบที่เกิดจาก การใชป๎ ระโยชน์ และแนวทางการแก๎ไขปัญหา
90 สาระเคมี ๑. เข๎าใจโครงสรา๎ งอะตอม การจัดเรียงธาตุในตารางธาตุ สมบัตขิ องธาตุ พันธะเคมี และสมบัติของสาร แก๏สและสมบัติของแก๏ส ประเภทและสมบัติของสารประกอบอินทรีย์และพอลิเมอร์ รวมทั้ง การนาความรู๎ไปใชป๎ ระโยชน์ ๒. เข๎าใจการเขียนและการดุลสมการเคมี ปริมาณสัมพันธ์ในปฏิกิริยาเคมี อัตราการเกิด ปฏกิ ริ ยิ าเคมี สมดลุ ในปฏกิ ิรยิ าเคมี สมบัติและปฏิกิริยาของกรด-เบส ปฏิกิริยารีดอกซ์และเซลล์เคมี ไฟฟ้า รวมทัง้ การนาความรู๎ไปใช๎ประโยชน์ ๓. เขา๎ ใจหลักการทาปฏิบตั ิการเคมี การวัดปริมาณสาร หนํวยวัดและการเปล่ียนหนํวย การ คานวณปริมาณของสาร ความเข๎มข๎นของสารละลาย รวมทัง้ การบรู ณาการความรู๎และทกั ษะ ในการอธิบาย ปรากฏการณใ์ นชวี ิตประจาวนั และการแกป๎ ญั หาทางเคมี สาระฟิสกิ ส์ ๑. เข๎าใจธรรมชาตทิ างฟสิ กิ ส์ ปริมาณและกระบวนการวัด การเคลื่อนท่แี นวตรง แรงและกฎการเคล่ือนที่ของนิวตัน กฎความโน๎มถํวงสากล แรงเสียดทานสมดุลกลของวัตถุ งานและ กฎการอนุรักษ์พลังงานกล โมเมนตัมและกฎการอนุรักษ์โมเมนตัม การเคลื่อนที่แนวโค๎ง รวมทั้งนาความรู๎ ไปใช๎ประโยชน์ ๒. เข๎าใจการเคลื่อนที่แบบฮาร์มอนิกส์อยํางงําย ธรรมชาติของคลื่น เสียงและ การได๎ ยิน ปรากฏการณ์ที่เกี่ยวข๎องกับเสียง แสงและการเห็น ปรากฏการณ์ที่เกี่ยวข๎องกับแสง รวมท้ังนา ความร๎ูไปใชป๎ ระโยชน์ ๓. เข๎าใจแรงไฟฟ้าและกฎของคูลอมบ์ สนามไฟฟ้า ศักย์ไฟฟ้า ความจุไฟฟ้า กระแสไฟฟ้า และ กฎของโอห์ม วงจรไฟฟ้ากระแสตรง พลังงานไฟฟ้าและกาลังไฟฟ้า การเปลี่ยนพลังงานทดแทน เป็น พลังงานไฟฟ้า สนามแมํเหล็ก แรงแมํเหล็กที่กระทากับประจุไฟฟ้าและกระแสไฟฟ้า การเหนี่ยวนา แมํเหล็กไฟฟ้าและกฎของฟาราเดย์ ไฟฟ้ากระแสสลับ คล่ืนแมํเหล็กไฟฟ้าและการส่ือสาร รวมท้ัง นา ความรู๎ไปใช๎ประโยชน์ ๔. เข๎าใจความสัมพันธ์ของความร๎อนกับการเปล่ียนอุณหภูมิและสถานะของสสาร สภาพ ยดื หยุนํ ของวัสดุและมอดุลัสของยัง ความดันในของไหล แรงพยุง และหลักของอาร์คิมีดีส ความตึงผิวและ แรงหนดื ของของเหลว ของไหลอุดมคติ และสมการแบร์นลู ลี กฎของแก๏ส ทฤษฎีจลน์ ของแก๏สอุดมคติและ พลังงานในระบบ ทฤษฎีอะตอมของโบร์ ปรากฏการณ์โฟโตอิเล็กทริก ทวิภาวะ ของคลื่นและอนุภาค กัมมันตภาพรังสี แรงนวิ เคลยี ร์ ปฏกิ ริ ิยานิวเคลียร์ พลงั งานนวิ เคลียร์ ฟิสกิ ส์ อนุภาค รวมทง้ั นาความรู๎ไปใช๎ ประโยชน์
91 สาระโลก ดาราศาสตร์ และอวกาศ ๑. เข๎าใจกระบวนการเปลี่ยนแปลงภายในโลก ธรณีพิบัติภัยและผลตํอสิ่งมีชีวิต และ สงิ่ แวดล๎อม รวมท้ังการศกึ ษาลาดับชั้นหนิ ทรพั ยากรธรณี แผนท่ี และการนาไปใชป๎ ระโยชน์ ๒. เขา๎ ใจสมดุลพลังงานของโลก การหมุนเวียนของอากาศบนโลก การหมุนเวียนของน้า ใน มหาสมุทร การเกิดเมฆ การเปล่ียนแปลงภูมิอากาศโลกและผลตํอส่ิงมีชีวิตและสิ่งแวดล๎อม รวมท้ัง การ พยากรณอ์ ากาศ ๓. เข๎าใจองค์ประกอบ ลกั ษณะ กระบวนการเกิด และวิวัฒนาการของเอกภพ กาแล็กซี ดาว ฤกษ์ และระบบสุริยะ ความสัมพันธ์ของดาราศาสตร์กับมนุษย์จากการศึกษาตาแหนํง ดาวบนทรงกลมฟ้า และปฏสิ ัมพันธ์ภายในระบบสรุ ิยะ รวมทั้งการประยกุ ตใ์ ชเ๎ ทคโนโลยีอวกาศ ในการดารงชีวติ คณุ ภาพผู้เรยี น ผเ๎ู รียนท่ีเรียนครบทกุ ผลการเรยี นร๎ู มคี ณุ ภาพดังน้ี ❖เข๎าใจวิธีการทางวิทยาศาสตร์ในการค๎นหาคาตอบเกี่ยวกับสิ่งมีชีวิต สารที่เป็น องค์ประกอบของสิ่งมีชีวิต และปฏิกิริยาเคมีภายในเซลล์ การใช๎กล๎องจุลทรรศน์ โครงสร๎าง และหนา๎ ทขี่ องเซลล์ การลาเลยี งสารเข๎าและออกจากเซลล์ การแบงํ เซลล์ และการหายใจระดบั เซลล์ ❖เข๎าใจหลักการถํายทอดลักษณะทางพันธุกรรมของสิ่งมีชีวิต การถํายทอดยีน บน ออโตโซมและโครโมโซมเพศ โครงสร๎างและองค์ประกอบทางเคมีของดีเอ็นเอ การจาลองดีเอ็นเอ กระบวนการสังเคราะห์โปรตีน การเกิดมิวเทชันในสิ่งมีชีวิต หลักการและการประยุกต์ใช๎เทคโนโลยี ทางดีเอ็นเอ หลักฐานและข๎อมูลที่ใช๎ในการศึกษาวิวัฒนาการของสิ่งมีชีวิต แนวคิดเกี่ยวกับ วิวัฒนาการของส่ิงมีชีวิต เงื่อนไขของภาวะสมดุลของฮาร์ดี-ไวน์เบิร์ก กระบวนการเกิดสปีชีส์ใหมํ ของสิ่งมีชีวิต ความหลากหลายทางชีวภาพ กาเนิดของสิ่งมีชีวิต ลักษณะสาคัญของสิ่งมีชีวิต กลุํม แบคทีเรีย โพรทิสต์ พืช ฟังไจ และสัตว์ การจาแนกส่ิงมีชีวิตออกเป็นหมวดหมํูและวิธีการเขียน ชื่อ วทิ ยาศาสตร์ ❖ เข๎าใจโครงสรา๎ งและสวํ นประกอบของพืชทั้งราก ลาต๎น และใบ การแลกเปล่ียนแก๏ส การคายน้า การลาเลียงน้าและธาตุอาหาร การลาเลียงอาหาร การสังเคราะห์ด๎วยแสงของพืช กระบวนการสร๎างเซลล์สืบพันธ์ุและการปฏิสนธิของพืชดอก การเกิดผลและเมล็ด บทบาทของสาร ควบคุมการเจริญเตบิ โตของพชื และการประยกุ ต์ใช๎ และการตอบสนองของพชื ❖ เข๎าใจกลไกการรักษาดุลยภาพของสิ่งมีชีวิต โครงสร๎าง หน๎าที่ และกระบวนการ ตําง ๆ ของสัตวแ์ ละมนุษย์ ไดแ๎ กํ การยอํ ยอาหาร การแลกเปลย่ี นแก๏ส การเคล่ือนที่ การกาจัดของเสีย ออกจากราํ งกายของส่งิ มีชวี ติ ระบบหมุนเวยี นเลอื ด ระบบภูมคิ มุ๎ กนั ในรํางกายของมนุษย์ การทางาน ของระบบประสาทและอวัยวะรับความรู๎สึก ระบบสืบพันธ์ุ การปฏิสนธิ การเจริญเติบโต ฮอร์โมน และพฤตกิ รรมของสัตว์
92 ❖ เข๎าใจกระบวนการถํายทอดพลังงานและการหมุนเวียนสารในระบบนิเวศ ความหลากหลายของไบโอม การเปลี่ยนแปลงแทนท่ีแบบตําง ๆ ในระบบนิเวศ การเปลี่ยนแปลง จานวนประชากรมนุษย์ในระดับทอ๎ งถ่นิ ระดับประเทศ และระดับโลก แนวทางการป้องกันและแก๎ไข ปญั หาทรพั ยากรธรรมชาตแิ ละสิ่งแวดลอ๎ ม ❖ เข๎าใจการศึกษาโครงสร๎างอะตอมของนักวิทยาศาสตร์ การจัดเรียงอิเล็กตรอน ในอะตอม สมบตั ิบางประการของธาตุและการจดั เรยี งธาตุในตารางธาตุ พนั ธะเคมี สมบัติของสารท่ีมี ความสัมพันธ์กับพันธะเคมี กฎตําง ๆ ของแก๏ส และสมบัติของแก๏ส ประเภทและสมบัติของ สารประกอบอินทรยี ์ และประเภทและสมบตั ขิ องพอลเิ มอร์ ❖ เขา๎ ใจการเขียนและการดุลสมการเคมี การคานวณปริมาณสารตําง ๆ ท่ีเกี่ยวข๎อง กบั ปฏิกิรยิ าเคมี อัตราการเกิดปฏิกิริยาเคมีและปัจจัยที่มีผลตํออัตราการเกิดปฏิกิริยาเคมี สมดุล ใน ปฏิกิริยาเคมีและปัจจัยที่มีผลตํอสมดุลเคมี ทฤษฎีกรด-เบส สมบัติและปฏิกิริยาของกรด-เบส สารละลายบฟั เฟอร์ ปฏกิ ิริยารีดอกซ์ และเซลลเ์ คมีไฟฟา้ ❖ เข๎าใจข๎อปฏิบัติเบื้องต๎นเก่ียวกับความปลอดภัยในการทาปฏิบัติการเคมี การ เลือกใช๎อุปกรณ์หรือเครื่องมือในการทาปฏิบัติการ หนํวยวัดและการเปลี่ยนหนํวยวัดด๎วยการ ใช๎ แฟกเตอร์เปล่ียนหนํวย การคานวณเก่ียวกับมวลอะตอม มวลโมเลกุล และมวลสูตร ความสัมพันธ์ ของโมล จานวนอนุภาค มวล และปริมาตรของแก๏สที่ STP การคานวณสูตรอยํางงํายและสูตร โมเลกุลของสาร ความเข๎มข๎นของสารละลาย การเตรียมสารละลาย และการบูรณาการความรู๎และ ทักษะในการอธิบายปรากฏการณ์ในชวี ิตประจาวันและการแก๎ปญั หาทางเคมี ❖ เข๎าใจธรรมชาติของฟิสิกส์ กระบวนการวัด ความสัมพันธ์ระหวํางปริมาณที่ เก่ยี วขอ๎ ง กับการเคล่ือนท่ี การเคลอื่ นทใี่ นแนวตรง แรงลัพธ์ กฎการเคลื่อนที่ แรงเสียดทาน กฎความ โนม๎ ถวํ ง สากล สนามโน๎มถํวง งาน กฎการอนุรักษ์พลังงานกล สมดุลกลของวัตถุ เครื่องกลอยําง งําย โมเมนตมั และการดลกฎการอนุรักษโ์ มเมนตมั การชน และการเคลือ่ นท่ีในแนวโคง๎ ❖เข๎าใจการเคลื่อนที่แบบคลื่น ปรากฏการณ์คลื่น การสะท๎อน การหักเห การ เลี้ยวเบนและการแทรกสอด หลักการของฮอยเกนส์ การเคล่ือนท่ีของคล่ืนเสียง ปรากฏการณ์ ที่ เกี่ยวข๎องกับเสียง ความเข๎มเสียงและระดับเสียง การได๎ยิน ภาพที่เกิดจากกระจกเงาและเลนส์ ปรากฏการณ์ทเ่ี ก่ียวข๎องกับแสงและการมองเหน็ แสงสี ❖เข๎าใจสนามไฟฟ้า แรงไฟฟ้า กฎของคูลอมบ์ ศักย์ไฟฟ้า ตัวเก็บประจุ ตัวต๎านทาน และกฎของโอห์ม พลังงานไฟฟ้า การเปลี่ยนพลังงานทดแทนเป็นพลังงานไฟฟ้า เทคโนโลยีด๎าน พลงั งาน สนามแมํเหลก็ ความสัมพนั ธ์ระหวํางสนามแมํเหล็กกับกระแสไฟฟ้า การเหนี่ยวนาแมํเหล็ก ไฟฟา้ ไฟฟ้ากระแสสลับ คล่นื แมํเหล็กไฟฟ้า และประโยชนข์ องคล่นื แมํเหลก็ ไฟฟ้า
93 ❖ เข๎าใจผลของความร๎อนตํอสสาร สภาพยืดหยุํน ความดันในของไหล แรงพยุง ของไหลอุดมคติ ทฤษฎีจลน์ของแก๏ส แนวคิดควอนตัมของพลังงาน ทฤษฎีอะตอมของโบร์ ปรากฏการณ์โฟโตอิเล็กทริก ทวิภาวะของคลื่นและอนุภาค การสลายของนิวเคลียสกัมมันตรังสี กัมมันตภาพ ปฏิกิริยานิวเคลียร์ พลังงานนิวเคลียร์ ความสัมพันธ์ระหวํางมวลและพลังงาน แรง ภายในนิวเคลยี ส และการคน๎ ควา๎ วจิ ยั ด๎านฟิสิกสอ์ นภุ าค ❖ เข๎าใจการแบํงชั้นและสมบัติของโครงสร๎างโลก สาเหตุ และรูปแบบการเคลื่อนที่ ของแผํนธรณีที่สัมพันธ์กับการเกิดลักษณะธรณีสัณฐานและธรณีโครงสร๎างแบบตําง ๆ หลักฐาน ทางธรณีวิทยาที่พบในปัจจุบันและการลาดับเหตุการณ์ทางธรณีวิทยาในอดีต สาเหตุ กระบวนการ เกิดแผนํ ดินไหว ภูเขาไฟระเบิด สึนามิ ผลกระทบ แนวทางการเฝ้าระวัง และการปฏิบัติตนให๎ปลอดภัย สมบัติและการจาแนกชนิดของแรํ กระบวนการเกิดและการจาแนกชนิดหิน กระบวนการเกิดและ การสารวจแหลํงปิโตรเลียมและถํานหิน การแปลความหมายจากแผนที่ภูมิประเทศและแผนท่ี ธรณีวทิ ยา และการนาขอ๎ มลู ทางธรณวี ิทยาไปใชป๎ ระโยชน์ ❖ เข๎าใจปัจจัยสาคัญที่มีผลตํอการรับและปลดปลํอยพลังงานจากดวงอาทิตย์ กระบวนการที่ทาให๎เกิดสมดุลพลังงานของโลก ผลของแรงเน่ืองจากความแตกตํางของความกด อากาศ แรงคอริออลิส แรงสูํศูนย์กลางและแรงเสียดทานที่มีตํอการหมุนเวียนของอากาศ การ หมุนเวียน ของอากาศตามเขตละติจูด และผลที่มีตํอภูมิอากาศ ปัจจัยที่ทาให๎เกิดการแบํงช้ันน้าและ การหมุนเวียน ของน้าในมหาสมุทร รูปแบบการหมุนเวียนของน้าในมหาสมุทร และผลของการ หมุนเวียนของน้า ในมหาสมุทรท่ีมีตํอลักษณะลมฟ้าอากาศ ส่ิงมีชีวิตและสิ่งแวดล๎อม ความสัมพันธ์ ระหวาํ งเสถยี รภาพ อากาศและการเกดิ เมฆ การเกิดแนวปะทะอากาศแบบตําง ๆ และลักษณะลมฟ้า อากาศที่เก่ียวข๎อง ปัจจัยตําง ๆ ที่มีผลตํอการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศของโลก รวมท้ังการแปล ความหมายสัญลักษณ์ ลมฟ้าอากาศ และการพยากรณ์ลักษณะลมฟ้าอากาศเบื้องต๎น จากแผนที่ อากาศและข๎อมูลสารสนเทศ ❖ เข๎าใจการกาเนิดและการเปลี่ยนแปลงพลังงาน สสาร ขนาดอุณหภูมิของเอกภพ หลักฐานที่สนับสนุนทฤษฎีบิกแบง ประเภทของกาแล็กซี โครงสร๎างและองค์ประกอบของกาแล็กซี ทางช๎างเผือก กระบวนการเกิดดาวฤกษ์ และการสร๎างพลังงานของดาวฤกษ์ ปัจจัยที่สํงผลตํอ ความสํองสวํางของดาวฤกษ์ และความสัมพันธ์ระหวํางความสํองสวํางกับโชติมาตรของดาวฤกษ์ ความสัมพันธ์ระหวํางสี อุณหภูมิผิว และสเปกตรัมของดาวฤกษ์ วิธีการหาระยะทางของดาวฤกษ์ ด๎วยหลักการแพรัลแลกซ์ วิวัฒนาการและการเปลี่ยนแปลงสมบัติบางประการของดาวฤกษ์ กระบวนการเกิดระบบสุริยะ การแบํงเขตบริวารของดวงอาทิตย์ ลักษณะของดาวเคราะห์ท่ีเอ้ือตํอ การ ดารงชวี ติ การโคจรของดาวเคราะห์รอบดวงอาทิตย์ด๎วยกฎเคพเลอร์ และกฎความโน๎มถํวงของ นวิ ตัน โครงสร๎างของดวงอาทิตย์ การเกิดลมสุริยะ พายุสุริยะและผลที่มีตํอโลก การระบุพิกัดของ ดาว ในระบบขอบฟ้าและระบบศูนย์สูตร เส๎นทางการขึ้นการตกของดวงอาทิตย์และดาวฤกษ์ เวลา สุริยคติ และการเปรียบเทียบเวลาของแตํละเขตเวลาบนโลก การสารวจอวกาศและการ ประยุกตใ์ ช๎ เทคโนโลยอี วกาศ
94 ❖ ระบปุ ัญหา ตง้ั คาถามท่ีจะสารวจตรวจสอบ โดยมีการกาหนดความสัมพันธ์ระหวําง ตัวแปรตําง ๆ สืบค๎นข๎อมูลจากหลายแหลํง ต้ังสมมติฐานที่เป็นไปได๎หลายแนวทาง ตัดสินใจเลือก ตรวจสอบสมมตฐิ านท่เี ป็นไปได๎ ❖ ตั้งคาถามหรือกาหนดปัญหาที่อยูํบนพื้นฐานของความรู๎และความเข๎าใจทาง วิทยาศาสตร์ ทแี่ สดงใหเ๎ หน็ ถงึ การใชค๎ วามคิดระดับสงู ทีส่ ามารถสารวจตรวจสอบหรอื ศึกษาคน๎ คว๎าได๎ อยํางครอบคลมุ และเชอื่ ถอื ได๎ สร๎างสมมติฐานท่ีมีทฤษฎีรองรับหรือคาดการณ์สิ่งท่ีจะพบ เพื่อนาไปสํู การสารวจตรวจสอบ ออกแบบวิธีการสารวจตรวจสอบตามสมมติฐานท่ีกาหนดไว๎ได๎อยํางเหมาะสม มีหลักฐานเชิงประจักษ์ เลือกวัสดุ อุปกรณ์ รวมทั้งวิธีการในการสารวจตรวจสอบอยํางถูกต๎อง ทั้ง ในเชงิ ปริมาณและคณุ ภาพ และบนั ทกึ ผลการสารวจตรวจสอบอยํางเปน็ ระบบ ❖ วิเคราะห์ แปลความหมายข๎อมูล และประเมินความสอดคล๎องของข๎อสรุป เพื่อตรวจสอบกับสมมติฐานท่ีต้ังไว๎ ให๎ข๎อเสนอแนะเพ่ือปรับปรุงวิธีการสารวจตรวจสอบ จัดกระทา ข๎อมูลและนาเสนอข๎อมูลด๎วยเทคนิควิธีที่เหมาะสม สื่อสารแนวคิด ความรู๎ จากผลการสารวจ ตรวจสอบ โดยการพดู เขยี น จัดแสดงหรือใชเ๎ ทคโนโลยีสารสนเทศ เพ่ือให๎ผู๎อ่ืนเข๎าใจ โดยมีหลักฐาน อา๎ งองิ หรอื มที ฤษฎีรองรบั ❖ แสดงถึงความสนใจ มุํงมั่น รับผิดชอบ รอบคอบ และซื่อสัตย์ ในการสืบเสาะ หา ความรู๎ โดยใชเ๎ คร่ืองมือ และวิธกี ารที่ใหไ๎ ด๎ผลถกู ต๎อง เช่ือถือได๎ มีเหตผุ ลและยอมรบั ได๎วําความรู๎ ทาง วิทยาศาสตร์อาจมกี ารเปลยี่ นแปลงได๎ ❖ แสดงถึงความพอใจและเห็นคุณคําในการค๎นพบความรู๎ พบคาตอบ หรือแก๎ปัญหา ได๎ ทางานรํวมกับผ๎ูอื่นอยํางสร๎างสรรค์ แสดงความคิดเห็นโดยมีข๎อมูลอ๎างอิงและเหตุผลประกอบ เกี่ยวกับผลของการพัฒนาและการใช๎วิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยีอยํางมีคุณธรรมตํอสังคม และสิง่ แวดล๎อม และยอมรับฟงั ความคิดเห็นของผ๎อู ืน่ ❖ เข๎าใจความสัมพันธ์ของความรู๎วิทยาศาสตร์ที่มีผลตํอการพัฒนาเทคโนโลยี ประเภทตําง ๆ และการพัฒนาเทคโนโลยีท่ีสํงผลให๎มีการคิดค๎นความร๎ูทางวิทยาศาสตร์ที่ก๎าวหน๎า ผลของเทคโนโลยตี อํ ชวี ิต สังคม และสิ่งแวดล๎อม ❖ ตระหนักถึงความสาคัญและเห็นคุณคําของความรู๎วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ท่ีใช๎ในชีวิตประจาวัน ใช๎ความรู๎และกระบวนการทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีในการดารงชีวิต และการประกอบอาชีพ แสดงความช่ืนชม ภูมิใจ ยกยํอง อ๎างอิงผลงาน ชิ้นงานที่เป็นผลมาจาก ภูมิ ปัญญาท๎องถิ่นและการพัฒนาเทคโนโลยีที่ทันสมัย ศึกษาหาความรู๎เพิ่มเติม ทาโครงงาน หรือ สรา๎ งช้ินงานตามความสนใจ ❖ แสดงความซาบซ้งึ หํวงใย มพี ฤติกรรมเกยี่ วกับการใช๎และรักษาทรพั ยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล๎อมอยํางรู๎คุณคํา เสนอตัวเองรํวมมือปฏิบัติกับชุมชนในการป้องกัน ดูแลทรัพยากร ธรรมชาติและส่ิงแวดลอ๎ มของท๎องถิ่น
95 ผลการเรยี นรู้และสาระการเรียนรเู้ พมิ่ เตมิ สาระชีววิทยา ๑. เข้าใจธรรมชาติของสิ่งมีชีวิต การศึกษาชีววิทยาและวิธีการทางวิทยาศาสตร์ สารที่เป็นองค์ประกอบของสิ่งมีชีวิต ปฏิกิริยาเคมีในเซลล์ของสิ่งมีชีวิต กล้องจุลทรรศน์ โครงสร้างและหน้าที่ของเซลล์ การลาเลียงสารเข้าและออกจาก เซลล์ การแบ่งเซลล์ และการหายใจระดับเซลล์ ชั้น ผลการเรียนรู้ สาระการเรียนรเู้ พิม่ เติม ม.๔ ๑. อธิบาย และสรุปสมบัติที่สาคัญของสิ่งมีชีวิต • ส่งิ มชี วี ติ ทกุ ชนดิ ต๎องการสารอาหารและพลงั งาน และความสัมพนั ธข์ องการจดั ระบบในสงิ่ มีชีวิต มีการเจริญเติบโต มีการตอบสนองตํอสิ่งเร๎า มี ท่ที าให๎สง่ิ มชี ีวติ ดารงชีวติ อยไูํ ด๎ การรักษาดลุ ยภาพของรํางกาย มีการสืบพันธ์ุ มี การปรับตัวทางวิวัฒนาการ และมีการทางาน รวํ มกนั ขององค์ประกอบตําง ๆ อยํางเป็นระบบ สงิ่ เหลํานี้จัดเปน็ สมบัติทีส่ าคญั ของส่งิ มีชวี ิต • การจัดระบบในส่ิงมีชีวิตเร่ิมจากหนํวยเล็ก ไป หนํวยใหญํ ได๎แกํ เซลล์ เนื้อเยื่อ อวัยวะ ระบบ อวัยวะ และสง่ิ มชี ีวิต ตามลาดบั ๒. อภิปราย และบอกความสาคัญของการระบุ • วิธีการทางวิทยาศาสตร์ในการค๎นหาคาตอบ ปัญหา ความสัมพันธ์ระหวํางปัญหา สมมติฐาน เกี่ยวกับสิ่งมีชีวิต เร่ิมจากการตั้งปัญหาหรือ และวิธีการตรวจสอบสมมติฐาน รวมทั้ง คาถาม ต้ังสมมติฐาน ตรวจสอบสมมติฐาน เก็บ ออกแบบการทดลองเพ่อื ตรวจสอบสมมตฐิ าน รวบรวม ขอ๎ มูล วเิ คราะหข์ ๎อมูล และสรปุ ผล • การศกึ ษาสง่ิ มีชีวติ ต๎องอาศยั ความรู๎จากแขนงวิชา ตําง ๆ ของชีววิทยาและสาขาวิชาอื่นท่ีเก่ียวข๎อง และควรคานึงถึงชีวจริยธรรมและจรรยาบรรณ การใช๎สตั วท์ ดลอง ๓. สืบค๎นข๎อมูล อธิบายเกี่ยวกับสมบัติของน้า และ • ส่ิงมีชีวิตประกอบด๎วย ธาตุและสารประกอบ ใน บอกความสาคัญของน้าที่มีตํอส่ิงมีชีวิต และ รํางกายของส่ิงมีชีวิตมีน้าเป็นองค์ประกอบ มาก ยกตัวอยํางธาตุชนิดตําง ๆ ท่ีมีความสาคัญ ตํอ ที่สุด น้าประกอบด๎วยธาตุไฮโดรเจน และ รํางกายสิ่งมชี วี ิต ออกซิเจน มีสมบัติในการเป็นตัวทาละลาย ที่ดี เก็บความรอ๎ นไดด๎ ี และมคี วามจุความร๎อนสูง ซึ่ง ชํวยรักษาดุลยภาพของเซลล์ได๎ • ธาตุท่ีสิ่งมีชีวิตต๎องการจะอยูํในรูปของไอออน ในมนุษยแ์ ละสัตว์ ธาตุจะชวํ ยให๎การทางานของ ระบบตําง ๆ ในรํางกายดาเนินไปตามปกติ นอกจากน้ีในกระดกู ฟนั และกลา๎ มเน้อื จะมธี าตุ เป็นองคป์ ระกอบดว๎ ย
96 ชนั้ ผลการเรยี นรู้ สาระการเรียนรูเ้ พมิ่ เตมิ ๔. สบื คน๎ ข๎อมลู อธิบายโครงสรา๎ งของคารโ์ บไฮเดรต • คาร์โบไฮเดรตประกอบด๎วยธาตคุ าร์บอน ระบกุ ลํมุ ของคาร์โบไฮเดรต รวมทัง้ ความสาคญั ไฮโดรเจน และออกซเิ จน แบงํ ตามขนาดโมเลกลุ ของคารโ์ บไฮเดรตท่ีมตี อํ ส่งิ มชี ีวิต ออกได๎เป็น ๓ กลํุม คือ มอโนแซ็กคาไรด์ ไดแซ็กคาไรด์ และพอลแิ ซก็ คาไรด์ ๕. สืบค๎นข๎อมลู อธบิ ายโครงสรา๎ งของโปรตนี • โปรตีนมีกรดอะมโิ นเปน็ หนวํ ยยํอย ประกอบดว๎ ย และความสาคญั ของโปรตนี ทมี่ ตี ํอสิง่ มชี วี ิต ธาตุคารบ์ อน ไฮโดรเจน ออกซิเจน และไนโตรเจน บางชนิดอาจมี ธาตุฟอสฟอรสั เหล็ก และกามะถนั เป็นองค์ประกอบ ๖. สบื คน๎ ข๎อมลู อธบิ ายโครงสรา๎ งของลพิ ิด • ลพิ ิดประกอบดว๎ ยธาตคุ าร์บอนไฮโดรเจนและ และความสาคัญของลิพดิ ท่มี ตี อํ สิง่ มีชวี ิต ออกซิเจน เปน็ สารประกอบท่ลี ะลายไดด๎ ี ในตัวทาละลายทีเ่ ปน็ สารอนิ ทรีย์ ลพิ ิดกลมํุ สาคัญ ทีพ่ บในส่งิ มชี ีวติ เชํน กรดไขมัน ไตรกลเี ซอไรด์ ฟอสโฟลพิ ดิ สเตอรอยด์ ๗. อธิบายโครงสร๎างของกรดนิวคลอิ กิ และระบุ • กรดนวิ คลิอกิ ประกอบด๎วย หนวํ ยยอํ ยเรยี กวาํ ชนดิ ของกรดนวิ คลอิ กิ และความสาคัญของ กรดนวิ คลอิ ิกทมี่ ีตอํ สงิ่ มีชวี ติ นวิ คลโี อไทด์ โมเลกลุ ของนิวคลีโอไทดป์ ระกอบด๎วย หมํูฟอสเฟต นา้ ตาลท่ีมคี ารบ์ อน ๕ อะตอม และเบสที่มไี นโตรเจนเป็นองคป์ ระกอบ • กรดนวิ คลอิ ิกเปน็ องคป์ ระกอบของสารพันธุกรรม ทาหน๎าที่เก็บและถาํ ยทอดข๎อมลู ทางพนั ธุกรรม มี ๒ ชนิด คอื DNA และ RNA ๘. สบื คน๎ ขอ๎ มูล และอธิบายปฏิกริ ิยาเคมที ีเ่ กดิ ขน้ึ • เมแทบอลิซึมเปน็ ปฏิกริ ิยาเคมีทเ่ี กดิ ข้นึ ภายใน ในสงิ่ มชี วี ิต เซลล์ของสง่ิ มชี วี ติ ปฏิกริ ยิ าเคมี ประกอบด๎วย ๙. อธิบายการทางานของเอนไซม์ในการเรงํ ปฏิกริ ิยา ปฏิกิริยาคายพลังงาน และปฏิกิริยาดูดพลังงาน เคมีในสง่ิ มชี วี ติ และระบุปจั จัยที่มีผลตํอการทางาน ปฏกิ ิรยิ าเคมเี หลาํ นจี้ ะดาเนินไปได๎อยํางรวดเรว็ ของเอนไซม์ จาเปน็ ตอ๎ งอาศยั เอนไซม์ชวํ ยเรํงปฏิกิริยา • เอนไซมส์ ํวนใหญํเป็นสารประเภทโปรตนี ทาหนา๎ ท่เี รงํ ปฏกิ ิรยิ าเคมี ในขณะทีเ่ กดิ ปฏิกิริยา เคมใี นเซลล์ สารตัง้ ต๎นจะเขา๎ ไปจับกบั เอนไซม์ ที่บรเิ วณจาเพาะของเอนไซม์ท่ีเรยี กวาํ บริเวณเรํง ถ๎าสารตัง้ ตน๎ มีโครงสรา๎ งเข๎ากบั บริเวณเรํงได๎ สารตัง้ ต๎นนนั้ จะถกู เปลี่ยนเปน็ สารผลิตภณั ฑ์ • อุณหภมู ิ สภาพความเป็นกรด-เบสและ ตัวยับยั้งเอนไซม์ เปน็ ปัจจัยทมี่ ผี ลตํอการทางาน ของเอนไซม์
97 ชนั้ ผลการเรยี นรู้ สาระการเรยี นรู้เพ่ิมเตมิ ๑๐. บอกวธิ ีการ และเตรยี มตัวอยาํ งส่ิงมีชวี ิต • กลอ๎ งจลุ ทรรศน์เป็นเครอ่ื งมอื ที่ใชศ๎ กึ ษาสงิ่ มีชวี ิต เพ่ือศกึ ษาภายใต๎กล๎องจุลทรรศน์ใชแ๎ สง ขนาดเลก็ ท่ีไมํสามารถเหน็ ไดด๎ ว๎ ยตาเปลาํ และ รายละเอียดโครงสรา๎ งของเซลล์ วดั ขนาดโดยประมาณ และวาดภาพทปี่ รากฏ ภายใต๎กล๎อง บอกวิธกี ารใช๎ และการดูแลรักษา • กล๎องจลุ ทรรศน์ใช๎แสงเชิงประกอบ และ กล๎องจลุ ทรรศนใ์ ชแ๎ สงแบบสเตอริโออาศัยเลนส์ กลอ๎ งจุลทรรศนใ์ ช๎แสงที่ถูกต๎อง ในการทาให๎เกิดภาพขยาย • กล๎องจุลทรรศนอ์ ิเลก็ ตรอนทาใหเ๎ กิดภาพขยาย ๑๑. อธิบายโครงสรา๎ งและหน๎าทข่ี องสวํ นท่ีหอํ หุ๎ม โดยอาศัยเลนส์แมเํ หล็กไฟฟา้ รวมลาอิเล็กตรอน เซลลข์ องเซลลพ์ ชื และเซลลส์ ตั ว์ ซึ่งมีอยํดู ว๎ ยกัน ๒ ชนดิ คอื ชนิดสอํ งผาํ น และชนดิ สํองกราด ๑๒. สืบคน๎ ขอ๎ มลู อธิบาย และระบชุ นดิ และหน๎าท่ี ของออรแ์ กเนลล์ • ตวั อยํางสง่ิ มชี วี ิตที่นามาศกึ ษาภายใต๎กล๎องจุลทรรศน์ ใช๎แสงตอ๎ งมวี ธิ กี ารเตรียมที่ถกู ตอ๎ งและเหมาะสม ๑๓. อธิบายโครงสรา๎ งและหน๎าทข่ี องนวิ เคลยี ส กับชนิดของส่ิงมีชีวติ เพอ่ื ใหเ๎ กดิ ประสทิ ธิภาพ ในการศึกษา • กลอ๎ งจุลทรรศน์ใช๎แสงเป็นเครอื่ งมอื ท่ีมคี วามละเอยี ด ซบั ซอ๎ น และราคาคํอนข๎างสูง จึงควรใชอ๎ ยําง ถูกวธิ ี มกี ารเกบ็ และดแู ลรักษาทถี่ กู ต๎อง เพอ่ื ให๎ สามารถใช๎งานได๎นาน • เซลล์เป็นหนํวยพื้นฐานท่ีเล็กทสี่ ดุ ของส่ิงมชี วี ิต โครงสร๎างพืน้ ฐานของเซลล์ประกอบดว๎ ย สวํ นท่ี หอํ หุ๎มเซลล์ ไซโทพลาซึม และนิวเคลยี ส • สํวนท่ีหอํ หุม๎ เซลลท์ พ่ี บในเซลลท์ กุ ชนดิ คอื เยื่อหุ๎มเซลล์ แตํในแบคทีเรีย สาหรําย ฟังไจ และพชื จะมผี นังเซลลเ์ ปน็ สวํ นหอํ ห๎ุมเซลลเ์ พมิ่ เติมข้นึ มาอีก ช้นั หน่งึ • โครงสรา๎ งของเย่ือหมุ๎ เซลลป์ ระกอบดว๎ ยโมเลกลุ ของฟอสโฟลิพิดเรียงเปน็ สองช้นั และมีโปรตีน แทรกหรอื อยํทู ีผ่ ิวทั้งสองด๎านของฟอสโฟลพิ ดิ • ไซโทพลาซึมอยํภู ายในเยอ่ื หุ๎มเซลล์ ประกอบดว๎ ย ไซโทซอลและออร์แกเนลล์ • นวิ เคลียสเป็นศนู ยก์ ลางควบคุมการทางานของ เซลล์ยูคารโิ อต ประกอบดว๎ ยเย่อื หม๎ุ ซ่ึงภายใน มี DNA RNA และโปรตนี บางชนิด
Search
Read the Text Version
- 1
- 2
- 3
- 4
- 5
- 6
- 7
- 8
- 9
- 10
- 11
- 12
- 13
- 14
- 15
- 16
- 17
- 18
- 19
- 20
- 21
- 22
- 23
- 24
- 25
- 26
- 27
- 28
- 29
- 30
- 31
- 32
- 33
- 34
- 35
- 36
- 37
- 38
- 39
- 40
- 41
- 42
- 43
- 44
- 45
- 46
- 47
- 48
- 49
- 50
- 51
- 52
- 53
- 54
- 55
- 56
- 57
- 58
- 59
- 60
- 61
- 62
- 63
- 64
- 65
- 66
- 67
- 68
- 69
- 70
- 71
- 72
- 73
- 74
- 75
- 76
- 77
- 78
- 79
- 80
- 81
- 82
- 83
- 84
- 85
- 86
- 87
- 88
- 89
- 90
- 91
- 92
- 93
- 94
- 95
- 96
- 97
- 98
- 99
- 100
- 101
- 102
- 103
- 104
- 105
- 106
- 107
- 108
- 109
- 110
- 111
- 112
- 113
- 114
- 115
- 116
- 117
- 118
- 119
- 120
- 121
- 122
- 123
- 124
- 125
- 126
- 127
- 128
- 129
- 130
- 131
- 132
- 133
- 134
- 135
- 136
- 137
- 138
- 139
- 140
- 141
- 142
- 143
- 144
- 145
- 146
- 147
- 148
- 149
- 150
- 151
- 152
- 153
- 154
- 155
- 156
- 157
- 158
- 159
- 160
- 161
- 162
- 163
- 164
- 165
- 166
- 167
- 168
- 169
- 170
- 171
- 172
- 173
- 174
- 175
- 176
- 177
- 178
- 179
- 180
- 181
- 182
- 183
- 184
- 185
- 186
- 187
- 188
- 189
- 190
- 191
- 192
- 193
- 194
- 195
- 196
- 197
- 198
- 199
- 200
- 201
- 202
- 203
- 204
- 205
- 206
- 207
- 208
- 209
- 210
- 211
- 212
- 213
- 214
- 215
- 216
- 217
- 218
- 219
- 220
- 221
- 222
- 223
- 224
- 225
- 226
- 227
- 228
- 229
- 230
- 231
- 232
- 233
- 234
- 235
- 236
- 237
- 238
- 239
- 240
- 241
- 242
- 243
- 244
- 245
- 246
- 247
- 248
- 249
- 250
- 251
- 252
- 253
- 254
- 255
- 256
- 257
- 258
- 259
- 260
- 261
- 262
- 263
- 264
- 265
- 266
- 267
- 268
- 269
- 270
- 271
- 272
- 273
- 274
- 275
- 276
- 277
- 278
- 279
- 280
- 281
- 282
- 283
- 284
- 285
- 286
- 287
- 288
- 289
- 290
- 291
- 292
- 293
- 294
- 295
- 296
- 297
- 298
- 299
- 300
- 301
- 302
- 303
- 304
- 305
- 306
- 307
- 308
- 309
- 310
- 311
- 312
- 313
- 314
- 315
- 316
- 317
- 318
- 319
- 320
- 321
- 322
- 323
- 324
- 325
- 326
- 327
- 328
- 329
- 330
- 331
- 332
- 333
- 334
- 335
- 336
- 337
- 338
- 339
- 340
- 341
- 342
- 343
- 344
- 345
- 346
- 347
- 348
- 349
- 350
- 351
- 352
- 353
- 354
- 355
- 356
- 357
- 358
- 359
- 360
- 361
- 362
- 363
- 364
- 365
- 366
- 367
- 368
- 369
- 370
- 371
- 372
- 373
- 374
- 375
- 376
- 377
- 378
- 379
- 380
- 381
- 382
- 383
- 384
- 385
- 386
- 387
- 388
- 389
- 390
- 391
- 392
- 393
- 394
- 395
- 396
- 397
- 398
- 399
- 400