Important Announcement
PubHTML5 Scheduled Server Maintenance on (GMT) Sunday, June 26th, 2:00 am - 8:00 am.
PubHTML5 site will be inoperative during the times indicated!

Home Explore หลักสูตรกลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี

หลักสูตรกลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี

Published by hmeai.hmeai, 2021-07-21 15:43:55

Description: หลักสูตรกลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี

Search

Read the Text Version

รายวชิ า วทิ ยาศาสตร์ชวี ภาพ 248 ชั้นมัธยมศึกษาปที ่ี ๔ ภาคเรียนท่ี ๑ เวลา ๔๐ ช่วั โมง/ภาคเรียน คาอธบิ ายรายวชิ าพน้ื ฐาน รหัสวชิ า ว๓๑๑๐๑ จานวน ๑.๐ หน่วยกิต กลมุ่ สาระการเรยี นรวู้ ิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีและเทคโนโลยี ศึกษาความหลากหลายของระบบนเิ วศ การเปลย่ี นแปลงแทนท่ีของระบบนิเวศ องค์ประกอบของระบบนิเวศ ทรพั ยากรธรรมชาติและส่งิ แวดลอ้ มของระบบนเิ วศในท้องถน่ิ และในภูมภิ าคอาเซยี น เซลล์และโครงสร้างพ้ืนฐานของเซลล์ การลาเลยี งสารเขา้ และออกจากเซลล์ การรักษาดุลยภาพของน้าและแรธ่ าตุ กรด-เบส อุณหภูมิในร่างกายมนุษย์ ระบบ ภูมคิ ุ้มกนั ความผิดปกติของระบบภมู คิ มุ้ กนั การสร้างอาหารของพชื ดว้ ยกระบวนการสังเคราะห์ด้วยแสง สารสงั เคราะห์จาก พชื ปัจจัยทม่ี ผี ลต่อการเจรญิ เตบิ โตของพชื การตอบสนองของพชื ต่อส่งิ เร้า ยนี และการถา่ ยทอดลักษณะทางพันธุกรรม การ ถา่ ยทอดลกั ษณะทางพันธกุ รรม การเปลีย่ นแปลงทางพันธุกรรมระดับยีนและโครโมโซม การใชป้ ระโยชนจ์ ากเทคโนโลยที างดี เอน็ เอ ววิ ฒั นาการของสงิ่ มชี วี ิตจากการคัดเลอื กโดยธรรมชาติ การคัดเลือกโดยธรรมชาติของสิ่งมชี ีวติ โดยใชก้ ระบวนการทางวิทยาศาสตร์รว่ มกับเทคโนโลยตี า่ งๆในการสืบเสาะหาความรู้ การสารวจ การตรวจสอบ การสืบคน้ ข้อมลู การอภิปราย การคดิ และการแกป้ ัญหา เพื่อใหม้ ีจติ วิทยาศาสตร์ จริยธรรม คณุ ธรรม และคา่ นิยมทเี่ หมาะสม บนพืน้ ฐานหลักปรชั ญาของเศรษฐกจิ พอเพียง ตัวชว้ี ดั ว. ๑.๑ ม.๔/๑ ม.๔/๒ ม.๔/๓ ม.๔/๔ ว. ๑.๒ ม.๔/๑ ม.๔/๒ ม.๔/๓ ม.๔/๔ ม.๔/๕ ม.๔/๖ ม.๔/๗ ม.๔/๘ ม.๔/๙ ม.๔/๑๐ ม.๔/๑๑ ม.๔/๑๒ ว. ๑.๓ ม.๔/๑ ม.๔/๒ ม.๔/๓ ม.๔/๔ ม.๔/๕ ม.๔/๖ รวม ๒๒ ตัวชีว้ ัด

249 โครงสรา้ งรายวชิ าพ้ืนฐาน รายวิชา วิทยาศาสตรช์ วี ภาพ รหสั วชิ า ว๓๑๑๐๑ ช้นั มัธยมศกึ ษาปที ี่ ๔ ภาคเรยี นท่ี ๑ เวลา ๔๐ ชว่ั โมง/ภาคเรียน จานวน ๑.๐ หน่วยกติ ลา ช่อื หน่วยการ ตัวชว้ี ดั / กล่มุ สาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ดบั ที่ เรียนรู้ ผลการเรียนรู้ ๑ สง่ิ มชี วี ติ ใน ว๑.๑ม.๔/๑ สาระสาคญั /ความคิดรวบยอด เวลาเรยี น นา้ หนัก สิ่งแวดล้อม (ช่วั โมง) (คะแนน) ว ๑.๑ม.๔.๒ • บรเิ วณของโลกแตล่ ะบริเวณมสี ภาพทาง 5 20 ว ๑.๑ม.๔/๓. ภมู ศิ าสตรแ์ ตกตา่ งกัน แบ่งออกไดเ้ ป็นหลายเขต ว๑.๑ม.๔/๔ ตามสภาพภูมิอากาศและปรมิ าณน้าฝนทาให้มี ระบบนเิ วศท่หี ลากหลายซึ่งส่งผลใหเ้ กิดความ หลากหลายของไบโอม • การเปลีย่ นแปลงของระบบนเิ วศเกดิ ขนึ้ ได้ ตลอดเวลาทง้ั การเปลี่ยนแปลงทเ่ี กดิ ข้นึ เองตาม ธรรมชาตแิ ละเกิดจากการกระทาของมนุษย์ • การเปล่ยี นแปลงแทนที่เปน็ การเปล่ียนแปลงของ กลุ่มสง่ิ มีชีวิตท่เี กิดข้นึ อยา่ งช้า ๆ เปน็ เวลานานซึง่ เป็นผลจากปฏสิ มั พนั ธร์ ะหวา่ งองค์ประกอบ ทางกายภาพและทางชีวภาพ ส่งผลให้ระบบนิเวศ เปลีย่ นแปลงไปส่สู มดลุ จนเกดิ สังคมสมบรู ณ์ได้ • การเปลี่ยนแปลงขององคป์ ระกอบในระบบนิเวศ ทง้ั ทางกายภาพและทางชีวภาพมผี ลตอ่ การ เปลยี่ นแปลงขนาดของประชากร • มนุษย์ใช้ทรัพยากรธรรมชาตโิ ดยปราศจากความ ระมดั ระวงั และมีการพฒั นาเทคโนโลยใี หมๆ่ เพอ่ื ชว่ ยอานวยความสะดวกตา่ ง ๆ แก่มนุษยส์ ่งผลต่อ การเปล่ยี นแปลงทรัพยากรธรรมชาตแิ ละ สิ่งแวดล้อม • ปญั หาทเ่ี กดิ กบั ทรัพยากรธรรมชาตแิ ละ สิง่ แวดลอ้ มบางปญั หาส่งผลกระทบในระดับ ทอ้ งถิน่ บางปญั หากส็ ง่ ผลกระทบในระดบั ประเทศ และบางปัญหาสง่ ผลกระทบในระดับโลก

250 ลา ชื่อหน่วยการ ตัวช้วี ัด/ สาระสาคญั /ความคดิ รวบยอด เวลาเรยี น นา้ หนัก ดับท่ี เรยี นรู้ ผลการเรียนรู้ (ชั่วโมง) (คะแนน) • การลดปริมาณการใช้ทรพั ยากรธรรมชาติการ กาจดั ของเสียที่เป็นสาเหตุของปญั หาสิง่ แวดล้อม และการวางแผนจัดการทรัพยากรธรรมชาติท่ดี ีเป็น ตวั อย่างของแนวทางในการอนุรักษ์ ทรัพยากรธรรมชาตแิ ละการลดปัญหาสิ่งแวดล้อมที่ เกดิ ขึ้น เพอ่ื ใหเ้ กดิ การใชป้ ระโยชนท์ ยี่ ัง่ ยืน ๒ องค์ประกอบ ว๑.๒ม.๔/๑ • เย่อื หมุ้ เซลล์มีโครงสร้างเปน็ เยื่อหุ้มสองช้นั ท่ีมลี พิ ดิ 5 10 ของ เป็นองคป์ ระกอบ และมโี ปรตีนแทรกอยู่ สิ่งมชี วี ติ • สารทลี่ ะลายไดใ้ นลิพิดและสารที่มีขนาดเล็ก สามารถแพรผ่ ่านเยือ่ หมุ้ เซลล์ไดโ้ ดยตรง สว่ นสาร ขนาดเล็กทม่ี ปี ระจตุ อ้ งลาเลียงผ่านโปรตีนท่ีแทรก อยทู่ เี่ ยอ่ื หุม้ เซลล์ซึ่งมี๒ แบบ คอื การแพรแ่ บบฟาซิ ลเิ ทต และแอกทีฟทรานสปอร์ต ในกรณีสารขนาด ใหญ่ เชน่ โปรตนี จะลาเลยี งเขา้ โดยกระบวนการ เอนโดไซโทซิส หรือลาเลียงออกโดยกระบวนการ เอกโซไซโทซสิ ๓ การดารงชีวิต ว ๑.๒ม.๔/๒ • การรกั ษาดลุ ยภาพของน้าและสารในเลือดเกิดจาก 10 20 ของมนษุ ย์ การทางานของไต ซ่งึ เปน็ อวัยวะในระบบขบั ถา่ ยท่มี ี ความสาคญั ในการกาจัดของเสียทม่ี ไี นโตรเจนเป็น องค์ประกอบ รวมทงั้ น้าและสารท่ีมปี รมิ าณเกนิ ความตอ้ งการของรา่ งกาย ว๑.๒ม.๔/๓ • การรกั ษาดลุ ยภาพของกรด-เบสในเลือดเกิดจาก การทางานของไตทีท่ าหน้าทีข่ ับหรือดูดกลับ ไฮโดรเจนไอออน ไฮโดรเจนคาร์บอเนตไอออนและ แอมโมเนียมไอออน และการทางานของปอดท่ที า หนา้ ท่ีกาจดั ารบ์ อนไดออกไซด์ ว ๑.๒ ม.๔/๔ • การรกั ษาดลุ ยภาพของอุณหภูมภิ ายในรา่ งกายเกดิ จากการทางานของระบบหมนุ เวยี นเลอื ดท่ีควบคุม ปรมิ าณเลือดไปท่ีผวิ หนงั การทางานของต่อมเหง่ือ และกลา้ มเนื้อโครงรา่ ง ซึ่งส่งผลถึงปรมิ าณความร้อน ท่ีถูกเกบ็ หรอื ระบายออกจากรา่ งกาย

251 ลา ชื่อหน่วยการ ตัวชว้ี ดั / สาระสาคัญ/ความคดิ รวบยอด เวลาเรียน น้าหนกั ดับที่ เรยี นรู้ ผลการเรยี นรู้ (ชว่ั โมง) (คะแนน) ว๑.๒ ม.๔/๕ • เม่อื เชือ้ โรคหรอื ส่งิ แปลกปลอมอน่ื เข้าสูเ่ น้ือเยอ่ื ใน รา่ งกาย ร่างกายจะมีกลไกในการตอ่ ตา้ นหรอื ทาลาย ส่ิงแปลกปลอมทง้ั แบบไม่จาเพาะและแบบจาเพาะ • เซลลเ์ ม็ดเลือดขาวกลมุ่ ฟาโกไซต์จะมีกลไกในการ ตอ่ ตา้ นหรอื ทาลายสิ่งแปลกปลอมแบบไมจ่ าเพาะ • กลไกในการต่อตา้ นหรือทาลายสง่ิ แปลกปลอม แบบจาเพาะเปน็ การทางานของเซลลเ์ ม็ดเลือดขาว ลมิ โฟไซตช์ นดิ บแี ละชนิดทีซึ่งเซลลเ์ มด็ เลอื ดขาวทัง้ สองชนิดจะมีตัวรบั แอนติเจน ทาใหเ้ ซลลท์ ง้ั สอง สามารถตอบสนองแบบจาเพาะต่อแอนตเิ จนนน้ั ๆ ได้ • เซลลบ์ ที าหนา้ ทส่ี รา้ งแอนติบอดซี ง่ึ ช่วยในการจบั กับสง่ิ แปลกปลอมต่าง ๆ เพอื่ ทาลายตอ่ ไปโดยระบบ ภมู คิ มุ้ กัน เซลลท์ ีทาหน้าท่ีหลากหลายเช่น กระตนุ้ การทางานของเซลลบ์ แี ละเซลล์ทชี นดิ อ่นื ทาลาย เซลลท์ ่ตี ดิ ไวรัสและเซลล์ทผี่ ิดปกตอิ น่ื ว๑.๒ ม.๔/๖ • บางกรณรี ่างกายอาจเกิดความผิดปกติของระบบ ภมู คิ มุ้ กนั เชน่ ภูมคิ ุม้ กนั ตอบสนองต่อแอนตเิ จนบาง ชนิดอย่างรุนแรงมากเกนิ ไป หรือรา่ งกายมีปฏกิ ิริยา ตอบสนองต่อแอนติเจนของตนเองอาจทาใหร้ า่ งกาย เกิดอาการผิดปกตไิ ด้ ว๑.๒ ม๔/๗ • บุคคลทไ่ี ดร้ ับเลือดหรือสารคัดหลง่ั ท่มี ีเช้อื HIV ซ่งึ สามารถทาลายเซลลท์ ที าให้ภมู ิคมุ้ กนั บกพรอ่ งและ ตดิ เชือ้ ตา่ ง ๆ ได้งา่ ยข้ึน 4 การดารงชวี ิต ว๑.๒ ม.๔/๘ • กระบวนการสงั เคราะห์ดว้ ยแสงเปน็ จดุ เรม่ิ ตน้ ของ 5 20 ของพืช ว๑.๒ ม.๔/๙ การสร้างน้าตาลในพืช พชื เปลีย่ นน้าตาลไปเปน็ สารอาหารและสารอนื่ ๆ เช่น คารโ์ บไฮเดรตโปรตนี ไขมนั ท่จี าเปน็ ตอ่ การดารงชีวิตของพชื และสตั ว์ • มนุษยส์ ามารถนาสารต่างๆ ทพ่ี ืชบางชนิดสรา้ งขึ้น ไปใชป้ ระโยชน์เช่น ใชเ้ ปน็ ยาหรือสมุนไพรในการ รกั ษาโรคบางชนิด ใช้ในการไลแ่ มลง กาจัดศัตรูพืช และสตั วใ์ ช้ในการยบั ยั้งการเจรญิ เตบิ โตของ แบคทเี รยี และใช้เป็นวัตถดุ บิ ในอตุ สาหกรรม

252 ลา ชอ่ื หน่วยการ ตัวช้วี ดั สาระสาคัญ/ความคดิ รวบยอด เวลาเรียน น้าหนัก ดบั ที่ เรยี นรู้ (ชว่ั โมง) (คะแนน) ว๑.๒ ม.๔/๑๐ • ปจั จยั ภายนอกทมี่ ีผลตอ่ การเจรญิ เติบโต เช่น แสง ว ๑.๒ ม.๔/ น้า ธาตุอาหารคารบ์ อนไดออกไซดแ์ ละออกซิเจน ๑๑ ปัจจยั ภายใน เชน่ ฮอรโ์ มนพืช ซ่ึงพืชมีการ สังเคราะหข์ ึ้น เพ่อื ควบคุมการเจรญิ เติบโตในช่วง ชวี ติ ตา่ ง ๆ • มนุษยม์ ีการสงั เคราะห์สารควบคุมการเจริญเตบิ โต ของพชื โดยเลียนแบบฮอรโ์ มนพืช เพ่อื นามาใช้ ควบคุมการเจรญิ เติบโตและเพิ่มผลผลิตของพชื ว๑.๒ ม.๔/๑๒ • การตอบสนองต่อสง่ิ เรา้ ของพืชแบ่งตาม ความสมั พนั ธก์ บั ทิศทางของส่ิงเรา้ ได้ไดแ้ กแ่ บบทีม่ ี ทิศทางสมั พนั ธก์ บั ทศิ ทางของสง่ิ เร้า เช่นดอก ทานตะวนั หันเข้าหาแสง ปลายรากเจรญิ เข้าหาแรง โนม้ ถว่ งของโลก และแบบทไ่ี ม่มีทศิ ทางสมั พนั ธก์ บั ทิศทางของสง่ิ เรา้ เช่น การหบุ และบานของดอก หรอื การหุบและกางของใบพชื บางชนิด • การตอบสนองต่อสง่ิ เรา้ ของพืชบางอย่างสง่ ผลต่อ การเจริญเติบโต เชน่ การเจรญิ ในทศิ ทางเขา้ หาหรอื ตรงข้ามกับแรงโนม้ ถว่ งของโลก การเจรญิ ในทศิ ทางเข้าหาหรอื ตรงข้ามกับแสง และการ ตอบสนองต่อการสมั ผสั สง่ิ เร้า 5 พนั ธกุ รรม ว ๑.๓ ม.๔/๑ • ดีเอน็ เอ มโี ครงสรา้ งประกอบด้วย นวิ คลโี อ 10 20 ไทดม์ าเรียงต่อกนั โดยยนี เป็นช่วงของสายดีเอน็ เอท่ี มลี าดบั นิวคลโี อไทด์ทก่ี าหนดลกั ษณะของโปรตนี ท่ี สงั เคราะหข์ ้นึ ซ่งึ ส่งผลให้เกดิ ลักษณะทางพนั ธุกรรม ตา่ งๆ ว ๑.๓ ม.๔/๒ • ลกั ษณะบางลักษณะมโี อกาสพบในเพศชายและ เพศหญงิ ไมเ่ ท่ากัน เชน่ ตาบอดสีและฮโี มฟเี ลียซ่ึง ควบคุมโดยยนี บนโครโมโซมเพศ บางลักษณะมกี าร ควบคมุ โดยยนี แบบมัลติเปลิ แอลลีล เชน่ หม่เู ลอื ด ระบบ ABO ซงึ่ การถา่ ยทอดลกั ษณะทางพันธกุ รรม ดงั กล่าวจัดเปน็ สว่ นขยายของพันธศุ าสตร์เมนเดล ว ๑.๓ ม.๔/๓ • มวิ เทชันทเ่ี ปลยี่ นแปลงลาดับนิวคลีโอไทด์หรือ เปลยี่ นแปลงโครงสรา้ งหรือจานวนโครโมโซมอาจ ส่งผลทาใหล้ กั ษณะของสงิ่ มีชวี ิตเปลีย่ นแปลงไปจาก เดิม ซึ่งอาจมีผลดหี รือผลเสีย

253 ลา ชอื่ หนว่ ยการ ตวั ชวี้ ัด สาระสาคัญ/ความคดิ รวบยอด เวลาเรียน น้าหนัก ดับที่ เรียนรู้ (ช่ัวโมง) (คะแนน) • มนุษยใ์ ชห้ ลักการของการเกดิ มิวเทชันใน ว ๑.๓ ม.๔/๕ การชักนาใหไ้ ดส้ ่งิ มีชวี ิตทีม่ ีลกั ษณะท่ี แตกต่างจากเดมิ โดยการใช้รงั สแี ละ สารเคมตี ่าง ๆ มนษุ ย์นาความรูเ้ ทคโนโลยีทางดเี อ็นเอมา ประยุกตใ์ ชท้ างด้านการแพทยแ์ ละเภสัช กรรมเชน่ การสรา้ งสง่ิ มีชวี ิตดดั แปร พนั ธกุ รรม เพอ่ื ผลติ ยาและวัคซนี ด้าน การเกษตร เชน่ พืชดัดแปรงพนั ธุกรรมที่ ตา้ นทานโรคหรอื แมลง สตั วด์ ัดแปร พนั ธกุ รรมที่มลี กั ษณะตามทีต่ อ้ งการ และ ด้านนติ วิ ทิ ยาศาสตรเ์ ช่น การตรวจลาย พิมพ์ดีเอน็ เอเพอื่ หาความสมั พันธท์ าง สายเลอื ด หรอื เพื่อหาผ้กู ระทาผดิ • การใช้เทคโนโลยที างดีเอ็นเอในด้าน ตา่ งๆ ตอ้ งคานึงถงึ ความปลอดภัยทาง ชวี ภาพ ชีวจรยิ ธรรมและผลกระทบ ทางดา้ นสังคม 6 ววิ ฒั นาการ ว ๑.๓ ม.๔/๖ • สงิ่ มีชวี ติ ทม่ี ีอยใู่ นปัจจุบนั มลี กั ษณะที่ 5 10 ของสง่ิ มีชวี ิต ปรากฏใหเ้ ห็นแตกตา่ งกนั ซง่ึ เปน็ ผลมาจาก ความหลากหลายของลักษณะทาง พันธุกรรม ซึ่งเกดิ จากมิวเทชัน ร่วมกับการคัดเลือกโดยธรรมชาติ • ผลจากกระบวนการคดั เลือกโดย ธรรมชาติทาให้สงิ่ มีชีวิตทม่ี ีลกั ษณะ เหมาะสมในการดารงชีวิตสามารถปรับตัว ให้อยู่รอดได้ในสงิ่ แวดล้อมนนั้ ๆ • กระบวนการคัดเลอื กโดยธรรมชาติเปน็ หลกั การท่สี าคัญอย่างหน่งึ ท่ที าให้เกิด ววิ ัฒนาการของส่งิ มชี วี ิต รวมตลอดภาคเรยี น ๔๐ ๑๐๐

254 คาอธบิ ายรายวชิ าพ้ืนฐาน รายวิชา วิทยาศาสตรโ์ ลกและอวกาศ รหสั วิชา ว๓1๑๐2 ช้ันมธั ยมศึกษาปีที่ 4 ภาคเรียนที่ 2 จานวน ๑.๕ หน่วยกติ เวลา 4๐ ชั่วโมง/ภาคเรยี น กลุ่มสาระการเรยี นรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ศึกษากาเนิดและการเปลยี่ นแปลงพลังงาน สสาร ขนาด อุณหภูมิของเอกภพหลงั เกิดบกิ แบงในชว่ งเวลาต่าง ๆ ตาม วิวัฒนาการของเอกภพ โครงสร้างและองคป์ ระกอบของกาแลก็ ซีทางชา้ งเผือก กระบวนการเกิดดาวฤกษ์ การเปลี่ยนแปลง ความดนั อุณหภมู ิ ขนาด กระบวนการเกิดระบบสุริยะ การแบง่ เขตบรวิ ารของดวงอาทิตย์ การสารวจอวกาศ โดยใช้กล้อง โทรทรรศน์ในช่วงความยาวคลื่นตา่ ง ๆ ดาวเทยี มยานอวกาศสถานีอวกาศ โครงสร้างของดวงอาทติ ย์ การเกิดลมสุริยะ การ แบง่ ชน้ั และสมบตั ิของโครงสร้างโลก กระบวนการเกิดภเู ขาไฟระเบิด แผ่นดินไหว สนึ ามิ การเคลื่อนท่ีของอากาศ การ หมนุ เวยี นของอากาศและน้าผวิ หน้าในมหาสมทุ รทม่ี ีต่อลกั ษณะภูมอิ ากาศ ลมฟาู อากาศ สงิ่ มีชีวติ การเปล่ียนแปลงภมู อิ ากาศ ของโลกที่ส่งผลตอ่ การเปลี่ยนแปลงภมู ิอากาศโลก โดยใช้กระบวนการทางวทิ ยาศาสตรก์ ระบวนการสบื เสาะ หาความรู้ การสืบคน้ ข้อมลู การสังเกต การวเิ คราะห์ การ อธบิ าย การอภปิ ราย และสรปุ เพ่อื ให้เกิดความรู้ ความคิด ความเข้าใจ มีความสามารถในการตัดสินใจส่อื สารส่ิงทเ่ี รยี นรู้และนาความรู้ไปใชใ้ นชีวติ ของตนเองและดูแลรักษาสิง่ มีชีวติ อน่ื ๆ เฝูาระวังและพัฒนาส่งิ แวดล้อมอยา่ งย่งั ยืน มจี ติ วิทยาศาสตร์ จรยิ ธรรม คณุ ธรรม และ คา่ นยิ มท่ีเหมาะสมและสามารถดารงชีวติ บนพื้นฐานของความพอเพียง รหสั ตวั ชี้วัด ว3.1 ม.6/1, ม.6/2, ม.6/3, ม.6/4, ม.6/5, ม.6/6, ม.6/7, ม.6/8, ม.6/9, ม.6/10 ว3.2 ม.6/1, ม.6/2, ม.6/3, ม.6/4, ม.6/5, ม.6/6, ม.6/7, ม.6/8, ม.6/9, ม.6/10 ,ม.6/11, ม.6/12 , ม.6/13, ม.6/14 รวม 24 ตัวช้ีวัด

255 รายวิชา วิทยาศาสตรโ์ ลกและอวกาศ โครงสรา้ งรายวชิ าพน้ื ฐาน ช้ันมัธยมศึกษาปีที่ 4 ภาคเรียนท่ี 2 รหสั วิชา ว๓1๑๐2 ๔๐ ชัว่ โมง/ภาคเรียน จานวน ๑.๐ หน่วยกติ เวลา กลุ่มสาระการเรยี นรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี หน่วย ชือ่ หนว่ ยการเรียนรู้ มาตรฐานการเรยี นรู้/ สาระสาคญั เวลา นา้ หนัก ท่ี ตัวชว้ี ดั (ช่วั โมง) คะแนน (๑๐๐) เอกภพ ว3.1 ม.6/1, ม. -เอกภพวิทยาในอดีต ๑๐ 20 ดาวฤกษ์ 6/2, ม.6/3, -กาเนิดเอกภพ 15 30 ว3.1 ม.6/4, ม. -กาแลก็ ซี ระบบสุริยะ 6/5, ม.6/6, ม.6/7 -วิวฒั นาการของดาวฤกษ์ กาเนิดและ 10 30 เทคโนโลยีอวกาศ วิวฒั นาการของดาวฤกษ์ 5 20 โครงสร้างโลก ว3.1 ม.6/8, ม. -ความส่องสว่างและโชติมาตรของดาว ๑๐ ๒๐ 6/9 ฤกษ์ สแี ละอณุ หภูมิผิวของดาวฤกษ์ ว3.1 ม.6/10 -ระยะห่างของดาวฤกษ์ เนบิวลา แหลง่ กาเนิดดาวฤกษ์ ว3.2 ม.6/1, -ระบบดาวฤกษ์ มวลของดาวฤกษ์ ม.6/2, ม.6/3 -การกาเนิดระบบสรุ ิยะ -เขตของบรวิ ารดวงอาทิตย์ ดวง อาทิตย์ -กลอ้ งโทรทรรศน์ การขนสง่ และการ โคจรของดาวเทยี ม -ระบบขนส่งอวกาศ การใชป้ ระโยชน์ จากเทคโนฯอวกาศ -การศกึ ษาโครงสรา้ งของโลก -การแบง่ โครงสรา้ งของโลก 1. ปรากฏการทาง ว3.2 ม.6/4, -แผน่ ดินไหว ๑๐ ๓๐ ธรณวี ทิ ยา ม.6/5, ม.6/6 -ภเู ขาไฟ 2. ภมู ิอากาศโลก ว3.2 ม.6/7, ม. การหมุนเวียนของอากาศและน้า ๒๐ ๕๐ 6/8, ผิวหนา้ ในมหาสมทุ รทมี่ ีต่อลกั ษณะ ภมู อิ ากาศ ลมฟูาอากาศ สงิ่ มีชวี ติ การ ม.6/9, ม.6/10 , เปลย่ี นแปลงภมู อิ ากาศของโลกท่ีสง่ ผล ตอ่ การเปลย่ี นแปลงภมู อิ ากาศโลก ม.6/11, ม.6/12 , ม.6/13, ม.6/14 รวมตลอดภาคเรยี น 40 100

256 รายวิชา วิทยาศาสตรก์ ายภาพ ๑ คาอธบิ ายรายวิชาพนื้ ฐาน ช้นั มธั ยมศกึ ษาปีท่ี ๕ ภาคเรยี นท่ี ๑ เวลา ๔๐ ชัว่ โมง/ภาคเรียน รหสั วชิ า ว๓๒๑๐๑ จานวน ๑.๐ หนว่ ยกติ กลุ่มสาระการเรียนร้วู ิทยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี ศึกษาหลกั การพื้นฐานของแรงและการเคล่ือนทใี่ นเร่อื งระยะทาง การกระจดั อตั ราเร็ว ความเร็ว ความเร ง การ เคลื่อนท่ีแนวตรง การเคล่ือนท่แี บบโพรเจกไทล การเคลอ่ื นท่ีแบบวงกลมและการเคล่อื นท่ีแบบสั่น แรงที่กระทาต อวัตถุใน สนามโน้มถ่วง และการเคลอื่ นท่ีของวตั ถใุ นสนามโน้มถวง แรงท่ีกระทาตออนุภาค ที่มีประจุไฟฟ าในสนามไฟฟูาและ สนามแมเ่ หล็ก รวมทง้ั แรงนวิ เคลยี รในนิวเคลยี ส และการใชประโยชน จากแรงและการเคลอื่ นทแี่ บบตา่ ง ๆ ประยุกต์ใช้ แนวคิดเชิงคานวณในการพัฒนาโครงงานทีม่ กี ารบูรณาการกับวิชาอ่นื อย่างสรา้ งสรรค์ และเช่อื มโยงกบั ชีวิตจรงิ โดยใช้กระบวนการทางวิทยาศาสตรก์ ระบวนการสบื เสาะ หาความรู้ การสืบค้นข้อมูล การสงั เกต การวิเคราะห์ การ อธบิ าย การอภปิ ราย และสรุป เพอ่ื ใหเ้ กิดความรู้ ความคดิ ความเขา้ ใจ มคี วามสามารถในการตัดสนิ ใจส่ือสารสิ่งทีเ่ รียนรแู้ ละนาความรไู้ ปใชใ้ นชวี ติ ของตนเองและดูแลรักษาสง่ิ มชี วี ติ อนื่ ๆ เฝาู ระวังและพัฒนาสงิ่ แวดล้อมอยา่ งยัง่ ยนื มจี ติ วทิ ยาศาสตร์ จรยิ ธรรม คณุ ธรรม และ คา่ นิยมท่เี หมาะสมและสามารถดารงชีวิตบนพน้ื ฐานของความพอเพยี ง รหัสตัวชวี้ ัด ว 2.2 ม.4/1, ม.4/2, ม.4/3, ม.4/4, ม.4/5, ม.4/6, ม.4/7, ม.4/8, ม.4/9, ม.4/10 ว 4.2 ม.4/1 รวมทงั้ หมด 11 ตวั ช้วี ัด

257 รายวิชา วิทยาศาสตรก์ ายภาพ 1 โครงสรา้ งรายวิชาพ้ืนฐาน ชน้ั มัธยมศกึ ษาปีท่ี ๕ ภาคเรยี นที่ 1 รหัสวิชา ว๓๒๑๐1 เวลา ๔๐ ชั่วโมง/ภาคเรยี น จานวน ๑.๐ หนว่ ยกติ กลุม่ สาระการเรยี นรวู้ ทิ ยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี ลา ชอื่ หนว่ ย ตวั ช้วี ดั / สาระสาคัญ/ความคิดรวบยอด เวลา นา้ หนกั เรียน (คะแนน) ดบั การเรยี นรู้ ผลการเรยี นรู้ (ชั่วโมง) ที่ 12 30 1. แรงและ ว๒.2 ม.5/๑ • การเคล่อื นทข่ี องวตั ถทุ ่มี กี ารเปลี่ยนความเรว็ เปน็ การเคลอื่ นท่ี การ ดว้ ยความเร่ง ความเร่งเปน็ อตั ราส่วนของความเรว็ ที่เปลี่ยนไป เคล่อื นที่ ตอ่ เวลาและ เป็นปรมิ าณเวกเตอร์ ในกรณีทวี่ ัตถุท่ีอยู่น่ิงหรือ เคลือ่ นทใ่ี นแนวตรงดว้ ยความเรว็ คงตวั วตั ถนุ ้นั มคี วามเร่งเป็น ศนู ย์ • วตั ถมุ ีความเรว็ เพมิ่ ขน้ึ ถ้าความเรว็ และความเรง่ มีทิศเดยี วกัน และมคี วามเร็วลดลง ถ้าความเรว็ และความเร่งมที ิศ ตรงกนั ข้าม ว๒.2 ม.5/2 เมอื่ มีแรงหลายแรงกระทาต่อวัตถหุ น่ึง โดยแรง ทุกแรงอยูใ่ นระนาบ เดียวกันสามารถหาแรงลพั ธ์ ท่กี ระตอ่ วตั ถุน้ันไดโ้ ดยรวมแบบเวกเตอร์ ว๒.2 ม.5/3 • เมื่อแรงลัพธม์ ีคา่ ไม่เท่ากับศูนย์กระทาต่อวัตถุ จะทาใหว้ ตั ถุ 8 20 ว๒.2 ม.5/4 เคลือ่ นทีด่ ้วยความเร่งมที ศิ ทางเดียวกบั แรงลัพธ์โดยขนาดของ ว๒.2 ม.5/5 ความเร่งขึน้ กับขนาดของ แรงลพั ธก์ ระทาต่อวัตถุและมวลของ วตั ถุ 2พลังงาน ว๒.2 ม.5/6 ใน • แรงกระทาระหว่างวัตถุคู่หนึ่ง ๆ เป็นแรงกิริยา และแรง ธรรมชาติ ปฏกิ ริ ิยา แรงทัง้ สองมขี นาดเทา่ กนั เกิดขึ้นพร้อมกัน กระทา กบั วัตถุคนละกอ้ น แตม่ ที ิศทางตรงข้าม • วัตถุท่เี คล่อื นทีด่ ว้ ยความเร่งคงตวั หรอื ความเร่ง ไม่คงตวั อาจเป็น การเคล่อื นทแ่ี นวตรง การเคลื่อนท่ีแนวโค้ง หรือการเคล่ือนท่ี แบบสัน่ การเคล่ือนท่ีแนวตรงดว้ ยความเร่งคงตัว นาไปใช้ อธิบาย การตกแบบเสรี การเคล่ือนที่แนวโค้งด้วย ความเร่งคงตัว นาไปใช้อธิบายการเคลอ่ื นท่ีแบบ โพรเจกไทล์ การเคล่อื นท่ีแนว โคง้ ดว้ ยความเร่ง มีทิศทางต้ังฉากกับความเร็วตลอดเวลา นาไปใช้ อธิบายการเคลือ่ นที่แบบวงกลม การเคล่ือนท่ี กลับไป กลบั มาดว้ ยความเร่งมีทศิ ทางเขา้ สู่จุดที่ แรงลัพธ์เป็นศูนย์ เรียก จุดน้วี ่าตาแหนง่ สมดุล ซึง่ นาไปใชอ้ ธิบายการเคล่ือนท่ีแบบสน่ั • ในบริเวณท่ีมสี นามโน้มถ่วง เม่อื มีวตั ถทุ มี่ มี วลจะมแี รงโน้มถ่วงซ่ึง เป็นแรงดงึ ดดู ของโลกกระทาต่อวัตถุ แรงน้ีนาไปใช้อธิบายการ เคลื่อนท่ีของวัตถุต่าง ๆ เช่น ดาวเทยี ม และดวงจนั ทร์รอบโลก

258 ลา ชอ่ื หน่วย ตวั ชีว้ ัด/ สาระสาคัญ/ความคดิ รวบยอด เวลา นา้ หนัก ดับ การเรียนรู้ ผลการเรยี นรู้ ท่ี เรยี น (คะแนน) ว๒.2 ม.5/7 (ชวั่ โมง) ว๒.2 ม.5/8 • กระแสไฟฟูาทาให้เกิดสนามแม่เหล็กในบริเวณรอบแนวการ ว๒.2 ม.5/9 เคลื่อนทข่ี องกระแสไฟฟาู หาทิศทางของสนามแม่เหลก็ เน่ืองจาก ว๒.2 ม. 5/10 กระแสไฟฟาู ไดจ้ ากกฎมือขวา 2 พลงั งาน ว๒.๓ ม.5/1 • ในบริเวณท่มี ีสนามแม่เหล็ก เม่ือมีอนภุ าคท่มี ปี ระจุไฟฟาู เคลื่อนที่ ว๒.๓ ม.5/2 โดยไม่อย่ใู นแนวเดยี วกบั สนามแมเ่ หล็ก หรอื มกี ระแสไฟฟาู ผา่ นลวด 3 คล่นื ว๒.๓ ม.5/3 ตัวนาโดยกระแสไฟฟูาไม่อยใู่ นแนวเดยี วกบั สนามแมเ่ หล็ก จะมแี รง ว๒.๓ ม.5/4 แม่เหลก็ กระทา ซ่งึ เปน็ พืน้ ฐานในการสร้างมอเตอร์ เมือ่ มีสนามแมเ่ หลก็ เปลยี่ นแปลงตัดขดลวดตวั นาทาให้เกิดอีเอ็ม เอฟ ซึ่งเปน็ พน้ื ฐานในการสร้างเครอ่ื งกาเนดิ ไฟฟาู • ภายในนิวเคลียสมแี รงเข้มท่ีเป็นแรงยึดเหนี่ยวของอนุภาคใน 12 20 นวิ เคลยี ส และเป็นแรงหลกั ทีใ่ ชอ้ ธิบายเสถียรภาพของนิวเคลียส นอกจากน้ยี ังมีแรงออ่ น ซ่งึ เปน็ แรงที่ใชอ้ ธิบายการสลายให้อนภุ าค บตี าของธาตุกัมมันตรังสี • พลังงานที่ปลดปลอ่ ยออกมาจากฟชิ ชัน หรือฟวิ ชันเรียกว่า พลงั งาน นวิ เคลยี ร์ โดยฟชิ ชนั เป็นปฏิกิริยาทีน่ ิวเคลยี สทีม่ ีมวลมากแตก ออกเปน็ นิวเคลียสท่ีมมี วลน้อยกว่า ส่วนฟิวชันเป็นปฏิกิริยาที่ นวิ เคลยี สทีม่ มี วลน้อยรวมตวั กนั เกิดเปน็ นิวเคลยี สท่ีมมี วลมากข้ึน พลงั งานนิวเคลยี รท์ ี่ปลดปล่อยออกมาจากฟชิ ชันและฟิวชัน มีค่า เปน็ ไปตามความสัมพนั ธร์ ะหวา่ งมวลกับพลังงาน • การนาพลงั งานทดแทนมาใช้เป็นการแก้ปัญหาหรือตอบสนอง ความต้องการดา้ นพลงั งาน เช่นการเปลย่ี นพลังงานนิวเคลียร์เป็น พลังงานไฟฟาู ในโรงไฟฟูานิวเคลียร์ และการเปล่ียนพลังงาน แสงอาทติ ย์เป็นพลังงานไฟฟาู โดยเซลล์สุริยะ • เทคโนโลยตี ่าง ๆ ทนี่ ามาแก้ปญั หาหรือตอบสนองความต้องการ ทางดา้ นพลงั งานเป็นการนาความรู้ทักษะและกระบวนการทาง วิทยาศาสตร์มาสร้างอุปกรณห์ รือผลิตภัณฑต์ ่าง ๆ ที่ชว่ ยให้การใช้ พลงั งานมีประสทิ ธภิ าพย่ิงข้นึ • เมอื่ คล่ืนเคลอื่ นทไ่ี ปพบส่งิ กีดขวาง จะเกิดการสะท้อน เม่ือคลื่น เคล่อื นที่ผา่ นรอยตอ่ ระหวา่ งตวั กลางทตี่ า่ งกัน จะเกดิ การหักเห เมื่อ คลนื่ เคลอ่ื นท่ไี ปพบขอบสง่ิ กีดขวางจะเกดิ การเลย้ี วเบนเมื่อคลืน่ สอง ขบวนมาพบกันจะเกิดการรวมคล่ืน เกิดรูปร่างของคล่ืนรวม หลังจากคล่นื ท้ังสองเคลอื่ นท่ีผา่ นพน้ กันแล้วจะแยกกัน โดยแต่ละ คลื่นยงั คงมีรปู ร่างและทศิ ทางเดมิ • เมอื่ กระต้นุ ใหว้ ัตถสุ น่ั แล้วหยุดกระตุ้น วัตถุจะส่ันด้วยความถ่ีที่ เรียกวา่ ความถ่ธี รรมชาติ ถ้ามีแรงกระตุ้นวัตถุท่ีกาลังสั่นด้วย ความถี่ของการออกแรงตรงกบั ความถ่ธี รรมชาติของวัตถุนน้ั จะทา ให้วัตถุสัน่ ดว้ ยแอมพลจิ ดู มากขนึ้ เรียกวา่ การสัน่ พ้อง เช่น การสั่น พ้องของอาคารสงู การส่นั พ้องของสะพาน การส่นั พ้องของเสียงใน เครอ่ื งดนตรีประเภทเปาุ

259 ลา ช่ือหน่วย ตวั ชีว้ ดั / สาระสาคญั /ความคดิ รวบยอด เวลา นา้ หนัก ดบั การเรยี นรู้ ผลการเรยี นรู้ ที่ เรียน (คะแนน) ว๒.๓ ม.5/5 (ชวั่ โมง) ว๒.๓ ม.5/6 • เสียงมีการสะท้อน การหักเห การเล้ียวเบนและการรวมคลื่น ว๒.๓ ม.5/7 เชน่ เดยี วกบั คลื่นอื่น ๆ 4 การใช้ ว๒.๓ ม.5/8 • ความถข่ี องคลน่ื เสยี งเป็นปรมิ าณทีใ่ ชบ้ อกเสียงสูงเสียงต่า โดย 8 30 ประโยชน์ ความถที่ ีค่ นได้ยนิ มีคา่ อยู่ระหว่าง๒๐-๒๐,๐๐๐ เฮิรตซ์ ระดับเสียง จากคลืน่ เปน็ ปริมาณทใี่ ช้บอกความดังของเสียงซ่ึงข้นึ กับความเขม้ เสยี งโดย ว๒.๓ ม.5/9 ความเขม้ เสียงเป็นพลงั งานเสยี งที่ตกต้ังฉากบนพืน้ ท่หี น่ึงหน่วยใน หนึง่ หนว่ ยเวลา เสยี งทมี่ ีความดังมากเกนิ ไปเปน็ อนั ตรายตอ่ หู ว๒.๓ ม. 5/10 • เมอื่ เสยี งจากแหล่งกาเนิดเดินทางไปกระทบวัตถุแล้วสะท้อน กลบั มายังผู้ฟงั ถา้ ผูฟ้ ังได้ยนิ เสยี งท่อี อกจากแหลง่ กาเนิดและเสียง ว๒.๓ ม. ทส่ี ะท้อนกลบั มาแยกจากกัน เสียงท่ีไดย้ ินนี้เปน็ เสียงสะทอ้ นกลับ 5/11 • เมื่อคลื่นเสยี งสองขบวนที่มคี วามถใ่ี กล้เคยี งกนั มารวมกนั จะเกดิ บตี • เมอ่ื แหลง่ กาเนิดเสยี งเคลอื่ นที่ ผฟู้ งั เคล่ือนท่ี หรือทั้งแหล่งกาเนิด และผู้ฟงั เคลอ่ื นที่ ผฟู้ งั จะไดย้ นิ เสยี งทีม่ คี วามถ่ีเปลย่ี นไป เรียกว่า ปรากฏการณ์ดอปเพลอร์ • ถ้าอากาศในทอ่ ถูกกระตนุ้ ดว้ ยคล่นื เสียงทีม่ ีความถ่ีเท่ากับความถ่ี ธรรมชาตขิ องอากาศในทอ่ นั้นจะเกิดการสัน่ พอ้ งของเสียง • ความรเู้ กยี่ วกับเสียงนาไปใชป้ ระโยชนใ์ นด้านตา่ ง ๆเชน่ คลนื่ เหนอื เสยี งหรืออัลตราซาวนดใ์ ช้ในทางการแพทย์ บีตของเสียงในการ ปรับเทยี บเสยี งของเครอื่ งดนตรี การสัน่ พ้องของเสียงใช้ในการ ออกแบบเครื่องดนตรีและอธบิ ายการเปลง่ เสียงของมนุษย์ • เม่อื แสงตกกระทบวัตถุ วัตถุจะดดู กลนื แสงสบี างสีโดยขึน้ กบั สารสี บนผวิ วัตถุ และสะทอ้ นแสงสีทเี่ หลือออกมา ทาให้มองเห็นวัตถุ เปน็ สีต่าง ๆข้ึนกบั แสงสีทส่ี ะทอ้ นออกมา ความผิดปกติในการ มองเหน็ สหี รือการบอดสีเกิดจากความบกพรอ่ งของเซลล์รูปกรวย บนจอตา • แผน่ กรองแสงสียอมใหแ้ สงสบี างสีผา่ นออกไปไดแ้ ละก้นั บางแสงสี • การผสมแสงสีทาให้ได้แสงสที ่ีหลากหลายเปลี่ยนไปจากเดิม ถ้านา แสงสปี ฐมภมู ิในสัดส่วนท่เี หมาะสมมาผสมกนั จะได้แสงขาว • การผสมสารสีทาใหไ้ ดส้ ารสที ห่ี ลากหลายเปล่ียนไปจากเดมิ ถ้านา สารสปี ฐมภมู ใิ นปรมิ าณท่เี ท่ากันมาผสมกนั จะได้สารสีผสมเป็นสี ดา • การผสมแสงสแี ละการผสมสารสีสามารถนาไปใช้ประโยชน์ในดา้ น ตา่ ง ๆ เชน่ ด้านศิลปะด้านการแสดง • คลื่นแม่เหล็กไฟฟูาประกอบด้วยสนามแมเ่ หลก็ และสนามไฟฟูาท่ี เปล่ยี นแปลงตลอดเวลาโดยสนามทัง้ สองมีทศิ ทางต้ังฉากกัน และ ตั้งฉากกับทศิ ทางการเคลอื่ นท่ีของคลน่ื • อุปกรณบ์ างชนดิ ทางานโดยอาศยั คลนื่ แมเ่ หลก็ ไฟฟูาเช่น เคร่ือง ควบคมุ ระยะไกล เครือ่ งถ่ายภาพเอกซเรยค์ อมพิวเตอร์ และเครือ่ ง ถ่ายภาพการส่ันพอ้ งแม่เหลก็

260 ลา ชื่อหนว่ ย ตวั ช้ีวดั / สาระสาคัญ/ความคดิ รวบยอด เวลา นา้ หนกั ดับ การเรียนรู้ ผลการเรียนรู้ เรยี น (คะแนน) ที่ (ชวั่ โมง) ว๒.๓ ม. • ในการสือ่ สารโดยอาศัยคล่ืนแม่เหล็กไฟฟาู เพ่ือสง่ ผ่านสารสนเทศ 5/12 จากที่หนงึ่ ไปอกี ทห่ี นง่ึ สารสนเทศจะถูกแปลงให้อยู่ในรูปสัญญาณ สาหรับส่งไปยังปลายทางซง่ึ จะมกี ารแปลงสัญญาณกลับมาเป็น สารสนเทศทเ่ี หมือนเดมิ • สัญญาณทีใ่ ชใ้ นการส่อื สารมสี องชนิด คือแอนะล็อกและดิจิทัล การสง่ ผา่ นสารสนเทศด้วยสญั ญาณดิจทิ ลั สามารถส่งผ่านได้โดยมี ความผิดพลาดน้อยกว่าสัญญาณแอนะล็อก รวมตลอดภาคเรียน 40 100

261 รายวชิ า วิทยาศาสตรก์ ายภาพ ๒ คาอธบิ ายรายวชิ าพืน้ ฐาน ชั้นมธั ยมศึกษาปีท่ี ๕ ภาคเรยี นท่ี ๒ เวลา ๔๐ ช่ัวโมง/ภาคเรยี น รหัสวิชา ว๓๒๑๐๒ จานวน ๑.๐ หนว่ ยกติ กลมุ่ สาระการเรียนร้วู ิทยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี สารเปน็ ธาตุหรือสารประกอบ และอยใู่ นรูปอะตอม โมเลกุล หรอื ไอออนจากสูตรเคมี แบบจาลองอะตอมของโบร์ กบั แบบจาลองอะตอมแบบกลมุ่ หมอก จานวนโปรตอน นิวตรอน และอิเล็กตอนของอะตอม และไอออนที่เกิดจากอะตอม เดยี ว สญั ลกั ษณน์ ิวเคลียร์ของธาตุ ไอโซโทป หมู่และคาบของธาตุ ธาตเุ ปน็ โลหะ อโลหะ ก่ึงโลหะ และกลุ่มธาตเุ รพรีเซนเท ทฟี หรือกลุ่มธาตแุ ทรนซชิ นั จากตารางธาตุ สมบัตกิ ารนาไฟฟาู การให้และรบั อเิ ลก็ ตอนระหว่างธาตใุ นกลุ่มโ ลหะกับอโลหะ ประโยชน์และอนั ตรายท่ีเกิดจากธาตเุ รพรเี ซนเททฟี และธาตแุ ทรนซิชนั พนั ธะโคเวเลนซเ์ ป็นพนั ธะเดยี่ ว พันธะคู่ หรือพันธะ สาม จานวนคู่อิเล็กตอนระหวา่ งจานวนครู่ ่วมพันธะ จากสูตรโครงสร้าง สภาพขว้ั ของสารทโ่ี มเลกุลประกอบด้วยสองอะตอม สารทีเ่ กดิ พนั ธะไฮโดรเจนได้จากสตู รโครงสรา้ ง ความสมั พันธร์ ะหว่างจุดเดือดของสารโคเวเลนซก์ ับแรงดงึ ดดู ระหว่างโมเลกลุ ตามสภาพข้วั หรือการเกิดพนั ธะไฮโดรเจน สูตรเคมขี องไอออนและสารประกอบไอออนิก สารเกิดการละลายแบบแตกตัว หรือไมแ่ ตกตวั สารละลายอเิ ล็กโทรไลต์หรือนอนอิเลก็ โทรไลต์ สารประกอบอินทรยี ์ สมบัติทางกายภาพระหว่างพอลิเมอร์ และมอนอเมอรข์ องพอลิเมอร์ สมบตั คิ วามเป็นกรด – เบส ความสัมพันธร์ ะหว่างโครงสร้างกับสมบัตเิ ทอร์มอพลาสติกและ เทอรม์ อเซตของพอลิเมอร์ และการนาพอลิเมอร์ไปใชป้ ระโยชน์ ผลกระทบของการใชผ้ ลิตภัณฑพ์ อลเิ มอร์ท่มี ีต่อสง่ิ มชี ีวิตและ สงิ่ แวดลอ้ ม พร้อมแนวทางปูองกนั หรอื แก้ไข สตู รเคมขี องสารตัง้ ต้น ผลิตภณั ฑ์ สัญลกั ษณใ์ นสมการเคมขี องปฏกิ ริ ิยาเคมี ผล ของความเข้มขน้ พื้นท่ีผวิ อณุ หภูมิ และตวั เรง่ ปฏกิ ริ ิยาท่ีมีผลต่ออัตราการเกิดปฏิกิริยาเคมี ปัจจัยท่ีมีผลต่ออัตราการ เกดิ ปฏกิ ริ ยิ าเคมที ีใ่ ช้ประโยชนใ์ นชีวติ ประจาวันหรอื ในอตุ สาหกรรม ปฏกิ ริ ยิ ารดี อกซ์ สมบตั ิของสารกมั มนั ตรงั สี และคานวณ คร่งึ ชวี ติ และปรมิ าณของสารกมั มนั ตรังสี ประโยชนข์ องสารกัมมนั ตรังสแี ละการปูองกันอันตรายที่เกดิ จากกมั มันตภาพรังสี โดยใชก้ ระบวนการทางวทิ ยาศาสตร์กระบวนการสบื เสาะ หาความรู้ การสบื คน้ ขอ้ มูล การสังเกต การวเิ คราะห์ การ อธบิ าย การอภปิ ราย และสรปุ เพื่อให้เกดิ ความรู้ ความคิด ความเขา้ ใจ มีความสามารถในการตดั สนิ ใจสื่อสารส่ิงท่ีเรียนร้แู ละนาความรูไ้ ปใช้ในชวี ติ ของตนเองและดูแลรกั ษาส่ิงมีชวี ติ อนื่ ๆ เฝาู ระวงั และพัฒนาสง่ิ แวดลอ้ มอย่างยง่ั ยนื มจี ิตวิทยาศาสตร์ จรยิ ธรรม คุณธรรม และ ค่านิยมท่ีเหมาะสมและสามารถดารงชวี ติ บนพ้นื ฐานของความพอเพยี ง รหัสตวั ชว้ี ดั ว2.1 ม.5/1-25 รวมทงั้ หมด ๒๕ ตัวช้ีวัด

262 รายวิชา วทิ ยาศาสตรก์ ายภาพ ๒ โครงสรา้ งรายวชิ าพน้ื ฐาน ชนั้ มธั ยมศกึ ษาปีท่ี ๕ ภาคเรียนท่ี ๒ รหสั วิชา ว๓๒๑๐๒ เวลา ๔๐ ชั่วโมง/ภาคเรียน จานวน ๑.๐ หนว่ ยกติ กลมุ่ สาระการเรยี นรวู้ ิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ลา ช่ือหน่วยการ ตวั ชวี้ ดั / สาระสาคัญ/ความคดิ รวบยอด เวลาเรียน น้าหนกั ดบั ท่ี เรยี นรู้ ผลการเรยี นรู้ (ชั่วโมง) (คะแนน) 2. สสาร ว๒.๑ ม.๔/๑ สมบตั ิบางประการชองธาตุและสารประกอบ ๑๑ 30 ขอ้ ที่ ๑-7 บางชนดิ แบบจาลองอะตอม อนุภาคมลู ฐาน ของอะตอม การจดั อิเลก็ ตรอนในอะตอม ข้อที่ ๑4-๑๘ การจดั เรียนธาตุในตารางธาตุ แนวโนม้ สมบัติ ข้อที่ ๒๓-๒๕ บางประการของธาตุตามตาราง 3. พันธะเคมี ว๒.๑ ม.๔/๑ พนั ธะโคเวเลนซ์เปน็ พนั ธะเดย่ี ว พนั ธะคู่ หรือ ๑๑ 20 ขอ้ ท่ี ๘-๑๓ พนั ธะสาม จานวนคู่อเิ ล็กตอนระหวา่ งจานวน ค่รู ว่ มพนั ธะ จากสตู รโครงสรา้ ง สภาพข้ัวของ สารที่โมเลกุลประกอบดว้ ยสองอะตอม สารที่ เกิดพันธะไฮโดรเจนไดจ้ ากสตู รโครงสร้าง ความสัมพันธ์ระหว่างจดุ เดือดของสารโค เวเลนซ์กับแรงดงึ ดูดระหว่างโมเลกุลตาม สภาพขวั้ หรอื การเกดิ พนั ธะไฮโดรเจน สตู ร เคมขี องไอออนและสารประกอบไอออนกิ 4. พอลเิ มอร์ ว๒.๑ ม.๔/๑ สมบตั บิ างประการของพอลเิ มอร์ และพอลิ ๕ 10 ข้อที่ ๑๙ เมอรใ์ นชวี ติ ประจาวัน 5. ปฏิกริ ยิ าเคมี ว๒.๑ ม.๔/๑ ปฏกิ ิริยาเคมีในชวี ติ ประจาวนั อัตราการ ๘ 20 ข้อท่ี ๒๐-๒๒ เกิดปฏกิ ริ ยิ า และปจั จยั ทีม่ ีผลตอ่ การ เกิดปฏกิ ิรยิ า การใชป้ ระโยชนจ์ ากปฏกิ ิริยา เคมีและผลของปฏกิ ริ ิยาเคมตี ่อส่งิ มีชีวติ และ ส่งิ แวดลอ้ ม 6. สารกมั มนั ตรงั สี ว๒.๑ ม.๔/๑ สมบตั ิของสารกมั มันตรังสี และคานวณคร่ึง ๕ 20 ข้อท่ี ๒๓-๒๕ ชีวติ และปริมาณของสารกมั มนั ตรงั สี สบื คน้ ขอ้ มูลและนาเสนอตัวอยา่ งประโยชน์ของสาร กัมมันตรังสีและการปูองกนั อนั ตรายทเี่ กดิ จาก กมั มนั ตภาพรงั สี รวมตลอดภาคเรยี น 40 100

263 รายวชิ า การออกแบบและเทคโนโลยี คาอธิบายรายวชิ าพื้นฐาน ช้นั มัธยมศึกษาปที ่ี 6 ภาคเรียนที่ 1 รหสั วชิ า ว๓3๑๐1 เวลา ๔๐ ช่วั โมง/ภาคเรียน จานวน ๑.๐ หนว่ ยกิต กลมุ่ สาระการเรียนรวู้ ิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ศึกษาเก่ยี วกับความหมายของนวัตกรรม ความสัมพันธ์ของเทคโนโลยีและนวัตกรรม รูปแบบของ เทคโนโลยี การเปล่ยี นแปลงและผลกระทบของเทคโนโลยที เ่ี กดิ ขนึ้ และความสมั พันธ์ของเทคโนโลยีกับศาสตร์ อื่น ออกแบบ สรา้ งหรือพัฒนาผลงานสาหรับแกป้ ัญหาที่คานงึ ถงึ ผลกระทบต่อสังคมในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับ สุขภาพและการบริการ การพฒั นาอย่างยัง่ ยืน หลักปรัชญาเศรษฐกจิ พอเพยี งเพื่อการพฒั นาอยา่ งยั่งยืน ระบบ ทางเทคโนโลยี กระบวนการเทคโนโลยี องคป์ ระกอบทส่ี ัมพนั ธ์กับกระบวนการทางเทคโนโลยี การออกแบบ เชงิ วิศวกรรม สะเตม็ ศึกษา โครงงานสะเต็ม การทาโครงงาน การประยกุ ตใ์ ชค้ วามร้แู ละทักษะจากศาสตร์ต่าง ๆ รวมท้ังทรัพยากรในการสรา้ งหรือพัฒนาช้นิ งาน เพื่อแก้ปัญหาในการทางาน การทาโครงงานออกแบบและ เทคโนโลยี ผลงานโครงงานการออกแบบและเทคโนโลยี โดยอาศัยกระบวนการเรยี นรโู้ ดยใชป้ ัญหาเป็นฐาน (Problem–based Learning) และการเรียนรู้ แบบใชโ้ ครงงานเป็นฐาน (Project–based Learning) เน้นให้ผเู้ รยี นได้ลงมือปฏิบัติ ฝึกทักษะการคิด เผชิญ สถานการณก์ ารแกป้ ัญหาวางแผนการเรยี นรู้ และนาเสนอผา่ นการทากิจกรรมโครงงาน เพ่อื ใหผ้ ู้เรยี นมีความรู้ ความเข้าใจ ความสัมพันธ์ของความรู้วิทยาศาสตร์ท่ีมีผลต่อการพัฒนา เทคโนโลยปี ระเภทต่าง ๆ และการพัฒนาเทคโนโลยที ส่ี ่งผลให้มกี ารคิดคน้ ความรู้ทางวิทยาศาสตร์ที่ก้าวหน้า ผลของเทคโนโลยตี อ่ ชวี ิต สังคม และสิ่งแวดล้อมตลอดจนนาความรู้ควา มเข้าใจในวิชาวิทยาศาสตร์และ เทคโนโลยีไปใชใ้ ห้เกิดประโยชนต์ ่อสงั คมและการดารงชีวติ จนสามารถพฒั นากระบวนการคิดและจินตนาการ ความสามารถในการแก้ปัญหาและการจดั การทกั ษะในการสือ่ สาร ความสามารถในการ ตัดสินใจเป็นผู้ท่ีมี จติ วทิ ยาศาสตร์ มคี ณุ ธรรม จริยธรรม คา่ นยิ มในการใช้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีอย่างสรา้ งสรรค์ ตัวชี้วัด ว 4.1 เทคโนโลยี(การออกแบบและเทคโนโลยี) ม4/1. ม4/2. ม4/3. ม4/4. ม4/5. ว 4.1 ม.5/1 ประยุกตใ์ ชค้ วามรแู้ ละทกั ษะจากศาสตร์ตา่ ง ๆ รวมทงั้ ทรัพยากรในการทาโครงงาน เพื่อ แกป้ ัญหาหรอื พฒั นางาน รวม 1 ตวั ชีว้ ดั

264 รายวิชา การออกแบบและเทคโนโลยี โครงสร้างรายวชิ าพ้นื ฐาน ชัน้ มธั ยมศกึ ษาปที ี่ 6 ภาคเรียนท่ี 1 รหัสวชิ า ว๓3๑๐1 เวลา ๔๐ ชัว่ โมง/ภาคเรยี น จานวน ๑.๐ หนว่ ยกติ กลุ่มสาระการเรยี นรู้วิทยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี หนว่ ย สาระสาคญั เวลา น้าหนัก ช่ือหน่วยการเรยี นรู้ ตัวช้วี ัด (ชั่วโมง) คะแนน (๑๐๐) ที่ 30 ๑ เทคโนโลยแี ละ ว 4.1 เทคโนโลยี เป็นหลักการทอี่ าศยั องค์ความรทู้ างดา้ น นวัตกรรมเพอื่ การ ม4/1. วิทยาศาสตร์เปน็ หลกั มนษุ ย์มีการพัฒนาและ 30 พฒั นาอยา่ งยัง่ ยืน ม4/2 เปลยี่ นแปลงเทคโนโลยีอยา่ งตอ่ เนอื่ ง และสรา้ งสงิ่ ใหม่ ๆ ขึ้นมาเป็นนวตั กรรม เพ่อื ตอบสนองความตอ้ งการของ 100 ม.5/1 มนษุ ย์ที่เปลยี่ นแปลงอยู่เสมอ นวัตกรรม คือ การสรา้ งสิ่งใหม่ทไี่ มเ่ คยมมี าก่อน 2 โครงงานการ ว 4.1 หรือการพฒั นาของทม่ี ีอยเู่ ดมิ ใหด้ ยี ง่ิ ขน้ึ ดว้ ยการเพ่มิ 20 ออกแบบและ หน้าท่ีการทางานใหมเ่ ข้ามาทดแทน เทคโนโลยี ม.4/3 20 ม.4/4 เทคโนโลยีทาให้เกดิ นวัตกรรม ซ่ึงนวัตกรรมมสี ่วนทา 40 ม.4/5 ให้เกิดเทคโนโลยใี หม่ เช่น หลกั การท่เี ป็นวทิ ยาการ พื้นฐานทางฟสิ กิ ส์และคณิตศาสตรท์ าให้เกดิ เทคโนโลยีที่ ม.5/1 เราได้ผลติ ภณั ฑ์ (นวัตกรรม) เป็นหนุ่ ยนต์ และห่นุ ยนต์ ทาให้เกิดกระบวนการผลิตในโรงงานอุตสาหกรรมแบบ ใหมท่ ี่ไมต่ อ้ งใชแ้ รงงานดงั น้นั จะเหน็ ว่า นวตั กรรม เทคโนโลยี และความรู้จากการวิจยั มีความสมั พนั ธแ์ บบ พง่ึ พากนั ระบบทางเทคโนโลยี (Technology System) หมายถึง ระบบที่มนษุ ย์สรา้ งขน้ึ มา เพื่อแกป้ ญั หาหรอื ความต้องการ สว่ นประกอบภายในระบบจะทางาน สัมพนั ธ์กันเพื่อจุดม่งุ หมายเดยี วกัน ระบบทางเทคโนโลยี จะประกอบไปดว้ ย ตัวปูอนกระบวนการ และผลผลิตที่ สัมพันธ์กัน โดยระบบทางเทคโนโลยีอาจมขี ้อมูล ย้อนกลับ เพื่อใชป้ รบั ปรุงการทางานไดต้ ามวัตถปุ ระสงค์ และมปี ระสทิ ธภิ าพมากขึ้น สะเต็มศึกษา เป็นแนวทางการจัดการศึกษาให้ผเู้ รยี น เกิดการเรยี นรูผ้ ่านกิจกรรมหรอื โครงงานที่บูรณาการการ เรียนรูว้ ทิ ยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ และเทคโนโลยี ผนวก กบั กระบวนการออกแบบเชิงวศิ วกรรม กระบวนการ ออกแบบเชิงวศิ วกรรม เป็นกระบวนการท่ใี ช้สะเตม็ ศกึ ษา ซง่ึ จะมกี ารบรู ณาการความรู้ดา้ นเทคโนโลยี โดย ความรู้ดา้ นเทคโนโลยีจะตอ้ งใชก้ ระบวนการทาง เทคโนโลยี รวมตลอดภาคเรียน

265 รายวชิ า วทิ ยาการคานวณ คาอธิบายรายวิชาพน้ื ฐาน ชั้นมัธยมศึกษาปที ่ี ๕ ภาคเรยี นท่ี ๒ รหสั วชิ า ว๓3๑๐๒ เวลา ๔๐ ช่วั โมง/ภาคเรียน จานวน ๑.๐ หนว่ ยกิต กลุ่มสาระการเรยี นรู้วทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยี ศกึ ษา วเิ คราะห์แนวคดิ เชงิ คานวณ การแก้ปัญหาและขน้ั ตอนวธิ ี วิทยาการขอ้ มลู การเก็บรวบรวม และสารวจขอ้ มลู การวิเคราะห์ขอ้ มูล และการทาข้อมูลใหเ้ ป็นภาพ การเผยแพร่ การแชร์ และเข้าใจเก่ยี วกบั สิทธกิ ารแชรข์ ้อมลู ตา่ งๆ และการประยุกตใ์ ชแ้ นวคดิ เชิงคานวณในการพฒั นางานที่เปน็ การบรู ณาการกบั วชิ า อนื่ ในการแกป้ ัญหาในชวี ิตจรงิ ซึ่งเปน็ พ้นื ฐานทีส่ าคญั ต่อการนาไปใชใ้ นชวี ติ ประจาวนั พฒั นาโครงงาน นาแนวคิดเชงิ คานวณไปพฒั นาโครงงานทเ่ี กี่ยวกับชีวติ ประจาวนั การนาความร้ดู า้ น วิทยาการคอมพวิ เตอร์ สื่อดจิ ิทลั และเทคโนโลยสี ารสนเทศ มาใชแ้ กป้ ญั หากับชีวิตจริง การเพ่ิมมลู ค่า ใหบ้ ริการและผลิตภัณฑ์ การเก็บข้อมูลและการจดั เตรยี มข้อมลู ใหพ้ รอ้ มกับการประมวลผล พร้อมนาเสนอ และแบง่ ปนั ข้อมูลอย่างปลอดภัย ไมส่ ร้างความเดือดร้อนต่อตนเองและผู้อื่น เกดิ ทักษะความร้คู วามเขา้ ใจการใช้เทคโนโลยีท่ีซับซ้อนในการแก้ปัญหาหรือพัฒนางาน ได้อย่าง ถูกตอ้ ง เหมาะสม และปลอดภยั ประยกุ ต์ใช้แนวคดิ เชงิ คานวณในการพัฒนาโครงงานท่ีมีการบูรณาการกับ วิชาอน่ื อยา่ งสร้างสรรค์ และเชื่อมโยงกบั ชีวติ จรงิ ตระหนกั และเหน็ คณุ คา่ มที ักษะในการสรา้ งช้ินงานพ้ืนฐาน ของความพอเพยี งพอประมาณ มีคุณธรรมและจรยิ ธรรมในการใชเ้ ทคโนโลยีสารสนเทศ สร้างผลงานในการ ดารงชีวิต ตัวช้วี ัด ม.๔/๑ ว ๔.๒ ม.๕/๑ ว ๔.๒ ม.๖/๑ ว ๔.๒ รวมทัง้ หมด ๓ ตัวชวี้ ดั

266 รายวชิ า วิทยาการคานวณ โครงสรา้ งรายวิชาพืน้ ฐาน ช้ันมัธยมศึกษาปีท่ี 6 ภาคเรียนท่ี ๒ รหสั วชิ า ว๓3๑๐๒ เวลา ๔๐ ชั่วโมง/ภาคเรยี น จานวน ๑.๐ หน่วยกิต กลุ่มสาระการเรยี นร้วู ิทยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี หนว่ ย สาระสาคญั เวลา น้าหนกั ช่อื หนว่ ยการเรยี นรู้ ตวั ช้วี ัด (ชว่ั โมง) คะแนน (๑๐๐) ท่ี - ขั้นตอนวิธี ๒ - การแยกส่วนประกอบและการยอ่ ยปัญหา ๔ ๕ ๑ แนวคดิ เชงิ คานวณ ว ๔.๒ - การหารปู แบบ ๘ ม.๔/๑ - การคดิ เชงิ นามธรรม ๔ ๕ ๔ ๒ การแกป้ ญั หาและ ว ๔.๒ - การแก้ปญั หาด้วยคอมพิวเตอร์ ๔ ๑๐ ขนั้ ตอนวิธี - การระบุข้อมลู เขา้ ข้อมลู ออก และเงอ่ื นไขของ ม.๔/๑ ๕ ปญั หา ๓ การพฒั นาโครงงาน ว ๔.๒ - การทาซ้า ๕ ม.๔/๑ - การจดั เรยี งและค้นหาข้อมลู ๕ ๗ ข้อมลู มีคา่ ว ๔.๒ - การกาหนดปัญหา ม.๕/๑ - การศึกษาและกาหนดขอบเขตของปญั หา - การวางแผนและออกแบบโครงงาน ๘ การเกบ็ รวบรวมและ ว ๔.๒ สารวจขอ้ มลู ม.๕/๑ - การดาเนินงาน - การสรุปผลและการเผยแพรผ่ ลงาน ๙ การวเิ คราะหข์ อ้ มลู ว ๔.๒ ม.๕/๑ - ยคุ ของข้อมลู และสารสนเทศ - วิทยาการข้อมลู - กระบวนการวทิ ยาการขอ้ มลู - การคดิ เชงิ ออกแบบสาหรบั วทิ ยาการขอ้ มลู - การเกบ็ รวบรวมข้อมูล - การเตรียมขอ้ มลู - การสารวจข้อมูล - ขอ้ มลู สว่ นบุคคล - การวเิ คราะห์เชิงพรรณนา - การวิเคราะหเ์ ชงิ ทานาย ๑๐ การทาขอ้ มลู ใหเ้ ป็น - การสอ่ื สารด้วยข้อมลู - การทาข้อมูลให้เปน็ ภาพ ภาพและการสอื่ สาร ว ๔.๒ - การทาขอ้ มลู ใหเ้ ปน็ ภาพอย่างเหมาะสม ๔๕ ด้วยขอ้ มลู - การเลา่ เรือ่ งราวจากขอ้ มูล ๒๕ ม.๕/๑ - ข้อควรระวงั ในการนาเสนอขอ้ มลู ๑๑ การแบ่งปันข้อมูล ว ๔.๒ - องค์ประกอบและรปู แบบพ้ืนฐานในการ ม.๖/๑ สอ่ื สาร - เทคนคิ และวธิ กี ารแบ่งปันข้อมลู - ข้อควรระวงั ในการแบง่ ปันข้อมลู

267 หน่วย สาระสาคัญ เวลา นา้ หนัก ชอ่ื หน่วยการเรียนรู้ ตัวช้ีวัด (ชวั่ โมง) คะแนน (๑๐๐) ท่ี ๒ ๒ ๕ ๑๒ นวตั กรรมและ ว ๔.๒ - ปัญญาประดษิ ฐ์ เทคโนโลยีสมยั ใหม่ ม.๖/๑ - การประมวลผลแบบคลาวด์ ๒ ๕ - อินเทอร์เน็ตของสรรพส่ิง ๑๓ พลเมอื งดจิ ิทัล ว ๔.๒ ๔๐ ๕ ๑๔ อาชีพในยุคดิจิทัล ม.๖/๑ - เทคโนโลยีเสมอื นจรงิ ๑๐๐ ว ๔.๒ - การเป็นพลเมอื งดิจทิ ัล ม.๖/๑ - การปอ้ งกันตนเองและผ้อู ื่น - กฎหมายและมารยาทในสงั คมดจิ ิทลั - อาชพี ด้านเทคโนโลยีสารสนเทศและการ ส่ือสาร - การเปล่ยี นแปลงของเทคโนโลยีกบั สงั คมและ อาชพี - ผลกระทบของเทคโนโลยกี บั อาชพี - การทางานรว่ มกับเคร่อื งจกั รและระบบ อัตโนมตั ิ รวมตลอดภาคเรยี น

268 รายวชิ าเพม่ิ เตมิ ม.ปลาย (บังคับเลือก/เรยี นรวม)

269 รายวชิ า โปรแกรมกราฟกิ ๑ คาอธบิ ายรายวชิ าเพิ่มเตมิ (บังคับเลือก) ชน้ั มธั ยมศกึ ษาปที ี่ ๔ ภาคเรียนท่ี ๑ รหัสวชิ า ว๓๐๒๘๑ เวลา ๔๐ ชั่วโมง/ภาคเรยี น จานวน ๑.๐ หน่วยกติ กลุม่ สาระการเรียนร้วู ิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ศกึ ษาระบบคอมพวิ เตอรส์ าหรบั งานคอมพวิ เตอรก์ ราฟกิ หลักการ วิธีการออกแบบกราฟิก ใ ช้ เ ครื่ อง มื อ และอุปกรณ์ตา่ ง ๆ รวมถึงคาส่ังที่สาคญั ในการออกแบบคอมพิวเตอร์กราฟิกในโปรแกรม Adobe Photoshop ได้อย่าง ชานาญ การนาภาพจากแหลง่ ภาพตา่ งๆ มาสร้างสรรค์งานกราฟกิ ให้มีจนิ ตนาการตามความคิดริเริ่ม ท้ังยังศึกษาหลักการ ออกแบบเทคนิคการใช้โปรแกรมการออกแบบคอมพวิ เตอรก์ ราฟิก ได้จากเว็บไซต์ต่างๆ เพ่ือนนามาประยุกต์ใช้ในการ สรา้ งสรรคง์ าน ปฏบิ ัติการออกแบบคอมพิวเตอร์กราฟิกด้วยโปรแกรม Adobe Photoshop ท้ังการตกแต่งภาพและ ออกแบบตวั อกั ษรด้วยความชานาญและมอื อาชีพสามารถออกแบบงานกราฟกิ เพื่อเผยสสู่ าธารณะชนได้อย่างมีคุณธรรมและ จริยธรรม ฝกึ ทกั ษะในการออกแบบเทคนิคการใช้โปรแกรมการอ่นื มาชว่ ยในการออกแบบ เพอื่ ใหผ้ ลงานมคี วามสวยงาม ดงึ ดดู ความสนใจของผู้พบเหน็ อกี ท้งั มที กั ษะในดา้ นการแก้ปญั หาและการใช้คาสง่ั อยา่ งงา่ ยบนโปรแกรม Adobe Photoshop ดว้ ย นกั เรียนมีความภาคภูมใิ จในผลงานของตนเอง ใฝุรูใ้ ฝุเรียน รักการค้นควา้ มศี กั ยภาพในการจดั การสื่อสารและการ ใชเ้ ทคโนโลยี มีทกั ษะในการคิด แก้ปญั หา ดาเนนิ ชวี ิตไดด้ ี เห็นคุณคา่ ของตน มวี ินัย มีความรับผดิ ชอบและใช้ทรัพยากรที่มี อยา่ งพอเพยี ง ยึดม่นั ในระบอบประชาธปิ ไตย อนั มีพระมหากษตั ริยเ์ ป็นประ มุข อนุรักษ์และสืบทอดศิลปวัฒนธรรมไทย สร้างสรรคส์ ง่ิ ดีงามให้แก่สังคม ท้องถิน่ และสิ่งแวดล้อม ผลการเรียนรู้ ๑. นกั เรยี นเขา้ ใจความหมาย และประโยชน์ของกราฟกิ คอมพิวเตอรก์ ราฟกิ วธิ กี ารออกแบบกราฟิก ซอฟต์แวรด์ า้ น กราฟกิ ๒. นกั เรียนสามารถตดิ ตัง้ โปรแกรม Adobe Photoshop ได้ ๓. นกั เรยี นสามารถใช้เคร่ืองมอื และคาสงั่ บนโปรแกรม Adobe Photoshop ได้ ๔. นกั เรียนนาภาพจากแหลง่ ขอ้ มลู ภายนอกมาใช้งานรว่ มกบั โปรแกรมได้ ๕. นักเรยี นมเี ทคนคิ ในการตัดตอ่ ภาพใหส้ มจรงิ และสวยงามได้ ๖. นักเรียนมเี ทคนคิ ในการจดั วางตาแหน่งของวัตถใุ หม้ ีความสมดุลและสวยงามได้ ๗. นกั เรียนสามารถออกแบบสื่อสิง่ พิมพช์ นิดต่างๆได้ ๘. นกั เรยี นสามารถบนั ทึกงานในรูปแบบตา่ งๆได้ ๙. สร้างผลงานจากโปรแกรม Adobe Photoshop ไดด้ ้วยความประณีต รอบคอบและปลอดภัย ตระหนักถึง คณุ ภาพของงาน และมจี รยิ ธรรมในงานอาชพี ๑๐. สามารถเผยแพร่ผลงานผ่านเครือขา่ ยอินเตอรเ์ น็ตได้ รวม........๑๐...........ผลการเรยี นรู้

270 รายวชิ า โปรแกรมกราฟกิ ๑ โครงสร้างรายวิชาเพิม่ เติม(บังคับเลือก) ชั้นมัธยมศึกษาปีท่ี ๔ ภาคเรียนที่ ๑ รหสั วิชา ว๓๐๒๘๑ เวลา ๔๐ ชว่ั โมง/ภาคเรียน จานวน ๑.๐ หน่วยกติ กลมุ่ สาระการเรยี นรู้วิทยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี หน่วย ชื่อหน่วยการเรยี นรู้ ตัวช้วี ัด/ผลการ สาระสาคญั เวลา น้าหนกั ท่ี เรยี นรู้ (ชวั่ โมง) คะแนน (๑๐๐) ๑ หลกั การกราฟกิ - ความหมาย และประโยชน์ของกราฟิก ๔ ๑๐ ๒ เร่มิ ตน้ ใช้งาน โปรแกรม Adobe ๑,๒ คอมพิวเตอรก์ ราฟกิ วิธีการออกแบบกราฟิก Photoshop ซอฟต์แวรด์ ้านกราฟิก ๓ เทคนิคการตัดภาพ -ติดตง้ั โปรแกรม Adobe Photoshop ๔ การทาภาพกราฟกิ - เร่มิ ตน้ ใช้งานโปรแกรม 20 ๖ ๕ การเผยแพรผ่ ลงาน ๓ - เคร่ืองมือและอปุ กรณต์ า่ งๆ 20 - คาสั่งทส่ี าคญั ในการออกแบบ ๘ - การนาภาพจากแหลง่ ภาพตา่ งๆ มา 30 ๑๔ ๔,๕ สรา้ งสรรค์งานกราฟิก - เทคนิคการตัดภาพใหส้ มจรงิ - หลกั การออกแบบเทคนคิ การใช้โปรแกรม - การออกแบบโปสเตอร์ ๖,๗ - การออกแบบหน้าปกรายงาน - การออกแบบปูายโฆษณา - การจดั วางตาแหน่ง ๘,๙,๑๐ - บนั ทกึ งานเพื่อนาไปใชใ้ นรปู แบบตา่ งๆ ๖ 20 - การเผยแพร่ผลงาน 40 100 รวมตลอดภาคเรยี น

271 คาอธิบายรายวชิ าเพม่ิ เตมิ (บงั คบั เลอื ก) รายวชิ า โปรแกรมกราฟกิ ๒ รหัสวชิ า ว๓๐๒๘๒ ชนั้ มธั ยมศึกษาปที ี่ 4 ภาคเรยี นที่ ๒ จานวน ๑.๐ หนว่ ยกิต เวลา ๔๐ ชว่ั โมง/ภาคเรยี น กลุ่มสาระการเรยี นรู้วิทยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี ศึกษาความหมายของคอมพิวเตอร์กราฟิก หลักการ วิธีการออกแบบกราฟิก ซอฟต์แวร์ด้านกราฟิก ระบบ คอมพวิ เตอรส์ าหรบั งานคอมพวิ เตอร์กราฟกิ การใชง้ านโปรแกรมกราฟิก การใช้เคร่ืองมือและอปุ กรณร์ วมถงึ คาส่งั ท่ีสาคญั ใน การออกแบบคอมพิวเตอร์กราฟกิ ในโปรแกรมกราฟิกได้อยา่ งชานาญ การนาภาพจากแหลง่ ภาพต่าง ๆ มาสร้างสรรค์งาน กราฟกิ ให้มีจนิ ตนาการความคิดรเิ ร่ิม ทั้งยงั ศกึ ษาหลกั การออกแบบเทคนคิ การใช้โปรแกรมการออกแบบคอมพิวเตอร์กราฟิก ไดจ้ ากเวบ็ ไซต์ต่าง ๆ เพอ่ื นามาประยกุ ต์ใชใ้ นการสร้างสรรคง์ าน ปฏิบัตกิ ารออกแบบคอมพิวเตอรก์ ราฟิกดว้ ยโปรแกรมกราฟกิ การออกแบบสร้างลวดลายแบบต่อเนื่อง การทา ภาพเกา่ การปรบั ภาพให้ดนู ุม่ นวล การตกแต่งภาพด้วยฟิลเตอร์ และลกั ษณะสาคัญของเทคโนโลยีกราฟิก โดยวิธี สอน สาธติ และปฏบิ ตั กิ ารกิจกรรม ฝกึ สบื ค้นขอ้ มูลจากระบบเครือข่าย ส่งงานผา่ นระบบอีเมล์ ใบงานอา่ นคิดวิเคราะห์ลักษณะ สาคัญของเทคโนโลยีกราฟกิ เพอ่ื ใหม้ ีความรคู้ วามเขา้ ใจในการนาโปรแกรมคอมพวิ เตอรม์ าประยุกตใ์ ชใ้ นการทางานด้านการออกแบบ มี ความคิดอย่างสร้างสรรค์ เรยี นรดู้ ว้ ยตนเอง และสามารถใชเ้ ทคโนโลยใี นการส่ือสารไดอ้ ยา่ งสรา้ งสรรค์ และมีจติ สานึก ความรับผดิ ชอบ บนพื้นฐานของความพอเพียง ผลการเรียนรู้ ๑. นักเรยี นสามารถบอกความหมายของคอมพวิ เตอร์กราฟิกได้ ๒. นักเรยี นสามารถอธิบายประวัติของคอมพวิ เตอร์กราฟกิ ได้ ๓. นักเรียนสามารถอธิบายบทบาทของคอมพิวเตอร์กราฟิกได้ ๔. นกั เรยี นสามารถบอกคุณสมบตั ิของเครอื่ งคอมพวิ เตอร์สาหรบั งานกราฟกิ ได้ ๕. ยกตัวอย่างสว่ นประกอบของคอมพวิ เตอรส์ าหรบั งานกราฟกิ และซอฟต์แวรค์ อมพิวเตอร์กราฟกิ ได้ ๖. นักเรียนสามารถบอกขน้ั ตอนการสรา้ งผลงานกราฟกิ ได้ ๗. นักเรยี นสามารถอธบิ ายหลักการออกแบบเพอ่ื สร้างภาพได้ ๘. นักเรยี นสามารถจดั กลุ่มโมเดลสีและยกตวั อย่างโหมดของภาพแบบต่างๆ ได้ ๙. นกั เรียนสามารถบอกฟอรแ์ มตของภาพแบบตา่ ง ๆ ได้ ๑๐. สามารถอธบิ ายคาศพั ทเ์ กี่ยวกับภาพกราฟกิ ไดอ้ ยา่ งน้อย ๕ คา ๑๑. อธิบายแนวทางในการสร้างคุณธรรมและจรยิ ธรรมสาหรบั นกั คอมพิวเตอร์กราฟิกได้ ๑๒. สร้างช้ินงานเพ่อื รณรงค์ให้เกิดคณุ ธรรมและจรยิ ธรรมสาหรบั นกั คอมพวิ เตอร์กราฟิกได้ ๑๓. อธิบายความหมาย ความเปน็ มา ความสามารถของโปรแกรมคอมพิวเตอร์กราฟิกได้ ๑๔. มคี วามรู้ความเขา้ ใจ เห็นคณุ ค่า และเรียกใชง้ าน เลิกใชง้ าน ใช้คาสัง่ ในการจัดการไฟลร์ ูปภาพ บนั ทกึ งานด้วยโปรแกรมคอมพิวเตอรก์ ราฟิกได้ ๑๕. บอกองค์ประกอบของโปรแกรม Photoshop ได้ ๑๖. สามารถบอกวิธีการควบคมุ หนา้ ต่างโปรแกรมคอมพวิ เตอรก์ ราฟกิ ได้ ๑๗. อธิบายหลักการและหน้าท่ีในการทางาน และการใช้เคร่อื งมอื ตา่ ง ๆ ใน Toolbox ได้ ๑๘. อธิบายหน้าทีแ่ ละควบคมุ Palette สาคัญๆ ทต่ี อ้ งใช้งานเปน็ ประจาได้ ๑๙. มีความรคู้ วามเขา้ ใจ เห็นคุณคา่ ใช้เคร่อื งมอื และคาสง่ั เกย่ี วกบั การใช้สี การทางานดว้ ยเมาส์ ระบบเลเยอร์ และการจดั การไฟลร์ ปู ภาพได้

272 ๒๐. นักเรียนสามารถสรา้ งงานดว้ ยโปรแกรม Photoshop ได้อย่างน้อย ๕ ชิ้น ๒๑. อธบิ ายความหมายและความสาคญั ของโครงงานคอมพวิ เตอร์ได้ ๒๒. บอกประเภทของโครงงานคอมพิวเตอร์ ๒๓. อธบิ ายขนั้ ตอนการทาโครงงานคอมพวิ เตอร์ได้ ๒๔. นาเสนอผลงานและจัดนิทรรศการเพือ่ เผยแพรช่ ิ้นงานได้ รวม...............๒๔.................ผลการเรียนรู้

273 รายวิชา โปรแกรมกราฟกิ ๒ โครงสรา้ งรายวิชาเพมิ่ เตมิ (บังคบั เลอื ก) ช้ันมัธยมศกึ ษาปีท่ี 4 ภาคเรยี นที่ ๒ รหสั วชิ า ว๓๐๒๘๒ เวลา ๔๐ ช่วั โมง/ภาคเรียน จานวน ๑.๐ หนว่ ยกติ กลมุ่ สาระการเรยี นรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี หน่วย ชอื่ หนว่ ยการเรยี นรู้ ตวั ช้วี ดั /ผลการ สาระสาคัญ เวลา นา้ หนกั ที่ เรยี นรู้ (ชัว่ โมง) คะแนน (๑๐๐) ๑ ความรู้เบื้องต้น ๑,๒,๓ ความร้เู บือ้ งต้นเกีย่ วกับคอมพิวเตอรก์ ราฟิก ๒๕ เกย่ี วกบั คอมพวิ เตอร์ ๑. ความหมายของคอมพวิ เตอรก์ ราฟิก กราฟกิ ๒. ประวตั ิของคอมพวิ เตอรก์ ราฟกิ ๓. บทบาทของคอมพิวเตอรก์ ราฟกิ ๓.๑ บทบาทดา้ นบันเทงิ ๓.๒ บทบาทดา้ นการประชาสัมพันธ์ ๓.๓ ด้านการศกึ ษา ๓.๔ ดา้ นธุรกิจ ๓.๕ ด้านอื่น ๆ ๒ ระบบคอมพิวเตอร์ ๔,๕ ระบบคอมพิวเตอรก์ ราฟกิ ๒๕ กราฟิก ๑. คุณสมบตั ขิ องเครื่องคอมพิวเตอรส์ าหรับงาน กราฟิก ๒. สว่ นประกอบของคอมพวิ เตอร์สาหรับงาน กราฟกิ ๒.๑ อุปกรณ์รบั ข้อมูล ๒.๒ ซอฟตแ์ วรค์ อมพวิ เตอร์กราฟิก ๒.๒.๑ โปรแกรม Paint ๒.๒.๒ โปรแกรม Adobe Photoshop ๒.๒.๓ โปรแกรม Adobe Image Ready ๒.๒.๔ โปรแกรม Adobe Illustrator ๒.๒.๕ โปรแกรม Macromedia Firework ๓ หลกั การสร้างภาพ ๖,๗,๘,๙,๑๐ ๒.๒.๖ โปรแกรม Macromedia Freehand ๔ ๒๐ ๒.๒.๗ โปรแกรม Macromedia Flash ๒.๒.๘ โปรแกรม Paint Shop Pro ๒.๒.๙ โปรแกรม Corel Draw ๒.๓ อปุ กรณแ์ สดงผล หลกั การสรา้ งภาพ ๑. ขน้ั ตอนการสร้างผลงานกราฟกิ ๒. หลกั การออกแบบเพอื่ สรา้ งภาพ ๓. ความรู้เกีย่ วกบั สี ๓.๑ โมเดลสีคืออะไร ๓.๒ โมเดลสี RGB ๓.๓ โมเดลสี CMYK

274 หนว่ ย ชอื่ หน่วยการเรียนรู้ ตัวชวี้ ดั /ผลการ สาระสาคัญ เวลา นา้ หนัก ท่ี เรยี นรู้ (ชวั่ โมง) คะแนน (๑๐๐) ๓.๔ โมเดลสี HSB ๓.๕ โหมดของภาพ (Graphic Mode) ๓.๖ โหมดของภาพ Gray Scale ๓.๗ โหมดของภาพ Bitmap ๓.๘ โหมดของภาพ RGB ๓.๙ โหมดของภาพ CMYK ๓.๑๐ โหมดของภาพ Index Color ๔. ฟอรแ์ มตของภาพ ๔.๑ BMP ๔.๒ PCX ๔.๓ TIFF ๔.๔ GIF ๔.๕ JPG ๔.๖ PNG ๔.๗ PSD ๔.๘ JPEG ๒๐๐๐ ๕. คาศัพทเ์ ก่ียวกบั ภาพกราฟิกทีค่ วรรู้ ๕.๑ บติ (Bit) ๕.๒ บิตเดพ (Bit Depth) ๕.๓ พกิ เซล (Pixel) ๕.๔ รโี ซลชู นั่ (Resolution) ๕.๕ เอสเป็กเรโซ (Aspect Ratio) ๕.๖ พาเลตต์สี (Color Palette) ๔ คณุ ธรรมและ ๑๑,๑๒ คณุ ธรรมและจริยธรรมสาหรบั นักคอมพิวเตอร์ ๒ ๕ จริยธรรมสาหรับนัก กราฟิก คอมพิวเตอรก์ ราฟกิ ๑. ความหมายของนกั คอมพิวเตอร์กราฟิก ๒. คุณธรรมและจรยิ ธรรมของนกั คอมพวิ เตอร์ กราฟกิ ๓. ความร้ทู จี่ าเป็นสาหรบั นกั คอมพวิ เตอร์กราฟกิ ๕ การใชง้ านโปรแกรม ๑๓,๑๔, การใช้งานโปรแกรมคอมพิวเตอรก์ ราฟกิ ๑๐ ๑๐ คอมพิวเตอร์กราฟกิ ๑๕,๑๖, ๑. ร้จู กั กบั โปรแกรม Photoshop ๑.๑ ความหมายของโปรแกรม Photoshop ๑๗ ๑.๒ ความเปน็ มาของโปรแกรม Photoshop ๑.๓ ความสามารถของโปรแกรม Photoshop ๑.๓.๑ งานออกแบบสง่ิ พมิ พ์ ๑.๓.๒ งานออกแบบเวบ็ ไซต์ ๑.๓.๓ งานแกไ้ ข ซอ่ มแซมภาพ

275 หน่วย ชือ่ หนว่ ยการเรยี นรู้ ตวั ชว้ี ัด/ผลการ สาระสาคัญ เวลา นา้ หนัก ท่ี เรยี นรู้ (ช่วั โมง) คะแนน (๑๐๐) ๑.๓.๔ งานตกแต่งภาพ แก้ไขสภี าพ ๑.๓.๕ งานตดั ตอ่ ดัดแปลงภาพหรือ สร้างสรรค์งานกราฟิกสมยั ใหม่ ๑.๔ คุณสมบัตคิ อมพิวเตอร์ทต่ี ดิ ตง้ั Photoshop ๑.๕ ทาอยา่ งไรให้เก่ง Photoshop ๑.๖ เว็บไซตน์ ่าสนใจสาหรับ Photoshop ๒. เริม่ ตน้ ใชง้ านโปรแกรม Photoshop ๒.๑ การเรียกใช้งานโปรแกรม ๒.๒ การสร้างและกาหนดขนาดไฟลง์ านใหม่ ๒.๓ การเปดิ ไฟล์ภาพ ๒.๔ การย่อ-ขยายภาพ ๒.๕ การคัดลอกภาพ ๒.๖ การบนั ทึกงาน ๒.๕ การเลิกใช้งานโปรแกรม ๓. สว่ นประกอบตา่ ง ๆ ของโปรแกรม Photoshop ๓.๑ ไตเต้ลิ บาร์ (Title Bar) ๓.๒ เมนูบาร์ (Menu Bar) ๓.๓ ออบช่ันบาร์ (Tool Options Bar) ๓.๔ กล่องเครื่องมอื (Tools Bar) ๓.๕ พาเล็ตต์ (Palette) ๓.๖ พืน้ ที่การทางาน (Work Space) ๓.๗ แถบสถานะ ๔. เครอื่ งมอื ตา่ งๆ ใน Toolbox และหน้าท่ใี น การทางาน ๔.๑ ชดุ เครอื่ งมือสาหรับการสร้าง Selection ๔.๑.๑ ชนดิ ของชดุ เครื่องมอื สาหรบั การสร้าง Selection และหน้าทใี่ นการทางาน ๔.๑.๒ Option ของชุดเคร่อื งมือสาหรบั การ สรา้ ง Selection ๔.๑.๓ ประโยชนข์ องชุดเครื่องมือสาหรบั การ สรา้ ง Selection ๔.๑.๔ ขัน้ ตอนการใชง้ านชุดเครอื่ งมอื สาหรบั การสรา้ ง Selection ๔.๒ ชุดเครอ่ื งมอื สาหรับการ Crop ภาพ

276 หน่วย ชือ่ หนว่ ยการเรยี นรู้ ตัวช้วี ัด/ผลการ สาระสาคัญ เวลา นา้ หนัก ที่ เรยี นรู้ (ช่วั โมง) คะแนน (๑๐๐) ๔.๒.๑ ชนดิ ของชดุ เคร่อื งมอื สาหรบั การ Crop ภาพ และหน้าทีใ่ นการทางาน ๔.๒.๒ Option ของชุดเครอื่ งมือสาหรับการ Crop ภาพ ๔.๒.๓ ประโยชน์ของชุดเครือ่ งมอื สาหรบั การ Crop ภาพ ๔.๒.๔ ขนั้ ตอนการใชง้ านชุดเคร่ืองมือสาหรบั การ Crop ภาพ ๔.๓ ชุดเครอื่ งมือสาหรับการรีทชั ภาพ ๔.๓.๑ ชนดิ ของชดุ เครอ่ื งมือสาหรบั การรีทัช ภาพ และหน้าท่ใี นการทางาน ๔.๓.๒ Option ของชดุ เครอ่ื งมือสาหรบั การ รีทชั ภาพ ๔.๓.๓ ประโยชนข์ องชดุ เครือ่ งมือสาหรับการรีทัช ภาพ ๔.๓.๔ ขั้นตอนการใช้งานชดุ เครอ่ื งมอื สาหรบั การรีทชั ภาพ ๔.๔ ชุดเครือ่ งสาหรับระบายสี ๔.๔.๑ ชนิดของชดุ เครือ่ งมอื สาหรับระบายสี และหนา้ ที่ในการทางาน ๔.๔.๒ Option ของชดุ เครอ่ื งมอื สาหรับ ระบายสี ๔.๔.๓ ประโยชน์ของชุดเครอ่ื งมือสาหรับ ระบายสี ๔.๔.๔ ขน้ั ตอนการใช้งานชุดเครอ่ื งมือสาหรบั ระบายสี ๔.๕ ชุดเครื่องมือสาหรับวาดภาพและสรา้ ง ตวั อักษร ๔.๕.๑ ชนิดของชดุ เครื่องมือสาหรับวาดภาพ และสรา้ งตวั อกั ษร และหนา้ ทใ่ี นการทางาน ๔.๕.๒ Option ของชุดเครื่องมือสาหรับวาด ภาพและสรา้ งตัวอักษร ๔.๕.๓ ประโยชน์ของชดุ เคร่ืองมอื สาหรับวาด ภาพและสร้างตวั อกั ษร ๔.๕.๔ ขัน้ ตอนการใช้งานชดุ เคร่อื งมือสาหรับ วาดภาพและสรา้ งตวั อักษร

277 หน่วย ช่ือหน่วยการเรยี นรู้ ตวั ชี้วดั /ผลการ สาระสาคัญ เวลา น้าหนัก ที่ เรียนรู้ (ช่ัวโมง) คะแนน (๑๐๐) ๔.๖ ชุดเครอื่ งมอื ชว่ ยอานวยความสะดวกในการ ทางาน ๔.๖.๑ ชนิดของชดุ เครอ่ื งมือช่วยอานวยความ สะดวกในการทางาน และหน้าท่ใี นการทางาน ๔.๖.๒ Option ของชุดเครื่องมอื ชว่ ยอานวย ความสะดวกในการทางาน ๔.๖.๓ ประโยชน์ของชุดเครื่องมือช่วยอานวย ความสะดวกในการทางาน ๔.๖.๔ ข้ันตอนการใชง้ านชดุ เครอ่ื งมือช่วย อานวยความสะดวกในการทางาน และการใช้งาน ๖ ๑๘,๑๙, ๕. Palette สาคัญ ๆ ทีต่ ้องใช้งานเป็นประจา ๑๖ ๑๐ ๒๐ ๕.๑ Navigator Palette ๕.๒ Color Palette ๕.๓ Layer Palette ๕.๔ Swatches Palette ๕.๕ Styles Palette ๕.๖ History Palette ๕.๗ Paths Palette ๕.๘ Paragraph Palette ๕.๙ Character Palette ๖. เคร่อื งมอื และคาส่ังพน้ื ฐานก่อนเรม่ิ ทางาน ๖.๑ Foreground Color และ Background Color ๖.๒ การทางานด้วยเมาส์ ๖.๓ รจู้ ักระบบเลเยอร์ ๖.๓.๑ การซ่อนและการแสดงเลเยอร์ ๖.๓.๒ การล็อควตั ถุในเลเยอร์ ๖.๓.๓ การเชอื่ มเลเยอร์ดว้ ยการ Link ๖.๓.๔ การรวมเลเยอร์ ๖.๓.๕ การก๊อปปีเ้ ลเยอร์ ๖.๔ การจดั การไฟลร์ ูปภาพ ๖.๕ การใชไ้ มบ้ รรทดั และเสน้ ไกด์ ๖.๖ การปรบั ยอ่ / ขยายมุมมองของภาพ ๖.๗ การปรับขนาดของรปู ภาพ ๖.๘ การเพมิ่ พ้ืนทีข่ องรปู ภาพ

278 หน่วย ชื่อหน่วยการเรียนรู้ ตวั ชวี้ ัด/ผลการ สาระสาคัญ เวลา น้าหนกั ท่ี เรยี นรู้ (ชัว่ โมง) คะแนน (๑๐๐) ๗. การสร้างงานดว้ ยโปรแกรม Photoshop ๗.๑ นาภาพมาสร้างเปน็ หัวพู่กัน ๗.๒ สรา้ งลวดลายแบบต่อเนื่องด้วย Pattern ๗.๓ เทคนคิ การสรา้ งตัวอักษรใหโ้ ดดเดน่ ๗.๔ สรา้ งโปสการด์ สวย ๆ ด้วยการปรบั แต่ง Selection ๗.๕ สรา้ งกรอบรปู หลากหลายสไตล์ ๗.๖ ออกแบบ Wallpaper ไว้ใชง้ าน ๗.๗ สรา้ งโปสเตอรส์ วย ๆ ดว้ ยภาพสไตล์ กราฟกิ ๗.๘ ออกแบบปกนติ ยสารด้วย Quick Mask ๗.๙ ออกแบบปกซดี สี วย ๆ ด้วย Filter ๗.๑๐ ออกแบบหนา้ เวบ็ เพจด้วย Shape Tool ๗.๑๑ สรา้ งภาพตามตัวอยา่ งละคร ๗.๑๒ แต่งหน้าผูห้ ญงิ ให้สวยด้วยช่างแต่งหนา้ ดิจติ อล ๗.๑๓ สลับหวั คนกบั หัวสนุ ขั ๗.๑๔ เรียงภาพด้วย Picture Package ๗.๑๕ สรา้ งลายน้าลขิ สิทธิ์ ๗.๑๖ ทาพรวี ิวสตอ็ กภาพด้วย Contact Sheet II ๗.๑๗ สร้างแกลอรีภาพด้วย Web Photo Gallery รวมตลอดภาคเรียน 40 100

279 รายวิชา เว็บเพจ ๑ คาอธิบายรายวชิ าเพ่ิมเตมิ (บงั คับเลอื ก) ชัน้ มัธยมศกึ ษาปที ี่ ๕ ภาคเรยี นที่ ๑ รหัสวชิ า ว๓๐๒๘๓ เวลา ๔๐ ช่วั โมง/ภาคเรยี น จานวน ๑.๐ หน่วยกติ กลมุ่ สาระการเรยี นร้วู ทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยี ศึกษาระบบการทางานของการสอื่ สารขอ้ มูลสารสนเทศและเครอื ขา่ ยคอมพวิ เตอร์ การวิเคราะห์ วางแผน เก็บ รวบรวมข้อมลู ด้วยสารสนเทศ มีทกั ษะในการออกแบบสรา้ งงานบนหนา้ ต่างการออกแบบดว้ ยโปรแกรมประยกุ ต์ โดยใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์ กราฟกิ มาช่วยในการสร้างเวบ็ เพจ ตลอดจนการจัดนทิ รรศการผลงานนกั เรียน เพอื่ ให้นกั เรียนเป็นคนที่รกั ชาติ ศาสน์ กษัตรยิ ์ มคี วามซื่อสตั ย์สจุ รติ มวี ินยั ใฝ่เรยี นรอู้ ยู่อยา่ งพอเพียง มงุ่ มน่ั ในการ ทางาน รักความเปน็ ไทย พรอ้ มกับมจี ติ ใจสาธารณะ ผลการเรยี นรู้ ๑. อธบิ ายระบบการทางานของการส่ือสารข้อมลู สารสนเทศและเครอื ขา่ ยคอมพิวเตอรไ์ ด้ ๒. วเิ คราะหว์ างแผนเกบ็ รวบรวมขอ้ มูลด้วยสารสนเทศได้ ๓. ออกแบบสรา้ งงานบนหนา้ ตา่ งการออกแบบดว้ ยโปรแกรมประยกุ ต์ได้ ๔. ใช้โปรแกรมกราฟกิ ช่วยในการออกแบบสร้างงานได้ ๕. สรา้ งเว็บเพจ แหลง่ เรยี นรูบ้ นเครือขา่ ยได้ ๖. จัดนิทรรศการแสดงผลงานได้ รวม...............๖.................ผลการเรยี นรู้

280 รายวชิ า เว็บเพจ ๑ โครงสร้างรายวิชาเพ่มิ เติม(บังคบั เลอื ก) ชั้นมธั ยมศึกษาปีท่ี ๕ ภาคเรียนท่ี ๑ รหัสวชิ า ว๓๐๒๘๓ เวลา ๔๐ ชวั่ โมง/ภาคเรยี น จานวน ๑.๐ หนว่ ยกติ กลุ่มสาระการเรยี นรู้วทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยี ลาดบั ท่ี ชื่อหน่วยการ ผลการเรยี นรทู้ ี่ สาระสาคญั เวลา นา้ หนัก เรยี นรู้ คาดหวัง (ชว่ั โมง) คะแนน ๑ ระบบขอ้ มูลการ อธิบายระบบการทางาน - โครงสร้างขอ้ มลู บิต ไบต์ การแทน ๒ 10 สือ่ สาร ของการสื่อสารข้อมลู รหสั การสอ่ื สาร สารสนเทศ และ - ระบบส่อื สาร โมเดม็ มาตรฐานของ เครอื ข่ายคอมพิวเตอร์ การส่อื สารข้อมูล ได้ - เครือข่ายคอมพวิ เตอร์แบบตา่ ง ๆ มาตรฐานของการเชือ่ มโยง ๒ ระบบเครอื ข่าย วเิ คราะห์วางแผนเก - เครอื ขา่ ย อินเตอร์เนต็ เครือข่าย 4 20 รวบรวมขอ้ มูลด้วย อนิ ทราเนต็ เครือข่ายคอมพิวเตอร์ใน สารสนเทศได้ งานดา้ นต่าง ๆ การส่งไปรษณยี ์ ๖ 20 ๑๘ ๓๐ อิเลก็ ทรอนิกส์ การโอนยา้ ย แฟมู ขอ้ มูล การใช้ทรัพยากรร่วมกัน การสง่ ขา่ วสาร หาความรู้ผา่ น เครอื ข่ายคอมพวิ เตอร์ ๓ เร่ิมต้นออกแบบ -ใช้โปรแกรมกราฟิกชว่ ย - โปรแกรมกราฟกิ ทีช่ ่วยในการ กับโปรแกรม ในการออกแบบสร้าง ตกแต่งเว็บเพจ เช่น Photoshop , switch กราฟกิ งานได้ ๔ การเขยี นเว็บเพจ - สรา้ งเว็บเพจ แหลง่ - ออกแบบขนั้ พ้นื ฐานและพัฒนา เรียนรูบ้ นเครือข่ายได้ โปรแกรมบนอินเตอรเ์ น็ต การใช้ ภาษา html ในการสร้างเวบ็ เพจได้ - การกาหนดรปู แบบ ตัวอักษร การ จัดหนา้ เว็บเพจ การสร้างจดุ เชือ่ มโยง บนหนา้ เวบ็ เพจ การสร้างตาราง การ เพ่ิมคณุ สมบัตใิ หก้ ับตาราง - การตกแตง่ หนา้ เวบ็ เพจเพ่อื การ นาเสนอขอ้ มูล ๕ นาเสนอผลงาน - จดั นทิ รรศการ - นาเสนอผลงานการจัดทาเว็บเพจ ๑๐ 20 แสดงผลงานได้ ภายในช้ันเรียน 40 100 รวมตลอดภาคเรยี น

281 รายวชิ า เวบ็ เพจ ๒ คาอธบิ ายรายวชิ าเพมิ่ เตมิ (บงั คบั เลือก) ชัน้ มัธยมศกึ ษาปที ่ี ๕ ภาคเรียนท่ี ๒ รหัสวชิ า ว๓๐๒๘๔ เวลา ๔๐ ชัว่ โมง/ภาคเรยี น จานวน ๑.๐ หนว่ ยกติ กลุม่ สาระการเรยี นรวู้ ิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ศึกษาระบบการออกแบบเวบ็ เพจดว้ ยโปรแกรมประยกุ ต์และแทรกไฟลม์ ัลตมิ เี ดีย ลงในเวบ็ เพจ มที กั ษะในการจดั ทาเวบ็ เพจด้วยโปรแกรมประยุกต์และแทรกไฟลม์ ลั ตมิ เี ดีย ลงในเวบ็ เพจตลอดจนการจดั นทิ รรศการ ผลงานนักเรยี น เพอื่ ให้นกั เรยี นเปน็ คนทรี่ ักชาติ ศาสน์ กษตั รยิ ์ มีความซ่ือสตั ยส์ จุ รติ มวี ินยั ใฝ่เรยี นรอู้ ย่อู ย่างพอเพียง มุ่งม่ันใน การทางาน รกั ความเป็นไทย พร้อมกับมจี ติ ใจสาธารณะ ผลการเรียนรู้ ๑. ออกแบบสรา้ งเวบ็ เพจดว้ ยโปรแกรมประยุกต์ได้ ๒. ใช้โปรแกรมกราฟิกและโปรแกรมมัลติมเี ดียช่วยในการออกแบบเวบ็ เพจได้ ๓. สรา้ งเวบ็ เพจ แหล่งเรยี นร้บู นเครอื ข่ายได้ ๔. จัดนทิ รรศการแสดงผลงานได้ รวม...............๔.................ผลการเรียนรู้

282 รายวชิ า เว็บเพจ ๒ โครงสรา้ งรายวชิ าเพิ่มเติม(บงั คับเลือก) ชน้ั มัธยมศกึ ษาปที ี่ ๕ ภาคเรยี นที่ ๒ รหัสวชิ า ว๓๐๒๘๔ เวลา ๔๐ ชว่ั โมง/ภาคเรยี น จานวน ๑.๐ หนว่ ยกิต กล่มุ สาระการเรียนรู้วทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยี ลาดบั ที่ ช่ือหน่วย ผลการเรียนรู้ สาระสาคญั เวลา นา้ หนกั การเรียนรู้ ทีค่ าดหวัง (ช่วั โมง) คะแนน ๑. เว็บเพจของฉัน ออกแบบสร้างเวบ็ เพจด้วย การสร้างเว็บเพจด้วยโปรแกรมประยุกต์ ๘ 20 โปรแกรมประยกุ ต์ได้ ๒. เวบ็ เพจ ใชโ้ ปรแกรมกราฟิกและ การใช้โปรแกรมกราฟกิ และโปรแกรม ๑๐ 30 มลั ตมิ เี ดยี โปรแกรมมลั ติมเี ดยี ช่วยใน มัลติมเี ดยี ช่วยในการสร้างเวบ็ เพจ ๓๐ การออกแบบเว็บเพจได้ 20 ๓ เวบ็ ไซตข์ องฉัน สรา้ งเวบ็ เพจ แหลง่ ปฏิบัติการสร้างเว็บเพจ และนาขนึ้ สู่ ๑๘ ๑๐๐ เรยี นรบู้ นเครอื ข่ายได้ ระบบเครือข่ายอนิ เตอร์เน็ต 4 ๔ ผลงาน จดั นิทรรศการแสดงผล นาเสนอผลงานการจดั ทาเวบ็ เพจใน เวบ็ เพจของฉัน งานได้ รปู แบบนทิ รรศการผลงานของ นักเรยี น รวมตลอดภาคเรยี น ๔๐

283 รายวชิ า การตัดต่อวดี โี อ คาอธิบายรายวิชาเพ่ิมเตมิ (บงั คบั เลอื ก) ชัน้ มธั ยมศึกษาปที ่ี ๖ ภาคเรยี นที่ ๑ รหสั วชิ า ว๓๐๒๘๕ เวลา ๔๐ ชว่ั โมง/ภาคเรยี น จานวน ๑.๐ หน่วยกติ กลุม่ สาระการเรียนร้วู ทิ ยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี ศึกษา วิเคราะห์ กระบวนการสืบคน้ ขอ้ มูลสารสนเทศ นาเสนองานดว้ ยโปรแกรมนาเสนอ ใช้ส่วนประกอบของ โปรแกรม Corel Video Studio สรา้ งงานนาเสนอในรปู แบบ Multimedia โดยใช้ กระบวนการสบื ค้นขอ้ มูลสารสนเทศ นาเสนองานดว้ ยโปรแกรมนาเสนอ ใชเ้ คร่ืองมือและส่วนประกอบ สร้างงานนาเสนอ ด้วยโปรแกรม Corel Video Studio ในรูปแบบ Multimedia เพอ่ื ใหเ้ กดิ ความรู้ ความคิด ความเขา้ ใจและเหน็ คุณคา่ ของเทคโนโลยี สามารถประยุกต์ ใชเ้ ทคโนโลยีสารสนเทศใน ชีวติ ประจาวันได้อยา่ งเหมาะสม มีจิตสานกึ และรับผดิ ชอบ ใฝเุ รยี นรู้ อย่อู ยา่ งพอเพยี ง รักความเปน็ ไทย รักชาติ ศาสน์ กษัตริย์ มจี ิตสาธารณะและมสี มั มาคารวะ ผลการเรยี นรู้ ๑. สามารถนาเสนองานไดอ้ ย่างมหี ลักการ ๒. อธิบายความรู้ทั่วไปเกยี่ วกับโปรแกรม Corel Video Studio ได้ ๓. อธบิ ายและใชเ้ ครอ่ื งมอื ตา่ ง ๆ ของโปรแกรม Corel Video Studio ได้ ๔. เลือกเน้อื หา นามาผลิตงานที่มีประโยชนแ์ ละเหมาะสมได้ ๕. สามารถบูรณาการกบั รายวชิ าอืน่ ไดอ้ ยา่ งมีคุณคา่ ๖. สามารถใชโ้ ปรแกรม Corel Video Studio สรา้ งงานนาเสนอได้เหมาะสมอย่างมคี ุณคา่ รวม...............๖.................ผลการเรียนรู้

284 รายวิชา การตัดตอ่ วดี ีโอ โครงสร้างรายเพ่มิ เติม(เลอื กเสรี) ชัน้ มัธยมศกึ ษาปีที่ ๔-๖ ภาคเรียนที่ ๑ รหสั วิชา ว๓๐๒๘7 เวลา ๔๐ ช่วั โมง/ภาคเรยี น จานวน ๑.๐ หน่วยกิต กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี ลาดับ ชือ่ หน่วยการเรียนรู้ มาตรฐานการ สาระสาคญั เวลา น้าหนัก ที่ เรียนร้แู ละ หลักการนาเสนองาน (ช่วั โมง) คะแนน ตวั ชีว้ ดั ๑ ควา ม รู้ ท่ั วไปเ ก่ี ยวกั บ ๔ ๑๐ โปรแกรมตัดตอ่ วีดโิ อ ข้อ ๑ ๒ ความรู้ท่ัวไปเกี่ยวกับ ข้อ ๒ ความรู้ท่ัวไปเกยี่ วกบั ๔ ๑๐ ขอ้ ๓ ๑๐ โปรแกรม Corel Video ข้อ ๔ โปรแกรม Corel Video ๓๐ Studio ข้อ ๕ Studio ขอ้ ๖ ๑๐๐ ๓ โปรแกรม Corel Video รวมตลอดภาคเรยี น เคร่อื งมือต่าง ๆ ของ ๔ Studio โปรแกรม Corel Video Studio ๔ การสรา้ ง Project ด้วย การผลติ งานทมี่ ี ๒๖ โปรแกรม Corel Video Studio ประโยชนแ์ ละเหมาะสม การประยกุ ตโ์ ปรแกรม Corel Video Studio ใช้ในชีวติ ประจาวนั การสร้าง Project ด้วย โปรแกรม Corel Video Studio ๔๐

285 รายวชิ าเพิม่ เตมิ ม.ปลาย (เลือกเสรี/ตามความถนัดและความสนใจ)

286 รายวิชา คอมพิวเตอร์เพือ่ หุน่ ยนตเ์ บื้องต้น คาอธบิ ายรายวิชาเพ่มิ เติม ชน้ั มัธยมศึกษาปีที่ 4-6 ภาคเรยี นท่ี ๑ รหัสวชิ า ว๓๑๒๘๓ เวลา ๔๐ ชั่วโมง/ภาคเรยี น จานวน ๑.๐ หนว่ ยกติ กลุ่มสาระการเรียนรู้วทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยี ศกึ ษาองคป์ ระกอบและชิน้ ส่วนของหนุ่ ยนต์ LEGO MINDSTORMS Education EV๓ เขา้ ใจหลกั การทางาน ของ ห่นุ ยนต์ LEGO MINDSTORMS Education EV๓ ซง่ึ ประกอบไปด้วย ส่วนควบคุมการทางาน ส่วนขับเคลื่อน ส่วน โครงสรา้ ง ไดแ้ ก่ LEGO MINDSTORMS Education EV๓ มอเตอร์ขบั เคลือ่ น เซนเซอรส์ ัมผัส เซนเซอรแ์ สง เซนเซอร์เสียง เซนเซอร์วัดระยะทาง สามารถนาเอาหลกั การของแตล่ ะสว่ นมาออกแบบหุ่นยนต์ ออกแบบโปรแกรมควบคุมการทางานของมอเตอรข์ ับเคลอื่ น เซนเซอรส์ มั ผัส เซนเซอรแ์ สง เซนเซอร์เสยี ง เซนเซอร์ วดั ระยะทาง เพ่ือให้นกั เรียนเปน็ คนทรี่ กั ชาติ ศาสน์ กษตั รยิ ์ มคี วามซ่อื สตั ยส์ จุ รติ มีวินัย ใฝุเรียนรู้อยอู่ ย่างพอเพยี ง ม่งุ มนั่ ใน การทางาน รักความเป็นไทย พร้อมกับมจี ิตใจสาธารณะ ผลการเรยี นรู้ ๑. เรียนรแู้ ละเข้าใจองค์ประกอบของหุ่นยนต์ LEGO MINDSTORMS Education EV๓ ๒. นักเรยี นสามารถออกแบบหนุ่ ยนตโ์ ดยใช้ ช้นิ สว่ นเลโก้ มอเตอร์ขบั เคล่อื น เซนเซอรส์ มั ผัส เซนเซอร์แสง เซนเซอร์เสียง เซนเซอร์วัดระยะทางในแบบต่าง ๆได้ ๓. นกั เรยี นสามารถอธบิ ายการทางานของโปรแกรม LEGO MINDSTORMS Education EV๓ ได้ ๔. นักเรยี นสามารถออกแบบโปรแกรมควบคมุ การทางานของมอเตอร์ขบั เคล่ือน เซนเซอร์สัมผัส เซนเซอรแ์ สง เซนเซอรเ์ สยี ง เซนเซอรว์ ัดระยะทางได้ รวมทัง้ หมด.........๔...............ผลการเรียนรู้

287 โครงสร้างรายวชิ าเพม่ิ เตมิ (เลอื กเสร)ี รายวชิ า คอมพิวเตอร์เพอื่ หนุ่ ยนตเ์ บอ้ื งต้น รหสั วชิ า ว๓๐๒๘๓ ชั้นมัธยมศึกษาปีท่ี 4-6 ภาคเรยี นที่ ๑ จานวน ๑.๐ หนว่ ยกติ เวลา ๔๐ ช่ัวโมง/ภาคเรยี น กลมุ่ สาระการเรยี นรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ที่ ช่อื หนว่ ยการเรยี นรู้ ผลการเรยี นรู้ สาระสาคัญ เวลา(ช่วั โมง) น้าหนกั คะแนน ๑. รู้จักหนุ่ ยนต์ LEGO ๑.รแู้ ละเข้าใจองคป์ ระกอบ 1. องคป์ ระกอบของ ๒ ๕ MINDSTORMS Education EV๓ ของหุ่นยนต์ LEGO หุ่นยนต์ LEGO MINDSTORMS Education MINDSTORMS Education EV๓ EV๓ ๒. ออกแบบหนุ่ ยนต์ ๒.สามารถออกแบบหนุ่ ยนต์ 1. ออกแบบหุ่นยนต์ 6 ๕ โดยใช้ ชิ้นส่วนเลโก้ มอเตอร์ โดยใช้ ชิน้ ส่วน เลโก้ ขบั เคลือ่ น เซนเซอรส์ ัมผสั มอเตอร์ขับเคล่อื น เซนเซอร์ เซนเซอรแ์ สง เซนเซอร์เสยี ง สมั ผสั เซนเซอร์แสง เซนเซอร์ เซนเซอรว์ ัดระยะทางในแบบ เสยี ง เซนเซอรว์ ดั ระยะทาง ต่าง ๆได้ ๓. รจู้ กั การเขียนโปรแกรม ๒.สามารถอธบิ ายการ ๒.การทางานของโปรแกรม ๑๘ ๒๐ ควบคมุ หนุ่ ยนต์กนั เถอะ ทางานของโปรแกรม LEGO LEGO MINDSTORMS MINDSTORMS Education Education EV๓ EV๓ ๔.ออกแบบโปรแกรม ๒.นักเรยี นสามารถออกแบบ ควบคมุ การทางานของ โปรแกรม ควบคมุ การทางาน มอเตอรข์ บั เคลือ่ น เซนเซอร์ ของมอเตอร์ขับเคลอื่ น สัมผสั เซนเซอรแ์ สง เซนเซอร์สัมผสั เซนเซอร์แสง เซนเซอรเ์ สยี ง เซนเซอรว์ ดั เซนเซอร์เสยี ง เซนเซอร์วดั ระยะทาง ระยะทางได้ ๔. แกโ้ จทยก์ นั เถอะ ๕. สามารถออกแบบหนุ่ ยนต์ ๕. ออกแบบหุ่นยนต์ และ ๑๔ ๓๐ และเขียน เขยี นโปรแกรมควบคมุ การ โปรแกรมควบคุมการ ทางานของหนุ่ ยนตเ์ บอ้ื งตน้ ทางานของหุ่นยนต์ ได้ เบ้อื งตน้ ได้ รวมตลอดภาคเรยี น ๔๐ ๑๐๐

288 คาอธบิ ายรายวิชาเพิม่ เติม(เลือกเสรี) รายวชิ า โปรแกรมคอมพิวเตอรเ์ พอื่ ห่นุ ยนต์ รหสั วิชา ว๓๐๒๘9 ช้นั มธั ยมศกึ ษาปที ่ี 4-6 ภาคเรยี นที่ 2 จานวน ๑.๐ หน่วยกิต เวลา ๔๐ ชวั่ โมง/ภาคเรยี น กลุม่ สาระการเรยี นรูว้ ิทยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี ศกึ ษาเชือ่ มโยงความสมั พันธ์ระหวา่ งเทคโนโลยีกบั ศาสตรอ์ ื่นๆ ศกึ ษาส่วนประกอบ โครงสรา้ งและหนา้ ท่ขี องหุน่ ยนต์ ศึกษาพ้นื ฐานดา้ นอเิ ลคทรอนิคและเครือ่ งกล แมคคานิคในการขับเคล่ือน ศกึ ษาวงจรควบคุมการทางานของห่นุ ยนต์ หลักการ ทางานของมอเตอรก์ ระแสตรง ระบบการถ่ายทอดกาลงั รอบการหมนุ ของเฟืองกบั แรงบิดในการขบั เคล่อื น มคี วามรู้ในการ เลอื กใช้เครอื่ งมอื และวสั ดุในการออกแบบหุ่นยนต์ ปฏบิ ัตงิ านฝึกทักษะการสืบคน้ ความรู้ผ่านสอ่ื ด้านตา่ งๆ เลือกใช้เคร่ืองมอื เพอื่ การออกแบบสร้างหุ่นยนต์ ประกอบชดุ เฟืองเกียรก์ ารถ่ายทอดกาลัง ตามเกณฑ์และกตกิ าการแข่งขัน เพ่อื ให้สามารถวิเคราะห์ปรับปรุงแกไ้ ขปัญหาต่างๆทีเ่ กิดขึน้ จากการออกแบบการสร้างหุ่นยนต์ และฝกึ ความม่งุ มนั่ ในการทางาน อีกทง้ั เสริมสรา้ งประสบการณด์ ้วยการแขง่ ขนั เพอื่ นาความรไู้ ปประยุกตใ์ ช้ในชีวติ ประจาวนั ได้ ผลการเรียนรู้ 1. อธบิ ายเชอื่ มโยงความสัมพนั ธ์ระหวา่ งเทคโนโลยีกับศาสตร์อน่ื ๆ 2. อธิบายส่วนประกอบและหน้าท่ีของหุ่นยนต์ได้ 3. อา่ นคา่ แถบสีของตวั ตา้ นทานได้ 4. อธิบายพื้นฐานดา้ นเครอื่ งกล แมคคานคิ และการขับเคลือ่ นของหุน่ ยนต์ได้ 5. อธิบายโครงสร้างและวงจรควบคุมหุน่ ยนตไ์ ด้ 6. ประกอบชดุ เฟอื งเกียรไ์ ด้ 7. ประกอบชดุ รโี มทคอนโทรลได้ 8. อธบิ ายหลักการทางานของมอเตอร์กระแสตรงได้ 9. อธบิ ายหลกั การเลือกใช้เคร่อื งมอื และวสั ดงุ านหุ่นยนต์ได้ 10. ปฏิบตั กิ ารออกแบบและสรา้ งหุน่ ยนต์ตามเกณฑ์และกตกิ าการแขง่ ขันทกี่ าหนดได้ 11. สามารถเขยี นโปรแกรมควบคุมการทางานของหุ่นยนต์ได้ 12. เสรมิ สรา้ งประสบการณ์ดว้ ยการแขง่ ขนั 13. สามารถวิเคราะหป์ รบั ปรงุ แกไ้ ขกลไกการทางานของหุ่นยนต์และ ประเมนิ ผลงานตนเองได้ รวมทัง้ หมด ๑๓ ผลการเรียนรู้

289 รายวิชา โปรแกรมคอมพิวเตอรเ์ พื่อหนุ่ ยนต์ โครงสรา้ งรายวิชา(เลือกเสร)ี ช้ันมัธยมศกึ ษาปที ่ี ๔-6 ภาคเรียนท่ี ๒ รหัสวิชา ว๒๐๒๘9 เวลา ๔๐ ชวั่ โมง/ภาคเรยี น จานวน ๑.๐ หน่วยกติ กลุ่มสาระการเรยี นร้วู ทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยี ท่ี ชื่อหน่วยการเรียนรู้ ผลการ สาระสาคญั เวลา นา้ หนัก เรียนรู้ (ชวั่ โมง) คะแนน ๑ หนว่ ยที่ ๑ ขอ้ ๑ ความสาคัญของเทคโนโลยี ๔๕ เทคโนโลยีเบ้ืองต้น ความสัมพนั ธ์ของวทิ ยาศาสตร์กบั การ ออกแบบหุ่นยนต์ กระบวนการของเทคโนโลยี ประโยชน์ของเทคโนโลยี ๒ หนว่ ยท่ี ๒ ขอ้ ๒,๓,๔,๕ มารจู้ ักหุน่ ยนต์ ๔๕ งานหนุ่ ยนตเ์ บ้อื งต้น หนุ่ ยนต์ ความรู้พ้นื ฐานอิเลคทรอนิค โครงสรา้ งกับกลไกแมคคานคิ ของหุ่นยนต์ ในการขบั เคลื่อน ๓ หนว่ ยท่ี ๓ ข้อ การสรา้ งหุ่นยนตแ์ ละการควบคมุ ๑๐ ๕ ระบบและกลไกของ ๕,๖,๗,๘,๙ การสรา้ งหุ่นยนต์ ห่นุ ยนต์ ชดุ เฟอื งเกียร์ รโี มทคอนโทรล มอเตอร์ เคร่ืองมือและวัสดุงานห่นุ ยนต์ ๔ หน่วยที่ ๔ ข้อ ๑๑,๑๒ เสรมิ สร้างประสบการณ์ดว้ ยภารกิจการ ๑๖ ๖๐ การเขียนโปรแกรม ออกแบบ และการพิชิตภารกิจ ห่นุ ยนต์รถลาก หนุ่ ยนต์รถคีบ การเขยี นโปรแกรม เสริมสร้างประสบการณ์ดว้ ยการแขง่ ขัน ๕ หน่วยที่ ๕ ข้อ ๑๓ การวเิ คราะห์และประเมินผลงาน ๒๕ การวเิ คราะหแ์ ละ การวิเคราะห์ปญั หาที่เกิดจากการทางาน ประเมินผลงาน ของห่นุ ยนต์ การประเมนิ และนาเสนอผลงาน รวมตลอดภาคเรยี น ๔๐ ๑๐๐

290 รายวชิ าเพม่ิ เตมิ ม.ปลาย (บังคับเลือก/แผนการเรยี นวิทย์-คณิต)

291 รายวชิ า ฟสิ กิ ส์๑ คาอธบิ ายรายวิชาเพ่ิมเติม ชั้นมัธยมศึกษาปีท่ี ๔ ภาคเรียนที่ ๑ เวลา ๖๐ ชวั่ โมง/ภาคเรียน รหัสวิชา ว๓๐๒๐๑ จานวน ๑.๕ หน่วยกิต กลุ่มสาระการเรยี นรวู้ ทิ ยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี ศกึ ษาความรทู้ างฟสิ กิ ส์ประวตั คิ วามเปน็ มาพัฒนาการของหลักการและแนวคดิ ทางฟิสกิ สก์ ารวัด ปริมาณทางฟิสิกส์ ความคลาดเคล่อื นในการวดั การแสดงผลการทดลองในรูปของกราฟความหมายของกราฟเสน้ ตรง ความหมายความสัมพันธ์ ระหวา่ งตาแหน่ง การกระจัด ความเร็วความเร่ง ของการเคล่อื นท่ีของวัตถใุ นแนวตรงทีม่ คี วามเร่งคงตวั จากกราฟและสมการ คา่ ความเรง่ โน้มถว่ งของโลก แรงลัพธ์ของแรงสองแรงทท่ี ามุมตอ่ กนั กฎการเคลื่อนทข่ี องนวิ ตัน กฎความโน้มถ่วงสากล การ ใชก้ ฎการเคลอ่ื นทข่ี องนิวตนั กับสภาพการเคลือ่ นทข่ี องวตั ถุแรงเสยี ดทานระหว่างผิวสมั ผสั ของวัตถุคู่หน่ึงๆ ในกรณีท่ีวัตถุ หยุดนง่ิ และวตั ถุเคลือ่ นทสี่ มั ประสทิ ธค์ิ วามเสียดทานระหว่างผิวสมั ผสั ของวตั ถุคหู่ นง่ึ ๆและนาความรูเ้ รื่องแรงเสียดทานไปใชใ้ น ชวี ติ ประจาวนั การเคล่ือนท่แี บบโปรเจกไทลแ์ ละปรมิ าณตา่ งๆ ของการเคลื่อนที่แบบโปรเจกไทล์ ความสัมพันธร์ ะหว่างแรงสู่ ศูนยก์ ลาง รศั มีของการเคลอื่ นทอ่ี ตั ราเรว็ เชิงเส้น อัตราเรว็ เชิงมุมมวลของวตั ถใุ นการเคลื่อนท่ีแบบวงกลมในแนวระนาบ ระดบั การประยกุ ต์ใช้ความรู้การเคล่ือนท่แี บบวงกลมๆในการอธิบายการโคจรของดาวเทียม โดยใชก้ ระบวนการทางวิทยาศาสตร์ กระบวนการสืบเสาะหาความรู้ การสบื คน้ ขอ้ มูลการสังเกต การวิเคราะห์ การอภปิ ลาย การอธิบายและการสรุปผล เพอ่ื ใหผ้ ้เู รียนเกิดความรู้ ความคดิ และความเขา้ ใจ มีความสามารถในการตัดสินใจ สื่อสารส่ิงที่เรียนรู้ และนา ความรไู้ ปใชใ้ นชีวิตประจาวนั ประยุกตเ์ ขา้ สปู่ ระชาคมอาเซยี น ตลอดจนมีจติ วทิ ยาศาสตร์ จริยธรรมคุณธรรมและค่านิยมที่ ถูกตอ้ งรวมท้งั นาความร้ทู ี่ไดม้ าบรู ณาการสกู่ ารดาเนนิ ชวี ิตตามหลักปรชั ญาของเศรษฐกจิ พอเพียง ผลการเรียนรู้ ๑. สบื คน้ และอธบิ ายการค้นหาความรู้ทางฟสิ ิกส์ ประวัตคิ วามเป็นมา รวมทง้ั พฒั นาการของหลกั การและ แนวคิดทางฟิสิกส์ที่ มีผลต่อ การแสวงหาความรใู้ หม่และการพัฒนาเทคโนโลยไี ด้ ๒. วดั และรายงานผลการวดั ปรมิ าณทางฟสิ ิกส์ได้ถูกตอ้ งเหมาะสม โดยนาความคลาดเคลอ่ื นในการวัดมาพิจารณาในการ นาเสนอผล รวมทัง้ แสดงผลการทดลองในรปู ของกราฟ วิเคราะห์และแปลความหมายจากกราฟเส้นตรงได้ ๓. ทดลอง และอธบิ ายความสัมพันธร์ ะหวา่ งตาแหน่ง การกระจัด ความเรว็ และความเร่งของการเคลื่อนที่ของวัตถุในแนว ตรงทีม่ ีความเร่งคงตวั จากกราฟและสมการ รวมท้ังทดลองหาค่าความเร่งโน้มถ่วงของโลกและคานวณปริมาณต่าง ๆ ที่ เก่ียวขอ้ งได้ ๔. ทดลอง และอธิบายการหาแรงลพั ธ์ของแรงสองแรงท่ที ามุมตอ่ กันได้ ๕. เขียนแผนภาพของแรงท่กี ระทาต่อวัตถอุ สิ ระ ทดลอง และอธบิ ายกฎการเคลือ่ นทีข่ องนวิ ตนั และการใช้กฎ การเคล่ือนที่ ของนวิ ตันกับสภาพการเคลื่อนที่ของวัตถุ รวมท้งั คานวณปรมิ าณต่าง ๆ ท่เี กย่ี วขอ้ งได้ ๖. อธิบายกฎความโนม้ ถว่ งสากลและผลของสนามโนม้ ถ่วงท่ีทาใหว้ ตั ถุมนี ้าหนกั รวมท้ังคานวณปรมิ าณตา่ ง ๆ ท่ีเกย่ี วขอ้ งได้ ๗. วเิ คราะห์ อธิบาย และคานวณแรงเสียดทานระหวา่ งผวิ สัมผัสของวัตถคุ หู่ นงึ่ ๆ ในกรณีท่ีวัตถุหยุดน่ิงและวัตถุเคลื่อนท่ี รวมท้ังทดลองหาสมั ประสทิ ธิ์ความเสียดทานระหวา่ งผิวสัมผัสของวตั ถคุ ู่หนง่ึ ๆ และนาความรู้เรื่องแรงเสียดทานไปใช้ใน ชีวติ ประจาวันได้ ๘. อธบิ ายสมดุลกลของวัตถุ โมเมนต์ และผลรวมของโมเมนตท์ ี่มตี อ่ การหมุน แรงคู่ควบและผลของแรงคูค่ วบทม่ี ตี ่อสมดุลของ วตั ถุ เขยี นแผนภาพของแรงท่ีกระทาตอ่ วัตถอุ ิสระเมอ่ื วัตถอุ ยใู่ นสมดลุ กล และคานวณปรมิ าณตา่ ง ๆท่ีเกี่ยวขอ้ ง รวมท้ังทดลอง และอธบิ ายสมดุลของแรงสามแรงได้ ๙. ทดลองและอธิบายความสมั พันธร์ ะหว่างแรงสู่ศูนยก์ ลางรัศมขี องการเคลอ่ื นท่อี ตั ราเร็วเชงิ เส้นอตั ราเชิงมมุ และมวลของ วัตถุในการเคลอื่ นทีแ่ บบวงกลมในระนาบระดบั รวมท้ังคานวณปรมิ าณตา่ งๆที่เก่ียวข้องและ ประยกุ ต์ใชค้ วามรู้การเคลื่อนที่ แบบวงกลมในการอธบิ ายการโคจรของดาวเทียมได้ รวม ๙ ผลการเรยี นรู้

292 รายวชิ า ฟิสิกส์๑ โครงสรา้ งรายวิชาเพ่ิมเติม ชนั้ มธั ยมศึกษาปที ่ี ๔ ภาคเรียนท่ี ๑ รหสั วิชา ว๓๐๒๐๑ เวลา ๖๐ ช่ัวโมง/ภาคเรยี น จานวน ๑.๕ หน่วยกติ กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ลา ชือ่ หนว่ ย ผลการเรียนรู้ สาระสาคญั /ความคดิ รวบยอด เวลาเรยี น นา้ หนกั ฟสิ กิ ส์เป็นวิทยาศาสตรแ์ ขนงหนึ่งทศี่ กึ ษาเกี่ยวกับสสาร (ชัว่ โมง) (คะแนน) ดับที่ การเรยี นรู้ ๑๕ ๑๐ ๑ การศกึ ษา ๑. สืบคน้ และอธิบายการ วิชาฟิสิกส์ ค้นหาความรูท้ างฟสิ กิ ส์ พลังงาน อนั ตรกริ ยิ าระหวา่ งสสารกบั พลังงาน และแรง พน้ื ฐานในธรรมชาติ ประวตั คิ วามเปน็ มา รวมทัง้ พฒั นาการของ การค้นควา้ หาความรทู้ างฟสิ ิกส์ไดม้ าจากการสงั เกต การ หลักการและแนวคดิ ทาง ทดลอง และเก็บรวบรวมข้อมูลมาวิเคราะหห์ รือจากการสร้าง ฟสิ ิกสท์ ่มี ผี ลต่อ การ แบบจาลองทางความคดิ เพ่อื สรปุ เปน็ ทฤษฎี หลักการหรือกฎ แสวงหาความรู้ใหมแ่ ละ ความรู้เหล่าน้ี สามารถนาไปใช้อธบิ ายปรากฏการณ์ธรรมชาติ การพัฒนาเทคโนโลยไี ด้ หรอื ทานายส่งิ ท่ีอาจจะเกิดข้ึนในอนาคต ประวัติความเปน็ มาและพัฒนาการของหลักการและ แนวคิดทางฟิสกิ ส์เปน็ พื้นฐานในการแสวงหาความรู้ใหม่ เพ่ิมเติม รวมถงึ การพัฒนาและความก้าวหนา้ ทางเทคโนโลยีก็ มสี ว่ นในการค้นหาความรู้ใหม่ทางวทิ ยาศาสตรด์ ้วย ความรทู้ างฟิสกิ สส์ ว่ นหนง่ึ ไดจ้ ากการทดลองซึ่งเกี่ยวขอ้ ง กับกระบวนการวดั ปริมาณทางฟสิ ิกส์ ซง่ึ ประกอบด้วยตวั เลข ๒. วัด และรายงานผลการ และหนว่ ยวัด วัดปรมิ าณทางฟิสกิ ส์ได้ ปริมาณทางฟิสิกส์สามารถวัดไดด้ ้วยเครอื่ งมือต่าง ๆ ถกู ต้องเหมาะสม โดยนา ความคลาดเคลอ่ื นในการ โดยตรงหรือทางออ้ ม หนว่ ยที่ใชใ้ นการวดั ปรมิ าณทาง วัดมาพิจารณาในการ วิทยาศาสตรค์ อื ระบบหนว่ ยระหว่างชาติ เรียกย่อวา่ ระบบ นาเสนอผล รวมทง้ั เอสไอ แสดงผลการทดลองในรูป ปรมิ าณทางฟสิ กิ ส์ท่ีมคี ่านอ้ ยกวา่ หรือมากกว่า๑มาก ๆ ของกราฟ วิเคราะหแ์ ละ นิยมเขยี นในรปู ของสญั กรณว์ ิทยาศาสตร์ หรือเขียนโดยใชค้ า นาหน้าหน่วยของระบบเอสไอ การเขยี นโดยใชส้ ัญกรณ์ แปลความหมายจากกราฟ วทิ ยาศาสตร์เป็นการเขยี นเพื่อแสดงจานวนเลขนัยสาคญั ที่ เส้นตรงได้ ถกู ตอ้ ง

293 ลา ช่อื หนว่ ย ผลการเรยี นรู้ สาระสาคญั /ความคิดรวบยอด เวลาเรยี น นา้ หนกั ดบั ท่ี การเรยี นรู้ (ช่วั โมง) (คะแนน) ๑ การศกึ ษา การทดลองทางฟสิ ิกส์เก่ียวกบั การวัดปรมิ าณต่าง ๆ การ บันทกึ ปรมิ าณทไ่ี ด้จากการวัดดว้ ยจานวนเลขนยั สาคัญท่ี วชิ าฟสิ กิ ส์ เหมาะสม และค่าความคลาดเคลือ่ น การวเิ คราะห์และการ แปลความหมายจากกราฟ เช่น การหาความชนั จากกราฟ เสน้ ตรง จดุ ตัดแกน พ้ืนท่ีใต้กราฟ เปน็ ต้น การวดั ปริมาณตา่ ง ๆ จะมีความคลาดเคลอ่ื นเสมอข้ึนอยู่ กับเครือ่ งมือ วธิ ีการวดั และประสบการณ์ ของผู้วดั ซงึ่ คา่ ความคลาดเคลือ่ นสามารถแสดง ในการรายงานผลท้งั ใน รปู แบบตวั เลขและกราฟ การวัดควรเลอื กใช้เคร่ืองมอื วัดใหเ้ หมาะสมกับส่งิ ที่ ต้องการวัด เชน่ การวัดความยาวของวัตถทุ ต่ี อ้ งการความ ละเอียดสงู อาจใช้เวอรเ์ นยี ร์แคลลเิ ปิร์ส หรือไมโครมเิ ตอร์ ฟิสกิ ส์อาศัยคณิตศาสตรเ์ ป็นเครอื่ งมือในการศกึ ษา คน้ คว้า และการสื่อสาร ๒ การเคล่ือนที่ ๓. ทดลอง และอธบิ าย ปริมาณทีเ่ กีย่ วกบั การเคลอื่ นท่ี ได้แก่ ตาแหนง่ การกระจัด ๑๕ ๒๐ ในแนวตรง ความสัมพันธร์ ะหวา่ ง ความเร็ว และความเร่ง โดยความเร็วและความเร่งมที งั้ ตาแหน่ง การกระจัด ค่าเฉล่ียและคา่ ขณะหนงึ่ ซ่ึงคดิ ในชว่ งเวลาสนั้ ๆ สาหรบั ความเรว็ และความเรง่ ปริมาณตา่ ง ๆ ทเี่ กย่ี วข้องกบั การเคล่อื นท่แี นวตรงด้วย ของการเคล่ือนท่ีของวัตถุ ความเร่งคงตัว ในแนวตรงท่ีมคี วามเรง่ คง การอธบิ ายการเคล่อื นทข่ี องวัตถุสามารถเขยี นอยู่ใน ตัวจากกราฟและสมการ รูปกราฟตาแหนง่ กับเวลา กราฟความเรว็ กับเวลา หรอื กราฟ รวมทง้ั ทดลองหาค่า ความเรง่ กบั เวลา ความชนั ของเสน้ กราฟตาแหนง่ กับเวลาเปน็ ความเรง่ โน้มถว่ งของโลก ความเรว็ ความชนั ของเสน้ กราฟความเรว็ กบั เวลาเปน็ และคานวณปริมาณตา่ ง ๆ ที่เกย่ี วขอ้ งได้ ความเรง่ และพนื้ ท่ใี ตเ้ ส้นกราฟความเร็วกับเวลาเป็นการ กระจดั ในกรณีทีผ่ ู้สงั เกตมคี วามเร็ว ความเรว็ ของวัตถุที่สงั เกต ไดเ้ ป็นความเรว็ ทเ่ี ทียบกบั ผู้สงั เกต การตกแบบเสรเี ป็นตัวอย่างหน่ึงของการเคล่ือนท่ีใน หนึ่งมติ ทิ ่ีมีความเร่งเท่ากับความเรง่ โน้มถ่วงของโลก

294 ลา ชื่อหน่วย ผลการเรียนรู้ สาระสาคัญ/ความคดิ รวบยอด เวลาเรียน น้าหนัก ดับที่ การเรียนรู้ (ชั่วโมง) (คะแนน) ๓ แรงและกฎ ๔. ทดลอง และอธิบาย แรงเป็นปรมิ าณเวกเตอร์จึงมีทงั้ ขนาดและทิศทาง กรณีทมี่ ี ๑๕ ๓๕ การเคลอื่ นที่ การหาแรงลพั ธ์ของแรง แรงหลาย ๆ แรง กระทาตอ่ วตั ถุ สามารถหาแรงลพั ธ์ท่ีกระทา สองแรงท่ีทามุมตอ่ กันได้ ตอ่ วตั ถุ โดยใชว้ ธิ ีเขียนเวกเตอรข์ องแรงแบบหางตอ่ หัว วธิ ี ๕. เขยี นแผนภาพของแรง สร้างรปู สี่เหลี่ยมดา้ นขนานของแรงและวธิ คี านวณ ท่ีกระทาตอ่ วัตถุอสิ ระ สมบตั ขิ องวัตถุทีต่ ้านการเปลยี่ นสภาพการเคลอื่ นท่ี เรียกวา่ ทดลอง และอธบิ ายกฎ ความเฉ่อื ย มวลเป็นปริมาณทบ่ี อกให้ทราบว่าวัตถุใดมีความ การเคลอ่ื นทีข่ องนวิ ตนั เฉือ่ ยมากหรือน้อย และการใชก้ ฎการเคล่ือนที่ การหาแรงลัพธ์ท่กี ระทาต่อวัตถุสามารถเขียนเปน็ แผนภาพ ของนวิ ตนั กบั สภาพการ ของแรงทกี่ ระทาต่อวตั ถอุ ิสระได้ เคล่อื นที่ของวตั ถุ รวมท้งั คานวณปรมิ าณต่าง ๆ ท่ี กรณที ่ีไมม่ แี รงภายนอกมากระทา วตั ถจุ ะไม่เปล่ยี นสภาพการ เกยี่ วขอ้ งได้ เคล่อื นที่ซ่งึ เป็นไปตามกฎการเคลื่อนท่ีข้อทห่ี นงึ่ ของนิวตัน ๖. อธบิ ายกฎความโน้ม กรณีที่มแี รงภายนอกมากระทาโดยแรงลพั ธ์ทกี่ ระทาตอ่ ถ่วงสากลและผลของ วตั ถุไมเ่ ป็นศนู ย์ วัตถจุ ะมคี วามเรง่ โดยความเรง่ มที ศิ ทาง เดียวกบั แรงลัพธ์แรงดึงดดู ระหวา่ งมวลเป็นแรงที่มวลสองก้อน สนามโนม้ ถว่ งทีท่ าให้วัตถุ ดงึ ดดู ซึ่งกนั และกนั ด้วยแรงขนาดเทา่ กันแตท่ ศิ ทางตรงข้าม มีน้าหนกั รวมทง้ั คานวณ และเปน็ ไปตามกฎความโน้มถ่วงสากล ปรมิ าณตา่ งๆท่เี กยี่ วขอ้ ง ได้ แรงท่ีเกิดข้นึ ท่ผี วิ สัมผัสระหว่างวตั ถสุ องก้อนในทศิ ทางตรง ขา้ มกับทิศทางการเคล่ือนทห่ี รอื แนวโน้มท่ีจะเคล่ือนทีข่ องวัตถุ ๗. วิเคราะห์ อธบิ าย และ เรียกวา่ แรงเสียดทานแรงเสยี ดทานระหวา่ งผวิ สมั ผสั คหู่ นึ่ง ๆ คานวณแรงเสียดทาน ขึน้ กับสัมประสิทธ์ิความเสียดทาน ระหวา่ งผวิ สัมผสั ของวตั ถุ คู่หนง่ึ ๆ ในกรณีท่วี ตั ถุ ๓ แรงและกฎ หยดุ น่งิ และวัตถเุ คล่ือนที และแรงปฏกิ ริ ยิ าตง้ั ฉากระหว่างผวิ สัมผสั คู่นน้ั ๆขณะออกแรง การเคล่ือนที่ รวมทั้งทดลองหา พยายามแต่วัตถุยังคงอย่นู ิ่ง สมั ประสิทธ์ิความเสียด แรงเสยี ดทานมขี นาดเทา่ กับแรงพยายามทก่ี ระทาต่อวัตถุนั้น ทานระหว่างผิวสัมผสั ของ และแรงเสยี ดทานมีค่ามากทสี่ ุดเมอื่ วัตถเุ ร่มิ เคลือ่ นท่ี เรยี กแรง วัตถุคู่หนง่ึ ๆ และนา เสียดทานนีว้ า่ แรงเสียดทานสถิต แรงเสียดทานที่กระทาตอ่ ความรู้เร่ืองแรงเสียดทาน วัตถขุ ณะกาลังเคลื่อนท่ี เรยี กวา่ แรงเสยี ดทานจลน์ ไปใช้ในชวี ิตประจาวนั ได้

295 ลา ช่ือหนว่ ย ผลการเรียนรู้ สาระสาคญั /ความคดิ รวบยอด เวลาเรียน นา้ หนกั ดบั ที่ การเรียนรู้ (ชวั่ โมง) (คะแนน) ๔ การเคล่อื นท่ี ๘. อธบิ ายสมดุลกลของ การเคล่ือนที่ของวตั ถุท่ีมีเสน้ ทางเปน็ โคง้ พาราโบลาภาคใต้ ๑๕ ๓๕ แบบตา่ ง ๆ วตั ถุ โมเมนต์ และผลรวม สนามโนม้ ถว่ งโดยไม่คดิ แรงต้านของอากาศเปน็ การเคลือ่ นท่ี ของโมเมนต์ท่ีมีตอ่ การ แบบโปรเจกไตลซ์ ง่ึ พจิ ารณาไดว้ ่าวัตถุมีการเปลยี่ นตาแหนง่ ใน หมนุ แรงคคู่ วบและผล แนวด่ิงและแนวระดับพร้อมกนั และเป็นอสิ ระต่อกันสว่ นการ ของแรงคูค่ วบท่ีมตี อ่ สมดลุ เคลอื่ นท่ใี นแนวระดบั ไม่มแี รงกระทาจึงเปน็ การเคลือ่ นทท่ี ่มี ี ของวตั ถุ เขียนแผนภาพ ความเร็วคงตัว ของแรงทก่ี ระทาต่อวัตถุ วัตถุที่เคล่ือนท่ีเป็นวงกลมหรือสว่ นของวงกลมเรยี กวา่ เป็น อสิ ระเม่อื วตั ถอุ ย่ใู นสมดลุ การเคล่อื นทแี่ บบวงกลมซงึ่ มีแรงลัพธ์ทีก่ ระทากับวัตถุในทศิ กล และคานวณปรมิ าณ เขา้ ส่ศู นู ยก์ ลางเรียกวา่ แรงสศู่ นู ย์กลางทาใหเ้ กิดความเรง่ สู่ ตา่ ง ๆ ศนู ยก์ ลางท่ีมขี นาดสัมพนั ธก์ บั รัศมขี องการเคล่อื นทแ่ี ละ ท่เี กย่ี วข้อง รวมทัง้ ทดลอง อตั ราเร็วเชิงเส้นของวตั ถุ และอธบิ ายสมดุลของแรง นอกจากน้ีการเคลอ่ื นที่แบบวงกลมยงั สามารถอธิบายไดด้ ว้ ย สามแรงได้ วิธอี ตั ราเรว็ เชิงมุมซงึ่ มีความสัมพนั ธก์ ับอัตราเรว็ เชงิ เสน้ และ ๙. ทดลองและอธบิ าย แรงสู่ศนู ย์กลางมคี วามสัมพันธ์กบั อตั ราเรว็ เชงิ มุมการเคลือ่ นท่ี ความสัมพนั ธ์ระหว่างแรง ในแนววงกลมได้แกก่ ารเคลอื่ นที่ของรถบนถนนโค้งและ สู่ศูนยก์ ลางรัศมีของการ ดาวเทียมที่โคจรเป็นแนววงกลมรอบโลก เคลอื่ นท่ีอตั ราเร็วเชงิ เสน้ อตั ราเชงิ มุมและมวลของ วัตถใุ นการเคลอ่ื นทแ่ี บบ วงกลมในระนาบระดบั รวมทั้งคานวณปริมาณ ตา่ งๆท่เี กี่ยวข้องและ ประยกุ ต์ใช้ความรกู้ าร เคลื่อนทแ่ี บบวงกลมใน การอธบิ ายการโคจรของ ดาวเทียมได้ รวมตลอดภาคเรียน ๖๐ ๑๐๐

296 รายวชิ า ฟิสิกส์๒ คาอธิบายรายวิชาเพ่มิ เติม ช้นั มธั ยมศึกษาปที ่ี ๔ ภาคเรยี นที่ ๒ รหสั วิชา ว๓๐๒๐๒ เวลา ๖๐ ช่ัวโมง/ภาคเรยี น จานวน ๑.๕ หน่วยกติ กลมุ่ สาระการเรยี นรู้วทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยี ศกึ ษางานของแรงคงตวั จากสมการและพ้ืนทใี่ ต้กราฟความสัมพันธ์ระหวา่ งแรงกบั ตาแหน่งกาลังเฉลย่ี พลังงานจลน์ พลังงานศกั ย์ พลังงานกล ความสมั พันธร์ ะหว่างงานกับพลงั งานจลนค์ วามสมั พันธ์ระหว่างงานกับพลังงานศักย์โน้มถ่วง ความสัมพนั ธร์ ะหวา่ งขนาดของแรงทใี่ ช้ดึงสปรงิ กับระยะท่ีสปรงิ ยดื ออกความสมั พันธ์ระหว่างงานกับพลังงานศักย์ยืดหยุ่น ความสัมพนั ธ์ระหวา่ งงานของแรงลพั ธ์ และพลังงานจลนง์ านท่ีเกดิ ข้ึนจากแรงลัพธก์ ฎการอนรุ ักษพ์ ลังงานกล ปริมาณต่างๆท่ี เกยี่ วข้องกบั การเคล่ือนทีข่ องวัตถใุ นสถานตา่ งๆสถานการณ์ตา่ งๆโดยใช้กฎการอนุรักษ์พลังงานกลการทางานประสิทธิภาพการ ได้เปรียบเชิงกลของเครื่องกลอยา่ งง่ายบางชนิดโดยใช้ ความรู้เรือ่ งงานและสมดลุ กลในการพิจารณาโมเมนตัมของวัตถกุ ารดล จากสมการและพืน้ ท่ใี ตก้ ราฟความสัมพนั ธ์ระหว่างแรงลพั ธต์ อ่ เวลาความสัมพันธร์ ะหว่างแรงดวลกบั โมเมนตัมปริมาณต่างๆที่ เกยี่ วกบั การชนของวตั ถใุ น ๑มติ ทิ ง้ั แบบยดื หยุ่นไม่ยืดหยุ่นการดีดตัวแยกจากกันใน ๑มิติทเ่ี ป็นไปตามกฎการอนุรกั ษ์โมเมนตมั สมดลุ กลของวตั ถโุ มเมนต์และผลรวมของโมเมนตท์ มี่ ีตอ่ การหมนุ แรงคคู่ วบผลของแรงคคู่ วบทม่ี ีตอ่ สมดุลของวตั ถแุ ผนภาพของ แรงทก่ี ระทาต่อวตั ถอุ ิสระเม่อื วตั ถุอยู่ในสมดลุ กลสมดุลของแรง ๓แรงสภาพการเคลื่อนท่ีของวัตถุเมื่อแรงทกี่ ระทาตอ่ วัตถุผ่าน ศนู ย์กลางมวลของวตั ถุและผลของศนู ยถ์ ่วงที่มีตอ่ สถานภาพของวัตถุ โดยใช้กระบวนการทางวิทยาศาสตรก์ ระบวนการสืบเสาะหาความรูก้ ารสืบค้นข้อมูลการสังเกตการวิเคราะห์การ อภปิ รายการอธบิ ายและการสรปุ ผล เพอื่ ใหผ้ ู้เรียนเกิดความรู้ความคิดและความเข้าใจมคี วามสามารถในการตัดสินใจสอื่ สารส่ิงทเ่ี รยี นรู้และนาความรู้ไป ใช้ในชีวติ ของตนเองเข้าสูป่ ระชาคมอาเซียนตลอดจนมีจติ วิทยาศาสตร์จริยธรรมคุณธรรมและคา่ นยิ มที่ถกู ต้องนาความรทู้ ่ไี ด้มา บรู ณาการสกู่ ารดาเนนิ ชีวติ ตามหลักปรชั ญาของเศรษฐกจิ พอเพยี ง ผลการเรยี นรู้ ๑. วเิ คราะห์ และคานวณงานของแรงคงตัวจากสมการและพ้ืนที่ใตก้ ราฟความสมั พนั ธ์ ระหว่างแรงกบั ตาแหน่ง รวมทัง้ อธิบายและคานวณกาลังเฉล่ียได้ ๒. อธิบายและคานวณพลงั งานจลน์ พลงั งานศักย์ พลังงานกล ทดลองหาความสัมพันธร์ ะหว่างงานกบั พลังงานจลน์ ความสมั พนั ธ์ระหวา่ งงานกับพลงั งานศกั ย์โนม้ ถ่วงความสมั พันธร์ ะหว่างขนาดของแรงที่ใช้ดงึ สปริงกับระยะทส่ี ปรงิ ยืดออกและความสัมพนั ธร์ ะหว่างงานกบั พลังงานศักยย์ ืดหยุ่น รวมทง้ั อธิบาย ความสัมพนั ธ์ระหว่างงานของแรงลัพธแ์ ละพลงั งานจลน์ และคานวณงานทีเ่ กิดขนึ้ จากแรงลัพธ์ได้ ๓. อธบิ ายกฎการอนุรักษพ์ ลังงานกล รวมท้งั วเิ คราะห์ และคานวณปรมิ าณต่าง ๆ ทเี่ กีย่ วข้องกับการเคลอ่ื นที่ ของวตั ถุในสถานการณต์ ่าง ๆ โดยใชก้ ฎการอนุรักษพ์ ลงั งานกล ๔. อธิบายการทางาน ประสิทธิภาพและการไดเ้ ปรยี บเชิงกลของเครื่องกลอยา่ งง่ายบางชนดิ โดยใช้ความรู้ เร่อื งงานและสมดลุ กลรวมทั้งคานวณประสทิ ธภิ าพและการไดเ้ ปรียบเชงิ กลได้ ๕. อธบิ าย และคานวณโมเมนตัมของวตั ถุ และการดลจากสมการและพ้ืนท่ใี ตก้ ราฟความสมั พันธร์ ะหว่าง แรงลัพธก์ บั เวลา รวมทงั้ อธบิ ายความสัมพันธ์ระหวา่ งแรงดลกบั โมเมนตัมได้ ๖. ทดลอง อธิบาย และคานวณปริมาณต่าง ๆทีเ่ กยี่ วกบั การชนของวตั ถใุ นหนงึ่ มติ ิ ท้ังแบบยดื หยนุ่ ไม่ยืดหยนุ่ และการดีดตัวแยกจากกนั ในหน่งึ มติ ิซ่ึงเป็นไปตามกฎการอนรุ ักษโ์ มเมนตัมได้ ๗. อธิบายสมดุลกลของวตั ถุและผลรวมของโมเมนตท์ ่ีมีต่อการหมนุ แรงคคู่ วบและผลของแรงคคู่ วบทีม่ ตี อ่ สมดุลของวตั ถเุ ขียนแผนภาพของแรงท่กี ระทาต่อวัตถุอิสระเม่อื วัตถุอยู่ในสมดุลกลและคานวณปรมิ าณ ตา่ งๆทเี่ ก่ียวขอ้ งรวมทั้งทดลองและอธิบายสมดุลของแรง ๓ แรงได้ ๘. สงั เกตและอธิบายสภาพการเคลือ่ นที่ของวัตถุเมื่อแรงทก่ี ระทาต่อวตั ถุผา่ นศนู ย์กลางมวลของวตั ถุและผล ของศูนยถ์ ว่ งท่ีมีต่อเสถียรภาพของวัตถุได้ รวม ๘ ผลการเรียนรู้

297 โครงสร้างรายวิชาเพิม่ เตมิ รายวิชา ฟสิ กิ ส์๒ รหัสวชิ า ว๓๐๒๐๒ ชนั้ มธั ยมศกึ ษาปที ่ี ๔ ภาคเรยี นที่ ๒ จานวน ๑.๕ หน่วยกิต เวลา ๖๐ ชั่วโมง/ภาคเรียน กล่มุ สาระการเรียนร้วู ทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยี ลา ชือ่ หน่วย ผลการเรียนรู้ สาระสาคัญ/ความคดิ รวบยอด เวลา น้าหนัก ดบั ท่ี การ เรยี น (คะแนน) เรียนรู้ (ชว่ั โมง) ๑ งานและ ๑. วิเคราะห์ และคานวณงานของแรงคง งานของแรงที่กระทาตอ่ วตั ถุหาไดจ้ ากผลคณู ของ ๒๐ ๓๐ พลงั งาน ตวั ขนาดของแรงและขนาดของการกระจดั กบั โคไซน์ของ จากสมการและพืน้ ทใี่ ตก้ ราฟความสัมพนั ธ์ มุมระหว่างแรงกับการกระจัดหรอื หางานไดจ้ ากพ้นื ท่ี ระหว่างแรงกบั ตาแหน่ง รวมทงั้ อธิบาย ใตก้ ราฟระหว่างแรงในแนวการเคล่ือนทกี่ บั ตาแหนง่ และ โดยแรงทกี่ ระทาอาจเป็นแรงคงตัว หรอื ไม่คงตัวก็ได้ คานวณกาลงั เฉลยี่ ได้ พลังงานเป็นความสามารถในการทางานพลงั งาน ๒. อธิบายและคานวณพลังงานจลน์ จลน์เป็นพลังงานของวัตถุทีก่ าลังเคลือ่ นทีพ่ ลงั งานศกั ย์ พลังงาน เป็นพลังงานทีเ่ กย่ี วข้องกับตาแหน่งหรือรปู รา่ งของ ศักย์ พลงั งานกล ทดลองหาความสมั พนั ธ์ วัตถซุ ึง่ แบง่ ออกเป็นพลังงานศักย์โน้มถ่วงและพลังงาน ระหวา่ งงานกบั พลังงานจลน์ ศักย์ยืดหยุ่นด้วยพลังงานกลเปน็ ผลรวมของพลงั งาน ความสมั พันธ์ จลนแ์ ละพลังงานศกั ยซ์ ่ึงงานและพลังงานมี ระหว่างงานกับพลังงานศักย์โนม้ ถว่ ง ความสัมพนั ธก์ นั โดยงานของแรงลัพธ์เท่ากับพลังงาน ความสัมพนั ธ์ระหวา่ งขนาดของแรงท่ใี ชด้ งึ จลน์ของวัตถุที่เปล่ยี นไป สปรงิ กบั ระยะท่สี ปรงิ ยดื ออกและ พลงั งานตา่ งๆสามารถเปลย่ี นเปน็ อีกพลังงานหนึง่ ได้ ความสมั พนั ธร์ ะหวา่ งงานกบั พลงั งานศักย์ แต่ผลรวมของพลังงานยงั คงเดิมซงึ่ เป็นไปตามกฎการ ยดื หยนุ่ รวมทัง้ อนรุ กั ษพ์ ลังงานและกฎการอนุรักษพ์ ลังงาน อธบิ ายความสมั พนั ธร์ ะหวา่ งงานของแรง ลพั ธ์และพลังงานจลน์ และคานวณงานท่ี เกิดขนึ้ จากแรงลพั ธ์ได้ ๓. อธบิ ายกฎการอนรุ กั ษพ์ ลงั งานกล พลังงานจนใชอ้ ธิบายการเคลือ่ นที่ของวตั ถุเช่นการ รวมท้ังวเิ คราะห์ และคานวณปรมิ าณต่าง เคล่ือนทขี่ องวงกลมในระนาบดง่ิ การเคล่ือนที่ของวตั ถุ ๆ ทเ่ี กีย่ วขอ้ งกบั การเคล่ือนที่ของวัตถุใน ทตี่ ิดสปริงการเคลือ่ นทภี่ ายใต้แรงโน้มถ่วงของโลกเปน็ สถานการณต์ ่าง ๆ โดยใช้กฎการอนรุ กั ษ์ ต้น พลงั งานกล เครอื่ งกลเป็นอปุ กรณท์ ีช่ ่วยในการทางานอย่าง ๔. อธบิ ายการทางาน ประสทิ ธภิ าพและ สะดวกข้นึ หรอื งา่ ยขนึ้ หรอื ชว่ ยในการผ่อนแรง การได้เปรยี บเชงิ กลของเครอ่ื งกลอยา่ งงา่ ย เคร่อื งกลท่ีจะเปน็ เครือ่ งกลอยา่ งงา่ ยได้แกค่ านรอกพน้ื บางชนิด โดยใชค้ วามรูเ้ รอ่ื งงานและสมดลุ เอียงลิม่ สกรแู ละล้อกับเพลาดว้ ยการทางานใช้ กล หลักการของงานและสมดุลกลประกอบการพิจารณา รวมทัง้ คานวณประสทิ ธิภาพและการ ประสิทธิภาพและการได้เปรยี บเชงิ กลของเครอ่ื งกล ไดเ้ ปรียบเชิงกลได้ อยา่ งงา่ ย