298 ลา ชือ่ หนว่ ย ผลการเรียนรู้ สาระสาคัญ/ความคิดรวบยอด เวลา น้าหนกั ดับท่ี การเรยี นรู้ เรียน (คะแนน) (ช่วั โมง) ๒ โมเมนตมั ๕. อธิบาย และคานวณโมเมนตัมของวัตถุ วัตถทุ ่เี คลอ่ื นท่จี ะมีโมเมนตัมซง่ึ เป็นปรมิ าณเวกเตอร์ ๒๐ ๓๒ และการชน และการดลจากสมการและพน้ื ทใ่ี ตก้ ราฟ มีค่าเทา่ กบั ผลคณู ระหว่างมวลกบั ความเรว็ ของวัตถุ ความสมั พนั ธร์ ะหว่างแรงลัพธก์ บั เวลา เม่ือมแี รงลพั ธก์ ระทาต่อวตั ถุจะทาให้โมเมนตัม รวมทั้งอธิบายความสัมพนั ธร์ ะหว่างแรงดล เปลีย่ นไปดว้ ยแรงลัพธท์ ่กี ระทากับวตั ถุเทา่ กับอตั รา กับโมเมนตมั ได้ การเปลีย่ น โมเมนตัมของวัตถแุ รงลพั ธท์ ่กี ระทาต่อ ๖. ทดลอง อธิบาย และคานวณปริมาณ วตั ถใุ นเวลาสั้นๆเรยี กวา่ แรงดลด้วยผลคูณของแรง ตา่ ง ๆทีเ่ ก่ยี วกับการชนของวตั ถุในหนงึ่ มิติ ดลกับเวลาเรียกว่าการดล ซึ่งการดลอาจหาได้จาก ทั้งแบบยดื หยุ่น ไม่ยืดหยุน่ และการดดี ตวั พน้ื ที่ใต้กราฟระหว่างแรงดลกบั เวลา แยกจากกันในหน่ึงมติ ซิ ง่ึ เปน็ ไปตามกฎ เมือ่ วัตถุชนกันโมเมนตัมกอ่ นการชนของระบบ การอนุรักษ์โมเมนตมั ได้ เทา่ กับโมเมนตัมหลังการชนของระบบเปน็ ไปตามกฎ การอนรุ กั ษโ์ มเมนตมั ซึง่ ในการชนกันของวัตถุที่ พลงั งานจลน์ของระบบมีคา่ คงตวั เป็นการชนแบบ ยืดหยนุ่ สว่ นการชนท่พี ลงั งานจลนข์ องระบบไมค่ ง ตวั เป็นการชนแบบไมย่ ดื หย่นุ ดว้ ยกฎการอนุรักษ์ โมเมนตมั ช่วยในการอธบิ ายการชนและการระเบดิ ของวัตถุ ๓ สภาพ ๗. อธบิ ายสมดุลกลของวตั ถุและผลรวม สมดลุ กลเปน็ สภาพทวี่ ตั ถรุ กั ษาสภาพการเคล่ือนท่ี ๒๐ ๓๘ สมดลุ ของโมเมนตท์ มี่ ีต่อการหมนุ แรงคูค่ วบและ ใหค้ งเดมิ หรือหยุดนิง่ (สมดุลสถิต)หรือเคลอ่ื นท่ีด้วย ผลของแรงคู่ควบทีม่ ตี อ่ สมดุลของวตั ถุ ความเร่งคงตัวหรอื หมุนด้วยความเรว็ เชิงมุมคงตวั เขยี นแผนภาพของแรงทกี่ ระทาตอ่ วัตถุ (สมดุลจนน์)วัตถุทีส่ มดุลตอ่ การเคลื่อนทค่ี อื หยดุ น่งิ อสิ ระเม่อื วตั ถอุ ยู่ในสมดุลกลและคานวณ หรือเคลือ่ นที่ดว้ ยความเรว็ คงตัวเม่อื แรงลัพธท์ ี่ ปริมาณต่างๆทเี่ กย่ี วขอ้ งรวมทั้งทดลอง กระทาตอ่ วัตถเุ ปน็ ศูนยแ์ ละวตั ถจุ ะสมดลุ ต่อการ และอธบิ ายสมดุลของแรง ๓ แรงได้ หมนุ คอื ไมห่ มุนหรอื หมนุ ดว้ ยความเรว็ เชงิ มุมคงตวั ๘. สงั เกตและอธบิ ายสภาพการเคลอ่ื นท่ี เมือ่ ผลรวมของโมเมนตท์ ี่กระทาตอ่ วตั ถุเปน็ ศูนย์ ของวัตถุเมอ่ื แรงท่กี ระทาต่อวัตถุผ่าน เมื่อมีแรงคคู่ วบกระทาตอ่ วตั ถุแรงลพั ธ์จะเทา่ กบั ศนู ย์กลางมวลของวตั ถแุ ละผลของศูนย์ ศูนย์ทาให้วตั ถสุ มดุลต่อการเลอ่ื นทแี่ ตไ่ ม่สมดลุ ตอ่ ถว่ งท่มี ีตอ่ เสถยี รภาพของวตั ถไุ ด้ การหมนุ การเขยี นแผนภาพของแรงทีก่ ระทาต่อวัตถุอสิ ระ สามารถนามาใช้ในการพจิ ารณาแรงลพั ธแ์ ละผลรวม ของโมเมนตท์ ี่กระทาตอ่ วัตถุเมอ่ื วัตถุอยู่ในสมดุลกล เม่อื ออกแรงกระทาตอ่ วัตถุทว่ี างบนพื้นทีไ่ ม่มแี รง เสียดทานในแนวระดับท่านแนวแรงน้ันกระทาผา่ น ศูนย์กลางมวลของวตั ถวุ ัตถุจะเคลือ่ นท่แี บบเคล่อื นท่ี โดยไม่หมุน วตั ถุที่อยู่ในสนามโน้มถ่วงสม่าเสมอศูนย์กลางมวล และศนู ย์ถ่วงอยู่ทตี่ าแหน่งเดียวกันโดยศนู ย์ถ่วงของ วตั ถมุ ผี ลต่อเสถียรภาพของวัตถุ รวมตลอดภาคเรียน ๖๐ ๑๐๐
299 รายวิชา ฟสิ ิกส์๓ คาอธบิ ายรายวชิ า(เพิ่มเติม) ชัน้ มัธยมศกึ ษาปีที่ ๕ ภาคเรยี นที่ ๑ รหัสวชิ า ว๓๐๒๐๓ เวลา ๖๐ ชวั่ โมง/ภาคเรยี น จานวน ๑.๕ หนว่ ยกิต กล่มุ สาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ศึกษาการเคลื่อนที่แบบฮารม์ อนกิ สอ์ ย่างงา่ ย และหลักการของคล่ืนในเรอื่ ง องคป์ ระกอบและการเคล่อื นท่ีของคลื่น สมบตั ิของคลนื่ ธรรมชาติของเสยี ง สมบตั ขิ องคลื่นเสยี ง การอธบิ ายปรากฏการณ์ทีเ่ ก่ียวกบั คลื่นเสียง การส่ันพ้องของเสียง บตี สป์ รากฏการณ์ ดอปเพลอร์และคล่ืนกระแทก หแู ละการได้ยิน ความเข้มของเสยี งและมลพษิ ทางเสียงธรรมชาติของแสง แสงเชิงเรขาคณติ กระจกเงาโคง้ เลนสบ์ างและหลักการของทัศนอปุ กรณ์บางชนิด การรับรู้สขี องนยั น์ตาคน แสงเชิงฟิสกิ ส์และ การอธิบายปรากฏการณ์ที่เกยี่ วกบั คลื่นแสง โดยใช้กระบวนการทางวิทยาศาสตร์ การสืบคน้ ขอ้ มลู การสารวจตรวจสอบ วเิ คราะห์ อธิบาย และการอภปิ ราย เพอ่ื ให้เกดิ ความรู้ ความเขา้ ใจ ความคดิ มคี วามสามารถในการสื่อสารสงิ่ ทเ่ี รยี นรู้ สู่ประชาคมอาเซียน การตัดสินใจ การนา ความรู้ไปใชใ้ นชีวิตประจา วันมจี ติ วิทยาศาสตร์ จริยธรรม คุณธรรมและค่านิยมทเี่ หมาะสมมีความมงุ่ ม่ันในการทางาน ตามวิถีความพอเพยี งอนั เปน็ หลกั ตามปรชั ญาของเศรษฐกจิ พอเพียง ต่อไป ผลการเรียนรู้ ๑. ทดลอง และอธบิ ายการเคลื่อนทแี่ บบฮารม์ อนิกอยา่ งง่ายของวตั ถุตดิ ปลายสปรงิ และลกู ตุม้ อยา่ งงา่ ย รวมทัง้ คานวณ ปรมิ าณตา่ ง ๆ ท่เี ก่ยี วข้อง ๒. อธบิ ายการความถ่ธี รรมชาตแิ ละการเกิดการส่นั พ้อง ๓. อธิบายปรากฏการณค์ ล่นื ชนิดของคลื่น สว่ นประกอบของคล่ืน การแผ่ของหนา้ คลืน่ ดว้ ยหลักการของฮอยแกนส์ และการรวมกันของคลืน่ ตามหลักการซอ้ นทบั พร้อมท้งั คานวณอัตราเร็ว ความถ่ีและความยาวคลื่น ๔. สงั เกตและอธบิ ายการสะท้อนและการหกั เห การแทรกสอด และการเล้ยี วเบนของคล่นื ผวิ นา้ รวมทั้งคานวณปรมิ าณ ต่างๆ ทเี่ ก่ียวข้อง ๕. อธิบายการเกิดเสยี ง การเคลอื่ นที่ของเสยี งความสมั พันธ์ระหว่างคลน่ื การกระจัดของอนภุ าคกบั คล่นื ความดัน ความสัมพนั ธ์ระหวา่ งอัตราเรว็ ของเสยี งในอากาศทขี่ นึ้ กับอณุ หภมู ิในหนว่ ยองศาเซลเซียสสมบัตขิ องเสียงได้แก่ การ สะท้อน การหกั เห การแทรกสอดและการเลี้ยวเบน รวมท้ังคานวณปรมิ าณตา่ ง ๆ ท่ีเก่ียวขอ้ ง ๖. อธบิ ายความเข้มเสยี ง ระดับเสยี ง องค์ประกอบของการไดย้ นิ คณุ ภาพเสียง และมลพิษทางเสยี ง รวมท้งั คานวณ ปรมิ าณตา่ ง ๆ ท่ีเกีย่ วข้อง ๗. ทดลอง และอธบิ ายการเกดิ การสน่ั พ้องของอากาศในทอ่ ปลายเปดิ หนึง่ ดา้ น รวมท้ังสงั เกตและอธิบายการเกดิ บตี คล่นื นง่ิ ปรากฏการณ์ดอปเพลอร์ คลื่นกระแทกของเสียง คานวณปรมิ าณตา่ ง ๆ ท่ีเกยี่ วข้อง และนาความรู้เรอ่ื งเสยี ง ไปใช้ในชวี ิตประจาวันได้ ๘. ทดลอง และอธบิ ายการแทรกสอดของแสงผา่ นสลิตค่แู ละเกรตติง การเลี้ยวเบนและการแทรกสอดของแสงผ่านสลิต เดีย่ ว รวมท้ังคานวณปริมาณต่าง ๆ ทเ่ี กี่ยวข้อง ๙. ทดลอง และอธบิ ายการสะทอ้ นของแสงที่ผิววัตถตุ ามกฏการสะทอ้ น เขยี นรงั สีของแสงและคานวณตาแหนง่ และ ขนาดภาพของวตั ถุ เมอื่ แสงตดกระทบกระจกเงาราบและกระจกเงาทรงกลม รวมท้งั อธิบายการนาความรู้เร่อื งการ สะท้อนของแสงจากกระจกเงาราบและกระจกเงานทรงกลมไปใฃ้ประโยชน์ในชีวิตประจาวัน ๑๐. ทดลอง และอธบิ ายความสัมพนั ธ์ระหว่างดรรชนี มมุ ตกกระทบ และมุมหักเห รวมทงั้ อธบิ ายความสมั พนั ธ์ระหวา่ ง ความลกึ จรงิ และความลกึ ปรากฏ มุมวกิ ฤตและการสะท้อนกลบั หมดของแสง และคานวณปริมาณตา่ ง ๆ ท่เี ก่ียวขอ้ ง
300 ๑๑. ทดลอง และเขยี นรงั สขี องแสงเพอ่ื แสดงภาพทเี่ กิดจากเลนส์บาง หาตาแหน่ง ขนาด ชนดิ ของภาพ และ ความสัมพนั ธ์ระหว่างระยะวตั ถุ ระยะภาพ และความยาวโฟกสั รวมท้งั คานวณปรมิ าณต่าง ๆ ทีเ่ ก่ียวข้อง และ อธบิ ายการนาความรู้เรือ่ งการหักเหของแสงผ่านเลนส์บางไปใช้ประโยชนใ์ นชวี ติ ประจาวัน ๑๒. อธิบายปรากฏการณธ์ รรมชาติที่เกยี่ วขอ้ งกับแสง เชน่ รุง้ การทรงกลด มริ าจ และการเห็นท้องฟูาเปน็ สตี ่าง ๆ ในช่วงเวลาต่างกัน ๑๓. สังเกต และอธบิ ายการมองเห็นแสงสี สีของวัตถุ การผสมสารสี และการผสมแสงสี รวมทั้งอธบิ ายสาเหตุของการ บอดสี รวม ๑๓ ผลการเรียนรู้
301 โครงสรา้ งรายวชิ า(เพมิ่ เตมิ ) รายวิชา ฟิสกิ ส์๓ รหัสวชิ า ว๓๐๒๐๓ ช้นั มัธยมศึกษาปที ่ี ๕ ภาคเรยี นที่ ๑ จานวน ๑.๕ หนว่ ยกติ เวลา ๖๐ ช่วั โมง/ภาคเรียน กลุ่มสาระการเรยี นรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ลาดบั ช่อื หน่วยการ ผลการเรียนรู้ สาระสาคัญ เวลา คะแนน ที่ เรียนรู้ (ช่ัวโมง) (๑๐๐) ๑. คลืน่ ๑. ทดลอง และอธิบายการเคลือ่ นที่ การเคลอื่ นท่แี บบฮาร์มอนกิ อยา่ งงา่ ยเป็นการ ๑๕ ๑๕ แบบฮาร์มอนิกอย่างง่ายของวัตถุติด เคลอ่ื นทีข่ องวตั ถทุ ี่กลับไปกลับมาซา้ รอยเดิมผ่าน ปลายสปริงและลกู ตมุ้ อย่างง่าย ตาแหน่งสมดลุ โดยมคี าบและแอมพลจิ ูดคงตวั และ มีการกระจัดจากตาแหน่งสมดุลท่เี วลาใด ๆ เปน็ รวมทง้ั คานวณปรมิ าณตา่ ง ๆ ท่ี ฟังก์ชนั แบบไซน์ โดยปรมิ าณต่าง ๆ ที่ เกยี่ วขอ้ ง มี เกีย่ วขอ้ ง ความสัมพันธต์ ามสมการ x = Asin(ωt + Ø) v = Aωcos(ωt + Ø) v = ±ω√A2– x2 a=– Aω2sin(ωt + Ø) a = –ω2x ๒. อธิบายการความถธ่ี รรมชาตแิ ละ • การส่ันของวตั ถุตดิ ปลายสปริง และการแกวง่ ของ การเกิดการส่นั พอ้ ง ลูกตุ้มอย่างง่ายเป็นการเคลื่อนทแี่ บบฮาร์มอนกิ อยา่ ง ง่ายท่ีมีขนาดของความเร่งแปรผันตรงกับขนาดของ การกระจัดจากตาแหน่งสมดุล แตม่ ที ศิ ทางตรงข้าม โดยมคี าบการส่ันของวัตถุที่ติดอยูท่ ่ีปลายสปริง และ คาบการแกว่งของลกู ตุ้มตามสมการ และ ตามลาดับ • เมอ่ื ดงึ วตั ถทุ ่ีติดปลายสปรงิ ออกจากตาแหนง่ สมดลุ แล้วปล่อยใหส้ ั่น วตั ถจุ ะสนั่ ดว้ ยความถเี่ ฉพาะตัวการ ดงึ ลกู ตุ้มออกจากแนวด่ิงแลว้ ปลอ่ ยใหแ้ กว่งลกู ตมุ้ จะ แกว่งด้วยความถ่เี ฉพาะตวั เชน่ กนั ความถี่ทม่ี ีคา่ เฉพาะตวั นี้ เรียกว่า ความถีธ่ รรมชาตเิ ม่ือกระตุน้ ให้ วตั ถสุ ั่นด้วยความถ่ีที่มีค่าเท่ากับความถี่ธรรมชาตขิ อง วัตถุ จะทาให้วัตถุสั่นดว้ ยแอมพลจิ ูดเพ่ิมข้ึน เรยี กว่า การส่นั พ้อง
302 ลาดบั ชอ่ื หนว่ ยการ ผลการเรียนรู้ สาระสาคญั เวลา คะแนน ที่ เรยี นรู้ (ช่ัวโมง) (๑๐๐) • คล่นื เปน็ ปรากฏการณ์การถา่ ยโอนพลังงาน จากทหี่ นง่ึ ไปอีกท่ีหนึง่ ๓. อธบิ ายปรากฏการณ์คล่ืน ชนดิ • คลืน่ ท่ีถา่ ยโอนพลงั งานโดยต้องอาศยั ตัวกลาง ของคลน่ื สว่ นประกอบของคลน่ื เรียกวา่ คล่ืนกล สว่ นคลน่ื แมเ่ หล็กไฟฟูาถา่ ยโอน การแผข่ องหนา้ คลื่นด้วยหลกั การ พลงั งานโดยไม่ตอ้ งอาศัยตัวกลาง นอกจากนย้ี ัง ของฮอยแกนส์ และการรวมกนั ของ จาแนกชนดิ ของคลื่นออกเปน็ สองชนิด ได้แก่ คล่นื ตามหลักการซ้อนทบั พรอ้ มท้งั คานวณอัตราเรว็ ความถีแ่ ละความ คลนื่ ตามขวาง และคล่ืนตามยาว ยาวคล่ืน • คลน่ื ทีเ่ กดิ จากแหล่งกาเนิดคลื่นที่สง่ คล่นื อย่าง ตอ่ เน่อื งและมีรปู แบบทีซ่ า้ กนั บรรยายได้ด้วยการ กระจดั สนั คล่นื ท้องคล่นื เฟส ความยาวคลืน่ ความถี่ คาบ แอมพลิจูด และอตั ราเร็วโดยอัตราเร็ว ความถี่ และความยาวคลน่ื มคี วามสัมพันธต์ าม สมการ v = f • การแผข่ องหน้าคล่นื เปน็ ไปตามหลกั ของฮอยเกนส์ และถ้ามีคลื่นตง้ั แตส่ องขบวนมาพบกนั จะรวมกัน ตามหลักการซอ้ นทับ • คล่นื มีการสะทอ้ น การหักเห การแทรกสอด และ การเล้ยี วเบน • คลื่นเกดิ การสะทอ้ นเมือ่ คล่ืนเคลือ่ นทไ่ี ปถึง ๔. สังเกตและอธิบายการสะท้อน ส่ิงกีดขวางหรอื รอยตอ่ ระหวา่ งตวั กลางที่ต่างกันแล้ว และการหักเห การแทรกสอด และ เปลี่ยนทิศทางเคลอ่ื นทก่ี ลับมาในตัวกลางเดมิ โดย การเลีย้ วเบนของคลน่ื ผิวนา้ รวมท้ัง เปน็ ไปตามกฎการสะทอ้ น เขียนแทนไดด้ ว้ ยสมการ คานวณปรมิ าณตา่ งๆ ท่เี ก่ยี วขอ้ ง มุมสะทอ้ น = มมุ ตกกระทบ • คล่นื เกดิ การหกั เหเม่อื คลน่ื เคลื่อนทผ่ี า่ นรอยตอ่ ระหวา่ งตวั กลางท่ีตา่ งกันแลว้ อตั ราเรว็ คล่ืนเปล่ยี นไป ซึ่งเป็นไปตามกฎการหกั เหเขียนแทนไดด้ ้วยสมการ
303 ลาดบั ชอ่ื หนว่ ยการ ผลการเรยี นรู้ สาระสาคัญ เวลา คะแนน ที่ เรยี นรู้ (ช่ัวโมง) (๑๐๐) • คลืน่ เกิดการแทรกสอดเมอื่ คลืน่ สองคลื่นเคลอ่ื นท่ี มาพบกนั แลว้ รวมกนั ตามหลกั การซ้อนทับโดยกรณีที่ S1 และ S2 เปน็ แหล่งกาเนิดคล่นื ท่ีมคี วามถ่เี ท่ากนั และเฟสตรงกนั ปรมิ าณตา่ ง ๆท่เี กี่ยวขอ้ งมี ความสมั พันธต์ ามสมการ เมือ่ • คล่ืนนิง่ เกิดจากคล่ืนอาพันธ์สองขบวนแทรกสอด กันแลว้ เกิดตาแหน่งทีม่ กี ารแทรกสอดแบบเสรมิ ตลอดเวลา เรียกว่า ปฏิบัพ และตาแหนง่ ท่ีมีการ แทรกสอดแบบหักล้างตลอดเวลา เรยี กว่า บัพ • คล่นื เกิดการเลย้ี วเบนเม่อื คลืน่ เคลือ่ นท่ีพบ สิ่งกดี ขวางแลว้ มคี ล่นื แผจ่ ากขอบส่งิ กีดขวางไป ดา้ นหลังได้ ๒. เสยี ง • เสียงเปน็ คลนื่ กลและคลื่นตามยาว เกดิ จาก ๕. อธบิ ายการเกดิ เสยี ง การ การถ่ายโอนพลังงานจากการสั่นของแหล่ง เคล่ือนท่ขี องเสียงความสมั พันธ์ กาเนิดเสยี งผา่ นอนภุ าคตัวกลางทาให้อนภุ าค ระหว่างคลื่น การกระจดั ของ ของตัวกลางส่ัน อตั ราเรว็ เสียงในอากาศขึ้นกับ อนุภาคกับคลืน่ ความดัน อณุ หภูมขิ องอากาศ คานวณไดจ้ ากสมการ ความสัมพันธ์ระหวา่ งอตั ราเร็วของ เสยี งในอากาศท่ขี ึ้นกบั อุณหภมู ใิ น v = 331 + 0.6 TC หนว่ ยองศาเซลเซยี สสมบตั ิของเสียง • เสยี งมีสมบตั ิการสะท้อน การหกั เห การแทรกสอด ได้แก่ การสะทอ้ น การหกั เห การ และการเลีย้ วเบน แทรกสอดและการเล้ยี วเบน รวมทงั้ คานวณปริมาณตา่ ง ๆ ทเี่ ก่ียวข้อง • กาลังเสยี งเป็นอัตราการถา่ ยโอนพลงั งานเสยี งจาก ๖. อธิบายความเขม้ เสยี ง ระดบั แหล่งกาเนดิ เสียง กาลังเสียงต่อหนงึ่ หน่วยพืน้ ท่ขี อง เสยี ง องค์ประกอบของการไดย้ ิน หน้าคล่ืนทรงกลมเรยี กว่า ความเขม้ เสยี งคานวณได้ คณุ ภาพเสียง และมลพิษทางเสียง จากสมการ รวมทัง้ คานวณปริมาณตา่ ง ๆ ท่ี • ระดบั เสยี งเปน็ ปรมิ าณทบี่ อกความดังของเสยี งโดย เกย่ี วข้อง หาได้จากลอการิทมึ ของอัตราสว่ นระหว่างความเข้ม เสียงกับความเข้มเสียงอ้างองิ ทม่ี นษุ ย์เริม่ ไดย้ นิ ตาม สมการ
304 ลาดบั ชอื่ หนว่ ยการ ผลการเรียนรู้ สาระสาคัญ เวลา คะแนน ท่ี เรยี นรู้ ระดบั สูงตา่ ของเสียงขน้ึ กับความถ่ขี องเสยี ง (ชั่วโมง) (๑๐๐) ๑๕ ๒๐ เสยี งท่ีได้ยินมลี ักษณะเฉพาะตวั แตกตา่ งกัน เน่ืองจากมคี ณุ ภาพเสยี งแตกตา่ งกนั • เสยี งที่มรี ะดบั เสียงสงู มากหรอื เสยี งบางประเภททมี่ ี ผลต่อสภาพจิตใจของผู้ฟงั จดั เป็นมลพิษทางเสยี ง • ถา้ อากาศในท่อถกู กระตุ้นดว้ ยคลืน่ เสยี งทีม่ ีความถ่ี เทา่ กบั ความถี่ธรรมชาติของอากาศในท่อน้ันจะเกดิ การส่นั พ้องของเสยี ง โดยความถ่ใี นการเกดิ การสนั่ พ้องของท่อปลายเปดิ หนงึ่ ด้านคานวณได้จากสมการ ๗. ทดลอง และอธบิ ายการเกิดการ • ถา้ เสยี งจากแหล่งกาเนดิ เสยี งสองแหลง่ ท่มี ีความถ่ี สน่ั พอ้ งของอากาศในทอ่ ปลายเปิด ต่างกนั ไมม่ ากมาพบกนั จะเกดิ บตี ทาใหไ้ ดย้ ินเสียงดงั หน่ึงดา้ น รวมทง้ั สังเกตและอธิบาย ค่อย เปน็ จงั หวะ การเกิดบีต คล่นื น่งิ ปรากฏการณด์ อปเพลอร์ คลืน่ กระแทกของเสียง • คล่นื เสยี งสองขบวนท่ีมีความถ่เี ท่ากัน คานวณปรมิ าณต่าง ๆ ท่ีเก่ยี วขอ้ ง และนาความรู้เรอ่ื งเสียงไปใช้ใน มาแทรกสอดกัน จะทาให้เกิดคลื่นน่งิ ชีวติ ประจาวันได้ • เมอ่ื แหลง่ กาเนดิ เสียงเคลอื่ นทโี่ ดยผฟู้ ังอยูน่ ิง่ ผฟู้ ัง เคลือ่ นที่โดยแหลง่ กาเนดิ เสยี งอยนู่ ง่ิ หรอื ทั้ง แหลง่ กาเนดิ และผฟู้ ังเคลื่อนท่ีเข้าหรือออกจากกนั ผฟู้ งั จะไดย้ นิ เสยี งทมี่ ีความถี่เปล่ียนไป เรียกว่า ปรากฏการณ์ดอปเพลอร์ • ถา้ แหลง่ กาเนิดเสียงเคลื่อนทดี่ ว้ ยอัตราเร็วมากกว่า อตั ราเรว็ เสยี งในตัวกลางเดียวกัน จะเกิดคล่ืน กระแทก ทาใหเ้ สียงตามแนวหนา้ คล่ืนกระแทกมี พลังงานสงู มากมผี ลทาใหผ้ สู้ ังเกตในบรเิ วณใกลเ้ คียง ไดย้ ินเสยี งดงั มาก • ความรูเ้ รื่องเสียงนาไปประยุกต์ใชใ้ นด้านตา่ ง ๆ หลกั การทางานของเครือ่ งดนตรีการเปลง่ เสง
305 ลาดบั ช่ือหนว่ ยการ ผลการเรียนรู้ สาระสาคัญ เวลา คะแนน ที่ เรยี นรู้ (ช่ัวโมง) (๑๐๐) ๓. แสง ๘. ทดลอง และอธบิ ายการแทรก • เมอ่ื แสงผ่านชอ่ งเล็กยาวเด่ียว (สลติ เด่ยี ว) และชอ่ ง ๑๓ ๒๐ ทัศนูอุปกรณ์ สอดของแสงผ่านสลติ คแู่ ละเกรตตงิ เลก็ ยาวคู่ (สลติ ค)ู่ จะเกิดการเล้ยี วเบนและการแทรก การเลยี้ วเบนและการแทรกสอดของ สอด ทาให้เกิดแถบมืด และแถบสวา่ งบนฉาก โดย แสงผา่ นสลิตเด่ียว รวมทั้งคานวณ ปริมาณตา่ ง ๆ ท่เี กี่ยวขอ้ งมีความสมั พนั ธ์ตามสมการ ปรมิ าณต่าง ๆ ท่ีเกย่ี วข้อง แถบมืด สาหรับสลิตเด่ยี ว • เกรตตงิ เปน็ อปุ กรณ์ทปี่ ระกอบด้วยช่องเล็กยาวท่ีมี จานวนชอ่ งตอ่ หนึ่งหนว่ ยความยาวเปน็ จานวนมาก และระยะห่างระหวา่ งช่องมคี า่ นอ้ ยโดย แต่ละชอ่ งห่างเท่า ๆ กนั ใชส้ าหรับหาความยาวคล่นื ของแสงและศึกษาสมบัติการเลี้ยวเบนและการแทรก สอดของแสง โดยปริมาณต่าง ๆทีเ่ ก่ียวข้องมี ความสมั พันธ์ตามสมการ • เมื่อแสงตกกระทบผิววตั ถุ จะเกิดการสะทอ้ นซงึ่ เปน็ ไปตามกฎการสะท้อน ๙. ทดลอง และอธิบายการสะทอ้ น • วตั ถทุ ี่อยูห่ น้ากระจกเงาราบและกระจกเงา ของแสงทผ่ี ิววัตถตุ ามกฏการ ทรงกลม จะเกดิ ภาพที่สามารถหาตาแหน่ง ขนาด และชนิดของภาพทเี่ กดิ ขึ้น ไดจ้ ากการเขยี นภาพของ สะทอ้ น เขยี นรังสีของแสงและ รงั สแี สงหรือการคานวณจากสมการ คานวณตาแหนง่ และขนาดภาพของ วตั ถุ เม่ือแสงตดกระทบกระจกเงา กรณกี ระจกเงาราบ ราบและกระจกเงาทรงกลม รวมท้ัง อธิบายการนาความรูเ้ รอื่ งการ สะท้อนของแสงจากกระจกเงาราบ และกระจกเงานทรงกลมไปใฃ้ ประโยชน์ในชีวิตประจาวัน
306 ลาดับ ชอื่ หน่วยการ ผลการเรียนรู้ สาระสาคญั เวลา คะแนน ท่ี เรยี นรู้ (ชวั่ โมง) (๑๐๐) ๑๐. ทดลอง และอธบิ าย • เมื่อแสงเคลอื่ นที่ผา่ นผวิ รอยตอ่ ของตัวกลางสอง ความสมั พันธ์ระหว่างดรรชนี มุมตก ตัวกลางจะเกดิ การหกั เห โดยอตั ราสว่ นระหว่างไซน์ กระทบ และมมุ หักเห รวมทัง้ ของมมุ ตกกระทบกับไซน์ของมุมหกั เหของตวั กลางคู่ อธิบายความสัมพนั ธร์ ะหวา่ งความ หน่ึงมคี ่าคงตวั เรียกความสมั พันธ์นี้ว่ากฎของสเนลล์ ลึกจรงิ และความลึกปรากฏ มมุ เขียนแทนได้ด้วยสมการ วิกฤตและการสะท้อนกลบั หมดของ แสง และคานวณปริมาณตา่ ง ๆ ที่ • การหักเหของแสงทาให้มองเห็นภาพของวตั ถุท่อี ยู่ เกย่ี วข้อง ในตวั กลางต่างชนดิ กนั มตี าแหนง่ เปลี่ยนไปจากเดมิ ซ่งึ คานวณปริมาณต่าง ๆ ท่เี กี่ยวขอ้ งไดจ้ ากสมการ • มุมตกกระทบท่ที าให้มมุ หกั เหมคี า่ ๙๐ องศา เรยี กวา่ มุมวิกฤต ซ่ึงเกดิ ขนึ้ ในกรณีทีแ่ สงเดนิ ทาง จากตวั กลางท่ีมีดรรชนีหักเหมากไปตัวกลางท่ีมี ดรรชนีหกั เหนอ้ ย คานวณไดจ้ ากสมการ • การสะท้อนกลับหมดเกิดขน้ึ เมอ่ื มมุ ตกกระทบ มากกวา่ มมุ วิกฤต • เมอื่ วางวัตถหุ น้าเลนส์บางจะเกดิ ภาพของวัตถโุ ดย ตาแหนง่ ขนาด และชนดิ ของภาพท่ีเกิดขึน้ หาไดจ้ าก การเขยี นภาพของรังสแี สง หรือคานวณไดจ้ าก ๑๑. ทดลอง และเขยี นรังสขี องแสง เพือ่ แสดงภาพทเ่ี กดิ จากเลนสบ์ าง สมการ หาตาแหนง่ ขนาด ชนดิ ของภาพ และความสัมพันธ์ระหว่างระยะวัตถุ ระยะภาพ และความยาวโฟกัส • ความรูเ้ รือ่ งเลนส์นาไปประยุกตใ์ ชใ้ นดา้ นตา่ ง ๆเชน่ รวมทง้ั คานวณปรมิ าณต่าง ๆ ท่ี แวน่ ขยาย กลอ้ งจลุ ทรรศน์ เป็นตน้ เก่ยี วข้อง และอธบิ ายการนาความรู้ เรื่องการหักเหของแสงผา่ นเลนส์ บางไปใช้ประโยชนใ์ นชีวิตประจาวัน
307 ลาดบั ชอ่ื หนว่ ยการ ผลการเรียนรู้ สาระสาคัญ เวลา คะแนน ที่ เรยี นรู้ (ช่วั โมง) (๑๐๐) ๑๒. อธบิ ายปรากฏการณ์ • กฎการสะทอ้ นและการหักเหของแสงใช้อธิบาย ธรรมชาตทิ ่ีเกย่ี วข้องกับแสง เชน่ รุ้ง ปรากฏการณ์ทเ่ี ก่ยี วกบั แสง เชน่ รุ้ง การทรงกลด การทรงกลด มริ าจ และการเห็น และมิราจ ท้องฟูาเป็นสีตา่ ง ๆ ในช่วงเวลา • เม่อื แสงตกกระทบอนุภาคหรอื โมเลกลุ ของอากาศ ตา่ งกนั แสงจะเกดิ การกระเจงิ ใช้อธิบายการเหน็ ท้องฟาู เป็นสีตา่ ง ๆ ในชว่ งเวลาต่างกัน ๑๓. สงั เกต และอธิบายการ • การมองเห็นสีจะขึน้ กับแสงสีท่ีตกกระทบกบั วัตถุ มองเหน็ แสงสี สขี องวตั ถุ การผสม และสารสบี นวตั ถุ โดยสารสจี ะดูดกลนื บางแสงสแี ละ สารสี และการผสมแสงสี รวมท้งั สะท้อนบางแสงสี อธบิ ายสาเหตขุ องการบอดสี • การผสมสารสีทาให้ไดส้ ารสที ่มี สี เี ปล่ยี นไปจากเดิม ถ้านาแสงสีปฐมภมู ใิ นสดั ส่วนท่เี หมาะสมมาผสมกัน จะไดแ้ สงขาว • แผ่นกรองแสงสยี อมให้บางแสงสผี ่านไปได้ และดดู กลืนบางแสงสี • การผสมแสงสีและการผสมสารสสี ามารถนาไปใช้ ประโยชนใ์ นด้านต่าง ๆ เช่น ด้านศลิ ปะด้านการ แสดง • ความผดิ ปกติในการมองเห็นสีหรือการบอดสี เกดิ จากความบกพร่องของเซลล์รูปกรวย ซ่ึงเป็น เซลล์รับแสงชนิดหนง่ึ บนจอตา รวมตลอดภาคเรียน ๖๐ ๑๐๐
308 คาอธิบายรายวิชาเพม่ิ เติม รายวิชา ฟิสิกส์๔ รหสั วชิ า ว๓๐๒๐๔ ชั้นมธั ยมศึกษาปที ี่ ๕ ภาคเรียนท่ี ๒ จานวน ๑.๕ หน่วยกิต เวลา ๖๐ ชว่ั โมง/ภาคเรยี น กลมุ่ สาระการเรียนรวู้ ทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยี ศกึ ษาหลักการของไฟฟาู แรงไฟฟูาและแมเ่ หล็ก กฎของคลู อมบ์ สนามไฟฟาู ศกั ย์ไฟฟูา ความจุและตัวเก็บประจุ กฎของโอห์ม สภาพตา้ นทานและสภาพนาไฟฟูา การวเิ คราะห์วงจรไฟฟูากระแสตรงอย่างง่าย การหาพลงั งานไฟฟาู ท่ีใช้ใน เคร่อื งใช้ไฟฟูา การเปลยี่ นพลังงานทดแทนเปน็ พลังงานไฟฟูา สนามแม่เหลก็ ความสัมพันธ์ระหว่างแม่เหล็กและไฟฟู า หลักการของมอเตอร์ กฎการเหน่ยี วนาแมเ่ หล็กไฟฟาู ของฟาราเดย์และกฎของเลนซ์ หลกั การของเครอ่ื งกาเนดิ ไฟฟาู ไฟฟูา กระแสสลบั การแปลงไฟฟูากระแสสลับเป็นไฟฟูากระแสตรง แนวคิดทฤษฎีแม่เหล็กไฟฟูาของแมกซ์เวลล์ คลื่น แม่เหล็กไฟฟูา สเปกตรัมคล่ืนแมเ่ หลก็ ไฟฟูา โดยใช้กระบวนการทางวทิ ยาศาสตร์ การสบื เสาะข้อมูล การสารวจตรวจสอบ วเิ คราะห์ อธบิ าย และการอภิปราย เพื่อให้เกดิ ความรู้ ความเขา้ ใจ ความคิด มีความสามารถในการส่ือสารสิ่งที่เรียนรู้ เพื่อให้ทัดเทียมประชาคม อาเซยี น การตัดสินใจ การนาความรไู้ ปใชใ้ นชีวิตประจาวัน มีจติ วิทยาศาสตร์ จรยิ ธรรม คุณธรรมและค่านยิ มทเ่ี หมาะสม มี ความมงุ่ มัน่ ในการทางานตามวิถีความพอเพยี งอันเปน็ หลักตามปรชั ญาของเศรษฐกจิ พอเพยี ง ผลการเรียนรู้ ๑. ทดลอง และอธบิ ายการทาวัตถทุ ่เี ปน็ กลางทางไฟฟูาใหม้ ปี ระจุไฟฟาู โดยการขดั สีกันและการ เหนย่ี วนาไฟฟูาสถติ ๒. อธิบาย และคานวณแรงไฟฟาู ตามกฎของคูลอมบ์ ๓. อธิบาย และคานวณสนามไฟฟูาและแรงไฟฟาู ทก่ี ระทากับอนภุ าคที่มีประจุไฟฟาู ทอ่ี ยู่ใน สนามไฟฟาู รวมทั้งหาสนามไฟฟาู ลัพธ์เนื่องจากระบบจุดประจุโดยรวมกนั แบบเวกเตอร์ ๔. อธิบาย และคานวณพลงั งานศกั ย์ไฟฟูา ศักย์ไฟฟาู และความตา่ งศกั ยร์ ะหวา่ งสองตาแหน่งใด ๆ ๕. อธิบายส่วนประกอบของตัวเก็บประจุความสัมพันธ์ระหวา่ งประจุไฟฟูา ความตา่ งศักยแ์ ละความจุ ของตวั เกบ็ ประจุ และอธิบายพลงั งานสะสมในตัวเก็บประจุ และความจสุ มมลู รวมทั้งคานวณ ปรมิ าณตา่ ง ๆ ท่เี กย่ี วขอ้ ง ๖. นาความรูเ้ ร่อื งไฟฟาู สถติ ไปอธิบายหลักการทางานของเครือ่ งใชไ้ ฟฟาู บางชนิด และปรากฏการณ์ ในชีวิตประจาวนั ๗. อธิบายการเคล่ือนทขี่ องอเิ ลก็ ตรอนอสิ ระและกระแสไฟฟูาในลวดตัวนา ความสัมพนั ธ์ระหวา่ ง กระแสไฟฟาู ในลวดตัวนากับความเร็วลอยเล่อื นของอิเลก็ ตรอนอิสระ ความหนาแน่นของ อิเลก็ ตรอนในลวดตัวนาและพ้ืนทห่ี นา้ ตัดของลวดตวั นา และคานวณปรมิ าณตา่ ง ๆ ทีเ่ กีย่ วขอ้ ง ๘. ทดลอง และอธบิ ายกฎของโอหม์ อธบิ ายความสมั พนั ธร์ ะหวา่ งความตา้ นทานกับความยาว พืน้ ทห่ี นา้ ตัด และสภาพต้านทานของตัวนาโลหะทอี่ ุณหภูมิคงตัว และคานวณปรมิ าณตา่ ง ๆ ที่ เก่ียวข้อง รวมท้งั อธบิ ายและคานวณความต้านทานสมมูล เม่อื นาตวั ต้านทานมาตอ่ กันแบบ อนุกรมและแบบขนาน ๙. ทดลอง อธบิ าย และคานวณอเี อม็ เอฟของแหลง่ กาเนิดไฟฟาู กระแสตรง รวมท้ังอธิบายและ คานวณพลงั งานไฟฟาู และกาลังไฟฟาู ๑๐. ทดลอง และคานวณอีเอม็ เอฟสมมลู จากการต่อแบตเตอร่ีแบบอนกุ รมและแบบขนาน รวมท้งั คานวณปริมาณตา่ ง ๆ ทเี่ ก่ยี วข้องในวงจรไฟฟาู กระแสตรงซ่งึ ประกอบดว้ ยแบตเตอรแี่ ละตัว ตา้ นทาน ๑๑. อธบิ ายการเปลี่ยนพลังงานทดแทนเปน็ พลังงานไฟฟูา รวมทงั้ สืบคน้ และอภปิ รายเก่ยี วกบั เทคโนโลยี ที่นามาแก้ปัญหาหรือตอบสนองความต้องการทางด้านพลงั งานไฟฟาู โดยเน้นด้าน
309 ประสทิ ธิภาพและความคุม้ คา่ ด้านคา่ ใชจ้ า่ ย ๑๒. สงั เกต และอธบิ ายเสน้ สนามแมเ่ หล็ก อธบิ ายและคานวณฟลกั ซ์แม่เหลก็ ในบรเิ วณที่กาหนด รวมทงั้ สงั เกต และอธิบายสนามแมเ่ หลก็ ทีเ่ กิดจากกระแสไฟฟาู ในลวดตัวนาเส้นตรงและ โซเลนอยด์ ๑๓. อธิบาย และคานวณแรงแม่เหลก็ ท่ีกระทาต่ออนภุ าคท่มี ีประจุไฟฟูาเคลอื่ นที่ในสนามแม่เหลก็ แรงแม่เหล็กทก่ี ระทาต่อเส้นลวดท่ีมกี ระแสไฟฟาู ผ่านและวางในสนามแมเ่ หลก็ รศั มคี วามโคง้ ของการเคล่ือนทีเ่ มอ่ื ประจเุ คลื่อนที่ตั้งฉากกับสนามแม่เหล็ก รวมท้ังอธิบายแรงระหว่างเสน้ ลวด ตัวนาคู่ขนานทม่ี ีกระแสไฟฟาู ผา่ ๑๔. อธิบายหลักการทางานของแกลแวนอมิเตอร์และมอเตอร์ไฟฟาู กระแสตรง รวมทัง้ คานวณ ปริมาณตา่ งๆ ทเี่ กย่ี วข้อง ๑๕. สงั เกต และอธิบายการเกดิ อเี อม็ เอฟเหนีย่ วนากฎการเหน่ียวนาของฟาราเดย์ และคานวณ ปรมิ าณตา่ ง ๆ ทีเ่ กีย่ วข้อง รวมท้ังนาความรู้เรอ่ื งอีเอ็มเอฟเหนยี่ วนาไปอธิบายการทางาน ของเครอ่ื งใชไ้ ฟฟูา ๑๖. อธบิ าย และคานวณความตา่ งศักย์อารเ์ อม็ เอสและกระแสไฟฟูาอารเ์ อม็ เอส ๑๗. อธบิ ายหลักการทางานและประโยชน์ของเครื่องกาเนดิ ไฟฟูากระแสสลับ ๓ เฟส การแปลงอเี อ็ม เอฟของหมอ้ แปลง และคานวณปริมาณต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง ๑๘. อธบิ ายการเกดิ และลกั ษณะเฉพาะของ คลนื่ แม่เหล็กไฟฟูา แสงไมโ่ พลาไรส์ แสงโพลาไรส์เชิง เส้น และแผ่นโพลารอยด์ รวมทงั้ อธิบายการนาคล่นื แมเ่ หลก็ ไฟฟูาในชว่ งความถต่ี ่าง ๆ ไป ประยกุ ตใ์ ชแ้ ละหลกั การทางานของอปุ กรณ์ทีเ่ กย่ี วข้อง ๑๙. สบื ค้น และอธิบายการสือ่ สารโดยอาศยั คลน่ื แม่เหลก็ ไฟฟูาในการสง่ ผ่านสารสนเทศ และ เปรียบเทียบการสื่อสารดว้ ยสญั ญาณแอนะลอ็ กกบั สญั ญาณดิจิทัล รวมท้ังหมด ๑๙ ผลการเรียนรู้
310 โครงสร้างรายวชิ าเพมิ่ เติม รายวชิ า ฟิสกิ ส์๔ รหสั วิชา ว๓๐๒๐๔ ชัน้ มัธยมศึกษาปีที่ ๕ ภาคเรยี นที่ ๒ จานวน ๑.๕ หน่วยกิต เวลา ๖๐ ชั่วโมง/ภาคเรยี น กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ลาดบั ชื่อหนว่ ย ผลการเรียนรู้ สาระสาสาคญั เวลา นา้ หนัก ที่ การเรียนรู้ (ชว่ั โมง) คะแนน (๑๐๐) ไฟฟูาสถิต ๑.ทดลอง และอธบิ ายการ • การนาวัตถุที่เปน็ กลางทางไฟฟูามาขดั สีกัน ๑๕ ๑๕ ทาวัตถุทเ่ี ปน็ กลางทาง จะทาใหว้ ัตถไุ มเ่ ป็นกลางทางไฟฟูา เนอื่ งจาก ไฟฟาู ให้มีประจไุ ฟฟาู โดย อิเลก็ ตรอนถูกถ่ายโอนจากวตั ถุหน่ึงไปอกี วัตถหุ นงึ่ การขัดสกี ันและการ โดยการถา่ ยโอนประจุเป็นไปตาม กฎการอนรุ กั ษ์ เหน่ียวนาไฟฟาู สถติ ประจไุ ฟฟูา • เมื่อนาวัตถทุ ีม่ ีประจุไฟฟูาไปใกล้ตวั นาไฟฟูา จะทาใหเ้ กดิ ประจชุ นดิ ตรงข้ามบนตวั นาทางดา้ น ทใี่ กลว้ ัตถุและประจุชนิดเดยี วกันด้านท่ีไกลวัตถุ เรียกวิธีการน้วี า่ การเหน่ยี วนาไฟฟาู สถติ ซ่ึง ๒. อธิบาย และคานวณ สามารถใช้วธิ กี ารนใี้ นการทาใหว้ ัตถุมปี ระจุได้ แรงไฟฟูาตามกฎของคู • จุดประจไุ ฟฟูามแี รงกระทาซึง่ กันและกนั โดยมี ลอมบ์ ทศิ อยใู่ นแนวเสน้ ตรงระหว่างจุดประจุท้งั สอง และมขี นาดของแรงระหว่างจุดประจุแปรผัน ตรงกบั ผลคณู ของขนาดของประจุท้ังสอง และแปรผกผนั กบั กาลังสองของระยะห่าง ระหวา่ งจุดประจุ ซึง่ เป็นไปตามกฎของคลู อมบ์ เขียนแทนไดด้ ้วยสมการ ๓. อธิบาย และคานวณ เมอื่ สนามไฟฟาู และแรงไฟฟาู • รอบอนภุ าคท่ีมีประจไุ ฟฟาู มสี นามไฟฟูาขนาด ท่กี ระทากับอนภุ าคที่มี ทาให้เกดิ แรงไฟฟูากระทาตอ่ อนุภาค ประจไุ ฟฟูาท่ีอยใู่ น ทมี่ ีประจไุ ฟฟาู • สนามไฟฟูา ทต่ี าแหน่ง ใด ๆ มีความสมั พันธ์ กับ แรงไฟฟาู ทก่ี ระทาต่อประจุไฟฟูา ตามสมการ • สนามไฟฟาู ลพั ธเ์ นอ่ื งจากจุดประจหุ ลายจุดประจุ เทา่ กบั ผลรวมแบบเวกเตอรข์ องสนามไฟฟาู เนือ่ งจากจดุ ประจแุ ต่ละจดุ ประจุ • ตวั นาทรงกลมทม่ี ีประจุไฟฟาู มีสนามไฟฟูาภายในตวั นาเปน็ ศนู ย์ และสนามไฟฟูาบนตัวนามีทิศทางตง้ั ฉากกับผิวตัวนา นั้น โดยสนามไฟฟาู เนื่องจากประจุบนตัวนาทรงกลมที่ ตาแหน่งห่างจากผิวออกไปหาไดเ้ ชน่ เดียวกับสนามไฟฟูา เนือ่ งจากจดุ ประจทุ ่ีมีจานวนประจุเทา่ กันแต่อยู่ที่ศูนยก์ ลาง ของทรงกลม • สนามไฟฟูาของแผน่ โลหะคขู่ นานเปน็ สนามไฟฟาู
311 ลาดบั ชื่อหนว่ ย ผลการเรียนรู้ สาระสาสาคัญ เวลา น้าหนัก ที่ การเรียนรู้ (ชัว่ โมง) คะแนน (๑๐๐) • ประจุทีอ่ ยใู่ นสนามไฟฟูามีพลังงานศกั ย์ไฟฟาู คานวณได้จากสมการ U = k ๔. อธบิ าย และคานวณ • พลังงานศักยไ์ ฟฟูาทีต่ าแหน่งใด ๆ ต่อหนึง่ หน่วย ประจุ เรยี กวา่ ศักยไ์ ฟฟูาทีต่ าแหนง่ น้ัน โดย พลังงานศกั ยไ์ ฟฟาู ศักยไ์ ฟฟูาและความตา่ ง ศกั ยไ์ ฟฟูาท่ีตาแหนง่ ซ่ึงอยหู่ ่างจากจุดประจแุ ปรผนั ศกั ย์ระหวา่ งสองตาแหน่ง ตรงกบั ขนาดของประจุ และแปรผกผนั กับระยะทาง ใด ๆ จากจุดประจุถงึ ตาแหน่งนัน้ เขยี นแทนไดด้ ว้ ย สมการ V = k • ศกั ยไ์ ฟฟาู รวมเนือ่ งจากจดุ ประจุหลายจดุ ประจุ คือ ผลรวมของศักยไ์ ฟฟาู เน่อื งจากจุดประจุและจดุ ประจุ เขยี นแทนไดด้ ว้ ยสมการแต่ละจดุ • ความตา่ งศักยร์ ะหว่างสองตาแหนง่ ใด ๆ ใน บริเวณที่มสี นามไฟฟาู คอื งานในการเคล่ือนประจุ บวกหนงึ่ หนว่ ยจากตาแหน่งหน่งึ ไปอกี ตาแหนง่ หนึง่ เขียนแทนได้ดว้ ยสมการ • ความตา่ งศกั ยร์ ะหว่างสองตาแหนง่ ใด ๆ ใน สนามไฟฟาู สม่าเสมอขนึ้ กับขนาดของสนามไฟฟูา และระยะทางระหว่างสองตาแหนง่ นน้ั ในแนว ขนานกบั สนามไฟฟูา ตามสมการ vB – vA = Ed ๕. อธบิ ายสว่ นประกอบ • ตัวเกบ็ ประจปุ ระกอบด้วยตวั นาไฟฟาู สองชิน้ ที่คน่ั ดว้ ยฉนวน โดยปรมิ าณประจุทีเ่ กบ็ ได้ ของตัวเกบ็ ประจุ ความสมั พนั ธ์ระหว่าง ข้นึ อย่กู ับความต่างศักย์คร่อมตัวเกบ็ ประจุ ประจไุ ฟฟูา ความตา่ ง และความจุของตวั เกบ็ ประจุ ตามสมการ ศกั ย์และความจุของตัว • ตัวเกบ็ ประจจุ ะมีพลังงานสะสมซึง่ มคี ่าขนึ้ กบั เก็บประจุ และอธบิ าย ความต่างศกั ยแ์ ละปริมาณประจุ ตามสมการ พลังงานสะสมในตัวเกบ็ ประจุ และความจุสมมลู • เมือ่ นาตัวเกบ็ ประจมุ าตอ่ แบบอนกุ รม ความจุ รวมท้ังคานวณปริมาณ สมมลู มคี ่าลดลง ตามสมการ ตา่ ง ๆ ทเ่ี ก่ยี วข้อง • เม่ือนาตวั เก็บประจุมาต่อแบบขนาน ความจุ ๖. นาความรเู้ รอ่ื งไฟฟาู สถติ ไปอธิบายหลกั การ สมมูลมคี ่าเพม่ิ ขึน้ ตามสมการ ทางานของเครือ่ งใชไ้ ฟฟาู • ความรเู้ รอ่ื งไฟฟูาสถติ สามารถนาไปอธิบาย บางชนิด แลปรากฏการณ์ การทางานของเครอื่ งใชไ้ ฟฟาู บางชนิด เชน่ ในชีวติ ประจาวนั เครื่องกาจัดฝนุ ในอากาศ เครอื่ งพ่นสี เครื่องถา่ ย ลายนิ้วมอื และเคร่ืองถ่ายเอกสาร • ความรู้เรื่องไฟฟูาสถิตยงั สามารถนาไปอธิบาย ปรากฏการณ์ในชีวติ ประจาวันได้ เช่น ฟูาผา่ ประกายไฟจากการเสียดสกี ันของวตั ถุ ซงึ่ ช่วยให้ สามารถปอู งกันอนั ตรายท่ีอาจเกิดข้นึ
312 ลาดบั ชื่อหนว่ ย ผลการเรียนรู้ สาระสาสาคัญ เวลา น้าหนัก ที่ การเรียนรู้ (ชว่ั โมง) คะแนน (๑๐๐) ๒ ไฟฟาู กระแส ๗. อธบิ ายการเคลือ่ นท่ี • เมอื่ ต่อลวดตวั นากบั แหล่งกาเนิดไฟฟาู อเิ ล็กตรอนอิสระท่ี ๑๕ ๒๐ ของอิเล็กตรอนอิสระและ อยใู่ นลวดตัวนาจะเคลื่อนท่ใี นทิศตรงขา้ มกบั สนามไฟฟาู ทา กระแสไฟฟูาในลวดตวั นา ใหเ้ กิดกระแสไฟฟาู ซงึ่ ทิศของกระแสไฟฟูามที ิศทางเดียวกบั ความสัมพันธ์ระหวา่ ง สนามไฟฟูา หรือมที ิศทางจากจุดท่มี ศี ักยไ์ ฟฟาู สูงไปยงั จุดทีม่ ี กระแสไฟฟูาในลวดตวั นา ศกั ยไ์ ฟฟาู ต่ากว่า กบั ความเรว็ ลอยเลือ่ น • กระแสไฟฟาู ในตวั นาไฟฟูามีความสมั พนั ธ์ ของอเิ ลก็ ตรอนอสิ ระ กับความเร็วลอยเลอื่ นของอิเล็กตรอนอสิ ระ ความหนาแนน่ ความหนาแน่นของ ของอิเลก็ ตรอนอิสระในตัวนา อเิ ล็กตรอนในลวดตัวนา และพน้ื ทห่ี นา้ ตัดของตัวนา ตามสมการ และพนื้ ทห่ี น้าตัดของลวด I = nevd A ตัวนา และคานวณ ปรมิ าณต่าง ๆ ท่ีเกี่ยวขอ้ ง ๘. ทดลอง และอธิบาย • เมื่ออณุ หภมู คิ งตวั กระแสไฟฟูาในตัวนาโลหะ ความตา่ ง กฎของโอห์ม อธิบาย ศักย์ทปี่ ลายทั้งสองและความตา้ นทานของตัวนานั้นมี ความสัมพนั ธ์ระหว่าง ความสมั พนั ธก์ นั ตามกฎของโอหม์ ความตา้ นทานกบั ความ เขียนแทนไดด้ ว้ ยสมการ I = V ยาวพน้ื ที่หนา้ ตดั และ • ความต้านทานของวตั ถุเมื่ออณุ หภูมคิ งตวั สภาพตา้ นทานของตวั นา ขน้ึ อยูก่ บั ชนดิ และรปู รา่ งของวตั ถุ ตามสมการ โลหะทอ่ี ุณหภมู คิ งตัว R = ρ และคานวณปรมิ าณต่าง • คา่ ความต้านทานของตัวตา้ นทานอา่ นไดจ้ าก ๆ ที่ แถบสีบนตัวต้านทาน เกี่ยวข้อง รวมท้ังอธบิ าย • เมอ่ื นาตวั ตา้ นทานมาตอ่ แบบอนกุ รม และคานวณความ ความตา้ นทานสมมลู มีคา่ เพิม่ ข้ึน ตามสมการ ต้านทานสมมลู เม่อื นาตวั R = R1 + R2 + R3 +... ต้านทานมาต่อกนั แบบ • เมอื่ นาตัวตา้ นทานมาต่อแบบขนาน ความตา้ นทาน อนุกรมและแบบขนาน ๙. ทดลอง อธบิ าย และ คานวณอเี อม็ เอฟของ • แหล่งกาเนิดไฟฟาู กระแสตรง เช่น แบตเตอร่ี แหล่งกาเนิดไฟฟาู เป็นอปุ กรณ์ทใี่ หพ้ ลงั งานไฟฟาู แกว่ งจร กระแสตรง รวมท้ังอธิบาย พลงั งานไฟฟูาท่ีประจุไฟฟาู ไดร้ ับตอ่ หนึ่งหน่วย และคานวณพลงั งาน ประจุไฟฟูาเม่ือเคลอ่ื นที่ผ่านแหลง่ กาเนดิ ไฟฟาู เรยี กวา่ ไฟฟูา และกาลงั ไฟฟูา อเี อ็มเอฟ คานวณไดจ้ ากสมการ ๑๐. ทดลอง และคานวณ ε = ΔV + Ir อเี อม็ เอฟสมมลู จากการ ต่อแบตเตอร่ีแบบอนุกรม และแบบขนาน รวมทัง้ • พลงั งานไฟฟูาท่ีถูกใช้ไปในเครือ่ งใช้ไฟฟูาใน คานวณปรมิ าณต่าง ๆ ที่ หน่งึ หนว่ ยเวลา เรียกว่า กาลงั ไฟฟูา ซึ่งมคี ่า เกี่ยวขอ้ งในวงจรไฟฟูา ขนึ้ กับความตา่ งศักยแ์ ละกระแสไฟฟูา • เมือ่ นาแบตเตอร่มี าตอ่ แบบอนุกรม อีเอม็ เอฟ
313 ลาดบั ชอ่ื หน่วย ผลการเรียนรู้ สาระสาสาคัญ เวลา น้าหนัก ที่ การเรียนรู้ (ช่วั โมง) คะแนน (๑๐๐) กระแสตรงซง่ึ สมมูลและความตา้ นทานภายในสมมลู มคี า่ ประกอบด้วยแบตเตอรี่ เพมิ่ ขน้ึ ตามสมการ และตวั ตา้ นทาน ε = ε1 + ε2 + ... + εn และ r = r1 + r2 + ... + rn ตามลาดบั • เม่อื นาแบตเตอรี่ทเี่ หมอื นกันมาตอ่ แบบขนาน ๑๑. อธิบายการเปลี่ยน อเี อม็ เอฟสมมูลมีคา่ คงเดมิ และความตา้ นทาน พลังงานทดแทนเปน็ ภายในสมมลู มคี ่าลดลง ตามสมการ พลงั งานไฟฟาู รวมท้งั สืบค้นและอภปิ ราย ε = ε1 = ε2 = ... = εn เกี่ยวกับ • กระแสไฟฟาู ในวงจรไฟฟูากระแสตรงท่ี ประกอบดว้ ยแบตเตอรีแ่ ละตวั ตา้ นทาน เทคโนโลยี ท่ีนามา คานวณได้ตามสมการ แก้ปัญหาหรอื ตอบสนอง ความตอ้ งการทางดา้ น • การนาพลงั งานทดแทนมาใชเ้ ป็นการแกป้ ญั หา พลังงานไฟฟาู โดยเนน้ หรอื ตอบสนองความต้องการดา้ นพลงั งาน เช่น การเปลยี่ นพลังงานนวิ เคลียรเ์ ป็นพลังงานไฟฟาู ด้านประสทิ ธภิ าพและ ในโรงไฟฟาู นวิ เคลียร์ และการเปล่ยี นพลงั งาน ความคุ้มค่าดา้ นคา่ ใชจ้ ่าย แสงอาทติ ยเ์ ป็นพลังงานไฟฟูาโดยเซลล์สรุ ิยะ • เทคโนโลยตี า่ ง ๆ ท่นี ามาแกป้ ญั หาหรอื ตอบสนอง ความตอ้ งการทางด้านพลงั งานเปน็ การนาความรู้ ทักษะและกระบวนการทางวทิ ยาศาสตรม์ าสรา้ ง อุปกรณ์หรอื ผลิตภัณฑ์ตา่ ง ๆ ท่ชี ว่ ยให้การใช้ พลังงานมปี ระสทิ ธภิ าพยิ่งข้นึ ๓ ไฟฟาู และ ๑๒. สงั เกต และอธบิ าย • เสน้ สนามแม่เหลก็ เป็นเสน้ สมมติทใี่ ชแ้ สดงบริเวณ ๑๕ ๑๕ แม่เหลก็ เสน้ สนามแมเ่ หล็ก ที่มีสนามแม่เหลก็ โดยบริเวณทมี่ เี สน้ สนามแม่เหล็ก อธบิ ายและคานวณฟลกั ซ์ หนาแนน่ มากแสดงวา่ เป็นบริเวณทีส่ นามแมเ่ หล็ก แม่เหลก็ ในบรเิ วณท่ี มีความเขม้ มาก กาหนดรวมท้งั สงั เกต • ฟลักซแ์ ม่เหลก็ คอื จานวนเสน้ สนามแมเ่ หลก็ และอธบิ ายสนามแม่เหลก็ ที่ผา่ นพน้ื ที่ที่พจิ ารณา และอัตราสว่ นระหวา่ ง ทเี่ กดิ จากกระแสไฟฟูาใน ฟลกั ซแ์ ม่เหลก็ ตอ่ พ้ืนทีต่ ัง้ ฉากกบั สนามแม่เหลก็ ลวดตวั นาเส้นตรงและ คอื ขนาดของสนามแม่เหลก็ เขยี นแทนไดด้ ว้ ย โซเลนอยด์ ๑๓. อธบิ าย และคานวณ สมการ แรงแมเ่ หลก็ ท่ีกระทาต่อ • เมือ่ มกี ระแสไฟฟูาผ่านลวดตัวนาเส้นตรงหรอื อนภุ าคทีม่ ีประจุไฟฟูา โซเลนอยด์จะเกดิ สนามแม่เหลก็ ขนึ้ เคลือ่ นท่ีในสนามแม่เหลก็ • อนุภาคที่มีประจุไฟฟาู เคลื่อนท่ีเขา้ ไปใน แรงแม่เหล็กทก่ี ระทาต่อ สนามแมเ่ หลก็ จะเกดิ แรงกระทาต่ออนภุ าคนน้ั เสน้ ลวดทมี่ ีกระแสไฟฟาู คานวณได้จากสมการ • กรณีทป่ี ระจุไฟฟูาเคลอื่ นท่ตี ้งั ฉากเขา้ ไปใน ผ่านและวางใน สนามแมเ่ หล็ก รศั มีความ สนามแมเ่ หล็ก จะทาใหป้ ระจุเคลื่อนที่เปลีย่ นไป โค้งของการเคลือ่ นทีเ่ มื่อ โดยรัศมคี วามโค้งของการเคลอื่ นทคี่ านวณไดจ้ าก ประจเุ คลือ่ นทตี่ งั้ ฉากกบั
314 ลาดบั ชื่อหนว่ ย ผลการเรียนรู้ สาระสาสาคัญ เวลา น้าหนัก ที่ การเรียนรู้ (ชั่วโมง) คะแนน (๑๐๐) สนามแมเ่ หล็ก รวมทัง้ • ลวดตวั นาทม่ี กี ระแสไฟฟาู ผา่ นและอยู่ใน อธิบายแรงระหว่าง สนามแม่เหลก็ จะเกดิ แรงกระทาต่อลวดตัวนาน้นั เสน้ ลวดตัวนาคู่ขนานที่มี โดยทศิ ทางของแรงหาไดจ้ ากกฎมือขวา และ กระแสไฟฟูาผา่ คานวณขนาดของแรงได้จากสมการ • เมือ่ วางเส้นลวดสองเส้นขนานกนั และมกี ระแส ๑๔. อธบิ ายหลกั การ ไฟฟูาผา่ นทง้ั สองเส้น จะเกิดแรงกระทาระหวา่ ง ทางานของแกลแวนอ ลวดตัวนาทงั้ สอง มเิ ตอร์และมอเตอร์ไฟฟูา กระแสตรง รวมทง้ั • เมอ่ื มีกระแสไฟฟูาผา่ นขดลวดตัวนาท่อี ยู่ใน คานวณปริมาณต่างๆ ที่ สนามแมเ่ หล็กจะมีโมเมนต์ของแรงคคู่ วบกระทา เกีย่ วข้อง ต่อขดลวดทาให้ขดลวดหมุน ซ่งึ นาไปใชอ้ ธบิ าย การทางานของแกลแวนอมิเตอรแ์ ละมอเตอร์ ๑๕. สังเกต และอธบิ าย ไฟฟาู กระแสตรง โดยโมเมนตข์ องแรงคู่ควบ การเกดิ อีเอ็มเอฟ คานวณได้จากสมการ เหนีย่ วนากฎการ เมื่อมีฟลกั ซแ์ ม่เหล็กเปลย่ี นแปลงตดั ขดลวดตัวนาจะเกดิ เหนย่ี วนาของฟาราเดย์ อเี อ็มเอฟเหน่ยี วนาในขดลวดตวั นานน้ั และคานวณปริมาณตา่ ง อธิบายไดโ้ ดยใช้กฎการเหนี่ยวนาของฟาราเดย์เขยี นแทนได้ ๆ ท่เี ก่ยี วขอ้ ง รวมทงั้ นา ความรู้เรือ่ งอเี อม็ เอฟ ดว้ ยสมการ ทิศทางของกระแสไฟฟูาเหนยี่ วนาหาได้โดยใชก้ ฎของเลนซ์ เหน่ียวนาไปอธบิ ายการ ทางานของเครื่องใช้ไฟฟูา • ความรเู้ กี่ยวกับอีเอ็มเอฟเหน่ยี วนาไปใชอ้ ธบิ าย การทางานของเครื่องกาเนดิ ไฟฟาู และการ ทางานของเครือ่ งใชไ้ ฟฟูาตา่ ง ๆ เชน่ แบลลสั ต์ แบบขดลวดของหลอดฟลูออเรสเซนต์ การเกิด ๑๖. อธบิ าย และคานวณ อเี อม็ เอฟกลับในมอเตอรไ์ ฟฟาู มอเตอร์ไฟฟาู ความต่างศักยอ์ ารเ์ อม็ เอ เหน่ียวนา และกีตารไ์ ฟฟูา สและกระแสไฟฟูาอาร์ ไฟฟาู กระแสสลับที่สง่ ไปตามบ้านเรอื น มีความ เอม็ เอส ต่างศักย์และกระแสไฟฟาู เปลย่ี นแปลงไปตาม เวลาในรูปของฟงั ก์ชนั แบบไซน์ • การวัดความต่างศกั ย์และกระแสไฟฟาู สลับ ใช้ค่ายังผลหรอื ค่ามเิ ตอร์ ซงึ่ เปน็ ค่าเฉล่ยี แบบ รากท่สี องของกาลังสองเฉลยี่ คานวณไดจ้ ากสมการ ๑๗. อธิบายหลกั การ ทางานและประโยชน์ของ • เครอื่ งกาเนดิ ไฟฟูากระแสสลับ ๓ เฟส มขี ดลวด เครอ่ื งกาเนิดไฟฟูา ตวั นา ๓ ชุด แต่ละชดุ วางทามุม ๑๒๐ องศา ซงึ่ กนั และกนั กระแสสลับ ๓ เฟส การ ไฟฟาู กระแสสลับจากขดลวดแต่ละชดุ จะมีเฟสตา่ งกัน ๑๒๐ แปลงอเี อม็ เอฟของหมอ้ องศา ซ่งึ ชว่ ยให้มีประสทิ ธิภาพในการผลิตและการส่ง แปลง และคานวณ พลงั งานไฟฟาู ปรมิ าณต่าง ๆ ที่เกี่ยวขอ้ ง
ลาดบั ชอื่ หนว่ ย ผลการเรยี นรู้ สาระสาสาคญั 315 ท่ี การเรียนรู้ เวลา นา้ หนกั (ช่ัวโมง) คะแนน (๑๐๐) • ไฟฟาู กระแสสลบั ที่สง่ ไปตามบ้านเรอื นเปน็ ไฟฟูา กระแสสลับท่ตี อ้ งเพม่ิ อเี อม็ เอฟจากโรงไฟฟูาแลว้ ลดอีเอม็ เอฟให้มีคา่ ท่ีต้องการโดยใชห้ ม้อแปลงซึ่ง ประกอบดว้ ยขดลวดปฐมภมู แิ ละขดลวดทุตยิ ภูมิ • ไฟฟูากระแสสลบั ที่ผ่านขดลวดปฐมภูมิของ หม้อแปลงจะทาให้เกิดอเี อ็มเอฟเหนี่ยวนาใน ขดลวดทตุ ิยภูมิของหมอ้ แปลง โดยอเี อม็ เอฟใน ขดลวดทุติยภูมขิ ึ้นกับอีเอม็ เอฟในขดลวดปฐมภมู ิ และจานวนรอบของขดลวดท้งั สอง ตามสมการ ๔ คล่นื ๑๘. อธบิ ายการเกดิ และ • การเหน่ยี วนาตอ่ เนื่องระหว่างสนามแมเ่ หล็กและ ๑๓ ๒๐ แมเ่ หล็กไฟ ลักษณะเฉพาะของคลื่ สนามไฟฟาู ทาใหเ้ กดิ คล่ืนแม่เหล็กไฟฟาู แผอ่ อกจาก ฟูา แมเ่ หลก็ ไฟฟูา แสงไมโ่ พ แหลง่ กาเนดิ ลาไรส์ แสงโพลาไรส์เชิง • คลน่ื แม่เหล็กไฟฟูาประกอบดว้ ยสนามแม่เหล็กแล เส้น และแผน่ โพลารอยด์ สนามไฟฟาู ที่เปล่ียนแปลงตลอดเวลาโดยสนามทงั้ รวมท้ังอธบิ ายการนาคลน่ื สองมีทศิ ตั้งฉากกันและต้ังฉากกับทิศทางการ แม่เหลก็ ไฟฟูาในช่วง เคลอ่ื นทีข่ องคลื่น ความถต่ี า่ ง ๆ ไป • แสงเป็นคลื่นแม่เหล็กไฟฟูาชนิดหน่ึง โดยแสงใน ประยุกต์ใช้และหลกั การ ชวี ิตประจาวันเปน็ แสงไมโ่ พลาไรส์ เมอื่ แสงนนั้ ผา่ น ทางานของอุปกรณท์ ี่ แผ่นโพลารอยด์ สนามไฟฟูาจะมที ศิ ทางอย่ใู น เก่ยี วข้อง ระนาบเดยี วเรยี กวา่ แสงโพลาไรส์เชงิ เสน้ สมบตั ิของ แสงลักษณะนี้เรยี กวา่ โพลาไรเซชัน • คลน่ื แมเ่ หล็กไฟฟาู มคี วามถตี่ า่ ง ๆ มากมาย โดย ความถ่นี ้มี คี า่ ต่อเนอ่ื งกันเป็นช่วงกวา้ ง เรยี กวา่ สเปกตรมั คล่ืนแมเ่ หลก็ ไฟฟูา • ตัวอยา่ งอปุ กรณท์ ท่ี างานโดยอาศัยคล่ืน แมเ่ หล็กไฟฟูา เชน่ เครือ่ งฉายรังสีเอกซ์ เครอื่ ง ควบคมุ ระยะไกล เคร่ืองระบตุ าแหน่งบนพน้ื โลก เคร่อื งถ่ายภาพเอกซเ์ รยค์ อมพิวเตอร์ • การสื่อสารเพ่ือสง่ ผ่านสารสนเทศจากทีห่ น่งึ ๑๙. สบื คน้ และอธิบาย ไปอกี ที่หนง่ึ ทาได้โดยอาศัยคลื่นแม่เหลก็ ไฟฟาู สารสนเทศ การสือ่ สารโดยอาศยั คล่ืน จะถกู แปลงใหอ้ ย่ใู นรปู สัญญาณสาหรบั แมเ่ หล็กไฟฟาู ในการ สง่ ไปยงั ปลายทางซึง่ จะมกี ารแปลงสญั ญาณกลบั มา ส่งผา่ นสารสนเทศ และ เป็นสารสนเทศท่ีเหมือนเดมิ เปรยี บเทียบการสอ่ื สาร • สัญญาณมสี องชนิดคอื แอนะลอ็ กและดจิ ทิ ัล ดว้ ยสัญญาณแอนะลอ็ ก โดยการส่งผา่ นสารสนเทศดว้ ยสัญญาณดจิ ทิ ัล กบั สัญญาณดิจิทลั มคี วามผดิ พลาดน้อยกวา่ สัญญาณแอนะล็อก รวมตลอดภาคเรียน ๖๐ ๑๐๐
316 อธบิ ายรายวิชาเพ่ิมเติม รายวชิ า ฟิสิกส์๕ รหสั วชิ า ว๓๐๒๐๕ ชนั้ มัธยมศกึ ษาปีท่ี ๖ ภาคเรยี นท่ี ๑ จานวน ๑.๕ หนว่ ยกติ เวลา ๖๐ ชวั่ โมง/ภาคเรยี น กล่มุ สาระการเรียนรวู้ ทิ ยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี ศึกษา ความสมั พนั ธข์ องความร้อนกบั การเปลยี่ นอุณหภูมิและสถานะของสสาร สภาพยดื หยนุ่ ของวสั ดุและมอดุลัส ของยัง ความดันในของไหล แรงพยงุ และหลักของอารค์ ิมีดิส ความตงึ ผิวและแรงหนืดของของเหลว ของไหลอุดมคติ และ สมการแบรน์ ูลลี กฎของแก๊ส ทฤษฎจี ลนข์ องแก๊สอดุ มคตแิ ละพลังงานในระบบ ทฤษฎอี ะตอมของโบร์ ปรากฏการณ์โฟโตอิเล็กทรกิ ทวภิ าวะของคลน่ื และอนุภาค กมั มนั ตภาพรงั สี แรงนิวเคลียร์ ปฏิกิริยา นวิ เคลียร์ พลังงานนิวเคลยี ร์ ฟิสิกส์อนภุ าค โดยใช้กระบวนการทางวทิ ยาศาสตร์ การสืบค้นข้อมลู การสารวจตรวจสอบการสืบคน้ ข้อมลู วิเคราะห์ อธิบาย และ การอภิปราย เพือ่ ใหเ้ กดิ ความรู้ ความเขา้ ใจ ความคดิ มีความสามารถในการสื่อสารสง่ิ ท่เี รยี นรู้เพ่อื ให้ทัดเทียมประชาคมอาเซียน การตดั สนิ ใจ การนาความรไู้ ปใชใ้ นชีวติ ประจาวนั มจี ติ วทิ ยาศาสตร์ จริยธรรม คณุ ธรรมและคา่ นยิ มทเี่ หมาะสม มีความมุ่งม่ัน ในการทางานตามวถิ ีความพอเพยี งอันเป็นหลักตามปรัชญาของเศรษฐกจิ พอเพียง ผลการเรียนรู้ ๑. อธบิ าย และคานวณความร้อนทที่ าให้สสารเปลีย่ นอณุ หภมู ิ ความรอ้ นที่ทาให้สสารเปลยี่ นสถานะ และความร้อนทเี่ กิดจากการถ่ายโอนตามกฎการอนรุ กั ษ์พลังงาน ๒. อธบิ ายสภาพยืดหยุ่นและลกั ษณะการยืดและหดตวั ของวสั ดุท่ีเปน็ แท่ง เมื่อถกู กระทาด้วยแรงค่า ต่าง ๆ รวมท้ังทดลอง อธบิ ายและคานวณความเค้นตามยาว ความเครียดตามยาว และมอดลุ ัสของ ยงั และนาความรู้เรอ่ื งสภาพยดื หย่นุ ไปใช้ในชีวติ ประจาวนั ๓. อธิบาย และคานวณความดันเกจ ความดันสมั บรู ณ์ และความดันบรรยากาศ รวมทั้งอธิบาย หลกั การทางานของแมนอมิเตอรบ์ ารอมิเตอร์ และเครื่องอัดไฮดรอลกิ ๔. ทดลอง อธบิ าย และคานวณขนาดแรงพยงุ จากของไหล ๕. ทดลอง อธบิ าย และคานวณความตึงผิวของของเหลว รวมทัง้ สงั เกตและอธิบายแรงหนดื ของ ของเหลว ๖. อธิบายสมบตั ขิ องของไหลอดุ มคติ สมการความตอ่ เน่อื ง และสมการแบรน์ ลู ลี รวมทง้ั คานวณ ปริมาณตา่ ง ๆ ที่เกีย่ วขอ้ ง และนาความรู้เกย่ี วกับสมการความต่อเนื่องและสมการแบร์นูลลไี ป อธบิ ายหลักการทางานของอุปกรณ์ตา่ ง ๆ ๗. อธิบายกฎของแก๊สอุดมคตแิ ละคานวณปริมาณตา่ ง ๆ ที่เก่ยี วข้อง ๘. อธบิ ายแบบจาลองของแก๊สอดุ มคติ ทฤษฎีจลน์ของแก๊ส และอตั ราเร็วอาร์เอ็มเอสของโมเลกุลของแก๊ส รวมทั้งคานวณ ปริมาณตา่ ง ๆ ที่เกีย่ วขอ้ ง ๙. อธิบาย และคานวณงานท่ที าโดยแกส๊ ในภาชนะปิดโดยความดันคงตัว และอธิบายความสมั พนั ธ์ระหว่างความร้อน พลงั งาน ภายในระบบ และงานรวมทัง้ คานวณปรมิ าณต่าง ๆ ทีเ่ ก่ยี วขอ้ งและนาความรู้เรอื่ งพลงั งานภายในระบบไปอธบิ ายหลกั การ ทางานของเครอ่ื งใชใ้ นชีวิตประจาวัน ๑๐. อธบิ ายสมมติฐานของพลังค์ ทฤษฎอี ะตอมของโบร์ และการเกดิ เสน้ สเปกตรมั ของอะตอมไฮโดรเจน รวมทง้ั คานวณ ปรมิ าณตา่ ง ๆ ทเ่ี กีย่ วข้อง ๑๑. อธบิ ายปรากฏการณ์โฟโตอเิ ล็กทริกและคานวณพลงั งานโฟตอน พลงั งานจลน์ของโฟโตอิเลก็ ตรอนและฟงั ก์ชนั งานของ โลหะ ๑๒. อธบิ ายทวิภาวะของคลืน่ และอนภุ าค รวมทง้ั อธบิ าย และคานวณความยาวคลน่ื เดอบรอยล์
317 ๑๓. อธิบายกัมมนั ตภาพรังสีและความแตกต่างของรงั สแี อลฟา บีตา และแกมมา ๑๔. อธิบาย และคานวณกัมมนั ตภาพของนิวเคลียสกมั มนั ตรังสี รวมทั้งทดลอง อธบิ ายและคานวณจานวนนิวเคลียส กัมมันตภาพรงั สที ่เี หลือจากการสลาย และครึ่งชวี ิต ๑๕. อธบิ ายแรงนิวเคลียร์ เสถียรภาพของนวิ เคลยี สและพลงั งานยดึ เหน่ียว รวมท้ังคานวณปริมาณ ตา่ ง ๆ ท่เี กย่ี วขอ้ ง ๑๖. อธิบายปฏกิ ริ ิยานวิ เคลยี ร์ ฟิชชนั และฟวิ ชันรวมท้ังคานวณพลังงานนิวเคลยี ร์ ๑๗. อธบิ ายประโยชนข์ องพลังงานนิวเคลียร์ และรังสี รวมทง้ั อนั ตรายและการปูองกนั รังสีในด้าน ต่าง ๆ ๑๘. อธิบายการคน้ ควา้ วจิ ยั ด้านฟสิ ิกสอ์ นุภาคแบบจาลองมาตรฐาน และการใชป้ ระโยชน์จากการค้นควา้ วิจัยดา้ นฟสิ กิ ส์ อนุภาคในดา้ นต่าง ๆ รวมท้งั หมด ๑๘ ผลการเรียนรู้
318 โครงสร้างรายวชิ าเพิ่มเตมิ รายวิชา ฟสิ ิกส์๕ รหสั วิชา ว๓๐๒๐๕ ชั้นมธั ยมศึกษาปีท่ี ๖ ภาคเรียนท่ี ๑ จานวน ๑.๕ หนว่ ยกิต เวลา ๖๐ ชวั่ โมง/ภาคเรียน กลุม่ สาระการเรยี นร้วู ิทยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี ลาดับ ช่อื หน่วย ผลการเรียนรู้ สาระการเรยี นรู้ เวลา คะแนน ๓๕ ท่ี การเรยี นรู้ ๑ ของไหล ๑. อธิบาย และคานวณความร้อนท่ี • เม่อื สสารได้รับหรอื คายความร้อน สสารอาจมีอุณหภูมิ ๒๐ ทาใหส้ สารเปลีย่ นอุณหภูมิ ความ เปล่ยี นไป และสสารอาจเปลย่ี นสถานะโดยไม่เปลีย่ น ร้อนท่ที าให้สสารเปลยี่ นสถานะและ อุณหภูมิ ซ่ึงปริมาณความรอ้ น ความร้อนทีเ่ กิดจากการถา่ ยโอนตาม ทีท่ าให้สสารเปลีย่ นอณุ หภมู คิ านวณไดจ้ ากสมการ Q = กฎการอนรุ ักษพ์ ลงั งาน mcΔT สว่ นปรมิ าณของพลงั งานความรอ้ นท่ที าใหส้ สารเปลี่ยน สถานะคานวณได้จากสมการ Q = mL • วัตถทุ ีม่ ีอณุ หภูมิสูงกว่าจะถา่ ยโอนความร้อน ไปสวู่ ตั ถทุ ี่มีอณุ หภูมิต่ากวา่ เปน็ ไปตามกฎ การอนรุ ักษ์พลังงาน โดยปริมาณความรอ้ นทว่ี ัตถหุ นง่ึ ให้ จะเท่ากับปริมาณความรอ้ นทวี่ ตั ถหุ นงึ่ รับ เขยี นแทนได้ ด้วยสมการ Qลด= Qเพิ่ม • เม่ือวตั ถุมอี ณุ หภมู ิเท่ากันจะไม่มกี ารถา่ ยโอน ความ รอ้ น เรยี กวา่ วัตถอุ ย่ใู นสมดลุ ความรอ้ น ๒. อธิบายสภาพยืดหยุ่นและ • สมบัติท่วี สั ดุเปลีย่ นรปู และกลบั สรู่ ปู เดมิ เม่ือหยุดออก ลกั ษณะการยืดและหดตัวของวสั ดุท่ี แรงกระทาเรียกว่า สภาพยืดหยุ่น ถา้ ยังออกแรงตอ่ ไป เป็นแทง่ เม่อื ถกู กระทาด้วยแรงคา่ วสั ดุจะขาดหรอื เสยี รปู อย่างถาวร ตา่ ง ๆ รวมทง้ั ทดลอง อธบิ ายและ • ในกรณีที่วตั ถมุ กี ารเปลย่ี นแปลงความยาว คานวณความเค้นตามยาว ความเครยี ดตามยาว และมอดลุ สั ถ้าออกแรงกระทาตอ่ เสน้ ลวดไมเ่ กนิ ขดี จากดั ของยัง และนาความรเู้ ร่ืองสภาพ ยืดหยุ่นไปใช้ในชวี ติ ประจาวัน การแปรผนั ตรง ความยาวทเี่ พิ่มข้ึนของเส้นลวดแปรผัน ตรงกบั ขนาดของแรงดงึ ทาใหค้ วามเครียดตามยาวที่ เกิดขน้ึ แปรผันตรงกบั ความเคน้ ตามยาว โดยความเค้น ตามยาว คานวณไดจ้ ากสมการ σ = สว่ นความเครยี ด ตามยาวคานวณไดจ้ ากสมการ ε =ΔL- • อัตราสว่ นความเค้นตามยาวตอ่ ความเครียด ตามยาว เรียกวา่ มอดุลสั ของยัง ซ่ึงมคี ่าขึ้นกับ
319 ลาดบั ชื่อหนว่ ย ผลการเรียนรู้ สาระการเรยี นรู้ เวลา คะแนน ที่ การเรียนรู้ ชนดิ ของวัสดุ • ถ้าวสั ดมุ มี อดลุ ัสของยงั สงู แสดงวา่ วัสดนุ นั้ เปล่ียนแปลงความยาวไดน้ ้อย ถ้าออกแรงเพิม่ ขนึ้ เกินขดี จากัดสภาพยืดหยนุ่ วัสดไุ มส่ ามารถ กลบั คนื สูส่ ภาพเดิมได้ สมบัตนิ ้นี าไปใช้พจิ ารณา ในการเลอื กวสั ดทุ ่เี หมาะสมกับการใช้งาน ๓. อธิบาย และคานวณความดนั เกจ • ภาชนะท่ีมขี องเหลวบรรจุอยู่จะมีแรงเน่อื งจาก ความดันสัมบูรณ์ และความดนั ของเหลวกระทาต่อพื้นผิวภาชนะ โดยขนาดของ บรรยากาศ รวมทั้งอธิบายหลักการ แรงที่ของเหลวกระทาตั้งฉากตอ่ พืน้ ที่หน่ึงหน่วย ทางานของแมนอมิเตอร์บารอมิเตอร์ เป็นความดนั ในของเหลว และเครอ่ื งอัดไฮดรอลิก • ความดนั ท่ีเครอ่ื งมือวดั ได้ เรยี กวา่ ความดันเกจ คานวณได้จากสมการ ส่วนผลรวมของ ความดนั บรรยากาศและความดนั เกจ เรยี กวา่ ความดนั สมั บรู ณ์ คานวณได้จากสมการ • ค่าของความดันอา่ นไดจ้ ากเครื่องวดั ความดนั เช่น แมนอมเิ ตอร์ บารอมิเตอร์ • เมือ่ เพ่มิ ความดนั ณ ตาแหนง่ ใด ๆ ในของเหลว ที่อยนู่ ง่ิ ในภาชนะปดิ ความดันท่ีเพ่มิ ขึ้นจะสง่ ผ่าน ไปทุก ๆ จุดในของเหลวนั้น เรียกว่า กฎพาสคลั กฎนน้ี าไปใช้อธบิ ายการทางานของเคร่อื งอัดไฮดรอลกิ • วัตถทุ อี่ ยใู่ นของไหลทงั้ หมดหรือเพียงบางส่วน ๔. ทดลอง อธบิ าย และคานวณ จะถกู แรงพยุงจากของไหลกระทา โดยขนาด ขนาดแรงพยงุ จากของไหล แรงพยุงเทา่ กบั ขนาดน้าหนกั ของของไหล ท่ถี กู วตั ถุแทนทตี่ ามหลกั ของอารค์ มิ ีดีส ซึ่งใช้อธบิ ายการลอยการจมของวัตถตุ ่าง ๆ ในของไหล ขนาดแรงพยงุ จากของไหลคานวณได้
ลาดบั ชือ่ หน่วย ผลการเรียนรู้ สาระการเรยี นรู้ 320 ท่ี การเรียนรู้ เวลา คะแนน ๕. ทดลอง อธบิ าย และคานวณ • ความตงึ ผิวเป็นสมบตั ขิ องของเหลวท่ียึดผวิ ความตงึ ผวิ ของของเหลว รวมทัง้ ของเหลวไวด้ ้วยแรงดึงผิว ปรากฏการณท์ ่เี ป็นผล สงั เกตและอธิบายแรงหนืดของ จากความตงึ ผวิ เชน่ การเดินบนผวิ นา้ ของแมลง บางชนิด การซึมตามรเู ล็ก หรือ การโค้งของผิว ของเหลว ของเหลว โดยความตงึ ผิวของของเหลวคานวณได้ จากสมการ r เทา่ กบั f หารด้วย l • ความหนดื เปน็ สมบตั ขิ องของไหล วตั ถุท่ีเคลอ่ื นทีใ่ น ของไหลจะมแี รงเน่อื งจากความหนืดตา้ นการเคล่อื นท่ี ของวตั ถุ เรยี กว่า แรงหนืด ๖. อธบิ ายสมบตั ขิ องของไหลอดุ ม • ของไหลอดุ มคติเป็นของไหลทม่ี กี ารไหลอย่าง คติ สมการความตอ่ เนอ่ื ง และ สมา่ เสมอ ไมม่ ีความหนดื บบี อัดไม่ได้ และไหล โดยไมห่ มุน มีอัตราการไหลตามสมการ สมการแบรน์ ลู ลี รวมทัง้ คานวณ ความตอ่ เน่อื ง Av = ค่าคงตวั ปริมาณต่าง ๆ ที่เก่ียวข้อง และนา ความรู้เกย่ี วกบั สมการความตอ่ เนอ่ื ง และสมการแบร์นลู ลีไปอธิบาย หลกั การทางานของอปุ กรณ์ตา่ ง ๆ • ตาแหน่งสองตาแหนง่ บนสายกระแสเดยี วกนั ของของไหลอดุ มคตทิ ่ไี หลอยา่ งสมา่ เสมอ จะมี ผลรวมของความดันสมั บรู ณ์ พลังงานจลน์ ต่อหนง่ึ หน่วยปรมิ าตร และพลงั งานศกั ย์ตอ่ หน่ึง หน่วยปรมิ าตร เป็นค่าคงตัวตามสมการแบรน์ ลู ลี ๒ ความรอ้ น ๗. อธบิ ายกฎของแกส๊ อดุ มคติและ • แก๊สอุดมคติเป็นแก๊สที่โมเลกุลมีขนาดเลก็ มาก ๒๐ ๓๐ และทฤษฎี คานวณปริมาณตา่ ง ๆ ทีเ่ กีย่ วข้อง ไมม่ ีแรงยึดเหนย่ี วระหว่างโมเลกลุ มีการเคลือ่ นที่ จลน์ แบบสมุ่ และมกี ารชนแบบยืดหยนุ่ • ความสมั พันธ์ระหวา่ งความดัน ปรมิ าตร และ อุณหภมู ขิ องแกส๊ อุดมคตเิ ป็นไปตามกฎของ แก๊สอุดมคติ เขยี นแทนไดด้ ว้ ยสมการ PV = nRT = NkBT
321 ลาดบั ชื่อหนว่ ย ผลการเรยี นรู้ สาระการเรยี นรู้ เวลา คะแนน ที่ การเรียนรู้ ๘. อธบิ ายแบบจาลองของแกส๊ อดุ ม • จากแบบจาลองของแกส๊ อุดมคติ กฎการเคลื่อนท่ขี อง คติ ทฤษฎจี ลนข์ องแก๊ส และ นวิ ตนั และจากกฎของแก๊สอุดมคติ ทาใหส้ ามารถศึกษา อัตราเรว็ อารเ์ อ็มเอสของโมเลกลุ สมบตั ทิ างกายภาพบางประการของแก๊สได้ ได้แก่ ความ ของแก๊ส รวมทง้ั คานวณปริมาณต่าง ดัน พลงั งานจลนเ์ ฉล่ียและอัตราเร็วอาร์เอ็มเอส ของ ๆ ทเ่ี ก่ียวขอ้ ง โมเลกลุ ของแก๊สได้ • จากทฤษฎจี ลนข์ องแก๊ส ความดนั และพลงั งานจลน์ เฉลีย่ ของโมเลกุลของแกส๊ มคี วามสัมพันธต์ ามสมการ ส่วนอตั ราเร็วอารเ์ อม็ เอสของโมเลกุล ของแก๊สคานวณได้จากสมการ • ในภาชนะปิดเมือ่ มกี ารเปลยี่ นแปลงปริมาตรของ ๙. อธบิ าย และคานวณงานท่ที าโดย แก๊สโดยความดนั คงตวั งานท่ีเกดิ ข้นึ คานวณได้ แกส๊ ในภาชนะปิดโดยความดนั คงตวั จากสมการ W = PΔV และอธบิ ายความสมั พันธร์ ะหว่าง ความร้อน พลงั งานภายในระบบ • โมเลกุลของแกส๊ อดุ มคติในภาชนะปิดจะมี และงานรวมทงั้ คานวณปริมาณต่าง ๆ ทเี่ ก่ยี วข้องและนาความรู้เรอ่ื ง พลังงานจลน์ โดยพลงั งานจลนร์ วมของโมเลกุล พลังงานภายในระบบไปอธิบาย เรยี กว่า พลงั งานภายในของแก๊สหรอื พลงั งาน หลักการทางานของเครื่องใชใ้ น ชวี ติ ประจาวัน ภายในระบบ ซง่ึ แปรผันตรงกับจานวนโมเลกุล และอุณหภูมิสมั บูรณ์ของแกส๊ • พลังงานภายในระบบมคี วามสมั พนั ธก์ ับความรอ้ นและ งาน เช่น เม่ือมีการถา่ ยโอนความร้อนใน ระบบปิด ผลของการถ่ายโอนความร้อนน้ี จะเทา่ กบั ผลรวมของพลงั งานภายในระบบ ท่เี ปล่ยี นแปลงกับงาน เป็นไปตามกฎการอนรุ ักษ์ พลงั งานเรยี กกฎขอ้ ทีห่ น่ึงของอณุ หพลศาสตร์ แสดงได้ดว้ ยสมการ Q = ΔU + W • ความรู้เรื่องพลงั งานภายในระบบสามารถนาไป ประยุกต์ในดา้ นต่าง ๆ เช่น การทางานของ เครื่องยนต์ความร้อน ตู้เย็น เคร่ืองปรบั อากาศ
322 ลาดับ ช่อื หนว่ ย ผลการเรียนรู้ สาระการเรยี นรู้ เวลา คะแนน ที่ การเรียนรู้ ๓ ฟิสกิ ส์ ๑๐. อธิบายสมมติฐานของพลงั ค์ • พลงั คเ์ สนอสมมตฐิ านเพ่ืออธิบายการแผ่รงั สี ๒๐ ๓๕ อะตอม ทฤษฎอี ะตอมของโบร์ และการเกิด ของวัตถดุ า ซึ่งสรปุ ไดว้ ่า พลงั งานท่ีวัตถุดาดดู กลนื หรือ เส้นสเปกตรัมของอะตอมไฮโดรเจน แผอ่ อกมามีค่าได้เฉพาะบางค่าเทา่ น้ัน และค่านจ้ี ะเปน็ รวมทั้งคานวณปรมิ าณต่าง ๆ ท่ี จานวนเท่าของ hf เรียกว่า ควอนตมั พลงั งาน โดยแสง เก่ยี วขอ้ ง ความถ่ี f จะมพี ลงั งานตามสมการ E = nhf • ทฤษฎีอะตอมของไฮโดรเจนท่ีเสนอโดยโบร์ อธิบายวา่ อิเล็กตรอนจะเคลือ่ นท่ีรอบนิวเคลยี ส ในวงโคจรบางวงได้โดยไมแ่ ผค่ ลื่นแม่เหล็กไฟฟูา ถ้าอิเลก็ ตรอนมีการเปล่ียนวงโคจรจะมกี ารรับ หรือปล่อยพลงั งานในรปู ของคลื่นแม่เหลก็ ไฟฟาู ตามสมมตฐิ านของพลงั ค์ ซ่งึ สามารถนาไป คานวณรัศมวี งโคจรของอเิ ล็กตรอน และพลังงาน อะตอมของไฮโดรเจนไดต้ ามสมการ • ทฤษฎอี ะตอมของโบร์สามารถนาไปคานวณ ความยาวคลื่นของแสงในสเปกตรมั เส้นสวา่ ง ของอะตอมไฮโดรเจนตามสมการ • ปรากฏการณโ์ ฟโตอิเลก็ ทรกิ เป็นปรากฏการณ์ ท่ีอเิ ลก็ ตรอนหลดุ จากผวิ โลหะเมอื่ มีแสงท่ีมี ๑๑. อธิบายปรากฏการณ์โฟโตอิ เลก็ ทริกและคานวณพลังงานโฟตอน ความถเี่ หมาะสมมาตกกระทบ โดยจานวน พลงั งานจลน์ของโฟโตอเิ ล็กตรอน โฟโตอิเลก็ ตรอนท่ีหลุดจะเพิ่มข้นึ ตามความเขม้ แสงและ และฟงั ก์ชันงานของโลหะ พลังงานจลนส์ ูงสุดของโฟโตอิเล็กตรอน จะขนึ้ กับความถขี่ องแสงนั้น โดยพลังงานของแสง หรอื โฟตอนตามสมมติฐานของพลังค์ • ไอน์สไตนอ์ าศยั กฎการอนรุ ักษ์พลังงานและ สมมตฐิ านของพลังค์ อธบิ ายปรากฏการณ์ โฟโตอเิ ลก็ ทรกิ ตามสมการ hf = W + Ekmax • การทดลอง พลงั งานจลนส์ ูงสุดของโฟโตอเิ ล็กตรอน และฟังก์ชันงานของโลหะคานวณได้
ลาดบั ชื่อหนว่ ย ผลการเรียนรู้ สาระการเรยี นรู้ 323 ที่ การเรียนรู้ นวิ เคลยี สกมั มันตภาพรงั สีที่เหลอื จากการสลาย เวลา คะแนน และคร่งึ ชีวติ คานวณไดจ้ ากสมการและ ตามลาดับ • การค้นพบการแทรกสอดและการเลยี้ วเบน ๑๒. อธบิ ายทวิภาวะของคลืน่ และ ของอิเล็กตรอนสนับสนุนความคดิ ของเดอบรอยลท์ เ่ี สนอ อนภุ าค รวมทงั้ อธิบาย และคานวณ วา่ อนุภาคแสดงสมบตั ขิ องคลนื่ ได้ ความยาวคลื่น โดยเม่อื อนุภาคประพฤติตัวเป็นคลื่นจะมี ความยาวคลื่น เรยี กว่า ความยาวคล่นื เดอบรอยล์ซึง่ มีค่า เดอบรอยล์ ๑๓. อธิบายกัมมนั ตภาพรงั สแี ละ ข้นึ กบั โมเมนตมั ของอนุภาคตามสมการ ความแตกตา่ งของรังสแี อลฟา บตี า และแกมมา • จากความคิดของไอนส์ ไตน์และเดอบรอยล์ ทาให้สรุป ได้วา่ คลืน่ แสดงสมบัติของอนภุ าคได้และอนุภาคแสดง สมบตั ขิ องคล่ืนได้ สมบัติดงั กลา่ วเรียกว่า ทวภิ าวะของ คล่ืนและอนุภาค • กมั มันตภาพรังสีเปน็ ปรากฏการณ์ทธ่ี าตุ กมั มนั ตรังสแี ผ่รงั สีไดเ้ องอยา่ งต่อเนื่อง รงั สี ท่ีออกมามี ๓ ชนดิ คือ แอลฟา บตี า และแกมมา • การแผ่รงั สีเกิดจากการเปลย่ี นแปลงนิวเคลยี ส ของธาตกุ ัมมันตรังสี ซึง่ เขียนแทนได้ดว้ ยสมการ การสลายให้แอลฟา การสลายใหบ้ ตี าลบ การสลายให้บีตาบวก ๑๔. อธบิ าย และคานวณกัมมันต การสลายใหแ้ กมมา ภาพของนิวเคลยี สกมั มนั ตรังสี รวมทั้งทดลอง อธบิ ายและคานวณ • ในการสลายของธาตกุ มั มนั ตรังสี อัตราการแผ่รังสี ออกมาในขณะหน่งึ เรียกว่า กัมมนั ตภาพ จานวนนิวเคลยี สกัมมนั ตภาพรงั สีท่ี เหลือจากการสลายและคร่ึงชวี ิต ปรมิ าณนีบ้ อกถึงอตั ราการลดลงของจานวน นิวเคลยี สของธาตกุ มั มนั ตรังสี คานวณไดจ้ าก
324 ลาดบั ชื่อหน่วย ผลการเรียนรู้ สาระการเรียนรู้ เวลา คะแนน ที่ การเรียนรู้ • ชว่ งเวลาที่จานวนนวิ เคลียสลดลงเหลือครง่ึ หนึ่งของ จานวนเริ่มต้น เรยี กวา่ คร่ึงชวี ติ โดยจานวนนวิ เคลยี ส กัมมนั ตภาพรงั สีทีเ่ หลือจากการสลาย และครง่ึ ชวี ิตคานวณได้จากสมการ และ ตามลาดับ • ภายในนิวเคลยี สมีแรงนิวเคลยี รท์ ่ใี ช้อธบิ าย ๑๕. อธบิ ายแรงนิวเคลียร์ เสถยี รภาพของนวิ เคลยี ส เสถยี รภาพของนิวเคลียสและ • การทาใหน้ ิวคลีออนในนวิ เคลียสแยกออกจากกันต้อง ใชพ้ ลงั งานเทา่ กบั พลังงานยึดเหน่ยี ว พลังงานยดึ เหน่ยี ว รวมทั้งคานวณ ซึ่งคานวณได้จากความสัมพนั ธ์ระหว่างมวล ปริมาณ ต่าง ๆ ทเี่ กยี่ วข้อง และพลังงาน ตามสมการ • นวิ เคลยี สที่มพี ลังงานยดึ เหนีย่ วตอ่ นิวคลี ออนสงู จะมีเสถียรภาพดกี ว่านวิ เคลยี สท่ีมพี ลงั งานยดึ เหนยี่ วตอ่ นวิ คลอี อนต่า โดยพลงั งานยึดเหนีย่ วต่อนิวคลี ออนคานวณได้จากสมการ ๑๖. อธบิ ายปฏิกริ ิยานิวเคลียร์ ฟชิ • ปฏิกิรยิ าทีท่ าใหน้ ิวเคลยี สเกดิ การเปลี่ยนแปลง ชันและฟวิ ชนั รวมท้งั คานวณ องคป์ ระกอบหรือระดับพลงั งาน เรียกวา่ พลังงานนิวเคลียร์ ปฏกิ ริ ิยานวิ เคลยี ร์ • ฟิชชนั เปน็ ปฏิกิรยิ าทนี่ วิ เคลียสทมี่ ีมวลมาก แตกออกเปน็ นิวเคลียสท่มี ีมวลนอ้ ยกว่าส่วนฟวิ ชันเป็น ปฏิกริ ิยาทน่ี ิวเคลยี สทม่ี มี วลนอ้ ย รวมตวั กนั เกิดเปน็ นวิ เคลียสทมี่ มี วลมากข้นึ • พลงั งานที่ปลดปลอ่ ยออกมาจากฟิชชนั หรือฟิวชนั เรยี กวา่ พลังงานนวิ เคลยี ร์ ซง่ึ มีค่าเป็นไปตาม ความสัมพันธร์ ะหว่างมวลกับพลงั งานตามสมการ
325 ลาดบั ชื่อหน่วย ผลการเรยี นรู้ สาระการเรยี นรู้ เวลา คะแนน ที่ การเรยี นรู้ ๑๗. อธบิ ายประโยชนข์ องพลงั งาน • พลังงานนวิ เคลยี รแ์ ละรังสีจากการสลายของธาตุ นิวเคลียร์ และรังสี รวมท้งั อนั ตราย กัมมนั ตรังสสี ามารถนาไปใช้ประโยชน์ในด้านต่าง ๆ และการปูองกนั รงั สใี นดา้ นตา่ ง ๆ ขณะเดียวกันตอ้ งมีการปอู งกนั อนั ตรายท่อี าจเกิดข้นึ ได้ ๑๘. อธิบายการคน้ ควา้ วจิ ยั ดา้ น การศกึ ษาโปรตอนและนวิ ตรอนในนวิ เคลยี ส ด้วยเครอ่ื งเร่งอนภุ าคพลังงานสงู พบวา่ โปรตอน ฟสิ ิกสอ์ นภุ าคแบบจาลองมาตรฐาน และนิวตรอนประกอบดว้ ยอนุภาคอน่ื ทมี่ ขี นาดเลก็ กว่า และการใช้ประโยชนจ์ ากการ คน้ คว้าวิจัยด้านฟิสิกสอ์ นุภาคใน เรยี กวา่ ควาร์ก ซ่งึ ยดึ เหนยี่ วกนั ไวด้ ้วยแรงเขม้ ดา้ นตา่ ง ๆ • นักฟิสกิ สย์ งั ไดค้ ้นพบอนุภาคทเ่ี ปน็ สอ่ื ของแรงเข้มซึ่ง ไดแ้ ก่ กลูออน และอนุภาคทเี่ ป็นสือ่ ของแรงออ่ นซึ่ง ไดแ้ ก่ W - โบซอน และ Z - โบซอน รวมตลอดภาคเรยี น ๖๐ ๑๐๐
326 รายวชิ า เคมี๑ คาอธิบายรายวิชาเพ่ิมเตมิ ช้ันมธั ยมศกึ ษาปที ี่ ๔ ภาคเรยี นท่ี ๑ รหสั วิชา ว๓๐๒๒๑ เวลา ๖๐ ชวั่ โมง/ภาคเรยี น จานวน ๑.๕ หน่วยกิต กล่มุ สาระการเรยี นรวู้ ทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยี ศกึ ษาข้อปฎบิ ตั ิเบ้อื งตน้ ในการทาปฎิบตั ิการเคมี การเลอื กใชอ้ ุปกรณแ์ ละเครือ่ งมือในการทาปฎิบัติการ การระบุ หนว่ ยวัด ปริมาณตา่ งๆของสาร การเปลีย่ นหน่วยในระบบเอสไอดว้ ยการใชแ้ ฟกเตอร์เปลี่ยนหน่วย ศกึ ษาแบบจาลองอะตอม สญั ลักษณน์ วิ เคลียรข์ องธาตุ อนุภาคมลุ ฐานของอะตอม การจดั เรยี งอิเล็กตรอนในอะตอม การจัดเรียงธาตุในตารางธาตุ แนวโน้มสมบัตบิ างประการของธาตใุ นตารางธาตตุ ามหมแู่ ละตามคาบ สมบัติของธาตโุ ลหะแทรนซินชัน การเปรียบเทียบ สมบตั ิของธาตโุ ลหะในกลมุ่ ธาตเุ รพรีเซนเททีฟ ศกึ ษาและอธิบายสมบัตแิ ละคานวณครึง่ ชีวิตของไอโซโทปของกัมมันตรังสี ยกตวั อย่างการนาธาตมุ าใชป้ ระโยชนร์ วมท้งั ผลกระทบต่อสิง่ มีชวี ติ และส่ิงแวดลอ้ ม ศกึ ษาการเกิดพนั ธะไอออนิก สตู รและการ เรียกช่อื สารประกอบไอออนกิ การเปลย่ี นพลังงานในการเกิดสารประกอบไอออนิก สมบัติของสารประกอบไออ อนิก ปฏกิ ริ ยิ าของสารประกอบไอออนกิ ศกึ ษาการเกดิ พันธะและชนิดของพนั ธะโคเวเลนต์ การเขียนสูตรและเรียกชื่อสารโคเว เลนต์ ความยาวพนั ธะและพลังงานพันธะในสารโคเวเลนต์ พลังงานที่เกย่ี วข้องกับปฎกิ ริ ยิ าของสารโคเวเลนต์ รูปรา่ งโมเลกุล โคเวเลนต์ สภาพขวั้ ของโมเลกลุ โคเวเลนต์ แรงยดึ เหนี่ยวระหวา่ งโมเลกุลโคเวเลนต์ สมบัติของสารโคเวเลนต์โครงรา่ งตาข่าย ศกึ ษาการเกิดโลหะและสมบัติของโลหะ โดยใช้กระบวนการเรยี นรู้ การอภิปราย เพอ่ื ใหเ้ กิดความรู้ ความคิด ความเข้าใจ สามารถส่ือสารส่ิงที่เรียนรู้ มี ความสามารถในการตัดสนิ ใจ การแก้ปัญหา การนาความรู้ไปใช้ในชวี ิตประจาวัน เพ่ือให้เกดิ ความรู้ ความคิด ความเขา้ ใจ สามารถส่อื สารสิง่ ทเ่ี รียนรู้ มคี วามสามารถในการตัดสินใจ การแก้ปัญหา การนาความร้ไู ปใช้ในชีวิตประจาวนั มจี ติ วทิ ยาศาสตร์ จรยิ ธรรม คณุ ธรรม และค่านิยมทีเ่ หมาะสมนาความรทู้ ไี่ ด้มาบูรณาการ สูก่ ารดาเนินชวี ิตตามหลักปรชั ญาของเศรษฐกิจพอเพียง ผลการเรียนรู้ ๑. บอกและอธิบายข้อปฏิบัตเิ บื้องตน้ และปฎบิ ัติตนท่แี สดงถึงความตระหนกั ในการทาปฏบิ ัตกิ ารเคมี เพื่อให้มคี วามปลอดภยั ทงั้ ตอ่ ตนเอง ผูอ้ นื่ และสงิ่ แวดล้อมและเสนอแนวทางแกไ้ ขเมือ่ เกิดอบุ ัตเิ หตุ ๒. เลือกและใชอ้ ปุ กรณห์ รือเครื่องมอื ในการทาปฎบิ ตั กิ ารและวัดปริมาณตา่ งๆไดอ้ ย่างเหมาะสม ๓. นาเสนอแผนการทดลอง ทดลอง และเขียนรายงานการทดลอง ๔. ระบุหนว่ ยวัดปริมาณตา่ งๆของศาลและเปล่ยี นหนว่ ยวัดใหเ้ ป็นหน่วยในระบบเอสไอด้วยการใช้แฟคเตอร์เปล่ียน หนว่ ย ๕. สืบค้นข้อมูลสมมตุ ิฐานการทดลองหรือผลการทดลองท่ีเปน็ ประจักษพ์ ยานในการเสนอแบบจาลองอะตอมของ นกั วทิ ยาศาสตรแ์ ละอธบิ ายววิ ฒั นาการของแบบจาลองอะตอม ๖. เขียนสัญลั กษณ์นิวเคลียร์ ของธาตุ และ ระบุจานวนโปรตรอน นิวตรอน และอิเล็กตอนของอะตอม จากสัญลักษณน์ ิวเคลียรร์ วมท้งั บอกความหมายของไอโซโทป ๗. อธบิ ายและเขียนการจดั เรียงอเิ ล็กตอนในระดับพลังงานหลัก และระดับพลงั งานย่อยเมอื่ ทราบเลขอะตอมของ ธาตุ ๘. ระบหุ มู่ คาบ ความเป็นโลหะ อโลหะ และกึ่งโลหะ ของธาตเุ รพรเี ซนเททีฟ และธาตุแทรนซิซันในตารางธาตุ ๙. วิเคราะหแ์ ละบอกแนวโน้มสมบตั ิของธาตุเรพเี ซนต์เททฟี ตามหมู่และตามคาบ ๑๐. บอกสมบตั ิของธาตุโลหะแทรนซซิ นั และเปรียบเทียบสมบตั ิของธาตโุ ลหะในกล่มุ ธาตเุ รพรีเซนเททฟี ๑๑. อธิบายสมบตั แิ ละคานวณคร่ึงชวี ติ ของไอโซโทปกมั มนั ตรังสี ๑๒. สืบค้นข้อมูลและยกตัวอยา่ งการนาธาตุมาใช้ประโยชน์รวมทั้งผลกระทบตอ่ ส่ิงมชี ีวติ และสงิ่ แวดลอ้ ม ๑๓. อธิบายการเกิดไอออนและการเกดิ พนั ธะไอออนิก โดยใชแ้ ผนภาพ หรือสญั ลกั ษณแ์ บบจุดของลวิ อสิ ๑๔. เขยี นสูตรและเรียกชอ่ื สารประกอบไอออนกิ ๑๕. คานวณพลังงานที่เกยี่ วขอ้ งกับปฏิกิริยาการเกดิ สารประกอบไอออนิกจากวฎั จกั รบอร์น-ฮาเบอร์
327 ๑๖. อธบิ ายสมบัตขิ องสารประกอบไอออนกิ ๑๗. เขยี นสมการไอออนกิ และสมการไอออนกิ สทุ ธิของปฏิกิริยาของสารประกอบไอออนิก ๑๘. อธบิ ายการเกิดพนั ธะโคเวเลนซแ์ บบพันธะเดย่ี ว พันธะคู่ และพนั ธะสามด้วยโครงสร้างลวิ อสิ ๑๙. เขยี นสตู รและเรยี กช่ือสารโคเวเลนซ์ ๒๐. วเิ คราะห์และเปรยี บเทยี บความยาวพนั ธะ และพลงั งานพนั ธะในสารโคเวเลนซ์ รวมท้ังคานวณพลังงานที่ เกีย่ วข้องกับปฏกิ ิริยาของสารโคเวเลนซจ์ ากพลังงานพนั ธะ ๒๑. คาดคะเนรปู ร่างโมเลกลุ โคเวเลนซ์โดยใชท้ ฤษฎกี ารผลกั ระหวา่ งคอู่ เิ ลก็ ตรอนในวงเลนซ์ และระบสุ ภาพข้ัวของ โมเลกลุ โคเวเลนซ์ ๒๒. ระบุชนดิ ของแรงยึดเหนย่ี วระหวา่ งโมเลกุลโคเวเลนซ์ และเปรยี บเทียบจดุ หลอมเหลว จดุ เดอื ด และการละลาย น้าของสารโคเวเลนซ์ ๒๓. สบื ค้นขอ้ มูลและอธบิ ายสมบัติของสารโคเวเลนซ์โครงร่างตาขา่ ยชนิดต่างๆ ๒๔. อธิบายการเกดิ พนั ธะโลหะและสมบตั ิของโลหะ ๒๕. เปรยี บเทยี บสมบัตบิ างประการของสารประกอบไอออนิก สารโคเวเลนซ์ และโลหะ สืบค้นขอ้ มูลและนาเสนอ ตวั อย่างการใช้ประโยชน์ของสารประกอบไอออนิก สารโคเวเลนซ์ และโลหะไดอ้ ยา่ งเหมาะสม รวมท้ังหมด ๒๕ ผลการเรียนรู้
328 โครงสรา้ งรายวชิ าเพิ่มเติม รายวิชา เคมี๑ รหัสวิชา ว๓๐๒๒๑ ช้นั มัธยมศึกษาปที ี่ ๔ ภาคเรยี นที่ ๑ จานวน ๑.๕ หนว่ ยกิต เวลา ๖๐ ช่วั โมง/ภาคเรยี น กลุ่มสาระการเรียนรูว้ ทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยี ลา ช่ือหน่วยการ ผลการเรยี นรู้ สาระสาคัญ/ความคิดรวบยอด เวลา นา้ หนกั ดบั ที่ เรยี นรู้ เรยี น (คะแนน) ข้อปฏบิ ตั เิ บอื้ งตน้ เก่ียวกบั ความปลอดภัยในการทาปฏิบัติการเคมี (ช่ัวโมง) ๑ หลักปฏบิ ัตกิ าร ข้อที่ ๑-๔ การเลือกใช้อปุ กรณห์ รือเครอื่ งมอื ในการทาปฏิบตั กิ ารหน่วยวดั และ ๓ ๓๐ เคมี การเปลี่ยนหน่วยวดั ดว้ ยการใชแ้ ฟกเตอรเ์ ปลย่ี นหน่วย - แบบจาลองอะตอม ๒๐ ๓๐ ๒ อะตอมและ ขอ้ ที่ ๕-๗ - แนวคดิ ในการพัฒนาแบบจาลองอะตอม ตารางธาตุ - แบบจาลองอะตอมของดอลตัน - แบบจาลองอะตอมของทอมสัน - แบบจาลองอะตอมของรทั เทอร์ฟอร์ด - แบบจาลองอะตอมของโบร์ - สเปกตรัมของธาตแุ ละสารประกอบ - แบบจาลองอะตอมของกลุ่มหมอก ๓ สมบตั ิของธาตุ ข้อท่ี ๘-๑๒ - สมบัติของสารประกอบของธาตุตามคาบ ๒๐ ๓๐ และ - ปฏกิ ริ ิยาของธาตุและสารประกอบตามหมู่ สารประกอบ - ตาแหนง่ ของธาตุไฮโดรเจนในตารางธาตุ ๑๗ ๓๐ - ธาตุแทรนซิชนั ๖๐ ๑๐๐ ๔ พนั ธะเคมี ขอ้ ท่ี ๑๓-๒๕ - สารประกอบเชิงซ้อนของธาตุแทรนซชิ นั - ธาตกุ มั มนั ตรงั สี - ประโยชนแ์ ละโทษของธาตกุ มั มันตรังสี - พนั ธะไอออนกิ - พนั ธะโคเวเลนต์ - พันธะโลหะ รวมตลอดภาคเรียน
329 รายวชิ า เคมี๒ คาอธิบายรายวชิ าเพม่ิ เตมิ ชน้ั มธั ยมศกึ ษาปที ี่ ๔ ภาคเรยี นท่ี ๒ รหสั วิชา ว๓๐๒๒๒ เวลา ๖๐ ช่ัวโมง/ภาคเรียน จานวน ๑.๕ หนว่ ยกติ กล่มุ สาระการเรยี นรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ศกึ ษาเก่ยี วกบั มวลอะตอมของธาตุ มวลของธาตุ ๑ อะตอม มวลอะตอมเฉล่ียของธาตุ มวลโมเลกุลของสาร ความสัมพนั ธร์ ะหวา่ งจานวนโมล อนุภาค มวลและปรมิ าตรของแก๊สท่ี STP ศึกษาหน่วยและการคานวนความเข้มข้นของ สารละลาย การทดลองเตรยี มสารละลายการเปรียบเทียบจดุ เดอื ดและจดุ หลอมเหลวของสารบริสุทธิ์และสารละลาย ศึกษา ความหมายและเขยี นสตู รโมเลกลุ สตู รเอมพริ คิ ัล หรอื สูตรอย่างง่าย และสูตรโครงสรา้ ง การคานวณหามวลเป็นร้อยละจาก สตู รการคานวณหาสูตรเอมพริ คิ ลั และสูตรโมเลกลุ ของสาร ศึกษาการเขียนและดลุ สมการเคมี ทดลองและคานวณหาอัตราส่วน จานวนโมลของสารตั้งต้นทท่ี าปฏิกริ ิยาพอดกี ัน ศกึ ษาสมบัตขิ องระบบปดิ และระบบเปิด ศกึ ษาและฝกึ คานวณปริมาณสารใน ปฏกิ ริ ิยาเคมีที่เป็นไปตามกฎทรงมวล กฎสดั ส่วนคงที่ ศึกษาทดลองและคานวณปรมิ าตรของแก๊สในปฏิกิรยิ าเคมีตามกฎของ เกย์-ลสู แซก และกฎอาโวกาโดร ศึกษาและฝกึ คานวณหาความสัมพันธ์ระหวา่ งปริมาณของสารในสมการเคมีน้ันๆ และสมการ เคมีท่เี กี่ยวขอ้ งมากกว่าหนง่ึ สมการ สารกาหนดปรมิ าณ ผลไดร้ อ้ ยละอธิบายความสัมพนั ธแ์ ละคานวณปรมิ าตรความดัน หรือ อุณหภูมขิ องแกส๊ ทภี่ าวะตา่ งๆ ตามกฎของบอยล์ กฎของชาร์ล กฎของเกย์-ลสู แซก คานวณปริมาตรความดันหรอื อณุ หภมู ิของ แกส๊ ท่ภี าวะต่างๆตามกฎรวมแก๊ส คานวณปริมาตร ความดัน อณุ หภูมิ จานวนโมลหรอื มวลของแกส๊ จากความสัมพันธต์ ามกฎ ของอาโวกาโดรและกฎแก๊สอดุ มคติ คานวณความดนั ย่อย หรือจานวนโมลของแก๊สในแกส๊ ผสมโดยใช้กฎความดันย่อยขอ งดอลตัน อธิบายการแพร่ของแก๊สโดยใช้ทฤษฎีจลนข์ องแก๊ส คานวณและเปรียบเทียบอัตราการแพรข่ องแกส๊ โดยใช้กฎการ แพร่ผา่ นของเกรแฮม สบื คน้ ข้อมลู นาเสนอตัวอย่าง และอธบิ ายการประยุกตใ์ ช้ความรูเ้ กี่ยวกับสมบัตแิ ละกฏต่างๆของแกส๊ ใน การอธบิ ายปรากฏการณ์ หรอื แกป้ ญั หาในชีวิตประจาวันและในอุตสาหกรรม โดยใช้กระบวนการเรยี นรู้ การอภปิ ราย เพื่อใหเ้ กิดความรู้ ความคดิ ความเข้าใจ สามารถสื่อสารสิ่งท่ีเรียนรู้ มี ความสามารถในการตดั สนิ ใจ การแกป้ ัญหา การนาความร้ไู ปใช้ในชีวิตประจาวัน เพือ่ ให้เกิดความรู้ ความคดิ ความเขา้ ใจ สามารถสือ่ สารส่งิ ท่เี รียนรู้ มคี วามสามารถในการตัดสินใจ การแก้ปัญหา การนาความรู้ไปใชใ้ นชวี ติ ประจาวนั มจี ติ วทิ ยาศาสตร์ จริยธรรม คณุ ธรรม และค่านยิ มทีเ่ หมาะสมนาความรู้ที่ได้มาบูรณาการ สกู่ ารดาเนินชวี ติ ตามหลักปรัชญาของเศรษฐกจิ พอเพียง ผลการเรียนรู้ ๑. บอกความหมายของมวลอะตอมของธาตุ และคานวณมวลอะตอมเฉล่ียของธาตุ มวลโมเลกุลและ มวลสูตร ๒. อธบิ ายและคานวณปริมาณใดปริมาณหนง่ึ จากความสัมพนั ธข์ องโมล จานวนอนุภาค มวล และ ปรมิ าตรของแก๊ส ที่ STP ๓. คานวณอตั ราสว่ นโดยมวลของธาตุองคป์ ระกอบของสารประกอบตามกฎสัดสว่ นคงท่ี ๔. คานวณสูตรอยา่ งงา่ ยและสูตรโมเลกลุ ของสาร ๕. คานวณความเขม้ ข้นของสารละลายในหน่วยต่างๆ ๖. อธบิ ายวธิ ีการและเตรยี มสารละลายให้มีความเขม้ ขน้ ในหน่วยโมลาริติ และปริมาตรสารละลายตามทีก่ าหนด ๗. เปรยี บเทยี บจดุ เดือดและจุดเยอื กแข็งของสารละลายกบั สารบริสุทธ์ิ รวมทง้ั คานวณจุดเดือดและ จุดเยือกแข็ง ของสารละลาย ๘. แปลความหมายสญั ลักษณ์ในสมการเคมี เขียนและดลุ สมการเคมขี องปฏิกิรยิ าเคมีบางชนดิ ๙. คานวณปริมาณของสารในปฏกิ ริ ยิ าเคมีทีเ่ กี่ยวข้องกับมวลสาร ๑๐. คานวณปริมาณของสารในปฏิกริ ิยาเคมที ่ีเกย่ี วข้องกบั ความเข้มข้นของสารละลาย ๑๑. คานวณปริมาณของสารในปฏกิ ริ ยิ าเคมีทเ่ี กี่ยวข้องกบั ปริมาตรแกส๊ ๑๒. คานวณปริมาณของสารในปฏกิ ิรยิ าเคมีหลายข้ันตอนได้ ๑๓. ระบสุ ารกาหนดปรมิ าณและคานวณปรมิ าณสารตา่ งๆในปฏิกริ ิยาเคมี ๑๔. คานวณผลได้ร้อยละของผลิตภณั ฑ์ในปฏกิ ิรยิ าเคมี
330 ๑. อธิบายความสัมพันธ์และคานวณปริมาตรความดัน หรืออุณหภูมิของแก๊สท่ีภาวะต่างๆ ตามกฎของ บอยล์ กฎของชาร์ล กฎของเกย์-ลสู แซก ๒. คานวณปรมิ าตรความดันหรืออณุ หภมู ิของแกส๊ ที่ภาวะตา่ งๆตามกฎรวมแกส๊ ๓. คานวณปริม าตร ความดัน อุณหภูมิ จาน วนโ มลหรือมวลของแก๊ สจากควา มสัม พันธ์ตามกฎของ อาโวกาโดรและกฎแกส๊ อดุ มคติ ๔. คานวณความดนั ย่อย หรอื จานวนโมลของแกส๊ ในแก๊สผสมโดยใช้กฎความดันย่อยของดอลตัน ๕. อธิบา ยกา รแพร่ของแก๊ สโดยใช้ ทฤษฎีจลน์ของแก๊ส คา นวณและ เปรี ยบเ ทียบอัตรากา รแพร่ของ แก๊ส โดยใช้กฎการแพร่ผ่านของเกรแฮม ๖. สืบค้นข้อมูล นาเสนอตัวอย่าง และอธิบายการประยุกต์ใช้ความรู้เกี่ยวกั บสมบัติและกฎต่างๆ ของ แกส๊ ในการอธิบายปรากฏการณ์ หรือแก้ปญั หาในชวี ติ ประจาวันและในอุตสาหกรรม รวมทัง้ หมด ๒๐ ผลการเรยี นรู้
331 รายวชิ า เคมี๒ โครงสร้างรายวชิ าเพม่ิ เตมิ ชั้นมธั ยมศกึ ษาปที ่ี ๔ ภาคเรยี นท่ี ๒ รหสั วชิ า ว๓๐๒๒๒ เวลา ๖๐ ช่วั โมง/ภาคเรยี น จานวน ๑.๕ หน่วยกิต กลุ่มสาระการเรยี นรวู้ ทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยี หนว่ ย ชอื่ หน่วยการเรยี นรู้ ผลการเรียนรู้ สาระสาคญั เวลา นา้ หนกั ที่ ขอ้ ที่ ๑ -๑๔ (ชวั่ โมง) คะแนน - มวลอะตอม (๑๐๐) ๑ ปรมิ าณสารสมั พนั ธ์ - มวลโมเลกลุ ๓๕ -โมล ๕๐ - จานวนโมลกบั มวลของสาร ๒ ของแข็งของเหลวแก๊ส ข้อที่ ๑๕-๒๐ - ปรมิ าตรตอ่ โมลของก๊าซ ๒๕ ๕๐ - ความสัมพันธร์ ะหวา่ งจานวนโมล อนภุ าค มวลและปริมาตร - สารละลาย - ความเข้มขน้ ของสารละลาย - สมบตั ขิ องของแข็ง - การจัดเรยี งอนภุ าคของของแขง็ - ชนิดของผลกึ - การเปล่ยี นสถานะของของแข็ง - สมบตั ิของของเหลว - ความตงึ ผวิ - การระเหย - ความดนั ไอกบั จุดเดือดของของเหลว - สมบัติของกา๊ ซ - ความสมั พนั ธ์ของปรมิ าตร ความดนั และ อณุ หภูมิของแกส๊ - การแพรข่ องกา๊ ซ - การคานวณเก่ียวกับสมบัติของกา๊ ซ เทคโนโลยที ่เี กีย่ วขอ้ งกบั สมบตั ขิ องของแข็ง ของเหลว และ กา๊ ซ รวมตลอดภาคเรยี น ๖๐ ๑๐๐
332 รายวชิ า เคมี๓ คาอธิบายรายวิชาเพมิ่ เตมิ ชั้นมธั ยมศึกษาปีท่ี ๕ ภาคเรียนท่ี ๑ รหสั วชิ า ว๓๐๒๒๓ เวลา ๖๐ ชั่วโมง/ภาคเรยี น จานวน ๑.๕ หนว่ ยกิต กลมุ่ สาระการเรยี นรูว้ ิทยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี ทดลองและเขยี นกราฟการเพ่มิ ขึน้ หรือลดลงของสารท่ที าการวดั ในปฏิกิรยิ า คานวณอตั ราการเกดิ ปฏิกิริยาเคมี และ เขยี นกราฟการลดลงหรอื เพมิ่ ข้นึ ของสารท่ไี ม่ไดว้ ัดในปฏกิ ิรยิ า เขยี นแผนภาพ และอธิบายทิศทางการชนกันของอนุภาคและ พลังงานทส่ี ่งผลตอ่ อัตราการเกิดปฏิกิริยารยิ าเคมี ทดลองและอธบิ ายผลของความเข้มขน้ พ้นื ท่ผี วิ ของสารตง้ั ตน้ อุณหภูมิ และ ตัวเร่งปฏิกริ ิยาทม่ี ีตอ่ อัตราการเกดิ ปฏกิ ริ ิยาเคมเี ปรยี บเทยี บอัตราการเกิดปฏกิ ิริยาเคมีเมื่อมีการเปล่ี ยนแปลงความเข้มข้น พน้ื ทผี่ วิ ของสารต้งั ตน้ อุณหภมู ิ และตวั เร่งปฏิกริ ิยา ยกตวั อย่างและอธิบายปัจจัยที่มีผลต่ออัตราการเกิดปฏิกิริยาเคมีใน ชีวติ ประจาวนั หรอื อุตสาหกรรม ทดสอบและอธิบายความหมายของปฏิกิริยาผันกลับได้และภาวะสมดุล อธิบายการ เปลย่ี นแปลงความเข้มขน้ ของสารอตั ราการเกดิ ปฏิกิริยาไปข้างหน้าและอตั ราการเกิดปฏิกิริยาย้อนกลับ เม่ือเร่ิมปฏิกิริยา จนกระท่งั ระบบอยู่ในภาวะสมดลุ คานวณคา่ คงท่ีสมดุลของปฏกิ ริ ิยา คานวณค่าความเขม้ ขน้ ของสารที่ภาวะสมดุล คานวณ ค่าคงท่ีสมดลุ หรือความเข้มข้นของปฏกิ ริ ิยาหลายขน้ั ตอน ระบุปัจจัยทมี่ ีผลต่อภาวะสมดุลและคา่ คงท่ีสมดุลของระบบ รวมท้ัง คาดคะเนการเปลยี่ นแปลงท่เี กิดข้นึ เมอื่ ภาวะสมดลุ ของระบบถูกรบกวน โดยใช้หลักของเลอชาเตอลิเอ ยกตวั อย่าง และอธบิ าย สมดุลเคมีของกระบวนการทเ่ี กดิ ข้นึ ในส่งิ มีชีวติ ปรากฏการณ์ในธรรมชาติและกระบวนการในอุตสาหกรรม ระบุและอธิบายว่า สารเป็นกรดหรือเบสโดยใชท้ ฤษฎกี รด-เบสของ อารเ์ รเนียส เบรนิ สเตด-ลาวรี หรือลวิ อีส ระบคุ ู่กรด-เบสของสารตามทฤษฎี กรด-เบสของเบรนิ สเตด-ลาวรี คานวณและเปรยี บเทยี บความสามารถในการแตกตวั หรอื ความแรงของกรดและเบส คานวณค่า PH ความเขม้ ข้นของไฮโดรเนยี มไอออนหรือไฮดรอกไซคไ์ อออนของสารละลายกรดและเบส เขยี นสมการเคมีแสดงปฏิกิริยา สะเทนิ และระบุความเปน็ กรด-เบสของสารละลายหลังการสะเทิน เขยี นปฏกิ ริ ิยาไฮโดรลิซิสของเกลอื และระบุความเป็นกรด- เบสของสารละลายเกลือ ทดลอง และอธิบายหลกั การการไทเทรตและเลือกใช้อนิ ดิเคตอร์ท่ีเหมาะสมสาหรบั การไทเทรตกรด- เบสคานวณปริมาณสารหรอื ความเข้มขน้ ของสารละลายกรดหรือเบสจากการไทเทรต อธิบายสมบัติองค์ประกอบและ ประโยชนข์ องสารละลายบฟั เฟอร์ สืบค้นขอ้ มูล และนาเสนอตวั อยา่ งการใช้ประโยชนแ์ ละการแกป้ ัญหาโดยใชค้ วามรูเ้ กี่ยวกับ กรด-เบส คานวณเลขออกซิเดชนั และระบปุ ฏกิ ริ ิยาทีเ่ ป็นปฏกิ ิริยารีดอกซ์ วเิ คราะห์การเปลี่ยนแปลงเลขออกซิเดชันและระบุ ตวั รีดวิ ซ์และตวั ออกซไิ ดซ์ รวมทั้งเขยี นครงึ่ ปฏกิ ิริยาออกซิเดชันและครึ่งปฏิกิรยิ ารดี ักชันของปฏิกิริยารีดอกซ์ ทดลอง และ เปรียบเทียบความสามารถในการเปน็ ตัวรีดิวซ์หรอื ตวั ออกซิไดซ์และเขยี นแสดงปฏกิ ิริยารดี อกซ์ ดุลสมการรีดอกซ์ด้วยการใช้ เลขออกซเิ ดชนั และวธิ ีครึ่งปฏกิ ริ ยิ า ระบุองค์ประกอบของเซลล์ไฟฟูาเคมีและเขียนสมการเคมีของปฏิกิริยาท่ีแอโนดและ แคโทดปฏกิ ริ ิยารวมและ แผนภาพเซลล์ คานวณค่าศักย์ไฟฟูามาตรฐานของเซลล์และระบุประเภทของเซลล์เคมีไฟฟูา ขว้ั ไฟฟูาและปฏกิ ริ ยิ าเคมีทเ่ี กิดขึน้ อธิบายหลกั การทางาน และเขยี นสมการแสดงปฏกิ ิริยาของเซลล์ปฐมภมู ิและเซลลท์ ตุ ิยภูมิ ทดลองชุบโลหะและแยกสารเคมดี ้วยกระแสไฟฟาู และอธิบายหลกั การทางเคมไี ฟฟาู ที่ใช้ในการชุบโลหะ การแยกสารเคมดี ้วย กระแสไฟฟาู การทาโลหะให้บรสิ ุทธิ์ และการปอู งกันการกัดกรอ่ นของโลหะ สืบคน้ ขอ้ มลู และนาเสนอตัวอย่างความก้าวหน้า ทางเทคโนโลยที ่เี ก่ยี วข้องกบั เซลล์เคมไี ฟฟูาในชวี ติ ประจาวัน โดยใช้การเรยี นรดู้ ว้ ยกระบวนการทางวทิ ยาศาสตร์ การสืบเสาะหาความรู้ การสารวจตรวจสอบ สามารถนา ความร้แู ละหลกั การไปใช้ประโยชน์ เชือ่ มโยง อธิบายปรากฎการณ์ หรือแกป้ ัญหาในชีวติ ปราจาวัน สามารถจดั กระทาและ วเิ คราะหข์ อ้ มูล สอ่ื สารสง่ิ ทเี่ รยี นรู้ มีความสามารในการตัดสนิ ใจแก้ปัญหา มจี ติ วิทยาศาสตร์ เห็นคณุ คา่ ของวิทยาศาสตร์ มจี รยิ ธรรม คุณธรรมและคา่ นยิ มที่เหมาะสม ผลการเรยี นรู้ ๑. ทดลองและเขียนกราฟการเพ่ิมขึน้ หรอื ลดลงของสารท่ที าการวัดในปฏกิ ริ ยิ า ๒. คานวณอตั ราการเกดิ ปฏิกริ ยิ าเคมี และเขียนกราฟการลดลงหรอื เพ่มิ ข้ึนของสารทไี่ ม่ไดว้ ดั ใน ปฏิกริ ิยา ๓. เขียนแผนภาพ และอธิบายทศิ ทางการชนกนั ของอนุภาคและพลังงานทีส่ ง่ ผลต่ออตั ราการ เกดิ ปฏิกริ ยิ าริยาเคมี ๔. ทดลองและอธิบายผลของความเข้มข้น พืน้ ที่ผิวของสารตัง้ ต้น อุณหภมู ิ และตัวเร่งปฏิกิริยาทม่ี ตี ่อ อตั ราการ เกดิ ปฏิกริ ิยาเคมี
333 ๕. เปรียบเทียบอตั ราการเกิดปฏกิ ริ ยิ าเคมเี มื่อมกี ารเปล่ียนแปลงความเขม้ ขน้ พนื้ ทผ่ี ิวของสารต้ังต้น อุณหภูมิ และ ตวั เร่งปฏิกิรยิ า ๖. ยกตวั อยา่ งและอธบิ ายปจั จยั ท่มี ีผลตอ่ อัตราการเกดิ ปฏกิ ริ ยิ าเคมีในชีวิตประจาวนั หรอื อตุ สาหกรรม ๗. ทดสอบและอธิบายความหมายของปฏิกิริยาผันกลบั ได้และภาวะสมดุล ๘. อธบิ ายการเปลย่ี นแปลงความเขม้ ขน้ ของสารอัตราการเกิดปฏิกริ ยิ าไปข้างหน้าและอตั ราการ เกิดปฏกิ ริ ยิ า ยอ้ นกลับ เมอื่ เรมิ่ ปฏิกิริยาจนกระท่งั ระบบอยู่ในภาวะสมดุล ๙. คานวณคา่ คงทส่ี มดุลของปฏิกิริยา ๑๐. คานวณคา่ ความเขม้ ข้นของสารท่ีภาวะสมดุล ๑๑. คานวณคา่ คงทส่ี มดุลหรือความเข้มขน้ ของปฏกิ ิรยิ าหลายข้ันตอน ๑๒. ระบปุ จั จยั ที่มผี ลต่อภาวะสมดลุ และคา่ คงท่ีสมดลุ ของระบบ รวมทั้งคาดคะเนการเปลยี่ นแปลงที่เ เกิดข้นึ เมื่อ ภาวะสมดุลของระบบถกู รบกวน โดยใชห้ ลักของเลอชาเตอลเิ อ ๑๓. ยกตวั อยา่ ง และอธิบายสมดลุ เคมขี องกระบวนการทเ่ี กดิ ขึน้ ในสง่ิ มชี ีวติ ปรากฏการณใ์ นธรรมชาติ และ กระบวนการในอุตสาหกรรม ๑๔. ระบุ และอธบิ ายวา่ สารเปน็ กรดหรอื เบสโดยใช้ทฤษฎีกรด-เบสของ อารเ์ รเนียส เบรินสเตด-ลาวรี หรอื ลวิ อีส ๑๕. ระบคุ ูก่ รด-เบสของสารตามทฤษฎกี รด-เบสของเบรินสเตด-ลาวรี ๑๖. คานวณและเปรียบเทยี บความสามารถในการแตกตวั หรือความแรงของกรดและเบส ๑๗. คานวณคา่ PH ความเข้มขน้ ของไฮโดรเนยี มไอออนหรอื ไฮดรอกไซค์ไอออนของสารละลายกรด และเบส ๑๘. เขียนสมการเคมแี สดงปฏกิ ิริยาสะเทิน และระบคุ วามเป็นกรด-เบสของสารละลายหลังการ สะเทิน ๑๙. เขียนปฏกิ ิริยาไฮโดรลซิ ิสของเกลือ และระบคุ วามเปน็ กรด-เบสของสารละลายเกลอื ๒๐. ทดลอง และอธบิ ายหลกั การการไทเทรตและเลอื กใชอ้ นิ ดิเคตอร์ท่เี หมาะสมสาหรบั การไทเทรต กรด-เบส ๒๑. คานวณปรมิ าณสารหรือความเข้มข้นของสารละลายกรดหรือเบสจากการไทเทรต ๒๒. อธิบายสมบัตอิ งคป์ ระกอบและประโยชน์ของสารละลายบฟั เฟอร์ ๒๓. สบื คน้ ขอ้ มูล และนาเสนอตัวอยา่ งการใชป้ ระโยชน์และการแกป้ ญั หาโดยใชค้ วามรเู้ กี่ยวกับ กรด-เบส รวมทงั้ หมด ๒๓ ผลการเรยี นรู้
334 รายวิชา เคมี๓ โครงสร้างรายวิชาเพ่มิ เติม ชัน้ มธั ยมศึกษาปีที่ ๕ ภาคเรียนที่ ๑ รหสั วชิ า ว๓๐๒๒๓ เวลา ๖๐ ชวั่ โมง/ภาคเรียน จานวน ๑.๕ หน่วยกติ กลุม่ สาระการเรยี นร้วู ิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี หน่วย ช่ือหน่วยการเรียนรู้ ผลการเรียนรู้ สาระสาคญั เวลา นา้ หนัก ท่ี (ชวั่ โมง) คะแนน (๑๐๐) 1 อัตราการเกิดปฏิกิรยิ า ข้อท่ี ๑-๖ - ปฏิกริ ยิ าเคมี เคมี - กลไกการเกิดปฏิกริ ิยา - การอธบิ ายผลของปัจจัยท่ีมีตอ่ อัตราการ ๑๕ ๑๔ เกดิ ปฏิกริ ิยาเคมี 2 สมดลุ เคมี - ตวั เร่งและตวั หน่วงปฏิกิรยิ า - การทางานของเอนไซม์ ๒๐ ๑๔ ข้อท่ี ๗-๑๓ - การเปลย่ี นแปลงที่ผนั กลบั ได้ 3 กรด – เบส - ภาวะสมดุล - สมดลุ ในปฏิกริ ยิ าเคมี - ความสมั พนั ธร์ ะหวา่ งความเข้มขน้ ของสาร ๒๑ ๒๐ ต่างๆณ ภาวะสมดุล ๖๐ ๑๐๐ - คา่ คงทสี่ มดุลกับสมการเคมี - การคานวณเกี่ยวกับค่าคงทสี่ มดุลเคมี - ปจั จยั ทม่ี ีผลต่อภาวะสมดลุ - หลกั ของเลอชาเตอริเอ - การใชห้ ลักของเลอชาเตอรเิ อในอตุ สาหกรรม ขอ้ ที่ ๑๔-๒๓ - การแตกตัวของกรดและเบส - การแตกตัวของกรดแกแ่ ละเบสแก่ - การแตกตัวของน้าบรสิ ทุ ธ์ิ - การรบกวนสมดลุ ของน้า - การแตกตวั ของกรดออ่ น - การแตกตวั ของกรดแก่ - pH ของสารละลาย - การคานวณค่า pH - การไทเทรตกรด – เบส - อนิ ดิเคเตอรก์ บั การไทเทรตกรด – เบส - การหาปริมาณของสารดว้ ยวิธกี ารไทเทรต - สารละลายบฟั เฟอร์ รวมตลอดภาคเรียน
335 รายวิชา เคมี๔ อธบิ ายรายวชิ าเพ่ิมเตมิ ชนั้ มธั ยมศึกษาปีท่ี ๕ ภาคเรยี นที่ ๒ รหัสวิชา ว๓๐๒๒๔ เวลา ๖๐ ชว่ั โมง/ภาคเรยี น จานวน ๑.๕ หน่วยกติ กลุม่ สาระการเรียนร้วู ทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยี คานวณเลขออกซิเดชนั และระบปุ ฏกิ ริ ิยาทีเ่ ป็นปฏกิ ริ ิยารีดอกซ์ วเิ คราะห์การเปล่ียนแปลงเลขออกซิเดชนั และระบุ ตัวรีดิวซ์และตวั ออกซิไดซ์ รวมท้ังเขยี นครงึ่ ปฏกิ ิรยิ าออกซิเดชันและคร่ึงปฏกิ ิรยิ ารดี กั ชันของปฏกิ ิริยารีดอกซ์ ทดลอง และ เปรยี บเทียบความสามารถในการเป็นตวั รีดวิ ซ์หรือตวั ออกซไิ ดซแ์ ละเขยี นแสดงปฏิกิรยิ ารดี อกซ์ ดลุ สมการรดี อกซ์ดว้ ยการใช้ เลขออกซเิ ดชนั และวิธีครึ่งปฏิกิรยิ า ระบุองคป์ ระกอบของเซลลไ์ ฟฟาู เคมแี ละเขยี นสมการเคมขี องปฏกิ ริ ิยาทแ่ี อโนดและ แคโทดปฏกิ ิรยิ ารวมและ แผนภาพเซลล์ คานวณคา่ ศักยไ์ ฟฟาู มาตรฐานของเซลล์และระบุประเภทของเซลล์เคมีไฟฟูา ขวั้ ไฟฟูาและปฏกิ ิรยิ าเคมที ่ีเกิดขึ้น อธิบายหลกั การทางาน และเขยี นสมการแสดงปฏิกิริยาของเซลล์ปฐมภูมิและเซลล์ทุติยภมู ิ ทดลองชุบโลหะและแยกสารเคมดี ้วยกระแสไฟฟูา และอธบิ ายหลักการทางเคมีไฟฟาู ทใ่ี ชใ้ นการชบุ โลหะ การแยกสารเคมดี ้วย กระแสไฟฟาู การทาโลหะใหบ้ ริสุทธ์ิ และการปูองกนั การกดั กรอ่ นของโลหะ สบื คน้ ข้อมูล และนาเสนอตวั อยา่ งความก้าวหนา้ ทางเทคโนโลยีทเ่ี ก่ยี วข้องกับเซลลเ์ คมไี ฟฟูาในชีวิตประจาวนั โดยใชก้ ารเรียนรู้ดว้ ยกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ การสืบเสาะหาความรู้ การสารวจตรวจสอบ สามารถนา ความรแู้ ละหลกั การไปใช้ประโยชน์ เช่ือมโยง อธบิ ายปรากฎการณ์ หรอื แก้ปัญหาในชีวติ ปราจาวัน สามารถจดั กระทาและ วเิ คราะหข์ ้อมูล สอื่ สารสิง่ ท่เี รียนรู้ มคี วามสามารในการตัดสนิ ใจแก้ปัญหา มจี ิตวทิ ยาศาสตร์ เห็นคุณคา่ ของวทิ ยาศาสตร์ มีจริยธรรม คณุ ธรรมและคา่ นยิ มทีเ่ หมาะสม ผลการเรยี นรู้ ๑. คานวณเลขออกซิเดชัน และระบปุ ฏิกิรยิ าท่เี ปน็ ปฏกิ ิรยิ ารีดอกซ์ ๒. วิเคราะห์การเปลี่ยนแปลงเลขออกซิเดชันและระบตุ ัวรดี ิวซ์และตวั ออกซไิ ดซ์ รวมท้งั เขียนคร่ึง ปฏิกิริยา ออกซเิ ดชนั และครง่ึ ปฏิกิรยิ ารดี กั ชนั ของปฏกิ ิรยิ ารดี อกซ์ ๓. ทดลอง และเปรียบเทยี บความสามารถในการเป็นตัวรดี วิ ซ์หรือตวั ออกซไิ ดซ์และเขียนแสดงปฏิกริ ยิ ารีดอกซ์ ๔. ดุลสมการรดี อกซด์ ้วยการใช้เลขออกซิเดชันและวธิ คี รงึ่ ปฏกิ ริ ิยา ๕. ระบอุ งคป์ ระกอบของเซลลไ์ ฟฟาู เคมแี ละเขียนสมการเคมขี องปฏิกริ ยิ าที่แอโนดและแคโทด ปฏกิ ริ ิยารวมและ แผนภาพเซลล์ ๖. คานวณค่าศกั ยไ์ ฟฟาู มาตรฐานของเซลลแ์ ละระบุประเภทของเซลลเ์ คมีไฟฟาู ข้ัวไฟฟาู และปฏกิ ิรยิ าเคมที ีเ่ กิดข้นึ ๗. อธิบายหลักการทางาน และเขียนสมการแสดงปฏกิ ริ ยิ าของเซลลป์ ฐมภมู ิและเซลลท์ ุตยิ ภมู ิ ๘. ทดลองชุบโลหะและแยกสารเคมีด้วยกระแสไฟฟูา และอธบิ ายหลักการทางเคมีไฟฟูาท่ใี ช้ในการชุบโลหะ การ แยกสารเคมดี ้วยกระแสไฟฟาู การทาโลหะใหบ้ ริสุทธ์ิ และการปอู งกนั การกัดกร่อนของโลหะ ๙. สืบคน้ ขอ้ มูล และนาเสนอตัวอย่างความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีทเี่ กีย่ วขอ้ งกับเซลลเ์ คมไี ฟฟาู ในชีวิตประจาวัน รวมทัง้ หมด ๓๒ ผลการเรยี นรู้
336 รายวชิ า เคมี๔ โครงสร้างรายวิชาเพิ่มเตมิ ชั้นมธั ยมศึกษาปที ่ี ๕ ภาคเรยี นท่ี ๒ รหัสวิชา ว๓๐๒๒๔ เวลา ๖๐ ชัว่ โมง/ภาคเรียน จานวน ๑.๕ หน่วยกิต กลมุ่ สาระการเรียนร้วู ิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี หน่วย ชอ่ื หนว่ ยการเรยี นรู้ ผลการเรยี นรู้ สาระสาคัญ เวลา น้าหนกั ท่ี (ชวั่ โมง) คะแนน (๑๐๐) ๑ ไฟฟาู เคมี ข้อที่ ๑-9 - ปฏิกิริยาเคมกี บั การถ่ายโอนอเิ ลกตรอน ๕๖ ๕๐ - ปฏกิ ิรยิ ารีดอกซแ์ ละประโยชนข์ องปฏิกริ ยิ ารี ดอกซ์ ๖๐ ๑๐๐ - การดุลสมการรดี อกซ์ - เซลล์ไฟฟาู เคมี - เซลลก์ ัลวานิก - ศักย์ไฟฟูาของเซลล์และศักยไ์ ฟฟาู มาตรฐาน ของคร่ึงเซลล์ - ประเภทของเซลลก์ ัลวานิก - เซลล์อิเลกโทรไลต์ - ประโยชนข์ องเซลลอ์ เิ ลกโทรไลต์ - การผุกร่อนของโลหะและการปูองกนั - ความกา้ วหนา้ ทางเทคโนโลยีที่เกยี่ วข้องกบั เซลลไ์ ฟฟูาเคมี รวมตลอดภาคเรยี น
337 รายวชิ า เคมี๕ คาอธิบายรายวชิ าเพม่ิ เตมิ ชนั้ มัธยมศกึ ษาปีที่ ๖ ภาคเรียนที่ ๑ รหสั วชิ า ว๓๐๒๒๕ เวลา ๖๐ ชว่ั โมง/ภาคเรียน จานวน ๑.๕ หน่วยกิต กลมุ่ สาระการเรียนรวู้ ทิ ยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี สืบค้นขอ้ มลู และนาเสนอตัวอย่างสารประกอบอนิ ทรยี ์ทม่ี พี นั ธะเด่ียว พนั ธะคู่ หรือพนั ธะสามทพี่ บในชวี ติ ประจาวัน เขียนสูตรโครงสรา้ งลวิ อสิ สูตรโครงสรา้ งแบบย่อและสตู รโครงสร้างแบบเส้นของสารประกอบอนิ ทรีย์ วิเคราะห์โครงสร้าง และระบปุ ระเภทของสารประกอบอนิ ทรยี ์จากหมู่ฟงั กช์ นั เขียนสูตรโครงสร้างและเรยี กช่ือสารประกอบอนิ ทรยี ์ประเภทตา่ งๆ ทม่ี หี มู่ฟงั กช์ นั ไม่เกิน ๑ หมู่ตามระบบ IUPAC เขียนไอโซเมอรโ์ ครงสร้างของสารประกอบอนิ ทรยี ์ประเภทต่างๆ วิเคราะห์ และเปรยี บเทยี บจดุ เดือดและการละลายในนา้ ของสารประกอบอนิ ทรียท์ ี่มหี ม่ฟู งั ก์ชนั ขนาดโมเลกุล หรือโครงสร้างต่างกัน ระบุประเภทของสารประกอบไฮโดรคาร์บอนและเขยี นผลติ ภณั ฑ์จากปฏิกริ ยิ าการเผาไหม้ปฏกิ ิรยิ ากับโบรมนี หรอื ปฏิกริ ิยากบั โพแทสเซียมเปอรแ์ มงกาเนต เขยี นสมการเคมแี ละอธบิ ายการเกิดปฏิกริ ิยาเอสเทอริฟิเคชัน ปฏกิ ริ ยิ าการสังเคราะห์เอไมด์ ปฏกิ ิรยิ าไฮโดรลิซิส และปฏกิ ริ ยิ าสปอนนิฟเิ คชนั ทดสอบปฏกิ ริ ิยาเอสเทอรฟิ เิ คชัน ปฎกิ ิรยิ าไฮโดรลซิ ิส และปฏิกิริยาสปอน นิฟเิ คชัน สบื ค้นขอ้ มูล และนาเสนอตัวอย่างการนาสารประกอบอินทรียไ์ ปใช้ประโยชนใ์ นชวี ิตประจาวันและอุตสาหกรรม ระบุประเภทของปฏิกิริยาการเกิดพอลเิ มอร์จากโครงสรา้ งของมอนอเมอรห์ รือโพลเิ มอร์ วเิ คราะห์ และอธิบายความสัมพันธ์ ระหว่างโครงสร้างและสมบตั ขิ องพอลเิ มอร์ รวมทงั้ การนาไปใชป้ ระโยชน์ ทดสอบ และระบุประเภทของพลาสติกและ ผลิตภัณฑย์ าง รวมท้งั การนาไปใชป้ ระโยชน์ อธิบายผลของการปรบั เปลี่ยนโครงสรา้ งและการสงั เคราะหพ์ อลเิ มอรท์ มี่ ีตอ่ สมบัติ ของพอลเิ มอร์ สบื คน้ ข้อมูล และนาเสนอตวั อยา่ งผลกระทบจากการใช้และการกาจัดผลติ ภณั ฑพ์ อลิเมอรแ์ ละแนวทางแก้ไข กาหนดปัญหา และนาเสนอแนวทางการแกป้ ัญหาโดยใช้ความรูท้ างเคมีจากสถานการณ์ท่ีเกิดขึ้นในชีวิตประจาวัน การ ประกอบอาชีพ หรอื อุตสาหกรรม แสดงหลกั ฐานถึงการบูรณาการความรู้ทางเคมีร่วมกับ สาขาวิชาอื่น รวมทั้งทักษะ กระบวนการทางวทิ ยาศาสตร์หรอื กระบวนการออกแบบเชิงวิศวกรรม โดยเน้นการวิเคราะห์ การแก้ปัญหาและความคิด สรา้ งสรรค์ เพอ่ื แก้ปญั หาในสถานการณ์หรือประเดน็ ที่สนใจ นาเสนอผลงานหรือชิน้ งานทไ่ี ด้จากการแก้ปัญหาในสถานการณ์ หรอื ประเด็นท่ีสนใจโดยใช้เทคโนโลยสี ารสนเทศ แสดงหลกั ฐานการเข้ารว่ มการสัมมนา การเขา้ ร่วมประชมุ วชิ าการ หรือการ แสดงผลงานสง่ิ ประดษิ ฐ์ในงานนทิ รรศการ โดยใชก้ ารเรียนรดู้ ้วยกระบวนการทางวทิ ยาศาสตร์ การสืบเสาะหาความรู้ การสารวจตรวจสอบ สามารถนา ความรู้และหลักการไปใชป้ ระโยชน์ เช่อื มโยง อธิบายปรากฎการณ์ หรือแกป้ ญั หาในชวี ติ ปราจาวัน สามารถจดั กระทาและ วิเคราะห์ข้อมลู ส่ือสารสิ่งทีเ่ รยี นรู้ มคี วามสามารในการตดั สนิ ใจแกป้ ญั หา มจี ิตวทิ ยาศาสตร์ เหน็ คุณค่าของวิทยาศาสตร์ มีจรยิ ธรรม คณุ ธรรมและคา่ นิยมทีเ่ หมาะสม ผลการเรยี นรู้ ๑. สืบคน้ ข้อมลู และนาเสนอตวั อยา่ งสารประกอบอินทรีย์ทมี่ พี ันธะเดี่ยว พนั ธะคู่ หรือพนั ธะสามท่พี บใน ชวี ติ ประจาวนั ๒. เขียนสูตรโครงสรา้ งลิวอิส สตู รโครงสร้างแบบยอ่ และสตู รโครงสรา้ งแบบเสน้ ของสารประกอบอินทรยี ์ ๓. วิเคราะห์โครงสรา้ ง และระบุประเภทของสารประกอบอินทรีย์จากหม่ฟู งั กช์ ัน ๔. เขยี นสตู รโครงสร้างและเรียกชื่อสารประกอบอนิ ทรยี ป์ ระเภทตา่ งๆ ที่มีหมูฟ่ ังก์ชันไมเ่ กนิ ๑ หมู่ตามระบบ IUPAC ๕. เขียนไอโซเมอรโ์ ครงสรา้ งของสารประกอบอินทรยี ป์ ระเภทตา่ งๆ ๖. วเิ คราะห์ และเปรียบเทียบจุดเดือดและการละลายในนา้ ของสารประกอบอินทรยี ์ทีม่ ีหมูฟ่ ังก์ชนั ขนาดโมเลกลุ หรอื โครงสร้างต่างกัน ๗. ระบปุ ระเภทของสารประกอบไฮโดรคาร์บอนและเขยี นผลติ ภณั ฑ์จากปฏกิ ริ ยิ าการเผาไหม้ปฏกิ ริ ยิ ากบั โบรมนี หรอื ปฏกิ ริ ิยากบั โพแทสเซยี มเปอรแ์ มงกาเนต ๘. เขียนสมการเคมแี ละอธิบายการเกดิ ปฏิกริ ยิ าเอสเทอริฟเิ คชัน ปฏกิ ิริยาการสังเคราะห์เอไมดป์ ฏิกิรยิ าไฮโดรลซิ สิ และปฏกิ ริ ิยาสปอนนิฟเิ คชนั ๙. ทดสอบปฏกิ ริ ิยาเอสเทอรฟิ ิเคชนั ปฎกิ ริ ิยาไฮโดรลิซิส และปฏกิ ิริยาสปอนนฟิ ิเคชนั
338 ๑๐. สืบคน้ ข้อมูล และนาเสนอตวั อยา่ งการนาสารประกอบอินทรยี ์ไปใช้ประโยชน์ในชวี ิตประจาวนั และอุตสาหกรรม ๑๑. ระบุประเภทของปฏิกิริยาการเกิดพอลเิ มอร์จากโครงสร้างของมอนอเมอร์หรือโพลิเมอร์ ๑๒. วิเคราะห์ และอธบิ ายความสมั พนั ธ์ระหว่างโครงสรา้ งและสมบตั ขิ องพอลิเมอร์ รวมทั้งการนาไปใชป้ ระโยชน์ ๑๓. ทดสอบ และระบุประเภทของพลาสตกิ และผลิตภณั ฑย์ าง รวมท้ังการนาไปใชป้ ระโยชน์ ๑๔. อธิบายผลของการปรับเปล่ียนโครงสรา้ งและการสงั เคราะหพ์ อลิเมอรท์ ีม่ ีตอ่ สมบตั ขิ องพอลเิ มอร์ ๑๕. สืบค้นขอ้ มลู และนาเสนอตัวอยา่ งผลกระทบจากการใชแ้ ละการกาจัดผลิตภัณฑพ์ อลิเมอรแ์ ละแนวทางแก้ไข ๑6. กาหนดปญั หา และนาเสนอแนวทางการแกป้ ัญหาโดยใชค้ วามร้ทู างเคมีจากสถานการณท์ ี่เกดิ ขนึ้ ใน ชีวติ ประจาวนั การประกอบอาชีพ หรืออุตสาหกรรม 17. แสดงหลักฐานถงึ การบรู ณาการความร้ทู างเคมรี ่วมกับสาขาวิชาอน่ื รวมทัง้ ทกั ษะกระบวนการทางวทิ ยาศาสตร์ หรอื กระบวนการออกแบบเชงิ วศิ วกรรม โดยเน้นการวเิ คราะห์ การแก้ปัญหาและความคดิ สร้างสรรค์ เพื่อแกป้ ญั หา ในสถานการณห์ รือประเดน็ ทีส่ นใจ 18. นาเสนอผลงานหรือช้ินงานทไี่ ด้จากการแกป้ ัญหาในสถานการณ์หรอื ประเดน็ ทส่ี นใจโดยใช้เทคโนโลยี สารสนเทศ 19. แสดงหลกั ฐานการเขา้ รว่ มการสมั มนา การเข้าร่วมประชมุ วชิ าการ หรอื การแสดงผลงานสิ่งประดิษฐใ์ นงาน นิทรรศการ รวมทง้ั หมด 19 ผลการเรยี นรู้
339 รายวิชา เคมี๒ โครงสร้างรายวชิ าเพมิ่ เติม ชั้นมธั ยมศกึ ษาปีท่ี ๔ ภาคเรยี นท่ี ๒ รหสั วชิ า ว๓๐๒๒๒ เวลา ๖๐ ชว่ั โมง/ภาคเรยี น จานวน ๑.๕ หนว่ ยกิต กลุม่ สาระการเรียนรู้วิทยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี หน่วย นา้ หนกั ที่ ชอ่ื หน่วยการเรยี นรู้ ผลการเรยี นรู้ สาระสาคญั เวลา(ช่วั โมง) คะแนน (๑๐๐) ๑ เคมอี ินทรยี ์ ข้อท่ี ๑-10 - พันธะของคาร์บอน ๒๕ ๒๐ - หมู่ฟงั กช์ ัน - สารประกอบไฮโดรคาร์บอน - สารประกอบอินทรีย์ที่มธี าตอุ อกซเิ จน เปน็ องคป์ ระกอบ - สารประกอบอนิ ทรยี ท์ ่มี ีธาตไุ นโตรเจน เปน็ องคป์ ระกอบ - สารประกอบอนิ ทรียท์ ม่ี ีธาตุออกซเิ จน และ ธาตไุ นโตรเจนเปน็ องคป์ ระกอบ ๒ เชอ้ื เพลงิ ซากดึกดา ข้อท่ี ๑๑-๑๕ - ถ่านหนิ ๑๘ ๑๐ บรรพ์และผลติ ภัณฑ์ - หนิ นา้ มัน ๓ โครงงาน - ปโิ ตรเลียม - พอลเิ มอร์ - ภาวะมลพษิ ท่ีเกดิ จากการผลิตและการ ใช้ผลิตภณั ฑจ์ ากเชือ้ เพลงิ ซากดกึ ดาบรรพ์ ขอ้ ท่ี ๑๖-๑๙ การแกป้ ญั หาโดยใช้ความรทู้ างเคมจี าก ๑๓ ๒๐ สถานการณท์ ่เี กิดขึ้นในชีวิตประจาวนั การบูรณาการความร้ทู างเคมีร่วมกับ สาขาวิชาอ่ืน รวมทง้ั ทกั ษะกระบวนการ ทางวิทยาศาสตรห์ รือกระบวนการ ออกแบบเชงิ วิศวกรรม โดยเน้นการ วเิ คราะห์ การแก้ปญั หาและความคิด สรา้ งสรรค์ รวมตลอดภาคเรยี น ๖๐ ๑๐๐
340 รายวชิ า ชีววทิ ยา๑ คาอธิบายรายวิชาเพมิ่ เตมิ ชัน้ มัธยมศึกษาปที ี่ ๔ ภาคเรยี นที่ ๑ รหัสวิชา ว๓๐๒๔๑ เวลา ๖๐ ช่วั โมง/ภาคเรียน จานวน ๑.๕ หนว่ ยกิต กลมุ่ สาระการเรียนร้วู ิทยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี ศึกษาเกี่ยวกับลกั ษณะสาคญั ของสงิ่ มีชีวิต การศกึ ษาชีววิทยาโดยอาศยั วิธกี ารทางวิทยาศาสตร์ การนาความรู้ เกี่ยวกับชีววทิ ยามาประยุกตใ์ ชใ้ นชวี ิตประจาวัน โครงสรา้ งหน้าที่ของสารเคมีท่ีเป็นองค์ประ กอบในเซลล์ของส่ิงมีชีวิต ปฏิกริ ิยาเคมใี นเซลลข์ องสงิ่ มีชีวิต โครงสร้างและหน้าที่ของส่วนประกอบของเซลล์ การแพร่ การออสโมซิส การแพร่แบบฟาซิลิ เทต แอกทีฟทรานสปอรต์ การลาเลียงสารโมเลกุลใหญ่ การแบ่งเซลล์ และการหายใจระดับเซลล์ โดยอาศัยกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ การสืบเสาะหาความรู้ การสืบคน้ ขอ้ มลู การสังเกต การวิเคราะห์ การ ทดลอง การอภิปราย การอธบิ ายและสรปุ เพื่อให้เกดิ ความรู้ ความคิด ความเขา้ ใจ มคี วามสามารถในการตัดสนิ ใจ สือ่ สารส่งิ ท่เี รยี นรูแ้ ละนาไปประยกุ ตใ์ ชใ้ น ชีวิตประจาวัน มจี ติ วทิ ยาศาสตร์ มีคุณธรรม จริยธรรม และค่านยิ มทเ่ี หมาะสม บนพื้นฐานหลักปรชั ญาของเศรษฐกิจ พอเพียง ผลการเรยี นรู้ ๑. อธบิ ายและสรปุ สมบตั ิทีส่ าคญั ของสงิ่ มีชีวิตและความสมั พนั ธ์ของการจดั ระบบในสิง่ มชี ีวติ ที่ทาใหส้ ิง่ มีชีวติ ดารงชวี ิตอยู่ได้ ๒. อภปิ รายและบอกความสาคญั ของการระบปุ ัญหาความสัมพันธร์ ะหว่างปญั หาสมมตฐิ านและวธิ ีการตรวจสอบ สมมตฐิ านรวมทง้ั ออกแบบการทดลองเพ่อื ตรวจสอบสมมตฐิ าน ๓. สบื ค้นขอ้ มลู อธบิ ายเก่ียวกบั สมบัตขิ องน้าและบอกความสาคัญของนา้ ทม่ี ีต่อส่ิงมีชีวติ และยกตัวอย่างธาตุชนิด ต่างๆทม่ี คี วามสาคญั ตอ่ ร่างกายส่งิ มชี วี ติ ๔. สืบค้นขอ้ มูลอธิบายโครงสรา้ งของคาร์โบไฮเดรต ระบุ กลุ่มของคารโ์ บไฮเดรต รวมทั้งความสาคัญของ คาร์โบไฮเดรตทมี่ ตี อ่ สิง่ มชี ีวติ ๕. สืบคน้ ข้อมลู อธิบายโครงสร้างของโปรตนี และความสาคญั ของโปรตีนท่ีมีตอ่ ส่งิ มีชวี ิต ๖. สืบค้นขอ้ มูลอธบิ ายโครงสรา้ งของลิพดิ และความสาคญั ของลิพดิ ที่มีตอ่ สิ่งมชี วี ิต ๗. อธิบายโครงสร้างของกรดนิวคลอิ กิ และระบุชนดิ ของกรดนวิ คลอิ กิ และความสาคัญของกรดนิวคลิอกิ ทม่ี ีต่อ สง่ิ มีชวี ติ ๘. สบื ค้นขอ้ มลู และอธบิ ายปฏกิ ิรยิ าเคมีท่เี กดิ ขน้ึ ในส่ิงมีชีวิต ๙. อธิบายการทางานของเอนไซมใ์ นการเรง่ ปฏิกิรยิ าเคมใี นสิ่งมีชีวติ และระบุปจั จัยท่มี ผี ลต่อการทางานของเอนไซม์ ๑๐. บอกวิธกี ารและ เตรียมตัวอย่างส่ิงมชี วี ติ เพื่อศึกษาภายใตก้ ล้องจลุ ทรรศน์ใช้แสงวดั ขนาดโดยประมาณ และ วาดภาพทป่ี รากฏภายใต้กล้องบอกวธิ กี ารใช้และการดูแลรักษากลอ้ งจุลทรรศน์ใช้แสงท่ีถูกตอ้ ง ๑๑. อธบิ ายโครงสรา้ งและหนา้ ที่ของส่วนท่ีห่อหมุ้ เซลล์ของเซลล์พชื และเซลลส์ ตั ว์ ๑๒. สืบค้นขอ้ มูลอธิบายและระบุชนิดและหนา้ ทีข่ องออร์แกเนลล์ ๑๓. อธิบายโครงสรา้ งและหน้าท่ีของนิวเคลียส ๑๔. อธิบายและเปรียบเทยี บการแพรอ่ อสโมซิสการแพร่แบบฟาซลิ ิเทตและแอกทฟี ทรานสปอรต์ ๑๕. สบื คน้ ขอ้ มลู อธิบายและเขยี นแผนภาพการลาเลียงสารโมเลกุลใหญ่ออกจาก เซลล์ดว้ ยกระบวนการเอกโซไซโท ซิสและการลาเลยี งสารโมเลกลุ ใหญ่เข้าสูเ่ ซลล์ด้วยกระบวนการเอนโดไซโทซสิ ๑๖. สังเกตการแบง่ นวิ เคลยี สแบบไมโทซสิ และแบบไมโอซสิ จากตวั อย่างภายใต้กล้องจุลทรรศน์พร้อมท้ังอธบิ ายและ เปรียบเทยี บการแบ่งนวิ เคลยี สแบบไมโทซสิ และแบบไมโอซสิ ๑๗. อธิบายเปรียบเทียบและสรปุ ขั้นตอนการหายใจระดบั เซลล์ในภาวะทม่ี อี อกซิเจนเพยี งพอและภาวะทม่ี ี ออกซิเจนไมเ่ พียงพอ รวมท้ังหมด ๑๗ ผลการเรียนรู้
341 รายวชิ า ชวี วทิ ยา๑ โครงสรา้ งรายวชิ าเพ่มิ เติม ช้ันมธั ยมศึกษาปที ี่ ๔ ภาคเรียนที่ ๑ รหัสวชิ า ว๓๐๒๔๑ เวลา ๖๐ ชว่ั โมง/ภาคเรยี น จานวน ๑.๕ หนว่ ยกติ กลมุ่ สาระการเรยี นรวู้ ทิ ยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี ลา ชอ่ื หนว่ ย ผลการเรียนรู้ สาระสาคญั /ความคดิ รวบยอด เวลาเรียน นา้ หนกั ดับที่ การเรยี นรู้ (ชว่ั โมง) (คะแนน) ม.๔ กระบวน ๑. อธบิ ายและสรปุ สมบตั ิที่ สง่ิ มีชีวิตทกุ ชนิดตอ้ งการสารอาหารและพลงั งานมี ๒ ๗ การศึกษา สาคญั ของส่ิงมีชวี ติ และ การเจรญิ เตบิ โตมกี ารตอบสนองต่อส่งิ เรา้ มกี าร ชวี วทิ ยา ความสมั พนั ธ์ของการจดั ระบบ รกั ษาดุลยภาพของร่างกายมกี ารสืบพันธมุ์ กี าร ในสิง่ มีชีวิตทท่ี าให้สงิ่ มชี วี ิต ปรบั ตัวทางวิวัฒนาการและมีการทางานรว่ มกันของ ดารงชีวติ อยไู่ ด้ องค์ประกอบต่างๆอยา่ งเป็นระบบส่งิ เหลา่ น้ีจัดเป็น สมบัติทสี่ าคัญของส่ิงมีชวี ิต • การจดั ระบบในสง่ิ มชี วี ติ เร่ิมจากหน่วยเลก็ ไปหน่วย ใหญไ่ ด้แกเ่ ซลลเ์ นื้อเยือ่ อวัยวะระบบอวยั วะและ สิ่งมชี วี ติ ตามลาดบั ๘ • วธิ กี ารทางวิทยาศาสตรใ์ นการค้นหาคาตอบเกีย่ วกบั ๓ ๒. อภปิ รายและบอก ความสาคญั ของการระบุ สิง่ มชี วี ิตเรม่ิ จากการตัง้ ปญั หาหรือคาถาม ปัญหาความสัมพันธร์ ะหวา่ ง ตง้ั สมมตฐิ านตรวจสอบสมมตฐิ านเก็บรวบรวม ปญั หาสมมตฐิ านและวธิ ีการ ข้อมลู วเิ คราะห์ข้อมลู และสรุปผล ตรวจสอบสมมตฐิ านรวมทั้ง • การศึกษาสง่ิ มชี ีวติ ต้องอาศยั ความรู้จากแขนงวิชา ออกแบบการทดลองเพื่อ ต่างๆของชีววทิ ยาและสาขาวิชาอืน่ ทเ่ี กย่ี วขอ้ งและ ตรวจสอบสมมตฐิ าน ควรคานึงถงึ ชวี จริยธรรมและจรรยาบรรณการใช้ สัตว์ทดลอง ๒ เคมีในเซลล์ ๓ ๓. สืบคน้ ขอ้ มลู อธิบาย • สิ่งมชี ีวติ ประกอบด้วยธาตแุ ละสารประกอบใน ๕๔ ของ เกีย่ วกบั สมบตั ิของน้าและ รา่ งกายของสิ่งมีชีวิตมนี ้าเปน็ องค์ประกอบมากที่ สง่ิ มีชีวติ บอกความสาคญั ของน้าทีม่ ี สดุ น้าประกอบด้วยธาตไุ ฮโดรเจนและออกซเิ จนมี ต่อสิ่งมชี วี ติ และยกตวั อย่าง สมบตั ิในการเปน็ ตัวทาละลายท่ดี เี กบ็ ความรอ้ นไดด้ ี ธาตชุ นิดต่างๆทมี่ ี และมคี วามจุความรอ้ นสูงซ่งึ ช่วยรกั ษาดลุ ยภาพของ ความสาคัญต่อร่างกาย เซลล์ได้ ส่ิงมีชีวติ • ธาตุท่ีส่ิงมชี ีวติ ตอ้ งการจะอยู่ในรูปของไอออนใน มนุษยแ์ ละสัตว์ธาตุจะชว่ ยให้การทางานของระบบ ตา่ งๆในรา่ งกายดาเนินไปตามปกตินอกจากนใ้ี น กระดกู ฟนั และกล้ามเนือ้ จะมธี าตเุ ป็นองค์ประกอบ ด้วย ๓ คาร์โบ ๔. สบื ค้นข้อมลู อธิบาย • คารโ์ บไฮเดรตประกอบด้วยธาตุคาร์บอนไฮโดรเจน ๕ ๖ ไฮเดรต โครงสร้างของ และออกซิเจนแบง่ ตามขนาดโมเลกุลออกไดเ้ ป็น คารโ์ บไฮเดรต ระบุ ๓ กล่มุ คือ มอโนแซ็กคาไรด์ ไดแซ็กคาไรด์ และ กลุ่มของคารโ์ บไฮเดรต พอลแิ ซ็กคาไรด์ รวมท้ังความสาคญั ของ คาร์โบไฮเดรตทมี่ ตี อ่ สิง่ มชี วี ติ
342 ลา ชือ่ หน่วย ตวั ช้ีวดั / สาระสาคัญ/ความคิดรวบยอด เวลาเรียน น้าหนกั ดบั ที่ การเรยี นรู้ ผลการเรียนรู้ (ชั่วโมง) (คะแนน) ๔ โปรตีน ๕. สบื คน้ ข้อมูลอธิบาย • โปรตีนมีกรดอะมิโนเปน็ หน่วยยอ่ ยประกอบด้วยธาตุ ๕ ๖ ๕ ๔ โครงสรา้ งของโปรตีน คารบ์ อนไฮโดรเจนออกซิเจนและไนโตรเจนบางชนิด ๕ ๔ และความสาคัญของ อาจมธี าตฟุ อสฟอรสั เหลก็ และกามะถันเป็น ๕ ๑๑ โปรตนี ทมี่ ตี ่อสิง่ มีชวี ิต องค์ประกอบ ๕ ลิพิด ๖. สบื ค้นขอ้ มูลอธบิ าย • ลพิ ดิ ประกอบดว้ ยธาตุคารบ์ อนไฮโดรเจนและ โครงสร้างของลิพดิ และ ออกซเิ จนเปน็ สารประกอบทล่ี ะลายไดด้ ใี นตวั ทา ความสาคญั ของลิพิด ละลายท่ีเปน็ สารอนิ ทรยี ล์ ิพดิ กล่มุ สาคญั ท่ีพบใน ที่มตี ่อส่ิงมีชีวติ ส่ิงมีชีวิตเช่นกรดไขมันไตรกลีเซอไรด์ฟอสโฟลพิ ดิ ๖ กรด สเตอรอยด์ ๗. อธิบายโครงสรา้ งของ • กรดนิวคลิอกิ ประกอบดว้ ยหน่วยยอ่ ยเรยี กว่านวิ คลีโอไทด์ นวิ คลอี ิก กรดนิวคลิอกิ และระบุ โมเลกุลของนวิ คลโี อไทดป์ ระกอบดว้ ยหมู่ฟอสเฟตน้าตาล ชนิดของกรดนิวคลิอกิ ท่มี ีคารบ์ อน๕อะตอมและเบสท่ีมไี นโตรเจนเปน็ และความสาคญั ของ องค์ประกอบ กรดนวิ คลอิ กิ ทม่ี ตี ่อ • กรดนิวคลิอิกเป็นองคป์ ระกอบของสารพันธกุ รรมทา สง่ิ มชี ีวิต หนา้ ท่เี กบ็ และถา่ ยทอดข้อมูลทางพนั ธกุ รรมมี๒ชนิดคอื DNA และ RNA ๗ ปฏิกริ ยิ า ๘. สบื คน้ ขอ้ มลู และ เมแทบอลซิ ึมเปน็ ปฏิกริ ิยาเคมีทเ่ี กดิ ขึน้ ภายในเซลลข์ อง เคมภี ายใน อธบิ ายปฏกิ ริ ยิ าเคมีที่ ส่งิ มีชีวิตปฏิกิรยิ าเคมปี ระกอบด้วยปฏิกิรยิ าคายพลงั งาน เซลล์ เกิดข้ึนในสง่ิ มชี วี ติ และปฏกิ ริ ยิ าดดู พลงั งานปฏิกิรยิ าเคมเี หลา่ นี้จะดาเนินไป ๙. อธิบายการทางาน ได้อยา่ งรวดเร็วจาเป็นต้องอาศยั เอนไซม์ช่วยเร่งปฏิกิริยา ของเอนไซมใ์ นการเรง่ • เอนไซมส์ ่วนใหญ่เปน็ สารประเภทโปรตีนทาหน้าทเ่ี ร่ง ปฏกิ ิรยิ าเคมีในสง่ิ มชี วี ติ ปฏกิ ิรยิ าเคมใี นขณะที่เกิดปฏกิ ริ ิยาเคมีในเซลลส์ ารตั้งต้น และระบปุ ัจจัยท่มี ผี ลต่อ จะเขา้ ไปจับกบั เอนไซม์ที่บรเิ วณจาเพาะของเอนไซมท์ ี่ การทางานของเอนไซม์ เรยี กว่าบริเวณเรง่ ถ้าสารต้งั ต้นมีโครงสร้างเขา้ กบั บริเวณ เรง่ ไดส้ ารตัง้ ตน้ น้ันจะถกู เปลีย่ นเปน็ สารผลติ ภณั ฑ์ • อุณหภมู ิสภาพความเปน็ กรด-เบสและตวั ยับย้งั เอนไซมเ์ ปน็ ปัจจยั ท่ีมผี ลต่อการทางานของเอนไซมเ์ มแทบอลซิ มึ เปน็ ปฏิกิริยาเคมีทเ่ี กิดขึน้ ภายในเซลลข์ องส่ิงมชี ีวติ ปฏิกิริยา เคมีประกอบด้วยปฏิกิรยิ าคายพลังงานและปฏิกิรยิ าดูด พลงั งานปฏิกิริยาเคมเี หลา่ นจี้ ะดาเนนิ ไปไดอ้ ยา่ งรวดเรว็ จาเป็นต้องอาศัยเอนไซมช์ ่วยเรง่ ปฏกิ ิรยิ า • เอนไซม์สว่ นใหญเ่ ป็นสารประเภทโปรตนี ทาหนา้ ท่เี ร่ง ปฏิกริ ยิ าเคมใี นขณะที่เกิดปฏิกริ ิยาเคมีในเซลลส์ ารตง้ั ต้น จะเขา้ ไปจับกับเอนไซมท์ บี่ ริเวณจาเพาะของเอนไซมท์ ่ี เรียกว่าบริเวณเรง่ ถ้าสารตงั้ ต้นมโี ครงสร้างเขา้ กับบริเวณ เร่งไดส้ ารตัง้ ต้นน้ันจะถกู เปลีย่ นเปน็ สารผลิตภัณฑ์ • อณุ หภมู ิสภาพความเป็นกรด-เบสและตวั ยับย้ังเอนไซม์ เป็นปจั จยั ที่มีผลต่อการทางานของเอนไซม์
343 ลา ชอ่ื หน่วย ตัวชี้วัด/ สาระสาคัญ/ความคดิ รวบยอด เวลาเรยี น น้าหนกั ดับท่ี การเรียนรู้ ผลการเรียนรู้ (ชัว่ โมง) (คะแนน) ๘ เซลลแ์ ละ ๑๐. บอกวิธกี ารและ • กลอ้ งจุลทรรศนเ์ ปน็ เครือ่ งมือทีใ่ ช้ศึกษาส่ิงมชี ีวิต ๕ ๕ ๕ ๑๕ การทางาน เตรยี มตวั อย่าง ขนาดเล็กทไี่ ม่สามารถเหน็ ไดด้ ้วยตาเปลา่ และ ๕ ๗ ของเซลล์: สงิ่ มีชีวติ เพอ่ื ศึกษา รายละเอียดโครงสรา้ งของเซลล์ ภายใตก้ ล้องจลุ ทรรศน์ • กลอ้ งจลุ ทรรศนใ์ ชแ้ สงเชิงประกอบและ กล้อง ใชแ้ สงวัดขนาดโดย กล้องจลุ ทรรศน์ใช้แสงแบบสเตอริโออาศยั เลนสใ์ น จุลทรรศน์ ประมาณและวาดภาพ การทาใหเ้ กดิ ภาพขยาย ทป่ี รากฏภายใตก้ ล้องบอก • กล้องจุลทรรศนอ์ ิเล็กตรอนทาให้เกิดภาพขยายโดย วิธกี ารใช้และการดูแล อาศยั เลนสแ์ ม่เหล็กไฟฟาู รวมลาอิเลก็ ตรอนซึ่งมีอยู่ รกั ษากล้องจลุ ทรรศน์ ดว้ ยกัน ๒ ชนดิ คือ ชนดิ ส่องผ่านและชนิดสอ่ งกราด ใชแ้ สงทถ่ี กู ตอ้ ง • ตัวอยา่ งสง่ิ มีชีวติ ที่นามาศึกษาภายใต้กลอ้ ง จุลทรรศนใ์ ช้แสงตอ้ งมีวธิ ีการเตรยี มทีถ่ ูกต้องและ เหมาะสมกบั ชนดิ ของสิ่งมีชวี ิตเพอ่ื ใหเ้ กดิ ประสทิ ธิ ภาพในการศกึ ษา • กลอ้ งจลุ ทรรศน์ใช้แสงเปน็ เคร่อื งมอื ทม่ี ีความละเอยี ด ซับซอ้ นและราคาค่อนข้างสงู จึงควรใชอ้ ยา่ งถกู วิธีมี การเกบ็ และดแู ลรักษาท่ีถกู ตอ้ งเพื่อให้สามารถใช้งาน ได้นาน ๙ เซลล์และ ๑๑. อธิบายโครงสรา้ ง • เซลล์เป็นหน่วยพน้ื ฐานท่เี ล็กทส่ี ดุ ของสิ่งมีชวี ิต การทางาน และหน้าทข่ี องส่วนท่ี โครงสร้างพนื้ ฐานของเซลล์ประกอบด้วยสว่ นที่ห่อหมุ้ ของเซลล์: ห่อหมุ้ เซลลข์ องเซลล์ เซลล์ไซโทพลาซึมและนิวเคลียส พชื และเซลล์สตั ว์ • สว่ นท่ีห่อหมุ้ เซลล์ท่ีพบในเซลลท์ กุ ชนิดคอื เยือ่ หมุ้ โครงสร้าง ๑๒. สบื คน้ ขอ้ มูล เซลลแ์ ต่ในแบคทเี รียสาหรา่ ยฟงั ไจและพืชจะมี และหนา้ ท่ี อธบิ ายและระบุชนดิ ผนงั เซลล์เป็นส่วนหอ่ หุ้มเซลล์เพิ่มเติมขนึ้ มาอีกชนั้ ของเซลล์ และหน้าทข่ี อง หนงึ่ ออร์แกเนลล์ • โครงสรา้ งของเย่ือห้มุ เซลลป์ ระกอบด้วยโมเลกุลของ ๑๓. อธบิ ายโครงสรา้ ง ฟอสโฟลพิ ดิ เรียงเปน็ สองชน้ั และมีโปรตนี แทรกหรือ และหนา้ ท่ีของนิวเคลยี ส อยู่ที่ผวิ ทัง้ สองดา้ นของฟอสโฟลพิ ดิ • ไซโทพลาซึมอยภู่ ายในเยือ่ หุ้มเซลล์ประกอบด้วย ไซโทซอลและออร์แกเนลล์ • นิวเคลยี สเปน็ ศูนยก์ ลางควบคมุ การทางานของเซลล์ ยคู าริโอตประกอบด้วยเยือ่ หุ้มซ่งึ ภายในมี DNA RNA และโปรตีนบางชนดิ ๑๐ เซลล์และ ๑๔. อธิบายและเปรียบ • สารต่างๆมกี ารเคลื่อนที่เขา้ และออกจากเซลล์อย่ตู ลอดเวลา การทางาน เทยี บการแพรอ่ อสโม โดยกระบวนการต่างๆไดแ้ ก่การแพรอ่ อสโมซสิ การแพร่ ของเซลล์: ซสิ การแพรแ่ บบฟา แบบฟาซิลิเทตแอกทฟี ทรานสปอรต์ กระบวนการเอกโซไซโท ซลิ เิ ทต และแอกทฟี - ซิสกระบวนการเอนโดไซโทซิส การลาเลียง ทรานสปอรต์ • แก๊สต่างๆเขา้ หรอื ออกจากเซลลโ์ ดยการแพร่ส่วนนา้ เข้าหรอื สารผ่าน เซลล์ ออกจากเซลลผ์ ่านเย่ือห้มุ เซลล์โดยออสโมซสิ • ไอออนและสารบางอยา่ งท่ีไม่สามารถลาเลยี งผา่ นเยอ่ื หมุ้
344 ลา ชื่อหนว่ ย ผลการเรยี นรู้ สาระสาคญั /ความคิดรวบยอด เวลาเรียน น้าหนกั ดับท่ี การเรยี นรู้ (ชวั่ โมง) (คะแนน ) ๑๕. สบื คน้ ข้อมลู เซลล์โดยตรงไดจ้ าเป็นตอ้ งอาศยั โปรตนี ท่อี ยู่บนเยื่อหุ้มเซลล์ อธบิ ายและ เขียน เปน็ ตัวพาสารนน้ั เข้าและออกจากเซลลเ์ รียกว่าการแพร่ แผนภาพการลาเลียง แบบฟาซลิ ิเทต สารโมเลกลุ ใหญ่เซลล์ • แอกทีฟทรานสปอรต์ เปน็ การลาเลียงสารจากบริเวณทมี่ ี ดว้ ยกระบวน การเอก ความเขม้ ขน้ ตา่ ไปยงั บรเิ วณทีม่ คี วามเขม้ ขน้ สงู โซไซโทซิสและ การ • สารบางอยา่ งท่ีไมส่ ามารถแพร่ผ่านเย่อื หมุ้ เซลลห์ รอื ลาเลยี ง ลาเลยี งสารโมเลกุล ผ่านโปรตนี ทเี่ ปน็ ตวั พาไดจ้ ะถูกลาเลยี งออกจากเซลล์ด้วย ใหญ่เขา้ สูเ่ ซลลด์ ว้ ย กระบวนการเอกโซไซโทซิส กระบวนการ เอนโด • สารทม่ี ีขนาดใหญจ่ ะสามารถลาเลยี งเข้าสเู่ ซลล์ดว้ ย ไซโทซสิ กระบวนการเอนโดไซโทซสิ ซง่ึ แบ่งเป็น๓แบบได้แกพ่ ิโนไซโท ซิสฟาโกไซโทซสิ และการนาสารเข้าสเู่ ซลลโ์ ดยอาศัยตัวรบั ๑๑ เซลล์และ ๑๖. สงั เกตการแบ่ง • การแบง่ เซลล์ของส่งิ มชี ีวติ เปน็ การเพิ่มจานวนเซลลซ์ ง่ึ เป็น ๕ ๑๐ ๕ ๑๓ การทางาน นิวเคลยี สแบบไมโทซสิ กระบวนการทเ่ี กิดขน้ึ ตอ่ เนือ่ งกนั เปน็ วฏั จักรโดยวัฏจกั รของ ของเซลล์: และแบบไมโอซสิ จาก เซลล์ประกอบด้วยอนิ เตอรเ์ ฟสการแบ่งนิวเคลียสแบบไมโท ตัวอยา่ งภายใตก้ ล้อง ซิสและการแบง่ ไซโทพลาซึม การแบ่ง เซลล์ จุลทรรศน์พรอ้ มทัง้ • การแบง่ นิวเคลยี สมี๒แบบคือการแบง่ นิวเคลียสแบบไมโทซสิ อธิบายและ และการแบง่ นิวเคลยี สแบบไมโอซสิ เปรยี บเทียบการแบ่ง • การแบ่งนิวเคลยี สแบบไมโทซสิ ประกอบด้วยระยะโพรเฟสเม นวิ เคลยี สแบบไมโทซสิ ทาเฟสแอนาเฟสและเทโลเฟส และแบบไมโอซสิ • การแบ่งนิวเคลยี สแบบไมโอซิสประกอบด้วยระยะ โพรเฟส I เมทาเฟส I แอนาเฟส I เทโลเฟส I ระยะโพรเฟส II เมทาเฟส II แอนาเฟส II และเทโลเฟส II • การแบง่ นิวเคลียสแบบไมโทซิสทาใหเ้ ซลลร์ ่างกายเพ่ิม จานวนเพื่อการเจริญเตบิ โตและซ่อมแซมส่วนที่สกึ หรอหรือ ถูกทาลายไปไดส้ ่วนการแบ่งนวิ เคลยี สแบบไมโอซสิ มี ความสาคญั ตอ่ สง่ิ มีชีวิตในกระบวนการสร้างเซลล์สบื พนั ธุ์ • การแบง่ ไซโทพลาซึมในเซลลพ์ ืชจะมีการสร้างแผน่ ก้นั เซลล์ ๑๒ เซลล์และ ๑๗. อธิบาย และเซลลส์ ตั ว์จะมกี ารคอดเว้าเข้าหากนั ของเย่อื หุ้มเซลล์ • การหายใจระดบั เซลลเ์ ป็นการสลายสารอาหารท่มี ี การทางาน เปรียบเทยี บและสรุป พลงั งานสูงโดยมีออกซิเจนเปน็ ตัวรบั อิเล็กตรอนตวั ของเซลล์: ข้นั ตอนการหายใจ สดุ ทา้ ยประกอบดว้ ย๓ขน้ั ตอนคอื ไกลโคลซิ สิ วัฏจักร การหารใจ ระดับเซลล์ในภาวะที่มี เครบสแ์ ละกระบวนการถา่ ยทอดอิเลก็ ตรอน ออกซิเจนเพยี งพอและ • การหายใจระดบั เซลลพ์ ลังงานสว่ นใหญ่ได้จากขน้ั ตอน ระดับเซลล์ ภาวะที่มอี อกซเิ จนไม่ การถ่ายทอดอเิ ลก็ ตรอนพลังงานน้ีจะถกู เกบ็ ไว้ในพันธะ เพียงพอ เคมีในโมเลกลุ ของ ATP • ในภาวะทีม่ อี อกซเิ จนไม่เพยี งพอทาใหก้ ารหายใจของ เซลลไ์ มส่ มบูรณ์จงึ เกดิ ไดเ้ ฉพาะไกลโคลิซสิ ผลที่ได้จาก การหายใจในสภาวะนี้ในสัตวจ์ ะไดก้ รดแลกติกใน จุลินทรียแ์ ละพชื อาจไดก้ รดแลกติกหรอื เอทิลแอลกอฮอล์
345 รายวิชา ชวี วิทยา๒ คาอธิบายรายวิชาเพิม่ เตมิ ชน้ั มธั ยมศกึ ษาปีที่ ๔ ภาคเรยี นท่ี ๒ รหสั วชิ า ว๓๐๒๔๒ เวลา ๖๐ ชัว่ โมง/ภาคเรยี น จานวน ๑.๕ หนว่ ยกิต กลมุ่ สาระการเรียนรวู้ ทิ ยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี ศึกษาเกีย่ วกับพนั ธุศาสตรแ์ ละววิ ัฒนาการ การถ่ายทอดลักษณะทางพันธกุ รรม การศึกษาพันธุศาสตร์ของเมนเดล กฎของความน่าจะเปน็ กฎแหง่ การแยก และกฎแหง่ การรวมกลุ่มอยา่ งอิสระการผสมเพ่อื ทดสอบ ลกั ษณะทางพันธุกรรมท่ี เป็นสว่ นขยายของพันธุศาสตรข์ องเมนเดล ศึกษาเกีย่ วกบั ยีนและโครโมโซม การถา่ ยทอดยีนและโครโมโซม การคน้ พบสาร พันธกุ รรม โครโมโซม องค์ประกอบทางเคมขี องดเี อนเอ โครงสรา้ งของ DNA สมบตั ขิ องสารพันธุกรรม มวิ เทชัน ศึกษา เก่ียวกบั พนั ธุศาสตร์และเทคโนโลยีทาง DNA พันธุวิศวกรรม การวิเคราะห์ DNA และการศกึ ษาจโี นม การประยุกต์ใช้ เทคโนโลยีทาง DNA ความปลอดภยั ของเทคโนโลยีทาง DNA และมุมมองทางสังคมและจริยธรรม ศึกษาเ ก่ียวกับ วิวฒั นาการ หลักฐานท่บี ่งบอกถึงววิ ัฒนาการของสิ่งมชี ีวติ แนวคิดเกยี่ วกบั วิวัฒนาการของสงิ่ มีชีวิต พันธุศาสตร์ประชากร ปัจจัยทท่ี าใหเ้ กิดการเปล่ยี นแปลงความถขี่ องแอลลีน กาเนิดของสปีชสี ์ และวิวฒั นาการของมนษุ ย์ โดยใช้กระบวนการทางวิทยาศาสตร์ร่วมกับเทคโนโลยตี า่ งๆในการสืบเสาะหาความรู้ การสารวจ การตรวจสอบ การสบื คน้ ข้อมลู การอภิปราย การคิด และการแกป้ ัญหา เพือ่ ใหม้ ีจติ วิทยาศาสตร์ จริยธรรม คุณธรรม และค่านยิ มท่เี หมาะสม บนพื้นฐานหลักปรัชญาของเศรษฐกิจ พอเพยี ง ผลการเรยี นรู้ ๑. สืบคน้ ข้อมูล อธิบาย และสรปุ ผลการทดลองของเมนเดล ๒. อธิบาย และสรปุ กฎแหง่ การแยก และกฎแห่งการรวมกลุม่ อย่างอิสระ และนากฎของเมนเดลนี้ไปอธิบายการ ถา่ ยทอดลกั ษณะทาง พนั ธกุ รรมและใชใ้ นการคานวณโอกาสในการเกิดฟีโนไทป์และจีโนไทปแ์ บบตา่ ง ๆ ของรนุ่ F๑ และ F๒ ๓. สบื คน้ ข้อมลู วิเคราะห์อธบิ าย และสรปุ เกี่ยวกับการถ่ายทอดลักษณะทางพนั ธกุ รรม ที่เป็นส่วนขยายของพันธุ ศาสตร์เมนเดล ๔. สบื ค้นข้อมูล วเิ คราะหแ์ ละเปรียบเทยี บลกั ษณะทางพนั ธุกรรมที่มีการ แปรผันไม่ต่อเน่ืองและลักษณะทาง พันธุกรรมที่มีการแปรผัน ตอ่ เนอ่ื ง ๕. อธิบายการถา่ ยทอดยีนบนโครโมโซมและยกตัวอย่างลกั ษณะทางพนั ธุกรรมท่ถี ูกควบคุมด้วยยีนบนออโตโซมและ ยนี บนโครโมโซมเพศ ๖. สบื คน้ ขอ้ มลู อธบิ ายสมบัติและหนา้ ทขี่ องสารพันธกุ รรมโครงสร้างและองคป์ ระกอบทางเคมีของ DNA และสรุป การจาลอง DNA ๗. อธบิ ายและระบขุ ้นั ตอนในกระบวนการสังเคราะห์โปรตีนและหน้าท่ีของ DNA และ RNA แต่ละชนิดใน กระบวนการสงั เคราะห์โปรตีน ๘. สรุปความสมั พนั ธร์ ะหวา่ งสารพนั ธกุ รรมแอลลลี โปรตีนลกั ษณะทางพนั ธุกรรมและเชอ่ื มโยงกับความรู้เรื่องพันธุ ศาสตร์เมนเดล ๙. สืบค้นขอ้ มลู และอธิบายการเกดิ มวิ เทชนั ระดบั ยนี และระดับโครโมโซมสาเหตกุ ารเกิดมิวเทชันรวมทั้งยกตัวอย่าง โรคและกลุ่มอาการทีเ่ ป็นผลของการเกดิ มิวเทชนั ๑๐. อธบิ ายหลักการสร้างสิง่ มชี ีวติ ดัดแปรพนั ธกุ รรมโดยใช้ดเี อน็ เอรีคอมบแิ นนท์ ๑๑. สืบคน้ ขอ้ มูลยกตัวอย่างและอภิปรายการนาเทคโนโลยที างดเี อ็นเอไปประยุกต์ใช้ท้ังในด้านส่ิงแวดล้อมนิติ วทิ ยาศาสตรก์ ารแพทยก์ ารเกษตรและอตุ สาหกรรมและขอ้ ควรคานึงถงึ ดา้ นชวี จรยิ ธรรม
346 ๑๒. สบื ค้นขอ้ มลู และอธบิ ายเกี่ยวกบั หลักฐานทสี่ นบั สนุนและข้อมลู ท่ีใชอ้ ธิบายการเกิดวิวัฒนาการของสง่ิ มชี ีวติ ๑๓. อธิบายและเปรยี บเทียบแนวคิดเกี่ยวกับวิวัฒนาการของส่ิงมีชีวิตของฌองลามาร์กและทฤษฎีเก่ียวกับ วิวัฒนาการของส่ิงมชี วี ติ ของชาลส์ดารว์ นิ ๑๔. ระบสุ าระสาคญั และอธิบายเง่ือนไขของภาวะสมดุลของฮาร์ดี-ไวน์เบิร์กปัจจัยที่ทาให้เกิดการเปลี่ยนแปลง ความถี่ของแอลลลี ในประชากรพร้อมท้ังคานวณหาความถ่ีของแอลลลี และจีโนไทปข์ องประชากรโดยใช้หลักของฮาร์ดี -ไวน์ เบิร์ก ๑๕. สบื ค้นข้อมูลอภปิ รายและอธบิ ายกระบวนการเกดิ สปชี สี ใ์ หม่ของสิง่ มชี ีวติ รวมทั้งหมด ๑๕ ผลการเรียนรู้
347 รายวชิ า ชวี วทิ ยา๒ โครงสร้างรายวิชาเพม่ิ เติม ชั้นมัธยมศกึ ษาปที ี่ ๔ ภาคเรียนท่ี ๒ รหัสวชิ า ว๓๐๒๔๒ เวลา ๖๐ ช่ัวโมง/ภาคเรียน จานวน ๑.๕ หน่วยกิต กลมุ่ สาระการเรยี นรู้วทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยี ลา ชื่อหน่วย ผลการเรียนรู้ สาระสาคัญ/ความคดิ รวบยอด เวลาเรียน นา้ หนกั ดับที่ การเรียนรู้ (ช่ัวโมง) (คะแนน) ๑ เมนเดล ๑. สบื คน้ ข้อมูล อธบิ าย และ • เมนเดลศกึ ษาการถา่ ยทอดลักษณะทาง ๕ ๑๐ กบั การ สรุปผลการทดลอง พนั ธกุ รรมโดยการผสมพันธถ์ุ ั่วลันเตา จนสรปุ เปน็ ศึกษา ของเมนเดล กฎแห่งการแยกและกฎแห่งการรวมกล่มุ อยา่ ง ลักษณะ ๒. อธิบาย และสรปุ กฎแห่ง อสิ ระ ทางพันธุ การแยก และ • กฎแห่งการแยกมใี จความว่า แอลลลี ที่อยเู่ ปน็ คู่ กรรม กฎแหง่ การรวมกลุม่ อย่าง จะแยกออกจากกนั ในระหวา่ งการสรา้ งเซลล์ อสิ ระ และนากฎของ สบื พันธุโ์ ดยเซลล์สบื พันธแ์ุ ต่ละเซลลจ์ ะมีเพียง เมนเดลนี้ไปอธิบายการ แอลลลี ใดแอลลีลหนึ่ง ถ่ายทอดลกั ษณะทาง • กฎแหง่ การรวมกลุม่ อย่างอสิ ระมีใจความวา่ พันธุกรรมและใชใ้ นการ หลงั จากคู่ของแอลลลี แยกออกจากกัน แต่ละ คานวณโอกาสในการ แอลลลี จะจัดกลมุ่ อย่างอสิ ระกบั แอลลีลอนื่ ๆ เกดิ ฟโี นไทปแ์ ละจโี นไทป์แบบ ทแ่ี ยกออกจากคเู่ ชน่ กนั ในการเข้าไปอยู่ในเซลล์ ตา่ ง ๆ ของร่นุ สืบพนั ธ์ุ F๑ และ F๒ ๒ การ ๓. สืบค้นข้อมลู วิเคราะห์ • การถา่ ยทอดลกั ษณะทางพันธุกรรมบาง ๑๐ ๑๕ ถา่ ยทอด อธบิ าย และสรุปเกี่ยวกับ ลกั ษณะให้อัตราสว่ นทแ่ี ตกตา่ งจากผล ลักษณะ การถา่ ยทอดลักษณะทาง การศึกษาของเมนเดล เรยี กลกั ษณะเหลา่ นี้ ทางพนั ธุ พนั ธุกรรม ทีเ่ ป็นสว่ นขยาย วา่ ลักษณะทางพนั ธกุ รรมทเี่ ปน็ สว่ นขยายของ กรรม ของพนั ธุศาสตรเ์ มนเดล พนั ธศุ าสตร์เมนเดลเชน่ การข่มไมส่ มบรู ณก์ าร ๔. สืบค้นข้อมลู วิเคราะห์และ ขม่ ร่วมกันมลั ตเิ ปลิ แอลลลี ยีนบนโครโมโซม เปรยี บเทียบลักษณะ เพศและพอลิยีน ทางพันธุกรรมท่ีมีการ • ลักษณะพนั ธุกรรมบางลกั ษณะมคี วาม แปรผันไมต่ ่อเน่ือง และ แตกตา่ งกันชัดเจนเชน่ การมตี ิง่ หูหรือไมม่ ตี ง่ิ หู ลักษณะทางพันธุกรรมทม่ี กี าร ซ่งึ เป็นลกั ษณะทางพนั ธกุ รรมท่มี กี ารแปรผันไม่ แปรผันตอ่ เนือ่ ง ตอ่ เนอ่ื ง • ลกั ษณะทางพนั ธุกรรมบางลกั ษณะมีความ แตกต่างกันเลก็ นอ้ ยและลดหลนั่ กนั ไปเชน่ ความสูงและสผี ิวของมนษุ ย์ถกู ควบคุมโดยยีน หลายคู่ซึ่งเป็นลักษณะทางพนั ธกุ รรมทมี่ ีการ แปรผนั ต่อเนอ่ื งและสิ่งแวดลอ้ มอาจมผี ลต่อ การแสดงลกั ษณะนน้ั
Search
Read the Text Version
- 1
- 2
- 3
- 4
- 5
- 6
- 7
- 8
- 9
- 10
- 11
- 12
- 13
- 14
- 15
- 16
- 17
- 18
- 19
- 20
- 21
- 22
- 23
- 24
- 25
- 26
- 27
- 28
- 29
- 30
- 31
- 32
- 33
- 34
- 35
- 36
- 37
- 38
- 39
- 40
- 41
- 42
- 43
- 44
- 45
- 46
- 47
- 48
- 49
- 50
- 51
- 52
- 53
- 54
- 55
- 56
- 57
- 58
- 59
- 60
- 61
- 62
- 63
- 64
- 65
- 66
- 67
- 68
- 69
- 70
- 71
- 72
- 73
- 74
- 75
- 76
- 77
- 78
- 79
- 80
- 81
- 82
- 83
- 84
- 85
- 86
- 87
- 88
- 89
- 90
- 91
- 92
- 93
- 94
- 95
- 96
- 97
- 98
- 99
- 100
- 101
- 102
- 103
- 104
- 105
- 106
- 107
- 108
- 109
- 110
- 111
- 112
- 113
- 114
- 115
- 116
- 117
- 118
- 119
- 120
- 121
- 122
- 123
- 124
- 125
- 126
- 127
- 128
- 129
- 130
- 131
- 132
- 133
- 134
- 135
- 136
- 137
- 138
- 139
- 140
- 141
- 142
- 143
- 144
- 145
- 146
- 147
- 148
- 149
- 150
- 151
- 152
- 153
- 154
- 155
- 156
- 157
- 158
- 159
- 160
- 161
- 162
- 163
- 164
- 165
- 166
- 167
- 168
- 169
- 170
- 171
- 172
- 173
- 174
- 175
- 176
- 177
- 178
- 179
- 180
- 181
- 182
- 183
- 184
- 185
- 186
- 187
- 188
- 189
- 190
- 191
- 192
- 193
- 194
- 195
- 196
- 197
- 198
- 199
- 200
- 201
- 202
- 203
- 204
- 205
- 206
- 207
- 208
- 209
- 210
- 211
- 212
- 213
- 214
- 215
- 216
- 217
- 218
- 219
- 220
- 221
- 222
- 223
- 224
- 225
- 226
- 227
- 228
- 229
- 230
- 231
- 232
- 233
- 234
- 235
- 236
- 237
- 238
- 239
- 240
- 241
- 242
- 243
- 244
- 245
- 246
- 247
- 248
- 249
- 250
- 251
- 252
- 253
- 254
- 255
- 256
- 257
- 258
- 259
- 260
- 261
- 262
- 263
- 264
- 265
- 266
- 267
- 268
- 269
- 270
- 271
- 272
- 273
- 274
- 275
- 276
- 277
- 278
- 279
- 280
- 281
- 282
- 283
- 284
- 285
- 286
- 287
- 288
- 289
- 290
- 291
- 292
- 293
- 294
- 295
- 296
- 297
- 298
- 299
- 300
- 301
- 302
- 303
- 304
- 305
- 306
- 307
- 308
- 309
- 310
- 311
- 312
- 313
- 314
- 315
- 316
- 317
- 318
- 319
- 320
- 321
- 322
- 323
- 324
- 325
- 326
- 327
- 328
- 329
- 330
- 331
- 332
- 333
- 334
- 335
- 336
- 337
- 338
- 339
- 340
- 341
- 342
- 343
- 344
- 345
- 346
- 347
- 348
- 349
- 350
- 351
- 352
- 353
- 354
- 355
- 356
- 357
- 358
- 359
- 360
- 361
- 362
- 363
- 364
- 365
- 366
- 367
- 368
- 369
- 370
- 371
- 372
- 373
- 374
- 375
- 376
- 377
- 378
- 379
- 380
- 381
- 382
- 383
- 384
- 385
- 386
- 387
- 388
- 389
- 390
- 391
- 392
- 393
- 394
- 395
- 396
- 397
- 398
- 399
- 400