101 2.4 การสรปุ ทบทวน 3)การจัดการเรียนรู้ท่ีเน้นไปท่ีพัฒนาการ(Focus on development)เน้นไปที่การ เพิ่มพูนศักยภาพสูงสุดของบุคคล ส่งเสริมการให้ความสาคัญเร่ืองของอารมณ์ และสิทธิในการเลือก แนวทางของตนเอง มุมมองของบคุ คลทเ่ี นน้ เรื่อง ความต้องการพน้ื ฐานและพัฒนาไปสู่การบรรลุสัจจะ การแห่งตน (Self-actualization) ตามแนวคิดของ Abraham Maslow การจัดการเรียนรู้เน้นที่ กระบวนการเรยี นรู้ของมนุษย์ ประกอบด้วยองคป์ ระกอบเหล่านี้ 3.1 การเช่ือมโยงกับบุคคล อารมณ์และการคิดของบุคคลมีความสาคัญใน การเขา้ มาเกีย่ วขอ้ งหรอื เช่อื มโยงกับกระบวนการเรยี นรู้ 3.2 การตง้ั ใจ การเสรมิ แรงเป็นปัจจัยภายนอก ทที่ าใหบ้ คุ คลเกดิ การเรียนรู้ ปัจจยั ภายในเป็นเรื่องเจตจานงที่จะเรียนรู้ 4)การจัดการเรียนรู้ที่เน้นการมีปฏิสัมพันธ์ (Focus on interaction) จากกระบวนการ ทางสังคม บุคคลเรียนรู้ผ่านบุคคลอื่นด้วยการตั้งใจ การเป็นแบบอย่าง และการมีปฏิสัมพันธ์ในการ เรียนรู้ ครูควรเน้นไปท่ีการมีปฏิสัมพันธ์ระหว่างนักเรียน ครูช่วยเหลือให้กระบวนการกิจกรรม อภิปรายดาเนนิ ไป แต่ไม่ต้องถงึ กบั ควบคุมหรอื ส่ังการ 5)การจัดการเรียนรู้ท่ีเน้นการได้รับประสบการณ์ (Focus on experience) ชีวิตเป็น การรวบรวมประสบการณ์ การเรียนรู้เป็นกระบวนการสร้างความหมายกับประสบการณ์ท่ีได้รับ การ เรียนรู้แบบมปี ระสบการณ์มีพื้นฐานประกอบด้วยการสังเกต การวิเคราะห์ เชอื่ มโยงข้อมลู ท้ังจากส่วน บุคคล และจากประสบการณ์ของผู้อื่น ครูควรสร้างประสบการณ์เรียนรู้ให้แก่นักเรียน ช่วยนักเรียน วเิ คราะห์ประสบการณ์ เพ่ือกาหนดทิศทางในการทางานต่อไป ดว้ ยการสะท้อนประสบการณท์ ี่ได้ผ่าน ไปแลว้ หน้าทคี่ รู คอื การบรรยายประสบการณ์ วิเคราะห์ และสร้างประสบการณ์ให้แก่นักเรยี น 3.การนเิ ทศการสอน 3.1 ความหมายของการนเิ ทศการสอน การนิเทศงาน มีนักการศึกษาหลายท่านได้ให้ความหมายไว้ ดังต่อไปนี้ พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตสถาน(2546)ได้ให้ความหมายไว้ว่า หมายถึง “ช้ีแจง” หรือ “แสดง” ภาษาอังกฤษเรียกว่า Supervise เป็นเรืองเก่ียวกับการดูแลควบคุมหรือการให้ คาแนะนาชแ้ี จงในเรื่องงาน
102 กรมสามัญศึกษา(2532)ได้ให้ความหมายไว้ว่า หมายถึงการจัดการให้เกิดความ ร่วมมือ ประสานการทางานของบุคลากรท่ีเก่ียวข้อง เพื่อประโยชน์ต่อการศึกษาที่จะทาให้เกิดการ พัฒนาปรับปรุง คุณภาพการจัดการเรยี นการสอนของครูให้มีประสิทธภิ าพสงู สดุ Briggs and Jestmart(1952)ได้ให้ความหมายไว้ว่า หมายถึงความร่วมมือ ท่ีทาให้ เกิดการกระตุ้น และการชี้แนะ ให้เกิดพลังที่จะกระตุ้น และชี้แนะให้นักเรียนเกิดการใช้สติปัญญาใน การทากิจกรรมรว่ มกนั เพอ่ื ใหเ้ กิดการจัดการเรยี นการสอนใหด้ ขี ึ้น Desal.D.M.(1963)ได้ให้ความหมายไว้ว่า หมายถึง ผู้ที่ให้คาแนะนาช่วยเหลือครู อาจารย์ใหญ่ และผู้บริหารทางการศึกษาให้มีกระบวนการเข้าใจในกระบวนการศึกษาทุกรูปแบบของ แตล่ ะโรงเรยี น เรยี กวา่ “ผนู้ เิ ทศก”์ Wiles Kimball(1967)ได้ให้ความหมายไว้ว่า หมายถงึ ผูท้ ีม่ ีส่วนเกีย่ วข้องทุกคนเพื่อ หาแนวปรับปรุงทางแก้ไข การเรียนการสอนให้มีประสทิ ธิภาพสูงข้นึ ในการให้คาแนะนา การวางแผน การปรกึ ษาหารือรว่ มกัน Lloyd W. Dull(1981)ได้ให้ความหมายไว้ว่า หมายถึง การให้บริการครูผู้สอนเป็น รายบุคคล หรือเป็นกลุ่ม เป็นการจัดข้ึนเพื่อช่วยเหลือครูให้ปฏิบัติงานดีขึ้น โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อ ปรับปรงุ การสอนของครใู หม้ ีประสิทธภิ าพสูงขนึ้ Glickman D.Carl(1985)ได้ให้ความหมายไว้ว่า หมายถึง การให้ความช่วยเหลือ ครูผู้สอน โดยการให้ความรู้ในการพัฒนาหลักสูตรการเรียนการสอน การให้บริการเสริมวิชาการ และ การสนับสนนุ การทาวิจยั เชิงปฏบิ ัตกิ าร เพ่อื นาขอ้ มูลมาปรบั การสอนให้มีประสิทธภิ าพสงู ข้นึ และเป็น หนา้ ทีข่ องโรงเรียนจะตอ้ งใหค้ าแนะนา ช้แี จงการเรียนการสอน สรุป ความหมายของการนิเทศการสอน หมายถึง กระบวนการ การทางานร่วมกัน ของผู้ท่ีมีส่วนเกี่ยวข้องทางการศึกษาทุกฝ่าย โดยมีจุดมุ่งหมายเพ่ือปรับปรุงตนเอง ปรับปรุงการ ทางาน และปรับปรงุ การเรียนการสอนใหม้ ีประสทิ ธิภาพสูงสุด 3.2 ความสาคญั ของนเิ ทศการสอน มนี กั การศึกษาได้ให้ความสาคญั กบั นเิ ทศการสอนไวด้ ังนี้ ปรียาพร วงศ์อนุตรโรจน์ (2553) ได้กล่าวไว้ว่า การนิเทศการงานการศึกษามี ความสาคญั ดงั นี้ 1.พฒั นาส่งเสรมิ การบรหิ ารและงานวิชาการของสถานศึกษา 2.ทาให้การบริหารงานวิชาการมปี ระสทิ ธิภาพมากขน้ึ
103 3.ปรับปรุงมาตรฐานการศึกษาในการสารวจ วิเคราะห์ วิจัยและ การประเมินผล 4.พัฒนาหลักการ สื่อการเรียนการสอนให้ได้มาตรฐาน 5.พัฒนาบุคลากร เช่น ครู อาจารย์ ให้มีความรู้ ทักษะ และ ประสบการณ์ 3.3 จุดม่งุ หมายของการนิเทศการสอน สงัด อุทรานันท์ (2533:16) ได้กล่าวถึงจุดมุ่งหมายของการนเิ ทศการสอนไวว้ ่า การนเิ ทศการสอนมีจดุ ม่งุ หมาย 4 ประการคือ 1.เพื่อพัฒนาคน คือ กระบวนการทางานร่วมกันของครูและ บุคลากรทางการศกึ ษาไดเ้ ปลี่ยนแปลงพฤติกรรมไปในทางทีด่ ขี นึ้ 2.เพื่อพัฒนางาน คือ การนิเทศงานเป้าหมายสูงสุดอยู่ที่ผู้เรียนซึ่ง เป็นผลผลิตทางการสอน ทาให้ช่วยพฒั นาการสอนใหด้ ีข้ึน 3.เพื่อสร้างประชาสมั พนั ธ์ผลลัพธท์ ่เี กดิ จากการทางาน 4.เพือ่ สร้างขวญั และกาลงั ใจในการทางานรว่ มกนั ชารี มณีศรี (2534: 43)ได้กลา่ วถึงจุดมุ่งหมายของการนิเทศการสอนไว้วา่ เป็น การปรับปรุงการเรยี นการสอนโดยที่ผู้เกี่ยวข้องทุกฝ่ายทางานร่วมกันไม่มีการแบง่ กลุ่มและมุ่งสง่ เสริม ขวัญกาลังใจ เสริมสร้างความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลตลอดเวลาท่ีประจาการเพ่ือให้การศึกษาประสบ ความสาเร็จ ปรยี าพร วงคอ์ นุตรโรจน์ (2543) ได้กล่าวถึงจดุ มุ่งหมายของการนเิ ทศการสอน ไว้วา่ 1.เพื่อส่งเสริมการบริหารงานวิชาการงานวิชาการในสถานศึกษาให้มี ประสทิ ธิภาพมากท่สี ดุ 2.เพ่ือสารวจ วิเคราะห์ วิจัย และประเมินผลเพื่อปรับปรุงคุณภาพ และมาตรฐานการศึกษา 3.เพื่อพัฒนาหลักการและส่ือการเรียนการสอนให้ได้มาตรฐาน และเอกสารทางวชิ าการให้มีประสิทธิภาพสอดคล้องกบั ความต้องการและความจาเป็น 4.เพ่ือพัฒนาบุคลกรให้มีความรู้โดยเฉพาะครู อาจารย์ให้มีความรู้ ทกั ษะ และประสบการณ์
104 สรุป จดุ มงุ่ หมายการนิเทศการสอนจากแนวคิดนักการศกึ ษาได้วา่ มจี ดุ มุ่งหมายเพ่ือ ช่วยเหลือ และพัฒนาครูให้มีความรู้ ความสามารถในการจัดการเรียนการสอนตามหลกั สูตรได้อยา่ งมี ประสิทธิภาพ ซ่ึงจะส่งผลต่อการพัฒนาคุณภาพผู้เรียน และช่วยสร้างความสัมพันธ์ระหว่างผู้ปฏิบัติ และผู้ที่เก่ียวข้อง 4. การพัฒนาการใช้ส่อื และเทคโนโลยี 4.1 ความหมายของสอ่ื พระราชบญั ญตั ิการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 ไดใ้ ห้ความหมายไว้ ว่า สื่อการสอน หมายถึง ระบบการนาวสั ดุ อปุ กรณ์ และวิธกี ารมาเป็นตัวกลางในการศึกษษแกผ่ ู้เรียน และไดจ้ าแนกสอ่ื การสอนออกเปน็ 3 ประเภทไดแ้ ก่ 1. ประเภทวัสดุ (Materiate) ไดแ้ ก่ ส่ิงท่เี ป็นสิง่ ของทง้ั หลาย ทงั้ รูปภาพ สัญลักษณ์ 2. ประเภทอปุ กรณ์ (Equipment) ได้แก่ วดิ ีทัศน์ โทรทัศน์ วทิ ยุ คอมพวิ เตอร์ 3. ประเภทวิธีการ (Methods) ได้แก่ สื่อประเภทกระบวนการ และการกระทา เช่น การจัดกจิ กรรมการเรยี นการสอนแบบต่างๆ การสาธติ การทดลอง การจัดนิทรรศการ กิดานนั ท์ มลิทอง (2540) ไดก้ ล่าวถงึ ความหมายของสื่อการเรียนการสอนไวว้ ่า หมายถึง การประยุกต์เอาแนวคดิ เทคนคิ วิธกี าร วศั ดุ อปุ กรณ์ การจดั ระบบสารสนเทศ และสง่ิ ต่างๆ มาใช้ใน การศกึ ษษใหม้ ีประสิทธิภาพสูงสุดในการพัฒนาทรัพยากรมนษุ ย์ ให้เกดิ การเรียนรูต้ ลอดชวี ติ อรนุช ลิมตศิริ (2543) ได้กล่าวถึง ส่ือการเรียนรู้ (Media for learning) มาจา ภาษาลาตินว่า “Medium” แปลว่า ระหว่าง (between) หมายถึง ส่ิงใดก็ตามท่ีบรรจุข้อมูลเพ่ือให้ผู้ ส่งและผู้รับการส่ือสารกันได้ ตรงตามวัตถุประสงค์ เม่ือนามาใช้ในการเรียนการสอนจึงเรียกสื่อการ สอน (Instructional Media) หมายถึง ส่อื ชนดิ ใดก็ตาม เชน่ เทปบันทึกเสียง ภาพนงิ่ แผนภูมิ หนงั สอื วิทยุ โทรทัศน์ สไลด์ เป็นต้น ที่บรรจุเน้ือหาเก่ียวกับการเรียนการสอน ส่ิงเหล่านี้เป็นวัสดุอุปกรณท์ าง กายภาพที่นาเอามาใช้ในเทคโนโลยีการศึกษา เป็นเครื่องมือท่ีผู้สอนส่งไปถึงผู้เรียน ทาให้ผู้เรียนเกิด การเรยี นรูต้ ามวตั ถปุ ระสงค์ หรอื จุดมุ่งหมาย ท่วี างไว้เปน็ อยา่ งดี ชัยยงค์ พรหมวงศ์(2545)ได้กล่าวถึงความหมายของส่ือการเรียนการสอนไว้ว่า หมายถึง เป็นศาสตร์ว่าด้วยวิธีการหรือการศึกษา เป็นเร่ืองของระบบในการประยุกต์ นาเทคนิค วิธีการ แนวคิด อุปกรณ์ และเครื่องมือใหม่ๆ มาใช้ในการแก้ปัญหาปรับปรุงคุณภาพการสอนให้มี ประสทิ ธภิ าพมากยิ่งขนึ้
105 Romiszowski(1992)ได้ให้ความหมายของส่ือ“midia”ไว้ดังนี้“the carrers of messages, from some transmitting souree to the receiver of the message” ห ม า ย ถึ ง ตวั นาสารจากแหลง่ กาเนิดของการส่ือสารไปยงั ผูร้ ับสาร Newby (1996)ไดใ้ ห้ความหมายของสอ่ื การสอนไวว้ า่ ชอ่ งทางตา่ งๆ ของการส่ือสาร ซ่ึงพาสารต่างๆ ไปตามวัตถุประสงค์ของการเรียนการสอน ด้วยเส้นทางและวิธีการท่ีสามารถนาพา สารสนเทศไปนาส่งใหถ้ ึงผเู้ รียนได้ Heinnich (1996) ได้ให้ความหมายของส่ือ“midia”ไว้ดังน้ี “Media is a chanal of communication”สื่อ คือช่องทางในการติดต่อสื่อสาร และมีรากศัพท์มาจากภาษาลาตินมี ความหมายว่า ระหว่าง (between) หมายถึง อะไรก็ตามซึ่งทาการบรรทุกหนือนาพาข้อมูลหรือ สารสนเทศ สือ่ เปน็ สงิ่ ท่อี ยรู่ ะหวา่ งแหลง่ กาเนดิ สารกับผรู้ ับสาร สรุป ความหมายของสื่อการสอนได้ว่า ส่ือการสอน หมายถึง ส่ิงใดๆ ก็ตามท่ีเป็น ตัวกลางระหว่างแหล่งกาเนิดของสารกับผู้รับสาร เป็นสิ่งท่ีนาพาสารจากแหล่งกาเนิดไปยังผู้รับสาร เพื่อให้เกิดผลๆ ตามวัตถุประสงค์ของการส่ือสาร“สื่อการสอน” มีความหมายตรงกับคาใน ภาษาองั กฤษว่า “Instruction media” หรือ “ Education Media” สิ่งท่นี าความรู้ไปสูผ่ ู้เรียน อยู่ใน รูปของสิ่งพิมพ์ และไม่ใช่ส่ิงพิมพ์ ท่ีผู้สอนสามารถส่งถึงผู้เรีย เพื่อให้การเรียนการสอนเป็นไปตาม วตั ถปุ ระสงคท์ ่ตี ัง้ ไว้ 4.2 ประเภทของส่ือ กระทรวงศึกษาธิการ(2545)ได้กล่าวถึงสื่อการเรียนการสอนไว้ว่า ทุกสิ่งทุกอย่างไม่ ว่าจะเป็นคนหรือสัตว์ ส่ิงของ สถานที่ เหตุการณ์ หรือความคิดก็ตามถือเป็นส่ือการสอนได้ท้ังส้ิน ขึ้นอยู่กับว่าเราเรียนรู้จากสิ่งน้ันๆหรือนาสิ่งเหล่านั้นเข้ามาสู่การเรียนรู้ของเราหรือไม่ส่ือทั้งมวลอาจ แยกเป็นประเภทใหญๆ่ ได้ดงั น้ี 1.สื่อส่งิ พมิ พ์ หมายถงึ หนังสือหรือเอกสารส่งิ พิมพ์ต่างๆ ซึ่งไดแ้ สดงหรอื จาแนกหรือ เรยี บเรียงสาระความร้ตู ่างๆโดยใช้ตวั หนงั สือ ทีเ่ ป็นตวั เขยี นหรือตัวพิมพ์ เป็นสอ่ื เพอื่ แสดงความหมาย สื่อสิ่งพิมพ์มีหลายประเภทได้แก่ เอกสาร หนังสือ ตารา หนังสือพิมพ์ นิตยสาร วารสาร จุลสาร จดหมาย จดหมายเหตุ บันทึก รายงาน วิทยานพิ นธ์ เป็นต้น 2.สื่อเทคโนโลยี หมายถึง สื่อการสอนที่ได้ผลิตข้ึนเพ่ือใช้ควบคู่กับเครื่องมือ โสตทัศนวัสดุ หรือเครื่องมือที่เป็นเทคโนโลยีใหม่ๆ สื่อการเรียนรู้ดังกล่าว เช่น แถบบันทึกภาพพร้อม เสียง แถบบันทึกเสียง สไลด์ ส่ือคอมพิวเตอร์ช่วยสอน นอกจากนี้ส่ือเทคโนโลยี ยังหมายรวมถึง
106 กระบวนการต่างๆท่ีเกี่ยวข้องกับการนาเทคโนโลยีมาประยุกต์ใช้ในการเรียนการสอน เช่น การใช้ อินเตอร์เนต็ เพอื่ การเรยี นการสอน การศกึ ษาผ่านดาวเทยี ม 3.ส่ืออื่นๆ นอกจากสิ่งพิมพ์และส่ือเทคโนโลยีแล้ว ยังมีส่ืออ่ืนๆที่ส่งเสริมการเรียน การสอนซึ่งมีความสาคัญไม่ย่ิงไปกว่าส่ือ 2 ประเภทดังกล่าว เพราะสามารถอานวยประโยชน์แก่ ทอ้ งถ่นิ ท่ีขาดแคลนส่ือสง่ิ พิมพ์และสือ่ เทคโนโลยีสอ่ื เหล่าน้อี าจแบ่งได้เปน็ 4ประเภทดังน้ี 3.1 สื่อบุคคลบุคคลที่มีความรู้ความสามารถ ความเช่ียวชาญเฉพาะด้านซ่ึง สามารถถ่ายทอดสาระความรู้ แนวคิด เจตคติและวิธีปฏิบัติตนไปสู่บุคคลอ่ืนส่ือบุคคลอาจเป็นบุคคล ในระบบ เช่น ผู้บริหาร ครูผู้สอน ตัวผู้เรียน หรืออาจเป็นบุคคลภายนอก เช่น บุคลากรในท้องถ่ินที่มี ความชานาญและเชย่ี วชาญในสาขาอาชีพตา่ งๆ 3.2 ส่ือธรรมชาติและส่ิงแวดล้อม หมายถึง สิ่งที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ หรือสภาพที่อยู่รอบตัวผู้เรียน เช่น พืชผัก ผลไม้ สัตว์ชนิดต่างๆ ปรากฏการณ์แผ่นดินไหว สภาพดิน ฟ้าอากาศ ห้องเรียน ห้องปฏิบัติการ แหล่งวิทยบริการ หรือแหล่งเรียนรู้ ห้องสมุด ชุมชน สังคม วัฒนธรรม ส่งิ เหล่านเ้ี ป็นสอ่ื ท่มี ีความสาคัญต่อการส่งเสริมการเรียนรูซ้ ึ่งครูหาได้ไม่ยาก 3.3 ส่ือกิจกรรม/กระบวนการ หมายถงึ กจิ กรรมหรือกระบวนการทีค่ รูและ ผู้เรียนกาหนดข้ึนเพ่ือเสริมสรา้ งประสบการณ์การเรียนรู้ ใช้ในการฝึกทักษะซึ่งต้องใช้กระบวนการคิด การปฏิบัติ การเผชิญสถานการณ์ การประยุกต์ความรู้ของผูเ้ รียน เช่น การแสดงละคร บทบาทสมมติ การสาธติ สถานการณ์จาลอง การจัดนทิ รรศการ การไปทศั นศึกษานอกสถานที่ การปฏิบัติตามใบงาน ฯลฯ 3.4 ส่ือวัสดุ/เคร่ืองมือและอุปกรณ์ หมายถึง วัสดุที่ประดิษฐ์ข้ึนเพ่ือ ประกอบการเรียนรู้ เช่น หุ่นจาลอง แผนภูมิ แผนที่ ตาราง สถิติ กราฟ นอกจากน้ียังรวมถึงส่ือ ประเภทเครื่องมือและอุปกรณ์ที่จาเป็นต้องใช้ในการปฏิบัติงานต่างๆ เช่น อุปกรณ์ทดลอง วทิ ยาศาสตร์ เครือ่ งมือวิชาช่าง เปน็ ตน้ Edgar Dale, (1965: 42 – 43) ได้แบ่งประเภทของสอื่ การสอนไว้ 3 ประเภท คอื สื่อประเภทวสั ดุ (Software) หมายถงึ สอ่ื ที่เกบ็ ความรู้อยใู่ นตัวเองซึ่งจาแนกย่อยเป็น2 ลกั ษณะ คือ วัสดุประเภทท่ีสามารถถ่ายทอดความรู้ได้ด้วยตนเองโดยไม่จาเป็นจะต้องอาศัยอุปกรณ์อ่ืนช่วย เช่น แผ่นเสียง ลูกโลก รูปภาพ หุ่นจาลอง ฯลฯและวัสดุท่ีไม่สามารถถ่ายทอดความรู้ได้ด้วยตนเอง จาเปน็ ตอ้ งอาศยั อุปกรณอ์ นื่ ชว่ ย เช่น แผน่ ฟลิ ์ม ภาพยนต์ สไลด์ ส่ือประเภทอุปกรณ์ (Hardware) หมายถึง ส่ิงที่เป็นตัวกลางหรือตัวผ่าน ทาให้ ข้อมูลหรือความรู้ท่ีบันทึกในวัสดุที่สามารถถ่ายทอดออกมาให้เห็นหรือได้ยิน เช่น เคร่ืองฉายแผ่น
107 โปร่งใส่เคร่ืองฉายส่ือประเภทเทคนิคและวิธีการ (Techniques and Methods) หมายถึง ส่ือท่ีมี ลักษณะเป็นแนวความคิดหรือรูปแบบข้ันตอนในการเรียนการสอน โดยสามารถนาส่ือวัสดุและ อุปกรณ์มาใช้ช่วยในการสอนได้ เช่น เกม สถานการณ์จาลอง บทบาทสมมุติ และการสาธิต เป็น ตน้ 4.3 จุดประสงคข์ องการใช้สอื่ 1.สร้างความรู้ที่เป็นรูปธรรมเพื่อให้ผู้เรียนได้เกิดแนวคิด และได้ประสบการณ์ตรง มากขน้ึ 2.เร้าความสนใจ และสรง้ แรงจงู ใจในการเรียนรใู้ หก้ บั ผู้เรยี น 3.ใหผ้ ู้เรยี นจาสง่ิ ท่เี รียนรู้ไดใ้ นระยะยาว 4.นาสงิ่ ทเ่ี ปน็ ประสบการณ์ตรงจากแหลง่ ตา่ งๆ มาสูห่ ้องเรยี นไดม้ ากขน้ึ 5.สร้างพื้นฐานในดา้ นความคิดสร้างสรรคใ์ หแ้ ก่ผู้เรยี นไดม้ ากข้ึน 6.เพ่ือให้ผู้เรยี นได้เขา้ ใจบทเรยี น และเนอ้ื หาวชิ าต่างๆ ไดช้ ัดเจนยงิ่ ขึ้น 7.เสรมิ สรา้ งเจตคตติ ่อการเรียนรู้ 8.เป็นเครือ่ งมอื ท่ีใช้ทบทวนสรปุ และทาให้เน้ือหาวิชาสัมพนั ธก์ นั 9.เสรมิ สรา้ งกจิ กรรมทแ่ี ปลกออกไป และให้ผูเ้ รยี นมสี ว่ นรว่ มในบทเรียนทก่ี าลังเรียน อยู่ 10.ช่วยให้ผู้เรียน เรียนไดเ้ รว็ ขึน้ 4.4 การพัฒนาส่อื นวัตกรรมและเทคโนโลยเี พ่อื การศกึ ษา การจัดการศึกษาตามหลักสูตรขั้นพ้ืนฐาน พ.ศ.2544ได้กล่าวถึง การพัฒนาสื่อ นวัตกรรมและเทคโนโลยีเพื่อการศึกษาไว้ว่า สถานศึกษาต้องส่งเสริมสนันสนุนในการจัดการเรียนรู้ ของครู อาจารย์ให้บบรรลุผลโดยการพัฒนาสื่อ นวัตกรรมและเทคโนโลยีเพื่อการศึกษา ให้มีความ หลากหลายและเหมาะสม ควรเน้นตังแต่การจัดทา จัดหาจากท้องถิ่นไปจนถึงส่ือที่ทันสมัยเป็นสากล การพัฒนาส่ือ นวัตกรรม และเทคโนโลยีเพื่อการศึกษา ส่ือเป็นเครื่องมือของการเรียนรู้ ทาหน้าท่ี ถ่ายทอดความรู้ ความเข้าใจ ความรู้สึกเพ่ิมพูนทักษะประสบการณ์ สร้างสถานการณ์เรียนรู้ให้แก่ ผู้เรยี น กระตนุ้ ให้เกิดการพัฒนาศักยภาพทางความคิด ไดแ้ ก่ การคดิ ไตร่ตรอง การคิดสรา้ งสรรค์ และ การคิดอย่างมีวิจาณญาณ ตลอดจนสร้างเสริมคุณธรรม จริยธรรม และค่านิยมให้แก่ผู้เรียน ส่ือการ เรียนรู้ในปัจจุบันมีอิทธิพลสูงต่อการกระตุ้นต่อการกระตุ้นให้ผู้เรียนกลายเป็นผู้แสวงหาความรู้ด้วย ตนเองมมี ากมายหลากหลายรูปแบบ มีบทบาทและใหค้ ณุ ประโยชน์ได้ สถานศกึ ษามีแนวปฏบิ ัตดิ งั นี้
108 1.ศึกษา วิเคราะห์ความจาเป็นใช้ในการใช้ส่ือและนวัตกรรมการเรียนการ สอน และการบรหิ ารงานวิชาการ 2.ส่งเสรมิ ใหค้ รผู ลติ พัฒนาส่อื และนวตั กรรมการเรียนการสอน 3.จดั หารส่ือ และเทคโนโลยเี พือ่ ใช้ในการจัดการเรียนการสอน 4.ประสานความร่วมมือในการผลติ จดั หารพัฒนาการใชส้ อื่ นวตั กรรม และ เทคโนโลยีเพ่ือการจัดการเรียนการสอน และพัฒนางานวิชาการกับสถานศึกษา บุคคล ครอบครัว องคก์ าร หนว่ ยงานและสถาบันอื่น 5. ประเมนิ ผลการพฒั นาการใชส้ อื่ นวตั กรรม และเทคโนโลยเี พอื่ การศกึ ษา 4.5 ประโยชน์และความสาคญั ของสอื่ การเรียนการสอน 1.ชว่ ยให้ผเู้ รยี นได้เรยี นรไู้ ดม้ ากและจดจาได้นาน 2.ช่วยให้ผู้เรียนสนใจและมีส่วนร่วมอย่างแข็งขันในกระบวนการเรียนการ สอน 3.ชว่ ยสง่ เสริมการคิดเปน็ และการแก้ปัญหาใจกระบวนการเรียนของผู้เรียน 4.ช่วยอธิบายสิ่งทย่ี ากสลับซับซอ้ นใหเ้ ข้าใจไดง้ ่าย 5.ช่วยส่งเสริมการเรียนรู้ของเอกลักษณ์บุคคลไม่ว่าจะเป็นเด็กเก่งหรือเด็ก เรียนช้า 6.ชว่ ยเพิม่ ประสิทธภิ าพการสอนโดยประหยดั เวลาและแรงงาน 7.ทาใหค้ รูสามารถปบั เปลย่ี นกจิ กรรมการเรยี นการสอนไดห้ ลายรูปแบบ 8.ช่วยเพ่มิ ประสบการณ์ของผู้เรียนให้กวา้ งขวางมากขึน้ 9.ช่วยแกป้ ญั หาขอ้ จากัดในการเรยี นการสอนบางประการ อาทิ เชน่ 9.1ทาส่ิงที่ซับซ้อนใหง้ ่ายขนึ้ 9.2ทาสิ่งเคลื่อนไหวเร็วให้ช้าลง 9.3ทาสง่ิ เคล่ือนไหวเปล่ียนแปลงชา้ ให้เรว็ ขน้ึ 9.4ทาส่งิ ทใ่ี หญใ่ ห้ยอ่ ขนาดลง 9.5ทาสง่ิ ที่เลก็ มากให้ขยายใหญข่ ึน้ 9.6นาอดตี มาศึกษาได้ 9.7ทาส่งิ ท่ีเปน็ นามธรรมใหเ้ ปน็ รูปธรรม 9.8นาสงิ่ ท่ีอยู่ใกลห้ รอื ลล้ี ับมาศึกษาได้ 9.9ช่วยให้นักเรียนเรยี นสาเร็จเรว็ ขึน้ และสอบไดค้ ะแนนมากข้ึน
109 9.10ชว่ ยให้ความหมายของศพั ท์เพมิ่ ขน้ึ 9.11พัฒนาความคดิ ไดต้ ่อเนอ่ื ง เช่น ภาพยนตร์ 9.12ถ้าใช้สื่อการสอนอย่างสม่าเสมอจะสามารถเปล่ียนความคิด ทศั นคติ ทงั้ ยังชว่ ยสร้างทศั นคติให้ม่ันคงได้ 9.13ให้ผู้เรยี นนาความรู้ทไี่ ด้ไปใช้ประโยชน์ 4.6 นโยบายการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศในการพฒั นาคณุ ภาพการศกึ ษา ในด้านการศึกษาถือว่าเทคโนโลยีสารสนเทศ มีบทบาทสาคัญต่อการพัฒนาคุณภาพ การศึกษา เพ่ือพัฒนาผู้เรียนให้เต็มศักยภาพ สามารถเรียนรู้ได้ด้วยตนเอง และผู้เรียนสาคัญท่ีสุด องค์ประกอบที่แสดงถึงปัจจัยที่เป็นหัวใจของการพัฒนาเทคโนโลยีสารสนเทศเพ่ือการจัดการศึกษา คอื วิสยั ทัสน์ และแรงผลกั ดันอยา่ งเป็นรูปธรรมของผู้บรหิ ารระดบั สูง ความก้าวหนา้ ในด้านเทคโนโลยี สารสนเทศ(Information Technology : IT)เป็นการนาเอาวิทยาการด้านคอมพิวเตอร์ และการ สื่อสารโทรคมนาคมที่ทันสมัยมาประยุกต์ใช้ในสาขาต่างๆ อย่างกว้างขวางท้ังในภาครัฐและ ภาคเอกชน รวมทั้งเคร่ือข่ายอินเตอร์เนต(Internet)มีการกระจายกันอย่างรวดเร็วทาให้การสืบค้น ข้อมูลผ่านระบบอินเตอร์เนตทาได้สะดวกและกว้างขวาง และการสื่อสารด้วยระบบไปรษณีย์อิเลคโท นิกส์(Electronic Mail : E-mail)ซ่ึงเปิดกว้างให้บุคคลเข้าถึงข้อมูล และแหล่งเรียนรู้ที่หลากหลาย เปรยี บเหมอื นห้องสมุดโลก ทาใหบ้ ทบาทของครูและกระบวนการจัดการเรยี นการสอนเปล่ียนไป การ นาเทคโนโลยสี ารสนเทศมาใช้เพื่อการศกึ ษา 1.เพื่อลดความเหล่ือมล้าของโอกาสทางการศึกษา เพ่ือสนองนโยบายของการ จัดการศึกษาที่ว่า “การศึกษาเพ่ือประชาชนทุกคน” เป็นการสร้างความเท่าเทียมกันทางการศึกษา เช่น ทาให้โรงเรียนทห่ี า่ งไกลความเจริญและด้อยโอกาสเขา้ ถงึ แหลง่ เรยี นรู้ ผ่านอเิ ทอร์เนต 2.เป็นเครื่องมือในการพัฒนาคุณภาพการศึกษานักเรียนสามารถเรียนรู้ได้ด้วย ตนเองผา่ นสอื่ สอ่ื อเิ ลคทรอนกิ ส์ นอกจากนเ้ี ทคโนโลยีสารสนเทศยงั ก่อใหเ้ กิดนวตั กรรมทางการศึกษา ใหม่ๆ ทั้งทางภา พ ข้อความ และเสียงที่มีความหลากหลายในการส่งเสริมการเรียนรู้ ทาให้ผู้เรียนมี สนใจในการเรยี นรู้ ผเู้ รียนมกี ารพฒั นารวดเรว็ และเขา้ ใจงา่ ยขึน้ 3.เป็นการเพ่ิมประสิทธิภาพในการบริหารจัดการ การนาเอาเทคโนโลยีมาใช้ ประโยชน์ในวงการศึกษาเพิ่มมากข้ึน ทาให้การเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารกระจายได้อย่างรวดเร็ว และ เกิดอุปกรณ์และระบบเทคโนโลยีสารสนเทศต่างๆ เช่น คอมพิวเตอร์ใยแก้วนาแสง ดาวเทียมสื่อสาร ซีดีรอม มัลติมีเดีย อินเทอร์เนต ทาให้เกิดระบบคอมพิวเตอร์ช่วยสอน(Computer Aided
110 Instruction :CAI) และระบบคอมพิวเตอร์ช่วยเรียน(Computer Aided Learning :CAL)ท้ังระดับ ทอ้ งถนิ่ และระบบทางไกล 4.7 นวตั กรรม และเทคโนโลยีทางการศึกษา นวัตกรรม และเทคโนโลยีทางการศึกษา หมายถึง การระดมสรรพความรู้ท่ี มีเหตุผล มาประยุกต์ใช้ให้เป็นระบบใหม่ และสามารถนาไปใช้ในสถานการณ์ท่ีเป็นจริง ในการ แก้ปัญหาให้บรรลุจุดมุ่งหมายของการศึกษาอย่างมีประสิทธิภาพมากว่าเดิม เป็นการอาศัยความรู้ หลากหลายด้าน เช่น โสตทัศนศึกษา การวัดผล จิตวิทยาการศึกษา และแนะแนว การศึกษาพิเศษ การบริหารการศึกษา รวมท้ังความรู้ด้านอื่นๆ ในปัจจุบันนวัตกรรม และเทคโนโลยีทางการศึกษาจะ เนน้ การศกึ ษาด้านตา่ งๆ ดังตอ่ ไปนี้ 1.การเรียนรู้ด้วยตนเอง (Self Instuction) 2.การเรียนการสอนสาเร็จรปู (Programmed Instruction) 3.การแสวงหานวัตกรรมทางการศึกษาให้เหมาะสมกับสภาพท้องถิ่นโดยการ เข้าสู่ระบบ (System Approach) 4.โสตทัศนศึกษา (Audio Visual Education) 5.คอมพวิ เตอร์ชว่ ยสอน (Computer Aided Instruction : CAI) 6.การใช้ทรพั ยากร (Resource) ทีม่ อี ยใู่ หเ้ กิดประโยชนม์ ากท่สี ดุ 7.เคร่อื งช่วยสอน (Teaching Machine) 8.สื่อการศกึ ษามวลชน (Mass Education) เช่น วทิ ยุ โทรทัศน์ทางการศกึ ษา 9.ความเสมอภาคทางการให้โอกาสทางการศึกษาตามเอกัตภาพของแต่ละ บุคคล 10.ใหค้ วามเสมอภาคทางการศกึ ษาทุกทอ้ งถิน่ 11.ให้ความรู้ทางจิตวิทยาสร้างสถานการณ์การเรียนรู้ท่ีเหมาะสมกับเอกัต บุคคล 12.การศกึ ษาตลอดชพี (Life long Education) 13.การศึกษาทางไกลผ่านดาวเทียม 14.การศกึ ษาทางอินเตอร์เนต เชน่ Web-Base Instuction, E-Learning
111 5 การวดั และประเมินผล 5.1 ความหมายของการวดั และประเมนิ ผล หลักสูตรแกนกลางการศึกษาข้ันพ้ืนฐาน พ.ศ. 2551ได้ให้ความหมายของการวัด และประเมินผลไว้ว่า การวัด(Measurement) หมายถึงการกาหนดตัวเลขให้กับวัตถุ สิ่งของ เหตุการณ์ ปรากฏการณ์ หรือพฤติกรรมต่าง ๆ ของผู้เรียนการจะได้มาซ่ึงตัวเลขน้ันอาจต้องใช้ เครื่องมือวัดเพ่ือให้ได้ตัวเลขที่สามารถ แทนคณุลักษณะต่างๆ ที่ต้องการวัด การประเมิน (Assessment) หมายถึง กระบวนการเก็บข้อมูลตีความบันทึกและใช้ข้อมลูเก่ียวกับ คาตอบของ ผู้เรียน ที่ทาในภาระงาน/ชิ้นงาน ว่าผู้เรียนรู้อะไร สามารถทาอะไรได้ และจะทาต่อไปอย่างไร ด้วย วิธกี ารและเครอ่ื งมอื ที่หลากหลาย การประเมินค่า/การตัดสิน (Evaluation) หมายถึง การนาเอาข้อมูลต่าง ๆ ที่ได้ จากการวัดหลายๆ อย่าง มาเป็นข้อมูลในการตัดสินผลการเรียน โดยการเปรียบเทียบกับเกณฑ์ (Criteria) ที่สถานศึกษากาหนด เพื่อประเมินการเรียนรู้ของผู้เรียนว่าผู้เรียนมีความเก่งหรืออ่อน เพยี งใด บรรลเุ ป้าหมายทตี่ ้องการมากน้อยเพยี งใด ซึง่ คอื การสรปุ ผลการเรียน การวดั และประเมินผล การเรียนรู้ในชั้นเรียน (Classroom Assessment) หมายถึง กระบวนการเก็บ รวบรวม วิเคราะห์ ตีความ บันทึกข้อมูลที่ได้จากการวัดและประเมินทั้งท่ีเป็นทางการและไม่เป็นทางการ โดยการ ดาเนินการดังกล่าวเกิดข้ึนตลอดระยะเวลาของการจัดการเรียนการสอน นับตั้งแต่ก่อนการเรียนการ สอน ระหว่างการเรียนการสอน และหลังการเรียนการสอน โดยใช้เคร่ืองมือท่ีหลากหลาย เหมาะสม กับวัยของผู้เรียน มีความสอดคล้องและเหมาะสมกับพฤติกรรมท่ีต้องการวัด นาผลท่ีได้มาตีค่า เปรียบเทียบกับเกณฑ์ท่ีกาหนดในตัวช้ีวัดของมาตรฐานสาระการเรียนรู้ของหลักสูตร ข้อมูลที่ได้นี้ นาไปใช้ในการให้ข้อมูลย้อนกลับเกี่ยวกับ ความก้าวหน้า จุดเด่น จุดที่ต้องปรับปรุงให้แก่ผู้เรียน การ ตัดสินผลการเรียนร้รู วบยอดในเรอื่ ง หรือหน่วยการเรียนรู้ หรือในรายวิชาและการวางแผน ออกแบบ การจัดการเรียนการสอนของครูการวัดผลและประเมินผลทางการศึกษาเป็นการรวมกันระหว่างคา2 คาคือ การวัดหรือการวัดผล (Measurement) และคาว่า การประเมิน หรือการประเมินผล (Evaluation)เป็นคาที่มี ความหมายท่ีแตกต่างกันแต่มักจะใช้ควบคู่กันเสมอ คือการวัดและ ประเมินผลหรือการวัดผลและ ประเมินผล เพ่ือให้ครอบคลุมความหมายได้ครบถ้วนความหมายของ คาวา่ การวดั ผลและประเมินผลไดม้ นี กั การศกึ ษาใหค้ วามหมายทั้งสองคาไว้ ดังนี้ ชวาล แพรัตกลุ (2516) ได้กล่าวถงึ การวัดผลไวว้ ่า การวัดผล หมายถงึ กระบวนการ ใดๆ ที่จะให้ได้มา ซ่ึงปริมาณจานวนหนึ่ง อันมีความหมายแทนขนาดของสมรรถภาพนามธรรม ท่ี นักเรียนผนู้ นั้ มอี ยู่ในตน
112 อุทุมพร ทองอุไร (2520 ) ได้กล่าวถึงการวัดผลไว้ว่า การวัดผล หมายถึง กระบวนการนาตัวเลขหรือ สัญลักษณ์มาเก่ียวข้องกับลักษณะหรือคุณสมบัติของวตั ถุ คน หรือสิ่งของ ที่จะวดั เชิดศกั ด์ิ โฆวาสินธ์ุ (2521) ได้กล่าวถึงการวัดผลไว้ว่า การวัดผล หมายถึง ขบวนการ ในการกาหนดสัญ ลักษณ์หรือตัวเลขให้กับสิ่งใดสง่ิ หน่ึง เพื่อแทนคุณภาพหรือปริมาณของสิ่งน้ันอยา่ ง มีกฎเกณฑท์ เี่ ชอ่ื ถอื ได้ ล้วน สายยศ (2527) ได้กล่าวถงึ การวัดผลไว้วา่ การวัดผล หมายถงึ การนาเคร่ืองมือ ไปกระตุน้ ยุแหย่ หรอื ไป เรา้ สิง่ หนงึ่ สิ่งใด เพ่อื ใหไ้ ดม้ าซ่ึงปริมาณของส่ิงนั้น บุญธรรม กิจปรีดาบริสุทธิ์ (2535) ได้กล่าวถึงการวัดผลไว้ว่า การวัดผลเป็น กระบวนการเชิงปริมาณในการ กาหนดค่าตัวเลข หรือสัญลักษณ์ท่ีมีความหมายแทนคุณลักษณะของ สงิ่ ทวี่ ัด โดยอาศัยกฎเกณฑ์อยา่ งใด อย่างหนึง่ Noll (1965) ได้กล่าวถึงการวัดผลไว้ว่า การวัดผลหมายถึง กระบวนการในการ กาหนดคุณลักษณะ ของสิ่งที่ต้องการวัดในเชิงปริมาณ โดยผลการวัดจะแสดงออกในรูปจานวน หรือ ตัวเลขทม่ี ีหนว่ ยคงท่ี Ebel (1978)ได้กล่าวถึงการวัดผลไว้ว่า การวัดผลหมายถึง กระบวนการในการ กาหนดจานวน ให้แกแ่ ตล่ ะสมาชิกที่อยู่ในกลุ่มสิ่งของหรือบุคคลที่ต้องการวดั เพ่อื บ่งช้ีให้เหน็ ถงึ ความ แตกต่างของ คณุ ลกั ษณะท่จี ะวัดของสิ่งของหรอื ของบคุ คลนน้ั ๆ สรุปได้ว่า การวัดผล หมายถึงกระบวนการกาหนดตัวเลข ให้กับสิ่งที่ต้องการจะ วัด โดยค่าทไ่ี ดส้ ามารถบ่งชีใ้ หเ้ ห็นถงึ ความแตกต่างของคณุ ลกั ษณะนั้นอย่างมีประสทิ ธิภาพ 5.2 ความสาคัญของการวดั และประเมินผล อาภา บุญช่วย (2537) ได้กล่าวถึงการวัดผลไว้ว่า การวัดและประเมินผลการเรียน การสอนเป็นองคป์ ระกอบทสี่ าคญั ท่ีจะช่วยให้การเรยี นรขู้ องนกั เรียนเป็นไปอย่างมปี ระสิทธิภาพ และ เปน็ กระบวนการที่ตรวจสอบวา่ นักเรยี นไปถึงจุดหมายปลายทางตามหลกั สตู รต้องการหรือไม่เพยี งใด รุ่งชัชดาพร เวหะชาติ (2550) ได้กล่าวถึงการวัดผลไว้ว่า การวัดและประเมินผลมี ความสาคัญและมีประโยชน์ ในกระบวนการเรยี นการสอน ดังน้ี 1. เพื่อเป็นการปรับกระบวนการเรยี นการสอนของครใู ห้ดขี ึน้ 2. เพอื่ ปรบั ปรุงการเรยี นของผู้เรยี น ว่ามีความร้คู วามเข้าใจมากนอ้ ยเพยี งใด 3. เพ่อื ปรับปรุงระบบภายในการบริหารสถานศึกษา 4. เพอื่ เป็นขอ้ มลู ทางการศึกษาทว่ั ไป
113 5. เป็นหลกั ฐานด้านการศกึ ษาของสถานศกึ ษา ในด้านการรบั นักเรยี น ผลการ เรยี นและการสาเรจ็ หลกั สตู ร 6. เพ่ือเป็นการประชาสัมพนั ธส์ ถานศกึ ษาในดา้ นผลการเรียน และการสาเรจ็ การเรยี นของนกั เรยี น หลักสูตรแกนกลางการศึกษาข้ันพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 กาหนดว่า การวัดและ ประเมินผลการเรียนรู้ เป็นกระบวนการพัฒนาปรับปรุงการเรียนรู้ของผู้เรียน และตัดสินว่าผู้เรียนมี ความรู้ทักษะความสามารถ คุณลักษณะอันพึงประสงค์ อันเป็นผลมาจากการเรียนการสอนบรรลตุ าม มาตรฐานการเรียนรู้/ตัวชี้วัดในระดับใด สามารถที่จะได้รับการเลื่อนชั้น หรือ จบการศึกษาได้หรือไม่ สถานศึกษาในฐานะผู้รับผิดชอบจัดการศึกษา จะตอ้ งจัดทาระเบียบว่าดว้ ยการวัดและประเมินผลการ เรียน ของสถานศึกษาให้สอดคล้องและเป็นไปตามหลักเกณฑ์และแนวปฏิบัติท่ีเป็นข้อกาหนดของ หลักสูตรแกนกลางการศึกษาข้ันพ้ืนฐาน พุทธศักราช 2551 โดยควรมีสาระต่อไปนี้เป็นอย่างน้อย หลักการดาเนินการวดั และประเมนิ ผลการเรียนของสถานศึกษา 1. การตัดสินผลการเรยี น 2. การให้ระดบั ผลการเรยี น 3. การรายงานผลการเรียน 4. เกณฑ์การจบการศกึ ษา 5. เอกสารหลักฐานการศึกษา 6.การเทียบโอนผลการเรียน 5.3 องคป์ ระกอบของการวัดและประเมนิ ผลการเรยี นรู้ หลักสูตรแกนกลางการศึกษาข้ันพ้ืนฐาน พุทธศักราช 2551 กาหนดจุดหมาย สมรรถนะสาคัญของผู้เรียน คุณลักษณะ อันพึงประสงค์และมาตรฐานการเรียนรู้เป็นเป้าหมายและ กรอบทิศทางในการพัฒนาผู้เรียนให้เป็นคนดีมีปัญญา มีคุณภาพชีวิตที่ดี และมีขีดความสามารถใน การแข่งขันในเวทีระดับโลก กาหนดให้ผู้เรียนได้เรียนรู้ตามมาตรฐานการเรียนรู้/ตัวชี้วัดท่ีกาหนดใน สาระ การเรียนรู้๘ กลุ่มสาระ มีความสามารถในการอ่าน คิดวิเคราะห์และเขียน มีคุณลักษณะอันพึง ประสงค์และเขา้ ร่วมกิจกรรมในการพัฒนาผูเ้ รยี น 1.การวดั และประเมินผลการเรยี นรตู้ ามกล่มุ สาระการเรียนรู้ 2.การประเมนิ การอา่ น คิดวเิ คราะห์และเขยี น 3.การประเมินคณุ ลักษณะอนั พงึ ประสงค์ 4.การประเมนิ กจิ กรรมพฒั นาผเู้ รยี น
114 5.4 แนวทางการวดั และประเมนิ ผลการเรียนรู้ สถานศึกษาต้องดาเนินการวัดและประเมินผลการเรียนรู้ตามหลักสูตรสถานศึกษา โดยมแี นวทางการดาเนินการ ดังน้ี 1.สถานศึกษาต้องดาเนินการวัดและประเมินผลให้ครบองค์ประกอบทั้ง 4 ด้าน ตามแนวทางและวิธีการ ของการวัดและประเมินผลแต่ละองค์ประกอบ และกาหนดเอกสาร บนั ทกึ ผลการประเมินให้สอดคล้องกบั แนวทางการวดั และประเมินผล 2.ให้ครูผู้สอนนาผลการประเมินแต่ละองค์ประกอบบันทึกลงในเอกสาร บนั ทกึ การประเมินตามท่ีสถานศกึ ษา กาหนดและนาเสนอผบู้ รหิ ารโรงเรียน ผู้บรหิ ารโรงเรยี นเปน็ ผูอ้ นมุ ัติผล การประเมนิ 3.ให้มีการรายงานความกา้ วหน้าผลการพัฒนาองคป์ ระกอบท้งั 4 ด้าน ให้ ผ้ปู กครองทราบเปน็ ระยะ ๆ และรายงาน สรุปผลการเรยี นปลายป/ี ปลายภาค 4.ผู้บริหารโรงเรียนต้องกาหนดวธิ กี ารและมอบหมายผรู้ ับผิดชอบ ปรับปรุง พัฒนาผูเ้ รียนทไ่ี ด้ผลการเรยี น ซา้ รายวชิ าหรือซา้ ชั้น 5.สถานศึกษากาหนดแนวทางในการกากับ ติดตามการบันทึกผลการ ประเมนิ ในเอกสารหลักฐานการศึกษา ทง้ั แบบ ทกี่ ระทรวงศึกษาธิการกาหนด และแบบท่ีสถานศึกษา กาหนด แนวทางการวดั และประเมินผลมอี งคป์ ระกอบท้ัง 4 ดา้ น มีรายละเอยี ดดังนี้ การประเมินผลการเรียนรู้ตามกลุ่มสาระการเรียนรู้ การประเมินผลการเรียนรู้ตามกลุ่ม สาระการเรียนรู้ทัง้ 8 กลมุ่ สาระ เปน็ การประเมนิ ความรู้ความสามารถ ทักษะ เจตคติ ทกั ษะการคิดที่ กาหนดอยู่ในตัวชี้วัดในหลักสูตร ซ่ึงจะนาไปสู่การสรุปผลการเรียนรู้ของผู้เรียนตามมาตรฐานการ เรยี นรู้ตอ่ ไป ภารกิจของสถานศึกษาในการดาเนนิ การประเมนิ ผลการเรยี นรตู้ ามกลุ่มสาระการเรียนรู้มี รายละเอียดดังน้ี 1.กาหนดสัดส่วนคะแนนระหว่างเรยี นกับคะแนนปลายปี/ปลายภาค โดยให้ ความสาคญั ของคะแนนระหวา่ งเรียน มากกว่าคะแนนปลายป/ี ปลายภาค เชน่ 60 : 40, 70 : 30, 80 : 20 เป็นต้น 2.เอกสารหลักฐานการศึกษา ทง้ั แบบ ทก่ี ระทรวงศกึ ษาธิการกาหนด และแบบ ท่ีสถานศกึ ษากาหนด 3.กาหนดแนวปฏิบัติในการสอนซ่อมเสริมระหว่างเรียน กรณีผู้เรียนมีผลการ ประเมนิ ตัวชี้วดั / มาตรฐานการเรยี นรูไ้ ม่ผ่านตามเกณฑท์ ส่ี ถานศกึ ษากาหนด
115 4.กาหนดแนวปฏิบัติในการสอนซ่อมเสริม การสอบแก้ตัว กรณีผู้เรียนมีระดับ ผลการรยี น “๐” หรอื มรี ะดบั คณุ ภาพต่ากว่าเกณฑ์ และแนวดาเนินการกรณีผู้เรยี นมีผลการเรียนท่ีมี เงอื่ นไข คือ “ร” หรอื “มส” 5.กาหนดแนวปฏิบัตใิ นการอนมุ ัติผลการเรยี น 6.กาหนดแนวทางในการรายงานผลการประเมินตอ่ ผู้เก่ยี วข้อง 5.5 ประเภทของการวัดและประเมนิ ผลการเรียนรู้ การวัดและประเมินผลการเรียนรู้แบง่ ประเภทเป็นอย่างไรบ้างจะช่วยให้ผู้สอน ออกแบบ การวัดและประเมินผลการเรียนรู้ได้ตรงตามวัตถุประสงค์ และเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนา ผู้เรยี นยง่ิ ข้ึน ได้นาเสนอประเภทของการวดั และประเมินผลการเรียนรู้ ดังน้ี 1.การวัดและประเมินผลการเรียนรู้ จาแนกตามขั้นตอนการจัดการเรียนการ สอน ก่อนเรียน ระหว่างเรียนและหลังเรียน มี 4 ประเภท ซึ่งมีความแตกต่างกันตามบทบาท จดุ มุ่งหมาย และวธิ กี ารวัด และประเมิน ดงั นี้ 1.1ก า ร ป ร ะ เ มิ น ผ ล เ พื่ อ จั ด ว า ง ต่ า แ ห น่ ง ( Placement Assessment) เป็นการประเมินก่อน เริ่มเรียนเพื่อต้องการข้อมูลท่ีแสดงความพร้อม ความสนใจ ระดับความรู้และทักษะพ้ืนฐานที่จาเป็นต่อการเรียน เพ่ือให้ผู้สอนนาไปใช้กาหนดวัตถุประสงค์ของ การเรียนรู้ วางแผน และออกแบบกระบวนการเรยี นการสอน ท่ีเหมาะสมกับผู้เรียนทั้งรายบุคคล ราย กล่มุ และรายช้ันเรียน 1.2การประเมินเพื่อวินิฉัย (Diagnostic Assessment) เป็นการ เกบ็ ขอ้ มูลเพ่อื ค้นหาวา่ ผู้เรียนรอู้ ะไรมาบา้ งเกยี่ วกบั ส่งิ ทจี่ ะเรยี น สิง่ ทร่ี ู้มาก่อนนถี้ ูกตอ้ งหรือไม่ จงึ เป็น การใช้ในลักษณะประเมิน ก่อนเรียน นอกจากน้ียังใช้เพื่อหาสาเหตุของปัญหาหรืออุปสรรคต่อการ เรียนรู้ของผู้เรียนเป็นรายบุคคลที่มักจะ เป็นเฉพาะเร่ือง เช่น ปัญหาการออกเสียงไม่ชัด แล้วหาวิธี ปรับปรุงเพื่อให้ผู้เรียนสามารถพัฒนาและเรียนรู้ ข้ันต่อไป วิธีการประเมินใช้ได้ท้ังการสังเกต การ พดู คุย สอบถาม หรอื การใช้แบบทดสอบก็ได้ 1.3การประเมินเพื่อการพัฒนา (Formative Assessment) เป็น การประเมินเพ่ือพัฒนา การเรียนรู้ (Assessment for Learning) ท่ีดาเนินการอย่างต่อเน่ืองตลอด การเรียนการสอน โดยมิใช่ ใช้แต่การทดสอบระหว่างเรียนเป็นระยะ ๆ อย่างเดียว แต่เป็นการที่ครู เก็บขอ้ มลู การเรียนร้ขู องผเู้ รียนอยา่ ง 1.4ก า ร ป ร ะ เ มิ น เ พ่ื อ ส รุ ป ผ ล ก า ร เ รี ย น รู้ ( Summative Assessment) มักเกิดข้ึนเมื่อจบ หน่วยการเรียนรู้เพื่อตรวจสอบผลการเรียนรู้ของผู้เรียนตามตัวชี้วัด
116 และยังใช้เป็นข้อมูลในการเปรียบเทียบกับ การประเมินก่อนเรียน ทาให้ทราบพัฒนาการของผู้เรียน การประเมินสรุปผลการเรียนรู้ยังเป็นการตรวจสอบ ผลสัมฤทธ์ิของผู้เรียนตอนปลายปี/ปลายภาคอกี ด้วย การประเมินสรุปผลการเรียนรู้ใช้วิธีการและเคร่ืองมือ ประเมินได้อย่างหลากหลาย โดยปกติมัก ดาเนนิ การอยา่ งเป็นทางการมากกว่าการประเมินระหวา่ งเรียน 5.6 วธิ ีการและเคร่อื งมอื วัดและประเมินผลการเรียนรู้ วิธีการและเคร่ืองมือวัดและประเมินผลการเรียนรู้ หมายถึง รูปแบบ ยุทธวิธี และเครื่องมือ ประเภทต่าง ๆ ที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลเก่ียวกับการจัดการเรียนรู้ โดยท่ัวไปมี จุดมุ่งหมาย 3 ประการ คือ 1.เพ่อื รจู้ กั ผเู้ รียน 2.เพือ่ ประเมนิ วธิ เี รียนของผูเ้ รียน 3.เพือ่ ประเมินพัฒนาการของผเู้ รียน ผู้สอนสามารถเลือกใช้ หรือคิดค้นวิธีการวัดและประเมินผลให้เหมาะสมกับจุดมุ่งหมาย ของการนาผลการประเมนิ ไปใช้เพื่อตอบสนอง ความตอ้ งการ 3 ประการ ขา้ งต้น 1.วธิ กี ารวดั ประเมนิ ผลแบบเปน็ ทางการ ข้อมูลผลการเรียนรู้ที่นิยมใช้กันมาแต่ด้ังเดิม เช่น วัดและประเมินโดยการ จัดสอบ และใช้แบบสอบหรือแบบวัด (Test) ที่ครูสร้างข้ึน โดยการเก็บข้อมูลดังกล่าวส่วนใหญ่ใช้ใน การวดั และประเมนิ ท่ีไดผ้ ลเป็นคะแนนและนาไปใช้ ในการเปรยี บเทียบ เช่น เปรยี บเทียบระหวา่ งกอ่ น เรียนและหลังเรียน เพ่อื ดูพัฒนาการหรือใช้เพ่ือประเมิน ผลสมั ฤทธิ์ เมื่อสน้ิ สดุ การสอนในแต่ละหน่วย การเรียนรู้หรือรายวิชา วิธีการและเครื่องมือวัดและประเมินผลแบบเป็นทางการเหมาะสาหรับการ ประเมินเพ่ือตัดสิน มากกว่า ท่ีจะใช้เพ่ือประเมินพัฒนาการผู้เรียน หรือเพ่ือหาจุดบกพร่องสาหรับ นาไปปรับปรุงการจัดการเรียนการสอน อย่างไรก็ตาม วิธีการและเครื่องมือท่ีใช้เก็บรวบรวมข้อมูลผล การเรยี นรแู้ บบเปน็ ทางการ ท่ใี ห้ขอ้ มลู สารสนเทศ ในเชงิ ปริมาณมีข้อสงั เกตทผี่ ูส้ อนต้องระมดั ระวังใน การนาไปใช้ เพื่อให้ได้ผลการเรียนรู้ท่ีมีคุณภาพ เป็นตัวแทน ของระดับความสามารถท่ีแท้จริงของ ผู้เรียน คือข้อมูลต้องได้มาจากวิธีการวัดท่ีถูกต้อง เหมาะสมกับลักษณะ ข้อมูล เคร่ืองมือวัดและ ประเมินผลมีความเท่ียงตรง (Validity) หมายถึง สามารถวัดได้ตรงตามสิ่งท่ีต้องการวัด และมีความ เช่ือมั่น (Reliability) หมายถึง ผลการวัดมีความคงเส้นคงวา เมื่อมีการวัดซ้าโดยใช้เครื่องมือคู่ขนาน หรือเมื่อวัดในระยะเวลาใกล้เคียงกัน และวิธีการวัดมีความโปร่งใสสามารถตรวจสอบและเช่ือถือได้ (Acceptable)
117 2.วธิ กี ารและเครือ่ งมือวัดและประเมินผลแบบไมเ่ ป็นทางการ ข้อมูลผลการเรียนรู้ทีเ่ น้นผเู้ รียนเปน็ รายบุคคล จากแหลง่ ข้อมูลหลากหลาย ทผ่ี สู้ อนเก็บรวบรวมตลอดเวลา วิเคราะห์ขอ้ มูล ศึกษาความพร้อมและพฒั นาการของผูเ้ รียน ปรบั การ เรียนการสอนให้เหมาะสม และแก้ไขปัญหา การเรียนรู้ของผู้เรียน ลักษณะของข้อมูลท่ีได้ นอกเหนอื จากตัวเลขหรือข้อมูลเชงิ ปริมาณแล้ว อาจเป็นขอ้ มูล บรรยายลกั ษณะพฤตกิ รรมที่ผู้สอนเฝ้า สังเกต หรอื ผลการเรยี นร้ใู นลักษณะคาอธบิ ายระดับพฒั นาการ จุดแขง็ จุดอ่อน หรือปญั หาของผ้เู รียน ที่พบจากการสังเกต สัมภาษณ์ หรือวิธีการอื่น ๆ การวัดและประเมินผลการเรียนรู้ตามหลักสูตร แกนกลางการศึกษาข้ันพ้ืนฐาน พุทธศักราช 2551เป็นการประเมินผลการเรียนรู้ตามกลุ่มสาระ ผล การเรียนรู้ด้านการอ่าน คิดวิเคราะห์ และเขียน ผลการพัฒนา พฤติกรรมตามคุณลักษณะอันพึง ประสงค์ และผลการเรียนรู้ที่เกิดจากการจัดกิจกรรมพัฒนาผู้เรียนน้ัน มีความ เหมาะสมกับวิธีการ และเคร่ืองมือวัดและประเมินผลแบบไม่เป็นทางการน้ี ข้อมูลท่ีได้จะเป็นประโยชน์ในการ พัฒนาการ เรียนรู้ของผู้เรียนเป็นรายบุคคล ช่วยให้ผู้สอนเข้าใจพฤติกรรมของผู้เรียนได้อย่างลึกซ้ึงกว่า การ ประเมินแบบเป็นทางการ และเป็นวิธีการท่ียืดหยุ่นตามสถานการณ์และบริบท วิธีการประเมินแบบ ตา่ ง ๆ ทผี่ ู้สอนสามารถเลอื กใช้ได้ มดี งั ต่อไปนี้ 1.การสังเกตพฤติกรรม เป็นการเก็บข้อมูลจากการดูการปฏิบัติกิจกรรมของ ผู้เรียน โดยไม่ขัดจังหวะ การทางานหรือการคิดของผู้เรียน การสังเกตพฤติกรรมเป็นสิ่งท่ีทาได้ ตลอดเวลา แต่ควรมีกระบวนการและ จุดประสงค์ท่ีชัดเจนว่าต้องการประเมินอะไร โดยอาจใช้ เครอื่ งมอื เชน่ แบบมาตรประมาณคา่ แบบตรวจสอบ รายการ สมุดจดบนั ทึก เพ่อื ประเมนิ ผเู้ รยี นตาม ตัวช้ีวดั และควรสังเกตหลายคร้งั หลายสถานการณ์ 2.การสอบปากเปล่า เป็นการให้ผู้เรียนได้แสดงออกด้วยการพูด ตอบประเด็น เกย่ี วกับการเรียนรู้ ตามมาตรฐาน ผสู้ อนเกบ็ ข้อมูล จดบนั ทึก รูปแบบการประเมินน้ผี ู้สอนและผู้เรียน มีปฏิสัมพันธ์กันโดยตรง สามารถมีการอภิปราย โต้แย้ง ขยายความ ปรับแก้ไขความคิดกันได้ มีข้อที่ พงึ ระวัง คอื อยา่ เพ่ิงขดั ความคดิ ขณะทีผ่ ้เู รียนกาลังพดู 3.การพูดคุยเป็นการสื่อสาร 2 ทางอีกประเภทหน่ึง ระหว่างผู้สอนกับผู้เรียน สามารถดาเนินการ เป็นกลุ่มหรือรายบุคคลก็ได้ โดยทั่วไปมักใช้อย่างไม่เป็นทางการเพื่อติดตาม ตรวจสอบว่าผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ เพียงใด เป็นข้อมูลสาหรับพัฒนา วิธีการน้ีอาจใช้เวลา แต่มี ประโยชน์ตอ่ การค้นหา วนิ ิจฉัยข้อปัญหา ตลอดจน เร่อื งอ่นื ๆ ทอี่ าจเป็นปัญหาอปุ สรรคต่อการเรียนรู้ เชน่ วธิ กี ารเรยี นรู้ทแี่ ตกต่างกนั เปน็ ต้น
118 4.การใช้คาถาม การใช้คาถามเปน็ เรื่องปกติมากในการจัดการเรียนรู้ แต่ข้อมูล งานวิจัยบ่งช้ีว่าคาถาม ที่ครูใช้เป็นด้านความจา และเป็นเชิงการจัดการทั่ว ๆ ไปเป็นส่วนใหญ่ เพราะ ถามง่ายแต่ไม่ท้าทายให้ผู้เรียนต้อง ทาความเข้าใจและเรียนรู้ให้ลึกซึ้ง การพัฒนาการใช้คาถามให้มี ประสิทธิภาพแม้จะเป็นเร่ืองที่ยาก แต่สามารถ ทาได้ผลรวดเร็วขึ้น หากผู้สอนมีการเปล่ียนแปลง วิธกี ารประเมินในช้นั เรยี น โดยทาการประเมินเพื่อพฒั นา ใหแ้ ข็งขัน Clarke (2005) Clarke ได้นาเสนอวิธกี ารฝกึ ถามใหม้ ีประสทิ ธิภาพ 5 วิธี ดงั นี้ วิธีที่ 1ให้คาตอบที่เป็นไปได้หลากหลาย เป็นวิธีท่ีง่ายที่สุดในการเริ่มต้นเปลี่ยนการ ถามแบบ ความจาให้เป็นคาถามที่ต้องใช้การคิดบ้าง เพราะมีคาตอบท่ีเป็นไปได้หลายคาตอบ (แต่พึง ระวังว่าการใช้คาถาม แบบนี้ผู้เรียนต้องผ่านการเรียนรู้ มีความเข้าใจพื้นฐานตามตัวชี้วัดท่ีกาหนดให้ เรียนรู้มาแล้ว) คาถามแบบน้ีทาให้ ผู้เรียนต้องตัดสินใจว่า คาตอบใดถูก หรือใกล้เคียงที่สุดเพราะเหตุ ใด และที่ไม่ถูกเพราะเหตุใด นอกจากน้ี การใช้คาถามแบบนี้จะทาให้ผู้เรียนเรียนรู้ย่ิงข้ึนอีก หากมี กจิ กรรมให้ผเู้ รียนทาเพ่อื พิสจู นค์ าตอบ วิธีที่ 2เปล่ยี นคาถามจาให้เปน็ ประโยคบอกเล่า เพ่ือให้ผู้เรยี นระบวุ ่าเห็นดว้ ย ไมเ่ ห็น ด้วย พร้อมเหตุผล การใช้วิธีนี้จะต้องให้ผเู้ รียนได้อภิปรายกัน ผู้เรียนต้องใช้การคิดที่สูงขึ้นกว่าวิธีแรก เพราะผู้เรียน จะต้องยกตัวอย่างสนับสนุนความเห็นของตน เมื่อให้ประโยคที่ผู้เรียนจะต้องสะท้อน ความคิดเห็น ผู้เรียนจะต้อง ปกป้องหรืออธิบายทัศนะของตน การฝึกด้วยวิธกี ารนบี้ ่อย ๆ จะเป็นการ พัฒนาผู้เรียนให้เป็นผู้ฟังที่ดี มีจิตใจ เปิดกว้างพร้อมรับฟังและเปลี่ยนแปลงความคิดเห็นผ่าน กระบวนการอภิปราย ครูใช้วิธีการนี้กดดันให้เกิด การอภิปรายอย่างมีคุณภาพสูงระหว่างเด็กต่อเด็ก และใหข้ ้อมลู เพือ่ การพัฒนาแก่ทุกคนในชั้นเรียน วิธีที่ 3หาส่ิงตรงกันข้าม หรือสิ่งที่ใช่/ถูก ส่ิงท่ีไม่ใช่/ผิด และถามเหตุผล วิธีการนี้ ใช้ได้ดี กับเนื้อหาท่ีเป็นข้อเท็จจริง เช่น จานวนในวิชาคณิตศาสตร์ การสะกดคา โครงสร้างไวยากรณ์ ในวิชาภาษา เป็นต้น เมื่อได้รับคาถามว่าทาไมทาเช่นน้ีถูก แต่ทาเช่นนี้ผิด หรือทาไมผลบวกนี้ถูก แต่ ผลบวกนี้ผิด หรือทาไมประโยคน้ี ถูกไวยากรณ์ แต่ประโยคน้ีผิดไวยากรณ์ เป็นต้น จะเป็นโอกาสให้ ผู้เรียนคิดและอภิปรายมากกว่าเพียงการถามว่า ทาไมโดยไม่มีการเปรียบเทียบกัน และวิธีการนี้จะใช้ กับการทางานคูม่ ากกวา่ ถามทั้งห้อง แลว้ ใหย้ กมือตอบ วิธีที่ 4ให้คาตอบประเด็นสรุปแล้วตามด้วยคาถามให้คิด เป็นการให้ผู้เรียนต้อง อธิบายเพม่ิ เติม
119 วิธีท่ี 5ตั้งคาถามจากจุดยืนทีเ่ ห็นต่าง เปน็ วธิ ีทต่ี ้องใช้ความสามารถมากทั้งผสู้ อนและ ผู้เรียน เพราะมีประเด็นท่ีต้องอภิปรายโต้แย้งเชิงลึก เหมาะที่จะใช้อภิปรายในประเด็นท่ีเกี่ยวกับ สภาพเศรษฐกจิ สงั คม ปัญหาสุขภาพ ปเื ญหาเชงิ จรยิ ธรรม เปน็ ต้น เครอ่ื งมือวัดผลการเรียนรเู้ คร่อื งมอื วัดผลการเรียนรมู้ หี ลายชนดิ ไดแ้ ก่ 1. แบบตรวจสอบรายการ (Checklist) เป็นเครื่องมือท่ีช่วยในการสังเกตพฤติกรรม ของผูเ้ รยี น เชน่ การสงั เกตผเู้ รยี นขณะปฏิบตั ิงาน 2. แบบจดั อันดบั คุณภาพของงาน 3. แบบทดสอบ เปน็ เครอื่ งมือทนี่ ยิ มใช้ในสถานศึกษามี 2 ลกั ษณะ 3.1ข้อสอบแบบอัตนัย (Subjective Test) เป็นแบบความเรียงที่ไม่จากัด คาตอบของผู้ตอบ ใช้สาหรับต้องการวัดความคิด และการใช้เหตุผล แต่มีข้อเสียที่ออกได้ไม่ตรงตาม หลักสูตร ตรวจใหค้ ะแนนไม่แน่นอนและเสยี เวลามาก 3.2ข้อสอบแบบปรนัย (Objective Test) เป็นข้อสอบท่ีจากัดการตอบของ ผสู้ อบ สามารถออกได้มากข้อ ครอบคลมุ หลักสูตร แบ่งไดเ้ ปน็ 3 ชนดิ คอื แบบถูก-ผดิ แบบจบั คู่ แบบ เตมิ คา 3.3แบบเลือกตอบ (Multiple Test) เป็นข้อทดสอบท่ีเหมาะสมท่ีสุด วัดได้ ครอบคลุมหลักสูตร สามารถหาความยากง่าย ค่าความเชื่อม่ัน ค่าความเท่ียงตรงได้ เคร่ืองมือในการ ประเมนิ มหี ลากหลายรูปแบบ การนามาใชจ้ ึงตอ้ งพจิ ารณา 5.7 กระบวนการวัดและประเมนิ ผลการเรยี นรู้ตามหลักสูตร สิ่งท่ีผู้สอนต้องวัดและประเมินผลการเรียนรู้ตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาข้ัน พื้นฐาน พทุ ธศักราช 2551 คอื ผลการเรียนรู้ใน 8 กลุ่มสาระ ผลการเรยี นรู้ด้านการอ่าน คดิ วเิ คราะห์ และเขียน ผลการเรียนรู้ด้านคุณลักษณะอันพึงประสงค์ที่กาหนดไว้ในหลักสูตรอย่างน้อย 8 ประการ และผลการเรียนรู้ที่เกิดจากกิจกรรมพัฒนาผู้เรียนผลการเรียนรู้ตามหลักสูตร 4 ประการดังกล่าว ข้างต้น มีที่มาจากองค์ประกอบ 3 ด้าน คือด้านพุทธิพิสัย ด้านจิตพิสัย และด้านทักษะพิสัย โดยทั้ง 3 ดา้ น มีลักษณะสาคญั ท่ีสามารถนามาอธิบายโดยสังเขปดังนี้ คอื 1. ผลการเรียนร้ดู ้านพทุ ธพิ ิสัย ผลการเรียนรู้ด้านพุทธิพิสัย หมายถึง ข้อมูล สารสนเทศ หลักฐานต่าง ๆ ท่ีแสดงถึง ความสามารถด้านสติปัญญา 6 ด้าน คือ ความจา ความเข้าใจ การประยุกต์ใช้ การวิเคราะห์ การ ประเมินค่า และการคิดสร้างสรรค์ โดยพฤติกรรมที่สะท้อนว่าผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ด้านพุทธิพิสัย ได้แก่ การบอกเล่า อธิบาย หรือเขียนแสดงความคิดรวบยอดโดยการตอบคาถาม เขียนแผนภูมิ
120 แผนภาพ นาเสนอแนวคิดข้ันตอนในการแก้ปัญหาการจัดการ การออกแบบประดิษฐ์หรือสร้างสรรค์ ช้ินงาน เปน็ ต้น 2. ผลการเรียนรดู้ ้านจิตพสิ ัย ผลการเรียนรู้ด้านจิตพิสัย หมายถึง ข้อมูล สารสนเทศท่ีสะท้อนความสามารถด้าน การเรียนรู้ในการจัดการอารมณ์ ความรู้สึก ค่านิยม คุณธรรม จริยธรรม และเจตคติ โดยพฤติกรรมท่ี สะท้อนว่าผู้เรียนสามารถเกิดการเรียนรู้ด้านจิตพิสัย คือ ผู้เรียนมีการแสดงอารมณ์ ความรู้สึกใน สถานการณ์ต่าง ๆ อย่างเหมาะสมตามบรรทัดฐานของสังคม มีความสามารถในการตัดสินใจเชิง จริยธรรม และมีค่านิยมพื้นฐานที่ได้รับการปลูกฝัง โดยแสดงพฤติกรรมที่สะท้อนให้เห็นคุณลักษณะ อันพึงประสงคอ์ ยา่ งน้อย 8 ประการตามท่หี ลกั สูตรกาหนด 3. ผลการเรยี นรดู้ ้านทักษะพิสยั ผลการเรียนรู้ด้านทักษะพิสัย หมายถึง ข้อมูล สารสนเทศที่แสดงถึงทักษะการ ปฏิบัติงานเก่ียวกับการเคลื่อนไหวกล้ามเนื้อส่วนต่าง ๆ ของร่างกายซึ่งเกิดจากการประสานงานของ สมองและกล้ามเน้ือท่ีใช้งานอย่างคล่องแคล่วประสานสัมพันธ์กันผลการเรียนรู้ทั้ง 3 ด้าน ท่ีเกิดขึ้น จากการพฒั นาในกระบวนการจดั การเรียนการสอนตามหลักสูตรและกจิ กรรมเสรมิ หลักสูตร ตลอดจน ประสบการณ์ต่าง ๆ ในชีวิตจริงที่ผู้เรียนได้รับการพัฒนาเป็นผลการเรียนรู้ที่เกิดข้ึนพร้อมกับการ เจริญเติบโตในแต่ละช่วงวัยของผู้เรียน ซึ่งเป็นพัฒนาการที่ครูต้องแสวงหาหรือคิดค้นเทคนิค วิธีการ และเครอื่ งมือต่าง ๆ เพือ่ ใชว้ ัดและประเมนิ ผลโดยคานึงถึงความสอดคล้องและเหมาะสม เพอื่ ใหไ้ ด้ผล การวดั และประเมินทม่ี ีคุณภาพ สามารถนาไปใชใ้ นการพฒั นาผ้เู รียนและกระบวนการจัดการเรียนการ สอนของครไู ดอ้ ยา่ งแทจ้ ริง การประเมินผลการเรยี นรทู้ ่กี าหนดในหลักสูตร ซงึ่ เป็นภารกจิ ของผสู้ อน มี ขั้นตอนการปฏิบัติ 5.8 ประโยชนท์ ่ีไดร้ ับจากการประเมนิ ปรียาพร วงศ์อนุโนชา (2553) ได้กล่าวถึงประโยชน์ท่ีได้รับจากการประเมินไว้ ดังนี้ 1. เพอ่ื ปรับปรุงการเรียนการสอนของครู อาจารยใ์ หด้ ขี ้ึน 2. เพ่ือปรับปรุงการเรยี นของนักเรียนวา่ ตนมคี วามเข้าใจมากน้อยเพียงใด 3. เพ่ือปรับปรุงการบริหารงานในสถานศึกษาในด้าน หลักสูตร โครงการสอน บันทกึ การสอนมาสู่การปฏบิ ัติ 4. เพ่อื เป็นขอ้ มูลทางการศกึ ษาทั่วไป 5. เป็นหลักฐานด้านการศกึ ษาของสถานศกึ ษา
121 6. เพื่อเป็นการประชาสัมพนั ธส์ ถานศกึ ษา สาหรับในงานวิจัยน้ี ผู้วิจัยกาหนดกรอบการวัดประเมินผลการบริหารงานวิชาการเพ่ือ พัฒนาความเป็นพลเมืองคุณภาพของนักเรียนโรงเรียนมัธยมศึกษา การวัดประเมินผลตามหลักสูตร แกนกลางการศกึ ษาข้นั พ้ืนฐาน พทุ ธศักราช 2551 3 แนวคดิ และทฤษฎีเกีย่ วกับกลยุทธ์ 3.1 ความหมายของกลยุทธ์ การทาความเข้าใจกับความหมายของยุทธศาสตร์หรือกลยุทธ์ ทาให้เห็นภาพองค์ รวมของการปฏิบัติงาน แนวทาง และวิธีปฏิบัติ เปรียบได้กับใช้เข็มทิศนาทางให้ภารกิจขององค์กร บรรลุเป้าหมาย ถ้าขาดกลยุทธ์อาจทาให้เสียเวลาหรือหลงทางต่อการไปส่จู ุดหมาย นอกจากน้ีการทา ให้เข้าใจถึงหลักการของยุทธศาสตร์ จะเป็นพื้นฐานในการทาแผนกลยุทธ์ (Strategy Plan) แผน แม่บท (Master Plan) ซึ่งจะไปเช่ือมโยงกับแผนอื่นๆ เช่น แผนปฏิบัติการ ( Action Plan) แผน งบประมาณ (Budgeting Plan) แผนการตลาด (Marketing Plan) แผนการเติบโต (Growth Plan) เป็นต้น คาว่า ยุทธศาสตร์ พบว่าเป็นคาที่ใช้ในวงการทหารมาก่อนหน่วยงานใดๆ มี ความหมายเกี่ยวกับศิลปะ การทาสงครามหรือการรบ ซ่ึงบางท่านเห็นว่าเป็นศิลปะของแม่ทัพ หรือ ผู้นาหน่วยงานของทหารที่สามารถหย่ังรู้ฟ้าอากาศ หรือคาดการณ์หรือคาดการณ์ได้อย่างถูกต้อง แม่นยา จนนาไปสู่การวางแผนยุทธศาสตร์อย่างสุขุมรอบครอบและเหนือชั้น ในกองทัพไทยจะมคี าน้ี เช่น ยุทธการ ยุทธหัตถี ยุทธวิธี ยุทโธปการณ์ เป็นต้น “ยุทธศาสตร์” ภาษาอังกฤษใช้คาว่า “Strategy” ในภาษากรกี ใช้คาว่า “Startegos” ซงึ่ เปน็ บทบาทของนายพล (General) Oakland (1986) ได้กล่าวไว้ว่า Strategy มาจากรากศัพท์ภาษากรีก 2 คาคือ “Straos” แปลว่า “กองทัพ (Army)” หรือ ทหาร กับคาว่า “Agein” แปลว่า “การนา (To lead)” เม่ือมารวมกันเป็น “Strategem” หมายความว่า “แผนการ” หรือ “กลวิธีเอาชนะศัตรู” (A trick or plan to deceive an enemy or gian an advantage.) เกรียงศักด์ิ เจริญวงศ์ศักดิ์ (2546) ได้กล่าวไว้ว่า Strategy เป็นศิลปะการวางแผน ทางยุทธศาสตรต์ อ่ สเู้ พอ่ื เอาชนะศัตรูของกองทัพ และมีรากศพั ท์มาจากภาษากรีกวา่ Strategia ต่อมามีการนามาใช้กับการบริหารธุรกิจและภาคเอกชนอย่างแพร่หลาย โดยมี ความหมายว่าใช้กลวิธีท่ีหลักแหลม เหนือช้ัน หรือพลิกแพลง เพ่ือให้ได้เทียบคู่แข่งขันหรือเพ่ือบรรลุ เป้าหมาย จึงเกิดคาว่า “กลยุทธ์” ขึ้น จนบางตร้ังมีการใช้ 2 คานี้ปะปนกัน มีข้อสังเกตว่าธุรกิจ
122 ภาคเอกชนไม่นิยมใช้ คาวา่ “ยทุ ธศาสตร์” เพราะมคี วามรู้สกึ วา่ เปน็ เร่อื งของการทหาร หรอิ การรบจึง นิยมใช้คาว่า “กลยุทธ์” มากกว่า อย่างไรก็ตามสองคาน้ีมีความหมายเหมือนกัน คาว่า ยุทธศาสตร์ “Strategy”หรือกลยทุ ธ์(Tactic)ในประเทศไทยนักการบริหารจะให้ความสาคัญน้อยสังเกตได้จากเม่ือ ลงมือปฏิบัติงานใดๆ กลับไม่มีการเอากระบวนการเชิงยุทธศาสตร์มาใช้ หรือมีก็ทาตามหลักการ คอ่ นข้างน้อย พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน(2546)ได้ให้ความหมายว่า“กลยุทธ์”หมายถึง การรบท่ีมีเล่ห์เหล่ียม วิธีการที่ต้องใช้อุบายต่างๆ เล่ห์เหลี่ยมท่ีใช้ในการต่อสู้ “กลวิธี” หมายถึง วิธี พลิกแพลง โดยอาศัยความรู้ความชานาญ“ยุทธศาสตร์”หมายถึง วิชาท่ีว่าด้วยการพัฒนา และการใช้ อานาจทางการเมือง เศรษฐกิจ จิตวิทยา และกาลังรบทางทหารตามความจาเป็นท้ังในยามสงบและ สงคราม นอกจากนีย้ งั เปน็ วลีทีม่ คี วามสาคญั ทางทหาร เชน่ จดุ ยทุ ธศาสตร์ วัฒนา พัฒนวงศ์ (2546) ได้ให้ความหมายว่า กลยุทธ์ (Strategy)” หมายถึง วิธี ดาเนนิ งานให้บรรลุจดุ หมายตามหลกั วตั ถปุ ระสงค์เชิงกลยทุ ธ์ เกรียงศักด์ิ เจริญวงศ์ศักด์ิ (2546) ได้ให้ความหมายว่า กลยุทธ์ หรือ ยุทธศาสตร์ หมายถึง ความสามารถในการค้นหาวิธีการอย่างดีท่ีสุด ด้วยการวางแผนอย่างเป็นข้ันตอนท่ามกลาง สภาพการณ์ท่ีอาจมีอุปสรรค และ ความไม่แน่นอน เพ่ือจะเอาชนะสถานการณ์ดังกล่าวให้ไปสู่ เปา้ หมายท่ตี ง้ั ไว้ พสุ เดชะรินทร์ (2548) ไดใ้ ห้ความหมายไวว้ า่ กลยทุ ธ์ หรือ ยทุ ธศาสตร์ คือแนวทาง ในการดาเนินทางให้องค์กรบรรลุเป้าหมาย “กลยุทธ์” คือ วิธีการในการแข่งขันท่ีจะทาให้องค์กร ได้เปรยี บสามารถเอาชนะคู่แขง่ ได้ กลยุทธเ์ ป็นแนวทางในการทาใหอ้ งค์กรประสบความสาเรจ็ กลยุทธ์ ประกอบด้วยคาถามทส่ี าคัญ 3 ได้แก่ 1.ปัจจุบนั เราอยู่ ณ จุดใด 2.ความตอ้ งการไปถึงจดุ ใด 3.จะไปถึงจุดหมายนน้ั ไดอ้ ยา่ งไร สานักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ (2552)ได้ให้ความหมายไว้ว่าสิ่งที่ องค์กรกาหนดเพ่ือไปสู่ความสาเร็จ โดยแต่ละองค์กรมีเป้าหมายแตกต่างกัน ถ้าเป็นองค์กรเอกชน ความสาเร็จของเป้าหมายอยู่ท่ีตัวเลขทางการเงินหรือผลกาไร ถ้าเป็นหน่วยราชการการบริการเพ่ือ ประโยชน์สูงสดุ แก่ประชาชน การสรา้ งความพงึ พอใจ การบรรลุวสิ ัยทศั น์ สรุปได้ว่า กลยุทธ์ หรือ ยุทธศาสตร์ หมายถึง การวางแนวทางใช้ทรัพยากรที่เหนือ ค่แู ข่ง ปรบั เปลยี่ นจุดออ่ นให้เปน็ จดุ แข็ง สรา้ งวกิ ฤตให้เป็นโอกาส เพื่อใหอ้ งค์กรบรรลเุ ปา้ หมาย
123 3.2 ความหมายของการบริหารเชิงกลยทุ ธ์ การบริหารเชิงกลยุทธ์ หรือการวางแผนเชิงกลยุทธ์ เป็นการบริหารงานสมัยใหม่ แนวคิดในด้านนี้มีความสาคัญมากข้ึน โดยเฉพาะในประเทศไทยท่ีอยู่ในช่วงของการปรับตัว ท้ัง ทางด้านเศรษฐกิจ สังคม และการเมือง เพื่อรองรับสภาวะการเปลย่ี นแปลงที่เกิดขึ้น ท้ังในระดับโลก ภูมิภาค และภายในประเทศ จากการศึกษาพบว่า การบริหารเชิงกลยุทธ์เป็นการตัดสินใจในการ ดาเนนิ งาน ที่จะกาหนดผลการปฏิบัติงานขององคก์ ารในระยะยาวให้เปน็ ไปตามเป้าหมายทีก่ าหนดไว้ มนี กั วชิ าการหลายท่านได้ใหค้ วามหมายไว้ดงั น้ี ธงชัย สันติวงค์(2544)ได้ให้ความหมายการบริหารเชิงกลยุทธ์ไว้ว่า หมายถึง การ ตัดสินใจและการกระทาต่างๆ ซ่ึงนาไปสู่การพัฒนากลยุทธ์ ที่มีประสิทธิภาพท่ีจะช่วยให้องค์การ บรรลุผลสาเรจ็ ตามเปา้ หมายต่างๆ ทไ่ี ดว้ างแผนไว้ สมยศ นาวีการ(2545)ได้ให้ความหมายการบริหารเชิงกลยุทธ์ไว้ว่า หมายถึง กระบวนการกาหนดทิศทางระยะยาว เป็นการกาหนดกลยุทธ์ การดาเนนิ กลยุทธ์ และการประเมินกล ยุทธข์ ององคก์ าร เสนาะ ติเยาว์(2546)ได้ให้ความหมายการบริหารเชิงกลยุทธ์ไว้ว่า หมายถึง กระบวนการกาหนดการตดั สินใจ เพื่อให้เกดิ ประโยชนต์ ่อองค์การเพอื่ ให้สอดคล้องกับสถานการณ์ นา แผนน้ันไปใช้ให้เกิดประสิทธิภาพ ขั้นตอนที่สาคัญคือ การวิเคราะห์ปัจจัยภายนอกและภายใน การ กาหนดภารกิจและจุดประสงค์ การกาหนดกลยทุ ธ์การนากลยุทธ์ไปใช้ และการควบคมุ ประเมินผลกล ยทุ ธ์ อุทิศ ขาวเธียร(2546)ได้ให้ความหมายการบริหารเชิงกลยุทธ์ไว้ว่า หมายถึง เครื่องมือการชี้นาการบริหารขององค์การ ที่เกิดจากการระดมสมองของผู้ที่มีส่วนเก่ียวข้อง โดยยึด หลักการวิเคราะห์ให้ทราบสภาวะแวดล้อมให้ “รู้เขารู้เรา” เพื่อช้ีแนะเป้าประสงค์กลยุทธ์ การปฏิบัติ ท่ีสอดคล้องกับสภาวะแวดล้อม มีการจัดลาดับของความสาคัญของกลยุทธ์ เพื่อจัดการกับทรัพยากร การบรหิ าร กระบวนการพฒั นา การกากับติดตาม ประเมินผลความกา้ วหน้า การดาเนินงานตามแผน ให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงของสถานการณ์ สาโรจน์ โอพิทักษ์ชีวิน(2550)ได้ให้ความหมายการบริหารเชิงกลยุทธ์ไว้ว่า หมายถึง เป็นท้ังศาสตร์และศิลป์ของการสร้างกลยุทธ์ การนากลยุทธ์ไปปฏิบัติ และการประเมินกลยุทธ์ เป็น การตดั สนิ ใจทที่ าให้องคก์ ารบรรลุผล ถึงวัตถุประสงค์ได้ เนน้ การบรหิ ารเชิงบรู ณการ
124 Wright, Pringle and kroll (1992)ได้ให้ความหมายการบริหารเชิงกลยุทธ์ไว้ว่า หมายถงึ กระบวนการทท่ี าใหผ้ บู้ ริหารระดับสูง บรรลุผลตามภาระกิจ และเปา้ หมายขององค์การ David (1997)ไดใ้ หค้ วามหมายการบริหารเชิงกลยทุ ธ์ไว้วา่ หมายถึง เป็นศาสตรแ์ ละ ศลิ ปใ์ นการกาหนดกลยทุ ธ์ การปฏบิ ตั ิตามกลยทุ ธ์ และการประเมินผลกลยุทธ์ สรุป จากนักการศึกษาได้ให้ความหมายการบริหารเชิงกลยุทธ์ สรุปได้ว่า เป็น กระบวนการตัดสินใจของผู้บริหาร เพื่อให้การดาเนินงานสามารถบรรลุวัตถุประสงค์ ตามเป้าหมาย ขององค์การที่ได้กาหนดไว้ โดยพิจารณาจากสภาพแวลอ้ ม องค์กรใดแม้จะจัดทากลยทุ ธด์ ีเลิศเพยี งใด ถ้าหากขาดความสามารถบริหารจัดการนากลยุทธ์นั้นไปสู่การปฏิบัติให้เกิดผลสาเร็จได้ กลยุทธ์น้ันก็ แทบจะไร้ค่า การบรหิ ารเชิงกลยุทธย์ ัง หมายถึง ความสามารถนากระบวนการบริหารไปสู่ความสาเร็จ (Execution) ท่ีผู้บริหารจะต้องมีวิสัยทัศน์ และคานึงถึงผลระยะยาวขององค์กร การบริหารกลยุทธ์ เพอ่ื นาไปสู่การแปลงกลยุทธ์เปน็ แผนปฏิบตั ิการ โดยมีคาถาม 4 ข้อคือ 1. วิเคราะหอ์ งค์กร เช่นใช้หลัก SWOT 2. กาหนดวสิ ยั ทัศน/์ ทิศทาง 3. กาหนดกลยุทธ์ 4. กลยุทธส์ ูก่ ารปฏบิ ัติ การบริหารจัดการเชิงกลยุทธ์ ใช้หลักการพื้นฐานเช่นเดียวกับการบริหารแผนท่ัวไป เพราะเปน็ กระบวนการปฏบิ ัตภิ ารกจิ ขององค์กรให้บรรลผุ ลซงึ่ ประกอบด้วยขน้ั ตอนดงั ต่อไปน้ี 1. การกาหนดกลยุทธ์ (Strategic Formulation or Strategic Making) 2. ก า ร แ ป ล ง ห รื อ ก า ร ร่ า ง ก ล ยุ ท ธ์ สู่ ก า ร ป ฏิ บั ติ (Strategy Implementation) 3. การควบคุม ตดิ ตาม และประเมินผล (Strategy Evaluation) 3.3 กระบวนการจัดการเชิงกลยทุ ธ์ พฤทธิ์ ศิริบรรณพิทักษ์ (2552: 18-21) ได้กล่าวถึงการวางแผนกลยุทธ์ไว้ว่า การ วางแผนกลยุทธ์ เป็นส่วนหน่ึงของการจัดการเชิงกลยุทธ์ (Strategy Management) ประกอบด้วย กระบวนการ 4 ขน้ั ตอนดังน้ี 1. การวิเคราะห์สถานการณ์ 2. การวางแผนเชงิ กลยุทธ์ 3. การปฏบิ ตั ิตามกลยทุ ธ์ 4. การควบคมุ เชิงกลยทุ ธ์ และการประเมนิ ผล
125 Holt (1993) ได้กล่าวไว้ว่ากระบวการจัดการเชิงกลยุทธ์มีองค์ประกอบ 3 ขั้นตอน คอื 1. การกาหนดพันกจิ คอื กาหนดเป้าหมายใหช้ ดั เจน 2. การพัฒนาวัตถุประสงค์เชิงกลยุทธ์คือ กาหนดวัตถุประสงค์เพ่ือให้ได้งานไป ตามสภาพจรงิ 3. การกาหนดกลยทุ ธ์คือ การพจิ ารณากลยุทธ์นาไปสูก่ ารปฏิบัติ 4. การนากลยทุ ธ์ไปปฏบิ ตั คิ ือ การนากลยทุ ธ์ไปสกู่ ารปฏบิ ตั ิ 5. การประเมนิ ผลลพั ธ์เชิงกลยุทธค์ ือ ตดิ ตามผลการปฏิบัตงิ าน Dess and Miller (1993) ได้กล่าว ไว้ว่ากระบว นการจัดการเชิงกลยุทธ์มี องค์ประกอบดว้ ยกัน 3 ข้ันตอนดังนี้ 1. การวิเคราะห์เชิงกลยุทธ์เป็นพ้ืนฐานของกระบวนการบริหารเชิงกลยุทธ์ ประกอบด้วย 1.1 การพิจารณาเป้าหมายขององค์การ (Goal) เป้าหมายเชิงกล ยุทธ์ (Strategy Goal) กาหนดวสิ ัยทัศน์ พันธกิจ และวัตถุประสงค์ 1.2 การวิเคราะห์ SWOT Analysis การบริหารเชิงกลยุทธ์ที่ ประสบความสาเร็จข้ึนอยู่กับจุดแข็ง และจุดอ่อน ภายในโรงเรียนให้เหมาะสมกับโอกาส และภาวะ คุกคาม 2. การกาหนดกลยุทธ์ เป็นกระบวนการท่ีเปลี่ยนแปลงงานไว้ล่วงหน้าให้ เปน็ ผลลพั ธ์ 3. การดาเนินกลยุทธ์ เป็นการกาหนดแผนปฏิบัติ ต้องคานึงถึงโครงสร้าง องคก์ ร กลยทุ ธ์ความเปน็ ผนู้ า และการควบคุมเชิงกลยุทธ์ กระบวนการจัดการเชิงกลยุทธ์ ประกอบด้วยองค์ประกอบพื้นฐานหลาย องค์ประกอบวีลเลนและฮังเกอร์ (Wheelen and Hunger,2012) เสนอองค์ประกอบพ้ืนฐานของ กระบวนการจัดการเชิงกลยุทธ์ 4 องค์ประกอบซึ้งมีความสัมพันธ์ในลักษณะท่ีเป็นกระบวนการ ต่อเนอ่ื งดงั นี้ 1.การตรวจสอบสภาพแวดล้อม(Environmental Scanning) กระบวนการจัดการเชิงกลยุทธ์เริ่มต้นท่ีการวิเคราะห์ ตรวจสอบและประเมิน สภาพแวดล้อมทั้งภายในและภายนอกองค์การโดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อระบุปัจจัยเชิงกลยุทธ์ ทั้งปัจจัยที่
126 เกิดจากสภาพแวดล้อมภายในและภายนอก เพื่อเป็นตัวกาหนดอนาคตขององค์การ ซึ่งวิธีการที่ ตรวจสอบสภาพแวดล้อมท่ีนิยมใช้กันมากคือ การวิเคราะห์ SWOT Analysis โดยการวิเคราะห์จุด แข็ง จุดอ่อน โอกาส และภาวะคุกคาม การวิเคราะห์สภาพแวดล้อมภายนอกเป็นการวิเคราะห์ปัจจัย ตัวแปรคือ โอกาสและภาวะคุกคามซึ่งอยู่ภายนอกองค์การ เป็นปัจจัยท่ีไม่สามารถควบคุมได้ในระยะ ส้ัน มีการเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ และมีผลกระทบกับองค์การโดยตรง ได้แก่ ปัจจัยเก่ียวกับ การเมือง เศรษฐกิจ สงั คม เทคโนโลยี ส่วนการวิเคราะห์สภาพแวดลอ้ มภายในเป็นการวเิ คราะห์ อีก 2 ปัจจยั คอื จุดแข็งและจุดอ่อนขององค์การ ซ่ึงได้แก่โครงสร้าง วัฒนธรรม และทรัพยากรขององค์การ จุดแข็งจะ กลายเป็นความสามารถหลักที่สามารถนามาใช้สรา้ งความไดเ้ ปรียบทางการแขง่ ขนั ได้ 2. การกาหนดกลยทุ ธ์(Strategy Formulation) 2.1การกาหนดกลยทุ ธ์ คอื การจัดทาแผนระยะยาวเพื่อนามาใช้ในการบริหารงานให้ เหมาะสมกับโอกาสปัญหาและอุปสรรคที่เป็นอยู่ในขณะน้ัน รวมท้ังจะต้องสอดคล้องกับจุดแข็ง จุดอ่อนขององค์การ โดยมักจะกาหนดเป็นพันธกิจขององค์การ กาหนดวัตถุประสงค์ การพัฒนากล ยทุ ธ์ และกาหนดนโยบายเพอื่ เป็นแนวทางในการปฏบิ ัติงาน 2.2การกาหนดกลยุทธ์จากผลการวิเคราะห์สภาพแวดล้อมทาได้โดยใช้ SWOT Matrix จากการศึกษาวิธีการดังกล่าวของ Weihrich and Koontz (2005) พบว่ามีแนวคิดที่สาคัญ สรปุ ได้ดังนี้ 2.3การประเมนิ สถานการณ์โดยใช้ TOWS Matrix มีขอบเขตทก่ี วา้ งและให้มมุ มองท่ี ต่างออกไป ตารางการคิดแบบ TOWS เป็นกรอบวิเคราะห์การคิดอย่างเป็นระบบที่ช่วยในการจับคู่ เอาโอกาสและภาวะคุกคามภายนอก กับจุดอ่อนและจุดแข็งภายในองค์การเข้าด้วยกัน เป็นเร่ือง ธรรมดาที่บริษัทจะบุจุดอ่อนจุดแข็งด้วยตนเอง เช่นเดียวกับการระบุโอกาสกับภาวะคุกคาม สภาพแวดล้อมจากภายนอก แต่ส่งิ มกั จะมองข้ามคอื การเชอ่ื มโยงปัจจัยท่ีสาคัญเหล่าน้ี ซึง่ ตอ้ งการกล ยุทธใ์ นการดาเนนิ การทีแ่ ตกต่างกันในการจัดการทางเลือกทจ่ี ะนาไปสู่กลยทุ ธ์อย่างเป็นระบบ กลยุทธ์ถูกกาหนดจากการวิเคราะห์สภาพแวดล้อม คือ โอกาส และภาวะคุกคาม และสภาพแวดล้อมภายใน คือ จุดแขง็ และจดุ ออ่ นดงั นี้ 1.ยุทธศาสตร์ WT เป็นยุทธ์ท่ีมีเปา้ หมายเพ่ือลดจุดอ่อนและภาวะคุกคาม ซึ่งองค์กร อาจต้องดาเนินการ เชน่ รวมบรษิ ทั เขา้ ดว้ ยกัน ตัดทอนค่าใชจ้ า่ ย หรือสะสางหน้ีชาระ 2.ยุทธศาสตร์ WO เป็นความพยายามที่ลดจุดอ่อนและเพิ่มโอกาสในการพัฒนาโดย อาศัยความสามารถหรือสมรรถนะจากภายนอก เช่นเทคโนโลยีหรือคนที่มีความสามารถตามที่ ต้องการที่จะช่วยใหบ้ รรลุความสาเร็จจากการใช้ประโยชนใ์ นโอกาสจากสภาพแวดล้อมภายนอก
127 3.ยุทธศาสตร์ ST อยู่บนพ้ืนแข็งขององค์กรท่ีจะจัดการกับภาวะคุกคามภายนอก โดยมีจุดมงุ่ หมายเพือ่ จะเพ่ิมศักยภาพก่อน แล้วค่อยลดขอ้ ท่เี ปน็ ภาวะคกุ คามภายหลังซึง่ องค์กรอาจใช้ เทคโนโลยี การเงิน การจัดการ หรือความเข้มแข็งทางการตลาดเพ่ือจัดการภาวะคุกคามมาจากคู่ แข่งขนั 4.ยุทธศาสตร์ SO สภาวการณ์ท่ีองค์กรต้องการจะเกิดขึ้นเมื่อองค์กรสามารถใช้จุด แข็งภายในเพ่ือสร้างประโยชน์จากโอกาสภายนอกสิ่งนี้คือ เป้าหมายของการประกอบการในการ เปลี่ยนแปลงจุดยืน หากมีจุดอ่อนองค์กรจะต้องพยายามต่อสู้เพ่ือเอาชนะให้ได้ซ่ึงจะทาให้เข้มแข็งข้ึน หากเผชิญกบั ภาวะคกุ คามจะต้องรบั มือให้ได้เพ่ือมุ่งจดั การใหเ้ ปน็ โอกาสสาหรับองค์กรทางเลือก Wheelen and Hunger(2012)ได้นาเอาแนวคิดดังกล่าวมาประยุกต์ใช้ในการ บริหารเชิงกลยุทธ์ โดยได้อธิบายและยกตัวอยา่ งการกาหนดกลยุทธใ์ นบริษทั แห่งหน่ึงเม่ือสรปุ แนวคิด แล้วจะเห็นว่าคล้ายคลึงกันมากโดย Wheelen and Hungerได้กล่าวว่า การประเมินสถานการณ์ องค์กรด้วยการ SWOT Analysis สามารถใช้กาหนดกลยุทธท์ ่ีเหมาะสมได้จานวนมาก การใช้ SWOT Matrix จะช่วยอธิบายถึงวิธีการในการเช่ือมโยงสภาพแวดล้อมภายนอกทั้งโอกาส ภาวะคุกคามท่ี องค์กรเผชิญอยู่กับจุดแข็ง จุดอ่อน จากสภาพแวดล้อมภายในเพื่อนาไปสู่ผลการกาหนดกลยุทธ์ 4 ด้าน เป็นการดีที่จะใช้การระดมสมอง เพ่ือกาหนดกลยุทธ์ที่อาจจะไม่ได้คานึงถึง และยังผลักดันให้ ผู้บริหารฝ่ายกลยุทธ์ได้สร้างสรรค์วิธีการไปสู่ความเจริญก้าวหน้าพอๆ กับกลยุทธ์ชะลอตัวและยัง สามารถนาไปกาหนดกลยุทธร์ ะดับองค์กร และกลยุทธ์ระดับฝา่ ยได้อกี การคิดกลยุทธ์ที่เหมาะสมกับองค์กรWheelen and Hunger กล่าวว่าจะต้องอยู่บน พ้ืนฐานของการเชื่อมโยงมมุ มองทง้ั 4 ด้านเขา้ ดว้ ยกนั ดงั น้ี กลยุทธ์ SO กาหนดขึ้นโดยการพิจารณาถึงวิธีการที่องค์กรจะใช้จุดแข็ง ภายในเพื่อให้ไดร้ ับปะโยชนจ์ ากโอกาส กลยุทธ์ ST พิจารณาจุดแข็งขององค์กรหรือหน่วยงานเพ่ือหาวิธีหลีกเลี่ยง ภาวะคุกคาม กลยุทธ์ WO เป็นความพยายามท่ีจะเอาประโยชน์จากโอกาสโดยการ หาทางเอาชนะจดุ ออ่ น กลยุทธ์ WT พิจารณาถึงการตั้งรับหรือลดจุดอ่อน และหลีกเล่ียงภาวะ คกุ คาม
128 จากการศึกษา แนวคิดการกาหนดกลยุทธ์ SWOT Matrix สรุปว่า การเช่ือมโยงผลการ วิเคราะห์สภาพแวดล้อมภายนอกและภายในเข้าดว้ ยกัน เพ่ือนาไปสู่การกาหนดกลยุทธ์ท่ีตรงประเด็น ชดั เจน และทา้ ทายตอ่ การพัฒนาศกั ยภาพเชิงรุกขององค์กร 3. การปฏบิ ตั ดิ ามกลยทุ ธ์ (Strategy Implementation) การปฏิบัติตามกลยุทธ์เป็นกระบวนการดาเนินงานโดยนากลยุทธ์ที่กาหนดไว้มาสู่ การปฏิบัติ ดว้ ยการจัดทาโปรแกรมไว้มาดาเนินงาน การจดั ทางบประมาณ และวธิ ดี าเนินงาน ในข้ันนี้ อาจเก่ียวข้องกับการเปล่ียนแปลงวัฒนธรรมองค์กร ผู้บริหารระดับสูงเป็นผู้ตรวจสอบ เน่ืองจากเป็น แผนปฏิบัติการ การปฏิบัติตามกลยุทธ์จึงเก่ียวข้องกับการตัดสินใจในการจัดสรรทรัพยากรเพื่อ นาไปใช้ในการดาเนินงาน 4. การประเมนิ ผลและการควบคมุ (Evaluation and Control) การประเมินผลและการควบคุม เป็นการตรวจสอบกิจกรรม และผลการปฏิบัติงานท้ังหมด เพื่อเปรียบเทียบดูว่า ผลการปฏิบัติงานจริง กับท่ีได้ต้ังเป้าหมายไว้บรรลุผลตามเป้าหมายหรือไม่ เพื่อ ทีจะนาข้อมูลทีไ่ ดร้ ับจากการประเมินไปแก้ไขต่อไป สรุปได้ว่า กระบวนการบริหารจัดการเชิงกลยุทธ์ ประกอบไปด้วย การวิเคราะห์ สภาพแวดล้อมท้ังภายในและภายนอกขององค์การ การกาหนดทิศทางขององค์การ การกาหนดกล ยุทธ์ การนากลยุทธ์ไปปฏิบัติ และการควบคุม ซ่ึงในการทากลยุทธ์การบริหารงานวิชาการเพ่ือพัฒนา คุณภาพของนักเรียนโรงเรียนมัธยมศึกษา การวิจัยคร้ังนี้ผู้วิจัยได้กาหนดเป็นกรอบแนวคิด ประกอบด้วย 4 ข้นั ตอนคอื การวิเคราะหส์ ภาพแวดล้อมภายในและภายนอก การกาหนดกลยทุ ธ์ การ รา่ งกลยุทธ์ และการตรวจสอบกลยทุ ธ์ 3.4 การพัฒนากลยุทธ์ Keller G.(1983) ได้กล่าวไว้ว่า การพัฒนากลยุทธ์ไม่ใช่การนาเสนอความคิดของคน เดียวให้คนอื่นนาไปปฏิบัติ แต่เป็นนวัตกรรมจากความคิด และการวางแผนของกลุ่มคนท่ีสาคัญใน องค์การที่ทาการวิเคราะห์สภาพแวดล้อมภายในและภายนอกองค์การ เพ่ือให้เกิดการเปล่ียนแปลง และคานึงถึงความสาเร็จขององค์การระยะยาวในอนาคตโดยการกาหนดเป้าหมายท่ีชัดเจน และระบุ วิธีดาเนินการท่ีกะทัดรัด ท้ังนี้การพัฒนากลยุทธ์ขององค์การต้องรักษาจุดยืนและจุดแข็ง หรือ เอกลักษณ์ขององคก์ ารไว้ Wheelen and Hunger (2012: 62) น า เ ส น อ ก า ร บ ริ ห า ร ก ล ยุ ท ธ์ ซึ่ ง เ ป็ น ความสัมพันธ์องค์ประกอบพื้นฐานมี 4 องค์ประกอบ คือ การวิเคาระห์สภาพแวดล้อม
129 (Environmental Scanning) การกาหนดกลยุทธ์ (Strategy Formulation) การนากลยุทธไ์ ปปฏบิ ัติ (Strategy Implementation) และการประเมินและการควบคุม (Evoluation and Control) ใน ภาพดังน้ี การวเิ คราะห์ การวางแผน การนากลยุทธ์ การประเมินและ เชงิ กลยุทธ์ กลยทุ ธ์ ไปปฏบิ ัติ ควบคมุ ภาพท่ี 2 องค์ประกอบพ้นื ฐานของกระบวนการบริหารกลยทุ ธ์ ที่มา : Wheelen and Hunger. Strategic Management and Business Policy.13th ed. Upper Saddle River, New Jersey : Pearson, 2012: 63 Koont and Weihrich (1990: 93-95) กาหนดกลยุทธ์โดยใช้เคร่ืองมือสาหรับการ วิเคราะห์ สถานการณ์ คือ ระบบ TOWS Matrix เป็นกรอบแนวคิดในการวิเคราะห์ระบบ เป็นการ จับคู่ระหว่างภาวะคุกคาม และโอกาสจากภายนอกองค์การ กับจุดอ่อนและจุดแข็งภายในองค์การใน การวิเคราะห์สถานการณ์ตามรูปแบบ เริ่มพิจารณาจากภาวะคุกคามก่อน การวางแผนกลยุทธ์ จาเปน็ ต้องพจิ ารณาผลของวกิ ฤติปัญหาและภาวะคุกคามเป็นอันดบั แรก กลยุทธ์ 4 ประเภทของ Koont and Weihrich มี 4 ประเภทดงั นี้ 1.กลยุทธ์ SO: Maxi-Maxi มีจุดมุ่งหมายคือ จุดแข็งร่วมกับโอกาสเพื่อกาหนดกล ยุทธ์เพิ่มศักยภาพ : เชิงรุกระยะยาว โดยนาจุดแข็งที่มีมาเสริมสร้างและนาโอกาสท่ีเปิดมาทา ประโยชน์อย่างเต็มที่ เป็นกลยุทธ์ท่ีมศี ักยภาพสงู สดุ ในการบรรลุความสาเรจ็ 2.กลยุทธ์ WO: Mini-Maxi มีจุดมุ่งหมายคือ จุดอ่อนร่วมกับโอกาสเพื่อกาหนดกล ยุทธเ์ ร่งพฒั นา หรอื กลยทุ ธ์การพลิกตัว : เชิงรุกระยะสนั้ โดยการแก้ไขจดุ อ่อน และนาโอกาสทเี่ ปิดมา ทาประโยชน์อย่างเต็มท่ี จุดอ่อนบางประการจาเป็นต้องมีการพัฒนาหรือกาหนดสมรรถนะให้เป็น บุคลากรให้เปน็ แนวปฏบิ ัติ เชน่ การพฒั นาหลักสูตร การพัฒนาการเรียนการสอนที่จาเปน็ เพ่ือเอาชนะ จุดออ่ น สาหรบั มุมมองภายนอกเปน็ การใช้โอกาสภายนอกมาเป็นประโยชนใ์ นการวางแผนงาน 3.กลยุทธ์ ST: Maxi-Mini มีจุดมุ่งหมายเพื่อพัฒนาจุดแข็งร่วมกับภาวะคุกคามเป็น การกาหนดกลยทุ ธส์ รา้ งภูมิคุ้มกนั หรือการขยายขอบข่ายกิจการ :เชิงรุกระยะยาวโดยได้ประโยชน์จาก จุดแข็ง หลีกภยั ภาวะคกุ คาม และหาแนวทางดาเนินการ ที่จะทาใหโ้ รงเรยี นสญู เสยี น้อยที่สุด เป็นการ
130 เพิ่มจดุ แข็งที่มอี ยเู่ ดิม และเพิ่มจดุ แขง็ ที่ยังไม่มี เชน่ ดา้ นเทคโนโลยี ด้านวสั ดุอุปกรณ์ ส่ือการเรยี นการ สอน เปน็ การใช้จดุ แขง็ ในการรบั มือ หรือหลกี เล่ยี งภาวะคุกคามจากภายนอก 4.กลยุทธ์ WT: Mini-Mini มีจุดมุ่งหมายเพื่อพิจารณาจุดอ่อนร่วมกับภาวะคุกคาม เป็นการกาหนดกลยุทธ์แก้วิกฤติหรือกลยุทธ์เชิงป้องกันหรือตั้งรับ :เชิงรุกระยะสั้น โดยพยายามลด จุดอ่อน หลีกเลี่ยงภาวะคุกคาม และหาแนวทางในการดาเนนิ การท่ีจะทาให้โรงเรียนสูญเสียน้อยทส่ี ดุ และชว่ ยในการกาหนดรูปแบบ จากกลยุทธ์ 4 ประเภทของ Koont and Weihrich แสดงรายละเอียดกลยุทธ์การ วิเคราะห์สถานการณต์ ามรูปแบบ TOWS Matrix โดยอธิบายว่า TOWS Matrix มคี วามเก่ียวขอ้ งกับ การวิเคราะห์ภายใต้จุดของเวลาท่ีเจาะจง เนื่องจากสภาพแวดล้อมมีการเปล่ียนแปลงตลอดเวลา ดังนน้ั การออกแบบกลยทุ ธ์ จงึ จาเป็นเตรียมกลยทุ ธ์ TOWS Matrix หลายๆประเภทในแตล่ ะชว่ งเวลา ที่แตกต่างกัน ซึ่งอาจเริ่มต้นด้วยการวิเคราะห์ TOWS Matrix ในอดีตต่อเนื่องกับการวิเคราะห์ใน ปัจจบุ นั และในอนาคต ระบบTOWS Matrix มปี ระโยชนใ์ นการกาหนดกลยทุ ธ์ขององค์การ ตารางท่ี 3 TOWS Matrix สาหรับการกาหนดกลยุทธ์ สภาพแวดลอ้ มภายใน จดุ แขง็ (S) จดุ อ่อน (W) อาทิ การบรหิ ารจดั การการปฏิบตั ิงาน อาทิ การบริหารจัดการการ การเงนิ การตลาด การวจิ ัยและพัฒนา ปฏบิ ัติงาน การเงิน การตลาด การ สภาพแวดล้อมภายนอก วิศวกรรม เป็นต้น วิจัยและพฒั นา วศิ วกรรม เปน็ ตน้ โอกาส (O) SO WO ความเสย่ี ง อาทิ สภาพเศรษฐกิจในปจั จบุ ันและ Maxi – Maxi เป็นกลยุทธท์ ีม่ ีศกั ยภาพ Mini – Maxi เป็นกลยทุ ธท์ ี่ อนาคตการเปลย่ี นแปลงทางการเมอื ง และ สูงสดุ ในการบรรลคุ วามสาเร็จ โดยใช้ พัฒนาขน้ึ เพ่อื เอาชนะจดุ ออ่ น ละ สังคม ผลิตภัณฑใ์ หม่ การให้บรกิ าร และ ประโยชนจ์ ากจดุ แขง็ ขององค์กร เพอื่ เพ่ือประโยชนข์ องโอกาสภายนอก เทคโนโลยี ประโยชนข์ องโอกาสภายนอก ภาวะคกุ คาม (T) ST WT อาทิ ขาดแคนพลงั งาน ภาวการณ์แข่งขนั Maxi – Mini เป็นกลยุทธท์ ใ่ี ช้จุดแขง็ Mini – Mini เป็นกลยุทธ์เพอ่ื ลด สภาพเศรษฐกิจ ในปจั จุบนั และอนาคต การ เพ่อื รบั มอื หรือหลกี เลีย่ งกบั ภาวะ จุดออ่ น และภาวะคุกคาม เปลยี่ นแปลงทางการเมอื งและสงั คม เป็นตน้ คกุ คาม แหล่งทม่ี า: Koont and Weihrich. THE TOWS MATRIX FOR STRATEGY FORMULATION ESSENTIALS OF MANAGEMENT.5TH edition Singapore: McGraw-Hill. 1990: 94
131 ปกรณ์ ปรียากร(2548: 100-101)ได้กล่าวไว้ว่า การวิเคราะห์สภาพแวดล้อม ภายนอกเพื่อหาโอกาส (Opportunity) และภาวะคุกคาม(Threat) ที่นิยมใช้ท่ัวไปคือ หลักที่เรียกว่า PEST Analysisมีราบละเอียดดงั น้ี 1.การเมือง(Political Component = P)เป็นการวิเคราะห์นโยบาย กฏหมายของภาครัฐท่ีเป็นท้ังโอกาสและภาวะคุกคามตอ่ การดาเนนิ กจิ การในองค์การ 2.เศรษฐกิจ (Ecconomic Component = E) เป็นการวิเคราะห์เศรษฐกิจ ทเ่ี ป็นทั้งโอกาสภาวะคุกคามต่อการดาเนินกจิ การในองค์การ 3.สังคมและวัฒนธรรม (Socia – Cultural Component = S) เป็นการ วิเคราะห์สภาพทางสังคมและวัฒนธรรมท่ีเป็นทั้งโอกาสและภาวะคุกคามต่อการดาเนินกิจการใน องค์การ 4.เทคโนโลยี (Technology Component = T) เป็นการวิเคราะห์สภาพ ทางเทคโนโลยที ี่เป็นท้ังโอกาสและภาวะคกุ คามต่อการดาเนนิ กิจการในองค์การ Certo and Peter (1991) ได้กล่าวไว้ว่า การวิเคาระห์สภาพแวดล้อมภายนอกใน อนาคตมีเทคนคิ การวเิ คราะหด์ งั น้ี 1.วิเคราะห์แนวโนม้ จากการศึกษาเอกสาร 2.คาดคะเนโดยใช้สติปัญญาและประสบการณ์ 3.คาดคะเนแนวโนม้ โดยใชว้ ธิ ที างสถติ ิ 4.สัมภาษณผ์ ู้เชี่ยวชาญหรือผูท้ รงคณุ วุฒิ 5.ใชเ้ ทคนคิ วิธีสมั ภาษณ์แบบ EFR หรือ EDFR 6.ใชเ้ ทคนิค Delphi 7.วิเคราะหผ์ ลกระทบ การวิเคราะห์สภาพแวดล้อมภายในซึ่งเป็นการวิเคราะห์เพื่อหาจุดแข็ง (Strength) และ จุดอ่อน (Weakness) มหี ลักท่นี ิยมใช้ทว่ั ไปคือ หลักทเ่ี รยี กวา่ 4Ms ซ่งึ มีรายละเอยี ดคือ 1.บุคคากร (Man: M1) เชน่ ปรมิ าณและคุณภาพของบุคลากรในองคก์ าร 2.เงิน (Money: M2) เช่น การจัดสรรเงิน งบประมาณ การระดมทรัพยากร ปรมิ าณ และคณุ ภาพการใชเ้ งินและงบประมาณ ความคลอ่ งตวั ในการเบิกจา่ ยเงนิ 3.วัสดุอุปกรณ์ (Material: M3) เช่น ปริมาณและคุณภาพของวัศดุอุปกรณ์ ในองค์การ การแบ่งปัน และการหมนุ เวยี นการใช้วัสดอุ ุปกรณใ์ นองค์กา
132 4.การบริหารจัดการ (Management: M4) เช่น การวางแผน การจัดระบบ ในองค์การ การแต่งต้ังและมอบอานาจหน้าที่รับผิดชอบ การกระจายอานาจ การมีส่วนได้ส่วนร่วม ของบุคลากรในองค์การ การประสานงาน การประชาสัมพนั ธ์ การควบคุม กากับและตดิ ตามงาน การวิเคราะห์เพื่อจัดลาดับความสาคัญของความต้องการจาเป็นในการ บริหารองค์การจากมากไปหาน้อย โดยใช้สูตร Priority Neends Index (PNIModified) (นงลักษณ์ วิรัช ชยั และสุวิมล ว่องวานชิ , 2542) สตู ร PNIModified = (I – D)/D I = สภาพทพี่ ึงประสงค์ D = สภาพปัจจุบัน จากการศกึ ษาแนวทางในการพัฒนากลยทุ ธ์ ทไ่ี ดส้ ังเคราะห์การพฒั นากลยุทธ์ของการบริหาร โรงเรียนจาก Koont and Weihrich (1990), Wheelen and Hunger (2012) เปน็ 3 ขน้ั ตอนดังนี้ 1. การวเิ คราะห์ SWOT โดยใช้ข้อมลู จากแบบสอบถาม 2. การกาหนดกลยุทธ์การบริหารโรงเรียน (Strategy Formulation) โดยใช้ TOWS Matrix 3. การปรับปรุงแก้ไขกลยุทธ์การบริหารโรงเรียนแก้ตามข้อเสนอแนะของ ผ้ทู รงคุณวฒุ ิและผ้มู ีส่วนได้สว่ นเสยี 4. งานวจิ ัยท่ีเก่ียวข้อง อัศรายุทธ ศรีใจอินทร์ (2552) ได้ทาวิจัยเร่ืองการนาเสนอกลยุทธ์การบริหารงาน วิชาการตามระบบการประกันคุณภาพการศึกษาในโรงเรียนประถมศึกษาขนาดเล็กแบบรวมเรียน ผลการวจิ ัยพบว่า มกี ลยทุ ธด์ า้ นการพัฒนาและการใช้ส่ือเทคโนโลยี ด้านการพัฒนาหลักสูตร ด้านการ วัดและประเมินผล และด้านจัดการเรียนการสอนมีผลต่อสภาพแวดล้อมภายนอกโรงเรียน ประถมศึกษาขนาดเล็กแบบเรียนรวมค่อนข้างเป็นปัจจัยเอ้ือและเป็นโอกาสเฉพาะปัจจัยด้านสังคม ปัจจัยด้านเทคโนโลยี และปัจจัยด้านนโยบายของรัฐ และได้เสนอกลยุทธ์ด้านการพัฒนาการใช้สส่ือ เทคโนโลยี 2 กลยุทธ์คือ กลยุทธ์เร่งผลิตและพัฒนาส่ือ นวัตกรรมประกอบการเรียนการสอนร่วมกัน เป็นเครือข่าย และจัดให้มีคอมพิวเตอร์อานวยความสะดวกให้แก่ครูอย่างเพียงพอ และกลยุทธ์ สนับสนุนให้ครูใช้สื่อเทคโนโลยี และแหล่งเรียนรู้ภูมิปัญญาท้องถ่ินท้ังในและนอกโรงเรียนใช้ในการ เรยี นการสอนอยา่ งหลากหลาย
133 ปราโมทย์ เบจกาญจน์ และคณะ(2548) ได้ทาการวิจัยเร่ืองรูปแบบการพัฒนา พฤติกรรมภาวะผู้นาทางวิชาการของผู้บริหารสถานศึกษาข้ันพื้นฐาน พบว่าด้านการพัฒนาหลักสูตร ช่วยยกระดับผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนของนักเรียน ช่วยพัฒนาความสามารถและคุณภาพในการสอน ของครู ช่วยกระตุ้นใหก้ าลงั ใจครูและนักเรียนในการเรียนการสอน และช่วยสรา้ งสง่ิ แวดล้อมที่เอื้อตอ่ การเรยี นรู้ การจดั การเรียนการสอน เนน้ ความสามารถและคณุ ภาพในการสอนของครู ใหค้ วามสาคัญ ของผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนส่ิงเหล่านี้สามารถทาให้นักเรียนมีความเป็นพลเมืองคุณภาพ ได้ ศาลินา บุญเก้อื (2551) ไดท้ าการวจิ ยั เร่ืองการวเิ คราะหภ์ าวะผู้นาในการบรหิ ารงาน วิชาการของผู้บริหารโรงเรียนต้นแบบใช้หลักสูตรแกนกลางการศึกษาข้ันพ้ืนฐาน พุทธศักราช 2551 ผลการวิจัยพบว่า จุดเริ่มต้นของการจัดการเรียนการสอนเป็นแนวทางที่จะนาไปสู่เป้าหมายในการ พัฒนาหลักสูตรจะประสบความสาเร็จได้ ต้องมีการจัดการบริหารท่ีดี มีการวางแผน และการ ดาเนินการอย่างเป็นระบบ ตอ่ เนื่องมีการสง่ เสริม สนบั สนนุ ทง้ั ในดา้ นงบประมาณ ทรพั ยากร บคุ ลากร ดลอดจนมีการพัฒนาศักยภาพผู้ที่เก่ียวข้อง ส่งิ เหล่านี้ส่งผลต่อประสทิ ธิภาพในการพัฒนาเยาวชนของ ชาติไปสู่พลเมืองคุณภาพ และมีปัจจัยนาไปสู่ความสาเร็จหลายประการ เช่น การมีส่วนร่วมให้ทุก หน่วยงานได้เข้ามามีส่วนร่วมในการจัดการเรียนการสอน และการพัฒนาหลักสูตรทุกระดับ และยัง พบว่าการจัดการเรียนการสอน การวัดและการประเมนิ ผลเป็นหัวใจสาคัญในการบริหารงานวิชาการท่ี ผู้บริหารควรมีกลยุทธ์การจัดการเรียนรู้ การวัดและประเมินผลอย่างหลากหลายและยุติธรรมให้เกิด ประสิทธิภาพและนาไปสู่การพัฒนาผู้เรียนให้ผู้เรียนมีความเป็นพลเมืองคุณภาพตามมาตรฐาน และ บรรลุเป้าหมายก่อให้เกิดสมรรถนะสาคัญและคุณลักษณะอันพึงประสงค์ และยังได้เสนอกลยุทธ์การ พัฒนาสื่อและสารสนเทศทางการศึกษามีบทบาทสาคัญในการท่ีจะทาให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ เพราะ สื่อ เทคโนโลยีจะทาหน้าที่ถ่ายทอดความรู้ ความเข้าใจและสามารถเพ่ิมพูนทักษะความสามารถและ ประสบการณ์ให้แก่ผู้เรียนได้ ตลอดจนการแสวงหาความรู้เกิดการค้นคว้าหาข้อมูลท่ีมากมายเพื่อ นาไปสู่การเรียนร้แู ละการพฒั นาตนเองของผเู้ รียน วรรณพงษ์ ศิริเจียรนัย (2545)ได้ทาการวิจัยเร่ืองการศึกษาความจาเป็นและความ ต้องการนวัตกรรมส่ือการเรยี นการสอนในการปฏิรูบการศึกษาของครูโรงเรียนสังกัดกรงุ เทพมหานคร จากการวิจัยพบว่า ครูต้องการ กล้องถ่ายภาพ เครื่องเล่นวีซีดี คอมพิวเตอร์ เครื่อง Printer เครื่อง Scanner กระบวนการกลุ่ม การเรียนแบบร่วมมือ การเรียนรู้แบบมีส่วนร่วม การเรียนรู้แบบสรรค์ สร้างความรู้ การเรียนการสอนแบบบูรณาการ และ การสอนแบบปฏิบัติการ ครูต้องการใช้ส่ือ เทคโนโลยีในระดับมาก
134 พูนภัทรา พูลผล (2554) ได้ทาการวิจัยเร่ืองการพัฒนารูปแบบการบริหารงาน วิชาการของสถานศึกษาข้ันพื้นฐานเพื่อเตรียมผู้เรียนสู่ความเป็นพลเมืองโลก ผลการวิจัยพบว่าด้าน การจัดการเรียนการสอนเพื่อนาไปสู่กระบวนการเรียนรู้และกระบวนการคิด การใฝ่รู้ให้มี ความสามารถด้านการประกอบอาชีพ และสามารถแข่งขันกับประชาคมโลกได้ต้องมีการตรวจสอบ ติดตามผลการใช้กระบวนการเรียนการสอนท่ีเน้นผู้เรียนเป็นสาคัญ สามารถเชื่อมโยงกระบวนการ เรียนรู้ในห้องเรียนและนอกห้องเรียนได้ เน้นกระบวนการสอนที่สอดคล้องชีวิตจริงของผู้เรียน ด้าน การวัดประเมินผล ด้วยการส่งเสริม สนับสนุน รวมทั้งอานวยความสะดวกให้ครูมรี ะบบเกณฑ์การวัด ประเมินความรู้หรอื พฤติกรรมต่างๆ หรือใช้เคร่ืองมือวดั ให้ได้ตัวเลขแทนคุณลักษณะต่างๆ โดยนาเอา ข้อต่างๆท่ีได้จากการวัดรวมกับการใช้วิจารณญาณของผู้ประเมินมาใช้ในการตัดสินใจ โดยการ เปรียบเทียบกับเกณฑ์ วัดความรู้ความสามารถของผู้เรียนที่หลากหลาย ด้านการพัฒนาและการใช้ส่อื เทคโนโลยี ด้วยการนาส่อื เทคโนโลยมี าชว่ ยอานวยความสะดวกใหเ้ ปน็ แหล่งเชอ่ื มความรู้ให้มีอยู่ท่ัวทุก มุมโลกมาร่วมเป็นแหล่งเรีบยนรู้ร่วมกัน โดยการนาส่ือเทคโนโลยีมาใช้ในการจัดการเรียนการสอน เพือ่ ใหน้ ักเรยี นมคี วามเปน็ พลเมืองคณุ ภาพและพร้อมเป็นพลเมอื งโลก ผู้วิจัยได้ศกึ ษาเอกสาร งานวจิ ัยท่ีเก่ียวข้อง พบวา่ งานวจิ ยั ท่ีเกยี่ วข้องกบั การ บริหารงานวิชาการเพ่ือพัฒนาความเป็นพลเมืองคุณภาพของนักเรียนโรงเรียนมัธยมศึกษา ซึ่งมี รายละเอยี ดดงั นี้ จากรายงานการวิจัยท่ีมีการสังเคราะห์ วิธีการสรา้ งพลเมืองในโรงเรียนทั่วโลกพบว่า มี 6 วิธีการคอื 1.การจัดการเรียนการสอนในเร่ืองรัฐ ประวัติศาสตร์ กฎหมาย และ ประชาธปิ ไตย 2.การอภิปรายในประเด็นเหตุการณ์ในระดับท้องถ่ิน ชาติ และนานาชาติ เช่น ในประเทศเวียดนามใช้การเขยี นสรุปคาถาม 5 ข้อในการพัฒนานักเรียน 1.วนั น้ที าความดีอะไรบ้าง 2.วนั นี้ชว่ ยพ่อแมท่ างานอะไร 3.วนั นช้ี ุมชนมีเหตุการณใ์ ดเกิดขึ้นบ้าง 4.รายงานขา่ วท่ีเกดิ ขึน้ ในประเทศ 5.รายงานขา่ วเกย่ี วกับสถานการณ์โลก 3.การมีโปรแกรมที่ออกแบบให้นักเรียนมีโอกาสได้ประยุกต์ใช้ ความรู้ที่ได้เรียนใน การรับใช้สงั คมซ่ึงเช่อื มโยงการเรยี นร้เู ข้ากบั การเรยี นรทู้ ีห่ อ้ งเรยี น
135 4.การจดั กจิ กรรมนอกหลักสูตร ท่จี ดั ใหม้ โี อกาสได้มีส่วนรว่ ม กับโรงเรียนและชุมชน ในกจิ กรรมตา่ งๆ 5.ส่งเสริมใหน้ กั เรยี นไดเ้ ขา้ รว่ ม กิจกรรมสภานกั เรียน 6.ส่งเสริมให้นักเรียนได้มีส่วนร่วมในลักษณะสถานการณ์จาลอง (Simulation) ของ กระบวนการประชาธปิ ไตย UNESCO (2012) ให้ความสาคัญในการจัดการเรียนการสอน การพัฒนาคน และ ยังให้ความสาคัญกับเรื่องLiteracy ตามความหมายเดิม หมายถึง ความสามารถในการอ่านหรือเขียน หรืออ่านออกเขียนได้ หรือ การรู้หนังสือ UNESCO ได้นิยามความหมายใหม่ไว้ว่า ความสามารถใน การระบุ บ่งบอก ความเข้าใจ ตีความสร้างสรรค์ ส่ือสาร ประมวลผล ความสามารถในการใช้ข้อมูล และข้อเทจ็ จรงิ ทีเ่ ปน็ ข้อเขยี นหรือส่งิ ทพ่ี ิมพ์ในบริบทท่ีหลากหลายได้ รวมถงึ การต่อเนื่องการเรียนรู้ ท่ี ช่วยให้บุคคลบรรลุเป้าหมายท่ีต้ังใจ หรือพัฒนาความรู้ ศักยภาพ คน ชุมชน และสังคมในมุมกว้าง และการมีส่วนร่วมอย่างเต็มท่ี ซึ่งการรู้หนังสือเชิงการเมืองการปกครองเป็นประเด็นการจัดการศึกษา เพ่ือความเป็นพลเมือง ต่างให้ความสนใจและมุ่งพัฒนาพลเมืองให้มีความรู้ ความเข้าใจในเร่ือง ดังกล่าวด้วย ในการจัดการศึกษาเพ่ือสร้างความเป็นพลเมือง จึงให้ความสนใจไปท่ีการรู้หนังสือเชิง การเมือง หรือ Politic Literacy หมายถึงชุดของความสามารถที่ได้รับการพิจารณาว่าจาเป็นสาหรับ ประชาชน ที่มสี ่วนร่วมกบั รัฐบาล หรือผู้ปกครอง รวมถึงความเข้าใจว่ารฐั ทางานอยา่ งไร และประเด็น การใช้ชีวิตอยู่ในสังคม ทักษะกระบวนการคิดวิจารณญาณ ที่ใช้พิจารณาความแตกต่างของแนวคิด และมมุ มองในประเทศไทย คณะรักษาความสงบแหง่ ชาติ (คสช) 2557 นาโดย พล.อ. ประยทุ ธ์ จันทร์ โอชา หัวหน้ารักษาความสงบแห่งชาติ มีนโยบายส่งเสริมด้านการเรียนการสอนวิชาประวัติศาสตร์ และวิชาหน้าที่พลเมืองได้กล่าวไว้ว่า “ส่งเสริมให้เด็กและเยาวชนให้มีความรู้ ความเข้าใจในเร่ือง ประวัติศาสตร์ ความเป็นไทย รักชาติ ศาสนา และเทิดทูนสถาบันพระมหากษัตริย์ และเป็นพลเมืองดี ในระบอบประชาธปิ ไตย มีความปรองดองสมานฉนั ท์ เพื่อสันตสิ ุขในสังคมไทย” Democratic Citizenship Education-DCE working group(2555)ห รื อ คณะทางานการศึกษาเพ่ือสร้างความเป็นพลเมืองในระบอบประชาธิปไตย ไดก้ ล่าวถงึ ความสาคัญของ การจัดการศึกษาความเป็นพลเมืองคุณภาพไว้ว่า ความเป็นพลเมืองคุณภาพมีความสาคัญและมี องค์ประกอบทีส่ าคัญ 4ประการดงั นี้ 1.ความคดิ รวบยอด 2.ค่านยิ มและแนวทางปฏบิ ตั ิ 3.ทกั ษะความสามารถ
136 4.ความรแู้ ละความเขา้ ใจ การบูรณการเรียนรู้ เพ่ือพัฒนาความเป็นพลเมืองคุณภาพ ควรมีทักษะทางสังคม เพราะการเรยี นร้เู ป็นทกั ษะทางสงั คม หรือความสามารถเชงิ สังคม คอื การเรียนรกู้ ารกระทาตา่ งๆ ท่ีมี ผลต่อตนเองและผู้อ่นื เป็นทักษะภายในที่ชว่ ยในการให้บุคคลสามารถเผชิญสถานการณต์ ่างๆ ท่ีเกิดขน้ึ ในชีวิตประจาวันได้อย่างมีประสิทธิภาพ และเตรียมพร้อมสาหรับการปรับตัวในอนาคต มีการเรียนรู้ ด้วยตัวเอง รู้จักปรับตัว เรียนรู้การตัดสินใจ รวมท้ังรู้จักยับยั้งชั่งใจ บุคคลที่มีทักษะชีวิตจะเป็นคนทม่ี ี เหตุผล รู้จักเลือกการดารงชีวิตที่เหมาะสม ช่วยให้การทางานเกิดความรอบครอบ และเกิดนิสัยการ ทางานเพื่อสังคม การฝึกฝนเป็นการเปิดโอกาสให้คนเกิดความพร้อมในตนเองและการดารงชีวิตได้ อย่างมีความสขุ องคป์ ระกอบทักษะทางสงั คม 1.ทักษะตระหนักรู้ในตนเอง (Self-Awareness) เป็นความสามารถในการ ค้นหา รู้จัก และเข้าใจตนเอง เช่น รู้ข้อดี ความต้องการ และส่ิงท่ีไม่ต้องการของตนเองซึ่งจะช่วยให้ รู้จักตนเองเวลาเผชิญกับความเครียด หรือสถานการณ์ต่างๆ และทักษะนี้ยังเป็นพ้ืนฐานของการ พฒั นาทกั ษะอน่ื เชน่ การสอ่ื สาร การสร้างสัมพนั ธภาพ การตัดสินใจ และความเหน็ อกเห็นใจผู้อ่นื 2.ทักษะการเข้าใจผู้อ่ืน (Empathy) เป็นความสามารถในการเข้าใจความ เหมือนความแตกตา่ งระหว่างบุคคล ในด้านความสามารถ เพศ วยั ระดับการศึกษา ศาสนา ความเช่ือ สีผวิ อาชพี ฯลฯ ช่วยให้สามารถยอมรบั บุคคลอื่นที่ต่างจากเรา เกดิ การชว่ ยเหลือบุคคลอื่นที่ด้อยกว่า หรอื บุคคลท่ไี ดร้ บั ความเดอื ดร้อน 3.ทักษะการตัดสินใจ (Decision Making) เป็นความสามารถในการตัดสินใจ เกย่ี วกบั เรอ่ื งราวตา่ งๆ ในชวี ติ ได้อย่างมีระบบ เช่น ถ้าบคุ คลสามารถตดั สินใจ เก่ยี วกับการกระทาของ ตนเอง ท่ีเกี่ยวกับพฤติกรรมด้านสุขภาพ ความปลอดภัยในชีวิต โดยการประเมินทางเลือก และผลท่ี ได้รับ จากการตัดสินใจ ทางเลือกที่ถูกต้องและเหมาะสม ก็จะมีผลต่อการมีสขุ ภาพที่ดีท้ังร่างกายและ จิตใจ 4.ทักษะการแก้ปัญหา (Problem Solving) เปน็ ความสมารถในการจัดการกับ ปัญหาท่ีเกิดข้ึนในชีวิตได้อย่างมีระบบ ไม่เกิดความเครียดทางกายและจิตใจจนอาจเปน็ ปัญหาใหญโ่ ต เกินแกไ้ ข 5.ทักษะกรสื่อสารอย่างมีประสิทธิภาพ (Effective Communication) เป็น ความสามารถในการใชค้ าพูด และท่าทางท่ีแสดงออกถึงความรู้สึกนึกคิดของตนเองได้อย่างเหมาะสม กบั วฒั นธรรมและสถาการณตา่ งๆ ไมว่ า่ จะเป็นการแสดงความคิดเห็น การแสดงความต้องการ การชื่น ชม การขอร้อง การเจรจาตอ่ รอง การชว่ ยเหลอื การปฏเิ สธ เป็นตน้
137 6.ทักษะการสร้างสัมพันธภาพระหว่างบุคคล (Interpersonal Relationship) เป็นความสามารถในการสร้างความสัมพันธ์ที่ดี ระหว่างกันและกัน และสามารถรักษาสัมพันธภาพไว้ ไดย้ ื่นยาว 7.ทักษะการจัดการกับอารมณ์ (Coping with Emotion) เป็นความสามารถ ในการรบั ร้อู ารมณ์ของตนเองและผู้อื่น รู้วา่ อารมณ์มผี ลต่อการแสดงพฤติกรรมอยา่ งไร รวู้ ิธจี ัดการกับ อารมณ์โกธร ความโศกเศรา้ ทีส่ ง่ ผลทางลบต่อรา่ งกาย และจิตใจได้อย่างเหมาะสม ทั้งนี้สามารถสรุปไดว้ ่า การบรหิ ารงานวชิ าการเพ่ือพัฒนาความเป็นพลเมืองคุณภาพ ของนักเรียนโรงเรียนมัธยมศึกษา มีความสาคญั ในจดั การจดั การเรียนการสอนของเยาวชน เพ่อื พัฒนา คณุ ภาพการศกึ ษาที่ยงั่ ยนื และนามาพัฒนาประเทศ
บทท่ี 3 วธิ ีดาเนินการวจิ ัย การวิจัยเรื่อง กลยุทธ์การบริหารงานวิชาการโรงเรียนมัธยมศึกษาตามแนวคิดการพัฒนา พลเมืองคุณภาพ ครั้งนี้ดาเนินวิจัยโดยใช้ระเบียบวิธีวิจัยแบบผสมผสาน (Mixed Methods) โดยการ เกบ็ ข้อมูลเชงิ ปริมาณ และเชิงคณุ ภาพ โดยมีขัน้ ตอนและวธิ กี ารดาเนินการวจิ ยั ท่ีสาคัญ 4 ขน้ั ตอน ดังนี้ ขั้นตอนท่ี 1 ศึกษากรอบแนวคิด ทฤษฎี โดยศึกษาเอกสารและงานวิจัยที่เก่ียวข้องกับการบริหารงาน วิชาการโรงเรยี นมธั ยมศกึ ษาตามแนวคดิ การพฒั นาพลเมืองคุณภาพ ขน้ั ตอนท่ี 2 ศกึ ษาสภาพปัจจุบันและสภาพท่ีพึ่งประสงค์ของการบริหารงานวชิ าการโรงเรียน มัธยมศึกษาตามแนวคิดการพัฒนาพลเมอื งคุณภาพ ขั้นตอนที่ 3 ยกร่างกลยุทธ์การบริหารงานวิชาการโรงเรียนมธั ยมศึกษาตามแนวคดิ พลเมืองคณุ ภาพ ขนั้ ตอนที่ 4 นาเสนอกลยุทธ์การบรหิ ารงานวิชาการโรงเรยี นมัธยมศึกษาตามแนวคดิ พลเมอื งคณุ ภาพ มรี ายละเอยี ดดังน้ี ขน้ั ตอนท่ี 1 ศกึ ษากรอบแนวคิด ทฤษฎี โดยศกึ ษาเอกสารและงานวจิ ัยทเ่ี ก่ียวข้องกับการ บริหารงานวชิ าการโรงเรียนมธั ยมศกึ ษาตามแนวคิดการพัฒนาพลเมืองคุณภาพ ได้ทาการศึกษา หลักการ แนวคิด ทฤษฏี และงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับบริหารงานวิชาการ โรงเรยี นมัธยมศึกษาตามแนวคดิ การพัฒนาพลเมืองคณุ ภาพ โดยมขี ้ันตอนดังน้ี 1. ผวู้ ิจยั ได้ทาการศึกษาเอกสาร แนวคดิ ทฤษฎี และงานวจิ ยั ท่ีเก่ยี วข้อง เพอ่ื นามา กาหนดเป็นกรอบแนวคิดเชงิ ทฤษฎี นาเสนอในรูปแบบวิเคราะหเ์ อกสาร 2. นาเสนอกรอบแนวคิดเชิงทฤษฎีท่ีได้ติดต่อผู้ทรงคุณวุฒิ เพ่ือมาพิจารณา ตรวจสอบ 3. ผูท้ รงคณุ วฒุ ปิ ระเมนิ กรอบแนวคดิ เชงิ ทฤษฎที ผ่ี ู้วิจยั กาหนดข้นึ 4. ผู้วจิ ยั นาผลการประเมนิ มาปรับปรงุ แกไ้ ข ผใู้ ห้ข้อมูล ผู้ทรงคุณวุฒิในการศึกษากรอบแนวคิดเชิงทฤษฏีคร้ังน้ี ได้แก่ ผู้บริหารการศึกษา ผู้บริหาร สถานศึกษา และนักวิชาการท่ีความรู้หรือประสบการณ์ และมีผลงานวิชาการที่เก่ียวข้องกับการ บริหารงานวิชาการโรงเรียนมัธยมศึกษาตามแนวคิดการพ้ฒนาพลเมืองคุณภาพ จานวน 5 ท่าน เพ่ือให้ข้อเสนอแนะในการพัฒนากรอบแนวคิด คุณลักษณะของพลเมืองคุณภาพ และบริหารงาน
139 วิชาการโรงเรียนมัธยมศึกษาตามแนวคิดการพัฒนาพลเมืองคุณภาพ โดยผู้วิจัยได้เลือกแบบเจาะจง แบง่ ออกเป็น 3 กลุ่มดังนี้ กลุ่มท่ี 1 ผู้ทรงคุณวุฒิ ด้านการบริหารงานวิชาการ จานวน 2 ท่าน ผู้ทรงคุณวุฒิจาก สานักงานคณะกรรมการการศกึ ษาขั้นพ้นื ฐาน กลุ่มท่ี 2 ผู้ทรงคุณวุฒิ ด้านการบริหารงานวิชาการ จานวน 2 ท่าน ประกอบด้วย ผู้บริหาร สถานศึกษาโรงเรียนมัธยมศึกษา ประเภทสามัญ สังกัดสานักคณะกรรมการการศึกษาข้ันพื้นฐาน ศึกษา โดยคัดเลอื กผบู้ ริหารสถานศึกษาจากโรงเรยี นท่ีมผี ลการประเมนิ รอบที่ 3 โดยมีผลการประเมิน ในระดบั ดีมาก กลุ่มท่ี 3 ผู้ทรงคุณวุฒิ ด้านพลเมืองคุณภาพ ได้แก่ ท่ีปรึกษาโครงการส่งเสริมด้านพลเมือง คุณภาพจานวน 1 ทา่ น เครอื่ งมอื ในการวิจัย เครื่องมือในการวิจัยแบบประเมินกรอบแนวคิด ขอบข่ายการบริหารงานวิชาการ และคุณลักษณะของความเป็นพลเมืองคุณภาพ ที่เกี่ยวข้องกับการบริหารงานวิชาการโรงเรียน มัธยมศกึ ษาตามแนวคดิ การพัฒนาพลเมืองคุณภาพ ข้ันตอนท่ี 2 ศึกษาสภาพปัจจุบนั และสภาพทีพ่ ึง่ ประสงค์ของการบริหารงานวิชาการโรงเรียน มัธยมศึกษาตามแนวคดิ การพฒั นาพลเมืองคณุ ภาพ ศึกษาหลักการ แนวคิด ทฤษฎี และงานวิจัยที่เก่ียวข้องเพ่ือมากาหนดเป็นกรอบแนวคิด ในการวิจัยดาเนินการออกแบบและผู้ให้ข้อมูลออกแบบเคร่ืองมือ และออกแบบการวิเคราะห์ข้อมูล โดยมรี ายละเอียดดงั นี้ ประชากรและกลมุ่ ตวั อย่างทใี่ ชใ้ นการทาวิจยั 1. ประชากรที่ใช้ในการวิจัยคือ โรงเรียนระดับมัธยมศึกษา ประเภทสามัญศึกษา สังกัด คณะกรรมการการศกึ ษาข้ันพน้ื ฐาน จานวน 2,361 แหง่ 2. กลุ่มตัวอย่างท่ีใช้ในการทาวิจัยคือ โรงเรียนระดับมัธยมศึกษา ประเภทสามัญศึกษา สังกัดสานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพ้ืนฐาน จานวน 385 แห่ง โดยการคานวณกลุ่มตัวอย่าง ด้วยการใช้สตู รของ Yamane (1976) โดยกาหนดความคลาดเคล่ือน 5% ท่รี ะดบั ความเชื่อมนั่ 95% โดยใช้ สูตรดงั น้ี n=N 1+Ne2 เมอื่ n = ขนาดของกลุ่มตัวอยา่ ง
140 N = จานวนครูท้งั หมด e = ความคลาดเคล่อื นท่ยี อมรับได้ ขนาดของประชากรโรงเรียนมัธยมศึกษา ประเภทสามัญศึกษา สังกัดสานัก คณะกรรมการการศึกษาขน้ั พ้ืนฐานจานวน 2,361 แห่งคานวณจากกลมุ่ ตัวอยา่ งไม่นอ้ ยกวา่ 385 แหง่ การส่มุ เลอื กโรงเรยี น ดาเนินการสุ่มแบบหลายข้ันตอน (Multi-Stage Random) เพื่อให้ ได้ตวั อย่างที่เปน็ ตวั แทนของกลมุ่ ประชากร โดยมีข้นั ตอนการสุม่ ตัวอย่าง 3 ข้นั ตอนดงั นี้ 1. การสุ่มตัวอย่างแบบแบ่งช้ัน (Systematic random sampling) เลือกลุ่มตัวอย่าง ทั้งหมด 4 กลุ่มตามขนาดของโรงเรียนมัธยมศึกษา ประเภทสามัญศึกษา สังกัดสานักงาน คณะกรรมการการศึกษาขน้ั พื้นฐาน พุทธศกั ราช 2558 ดังนี้ โรงเรียนขนาดเลก็ หมายถงึ โรงเรยี นท่มี ผี ูเ้ รยี นตั้งแต่ 0-499 คน โรงเรียนขนาดกลาง หมายถงึ โรงเรียนท่ีมีผเู้ รยี นตั้งแต่ 500-1,499 คน โรงเรียนขนาดใหญ่ หมายถึง โรงเรยี นทมี่ ีผเู้ รยี นตงั้ แต่ 1,500-2,499 คน โรงเรียนขนาดใหญ่พิเศษ หมายถงึ โรงเรียนทีม่ ผี เู้ รยี นตง้ั แต่ 2,500 คนขนึ้ ไป 2. กาหนดจานวนโรงเรียนตามจานวนสดั ส่วนของกลุ่มตวั อย่างตามขนาดโรงเรียน จะได้ กลุ่มตัวอย่างทั้งสน้ิ 385 แหง่ ดงั ตารางที่ 4 กลุ่มตวั อยา่ งผใู้ ห้ข้อมูลในการวิจยั ตารางที่ 4 กลุ่มตัวอยา่ งผใู้ ห้ข้อมูลในการวิจัย โรงเรียน จานวนประชากร จานวนกลุ่มตัวอยา่ ง โรงเรยี นขนาดเล็ก 461 68 โรงเรียนขนาดกลาง 661 82 โรงเรียนขนาดใหญ่ 542 97 โรงเรยี นขนาดใหญ่พิเศษ 697 138 2,361 385 รวม โดยกาหนดผู้ให้ข้อมูลเป็น 3 กลุ่ม คือ ผู้อานวยการโรงเรียน โรงเรียนละ 1 คน รอง ผู้อานวยการฝ่ายวิชาการ โรงเรียนละ1 คน และครู ผู้สอนกลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรมโรงเรยี นละ 1 คน จานวนทง้ั ส้นิ 1,155 คน เคร่ืองมอื ทใ่ี ช้ในการวิจัย เคร่ืองมือท่ีใช้ในการวิจัย คือ แบบสอบถาม ประกอบด้วยความคิดเห็นเกี่ยวกับ สภาพปัจจุบัน และสภาพที่พึ่งประสงค์ในการบริหารงานวิชาการโรงเรียนมัธยมศึกษาตามแนวคิด
141 พลเมืองคุณภาพ จานวน 1 ชุดสาหรับเก็บข้อมูล ผู้อานวยการโรงเรยี น รองผู้อานวยการ หัวหน้าฝา่ ย วชิ าการและครู โดยมปี ระเด็นคาถามในเครอื่ งมือแบ่งออกเปน็ 3 ตอนดังน้ี ตอนท่ี 1 ข้อมูลทั่วไปของผู้ตอบแบบสอบถาม มีลักษณะเป็นแบบตรวจสอบรายการ ประกอบดว้ ย ตาแหนง่ เพศ อายุ ระดับการศกึ ษา ประสบการณ์ในตาแหนง่ ตอนท่ี 2 แบบสอบถามสภาพปัจจุบันและสภาพที่พ่ึงประสงค์ของการบริหารงาน วิชาการโรงเรียนมัธยมศึกษาตามแนวคดิ พลเมืองคณุ ภาพ มีลักษณะเปน็ แบบมาตราสว่ น 5 ระดับ ตอนที่ 3 ข้อเสนอแนะเพิ่มเติมเก่ียวกับการบริหารงานวิชาการโรงเรียนมัธยมศึกษา ตามแนวคิดพลเมืองคุณภาพ มลี ักษณะเปน็ คาถามปลายเปดิ การตรวจสอบความตรงของเครื่องมอื 1.นาแบบสอบถามที่สร้างข้ึนมาเสนออาจารย์ที่ปรึกษา เพ่ือ ตรวจสอบและให้ ข้อเสนอแนะเกี่ยวกับความตรงเชิงเนื้อหา และความชัดเจนของภาษา เพอื่ ให้แบบสอบถามครอบคลุม และเหมาะสมกบั เน้ือหาการวิจัย 2.นาแบบสอบถามมาปรับปรุงแกไ้ ขตามข้อเสนอแนะของอาจารยท์ ปี่ รึกษา 3.นาแบบสอบถามท่ีปรับปรุงแล้วให้ผู้ทรงคุณวุฒิ จานวน 5 ท่านตรวจสอบ ความตรงเชิงเน้ือหา และพิจารณาความเหมาะสมของแบบสอบถามนาผลการพิจารณาจาก ผู้ทรงคุณวุฒิมาคานวณหาค่าความตรงเชิงเนื้อหานาผลการตรวจสอบจากผู้ทรงคุณวฒุ ิ มาคานวณหา ค่าความตรงด้านเนื้อหา 4.นาผลการพิจารณาจากผู้ทรงมาคานวณหาค่าความตรงเชิงเน้ือหาเพื่อ พิจารณาค่าดัชนีความสอดคล้อง (Index of Consistency : IOC) โดยใช้สูตรของโรวิเนลลี และแฮม เบลตนั (อ้างถึงใน ศริ ชิ ัย กาญจนวาสี, 2552) ดังนี้ IOC = ∑r n เม่ือ IOC หมายถงึ ดชั นีความสอดคลอ้ งท่มี ีคา่ อย่รู ะหว่าง-1 ถงึ +1 ∑R หมายถึง ผลรวมของการพจิ ารณาของผเู้ ช่ียวชาญ n หมายถึง จานวนผูเ้ ช่ียวชาญ ใช้เกณฑ์การพิจารณาคัดเลือกข้อคาถามท่ีเหมาะสม คือ ค่าดัชนี IOC รายข้อต้องมีค่า มากกว่า 0.80 (อ้างถึงใน ศิริชัย กาญจนวาสี, 2552) ปรับปรุงภาษาของข้อคาถามตามข้อเสนอแนะ ของผู้ทรงคุณวุฒิ และให้อาจารย์ทปี่ รกึ ษาตรวจสอบอกี คร้ังกอ่ นนาไปทดลองใช้ เกณฑ์การใหค้ ะแนน
142 +1 = แนใ่ จว่าประเดน็ ทตี่ รวจสอบเครือ่ งมือมคี วามเหมาะสม 0 = ไมแ่ น่ใจว่าประเด็นที่ตรวจสอบเครื่องมอื มีความเหมาะสม -1 = แน่ใจวา่ ประเดน็ ทีต่ รวจสอบไม่มคี วามเหมาะสม โดยค่า IOC ของแบบสอบถามในเรื่องการบริหารงานวิชาการโรงเรียนมัธยมศึกษาตาม แนวคิดการพัฒนาพลเมืองคุณภาพ งานการบริหารงานวิชาการทั้ง 5 ฉบับเป็นท่ียอมรับและมีความ เหมาะสม โดยขอ้ คาถามมีคา่ IOC มคี ่า 0.8 ขน้ึ ไป (ภาคผนวก) การตรวจสอบความเทยี่ ง (Reliability) ของเคร่ืองมือ นาแบบสอบถามท่ีผา่ นการตรวจสอบความตรงเชงิ เน้ือหาไปทดลองใชก้ ับประชากรท่ี ไม่ใช่กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย โดยมีผู้ให้ข้อมูลจานวน 30 คน ได้แก่ ผู้อานวยการ รอง ผู้อานวยการ/ หัวหน้าฝ่ายวิชาการ จานวน 15 คน และครูจานวน 15 คน ดังแสดงรายละเอียดใน ตารางที่ 5 ตารางท่ี 5 กลุ่มตวั อย่างในการทดลองใช้เครื่องมอื ผู้ให้ขอ้ มูล โรงเรียน ระดับ ผอู้ านวยการ รองผู้อานวยการ ครู สาธติ มหาวทิ ยาลัยศรนี ครนิ วโิ รฒฝา่ ยมธั ยม มธั ยมศกึ ษา 1 1 1 สายน้าผ้ึง ในพระอุปถมั ภฯ์ มัธยมศกึ ษา 1 1 1 สวนกหุ ลาบวิทยาลัย มัธยมศกึ ษา 1 1 1 นาคนาราอปุ ถมั ภฯ์ มธั ยมศึกษา 1 1 1 เทพศิรนิ ทร์ มธั ยมศกึ ษา 1 1 1 สามเสนวิทยาลยั มธั ยมศกึ ษา 1 1 1 สายปญั ญา ในพระบรมราชินปู ถมั ภ์ฯ มธั ยมศึกษา 1 1 1 เตรยี มอุดมศึกษา มัธยมศกึ ษา 1 1 1 วชริ ธรรมสาธิต มธั ยมศึกษา 1 1 1 โดยนาผลทีไ่ ด้มาวิเคราะหห์ าความเท่ียง (Reliability) โดยใช้สัมประสทิ ธแ์ิ อลฟาของครอ นบาค (Cronbach’s Alpha Coefficient) ของสวุ ิมล ตริ กานนั ท์(2550 : 175) ดังน้ี สูตรทีใ่ ช้ α = n 1- ΣS2i n-1 St2 เมือ่ α = สมั ประสิทธ์ิความเทยี่ งของเคร่อื งมือ n = จานวนขอ้ คาถามนเครอ่ื งมือ
143 S2i = ความแปรปรวนของคะแนนคาถามแตล่ ะข้อ S2t = ความแปรปรวนของคะแนนรวมของผตู้ อบท้ังหมด โดยถือเกณฑ์ค่าส้มประสิทธ์ิแอลฟา เท่ากับ 0.70 ข้ึนไปจึงยอมรับว่า แบบสอบถามมี ความเที่ยง โดยแบบสอบถามนี้ มคี ่าพิสยั ความเท่ียงอยรู่ ะหว่าง 0.856 – 0.987 ซ่งึ ถอื ว่าแบบสอบถาม ท่ีสร้างขึ้นมีความเหมาะสม และสามารถนาไปใช้ในการเก็บรวมรวมข้อมูลกับผู้ให้ข้อมูลท้ัง 3 กลุ่ม โดยมรี ายละเอยี ดผลการแสดงวิเคราะห์ค่าความเทีง่ ของแต่ละตัวแปร ดงั แสดงรายละเอยี ดในตารางที่ 6 ตารางที่ 6 คา่ ความเที่ยงแบบแอลฟาของครอนบาค เครอื่ งมอื วิจยั (แบบสอบถาม) จานวนข้อ ความเที่ยง แบบสอบถามสาหรับผู้อานวยการโรงเรียน 26 0.978 แบบสอบถามสาหรับรองผู้อานวยการฝา่ ยวิชาการ 26 0.945 แบบสอบถามสาหรับครูผ้สู อน 26 0.856 การเกบ็ รวบรวมข้อมลู ส่งแบบสอบถามพร้อมท้ังขอหนังสือขอความร่วมมือในการเก็บรวบรวมข้อมูลจาก บัณฑิตวิทยาลัยจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ถึงผู้อานวยการโรงเรียนมัธยมศึกษาของรัฐบาล ในสังกัด สานักคณะกรรมการข้ันพ้ืนฐาน จานวน 385 แห่ง จานวนผู้ให้ข้อมูลจานวนท้ังสิ้น 1,155 คน โดย ผวู้ จิ ัยใชก้ ารส่งการรับทางไปรษณีย์ ตารางท่ี 7 จานวนการส่งและจานวนการตอบกลับของกลมุ่ ผใู้ หข้ อ้ มลู ขนาด จานวนสง่ ใหผ้ ู้ให้ขอ้ มูล จานวนการตอบกลบั คืน ครู รวมทั้งสน้ิ รอ้ ยละ โรงเรียน ผอู้ าน วยการ รอง รวม ครู ทัง้ ส้ิน ผู้อานวยการ รอง ผู้อานวยการ ผ้อู านวยการ ขนาดเล็ก 68 68 68 204 34 35 35 104 10.7 ขนาดกลาง 82 82 82 246 81 81 82 244 25.1 ขนาดใหญ่ 97 97 97 291 81 81 82 244 25.1 ขนาดใหญ่ 138 138 138 414 127 128 126 381 39.2 พเิ ศษ รวม 385 385 385 1,155 323 325 325 973 84
144 การวเิ คราะหข์ ้อมูล นาแบบสอบถามท่ีได้มาวิเคราะห์ข้อมูลโดยการใช้โปรแกรมสาเร็จรูป SPSS Windows (Statistical Package for Science) และใช้สถติ ิในการวิเคราะหด์ งั น้ี ตอนที่ 1 วิเคราะห์สภาพท่ัวไปของผู้ตอบแบบสอบถาม โดยใช้สถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ การแจงแจกความถี่ ค่ารอ้ ยละ ตอนท่ี2 วิเคราะห์สภาพปัจจุบันและสภาพพึงประสงค์ของการบริหารงานวิชาการ โรงเรียนมัธยมศึกษาตามแนวคิดพลเมืองคุณภาพ โดยใช้สถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ค่าเฉลี่ย ส่วนเบียง เบนมาตรฐานมาเปน็ ในการพิจารณา 5 หมายถึง ระดับความเป็นจริงท่ีตรงกับสภาพปัจจุบัน และระดับสภาพที่ต้องการให้ เกิดขน้ึ ในอนาคตมากที่สุด 4 หมายถึง ระดับความเป็นจริงท่ีตรงกับสภาพปัจจุบัน และระดับสภาพที่ต้องการให้ เกดิ ข้ึนในอนาคตมาก 3 หมายถึง ระดับความเป็นจริงท่ีตรงกับสภาพปัจจุบัน และระดับสภาพที่ต้องการให้ เกิดขน้ึ ในอนาคตปานกลาง 2 หมายถึง ระดับความเป็นจริงที่ตรงกับสภาพปัจจุบัน และระดับสภาพท่ีต้องการให้ เกดิ ข้ึนในอนาคตนอ้ ย 1 หมายถึง ระดับความเป็นจริงท่ีตรงกับสภาพปัจจุบัน และระดับสภาพที่ต้องการให้ เกดิ ขึ้นในอนาคตนอ้ ยทสี่ ดุ จากนัน้ ผูว้ จิ ยั วิเคราะหภ์ าพรวม โดยหาค่าเฉลย่ี และส่วนเบยี่ งเบนมาตรฐาน นาค่าเฉล่ยี ที่ ได้มา แปลความหมายตามชว่ งคะแนน ซ่ึงผู้วจิ ัยกาหนดให้แต่ละช่วงคะแนนโดยมคี วามหมายดังน้ี ค่าเฉลย่ี คะแนน 4.50-5.00 หมายถงึ มีการปฏิบตั จิ รงิ หรอื มีสภาพพึงประสงค์ ในระดบั มากท่สี ดุ ค่าเฉลย่ี คะแนน 3.50-4.49 หมายถงึ มกี ารปฏบิ ตั จิ ริง หรือ มสี ภาพพงึ ประสงค์ ในระดบั มาก ค่าเฉลี่ยคะแนน 2.50-3.49 หมายถงึ มกี ารปฏิบตั จิ ริง หรือ มีสภาพพึงประสงค์ ในระดับปานกลาง ค่าเฉล่ยี คะแนน 1.50-2.49 หมายถึง มกี ารปฏิบตั ิจริง หรือ มสี ภาพพงึ ประสงค์ ในระดับนอ้ ย
145 คา่ เฉล่ียคะแนน 1.00-1.49 หมายถงึ มกี ารปฏบิ ัติจริง หรือ มสี ภาพพงึ ประสงค์ ในระดบั นอ้ ยที่สุด ตอนที่ 3 วเิ คราะหข์ ้อเสนอแนะเพ่ิมเติม ซงึ่ เปน็ คาถามปลายเปิดเก่ียวกับการบรหิ ารงาน วิชาการโรงเรียนมัธยมศึกษาตามแนวคิดพลเมืองคุณภาพ โดยใช้การวิเคราะห์เนื้อหา (Content Analysis) ข้ันตอนท่ี 3 ยกร่างกลยุทธ์การบรหิ ารงานวชิ าการโรงเรยี นมธั ยมศึกษาตามแนวคิดพลเมอื ง คุณภาพ ดาเนินการยกร่างกลยุทธ์ โดยแบ่งเป็น 3 ข้ันตอนได้แก่ การวิเคราะห์ จุดแข็ง จุดอ่อน โอกาสและภาวะคุกคาม (SWOT Analysis) การยกรา่ งกลยุทธ์และการตรวจสอบความเหมาะสม และ ความเปน็ ไปไดข้ องกลยุทธ์ โดยมีรายละเอียดดังน้ี เครอื่ งมือทใี่ ชใ้ นการวิจัย 3.1 การวิเคราะหจ์ ุดแข็ง จุดอ่อน โอกาส ภาวะคกุ คาม (SWOT Analysis) ดาเนนิ การวิเคราะห์ SWOT จากข้อมลู ท่ีไดจ้ ากแบบสอบถาม โดยใช้ PNI เพอื่ เปรียบเทียบความแตกต่างระหว่างสภาพปัจจุบันและสภาพท่ีพึงประสงค์ และวิเคราะห์จัดลาลับ ความสาคัญของความต้องการจาเป็นในการบริหารงานวิชาการโรงเรียนมัธยมศึกษาตามแนวคิด พลเมืองคุณภาพ ประเภทสามัญศึกษา สังกัดคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาข้ันพื้นฐาน จากมากไป หาน้อย โดยคานวณหาความต้องการจากสูตร การคานวณหาค่าดัชนี Modified Priority Needs Index (PNIModified) เพื่อระบุความต้องการจาเป็นจากสูตร PNIModified (นงลักษณ์ วิรัชชัย และสุวิมล วอ่ งวานชิ , 2542) สูตร PNIModified = (I – D)/D I = สภาพที่พึงประสงค์ของการบริหารงานวิชาการโรงเรียนมัธยมศึกษาตาม แนวคดิ พลเมอื งคุณภาพ D = สภาพปัจจุบันของการบริหารงานวิชาการโรงเรียนมัธยมศึกษาตาม แนวคิดพลเมืองคณุ ภาพ เมื่อหา SWOT แล้วผู้วิจัยวิเคราะห์ PNI เพื่อจัดลาดับความสาคัญของความต้องการ จาเป็น แล้วเลือก SWOT ที่มีค่าสูงเฉล่ียนามาเขียนรายงานสภาพแวดล้อมภายในที่เป็นจุดแข็ง และ จดุ ออ่ น และรายงานสภาพแวดล้อมภายนอกทีเ่ ปน็ โอกาสและภาวะคุกคามโดยมีรายละเอียดดงั น้ี 1.เขียนรายงานจุดแข็ง โดยเรียงลาดับจุดแข็งที่มีคะแนนสูงกว่าค่าเฉล่ียในด้านน้ัน เรยี งลาดับจากมากไปหาน้อย
146 2.เขียนรายงานจุดอ่อน โดยเรียงลาดับจุดอ่อน ที่มีค่าคะแนนสูงกว่าค่าเฉล่ียในด้านนั้น เรียงลาดบั จากมากไปน้อย 3.เขียนรายงานโอกาส โดยเรียงลาดับโอกาส ที่มีค่าคะแนนสูงกว่าค่าเฉลี่ยในด้านน้ันๆ เรียงลาดับจากมากไปหาน้อย 4.เขยี นรายงานภาวะคุกคาม โดยเรียงลาดับภาวะคุกคามที่มีคา่ คะแนนสูงกวา่ ค่าเฉล่ียใน ดา้ นน้นั ๆ เรยี งจากมากไปหานอ้ ย จากน้ันผู้วิจยั ทาตารางจัดทารา่ งกลยุทธ์การบริหารงานวิชาการโรงเรียนมัธยมศึกษาตาม แนวคิดพลเมอื งคณุ ภาพ โดยดาเนนิ การดงั นี้ 1.จดั ทาตารางเมตรกิ ซ์ 2.นา S-W-O-T มาใส่ตารางเมตรกิ ซ์ 3.จบั คูร่ ะหว่างสภาพแวดล้อมภายใน กับ สภาพแวดล้อมภายนอก ดังน้ี 3.1 จับคู่จุดอ่อน - ภาวะคุกคาม (WT) เพื่อกาหนดกลยุทธ์เชิงป้องกัน (Defensive Strategy) โดยพยายามลดจุดอ่อน หลีกภัยภาวะคุกคาม และหาแนวทางดาเนินการท่ีจะให้โรงเรียน เกิดความสูญเสยี น้อยทีส่ ดุ 3.2จับจุดอ่อน - โอกาส (WO) เพื่อกาหนดกลยุทธ์การพลิกตัว (Turnaround - Oriented Strategy) โดยแกไ้ ขจุดออ่ นและนาโอกาสทีเ่ ปดิ ให้มาทาประโยชนอ์ ยา่ งเต็มที่ 3.3จับคู่จุดแข็ง - ภาวะคุกคาม (ST) เพื่อกาหนดกลยุทธ์ขยายขอบข่ายกิจการ (Diversification Strategy) โดยใช้ประโยชน์จากจุดแข็ง หลีกภัยภาวะคุกคาม และหาแนวทาง ดาเนนิ การทจ่ี ะทาให้โรงเรียนเกิดความสูญเสียนอ้ ยทสี่ ุด 3.4จับคู่จุดแข็ง – โอกาส (SO) เพื่อกาหนดกลยุทธ์เชิงรุก (Aggressive Strategy) โดยนาจดุ แขง็ ท่ีมมี าเสริมสร้าง และนาโอกาสที่เปิดใหม้ าทาประโยชน์อย่างเตม็ ที่ 4. จัดทาร่างกลยุทธ์การบริหารงานวิชาการโรงเรียนมัธยมศึกษาตามแนวคิดพลเมือง คณุ ภาพ 5. รา่ งกลยทุ ธ์การบริหารงานวชิ าการโรงเรยี นมัธยมศึกษาตามแนวคิดพลเมืองคณุ ภาพ
147 3.2 การยกร่างกลยุทธ์ 3.2.1 ยกร่างกลยุทธ์การบริหารงานวิชาการโรงเรียนมัธยมศึกษาตาม แนวคดิ พลเมอื งคณุ ภาพ ฉบบั ท่ี 1 ผวู้ ิจยั นาข้อมลู จากการวิเคราะห์ จดุ แขง็ –จดุ อ่อน – ภาวะคกุ คามของสภาพปัจจุบนั และ สภาพที่พึงประสงค์ของการบริหารงานวิชาการโรงเรียนมัธยมศึกษาตามแนวคิดพลเมืองคุณภาพ มาย กร่างกลยุทธ์การบริหารงานวิชาการโรงเรียนมัธยมศึกษาตามแนวคิดพลเมืองคุณภาพ โดย ผู้ทรงคุณวุฒิ และผู้มีส่วนเกี่ยวข้องในการจัดการศึกษา จานวน 20 คนผู้วิจัยเลือกแบบเจาะจง (Purposive Sampling) โดยแบ่งออกเป็น 4 กลุ่มดังน้ี กลุ่มท่ี 1 ผู้ทรงคุณวุฒิด้านการบริหารการศึกษาจากสานักคณะกรรมการการศึกษาข้ัน พื้นฐาน 2 ทา่ น กลุ่มที่ 2 นักวิชาการด้านพลเมืองคุณภาพ ประกอบด้วยจานวน 7 ท่าน และประธาน คณะกรรมการจานวน 1 ท่าน กลุ่มท่ี 3 ผู้บริหารโรงเรียนมัธยมศึกษา ประเภทสามัญศึกษา สังกัดสานักคณะกรรมการ การศกึ ษาข้นั พนื้ ฐาน จานวน 5 ทา่ น กลมุ่ ท่ี 4 ครู หวั หน้ากลมุ่ สาระการเรียนรูใ้ นโรงเรยี นมัธยมศึกษาจานวน 5 ทา่ น เครื่องมือที่ใช้ในการทาวิจัย คือ แบบประเมินกลยุทธ์ โดยผู้วิจัยสร้างแบบประเมินกล ยทุ ธ์ดงั น้ี 1.ผ้วู จิ ยั ประยกุ ต์แนวคิดการประเมนิ นโยบายของ(Owens(1993)และปรึกษาผ้เู ชี่ยวชาญ ดา้ นกลยทุ ธเ์ พื่อใชเ้ ป็นการออกแบบในการประเมินกลยุทธ์ 2.จัดทาร่างแบบประเมิน และรายการข้อคาถามท่ีคลอบคุมกลยุทธ์การบริหารงาน วิชาการโรงเรียนมัธยมศึกษาตามแนวคิดพลเมืองคุณภาพ โดยใช้แบบสอบถามแบบมาตราส่วน ประมาณคา่ 5 ระดบั 3.ตรวจสอบความตรงเชงิ เนื้อหาของแบบประเมิน โดยอาจารย์ท่ีปรึกษาวิทยานพิ นธ์ 4.ปรับปรุงแก้ไขแบบประเมินตามข้อเสนอนะของอาจารย์ท่ีปรึกษาวิทยานิพนธ์ และ นาไปเก็บรวมรวบข้อมลู 3.2.2 ยกรา่ งกลยทุ ธก์ ารบริหารงานวิชาการโรงเรยี นมธั ยมศึกษาตามแนวคิดพลเมือง คณุ ภาพ ฉบบั ที่ 2 ผู้วิจัยนาผลการประเมินความเหมาะสม และความเป็นไปได้ของร่างกลยุทธ์ การบริหารงานวิชาการโรงเรียนมัธยมศึกษาตามแนวคิดพลเมืองคุณภาพ ฉบับท่ี 1 ผ่านการประเมิน
148 โดยผทู้ รงคุณวุฒิ และผ้มู สี ว่ นเกย่ี วขอ้ งมาปรับปรุงและนาเสนอเป็นร่างกลยุทธก์ ารบรหิ ารงานวิชาการ โรงเรียนมัธยมศึกษาตามแนวคิดพลเมืองคุณภาพ ฉบับที่ 2 จากน้ันจึงประเมินผู้ทรงคุณวุฒิ และผู้มี ส่วนเกี่ยวข้อง จานวน 12 คน (กลุ่มเดิมจากการประเมินร่างกลุ่มที่ 1) โดยผู้วิจัยจัดประชุมสนทนา กลุ่ม (Focus Group) เพื่ออภิปรายแลกเปล่ียนความคิดเหน็ พร้อมท้ังชี้แจงข้อเสนอแนะต่างๆ ในเชิง ลกึ อยา่ งละเอียด การตรวจสอบความเหมาะสม และความเปน็ ไปได้ มกี ระบวนการดงั น้ี 1.ผู้วิจัยเชิญผู้ทรงคุณวุฒิผู้มีส่วนเกี่ยวข้องในการจัดการศึกษา และนักวิชาการ จานวน 15 คนมารว่ มสนทนากลุ่ม (F0cus Group Discussion) 2.ผู้วิจัยนาเสนอกลยุทธ์การบริหารงานวิชาการโรงเรียนมัธยมศึกษาตามแนวคิด พลเมอื งคณุ ภาพ ฉบบั ท่ี 2 3.จัดเวทีประชาพิจารณ์เพื่อตรวจสอบความเหมาะสม และความเป็นไปได้ในการนา กลยทุ ธก์ ารบริหารงานวชิ าการโรงเรียนมธั ยมศึกษาตามแนวคิดพลเมืองคณุ ภาพ ฉบบั ท่ี 2 มาใช้ ข้ันตอนที่ 4 นาเสนอกลยทุ ธ์การบริหารงานวชิ าการโรงเรียนมัธยมศึกษาตามแนวคิดพลเมอื ง คณุ ภาพ ปรับปรุงกลยุทธ์กลยุทธ์การบริหารงานวิชาการโรงเรียนมัธยมศึกษาตามแนวคิด พลเมืองคุณภาพ ตามข้อเสนอแนะร่วมกับอาจารย์ที่ปรึกษาวิทยานิพนธ์ และพัฒนากลยุทธ์การ บริหารงานวิชาการโรงเรียนมัธยมศึกษาตามแนวคิดพลเมืองคุณภาพผู้วิจัยสรุปผลการวิจัย อภิปราย ผล และข้อเสนอแนะ เพื่อนามาเสนอต่อคณะกรรมการสอบวิทยานิพนธ์ แล้วนามาปรับปรุงแก้ไข เพื่อให้เกิดความสมบูรณ์ และดาเนินการจัดทาวทิ ยานิพนธ์ ฉบับสมบูรณ์ พร้อมท้ังเขียนบทความวจิ ยั ลงทางวารสาร
149 รายละเอยี ดขัน้ ตอนการดาเนนิ วิจัยนาเสนอในภาพดงั นี้ ภาพท่ี 3 ขัน้ ตอนการวิจยั การดาเนินการ และผลที่ไดร้ บั
บทท่ี 4 ผลการวเิ คราะหข์ ้อมลู การวิจัยเรื่อง กลยุทธ์การบริหารงานวิชาการโรงเรียนมัธยมศึกษาตามแนวคิดการ พัฒนาพลเมืองคุณภาพ มีวัตถุประสงค์ คือ เพื่อศึกษากรอบแนวคิดการพัฒนาพลเมืองคุณภาพ เพื่อ ศึกษาสภาพปัจจุบันและสภาพพึงประสงค์ และเพ่ือพัฒนากลยุทธ์การบริหารงานวิชาการโรงเรียน มัธยมศึกษาตามแนวคิดการพัฒนาพลเมืองคุณภาพ ผู้วิจัยได้เสนอผลการวิเคราะห์ข้อมูลตาม วตั ถปุ ระสงค์ของการวจิ ัยดงั น้ี 1. ผลการประเมินกรอบแนวคดิ เชิงทฤษฎีเก่ียวกับแนวคิดการพัฒนาพลเมืองคุณภาพ 2. ผลการวิเคราะห์สภาพปัจจุบันและสภาพพึงประสงค์ของการบริหารงานวิชาการโรงเรียน มัธยมศกึ ษาตามแนวคดิ การพฒั นาพลเมืองคณุ ภาพ 3. ผลการวิเคราะห์จุดแข็ง จุดอ่อน โอกาส และภาวะคุกคามของการบริหารงานวิชาการ โรงเรียนมัธยมศกึ ษาตามแนวคิดการพัฒนาพลเมืองคุณภาพ 4. ผลการประเมินร่างกลยุทธ์การบริหารงานวิชาการโรงเรียนมัธยมศึกษาตามแนวคิดการ พัฒนาพลเมอื งคณุ ภาพ นาเสนอผลการวิเคราะหข์ ้อมูลตามลาดับ ดังน้ี 1. ผลการประเมินกรอบแนวคดิ เชงิ ทฤษฎีเกย่ี วกับการบริหารงานวิชาการโรงเรยี นมธั ยมศกึ ษา ตามแนวคิดการพฒั นาพลเมืองคุณภาพ การประเมินกรอบแนวคิดเชิงทฤษฎีในการวิจัยครั้งนี้เป็นการตรวจ สอบและประเมินด้าน ความเหมาะสมของการประเมินกรอบแนวคิดเชิงทฤษฎีเก่ียวกับการบริหารงานวิชาการโรงเรียน มัธยมศึกษาตามแนวคิดการพัฒนาพลเมืองคุณภาพ โดยใช้แบบประเมินที่ผู้วิจัยจัดทาข้ึนกับ ผูท้ รงคณุ วฒุ จิ านวน 5 ทา่ น ผลการประเมินกรอบแนวคิดเชิงทฤษฎีเก่ียวกับการบริหารงานวิชาการโรงเรียนมัธยมศึกษา ตามแนวคดิ การพฒั นาพลเมืองคณุ ภาพมรี ายละเอยี ดดงั น้ี 1.1 ผลการประเมินกรอบแนวคิดเชิงทฤษฎีเก่ียวกับการบริหารงานวิชาการ ซ่ึงประกอบด้วย การพัฒนาหลักสูตร การจัดการเรียนการสอน การนิเทศการศึกษา การพัฒนาและใช้สื่อเทคโนโลยี การวัดและประเมนิ ผล ผูท้ รงคุณวุฒิทั้ง 5 ท่านมคี วามเห็นสอดคล้องกันว่ามคี วามเหมาะสม 1.2 ผลการประเมนิ เกี่ยวกับแนวคิดการพฒั นาพลเมอื งคุณภาพ ซ่ึงประกอบดว้ ย 3 คุณลักษณะท่ีสาคัญ ได้แก่ มีความคิดเชิงวิพากษ์และความคิดสร้างสรรค์มีความสามารถในด้าน เศรษฐกิจ มคี ุณธรรม และความรับผดิ ชอบต่อสังคม มีรายละเอยี ดดงั นี้
Search
Read the Text Version
- 1
- 2
- 3
- 4
- 5
- 6
- 7
- 8
- 9
- 10
- 11
- 12
- 13
- 14
- 15
- 16
- 17
- 18
- 19
- 20
- 21
- 22
- 23
- 24
- 25
- 26
- 27
- 28
- 29
- 30
- 31
- 32
- 33
- 34
- 35
- 36
- 37
- 38
- 39
- 40
- 41
- 42
- 43
- 44
- 45
- 46
- 47
- 48
- 49
- 50
- 51
- 52
- 53
- 54
- 55
- 56
- 57
- 58
- 59
- 60
- 61
- 62
- 63
- 64
- 65
- 66
- 67
- 68
- 69
- 70
- 71
- 72
- 73
- 74
- 75
- 76
- 77
- 78
- 79
- 80
- 81
- 82
- 83
- 84
- 85
- 86
- 87
- 88
- 89
- 90
- 91
- 92
- 93
- 94
- 95
- 96
- 97
- 98
- 99
- 100
- 101
- 102
- 103
- 104
- 105
- 106
- 107
- 108
- 109
- 110
- 111
- 112
- 113
- 114
- 115
- 116
- 117
- 118
- 119
- 120
- 121
- 122
- 123
- 124
- 125
- 126
- 127
- 128
- 129
- 130
- 131
- 132
- 133
- 134
- 135
- 136
- 137
- 138
- 139
- 140
- 141
- 142
- 143
- 144
- 145
- 146
- 147
- 148
- 149
- 150
- 151
- 152
- 153
- 154
- 155
- 156
- 157
- 158
- 159
- 160
- 161
- 162
- 163
- 164
- 165
- 166
- 167
- 168
- 169
- 170
- 171
- 172
- 173
- 174
- 175
- 176
- 177
- 178
- 179
- 180
- 181
- 182
- 183
- 184
- 185
- 186
- 187
- 188
- 189
- 190
- 191
- 192
- 193
- 194
- 195
- 196
- 197
- 198
- 199
- 200
- 201
- 202
- 203
- 204
- 205
- 206
- 207
- 208
- 209
- 210
- 211
- 212
- 213
- 214
- 215
- 216
- 217
- 218
- 219
- 220
- 221
- 222
- 223
- 224
- 225
- 226
- 227
- 228
- 229
- 230
- 231
- 232
- 233
- 234
- 235
- 236
- 237
- 238
- 239
- 240
- 241
- 242
- 243
- 244
- 245
- 246
- 247
- 248
- 249
- 250
- 251
- 252
- 253
- 254
- 255
- 256
- 257
- 258
- 259
- 260
- 261
- 262
- 263
- 264
- 265
- 266
- 267
- 268
- 269
- 270
- 271
- 272
- 273
- 274
- 275
- 276
- 277
- 278
- 279
- 280
- 281
- 282
- 283
- 284
- 285
- 286
- 287
- 288
- 289
- 290
- 291
- 292
- 293
- 294
- 295
- 296
- 297
- 298
- 299
- 300
- 301
- 302
- 303
- 304
- 305
- 306