ขนั้ ตอนการรกั ษาผปู้ ่ วย คดั กรองตามเกณฑค์ ดั ออกเบอื้ งต้น ซกั ประวตั ิโดยแพทยผ์ ้ผู ่านการอบรม (อาการสาคญั ปัจจุบนั ประวตั เิ จบ็ ป่วยในปัจจุบนั การรกั ษาทไ่ี ดร้ บั มาก่อนมาแลว้ ไมไ่ ดผ้ ล ประวตั เิ จบ็ ป่วยในอดตี ประวตั ดิ า้ นสขุ ภาพของครอบครวั รวมสุขภาพจติ การสนบั สนุนจากสงั คมและครอบครวั ) ตรวจรา่ งกาย และการตรวจเพ่ิมเติมอื่นๆ ตามความจาเป็น จา่ ยยาและให้คาแนะนาแบบเฉพาะราย โดยเภสชั กรผผู้ ่านการอบรม โทรศพั ทต์ ิดตามหลงั การใช้ภายใน 24 ชวั่ โมง และทกุ สปั ดาหใ์ น 1 สปั ดาห์แรก โทรศพั ทต์ ิดตามทกุ สปั ดาหใ์ นเดือนแรก ผปู้ ่ วยกลบั มาติดตามทกุ 1 เดือน (ประเมินความปลอดภยั และประสิทธิผล)
คลินิกกญั ชาทางการแพทย์ แผนไทย กญั ชา ยาเสพตดิ ใหโ้ ทษประเภท 5 53 1/15/2020 Add a footer
พัฒนาคลินิกการแพทย์แผนไทย วนิ จิ ฉัยและสงั่ จ่ำยโดยแพทยแ์ ผนไทยที่ผำ่ นกำรอบรม • การซกั ประวตั ิ ตรวจร่างกาย โดยพิจารณาถึงอาการสาคัญ และเกณฑก์ ารรบั เขา้ ของผู้ป่วย • การรกั ษาท่ไี ดร้ ับมากอ่ นมาแล้วไม่ได้ผล ประวัติเจบ็ ปว่ ยใน อดีต • ประวัตดิ ้านสุขภาพของครอบครัวรวมสขุ ภาพจิต • การสนับสนนุ จากสงั คมและครอบครวั • มีระบบการบนั ทึกและติดตามผลการรกั ษา • ปรกึ ษาเภสัชกร กรณที ่มี กี ารใชร้ ่วมกบั ยาแผนปัจจบุ นั หรือมี การแพ้ยาและเกดิ ผลขา้ งเคยี งจากการใช้ยาตารับทม่ี สี ่วนผสม กัญชา 1/15/2020 Add a footer 54
ตารับยา “ศขุ ไสยาสน”์ สรรพคุณ : นอนไมห่ ลับ ชว่ ยใหเ้ จรญิ อาหาร ข้อบ่งใช้ : 1. มอี าการนอนไม่หลับ ท่ีมีอาการตอ่ ไปน้ี หลับยาก (ใช้เวลามากกว่า 30นาที) หรอื หลับไมส่ นทิ (ตนื่ กลางดกึ หลายครง้ั ) หรือ ตน่ื เช้ากว่าปกตแิ ละหลบั ตอ่ ไมไ่ ด้ 2. มีอาการรว่ มอนื่ ๆ เช่น อ่อนเพลยี รสู้ กึ นอนไมเ่ ต็มอ่ิม ไมส่ ดช่นื เบือ่ อาหาร เกณฑก์ ารจา่ ยยา (ต้องมอี ยา่ งนอ้ ย 2 ข้อ) : 1. มอี าการนอนไม่หลบั เร้อื รงั (ระยะเวลา >4 สัปดาห)์ ทมี่ คี ะแนนคณุ ภาพการนอน (PSQI) มากกว่า 5 2. เคยใช้ยาสมุนไพรเพื่อรักษาอาการนอนไม่หลบั ต่อเน่อื งอย่างน้อย 1 เดือน แลว้ ไมไ่ ด้ผล 3. ใชย้ านอนหลับเปน็ ประจา หรือใช้แล้วไมไ่ ด้ผล
เป้าสุดทา้ ยของพวกเรา (มหาวทิ ยาลัย รัฐ อย. สธ กรมการ แพทย์ แพทยแ์ ผนไทย มูลนิธิ เอกชน ปชช) คอื คนไข้ ไดใ้ ช้ยาจากกญั ชา ทมี่ ีประสิทธิภาพ มี คุณภาพ ปลอดภยั และใช้อยา่ งมสี ติ ไม่ใช่งมงาย เป้าหมายสูงสุด ต้องทาเพอ่ื คนไข้
เฉลยข้อสอบ
หัวเรือ่ งท่ี 1 เหตใุ ดตอ้ งเรยี นรูก้ ัญชาและกัญชง 1. เหตุใดประชาชนจงึ ต้องเรียนรู้เกย่ี วกบั กัญชาและกัญชงอย่างรูเ้ ทา่ ทนั ก. เน่ืองจากมกี ารเปลีย่ นแปลงของกฎหมายทเ่ี ปิดกวา้ งให้ใช้กัญชาเป็นประโยชนท์ างการแพทย์ได้ ข. ประชาชนในประเทศไทยมคี วามตื่นตัวใหค้ วามสนใจการใช้ประโยชน์จากกัญชาและกัญชงทางการแพทย์ เพอ่ื การรักษาโรคเป็นไปอย่างกว้างขวางมากข้ึน ค. ประชาชนจะไดม้ คี วามร้ใู นการนากัญชาและกัญชงไปใช้เองไดอ้ ย่างเสรี ง. ถกู ทงั้ ข้อ ก. และ ข. 2. ขอ้ ใดถกู “ผูป้ ่วยสามารถหาซอื้ ยากญั ชารักษาตนเองได้ไม่ผดิ กฎหมายจริงหรอื ไม”่ ก. ไม่จริง เพราะกฎหมายยังไมอ่ นุญาตให้ผูป้ ่วยหาซือ้ กัญชาท่ีขายตามท้องตลาด หรือออนไลนไ์ ด้ ข. จริง เนอ่ื งจากผปู้ ่วยยังไมส่ ามารถรับการรักษาจากคลนิ ิกกัญชาทางการแพทยข์ องโรงพยาบาลได้ ค. จริง เนอื่ งจากกัญชาทขี่ ายตามทอ้ งตลาดมีคณุ ภาพเหมอื นกนั และไมเ่ ปน็ อันตรายแตผ่ ปู้ ่วย ง. ถกู ท้ังขอ้ ข. และ ค. 3. ข้อใดไมถ่ กู ตอ้ ง ก. สารสกดั หลักจากกัญชา คอื “สาร Cannabinoid” มีอยู่หลายชนดิ เชน่ แคนนาบิไดออล (Cannabidiol, CBD) สารเตตราไฮโดรแคนนาบินอล (Tetrahydrocannabinol, THC) ข. กัญชามีฤทธิท์ าให้เสพตดิ ได้จริง โดยเกิดจากฤทธ์ิของสารเตตราไฮโดรแคนนาบนิ อล (Tetrahydrocannabinol, THC) ค. กัญชามีฤทธิท์ าใหเ้ สพตดิ ได้ แต่ไม่รบกวนการทางานของเซลลส์ มอง และไมท่ าให้เกิดความเสี่ยงต่อการเกดิ โรคทางจิตเวช เชน่ วติ กกังวล กา้ วร้าว ซมึ เศร้า เปน็ ต้น ง. สารสกดั จากพืชตระกูลกญั ชาในบางรูปแบบ สามารถนามาใช้ประโยชนท์ างการแพทยไ์ ด้ แตจ่ ะตอ้ งเป็นไปตามข้อบง่ ชี้มหี ลกั ฐานทางการแพทย์ท่ีได้มาตรฐานรองรับ เทา่ นัน้
หัวเรอ่ื งท่ี 1 เหตุใดต้องเรยี นรกู้ ญั ชาและกญั ชง 4. ขอ้ ใดคือหลักการรเู้ ท่าทนั สอื่ ออนไลน์ ก. การค้นหาข้อมูลในส่ือออนไลน์ ต้องต้ังคาถามกับตัวเองทุกคร้ังว่า ข้อมูลดังกล่าวมาจากไหน อย่าเช่ือส่ิงที่เห็นหรือได้ยินทุกคร้ังจน กว่าจะรู้ที่มาของ แหลง่ ขา่ วมาจากไหน ข. การตดิ ตามขา่ วสารผา่ นสื่อออนไลน์ ปจั จุบนั ถอื ว่าเปน็ สงิ่ สาคญั มาก เพราะชอ่ งทางของสื่อออนไลน์ทีก่ ระจายข่าวสารได้อย่างรวดเรว็ เช่น อนิ เทอรเ์ น็ต เฟซบุ๊ก ไลน์ และยทู ูบ เปน็ ตน้ จงึ ควรต้องระมัดระวงั และรอบคอบในการรบั ข้อมูลจากสื่อออนไลน์ ค. การตรวจสอบข้อมูลหลาย ๆ ทาง โดยทาการสารวจข้อมูลจากเว็บไซต์ของกูเกิ้ล (www.google.com) ในเบื้องต้น เพื่อดูท่ีมาของแหล่งข้อมูล สามารถ สบื ค้นขอ้ มลู ไปยงั แหล่งอ้างองิ ของขา่ วท่รี ะบไุ ว้ เข้าไปสบื ค้นข้อมูลจากเว็บไซตท์ ่นี ่าเช่อื ถือ ง. ถกู ทุกข้อ 5. ขอ้ ใดถูก “คนไทยสามารถปลกู กญั ชาได้บา้ นละ 6 ต้น จรงิ หรอื ไม”่ ก. จริง โดยให้รวมกลมุ่ เป็นสโมสรผปู้ ลกู กัญชา และเปิดให้มรี า้ นขายกญั ชาได้โดยรัฐบาลควบคุมเอง ข. จริง โดยให้มีการปลูกกัญชาในบ้าน รวมถงึ ครอบครองกญั ชาได้ไม่เกิน 50 กรัม ค. ไมจ่ ริง ยงั ไมส่ ามารถทาได้ ณ ขณะน้ี (พ.ย. 62) กฎหมายไทยยังไม่อนญุ าตให้ประชาชนปลกู กัญชาอย่างเสรี ง. ถกู ทง้ั ขอ้ ก. และ ข.
หวั เรอ่ื งท่ี 2 กัญชาและกญั ชงพชื ยาท่คี วรรู้ 1. ขอ้ ใดไม่ถกู ตอ้ ง ก. พืชกัญชงเปน็ พชื ตระกูลเดยี วกับกญั ชา แต่มีความแตกต่างดา้ นปรมิ าณสาร THC ซึ่งกญั ชงมปี รมิ าณสาร THC นอ้ ยกวา่ พืชกัญชามาก ข. พืชกัญชงมถี ่นิ กาเนดิ มาจากประเทศอนิ เดีย ทางภาคตะวันตกเฉยี งเหนือของเทือกเขาหิมาลัย ค. พืชกัญชา มีชอ่ื วิทยาศาสตร์ คือ Cannabis sativa L. เปน็ พืชในวงศ์ Cannabaceae เปน็ ไม้ยืนต้น ลาตน้ ตั้งตรง ง. ขอ้ ก. และ ข. 2. กัญชาและกญั ชงอยูใ่ นสปีชสี เ์ ดียวกนั จริงหรือไม่ ก. จรงิ กญั ชงและกญั ชาจดั เป็นพืชทีอ่ ย่ใู นสปีชีส์เดยี วกัน มีชื่อทางวทิ ยาศาสตร์ คือ Cannabis sativa L. แต่แตกต่างกนั ท่ีปริมาณ THC ข. จรงิ กญั ชงและกัญชาจดั เป็นพชื ที่มลี กั ษณะคล้ายกนั และสามารถเรียกได้อกี ชื่อ คือ เฮมพ์ (Hemp) ค. ถูกเฉพาะขอ้ ข. ง. ถกู ทั้งข้อ ก. และ ข. 3. ขอ้ ใดถกู ต้อง ก. กญั ชาและกญั ชง เป็นพชื ทีม่ ีต้นตวั ผู้ ตน้ ตวั เมีย และตน้ กระเทย ข. กัญชาสายพันธ์ขุ องไทย เป็นกญั ชาทม่ี ีสาร CBD สูงกว่า THC ค. กัญชาและกัญชงเม่อื นามาทานสดสามารถทาให้เกิดการเมา เน่อื งจากมสี าร THC ง. ถูกทุกขอ้
หัวเร่อื งท่ี 2 กัญชาและกญั ชงพชื ยาทค่ี วรรู้ 4. สารใดท่ีมคี วามสาคญั ทางยาของกัญชามากที่สุด ก. สารฟลาโวนอยด์ ข. สารกลุม่ เทอปนี ค. สารกลมุ่ แคนาบนิ อยด์ ง. ถูกทกุ ขอ้ 5. ขอ้ ใดไมถ่ ูกต้อง ก. สารออกฤทธิ์แคนนาบนิ อยด์ พบมากท่ีไทรโครม (Trichome) ซ่งึ เป็นเซลล์ขนของพชื มลี กั ษณะคล้ายต่อมน้ารปู ทรงคล้ายเหด็ ข. สารสาคญั ตา่ ง ๆ ทีอ่ อกฤทธใ์ิ นพชื กญั ชา คอื THC และ CBD ค. สาร CBD คอื สารท่ีออกฤทธ์ิส่งผลใหม้ ีอาการมนึ เมา หากมีการใช้ต่อเน่อื ง ทาให้เกิดการเสพตดิ ได้ ง. พืชจะสรา้ งสารแคนนาบินอยด์มากทสี่ ดุ ในชอ่ ดอกตวั เมยี ท่ีไมผ่ สมพนั ธุ์ เม่อื เทียบกับส่วนอนื่ ๆ ของพืช
หัวเร่ืองที่ 3 รู้จักโทษและประโยชน์ของกัญชาและกญั ชง 1. ข้อใดไม่ถูกต้องเกย่ี วกบั โทษของกัญชาและกญั ชง ก. ไม่ควรเสพกญั ชาท้งั ก่อน และระหวา่ งการต้งั ครรภ์ เพราะอาจมีผลเสียตอ่ มารดา และทารกในครรภ์ ข. ควนั จากกญั ชา มีคุณสมบตั ิใกลเ้ คยี งกบั ควนั บหุ รี่ ท่เี ป็นสารก่อมะเร็ง ค. มีความสัมพนั ธ์ระหวา่ งการเสพกญั ชากบั การเกิดเน้ืองอกในลูกอณั ฑะของเพศชาย ง. กญั ชามีผลกระทบต่อร่างกาย แต่ไม่มีผลกระทบต่อจติ ใจ 2. ข้อใดไม่ถูกต้อง ก. ผเู้ สพกญั ชาและกญั ชงจะสูบควนั กญั ชาทาให้เพิ่มความเส่ียงในการเกิดมะเร็งปอด และในกญั ชายงั มีสารเคมีที่เป็นอนั ตรายสามารถเกิดมะเร็งได้ ข. การสูบกญั ชาและกญั ชงต่อเน่ืองจะเกิดปัญหาตอ่ ระบบทางเดินหายใจ ทาใหห้ ลอดลมหดตวั เฉียบพลนั หัวใจเตน้ ชา้ ลง เกิดการหายใจชา้ ลง และติดขดั ค. การเสพกญั ชาและกญั ชงทาใหเ้ กิดผลขา้ งเคียงทพี่ บบอ่ ย คือ ปากแหง้ ตาแห้ง ตาแดง มึนงง ตอบสนองตอ่ สิ่งรอบตวั ชา้ ง. ถูกเฉพาะขอ้ ข. และ ค. 3. ข้อใดกล่าวไม่ถูกต้องเก่ียวกบั ผลข้างเคยี งของการใช้กัญชาและกัญชง ก. ผลขา้ งเคยี งที่พบไม่บ่อยนกั คอื ตาพร่ามวั ปวดหวั เคลิ้ม ข. ผลขา้ งเคียงท่ีพบไดย้ าก ควบคุมการทรงตวั ร่างกายไดไ้ ม่ดี จานวนสเปิ ร์มลดลง ภาวะความดนั ต่า ภาวะซึมเศร้า ทอ้ งเสีย ตบั อกั เสบ ค. กญั ชาอาจจะทาใหม้ ีภาวะตืน่ ตวั มีความกระตอื รือร้นในการทาสิ่งตา่ ง ๆ เนื่องจากสารสาคญั ในกญั ชา ง. ภาวะเสพตดิ กญั ชาจะทาใหผ้ ใู้ ชย้ าเกิดการเสพติดไดย้ ากกวา่ บุหร่ี แต่การใชอ้ ยา่ งต่อเนื่องทุกวนั พบวา่ ประมาณร้อยละ 10 มีโอกาสเสพติดได้ และเม่ือหยดุ ใชย้ า จะมีอาการถอนยาได้
4. ข้อใดกล่าวถูกต้องเกย่ี วกบั ประโยชน์ของกญั ชาและกญั ชงทางการแพทย์ ก. กญั ชาสามารถลดอาการคล่ืนไสอ้ าเจียนในผูท้ ่ีรับยาเคมีบาบดั หรือเพ่มิ ความอยากอาหารในผตู้ ิดเช้ือ และผู้ ป่ วยเอดส์ รวมท้งั รักษาอาการ ปวดเร้ือรัง และการหดเกร็งของกลา้ มเน้ือ ข. กญั ชาทางการแพทยไ์ ม่ถือเป็นยาประเภทใหม่ เน่ืองจากกญั ชาเป็นยาครอบจกั รวาล หรือยารักษาโรค ปัจจุบนั ทว่ั โลกเลือกใชก้ ญั ชาเป็นการ รักษาลาดบั แรก ค. กลุ่มโรคหรือภาวะท่ีน่าจะไดป้ ระโยชน์ ในการควบคุมอาการ ตอ้ งการขอ้ มูลวชิ าการ และศึกษาวจิ ยั สนบั สนุนเพิม่ เติม เช่น โรคพาร์กินสนั โรคอลั ไซเมอร์ โรคปลอกประสาทอกั เสบ โรควติ กกงั วล ผปู้ ่ วยท่ีตอ้ งดูแลแบบประคบั ประคอง และผูป้ ่ วยมะเร็งระยะสุดทา้ ย ง. ถูกท้งั ขอ้ ก. และ ค. 5. ข้อใดเป็ นไม่ใช่ผลกระทบต่อชุมชน และสังคม ก. ก่อใหเ้ กิดปัญหาอาชญากรรมต่าง ๆ ในชุมชน ข. เพ่มิ ภาระการเสียภาษีของประชาชน เพราะรัาบาลตอ้ งนาภาษีของประชาชนไปใชจ้ ่ายในการแกไ้ ขปัญหายาเสพติด ค. ก่อใหเ้ กิดปัญหาอุบตั ิเหตุเน่ืองจากฤทธ์ิของกญั ชา ง. ถูกทุกขอ้
หัวเรื่องท่ี 4 กฎหมายทีเ่ กี่ยวขอ้ งกับกัญชาและกญั ชง 1. ข้อใดไมถ่ กู ตอ้ ง ก. ยาเสพติดใหโ้ ทษหมายถึง สารเคมีหรอื วตั ถชุ นิดใด ๆ ซ่ึงเมอื่ เสพเขา้ สู่ร่างกายไมว่ า่ จะโดยรบั ประทาน ดม สบู ฉีด หรอื ดว้ ยประการใด ๆ แลว้ ทาใหเ้ กดิ ผลตอ่ ร่างกาย และจิตใจในลกั ษณะสาคญั เช่น ต้องเพม่ิ ขนาดการเสพขึ้นเป็นลาดบั ข. ยากัญชาถูกบัญญตั ิไว้ในกฎหมายว่าเป็นยาเสพติดให้โทษประเภท 3 ตามมาตรา 7 โดยกาหนดไว้วา่ หา้ มปลกู ห้ามเสพ หามจาหนา่ ยและมไี วค้ รอบครอง ค. กัญชามสี ารวัตถอุ อกฤทธิ์ ชือ่ วา่ “เตตราไฮโดรแคนนาบนี อล” (tetrahydrocannabinol,THC) และถกู บญั ญตั ิไวใ้ นประกาศกระทรวงสาธารณสขุ เรอ่ื งระบชุ ่อื วตั ถุ ออกฤทธิ์ในประเภท 1 ง. ตามพระราชบัญญตั ยิ าเสพติดให้โทษ (ฉบับท่ี 7) เปิดโอกาสใหส้ ามารถนากญั ชาและพชื กระท่อมไปทาการศึกษาวิจัย เพ่ือประโยชน์ทางการแพทย์และสามารถนาไปใช้ ในการรกั ษาภายใต้การดแู ลและควบคุมของแพทย์ผไู้ ดร้ บั อนุญาตได้ 2. ขอ้ ใดเป็นการใชป้ ระโยชนจ์ ากกัญชาตามวัตถุประสงค์ในกรณีจาเป็น ก. ประโยชนข์ องทางราชการ ข. ประโยชนท์ างการแพทย์ ค. ประโยชนใ์ นการศกึ ษาวิจยั และพฒั นา ง. ถกู ทกุ ขอ้
หวั เรื่องท่ี 4 กฎหมายทเ่ี กี่ยวข้องกับกญั ชาและกัญชง 3. ข้อใดคือขอ้ ปฏบิ ตั ิทตี่ ้องทาตามกฎหมายทเี่ ก่ยี วขอ้ งกับกัญชาและกัญชง ก. โพสต์ภาพ หรือข้อความเพอื่ โฆษณายาเสพติด มโี ทษจาคกุ ไมเ่ กนิ 2 ปี ปรับไม่เกิน 200,000 บาท ข. ใชอ้ บายหลอกลวง ข่เู ข็ญ ใช้กาลังประทษุ ร้าย ขม่ ขนื ใจให้ผ้อู ื่นเสพ จาคุก 1 - 10 ปี และปรับตั้งแต่ 100,000 - 1,000,000 บาท ค. ยุยงสง่ เสริมใหผ้ ู้อน่ื เสพ ไมม่ ีโทษจาคุก แต่ปรับไมเ่ กนิ 20,000 บาท ง. ใชอ้ บุ ายหลอกลวง ขู่เข็ญ ใชก้ าลงประทุษร้าย ขม่ ขืนใจใหผ้อู น่ื ผลิต นาเขา้ สง่ ออก จาหน่าย ครอบครองเพอ่ื จาหนา่ ย มโี ทษเป็นสองเท่าของโทษทีก่ ฎหมาย บัญญัตไิ ว้สาหรบั ความผิดน้นั ๆ 4. ข้อใดไมถ่ ูกต้องเก่ียวกบั โทษของการฝา่ ฝนืกฎหมายทเ่ี กยี่ วข้องกับกญั ชาและกญั ชง ก. กล่มุ ผเู้ สพ (นอกเหนือเพื่อรกั ษาตามคาสง่ั แพทย์) มีบทลงโทษ จาคกุ ไม่เกนิ 1 ปี หรือปรบั ไมเ่ กิน 20,000 บาท หรือท้ังจาทงั้ ปรบั ข. กลมุ่ ครอบครอง หรือจาหนา่ ยโดยไมไ่ ดร้ บั อนุญาต (ไมถ่ งึ 10 กิโลกรัม) มีบทลงโทษ จาคุกไม่เกิน 5 ปี หรอื ปรับไมเ่ กนิ 100,000 บาท หรือท้ังจาท้งั ปรบั ค. กลุม่ จาหนา่ ยโดยไมไ่ ด้รบอนญุ าต (ปรมิ าณ 10 กิโลกรมั ขนไป) มีบทลงโทษ จาคกุ ต้งั แต่ 1 - 15 ปี และปรับ 100,000 - 1,500,000 บาท ง. กล่มุ กรณเี พอ่ื จาหน่าย มีบทลงโทษ จาคุกไมเ่ กนิ 1 - 15 ปี และปรับไม่เกนิ 20,000 บาท 5. ใครสามารถขออนญุ าตปลูกกัญชาได้ ก. หน่วยงานรัฐที่มีหนา้ ทศ่ี ึกษาวิจัย ข. เกษตรกรทร่ี วมกลุ่มเปน็ วิสาหกจิ ชมุ ชน ค. ผปู้ ระกอบวิชาชีพเวชกรรม ง. ถกู ทกุ ข้อ
หัวเรอื่ งที่ 5 กญั ชาและกัญชงกับการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก 1. ข้อใดถกู ตอ้ ง ก. ในตารับยาแผนไทยทมี่ ีการใชก้ ัญชา สว่ นใหญ่ใช้กะหลี่กญั ชาในการเขา้ ตารบั ยา เนื่องจากทาใหเ้ กดิ การผอ่ นคลาย ข. ในตารบั ยาแผนไทยท่มี กี ารใช้กัญชา สว่ นใหญใ่ ช้ดอกกญั ชา เนื่องจากมปี รมิ าณสารสาคัญสงู ค. ในตารับยาแผนไทยทม่ี กี ารใชก้ ัญชา ส่วนใหญใ่ ช้ใบกญั ชาในการเขา้ ตารับยา และจะไม่ใช้เปน็ ยาเดยี่ ว ส่วนใหญ่จะใชเ้ ป็นยาตารับ คือใชร้ ่วมกบั สมนุ ไพรอน่ื ๆ ง. ถกู ท้งั ขอ้ ก. และ ค. 2. ตารับยาศขุ ไสยาศน์ ทม่ี ีกัญชาเปน็ สว่ นผสม มสี รรพคุณใด ก. แกค้ ล่นื เหียนอาเจียน ข. ชว่ ยใหน้ อนหลับ เจรญิ อาหาร ค. บรรเทาอาการทอ้ งผูก ง. บรรเทาอาการปวดศีรษะ 3. ข้อใดกล่าวถูกต้องเกย่ี วกับ พระคัมภีรป์ ฐมจนิ ดา ก. เปน็ ตาราว่าดว้ ยโรคลมและโรคเลือดของทั้งสตรีและบุรษุ มยี า 1 ตารบ คอื ยาแก้โรคสาหรบั บรุ ุษและสตรี ใชร้ กั ษากามโรค ปสั สาวะเป็นโลหิต ข. เป็นตาราวา่ ดว้ ยความเสื่อมของรา่ งกายทาใหผ้ อมแห้ง แรงนอ้ ย สขุ ภาพทรดุ โทรมในพระคมั ภีร์น้มี ีกัญชาเปน็ ส่วนผสมถงึ 5 ตารบั ค. เปน็ ตารากมุ ารเวชศาสตรข์ องแพทยแ์ ผนไทย มยี าเข้ากัญชา 1 ตารับ คอื “ไฟอาวธุ ” ซ่ึงใชร้ กั ษาโรคตานทราง ง. เปน็ ตารานรีเวชศาสตรข์ องการแพทยแ์ ผนไทย มียาเขา้ กัญชา 3 ตารับ
หวั เร่ืองท่ี 5 กัญชาและกญั ชงกบั การแพทยแ์ ผนไทยและการแพทยท์ างเลอื ก 4. ข้อใดไม่ใชต่ ารบั ในพระคัมภีรม์ หาโชตรตั ก. ยาแกล้ มอุทธังคมาวาตะ ข. ยาแก้กษยั เหล็ก ค. ยาแกร้ ิดสีดวงมหากาฬ ง. ยาแกอ้ าการบดิ มวนทอ้ งและทอ้ งเสียในสตรี 5. ขอ้ ใดไม่ถูกต้อง ก. แพทย์ ทนั ตแพทย์ และเภสชั กรได้รับการยกเวน้ ว่าใหส้ ามารถปรุงยาเพื่อประโยชน์ของคนไขเ้ ฉพาะรายของตนได้ ข. แพทยแ์ ผนไทย แพทยแ์ ผนไทยประยุกต์ และหมอพื้นบา้ นได้รบั ขอ้ ยกเว้นให้สามารถปลูกพชื เสพติดเองได้ ค. แพทยแ์ ผนไทย แผนแพทยไ์ ทยประยกุ ต์ และหมอพื้นบา้ น หากตอ้ งการปลูกต้องรว่ มมือกับหนว่ ยงานของรัฐและขออนุญาตปลูกอย่างถูกต้อง ง. ถูกทั้งข้อ ก. และ ข.
หวั เรือ่ งที่ 6 กญั ชาและกัญชงกบั การแพทยแ์ ผนปจั จบุ นั 1. ขอ้ ใดถกู ต้อง “กัญชาช่วยลดความดนั จริงหรือไม่” ก. จรงิ สารในกัญชามผี ลทาให้หลอดเลือดขยาย ดงั น้ันจงึ มผี ลทาให้ความดันลดลงได้จริง ข. จรงิ ในปจั จุบัน กัญชาสามารถใชแ้ ทนยาลดความดนั ได้ เนอ่ื งจากไมม่ ผี ลข้างเคยี งใดๆ ค. ไมจ่ ริง เนือ่ งจากสารในกญั ชามีผลทาใหห้ ลอดเลือดหดตวั จงึ ทาใหค้ วามดนั เพ่มิ สูงขน้ึ ง. ถูกทกุ ขอ้ 2. ข้อใดถูก “การดม่ื หรอื รบั ประทานผลติ ภณั ฑ์ทม่ี ีกญั ชาเป็นส่วนประกอบทาให้ออกฤทธชิ์ ้ากว่าการสูบกัญชาหรือใชน้ า้ มนั กัญชาหยดใต้ลน้ิ จรงิ หรอื ไม่” ก. ไมจ่ รงิ เนือ่ งจากมกี ารรับเข้าทางปากเหมือนกัน จึงทาให้มกี ารออกฤทธิเ์ ท่ากัน ข. จริง เนือ่ งจากการดมหรือรบั ประทานผลติ ภัณฑ์ทมี่ ีกญั ชาเป็นส่วนประกอบจะต้องผา่ นทางเดินอาหารก่อนจงึ จะเกิดการดูดซึม ทาให้ออกฤทธชิ์ ้า แต่การสบู กัญชาหรอื ใชน้ ามันกัญชาหยดใตล้ ้นิ จะซมึ เข้าสกู่ ระแสเลอื ดโดยตรงจงึ ออกฤทธ์เิ ร็วกวา่ ค. ไมจ่ ริง เนื่องจากการหยดใต้ล้ินจะทาให้มโี อกาสสมั ผสั นา้ ลายในระยะเวลานานกว่าการรบั ประทาน ดงั น้ันน้าลายจะทาลายสารสาคัญที่ออกฤทธิ์ และมีผลทาให้ ออกฤทธไ์ิ ด้ช้าลง ง. ผดิ ทุกข้อ 3. ขอ้ ใดถูก “กญั ชาและกญั ชงสามารถใช้ในการรักษาโรคในสตั วไ์ ด้จรงิ หรอื ไม่” ก. จรงิ ในอดีตประเทศไทยมีการใช้กญั ชาและกัญชงเพื่อช่วยในการขนุ หมใู หอ้ ้วนพี เพ่มิ การอยากอาหารในสัตว์ปว่ ย ข. จริง มกี ารนามาใชร้ กั ษาโรคในสัตวโ์ ดยกลุ่มโรคเหมอื นกับการใช้รกั ษาในคน เช่น ช่วยลดการปวดจากการรับคีโม ค. ไม่จริง เนื่องจากโรคในคนและในสตั วม์ โี อกาสเกิดไดเ้ หมือนกัน แตก่ ารนากัญชาและกญั ชงมาใช้ในคนและสตั ว์จะสง่ ผลที่แตกต่างกนั ง. ถกู ทง้ั ขอ้ ก. และ ข.
หัวเรอื่ งท่ี 6 กัญชาและกัญชงกบั การแพทย์แผนปัจจุบนั 4. ขอ้ ใดไมใ่ ช่กลมุ่ ที่มกี ารใชผ้ ลิตภณั ฑ์กญั ชาโดยกรมการแพทย์ ในการดูแลรักษา หรือควบคุมอาการของผู้ป่วย โดยมหี ลกั ฐานทางวชิ าการทีม่ คี ุณภาพ สนบั สนุนชัดเจน ก. ภาวะคลืน่ ไสอ้ าเจยี นจากเคมีบาบัด ข. โรคลมชกั ทร่ี ักษายาก ค. ภาวะกล้ามเน้ือหดเกรง็ ง. โรคไทรอยด์เปน็ พษิ 5. ขอ้ ใดถูกตอ้ งเก่ยี วกับข้องแนะนาการใชผ้ ลติ ภณั ฑ์กญั ชา เพ่ือบรรเทาความปวดในผู้ปว่ ยที่ไดร้ ับการดูแลแบบประคับประคอง หรือผปู้ ว่ ยในวาระสดุ ท้าย ของชีวิต ก. ไมแ่ นะนาใหใ้ ชผ้ ลติ ภัณฑ์กญั ชาเปน็ การรกั ษาเริม่ ต้น ข. ผปู้ ่วยทีไ่ ดร้ บั ยาแกป้ วดอยา่ งสมเหตผุ ลแลว้ ยงั มอี าการปวดมา ท้ังท่ยี าแกปวดที่ได้รบั อย่ใู นปริมาณท่เี หมาะสมแล้ว ค. แนะนาใหใ้ ชผลิตภัณฑ์กัญชาเปน็ การรกั ษาเสรมิ หรือควบรวมกบั วิธก๊ ารรักษาตามมาตรฐาน ง. ถกู ทกุ ข้อ
หวั เรอ่ื งที่ 7 ใช้กญั ชาและกญั ชงเปน็ ยาอย่างร้คู ณุ ค่าและชาญฉลาด 1. ข้อใดไมถ่ กู ต้องเก่ยี วกบการวางแผนการรักษาด้วยผลิตภัณฑ์กญั ชาและกญั ชง ก. วางเป้าหมายการเริ่มรกั ษา และการหยุดใช้ แพทยค์ วรหารอื ร่วมกับผู้ป่วยให้ชดั เจน ข. กากบั ติดตาม ทบทวนทุกสัปดาห์ โดยแพทย์ หรือเภสชั กรผู้เชีย่ วชาญ ค. วางแผนการใชใ้ นปรมิ าณมากเทา่ ท่ตี ้องการ เพ่อื ให้สามารถเหน็ ผลการรักษาไดร้ วดเร็วทสี่ ุด ง. ให้คาแนะนาผู้ป่วยเมอ่ื ใช้ผลิตภัณฑ์กัญชาและกญั ชงทางการแพทย์ 2. การเริม่ ใชผ้ ลิตภัณฑ์กญั ชาและกัญชงกบั ผูป้ ่วยในทางการแพทย์ ตอ้ งคานงึ ถงึ ขอ้ ปฏิบตั ิใด ก. การซักประวตั ิอาการปว่ ยในปัจจบุ นั ประวัติการเจบ็ ป่วยในอดตี ข. การกาหนดขนาดยา และการบรหิ ารยา ค. ความสามารถในการจา่ ยคา่ รักษาของผ้ปู ว่ ยจนจบการรักษา ง. ถูกเฉพาะข้อก. และ ข. 3. ขอ้ ใดถูกตอ้ งเกี่ยวกับขอแนะนาก่อนตัดสนิ ใจใช้ผลิตภณั ฑ์กัญชาและกัญชงทางการแพทย์ ก. การประเมินผู้ปว่ ย ขอ้ มลู ประวตั ิทเี่ ก่ยี วขอ้ งกับอาการของผู้ปว่ ย ข. การแจง้ ให้ทราบ และตดั สนิ ใจร่วมกนั ค. ความสัมพันธร์ ะหวา่ งแพทย์กับผู้ปว่ ย เป็นพน้ื ฐานในการยอมรับการรักษาพยาบาล รวมถึงการ ประเมนิ ผปู้ ว่ ยวา่ เหมาะสมที่จะใช้ผลติ ภัณฑ์กญั ชาและกญั ชงหรือไม่ ง. ถูกทกุ ข้อ
หวั เรือ่ งท่ี 7 ใช้กัญชาและกัญชงเป็นยาอยา่ งรูค้ ณุ ค่าและชาญฉลาด 4. ขอ้ ใดไมถ่ กู ต้องเกย่ี วกับข้อหา้ มในการใช้กัญชาและกญั ชง ก. ห้ามใชใ้ นผู้ปว่ ยโรคหัวใจข้นั รุนแรงทม่ี ีอาการความดันตก ข. ห้ามใช้ในสตรีตง้ั ครรภ์ หรอื ใหน้ มบตุ ร (อาจทาใหเ้ ดก็ ในครรภ์นา้ หนักน้อย และมีพฒั นาการช้า) ค. หา้ มใช้ในผู้ป่วยสงู อายุ ควรใชใ้ นผทู้ ีม่ ีอายุต่ากวา่ 25 ปี เพื่อใหเ้ กดิ ประสทิ ธภิ าพดี ง. หา้ มใชใ้ นผ้เู ป็นโรคตบั แขง็ (หากจาเป็นใหล้ ดยาลง เน่ืองจากกญั ชาใช้ตับในการกาจัดยาเป็นหลกั ) 5. ขอ้ ใดเป็นวิธกี ารถอนพษิ เบ้อื งต้นจากการเมากญั ชาและกัญชง ก. ด่ืมนา้ มะนาวผสมนา้ ผง้ึ ข. ดม่ื สมุนไพรรางจืด ค. รับประทานกล้วยน้าวา้ สุกวันละสามเวลา เชา้ กลางวนั เย็น ง. ถูกทุกข้อ
THANK YOU
หัวเรอ่ื งที่ 2 กญั ชาและกญั ชง พชื ยาที่ควรรู้ ดร. จุรญั ญา อ่อนลอ้ ม มลู นิธโิ รงพยาบาลเจา้ พระยาอภัยภเู บศรฯ
Outline • ประวัติความเปน็ มา • ความรู้เบื้องตน้ เกย่ี วกบั กัญชาและกัญชง • พฤษศาสตร์ของพืช • องคป์ ระกอบทางเคมี • กัญชาและกัญชงแตกต่างกันอย่างไร • การใช้ประโยชน์
• ประวตั พิ ืชกญั ชาในตา่ งประเทศมีการนามาใชต้ งั้ แต่ 10,000 ปี มาแลว้ เช่นใชใ้ นการสดู ดมควนั ใชเ้ สน้ ใย ทาเสอื้ ผา้ ใบเรอื และเชือกในการสรา้ งเรอื ใชเ้ ป็น สว่ นผสมในอาหาร ใชใ้ นพธิ ีกรรมเกี่ยวกบั ศาสนา และการใชเ้ สพเพ่ือนนั ทนาการ
ภาพจติ รกรรมฝาผนงั ที่ยืนยันวา่ กญั ชาคกู่ ับคนไทยมาชา้ นาน หนุ่มอดั กญั ชา ในจิตรกรรมรามเกยี รต์ิ วดั พระแกว้ กรุงเทพฯ เขยี นไว้เมอ่ื ประมาณ ๘๐ ปกี อ่ น หนุ่มเมอื งเพชรกาลังสูดควนั กญั ชาอย่างจดจ่อตัง้ ใจไมม่ ีว่อกแว่ก มอื ซ้ายถอื ของแหลมคอยชว่ ยแหย่พวยบ้องไมใ่ ห้ตัน ขา้ งหน้าวาง เขียงไม้ข่อยรอหัน่ กัญชาไว้ยดั เพ่ิมลงบ้อง ทางดา้ นขวามีอกี หน่มุ ทาท่าน้าลายหก ขณะเทน้าตาลเมาไหลพลั่กๆลงกะลามะพร้าว จติ รกรรมสีฝนุ่ จากผนังวหิ ารวัดมหาธาตุ เมืองเพชรบุรี ฝมี อื ครเู ลศิ พว่ งพระเดช เขียนข้ึนเมอื่ ๙๐ ปีก่อน ระหวา่ งพ.ศ.๒๔๖๔-๒๔๖๖ สมยั รัชกาลท่ี ๖ ขอบคณุ ภาพประกอบ และคาบรรยายภาพจากคุณนิพัทธพ์ ร เพง็ แกว้
ภาพจากวิดโี อทหารอเมริกาในฐานทพั “นายทหารกมั พชู าพน่ ควนั สนับสนุนซ่งึ อยใู่ นปา่ หา่ งจากไซง่ ่อนออกไป หลงั จากสูบกัญชาโดยใช้บอ้ งแบบ 50 ไมล์ สบู กัญชาด้วยกระบอกปนื ลกู ซอง โฮมเมด ช่วงสงครามเวียดนาม” ท่ีเรียกวา่ \"Ralph\" ช่วงปี 1970 (เครดติ : ณ กรุงพนมเปญ, กมั พชู า ปี พ.ศ. Jim Wells / AP Photo ) 2516 ทม่ี า: http://www.thecannachronicles.com/, www.mashable.com
กญั ชานิยมใชเ้ พ่มิ รส ใหก้ บั อาหารในสงั คมไทยมาชา้ นาน
การใช้กัญชาชว่ ยเสริมรสในอาหาร จักรกฤษณ์ สิงห์บุตร & ชยันต์ พเิ ชียรสนุ ทร, 2562 “กัญชาเป็นสมุนไพรที่มีการใช้ในวิถีของคนไทยมานาน มีการใช้ใบเป็นส่วนผสมในอาหารเพ่ือชูรส ซ่ึงมักใส่ ปริมาณไม่มาก เพราะรู้กันดีว่าทาให้เมา แต่ก็มีจานวนไม่น้อยท่ีเคยนากระหลี่กัญชา (ดอกแห้งเพศเมีย) มา สบู ” พระยาแพทยพ์ งศา วิสทุ ธาธบิ ดี, 2458 “ในตาราการแพทย์แผนไทยด้ังเดิม ไมไ่ ด้ระบรุ สและสรรพคณุ ของกญั ชาไว้ แต่ปรากฏในตาราช้ันหลัง เช่น ใน หนังสอื แพทยต์ าบล ระบุว่า กัญชามีรสเมา ทาให้ใจขลาด รับประทานนอ้ ย ๆ เปน็ ยาชูกาลัง เจริญอาหาร” ใน หนงั สือไมเ้ ทศเมอื งไทย ระบวุ า่ กญั ชามรี สเมาเบ่ือ กลิน่ เหม็นเขียว เจรญิ อาหาร ชกู าลัง แตท่ าใหใ้ จขลาด เสงี่ยม, 2522 ในหนงั สอื ไมเ้ ทศเมืองไทย ระบวุ า่ “กญั ชามีรสเมาเบื่อ กล่ินเหม็นเขยี ว เจริญอาหาร ชูกาลัง แต่ทาใหใ้ จขลาด” อาพัน กิตตขิ จร, 2504 แพทย์ในชนบท ใช้ดอกของกัญชาผสมรับประทานเป็นยาแก้โรคเส้นประสาทคือนอนไม่หลับ คิดมาก เบื่อ อาหาร ใช้ยาเข้าผสมกัญชาได้ผลดี บางจังหวัดใช้ดอกกัญชาป้ิงไฟพอเหลืองกรอบแล้วตาผสมกับน้าพริกแกง เผ็ด ปรงุ ใหค้ นไขท้ เ่ี บื่ออาหารรับประทาน คัมภีร์แพทย์ไทยแผนโบราณ เล่ม 1 ระบุว่า กัญชา มีรสเมา เจริญ อาหาร ชูกาลงั ทาใหใ้ จสะด้งุ กลวั
กญั ชง พืชพ้นื บา้ นท่ีอยูค่ ู่กบั วฒั นธรรมชาวเขามาต้งั แต่อดีตกาล โดยเฉพาะชาวเขาเผ่าม้งที่มีวิถีชีวติ ผกู พนั กบั กญั ชงต้งั แต่เกดิ จนตาย ชาวเขาเผา่ มง้ จึงรู้จกั ปลูกกญั ชงและสง่ั สมภูมิปัญญาในการใชป้ ระโยชน์ จากกญั ชงมายาวนานต้งั แตบ่ รรพบุรุษในภาษามง้ เรียกกญั ชงวา่ \"หม้งั ” หรือ \"มา่ ง”ชาวมง้ เชื่อวา่ เทพเจา้ หรือเยอ่ โซ๊ะเป็นผูส้ ร้างโลก สร้าง มนุษย์และไดป้ ระทานพนั ธุพ์ ืชใหม้ นุษยไ์ ดใ้ ช้ซ่ึงกค็ ือ \"หม้งั หรือ กญั ชง” นนั่ เอง ชาวมง้ ใชใ้ บกญั ชงแทนใบชาใชเ้ มลด็ เป็นยารักษาโรคและ เป็นยาบาํ รุงเลือด โดยเค้ียวเมลด็ สดๆเพื่อเป็นยาสลายนิ่ว ใชเ้ ปลือกมา ทาํ เป็นเคร่ืองนุ่งห่ม และเคร่ืองใชส้ อยในชีวิตประจาํ วนั ในคติความเชื่อ ชาวมง้ \"กญั ชง” เป็นเสมือนสะพานเช่ือมต่อระหวา่ งโลกมนุษย์โลกของ เทพเจา้ และโลกของบรรพบุรุษ ถือเป็นของมงคล ชาวมง้ จึงลอกเสน้ ใย จากเปลือกกญั ชง นาํ มาทาํ เป็นสายสิญจนใ์ ชใ้ นพธิ ีกรรมตา่ งๆ เช่น ผูก มือใหก้ บั เดก็ ท่ีเกิดใหม่ ใชใ้ นพธิ ีอวั เนง้ หรือพิธีเขา้ ทรงซ่ึงเป็นงาน ประเพณีสาํ คญั ของชาวมง้ นาํ มาทอเป็นเส้ือผา้ ใส่ในงานมงคลและวนั ปี ใหม่ แมแ้ ตใ่ นช่วงสุดทา้ ยของชีวติ เส้ือผา้ เคร่ืองแต่งกายรวมถึงรองเทา้ ของชาวมง้ ที่เสียชีวติ ลว้ นทาํ จากใยกญั ชงท้งั สิ้นดว้ ยความเชื่อวา่ จะ สามารถเดินทางไปสู่สวรรคแ์ ละส่ือสารกบั วิญญาณบรรพชนได้ หากไม่ ใส่เส้ือผา้ ท่ีทอจากใยกญั ชงแลว้ วญิ ญาณของผนู้ ้นั จะตอ้ งล่องลอยไป อยา่ งไร้จุดหมาย
กญั ชาและกัญชง: ความรู้ท่วั ไป กญั ชาและกญั ชงชอื่ วิทยาศาสตรเ์ ดยี วกันคอื Cannabis sativa. L. (ตามกฎหมายไทยเรยี ก พืชกัญชา) เป็นพืชลม้ ลุก มใี บเปน็ แฉก 5-8 แฉก ลาต้นสงู 1-5 เมตร กัญชามสี ารออกฤทธ์ิตอ่ จติ ประสาทหรอื สาร THC (Tetrahydrocannabinol) มฤี ทธ์ิทาให้ตดิ และเมา แตม่ ีสรรพคณุ ทางยา ที่สามารถนามาพฒั นาเป็นยารกั ษาโรคได้ กัญชงจะมสี าร THC ตา่ กวา่ กญั ชา (กฎหมายไทยกาหนด 1% ) “กัญชามี THC สูง มฤี ทธ์ิต่อจิตประสาท: กระตุน้ กด หลอน” หลกี เล่ยี งการเสพโดยไม่จาเปน็ !! กญั ชาและกัญชง จดั เป็นยาเสพตดิ ใหโ้ ทษในประเภท 5..
การจาแนกชนดิ (Species) 1. นักพฤกษศาสตร์ กัญชาและกัญชง นักพฤกษศาสตรจ์ ัดว่าเป็นพืชในสปชี ีส์ (species) เดียวกัน คือ Cannabis sativa L. ซงึ่ จัดอยู่ในสกุล (genus) Cannabis และเปน็ พืชในวงศ์ (family) Cannabaceae 2. องคก์ ารอนามยั โลก (WHO) ไดแ้ บ่งย่อยเปน็ 2 ซบั สปีชีส์ (subspecies) ได้แก่ Cannabis sativa L. subsp. sativa (กญั ชง, Hemp) ซึ่งมกั จะมีปรมิ าณ THC นอ้ ยกว่าร้อย ละ 0.3 ในใบและช่อดอกแหง้ (แต่ในบางคร้งั อาจจะสงู ถงึ รอ้ ยละ 1) และ Cannabis sativa L. subsp. indica (กญั ชา, Cannabis) ซึง่ มกั จะพบปริมาณ THC มากกวา่ รอ้ ยละ 1 ในใบและช่อดอกแห้ง 3. นักวชิ าการเกษตรด้านการปรับปรุงสายพันธ์ุ มกั จะจาแนกพืชกญั ชา และกัญชงออกเป็น 3 สายพนั ธุ์ ไดแ้ ก่ ซาติวา่ (Cannabis sativa L.) อินดกิ ้า (Cannabis indica Lam.) และรู เดอลาลิส (Cannabis ruderalis Janishch.) ซ่งึ จาแนกตามลกั ษณะทางกายภาพของพชื เช่น ลักษณะใบ ความสงู ถิ่นกาเนิดท่พี บ เปน็ ตน้ ** การจาแนกพชื กัญชาและกญั ชง โดยสงั เกตจากลักษณะทางสัณฐานวิทยานั้น ทาได้ยาก เนอ่ื งจากสาร THC ในกญั ชาเปล่ียนแปลงไดง้ ่ายจากปัจจยั ดา้ นสง่ิ แวดล้อม**
สายพันธก์ุ ญั ชา (Cannabis Sativa) มี 3 สายพันธย์ุ อ่ ย (ตามหลกั การของนักพฒั นาสายพนั ธ์ุ) C. sativa spp sativa แถบบริเวณเสน้ ศนู ยส์ ูตร (โคลมั เบีย,เมก็ ซิโก, เอเชยี ตะวนั ออกเฉยี งใต้ และ ไทย) C. sativa spp indica ปากสี ถาน, อฟั กานิสถาน, โมรอ็ กโก และทเิ บต C. sativa spp ruderralis อากาศหนาวเยน็ ตอนกลางของรัสเซยี 12
พนั ธหุ์ างเสอื พนั ธหุ์ างกระรอก กญั ชาสายพนั ธไุ์ ทย
กญั ชา พชื ดอกแบบแยกเพศอยตู่ า่ งต้นและมแี บบสองเพศในตน้ เดยี ว ตน้ ตวั ผู้ ออกดอกเปน็ ชอ่ ดอกเลก็ ๆ สี ต้นตัวเมีย ดอกออกเป็นกระจกุ แน่นเปน็ ชั้นๆ มีขนสขี าวๆ ต้นกระเทย มีทงั้ ดอกตัวเมยี และ ขาว ตรงซอกใบ (หมอยกญั ชา) ดอกตวั เมียเรยี กว่ากะหลก่ี ญั ชา มสี าร THCA ตัวผูอ้ ย่ใู นต้นเดียวกัน เยอะท่สี ุดในส่วนชอ่ ดอกตวั เมียท่ียงั ไมผ่ สมพันธ์ุ “ระยะเกบ็ เกยี่ ว” 14
Active Chemical Constituent Delta-9-tetrahydrocannabinol (THC) content varies depending on plant part: • 10-12 % in pistillate flower • 1-2 % in leaves • 0.1-0.3 % in stalks • < 0.03 % in roots Depending on cultivation and production method, cannabis resin/oil which content THC up to 60% can be produced. Recommended Methods for the Identification and Analysis of Cannabis and Cannabis Products. United Nations Office on Drugs and Crime (UNODC). Vienna. 2009. https://en.wikipedia.org/wiki/Cannabis, accessed 08.09.2019
ระยะใดให้ตวั ยามากที่สดุ ?? กัญชาจะให้ตัวยาที่ดีท่สี ดุ จาก ดอกตัวเมียที่ไมถ่ กู ผสม ในระยะที่ไทรโครมเป็นสีนา้ นม กัญชาเปน็ พชื ล้มลกุ มสี ารสาคัญทางยาหลายชนิด ทเี่ ดน่ คือ THC (เมาและติด) CBD (ไม่เมา ไมต่ ดิ ) ซงึ่ จะมีอย่ทู ุกสว่ น และพบมาในไทรโคม ไทรโคม (Trichome) หรือเซลลข์ นของพืช เปน็ เซลล์ท่พี บในกญั ชาสามารถใช้บอกระยะทเ่ี หมาะสมตอ่ การเก็บเกย่ี วของช่อดอกตวั เมยี ซ่งึ สร้าง สารสาคัญในปรมิ าณสูง ไทรโครมทมี่ องผ่านกลอ้ งจุลทรรศน์จะมีรปู ทรงคลา้ ยเหด็ ท่มี คี ริสตลั ใสอยบู่ นหวั เปน็ ส่วนท่ีสะสมสารกลมุ่ Cannabinoids มากที่สดุ และปกคลมุ อยู่ทัว่ ชอ่ ดอก และเรมิ่ เห็นชัดในชว่ งสัปดาห์ท่ี 3-4 ของการทาช่อดอก พบทีเ่ กสรตัวเมียเทา่ นัน้ เกสรตวั เมียที่ไม่ผสมจะมไี ทร โคมหนาแน่น ถา้ มกี ารผสมจะทาใหไ้ ทรโครมลดลงและเกิดเป็นเมลด็ แทน ระยะที่ 1 ไทรโครมใส ระยะที่ 2 ไทรโครมขุน่ สีนานม ระยะที่ 3 ไทรโครมข่นุ สีอาพัน (Clear Trichome) (Milky Trichome) (Amber Trichome) การสะสมสารคอ่ นขา้ งนอ้ ย ช่วงทส่ี ะสม THC มากทีส่ ุด เกิดการออกซไิ ดซ์ THC เปลี่ยนเปน็ CBN 17
องคป์ ระกอบทางเคมีในพืชกญั ชา Phyto-Cannabinoids Cannabis contains over 400 chemical compounds. Cannabis consists of Terpenoids, Sugars, hydrocarbons, steroids,Flavonoids, Nitrogenous compounds and amino acids. Phytocannabinoids are most active constituents (Cannabinoids). Isolated compound Non-cannabinoids Cannabinoids (>100 cpds) compound Psychoactive Active & Non Inactive psychoactive Delta-8-THC Delta-9-THC CBN (weak) CBD >60 cpds THC (Psychoactive) CBD (non- psychoactive) ElSohly MA and Slade D. Chemical constituents of marijuana: The complex Both highly lipid soluble mixture of natural cannabinoids. Life Sciences 2005; 78: 539 – 549
แผนภาพแสดงชีวะสังเคราะห์ของสารคานาบินอยด์โดยมี CBGA เปน็ สารตงั ตน้ และได้ เปน็ สาร THCA, CBDA, CBCA และเมื่อถกู ความรอ้ นจะเปลีย่ นรูปเปน็ THC, CBD, CBC
สารแคนนาบเิ จอรอล (Cannabigerol, CBG) TLC fingerprint of Cannabis เปน็ อนุพันธข์ องสาร CBGA เม่อื สาร CBGA โดนความรอ้ นจะเปลี่ยนสภาพเปน็ สาร CBG ดงั นั้น สาร CBG จึงสามารถตรวจพบได้ในพืชกัญชาและกญั ชง สาร Cannabigerolic acid (CBGA) เป็นสารต้นกาเนิดของสารท้งั หมดทีม่ ีในตน้ กัญชาและกญั ชง คอื เมอ่ื ต้นพชื กัญชาและกญั ชงยงั เล็ก จะมีสาร CBGA เท่านนั้ เมื่อตน้ พืชกัญชงและกัญชาเร่ิมโตข้นึ สาร CBGA น้ี จะถกู เปล่ียนเป็น THCA, CBDA และสารอ่ืน ๆ ในพชื สด เราจะพบสารแคนนาบินอยด์ในรปู ของ กรดเทา่ น้นั (THCA, CBDA) ซง่ึ สารทุกตวั ไมม่ ฤี ทธิ์ตอ่ จิตประสาท ไมก่ อ่ ใหเ้ กิด อาการเมากัญชา แตเ่ มื่อสารเหลา่ น้ถี ูกความร้อนจะเปลี่ยนรปู และเกดิ การ ดคี าบอกซิเลช่ัน (decarboxylation) สาร CBGA จะเปล่ียนเป็น CBG สาร THCA จะเปลี่ยนเป็น THC และสาร CBDA จะเปลย่ี นเปน็ CBD ซง่ึ สาร THC จะเปน็ ตวั ที่ก่อให้เกิดอาการเมาขณะทสี่ าร CBD จะช่วยลดผลขา้ งเคยี งของ THC ทาให้ลดอาการมนึ เมาลงได้
สารเคมใี นกัญชาหลายชนิด (คานาบินอยด์ ฟลาโวนอยด์ เทอร์ปนี ) สามารถพฒั นาเปน็ ยาได้ ที่เด่นคือ THC และ CBD ซึง่ อย่ใู นกล่มุ Cannabinoids ละลายได้ดใี นนา้ มัน นาไปสคู่ วามเข้าใจในการสกดั สารและดดู ซมึ THC CBD (สารเมา) (สารต้านฤทธเ์ิ มา) https://www.visualcapitalist.com/anatomy-cannabis-plant/
Reported health benefits
เคมีกญั ชาเปลี่ยนแปลงอยา่ งไรเม่ือเขา้ สู่ร่างกาย จะใช้การสบู ไม่ดองเหล้ากินหรอื ตม้ กินเพราะ... คนโบราณไม่ต้องเมานาน สูบ กะหรีก่ ญั ชา/ชอ่ ดอกตวั เมยี เมือ่ ได้รับความ ร้อน THCA จะเปลย่ี นเป็นสารเมาชอื่ THC และผา่ น เขา้ สู่กระแสเลอื ดโดยตรง ออกฤทธิ์รวดเรว็ 10-30 นาที และหมดฤทธิ์ภายใน 3 ช่ัวโมง ดื่ม,กิน THC ถูกเมทาบอไลทท์ ่ีตับ เปลยี่ นเป็น 11-OH-THC ฤทธ์ิแรงกวา่ THC ถึง 3-7 เท่า ใช้เวลาใน การออกฤทธ์ิชา้ ผู้ใช้จะรู้สึกได้หลังจาก 30-90 นาที และเกิดอาการเมาค้างอยู่นานประมาณ 6 ช่วั โมง
พืชกญั ชาและกญั ชงคืออะไร แตกต่างกนั อยา่ งไร • พืชกัญชา หรือแคนนาบสิ (cannabis) และพืชกัญชง หรอื เฮมพ์ (Hemp) มีช่ือทางวทิ ยาศาสตรเดยี วกันคือ Cannabis sativa L. มตี ้นกาเนดิ มาจากพืชเดิมชนดิ เดียวกนั ลกั ษณะภายนอกหรอื สณั ฐานวิทยาของพืชทั้ง สองชนิดนนั้ จึงไม่แตกตางกัน หรอื มคี วามแตกตางกันนอ้ ยจนยากในการจาแนก แตเ่ ดิมนกั พฤกษศาสตรไ์ ด จดั ใหอยูในวงศต์ าแย (Urticaceae) ต่อมาภายหลังพบว่ามีคณุ สมบตั ิ และลกั ษณะเฉพาะหลายประการทต่ี า่ ง ออกไป จึงได้รบั การจาแนกออกเปน็ วงศเ์ ฉพาะ คอื แคนนาบซิ อี ี (Cannabaceae) • ในปัจจบุ ันพชื กญั ชาและกญั ชงแยกจากกนั โดยตัดสนิ จากปริมาณสาร THC ซ่ึงอา้ งอิงตามประกาศ คณะกรรมการควบคุมยาเสพตดิ ให้โทษ เรอื่ ง กาหนดลักษณะพืชกญั ชง (Hemp) พ.ศ. 2562 (ประกาศ ณ วนั ท่ี 24 ตลุ าคม พ.ศ. 2562) ระบุวา่ พืชกญั ชง (Hemp) มีลักษณะเป็นพชื ซ่งึ มชี ือ่ ทางวทิ ยาศาสตรว์ า่ Cannabis sativa L. subsp. sativa อันเปน็ ชนิดย่อยของพืชกญั ชา (Cannabis sativa L.) ท่มี ปี ริมาณสาร THC ในใบ และชอ่ ดอกไมเ่ กินร้อยละ 1.0 ตอ่ นา้ หนักแหง้ ในขณะทข่ี ้อกาหนดขององค์การอนามยั โลก รวมไปถงึ อเมรกิ า แคนาดา และยโุ รป ณ ขณะนกี้ าหนดใหก้ ัญชงมีปริมาณ THC ไม่เกินรอ้ ยละ 0.2-0.3 ในชอ่ ดอกและใบแหง้ กญั ชา THC มากกว่า 1 % นา้ หนกั แห้ง กญั ชง THC ไม่เกนิ 1% น้าหนกั แห้ง
ในปจั จุบนั มกี ารพัฒนาสายพันธก์ุ ัญชง เพ่อื นามาใช้ประโยชน์ทางดา้ นอตุ สาหกรรมอยา่ ง หลากหลาย สามารถแบง่ พชื กญั ชงออกไดเ้ ปน็ 3 ประเภท ดงั นี้ • ประเภทที่ 1 พืชกัญชงสายพนั ธ์ุทีเ่ น้นการใชป้ ระโยชนจ์ ากเส้นใย (Hemp fiber) เปน็ สายพันธท์ุ ีเ่ นน้ การให้ เส้นใยท่ีดี ลาตน้ ตรงและสงู มีปริมาณสารแคนนาบนิ อยด์ตา่ ทง้ั CBD และ THC นิยมนามาปลกู เพอื่ นาเสน้ ใย จากเปลอื กลาต้นกัญชงมาทาเปน็ ผลติ ภณั ฑต์ า่ ง ๆ เชน่ เสอื้ ผา้ กระเปา๋ หมวก เชือก กระดาษ และอัดเปน็ แท่ง คล้ายคอนกรตี สาหรับใช้ในงานก่อสรา้ ง เปน็ ต้น • ประเภทท่ี 2 พืชกญั ชงสายพันธ์ุท่พี ัฒนาเพ่อื ให้คุณค่าทางโภชนาการในเมลด็ สงู (Hemp seed oil) นยิ ม ปลกู เพอื่ นาเมลด็ มาหีบเอานา้ มันจากเมล็ด ซง่ึ มโี อเมกา้ 3 - 6 - 9 ปริมาณสงู นามาใชใ้ นอุสาหกรรมเคร่อื งสา อาง และผลติ ภณั ฑเ์ พื่อสุขภาพอย่างกว้างขวาง มปี รมิ าณสารแคนนาบินอยดต์ า่ • ประเภทที่ 3 พชื กัญชงสายพนั ธทุ์ ่ใี ห้ปริมาณ CBD สูง (Hemp CBD) เป็นสายพนั ธุท์ ี่พัฒนาเพ่อื ใหป้ ริมาณ สารแคนนาบไิ ดออล (cannabidiol, CBD) ในชอ่ ดอกตัวเมียมีปรมิ าณสงู นิยมปลูกเฉพาะต้นตวั เมยี โดยไมใ่ ห้ เกิดการผสมพันธ์ุก่อนการเกบ็ เกีย่ ว มีการนามาใช้ประโยชน์ท้งั ทางการแพทย์และอุตสาหกรรมอื่น เช่น อาหาร เคร่ืองดมื่ และอุตสาหกรรมเครอ่ื งสาอาง เปน็ ตน้ จึงเปน็ สายพันธุ์ที่มีความตอ้ งการสงู และมีมูลค่าทางเศรษฐกิจ
กญั ชา vs กญั ชง
Search
Read the Text Version
- 1
- 2
- 3
- 4
- 5
- 6
- 7
- 8
- 9
- 10
- 11
- 12
- 13
- 14
- 15
- 16
- 17
- 18
- 19
- 20
- 21
- 22
- 23
- 24
- 25
- 26
- 27
- 28
- 29
- 30
- 31
- 32
- 33
- 34
- 35
- 36
- 37
- 38
- 39
- 40
- 41
- 42
- 43
- 44
- 45
- 46
- 47
- 48
- 49
- 50
- 51
- 52
- 53
- 54
- 55
- 56
- 57
- 58
- 59
- 60
- 61
- 62
- 63
- 64
- 65
- 66
- 67
- 68
- 69
- 70
- 71
- 72
- 73
- 74
- 75
- 76
- 77
- 78
- 79
- 80
- 81
- 82
- 83
- 84
- 85
- 86
- 87
- 88
- 89
- 90
- 91
- 92
- 93
- 94
- 95
- 96
- 97
- 98
- 99
- 100
- 101
- 102
- 103
- 104
- 105
- 106
- 107
- 108
- 109
- 110
- 111
- 112
- 113
- 114
- 115
- 116
- 117
- 118
- 119
- 120
- 121
- 122
- 123
- 124
- 125
- 126
- 127
- 128
- 129
- 130
- 131
- 132
- 133
- 134
- 135
- 136
- 137
- 138
- 139
- 140
- 141
- 142
- 143
- 144
- 145
- 146
- 147
- 148
- 149
- 150
- 151
- 152
- 153
- 154
- 155
- 156
- 157
- 158
- 159
- 160
- 161
- 162
- 163
- 164
- 165
- 166
- 167
- 168
- 169
- 170
- 171
- 172
- 173
- 174
- 175
- 176
- 177
- 178
- 179
- 180
- 181
- 182
- 183
- 184
- 185
- 186
- 187
- 188
- 189
- 190
- 191
- 192
- 193
- 194
- 195
- 196
- 197
- 198
- 199
- 200
- 201
- 202
- 203
- 204
- 205
- 206
- 207
- 208
- 209
- 210
- 211
- 212
- 213
- 214
- 215
- 216
- 217
- 218
- 219
- 220
- 221
- 222
- 223
- 224
- 225
- 226
- 227
- 228
- 229
- 230
- 231
- 232
- 233
- 234
- 235
- 236
- 237
- 238
- 239
- 240
- 241
- 242
- 243
- 244
- 245
- 246
- 247
- 248
- 249
- 250
- 251
- 252
- 253
- 254
- 255
- 256
- 257
- 258
- 259
- 260
- 261
- 262
- 263
- 264
- 265
- 266
- 267
- 268
- 269
- 270
- 271
- 272
- 273
- 274