Important Announcement
PubHTML5 Scheduled Server Maintenance on (GMT) Sunday, June 26th, 2:00 am - 8:00 am.
PubHTML5 site will be inoperative during the times indicated!

Home Explore เรื่องที่คณะกรรมาธิการพิจารณาเสร็จแล้ว

เรื่องที่คณะกรรมาธิการพิจารณาเสร็จแล้ว

Published by agenda.ebook, 2020-11-27 15:37:59

Description: (4) เรื่องที่คณะกรรมาธิการพิจารณาเสร็จแล้ว การประชุมสภาผู้แทนราษฎร ชุดที่ 25 ปีที่ 2 ครั้งที่ 7-8 (สมัยสามัญประจำปีครั้งที่สอง) วันที่ 2-3 ธันวาคม 2563

Search

Read the Text Version

บทที่ ๒ สภาพการบังคบั ใชแ้ ละผลกระทบที่เกิดขนึ้ ในพ้นื ที่ ๒.๑ มกี ารต่ออายุการประกาศภาวะฉกุ เฉนิ ต่อเนื่องยาวนาน การต่อขยาย พ.ร.ก. ฉุกเฉิน จะพิจารณาผ่านกลไกลคณะกรรมการบริหารสถานการณ์ฉุกเฉิน ซ่ึงมี รองนายกรัฐมนตรี พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ เป็นประธาน และสมช. เป็นเลขานุการ คณะกรรมการดังกล่าว จะเป็นผู้พิจารณาแนวทางและระยะเวลาการประกาศใช้กฎหมายพิเศษจากข้อมูลขององค์กรในพื้นท่ี ๓ ส่วนคือ หน่วยงานความมั่นคง (กอ. รมน. ภาคส่ีส่วนหน้า) หน่วยงานพลเรือน (ศอบต.) และภาคเอกชน จากน้ัน คณะกรรมการบริหารสถานการณ์ฉุกเฉินจะส่งมติการต่อขยาย พ.ร.ก. ฉุกเฉินในพ้ืนท่ี จชต. ให้ครม. พิจารณา และอนุมัติต่อไป อย่างไรก็ตาม จากการพูดคุยกับหน่วยงานในพื้นที่ ศอบต. ช้ีแจงว่า กอ.รมน. และ สมช. มีบทบาทหลักในการพิจารณา โดย ศอบต. เข้าเป็นคณะกรรมการร่วมในการพิจารณาขยาย พ.ร.ก. ฉุกเฉิน แต่ ไมไ่ ดม้ ีบทบาทมากนกั คณะรัฐมนตรีชุดปัจจุบัน มีมติเห็นชอบให้ขยาย พ.ร.ก. ฉุกเฉินในพ้ืนที่ จชต. ไปแล้วท้ังสิ้น ๓ ครั้ง เป็นระยะเวลาคร้ังละ ๓ เดือน จากมติครม. เร่ืองการขยาย พ.ร.ก. ฉุกเฉิน วันท่ี ๑๐ กันยายน, ๑๗ ธันวาคม ปี ๒๕๖๒ และ ๑๐ มีนาคม ปี ๒๕๖๓ มีเหตุผลในการขยายเป็นไปในแนวทางเดียวกันคือ การใช้พ.ร.ก. ฉุกเฉิน สามารถขยายผลการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าท่ีรัฐเพื่อแก้ไขปัญหาความไม่สงบในพื้นท่ีได้ดีย่ิงข้ึนจานวนการก่อเหตุ มีแนวโน้มลดลงเห็นได้จากรายงานการประเมินของ กอ. รมน. ในเรื่องการปฏิบัติงานตามพ.ร.ก. บริหาร สถานการณ์ฉุกเฉิน ในห้วงระยะเวลาต่าง ๆ อย่างไรก็ตาม ครม. เล็งเห็นว่ายังคงมีการก่อเหตุร้ายแรงเพ่ือสร้าง สถานการณท์ ่ีกระทบต่อความมัน่ คงของรฐั และความปลอดภัยของประชาชนจงึ ควรขยายระยะเวลาในการประกาศ สถานการณ์ฉุกเฉินท่มี คี วามรา้ ยแรงเพือ่ ใหเ้ กดิ ความต่อเนื่องในการแก้ไขปญั หาความไมส่ งบดงั กลา่ ว๒๓๒ เหตุผลการต่อขยาย พ.ร.ก. ฉุกเฉินข้างต้นสอดคล้องกับสมช. ในฐานะผู้กาหนดกฎหมายบริหาร สถานการณ์ฉุกเฉิน และ กอรมน. ในฐานะหน่วยปฏิบัติ ที่เข้ามาร่วมชี้แจงในประเด็นการต่อขยายกฎหมายพิเศษ ในพ้ืนที่จังหวัดชายแดนภาคใต้กับคณะอนุกรรมาธิการ กล่าวคือ ในทัศนะของ สมช. และ กอ.รมน. มาตรการ ท่ีบัญญัติในกฎหมายปกติของประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ประมวลกฎหมายอาญา ไม่สามารถ นามาใช้แกไ้ ขสถานการณค์ วามรนุ แรงท่ีเกิดขึน้ ใหย้ ุติลงอยา่ งรวดเร็วและมปี ระสทิ ธิภาพได้ดังนั้น เพ่อื ให้รัฐสามารถ รกั ษาความม่ันคง ความปลอดภัย และการรักษา สิทธแิ ละเสรีภาพของปวงชนชาวไทยให้กลับสู่สภาพปกติโดยเร็ว จึงมีความจาเปน็ อย่างย่ิงอย่างหลกี เลีย่ งไม่ได้ที่จะตอ้ งนากฎหมายความม่ันคงมาบงั คับใช้ซึง่ ในกฎหมายความม่ันคง แ ต่ ล ะฉ บั บ จ ะมี ม าต รก ารแ ล ะกล ไกพิ เศ ษ ใน การใช้ อา น าจ เป็ น ก ารเฉ พ าะโด ย มี เจ ต น ารม ณ์ เพื่ อคุ้ ม ค รอ ง ความปลอดภยั ให้กบั ประชาชนและรกั ษาความม่นั คงของพ้นื ท่ี๒๓๓ อย่างไรก็ตามในวันท่ี ๑๕ มีนาคม ๒๕๕๙ ครม. มีมติเห็นชอบให้ สมช. และ กอ.รมน. มีแนวทาง การจัดทาแผนและข้ันตอนการยกเลิกการประกาศ พ.ร.ก. ฉุกเฉิน รายอาเภอหรือรายพื้นท่ี และเตรียมนา พ.ร.บ. ความมั่นคงมาปรบั ใช้แทน โดยตัวชี้วัดที่ใชพ้ ิจารณาปรบั ลดไดแ้ ก่ ๒๓๒ มตคิ รม. http://www.cabinet.soc.go.th/doc_image/2563/993347679.pdf, http://www.cabinet.soc.go.th/doc_image/2562/9933325713.pdf, http://www.cabinet.soc.go.th/doc_image/2562/9933414614.pdf. ๒๓๓ รายงานการประชมุ คณะอนุกรรมาธิการศกึ ษาและแกไ้ ขปัญหา การละเมิดสิทธมิ นุษยชน และการลอบประทุษรา้ ยประชาชน คณะทีส่ อง (ละเมดิ สทิ ธิในเขตพ้ืนท่ีพิเศษและจงั หวดั ชายแดนใต)้ ๕ มนี าคม ๒๕๖๓

๑๓๖ ๑. สถิตคิ วามรุนแรงการกอ่ เหตใุ นพ้ืนท่ี ๒. การเคล่อื นไหวของผู้กอ่ เหตุความรนุ แรง ๓. จานวนหม่บู า้ นจัดต้ังของกลมุ่ เคลือ่ นไหว ๔. ความพรอ้ มของยามประจาถ่ิน กาลงั ประชาชน ศูนย์อานวยการอาเภอ ๕. ทัศนคตขิ องประชาชนในพ้ืนที่ ๖. การมสี ่วนรว่ มของประชาชนในพืน้ ที่ตอ่ โครงการประชารฐั ทั้งนี้ กอ.รมน. ได้ให้มหาวิทยาลัยต่าง ๆ เข้ามาเป็นผู้ประเมินในตัวช้ีวัดท่ีเก่ียวกับภาคประชาชน ได้แก่ ทัศนคติของประชาชนต่อการยกเลิกการประกาศใช้ พ.ร.ก. ฉุกเฉิน และการมีส่วนร่วมของภาคประชาชนต่อ ความสาเร็จโครงการประชารัฐ ส่วนตัวช้ีวัดอ่ืน ๆ ที่เกี่ยวกับเจ้าหน้าที่รัฐ ศูนย์ประเมิน กอ.รมน. ภาคสี่ส่วนหน้า จะเป็นผู้ประเมินร่วมกับมหาวิทยาลัยต่าง ๆ ซึ่งหากพื้นท่ีหรืออาเภอใดผ่านการประเมิน ๘๐% ตามเกณฑ์เหล่านี้ กจ็ ะพิจารณาปรับลดการใช้ พ.ร.ก. ฉุกเฉิน และนา พ.ร.บ. ความม่ันคงมาปรบั ใชแ้ ทนจนถึงปัจจุบันมกี ารพิจารณา ปรับลดไปแลว้ ๕ อาเภอและยงั มกี ารใช้ พ.ร.ก. ฉกุ เฉินอยูท่ ง้ั หมด ๒๘ อาเภอของสามจังหวัดชายแดนใต้ กอ.รมน. ได้ส่งมอบรายงานผลการประเมินทัศนคติของประชาชนต่อการยกเลิกประกาศใช้ พ.ร.ก. การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. ๒๕๔๘ และการทางานของเจ้าหน้าที่รัฐ ซึ่งสรุปผลการประเมิน ได้ว่าประชาชนในพ้ืนท่ีส่วนใหญ่มีความพึงพอใจต่อการยกเลิก พ.ร.ก. ฉุกเฉินในภาพรวมคิดเป็นร้อยละ ๖๓.๓๕ ซ่งึ อยู่ในระดับปานกลาง และมีความพึงพอใจต่อการปฏิบัตงิ านของเจ้าหน้าท่ีรฐั ในภาพรวมคิดเป็นร้อยละ ๖๔.๑๙ ซ่ึงอยู่ในระดับปานกลางเช่นกัน ผลจากรายงานฉบับดังกล่าวเสนอให้ ศอบต. เพิ่มการลงพ้ืนท่ีเพื่อสร้างการมี ส่วนร่วมและส่งเสรมิ การรับรทู้ ่ีถกู ตอ้ งของประชาชนตอ่ สถานการณใ์ นพ้ืนท่ี ๒.๒ ประเด็นการควบคมุ ตัวโดยเจ้าหนา้ ที่รัฐภายใต้กฎหมายพิเศษ การควบคุมตัวผู้ต้องสงสัยในพ้ืนท่ีด้วยกฎหมายพิเศษเกิดขึ้นอยู่บ่อยคร้ังในพ้ืนที่จังหวัดชายแดนใต้ โดยกลุ่มด้วยใจช้ีแจงในการประชุมร่วมกับอนุกรรมาธิการว่าในปี ๒๕๖๒ มีผู้ถูกควบคุมตัวจานวน ๑๖๘ ราย แบ่งเป็นผู้เกี่ยวข้องกับศาสนาอิสลาม นักปกป้องสิทธิมนุษยชน ประชาชนท่ัวไป เด็ก ผู้หญิง และนอกจากน้ี ยังมีการควบคุมตัวผู้ท่ีเคยถูกกล่าวหาหรือผู้ท่ีเคยถูกควบคุมตัวมาก่อนแล้ว ซ่ึงในปี ๒๕๖๒ จานวนผู้ถูกควบคุมตัว ท่ีเป็นเด็ก ผู้หญิง และนักปกป้องสิทธิมนุษยชนมีมากขึ้น โดยส่วนใหญ่บุคคลต้องสงสัยมักถูกควบคุมโดยเจ้าหน้าท่ี โดยอาศัยอานาจตามมาตรา ๑๕ ของกฎอัยการ ท่ีให้ควบคุมตัวผู้ต้องสงสัยได้ ๗ วันโดยไม่ต้องมีหมายศาลแต่ต้อง มีเหตุแห่งการควบคุมตัวจากนั้นจึงอาจขยายเวลาการควบคุมตัวต่อโดยอาศัยมาตรา ๑๑ และ ๑๒ ของ พ.ร.ก. ฉกุ เฉิน ทง้ั น้ีการขยายเวลาการควบคุมตัวตอ้ งขออนุญาตศาลทุก ๗ วัน รวมระยะเวลาการควบคมุ ตวั ภายใต้ พ.ร.ก. ฉุกเฉินไม่เกิน ๓๐ วัน กอ. รมน. และ สมช. ช้ีแจงว่าการควบคุมตัวบุคคลด้วยกฎหมายพิเศษนั้นเป็นไปเพื่อขยาย ผลการสืบสวน สอบสวนเพ่ือรวบรวมพยานหลักฐานเนื่องจากระยะเวลาในการควบคุมตัวและสืบสวน สอบสวน ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาเป็นข้อจากัดที่ไม่สามารถปรับใช้กับบริบทของสถานการณ์ในพ้ืนท่ี จังหวดั ชายแดนภาคใต้ได้ อย่างไรก็ตามจากการลงพื้นที่พูดคุยกับภาคประชาสังคมและผู้ได้รับผลกระทบจากกฎหมายพิเศษ หลายองค์กรในที่ประชุมช้ีแจงว่าผู้ต้องสงสัยได้รับผลกระทบจากการถูกควบคุมตัวโดยกฎหมายพิเศษเนื่องจาก ในทางปฏิบัติ “ผู้ต้องสงสัย” มักถูกจากัดสิทธิต่าง ๆ มีสิทธิด้อยกว่า “ผู้ต้องหา” ควรได้รับตามประมวลกฎหมาย วธิ ีพจิ ารณาความอาญา เช่น สิทธิในการปรึกษาทนายความ สิทธทิ ่ีจะไมใ่ ห้การ สิทธิท่ีจะไดร้ ับแจ้งข้อกล่าวหาหรือ

๑๓๗ มูลเหตุของการควบคุมตัว รวมไปถึงการถูกจากัดสิทธิการพบญาติหรือให้ญาติที่ใกล้ชิดเท่าน้ันท่ีเข้าพบได้โดย เจ้าหนา้ ที่อ้างว่าผ้ตู อ้ งสงสัยจะไม่ได้รบั สิทธิเหลา่ นีเ้ นอื่ งจากถูกควบคุมตวั ภายใตก้ ฎหมายพเิ ศษ นอกจากนี้ในทางปฏิบัติผู้ต้องสงสัยยังไม่ได้ถูกนาตัวไปยังศาลทุก ๗ วันเพ่ือพิจารณาต่อระยะเวลา การควบคุมตัว และมักไม่ได้ถูกควบคุมตัวไว้ในสถานีตารวจหรือทัณฑสถานตามกฎหมายทั่วไปองค์กรภาคประชาสังคม หลายส่วนจึงมีความเห็นว่ากฎหมายพิเศษท่ีเปิดช่องให้เจ้าหน้าที่ใช้อานาจโดยขาดการตรวจสอบและลดทอน ความคุ้มครองบุคคลต้องสงสัยตามกฎหมายปกติน้ันอาจเป็นสาเหตุสาคัญของข้อร้องเรียนในประเด็นการซ้อม ทรมานระหวา่ งการควบคมุ ตัวที่เกิดในพน้ื ท่ี จชต. จากสถิติของเครือข่ายอาสาสมัครมูลนิธิศูนย์ทนายความมุสลิมมีเรื่องร้องเรียนในพื้นที่ ๔ จังหวัด ตรวจสอบแล้วพบว่าเป็นการซ้อมทรมานระหว่างการถูกควบคุมตัวด้วยกฎหมายพิเศษ ๖๙ ราย ในปี ๒๕๖๐, ๖๓ ราย ในปี ๒๕๖๑ และ ๓๙ ราย ในปี ๒๕๖๒ รวมถึงมีการกระทาต่อเด็กและผู้หญิง แต่ส่วนมากผู้ถูกซ้อม ทรมานมักจะเพศชายซ่ึงสถิติดังกล่าวเป็นเพียงข้อร้องเรียนที่ทางศูนย์ทนายความได้บันทึกไว้เท่าน้ันคาดว่าจานวน ผู้ถูกซ้อมทรมานแต่ไม่กล้าหรือไม่สามารถร้องเรียนได้ยังมีอีกเป็นจานวนมากจากข้อร้องเรียนการซ้อมทรมานของ มูลนิธิศูนย์ทนายความมุสลิมรูปแบบวิธีการซ้อมทรมานมีความหลากหลายและรุนแรงมากขึ้นโดยสามารถจาแนก วิธีการซ้อมทรมานตามที่ผู้เสียหายได้ร้องเรียนปรากฏในบันทึกที่เก็บไว้เป็นรายกรณีที่ศูนย์ทนายความมุสลิมได้ เช่น ทุบตีศีรษะ, ถอดเส้ือและให้อยู่ในห้องแอร์เป็นเวลานาน, ใช้เท้าถีบ เหยียบบริเวณหลัง, ใช้เท้าแตะตัว อวัยวะเพศ บ้องหู, ใช้มือต่อยหน้าท้อง ใช้ผ้าปิดตา ยืนกางแขน กางขา, ให้อยู่ในห้องขังโดยห้ามไม่ให้นอน, ใช้คีมถอนฟัน, บังคับให้ยืนแช่ในน้าแข็ง, ใช้ผา้ ปิดปากปิดจมูก,ไม่ให้นอน ๓ วัน ๓ คืน, บังคับให้กอดต้นไม้ทั้งคืน, ตลี าตัวด้วยด้ามปืนให้เปลือยกายแล้ววดิ พ้ืน, ใช้สายยางตศี ีรษะ, ใหน้ อนราบกับพนื้ และเอาสายยางฉีดให้สาลักน้า, บังคับ ข่มขู่ พูดจาคุกคาม ข่มขู่เก่ียวกับกระบวนการยุติธรรมเพื่อไม่ให้ผู้เสียหายกล้าต่อสู้คดีต่อไปหรือใช้มือตบ บรเิ วณใบหน้า ปาก ลาคอ เปน็ ต้น ท้ังน้ีมีข้อสังเกตข้อร้องเรียนดังกล่าวยังคงเป็นการร้องเรียนและบันทึกของศูนย์ทนายความมุสลิม ที่ได้บันทึกจากผู้เสียหายแต่ยังไม่มีการสอบถามข้อเท็จจริงจากหน่วยงานท่ีถูกกล่าวหา และหากพิจารณา ตามอนุสัญญาต่อต้านการทรมาน (Convention against Torture) ท่ีประเทศไทยเป็นรัฐภาคี การกระทาเหล่านี้ ก็อาจถ้าไม่ได้กระทาอย่างต่อเนื่องยาวนานและไม่ส่งผลให้เกิดอันตรายอย่างร้ายแรงจะเป็นเพียงลักษณะ การทาร้ายร่างกายยังไม่ถึงการทรมานตามหลักการอนุสัญญาสากลฯ แต่อย่างไรก็เป็นการกระทาที่ไม่สมควร จะเกิดขึน้ ในประเด็นข้อร้องเรียนการซ้อมทรมานนั้น กอ. รมน. ช้ีแจงในที่ประชุมร่วมกับอนุกรรมาธิการว่า กอ. รมน. ได้ออกระเบียบและคู่มือปฏิบัตงิ านเจ้าหน้าท่ีเพอื่ ควบคุมการใช้อานาจของเจ้าหน้าที่ตามกฎหมายพเิ ศษ ดังนั้นหากตรวจสอบแล้วเจ้าหน้าท่ีกระทาการซ้อมทรมานจริงก็จะต้องรับผิดทางวินัย ทางแพ่ง และทางอาญา โดยในคู่มือการอบรมโครงการเพ่ิมประสิทธิภาพการบริหารจัดการภาครัฐและเจ้าหน้าที่รัฐ ของ กอ. รมน. ภาคส่ีส่วนหน้าระบุแนวทางการควบคุมตัวหรือเชิญตัวผู้ต้องสงสัยตามกฎอัยการศึกที่อาจเป็นประเด็นปัญหาท่ีว่า การใช้กาลังหรือวิธอี ่นื ใดท่รี ะบุไวอ้ าจนาไปสู่การใช้ความรนุ แรง ดงั นี้ “การควบคุมตัว คือ การควบคุมความเคลื่อนไหวของบุคคลโดยพนักงานเจ้าหน้าที่เพ่ือให้เขาตอบ ข้อซักถามดังนั้นในระหว่างการควบคุมตัวหากมีการต่อสู้ขัดขืนก็เป็นการชอบด้วยกฎหมายที่พนักงานเจ้าหน้าที่ จะใช้กาลังหรือวิธีอื่นใดท่ีไม่เกินสมควรแก่เหตุเพ่ือจากัดความเคลื่อนไหวของบุคคลน้ัน และจะต้องแจ้งความ

๑๓๘ ดาเนินคดีกับผู้ที่ต่อสู้ขัดขืนตาม ป. วิอาญาไว้ด้วย ในระหว่างการควบคุมตัวห้ามเจ้าหน้าที่ทาร้ายร่างกายหรือ ใชว้ าจาเหยยี ดหยามอยา่ งเด็ดขาด” นอกจากนี้ กอ. รมน. ยังได้ช้ีแจงสถิติข้อร้องเรียนการซ้อมทรมานท่ีแตกต่างไปจากสถิติของภาคประชาสังคม ดังน้ี • ปี ๒๕๖๐ มีข้อร้องเรียน ๔๗ ราย เม่ือตรวจสอบพบว่าไม่เป็นไปตามข้อร้องเรียน ๔๕ ราย อีก ๒ ราย เปน็ ไปตามขอ้ ร้องเรยี นเนือ่ งจากเจา้ หน้าทปี่ ้องกนั ตัว • ปี ๒๕๖๑ มีข้อร้องเรียน ๑๓๘ ราย เมื่อตรวจสอบพบว่าไม่เป็นไปตามข้อร้องเรียน ๑๓๗ ราย อีก ๑ ราย เป็นไปตามข้อร้องเรียนเน่อื งจากเจ้าหนา้ ทีป่ ้องกนั ตัว • ปี ๒๕๖๒ มีข้อรอ้ งเรียน ๓๘ ราย เมอ่ื ตรวจสอบพบวา่ ไม่เปน็ ไปตามข้อรอ้ งเรยี น ๓๘ ราย • ปี ๒๕๖๓ มีข้อร้องเรียนจนถึงปจั จุบัน ๔ ราย ไมเ่ ป็นไปตามข้อร้องเรียน ๒ ราย อีก ๒ รายอยู่ระหว่าง การตรวจสอบ โดย กอ. รมน. ให้ข้อมูลเพ่ิมเติมว่าทางรัฐบาลได้จัดให้มีคณะอนุกรรมการคัดกรองกรณีถูกกระทา ทรมานและถูกบังคับให้หายสาบสูญเขตพื้นที่จังหวัดชายแดนใต้ประกอบด้วยหน่วยงาน ๑) กอ.รมน.ภาค ๔ ส่วนหน้า (ประธานอนุกรรมการ) ๒) ศอ.บต. ๓) ศูนย์ปฏิบัติการคดีพิเศษ กรมสอบสวนคดีพิเศษ DSI ๔) ศนู ยป์ ฏบิ ัตกิ ารนติ ิวิทยาศาสตร์จงั หวัดชายแดนภาคใต้ ๕) ยตุ ธิ รรมจงั หวดั ๖) กรมคุ้มครองสิทธเิ สรีภาพ อนุกรรมาธิการได้สอบถาม กอ. รมน. ถึงสถานที่ในการควบคุมตัวเน่ืองจากสถานที่ควบคุมตัว ตามกฎหมายพิเศษมีอยู่หลายแห่งเมื่อเกิดข้อรอ้ งเรียนจึงยากต่อการระบุสถานท่ีเพอื่ ตรวจสอบ กอ. รมน. จึงชี้แจง ในประเด็นดังกล่าวโดยแบ่งสถานที่ควบคุมตัวในจชต. ที่อยภู่ ายใต้การดูแลของ กอ.รมน. ตามกฎหมายความมน่ั คง ดงั นี้ ๑. สถานท่คี วบคมุ ตัวภายใต้กฎอยั การศึก ไดแ้ ก่ ๑.๑ ศนู ย์ซกั ถาม หน่วยเฉพาะกจิ กรมทหารพรานท่ี ๔๑ (ฉก.๔๑) อ.วงั พญา จ.ยะลา ๑.๒ ศูนย์ซักถาม หนว่ ยเฉพาะกิจกรมทหารพรานท่ี ๔๓ (ฉก.๔๓) ค่ายอิงคยทุ ธบรหิ าร ๑.๓ ศูนยซ์ กั ถาม จ.นราธิวาส ๑.๔ ศูนยซ์ กั ถาม หนว่ ยเฉพาะกจิ นาวิกโยธิน ๑.๕ ศูนย์ซักถาม หน่วยข่าวกรองทางทหารส่วนหน้า จชต. ตั้งอยู่ภายในค่ายอิงคยุทธบริหาร อ.หนองจกิ จ.ปตั ตานี ๒. สถานทค่ี วบคมุ ตวั ภายใต้พ.ร.ก. ฉกุ เฉนิ ไดแ้ ก่ ๒.๑ ศูนย์ซักถาม หน่วยข่าวกรองทางทหารส่วนหน้า จังหวัดชายแดนภาคใต้ (ขกท.สน.จชต.) คา่ ยองิ คยทุ ธบริหาร อ.หนองจิก จ.ปตั ตานี ๒.๒ ศูนย์พิทักษ์สันติ ภายใต้โครงสร้างของศูนย์ปฏิบัติการตารวจจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศชต.) อ.เมือง จ.ยะลา แม้ สมช. และ กอ. รมน. จะให้เหตุผลว่าการใช้กฎหมายพิเศษเป็นไปเพ่ือขยายผลการปฏิบัติหน้าท่ีและ การรักษาความสงบในพ้ืนที่ แต่องค์กรภาคประชาสังคมในพ้ืนที่ได้ให้ความเห็นว่ากฎหมายพิเศษเหล่าน้ี กลับกลายเป็นกลไกท่ีแทรกแซงกระบวนการยุติธรรมตามวิธีการปกติทาให้ไม่สามารถค้นหาผู้กระทาความผิด ที่แท้จริงได้เน่ืองจากการบังคับใช้กฎหมายพิเศษที่ลดทอนความคุ้มครองของผู้ต้องหาตามกฎหมายท่ัวไปและ

๑๓๙ แทบจะไม่เปดิ ชอ่ งใหเ้ กดิ การตรวจสอบถ่วงดุลน้นั นาไปส่ขู ้อรอ้ งเรียนตา่ ง ๆ ไมว่ า่ จะเป็นการซ้อมทรมาน การบังคับ ใหส้ ารภาพหรอื ให้เซ็นเอกสารโดยไมท่ ราบขอ้ กลา่ วหา ข้อร้องเรียนเหล่าน้ีมักเกิดข้ึนระหว่างการควบคุมตัวที่เจ้าหน้าที่จะดาเนินกรรมาวิธีซักถามผู้ต้องสงสัย และเม่ือสิ้นสุดระยะเวลาการควบคุมตัวผลจากกรรมาวิธีซักถามซึ่งมักเป็นคาสารภาพ คาปรักปราตนเอง หรือ การซัดทอดผู้อ่ืนนั้นจะถูกรวบรวมส่งต่อให้พนักงานสอบสวนและเข้าสู่กระบวนการศาลต่อไป จากการบันทึกของ ภาคประชาสังคมเจ้าหน้าที่ผู้ถูกกล่าวหาว่ากระทาการทรมานมักปรากฏเป็นบุคคลกลุ่มเดิม ต้ังแต่ปี ๒๕๔๗ ซึ่งบุคคลเหล่าน้ีมักเข้าร่วมในกระบวนการศาลในฐานะเจ้าหน้าท่ีสอบสวนหรือผู้ซักถามด้วยในทัศนะของ บางองค์กรประชาสงั คมในพ้นื ท่ีขอ้ มูลดงั กลา่ วบ่งชีถ้ ึงการกระทาทรมานที่ดารงอยู่อยา่ งเป็นระบบ และดารงอยูด่ ้วย ความยินยอมของรัฐและกลไกในพ้ืนที่ อย่างไรก็ตามท้ายที่สุดแล้วสถิติการยกฟ้องในคดีความมั่นคงมีสูงมาก เน่ืองจากพยานหลักฐานไม่แน่นหนาพอผลลัพธ์เช่นน้ีจึงสะท้อนให้เห็นว่าแนวทางการเค้นหาพยานหลักฐาน ด้วยกฎหมายพิเศษนั้นไม่สามารถนาไปสู่การหาตัวผู้กระทาความผิดได้อย่างแท้จริงและไม่เอื้อต่อกระบวนการ ยตุ ิธรรม ๒.๓ ประเดน็ การเสยี ชวี ิตระหวา่ งควบคุมตัวและการสงั หารนอกกระบวนการยตุ ิธรรม เนื่องด้วยกฎหมายพิเศษให้อานาจแก่เจ้าหน้าที่ในการปิดล้อม ตรวจค้น และเข้าควบคุมตัวผู้ต้องสงสัย ณ สถานที่ใด หรือในเวลาใดก็ได้ อาจกรณีการเสียชีวิตระหว่างกระบวนการควบคุมตัวและการวิสามัญฆาตกรรม จึงเกิดข้ึนบ่อยคร้ังในพื้นที่ จชต. ด้วยเช่นกันจากข้อมูลของกลุ่มด้วยใจ พบว่ามีกรณีการสังหารนอกกระบวนการ ยุติธรรมหรือการวิสามัญฆาตกรรมในพื้นท่ี จชต. ๒๓๔ แม้จะยังไม่มีการตรวจสอบจากหน่วยงานใด เร่ืองร้องเรียน มที ้งั ส้ิน ๑๗ รายในรอบปที ่ผี า่ นมาแบ่งเป็นการลอบสังหารที่อาเภอบาเจาะ จังหวดั นราธวิ าส ๑ ราย และอกี ๑๖ ราย แม้ในชว่ งการแพร่ระบาดของโรคโควิด - ๑๙ ท่ีขบวนการเคล่ือนไหวประกาศอยา่ งชดั เจนว่าจะไม่ก่อเหตุ ก็ยังมีกรณีการวิสามัญฆาตกรรมเกิดขึ้นประเด็นดังกล่าวนามาสู่คาถามของภาคประชาสังคมบางส่วนว่า การปฏิบตั งิ านของเจา้ หนา้ ภายใตก้ ฎหมายพิเศษท่ีนนั้ คานึงถงึ หลกั มนุษยธรรมมากนอ้ ยเพยี งใด กลุ่มด้วยใจช้ีแจงเพ่ิมเติมว่าจานวนเหตุวิสามัญฆาตกรรมในพื้นที่ จชต. ที่ผ่านมามีท้ังหมดกว่า ๑๐๐ กรณี แต่ตัวเลขการไต่สวนการตายในชั้นศาลมีน้อยมากซ่ึงโดยส่วนใหญ่แล้วมักได้ข้อสรุปจากเจ้าหน้าท่ีว่า ญาตไิ มต่ ิดใจกับการตายผิดธรรมชาติ นอกจากน้ีในพ้ืนท่ีจงั หวัดชายแดนภาคใต้กม็ ีกรณผี ู้เสียชีวติ ระหว่างการถูกควบคุมตัวด้วยกฎหมายพิเศษ ซึ่งให้อานาจเจ้าหน้าที่ในการควบคุมตัวบุคคลได้โดยไม่ต้องมีหมายศาลตามกฎอัยการศึก และขอขยายเวลา การควบคุมตัวไดโ้ ดย พ.ร.ก. ฉุกเฉิน จนถงึ ปัจจุบันรวมทั้งส้ิน ๗ กรณี โดยองค์กรที่มักเป็นผู้ตรวจสอบขอ้ ร้องเรียน เหล่านี้คือ คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนที่จัดต้ังขึ้นโดยแม่ทัพภาคส่ีแต่ประชาชนในพื้นที่มักสับสนและเข้าใจว่า คณะกรรมการสิทธิชุดนอี้ ยู่ภายใต้ กสม. ซง่ึ เป็นองค์กรอิสระ นอกจากน้ี ศอบต. เองก็ไม่สามารถจัดต้ังคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนได้ เน่ืองด้วยเหตุผลท่ีว่าในพ้ืนท่ี มีชุดคณะกรรมการดังกล่าวท่ีสังกัดกับ กอ. รมน. อยู่แล้ว ทาให้เมื่อเกิดกรณีเสียชีวิตระหว่างการควบคุมตัว ๒๓๔ การเสยี ชวี ติ ระหวา่ งควบคุมตวั และการสังหารนอกกระบวนการยตุ ิธรรมทาให้เกิดกระบวนการยุติธรรมทางอาญาคือการไตส่ วนการตายมาตรา ๑๕๐ ป.วิ อาญา โดยการไตส่ วนหาข้อเท็จจริงโดยศาลวา่ ใครเป็นผูต้ าย ตายท่อี ยา่ งไร และใครเป็นผู้กระทาใหเ้ สียชีวิต เมื่อศาลประจาทอ้ งที่นั้นไต่สวน การตายเปน็ คดีชันสูตรพลกิ ศพแลว้ ศาลจะทาคาสั่งวา่ ผ้ตู ายคือใคร ตายทไี่ หน เหตแุ ละพฤตกิ ารณ์ท่ีตาย และเปน็ ความตายทเ่ี กดิ ขึ้นจากการกระทา ของเจา้ หน้าท่ีซึ่งอา้ งวา่ ปฏบิ ัติราชการตามหน้าท่หี รอื ไม่

๑๔๐ หน่วยงานความม่ันคงท่ีเป็นคู่ขัดแย้งหลักก็เข้ามาเป็นหน่วยตรวจสอบไปด้วย โดยไม่มีการถ่วงดุลจากกลไกอื่น ๆ ของรัฐ หน่ึงในผู้ร้องเรียนได้ให้ความเห็นกับคณะอนุกรรมาธิการว่าเมื่อองคาพยพของรัฐภายใต้บังคับใช้กฎหมาย พิเศษมีแนวโน้มจะใช้ความรุนแรงอย่างเป็นเอกภ าพมากข้ึนโด ยไม่มีการตรวจส อบถ่วงดุลอย่างเข้มแข็งจาก หน่วยงานรัฐอื่น ๆ ประชาชนในพ้ืนที่จึงขาดความเช่ือมั่นในกระบวนการกฎหมาย กระบวนการยุติธรรมของรัฐ และเรม่ิ หนั ไปพจิ ารณาว่าการใชค้ วามรุนแรงในสภาวะความขดั แยง้ ท่ีดารงอยนู่ ี้เป็นสง่ิ ที่ชอบธรรมมากข้ึน กรณีศกึ ษา: การเสยี ชีวิตระหว่างควบคุมตัวของนายอบั ดลุ เลาะ อซี อมซู อ ระหว่างการลงพ้ืนท่ีเมื่อวันท่ี ๑๘ - ๒๐ กรกฎาคม ๒๕๖๓ คณะกรรมาธิการฯ ได้รับฟังคาชี้แจงเบื้องต้น จากญาติของนายอับดุลเลาะ อีซอมูซอ โดยตรงกรณีท่ีนายอับดุลเลาะอาจตกเป็นผู้ถูกซัดทอดจากผู้ต้องหา ในคดีความมั่นคงแม้จะยังไม่มีการตรวจสอบจากหน่วยงานใดเรือ่ งร้องเรียนมีรายละเอียดดงั นี้ เจ้าหน้าท่ีได้ปิดล้อม ตรวจค้นบ้านและควบคุมตัวนายอับดุลเลาะฯ ภายใต้อานาจตามกฎอัยการศึกไปยังศูนย์ซักถามหน่วยเฉพาะกิจ กรมทหารพรานที่ ๔๔ ค่ายอิงคยุทธบริหาร จังหวัดปัตตานี ในช่วงเย็นของวันที่ ๒๐ กรกฎาคม ๒๕๖๒ โดยเจ้าหนา้ ทไ่ี ม่ได้แจง้ ข้อหาในการควบคมุ ตัว เช้าวันถัดมาภรรยาของอับดุลเลาะเข้าไปท่ีค่ายอิงคยุทธบริหารแต่เจ้าหน้าท่ีแจ้งว่าให้ไปพบที่ โรงพยาบาลปัตตานีแทนเม่ือไปถึงโรงพยาบาลพบอับดลุ เลาะอยู่ในสภาพหมดสติต่อมาได้มีการย้ายนายอับดุลเลาะ ไปรักษาตัวที่โรงพยาบาลสงขลานครินทร์ตลอดระยะเวลา ๓๕ วันของการรักษาตัวนายอับดุลเลาะไม่รู้สึกตัว ซึ่งในช่วงเวลาดังกล่าวเจ้าหน้าที่อนุญาตให้เพียงแค่ญาติใกล้ชิดท่ีเข้าเยี่ยมได้ และขอถ่ายบัตรประชาชนของ ผู้เข้าเยี่ยมโดยอ้างว่านายอับดุลเลาะยังคงอยู่ในการควบคุมตัวภายใต้กฎหมายความมั่นคงจนท้ายที่สุดนายอับดุลเลาะ เสยี ชีวติ ท่ีโรงพยาบาลสงขลานครินทร์ในวันที่ ๒๕ สิงหาคม ๒๕๖๒ ทง้ั นีญ้ าตใิ ห้ขอ้ มลู เพ่ิมเติมว่าสภาพรา่ งกายของ นายอับดุลเลาะมีรอยช้าเขียวที่ข้อพับ แขน รอยถลอกที่ข้อมือ น้ิวมีรอยไหม้ และมีน้าสีแดงออกจากหูทั้งท่ีก่อนถูก คมุ ตวั นายอบั ดลุ เลาะแข็งแรงดแี ละไม่ปรากฏบาดแผลดงั กลา่ ว มีข้อเท็จจริงเพ่ิมเติมวา่ แพทย์ในโรงพยาบาลค่ายอิงคยทุ ธบริหารซ่ึงเป็นหน่วยงานแรกท่ีรักษาตัวอับดุลเลาะ กล่าวว่าพบนายอับดุลเลาะหมดสติอยู่ในห้องพักโดยญาติผู้เสียชีวิตชี้แจงว่าขณะรักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาล กอ. รมน. ได้แต่งต้ังคณะตรวจสอบข้อเท็จจริงแต่จนปัจจุบันก็ยังไม่มีความคืบหน้าแม้จะยังไม่มีการตรวจสอบจาก หนว่ ยงานใดมีคาบอกเลา่ ของญาติวา่ แคไ่ ดร้ ับการสอบถามว่าได้รับเงินเยยี วยาแล้วหรอื ยงั เท่าน้นั อย่างไรก็ตามญาตติ อ้ งการรบั ร้ขู ้อเทจ็ จรงิ ทเี่ กิดขึน้ กับอับดุลเลาะระหว่างถูกควบคุมตวั ในคา่ ยองิ คยทุ ธบริหาร และมองว่าการท่ีกล้องวงจรปิดในศูนย์ซักถามใช้งานไม่ได้ใช้ช่วงเกิดเหตุไม่ควรเป็นข้ออ้างในการค้นหาความจริง เหมือนทาให้มีการปกปิดข้อเท็จจริง ทั้งน้ีกรณีดังกล่าวอยู่ระหว่างการไต่สวนการตายตามมาตราประมวลกฎหมาย พิจารณาความอาญา มาตรา ๑๕๐ พิจารณาของศาลจังหวัดสงขลา ในวันที่ ๒๔ - ๒๖ พฤศจิกายน ๒๕๖๓ และ ๑๕-๑๘ ธันวาคม ๒๕๖๓ นี้ แมจ้ ะยงั ไม่มกี ารสืบสวนสอบสวนโดยเจ้าหน้าที่รฐั ฝ่ายได้ แต่กรณีการเสยี ชวี ิตของนายอับดุลเลาะห์ อซี อมูซอ ทาให้เกิดกระบวนการยุติธรรมทางอาญาคือการไต่สวนการตายมาตรา ๑๕๐ ป.วิ อาญา โดยการไต่สวน หาข้อเท็จจริงโดยศาลว่าใครเป็นผู้ตาย ตายที่อย่างไร และใครเป็นผู้กระทาให้เสียชีวิต เมื่อศาลประจาท้องท่ีน้ัน ไต่สวนการตายเป็นคดีชันสูตรพลิกศพแล้วศาลจะทาคาส่ังว่าผู้ตายคือใคร ตายที่ไหน เหตุและพฤติการณ์ที่ตาย และเป็นความตายท่ีเกดิ ขึ้นจากการกระทาของเจ้าหนา้ ทซี่ ่ึงอา้ งวา่ ปฏบิ ัตริ าชการตามหน้าที่หรอื ไม่

๑๔๑ ๒.๔ ประเด็นการจดั เกบ็ ตัวอย่างสารพนั ธุกรรม (ดีเอ็นเอ) ของประชาชนในพืน้ ที่ นบั ตั้งแต่ปี ๒๕๕๕ องค์กรภาคประชาสังคมเรมิ่ ได้รับข้อรอ้ งเรียนจากประชาชนในพ้ืนที่จังหวัดชายแดน ภาคใต้ว่ามีการตรวจเก็บตัวอย่างสารพันธุกรรม (DNA) จากชาวมุสลิมเช้ือสายมลายูในพื้นท่ีโดยให้เหตุผลว่า เป็นการจัดทาฐานข้อมูลเพื่อท่ีจะดาเนินมาตรการติดตามและลงโทษผู้ก่อความไม่สงบได้อย่างมีประสิทธิภาพ มากขึ้นกลุ่มเป้าหมายหลักของใช้มาตรการตรวจเก็บดีเอ็นเอ คือ ผู้ต้องสงสัยว่าเป็นผู้ก่อความไม่สงบ ครอบครัว ของพวกเขาและชาวบ้านท่ีอาศัยอยู่ในพื้นท่ีสีแดงซึ่งพื้นท่ีท่ีรัฐเชื่อว่ามีกองกาลังที่ไม่ใช่รัฐเคลื่อนไหวอยู่ ท้ังน้ี ปฏิบัติการในลักษณะดังกล่าวมักเกิดขึ้นบ่อยคร้ังในช่วงท่ีมีเหตุรุนแรงเยอะและรัฐบาลได้รับแรงกดดันอย่างสูง ให้นาผกู้ ระทาความผิดมาลงโทษ๒๓๕ ต่อมาในปี ๒๕๖๒ จากรายงานข่าวและข้อร้องเรียนถึงภาคประชาสังคมพบว่า เกิดกรณีที่เจ้าหน้าท่ี ได้ตรวจเก็บตัวอย่างดีเอ็นเอของผู้เข้ารับการเกณฑ์ทหารในพ้ืนที่จังหวัดชายแดนภาคใต้โดยศูนย์สันติสุข กอ.รมน. ภาค ๔ ส่วนหน้าประกาศผ่านสื่อมวลชนว่าเป็นการเก็บมาไว้ในฐานข้อมูลเพื่ออานวยความสะดวกในการพิสูจน์ หลักฐานเมอ่ื เกิดเหตุความรนุ แรงในพ้นื ที่ ในประเด็นการตรวจเก็บตัวอย่างดีเอ็นเอในพ้ืนที่จังหวัดชายแดนภาคใต้หัวหน้ากองกฎหมายและ สิทธิมนุษยชน กอ.รมน. ได้เคยช้ีแจงกับคณะอนุกรรมาธิการพิจารณาศึกษาและแก้ไขปัญหาการละเมิดสิทธิ มนุษยชนเม่ือเดือนมีนาคม ๒๕๖๓ ไว้ว่าการเก็บดีเอ็นเอเป็นมาตรการที่ใช้เพื่อ “ยืนยันความบริสุทธิ์ของบุคคล ป้องกันการถูกใส่ร้ายหากไม่ได้กระทาความผิด และฐานข้อมูลดีเอ็นเอน้ีก็จะช่วยให้เจ้าหน้าที่สามารถจับคนร้าย ไดอ้ ย่างถูกต้องแม่นยาสามารถใชเ้ ปน็ พยานในช้นั ศาลในการหาตัวผู้กระทาผิดมาลงโทษไดอ้ ย่างมีประสิทธิภาพและ เป็นปัจจัยที่ทาให้เหตุการณ์ความรุนแรงในพื้นท่ีลดลงอย่างเห็นได้ชัด” พร้อมยืนยันว่ามาตรการดังกล่าวไม่ถือเป็น การละเมิดสิทธิมนุษยชนหรือล่วงล้าสิทธิความเป็นส่วนตัวเน่ืองจากเป็นมาตรการท่ีชอบด้วยกฎหมายตามมาตรา ๑๓๑/๑ แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาและยึดหลกั การให้ความยินยอมของบุคคลที่ถูกจดั เก็บเสมอ หากบุคคลใดไม่ยินยอมก็จะไม่มีการจัดเก็บ นอกจากนี้ ผู้อานวยการกลุ่มงานกฎหมาย สภาความม่ันคงแห่งชาติ ได้ช้ีแจงเสริมว่า มาตรการการจัดเก็บดีเอ็นเอสามารถดาเนินการได้ภายใต้อานาจกฎหมายความม่ันคงสองฉบับ ไดแ้ ก่ กฎอัยการศกึ และ พ.ร.ก.ฉกุ เฉนิ กอ.รมน. ยังให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่าปัจจุบันมีหน่วยงานหลักที่เกี่ยวข้องกับการจัดเก็บดีเอ็นเอ ๒ หน่วยงาน ได้แก่ ศูนย์พิสูจน์หลักฐาน ๑๐ และศูนย์ปฏิบัติการนิติวิทยาศาสตร์ และจากข้อมูลของศูนย์พิสูจน์หลักฐาน ๑๐ ทาให้ทราบว่า ปัจจุบันมีการจัดฐานข้อมูลตัวอย่างดีเอ็นเอ ตามกลุ่มเป้าหมายจานวน ๖ กลุ่ม ได้แก่ ผู้ต้องหา ผู้เสียหาย ผู้ต้องสงสัย กลุ่มเส่ียง บุคคลพ้นโทษ และทหารเกณฑ์ ท่ีเพิ่งจะถูกเพิ่มเป็นกลุ่มเป้าหมายเม่ือปี ๒๕๖๒ ท่ผี ่านมา๒๓๖ อย่างไรก็ตามจากการลงพ้ืนท่ีเพื่อตรวจสอบข้อเท็จจริงและข้อร้องเรียนถึงองค์กรภาคประชาสังคมน้ัน พบว่ามีผู้เข้ารับการเกณฑ์ทหารบางรายได้ให้ข้อมูลว่าเจ้าหน้าที่ไม่ได้แจ้งว่าพวกตนมีสิทธิที่จะปฏิเสธได้ (Prior Informed Consent - PIC) ทาให้ไม่กล้าปฏิเสธบางคนแม้ไม่ต้องการให้เจ้าหน้าที่เก็บดีเอ็นเอของตนแต่ก็จายอม ให้เก็บและลงชื่อในใบให้ความยินยอมไปเนื่องจากเกรงกลัวเจ้าหน้าที่๒๓๗นอกจากนั้นผู้เข้ารับการเกณฑ์ทหาร ๒๓๕ ทมี วิจยั มูลนธิ ิผสานวฒั นธรรม, เอกสารชดุ ความรู้: “Racial Profiling” ๒๓๖ รายงานการประชุมอนุฯ ๕ มนี าคม ๒๕๖๓ ๒๓๗ มลู นิธผิ สานวัฒนธรรม, แถลงการณ:์ ขอใหย้ ุติการเกบ็ และให้ทาลายสารพนั ธกุ รรมของผเู้ ข้ารบั การเกณฑท์ หารจงั หวัดชายแดนใต,้ ๙ เมษายน ๒๕๖๒,

๑๔๒ หลายคนยังให้ข้อมูลว่าไม่ได้รับการแจ้งว่าเจ้าหน้าท่ีจะนาตัวอย่างดีเอ็นเอของพวกตนไปเพื่อวัตถุประสงค์ใด เอาไปทาอะไร อย่างไร ใครหรือหน่วยงานใดจะเป็นผู้ทาหน้าท่ีเก็บรักษา และจะเก็บอย่างไร ใครจะสามารถเข้าถึง หรือใช้ตัวอย่างดีเอ็นเอของพวกตนได้รวมถึงจะมีมาตรการป้องกันไม่ให้มีผู้นาข้อมูลดีเอ็นเอไปใช้ในทางท่ีผิด หรอื กลั่นแกล้งพวกตนหรือไม่ คาบอกเล่าจากผู้เข้ารับการเกณฑ์ทหารท่ีว่านี้สอดคล้องกับข้อมูลจากการรับฟังความคิดเห็นของ ประชาชนผู้ได้รับผลกระทบและเครือข่ายภาคประชาสังคมในพื้นท่ี จชต. เม่ือวันท่ี ๑๘ - ๒๐ กรกฎาคม ๒๕๖๓ โดยอ้างอิงจากเครือข่ายอาสาสมัครผู้ช่วยทนายความ ศูนย์ทนายความมุสลิม (Southern Paralegal Advocacy Network - SPAN) มีข้อร้องเรียนการเก็บตัวอย่างดีเอ็นเอจากประชาชนท่ัวไปเป็นจานวน ๘ กรณี ในปี ๒๕๖๑ และ ๓๘ กรณีในปี ๒๕๖๒ ทั้งในลักษณะของการปิดล้อมหมู่บ้านและตรวจค้นตามบ้านเพื่อเก็บดีเอ็นเอของ ประชาชนท่ัวไปโดยเจ้าหน้าท่ีไมไ่ ด้มีการแจง้ ขอ้ กล่าวหากอ่ นจะมกี ารตรวจเก็บล่าสดุ ในช่วงการแพร่ระบาดของโรค โควิด - 19 ท่ีผ่านมาก็ปรากฏข้อร้องเรียนว่ามีการจัดเก็บดีเอ็นเอของแรงงานชาวไทยที่เดินทางกลับจากประเทศ เพื่อนบ้านหรือประชาชนท่ัวไปท่ีต้องการเดินทางข้ามจังหวัด ณ ด่านตรวจต่าง ๆ โดยเจ้าหน้าท่ีไม่ได้ให้ข้อมูล อย่างชดั เจน จนประชาชนสว่ นมากเข้าใจผดิ วา่ ขั้นตอนดังกล่าวเป็นการตรวจโรคโควิด-๑๙๒๓๘ ปัญหาที่เกิดข้ึนกับผู้ร้องเรียนเหล่านี้จึงไม่ต่างกับกรณีของผู้เข้ารับการเกณฑ์ทหารน่ันคือ เจ้าหน้าท่ีรัฐ ไม่ได้แจ้งให้ประชาชนทราบหรือให้ข้อมูลอย่างครบถ้วนว่ากระบวนการท่ีกาลังเกิดขึ้นคือการเก็บตัวอย่างดีเอ็นเอ ไม่ได้แจง้ ใหท้ ราบถึงสิทธิท่จี ะปฏิเสธไมใ่ หต้ รวจเกบ็ ได้รวมถงึ ไม่ได้แจ้งข้อมูลตามหลกั คุ้มครองห่วงโซพ่ ยานหลักฐาน ไม่ว่าจะเป็นสถานที่จัดเก็บข้อมูลดีเอ็นเอ ผู้มีอานาจหน้าที่จัดเก็บรักษา กระบวนการท่ีจะเกิดข้ึน และระยะเว ลา ของการจัดเก็บก่อนจะมีการทาลายซ่ึงสะท้อนถึงความไมโ่ ปร่งใสในการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ส่งผลให้ประชาชน รสู้ กึ กังวลในความปลอดภัยของข้อมูลดเี อน็ เอของตน จากข้อมูลของผู้ร้องเรียนข้างต้นที่ผ่านมาองค์กรภาคประชาสังคมทั้งในประเทศและระหว่างประเทศ ได้มีการตรวจสอบและแสดงความกังวลต่อการดาเนินมาตรการการจัดเก็บดีเอ็ นเอในจังหวัดชายแดนใต้มา โดยตลอดเนื่องจากมาตรการดงั กล่าวมีลักษณะของการละเมิดสิทธิมนุษยชนและเป็นการเลือกปฏิบัติตอ่ ประชาชน ในพืน้ ที่จังหวดั ชายแดนภาคใต้โดยมีประเดน็ ท่นี า่ กังวลจากการรอ้ งเรยี น ดงั นี้ ๑. การจัดเก็บดีเอ็นเอของผู้เข้ารับการเกณฑ์ทหารใน จชต. อาจถือเป็นการกระทาท่ีสุ่มเส่ียงว่าจะเป็น การปฏิบัติหน้าที่โดยไม่ชอบด้วยกฎหมายเน่ืองจากไม่มีบทกฎหมายใดท่ีให้อานาจเจ้าหน้าที่กระทาได้แม้กระท่ัง กฎหมายความมน่ั คงทเี่ จา้ หนา้ ท่ีรัฐมักกล่าวอา้ งกย็ ังไม่มีนา้ หนักมากพอหรือได้สัดสว่ นของการใชก้ ฎหมาย https://crcfthailand.org/2019/04/09/%E0%B8%A1%E0%B8%B9%E0%B8%A5%E0%B8%99%E0%B8%B4%E0%B8%98%E0%B8% B4%E0%B8%9C%E0%B8%AA%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B8%A7%E0%B8%B1%E0%B8%92%E0%B8%99%E0%B8%98%E0 %B8%A3%E0%B8%A3%E0%B8%A1-%E0%B9%81%E0%B8%96-6/?fbclid=IwAR026rUnyW7aq4VJOFbdF6c9_MMdKp4iz-281- 8FGYnO_ifUHDAncI8Awf4/ ๒๓๘ แถลงการณ์ ขอให้ยตุ กิ ารเกบ็ DNA ประชาชนในช่วงวิกฤตโควิด ๑๙ โดยเดด็ ขาด เสี่ยงการแพรก่ ระจายโรคไวรัสโควิด ๑๙ และฝา่ ฝืนมาตรการ ดา้ นสาธารณสุข https://crcfthailand.org/2020/04/07/%E0%B9%81%E0%B8%96%E0%B8%A5%E0%B8%87%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8% A3%E0%B8%93%E0%B9%8C- %E0%B8%82%E0%B8%AD%E0%B9%83%E0%B8%AB%E0%B9%89%E0%B8%A2%E0%B8%B8%E0%B8%95%E0%B8%B4%E0% B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B9%80/

๑๔๓ ๒. การจัดเกบ็ ดีเอ็นเอจากการตรวจสอบจากผถู้ ูกเก็บดีเอน็ เองพบว่ามกี ารให้ระบุช่ือของเจ้าของดเี อน็ เอ ไว้ที่กล่องอาจทาให้ผู้ท่ีไม่มีอานาจตามกฎหมายสามารถเข้าถึงข้อมูลดีเอ็นเอ อันเป็นการละเมิดสิทธิความเป็น สว่ นตัวของเจ้าของดเี อ็นเอได้ และอาจเปิดชอ่ งให้มีการนาข้อมูลดังกล่าวไปใช้ในทางที่ไม่ชอบอยา่ งมีอคติ และเป็น ผลรา้ ยตอ่ เจา้ ของดเี อน็ เอไดห้ รือไม่ ๓. กระบวนการเก็บและรักษาดีเอ็นเอเป็นเร่ืองละเอียดอ่อนท่ีกระทบถึงสิทธิของบุคคล การดาเนินการ เก็บตัวอย่างดีเอ็นเอของประชาชนทั่วไปและผู้เข้ารับการเกณฑ์ทหารในลักษณะเช่นน้ีทาให้สงสัยว่าจะเป็น การดาเนินการท่ีขัดกับ “กฎแห่งห่วงโซ่การดูแลพยานหลักฐาน” (Chain of Custody- CoC) ท่ีจะต้องดาเนินการ โดยเจ้าหน้าที่ตามกฎหมายโดยหน่วยงานท่ีเป็นอิสระต่อกันมีการลงชื่อเจ้าหน้าที่ไว้ทุกขั้นตอนมีมาตรการป้องกัน และตรวจสอบไม่ให้บคุ คลใดนาขอ้ มูลไปใช้โดยไม่มีอานาจและไมช่ อบด้วยกฎหมายการไม่เปิดเผยข้อมูลการจัดเก็บ ของเจ้าหน้าท่ีฝ่ายความมั่นคงอย่างชัดเจนในกรณีน้ีจะเป็นการเปิดโอกาสให้มีการนาดีเอ็นเอของประชาชน ไปใช้เป็นหลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์เพื่อประกอบการดาเนินคดีต่อบุคคลโดยไม่ชอบด้วยขั้นตอนของกฎหมาย หรอื กลน่ั แกลง้ บคุ คลทเี่ ก่ยี วข้องได้หรอื ไม่ ๔. การเลือกท่ีจะดาเนินการเก็บดีเอ็นเอเฉพาะในจังหวัดชายแดนภาคใต้เท่านั้น อาจก่อให้เกิด ความเข้าใจได้ว่าเป็นการดาเนินการท่ีมีลักษณะของการเลือกปฏิบัติต่อประชาชนในพ้ืนท่ีที่แตกต่ างจากประชากร ในพ้ืนที่ท่ัวประเทศอาจทาให้ประชาชนในจังหวัดชายแดนภาคใต้เกิดความรู้สึกว่าพวกตนล้วนเป็นผู้ต้องสงสัยของ เจ้าหน้าท่ีว่าเป็นผู้กระทาผิดหรือเกี่ยวข้องกับความไม่สงบ และถูกเจ้าหน้าท่ีจ้องเอาผิด การปฏิบัติการเช่นน้ีจึงขัด ต่อหลักการปฏิบัติที่ดีต่อพลเมือง หลักการสันนิษฐานว่าบุคคลทุกคนเป็นผู้บริสุทธ์ิ (Presumption of Innocence) ซง่ึ เปน็ หลักการพ้นื ฐานสาคัญของกฎหมายไทยและกฎหมายรัฐธรรมนูญหรอื ไม่ การจัดเก็บตัวอย่างดีเอ็นเอของประชาชนในพื้นท่ีจังหวัดชายแดนภาคใต้จึงเป็นกรณีท่ีสะท้อนให้เห็น ได้อย่างชัดเจนถึงผลกระทบของการบังคับใช้กฎหมายความมั่นคงในพื้นท่ีเพราะแม้ว่าเจ้าหน้าที่หน่วยงาน ความมั่นคงจะยังคงยืนยันถึงความจาเป็นในการดาเนินมาตรการดังกล่าวเพื่อรักษาความมั่นคงและนาตัวผู้กระทาผิด มาลงโทษแต่ข้อเรียกร้องของประชาชนในพื้นท่ีท่ีได้รับผลกระทบจากมาตรการการตรวจสอบของภาคประชาสังคมรวม ไปถึงข้อห่วงกังวลจากองค์กรระหว่างประเทศ๒๓๙ล้วนเป็นข้อมูลสนับสนุนเชิงประจักษ์ซ่ึงช้ีให้เห็นว่ามาตรการ การจัดเกบ็ ดเี อ็นเอได้สร้างความเดือดร้อนและความกังวลให้กบั ประชาชนในพื้นทีจ่ ังหวัดชายแดนภาคใตม้ าโดยตลอด จากการลงพื้นท่ีของคณะกรรมาธิการฯ ระหว่างวันท่ี ๑๘ - ๒๐ กรกฎาคม ๒๕๖๓ มีข้อร้องเรียนต่อ กรณกี ารเก็บดเี อน็ เอโดยเจา้ หน้าทีร่ ฐั ท่ีได้รบั ฟังจากการประชุมรว่ มกับประชาชนในพ้ืนที่ ซ่งึ กรณีดังกลา่ วเปน็ ข้อมูล กรณีการร้องเรียนของประชาชนในพื้นทเ่ี ทา่ น้นั ซึ่งสามารถสรุปไดด้ งั นี้ ๑. กรณีการตรวจเก็บดีเอ็นเอโดยเจ้าหน้าท่ีทหาร ณ ด่านตรวจตาแปด ระหว่างจังหวัดสงขลาและ ปัตตานีเมื่อผู้ร้องเรียนต้องเดินทางข้ามจังหวัดในช่วงการแพร่ระบาดของโรคโควิด - ๑๙ ท่ีผ่านมา ซ่ึงในขณะน้ัน เจ้าหน้าที่ทหารไม่ได้แจ้งให้ทราบอย่างแน่ชัดว่าเป็นการตรวจเก็บดีเอ็นเอทาให้ผู้ร้องเรียนเข้าใจว่าเป็นการตรวจ โรคโควดิ - 19 ๒. กรณีการตรวจเก็บดเี อ็นเอในตาบลบ้านแหร ในช่วงวันที่ ๑๔-๑๕ กรกฎาคม ๒๕๖๓ ได้มีการปดิ ลอ้ ม เพื่อตรวจค้นในตาบลบ้านแหร อาเภอธารโต จังหวัดยะลา เจ้าหน้าที่ได้เข้าควบคุมตัวผู้ร้องเรียนโดยไม่ได้ แจ้งข้อกล่าวหาก่อน และได้เก็บดีเอ็นเอของผู้ร้องเรียนไปจากน้ันมีการนาตรวจค้นบ้านรวมถึงเรียกสมาชิก ๒๓๙ CERD review

๑๔๔ ในครอบครัวของผู้ร้องเรียนท่ีอาศัยอยู่ในบ้านท้ังหมดมารวมตัวกันเพื่อตรวจเก็บดีเอ็นเอด้วย แม้ผู้ร้องเรียนจะถูก ตั้งข้อหาเพียงคนเดียวและสมาชิกในครอบครัวก็ไม่มีความเชื่อมโยงใดใดกับมูลเหตุที่ถูกสงสัยนอกจากนี้เจ้าหน้าที่ ยงั ใหเ้ หตผุ ลวา่ สงสัยคณุ มฮู มั หมัดเพราะพอ่ ของเขาเคยถูกควบคุมตวั เมอ่ื ปี ๒๕๔๙ ๓. กรณกี ารเก็บดีเอ็นเอทั้งหมู่บ้าน ในตาบลบา้ นแหร อาเภอธารโต จังหวัดยะลา รวมกว่า ๘๐ ราย ในปี ๒๕๖๒ โดยผรู้ อ้ งเรียนช้แี จงว่าจนถงึ วนั ทป่ี ระชุมร่วมกบั อนุกรรมาธิการนัน้ ยังไม่มีความคบื หน้าของการร้องเรยี น ๒.๕ ประเดน็ การตดั สญั ญาณซมิ การด์ ตั้งแต่วันท่ี ๑๒ พฤษภาคม ๒๕๖๓ เป็นต้นมา องค์กรภาคประชาสังคมเริ่มได้รับข้อร้องเรียนกรณี ประชาชนผู้ใชโ้ ทรศัพท์มอื ถือในพื้นท่ี ๓ จังหวัดชายแดนใต้ และ ๔ อาเภอของจังหวัดสงขลา โดยเฉพาะกลุม่ ท่ีเป็น ผู้ใช้บริการโทรศัพท์แบบเติมเงินของทั้ง ๔ เครือข่าย ได้แก่ CAT, DTAC, AIS และ TRUE ว่าสัญญาณโทรศัพท์ ถูกตัดแล้วไม่สามารถใช้บริการอินเตอร์เน็ต รับสายเข้า และโทรออกได้ ประกอบกับช่วงเวลาดังกล่าวมีการ แพร่ระบาดของโรคโควิด - 19 ซึ่งประชาชนในพื้นที่มีความจาเป็นต้องใช้โทรศัพท์เพ่ือติดต่อส่ือสาร การถูกระงับ สัญญาณโทรศพั ท์จึงสรา้ งความเดือดรอ้ นให้กับประชาชนเป็นอยา่ งมาก ท่ีผ่านมาประชาชนผู้ใช้โทรศัพท์มือถือในพื้นท่ีจังหวัดชายแดนภาคใต้ได้รับข้อความทางโทรศัพท์มือถือ อย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี ๒๕๖๒ ว่า ให้ทุกคนที่ต้องการใช้โทรศัพท์มือถือในพ้ืนท่ีดังกล่าวลงทะเบียนชิมการ์ด โดยวิธีการตรวจสอบใบหน้า (Facial Recognition) หรือระบบสองแชะเพ่ือยืนยันอัตลักษณ์ของตนภายในวันท่ี ๓๐ เมษายน ๒๕๖๒ มิเช่นนั้นจะไม่สามารถใช้โทรศัพท์มือถือของตนได้๒๔๐โดยข้อความที่ประชาชนได้รับจะมี เน้อื หาแตกตา่ งกนั บา้ ง๒๔๑ ทั้งนี้ กอ.รมน. ภาคส่ีส่วนหน้าได้เคยช้ีแจงถึงมาตรการนี้ในการประชุมร่วมกับคณะอนุกรรมาธิการฯ เม่ือวันที่ ๕ มีนาคม ๒๕๖๓ ไว้ว่า การให้ลงทะเบียนซิมการ์ดโทรศัพท์เคล่ือนที่ของประชาชนในพ้ืนท่ีจังหวัด ชายแดนใต้ด้วยระบบยืนยันตัวตนนั้นได้เร่ิมดาเนินการมาต้ังแต่ปี ๒๕๔๘ เพื่อควบคุมการใช้โทรศัพท์เคล่ือนที่ ของประชาชนในพ้ืนที่จังหวัดชายแดนภาคใต้เนื่องจากต้ังแต่ปี ๒๕๔๗ ที่มีสถานการณ์ความรุนแรงในพ้ืนที่ พบว่า มีการใช้ประโยชน์จากโทรศัพท์เคลื่อนท่ีในกระบวนการการก่อเหตุความรุนแรงทั้งใช้สาหรับประชุม วางแผน ส่ังการ ประสานงาน และใช้เป็นตัวจุดระเบิดแสวงเครื่อง คณะรัฐมนตรีจึงได้มีการออกประกาศโดยอาศัยอานาจ ตามมาตรา ๑๑ แห่ง พ.ร.ก.ฉุกเฉิน กาหนดให้ผู้ใช้บริการซิมการ์ดโทรศัพท์เคล่ือนที่ทุกหมายเลขต้องมีการ ลงทะเบียนโดยผู้ท่ีจะลงทะเบียนเป็นเจ้าของซิมการ์ดได้ต้องไปแสดงหลักฐานยืนยันตัวตนด้วยตนเอง เช่น บัตรประชาชนมีการดาเนินมาตรการดังกล่าวมาอย่างต่อเน่ืองภายใต้การกากับดูแลของกระทรวงเทคโนโลยี สารสนเทศและการสื่อสารในขณะน้ัน ต่อมาในปี ๒๕๕๗ สานักงานกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และ กิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ก็ได้มีการออกประกาศเรื่องกาหนดหลักเกณฑ์การบังคับทางการปกครอง ในกิจการโทรคมนาคม และมีการรณรงคใ์ ห้ผู้ใช้บรกิ ารโทรศัพท์เคล่อื นท่ีระบบเติมเงินและระบบรายเดือนที่ใช้งาน ๒๔๐ ตัวอย่างข้อความจรงิ “กอ.รมน.ภาค ๔ ขอใหผ้ ู้ใชบ้ รกิ ารใน ๓ จงั หวดั ชายแดนใต้ + ๔ อาเภอสงขลา ลงทะเบยี นซมิ ดว้ ยระบบตรวจสอบใบหนา้ / อัตลกั ษณ์ ภายใน ๓๑ ต.ค. ๖๒ เชก็ สถานะซิมกด *๑๖๕*๕*เลขบตั รปชช.# โทรออก หากไมด่ าเนนิ การในวันท่กี าหนด จะไม่สามารถใช้บรกิ ารได้ ฟงั ขอ้ มูลเพ่มิ เติมกด *๙๑๕๖๕๓ ภาษายาวกี ด *๙๑๕๖๕๔” ๒๔๑ แถลงการณม์ ลู นิธิรว่ มจากภาคประชาสงั คม, เรอื่ งซมิ การด์ https://voicefromthais.files.wordpress.com/2020/05/e0b981e0b896e0b8a5e0b887e0b881e0b8b2e0b8a3e0b893e0b98c- e0b882e0b8ade0b983e0b8abe0b989e0b8a2e0b8b8e0b895e0b8b4e0b881e0b8b2e0b8a3e0b895e0b8b1e0b894e0b8aae0b8b 1e0b88de0b88de0b8b2e0b893e0b98-1.pdf

๑๔๕ ในจังหวัดชายแดนใต้ต้องไปลงทะเบียนด้วยระบบยืนยันตัวตนทุกรายซึ่งหากไม่ลงทะเบียนใหม่จะถูกระงับ การให้บรกิ าร จนกระท่ังในปี ๒๕๕๙ กองกาลังตารวจชายแดนภาคใต้ตรวจพบการใช้โทรศัพท์เคลื่อนท่ีในการก่อเหตุ ระเบิดในพน้ื ทจี่ ังหวดั ชายแดนภาคใต้และ ๗ จงั หวัดของภาคใต้ตอนบน พลตารวจโท รณศลิ ป์ ภู่สาระ ผู้บัญชาการ ตารวจภูธรภาค ๙ ได้นาเสนอปัญหาการใช้โทรศัพท์เคลื่อนท่ีในการก่อเหตุความรุนแรงในที่ประชุม และไดม้ ีมติให้ กอ.รมน. ภาคสี่ส่วนหน้าและ กสทช. ร่วมกันแก้ไขปัญหาดังกล่าวหลังจากนั้นในวันท่ี ๒๗ มีนาคม ๒๕๖๒ คสช. จึงได้ออกประกาศมาตรการควบคุมการใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่โดยให้ผู้ ใช้บริการโทรศัพท์เคล่ือนท่ีทั้งแบบเติมเงิน และรายเดือนรายใหมต่ ้องลงทะเบียนยนื ยันตวั ตน สว่ น กสทช. ก็ได้พัฒนาแอปพลเิ คชนั ระบบยนื ยนั ตัวตนสองแชะ ท่ีทาให้ประชาชนสามารถถ่ายรูปยืนยันข้อมูลตามบัตรประจาตัวประชาชนโดยไม่ต้องเดินทางไปยังศูนย์บริการ พร้อมยืนยันว่าข้อมูลของผู้ใช้บริการท้ังหมดท่ีบันทึกในแอปพลิเคช่ันจะถูกเก็บรักษาไว้ท่ีบริษัทผู้ให้บริการและ ต้ังแต่ ๒๖ เมษายน ๒๕๖๒ กอ.รมน. ก็ได้ออกประกาศรณรงค์ให้ประชาชนผู้ใช้บริการในพื้นท่ีไปลงทะเบียนใหม่ ก่อนวันที่ ๓๑ ตุลาคม ๒๕๖๒ ก่อนจะมกี ารขยายระยะเวลาไปถึงวันที่ ๓๐ เมษายน ๒๕๖๓ แม้ กสทช. จะได้ช้ีแจงในการประชุมอนุกรรมาธิการพิจารณาศึกษาและแก้ไขปัญหาการละเมิดสิทธิฯ เมื่อวันที่ ๕ มีนาคม ๒๕๖๓ ว่า ประกาศเร่ืองการลงทะเบียนซิมการ์ดในปี ๒๕๖๒ เป็นมาตรการท่ีมีแนวทางเลือก คือ เมื่อตรวจสอบว่าบุคคลท่ีมาลงทะเบียนตรงกับในบัตรประจาตัวประชาชนแล้วนั้น ผู้ประกอบการสามารถ เลือกใช้วิธียืนยันตัวตนด้วยการสแกนลายน้ิวมือหรือการตรวจสอบใบหน้าขึ้นอยู่กับเทคโนโลยีที่มีหากยืนยันแล้ว ขอ้ มูลของผู้ลงทะเบียนถูกต้องตรงกันก็สามารถเปิดใช้งานซิมการ์ดได้ อย่างไรก็ตาม จากการตรวจสอบข้อเท็จจริง ของภาคประชาสังคมและข้อร้องเรียนของผู้ได้รบั ผลกระทบกลับพบว่าศูนย์ใหบ้ ริการของเครือข่ายมือถือค่ายต่าง ๆ รวมไปถึงการยืนยันผ่านแอปพลิเคช่ันสองแชะไม่มีทางเลือกการยืนยันตัวตนแบบอ่ืน ๆ ให้ผู้ใช้บริการ โทรศัพท์มือถือนอกจากการยืนยันอัตลักษณ์ใบหน้าดังที่ปรากฏในข้อความรณรงค์ให้ไปลงทะเบียนท่ีส่งโดย กอ.รมน. และผใู้ ห้บรกิ ารเครือขา่ ยต่าง ๆ กสทช. ยังให้ข้อมูลเพ่ิมเติมว่า บทบาทของกสทช. ตามกฎหมายคือการดูแลการลงทะเบียนซิมใหม่ ที่เกิดขึ้นทุกซิมให้ถูกต้องครบถ้วน ส่วนกอ.รมน. จะดาเนินนโยบายเฉพาะกิจในพ้ืนท่ี จชต. คือ “กาหนดให้คน ท่ีแม้เคยลงทะเบียนในอดีตแต่ยังไม่เคยตรวจสอบด้วยระบบอัตลักษณ์ซ่ึงอาจไม่แน่ใจว่าในอดีตอาจจะมีการ ลงทะเบียนอย่างผิดฝาผิดตัวได้กลับมายืนยันตัวตนว่าเป็นคน ๆ เดียวกันหรือไม่เพ่ือให้มีสิทธิใช้งานต่อได้” โดย กสทช. ทาหน้าท่ีสนับสนุนการทางานของ กอ.รมน. ท้ังการปรับปรุงแอปพลิเคชน่ั สองแชะส่งมอบให้ กอ.รมน. นาไปใช้งานรวมถึงออกคาส่ังให้กับผู้ประกอบการค่ายมือถือในเขตพ้ืนที่ จชต. อานวยความสะดวกให้ประชาชน กลับมายืนยนั ตัวคนอกี ครงั้ หนึง่ ๒๔๒ นอกจากนี้จากข้อมูลของฝ่ายกฎหมาย กอ.รมน. ภาคส่ีส่วนหน้าท่ีให้ไว้ในการประชุมกรรมาธิการ การกฎหมายยุติธรรม และสิทธิมนุษยชน เมื่อวันที่ ๔ ธันวาคม ๒๕๖๒ ซึ่งเป็นข้อมูลของช่วงต้นเดือนธันวาคม ๒๕๖๒ วา่ มีผู้ใช้ซิมการ์ดในพื้นที่จังหวัดชายแดนใต้จานวนทั้งส้ิน ๑.๕ ล้านหมายเลข เป็นหมายเลขจดทะเบียนรายเดือน เพียง ๓๐๐,๐๐๐ หมายเลข ปัจจุบันน้ีทาง กอ.รมน. ได้ดาเนินการบริการให้ผู้ใช้บริการโทรศัพท์ลงทะเบียน ๒๔๒ บันทึกการประชุมวนั ที่ ๕ มนี าคม ๒๕๖๓

๑๔๖ โดยระบบสองแชะไปแล้วท้ังสน้ิ ๘๘๘,๘๑๓ เลขหมาย โดยใช้เจ้าหน้าท่ีทหารทั้งสิ้น ๗,๓๐๕ นาย ดาเนินการมาตง้ั แต่ มนี โยบายน้ี แม้หน่วยงานต่าง ๆ จะยืนยันในหลักการและเหตุผลของมาตรการลงทะเบยี นซิมการด์ โทรศัพท์เคลื่อนที่ ดังท่ีได้นาเสนอไว้ข้างต้นแต่ผลกระทบของมาตรการดังกล่าวที่ปรากฏอย่างชัดเจนคือความเดือดร้อนและ ความยากลาบากในการดาเนินชีวิตของพ่ีน้องในพ้ืนท่ีจังหวัดชายแดนใต้โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงการแพร่ระบาด ของโรคโควิด - 19 ประชาชนในพื้นท่ีถูกตัดสัญญาณโทรศัพท์ในเวลาเดียวกันกับที่รัฐออกมาตรการล็อคดาวน์ และกาหนดเวลาเคอร์ฟิวเพื่อควบคุมการแพร่ระบาดของโรค มาตรการการระงับสัญญาณโทรศัพท์จึงถือเป็นการ เลือกปฏบิ ตั ิและละเมิดสทิ ธิมนษุ ยชนในประเดน็ ตา่ ง ๆ ดงั น้ี ๑. การท่ีบริษัทผู้ให้บริการเครือข่ายโทรศัพท์เคลื่อนท่ีตัดสัญญาณโทรศัพท์ของผู้ใช้ซิมแบบเติมเงิน ส่งผลให้เกิดความเดือนร้อนอย่างมากของประชาชนในพ้ืนท่ีจังหวัดชายแดนภาคใต้ในสถานการณ์โควิด 19 เน่ืองจากผู้ใช้ซิมเติมเงินเป็นส่วนใหญ่เป็นผู้ใช้ซิมท่ีไม่รายได้มากนักและมีการใช้งานท้ังในเรื่องการเข้าถึง สื่อออนไลน์และการติดต่อสื่อสารเพื่อจากัดการเดินทางในภาวะท่ีมีการปิดเมืองรวมทั้งการประสานขอความ ช่วยเหลอื ด้านการศึกษา การสาธารณสขุ และด้านมนษุ ยธรรม ๒. การบังคับให้ประชากรที่ใช้ซิมโทรศัพท์ไปลงทะเบียนใหม่โดยการใช้เทคโนโลยีตรวจจับใบหน้า เพื่อพิสูจน์และรับรองอัตลักษณ์บุคคลแต่เพียงวิธีเดียวเท่าน้ัน ท้ังยังมีเง่ือนไขว่าถ้าไม่ดาเนินการตามกาหนดเวลา จะตัดสัญญาณโทรศพั ท์ถือเป็นการละเมดิ สิทธิมนษุ ยชนข้นั พื้นฐาน และเปน็ การละเมดิ สัญญาระหวา่ งผ้ใู ช้โทรศัพท์ กับผใู้ ห้บรกิ ารเครือข่ายเน่อื งจากแต่เดมิ ไม่มีเงอื่ นไขดังกล่าวจึงถอื วา่ บรษิ ัทผู้ใหบ้ ริการผดิ หลักกพ.ารค่สู ญั ญาบริการ ธรุ กจิ ให้บริการโทรศพั ท์และถือเป็นการละเมิดสทิ ธิความเป็นสว่ นตัวและเสรีภาพในการติดต่อสือ่ สารของประชาชน โดยไม่มีกฎหมายใดใดให้อานาจไว้ ๓. การดาเนินการตัดสัญญาณโทรศัพท์ของผู้ใช้บริการในพื้นท่ีเป็นจานวนหลายแสนหมายเลข โดยเจาะจงเฉพาะในพ้ืนท่ีจังหวัดชายแดนใต้น้ันเข้าข่ายเป็นการเลือกปฏิบัติทางเช้ือชาติขัดกับกติการะหว่าง ประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง (ICCPR) อนุสัญญาว่าด้วยการขจัดการเลือกปฏิบัตทิ างเชื้อชาติ (CERD) ท่ปี ระเทศไทยเป็นภาคี และรัฐธรรมนญู แหง่ ราชอาณาจักรไทยในหลักเสมอภาคและไมม่ เี ลือกปฏบิ ตั ิ ๔. ความไม่ชัดเจนของการจัดเก็บข้อมูลและการนามาใช้หรือเก็บหลักฐานผ่านมาตรการดังกล่าวทาให้ เกิดความกังวลว่าจะนาไปสู่การคัดกรองบุคคลโดยดูจากลักษณะทางเชื้อชาติ (Racial Profiling) หากใช้ อย่างไม่ระมัดระวังอาจทาให้เกิดการจับและลงโทษคนผิดซ่ึงนอกจากจะนับเป็นการเลือกปฏิบัติทางเช้ือชาติแล้ว ยงั สรา้ งเงื่อนไขให้ประชาชนขาดความไวว้ างใจตอ่ การแก้ไขปญั หาโดยรฐั และทวีความขดั แยง้ ในพืน้ ท่ี จะเห็นได้ว่ามาตรการการลงทะเบียนซิมการ์ดโทรศัพท์เคลื่อนที่ในพื้นท่ีจังหวัดชายแดนใต้ที่ประกาศ โดยอาศัยอานาจกฎหมายความม่ันคงในพ้ืนที่ (จากคาช้ีแจงล่าสุดของ กอ.รมน. เมื่อวันที่ ๒๒ กรกฎาคม ๒๕๖๓ ได้อ้างอานาจ พ.ร.ก. ฉุกเฉินและ พ.ร.บ.ความมั่นคงฯ)๒๔๓ ภายใต้ความร่วมมือของหน่วยงานความม่ันคงและ องค์กรอิสระอย่าง กสทช. นั้น ได้สร้างผลกระทบในเชิงประจักษ์แก่ประชาชนในพื้นที่ และแม้ว่าทุกการช้ีแจง หน่วยงานดังกล่าวจะเน้นย้าถึงหลั กความได้สัดส่วนและหลั กความจาเป็ นในก ารดาเนินมาตรการอยู่เส มอ ๒๔๓ หนังสือแจ้งผลการพจิ ารณาข้อรอ้ งเรยี นเรอ่ื งความเดอื ดร้อนของผใู้ ช้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ในพน้ื ทีจ่ งั หวัดชายแดนภาคใต้ จากกอ.รมน. วันท่ี ๒๒ กรกฎาคม ๒๕๖๓ https://voicefromthais.files.wordpress.com/2020/07/reply-letter-from-isoc-related-to-complaints-on- disconnecting-phone-during-covid19-17-july-2020.pdf

๑๔๗ พร้อมยนื ยนั ว่าไม่มปี ระชาชนได้รับความเสียหายจากมาตรการน้ีเน่ืองจากไม่มีผรู้ ้องเรียนเข้ามากต็ ามแต่ข้อเท็จจริง ของประชาชนผไู้ ดร้ บั ผลกระทบท่ีคณะกรรมาธกิ ารฯ ได้รับก็มีนา้ หนักมากพอท่ีจะตั้งประเดน็ คาถามถึงหลักคิดและ แนวทางของมาตรการลงทะเบียน ซิมการ์ดโทรศัพท์ท่ีดาเนินการโดยเฉพาะในพ้ืนที่จังหวัดชายแดนภ าคใต้ไปยัง หน่วยงานท่ีเกี่ยวข้องเพ่ือเร่งแก้ไขปัญหาไม่ให้เกิดการเลือกปฏิบัติและการละเมิดสิทธิมนุษยชนของประชาชน ในพ้นื ที่โดยเจา้ หน้าทรี่ ัฐ ๒.๖ ประเด็นการอายดั ตัวบุคคล ปัญหาการถูกอายัดตัวด้วยกฎหมายความมั่นคงเม่ือถูกยกฟ้องหรือเม่ือพ้นโทษเป็นประเด็นสาคัญ อย่างหน่ึงท่ีกลุ่มภาคประชาสังคมและผู้ร้องเรียนหยิบยกขึ้นมาช้ีแจงต่อคณะกรรมาธิการโดยหลายกรณี ถูกเจ้าหน้าท่ีเข้ามาอายัดตัวทันทีที่ออกจากเรือนจาท้ังที่ไม่มีหมายจับแต่แจ้งว่าจะทาการตรวจสอบหมายจับ พ.ร.ก. ฉุกเฉินและหมายจับคดีอาญาต่อไปหลายองค์กรจึงต้ังข้อสังเกตต่อประเด็นนี้ว่าบุคคลท่ีเคยตกเป็น ผู้ ต้ อ งส งสั ย ใน คดี ค ว ามมั่ น คงมั กถูก เพ่ งเล็ งแล ะด าเนิ น ค ดี จ ากเจ้ าห น้ าที่ รั ฐ เน่ื อ งจ ากร าย ชื่ อขอ งผู้ ต้ อ งส งสั ย ในคดีความมั่นคงจะไม่ได้ถูกลบออกจากสารระบบของราชการซึง่ โดยสว่ นใหญ่แล้วผู้ต้องสงสยั เหล่าน้ีมักถูกเพ่งเล็ง ถูกจบั ซา้ หลงั ถกู ยกฟ้องหลงั การประกนั ตวั หรอื หลังพ้นโทษ กรณีศึกษาได้แก่กรณีการควบคุมตัวโดยเจ้าหน้าท่ีรัฐและการอายัดตัวของนาย ก. (นามสมมุติ) มีข้อร้องเรียนเร่ืองการถูกซ้อมทรมานระหว่างการควบคุมตัวเม่ือเดือนกุมภาพันธ์ ๒๕๖๒ นาย ก. ถูกควบคุมตัว ภายใต้กฎอัยการศึกและถูกเจ้าหน้าที่ที่ศูนย์ซักถาม อ. วังพญา ทาร้ายร่างกาย เตะหลัง บีบคอจนสลบประมาณ สองครั้ง ตบบ้องหู ทุบศีรษะจนมีแผลเป็น จากน้ันเจ้าหน้าท่ีได้นาไปรักษาที่โรงพยาบาลยะลาและชี้แจงต่อแพทย์ว่า แผลบนศีรษะเกิดจากตอไม้หลังรักษาตัวก็ถูกพากลับไปวังพญาและถูกซักถามต่อ และถูกดาเนินคดีและถูกตัดสิน จาคุกในคดี พ.ร.บ. อาวุธปืน เป็นเวลา ๒ เดือน ต่อมาถูกเจ้าหน้าท่ีอายัดตัวทันทีท่ีจะออกจากเรือนจาเน่ืองจาก คดีความม่นั คง โดยเจา้ หน้าท่ีแจ้งว่ามหี มายอายดั ตวั แต่ไม่ได้ระบคุ วามวา่ เปน็ การอายดั ตัวในคดีใด เจ้าหน้าที่ตารวจกับเจ้าหน้าที่เรือนจาก็ประสานงานกันและแจ้งว่าจะนาตัว นาย ก.ไปที่ สภ.ลาใหม่ ซึ่งหมายจับท่ีออกจากสถานีตารวจแห่งน้ัน เมื่อไปถึงเจ้าหน้าที่ให้นาย ก.อยู่ในห้องขังเพ่ือรอรับหมายเลขคดี โดยญาติไม่ได้รับอนุญาตให้เข้าเยี่ยมท้ัง ๆ ท่ีรออยู่หน้าสถานีตารวจหลังจากนั้น ๒ ชั่วโมง เจ้าหน้าท่ีเข้ามาแจ้งว่า สภ. ลาใหม่ไมต่ ้องการตัวแล้ว และใหญ้ าติมารับกลับบ้านได้โดยมีการให้เซน็ เอกสารท่ีคาดว่าเป็นสมุดลงบันทกึ ของ ตารวจ แต่ นาย ก.ไม่สามารถเข้าใจเนื้อความภาษาไทยในเอกสารที่ตนลงนามไปได้แน่ชัดจนถึงปัจจุบัน นาย ก. แจ้งว่ายังไมไ่ ดร้ บั เงินเยียวยาจากฝ่ายใด ในระหว่างการลงพื้นท่ีของคณะกรรมการฯ ระหว่างวันท่ี ๑๘ - ๒๐ กรกฎาคม ๒๕๖๓ หน่วยงาน ความม่ันคงและพนักงานอัยการได้ชี้แจงในประเด็นดังกล่าวว่ากรณีดังกล่าวไม่ได้เป็นการกล่ันแกล้งของเจ้าหน้าท่ี แต่อย่างใดแต่เป็นปัญหาในตัวกฎหมายประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาที่ไม่รองรับการย่ืนฟ้องนอกเขต อานาจศาล หากจาเลยไม่สามารถไปปรากฏตัวยังศาลเพื่อเบิกคาให้การได้ นอกจากน้ีข้อจากัดในการเคลื่อนย้าย ผู้ต้องหาไปยังศาลที่มีเขตอานาจพิจารณาคดีนั้น ๆ ยังทาให้เจ้าหน้าท่ีไม่สามารถใช้ระบบตรวจสอบหมาย (CoC) และดาเนินคดที ั้งหมดไปพรอ้ มกันไดอ้ ีกดว้ ย

๑๔๘ ๒.๗ ประเด็นการเยยี วยา น อ ก จ าก ผ ล กร ะ ท บ ท างต ร งจ าก ก าร บั งคั บ ใช้ ก ฎ ห ม าย พิ เศ ษ ใน พ้ื น ที่ จั งห วั ด ช าย แ ด น ภ าค ใต้ แ ล้ ว การใช้กฎหมายพิเศษยังสร้างผลกระทบมาถึงมิติการเยียวยาผู้เสียหายอีกด้วยเพราะแม้ในคดีความมั่นค งจะมีการ เยียวยาตามระเบียบของรัฐแต่ก็มีการต้ังข้อสังเกตว่าอาจเป็นการเลือกปฏิบัติต่อผู้ต้องหาเพราะหากถูกฟ้องในคดี ความมั่นคงแล้วศาลยกฟ้องเน่ืองจากหลักฐานไม่เพียงพอหรือยกผลประโยชน์แห่งความสงสัยให้แก่จาเลย ผู้ต้องสงสัยในคดีดังกล่าวก็มักไม่ได้รับเงินเยียวยาเน่ืองจากยังไม่ได้ถูกพิสูจน์ว่าเป็นผู้บริสุทธิ์อย่างแท้จริง องค์กร ประชาสังคมในพ้ืนที่ยังรายงานว่าในช่วงสิบปีท่ีผ่านมามีหลายร้อยกรณีที่ผู้ต้องสงสัยถูกกุมขังอยู่ในเรือนจา ดว้ ยเหตผุ ลตา่ ง ๆ เชน่ พยานหลกั ฐานไมเ่ พียงพอหรือยังตกเป็นผ้ตู อ้ งสงสยั อย่โู ดยไม่ได้รับการชดเชยเยียวยา นอกจากนี้กระบวนการพิจารณาการเยียวยาท่ีมีข้ันตอนมากกว่าคดีทั่วไปก็อาจทาให้การอานวยความ ยุติธรรมไปสู่ผู้ต้องสงสัยในคดีความม่ันคงไม่มีประสิทธิภาพมากพอ เน่ืองจากการเยียวยาในคดีความม่ันคง ตามระเบียบของกองทุนยุติธรรมจะต้องอาศัยการอนุมัติจากเลขากองทุนยุติธรรมและการรับรองของ คณะกรรมการ ๓ ฝา่ ย คือ ทหาร ตารวจและฝา่ ยปกครองว่า ผูต้ ้องสงสยั จะไม่หนี ซึ่งจะมีคณะอนกุ รรมการที่จัดตั้ง ตาม พ.ร.บ. กองทุนยุติธรรม ซึ่งประกอบไปด้วย กอ. รมน. ตารวจภูธรภาค ๙ และหน่วยงานหลักในพ้ืนท่ี เปน็ ผู้ร่วมพิจารณาการเยยี วยาในคดีความมนั่ คงดว้ ย อย่างไรก็ตาม ศอบต. ชี้แจงว่าปัจจุบันกรณีท่ีกรรมการทั้ง ๓ ฝ่ายจะไม่รับรองน้ันค่อนข้างน้อย หรือแทบจะไม่มี แต่หากกรณีที่คณะกรรมการ ๓ ฝ่ายไม่ให้การรับรอง จะมี ๒ กลไกให้ผู้เสียหายอุทธรณ์ คือ ก า ร ใช้ ผ ล ข อ งพ นั ก งา น ส อ บ ส ว น แ ล ะ ก า ร ฟ้ อ งศ า ล ป ก ค ร อ งเพ่ื อ พิ จ า ร ณ าเห ตุ ผ ล ก า ร ไม่ อ นุ มั ติ เงิ น เยี ย ว ย า ของคณะกรรมการท้ัง ๓ ฝ่าย ทั้งน้ีในท่ีประชุมกรรมาธิการมีข้อคิดเห็นและเสนอต่อ ศอบต. ไปในเบ้ืองต้นว่ากลไกพิจารณาอนุมัติเงิน เยียวยาในคดีความมั่นคงท่ีข้ึนอยู่กับคณะกรรมการ ๓ ฝ่ายยังคงขาดการตรวจสอบถ่วงดุลอานาจอยู่ และช่องทาง การอทุ ธรณ์เพือ่ ขอเงินเยยี วยาผ่านศาลก็ไม่ใช่ชอ่ งทางท่ีเข้าถงึ ไดง้ ่ายสาหรบั ผคู้ นในพ้ืนที่ ๒.๘ กรณอี น่ื ๆ (การดาเนนิ คดีความกบั โรงเรยี นสอนศาสนา) สืบเน่ืองจากมีเหตุการณ์ระเบิดหน้าตลาดบ่อทอง เมื่อวันที่ ๒๗ พฤษภาคม ๒๕๖๒ เจ้าหน้าท่ีอ้างว่า ขอ้ มูลของเจ้าหน้าที่อ้างว่า ผู้ต้องสงสัยที่ก่อเหตุได้หลบหนีเข้าไปพักที่ปอเนาะอัลอูลูมุลอิสลามียะห์ (ชาวบา้ นเรียก โรงเรียนปอเนาะชือมา)๒๔๔ ต้ังอยู่ท่ีตาบลบ่อทอง อาเภอหนองจิก จังหวัดปัตตานี โดยมีนายมูหัมหมัดรอมลี เจะยะ เป็นเจ้าของโรงเรียนปอเนาะฯ ดังกลา่ ว ซ่ึงเป็นปอเนาะที่อยู่ระหว่างการขอออกใบอนุญาตจากทางราชการเจ้าของ โรงเรียนได้ดาเนินการแล้วแต่ยังมีปัญหาเก่ียวกับเอกสารสิทธิในท่ีดินทางสานักงานการศึกษาเอกชนจึงยังไม่ออก ใบอนญุ าตฯ ใหแ้ ต่เน่ืองจากผรู้ ้องมีความรศู้ าสนาจงึ มีชาวบา้ นและบคุ คลใกล้เคียงฝากบตุ รหลานช่วยทาการสอน เม่ือวันที่ ๙/๖/๖๒ เวลาประมาณ ๑๓:๓๐ น. ซ่ึงในช่วงนั้นโรงเรียนปอเนาะฯ อยู่ระหว่างการออกบวช (ออกจากการถือศีลอด เรยี กว่า วันรายอ) ได้มีเจ้าหน้าที่สามฝา่ ยเข้าไปปิดล้อมตรวจคน้ โรงเรยี นปอเนาะ โดยอ้าง เหตุว่า โรงเรียนปอเนาะนีม้ ีผู้ตอ้ งสงสยั อาศัยอยู่ได้ทาการตรวจค้นได้ยึดเสื้อผ้าของเด็กปอเนาะและไดย้ ึดคอมฯ pc ๒ เครือ่ ง ๒๔๔ ลิงกข์ ่าวประกอบขอ้ เทจ็ จรงิ https://mgronline.com/south/detail/9620000061307 https://www.southernreports.org/2019/06/28/11226/

๑๔๙ และวันที่ ๑๐/๖/๖๒ ทางเจ้าหน้าที่ได้เชญิ ตัวเจ้าของโรงเรียนไปซกั ถามที่ค่ายอิงคยุทธฯ เปน็ เวลา ๓ วัน โดยไปเช้ากลบั เยน็ วันที่ ๑๑/๖/๖๒ เจ้าหน้าที่เชญิ ไปหลังละหมาดซุฮรี วันท่ี ๑๒/๖/๖๒ ไปหลังละหมาดซุฮรี และ ในวันที่ ๑๒ น้ีเช่นกัน เจ้าหน้าท่ีได้นาผู้ต้องสงสัยระเบิดตลาดบ่อทองเข้าไปทาแผนประกอบคารับสารภาพ ท่ีปอเนาะซ่ึงขณะน้ันผู้เสยี หายอยูท่ ่ีค่ายอิงคยทุ ธบริหาร ๑๙/๖/๖๒ เจ้าหน้าที่ได้เข้าไปในปอเนาะอีกคร้ังและได้จัดเก็บ DNA ของเจ้าของโรงเรียน และเมื่อวันท่ี ๒๕/๖/๖๒ ทาง สานกั งานการศกึ ษาเอกชน (สช.หนองจิก) ได้มีคาส่ังใหผ้ ู้เสียหายปิดการเรยี นการสอนตั้งแต่วันน้ัน ซึ่งขณะน้ันปอเนาะพึ่งเปิดการสอนเมื่อวันจันทร์ที่ ๒๔/๖/๖๒ เมื่อได้รับคาสั่งดังกล่าวทางเจ้าของโรงเรียนก็ชี้แจง กับเด็กทุกคนเพื่อทาการปิดปอเนาะกอ่ น เหตุที่ปิดปอเนาะน้ันทาง สช. หนองจิกอ้างว่าปอเนาะเปิดการเรียนการสอนโดยไม่ได้จดทะเบียน หลังจากน้ันเจ้าหน้าท่ีตารวจจาก สภ.หนองจิกได้เชิญตัวผู้ร้องไปพบท่ี สภ.หนองจิก และได้แจ้งข้อกล่าวว่ากระทา ความผิดตามพระราชบัญญัติโรงเรียนเอกชน พ.ศ. ๒๕๕๐ ข้อหาเปิดโรงเรียนนอกระบบโดยไม่ได้รับอนุญาต (มาตรา ๒๐) เจ้าของโรงเรียนให้การปฏิเสธ ปัจจุบันพนักงานอัยการจังหวัดปัตตานีได้ยื่นฟ้องผู้ร้องเป็นจาเลย ต่อศาลจงั หวดั ปัตตานแี ลว้ จาเลยให้การปฏิเสธอยู่ระหว่างการพจิ ารณา

บทท่ี ๓ วเิ คราะห์สภาพปัญหา จากสภาพการณ์ บังคับใช้กฎหมายความมั่นคงหลายฉบับในพ้ืนท่ี จังหวัดชายแดนใต้ อย่างต่อเนื่อง ยาวนานจนเป็นเรื่องปกติชี้ให้เห็นถึงผลกระทบท่ีเกิดข้ึนในพื้นท่ีจากการใช้กฎหมายทับซ้อนเกินความจาเป็น การให้อานาจอย่างกว้างแก่กองทัพเหนือฝ่ายพลเรือนในงานด้านความมั่น คงที่มีความหมายกินความกว้างขวาง แต่กลับลดทอนอานาจในการตรวจสอบถ่วงดุลจากองค์กรฝ่ายตุลาการและนิติบัญญัติแตกต่างจากในสถานการณ์ ปกติทาใหเ้ กิดความสุ่มเส่ียงในพื้นที่ต่อการบังคับใชก้ ฎหมายตามอาเภอใจหรอื ลแุ กอ่ านาจของหนว่ ยงานบางหน่วย และจากเจ้าหน้าที่บางนาย และการละเมิดสิทธิมนุษยชนโดยไม่ต้องเยียวยารับผิดอีกทั้งยังสะท้อนถึงโครงสร้าง บรหิ ารราชการในการจดั การกบั ปญั หาความรนุ แรงในพน้ื ทที่ ีส่ ้นิ เปลอื งทั้งในเร่ืองงบประมาณและกาลงั คน สภาพการณ์ดังกล่าวสะท้อนว่ากฎหมายและการบังคับใช้กฎหมายความมั่นคงท่ีใช้อยู่ในปัจจุบัน อาจไม่ใชเ่ ครอื่ งมือทเี่ หมาะสมต่อการแก้ปัญหาความรนุ แรงในพ้นื ที่ให้กลบั คืนสภู่ าวะปกตไิ ด้ สภาพการณ์บังคับใช้กฎหมายความม่ันคงในจังหวัดชายแดนใต้ดังกล่าวข้างต้นยังขัดต่อหน้าที่ประการ สาคัญของรัฐในการคุ้มครองสิทธิมนุษยชนแม้ในภาวะฉุกเฉินขัดต่อหลักการพ้ืนฐานของหลักนิติธรรมและหลัก นิติรัฐ และคุณค่าแห่งสังคมเสรีประชาธิปไตยที่มุ่งจากัดอานาจของรัฐภายใต้กฎหมายและเป็นไปตามหลักการ แบ่งแยกอานาจระหว่างฝ่ายบริหาร นิติบัญญัติและตุลาการ ที่ต้องมีการตรวจสอบถ่วงดุลการใช้อานาจซึ่งกันและกัน เพ่อื ปอ้ งกนั การใชอ้ านาจโดยอาเภอใจหรือลุแกอ่ านาจ หน้าท่ีประการสาคัญของรัฐดังกล่าวสอดคล้องกับข้อค้นพบที่ได้จากการถอดบทเรียนกฎหมาย ความมั่นคงและการบังคับใช้ในต่างประเทศกรณีอาเจะห์และมินด าเนาที่ให้ความสาคัญกับการวางหลักประกัน ในกฎหมายสงู สดุ และมกี ลไกตรวจสอบถว่ งดุลและคุม้ ครองสทิ ธขิ องประชาชนแม้ในภาวะฉุกเฉิน๒๔๕ บทเรียนจากต่างประเทศให้ความสาคัญกับการวางหลักนิติธรรมกากับระบบกฎหมายความมั่นคง ในรัฐธรรมนูญมีกลไกควบคุมเพื่อป้องกันการใช้อานาจในทางที่ผิดการประกาศใช้ต้องมีลักษณะเป็นการช่ัวคราว และท่ีสาคัญจะต้องมีกลไกภายนอกฝ่ายบริหารตรวจสอบถ่วงดุลการใช้อานาจท้ังจากฝ่ายนิติบัญญัติและตุลาการ ท้ายท่ีสุดจะต้องหลักประกันเกี่ยวกับชุดสิทธิและเสรีภาพที่ไม่อาจถูกยกเลิกเพิกถอนหรือระงับลงได้แม้ในภาวะ ฉกุ เฉนิ ๒๔๖ บทวิเคราะห์สภาพปัญหาเกี่ยวกับกฎหมายและการบังคับใช้กฎหมายความม่ันคงใน จังหวัดชายแดนใต้ สรุปรายละเอียดดังน้ี ๓.๑ การบัญญตั ิเหตุแห่งการประกาศใช้กฎหมายความมนั่ คงอยา่ งเปดิ กว้างซา้ ซ้อนกนั หลายฉบับ ถ้อยคาท่ีบัญญัติเหตุแห่งการประกาศใช้กฎหมายความมั่นคงท้ังกฎอัยการศึก๒๔๗ พระราชกาหนด การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉนิ ๒๔๘ และพระราชบัญญัติความม่ันคง๒๔๙เป็นถ้อยคากว้าง ๆ ซึ่งเปิดช่องให้ ๒๔๕ อาจารย์ ดร.กลั ยา แซ่อ้ัง และคณะ, กฎหมายความมน่ั คงและการบังคบั ใชใ้ นพื้นที่ ๓ จงั หวดั ชายแดนใตแ้ ละพนื้ ที่ ๔ อาเภอในจังหวดั สงขลา, คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรนี ครินทรวโิ รฒ สนับสนุนโดยสานกั งานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วจิ ัยและนวตั กรรม (สกสว.), พฤษภาคม ๒๕๖๓, หน้า ๑๘๙ ๒๔๖ อา้ งแล้ว ๒๔๗ กฎอยั การศกึ ๒๔๕๗ บญั ญัตเิ หตุแหง่ การประกาศไว้ดงั นี้ “เมอื่ เวลามเี หตอุ ันจาเป็นเพ่ือรกั ษาความเรยี บรอ้ ยปราศจากภยั ซง่ึ จะมีมาจากภายนอก หรอื ภายในราชอาณาจักร…” (มาตรา ๒) และ “เมือ่ มสี งครามหรือจลาจลขนึ้ ณ แหง่ ใด...” (มาตรา ๔) ๒๔๘ พ.ร.ก.ฉุกเฉนิ ๒๕๔๘ บญั ญัติเหตแุ ห่งการประกาศไวด้ งั นี้ “เม่อื ปรากฏวามีสถานการณฉกุ เฉนิ เกดิ ข้นึ และนายกรฐั มนตรเี ห็นสมควรใชกาลัง เจาหนาท่ฝี ายปกครองหรือตารวจ เจาหนาที่ฝายพลเรือนหรอื เจาหนาที่ฝายทหารรวมกนั ปองกัน แกไข ปราบปราม ระงับยับยงั้ ฟนฟหู รอื

๑๕๑ ผู้มีอานาจประกาศสามารถใช้ดุลยพิ นิจในการป ระกาศใช้กฎ หมายความมั่นคงได้อย่างกว้างขวาง ห น่วยงาน ความมั่นคงสามารถเลือกใช้เครื่องมือทางกฎหมายความมั่นคงได้พร้อม กันหลายฉบับบนฐานแห่งประกาศท่ีเป็น เหตุผลเดียวกนั ซง่ึ ไมส่ อดรบั กับหลกั นติ ธิ รรมและพนั ธกรณีระหวา่ งประเทศดา้ นสิทธมิ นษุ ยชน หน้าท่ีของรัฐในการคุ้มครองสิทธิมนุษยชนแม้ในภาวะฉุกเฉินนั้น มีรากฐานมาจากหลักนิติธรรมและ หลักนิตริ ัฐ และคุณค่าแห่งสังคมเสรปี ระชาธปิ ไตยทมี่ ุ่งจากัดอานาจของรัฐภายใต้กฎหมายและเป็นไปตามหลกั การ แบง่ แยกอานาจ ถึงแม้กติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง (ICCPR) รับรองหลักกฎหมาย ทวั่ ไปว่าด้วยความสงบเรียบร้อยและหลักการคงอยู่ของรัฐ และเปิดช่องใหร้ ัฐสามารถใช้มาตรการพิเศษได้ในกรณีท่ี รัฐต้องเผชิญกับภาวะฉุกเฉินและไม่มีหนทางอ่ืนใดท่ีจะรับมือกับภัยดังกล่าวแต่ภาวะฉุกเฉินที่ระบุไว้ในข้อ ๔ (๑) ของกติกาดังกล่าวน้ันระบุไว้ด้วยว่า “ภาวะฉุกเฉิน” ต้องถึงขนาดเป็นภัยสาธารณะซ่ึงคกุ คามความอยู่รอดของชาติ (public emergency threatening the life of the nation) ภาวะฉุกเฉินตามกฎหมายระหว่างประเทศต้องมลี ักษณะสาคัญคือ (๑) เป็นสถานการณท์ มี่ ีลักษณะพิเศษ และชั่วคราว และส่งผลคุกคามความอยู่รอดของชาติ (๒) เป็นภัยท่ีมีอยู่จริงหรือใกล้จะถึงซ่ึงส่งผลกระทบต่อ ประชาชนโดยส่วนรวม และ (๓) รฐั ไมม่ หี นทางอน่ื ใดทจ่ี ะรับมอื กบั ภยั ดงั กลา่ ว๒๕๐ ดงั น้ัน กฎหมายความมนั่ คงจึงสมควรที่จะต้องประกาศโดยอาศัยมูลเหตุภัยคุกคามทคี่ วรถึงขนาดคุกคาม ความอยู่รอดของชาติ และถึงขนาดท่ีมาตรการต่าง ๆ ตามปกติไม่เพียงพอท่ีจะแก้ไขได้จาเป็นต้องประกาศใช้ อานาจพิเศษเพื่อให้สามารถระงับ ยับยั้ง หรือแก้ไขสถานการณ์ได้อย่างทันท่วงที และท่ีสาคัญการประกาศใช้ อานาจพิเศษดังกล่าวต้องมีผลเป็นการชั่วคราว และต้องดาเนินการเท่าท่ีจาเป็นในระยะเวลาอันส้ันแต่กฎหมาย ความมัน่ คงทมี่ อี ยนู่ ้ันยงั ไมม่ ีความชัดเจนสอดคล้องกบั หลักการขา้ งต้น๒๕๑ สภ าพการณ์ ป ระกาศใช้กฎ ห มายความม่ันคงในพื้ น ท่ี จังห วัดชายแด นภ าคใต้ ทับ ซ้อน กัน ห ลาย ฉบั บ เป็นตัวอย่างสาคัญท่ีชี้ให้เห็นถึงข้อบกพร่องของบทบัญญัติกฎหมายความมั่นคงท่ีไม่สอดรับกับหลักนิติธรรม และพันธกรณีระหว่างประเทศด้านสิทธิมนุษยชนการกาหนดเหตุแห่งการประกาศที่ให้ดุลยพินิจแก่ผู้มีอานาจ ชวยเหลอื ประชาชน...” (มาตรา ๕) โดยนิยาม “สถานการณ์ฉุกเฉิน หมายความว่า สถานการณอ์ นั กระทบหรืออาจกระทบต่อความสงบเรียบร้อย ของประชาชนหรอื เปน็ ภยั ต่อความมน่ั คงของรัฐหรอื อาจทาใหป้ ระเทศหรอื สว่ นใดสว่ นหนึ่งของประเทศอยใู่ นภาวะคบั ขนั หรือมีการกระทาความผิด เก่ียวกบั การกอ่ การร้ายตามประมวลกฎหมายอาญา การรบหรอื สงคราม ซ่ึงจาเป็นต้องมมี าตรการเรง่ ดว่ นเพอ่ื รักษาไวซ้ ง่ึ การปกครองระบอบ ประชาธิปไตยฯ เอกราชและบรู ณภาพแหง่ อาณาเขต ผลประโยชนข์ องชาติ การปฏิบัตติ ามกฎหมาย ความปลอดภยั ของประชาชน การดารงชีวติ โดยปกติสขุ ของประชาชน การคมุ้ ครองสทิ ธิเสรภี าพ ความสงบเรียบร้อยหรอื ประโยชนส์ ่วนรวม หรือการปอ้ งปัดหรอื แก้ไขเยียวยาความเสียหายจาก ภัยพิบตั สิ าธารณะอันมีมาอย่างฉกุ เฉินและร้ายแรง” (มาตรา ๔) ๒๔๙ พ.ร.บ.ความม่ันคง ๒๕๕๑ บัญญัติเหตุแหง่ การประกาศไว้ดงั นี้ “ในกรณีทปี่ รากฏเหตุการณ์อันกระทบตอ่ ความมน่ั คงภายในราชอาณาจกั รแต่ยังไมม่ ี ความจาเปน็ ตอ้ งประกาศสถานการณ์ฉกุ เฉินฯ และเหตกุ ารณ์น้นั มแี นวโน้มทจ่ี ะมีอยู่ตอ่ ไปเป็นเวลานานทั้งอยใู่ นอานาจหนา้ ท่หี รือความรับผดิ ชอบ ในการแกไ้ ขปัญหาของหนว่ ยงานของรฐั หลายหนว่ ย...” (มาตรา ๑๕) โดยนยิ าม “การรกั ษาความมัน่ คงภายในราชอาณาจกั ร หมายความว่า การดาเนนิ การเพือ่ ป้องกนั ควบคุม แก้ไข และฟ้นื ฟูสถานการณ์ใดทเี่ ป็นภยั หรอื อาจเป็นภยั อันเกิดจากบคุ คลหรือกลมุ่ บคุ คลท่กี อ่ ใหเ้ กิดความไม่ สงบสขุ ทาลาย หรือทาความเสยี หายตอ่ ชวี ิต ร่างกาย หรือทรัพย์สินของประชาชนหรือของรัฐ รวมถึงในกรณีทเ่ี กิดหรอื คาดวา่ จะเกดิ สาธารณภัย ตามกฎหมายวา่ ดว้ ยการปอ้ งกนั และบรรเทาสาธารณภยั ให้กลบั สู่สภาวะปกติเพือ่ ให้เกิดความสงบเรยี บร้อยของประชาชนหรือความม่นั คงของรฐั ” (มาตรา ๓) ๒๕๐ ญาดา หัตถธรรมนญู , การงดเว้นสิทธิทจี่ ะได้รบั การพจิ ารณาคดีอย่างเปน็ ธรรมในภาวะฉุกเฉินตามกฎหมายระหวา่ งประเทศและทางปฏบิ ัตขิ องรัฐ: ศึกษากรณีสทิ ธิที่จะไดร้ ับการพิจารณาคดีโดยตุลาการทเ่ี ป็นอสิ ระและสทิ ธิในหลกั ประกนั เกยี่ วกบั การจบั กุมและควบคุมตัวบุคคล, วิทยานพิ นธ์ หลกั สูตรนิตศิ าสตร์มหาบณั ฑติ สาขากฎหมายระหว่างประเทศ, คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลยั ธรรมศาสตร์ ๒๕๕๕, หนา้ ๓๗ ๒๕๑ กลั ยา แซอ่ ั้ง และคณะ, หนา้ ๑๘๔

๑๕๒ อย่างกว้างขวางอีกท้ังยังสามารถประกาศใช้กฎหมายความม่ันคงทับซ้อนกันหลายฉบับ เช่น การประกาศใช้ กฎอัยการศึกควบคู่กับพระราชกาหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉินหรือควบคู่กับพระราชบัญญัติ ความมั่นคงส่งผลให้หน่วยงานความม่ันคงสามารถเลือกใช้มาตรการพิเศษตามกฎหมายความมั่นคงฉบับต่าง ๆ อย่างอาเภอใจบนฐานแห่งภาวะฉุกเฉินท่ีเป็นเหตุผลเดียวกันขัดต่อหลักนิติธรรม หลักนิติรัฐ และกติการะหว่าง ประเทศว่าดว้ ยสิทธพิ ลเมืองและสิทธทิ างการเมอื ง ๓.๒ การตดั กลไกตรวจสอบถ่วงดุลการประกาศและขยายระยะเวลาบงั คับใชก้ ฎหมายความมน่ั คง กฎหมายความมัน่ คงทงั้ สามฉบบั ให้อานาจเบด็ เสร็จแก่ฝ่ายบริหารในการประกาศใช้กฎหมายความมัน่ คง โด ย ไม่ มี ก ล ไก ก ล่ั น ก ร อ ง จ า ก อ ง ค์ ก ร ฝ่ า ย นิ ติ บั ญ ญั ติ แ ล ะ ศ า ล เพ่ื อ พิ จ า ร ณ า ค ว า ม ช อ บ ด้ ว ย ก ฎ ห ม า ย แ ล ะ ความเหมาะสมในการประกาศใช้กฎหมายพิเศษด้านความม่ันคง การตัดกลไกการตรวจสอบถ่วงดุลดังกล่าวขัดต่อ หลักการแบ่งแยกอานาจระหว่างฝ่ายบริหาร นิติบัญญัติและตุลาการที่ต้องมีการตรวจสอบถ่วงดุลการใช้อานาจ ซ่ึงกนั และกัน เพ่อื ปอ้ งกนั การใชอ้ านาจโดยอาเภอใจหรอื ลแุ กอ่ านาจ บทบัญญัติในกฎหมายความมั่นคงทั้งสามฉบับตัดกลไกการตรวจสอบถ่วงดุลการประกาศและขยาย ระยะเวลาประกาศใช้กฎหมายความมั่นคง กฎอัยการศึกกาหนดเพียงให้ผู้บังคับบัญชาทหารรีบรายงานให้รัฐบาล ทราบโดยเร็วโดยไม่กาหนดกรอบเงื่อนเวลาแต่อย่างใด๒๕๒ ส่วนพระราชกาหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ ฉุกเฉินกาหนดให้นายกรัฐมนตรีต้องขอความเห็นชอบจากคณะรฐั มนตรโี ดยกาหนดกรอบเงื่อนเวลาคราวละไม่เกิน สามเดือน๒๕๓ ส่วนพระราชบัญญัติความม่ันคงกาหนดให้คณะรัฐมนตรีกาหนดกรอบพื้นที่และระยะเวลา และรายงานผลต่อสภาผู้แทนราษฎรและวุฒสิ ภาเมอื่ เหตกุ ารณ์ส้นิ สุดลง๒๕๔ ในเชิงหลกั การแล้วกฎหมายความม่นั คงควรเป็นไปโดยมุ่งให้ฝา่ ยบริหารมอี านาจบริหารสถานการณ์ท่อี ยู่ ในภาวะคับขันเพื่อแก้ไขปัญหาของบ้านเมืองให้บรรลุผลสาเร็จตามความจาเป็นของสถานการณ์เพียงช่ัวคราว แต่การที่บัญญัติให้การประกาศและขยายระยะเวลาเป็นอานาจของฝ่ายบริหารเท่าน้ันจึงเท่ากับว่ากฎหมาย ความมั่นคงไม่ได้กาหนดให้ฝ่ายบริหารต้องรับผิดชอบต่อฝ่ายนิติบัญญัติและตุลาการ กล่าวคือ การประกาศใช้ กฎหมายความมั่นคงและมาตรการพิเศษต่าง ๆ ท่ีประกาศและมีผลบังคับใช้กับประชาชนนั้นไม่จาต้องผ่านการ ตรวจสอบทบทวนจากฝ่ายการเมืองหรือรัฐสภา องค์กรศาลหรือฝ่ายตุลาการเพ่ือให้ได้มีส่วนร่วมพิจารณาทบทวน ความจาเปน็ และความสมั ฤทธ์ิผลของมาตรการพิเศษต่าง ๆ วา่ สามารถบรรลุเป้าหมายในการรบั มอื กับสถานการณ์ ตามหลักความได้สดั สว่ นหรอื ไม่ งานศึกษาเร่ืองกฎหมายความมั่นคงและการบังคับใช้ในพื้นท่ี ๓ จังหวัดชายแดนใต้และพ้ืนท่ี ๔ อาเภอ ในจังหวัดสงขลาเห็นว่ากฎหมายความมั่นคงท้ังสามฉบับนั้นขัดต่อหลักการแบ่งแยกอานาจอย่างชัดเจน กล่าวคือ การพิจารณาความจาเป็นของสถานการณ์และการประกาศใช้ล้วน แล้วแต่เป็นอานาจเบ็ดเสร็จของฝ่ายบริหาร โดยไม่เปิดให้มีการกล่ันกรองตรวจสอบจากองค์กรฝ่ายนิติบัญญัติและองค์กรศาลโดยเฉพาะอย่างยิ่งกฎอัยการศึกน้ัน ได้มอบอานาจฝ่ายบริหารให้อยู่ภายใต้บทบาทของกองทัพยง่ิ ไปกว่ารฐั บาลพลเรือนทีม่ าจากฝา่ ยการเมืองยิง่ ซ้าเติม ปญั หาการขาดการตรวจสอบถว่ งดุลการใช้อานาจ๒๕๕ ๒๕๒ ดมู าตรา ๔ และมาตรา ๕ ของกฎอัยการศกึ ๒๔๕๗ ๒๕๓ ดูมาตรา ๕ วรรคหน่ึงและวรรคสอง และมาตรา ๑๑ ของพ.ร.ก.ฉกุ เฉิน ๒๕๔๘ ๒๕๔ ดูมาตรา ๑๕ ของพ.ร.บ.ความมนั่ คง ๒๕๕๑ ๒๕๕ กัลยา แซ่อ้ัง และคณะ, หน้า ๑๘๔-๑๘๕

๑๕๓ การกาหนดให้มีกลไกการตรวจสอบถว่ งดลุ เป็นหลกั ประกันสาคัญว่าการประกาศใชอ้ านาจพเิ ศษดงั กลา่ ว ต้องมีผลเป็นการชั่วคราว และต้องดาเนินการเท่าที่จาเป็นในระยะเวลาอันส้ันซ่ึงสอดรับกับข้อ ๔ (๑) ของกติกา ระห ว่ างป ร ะเท ศว่าด้ วย สิท ธิพ ลเมืองแล ะสิ ทธิ ท างการเมืองได้ กาห น ดเง่ือน ไขท่ี รัฐต้ องป ระกาศภ าวะฉุกเฉิน อย่างเป็นทางการ และการเลี่ยงพันธกรณีด้านสิทธิมนุษยชนต้องเป็นไปเพียงเท่าที่จาเป็นตามความฉุกเฉิน ของสถานการณ์ การประกาศภาวะฉุกเฉินต้องไม่ใช่ภาวะฉุกเฉินที่ไม่มีกาหนดย่ิงไปกว่านั้นมาตรการพิเศษท่ีมีข้ึน ในภาวะฉุกเฉินต้องอยู่ภายใต้หลักความชอบด้วยกฎหมายหลักการห้ามเลือกปฏิบัติ และสอดคล้องกับหลัก ความจาเป็นและได้สัดสว่ นตลอดจนหลักความสอดคลอ้ งกบั พนั ธกรณขี องรฐั ตามกฎหมายระหวา่ งประเทศ บทเรียนจากต่างประเทศกรณีอาเจะห์และมินดาเนาต่างให้ความสาคัญกับการวางหลักนิติธรรมกากับ ระบบกฎหมายความม่ันคงในกฎหมายระดับรัฐธรรมนูญเพื่อเป็นหลักประกันที่สาคัญว่าการประกาศใช้ต้องมี ลักษณะเป็นการชั่วคราว และท่ีสาคัญจะต้องมีกลไกภายนอกฝ่ายบริหารตรวจสอบถ่วงดุลการใช้อานาจ ทั้งจาก ฝ่ายนติ ิบัญญตั แิ ละตลุ าการ๒๕๖ ดังนนั้ การประกาศภาวะฉุกเฉินและมาตรการพิเศษของฝ่ายบริหารควรได้รบั การตรวจสอบทบทวนจาก ฝ่ายนิติบัญญัติและตุลาการเพ่ือรับประกันว่าการบังคับใช้กฎหมายจะเป็นไปเพ่ือปกป้องความอยู่รอดของประเทศ ในระยะเวลาอันจากัดเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดปรากฏการณ์การบังคับใช้กฎหมายความม่ันคงทับซ้อนและเป็น ระยะเวลาต่อเนื่องยาวนานดังเช่นกรณีท่ีเกดิ ข้นึ ในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ทย่ี อ่ มขัดต่อหลักการดังกลา่ วขา้ งต้น และส่งผลเท่ากับว่าฝ่ายบริหารสามารถอ้างภาวะฉุกเฉินเพื่อใช้อานาจอย่างเบ็ดเสร็จโดยไม่ต้องตกอยู่ภายใต้ การตรวจสอบถว่ งดลุ ความชอบดว้ ยกฎหมายและชอบดว้ ยรัฐธรรมนูญแต่อยา่ งใด ๓.๓ การใหอ้ านาจกวา้ งขวางแก่กองทัพและมอี านาจพเิ ศษตามกฎหมายความมั่นคงหลายฉบับ ปั จ จุ บั น ก ฎ ห ม า ย ค ว า ม มั่ น ค ง อั น ไ ด้ แ ก่ ก ฎ อั ย ก า ร ศึ ก แ ล ะ พ ร ะ ร า ช ก า ห น ด ก า ร บ ริ ห า ร ร า ช ก า ร ในสถานการณฉ์ ุกเฉินยงั คงมีผลใช้บังคับอย่างต่อเน่ืองและทับซ้อนในหลายพ้ืนทใี่ นจังหวัดชายแดนภาคใต้โดยพื้นที่ รอยต่อกับท่ีประกาศใช้พระราชกาหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉินจะถูกประกาศเป็นพื้นท่ีพิเศษ ตามพระราชบญั ญตั ิความม่ันคงซงึ่ ทาให้กองอานวยการรักษาความม่ันคงภายในราชอาณาจกั ร (กอ.รมน.) มอี านาจ พิเศษในการป้องกัน ปราบปราม ระงับ ยับย้ัง และแก้ไขหรือบรรเทาเหตุการณ์ที่กระทบต่อความมั่นคงภายใน ราชอาณาจกั ร ถึงแม้จะมีกฎหมายความมั่นคงหลายฉบับที่ใช้บังคับ แต่หน่วยงานท่ีมีอานาจหน้าท่ีบังคับใช้กฎหมาย รวมทั้งมีอานาจหน้าท่ีออกข้อกาหนด ระเบียบ และคาส่ังต่าง ๆ ในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ไม่ว่าจะเป็นการใช้ อานาจภายใต้กฎอัยการศึก พ.ร.ก. ฉุกเฉิน และ พ.ร.บ.ความมั่นคง คือ กอ.รมน.ภาค ๔ โดย กอ.รมน.ภาค ๔ ส่วนหน้าเป็นสาคัญ ซึ่งมีแม่ทัพภาคที่ ๔ ดารงตาแหน่ง ผอ.รมน.ภาค และมีอานาจเบ็ดเสร็จในการบังคับใช้กฎหมาย ความม่ันคงทั้งสามฉบับซึ่งเท่ากับว่ากฎหมายความม่ันคงฉบับต่าง ๆ เปิดช่องให้ฝ่ายความม่ันคงใช้ดุลยพินิจของ กองอานวยการรักษาความม่ันคงภายในราชอาณาจักร (กอ.รมน.) แต่เพียงฝ่ายเดียวได้โดยพลการที่จะเลือกใช้ เคร่ืองมือทางกฎหมายฉบับใดก็ได้ในการจัดการกับสถานการณ์ความรุนแรงโดยอาศัยเหตุผลเดียวกันทับซ้อนกันไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งใช้ในการดาเนินการเก่ียวกับกระบวนการยุติธรรมทาง อาญาโดยปราศจากหลักประกันสิทธิ ขนั้ พ้ืนฐานตามกฎหมายอาญาปกติ ๒๕๖ กัลยา แซอ่ ั้ง และคณะ, หนา้ ๑๘๙

๑๕๔ จากคาช้ีแจงต่อคณะกรรมาธิการฯ กองกฎหมายและสิทธิมนุษยชนในกองอานวยการรักษาความม่ันคง ภายในภาค ๔ ส่วนหน้าได้ช้ีแจงว่า “การบังคับใช้กฎหมายความมั่นคงในพ้ืนที่จังหวัดชายแดนภาคใต้แต่ละฉบับ มีการบังคับใช้ตามสัดส่วนความรุนแรงของสถานการณ์ที่เกิดข้ึนในพ้ืนท่ีที่แตกต่างกันออกไป ท้ังนี้เพ่ือให้สามารถ แก้ไขส ถาน การณ์ ความ รุน แรงท่ี เกิด ข้ึน ได้ อย่ างมีป ระสิ ท ธิภ าพ แล ะเป็ น เอกภ าพ เพ่ื อป ระโย ช น์ ใน การรั กษ า ความปลอดภัยของประเทศ ความปลอดภัยสาธารณะ ซึ่งกองอานวยการมีนโยบายโดยเน้นการบังคับใช้กฎหมายปกติ ลดขนาดการบังคับใช้กฎหมายความมั่นคง ใช้กฎหมายอาญาปกติ ใช้มาตรการพิเศษเท่าที่จาเป็น ทั้งนี้ต้องไม่เป็น การเพ่ิมภาระหรอื กระทบต่อสทิ ธิของประชาชนเกนิ สมควร” ถึงแม้กองอานวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (กอ.รมน.) จะมีนโยบายดังกล่าวข้างต้น แต่กลับไม่มีหลักประกันทางกฎหมายและกลไกการตรวจสอบถว่ งดลุ ท่ีเป็นรูปธรรมเท่าใดนัก กฎหมายความมั่นคง ทั้งในเชิงโครงสร้างและการบังคับใช้ยังคงให้อานาจดุลยพินิจแก่เจ้าหน้าท่ีฝ่ายทหารอย่างกว้างขวางในงานด้าน ความม่นั คง๒๕๗ ข้อ ๔ (๑) ของกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมืองได้กาหนดเงื่อนไข การเล่ียงพันธกรณีด้านสิทธิมนุษยชนในภาวะฉุกเฉินนอกจากเง่ือนไขท่ีรัฐจะต้องประกาศภาวะฉุกเฉินอย่างเป็น ทางการ และต้องไม่ใช่ภาวะฉุกเฉินที่ไม่มีกาหนดแล้วยังต้องเป็นไปเพียงเท่าท่ีจาเป็นตามความฉุกเฉินของ สถานการณ์และมาตรการพิเศษที่มีขึน้ ในภาวะฉุกเฉนิ ตอ้ งอยูภ่ ายใต้หลกั ความชอบด้วยกฎหมายหลักการหา้ มเลือก ปฏิบัติ และสอดคล้องกับหลักความจาเป็นและได้สัดส่วนตลอดจนหลักความสอดคล้องกับพันธกรณีของรัฐ ตามกฎหมายระหว่างประเทศ การท่ีกฎหมายความม่ันคงฉบับต่าง ๆ เปิดช่องให้ฝ่ายความมั่นคงใช้ดุลยพินิจล้วน ๆ ท่ีจะเลือกใช้ เครอื่ งมือทางกฎหมายฉบับใดกไ็ ด้อกี ท้ังให้อานาจเบ็ดเสร็จในการออกข้อกาหนดหรือข้อห้ามต่าง ๆ นั้นขัดต่อหลัก ความจาเป็นอีกท้ังไม่เหมาะกับสถานการณ์ และสร้างความสับสนเกิดความไม่ชัดเจนจนในบางกรณีผู้ได้รับ ผลกระทบและประชาชนทั่วไปต่างไม่แน่ใจว่ามาตรการท่ีนามาใช้บังคับน้ันอาศัยอานาจตามกฎหมายพิเศษฉบับใด การบงั คบั ใช้นน้ั สอดคล้องกบั เจตนารมณข์ องกฎหมายพิเศษนัน้ หรือไม่ การให้อานาจพิเศษอย่างกว้างขวางดังกล่าวข้างต้นน้ันทาให้เกิดความสุ่มเส่ียงต่อการบังคับใช้กฎหมาย ตามอาเภอใจหรือลุแก่อานาจต่อการละเมิดสิทธิมนุษยชน ๒๕๘อีกท้ังยังส่งผลกระทบต่อความน่าเช่ือถือ ๒๕๗ ตัวอยา่ งอานาจพิเศษตามกฎหมายความมน่ั คง เช่น อานาจเต็มของเจ้าหน้าทฝ่ี า่ ยทหารทีจ่ ะตรวจค้น เกณฑ์ ห้าม ยดึ เขา้ อาศยั ทาลายหรือ เปล่ยี นแปลงสถานท่ี และขบั ไล่ (มาตรา ๘-๑๕) และการกักตวั บุคคลไม่เกนิ ๗ วนั โดยไม่ผ่านการตรวจสอบทางศาล (มาตรา ๑๕ ทว)ิ ของกฎอัยการศึก อานาจอานาจออกข้อกาหนดหรือขอ้ หา้ ม (มาตรา ๙-๑๐) อานาจควบคุมตวั โดยได้รับอนญุ าตจากศาลคราวละ ๗ วนั ไมเ่ กิน ๓๐ วนั เรยี กให้มา รายงานตัว ยึดอายดั ตรวจคน้ ตรวจสอบ ห้ามกระทาการใดๆ เท่าทจ่ี าเป็น หา้ มออกนอกราชอาณาจกั ร ใชก้ าลงั ทหารเพอื่ ช่วยเหลอื เจา้ หนา้ ที่ ฝ่ายปกครองหรอื ตารวจ (มาตรา ๑๑-๑๒) ของพ.ร.ก.ฉกุ เฉิน ๒๕๔๘ และอานาจ ปอ้ งกัน ปราบปราม ระงบั ยังยง้ั และแก้ไขหรือบรรเทาเหตุการณ์ ท่กี ระทบต่อความมนั่ คงภายในราชอาณาจกั ร จัดทาแผนดาเนินการ กากบั ตดิ ตาม เรง่ รดั ให้ดาเนินการตามแผน สงั่ ใหเ้ จ้าหนา้ ทขี่ องรฐั ทม่ี พี ฤตกิ รรม เป็นภัยตอ่ ความมน่ั คงออกจากพนื้ ที่ (มาตรา ๑๖) อานาจออกขอ้ กาหนด เช่น ให้เจา้ หน้าทขี่ องรัฐปฏิบัตกิ าร ห้ามเข้าหรือใหอ้ อกจากพนื้ ที่ ห้ามออก นอกเคหสถานในเวลาทกี่ าหนด หา้ มนาอาวธุ ออกนอกเคหสถาน หา้ มใชเ้ สน้ ทางคมนาคม ให้บคุ คลปฏบิ ัตหิ รอื งดเวน้ ปฏิบัติเก่ยี วกับเครื่องมอื หรอื อปุ กรณอ์ ิเลคทรอนิกส์ (มาตรา ๑๘) ของพ.ร.บ.ความมั่นคง ๒๕๘ คณะกรรมการนกั นิตศิ าสตร์สากลมีขอ้ กังวลหลกั ตอ่ การบังคบั ใชพ้ .ร.ก.ฉุกเฉินไดแ้ ก่ ก. ปัญหาเกยี่ วกับเสรภี าพและความปลอดภัย โดยเฉพาะ กระบวนการจับกุมและควบคุมตวั ข. การปฏิบัตติ อ่ ผู้ถกู ควบคุมตวั ค. การบังคับบุคคลใหส้ ญู หาย และ ง. การงดเว้นโทษความผิดท่ีกระทาโดย เจ้าหน้าทด่ี ้านความม่นั คง โดยเรยี กรอ้ งใหร้ ัฐบาลดาเนินการทบทวนกฎหมายดงั กล่าวให้สอดคล้องกับรฐั ธรรมนูญ หลกั นิติธรรม และพนั ธกรณี ทางกฎหมายระหว่างประเทศ, ดเู พิ่มเตมิ ท่ี คณะกรรมการนกั นติ ศิ าสตรส์ ากล, อานาจมากขึน้ ความรบั ผิดชอบน้อยลง พระราชกาหนดสถานการณ์ ฉกุ เฉนิ ฉบับใหมข่ องประเทศไทย, สงิ หาคม ๒๕๔๘, และคณะกรรมการนกั นติ ศิ าสตร์สากล, การบังคับใชพ้ ระราชกาหนดบรหิ ารราชการใน

๑๕๕ ในกระบวนการยุติธรรมโดยเฉพาะอย่างยิ่งจากการฟ้องร้องดาเนินคดีกับผู้กระทาความผิดโดยอาศัยเพียงข้อมูล ที่ได้มาระหว่างการควบคมุ ตัวในค่ายทหาร๒๕๙ ๓.๔ การตดั กลไกตรวจสอบถว่ งดลุ การใชอ้ านาจทางปกครอง การตรวจสอบถ่วงดุลการใช้อานาจท่ีกาหนดให้องค์กรฝ่ายตุลาการมีอานาจหน้าท่ีในการตรวจสอบ ถ่วงดุลการใช้อานาจของฝ่ายบริหาร แม้ในห้วงเวลาท่ีกฎหมายความมั่นคงใช้บังคับเป็นหลักประกันว่าการใช้ อานาจต้องอยู่ภายใต้หลักความชอบด้วยกฎหมายและใช้อานาจตามหลักการได้สัดส่วน และมีกลไกสาคัญในการ คุม้ ครองสิทธิและเสรีภาพข้ันพ้ืนฐานของประชาชนอย่างเคร่งครัดไม่ให้เดือดรอ้ นเกินสมควร ป้องกันการใชอ้ านาจ โดยมิชอบเพื่อจะรับประกันว่าประชาชนท่ีได้รับความเสียหายหรือถูกละเมิดสิทธิมนุษยชนจากมาตรการพิเศษต่าง ๆ เหลา่ นัน้ จะได้รบั ความยุติธรรมและได้รบั การชดเชยและฟ้ืนฟเู ยยี วยาอย่างเหมาะสม บทบัญญัติในกฎหมายความมั่นคงอันได้แก่พระราชกาหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน และพระราชบัญญัติความม่ันคงได้ตัดหลักเกณฑ์ตามกฎหมายว่าด้วยวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง และอานาจ ในการตรวจสอบถ่วงดุลโดยศาลปกครองในการใช้อานาจพิเศษในสถานการณ์ฉุกเฉินน้ัน ๒๖๐จึงเท่ากับตัดกลไก การตรวจสอบถว่ งดุลซึง่ หากเป็นการใชอ้ านาจทางปกครองในภาวะปกติกลไกจะยังมีกลไกตรวจสอบถ่วงดุลอยู่ ข้อกฎหมายดังกล่าวน้ีศาลรัฐธรรมนูญได้เคยวินิจฉัยไว้แล้วว่าบทบัญญัติยกเว้นเขตอานาจศาลปกครอง ใน การพิ จารณ าค วาม ชอบ ด้ วย กฎ ห ม าย ของกฎ แล ะการกระท าตาม พ ระราช กาห น ด การ บ ริห ารราชก าร ในสถานการณ์ฉุกเฉินไม่ขัดต่อรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๕๐ โดยให้เหตุผลว่าสิทธิ และเสรีภาพของประชาชนที่อาจได้รับผลกระทบจากมาตรการพิเศษนั้นยังคงได้รับความคุ้มครองเพราะผู้เสียหาย ยังสามารถนาคดีเขา้ สู่กระบวนการพิจารณาของศาลยตุ ิธรรมได้๒๖๑ แต่อานาจการตรวจสอบถ่วงดุลฝ่ายบริหารโดยศาลยุติธรรมและศาลปกครองนั้นมีบริบทที่แตกต่างกัน การดาเนินคดีในศาลยุติธรรมมีลักษณะเป็นการใช้สิทธิเพื่อให้ได้รับการชดเชยเยียวยาในทางแพ่งหรือทางอาญา อีกทั้งคาพิพากษายังมีผลผูกพันเฉพาะคู่ความเท่าน้ันในขณะท่ีการดาเนินคดีในศาลปกครองหมายรวมถึงการให้ สิทธิประชาชนท่ีจะโต้แย้งความชอบด้วยกฎหมายของการใช้อานาจของฝ่ายปกครองได้ เช่น ประกาศ ข้อกาหนด สถานการณ์ฉกุ เฉินในประเทศไทย, กรกฎาคม ๒๕๕๐, เขา้ ถึงได้ท่ี https://www.icj.org/wp-content/uploads/2005/08/Thailand- accountability-advocacy-2005-thai.pdf และhttps://www.icj.org/wp-content/uploads/2005/08/Thailand-accountability- recomm-advocacy-2005-thai.pdf ตามลาดบั ๒๕๙ การกกั ตัวบุคคลไม่เกนิ ๗ วนั โดยไมผ่ ่านการตรวจสอบทางศาลตามกฎอัยการศึก ต่อด้วยการควบคมุ ตวั โดยได้รบั อนญุ าตจากศาลไม่เกิน ๓๐ วัน ตามพ.ร.ก.ฉุกเฉิน แล้วจงึ สง่ ฟอ้ งตามประมวลกฎหมายอาญาตอ่ ไป ๒๖๐ มาตรา ๑๖ ของพ.ร.ก.ฉกุ เฉินบัญญัติวา่ “ขอ้ กาหนด ประกาศ คาสงั่ หรอื การกระทาตามพระราชกาหนดนี้ไม่อยใู่ นบังคบั ของกฎหมายวา่ ด้วยวธิ ี ปฏิบตั ิราชการทางปกครอง และกฎหมายวา่ ด้วยการจัดตง้ั ศาลปกครองและวิธพี จิ ารณาคดปี กครอง” และมาตรา ๒๓ วรรคหนง่ึ ของ พ.ร.บ.ความ มัน่ คงบัญญัติว่า “บรรดาขอ้ กาหนด ประกาศ คาสัง่ หรอื การกระทาตามหมวดนไี้ มอ่ ยใู่ นบงั คบั ของกฎหมายวา่ ด้วยวิธปี ฏิบตั ริ าชการทางปกครอง” และวรรคสอง “การดาเนนิ คดใี ดๆ อันเน่อื งมาจากข้อกาหนด ประกาศ คาส่ัง หรือการกระทาตามหมวดนีใ้ หอ้ ยู่ในอานาจของศาลยตุ ธิ รรม ทงั้ นี้ ในกรณที ีศ่ าลจะตอ้ งพจิ ารณาเพื่อใช้มาตรการหรอื วธิ ีการชวั่ คราวกอ่ นพพิ ากษาตามประมวลกฎหมายวธิ พี จิ ารณาความแพ่งหรือวธิ ีพจิ ารณา ความอาญา แลว้ แตก่ รณี ให้ศาลเรยี กเจา้ พนักงานหรอื พนกั งานเจา้ หนา้ ทซี่ ง่ึ ออกขอ้ กาหนด ประกาศ หรือคาสั่ง หรอื กระทาการนน้ั มาเพ่ือช้ีแจง ขอ้ เทจ็ จรงิ รายงาน หรอื แสดงเหตุผลเพือ่ ประกอบการพจิ ารณาสัง่ ใช้มาตรการหรอื วธิ กี ารช่วั คราวดังกลา่ วดว้ ย” ๒๖๑ คาวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนญู ท่ี ๙/๒๕๕๓ ลงวันท่ี ๙ มิถนุ ายน ๒๕๕๓ เร่อื งศาลปกครองสูงสุดส่งความเห็นเพ่อื ขอให้ศาลรัฐธรรมนญู พจิ ารณาวินจิ ฉยั ตามรฐั ธรรมนูญแห่งราชอาณาจกั รไทย พุทธศักราช ๒๕๕๐ มาตรา ๒๑๑ ว่า พระราชกาหนดการบรหิ ารราชการในสถานการณฉ์ กุ เฉิน พ.ศ. ๒๕๕๘ มาตรา ๑๖ ขดั หรอื แย้งตอ่ รฐั ธรรมนูญแหง่ ราชอาณาจกั รไทย พทุ ธศกั ราช ๒๕๕๐ มาตรา ๒๒๓ หรือไม่

๑๕๖ และคาสั่งต่าง ๆ ที่นายกรัฐมนตรีหรือเจ้าหน้าท่ีออกใช้บังคับ อันจะทาให้การใช้อานาจดังกล่าวส้ินผลบังคับและ มผี ลเป็นการท่ัวไป๒๖๒ ตวั อย่างดังกล่าวชีช้ ัดถงึ ปญั หาแนวคดิ เกีย่ วกบั การตรวจสอบอานาจในภาวะฉุกเฉินปัญหาการไม่เปิดชอ่ ง ให้ศาลปกครองได้มีโอกาสทบทวนการใช้อานาจบริหารให้อยู่ภายใต้หลักควา มชอบด้วยกฎหมายและความได้ สดั ส่วนย่อมสร้างความสุ่มเสี่ยงที่จะทาให้มาตรการพิเศษท่มี ีนั้นก่อให้เกิดภาระเกินสมควรแกเ่ หตุ และกา้ วลว่ งสิทธิ และเสรีภาพของประชาชนเกินสมควร รวมทั้งตัดช่องทางเข้าถึงความยุติธรรมและได้รับการชดเชยเยียวยา ท่ีเหมาะสม๒๖๓ ดังน้ันจึงสมควรพิจารณาทบทวนยกเลิกมาตราในทานองดังกล่าวเพ่ือยืนยันหลักการแบ่งแยกอานาจ ระหว่างฝ่ายบริหาร นิติบัญญัติและตุลาการ เพ่ือให้เกิดการตรวจสอบถ่วงดุลการใช้อานาจอย่างมีประสิทธิผล แมใ้ นภาวะฉุกเฉนิ ป้องกันการใช้อานาจโดยมิชอบเพือ่ จะรับประกนั ว่าประชาชนที่ไดร้ ับความเสียหายหรือถูกละเมิด สิทธิมนุษยชนจากมาตรการพิเศษต่าง ๆ เหล่าน้ัน จะได้รับความยุติธรรมและได้รับการชดเชยและฟ้ืนฟูเยียวยา อย่างเหมาะสม ๓.๕ การจากัดความรับผิดทางแพง่ และทางอาญา กฎหมายความมั่นคงมีบทบัญญัติท่ีจากัดความรับผิดของเจ้าหน้าท่ีอันเน่ืองมาจากปฏิบัติการพิเศษ ตามกฎหมายความมนั่ คง กล่าวสาหรับปฏิบัติการทางทหาร กฎอัยการศึก บัญญัติไว้อย่างชัดแจ้งว่าบุคคลที่ได้รับผลกระทบจาก ปฏิบัติการน้ันไม่อาจร้องขอค่าเสียหายจากเจ้าหน้าท่ีฝ่ายทหารได้เลย๒๖๔จึงเท่ากับตัดสิทธิทางแพ่งท่ีจะเรียกร้อง ให้ชดใช้ค่าสนิ ไหมทดแทนในความเสียหายอันเนื่องมาจากมูลละเมิด และแม้จะไม่ได้ตัดสิทธิความรับผิดทางอาญา แต่การฟ้องร้องคดีอาญาต่อเจ้าหน้าที่ทหารท่ีปฏิบัติการทางทหารจนประชาช นได้รับความเดือดร้อนเสียหาย ทง้ั ทางดา้ นร่างกาย จิตใจ ทรัพยส์ นิ อยใู่ นเขตอานาจศาลทหาร โดยมีกฎหมายท่ีเก่ียวข้องกาหนดไว้ว่าในกรณีท่ีผู้กระทาความผิดเป็นเจ้าหน้าท่ีทหาร พระราชบัญญัติ ธรรมนูญศาลทหาร พ.ศ. ๒๔๙๘ (พ.ร.บ.ศาลทหาร) ได้ตัดสิทธิผู้เสียหายจากการกระทาความผิดอาญาที่จะ ฟอ้ งร้องดาเนินคดกี ับผูก้ ระทาความผิดเปน็ เจ้าหน้าท่ีทหารในศาลยุตธิ รรม โดยพระราชบัญญัติศาลทหารได้บญั ญัติ ให้บุคคลที่อยู่ในอานาจศาลทหารท่ีกระทาผิดต้องขึ้นศาลทหาร๒๖๕โดยผู้เสียหายไม่อาจฟ้องร้องดาเนินคดีต่อ ศาลทหารโดยตรงได้ ๒๖๒ ญาดา หตั ถธรรมนญู , อา้ งแล้ว. หนา้ ๑๖ ๒๖๓ มูลนธิ ผิ สานวฒั นธรรม, มาตรการพเิ ศษในภาวะฉกุ เฉินกบั หลกั สิทธิมนุษยชน กรณศี ึกษา โควดิ ๒๐๑๙, ๑๗ เมษายน ๒๕๖๓, หนา้ ๑๐-๑๒, เขา้ ถงึ ไดท้ ี่ https://crcfthailand.org/2020/05/28/ ๒๖๔ มาตรา ๑๖ ของกฎอยั การศึก ๒๕๔๗ บัญญัตวิ า่ “...บคุ คลหรือบรษิ ทั ใดๆ จะรอ้ งขอค่าเสยี หายหรือคา่ ปรบั อยา่ งหนึง่ อย่างใด แก่เจา้ หนา้ ที่ฝา่ ยทหาร ไม่ไดเ้ ลย...” ๒๖๕ มาตรา ๑๓ ของพ.ร.บ.ศาลทหาร บัญญัติว่า “ศาลทหารมอี านาจพจิ ารณาพพิ ากษาวางบทลงโทษผู้กระทาผิดต่อกฎหมายทหารหรือกฎหมายอนื่ ในทางอาญา ในคดซี งึ่ ผ้กู ระทาผดิ เปน็ บคุ คลท่ีอยู่ในอานาจศาลทหารในขณะกระทาผดิ และมอี านาจสัง่ ลงโทษบุคคลใด ๆ ทีก่ ระทาผดิ ฐานละเมิด อานาจศาลตามท่บี ัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายวธิ พี จิ ารณาความแพง่ ” ทัง้ นี้ มาตรา ๑๖ ของพ.ร.บ.ศาลทหาร บญั ญัตวิ า่ “บุคคลทอ่ี ยู่ในอานาจ ศาลทหาร คอื (๑) นายทหารช้นั สญั ญาบัตรประจาการ (๒) นายทหารชั้นสญั ญาบัตรนอกประจาการ เฉพาะเมื่อกระทาผดิ ตอ่ คาสั่งหรือข้อบังคบั ตามประมวลกฎหมายอาญาทหาร (๓) นายทหารประทวนและพลทหารกองประจาการหรอื ประจาการ หรือบคุ คลที่รบั ราชการทหารตามกฎหมาย ว่าดว้ ยการรบั ราชการทหาร (๔) นกั เรยี นทหารตามที่กระทรวงกลาโหมกาหนด (๕) ทหารกองเกินท่ถี ูกเข้ากองประจาการ ซง่ึ เจา้ หน้าทฝ่ี า่ ยทหาร ไดร้ บั ตวั ไว้เพอื่ ใหเ้ ข้ารบั ราชการประจาอยูใ่ นหน่วยทหาร (๖) พลเรือนทีส่ ังกดั อยู่ในราชการทหาร เมือ่ กระทาผิดในหนา้ ที่ราชการทหาร หรอื กระทา ผดิ อยา่ งอื่นเฉพาะในหรอื บรเิ วณ อาคาร ทตี่ ัง้ หนว่ ยทหาร ท่ีพกั รอ้ น พักแรม เรอื อากาศยาน หรอื ยานพาหนะใด ๆ ในความควบคมุ ของเจ้าหนา้ ท่ี

๑๕๗ กล่าวสาหรับปฏิบัติการภายใต้พระราชกาหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน กฎหมายได้ บัญญัติให้พนักงานเจ้าหน้าที่ไม่ต้องรับผิดทางแพ่ง อาญาหรือทางวินัย๒๖๖ แต่ผู้ได้รบั ความเสียหายยังคงมีสิทธิท่ีจะ เรียกรอ้ งค่าเสียหายจากทางราชการตามกฎหมายว่าดว้ ยความรบั ผดิ ทางละเมิดของเจ้าหน้าทไ่ี ด้ บทบัญญัติลักษณะดังกล่าวข้างต้นขัดต่อหลักการแบ่งแยกอานาจท่ีกาหนดให้องค์กรฝ่ายตุลาการ ตรวจสอบถว่ งดุลการกระทาของฝ่ายบริหารเพ่ือค้มุ ครองสทิ ธิและเสรีภาพของประชาชนไม่ให้เดือดรอ้ นเกินสมควร และป้องกันการใช้อานาจโดยมิชอบ และสามารถเข้าถึงความยุติธรรมและได้รับการชดเชยเยียวยาท่ีเหมาะส ม โดยตลุ าการทเี่ ป็นอิสระ บทบัญญัติลักษณะดังกล่าวข้างต้นยังขัดต่อหลักความพร้อมรับผิด (accountability) ที่รัฐควรยืนยัน หลักการตรวจสอบถ่วงดุลการใช้อานาจเพื่อรับประกันว่ารัฐจะนาตัวบุคคลที่กระทาความผิดมาเข้าสู่กระบวนการ ยตุ ิธรรมโดยไม่ปล่อยให้ลอยนวล (impunity) และรับประกันด้วยว่าประชาชนท่ีได้รบั ความเสียหายหรือถูกละเมิด สิทธิมนุษยชนจากมาตรการพิเศษต่าง ๆ เหล่าน้ัน จะได้รับความยุติธรรมและได้รับการชดเชยและฟื้นฟูเยียวยา อย่างเหมาะสมถงึ แมร้ ฐั จะตกอย่ภู ายใต้สถานการณฉ์ ุกเฉนิ ดังนั้นจึงสมควรพิจารณาทบทวนบทบัญญัติในกฎหมายความม่ันคงและกฎหมายอื่น ๆ ท่ีเกี่ยวข้อง ซงึ่ มีลักษณะเป็นจากัดอานาจศาลยุติธรรมพลเรอื นในการตรวจสอบถ่วงดุลการใชอ้ านาจของเจ้าหน้าที่ไม่วา่ จะเป็น เจา้ หนา้ ทฝี่ า่ ยพลเรอื นหรือเจ้าหนา้ ทฝี่ ่ายทหาร กล่าวโดยสรุป การบังคับใชก้ ฎหมายความมั่นคงหลายฉบับในพื้นที่จังหวดั ชายแดนภาคใต้อย่างต่อเนื่อง ยาวนานจนเป็นเรื่องปกติชี้ให้เห็นถึงผลกระทบที่เกิดข้ึนในพื้นที่จากการใช้กฎหมายทับซ้อนเกินความจาเป็น การให้อานาจอย่างกว้างกว้างแก่กองทัพเหนือฝ่ายพลเรือนในงานด้านความมั่น คงท่ีมีความหมายกินความ กวา้ งขวางแต่กลับลดทอนอานาจในการตรวจสอบถ่วงดุลจากองค์กรฝ่ายตลุ าการและนติ ิบัญญัติซึ่งเป็นกลไกสาคัญ ในการคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของประชาชนทาให้เกิดความสุ่มเส่ียงในพื้นท่ีต่อการบังคับใช้กฎหมายตามอาเภอใจ หรือลุแกอ่ านาจ และการละเมดิ สทิ ธิมนษุ ยชนโดยไมต่ ้องเยียวยารบั ผิดอีกทงั้ ยงั สะทอ้ นถึงโครงสร้างบริหารราชการ ในการจดั การกบั ปัญหาความรนุ แรงในพนื้ ที่ที่สิ้นเปลืองท้ังในเรื่องงบประมาณและกาลงั คน สภาพการณ์ดังกล่าวขัดต่อพันธกรณีระหว่างประเทศด้านสิทธิมนุษยชนท่ีกาหนดให้รัฐมีหน้าที่คุ้มครอง สิทธิมนุษยชนแม้ในภาวะฉุกเฉินขัดต่อหลักนิติธรรมและหลักนิติรัฐ และคุณค่าแห่งสังคมเสรีประชาธิปไตย ทม่ี ุ่งจากดั อานาจของรัฐภายใตก้ ฎหมาย และหลักการแบ่งแยกอานาจระหวา่ งฝ่ายบริหาร นิติบัญญัติและตุลาการ ท่ตี อ้ งมกี ารตรวจสอบถว่ งดลุ การใช้อานาจซ่งึ กันและกนั เพ่ือป้องกันการใช้อานาจโดยอาเภอใจหรอื ลแุ กอ่ านาจ หลักประกันดังกล่าวจะเป็นไปได้ในเชิงระบบก็ต่อเมื่อโครงสรา้ งอานาจรัฐรับรองหลกั การแบ่งแยกอานาจ ระหว่างฝ่ายบริหาร ฝ่ายนิติบัญญัติและฝ่ายตุลาการ ให้สามารถตรวจสอบถ่วงดุลอานาจระหว่างกันแม้ใน สถานการณ์ท่ีรัฐต้องเผชิญกับภาวะฉุกเฉินสาธารณะทคี่ ุกคามความอยู่รอดของชาติ ทั้งนี้ มาตรการพิเศษท่มี ีข้ึนน้ัน ยงั คงต้องอยู่ภายใต้หลักความชอบด้วยกฎหมายและรัฐธรรมนูญ และหลักความได้สัดสว่ นเพ่ือยืนยันความสัมฤทธ์ิ ฝ่ายทหาร (๗) บคุ คลซ่งึ ตอ้ งขังหรืออยู่ในความควบคุมของเจ้าหนา้ ทฝี่ า่ ยทหารโดยชอบด้วยกฎหมาย (๘) เชลยศึกหรอื ชนชาตศิ ตั รูซึง่ อยูใ่ นความ ควบคุมของเจา้ หนา้ ทีฝ่ า่ ยทหาร” ๒๖๖ มาตรา ๑๗ ของพ.ร.ก.ฉกุ เฉนิ บัญญตั ิวา่ “พนักงานเจา้ หนา้ ท่แี ละผู้มอี านาจหนา้ ที่เชน่ เดยี วกับพนักงานเจ้าหนา้ ท่ีตามพ.ร.ก.นไ้ี มต่ ้องรับผดิ ทางแพง่ ทางอาญา หรอื ทางวินยั เนอ่ื งจากการปฏบิ ตั ิหน้าทใี่ นการระงบั หรือป้องกันการกระทาผิดกฎหมาย หากเป็นการกระทาทสี่ ุจรติ ไม่เลือกปฏบิ ตั ิ และไม่เกินสมควรแก่เหตุหรือไมเ่ กนิ กว่ากรณจี าเปน็ แต่ไมต่ ดั สทิ ธิผไู้ ด้รบั ความเสียหายทจ่ี ะเรยี กร้องคา่ เสียหายจากทางราชการตามกฎหมาย ว่าดว้ ยความรบั ผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่”

๑๕๘ ผลของมาตรการพิเศษที่เลือกใช้เท่าท่ีจาเป็น และไม่ก่อภาระเดือดร้อนเกินสมควรแก่เหตุ โดยคณะอนุกรรมการฯ มีขอ้ เสนอแนะดังทจ่ี ะกล่าวในบทต่อไป ตาราง ๒ สรปุ สภาพปัญหาจากกฎหมายความม่นั คงและการใช้บังคับในจังหวดั ชายแดนภาคใต้ ๑. การบัญญัติเหตุแหง่ การประกาศใช้ - เหตุแห่งการประกาศใชก้ ฎหมายความมั่นคงบัญญัติไวอ้ ย่างกวา้ ง กฎหมายความมนั่ คงอย่างเปิดกวา้ ง เปิดชอ่ งใหผ้ ้มู ีอานาจประกาศสามารถใชด้ ุลยพินิจในการได้อย่าง กว้างขวาง ซา้ ซ้อนกันหลายฉบับ - ขัดตอ่ หลกั ICCPR ทกี่ าหนดใหภ้ าวะฉกุ เฉนิ ต้องถึงขนาดเป็นภยั สาธารณะซึง่ คุกคามความอยู่รอดของชาติ กลา่ วคือ เป็นสถานการณ์ ท่มี ีลักษณะพิเศษและช่วั คราว และส่งผลคกุ คามความอยูร่ อดของชาติ เปน็ ภยั ที่มอี ยจู่ ริงหรือใกล้จะถึงซึ่งสง่ ผลกระทบตอ่ ประชาชน โดยส่วนรวม และรฐั ไมม่ หี นทางอนื่ ใดที่จะรับมอื กับภัยดังกลา่ ว - เกดิ สภาพการณป์ ระกาศใช้กฎหมายความมัน่ คงในพ้นื ที่จงั หวัด ชายแดนภาคใต้ทบั ซ้อนกันหลายฉบบั ชใี้ หเ้ ห็นถงึ ข้อบกพร่อง ของบทบญั ญัติกฎหมายความม่ันคงท่ีไม่สอดรับกับหลกั นิติธรรม และพนั ธกรณีระหวา่ งประเทศดา้ นสทิ ธิมนษุ ยชน หน่วยงาน ความมัน่ คงสามารถเลือกใช้เคร่ืองมือทางกฎหมายความม่นั คง ไดพ้ ร้อมกนั หลายฉบับบนฐานแห่งประกาศที่เป็นเหตผุ ลเดียวกนั ๒. การตดั กลไกตรวจสอบถ่วงดุล - กฎหมายความมั่นคงทั้งสามฉบับใหอ้ านาจเบ็ดเสร็จแกฝ่ ่ายบรหิ าร การประกาศและขยายระยะเวลา ในการประกาศใชก้ ฎหมายความม่นั คง โดยไมม่ ีกลไกกล่ันกรองจาก บงั คบั ใชก้ ฎหมายความมนั่ คง องค์กรฝา่ ยนิตบิ ญั ญตั ิและศาล - ขดั ต่อหลักการแบง่ แยกอานาจระหว่างฝ่ายบริหาร นติ บิ ญั ญัติและตุลาการ ทตี่ ้องมกี ารตรวจสอบถ่วงดลุ การใช้อานาจซ่ึงกันและกันเพื่อป้องกัน การใชอ้ านาจโดยอาเภอใจหรือลุแก่อานาจ - การท่กี ฎอยั การศกึ มอบอานาจฝา่ ยบริหารให้อยูภ่ ายใต้บทบาทของ กองทพั ยงิ่ ไปกว่ารัฐบาลพลเรือนทม่ี าจากฝา่ ยการเมอื งยง่ิ ซ้าเตมิ ปัญหาการขาดการตรวจสอบถ่วงดุลการใช้อานาจ - การกาหนดให้มกี ลไกการตรวจสอบถ่วงดุลเป็นหลกั ประกันสาคัญวา่ การประกาศใช้อานาจพิเศษดังกล่าวต้องมีผลเป็นการชั่วคราว และ ต้องดาเนนิ การเทา่ ทีจ่ าเป็นในระยะเวลาอันสั้น การประกาศภาวะ ฉุกเฉินต้องไม่ใช่ภาวะฉุกเฉินที่ไม่มกี าหนด ซึง่ สอดรับกับ ICCPR ขอ้ ๔ (๑) ๓. การให้อานาจกว้างขวางแกก่ องทัพ - กองอานวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค ๔ ส่วนหนา้ ซึง่ มีแมท่ ัพ และมีอานาจพเิ ศษตามกฎหมาย ภาคที่ ๔ ดารงตาแหน่ง ผอ.รมน.ภาค โดยกองอานวยการรักษาความ ความมั่นคงหลายฉบับ มัน่ คงภายในภาค ๔ สว่ นหนา้ มีอานาจหนา้ ท่บี ังคับใช้กฎหมายความ

๑๕๙ ๔. การตดั กลไกตรวจสอบถ่วงดลุ การใช้ มน่ั คงทงั้ สามฉบบั รวมท้ังมอี านาจหนา้ ทอี่ อกข้อกาหนด ระเบียบ อานาจทางปกครอง และคาส่ังตา่ ง ๆ - เท่ากบั วา่ กองอานวยการรักษาความมนั่ คงภายในภาค ๔ สว่ นหนา้ มอี านาจเบ็ดเสรจ็ ทจ่ี ะเลือกใช้เคร่ืองมอื ทางกฎหมายฉบับใดกไ็ ด้ ในการจดั การกับสถานการณ์ความรุนแรง - ถงึ แม้กองอานวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (กอ. รมน.) จะมีนโยบายที่ “เน้นการบงั คบั ใช้กฎหมายปกติ ลดขนาด การบังคับใชก้ ฎหมายความมั่นคง ใช้กฎหมายอาญาปกติ ใช้มาตรการ พเิ ศษเท่าท่ีจาเปน็ ทั้งนตี้ ้องไม่เป็นการเพ่ิมภาระหรือกระทบต่อสิทธิ ของประชาชนเกนิ สมควร” ก็ตามแตก่ ลบั ไม่มีหลกั ประกนั ทาง กฎหมายและกลไกการตรวจสอบถว่ งดุลทเ่ี ป็นรูปธรรมเท่าใดนกั กฎหมายความม่ันคงทั้งในเชิงโครงสรา้ งและการบังคบั ใชย้ ังคงให้ อานาจดลุ ยพนิ ิจแกเ่ จา้ หน้าที่ฝ่ายทหารอยา่ งกวา้ งขวางในงานดา้ น ความมั่นคง - ขดั ต่อ ICCPR ขอ้ ๔ (๑) ทกี่ าหนดใหม้ าตรการพเิ ศษท่ีมขี ้นึ ในภาวะ ฉกุ เฉนิ ต้องอยู่ภายใต้หลกั ความชอบด้วยกฎหมาย หลักการหา้ มเลอื ก ปฏิบัติ และสอดคล้องกับหลักความจาเป็นและได้สดั สว่ น ตลอดจน หลกั ความสอดคล้องกับพนั ธกรณขี องรัฐตามกฎหมายระหว่างประเทศ - การเปิดชอ่ งใหฝ้ า่ ยความม่นั คงใชด้ ลุ ยพนิ จิ แต่เพียงฝ่ายเดยี วท่ีจะ เลือกใช้เครื่องมือทางกฎหมายฉบับใดก็ได้ อีกทั้งใหอ้ านาจเบ็ดเสร็จ ในการออกขอ้ กาหนดหรือข้อหา้ มตา่ ง ๆ นัน้ ขัดต่อหลักความจาเปน็ ไมเ่ หมาะกบั สถานการณ์ และสร้างความสับสน เกิดความไม่ชัดเจน และสมุ่ เสี่ยงต่อการบังคบั ใชก้ ฎหมายตามอาเภอใจหรอื ลุแก่อานาจ ตอ่ การละเมดิ สิทธมิ นุษยชน - บทบัญญัติในกฎหมายความมั่นคงอนั ไดแ้ กพ่ ระราชกาหนด การบริหารราชการในสถานการณฉ์ ุกเฉินและพระราชบัญญัติ ความมั่นคงได้ตดั หลักเกณฑ์ตามกฎหมายว่าด้วยวิธปี ฏิบตั ริ าชการ ทางปกครอง และอานาจในการตรวจสอบถ่วงดลุ โดยศาลปกครอง ในการใช้อานาจพเิ ศษในสถานการณ์ฉุกเฉินน้ันจงึ เท่ากับตัดกลไก การตรวจสอบถ่วงดุลซ่งึ แตกต่างจากการใช้อานาจทางปกครอง ในภาวะปกติ - แม้ศาลรัฐธรรมนญู ไดเ้ คยวนิ ิจฉัยไวแ้ ล้วว่าบทบัญญตั ิยกเวน้ เขตอานาจ ศาลปกครองดงั กลา่ วไม่ขดั ต่อรัฐธรรมนญู เนอ่ื งจากผู้เสยี หายยงั สามารถนาคดเี ขา้ สกู่ ระบวนการพจิ ารณาของศาลยตุ ธิ รรมได้ - แต่อานาจการตรวจสอบถว่ งดุลฝา่ ยบริหารโดยศาลยตุ ธิ รรมและศาล

๕. การจากดั ความรับผิดทางแพง่ และ ๑๖๐ ทางอาญา ปกครองนั้นอาศยั บรบิ ททแี่ ตกตา่ งกัน การตัดอานาจศาลปกครอง ส่งผลใหป้ ระชาชนไมม่ สี ทิ ธทิ ี่จะโตแ้ ย้งความชอบด้วยกฎหมายของ ประกาศ ขอ้ กาหนดและคาส่งั ตา่ ง ๆ ได้ อนั จะทาใหก้ ารใช้อานาจ ดงั กลา่ วสิ้นผลบังคบั และมผี ลเปน็ การทัว่ ไป - ดังนนั้ จงึ สมควรพิจารณาทบทวนยกเลกิ มาตราในทานองดงั กล่าว เพอื่ ยนื ยนั หลกั การแบ่งแยกอานาจระหว่างฝา่ ยบริหาร นติ ิบัญญตั ิ และตลุ าการ เพ่อื ให้เกิดการตรวจสอบถ่วงดุลการใชอ้ านาจอย่างมี ประสทิ ธผิ ลแม้ในภาวะฉุกเฉิน ปอ้ งกันการใชอ้ านาจโดยมิชอบเพื่อจะ รบั ประกนั ว่าประชาชนท่ไี ดร้ ับความเสียหายหรอื ถูกละเมิดสทิ ธิ มนษุ ยชนจากมาตรการพิเศษตา่ ง ๆ เหล่าน้ัน จะได้รับความยตุ ิธรรม และได้รับการชดเชยและฟ้ืนฟเู ยียวยาอยา่ งเหมาะสม - กฎหมายความมนั่ คงมีบทบัญญตั ทิ จ่ี ากดั ความรบั ผดิ ของเจ้าหนา้ ที่ - กลา่ วสาหรับปฏบิ ตั ิการทางทหาร กฎอยั การศึกบัญญัติไว้อย่างชดั แจง้ วา่ บคุ คลทไ่ี ดร้ บั ผลกระทบจากปฏิบัติการนัน้ ไม่อาจร้องขอคา่ เสียหาย จากเจ้าหนา้ ท่ีฝ่ายทหารไดเ้ ลยจงึ เท่ากับตัดสิทธิทางแพง่ ท่ีจะเรียกร้อง ใหช้ ดใช้ค่าสินไหมทดแทนในความเสยี หายอนั เนื่องมาจากมลู ละเมดิ - ย่ิงไปกว่าน้ันพระราชบญั ญัติศาลทหารไดต้ ดั สิทธผิ ู้เสยี หายจากการ กระทาความผดิ อาญาท่ีจะฟ้องร้องดาเนนิ คดีกบั ผู้กระทาความผดิ เปน็ เจ้าหน้าท่ีทหารในศาลยตุ ิธรรม โดยพ.ร.บ.ศาลทหารบญั ญัติให้ บุคคลที่อยู่ในอานาจศาลทหารท่กี ระทาผดิ ตอ้ งข้นึ ศาลทหารทาให้ ผ้เู สียหายไม่อาจฟ้องรอ้ งดาเนินคดตี อ่ ศาลทหารโดยตรงได้ - กล่าวสาหรับปฏบิ ัติการภายใต้พระราชกาหนดการบริหารราชการ ในสถานการณ์ฉกุ เฉนิ กฎหมายได้บัญญตั ิให้พนักงานเจ้าหน้าไม่ต้อง รบั ผิดทางแพ่ง อาญาหรือทางวนิ ยั แต่ผู้ไดร้ บั ความเสียหายยังคงมี สิทธิทีจ่ ะเรยี กร้องคา่ เสยี หายจากทางราชการตามกฎหมายว่าดว้ ย ความรบั ผดิ ทางละเมดิ ของเจ้าหนา้ ท่ี - ขัดตอ่ หลักการแบ่งแยกอานาจทกี่ าหนดให้องค์กรฝา่ ยตุลาการ ตรวจสอบถ่วงดุลการกระทาของฝ่ายบรหิ ารเพ่ือคุ้มครองสิทธิและ เสรีภาพของประชาชนไม่ใหเ้ ดือดรอ้ นเกินสมควร และป้องกันการใช้ อานาจโดยมชิ อบ และสามารถเขา้ ถึงความยุตธิ รรมและไดร้ ับการ ชดเชยเยียวยาท่เี หมาะสมโดยตุลาการท่ีเป็นอสิ ระ - ขดั ต่อหลักความพร้อมรบั ผิด (accountability) ท่รี ัฐควรยืนยัน หลักการตรวจสอบถ่วงดุลการใช้อานาจ เพื่อรบั ประกนั ว่ารฐั จะนาตวั บคุ คลที่กระทาความผดิ มาเขา้ สูก่ ระบวนการยุติธรรมโดยไม่ปลอ่ ยให้

๑๖๑ ลอยนวล (impunity) - ดงั นั้นจึงสมควรพิจารณาทบทวนบทบญั ญตั ใิ นกฎหมายความมน่ั คง และกฎหมายอนื่ ๆ ทีเ่ กีย่ วข้อง ซึง่ มีลักษณะเปน็ จากดั อานาจศาล ยตุ ิธรรมพลเรอื นในการตรวจสอบถ่วงดุลการใช้อานาจของเจ้าหนา้ ท่ี ไม่วา่ จะเปน็ เจ้าหน้าท่ฝี ่ายพลเรอื นหรอื เจา้ หน้าท่ีฝา่ ยทหาร

๗.๓ ประเดน็ การพิจารณาที่ ๓ รายงานการศึกษาและแก้ไขปัญหาการละเมิดสิทธิชนเผ่าพื้นเมือง ชาติพันธุ์ และความคุ้มครอง ทางกฎหมาย บทท่ี ๑ บทนา ๑.๑ ความเป็นมาและความสาคัญของปญั หา เม่ือกล่าวถึง “สิทธิมนุษยชน” โดยท่ัวไปหมายถึงสิทธิที่มีอยู่โดยกาเนิดของมนุษย์ (Inherent Rights) อนั เป็นสากลทไ่ี ม่อาจถูกพรากไปจากตัวบุคคลหรอื มอบให้แก่กนั ได้รวมถึงสิทธิที่เปน็ พ้ืนฐาน อันไดแ้ ก่ สทิ ธพิ ลเมือง และสิทธิทางการเมืองกับสิทธิทางเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรมที่เป็นอิสระและไม่อาจถูกแยกออกจากกัน (Independent and indivisible) ทั้งน้ี การคุ้มครองสิทธิมนุษยชนโดยรัฐจักต้องต้ังอยู่บนหลักความเสมอภาค (Equality) ความเป็นธรรม (Equity) และการไม่เลือกปฏิบัติ (Non-discrimination) ไม่ว่าบุคคลจะมีความ แตกต่างกนั ในทางกายภาพ เชื้อชาติ สผี ิว ชาติกาเนิด ทัศนคติ ความเชื่อ และ/หรอื สถานภาพใดหรือไม่กต็ าม ท้ังนี้ สิทธิมนุษยชนอาจมีข้อจากัดหรือตั้งเง่ือนไขในการใช้สิทธิได้ก็ต่อเมื่อข้อจากัดเช่นว่าน้ันเป็นไปเพ่ือคุ้มครองสิทธิ มนุษยชนของบุคคลอ่ืน ๆ ในสังคม โดยรัฐมีภาระผูกพันภายใต้กฎหมายระหว่างประเทศท่ีจะเคารพ ส่งเสริม คุ้มครองและปฏิบตั ิตามหลกั สิทธิมนษุ ยชนอันเป็นสากลด้วย ซ่ึงภาระผกู พันดังกล่าวหมายความวา่ รัฐจักต้องงดเว้น จากการเข้าแทรกแซงการใช้สิทธิมนุษยชนต้องคุ้มครองบุคคลหรือกลุ่มบุคคลจากการถูกละเมิดสิทธิมนุษยชนและ ต้องดาเนนิ การในเชิงบวกเพอื่ สง่ เสริมและสนับสนุนการใช้สิทธดิ งั กล่าวดว้ ย นับตั้งแต่ท่ีสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติได้รับรอง “ปฏิญญาสากลแห่งสิทธิมนุษยชน” (Universal Declaration of Human Rights) ในปี พ.ศ. ๒๔๙๘ ประเทศภาคีสมาชิกได้ร่วมกันพัฒนาสนธิสัญญาระหว่าง ประเทศขึ้นมาอีกหลายฉบับ ได้แก่ ปฏิญญา กฎบัตร อนุสัญญา กติการะหว่างประเทศ พิธีสาร และความตกลงต่าง ๆ เหล่านี้ถือเป็นเคร่ืองมือระหว่างประเทศ (International Instruments) ซ่ึงมีทั้งที่ผูกพันทางกฎหมาย (Legal Binding Instruments) และท่ีไม่ผูกพันทางกฎหมาย (Non-Legal Binding Instruments) ท่ีรัฐภาคีรับปฏิบัติ ด้วยความสมัครใจ เม่ือประเทศไทยได้เข้าเป็นภาคีของสหประชาชาติลาดับท่ี ๕๕ เม่ือวันท่ี ๑๖ ธันวาคม ๒๔๘๙ จึงมีความผูกพันตามพันธกรณีระหว่างประเทศเหล่าน้ีท่ีประเทศไทยได้ร่วมให้การรับรอง โดยเฉพาะในเร่ืองที่ได้ ร่วมใหส้ ตั ยาบนั ไวท้ ง้ั หมด รัฐธรรมนูญแหง่ ราชอาณาจักรไทย พ.ศ. ๒๕๖๐ อันถือเป็นกฎหมายสงู สุดของประเทศในสว่ นท่เี กยี่ วขอ้ ง กับหลักสิทธิมนุษยชนมคี วามสอดคล้องกับเจตนารมณข์ องกฎหมายระหว่างประเทศในหลายลกั ษณะ โดยท่ีมาตรา ๔๓ และมาตรา ๕๗ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. ๒๕๖๐ บัญญัติให้รัฐมีหน้าท่ีอนุรักษ์ฟ้ืนฟูและ สง่ เสริมภูมิปัญญาท้องถิ่น ศิลปะ วัฒนธรรม ขนบธรรมเนียม และจารีตประเพณีอันดีงามของท้องถิ่นและของชาติ และจัดให้มีพื้นท่ีสาธารณะสาหรับกิจกรรมท่ีเก่ียวข้อง และมีหน้าที่อนุรักษ์ คุ้มครองบารุงรักษา ฟ้ืนฟู บริหาร จัดการ และใช้หรือจัดให้มีการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติ ส่ิงแวดล้อมและความหลากหลายทางชีวภาพ ให้เกิดประโยชน์อย่างสมดุลและยั่งยืน โดยให้ประชาชนและชุมชนในท้องถ่ินที่เก่ียวข้องมีส่วนร่วมดาเนินการและ ได้รับประโยชน์จากการดาเนินการดังกล่าวด้วยตามท่ีกฎหมายบัญญัติรวมทั้งได้บัญญัติให้บุคคลและชุมชนมีสิทธิ ในการจัดให้มีระบบสวัสดิการชุมชน และให้บุคคลและชมุ ชนมีสิทธิที่จะร่วมกบั องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นหรือรัฐ ในการดาเนินการดังกล่าวได้ นอกจากน้ี มาตรา ๗๐ ของรัฐธรรมนูญปี พ.ศ. ๒๕๖๐ ยังกาหนดให้ ‘รฐั พึงส่งเสริม

๑๖๓ และให้ความคุ้มครองชาวไทยกลุ่มชาติพันธ์ุต่าง ๆ ให้มีสิทธิดารงชีวิตในสังคมตามวัฒนธรรม ประเพณี และ วถิ ชี วี ิตด้ังเดมิ ตามความสมคั รใจไดอ้ ยา่ งสงบสขุ ไมถ่ ูกรบกวน...’ ยิ่งกว่าน้ันรัฐธรรมนูญมาตรา ๗๗ ท่ีวางหลักการไว้ในวรรคหนึ่งว่า ‘รัฐพึงจัดให้มีกฎหมายเพียงเท่าที่ จาเป็น และยกเลิกหรือปรับปรุงกฎหมายท่ีหมดความจาเป็นหรือไม่สอดคล้องกับสภาพการณ์หรือที่ เป็น อุปสรรคต่อการดารงชีวิตหรือการประกอบอาชีพโดยไม่ชักช้าเพื่อไม่ให้เป็นภาระแก่ประชาชน...’ และ วรรคสองของมาตรา ๗๗ ที่กาหนดเงื่อนไขในการออกกฎหมายว่า ‘ก่อนการตรากฎหมายทุกฉบับ รัฐพึงจัดให้มี การรับฟังความคิดเห็นของผู้เก่ียวข้อง วิเคราะห์ผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นจากกฎหมายอย่างรอบด้านและเป็น ระบบ รวมทั้งเปิดเผยผลการรับฟังความคิดเห็นและการวิเคราะห์นั้นต่อประชาชน และนามาประกอบการ พิจารณาในกระบวนการตรากฎหมายทุกขั้นตอนเม่ือกฎหมายมีผลใช้บังคับแล้วรัฐพึงจัดให้มีการประเมินผล สัมฤทธข์ิ องกฎหมายทกุ รอบระยะเวลาท่ีกาหนดโดยรับฟังความคิดเห็นของผูเ้ กยี่ วขอ้ งประกอบด้วยเพื่อพัฒนา กฎหมายทกุ ฉบับให้สอดคล้องและเหมาะสมกบั บริบทต่าง ๆ ทเ่ี ปล่ยี นแปลงไป’ ประเด็นสิทธิในท่ีทากินซึ่งมีความเก่ียวข้องสัมพันธ์กับสิทธิในการจัดการทรัพยากรธรรมชาติ และสิทธิ ในการสืบทอดมรดกท่ีเป็นพื้นท่ีบรรพบุรุษ (Ancestor Domain) อันถือเป็นหลักการที่ยอมรับกันเป็นสากล ท่ีกฎหมายเก่ียวกับป่าไม้และทรัพยากรธรรมชาติของประเทศไทยหลายฉบับยังไม่สอดคล้องกับเจตนารมณ์ของ กฎหมายระหว่างประเทศในเร่ืองดังกล่าว และส่งผลให้เกิดผลกระทบเชิงลบต่อประชาชนในวงกว้าง โดยเฉพาะ อย่างย่ิงการถูกไล่ร้ือท่ีอยู่อาศัย ที่ทากิน การเข้ายึดพ้ืนที่ทากินท่ีสืบทอดมรดก การจับกุมและการบังคับอพยพ ออกจากถ่ินท่ีอยู่ปัญหาเหล่าน้ีมีรากฐานมาจากทัศนคติรวมท้ังมายาคติของหน่วยงานภาครัฐท่ีมีต่อกลุ่มชาติพันธุ์ ส่วนน้อยและคนชายขอบของสังคม โดยภาครัฐยึดถือบทบัญญัติแห่งกฎหมายและนโยบายที่เน้นในลักษณะ การผูกขาดการจัดการทรัพยากรธรรมชาติอันรวมถึงที่ดินในพื้นที่คุ้มครองต่าง ๆ ให้เป็นเอกสิทธิ์ของตนแต่เพียง ลาพัง จึงเป็นมูลเหตุให้เกิดการละเมิดสิทธิมนุษยชนของประชาชนอย่างต่อเน่ืองมาตลอด นอกจากน้ี ยังมีการ ละเมิดสทิ ธมิ นษุ ยชนในด้านอื่น ๆ รวมถึงการเลอื กปฏิบตั ติ ่อกลมุ่ ชาตพิ ันธแ์ุ ละคนชายขอบเกิดข้ึนเปน็ ระยะ ๆ เพื่อมุ่งแก้ไขปัญหาการละเมิดสิทธิมนุษยชนเหล่านี้อย่างจริงจงั และให้มีความยัง่ ยืนจึงมีความจาเปน็ ต้อง มีการศึกษารวบรวมองค์ความรู้ท่ีมีลักษณะเป็นองค์รวมถึงสถานการณ์ด้านสิทธิมนุษยชนในประเทศไทยให้มี ความครอบคลุมทั้งลักษณะความรุนแรงและความถี่ของการละเมิดสิทธิมนุษยชนประเภทต่าง ๆ ประสิทธิภาพ ของกลไกและวิธีการการแก้ไขและการเยียวยาที่มีอยู่เพ่ือใช้เป็นข้อสนเทศประกอบการพิจารณาแนวทางป้องกัน หลกี เล่ยี งและแก้ไขปัญหาและการเยียวยาการละเมิดสิทธมิ นษุ ยชนและการประทุษร้ายประชาชนท่ีมปี ระสิทธิภาพ และมีความยั่งยืนต่อไป ทั้งน้ี ด้วยความมุ่งหวังว่าความรู้และประสบการณ์เหล่านี้จะสามารถนามาใช้เป็นแนวทาง ในการพัฒนากฎหมายที่ช่วยส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิของชนเผ่าพื้นเมือง/กลุ่มชาติพันธ์ุให้พวกเขาสามารถดารง วิถีชีวิตทางวัฒนธรรมท่ีสืบทอดกันมาจากบรรพบุรุษและสามารถพัฒนาต่อเน่ืองไปได้ ตลอดจนร่วมเป็นพลัง สรา้ งสรรค์ของการพัฒนาทย่ี ่งั ยืนของประเทศ ๑.๒ วตั ถปุ ระสงค์ของการศึกษา ๑) เพื่อศึกษารวบรวมสถานการณ์การละเมิดสิทธิมนุษยชนของกลุ่มชาติพันธุ์ส่วนน้อยและคนชายขอบ ของสังคมไทยให้สามารถอธบิ ายประเภทและรายละเอียดของการละเมิดในลกั ษณะต่าง ๆ ได้ ๒) เพื่อใช้กระบวนการการมีส่วนร่วมของผู้มีส่วนได้เสียในการวิเคราะห์สาเหตุปัจจัยและบริบทของการ ละเมดิ สิทธิมนุษยชนประเภทต่าง ๆ ได้ รว่ มกับความเห็นและข้อสงั เกตทางวิชาการ

๑๖๔ ๓) เพ่ือระดมข้อเสนอแนะจากผู้มีส่วนได้เสีย โดยเฉพาะจากผู้เป็นเหยื่อของการละเมิดสิทธิมนุษยชน เพ่ือสังเคราะห์ขึ้นเป็นแนวทางป้องกัน หลีกเล่ียงและแก้ไขปัญหาการละเมิดสิทธิมนุษยชนท่ีมีประสิทธิภาพและมี ความย่ังยนื ในประเทศไทยสอดคล้องกบั มาตรฐานสากลและเป้าหมายของการพัฒนาทีย่ ัง่ ยนื ๔) เพื่อระดมข้อคิดเห็นและข้อเสนอแนะเพ่ือการพัฒนากฎหมายท่ีช่วยส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิ มนษุ ยชนของชนเผา่ พืน้ เมือง/กลุม่ ชาติพนั ธ์ุในประเทศไทย ๑.๓ ขอบเขตการศึกษา การศึกษานี้มุง่ ทาความเข้าใจวิถชี ีวิตตามจารีตประเพณีของชนเผ่าพื้นเมือง/กลุ่มชาติพันธุ์ในประเทศไทย ท่ีดารงอยู่ในปัจจุบันโดยสัมพันธ์กับกฎหมายและนโยบายที่เกี่ยวข้อง การรวบรวมกรณีการละเมิดสิทธิมนุษยชน และการลอบประทุษร้ายประชาชนของชนเผา่ พ้ืนเมือง/กลุ่มชาติพันธุ์ท่ีเกิดข้ึนในภูมิภาคตา่ ง ๆ และเหตปุ ัจจัยของ การละเมิดดังกล่าว รวมท้ังแนวทางป้องกันและแก้ไขปัญหาของการละเมิดสิทธิมนุษยชนของชนเผ่าพ้ืนเมือง/ กลุ่มชาตพิ ันธ์ตุ ่าง ๆ ๑.๔ วิธีการศกึ ษา ๑) ศึกษาทบทวนเอกสารท่ีเกี่ยวข้องและสัมภาษณ์ผู้ให้ข้อมูลหลัก (เช่น กรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ กระทรวงยุตธิ รรม และมูลนธิ ผิ สานวฒั นธรรม เปน็ ตน้ ) ๒) คดั เลอื กเขา้ เยี่ยมพนื้ ท่ที ม่ี ีกรณกี ารละเมิดสิทธิมนุษยชน อย่างน้อย ๓ แหง่ ๓) จัดเวทีเสวนาผู้มีส่วนได้เสีย ครอบคลุมผู้แทนชนเผ่าพ้ืนเมือง/กลุ่มชาติพันธุ์-คนชายขอบท่ีเกี่ยวข้อง หนว่ ยงานภาครัฐและองค์กรเอกชนทเี่ กย่ี วข้อง รวมท้ังนกั วชิ าการ ๔) รวบรวมข้อมูลและข้อสนเทศสังเคราะห์ข้ึนเป็นรายงานข้อค้นพบและข้อเสนอแนะเพื่อนาเสนอต่อ สภาผู้แทนราษฎร ๑.๕ ระยะเวลาในการศกึ ษา รวมระยะเวลาในการศึกษา ๒ เดอื น นับจากเดือนกรกฎาคม – สิงหาคม ๒๕๖๓ ๑.๖ ผลผลติ รายงานการสังเคราะห์สถานการณ์การละเมิดสิทธิมนุษยชนและการลอบประทุษร้ายประชาชนของ ชนเผ่าพืน้ เมือง/กลุ่มชาตพิ ันธ์ุ และแนวทางการคุ้มครองทางกฎหมาย ๑.๗ ประโยชนท์ ีค่ าดวา่ จะไดร้ บั ๑) เป็นแนวทางให้มีการพัฒนาและ/หรือปรับปรุงกฎหมายและนโยบายที่เสริมสร้างการเคารพและ ปฏิบตั ติ ามหลักสิทธิมนุษยชนทเี่ ป็นสากลโดยเฉพาะตอ่ ชนเผ่าพื้นเมอื ง/กลมุ่ ชาตพิ ันธส์ุ ่วนน้อยและคนชายขอบ ๒) ชนเผ่าพื้นเมือง/กลุ่มชาติพันธ์ุส่วนน้อยและคนชายขอบมีสิทธิและเสรีภาพตามเจตนารมณ์ของ รัฐธรรมนูญแหง่ ราชอาณาจักรไทย พ.ศ. ๒๕๖๐ และกฎหมายระหว่างประเทศท่ีประเทศไทยเข้าร่วมผกู พัน ๓) หน่วยงานของรฐั มีความรู้ ความเขา้ ใจ และเคารพในหลกั สิทธมิ นุษยชนทเ่ี ป็นสากล ๔) เปน็ แนวทางใหม้ ีการสนับสนุนการศึกษาสทิ ธิมนุษยชน (Human Rights Education) ในสถานศกึ ษา ในทกุ ระดับ

บทท่ี ๒ การทบทวนขอ้ มูลพ้ืนฐานท่ีเกยี่ วขอ้ ง ๒.๑ แนวคดิ และข้อเทจ็ จริงทเี่ ก่ียวขอ้ ง ๑) ความหลากหลายทางชาตพิ ันธุ์ ในทวีปเอเชียประมาณว่ามีชนเผ่าพ้ืนเมือง ๔๑๑ ล้านคน๒๖๗ สาหรับในประเทศไทยมีรายงานว่า ปัจจุบันมีกลุ่มชาติพันธ์ุอยู่ในพื้นที่ครอบคลุม จานวน ๖๗ จังหวัด ๕๖ กลุ่ม๒๖๘ มีประชากรรวมประมาณ ๖,๑๐๐,๐๐๐ คน จาแนกโดยลกั ษณะการตงั้ ถิน่ ฐานได้ ๔ ลกั ษณะ คอื ก. กลุ่มชาติพันธ์ุบนพ้ืนที่สูง หรือ “ชาวเขา” “ชาวไทยภูเขา” จานวน ๑๓ กลุ่ม ได้แก่ กะเหร่ยี ง ม้ง (แม้ว) เมี่ยน (เย้า) ลีซู (ลีซอ) ละหู่ (มูเซอ) อ่าข่า (อีก้อ) ลเวือะ ถิ่น ขมุ จีนฮ่อ ตองซู คะฉิ่น และดาราอาง (ปะด่อง) ข. กลุ่มชาติพันธุ์ต้ังถ่ินฐานในพื้นท่ีราบ จานวน ๓๘ กลุ่ม ได้แก่ มอญ ไทล้ือ ไททรงดา ไทใหญ่ ไทเขนิ ไทยอง ไตหย่า ไทยวน ภไู ท ลาวครั่ง ลาวแง้ว ลาวกา ลาวต้ี ลาวเวยี ง แสก เซเร ปรัง บรู(โช่) โชง่ โช ทะวิง อมึ ปี ก๋อง กุลา ชอุโอจ (ชอุ ้งุ ) กูย (สว่ ย) ญฮั กรู (ชาวบน) ญอ้ โยย้ เขมรถน่ิ ไทย เวียดนาม (ญวน) เญอ หมีซ่ อ (บีชู) ชอง กระชอง มลายู กะเลงิ และลาวโซ่ง (ไทยดา) ค. กลุ่มชาติพันธุ์ที่ต้ังถ่ินฐานในทะเล หรือ “ชาวเล” จานวน ๓ กลุ่ม ได้แก่ มอแกน มอแกลน และ อูรกั ละโวย้ ง. กลมุ่ ชาตพิ ันธทุ์ อ่ี าศยั อยูใ่ นป่า จานวน ๒ กลุม่ ไดแ้ ก่ มละบริ และมานิ๒๖๙ กลุ่มชาติพันธ์ุเหล่าน้ีมีประวัติความเป็นมาร่วมกับการสร้างชาติไทยและมีวิถีชีวิตที่ผูกพันกับแผ่นดิน และทรัพยากรธรรมชาติมาอย่างยาวนานดว้ ยความหลากหลายทางชาตพิ ันธุ์นี้ ประเทศไทยจงึ ไดร้ ับการยอมรับวา่ มี ลักษณะเป็นสังคมพหุวัฒนธรรมทั้งโดยประวัติศาสตร์และในสภาพปัจจุบัน อย่างไรก็ตามกระบวนการพัฒนา ประเทศไปสู่ความทันสมัย และกระแสโลกาภิวัตน์ได้ส่งผลกระทบต่อกลุ่มชาติพันธุ์ส่วนน้อยเหล่าน้ีให้เกิดความ เบี่ยงเบนไปจากวิถีวัฒนธรรมอันเป็นอัตลักษณ์ของตนเองในหลายกลุ่ม และบางกลุ่มยังถูกผสมกลมกลืนเข้าสู่ กระแสวฒั นธรรมหลกั จนเขา้ ขา่ ยที่วัฒนธรรมและภาษาแม่ใกล้สญู หายไม่น้อยกวา่ ๑๐ กลุม่ ๒๖๗ แกม อวุงชิ ชิมเรย์ “ปาฐกถาพิเศษ เรือ่ ง “ภาพรวมสถานการณด์ า้ นสิทธมิ นษุ ยชนของชนเผา่ พ้นื เมอื ง/กลมุ่ ชาตพิ นั ธ์ุ” ใน รายงานสรุปผล การประชมุ เชงิ ปฏบิ ตั ิการ เรอ่ื ง สถานการณ์สิทธชิ นเผา่ พ้นื เมอื ง ชาติพันธุ์ และความคุ้มครองทางกฎหมาย ณ โรงแรมคมุ้ ภคู า อาเภอเมือง จังหวดั เชยี งใหม่ ๑๐ – ๑๒ กรกฎาคม ๒๕๖๓ ๒๖๘ การแบ่งกลุ่มชาตพิ นั ธใุ์ ช้เกณฑก์ ารแบ่งกลุม่ เปน็ ๒ แนวทางด้วยกนั คือ แนวทางแรก การแบง่ กลุม่ ตามชื่อเรียกทกี่ ล่มุ ชาตพิ ันธุใ์ ชเ้ รยี กตนเอง ปจั จบุ ันศูนย์มานษุ ยวทิ ยาสิรินธร (องคก์ ารมหาชน) ใช้เกณฑ์น้ใี นการแบง่ กล่มุ ชาตพิ ันธ์ุได้ ๗๐ กลุ่มชาติพันธุ์ (สนใจดฐู านขอ้ มูลกลมุ่ ชาติพันธุ์ https://www.sac.or.th/databases/ethnic-groups/ethnicGroups) แนวทางที่สอง การแบ่งกลมุ่ ชาตพิ นั ธโ์ุ ดยนักวิชาการซึ่งใช้หลกั เกณฑ์ การแบง่ จากตระกลู ภาษาและประวัตศิ าสตรว์ ัฒนธรรม ปัจจุบนั สถาบันวิชาการ เชน่ สถาบันวจิ ัยภาษาและวฒั นธรรม มหาวิทยาลัยมหิดล แบ่งกลุ่ม ชาตพิ ันธุ์ได้ ๕๖ กลุม่ ชาตพิ ันธุ์ ๒๖๙ รายงานการศึกษา เรื่อง “สภาพปัญหาและแนวทางส่งเสริมและค้มุ ครองกลุ่มชาตพิ นั ธ์ุในประเทศไทย” คณะอนุกรรมาธกิ ารเพอ่ื พิจารณาศกึ ษา ดา้ นผสู้ งู อายุ ผู้พกิ าร และกลมุ่ ชาติพนั ธ์ุ ภายใต้คณะกรรมาธกิ ารกิจการเดก็ เยาวชน สตรี ผ้สู งู อายุ ผ้พู ิการ กลุ่มชาติพนั ธุ์ และผูม้ คี วามหลากหลาย ทางเพศ สภาผ้แู ทนราษฎร ๒๕๖๓

๑๖๖ ๒) นยิ ามศพั ท์ของชื่อเรยี ก คาว่ากลุ่มชาติพันธ์ุ (Ethnic Group) หรือความเป็นชาติพันธ์ุ (Ethnicity) เป็นศัพท์ประดิษฐ์ในทาง วิชาการเป็นการจัดกลุ่มประชากรผู้ระบุกันและกันท่ีมักจะอยู่บนพ้ืนฐานของความเหมือนท่ีเหมารวมร่วมกัน อาทิ เชน่ ภาษา บรรพบรุ ษุ ประวัติ สังคม วฒั นธรรม ประชาชาติหรือการปฏบิ ตั ิทางสังคมภายในพนื้ ที่ทอ่ี าศัยอยู่ (ทม่ี า: Wikipedia, the Free Encyclopedia.) หรือเป็นกลุ่มใหญ่หรือเช่ือมโยงกับกลุ่มใหญ่ที่มีลักษณะร่วมกันทางเช้ือชาติ ประชาชาติ ชนเผ่า ศาสนา ภาษา หรือกาเนิดทางวัฒนธรรมหรือภูมิหลังทางวัฒนธรรม (ที่มา: Merriam-Webster.) คาจากัดความเช่นนี้จึงหมายรวมประชาชนทุกคนในประเทศหนึ่งว่าต้องสังกัดชาติพันธุ์ใดชาติพันธ์ุหนึ่งซ่ึงมิได้ เกีย่ วกับฐานะทางเศรษฐกจิ หรือสถานภาพทางสงั คมหรือความสมั พนั ธ์เชงิ อานาจใด ๆ อย่างไรก็ตามในระดับระหว่างประเทศพบว่ายังมีประชากรที่เป็นกลุ่มชาติพันธุ์ท่ียังคงรักษาวิถีชีวิต ตามประเพณีด้วยอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมและภาษาของตนเองแต่มีลักษณะร่วมกันคือความด้อยโอกาสแ ละ ความเป็นคนชายขอบของสังคมอยู่ในประเทศต่าง ๆ ทั่วโลก ซ่ึงแต่ละประเทศใช้ช่ือเรียกกลุ่มชนเหล่านี้แตกต่างกันไป อาทิเชน่ :  ประเทศอินเดยี เรียกวา่ อดวิ าสี และชนเผา่ ขึ้นทะเบียน (Scheduled Tribe)  ประเทศอนิ โดนเี ซยี เรยี กวา่ มัสยารากตั และอาดัต  ประเทศมาเลเซยี เรยี กวา่ โอรัง อัสลี และโอรัง อาซัล  ประเทศฟลิ ิปปนิ ส์ เรียกว่า ชมุ ชนวัฒนธรรมชนเผา่ พ้ืนเมือง (นิยามตามกฎหมายใหม)่  ประเทศออสเตรเลยี เรียกว่า อบอรจิ ินส์ (Aborigines) หรอื ชนพ้ืนเมอื ง  ประเทศแคนาดา เรียกว่า First Nation (ประชาชาติแรก) Native Indians (ชาวอินเดียน พนื้ เมือง) Native American (ชาวอเมรกิ ันพน้ื เมือง)  ประเทศเปรู เรยี กวา่ Pueblos Indigenas หรือ ชนเผา่ พ้ืนเมือง (Indigenous People)  ประเทศญีป่ ุ่น เรยี กว่า ชนเผ่าพ้นื เมือง (Indigenous People) ซ่ึงหมายถึงชาวไอนุ  ประเทศไทย เรียกวา่ ชาวเขา และชาวเล (ไมม่ ีช่อื เรียกรวม) ด้วยเหตนุ ้ี โฮเซ่ อาร์ มารต์ ิเนซ โคโบ (Jose R. Martinez Cobo) ผู้รายงานพิเศษแห่งสหประชาชาติ หลังจากท่ีได้ศึกษาสถานการณ์ของประชากรที่เป็นชนเผ่าพ้ืนเมืองแล้วจึงได้เสนอนิยามที่ใช้เป็นคากลางไว้ใน รายงานของเขา (๒๕๒๗) ดงั น้ี: ‘ชนเผ่าพื้นเมือง (Indigenous People) หมายถึง ชุมชน ประชาชน และประชาชาติที่เป็นชนเผ่า พื้นเมืองคือผู้ที่โดยความสืบเนื่องทางประวัติศาสตร์กับสังคมก่อนการรุกรานและก่อนอาณานิคมที่เกิดขึ้น ในดินแดนของตน พิจารณาตนเองว่ามีความแตกต่างไปจากภาคส่วนอ่ืน ๆ ของสังคม ที่บัดน้ียังคงอยู่ใน ประเทศเหล่านั้นหรือหลายส่วนของประเทศ พวกเขามิได้เป็นกลุ่มครอบงาของสังคม และมีความมุ่งม่ันที่จะ อนุรักษ์ พัฒนาและสบื ทอดเขตแดนของบรรพบุรุษและอัตลักษณ์ทางชาติพันธุ์ของตนสู่คนรนุ่ อนาคต ในฐานะ ที่เป็นรากฐานของการดารงอยู่ในฐานะของประชาชน อันเป็นไปตามแบบแผนทางวัฒนธรรม สถาบันทางสังคม และระบบนิติธรรมของตน’๒๗๐ ๒๗๐ EC/N.๔/Sub.๒/๑๙๘๖/๗/Add.๔. pa. ๓๗๙

๑๖๗ และในเวลาต่อมาในปี ๒๕๕๐ สหประชาชาติได้ประกาศโดยมติของท่ีประชุมสมัชชาใหญ่ซ่ึงประเทศไทย ได้รว่ มใหค้ วามเหน็ ชอบอยดู่ ้วย คอื “ปฏญิ ญาสหประชาชาติว่าดว้ ยสทิ ธิของชนเผา่ พื้นเมือง” (United Nations Declaration on the Rights of Indigenous Peoples) ท่ีเรียกกันโดยย่อว่า UNDRIP ซึ่งมิได้มีนัยรับรองสิทธิ ของความเปน็ ชาตพิ ันธท์ุ วั่ ไปในประเทศหน่งึ ใด นับจากน้ันมาหน่วยงานต่าง ๆ ของสหประชาชาติ อาทิเช่น แผนงานสิ่งแวดล้อมสหประชาชาติ (UNEP) ไดย้ อมรับและอธบิ ายความเปน็ ชนเผ่าพน้ื เมอื งดงั นี้ : ‘ไม่มีนิยามที่เป็นสากล มาตรฐาน โดยมักจะพิจารณาว่าหมายรวมกลุ่มวัฒนธรรมต่าง ๆ และผู้สืบ เชื้อสายผู้มีความสืบเน่ืองทางประวัติศาสตร์หรือเก่ียวพันกับภูมิภาคหนึ่งหรือบางส่วนของภูมิภาคและเป็นผู้ซึ่ง ปัจจุบันอาศัยอยู่หรือเคยอาศัยอยู่ในภูมิภาคน้ันก่อนเป็นอาณานิคมหรือการผนวกดินแดน หรืออยู่ ร่วมกับ กลุ่มวัฒนธรรมอ่ืน ๆ ในช่วงการก่อตัวของรัฐชาติหรือเป็นอิสระหรือแยกตัวออกจากการปกครองที่กล่าวอ้างโดยรัฐชาติ และย่ิงกว่านั้นเป็นผู้ยังคงรักษาบุคลิกลักษณะเฉพาะของภาษา วัฒนธรรมและสังคม/องค์กรไว้ได้อย่างน้อย ก็เป็น บางส่วนและในการทาเช่นนั้นยงั คงรักษาความแตกต่างบางระดับจากประชากรท่ีแวดลอ้ มและวัฒนธรรมที่ครอบงา ของรัฐชาติท้ังยังรวมถึงประชาชนท่ีระบุตนเองว่าเป็น Indigenous และเป็นผู้ท่ีได้รับการยอมรับเช่นน้ันโดยคน กลุม่ อ่ืน ๆ ดังน้ัน การท่ีรัฐบาลไทยไม่ยอมรับว่าประเทศไทยมีชนเผ่าพ้ืนเมืองจึงไม่สอดคล้องกับความเป็นจริง ของประเทศและขอบเขตความหมายท่ียอมรับกันในบรรดาหน่วยงานของสหประชาชาติโดยเฉพาะเกณฑ์ประการหนึ่ง คือ ‘การระบุตนเอง’ (Self-Identification) ของกลุ่มชาติพันธ์ุนั้น ๆ ว่าเป็นชนเผ่าพื้นเมืองและได้รับการยอมรับ จากกลุ่มอื่น ๆ ตามนั้น ส่ิงท่ีทาให้ความเป็นชนเผ่าพ้ืนเมืองมีความหมายแตกต่างอย่างสาคัญไปจากความเป็นกลุ่ม ชาติพนั ธ์ุ คอื การระบุความสมั พันธเ์ ชงิ อานาจทีด่ อ้ ยกวา่ เพราะมใิ ช่กลุ่มครอบงาทางสงั คม ประเดน็ การนยิ ามความหมายของชนเผ่าพ้ืนเมืองและกลุ่มชาติพนั ธ์ ซึ่งเป็น ๒ คาที่ถูกนามาใชใ้ นการ เคล่ือนไหวเรอ่ื งสิทธชิ นเผา่ พนื้ เมืองและชาติพันธ์ุ มปี ระเด็นข้อสังเกตทค่ี วรพิจารณา ๒ ประการไดแ้ ก่ ประการแรก คาว่า “ชาติพันธ์ุ” เป็นคาเชิงวิชาการที่มีนิยามหลากหลาย เล่ือนไหล ไม่ตายตัว ยิ่งไปกว่าน้ันการท่ีชุมชนหรือผู้คนจะนิยามว่าตนเองหรือชุมชนเป็นชาติพันธ์ุใดก็ยังมีความยืดหยุ่นและเลื่อนไหล ในทางตรงกันข้ามในเชิงกฎหมายคาศัพท์ต่าง ๆ ท่ีใช้จาเป็นต้องมีนยิ ามท่ีชัดเจน ตายตวั และเป็นท่ียอมรับในระดับหนึ่ง เพ่ือที่จะไม่ก่อให้เกิดการตีความที่แตกต่างหลากหลาย เร่ือง “กลุ่มชาติพันธุ์” จึงเปน็ ประเด็นสาคัญทีจ่ ะต้องค้นหา และรับฟังความคิดเห็นอย่างรอบด้านก่อนที่จะกาหนดนิยามและนามาใช้ในร่างพระราชบัญญัติเพราะหากใช้ใน ความหมายกว้างก็จะกว้างขวางเกินไปจนกระทั่งรวมกลุ่มชาติพันธ์ุท้ังหมดในประเทศไทยไม่ว่าจะเป็นไทยเชื้อสายจีน ไทยเชื้อสายอินเดยี หรือไทยเช้ือสายอืน่ ๆ แต่หากใชใ้ นความหมายแคบเกินไปก็จะไม่ครอบคลุมกลุ่มที่กฎหมายนี้มี เจตนารมณ์จะปกปอ้ งคุ้มครองและส่งเสริม รวมท้ังจะไม่รองรับสถานการณท์ อี่ าจจะเปล่ียนแปลงไปในอนาคต ท้ังนี้จากการศึกษาและรับฟังความคิดเห็นเบื้องต้น การเป็น “กลุ่มชาติพันธ์ุ” ท่ีจะกาหนดนิยาม ในร่างพระราชบัญญตั ิฯ มีหลักในการพิจารณา ๕ ประการ กลา่ วคอื (๑) เป็นกลุ่มคนหรอื ชุมชนทีอ่ ยู่อาศยั ในพ้นื ท่ีใดหรอื บรเิ วณใดต่อเน่ืองมาอยา่ งยาวนานมีการอยู่อาศัย และการทามาหากนิ ทพ่ี ่ึงพาอาศัยทรพั ยากรธรรมชาติในพ้ืนที่น้ัน รวมทงั้ มีวิถีการใช้ประโยชน์ทรัพยากรท่ีเน้นความ ยงั่ ยืน (๒) มกี ารสืบทอดแบบแผนทางวัฒนธรรม ภาษา และขนบประเพณี

๑๖๘ (๓) มีสานึกในความเป็นกลุ่มชาติพนั ธ์ุ และในระดับบุคคล มีการระบุตวั ตนชดั เจนวา่ เป็นสมาชกิ กลุ่ม ชาตพิ ันธุ์ (๔) เป็นกลุ่มทม่ี ีประชากรจานวนน้อยท่ามกลางประชากรหลกั ในประเทศ (๕) เป็นกลุ่มท่ีเส่ียงต่อการสูญหาย/เสียหายทางภาษาและวัฒนธรรม หรือได้รับผลกระทบจาก นโยบายการพฒั นาหรือนโยบายการอนรุ กั ษใ์ นพนื้ ท่ี ประการที่สอง คาว่า “ชนเผ่าพื้นเมือง” (Indigenous Peoples) เป็นคานี้ถูกระบุในปฏิญญา สหประชาชาติวา่ ด้วยสทิ ธิชนเผ่าพื้นเมือง ซ่ึงรฐั บาลไทยได้รับรองปฏิญญาน้ีแต่ในขณะเดยี วกันรฐั บาลไทยก็ยืนยัน ในเวทีสหประชาชาติมาโดยตลอดว่าประเทศไทยไม่มีชนเผ่าพ้ืนเมืองดั้งเดิม (Indigenous Peoples) เน่ืองจาก ตามคานยิ ามขององค์การสหประชาชาติคาว่า “ชนเผ่าพื้นเมือง” หมายถงึ กลุ่มบุคคลซ่ึงเป็นชนพื้นเมอื งที่อยู่ด้ังเดิม มาก่อนท่ีประชากรซ่ึงเป็นคนส่วนใหญ่ในปัจจุบันจะอพยพมาต้ังถิ่นฐานหรือรุกรานจับจองเป็นอาณานิคม ดังน้ัน เมอ่ื พิจารณาบริบทและประวัตศิ าสตรข์ องประเทศไทยพบวา่ ประเทศไทยไม่มีกลมุ่ บุคคลดังกลา่ ว อย่างไรดีประเดน็ ที่นา่ สนใจมีอยู่ว่าคาวา่ “ชนเผ่าพ้ืนเมือง” มีอยู่ในข้อตกลงระหว่างประเทศมากกว่า คาว่า “กลุ่มชาติพันธ์ุ” ดังนั้นในแง่น้ีคาว่า “ชนเผ่าพื้นเมือง” จึงมีนัยเชิงกฎหมายมากกว่า กล่าวคือ มีบทบัญญัติ รับรองสถานภาพในกฎหมายระหว่างประเทศแต่กระน้ันก็ดีคาว่า “ชนเผ่าพ้ืนเมือง” ก็เป็นคาที่มีความอ่อนไหว ในกรณีของรัฐไทยเพราะรัฐไทยยืนยันมาโดยตลอดว่าไม่มีชนเผ่าพ้ืนเมืองตามนิยามของสหประชาชนชาติจึงเป็น ขอ้ ควรพิจารณาหากจะใช้คานีใ้ นการออกกฎมายเกีย่ วกบั กลุ่มชาติพันธ์แุ ละชนเผา่ พ้ืนเมอื งในประเทศไทย ทั้งนี้ข้อควรพิจารณาเก่ียวกับประเด็นดังกล่าวนั้น หากพิจารณาเฉพาะคานิยามของสหประชาติดังที่ กล่าวแล้วข้างต้นก็อาจเป็นการมองเฉพาะในมิติของโลกตะวันตกที่มีพัฒนาทางการประวัติศาสตร์และการเมือง แตกต่างจากดินแดนในแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ซ่ึงเดิมก่อนมีรัฐชาติดินแดนแถบนี้มีมีระบบการปกครอง ในระบบอาณาจักรท่ีกลุ่มชนพื้นเมืองเคยมีอานาจในการปกครองตนเองต่อมาเมื่อมีแนวคิดรัฐชาติสมัยใหม่ซ่ึงก่อตัวขึ้น รว่ มสมัยกับการเข้ามาของลัทธิอาณานิคมทาให้เกิดรัฐชาติและผนวกรวมเอาชนเผ่าพ้ืนเมืองเข้าเป็นส่วนหนึ่งของรัฐชาติ ทาให้กลุ่มชนเผาพ้ืนเมืองซึ่งเดิมเคยมีอานาจปกครองเหนือดินแดนของตนเองต้องสูญเสียอานาจทางการปกครอง และกลายเป็นส่วนหน่ึงของรัฐชาติ บริบาททางประวัติศาสตร์ในลักษณะนี้จึงอาจเรียกได้ว่าเป็น “อาณานิคม ภายใน” กล่าวคือ แม้ชนเผ่าพื้นเมืองในดินแดนเอเชียตะวันออกเฉียงใต้จะได้ถูกรุกรานจากคนภายนอกแต่การท่ี ต้องถกู ผนวกรวมมาเป็นสว่ นหนงึ่ ของรัฐชาติโดยมีสถานะเปน็ “ชนกลุ่มน้อย” ของประเทศ ในแง่นิยามความหมาย ของสหประชาชาตอิ าจหมายรวมถงึ กรณชี นเผา่ พนื้ เมืองในดนิ แดนแถบเอเชยี ตันวนั ออกเฉยี งใต้ไดเ้ ช่นกัน ๒.๒ พันธกรณรี ะหว่างประเทศ ป ร ะเท ศ ไท ย ได้ เข้ าร่ ว ม ผู ก พั น กั บ ส น ธิ สั ญ ญ าร ะห ว่ างป ร ะเท ศ ห ล า ย ฉบั บ ท้ั งโด ย ก าร ร่ ว ม รับ ร อ ง การให้สัตยาบัน การภาคยานุวัติ และการร่วมลงนามในข้อตกลงระหว่างประเทศซ่ึงในท่ีนี้ใคร่ขอนามากล่าวถึง เพยี งบางส่วน ไดแ้ ก่ ๒.๒.๑ กติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิทางเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม (International Covenant on Economic, Social and Cultural Rights หรือช่ือย่อ ICESCR) มีผลบังคับใช้เมื่อวันท่ี ๓ มกราคม ๒๕๑๙ ซ่ึงประเทศไทยได้เข้าเป็นภาคีเม่ือวันท่ี ๕ กันยายน ๒๕๔๒ และมีผลบังคับใช้กับประเทศไทย เมื่อวันที่ ๕ ธันวาคม ๒๕๔๒ พันธกรณีตามกติการะหว่างประเทศฉบับน้ีให้การรับรอง “สิทธิแห่งการกาหนด

๑๖๙ ตนเอง” (Right of Self-Determination) พันธกรณีของรัฐภาคีท่ีจะต้องเคารพ คุ้มครอง ส่งเสริมโดยไม่มีการ เลือกปฏบิ ัติ ความเสมอภาคระหวา่ งเพศ และสทิ ธิในวฒั นธรรม ๒.๒.๒ กติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง (International Covenant on Civil and Political Rights หรือช่ือย่อ ICCPR) มีผลบังคับใช้เม่ือวันท่ี ๒๓ มีนาคม ๒๕๑๙ ซึ่งประเทศไทยได้เข้าเป็นภาคีเม่ือวันท่ี ๒๙ ตุลาคม ๒๕๓๙ และมีผลบังคับใช้กับประเทศไทยเมื่อวันที่ ๓๐ มกราคม ๒๕๔๐ พันธกรณีตามกติการะหว่างประเทศฉบับน้ีให้การรับรอง “สิทธิแห่งการกาหนดตนเอง” (Right of Self-Determination) การหา้ มเลอื กปฏิบตั ิ การเยยี วยาผู้ถูกละเมิด สิทธพิ ลเมอื งและสิทธิทางการเมือง ในด้านตา่ ง ๆ ตลอดจนสทิ ธทิ างวัฒนธรรมของชนกลมุ่ น้อยทางชาติพันธุ์ ศาสนา หรือภาษา ๒.๒.๓ อนุสัญญาว่าด้วยการขจัดการเลือกปฏิบัติต่อสตรีในทุกรูปแบบ (Convention on the Elimination of All Forms of Discrimination against Women หรือชื่อย่อ CEDAW) มีผลบังคับใช้เมื่อ วันที่ ๓ กันยายน ๒๕๒๔ ซึ่งประเทศไทยได้เข้าเป็นภาคีเมื่อวันท่ี ๙ สิงหาคม ๒๕๒๘ และมีผลบังคับใช้กับประเทศไทย เมื่อวันท่ี ๘ กันยายน ๒๕๒๘ อนุสัญญาฉบับน้ีมุ่งเน้นการส่งเสริมสิทธิสตรีในด้านต่าง ๆ และความเสมอภาคทางเพศ รวมท้งั การห้ามเลือกปฏบิ ตั ติ ่อสตรีในทุกรปู แบบ ๒.๒.๔ อนุสัญญาว่าด้วยการขจัดการเลือกปฏิบัติทางเช้ือชาติในทุกรูปแบบ (International Convention on the Elimination of All Forms of Racial Discrimination ห รื อ ชื่ อ ย่ อ ICERD) มีผลบังคับใช้เมื่อวันที่ ๔ มกราคม ๒๕๓๒ ซ่ึงประเทศไทยได้เข้าเป็นภาคีเม่ือวันท่ี ๒๘ มกราคม ๒๕๔๖ และมีผล บังคับใช้กับประเทศไทยเมื่อวันที่ ๒๗ กุมภาพันธ์ ๒๕๔๖ อนุสัญญาฉบับนี้ได้ให้คานิยามที่ชัดเจนของ “การเลือก ปฏิบัติทางเช้ือชาติ” ว่าหมายถึงการจาแนก การกีดกัน การจากัดหรือการชมชอบบนพื้นฐานของเช้ือชาติ สีผิว เชื้อสายหรือกาเนิดแห่งประชาชาติหรือชาติพันธุ์ซึ่งมุ่งหมายหรือมีผลให้เกิดการระงับหรือกีดกั้นการเคารพ สิทธิมนุษยชนและเสรีภาพข้ันพน้ื ฐานของบคุ คลในดา้ นต่าง ๆ ๒.๒.๕ อนุสัญญาว่าด้วยความหลากหลายทางชีวภาพ (Convention on Biological Diversity หรือชื่อย่อ CBD) มีผลบังคับใช้เม่ือวันที่ ๒๙ ธันวาคม ๒๕๓๖ ประเทศไทยได้ให้สัตยาบันเม่ือวันท่ี ๓๑ ตุลาคม ๒๕๔๖ และเข้าเป็นภาคเี ม่ือวันที่ ๒๙ มกราคม ๒๕๔๗ อนุสัญญาฉบับน้ีมคี วามสาคญั อย่างยิ่ง เนอื่ งจาก CBD ได้ถกู เรมิ่ ข้ึน ในปี ๒๕๓๕ ในการประชุมแห่งสหประชาชาติว่าด้วยส่ิงแวดล้อมและการพัฒนา ที่รู้จักกันในช่ือ “การประชุม สุดยอดเร่ืองโลก” (Earth Summit) และในปีเดียวกันน้ี ยังมีการประกาศข้อตกลงนานาชาติท่ีถือว่าไม่มีข้อผูกพัน ทางกฎหมายอีกสองเร่ือง ได้แก่ หลักการป่าไม้ (ซึ่งมีการยอมรับในเร่ืองชุมชนชนเผ่าพื้นเมือง ภูมิปัญญาชน เผ่าพ้ืนเมืองและปฏิบัติการ รวมทั้งการมีส่วนร่วมในการจัดการทรัพยากรธรรมชาติเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน) และระเบียบวาระ ๒๑ (ซึ่งในบทที่ ๑๑ ว่าด้วย “การต่อสู้กับการทาลายป่า”) เมื่อถึงปี ๒๕๔๓ จึงมีเวที แหง่ สหประชาชาติว่าด้วยป่าไม้หรือ UNFF ที่มีการพัฒนาข้อเสนอเพ่ือการปฏิบตั ิมากถึง ๓๐๐ ข้อเสนอซง่ึ สามารถ แบ่งออกได้เป็น ๘ หัวเรื่อง ในท่ีนี้จะยกตัวอย่างเป็นบางเร่ืองเท่าน้ัน เช่น “แผนงานป่าไม้แห่งชาติ” “สาเหตุ แห่งการทาลายป่า” “พ้นื ทีค่ ุ้มครองและการอนุรักษป์ ่า” และ “ภมู ิปญั ญาตามประเพณีท่เี ก่ยี วกบั ป่า” เป็นต้น๒๗๑ ข้อเสนอเร่ืองภูมิปัญญาตามประเพณีที่เกี่ยวกับป่า (Traditional Forest Related Knowledge) หรือที่เรียกโดยย่อว่า TFRK มีท่ีมาจากมาตราสาคัญสองมาตราใน CBD คือ มาตรา ๘(j) กับมาตรา ๑๐(c) อนั มเี น้ือความดังตอ่ ไปนี้ ๒๗๑ ชูพนิ ิจ เกษมณี “ภมู ิปญั ญาตามประเพณีทีเ่ กีย่ วกับปา่ ” ภาควิชาพนื้ ฐานของกรศึกษา คณะศึกษาศาสตร์ มหาวทิ ยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ๒๕๔๘

๑๗๐ ‘มาตรา ๘(j) ภายใต้กฎหมายแห่งชาติพึงเคารพ อนุรักษ์ และธารงไว้ซ่ึงภูมิปัญญา นวัตกรรมและ ปฏิบัติการของชุมชนชนเผ่าพ้ืนเมืองและชุมชนทอ้ งถิน่ อนั ครอบคลมุ วิถีชวี ิตตามประเพณีท่เี กี่ยวขอ้ งกับการอนุรักษ์ และใช้ความหลากหลายทางชีวภาพอย่างย่ังยืนและส่งเสริมให้มีการประยุกต์ใช้อย่างกว้างขวางด้วยความยินยอม และมีส่วนรว่ มของผู้เป็นเจา้ ของภมู ิปญั ญา นวัตกรรมและปฏบิ ัติการเหล่าน้ันและเกือ้ หนนุ การแบ่งปันผลประโยชน์ อยา่ งเท่าเทยี มอันเกิดจากการใช้ประโยชนภ์ มู ิปัญญา นวัตกรรมและปฏบิ ัตกิ ารเหล่าน้ัน มาตรา ๑๐(c ) คุ้มครองและหนุนเสริมการใช้ประโยชน์การใช้ทรัพยากรชีวภาพตามจารีตประเพณี โดยสอดคลอ้ งกบั ปฏบิ ัติการตามวัฒนธรรมประเพณีทเ่ี ข้ากันได้กับเงอื่ นไขด้านการอนรุ กั ษ์และความยงั่ ยืน มาตรา ๑๘.๔ อันเป็นไปตามการบัญญัติกฎหมายและนโยบายของชาติ ภาคีที่ให้สัญญาจักต้องหนุนเสริม และพัฒนาวิธีการของความร่วมมือเพื่อการพัฒนาและการใช้ประโยชน์เทคโนโลยี รวมท้ังเทคโนโลยีของชนเผ่า พ้นื เมอื งและเทคโนโลยีตามประเพณีให้เปน็ ไปตามวัตถปุ ระสงคข์ องอนุสัญญาน้ีเพือ่ ความมุ่งหมายนภ้ี าคีทใ่ี ห้สัญญา ยังจกั ต้องสง่ เสรมิ ความร่วมมอื ในการฝึกอบรมบุคลากรและการแลกเปลยี่ นผู้เช่ียวชาญอกี ด้วย’ ดังนั้น หากเราพิจารณาประเด็นท่ีครอบคลุมโดย CBD และพันธกรณีอันเกิดจาก คณะระหว่างรัฐบาล ว่าด้วยป่าไม้ (IPF) เวทีระหว่างรัฐบาลว่าด้วยป่าไม้ (IFF) และ เวทีแห่งสหประชาชาติว่าด้วยป่าไม้ (UNFF) แลว้ จะเหน็ ว่ามสี ิ่งท่ีจะตอ้ งดาเนนิ การในเรอื่ งตอ่ ไปนี้:  การเคารพต่อสิทธใิ นทดี่ นิ ตามจารีตประเพณี  ความมนั่ คงในการถอื ครองทดี่ นิ  การพัฒนาเกณฑ์และตัวชี้วัดของภูมิปัญญาตามประเพณีที่เกี่ยวกับป่า (TFRK) เพื่อการจัดการป่า อย่างยง่ั ยนื  การเคารพต่อสิทธิของเจ้าของภูมิปัญญาตามประเพณีท่ีเก่ียวกับป่าในการมีฉันทามติโดยอิสระ ล่วงหน้าและไดร้ ับการบอกแจ้ง (Free, Prior, and Informed Consent หรอื FPIC)  การพัฒนาและการสนับสนุนระบอบการคุ้มครองและการแบ่งปันผลประโยชน์ที่เก่ียวกับภูมิปัญญา ตามประเพณีอยา่ งเป็นธรรมและเทา่ เทยี ม  การส่งเสริมกิจกรรมท่ีช่วยเพิ่มความเข้าใจในบทบาทของภูมิปัญญาตามประเพณีท่ีเกี่ยวกับป่าในการ จดั การปา่  การร่วมจัดการป่าในพ้นื ท่คี มุ้ ครองอยา่ งเท่าเทียมกัน ย่ิงไปกว่าน้ันมติจากท่ีประชุมประเทศภาคีสมาชิก CBD ยังก้าวไปถึงขั้นส่งเสริมให้ชุมชนชนเผ่าพื้นเมือง และชุมชนท้องถิ่นสามารถใช้ภูมิปัญญาตามประเพณีท่ีเกี่ยวกับป่าในการจัดการปา่ ในพื้นที่คุ้มครอง (ป่าอนุรกั ษ์) ได้ด้วย ไม่ว่าจะเป็นเขตอุทยานแห่งชาติหรือเขตป่าสงวนใด ๆ ขอเพียงให้ภูมิปัญญาชาวบ้านในการจัดการน้ันมีลักษณะ เป็นเชิงอนรุ ักษแ์ ละนาไปสคู่ วามย่งั ยืน๒๗๒ ๒.๒.๖ ความตกลงปารีส (Paris Agreement) บรรลุเมื่อวันท่ี ๑๒ ธันวาคม ๒๕๕๘ อันสืบเน่ืองจาก กรอบอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปล่ียนแปลงสภาพภูมิอากาศ (United Nations Framework Convention on Climate Change หรือเรียกโดยย่อว่า UNFCCC) ในความตกลงดังกล่าวได้กล่าวถึง การเคารพและส่งเสริมสิทธิของประชาชนกลุ่มต่าง ๆ รวมท้ังชนเผ่าพื้นเมือง การเสริมความเข้มแข็งให้แก่ ๒๗๒ เพิง่ อ้าง

๑๗๑ ภูมิปญั ญา เทคโนโลยี การปฏบิ ัติ และความพยายามของชุมชนทอ้ งถ่ินและชนเผ่าพ้ืนเมือง สนับสนุนการใช้ความรู้ ทางวิทยาศาสตร์ และภมู ปิ ัญญาตามประเพณี ภูมปิ ญั ญาชนเผ่าพื้นเมอื ง และระบบภมู ปิ ัญญาท้องถิน่ ๒๗๓ ๒.๒.๗ ปฏญิ ญาสหประชาชาตวิ า่ ดว้ ยสิทธิของชนเผ่าพ้ืนเมอื ง (United Nations Declaration on the Rights of Indigenous Peoples หรือชื่อยอ่ UNDRIP) รับรองโดยสมัชชาใหญส่ หประชาชาติ ตามข้อมติที่ ๖๑/๒๙๕ เมอ่ื วันท่ี ๑๓ กนั ยายน ๒๕๕๐ กล่าวได้วา่ นบั เปน็ ครั้งแรกที่สหประชาชาติได้ประกาศเจตนารมณ์ในการ รับรองสิทธิของชนเผ่าพ้ืนเมือง อันเป็นการรวบรวมสิทธิในด้านต่าง ๆ ท่มี ีอยใู่ นสนธิสญั ญาฉบับอืน่ ๆ แล้วเป็นส่วนใหญ่ UNDRIP มที ้งั หมด ๔๒ มาตรา โดยแบง่ เป็นกลุ่มประเดน็ ตา่ ง ๆ ไดด้ งั น้ี : • การกาหนดตนเอง และการปกครอง/การอภิบาลตนเองท่ีมิได้หมายรวมถึงการแบ่งแยก ดินแดน • ฉันทามติโดยอิสระ ล่วงหน้า และได้รับการบอกแจ้งท่ีชุมชนชนเผ่าพื้นเมืองให้แก่โครงการ และแผนการดาเนินงานท่จี ะเขา้ มายังพืน้ ท่ขี องชนเผ่าพื้นเมอื งโดยรัฐและ/หรือภาคเอกชน • กฎระเบยี บจารตี ประเพณี ทมี่ ีการสืบทอดมาจากบรรพบุรษุ โดยเช่อื มโยงกับพธิ ีกรรมความเชื่อ ตามประเพณี • ท่ีดิน เขตแดน และทรัพยากร ท่ีชนเผ่าพ้ืนเมืองมีภูมิปัญญาตามประเพณีในการดูแล จัดการ และใช้ประโยชน์ในเชงิ อนุรักษแ์ ละอยา่ งยงั่ ยืนในพื้นท่บี รรพบรุ ุษของตน • สิทธิทางวัฒนธรรมในการธารงรักษา การอนุรักษ์ การพิทักษ์ปกป้อง การสืบทอด และการ พัฒนาวถิ ีวัฒนธรรมและภาษาชนเผา่ พน้ื เมือง • ประเดน็ การพัฒนาคือสิทธิในการมสี ว่ นร่วมตดั สินใจ ดาเนินการ ได้รบั ผล และประเมินผลของ การพัฒนาดว้ ยตนเอง • การอพยพ และประเด็นข้ามพรมแดนกล่าวถึงการอพยพในรูปแบบต่าง ๆ ทั้งท่ีเป็นไปตาม ประเพณี แบบสมัครใจ และการบังคับอพยพ การให้สิทธิแก่ชนเผ่าพ้ืนเมืองเดินทางข้ามพรมแดนท่ีเคยเป็นที่อยู่ท่ี ทากนิ มากอ่ นการแบ่งเขตประเทศ • ปฏิบัติการทางทหารและสิทธมิ นุษยชนโดยทั่วไปเคร่ืองมือสิทธิมนุษยชนล้วนเน้นความสาคัญ ของสิทธิและเสรีภาพขั้นพื้นฐาน ซ่ึงบุคคลและชุมชนชนเผ่าพ้ืนเมืองมักจะถูกละเมิดโดยปฏิบัติการทางทหาร ในหลายประเทศ • ภาคสว่ นพิเศษ ได้แก่ สตรี เด็ก เยาวชน ผู้สงู อายุ และผู้ไร้ความสามารถท่เี ป็นชนเผ่าพื้นเมือง ทีต่ ้องไดร้ ับความเคารพและให้เกยี รติอยา่ งเหมาะสมให้สามารถมสี ว่ นร่วมในกิจการตา่ ง ๆ ของชมุ ชนได้ ๒.๓ กฎหมายของประเทศไทย ๒.๓.๑ รฐั ธรรมนญู แห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๖๐ มาตรา ๔๓ บคุ คลและชุมชนย่อมมสี ิทธิ ๒๗๓ Source: Paris Agreement: http://unfccc.int/files/home/application/pdf/paris_agreement.pdf; and http://unfccc.int/files/home/application/pdf/decision1cp21.pdf

๑๗๒ (๑) อนรุ ักษ์ ฟืน้ ฟู หรือสง่ เสริมภมู ิปญั ญา ศิลปะ วัฒนธรรม ขนบธรรมเนยี ม และจารีต ประเพณอี ันดงี ามทั้งของท้องถน่ิ และของชาติ (๒) จัดการ บารุงรักษา และใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติ สิ่งแวดล้อม และ ความหลากหลายทางชวี ภาพอยา่ งสมดุลและยงั่ ยืนตามวธิ ีการทก่ี ฎหมายบญั ญัติ มาตรา ๕๗ รัฐตอ้ ง (๑) อนุรักษ์ ฟื้นฟู และส่งเสริมภูมิปัญญาท้องถิ่น ศิลปะ วัฒนธรรม ขนบธรรมเนียม และจารีตประเพณีอันดีงามของท้องถ่ินและของชาติ และจัดให้มีพ้ืนท่ีสาธารณะสาหรับกิจกรรม ที่เกี่ยวข้องรวมทั้งส่งเสริมและสนับสนุนให้ประชาชน ชุมชน และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ได้ใช้สิทธิ และมีสว่ นร่วมในการดาเนนิ การด้วย (๒) อนุรักษ์ คุ้มครอง บารุงรักษา ฟ้ืนฟู บริหารจัดการ และใช้หรือจัดให้มีการใช้ ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติ ส่ิงแวดล้อม และความหลากหลายทางชีวภาพ ให้เกิดประโยชน์ อยา่ งสมดุลและยง่ั ยืน โดยตอ้ งใหป้ ระชาชนและชมุ ชนในทอ้ งถิ่นท่เี กีย่ วขอ้ งมสี ว่ นรว่ มดาเนินการและไดร้ ับ ประโยชนจ์ ากการดาเนินการดงั กลา่ วด้วยตามที่กฎหมายบัญญัติ มาตรา ๗๐ รัฐพึงส่งเสริมและให้ความคุ้มครองชาวไทยกลุ่มชาติพันธุ์ต่าง ๆ ให้มีสิทธิ ดารงชีวิตในสังคมตามวัฒนธรรม ประเพณี และวิถีชีวิตด้ังเดิมตามความสมัครใจได้อย่างสงบสุข ไม่ถูกรบกวน ท้ังน้ี เท่าท่ีไม่เป็นการขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน หรือเป็น อันตรายตอ่ ความมนั่ คงของรัฐ หรือสุขภาพอนามยั มาตรา ๗๗ รัฐพึงจัดให้มีกฎหมายเพียงเท่าท่ีจาเป็น และยกเลิกหรือปรับปรงุ กฎหมาย ท่ีหมดความจาเป็นหรือไมส่ อดคลอ้ งกับสภาพการณ์ หรือท่ีเป็นอปุ สรรคต่อการดารงชีวิตหรอื การประกอบ อาชีพโดยไม่ชักช้าเพ่ือไม่ให้เป็นภาระแก่ประชาชน และดาเนินการให้ประชาชนเข้าถึงตัวบทกฎหมายต่าง ๆ ได้โดยสะดวกและสามารถเขา้ ใจกฎหมายไดง้ า่ ยเพื่อปฏิบัติตามกฎหมายได้อย่างถูกต้อง ก่อนการตรากฎหมายทุกฉบับ รัฐพึงจัดให้มีการรับฟังความคิดเห็นของผู้เก่ียวข้อง วิเคราะห์ผลกระทบที่อาจเกิดข้ึนจากกฎหมายอย่างรอบด้านและเป็นระบบ รวมทั้งเปิดเผยผลการรับฟัง ความคิดเห็นและการวิเคราะห์น้ันต่อประชาชน และนามาประกอบการพิจารณาในกระบวนการตรา กฎหมายทุกขั้นตอนเม่ือกฎหมายมีผลใช้บังคับแล้ว รัฐพึงจัดให้มีการประเมินผลสัมฤทธ์ิของกฎหมาย ทุกรอบระยะเวลาที่กาหนดโดยรับฟังความคิดเห็นของผู้เก่ียวข้องประกอบด้วย เพ่ือพัฒนากฎหมาย ทุกฉบับใหส้ อดคลอ้ งและเหมาะสมกบั บรบิ ทตา่ ง ๆ ท่เี ปล่ยี นแปลงไป อย่างไรก็ตาม ส่วนท่ีขาดหายไปจากรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๖๐ คือไมร่ ะบุการปฏิบัติตามพันธกรณีระหว่างประเทศท่ีประเทศไทยได้เข้าผูกพันรว่ มด้วย ซึ่งต่างไปจาก รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๕๐ มาตรา ๘๒ ซ่ึงมีข้อความส่วนหน่ึง ดังน้ี ‘... ตลอดจนต้องปฏิบัติตามสนธิสัญญาด้านสิทธิมนุษยชนที่ประเทศไทยเป็นภาคี รวมท้ังตามพันธกรณีท่ีได้ กระทาไว้กับนานาประเทศและองค์การระหว่างประเทศ’ การขาดหายไปของข้อความดังกล่าวมิได้ทาให้ ประเทศไทยหลดุ พ้นจากความผูกพันทางกฎหมายระหวา่ งประเทศแต่อยา่ งใด

๑๗๓ ๒.๓.๒ พระราชบัญญตั อิ ทุ ยานแหง่ ชาติ พ.ศ. ๒๕๖๒ มาตรา ๔ “อุทยานแห่งชาติ” หมายความว่า พ้ืนท่ีท่ีมีความโดดเด่นสวยงาม ทางธรรมชาติเป็นพิเศษหรือมีความหลากหลายทางชีวภาพ ระบบนิเวศ ทรัพยากรธรรมชาติ ส่ิงแวดล้อม และสัตว์ป่าหรือพืชป่าประจาถิ่นท่ีหายากหรือใกล้สูญพันธ์ุ หรือโดดเด่นด้านธรณีวิทยา หรือมรดก ทางวฒั นธรรมท่ีสมควรสงวนหรืออนรุ ักษ์ไว้ เพื่อประโยชนข์ องคนในชาติหรือเพ่ือเป็นแหล่งศึกษาเรียนรู้ ทางธรรมชาติหรือนันทนาการของประชาชนอย่างยัง่ ยนื มาตรา ๑๙ ว่าด้วยการห้ามยึดถือ ครอบครอง หรือใช้ท่ีดินในเขตอุทยาน ห้ามเปล่ียนแปลงสภาพที่ดินไปจากเดิม ห้ามล่าสัตว์ป่า หรือดาเนินกิจกรรมใด ๆ เพื่อหาผลประโยชน์ ในพ้นื ท่ี มาตรา ๓๖ (๓) ว่าด้วยการให้อานาจเจ้าพนักงานตรวจค้นสถานท่ีและยานพาหนะ ทีอ่ ยูใ่ นพืน้ ทเี่ ขตอทุ ยานโดยไม่มหี มายศาล มาตรา ๔๒ - ๔๖ วา่ ดว้ ยการกาหนดโทษตามความผดิ ในมาตรา ๑๙ มาตรา ๖๔ วรรคหนึ่ง ว่าด้วยการให้รัฐบาลสารวจการถือครองของประชาชนที่อาศัยในพ้ืนท่ีอยู่ แตเ่ ดมิ กอ่ นการประกาศเป็นเขตอุทยาน โดยบญั ญตั วิ ่าใหก้ ระทาแลว้ เสรจ็ ภายใน ๒๔๐ วัน วรรคสอง ว่าด้วยการให้รัฐบาลกาหนดนโยบายภายหลังจากครบกาหนด ๒๔๐ วัน ตามวรรคหน่ึง เพอื่ ชว่ ยเหลอื ประชาชนทอ่ี าศยั ในพ้นื ท่อี ยูแ่ ต่เดิม แตไ่ ม่ได้ครอบครองที่ดิน วรรคส่ี วา่ ด้วยการใหผ้ ู้ที่อยู่อาศัย ประกอบอาชพี และใชท้ ่ีดินและทรพั ยากรอยา่ งเป็น ปกตธิ ุระในพนื้ ที่อุทยาน ทไี่ ดร้ ับการรับรองการอย่อู าศัยจากมาตรการในวรรคหน่ึง หรือไดค้ วามช่วยเหลือ ตามความในวรรคสอง ไม่ต้องรบั โทษ ๒.๓.๓ พระราชบัญญัติป่าชุมชน พ.ศ. ๒๕๖๒ มาตรา ๔ ในพระราชบญั ญัตนิ ้ี “ป่าชุมชน” หมายความว่า ป่านอกเขตป่าอนุรักษ์หรือพื้นท่ีอ่ืนของรัฐนอกเขตป่า อนุรักษ์ท่ีได้รับอนุมัติให้จัดตั้งเป็นป่าชุมชน โดยชุมชนร่วมกับรัฐในการอนุรักษ์ ฟื้นฟู จัดการ บารุงรักษา ตลอดจนใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติ สิ่งแวดล้อม และความหลากหลายทางชีวภาพในป่าชุมชน อย่างสมดุลและยัง่ ยืนตามพระราชบญั ญตั นิ ้ี “เขตป่าอนุรักษ์” หมายความว่า เขตอุทยานแห่งชาติตามกฎหมายว่าด้วยอุทยาน แห่งชาติ เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าและเขตห้ามล่าสัตว์ป่าตามกฎหมายว่าด้วยการสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า หรือเขตพ้ืนที่อื่นใดที่มีคุณค่าทางธรรมชาติ หรือคุณค่าอ่ืนอันควรแก่การอนุรักษ์หรือรักษาคุณภาพ สงิ่ แวดล้อมตามที่กาหนดในกฎกระทรวง “สมาชกิ ป่าชมุ ชน” หมายความว่า สมาชิกของปา่ ชมุ ชนท่ีไดจ้ ัดตัง้ ตามพระราชบัญญตั นิ ้ี มาตรา ๘ การจัดต้ังป่าชุมชนในพื้นท่ีอ่ืนของรัฐ ให้เป็นไปตามที่กาหนดในพระราช กฤษฎกี า พระราชกฤษฎีกาตามวรรคหนึ่งอย่างน้อยต้องกาหนดคุณสมบัติและลักษณะต้องห้าม ของผู้ขอจัดตั้งป่าชุมชน สมาชิกป่าชุมชน กรรมการจัดการป่าชุมชน และเจ้าหน้าที่ป่าชุมชน รวมท้ัง

๑๗๔ หลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขในการจัดต้ังป่าชุมชน การจัดการป่าชุมชน การควบคุมดูแลป่าชุมชน การเพกิ ถอนป่าชมุ ชน และการอนื่ ทีจ่ าเปน็ การจัดตง้ั ป่าชุมชน มาตรา ๓๑ – มาตรา ๔๑ ว่าด้วยหลักเกณฑ์ วิธีการ เง่ือนไข และข้ันตอนในการย่ืน ขอจัดต้ังปา่ ชุมชน มาตรา ๕๐ ภายในป่าชุมชน สมาชิกป่าชุมชนมีสิทธิเข้าป่าชุมชนเพ่ือการพักผ่อน หย่อนใจ และมีสิทธิใช้ประโยชน์จากผลผลิตและบริการป่าชมุ ชนซึ่งต้องสอดคล้องกบั แผนจดั การปา่ ชมุ ชน ทคี่ ณะกรรมการปา่ ชุมชนประจาจังหวัดอนมุ ัติ ในกรณดี ังตอ่ ไปนี้ (๑) การเก็บหาของป่าในปา่ ชุมชน (๒) การใช้ประโยชน์จากไม้ให้ทาได้ในบริเวณเพื่อการใช้ประโยชน์ โดยต้องไม่ใช้ ประโยชน์จากไม้ทรงคุณค่าท่ีเกิดขึ้นตามธรรมชาติ และให้ทาได้ตามความจาเป็นเพียงเฉพาะเพ่ือใช้สอย ในครวั เรอื นของสมาชกิ ปา่ ชุมชน หรอื ใชใ้ นกจิ กรรมสาธารณะภายในชมุ ชนนั้น (๓) การใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติอ่ืนในป่าชุมชนให้ทาได้ตามความจาเป็น ต่อการอุปโภคบรโิ ภคในครัวเรือนของสมาชกิ ป่าชมุ ชน หรอื ใชใ้ นกจิ กรรมสาธารณะภายในชมุ ชนน้นั มาตรา ๖๓ ภายในป่าชุมชน ห้ามมใิ ห้บคุ คลใดกระทาการ ดังตอ่ ไปนี้ (๑) ยึดถอื ครอบครอง หรือใช้เป็นทอี่ ยอู่ าศยั หรอื ทท่ี ากนิ มาตรา ๘๒ – มาตรา ๙๓ เปน็ การกาหนดโทษทางปกครอง มาตรา ๙๔ – มาตรา ๙๕ เป็นการกาหนดโทษทางอาญา ๒.๔ ข้อสังเกตตอ่ กฎหมายทเี่ กี่ยวกบั ปา่ ไมแ้ ละทรัพยากรธรรมชาติ ๒.๔.๑ ความไมส่ อดคลอ้ งกับกฎหมายระหว่างประเทศและวถิ ชี ีวติ ตามประเพณี ดงั ได้กลา่ วมาแล้วว่าอนุสัญญาว่าดว้ ยความหลากหลายทางชีวภาพ (CBD) สนับสนุนการจัดการ ร่วมในพ้ืนท่ีคุ้มครอง (Joint management in protected areas) ระหว่างหน่วยงานของรัฐกับชุมชนที่อยู่ร่วมกับป่า ที่ครอบคลุมป่าอนุรักษ์ประเภทต่าง ๆ แต่นิยาม “ป่าชุมชน” ตามมาตรา ๔ แห่งพระราชบัญญัติป่าชุมชน พ.ศ. ๒๕๖๒ กาหนดว่า ‘ป่าชุมชน” หมายความว่า ป่านอกเขตป่าอนุรักษ์...’ ท้ัง ๆ ที่มีชุมชนชนเผ่าพื้นเมือง จานวนมากท่ีมีวิถีชีวิตพ่ึงพิงป่ามาช้านานท้ังในเขตอุทยานแห่งชาติ เขตป่าสงวน และเขตสงวนและรักษาพันธ์ุสัตว์ป่า และชุมชนเหล่าน้ีดูแลและใช้ประโยชน์ป่าชุมชนของตนมาโดยตลอด แต่กฎหมายฉบับน้ีกลับไม่คานึงถึงท้ังความ ผูกพันกับกฎหมายระหว่างประเทศ และความเป็นจริงที่มีชุมชนอยู่ในป่ามาแล้วหลายช่ัวอายุคน มาตรา ๕๐ ของพระราชบัญญัติป่าชุมชนดังกล่าวกาหนดว่า การใช้ประโยชน์จากไม้และทรัพยากรธรรมชาติอ่ืน ให้ทาได้ตาม ความจาเป็นต่อการอุปโภคบริโภคในครัวเรือนของสมาชิกป่าชุมชนหรือใช้ในกิจกรรมสาธารณะภ ายในชุมชนน้ัน แต่ในความเป็นจริงมีชุมชนชนเผ่าพื้นเมืองหลายแห่งที่ปลูกชา กาแฟ ไม้ผลบางชนิด และวางรังผ้ึงไว้ในป่าชุมชน ของตน อันเป็นแหล่งรายได้ทม่ี คี วามสาคัญเพิ่มข้ึนเร่อื ย ๆ ของครอบครัว แต่กฎหมายกลบั จากัดสิทธิในการเก็บหา ผลผลติ จากป่าชุมชนท่ีสมาชกิ ร่วมกนั เป็นผูด้ ูแล-จัดการป่าชุมชนด้วยตนเอง

๑๗๕ ๒.๔.๒ กฎหมายทีว่ างขั้นตอนซบั ซอ้ นและโยนภาระให้ชมุ ชน ในพระราชบัญญัติอุทยานแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๖๒ บทเฉพาะกาล มาตรา ๖๔ ระบุว่า ‘ให้กรม อุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธ์ุพืช สารวจการถือครองท่ีดินของประชาชนที่อยู่อาศัยหรือทากินในอุทยาน แห่งชาติแต่ละแห่งให้แล้วเสร็จภายในสองร้อยสี่สิบวันนับแต่วันท่ีพระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ’ ปัญหาประการแรก คือ ในหลายพื้นที่ ภาระการสารวจนี้ตกอยู่กับชุมชนและท้องถ่ิน และด้วยความเร่งร้อนท่ีจะต้องจัดทาให้เป็นไป ตามกาหนดเวลาไดพ้ บว่ามกี ารบันทึกข้อมูลผิดพลาดหลายประการและที่สาคัญ คือ เมอ่ื ครบกาหนด ๒๔๐ วันแล้ว ยังคงมีครัวเรือนท่ีตกหล่นสารวจจานวนมากจนต้องมีการเรียกร้องให้ขยายเวลาการสารวจต่อรัฐบาล ปัญหา ประการท่สี อง ในการสารวจนเี้ จ้าหน้าที่ไม่ยอมรับรปู แบบการทาไรห่ มุนเวียนตามประเพณี ท่ตี อ้ งมกี ารพักฟ้ืนที่ดิน ประมาณ ๖ – ๙ ปี เพอ่ื ให้ที่ดินฟื้นตัวตามธรรมชาติพร้อมท่ีจะเพาะปลูกไดใ้ นปตี ่อไป ด้วยเหตนุ ี้ พื้นท่ีไร่เหล่าหรือ ไร่พักฟ้ืนจึงไมถ่ ูกบันทึกลงในการสารวจทาให้ชมุ ชนที่มีระบบไร่หมุนเวียนเกิดความกังวลอยา่ งมาก ปัญหาประการ ที่สาม พระราชบัญญัติอุทยานแห่งชาติฉบับน้ีมองว่า ‘เพื่อช่วยเหลือบุคคลที่ไม่มีที่ดินทากินและได้อยู่อาศัยหรือ ทากินในอุทยานแห่งชาติ’ แสดงนัยว่าบุคคลที่ได้อยู่อาศัยหรือทากินในอุทยานแห่งชาติ ถึงแม้ว่าจะได้อยู่มาก่อน การประกาศเขตอุทยานแห่งชาติในพื้นที่นั้นเป็นผู้ไม่มีที่ดินทากิน ข้อพิจารณาคือการท่ีประชาชนอาศัยอยู่ในพ้ืนที่ น้ัน ๆ มาเป็นร้อยปี มีการปลูกสร้างบ้านเรือนอยู่อาศัย ทาไร่ทาสวน แม้ไม่มีหนังสือสาคัญหรือโฉนดสวน ย่อมถือ วา่ เป็นการได้มาซึ่งกรรมสิทธ์ิท่ีดิน โดยได้มาเป็นท่ีบ้านหรือที่สวนตามกฎหมายเบ็ดเสร็จ บทท่ี ๔๒ อันเป็นกฎหมายเก่า ท่ีบ้านท่ีสวนน้ีต้องมีมานานก่อนประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บรรพ ๔ พ.ศ. ๒๔๗๕ โดยมีคาพิพากษา ศาลฎีกาท่ี ๑๕๗๐/๒๕๐๐ และ ๒๘๖/๒๕๑๖ ยืนยนั ถงึ กรรมสิทธิใ์ นทดี่ นิ ตามกฎหมายทใี่ ช้ยันต่อบคุ คลภายนอกได้ นอกจากน้ี พระราชบัญญัตอิ ุทยานแห่งชาติฉบบั น้ยี ังมิได้ให้สิทธปิ ระชาชนในการโต้แย้งกรรมสิทธใ์ิ นทีด่ ินได้แม้ไม่มี เอกสารแสดงกรรมสิทธิ์ ซงึ่ มีปรากฏอย่ใู นพระราชบัญญตั อิ ุทยานแห่งชาติฉบับเดิม (๒๕๐๔) ในพระราชบัญญัติป่าชุมชน พ.ศ. ๒๕๖๒ การขอจัดตั้งป่าชุมชนมีข้ันตอน หลักเกณฑ์และ เงื่อนไขท่ีซับซ้อน ต้ังแต่มาตรา ๓๑ – ๔๑ หากพิจารณารัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. ๒๕๖๐ มาตรา ๗๐ ที่ระบุว่า ‘รัฐพึงส่งเสริมและให้ความคุ้มครองชาวไทยกลุ่มชาติพันธุ์ต่าง ๆ ให้มีสิทธิดารงชีวิตในสังคม ตามวัฒนธรรม ประเพณี และวิถีชีวิตดั้งเดิมตามความสมัครใจได้อย่างสงบสุข ไม่ถูกรบกวน...’ และมาตรา ๗๗ ระบุว่า ‘...รัฐพึงจัดให้มีกฎหมายเพียงเท่าท่ีจาเป็น และยกเลิกหรือปรับปรุงกฎหมายท่ีหมดความจาเป็นหรือไม่ สอดคล้องกับสภาพการณ์ หรือที่เป็นอุปสรรคต่อการดารงชีวิตหรือการประกอบอาชีพโดยไม่ชักช้าเพ่ือไม่ให้เป็น ภาระแก่ประชาชน...’ จากความจริงท่ีว่าชุมชนชนเผ่าพ้ืนเมืองและชุมชนท้องถิ่นส่วนใหญ่มีการดูแลจัดการป่า ชุมชนของตนมาก่อนแล้ว เหตุใดจึงต้องใหช้ ุมชนเดอื ดร้อนดาเนนิ ขั้นตอนท่ีซับซ้อนเหล่าน้ี เป็นความขัดแยง้ กบั ‘... ได้อย่างสงบสุข ไม่ถูกรบกวน...’ ในมาตรา ๗๐ ของรัฐธรรมนูญ และ ‘...หรือท่ีเป็นอุปสรรคต่อการดารงชีวิต หรอื การประกอบอาชีพโดยไม่ชักช้าเพ่ือไม่ให้เป็นภาระแก่ประชาชน...’ ในมาตรา ๗๗ ของรัฐธรรมนูญ ด้วยเหตุน้ี การขอจัดตั้งป่าชุมชนตามกฎหมายจึงทาให้ชุมชนทั้งถูกรบกวน และเป็นภาระแก่ประชาชนอย่างยิ่ง แท้ท่ีจริง ป่าชุมชนที่ชุมชนต่าง ๆ ดูแลจัดการอยู่แล้วเป็นเร่ืองที่น่าจะเป็นภาระของหน่วยงานรับผิดชอบให้ “การรับรอง” มากกว่า “การอนุมัติ” สิ่งท่ีพวกเขาทากันอยู่แล้ว ซ่ึงมิใช่การขออนุญาตเพ่ือจะทา คาถามต่อมาคือป่าชุมชน ที่ ชุ ม ช น จั ด กา รอ ยู่ แ ล้ ว ห า กชุ ม ช น ไม่ด า เนิ น กา รข อจั ด ตั้ ง แ ส ด งว่ าชุ ม ช น นั้ น ไม่ มีสิ ท ธิ ใน กา รจั ด ก าร ป่ า ชุ ม ช น หรืออยา่ งไร

๑๗๖ ๒.๔.๓ การจัดการปา่ ไม้และทรพั ยากรธรรมชาตทิ ่ีรฐั ยังคงผกู ขาด หน่วยงานที่รับผิดชอบเร่ืองทรัพยากรธรรมชาติยังคงไม่ปรับเปล่ียนกระบวนทัศน์ (Paradigm Shift) จากรัฐผูกขาดมาสู่การจัดการร่วมแบบพหุภาคีตามมติจากเวทีป่าไม้โลก นับต้ังแต่การยกร่าง - ปรับปรุง กฎหมาย และการประชาพิจารณ์ท่ีมิได้ทาอย่างกว้างขวางและขาดประสิทธิภาพ การขาดการมีส่วนร่วมของผู้ที่ ได้รับผลจากการบังคับใช้กฎหมาย และร่วมดาเนนิ การในการจัดการปา่ ไมแ้ ละทรพั ยากรธรรมชาตอิ นื่ ๆ ย่ิงกว่าน้ัน โดยที่รัฐเพิกเฉยต่อการมีอยู่ของชุมชนท่ีพ่ึงพิงป่ามาหลายชั่วอายุคน กฎหมายท่ีปรับปรุงใหม่กลับย่ิงมีมาตรการ ลงโทษที่รุนแรงกว่าเดิม

บทที่ ๓ สภาพปญั หาและอุปสรรค ของชนเผา่ พน้ื เมืองและกลุ่มชาติพันธ์ุในประเทศไทย ชนเผ่าพื้นเมืองและกลุ่มชาติพันธุ์ในประเทศไทยมคี วามหลากหลายมีวิถีชีวิตท่ีคล้ายคลึงและแตกต่างกันไป โดยสภาพเศรษฐกิจ - สังคมตามจารีตประเพณีเป็นการปรับตัวเข้ากับฐานทรัพยากรธรรมชาติและสภาพภูมิ สังคมท่ีตั้งถ่ินฐานอยู่โดย “กลุ่มชาติพันธ์ุบนพ้ืนที่สูง” หรือชนชาวเขาจะต้ังถิ่นฐานตามแนวเทือกเขาบนพ้ืนท่ีสูง ทางภาคเหนือเป็นสังคมเกษตรกรรมท่ีพ่ึงอาศัยป่าเป็นหลัก “กลุ่มชาติพันธุ์บนพื้นท่ีราบ” เป็นกลุ่มชาติพันธ์ุ กลุ่มใหญ่ท่ีมีวิถีการดารงชีวิตกลมกลืนกับคนไทยท่ัวไปมีอาชีพเกษตรกรรมเป็นหลัก โดยมีแนวโน้มเปลี่ยนแปลง ไปสู่สังคมเมืองมากข้ึนแต่ยังคงอัตลักษณ์และวัฒนธรรมของตนเองอยู่สาหรับ “กลุ่มชาติพันธุ์ที่ต้ัง ถ่ินฐานตาม หมู่เกาะหรือชายฝั่งทะเล” เรียกว่า ชาวเล มีวิถีชีวิตอยู่ทั้งบนเกาะและในท้องทะเล มีอาชีพประมงเป็นหลัก นอกจากน้ียังมกี ลุม่ ชาตพิ นั ธ์ุกลุ่มเล็กทชี่ อบอาศัยในป่าดารงชีวิตด้วยการล่าสตั ว์และเกบ็ ของปา่ อย่างไรก็ดี หากพิจารณาถึงสถานการณ์ปัญหาที่ชนเผ่าพื้นเมืองและกลุ่มชาติพันธุ์ในประเทศไทยเผชิญ ปญั หาท่ีหลากหลาย แบง่ ออกไดเ้ ป็น (๑) ปญั หาด้วยภาพลกั ษณ์ ซ่ึงถือเป็นรากฐานปัญหาทีส่ ง่ ผลกระทบทาให้กลุ่ม ชาติพันธุ์ต้องเผชิญกับปัญหาอ่ืน ๆ ทั้งนี้เพราะกลุ่มชาติพันธุ์ถูกมองด้วยภาพลักษณ์ที่เป็นอคติ ๓ ประการ ได้แก่ ภาพลักษณ์ของคนต่างด้าวไม่ใช่คนไทยท้ังที่จริงแล้วกลุ่มชาติพันธ์ุต่างอาศัยอยู่ในแผ่นดินไทยมาเป็นเวลาช้านาน ภาพลกั ษณ์ของผู้ค้ายาเสพติดอันเป็นภาพลกั ษณ์ท่สี ืบเน่ืองจากสถานการณ์ความม่ันคงของประเทศเพื่อนบ้านท่ีทา ให้ภาพลักษณ์ของกลุ่มชาติพันธ์ุมักถูกเข้าใจว่าเป็นผู้ค้ายาเสพติด ภาพลักษณ์การทาลายป่าไม้ ด้วยความไม่เข้าใจ ในวถิ ีเกษตรกรรมและภูมิปัญญาของกลุ่มชาติพนั ธ์ุบนพ้ืนที่สงู ที่มีวิถีการทาไร่หมุนเวียนซึ่งต้องมีกระบวนการเผาไร่ ทาให้เกิดความเข้าใจผดิ ว่าเป็นการทาไรเ่ ลื่อนลอย และกลายเป็นภาพจาทาใหก้ ลุ่มชาติพนั ธ์บุ นพ้ืนท่ีสูงถูกมองด้วย อคตวิ า่ เป็นผู้ทาลายป่า จากภาพอคติทีม่ ตี ่อกลุม่ ชาติพันธ์ุทง้ั ๓ ประการดังกลา่ ว ส่งผลกระทบให้เกดิ ปัญหาตอ่ กลุ่ม ชาติพันธ์ุในด้านอ่ืน ๆ อีก ๔ ด้าน ได้แก่ (๒) ปัญหาการจัดการทรัพยากร ซ่ึงในปัจจุบันกลุ่มชาติพันธุ์หลายกลุ่ม ยังไม่สามารถเข้าถึงทรัพยากรได้ โดยเฉพาะอย่างย่ิงการเข้าถึงและการใช้ประโยชน์ท่ีดิน ซึ่งถือเป็นปัจจัยพื้นฐาน ในการผลิต (๓) ปัญหาสัญชาติ ปัจจุบันยังมีกลุ่มชาติพันธุ์อีกเป็นจานวนมากที่ยังไม่ได้รับสัญชาติไทยอันส่งผลต่อ ปัญหาที่ (๔) ปัญหาการเขา้ ถึงสิทธิข้นั พืน้ ฐานในฐานะพลเมอื งไทยและ (๕) ปัญหาการสูญเสียอัตลกั ษณ์ โดยเฉพาะ ภาษาและวัฒนธรรมท่ีแม้ดูเหมือนจะเป็นปัญหาเชิงวัฒนธรรมหากแต่การสูญเสียอัตลักษณ์ส่งผลอย่ างสาคัญ ต่อความสามารถในการจัดการตนเองของกลุ่มชาติพันธ์ุบนฐานภูมิปัญ ญาและวั ฒ นธรรรมเพราะการสูญเสีย อัตลักษณ์ก็เท่ากับการสูญเสียองค์ความรู้และภูมิปัญญาของกลุ่มชาติพันธ์ุทาให้ในอดีตจากท่ีกลุ่มชาติพันธุ์ มีความสามารถในการพ่ึงพาตนเองไดบ้ นฐานภมู ิปัญญากลับต้องมสี ถานภาพเป็นผ้พู ึ่งพงิ ท่ีไม่มคี วามสามารถในการ จดั การตนเองได้เพราะสญู เสียภมู ปิ ัญญาของตนไป ทั้งน้ี เพ่ือให้เห็นข้อเท็จจริงของสถานการณ์ชนเผ่าพื้นเมืองและกลุ่มชาติพันธ์ุในประเทศไทย คณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาและแก้ไขปัญหาการละเมิดสิทธิมนุษยชนและการลอบประทุษร้าย ประชาชน สภาผู้แทนราษฎร ได้จัดทารายงานฉบับน้ขี ้ึน โดยรวบรวมขอ้ มูลจาก ๒ ส่วน ได้แก่ ส่วนแรก ขอ้ มูลจาก การลงพื้นท่ีภาคสนาม และส่วนที่สองข้อมูลจากการจัดเวทีเสวนาวิชาการเพ่ือนาเสนอให้เห็นภาพสถานการณ์ การถูกละเมดิ สิทธมิ นุษยชนของชนเผ่าพื้นเมอื งและกลุม่ ชาติพนั ธ์ุในประเทศไทย ดังรายงานตอ่ ไปนี้

๑๗๘ ๓.๑ ข้อมลู จากการลงพืน้ ท่ภี าคสนาม ๓.๑.๑ รายงานกลุ่มท่ี ๑ กรณี “การทวงคืนผืนป่า” ในตาบลอมก๋อย อาเภออมก๋อย จังหวัด เชียงใหม่ สรุปได้ว่า ในพ้ืนที่เป็นชาวบ้านกลุ่มชาติพันธ์ุกะเหรี่ยงท่ีได้รับผลกระทบจากการทวงคืนผืนป่า จากนโยบายของรัฐบาลทาให้ชาวบ้านในพื้นที่ถูกยึดที่ดินทากิน และมีการฟ้องร้องเป็นคดีอาญาแต่อยู่ในสถานะ “คดีแห้ง” คือคดีท่ีไม่ปรากฏตัวผู้กระทาความผิดทาให้แปลงท่ีดินทากินของชาวบ้านท้ังในพื้นท่ีหมู่ ๒ และหมู่ ๑๖ ของตาบลอมก๋อยถูกห้ามนามาใช้ประโยชน์ชาวบ้านจึงไม่สามารถใช้ประโยชน์ท่ีดินเพ่ือหารายได้ นอกจากน้ัน การประกาศเขตห้ามล่าสตั ว์ปา่ นนทบุรีในอาเภออมกอ๋ ยก็มีปัญหาเช่นกัน ปัญหาผลกระทบจากอุตสาหกรรมเหมืองแร่ ในหมู่บ้านกะเบอะดินชาวบ้านต้องการให้ยกเลิกรายงานการประเมินผลกระทบส่ิงแวดล้อม (Environmental Impact Assessment -EIA) ที่สร้างความชอบธรรมให้เอกชนได้ประโยชน์แต่มีผลกระทบต่อชาวบ้าน และต่อกรณี เหมืองแร่ได้มีเจ้าหน้าท่ีตารวจเข้ามายังพื้นที่อันเป็นการคุกคามต่อการใช้สิทธิของชาวบ้านในพ้ืนท่ีอาเภออมก๋อย ยังมีกลุ่มชาติพันธุ์ที่มีปัญหาไร้สถานะทางสัญชาติ ๓๐๐ คน โดยกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพได้เสนอแนะให้ พิสูจน์หลักฐานสัญชาติผ่าน DNA ซ่ึงกรมฯมีบริการด้านนี้ให้โดยไม่เก็บค่าใช้จ่าย และปัญหาเยาวชนประสบ ความลาบากในการเข้าถงึ การศกึ ษาและสาธารณูปโภค ๓.๑.๒ กลุ่มท่ี ๒ กรณี “เยาวชนละหู่ถูกทหารยงิ เสยี ชวี ติ ” ณ บา้ นกองผกั ป้งิ และ “การทวงคืน ผืนป่า” ณ บ้านรินหลวง ตาบลเมืองนะ อาเภอเชียงดาว จังหวัดเชียงใหม่ สรุปได้ว่า ปัญหาการละเมิดสิทธิ ในพน้ื ทีแ่ บง่ เปน็ ๓ ประเดน็ คือ ประเด็นแรก : กรณีการวิสามัญฆาตกรรมนายชัยภูมิ ปะแส นาเสนอโดย นายไมตรี จาเริญสขุ สกลุ ผู้ปกครองของนายชัยภมู ิ นายชัยภูมิเป็นน้องในอุปการะของนายไมตรีตั้งแต่นายชัยภูมิอายุได้ ๙ ขวบ นายชัยภมู ิเริ่มมีความขัดแย้งกับเจา้ หน้าท่ีในช่วงท่ีนายไมตรีถกู ข้อหาตามพระราชบญั ญตั ิวา่ ด้วยการกระทา ความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. ๒๕๖๐ เพราะได้เผยแพร่คลิปชาวบ้านถูกเจ้าหน้าท่ีทาร้าย นายชัยภูมิได้ร่วม ไปซักถามถึงข้อกล่าวหาดังกล่าวประกอบกับนายชัยภูมิเป็นนักพัฒนาในชุมชนและเป็นประธานเครือข่ายเยาวชน ก่อนที่นายชัยภูมิจะเสียชีวิตก็ถูกติดตามโดยเจ้าหน้าท่ีหน่ึงเดือนก่อนเสียชีวิตมีผู้พบนายชัยภูมิในป่าในสภาพ บาดเจ็บโดยนายชัยภูมิบอกว่ามีผู้ตานตนมา และมีผู้เล่าว่านายชัยภูมิถูกเจ้าหน้าท่ีเรียกหยุดรถก่อนไปโรงเรียน ทุกเช้าเพ่ือเตะเข้าท่ีหน้าท้อง ๑ ที ในวันเกิดเหตุ นายชัยภูมิเดินทางไปขอเอกสารเดินทางออกนอกพื้นที่ระหว่างทาง ถูกเรียกตรวจค้นเจ้าหน้าที่อ้างว่าพบยาเสพติดในท่ีกรองอากาศในรถ และนายชัยภูมิพยายามว่ิงหนีประกอบกับ มวี ัตถุคล้ายระเบิดจึงได้ทาการวิสามัญฆาตกรรม ซึ่งขัดกับคากล่าวของชาวบ้านว่านายชัยภูมิได้ให้ความร่วมมือกับ เจ้าหน้าท่ีอย่างดี นอกจากน้ันชาวบ้านอ้างว่านายชัยภูมิไม่มีความเกี่ยวข้องกับยาเสพติดเรื่องระเบิดนั้นไม่มีใคร สามารถยืนยันได้เพราะเจ้าหน้าท่ีกัน้ ไม่ให้ชาวบ้านเข้าไปเห็นศพนายชัยภูมิ และไม่ยอมเปิดเผยภาพจากกล้องวงจรปิด โดยอ้างว่าภาพหาย นอกจากน้ันเจ้าหน้าท่ียังจับผู้ท่ีมีความใกล้ชิดกับนายชัยภูมิเพื่อเสริมว่านายชัยภูมิอาจมีความ เก่ียวข้องกับยาเสพติดแต่สุดท้ายก็ปล่อยตัวไปแบบเงียบ ๆ ช่วงน้ันนายไมตรีต้องการเรียกร้องค่าเสียหายเพ่ือให้ มารดาของนายชยั ภมู ิมเี งินเล้ียงตนเองมากไปกวา่ นั้นต้องการใหไ้ ม่มกี ารทาร้ายชาวบา้ นอีก

๑๗๙ ประเดน็ ทสี่ อง : กรณกี ารยึดทดี่ นิ ของชาวบ้าน ปัญหาการยึดท่ีดินทากินของชาวบ้านมีหลายกรณี ในบางกรณีเจ้าหน้าที่ จะอ้างว่าเป็นแปลงคดีโดยการรุกที่ป่า/อุทยานแต่เจ้าหน้าท่ีได้ประกาศว่าท่ีดนิ แถวนั้นเป็นแปลงคดีไปด้วยแม้ท่ีน้ัน จะไม่ได้เกี่ยวข้องกับการรุกป่าดังกล่าวก็ตาม และเม่ือมีการประกาศเป็นแปลงคดีกลับไม่มีการประสานงาน กับชาวบ้านทาให้ชาวบ้านไม่ทราบว่าไม่สามารถทากินได้บางกรณีที่มีการกรอกข้อมูลที่ดินผิดต้องใช้เวลาหลายปี กว่าเจ้าหน้าที่รัฐจะแก้ข้อมูลท่ีดินให้บางกรณีเป็นกรณีที่ชาวบ้านทาไร่หมุนเวียนและพักฟ้ืนแปลงไว้ ๓ - ๕ ปี ระหว่างช่วงพักฟ้ืนท่ีดินเพ่ือให้เกิดการฟ้ืนฟูหน้าดินตามกระบวนการธรรมชาติเจ้าหน้าท่ี ได้ประกาศให้เป็นพ้ืนที่ ปลูกป่าทาให้ไม่สามารถเข้าไปทามาหากินได้ชาวบ้านต้องการให้ยกเลิกแปลงคดี และคดีแห้งก็ขอให้ใช้ไปก่อน ระหว่างรอพิจารณาคดี นอกจากนี้ยังมีเร่ืองปัญหาการสารวจสิทธิในที่ดินภายใน ๒๔๐ วันตามท่ีรัฐบาลกาหนด เป็นเวลาที่น้อยเกินไปไม่สามารถดาเนินการให้แล้วเสร็จได้ตามกาหนดทาให้ชาวบ้านเป็นกังวลมากเพราะไม่มีใคร สามารถชแ้ี จงได้ว่าจะทาอย่างไรต่อไป ประเด็นที่สาม : กรณีการไร้สัญชาตไิ ทย มีทั้งความล่าช้าและการทุจริตในกระบวนการให้สัญชาติ กล่าวคือ ระยะเวลาในการดาเนินการไม่เป็นไปตามกรอบกฎหมายที่ระบุไว้ว่า ๙๐ วัน แต่ต้องใช้เวลาเป็นปี ๆ (ในกรณีที่มี การร้องเรียนคือ ๕ ปี) ซึ่งเจ้าหน้าที่กล่าวอ้างว่าปลัดอาเภอยังไม่เซ็นให้หรือเม่ือมีการเปล่ียนแบบฟอร์มคาร้องขอ สญั ชาติคาร้องท่ีขอไปแลว้ ก็ต้องนามาแก้อีกทาให้เกดิ ความล่าชา้ ในบางกรณีกม็ ีการเรียกเก็บเงินหรือเรยี กสัมภาษณ์ เปน็ รายบุคคล ๓.๒ ขอ้ มูลกรณีศึกษาจากการประชมุ เสวนา “กรณศี ึกษาการละเมดิ สทิ ธมิ นษุ ยชนชนเผา่ พ้นื เมอื ง/กลุ่มชาติพนั ธุใ์ นภาคต่าง ๆ” ๓.๒.๑ กรณศี ึกษาจากภาคเหนอื นายสุพจน์ หล่ีจา เป็นผู้แทนนาเสนอกรณีศึกษาการละเมิดสิทธิมนุษยชนของชนเผ่า พ้นื เมือง/กลมุ่ ชาติพันธ์ุบนพ้นื ท่ีสูงภาคเหนือ ซึ่งเปน็ ชุมชนของกลุม่ ชาติพันธ์ุมีการละเมิดสทิ ธิของชนเผ่าพน้ื เมืองที่ ส่งผลกระทบต่อทั้งร่างกายและจิตใจทาให้ชนเผ่าพ้ืนเมืองไม่สามารถดารงชีพตามวิถีปรกติได้ โดยแบ่งได้ เป็น ๔ ประเด็น ดงั น้ี: ๑) แนวคิดของการรวมศูนย์อานาจในการจัดการทรัพยากรธรรมชาติของรัฐนาไปสู่การ วางกรอบนโยบายของรัฐที่ไม่สอดคล้องกับข้อเท็จจริงของวิถีชีวิตตามประเพณีของชุมชนบนพ้ืนท่ีสูงด้วยการ ประกาศเขตป่าคุ้มครองของรัฐทับซ้อนลงบนพ้ืนท่ีชมุ ชนของชนเผ่าพื้นเมือง รวมถึงการจากัดพื้นท่ีการใช้ประโยชน์ ที่ดินของชุมชนชนเผ่าพ้ืนเมืองจึงเกิดสถานการณ์การละเมิดสิทธิในที่ดินตามประเพณีของชนเผ่าพื้นเมืองจาก การปฏิบัติงานของเจ้าหน้าท่ีรัฐที่นาไปสู่ความรุนแรง รวมท้ังการประทุษร้ายต่อร่างกาย ทรัพย์สิน และ การฆาตกรรมชาวบ้านเป็นผลให้ชนเผ่าพื้นเมืองเกิดความไม่ม่ันคงในท่ีดินและการจัดการส่ิงแวดล้อมของชุมชน ตามวิถวี ฒั นธรรม จึงเสนอให้มีการทบทวนกฎ หมายท่ีเกี่ยวข้องกับท่ีดิน ป่าไม้ และการจัดการ ทรัพยากรธรรมชาติ และเสริมสร้างแนวทางความร่วมมือระหว่างชนเผ่าพ้ืนเมืองกับหน่วยงานที่เก่ียวข้องของ รัฐ ในการจัดการทรัพยากรรว่ มในพนื้ ที่

๑๘๐ ๒) การไม่ยอมรับอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมของชนเผ่าพ้ืนเมือง แม้ว่าในเชิงนิตินัยชนเผ่า พ้ืนเมืองส่วนใหญ่มีสัญชาติไทยแล้วหากแต่ในเชิงพฤตินัยยังพบเห็นการถูกทาให้แปลกแยกโดยทั้งจากสังคม และระบบกลไกของรัฐ อาทิเช่น การถูกกล่าวหาว่าเป็นผู้ทาลายป่าและทาให้เกิดหมอกควันในภาคเหนือ และการ ถูกสรา้ งภาพเหมารวม (Stereotype) ของการเก่ยี วขอ้ งกบั ยาเสพตดิ เปน็ ตน้ จงึ มีขอ้ เสนอให้บรรจุเน้ือหาความรู้เกี่ยวกับชนเผ่าพ้ืนเมืองทม่ี ีการสืบทอดมรดกภูมิปญั ญา ทางวัฒนธรรมนาเข้าบรรจุในหลักสูตรการศึกษาระดับต่าง ๆ และขอให้สภานิติบัญญัติแห่งชาติสนับสนุน ร่างพระราชบัญญตั สิ ภาชนเผ่าพืน้ เมอื งแหง่ ประเทศไทยใหม้ ีความชอบธรรมทางกฎหมาย ๓) สิทธิของบุคคลไร้รัฐ (Stateless People) ยังมีชนเผ่าพ้ืนเมืองที่เกิดในแผ่นดินไทย ทยี่ ังมิไดร้ ับการลงสัญชาตไิ ทย ซ่ึงส่วนใหญค่ นเหล่านี้อาศัยอยู่ในพื้นทหี่ ่างไกลและทรุ กันดารโดยท่ไี ม่มีหน่วยงานใด สามารถระบุจานวนคนท่ีแน่นอนได้ การมสี ถานะเป็นคนไร้รัฐทาให้พวกเขาเข้าไมถ่ ึงบริการข้ันพื้นฐานท่รี ัฐจัดให้แก่ ประชาชน เช่น ด้านสาธารณสุข และการศึกษา นอกจากนี้ การเป็นคนไร้รฐั ยังไมส่ ามารถประกอบอาชีพทีส่ ุจริตได้ อย่างเปิดเผย และไม่สามารถรับสวัสดิการและมาตรการช่วยเหลือผู้เดือดร้อนจากหน่วยงานของรัฐได้ รวมทั้ง ไม่สามารถเดินทางโดยอิสระแม้ภายในประเทศ นอกจากน้ี การที่รัฐไม่เร่งรัดดาเนินการแก้ไขปัญหาคนไร้รัฐ ภายในประเทศ โดยเฉพาะเมื่อมีผลต่อเด็กและเยาวชนจานวนมากทาให้รัฐไทยตกอยู่ในฐานะท่ีไม่ปฏิบัติตาม อนสุ ัญญาว่าด้วยสทิ ธิเดก็ ในหลายเรื่อง จึงขอเสนอใหร้ ัฐบาลเร่งรดั แก้ไขปญั หาสถานะบคุ คลโดยเร็ว เพ่ือให้บรรดาผตู้ กหล่นสารวจ เหล่านี้ได้รับการคุ้มครองสิทธิข้ันพื้นฐาน และมีโอกาสได้รับการสนับสนุนจากรัฐในระหว่างท่ีอยู่ในช่วงของการ พิสูจน์สิทธิทางสัญชาติ ๔) การเข้าไม่ถึงกระบวนการยตุ ิธรรมที่เปน็ ธรรมเป็นปัญหาสาหรับชนเผา่ พื้นเมืองเม่ือเกิด เป็นคดีความขึ้นโดยเฉพาะกรณีปัญหาท่ีชาวบ้านมีขอ้ พิพาทกับเจ้าหน้าที่รฐั กระบวนการยตุ ิธรรมมคี วามคลมุ เครือ นับต้ังแต่การแจ้งข้อหา การจับกุม ไปจนถึงการดาเนนิ คดีในชั้นศาล บางกรณีเกดิ การทาใหเ้ สียชีวิตด้วยวิธีการต่าง ๆ เข้าลักษณะของการวิสามัญฆาตกรรม ชนเผ่าพ้ืนเมืองส่วนใหญ่ไม่รู้กฎหมายและกระบวนการยุติธรรมจึงยากต่อ การเรียกรอ้ งขอความเป็นธรรมและกระบวนการยุติธรรมทโ่ี ปรง่ ใสและเป็นธรรม จึงขอเสนอให้มีการออกเผยแพร่ความรู้ด้านกฎหมายใกล้ตัวเข้าสู่ชุมชนชนเผ่าพ้ืนเมือง และจดั ใหม้ ลี า่ มภาษาในหนว่ ยงานต่าง ๆ ของกระบวนการยุตธิ รรม ๓.๒.๒ กรณศี ึกษาจากภาคตะวันออกเฉยี งเหนอื นายศุรวิษฐ์ ศิริพาณิ ชย์ศกุนต์ ผู้แทนกลุ่มชาติพันธุ์ภาคอีสานนาเสนอปัญหา ความยากจนของชนเผ่าพื้นเมืองในภาคตะวันออกเฉียงเหนืออันเป็นผลจากความล้มเหลวของนโยบายรัฐในการ จัดการทรัพยากรธรรมชาติที่ผลักดันให้เกิดการย้ายถ่ินฐานเข้าสู่เมืองและย่านอุตสาหกรรมทาให้การสืบสาน วัฒนธรรมและภาษาของชนเผ่าพ้ืนเมืองไม่เกิดขึ้นในระดับครอบครัวและชุมชนมีความเส่ียงต่อการสูญหายไป อย่างยิ่ง โดยเฉพาะความล้มเหลวของนโยบายการเกษตรท่ีบีบบังคับให้ชาวนาในพื้นท่ีต้องจานองหรือขายโฉนด ทด่ี ินให้แกน่ ายทุน หรือกบั ธนาคาร จึงมีข้อเสนอให้รัฐนาท่ีดินสาธารณประโยชน์ในพ้ืนท่ีซ่ึงมีกันเกือบทุกชุมชนปรับเปลี่ยน เปน็ พื้นท่ีนาให้ชาวบา้ นได้เข้าใช้ประโยชน์ โดยมีหลกั ประกันท่ีคุ้มครองผ่านการออกเอกสารสิทธ์ิในท่ีดินให้หรือการ พัฒนาให้เป็นโฉนดชุมชน และให้ชุนชนมีอานาจในการจัดสรรแบ่งปันแปลงต่าง ๆ ให้แก่สมาชิกที่เดือดร้อน ทั้งนี้

๑๘๑ ให้รัฐดาเนินมาตรการช่วยเหลือกลุ่มชาวนายากจนอันเกิดจากความล้มเหลวของรัฐในการปิดก้ันโอกาสให้ ประชาชนเข้าถึงทรัพยากรธรรมชาติ และใช้มรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมของท้องถ่ินในการจัดการ ทรัพยากรธรรมชาติ มีข้อเสนอให้มีนโยบายที่เอื้อให้ชุมชนชนเผ่าพ้ืนเมืองสามารถใช้ภูมิปัญญาพื้นบ้าน ผสมผสานกับความรู้สมัยใหม่ในการจัดการทรัพยากรธรรมชาติได้อย่างยั่งยืนด้วยแนวทางเศรษฐกิจพอเพียง หรือเกษตรทฤษฎีใหมห่ รอื เกษตรกรรมย่ังยืน นอกจากน้ัน ยังนาเสนอปัญหาด้านวัฒนธรรมอันเป็นผลท่ีสืบเนื่องมาจากอดีตที่มีการ บังคับห้ามใช้ภาษาถ่ินในชั้นเรียน และให้ใช้ภาษาไทยมาตรฐานทั่วประเทศ อีกท้ังอคติในกลุ่มคนในเมืองส่งผลให้ ชนเผ่าพื้นเมืองในภาคตะวันออกเฉียงเหนือไม่สามารถปรับตัวเข้ากับความทันสมัยได้อย่างเท่าทันอีกท้ังยังการขาด เรียนรู้วัฒนธรรมและภาษาแม่ของตนอย่างเป็นระบบที่มีผลให้เกิดการความรู้สึกแปลกแยกจากการมีส่วนร่วม ในการเมอื งการปกครองท้งั ระดบั ทอ้ งถิ่นและระดบั ชาติ นายชัยยุทธ วัยเหนิดล้ือ ผู้แทนชนเผ่าพื้นเมืองภาคอีสานอีกท่านหน่ึง เสนอกรณีศึกษา เกี่ยวกับสิทธิชนเผ่าพื้นเมืองในจังหวัดสกลนคร โดยเฉพาะสิทธิในท่ีดินท่ีถูกแย่งชิงโดยรัฐ ถึงแม้ชาวบ้านในพื้นท่ี ได้อยู่อาศัยกันมาแล้วร่วม ๒๐๐ ปี การประกาศเขตพ้ืนที่คุ้มครองตามกฎหมายของรัฐให้มีพื้นท่ีสาธารณะที่ซ้อน ทับกับโฉนดท่ีดนิ ของประชาชนในพ้ืนท่ี ปัญหาที่เกิดจากเหตุท่ีทีด่ ินติดกบั เขตอุทยานกับป่าสงวนทาให้เจ้าหนา้ ทีร่ ัฐ ไม่รังวัดพ้ืนท่ีให้ แม้ว่าประชาชนจะทาตามกระบวนการของรัฐก็ตาม นอกจากเรื่องสิทธิในท่ีดินแล้ว ยังมีปัญหา เกีย่ วกับสทิ ธใิ นการมีส่วนร่วมจดั การทรัพยากรธรรมชาตใิ นพ้ืนที่ของชนเผ่าพื้นเมอื ง รวมทั้งภาษาแม่ทไ่ี ม่ไดร้ ับการ ยอมรับจากโรงเรียน และหลักสูตรการศึกษาท่ีไม่เอ้ือให้เกิดการสงวนรักษาและสืบสานอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรม ของชมุ ชน นอกจากน้ี ยงั มปี ญั หากลุม่ คนท่ีไมม่ ีโอกาสเขา้ ถงึ บริการจากภาครัฐถูกเมินเฉยจากรฐั อีกด้วย ด้วยปญั หาทไี่ ด้กลา่ วมาขา้ งต้นจงึ ขอเสนอใหม้ ีกฎหมายสง่ เสริมและคุ้มครองวฒั นธรรมของ ชนเผ่าพ้ืนเมืองในด้านการศึกษาเสนอให้มีการชาระหลักสูตร และบรรจุหลักสูตรท้องถ่ินเข้าสู่สถานศึกษา ให้ได้มาตรฐานทางการศึกษา รวมท้ังการสร้างโอกาสในการเข้ามีส่วนร่วมแก้ไขปัญหาที่ดินอย่างเร่งด่วนในแต่ละ พื้นที่ และหนุนเสริมเศรษฐกจิ ชุมชนบนรากฐานทางวัฒนธรรมของชนเผา่ พ้ืนเมอื งในพื้นที่ ๓.๒.๓ กรณศี กึ ษาจากภาคตะวันตก ภาคกลาง และภาคตะวนั ออก นายเกรียงไกร ชีช่วง ผู้แทนกลุ่มชาติพันธ์ุภาคตะวันตก ภาคกลาง และภาคตะวันออก เสนอว่าชุดความคิดของการจัดทานโยบายของรัฐทาให้เกิดช่องว่างอันเน่ืองมาจากมายาคติและอคติ ต่าง ๆ ท่ีเป็น สาเหตขุ องการละเมิดสิทธิชนเผ่าพื้นเมอื งใน ๕ ประเด็น ดังนี:้ ๑) การที่รัฐละเลยและไม่ใส่ใจในผลกระทบต่อทั้งชุมชนและปัจเจกบุคคล เช่น การที่รัฐ ไม่สารวจอย่างรอบคอบ และพยายามแก้ไขปัญหาชายแดนโดยไม่คานึงถึงตัวแปรอ่ืนด้วยการบังคับอพยพชนเผ่า พื้นเมืองออกจากพื้นที่แต่มิได้เตรียมโครงสร้างพื้นฐานใด ๆ ไว้รองรับอย่างเพียงพอ กรณีของการเสนอป่า แก่งกระจานให้จารึกเป็นมรดกโลกทางธรรมชาติของ UNESCO เพ่ือให้ได้ช่ือเสียงด้านสิ่งแวดล้อมแต่กลับละเลย ชาวกะเหร่ียงท่ีเป็นผู้อยู่อาศัยเก่าแก่ในพื้นที่ทาให้ชาวกะเหรี่ยงต้องลุกขึ้นมาต่อสู้เรียกร้องสิทธิของตน และ ในกระบวนการต่อสู้ยังถูกละเมิดสิทธิมนุษยชนของตน กรณีของนายพอละจี (บิลลี่) รักจงเจริญ นักปกป้องสิทธิ มนุษยชนถูกจับกุมและกลายเป็นคดีถูกฆาตกรรมในท่ีสุดแต่กระบวนการยุติธรรมกลับไม่คืบหน้าการฟ้องคดีปิดปาก โดยใช้พระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทาความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ด้วยข้อหาหม่ินประมาท การถูกบิดเบือน

๑๘๒ และกดทับทางวฒั นธรรม ประเด็นท่ีเกีย่ วข้องกับการถกู ละเมดิ ความเชื่อทางจิตวิญญาณ เน่ืองจากเจ้าหน้าทีข่ องรัฐ ไม่เข้าใจว่าการฟ้อนผีมอญเป็นส่วนหนึ่งของวิถีชีวิตชาวมอญที่มีพิธีเฉพาะช่วงเวลาสาคัญ เช่น เมื่อมีผู้เจ็บป่วย เจ้าหน้าทีข่ องรัฐไม่เขา้ ใจว่าน่ีเป็นส่วนหนงึ่ ของวัฒนธรรมไม่ใช่เป็นเพียงการแสดงเพียงเพื่อสร้างความบันเทิงให้แก่ นักทอ่ งเทยี่ ว เจ้าหน้าที่ท่ีรับผิดชอบไม่เร่งตรวจสอบสถานะบุคคลให้กับชนเผ่าพ้ืนเมือง ซึ่งมีผลต่อ การศึกษาและสิทธิด้านสุขภาพของเด็กและเยาวชนชายขอบ กรณีปัญหาเหมืองแร่คลิตี้ปล่อยสารพิษลงแม่น้า สง่ ผลเสียต่อพฒั นาการของเด็กทาใหเ้ ติบโตช้า และถึงขั้นพิการ ซึ่งรฐั มคี วามล่าชา้ ในการจัดการกบั ปญั หาทีเ่ ร่งด่วน เช่นนี้ และระหว่างการต่อสู้เรียกร้อง ชาวบ้านยังถูกกีดกันจนไม่สามารถมีส่วนร่วมในกระบวนการฟื้นฟูสภาพ ได้อย่างแท้จริง การฟื้นฟูตามคาวินิจฉัยของศาลปกครองท่ีต้องใช้งบประมาณร่วม ๕๐๐ ล้าน และใกล้ครบ ระยะเวลาทก่ี าหนดแลว้ แต่ยงั ไม่มที ที า่ วา่ จะสามารถดาเนินการไดเ้ ลย ๓.๒.๔ กรณีศึกษาจากภาคใต้ นายวิทวัส เทพสง ในนามสภาชนเผ่าพื้นเมืองภาคใต้ได้เสนอสถานการณ์ของ ๔ ชนเผ่า พ้ืนเมือง อันได้แก่ ชาวมอแกน มอแกลน อุรักลาโว้ย และมานิ ที่เปรียบเป็นกลุ่มคนชายขอบของการพัฒนา โดยชาวมานิท่ีในอดีตถูกเรียกว่า “เงาะป่าซาไก” วิถีชีวิตเคล่ือนย้ายหมุนเวียนอยู่ในป่าตามฤดูกาลในเทือกเขา บรรทัดท่ีถูกประกาศเป็นเขตรักษาพันธ์ุสัตว์ป่าทาให้วิถีชีวิตของชาวมานิต้องถูกบังคับให้ย้ายถิ่นก่อนเวลาที่จาเป็น อีกท้ังในอดีตที่มีการสัมปทานทาไม้ ทาให้มีการบุกรุกพ้ืนที่ป่ามากข้ึน การถูกเจ้าหน้าที่เมินเฉยต่อข้อเรียกร้องขอ กรรมสทิ ธ์ิในที่ดินทาให้มานิไม่มีพื้นท่ีอยู่อาศัยอันชอบธรรมวถิ ีชีวิตบนฐานวัฒนธรรมกาลังจะสูญหายไป ณ ขณะนี้ มีมานิ ๓ กลุ่ม ได้แก่ ก) มานิท่ีอยู่ในป่าดั้งเดิมออกมานอกป่าบางคร้ังต้องช่วยประคับประคองให้พวกเขาสามารถ ดารงวิถีชีวิตแบบดั้งเดิมไว้ได้ ข) มานิท่ีอาศัยตามพื้นท่ีป่าบริเวณเขตเศรษฐกิจพิเศษเริ่มเข้าสู่วิถีของความทันสมัย กลุ่มน้ีควรมีการปกป้องให้สามารถคงศักยภาพไว้ได้ และ ค) มานิที่ตั้งถ่ินฐานถาวรแล้ว พึงให้การส่งเสริมดังเช่น พลเมืองไทยท่ัวไป เช่น สิทธิในดินทากิน ณ ขณะนี้ มีการผลักดัน เชิญคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ เขา้ รว่ มปรึกษาหารอื ถงึ สภาพปญั หาของชาวมานิมีการจดั ต้ังคณะทางานพิจารณาการออกบัตรประชาชนให้ กรณีศึกษา มอแกน มอแกลน และอุรักลาโวย้ เกยี่ วข้องกับปญั หาที่ดนิ ซง่ึ รัฐประกาศพืน้ ท่ี อนุรักษ์ทับซ้อนกับพ้ืนท่ีชุมชน นักลงทุนเอกชนใช้เอกสารสิทธิ์อ้างสิทธิความเป็นเจ้าของส่วนชุมชนชาวเลยังขาด สุขลักษณะกลายเป็นแหล่งเพาะเช้ือโรคอันเป็นผลจากการพัฒนาเมือง อีกทั้งปัญหาจากอดีตท่ีเหมืองแร่ใกล้ทะเล ทาให้ทะเลกัดเซาะพังลงมีการเรียกร้องให้ที่ทากินมีกรรมสิทธิ์แต่ไม่เป็นผล มีการส่งเสริมการปลูกพืชเศรษฐกิจ แต่เนื่องจากไม่มีองค์ความรู้และขาดการถ่ายทอดการส่งเสริมพืชเศรษฐกิจจึงล้มเหลว หลายชุมชนไม่มีการตั้งศาล บรรพชนและท่ีฝงั ศพอนั เปน็ พน้ื ทีท่ างจิตวิญญาณเพราะเอกชนเขา้ มาพร้อมกับเอกสารสทิ ธ์ิเหนือท่ดี ินของชุมชน สิ่งที่นาเสนอให้พิจารณา คือ ให้มีการอนุรักษ์ท้องทะเลอย่างเข้มข้น โดยเสนอแนวทางแก้ไข ปัญหาต่อรัฐบาลร่วมกับการรณรงค์ให้เกิดเขตพื้นที่ทางวัฒนธรรมพิเศษเพื่อปกป้องวัฒนธรรมของชนเผ่าพื้นเมือง โดยรัฐชว่ ยสง่ เสรมิ ใหม้ ี “การท่องเท่ียวเชงิ เรียนรู้วถิ ีวัฒนธรรมชนเผา่ พื้นเมือง” เสนอเพื่อให้เกิดการแกไ้ ขอย่างเป็น ระบบ และมีส่วนร่วมจากทุกภาคส่วน โดยให้คณะรัฐมนตรีมีมติรับรองคณะกรรการอานวยการด้านการแก้ไข ปัญหากลุ่มชาติพันธุ์ท่ีสามารถเสนอแนวนโยบายระดับชาติ และเสนอให้มีพระราชบัญญัติส่งเสริมและคุ้มครอง กลุ่มชาตพิ นั ธ์ุ การเรง่ แตง่ ตัง้ คณะกรรมการเพื่อพิจารณาลงสญั ชาติ และสถานะบุคคลแก่ชนเผา่ พื้นเมอื ง

๑๘๓ ดร.นฤมล หิญชีระนันทน์ อรุโณทัย ผู้ดาเนินรายการได้สรุปว่า ท่ีดินทากินและป่า เป็นปัญหาร่วมของกลุ่มชาติพันธ์ุในทุกภูมิภาค ประเด็นสัญชาติมีปัญหามากในภาคเหนือกับกลุ่มมอแกลน ในภาคใต้ ส่วนภาคตะวนั ตกมปี ัญหาการฆาตกรรมนักปกป้องสทิ ธิมนษุ ยชน ปญั หาการปนเป้ือนสารพิษในแหลง่ น้า จากเหมอื งแร่ตะกั่ว ผู้ละเมิดส่วนใหญ่มาจากฝ่ายรัฐหรือผ้ไู ดร้ ับสัมปทานจากรัฐผา่ นนโยบายระดับชาติส่วนภาคใต้ ถกู ละเมดิ โดยนักลงทุนเอกชนทหี่ วังผลประโยชน์จากการทอ่ งเท่ยี ว ๓.๒.๕ การสะท้อนความเห็นทางวชิ าการตอ่ กรณีศึกษา นางสาวพรเพ็ญ คงขจรเกียรติ ผู้อานวยการมูลนิธิผสานวัฒนธรรม ได้กล่าวถึง เป้าประสงค์ของคณะอนุกรรมาธิการฯ เป็นไปเพ่ือพิจารณาการละเมิดต่อนักปกป้องสิทธิมนุษยชนของชนเผ่า พื้นเมืองในประเด็นสิทธิในท่ีดินและกฎหมายป่าไม้เป็นการเฉพาะ การทางานของนักปกป้องสิทธิฯ มีความ ยากลาบากในการเรียกร้องให้เกิดการยอมรับสิทธิของชนเผ่าพ้ืนเมืองในทุกประเทศ ซ่ึงจาเป็นต้องมีการ เปลี่ยนแปลงกฎหมายและทัศนคติของเจ้าหน้าท่ีที่เกิดอคติโดยต้ังใจหรือไม่ก็ตามนับว่าเป็นการเลือกปฏิบัติ อีกทั้ง ยังมีความเสี่ยงโดยตรงต่อนักปกป้องสิทธิมนุษยชน แต่กระน้ัน ยังแนะนาให้ยืนหยัดในการทางานเพ่ือสืบค้น พยานหลักฐาน อีกทั้งยังมีปัญหาการฟ้องปิดปากโดยบริษัทเอกชน เช่นนี้ไม่ถือว่าเป็นวิธีการโดยสันติ ต้องมุ่ง ปรับเปลี่ยนให้เป็นเพียงความผิดทางแพ่งเท่าน้ันในด้านกลไกสิทธิมนุษยชนที่เกี่ยวข้องกับกลุ่มชาติพันธุ์ได้เสนอ แนวทางให้รฐั รับผิดชอบต่อการละเมิดสิทธิฯ ที่อาจเกิดท้ังจากการกระทาของเจ้าหน้าที่เองหรือเกดิ จากการละเลย หน้าท่ีในการคุ้มครองหรือการให้สวัสดิภาพ และได้เสนอแนวทางสาคัญในการขับเคลื่อนเรือ่ งสิทธิมนุษยชน ได้แก่ แนวทางสันติวธิ ี นอกจากน้ี การกดดันรัฐบาลเร่ืองข้อสงวนหลักการสากลในอนุสัญญาว่าด้วยการขจัดการ เลือกปฏิบัติทางเช้ือชาติในทุกรูปแบบ (ICERD) ที่ตีความการยอมรับพันธกรณีให้เพียงเฉพาะท่ีมีอยู่ในรัฐธรรมนูญ ไทยอยู่แล้วเท่าน้ันแสดงว่ารัฐบาลไม่ยอมรับมาตรฐานสากลจึงขอให้มีการออกกฎหมายให้สอดคล้องกับบริบท และเสนอใหม้ ีการแก้กฎหมายกรณีหม่ินประมาทออกจากประมวลกฎหมายอาญา นายเกรียงไกร ชีช่วง ในฐานะคณะกรรมการบริหารกิจการสภาชนเผ่าพ้ืนเมือง แห่งประเทศไทย ได้เสนอความเห็นถึงข้อจากัดของสตรีในการเป็นนักปกป้องสิทธิมนุษยชนด้วยเหตุของความ กดดนั และความเสยี่ งในบทบาทแต่ยังได้พบเห็นความพยายามในการให้พนื้ ที่สตรีในการเรียกร้องสิทธขิ องตนการให้ ค ว าม ส าคั ญ เรื่ อ งสิ ท ธิ ก ลุ่ ม ช าติ พั น ธุ์ที่ ด้ อ ย ก ว่ าป ร ะ เด็ น ค ว าม ม่ั น ค งแ ล ะ เศ ร ษ ฐ กิ จ ท่ี ยึ ด ถื อ ค ว าม คิ ด ชุ ด ห นึ่ ง ที่ไม่เปลี่ยนแปลงไปตามบริบท และการสร้างชุดความเชื่อโดยภาครัฐท่ีมีอคติต่อกลุ่มชาติพันธ์ุเป็นผลเสียต่อความ พยายามเรียกร้องสิทธิของกลุ่มชาติพันธุ์โดยเฉพาะในระดับปัจเจก เช่น เรื่องความเสี่ยงและความกลัวการถูก คุกคาม ดังน้ัน ในการต่อสู้เพื่อสิทธิมนุษยชนจึงควรผลักดันกฎหมายที่เก่ียวกับการคุ้มครองนักปกป้องสิทธิ มนุษยชนโดยต้องเร่งให้หน่วยงานภาครัฐเข้าใจถึงการตีความตามหลักวิชาการทางสังคมศาสตร์และความเข้าใจ ความคดิ เก่ียวกับสทิ ธิมนุษยชน นายสุมิตรชัย หัตถสาร นักกฎหมายสิทธิมนุษยชน ได้เสนอความเห็นถึงทัศนคติ ของเจา้ หน้าท่ีรฐั ที่ก่อให้เกิดปัญหาการเลอื กปฏิบตั ปิ ัญหาที่ไดร้ ับฟงั มาเป็นปัญหาทเี่ กิดขน้ึ มานานแล้วกลมุ่ ชาติพันธ์ุ ๒,๐๐๐ กว่าคนที่ตายเพราะสงครามยาเสพติดอันเป็นเพราะการไม่มีธรรมาภิบาลหรือหลักนิติธรรม (Rule of Law) ข้อแตกต่างระหว่างคนอยู่ในเมืองและชนเผ่าพื้นเมืองคนในเมืองไม่มีแผ่นดินแม่คือไม่รู้สึกถึงความผูกพัน อย่างลกึ ซึ้งกับผืนแผ่นดินในขณะที่ชนเผ่าพ้ืนเมอื งผูกพันกับผืนดินเพราะมันเป็นการสืบทอดมรดกมาจากบรรพชน

๑๘๔ ปัญหาการไม่มีสัญชาติยังคงอยู่มาตลอดหลายสิบปี แม้ว่าประเทศไทยได้เข้าร่วมผูกพันกับพันธกรณีระห ว่าง ประเทศมานานหลายปีแล้วก็ตาม ในเร่ืองที่ดินมีการที่รัฐประกาศทับซ้อนโดยถือเป็นทรัพย์สินของรัฐหากไม่มี ผู้แสดงตัวทั้งไม่เอื้อให้ประชาชนใช้สิทธ์ิได้ ซึ่งเห็นได้ว่าต้นตอของการละเมิดสิทธิคือกฎหมายป่าไม้หลายฉบับ แต่หากเทียบกบั กฎหมายตะวันตกเราก็ลา้ หลังเพราะตะวันตกบรรดาประเทศท่ีเคยมาทาไม้ในอดีต ปัจจุบันได้ปรับ ใช้แนวคิดการโอนให้กลุ่มชาตพิ ันธ์ุ ชุมชน เอกชนไปจัดการแล้ว ซึ่งสรุปปัญหาได้ว่ารัฐกระทาการท่ีก่อให้เกดิ ความ รุนแรงแก่ชนเผ่าพน้ื เมอื งโดยผ่านกฎหมายน่ันเอง รศ.ดร.ขวัญชีวัน บัวแดง นักวิชาการจากคณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เสนอความเห็นต่อเร่ืองสิทธิมนุษยชนว่ามีการขยายตัวได้รับการยอมรับ และเป็นที่รู้จักมากข้ึนเร่ือยมา กล่าวย้า สทิ ธทิ ่ีเป็นประเด็นในสังคมไทยในการต่อสู้ปกป้องสทิ ธิเพอ่ื ให้เป็นไปตามปฏญิ ญาสากลแหง่ สทิ ธมิ นุษยชน (UDHR) เป็นผลให้เกิดปฏิกิริยาจากฝ่ายต่อต้านจนถึงขั้นมีการฆาตกรรมและการประทุษร้ายชาวบ้านมากข้ึน ทั้งนี้ ส่อื สมยั ใหม่ยังสามารถแพร่กระจายข่าวสารได้ง่ายและมากข้ึน ผู้คนต่ืนตัวมากข้ึน แต่ยังไม่มีการแก้ไขปัญหาเหลา่ นี้ รฐั เองได้นาเสนอมาตรการใหม่ ๆ ข้นึ มาเรือ่ ย ๆ แต่ยังไม่แก้ไขไดอ้ ย่างแท้จรงิ ดร. ชมชวน บุญระหงษ์ ผู้ดาเนินรายการ สรุปช่วงท้ายว่าปัญหาการละเมิดสิทธิ มนุษยชนในประเทศไทยเกิดจากอคติอันมีทีม่ าจากลัทธิชาตินิยม และการติดยึดในศาสนาจากการผูกโยงคาว่าชาติ คือ รัฐบาลเป็นวัฒนธรรมไทยท่ีปลูกฝังกันมาจึงยังไม่มีการแก้ไขและไม่มีแรงผลักดันมากนัก การมีแนวคิด “เรา - เขา” จึงมองว่าชาวเขาด้อยกว่าจึงเปิดโอกาสและความชอบธรรมในการกระทาที่โหดร้าย ทารุณ และการ กระทาที่เป็นการเลือกปฏิบัติบนฐานของเช้ือชาตินิยม ปัญหาอีกประการหน่ึงคอื ปัญหาของการใช้อานาจและการ มผี ลประโยชนท์ บั ซ้อนจากการใช้อานาจ ๓.๓. สรปุ สถานการณ์ละเมดิ สิทธมิ นษุ ยชนชนเผ่าพ้นื เมอื งและกลุม่ ชาติพันธใุ์ นประเทศไทย จากข้อมูลการลงพ้ืนที่ภาคสนามและการเสวนาสถานการณ์การละเมิดสิทธิมนุษยชนชนเผ่า พืน้ เมืองและกลุ่มชาตพิ ันธ์ุในประเทศไทยประกอบกับการศึกษาสถานการณ์ของกลุม่ ชาตพิ ันธุ์ในประเทศไทยพบว่า หากพิจารณาตามหลักการปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชนซ่ึงแบ่งประเภทของสิทธิมนุษยชนไว้ ๕ ประเภท ได้แก่ (๑) สิทธิพลเมืองเป็นสิทธิส่วนบุคคลที่บุคคลทุกคนต้องมีอันถือเป็นสิทธิพ้ืนฐาน และการได้มาโดยการเป็น พลเมือง (๒) สิทธิทางการเมืองเป็นสิทธิในการมีส่วนร่วมในการดาเนินกิจการท่ีเป็นประโยชน์ต่อสาธารณะ และ ถือเป็นเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นทางการเมือง (๓) สิทธิทางสังคมเป็นสิทธิท่ีจะช่วยพัฒนาคุณภาพชีวิต และครอบครัว (๔) สิทธทิ างเศรษฐกจิ เป็นสทิ ธิในการไดม้ าซึ่งทรัพย์สินและครอบครองทรัพย์สินทไี่ ด้มาเป็นของตน (๕) สิทธิทางวัฒนธรรมเป็นสิทธิในการเข้าร่วมทางวัฒนธรรมอย่างอิสระ และเสรีภาพ นั้น ชนเผ่าพ้ืนเมืองและ กลุ่มชาติพันธุ์ในประเทศไทยท่ีมีสถานะทางสังคมเป็น “คนชายขอบ” ทาให้ถูกละเมิดสิทธิมนุษยชนด้านต่าง ๆ ในหลายกรณีท้ังหากแบ่งระดับของการละเมิดสิทธิมนุษยชนที่ชนเผ่าพ้ืนเมืองและกลุ่มชาติพันธ์ุในประเทศไทย อาจแบง่ ไดเ้ ป็น ๓ ระดบั ดงั นี้ ระดับแรก เป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนในระดับท่ีก่อให้เกิดความรุนแรงต่อชีวิตและทรัพย์สิน รวมถึงสิทธิในท่ีอยู่อาศัย พื้นที่ทากินและพ้ืนที่จิตวิญญาณของกลุ่มชนเผ่าพ้ืนเมืองและกลุ่มชาติพันธ์ุ การละเมิด ในระดับน้ีมีมีรูปธรรมเห็นให้ได้จากกรณีนายชัยภูมิ ปะแส เยาวชนชาวละหู่ หรือการคุกคามพื้นที่อยู่อาศัย พ้ืนที่ทากิน และพื้นท่ีจิตวิญญาณของกลุ่มชนเผ่าพ้ืนเมืองและกลุ่มชาติพันธ์ุหลายกลุ่มโดยเฉพาะอย่างย่ิง กลุ่มชาติพันธุ์ในพ้ืนที่สูง เช่น กลุ่มชาติพันธ์ุกะเหร่ียง กลุ่มชาติพันธุ์อาข่า เป็นต้น หรือกลุ่มชาติพันธุ์ในป่า เช่น


Like this book? You can publish your book online for free in a few minutes!
Create your own flipbook