Important Announcement
PubHTML5 Scheduled Server Maintenance on (GMT) Sunday, June 26th, 2:00 am - 8:00 am.
PubHTML5 site will be inoperative during the times indicated!

Home Explore คู่มือ ออนไลน์...ม.ปลาย...เรียบร้อย

คู่มือ ออนไลน์...ม.ปลาย...เรียบร้อย

Published by fangza_8894, 2021-12-02 03:40:21

Description: คู่มือ ออนไลน์...ม.ปลาย...เรียบร้อย

Search

Read the Text Version

แผนการจัดกิจกรรมการเรยี นรรู ายวชิ าแบบออนไลน รายวิชา ภาษาไทย พท31001 จำนวน 5 หนว ยกิต ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย จำนวน 200 ช่ัวโมง บทเรียน หวั เรือ่ ง วตั ถุประสงคเ ชิง กจิ กรรมการเรยี นรู เวลา สอ่ื /แหลง เรียนรู การวดั และ กศน.4 ผลการเรียนรูที่ ออนไลนท ี่ พฤติกรรม ประเมินผล คาดหวัง 1 1. สนุกกับ 1. ตีความแปลความและ ผูเรยี นเรยี นรจู ากหนงั สอื 90 1. หนังสือเรียน บทเรยี น - 1. ตีความแปลความ วรรณกรรมไทย ขยายความเรอ่ื งทอี่ าน แบบเรียน หรอื อนิ เทอรเ นต็ ชม. วชิ าภาษาไทย ออนไลนท่ี 1 และขยายความเรอ่ื ง 2. พฒั นาการ 2. วิจารณ วิจารณ ความ เร่อื ง พท31001 ท่อี าน เขียนเพื่องาน สมเหตุสมผล การลำดบั 1. หลกั การตคี วาม แปลความ 2. Google Site 2. วิจารณ วิจารณ อาชพี ความคิดและความ และขยายความ บทเรียนออนไลน ความสมเหตสุ มผล 3. ภาษาพาสนกุ เปนไปไดข องเรือ่ งท่ีอา น 2. การอานบทประพนั ธท่ี ที่ 1 การลำดบั ความคดิ 3. อธิบายความหมาย ไพเราะทง้ั รอ ยแกวรอ ยกรอง และความเปน ไปได ของภาษาถิ่นสำนวน 3. ความหมายของวรรณคดี ของเรอื่ งทอ่ี าน สุภาษติ ทป่ี รากฏใน วรรณกรรม ปจ จบุ ันและ 3. อธบิ าย วรรณคดวี รรณกรรม วรรณกรรมทอ งถน่ิ ความหมายของ ปจจุบัน 4. การอา นวรรคทอง ใน ภาษาถ่ินสำนวน วรรณกรรมทอ งถ่นิ วรรณคดี จากเรอ่ื ง ขนุ ชาง สุภาษิตทปี่ รากฏใน 4. อธิบายคุณคา ขุนแผน พระอภัยมณี อิเหนา วรรณคดีวรรณกรรม วรรณคดีวรรณกรรม นิทานเวตาล นิราศพระบาท ปจจบุ ัน 98

บทเรียน หวั เร่อื ง วัตถุประสงคเ ชิง กจิ กรรมการเรียนรู เวลา ส่ือ/แหลงเรยี นรู การวัดและ กศน.4 ผลการเรยี นรทู ี่ ออนไลนท่ี พฤตกิ รรม ประเมินผล คาดหวัง ปจ จุบันและวรรณกรรม นิราศภเู ขาทอง รา ยยาวมหา วรรณกรรมทอ งถน่ิ ทองถิ่น เวสสนั ดรชาดก มัทนพาธา 4. อธิบายคณุ คา 5. เลือกใชส อื่ ในการ พระมหาชนก (ทศชาติชาดก) วรรณคดวี รรณกรรม คนควา หา 5. แนวคิดและคา นิยมทีป่ รากฏ ปจ จบุ ันและ ความรทู ่ีหลากหลาย ในวรรณคดแี ละดา นสงั คม วรรณกรรมทองถนิ่ 6. มมี ารยาทในการอา น 6. การมีมารยาทในการอาน 5. เลือกใชส อื่ ในการ และมนี สิ ัยรักการอาน 7. การเขยี นแผนภาพความคดิ คนควาหา 7. เขยี นแผนภาพ 8. การเขียนยอ ความ ความรทู ห่ี ลากหลาย ความคดิ 9. การเขียนเรยี งความ 6. มีมารยาทในการ เขียนยอความ 10. การเขยี นจดหมาย อานและมนี สิ ยั รกั เรยี งความ 11. การเขยี นอธบิ าย การอาน จดหมาย เขียนอธบิ าย 12. การกรอกแบบพิมพ 7. เขยี นแผนภาพ ไดถกู ตอ งตามอกั ขระวธิ ี ประเภทตา ง ๆ เชน กรอกใบ ความคดิ และระดบั ภาษา สมคั รงาน กรอกใบสมัครเรียน เขียนยอความ 8. การกรอกแบบพิมพ กรอกใบคำรอ งตา ง ๆ เรียงความ ประเภทตาง ๆ ได 13. การปฏบิ ตั ติ นเปน ผมู ี จดหมาย เขียน ถกู ตอ ง มารยาทในการเขียนและมนี สิ ยั อธิบาย 9. ปฏิบตั ติ นเปนผมู ี รักการเขียน ไดถกู ตองตาม 99

บทเรียน หวั เร่อื ง วัตถปุ ระสงคเชงิ กิจกรรมการเรยี นรู เวลา ส่อื /แหลงเรยี นรู การวัดและ กศน.4 ผลการเรยี นรูท ี่ ออนไลนท่ี พฤตกิ รรม ประเมินผล คาดหวงั มารยาท 14. ธรรมชาติของภาษา อักขระวิธีและระดบั ในการเขยี น และมีการ - การเปล่ียนแปลงของ ภาษา จดบนั ทกึ อยางสมำ่ เสมอ ภาษา 8. การกรอกแบบ 10. อธบิ ายธรรมชาติ - ลักษณะของภาษา พิมพประเภทตา ง ๆ ของภาษาและใชประโยค - พลังของภาษา ไดถ กู ตอ ง ตามเจตนาของการ 15. การใชถ อ ยคำ สำนวน สอ่ื สาร สภุ าษิต คำพังเพย 11. เลือกใชถ อ ยคำ 16. โครงสรา งของประโยค สำนวน สภุ าษติ รูปประโยค และชนดิ ของ คำพงั เพยให ประโยค ตรงความหมาย 17. ระดับภาษา 12. ใชประโยคไดถ กู ตอ ง 18. คำสุภาพ ตามเจตนาของผสู ง สาร 19. คำราชาศัพท 13. ใชค ำสภุ าพ และคำ - มอบหมายใหผ เู รยี นทำใบ ราชาศพั ทใหถ ูกตอ งตาม กิจกรรมบทเรยี นออนไลนท ี่ 1 ฐานะและบคุ คล เร่ือง การอา นวรรณคดี 100

แผนการจัดกจิ กรรมการเรยี นรรู ายวิชาแบบออนไลน รายวชิ า ภาษาไทย พท31001 จำนวน 5 หนว ยกิต ระดบั มธั ยมศึกษาตอนปลาย จำนวน 200 ชั่วโมง บทเรียน หัวเรื่อง วัตถุประสงคเ ชิง กิจกรรมการเรียนรู เวลา สอ่ื /แหลง เรียนรู การวัดและ กศน.4 ผลการเรยี นรทู ่ี ออนไลนท ่ี พฤตกิ รรม ประเมินผล คาดหวัง 2 บทท่ี 1 1. เห็นคุณคา ของ - ผเู รยี นเรยี นรจู าก Google 9 ชม. - Google Site บทเรียน ชองท่ี 1. เหน็ คุณคา 1. หลกั การ สอ่ื ในการฟง การดู Site https://sites.google.com/ ออนไลนท่ี 2 1 ของส่ือในการ view/phutth31001 ฟง การดู และ และการพูด วิชาภาษาไทย พท31001 ฟง การดแู ละ - สื่อคลปิ วดิ โิ อ เรื่อง การพดู 2. วิจารณค วาม - ผูเรยี นทำแบบทดสอบกอน การพูด หลกั การฟง การดู และการ 2. สรุปความ สมเหตสุ มผล การ เรียน พูด 2. วจิ ารณค วาม จับประเดน็ ลำดับความและ - ครมู อบหมายใหผ เู รยี นดูคลปิ สมเหตสุ มผล ใจความสำคัญ ความเปนไปไดของ วิดโิ อนำเขาสบู ทเรยี น เรอ่ื ง การ ของเรอ่ื งทฟ่ี ง เรอ่ื งที่ฟง การดูและ ความรูเบ้ืองตน ของหลกั การฟง ลำดบั ความและ การดูและการ การพดู การดู และการพูด - ครมู อบหมายใหศกึ ษาความรู ความเปน ไปได พูด จากคลปิ วดิ โิ อ เรือ่ ง หลักการฟง ของเรอ่ื งทฟี่ ง การดูและการ การดู และการพดู พูด - ผูเรียนทำใบงานบทเรียน ออนไลนที่ 2 เร่ือง การพดู 101

บทเรียน หวั เรื่อง วตั ถปุ ระสงคเ ชิง กจิ กรรมการเรยี นรู เวลา ส่อื /แหลง เรียนรู การวดั และ กศน.4 ผลการเรียนรทู ่ี ออนไลนท่ี พฤตกิ รรม ประเมินผล คาดหวัง - ผูเรียนทำแบบทดสอบหลัง เรียน 102

แผนการจดั กิจกรรมการเรยี นรูรายวิชาแบบออนไลน รายวิชา ภาษาไทย พท31001 จำนวน 5 หนวยกิต ระดับมธั ยมศึกษาตอนปลาย จำนวน 200 ชั่วโมง บทเรียน หัวเรื่อง วตั ถปุ ระสงคเ ชงิ กจิ กรรมการเรียนรู เวลา สือ่ /แหลงเรยี นรู การวัดและ กศน.4 ผลการเรียนรู ออนไลนท่ี พฤติกรรม ประเมินผล ทค่ี าดหวัง 3 บทที่ 2 นำเสนอความรู - ผูเรยี นเรยี นรจู าก Google Site 9 ชม. - Google Site บทเรียน ชอ งท่ี 2 ผเู รยี นนำเสนอ 1. การ ความคิดเหน็ ท่ไี ด วิชาภาษาไทย พท31001 https://sites.google.com/ ออนไลนที่ 3 ความรู ความ คดิ เห็นทไ่ี ด วเิ คราะห จากการฟง การ - ผูเรยี นทำแบบทดสอบกอ น view/phutth31001 จากการฟง การดูและการ ขอ เท็จจรงิ ดูและการพดู เรียน - สอ่ื คลปิ วดิ โี อ เรื่อง การ พูด ขอ คดิ เหน็ และ - ครูมอบหมายใหผเู รยี นดคู ลิป วเิ คราะหข อเทจ็ จรงิ และ สรปุ ความ วดิ โี อนำเขา สบู ทเรยี น เรื่อง ขอ คิดเหน็ 2. หลักการ การวิเคราะหขอ เทจ็ จรงิ และ แสดงความ ขอ คดิ เหน็ คิดเหน็ - ครูมอบหมายใหผ เู รียนศึกษา ความรจู ากคลปิ วดิ โี อ เรอื่ ง การ วเิ คราะหขอเทจ็ จรงิ และ ขอคิดเห็น 103

บทเรียน หัวเรื่อง วตั ถปุ ระสงคเชิง กจิ กรรมการเรียนรู เวลา สื่อ/แหลงเรียนรู การวดั และ กศน.4 ผลการเรียนรู ออนไลนท ่ี พฤตกิ รรม ประเมนิ ผล ที่คาดหวัง - ผเู รียนทำใบงานบทเรยี น ออนไลนท ่ี 3 เรอื่ ง การแยก ขอเท็จจรงิ และขอคิดเห็น - ผเู รียนทำแบบทดสอบหลงั เรียน 104

แผนการจดั กจิ กรรมการเรียนรรู ายวชิ าแบบออนไลน รายวชิ า ภาษาไทย พท31001 จำนวน 5 หนว ยกิต ระดบั มธั ยมศกึ ษาตอนปลาย จำนวน 200 ชวั่ โมง บทเรียน หัวเร่ือง วตั ถุประสงคเชงิ กจิ กรรมการเรยี นรู เวลา สื่อ/แหลง เรียนรู การวดั และ กศน.4 ผลการเรยี นรทู ่ี ออนไลนที่ พฤติกรรม ประเมนิ ผล คาดหวัง บทเรียน 4 บทท่ี 3 1. นำเสนอความรู - ผเู รียนเรยี นรจู าก Google Site 10 - Google Site ออนไลนท ี่ 4 ชองท่ี 3 1. นำเสนอ การพูดเปน ความคดิ เห็นที่ไดจ าก วชิ าภาษาไทย พท31001 ชม. https://sites.google.com/ ความรู ความ view/phutth31001 ทางการ และ การฟง การดูและ - ผูเรียนทำแบบทดสอบกอนเรียน คดิ เห็นท่ไี ดจ าก - ส่ือคลปิ วดิ ิโอ เรือ่ ง การ การพดู - ครมู อบหมายใหผเู รียนดูคลปิ วดิ ิ การฟง การดู ไมเปน ทางการ 2. ใชศ ิลปะการพูดท่ี โอนำเขา สบู ทเรยี น เรอ่ื ง การพูด พดู เปน ทางการ และการพดู เปนทางการและไม เปน ทางการ และ ไมเปนทางการ 2. ใชศลิ ปะการ เปน ทางการไดอ ยา ง - ครูมอบหมายใหผเู รียนศกึ ษา พูดทเี่ ปน เหมาะสมกับโอกาส ความรูจากคลปิ วิดิโอ เรื่อง การ - ส่ือคลปิ วดิ โิ อ เรื่อง การ ทางการและไม พูดไมเ ปน ทางการ และบคุ คล พดู เปน ทางการ และ ไมเปน เปน ทางการได ทางการ อยา งเหมาะสม - ผูเรยี นทำใบงานบทเรียน กับโอกาสและ ออนไลนท ี่ 4 เร่ือง การพูดเปน บุคคล ทางการ และ ไมเ ปนทางการ 105

บทเรยี น หัวเรือ่ ง วตั ถปุ ระสงคเ ชิง กจิ กรรมการเรยี นรู เวลา สอ่ื /แหลงเรยี นรู การวัดและ กศน.4 ผลการเรยี นรทู ี่ ออนไลนท ี่ พฤติกรรม ประเมนิ ผล คาดหวงั - ผูเรียนทำแบบทดสอบหลงั เรียน แผนการจัดกิจกรรมการเรยี นรูรายวิชาแบบออนไลน รายวิชา ภาษาไทย พท31001 จำนวน 5 หนว ยกิต ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย จำนวน 200 ช่วั โมง บทเรียน หัวเร่อื ง วตั ถุประสงคเ ชงิ กจิ กรรมการเรยี นรู เวลา ส่อื /แหลงเรยี นรู การวัดและ กศน.4 ผลการเรยี นรูท ่ี ออนไลนท่ี พฤตกิ รรม ประเมินผล คาดหวัง 5 บทท่ี 4 1. วิเคราะห - ผเู รียนเรยี นรจู าก Google Site 12 - Google Site บทเรยี น ชองท่ี 4 1. วเิ คราะห 1. ศลิ ปะการพูด ประเมนิ คา การใช วชิ าภาษาไทย พท31001 ชม. https://sites.google.com/ ออนไลน ประเมนิ คาการ ประเภทตา ง ๆ ภาษาพดู จากส่ือ - ผเู รียนทำแบบทดสอบกอ น view/phutth31001 ใชภาษาพูดจาก ที่ 5 เชน ตาง ๆ เรียน สือ่ ตาง ๆ - พูดแนะนำตนเอง 2. ปฏบิ ตั ติ นเปน ผู - ครูมอบหมายใหผเู รียนดูคลิป 2. ปฏบิ ตั ิตนเปน - พดู กลาวตอ นรบั มมี ารยาทในการ วดิ โิ อนำเขา สูบ ทเรียน เรื่อง ผูม มี ารยาทใน - พูดกลาวขอบคณุ ฟง การดูและการ ศลิ ปะการพดู ประเภทตาง ๆ การฟง การดู - พูดโนมนาวใจ/ พดู - ครมู อบหมายใหผ เู รยี นศกึ ษา และการพูด ปฏเิ สธ - พดู เจรจา ความรูจ ากคลปิ วิดโิ อ เร่ือง ตอ รอง ศิลปะการพูด - พดู แสดงความ - ผูเรยี นทำใบงานบทเรยี น 106

บทเรียน หวั เรือ่ ง วัตถปุ ระสงคเ ชิง กจิ กรรมการเรียนรู เวลา สือ่ /แหลงเรียนรู การวัดและ กศน.4 ผลการเรยี นรทู ี่ ออนไลนท ่ี พฤติกรรม ประเมนิ ผล คาดหวัง คิดเห็น - พูด ออนไลนท ี่ 5 เรื่อง การพูด อธิบาย ประเภทตา ง ๆ - พดู สุนทรพจน / - ผูเรยี นทำแบบทดสอบหลงั เรยี น โตว าที 2. มารยาทในการ ฟง ดู และพดู 107

108 ภาคผนวก : ส่อื เอกสารบทเรียนออนไลน 1-5 วิชาภาษาไทย (พท31001)

109 ใบกิจกรรม บทเรยี นออนไลนท่ี 1 เร่ือง การอา นวรรณคดี คำช้ีแจง ใหน กั ศึกษาไปศึกษาการอา นวรรณคดี แลวใหอัดคลปิ วดิ ิโอการอา นวรรณคดี โดยเลือกเรอ่ื งใด เรอ่ื งหนงึ่ จากตัวอยางทีใ่ ห ความยาวคลิปไมเ กนิ 5 นาที สงครผู สู อนแบบออนไลน (Line/Facebook) ตัวอยางวรรณคดี เรือ่ ง ขนุ ชาง ขุนแผน พระอภยั มณี อเิ หนา นทิ านเวตาล นริ าศพระบาท นริ าศ ภูเขาทอง รา ยยาวมหาเวสสนั ดรชาดก มทั นพาธา พระมหาชนก (ทศชาตชิ าดก) กำหนดสง วันท่ี 12 ก.ค. 63

110 แบบทดสอบกอ นเรียน บทเรียนออนไลนท ี่ 2 เรอื่ ง หลกั การฟง การดู และการพูด 1. การฟงมคี วามหมายตรงกับขอ ใด ก. การไดยิน ข. การรคู วามหมาย ค. การทำความเขาใจซง่ึ กันและกนั ง. การรับรคู วามหมายจากเสียงทีเ่ ราไดยิน 2. ขอ ใดไมใชค ุณสมบตั ขิ องผูฟงท่ดี ี ก. นั่งฟง เงยี บๆ แสดงอาการรบั รจู นกวาผูพูดจะพูดจบ ข. พิจารณาเร่อื งราวท่กี ำลงั ฟงวานาเชื่อถือมากนอยเพียงใด ค. รวบรวมความคิดใหไดวาผพู ูดมีวัตถุประสงคอ ะไรในการพดู น้ัน ง. แยกแยะไดวาเรอ่ื งท่ีไดฟง น้นั มีสวนใดเปน ขอเทจ็ จริง สวนใดเปนขอคิดเห็น 3. เมือ่ หัวหนาหองของทา นประกาศใหทกุ คนในชั้นเรียนทราบวา วันนีอ้ าจารยตดิ ราชการมาสอน ไมได ขอให นกั ศึกษาทำแบบฝกหัด......ใหเ สร็จ ทา นควรปฏิบตั อิ ยา งไร ก. ทำแบบฝกหัดตามท่อี าจารยม อบหมายให ข. นง่ั คุยกบั เพอื่ นกอนแลวคอยลอกเพื่อนท่ีทำเสรจ็ ค. ทำแบบฝกหัดวิชาอน่ื ท่คี างอยูกอน ง. ออกจากหองและเตรียมการเรียนวิชาใหม 4. ขอใด ไมใ ชก ารใชวิจารณญาณในการฟง ก. ฟงแลวยอมรบั ทัศนะของผูอ่ืน ข. ฟงแลวคิดตามวานาเชอื่ ถือเพียงใด ค. ฟง แลวพจิ ารณาวาผูพดู ใชวิธกี ารถายทอดความรูสึกนึกคิดอยางไร ง. ฟง แลวพิจารณาวาเร่ืองน้ันเปนขอเทจ็ จริงหรอื เปนความคดิ เหน็ ของผูพูด 5. เมอ่ื ผอู ืน่ มาพดู ถงึ ความไมดขี องบคุ คลท่ี 3 ทานควรทำอยา งไร ก. หามปรามวาไมควรพูดใหผูอ่นื เสียหาย ข. พิจารณาวาถาเปนความจรงิ ตามท่ีไดฟงก็ควรบอกใหผูนัน้ แกไข ค. ไมแสดงความคิดเหน็ และพยายามเปล่ยี นหัวขอสนทนา ง. พยายามซักไซใ หผ ูพูดขยายความมากข้ึน

111 6. การฟงการอภปิ รายเปน การฟง เพ่ือจุดประสงคใด ก. ฟงเพ่ือความรู ข. ฟง เพอ่ื คดิ ค. ฟง เพอื่ ใหเกิดความเพลิดเพลิน ง. ฟง เพอื่ ความรแู ละเพ่อื คิด 7. ขอใดไมใ ชอ ุปสรรคของการฟง ก. คาดหมายไวกอนวาผูพูดเปนคนพูดเกง ข. ความคิดเห็นของผูพูดถูกตองเสมอ ค. เด็ก ๆ ขางนอกหอ งประชุมวิ่งเลนอกึ ทึก ง. ภายในหองคอนขา งรอนเพราะไมมีแอรมแี ตพัดลม 8. ขอใดเปนการใหเ กยี รติผูพูด ก. ไมสง เสียงดงั พูดเพียงกระซบิ กระซาบเบา ๆ พอไดย ินกนั สองคน ข. ปรบมอื และสง เสียงรองใหกำลังใจแกผ ูพูด ค. เม่ือพอใจคำพูดตอนใดใหป รบมือแสดงความพอใจ ง. แสดงความสนใจดวยการลุกข้ึนถามคำถามทันทีท่เี กดิ ความสงสยั 9. พฤติกรรมใดทเี่ หมาะสมในการฟง ในที่ประชุมชน ก. นั่งฟง อยางสบาย ๆ ข. นำอาหารเขามารับประทาน ค. ปรบมือตอนรบั ง. น่งั หลับตาทำสมาธิขณะฟง 10. ขอ ใดไมใชวธิ กี ารชวยพัฒนาประสิทธิภาพในการฟง ? ก. เตรยี มตัวกอ นฟง ข. ฟงโดยมอี คติกบั ผูพ ูดเพ่ือจับผิด ค. สรางความสนใจและตอ งการท่จี ะฟง ง. ฟงดวยความต้งั ใจ

112 เฉลย แบบทดสอบกอ นเรียน บทเรียนออนไลนท ี่ 2 เรอ่ื ง หลักการฟง การดู และการพูด 1. ง 2. ข 3. ก 4. ง 5. ก 6. ง 7. ก 8. ก 9. ค 10. ค.

113 ใบความรู บทเรยี นออนไลนท ่ี 2 เรอื่ ง การฟง การดู และการพูด เรอื่ งการฟง 1. ความหมายของการฟง พจนานุกรมฉบบั ราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2525 ไดอ ธบิ ายความหมายของการฟงไวว า การฟง หมายถึงการต้ังใจสดับคอยรับฟงดวยหู ไดย นิ ขยายความไดว า การฟง เรมิ่ จากการไดยนิ เสยี กอน ขน้ั ที่ 2 ติดตามเรื่องราวของส่ิงทไี่ ดย ินไปดว ยพอถึงขัน้ ท่ี 3 ตองสามารถเขาใจสิ่งที่ไดย นิ หรือตีความหมายของ ส่ิงท่ีไดยินได และข้ันสุดทาย ตองเกิดความคิดคลอยตามหรือโตแยงส่ิงท่ีไดยินนั้น เพื่อนำไปใช ประโยชนตอไป 2. ประโยชนของการฟง 2.1 ชว ยใหมคี วามรูและสติปญญาเฉลยี วฉลาด เปน ผทู ันโลกและทันเหตุการณเพราะฟง มาก ยอมรูมาก ซง่ึ เปนคณุ สมบัติของความเปนนักปราชญหรือผูเปน พหสู ตู 2.2 ชวยใหนำสิ่งท่ีไดสดับฟงนั้น ไปใชใหเกิดประโยชนในชีวิตประจำวันได เชน ตัดสิน ปญหาได หรือมคี วามคดิ สรางสรรค 2.3 ชวยใหเกิดทักษะในการฟง คือ สามารถจับใจความสำคัญของเร่ืองที่ฟง ซึ่งเปน เครอ่ื งมือสำคัญในการแสวงหาความรูได 2.4 ชวยใหมีวิจารณญาณในการฟง คือ สามารถพิจารณาไตรตรองไดวา สิ่งใดบางเปน ขอเทจ็ จรงิ สง่ิ ใดบา งผดิ และสิง่ ใดบางถูกตอง 3. วตั ถุประสงคของการฟง การฟงทีด่ ีผฟู งจะตองตัง้ จุดประสงคข องการฟง ไวใ นใจเสยี กอ น ซง่ึ ผฟู งมักมจี ดุ ประสงคใหญ 3 ประการ คอื 3.1 ฟงเพ่ือใหเ กดิ ความรูและความรอบรู แยกออกไดด งั นี้ 3.1.1 ฟง เพือ่ ใหเ กดิ ความรู การฟง ชนิดน้ีเปน สิง่ จำเปนสำหรบั นกั เรียน 3.1.2 ฟงเพื่อใหเกิดความรู เปนการฟงท่ีชวยสรางเสริมเพ่ิมพูดความรูใหกวางขวาง ย่งิ ขน้ึ เชน ฟงขาว เหตบุ านการเมอื ง ฯลฯ การฟงตองสามารถจับประเด็นสำคัญของเร่ือง โดยอาศัย หลกั การพินิจสารและรูจ ักประเมินคณุ คาของสาร

114 3.2 ฟงเพ่ือหาเหตุผลมาโตแยงหรือคลอยตามเปนการฟงที่มีจุดมุงหมายใหผูฟงมี วจิ ารณญาณในการฟงเปนสำคัญ คอื เม่ือฟงอะไรแลวตองเปนผูรูจ ักคิด รูจักไตรตรองวา ส่ิงท่ีตนไดฟงมา นัน้ มีเหตผุ ลสมควรเช่อื ถือหรือไม อนั จะเปนการฝกใหเปนคนสขุ ุมรอบคอบ ไมเชื่อสง่ิ ใดอยา งงมงาย 3.3 ฟง เพ่อื ความเพลดิ เพลนิ และซาบซง้ึ เปนการฟง ดว ยความนยิ มชมชอบ ผฟู ง จะไดรับ ท้ังความสนุกสนานและความเพลดิ เพลนิ การฟง อยางนถี้ อื เปนการตอบสนองความตองการทางอารมณ ชว ยผอ นคลายความตึงเครยี ด 4. ลกั ษณะของการเปนผูฟง ทด่ี ี การฟงเปน สิ่งท่ีมคี วามสำคญั ตอชีวิตของบคุ คลทั่วไป เราจงึ ควรทราบลักษณะของผฟู งทด่ี ี ซ่ึงมดี งั น้ี 4.1 มีสมาธิในการฟง การมีสมาธิเปน สงิ่ จำเปน มากในการฟง ผฟู ง ตอ งตัดความวิตกหรือ ความกังวลใจตาง ๆ ออกจากจิตใจใหหมด ฉะน้นั ทกุ ครัง้ ทีฟ่ ง เร่อื งใดกต็ าม ผฟู งตองหมน่ั ฝก ความมสี มาธิ ใหแ กตนเองพยายามพุงความสนใจไปในเร่ืองที่ตนกำลังฟงนัน้ 4.2 ตัง้ จดุ มงุ หมายในการฟง ในการฟง แตละครั้งผฟู งควรตัง้ จุดมงุ หมายไววาจะฟงเพื่ออะไร เชน ฟงเพื่อจับใจความสำคัญ ฟง เพ่ือความเพลดิ เพลิน เปน ตน การฟงอยางไรจุดหมายยอมเสียเวลาใน การฟง 4.3 วิเคราะหเจตนาของผูพูด คือ ตองรูจักวิเคราะหเจตนาของผูพูดวา ผูพูดมีความ ประสงคอยา งไร มีสิ่งใดแอบแฝงซอ นเรนอยูในเรอื่ งที่พูดหรอื ไม 4.4 สนใจและจับประเดน็ สำคัญเร่อื งทฟี่ งใหได คอื ขณะฟงตอ งรูจักใชส ติปญ ญาวิเคราะหดู วาผูพูดกำลังพูดเร่ืองอะไร ใหสาระประโยชนอะไรบาง เร่ืองท่ีฟงนั้นมีประเด็นสำคัญอยางไร แลว พยายามสรปุ ความคิดรวบยอดใหไ ด 4.5 ตองวางใจเปน กลางไมมอี คตใิ ด ๆ ตอผูพดู การมอี คติ และการจบั ผดิ ผูพูดยอ มมผี ลเสีย มากกวา ได ควรหลีกเลีย่ งการจบั ผดิ เลก็ ๆ นอย ๆ เชน การแตงกาย การพดู ซ้ำ ๆ ซาก ๆ ในบางคำ ฯลฯ เพราะจะทำใหผูฟงเกิดรูสึกวาเร่อื งท่ีกำลังฟงนั้นเปนเรื่องท่ีนาตำหนิ ควรสรางเจตคติท่ีดีตอผูพูดเสมอ การทำใจไดเชนนี้ จะทำใหบรรยากาศการฟงเปน ไปอยางราบรน่ื และเขาใจดี 4.6 ฟงดวยความอดทนและต้ังใจฟง ตองอดทนและตั้งใจฟงตั้งแตตนจนจบ การฟงอยาง ครึ่ง ๆ กลาง ๆ หรือฟงเพียงบางตอนยอ มทำใหไ มส ามารถเขาใจเนือ้ เรอื่ งไดส มบูรณ 4.7 ฟงอยางสำรวมใหเกียรติผูพูด และมีมารยาทอันดีงาม นับเปนคุณสมบัติของผูฟงท่ีดี การรูว าสิง่ ใดควรไมควร เชน การลุกเดินเขาออก การทำเสียงเอะอะนับเปนกิริยาทีไ่ มเหมาะสม ถือวา ไมใ หเกียรติ และเปนการเสยี มารยาทอยา งย่งิ แสดงความคิดเหน็ ก็ควรทำภายหลงั

115 4.8 ใชศิลปะในการฟง ผฟู งท่ดี ีไมค วรฟง อยางเดียวควรใชไหวพรบิ ในบางโอกาส เพื่อชว ย ใหผูพูดสามารถถายทอดความรู ความคิดของตนไปสูจุดหมายปลายทางตามที่ผูฟงตองการโดยการใช คำถามที่ไดจ ากการเชื่อถอื ผฟู งตองการ 4.9 ขณะฟง ควรบนั ทึกสิ่งสำคัญ หากสงสยั ควรซกั ถาม ใหเหมาะสม 4.10 หลักการฟง ผฟู งบนั ทึกวา เร่ืองราวตาง ๆ ท่ีฟงไปน้นั ตรงกับขอจรงิ และมเี หตุผล นา เชอื่ ถือเพยี งใด มสี ิ่งใดจะนำไปปฏิบตั ิใหเกิดประโยชนไดห รอื ไม และรจู ักนำความรูหรือขอคิดตาง ๆ ที่ไดจากการฟง ไปใชประโยชน ตามโอกาสอนั สมควร 5. มารยาทในการเปน ผฟู ง ท่ีดี ผูฟ ง ท่ดี คี วรตอ งระมัดระวังมารยาท ตั้งแตเร่ิมเขา ฟง ขณะฟง ไปจนกระทง่ั เลกิ ฟง คือ 5.1 ควรแตง กายสภุ าพเรยี บรอย เชน ไมสวมเส้ือปลอ ยชายรมุ ราม หรือสวมรองเทาแตะ ฟองนำ้ เขาฟง เปน ตน 5.2 ผูฟงที่ไปถึงกอน ควรนั่งเกาอ้ีท่ีเขาจัดไวแถวหนา ๆ ผูท่ีมาทีหลังจากน้ันก็ควรนั่งถัด กันลงมาขางหลังทีละแถวตามลำดับ เพ่ือผูมาชาจะไดไมตองหลีกคนหลาย ๆ คนเขาไปหาท่ีน่ัง ทำให วนุ วายขาดสมาธใิ นการฟงได ถา ผพู ูดเรมิ่ พดู ไปบางแลว และไมมเี กาอใ้ี หนั่ง ก็ควรจะยนื ฟงอยา งสงบ และ มรี ะเบียบไมบ ังคับผูท ่ีนง่ั อยกู อน 5.3 ควรไปถงึ สถานทฟี่ งกอนผูพูดเรม่ิ พดู ถา เขาหลังผพู ูดเร่มิ พูดแลวตอ งแสดงความเคารพผู พูดกอน และเขาไปนั่งฟงอยางสงบ หากจำเปนตองออกจากหองประชุมที่นั่งฟงอยูกอนท่ีจะพูดจบ ก็ตอ งทำความเคารพผพู ดู กอนดวย 5.4 ควรฟงดวยความสนใจ ไมค วรแสดงสหี นา ทา ทางใหผ พู ดู เหน็ วา ผูฟง เกดิ ความเบื่อหนาย เพราะจะทำใหผ พู ดู เสยี กำลงั ใจ ถา เกดิ ไมอยากฟงจรงิ ๆ กค็ วรจะเลกิ ฟงและออกจากหอ ง ประชมุ ไปเลย 5.5 ควรใหเกียรติผูพูดดวยลักษณะตาง ๆ ท่ีทำได เชนพูดดี ถูกใจผูฟงก็ควรปรบมือ หรอื พูดชมเชยเม่ือมโี อกาส ขณะฟง อยูควรมองหนาผพู ูดตลอดเวลาและไมค วรคยุ กัน ดว ยเรอ่ื งสวนตัว จนเปน ท่รี ำคาญแกผอู ่นื ไมควรลกุ เดินขวักไขวไ ปมาไมควรนงั่ หลบั สัปหงก ฯลฯ 5.6 ถา เกดิ ขอสงสัยตองการซักถาม ควรรกั ษามารยาทดังนี้ 5.6.1 ควรยกมอื ข้ึน เม่ือไดร ับอนญุ าตแลวจงึ คอ ยถาม 5.6.2 ควรถามอยางสุภาพเรยี บรอยทั้ง ถอ ยคำและอากปั กริ ิยา 5.6.3 คำถามควรกะทดั รัด ตรงประเดน็ เก่ียวกับเรอื่ งท่ีฟง 5.6.4 ถา จะคัดคาน ควรคัดคา นอยางน่ิมนวล และกลา วขอโทษกอ น

116 5.6.5 เมื่อฟงพูดจบแลว ควรลุกขึ้น และออกไปมรี ะเบียบ พยายามทำใหเ กดิ เสยี งนอ ย ทส่ี ดุ 6. เรอ่ื ง การฟงและดูเพอ่ื จบั ประเด็นและสรุปความ 6.1 ความหมายของการจับประเด็น หมายถงึ การจับขอ ความสำคัญหรอื ใจความสำคญั ของ เรือ่ ง 6.2 ความหมายของการสรปุ ความ คอื การหยิบยกเอาความคิดหลกั หรือประเด็นท่ีสำคัญ ของเร่ืองมากลา วยำ้ ใหเ ดน ชดั โดยใชประโยคสัน้ ๆแลวเรยี บเรยี งใหเปน ระเบียบ 6.3 มารยาทในการฟงและดู 6.3.1 มองสบตาผูพูด ไมมองออกนอกหองหรือมองไปที่อน่ื อันเปนการแสดงวา ไม สนใจเรอ่ื งทีพ่ ูดและไมเ อาหนงั สอื ไปอา นขณะทีฟ่ งหรอื ดู 6.3.2 รักษาความสงบ ไมสงเสยี งรบกวนผูอื่น ไมเอาของขบเค้ยี วเขาไปทำลายสมาธิ ของผูอื่น การชมภาพยนตรค วรปดโทรศัพทมือถือจะไดไ มรบกวนความสขุ ของผูอ่ืน ไมควรพาเดก็ เลก็ ๆ ไปในโรงภาพยนตรหรือในทท่ี ่ตี องการความสงบ 6.3.3 แสดงกิรยิ าอาการที่เหมาะสม วัยรนุ ไมควรนั่งเก้ียวพาราสกี นั ในท่ีสาธารณชนที่ ตอ งการความสงบในการฟงและการดู เพราะนอกจากจะรบกวนสายตาคนอื่นแลวยงั เปนการแสดงกิรยิ า ท่ีขดั ตอ ขนบธรรมเนียมของไทยอีกดวย 6.3.4 ในการดภู าพไมควรขีดเขยี นหรอื ฉกี ภาพซงึ่ แสดงถงึ ความไมมวี ัฒนธรรมท่ีดงี าม 6.4 หลกั การฟงและดูเพ่ือสรปุ ความและจบั ประเดน็ การฟงและดูเพ่ือจับประเด็นและสรุปความ เปนทักษะเบื้องตนที่ทุกคนจะตองฝกฝน เราจะตองติดตามฟง ดูเรื่องราวโดยตลอด ดังน้ันจึงตองมีสมาธิในการฟงและสามารถแยกแยะไดวา ขอความใดเปน ใจความสำคญั และขอ ความใดเปน พลความ ถาเราเขาใจเรอื่ งราวไดโดยตลอดแลว เรายอ ม จดจำเรอื่ งราวทีฟ่ ง และสามารถถายทอดใหคนอน่ื ฟงไดด วย ในการฟงแตละครง้ั เราตองจบั ประเด็นของเรือ่ งทีฟ่ งได คือ รูวาผูพูดตองการสอ่ื สารอะไร เปน ประเดน็ สำคัญ และรจู กั วาอะไรคอื ประเดน็ รองซงึ่ ขยายประเดน็ สำคัญ การฟงเชน น้ีเปนการฟง เพ่ือ จับใจความสำคญั และใจความรองและรายละเอยี ดของเร่อื ง มวี ธิ กี ารฟง ดังน้ี 6.4.1 ฟงเรื่องราวใหเขาใจ พยายามจับใจความสำคัญของเร่ืองเปนตอนๆ วาเรื่อง อะไร ใครทำอะไร ทไี่ หน เม่อื ไร อยา งไร 6.4.2 ฟงเร่ืองราวท่ีเปนใจความสำคัญแลวหารายละเอียดของเร่ืองท่ีเปนลักษณะ ปลกี ยอ ยของใจความสำคัญ หรอื ทีเ่ ปน สว นขยายใจความสำคญั

117 6.4.3 สรุปความโดยรวบรวมเนื้อหาสาระสำคัญอยางครบถว น วธิ กี ารสรุปความจากการฟงนัน้ เราจะตอ งคนหาใหพบวา สารใดเปนความคิด สำคัญในเร่ืองน้ัน ๆ แลวสรปุ ไวเ ฉพาะใจความสำคัญ โดยเขียนชื่อเรื่อง ผูพูด โอกาสท่ีฟง วัน เวลา และสถานทท่ี ไ่ี ดฟ ง หรือดูไวเ ปนหลกั ฐานเครอ่ื งเตอื นความทรงจำตอไป การฟง และดูเพ่ือจบั ประเดน็ และสรปุ ความ เปน การฟงในชวี ิตประจำวันเพื่อให ไดสาระสำคัญของเรื่องท่ีฟง เชน ฟงการสนทนา ฟงเรื่องราวขอมูลขาวสารตาง ๆ ฟงโทรศัพท ฟงประกาศ ฟงการบรรยาย ฟง การอภิปราย ฟงการเลา เร่อื ง เปน ตน 7. วธิ ีสรุปความตามลำดับขน้ั 7.1 ข้ัน อา น ฟง และดู - อา น ฟงและดใู หเขาใจอยา งนอย 2 เท่ียว เพื่อใหไ ดแนวคดิ ท่สี ำคัญ 7.2 ขัน้ คดิ - คิดเปน คำถามวาอะไรเปน จดุ สำคญั ของเรื่อง - คิดตอไปวา จุดสำคัญของเรื่องมีความสัมพันธกับสิ่งใดบาง จดส่ิงน้ันๆไวเปน ขอ ความส้นั ๆ - คิดวิธีทจ่ี ะเขียนสรปุ ความใหก ะทดั รดั และชัดเจน 7.3 ข้นั เขียน - เขียนรา งขอ ความส้ันๆทจ่ี ดไว - ขัดเกลาและตบแตงรางขอความที่สรุปใหเปนภาษาที่ดีส่ือความหมายไดแจมแจง ชัดเจน

118 ตัวอยางการสรปุ ความ เรอ่ื ง เราคือบทเรียนของเดก็ การศึกษาเปนเร่ืองสำคัญของชีวิต ทุกคนเกิดมาจะโง จะฉลาด จะดีจะช่ัวข้ึนอยูก ับ การศกึ ษา พอ แมทุกคนปรารถนาจะใหบ ตุ รหลานของตนเปนคนดี จนถึงกบั ยอมทนลำบากตรากตรำทำ การงานหาทรพั ยสินเงนิ ทองมาเปน คา ใชจ าย เพื่อการศกึ ษาของบุตรหลาน นบั วาเปน หนา ทีแ่ ละสิง่ ทีค่ วร ไดร ับการยกยอ งในการเสยี สละน้นั แตยงั มสี ิ่งที่มคี ณุ คา ทสี่ ุดในชวี ิตเดก็ กค็ อื บทเรียนอนั เปน จรยิ ศกึ ษาซง่ึ เกดิ จากการปฏิบัติตัวของพอ แมผูปกครองของเดก็ น่ันคอื การประพฤติปฏิบตั ดิ งี าม เพราะส่งิ ทีเ่ ดก็ ไดย ิน ไดฟ ง ไดรไู ดเห็นจากพอแมผูปกครองของตน เชนการพดู จาไพเราะ การงานเปน ระเบยี บเรียบรอยเปน ตน สง่ิ เหลา นี้เปนบทเรียนอยา งสำคัญ ท่จี ะซมึ ซาบเขา ไปในจติ ใจของเด็กดีย่ิงกวาหนังสอื บทเรียนอื่นๆ น้ันเปนการใหก ารศึกษาท่มี ีคาย่ิง เปน การปลูกสรา งนิสัยที่ดีใหแกเด็ก ถา พอแม ผูปกครองเปนคนดี มี นิสัยดี เอื้อเฟอ เผ่อื แผ มีเมตตา มีความยตุ ธิ รรม มีความรัก ความสามคั คีในครอบครวั เปน แบบอยา ง ทีด่ ี ก็จะทำใหเด็กเอาอยางในทางดี เปนคนดขี องพอ แม ผูป กครอง สมความปรารถนาทกุ ประการถา ปรารถนาดี หวงั ดีตอ บุตรหลาน อยาเพียงแตจะใหทุนการศกึ ษาอยางเดียว ตอ งทำตนใหเปนตัวอยา งท่ี ดี เปนบทเรยี นท่มี คี า ของบุตรหลานดวย แลวความปรารถนาของเรากจ็ ะสมหวงั จาก “แสงธรรม” ของมูลนธิ ิ ก.ศ.ม. การสรุปความ 1. ข้ันอา น ฟง และ คิด จบั แนวคิดไดด งั นี้ “พอ แม หาเงนิ ทองมาใหล ูกเรยี นอยา งเดียวยงั ไมพ อ ตอ งปฏบิ ัตติ นเปนตัวอยางทด่ี ีแกล กู ดวย จึงจะนับวาไดใ หก ารศึกษาท่ถี กู ตอ งแกลูก” 2. ขนั้ เขยี น 2.1 ขอความทจี่ ดไวชวยจำ “การศกึ ษา เรื่องสำคญั – คนจะดจี ะชว่ั โง ฉลาดเพราะการศึกษา พอแมหาเงินมาใหล ูกเรียนเสียสละ ควรยกยอ ง สิง่ ทม่ี คี า ตอเด็ก – บทเรียนจริยศกึ ษาคุณธรรม การปฏิบัติตนดงี าม เปนตัวอยา งท่ีดี รกั ลูก ตอ งทำใหเปน ตัวอยางทีด่ ดี วย” 2.2 ขอ ความทสี่ รุปแลว “การศกึ ษามคี วามสำคัญตอชวี ิตเด็ก เพราะสามารถทำใหเด็กฉลาดและเปน คนดีได พอ แมท ่รี กั ลกู อยากใหล ูกเปนคนดนี น้ั ไมควรจะพอใจเพยี งการทำหนาที่หาเงนิ มาใหลูกเรียนเทา นนั้ แตค วร คำนึงถงึ บทเรียนจรยิ ศกึ ษาอันมคี ณุ คา ย่ิงตอ ชวี ติ ของเดก็ อันไดแกการที่พอแมเ ปน ผมู ีคุณธรรมและปฏิบตั ิ ตนเปนแบบอยา งในทางทด่ี ีงามแกล ูกดวย”

119 เร่ืองการพูด การพูด เปนวธิ ีหนึ่งของการส่ือสาร การถายทอดความคิด ความรู ความเขาใจ ความรูสึก หรือ ความตองการ ดวยเสียง ภาษา และกริ ยิ าทาทาง เพอ่ื ใหผรู บั ฟง รับรู เขา ใจไดตรงตามจดุ ประสงคของผูพดู การส่อื สารจึงจะบรรลุผลไดหลักการพูด 1. ความหมายของการพูด ตามพจนานกุ รมฉบบั ราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2525 พดู คือ การเปลงเสียงออกเปน ถอ ยคํา, พดู จา การพดู เปนการส่ือสารดว ยภาษา จากตวั ผูพดู ไปยังผูฟง เพื่อสอ่ื ความหมายใหผ ูอ่นื ทราบความรสู ึก นึกคิดและความตองการของตน รวมทง้ั เปน การแลกเปล่ยี นขา วสาร ความรู ความคิดเห็น กอใหเ กิดความ เขาใจซ่งึ กันและกนั ชว ยใหกิจการตา ง ๆ ดำเนินไปดวยความเรยี บรอย 2. องคป ระกอบของการพูด การพูดมีองคประกอบสำคญั อยู 3 ประการ ดังนี้ ผพู ดู ผูพ ูดเปน ผทู ี่จะตองถา ยทอดความรูสึก ความคิดเห็น ขอ เท็จจริง ตลอดจนทัศนคติของตนสู ผฟู งโดยใชภ าษา เสยี ง อากับกิริยาและบคุ ลิกภาพของตนใหมปี ระสิทธิภาพมากท่ีสดุ ผพู ูดจะตองคำนงึ ถึง มารยาทและคณุ ธรรม ในการพดู ดวย สิ่งสำคัญที่ผูพูดจะตองยึดไวเปนแนวปฏิบัติคือ ผูพูดจะตองรูจกั สะสมความรู ความคิดและ ประสบการณที่มีคุณคา มีประโยชน แลวรวบรวม เรียบเรียงความรู ความคิดเหลาน้ี ใหมีระเบียบ เพ่ือท่ีจะไดถ ายทอดใหผูฟงเขาใจไดโดยงาย แจม แจง การสะสมความรู ความคิดและประสบการณ ผพู ูด สามารถทำไดหลายทาง เชน จากการอาน การฟง การสังเกต การกระทำหรือปฏิบัติดวยตนเอง การ สนทนากับผูอื่นนอกจากนี้แลว ผูพูดจะตองมีทักษะ ในการพูด การคิด การฟง และมีความสนใจที่จะ พัฒนาบุคลกิ ภาพอยเู สมอ ซง่ึ จะชว ยใหผพู ูด เกิดความมั่นใจในตนเอง สาระหรอื เร่ืองราวทพ่ี ูด คอื เน้ือหาสาระทผี่ พู ูดพดู ออกไป ซงึ่ ผูพูดจะตองคำนึงอยเู สมอวา สาระที่ตนพดู น้ันจะตองมี ประโยชนต อผฟู ง อกี ทั้งควรเปน เร่อื งท่ีใหม ทันสมยั เนือ้ หาจะตองมีความชดั เจน ผูพูดตอ งขยายความคือ ความรูที่นำเสนอสูผูฟงใหมีความกระจาง ซึ่งอาจขยายความดวยการยกตัวอยางแสดงดวยตัวเลข สถิติ หรือยกหลกั ฐานตา ง ๆ มาอางองิ การเตรียมเนอ้ื หาในการพดู มีขัน้ ตอน ดังนี้

120 1. การเลือกหัวขอเร่ือง ถาผูพูดมีโอกาสเลือกเร่ืองท่ีจะพูดเอง ควรยึดหลักที่วาตอง เหมาะสมกับผูพูด คือ เปนเร่ืองท่ีผูพูดมีความรอบรูในเรื่องน้ัน และเหมาะสมกับผูฟงเปนเรื่องที่ผูฟงมี ความสนใจ นอกจากนีจ้ ะตอ งคำนงึ ถึงโอกาส สถานการณ สถานท่ี และเวลา ทีก่ ำหนดใหพ ดู ดวย 2. การกำหนดจุดมุงหมายและขอบเขตของเรอ่ื งท่ีจะพูด ผูพูดจะตอ งกำหนด จุดมุงหมาย ในการพูดแตล ะครง้ั ใหช ัดเจนวาตองการใหค วามรู โนมนา วใจหรอื เพือ่ ความบนั เทงิ เพ่ือจะไดเ ตรยี มเรอ่ื งให สอดคลองกบั จุดมงุ หมาย นอกจากนี้ผูพ ูดจะตองกำหนดขอบเขตเรอื่ งที่จะพูดดว ยวาจะครอบคลุมเนอ้ื หา ลกึ ซึง้ มากนอยเพยี งใด 3. การคนควาและรวบรวมความรู ผูพูดตองประมวลความรู ความคิดท้ังหมดไวแลว แยกแยะใหไดวาอะไรคือความคิดหลัก อะไรคือความคิดรอง สิ่งใดที่จะนำมาใชเปนเหตุผลสนับสนุน ความคิดน้ันๆ และทสี่ ำคญั ผพู ดู จะตองบันทกึ ไวใ หช ัดเจนวาขอมูลทไี่ ดมาน้นั มที ่ีมาจากแหลง ใด ใครเปน ผูพดู หรือผูเขยี น ท้ังน้ีผูพูดจะได อางอิง ทมี่ าของขอ มูลไดถ กู ตองในขณะทพี่ ดู 4. การจดั ระเบียบเร่ือง คือ การวางโครงเร่ือง ซึ่งจะชวยใหการพูดไมวกวน สับสนเพราะผู พูดไดจัดลำดบั ข้นั ตอนการพดู ไวอยา งเปนระเบียบ มีความตอเน่ือง ครอบคลุมเนื้อหาท้ังหมดชวยใหผูฟง จบั ประเด็นไดงา ย การจดั ลำดบั เน้อื เร่อื งจะแบงเปน สามตอน คอื คำนำ เนื้อเรื่องและการสรุป ผฟู ง ผูพูดกบั ผฟู ง มคี วามสมั พันธกัน โดยผพู ดู ตอ งเราความสนใจผูฟง ดวยการใชภ าษา เสยี ง กริ ยิ า ทา ทางบุคลิกภาพของตน ในขณะเดียวกันผูฟงก็มีสวนชวยใหการพูดของผูพูดบรรลุจุดหมายไดโดยการ ตั้งใจฟง และคดิ ตามอยางมีเหตุผล กอ นจะพดู ทกุ ครง้ั ผพู ดู ตองพยายาม ศกึ ษารายละเอียดท่ีเกีย่ วกบั ผูฟง ใหมากที่สุด เชน จำนวนผูฟง เพศ ระดับการศึกษา ความเชื่อและคานิยม ความสนใจของผูฟง เปนตน การวิเคราะหผ ูฟงลวงหนา นอกจากจะไดนำขอมูล มาเตรียมการพูดใหเ หมาะสมแลว ผูพูดยังสามารถนำ ขอ มูลนัน้ มาใชในการแกปญหาเฉพาะหนา ท่ีอาจจะเกดิ ข้นึ ไดเหมาะสมกับสถานการณด วย จดุ มงุ หมายของการพูด โดยท่ัวไปแลว การพดู จะมีจุดมุงหมายท่ีสำคญั ๆ อยู 3 ประการ 1. การพูดเพอ่ื ใหค วามรูค วามเขาใจ การพูดเพื่อจุดมุงหมายน้ี เราไดฟงอยูเปนประจำไมว าจะเปน ขาวสารจากวิทยุ โทรทัศน หรอื จากวงสนทนาในชีวิตประจำวนั มีจุดมงุ หมายที่จะใหผฟู ง เกดิ ความรูค วามเขาใจในเร่อื งทไ่ี มเคยรู ไม เคยมปี ระสบการณห รือมคี วามรูประสบการณบ าง แตก ็ยงั ไมก ระจา งชัด

121 การพูดประเภทนี้ ไดแก การรายงาน การพูดแนะนำ การบรรยาย การอธิบายการชแี้ จง ดังตัวอยางหัวขอเรื่องที่พูดเพ่ือใหเกิดความรู ความเขาใจ เชน ทำอยางไรจึงจะเรียนเกงและประสบ ความสำเรจ็ ภัยแลง ทำไมราคาพืชผลทางการเกษตรจงึ ตกต่ำ งามอยางไทย สงิ่ แวดลอมเปนพษิ เปน ตน 2. การพูดเพอ่ื โนมนา วใจ การพดู เพื่อโนม นา วใจ เปน การพูดท่ีมีจดุ มงุ หมายใหผ ูฟ ง เชอื่ และมคี วามคดิ คลอ ยตาม ทำ หรือไมทำตามท่ีผูพูดตองการหรือมีเจตนา ฉะนั้น ผูพูดจะตองช้ีแจง ใหผฟู งเห็นวา ถาไมเช่ือหรือปฏิบัติ ตาม ทผี่ พู ูดเสนอแลวจะเกิดโทษ หรอื ผลเสียอยางไร การพูดชนิดนี้จะประสบความสำเร็จไดดีมากนอยเพียงไรนั้น ข้ึนอยูกับตัวผูพูดเองวามี บุคลกิ ภาพดีไหม มีการใชถ อ ยคำภาษาทงี่ า ยแกการเขาใจของกลุมผูฟงไหม และท่สี ำคญั คือผูพูดจะตอ งมี ศลิ ปะและจิตวทิ ยาในการจูงใจ ผฟู งไดเปนอยางดี การพูดเพอื่ โนมนาวใจ จะเห็นตัวอยางไดจากการพูด เพือ่ หาเสียงในการเลอื กตัง้ ไมวา จะเพอื่ เปน หัวหนา ชน้ั ผแู ทนกลมุ หรอื องคก ารตา ง ๆ สมาชิกสภาผแู ทน ราษฎร (สส.) หรือการพูดเพ่ือรณรงคใหผูฟงเลิกบุหรี่ หรือไมกระทำสิ่งใดสิ่งหน่ึง เชน การพูดเพ่ือให ชวยกนั ประหยดั การใชน้ำมนั ไฟฟา นอกจากนกี้ ารพดู เพ่อื โนม นาวใจจะนำไปใชมากในดา นธรุ กจิ การขาย การโฆษณาเพ่อื ใหผ คู นหนั มานิยมใชหรือซ้ือสนิ คา ตุน ตวั อยา งหัวขอเรอ่ื งทพี่ ดู โนมนา วใจ - บริจาคโลหติ ชว ยชวี ิตมนษุ ย - มาเลยี้ งลกู ดว ยนมมารดากนั เถอะ - ฟง ดนตรีเถอะชนื่ ใจ - ชว ยทำเมอื งไทยใหเปนสีเขียวดีกวา - ออกกำลังกายวนั ละนดิ ชวี ิตแจม ใส - เหรยี ญบาทมคี วามหมายเพือ่ เด็กยากไรใ นชนบท 3. การพูดเพื่อความบันเทิง การพูดเพื่อจุดมุง หมายนเี้ ปน การพูดที่มุงใหผ ฟู ง เกิดความเพลิดเพลนิ รนื่ เริง สนุกสนาน ผอนคลายความตึงเครียด ในขณะเดยี วกนั ก็แทรกเน้ือหาสาระ ท่ีเปนประโยชนแกผูฟงดวยผูพูด จะตอง เปน บคุ คลทม่ี องโลกในแงดี มีอารมณขัน หนา ตายิม้ แยมแจมใสไมเปน คนเครงเครยี ดเอาจริงเอาจังเกนิ ไป เพราะส่ิงเหลานี้จะมีผลตอการสรางบรรยากาศความเปนกันเองใหเกิดข้ึนได ดังจะเห็นไดจากรายการ ตา งๆ ทางสอื่ มวลชน ไมวาจะเปนวิทยุโทรทศั น

122 ตัวอยางหวั ขอ เร่ืองทีพ่ ูดเพอื่ ความบันเทงิ - เราจะไดอะไรจากการฟง เพลงลูกทุง - ทำอะไรตามใจคือไทยแท - พูดใครคดิ วา ไมส ำคัญ - ท่ีวา รัก รกั นน้ั เปนฉนั ใด หลกั การพูดทด่ี ี ผูพูดที่ตองการสื่อความเขาใจกับผูฟงใหเกิดความสำเร็จในการสงสารไดดีน้ันตองคำนึงถึง หลักการพดู ดังตอ ไปน้ี การออกเสยี งใหถ ูกตอ งตามหลักภาษา ไดแก 1. การออกเสียงสั้น – ยาว ตางกัน ความหมายก็ตางกันไปดวย เชน เกา – กาว , เขา – ขาว , เทา – ทาว ตวั อยาง กาวเทาไปเกา ครั้ง เขาเดนิ เขา ไปรับประทานขา ว เขาบาดเจบ็ ทเี่ ทา 2. การออกเสียงคำหลายพยางคใ หถกู ตอ งตามหลักการออกเสยี ง คำบางคำออกเสียงแบบ อกั ษรนำ เชน ดำริ อา นวา ดำ – หริ กนก อา นวา กะ – หนก ดำรัส อา นวา ดำ – หรัด ปรอท อา นวา ปะ – หรอด ผลิต อานวา ผะ – หลิด บางคำไมใ ช คำสมาส แตอ านออกเสยี งตอเนอ่ื งแบบคำสมาส เชน ผลไม อานวา ผน – ละ – ไม พลเมือง อานวา พน – ละ – เมือง เทพเจา อานวา เทบ – พะ – เจา ดาษดา อานวา ดาด – สะ – ดา

123 คำบางคำไมน ิยมออกเสยี งใหม ีเสยี งตอ เน่อื ง เชน ทิวทัศน อา นวา ทวิ – ทดั สัปดาห อานวา สับ – ดา ดาษดนื่ อานวา ดาด – ดื่น วิตถาร อา นวา วดิ – ถาน รสนยิ ม อา นวา รด – นิ – ยม คุณคา อานวา คุน – คา 3. ออกเสียงใหถกู ตองตามความนยิ ม เชน กำเนดิ อานวา กำ – เหนดิ ยมบาล อา นวา ยม – มะ – บาน ชกั เยอ อานวา ชัก – กะ – เยอ เทศบาล อา นวา เทด – สะ – บาน 4. ออกเสียงคำควบกล้ำ ร, ล, ว หรอื เปน อกั ษรนำใหชดั เจนถูกตอ ง เชน ตราด อานวา ตราดเปน อักษรควบ ตลาด อา นวา ตะ – หลาดเปน อกั ษรนำ จริง อานวา จงิ เปน อกั ษรควบไมแท ปรกั หักพัง อานวา ปะ – หรัก – หกั – พงั เปน อกั ษรนำ คำตอ ไปนี้ออกเสียงแบบควบแททัง้ หมด เชน ปรับปรงุ เปลี่ยนปลง ปลาบปล้ืม ปลอดโปรง พรอ มเพรียง เพราะพร้ิง แพรวพราว เพลิดเพลิน พลุกพลาน แกวงไกว กวางขวาง ไขวค วา คลุกเคลา คลาดเคลอื่ น คลอนแคลน คำบางคำเปนคำเรียงพยางคก นั ไมออกเสียงแบบควบกล้ำ เชน ปริญญา ออกเสียงวา ปะ – ริน – ยา ปราชัย ออกเสยี งวา ปะ – รา – ไช ปรัมปรา ออกเสยี งวา ปะ – รำ – ปะ – รา ปรินพิ พาน ออกเสยี งวา ปะ – ริ – นบิ – พาน

124 5. ไมควรออกเสียงใหหวนสั้น ตัดคำ หรือรัวลิ้นจนฟงไมชัดเจน โดยเฉพาะ คำ หลายพยางค เชน มหาวทิ ยาลัย ไมควรออกเสยี งวา หมา – ลยั วทิ ยาลยั ไมควรออกเสียงวา วดิ – ลยั ประกาศนยี บตั ร ไมค วรออกเสียงวา ปะ – กาด – บัด กโิ ลเมตร ไมควรออกเสยี งวา กิโล หรือ โล กิโลกรมั ไมควรออกเสยี งวา กิโล หรอื โล สวสั ดี ไมค วรออกเสียงวา หวัด – ดี ประธานาธบิ ดี ไมควรออกเสยี งวา ปะ – ธา – นา – ดี เฉลมิ พระชนมพรรษา ไมค วรออกเสยี งวา ฉะ – เหลมิ – ชน – สา 6. ไมควรใชภาษาพูด ภาษาตลาด ภาษาสื่อมวลชนหรอื ภาษาโฆษณา ในการพูดกับ คนทว่ั ไป ซึ่งจะทำใหผูฟงเขาใจยากและไมเหมาะสมกับกาลเทศะและบุคคล เชน - สาวคนนนั้ จดั อยใู นวัยเอา ะ ๆ - รัฐธรรมนญู ฉบับนอ้ี ยูในวยั ดกึ - นายตำรวจถกู เตะโดงออกจากพนื้ ที่ - เขาวง่ิ เตน เพ่ือขอยา ยไปในที่เจริญ - นายตำรวจเตน ถูก นสพ. คยุ เบ้อื งหลัง - เจาหนา ท่บี ุกคกุ ลำปางหาขอ มลู ปรับปรงุ เรือนจำ 7. การออกเสยี งคำแผลง ควรออกเสียงใหถ ูกตองตามหลักภาษาและความนยิ ม เชน บำราศ ออกเสียงวา บำ – ราด บำราบ ออกเสียงวา บำ – หราบ ตำรวจ ออกเสยี งวา ตำ – หรวด ผนวช ออกเสียงวา ผะ – หนวด สำเรจ็ ออกเสียงวา สำ – เหร็ด จำหนา ย ออกเสียงวา จำ – หนา ย แสดง ออกเสยี งวา สะ – แดง ถลก ออกเสียงวา ถะ – หลก จรวด ออกเสียงวา จะ – หรวด

125 หลกั การพูดทด่ี ตี อ งคำนึงถงึ - การใชภาษา ตองเลือกใชถอ ยคำทเี่ ขาใจงา ยเหมาะสมกบั วยั ของผฟู ง - ผูพูดและผูฟงมีจุดมุงหมายตรงกัน ผูพูดมีจุดมุงหมายท่ีตองการสื่อความหมายไปยัง ผูฟง เพื่อใหเ ขาใจเรือ่ งราวตา ง ๆ ผูฟงก็มคี วามตงั้ ใจฟง สิง่ ที่ผูพูดสอ่ื ความหมายให - ออกเสียงพดู ใหช ดั เจน ดงั พอประมาณ อยาตะโกนหรือพดู คอ ยเกินไป - สหี นา ทาทางยมิ้ แยมแจมใส เปนกันเอง ไมเครงเครยี ด - ทาทางในการยืน นัง่ ควรสงาผา เผย การใชท า ทางประกอบการพดู กม็ คี วามสำคัญ เชน การใชม อื นิ้ว จะชวยใหผ ฟู ง เขาใจเร่ืองราวไดง า ยย่งิ ข้นึ - ตองรักษามารยาทการพูดใหเครงครัดในเรื่องเวลาในการพูด พูดตรงเวลาและจบ ทนั เวลา - พูดเรือ่ งใกลตัวใหทุกคนรเู ร่ือง เปนเรื่องสนกุ สนานแตมีสาระ และพูดดวยทาทางและ กริ ิยานุมนวล เวลาพดู ตองสบตาผฟู งดวย - ไมควรพูดเร่ืองเช้ือชาติ ศาสนา การเมือง โดยไมจำเปน และไมควรพูดแตเรื่องของ ตัวเอง - ไมพ ดู คำหยาบ นินทาผูอื่น ไมพดู แซงขณะผูอืน่ พดู อยู และไมชี้หนา คสู นทนา มารยาทในการพดู การพูดที่ดไี มวาจะเปนการพูดในโอกาสใด หรอื ประเภทใด ผพู ูดตอ งคำนึงถึงมารยาทใน การพูด ซึ่งจะมีสวนสงเสริมใหผูพูดไดรับการช่ืนชมจากผูฟง ซึ่งจะชวยใหประสบผลสำเร็จในการพูด มารยาททสี่ ำคัญของการพดู สรุป ไดดังน้ี - พูดดว ยวาจาสุภาพ แสดงหนา ตาท่ยี ้ิมแยมแจมใส - ไมพ ูดอวดตนขมผอู ่นื และยอมรับฟง ความคิดของผอู น่ื เปนสำคัญ - ไมกลาววาจาเสยี ดแทง กา วราวหรือพูดขดั คอบุคคลอื่น ควรใชว ิธีท่ีสุภาพเมื่อตองการ แสดงความคดิ เหน็ - รักษาอารมณในขณะพดู ใหเปน ปกติ - ไมน ำเรื่องสวนตัวของผูอื่นมาพูด - หากนำคำกลาวของบุคคลอื่นมากลาว ตองระบุนามหรือแหลงท่ีมาเปนการใหเกียรติ บุคคลทกี่ ลาวถึง - หากพูดในขณะท่ีผอู ่นื ยงั พดู ไมจ บ ควรกลาวคำขอโทษ - ไมพดู คุยกันขา มศรี ษะผอู ่ืน

126 ตัวอยาง เร่อื งเทคนคิ การพดู จากหนงั สือเรื่อง บุคลิกภาพคนรนุ ใหม นกั พูดท่ีมีชอ่ื เสียงอีกทานหนึ่งที่ใครหลายๆคนชื่นชอบ และช่ือของนักพดู ทานนี้คงครองใจของ ใครหลายคนเหมือนกัน หนังสือท่ีดิฉันอานเปนของนักพูดทานน้ีเชนกัน ทานอาจารยจตุพล ชมภูนิช หนังสือท่ีทานเขียนเลมนีเ้ ปนการพูดถงึ บุคลกิ ภาพท่ดี ีของคนรุนใหม ซ่ึงดิฉนั ตดิ ใจและสะดุดตาตงั้ แตเห็น ชอื่ เรื่อง \" บุคลิกภาพคนรุนใหม \" ตอนแรกก็ไมท ราบวาเปน ของใคร แตพอเหลือบดูภาพบนหนา ปกกถ็ ึง บางออทันทีและไมคิดลังเลท่ีจะหยิบไปใหบรรณารักษบันทึกลงคอมพิวเตอรวาดิฉันตัดสินใจเลือกยืม หนังสอื เลมน้ี เราจะมาตะลุยดูเลยวา เวลาที่อาจารยเขียนหนังสือนั้นจะเหมือนกับตอนที่พดู มากนอยแค ไหน จะใชเทคนิคเดียวกันหรอื ไม อาจารยจะใชเทคนิคการพูดอยา งไรทีท่ ำใหส ามารถครองใจคนทกุ วัยได หนังสอื เร่ืองน้ดี จู ากช่อื เรอ่ื งกร็ ูไดเ ลยวา อาจารยจ ตพุ ลตอ งพดู ถึงเร่ืองบุคลกิ ภาพอยางแนนอน ดวยความ ท่ีดิฉันเองก็อยากเปนคนรุนใหมที่มีบุคลิกภาพที่ดีทั้งทางดานความคิดและบุคลิกภายนอก จะไดชวย สงเสรมิ ใหต วั เราเปน ท่ยี อมรับของคนรอบขาง กอนอ่ืนเราจะมาดูกอนวาเนื้อหาสำคัญที่อาจารยจตุพลไดกลาวไวในหนังสือเลมน้ีมีอะไรบาง ในโลกธุรกิจการสรา งภาพลกั ษณหรอื บุคลกิ ภาพใหเปน ท่ยี อมรบั และเชือ่ ถอื นับเปนเร่ืองสำคัญโดยเฉพาะ คนรนุ ใหมย่งิ ตองใสใ จและใหค วามสำคญั มากข้ึน การมีบุคลกิ ภาพที่ดีถอื เปน บนั ไดกา วแรกท่ีเราจะไตไ ปสู ความสำเรจ็ ในอนาคต ดวยเหตุน้ีบคุ ลกิ ภาพที่นา เช่ือถือจึงเปนคุณสมบัติเบื้องตนที่สำคัญของคนรุนใหม ซ่ึงคงไมมใี ครปฏเิ สธในความจริงขอน้ี ทุกคนยินยอมปรารถนาทจี่ ะเปนคนทม่ี ีบคุ ลิกภาพทดี่ ี มบี ุคลกิ ภาพ เปน ท่ยี อมรับของสังคมและคนรอบขา ง หนังสือบุคลิกภาพของคนรุนใหม ของอาจารยจตุพลน้ีไดแดงใหเห็นถึงทุกองคประกอบ ทุก มมุ มองและทกุ ขั้นตอนปฏิบตั ขิ องการนำไปสูบคุ ลิกภาพตามแบบมาตรฐานสากลของคนรนุ ใหม เน้ือหาที่ อาจารยจ ตุพลเสนอไดแบง ออกเปนตอนๆ เปนเรือ่ งๆไป พูดจบเรื่องน้ีใหชัดเจนและเขา ใจแลวก็พูดหวั ขอ ตอไปอกี โดยมีลักษณะเปนเอกภาพตรงท่จี ะมีวธิ ีการจดั การกับตวั เองอยา งไรบา งใหไ ดเปนคนมีบุคลิกภาพ ทีด่ ี ท่ีอาจารยจตุพลพูดไวใ นหนังสอื เลมนี้ มีหลายตอนท่ีดฉิ ันชอบและไดบันทึกไวในสมุดเพ่ือไวอานเปน อาหารสมองใหก บั ตัวเอง อาจจะเกบ็ ไวส อนลูกสอนหลาน แนะนำเพือ่ นทเ่ี ขายังไมรูตอไป คดิ วาตองเปน ประโยชนแ น บันทกึ ไวไ มเสียหายอะไร หน่งึ ในตอนทดี่ ิฉันบันทึกไวก ็คือตอน It's your style : ยงั ไงก็เปน คุณ อาจารยจตุพลกลาววา เราอาจจะประทับใจใครก็ได เราอาจจะเรียนรูจากใครก็ได เราอยากเกง เหมือนใครก็ได เราจะเอาใครเปนแบบอยางเราก็ได แตสุดทา ย เราตองเปนตวั ของเราเอง บุคลกิ ภาพท่ีดี ท่สี ุดนน้ั ไดแกบ ุคลิกภาพทแ่ี สดงออกถึงความเปน ตวั ของตวั เองใหม ากทีส่ ดุ คนท่ปี ระสบความสำเรจ็ คน

127 ทีเ่ ปนผูนำ คนท่ีมีความเช่ือมั่น คนเหลานี้มักมีบุคลิกภาพเปนของตัวเอง ซึ่งการมีเอกลักษณเฉพาะตัว คอื ปจจัยอยางหนงึ่ ทจ่ี ะทำใหเรากาวเดินไปสูความสำเรจ็ ไดไมย าก การสรางสไตลเฉพาะตัวน้ันสรางได หลายทาง เริ่มจากการแตงกาย การไวทรงผม อาหารการกิน รสนิยมการใชชีวิตในการพักผอน อปุ กรณของใช การทำงาน การมรี ูปแบบการใชช ีวติ และบคุ ลกิ ภาพเฉพาะคนเปนสิง่ ที่ตองคน หา เรา จงึ จะทราบวาเราเปนคนแบบไหน มีเอกลักษณอะไรที่เหมาะสมกับตัวเอง เราตองพยายามคนหาและ พจิ ารณาใหไ ดแลว เราจะเปนคนหน่งึ ทที่ ใี่ ครเห็นก็ทึ่ง ชวนสะดดุ ตาพาสะดดุ ใจ เพราะเราไมใชม นุษยโหล ทีห่ าไดท ัว่ ไปตามศูนยก ารคา เราตองไมต ามกระแส (แฟช่ัน) เสียจนไรความภมู ิใจและในขณะเดียวกนั เรา กไ็ มท วนกระแสเสยี จนใครไมกลาคบหาสมาคม ในเรื่องการแตงกายตองระลกึ ไวเสมอดว ยวา เราแตง ใหผ ูอ่นื ดูดวยไมใ ชแ ตงแลวดคู นเดียว การ แตง กายท่ดี ี ตองใหเ หมาะสมกับกาลเทศะ มิใชพยายามนงุ กระโปรงยาวแตใ นชีวิตประจำวันการเดนิ ทาง ตองขึ้นรถลงเรือ ซอนมอเตอรไซคหลายตอ จะขึ้นลงทตี องคอยถลกกระโปรง ดไี มดอี าจเกดิ อุบัตเิ หตไุ ด แบบนีต้ อ งปรับตวั เองดว ย การเสริมเติมแตง ทำใหค นเราดูดีขน้ึ กจ็ รงิ แตต อ งขึน้ อยกู บั เวลาและสถานที่ มเิ ชนนั้น การแตง ท่ี จะทำใหเกิดความสวยความงามเหน็ แลวคงจะคิดตามนน้ั ไมออก อาจารยจตุพลไดแนะนำหลักการงายๆ ทีใ่ ชในการแตง ตวั วา ไมควรแตง กายหรอื เสรมิ ความงามในทีส่ าธารณะชน เพราะการใหค นอ่นื รูเหน็ ในวิธี ทำใหตัวเองงดงามน้นั ไมใ ชสง่ิ ที่นา ดนู า ชม อาจารยจตพุ ลไดแ นะนำทกุ เรอื่ งราวต้ังแตห วั จรดเทา ท้งั เรื่องของหญิงและชาย มีตัง้ แตรปู รา ง แบบไหนนิสัยอยางน้ัน การแตงตัว การใสสูท ทรงผม เครื่องสำอาง รองเทา นาิกา องคประกอบ ท้ังหลายเหลาน้ีเปนสวนท่ีชวยสง เสรมิ หรอื ถดถอยบุคลกิ ภาพของเราไดทงั้ สิ้น เราจึงไมควรละเลย จะใส อะไรจะทำอะไรกใ็ หคำนึงถงึ กาลเทศะ ความเหมาะสม ดูใหเ หมาะสมกบั รปู ราง เหมาะสมกับโอกาสและ ทส่ี ำคญั ใหเหมาะกบั ฐานะ อาจารยจ ตพุ ลยงั บอกอีกวา บคุ ลกิ ของทั้งบุรษุ และสตรีวยั ทำงาน เส้ือผาท่ีใสแลว ตองไมล ้ำสมัย เกไก สไตลล้ำอยางเดียวแตควรจะใหดูดี มีศรัทธา นาเช่ือถือ สินคาที่ดีก็ตองมีหีบหอท่ีดีฉันใด คนท่ีดีก็ ตอ งมี PACKAGE ทดี่ ีไปดวยฉันนั้น สินคาดเี พยี งใดแตไ มใสใ จในหบี หอ ก็ไมมใี ครสนใจซ้ือ คนทำงานท่ี ดี ก็ตองมีท่ีหุมหอใหดีจะไดมีคนซ้ือ เราควรใสใจกับเร่ืองการแตง กายสักนิด แลวเราจะสามารถพิชิต ความสำเร็จในโลกของมนษุ ยสมั พนั ธและการทำงานไดอยางไมยากเย็น ดิฉนั เห็นดวยกบั ท่ีอาจารยจ ตพุ ล พดู และเปนที่นาสงั เกตวา สิ่งท่ีอาจารยถ ายทอดออกมานน้ั ลวนแตเปนส่ิงที่เคยผานเขามาในชีวติ ของ อาจารยและอาจารยไดบันทึกลงโปรแกรมประสบการณไวอยางดี เม่ืออาจารยพบเห็นสิ่งใดมาก็จะมี มมุ มองแนวคิดท่ีบางทีใครก็มองขาม พอนำมาถา ยทอดใหค นอื่นฟง ก็เปนท่ีนาสนใจ และจะเห็นดวยวา

128 ทำไมท่ีผานมาเราถงึ ไดไมม องอยา งนั้นบาง และน่ีก็เปนจุดเร่มิ ตนของการเปน นกั พูดท่ีดี ตองรูจักสงั เกต และมีมุมมองที่ไมเหมือนใคร เม่ือดิฉันอานหนังสือเลมนี้จบลงนอกจากจะไดความรูเคล็ดลับของการมี บคุ ลิกภาพท่ีดีแลว ก็ขอมองถึงวธิ ีการและเทคนคิ การพูดของอาจารยจตุพลดบู า ง วาอาจารยท า นมเี ทคนิค การพูดอยางไรใหต ิดอกตดิ ใจผฟู ง ไดข นาดนโ้ี ดยดจู ากตวั อยา งของหนังสือเลมน้ี ซงึ่ เทา ท่ีดกู ข็ อสรปุ ไวดงั น้ี 1. การพดู ของอาจารยม ีลกั ษณะเปน เอกภาพ เวลาอาจารยจะพูดหัวขอ ใดหัวขอหน่งึ ทานก็จะตั้งหวั ขอ ไว แลวพาผูฟงไปสูเปาหมายของการพูดโดยการยกตวั อยา งไปเร่อื ย ๆ ตัวอยางท่ียกมาน้ัน สวนใหญจะ เปน องคประกอบของเร่ืองท่ีพูด ซ่งึ จะทำใหผ ูฟงสามารถเขาใจและมองเห็นภาพทอ่ี าจารยส่ือชดั ย่ิงขนึ้ 2. เรอื่ งท่ีพูดใกลตัว สังเกตดูแลวดฉิ ันพบวา แตละเรอ่ื งที่อาจารยจตพุ ลพูดลวนแลวแตเปน เรื่องใกลตัว บางทีเปนเรือ่ งเสน ผมบงั ภูเขา เปนเรอื่ งท่ใี คร ๆละเลย มองไมเ ห็น แตอ าจารยม องเห็น แสดงใหเหน็ ไดชัด เลยวาการท่ีจะเปน นักพูดท่ีดีนนั้ ตอ งเปนคนชา งสังเกต มีมมุ มองที่แปลกใหมไมซ้ำใคร หรือถึงแมซ้ำก็มี ความคิดสรางสรรคทำใหเรือ่ งทซ่ี ้ำนนั้ ดูนาสนใจและแปลกใหมขึน้ มา คนท่มี อี ะไรแปลกใหมไมเ หมือนใคร ยอ มเปนท่นี า สนใจเสมอ 3. คนท่ีจะเปนนักพูดที่ดีตองมีประสบการณมาก ประสบการณในท่ีน่ีคือมีเรื่องราวผานเขามาในชีวิตมาก ๆ ยิ่งมปี ระสบการณมาก ยิง่ ทำใหค นพูดมขี อมลู มากตามไปดวย อาจจะนำขอมลู อันเกา นั้นมาพลิกแพลงให เขา กับยุคสมยั ใหทันปจจุบนั มากขึน้ เพราะคนฟง ก็ยอ มมีวถิ ีชวี ิตเปลี่ยนไปตามวถิ ีสงั คม อยางอาจารยจตุ พลทานก็เปนผูมีประสบการณมาก อายปุ ูนนี้แลวยังไมแตงงาน แลว ทำไมทานถึงรูและมปี ระสบการณ เกี่ยวกบั ชวี ติ คู หรอื ทำไมทา นถึงเขาใจผูห ญิง เขา ใจทุกเพศทุกวยั ไดด ีเสียเหลือเกนิ ตรงนี้ใหสงั เกตนดิ นึง คะวา ท่ีทานมีประสบการณเหลานี้อาจจะไมใชเพราะทานไดรับประสบการณมาโดยตรง ทานอาจจะ ไดรับประสบการณเหลา นจี้ ากคนรอบขา ง จากหนงั สอื ซึ่งถา อยากเปนนกั พูดทีด่ ี เราก็ควรทำใหไ ดอ ยาง น้ดี ว ย 4. นักพูดท่ีดีตองทันยุค ทันสมัย ทันใจ รูใจคนฟง รูวาในขณะนั้นผูฟงคิดอะไร อยางไร มีวิถีชีวิตเปน อยางไร ใหท นั ตามทุกกลุมอายคุ น อยางอาจารยจตุพล ไมแปลกใจเลยวาทำไมทา นถงึ เปนขวัญใจของคน ทุกวัยได ทานเหมือนรใู จคนทุกกลุม รูวาคนกลุมไหนกำลังคิดอะไรยังไง มีกระแสอะไรที่กระทบหรือ สงผลตอ คนเหลา น้ัน ทานสังเกต และมอง ทา นทำเหมอื นกับทา นเปน คนเหลา น้ันเสียเอง ตรงนแ้ี หละคะ ท่ีดฉิ ันคดิ วาผูฟง ชอบ 5. คนทจี่ ะเปนนักพูดท่ดี ี ตอ งไมลืมอารมณขนั อาจารยจตพุ ลน่ีพูดเมอื่ ไหร พูดเรอื่ งอะไรกข็ ำได แมแต เรือ่ งเครียดๆกท็ ำใหผ ูฟ ง ไมเครยี ด ทำใหค นหัวเราะได น่ีเปน เสนหอ ยางหนึง่ ของการเปนนกั พดู ท่ดี ี เพราะ ทุกคร้ังที่อาจารยพูดเหมือนกับอาจารยเปนเทวดาที่สรางรอยยิ้มใหกับผูฟงไดตลอด คนฟงก็มีความสุข

129 หนงั สือที่อาจารยจ ตพุ ลเขยี นนแี้ มจ ะเปน เรอื่ งหลักการแตอา นแลวเราไมเครยี ดเลย มีท้ังมุขตลก ลอเลียน สรา งอารมณข นั ไดตลอด 6. นักพูดท่ีดีตองเปนนักยกตัวอยางท่ีดี เมื่อมีประสบการณเยอะ มีขอมูลเยอะ ก็ทำใหสามารถ ยกตวั อยางไดดีทนั ใจ หยบิ ยกโยงใยเรอ่ื งโนนมาเปนตวั อยา งของเรือ่ งนี้ไดอ ยา งเหมาะสม คนฟง จะไดไม ถกู จำกดั กรอบเพียงเรื่องเดยี ว มาฟงเรื่องหน่ึงก็อาจจะไดความรจู ากอกี เร่ืองหนึง่ แถมไปดว ย เหมือนเปน การแถมของขวญั ใหกับผูฟง 7. จะเปน นักพูดท่ีดี ใหเ ปนที่นาเชอื่ ถือ ตองมีบุคลิกทดี่ ีดว ย เหมือนชื่อเรื่องของหนังสือเลม นีเ้ ลย ตรงน้ี เราก็เห็นไดอีกแลววา อาจารยจตุพลเนี่ยเปนคนที่มีบุคลิกดี เราไมขอพูดถึงเรื่องหนาตา เพราะเร่ือง บคุ ลิกภาพท่ีดเี ปน ส่ิงที่สรางได อาจารยจะดูโกและเหมือนเปนเทพบุตรเสมอเวลาพูด ดูตัง้ แตแ ตงตัวดี เนี๊ยบแบบนาเชือ่ ถอื สะอาด ยิ่งพดู นา สนใจคนก็จะยง่ิ ไมล ะสายตาจากคนพดู เลย 8. อาจารยจตพุ ลมักใชวธิ ีการเปรยี บเทยี บ เหน็ นกั พดู นักเขียนหลายทานชอบใชอยูแลว ซึง่ กเ็ ปนเรอื่ งทด่ี ี เพราะวาการรูจ ักเปรียบเทียบสิง่ หนึ่งกับอีกส่ิงหนึง่ นน้ั นอกจากจะเปนการใหค วามรูแกผฟู งแลวยงั ทำให การพดู เปน ไปอยา งมีลีลา แสดงใหเ หน็ วาผูพดู มีความสามารถ ผูฟงก็จะไดมีจินตนาการรวมไปดวย เทคนิคและวธิ ีการพูดท่ีดิฉันไดจากทานอาจารยจตพุ ลนี้ เปนประโยชนอยางมากตอพวกเรา เพราะใน เมื่อเราชอบและชน่ื ชมในตัวทานอาจารย อาจารยเ ปน นักพูดท่ีมีช่อื เสียง ใครอยากเปนนักพูดทีด่ ีเหมือน อาจารยก็สามารถเรยี นรูเทคนิควิธีการพูดเหลานี้ไปปรบั ใชใหเ หมาะสมกับตวั เอง จำไดไหมในหนงั สอื เลม น้ี ที่อาจารยบอกไววา เราจะประทบั ใจใครกไ็ ด เราอยากเกงเหมือนใครก็ได เราจะเอาใครเปน แบบอยาง เราก็ได เราอยากเกงเหมือนใครก็ได แตเราตองเปนตัวของเราเอง เม่ือเรียนรูวิธีการพูดเหลาน้ีจาก อาจารยจ ตพุ ลไปแลว กค็ วรเอาไปปรบั ใชใ หเหมาะกบั ตัวเอง สรางความเปนเอกลักษณใ หเกดิ ข้ึน เหมอื น อยางทีอ่ าจารยจตุพลทำสำเรจ็ อยูใ นขณะนี้

130 ใบงาน บทเรียนออนไลนที่ 2 เร่อื ง การพดู คำส่งั ใหผูเรียนสบื คนตัวอยางนกั พดู ท่ีไดร บั การยอมรบั ในชุมชน หรือพธิ กี รรายการทางวทิ ยุและ โทรทศั นท ี่ประสบความสำเรจ็ โดยใหศกึ ษาเกย่ี วกบั ประวตั สิ ว นตัว ผลงานเดน และใหกลมุ รวมกนั วเิ คราะหวาบุคคลตัวอยา งทศ่ี กึ ษามามีคณุ สมบตั กิ ารพูดทีด่ อี ยางไรบา ง นกั พูดชือ่ …………………………………………………………………………………………………………………. ประวัตสิ ว นตวั ……………………………………………………………...………………………………………………………………… ………………………………………………….…………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………… ผลงานเดน ………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………… คณุ สมบัตินกั พูดท่ีดีเปนทีย่ อมรับ ………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………

131 เฉลยใบงาน บทเรยี นออนไลนท่ี 2 เร่อื ง การพดู คำสงั่ ใหผเู รียนสบื คน ตวั อยางนักพดู ที่ไดร บั การยอมรบั ในชุมชน หรอื พิธีกรรายการทางวทิ ยุและ โทรทศั นท ีป่ ระสบความสำเรจ็ โดยใหศึกษาเก่ียวกบั ประวัตสิ วนตัว ผลงานเดน และใหก ลุมรว มกนั วิเคราะหวาบุคคลตวั อยางทศ่ี ึกษามามคี ณุ สมบตั กิ ารพดู ที่ดอี ยา งไรบา ง นักพดู ช่ือ ร.ต.อ. สที่ ศิ อำ่ ถนอม ประวัติสวนตวั ผูก องเบนซ มีชื่อจรงิ วา ร.ต.อ. สท่ี ิศ อ่ำถนอม ครอบครวั ผมมี 4 คน มคี ณุ พอซงึ่ เปนทหาร คุณแมและนอ งชาย ความฝนอยากเปนทหาร ตำรวจ อะไรกไ็ ดทไี่ ดใสเ ครื่องแบบ ตอน ม.4 ผมสอบเขาโรงเรียนเตรยี มทหารแตสอบไมตดิ จบ ม.6 ไดส อบเขาโรงเรยี นนายสบิ ตำรวจ ซึ่งเขาสอบไดท ่ี 4 ของประเทศ เปน ตำรวจมาตง้ั แตอายุ 19 ป หลงั จากจบโรงเรยี นนายรอยตำรวจก็เลือกไปลงท่ี สภ.ปาย จ. แมฮ อ งสอน เปนพนกั งานสอบสวนโรงพกั หลงั จากน้ันก็รบั ตำแหนง ตชด. อยทู จี่ งั หวดั ยะลา IG : capt.benz ผลงานเดน มสี ตก๊ิ เกอรไลนข องตวั เอง 5 ชุด คือ 1.ชีวิตประจำวนั ของตำรวจนอ ย 2.เรอื่ งวุนๆ ของตำรวจหญงิ 3.เรารักดานตรวจ 4.ตชด.ตำรวจช้นั ดี 5.ตำรวจดกุ ดิก๊ มคี อรสออนไลนส อนสรา งสติ๊กเกอรไลน 2 รปู แบบ คอื 1.สอนในกลุมลบั เฟสบุค 4 รนุ (จะเปด รุนสดุ ทา ยประมาณเดือนเมษายน – พฤษภาคม 2560) 2.สอนผานเวบ็ ไซต Taokaemaischool.com และท่ี Skillane.com

132 คณุ สมบัตนิ ักพูดท่ดี เี ปน ที่ยอมรบั นกั พดู ทมี่ ลี ีลาการพูดที่ตรงไปตรงมา ท่ที ำใหคนฟง รสู ึกมอี ารมณร วมไปดว ย มีขอ คดิ แฝงไว ในการพดู แตล ะครง้ั เสมอ เสริมสรา งกำลงั ใจ และยังเปด มมุ มองความคิดใหมๆ ใหกับผูฟ ง พูดตาม หลักความเปน จรงิ สอดแทรกขอ คดิ ดๆี และหลกั คำสอนทางพุทธศาสนา

133 แบบทดสอบหลงั เรยี น บทเรียนออนไลนที่ 2 เรื่อง หลกั การฟง การดู และการพูด 1. ขอใดไมใ ชคุณสมบตั ขิ องผฟู ง ท่ีดี ก. น่งั ฟง เงียบๆ แสดงอาการรบั รจู นกวาผูพูดจะพูดจบ ข. พจิ ารณาเร่ืองราวทกี่ ำลังฟงวานาเช่อื ถือมากนอยเพียงใด ค. รวบรวมความคิดใหไดวาผพู ูดมีวัตถปุ ระสงคอะไรในการพูดน้นั ง. แยกแยะไดวา เรือ่ งที่ไดฟง น้ันมีสวนใดเปนขอเทจ็ จริง สวนใดเปนขอ คิดเห็น 2. การฟง มีความหมายตรงกบั ขอ ใด ก. การไดยิน ข. การรูความหมาย ค. การทำความเขาใจซ่งึ กันและกัน ง. การรับรูความหมายจากเสียงทเ่ี ราไดยิน 3. เมอื่ ผอู ่ืนมาพดู ถึงความไมดีของบุคคลที่ 3 ทานควรทำอยา งไร ก. หามปรามวาไมควรพูดใหผูอ่นื เสียหาย ข. พจิ ารณาวาถา เปนความจริงตามท่ีไดฟงก็ควรบอกใหผ ูนน้ั แกไข ค. ไมแสดงความคิดเหน็ และพยายามเปล่ียนหัวขอสนทนา ง. พยายามซักไซใหผ ูพูดขยายความมากข้ึน 4. เม่อื หัวหนาหองของทานประกาศใหทุกคนในชั้นเรยี นทราบวา วันนีอ้ าจารยติดราชการมาสอน ไมไดข อใหนกั ศกึ ษาทำแบบฝก หดั ใหเ สรจ็ ทานควรปฏิบัติอยา งไร ก. ทำแบบฝกหัดตามทอ่ี าจารยม อบหมายให ข. น่งั คุยกบั เพือ่ นกอนแลวคอยลอกเพอ่ื นท่ที ำเสรจ็ ค. ทำแบบฝกหัดวิชาอนื่ ท่คี างอยกู อน ง. ออกจากหองและเตรียมการเรียนวิชาใหม 5. ขอใดไมใชวธิ กี ารชวยพัฒนาประสทิ ธิภาพในการฟง ก. เตรียมตัวกอนฟง ข. ฟงโดยมีอคติกับผพู ูดเพ่ือจับผิด ค. สรางความสนใจและตองการทจี่ ะฟง ง. ฟงดวยความตงั้ ใจ

134 6. ขอใด ไมใชการใชวิจารณญาณในการฟง ก. ฟงแลวยอมรับทัศนะของผอู ่ืน ข. ฟง แลวคิดตามวานาเชอื่ ถือเพียงใด ค. ฟงแลวพิจารณาวาผูพูดใชวิธีการถายทอดความรูสึกนึกคดิ อยางไร ง. ฟงแลวพจิ ารณาวาเร่ืองนั้นเปนขอเทจ็ จริงหรอื เปนความคิดเห็นของผูพูด 7. ขอใดไมใชอ ุปสรรคของการฟง ก. คาดหมายไวก อ นวาผพู ูดเปนคนพดู เกง ข. ความคิดเห็นของผูพูดถูกตอ งเสมอ ค. เด็ก ๆ ขา งนอกหอ งประชุมว่งิ เลนอึกทกึ ง. ภายในหองคอนขางรอนเพราะไมม ีแอรมแี ตพัดลม 8. การฟงการอภปิ รายเปน การฟงเพือ่ จดุ ประสงคใ ด ก. ฟงเพ่อื ความรู ข. ฟงเพื่อคดิ ค. ฟง เพ่อื ใหเ กิดความเพลิดเพลิน ง. ฟงเพ่อื ความรแู ละเพอื่ คิด 9. ขอใดเปน การใหเกยี รติผูพ ดู ก. ไมสงเสียงดัง พดู เพียงกระซบิ กระซาบเบา ๆ พอไดยนิ กันสองคน ข. ปรบมือและสงเสียงรอ งใหกำลังใจแกผูพูด ค. เมือ่ พอใจคำพูดตอนใดใหปรบมือแสดงความพอใจ ง. แสดงความสนใจดวยการลุกข้ึนถามคำถามทันทีท่เี กิดความสงสัย 10. พฤตกิ รรมใดทเ่ี หมาะสมในการฟงในท่ปี ระชุมชน ก. น่งั ฟง อยางสบาย ๆ ข. นำอาหารเขา มารับประทาน ค. ปรบมือตอนรับ ง. น่ังหลบั ตาทำสมาธิขณะฟง

135 เฉลย แบบทดสอบหลงั เรียน บทเรียนออนไลนที่ 2 เรอื่ ง หลักการฟง การดู และการพูด 1. ข 2. ง 3. ก 4. ก 5. ค 6. ง 7. ก 8. ง 9. ก 10. ค.

136 แบบทดสอบกอนเรียน บทเรยี นออนไลนที่ 3 เรอ่ื ง การวิเคราะหขอ เทจ็ จรงิ และขอคดิ เหน็ คำช้แี จง ใหน กั ศกึ ษาพจิ ารณาขอความแลว ใหท ำเครอ่ื งหมาย  ในชองวา ง 1. มงคลเปนนกั เรียนโรงเรยี นวัดถำ้ ปลาวิทยาคม  ขอความทเ่ี ปนขอเท็จจริง  ขอความทเ่ี ปนขอคิดเห็น 2. กินผักบงุ ทำใหต าหวาน  ขอความที่เปนขอเทจ็ จริง  ขอความที่เปนขอคดิ เหน็ 3. ดวงตาเปนอวัยวะท่ที ำใหม องเหน็  ขอความทเี่ ปนขอเทจ็ จริง  ขอความทเ่ี ปนขอคดิ เหน็ 4. การรับประทานแตผกั ไมนา จะเปนผลดตี อรางกาย  ขอความที่เปนขอเท็จจริง  ขอความที่เปนขอคิดเห็น 5. ทกุ คนหนีไมพ นความตาย  ขอความทีเ่ ปนขอเท็จจริง  ขอความทเ่ี ปนขอคิดเห็น 6. คนเรยี นเกงยอ มประสบผลสำเรจ็ ในชวี ิตเสมอ  ขอความทเ่ี ปนขอเท็จจริง  ขอความที่เปนขอคิดเห็น 7. กตเวที หมายถึง สนองคณุ ทาน  ขอความทีเ่ ปนขอเทจ็ จริง  ขอความที่เปนขอคิดเห็น 8. ทางมา ลายเปน ทางทมี่ ีไวส ำหรบั ใหคนเดินขามถนน  ขอความทเ่ี ปนขอเทจ็ จริง  ขอความทเ่ี ปนขอคดิ เห็น 9. ครอบครัวที่มีฐานะรำ่ รวยเปน ครอบครวั ที่มคี วามสุข  ขอความท่ีเปนขอเทจ็ จริง  ขอความทเ่ี ปนขอคิดเห็น 10. ผหู ญิงสว นใหญช อบสองกระจก  ขอความทเี่ ปนขอเทจ็ จริง  ขอความทเี่ ปนขอคดิ เหน็

137 เฉลย แบบทดสอบกอนเรียน บทเรยี นออนไลนท ่ี 3 เรือ่ ง การวเิ คราะหข อ เท็จจรงิ และขอ คดิ เห็น 1. ขอความทเ่ี ปนขอเท็จจริง 6. ขอความท่เี ปนขอคิดเหน็ 2. ขอความที่เปนขอคิดเหน็ 7. ขอความทเ่ี ปนขอเทจ็ จริง 3. ขอความที่เปนขอเทจ็ จริง 8. ขอความทเ่ี ปนขอเทจ็ จริง 4. ขอความทเี่ ปนขอคดิ เหน็ 9. ขอความท่เี ปนขอคดิ เห็น 5. ขอความทเี่ ปนขอเท็จจริง 10. ขอความทเ่ี ปนขอคดิ เหน็

138 ใบความรู บทเรยี นออนไลนท่ี 3 เรือ่ ง การแยกขอ เทจ็ จรงิ ขอ คดิ เห็น พจนานุกรมฉบบั ราชบัณฑติ ยสถาน พ.ศ. 2525 (ราชบณั ฑิตยสถาน 2525 : 133) ใหค วามหมาย ขอ เทจ็ จรงิ และขอคดิ เหน็ ไววา “ขอเท็จจรงิ ” หมายถึง ขอ ความแหง เหตกุ ารณท เี่ ปน มาหรอื เปน อยตู ามจรงิ ขอ ความหรอื เหตกุ ารณท ่จี ะตองวนิ ิจฉยั วา เทจ็ หรือจรงิ “ขอคดิ เหน็ ” หมายถึง ความเหน็ ความรสู กึ นกึ คิดของผสู งสารทสี่ อดแทรกอยใู นเนือ้ หา อาจกลา วไดว า ขอเทจ็ จริง นนั้ ตอ งสามารถพสิ จู นส นบั สนนุ ยืนยันได ขอคิดเห็น นั้นไมสามารถสนบั สนนุ ยืนยันได ลกั ษณะของขอ เทจ็ จริง 1. มีความเปนไปได 2. มคี วามสมจรงิ 3. มหี ลกั ฐานเชือ่ ถือได 4. มคี วามสมเหตุสมผล ลกั ษณะของขอ คิดเหน็ 1. เปนขอ ความท่ีแสดงความรสู กึ 2. เปน ขอความทแ่ี สดงการคาดคะเน 3. เปนขอความทีแ่ สดงการเปรยี บเทยี บหรอื อปุ มาอปุ ไมย 4. เปน ขอความท่ีเปนเปน ขอเสนอแนะหรอื เปนความคดิ ของผพู ดู และผูเขียนเอง ตวั อยางขอความทีเ่ ปนขอ เท็จจรงิ 1. กตเวที หมายถงึ สนองคุณทา น (พสิ ูจนไ ดโ ดยคน ความหมายจากพจนานกุ รมฉบบั ราช บณั ฑิตยสถาน พ.ศ. 2525) 2. ดวงตาเปน อวยั วะทที่ ำใหมองเห็น (พสิ จู นไ ดดว ยหลกั วชิ าการ) 3. ทกุ คนหนีไมพ นความตาย (พสิ ูจนไดจากประสบการณ)

139 ตัวอยางขอความทีเ่ ปน ขอคิดเห็น 1. การปกครองในระบอบประชาธิปไตยดที สี ุด (ไมม ขี อ วินจิ ฉยั ) 2. คนเรียนเกง ยอ มประสบผลสำเรจ็ ในชวี ิตเสมอ (ไมมีขอ ยนื ยัน) 3. การรบั ประทานแตผ ักไมนาจะเปนผลดีตอ รา งกาย(ไมม ขี อ ยนื ยัน) การพูดแสดงความคดิ เห็น คือ การพดู แสดงความรสู กึ ความเหน็ ของตนตอสงิ่ ใดสง่ิ หนง่ึ หรอื เรือ่ งใดเรอ่ื งหน่งึ จากการอา น การดู การฟง เปนการพูดทผ่ี พู ูดตองพดู อยา งมเี หตมุ ผี ล ขอ ควรปฏิบตั ิในการพูดแสดงความคดิ เหน็ - ฟง อาน หรอื ดเู รื่องที่ตองพดู แสดงความคดิ เห็นอยางตัง้ ใจ - ทำความเขา ใจกบั เนอ้ื เร่ือง - หาขอมลู เพม่ิ เตมิ - ใชความคิดพิจารณาหาเหตุผลเพอื่ ประกอบการแสดงความคดิ เห็น - มคี วามยุตธิ รรม ไมเ ขาขางฝา ยใดฝา ยหนึ่ง - ไมน ำอารมณช อบหรือไมชอบสวนตวั มาเกีย่ วของ - พูดอยางมมี ารยาทใชคำทส่ี ภุ าพ - เรียงลำดบั เรอื่ งท่จี ะพดู ใหด ีไมเ กิดการสบั สน - ไมพดู ใหเ กิดความขัดแยงกนั - พูดใหต รงประเด็น

140 ใบงาน บทเรยี นออนไลนท่ี 3 เร่อื ง การแยกขอ เท็จจรงิ และขอคิดเห็น คำช้ีแจง ใหน ักศึกษาตอบคำถามตอ ไปนใี้ หถกู ตอ ง 1. นกั เรยี นแยกขอเทจ็ จริงและขอ คดิ เหน็ จากขอ ความตอ ไปน้ี โดยทำเคร่ืองหมาย  ใหต รงกบั ขอ ความ ทีเ่ ลอื ก ที่ ขอ ความ ขอเทจ็ จรงิ ขอคดิ เห็น 1 แมวไทยมหี นา ตานา รักและเฉลียวฉลาด 2 นายประยทุ ธจนั ทรโอชาเปน นายกรฐั มนตรีของประเทศไทย 3 พระพทุ ธศาสนามีแหลงกำเนดิ ในชมพูทวปี และไดเ ผยแพรเ ขา มาในประเทศไทยเปนเวลานานมาแลว 4 พอ ขุนรามคำแหงประดษิ ฐอ ักษรไทย 5 โรงเรียนวัดถำ้ ปลาวิทยาคมมบี รรยากาศงดงาม 6 วนั น้ีอากาศครึม้ มากฝนคงจะตกหนกั 7 พระตำหนกั ดอยตุงเปนแหลง ทอ งเทย่ี วในจงั หวดั เชียงราย 8 การตืน่ นอนแตเ ชา ตรเู ปน กำไรของชีวติ 9 แกม วชิ ญาณี รอ งเพลงไดเ พราะมาก 10 เบลลา ราณี เปน ดาราทสี่ วยมาก 2. นกั เรียนยกตัวอยางขอความทเี่ ปน ขอ เทจ็ จรงิ และขอ คดิ เหน็ มาใหถ ูกตอง ขอ เท็จจรงิ 1.............................................................................................................................................................. 2................................................................................................................................................................ 3.............................................................................................................................................................. 4.............................................................................................................................................................. 5..............................................................................................................................................................

141 ขอ คิดเห็น 6.............................................................................................................................................................. 7.............................................................................................................................................................. 8.............................................................................................................................................................. 9.............................................................................................................................................................. 10.............................................................................................................................................................. 3. นกั เรียนอา นขอ ความตอไปนแ้ี ลวบอกวา เปน ขอเทจ็ จริงหรือขอ คิดเหน็ 1. “ยมิ้ เปนคุณลกั ษณะพิเศษของมนษุ ยอยางหน่งึ ซง่ึ หาไมไดจากบรรดาสตั วท่มี ีชวี ิตอยูในโลก สัตวบาง ชนดิ เรายกยองกันวาแสนจะฉลาด สามารถฝกไดน านาประการ แตฝก ใหย ม้ิ นั้นฝก ไมไดจะแสดงความดีใจ หรือพอใจไดแตดวยทาทางอยา งอ่ืน เชน กระดิกหาง เคลาแขงเคลาขาตะกุยตะกาย เปนตน ไมสามารถ แสดงออกมาทางสหี นาได คนเทา นั้นที่ยิม้ ได”  ขอเท็จจรงิ  ขอ คดิ เหน็ 2. ยิ้มไมต อ งลงทนุ ไมต องซือ้ ไมต องหา มีอยูประจำตัวแลวทุกคน เหมือนมอี าวธุ อยใู นมือของเราแลว อยาปลอยใหเปนสนิมเกรอะกรังจนชักไมออก ตองชโลมน้ำมันกันสนิม ถึงคราวจะใชชักออกมาได ทันทวงที ไมเคยยิ้ม ถึงคราวจะยิ้มก็ยิ้มไมออก ตองหัดยิ้มไวใหเปนสมบัติประจำตัว “ย้ิมจะชวยให ปลอดภยั และสบายใจเสมอ”  ขอเท็จจริง  ขอ คดิ เห็น 3. เดนิ เร่ือยเขา ไปในบา น ตอ งตะลึงลานใจไปทัง้ ซา ยและขวา ดอกไมบ านสะพรง่ั เต็มไปทุกแหงหน ทางดานซา ยเปน ไหลเ ขามดี อกไมบ านสวยไปตลอดทงั้ แนว ท่ีระหวางสองทางเดินกม็ ี ทางดา นขวาก็ มากมายลนไปหมด ลงั เลใจไมรวู าจะไปทางไหนดี  ขอ เทจ็ จรงิ  ขอ คิดเห็น 4. นิสัยของชางเอเชียโดยทั่วไป เม่ือไดนำมาฝกใหเชื่อเพื่อใชงานแลว จะมีนิสัยฉลาดสุภาพและรัก เจา ของ เวนแตใ นบางขณะ เชน เวลาตกมนั ซึง่ ก็เพียงในช่ัวระยะเวลาหนึ่งเทา นนั้ ในเวลาตกมนั ชางจะมี นสิ ยั ดุราย จะทำรายชางดวยกันเอง หรอื ทำรายเจาของหรอื ส่ิงทอี่ ยูใกล ๆ เมอ่ื พนระยะตกมันแลว นสิ ัย ดรุ า ยกจ็ ะหายไป  ขอ เทจ็ จริง  ขอคิดเห็น 5. คำวา “สลดั ” เปนภาษามลายู หมายความวาชองแคบในทะเล ชาวมลายูท่ีอยูบ นฝง ทะเลในชองแคบ มักประพฤตติ นเปนโจร ดักปลน เรือสำเภาทแ่ี ลน ผานชอ งแคบมะละกา จงึ เรยี กกันวา “โจรสลัด”  ขอ เทจ็ จริง  ขอ คิดเหน็

142 เฉลยใบงาน บทเรยี นออนไลนท่ี 3 เรือ่ ง การแยกขอเท็จจริงและขอ คิดเห็น คำชี้แจง ใหนกั ศึกษาตอบคำถามตอไปนี้ใหถ กู ตอง 1. นักเรยี นแยกขอ เท็จจรงิ และขอ คดิ เห็นจากขอ ความตอไปนี้ โดยทำเครื่องหมาย / ใหต รงกบั ขอความ ที่เลอื ก 2. นกั เรียนยกตวั อยางขอความทเ่ี ปนขอเทจ็ จริงและขอคิดเหน็ มาใหถ ูกตอ ง ขอเท็จจริง 1. สุนขั เปนสตั วเล้ยี งลกู ดว ยนม 2. ตมยำกงุ เปน อาหารประจำชาติไทย 3. ผักและผลไมเปน แหลง อดุ มวติ ามินและแรธ าตุตา ง ๆ 4. ดวงตาเปนอวัยวะท่ีทำใหม องเหน็ 5. ทกุ คนหนไี มพ น ความตาย

143 ขอคิดเหน็ 6. ผหู ญงิ ท่ีเดินอยูบนพรมแดงแตง กายทันสมัยและสวยงามมาก 7. การเดนิ ทางดวยรถไฟฟานาจะเร็วท่ีสุดในวนั ทก่ี ารจราจรตดิ ขัด 8. รายการโทรทศั นชองนเ้ี หมาะสมสำหรับผชู มทกุ เพศทกุ วยั 9. การปกครองในระบอบประชาธปิ ไตยดีทีสุด 10. คนเรยี นเกง ยอ มประสบผลสำเรจ็ ในชวี ติ เสมอ 3. นกั เรียนอา นขอความตอไปนี้แลว บอกวา เปน ขอ เท็จจรงิ หรอื ขอ คิดเหน็ 1. “ยิ้มเปนคุณลกั ษณะพิเศษของมนุษยอยา งหน่งึ ซงึ่ หาไมไ ดจากบรรดาสัตวท ่ีมีชวี ิตอยูในโลก สัตวบาง ชนดิ เรายกยองกนั วาแสนจะฉลาด สามารถฝก ไดนานาประการ แตฝกใหย ้มิ นั้นฝก ไมไ ดจ ะแสดงความดใี จ หรือพอใจไดแตดว ยทาทางอยา งอื่น เชน กระดิกหาง เคลาแขงเคลาขาตะกุยตะกาย เปนตน ไมสามารถ แสดงออกมาทางสหี นา ได คนเทานน้ั ทยี่ ้ิมได” √ ขอเท็จจริง ขอ คิดเห็น 2. ยม้ิ ไมต องลงทนุ ไมต องซื้อ ไมต อ งหา มอี ยูป ระจำตัวแลวทุกคน เหมือนมอี าวุธอยูใ นมือของเราแลว อยาปลอยใหเปนสนิมเกรอะกรังจนชักไมออก ตองชโลมน้ำมันกันสนิม ถึงคราวจะใชชักออกมาได ทันทวงที ไมเคยย้ิม ถึงคราวจะย้ิมก็ยิ้มไมออก ตองหัดยิ้มไวใหเปนสมบัติประจำตัว “ยิ้มจะชวยให ปลอดภัยและสบายใจเสมอ” √ ขอเท็จจรงิ ขอ คดิ เห็น 3. เดนิ เร่ือยเขาไปในบาน ตองตะลงึ ลานใจไปท้งั ซายและขวา ดอกไมบ านสะพรัง่ เต็มไปทุกแหง หน ทางดา นซา ยเปน ไหลเ ขามดี อกไมบ านสวยไปตลอดทั้งแนว ท่ีระหวางสองทางเดินกม็ ี ทางดา นขวาก็ มากมายลน ไปหมด ลงั เลใจไมร วู า จะไปทางไหนดี ขอเทจ็ จรงิ √ ขอ คิดเห็น 4. นิสัยของชางเอเชียโดยทั่วไป เม่ือไดนำมาฝกใหเชื่อเพ่ือใชงานแลว จะมีนิสัยฉลาดสุภาพและรัก เจา ของ เวน แตใ นบางขณะ เชน เวลาตกมัน ซึ่งกเ็ พยี งในชัว่ ระยะเวลาหนึ่งเทา นัน้ ในเวลาตกมันชา งจะมี นสิ ยั ดรุ าย จะทำรา ยชางดวยกันเอง หรือทำรายเจา ของหรือสิง่ ท่ีอยใู กล ๆ เมอื่ พน ระยะตกมนั แลว นิสัย ดรุ ายก็จะหายไป √ ขอเท็จจริง ขอคิดเห็น 5. คำวา “สลดั ” เปนภาษามลายู หมายความวาชองแคบในทะเล ชาวมลายูท่อี ยูบ นฝง ทะเลในชองแคบ มักประพฤตติ นเปน โจร ดักปลน เรือสำเภาท่แี ลนผานชองแคบมะละกา จงึ เรียกกนั วา “โจรสลดั ” √ ขอเท็จจรงิ ขอคิดเหน็

144 แบบทดสอบหลังเรียน บทเรยี นออนไลนท ่ี 3 เรอื่ ง การวเิ คราะหข อ เทจ็ จรงิ และขอ คดิ เหน็ คำช้แี จง ใหนักศกึ ษาพจิ ารณาขอความแลวใหท ำเคร่ืองหมาย  ในชองวา ง 1. แมวไทยมหี นาตานา รกั และเฉลียวฉลาด ขอความที่เปน ขอ เท็จจรงิ ขอความที่เปน ขอ คดิ เหน็ 2. พระพทุ ธศาสนามีแหลง กำเนดิ ในชมพูทวีปและไดเผยแพรเ ขา มาในประเทศไทยเปนเวลานานมาแลว ขอ ความทเ่ี ปนขอ เท็จจริง ขอความที่เปน ขอคิดเหน็ 3. พอขุนรามคำแหงประดิษฐอักษรไทย ขอความท่เี ปนขอเทจ็ จริง ขอความที่เปน ขอคิดเห็น 4. วันนี้อากาศครม้ึ มากฝนคงจะตกหนัก ขอ ความที่เปนขอ เท็จจริง ขอความที่เปน ขอ คิดเห็น 5. การต่ืนนอนแตเ ชาตรูเปน กำไรของชวี ิต ขอความทเ่ี ปน ขอ เทจ็ จรงิ ขอความทเี่ ปน ขอคิดเห็น 6. แกม วิชญาณี รอ งเพลงไดเ พราะมาก ขอ ความทเ่ี ปนขอ เท็จจรงิ ขอความที่เปน ขอ คิดเห็น 7. กตเวที หมายถึง สนองคณุ ทาน ขอ ความที่เปนขอ เท็จจรงิ ขอความทเ่ี ปนขอ คดิ เห็น 8. ทางมา ลายเปนทางที่มีไวส ำหรบั ใหคนเดินขา มถนน ขอ ความที่เปน ขอเทจ็ จริง ขอความท่เี ปนขอคดิ เห็น 9. ครอบครวั ทม่ี ฐี านะรำ่ รวยเปนครอบครวั ท่มี ีความสขุ ขอความทีเ่ ปน ขอเท็จจรงิ ขอความที่เปน ขอ คดิ เห็น 10. ผูหญงิ สวนใหญช อบสอ งกระจก ขอ ความทเ่ี ปน ขอเทจ็ จริง ขอความทเ่ี ปน ขอ คิดเหน็

145 เฉลย แบบทดสอบหลังเรยี น บทเรียนออนไลนท่ี 3 เรอ่ื ง การวเิ คราะหข อ เท็จจริงและขอ คิดเห็น 1. ขอความท่ีเปน ขอ คิดเห็น 6. ขอ ความทเี่ ปนขอคิดเห็น 2. ขอความทเ่ี ปน ขอ เทจ็ จริง 7. ขอความทเ่ี ปนขอเทจ็ จริง 3. ขอ ความที่เปน ขอเทจ็ จรงิ 8. ขอความทเี่ ปนขอเทจ็ จรงิ 4. ขอความทีเ่ ปน ขอ คิดเห็น 9. ขอความทเ่ี ปน ขอคิดเห็น 5. ขอ ความท่เี ปนขอ คิดเห็น 10. ขอความที่เปนขอ คิดเหน็

146 แบบทดสอบกอนเรยี น บทเรียนออนไลนท่ี 4 เรื่อง การพดู แบบเปน ทางการและแบบไมเ ปนทางการ 1. ระดบั ภาษาทใี่ ชใ นการสื่อสารนนั้ ข้ึนอยูกับ ก. ตัวสาร ข. ผูสงสาร ค. ผรู ับสาร ง. ตัวบุคคลและโอกาส 2. น้ำเสยี งในขอ ใด แสดงความพึงพอใจ ก. อุย นา รัก ข. วาย ตาเถร ค. อุย ตายตาย ง. โอะ อะไรน่ี 3. ขอ ใดคือการกลาวในโอกาสพิเศษ ก. ครูอธบิ ายความรูทางวิชาการในชน้ั เรยี น ข. พออบรมลูกคนเล็กในเรื่องความประพฤติ ค. การอภิปรายไมไ ววางใจการบริหารงานของนายกรัฐมนตรีของคณะผแู ทนราษฎรฝายคา น ง. นายกรัฐมนตรีกลาวคำปราศรัยเน่ืองในวันเด็กแหง ชาติ 4. ขอ ใดกลาวไมถ กู ตอง ก. การพูดในโอกาสพเิ ศษมีทง้ั เปน ทางการและไมเ ปนทางการ ข. การกลาวแสดงความยินดีไมควรชกั ชวนใหผ ูฟงปรบมือ ค. หลังจากกลาวคำไวอาลัยแกผ ูตาย ซง่ึ มกี ารกลาวสดดุ ีคุณความดผี ตู ายและผูพูดควรชกั ชวน ผูฟง ให ปรบมือในคุณความดีของผตู าย ง. ถกู ท้งั ขอ ก, ข และ ค

147 5. “การพดู ในโอกาสตาง ๆ โดยการใชภาษาท่ีไพเราะเหมาะสมกับโอกาสน้นั ๆ” ขอ ความดังกลาว ตรงกบั ขอใด ก. สุนทรพจน ข. การเลา เหตุการณ ค. การใหคำแนะนำ ง. การใหคำปรึกษา 6. ขอใดไมค วรกลาวถึงในการกลา วคำอวยพร ก. ความสมั พันธของผูกลาวกบั เจาภาพ ข. ขออภัยท่ีมิไดเตรียมตัวพดู ค. คติหรอื ขอคิดในการดำเนนิ ชีวิต ง. ใหพรอยางจรงิ ใจ 7. ขอใดควรเปน สถานการณท่ีตองมกี ารกลา วตอนรบั ก. งานเลย้ี งสงผูรวมงานเดินทางไปตางประเทศ ข. งานเลี้ยงฉลองผจู บการศกึ ษา ค. งานเลี้ยงฉลองตำแหนงใหม ง. สมาชกิ ลาออกจากงานทีบ่ ริษทั 8. การพูดตอประชมุ ชนประเภทใดมีความบกพรองนอยที่สดุ ก. การพูดโดยอาศัยตนรา ง ข. การพูดโดยการอานจากตนรา ง ค. การพูดโดยฉบั พลนั ง. การพูดโดยวิธีการทองจำ 9. ขอใดเปนการพูดทไี่ มมโี อกาสเตรียมตัวมากอ น ก. การบรรยาย ข. การอภปิ ราย ค. การตอบขอ ชกั ถาม ง. การโตวาที


Like this book? You can publish your book online for free in a few minutes!
Create your own flipbook