Important Announcement
PubHTML5 Scheduled Server Maintenance on (GMT) Sunday, June 26th, 2:00 am - 8:00 am.
PubHTML5 site will be inoperative during the times indicated!

Home Explore คู่มือ ออนไลน์...ม.ปลาย...เรียบร้อย

คู่มือ ออนไลน์...ม.ปลาย...เรียบร้อย

Published by fangza_8894, 2021-12-02 03:40:21

Description: คู่มือ ออนไลน์...ม.ปลาย...เรียบร้อย

Search

Read the Text Version

198 ใบความรู บทเรียนออนไลนที่ 3 เร่ืองชนดิ ของเสียงพดู อวัยวะท่สี าํ คญั ในการออกเสียง เสยี งทมี่ นุษยเ ปลง ออกมาน้นั เปนเสียงทผ่ี ลติ ขนึ้ โดยอวัยวะชดุ หนง่ึ ของรา งกายโดยเฉพาะ แตสง่ิ ท่ี นาสนใจคือ มนุษยไมไดมีอวัยวะชุดใดชุดหนึ่งทถ่ี ูกสรา งขึ้นมาเพ่ือไวใชในการออกเสียงพูดโดยเฉพาะแต เพียง อยางเดียว อวัยวะตาง ๆ ของรางกายท่ีมนุษยใชในการออกเสียงพูดในภาษานั้นมีหนาท่ีหลักทาง ชวี วิทยา เพ่ือ ทําหนาที่สาํ คัญตางๆ ในการดํารงอยูของรางกายทง้ั สิ้น เชน การหายใจ, การเคี้ยวอาหาร, การกลืน,การอม แต การท่ีอวยั วะเหลา นัน้ มาทําหนา ท่ีในการออกเสยี งพูดเปนเพยี งหนาทรี่ อง หรอื หนา ที่ โดยออมของอวัยวะ เหลาน้ัน คือ ใชระบบการทํางานตาง ๆ อยู แลวดัดแปลงการทํางานเหลานั้นให เหมาะสมจนเกิดเปน ภาษาพดู ขึ้นมาหมายความวา การพูดไดพ ัฒนาข้ึนภายหลงั แตก ็มีคนบางกลมุ ไมเ ช่ือ ความคิดดังกลาว จึงพยายามคนควา หาขอคัดคานวาการพูดกับการกินนั้นเกิดขึ้นมาพรอมๆ กัน โดยทั่วไปอวัยวะทเ่ี ราใชพูดมีลกั ษณะเหมือนกนั ทุกคน และทาํ งานในลกั ษณะเดียวกัน ผลท่ีตามมาคอื ใคร ก็สามารถออกเสียงทเ่ี ปน ภาษาของมนุษยไ ดอ ยา งไม ยุงยาก เพียงแตอ าจจะจาํ กดั ในขอบเขตของอายุ เชน การท่ีเด็กสามารถเรียนรูภาษาที่ตนเขาไปอยูในสังคมน้ันๆ ไดดี เม่ือเทียบกับผูใหญท่ีตองเรียนรู ภาษาตางประเทศ ความสามารถในการเรียนรภู าษาใหมของผใู หญจ ะ ประสบกบั ความยากลาํ บากกวา เด็ก การพัฒนาทางภาษาของเดก็ ๆ จะเลียนเสยี งผูใหญที่อยรู อบตัวเขา โดยเด็ก จะเลือกออกเสยี งทเ่ี หมาะสม กบั ตัวเอง เมื่อเด็กพน จากวัยรุนความสามารถทางภาษาจะนอยลง นอกจากน้ี อวัยวะที่ใชใ นการออกเสียง ของแตละบคุ คลนั้นยังมีขนาดไมเ ทา กันอีกดวย เสียงพูดของคนเรามคี วามแตกตาง กัน เราจึงสามารถจํา เสยี งพูด และวธิ ีการพูดของคนท่ีคนุ เคยกันได นักภาษาศาสตรเ ห็นวา เสยี งพดู เปนภาษาท่ี สมบูรณท่ีสุด และมีคุณสมบัตทิ ี่จะอธิบายไดต ามหลักเกณฑทางวิทยาศาสตร นักภาษาศาสตรจงึ ใหความสนใจ ศึกษา เร่อื งราวเกี่ยวกับเสียงพดู อยางกวางขวาง อวยั วะท่ีเขามาเกี่ยวของในการออกเสยี งของมนุษยมีมากกวา ครึ่งหนง่ึ ของรางกาย ต้ังแต ศีรษะถึงชอง ทอ ง อวยั วะท่ีใชในการออกเสยี งน้ี สามารถแบง ออกเปน ระบบที่ สาํ คญั 3 ระบบ คอื

199 1. ระบบหายใจ (Respiratory System) 2. ระบบการเกิดเสียง (Phonatory System) 3. ระบบการเปลงเสยี ง (Articulatory System) เรื่องที่ 1.1 ระบบการหายใจ (Respiratory System) ระบบหายใจ (Respiratory System) ท่ีตั้งของ ระบบน้อี ยใู นชว งอก (thorax) หมายถึง กระบงั ลม (diaphragm) ปอด (lungs) และหลอดลม (trachea , windpipe) ปอด (lungs) เปนอวัยวะทส่ี าํ คญั ในการผลติ เสยี งพดู เปน ตน กาํ เนดิ ใหญข องพลังงานที่ทําให เกิดเสยี ง บรเิ วณใตปอดจะเปน กระบงั ลม ซ่งึ มีลักษณะคลา ยโคมหรอื ฝาชีควํา ตวั ปอดเองเคลอ่ื นไหวไมได แตเ นอ้ื เยอ่ื ของ ปอดยืดหยุนไดดวยการทาํ งานของอวยั วะอื่น ๆ เชน กลา มเน้อื ระหวางกระดกู ซีโ่ ครง และ กระบงั ลม ในการ หายใจเขา ออก เม่อื หายใจเขา อากาศก็จะเขาไปสูปอดทําใหป อดขยายตวั แตพ อหายใจ ออกอากาศในปอดก็มี นอยทําใหปอดหดตัว ในการพูดเปนการบังคับใหลมออกจากปอดเปนชวง ๆ หลอดลม (trachea) เปนหลอดยาวท่ีมีความออนนิ่ม เปนชองทางเดินของอากาศที่เชื่อมโยงระหวาง กลองเสียงไปยังปอด โดยการเชอ่ื มโยงของทอเล็กๆ ในปอดขณะที่มีการกินอาหารหรือการกลืนอาหาร ชอ งทางเขาหลอดลมจะถูกปดโดยลิ้นปดเปดกลองเสยี ง (epiglottis) ซึ่งจะชวยปองกันไมใหเกิดอาการ สําลัก อนั เนื่องมาจากอาหารตกลงไปในหลอดลมได เรือ่ งท่ี 1.2 ระบบการเกิดเสียง (Phonatory System) ระบบการเกิดเสียง (Phonatory System) ที่ต้ัง ของระบบนี้อยูท่ีลําคอ หมายถึง กลองเสียงและ สวนประกอบตาง ๆ ของกลองเสียง เชน เสนเสียง กลองเสียง (larynx) เปนอวัยวะท่ีอยูตอนบนสุดของหลอดลม มีความซับซอน ภายในตัวกลองเสียง ประกอบดว ยกระดูกออ นหลายชิน้ จัดตวั เรียงกันอยใู นลกั ษณะชวงบนกวาง ชว งลา งแคบ ยึดตดิ กนั โดยเอ็น พังผดื กลา มเนื้อ และขอตอ กระดกู ช้ินสาํ คญั ๆ ที่ประกอบกันเปนกลองเสียงมี 4 ช้นิ คือ - Hyoid bone เปนกระดูกท่ีอยูบนสุดของกลองเสียงและเปนท่ีเกาะของกลามเนื้อล้ินปด-เปดกลอง เสียง - Thyroid cartilage อยูทางดานหนา สวนหน่ึง คือ บริเวณท่ีเรียกวา ลูกกระเดือก (Adam’s apple) - Cricoid cartilage เปน กระดกู ออนท่ีเล็กแตหนาและแข็งแรงมาก อยูในระดับท่ีตําที่สดุ ของกลอง เสยี ง ทําหนาที่ เปนฐานของกลองเสียง - Arytenoid cartilage เปนกระดกู ออนช้นิ เล็กๆ 2 ช้ิน รปู รางคลายปรามดิ อยู ตดิ กบั ผวิ ดา นหลงั ตอนบนของ Cricoid cartilage ภายในกลอ งเสียงจะมอี วัยวะทท่ี าํ หนา ทีส่ ําคัญมากใน การพูด คือ เสนเสียง (vocal cord) วางพาดอยู เสนเสยี งมลี กั ษณะเปนกลา มเนือ้ คพู ิเศษ ซง่ึ ประกอบดวย แผนเน้ือเย่ือ (tissue) และ เอ็นขนาดของเสนเสียงน้ีจะแตกตางกันตามอายุ เพศ และพัฒนาการทาง กายภาพของแตล ะบคุ คลอกี ดวย โดย ปกติเดก็ และผูหญิงจะมีเสนเสียงทส่ี ัน้ และเลก็ กวา ผูชาย โดยทัว่ ไป เสียงเด็กจะสูงกวา เสียงผหู ญิงและเสยี งผหู ญงิ จะสงู กวา เสียงผูชาย

200 เรื่องท่ี 1.3 ระบบการเปลงเสียง (Articulatory System) 3. ระบบการเปลงเสียง (Articulatory System) ท่ีต้ัง ของระบบนี้อยูสวนศีรษะ หมายถึง ชองปาก และสวนตาง ๆ ภายในชองปาก (Oral Cavity) และชองจมูก (Nasal Cavity) ชองปากและสวนตางๆ ภายในชองปาก ริมฝปากทั้งสอง (lips) ริมฝปากมีหนาท่ีในการปดชองปากในขณะท่ีกําลังทําเสียงพยัญชนะอยู ริมฝปากท้ังสองนี้อาจอยูใน ลกั ษณะ “ริมฝปากหอ กลม” ขณะกาํ ลงั ออกเสียงพยญั ชนะบางตวั เม่อื ใดกต็ ามที่มี การใชริมฝปากทั้งสอง เปนฐานกรณ เราจะเรียกเสียงน้ันวา bilabial sound ฟน (teeth) เปนอวัยวะอกี ชิ้นหน่ึงที่มบี ทบาทใน การทําใหเกิดเสียงพูด เสียงที่เกิดทีฐ่ านฟนเรียกวา dental sound สวนมากในการทําใหเกดิ เสียงในภาษานั้น ฟน บนจะมีบทบาทกวาฟน ลาง ลนิ้ (tongue) เปน อวัยวะออกเสยี งท่มี คี วามออนพล้ิวมากทส่ี ดุ ในบรรดา อวยั วะออกเสยี งทัง้ หมด เน่อื งจากลิ้นเปน อวยั วะทีม่ ีความยดื หยนุ ตัวสูง จึงทาํ ใหลนิ้ เปน ตนกาํ เนิดเสียงพูด จํานวนมาก ท้ังนี้ก็เน่ืองจาก การใชตําแหนงตาง ๆ และการจัดตัวทาตาง ๆ ของลิ้นน่ันเอง ปุมเหงือก (alveolar) คอื สว นท่อี ยูตอจากฟนบน เพดานแข็ง (palate) คือ สวนทีเ่ รม่ิ ตน จากปลายสดุ ของปมุ เหงือก มายังสวนตนของเพดานออน เพดานออน (soft palate, velar) คือ สวนของเพดานปากที่อยูตอจาก เพดานแข็ง เพดานออน สามารถเลื่อนขึ้นลงได ถาเพดานออนลดระดับลงมา ก็จะทําใหมีชองทางของ อากาศออกสโู พรงจมกู ทําใหเ กิด เสยี งนาสกิ (nasal sound) แตถา เพดานออนยกตัวข้นึ ไปปด กั้นทางเดิน ของอากาศท่ีจะเขาสูโพรงจมูกทําให อากาศระบายออกทางชองปากไดทางเดียว ทําใหเกิดเปนเสียง พยญั ชนะที่เรยี กวา เสยี งชองปาก(oral sound) และถา มีลมระบายออกทางปากและจมูกพรอม ๆ กัน ก็ อาจเกิดเปนพยญั ชนะหรือสระแบบทม่ี ีเสียงขึ้นจมูก (nasalized sound) เสยี งเกดิ การเคลือ่ นตัวของล้ิน สวนหลังสูเพดานเรียกวา velar sound สวนปลายสุดของ เพดานออนที่เปนต่ิงหอยลงมาคือ ลิ้นไก (uvula) และเสยี งท่ลี น้ิ ไกท าํ หนา ที่เปน สวนฐานกรณจ ะมชี อื่ วา uvular sound ชองจมูก (nasal cavity) คณุ สมบตั ิหรือลกั ษณะของเสยี งพูดท่ีเกิดข้ึน จะแปรผันไปตามการปดเปด ของชองทางออกของอากาศท่ี จะออกสโู พรงจมกู ซ่ึง เปน ผลมาจากการยกขน้ึ หรอื เลอื่ นลงของเพดานออ น ตอนท่ี 2 ชนดิ ของเสียงพดู เรื่องท่ี 2.1 เสียงและการวัดระดับของคลื่นเสียง เสียง เสียงที่ไดยินเกิดจากการเดินทางของเสียงผาน ตัวกลางทาํ ใหเกดิ การเปล่ยี นแปลงของคล่ืนเสียง (waveform) และแสดงออกมาในลักษณะทแี่ ตกตา งกัน โดยจะเปลย่ี นขนาด (amplitude) หรอื ความถี่ (frequency) ของการสนั่ สะเทือนตามระยะเวลา

201 การวดั ระดบั ของคลน่ื เสยี ง มีหนวยวัดที่เกี่ยวขอ ง 2 หนว ยคือ เดซิเบล (Decibel) เปนหนวย วดั ความดัง ของเสียง เฮิรตซ (Hertz) เปนหนวยวัดจํานวนรอบการแกวง ของคลื่นเสยี งในหน่ึงวนิ าที คือใช วัดความถี่ ของเสยี ง เสยี งในภาษาไทย มี 3 ชนดิ คือ 1.) เสียงสระ หรือเสยี งแท 2.) เสยี งพยัญชนะ หรอื เสียงแปร และ 3.) เสยี งวรรณยกุ ต หรือเสียงดนตรี 1.) เสยี งสระ หรือเสยี งแท คือ เสียงทเ่ี ปลงออกมาจากลําคอโดยตรง ไมถูกสกัดก้ันดวยอวยั วะสวน ใดใน ปาก แลว เกดิ เสียงกองกงั วาน และออกเสียงไดย าวนาน ซึ่งเสยี งสระในภาษาไทยแบง ออกเปน - สระเดยี่ ว มีจํานวน 18 เสียง โดยสระเดี่ยว แบงออกเปน สระเสียงสั้น (รัสสระ) ไดแก อะ อิ อึ อุ เอะ แอะ โอะ เอาะ เออะ สระเสยี งยาว (ทฆี สระ) ไดแ ก อา อี อื อู เอ แอ โอ ออ เออ - สระประสม มีจํานวน 6 เสยี ง โดยสระประสม แบง ออกเปน สระเสยี งส้นั (รสั สระ) ไดแก เอียะ เกิดจากการประสมของ สระอิ + สระอะ เอือะ เกิดจากการประสมของ สระอึ + สระอะ อวั ะ เกิดจากการประสมของ สระอุ + สระอะ สระเสียงยาว (ทฆี สระ) ไดแ ก เอยี เกิดจากการประสมของ สระอี + สระอา เอือ เกิดจากการประสมของ สระอื + สระอา อัว เกดิ จากการประสมของ สระอู + สระอา เร่ืองที่ 2.2 ความสาํ คัญของเสียง การฝกพูด เสียงมีความสําคัญมากอยา งหนึ่งในการกระตุนใหค นเรามี การเจรญิ เติบโตตามปกติ นับตั้งแตแรกเกิด เด็กที่หูหนวกแตกําเนิดจะมีความพิการท้ังทางรา งกายและ สมอง จนไมสามารถอยูในสังคมปกติไดคนที่เกิด มาตาบอดทั้ง 2 ขาง แตหูไดยินปกติจะมีความ เจริญเตบิ โตท้งั รางกายและสมอง อยูในสังคมได บางคนมี ความสามารถเปนพิเศษมากกวา คนสายตาปกติ เราคงเคยไดเห็นและไดฟงวงดนตรีคนตาบอดซ่ึงสามารถเลนได ท้ังดนตรีไทยและสากลไดไพเราะมาก คนตาบอดอา นหนงั สอื ไดโดยใชน ิ้วมอื สมั ผสั อักษรพิเศษคือ อักษรเบรลล (Braille) คนทห่ี ูหนวกแตก าํ เนิด จะไมสามารถปฏบิ ัติในสิ่งท่ีกลา วไดโดยเฉพาะคนหูหนวกและเปนใบบางครั้ง แมแตชวยตัวเองก็ยังไมไ ด ไดมีการศึกษาและเปน ทยี่ อมรับกนั แลว วา การไดยินเสยี งของเดก็ เปน ตวั กระตุน ที่สําคัญอยา งมากตอ การ เจริญเติบโตทางสมองของเด็กรวมทั้งพฤตกิ รรมทกุ ๆ ชนิดท่ีจะพฒั นาตามมา เชนการนั่งการเดินการกิน อาหาร รวมทั้งอารมณและความเฉลียวฉลาด การพูดของเด็กจะพัฒนาขน้ึ มาไดตอ เมอ่ื เด็กจะตองไดยิน เสียงพูด กอ นเทา น้ัน เดก็ หูหนวกจงึ ไมส ามารถพดู ไดแ ละเปนใบ ไมสามารถติดตอ สอื่ ความหมายกบั คนอ่ืน โดยการพูดได มนุษยเราจัดอยูในสัตวชั้นสูงสุด แยกจากสัตวชั้นอ่ืนๆ ได เน่ืองจากการที่สามารถพูด

202 ตดิ ตอกันไดนี้เอง จงึ เปน เร่ืองสาํ คัญมากที่จะตองวินิจฉัยใหไดโดยเร็วท่ีสุดนับแตเดก็ แรกเกิดวามีความ พิการทางการไดยินหรือไม คือ หู ตึงหรอื หูหนวกหรอื ไม ถามีเปน ประเภทไหน และมากนอยเพยี งใดเพ่ือ จะไดเริ่มใหการชว ยเหลอื ตามขั้นตอน โดยวธิ กี ารตา งๆ ตามความเหมาะสมเทาท่ีความรทู างการแพทยใ น ปจ จุบนั น้ีจะชวยเหลอื ได โดยมุงชวยเหลอื ให เดก็ มีการไดย นิ และฝก พูดโดยเรว็ การผิดปกติของการพูด เด็กท่ีพูดชา กวาปกติ พดู ไมชัด หรือพูดไมไดเลยนั้น คนสวนมากเขาใจผิดคดิ วา เกิดจากความพิการ หรือไมสมประกอบของอวัยวะที่เกี่ยวกบั การพูด ที่จริงแลว สาเหตุสําคญั น้ันคือ หูตึง หรอื หูหนวก (เด็กไมไดยิน เสียงเลย) ในรายที่หูหนวกไมสามารถพูดไดหรือเปนใบ ถาหูตึงมากจะไดยิน เสียงบางแตไมมากนักพูดไดไมชัด หรือพูดผิดปกติ หรือพูดไดดวยความยากลําบากและออกเสียงไดไม ชดั เจน ทม่ี า : หนังสือเรียนวิชาหลักภาษาไทย พท33002 ระดบั มธั ยมศกึ ษาตอนปลาย

203 แบบทดสอบกอนเรยี น บทเรยี นออนไลนท่ี 3 เรอื่ ง ชนิดของเสียงพดู 1. ขอใดเปนคำประสมทุกคำ ก. บานเรอื น พอ แม ลกู หลาน ข. ขาดเหลือ บานนอก อว นพี ค. หอหมก ชว่ั ดี บา นพกั ง. กลว ยไม เสอ้ื คลุม แผน เสียง 2. คำซ้ำในขอใดไมสามารถใชเ ปนคำเดี่ยวได ก. กับขา วพ้ืน ๆ ใครก็ทำได ข. แทก็ ซคี่ ันไหน ๆ กไ็ มร บั ฉันสกั คน ค. หาซอ้ื เมล็ดพันธุด ี ๆ มาเพาะปลกู ง. จดุ ตะเกยี งกระปองเล็ก ๆ ทองหนงั สอื 3. วิธีทดสอบวา คำใดทำหนาทีเ่ ปน กรรมรองทำไดอ ยา งไร ก. ตัดคำนามออก ข. แยกประโยคออกทลี ะประโยค ค. แทรกคำบุพบทเขา ไปในประโยค ง. แทรกคำ “ใหแ ก” เขา ไปในประโยค 4. ขอ ใดใชลักษณะนามผดิ ก. ขลุย – เลา ข. สวิง – ปาก ค. งาชา ง – งา ง. สกั วา - บท 5. ขอ ใดใหคำจำกดั ความ “คำนาม” ไดถกู ตอ งที่สดุ ก. คำที่ทำหนาทีแ่ ทนบคุ คล ข. คำท่แี สดงความหมายของการกระทำ ค. คำที่แสดงความหมายถึงบคุ คล สัตว และสิ่งของ ง. คำทแ่ี สดงความหมายเฉพาะสิง่ มชี ีวติ เทา นั้น

204 เฉลยแบบทดสอบกอนเรยี น บทเรียนออนไลนท่ี 3 เรอื่ ง ชนดิ ของเสียงพูด ขอ 1. ง ขอ 2. ค ขอ 3. ง ขอ 4. ข ขอ 5. ข

205 ใบงานบทเรียนออนไลนที่ 3 ใบงานท่ี 1 เร่อื ง ชนิดของเสียงพดู ใหนกั ศกึ ษาทำงานทไ่ี ดร ับมอบหมาย ใบงานท่ี 3 เรือ่ ง ชนิดของเสยี งพูด โดยใหไ ปหาขอมูลเรือ่ ง ระดบั ความดังและชนิดของ เสียงความดัง (เดซเิ บล) มกี รี่ ะดบั และชนิดของเสยี งเปน อยา งไร แลว เขยี นดว ยลายมือตนเอง อธิบายตามคำเขาใจใสก ระดาษรายงาน หรือ กระดาษ A4 กำหนดการสงงาน ใหส ง วันท่ี 9 ส.ค. 63 โดยมีวิธีการสง ดังนี้ 1. ถายรปู สง ทางไลน กลุม กศน.ตำบล ของตนเอง 2. ถายรปู สง ทางfacebook กลมุ กศน.ตำบล ของตนเอง

206 เฉลย ใบงานบทเรียนออนไลนท่ี 3 ใบงานท่ี 1 เรอ่ื ง ชนิดของเสยี งพูด ตอบ การวดั ระดบั ของคลื่นเสยี ง มหี นวยวัดทเ่ี ก่ียวของ 2 หนวยคือ เดซิเบล (Decibel) เปนหนว ย วัดความดงั ของเสยี ง เฮริ ตซ (Hertz) เปนหนว ยวัดจํานวนรอบการแกวงของคลน่ื เสียงในหนึ่งวินาที คอื ใช วัดความถี่ของ เสยี ง

207 ใบงานบทเรียนออนไลนท ี่ 3 ใบงานที่ 2 เร่ือง อักษรไทย ใหนกั ศกึ ษาทำงานทไ่ี ดร บั มอบหมาย ใบงานที่ 4 เรื่อง อกั ษรไทย โดยใหไปหาขอ มลู เร่ือง รปู สระในภาษาไทยมกี ร่ี ปู แลวเขียนดว ยลายมอื ตนเอง อธิบายตามคำเขาใจใสก ระดาษรายงาน หรอื กระดาษ A4 กำหนดการสงงาน ใหส ง วันท่ี 9 ส.ค. 63 โดยมีวิธีการสง ดังนี้ 1. ถายรปู สง ทางไลน กลุม กศน.ตำบล ของตนเอง 2. ถา ยรปู สง ทางfacebook กลมุ กศน.ตำบล ของตนเอง

208 เฉลย ใบงานบทเรียนออนไลนที่ 3 ใบงานท่ี 2 เรือ่ ง อักษรไทย ตอบ

209 แบบทดสอบหลังเรยี น บทเรยี นออนไลนที่ 3 เร่ือง ชนิดของเสยี งพูด 1. ขอ ใดเปนคำประสมทุกคำ ก. บานเรอื น พอแม ลูกหลาน ข. ขาดเหลอื บานนอก อวนพี ค. หอ หมก ช่ัวดี บา นพกั ง. กลว ยไม เสอื้ คลุม แผน เสียง 2. คำซำ้ ในขอใดไมส ามารถใชเปนคำเด่ียวได ก. กับขา วพ้ืน ๆ ใครก็ทำได ข. แท็กซีค่ นั ไหน ๆ กไ็ มร บั ฉันสกั คน ค. หาซอื้ เมลด็ พนั ธดุ ี ๆ มาเพาะปลกู ง. จุดตะเกียงกระปอ งเล็ก ๆ ทองหนงั สอื 3. วธิ ีทดสอบวาคำใดทำหนาทีเ่ ปน กรรมรองทำไดอ ยา งไร ก. ตัดคำนามออก ข. แยกประโยคออกทลี ะประโยค ค. แทรกคำบุพบทเขา ไปในประโยค ง. แทรกคำ “ใหแก” เขา ไปในประโยค 4. ขอ ใดใชล กั ษณะนามผิด ก. ขลุย – เลา ข. สวงิ – ปาก ค. งาชาง – งา ง. สกั วา - บท 5. ขอ ใดใหค ำจำกัดความ “คำนาม” ไดถูกตอ งที่สุด ก. คำทท่ี ำหนาท่แี ทนบคุ คล ข. คำทแี่ สดงความหมายของการกระทำ ค. คำทแ่ี สดงความหมายถงึ บคุ คล สัตว และสิ่งของ ง. คำทีแ่ สดงความหมายเฉพาะสิง่ มชี ีวิตเทาน้นั

210 เฉลยแบบทดสอบหลังเรยี น บทเรียนออนไลนท่ี 3 เรอื่ ง ชนดิ ของเสียงพูด ขอ 1. ง ขอ 2. ค ขอ 3. ง ขอ 4. ข ขอ 5. ข

211 ใบความรู บทเรยี นออนไลนที่ 4 เรื่องคาํ และการประกอบคํา ตอนท่ี 1 คําและคํามูล ความหมายของคํา คําไทย เปนส่ิงสําคัญในการใชติดตอส่ือสารกัน คํามคี วามหมายไดหลายอยา ง อาจเปลยี่ นแปลงไดต าม การนําไปใชใ นการสือ่ สารกนั เม่ือเรยี งเขา ประโยค จะมีความหมายเจตนาของผูสงสาร ความหมายของคําแบงออกเปน 2 ประการ คอื 1. คําทม่ี คี วามหมายโดยตรง เปนคาํ ทป่ี รากฏในพจนานุกรม อาจมไี ดม ากกวา 1 ความหมาย เชน ขัน น. ภาชนะสาํ หรับตกั น้ำหรือใสน้ำมหี ลายชนิด ก. ทาํ ใหต ึงหรอื ใหแนนดวยวธิ หี มนุ กวดเรงเขาไป เชน ขนั ชะเนาะ ขนั เกลยี ว ข. อาการรอ งเปนเสยี งอยา งหนงึ่ ของไก หรือนกบางชนิด เชน นกเขา ค. หวั เราะ นึกอยากหัวเราะ 1.1 คาํ ทม่ี คี วามหมายใกลเ คยี งกัน อาจทําใหผ สู ง สารใชผ ิดพลาดไดจึงตอ งระมัดระวงั ใน การเลอื กใช คาํ ใหเ หมาะสมถกู ตอ ง คําทม่ี คี วามหมายใกลเคยี งกัน เชน ตัวอยาง คําวา รกั -ชอบ หมายถงึ ความพอใจ รัก หมายถึง พอใจอยางผูกพนั ชื่นชมยินดี ชอบ หมายถึง พอใจ อาจารยป ฏิเสธการแตง งานกบั มงคล เพราะเธอไมไ ดร กั เขาเพียงแตชอบแบบพ่ชี ายเทา นนั้ 1.2. คาํ ทมี่ คี วามหมายตรงกันขา ม จะชวยเนน ใหเ ห็นความขัดแยงกนั ชดั เจนมากย่ิงขนึ้ เชน

212 2. คาํ ที่มคี วามหมายโดยนยั เปนความหมายของคําท่ีไมป รากฏตามตัวอักษร แตเ มื่อกลาวแลวจะทํา ใหน ึก ไปถงึ อกี สงิ่ หน่งึ ซง่ึ เปนความหมายแฝงอยใู นคํานัน้ เชน หงส หมายถงึ นกจําพวกเปด ลาํ ตวั ใหญ คอยาว (ความหมายโดยตรง) หงส หมายถึง ผดู ี ผมู ศี กั ด์ิศรี (ความหมายโดยนัย) ตวั อยาง คําวา หงส หงสข าว หงสดาํ เปนพนั ธุชนดิ หนึ่งของหงส (ความหมายโดยตรง) ถา มาลีรจู ักเลอื กคบคนดี เธอจะเปน หงสไ ปดว ย (ความหมายโดยนยั ) คําที่มีความหมายโดยนยั ยงั มขี อ สงั เกต ดังน้ี 2.1 คําบางคํามีความหมายนัยประหวดั เมือ่ กลา วถึงแลว จะไมไ ดนกึ ถึงความหมายโดยตรง แต จะนกึ ไปถึง อีกสิ่งทมี่ ีความหมายเกี่ยวโยงกันกบั คาํ นน้ั เชน เธอมีปญหาอะไรควรปรึกษาผูใหญ 2.2 คาํ ที่มีความหมายเปรยี บเทียบ การเปรียบเทียบจะชวยใหเกดิ ความรูสึก หรือเห็นลักษณะของสิง่ นั้น ไดชัดเจนขึ้น เชน ลูกคอื ดวงใจของพอแม คํามูล คือ คําท่ีเกิดจากการประสมของโครงสรางคําและมีความหมาย ผูฟงและผูอานฟงแลวอานแลว เขาใจวาหมายถงึ อะไร หรอื สงิ่ ใด หรืออยา งไร คํานนั้ จะเปน คําไทย หรอื คําที่มาจากภาษาอน่ื ก็ไดคํามลู แต ละคํา จะมคี วามหมาย คํามลู คําหน่ึงมักมีความหมายอยางหนงึ่ แตมีอยบู างทคี่ ําคําเดียว รปู ลกั ษณอยาง เดียวมีหลาย ความหมาย เชน ติด มีความหมายวา ของอยู ไปไมได เกาะอยู ทําใหแนน ฯลฯ หรือคํา หลายคํามีรปู ลักษณ หลายอยางแตมคี วามหมายอยางเดียว เชน สตรี นารี ยุพา กัญญา หมายถึง ผหู ญิง คาํ พื้นฐานที่มีความหมาย สมบูรณในตัวเอง กลา วคอื เปน คําที่สรา งข้ึนโดยเฉพาะอาจเปน คําไทยดั้งเดิม หรอื เปนคําที่มาจากภาษาอนื่ กไ็ ด และจะเปนคํา “พยางค” เดียวหรือหลายพยางคก ็ได คาํ มลู แบงเปน 2 ชนดิ คือ คํามูลพยางคเดียว เชน เพลง ชาม พอ ยืน หิว ยิ้ม สุข ใน ( คําไทยแท ) ฟรี ไมค ธรรม ( คําท่ีมาจาก ภาษาอ่ืน) คํามลู หลายพยางค เปนคําหลายพยางค เมื่อแยกแตละพยางคแลว อาจมีความหมายหรือไมมี ความหมายก็ได แตค วามหมายของแตล ะพยางคไมเกี่ยวของกบั ความหมายของคาํ มลู นั้นเลย เชน กระดาษ ศิลปะ กํามะลอ หรือกลา วไดว า คาํ มลู คือคาํ ที่มีลักษณะอยางใดอยา งหนง่ึ คาํ ท่ีเกิดขนึ้ โดยการสรา งคําจากคํามลู จะแบงตามรูปลักษณะไดด งั น้ี คาํ ประสม คําซอ น คําซ้ำ คําสมาส – สนธิ

213 ตอนท่ี 2 คําประสม คําประสม คือ คาํ ที่เกิดจากการนาํ คาํ มลู ตง้ั แต 2 คําข้นึ ไป และมคี วามหมายตางกนั มาประสมกนั เปนคาํ ใหม คํามลู ท่นี าํ มาประสมกันอาจเปน คํานาม สรรพนาม กรยิ า วเิ ศษณ และบุพบท นาม+นาม หัวใจ นาม+กริยา บา นเชา นาม+สรรพนาม เพ่ือนฝงู นาม+วเิ ศษณ น้ำแขง็ นาม + บพุ บท คนนอก วิเศษณ+กรยิ า ดอ้ื ดึง วิเศษณ +วิเศษณ หวานเย็น หนาที่ของคาํ ประสม 1. ทําหนาท่ีเปนนาม สรรพนาม เชน พอครวั พอ บาน แมพ ระ ลูกเสือ น้ำตก ชางไมชาวบาน เครื่องบิน หวั ใจ นกั การเมือง หมอตาํ แย ของเหลว 2. ทําหนาที่เปนกริยา เชน เสียเปรียบ กินแรง กินนอกกินใน ออนใจ ดีใจ เลนตัว วางตัว ออกหนา หกั หนา ลองดี ไปดี 3. ทําหนาที่เปนวิเศษณ เชน กินขาด ใจรา ย ใจเพชร ใจรอน หลายใจ คอแข็ง 4. ใชใ นเชงิ เปรยี บเทียบ เชน กม หนา หมายถงึ จําทน แกะดาํ หมายถึง คนท่ที ําอะไรผิดจากผูอ น่ื ในกลุม ถา นไฟเกา หมายถึง หญิงชายที่เลกิ รา งแลวกลบั มาคบกนั ใหม ไกออน หมายถงึ ยังไมชํานาญ นกตอ หมายถึง คนท่ีติดตอหรอื ชักจงู ผอู ่นื ใหห ลงเชอ่ื การสรา งคาํ ประสม 1. สรางจากคาํ ไทยทุกคํา เชน แมน ำ้ ท่ีราบ ลูกชา ง หมดตวั กินที่ แมย าย

214 2. สรา งจากคําไทยกบั คําภาษาตางประเทศ เชน เผดจ็ การ นายตรวจ ของโปรด 3. สรา งจากคําภาษาตา งประเทศท้งั หมด เชน รถเมล รถบัส รถเกง กิจจะลักษณะ 4. สรางคาํ เลียนแบบคําสมาส แตป นกับคาํ ไทย เชน ผลไม คุณคา พระอู เทพเจา พระท่ีนง่ั ทนุ ทรัพย ขอ สงั เกตของคาํ ประสม 1. คําประสมอาจเกิดจากคําตางชนิดรวมกัน เชน กินใจ ( คํากริยา+คํานาม) นอกเรื่อง (คําบุพบท+ คํานาม) 2. คาํ ประสมเกดิ จากคําหลายภาษารวมกัน เชน รถเกง ( บาล+ี จีน) เครอ่ื งอิเล็กโทน (ไทย+อังกฤษ) 3. คําท่ขี ้ึนตนดว ย ผู นัก เครอ่ื ง ชาง หมอ ของ เปนคาํ ประสม เชน ผูดี นกั เรียน ชาวนา เครื่องยนต ลักษณะของคําประสม 1. คําประสมที่นําคํามูลที่มีเน้ือความตางๆ มาประสมกัน แลวไดใจความเปนอีกอยางหน่ึงเชน “หาง” หมายถึง สวนทายของสัตว กับ “เสือ” หมายถึง สัตวชนิดหน่ึง รวมกันเปนคําประสมวา“หางเสือ” แปลวา เครื่องถือทายเรือ และคาํ อื่นๆ เชน ลกู น้ำ แมนำ้ แสงอาทิตย (ง)ู เปนตน คําเหลา น้ีมคี วามหมาย ตางกับ คํามลู เดมิ ทั้งนน้ั คําประสมพวกนีถ้ งึ แมวา มใี จความแปลกออกไปจากคํามูลเดมิ ก็ดี แตก็ตอ งอาศัย เคา ความหมายของคํามลู เดมิ เปนหลักเหมือนกัน ถาเปนคาํ ที่ไมม เี คาความเน่อื งจากคํามูลเลยแตเผอญิ มา แยก ออกเปน คํามลู ไดน บั วา เปนคาํ ประสมจะนบั เปน คํามลู 2. คําประสมท่ีเอาคํามูลหลายคําซึ่งทุกๆ คําก็มีเนื้อความคงท่ี แตเม่ือเอามารวมกันเขาเปนคํา เดียวก็มี เนอื้ ความผิดจากรูปเดิมไป ซ่งึ ถาแยกออกเปน คาํ ๆ แลว จะไมไ ดค วามดังทปี่ ระสมกนั อยนู ั้นเลย 3. คําประสมท่ีเอาคํามูลมีรูปหรือเน้ือความซํากันมารวมกันเปนคําเดียว คําเหลาน้ีบางทีก็มี เน้ือความ คลายกับ คํามูลเดิม บางทีก็เพ้ียนออกไปบางเล็กนอย และอีกอยางหนึ่งใชคํามูลรูปไมเหมือนกัน แต เนอ้ื ความอยา งเดียวกันรวมกันเขาเปน คําประสมซ่งึ มคี วามหมายตา งออกไปโดยมาก 4. คําประสมท่ียอออกมาจากใจความมาก คําพวกนี้มีลักษณะคลายกับคําสมาสเพราะเปนคํา ยออยาง เดียวกนั รวมทงั้ คาํ อาการนามที่มคี าํ วาการหรอื ความนําหนา

215 5. คาํ ประสมทมี่ าจากคําสมาสของภาษาบาลแี ละสนั สกฤต เชน ราชกุมาร (ลกู หลวง) วธิ ีสรางคําประสม คือ นําคําต้ังแตสองคําขึ้นไป และเปน คําที่มีความหมายตา งกันมาประสมกันเปน คํา ใหมโดยใชคําท่ีมีลักษณะเดนเปน คําหลักหรือเปนฐาน แลวใชคําท่ีมีลักษณะรองมาขยายไวขางหลัง คาํ ท่ี เกิดข้ึนใหมมีความหมายใหมตามเคาของคําเดิม (พวกความหมายตรง) แตบางทีใชคําที่มีน้ำหนัก ความหมายเทา ๆ กนั มาประสมกนั ทําใหเ กิดความพิสดารขนึ้ (พวกความหมายอุปมาอุปไมย) เชน 1. พวกความหมายตรง และอปุ มา (น้ำหนกั คาํ ไมเทากัน) นาม + นาม เชน โรงรถ เรืออวน ขันหมาก ขาวหมาก น้ำปลา สวนสัตว นาม + กริยา เชน เรือแจว บา นพกั คานหาม กลวยปง ยาถาย ไขทอด นาม + วิเศษณ เชน นำ้ หวาน แกงจดื ยาดาํ ใจแคบ ปลาเคม็ หมูหวาน กริยา + กริยา เชน พัดโบก บุกเบกิ เรยี งพมิ พ หอหมก รวบรวม รอ ยกรอง นาม + บุพบท หรือ สันธาน เชน วงใน ช้ันบน ของกลาง ละครนอก หวั ตอ เบยี้ ลา ง นาม + ลักษณะนาม หรอื สรรพนาม เชน ลําไพ ตน หน คณุ นาย ดวงตา เพือ่ นฝงู วเิ ศษณ + วิเศษณ เชน หวานเยน็ เปรย้ี วหวาน เขียวหวาน ใชคาํ ภาษาตางประเทศประสมกับคําไทย เชน เหยือกน้ำ เหยือก เปนคําภาษาอังกฤษ โคถึก ถึก เปนคํา ภาษาพมา แปลวา หนุม นาปรัง ปรัง เปน คําภาษาเขมรแปลวา ฤดูแลง เกงจีน จีน เปน ภาษาจนี พวงหรีด หรีด เปนคําภาษาองั กฤษ 2. พวกความหมายอปุ มาอปุ ไมย คําประสมพวกนม้ี ักมีความหมายเปน สาํ นวน และมกั นําคําอน่ื มาประกอบดวย เชน หนาตา ประกอบเปน หนา เฉย ตาเฉย นับหนาถอื ตา เชดิ หนา ชตู า บางคําประสมกันแลว หาคาํ อื่นมาประกอบใหส ัมผัส คลองจองตามวิธขี องคนเจาบทเจา กลอนเพ่อื ใหไดคํา ใหมเปนสํานวน เชน กอดจูบลูบคลํา คูผัวตัวเมีย จับมือถือ แขนเย็บปกถักรอย หนาใหญใจโต ลูกเล็ก เดก็ แดง ใหส ังเกตวาท่ียกมาน้คี ลายวลี ทุกคําในกลุมน้มี ีความหมาย แตพ ูดใหคลองจองกนั จนเปน สํานวน ติดปาก แตมบี างคาํ ดังตวั อยางตอ ไปน้ี ทบ่ี างตัวไมมคี วามหมายเพยี งแต เสริมเขา ใหคลองจองเทา นนั้ เชน กาํ เรบิ เสิบสาน โกหกพกลม ขปี้ ดมดเท็จ รจู ักมักจี่ หลายปด ีดัก ติดสอยหอยตามบางทีซ้ำเสียงตัวหนา แลว

216 ตามดวยคาํ ท่มี ีค่ วามหมายใกลเคยี งกันทาํ ใหเ ปน กลมุ คําทเี่ ปน สํานวนขึ้น เชน ตาม มตี ามเกิด ตามบุญตาม กรรม ขายหนาขายตา ตดิ อกตดิ ใจ กนิ เลือดกนิ เนือ้ ฝากเนือ้ ฝากตวั ตอนที่ 3 คาํ ซอน คําซอน หมายถึง การสรางคําอีกรูปแบบหนึ่ง มีวิธีการเชนเดียวกับการประสมคํา จึงอนุโลมใหเปนคํา ประสมได ความแตกตางระหวางคําประสมท่ัวไปกับคําซอน คือ คําซอนจะสรางคําโดยนําคําที่มี ความหมายคู กันหรือใกลเคียงกันมาซอนกัน คําท่ีมาซอนกนั จะทําหนาท่ีขยายและไขความซ่ึงกันและกัน และทําใหเ สยี ง กลมกลนื กันดว ย เชน คาํ ซอนที่มีเสยี งพยญั ชนะเดยี วกัน ไดแ ก วนเวยี น ชกุ ชมุ รอ แร ฯลฯ คําซอ นท่ีใชเสียงตรงขาม ไดแก หนักเบา เปนตาย มากนอ ย ฯลฯ คาํ ซอ นที่ใชคาํ ความหมายเดยี วกันหรือ ใกลเคียงกัน ไดแก บานเรือน อวนพี มากมาย ฯลฯ คําซอน 4 คํา ท่ีมีคําท่ี 1 และคําที่ 3 เปนคํา ๆ เดียวกัน ไดแก ผูหลักผใู หญ รอนอกรอนใจ เขาไดเขา ไป ฯลฯ คําซอนท่ีเปน กลุมคํามีเสยี งสัมผัส ไดแก เก็บหอมรอมรบิ ขาวยากหมากแพง รูจักมกั คุน ฯลฯ ความมุง หมายของการสรางคําซอน เพือ่ เนน ความให ชดั เจนย่ิงขึน้ โดยความหมายยงั คงเดมิ เชน ใหมเอี่ยม ละเอยี ดลออ เสื่อสาด ทาํ ให เกิดความหมายใหมใ น เชงิ อุปมาอปุ ไมย เชน ตดั สิน เบิกบาน เก่ยี วขอ ง การซอ นคํา เปน การนาํ คาํ ท่มี ีความหมายเหมอื นกนั หรือ คลา ยกัน หรือประเภทเดียวกันมาเรยี งซอ นกนั เม่ือซอ น คาํ แลว ทาํ ใหเกิดความหมายใหมข ้นึ แตย ังคงเคา ความหมายเดิมอยู หรือความหมายอาจไมเปล่ียนไป แต ความหมายของคําหนาจะชัดเจนยิ่งขึ้น เชน บานเรือน ทรัพยสิน คบั แคบ เปนตน คําท่ีเกดิ จากการซอ นคํา เชนน้ีเรยี กวา ซอ นคํา คําทีป่ ระกอบข้นึ ดวย คํา 2 คําขึ้นไปท่มี คี วามหมายทํานองเดียวกัน เชน จติ ใจ ถวยชาม ขา ทาส ขับไล ขับกลอ ม คางวด ฆาแกง หยูกยา เยียวยา แกนสาร ทอดทิ้ง ทวงติง แกไข ราบเรยี บ เหน่ือยหนาย ทํามา คาขาย ช่ัวนาตาป คําที่ ประกอบขน้ึ ดว ยคาํ 2 คาํ ข้ึนไปทีม่ ีความหมายตรงกันขาม เชน หอมเหมน็ ถกู แพงหนกั เบา ยากงา ย มีจน ถูกผิด ช่ัวดีมีจน หนาไหวหลังหลอก คําซอนท่ีประกอบดวยคํา 2 คําข้ึนไปที่ข้ึนตนดวยพยัญชนะเสียง เดียวกันหรือมีเสียงสระเขาคูกัน เชน เกะกะ เปะปะ รุงริ่ง โยกเยก กรอบแกรบ กรีดกราด ฟดฟาด มากมายกา ยกอง อลี ุยฉุยแฉก หรืออาจจําแนก ออกไดเ ปน 2 ชนดิ ตามหนาท่ี ไดแก คําซอนเพอื่ เสยี งและ คําซอ นเพอ่ื ความหมาย คําซอนเพื่อเสียง เปนการนําคําท่ีมีความหมายคลายคลึงกันมาซอนกัน เพ่ือใหออกเสียงงายขึ้น และมี เสยี งคลองจองกนั ทาํ ใหเกิดความไพเราะข้ึน คําซอ นเพือ่ เสียงน้บี างทเี รยี กวาคาํ คู หรือคาํ ควบคู นําคําที่มี พยัญชนะตนเดียวกัน แตแตกตา งกันที่เสียงสระ นํามาซอนหรือ ควบคูกัน เชน เรอรา เซอ ซา ออ แอ จูจี้

217 เงอะงะ จอแจ รอแร ชิงชา จรงิ จัง ทึกทัก หมองหมาง ตงึ ตัง นําคําแรกท่มี ีความหมายมาซอนกบั คาํ หลัง ซ่ึงไมม คี วามหมาย เพ่ือใหคลองจองและออกเสียงได สะดวก โดยเสรมิ คําขา งหนาหรือขา งหลังก็ได ทาํ ให เนนความเนนเสียงไดหนักแนน โดยมากใชในคําพูด เชน กวาดแกวด กินแกน เดินแดน มองเมิง ดีเด ไปเปย นําคําท่ีมีพยัญชนะตนตางกันแตเสียงสระเดียวมาซอนกันหรือควบคูกัน เชน เบอเรอ แรนแคน จ้ิมล้ิม ออมชอม อางวาง เรื่อยเจื้อย ราบคาบนําคําท่ีมีพยัญชนะตนเหมือนกัน สระเสียงเดียวกัน แต ตัวสะกดตางกันมาซอนกัน หรือควบคูกันเชน ลักล่ัน อัดอั้น หย็อกหย็อย คําซอนบางคํา ใชคําที่มี ความหมายใกลเ คียงมาซอนกันและเพ่มิ พยางคเ พอ่ื ใหอ อกเสยี งสมดุลกันเชน ขโมยโจร เปน ขโมยขโจร สะกิดเกา เปน สะกิดสะเกา จมูกปาก เปน จมกู จปาก คาํ ซอนบางคาํ อาจจะเปนคาํ ซอ นทเี่ ปนคําคู ซึ่งมี 4 คาํ และมีสัมผัสคูกลางหรือคําท่ี 1 และคําที่ 3 ซ้ำ กัน คําซอนในลักษณะน้ีเปนสํานวนไทย ความหมาย ของคําจะปรากฏที่คําหนาหรือคําทาย หรือปรากฏท่ีคํา ขางหนา 2 คํา สวนคําทาย 2 ตัว ไมปรากฏ ความหมาย เชน เกะกะระราน กระโดดโลดเตน บานชองหองหอ เรือแพนาวา ขาเกาเตาเลี้ยง กตัญู รคู ณุ ผลหมากรากไม โกหกพกลม ติดอกติดใจ คําซอนเพื่อความหมาย เกิดจากคํามูลท่ีมีความหมายอยางเดียวกัน ตางกันเล็กนอยหรือไปในทํานอง เดียวกนั หรือตา งกนั ใน ลกั ษณะตรงขา ม เมอ่ื ประกอบเปน คาํ ซอ นจะมีความหมายอยา งใดอยางหน่งึ ดงั น้ี 1. ความหมายอยูที่คําใดคําหน่ึง หรือ กลุมใดกลุมหนึ่งคําอื่นหรือกลุม อ่ืน ไมปรากฏความหมาย เชน หนา ตา ปากคอ เท็จจริง ดีราย ผดิ ชอบ ขวัญหนดี ีฝอ ถว ยชามรามไห จับไมไดไลไมท นั 2. ความหมายอยูท่ีทุกคําแตเปนความหมายที่กวางออกไป เชน เสื้อผา ไมไดหมายเฉพาะเส้ือกับผา แต รวมถึงเครื่องนุงหม เรือแพ ไมไดหมายเฉพาะเรือกับแพ แตรวมถึงยานพาหนะทางน้ำท้ังหมด ขาวปลา ไมไดหมายเฉพาะขาวกับปลา แตร วมถึงอาหารทั่วไป พี่นอง ไมไดหมายเฉพาะพ่ีกบั นอง แตรวมถึงญาติ ทงั้ หมด หมูเห็ดเปดไก หมายรวมถงึ ส่งิ ทใ่ี ชเ ปนอาหารทั้งหมด 3. ความหมายอยูทค่ี ําตน กับคําทายรวมกัน เชน เคราะหห ามยามราย (เคราะหรา ย) ชอบมาพากล (ชอบ กล) ฤกษง ามยามดี (ฤกษด )ี ยากดีมจี น (ยากจน) 4. ความหมายอยูท่ีคําตนหรือคําทาย ซึ่งมีความหมายตรงขามกัน เชน ช่ัวดี ( ช่ัวดีอยางไรเขาก็เปน เพื่อนฉนั ) ผดิ ชอบ (ความรับผดิ ชอบ) เท็จจริง (ขอเทจ็ จรงิ )

218 ตอนท่ี 4 คําซ้ำ เปนการซ้ำคํามูลเดิม ความหมายของคําซ้ำอาจเหมือนคาํ มูลเดิม หรืออาจมนี ้ำหนักมาก ขนึ้ หรือเบาลง หรือแสดงความเปนพหูพจน เชน เขียวๆ แดงๆ ไกลๆ มากๆ นอยๆ ชาๆ เร็วๆ ดงั ๆ ถี่ๆ หางๆ จริงๆ เพ่ือนๆ หลานๆ คาํ ซ้ำในคําซอน เปนการนําคําซอนมาแยกแลว ซำ้ คํามูลแตละคํา คําซ้ำใน คําซอนอาจมีความหมายเทา คําซอนเดิม หรือมีความหมายหนักข้ึน หรือเบาลง หรือแสดงความเปน พหูพจน หรือมคี วามหมายเปล่ียนไปจาก เดิมมาก คําซ้ำ คือ การนําคํามูลมากลาวซ้ำ 2 ครั้ง เมื่อเขียน นิยมใชไมยมกแทนคําหลัง ตัวอยางคําซ้ำในคําซอน ผัวๆ เมียๆ (ความหมายเทาผัวเมีย) สวยๆ งามๆ (ความหมายเทาสวยงาม) ดึกๆ ดืน่ ๆ (ความหมายหนักกวาดกึ ด่ืน) ดอมๆ มองๆ (ความหมายเบาลงกวา ดอมมอง) ลูกๆ หลานๆ (ความหมายแสดงจํานวนมากกวา ลกู หลาน) รปู ลักษณของคําซ้ำ เขียนเหมอื น อานเหมอื น ความหมายเหมือน เปน คาํ ชนดิ เดยี วกนั ทําหนาทเ่ี ดยี วกัน อยูในประโยคเดียวกนั ตวั อยา งประโยคทีม่ รี ูปลักษณของคําซ้ำ ฉนั มีเพ่ือนๆ เปนคนตางจังหวดั ลูกๆ ของ พระยาพิชัยรับราชการทกุ คน ฉันเห็นเธอพูดๆ ๆ อยูน่ันแหละ พวกเราเขาไปนั่งๆ ฟงเสียหนอย เกรงใจ เจาภาพ ฉนั ไมไ ดต ัง้ ใจดูเขาหรอก แตรสู ึกวาเขามผี วิ สดี าํ ๆ วเิ คราะห คําวา เพอ่ื นๆ เปนคําซำ้ เพราะเขียน เหมอื นกนั อานเหมือนกัน ความหมายเหมอื นกนั ซึ่งเปน คํานาม ทําหนาที่เปนกรรมของประโยคและอยู ในประโยคเดียวกัน จึงเรียกวา คําซ้ำ คําวา ลูกๆ เปนคําซ้ำ เพราะเขียนเหมือนกัน อานเหมือนกัน ความหมายเหมือนกัน ซึ่งเปน คํานามเหมือนกัน ทําหนา ท่ีเปนประธานของประโยค และอยูในประโยค เดียวกัน จึงเรียกวา คําซ้ำ คําวา พูดๆ เปนคําซ้ำ เพราะเขียนเหมือนกัน อานเหมือนกัน ความหมาย เหมอื นกนั ซึง่ เปน คาํ กริยาเหมอื นกัน ทําหนาทเ่ี ปน กริยาของประโยคยอ ย และอยใู นประโยคเดียวกัน จึง เรยี กวา คําซ้ำ คําวา นั่งๆ เปน คาํ ซ้ำ เพราะเขียนเหมือนกนั อานเหมือนกัน ความหมายเหมอื นกนั ซึ่งเปน คาํ กริยาเหมอื นกัน ทําหนา ทเ่ี ปนกริยาแทของประโยค และอยูในประโยคเดยี วกนั จึงเรียกวา คําซ้ำ คําวา ดาํ ๆ เปนคาํ ซำ้ เพราะเขียนเหมอื นกนั อานเหมือนกัน ความหมายเหมือนกนั ซึ่งเปน คาํ วเิ ศษณเ หมือนกัน ทาํ หนาท่ีเปน วเิ ศษณข องประโยค และขยายคาํ นาม และอยูในประโยคเดียวกนั จึงเรียกวา คาํ ซำ้ วธิ ีการ ซำ้ คํา นาํ คํานาม คําสรรพนาม คํากริยา หรอื คาํ วิเศษณม ากลา วซ้ำ เชน เด็ก ๆ เรา ๆ กิน ๆ นําคาํ ท่ีซำ้ กัน 2 คํามาซอนกัน แตคาํ คนู ั้นจะตองมีความหมายใกลเคียงกัน เชน สวยๆ งามๆ เราๆ ทานๆ เปน ๆ หายๆ นําคําซ้ำ กัน โดยเปล่ียนเสียงวรรณยุกต เพ่ือเนนความหมาย เชน ซวยสวย ด๊ีดี เจ็บใจเจ็บใจ ดีใจดีใจ ความหมายของคําซ้ำ การซ้ำคําทําใหเ กิดความหมายแตกตางกันไปในลักษณะตางๆ กัน ดงั นี้ ซำ้ คําทํา ใหเปนพหูพจน แสดงถึงจํานวนมากกวาหน่ึง เชน เด็กๆ ไปโรงเรยี น (หมายถึงเด็กหลายคน) ซ้ำคําเพื่อ

219 แสดงการแยกจํานวน เชน ทาํ ใหเสร็จเปนอยา งๆ ไป (หมายถึงทีละอยาง) ซ้ำคําเพ่ือแสดงความหมาย เปน กลางๆ เชน ผาดีๆ อยางน้ีหาซอ้ื ไมได ฉันไมซื้อปลาเปนๆ มาทาํ กับขาว ซำ้ คําเพ่ือแสดงความหมาย โดยประมาณหรอื ไมเ จาะจง เชน เธอมาหาฉนั แตเชาๆหนอ ย (ไมเ จาะจง เวลา) ซำ้ คาํ เพือ่ ใหเ ปนคําสงั่ มัก เนน คําขยายหรอื บุพบท เชน ทําดๆี นะ (ซำ้ คาํ ขยาย) เดินเร็วๆ (ซำ้ คําขยาย) ซ้ำคําเพือ่ แสดงกิริยาวาทํา ติดตอกันไปเรื่อยๆ และจะเนนคําทีก่ ริยา เขาพูดๆ อยกู ็เปนลม ซำ้ คําเพ่ือแสดงลักษณะสวนใหญในกลุม หรอื ในหมูค ณะ เชน มแี ตของเกา ๆ กนิ แตของดๆี ซ้ำคาํ เพื่อแสดงอาการหรอื เหตุการณท ีต่ อ เนอ่ื งกนั เชน ฝนตกปรอยๆ เด็กวิ่งต๊ักๆ ปลาด้ินพราดๆ ซ้ำคําเลียนเสียงธรรมชาติ ไดแก เสียงสัตวรอ ง เชน เหมียวๆ โฮง ๆ กกุ ๆ เสียงเดก็ รอ งได เชน อแุ วๆ ซ้ำคําทาํ ใหเกิดความหมายใหม เชน เด๋ียว ๆ เขาก็มองออกไปทาง ประตู /อยูๆ ก็ลุกขึน้ กระโดด (ไมมี สาเหตุ) ซ้ำเพอื่ เนนความหมายเดิมใหชัดเจนยงิ่ ขน้ึ คําซ้ำประเภทน้ี มักจะเปนคําวิเศษณ เชน ดังๆ วุนๆ ซ้ำเพื่อบอกความหมายของเวลาหรือสถานที่โดยประมาณ เชน ใกลๆ ขา งๆ ดกึ ๆ เชาๆ ซ้ำเพ่ือบอกความหมายเปนเอกพจน ซึง่ คาํ ซ้ำชนดิ น้มี กั สรางจากคาํ ลักษณะนาม เชน เร่อื ๆ สวน ๆ ซำ้ เพ่อื บอกความหมายเปน พหูพจน เชน เพอ่ื นๆ เดก็ ๆ ซ้ำเพือ่ บอกความหมายกวา ง ออกไป เชน นั่งๆ นอนๆ ซ้ำเพอื่ ใหเ กิดความหมายใหม เชน หมๆู พน้ื ๆ ทีม่ า : หนังสอื เรียนวชิ าหลกั ภาษาไทย พท33002 ระดับมธั ยมศกึ ษาตอนปลาย

220 แบบทดสอบกอ นเรยี น บทเรยี นออนไลนที่ 4 1. ศลิ าจารกึ พอขนุ รามคำแหงมหาราชจัดเปนวรรณคดีประเภทใด เพราะเหตุใด ก. วรรณคดสี ดุดี เพราะบนั ทึกเรอื่ งราวคุณความดขี องผใู ดผหู นึง่ ในลกั ษณะสดดุ ีเกยี รตคิ ุณ ข. วรรณคดคี ำสอน เพราะชีแ้ จงแนวทางในการประพฤติปฏบิ ตั ิตนในสังคมใหถ กู ตอ งดีงาม ค. วรรณคดีพธิ ีกรรม เพราะแสดงสาเหตุ ขัน้ ตอน และรายละเอียดของประกอบพิธีกรรมตางๆ ง. วรรณคดีเพือ่ ความบนั เทงิ เพราะมุงเนน ใหเกดิ ความสนุกสนานและเพลดิ เพลินจากการแสดง 2.“พ่ีกตู ายจงึ ไดเ มืองแกกทู ้งั กลม” คำวา ทงั้ กลม หมายถึงขอ ก. ทกุ อยา ง ข. ทุกกรมทุกกอง ค. ทั้งสน้ิ ทง้ั หมด ง. หมดความสำคัญ 3. ขอ ใดเปน เหตผุ ลสำคัญทส่ี ดุ ท่ีทำใหพ อ ขุนรามคำแหงมหาราชทรงประดษิ ฐตัวอกั ษรไทยขน้ึ ก. อกั ษรของมอญและขอมใชเขยี นไมส ะดวก ข. ตองการใหกลุ บตุ รไทยไดใชศึกษาในโรงเรียน ค. อกั ษรของมอญและขอมไมพ อใชเขยี นเสียงในภาษาไทย ง. ตองการประกาศวา ไทยเปน อสิ ระพนจากอำนาจปกครองของขอม 4. เหตุใดสภุ าษติ พระรว งจงึ เปน ทร่ี จู กั และอา งองิ มาถึงทกุ วนั น้ี ก. เพราะเห็นวา เปน หลกั ธรรมทแ่ี สดงเอกลกั ษณข องชาติ ข. เพราะเช่ือวา เปนพระบรมราโชวาทของพระรวงซงึ่ เปน กษัตรยิ ท่ีมีบญุ ญาธกิ ารยงิ่ ค. เพราะใชถอยคำพืน้ ๆ ประกอบดวยหลกั ธรรมทสี่ ามารถนำมาปฏิบตั ิไดใ นชวี ิตประจำวนั ง. เพราะในสมยั รชั กาลที่ ๓ แหงกรงุ รตั นโกสนิ ทร มีการจารกึ ไวใ หคนเหน็ ทวั่ ไป ณ วดั พระเชตุพนฯ 5. ขอใดเปนสุภาษิตพระรว ง ก. คนเดยี วหวั หาย ข. ไดห นา อยา ลมื หลงั ค. เขา เถือ่ นอยาลมื พรา ง. อยาทำนาบนหลังคน

221 เฉลยแบบทดสอบ กอนเรยี น บทเรียนออนไลนท่ี 4 ขอ 1. ข ขอ 2. ค ขอ 3. ง ขอ 4. ค ขอ 5. ค

222 ใบงานบทเรยี นออนไลนที่ 4 เรอ่ื ง คําและการประกอบคาํ ใหน ักศกึ ษาทำงานท่ไี ดร ับมอบหมาย ใบงานที่ 5 เร่ือง คําและการประกอบคํา 1. หาคาํ ทม่ี ีความหมายใกลเคียงกัน อยางนอ ย 5 คำ 2. คําทม่ี ีความหมายตรงกนั ขามกัน อยา งนอ ย 5 คำ แลว เขียนดวยลายมอื ตนเอง ใสก ระดาษรายงาน หรอื กระดาษ A4 กำหนดการสงงาน ใหส ง วันที่ 13 ก.ย. 63 โดยมวี ธิ ีการสงดังนี้ 1. ถา ยรปู สง ทางไลน กลุม กศน.ตำบล ของตนเอง 2. ถายรปู สง ทางfacebook กลมุ กศน.ตำบล ของตนเอง

223 เฉลย ใบงานบทเรียนออนไลนท ่ี 4 เรอื่ ง คําและการประกอบคํา ตอบ คาํ ที่มคี วามหมายใกลเ คยี งกัน อยางนอ ย 5 คำ คําทม่ี คี วามหมายตรงกนั ขา มกนั อยางนอ ย 5 คำ

224 แบบทดสอบหลงั เรียน บทเรยี นออนไลนท่ี 4 1. ศิลาจารึกพอขุนรามคำแหงมหาราชจัดเปนวรรณคดีประเภทใด เพราะเหตุใด ก. วรรณคดีสดุดี เพราะบันทกึ เรอ่ื งราวคณุ ความดีของผใู ดผหู น่ึงในลักษณะสดุดีเกยี รติคุณ ข. วรรณคดคี ำสอน เพราะชีแ้ จงแนวทางในการประพฤติปฏบิ ตั ติ นในสงั คมใหถ กู ตอ งดงี าม ค. วรรณคดีพิธีกรรม เพราะแสดงสาเหตุ ขน้ั ตอน และรายละเอยี ดของประกอบพธิ ีกรรมตางๆ ง. วรรณคดีเพ่ือความบันเทงิ เพราะมุง เนนใหเกิดความสนุกสนานและเพลิดเพลินจากการแสดง 2.“พกี่ ตู ายจงึ ไดเ มอื งแกกทู ั้งกลม” คำวา ท้ังกลม หมายถึงขอ ก. ทุกอยาง ข. ทกุ กรมทุกกอง ค. ทง้ั สิ้น ทงั้ หมด ง. หมดความสำคญั 3. ขอ ใดเปนเหตผุ ลสำคญั ทส่ี ุดท่ที ำใหพอ ขุนรามคำแหงมหาราชทรงประดษิ ฐต วั อักษรไทยข้นึ ก. อักษรของมอญและขอมใชเขียนไมส ะดวก ข. ตอ งการใหกลุ บตุ รไทยไดใชศ กึ ษาในโรงเรียน ค. อกั ษรของมอญและขอมไมพอใชเขียนเสยี งในภาษาไทย ง. ตองการประกาศวา ไทยเปนอสิ ระพน จากอำนาจปกครองของขอม 4. เหตุใดสุภาษิตพระรวงจงึ เปน ทร่ี ูจกั และอา งองิ มาถงึ ทกุ วนั น้ี ก. เพราะเห็นวาเปนหลกั ธรรมทแ่ี สดงเอกลักษณของชาติ ข. เพราะเชอื่ วา เปนพระบรมราโชวาทของพระรว งซง่ึ เปน กษตั รยิ ที่มบี ญุ ญาธิการยง่ิ ค. เพราะใชถ อยคำพืน้ ๆ ประกอบดว ยหลักธรรมทสี่ ามารถนำมาปฏิบตั ไิ ดใ นชีวิตประจำวนั ง. เพราะในสมยั รัชกาลท่ี ๓ แหงกรงุ รัตนโกสนิ ทร มีการจารกึ ไวใ หคนเห็นทัว่ ไป ณ วัดพระเชตุพนฯ การดำรงชวี ติ 5. ขอ ใดเปนสภุ าษิตพระรวง ก. คนเดยี วหวั หาย ข. ไดห นา อยา ลืมหลงั ค. เขา เถ่อื นอยาลมื พรา ง. อยาทำนาบนหลงั คน

225 เฉลยแบบทดสอบ หลังเรียน บทเรียนออนไลนท่ี 4 ขอ 1. ข ขอ 2. ค ขอ 3. จ ขอ 4. ค ขอ 5. ค

226 ใบความรบู ทเรียนออนไลนที่ 5 เรื่องคําไทยแทแ ละคําทีม่ าจากภาษาอ่นื ตอนท่ี 1 ลักษณะคาํ ไทยแท 1.คาํ ไทยแทสวนมากมีพยางคเดียว ไมวาจะเปนคํานาม สรรพนาม วิเศษณ บุพบท สันธาน อุทาน ฯลฯ ซง่ึ เรียกวาภาษาคําโดด เชน ลุง ปา นา อา กา ไก ฯลฯ มคี ําไทยแทหลายคาํ ท่ีมีหลายพยางค เชน มะมว ง สะใภ ตะวัน กระโดด มะพรา ว ทงั้ นเี้ พราะสาเหตุที่เกิดจาก 1.1 การกรอนเสียง คํา 2 พยางคเมื่อพูดเร็วๆ เขา คําแรกจะกรอนลง เชน มะมวง-หมากมวง ตะครอ– ตนครอ สะดอื -สายดือ มะตมู -หมากตมู 1.2 การแทรกเสียง คือคํา 2 พยางคเรียงกันแลวมีเสียงแทรกตรงกลาง เชน ลูกกระดุม-ลูกดุม ผกั กระถนิ -ผกั ถิน นกกระจอก-นกจอก ลกู กระเดือก-ลูกเดอื ก 1.3 การเตมิ พยางคห นาคํามลู โดยเติมคําใหมีความหมายใกลเ คียงกัน เชน จุมจิ๋ม-กระจมุ กระจิ๋ม เดยี๋ ว-ประเด๋ยี ว ทวง-ประทว ง ทาํ -กระทํา 2. คําไทยแทไมม ตี ัวการนั ต ไมนยิ มคํา ควบกลำ้ แตมีเสยี งควบกลำ้ อยบู า งเปน การควบกล้ำดว ยร,ล,ว และ มตี วั สะกดตรงตามมาตรา เชน เชย สาว จกิ กัด ฯลฯ 3. คําไทยแทมี วรรณยุกต ทัง้ มีรูปและไมม ีรปู เพือ่ แสดงความหมาย เชน ฉันอานขาว เรอ่ื งขา ว 4. การเรยี งคําในภาษาไทยสบั ทีก่ ันทําใหค วามหมายเปลีย่ นไป เชน ใจนอย-นอยใจ กลัวไมจริง-จรงิ ไมก ลัว 5. คําไทยจะใชร ูป “ไอ” กับ “ใอ” จะไมใชรปู “อัย” เลย และจะไมพ บพยัญชนะตอ ไปน้ี ฆ ณ ฌ ฎ ฏ ฐ ฑ ฒ ธ ศ ษ ฬ ยกเวน คําบางคําที่เปนคําไทย คือ ฆา เฆี่ยน ศึก ศอก เศิก เศรา ธ ณ ฯพณฯ ใหญ หญา เปนตน คําไทยแทม ีตวั สะกดตรงตามมาตราตวั สะกด มาตราตวั สะกดมี 8 มาตรา คําไทยจะสะกดตรงตาม มาตราตวั สะกดและไมมีการนั ต เชน

227 ตอนท่ี 2 ลกั ษณะของภาษาบาลแี ละสนั สกฤต ภาษาบาลแี ละสันสกฤตอยูในตระกูลภาษาท่ีมีวิภัตปจจัย คือ เปนภาษาที่มีคํา เดิม เปนคําธาตุ เมื่อจะ ใชคําใดจะตองนําธาตไุ ปประกอบกับปจจัยและวิภัตติ เพื่อเปนเครื่องหมายบอกพจน ลึงค บุรุษ กาล มาลา วาจก โครงสรางของภาษาประกอบดวย ระบบเสียง หนวยคํา และระบบโครงสรางของ ประโยค ภาษาบาลแี ละ สันสกฤตมีหนว ยเสยี ง 2 ประเภท คือ หนวยเสียงสระและหนวยเสียงพยัญชนะ ดงั น้ี 1. หนว ยเสยี งสระ หนวยเสยี งสระภาษาบาลมี ี 8 หนวยเสียง คอื อะ อา อิ อี อุ อู เอ โอ หนวยเสียง ภาษาสันสกฤต ตรงกบั ภาษาบาลี 8 หนวยเสียง และตางจากภาษาบาลอี ีก 6 หนว ยเสยี ง เปน 14 หนวยเสียง คือ อะ อา อิ อี อุ อู เอ โอ ไอ เอา ฤ  ฦ  2. หนวยเสียงพยัญชนะ หนวยเสียง พยญั ชนะภาษาบาลมี ี 33 หนวยเสยี ง ภาษาสันสกฤตมี 35 หนวยเสียง เพ่ิมหนวย เสียง ศ ษ ซึ่ง หนวยเสยี งพยญั ชนะทั้งสองภาษานีแ้ บง ออกเปน 2. ประเภทคอื พยญั ชนะวรรค และ พยัญชนะ เศษวรรค วธิ สี ังเกตคําบาลี 1. สังเกตจากพยัญชนะตัวสะกดและตัวตาม ตัวสะกด คือ พยัญชนะท่ีประกอบอยูขางทายสระ ประสมกับสระและพยญั ชนะตน เชน ทุกข = ตัวสะกด ตัวตาม คือ ตัวที่ตามหลงั ตัวสะกด เชน

228 สัตย สัจจ ทุกข เปนตน คําในภาษาบาลี จะตอง มี สะกดและตัวตามเสมอ โดยดูจากพยัญชนะ บาลี มี 33 ตวั แบงออกเปน วรรคดงั น้ี มีหลกั สงั เกตดังนี้ ก. พยัญชนะตวั ที่ 1 3 5 เปนตัวสะกดไดเทา นัน้ (ตองอยใู นวรรคเดยี วกนั ) ข. ถาพยัญชนะตัวท่ี 1 สะกด ตัวที่ 1 หรือตัวท่ี 2 เปนตัวตามได เชน สักกะ ทุกข สัจจ ปจฉิม สตั ต หตั ถ บปุ ผา ค. ถาพยัญชนะตัวท่ี 3 สะกด ตัวที่ 3 หรือ 4 เปนตัวตามไดในวรรคเดียวกัน เชน อัคคี พยัคฆ วิชชา อชั ฌา พทุ ธ คพภ (ครรภ) ง. ถาพยัญชนะตัวท่ี 5 สะกด ทุกตัวในวรรคเดียวกันตามได เชน องค สังข องค สงฆ สัมปทาน สมั ผัส สมั พันธ สมภาร เปนตน จ. พยญั ชนะบาลี ตัวสะกดตัวตามจะอยูในวรรคเดยี วกนั เทาน้ันจะขา มไปวรรคอื่นไมไ ด 2. สังเกตจากพยัญชนะ “ฬ” จะมีใชในภาษาบาลีในไทยเทานั้น เชน จุฬา ครุฬ อาสาฬห วฬิ าร โอฬาร พาฬ เปน ตน 3. สงั เกตจากตวั ตามในภาษาบาลี จะมาเปนตวั สะกดในภาษาไทยโดยเฉพาะวรรค ฎ และวรรคอ่ืน ๆ บาง ตัว จะตดั ตัวสะกดออกเหลอื แตตัวตามเม่อื นํามาใชในภาษาไทย เชน

229 วธิ ีสังเกตคําสันสกฤต มีดงั นี้ 1. พยัญชนะสันกฤต มี 35 ตัว คือ พยัญชนะบาลี 33 ตัว + 2 ตัว คือ ศ ษ ฉะน้ันจึงสังเกตจากตัว ศ ษ มกั จะเปน ภาษาสนั สกฤต เชน กษตั รยิ  ศกึ ษา เกษียร พฤกษ ศรี ษะ เปนตน ยกเวน คําไทยบางคําทใี่ ชเ ขยี น ดวย พยัญชนะทั้ง 2 ตวั นี้ เชน ศอก ศึก ศอ เศรา ศก ดาษ กระดาษ ฝรง่ั เศส ฝด าษ ฯลฯ 2. ไมม ีหลักการสะกดแนนอน ภาษาสันสกฤต ตัวสะกดตัวตามจะอยูขามวรรคกนั ได ไมกําหนดตายตัว เชน อปั สร เกษตร ปรัชญา อักษร เปน ตน 3. สังเกตจากสระ สระในภาษาบาลี มี 8 ตัว คือ อะ อา อิ อี อุ อู เอ โอ สวนสันสกฤต คือ สระ ภาษา บาลี 8 ตัว + เพิ่มอกี 6 ตัว คอื สระ ฤ  ฦ  ไอ เอา ถา มสี ระเหลานี้อยแู ละสะกดไมตรงตามมาตราจะ เปน ภาษาสนั สกฤต เชน ตฤณมยั ไอศวรรย เสาร ไปรษณยี  ษี คฤหาสน เปน ตน 4. สังเกตจากพยัญชนะควบกล้ำ ภาษาสันสกฤตมักจะมีคําควบกล้ำขางทาย เชน จักร อัคร บุตร สตรี ศาสตร อาทติ ย จันทร เปน ตน 5. สังเกตจากคําที่มีคําวา “เคราะห” มักจะเปนภาษาสันสกฤต เชน เคราะห พิเคราะห สังเคราะห อนเุ คราะห เปน ตน 6. สังเกตจากคาํ ทีม่ ี “ฑ” อยู เชน จฑุ า กรีฑา ครฑุ มณเทยี ร จัณฑาล เปนตน 7. สังเกตจากคําที่มี “รร” อยู เชน สรรค ธรรม วรรณ บรรพต ภรรยา บรรณารักษ มรรยาท กรรม ทรรศนะ สรรพ เปน ตน

230 ลกั ษณะการยืมคาํ ภาษาบาลแี ละสันสกฤต ภาษาบาลีและสนั สกฤตเปนภาษาตระกูลเดียวกัน ลักษณะภาษาและโครงสรางอยา งเดียวกนั ไทยเรารับ ภาษา ทั้งสองมาใช พจิ ารณาไดด งั น้ี 1. ถาคําภาษาบาลีและสันสกฤตรูปรางตางกัน เม่ือออกเสียงเปนภาษาไทยแลวไดเสียงตรงกัน เรามัก เลือกใชร ูปคาํ สนั สกฤต เพราะภาษาสนั สกฤตเขามาสูภาษาไทยกอ นภาษาบาลี เราจงึ คนุ กวา เชน บาลี สันสกฤต ไทย กมมฺ กรฺม กรรม จกกฺ จกฺร จกั ร 2. ถา เสยี งตางกันเลก็ นอยแตอ อกเสียงสะดวกทั้งสองภาษา มักเลือกใชรูปภาษาสันสกฤตมากกวา ภาษา บาลี เพราะเราคนุ กวาและเสียงไพเราะกวา เชน บาลี สนั สกฤต ไทย ครฬุ ครฑุ ครุฑ โสตถฺ ิ สวฺ สฺติ สวัสดี 3. คาํ ใดรูปสนั สกฤตออกเสยี งยาก ภาษาบาลอี อกเสยี งสะดวกกวา จะเลือกใชภาษาบาลี เชน บาลี สันสกฤต ไทย ขนตฺ ิ กษฺ านตฺ ิ ขนั ติ ปจจฺ ย ปฺรตยฺ ปจ จัย 4. รปู คาํ ภาษาบาลสี นั สกฤตออกเสียงตา งกนั เล็กนอยแตอ อกเสยี งสะดวกท้ังคู บางทเี รานํามาใชท งั้ สอง รูปในความหมายเดียวกัน เชน บาลี สันสกฤต ไทย กณหฺ า กฤฺ ษณฺ า กัณหา,กฤษณา ขตตฺ ยิ กฺษตฺรยิ ขตั ติยะ,กษัตรยิ  5. คาํ ภาษาบาลสี นั สกฤตทอ่ี อกเสยี งสะดวกทั้งคู บางทเี รายืมมาใชทง้ั สองรูป แตน าํ มาใชใ นความหมาย ท่ี ตา งกนั เชน บาลี สันสกฤต ไทย ความหมาย กิริยา กรฺ ิยา กริ ิยา อาการของคน กรยิ า ชนดิ ของ คํา โทส เทฺวษ โทสะ ความโกรธ เทวษ ความเศราโศก

231 คําภาษาบาลแี ละสันสกฤตในวรรณคดีไทย คาํ ภาษาบาลแี ละสนั สกฤตปรากฏในวรรณคดไี ทยตัง้ แตสมยั สโุ ขทัยจนกระทง่ั ในสมัยปจ จุบันทั้งที่ เปนรอยแกวและรอยกรอง คือ พบตั้งแตในศิลาจารึกสมัยพอขุนรามคําแหงแมจะมีไมมากนักแตก็เปน หลักฐาน ยืนยันไดวา ในสมัยสุโขทัยนั้นไทยไดนําภาษาบาลีและสันสกฤตมาใชในภาษาไทยของเราแลว และในสมยั ตอมา กป็ รากฏวานยิ มใชค ําภาษาบาลีและสันสกฤตในการแตง วรรณคดีมากขนึ้ ตอนท่ี 3 ลกั ษณะของภาษาเขมร ภาษาเขมร เปนหน่ึง ในภาษาหลักของภาษากลุมออสโตรเอเซียติก และไดรับอิทธิพลมาจาก ภาษา สันสกฤต และภาษาบาลพี อสมควร ซ่ึงอิทธพิ ลเหลาน้ีมาจากอิทธิพลของศาสนาพทุ ธ และศาสนา ฮนิ ดูตอวัฒนธรรมของชาวเขมร ในขณะท่อี ิทธิพลอน่ื ๆ เชน จากภาษาไทย และภาษาลาว เปนผลมาจาก การตดิ ตอ กนั ทางดา นภาษา และความใกลชิดกันในทางภูมิศาสตร ภาษาเขมรแปลกไปจากภาษาในประเทศเพื่อนบาน (ภาษาไทย ภาษาลาว และภาษาเวียดนาม) เนือ่ งจากไมม ีเสียงวรรณยุกต ภาษาถิ่น ภาษาถน่ิ มีการแสดงอยางชัดเจนในบางกรณี มีขอแตกตางที่สังเกตเห็นไดระหวางคน พดู จาก เมืองพนมเปญ (เมอื งหลวง)และเมืองพระตะบองในชนบท ลักษณะของสําเนียงในพนมเปญ คือ การออกเสียงอยา งไมเ ครง ครดั โดยที่บางสวนของคําจะนาํ มารวมกนั หรอื ตดั ออกไปเลย เชน “พนมเปญ” จะกลายเปน “มเปญ” อีกลักษณะหน่ึงของสําเนยี งในพนมเปญ ปรากฏในคําท่ีมีเสียง r/ร เปน พยญั ชนะที่ 2 ในพยางคแ รก กลาวคือ จะไมออกเสียง r/ร ออกเสยี งพยัญชนะตวั แรกแข็งข้นึ และจะอา นใหม ีระดับ เสยี งตก เชนเดียวกับวรรณยกุ ตเ สยี งโท ตวั อยา งเชน “dreey” (“เตรย” แปลวา “ปลา”) อา นเปน “เถ็ย” (โดย d จะกลายเปน t และมีสระคลานเสียง “เอ” และเสียงสระจะสูงข้ึน) อีกตัวอยางหน่ึงคือ คําวา “สม” ออกเสยี งวา kroich โกรชในชนบท สวนในเมืองออกเสยี งเปน koich-โคช ไวยากรณ ลําดับคําในภาษาเขมรมักจะเปน ประธาน-กริยา-กรรม ภาษาเขมรประกอบดวยคํา เดย่ี วเปน หลกั แตการสรา งคาํ จากการเตมิ หนา คําและการเติมภายในคาํ กม็ ีมาก อักษรเขียน ภาษาเขมรเขียนดวยอักษรเขมร และเลขเขมร ( มีลักษณะคลายเลขไทย) ใชกัน ทวั่ ไปมากกวา เลข อารบกิ ชาวเขมรไดรับตวั อกั ษรและตวั เลขจากอนิ เดียฝายใต อกั ษรเขมรนั้นมีดวยกนั 2 แบบ ดังน้ี 1. อกั ษรเชรียง (อักซอเจรียง) หรืออักษรเอน หรอื อักษรเฉยี ง เปน ตวั อักษรท่ีนิยมใชท ว่ั ไป

232 2. เดิมนั้นนิยมเขียนเปนเสนเอียง แตภายหลังเมื่อมีระบบการพิมพ ไดประดิษฐอักษรแบบ เสน ตรงขึ้น และมชี ่ืออีกอยางวา อักษรยืน (อกั ซอโฌ) อักษรเอนน้ีเปนตัวยาว มเี หลย่ี มเขียนงาย ถอื ไดว า เปนอกั ษรแบบหวดั 3. อักษรมูล หรืออักษรกลม เปนอกั ษรท่ีใชเขียนบรรจง ตัวกวางกวาอักษรเชรียง นิยมใชเขียน หนังสือ ธรรม เชน คมั ภรี ในพระพุทธศาสนา หรอื การเขียนหัวขอ ท่ีตองการความโดดเดน หรือการจารึก ในทสี่ าธารณะ การสังเกตคาํ ภาษาเขมรมีวธิ ีการดังน้ี 1. คําไทยท่ีมาจากภาษาเขมรมักใชพยัญชนะ จ ญ ร ล สะกด เชน เผด็จ สมเด็จ เดริ (เดนิ ) ถวิล ชาญ 2. คําไทยที่มาจากภาษาเขมรมักเปนคําควบกล้ำและเปนคํามากพยางค เชน ขลาด โขมด โขนง เสวย ไถง กระบือ 3. คาํ ท่ีมาจากภาษาเขมรไมใ ชร ปู วรรณยกุ ต ยกเวนบางคํา เชน เสนง เขมา 4. คําท่ีใชอักษรควบกล้ำและอักษรนํา อักษรตามมักเปนคําเขมร เชน เขลา เขมา ขจี โตนด คํา ภาษา เขมรทเ่ี ราใชเปน ราชาศพั ท เชน ตรสั เสวย โปรด ถวาย ประทบั บรรทม สรง 5. คําสองพยางคท่ีขึ้นตนดวยคําวา กํา คํา จํา ขํา ดํา ตํา ทํา มักเปนภาษาเขมร เชน กําเนิด กาํ หนด คาํ รบ จํารสั จํารญู ชํานาญ ชํารดุ ดําเนนิ ดําริ ตํารวจ ตาํ รบั ทํานบ ทาํ เนยี บ 6. คําไทยท่ีมาจากภาษาเขมรมักใช บัง บัน บํา แทน บ เชน บัง บังคับ บังคม บังเหียน บังเกิด บงั คล บังอาจ บนั บันได บันโดย บนั เดิน บันดาล บนั ลอื บาํ บาํ เพ็ญ บาํ บดั บําเหนจ็ บําบวง 7. คําไทยท่ีมาจากภาษาเขมรโดยวิธีแผลงคํามีหลายพวก - ข แผลงเปน กระ เชน ขดาน เปน กระดาน ขจอก เปน กระจอก - ผ แผลงเปน ประ ผสม- ประสม ผจญ-ประจญ - ประ แผลงเปน บรร ประทม เปน บรรทม ประจุ-บรรจุ ประจง-บรรจง - คําไทยท่ีมาจากภาษาเขมรที่เปนคําโดด เชน แข โลด เดิน นกั อวย ศก เลกิ

233 ตอนที่ 4 คําทมี่ าจากภาษาอ่นื ในภาษาไทยมีการขอยืมคําจากภาษาอ่ืนๆ มากมาย เชน ภาษาบาลี ภาษาสมั นสกฤต ภาษาเขมร เปนตน คําที่มาจากภาษาอื่นเหลานี้ จะมีหลักในการสังเกตแตกตา งกัน ทําใหเราสามารถทราบไดวาคํา เหลานมี้ าจากภาษาใด 1. คําท่ีมาจากภาษาบาลี ตัวอยางคํา พุทธ ปญญา มัจฉา บุปผา อัคคี จุฬา หทัย ทุกข บาป ราโชวาท มุทิตา ดาบส ชาตะ คฤหัสถ ขอ สังเกต 1) ทั้งตัวสะกดตรงตามมาตรา และไมต รงตามมาตรา 2) มีอักษรการนั ต 3) ไมมวี รรณยุกต และไมใ ชไมไตค ู 4) มกั ประสมดว ยพยัญชนะ ฆ ฌ ญ ฎ ฏ ฐ ฑ ฒ ณ ธ ภ ฤ ศ ษ 2. คําที่มาจากภาษาสันสกฤต ตัวอยางคาํ เกษตร สตรี กรฑี า ครฑุ ปรัชญา ธรรม ภรรยา ราตรี ฤดี ฤทยั ราเชนทร กัลบก ไพศาล บาป ขอสงั เกต 1) ทง้ั ตวั สะกดตรงตามมาตรา และไมตรงตามมาตรา 2) มีอักษรการันต 3) ไมม วี รรณยุกต และไมใ ชไมไตคู 4) มกั ประสมดวยพยัญชนะ ฆ ฌ ญ ฎ ฏ ฐ ฑ ฒ ณ ธ ภ ฤ ศ ษ 3. มาจากภาษาเขมร ตวั อยางคํา ฉกาจ เข็ญ จาํ เนียร กังวล เพญ็ เสดจ็ เจริญ ขจร ทลู ขอ สังเกต สะกดดวย จ ญ ร ล ตัวอยา งคาํ ขลัง โขน ฉลอง เสวย เขนย เฉลย ขอ สังเกต มกั ใชค ําควบกล้ำและคําทีใ่ ชอกั ษรนํา ตวั อยา งคาํ กําจร ตํารวจ กําเนดิ ดําริ บงั คม จําเรญิ ชาํ นรร ขอ สังเกต คํา 2 พยางค มักขึ้นตนดว ยคาํ วา กํา จาํ ชํา ดาํ ตํา ทํา บัง 4. มาจากภาษาชวา ตัวอยางคํา กริช (มีดปลายแหลมมี 2 คม), กิดาหยัน (มหาดเล็ก), บุหงา (ดอกไม), ปนเหนง (เข็มขดั ), มะงุมมะงาหรา (เทยี่ วปา) ขอ สังเกต มักจะเปน คําทมี่ ีเสียงจัตวา

234 5. คําท่ีมาจากภาษาจนี ไทยกับจีนมีความสัมพันธกันมาเเตโบราณกาล ในสมัยสุโขทัยไดมีการทําสัญญาทางไมตรีกัน ระหวา งไทยกับจีน ภาษาไทย และภาษาจีนจัดอยูในตระกูลภาษาคําโดด ทั้งสองภาษามีเสียงสูงๆ ต่ำๆ เหมอื น เสยี งดนตรี จงึ ไดช ่ือวาเปนภาษาดนตรี คําท่ีมาจากภาษาจีน มีลักษณะ ดังนี้ - มักเปนคําพยางคเดียว - มีรูปวรรณยุกตเเละเสียง วรรณยกุ ต เพื่อใหเกิดความหมาย ตวั อยา ง คาํ ทีม่ าจากภาษาจีน คาํ นาม กก (หมูเหลา ) กง (ป)ู ขิม (เครื่องดนตรีชนิดหน่ึง) เซียน (ผูวิเศษ) ตงั เก (เรือ) โสหุย (คาใชจาย) ซอ (สะใภ) องั้ โล (เตา) ฮองเต (กษัตรยิ ) คาํ กรยิ า เกก (วางทา) เขียม (ประหยัด) เจา (เลิกกันไป) แฉ (เปดเผยใหรู) ทูซี้ (ทนทําตอไป) เซ็งล้ี (ขายตอ ) แฉ (เปด เผยใหร ู) เซง (ขาย) ตอ้ื (พยายาม) ตนุ (เกบ็ ไว) ตนุ (ทําอาหารใหเปอ ย) ตวั อยาง ประโยคทีใ่ ชคาํ ทีม่ าจากภาษาจนี กง ชอบฟง หลานตี ขมิ เวลานั่งดมื่ นาํ เกกฮวย เธอเปน คน เขียม จงึ ไมชอบจดั งานเล้ียงที่ตองจา ยคา โสหยุ มาก ทนิ กรถกู เพอื่ น ตือ้ ใหไปเท่ียวทะเลดว ยกนั คนที่ เกก มาก ๆ มักจะไมมเี พอื่ น ทีม่ า : หนงั สอื เรียนวิชาหลกั ภาษาไทย พท33002 ระดบั มธั ยมศกึ ษาตอนปลาย

235 ใบงานบทเรยี นออนไลนท่ี 5 เร่ือง คำไทยแทแ ละคำทม่ี าจากภาษาอื่น ใหนักศกึ ษาทำงานท่ไี ดร บั มอบหมาย ใบงานที่ 5 เร่อื ง คำไทยแทแ ละคำท่ีมาจากภาษาอน่ื โดยใหนักศึกษาอธบิ าย ลกั ษะคำไทยแทโ ดยเขียนดว ยลายมอื ตนเอง ใสก ระดาษรายงาน หรอื กระดาษ A4 โดยมวี ธิ ีการสง ดังน้ี 1. ถา ยรปู สง ทางไลน กลุม กศน.ตำบล ของตนเอง 2. ถา ยรปู สง ทางfacebook กลมุ กศน.ตำบล ของตนเอง

236 เฉลย ใบงานบทเรียนออนไลนที่ 5 เรื่อง คำไทยแทและคำท่มี าจากภาษาอ่นื ตอบ

237 แผนการจัดกจิ กรรมการเรยี นรูรายวชิ าประวัตศิ าสตรชาติไทย รหสั วชิ า สค32034 ใบงาน กจิ กรรม คะแนน 1 วิธีการทางประวัตศิ าสตรและมรดกไทยสมยั รตั นโกสินทร - 2 เรื่อง บทสรปุ สถาบันพระมหากษตั รยิ  เปน ศูนยร วมใจของคนในชาติ 10 3 เรอื่ ง บญุ คณุ ของพระมหากษัตริยไทยต้ังแตส มัยสุโขทยั อยุธยา ธนบุรี 10 และรัตนโกสินทร 4 เรื่อง เหตกุ ารณสำคญั ทางประวัติศาสตรที่มผี ลตอ การพฒั นาชาตไิ ทย 10 5 เรอ่ื ง ตวั อยางการวิเคราะหแ ละอภปิ รายเหตกุ ารณส ำคัญทาง 10 ประวัติศาสตรทม่ี ผี ลตอการพัฒนาชาติไทย 6 สอบระหวา งภาค 20 7 สอบปลายภาค 40 รวม 100 คะแนน

แผนการจดั กิจกรรมการเรียนรรู ายวชิ าแบบออนไลน รายวชิ า ประวัติศาสตรชาตไิ ทย สค32034 จำนวน 3 หนว ยกิต ระดบั มธั ยมศึกษาตอนปลาย จำนวน 120 ช่วั โมง บทเรียน หัวเร่ือง วตั ถปุ ระสงคเชงิ กจิ กรรมการเรียนรู เวลา สื่อ/แหลง เรยี นรู การวดั และ กศน.4 ผลการเรยี นรูท ่ี ออนไลนที่ พฤตกิ รรม ประเมนิ ผล คาดหวัง 1 1. ความภูมใิ จใน 1. อธิบาย - ผูเ รยี นศกึ ษาเรยี นรจู ากหนงั สอื 90 1. หนังสอื เรยี น บทเรยี น - 1. อธิบาย ความเปน ความหมาย และ แบบเรียน หรืออนิ เทอรเ นต็ เรอ่ื ง ชม. ประวตั ศิ าสตร ออนไลนที่ 1 ความหมาย และ ชาตไิ ทย ความสำคญั ของ ชาตไิ ทย ความสำคัญของ 1. ความภูมิใจในความเปน 2. การ สถาบนั หลักของชาติ ชาตไิ ทย สถาบนั หลักของ ประยุกตใ ช 2. อธิบาย 1. ชาติ ชาติ วิธกี ารทาง ความหมาย 1.1 ความหมาย ความสำคัญ 2. อธบิ าย ประวตั ศิ าสตร ความสำคญั และ ของชาติ 2. Google Site ความหมาย บทเรียนออนไลน ความสำคัญ และ 3. พระราช ประโยชนของวธิ ีการ 1.2 ความเปน มาของชนชาติ ที่ 1 ประโยชนข อง วิธีการทาง กรณยี กิจของ ทางประวตั ิศาสตร ไทย พระมหากษตั ริย 3. อธิบายวิธีการทาง 1.3 การรวมไทยเปน ปก แผน ไทย สมยั ประวตั ิศาสตร 1.4 พระมหากษัตรยิ ก ับการ ประวตั ศิ าสตร รตั นโกสินทร 4. ประยุกตใชว ิธีการ รวมชาติ 3. อธบิ ายวธิ กี าร 4. มรดกไทยสมยั ทางประวัตศิ าสตร 2. ศาสนา ทางประวตั ศิ าสตร รัตนโกสินทร ในการศกึ ษาเรอ่ื งราว 2.1 ศาสนาพทุ ธ 4. ประยกุ ตใ ช 238

บทเรียน หวั เร่อื ง วตั ถปุ ระสงคเ ชิง กิจกรรมการเรียนรู เวลา สื่อ/แหลงเรยี นรู การวดั และ กศน.4 ผลการเรยี นรูที่ ออนไลนท่ี พฤตกิ รรม ประเมินผล คาดหวัง ทางประวัติศาสตรท ่ี 2.2 ศาสนาครสิ ต วิธกี ารทาง สนใจ 2.3 ศาสนาอสิ ลาม ประวตั ศิ าสตร ใน 5. อธิบาย 2.4 ศาสนาซิกข การศกึ ษา พระราชกรณียกจิ 2.5 ศาสนาฮนิ ดู เร่อื งราวทาง ของพระมหากษัตรยิ  3. พระมหากษตั ริย ประวัตศิ าสตรท ี่ ไทยสมัย 3.1 องคอ ปุ ถมั ภของศาสนา สนใจ รัตนโกสนิ ทร 3.2 การปกครอง 5. อธบิ าย 6. อธิบาย 3.3 การเสยี สละ พระราชกรณียกจิ คุณประโยชนของ 3.4 พระปรชี าสามารถ ของ บคุ คลสำคัญท่ีมตี อ 2. การประยุกตใชวิธกี ารทาง พระมหากษตั รยิ  การพฒั นาชาตไิ ทย ประวตั ศิ าสตร ไทยสมัย 7. อธบิ าย 2.1 ความหมาย ความสำคญั รัตนโกสินทร ความหมายและ และประโยชนของวิธีการทาง 6. อธิบาย ความสำคญั ของ ประวตั ศิ าสตร คณุ ประโยชนของ มรดกไทย 2.2 วิธกี ารทางประวัติศาสตร บุคคลสำคัญทม่ี ี 8. ยกตวั อยา งมรดก - การกำหนดหัวเรื่องทจ่ี ะ ตอการพฒั นาชาติ ไทยสมัย ศกึ ษา/การตง้ั ประเดน็ ทีจ่ ะศึกษา ไทย รัตนโกสินทรไดอ ยา ง - การรวบรวมหลกั ฐาน/ 7. อธบิ าย 239

บทเรียน หวั เร่อื ง วตั ถุประสงคเชงิ กจิ กรรมการเรียนรู เวลา สื่อ/แหลงเรยี นรู การวัดและ กศน.4 ผลการเรียนรูท ี่ ออนไลนท่ี พฤตกิ รรม ประเมนิ ผล คาดหวงั นอย 3 เรอ่ื ง สบื คนและรวบรวมขอมลู ความหมายและ 9. อธิบาย - การประเมนิ คา ของ ความสำคัญของ ความหมาย หลกั ฐาน/ การวเิ คราะหและตีความ มรดกไทย ความสำคัญของการ ขอมูลทางประวัติศาสตร 8. ยกตัวอยาง อนรุ กั ษมรดกไทย - การวิเคราะห สังเคราะห มรดกไทยสมยั 10. ยกตวั อยา งการมี และจดั หมวดหมู รตั นโกสินทรได สวนรว มในการ - การเรียบเรยี งและนำเสนอ อยางนอย 3 เร่ือง อนุรักษมรดกไทย ขอ มูล 9. อธิบาย 2.3 ตัวอยางการนำวธิ ีการทาง ความหมาย ประวัตศิ าสตร มาใชศึกษา ความสำคัญของ ประวัตศิ าสตรไ ทย การอนุรกั ษม รดก 3. พระราช ไทย กรณียกจิ ของพระมหากษัตรยิ ไ ทย 10. ยกตวั อยาง สมยั รตั นโกสนิ ทร การมสี ว นรว มใน 3.1 คุณประโยชนข องบุคคล การอนรุ กั ษม รดก สำคัญ ไทย - กรมพระราชวงั บวรมหา สรุ สิงหนาท 240

บทเรยี น หวั เรื่อง วตั ถุประสงคเ ชิง กจิ กรรมการเรยี นรู เวลา สื่อ/แหลง เรียนรู การวดั และ กศน.4 ผลการเรียนรทู ่ี ออนไลนท ี่ พฤติกรรม ประเมินผล คาดหวัง - ทาวสุรนารี - สมเดจ็ เจา พระยามหาศรี สุริยวงศ (ชวง บนุ นาค) - กรมพระยาดำรงราชานุภาพ - กรมหลวงชมุ พรเขตอดุ มศกั ด์ิ - พระยาอนุมานราชธน 4. มรดกไทยสมัยรตั นโกสนิ ทร 4.1 ความหมายและความสำคัญ ของมรดกไทย 4.2 มรดกไทยสมัยรตั นโกสินทร - ดานสถาปต ยกรรม - ดา นประติมากรรม - ดา นจติ รกรรม - ดานวรรณกรรม - ดา นดนตรี และนาฏศิลป - ดา นประเพณี - ดานการแตง กายและอาหาร - ตัวอยา งการมสี ว นรวม การ 241

บทเรียน หัวเร่อื ง วตั ถุประสงคเชิง กจิ กรรมการเรียนรู เวลา ส่ือ/แหลง เรยี นรู การวัดและ กศน.4 ผลการเรยี นรทู ี่ ออนไลนท ่ี พฤติกรรม ประเมินผล คาดหวัง อนุรักษม รดกไทย สมัยรัตนโกสินทร 5. มรดกไทยทม่ี ผี ลตอการพฒั นา ชาติไทย 6. การอนุรกั ษมรดกไทย 7. การมสี ว นรว มในการอนรุ ักษ มรดกไทย - ครูมอบหมายใหผเู รียนทำใบ กจิ กรรมบทเรยี นออนไลนที่ 1 เรอ่ื ง วธิ ีการทางประวัติศาสตรและมรดก ไทยสมยั รัตนโกสินทร 242

แผนการจดั กิจกรรมการเรยี นรูรายวชิ าแบบออนไลน รายวิชา ประวัติศาสตรชาติไทย สค32034 จำนวน 3 หนว ยกติ ระดบั มธั ยมศึกษาตอนปลาย จำนวน 120 ชวั่ โมง บทเรียน หัวเร่อื ง วตั ถุประสงคเ ชิง กจิ กรรมการเรยี นรู เวลา สอ่ื /แหลง เรียนรู การวัดและ กศน.4 ผลการเรียนรูที่ ออนไลนที่ พฤติกรรม ประเมินผล คาดหวัง 2 บทท่ี 1 1. บอกพระปรชี า - ครมู อบหมายใหน ักศกึ ษาฟง 9 ชม. คลปิ วดิ โิ อ บทเรยี น ชอ งท่ี 1. บอกพระปรีชา บทสรปุ สถาบัน สามารถของ การช้ีแจงรายละเอยี ดการเรียนรู Google Site ออนไลน 1 สามารถของ พระมหากษตั รยิ  พระมหากษตั รยิ ไทย ในสปั ดาหท ี่ 1 https://sites.google.com ที่ 2 พระมหากษตั ริยไ ทย เปนศนู ยร วมใจ กับการรวมชาติ โดย นายสมพงษ รุยปรงิ กับการรวมชาติ ของคนในชาติ 2. อธิบายความสำคัญ - ผูเรียนเรียนรจู าก Google /view/phuthi32034 2. อธบิ าย ความสำคัญของ ของสถาบันศาสนา Site - หนังสือเรียน ประวตั ิศาสตรช าตไิ ทย 3. อธิบายความสำคญั วชิ าประวัตศิ าสตรช าติไทย สถาบนั ศาสนา ของสถาบัน สค32034 - ส่อื คลปิ วิดิโอ เรื่อง 3. อธบิ าย บทสรุปสถาบนั ความสำคญั ของ พระมหากษตั ริย - ผเู รยี นทำแบบทดสอบกอน พระมหากษตั ริย เปนศูนย สถาบนั รวมใจของคนในชาติ พระมหากษตั รยิ  4. อธบิ ายและ เรียน 4. อธบิ ายและ ยกตัวอยา งท่ีแสดงถงึ - ครูมอบหมายใหผเู รยี นดคู ลิป ความภาคภมู ิใจใน วิดิโอนำเขา สบู ทเรยี น เรอื่ ง ความเปน ไทย บทสรปุ สถาบันพระมหากษัตรยิ  ยกตัวอยางท่แี สดง เปนศูนยรวมใจของคนในชาติ ถึงความภาคภูมิใจ 243

บทเรียน หัวเร่อื ง วตั ถุประสงคเชิง กจิ กรรมการเรยี นรู เวลา สื่อ/แหลง เรียนรู การวดั และ กศน.4 ผลการเรียนรูท่ี ออนไลนท ่ี พฤติกรรม ประเมนิ ผล คาดหวัง - ครูมอบหมายใหผเู รียนศึกษา - สอื่ คลปิ วดิ โิ อ เรอื่ ง พระ ในความเปน ไทย ความรูจากคลปิ วดิ โิ อ เรือ่ ง บารมี ในหลวงร.10 \"สถาบันพระมหากษตั ริย \" คือ ศนู ยร วมจิตใจของคนไทย เสยี ง อา น อาจารยงามแสงสอ งใจ - ครูมอบหมายใหผ เู รยี นศกึ ษา ความรจู ากคลปิ วดิ ิโอ เรอ่ื ง พระ บารมี ในหลวงร.10 สถาบัน พระมหากษตั ริย ศูนยร วมจติ ใจ ของคนไทย - ผูเรยี นทำใบงานบทเรยี น ออนไลนท ี่ 2 เร่อื ง บทสรปุ สถาบนั พระมหากษัตรยิ  เปน ศนู ยร วม ใจของคนในชาติ - ผูเรียนทำแบบทดสอบหลงั เรยี น 244

แผนการจัดกจิ กรรมการเรียนรรู ายวชิ าแบบออนไลน รายวชิ า ประวัติศาสตรช าติไทย สค32034 จำนวน 3 หนว ยกติ ระดบั มัธยมศึกษาตอนปลาย จำนวน 120 ช่วั โมง บทเรยี น หัวเรอื่ ง วตั ถุประสงคเ ชิง กจิ กรรมการเรียนรู เวลา สื่อ/แหลง เรยี นรู การวดั และ กศน.4 ผลการเรียนรทู ่ี ออนไลนที่ พฤติกรรม ประเมินผล คาดหวัง 3 บทท่ี 2 1. บอกบญุ คุณ - ผูเรียนเรียนรจู าก Google 6 ชม. - Google Site บทเรยี น ชอ งท่ี 1. บอกบญุ คุณ บญุ คณุ ของ ของ Site https://sites.google.com/ ออนไลน 2 ของ พระมหากษตั รยิ  พระมหากษตั ริย วิชาประวัตศิ าสตรช าติไทย view/phuthi32034 ที่ 3 พระมหากษตั รยิ  ไทยตง้ั แตสมยั ไทยตั้งแตส มัย สค32034 ไทยตัง้ แตส มัย สโุ ขทยั อยุธยา สุโขทัย อยุธยา - ผูเรยี นทำแบบทดสอบกอน - หนังสอื เรยี น สโุ ขทัย อยธุ ยา ประวตั ศิ าสตรชาตไิ ทย ธนบุรี และ ธนบรุ ี และ เรยี น ธนบรุ ี และ รตั นโกสนิ ทร รตั นโกสินทร - ครูมอบหมายใหผ เู รียนดู - ส่อื คลปิ วิดิโอ รัตนโกสินทร 1. สมัยสุโขทัย คลปิ วดิ ิโอนำเขาสูบ ทเรียน บุญคุณของ 2. สมัยอยุธยา เรอ่ื ง บุญคุณของ พระมหากษตั ริยไ ทยตง้ั แต 3. สมัยธนบุรี พระมหากษัตรยิ ไ ทยตงั้ แต สมยั สุโขทัย 4. สมยั สมยั สุโขทยั อยุธยา ธนบรุ ี รตั นโกสินทร และรัตนโกสนิ ทร - ครูมอบหมายใหผ เู รียน ศกึ ษาความรูจ ากคลปิ วิดิโอ 245

บทเรียน หัวเร่อื ง วตั ถุประสงคเชิง กิจกรรมการเรยี นรู เวลา สือ่ /แหลงเรียนรู การวดั และ กศน.4 ผลการเรยี นรูท่ี ออนไลนท ่ี พฤติกรรม - สอ่ื คลปิ วิดโิ อ บุญคุณของ บุญคณุ ของพระมหากษตั รยิ  พระมหากษัตริยไ ทยตง้ั แต ประเมนิ ผล คาดหวัง ไทยตงั้ แตส มัยสุโขทยั สมัยอยุธยา - ครมู อบหมายใหผเู รยี น ศึกษาความรจู ากคลปิ วิดโิ อ - สอื่ คลปิ วิดโิ อ บญุ คุณของ เรื่อง บุญคณุ ของ พระมหากษัตรยิ ไทยตงั้ แต พระมหากษตั ริยไทยตง้ั แต สมัยกรงุ ธนบรุ ี สมยั อยธุ ยา - ครมู อบหมายใหผเู รยี น ศึกษาความรจู ากคลปิ วดิ ิโอ เรื่อง บุญคณุ ของ พระมหากษัตริยไทยตง้ั แต สมยั ธนบุรี - ครูมอบหมายใหผเู รียนดู คลิปวดิ โิ อนำเขาสูบ ทเรยี น เรือ่ ง บญุ คณุ ของ พระมหากษัตริยไทยตงั้ แต สมยั รัตนโกสนิ ทร - ผเู รียนทำใบงานบทเรียน 246

บทเรียน หวั เรื่อง วตั ถปุ ระสงคเ ชิง กจิ กรรมการเรยี นรู เวลา สื่อ/แหลงเรียนรู การวัดและ กศน.4 ผลการเรยี นรทู ี่ ออนไลนท่ี พฤตกิ รรม ประเมนิ ผล คาดหวัง ออนไลนท่ี 3 เรือ่ ง บุญคุณ - สือ่ คลปิ วดิ ิโอ บุญคุณของ ของพระมหากษตั ริยไทย พระมหากษัตริยไทยตง้ั แต ตั้งแตส มยั สุโขทยั อยธุ ยา สมัยกรุงรัตนโกสินทร ธนบรุ ี และรตั นโกสนิ ทร - ผูเรียนทำแบบทดสอบหลัง เรยี น 247


Like this book? You can publish your book online for free in a few minutes!
Create your own flipbook