Important Announcement
PubHTML5 Scheduled Server Maintenance on (GMT) Sunday, June 26th, 2:00 am - 8:00 am.
PubHTML5 site will be inoperative during the times indicated!

Home Explore คู่มือ ออนไลน์...ม.ปลาย...เรียบร้อย

คู่มือ ออนไลน์...ม.ปลาย...เรียบร้อย

Published by fangza_8894, 2021-12-02 03:40:21

Description: คู่มือ ออนไลน์...ม.ปลาย...เรียบร้อย

Search

Read the Text Version

148 10. ขอใดจัดเปนการพูดเพ่อื โนม นาวใจ ก. การพูดหาเสียง ข. การกลาวสดุดี ค. การอภปิ ราย ง. การกลาวคำปราศรัย

149 เฉลย แบบทดสอบกอนเรียน บทเรียนออนไลนที่ 4 เรอื่ ง การพดู แบบเปน ทางการและแบบไมเ ปน ทางการ 1. ก 2. ก 3. ง 4. ง 5. ก 6. ข 7. ค 8. ข 9. ค 10. ก

150 ใบความรูบ ทเรยี นออนไลนท่ี 4 เรอื่ ง การพูดอยา งเปนทางการและการพดู อยา งไมเปนทางการ การพดู อยางเปน ทางการ การพูดอยางเปนทางการ หมายถึง การพูดอยางเปนพิธีการในที่ประชุม หรือ การพูดตอหนา ชุมชนในโอกาสตาง ๆ และเพื่อจุดหมายตาง ๆ ตองอาศัยความรูความสามารถและมีศิลปะในการพูด การพูดอยา งเปนทางการ เชน การปาฐกถา การอภปิ ราย บรรยาย การกลา วสุนทรพจน เปน ตน การพูดอยางเปนทางการ ไดแก การพูดหรือสนทนากันอยางมีพิธีรีตอง เปนการพูดตอหนา ชุมชนในโอกาสตาง ๆ และเพื่อจุดมุงหมายตางกัน เปนการพูดที่มีแบบแผนเปนพิธีการ ตองอาศัย ความรูความสามารถ ศิลปะในการพูดและบุคลิกภาพในการพูด ซึ่งส่ิงเหลานี้ตองมีการเตรียมตัวกอน และฝกฝนเปน อยา งดี ภาษาตอ งสภุ าพ เหมาะสมกับกาลเทศะและบคุ คล รปู แบบกอนพดู อยา งเปน ทางการแบงออกเปน 4 รปู แบบ คอื 1. การพดู โดยไมมกี ารเตรียมตัวลวงหนา เรยี กอกี อยางหนง่ึ วา “การพดู โดกะทนั หัน” การพูดแบบนต้ี องใชปฏิภาณไหวพรบิ ประสบการณ ความรแู ละความชำนาญทม่ี ีอยเู ดิม 2. การพูดโดยมกี ารเตรียมตัวลวงหนา เรยี กอกี อยา งหนง่ึ วา “การพูดแบบมีโนต ยอ ” ผพู ดู ตอ งรู ลว งหนา วาจะพูดเรอื่ งอะไร ทีไ่ หน ใครฟง จึงสามารถเตรยี มเนอื้ เรอ่ื ง เตรียมอปุ กรณป ระกอบ การพดู และ ทำโนตยอหรอื โครงเรอื่ งทจี่ ะพดู มาดูไดในขณะท่ีพดู 3. การพูดจากความจำ เรยี กวา “การพดู แบบทอ งจำ” การพดู แบบนเ้ี หมาะสมกบั ผพู ูดทม่ี ีความจำดแี ละเปน เร่อื งที่ไมยาวนกั ผพู ดู ตองมีเวลาในการนำเรื่องไปอา น ทอ งจำใหไ ดท ง้ั หมดโดยจดจำประเด็นสำคัญใหไ ด 4 การพดู โดยการอานจากตนฉบบั เปน การพูดตามตนฉบบั ท่ีตระเตรียมไวใหครบถว น วิธีนี้จึงดู เหมอื นเปน การอา นจากตน ฉบบั แตผ ูพดู จะตอ งใชสายตามองดผู ูฟง มากกวา ตน ฉบับ จึงมกั ใชในการพูดท่ี เปนพิธกี าร เชน กลา วสนุ ทรพจน คำปราศรัย แถลงการณ เปนตน การพดู ออกเปน 3 ขั้นตอน คือ 1. กอ นพูด คือ ขนั้ เตรียมตัวเพอื่ การพดู และฝก พูด 2. ขณะพูด คือ การปฏบิ ตั ิการพดู และการแกป ญหาเฉพาะหนา 3. หลงั พูด คอื การประเมนิ ผลการพูด อาจจะประเมนิ ดว ยตนเองและผอู ่ืนกไ็ ด หากแบงอยา งกวา งๆ สามารถแบง ไดเ ปน 2 ประเภท คือ 1. การพดู ทีจ่ ำแนกตามจำนวนผฟู ง ไดแก

151 1.1 การพูดระหวา งบุคคล ซึ่งอาจมเี พียง 2 คน หรอื ในกลุม เลก็ ๆ ทม่ี องเหน็ หนา กัน เชน การสนทนา การเลา เรอื่ ง การแนะนำตวั การตอบขอ ซักถาม การสัมภาษณ เปนตน 1.2 การพูดในท่ีประชุมชน เปนการพูดท่ีมีผูฟงเปนจำนวนมากจึงตองมีการเตรียมใจ เตรียมความพรอม ท้ังในดานบุคลิกภาพและเน้ือเร่ืองที่จะนำเสนอ เชน การสัมมนา การโตวาที การใหโอวาท การกลาวแสดงสนุ ทรพจน เปนตน 2. การพดู ที่จำแนกตามประเภทของการพูด ไดแ ก 2.1 การพดู โดยฉับพลัน เปน การพูดโดยไมรตู ัวมากอ นแตมีผเู ชิญใหพ ดู อยางกะทนั หนั จึงมี ผูเ รียกการพูดแบบน้ีวา “การพูดแบบกลอนสด” ผพู ูดจึงตองอาศยั พรสวรรค ไหวพรบิ และการชางสังเกตจึง จะทำใหการพูดลุลวงไปดวยดี เชน การพูดอวยพรในงานมงคลสมรส ไดรับใหกลาวขอบคุณวิทยากร อยางกะทนั หัน เปนตน 2.2 การพูดโดยทองจำ เปนการพูดที่ผูพูดรูตัวมากอนและมีการ เตรียมตัวท้ังทางดาน เนื้อหา บุคลิกภาพ เชน การกลาวตอนรับผูมาเยือน การกลาวอำลา การกลาวใหโอวาท เปนตน สง่ิ สำคญั ของการพูดแบบน้ีคอื ตองพดู ใหเ ปนธรรมชาติ ไมใ ชพ ูดแบบทองจำ 2.3 การพูดโดยอา นจากตนฉบบั การพดู แบบน้ีผพู ดู จะพดู จากตนฉบับทเี่ ตรยี มไวล ว งหนา ซึ่งอาจจะเตรียมเองหรอื ใหผ ูอ่ืนเตรียมให ผูพูดจงึ ควรมีการซอ มอา นมากอ นเพื่อปอ งกนั การผิดพลาด 2.4 การพูดโดยมีบนั ทึก เปนการพดู ในที่ประชุมชนที่นิยมใชกันมาก และไดผ ลดกี วา แบบ อื่น ๆ แตผูพูดตองศึกษาคนควาและเตรียมตัวลวงหนามาเปนอยางดี ทำความเขาใจเน้ือหาท่ีจะพูดให ถองแท มีการจดบันทึกเฉพาะขอความท่ีสำคัญๆ เชน หัวขอสำคัญ ตัวอยาง สถิติ สำนวน คำคม รวมทงั้ ชื่อสกุลของบุคคลสำคัญทน่ี ำมาอางถึงดว ย การพดู อยา งไมเปน ทางการ การพูดอยางไมเปนทางการ คือ การพูดในชีวิตประจำวัน เชน การสนทนา การพูดโทรศัพท การแนะนำตัว การซักถาม การตอบคำถาม เปนตน ผพู ดู ตองฝก ฝนใหเ ปน ผทู พ่ี ูดไดถ กู ตอง นา ฟง และ เหมาะสมกบั กาลเทศะและบคุ คล การพูดแบบนเี้ ปนการสือ่ สารระหวา งบุคคลตง้ั แต 2 คนข้นึ ไป แตคอนขางจำกัดจำนวนคอื ไมควร เกิน 4-5 คน สวนใหญจะเปนการพดู แบบตัวตอ ตัว การสื่อสารแบบนีไ้ มจ ำกัดเวลา ไมจำกัดสถานที่ ขนึ้ อยู กบั ความพอใจของผสู อื่ สารและผรู บั สาร ใชในชวี ิตประจำวัน การพดู แบบไมเ ปนทางการน้ผี พู ูดกบั ผฟู งมัก ไมไ ดเตรยี มตัวลว งหนามากอ น เนื้อหาในการพูดไมแ นน อนและไมมขี อบเขต แตเ ปนการพูดท่ีคนเราใชม าก ท่ีสุด

152 ใบงาน บทเรียนออนไลนท่ี 4 เรอ่ื ง การพดู เปน ทางการ และ ไมเ ปน ทางการ คำชแี้ จง ใหน ักศึกษาตอบคำถามตอไปนีใ้ หถูกตอง 1. การพดู ไมเปนทางการเปนการสอ่ื สารเรมิ่ ตง้ั แตกคี่ น และจำกัดไมเกินกค่ี น ...................................................................................................................................................................... ...................................................................................................................................................................... 2. จงยกตวั อยา ง การพูดเปนทางการ มา 3 แบบ ...................................................................................................................................................................... ...................................................................................................................................................................... ...................................................................................................................................................................... 3. การพูดออกเปน 3 ข้ันตอน มอี ะไรบาง ...................................................................................................................................................................... ...................................................................................................................................................................... ...................................................................................................................................................................... 4. การพดู โดยมบี ันทึก ใหผ ลดอี ยางไร ...................................................................................................................................................................... ...................................................................................................................................................................... ...................................................................................................................................................................... 5. จงบอกวิธีการลดอาการตืน่ เวที ...................................................................................................................................................................... ...................................................................................................................................................................... ......................................................................................................................................................................

153 เฉลยใบงาน บทเรยี นออนไลนที่ 4 เร่ือง การพดู เปนทางการ และ ไมเ ปนทางการ คำชี้แจง ใหน กั ศึกษาตอบคำถามตอไปนีใ้ หถ ูกตอ ง 1. การพดู ไมเปนทางการเปนการสอื่ สารเริม่ ตง้ั แตกีค่ น และจำกดั ไมเ กนิ ก่ีคน การพูดแบบน้ีเปนการสื่อสารระหวางบคุ คลตง้ั แต 2 คนขึน้ ไป แตคอ นขางจำกดั จำนวนคอื ไมค วร เกิน 4-5 คน สวนใหญจ ะเปน การพูดแบบตวั ตอตวั การส่อื สารแบบน้ไี มจำกดั เวลา ไมจ ำกดั สถานที่ ข้นึ อยู กบั ความพอใจของผูส่อื สารและผรู ับสาร ใชใ นชวี ิตประจำวัน การพูดแบบไมเ ปนทางการนผ้ี พู ูดกบั ผฟู ง มัก ไมไ ดเ ตรียมตัวลวงหนา มากอ น เนอื้ หาในการพดู ไมแ นนอนและไมม ขี อบเขต แตเปนการพูดทคี่ นเราใชม าก ทีส่ ดุ 2. จงยกตวั อยาง การพูดเปนทางการ มา 3 แบบ 1. การอภปิ ราย 2. การบรรยาย 3. การกลา วสุนทรพจน 3. การพูดออกเปน 3 ขน้ั ตอน มีอะไรบาง 1. กอ นพูด คอื ขั้นเตรียมตวั เพ่ือการพูดและฝก พูด 2. ขณะพูด คอื การปฏิบัติการพูดและการแกป ญหาเฉพาะหนา 3. หลังพดู คอื การประเมินผลการพูด อาจจะประเมินดวนตนเองและผอู นื่ ก็ได 4. การพดู โดยมบี ันทึก ใหผ ลดอี ยา งไร ชว ยปอ งกันการลมื เนื้อหาหรือเร่ืองราวตา ง ๆ 5. จงบอกวธิ ีการลดอาการตน่ื เวที 1. เตรียมพรอม ความม่นั ใจตอ้ งมาจากความพรอ้ มในสิงทีเราจะพดู 2. ฝก ซอมหนา กระจก 3. หาจดุ พกั สายตา ตอ งฝก ใชสายตามองมองผฟู ง อยา มองไปทางอ่นื หรือเงยหนามองเพดาน 4. หายใจเขา -ออก ลกึ ๆ ลดอาการตื่นเตน 5. เปน กนั เองกบั ผฟู ง 6. อยาทำใหความตน่ื เตน เปนจุดสนใจ 7. วางหนา เปนปกติ

154 แบบทดสอบหลงั เรียน บทเรียนออนไลนท่ี 4 เรื่อง การพดู แบบเปนทางการและแบบไมเ ปนทางการ 1. นำ้ เสียงในขอใด แสดงความพงึ พอใจ ก. อุย นารัก ข. วาย ตาเถร ค. อุย ตายตาย ง. โอะ อะไรน่ี 2. ขอ ใดเปน การพดู ที่ไมม โี อกาสเตรยี มตัวมากอ น ก. การบรรยาย ข. การอภปิ ราย ค. การตอบขอชกั ถาม ง. การโตวาที 3. ขอ ใดคอื การกลา วในโอกาสพเิ ศษ ก. ครูอธิบายความรูทางวิชาการในช้นั เรยี น ข. พออบรมลูกคนเล็กในเรื่องความประพฤติ ค. การอภิปรายไมไ ววางใจการบริหารงานของนายกรัฐมนตรีของคณะผูแทนราษฎรฝา ยคาน ง. นายกรัฐมนตรีกลาวคำปราศรยั เนื่องในวันเด็กแหง ชาติ 4. ระดับภาษาทีใ่ ชในการสื่อสารนัน้ ขึ้นอยูกบั ก. ตัวสาร ข. ผูสงสาร ค. ผูรับสาร ง. ตัวบคุ คลและโอกาส 5. ขอ ใดจดั เปนการพดู เพอ่ื โนม นาวใจ ก. การพูดหาเสียง ข. การกลาวสดุดี ค. การอภิปราย ง. การกลาวคำปราศรัย

155 6. ขอใดกลาวไมถ ูกตอง ก. การพูดในโอกาสพิเศษมีทง้ั เปน ทางการและไมเ ปนทางการ ข. การกลาวแสดงความยนิ ดีไมควรชกั ชวนใหผ ูฟงปรบมือ ค. หลังจากกลาวคำไวอาลัยแกผูตาย ซ่ึงมีการกลาวสดดุ ีคุณความดผี ตู ายและผูพูดควรชกั ชวน ผูฟง ใหปรบมือในคุณความดีของผูตาย ง. ถกู ท้งั ขอ ก, ข และ ค 7. ขอใดไมควรกลา วถงึ ในการกลาวคำอวยพร ก. ความสมั พันธของผกู ลาวกบั เจาภาพ ข. ขออภัยท่ีมิไดเตรียมตัวพดู ค. คติหรือขอคิดในการดำเนนิ ชีวิต ง. ใหพรอยางจรงิ ใจ 8. “การพูดในโอกาสตาง ๆ โดยการใชภาษาทไี่ พเราะเหมาะสมกบั โอกาสน้ัน ๆ” ขอความดังกลาว ตรงกับขอใด ก. สุนทรพจน ข. การเลา เหตุการณ ค. การใหคำแนะนำ ง. การใหคำปรึกษา 9. การพดู ตอประชมุ ชนประเภทใดมีความบกพรอ งนอ ยท่ีสุด * ก. การพูดโดยอาศัยตนรา ง ข. การพูดโดยการอานจากตนราง ค. การพูดโดยฉบั พลัน ง. การพูดโดยวิธกี ารทองจำ 10. ขอใดควรเปนสถานการณท ี่ตองมีการกลาวตอนรบั ก. งานเลี้ยงสงผูรวมงานเดินทางไปตางประเทศ ข. งานเลี้ยงฉลองผจู บการศึกษา ค. งานเล้ียงฉลองตำแหนง ใหม ง. สมาชิกลาออกจากงานทบี่ ริษัท

156 เฉลย แบบทดสอบหลงั เรียน บทเรียนออนไลนที่ 4 เรอื่ ง การพดู แบบเปน ทางการและแบบไมเ ปน ทางการ 1. ก 2. ค 3. ง 4. ก 5. ก 6. ง 7. ข 8. ก 9. ข 10. ค

157 แบบทดสอบกอ นเรียน บทเรยี นออนไลนที่ 5 เร่ือง หลกั การพูดประเภทตา ง ๆ 1. การพูดอธบิ าย หมายถงึ อะไร ก. การพูดเพอ่ื ใหผ ูฟงรตู ามและยินดีปฏิบัติตาม ข. การพูดเพ่อื ใหผูฟงเขาใจเรอ่ื งที่พูดอยางแจม แจงเกิดความเชือ่ ตามและยินดีปฏิบัติตาม ค. การพูดเพ่อื ใหผูฟง เขาใจเร่ืองท่ีพูดและนำไปปฏิบัติ ง. การพูดเพ่อื ใหผ ูฟงเขาใจกบั เรือ่ งและมกี ำลังใจ 2. การพูดในทป่ี ระชมุ มีลกั ษณะอยางไร ก. เปนการพูดท่ีมีความจริงจงั ข. เปนการพูดท่ีพูดถงึ เฉพาะเรือ่ งใดเรอ่ื งหน่ึง ค. เปนการพูดทมี่ ีระเบียบ วิธีการ ง. เปนการพูดท่ีมีแตคำหยาบ 3. การพดู อยางสรา งสรรคเ ปน การพูดในลักษณะใด ก. เปนการพูดใหผ ูฟงเขา ใจเร่อื งท่ีพดู อยางแจมแจง โดยผูพดู ตองเตรยี มเร่ืองที่พูด กำหนด ขอบเขต ของเรอ่ื ง รวบรวมขอ มลู วางโครงเร่ืองแลวหากลวิธใี นการพูด ข. เปน การพูดใหผูฟงเขาใจเรือ่ งที่พูดอยางแจมแจง โดยผูพูดตองเตรียมเร่ืองที่พูด กำหนด ขอบเขตฃองคำพูด ค. เปนการพูดใหผฟู งเขาใจเร่ืองทีพ่ ูดอยางแจม แจง โดยผพู ูดตองเตรยี มเรื่องท่ีพูด กำหนด ขอบเขตของสถานท่ี ง. เปนการพูดใหผ ูฟงเขาใจเร่อื งท่ีพูดอยางแจม แจง โดยผพู ูดตองเตรียมเร่อื งที่พูด กำหนด ขอบเขตของผูฟง 4. การพูดอวยพรควรกลาวในเร่อื งตา ง ๆ ตอไปน้ี ยกเวน ขอใด ก. ความกาวหนาในชีวิต ข. สุขภาพ ค. การประสบความสำเรจ็ ง. ความอดทน

158 5. การพดู ในที่ชมุ ชนผพู ดู จะตอ งสนใจอะไรเปน พิเศษ ก. การพูดในทสี่ าธารณะผูพูดตองสนใจปฏกิ ริ ิยาตอบสนองผูฟงเปนพิเศษ ข. การพูดในทส่ี าธารณะผูพูดตองสนใจเสียงพูดเปนพเิ ศษ ค. การพูดในทส่ี าธารณะผูพูดตองสนใจเน้ือหาเปนพิเศษ ง. การพูดในที่สาธารณะผพู ดู ตองสนใจเร่อื งคำพูดเปน พเิ ศษ 6. การพดู ตอ นรบั หลงั จากกลาวตอ นรับแลว ควรทำอะไรเปนลำดบั สดุ ทา ย ก. กลาวขอบคุณผมู าเยือน ข. เชิญผมู าเยือนกลาวลา ค. มอบของท่รี ะลกึ แกผ ูม าเยอื น ง. กลาวลาผมู าเยือน 7. ลกั ษณะของผูพูดควรเปน ลกั ษณะตาง ๆ ตอไปนี้ ยกเวนขอ ใด ก. มีลลี าการพูดท่นี าฟง ข. เกง ซ่อื สัตย ค. มปี ฏิภาณไหวพรบิ ดี ง. แกไขปญหาเฉพาะหนาได 8. \"การพดู เพอื่ ใหผ ฟู ง เขา ใจเรอ่ื งท่ีพูดอยา งแจม แจง เกดิ ความเชอื่ ตามและยนิ ดีปฏบิ ัตติ าม\" เปนการพดู ประเภทใด ก. การพูดอธบิ าย ข. การพูดในท่ชี ุมชน ค. การพูดอยา งสรางสรรค ง. การพูดอวยพร 9. \"ความสำคญั และความหมายของสถาบันเลาความเปนมาของสถาบัน หนา ที่และสทิ ธ์ิทสี่ มาชิกจะ พึงไดร บั \" เปน การพูดในลกั ษณะใด ก. การพูดในท่ีชุมชน ข. การพูดตอนรับ ค. การพูดอวยพร ง. การพูดอยางสรางสรรค

159 10. \"เปน การพูดทม่ี รี ะเบียบ วธิ ีการ โดยมจี ดุ ประสงคเ พ่ือใหทุกคนไดม ีโอกาสแสดงความคดิ เหน็ \" เปนการพูดในลักษณะใด ก. การพูดตอนรับ ข. การพูดอยางสรา งสรรค ค. การพูดในท่ีชุมชน ง. การพูดในท่ีประชุม

160 เฉลย แบบทดสอบกอ นเรียน บทเรียนออนไลนท่ี 5 เรื่อง หลกั การพดู ประเภทตา ง ๆ 1. ข 2. ค 3. ก 4. ง 5. ก 6. ค 7. ข 8. ก 9. ข 10. ง

161 ใบความรู บทเรียนออนไลนท่ี 5 เร่ือง ศลิ ปะการพดู ประเภทตา ง ๆ เปนท่ียอมรบั โดยทั่วกันวา “ การพดู ” เปนส่ิงท่ีสำคัญในการดำรงชีวติ สำหรับมนุษยทุกยุค ทุก สมัย ไมวาอดีต ปจจุบันหรืออนาคต ไมวาจะชนชาติใด ภาษาใด วัยใด การพูดเปนท้ังศาสตรคือ สิ่งท่ี สามารถศกึ ษาหาความรไู ด การพดู เปนศิลปะ กลาวคอื สามารถนำไปประยกุ ตใ ชได การพูดจึงเปนส่ิงจำเปนสำหรับสังคมมนุษย และย่ิงเปนนักประชาสัมพันธ นักจัดรายการ นกั การเมือง นักเทศน นกั การทูต อาจารย วิทยากร ฯลฯ ยิ่งจะตองใชการพูดอยางมีศิลปะหรอื บางแหง อาจเรยี กวา มี “ วาทศิลป” การพูดจึงเปนไดท้ังยาพิษและยาหอม หมายถึง เราสามารถใชคำพูดไปในทางสรางสรรคหรือ ทำลายก็ได การรูจักใชคำพูดใหถูกกาลเทศะ จึงเปนส่ิงสำคัญในขณะเดียวกัน ในทางกลับกัน การพูดโดย ไมค ิดก็ยอมนำพาเราไปสูค วามหายนะหรือสรา งความตกต่ำใหชวี ิตเราไดเ ชนกัน การพูดเปนกุญแจนำทางไปสูความสำเร็จ นักขาย นักการเมือง นักสอนศาสนา นักจัดรายการ วทิ ยากร บคุ คลเหลา นี้ ตอ งอาศัยการพดู และตองมีการฝก ฝนการพูด จึงจะประสบความสำเรจ็ ในอาชีพ ไม วาจะเปนการฝกพูดใหคนคลอยตามหรือการใชอารมณขันในการสอดแทรกจึงเปนส่ิงท่ีจำเปนจะตอง เรียนรู พฒั นา จึงจะนำพาไปสูความสำเร็จในอาชพี ได การจะพูดใหไ ดดตี อ งมี “ อทิ ธิบาท 4 ” คือ ตอ งมฉี นั ทะ คอื มคี วามปรารถนาอันแรงกลา ทีจ่ ะเปน นกั พูด วริ ิยะ คอื ความพากเพียรบากบั่นในการฝกฝนการพดู จติ ตะ คือ ตองมีจติ ใจจดจอตอเปา หมาย ไม ทอดทง้ิ เปา หมาย วิมังสา คือ การใชป ญญาตรวจสอบทบทวนแกไ ขปรบั ปรุงสงิ่ ทีท่ ำใหดียิง่ ขนึ้ การพูดท่ีมสี ว นผสมโดย มีวาทศลิ ป มหี ลกั การ มเี หตุผล มีตลกขบขัน มตี วั อยาง มีการอางอิง มี ไหวพริบปฏิภาณ มกั เปน ทีช่ ่นื ชอบของบุคคลโดยทัว่ ไป และทำใหค นมีความนยิ มชืน่ ชอบในตวั ผพู ูด บุคคลท่พี ดู เกงมวี าทศิลปท่ดี ี มคี วามเปน อจั ฉริยะในการพูด มกั เปนคนที่มคี วามทะเยอทะยาน มี ความปรารถนาอยา งแรงกลา มพี ลังแหงการเรยี นรูท่ีสงู มีความทรงจำดี มพี ลังสมาธิแนวแน กลาตดั สนิ ใจ เผชิญหนากบั สง่ิ ตา ง ๆ อกี ทั้งยงั มีสุขภาพรางกายทแ่ี ขง็ แรงสมบูรณ อยากพดู ใหไดดี ตองหมั่นศึกษา วิเคราะหก ารพูดของนักพดู ชอื่ ดัง โดยอาจตามไปฟงนกั พดู เรอื ง นาม นักพดู ที่มชี อ่ื เสยี ง หรือยคุ ปจจุบัน เปน ยุคสารสนเทศ เราสามารถตามดนู ักพดู ชอ่ื ดงั ไดจากสือ่ ตา ง ๆ ไมวาจะทางอนิ เตอรเนต็ Youtube หรอื อาจซอ้ื VCD DVD ของนกั พูดมาศึกษาได การพูดท่ดี ี ตองมีจุดมงุ หมายปลายทางแหงการพูด จุดมุงหมายในการพูดแบงออกเปน 3 ชนิด คือ การพูดเพ่ือบันเทิง การพูดใหความรูก ับการพูดจูงใจ ผทู ่ตี องการเปน นักพดู ควรตอ งรูก อ นวาจะนำพา

162 ผูฟ งไปในจดุ มุงหมายใด เชน หากผูฟง ตอ งการฟง การพูดแบบบันเทิง เราก็ตองพดู ในลกั ษณะทอลคโชว พดู ใหส นุก พูดใหต ลกขบขนั ไมใชพ ูดไปแลวคนไมหัวเราะเลย อยางน้กี ็ประสบความสำเร็จยาก บุคลกิ ภาพกบั การพูด บุคลิกภาพมคี วามสำคญั มากในการพดู ตอหนาท่ชี ุมชน บุคลิกภาพจะทำให ผฟู งรูสึกประทับใจในตัวผูพูด บุคลิกภาพในที่น่ีรวมไปถึงบุคลิกภาพท้ังภายในและภายนอก เชน ภายใน นิสัยใจคอ อารมณ ความรูสึก ความรอบรู ฯลฯ ภายนอก ไดแกการแตงกาย ทรงผม ทาทาง การ เคลอ่ื นไหว การยนื การนั่ง ฯลฯ นักพูดท่ีเกงมักใชภาษาไดดี เชน ใชภาษาท่ีมีความชัดเจน อีกทั้งมีการเลือกใชถอยคำที่ หลากหลาย ซึง่ สง่ิ เหลาน้ตี อ งอาศัยการคน ควา ฝก ฝน อาน เรยี นรู จนจัดเจนในเรอื่ งของภาษาศาสตร เมอ่ื ศึกษาไปมาก ๆ กจ็ ะสามารถสรา งประโยคและวลีตา ง ๆ ไดงดงามสละสลวยขนึ้ เสนหการใชเสียงเปนศิลปะอีกอยางหนึ่งในการพูด ถอยคำเพยี งแตบ อกความหมายแตเสียงทำให เกิดความหวั่นไหวข้ึนในหัวใจ การพูดท่ีดีตองมีน้ำเสียงท่ีหลากหลาย โดยยึดหลักท่ีวา ตองใชเสียงให เหมาะสมกบั เนอื้ เรื่องท่พี ูด ใชระดับเสียง ใหม ี หนกั เบา เวน ระยะ ตาง ๆ ใหเ หมาะสมกบั เนอื้ เรอ่ื งทพี่ ูด สรุปคือ ศิลปะการพูด เปนเร่ืองที่สามารถเรียนรูได ฝกฝนได พัฒนาได ซึ่งการพูดแตละคนไม เหมือนกัน ถึงแมจะอานหนังสือเลมเดียวกัน เรยี นรจู ากอาจารยทานเดยี วกนั แตส งิ่ ที่ทำใหการพูดพูดแลว ดูนาฟง คนฟงชื่นชอบ สิ่งน้ันก็คือ ศิลปะในการพูดหรือการนำศาสตรทางการพูดมาใชทำใหเกิดความ แตกตางกนั นนั้ เอง มารยาทในการดู การฟง และการพดู มารยาท คือ พฤติกรรมท่ีแสดงออก เปนระเบียบแบบแผน การประพฤติท่ีดีงาม แสดงถงึ ความ สภุ าพเรียบรอย มารยาทในการฟง 1. ฟงดา ยความสงบ 2 .ฟงดวยความต้งั ใจ 3. ปรบมอื เม่อื ชอบใจ 4. มองหนา ผพู ดู 5. เมอื มขี อสงสัยควรถาม เม่อื ผพู ูดเปดโอกาสใหถาม ไมค วรถามแทรกขณะท่ีผพู ูดกำลงั พูดอยู 6. ไมส งเสยี งรบกวนผอู น่ื 7. ไมค วรแสดงทาทางไมพอใจเมื่อไมช อบใจ 8. ตงั้ ใจฟงตั้งแตต น จนจบ

163 9. ไมควรแสดงกิริยาทไี่ มเ หมาะสม เชน โฮรอง 10. ไมค วรเดนิ เขาเดนิ ออกขณะทผี่ ูพูดกำลงั พูดหากมคี วามจำเปนควรทำความเคารพกอน มารยาทในการดู 1. ดอู ยางสงบเรียบรอ ยไมส งเสยี งดงั รบกวนผอู นื่ 2. ดูอยา งตงั้ ใจ 3. ไมค ยุ หรอื เลนในขณะท่ดี ู ไมส งเสยี งดงั รบกวนผอู นื่ 4. ปรมมือเม่อื จบการแสดง 5. ไปถงึ สถานที่ทมี่ ีการแสดงกอ นเวลา ประมาณ ๑๕ นาที 6. ไมนำอาหาร-เครอ่ื งด่ืมเขาไปในงาน 7. ไมลุกเดินไปมา มารยาทในการพดู ทด่ี ี 1. พูดจาไพเราะ 2. ไมแยง กันพูด 3. พดู ดว ยคำสภุ าพไมย าบคาย 4. พดู ดว ยน้ำเสยี งท่นี ุมนวน 5. ไมพดู แทรกจงั หวะผอู ่ืน 6. พดู ดวยหนาตาย้มิ แยม แจม ใส 7. ใชค วามดังของเสยี งใหพ อเหมาะ ไมเ สียงเบาหรอื ดังเกินไป 8. ไมพูดนนิ ทาวารา ยผอู ่นื 9. เปด โอกาสใหผ ฟู งซักถามหรอื แสดงความคิดเห็น

164 ใบงาน บทเรยี นออนไลนที่ 5 เร่ือง การพูดประเภทตา ง ๆ คำชแ้ี จง ใหนกั ศกึ ษาอัดคลปิ วดิ ิโอการพูดของตนเองโดยเลือกหัวขอใดหวั ขอหน่งึ สง แบบออนไลนผ าน Line/Facebook ความยาวคลปิ ไมเ กนิ 5 นาที หวั ขอ - แนะนำตนเอง - พดู กลาวตอ นรับ - พูดกลาวขอบคณุ - พดู โนมนา วใจ/ปฏเิ สธ - พดู เจรจาตอ รอง - พูดแสดงความคิดเหน็ - พูดอธบิ าย - พดู สุนทรพจน /โตว าที

165 แบบทดสอบหลังเรยี น บทเรยี นออนไลนที่ 5 เรื่อง หลกั การพดู ประเภทตาง ๆ 1. การพูดในทชี่ มุ ชนผพู ดู จะตอ งสนใจอะไรเปน พิเศษ ก. การพูดในที่สาธารณะผพู ูดตองสนใจปฏิกริ ิยาตอบสนองผูฟงเปนพิเศษ ข. การพูดในท่สี าธารณะผูพูดตอ งสนใจเสียงพูดเปนพิเศษ ค. การพูดในทส่ี าธารณะผูพูดตองสนใจเนอ้ื หาเปนพเิ ศษ ง. การพูดในท่สี าธารณะผูพูดตองสนใจเรอื่ งคำพูดเปนพิเศษ 2. การพูดอธิบาย หมายถึงอะไร ก. การพูดเพื่อใหผ ูฟงรูต ามและยินดีปฏบิ ัติตาม ข. การพูดเพ่อื ใหผฟู ง เขาใจเรอื่ งท่ีพูดอยางแจม แจง เกดิ ความเชอื่ ตามและยินดีปฏบิ ัติตาม ค. การพูดเพ่ือใหผูฟง เขาใจเรื่องที่พูดและนำไปปฏบิ ัติ ง. การพูดเพอื่ ใหผ ูฟง เขาใจกับเรอ่ื งและมีกำลงั ใจ 3. การพดู อยางสรา งสรรคเปน การพูดในลักษณะใด ก. เปนการพูดใหผูฟงเขา ใจเร่ืองท่พี ดู อยางแจมแจง โดยผูพดู ตองเตรียมเร่อื งท่ีพูด กำหนด ขอบเขตของเร่อื ง รวบรวมขอ มลู วางโครงเรอ่ื งแลวหากลวิธีในการพูด ข. เปนการพูดใหผูฟง เขาใจเร่ืองท่ีพูดอยางแจมแจง โดยผพู ูดตองเตรียมเร่ืองท่ีพูด กำหนด ขอบเขตฃองคำพูด ค. เปนการพูดใหผูฟง เขาใจเรอ่ื งท่พี ูดอยางแจม แจง โดยผูพดู ตองเตรยี มเร่ืองท่ีพูด กำหนด ขอบเขตของสถานท่ี ง. เปนการพูดใหผูฟง เขาใจเร่ืองท่ีพดู อยางแจมแจง โดยผูพูดตองเตรียมเร่อื งที่พูด กำหนด ขอบเขตของผูฟง 4. การพดู อวยพรควรกลา วในเรือ่ งตา ง ๆ ตอไปนี้ ยกเวนขอใด ก. ความกาวหนาในชีวิต ข. สุขภาพ ค. การประสบความสำเรจ็ ง. ความอดทน

166 5. การพูดในที่ประชุมมีลักษณะอยางไร ก. เปนการพูดท่ีมคี วามจรงิ จัง ข. เปน การพูดที่พูดถึงเฉพาะเรอ่ื งใดเรื่องหน่ึง ค. เปน การพูดท่มี รี ะเบียบ วิธีการ ง. เปนการพูดท่มี ีแตคำหยาบ 6. การพูดตอนรบั หลงั จากกลา วตอ นรับแลว ควรทำอะไรเปน ลำดบั สุดทาย ก. กลาวขอบคุณผูมาเยือน ข. เชิญผูมาเยือนกลาวลา ค. มอบของทรี่ ะลึกแกผ ูมาเยือน ง. กลาวลาผูมาเยือน 7. \"เปน การพูดทมี่ รี ะเบยี บ วิธีการ โดยมจี ดุ ประสงคเ พอื่ ใหทกุ คนไดมีโอกาสแสดงความคิดเหน็ \" เปน การพดู ในลักษณะใด ก. การพูดตอนรับ ข. การพูดอยางสรางสรรค ค. การพูดในท่ีชุมชน ง. การพูดในทปี่ ระชุม 8. \"ความสำคญั และความหมายของสถาบนั เลาความเปนมาของสถาบนั หนา ท่ีและสทิ ธ์ทิ ส่ี มาชกิ จะ พงึ ไดร บั \" เปน การพูดในลักษณะใด ก. การพูดในที่ชมุ ชน ข. การพูดตอนรับ ค. การพูดอวยพร ง. การพูดอยางสรางสรรค 9. ลักษณะของผูพ ูดควรเปนลกั ษณะตาง ๆ ตอ ไปนี้ ยกเวนขอใด ก. มีลีลาการพูดท่นี าฟง ข. เกง ซ่อื สตั ย ค. มีปฏิภาณไหวพรบิ ดี ง. แกไขปญ หาเฉพาะหนาได

167 10. \"การพดู เพอ่ื ใหผ ฟู ง เขาใจเรื่องท่พี ดู อยา งแจม แจง เกดิ ความเชื่อตามและยินดปี ฏิบตั ติ าม\" เปน การพูดประเภทใด ก. การพูดอธบิ าย ข. การพูดในท่ีชุมชน ค. การพูดอยางสรา งสรรค ง. การพูดอวยพร

168 เฉลย แบบทดสอบหลงั เรยี น บทเรียนออนไลนท่ี 5 เรื่อง หลกั การพดู ประเภทตาง ๆ 1. ก 2. ข 3. ก 4. ง 5. ค 6. ค 7. ง 8. ข 9. ข 10. ก

169 แผนการจัดกิจกรรมการเรยี นรรู ายวิชาหลักภาษาไทย พท33002 คะแนน ใบงาน กิจกรรม - 10 1 ใบงานท่ี 1 เรอ่ื ง ประวตั ิความเปนมาของอักษรไทย 10 2 ใบงานที่ 2 เร่ือง คําสมาส-คาํ สนธิ 10 3 ใบงานที่ 3 เร่อื ง ชนิดของเสยี งพดู 10 4 ใบงานที่ 4 เรอ่ื ง อกั ษรไทย - 5 ใบงานที่ 5 เรื่อง คําและการประกอบคาํ 20 6 ใบงานที่ 6 เรอื่ ง คำไทยแทและคำท่ีมาจากภาษาอ่นื (สอนเสรมิ ) 40 7 7.1 สอบกลางภาค 100 7.2 สอบปลายภาค รวม

แผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู รายวิชาแบบออนไลน รายวชิ า หลักภาษาไทย พท33002 จำนวน 4 หนว ยกติ ระดับมธั ยมศกึ ษาตอนปลาย จำนวน 160 ชว่ั โมง บทเรยี น หัวเรื่อง วัตถปุ ระสงค กิจกรรมการเรียนรู จำนวน ส่ือการเรยี นรู การวดั และ กศน.4 ผลการ ออนไลนท ่ี เชิงพฤติกรรม ช่ัวโมง การประเมนิ ผล เรียนรทู ี่ คาดหวัง 1 วชิ าหลัก ผเู รยี นบอก -ครู กศน.ตำบล ชี้แจงกจิ กรรมการ 6 ชม. 1.หนงั สอื เรียนวิชา บทเรียนออนไลน ภาษาไทย ประวตั ิความ เรยี นรูผ าน ไลฟเ ฟสบุค กลมุ กศน. หลักภาษาไทย ที่ 1 - ผเู รียนบอก ประวตั คิ วาม เปนมาของ ตำบลใหแ กผ เู รียน และผูเ รียน พท33002 ประวัติ เปน มาของ อักษรไทยได ศึกษาเรยี นรจู ากแอปพเิ คชั่น Line ความ อกั ษรไทย วชิ าหลักภาษาไทย 2. Google site เปนมาของ ศึกษาเรียนรจู ากหนังสือแบบเรยี น อกั ษรไทย รายวิชาหลักภาษาไทย ไดถ ูกตอ ง พท33002 หรอื ผา น Google site รวมทงั้ คนควา หาความรทู ่ีเกีย่ วของ -ทำใบงานบทเรียนออนไลนท ่ี 1 เรื่องประวตั คิ วามเปน มาของ อกั ษรไทย 170

แผนการจัดกจิ กรรมการเรียนรู รายวิชาแบบออนไลน รายวิชา หลักภาษาไทย พท33002 จำนวน 4 หนว ยกติ ระดับมธั ยมศึกษาตอนปลาย จำนวน 160 ชวั่ โมง บทเรยี น หัวเรอื่ ง วตั ถุประสงค กิจกรรมการเรียนรู จำนวน สอื่ การเรียนรู การวดั และ กศน.4 ผลการเรียนรทู ี่ ออนไลนท ี่ คาดหวงั เชิงพฤตกิ รรม ชัว่ โมง การประเมนิ ผล 2 วิชาหลกั ชอง 1 ผูเรยี นบอก ภาษาไทย ผูเรยี นบอก -ครู กศน.ตำบล ชแี้ จง 24 ชม. 1.หนังสอื เรยี นวชิ า บทเรยี นออนไลน วิธกี ารสรา ง บทที่ 3 คำ คำสมาสได และการ วิธกี ารสราง กิจกรรมการเรยี นรูผาน ไลฟ หลักภาษาไทย ท่ี 2 ถกู ตอ ง ประกอบคำ ตอนที่ 5 คำสมาสได เฟสบุค กลมุ กศน.ตำบล พท33002 - คาํ สมาส- คาํ สนธิ ใหแกผ เู รยี น และผเู รยี นศกึ ษา - หลกั สงั เกต คาํ สมาสใน เรียนรจู ากแอปพเิ คช่ัน Line ภาษาไทย วชิ าหลกั ภาษาไทย พท33002 -ทำ แบบทดสอบกอนเรียน 2. Google site บทเรียนออนไลนท ่ี 2 เร่อื ง คาํ สมาส-คาํ สนธิ -ศึกษาเรียนรจู ากหนงั สือ แบบเรียนรายวิชาหลัก ภาษาไทย พท33002 หรอื ผา น Google site รวมท้ังคน ควา 171

หาความรทู เ่ี ก่ียวของ -ทำใบงานบทเรยี นออนไลน ท่ี 2 -แบบทดสอบหลงั เรยี น บทเรียนออนไลนท่ี 2 เรอ่ื ง คําสมาส-คาํ สนธิ 172

แผนการจัดกิจกรรมการเรยี นรู รายวิชาแบบออนไลน รายวชิ า หลกั ภาษาไทย พท33002 จำนวน 4 หนวยกติ ระดบั มธั ยมศึกษาตอนปลาย จำนวน 160 ช่ัวโมง บทเรยี น หวั เรอื่ ง วัตถปุ ระสงค กจิ กรรมการเรียนรู จำนวน สอ่ื การเรียนรู การวดั และ กศน.4 ผลการเรยี นรทู ่ี ช่วั โมง ออนไลน เชิง การประเมินผล คาดหวัง 32 ชม. 1.หนังสอื เรยี น ที่ พฤติกรรม วชิ าหลกั ภาษาไทย 3 บทท่ี 1 ระบบ ผูเรยี นมีความ -ครู กศน.ตำบล ชี้แจงกจิ กรรมการ พท33002 บทเรียน ชอง 2 ผเู รยี นมีความ ออนไลน ชอ ง 3 เขาใจใน เสียงในภาษาไทย เขา ใจใน เรียนรูผาน ไลฟเ ฟสบคุ กลมุ กศน. 3. Google site ท่ี 3 ธรรมชาตขิ อง ตอนที่ 1 อวัยวะ ธรรมชาติของ ตำบลใหแกผ เู รยี น และผเู รยี นศกึ ษา ภาษาพูด สําคญั ในการออก ภาษาพูด เรยี นรจู ากแอปพเิ คชั่น Line เสยี ง วชิ าหลกั ภาษาไทย พท33002 เรอ่ื งที่ 1.1 ระบบ -ทำแบบทดสอบกอ นเรียน บทเรยี น หายใจ ออนไลนที่ 3 เรือ่ ง ชนิดของเสียงพดู เร่ืองที่ 1.2 ระบบ -ศึกษาเรยี นรจู ากหนงั สือแบบเรยี น การเกิดเสยี ง รายวิชาข-หลกั ภาษาไทย พท33002 เร่อื งที่ 1.3 ระบบ หรือผา น Google site รวมท้ัง การเปลง เสยี ง คน ควาหาความรทู เ่ี ก่ียวของ ตอนท่ี 2 ชนดิ -ทำใบงานบทเรียนออนไลนท ี่ 3 ใบ ของเสียงพดู งานที่ 1เรอื่ ง ชนิดของเสยี งพูด 173

เรอ่ื งท่ี 2.1 เสียง -ทำใบงานบทเรยี นออนไลนท ี่ 3 ใบ 18 ชม. ผูเรียนเขา ใจ และการวัดระดับ งานท่ี 2 เรือ่ ง อักษรไทย ความสำคัญของ ของคลน่ื เสยี ง -ทำแบบทดสอบหลงั เรยี น บทเรยี น อักษรไทย เรอ่ื งที่ 2.2 ออนไลนที่ 3 เรอ่ื ง ชนิดของเสยี งพูด และเขยี นสะกด ความสําคญั ของ คำไดถ ูกตอง เสยี งและการฝก ผเู รียนเขา ใจ ตามอักขระวิธี พูด ความสำคญั บทที่ 2 ของอกั ษรไทย อกั ษรไทย และเขียน ตอนที่ 2 สระใน สะกดคำได ภาษาไทย ถกู ตอ งตาม ตอนที่ 3 อกั ขระวิธี พยญั ชนะไทย ตอนที่ 4 วรรณยกุ ตไทย 174

แผนการจัดกิจกรรมการเรยี นรู รายวิชาแบบออนไลน รายวชิ า หลักภาษาไทย พท33002 จำนวน 4 หนว ยกิต ระดับมธั ยมศกึ ษาตอนปลาย จำนวน 160 ช่ัวโมง บทเรียน หัวเร่ือง วตั ถุประสงค กิจกรรมการเรียนรู จำนวน ส่อื การเรยี นรู การวัดและ กศน.4 ผลการเรยี นรู ออนไลนท่ี ที่คาดหวงั เชงิ พฤตกิ รรม ชวั่ โมง การประเมนิ ผล 4 วิชาหลกั ชอง 4 ผเู รยี นบอก ภาษาไทย ผูเรยี นบอก -ครู กศน.ตำบล ช้ีแจงกจิ กรรมการ 40 ชม. 1.หนังสอื เรยี นวชิ า บทเรยี นออนไลน วธิ กี ารสราง บทท่ี 3 คำไทยได คําและการ วิธีการสรา งคำ เรียนรูผา น ไลฟเ ฟสบคุ กลมุ กศน. หลกั ภาษาไทย ที่ 4 ประกอบคํา ตอนท่ี 1 ไทยได ตำบลใหแกผ เู รียน และผเู รยี น พท33002 คําและคาํ มูล ตอนที่ 2 ศึกษาเรยี นรจู ากแอปพเิ คชั่น Line คาํ ประสม ตอนที่ 3 วชิ าหลักภาษาไทย พท33002 คาํ ซอน ตอนท่ี 4 -แบบทดสอบกอ นเรยี น บทเรยี น คําซ้ำ ออนไลนท ี่ 4 2. Google site -ศกึ ษาเรยี นรจู ากหนงั สือแบบเรยี น รายวชิ าหลักภาษาไทย พท33002 หรอื ผาน Google site รวมท้ัง คน ควาหาความรทู เ่ี กย่ี วขอ ง -ทำใบงานบทเรยี นออนไลนท่ี 4 -แบบทดสอบหลงั เรียน บทเรียน ออนไลนที่ 4 175

แผนการจดั กจิ กรรมการเรยี นรู รายวชิ าแบบออนไลน รายวชิ า หลกั ภาษาไทย พท33002 จำนวน 4 หนว ยกิต ระดบั มัธยมศึกษาตอนปลาย จำนวน 160 ช่วั โมง บทเรียน หวั เรอ่ื ง วตั ถุประสงค กจิ กรรมการเรียนรู จำนวน สื่อการเรยี นรู การวดั และ กศน.4 ผลการ ออนไลนท ี่ เชงิ พฤตกิ รรม ช่วั โมง การประเมินผล เรยี นรทู ่ี คาดหวงั 5 วชิ าหลกั ภาษาไทย ผเู รยี นอธบิ าย -ครู กศน.ตำบล ชีแ้ จงกจิ กรรม 40 ชม. 1.หนังสอื เรยี นวิชา - - ผูเ รยี น (สอน บทที่ 4 คาํ ไทยแท ลักษณะคำ การเรยี นรผู า น ไลฟเฟสบุค หลกั ภาษาไทย สามารถ อธิบาย เสริม) และคาํ ทีม่ าจากภาษา ไทยแทและคำ กลมุ กศน.ตำบลใหแกผเู รยี น พท33002 ลักษณะคำ ไทยแทแ ละ อื่น ทีม่ าจากภาษา และผเู รยี นศึกษาเรียนรูจาก คำท่มี าจาก ภาษาอืน่ ได ตอนที่ 2 ลกั ษณะ อืน่ ได แอปพเิ คช่นั Line ของภาษาบาลีและ -การสอนเสริมจากวิทยากร ภาษสนั สกฤต ผเู ชี่ยวชาญ รวมทงั้ คน ควาหา 2.วทิ ยากร ตอนท่ี 3 ลักษณะ ความรูทีเ่ ก่ียวขอ งและใบงานท่ี 3. Google site ของภาษาเขมร 6 เรอ่ื ง คำไทยแทแ ละคำทม่ี า ตอนท่ี 4 ลกั ษณะ จากภาษาอน่ื ของคาํ ท่มี าจากภาษา -ทำใบงานบทเรียนออนไลนที่ อ่นื 5 เร่อื ง คำไทยแทและคำทม่ี า จากภาษาอื่น 176

177 ภาคผนวก : ส่ือเอกสารบทเรียนออนไลน 1 – 5 วิชาหลักภาษาไทย พท33002

178 ใบความรู บทเรยี นออนไลนท ี่ 1 เร่อื ง ประวตั คิ วามเปนมาของอกั ษรไทย ประวัติภาษาไทย ภาษาไทย เปนภาษาทางการของประเทศไทย และภาษาแมของชาวไทย และชนเช้ือสายอื่นใน ประเทศไทย ภาษาไทยเปนภาษาในกลมุ ภาษาไต ซ่ึงเปนกลมุ ยอ ยของตระกูลภาษาไท-กะได สันนิษฐานวา ภาษาในตระกูลนี้มีถ่ินกำเนิดจากทางตอนใตของประเทศจีน และนักภาษาศาสตรบางทานเสนอวา ภาษาไทยนา จะมคี วามเชอ่ื มโยงกับ ตระกูลภาษาออสโตร-เอเชยี ตกิ ตระกูลภาษาออสโตรนเี ซยี น ตระกูล ภาษาจีน-ทเิ บต ภาษาไทยเปนภาษาที่มรี ะดับเสียงของคำแนนอนหรอื วรรณยุกตเชนเดียวกับภาษาจนี และออก เสยี งแยกคำตอคำ เปนทล่ี ำบากของชาวตางชาตเิ นอ่ื งจากการออกเสียงวรรณยกุ ตท่ีเปน เอกลักษณของแต ละคำ และการสะกดคำท่ซี ับซอ น นอกจากภาษากลางแลว ในประเทศไทยมกี ารใชภาษาไทยถิน่ อ่นื ดวย ทมี่ าของภาษาไทย คำวา ไทย หมายความวา อิสรภาพ เสรีภาพ หรอื อีกความหมายหนึ่งคือ ใหญ ยง่ิ ใหญ เพราะการ จะเปนอิสระไดจะตองมีกำลงั ทมี่ ากกวา แข็งแกรงกวา เพอ่ื ปองกันการรกุ รานจากขาศึก แมค ำนี้จะมีรูป เหมอื นคำยืมจากภาษาบาลีสนั สกฤต แตแทท จี่ ริงแลวคำน้เี ปนคำไทยแทที่เกดิ จากกระบวนการสรางคำท่ี เรียกวา ‘การลากคำเขาวัด’ ซ่ึงเปนการลากความวิธหี นึ่ง ตามหลักคติชนวิทยา คนไทยเปนชนชาติที่นับ ถือกนั วา ภาษาบาลีซง่ึ เปนภาษาทบี่ ันทึกพระธรรมคำสอนของพระพทุ ธเจาเปนภาษาอนั ศกั ดส์ิ ิทธิ์และเปน มงคล เมื่อคนไทยตองการตั้งช่ือประเทศวา ไท ซึ่งเปนคำไทยแท จึงเติมตัว ย เขาไปขางทาย เพ่ือใหมี ลกั ษณะคลา ยคำในภาษาบาลีสันสกฤตเพ่ือความเปนมงคลตามความเช่ือของ ตน ภาษาไทยจึงหมายถึง ภาษาของชนชาตไิ ทยผเู ปน ไทนน่ั เอง ววิ ฒั นาการของภาษาไทย ภาษาไทยมวี ิวัฒนาการเปน 2 สมยั คอื ภาษาไทยแท หรือภาษาไทยด้งั เดมิ และภาษาไทยปจ จุบนั หรอื ภาษาไทยประสม ภาษาไทยแท หรือ ภาษาไทยดั้งเดิม เปนภาษาไทยกอ น อพยพเขามาอยใู นสุวรรณภูมิ

179 หรือ แหลมทอง ภาษาไทยปจจุบัน หรือ ภาษาไทยประสม คือ ภาษาไทยนับต้ังแตเขามาตั้งถ่ินฐานใน สุวรรณภูมิแลวลกั ษณะของภาษาไทยลกั ษณะภาษาไทยแท ภาษาไทยแทเปนภาษาดัง้ เดิมประจำชาติไทย นบั ถอยหลงั ต้ังแตม ภี มู ิลำเนาอยใู นประเทศจีน ปจจบุ ันขึ้นไปเปน ภาษาในระยะที่ยังไมได เก่ียวของกับชาติ อื่นมากนัก ภาษาไทยมีลักษณะดงั น้ี 1. คำสว นมากเปนคำโดด คอื คำพยางคเดยี ว เชน พอ แม มือ แขน ชา ง มา ฯลฯ 2. ไมคอยมีคำควบกล้ำ 3. คำขยาย อยขู า งหลงั คำท่ีถกู ขยาย เชน บานใหญ พูดมาก ดีย่งิ คำทเี่ ขียนตัวหนาเปนคำขยาย 4. ถาตองการ สราง คำใหม ใชวิธีรวมคำมูลเขาดวยกันเพ่ือใหเกิดคำประสมขึ้น เชน โรงเรียน แมน้ำ พอ ตา 5.ในการเขียน ใชตัวสะกดตรงตามมาตราแม กก ใช ก สะกด แม กน ใช น สะกด แม กบ ใช บ สะกด เชน นก กนิ กบ 6.ในการเขยี น ไมใ ชต วั การันต คำทกุ คำอา นออกเสยี งไดหมดทกุ พยางค 7.ไมมีหลักไวยกรณ คือ ระเบียบของภาษาแนนอนเหมือนภาษาของบางชาติ เชน บาลี สันสกฤต และ องั กฤษ เปน ตน กลา วคอื ไมม ีระเบียบพเิ ศษเก่ยี วกับ พจน เพศ วภิ ัตติ ปจจยั อุปสรรค กาล มาลา วาจก 8.เปน ภาษามีเสยี งดนตรี นิยมใชไ มว รรณยกุ ตกำกับเสียง ลกั ษณะภาษาไทยปจจุบัน เปนภาษาไทยเริ่มต้งั แตคนไทยยายถน่ิ ฐานลงมาอยูในแหลมทอง ซ่ึง เปนทต่ี ั้งประเทศไทยทุกวันน้ี เม่ือไทยเขา มาอยใู นดนิ แดนแถบน้ไี ดเ ก่ียวของกับชนหลายชาติหลายภาษา ซ่ึงมีระเบียบภาษาแตกตางไปจากไทย ภาษาของตางชาติท่ีเขามามีอิทธิพลเหนือภาษาไทยปจจุบัน คือ บาลี สันสกฤต เขมร ชวา มอญ จีน พมา มลายู เปอรเซีย และภาษาของชาติยุโรปบางภาษา เชน โปรตุเกส และอังกฤษ เปนตน เมื่อภาษาไทยตองเกี่ยวของกับภาษาของตางชาติดังกลาว ประกอบกับ สถานะทางภูมิศาสตรและเหตุการณทางสังคมเปลี่ยนแปลงเรื่อยมา ภาษาไทยปจจุบันจึงมีลักษณะ ผดิ เพย้ี นไปจากเดมิ มากคือ

180 มีลักษณะพเิ ศษเพมิ่ ขน้ึ จากภาษาไทยแทดังนี้ 1. มีคำหลายพยางคเพิ่มข้ึน 2. มคี ำควบกล้ำมากขึ้น 3. มีการสรางคำใหมตามวิธีการสมาส และสนธิของภาษาบาลีและสันสกฤต และตามวิธีแผลงคำตาม อยา งภาษาเขมร 4. ใชตวั สะกดไมคอยตรงตามมาตรา ตามอยา งภาษาอื่น เชน แม กก ใช ข ค ฆ สะกด แม กน ใช ญ ณ ร ล ฬ สะกด แม กด ใช จ ช ฎ ฏ ฐ ฒ ต ถ ท ธ สะกดเพ่ิมขน้ึ 5. มตี ัวการนั ตเ พ่มิ ข้ึน ลักษณะเดนของภาษาไทย ภาษาไทยไมวาจะเปน ภาษาไทยแท หรือ ภาษาไทยปจ จุบัน มีลักษณะเดนผิด แผกจากลักษณะของภาษาบาลสี นั สกฤต หรอื อังกฤษ ดงั น้ี 1. ภาษาไทยประกอบดว ยคำโดด มากกวา ภาษาบาลี สนั สกฤต หรือ องั กฤษ เชน คำไทย บาลี องั กฤษ พอ ปตุ father นำ้ อุทก water ฟา นภา sky 2. ไมมีหลักไวยกรณ เชนเก่ียวกับ ปจจัย อุปสรรค กาล เพศ พจน ฯลฯ แนนอนอยางภาษาบาลี สนั สกฤต หรือ อังกฤษ คำไทยแทไ มมีการเปลยี่ นรูปคำโดยการลงปจ จยั เพ่ือแสดงชนิดของคำ กาล เพศ พจน ฯลฯ ถาตองการบอกชนดิ ของคำ ใชค ำมาเพ่ิมขา งหนา ถาตองการบอก กาล เพศ พจน ใชคำมาตอ ขางหนาหรอื ขา งหลงั โดยไมเ ปล่ยี นรปู คำเดมิ เชน เดิน กรยิ า การเดิน นาม ดี วเิ ศษณ ความดี “ กินอยู กาลสามญั ปจจุบนั กินแลว อดีตกาลสมบูรณ ชางพลาย เพศชาย ชางพงั เพศหญิง เด็กคนเดยี ว เอกพจน เด็กหลายคน พหพู จน

181 3. คำบาลีสันสกฤต หรอื องั กฤษ มกี ารเปล่ยี นรูปคำในตัวเพื่อแสดงหนา ทก่ี าล เพศ พจน ของคำ เชน กร (ทำ) กรยิ า การก (ผทู ำ) นามนาม รม (ยนิ ด)ี กริยา รมณยี (นายินดี) คณุ นาม กมุ าโร (เดก็ ชายคนเดยี ว) กมุ ารา (เด็กชายหลายคน) กุมาโร (เด็กชาย) กุมารี (เดก็ หญงิ ) คจฉติ (ยอ มไป) คโต (ไปแลว) die (ตาย) กรยิ า death (ความตาย) นาม man (คนผชู ายคนเดียว) Men (คนผชู ายหลายคน) prince (เจาชาย) princess (เจา หญงิ ) work (ทำงาน) worked (ไดท ำงาน) 4. ภาษาไทยเปนภาษาเสียงดนตรี คือ เมือ่ เสียงของคำสูงต่ำผิดไป ความหมายยอมเปล่ียนไปดวย จึง จำตองใชเ ครอื่ งหมายวรรณยุกตก ำกบั คำไว คา ขา ขา คา ขา มีความหมายแตกตางกนั แตละคำ สวนภาษาบาลีสันสกฤต หรอื อังกฤษ ไมใ ชภาษา เสยี งดนตรี เมอ่ื เสยี งคำเพ้ยี นไปความหมายก็ไมเปล่ียนแปลง เชน เต (เขาท้ังหลาย) ถึงแมจะออกเสียงเปน เต เต เต เต หรอื car (รถยนต) ออกเสียงเปน คา ขา ขา คา ขา ก็คงมคี วามหมายเชนเดิม 5. คำขยายในภาษาไทย สว นมากอยูขางหลังคำทถี่ กู ขยาย เชน คนดี วง่ิ เร็ว สูงมาก สว นคำภาษาอน่ื เชน บาลี สันสกฤต องั กฤษ หรือแมแ ตภาษาจีน ซึ่งมีลักษณะคลายภาษาไทย สวนมากคำขยายอยูข างหนาคำ ทีม่ นั ขยาย

182 ภาษาไทยประกอบดว ยหนวยเสยี งสำคญั 3 ประเภท คอื 1. หนว ยเสียงพยัญชนะ 2. หนวยเสยี งสระ 3. หนวยเสียงวรรณยุกต พยัญชนะ พยญั ชนะตน ภาษาไทยแบงแยกรูปแบบเสียงพยัญชนะกองและพนลม ในสวนของเสียงกักและเสียงผสมเสียดแทรก เปนสามประเภทดังน้ี · เสียงไมก อ ง ไมพนลม · เสยี งไมกอ ง พน ลม · เสยี งกอง ไมพน ลม หากเทียบกบั ภาษาองั กฤษ โดยทั่วไปมีเสยี งแบบที่สองกับสามเทา นั้น เสยี งแบบทห่ี นึง่ พบไดเฉพาะเมอื่ อยู หลัง s ซง่ึ เปนเสยี งแปรของเสียงทส่ี อง เสียงพยัญชนะตนโดยรวมแบง เปน 21 เสยี ง ตารางดา นลา งน้ีบรรทัดบนคือสัทอกั ษรสากล บรรทดั ลา งคือ อักษรไทยในตำแหนง พยัญชนะตน (อักษรหลายตัวที่ปรากฏในชองใหเสียงเดียวกัน) อักษรโรมันท่ีกำกับ เปน ระบบถอดอักษรของราชบัณฑิตยสถาน · * ฃ และ ฅ เลกิ ใชแลว ดังน้ันอาจกลา วไดวา ภาษาไทยสมัยใหมมีพยัญชนะเพยี ง 42 ตวั อกั ษร · ** อ ท่เี ปนพยัญชนะตนหมายถึงเสียงเงยี บ และดงั นัน้ มนั จึงถูกพิจารณาวาเปน เสียงกกั เสนเสียง พยัญชนะสะกด

183 ถึงแมวาพยัญชนะไทยมี 44 รูป 21 เสียงในกรณีของพยัญชนะตน แตในกรณีพยัญชนะสะกดแตกตาง ออกไป สำหรับเสียงสะกดมีเพียง 8 เสียง และรวมท้ังไมม ีเสียงดวย เรียกวา มาตรา เสียงพยญั ชนะกอง เมอ่ื อยูในตำแหนงตวั สะกด ความกองจะหายไป ในบรรดาพยัญชนะไทย นอกจาก ฃ และ ฅ ทเ่ี ลิกใชแลว ยงั มีพยัญชนะอีก 6 ตัวทใี่ ชเ ปนตวั สะกดไมไดค ือ ฉ ผ ฝ ห อ ฮ ดังนั้นมันจึงเหลือเพียง 36 ตัวตามตาราง อักษรโรมันที่กำกับเปนระบบถอดอักษรของ ราชบัณฑติ ยสถาน · * เสียงกัก เสนเสียง จะปรากฏเฉพาะหลังสระเสยี งสัน้ เมื่อไมมีพยัญชนะสะกด สระ เสียงสระในภาษาไทยแบงออกเปน 3 ชนิดคือ สระเดี่ยว สระประสม และสระเกิน สะกดดวยรูปสระ พื้นฐานหนง่ึ ตัวหรือหลายตัวรว มกนั (ดทู ่ี อกั ษรไทย) สระเด่ียว หรือ สระแท คือสระที่เกิดจากฐานเพียงฐานเดียว มีท้ังส้ิน 18 เสียง อักษรโรมันท่ีกำกับเปน ระบบถอดอกั ษรของราชบัณฑติ ยสถาน สระประสม คือสระท่ีเกิดจากสระเดี่ยวสองเสียงมาประสมกัน เกิดการเลื่อนของล้ินในระดับสูงลดลงสู ระดบั ตำ่ ดังนน้ั จงึ สามารถเรยี กอกี ชอ่ื หนึ่งวา “สระเลอื่ น” มี 3 เสียงดังน้ี · เ–ยี /iaː/ ประสมจากสระ อี และ อา ia · เ–อื /ɯaː/ ประสมจากสระ อือ และ อา uea · –วั /uaː/ ประสมจากสระ อู และ อา ua ในบางตำราจะเพิ่มสระสระประสมเสียงส้ัน คือ เ–ียะ เ–อื ะ –ัวะ ดวย แตในปจจุบันสระเหลาน้ีปรากฏ เฉพาะคำเลียนเสียงเทานน้ั เชน เพียะ เปรยี๊ ะ ผวั ะ เปน ตน สระเกิน คอื สระท่ีมีเสียงของพยญั ชนะปนอยู มี 8 เสยี งดังน้ี · –ำ /am, aːm/ am ประสมจาก อะ + ม (อมั )เชน ขำ บางครั้งออกเสยี งยาวเวลาพดู (อาม) · ใ– /aj, aːj/ ai ประสมจาก อะ + ย (อัย)เชน ใจ บางครง้ั ออกเสียงยาวเวลาพดู (อาย)เชน ใต

184 · ไ– /aj, aːj/ ai ประสมจาก อะ + ย (อัย)เชน ไหม บางคร้งั ออกเสียงยาวเวลาพูด (อาย)เชน ไม · เ–า /aw, aːw/ ao ประสมจาก อะ + ว (เอา)เชน เกา บางคร้ังออกเสียงยาวเวลาพูด (อาว)เชน เกา · ฤ /rɯ/ rue,ri,roe ประสมจาก ร + อึ (รึ)เชน ฤกษ บางครั้งเปลี่ยนเปน /ri/ (ริ)เชน กฤษณะ หรอื /rɤː/ (เรอ)เชน ฤกษ ·  /rɯː/ rue ประสมจาก ร + ออื (รอื ) · ฦ /lɯ/ lue ประสมจาก ล + อึ (ล)ึ ·  /lɯː/ lue ประสมจาก ล + ออื (ลอื ) เสียงวรรณยกุ ต ในภาษาไทย (เสยี งดนตรีหรือเสียงผนั ) จำแนกออกไดเ ปน 5 เสียง ไดแก เสียงวรรณยกุ ต ตวั อยาง หนว ย อักษร เสยี ง เสยี งสามญั (ระดบั เสียงกลาง) เสียงเอก หนา /nàː/ วา (ระดบั เสียงตำ่ ) เสียงโท (ระดบั เสียงสงู -ต่ำ) นา /หนา /nâː/ [naː ] เสียงตรี (ระดบั เสยี งกลาง-สูง นา /náː/ [naː ] หรือ หรอื สงู อยา งเดียว) [naː˥] เสยี งจตั วา (ระดบั เสยี งตำ่ -กึง่ สงู ) หนา /nǎː/ [naː ] หรอื [naː ]

185 สวน รูปวรรณยุกต มี 4 รูป ไดแก · ไมเ อก ( - ) · ไมโ ท ( - ) · ไมต รี ( - ) · ไมจตั วา ( - ) ทัง้ นค้ี ำท่ีมีรูปวรรณยุกตเดียวกัน ไมจ ำเปนตองมรี ะดับเสียงวรรณยุกตเดียวกัน ข้ึนอยูกับระดับเสยี งของ อักษรนำดวย เชน ขา (ไมโ ท) ออกเสียงโทเหมือน คา (ไมเอก) เปน ตน ทมี่ า : https://sites.google.com/site/klumphasathiy/prawati-phasa-thiy

186 ใบงานบทเรียนออนไลนที่ 1 เรื่อง ประวตั คิ วามเปน มาของอกั ษรไทย ใหน กั ศึกษาทำงานท่ีไดร บั มอบหมาย ใบงานที่ 1 เรอื่ ง ประวตั คิ วามเปนมาของอักษรไทย โดยใหไปหาขอมูลเร่อื ง เรอ่ื ง ประวัติความเปน มาของอกั ษรไทย แลวเขยี นดว ยลายมือตนเอง อธิบายตามคำเขา ใจใสก ระดาษรายงาน หรือ กระดาษ A4 กำหนดการสงงาน ใหสง วนั ที่ 12 ก.ค. 63 โดยมวี ธิ ีการสงดงั น้ี 1. ถายรปู สง ทางไลน กลุม กศน.ตำบล ของตนเอง 2. ถา ยรปู สง ทางfacebook กลมุ กศน.ตำบล ของตนเอง

187 เฉลย ใบงานบทเรียนออนไลนท ่ี 1 เรอ่ื ง ประวัติความเปน มาของอกั ษรไทย ตอบ จากศิลาจารึกของพอขุนรามคําแหงมหาราช พบวา มีขอความท่ีกลาวถึงเรื่องของตัวหนังสือไทย เอาไว ตอนหน่งึ วา “เม่อื กอนน้ีลายสือไทนบ้ี ม ี 1205 ศกปมะเมยี พอ ขนุ รามคําแหงหาใครใจ ในใจและใส ลายสือไทนี้ ลายสือไทนี้จึ่งมีเพ่ือขุนผูน้ันใสไว”ไดมีผูสันนิษฐาน เรือ่ งตัวหนังสือไทยไวหลายแงมุม เชน จารกึ อักษรที่ภาพ ชาดกทีผ่ นังอุโมงวดั ศรีชมุ จงั หวดั สุโขทยั นา จะเปนตัวหนงั สือทม่ี มี ากอ นตัวหนงั สือจาก ศิลาจารึกของพอ ขุน รามคาํ แหงมหาราช และพอ ขุนรามคําแหงมหาราช ปรับปรุงตัวหนังสือเกาที่เคยมี มาแลว จัดวางสระเสยี ใหม คําวาใสอาจหมายถึง การกระทําเชน นี้ แตก ็สรุปไดว า แตกอนไมมีตวั หนังสือ ไทยแบบน้ี และเทาท่ที ราบยังไม เคยมีผูที่ทราบวา มีตวั หนังสือไทยแบบอ่ืนใชมากอนสมัยกรุงสุโขทัยไทย เราเปน ชาตทิ เ่ี จริญเกา แกมาแตโบราณ กาล ไดมกี ารศกึ ษาคนความาวา ชาติไทยนั้น เคยมีภมู ลิ าํ เนาอยูใน ดินแดนที่เปนสวนหนึ่งของประเทศจีนใน ปจจุบัน และเมื่อกาลเวลาผานไป มีการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้น หลายอยา งตามสภาพสงั คมและสง่ิ แวดลอม แต ภาษาพดู คนไทยเราเห็นวาเปน ส่ิงสาํ คญั ที่เรายังคงไว ไม เปล่ียนแปลงไปงายๆเหมือนเรื่องอ่ืน แมในปจจุบัน คนที่พูดภาษา ซ่ึงพอจะยอนไปไดวา ตนตอเปน ภาษาไทย มีอาศัยอยูทั่วไป ในดินแดนที่กวางใหญของจีน ใน มณฑลอัสสัมของอินเดีย ในรัฐฉาน ตอนเหนือของพมาในลาวท้ังหมด ในเวยี ดนามตอนเหนือ เรายังพอพูด พอ ฟงเขาใจกันได ในเร่ืองท่ัว ๆ ไปในชีวิตประจําวันคําหลัก ๆ การสรางรูปประโยค และไวยากรณ ยังคงอยู ภาษาจีนและภาษาไทย จัดเปนภาษาอยูในกลุมเดียวกัน เปนภาษาที่กําหนดเอาเสยี งหนึ่ง แทน ความหมายหนึง่ จึงมีคําทมี่ ีเสียง โดดเสียงเดียวอยูเปนอนั มาก ทาํ ใหต อ งมคี ําอยูเปนจาํ นวนมาก จึงตอ งอาศัย การทาํ เสียงสูง เสียงต่ำ ใหม ี ความหมายแตกตางกัน เพอ่ื ใหม เี สยี งพอกับคาํ ทคี่ ิดข้ึน แตถึงกระน้นั ก็ยงั ไม เพยี งพอ จงึ ตองมีคาํ ผสมของ เสียงหลายพยางค เพ่ิมเตมิ ข้ึนอกี ความแตกตา งจากภาษาอ่นื ประการหนึ่งคือ เรา มีเสยี งวรรณยกุ ต สมัย พอ ขุนรามคําแหงมหาราช พระองคไดท รงประดษิ ฐวรรณยกุ ตขน้ึ 2 เสียง คือ เสียงเอก และเสียงโท ซ่ึง เมื่อใชควบกับอักษรเสียงสูงและเสียงต่ำ หรือใชอักษร “ห” นําอกั ษรเสียงต่ำทไี่ มมคี อู ักษรเสยี ง สงู แลว ก็ สามารถผันเสยี งไดถ ึง 5 เสียง คือ เสียง สามัญ เอก โท ตรี และจัตวา ภาษาจีนก็มีเสียงท่ีเปน วรรณยุกต เหมือนกัน แตไมม ีเครอ่ื งหมายเขียนในตัวหนังสอื เสียงวรรณยุกตของจีนนี้บางก็วามี 4 เสียง และ สูงสุด ถึง 8 เสียง ซ่ึงเม่ือเทียบกับวรรณยุกตไทย ก็คงจะเปนเสียง ที่เกิดจากวรรณยุกตผสมกับสระเสียงสั้น เสียงยาว ซ่ึงทางไทยเราแยกเสียงออกไปในรูปสระ ภาษาจีนและภาษาไทย มีรูปประโยคท่ีเกิดจาก

188 การเอาคํามาเรียง กันเปนประโยค ขอแตกตางของไวยากรณไทย ท่ีไมเหมือนของจีน ท่ีสําคัญคือ คําคุณศัพทขยายนาม ภาษาไทย เราเอาไวหลังนาม แตจีนเอาไวหนานาม เชนเดียวกับภาษาอื่น ๆ คํา วิเศษณท ีป่ ระกอบกรยิ า ภาษาไทยเอาไว ตามหลังกริยา แตภ าษาจนี มกั ไวหนากรยิ า คาํ วิเศษณท ่ีประกอบ คณุ ศัพท ภาษาไทยเอาไวหลังคณุ ศพั ทแ ต ภาษาจีนเอาไวห นาคุณศพั ท และลกั ษณะนาม ภาษาไทยจะไว หลงั นาม แตภ าษาจนี เอาไวหนา นาม

189 แบบทดสอบกอนเรยี น บทเรยี นออนไลนที่ 2 เรื่อง คําสมาส-คําสนธิ 1. คำตอไปนค้ี ำไหนเปน คำสมาส ก. สงสาร ข. จนั ทรเ พ็ญ ค. นครหลวง ง. วิทยฐานะ 2. คำตอ ไปนี้ คำในขอใดมที ้ังสมาสและสนธิ ก. เศรษฐกจิ ข. วทิ ยาทาน ค. ราชาคณะ ง. เดโชชัย 3. ตอ ไปนีค้ ำใดเปน คำสมาสตามวิธีของภาษาบาลี ก. พลรบ ข. พลการ ค. พลเมอื ง ง. พลความ 4. ขอใดไมไ ดอ า นอยางคำสมาส ก. สวัสดิการ ข. สารคดี ค. บรรษัท ง. ทศนยิ ม 5. ขอ ใดเปนลกั ษณะของคำสมาส ก. คำไทยประสมกันตงั้ แต ๒ คำขนึ้ ไป ข. คำประสมทม่ี าจากภาษาบาลแี ละคำไทย ค. คำท่ปี ระสมคำบาลีกบั คำภาษาอืน่ ง. คำที่ประสมคำบาลหี รือคำสนั สกฤต

190 เฉลย แบบทดสอบกอนเรยี น บทเรยี นออนไลนท่ี 2 เรอ่ื ง คาํ สมาส-คําสนธิ ขอ 1. ข. ขอ 2. ง. ขอ 3. ข ขอ 4. ค. ขอ 5. ก.

191 ใบความรู บทเรยี นออนไลนที่ 2 เร่อื ง คําสมาส-คําสนธิ คาํ สมาส-คําสนธิ คําสมาส คือ การนําคําทีม่ าจากภาษาบาลสี นั สกฤตมารวมกบั คําบาลสี นั สกฤตแลว เกิด ความหมายใหม แตยังคงเคา ความหมายเดมิ มลี กั ษณะดังน้ี 1.เปนคําท่ีมีรากศัพทมาจากบาลี และสันสกฤตเทาน้ัน เชน สุขศึกษา อักษรศาสตร สังคมศาสตร อุดมศกึ ษา 2.อา นออกเสียงสระระหวางคําท่ีสมาสกัน เชน รัฐ + ศาสตร = รัฐศาสตร อาน รัด – ถะ – สาด ภูมิ + ทัศน = ภมู ิทัศน อาน พมู – มิ – ทดั พืช + มงคล = พืชมงคล อาน พดื – ชะ - มง – คน 3.แปลจากหลงั มาหนา เชน ราชโอรส หมายถึง ลูกชายพระราชา กาฬพักตร หมายถงึ หนา ดํา วรรณคดี หมายถงึ เรอ่ื งราวของหนงั สือ 4.พยางคสุดทายของคําหนาท่ีมีเคร่ืองหมายทัณฑฆาต ( ) เม่ือนํามาสมาสใหตัดทิ้งแลว อานออกเสียง “อะ”ก่ึงเสียง เชน สิทธิ์ + บัตร เปน สิทธิบัตร ไปรษณีย + บัตร เปน ไปรษณียบัตร สวัสดิ์ + ภาพ เปน สวสั ดภิ าพ สตั ว + ศาสตร เปน สตั วศาสตร 5.คําวา “พระ” (แผลงมาจาก “วร”) นาํ หนาคําทีม่ าจากบาลีสันสกฤต เชน พระสงฆ พระ เนตร พระบาท พระราชวงศ หลักสงั เกตคาํ สมาสในภาษาไทย 1. เกดิ จากคาํ มูลตงั้ แตส องคําข้ึนไป 2. เปนคําท่ีมีรากศัพทมาจากภาษาบาลีและสนั สกฤตเทาน้ัน เชน กาฬพักตร ภูมิศาสตร ราชธรรมบุตร ทาน อกั ษรศาสตร อรรถคดี ฯลฯ 3. พยางคสุดทายของคําหนา หากมีสระ อะ หรอื มตี ัวการนั ตอ ยู ใหย ุบตัวนัน้ ออก (ยกเวนคาํ บางคาํ เชน กิจจะลกั ษณะ เปน ตน)

192 4. แปลความจากหลังมาหนา เชน ราชบุตร แปลวา บุตรของพระราชา เทวบัญชา แปลวา คําสั่งของ เทวดา ราชการ แปลวา งานของพระเจาแผนดนิ 5. สวนมากออกเสียงพยางคทายของคํา หนา แมจะไมมีรูป สระกํากับอยู โดยจะใชเสียง อะ อิ และ อุ (เชน เทพบตุ ร) แตบางคําก็ไมออกเสยี ง (เชน สมัยนยิ ม สมทุ รปราการ) 6. คําบาลีสันสกฤตที่มีคําวา พระ ซ่ึงกลายเสียงมาจากบาลีสนั สกฤต ก็ถือวาเปนคําสมาส (เชน พระกร พระจนั ทร) 7. สวนใหญจะลงทายวา ศาสตร กรรม ภาพ ภัย ศึกษา ศิลป วิทยา (เชน ศึกษาศาสตร ทุกขภาพ จติ วทิ ยา) 8. อานออกเสียงระหวางคาํ เชน ประวัติศาสตร อานวา ประ – หวัด – ติ – สาด ศาสตรนจิ ศีล อานวา สาด - นิจ – จะ – สีน ไทยธรรม อานวา ไทย – ยะ – ทํา อุทกศาสตร อานวา อุ – ทก – กะ – สาด อรรถรส อา นวา อดั – ถะ – รด จุลสาร อานวา จุน – ละ – สาน 9. คําที่มีคําเหลาน้ีอยูดวย มักจะเปนคําสมาส คือ การ กร กรรม คดี ธรรม บดี ภัย ภัณฑ ภาพลักษณ วิทยาศาสตร ขอสงั เกต 1. ไมใ ชคําท่มี าจากภาษาบาลสี นั สกฤตทงั้ หมด เชน เทพเจา (เจา เปน คาํ ไทย) พระโทรน (ไม เปนคําไทย) พระโทรน (โทรน เปนคําองั กฤษ) บายศรี (บาย เปน คําเขมร) 2. คําที่ไมส ามารถแปลความจากหลังมาหนาไดไมใ ชคาํ สมาส เชน ประวัติวรรณคดี แปลวา ประวัติของ วรรณคดี นายกสมาคม แปลวา นายกของสมาคม วพิ ากษว จิ ารณ แปลวา การวพิ ากษแ ละการวจิ ารณ 3. คําสมาสบางคําไมออกเสียงสระตรงพยางคของคําหนา เชน ปรากฏ อานวา ปรา – กด – กาน สภุ าพบุรุษ อา นวา สุ – พาบ – บุ – หรุด สุพรรณบุรี อา นวา สุ – พรรณ – บุ – รี สามัญศึกษา อานวา สา – มนั – สกึ – สา คําสนธิ คือ การสมาสโดยการเช่อื มคําเขา ระหวา งพยางคหลังของคําหนากับพยางคหนาของคํา หลัง เปน การยออักขระใหนอ ยลงเวลาอา นจะเกดิ เสยี งกลมกลืนเปนคําเดียวกนั

193 หลกั สังเกตคําสนธใิ นภาษาไทย การสนธแิ บงเปน 3 ประเภท คือ 1. สระสนธิ 2. พยญั ชนะสนธิ 3. นฤคหิตสนธิ 1. สระสนธิ คือการนําคําที่ลงทายดวยสระไปสนธิกับคําที่ข้ึนคนดวยสระ ซึ่งเมื่อสนธิแลวจะมีการ เปล่ยี นแปลงรปู สระตามกฎเกณฑ - ตดั สระพยางคท ายคาํ หนา แลว ใชสระพยางคหนาคําหลัง เชน ราช + อานุภาพ = ราชานุภาพ สาธารณ + อุปโภค = สาธารณูปโภค นิล + อุบล = นิลุบล - ตัดสระ พยางคทายคําหนา และใชส ระพยางคตนของคําหลัง โดยเปลีย่ นสระพยางคต นของคําหลัง อะ เปน อา อิ เปน เอ อุ เปน อู อุ, อู เปน โอ เชน พงศ + อวตาร = พงศาวตาร ปรม + อนิ ทร = ปรเมนทร มหา + อสิ ี = มเหสี - เปลีย่ นสระพยางคทายของคําหนาเปนพยัญชนะ คือ อิ อี เปน ย อุ อู เปน ว ใชสระพยางคตนของคําหลงั ซ่ึงอาจเปล่ียนรูปหรือไมเปลี่ยนรปู ก็ได ในกรณีท่ีสระพยางคตนของคํา หลัง ไมใช อิ อี อุ อู อยางสระตรงพยางคทา ยของคาํ หนา เชน กิตติ + อากร = กิตยากร สามัคคี + อาจารย = สามัคยาจารย ธนู + อาคม = ธันวาคม คําสนธบิ างคําไมเปล่ยี นสระ อิ อี เปน ย แตตัดท้ิง ทงั้ สระ พยางคหนาคําหลังจะไมมี อิ อี ดวยกัน เชน ศักคิ + อานุภาพ = ศักดานุภาพ ราชินี + อุปถัมภ = ราชินปู ถัมภ หัสดี + อาภรณ = หัสดาภรณ 2. พยัญชนะสนธ ิ คือการเชื่อมคาํ ดว ยพยัญชนะเปนการเช่ือมเสียง พยัญชนะในพยางคท ายของคํา แรก กับเสียงพยัญชนะหรือสระในพยางคแรกของคําหลัง เชน - สนธิเขาดวยวิธี โลโป คือ ลบพยางคสดุ ทาย ของคําหนา ทงิ้ เชน นริ ส + ภัย = นิรภยั ทรุ ส + พล = ทุรพล อายรุ ส + แพทย = อายรุ แพทย - สนธิเขาดวยวิธี อาเสโท คอื แปลงพยญั ชนะทายของคําหนา เปนสระ โอ แลว สนธิตามปกติ เชน มนส + ภาพ = มโนภาพ ยสส + ธร = ยโสธร รหส + ฐาน = รโหฐาน 3. นฤคหิตสนธิ คือ การเชื่อมคําดวยนฤคหิต เปนการเชื่อมเม่ือพยางคหลังของคําแรกเปนนฤคหิต กับ เสียงสระในพยางคแ รกของคําหลงั มี 3 วธิ ี คือ 1. นฤคหิตสนธกิ ับสระ ใหเปลีย่ นนฤคหิตเปน ม แลวสนธิ กัน เชน สํ + อาคม = สม + อาคม = สมาคม สํ + อุทัย = สม + อุทัย = สมุทัย 2. นฤคหิตสนธิกับ พยัญชนะของวรรค ใหเ ปล่ียนนฤคหิตเปน พยัญชนะตัวสุดทายของ พยัญชนะในแตละวรรค ไดแ ก วรรค กะ เปน ง วรรคจะ เปน ญ วรรคตะ เปน น วรรคฏะ เปน ณ วรรคปะ เปน ม เชน สํ + จร = สญ + จร = สัญจร สํ + นิบาต = สน + นิบาต = สันนิบาต 3. วรรคกะ เปนสนธิกับพยัญชนะเศษวรรค ใหเปลี่ยน นฤคหิต เปน ง เชน สํ + สาร =สงสาร สํ + หรณ = สงั หรณ ท่ีมา : หนังสือเรยี นวชิ าหลักภาษาไทย พท33002 ระดับมัธยมศกึ ษาตอนปลาย

194 ใบงาน บทเรยี นออนไลนที่ 2 เรอ่ื ง คาํ สมาส-คาํ สนธิ ใหน กั ศึกษาทำงานทไี่ ดร บั มอบหมาย ใบงานที่ 2 เรอื่ ง คําสมาส-คาํ สนธิ 1. หาความหมายของคําสมาส และยกตัวอยางคำสมาส มา 5 คำ 2. หาความหมายของคาํ สนธิ และยกตัวอยา งคำสมาส มา 5 คำ ใหเ ขยี นดวยลายมือตนเอง ใสก ระดาษรายงาน หรือ กระดาษ A4 กำหนดการสงงาน ใหส ง วนั ท่ี 9 ส.ค. 63 โดยมวี ธิ กี ารสง ดังนี้ 1. ถา ยรูปสงทางไลน กลุม กศน.ตำบล ของตนเอง 2. ถา ยรูปสง ทางfacebook กลุม กศน.ตำบล ของตนเอง

195 เฉลย ใบงาน บทเรยี นออนไลนท ่ี 2 เรือ่ ง คําสมาส-คําสนธิ 1. หาความหมายของคาํ สมาส และยกตัวอยา งคำสมาส มา 5 คำ ตอบ คำสมาส คือ การนาํ คาํ ทม่ี าจากภาษาบาลีสนั สกฤตมารวมกับคําบาลสี ันสกฤตแลว เกิด ความหมายใหม แตยังคงเคาความหมายเดิม ตวั อยางคำสมาส 1.รัฐ + ศาสตร = รฐั ศาสตร อา น รดั – ถะ – สาด 2.ภมู ิ + ทศั น = ภมู ทิ ศั น อา น พมู – มิ – ทัด 3.พืช + มงคล = พืชมงคล อาน พืด – ชะ - มง – คน 4.สิทธ์ิ + บตั ร เปน สทิ ธบิ ัตร 5.ไปรษณยี  + บตั ร เปน ไปรษณยี บตั ร 2. หาความหมายของคําสนธิ และยกตวั อยา งคำสมาส มา 5 คำ ตอบ คำสนธิ คอื การสมาสโดยการเชอ่ื มคําเขา ระหวางพยางคหลงั ของคําหนา กบั พยางคหนา ของคาํ หลงั เปน การยอ อักขระใหน อ ยลงเวลาอา นจะเกิดเสียงกลมกลืนเปนคาํ เดียวกัน ตัวอยางคำสนธิ 1.ราช + อานุภาพ = ราชานุภาพ 2.สาธารณ + อุปโภค = สาธารณปู โภค 3.นลิ + อุบล = นิลุบล 4.พงศ + อวตาร = พงศาวตาร 5.ปรม + อินทร = ปรเมนทร

196 แบบทดสอบหลังเรยี น บทเรียนออนไลนท่ี 2 เร่ือง คําสมาส-คําสนธิ 1. คำตอไปนค้ี ำไหนเปน คำสมาส ก. สงสาร ข. จนั ทรเ พ็ญ ค. นครหลวง ง. วิทยฐานะ 2. คำตอ ไปนี้ คำในขอใดมีท้ังสมาสและสนธิ ก. เศรษฐกจิ ข. วทิ ยาทาน ค. ราชาคณะ ง. เดโชชัย 3. ตอ ไปนีค้ ำใดเปน คำสมาสตามวิธีของภาษาบาลี ก. พลรบ ข. พลการ ค. พลเมอื ง ง. พลความ 4. ขอใดไมไ ดอ า นอยางคำสมาส ก. สวัสดิการ ข. สารคดี ค. บรรษัท ง. ทศนยิ ม 5. ขอ ใดเปนลกั ษณะของคำสมาส ก. คำไทยประสมกันตงั้ แต ๒ คำข้นึ ไป ข. คำประสมทม่ี าจากภาษาบาลแี ละคำไทย ค. คำท่ปี ระสมคำบาลีกบั คำภาษาอนื่ ง. คำที่ประสมคำบาลหี รือคำสนั สกฤต

197 เฉลย แบบทดสอบหลังเรยี น บทเรียนออนไลนท่ี 2 เร่อื ง คาํ สมาส-คาํ สนธิ ขอ 1. ข. ขอ 2. ง. ขอ 3. ข ขอ 4. ค. ขอ 5. ก.


Like this book? You can publish your book online for free in a few minutes!
Create your own flipbook