Important Announcement
PubHTML5 Scheduled Server Maintenance on (GMT) Sunday, June 26th, 2:00 am - 8:00 am.
PubHTML5 site will be inoperative during the times indicated!

Home Explore คู่มือ ออนไลน์...ม.ปลาย...เรียบร้อย

คู่มือ ออนไลน์...ม.ปลาย...เรียบร้อย

Published by fangza_8894, 2021-12-02 03:40:21

Description: คู่มือ ออนไลน์...ม.ปลาย...เรียบร้อย

Search

Read the Text Version

แผนการจัดกิจกรรมการเรยี นรูรายวชิ าแบบออนไลน รายวชิ า ประวัตศิ าสตรช าติไทย สค32034 จำนวน 3 หนวยกิต ระดบั มัธยมศึกษาตอนปลาย จำนวน 120 ชัว่ โมง บทเรยี น หวั เรอื่ ง วตั ถุประสงคเชิง กจิ กรรมการเรยี นรู เวลา สอื่ /แหลงเรยี นรู การวัดและ กศน.4 ผลการเรยี นรู ออนไลนท ่ี พฤติกรรม ประเมนิ ผล ที่คาดหวัง 4 บทที่ 3 1. วเิ คราะหเ หตุ - ผูเรยี นเรยี นรจู าก 6 ชม. - Google Site บทเรียน ชอ งท่ี 3 1. วิเคราะห 1. เหตุการณสำคญั การณส ำคัญทาง Google Site https://sites.google.com/ ออนไลนท่ี 4 เหตกุ ารณ วิชาประวัตศิ าสตรช าตไิ ทย สำคญั ทาง ทางประวัตศิ าสตรท ่ี ประวตั ศิ าสตรท ่มี ี สค32034 view/phuthi32034 ประวตั ศิ าสตร - ผูเรียนทำแบบทดสอบ ทมี่ ีผลตอการ มีผลตอ การพัฒนา ผลตอ การพฒั นา - หนังสือเรยี น ชาติไทย ชาตไิ ทย ประวัตศิ าสตรช าตไิ ทย 1.1 การ กอนเรียน พฒั นาชาติ สถาปนาอาณาจักร - ครูมอบหมายใหผ เู รยี นดู - สือ่ คลปิ วดิ โิ อ สนธสิ ญั ญา ไทย รตั นโกสินทร คลิปวิดโิ อนำเขาสบู ทเรยี น เบาวร ิง เรอ่ื ง การสถาปนา 1.2 สนธิสญั ญา เบาวรงิ อาณาจกั รรัตนโกสนิ ทร 1.3 การปฏิรปู - ครูมอบหมายใหผเู รียน การปกครองในสมัย ศึกษาความรจู ากคลปิ วิดโิ อ - สื่อคลปิ วดิ โิ อ การปฏิรูป รัชกาลที่ 5 สนธิสญั ญาเบาวริง การปกครองในสมยั รัชกาล 248

บทเรียน หวั เร่อื ง วตั ถปุ ระสงคเชงิ กจิ กรรมการเรยี นรู เวลา ส่ือ/แหลงเรียนรู การวัดและ กศน.4 ผลการเรยี นรู ออนไลนท ่ี พฤตกิ รรม ประเมนิ ผล ทค่ี าดหวงั 1.4 การ - ครูมอบหมายใหผ เู รียน ที่ 5 เปล่ียนแปลงการ ศึกษาความรูจากคลปิ วิดิโอ ปกครอง พ.ศ.2475 เรอ่ื ง การปฏริ ูปการ 1.5 ความเปน ปกครองในสมยั รัชกาลท่ี 5 ชาติไทยสมัยจอม - ครมู อบหมายใหผเู รียน พล ป. พบิ ลู ศึกษาความรจู ากคลปิ วิดโิ อ - ส่อื คลปิ วิดโิ อ การ สงคราม เรือ่ ง การเปลยี่ นแปลง เปลี่ยนแปลงการเมอื งการ การเมอื งการปกครอง2475 ปกครอง 2475 - ครมู อบหมายใหผ เู รยี น ศึกษาความรูจ ากคลปิ วิดิโอ เรือ่ ง ความเปนชาติไทย สมัยจอมพล ป. พิบลู สงคราม - ผเู รียนทำใบงานบทเรียน ออนไลนท ี่ 4 เร่ือง เหตุการณสำคญั ทาง ประวัตศิ าสตรทมี่ ีผลตอการ - ส่อื คลปิ วดิ ิโอ ความเปน พัฒนาชาตไิ ทย ชาตไิ ทยสมยั จอมพล ป. 249

บทเรียน หัวเร่อื ง วตั ถุประสงคเชิง กจิ กรรมการเรียนรู เวลา สื่อ/แหลงเรียนรู การวัดและ กศน.4 ผลการเรียนรู ออนไลนท ่ี พฤติกรรม ประเมินผล ท่ีคาดหวงั - ใหผเู รยี นทำแบบทดสอบ พิบูลสงคราม หลงั เรียน 250

แผนการจัดกิจกรรมการเรียนรูร ายวิชาแบบออนไลน รายวิชา ประวัติศาสตรชาติไทย สค32034 จำนวน 3 หนวยกติ ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย จำนวน 120 ชั่วโมง บทเรียน หัวเรอื่ ง วตั ถปุ ระสงคเชงิ กจิ กรรมการเรียนรู เวลา สื่อ/แหลงเรยี นรู การวัดและ กศน.4 ผลการเรียนรู ออนไลน พฤติกรรม ประเมนิ ผล ท่ีคาดหวงั 12 ชม. - Google Site 5 บทที่ 4 อภปิ รายและ - ครูมอบหมายใหผเู รียนดู บทเรียน ชอ งที่ 4 อภิปรายและ https://sites.google.com/ ตวั อยา งการ นำเสนอ คลิปวิดโิ อนำเขา สูบทเรียน view/phuthi32034 ออนไลนท ่ี 5 นำเสนอ วิเคราะหและ เหตุการณสำคญั เร่อื ง ตวั อยา งการวเิ คราะห - หนงั สอื เรียน เหตกุ ารณ ประวตั ิศาสตรชาตไิ ทย อภิปราย ทาง และอภปิ รายเหตุการณ สำคัญทาง เหตกุ ารณ ประวตั ศิ าสตรที่ สำคญั ทางประวัตศิ าสตรท ม่ี ี ประวัติศาสตร  สำคญั ทาง มีผลตอการ ผลตอการพฒั นาชาติไทย ทมี่ ผี ลตอ การ ประวตั ิศาสตรที่ พฒั นาชาติไทย - ใหผ เู รยี นทำแบบทดสอบ พฒั นาชาตไิ ทย มีผลตอการ กอนเรียน พัฒนาชาติไทย - ผูเรยี นทำใบงานบทเรยี น ออนไลนที่ 5 เรอ่ื ง ตัวอยาง การวิเคราะหแ ละอภปิ ราย เหตุการณสำคญั ทาง ประวตั ศิ าสตรที่มผี ลตอการ พฒั นาชาติไทย 251

บทเรียน หัวเร่อื ง วตั ถปุ ระสงคเชิง กิจกรรมการเรียนรู เวลา ส่อื /แหลง เรียนรู การวัดและ กศน.4 ผลการเรียนรู ออนไลน พฤติกรรม ประเมนิ ผล ทค่ี าดหวัง - ผูเรยี นทำแบบทดสอบหลัง เรยี น 252

253 ภาคผนวก : สอ่ื เอกสารบทเรียนออนไลน 1 – 5 วิชาประวัติศาสตร (สค32024)

254 ใบกิจกรรมบทเรียนออนไลนท่ี 1 เรื่อง วิธกี ารทางประวตั ิศาสตร และมรดกไทยสมัยรตั นโกสินทร คำช้ีแจง ใหน กั ศกึ ษาไปศกึ ษาเรอื่ ง วธิ กี ารทางประวตั ิศาสตร และ มรดกไทยสมัยรตั นโกสนิ ทร แลว นำมา จัดทำรายงาน จาก 1. หนงั สือเรียนวชิ าประวตั ศิ าสตร สค32024 https://drive.google.com/file/d/1elrP9FgAo_0LthXUvMTRPGNFAjvqzkdS/view?usp=sharing กำหนดสง วนั ท่ี 12 ก.ค. 63

255 แบบทดสอบกอ นเรยี นบทเรียนออนไลนท ี่ 2 เร่ือง บทสรุปสถาบันพระมหากษัตริยเ ปน ศูนยรวมใจของคนในชาติ 1. ขอ ใดคือความสำคัญของสถาบันพระมหากษัตริย ก. เปนเสาหลักและรากฐานในการสรางประเทศชาติใหเปนปกแผน ข. เปนศูนยรวมจิตใจของปวงชน ค. เปน บอเกิดของความรัก ความสามัคคี นำพาประเทศชาติใหผานพน ภัยนานาประการ ง. ถกู ทุกขอ 2. ขอใด คือ เอกลกั ษณของความเปน ชนชาตไิ ทย ก. ขนมธรรมเนยี ม ประเพณีและวฒั นธรรมไทยท่ดี ีงาม ข. มีพระมหากษัตริยท รงปกครองแผน ดินโดยธรรม ค. ประพฤติตนไมถูกตองตามศีลธรรมอันดีงาม ง. ขอ 1 และ 2 ถูกตอง 3. สถาบนั หลักของชาตไิ ทย คอื ขอใด ก. สถาบนั ชาติ ข. สถาบันศาสนา ค. สถาบันพระมหากษัตริย ง. ถกู ทุกขอ 4. แผนดินธรรม หมายถงึ ขอใด ก. แผน ดินท่ีมีผปู ฏิบัติธรรม ปฏิบัติหนาทีข่ องตนอยางถูกตอ ง ข. แผนดินทีผ่ ูคนไมมีกฎระเบียบในสงั คม ค. แผนดินท่คี นในประเทศอยรู วมกนั โดยไมป ฏิบัติธรรม ง. แผนดินท่ีคนในประเทศปฏบิ ัติธรรมบางเปนสวนนอ ย 5. แผนดินทอง หมายถึง ขอใด ก. แผน ดินท่ีมีแรทองคำ ข. แผนดินท่ปี ระชาชนไดร ับประโยชน และความสุขอยางทั่วถึงตามควรแกอัตภาพ ค. แผนดินท่มี ีความแหง แลง ง. ผดิ ทุกขอ

256 6. ความจงรักภักดีตอชาติ ขอใดกลา วถูกตองมากที่สุด ก. ความสำนกึ ตระหนักในคุณของแผนดิน ข. ความรักจากครอบครัว ค. การปฏิบัติตามกฎระเบียบของสังคม ง. การปฏิบัติตนไมใหผอู ่ืนเดือดรอน 7. ขอ ใดกลาวถูกตอ ง ก. พระบาทสมเด็จพระพทุ ธยอดฟาจุฬาโลกมหาราช ทรงสถาปนากรุงเทพมหานคร ข. พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกลาเจาอยหู ัวทรงพระกรุณาโปรดเกลาฯ ใหมีการเลกิ ทาสและ ไพรใ นประเทศไทย ค. พระบาทสมเดจ็ พระบรมชนกาธิเบศ มหาภูมิพลอดลุ ยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ทรง คิดคนทฤษฎีใหมเศรษฐกิจพอเพียงและโครงการในพระราชดำริมากมาย ง. ถูกทุกขอ 8. ภายหลงั การลม สลายของอาณาจักรอยธุ ยา ใน พ.ศ. 2310 ผใู ดไดก อบกูเอกราชและศักดิ์ศรขี อง อาณาจกั รกลับคืนมาเพ่ือปวงชนชาวไทย ก. พอขุนรามคำแหง ข. สมเดจ็ พระเจา รามราชา ค. สมเดจ็ พระเจาอยูห ัวบรมโกศ ง. สมเดจ็ พระเจาตากสินมหาราช 9. สังคมจะอยอู ยางสงบสุขไดต องประกอบดวยสงิ่ ใด ก. ประชาชนปฏบิ ัติตามกฎระเบียบของสงั คม ข. ประชาชนมีศีลธรรม ค. ประชาชนประกอบอาชพี สจุ ริตและไมท ำใหผูอ่ืนเดอื ดรอ น ง. ถกู ทุกขอ

257 10. ขอใดกลา วผดิ ก. การปกครองโดยระบบกษัตริยเ ปนวฒั นธรรมทไี่ ทยรับมาจากอินเดยี พรอมกับการรับ วัฒนธรรมความเช่ือทางศาสนา ข. พระมหากษัตริยท่ดี ีจะมีทศพิธราชธรรม ค. ระบอบประชาธิปไตยอนั มพี ระมหากษัตริยเปนประมุข พระมหากษตั ริยท รงใชพระราช อำนาจผานฝายนิตบิ ญั ญัติ ฝายบริหาร และฝา ยตลุ าการ ง. สมัยอยุธยามีการปกครองแบบพอปกครองลูก

258 เฉลย แบบทดสอบกอนเรยี นบทเรียนออนไลนท ี่ 2 เร่อื ง บทสรุปสถาบนั พระมหากษตั รยิ เ ปน ศูนยร วมใจของคนในชาติ 1. ง 2. ง 3. ง 4. ก 5. ข 6. ก 7. ง 8. ง 9. ง 10. ง

259 ใบความรบู ทเรยี นออนไลนท่ี 2 เรอื่ ง บทสรปุ สถาบนั พระมหากษตั รยิ เปนศูนยร วมใจของคนในชาติ สถาบันพระมหากษัตริยมีความสำคัญและผูกพันกับสังคมไทย และคนไทยมาตลอด ประวัติศาสตรของประเทศ ในฐานะที่เปนปจจยั แหงความม่ันคงที่ทรงนำพาประเทศชาติใหอยูรอด ปลอดภยั ตลอดมา เปน ศนู ยรวมความรกั ความสามัคคขี องคนในชาตมิ าจนถงึ ปจจุบนั โดยประเทศไทย มีสถาบันพระมหากษัตริยเปนสัญลักษณของการดำรงอยูของชาติไทยมาตอเนื่อง สังคมไทยให ความสำคัญกับสถาบันพระมหากษัตริย ตั้งแตสมัยสุโขทัยจนถึงสมยั รัตนโกสินทร เปนสถาบันทาง สงั คม ที่เขม แข็งยืนยง ทำใหประเทศไทยสามารถรักษาความเปนไทยภายใตพระบรมโพธิสมภารมา จนถึงปจจุบัน สถาบันพระมหากษัตริยเปนเสาหลักทส่ี ำคัญของสังคมไทยในทุก ๆ ดาน เปนสมบัติล้ำคา ทชี่ าวไทยทุกคนจะตองรว มกนั ปกปองใหส ถาบันพระมหากษัตริยคงอยูต ลอดไปพระมหากษัตริยไ ทย ทรงครองราชยปองเมือง ทำนุบำรงุ บานเมอื ง ทำนุบำรงุ สุข ศาสนา และสังคมมาจนถึงทุกวันนี้ แมวา ประเทศไทยจะมีรูปแบบการปกครองระบอบประชาธิปไตย แตสถาบันพระมหากษัตริยกลับเปนที่ เคารพสกั การะจากประชาชนมากเชน เดิม ไมมเี ปล่ียนแปลงจนถึงปจจุบนั จนถงึ สมเด็จพระเจา อยหู ัว มหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร รัชกาลท่ี 10 ก็ยังคงมีความเปนหวงราษฎรในทุกเร่ือง โดยเฉพาะดา นการศกึ ษา ทรงมพี ระราชกระแสรับส่ัง ในดานการศึกษาโดยเนนใหก ารศึกษา ตองมุง สรางพ้นื ฐานใหแ กผูเรียน การสรา งทัศนคตทิ ่ถี กู ตอง(อปุ นิสยั ) ที่ม่ันคงเขมแขง็ การสอนใหม ีอาชีพ มี งานทำ รวมถึงการทำใหเยาวชนมีความสนใจ และเขาใจในเรื่องของสถาบันพระมหากษัตริยและ ประวัตศิ าสตรช าตไิ ทยไดอยางถกู ตอง สถาบันพระมหากษัตริยในประเทศไทยเปนศูนยรวมใจชาวไทยท่ีสืบทอดมายาวนานหลาย ศตวรรษ เปนวฒั นธรรมการปกครองทมี่ คี วามสำคัญ บงบอกถึงแนวคดิ ความเชื่อและความหมายของ สัญลักษณตาง ๆ ท่ีหลอมรวมจิตใจชาวไทยใหเปนอันหน่ึงอันเดียวกันและสรางสรรคใหเกิดความ ผาสุกของสังคมโดยรวมได วัฒนธรรมการปกครองระบบกษัตริยของประเทศไทยจึงมีความผูกพัน อยางแนบแนนตอสังคมไทยมาแตอดตี จนปจจบุ ัน แนวคิดท่ีวาพระมหากษัตริยทรงเปนผูปกครองทีม่ ี คุณลักษณะพิเศษน้ันสืบเนื่องมาจากวัฒนธรรมความเชื่อทางศาสนา ซึ่งพัฒนาและผสมผสานมาจาก แนวคดิ หลักตาง ๆ 3 ประการ คอื ประการแรก เปนแนวคดิ พราหมณฮินดูซึง่ ถือวาผูที่ดำรงตำแหนง กษัตริยคือองคอวตารของพระผูเปน เจาในศาสนาพราหมณฮ ินดูซ่ึงมหี นาที่หลักในการธำรงไวซ ึ่งความ ผาสุกของโลกมนษุ ย เปน แนวคดิ เบ้ืองตนเม่ือชาวไทยรับคติความเชื่อพราหมณฮ ินดูเขามา ประการทสี่ อง เปนแนวคิดของพระพุทธศาสนา ซ่ึงนอกจากความเชื่อเรือ่ งบุญกรรมที่สงใหเปนผูมีบารมีแลว ยังมี ความเช่ือวาองคพระมหากษัตริยทรงมีสถานะเปนพระพุทธเจาและเปนเทพ แนวคิดเรื่องเทพทาง

260 พระพุทธศาสนานี้แตกตางจากศาสนาพราหมณฮินดูในคัมภีรจักรวาฬทีปนีซ่ึง เขียนขึ้นเม่ือ พ.ศ. 2063 อธิบายวา “พระราชา พระเทวี พระกุมาร ช่ือวาสมมติเทพ, เทพท่ีอยู ณ ภาคพื้นดินและท่ีสูงกวานั้น ช่ือวา อุปบัติเทพ, พระพุทธเจา พระปจเจกพุทธเจาและพระขีณาสพช่ือวา “พระวิสุทธิเทพ” พระมหากษัตริยในสังคมไทยทรงมีลักษณะของเทพ 3 ประเภทนี้ คือ สมมติเทพ อุปบัติเทพ และวิ สทุ ธิเทพอยใู นองคเดียว ทั้งนี้ไดรวมเอาเทพช้นั สูงในศาสนาพราหมณฮินดูเขาไวด วย ดังที่สะทอนให เห็นจากแนวคิดเรื่องสมมติเทพหรือสมมติเทวดา และในบริบทแวดลอมอื่น ๆ นอกจากนั้น พระมหากษัตริยไทยยังทรงเปนมหาสมมติราชขัตติยะ และราชา ดังปรากฏคำอธิบายในหนังสือ ไตรภูมิพระรวงของพระเจาลิไทซึ่งแตงข้ึนในสมัยสุโขทัยวา “อันเรียกชื่อมหา สมมติราชน้ันไซร เพราะวาคนท้ังหลายยอ มต้ังทานเปนใหญแลอันเรียกชื่อขัตติยะนั้นไซร เพราะวาคนท้ังหลายให แบงปน ไรนาเขาน้ำแกคนทั้งหลายแลอันเรียกช่ือวาราชานั้น เพราะทา นนั้นถูกเน้ือ พึงใจคนทั้งหลาย แล” สวนในโลกทปี สารแตงโดยพระสงั ฆราชเมธังกร ซึ่งเปน ครูของพระเจาลไิ ทยกลา ววา “นามราชา เพราะปกครองบุคคลอื่น ๆโดยธรรม โดยเท่ียงธรรม” ประการที่สาม แนวคิดความสมั พันธระหวาง บิดา - บุตร อันเปนแนวคิดพ้ืนเมืองดั้งเดิมที่เนนความสัมพันธใกลชิดระหวางผูปกครองกับผูใต ปกครอง ซึ่งตางไปจากสังคมท่ีมวี รรณะ นับไดวาเปนความเขมแข็งของวัฒนธรรมการปกครองใน ระบบกษัตริยของไทยที่สามารถดำรงสืบตอมาไดจนปจจุบัน แนวคิดท้งั 3 ประการน้ีแสดงคติความ เชื่อเรือ่ งสถานะขององคพระมหากษัตรยิ ทผ่ี สมผสานกัน พระมหากษตั รยิ ไ ทยนับแตอ ดตี มิไดทรงดำรง พระองคเ ปนเฉพาะองคอ วตารแหงพระผเู ปน เจา ของศาสนาพราหมณฮ นิ ดหู รอื เปน ผบู ำเพญ็ บญุ บารมี เฉพาะพระองคแ ตย งั ทรงปฏิบัตพิ ระราชกรณียกจิ เชน เดยี วกบั บดิ าผูด ูแลบตุ รดวย พระราชภาระหลักของพระมหากษตั รยิ อ ันเปน พ้ืนฐานตามคติพราหมณฮ นิ ดูมี 4 ประการ คอื 1) พระราชทานความยุตธิ รรมอันเปนระเบยี บสากลของผปู กครองหรือผนู ำทีจ่ ะตองสรา งหรอื ออกกฎหมายเพื่อใหเ กิดความยุตธิ รรม 2) ทรงรกั ษาความยตุ ธิ รรมน้ัน ๆ อยางเครง ครดั 3) ทรงรักษาพระศาสนาและประชาชน 4) ทรงสรางความผาสุกแกประชาชน นอกจากนน้ั พระมหากษตั ริยยงั ทรงดำรงหลกั ราชธรรม ในพระพุทธศาสนา ไดแก ทศพิธราชธรรม 10 ประการ สังคหวตั ถุ 4 ประการ และจักรวรรดิวตั ร 12 ประการ เม่ือประสานกับลักษณะวัฒนธรรมการปกครองแบบบิดา - บุตรแลวจึงเปนเหตุให พระมหากษตั รยิ ในประเทศไทยมีพระราชสถานะอันสูงสง ควรแกก ารยกยองสรรเสรญิ ยง่ิ ในสมัยกรุง สุโขทัย ความสมั พันธระหวา งพระมหากษัตรยิ กบั ประชาชนมีความใกลชดิ กนั มากพระมหากษตั รยิ ท รง ดูแลทุกขสุขของประชาชนดังบิดาดูแลบุตร ดังปรากฏบันทึกในศิลาจารึกหลักท่ี 1 ของพอขุน

261 รามคำแหงมหาราช ทส่ี ำคญั มากก็คอื วัฒนธรรมการปกครองในระบบกษัตรยิ นนั้ เปนการปกครองโดย มีมนุษยธรรม จารึกสุโขทัยหลักที่ 38 วัดพระมหาธาตุ - วัดสระศรีพุทธศักราช1940 วา พระมหากษัตริยแหงกรงุ สโุ ขทยั “จกั ใครข ัดพระราชสีมานด้ี งั มนษุ ยธรรม (อยาง) พระยารามราช” คอื กษัตริยในกรุงสุโขทัยไดป กครองประชาชนอยา งมีมนษุ ยธรรมเชนเดยี วกับพอขุนรามคำแหง กษัตรยิ  แหงกรุงสุโขทัยเอาพระราชหฤทัยใสไพรฟาขาแผนดินของพระองคดังปรากฏหลักมนุษยธรรมใน ไตรภูมิพระรวงวา “รูจักผิดแลชอบ แลรูจักที่อันเปนบาปแลบุญ แลรูจักประโยชนในช่ัวนี้ช่ัวหนา แลรูจักกลัว แกบาปแลละอายแกบาป รูจักวายากวางาย แลรูรักพ่ีรักนองแลรูเอ็นดูกรุณาตอผูเข็ญใจ และรูยำเกรง พอแม ผูเถาผูแก สมณพราหมณาจารยอนั อยูใ นสิกขาบทของพระพุทธเจาทุกเมือ่ และ รจู กั คณุ แกว 3 ประการ” อันแสดงใหเห็นความผกู พนั ระหวา งกษตั รยิ ในฐานะของบดิ า - บตุ ร ในการสอนใหท ำความดี ใหรูจักบาปบุญและหลกั ธรรมตา ง ๆ ในสมยั อยุธยาพระราชสถานะของพระมหากษตั รยิ เปลี่ยนแปลง ไปบา ง เมือ่ มีคติความคิดเกยี่ วกับสมมตเิ ทวราชมาผสมผสาน พระมหากษตั ริยท รงเปน เสมือนเทพเจา ดงั ปรากฏพระนามของ พระมหากษตั ริยสมัยอยุธยา เชน สมเด็จพระรามาธบิ ดี สมเด็จพระรามราชา สมเด็จพระอินทรราชา สมเด็จพระเอกาทศรถ สมเดจ็ พระนารายณมหาราช เปน ตน ซึ่งลวนแตเ ปน ท้ัง พระนามของเทพเจาของพราหมณฮินดูและเทพเจาในความเชื่อพ้ืนถิ่นทั้งส้ิน นอกจากนั้นพระราช กรณียกิจท้ังปวงของพระเจาแผนดินดังที่ปรากฏในพระราชพิธี 12 เดือน หรือที่ตราไวในกฎมณเฑียรบาล กด็ ลี ว นเปนไปเพื่อประโยชนส ุขของประชาชน อาจกลา วไดว าวฒั นธรรมการปกครองในระบบกษัตรยิ  ของอยุธยานั้นยงั คงสบื ทอดมาจากแบบฉบบั ของกรุงสโุ ขทยั ท่ีเนนความสมั พันธระหวา งบดิ า - บตุ รแม บันทึกของชาวตางชาติ เชน ลาลูแบรหรือแชรแวสก็ยังระบุวา การลงโทษขุนนางในราชสำนักน้ัน “เสมอดวยบิดากระทำแกบุตร และมิไดทรงลงอาญาอยางตระลาการที่ใจเห้ียมหรือเจาขุนมูลนายที่ เอาแตโ ทสจรติ ไดก ระทำแกทาส” ตอมาในสมยั กรงุ ธนบุรีและกรงุ รตั นโกสนิ ทรว ัฒนธรรมการปกครอง ในระบบเดมิ ยงั สบื ทอด และธำรงไวไดเปนอยา งดใี นการสรางความเปนปก แผน ของบา นเมอื งและการ สรางขวัญกำลังใจใหเ กดิ ขนึ้ ในหมูประชาชน ดังแนวพระราชดำริในพระบาทสมเดจ็ พระพุทธยอดฟา จุฬาโลกมหาราชวา “ต้ังใจจะอุปถัมภก ยอยกวรพุทธศาสนา ปองกนั ขอบขัณฑเสมา รกั ษาประชาชน แลมนตรี” หรือคติ “พระมหาสมมตุ ริ าช” ซึ่งรวมความเปนพระราชามหากษัตริยก็ไดปรากฏชัดเจนในประกาศพระราชพิธีบรม ราชาภเิ ษกพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟาจฬุ าโลกมหาราชใน พ.ศ. 2328 วา “พรรณพฤกษาชลธี แลส่ิงของในแผนดินท่วั เขตพระนคร ซึ่งหาผูหวงแหนมิไดน้ัน ตามแตส มณชีพราหมณาจารยราษฎร ปรารถนาเถิด” แนวคิดดงั กลาวยังไดสืบตอมาจนถึงรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจลุ จอมเกลา เจาอยหู วั สวนที่ไดป รับเปลี่ยนเปน สากลกค็ ือพระมหากษัตริยทรงสังเกตเหน็ ความเปล่ยี นแปลงของสังคมโลก ทรงเรยี นรู ศิลปวิทยาตา ง ๆ และทรงเขาถึงประชาชนมากขึ้น อนงึ่ ต้งั แตใ นรัชกาลที่ 4 เริ่มมีแนวคิด

262 ในการเปลี่ยนแปลงและยอมรับฐานะแหง “มหาชนนิกรสโมสรสมมติ”มากข้ึน และพระบาทสมเด็จ พระจอมเกลาเจาอยหู ัวทรงเห็นวาความสัมพันธระหวา งประชาชนกับพระมหากษัตรยิ เปน สิ่งจำเปน ดังเชน ความตอนหน่ึงในประกาศเรือ่ งดาวหางประกาตรศี กวา “พระเจาแผนดนิ คนท้งั ปวงยกยองไว เปน ทพ่ี ึง่ ใครมีทกุ ขร อ นถอ ยความประการใดก็ยอ มมารองใหชวย ดังหนึง่ ทารกเมอื่ มเี หตุแลว กม็ ารอ ง หาบิดามารดาเพราะฉะน้ันพระเจาแผนดินช่ือวา คนท้ังปวงยกยองใหเปนบิดามารดาของตวั แลวก็มี ความกรุณาแกคนทั้งปวง ดงั หนึง่ บิดามารดากรุณาแกบ ุตรจรงิ ๆ โดยสุจรติ ” นอกจากนั้นการท่ีพระบาทสมเดจ็ พระจอมเกลาเจาอยูหัวทรงพระผนวช ไดเ สด็จธุดงคตาม หัวเมืองตาง ๆ ก็ย่งิ เปนการสรา งความผูกพันระหวางพระมหากษตั ริยกับประชาชนอีกดวยเพราะได ทรงรจู ักวิถชี ีวิตของราษฎรอยา งแทจ ริง ในรัชกาลตอ มาพระบาทสมเดจ็ พระจุลจอมเกลาเจา อยูหัว ก็ ทรงไดรับการยอมรับจากขุนนางทั้งปวงอยาง “อเนกนิกรสโมสรสมมติ” ท่ีท้ังพระสงฆพระราชวงศ และขุนนางเห็นพอ งกนั ใหพระองคเสด็จขึ้นครองราชย ตลอดเวลาท่ีผานมานับแตสมัยสโุ ขทัยแมจะมี การเปลยี่ นแผน ดินหรอื มกี ารเปลย่ี นราชวงศแ ตแนวคิดระบบการปกครองแบบกษัตรยิ ทเ่ี คยมีมานั้นหา ไดเ ปลี่ยนไปดวยไม ในระบอบประชาธปิ ไตยพระมหากษัตรยิ ทรงใชพระราชอำนาจผานกระบวนการ 3 องคก ร คือ อำนาจนิติบญั ญตั ิ บริหาร และตุลาการ เสมือนผูแบงเบาพระราชภาระของพระองค แต พระมหากษัตริยก็ยังทรงมีพระมหากรณุ า พระราชทานพระบรมราโชวาทสั่งสอน ชี้นำแนวทางการ ดำเนินชีวติ ท่ีถูกทค่ี วร มีศีลธรรมกำกับ ทงั้ ทรงปฏิบตั พิ ระองคเ ปน แบบอยาง ดว ยพระมหากรณุ าธิคุณ นี้คนไทยจึงยังคงมีความผูกพันกับองคพระมหากษัตริยมากเชนเดิม คนไทยมีคำเอยพระนาม พระมหากษัตริยอ ยูหลายคำท่ีบงบอกความรสู ึก ยกยองเทิดทูนและผูกพันตอพระองคเ ชน คำวาพระ เจา แผนดิน พระเจาอยหู วั เจา ชีวติ ท้ัง 3 คำนี้มีนยั สำคญั ดังน้ี พระเจา แผน ดิน ตามรปู ศัพท หมายถึง ผูปกครองที่เปนเจาของแผน ดิน คือ ผูนำท่ีมีสิทธิ์ขาดในกิจการของ แผนดนิ และสามารถพระราชทานท่ีดินใหแกผูใดผูหนึ่งไดแตในสังคมไทย พระเจาแผนดินทรงเปน เจาของแผนดินผูทรงบำรุงรักษาแผนดินใหมีความอุดมสมบูรณ เพื่อใหประชาชนสามารถใชท่ีดินใน พระราชอาณาเขตของพระองคใหเกิดประโยชน เชน ทำการเพาะปลูกใหไดผลตลอดจนเอาพระราช หฤทัยใสใ นการบำรงุ แผน ดินใหม ีความอดุ มสมบูรณอยูเปน นิจ ดังที่ปรากฏเปน โครงการพระราชดำริ ตาง ๆ ในปจจุบันน้ี และเปนที่ประจักษในสากลวาพระเจาแผนดินไทยทรงงานหนักที่สดุ ในโลก และ ทรงรักประชาชนของพระองคอยางแทจริง

263 พระเจา อยูหัว เปนคำเรียกพระเจาแผนดินท่ีแสดงความเคารพเทิดทูนอยา งสูงสุดและเปนยอดของมงคล ทั้งปวง พระเจาอยูหัวหรือพระพุทธเจาอยูหัว หมายถึง การยอมรับพระราชสถานะของพระเจา แผนดินวาทรงเปนองคพระพุทธเจา ดังนั้น จึงทรงเปนที่รวมของความเปนมงคล ส่ิงของตาง ๆ ท่ี พระราชทานเคร่ืองราชอิสริยาภรณ พิธีกรรมตาง ๆ ที่จัดขึ้นโดยพระบรมราชโองการ และการไดเขา เฝาทูลละอองธลุ พี ระบาท หรือไดเ ห็นพระเจาอยูห ัว จึงลวนแตเปน มงคลทง้ั ส้นิ เจา ชีวติ เปนคำเรียกพระเจาแผนดินท่ีแสดงพระราชอำนาจเหนือชีวติ คนท้ังปวงทีอ่ ยใู นพระราชอาณาเขต คำคำนอี้ าจหมายถึงพระเจา แผนดนิ ท่ีทรงสิทธใ์ิ นการปกปองคมุ ครองชวี ิตประชาชนใหพน ภัย วบิ ัตทิ ้ัง ปวงหรือลงทัณฑผูกระทำผิดตอพระราชกำหนดกฎหมาย ตลอดจนทรงชุบชีวิตขาแผนดิน ใหมี ความสุขลวงความทุกข ท้ังนี้สุดแตพระเมตตาพระกรุณาธิคุณอันเปนลนพนของพระองค แตใน สังคมไทยปจจบุ ันน้ัน คำวา เจาชีวิต หมายถึงพระเจาแผน ดินผพู ระราชทานกำเนิดแนวคดิ โครงการ ตาง ๆแกประชาชน โดยมิไดท รงใชพระราชอำนาจลวงไปเกินขอบเขตแหงราชนตี ิธรรมแตทรงดำรง ธรรมะ เปนองคประกอบในการตดั สนิ วินิจฉัยเรอื่ งทัง้ หลายท้งั ปวงดว ย นอกจากนั้นยังปรากฏในคำทปี่ ระชาชนเรียกแทนตนเองวาขาพระพุทธเจา ซึ่งมีความหมาย ลึกซ้ึงวาพระมหากษัตริย หรือพระเจาแผนดิน หรือพระเจาอยหู ัว หรอื เจาชีวิตน้นั เปนเสมือนหน่ึง พระพุทธเจาผทู รงพระคณุ อันประเสรฐิ ประชาชนทุกคนตางไดพง่ึ พระบารมีอยูเปน นิจเหมือนอยใู ต พระบรมโพธสิ มภารกลา วไดวา วฒั นธรรมการปกครองของสงั คมไทยแมจ ะมีความเปลยี่ นแปลงผา นยคุ สมัยตาง ๆก็ยังคงรักษาแนวคิดเดิมคือความสัมพันธอันใกลชิดเปนหน่ึงเดียวกันระหวาง พระมหากษัตริยกับประชาชน และศาสนาไวไดเปนอยา งดี เพราะไมวาเวลาจะผานไปนานเทาใด “พระราชาก็ยังเปนกำลังของคนทุกขย าก” ซงึ่ ไดท รงสงเคราะหโดยทั่วทุกชนชน้ั วรรณะใหเกิดความ ผาสุกอยูเปนนิจ ตรงตามหลักมนุษยธรรมในไตรภูมพิ ระรวงดังไดกลาวมาแลวขางตนอยางไมเสอ่ื ม คลาย และทรงเปนศนู ยรวมความจงรกั ภกั ดีของคนไทยตลอดไป (มูลนธิ ิสมเด็จพระเทพรตั นราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี, 2554 : พระราชนพิ นธค ำนำ)

264 ใบงานบทเรียนออนไลนท่ี 2 เร่อื ง บทสรปุ สถาบันพระมหากษตั รยิ  เปนศูนยรวมใจของคนในชาติ คำชี้แจง ใหน ักศกึ ษาตอบคำถามตอไปนใ้ี หถ กู ตอ ง 1. แนวคิดท่ีวาพระมหากษตั ริยท รงเปน ผปู กครองท่ีมีคุณลกั ษณะพเิ ศษนน้ั สบื เน่อื งมาจากวัฒนธรรม ความเชื่อทางศาสนามแี นวคิดหลักตา ง ๆ 3 ประการ คอื อะไร ................................................................................................................................................................ ................................................................................................................................................................ ................................................................................................................................................................ 2. พระมหากษตั ริยในสงั คมไทยทรงมีลกั ษณะของเทพ กปี่ ระเภท อะไรบา ง ................................................................................................................................................................ ................................................................................................................................................................ ................................................................................................................................................................ 3. พระราชภาระหลกั ของพระมหากษตั รยิ อนั เปน พ้นื ฐานตามคติพราหมณฮ ินดมู ี 4 ประการ คืออะไร ................................................................................................................................................................ ................................................................................................................................................................ ................................................................................................................................................................ ................................................................................................................................................................ 4. พระเจาแผน ดนิ ตามรปู ศัพท หมายถงึ อะไร ................................................................................................................................................................ ................................................................................................................................................................ ................................................................................................................................................................ ................................................................................................................................................................ 5. จงอธิบายคำวา “ชนชาติไทย” มาพอสังเขป ................................................................................................................................................................ ................................................................................................................................................................ ................................................................................................................................................................

265 เฉลย ใบงานบทเรยี นออนไลนที่ 2 เร่ือง บทสรุปสถาบันพระมหากษตั รยิ  เปนศูนยร วมใจของคนในชาติ คำชี้แจง ใหนกั ศึกษาตอบคำถามตอ ไปน้ีใหถ ูกตอง 1. แนวคิดที่วาพระมหากษัตริยทรงเปนผูปกครองที่มีคุณลักษณะพิเศษนั้นสืบเนื่องมาจาก วฒั นธรรมความเชอ่ื ทางศาสนามีแนวคดิ หลักตาง ๆ 3 ประการ คือ อะไร 1. เปนแนวคิดพราหมณฮินดูซง่ึ ถือวาผูที่ดำรงตำแหนงกษัตริยค ือองคอวตารของพระผเู ปน เจาในศาสนาพราหมณฮินดูซ่ึงมีหนาที่หลักในการธำรงไวซ่ึงความผาสุกของโลกมนุษย เปนแนวคิด เบื้องตน เมือ่ ชาวไทยรับคติความเชื่อพราหมณฮินดูเขามา 2. เปนแนวคิดของพระพุทธศาสนา ซึ่งนอกจากความเช่ือเร่ืองบุญกรรมที่สง ใหเปนผูมีบารมี แลว ยงั มีความเช่ือวา องคพระมหากษตั รยิ ท รงมีสถานะเปน พระพทุ ธเจา และเปน เทพ 3. แนวคิดความสัมพันธระหวางบิดา - บุตร อันเปนแนวคิดพ้ืนเมืองดั้งเดิมท่ีเนน ความสัมพนั ธใกลชิดระหวางผูปกครองกับผูใตปกครอง ซ่ึงตางไปจากสังคมท่ีมีวรรณะ นับไดวาเปน ความเขม แข็งของวัฒนธรรมการปกครองในระบบกษัตริยของไทยที่สามารถดำรงสืบตอมาไดจน ปจจุบนั แนวคิดท้ัง 3 ประการนี้แสดงคติความเชอ่ื เรื่องสถานะขององคพ ระมหากษตั รยิ ทผ่ี สมผสาน กัน พระมหากษตั รยิ ไทยนับแตอดีตมไิ ดท รงดำรงพระองคเ ปนเฉพาะองคอ วตารแหง พระผูเปน เจา ของ ศาสนาพราหมณฮินดูหรือเปนผูบำเพ็ญบุญบารมีเฉพาะพระองคแตยังทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจ เชนเดยี วกบั บดิ าผูดูแลบุตรดวย 2. พระมหากษตั ริยในสงั คมไทยทรงมีลกั ษณะของเทพ กีป่ ระเภท อะไรบา ง 3 ประเภท คอื สมมตเิ ทพ อปุ บัติเทพ และ วสิ ุทธิเทพอยูในองคเ ดียว ทั้งนี้ไดร วมเอาเทพช้ันสูงในศาสนาพราหมณฮินดูเขาไวดวย ดังที่สะทอนใหเห็นจากแนวคิดเร่ือง สมมติเทพหรือสมมติเทวดา และในบรบิ ทแวดลอ มอืน่ ๆ 3. พระราชภาระหลกั ของพระมหากษตั ริยอ ันเปนพ้ืนฐานตามคติพราหมณฮินดูมี 4 ประการ คือ อะไร 1. พระราชทานความยุติธรรมอนั เปนระเบยี บสากลของผปู กครองหรือผนู ำทจี่ ะตองสรา งหรอื ออกกฎหมายเพอ่ื ใหเกดิ ความยตุ ิธรรม 2. ทรงรกั ษาความยุตธิ รรมน้นั ๆ อยางเครงครัด 3. ทรงรกั ษาพระศาสนาและประชาชน

266 4. ทรงสรางความผาสุกแกป ระชาชน นอกจากนั้นพระมหากษตั รยิ ยังทรงดำรงหลักราชธรรม ในพระพุทธศาสนา ไดแก ทศพิธราชธรรม 10 ประการ สงั คหวัตถุ 4 ประการ และจกั รวรรดวิ ตั ร 12 ประการ 4. พระเจาแผน ดิน ตามรปู ศัพท หมายถึง อะไร ผูปกครองท่ีเปน เจา ของแผน ดนิ คอื ผูน ำทม่ี ีสทิ ธ์ขิ าดในกิจการของแผน ดิน และสามารถ พระราชทานทีด่ ินใหแกผ ใู ดผหู นงึ่ ไดแ ตใ นสงั คมไทย พระเจาแผน ดินทรงเปน เจาของแผนดินผทู รง บำรงุ รักษาแผน ดินใหมคี วามอดุ มสมบรู ณ เพอื่ ใหประชาชนสามารถใชที่ดนิ ในพระราชอาณาเขตของ พระองคใหเกิดประโยชน เชน ทำการเพาะปลูกใหไ ดผ ลตลอดจนเอาพระราชหฤทยั ใสในการบำรงุ แผน ดินใหม ีความอดุ มสมบูรณอยเู ปน นจิ ดงั ทปี่ รากฏเปนโครงการพระราชดำรติ าง ๆ ในปจ จุบนั น้ี และเปนทป่ี ระจกั ษใ นสากลวา พระเจา แผน ดนิ ไทยทรงงานหนักทส่ี ดุ ในโลก และทรงรักประชาชนของ พระองคอ ยางแทจรงิ 5. จงอธบิ ายคำวา “ชนชาตไิ ทย” มาพอสงั เขป กลมุ ชนทม่ี ีเชอื้ ชาติหรอื กลุมชาตพิ นั ธเุ ดยี วกัน และมวี ฒั นธรรมเปน แบบเดยี วกัน. อาจจะ อาศัยอยูในประเทศเดยี วกัน หรอื แยกยา ยกนั อยใู นหลายประเทศกไ็ ด เชน ชนชาตจิ นี ซงึ่ อยูในประเทศ จนี และประเทศอื่น ๆ. ปจจุบัน ชนชาติไทยก็มีอยูในสหรฐั อเมรกิ า ออสเตรเลีย สาธารณรัฐประชาชน จีนดว ย เปนตน.

267 แบบทดสอบหลงั เรียนบทเรียนออนไลนท่ี 2 เร่อื ง บทสรุปสถาบนั พระมหากษัตรยิ เปน ศูนยรวมใจของคนในชาติ 1. ขอ ใด คอื เอกลกั ษณข องความเปน ชนชาติไทย ก. ขนมธรรมเนยี ม ประเพณีและวัฒนธรรมไทยท่ดี ีงาม ข. มพี ระมหากษัตริยท รงปกครองแผนดินโดยธรรม ค. ประพฤติตนไมถูกตองตามศีลธรรมอันดีงาม ง. ขอ 1 และ 2 ถกู ตอ ง 2. แผน ดนิ ธรรม หมายถงึ ขอใด ก. แผน ดินที่มีผปู ฏิบัติธรรม ปฏิบัติหนาทีข่ องตนอยางถูกตอ ง ข. แผนดินท่ผี ูคนไมมีกฎระเบียบในสงั คม ค. แผนดินท่คี นในประเทศอยูร วมกนั โดยไมป ฏิบัติธรรม ง. แผนดนิ ท่ีคนในประเทศปฏิบัติธรรมบางเปนสวนนอย 3. ขอใดคือความสำคญั ของสถาบันพระมหากษัตริย ก. เปนเสาหลักและรากฐานในการสรางประเทศชาติใหเ ปนปกแผน ข. เปนศูนยรวมจติ ใจของปวงชน ค. เปน บอเกิดของความรัก ความสามัคคี นำพาประเทศชาติใหผานพน ภัยนานาประการ ง. ถูกทุกขอ 4. ความจงรกั ภักดีตอชาติ ขอใดกลา วถูกตองมากท่สี ุด ก. ความสำนกึ ตระหนักในคุณของแผนดนิ ข. ความรักจากครอบครัว ค. การปฏิบัติตามกฎระเบียบของสังคม ง. การปฏิบัติตนไมใหผูอ่ืนเดือดรอน 5. สถาบันหลกั ของชาติไทย คือ ขอ ใด ก. สถาบนั ชาติ ข. สถาบันศาสนา ค. สถาบันพระมหากษัตริย ง. ถูกทุกขอ

268 6. แผน ดินทอง หมายถึง ขอใด ก. แผนดินที่มีแรท องคำ ข. แผนดินทป่ี ระชาชนไดรับประโยชน และความสุขอยางทั่วถงึ ตามควรแกอัตภาพ ค. แผนดินท่มี คี วามแหง แลง ง. ผดิ ทกุ ขอ 7. ภายหลังการลมสลายของอาณาจักรอยุธยา ใน พ.ศ. 2310 ผูใดไดกอบกเู อกราชและศักด์ิศรขี อง อาณาจกั รกลับคนื มาเพื่อปวงชนชาวไทย ก. พอขุนรามคำแหง ข. สมเดจ็ พระเจา รามราชา ค. สมเด็จพระเจา อยหู ัวบรมโกศ ง. สมเดจ็ พระเจาตากสินมหาราช 8. ขอ ใดกลาวถกู ตอ ง ก. พระบาทสมเด็จพระพทุ ธยอดฟาจุฬาโลกมหาราช ทรงสถาปนากรงุ เทพมหานคร ข. พระบาทสมเดจ็ พระจลุ จอมเกลาเจาอยหู ัวทรงพระกรุณาโปรดเกลาฯ ใหมกี ารเลิกทาสและ ไพรในประเทศไทย ค. พระบาทสมเดจ็ พระบรมชนกาธเิ บศร มหาภูมพิ ลอดลุ ยเดชมหาราช บรมนาถบพติ ร ทรง คิดคนทฤษฎีใหมเ ศรษฐกิจพอเพียงและโครงการในพระราชดำริมากมาย ง. ถกู ทุกขอ 9. ขอ ใดกลา วผดิ ก. การปกครองโดยระบบกษตั ริยเปนวัฒนธรรมท่ไี ทยรับมาจากอนิ เดีย พรอมกับการรบั วัฒนธรรมความเช่ือทางศาสนา ข. พระมหากษตั ริยทดี่ ีจะมที ศพิธราชธรรม ค. ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริยเ ปนประมุข พระมหากษัตริยท รงใชพระราช อำนาจผา นฝายนิติบัญญัติ ฝายบรหิ าร และฝายตลุ าการ ง. สมัยอยุธยามีการปกครองแบบพอปกครองลูก

269 10. สงั คมจะอยูอยางสงบสขุ ไดตอ งประกอบดวยสิ่งใด ก. ประชาชนปฏิบัติตามกฎระเบยี บของสงั คม ข. ประชาชนมีศีลธรรม ค. ประชาชนประกอบอาชพี สุจรติ และไมทำใหผูอื่นเดือดรอน ง. ถูกทุกขอ

270 เฉลย แบบทดสอบหลังเรยี นบทเรียนออนไลนท ี่ 2 เร่อื ง บทสรุปสถาบนั พระมหากษตั รยิ เ ปน ศูนยร วมใจของคนในชาติ 1. ง 2. ก 3. ง 4. ก 5. ง 6. ง 7. ง 8. ง 9. ง 10. ง

271 แบบทดสอบกอนเรียน บทเรียนออนไลนท่ี 3 เรื่อง บุญคุณพระมหากษตั ริย 1. พอขุนรามคำแหงมหาราช ทรงเปน พระมหากษัตริยในสมยั ใด ก. อยุธยา ข. สุโขทัย ค. ธนบุรี ง. รัตนโกสินทร 2. พอขุนรามคำแหงมหาราช ไดทรงแผอ าณาเขตออกไปโดยรอบ วัฒนธรรมไทยไดเจริญขึน้ ทกุ สาขา ไดแก ดานประวตั ศิ าสตร การสงคราม ภูมิศาสตร กฎหมาย ประเพณี การปกครอง เศรษฐกิจ สงั คม ปรัชญาพระพุทธศาสนา การประดษิ ฐอักษรไทย และอน่ื ๆ ขอ ใดเกดิ ขนึ้ ในสมยั ของพอ ขุนรามคำแหงมหาราช ก. การปกครองแบบพอปกครองลูก ข. ทำนบพระรวง ค. ลายสอื ไทย ง. ถูกทุกขอ 3. ใครคอื ปฐมกษัตริยข องกรุงศรีอยธุ ยา * ก. พระยาลิไท ข. พระเจาอทู อง ค. สมเดจ็ พระนเรศวรมหาราช ง. สมเดจ็ พระนารายณมหาราช 4. สมเด็จพระนเรศวรมหาราชทรงกอบกเู อกราชของชาวสยามจากชาตใิ ด ก. เขมร ข. มาเลเซีย ค. ลาว ง. พมา

272 5. ในรชั สมัยของกษตั ริยพระองคใดไดชอื่ วาเปน ยุคทองของวรรณคดีในสมัยกรุงศรอี ยธุ ยารวมทง้ั ได มีชาวตะวนั ตกเดินทางเขามาติดตอคาขาย เผยแผศาสนาตลอดจนเขา รับราชการ ทำให ชาวตะวันตกยอมรบั นับถือกรงุ ศรีอยุธยาเปน อยา งมาก ก. พระยาลิไท ข. พระเจา อูท อง ค. สมเดจ็ พระนเรศวรมหาราช ง. สมเดจ็ พระนารายณมหาราช 6. การยายราชธานีจากกรุงธนบุรีไปยงั กรงุ รตั นโกสนิ ทร หรือกรุงเทพฯ ในปจจุบัน เกดิ ข้ึนในรัชสมัย ของกษัตรยิ พ ระองคใ ด ก. พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟาจุฬาโลกมหาราช ข. พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหลานภาลัย ค. พระบาทสมเด็จพระน่งั เกลาเจาอยูหัว ง. พระบาทสมเด็จพระจอมเกลาเจาอยหู ัว 7. ขอใดกลา วผิด ก. การสรางพระบรมมหาราชวงั พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟาจฬุ าโลกมหาราช พระองค โปรดใหส รางวัดข้ึนในพระบรมมหาราชวงั คือ วดั พระศรีรัตนศาสดาราม หรือวัดพระแกว แลวอัญเชญิ พระแกวมรกตมาประดษิ ฐาน ข. ในสมัยรัชกาลที่ 4 พระบาทสมเด็จพระจอมเกลาเจาอยูหัวทรงเปลี่ยนนโยบายตางประเทศ มาเปนการคากบั ชาวตะวนั ตก เพ่ือความอยรู อดของชาติ เน่อื งจากทรงตระหนกั ถึงภัยจาก ลัทธิจักรวรรดินิยม ค. จุดเร่มิ ของการเปลีย่ นแปลงนโยบายตางประเทศ คอื การทำสนธิสัญญาเบาวริง กับอังกฤษ ใน พ.ศ. 2398 โดยพระนางเจาวกิ ตอเรียไดแ ตงตง้ั ให เซอร จอหน เบาวริง เปน ราชทูตเขา มาเจรจา ง. รัชกาลท่ี 9 ทรงเปล่ียนการใชเ งินพดดวงมาเปนเงินเหรียญ

273 8. ขอ ใดกลาวผิดเกีย่ วกบั พระบาทสมเดจ็ พระปรมนิ ทรมหาภมู ิพลอดลุ ยเดช (รชั กาลที่ 9) ก. ทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจเพื่อการพัฒนาประเทศ โดยทรงเนนคนเปนศนู ยกลาง ข. พ.ศ. 2540 ประเทศไทยประสบปญหาภาวะเศรษฐกจิ ตกต่ำ ทานทรงพระราชทานหลัก ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงทรงช้ีแนะแนวทางการดำเนินชีวิตใหแกราษฎร ค. โครงการอันเน่อื งมาจากพระราชดำรใิ นรัชสมัยของพระองคมที ง้ั ส้ินมากกวา 4,000 โครงการ เชน กังหันชยั พฒั นา ง. ถกู ทุกขอ 9. โครงการจิตอาสา “เราทำความดี ดวยหวั ใจ” เกดิ ขึ้นในรัชกาลที่เทาใด * ก. 7 ข. 8 8. 9 ง. 10 10. ขอใดคอื พระมหากษัตริยท ีก่ อบกูเอกราชจากพมาใหแกประเทศไทย และเปน พระมหากษัตรยิ  แหงกรุง ธนบุรีเพยี งองคเดียว ก. สมเดจ็ พระนเรศวรมหาราช ข. สมเด็จพระนารายณมหาราช ค. พระเจา ตากสินมหาราช ง. พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟาจฬุ าโลกมหาราช

274 เฉลยแบบทดสอบกอ นเรียน บทเรียนออนไลนท ่ี 3 เรือ่ ง บญุ คุณพระมหากษตั รยิ  1. ข 2. ง 3. ข 4. ง 5. ง 6. ก 7. ง 8. ง 9. ง 10. ค

275 ใบความรูบ ทเรยี นออนไลนท่ี 3 เร่อื ง บญุ คณุ ของพระมหากษตั รยิ ไ ทยตั้งแตสมัยสุโขทยั อยธุ ยา ธนบุรี และ รัตนโกสนิ ทร สมัยสุโขทัย อาณาจักรสุโขทัย เปนสมัยท่ีเจริญรุงเรืองสูงสุด ในรัชสมัยของพอขุนรามคำแหงมหาราช อำนาจของอาณาจักรสโุ ขทัยในชวงรชั สมยั ของพระองคม่นั คงมาก ไดทรงแผอ าณาเขตออกไปโดยรอบ วัฒนธรรมไทยไดเ จริญขึ้นทกุ สาขา ดังปรากฏในศิลาจารึกหลักท่ี 1 ซึ่งเจรญิ ทงั้ ดานประวตั ิศาสตร การ สงคราม ภูมิศาสตร กฎหมาย ประเพณี การปกครอง เศรษฐกิจ สังคม ปรัชญาพระพุทธศาสนา การ ประดิษฐอ ักษรไทย และอืน่ ๆ 1. สมัยพอขนุ รามคำแหงมหาราช 1.1 ดา นการเมืองการปกครอง พระองคท รงใชร ปู แบบการปกครองแบบพอ ปกครองลกู คอื พระองคทรงดแู ลเอาใจใสใน ทกุ ขส ุขของราษฎรเหมอื นพระองคเ ปนพอ สว นราษฎรหรือไพรฟ า คอื ลูก เมอ่ื ราษฎรมีเร่ืองเดือดรอ นก็ทรง ใหส ่นั กระด่ิงทห่ี นาประตวู งั แลวพระองคก ็จะเสด็จออกมารบั ฟง เร่ืองราวและทรงตดั สินปญ หาดวยพระองค เอง นอกจากน้ี พระองคทรงทำสงครามขยายอาณาเขตออกไปอยางกวางขวางมากกวาพระมหากษัตริย พระองคใดในสมยั สุโขทยั 1.2 ดานเศรษฐกจิ พระองคทรงโปรดใหสรา งทำนบกกั เกบ็ นำ้ ท่เี รยี กวา ทำนบพระรวง หรือ สรดี ภงสเพอื่ ใช กกั เกบ็ น้ำไวใ ชใ นฤดูแลง และพระองคท รงใหเสรภี าพแกประชาชนในการคาขายไดอ ยางมีอิสระเสรี ไมมกี าร เกบ็ ภาษผี า นดา นจากราษฎร ทเ่ี รยี กวา จังกอบ ทำใหการคาขายขยายออกไปอยา งกวางขวาง และทรงโปรด ใหส รางเตาเผาเครอ่ื งสงั คโลกเปน จำนวนมาก เพอื่ ผลิตสินคาออกไปขายยังดินแดนใกลเคยี ง 1.3 ดา นศลิ ปวัฒนธรรม พระองคท รงประดิษฐต วั อกั ษรไทยท่ีเรยี กวา ลายสือไทย และไดมีการพัฒนามาเปนลำดบั จนถึงอักษรไทยในปจ จบุ ัน ทำใหคนไทยมอี กั ษรไทยใชมาจนถึงปจจุบนั โดยโปรดใหจ ารกึ เรอ่ื งราวเหตกุ ารณ ตา ง ๆ ในสมัยสุโขทยั ลงบนศลิ า เม่ือ พ.ศ. 1826 เรยี กวา ศิลาจารกึ หลักท่ี 1 2. สมยั พระมหาธรรมราชาท่ี 1 (พระยาลิไท) ในสมัยพระมหาธรรมราชาที่ 1 (พระยาลิไท) ทรงรวบรวมราชอาณาจักรสุโขทัยเปน อนั หนึ่งอนั เดียวกัน และขยายพระราชอำนาจออกไประหวางแควจำปาสักกบั แมนำ้ ปงจนจรดแมน้ำ นานทางทศิ เหนือมาไวใ นราชอาณาจกั รสุโขทยั

276 2.1 ดานศาสนา ทรงมีบทบาทสำคญั ในการทำนบุ ำรุงและเผยแผพ ระพทุ ธศาสนา คือ ไดส ง พระสงฆ ออกไปเผยแผ พระพุทธศาสนายังท่ีตา ง ๆ เชน เมืองเชียงใหม พิษณุโลก อยุธยา และหลวงพระบาง ทรงโปรดเกลา ฯ ใหซ อมพระเจดยี เมืองนครชุม (กำแพงเพชร) ทรงประดษิ ฐานรอยพระพทุ ธบาททเ่ี ขา สุมนกฏุ ซึง่ อยูนอกเมอื งสโุ ขทยั โปรดใหส รา งวัดปามะมว ง (สุโขทยั ) ทรงโปรดใหหลอพระพทุ ธรูปปาง มารวิชยั มขี นาดเทากับองคพ ระพุทธเจา ถวายพระนามวา พระศรศี ากยมุนีประดิษฐานท่ีพระวิหารวดั พระศรีรตั นมหาธาตุ สโุ ขทัย 2.2 ดา นภาษาและวรรณคดี ทรงมีความเชี่ยวชาญในดา นภาษาและวรรณคดีเปนพิเศษ ดังมีหลักฐานปรากฏใน หนังสอื ไตรภูมิพระรวง วา พระมหาธรรมราชาท่ี 1 (พระยาลิไท) ทรงนิพนธขึน้ เมอ่ื ครัง้ ยังดำรงพระยศ พระมหาอุปราช ครองเมืองศรีสัชนาลัย หนังสือไตรภูมิพระรวงเปนวรรณคดีท่ีเก่ียวของกับ พระพุทธศาสนา สมยั อยุธยา สมเดจ็ พระรามาธบิ ดีที่ 1 (พระเจา อทู อง) ทรงเปน ปฐมกษตั รยิ ของกรงุ ศรอี ยธุ ยาทรงตัง้ กรงุ ศรี อยุธยา ณ ชัยภูมิท่ีเอ้ืออำนวยท้ังในดานความปลอดภัยจากขา ศึกและความอยดู ีกินดีของชาวอยธุ ยา พื้นที่เหมาะแกการทำเกษตรกรรมบุญคุณของพระมหากษัตริยส มัยอยุธยาที่มีตอประเทศในสมัย อยุธยา ดงั นี้ 1. ทรงปฏิรูปการปกครอง โดยทรงรวมอำนาจการปกครองเขาสูศนู ยก ลาง คือ ราชธานีและ แยกฝายทหารกับฝายพลเรือนออกจากกัน การแตงตั้งตำแหนงขาราชการใหมีบรรดาศกั ดิ์ตามลำดับ จากต่ำสดุ ไปสงู สดุ คือ ทนาย พนั หมืน่ ขนุ หลวง พระ พระยา และเจาพระยา มกี ำหนดศักดนิ าเพื่อ เปนคา ตอบแทนการรับราชการ ทรงต้งั กฎมณเฑยี รบาลขึ้นเปน กฎหมายสำหรบั การปกครอง 2. ทรงประกาศใชกฎหมายลักษณะสำคัญ คือ กฎหมายศักดินา เปน การกำหนดสิทธิหนาที่ มลู นายและไพร 3. โปรดเกลาฯ ใหประชุมนักปราชญราชบัณฑิตแตงหนังสือมหาชาติคำหลวง นับวาเปน วรรณกรรมทางพระพุทธศาสนาเร่ืองแรกของกรุงศรีอยุธยา และเปนวรรณคดีที่ใชเปนแนวทางใน การศึกษาภาษาและวรรณคดีของไทย พรอมทั้งสรางวัดจฬุ ามณี 4. ทรงรวมอาณาจักรสุโขทัยเปน สว นหน่งึ ของอยุธยาโดยสมบูรณ 1. สมเดจ็ พระนเรศวรมหาราช ตลอดรชั สมัยของพระองคท รงกอบกูกรุงศรอี ยธุ ยาจากพมา และไดทำสงครามกบั อริราช ศัตรทู ั้งพมา และเขมร จนราชอาณาจักรไทยเปนปกแผนมน่ั คง ขยายดินแดนไดอยางกวา งขวางบุญคุณ ของพระองคที่มีตอ ประเทศชาติในดานตา ง ๆ ดังนี้

277 1.1 ดานการเมอื งการปกครอง พระองคโปรดใหปรับปรุงการปกครองหัวเมืองใหญเปนการรวมอำนาจเขาสู ศนู ยกลางยกเลกิ ระบบเมืองพระยามหานคร ยกเลิกใหเจา นายไปปกครองเมืองเหลานี้ แลวใหขนุ นาง ไปปกครองแทน จดั หวั เมืองตามความสำคัญและขนาดเปน เอก โท ตรี จัตวา 1.2 ดานการคาขาย ทรงสงทูตไปประเทศจีน เพ่ือรบั รองฐานะกษัตริยของพระองคและติดตอคาขาย กับประเทศจนี ขยายการคาไปประเทศสเปน 2. สมเด็จพระนารายณมหาราช พระองคทรงเปนพระมหากษัตรยิ ท่ที รงพระปรีชาสามารถมาก ทำใหกรงุ ศรีอยุธยาในรัช สมัยของพระองค มีความเจริญรุงเรืองกาวหนาในทุกดาน ท้ังในดานเศรษฐกิจ การตางประเทศ การศึกษา ศลิ ปวฒั นธรรม และวรรณคดีท่ีสำคญั หลายเรือ่ งเกดิ ข้ึน ในรัชสมัยของพระองค จนไดชื่อวาเปนยุคทองของวรรณคดีในสมัยกรุงศรีอยุธยาใน รัชสมัยของพระองค ไดมีชาวตะวันตกเดินทางเขามาติดตอคาขาย เผยแผศาสนาตลอดจนเขารับ ราชการ ทำใหชาวตะวนั ตกยอมรบั นับถอื กรงุ ศรอี ยธุ ยาเปน อยา งมาก ในดานการคาขาย ไดมีการติดตอคาขายกับตา งประเทศมากย่ิงกวาในรัชสมัยอ่ืน ๆทั้ง ฮอลันดา ฝรั่งเศส และอังกฤษ ทรงโปรดเกลาฯ ใหตอเรือกำปนหลวง เพ่ือทำการคาขายกับ ตา งประเทศ จงึ ทำใหอยธุ ยาเปนศนู ยก ลางการคา กับตางประเทศ มเี ศรษฐกิจรงุ เรือง มีรายไดจากการ จดั เก็บภาษีอากรเปน จำนวนมาก สมยั ธนบุรี สมเดจ็ พระเจา ตากสินมหาราช พระองคมพี ระราชกรณียกิจทส่ี ำคญั คือ การรวบรวมกำลังไว ตอ สูกับพมา สรางความเปน ปก แผนของพระราชอาณาจักรบญุ คุณของพระองคท ีม่ ตี อ ประเทศชาตใิ นดาน ตาง ๆ 1.1 ดา นเศรษฐกจิ เมอ่ื เศรษฐกิจของบา นเมอื งอยใู นภาวะตกตำ่ ทรงแกไขปญหาเฉพาะหนาไดเ ปน อยางดี โดยสละพระราชทรัพยซื้อขา วสารจากพอ คา ตางเมอื ง 1.2 ดานวรรณกรรม ทรงสนพระทัยดา นวรรณกรรม ทรงนพิ นธบ ทละครเรือ่ งรามเกยี รต์ิ ทำนบุ ำรงุ พระพทุ ธศาสนาใหรงุ เรอื งดงั แตกอ นนอกจากนพ้ี ระองคย ังทรงเปนนกั รบและนกั ปกครองชน้ั ดีเยยี่ ม มี คณุ ลกั ษณะผูน ำอยเู ต็มตัว ทัง้ ในยามคบั ขนั และยามปกติ

278 สมยั รตั นโกสินทร พระบาทสมเด็จพระพทุ ธยอดฟาจุฬาโลกมหาราช (รัชกาลท่ี 1) โปรดใหย ายราชธานีจากกรงุ ธนบุรีไปยงั ที่แหงใหมซ่ึงอยูคนละฝงของแมนำ้ เจา พระยา เมอ่ื พ.ศ. 2325 ตอมาไดพระราชทานนาม วา กรุงรตั นโกสนิ ทร หรอื กรงุ เทพฯ ในปจ จบุ นั การสรางพระบรมมหาราชวัง พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟาจุฬาโลกมหาราช พระองค โปรดใหสรา งวดั ข้ึนในพระบรมมหาราชวงั คอื วดั พระศรรี ตั นศาสดาราม หรือวดั พระแกวแลว อัญเชิญ พระแกว มรกตมาประดิษฐาน ในสมยั รัชกาลที่ 4 พระบาทสมเดจ็ พระจอมเกลา เจาอยหู ัวทรงเปล่ยี นนโยบายตางประเทศ มาเปน การคากบั ชาวตะวันตก เพอ่ื ความอยรู อดของชาติ เนอื่ งจากทรงตระหนกั ถงึ ภยั จากลทั ธิ จกั รวรรดินยิ ม ซง่ึ กำลงั คุกคามประเทศตาง ๆ อยูในขณะน้ัน จุดเรม่ิ ของการเปลี่ยนแปลงนโยบายตา งประเทศ คือ การทำสนธสิ ญั ญาเบาวรงิ กับองั กฤษ ใน พ.ศ. 2398 โดยพระนางเจาวิกตอเรียไดแตง ตั้งให เซอร จอหน เบาวรงิ เปนราชทูตเขามาเจรจา สาระสำคัญของสนธิสญั ญาเบาวร งิ มีดังนี้ 1. อังกฤษขอตง้ั สถานกงสุลในประเทศไทย 2. คนองั กฤษมสี ิทธเิ ชา ที่ดินในประเทศไทยได 3. คนอังกฤษสามารถสรางโบสถ และสามารถเผยแพรศ าสนาครสิ ตไ ด 4. เก็บภาษีขาเขา ไดไมเกินรอยละ 3 5. พอคา อังกฤษและพอคา ไทยมีสทิ ธิคา ขายกนั ไดโ ดยเสรี 6. สินคาตองหาม ไดแ ก ขา ว ปลา เกลอื 7. ถา ไทยทำสนธสิ ัญญากบั ประเทศอื่น ๆ ทม่ี ผี ลประโยชนเ หนือประเทศองั กฤษจะตอ งทำให อังกฤษดว ย 8. สนธสิ ญั ญานจ้ี ะแกไ ขเปลย่ี นแปลงได จนกวา จะใชแ ลว 10 ป และในการแกไขตองยินยอม ดวยกันทั้งสองฝายและตอ งบอกลว งหนา 1 ป การเปลีย่ นแปลงจากการทำสนธสิ ญั ญาเบาวรงิ ในสมยั รัชกาลท่ี 4 มีดังนี้ 1. ดานการปกครอง รชั กาลท่ี 4 ทรงแกไ ขเปลยี่ นแปลงประเพณี คอื เปดโอกาสใหร าษฎรเขา เฝาไดโดยสะดวก ใหร าษฎรเขาเฝา ถวายฎีการองทกุ ขไดในขณะท่ที รงเสด็จพระราชดำเนนิ รชั กาลท่ี 5 ทรงเปล่ียนแปลง สถานะของไพรใหเปนพลเมืองปลดปลอยทาสซ่ึงนำไปสูการเลิกทาส และปฏิรูปการศึกษาโดยการ จัดตั้งโรงเรียนข้ึนในวัดสำหรับราษฎรรัชกาลท่ี 6 ทรงประกาศใชพระราชบัญญัติ โปรดใหใช พทุ ธศกั ราช (พ.ศ.) เปน ศกั ราชทางราชการ แทนรตั นโกสนิ ทรศ ก (ร.ศ.) เปล่ียนแปลงการนับเวลาทาง

279 ราชการ ใหส อดคลองกบั สากลนิยม โปรดใหกำหนดคำนำหนา ชอื่ เดก็ หญงิ เดก็ ชาย นางสาว และ นาง เปลี่ยนแปลงธงประจำชาติ จากธงรูปชา งเผอื ก มาเปนธงไตรรงคตรากฎมณเฑียรบาลวาดวยการสืบ สันตตวิ งศตามแบบประเทศยโุ รป การปฏริ ปู กฎหมายและการศาล รชั กาลท่ี 4 ทรงตรากฎหมายขึ้นหลายฉบับ เพ่ือใหทันสมัยและเหมาะสมกับสภาพบา นเมือง เชน กฎหมายเก่ียวกับมรดก สินสมรส ฯลฯรัชกาลที่ 5 การปฏิรูปกฎหมายและการศาลครั้งสำคัญ โดยมกี รมหลวงราชบุรดี เิ รกฤทธิ์ (พระบดิ าแหง กฎหมาย) เปนกำลังสำคญั ผลการปฏริ ูปกฎหมายและ การศาล มดี ังนี้ 1. โรงเรยี นสอนวิชากฎหมาย 2. ตรากฎหมายฉบบั ใหมและทันสมัยทส่ี ุด คือ กฎหมายลักษณะอาญา 3. จดั ต้ังกระทรวงยตุ ธิ รรมขึน้ รชั กาลที่ 6 โปรดใหป ฏริ ูป กรมรางกฎหมายเพิ่มเตมิ 2. ดา นเศรษฐกจิ ภายหลงั การทำสนธิสัญญาเบาวร งิ แลว การคาของไทยเจริญกาวหนา ข้ึนมากทำใหม กี าร ปรับปรงุ ดานเศรษฐกิจ ดังน้ี รัชกาลท่ี 4 ทรงเปล่ยี นการใชเ งินพดดว งมาเปนเงินเหรยี ญ และขุดคลอง ตดั ถนนเพม่ิ ข้นึ หลายสาย รชั กาลท่ี 5 โปรดเกลาฯ ใหเปล่ียนมาตราเงินไทยมาใชระบบทศนิยมกำหนดให1 บาท มี 100 สตางค สรางเหรยี ญสตางคทำดวยทองขาว และเหรียญทองแดง และไดโปรดเกลาฯไดพิมพ ธนบัตรข้ึนใช โดยตราพระราชบัญญัติธนบัตร ร.ศ. 121 (พ.ศ. 2445) และตั้งกรมธนบัตรขึ้นสังกัด กระทรวงพระคลงั มหาสมบตั ิ นอกจากนีย้ ังประกาศใชพ ระราชบัญญตั มิ าตราทองคำ ร.ศ. 127 (พ.ศ. 2451) โดยใชทองคำเปนมาตรฐานเงนิ ตราแทนเงิน และไดป ระกาศยกเลิกการใชเงินพดดวงเหรียญ เฟอ ง เบี้ยทองแดงตา ง ๆ เบี้ยสตางคทองขาว โดยใหใชเ หรยี ญบาท สลึง และเหรยี ญสตางคอ ยางใหม แทน และขุดคลอง ตัดถนนเพิม่ ขน้ึ หลายสาย รัชกาลท่ี 6 โปรดตั้งคลังออมสนิ ข้นึ (ปจ จุบนั คอื ธนาคารออมสนิ ) 3. ดา นการศกึ ษา รัชกาลท่ี 4 ต้งั โรงเรียนชายขนึ้ ที่ตำบลสำเหร และโรงเรยี นกุลสตรีวงั หลงั รชั กาลที่ 5 ไดม ีการปฏริ ปู การศึกษาข้ึน คือ โรงเรยี นนายทหารมหาดเลก็ โรงเรยี นพระ ตำหนักสวนกหุ ลาบและโรงเรยี นวดั มหรรณพาราม (แหง แรก) ไดโ ปรดใหจ ดั ตง้ั กระทรวงธรรมการข้นึ เพือ่ รบั ผดิ ชอบในดานการศึกษา และยงั ไดพระราชทานทนุ เลาเรียนหลวงอีกดวย รชั กาลที่ 6 มดี งั น้ี

280 1. ตราพระราชบญั ญัตปิ ระถมศกึ ษาขน้ึ ใชใ นป พ.ศ. 2464 2. ใหเ รยี กเก็บเงิน “ศกึ ษาพลี” จากราษฎรเพ่ือบำรงุ การศึกษาทองถิน่ 3. ตง้ั มหาวิทยาลัยข้ึนเปน แหง แรก คือ จุฬาลงกรณม หาวทิ ยาลยั 4. ดานศาสนา รชั กาลที่ 4 ทรงประกาศใชพ ระราชบญั ญตั ิ ลกั ษณะการปกครองสงฆเ ปนฉบบั แรก โดยมี สมเด็จพระสงั ฆราช เปน ผปู กครองสงู สุด มมี หาเถรสมาคมใหค ำปรกึ ษา และโปรดใหส รางวัดขึ้นหลาย แหง เชน วดั โสมนสั วิหาร วดั ราชประดษิ ฐ วดั ปทมุ วนาราม รัชกาลที่ 5 ทรงมพี ระราชกรณยี กิจท่ีสำคัญ คอื โปรดใหจ ดั ต้งั สถานศกึ ษาสำหรบั พระสงฆ ขนึ้ 2 แหง ซงึ่ ตอมาเปน มหาวิทยาลัยของสงฆ หรือมหาวิทยาลยั พระพุทธศาสนามกี ารศึกษาถึงระดบั ปรญิ ญาเอก คือ 1. มหาจุฬาลงกรณร าชวิทยาลัย อยูทีว่ ดั มหาธาตุฯ เปน สถานศึกษาของพระสงฆ ฝา ยมหานกิ าย (ปจ จบุ ัน คือ มหาวทิ ยาลยั มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลยั การใหบ ริการดา นการศกึ ษา เชนเดียวมหาวิทยาลยั มหามงกฎุ ราชวิทยาลัย) 2. มหามงกฎุ ราชวทิ ยาลัย อยูท ี่วัดบวรนิเวศวหิ าร เปนสถานศึกษาของพระสงฆฝาย ธรรมยุตินิกาย (ปจจุบัน คือ มหาวิทยาลัยมหามงกุฎราชวิทยาลัย การใหบริการดานการศึกษา เชนเดียวกบั มหาวิทยาลัยมหาจฬุ าลงกรณราชวิทยาลัย) 5. ดานขนบธรรมเนียมประเพณี รชั กาลที่ 4 ทรงประกาศใหขา ราชการสวมเสอื้ เวลาเขา เฝา ทรงใหเ สรีภาพประชาชน ใน การนับถือศาสนา การประกอบอาชีพ โปรดใหส ตรีไดย กฐานะใหส งู ข้ึน รชั กาลท่ี 5 โปรดเกลาฯ ใหขาราชการสวมเสอื้ ราชปะแตน และสวมหมวกอยางยุโรป ให ขาราชการทหารแตงเครื่องแบบตามแบบตะวันตก โปรดใหผูชายในราชสำนัก ไวผมทรงมหาดไทย เปลี่ยนมาไวผมตดั ยาวท้ังศีรษะแบบฝรง่ั โปรดใหผูหญงิ เลกิ ไวผ มปก ใหไวผมตัดยาวที่เรียกวา “ทรง ดอกกระทมุ ” 6. ดา นศลิ ปกรรม รัชกาลท่ี 4 เร่ิมมีการกอสรางแบบตะวันตก เชน พระราชวังสราญรมย พระนครคีรีที่ เพชรบุรี ดานจิตรกรรม ไดแก ภาพเขียนฝาผนังในพระอุโบสถ และวิหารวดั บวรนิเวศวิหาร จิตรกร เอกในสมยั นี้ ไดแ ก ขรัวอนิ โขง ซง่ึ เริม่ เขียนภาพแบบสามมิติ ตามแบบตะวันตก เปน บุคคลแรก รัชกาลที่ 5 สถาปตยกรรมไดรับอิทธิพลแบบตะวันตกมากขึ้น ประติมากรรม ไดแก พระพุทธชินราชจำลอง พระบรมรูปหลอพระมหากษัตริย 4 รัชกาล พระราชนิพนธที่สำคัญของ พระบาทสมเดจ็ พระจลุ จอมเกลา เจา อยหู ัว ไดแก พระราชพธิ ีสิบสองเดอื น พระราชนิพนธไ กลบา น

281 รชั กาลที่ 6 มีการกอ สรา งตามแบบไทย ไดแ ก หอประชุมโรงเรียนวชริ าวุธวิทยาลยั การ กอสรางแบบตะวันตก เชน พระราชวังสนามจันทร ดา นจิตรกรรม ไดแ ก ภาพเขียนทฝี่ าผนงั วหิ ารทศิ ท่จี งั หวัดนครปฐม การกอสราง พระพทุ ธรูป เชน พระแกวมรกตนอ ย ดา นดนตรี และการแสดงละคร มีความรุงเรอื งมาก มกี ารแสดงละครเพิม่ ขน้ึ หลายประเภท เชน ละครรอ ง ละครพูด ดานวรรณคดี ไดมีพระราชนพิ นธห ลายเรอื่ ง เชน เวนิสวาณชิ ฯลฯ ไดม ีการกอ ต้งั วรรณคดี สโมสรขึ้นดวย นอกจากน้ยี ังมกี ารเปลีย่ นแปลงการปกครองคร้งั สำคญั ทสี่ ดุ ของไทย คือการเปล่ียนแปลงการ ปกครอง จากระบอบสมบรู ณาญาสิทธิราชยม าเปนระบอบประชาธิปไตยโดยมีพระมหากษัตริยทรง เปนพระประมุขในป พ.ศ. 2475 ซงึ่ ตรงกบั รัชสมัยพระบาทสมเด็จพระปกเกลา เจา อยูห วั รัชกาลที่ 7 ซ่ึงถือวา เปนบุญคุณอนั ใหญห ลวงท่พี ระมหากษัตริยไดทำเพือ่ ประชาชนของพระองค ในรัชสมัยของพระบาทสมเดจ็ พระปรมินทรมหาภูมพิ ลอดลุ ยเดช (รชั กาลท่ี 9) พ ระองค มีพ ระราชกรณี ยกิ จดานก ารพั ฒ น าท่ีส ำคั ญ คือ การบ ริห ารจัด การ ทรัพยากรธรรมชาติและส่ิงแวดลอม เปนส่ิงที่ทรงสนพระราชหฤทัยอยางยิ่ง ทรงตระหนักวา ปญหา เกษตรกรมาจากทรัพยากรธรรมชาติและสงิ่ แวดลอมที่เส่ือมโทรม ถูกทำลายจำนวนมาก ทรงคดิ คน ดดั แปลงปรบั ปรุง และแกไขดวยการพฒั นาทีด่ ำเนินการไดงา ย ไมย งุ ยากซับซอ น สอดคลองกับสภาพ ความเปนจริงของความเปนอยู และระบบนิเวศในแตละภูมิภาค พระราชกรณียกิจท่ีทรงปฏิบัติมา ตลอดรัชสมยั เปนที่ยอมรับ ทรงสรางรปู แบบทเ่ี ปนตัวอยา งของการพัฒนาแบบยง่ั ยนื ผสมผสานความ ตอ งการของราษฎรใหเขากับการประกอบอาชีพ โดยทรงนำพระราชดำริมาปฏบิ ัตจิ รงิ และสามารถ พัฒนาใหเปนทฤษฎีใหม ซึ่งเปนระบบการจัดการที่ดินและแหลงน้ำเพื่อการเกษตรที่ยั่งยืนทำให เกษตรกรสามารถดำเนนิ ชวี ติ ไดอ ยางมคี วามสขุ ตามหลักปรัชญาของเศรษฐกจิ พอเพยี ง พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภมู ิพลอดุลยเดช (รัชกาลที่ 9) ทรงปฏบิ ัตพิ ระราชกรณียกิจ เพื่อการพัฒนาประเทศ โดยทรงเนนคนเปนศูนยกลางตลอดมา พระองคเปนตนแบบการบริหาร จดั การท่ีดีในทุกพระราชภารกิจ ในฐานะพระมหากษตั รยิ ภ ายใตรฐั ธรรมนญู ทรงเกอื้ หนุนการบริหาร ราชการทกุ รัฐบาล แนวพระราชดำรจิ ำนวนมากทีพ่ ระราชทานใหร ฐั บาลนำไปปฏิบตั ิลว นมีจดุ มงุ หมาย ใหประชาชนชาวไทยมีความสุข ไดรับบริการจากรัฐอยางท่ัวถึง เขาถึงทรัพยากรของชาติอยางเทา เทยี มกัน แนวพระราชดำริดา นการเกษตรทีส่ ำคญั คือ “ทฤษฎใี หม” เปนการใชป ระโยชนจ ากพน้ื ทท่ี ่ี มีอยูจ ำกัดใหเ กิดประโยชนสูงสดุ พ.ศ. 2540 ประเทศไทยประสบปญหาภาวะเศรษฐกิจตกตำ่ พระบาทสมเด็จพระปรมินทร มหาภูมิพลอดุลยเดช (รัชกาลที่ 9) พระราชทานหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงทรงชี้แนะแนว

282 ทางการดำเนินชวี ิตใหแ กราษฎร เปนผลใหเ กิดการพฒั นาสงั คมและทรพั ยากรบุคคลอยางมัน่ คง ยงั่ ยนื และสงบสุข ซ่ึงโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริในรัชสมัยของพระองคมีทั้งส้ินมากกวา 4,000 โครงการ อยูในความรับผิดชอบของสำนักงานคณะกรรมการพิเศษเพื่อประสานงานโครงการอัน เนอ่ื งมาจากพระราชดำริ (สำนกั งาน กปร.) นอกจากนพ้ี ระองคยังทรงมีพระปรีชาสามารถในศาสตรส าขาตา ง ๆ ซ่งึ สง ผลตอการพฒั นา ทัง้ สนิ้ ทง้ั ในดานการประดษิ ฐ ไดแ ก การประดษิ ฐ “กงั หันชยั พัฒนา” ซง่ึ เปน เครื่องกลเติมอากาศ แบบทุน ลอย ดานวรรณศิลป พระองคทรงเช่ียวชาญในภาษาหลายภาษา ทรงพระราชนิพนธบทความ แปลหนังสือ เชน นายอินทรผูปดทองหลังพระ ติโต พระมหาชนก และพระมหาชนกฉบับการตูน เปนตน งานทางดานดนตรี พระองคท รงพระปรีชาสามารถเปน อยา งมากและรอบรใู นเร่ืองการดนตรี เปนอยางดี พระองคทรงดนตรีไดหลายชนิด เชน แซ็กโซโฟน คลาริเน็ต ทรัมเปต กีตาร และเปยโน พระองคยังไดประพันธเพลงท่ีมีความหมายและไพเราะหลายเพลงดวยกัน เชน เพลงพระราชนิพนธ แสงเทียน เปน เพลงแรก นอกจากนี้ยังมีเพลงสายฝน ยามเย็น ใกลรงุ ลมหนาว ยิม้ สูสายลม ค่ำแลว ไกลกังวล ความฝนอันสูงสดุ เราสู และเพลงพรปใ หม เปน ตน ในรัชสมัยสมเดจ็ พระเจาอยหู ัวมหาวชิราลงกรณ บดนิ ทรเทพยวรางกรู (รชั กาลท่ี 10) พระราชกรณียกิจของพระองคท่ีสำคัญ เชน พระองคทรงใสพระราชหฤทัยในการสงเสริม การศึกษาของเยาวชนไทย โดยทรงรับโรงเรียนหลายแหงไวใ นพระราชปู ถัมภ เนื่องจากทรงตระหนัก วา การศึกษาจะสามารถพัฒนาเยาวชน ซึ่งเปนกำลงั หลักในการพัฒนาประเทศชาติในอนาคต ทรงมี พระราชดำริดานการสง เสรมิ การศกึ ษา ไดแ ก “โครงการทุนการศึกษาสมเดจ็ พระเจา อยูหัวมหาวชริ า ลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร” เพอ่ื สนับสนุนและสง เสรมิ การศึกษาแกเดก็ และเยาวชน นอกจากน้ี พระองคยังทรงหวงใยและทรงคำนึงถึงความอยดู ีมีสุขของประชาชนเปนสำคัญ และพระองคม ีพระราชปณิธานแนวแน ที่จะทำใหป ระเทศชาตมิ ัน่ คงและประชาชนมชี วี ิตความเปน อยู ท่ีดีขึ้น ดวยมีพระราชประสงคท่ีจะสืบสาน รกั ษา และตอ ยอดโครงการอันเน่ืองมาจากพระราชดำริ และแนวพระราชดำริตาง ๆ ในการบำบัดทุกขและบำรุงสุขใหประชาชนและพัฒนาประเทศให เจริญกาวหนาทรงพระกรณุ าโปรดเกลา ฯ ใหหนวยราชการในพระองค รวมกับหนวยราชการตาง ๆ และประชาชนทุกหมูเหลาท่ีมีจิตอาสา บำเพ็ญสาธารณประโยชนในพ้ืนที่ตาง ๆเพื่อบรรเทาความ เดือดรอน และแกไ ขปญหาใหแ กป ระชาชน ไมวา จะเปนปญหาน้ำทว มในเขตชุมชน ปญ หาการจราจร และอ่ืน ๆ เพื่อสบื สานพระราชปณิธานพระบาทสมเด็จพระปรมนิ ทรมหาภูมิพลอดุลยเดช (รัชกาลท่ี 9) ทท่ี รงหว งใยปญหาน้ำทว มและปญ หาการจราจรในเขตพนื้ ทกี่ รงุ เทพมหานครและจงั หวดั ตา ง ๆ ซึ่ง พระองคทรงพระกรุณาโปรดเกลา ฯ ใหจ ัดโครงการจิตอาสา“เราทำความดี ดวยหวั ใจ” ระหวางวันท่ี

283 28 กรกฎาคม - 3 สงิ หาคม พ.ศ. 2560 ในพื้นที่กรุงเทพมหานครเพ่ือเปนแบบอยางในการพัฒนา สภาพแวดลอม และความเปนอยูในชมุ ชนใหมีสภาพท่ดี ีขน้ึ ดังนั้น โครงการจิตอาสา “เราทำความดี ดวยหัวใจ” โครงการในพระราชดำริสมเด็จพระ เจา อยูหัว ไดป ลุกจิตสำนึกในการทำความดี ปลูกฝงใหคนทกุ เพศทุกวยั ไดต ื่นตัวในการบำเพญ็ ตนให เปน ประโยชนแ กส งั คม ชมุ ชน และประเทศชาติ

284 ใบงานบทเรียนออนไลนที่ 3 เร่อื ง บุญคณุ ของพระมหากษัตริยไทยตง้ั แตส มัยสุโขทยั อยธุ ยา ธนบุรี และ รัตนโกสินทร คำชีแ้ จง ใหนักศึกษาตอบคำถามตอไปน้ีใหถกู ตอง 1. จงอธิบายบญุ คุณของพระมหากษัตรยิ ไ ทยสมัยกรุงสโุ ขทยั ทีม่ ตี อแผนดนิ ไทย ................................................................................................................................................................ ................................................................................................................................................................ ................................................................................................................................................................ 2. จงอธิบายบญุ คณุ ของพระมหากษัตริยไ ทยสมยั กรงุ ศรีอยธุ ยาท่ีมีตอแผน ดินไทย ................................................................................................................................................................ ................................................................................................................................................................ ................................................................................................................................................................ 3. จงอธบิ ายบญุ คณุ ของพระมหากษัตริยไ ทยสมัยกรุงธนบรุ ที ่มี ีตอ แผนดนิ ไทย ................................................................................................................................................................ ................................................................................................................................................................ ................................................................................................................................................................ 4. จงอธบิ ายบญุ คุณของพระมหากษัตริยไ ทยสมยั กรงุ รตั นโกสนิ ทรท ่มี ตี อ แผน ดินไทย รัชกาลท่ี 1 ................................................................................................................................................................ ................................................................................................................................................................ ................................................................................................................................................................ รชั กาลที่ 2 ................................................................................................................................................................ ................................................................................................................................................................ ................................................................................................................................................................

285 รัชกาลที่ 3 ................................................................................................................................................................ ................................................................................................................................................................ ................................................................................................................................................................ รัชกาลท่ี 4 ................................................................................................................................................................ ................................................................................................................................................................ ................................................................................................................................................................ รชั กาลที่ 5 ................................................................................................................................................................ ................................................................................................................................................................ ................................................................................................................................................................ รชั กาลท่ี 6 ................................................................................................................................................................ ................................................................................................................................................................ ................................................................................................................................................................ รชั กาลที่ 7 ................................................................................................................................................................ ................................................................................................................................................................ ................................................................................................................................................................ รชั กาลท่ี 8 ................................................................................................................................................................ ................................................................................................................................................................ ................................................................................................................................................................ รชั กาลที่ 9 ................................................................................................................................................................ ................................................................................................................................................................ ................................................................................................................................................................

286 รชั กาลที่ 10 ................................................................................................................................................................ ................................................................................................................................................................ ................................................................................................................................................................

287 เฉลย ใบงานบทเรียนออนไลนท ี่ 3 เร่ือง บุญคณุ ของพระมหากษตั ริยไทยต้ังแตส มยั สโุ ขทัย อยุธยา ธนบุรี และ รัตนโกสินทร คำช้แี จง ใหน ักศึกษาตอบคำถามตอ ไปน้ใี หถูกตอ ง 1. จ งอธิบ าย บุ ญ คุณ ข องพ ระม ห าก ษั ต ริยไท ยส มั ย ก รุงสุโข ทั ย ที่ มี ต อแผ นดิน ไท ย ไดทรงแผอาณาเขตออกไปโดยรอบ วัฒนธรรมไทยไดเจริญข้ึนทุกสาขา ดังปรากฏในศิลา จารึกหลักที่ 1 ซึ่งเจริญทั้งดานประวัติศาสตร การสงคราม ภูมิศาสตร กฎหมาย ประเพณี การ ปกครอง เศรษฐกจิ สงั คม ปรัชญาพระพทุ ธศาสนา การประดิษฐอ กั ษรไทย และอ่ืน ๆ สมยั พอ ขุนรามคำแหงมหาราช ดานการเมืองการปกครอง พระองคทรงใชรูปแบบการปกครองแบบพอปกครองลูก คือ พระองคทรงดูแลเอาใจใสใน ทุกขสุขของราษฎรเหมือนพระองคเปนพอ สวนราษฎรหรือไพรฟา คือ ลูก เมื่อราษฎรมีเร่ือง เดือดรอนก็ทรงใหส่ันกระดิ่งท่ีหนาประตูวัง แลวพระองคก็จะเสด็จออกมารับฟงเรื่องราวและทรง ตัดสินปญหาดวยพระองคเอง นอกจากนี้ พระองคทรงทำสงครามขยายอาณาเขตออกไปอยาง กวางขวางมากกวา พระมหากษตั รยิ พระองคใดในสมัยสโุ ขทยั ดานเศรษฐกจิ พระองคท รงโปรดใหส รางทำนบกกั เกบ็ น้ำที่เรยี กวา ทำนบพระรว ง หรอื สรีดภงสเพื่อใชก ัก เกบ็ น้ำไวใชใ นฤดูแลง และพระองคท รงใหเสรีภาพแกป ระชาชนในการคาขายไดอยางมีอสิ ระเสรี ไมมี การเก็บภาษีผานดานจากราษฎร ท่ีเรียกวา จังกอบ ทำใหการคาขายขยายออกไปอยางกวางขวาง และทรงโปรดใหสรางเตาเผาเคร่ืองสังคโลกเปนจำนวนมาก เพ่ือผลิตสินคาออกไปขายยังดินแดน ใกลเ คยี ง ดา นศิลปวฒั นธรรม พระองคทรงประดิษฐตัวอักษรไทยท่ีเรียกวา ลายสือไทย และไดมีการพัฒนามาเปนลำดับ จนถึงอักษรไทยในปจจุบัน ทำใหคนไทยมีอักษรไทยใชมาจนถึงปจจุบัน โดยโปรดใหจารึกเร่ืองราว เหตุการณตาง ๆ ในสมัยสุโขทยั ลงบนศลิ า เมอ่ื พ.ศ. 1826 เรยี กวา ศิลาจารกึ หลักท่ี 1 สมยั พระมหาธรรมราชาท่ี 1 (พระยาลิไท) ทรงรวบรวมราชอาณาจกั รสุโขทัยเปนอนั หน่ึงอันเดียวกัน และขยายพระราชอำนาจออกไป ระหวา งแควจำปาสักกบั แมน ำ้ ปงจนจรดแมน ำ้ นา นทางทศิ เหนอื มาไวในราชอาณาจักรสุโขทยั

288 ดานศาสนา ทรงมีบทบาทสำคัญในการทำนบุ ำรุงและเผยแผพระพุทธศาสนา คือ ไดสงพระสงฆออกไป เผยแผ พระพทุ ธศาสนายังท่ีตา ง ๆ เชน เมืองเชียงใหม พษิ ณุโลก อยุธยา และหลวงพระบางทรงโปรด เกลาฯ ใหซ อมพระเจดียเมอื งนครชุม (กำแพงเพชร) ทรงประดษิ ฐานรอยพระพุทธบาทท่เี ขาสุมนกุฏ ซ่ึงอยนู อกเมืองสุโขทัย โปรดใหสรา งวดั ปามะมว ง (สุโขทยั ) ทรงโปรดใหหลอพระพทุ ธรูปปางมารวชิ ัย มขี นาดเทากับองคพระพุทธเจา ถวายพระนามวา พระศรีศากยมุนีประดิษฐานที่พระวหิ ารวดั พระศรี รัตนมหาธาตุ สุโขทยั ดานภาษาและวรรณคดี ทรงมีความเชี่ยวชาญในดานภาษาและวรรณคดีเปนพิเศษ ดังมีหลักฐานปรากฏในหนังสือ ไตรภูมิพระรวง วา พระมหาธรรมราชาท่ี 1 (พระยาลิไท) ทรงนิพนธข ้ึนเมื่อคร้ังยังดำรงพระยศพระ มหาอุปราช ครองเมอื งศรสี ชั นาลยั หนงั สอื ไตรภมู ิพระรว งเปน วรรณคดที ี่เกยี่ วขอ งกบั พระพุทธศาสนา 2. จงอธบิ ายบญุ คุณของพระมหากษตั รยิ ไ ทยสมัยกรงุ ศรีอยธุ ยาทม่ี ตี อ แผน ดนิ ไทย 1. ทรงปฏริ ูปการปกครอง โดยทรงรวมอำนาจการปกครองเขา สูศ ูนยกลาง คอื ราชธานแี ละ แยกฝายทหารกับฝายพลเรือนออกจากกัน การแตงตั้งตำแหนงขาราชการใหมีบรรดาศกั ด์ติ ามลำดับ จากต่ำสดุ ไปสูงสุด คือ ทนาย พัน หม่ืน ขนุ หลวง พระ พระยา และเจาพระยา มีกำหนดศักดินาเพื่อ เปนคา ตอบแทนการรับราชการ ทรงตง้ั กฎมณเฑียรบาลขน้ึ เปนกฎหมายสำหรับการปกครอง 2. ทรงประกาศใชกฎหมายลักษณะสำคัญ คือ กฎหมายศักดินา เปน การกำหนดสิทธหิ นาที่ มูลนายและไพร 3. โปรดเกลาฯ ใหประชุมนักปราชญราชบัณฑิตแตงหนังสือมหาชาติคำหลวง นับวาเปน วรรณกรรมทางพระพุทธศาสนาเรื่องแรกของกรุงศรีอยุธยา และเปนวรรณคดีที่ใชเปนแนวทางใน การศึกษาภาษาและวรรณคดีของไทย พรอมทั้งสรา งวัดจฬุ ามณี 4. ทรงรวมอาณาจักรสุโขทัยเปน สวนหนึ่งของอยธุ ยาโดยสมบรู ณ 3. จงอธิบายบญุ คุณของพระมหากษตั ริยไ ทยสมัยกรงุ ธนบุรีท่มี ีตอ แผน ดนิ ไทย สมเดจ็ พระเจา ตากสินมหาราช พระองคม ีพระราชกรณยี กจิ ทีส่ ำคญั คือ การรวบรวมกำลงั ไว ตอสกู ับพมา สรา งความเปนปกแผนของพระราชอาณาจกั รบญุ คุณของพระองคท ีม่ ีตอประเทศชาติในดาน ตาง ๆ ดา นเศรษฐกิจ เม่ือเศรษฐกจิ ของบานเมอื งอยใู นภาวะตกต่ำ ทรงแกไขปญ หาเฉพาะหนาไดเปนอยางดี โดย สละพระราชทรพั ยซ ื้อขา วสารจากพอ คา ตางเมือง

289 ดา นวรรณกรรม ทรงสนพระทัยดานวรรณกรรม ทรงนิพนธบทละครเร่ืองรามเกียรติ์ ทำนุบำรุง พระพุทธศาสนาใหรงุ เรอื งดังแตกอนนอกจากนี้พระองคยงั ทรงเปนนักรบและนกั ปกครองช้ันดีเย่ียม มคี ณุ ลกั ษณะผนู ำอยูเต็มตวั ทัง้ ในยามคับขนั และยามปกติ 4. จงอธิบายบุญคุณของพระมหากษตั รยิ ไ ทยสมัยกรุงรัตนโกสนิ ทรท ม่ี ตี อแผนดนิ ไทย รัชกาลที่ 1 สถาปนากรุงรตั นโกสินทร ปองกนั ราชอาณาจักร พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟาจุฬาโลกมหาราชทรงสถาปนากรุงเทพมหานคร (หรอื กรุง รัตนโกสินทร) เปนราชธานี มากไปกวานั้นพระองคทรงมีพระปรีชาสามารถอยางย่ิงในการปองกัน ราชอาณาจักรดวยการทำสงครามรบกบั พมา ถงึ 7 ครั้ง รวมถึงทรงฟนฟูวัฒนธรรมไทยอนั เปนมรดก ตกทอดมาตง้ั แตสมัยสุโขทัยและอยุธยา รัชกาลท่ี 2 พระปรีชาสามารถดานศิลปกรรม มรดกศิลปวัฒนธรรมสวนหน่ึงของประเทศไทยในปจจุบัน ถือไดวาเปนเสมือนมรดกจากยุคทอง ของวรรณคดีในพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหลานภาลัย พระองคท รงมีพระปรีชาสามารถดาน ศิลปกรรมอยางยิ่งในการนำบทละครเกา มาทรงแตง ใหม เชน รามเกียรติ์ อณุ รทุ และอิเหนา รวมถึงยัง ทรงพระราชนิพนธบทพากยโขนอกี หลายชุดอีกดวย รัชกาลที่ 3 หนงั สอื จนิ ดามณีเลม ทส่ี อง ความรูบนฝาผนงั วดั พระเชตพุ นวิมลมงั คลารามราชวรมหาวหิ าร พระบาทสมเด็จพระนง่ั เกลาเจา อยูหัวทรงเหน็ ความสำคญั ของการศึกษาเปน อยางมาก และ โปรดเกลาฯ ใหพระเจาบรมวงศเธอ พระองคเจานวม กรมหลวงวงศาธิราชสนิท แตงหนังสือ จินดา มณี เปนเลม ที่สอง ซึ่งถือไดวาเปนแบบเรียนภาษาไทยท่ีมคี วามสำคัญอยา งยิ่ง รวมถงึ หากใครไดไป วัดพระเชตุพนวิมลมังคลารามราชวรมหาวิหารก็จะเห็นไดวาตามผนังตาง ๆ มีความรูอยูมากมาย เนื่องจากพระองคท รงโปรดใหผใู นดานตางๆนำความรูม าสลักไวเ พือ่ เผยแพรความรแู กคนทั่วไป รัชกาลท่ี 4 พระบาทสมเด็จพระจอมเกลาเจาอยูหวั ทรงเปล่ียนนโยบายตางประเทศ มาเปนการคากับ ชาวตะวนั ตก เพอื่ ความอยรู อดของชาติ เนื่องจากทรงตระหนักถงึ ภัยจากลทั ธิจกั รวรรดนิ ิยม ซ่ึงกำลงั คกุ คามประเทศตาง ๆ อยใู นขณะน้นั ต้งั โรงเรยี นชายขึ้นทต่ี ำบลสำเหร และโรงเรยี นกลุ สตรีวงั หลัง

290 รัชกาลท่ี 5 ทรงพระกรณุ าเลกิ ทาส พัฒนาสยาม ความเจรญิ ดานการทตู เพราะพระมหากรุณาธคิ ุณของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกลา เจาอยหู ัวท่ีไดทรงเลิกทาส อยางคอยเปนคอ ยไป จนในที่สดุ ทำใหป ระชาชนทุกคนเปน ไท รวมถึงพระองคไดมีทรงมองการณไ กล ในการพัฒนาสยามใหมีความทันสมัย โดยไดทรงกอตั้งการประปา การไฟฟา ไปรษณียโทรเลข โทรศัพท การสื่อสาร การรถไฟ รวมถึงการขุดคลองหลายแหง รวมถึงยังทรงเจริญพระราช สัมพนั ธไมตรีตอชาติตะวันตกหลายประเทศ เพื่อปองกนั การรุกรานของจักรวรรดิ ไดมีการปฏิรูปการศึกษาขึ้น คือ โรงเรียนนายทหารมหาดเล็ก โรงเรียนพระตำหนักสวน กุหลาบและโรงเรียนวัดมหรรณพาราม (แหงแรก) ไดโปรดใหจัดตั้งกระทรวงธรรมการขึ้นเพ่ือ รับผิดชอบในดา นการศกึ ษา และยงั ไดพ ระราชทานทนุ เลาเรียนหลวงอกี ดว ย รัชกาลที่ 6 จดั ต้งั มหาวทิ ยาลยั พระองคทรงใหความสำคัญในการจัดการศกึ ษาและไดท รงจดั ต้งั โรงเรียนและมหาวิทยาลยั ซ่ึง ยังคงเปน รากฐานที่สำคญั ของประเทศไทยมาจนถงึ ปจ จุบัน ไดแก ไดแก โรงเรียนวชิราวุธวิทยาลัย ซึ่ง ในอดีตเคยโรงเรียนมหาดเล็กหลวง รวมถึงทรงพระกรุณาโปรดเกลาฯ ใหประดิษฐานโรงเรียน ขาราชการพลเรือนของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกลาเจาอยูหัว ข้ึนเปน “จุฬาลงกรณ มหาวิทยาลัย” ซ่งึ เปนมหาวทิ ยาลยั แหงแรกของประเทศไทย รชั กาลท่ี 7 พระราชทานรฐั ธรรมนญู ความเสียสละของพระองคตอการเปล่ียนแปลงระบอบการปกครอง จากจากระบอบ สมบรู ณาญาสิทธริ าชยไปเปน ราชาธปิ ไตยภายใตรฐั ธรรมนญู นน้ั ถอื เปน พระคุณอนั ลน พน ของชาวไทย ทุกคนที่ไดทรงพระราชทานรัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักร สยาม พุทธศักราช 2475 ซึ่งเปน รัฐธรรมนูญถาวร ฉบบั แรกของไทย เมอ่ื วันที่ 10 ธันวาคม พทุ ธศักราช 2475 จนทำใหป ระเทศไทยมี การปกครองแบบประชาธิปไตยในปจ จบุ นั รัชกาลท่ี 8 ยตุ ิความขัดแยงระหวา งชาวไทยและชาวไทยเช้ือสายจีน พระราชปรารภในการผลิตแพทยเ พมิ่ ข้นึ ในชวงป พ.ศ.2489 น้นั ไดเกิดเกดิ ความขดั แยงกันระหวางชาวไทยและชาวไทยเช้ือสายจนี จน เกือบเกิดสงครามกลางเมือง พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานนั ทมหิดลจงึ ทรงตัดสนิ พระทยั ใน การเสด็จพระราชดำเนินสำเพ็งดวยพระองคเอง เพ่ือเปนการประสานรอยราวที่เกิดข้ึนใหหมดไป รวมถงึ ยังทรงมีพระราชปรารภใหมีการผลติ แพทยเพิ่มมากขึ้นเพื่อใหเพียงพอตอ การรักษาพยาบาล

291 ประชาชน โดยการจัดต้ังโรงเรียนแพทยแหงท่ี 2 น่ันคือโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ โดยในปจจุบัน คือ คณะแพทยศาสตร จุฬาลงกรณมหาวิทยาลัย รชั กาลที่ 9 โครงการอันเนอื่ งมาจากพระราชดำริ 4, 741 โครงการ ปรัชญาเศรษฐกจิ พอเพยี ง ตลอดเวลา 70 ปใ นการครองราชยข องพระบาทสมเดจ็ พระปรมินทรมหาภูมพิ ลอดลุ ยเดชได ทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจอยางตอเนื่องในการเสด็จเยีย่ มเยียนประชาชน จนทำใหมีโครงการอัน เน่ืองมาจากพระราชดำริถึง 4,741 โครงการ เพ่ือพฒั นาคุณภาพชีวติ และความเปน อยขู องประชาชน เชน โครงการฝนหลวง โครงการแกลงดิน โครงการแกมลงิ รวมถึงทรงพระราชประทานแนวทางใน การดำเนินชีวิตอยาง “ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง” เพ่ือใหประชาชนสามารถมีชีวิตอยูไดอยางพอดี และมคี วามสุข รัชกาลที่ 10 พระองคทรงใสพระราชหฤทัยในการสงเสริมการศึกษาของเยาวชนไทย โดยทรงรับโรงเรียน หลายแหง ไวในพระราชปู ถมั ภ เน่อื งจากทรงตระหนกั วา การศึกษาจะสามารถพัฒนาเยาวชน ซ่ึงเปน กำลังหลักในการพัฒนาประเทศชาติในอนาคต ทรงมีพระราชดำริดานการสงเสริมการศึกษา ไดแก “โครงการทนุ การศึกษาสมเด็จพระเจา อยูหัวมหาวชิราลงกรณ บดนิ ทรเทพยวรางกูร” เพื่อสนับสนุน และสงเสรมิ การศกึ ษาแกเ ดก็ และเยาวชน

292 แบบทดสอบหลังเรียน บทเรียนออนไลนท ่ี 3 เร่ือง บุญคุณพระมหากษตั รยิ  1. ใครคือปฐมกษัตรยิ ข องกรุงศรอี ยุธยา ก. สมเดจ็ พระนเรศวรมหาราช ข. สมเดจ็ พระนารายณม หาราช ค. พระยาลิไท ง. พระเจาอทู อง 2. การยายราชธานจี ากกรงุ ธนบุรไี ปยังกรุงรตั นโกสินทร หรือกรุงเทพฯ ในปจ จบุ นั เกิดขึ้นในรัชสมัย ของกษตั ริยพระองคใด ก. พระบาทสมเด็จพระพทุ ธเลิศหลานภาลยั ข. พระบาทสมเด็จพระพทุ ธยอดฟาจุฬาโลกมหาราช ค. พระบาทสมเดจ็ พระจอมเกลาเจาอยูหัว ง. พระบาทสมเด็จพระนงั่ เกลาเจาอยหู ัว 3. ขอใดคอื พระมหากษัตรยิ ทก่ี อบกูเอกราชจากพมาใหแ กประเทศไทย และเปนพระมหากษัตรยิ  แหง กรุงธนบรุ ีเพียงองคเ ดียว ก. พระเจาตากสนิ มหาราช ข. พระบาทสมเดจ็ พระพุทธยอดฟาจุฬาโลกมหาราช ค. สมเดจ็ พระนเรศวรมหาราช ง. สมเดจ็ พระนารายณมหาราช 4. สมเดจ็ พระนเรศวรมหาราชทรงกอบกูเอกราชของชาวสยามจากชาตใิ ด ก. มาเลเซีย ข. เขมร ค. ลาว ง. พมา 5. พอ ขุนรามคำแหงมหาราช ทรงเปนพระมหากษัตริยใ นสมัยใด ก. อยุธยา ข. สุโขทัย ค. ธนบุรี ง. รัตนโกสินทร

293 6. ในรัชสมยั ของกษัตริยพระองคใดไดชื่อวาเปน ยุคทองของวรรณคดีในสมัยกรงุ ศรีอยุธยารวมทง้ั ได มีชาวตะวันตกเดินทางเขามาติดตอคาขาย เผยแผศ าสนาตลอดจนเขา รับราชการ ทำให ชาวตะวันตกยอมรับนบั ถอื กรุงศรีอยุธยาเปน อยางมาก ก. สมเด็จพระนารายณมหาราช ข. พระเจาอูทอง ค. สมเด็จพระนเรศวรมหาราช ง. พระยาลิไท 7. ขอใดกลาวผิดเกยี่ วกบั พระบาทสมเดจ็ พระปรมนิ ทรมหาภมู พิ ลอดลุ ยเดช (รัชกาลท่ี 9) ก. พ.ศ. 2540 ประเทศไทยประสบปญหาภาวะเศรษฐกจิ ตกต่ำ ทานทรงพระราชทานหลัก ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงทรงช้ีแนะแนวทางการดำเนินชีวิตใหแกร าษฎร ข. โครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริในรัชสมัยของพระองคมีทงั้ ส้ินมากกวา 4,000 โครงการ เชน กงั หันชยั พัฒนา ค. ทรงปฏิบัติพระราชกรณียกจิ เพ่ือการพัฒนาประเทศ โดยทรงเนนคนเปนศูนยกลาง ง. ถกู ทุกขอ 8. ขอใดกลา วผดิ ก. การสรางพระบรมมหาราชวัง พระบาทสมเดจ็ พระพุทธยอดฟา จุฬาโลกมหาราช พระองค โปรดใหส รางวัดข้นึ ในพระบรมมหาราชวงั คือ วัดพระศรีรัตนศาสดาราม หรือวดั พระแกว แลวอัญเชิญพระแกวมรกตมาประดษิ ฐาน ข. จุดเร่มิ ของการเปลย่ี นแปลงนโยบายตางประเทศ คอื การทำสนธิสญั ญาเบาวริง กบั อังกฤษ ใน พ.ศ. 2398 โดยพระนางเจาวิกตอเรียไดแ ตงตง้ั ให เซอร จอหน เบาวรงิ เปน ราชทูตเขา มาเจรจา ค. ในสมัยรัชกาลท่ี 4 พระบาทสมเดจ็ พระจอมเกลาเจาอยูหัวทรงเปลี่ยนนโยบายตา งประเทศ มาเปนการคากบั ชาวตะวนั ตก เพ่ือความอยรู อดของชาติ เน่ืองจากทรงตระหนกั ถึงภัยจาก ลัทธิจักรวรรดินิยม ง. รัชกาลท่ี 9 ทรงเปล่ียนการใชเ งินพดดวงมาเปนเงินเหรยี ญ

294 9. พอ ขุนรามคำแหงมหาราช ไดท รงแผอ าณาเขตออกไปโดยรอบ วฒั นธรรมไทยไดเ จรญิ ขนึ้ ทุก สาขา ไดแก ดานประวัติศาสตร การสงคราม ภมู ิศาสตร กฎหมาย ประเพณี การปกครอง เศรษฐกจิ สังคม ปรชั ญาพระพุทธศาสนา การประดษิ ฐอกั ษรไทย และอ่ืน ๆ ขอใดเกดิ ขน้ึ ในสมยั ของพอขุนรามคำแหงมหาราช ก. ทำนบพระรวง ข. การปกครองแบบพอ ปกครองลกู ค. ลายสือไทย ง. ถูกทุกขอ 10. โครงการจิตอาสา “เราทำความดี ดวยหัวใจ” เกดิ ข้ึนในรชั กาลทเ่ี ทา ใด ก. 7 ข. 8 ค. 9 ง. 10

295 เฉลยแบบทดสอบหลงั เรยี น บทเรียนออนไลนท่ี 3 เรอ่ื ง บญุ คุณพระมหากษัตรยิ  1. ข 2. ก 3. ก 4. ง 5. ข 6. ค 7. ง 8. ง 9. ง 10. ง

296 แบบทดสอบกอ นเรยี นบทเรยี นออนไลน ที่ 4 เรื่อง เหตกุ ารณสำคัญทางประวตั ศิ าสตรที่มีผลตอการพัฒนาชาติไทย 1. ขอใดกลา วผิดเกยี่ วกับเหตกุ ารณป ระวัติศาสตรไทย (สงครามชางเผือก) ก. บเุ รงนองขอพระนเรศวรซึ่งขณะนนั้ มีพระชนมายุ 9 พรรษา ไปเล้ียงดูท่กี รงุ หงสาวดี ข. กรุงศรอี ยุธยามอบชางเผอื กใหแกพระเจาหงสาวดี 4 เชอื ก สวยชางปล ะ 30 เชือก เงินปละ 300 ชั่ง ค. บุเรงนองไดยกทัพมาตีกรุงศรอี ยุธยาในป พ.ศ. 2560 เนือ่ งจากสมเด็จพระมหาจักรพรรดิไม ทรงยอมมอบชางเผอื กใหต ามท่ีขอมา ง. พระมหาธรรมราชาตองถวายสัตยอยูขางฝายหงสาวดี สมเด็จพระมหาจกั รพรรดทิ รงยอม หยาศึกกบั พระเจาบุเรงนอง 2. ขอใดไมใชเหตผุ ลทีต่ อ งยายเมอื งหลวงจากกรงุ ธนบรุ มี ายังกรุงเทพมหานคร ซึง่ มผี ลตอการ สถาปนาอาณาจักรรัตนโกสินทร ก. กรุงเทพมหานครมีดานภูมิศาสตรเ ปนพ้ืนทร่ี าบลุม กวางใหญเ หมาะแกก ารเพาะปลกู และ ใกลป ากอาวไทยเหมาะสมแกการติดตอคาขายกับชาวตางประเทศ ข. กรุงเทพมหานคร มีชัยภูมปิ องกันขาศึกไดง ายกวากรุงธนบรุ ี ค. กรงุ ธนบุรีมีวัดจำนวนมากเหมาะแกก ารทำนุบำรุงศาสนา ง. อยฝู งคดของแมน้ำทำใหนำ้ เซาะตลงิ่ พังอยเู รอื่ ย 3. สนธิสัญญาเบาวรงิ ประเทศไทยทำสัญญากับประเทศใด ก. ฝรง่ั เศส ข. อังกฤษ ค. เนเธอรแลนด ง. สเปน 4. สาระสำคัญของสนธสิ ญั ญาเบาวรงิ ขอ ใดตอไปนี้ กลาวถูกตอ ง ก. คนทอี่ ยูในการบังคับอังกฤษ ไดร ับสทิ ธิในการคา ขายอยางเสรีในเมอื งทาบางแหง ของสยาม ข. คนที่อยใู นการบังคับอังกฤษ สามารถซ้อื หรอื เชาอสังหารมิ ทรัพยในบริเวณดังกลาวได ค. คนที่อยใู นการบังคับอังกฤษ ไดรับอนุญาตใหเดินทางไดจำกัดในสยาม โดยตอ งมีหนังสอื ท่ี ไดรบั การรบั รองจากกงสุล ง. คิดคาธรรมเนียมปากเรือ และกำหนดอตั ราภาษีขาเขา และขาออกอยางชัดเจน

297 5. ขอ ใดคอื สาเหตุของการปฏิรูปบานเมอื งในรชั สมยั พระบาทสมเดจ็ พระจุลจอมเกลา เจาอยหู ัว ก. ชาติตะวันตกมีการลาอาณานิคม ข. เพ่อื อนุรักษความเปนไทย ค. เพ่อื ไมใหใชเ ปนขอ อางวา ประเทศไทยเปนบานเมืองปาเถือ่ น ดอ ยความเจริญ ง. ขอ 1 และ 3 ถกู ตอ ง 6. เหตกุ ารณใดเกิดขน้ึ ในสมยั พระบาทสมเดจ็ พระจุลจอมเกลา เจาอยูหวั รัชกาลท่ี 5 ก. ปลดปลอยไพรใหเ ปนอิสระและทรงประกาศเลิกทาสใหเปนไทยแกตนเอง ข. สถาปนากรงุ รัตนโกสินทร ค. เสียกรุงอยุธยาครงั้ ที่ 2 ง. กอตง้ั ลูกเสือไทย 7. พระราชบญั ญัติธรรมนญู การปกครองแผนดินสยามช่ัวคราว พ.ศ. 2475 อำนาจสงู สดุ ในแผน ดิน ประกอบดวย ก. อำนาจนิติบัญญัติ ข. อำนาจบริหาร ค. อำนาจตุลาการ ง. ถูกทุกขอ 8. ปจ จุบันประเทศไทยมีระบอบการปกครองแบบใด ก. สมบรู ณาญาสทิ ธริ าชย ข. ประชาธปิ ไตยอันมีพระมหากษัตริยเ ปนประมุข ค. คอมมิวนิสต ง. ทุนนิยม 9. วันรฐั ธรรมนูญตรงกับวันใด ก. 9 ธันวาคม ข. 10 ธันวาคม 8. 11 ธนั วาคม ง. 12 ธันวาคม 10. ประเทศไทยมรี ฐั ธรรมนญู ฉบบั แรกในรชั กาลทเี่ ทาใด ก. 6 ข. 7 ค. 8 ง. 9


Like this book? You can publish your book online for free in a few minutes!
Create your own flipbook