The 2nd National Conference of Health Science Research สำนกั วชิ ำวทิ ยำศำสตรส์ ุขภำพ Knowledge transformation towards Thailand 4.0 มหำวทิ ยำลยั แมฟ่ ้ ำหลวง ผลการวจิ ัย แผนกท่ที ำการเก็บอากาศตรวจ ซ่งึ มี 5 แผนก ประกอบดว้ ย หอผู้ป่วยวกิ ฤต ลกั ษณะเป็นห้องปิด ระบบบแอรจ์ ่ายกลาง มี 5 เตียง แผนกไตเทียม ลักษณะเป็นห้องปิด ระบบแอรจ์ ่ายกลาง มี 6 เตียง ห้องผ่าตัด ลักษณะเป็นห้องปิด ระบบอร์แยกแต่ละ ห้องผา่ ตัด มที ้งั หมด 6 หอ้ ง หอ้ งคลอด ลกั ษณะเป็นหอ้ งปดิ ระบบแอรจ์ า่ ยกลางแยกแต่ละหอ้ ง และหอ้ งพกั ฟื้นหลังผา่ ตัด ลักษณะ เป็นหอ้ งเปดิ เชื่อมกับทางเดิน ระบบแอรจ์ ่ายกลางไม่ได้เปดิ แอร์ (ตารางที่ 1) ตารางท่ี 1 ลกั ษณะแผนกทท่ี ำการเก็บอากาศตรวจ ลกั ษณะ แผนกที่ทำการเกบ็ อากาศตรวจ • หอผปู้ ่วยวกิ ฤติ • ห้องปดิ ระบบแอร์จา่ ยกลาง มี 5 เตยี ง • แผนกไตเทยี ม • ห้องปดิ ระบบแอร์จา่ ยกลาง มี 6 เตียง • ห้องผ่าตดั • ห้องปิด ระบบแอรแ์ ยกแต่ละหอ้ งผ่าตัด มี 6 ห้อง • ห้องคลอด • ห้องปิด ระบบแอร์จา่ ยกลางแยกแตล่ ะห้อง • ห้องพกั ฟืน้ หลงั ผ่าตัด • ห้องเปดิ เช่ือมกบั ทางเดิน ระบบแอร์จ่ายกลางไมไ่ ดเ้ ปดิ แอร์ ตารางท่ี 2 ค่าเฉลย่ี ปรมิ าณเชื้อแบคทีเรียในอากาศจากแผนกทีศ่ กึ ษาจำแนกตามชว่ งเวลา (CFU/m3) แผนกทที่ ำการเก็บอากาศตรวจ 09.00 น.–10.00 น. 12.00 น.–13.00 น. ค่าเฉล่ีย ค่าเฉลย่ี ± SD ค่าเฉลยี่ ± SD แบคทเี รยี ท้งั หมด (คา่ ตำ่ สุด – คา่ สูงสดุ ) (ค่าต่ำสดุ – คา่ สงู สดุ ) ภายในอาคาร (n = 46) 314.0 ± 261.2 202.7 ± 170.4 258.4 ± 225.2 (18 – 894) (9 – 522) (9 – 894) • หอผูป้ ่วยวกิ ฤติ 312.5 ± 173.5 308.3 ± 163.5 310.4 ± 160.8 (n = 12 ตัวอยา่ งในแตล่ ะชว่ งเวลา) (177 – 646) (133 – 522) (133 – 646) • แผนกไตเทยี ม 446.0 ± 246.1 355.8 ± 119.8 400.9 ± 188.6 (n = 10 ตัวอยา่ งในแตล่ ะชว่ งเวลา) (239 – 858) (204 – 522) (204 – 858) • ห้องผ่าตดั 130.5 ± 219.7 35.5 ± 35.0 83.0 ± 154.2 (n = 8 ตัวอย่างในแต่ละชว่ งเวลา) (18 – 460) (18 – 88) (18 – 460) • หอ้ งคลอด 253.8 ± 84.6 56.0 ± 37.0 104.9 ± 80.5 (n = 12 ตวั อย่างในแต่ละชว่ งเวลา) (44 – 265) (9 – 115) (9 – 265) • ห้องพกั ฟ้นื หลังผา่ ตัด 836.0 ± 82.0 278.5 ± 19.1 557.3 ± 325.5 (n = 4ตวั อยา่ งในแต่ละชว่ งเวลา) (778 – 894) (265 – 292) (265 – 894) ภายนอกอาคาร 231.1 ± 153.0 341.0 ± 127.5 286.0 ± 148.3 (n = 20 ตัวอย่างในแต่ละชว่ งเวลา) (71 – 540) (71 – 628) (71 – 540) SD, Standard Deviation ผลการตรวจหาปริมาณจุลชีพในอากาศ แผนกที่ทำการศึกษาพบว่า ค่าเฉลี่ยปริมาณเชื้อแบคทีเรียในอากาศช่วงเวลา 09.00น. –10.00 น. เท่ากับ 314.0 ± 261.2 CFU/m3 และช่วงเวลา 12.00 น.–13.00 น. เท่ากับ 202.7 ± 170.4 CFU/m3 และ พบว่าค่าเฉลย่ี ปรมิ าณเชื้อแบคทีเรยี ในอากาศภายนอกแผนกท่ีทำการศึกษาชว่ งเวลา 09.00 น.–10.00 น. เทา่ กบั 231.1 ± 153.0 85
The 2nd National Conference of Health Science Research สำนักวชิ ำวทิ ยำศำสตรส์ ุขภำพ Knowledge transformation towards Thailand 4.0 มหำวทิ ยำลยั แมฟ่ ้ ำหลวง CFU/m3 และช่วงเวลา 12.00 น.–13.00 น. เท่ากับ 341.0 ± 127.5 CFU/m3 โดยพบว่าห้องพักฟื้นหลังผ่าตัดมีปริมาณเชื้อ แบคทีเรยี ในอากาศสูงสดุ คือ 557.3 ± 325.5 CFU/m3 รองลงมาคอื แผนกไตเทยี ม 400.9 ± 188.6 CFU/m3 และหอผ้ปู ว่ ยวิกฤต 310.4 ± 160.8 CFU/m3 ตามลำดบั (ตารางที่ 2) ค่าเฉลี่ยปริมาณเชื้อราภายในอากาศภายในแผนกที่ทำการศึกษาช่วงเวลา 09.00 น.–10.00 น. เท่ากับ 90.4 ± 71.7 CFU/m3 และช่วงเวลา 12.00 น.–13.00 น. เท่ากับ 55.8 ± 66.3 CFU/m3 ค่าเฉลี่ยปริมาณเชื้อราในอากาศภายนอกแผนกที่ ทำการศึกษาชว่ งเวลา 09.00 น.–10.00 น. เท่ากับ 280.5 ± 144.0 CFU/m3 และช่วงเวลา 12.00 น.–13.00 น. เทา่ กบั 321.0 ± 207.8 CFU/m3 แผนกที่มีปริมาณเชื้อราในอากาศสูงสุดคือ ห้องคลอดเท่ากับ 105.7 ± 79.6 CFU/m3 รองลงมาคือ ห้องพักฟ้ืน หลงั ผา่ ตดั 88.5 ± 41.7 CFU/m3 และแผนกไตเทยี ม 82.2 ± 60.8 CFU/m3 ตามลำดับ (ตารางที่ 3) ตารางท่ี 3 ค่าเฉล่ียปริมาณเช้อื ราในอากาศจากแผนกทศ่ี กึ ษาจำแนกตามชว่ งเวลา (CFU/m3) 09.00 น.–10.00 น. 12.00 น.–13.00 น. คา่ เฉลย่ี เชอื้ ราท้งั หมด แผนกท่ีทำการเกบ็ อากาศตรวจ คา่ เฉลี่ย ± SD คา่ เฉล่ีย ± SD 73.1 ± 70.5 (ค่าตำ่ สดุ – คา่ สูงสดุ ) (ค่าตำ่ สุด – คา่ สูงสดุ ) (17 – 327) 61.0 ± 84.6 ภายในอาคาร (n = 46) 90.4 ± 71.7 55.8 ± 66.3 (17 – 327) 82.2 ± 60.8 (17 – 265) (18 – 327) (18 – 186) 23.5 ± 12.3 • หอผปู้ ว่ ยวกิ ฤติ 38.0 ± 12.3 84.0 ± 119.7 (18 – 53) (n = 12 ตัวอย่างในแต่ละช่วงเวลา) (17 – 53) (18 – 327) 105.7 ± 79.6 (18-265) • แผนกไตเทยี ม 127.2 ± 54.5 37.2 ± 16.9 88.5 ± 41.7 (35 – 133) (n = 10 ตวั อย่างในแต่ละชว่ งเวลา) (44 – 186) (18 – 62) 300.8 ± 175.2 (44 – 540) • หอ้ งผา่ ตัด 26.8 ± 17.5 20.3 ± 4.5 (n = 8 ตวั อย่างในแต่ละชว่ งเวลา) (18 – 53) (18 – 27) • ห้องคลอด 153.8 ± 84.6 57.5 ± 34.9 (n = 12 ตวั อยา่ งในแตล่ ะชว่ งเวลา) (44-265) (18-115) • ห้องพกั ฟ้ืนหลงั ผ่าตัด 93.0 ± 18.4 84.0 ± 69.3 (n = 4 ตัวอยา่ งในแตล่ ะช่วงเวลา) (80 – 106) (35 – 133) ภายนอกอาคาร 280.5 ± 144.0 321.0 ± 207.8 (n = 20 ตัวอย่างในแตล่ ะชว่ งเวลา) (44 – 540) (44 – 531) SD, Standard Deviation. ชนิดของเชื้อแบคทีเรียในอากาศภายในแผนกที่ทำการศึกษาช่วงเวลา 09.00 น.–10.00 น. พบ Staphylococcus spp. สงู สดุ คือ ร้อยละ 45.6 รองลงมาคือ Bacillus spp. รอ้ ยละ 28.3 และชว่ งเวลา 12.00 น.–13.00 น. พบ Staphylococcus spp. สูงสุด ร้อยละ 50.0 รองลงมาคือ Bacillus spp. ร้อยละ 35.0 ชนิดของเชื้อแบคทีเรียในอากาศภายนอกอาคารช่วงเวลา 09.00 น.–10.00 น. พบ Bacillus spp. สูงสุด ร้อยละ 43.5 ภายนอกอาคารช่วงเวลา 12.00 น.–13.00 น. พบ Bacillus spp. สูงสุด รอ้ ยละ 37.5 เช่นเดียวกัน (ตารางที่ 4) 86
The 2nd National Conference of Health Science Research สำนักวชิ ำวทิ ยำศำสตรส์ ุขภำพ มหำวทิ ยำลยั แมฟ่ ้ ำหลวง Knowledge transformation towards Thailand 4.0 ตารางที่ 4 ชนดิ ของเชอื้ แบคทีเรยี ในอากาศทจ่ี ำแนกไดจ้ ากแผนกที่ศึกษาตามชว่ งเวลา แผนกท่ีทำการ ชว่ งเวลา Bacillus spp. Gram negative Staphylococcus Gram negative เก็บอากาศตรวจ bacilli spp. cocci n (%) n (%) n (%) n (%) 3 (6.5) 21 (45.6) 0 (0.0) ภายในอาคาร เช้า 13 (28.3) 9 (19.6) 20 (50.0) 0 (0.0) 6 (50.0) 0 (0.0) เทย่ี ง 14 (35.0) 6 (15.0) 7 (58.4) 1 (10.0) 4 (40.0) 0 (0.0) • หอผู้ปว่ ยวกิ ฤติ เช้า 4 (33.3) 2 (16.7) 5 (50.0) 1 (20.0) 2 (40.0) 0 (0.0) เที่ยง 4 (33.3) 1 (8.3) 1 (50.0) 1 (7.7) 8 (61.5) 0 (0.0) • แผนกไตเทียม เช้า 3 (30.0) 2 (20.0) 7 (63.6) 0 (0.0) 1 (16.7) เทย่ี ง 3 (30.0) 2 (20.0) 0 (0.0) 0 (0.0) 2 (8.7) • หอ้ งผ่าตดั เช้า 1 (20.0) 1 (20.0) 4 (17.4) 0 (0.0) 7 (29.2) เที่ยง 1 (50.0) 0 (0.0) • ห้องคลอด เช้า 3 (23.1) 1 (7.7) เทย่ี ง 3 (27.3) 1 (9.1) • ห้องพักฟ้ืนหลงั ผา่ ตดั เช้า 2 (33.3) 3 (50.0) เทีย่ ง 3 (60.0) 2 (40.4) ภายนอกอาคาร เช้า 7 (30.4) 10 (43.5) เทีย่ ง 8 (33.3) 9 (37.5) ตารางที่ 5 ชนดิ ของเชือ้ ราในอากาศท่ีจำแนกไดจ้ ากแผนกทศ่ี ึกษาตามชว่ งเวลา แผนกทที่ ำการ ชว่ งเวลา Aspergillus spp. Penicillium Fusarium spp. Mucor Other เก็บอากาศตรวจ spp. spp. n (%) n (%) n (%) n (%) n (%) 8 (17.0) 1 (2.2) 0 (0.0) 8 (19.5) 0 (0.0) 1 (2.4) ภายในอาคาร เช้า 9 (19.1) 29 (61.7) 0 (0.0) 0 (0.0) 0 (0.0) 0 (0.0) 0 (0.0) 0 (0.0) เทย่ี ง 7 (17.1) 25 (61.0) 0 (0.0) 0 (0.0) 0(0.0) 1 (11.1) 0 (0.0) 0 (0.0) • หอผปู้ ่วยวกิ ฤติ เชา้ 1 (7.1) 13 (92.9) 0 (0.0) 0 (0.0) 0 (0.0) 0 (0.0) 0 (0.0) 0 (0.0) เที่ยง 0 (0.0) 11 (100.0) 8 (61.5) 1 (7.7) 0 (0.0) 7 (46.6) 0 (0.0) 1 (6.7) • แผนกไตเทยี ม เช้า 3 (27.3) 8 (72.7) 0 (0.0) 0 (0.0) 0 (0.0) 0 (0.0) 0 (0.0) 0 (0.0) เที่ยง 3 (33.3) 5 (55.6) 0 (0.0) 0 (0.0) 2 (8.7) 5 (20.0) 0 (0.0) 1 (4.0) • ห้องผ่าตดั เชา้ 0 (0.0) 4 (100.0) เที่ยง 0 (0.0) 5 (100.0) • หอ้ งคลอด เชา้ 3 (23.1) 1 (7.7) เทย่ี ง 3 (20.0) 1 (6.7) • ห้องพกั ฟืน้ หลังผ่าตดั เชา้ 2 (40.0) 3 (60.0) เท่ียง 1 (25) 3 (75) ภายนอกอาคาร เชา้ 7 (30.4) 14 (60.9) เทยี่ ง 8 (32.0) 11 (44.0) 87
The 2nd National Conference of Health Science Research สำนักวชิ ำวทิ ยำศำสตรส์ ขุ ภำพ Knowledge transformation towards Thailand 4.0 มหำวทิ ยำลยั แม่ฟ้ ำหลวง ชนิดของเชื้อราในอากาศภายในแผนกที่ทำการศกึ ษาชว่ งเวลา 09.00 น.–10.00 น. พบ Penicillium spp. สูงสุด ร้อย ละ 61.7 รองลงมาคือ Aspergillus spp. ร้อยละ 19.1 และช่วงเวลา 12.00 น.–13.00 น. พบ Penicillium spp. สูงสุด ร้อยละ 61.0 รองลงมาคือ Fusarium spp. ร้อยละ 19.5 ชนิดของเชื้อราในอากาศภายนอกอาคารช่วงเวลา 09.00 น.–10.00 น. พบ Penicillium spp. สูงสุด ร้อยละ 60.9 รองลงมาคือ Aspergillus spp. ร้อยละ 30.4 ภายนอกอาคารช่วงเวลา 12.00 น.–13.00 น. พบ Penicillium spp. สงู สดุ ร้อยละ 44.0 รองลงมาคือ Aspergillus spp. รอ้ ยละ 32.0 (ตารางท่ี 5) อภปิ รายผล การศึกษานี้เป็นการศึกษาเชิงสำรวจภาคตัดขวาง มีวัตถุประสงค์เพื่อประเมินปริมาณเชื้อจุลชีพในอากาศจากแผนกท่ี สะอาดของโรงพยาบาลเวชการณุ ยร์ ัศม์ิ กรงุ เทพมหานคร ผลการศกึ ษาพบว่า ปริมาณแบคทเี รยี รวมและเช้อื รารวมในอากาศภายใน แผนกที่สะอาดของโรงพยาบาลเวชการุณย์รัศมิ์ส่วนใหญ่มีค่าไม่เกินเกณฑ์มาตรฐานค่าเฝ้าระวังคุณภาพอากาศภายในอาคารท่ี กำหนดโดยกรมอนามัย (สำนักอนามัยสิ่งแวดล้อม กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข, 2559) และประเทศสิงคโปร์ (Institute of Environmental Epidemiology, Ministry of the Environment Singapore, 1996) ที่กำหนดไว้ไม่เกิน 500 CFU/m3 และ สอดคล้องกับผลการศึกษาของปานทิพย์ ธิโนชัย และคณะ ที่พบว่าปริมาณเชื้อแบคทีเรียรวมและเชื้อรารวมภายในอาคาร โรงพยาบาลชมุ ชน จงั หวดั นครศรีธรรมราช ไมเ่ กินค่าแนะนำท่ียอมรับไดต้ ามทีก่ ำหนดในประกาศกรมอนามัย และประเทศสิงคโปร์ (ปานทิพย์ ธิโนชัย, มนทิรา เตี้ยเล็ก และจิรา คงปราณ, 2019) ทั้งนี้ อาจขึ้นกับระยะเวลา การเปิดให้บริการ จำนวน ผู้ใช้บริการ ของโรงพยาบาลแต่ละแห่ง ซึ่งโรงพยาบาลที่เปิดดำเนินการมาเป็นระยะเวลานานถ้าไม่ได้ดูแลรักษาระบบระบาย อากาศให้มี ประสิทธิภาพ และการทำความสะอาดเครื่อง ปรับอากาศไม่เหมาะสม ในขณะที่จำนวนผู้ป่วยเพ่ิมมาก ขึ้นก็อาจส่งผลต่อปริมาณ แบคทีเรียและเชื้อราในอากาศ ได้ โดยโรงพยาบาลที่ทำการศึกษาถึงแม้จะมีการให้บริการผู้ป่วยที่มากขึ้นทุกปี แต่ก็ มีการเช็ดทำ ความสะอาดเช็ดถูภายในแผนกสม่ำเสมออย่างน้อยเวรละครั้ง และมีการดูแลบำรุงเครื่องปรับอากาศอย่างต่อเนื่องทุก 6 เดือน อย่างไรก็ตาม ภายในห้องพักฟื้นหลังผ่าตัดของโรงพยาบาลเวชการณุ ย์รัศม์ิ พบว่า ปริมาณเชื้อแบคทีเรียรวมในอากาศเกินเกณฑ์ มาตรฐานของประกาศกรมอนามัย และประเทศสิงคโปร์ ซึ่งอยู่ที่ 557.3 CFU/m3 อาจเกิดจากการที่ต้องมีการควบคุมอุณหภูมิ รา่ งกายผูป้ ่วยให้เกดิ ความอบอ่นุ จึงมีการปิดเครือ่ งปรับอากาศขณะทผ่ี ปู้ ว่ ยนอนพักในห้องพกั ฟ้นื หลงั ผ่าตดั เป็นบางช่วง ทำใหม้ กี าร ระบายอากาศท่ไี มต่ อ่ เนื่องสง่ ผลให้ปรมิ าณแบคทีเรยี รวมทน่ี บั ได้เกนิ มาตรฐานท่ีกำหนด (โดยกรมอนามัย (สำนักอนามัยสง่ิ แวดลอ้ ม กรมอนามยั กระทรวงสาธารณสขุ , 2559) และประเทศสงิ คโปร์ (Institute of Environmental Epidemiology, Ministry of the Environment Singapore, 1996) ที่กำหนดไว้ไม่เกิน 500 CFU/m3 ) และพบว่าปริมาณแบคทีเรียรวมภายในหอผู้ป่วยวิกฤต แผนกไตเทียม และห้องคลอด มีค่ามากกว่า 100 CFU/m3 ซึ่งมีการศึกษาที่สนับสนุนวา่ บุคลากรสุขภาพและผู้ปว่ ยที่นอนรักษาใน หอผู้ป่วยดังกล่าว อาจมีความเสี่ยงในการได้รับเชื้อที่แพร่ผ่านทางอากาศและทางละอองฝอยหากมีการระบายอากาศไม่เพียงพอ และหากมปี รมิ าณแบคทเี รยี และเช้ือราที่นบั ไดม้ ากกว่า 100 CFU/m3 อาจสง่ ผลกระทบกบั ผู้ป่วยท่มี ีภาวะภูมิคุ้มกันต่ำได้ (World Health Organization, Regional Office for Europe, 1990) (Zweers, Preller, Brunekreef, and Boleij, 1992) ชนิดของเชื้อแบคทีเรียภายในอาคารที่ทำการศึกษาช่วงเวลา 09.00 น.–10.00 น. พบ Staphylococcus spp.สูงสดุ ร้อย ละ 36.9 สอดคล้องกับการศึกษาของ Verde และคณะ ท่ีสำรวจคุณภาพของ Bioaerosol ในอากาศภายในอาคารต่าง ๆ ของ Portuguese Hospital และพบว่า Staphylococcus spp.เปน็ ชนิดเชอ้ื แบคทเี รยี ในอากาศท่ีพบสูงสุด รอ้ ยละ 88.0 (Verde et al., 2015) ชนิดของเชอื้ ราภายในอาคารช่วงเวลา 09.00 น.–10.00 น. ท่ีพบสูงสดุ คือ Penicillium spp. รองลงมาคือ Aspergillus spp. สอดคล้องกับการศึกษาของ Verde และคณะ และการศึกษาของ Azimi และคณะ ซึ่งพบเชื้อราภายในอาคารที่ทำการศึกษา คือ Penicillium spp. สูงสุด รองลงมาคือ Aspergillus spp. (Verde et al., 2015) (Azimi et al., 2013) และสอดคล้องกับการศึกษา 88
The 2nd National Conference of Health Science Research สำนักวชิ ำวทิ ยำศำสตรส์ ุขภำพ Knowledge transformation towards Thailand 4.0 มหำวทิ ยำลยั แมฟ่ ้ ำหลวง ของ Chaivisit และคณะ ที่ประเมินความเข้มข้นและขนาดของจุลชีพในหออภิบาลผู้ป่วยหนักอายุรกรรมและศัลยกรรมของ โรงพยาบาลสงขลานครินทร์ และพบราเด่นคือ Penicillium spp. และ Aspergillus spp. (Chaivisit, Suksaroj, Romyen, and Choosong, 2016) อย่างไรก็ตาม การศึกษาครั้งนี้พบเชื้อ Aspergillus spp. ร้อยละในสัดส่วนที่น้อยกว่าการศึกษาของ Luksamijarulkul และคณะ ทท่ี ำการประเมนิ คุณภาพอากาศภายในอาคารในสถานทีต่ ่าง ๆ ของโรงพยาบาลของรัฐในภาคเหนือของ ประเทศไทย และพบเช้ือราชนิด Aspergillus spp. สงู สดุ (Luksamijarulkul, 2019) เชอ้ื ราทั้ง Penicillium spp. และ Aspergillus spp. มีความสามารถเป็นเชื้อก่อโรคฉวยโอกาส (Opportunistic fungal pathogens) ในผู้ป่วยที่มีภูมิคุ้มกันบกพร่องได้ (Institute of Medicine (U.S.): Committee on Damp Indoor Spaces and Health, 2004). สรุปและขอ้ เสนอแนะ ปริมาณเชื้อแบคทีเรียรวมและเชื้อรารวมภายในแผนกที่ทำการศึกษา พบว่า เกินค่ามาตรฐานของค่าที่ยอมรับได้สำหรับ ผู้ป่วยที่ภูมิคุ้มกันต่ำร่างกายอ่อนแอ (100 CFU/m³) แต่ไม่เกินค่าที่ยอมรับได้ตามประกาศกรมอนามัยและประเทศสิงคโปร์ เรื่อง เกณฑ์ค่าเฝ้าระวังคุณภาพอากาศภายในอาคารที่กำหนดไว้สำหรับปริมาณแบคทีเรียรวมไม่เกิน 500 CFU/m3 และเชื้อรารวมไม่ เกิน 500 CFU/m3 ซึ่งอาจส่งผลในการเพิ่มความเสี่ยงต่อการติดเชื้อในโรงพยาบาลของผู้ป่วยท่ีเข้ารับการรักษาและบุคลากรใน โรงพยาบาลได้ ดังนัน้ การจัดการสงิ่ แวดล้อมโดยเฉพาะการระบายอากาศและการดูแลรกั ษาความสะอาดภายในห้องเป็นสิ่งสำคัญ ที่จะช่วยลดปรมิ าณเช้ือจุลชพี ได้ กติ ติกรรมประกาศ ขอขอบคุณผู้อำนวยการและเจ้าหนา้ ที่ของโรงพยาบาลเวชการุณย์รัศม์ิในการอนุเคราะห์การเก็บตัวอย่างเชือ้ จุลชีพ ให้ ข้อมูล คำแนะนำ และการประสานงานต่าง ๆ อย่างดี จนทำใหง้ านวจิ ัยสำเรจ็ ลงไดด้ ว้ ยดี เอกสารอา้ งอิง กระทรวงสาธารณสุข กรมอนามัย สำนักอนามัยสิ่งแวดล้อม. (2559). คู่มือการปฏิบัติงานเพื่อการตรวจประเมินคุณภาพอากาศ ภายในอาคารสำหรบั เจ้าหนา้ ที่. นนทบรุ ี. ปานทพิ ย์ ธโิ นชยั , มนทิรา เตี้ยเล็ก และ จิรา คงปราณ. (2562). คณุ ภาพอากาศภายในอาคารโรงพยาบาล: กรณีศกึ ษาโรงพยาบาล ชุมชนแห่งหน่งึ ในจงั หวดั นครศรธี รรมราช. วารสารวชิ าการสาธารณสุข, 28(2), 325-333. ภารดี ช่วยบำรงุ . (2557). เทคโนโลยกี ารกำจดั จลุ นิ ทรีในอากาศในโรงพยาบาล. กรงุ เทพฯ: โรงพมิ พแ์ ห่งจฬุ าลงกรณ์มหาวทิ ยาลัย. Azimi, F., Naddafi, K., Nabizadeh, R., Hassanvand, M. S., Alimohammadi, M., Afhami, S., & Musavi, S. N. (2 0 1 3 ). Fungal air quality in hospital rooms: a case study in Tehran, Iran. Journal of environmental health science & engineering, 11(1), 30. Cabo Verde, S., Almeida, S.M., Matos, J., Guerreiro, D., Meneses, M., Faria, T., Botelho, D., Santos, M., & Viegas, C. (2015). Microbiological assessment of indoor air quality at different hospital sites. Research in Microbiology, 166(7):557-563. Chaivisit, P., Suksaroj, T.T., Romyen, D., & Choosong, T. (2016). Bioaerosols assessment in the intensive care units of a tertiary care hospital. Songklanagarind Medical Journal, 34(1), 11-25. Institute of Medicine (U.S.): Committee on Damp Indoor Spaces and Health. (2004). Damp Indoor Spaces and Health. Washington: The National Academy Press. 89
The 2nd National Conference of Health Science Research สำนกั วชิ ำวทิ ยำศำสตรส์ ุขภำพ Knowledge transformation towards Thailand 4.0 มหำวทิ ยำลยั แมฟ่ ้ ำหลวง Larone, D. H. (1987). Medically important fungi: a guide to identification. New York: Elsevier. Luksamijarulkul, P., Pipitsangjan, S. (2015). Microbial air quality and bacterial surface contamination in ambulances during patient services. Oman medical journal, 30(2), 104. Luksamijarulkul, P., Somjai, N., Nankongnap, N., Pataitiemthong, A., Kongtip, P., & Woskie, S. (2019). Indoor air quality at different sites of a governmental hospital, Thailand. Nursing and Palliative Care, 4, 1-5. Ministry of the Environment Singapore, Institute of Environmental Epidemiology. (1996). Guidelines for good indoor air quality in office premises. Singapore. Pasquarella, C., Albertini, R., Dall'aglio, P., Saccani, E., Sansebastiano, G.E., Signorelli, C. (2008). Air microbial sampling: the state of the art. Igiene e Sanita Pubblica, 64(1), 79-120. World Health Organization. Regional Office for Europe. (1990). Indoor air quality: biological contaminants: report on a WHO meeting, Rautavaara, 29 August -2 September 1988. World Health Organization. Regional Office for Europe. Zweers, T., Preller, L., Brunekreef, B., & Boleij, J. S. M. (1992). Health and indoor climate complaints of 7043 office workers in 61 buildings in The Netherlands. Indoor Air, 2, 127-136. 90
The 2nd National Conference of Health Science Research สำนักวชิ ำวทิ ยำศำสตรส์ ุขภำพ Knowledge transformation towards Thailand 4.0 มหำวทิ ยำลยั แมฟ่ ้ ำหลวง ผลของการพัฒนาระบบการดแู ลผูส้ งู อายรุ ะยะยาวด้วยวธิ ีผสมผสานการแพทยแ์ ผนไทยและการแพทย์ทางเลอื ก ตำบลแคมปส์ น อำเภอเขาคอ้ จังหวดั เพชรบูรณ์ บรรณกร เสอื สิงห์1* อรณุ ี เสอื สงิ ห์1 พงศพ์ ษิ ณุ บญุ ดา2 1โรงพยาบาลส่งเสรมิ สขุ ภาพตำบลเหล่าหญ้า อำเภอเขาคอ้ จังหวัดเพชรบรู ณ์ 2วิทยาลัยการสาธารณสุขสริ นิ ธร จงั หวัดพิษณโุ ลก สถาบันพระบรมราชชนก Corresponding author: [email protected] บทคัดย่อ บทนำ: การดูแลระยะยาวเก่ียวข้องกบั บริการทีห่ ลากหลาย การบรู ณาการการแพทยแ์ ผนไทยเข้ากับระบบบริการสขุ ภาพ ควรเน้นการผสมผสานการแพทยแ์ ผนไทยเข้ากับระบบบริการสาธารณสุข ดังนน้ั จุดตรวจผปู้ ่วยนอก ควรอยู่ติดกับและเชื่อมต่อกัน ด้วยระบบการส่งต่อ นอกจากนี้ต้องมีการกำหนดโรคหรืออาการที่ชัดเจนสำหรับการใช้ยาแผนโบราณและยาแผนปัจจุบัน วัตถุประสงค์: การศกึ ษาวิจยั คร้ังนี้ มีวตั ถปุ ระสงค์หลักเพอ่ื พัฒนาระบบการดูแลผู้สงู อายุ ดว้ ยวิธีผสมผสานการแพทย์แผนไทยและ การแพทย์ทางเลือก ตำบลแคมป์สน อำเภอเขาค้อ จังหวัดเพชรบูรณ์ วิธีการ: กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยถูกสุ่มแบบ เฉพาะเจาะจงตาม Inclusion Criteria จากประชาชน ที่มอี ายตุ ัง้ แต่ 60 ปีขน้ึ ไป ทีผ่ ่านการคัดกรองโดยบุคลากรทางการแพทย์และ สาธารณสุขในปี 2561 ประกอบด้วยกลุ่มตัวอย่างที่ 1 ผู้สูงอายุ 31 คน มีระดับความสามารถในการประกอบกิจวัตรประจำวัน Barthel Activities of Daily Living (ADL) น้อยกว่า 12 คะแนน (กลุ่มติดบ้าน กลุ่มติดเตียง) และ กลุ่มตัวอย่างที่ 2 ผู้สูงอายุ 50 คน มีระดับ ADL ตั้งแต่ 12 คะแนนขึ้นไป ที่พึ่งตนเองได้ (กลุ่มติดสังคม) เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบบันทึกข้อมูล แบบ ประเมินระบบ แบบประเมิน ADL และแบบประเมิน CIPP Model วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ การวิเคราะห์เอกสาร ร้อยละ ค่าเฉล่ีย ผลการวิจัย: ผลการทดลองใช้ระบบ พบว่า กลุ่มติดสังคมมีระดับ ADL คงสภาพและดีขึ้น ร้อยละ 98 กลุ่มติดบ้าน และกลุ่มติด เตียง มีระดับ ADL คงสภาพและดีขึ้น ร้อยละ 100 และผลการประเมินระบบ พบว่า เกิดพื้นที่ต้นแบบการดูแลผู้สูงอายุระยะยาว พื้นที่ต้นแบบการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก สามารถลดภาระงบประมาณค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพ ความแออัดใน สถานพยาบาล ลดภาวะแทรกซอ้ นของโรคในผูส้ งู อายุ โดยการมีสว่ นร่วมของภาคเี ครอื ข่าย สรุปไดว้ ่า: ระบบการดแู ลผสู้ ูงอายุระยะ ยาวด้วยวิธีผสมผสานการแพทย์แผนไทย และการแพทย์ทางเลือก มีประสทิ ธิภาพในการปอ้ งกนั การลดระดับความสามารถในการ ประกอบกิจวัตรประจำวัน (ADL) ในกลุ่มติดสังคม และมีประสิทธิภาพในการเพิ่มระดับความสามารถในการประกอบกิจวัตร ประจำวนั (ADL) ในกลมุ่ ตดิ บ้านและกล่มุ ติดเตยี ง คำสำคญั : ผสู้ ูงอาย,ุ ระบบการดแู ลผสู้ ูงอายรุ ะยะยาว, การแพทย์แผนไทย, การแพทยท์ างเลือก 91
The 2nd National Conference of Health Science Research สำนกั วชิ ำวทิ ยำศำสตรส์ ขุ ภำพ Knowledge transformation towards Thailand 4.0 มหำวทิ ยำลยั แมฟ่ ้ ำหลวง Results of Development a long-term care system with combination Thai traditional and alternative medicine, Camp Son Sub-district, Khao Kho District, Phetchabun Province Bunnagone Suesing1*, Arunee Suesing1, Phongpisanu Boonda2 1Lhao Ya Health Promoting Hospital, Khao Kho District, Phetchabun Province 2Sirindhorn College of Public Health, Phitsanulok, Praboromarajchanok Institute of Health Workforce Development Corresponding author: [email protected] Abstract Introduction: Long-term care involves a variety of services designed. The integration of Thai traditional medicine into the health service system should focus on the combination of traditional Thai medicine into the public health service system. So the outpatient checkpoints should be adjacent to and connected by a referral system. In addition, diseases or conditions must be clearly set for the use of both Thai traditional medicine and modern medicine. Aims: The main aim of this study was to develop a long- term care system with combination Thai traditional medicine and alternative medicine, Camp Son Sub- district, Khao Kho District, Phetchabun Province. Methodology: The samples used in the research were randomly selected according to inclusion criteria from people (aged 60 years and older) that has been screened by medical and public health personnel in 2018, consisting of; Group 1: 31 samples of elderly who can move Self-help (home-bound and bed-bound), the Barthel Activities of Daily Living (ADL) <12 and Group 2: 50 samples Self-reliant elderly (social-bound), ADL≥ 12 were selected with purposive sampling according to inclusion criteria from elderly, the instruments for data collection were data recording form, system evaluation form, ADL assessment (formative evaluation) form was used after already implemented quasi-experiment, and CIPP Model evaluation (summative evaluation) form. Documents were analyzed, descriptive statistics such as means, standard deviations were computed, and the percentage was used to compare post-test with ADL criteria. Results: the experiment showed that the social-bound group had ADL maintained and improved 98%, the home-bound and bed-bound group had ADL maintained and improved 100%. The system evaluation results showed that establishing a prototype area for long-term care, prototypes of Thai traditional and alternative medicine could reduce the budget burden on health expenses, congestion in hospitals, and reducing complications of the disease in the elderly by the involvement of networks. Discussion and Conclusion: It can be concluded that this system effective in preventing the reduction of ADL in the social-bound and effective in increasing ADL in the home-bound and bed-bound group. Keywords: elderly; long-term care system; Thai traditional medicine; alternative medicine 92
The 2nd National Conference of Health Science Research สำนักวชิ ำวทิ ยำศำสตรส์ ุขภำพ Knowledge transformation towards Thailand 4.0 มหำวทิ ยำลยั แมฟ่ ้ ำหลวง บทนำ การพัฒนาระบบบริการสุขภาพผู้สูงอายุ เป็นหนึ่งในนโยบายสำคัญของกระทรวงสาธารณสุข จากการสำรวจข้อมูลของ สำนักงานสถิตแิ หง่ ชาติ พบวา่ ประเทศไทยมีจำนวนและสดั สว่ นของผ้สู ูงอายเุ พ่ิมข้ึนอยา่ งรวดเร็ว คอื สูงขนึ้ รอ้ ยละ 4.00 ต่อปี และ สงั คมไทยจะก้าวสู่ สงั คมผ้สู งู อายโุ ดยสมบูรณ์ ตามนิยามของสหประชาชาติในปี 2568 หรอื อาจกลา่ วไดว้ า่ ประเทศไทยเปน็ ประเทศ หนึ่งในอาเซียนที่เข้าสู่สังคมของผู้สูงวัย (Aging Society) การเป็นสังคมสูงวัย คือ การที่มีจำนวนผู้สูงอายุเพิ่มมากขึ้น (ประชากร อายุ 60 ปีขึ้นไป มากกว่าร้อยละ 10.00 ของประชากรทั้งหมด) ข้อมูลจากการสำรวจสุขภาพประชากรไทยโดยการตรวจร่างกาย พบวา่ โรคท่ีพบบ่อยในผู้สงู อายุ ไดแ้ ก่ หอบหืด เบาหวานความดนั โลหิตสงู มะเรง็ โลหติ จาง ปอดอุดกลัน้ เร้อื รงั ไขมนั ในเลอื ดสูง ไต วาย อัมพฤกษ์หรืออัมพาต วัณโรค และ ข้อเสื่อม นอกจาก โรคเรื้อรังแล้ว สิ่งที่มีผลต่อคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุ คือความสามารถใน การประกอบกิจวตั รประจำวนั ทั้งนี้ สว่ นใหญ่ผสู้ งู อายทุ งั้ ชายและหญิง กลมุ่ ผสู้ งู วัยตอนต้นและตอนกลาง จะมคี วามสามารถในการ ทำหน้าที่อยู่ในระดับปกติ ร้อยละ 90.00 และพบว่าลดลงเป็น ร้อยละ 80.00 ในกลุ่มผู้สูงอายุตอนปลาย 80 ปี ขึ้นไป ระบบการ ดูแลระยะยาวเป็นการจัดบริการสาธารณสุขและบริการสังคมเพื่อตอบสนองความต้องการความช่วยเหลือของผู้ที่ประสบภาวะ ยากลำบาก อันเนอ่ื งมาจากภาวการณ์เจบ็ ปว่ ยเรื้อรงั การประสบอุบัติเหตคุ วามพิการต่างๆ ตลอดจนผูส้ ูงอายุทช่ี ราภาพไม่สามารถ ช่วยเหลือตัวเองในการประกอบกิจวัตรประจำวัน มุ่งเน้นในด้านการฟื้นฟูบำบัด รวมถึงการส่งเสริมสุขภาพให้แก่กลุ่มคนเหล่าน้ี อย่างสม่ำเสมอและต่อเนื่อง เพื่อให้มีคุณภาพชีวิตทีด่ ี และมีชีวิตอยู่ได้ด้วยความเป็นจริง โดยอยู่บนพื้นฐานของการเคารพศักด์ศิ รี ของความเป็นมนษุ ย์ ตำบลแคมป์สน อำเภอเขาคอ้ จังหวัดเพชรบูรณ์ มีผ้สู ูงอายทุ งั้ สิน้ 776 คน คดิ เป็นร้อยละ 19.76 จากการสำรวจประเมนิ ความสามารถในการประกอบกิจวัตรประจำวัน Barthel Activities of Daily Living (ADL) ร่วมกับประเมินการจำแนกผู้สูงอายุ Typology of aged with Illustration (TAI) เพื่อการดูแล พบว่า กลุ่มผู้สงู อายุติดสังคม กลุ่มติดบ้านและติดเตียง คิดเป็นร้อยละ 97.29 และรอ้ ยละ 1.80 , 0.90 ตามลำดบั เปน็ พ้ืนทช่ี นบททมี่ ีความเปน็ เมืองแทรก ทำใหว้ ถิ ีการดำรงชีวิตเปลยี่ นไป โดยมีผ้สู งู อายุ อยคู่ นเดยี ว รอ้ ยละ 6.40 อยู่กบั ค่สู มรส ร้อยละ 50.00 (รายงานประจำปี 2561 คณะทำงานประสานงานสาธารณสุขอำเภอเขาคอ้ จงั หวดั เพชรบรู ณ์, 2561) การบูรณาการการแพทย์แผนไทยเข้ากับระบบบริการสุขภาพควรเน้นการผสมผสานการแพทย์แผนไทยเข้ากับระบบ บริการสาธารณสุข ดังนั้นจุดตรวจผู้ป่วยนอก ควรอยู่ติดกับและเชื่อมต่อกันด้วยระบบการส่งต่อ นอกจากนี้ต้องมีการกำหนดโรค หรืออาการที่ชัดเจนสำหรับการใช้ยาแผนโบราณและยาแผนปัจจุบัน ในการนี้ ผู้วิจัยจึงมีความสนใจที่จะพัฒนาระบบการดูแล ผู้สูงอายุระยะยาว ด้วยวิธีผสมผสานการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก ตำบลแคมป์สน อำเภอเขาค้อ จังหวัดเพชรบูรณ์ ขนึ้ เพือ่ แก้ปญั หาดังกล่าว โดยการศกึ ษาสถานการณ์ ปัญหา ความจำเปน็ ความตอ้ งการ การสรา้ งและตรวจสอบระบบ การทดลอง ใชแ้ ละศึกษาผลการทดลองใช้ และการวัดประเมินผลระบบ เพ่อื นำไปใชแ้ กป้ ัญหาทีเ่ หมาะสมกับพื้นท่ี และตอบสนองนโยบายของ กระทรวงสาธารณสขุ ในการพัฒนาระบบบริการดูแลผู้สูงอายุระยะยาวใหค้ รอบคลุมทุกตำบล ผู้สูงอายุเข้าถึงบรกิ ารสุขภาพอย่าง ถ้วนหน้าเท่าเทียม และปรับพฤติกรรมด้านการดำเนินชวี ิตให้เหมาะสมตามวัยสำหรับผู้สงู อายุ โดยใช้หลักการแพทย์แผนไทยและ แพทยท์ างเลือก มคี ณุ ภาพชวี ติ ทดี่ ี และสง่ ผลตอ่ การปฏริ ูประบบบรกิ ารสุขภาพของประเทศตอ่ ไป วตั ถุประสงค์การวิจยั 1. เพื่อศกึ ษาสถานการณ์ ปัญหา ความจำเป็น และแนวทางการดูแลผู้สงู อายรุ ะยะยาว ดว้ ยวิธีผสมผสานการแพทย์แผนไทยและ การแพทยท์ างเลอื ก ตำบลแคมปส์ น อำเภอเขาคอ้ จงั หวัดเพชรบรู ณ์ 93
The 2nd National Conference of Health Science Research สำนกั วชิ ำวทิ ยำศำสตรส์ ขุ ภำพ Knowledge transformation towards Thailand 4.0 มหำวทิ ยำลยั แมฟ่ ้ ำหลวง 2. เพือ่ สรา้ งและตรวจสอบระบบการดแู ลผู้สงู อายรุ ะยะยาว ด้วยวธิ ีผสมผสานการแพทยแ์ ผนไทยและการแพทย์ทางเลอื ก ตำบล แคมปส์ น อำเภอเขาคอ้ จงั หวัดเพชรบรู ณ์ 3. เพื่อทดลองและศึกษาผลการทดลองใช้ระบบการดูแลผู้สงู อายุระยะยาว ด้วยวิธีผสมผสานการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ ทางเลือก ตำบลแคมปส์ น อำเภอเขาคอ้ จังหวดั เพชรบรู ณ์ 4. เพื่อประเมินผลระบบการดูแลผู้สงู อายรุ ะยะยาว ด้วยวิธีผสมผสานการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลอื ก ตำบลแคมป์ สน อำเภอเขาคอ้ จงั หวัดเพชรบูรณ์ สมมติฐานการวิจยั ระบบการดูแลผู้สูงอายุระยะยาว ด้วยวิธีผสมผสานการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก ตำบลแคมป์สน อำเภอ เขาค้อ จงั หวดั เพชรบรู ณ์ มปี ระสทิ ธภิ าพหรือไม่ ระเบยี บวธิ ีวจิ ัย การวิจัยนี้ เป็นการวิจัยกึ่งทดลอง (Quasi-Experimental) ซึ่งใช้แนวคิดการวิจัยและพัฒนา (Research and Development) ของ Phongpisanu Boonda (Phongpisanu B.,2018; Phongpisanu B.,2019) และ Semantic Model เพื่อให้เห็นโครงสร้างทางความคิด องค์ประกอบและความสัมพันธ์ขององค์ประกอบของปรากฎการณ์นั้นๆ เช่น รูปแบบการสอน ของ Joyce and Well (1985:41) ประกอบด้วย 4 ขั้นตอน คือ ขั้นตอนที่ 1 การศึกษาสถานการณ์ ปัญหา ความจำเป็น และ แนวทางการดูแลผู้สูงอายุระยะยาว ด้วยวิธีผสมผสานการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก ขั้นตอนที่ 2 การสร้างและ ตรวจสอบระบบการดูแลผู้สงู อายุระยะยาว ด้วยวิธีผสมผสานการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก ขั้นตอนที่ 3 การทดลอง และศกึ ษาผลการทดลองใชร้ ะบบการดแู ลผู้สงู อายรุ ะยะยาว ด้วยวิธีผสมผสานการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลอื ก ข้ันตอน ท่ี 4 การประเมนิ ผลระบบการดูแลผสู้ งู อายรุ ะยะยาว ดว้ ยวธิ ีผสมผสานการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลอื ก ระบบการดูแลผูส้ ูงอายุระยะยาว ด้วยวธิ ีผสมผสานการแพทยแ์ ผนไทยและการแพทย์ทางเลอื ก ตำบลแคมปส์ น อำเภอเขาคอ้ จงั หวัดเพชรบรู ณ์ โดยมรี ายละเอยี ดดงั น้ี ขนั้ ตอนที่ 1 ศกึ ษาสถานการณ์ ปญั หา ความจำเป็น และแนวทางการดแู ลผสู้ งู อายรุ ะยะยาว ดว้ ยวธิ ีผสมผสานการแพทย์ แผนไทยและการแพทยท์ างเลอื ก ตำบลแคมปส์ น อำเภอเขาค้อ จงั หวัดเพชรบรู ณ์ ผูว้ จิ ัยได้แบง่ การดำเนินงานออกเป็น 2 ส่วน คอื ส่วนที่ 1 ศึกษาสถานการณ์ ปัญหา ความจำเป็น และแนวทางการดูแลผู้สูงอายุระยะยาว ด้วยวิธีผสมผสานการแพทย์ แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก ตำบลแคมป์สน อำเภอเขาค้อ จังหวดั เพชรบูรณ์ จากแหลง่ ข้อมลู สรุปผลงานประจำปขี องรพ.สต. เหลา่ หญ้า ปี 2561 ตวั แปรทีศ่ กึ ษา คอื สถานการณ์ ปัญหา ความจำเปน็ และแนวทางการดแู ลผสู้ ูงอายรุ ะยะยาว ใช้เคร่ืองมือแบบ บันทกึ ข้อมูลเพอื่ นำเขา้ ขอ้ มลู จากสรปุ ผลงานประจำปี ส่วนที่ 2 ศึกษาแนวคิด ในการพัฒนาระบบการดูแลผู้สูงอายุระยะยาว ด้วยวิธีผสมผสานการแพทย์แผนไทยและ การแพทย์ทางเลือก โดยศึกษาค้นคว้าจากเอกสารตำรา รายงานการวิจัย บทความทางวิชาการ และศึกษาเอกสารทีเ่ กี่ยวข้องจาก ฐานข้อมลู บนเครอื ขา่ ยอนิ เตอรเ์ นต ขั้นตอนที่ 2 สร้างและตรวจสอบระบบการดูแลผู้สูงอายุระยะยาว ด้วยวิธีผสมผสานการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ ทางเลอื ก แบง่ การดำเนนิ งานออกเปน็ 2 สว่ น คือ 94
The 2nd National Conference of Health Science Research สำนกั วชิ ำวทิ ยำศำสตรส์ ุขภำพ Knowledge transformation towards Thailand 4.0 มหำวทิ ยำลยั แม่ฟ้ ำหลวง ส่วนท่ี 1 การสรา้ งระบบการดแู ลผสู้ งู อายุระยะยาว ดว้ ยวิธีผสมผสานการแพทยแ์ ผนไทยและการแพทย์ทางเลอื ก - ขั้นที่ 1 นำข้อมูลจากขั้นตอนที่ 1 มายกร่างระบบการดแู ลผู้สูงอายุระยะยาว ด้วยวิธีผสมผสานการแพทย์แผนไทยและ การแพทย์ทางเลือก โดยนำข้อมูลที่ได้มาวเิ คราะห์เพื่อกำหนดเปน็ กรอบแนวคิดในการสร้างระบบ กำหนดองค์ประกอบของระบบ และสร้างความสัมพันธ์ของข้อมูล แล้วจึงเขียนรายละเอียดของแต่ละองค์ประกอบให้สมบูรณ์ จนได้ระบบการดูแลผู้สูงอายุระยะ ยาว ด้วยวธิ ผี สมผสานการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือกฉบบั รา่ ง - ขั้นที่ 2 จัดทำเอกสารประกอบระบบการดูแลผู้สูงอายุระยะยาว ด้วยวิธีผสมผสานการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ ทางเลอื ก ไดแ้ ก่ คู่มือ การใชร้ ะบบการดแู ลผสู้ ูงอายรุ ะยะยาว ดว้ ยวิธีผสมผสานการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก ระบบ การดูแลผู้สูงอายุระยะยาว ด้วยวิธีผสมผสานการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือกตามกระบวนการพัฒนาระบบการดูแล ผู้สูงอายรุ ะยะยาว ดว้ ยวิธีผสมผสานการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลอื ก จำนวน 1 แผ่น ส่วนที่ 2 การตรวจสอบระบบการดูแลผู้สูงอายุระยะยาว ด้วยวิธีผสมผสานการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก โดยพิจารณาความเหมาะสมของ องคป์ ระกอบของระบบ และเอกสารประกอบระบบ โดย ผูท้ รงคณุ วฒุ ิ จำนวน 5 คน เคร่ืองมือท่ี ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล ได้แก่ แบบประเมินระบบการดูแลผู้สูงอายุระยะยาว ด้วยวิธีผสมผสานการแพทย์แผนไทยและ การแพทย์ทางเลอื ก โดยพิจารณาจากความเหมาะสม แบบ ประเมินคมู่ อื การใชร้ ะบบ โดยมีรายละเอยี ดของระบบ ดังน้ี คือ ความ เป็นมาของระบบ แนวคิดที่ใชเ้ ป็นพ้ืนฐานใน การพัฒนาระบบ การกำหนดองคป์ ระกอบของระบบการดูแลผู้สูงอายุระยะยาว ด้วย วิธีผสมผสาน ประกอบด้วย หลักการ วัตถุประสงค์ เนื้อหา กระบวนการ และการประเมินผล ซึ่งในส่วนกระบวนการมี 4 ขั้นตอน หลัก คือ 1) การประเมินสภาวะสุขภาพ 2) การวางแผนดูแลระยะยาว 3) การดูแลระยะยาว และ 4) การประเมินผล โดยในส่วน ของการดูแลระยะยาว ซึ่งมีที่มาจากการสัมภาษณ์ผู้เชี่ยวชาญ โดยมีคะแนนตั้งแต่ร้อยละ 60 ขึ้นไป จำนวน 10 ขั้นตอน คือ 1) สร้างคา่ นยิ มในการเหน็ แก่ประโยชน์ของผูอ้ ื่นดว้ ยจิตเมตตา (100.00%) 2) สรา้ งความศรทั ธาและมชี ีวิตอยกู่ ับความจรงิ (80.00%) 3) สามารถบริหารจัดการอารมณไ์ ดท้ ้งั ทางบวกและทางลบ (80.00%) 4) สรา้ งสัมพนั ธภาพดว้ ยความไว้เน้ือเช่ือใจ (100.00%) 5) ยอมรับความรู้สึกทางบวกและทางลบ โดยสร้างบรรยากาศสู่ความสุข (80.00%) 6) มีการแก้ปัญหาและตัดสินใจอย่างสร้างสรรค์ รู้จักคิดรอบด้าน แล้วคัดเลือกคำตอบทีด่ ีตรงประเด็นที่สุด (100.00%) 7) ช่วยเหลือกันอย่างไว้วางใจ เพื่อการดำรงชีวติ ตามแบบ แผนที่ต้องการมีการประคับประคองสถานการณ์ให้สามารถเผชิญปัญหาได้ (100.00%) 8) ภาคีเครือข่ายร่วมสนับสนุนดูแลแก้ไข สง่ิ แวดลอ้ มท้งั ดา้ นกายภาพ จิตสงั คม และจิตวญิ ญาณ (80.00%) 9) พงึ พอใจท่จี ะช่วยเหลือเพือ่ ตอบสนองความต้องการของบคุ คล อื่น(100.00%) 10) ยอมรับสิ่งที่เกิดขึ้นด้วยพลังที่มีอยู่ (80.00%) ซึ่งกล่าวโดยสรุป ระบบการดูแลผู้สูงอายุระยะยาว ด้วยวิธี ผสมผสานการแพทย์แผนไทยและการแพทยท์ างเลอื ก ตำบลแคมป์สน อำเภอเขาคอ้ จังหวัดเพชรบรู ณ์ ขั้นตอนที่ 3 ขั้นทดลองและศึกษาผลการใช้ระบบการดูแลผู้สูงอายุระยะยาว ด้วยวิธีผสมผสานการแพทย์แผนไทยและ การแพทย์ทางเลือกทพ่ี ฒั นา ในการทดลองใช้และศกึ ษาผลการใช้ระบบการดแู ลผสู้ งู อายรุ ะยะยาว มวี ตั ถุประสงค์เพื่อ เปรียบเทียบ ระดับ ADL ก่อนและหลังการพัฒนาตามระบบที่พัฒนา กลุ่มตัวอย่าง เป็นกลุ่มผู้สูงอายุติดบ้าน ติดเตียง จำนวน 31 คน โดยมี เกณฑ์คัดเข้า ดังนี้ อายุตั้งแต่ 60 ปีขึ้นไป และมีระดับ ADL น้อยกว่า 12 ที่ผ่านการคัดกรองโดยบุคลากรทางการแพทย์และ สาธารณสุข เกณฑค์ ัดออก ดงั นี้ เสียชวี ิต และยา้ ยภูมิลำเนาออก และกลุม่ ที่ 2 ผูส้ ูงอายุติดสังคม จำนวน 50 คน โดยมีเกณฑ์คดั เขา้ ดังน้ี อายุต้ังแต่ 60 ปขี น้ึ ไป และมีระดับ ADL ต้งั แต่ 12 ขน้ึ ไป ท่ีเขา้ รว่ มกจิ กรรมของโรงเรยี นผู้สงู อายุ เกณฑ์คดั ออก ดงั นี้ เสียชวี ิต ย้ายภูมิลำเนาออก ที่สุ่มแบบเจาะจง (Purposive Sampling) มีแบบแผนการวิจัยเป็นแบบสองกลุ่ม ทดสอบก่อนและหลังการ 95
The 2nd National Conference of Health Science Research สำนกั วชิ ำวทิ ยำศำสตรส์ ขุ ภำพ Knowledge transformation towards Thailand 4.0 มหำวทิ ยำลยั แมฟ่ ้ ำหลวง พัฒนาใช้ระบบการดูแลผู้สูงอายุระยะยาว มีวัตถุประสงค์เพื่อ เปรียบเทียบระดับ ADL ก่อนและหลังการพัฒนา (One group pretest-posttest design) เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ใช้แบบประเมิน ADL เก็บรวบรวมข้อมูล โดยให้ผู้จัดการผู้ดูแลผู้สูงอายุ ประเมินตามแบบประเมิน ADL วิเคราะห์ข้อมลู โดยใช้ ร้อยละ คำนวณคา่ เฉลย่ี ขั้นตอนที่ 4 การประเมินผลระบบการดูแลผู้สูงอายุระยะยาว ด้วยวิธีผสมผสานการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ ทางเลือก ตำบลแคมป์สน อำเภอเขาค้อ จังหวัดเพชรบูรณ์ โดยการใช้ CIPP Model ประกอบด้วย บริบท ปัจจัยนำเข้า กระบวนการ ผลผลิต ผลการวิจยั พบวา่ 1. ผ้สู งู อายุ 776 คน รอ้ ยละ 19.76 ประเมิน ADL พบวา่ กลุ่มผ้สู งู อายุตดิ สังคม กลมุ่ ตดิ บา้ น และกลุม่ ตดิ เตียง คิดเป็นร้อยละ 97.29 และรอ้ ยละ 1.80 , 0.90 ตามลำดับ 2. ระบบการดแู ลผู้สงู อายรุ ะยะยาว ประกอบดว้ ย 5 องค์ประกอบ และผลการตรวจสอบคณุ ภาพ อยใู่ นระดับดี ภาพที่ 1 ระบบการดูแลผสู้ งู อายรุ ะยะยาว ดว้ ยวธิ ีผสมผสานการแพทยแ์ ผนไทยและการแพทย์ทางเลอื ก ตำบลแคมปส์ น อำเภอเขาค้อ จงั หวัดเพชรบรู ณ์ 96
The 2nd National Conference of Health Science Research สำนักวชิ ำวทิ ยำศำสตรส์ ขุ ภำพ Knowledge transformation towards Thailand 4.0 มหำวทิ ยำลยั แมฟ่ ้ ำหลวง ตารางท่ี 1 รายละเอยี ดกระบวนการดแู ลผสู้ ูงอายรุ ะยะยาว ตำบลแคมปส์ น อำเภอเขาค้อ จงั หวดั เพชรบรู ณ์ กระบวนการดูแล กลมุ่ ผู้สงู อายตุ ดิ สังคม กลุ่มผู้สูงอายตุ ิดบา้ น ตดิ เตยี ง ผ้สู งู อายุระยะยาว 1.การประเมนิ สภาวะ ประเมนิ ADL = 12 คะแนนข้นึ ไป ประเมิน ADL < 12 คะแนน ร่วมกับ TAI สขุ ภาพ กลุ่มตดิ บ้าน 1, กลุ่มตดิ บา้ น 2, 2.การวางแผนดแู ล ชกั ชวนเขา้ รว่ มกิจกรรมในโรงเรยี นสร้างสุขผู้สูงอายุ กลุ่มตดิ เตยี ง 3, กลุ่มติดเตียง 4 ระยะยาว จดั ทำ Care Plan รว่ มกบั สหวชิ าชพี ภาคเี ครือขา่ ย ภาครฐั สปสช. 3.การดแู ลระยะยาว กิจกรรมในโรงเรียนสร้างสุขผู้สูงอายุ ส่งเสริมการดูแลสุขภาพ อปท. ภาคเอกชน ภาคประชาสังคม พัฒนาสุขภาวะผู้สูงอายุ เน้นการดูแลสุขภาพแบบองค์รวม ตรวจ 4.การประเมนิ ผล คัดกรองโรคในผู้สูงอายุ รักษาพยาบาลเบื้องต้น ฟื้นฟูสมรรถภาพ สหวิชาชีพ ร่วมกับ ผู้ดูแลผู้สูงอายุ (CG) จัดบรกิ ารสขุ ภาพตามชดุ ร่างกายโดยผสมผสานการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก สิทธิประโยชน์ ร่วมกับสปสช. และภาคีเครือข่ายภาครัฐ อปท. การคลายเครียดด้วยวิธี อโรมาเธอราปี (สุคนธบำบัดการบำบัด ภาคเอกชน ภาคประชาสังคม ดูแลผู้สูงอายุ 2, 4, 6, 8 ครั้งต่อ ด้วยกลิ่นนำ้ มนั หอมระเหย, ดนตรีบำบัด, สมาธิบำบดั , การฝึกการ เดือน ตามกลมุ่ ติดบ้าน 1, กล่มุ ตดิ บา้ น 2, กลุ่มติดเตยี ง 3, กลุม่ ตดิ หายใจเพื่อผ่อนคลาย, การปรับสมดุลของร่างกายด้วยมณีเวช 5 เตียง 4 ด้วยวิธีผสมผสานการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ ท่า, อาหารตามธาตุ อาหารสุขภาพและน้ำสมุนไพร, การฝึกนวด ทางเลือก มีการประชุมกลุ่มเพื่อปรึกษารายกรณี Care กดจุดเพื่อผ่อนคลาย, การแช่เท้าด้วยน้ำสมุนไพรเพื่อบำบัดและ conference ประเมินทุกเดือนร่วมกับ ผู้จัดการผู้ดูแลผู้สูงอายุ ผ่อนคลาย, การประคบและอบสมนุ ไพรเพอื่ รกั ษาอาการปวดเมอื่ ย Care Manager และทีมสหสาขาวิชาชีพ ดูแลระดับบุคคลอย่างมี , การดูแลสุขภาพด้วยวิถีพุทธ ยา 9 เม็ด, นาฬิกาชีวิต, การฝึก คุณภาพ 4 ระดับ คือ การดูแลแบบทั่วๆไป (Case Approach), อาชีพเสริม, งานอดิเรกของผู้สูงอายุ, ฟื้นฟูสมรรถภาพโดยนัก ดูแลแบบองค์รวม (Holistic Approach), ดูแลโดยครอบครัวมี กายภาพบำบัด, จัดกิจกรรมสร้างเสริมความสุข 5 มิติ, มีการ ส่วนร่วม (Family Orientation Approach), ดูแลโดยชุมชนมี พฒั นาศกั ยภาพสมองเป็นสองเท่า ใหก้ ับผ้สู งู อายุ ร่วมกับการดูแล ส่วนร่วม (Community Approach) ร่วมกับการดูแลระยะยาว ระยะยาวของวัตสนั (Watson’s Caring Theory) ดังน้ี ของวัตสนั (Watson’s Caring Theory) ดงั น้ี 1) สร้างค่านยิ มในการเห็นแก่ประโยชนข์ องผู้อ่ืนดว้ ยจติ เมตตา 1) สรา้ งค่านยิ มในการเห็นแกป่ ระโยชนข์ องผอู้ น่ื ดว้ ยจิตเมตตา 2) สร้างศรทั ธา และมชี วี ติ อยไู่ ดด้ ้วยความเปน็ จริง 2) สรา้ งศรทั ธา และมชี ีวติ อยู่ไดด้ ว้ ยความเป็นจรงิ 3) สามารถบรหิ ารจดั การอารมณไ์ ด้ทง้ั ทางบวกและทางลบ 3) สามารถบรหิ ารจดั การอารมณไ์ ดท้ ง้ั ทางบวกและทางลบ 4) สรา้ งสัมพนั ธภาพดว้ ยความไวเ้ นอ้ื เชอ่ื ใจ 4) สรา้ งสมั พนั ธภาพด้วยความไวเ้ นอื้ เชอื่ ใจ 5) ยอมรับความรสู้ กึ ทางบวกและทางลบ โดยสรา้ งบรรยากาศสู่ 5) ยอมรบั ความรสู้ กึ ทางบวกและทางลบ โดยสร้างบรรยากาศสู่ ความสุข ความสขุ 6) มกี ารแก้ปญั หาและตดั สนิ ใจอย่างสรา้ งสรรค์ รจู้ กั คดิ รอบดา้ น 6) มีการแกป้ ัญหาและตัดสนิ ใจอยา่ งสร้างสรรค์ รู้จกั คดิ รอบดา้ น แลว้ คดั เลอื กคำตอบทดี่ ีตรงประเดน็ ทส่ี ุด แล้วคัดเลอื กคำตอบทด่ี ีตรงประเดน็ ท่ีสดุ 7) ชว่ ยเหลอื กนั อยา่ งไว้วางใจ เพ่ือการดำรงชวี ติ ตามแบบแผนท่ี 7) ช่วยเหลอื กนั อยา่ งไว้วางใจ เพอ่ื การดำรงชีวิตตามแบบแผนท่ี ต้องการมกี ารประคับประคองสถานการณใ์ หส้ ามารถเผชญิ ปญั หา ต้องการมกี ารประคบั ประคองสถานการณใ์ ห้สามารถเผชิญปญั หา ได้ ได้ 8) ภาคเี ครือขา่ ยรว่ มสนบั สนนุ ดแู ลแกไ้ ขสงิ่ แวดล้อมท้ังดา้ น 8) ภาคเี ครอื ขา่ ยรว่ มสนับสนนุ ดแู ลแก้ไขสงิ่ แวดลอ้ มทง้ั ด้าน กายภาพ จติ สงั คม และจิตวญิ ญาณ กายภาพ จิตสังคม และจิตวญิ ญาณ 9) พึงพอใจทจ่ี ะช่วยเหลอื เพือ่ ตอบสนองความตอ้ งการของบุคคล 9) พงึ พอใจท่ีจะช่วยเหลอื เพอ่ื ตอบสนองความตอ้ งการของบคุ คล อืน่ อื่น 10) ยอมรับสิ่งที่เกิดขน้ึ ดว้ ยพลงั ทม่ี ีอยู่ 10) ยอมรบั สิง่ ทเี่ กิดขน้ึ ดว้ ยพลังท่ีมอี ยู่ ประเมนิ ADL คงสภาพและเปลย่ี นแปลงไปในทางทีด่ ีขน้ึ ประเมนิ ADL คงสภาพและเปลีย่ นแปลงไปในทางทด่ี ีขนึ้ 97
The 2nd National Conference of Health Science Research สำนักวชิ ำวทิ ยำศำสตรส์ ขุ ภำพ Knowledge transformation towards Thailand 4.0 มหำวทิ ยำลยั แมฟ่ ้ ำหลวง 3. ผลการทดลองใช้ระบบ พบว่า กลุ่มติดสังคมมีระดับ ADL เดือน กันยายน (Post ADL1) คงสภาพ ร้อยละ 96 เดือน ธันวาคม (Post ADL2) คงสภาพและดีขึ้น ร้อยละ 98 (ภาพที่ 2) กลุ่มติดบ้าน และกลุ่มติดเตียง มีระดับ ADL เดือน กันยายน (Post ADL1) คงสภาพและดขี ้ึน ร้อยละ 93.54 เดอื น ธนั วาคม(Post ADL2) คงสภาพและดขี ึ้น ร้อยละ 100 (ภาพที่ 3 ) 102 1ร0ะ0ดับ ADL (ร้อยละ) 98 96 94 Pre ADL 92 Post ADL1 90 Post ADL2 88 86 กลุ่มตวั อยา่ ง(คนท)่ี 84 1 3 5 7 9 11 13 15 17 19 21 23 25 27 29 31 33 35 37 39 41 43 45 47 49 ภาพท่ี 2 แสดงการเปรียบเทียบระดับ ADL ตั้งแต่ 12 ขน้ึ ไปของผสู้ งู อายุ 8ร0ะดับ ADL (รอ้ ยละ) 70 60 50 Pre ADL 40 Post ADL1 30 20 Post ADL2 10 0 กลมุ่ ตัวอยา่ ง(คนท)่ี 1 3 5 7 9 11 13 15 17 19 21 23 25 27 29 31 ภาพที่ 3 แสดงการเปรยี บเทยี บระดบั ADL < 12 ของผสู้ งู อายุ 4. ผลการประเมินระบบ พบว่า Context : ผู้สูงอายุตำบลแคมป์สน อำเภอเขาค้อ จังหวัดเพชรบูรณ์ มีความตื่นตัวและ เข้าถึงบริการมากขึ้น Input : มีการวิเคราะห์สาเหตุรากเหง้าดว้ ยผังก้างปลา ผ่านกระบวนการสนทนากลุ่ม ทีม องค์กรและชุมชน เพื่อการตัดสินใจให้มีการพัฒนาตำบลดูแลผู้สูงอายุระยะยาวด้วยวิธีผสมผสานการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือกบน พื้นฐานของทฤษฎี ความเชี่ยวชาญ การมีส่วนร่วม Process : มีการพัฒนาวงจรแห่งการเรียนรู้ Plan - Do - Check - Action ตั้งแต่ปี 2559-2561 และการทดลองใช้ตามระเบียบวิธีวิจัยและพัฒนา และประเมินผลตามทฤษฎีการประเมิน เพื่อให้เกิด นวัตกรรม Product : เกิดพื้นที่ต้นแบบการดูแลผู้สูงอายุระยะยาว พื้นที่ต้นแบบการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก สามารถลดภาระงบประมาณคา่ ใชจ้ า่ ยดา้ นสุขภาพ ความแออัดในสถานพยาบาล ลดภาวะแทรกซอ้ นของโรคในผูส้ ูงอายุ โดยการมี ส่วนรว่ มของทมี สหสาขาวชิ าชพี เชอื่ มโยงภาคีเครือขา่ ย ภาครฐั องค์กรปกครองส่วนทอ้ งถน่ิ ภาคเอกชน และภาคประชาสังคม 98
The 2nd National Conference of Health Science Research สำนกั วชิ ำวทิ ยำศำสตรส์ ุขภำพ Knowledge transformation towards Thailand 4.0 มหำวทิ ยำลยั แมฟ่ ้ ำหลวง อภิปรายผล การวิจยั ครัง้ น้ี คณะผู้วจิ ัยอภปิ รายผลการวิจัยตามสมมตฐิ านการวิจยั ดังนี้ ผลการวิจัย พบว่า คะแนนร้อยละความสามารถในการประกอบกิจวัตรประจำวัน (ADL) ในกลุ่มตดิ สังคม คงสภาพ ร้อย ละ 96 และคงสภาพและดขี นึ้ รอ้ ยละ 98 กลมุ่ ติดบ้าน และกลุ่มตดิ เตียง มรี ะดบั ADL คงสภาพและดีข้นึ ร้อยละ 93.54 และร้อย ละ 100 ซึ่งสอดคล้องกับงานวิจัยของ อรรัตน์ จันทร์เพ็ญ และคณะ (2558) ที่ศึกษาเรื่อง ผลของการฟื้นฟูตามโปรแกรมการ ผสมผสานการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก ต่อระดบั กำลงั กล้ามเนือ้ และความสามารถในการปฏิบตั กิ จิ วัตรประจำวันใน ผปู้ ว่ ยโรคหลอดเลือดสมอง ท่ีสามารถใชก้ ารผสมผสานการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลอื ก ในการเพิ่มความสามารถในการ ปฏิบัติกิจวัตรประจำวนั ในโรคไม่ติดต่อเรื้อรังได้ ผลการวิจัย พบว่าค่าเฉล่ียระดับกำลังกล้ามเนื้อและค่าเฉลี่ยความสามารถในการ ปฏิบัติกิจวัตรประจำวันก่อนการทดลอง หลังการทดลอง 1 , 2 และ 3 เดือน มีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ เมื่อ ทดสอบความแตกต่างเป็นรายคู่ พบว่าค่าเฉลี่ยระดบั กำลังกล้ามเน้ือและค่าเฉลี่ยความสามารถในการปฏิบตั ิกิจวัตรประจำวันหลัง การทดลอง 1 , 2 และ 3 เดือน สูงกว่าก่อนการทดลองอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ค่าเฉลี่ยระดับกำลังกล้ามเนื้อและค่าเฉล่ีย ความสามารถในการปฏิบัติกิจวัตรประจำวัน หลังการทดลอง 2 และ 3 สูงกว่าหลังการทดลอง 1 เดือน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ทั้งนี้อธิบายได้ว่าการที่ผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองฟื้นตัวได้เพิ่มขึ้นตามระยะเวลาที่ให้การดูแล แสดงให้เห็นถึงประสิทธิภาพของ โปรแกรมที่ใช้ในครั้งนี้ ซึ่งประกอบด้วยการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือกที่ช่วยให้ผู้ป่วยค่อยๆฟื้นตัวตามระยะเวลา กล่าวคือ ยาสมุนไพรที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ ส่วนใหญ่ยาสุขุมร้อนหรือรสร้อน เพื่อช่วยกระตุ้นและเสริมธาตุไฟและปรับลม ซึ่งใน ผปู้ ว่ ยโรคหลอดเลือดสมองจะมธี าตุไฟและธาตุลมหย่อนยาน (บษุ บา ประภาพงศ์ และคณะ,2554) ทำให้ธาตไุ ฟและธาตุลมกลับมา บริบูรณ์ ทั้งนี้องค์ความรู้ในศาสตร์แพทย์แผนไทยพิจารณาโรคหลอดเลือดสมองเป็นโรคลมอัมพฤกษ์หรือลมอัมพาต ต้นเหตุของ ปัญหาเกดิ จากความไมส่ มดลุ ของทิศทางการไหลของลมในร่างกาย กลา่ วคือ ลมเบือ้ งสงู ไดแ้ ก่ ลมอทุ ธงั คมาวาตา ที่พัดข้ึนเบ้ืองบน จากเหนือสะดือถึงเหนือศรีษะ และลมเบื้องต่ำ ได้แก่ ลมโธคมาวาตา ที่พัดลงเบื้องล่าง ตั้งแต่ใต้สะดือถึงปลายเท้า ในผู้ป่วยโรค หลอดเลือดสมองจะมีการไหลของลมทั้งสองสลับทิศกัน ทำให้เลือดถูกพัดเป็นฟองและร้อนดังไฟมีการคั่งของเลือดมีอาการทาง ระบบประสาท เช่น จุกแน่น ชัก มือกำ เท้างอ ลิ้นและขากรรไกรแข็ง พูดไม่ได้ เมื่อได้รับยาสมุนไพรสุขุมร้อนหรือรสร้อน จะช่วย ปรับทางเดินของลมให้เบาลง กระจายทางเดินของลม กระตุ้นธาตุไฟ จึงทำให้การไหลเวียนลมและการทำงานของธาตุไฟกลับมา ดังเดิม ซึ่งรวมถึงการทำงานของกล้ามเน้ือ ส่วนการนวดฟิน้ ฟสู ภาพจะช่วยกระตุ้นการทำงานของกลา้ มเนื้อ เส้นเอ็น เส้นประสาท และเพิ่มการไหลเวียนเลือด ในขณะที่การประคบสมุนไพรจะเพิ่มการไหลเวียนเลือด และลดอาการปวด การเกร็งของกล้ามเน้ือ (สถาบันการแพทยแ์ ผนไทย กรมพัฒนาการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก กระทรวงสาธารณสุข,2553) ซึ่งพบได้ในผู้ป่วย โรคหลอดเลอื ดสมองทำใหก้ ารทำงานของกลา้ มเนือ้ และเส้นประสาทฟน้ื การเคล่อื นไหวโดยการฝึกการทำงานของกล้ามเนอ้ื จะช่วย กล้ามเนื้อแขง็ แรงและเคลือ่ นไหวได้ดีข้ึน และการฝึกการทรงตัวทำใหม้ ีความสมดุลของของทา่ ทางมากขึ้น (วิยะดา ศักดิ์ศรี และสุ รัตน์ ธนานุภาพไพศาล,2552) ซึ่งผลการศึกษาครัง้ นี้สอดคล้องกับการศึกษาก่อนหน้านี้ ที่พบว่าผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองทีไ่ ด้รบั การดูแลตามรูปแบบการรักษาทางเลือก มีคะแนนความสามารถในการปฏิบัติกิจวตั รประจำวันแรกรับการรักษา หลังการรักษา 1 เดือน และหลงั การรักษา 3 เดือน ที่ดีขึ้น (เสาวภา เดด็ ขาด,2558) สรุปและขอ้ เสนอแนะ ระบบการดูแลผู้สูงอายุระยะยาวด้วยวิธีผสมผสานการแพทย์แผนไทย และการแพทย์ทางเลือก ตำบลแคมป์สน อำเภอ เขาคอ้ จังหวัดเพชรบรู ณ์ มีประสิทธิภาพในการป้องกันการลดระดบั ความสามารถในการประกอบกจิ วัตรประจำวัน (ADL) ในกลุ่ม 99
The 2nd National Conference of Health Science Research สำนกั วชิ ำวทิ ยำศำสตรส์ ขุ ภำพ Knowledge transformation towards Thailand 4.0 มหำวทิ ยำลยั แมฟ่ ้ ำหลวง ติดสังคม และมีประสิทธิภาพในการเพิ่มระดับความสามารถในการประกอบกิจวัตรประจำวัน (ADL) ในกลุ่มติดบ้านและกลุ่มติด เตียง ขอ้ เสนอแนะ 1. ควรนำระบบการดแู ลผสู้ งู อายุระยะยาว ด้วยวธิ ีผสมผสานการแพทย์แผนไทยและการแพทยท์ างเลอื ก ต.แคมปส์ น อ.เขาค้อ จ. เพชรบรู ณ์ ไปใช้ดำเนินงาน หรอื การจดั กิจกรรมในระดบั อนื่ ๆได้ และสามารถนำไปประยกุ ต์และปรับใชไ้ ดต้ ามสภาพและความ เหมาะสมของหนว่ ยบรกิ ารอ่ืนๆ 2. ข้อเสนอแนะเพ่อื การวจิ ัยคร้งั ต่อไป เนอื่ งจากการวจิ ยั ครั้งน้ี ยังมขี อ้ จำกดั ในเรื่องรูปแบบการวิจัยท่เี ปน็ การทดลองในกลุ่มเดียว จึงควรทำการศึกษาต่อไปโดยใช้รูปแบบการทดลองในสองกลุ่มวัดก่อนและหลังการทดลองและมีการวัดซ้ำตามคู่มือของการ ดแู ลผู้สงู อายุระยะยาว เพอ่ื ใหเ้ ห็นผลของการใช้ระบบท่ชี ัดเจนย่ิงขึน้ เชน่ งานวิจยั ของ อรรัตน์ จนั ทร์เพญ็ และคณะ (2558) ที่ ศึกษาเรือ่ ง ผลของการฟื้นฟูตามโปรแกรมการผสมผสานการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก ตอ่ ระดับกำลังกล้ามเน้ือ และความสามารถในการปฏิบัตกิ ิจวตั รประจำวนั ในผปู้ ว่ ยโรคหลอดเลือดสมอง กิตติกรรมประกาศ ผู้วิจยั ขอขอบคุณสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดเพชรบูรณ์ สำนักงานสาธารณสขุ อำเภอเขาค้อ ทีมงานเจ้าหน้าที่เครือข่าย อำเภอเขาคอ้ จังหวัดเพชรบูรณ์ วทิ ยาลัยการสาธารณสขุ สิรินธร จังหวัดพษิ ณุโลก ในการสนับสนนุ ผูท้ รงคณุ วุฒิ ทำให้งานวิจัยเรื่อง นี้ สำเรจ็ ลลุ ่วงไปดว้ ยดี เลขที่จริยธรรมวจิ ยั SCPHPL 1/2562 - 33 (วันที่รับรอง : เมื่อวนั ที่ 17 เดือน ตุลาคม พ.ศ. 2561 การรับรองนีม้ ผี ลถงึ วนั ที่ 17 ตุลาคม 2563): วทิ ยาลยั การสาธารณสุขสริ ินธร จงั หวดั พษิ ณุโลก เอกสารอา้ งองิ กลุม่ งานสง่ เสริมบริการการแพทย์แผนไทย.(2560).คู่มือการดูแลผสู้ ูงอายุดว้ ยการแพทยแ์ ผนไทยและการแพทย์ ผสมผสาน.(พมิ พ์ครง้ั ท่ี 1).กรุงเทพฯ:กรมการแพทยแ์ ผนไทยและการแพทยท์ างเลอื ก. คณะทำงานประสานงานสาธารณสุขอำเภอเขาค้อ จังหวัดเพชรบูรณ์. (2561). รายงานประจำปี 2561. งานผู้สูงอายุและผู้พิการ สำนักงานสาธารณสุขอำเภอเขาค้อ สำนักงานสาธารณสุข จังหวดั เพชรบรู ณ์. บุษบา ประภาพงศ์ และคณะ.(2554).พระคัมภีร์ชวดาร ตำราแพทย์ศาสตร์สงเคราะห์ ภูมิปัญญาทางการแพทย์และมรดกทาง วรรณกรรมของชาติ.(พิมพค์ รั้งที่ 4).กรุงเทพฯ: สำนักวิชาการและมาตรฐานการศึกษา สำนักงานคณะกรรมการการศึกษา ขั้นพืน้ ฐานแหง่ ชาติ กระทรวงศึกษาธกิ าร. สถาบนั การแพทย์แผนไทย กรมพฒั นาการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก กระทรวงสาธารณสขุ .(2553). ตำราผู้ชว่ ยแพทย์ แผนไทย 372 ช่วั โมง.กรุงเทพฯ:โรงพิมพ์องค์การสงเคราะห์ทหารผา่ นศึก. สำนักงานหลักประกนั สุขภาพแห่งชาต.ิ (2559).คมู่ ือสนบั สนุนการบรหิ ารจัดการระบบบริการดูแลระยะยาวด้านสาธารณสุขสำหรับ ผู้สูงอายุท่มี ภี าวะพ่ึงพงิ .(พิมพค์ รัง้ ที่ 1).กรุงเทพฯ:สำนักงานหลกั ประกนั สขุ ภาพแห่งชาต.ิ เสาวภา เด็ดขาด (2558).ผลของรปู แบบการฟื้นฟูสภาพโดยใชก้ ารรักษาทางเลอื กในผูป้ ว่ ยหลอดเลือดสมอง. วารสารศนู ยก์ ารศึกษา แพทยศ์ าสตร์คลนิ กิ โรงพยาบาลพระปกเกลา้ , 32(2), 135-141. วยิ ะดา ศักดิศ์ รี และสุรัตน์ ธนานภุ าพไพศาล.(2552). คมู่ อื กายภาพบำบดั ผู้ป่วยอมั พาตครง่ึ ซีก.กรงุ เทพฯ: อมรินทรส์ ขุ ภาพ. อรรัตน์ จนั ทร์เพ็ญ และคณะ.(2558).ผลของการฟน้ื ฟูตามโปรแกรมการผสมผสานการแพทย์แผนไทยและ 100
The 2nd National Conference of Health Science Research สำนกั วชิ ำวทิ ยำศำสตรส์ ุขภำพ Knowledge transformation towards Thailand 4.0 มหำวทิ ยำลยั แม่ฟ้ ำหลวง การแพทยท์ างเลือกตอ่ ระดบั กำลงั กล้ามเนอ้ื และความสามารถในการปฏิบตั ิกิจวัตรประจำวันในผปู้ ่วย โรคหลอดเลอื ดสมอง. Joyce, B. & Weil, M. (1996). Models of teaching. (5th ed). Boston: Allyn and Bacon. Phongpisanu B.(2018). Main Steps of Doing Research and Development in Public Health. Med J Clin Trials Case Stud 2018, 2(6): 000183. Phongpisanu B.(2019). Techniques for Writing Chapter I of Research and Development in Public Health. Med J Clin Trials Case Stud 2019, 3(3): 000222. Watson, J. (2008). Nursing: The philosophy and science of caring. Boulder, Cololado.: University Press of Colorado. 101
The 2nd National Conference of Health Science Research สำนกั วชิ ำวทิ ยำศำสตรส์ ุขภำพ Knowledge transformation towards Thailand 4.0 มหำวทิ ยำลยั แมฟ่ ้ ำหลวง การมีส่วนร่วมของชมุ ชนในการป้องกันโรคไข้เลอื ดออกของประชาชน หมู่ท่ี 5 บ้านนาโตง ตำบลทงุ่ กระบอื อำเภอยา่ นตาขาว จงั หวัดตรัง ณฐั พล ผึ่งแซม่ , พรพมิ ล อมรวาทนิ , พิจิตรา อัครวรโชติสกลุ , วลิ าวรรณ ศรพี ล, สุพัตรา ใจเหมาะ, สาลี อินทร์เจรญิ , สริ มิ า วงั พยอม, ฉัตรชยั ขวญั แกว้ และกมลรัตน์ นุ่นคง วทิ ยาลยั การสาธารณสขุ สริ ินธร จงั หวดั ตรงั บทคัดย่อ การวิจัยนี้เป็นวิจัยเชิงปฏบิ ตั ิการแบบมสี ่วนร่วม (Participatory Action Research) มีวัตถุประสงคเ์ พื่อศึกษาการมีสว่ น รว่ มของชมุ ชนในการป้องกันโรคไข้เลือดออกของประชาชน พฒั นากจิ กรรมการมสี ว่ นรว่ มของชุมชนในการป้องกันโรคไข้เลือดออก ของประชาชน และศึกษาประสิทธิผลของกิจกรรมการมีส่วนร่วมของชุมชนในการป้องกันโรคไข้เลือดออกของประชาชน หมู่ที่ 5 บ้านนาโตง ตำบลท่งุ กระบอื อำเภอยา่ นตาขาว จงั หวดั ตรงั กลุม่ ตวั อย่าง คือตัวแทนครวั เรือนทส่ี ำรวจพบลกู น้ำยุงลาย จำนวน 60 คน เกบ็ ข้อมลู ระหวา่ ง มกราคม – มีนาคม พ.ศ. 2562 เก็บรวบรวมขอ้ มูลโดยใช้ แบบสอบถาม และแบบประเมินลกู น้ำยุงลายของ สำนักโรคตดิ ต่อนำโดยแมลง กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข ผลการศกึ ษา พบว่า กลมุ่ ตวั อยา่ ง ส่วนใหญ่เปน็ เพศหญงิ ร้อย ละ 65.00 มีอายุเฉลี่ย 55.33 ปี (ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน = 13.67) อายุน้อยสุดเท่ากับ 20 ปี อายุมากสุดเท่ากับ 85 ปี นับถือ ศาสนาพุทธ ร้อยละ 88.30 ส่วนใหญ่จบการศึกษาระดับประถมศึกษา ร้อยละ 80.00 ประกอบอาชีพเกษตรกรรม ร้อยละ 36.67 และมีสถานภาพสมรส ร้อยละ 78.30 การมีส่วนร่วมภาพรวมอยูใ่ นระดับมาก (3.51±0.39) ด้านท่ีมีค่าเฉลย่ี สงู ทสี่ ุด คือ ด้านการมี ส่วนร่วมในการดำเนินการ (3.65±0.32) ด้านที่มีค่าเฉลี่ยต่ำที่สุด คือ ด้านการมีส่วนร่วมในการตัดสินใจ (3.34±0.72) ความรู้ ทัศนคติ และการปฏิบัติตนในการป้องกันโรคไข้เลือดออกหลังการดำเนินกิจกรรมเพิ่มสูงขึ้นจากก่อนการดำเนินกิจกรรมอย่างมี นัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 และหลังการดำเนินกิจกรรมมีการสำรวจพบค่าดัชนีลูกน้ำยุงลาย (HI = 7.89, CI = 0) ลดลงจาก กอ่ นการดำเนินกิจกรรม (HI = 31.58, CI =6.82) เน่ืองจากกลุม่ ตัวอยา่ งได้รบั ความรเู้ กีย่ วกับการการป้องกันโรคไขเ้ ลือดออก และ ได้ลงมือปฏิบัติร่วมกัน เพราะฉะนั้น ในการแก้ไขปัญหาไข้เลือดออกควรศึกษาบริบทชุมชน และมีแกนนำการในการทำกิจกรรม ต่างๆ คำสำคญั : การมสี ว่ นร่วมของชุมชน, การป้องกนั ไขเ้ ลือดออก, ความรู้, ทศั นคติ, พฤตกิ รรม 102
The 2nd National Conference of Health Science Research สำนกั วชิ ำวทิ ยำศำสตรส์ ขุ ภำพ Knowledge transformation towards Thailand 4.0 มหำวทิ ยำลยั แม่ฟ้ ำหลวง Community participation for Dengue Fever Prevention Behaviors of the People in Moo 5 Baan Natong, Thungkrabue Subdistrict, Yantakhao District,Trang Province Nathapon Phuengcham, Pornpimol Amornwathin, Pijitra Akkharaworachotsakul, Wilawan Sripon, Supattra Jaimoa, Salee Incharoen, Sirima Wangpayom, Chatchai Kwankaew and Kamonrat Nungkong Sirindhorn College of Public Health, Trang Abstract The purpose of this participatory action research was to study dengue fever prevention behaviors of the people in Moo 5 Baan Natong, Thungkrabue Subdistrict, Yantakhao District,Trang Province. Sixty participants were surveyed by structured questionnaires and mosquito larvae survey form of Bureau of General Communicable Diseases Department of Diseases Control during January to March 2019. The findings showed that the overall participants were female (65%). The mean age of participant was 55.33 years old (S.D.=13.67). The minimum age is 20 years old while the maximum age is 85 years old. The percentage of Buddhist was 88.30. They were graduated from primary school (80%). Agricultural occupation was 36.67%. 78.30% of marital status was marriage. The participation was in high level (3.51±0.39). The highest score was participation in implementation (3.65±0.32). The lowest score was participation in making decision (3.34±0.72). After implementation, knowledge, attitude, and their prevention behaviors were increased with statistically significant level of 0.05 Moreover, mosquito larva index was decreased from HI = 31.58 and CI =6.82 to HI = 7.89 and CI = 0.Keywords : Community participation, Dengue fever prevention, Knowledge, Attitude, Behavior. Because the sample was educated about the prevention of dengue fever. And act together. Therefore, in solving dengue problems, should study the context of the community. And has a leader in doing various activities. Keywords: Community participation, Dengue Fever Prevention, Knowledge, Attitude, Behaviors 103
The 2nd National Conference of Health Science Research สำนักวชิ ำวทิ ยำศำสตรส์ ขุ ภำพ Knowledge transformation towards Thailand 4.0 มหำวทิ ยำลยั แม่ฟ้ ำหลวง บทนำ โรคไข้เลือดออก (Dengue Hemorrhagic Fever-DHF) เป็นปัญหาสาธารณสุขของประเทศไทยในปัจจุบัน เนื่องจาก ความรุนแรงของโรคไข้เลือดออกส่งผลต่อสุขภาพของผูป้ ่วย ชุมชน สังคม อีกทั้งยังเป็นเป็นโรคติดต่อท่ีสร้างความสญู เสียทางดา้ น เศรษฐกิจของประเทศ (สมชาย แสงสมิ มา, 2553) กระทรวงสาธารณสุขได้กำหนดเกณฑ์อัตราป่วยโรคไข้เลือดออกในปี พ.ศ. 2561 ให้ไม่ เกิน 50 ต่อแสนประชากร แต่ สถานการณ์ของโรคไข้เลือดออก พบว่าอัตราป่วยโรคไข้เลือดออกต่อแสนประชากรของประเทศ ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2558 - พ.ศ. 2561 เท่ากับ 215.99, 91.88, 74.73 และ 119.23 ตามลำดับ (กรมควบคุมโรค, 2561) ซึ่งเกินกว่าเกณฑ์ที่กระทรวงสาธารณสุขได้ กำหนดไว้ทุกปี โดยสถานการณ์โรคไข้เลือดออกมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นและลดลงที่ไม่แน่นอน ซึ่งอัตราป่วยโรคไข้เลื อดออกต่อแสน ประชากรในปี พ.ศ. 2558 มแี นวโน้มลดลงแตก่ ม็ ีการเพม่ิ ขนึ้ มาอกี ในปี พ.ศ. 2561 และมแี นวโนม้ ที่จะเกิดผปู้ ว่ ยโรคไข้เลอื ดออกอกี ในปีต่อ ๆ ไป โดยในจังหวัดตรังมีอัตราป่วยโรคไข้เลือดออกในปี พ.ศ. 2558 เท่ากับ 75.93 ต่อแสนประชากร เพิ่มขึ้นเป็น 96.88 ต่อแสนประชากร ในปี พ.ศ. 2561 ส่วนอำเภอย่านตาขาวมีอัตราป่วยโรคไข้เลือดออกในปี พ.ศ. 2558 เท่ากับ 60.81 ต่อแสน ประชากร เพิ่มขึ้นเป็น 142.60 ต่อแสนประชากร ในปี พ.ศ. 2561 (สำนักงานสาธารณสขุ จังหวัดตรัง, 2561) เห็นได้วา่ อัตราปว่ ย โรคไขเ้ ลือดออกของจังหวดั ตรงั และอำเภอย่านตาขาวเกนิ กว่าเกณฑ์ท่กี ระทรวงสาธารณสุขไดก้ ำหนด การป้องกันโรคไข้เลือดออกนั้นสามารถป้องกันไดด้ ้วยหลัก 5ป. 1ข. คือ 1) ปิด ปิดภาชนะนำ้ กิน น้ำใช้ให้มิดชดิ หลังการ ตักใช้น้ำทุกครั้งเพือ่ ป้องกันยุงลายลงไปวางไข่ 2) เปลี่ยน เปลี่ยนน้ำในแจกัน ถังเก็บน้ำ ทุก 7 วันเพื่อตัดวงจรลูกนำ้ ทีจ่ ะกลายเป็น ยุง 3) ปล่อย ปล่อยปลากินลูกน้ำในภาชนะใส่น้ำถาวร เช่น อ่างบัว ถังซีเมนต์เก็บน้ำขนาดใหญ่ 4) ปรับปรุงสิ่งแวดล้อมให้ปลอด โปร่ง โลง่ สะอาด ลมพัดผา่ น ไม่เปน็ ทีเ่ กาะพกั ของยุงลาย และ 5) ปฏิบัตเิ ป็นประจำจนเป็นนสิ ยั สว่ น 1 ข. คือ ขัด เนือ่ งจากยุงลาย จะไข่ตามผนังภาชนะ จึงจำเป็นตอ้ งมกี ารขัดไข่ยุงลายในภาชนะด้วย โดยใช้ใยขัดล้าง หรือแปรงชนิดนุม่ ช่วยในการขัดล้าง และทง้ิ นำ้ ทีข่ ัดลา้ งน้ันบนพน้ื ดินเพ่อื ให้ไขแ่ ห้งตายไปไมค่ วรท้ิงลงทอ่ ระบายน้ำ ซ่งึ อาจเป็นแหล่งนำ้ ใสนง่ิ ทำให้ไข่บางส่วนรอดและเจรญิ เป็น ลูกน้ำและยุงลายได้ จากการสำรวจข้อมูลดัชนีลูกน้ำยุงลายของประชาชนหมู่ 5 บ้านนาโตง ตำบลทุ่งกระบือ อำเภอย่านตาขาว จังหวัดตรัง พบว่า มีค่าดัชนีลูกน้ำยุงลายในครัวเรือน (HI) เท่ากับ 31.58 และค่าดัชนีลูกน้ำยุงลายในภาชนะ (CI) เท่ากับ 6.82 สาเหตุสำคญั ของการไมป่ ฏบิ ัตติ นในการป้องกนั โรคไขเ้ ลือดออก คือ การทปี่ ระชาชนคิดว่าหากเกิดโรคไขเ้ ลือดออกระบาดในหมบู่ ้านควรจะเป็น ความรับผิดชอบของอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน ร้อยละ 75.0 และการไม่ปรับปรุงบริเวณบ้านเพื่อกำจัดแหล่งน้ำขังที่ อาจเป็นแหล่งเพาะพนั ธุ์ยุงลาย ร้อยละ 55.9 อัตราป่วยโรคไข้เลอื ดออกของบ้านนาโตง เท่ากับ 322.93 ต่อแสนประชากร ซึ่งเกนิ จากเกณฑ์ที่กระทรวงสาธารณสุขไดก้ ำหนดไว้ จากปัญหาการแพร่ระบาดของโรคไข้เลือดออกที่มีมาอย่างต่อเนือ่ ง ทำให้เกิดการปรับเปลี่ยนแนวคิดในการแก้ไขปัญหา จากการตั้งรับไปสูน่ โยบายเชงิ รุกโดยอาศัยการมสี ่วนรว่ มให้คนในชุมชนได้ตระหนักถึงสภาพปัญหาของโรคไข้เลือดออก เกิดความ รับผิดชอบตอ่ ปญั หาท่เี กดิ ขึ้นในชมุ ชนของตนเอง ทง้ั การมสี ่วนร่วมในการตดั สินใจ การมสี ว่ นร่วมในการดำเนนิ การ การมีส่วนร่วม ในการรับผลประโยชน์ และการมีส่วนร่วมในการประเมินผล เป็นต้น ซึ่งปัญหาของโรคไข้เลือดออกเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับ พฤติกรรมและส่ิงแวดล้อม ดังนั้นการดำเนนิ งานป้องกันและควบคมุ โรคไข้เลอื ดออกจึงต้องปรับเปลีย่ นใหส้ อดคลอ้ งกบั สถานการณ์ ของโรคที่เปลี่ยนแปลงไป โดยเน้นให้ประชาชนเห็นความสำคัญของการมีส่วนร่วมในการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมในการป้องกันโรค ไข้เลือดออกของชมุ ชนจะทำใหก้ ารดำเนินกจิ กรรมในการมสี ว่ นร่วมตา่ ง ๆ น้ันยง่ั ยนื ขน้ึ ถือเป็นภารกิจทตี่ อ้ งชว่ ยกันกระตุ้นและชัก นำให้ประชาชน องค์กรชุมชน ตลอดจนเครือข่ายสขุ ภาพใหเ้ ข้ามามีส่วนร่วมอย่างจริงจังและต่อเนื่อง (ภารดี อินละมัย, 2561) ซึ่ง 104
The 2nd National Conference of Health Science Research สำนักวชิ ำวทิ ยำศำสตรส์ ุขภำพ Knowledge transformation towards Thailand 4.0 มหำวทิ ยำลยั แม่ฟ้ ำหลวง การระบาดของโรคไขเ้ ลือดออกในปัจจบุ ันมีรปู แบบท่ีไมแ่ น่นอน ดังนัน้ ส่ิงทสี่ ามารถพยากรณ์การเกดิ โรคไดด้ ีทส่ี ดุ คือ ค่าดัชนีลูกน้ำ ยุงลาย เพราะทำใหท้ ราบถงึ ปรมิ าณแหลง่ เพาะพันธ์ุยุงลายสามารถนำมาทำนายระดับความเส่ียงต่อการระบาดของโรคไขเ้ ลอื ดออก ได้ โดยวัดไดจ้ ากค่า HI (House Index) คือ ร้อยละของบ้านทส่ี ำรวจพบลกู น้ำยงุ ลายในหมูบ่ ้านหรอื ชุมชน ตอ้ งมนี อ้ ยกว่า 10 และ CI (Container Index) คือ ร้อยละของภาชนะสำรวจทพ่ี บลกู น้ำยงุ ลาย ต้องเป็น 0 จากปัญหาท่ีกล่าวมาขา้ งต้นผู้วิจัยจึงได้เล็งเห็นความสำคัญในการป้องกันโรคไข้เลือดออก จึงไดร้ ่วมหาแนวทางในการใน การแก้ไขปัญหาโดยอาศัยการมีส่วนร่วมของชุมชน ประยุกตใ์ ช้ทฤษฎี ความรู้ ทัศนคติ และการยอมรับปฏบิ ตั ิ (KAP Theory) ที่มี ความสัมพันธ์ซึ่งกันและกัน หน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรมีการให้ความรู้เกี่ยวกับโรคไข้เลือดออก ให้ประชาชนมีทัศนคติที่ดีเห็นถึง ความสำคัญของการป้องกันโรคไข้เลือดออก พร้อมทั้งสร้างความตระหนักในการช่วยกันกำจัดแหล่งเพาะพันธุ์ลูกน้ำยุงลาย สิ่ง สำคัญสำหรับการป้องกันโรคไข้เลือดออกอีกอย่างหนึ่งคือ การอาศัยการเรียนรู้แบบมีส่วนร่วมในการป้องกันโรคไข้เลือดออกที่ ถกู ตอ้ ง จัดเปน็ หนทางที่จะนำไปสู่การพฒั นาที่ยัง่ ยืนในชมุ ชนอย่างมีประสทิ ธิภาพและเหมาะสมกับปัญหาในชุมชน วตั ถปุ ระสงค์ 1. เพ่อื ศึกษาการมสี ่วนรว่ มของชมุ ชนในการปอ้ งกันโรคไขเ้ ลอื ดออกของประชาชน หมู่ท่ี 5 บา้ นนาโตง ตำบลทงุ่ กระบอื อำเภอย่านตาขาว จงั หวดั ตรงั 2. เพ่ือพัฒนากจิ กรรมการมสี ่วนร่วมของชมุ ชนในการปอ้ งกนั โรคไข้เลอื ดออกของประชาชน หมูท่ ี่ 5 บ้านนาโตง ตำบล ทุ่งกระบอื อำเภอยา่ นตาขาว จังหวัดตรงั 3. เพือ่ ประเมนิ ประสทิ ธผิ ลของกจิ กรรมการมีส่วนรว่ มของชุมชนในการปอ้ งกนั โรไขเ้ ลอื ดออกของประชาชน หมทู่ ่ี 5 บ้านนาโตง ตำบลทงุ่ กระบือ อำเภอย่านตาขาว จงั หวัดตรงั ระเบยี บวธิ ีวิจัย การกำหนดกลุ่มตัวอย่างในครั้งนี้ กำหนดเป็นประชากรทั้งหมดจำนวน 60 คน เก็บรวมรวมข้อมูลอยู่ในช่วงเดือน มกราคม – มีนาคม พ.ศ. 2562 เครื่องมือทใ่ี ชใ้ นการวิจยั ตอนท่ี 1 แบบสอบถามการมีสว่ นร่วมของชมุ ชนในการป้องกันโรคไข้เลือดออกของประชาชน หมู่ ที่ 5 บ้านนาโตง ตำบลทุ่งกระบือ อำเภอย่านตาขาว จังหวัดตรัง ประกอบด้วย ส่วนที่ 1 แบบสอบถามข้อมูลส่วนบุค คล เป็น แบบสอบถามเลือกตอบ และให้เติมข้อมูลในช่องว่างให้ครบถ้วน ได้แก่ เพศ อายุ สถานภาพสมรส ศาสนา ระดับการศึกษาอาชีพ สว่ นท่ี 2 แบบทดสอบความร้เู รอื่ ง โรคไข้เลอื ดออก จำนวน 12 ขอ้ คะแนนเต็ม 12 คะแนน เป็นคำถามใหเ้ ลือกตอบ 4 ตัวเลือก คอื ก, ข, ค, ง ส่วนที่ 3 แบบสอบถามทัศนคติเกี่ยวกับการป้องกันโรคไข้เลือดออก จำนวน 10 ข้อ ลักษณะคำตอบเป็นมาตราส่วน ประมาณค่า (Rating Scale) มี 5 ระดับส่วนที่ 4 แบบสอบถามการปฏิบัติตนในการป้องกันโรคไข้เลือดออก จำนวน 12 ข้อ ลักษณะคำตอบเป็นมาตราส่วนประมาณค่า (Rating Scale) มี 5 ระดับส่วนที่ 5 แบบสอบถามการมีส่วนร่วมในการป้องกันโรค ไข้เลือดออก จำนวน 15 ข้อ ลักษณะคำตอบเป็นมาตราส่วนประมาณค่า (Rating Scale) มี 5 ระดับตอนที่ 2 แบบสำรวจลูกน้ำ ยงุ ลายของสำนกั โรคตดิ ต่อนำโดยแมลง กรมควบคมุ โรค กระทรวงสาธารณสขุ การวิเคราะห์ข้อมูลวิเคราะห์โดยนำข้อมูลมาวิเคราะห์ทางสถิติ และประมวลผล ดังนี้1) สถิติเชิงพรรณนา ใช้ในการ วเิ คราะห์ ข้อมูลส่วนบุคคล ความรู้เก่ยี วกับการป้องกนั โรคไขเ้ ลอื ดออก ทศั นคติเก่ียวกับการป้องกนั โรคไข้เลือดออก การปฏิบัติตน ในการป้องกันโรคไข้เลือดออก การมีส่วนร่วมของประชาชนในการป้องกันโรคไข้เลือดออก และค่า HI (House index) ค่า CI (Container index) ด้วยสถิติ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานและ 2) สถิติเชิงอนุมาน ใช้ในการ 105
The 2nd National Conference of Health Science Research สำนักวชิ ำวทิ ยำศำสตรส์ ขุ ภำพ Knowledge transformation towards Thailand 4.0 มหำวทิ ยำลยั แม่ฟ้ ำหลวง เปรียบเทียบความแตกต่างของความรู้ ทศั นคติ และการปฏบิ ตั ิตนในการปอ้ งกนั โรคไข้เลือดออก ก่อนและหลังการดำเนินกิจกรรม ดว้ ยสถิติ Paired T-test ผลการศกึ ษา การวิเคราะห์ข้อมูลส่วนบุคคล ของประชาชนหมู่ที่ 5 บ้านนาโตง ตำบลทุ่งกระบือ อำเภอย่านตาขาว จังหวัดตรังพบว่า สว่ นใหญเ่ ปน็ เพศหญงิ คดิ เปน็ รอ้ ยละ 65.00 อายเุ ฉลีย่ 55.33 ปี (S.D. = 13.67) อายุน้อยสดุ เทา่ กบั 20 ปี อายมุ ากสดุ เท่ากับ 85 ปี นับถือศาสนาพุทธ คิดเป็นร้อยละ 88.30 ส่วนใหญ่จบการศึกษาระดับประถมศึกษา คิดเป็นร้อยละ 80.00 ประกอบอาชีพ เกษตรกรรม คิดเป็นร้อยละ 36.67 และมสี ถานภาพสมรส คดิ เป็นร้อยละ 78.30 ตารางท่ี 1 ผลการวิเคราะห์ขอ้ มลู การมสี ่วนรว่ มของขุมชนในการป้องกนั โรคไข้เลอื ดออก การมีสว่ นร่วมในการปอ้ งกนั โรคไขเ้ ลือดออก X S.D. แปลผล ดา้ นการมสี ว่ นรว่ มในการตดั สินใจ 3.34 0.72 ปานกลาง ด้านการมสี ว่ นร่วมในการดำเนนิ การ 3.65 0.32 มาก ดา้ นการมสี ว่ นร่วมในการรับผลประโยชน์ 3.60 0.62 มาก ด้านการมสี ่วนร่วมในการประเมนิ ผล 3.52 0.71 มาก 3.51 0.39 มาก ภาพรวม จากตารางที่ 1 พบว่า ประชาชนหมู่ที่ 5 บา้ นนาโตง ตำบลทงุ่ กระบอื อำเภอย่านตาขาว จังหวดั ตรัง ระดบั การมีส่วนร่วม ภาพรวมอยู่ในระดับมาก (3.53±0.59) ด้านที่มีค่าเฉลี่ยสูงที่สุด คือ ด้านการมีส่วนร่วมในการดำเนินการ (3.65±0.32) ด้านที่มี ค่าเฉลี่ยตำ่ ท่ีสุด คอื ด้านการมสี ว่ นร่วมในการตดั สินใจ (3.34±0.72) เม่อื จำแนกรายด้าน พบวา่ ดา้ นการมสี ว่ นร่วมในการตดั สินใจ มีคา่ เฉลย่ี อยูใ่ นระดบั ปานกลาง (3.34±0.72) เมอื่ จำแนกรายขอ้ พบว่า ข้อที่มีค่าเฉล่ีย สูงท่สี ดุ คอื ทา่ นได้วิเคราะหป์ ญั หา ค้นหาสาเหตแุ ละความต้องการในการปอ้ งกันโรคไขเ้ ลอื ดออกอย่ใู นระดบั มาก (3.62±0.87) ข้อ ท่ีมีค่าเฉลี่ยต่ำที่สุด คือท่านมีส่วนร่วมในการเสนอแนวทางการแก้ปัญหาโรคไข้เลือดออกของชุมชนด้วยวิธีต่าง ๆ และร่วมเสนอ กจิ กรรมของชมุ ชนอยูใ่ นระดับปานกลาง (3.17±0.83) ด้านการมีส่วนร่วมในการดำเนินการ มีค่าเฉลี่ยอยู่ในระดับมาก (3.65±0.32) เมื่อจำแนกรายข้อพบว่า ข้อท่ีมีค่าเฉล่ียสูง ที่สุด คือ ท่านมีส่วนร่วมในการปรับปรุงบริเวณบ้านเพื่อกำจัดแหล่งน้ำขังที่อาจเป็นแหล่งเพาะพันธุ์หรือที่อยู่อาศัยของยุงอยู่ใน ระดับมากทสี่ ุด (4.25±0.47) ขอ้ ทมี่ ีค่าเฉลยี่ ตำ่ ทีส่ ุด คือ ท่านมสี ่วนร่วมในการแนะนำคนในครอบครวั และเพือ่ นบา้ นเกี่ยวกับวิธีการ ควบคุมกำจดั ลกู น้ำยงุ ลายอย่ใู นระดับปานกลาง (2.86±0.81) ดา้ นการมีสว่ นร่วมในการรับผลประโยชน์ มคี ่าเฉลีย่ อยู่ในระดบั มาก (3.60±0.62) เมื่อจำแนกรายขอ้ พบว่า ขอ้ ทมี่ ีค่าเฉลยี่ สูงที่สุด คือ ท่านได้รับความรู้เกี่ยวกับการป้องกันโรคไข้เลือดออกของตนเองและครอบครัวอยู่ในระดับมาก (3.68±0.70) ข้อที่มี ค่าเฉลยี่ ตำ่ ทสี่ ดุ คอื ทา่ นไดร้ บั สเปรยต์ ะไคร้หอมไล่ยุงมีเพื่อใชใ้ นในการป้องกนั และกำจดั ยงุ อยู่ในระดบั ปานกลาง (3.05±0.72) ด้านการมีส่วนร่วมในการประเมินผล มีค่าเฉลีย่ อยู่ในระดับมาก (3.52±0.71) เมื่อจำแนกรายข้อพบว่า ข้อที่มีค่าเฉลีย่ สงู ที่สุด คือ ท่านมีส่วนร่วมในการประเมินผลค่าดัชนีลูกน้ำยุงลาย และการป้องกันโรคไข้เลือดออกของชุมชนอยู่ในระดับมาก (3.55±0.72) ข้อทมี่ คี า่ เฉลยี่ ตำ่ ทีส่ ดุ คอื ท่านมสี ่วนร่วมในการติดตามและกระตุ้นเตอื นการปอ้ งกันโรคไขเ้ ลือดออกในแต่ละสัปดาห์ อย่ใู นระดบั มาก (3.48±0.83) 106
The 2nd National Conference of Health Science Research สำนักวชิ ำวทิ ยำศำสตรส์ ุขภำพ Knowledge transformation towards Thailand 4.0 มหำวทิ ยำลยั แม่ฟ้ ำหลวง ตารางท่ี 2 การเปรียบเทยี บคะแนนเฉลี่ยของความรู้ ทศั นคติ และการปฏบิ ัตติ นในการป้องกันโรคไข้เลอื ดออก ระหวา่ งก่อนและ หลงั การดำเนนิ กจิ กรรม ก่อนการดำเนิน หลังการดำเนิน คะแนนเฉลย่ี กิจกรรม กิจกรรม df t p - value x̅ S.D. x̅ S.D. ความรู้เกี่ยวกับการป้องกันโรค 8.77 1.29 10.45 0.98 59 11.72 <0.001 ไข้เลือดออก ทัศนคติเกี่ยวกับการป้องกันโรค 3.18 0.32 4.08 0.83 59 8.81 <0.001 ไขเ้ ลอื ดออก การปฏิบัติตนในการป้องกันโรค 3.16 0.38 3.99 0.42 59 13.12 <0.001 ไขเ้ ลอื ดออก จากตารางที่ 2 พบว่า คะแนนเฉลี่ยความรู้เกี่ยวกับการป้องกันโรคไขเ้ ลอื ดออกของประชาชน หมู่ที่ 5 บ้านนาโตง ตำบล ทุ่งกระบือ อำเภอย่านตาขาว จังหวัดตรัง พบว่า ก่อนการดำเนินกิจกรรมมีคะแนนความรูเ้ ฉลี่ย (8.77±1.29) ภายหลังการดำเนนิ กิจกรรมมคี ะแนนความรเู้ ฉลยี่ (10.45±0.98) เม่ือเปรียบเทียบก่อนและหลงั การดำเนินกจิ กรรม พบวา่ คะแนนเฉลยี่ ความร้เู ก่ียวกบั การปอ้ งกนั โรคไข้เลือดออกเพ่ิมสงู ขนึ้ อย่างมีนยั สำคญั ทางสถิตทิ ีร่ ะดบั 0.05 คะแนนเฉลีย่ ทศั นคตเิ กย่ี วกับการปอ้ งกนั โรคไขเ้ ลอื ดออกของประชาชน หมู่ที่ 5 บา้ นนาโตง ตำบลทุ่งกระบือ อำเภอย่าน ตาขาว จังหวัดตรัง พบว่า ก่อนการดำเนินกิจกรรมมีคะแนนทัศนคติเฉลี่ย (3.18±0.32) ภายหลังการดำเนินกิจกรรมมีคะแนน ทัศนคติเฉลี่ย (4.08±0.83) เมื่อเปรียบเทียบก่อนและหลังการดำเนินกิจกรรม พบว่า คะแนนเฉลี่ยทัศนคติเกี่ยวกับการปอ้ งกนั โรค ไข้เลือดออกเพิ่มสูงข้นึ อย่างมนี ัยสำคัญทางสถิติ ทร่ี ะดบั 0.05 คะแนนเฉล่ยี การปฏิบตั ติ นในการป้องกนั โรคไขเ้ ลอื ดออกของประชาชน หม่ทู ี่ 5 บา้ นนาโตง ตำบลทุง่ กระบือ อำเภอย่าน ตาขาว จงั หวัดตรงั พบว่า ก่อนการดำเนนิ กจิ กรรมมคี ะแนนการปฏบิ ัตติ นเฉล่ีย (3.16±0.38) ภายหลังการดำเนินกิจกรรมมคี ะแนน การปฏิบัติตนเฉลี่ย (3.99±0.42) เมื่อเปรียบเทียบก่อนและหลังการดำเนินกิจกรรม พบว่า คะแนนเฉลี่ยการปฏิบัติตนในการ ปอ้ งกันโรคไขเ้ ลอื ดออกเพ่มิ สงู ขนึ้ อย่างมนี ัยสำคัญทางสถติ ิทร่ี ะดับ 0.05 ตารางที่ 3 การเปรียบเทียบค่า HI (House index) และค่า CI (Container index) ก่อน ระหว่าง และหลังการดำเนิน กิจกรรม (n=190) การสำรวจ ดชั นีลกู น้ำยงุ ลาย คร้ังที่ 1 คร้งั ที่ 2 ครงั้ ท่ี 3 ครง้ั ท่ี 4 (ร้อยละ) (รอ้ ยละ) (รอ้ ยละ) (ร้อยละ) ค่า HI (House index) 31.58 23.68 ค่า CI (Container index) 9.47 7.89 6.82 0 0 0 107
The 2nd National Conference of Health Science Research สำนักวชิ ำวทิ ยำศำสตรส์ ขุ ภำพ Knowledge transformation towards Thailand 4.0 มหำวทิ ยำลยั แม่ฟ้ ำหลวง จากตารางที่ 3 พบว่า หลังการดำเนินกิจกรรมมีการสำรวจพบค่าดัชนีลูกน้ำยุงลาย (HI = 7.89, CI = 0) ลดลงจาก ก่อนการดำเนนิ กจิ กรรม (HI = 31.58, CI = 6.82) อภปิ รายผล 1. ผลการวิเคราะหข์ อ้ มลู การมสี ว่ นรว่ มของประชาชนในการป้องกันโรคไข้เลอื ดออก 1.1 ขน้ั ตอนการมสี ว่ นร่วมในการตัดสินใจ จากการศึกษา พบว่าการมีส่วนร่วมในการตัดสินใจอยู่ในระดับปานกลาง โดยการศึกษาครั้งนี้ได้จัดทำเวที ประชาคมในชุมชน ซึง่ เป็นเวทแี ห่งการแลกเปลยี่ นเรียนรรู้ ่วมกันระหว่างทีมของผู้วจิ ยั และผ้รู ่วมวจิ ัย มกี ารกระตุ้นให้ประชาชนทุก คนได้มีโอกาสแสดงความคิดเห็น ร่วมกันคิดวิเคราะห์และตัดสินใจเลือกแนวทางในการวางแผนการแก้ไขปัญหาร่วมกัน โดยผูว้ ิจัย เป็นผู้นำเสนอข้อมูลจากท่ีได้เก็บรวบรวมข้อมูลสภาพการณ์ปัญหาของชุมชนจากการศึกษาชุมชนด้วยการทำเครื่องมือ 7 ชิ้น และ การเก็บรวบรวมข้อมูลสุขภาพของประชาชนในชุมชนมาเสนอในเวทีประชาคมเพื่อเป็นข้อมูลพื้นฐานในการจัดลำดับความสำคญั ของปญั หาและคดั เลอื กปัญหาเพ่ือนำไปสกู่ ารแก้ไขปัญหาท่ตี รงกับความต้องการของประชาชนและตรงกับบริบทของชุมชน พบว่า ปญั หาจากท่ีได้เก็บรวบรวมข้อมลู รวมกับปัญหาที่ประชาชนนำเสนอข้ึนมามีทั้งหมด 13 ปญั หา มาดำเนินการจัดลำดับความสำคัญ ของปัญหา ให้คะแนนตามระดับความรุนแรงของปัญหา ขนาดของปัญหา ความยากง่ายในการแก้ปัญหา ร่วมกับการลงประชาคม เพ่อื ให้คะแนนเป็นไปตามการยอมรับของประชาชน หมูท่ ี่ 5 บ้านนาโตง ตำบลทุ่งกระบือ อำเภอย่านตาขาว จงั หวัดตรงั ได้ร่วมกัน เลือกปัญหาค่าดัชนีลูกน้ำยุงลายที่เกินเกณฑ์ของชุมชน เมื่อได้ปัญหาแล้วจึงสอบถามถึงสาเหตุการพบลูกน้ำยุงลายพบว่าการท่ี บริเวณรอบ ๆ บ้านและหมูบ่ า้ นมแี หล่งเพาะพันธุข์ องยงุ ลาย ถึงแม้ว่าจะเปน็ หน้าร้อนที่ไม่น่าจะมีแหล่งเพาะพนั ธุ์ลูกนำ้ ยุงลาย อีก ทั้งอสม.จะมีการเดินสำรวจลกู น้ำยุงลายตามเขตของบ้านรบั ผิดชอบก็ตาม เกิดจากการไมม่ ีความตระหนักของประชาชนในชุมชน เกี่ยวกับการปอ้ งกันโรคไข้เลอื ดออกที่จะเกดิ ขึ้น เนื่องจากคนในบ้านไม่มีใครป่วยด้วยโรคไข้เลือดออก อีกทั้งจากการสำรวจลูกนำ้ ยุงลายยุงส่วนใหญ่จะไปวางไข่ในภาชนะเก็บน้ำของครัวเรือน เนื่องจากตำบลทุ่งกระบือประสบปัญหาจากการที่นำ้ ไม่ไหลบ่อยจึง ต้องมีการกักเกบ็ น้ำไว้ใช้ ทำให้มีแหล่งเพาะพันธุ์ยุงลายทีเ่ พิม่ ขึ้น จากกิจกรรมข้ันนี้พบวา่ ประชาชน หมู่ที่ 5 บ้านนาโตง ตำบลทงุ่ กระบอื อำเภอยา่ นตาขาว จังหวดั ตรัง มสี ว่ นร่วมในการระบุปญั หาที่เกิดขน้ึ ได้ทุกขนั้ ตอน รวมท้งั เลือกกจิ กรรมท่ีจะทำร่วมกันของ ชุมชนพรอ้ มท้งั แกนนำในการรับผดิ ชอบกจิ กรรมต่าง ๆ ได้ 1.2 ข้ันตอนการมสี ่วนร่วมในการดำเนนิ การ จากการศึกษา พบว่าการมีส่วนร่วมในการดำเนินการอยู่ในระดับมาก โดยผู้วิจัยและผู้ร่วมวิจัยได้ร่วมกัน วเิ คราะห์ วางแผนและไดก้ ำหนดแนวทางในการแก้ไขปญั หา คือเริ่มตน้ จากการส่งเสรมิ ให้ประชาชนเลง็ เหน็ ถึงความสำคัญของการ ป้องกันโรคไข้เลือดออกว่าเป็นปัญหาของทุกคนที่ควรจะร่วมกันแก้ไขปัญหา โดยการเปิดโอกาสให้ชุมชนแลกเปลี่ยนแสดงค วาม คดิ เหน็ ต่อการแก้ไขการปอ้ งกันโรคไข้เลอื ดออกในหมบู่ า้ น ประชาชนเสนอใหม้ กี ารใหค้ วามรใู้ นการปอ้ งกันโรคไข้เลือดออกและการ ปรับปรุงสภาพแวดล้อมของบ้านตามหลักสุขาภิบาลที่อยูอ่ าศัย การทำสมุนไพรไล่ยุงเพื่อป้องกนั ตนเองไม่ให้ถูกยุงกดั เดินรณรงค์ โรคไขเ้ ลือดออกร่วมกันโดยได้ให้แกนนำ อสม. แต่ละเขตลงเชญิ ชวนใหค้ รัวเรือนทุกครัวเรอื นมีการสำรวจลูกน้ำยุงลายทุก ๆ 7 วัน การกำจัดแหล่งเพาะพันธุ์ลูกน้ำยุงลาย และมีการแจกทรายกำจัดลูกน้ำให้แต่ละครัวเรือนที่เข้าร่วมกิจกรรม ประกอบกับการทำ กิจกรรมทำความสะอาดรอบ ๆ หมู่บ้าน เก็บขยะ และกำจัดแหล่งเพาะพันธุ์ลูกน้ำยุงลายโดยการมีส่วนร่วมของประชาชนใน หมบู่ ้านระหวา่ งแกนนำ ผนู้ ำชุมชน เจา้ หน้าท่สี าธารณสุข คุณครูและนักเรยี นของโรงเรียนบา้ นนาโตง และพระภิกษุสงฆ์ของสำนัก สงฆ์บ้านนาโตง 108
The 2nd National Conference of Health Science Research สำนกั วชิ ำวทิ ยำศำสตรส์ ขุ ภำพ Knowledge transformation towards Thailand 4.0 มหำวทิ ยำลยั แม่ฟ้ ำหลวง 1.3 ขน้ั ตอนการมีส่วนรว่ มในการรบั ผลประโยชน์ จากการศกึ ษา พบว่า การมีส่วนร่วมในการรับผลประโยชน์อยู่ในระดับมาก โดยประชาชน หมู่ที่ 5 บ้านนาโตง ตำบลทุ่งกระบือ อำเภอย่านตาขาว จังหวัดตรงั มีส่วนร่วมในการปฏิบตั ิตนในการปอ้ งกันโรคไข้เลือดออกของตนเอง ได้รับความรู้ จากการเขา้ ร่วมการอบรมความรู้เก่ียวกับการป้องกนั โรคไข้เลอื ดออกและการปรับปรุงสภาพแวดลอ้ มของบ้านตามหลกั สุขาภิบาลท่ี อยูอ่ าศัย ทำใหม้ คี วามรู้ ความเข้าใจในการป้องกันโรคไขเ้ ลือดออก รวมท้งั ไดร้ ับขา่ วสารการป้องกนั โรคไข้เลือดออกและการกำจัด แหล่งเพาะพันธุ์ลูกน้ำยุงลายจากการประชาสัมพันธ์ และการเดินรณรงค์ป้องกันโรคไข้เลือดออก อีกทั้งยังได้รับผล ประโยชน์จาก การสำรวจลกู น้ำยงุ ลาย โดยประชาชนจะได้รับผลประโยชนจ์ ากการที่มีแหล่งเพาะพันธ์ุลูกน้ำยงุ ลายบรเิ วณรอบ ๆ บ้านลดน้อยลง เป็นการปอ้ งกนั โรคไขเ้ ลือดออกได้ และชุมชนหม่ทู ่ี 5 บา้ นนาโตง ตำบลทุ่งกระบือ อำเภอย่านตาขาว จงั หวัดตรัง สำนักสงฆ์บา้ นนา โตง และโรงเรยี นบ้านนาโตง มีความสะอาด ปราศจากแหล่งเพาะพนั ธ์ลุ กู น้ำยุงลายจากกจิ กรรมทำความสะอาดรอบ ๆ หมบู่ ้าน 1.4 ข้ันตอนการมีส่วนร่วมในการประเมินผล จากการศึกษา พบว่าการมีส่วนรว่ มในการประเมินผลอยู่ในระดับมาก ในขั้นตอนนี้เป็นการมีส่วนร่วมระหว่าง ทีมผวู้ ิจยั และผู้ร่วมวจิ ัย โดยผู้วจิ ัย กลมุ่ ตัวอยา่ ง กลุ่มแกนนำอาสาสมคั รสาธารณสุขประจำหมู่บ้านแต่ละเขต และผู้นำชุมชนมีการ ติดต่อสื่อสารประสานงานซึ่งกัน ให้ความร่วมมือในการทำกิจกรรมการติดตามและประเมินผลกิจกรรมการสำรวจลูกน้ำยุงลาย ภายในชมุ ชน หรอื กิจกรรม อสม. เคาะประตูบา้ น จดั ข้ึนท้งั หมด 4 สปั ดาห์ สปั ดาหล์ ะ 1 คร้งั โดยแกนนำและผู้วิจัยลงพื้นท่ตี ิดตาม การสำรวจและกำจัดแหล่งเพาะพันธุ์ลูกน้ำยุงลาย จากที่ได้แจกแบบสำรวจลูกนำยุงลายไว้ตามครัวเรือนที่เข้าร่วมกิจกรรมให้ ตัวแทนครัวเรอื นสำรวจลูกน้ำยุงลายในครัวเรือนของตนเองทุกสัปดาห์ จากนั้นนำไปคำนวณหาค่า HI (House index) และค่า CI (Container index) ซ่งึ ลดลงตามวตั ถุประสงคท์ ่ีตงั้ ไว้ อกี ท้ังยังมีการทำการสนทนากล่มุ (Focus Group) ระหว่างผูน้ ำชุมชน แกน นำอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน และตัวแทนครัวเรือนที่เข้าร่วมกิจกรรมร่วมกันหาปัญหา อุปสรรค และข้อเสนอแนะใน การจัดทำกิจกรรม ดังนั้นผลการศึกษาการมีส่วนร่วมของชุมชนในการป้องกันโรคไข้เลือดออกของประชาชน หมู่ที่ 5 บ้านนาโตง ตำบลท่งุ กระบอื อำเภอย่านตาขาว จงั หวดั ตรงั ในภาพรวมอยใู่ นระดบั มาก 2. ผลการวิเคราะห์เปรียบเทียบคะแนนเฉลี่ยของความรู้ ทัศนคติ และการปฏิบัติตนในการป้องกั นโรคไข้เลือดออก ระหว่างกอ่ นและหลงั การดำเนนิ กจิ กรรม คะแนนเฉลี่ยความรู้เกี่ยวกับการป้องกันโรคไข้เลอื ดออกหลังการดำเนินกิจกรรมเพิ่มสูงขึ้นจากก่อนการดำเนินกิจกรรม อยา่ งมนี ัยสำคัญทางสถิตทิ ร่ี ะดับ 0.05 เนื่องจากกลมุ่ ตวั อยา่ งได้รบั การอบรมให้ความร้เู กย่ี วกบั การปอ้ งกนั โรคไขเ้ ลอื ดออกดว้ ยหลกั 5ป. 1ข. โดยการใชส้ อ่ื รูปภาพ การบรรยายการปรับปรุงสภาพแวดล้อมของบา้ นตามหลักสุขาภบิ าลทอ่ี ยอู่ าศัย รว่ มกบั การถามตอบ แสดงความคิดเห็น แลกเปลี่ยนประสบการณ์ และได้ลงมือปฏิบัติร่วมกัน ส่งผลให้กลุ่มตัวอย่างมีความรู้ที่เพิ่มขึ้น สอดคล้องกับ การศึกษาของ อรพินท์ พรหมวิเศษ (2559) ได้ศึกษาเกี่ยวกับกระบวนการมีส่วนร่วมของชุมชนในการป้องกันและควบคุมโรค ไข้เลือดออก โดยใช้เทคนิคกระบวนการ Appreciation Influence Control: บ้านช่องอินทนิน หมู่ 10 ตำบลตะกุกเหนือ อำเภอ วภิ าวดีจังหวัด สรุ าษฎร์ธานี พบว่าการเปรียบเทยี บความรู้ เรือ่ งโรคไข้เลอื ดออกหลังอบรมอยู่ในระดบั สงู ถึงรอ้ ยละ 75.00 และยัง สอดคล้องกับการศึกษาของ ญาดา ขลัง (2560) ได้ศึกษาเกี่ยวกับประสิทธิผลของโปรแกรมหาดบายนวลหอมในการป้องกันและ ควบคมุ โรคไขเ้ ลอื ดออก ในบ้านหาดบาย ตำบลรมิ โขง อำเภอเชยี งของ จงั หวัดเชียงราย พบว่ากลุ่มทดลองหลังจากได้รับโปรแกรม หาดบา้ ยนวล หอมในการปอ้ งกันและควบคมุ โรคไขเ้ ลือดออกมีความรู้ ทัศนคติ และการปฏิบัตติ นป้องกันโรคไข้เลือดออกมากกว่า กลมุ่ ควบคุมอย่างมีนัยสำคญั ทางสถิตทิ ีร่ ะดบั p-value <0.001 109
The 2nd National Conference of Health Science Research สำนักวชิ ำวทิ ยำศำสตรส์ ขุ ภำพ Knowledge transformation towards Thailand 4.0 มหำวทิ ยำลยั แมฟ่ ้ ำหลวง คะแนนเฉล่ียทัศนคตเิ กี่ยวกบั การปอ้ งกนั โรคไขเ้ ลือดออกหลังการดำเนินกิจกรรมเพิ่มสูงข้ึนจากก่อนการดำเนินกิจกรรม อยา่ งมีนัยสำคญั ทางสถิตทิ รี่ ะดับ 0.05 เนอ่ื งจากเม่ือได้ใหก้ ลุ่มตวั อยา่ งไดร้ ับการอบรมใหค้ วามรเู้ กย่ี วกับการปอ้ งกนั โรคไข้เลือดออก และการปฏิบัติตนในการป้องกันโรคไข้เลือดออกด้วยหลัก 5ป. 1ข. โดยการใช้สื่อรูปภาพ การบรรยายการปรบั ปรุงสภาพแวดล้อม ของบ้านตามหลักสุขาภิบาลที่อยู่อาศัย ร่วมกับการถามตอบ แสดงความคิดเห็น แลกเปลี่ยนประสบการณ์ และได้ลงมือปฏิบัติ ร่วมกัน ส่งผลให้กลุ่มตัวอย่างมีความรู้ที่เพ่ิมข้ึน อีกทั้งการทำกิจกรรมประกวดบา้ นสะอาด ปลอดลูกนำ้ ยุงลายทำให้กลุ่มตัวอย่างมี ทศั นคตทิ ่ดี ีเกย่ี วกบั การจัดบ้านเรือนตามหลักสุขาภิบาลที่พกั อาศัย สง่ ผลใหค้ ะแนนเฉลย่ี ทศั นคตเิ พิ่มขน้ึ ด้วย ตัวอย่างเช่น ท่านคิด ว่าถ้าเกิดโรคไข้เลือดออกระบาดในชุมชนของท่านควรจะเป็นความรับผิดชอบของอาสาสมัครสาธารณสุข หลังจากการเข้าร่วม กิจกรรมทำให้กลุ่มตัวอย่างมีความเชื่อว่าถ้าเกิดโรคไข้เลือดออกระบาดในชุมชน ควรจะเป็นความรับผิดชอบของทุกคน และหาก ท่านเปน็ โรคไข้เลือดออกแลว้ จะไม่เปน็ โรคไขเ้ ลอื ดออกอกี หลังจากการเข้ารว่ มกิจกรรมทำให้กลมุ่ ตัวอย่างมคี วามคดิ วา่ หากเปน็ โรค ไข้เลือดออกแล้วจะไม่เป็นโรคไข้เลือดออกอีก สอดคล้องกับการศึกษาของ ญาดา ขลัง (2560) ได้ศึกษาเกี่ยวกับประสิทธิผลของ โปรแกรมหาดบายนวลหอมในการป้องกันและควบคุมโรคไข้เลือดออก ในบ้านหาดบาย ตำบลริมโขง อำเภอเชียงของ จังหวัด เชียงราย พบว่ากล่มุ ทดลองหลงั จากไดร้ บั โปรแกรมหาดบ้ายนวล หอมในการป้องกันและควบคุมโรคไข้เลือดออกมคี วามรู้ ทัศนคติ และการปฏิบัติตนป้องกันโรคไข้เลือดออกมากกว่ากลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ p-value <0.001 และยัง สอดคลอ้ งกับการศึกษาของ รุจิเรศ วงศ์เลก็ (2558) ไดศ้ ึกษาเกย่ี วกบั ผลของการเรียนรู้แบบมสี ่วนร่วมต่อความรู้ ทัศนคติ และการ ปฏิบัติของแกนนำชุมชนในการป้องกันโรคไข้เลือดออก ตำบลคลองฉนวน อำเภอเวียงสระ จังหวัดสุราษฎร์ธานี พบว่า ทัศนคติใน การป้องกันโรคไข้เลือดออกของแกนนำชมุ ชนกอ่ นทดลองอยู่ในระดับนอ้ ย (ค่าเฉลี่ย 3.02) หลังทดลองมีระดับคะแนนเพิม่ ขึ้นอยู่ใน ระดบั ดมี าก (คา่ เฉล่ีย 4.68) คะแนนเฉลี่ยการปฏิบตั ิตนในการป้องกันโรคไข้เลือดออกหลังการดำเนินกิจกรรมเพิ่มสูงขึ้นจากก่อนการดำเนินกิจกรรม อย่างมีนยั สำคัญทางสถิตทิ ่ีระดบั 0.05 เนอ่ื งจากกลมุ่ ตัวอยา่ งมกี ารเรยี นรรู้ ่วมกัน มกี ารรว่ มกันเดินรณรงค์ป้องกันโรคไข้เลือดออก โดยผูว้ จิ ัยและแกนนำได้ทำการเดนิ รณรงค์ปอ้ งกนั โรคไขเ้ ลอื ดออกลงเชญิ ชวนใหค้ รัวเรือนทุกครัวเรอื นมีการสำรวจลูกน้ำยุงลายทุก ๆ 7 วัน มีการกำจัดแหลง่ เพาะพันธลุ์ ูกน้ำยงุ ลาย และมีการแจกทรายกำจัดลูกน้ำใหแ้ ตล่ ะครวั เรอื นท่ีเข้ารว่ มกจิ กรรม ประกอบการ การทำกจิ กรรมความสะอาดรอบ ๆ หม่บู ้าน โดยผ้วู จิ ัย ประชาชนในหมบู่ ้าน แกนนำ ผู้นำชมุ ชน เจา้ หน้าทสี่ าธารณสขุ คุณครูและ นักเรียนของโรงเรียนบ้านนาโตง และพระภิกษุสงฆ์ของสำนักสงฆ์บ้านนาโตง ร่วมกันทำความสะอาด เก็บขยะ กำจัดแหล่ง เพาะพนั ธ์ุลกู นำ้ ยุงลาย และให้ตัวแทนครัวเรือนเป็นคนสำรวจลกู น้ำยงุ ลายด้วยตนเองด้วย เชน่ การใสท่ รายกำจัดลูกน้ำในภาชนะที่ บรรจุน้ำท่ีไม่มฝี าปิด เป็นตน้ ทำให้ประชาชนในชุมชนได้เห็นและตระหนักถึงการปฏิบัตติ นในการป้องกันโรคไข้เลือดออกท่คี วรจะ เกิดขึ้น ส่งผลให้การปฏิบัติตนในการป้องกันโรคไข้เลือดออกหลังการดำเนินกิจกรรมเพิ่มสูงขึ้นจากก่อนการดำเนินกิจกรรม สอดคล้องกับการศึกษาของ ญาดา ขลัง (2560) ได้ศึกษาเกี่ยวกับประสิทธิผลของโปรแกรมหาดบายนวลหอมในการป้องกันและ ควบคุมโรคไข้เลือดออก ในบ้านหาดบาย ตำบลริมโขง อำเภอเชียงของ จังหวัดเชยี งรายพบวา่ กลุ่มทดลองหลังจากได้รับโปรแกรม หาดบ้ายนวล หอมในการปอ้ งกันและควบคมุ โรคไข้เลือดออกมีความรู้ ทศั นคติ และการปฏิบัติตนป้องกนั โรคไขเ้ ลือดออกมากกว่า กลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติทีร่ ะดับ p - value <0.001 และยังสอดคล้องกับการศึกษาของ กูอัณวาร์ กูเมาะ (2559) ได้ ศกึ ษาเกยี่ วกับการมสี ่วนร่วมของชมุ ชนในการปอ้ งกันและควบคุมโรคไขเ้ ลือดออกหมบู่ า้ นบางหมู ตำบลบา้ นนำ้ บ่อ อำเภอปะนาเระ จังหวัดปัตตานี พบว่า ชุมชนมีส่วนร่วมต่อการป้องกันและควบคุมโรคไข้เลือดออกในทุกระยะของการดำเนินการ โดยไม่พบผู้ปว่ ย ไข้เลือดออก ค่า HI= 6.63, CI = 0 อยู่ในเกณฑ์ปกติ 3. ผลการวิเคราะห์เปรียบเทียบค่า HI (House index) และค่า CI (Container index) ก่อน ระหวา่ ง และหลังการดำเนนิ กจิ กรรม 110
The 2nd National Conference of Health Science Research สำนกั วชิ ำวทิ ยำศำสตรส์ ุขภำพ Knowledge transformation towards Thailand 4.0 มหำวทิ ยำลยั แมฟ่ ้ ำหลวง ค่า HI (House index) และค่า CI (Container index) พบว่า หลังการดำเนินกิจกรรมมีการสำรวจพบค่าดัชนีลูกน้ำ ยุงลาย (HI = 7.89, CI = 0) ลดลงจากก่อนการดำเนินกิจกรรม (HI = 31.58, CI = 6.82) เนื่องจากกลุ่มตัวอย่างได้รับความรู้ เกี่ยวกบั การการป้องกันโรคไข้เลือดออกการใชส้ ื่อรปู ภาพ การบรรยายการปรบั ปรุงสภาพแวดล้อมของบ้านตามหลกั สุขาภิบาลท่อี ยู่ อาศัย ร่วมกับการถามตอบ แสดงความคิดเหน็ แลกเปลี่ยนประสบการณ์ และได้ลงมือปฏิบัติร่วมกนั กระตุ้นให้เกิดการเล็งเห็นถึง ความสำคัญในการป้องกันโรคไข้เลือดออก ร่วมกันเดินรณรงค์ป้องกันโรคไข้เลือดออกในหมู่บ้าน ประกอบการทำกิจกรรมความ สะอาดรอบ ๆ หมูบ่ ้าน เกบ็ ขยะ กำจัดแหลง่ เพาะพันธล์ุ ูกน้ำยุงลาย และใหต้ ัวแทนครวั เรือนเป็นคนสำรวจลูกน้ำยุงลายด้วยตนเอง ด้วย ทำให้ประชาชนในชุมชนมีการปฏิบัติตนในการป้องกันโรคไข้เลือดออกด้วยการนำหลัก 5ป. 1ข. มาปฏิบัติ คือ 1) ปิด ปิด ภาชนะนำ้ กิน น้ำใช้ให้มดิ ชิดหลงั ใช้ทุกคร้งั เพ่อื ปอ้ งกันยุงลายลงไปวางไข่ 2) เปลีย่ น เปล่ยี นน้ำในแจกัน ถังเกบ็ นำ้ ทุก 7 วันเพื่อตัด วงจรลูกน้ำที่จะกลายเป็นยุง 3) ปล่อย ปล่อยปลากินลูกน้ำในภาชนะใส่น้ำถาวร เช่น อ่างบัว ถังซีเมนต์เก็บน้ำขนาดใหญ่ 4) ปรบั ปรงุ ส่ิงแวดล้อมให้ปลอดโปร่ง โล่ง สะอาด ลมพัดผ่าน ไมเ่ ปน็ ที่เกาะพกั ของยงุ ลาย และ 5) ปฏิบัตเิ ป็นประจำจนเป็นนิสยั ส่วน 1 ข. คือ ขัด ไข่ของยุงลายท่ีติดอยู่กับตามผนังภาชนะใส่น้ำ ส่งผลให้ค่า HI (House index) และค่า CI (Container index) ลดลง จากก่อนการดำเนนิ กจิ กรรม สอดคลอ้ งกบั การศกึ ษาของ กูอัณวาร์ กเู มาะ (2559) ไดศ้ กึ ษาเกยี่ วกับการมีส่วนร่วมของชมุ ชนในการ ป้องกันและควบคุมโรคไข้เลือดออกหมู่บ้านบางหมู ตำบลบ้านน้ำบ่อ อำเภอปะนาเระ จังหวัดปัตตานี ผลการศกึ ษาพบว่า ชุมชนมี สว่ นร่วมตอ่ การป้องกนั และควบคุมโรคไข้เลอื ดออกในทุกระยะของการดำเนนิ การ โดยไม่พบผปู้ ว่ ยไขเ้ ลือดออก คา่ HI= 6.63, CI = 0 อยใู่ นเกณฑป์ กติ และยังสอดคล้องกบั การศกึ ษาของ รุจเิ รศ วงศเ์ ลก็ (2558) ได้ศึกษาผลของการเรียนรู้แบบมีสว่ นรว่ มต่อความรู้ ทัศนคติ และการปฏิบัติของแกนนำชุมชนในการป้องกันโรคไข้เลือดออก ตำบลคลองฉนวน อำเภอเวียงสระ จังหวัดสุราษฎร์ธานี พบว่าคา่ ดชั นลี ูกน้ำยุงลายก่อนทดลอง ในกลุ่มทดลอง มคี ่า HI, CI เทา่ กบั 80.00, 71.67 หลงั ทดลอง กลุม่ ทดลอง มคี ่า HI และ CI เท่ากบั 0 สรุปและข้อเสนอแนะ 1. ข้อเสนอแนะทไ่ี ดจ้ ากการศึกษา 1.1 จากการศึกษาครั้งนี้สามารถปรับเปลี่ยนความรู้ ทัศนคติ การปฏิบัติตน และลดค่าดัชนีลูกน้ำยุงลายได้ เนื่องจาก ศึกษาชุมชน และมีแกนนำ อสม. เชิญชวนกลุ่มตัวอย่างเข้ามามีส่วนเกี่ยวข้องในการดำเนินกิจกรรม เพราะฉะนั้นควรศึกษาบรบิ ท ชมุ ชน และมีแกนนำการในการทำกจิ กรรมต่าง ๆ 1.2 ในการสำรวจลูกน้ำยุงลายควรให้บุคคลในครอบครัวที่มองเห็นได้ชัดเจนหากครัวเรือนใดมีแต่ผู้สูงอายุที่มองไม่เห็น ควรให้ อสม.หรอื เพือ่ นบ้านมาช่วยสำรวจลูกน้ำยงุ ลายให้ 1.3 ควรมีการทำกิจกรรมอย่างตอ่ เนือ่ งเพ่อื ใหเ้ กิดความย่ืนยนื เก่ยี วกบั การปอ้ งกนั โรคไขเ้ ลอื ดออกในชุมชน 2. ขอ้ เสนอแนะในการศกึ ษาครง้ั ต่อไป 2.1 ในการศกึ ษาครัง้ ตอ่ ไป ควรมีการเพม่ิ กจิ กรรมในการดำเนนิ การวจิ ัยใหม้ ีความหลากหลายและแปลกใหม่จากกิจกรรม ที่เคยทำมา 2.2 ควรมกี ารพัฒนากิจกรรมการมสี ่วนร่วมโดยเฉพาะดา้ นการมีส่วนรว่ มในการตัดสินใจ ให้เหมาะสมกับบริบทชุมชน 2.3 ในการศกึ ษาครั้งต่อไป ควรมีการขยายผลการศึกษากจิ กรรมการมสี ว่ นร่วมในป้องกันโรคไข้เลือดออกสูช่ มุ ชนอนื่ ๆ ที่ มีบริบทใกล้เคียงกัน เพื่อยืนยันผลของกิจกรรม และเพื่อให้เกิดความหลากหลายของชุมชนทีส่ ามารถใช้กิจกรรมการมีส่วนร่วมใน ปอ้ งกันโรคไข้เลอื ดออกได้ 111
The 2nd National Conference of Health Science Research สำนักวชิ ำวทิ ยำศำสตรส์ ขุ ภำพ Knowledge transformation towards Thailand 4.0 มหำวทิ ยำลยั แมฟ่ ้ ำหลวง กติ ตกิ รรมประกาศ ขอขอบพระคณุ ผูน้ ำหมูบ่ ้าน และประชาชน หมทู่ ่ี 5 บา้ นนาโตง ตำบลท่งุ กระบือ อำเภอยา่ นตาขาว จงั หวัดตรงั ทใ่ี ห้ความ ร่วมมอื ในการมสี ว่ นรว่ มในการทำวจิ ยั ในคร้งั น้ี เอกสารอา้ งอิง กรมควบคุมโรค. (2561). สถานการณโ์ รคไข้เลอื ดออก ประจำสัปดาห์ที่ 52 ปี 2561. สืบคน้ เมือ่ 10 ธนั วาคม 2561, จาก https://ddc.moph.go.th/uploads/ckeditor/6f4922f45568161a8cdf4 ad2299f6d23/files/ Dangue/Situation/2561/DHF%2052(1).pdf. กูอณั วาร์ กูเมาะ. (2559). การวจิ ัยการมีส่วนร่วมของชุมชนในการปอ้ งกันและควบคมุ โรคไข้เลอื ดออกหมู่บ้าน บางหมู ตำบลบ้านน้ำบ่อ อำเภอปะนาเระจังหวัดปัตตานี. วารสารศูนย์การศึกษาแพทยศาสตร์คลินิก โรงพยาบาล พระปกเกล้า, 3(3), 219 – 228. ญาดา ขลัง. (2560). ประสิทธิผลของโปรแกรมหาดบ้ายนวลหอมในการป้องกันและควบคุมโรคไข้เลือดออก ในบานหาดบ้ายตำบลริมโขง อำเภอเชียงของ จังหวัดเชียงราย. วิทยานพิ นธ์ปรญิ ญาสาขาวชิ าสาธารณสุขศาสตรไ์ มไ่ ด้ ตีพมิ พ,์ มหาวทิ ยาลยั นเรศวร. รุจิเรศ วงศ์เล็ก. (2558). ผลของการเรียนรู้แบบมีส่วนร่วมต่อความรู้ ทัศนคติ และการปฏิบัติของแกนนำ ชุมชนในการป้องกนั ไข้เลือดออก ตำบลคลองฉนวน อำเภอเวียงสระ จังหวัดสุราษฎร์ธานี. วารสารการพัฒนาสุขภาพชุมชน มหาวทิ ยาลยั ขอนแกน่ , 3(2), 273-291. สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดตรัง. (2561). อัตราป่วยโรคไข้เลือดออกปี 2561. สืบค้นเมื่อ 10 ธันวาคม 2561, จาก http://www.tro.moph.go.th/index2.php. สมชาย แสงสิมมา. (2553). โครงการสัปดาห์รณรงค์ป้องกัน และควบคุมโรคไข้เลือดออก. หนองบัวลำภู: โรงพยาบาล ส่งเสริมสุขภาพตำบลโนนภทู อง ตำบลวงั ทอง อำเภอนาวงั จังหวัดหนองบวั ลำภู. อรพนิ ท์ พรหมวิเศษ. (2559). กระบวนการมสี ว่ นรว่ มของชุมชนในการป้องกันและควบคมุ โรคไขเ้ ลอื ดออก โดยใช้เทคนิคกระบวนการ Appreciation Influence Control: บ้านช่องอินทนิน หมู่ 10 ตำบลตะกุกเหนือ อำเภอ วภิ าวดจี งั หวดั สรุ าษฎร์ธานี. วารสารการพัฒนาสุขภาพชุมชน มหาวิทยาลยั ขอนแก่น, 4(26), 167-183. 112
The 2nd National Conference of Health Science Research สำนกั วชิ ำวทิ ยำศำสตรส์ ุขภำพ Knowledge transformation towards Thailand 4.0 มหำวทิ ยำลยั แมฟ่ ้ ำหลวง ปัจจัยทม่ี ีความสัมพันธต์ ่อความสุขของผูส้ งู อายใุ นอำเภอวังทอง จังหวดั พษิ ณโุ ลก อุบลวรรณ กงมะลิ, นนทิยา ยะหวั ฝาย, รศั มี สุขนรนิ ทร์*, กฤษฎนยั ศรใี จ วทิ ยาลยั การสาธารณสขุ สริ ินธร จงั หวดั พิษณุโลก Corresponding author*: [email protected] บทคดั ย่อ บทนำ: ประเทศไทยมีผู้สูงอายุประมาณ 11.7 ล้านคน คิดเป็นร้อยละ 17.1 ของประชากรทั้งหมด ซึ่งจะก้าวเป็นสังคม ผู้สูงอายุโดยสมบรู ณ์ ในปี พ.ศ. 2564 ร่างกายของสูงอายุจะเปลีย่ นแปลงไปในทางเส่ือม เกิดปัญหาสุขภาพง่ายขึ้น รายได้ สถานะ และบทบาททางสังคมลดลง ทั้งนพ้ี บว่าผู้สงู อายุไทยเม่ือมีอายุมากข้ึนกลับมีความสุขลดลง วัตถุประสงค:์ เพอ่ื ศกึ ษาระดับความสุข และปัจจัยที่มีความสัมพันธ์ต่อความสุขของผู้สูงอายุ ในอำเภอวังทอง จังหวัดพิษณุโลก วิธีวิจัย: การวิจัยเชิงสำรวจ แบบ ภาคตัดขวางเชิงพรรณนา (Descriptive cross-sectional studies) กลุ่มตัวอย่าง จำนวน 368 คน โดยวิธีแบบหลายขั้นตอน (Multi-stage random sampling) เคร่ืองมอื ทใี่ ช้ในการวิจัยคือ แบบสอบถามขอ้ มูลส่วนบคุ คล แบบประเมนิ คณุ ค่าในตนเอง การ รับรู้ภาวะสุขภาพ การสนับสนุนทางสังคม และแบบประเมินความสุข วิเคราะห์ข้อมูลพื้นฐานด้วยสถิติเชิงพรรณนาและวิเคราะห์ สถิติเชิงอนุมานเพื่อหาความสัมพันธ์ด้วยสถิติไคสแควร์ (Chi-square) และสหสัมพันธ์ของเพียร์สัน (Pearson Correlation Coefficient) ผลการวจิ ัย: กลมุ่ ตัวอยา่ งสว่ นใหญ่ เป็นเพศหญงิ อายเุ ฉล่ีย 64.24 ปี ส่วนใหญม่ ีสถานภาพสมรสคู่ จบการศึกษาชั้น ประถมศึกษา อาชีพเกษตรกรรม รายได้ต่อเดือน 1001-2000 บาท มีรายรับไม่เพียงพอ แต่ไม่มีหนี้สิน มีโรคประจำตัว พบว่ามี ความสขุ ในระดับมาก รองลงมาคือระดับปานกลาง และระดับต่ำ รอ้ ยละ 66, 32.6 และ 1.4 ตามลำดบั และพบว่าสถานภาพสมรส ความเพียงพอของรายรับ การเห็นคุณค่าในตนเอง การรับรู้ภาวะสุขภาพ และการสนับสนุนทางสังคม มีความสัมพันธ์ต่อความสขุ ของผู้สูงอายุ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p <0.01) อภิปรายและสรุปผลการวิจัย: ครอบครัวและผู้เกี่ยวข้อง ควรจัดกิจกรรมที่ ส่งเสริมให้ผู้สูงอายุได้เห็นคุณค่าและประโยชน์ของตนเองที่มีต่อครอบครัว สังคม สนับสนุนให้มีกิจกรรมและบทบาทร่วมกับ ครอบครวั สังคม และกลุม่ ผ้สู ูงอายดุ ว้ ยกนั ทง้ั นี้ตวั ผูส้ งู อายุเองควรใหค้ วามสำคญั และดูแลเอาใจใส่สุขภาพของตนเองให้เหมาะสม ตามวัย ไม่ปล่อยให้เจ็บป่วยจนไม่สามารถพึ่งพาตนเองได้ มองเห็นคุณค่าในตนเองที่สามารถสร้างประโยชน์ให้กับครอบครัวและ สังคมโดยรวม เพราะสิง่ เหลา่ น้ีจะทำใหร้ สู้ กึ มีความสุขทง้ั ในอดีตท่ีผา่ นมาและในอนาคตทีจ่ ะมาถงึ คำสำคัญ: ผู้สูงอาย,ุ ความสุข, ความสุขของผสู้ ูงอายุ 113
The 2nd National Conference of Health Science Research สำนักวชิ ำวทิ ยำศำสตรส์ ขุ ภำพ Knowledge transformation towards Thailand 4.0 มหำวทิ ยำลยั แม่ฟ้ ำหลวง Factors Related to Happiness among Elderly, Wongtong district, Phitsunulok province Ubonwan kongmali, Nonthiya Yahuafai, Rassamee Suknarin*, Kridanai Srejai Sirindhorn College of Public Health, Phitsanulok Corresponding author: [email protected] Abstract Introduction: Elderly population is approximately 11.7 million or 17.1 % of Thailand population. Aging society of Thailand is completely estimated in 2021. Moreover, previous studied show that happiness was decreased among elderly people. Objective: To investigate happiness levels and factors associated with happiness among elderly in Wongtong district, Phitsunulok province. Methodology: A Cross sectional study was conducted in 368 elderly people. Multi-stage random sampling was collected. A questionnaire was use to investigate, self-assessment, health condition awareness, social supportment and happiness assessment. Data were analyzed by descriptive statistics and inferential statistic. Results:Most of participants were women, average aged 64.24 years, married, gratduaded from primary school, worked in agriculture field which recieved 1,001-2,000 THB monthly, their income wasn’t enoungh however they ddin’t have debt and mostly have chronic Disease. The results showed that participants were high happiness level, intermediate and low level (66, 32.6 and 1.4 percentage following) and founded that the marital status, sufficiency income, self-esteem, health awareness and social supportment were related to happiness of elderly significance at level 0.01 Discussion and conclusion: Family and other who related with the elderly should conduct activities which encourage them to see their worth and benefit that they have for their family. Society should promote to conduct some activity and role with their family, social, and elderly. However eldery should attach great importance and take care of their own health in proper way. They should recognize their own worth that could makde benefits to their family and thier society. From reasons mentions above, these will make them feel happier from the past to future. Keywords: Elderly, Happiness, Happiness of Elderly 114
The 2nd National Conference of Health Science Research สำนักวชิ ำวทิ ยำศำสตรส์ ขุ ภำพ Knowledge transformation towards Thailand 4.0 มหำวทิ ยำลยั แมฟ่ ้ ำหลวง บทนำ ปัจจุบนั ประเทศไทยไดเ้ ขา้ สสู่ ังคมผสู้ งู อายุ (Aging society) เรยี บรอ้ ยแล้ว โดยมีจำนวนประชากรผสู้ ูงอายมุ ากเปน็ อนั ดบั สองของภูมภิ าคอาเซยี น ในปี พ.ศ.2560 มผี ู้สูงอายุ จำนวน 11.7 ลา้ นคน คดิ เปน็ ร้อยละ 17.1 ซึง่ คาดวา่ จะเขา้ สู่สงั คมผู้สูงอายุโดย สมบูรณ์ (Complete-Aged Society) ในปี พ.ศ.2564 และเป็นสังคมผ้สู ูงอายุระดบั สดุ ยอด ในปีพ.ศ. 2579 โดยคาดว่าจะผ้สู ูงอายุ เพมิ่ ขนึ้ ปลี ะประมาณ 1 ล้านคน (วารสารขา้ ราชการสำนักงาน ก.พ., 2561) วยั สงู อายุเป็นวัยทมี่ ีการเปล่ียนแปลงดา้ นต่าง ๆ โดยเฉพาะดา้ นรา่ งกายที่เปลยี่ นแปลงไปในทางเสื่อมลง เสี่ยงต่อการเกิด ปัญหาสุขภาพและเกิดโรคได้ง่าย การเปลี่ยนแปลงสถานะและบทบาททางสังคมที่ลดลง รวมถึง การเปลี่ยนแปลงด้านเศรษฐกจิ ที่ รายได้ลดลงจากการเกษียณอายุจากงานที่ทำ สิ่งเหล่านี้มีผลทำให้ผู้สูงอายุอาจรู้สึกสูญเสียคุณค่าของตนเอง ดังนั้นครอบครัวและ สังคมควรตระหนกั ถึงการสร้างคณุ คา่ ใหก้ บั ผ้สู ูงอายุ เพือ่ ไม่ใหท้ ่านเหล่านั้นรู้สกึ วา่ ตนเองไร้คณุ คา่ และเป็นภาระต่อสังคม ทำให้เกิด ความรู้สกึ ภาคภูมิใจท่ีได้เป็นสว่ นหนึ่งในการทำประโยชน์ใหก้ บั ครอบครวั สังคม และประเทศชาติ เพื่อใหส้ ามารถใช้ชีวิตได้อย่างมี ความสุข ความสุขเป็นภาวะที่มีความสมบูรณ์ทั้งร่างกาย จิตใจ และสังคม ซ่ึงมีความหมายที่ใกล้เคียงกับคำว่า ความพึงพอใจใน ชวี ติ ความผาสุกทางใจ (จิตนภา ฉมิ จนิ ดา, 2556) มนุษยท์ ุกคนลว้ นปรารถนาที่จะดำเนินชีวิตอยา่ งมีความสุข โดยความสุขภายใต้ แนวคิดของ Subjective well-being เป็นความรู้สึกภายในที่ดีจากเป้าหมายการดำเนินชีวติ ประกอบด้วยองค์ประกอบ 1) ความ พึงพอใจในชวี ิต ในสิ่งท่ตี นเป็น และสามารถทำได้ตามมาตรฐานท่ตี นเองเป็นผู้กำหนด 2) อารมณท์ างบวก คือการท่บี ุคคลมอี ารมณ์ และความรู้สกึ ที่ดี ตรงกับความปรารถนาทจ่ี ะกระทำในการดำเนินชีวิตของตนเอง 3) อารมณท์ างลบ คือการที่บคุ คลมีอารมณ์และ ความร้สู ึกทีเ่ ป็นทุกขก์ บั ส่งิ ท่ีเกดิ ขึ้นในชีวติ เช่น ความซึมเศร้า ความวติ กกงั วล (Diener, 1984 อา้ งถงึ ใน ณัฐกานต์ สำเนียงเสนาะ, 2556) อำเภอวงั ทอง จงั หวดั พิษณุโลก มีประชากร จำนวน 82,892 คน เป็นผู้สูงอายุ จำนวน 17,201 คน รอ้ ยละ 20.75 ถอื ว่าเขา้ สู่สังคมผู้สูงอายุอย่างสมบูรณ์แล้ว ทั้งนี้ผู้สูงอายุตอนต้น มีจำนวน 9,503 คน คิดเป็นร้อยละ 11.45 คน (สำนักงานสาธารณสุข จังหวัดพิษณุโลก, 2562) จากการทบทวนวรรณกรรมที่ผ่านมาพบว่า ยังไม่มีการศึกษาเร่ืองความสุขของผู้สูงอายใุ นอำเภอวังทอง ดงั น้นั ผูว้ ิจัยจงึ สนใจทจ่ี ะศึกษาปัจจยั ท่ีมคี วามสมั พนั ธต์ ่อความสขุ ของผสู้ ูงอายุในอำเภอวงั ทอง จังหวัดพษิ ณโุ ลก เพ่อื นำผลการวิจัย ทีไ่ ดไ้ ปใช้เป็นประโยชนใ์ นการสร้างสุขให้ผู้สูงอายุต่อไป วัตถุประสงค์การวจิ ยั 1. เพ่ือศึกษาระดับความสุขของผู้สงู อายุ ในอำเภอวังทอง จังหวดั พษิ ณโุ ลก 2. เพื่อศกึ ษาปัจจยั ทม่ี คี วามสมั พันธต์ อ่ ความสุขของผูส้ ูงอายุ ในอำเภอวงั ทอง จงั หวดั พษิ ณุโลก ระเบียบวิธีวจิ ัย การวจิ ยั เชงิ ปริมาณ (Quantitative research) แบบภาคตัดขวาง (Cross-sectional Descriptive Studies) ประชากร เปน็ ผู้สูงอายวุ ยั ต้น (อายุ 60-69 ป)ี ในอำเภอวังทอง จงั หวัดพิษณโุ ลก จำนวน 9,503 คน กลมุ่ ตวั อย่าง คำนวณขนาดกลุ่มตัวอยา่ ง ตามตารางเครจยซ์ ่ี และมอร์แกน ไดจ้ ำนวน 368 คน สมุ่ กลุ่มตัวอย่างด้วยการ สุ่มแบบหลายข้ันตอน (Multi-stage random sampling) เครอ่ื งมอื วจิ ยั เป็นแบบสอบถาม ทัง้ หมด 5 ส่วน ประกอบด้วย ข้อมูลส่วนบุคคล แบบประเมิน การเห็นคณุ คา่ ในตนเอง การรบั รภู้ าวะสขุ ภาพ การสนับสนุนทางสงั คม และแบบประเมนิ ความสุข ฉบบั ส้ัน ของกรมสขุ ภาพจติ รวมจำนวน 56 ขอ้ 115
The 2nd National Conference of Health Science Research สำนกั วชิ ำวทิ ยำศำสตรส์ ุขภำพ Knowledge transformation towards Thailand 4.0 มหำวทิ ยำลยั แม่ฟ้ ำหลวง การตรวจสอบคณุ ภาพเคร่อื งมือ ดว้ ยการหาความเทย่ี งตรงเชิงเนอื้ หา (Content validity) โดยผู้ทรงคณุ วฒุ ิ จำนวน 5 ท่าน ค่าดชั นคี วามสอดคล้องระหว่างข้อคำถามกับวัตถุประสงคก์ ารวิจยั (IOC: Index of Item Objective Congruence) ทุกข้อมี คะแนน ≥ 0.5 การหาค่าความเชื่อมัน่ (Reliability) โดยนำเครื่องมือไปทดลองใช้ (Try out) กับผู้สูงอายุท่ีมีลกั ษณะคล้ายคลงึ กับ กลุ่มตัวอย่าง จำนวน 30 คน พบวา่ มีค่าสมั ประสิทธแิ์ อลฟาของครอนบาค (Cronbach α – Coefficient) เทา่ กับ 0.89 การเก็บรวบรวมข้อมลู ผวู้ ิจยั ลงพ้นื ทีเ่ พอื่ เก็บรวบรวมข้อมลู ดว้ ยตัวเอง ผ่านการนัดหมายของ อสม. ผู้วจิ ัยแนะนำตนเอง ชแ้ี จงวัตถุประสงค์ ขอความร่วมมือในการเกบ็ ขอ้ มลู และพทิ ักษ์สิทธิ์ผ้ใู ห้ข้อมูล สถิติท่ีใชใ้ นการวิเคราะห์ข้อมูล ใช้สถิติเชิงพรรณนาด้วยการหาคา่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลีย่ และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ข้อมูลส่วนบุคคล วเิ คราะหค์ วามสัมพนั ธร์ ะหว่างปจั จยั ส่วนบุคคล และปัจจัยอน่ื ๆ กับระดับความสุขของผู้สูงอายุ สถิติเชิงอนุมาน ด้วยสถติ ไิ คสแควรแ์ ละสมั ประสทิ ธสิ์ หสัมพันธ์เพียร์สัน (Pearson Correlation Coefficient) ผลการวิจยั กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง ร้อยละ 59.8 อายุเฉลี่ย 64.24 ปี สถานภาพสมรสคู่ ร้อยละ 73.4 จบระดับประถม ศึกษา ร้อยละ 88 อาชีพเกษตรกรรม ร้อยละ 29.8 ส่วนใหญม่ ีรายไดต้ อ่ เดอื น 1001-5000 บาท ร้อยละ 26.4 ส่วนใหญร่ ายรับไม่ เพียงพอ คิดเป็นร้อยละ 69 ไม่มีหนี้สิน ร้อยละ 57.1 มีโรคประจำตัวร้อยละ 51.9 รับการรักษาต่อเนื่องและรับประทานยา สมำ่ เสมอ ร้อยละ 48.9 ตารางท่ี 1 จำนวน และรอ้ ยละข้อมูลส่วนบุคคลของกลมุ่ ตวั อยา่ ง จำนวน (n=368) ร้อยละ ขอ้ มูลสว่ นบคุ คล 220 59.8 เพศ 148 40.2 เพศหญงิ เพศชาย 199 54.1 169 45.9 อายุ (ป)ี 60 – 64 ปี 270 73.4 65 -69 ปี 57 15.5 29 7.9 สถานภาพสมรส 12 3.3 คู่ หมา้ ย โสด หยา่ /แยก 116
The 2nd National Conference of Health Science Research สำนกั วชิ ำวทิ ยำศำสตรส์ ขุ ภำพ Knowledge transformation towards Thailand 4.0 มหำวทิ ยำลยั แมฟ่ ้ ำหลวง ตารางที่ 1 จำนวน และรอ้ ยละข้อมลู สว่ นบคุ คลของกล่มุ ตวั อยา่ ง (ต่อ) จำนวน (n=368) รอ้ ยละ ข้อมลู สว่ นบคุ คล 26 7.1 ระดบั การศึกษาสูงสุด 324 88 ไมไ่ ดเ้ รยี น 13 3.5 ประถมศึกษา 1 0.3 มธั ยมศกึ ษา 4 1.1 อนปุ ริญญาตร/ี ปวส. ปรญิ ญาตรขี ึน้ ไป 110 29.8 108 29.3 อาชีพหลัก 79 21.5 เกษตรกรรม 62 16.8 ไมม่ อี าชพี 7 1.9 รบั จ้างท่ัวไป 2 0.5 ค้าขาย/ธุรกจิ ขา้ ราชการบำนาญ 66 17.9 พระภิกษุสงฆ์ 97 26.4 60 16.3 รายไดป้ ระจำต่อเดือน (บาท) 55 14.9 0-1000 1001-5000 254 69 5001--10000 114 31 มากกวา่ 10000 210 57.1 ความเพยี งพอของรายได้ 158 42.9 ไมเ่ พียงพอ เพียงพอ 191 51.9 177 48.1 การมหี นส้ี ิน ไม่มีหนี้สนิ มหี นส้ี ิน โรคประจำตัว มี ไมม่ ี 117
The 2nd National Conference of Health Science Research สำนกั วชิ ำวทิ ยำศำสตรส์ ุขภำพ Knowledge transformation towards Thailand 4.0 มหำวทิ ยำลยั แม่ฟ้ ำหลวง ตารางที่ 1 จำนวน และร้อยละขอ้ มลู สว่ นบุคคลของกลุม่ ตัวอย่าง (ตอ่ ) จำนวน (n=368) ร้อยละ ข้อมลู สว่ นบคุ คล 180 48.9 สถานการณ์การรักษาต่อเนื่อง 6 1.6 รกั ษาต่อเน่อื งตามนดั และรบั ประทานยาสม่ำเสมอ 1 0.3 รักษาต่อเนอ่ื งตามนดั แต่รบั ประทานยาไมส่ มำ่ เสมอ 4 1.1 รกั ษาไม่ตอ่ เนอื่ งแตร่ ับประทานยาสม่ำเสมอ รักษาไม่ตอ่ เนอ่ื งและรับประทานยาไมส่ ม่ำเสมอ กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่มีการเห็นคุณค่าในตนเอง อยู่ในระดับมากที่สุด ( x̅ = 4.27 S.D. =0.63) การรับรู้ภาวะสุขภาพ และการสนับสนนุ ทางสังคม อย่ใู นระดับมาก ( x̅ = 3.77 S.D. =0.81, x̅ = 4.16 S.D. =0.71) ตามลำดบั ตารางที่ 2 ค่าคะแนนเฉล่ียและระดับของปจั จยั ด้านต่าง ๆ x̅ S.D. การแปลผล ปจั จัยด้านตา่ ง ๆ 4.27 0.63 มากทีส่ ดุ การเห็นคุณคา่ ในตนเอง การรับรภู้ าวะสขุ 3.77 0.81 มาก การสนบั สนุนทางสังคม 4.16 0.71 มาก กลมุ่ ตัวอย่างส่วนใหญ่ มคี วามสุขอยใู่ นระดับมาก รอ้ ยละ 66 รองลงมา คอื มคี วามสุขในระดบั ปานกลาง และระดับน้อย ร้อยละ 36.4 และ 1.4 ตามลำดบั ตารางท่ี 3 จำนวนและร้อยละระดับความสขุ ของกลมุ่ ตัวอย่าง จำนวน ร้อยละ ระดับความสขุ 5 1.4 มคี วามสขุ ตำ่ (ตำ่ กวา่ 42 คะแนน) มีความสขุ ปานกลาง (43-49 คะแนน) 120 32.6 มคี วามสุขมาก (50-60 คะแนน) 243 66 ปัจจัยส่วนบุคคลที่มีความสัมพันธ์กับความสุขของผู้สูงอายุ ได้แก่สถานภาพสมรส และความเพียงพอของรายรับ มี ความสัมพนั ธ์กับความสุขของผู้สูงอายุในอำเภอวงั ทอง จังหวัดพิษณโุ ลก อย่างมีนยั สำคัญทางสถติ ิ (p < 0.05) ปัจจัยด้านการเหน็ คุณค่าในตนเอง การรับรู้ภาวะสุขภาพ และการสนับสนุนทางสังคมมีความพันธ์กับความสุขของผู้สูงอายุในอำเภอวังทอง จังหวัด พษิ ณุโลก อย่างมนี ัยสำคัญทางสถิติ (p < 0.01) 118
The 2nd National Conference of Health Science Research สำนักวชิ ำวทิ ยำศำสตรส์ ุขภำพ มหำวทิ ยำลยั แม่ฟ้ ำหลวง Knowledge transformation towards Thailand 4.0 p-value ตารางที่ 4 ปัจจัยทีม่ ีความสัมพนั ธ์ตอ่ ความสขุ ของกล่มุ ตัวอยา่ ง 0.005 0.020 ปจั จยั ความสุขของผ้สู ูงอายุ <0.001 สัมประสทิ ธสิ์ หสมั พันธ์ (r) <0.000 <0.000 สถานภาพสมรส ความเพียงพอของรายได้ การเหน็ คุณค่าในตนเอง 0.523** การรับรู้ภาวะสขุ ภาพ 0.280** การสนับสนุนทางสังคม 0.459** **p-value<0.01 อภิปรายผล จากการวิจัยพบว่า ผสู้ งู อายุในอำเภอวังทอง จงั หวดั พษิ ณโุ ลก ส่วนใหญ่ มคี วามสุขในชีวติ ระดับมาก ท้ังน้ีอาจเป็นเพราะ ผู้สูงอายเุ หล่าน้ีได้รบั การดูแลเอาใจใส่จากครอบครัวและคนใกล้ชิด เนื่องจากสว่ นใหญ่อาศัยอยู่รวมกันเป็นครอบครัวกับลูกหลาน ถงึ แมบ้ างครอบครัวไมไ่ ดอ้ าศัยอยูด่ ้วยกันกบั ผ้สู งู อายุแตก่ ม็ ีการมาเย่ยี มหาเปน็ ประจำ นอกจากนย้ี งั มีเพือ่ นบ้านท่ีคอยช่วยเหลือซ่ึง กนั และกนั สม่ำเสมอ และพบวา่ สถานภาพสมรสของผสู้ งู อายุมคี วามสมั พนั ธ์กบั ความสุข โดยผสู้ งู อายทุ ่มี ีสถานภาพสมรสคมู่ สี ดั สว่ น ของความสขุ ในระดับมากมากกว่าผู้สูงอายทุ มี่ ีสถานภาพโสด หม้าย และหย่าหรอื แยก ทง้ั นีเ้ ป็นเพราะผสู้ งู อายุทม่ี ีสถานภาพสมรสคู่ มีคู่ชีวิตคอยช่วยเหลือเกื้อกูลกันและกนั มีเพื่อนช่วยคดิ ช่วยวางแผน ช่วยปฏิบัตกิ ิจวัตรประจำวนั มีเพื่อนพูดคุยทำให้มีกำลังใจใน การดำเนินชีวิต ซึ่งผลการวิจัยสอดคล้องกับการศึกษาของ สุธรรม นันทมงคลชัย และคณะ (2553) ที่พบว่าสถานภาพสมรสมี ความสัมพันธ์กับความสุขของผู้สูงอายุ และการศึกษาของ ระวิวรรณ แสงฉาย และคณะ (ม.ป.ป.) ที่พบว่าสถานภาพสมรสมี ความสัมพันธ์กับความสุขในชีวิตของผู้สูงอายุ นอกจากนี้ผลการวิจัยยังพบว่าความเพียงพอของรายไดม้ ีความสัมพันธ์กับความสขุ ของผสู้ ูงอายทุ ั้งน้เี ป็นเพราะรายได้ทเ่ี พียงพอเป็นสง่ิ ท่ีบ่งบอกสถานะทางเศรษฐกจิ ของผู้สูงอายุ รายไดท้ ี่เพียงพอเปน็ ปัจจัยท่ีมีความ จำเป็นต่อการดำรงชวี ิตของผูส้ ูงอายุ ทำให้ผูส้ ูงอายุได้รับการตอบสนองความตอ้ งงการขั้นพื้นฐานด้านต่าง ๆ ซึ่งผลการวิจัยทีพ่ บมี ความแตกต่างจากการศึกษาของณัฐกานต์ สำเนียงเสนาะ (2556) ที่พบว่าความเพียงพอของรายได้ไม่มีความสัมพันธ์กับความสขุ ของผสู้ ูงอายุ การเห็นคุณค่าในตนเองมีความสัมพันธ์กับความสุขของผู้สูงอายุ ซึ่งสามารถอธิบายได้ตามแนวคิดของ คูเปอร์สมิธ (Coopersmith, 1984 : 5) ท่ีวา่ ความรู้สกึ เหน็ คุณคา่ ในตนเองเป็นการตดั สนิ ความมคี ณุ คา่ ของตนเอง ซ่ึงแสดงถงึ เจตคติของบุคคล มีต่อตนเอง เป็นการยอมรับหรือไม่ยอมรับตนเอง และแสดงถึงขอบเขตของความเชื่อที่บุคคลมีต่อความสามารถ ความสำคัญ ความสำเร็จ และความมคี ่าของตนเอง ซึง่ เมอ่ื เกดิ ความรูส้ กึ ภมู ใิ จในตนเองและร้สู กึ วา่ ชีวิตมีความหมายก็จะส่งผลให้ผู้สูงอายุรู้สึกมี ความสุข โดยข้อค้นพบจากการวิจัยสอดคล้องกับการศึกษาของ ณัฐกานต์ สำเนียงเสนาะ (2556) ที่พบว่าความรู้สึกมีคุณค่าใน ตนเองมีความสมั พนั ธก์ ับความสขุ ของผู้สงู อายุ การรับรู้ภาวะสุขภาพมีความสัมพันธ์กับความสุขของผู้สูงอายุ ซึ่งอธิบายได้ตามแนวคิด เพนเดอร์ (Pender, 2011) ท่ี กลา่ วว่า การรบั รภู้ าวะสุขภาพ เป็นสว่ นของการสังเกตสถานภาพของสุขภาพ เปน็ ความคิดเหน็ และความเข้าใจของบุคคลเกี่ยวกับ สขุ ภาพ และประเมินระดับภาวะสุขภาพของพวกเขาท่มี ีผลกระทบทำใหเ้ กดิ การเปล่ียนแปลงพฤตกิ รรมส่งเสริมสุขภาพ พฤติกรรม ดูแลตนเอง และเป็นปัจจัยที่มีอิทธิพลพฤติกรรมความรับผิดชอบและเอาใจใส่ในการดูแลตนเอง ซึ่งผู้สูงอายุที่รับรู้ภาวะสุขภาพ 119
The 2nd National Conference of Health Science Research สำนักวชิ ำวทิ ยำศำสตรส์ ุขภำพ Knowledge transformation towards Thailand 4.0 มหำวทิ ยำลยั แม่ฟ้ ำหลวง ตนเองจะรแู้ นวทางการส่งเสรมิ สุขภาพตนเอง รวมถงึ การปอ้ งการไมใ่ ห้เกิดโรคขึ้นใหม่หรือไม่ใหเ้ กดิ ภาวะแทรกซ้อนในกรณีที่มีโรค ประจำตัวอยู่ ส่งผลให้ผู้สูงอายุมีความสุขได้ ผลการวิจัยนี้สอดคล้องกับการศึกษาของ ณัฐกานต์ สำเนียงเสนาะ ( 2556) ที่พบว่า ความการรบั รู้ภาวะสุขภาพมีความสมั พนั ธก์ บั ความสุขของผสู้ งู อายุ การสนบั สนุนทางทางสงั คมมีความสัมพนั ธ์กับความสุขของผสู้ งู อายุ อธิบายได้วา่ การที่ผสู้ งู อายุได้ความรกั การดแู ลเอาใจ ใส่ ความเคารพนับถือ จากครอบครัว และสังคม รวมถึงการได้รับการสนับสนุนสิ่งของ เงินทอง หรือการบริการด้านสุขภาพ จาก หน่วยงานต่าง ๆ เช่น องค์การบริหารส่วนท้องถิ่น สถานบริการสาธารณสุขใกล้บ้าน รวมถึงผู้นำชุมชน อสม. จะทำให้ผู้สู งอายุมี ความสุขได้ ซึ่งผลการวิจัยสอดคล้อง กับการศึกษาของ จิตนภา ฉิมจินดา (2556) ที่พบว่าแรงสนับสนุนทางสังคมมีความสัมพันธ์ ทางบวกในระดับปานกลาง กับ ความสุขในชีวิตของผู้อายุ และสอดคล้องกับการศึกษาของ อัมพร เครือเอม (2561) ที่พบว่าแรง สนับสนนุ ทางสังคมมีความสมั พันธ์ทางบวกกับความสขุ ของผสู้ งู อายุ สรปุ และขอ้ เสนอแนะ การวิจัยคร้งั นีช้ ี้ให้เห็นว่าสถานภาพสมรส ความเพียงพอของรายได้ การเหน็ คณุ คา่ ในตนเอง การรบั รู้ภาวะสุขภาพ และ การสนับสนุนทางสังคม มีความสัมพันธ์กับความสุขของผู้สูงอายุ ดังนั้น ครอบครัวและผู้เกี่ยวข้องในชุม ชน ควรจัดกิจกรรมที่ ส่งเสริมให้ผู้สูงอายุได้เห็นคุณค่าและประโยชน์ของตนเองที่มีต่อครอบครัว สังคม สนับสนุนให้มีกิจกรรม และบทบาทร่วมกับ ครอบครัว สังคม และกลุ่มผู้สูงอายุด้วยกัน ทั้งนี้ตัวผู้สูงอายุเองควรให้ความสำคัญในกิจกรรมต่างๆ ควรดูแลเอาใจใส่สุขภาพของ ตนเองให้เหมาะสมตามวัย ไม่ปล่อยให้เจ็บป่วยจนไม่สามารถพึ่งพาตนเองได้ มองเห็นคุณค่าในตนเองที่สามารถสร้างประโยชน์ ให้กับครอบครวั และสงั คมโดยรวม เพราะส่ิงเหลา่ นจ้ี ะทำให้รู้สกึ มคี วามสขุ ทัง้ ในอดีตทผี่ ่านมาและในอนาคตทจี่ ะมาถงึ ข้อเสนอแนะ 1. ควรมีการศึกษาที่ครอบคลุมของประชากรผู้สูงอายุทุกช่วงวัย ทั้งผู้สูงอายุตอนต้น ตอนกลาง และตอนปลาย เพื่อหาข้อ แตกต่างและหาแนวทางเพอ่ื สง่ เสริมระดับความสุขให้กับช่วงวยั อ่นื ๆได้ 2. ควรมีการศกึ ษาเชงิ คณุ ภาพมาประกอบ เพอ่ื จะไดข้ ้อมลู ปัจจัยทีส่ ่งผลตอ่ ระดับความสุขในเชงิ ลึก เอกสารอา้ งองิ จติ นภา ฉมิ จินดา. (2556). ปจั จยั ทม่ี ีอทิ ธิพลตอ่ ความสขุ ในชวี ติ ของผู้สูงอายุในชุมชน จังหวัดนครปฐม. (ปรญิ ญานพิ นธม์ หาบณั ฑติ , คณะพยาบาลศาสตรมหาวทิ ยาลยั ครสิ เตยี น). ณฐั กานต์ สำเนยี งเสนาะ. (2556). ปจั จยั ทำนายความสขุ ของผู้สูงอายุในชมุ ชน จงั หวดั ฉะเชิงเทรา. (ปริญญานพิ นธ์มหาบณั ฑิต, คณะพยาบาลศาสตรมหาลยั วิทยาลัยบรู พา). ระววิ รรณ แสงฉาย และคณะ. (ม.ป.ป.). ความสขุ ในชีวิตของผู้สูงอายเุ ขตทววี ฒั นา กรงุ เทพมหานคร.(ปริญญานิพนธ์มหาบัณฑิต, คณะสาธารณสขุ ศาสตรมหาวทิ ยาลยั กรงุ เทพธนบรุ ี, คณะสาธารณสขุ ศาสตรมหาวทิ ยาลยั มหิดล และคณะสาธารณสุขศาสต รมหาวิทยาลัยชนิ วัตร). วารสารข้าราชการสำนกั งาน ก.พ. (2561). ภาครัฐกับการเตรียมความพร้อมเข้าสูงสงั คมสูงวัย. สืบค้นเมื่อ 2 พฤศจิกายน 2562. จาก https://www.ocsc.go.th/download/2561 สุธรรม นันทมงคลชัย และคณะ. (2553). ความสุขและวิถีชีวิตของผู้สูงอายุหญิงที่เลี้ยงหลานในเขตชนบทภาคเหนือของประเทศ ไทย. พิมพ์ครัง้ ท่ี 1. กรงุ เทพฯ: โรงพมิ พว์ ฑิ รู ย์การปก (1997) จำกัด. 120
The 2nd National Conference of Health Science Research สำนกั วชิ ำวทิ ยำศำสตรส์ ุขภำพ Knowledge transformation towards Thailand 4.0 มหำวทิ ยำลยั แม่ฟ้ ำหลวง สำนกั งานสาธารณสุขจังหวดั พิษณโุ ลก. (2562). ฐานข้อมูลประชากร. สบื คน้ เมอื่ 9 มีนาคม 2562. จาก http://www.plkhealth.go.th อัมพร เครือเอม. (2561). ความสุขในชีวิตผู้สูงอายุในชมรมผู้สูงอายุตำบลหนองโพ จังหวัดราชบุรี. หัวหินสุขใจไกลกังวล. 3(1). สบื ค้นเมื่อ 11 พฤษภาคม 2562. จาก https://www.tci-thaijo.org/index.php/hhsk/article/dowload/175204/125347/ Coopersmith, S. (1984). SEI: Self-esteem Inventories. Pato Alto, CA: Consulting Psychologist Press. Pender, N. J., Murdaugh, C. L., & Parsons, M. A. (2011). Health promotion innursing practice (6th ed.). New Jersey: Pearson Education, Inc. 121
The 2nd National Conference of Health Science Research สำนักวชิ ำวทิ ยำศำสตรส์ ุขภำพ Knowledge transformation towards Thailand 4.0 มหำวทิ ยำลยั แม่ฟ้ ำหลวง ปัจจัยทีม่ คี วามสัมพันธต์ อ่ ภาวะซมึ เศร้าของผู้สูงอายุ ในพ้ืนที่ตำบลแห่งหนึ่ง อำเภอเมือง จงั หวัดสมทุ รสงคราม วนั วิสาข์ สายสน่ัน ณ อยุธยา1, วณี า จนั ทรสมโภชน1์ , จิรวฒั น์ สดุ สวาท1, ผุสดี ละออ2, ธิตพิ งษ์ สุขดี3 1วิทยาลยั สหเวชศาสตร์ มหาวทิ ยาลัยราชภฏั สวนสนุ ันทา 2สำนกั วิชาวิทยาศาสตรส์ ขุ ภาพ มหาวิทยาลยั แม่ฟ้าหลวง 3คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลยั การกีฬาแหง่ ชาติ *Corresponding author E-mail: [email protected] บทคดั ยอ่ บทนำ : ภาวะซึมเศร้าก่อให้เกิดความสูญเสียทางเศรษฐกิจ และค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลถือเป็นความเปราะบาง ด้านจติ ใจทอ่ี าจสง่ ผลต่อชีวิตประจำวัน โดยเฉพาะในกลมุ่ ผู้สูงอายุทมี่ แี นวโนม้ การเพิ่มขึ้นของภาวะซมึ เศรา้ และมีความเส่ียงต่อการ ฆ่าตวั ตายซึ่งนาํ ไปสคู่ วามสัมพันธ์ตอ่ การเพม่ิ ขึ้นของการเสียชีวติ ในที่สดุ วตั ถุประสงค:์ เพอื่ ศกึ ษาระดับภาวะซึมเศรา้ และปจั จยั ท่ีมี ความสมั พันธ์ตอ่ ภาวะซึมเศร้าของผู้สงู อายุ จงั หวัดสมทุ รสงคราม วิธีวจิ ัย: การวจิ ยั คร้ังน้เี ป็นการวิจยั แบบภาคตัดขวางเชงิ วเิ คราะห์ กลุ่มตัวอย่างเป็นผู้สูงอายุ จำนวน 252 คน ในพื้นที่ตำบลแห่งหนึ่ง อำเภอเมือง จังหวัดสมุทรสงคราม เก็บข้อมูลโดยใช้ แบบสอบถาม ซึ่งประกอบไปด้วยข้อมูลทั่วไป และแบบวัดภาวะซึมเศร้าของผู้สูงอายุไทย (Thai Geriatric depression Scale, TGDS30) สถิติที่ใช้ ได้แก่ ค่าความถี่ (Frequency) ค่าร้อยละ (Percentage) ค่าเฉลี่ย (Mean) และค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน (Standard Deviation) ค่าสัมประสิทธ์ิสหสัมพันธ์ตามวิธีของเพียร์สัน (Pearson Correlation Coefficient) และสถิติฟิชเชอร์ (Fisher’s Exact Test) ผลการวจิ ยั : ผู้สงู อายุส่วนใหญม่ ีระดับความซมึ เศร้าระดบั ปกตริ ้อยละ 73.4 ระดบั ซมึ เศรา้ เล็กน้อยร้อยละ 21.4 ระดับซึมเศร้าปานกลางร้อยละ 4.8 และระดับซึมเศร้ารุนแรงร้อยละ 0.4 ความสัมพันธ์ระหว่างภาวะซึมเศร้ากับปัจจัย ทางด้านบุคคล พบว่า รายได้มีความสัมพันธ์เชิงลบอยู่ระดับต่ำมากกับภาวะซึมเศร้า อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 (r=- .192) ส่วนปัจจัยด้านอายุ เพศ ศาสนา สถานภาพสมรส ระดับการศึกษา อาชีพ ลักษณะการอยู่อาศัย และโรคประจำตัวของ ผสู้ งู อายุ พบวา่ ไมม่ ีความสัมพนั ธก์ ับภาวะซมึ เศร้า อภิปรายและสรุปผลการวจิ ยั : ผู้สูงอายทุ ่ีมีภาวะซมึ เศร้าทง้ั หมด คดิ เปน็ ร้อยละ 26.6 และปัจจัยที่ทำให้ผู้สงู อายุมีภาวะซึมเศร้า ได้แก่ สถานภาพสมรส ระดับการศึกษา อาชีพ ลักษณะการอยู่อาศัย และรายได้ ซึ่งสามารถนำผลการวจิ ัยมาใช้วางแผนและเป็นแนวทางการแก้ไขปญั หาสขุ ภาพจิต และสง่ เสริมปอ้ งกนั ปัญหาสขุ ภาพจติ ในผู้สงู อายุ ท่สี อดคลอ้ งกบั สภาพพนื้ ท่ีต่อไป คำสำคญั : ผู้สูงอาย,ุ ภาวะซมึ เศร้า, ปจั จัย 122
The 2nd National Conference of Health Science Research สำนักวชิ ำวทิ ยำศำสตรส์ ุขภำพ Knowledge transformation towards Thailand 4.0 มหำวทิ ยำลยั แม่ฟ้ ำหลวง Factors relating to Depression among Elderly in one Sub-District area of Mueang District Samut Songkhram Province Wanvisa Saisanan Na Ayudhaya1, Veena Chantarasompoch1, Jirawat Sudsawart1, Pussadee Laor2, Thitipong Sukdee3 1College of Allied Health Sciences, Suan Sunandha Rajabhat University 2School of Health Science, Mae Fah Luang University 3Faculty of Education, Thailand National Sports University *Corresponding author E-mail: [email protected] Abstract Introduction: Depression is considered a psychological fragility that could affect their daily lives. This caused great economic loss and medical expenses. Especially, among the elderly who have a tendency to increase depression and are at increased risk of suicide, which eventually leads to an increase in deaths. Objective: To examine the level and factors associated with depression among the elderly in Samut Songkhram Province. Methodology: The study was a analytical cross-sectional study. The sample consisted of 252 elderly in one Sub-District area of Mueang District Samut Songkhram Province. Data were collected by using demographic questionnaires and Thai Geriatric Depression Scale (TGDS30). Data were analyzed by using descriptive statistics; frequency, percentage, mean, standard deviation, Pearson Correlation Coefficient, and Fisher’s Exact Test. Results: The result showed 73.4% were normal level, 21.4% were mild depression, 4.8% were moderate depression and 0.4% were severe depression. Factors which remained significantly related to depression in older people was a significant negative associated was found income (r=-.192) were significantly at level p<.05. However, age, gender, religion, marital status, education level, occupation, living status and underlying disease factors have no significant associative with depression. Discussion and conclusion: The elderly with total depression were 26.6%. In addition, Factors relating to depression were Marital Status, Education level, Occupation, Living status, and income. The finding of this study can be used for planning and as a guideline for solving mental problems among elderly appropriately. Furthermore, they can be implemented in developing mental health service for Thai elderly in the future. Keyword: Elderly, Depression, Factors 123
The 2nd National Conference of Health Science Research สำนกั วชิ ำวทิ ยำศำสตรส์ ุขภำพ Knowledge transformation towards Thailand 4.0 มหำวทิ ยำลยั แม่ฟ้ ำหลวง บทนำ ปัจจุบันประเทศไทยกำลังเข้าสู่สังคมผู้สูงวัยขึ้นอย่างรวดเร็วมาก ประเทศไทยได้กลายเป็น “สังคมสูงวัย” มาตั้งแต่ปี 2548 แล้ว เมื่อสัดส่วนประชากรสูงอายุ (60 ปีขึ้นไป) สูงถึงร้อยละ 10 ของประชากรทั้งหมด ประเทศไทยกำลังจะกลายเป็น “สังคมสูงวยั อยา่ งสมบูรณ์” เมื่อประชากรอายุ 60 ปขี นึ้ ไปมมี ากถงึ รอ้ ยละ 20 ในปี 2564 หรือในอีกเพยี ง 7 ปขี า้ งหนา้ และคาดวา่ จะเป็นสังคมสูงวัยระดับสุดยอดในอีกไม่ถึง 20 ปีข้างหน้านี้เมื่อประชากรอายุ 60 ปีขึ้นไป มีสัดส่วนถึงร้อยละ 28 ของประชากร ทั้งหมด (มูลนิธิสถาบันวิจัยและพัฒนาผู้สูงอายุไทย, 2557) เมื่อเข้าสู่วัยสูงอายุก็จะเกิดการเปลี่ยนแปลงตามมามากมาย ในด้าน ร่างกายพบการเปล่ยี นแปลงของอวยั วะส่วนตา่ งๆท่เี กิดจากกระบวนการสงู อายุแสดงใหเ้ ห็นชดั เจนในลักษณะค่อยเป็นค่อยไป ส่วน ในด้านจิตใจ ผู้สูงอายุอาจได้รับอิทธิพลจากภาวะสขุ ภาพ การเปลี่ยนแปลงของร่างกาย จิตใจ สังคม ความบกพร่องของอวยั วะรับ ความรู้สึกเป็นอุปสรรคต่อการมปี ฏิสัมพันธ์กับบุคคลอ่ืนและสิ่งแวดลอ้ ม อาจเกิดความรู้สึกไร้ค่า แยกตัว นำไปสู่อาการซึมเศร้าใน ผสู้ งู อายซุ ่งึ พบถงึ รอ้ ยละ 20 (วลัยพร นนั ท์ศุภวัฒน์, 2551) ภาวะซึมเศร้าก่อให้เกิดความสูญเสียทางเศรษฐกิจ 43 พันล้านเหรียญต่อปี เป็นการสูญเสียไปกับค่ารักษาพยาบาล 12 พันล้านเหรียญ เกิดความสูญเสียทางอ้อม คือ เกิดจากการขาดงาน หรือ ไม่สามารถทํางาน 8 พันล้านเหรียญ จะเห็นได้ว่า โรค ซึมเศร้า ทําให้เกิดผลกระทบในหลายทาง ทั้งในแง่การสูญเสีย โดยตรงกับค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาล และการสูญเสียทางอ้อม จากการที่ผู้ป่วยไม่สามารถทําางานได้ และเสียชีวิตก่อนวัยอันควร ข้อมูลจากการศึกษาต่างๆ พบว่า โรคซึมเศร้าในผู้สูงอายุมี ความสัมพันธ์กับการเพิ่มขึ้นของความเสี่ยงต่อการเกิดทุพพลภาพ การเพิ่มขึ้นของความเสี่ยงต่อการฆ่าตัวตาย การเสื่อมลงของ สขุ ภาพ การเสอื่ มลงของความคดิ ความจาํ และ ความสามารถทางสงั คม ซ่ึงท้ังหมดน้จี ะนาํ ไปสู่ความสัมพนั ธ์ต่อการเพ่มิ ข้ึนของการ เสยี ชีวิตในที่สุด (Blazer DG, 2003 and Kouzis A, Eaton WW, Leaf PJ., 1995) ภาวะซึมเศร้าถือเป็นความเปราะบางด้านจติ ใจ ของผู้สูงอายุ ซึ่งอาจส่งผลต่อชีวิตประจำวัน เช่น นอนไม่หลับ เสียสมาธิ หดหู่ เศร้าหมองไม่อยากทำอะไร ไม่อยากรับประทาน อาหาร ส่งผลเสียต่อสุขภาพร่างกาย ประกอบกับการเผชิญการเปลี่ยนแปลงทางสงั คมทำให้รู้สึกไร้ค่า ว้าเหว่ ถูกทอดทิ้ง ส่งผลต่อ ความรู้สึกและจิตใจซึ่งผู้สูงอายตุ ้องปรับตัวมากมายให้เข้ากับการเปลี่ยนแปลงต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น สภาวการณ์เช่นนี้ส่งผลกระทบต่อ ผสู้ ูงอายุโดยเฉพาะตอ่ สขุ ภาพจิตอยา่ งหลกี เลีย่ งไม่ได้ และบอ่ ยคร้งั ท่ีภาวะซมึ เศรา้ ในผู้สูงอายถุ กู มองวา่ เป็นเรื่องปกติ ทำให้ผู้สูงอายุ ทซี่ ึมเศรา้ กลายเป็นภาวะเจบ็ ป่วยเร้ือรัง ทำให้เกดิ ผลเสยี ต่อผู้สูงอายุ ครอบครัว ชุมชน และประเทศชาติ สำหรบั จังหวดั สมุทรสงครามเปน็ จังหวดั ทีอ่ ยู่ในภาคกลาง เปน็ จังหวัดท่ีเล็กทสี่ ุดในประเทศไทย มกี ารประกอบอาชีพอาทิ เช่น อาชีพการทำประมง อาชีพค้าขาย อาชีพทำนาเกลือ โดยสามารถเลี้ยงชีพตัวเองอยู่ได้ จากข้อมูลประชากร ของสำนัก บริหารงานทะเบียน กรมการปกครอง พบว่า ประชากรที่มีอายุ 60 ปี ขึ้นไป มีจำนวนถึง 8,734,101 คน และดัชนีการสูงวัยอยู่ที่ รอ้ ยละ 68.77 โดยจังหวดั สมทุ รสงครามมดี ัชนกี ารสงู วัยมากที่สดุ เป็นอันดับที่ 5 โดยมีดัชนีการสูงวยั อยูท่ รี่ อ้ ยละ 111.30 (กรมการ ปกครอง, 2556) จากความเป็นมาดังกล่าว ผู้วิจัยจึงสนใจที่จะทำวิจัยเรื่อง “ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์ต่อภาวะซมึ เศร้าของผูส้ ูงอายุในตำบล แห่งหนึ่ง อำเภอเมืองสมุทรสงคราม จังหวัดสมุทรสงคราม” เพื่อศึกษาถึงภาวะซึมเศร้าของผู้สูงอายุและนำผลข้อมูลการวิจัยเปน็ ข้อมูลให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งภาครัฐ องค์การปกครองส่วนท้องถิ่น สถานบริการสุขภาพใช้เป็นแนวทางในการวางแผน ดำเนินงานส่งเสริมและป้องกันปัญหาสขุ ภาพจติ ในผู้สูงอายสุ บื ต่อไป 124
The 2nd National Conference of Health Science Research สำนกั วชิ ำวทิ ยำศำสตรส์ ุขภำพ Knowledge transformation towards Thailand 4.0 มหำวทิ ยำลยั แมฟ่ ้ ำหลวง วตั ถปุ ระสงคข์ องการศึกษา 1. เพื่อศึกษาระดบั ภาวะซมึ เศร้าของผูส้ ูงอายุ ตำบลแห่งหนึง่ อำเภอเมอื งสมุทรสงคราม จงั หวดั สมทุ รสงคราม 2. เพื่อศึกษาปัจจัยที่มีความสัมพันธ์ต่อภาวะซึมเศร้าของผู้สูงอายุ ตำบลแห่งหนึ่ง อำเภอเมืองสมุทรสงคราม จังหวัด สมุทรสงคราม ระเบยี บวิธีวิจยั ประชากรและกล่มุ ตวั อย่าง ประชากรในการวิจัยคร้ังน้ีเปน็ ผู้สูงอายุตำบลแห่งหน่ึง อำเภอเมือง จังหวัดสมุทรสงคราม จำนวน 684 คน (ข้อมูลจาก โรงพยาบาลส่งเสรมิ สุขภาพตำบล, 2562) กลุ่มตวั อยา่ งทใี่ ชใ้ นการวิจยั ใช้การคำนวณขนาดตัวอย่าง โดยใช้สูตรของ Taro Yamane (1973) ไดจ้ ำนวนกลมุ่ ตัวอย่างทัง้ หมด 252 คน ซ่งึ พื้นทีข่ องตำบลมที ั้งหมด 5 หมู่บา้ น ได้แก่ หมู่ 1, หมู่ 2, หมู่ 3, หมู่ 7 และหมู่ 8 แบ่งตามสัดส่วนประชากรแต่ละหมู่บ้าน (ดังตารางที่ 1) จากนั้นใช้วิธีการสุ่มอยา่ งง่าย (Simple Random Sampling) ด้วยวิธกี าร จับฉลาก โดยกลุ่มตัวอย่างสามารถได้ยิน สื่อสารภาษาไทยได้ และเป็นผูย้ ินดีให้ความรว่ มมือในการให้ข้อมลู โดยงานวิจัยครั้งนี้ได้ ผ่านการพิจารณารับรองจริยธรรมการวิจัยในมนุษย์ จากสถาบันวิจัยและพัฒนา มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา เลขที่ COA.2- 006/2019 ตารางท่ี 1 การสมุ่ กลมุ่ ตัวอย่างจำแนกตามหมบู่ า้ น หมู่ ประชากร (คน) กลุ่มตัวอย่าง (คน) ร้อยละ หมู่ 1 45 17 6.58 หมู่ 2 195 72 28.51 หมู่ 3 226 83 33.04 หมู่ 7 78 29 11.40 หมู่ 8 140 51 20.47 รวม 684 252 100.00 เคร่ืองมอื ทใี่ ช้ในการวจิ ยั เครอื่ งมอื ที่ใชใ้ นการเก็บขอ้ มลู เป็นแบบสอบถาม (Questionnaire) ประกอบดว้ ย 2 ส่วน ดงั น้ี 1. ข้อมลู ทว่ั ไป ประกอบดว้ ย เพศ อายุ ศาสนา สถานภาพสมรส ระดบั การศึกษา อาชพี ลกั ษณะการอยู่อาศัย และโรคประจำตวั 2. Thai Geriatric Depression Scale; TGDS ของกลุ่มฟ้นื ฟสู มรรถภาพสมองซ่งึ พัฒนาโดยกลมุ่ ฟ้ืนฟูสมรรถภาพสมอง จาก 14 สถาบันทั่วท้ังประเทศซึง่ พัฒนาโดยกลุ่มฟื้นฟูสมรรถภาพสมอง โดยนิพนธ์ พวงวรินทร์ และคณะ (2534) มีค่าความเท่ียงตรง รวมเทา่ กับ 0.93 มเี กณฑ์การแปลผล 4 ระดบั ได้แก่ คะแนน 0-12 คะแนน เปน็ ค่าปรกตใิ นผสู้ งู อายขุ องไทย คะแนน 13-18 คะแนน ถือว่าเป็นผู้มีความเศร้าเล็กน้อย คะแนน 19-24 คะแนน ถือว่าเป็นผู้มีความเศร้าปานกลาง และคะแนน 25-30 คะแนน ถือว่าเป็นผู้มีความเศร้ารุนแรง โดยประเมินความรู้สึกของผู้สูงอายุ ในแต่ละคำถามลักษณะคำถามจะเป็นความรู้สึก เกี่ยวกับ ตนเองทางด้านร่างกาย จิตใจและสังคม มีจำนวน 30 ข้อ ทดสอบด้วยตนเองในช่วงระยะเวลา 1 สัปดาห์ที่ผ่านมา โดยตอบคำถามว่า “ใช่” หรือ “ไม่ใช่”มขี ้อความท่ีเกี่ยวข้องกับความรู้สึกทางบวก 10 ข้อ ได้แก่ข้อ 1, 5, 7, 9, 15, 19, 21, 125
The 2nd National Conference of Health Science Research สำนกั วชิ ำวทิ ยำศำสตรส์ ุขภำพ Knowledge transformation towards Thailand 4.0 มหำวทิ ยำลยั แมฟ่ ้ ำหลวง 27, 29, 30 และข้อความเกี่ยวขอ้ งกับความรู้สกึ ทางลบ 20 ข้อ ได้แก่ ข้อ 2, 3, 4, 6, 8, 10, 11, 12, 13, 14, 16, 17, 18, 20, 22, 23, 24, 25, 26, 28 การตรวจสอบคณุ ภาพเคร่อื งมือ เนอ่ื งจากแบบวดั ความเศรา้ ในผสู้ งู อายุไทยเป็นเครือ่ งมอื มาตรฐาน ทีน่ ยิ มใช้คดั กรองในผู้สูงอายุไทย ซึ่งมีความตรงในการ เป็นแบบวัดความเศร้าในผู้สูงอายุไทย จึงไม่ได้หาความตรงตามเนื้อหา (Content Validity) และได้นำเครื่องมือ ไปทดลองใช้กับ กลุ่มตัวอย่างที่มีลักษณะคล้ายคลึงเช่นเดียวกับกลุ่มตัวอย่างที่ต้องการศึกษาวิจัย จำนวน 30 ราย แล้วนำค่าที่ได้คำนวณหาความ เชื่อมั่น โดยแบบวัดความเศรา้ ในผู้สูงอายุไทย (Thai Geriatric Depression Scale ,TGDS) ตรวจสอบหาความเที่ยงของเคร่ืองมือ (Reliability) โดยใชว้ ิธหี าคา่ สมั ประสทิ ธิอ์ ลั ฟาตามวธิ ขี องครอนบาค (Cronbach’s alpha coefficient) ไดค้ ่าความเที่ยง 0.81 การวิเคราะห์ขอ้ มลู 1. ข้อมูลทั่วไปและระดับภาวะซึมเศร้า ใช้สถิติเชิงพรรณา ได้แก่ ค่าความถ่ี (Frequency) ค่าร้อยละ (Percentage) คา่ เฉล่ยี (Mean) และคา่ เบ่ียงเบนมาตรฐาน (Standard Deviation) 2. การหาความสัมพนั ธ์ระหวา่ งปัจจัยทม่ี คี วามเก่ียวขอ้ งกบั ภาวะซึมเศร้า ใช้สถิติฟิชเชอร์ (Fisher’s Exact Test) สําหรบั ข้อมูลทีเ่ ปน็ ตัวแปรจัดกลุ่ม ในการศกึ ษาหาความสมั พันธ์ระหวา่ งเพศ ศาสนา สถานภาพสมรส ระดับการศกึ ษา อาชีพ ลักษณะการ อยู่อาศัย และโรคประจำตัวกับภาวะซึมเศร้า และวิเคราะห์ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ตามวธิ ีของเพียร์สัน (Pearson correlation Coefficient) ระหว่างอายุ และรายได้กับภาวะซึมเศร้า ผู้วิจัยกําหนดเกณฑ์การแปลผลค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ (Hinkle D. E., 1998) ไว้ดังน้ี คา่ r ระดับของความสมั พนั ธ์ .90 - 1.00 มีความสัมพันธ์กันในระดบั สูงมาก .70 - .90 มคี วามสมั พันธก์ นั ในระดบั สงู .50 - .70 มีความสมั พันธก์ ันในระดบั ปานกลาง .30 - .50 มคี วามสมั พนั ธก์ นั ในระดับต่ำ .00 - .30 มีความสัมพันธก์ ันในระดบั ต่ำมาก ผลการวิจัย 1. ข้อมูลส่วนบุคคล จากการวิจัยครั้งนี้ พบว่า ด้านอายุ ผู้สูงอายุมีอายุเฉลี่ย 69.83 ปี ด้านเพศ ส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง ร้อยละ 61.9 และเป็นเพศชายร้อยละ 38.1 ด้านศาสนา ส่วนใหญ่นับถือศาสนาพุทธร้อยละ 98.4 และศาสนาคริสต์ร้อยละ 1.6 ด้านสถานภาพสมรส ส่วนใหญ่มีสถานภาพสมรสหรือคู่ร้อยละ 62.7 รองลงมามีสถานภาพหม้าย ร้อยละ 23.0 สถานภาพโสดร้อย ละ 11.9 และสถานภาพหยา่ รา้ งหรือแยกกนั อยู่รอ้ ยละ 2.4 ดา้ นระดบั การศกึ ษา สว่ นใหญม่ รี ะดับการศึกษาระดับประถมศกึ ษารอ้ ย ละ 77.4 มากที่สุด รองลงมาไม่ได้เรียนหนังสือร้อยละ 19.0 ด้านอาชีพ ส่วนใหญ่มีอาชีพรับจ้างทั่วไปร้อยละ 35.3 รองลงมาคือ อาชีพค้าขายร้อยละ 19.4 ไม่ได้ประกอบอาชีพร้อยละ 19.0 ด้านลักษณะการอยู่อาศัย ส่วนใหญ่อยูก่ ับคู่สมรส/บุตรมากที่สุดรอ้ ย ละ 67.1 รองลงมาอยู่กับญาติร้อยละ 25.8 และอยู่ตามลำพังร้อยละ 7.1 ด้านรายได้ ส่วนใหญ่มีค่ามัธยฐานของรายได้เฉลีย่ 800 บาท รายได้ต่ำสุด 600 บาท รายได้สูงสุด 30,000 บาท ด้านโรคประจำตัว ส่วนใหญ่มีโรคประจำตัวร้อยละ 77.0 และไม่มีโรค ประจำตัวรอ้ ยละ 23.0 (ดงั ตารางที่ 2) 126
The 2nd National Conference of Health Science Research สำนกั วชิ ำวทิ ยำศำสตรส์ ขุ ภำพ มหำวทิ ยำลยั แมฟ่ ้ ำหลวง Knowledge transformation towards Thailand 4.0 จำนวน (คน) รอ้ ยละ(%) ตารางท่ี 2 ขอ้ มลู ส่วนบุคคล (n=252) ข้อมลู ส่วนบุคคล 96 38.1 156 61.9 เพศ ชาย 137 54.4 หญิง 87 34.5 28 11.1 อายุ 60-69 248 98.4 70-79 4 1.6 ≥80 ขน้ึ ไป 30 11.9 ค่าเฉล่ยี = 69.83, สว่ นเบยี่ งเบนมาตรฐาน 7.45, ต่ำสดุ = 60, มากสุด = 94 158 62.7 ศาสนา 58 23.0 6 2.4 พุทธ คริสต์ 48 19.0 สถานภาพสมรส 195 77.4 โสด 4 1.6 สมรส 2 0.8 หมา้ ย 2 0.8 หย่าร้างหรือแยกกนั อยู่ 1 0.4 ระดบั การศึกษา ไม่ไดเ้ รียนหนงั สือ 48 19.0 ประถมศกึ ษา 9 3.6 มัธยมศกึ ษาตอนต้น 19 7.5 มัธยมศึกษาตอนปลาย/ปวช. 49 19.4 อนปุ ริญญา / ปวส. 89 35.3 ปริญญาตรี / สูงกว่า 1 0.4 อาชพี 32 12.7 ไม่ได้ประกอบอาชีพ 5 2.0 เกษตรกรรม ประมง ค้าขาย รับจา้ งทวั่ ไป ข้าราชการบำนาญ แม่บ้าน/พ่อบา้ น ธรุ กิจสว่ นตัว 127
The 2nd National Conference of Health Science Research สำนกั วชิ ำวทิ ยำศำสตรส์ ุขภำพ Knowledge transformation towards Thailand 4.0 มหำวทิ ยำลยั แม่ฟ้ ำหลวง ข้อมูลส่วนบุคคล จำนวน (คน) รอ้ ยละ(%) ลกั ษณะการอยูอ่ าศัย อาศัยอยู่ตามลำพัง 18 7.1 อาศัยอย่กู บั คู่สมรสและบุตร 169 67.1 อาศัยอยกู่ บั ญาติ 65 25.8 รายได้ 0-5,000 บาท 224 88.9 5,001-10,000 บาท 16 6.3 10,001-15,000 บาท 1 0.4 15,001 บาทขึ้นไป 11 4.4 ค่ามัธยฐาน = 800, ค่าพิสัยควอไทล์ = 2,400, ต่ำสุด = 600, สูงสดุ = 30,000 โรคประจำตัว ไมม่ ีโรคประจำตวั 58 23.0 มีโรคประจำตัว 194 77.0 2. ระดับภาวะซึมเศร้า พบว่า ผู้สูงอายุส่วนใหญ่มีระดับความซึมเศร้าในระดับปกติร้อยละ 73.4 โดยมีภาวะซึมเศร้า ระดับเล็กน้อยร้อยละ 21.4 ภาวะซึมเศร้าระดับปานกลางร้อยละ 4.8 และมีภาวะซึมเศร้าระดับรุนแรงร้อยละ 0.4 นอกจากนี้ยัง พบว่าคะแนนภาวะซมึ เศรา้ มคี า่ เฉล่ีย 8.32 (S.D. =7.00) (ดงั ตารางท่ี 3) ตารางท่ี 3 จำนวนและรอ้ ยละของผู้สูงอายจุ ำแนกตามระดบั ภาวะซึมเศรา้ (n=252) ระดับภาวะซึมเศร้า จำนวน ร้อยละ ระดับปกติ (คะแนน 0-12) 185 73.4 ระดับเล็กนอ้ ย (คะแนน 13-18) 55 21.4 ระดบั ปานกลาง (คะแนน 19-24) 12 4.8 ระดับรนุ แรง (คะแนน 25-30) 1 0.4 ค่าเฉลีย่ = 8.32, สว่ นเบยี่ งเบนมาตรฐาน = 7.00 3. ความสัมพันธร์ ะหวา่ งปจั จัยท่ีมคี วามเกีย่ วข้องกบั ภาวะซึมเศร้า ปัจจัยด้านสถานภาพสมรส ดา้ นระดบั การศึกษา ด้าน อาชพี และด้านลักษณะการอยู่อาศัยของผูส้ งู อายุพบวา่ มคี วามสัมพนั ธ์กัน อยา่ งมนี ัยสำคัญทางสถติ ิทร่ี ะดบั .05 และความสมั พันธ์ ระหว่างภาวะซึมเศร้ากับปัจจัยด้านรายได้ของผู้สูงอายุพบว่ามีความสัมพันธ์กันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ที่ระดับ .001 และมี ความสมั พันธก์ นั ทางลบ ในระดบั ต่ำมาก สว่ นปจั จัยด้านอายุ เพศ ศาสนา สถานภาพสมรส ระดบั การศกึ ษา อาชีพ ลกั ษณะการอยู่ อาศัย และโรคประจำตัวของผสู้ ูงอายุ พบว่า ไม่มคี วามสมั พันธก์ นั (ดังตารางท่ี 4) 128
The 2nd National Conference of Health Science Research สำนักวชิ ำวทิ ยำศำสตรส์ ุขภำพ Knowledge transformation towards Thailand 4.0 มหำวทิ ยำลยั แม่ฟ้ ำหลวง ตารางที่ 4 ความสมั พนั ธ์ระหว่างภาวะซมึ เศรา้ กับปจั จยั สว่ นบคุ คล โดยใช้สถิติ Pearson correlation และ Fisher’s Exact Test ปจั จัยสว่ นบคุ คล ภาวะซมึ เศรา้ P-value Pearson Correlation (r) อายุ .149 .438 รายได้ -.192 .002* Fisher’s Exact Test P-value เพศ 5.711 .097 ศาสนา 2.946 1.000 สถานภาพสมรส 13.407 .144 ระดบั การศกึ ษา 23.050 .525 อาชีพ 28.018 .295 ลกั ษณะการอยอู่ าศัย 7.336 .665 โรคประจำตวั 3.371 .341 อภปิ รายผล 1. ภาวะซึมเศร้าของผู้สูงอายุในตำบลแห่งหนึ่ง อำเภอเมือง จังหวัดสมุทรสงคราม ส่วนใหญ่มีระดับภาวะซึมเศร้าอยู่ใน ระดับปกติร้อยละ 73.4 ภาวะซึมเศร้าระดับเล็กน้อยร้อยละ 21.4 ภาวะซึมเศร้าระดับปานกลางร้อยละ 4.8 และมีภาวะซึมเศรา้ ระดบั รนุ แรงรอ้ ยละ 0.4 นอกจากนย้ี ังพบว่าคะแนนภาวะซึมเศรา้ มคี า่ เฉลย่ี 8.32 โดยรวมพบว่ามผี ้สู ูงอายทุ มี่ ีภาวะซมึ เศร้าทงั้ หมด คดิ เป็นร้อยละ 26.6 ซึ่งจากการศึกษาทางระบาดวทิ ยา ส่วนหนึ่งขึ้นอยู่ กับเกณฑ์การวินิจฉัยที่ผู้วิจัยใช้ในการศึกษาของตนเอง จากการศึกษาที่ผ่านมาในต่างประเทศพบว่า ความชุกของโรคซึมเศร้า ใน ระดับชุมชนของกลุ่มประชากรที่มีอายุตั้งแต่ 65 ปีขึ้นไป จะอยู่ในช่วงร้อยละ 1-5 ส่วนความชุกของอาการซึมเศร้าที่มีผลอย่าง สำคัญต่อทางคลินิกจะอยู่ในช่วง ร้อยละ 8-16 สำหรับในประเทศไทยนั้น ข้อมูลที่ได้จากการศึกษาในระยะเวลา 30 ปีที่ผ่านมา พบว่าค่าความชุกของโรคซึมเศร้าในผู้สูงอายุที่อาศัยในชุมชนอยู่ในช่วง ร้อยละ 17.5 - 82.3 ขึ้นอยู่กับประชาชนที่ศึกษาและ เครื่องมือที่ใช้ ซึ่งส่วนใหญ่แล้วใช้เครื่องมือที่วัดอาการซึมเศร้าที่มีผลอย่างสำคัญต่อทางคลินิก โดยในเขตเมืองพบค่าความชุกอยู่ ในช่วงร้อยละ 19.9 - 80.3 ส่วนในเขตชนบทพบค่าความชกุ อยู่ในช่วงร้อยละ 17.0 - 84.8 นอกจากน้ีโรคซึมเศรา้ ยงั จดั เปน็ ปัญหา สุขภาพจติ ทพ่ี บได้บ่อยที่สดุ อยา่ งหนง่ึ ในกลมุ่ ผู้สงู อายไุ ทยอีกด้วย (เทพฤทธ์ิ วงศ์ภูมิ และคณะ, 2554) จากการศกึ ษาตา่ งๆที่ผ่านมา พบค่าความชุกสูงกว่าที่ศึกษาในครั้งนี้ และได้ศึกษาความชุกของภาวะซึมเศร้าในผู้สูงอายุ โดยใช้เครื่องมือ Thai Geriatric Depression Scale (TGDS) พบคา่ ความชุกเป็นรอ้ ยละ 12.8 (Thong tang และคณะ, 2002) สำหรบั การศกึ ษาในครง้ั น้ี ผวู้ ิจยั ใช้ เคร่ืองมอื Thai Geriatric Depression Scale (TGDS) ซึง่ พบค่าความชุกของภาวะซึมเศร้าท่ีได้ คอื รอ้ ยละ 26.98 ซึ่งเป็นค่าความ ชุกที่คอนข้างสูงเมื่อเทียบกับคา่ ความชุกที่ได้จากการศกึ ษาในประเทศไทยและมีแนวโน้มท่ีเป็นไปได้ว่าจะมีความชกุ เพิ่มมากขึ้นใน อนาคต 129
The 2nd National Conference of Health Science Research สำนักวชิ ำวทิ ยำศำสตรส์ ุขภำพ Knowledge transformation towards Thailand 4.0 มหำวทิ ยำลยั แมฟ่ ้ ำหลวง 2. ปจั จยั ทม่ี ีความสัมพันธ์ตอ่ ภาวะซมึ เศรา้ ของผสู้ ูงอายุ จากการศกึ ษาครง้ั นพ้ี บว่า ปัจจัยทม่ี คี วามความสัมพันธ์ต่อภาวะ ซึมเศร้าของผู้สูงอายุ ในการศึกษาครั้งนี้ คือ ปัจจัยด้านรายได้ของผู้สูงอายุ พบว่ามีความสัมพันธ์กันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติท่ี ระดับ .05 และมีความสัมพันธ์กันทางลบ ในระดับต่ำมาก ส่วนความสมั พันธ์ระหว่างภาวะซึมเศรา้ กบั ปัจจัยด้านอายุ เพศ ศาสนา สถานภาพสมรส ระดับการศกึ ษา อาชพี ลกั ษณะการอยู่อาศยั และโรคประจำตวั ของผูส้ ูงอายุ พบว่า ไมม่ คี วามสัมพนั ธก์ ัน โดยพบว่า รายไดป้ ัจจัยที่มีความสัมพันธ์ทางลบกับภาวะซึมเศรา้ เนื่องจากผู้สูงอายุเมื่อมีอายมุ ากขึ้น ร่างกายและการ ทำงานของหน้าที่ต่าง ๆ มีความเสื่อมสภาพลงทำให้ไม่สามารถทำงาน หรือทำงานได้ไม่เต็มที่ และทำให้มีรายได้ลดน้อยลงไม่ เพียงพอกับค่าใช้จ่าย ซึ่งเมื่อรายได้ลดลง ส่งผลให้ภาวะซึมเศร้ามากขึ้น ซึ่งสอดคล้องกับสุจรรยา แสงเขียวงาม (2560) ที่พบว่า ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์ทางลบกับภาวะซึมเศร้า คือ รายได้ เนื่องจากไม่สามารถทำงานได้เต็มที่ มีรายได้ลดลง ไม่สอดคล้องกับ รายจา่ ยที่เพมิ่ ขน้ึ มกี ารใชจ้ ่ายในการรักษาพยาบาลเพ่ิมข้นึ สรุปและขอ้ เสนอแนะ ในการศึกษาภาวะซมึ เศรา้ ในผู้สูงอายคุ ร้ังนี้ พบวา่ ผูส้ งู อายทุ ีม่ ภี าวะซมึ เศร้าส่วนใหญ่ มภี าวะซมึ เศร้าระดบั เล็กนอ้ ย และ ระดับปานกลาง ซึ่งการศึกษาด้านภาวะซึมเศร้าจะมีประโยชน์ทางคลินิก ในการเฝ้าระวังภาวะซึมเศร้าที่อาจจะเพิ่มระดับความ รุนแรงมากขึ้น จนนําไปสู่การฆ่าตัวตายในผู้สูงอายุ จึงควรเฝ้าระวังและติดตามกลุ่มผู้สูงอายุที่มีภาวะซึมเศรา้ ตั้งแต่ขั้นระดับปาน กลางขึ้นไป โดยจากการศึกษาในภาพรวมพบว่า ผู้สูงอายุที่มีภาวะซึมเศร้าทั้งหมด คิดเป็นร้อยละ 26.6 และปัจจัยที่มีความ ความสัมพันธต์ อ่ ภาวะซึมเศร้าของผู้สูงอายุ คอื รายไดท้ ่มี ีความสัมพันธ์กันทางลบ ในระดับต่ำมาก ซ่ึงจากผลการวจิ ัยสามารถ นำมาใช้วางแผนและเป็นแนวทางในการแก้ปัญหาสุขภาพจิตและส่งเสริมป้องกันปัญหาสุขภาพจิตผู้สูงอายุที่สอดคล้องกับสภาพ พื้นที่ และควรจัดกิจกรรมให้ผูส้ ูงอายมุ ีส่วนร่วม ในด้านการส่งเสริมสุขภาพ เช่น การออกกำลังกาย กิจกรรมกลุ่มสัมพันธ์ เพื่อลด ปจั จัยทเ่ี สีย่ งตอ่ การเกิดภาวะซมึ เศรา้ และควรจดั ให้มีการเสริมสร้างอาชีพ การเพม่ิ รายไดใ้ นกลมุ่ ผสู้ ูงอายุ รวมท้งั ควรสนับสนุนใหม้ ี การสนับสนุนทางครอบครวั กลมุ่ เพื่อน และหนว่ ยงานท่เี กยี่ วขอ้ งเพ่มิ ขนึ้ เพื่อเสริมสรา้ งสุขภาพจติ และลดปญั หาภาวะซึมเศร้าอัน อาจเกิดขึ้นในอนาคต อย่างไรก็ตามในการศึกษาต่อไปควรมีการศึกษาเปรียบเทียบปัจจัยที่ทำให้เกิดภาวะซึมเศร้าของผู้สูงอายุใน เขตชนบทและเขตเมือง เพื่อที่จะนำข้อมูลที่ได้จากการวิจัยไปใช้ต่อยอดในการทำวิจัยเชิงทดลองหรือกึ่งทดลอง ที่เน้นเรื่องการจัด กิจกรรมช่วยเหลือผู้สงู อายุท่มี ภี าวะซึมเศร้า เป็นตน้ ข้อจาํ กัด เครื่องมอื ทีใ่ ช้วดั เป็นแบบสอบถามท่ีประเมนิ ด้วยตนเอง ทาํ ใหข้ อ้ มูลมีโอกาสคลาดเคล่ือนได้ตามความรสู้ กึ ของผู้ตอบ ซ่ึง อาจจะไมต่ รงกับความเปน็ จรงิ ทั้งหมด กติ ติกรรมประกาศ การวิจัยนี้ได้รับทุนสนับสนุนจากงบประมาณรายได้ ประจําปีงบประมาณ 2562 คณะผู้วิจัยใคร่ ขอขอบพระคุณ มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสนุ ันทา และขอขอบคุณเจ้าหน้าท่ีโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพประจำตำบล ที่ให้ความอนุเคราะห์ในการ เก็บรวบรวมข้อมลู อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน ที่ให้ความร่วมมอื ความสะดวกในการเข้าเกบ็ ข้อมลู และผู้สูงอายุทุกท่าน ที่ใหค้ วามร่วมมือในการตอบแบบสอบถามเปน็ อยา่ งดี จนงานวิจยั ดำเนนิ สำเร็จลุล่วงไปได้ด้วยดี เอกสารอ้างอิง กรมการปกครอง. (2556). ข้อมูลประชากรผู้ที่มีสัญชาติไทยและมีชื่ออยูใ่ นทะเบียนบ้านจากทะเบียนราษฎร์ของสำนักบริหารการ ท ะ เ บ ี ย น . ก ร ม ก า ร ป ก ค ร อ ง . ส ื บ ค ้ น เ ม ื ่ อ ว ั น ท ี ่ 31 ส ิ ง ห า ค ม 2562, จ า ก https://www.m- society.go.th/article_attach/13225/17347.pdf 130
The 2nd National Conference of Health Science Research สำนกั วชิ ำวทิ ยำศำสตรส์ ุขภำพ Knowledge transformation towards Thailand 4.0 มหำวทิ ยำลยั แม่ฟ้ ำหลวง เทพฤทธิ์ วงศ์ภูมิ และคณะ. (2554). ความชุกของโรคซึมเศร้าในประชากรสูงอายุจังหวัดเชียงใหม่. วารสารสมาคมจิตแพทย์แหง่ ประเทศไทย. นพิ นธ์ พวงวรนิ ทร์ และคณะ. (2537). แบบวัดความเศรา้ ในผสู้ งู อายไุ ทย. สารศริ ิราช ,ปีที่ 46 มูลนิธิสถาบันวิจัยและพัฒนาผู้สูงอายุไทย. (2557). สถานการณ์ผูส้ ูงอายุไทย พ.ศ.2557. กรุงเทพฯ: อมรินทร์ พรินติ้งแอนด์พบั ลิช ช่งิ จำกัด (มหาชน). ระบบสถิติทางการระเบียน. (2558). สถิติประชากรและบ้าน–จำนวนประชากรแยกรายอายุ. สืบค้นเมื่อวันที่ 31 สิงหาคม 2562, จากhttp://stat.dopa.go.th/stat/statnew/upstat_age.php วลัยพร นันทศ์ ภุ วัฒน์. (2551). การพยาบาลผ้สู งู อายุ ความท้าทายกบั ภาวะประชากรสูงอายุ. ขอนแก่น: ขอนแกน่ การพมิ พ์ สุจรรยา แสงเขียวงาม. (2560). ปัจจัยที่สัมพันธ์กับภาวะซึมเศรา้ ในผูส้ ูงอายุท่ีเป็นโรคไม่ติดตอ่ เร้ือรังที่มาใช้บริการในโรงพยาบาล ส่งเสริมสขุ ภาพตำบลบึงคำพร้อย หมู่ 11 อำเภอลำลูกกา จังหวัดปทุมธานี. สืบค้นเมื่อวันที่ 31 สิงหาคม 2562, จาก www.western.ac.th › media › attachments › 2017/09/13 › depress-elder Blazer DG. (2003). Depression in late life: review and commentary. J Gerontol A Biol Sci Med Sci; 58:249-65 Hinkle, D.E, William, W. and Stephen G. J. (1998). Applied Statistics for the Behavior Sciences. 4th ed. New York: Houghton Mifflin. Kouzis A, Eaton WW, Leaf PJ. (1995). Psychopathology and mortality in the general population. Soc Psychiatry Psychiatr Epidemiol; 30: 165-70. Thongtang O, Sukhatunga K, Nagmthipwatthana T, Chulakadabba S, Vuthiganond S, Pooviboonsuk P, et al. (2002). Prevalence andincidence of depression in the Thai elderly. JMed Assoc Thai. May; 85(5):540-4. Yamane, T. (1976). Statistics: An introductory analysis. (2nd ed.). New York: Harper and Row. 131
The 2nd National Conference of Health Science Research สำนกั วชิ ำวทิ ยำศำสตรส์ ขุ ภำพ Knowledge transformation towards Thailand 4.0 มหำวทิ ยำลยั แมฟ่ ้ ำหลวง การศึกษาพฤตกิ รรมการบรโิ ภคและคุณภาพนำ้ ด่ืมสำหรบั นกั ศกึ ษา มหาวิทยาลยั แมฟ่ า้ หลวง จงั หวดั เชียงราย จิตตราภรณ์ บญุ ดี1, ปณวัฒน์ แซต่ นั 1, จฬุ ารัตน์ ศรสี วุ รรณ1, ทรรศศกิ า ธะนะคำ1, สนุ ทร สดุ แสนดี1’* 1สาขาวิชาอนามยั สิ่งแวดลอ้ ม สำนกั วิชาวทิ ยาศาสตรส์ ุขภาพ มหาวทิ ยาลัยแม่ฟา้ หลวง * Corresponding author E-mail: [email protected] บทคดั ย่อ บทนำ: น้ำดื่ม เปน็ ปัจจัยที่สำคญั ของการดำรงชีวติ ของมนุษย์ น้ำดม่ื ทีส่ ะอาดและปลอดภยั ต่อผ้บู ริโภคทำให้ไม่เกิดโรคท่ี เกิดจากน้ำเป็นสื่อ ปัจจุบันผูบ้ ริโภคมีน้ำดื่มหลายประเภทให้เลือก เช่น น้ำดื่มบรรจุขวด น้ำประปาดื่มๆได้ เป็นต้น วัตถุประสงค์: วัตถปุ ระสงค์ศกึ ษาประเภทนำ้ ดม่ื และทศั นคตกิ ารเลือกนำ้ ด่มื ของนกั ศึกษา และวเิ คราะหค์ ณุ ภาพนำ้ ดื่มในมหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง วิธีวิจัย: การศึกษานี้ทำการสัมภาษณ์พฤติกรรมการเลือกน้ำดื่มของนักศึกษาจำนวน 360 คน และเก็บตัวอย่างน้ำดื่มจำนวน 46 ตัวอย่าง วิเคราะห์ค่าความขุ่น ค่าพีเอช, โคลิฟอร์มแบคทีเรียทั้งหมด และ ฟีคัลโคลิฟอร์มแบคทีเรีย ผลการวิจัย: นักศึกษานิยม บริโภคน้ำดื่มบรรจุขวดมากที่สดุ ถึงร้อยละ 45.28 เปรียบเทียบคะแนนเฉลี่ยเกี่ยวกับทัศนคติต่อการตดั สินใจในการเลอื กประเภท ของน้ำดื่มระหวา่ งน้ำดื่มบรรจุขวดและน้ำก๊อกที่ผ่านการกรอง พบว่า มาตรฐานอาหารและยา (อย.) , ยี่ห้อและการโฆษณาหรอื การประชาสัมพันธ์, และรายละเอียดกระบวนการผลิตน้ำดื่ม ของน้ำดื่มบรรจุขวดมากกว่าน้ำด่ืมจากก๊อกที่ผ่านการกรอง อย่างมี นยั สำคญั (p<0.05) การศึกษานส้ี ัมภาษณ์กลุม่ นกั ศกึ ษาทบ่ี ริโภคนำ้ ดื่มบรรจขุ วดถึงสาเหตสุ ำคญั ท่ไี มเ่ ลือกนำ้ ดมื่ จากก๊อกทผ่ี า่ นการ กรอง โดยนกั ศึกษาใหเ้ หตผุ ล 3 ลำดับแรก คอื (1) สภาพแวดลอ้ มรอบขา้ งก๊อกน้ำดม่ื ท่ีผา่ นการกรองไมเ่ หมาะสม เช่น ใกล้ห้องน้ำ ใกลถ้ ังขยะ เปน็ ตน้ , (2) ก๊อกนำ้ สกปรก, และ (3) ไมม่ ่ันใจในคณุ ภาพน้ำดืม่ ผลสำรวจประเภทระบบเคร่อื งกรองนำ้ ในมหาวิทยาลัย พบประเภทการบำบัดน้ำ Resin + Ceramic + Carbon + UV จำนวน 32 จุด คิดเป็นร้อยละ 69.57 และผลการวิเคราะห์ค่า ความขุ่น ค่าพีเอช, โคลิฟอร์มแบคทีเรียทั้งหมด และ ฟีคัลโคลิฟอรม์ แบคทีเรีย พบว่าคุณภาพน้ำผ่านมาตรฐานคุณภาพน้ำดื่มของ กรมอนามัยและองค์การอนามัยโลกกำหนด อภิปรายผล: ทัศนคติของนักศึกษาในการเลือกประเภทน้ำดื่มมีความแตกต่างกัน นักศึกษาส่วนใหญ่เลือกน้ำดื่มบรรจุขวดเนื่องจากปัจจยั ด้านมาตรฐานความปลอดภัยและคุณภาพน้ำ ในทางตรงกันข้ามน้ำก๊อกที่ ผ่านการกรองและคณุ ภาพน้ำผา่ นมาตรฐานถกู เลือกบรโิ ภคน้อยกวา่ น้ำดืม่ บรรจุขวด เนือ่ งจากไมม่ ่ันใจคณุ ภาพและการบำรุงรักษา ของมหาวิทยาลยั คำสำคญั : น้ำดื่มบรรจุขวด, น้ำก๊อก, ความขนุ่ ,โคลฟิ อรม์ แบคทเี รียทัง้ หมด,ฟคี ัลโคลฟิ อรม์ แบคทีเรยี 132
The 2nd National Conference of Health Science Research สำนักวชิ ำวทิ ยำศำสตรส์ ขุ ภำพ Knowledge transformation towards Thailand 4.0 มหำวทิ ยำลยั แมฟ่ ้ ำหลวง Study of drinking water behaviors and quality for students in Mae Fah Luang University, Chiang Rai Jidtraporn Boondee 1, Panawat Saetan 1, Jularat Srisuwan1, Tatsika Thanakhum 1, Suntorn Sudsandee1’* 1Environmental Health Program, School of Health Science, Mae Fah Luang University, Chiang Rai, Thiland * Corresponding author E-mail: [email protected] Abstract Introduction: Drinking water is an important factor in human life. Drinking water is clean and safe which support human do not cause by water-borne diseases. Currently, consumers have many types of drinking water to select such as bottled water, drinking tap water etc. Objective: The aim to study the type of drinking water and the attitude of drinking water selection of students and analyzed the drinking water quality in Mae Fah Luang University. Research Methodology: This study interviewed student about the drinking water selection behavior of 360 students and collected 46 drinking water samples. Turbidity, pH, total coliform and fecal coliform bacteria were all analyzed. Results: Most students consumed the bottled water about 45.28 %. Compared the average scores about attitude of water type selection between bottled water and dispenser water, it found that the food and drug standards (FDA), brand and advertising or public relations, and water production process details of bottled water more than drinking water from dispenser water (p <0.05) This study interviewed a group of students who consumed bottled water about important reasons not to select the dispenser water. The students give the top 3 reasons as follows: (1) the surrounding environment is not properly location, such as near the toilet, near the garbage bin, etc. (2) the dispenser is dirty, and (3) they are not confident in the water quality. To survey the dispenser water systems were 32 spots in Resin + Ceramic + Carbon + UV, accounting for 69.57%. The turbidity, pH, total coliform bacteria and fecal coliform bacteria were found that water quality has passed the drinking water quality standards of the Department of Health and the World Health Organization. Discussion: The attitude of students in choosing drinking water types are different. Most students choose bottled water because of safety and water quality standards. In contrast, dispenser water which good water quality was fewer consumers than bottled water due to lack of confidence in the quality and maintenance from university. Keywords: Bottled water, dispenser water, turbidity, total coliform bacteria, fecal coliform bacteria 133
The 2nd National Conference of Health Science Research สำนักวชิ ำวทิ ยำศำสตรส์ ขุ ภำพ Knowledge transformation towards Thailand 4.0 มหำวทิ ยำลยั แมฟ่ ้ ำหลวง บทนำ: น้ำดื่ม เป็นปัจจัยที่สำคัญของการดำรงชีวิตของมนุษย์ ในร่างการของมนุษย์มีน้ำเป็นองค์ประกอบมากว่า 80% หาก มนุษย์ไม่ไดด้ ่มื นำ้ จะสามารถดำรงชีวิตอยูไ่ ด้เพียง 3-4 วัน ดังน้นั นำ้ ดื่มจึงมีหนา้ ท่คี วามสำคญั ต่อการทำงานของร่างกายมนุษย์อย่าง ยิ่งยวด น้ำดื่มที่สะอาดปลอดภัยและเพียงพอเป็นสิ่งสำคัญระดับต้นๆที่องค์การอนามัยโลก ให้ความสนใจ สถานการณ์โลกใน ปจั จบุ นั ทมี่ ีการเปลย่ี นแปลงทางสภาพภมู ิอากาศ น้ำดื่มที่สะอาดและปลอดภัย เป็นน้ำดื่มที่ประชาชนหรือผู้บริโภคดื่มแล้วไม่เกิดโรคที่เกิดจากน้ำเป็นสื่อ หรือ โรคท่ี เกี่ยวข้องกับน้ำ น้ำดื่มที่ปนเปื้อนเชื้อโรคทางชีวภาพโดยการปนเปื้อนกับ ที่เป็นสาเหตุของการระบาดของโรคต่างๆ เช่น โรค อหิวาตกโรค โรคบิด โรคตับอักเสบไวรัส เอ และ โรคไทฟอยด์ เป็นต้น ซึ่งการปนเปื้อนเชื้อโรคอาจมีหลายสาเหตุหลายประการ ตวั อยา่ งเชน่ การไม่อจุ จาระในห้องส้วม การไมม่ สี ว้ มที่ถูสขุ ลักษณะ ทำใหเ้ ชื้อโรคจากอุจาระปนเปอื้ นกับแหล่งน้ำผวิ ดนิ แหลง่ น้ำใต้ ดินรวมถึงน้ำดื่ม การระบาดของโรคที่เกิดจากน้ำเปน็ ส่ือส่วนใหญ่จะมีความเกี่ยวข้องกับระบบบำบัดสิ่งปฏกิ ูล นอกจากนี้แล้วการ ปนเปื้อนเชื้อโรคกับน้ำดื่มอาจเกิดจากการกักเก็บน้ำดื่มในภาชนะที่ไม่ถูกสุขลักษณะและไม่มีการดแู ลรักษาทำให้เกิดการปนเปือ้ น การปนเป้ือนทางเคมี ในน้ำดื่มในปริมาณที่มากเกินทำให้เกิดผลกระทบต่อสุขภาพของผู้บริโภคเช่นกนั (WHO, 2010; 2019) โดย ปกติแล้วในน้ำดิบที่ใช้ผลิตน้ำดื่ม มักพบแร่ธาตุต่างๆท่ีเปน็ องค์ประกอบหลักของเปลือกโลก เช่น เหล็ก (Fe) แมงกานีส (Mn) สาร หนู (As) ฟลูออไรด์ (F) เป็นต้น หากบริโภคน้ำดื่มที่มีสารเคมีปนเปื้อนที่เกินมาตรฐานอาจทำให้เกิดโรคต่างๆ ตัวอย่างเช่น การ ปนเปื้อนสารหนูในน้ำบาดาลและน้ำดื่มของ อำเภอร่อนพิบูรณ์ จังหวัดนครศรีธรรมราช ตรวจพบผู้ป่วยจำนวน 20 รายที่มีอาการ โรคไข้ดำ หรือโรคมะเร็ง (ผวิ หนงั , กระเพาะปัสสาวะ, ปอด) ท่เี กดิ จากสารหนู การปนเปือ้ นสารฟลอู อไรด์ที่เกนิ มาตรฐานน้ำดืม่ ของ กลมุ่ เดก็ ในภาคเหนอื ส่งผลทำให้เน้อื ฟันตกกระ (WHO, 2010) การจัดหาน้ำดื่มทีม่ ีประสิทธิภาพ เริ่มจาการหาแหลง่ น้ำดิบที่มีคุณภาพ มีสิ่งเจือปนทางกายภาพ (ของแข็ง ความขุ่น สี) ทางชีวภาพ (เชื้อโรค) และทางเคมีให้น้อยที่สุด เพื่อผ่านกระบวนการผลิตน้ำดื่มตามมาตรฐานของกรมอนามัย กระทรวง สาธารณสุขและองค์การอนามัยโลกจะได้น้ำดื่มที่สะอาดและปลอดภยั และสามรถลดปัจจัยเสี่ยงของโรคที่เกิดจากน้ำเป็นสื่อและ โรคทีเ่ กีย่ วข้องกบั น้ำ โดยท่วั ไปกระบวนการผลิตน้ำประปาหรอื นำ้ ดม่ื จะเรมิ่ ต้นจาก (1) กระบวนการจัดหานำ้ ดบิ เช่น แหล่งน้ำผิว ดิน (แม่น้ำ ลำธาร, คลอง, บึง, เขื่อน, อ่างเก็บน้ำ) แหล่งน้ำบาดาล และน้ำฝน (2) กระบวนการผ่านตะแกรง เพื่อกำจัดเศษวัสดุ ขนาดใหญ่ออกจากแหล่งนำ้ ดิบ (3) กระบวนการสร้างตะกอนและรวมตะกอน เพื่อรวบรวมสารแขวนลอยในน้ำให้มีขนาดใหญ่ข้นึ (4) กระบวนการตกตะกอน เพื่อตกตะกอนและแยกชั้นน้ำใส (5) กระบวนการกรอง เพื่อกรองสารแขวนลอยขนาดเล็ก (6) กระบวนการฆ่าเชื้อโรค เพื่อฆ่าเชื้อโรคที่สามารถก่อโรคในมนุษย์ได้ (7) กระบวนการกับเก็บน้ำ (8) กระบวนการกระจายน้ำสู่ ผู้บริโภค จากการผลิตน้ำประปาเบื้องต้นต้องมีคุณภาพน้ำดื่มต้องได้รับการตรวจสอบคุณภาพให้เป็นไปตามมาตรฐานของกรม อนามัยและองค์การอนามัยโลก (MWA, 2019; PWA, 2019; มั่นสิน, 2542) นอกจากนี้บางชุมชนมีการประยุกต์ใช้เทคโนโลยี ปรับปรุงคุณภาพน้ำดื่มเพิ่มเติมเพือ่ ให้สะอาดและมั่นใจในการบริโภค เช่น กระบวนการออสโมซิส กระบวนการแลกเปลี่ยนประจุ กระบวนการผา่ นถ่านกมั มันต์ เป็นต้น กลุม่ นักศกึ ษา เปน็ กลุ่มประชากรหนึง่ ท่มี ักอาศยั อยู่ในมหาวิทยาลยั ทใี่ ช้ทำการเรียนการสอน ซึง่ นักศึกษาส่วนใหญ่มีอายุ ระหว่าง 18 - 24 ปี ใช้ชีวิตอยู่ในหอพัก อาคารเรียน ห้องสมุด รวมถึงโรงอาหารสำหรับทำกิจกรรมต่างๆ ทั้งนี้น้ำดื่มเป็น ปจั จยั พ้นื ฐานทสี่ ำคญั ในการดำรงชวี ิต มหาวิทยาลยั ทกุ แหง่ จะต้องมีการจัดเตรยี มน้ำดม่ื ใหเ้ พยี งพอและปลอดภยั ต่อนักศกึ ษา มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง ตั้งอยู่ในจังหวัดเชียงราย มีสถิติจำนวนนักศึกษาชั้นปีที่ 1 เข้าเรียนในปี 2561 จำนวน 3,353 คน จากท่วั ประเทศไทย (สว่ นทะเบียนและวดั ผล, 2562) ดงั นน้ั คณะผู้ศกึ ษาจึงให้ความความสำคญั เรอ่ื งพฤติกรรมการบริโภคน้ำดม่ื 134
Search
Read the Text Version
- 1
- 2
- 3
- 4
- 5
- 6
- 7
- 8
- 9
- 10
- 11
- 12
- 13
- 14
- 15
- 16
- 17
- 18
- 19
- 20
- 21
- 22
- 23
- 24
- 25
- 26
- 27
- 28
- 29
- 30
- 31
- 32
- 33
- 34
- 35
- 36
- 37
- 38
- 39
- 40
- 41
- 42
- 43
- 44
- 45
- 46
- 47
- 48
- 49
- 50
- 51
- 52
- 53
- 54
- 55
- 56
- 57
- 58
- 59
- 60
- 61
- 62
- 63
- 64
- 65
- 66
- 67
- 68
- 69
- 70
- 71
- 72
- 73
- 74
- 75
- 76
- 77
- 78
- 79
- 80
- 81
- 82
- 83
- 84
- 85
- 86
- 87
- 88
- 89
- 90
- 91
- 92
- 93
- 94
- 95
- 96
- 97
- 98
- 99
- 100
- 101
- 102
- 103
- 104
- 105
- 106
- 107
- 108
- 109
- 110
- 111
- 112
- 113
- 114
- 115
- 116
- 117
- 118
- 119
- 120
- 121
- 122
- 123
- 124
- 125
- 126
- 127
- 128
- 129
- 130
- 131
- 132
- 133
- 134
- 135
- 136
- 137
- 138
- 139
- 140
- 141
- 142
- 143
- 144
- 145
- 146
- 147
- 148
- 149
- 150
- 151
- 152
- 153
- 154
- 155
- 156
- 157
- 158
- 159
- 160
- 161
- 162
- 163
- 164
- 165
- 166
- 167
- 168
- 169
- 170
- 171
- 172
- 173
- 174
- 175
- 176
- 177
- 178
- 179
- 180
- 181
- 182
- 183
- 184
- 185
- 186
- 187
- 188
- 189
- 190
- 191
- 192
- 193
- 194
- 195
- 196
- 197
- 198
- 199
- 200
- 201
- 202
- 203
- 204
- 205
- 206
- 207
- 208
- 209
- 210
- 211
- 212
- 213
- 214
- 215
- 216
- 217
- 218
- 219
- 220
- 221
- 222
- 223
- 224
- 225
- 226
- 227
- 228
- 229
- 230
- 231
- 232
- 233
- 234
- 235
- 236
- 237
- 238
- 239
- 240
- 241
- 242
- 243
- 244
- 245
- 246
- 247
- 248
- 249
- 250
- 251
- 252
- 253
- 254
- 255
- 256
- 257
- 258
- 259
- 260
- 261
- 262
- 263
- 264
- 265
- 266
- 267
- 268
- 269
- 270
- 271
- 272
- 273
- 274
- 275
- 276
- 277
- 278
- 279
- 280
- 281
- 282
- 283
- 284
- 285
- 286
- 287
- 288
- 289
- 290
- 291
- 292
- 293
- 294
- 295
- 296
- 297
- 298
- 299
- 300
- 301
- 302
- 303
- 304
- 305
- 306
- 307
- 308
- 309
- 310
- 311
- 312
- 313
- 314
- 315
- 316
- 317
- 318
- 319
- 320
- 321
- 322
- 323
- 324
- 325
- 326
- 327
- 328
- 329
- 330
- 331
- 332
- 333