The 2nd National Conference of Health Science Research สำนกั วชิ ำวทิ ยำศำสตรส์ ขุ ภำพ Knowledge transformation towards Thailand 4.0 มหำวทิ ยำลยั แมฟ่ ้ ำหลวง และคุณภาพนำ้ ดืม่ สำหรับนกั ศกึ ษาช้ันปที ี่ 1 รวมถึงวิเคราะห์แนวโน้มการเลอื กนำ้ ด่ืม เพื่อใชข้ ้อมลู ในการพัฒนาระบบการจัดหาน้ำ ดม่ื ในมหาวทิ ยาลยั ให้ปลอดภัยและยั่งยนื วัตถุประสงค์ (Objective) 1) ศึกษาพฤติกรรมการบรโิ ภคน้ำดม่ื ของนกั ศกึ ษา มหาวทิ ยาลยั แมฟ่ ้าหลวง จงั หวัดเชียงราย 2) ศกึ ษาคุณภาพนำ้ ด่มื สำหรบั นักศึกษา มหาวิทยาลยั แม่ฟา้ หลวง จงั หวัดเชียงราย วธิ ีวิจยั : กล่มุ ประชากรและกลมุ่ ตัวอยา่ ง การศึกษานี้เน้นกลุ่มประชากรนักศึกษาชั้นปีที่ 1 ประจำปีการศึกษา 2561 จำนวน 3,353 คน ทำการคำนวณกลุ่ม ตัวอย่าง ตามสูตรทาโร ยามาเน่ (Taro Yamane’) ได้กลุ่มตวั อย่างในการศกึ ษาจำนวน 358 คน n = N ………………………(1) 1+N(e2) โดยท่ี n = ขนาดกลุ่มตวั อย่างท่ตี ้องการ N = ขนาดประชากร e = ความคาดเคลือ่ นของการสุม่ ตัวอยา่ งทย่ี อมรับได้ (Margin of error) พน้ื ทศี่ กึ ษา พื้นที่ศึกษาคลอบคลุมอาคารเรียน โรงอาหาร หอพัก โรงพยาบาลและอาคารต่างๆในมหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง จังหวัด เชยี งราย พกิ ัด N20o 02’43.49’’ E099o 53’34.92’’ - N20o 02’44.23’’ E099o 55’34.03’’ ดังภาพที่ 1 ภาพท่ี 1 พ้นื ทศ่ี กึ ษา ออกแบบแบบสอบถามพฤตกิ รรมการบริโภคน้ำดม่ื ออกแบบแบบสอบถามพฤติกรรมการบริโภคน้ำดืม่ จากการทบทวนวรรณกรรมคณุ ภาพน้ำดื่มและพฤติกรรมการบรโิ ภค น้ำดื่ม (WHO, 2010; 2019) โดยแบง่ เปน็ 3 หมวด ได้แก่ (1) ขอ้ มลู ทั่วไป, (2) พฤตกิ รรมการบรโิ ภคน้ำดืม่ บรรจขุ วดสนทิ , และ(3) พฤติกรรมการบริโภคน้ำดื่มที่ผ่านการกรองจากเครื่องกรองน้ำที่ใช้ภายในมหาวิทยาลัย โดยแบบสอบถามทดสอบความเที่ยงของ แบบสอบถาม (IOC) โดยผูเ้ ชีย่ วชาญ ตรงพบวา่ มคี า่ ระหวา่ ง 80-100 % 135
The 2nd National Conference of Health Science Research สำนกั วชิ ำวทิ ยำศำสตรส์ ขุ ภำพ Knowledge transformation towards Thailand 4.0 มหำวทิ ยำลยั แม่ฟ้ ำหลวง สัมภาษณ์พฤติกรรมการบรโิ ภคน้ำดื่ม ดำเนินสัมภาษณ์พฤตกิ รรมการบริโภคนำ้ ดมื่ ของกลุ่มตัวอยา่ ง จำนวน 360 คน สำรวจจดุ บรกิ ารน้ำดมื่ จากกอ๊ กนำ้ ทผ่ี า่ นการกรอง สำรวจจำนวนจุดบริการน้ำดื่มที่ผ่านการกรองครอบคลุมพื้นที่ในอาคารต่างๆ ในหมาวิทยาลัย ทั้งหมด 52 จุด ทำการ คำนวณกลุม่ ตวั อย่าง ตามสูตรทาโร ยามาเน่ (Taro Yamane’) ไดก้ ลมุ่ ตัวอยา่ งในการศึกษาจำนวน 46 จุด เก็บตัวอยา่ งนำ้ ด่มื และวิเคราะห์คุณภาพน้ำดืม่ เก็บตัวอย่างน้ำโดยใช้ขวดพลาสติกขนาด 1 ลิตร สำหรับใช้วิเคราะห์ค่าพีเอช (pH) โดยใช้เครื่องพีเอชมิเตอร์(Becthai Bangkok Equiment & Chemical Co., Ltd) และค่าความขุ่น โดยใช้เครื่องเทอร์บิทลิตี้มิเตอร์ (Turb 43 IE,WTW Wissenschaftlich Company, Germany) เก็บตัวอย่างน้ำโดยใช้ขวดแก้ว 1 ลิตร ที่ผ่านการฆ่าเชื้อโรคแล้ว เก็บรักษาน้ำตัวอย่างในกล่องน้ำแข็งและป้องกันการ สัมผัสกับแสงเพื่อป้องกันการแบ่งตัวของแบคทีเรีย วิเคราะห์ตัวอย่างเพื่อหาโคลิฟอร์มแบคทีเรียทั้งหมดและ ฟีคัลโคลิฟอร์ม แบคทเี รยี ในตัวอย่างนำ้ ดมื่ ตามมาตรฐาน 9221 B และ 9221 E (APHA, 2017) ภายใน 24 ช่วั โมง. วเิ คราะห์ผลการศึกษา รวมรวมข้อมูลวิเคราะห์สถิตใิ นรูปของจำนวน ร้อยละ ค่าเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ทำการเปรียบเทยี บระหว่าง สองกล่มุ ตัวอยา่ งใชส้ ถติ ิ t-test โดยใชโ้ ปรแกรม SPSS Version 22.0 ผลการวจิ ยั : ขอ้ มลู ทว่ั ไปของนักศึกษา ผลการศึกษาการตอบแบบสอบถามพฤติกรรมการบริโภคน้ำดื่มของนักศึกษาชั้นปีท่ี 1 ประจำปี 2561 จำนวน 360 คน เพศชาย 180 คน คิดเป็นร้อยละ 50 และเพศหญิง 180 คน คิดเป็นร้อยละ 50 มีจำนวนนกั ศกึ ษาสังกัดสำนักวิชาการจัดการเปน็ ผตู้ อบแบบสอบถามมีจำนวนสงู สุดถึง 132 คน คิดเปน็ รอ้ ยละ 36.67 พจิ ารณารายได้ของนักศกึ ษาทีไ่ ด้รบั จากผปู้ กครอง พบวา่ นกั ศึกษา มรี ายได้ระหวา่ ง 5,001-10,000 บาทตอ่ เดอื น รอ้ ยละ 50.56 รองลงมามีรายได้ระหว่าง 10,001-15,000 บาทต่อเดือน ร้อยละ 26.39 , รายได้ระหว่าง 15,001-20,000 บาทต่อเดือน ร้อยละ 16.67, รายได้มากกวา่ 20,000 บาทต่อเดือน ร้อยละ 4.17 และรายได้ต่ำกวา่ 5,000 บาท ร้อยละ2.22 ตามลำดับ ประเภทน้ำดมื่ นักศึกษาชั้นปีที่ 1 จำนวน 360 คน นิยมบริโภคน้ำดื่มบรรจุขวดอย่างเดียวเท่านั้น สูงสุดถึงร้อยละ 45.28 รองลงมาคือ บริโภคทั้งดื่มบรรจุขวดและน้ำก๊อกที่ผ่านการกรอง ร้อยละ 36.11 และบริโภคน้ำก๊อกที่ผ่านการกรองอย่างเดียวเท่านั้น ร้อยละ 18.61 ดงั แสดงในภาพที่ 2 พฤตกิ รรมการเลือกน้ำดืม่ พิจารณาสัดส่วนระหว่างเพศและประเภทน้ำดื่มที่นักศึกษา พบว่า เพศหญิงบริโภคน้ำดื่มบรรจุขวดมากว่าเพศชาย แต่ ในทางตรงกันขา้ ม สำหรบั นำ้ ก๊อกท่ีผ่านการกรอง มีเพศชายบริโภคมากกว่าเทศหญงิ ดงั แสดงในภาพที่ 3 เมื่อพิจารณารายได้ของนักศึกษากับการเลือกประเภทของน้ำดื่ม พบว่า นักศึกษาที่มีรายต่ำกว่า 10,000 บาทต่อเดือน นิยมบรโิ ภคน้ำด่ืมจากก๊อกน้ำที่ผา่ นการกรองมากทสี่ ดุ ในทางตรงกนั ขา้ มนักศกึ ษาทม่ี ีรายได้มากว่า 10,000 บาทขึน้ ไป นิยมบรโิ ภค นำ้ ดม่ื จากขวดบรรจสุ นทิ มากท่ีสุด ดงั แสดงในภาพท่ี 4 136
The 2nd National Conference of Health Science Research สำนกั วชิ ำวทิ ยำศำสตรส์ ุขภำพ Knowledge transformation towards Thailand 4.0 มหำวทิ ยำลยั แมฟ่ ้ ำหลวง ภาพท่ี 2 ประเภทนำ้ ดื่ม ภาพที่ 3 การเลือกประเภทน้ำดม่ื ระหว่างเพศชายและเพศหญิง ภาพท่ี 4 แนวโน้มการเลือกประเภทนำ้ ดื่มและระดับรายได้ 137
The 2nd National Conference of Health Science Research สำนักวชิ ำวทิ ยำศำสตรส์ ุขภำพ Knowledge transformation towards Thailand 4.0 มหำวทิ ยำลยั แมฟ่ ้ ำหลวง กลุ่มนักศึกษาที่เลือกบริโภคน้ำดื่มบรรจุขวดเพียงอย่างเดียว จำนวน 163 คน มี โดยส่วนมากซื้อน้ำดื่มวันละ 2 ขวด (ขนาด 600 มิลลิลติ ร หรือ 0.6 ลิตร) รอ้ ยละ 49.68 รองลงมาซอ้ื นำ้ ดืม่ วันละ 3 ขวด ร้อยละ 17.18 และ ซื้อน้ำดื่มวันละ 4 ขวด ร้อยละ 14.11 ของนักศึกษาที่บริโภคน้ำดื่มบรรจขุ วด นักศึกษามีรายจ่ายเพ่ือซือ้ น้ำดื่มประมาณ 11-20 บาทต่อวนั ร้อยละ 50.00 รองลงมาประมาณ 21-30 บาทต่อวัน รอ้ ยละ 21.00 ตามลำดับ กลุ่มนักศึกษาที่เลือกบริโภคน้ำก๊อกที่ผ่านการกรองเพียงอย่างเดียว จำนวน 67 คน โดยนัดศึกษามีความถี่ในการใช้ บรกิ ารจุดกดนำ้ ก๊อกทผ่ี า่ นการกรองจำนวน 4 ครง้ั ต่อวัน ถึงร้อยละ 41.80 และรองลงมา 3 คร้งั ตอ่ วัน ถงึ ร้อยละ 32.80 ทศั นคติตอ่ การตัดสนิ ใจเลอื กประเภทของน้ำด่ืม ตารางท่ี 1 คะแนนเก่ียวกบั ทัศนคติตอ่ การตดั สินใจเลือกประเภทของน้ำด่ืม Attitudes Factors (1=disagree , 5= strong agree) t-test (p<0.05) Bottled water Dispenser water 0.288 (n = 163) (n = 67) *0.000 *0.000 Mean (SD) Mean (SD) *0.000 0.744 Colorless 4.24 (0.49) 4.13 (0.69) *0.008 No odour 4.09 (0.70) 4.47 (0.63) *0.005 *0.003 Sufficiency 3.72 (0.84) 4.32 (0.74) *0.000 *0.000 Low cost 3.63 (0.88) 4.46 (0.76) Health safety 4.37 (0.71) 4.32 (0.75) Treatment process 3.80 (0.76) 3.44 (1.14) details FDA standard 4.23 (0.70) 3.94 (0.85) Brand 3.60 (0.85) 3.16 (1.13) Advertiser or promotion 3.33 (0.83) 2.83 (0.97) Easy accession 3.55 (0.85) 4.34 (0.61) พจิ ารณาของนกั ศกึ ษาท่ีมคี ะแนนเฉลย่ี ทศั นคติต่อการตดั สนิ ใจเลอื กประเภทของนำ้ ดมื่ ชนดิ บรรจุขวด 3 อนั ดบั แรก ได้แก่ ความปลอดภัยต่อสุขภาพ , น้ำใส, และได้รับมาตรฐานอาหารและยา (อ.ย.) ส่วนน้ำก๊อกที่ผ่านการกรอง ได้แก่ ไม่มีกลิ่น, ราคา ประหยดั , และ ความเพียงพอต่อการบริโภค ดังแสดงในตารางท1่ี เมอ่ื ทำการเปรยี บเทียบค่าเฉล่ียของปัจจยั เกี่ยวกับทัศนคตติ อ่ การตดั สินใจเลือกประเภทของน้ำดื่มระหว่างกลุ่มตัวอย่างท่ี บริโภคน้ำบรรจุขวด และน้ำก๊อกที่ผ่านการกรอง โดยใช้สถิติ t-test พบว่า ค่าเฉลี่ยคะแนนเกี่ยวกับทัศนคติต่อการตัดสินใจเลือก ประเภทของน้ำดื่ม ได้แก่ น้ำไม่มีกลิน่ , ความเพยี งพอ, ความประหยัด, รายละเอียดกระบวนการผลิต, มาตรฐาน อ.ย. , ยี่ห้อ, การ โฆษณาหรอื การประชาสมั พนั ธแ์ ละการเขา้ ถงึ ง่าย มีความแตกต่างตา่ งกนั อย่างมีนยั สำคัญ (p<0.05) 138
The 2nd National Conference of Health Science Research สำนักวชิ ำวทิ ยำศำสตรส์ ุขภำพ Knowledge transformation towards Thailand 4.0 มหำวทิ ยำลยั แม่ฟ้ ำหลวง เปรียบเทียบคะแนนเฉลีย่ ปัจจัยเกี่ยวกับทศั นคติต่อการตัดสนิ ใจเลือกประเภทของน้ำดื่มระหว่างน้ำดื่มบรรจขุ วดและนำ้ ก๊อกท่ีผา่ นการกรอง พบวา่ คะแนนเฉล่ยี รายละเอยี ดกระบวนการผลติ , มาตรฐานอาหารและยา (อ.ย.) , ยีห่ อ้ และการโฆษณาหรอื การประชาสัมพันธ์ของน้ำดื่มบรรจุขวด มากว่าน้ำก๊อกที่ผ่านการกรอง อย่างมีนัยสำคัญ (p<0.05) ในทางตรงข้ามคะแนนเฉลี่ย ปจั จัยเก่ยี วกับทัศนคติต่อการตัดสินใจเลอื กประเภทของนำ้ ดม่ื จากนำ้ ก๊อกทีผ่ า่ นการกรอง มคี ะแนนเฉล่ีย ไม่มกี ลน่ิ , ความเพียงพอ, ความประหยดั , และการเข้าถึงงา่ ย มากว่านำ้ ดื่มบรรจขุ วด อย่างมนี ยั สำคัญ (p<0.05) ดังแสดงในตารางที่ 1 การศึกษานี้ยังสมั ภาษณ์นักศึกษาท่ีบริโภคนำ้ ดื่มบรรจุขวด จำนวน 163 ราย ถึงสาเหตุสำคญั ท่ไี มเ่ ลือกน้ำก๊อกที่ผ่านการ กรองในการบริโภค โดยพบสาเหตุ 3 ลำดับแรก คือ (1) สภาพแวดล้อมที่ว่างก๊อกน้ำดื่มที่ผ่านการกรองไม่เหมาะสม เช่น ใกล้ ห้องน้ำ ใกล้ถังขยะ เป็นต้น, (2) ก๊อกน้ำความสกปรก, และ (3) ไม่มั่นใจในคุณภาพน้ำดื่ม ดังแสดงภาพที่ 5นอกจากน้ยี งั สัมภาษณ์ นักศกึ ษากลุ่มผู้บริโภคน้ำดมื่ จากกอ๊ กท่ีผา่ นการกรองจำนวน 67 ราย เกี่ยวกบั สภาพปัญหาทพี่ บจากการด่มื นำ้ ก๊อกท่ีผ่านการกรอง พบว่า ไม่เคยพบปญั หาเก่ียวกับนำ้ ดมื่ จำนวน 51 คน คดิ เปน็ ร้อยละ 76.10 และ พบปญั หาเก่ียวกบั น้ำดม่ื เช่น กลนิ่ ความขุ่นและ สี จำนวน 16 คน คิดเป็นรอ้ ยละ 23.90 ภาพที่ 5 เหตผุ ลกล่มุ นักศึกษาท่ไี ม่เลือกนำ้ ด่มื จากกอ๊ กท่ีผ่านการกรอง คณุ ภาพนำ้ ก๊อกที่ผา่ นการกรอง สำรวจจำนวนกอ๊ กน้ำทีผ่ ่านการกรองในมหาวทิ ยาลัยทงั้ หมดจำนวน 53 จุด ทำการส่มุ เก็บตัวอย่างนำ้ และสำรวจลักษณะ เคร่อื งกรองน้ำจำนวน 46 จุด พบวา่ เครื่องกรองน้ำที่ใชใ้ นมหาวิทยาลัยมีลกั ษณะกระบวนการบำบัดน้ำด่มื แบง่ ออกเป็น 5 ประเภท โดยพบประเภทการบำบัดน้ำ Resin + Ceramic + Carbon + UV สูงสดุ 32 จดุ คดิ เปน็ รอ้ ยละ 69.57 ดงั แสดงในตารางที่ 2 เก็บตัวอย่างน้ำดื่มจำนวน 46 ตัวอย่าง พบว่าความขุ่นของน้ำดื่มมีค่าระหว่าง น้อยกว่า 0.01 – 1.27 NTU โดยทุก ตัวอยา่ งน้ำดืม่ ผา่ นมาตรฐานความข่นุ ของนำ้ ดืม่ ของกรมอนามยั และองค์การอนามยั โลก ค่าพเี อช (pH) ของน้ำดื่มอยรู่ ะหว่าง 6.90 - 7.68 โดยทุกตัวอย่างนำ้ มีค่าพเี อชอยใู่ นชว่ งที่กรมอนามยั กำหนด และไดต้ รวจตวั ชีว้ ัดการปนเปอ้ื นทางชวี ภาพ ได้แก่ โคลิฟอร์ม แบคทีเรียทั้งหมด (Total Coliform Bacteria) และ ฟีคัลโคลิฟอร์มแบคทีเรีย (Fecal Coliform Bacteria) พบว่า ไม่พบการ ปนเปื้อนโคลิฟอร์มแบคทีเรียทั้งหมดและ ฟีคัลโคลิฟอร์มแบคทีเรียในตัวอย่างน้ำดื่ม และผ่านมาตรฐานคุณภาพน้ำดื่มของกรม อนามยั และองค์การอนามยั โลกกำหนด ดงั แสดงในตารางท่ี 3 139
The 2nd National Conference of Health Science Research สำนกั วชิ ำวทิ ยำศำสตรส์ ุขภำพ Knowledge transformation towards Thailand 4.0 มหำวทิ ยำลยั แม่ฟ้ ำหลวง ตารางท่ี 2 ลักษณะเคร่ืองกรองน้ำ Number No. Process (%) 32 (69.57%) 1 Resin+Ceramic+ Carbon + UV 5 (10.87%) 2 Resin +Ceramic+ Carbon 3 Resin+ Carbon + UV 3 (6.52%) 4 Ceramic+ Carbon + UV 1 (2.17%) 5 Unknown 5 (10.87%) 46 (100%) Total ตารางท่ี 3 คุณภาพนำ้ ก๊อกทผี่ า่ นการกรองแล้ว Sample name Number of water Parameters pH Total Coliform samples Turbidity Fecal Coliform Bacteria (MPN Bacteria (MPN (NTU) per 100 ml) per 100 ml) Min-Max Min-Max Min-Max Dispenser water 46 Min-Max 6.90 - 7.68 All no detection All no <0.01 – 1.27 detection Must not be Drinking Water Standard Less than 5 a, 6.50 - 8.50 Must not be detected a, b detected a b 46/46 46/46 (100%) 46/46 (100%) (100%) Ratio: 46/46 (100%) Meet standard/Total sample (%) a MOPH, 2010, Standard of drinking water from water supply system. b WHO, 2011, Standard of drinking water. อภปิ รายและสรุปผลการวจิ ยั : พฤตกิ รรมการบรโิ ภคนำ้ ด่มื ของนักศึกษาช้ันปที ่ี 1 มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง จังหวัดเชียงราย นิยมบริโภคน้ำดมื่ บรรจขุ วด อยา่ งเดียวมากที่สุด รองลงมาบรโิ ภคท้ังน้ำบรรจขุ วดและนำ้ กอ๊ กทผ่ี ่านการกรอง และนยิ มบริโภคน้ำกอ๊ กท่ีผา่ นการกรองอย่างเดียว เท่านน้ั นอ้ ยที่สุด นกั ศกึ ษาเพศหญิงนิยมบริโภคน้ำดมื่ บรรจขุ วดมากวา่ เพศชาย ในทางกนั ข้ามกลุ่มนกั ศึกษาเพศชายนิยมบริโภคน้ำ ก๊อกที่ผ่านการกรองมากกว่าเพศหญิง นักศึกษาท่ีมีรายได้จากผู้ปกครองมากว่า 10,000 บาทขึ้นไป มีแนวโน้มบริโภคน้ำดื่มบรรจุ ขวดมากทีส่ ดุ โดยสว่ นมากซือ้ น้ำดื่มวันละ 2 ขวด (ขนาด 600 มิลลิลิตร หรอื 0.6 ลิตร) สงู สดุ ถงึ รอ้ ยละ 49.68 และมรี ายจา่ ยเพ่ือ ซื้อน้ำดื่มประมาณ 11-20 บาทต่อวัน สูงสุดถึงร้อยละ 50.00 ซึ่งการบริโภคน้ำดื่มบรรจุขวดมีแนวโน้มสูงขึ้นเรื่อยๆ (Delina & Dasinaa, 2016) 140
The 2nd National Conference of Health Science Research สำนักวชิ ำวทิ ยำศำสตรส์ ขุ ภำพ Knowledge transformation towards Thailand 4.0 มหำวทิ ยำลยั แมฟ่ ้ ำหลวง คะแนนเฉลย่ี เกีย่ วกบั ทศั นคตติ อ่ การตัดสินใจเลอื กประเภทของนำ้ ด่ืมระหวา่ งน้ำดื่มบรรจขุ วดและนำ้ ก๊อกท่ีผ่านการกรอง พบว่าคะแนนเฉลี่ยปัจจัยเก่ียวกับรายละเอียดกระบวนการผลิต, มาตรฐานอาหารและยา (อ.ย.) , ยี่ห้อและการโฆษณาหรือการ ประชาสัมพันธ์ของน้ำดืม่ บรรจุขวด มากว่าน้ำก๊อกที่ผ่านการกรอง อย่างมีนัยสำคญั (p<0.05) ในทางตรงข้ามคะแนนเฉลี่ยปัจจัย เกยี่ วกบั ทศั นคติต่อการตดั สนิ ใจเลอื กประเภทของนำ้ ด่ืมจากน้ำกอ๊ กที่ผ่านการกรอง มีคะแนนเฉลย่ี ไม่มีกลิ่น, ความเพยี งพอ, ความ ประหยัด, และการเข้าถึงง่าย มากว่าน้ำดื่มบรรจุขวด อย่างมีนัยสำคัญ (p<0.05) สอดคล้องกับการศึกษาของ Neng Qian ในปี 2018 พบว่าการบริโภคน้ำดื่มจากก๊อกที่ผ่านการกรองของนักศึกษาสิงคโปร์มมากกว่าน้ำดื่มบรรจุขวดเพราะนักศึกษาส่วนใหญ่ สามารถเข้าถึงน้ำดม่ื จากกอ๊ กทผ่ี า่ นการกรอง (Qian, 2018). การศกึ ษาน้ียังสัมภาษณ์นกั ศกึ ษาท่ีบรโิ ภคนำ้ ดื่มบรรจขุ วดถึงสาเหตสุ ำคญั ทีไ่ มเ่ ลอื กนำ้ ก๊อกทผี่ า่ นการกรองในการบริโภค โดยพบสาเหตุ 3 ลำดับแรก คือ (1) สภาพแวดล้อมท่ีว่างก๊อกน้ำดื่มที่ผ่านการกรองไม่เหมาะสม เช่น ใกล้ห้องน้ำ ใกล้ถังขยะ เป็น ตน้ , (2) ก๊อกนำ้ ความสกปรก, และ (3) ไมม่ ่นั ใจในคุณภาพน้ำด่ืม จากปัญหาดังกลา่ วหากผูด้ ูแลระบบเครอื่ งกรองน้ำและตรวจสอบ คุณภาพอยเู่ สมอจะทำให้สามารถปอ้ งกนั การปนเปือ้ นในนำ้ ดืม่ ได้ (Liguori et al., 2010) ระบบเครื่องกรองน้ำ พบประเภทการบำบัดน้ำ Resin + Ceramic + Carbon + UV สูงสุด 32 จุด คิดเป็นร้อยละ 69.57 จากการสำรวจทั้งหมด 46 จุด และเก็บตัวอย่างน้ำวิเคราะห์ค่าความขุ่น ค่าพีเอช และ ตัวชี้วัดการปนเปื้อนทางชีวภาพ ได้แก่ โคลิฟอร์มแบคทีเรียทัง้ หมด และ ฟีคัลโคลิฟอร์มแบคทีเรีย พบว่าคุณภาพน้ำผ่านมาตรฐานคุณภาพน้ำดื่มของกรมอนามัย และองค์การอนามัยโลกกำหนด จากข้อมลู การศึกษาสามารถนำเสนอให้บุคลากรมหาวิทยาลัยควรบำรงุ รักษาระบบเครื่องกรองน้ำ เป็นประจำและตรวจสอบคุณภาพน้ำดื่มจากก๊อกที่ผ่านการกรองอยู่เสมอ เพื่อให้กลุ่มนักศึกษามีความมั่นในในการบริโภคอย่าง ย่งั ยืน กิตตกิ รรมประกาศ การศึกษาครั้งนี้ขอขอบคณุ สำหรับการรว่ มมือของนกั ศึกษาช้นั ปีที่ 1 มหาวิทยาลยั แมฟ่ ้าหลวง และบุคลกรหอ้ งปฏิบตั กิ าร อนามัยสง่ิ แวดลอ้ ม สำนักวชิ าวิทยาศาสตรส์ ขุ ภาพ มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง เอกสารอา้ งองิ APHA, 2017. Standard methods for the examination of water and wastewater; 9221 B and 9221 E, 23th edition. American Public Health Association, American Water Works,Association, Water Environment Federation, USA. Delina P.J.E. and Dasinaa S. (2016) Consumer perception and factors influence in adapting of bottled water consumption in Batticaloa District, Sri Lanka. International Journal of Interdisciplinary Research methods. 3, 4:1-13. Liguori G.. Cavallotti I., Arnese A., Amiranda C., Anastasi D., Angelillo I.F. (2010) Microbiological quality of drinking water from dispensers in Italy. BMC Microbiology, 2020, 10:19. MOPH., 2010. Standard of drinking water from water supply system (In Thai). http://foodsan.anamai.moph.go.th/more_news.php?cid=87&filename=index. Assessed date: 20 October 2019. MWA, (Metropolitan Waterworks Authority), 2019. Water supply process (In Thai). https://www.mwa.co.th/main.php?filename=treat_water. Assessed date: 18 October 2019. 141
The 2nd National Conference of Health Science Research สำนักวชิ ำวทิ ยำศำสตรส์ ุขภำพ Knowledge transformation towards Thailand 4.0 มหำวทิ ยำลยั แม่ฟ้ ำหลวง PWA, (Provincial Waterworks Authority), 2019. Producing of water supply. In Thai. https://reg5.pwa.co.th/km/index.php/2018-09-11-02-52-23/16-menufacture-pwa. Assessed date: 18 October 2019. Qian N. (2018) Bottled water or tap water? A copative study of drinking water choices on university campuese. Water, 2018,10:59. Doi:10.3390/w10010059. WHO. 2010. Drinking water quality in the South-East Asia region. Indraprastha Estate, Mahatma Gandhi Marg, New Delhi. WHO, 2011. Guidelines for drinking-water quality, fourth ed. WHO Graphics, Switzerland. WHO, 2019. Drinking water: key facts. https://www.who.int/news-room/fact-sheets/detail/drinking-water. Assessed date: 18 October 2019 ม่ันสิน ตณั ฑลุ เวศน์ม (2542) วศิ วกรรมการประปา เลม่ 1. สำนกั พมิ พ์แห่งจุฬาลงกรณม์ หาวทิ ยาลยั , เขตปทุมวนั กรุงเทพ. ส่วนทะเบยี นและประมวนผล มหาวิทยาลัยแม่ฟา้ หลวง (2562) จำนวนนักศกึ ษา. เขา้ ถงึ ขอ้ มูลท:่ี http://registrar.mfu.ac.th/Devision_Register_Page/index.php. วันที่เขา้ ถึง 31 ธนั วาคม 2562. 142
The 2nd National Conference of Health Science Research สำนกั วชิ ำวทิ ยำศำสตรส์ ขุ ภำพ Knowledge transformation towards Thailand 4.0 มหำวทิ ยำลยั แมฟ่ ้ ำหลวง การศึกษาการพัฒนาศกั ยภาพการใชป้ ระโยชน์ของเสียอตุ สาหกรรมโดยใช้หลัก 3Rs วรี ยุทธ สริ ริ ัตนเ์ รืองสขุ * ศรณั ยพ์ ร เน่อื งอุดม และ จฑุ าภรณ์ มณกี ้อน สาขาวิชาอนามัยส่งิ แวดล้อม สำนกั วิชาวทิ ยาศาสตรส์ ุขภาพ มหาวทิ ยาลัยแมฟ่ า้ หลวง *Correspondence E-mail: [email protected] บทคัดย่อ บทนำ: การศึกษาการพัฒนาศกั ยภาพการใช้ประโยชน์ของเสียอุตสาหกรรมโดยใช้หลัก 3Rs (Reduce, Reuse, Recycle) ซงึ่ เป็นแนวทางในการเพิม่ ศักยภาพของของเสียท่ีเกิดข้ึนในโรงงานและเปน็ แนวทางในการจดั การของเสียอตุ สาหกรรม วตั ถปุ ระสงค:์ เพื่อลดปริมาณของเสียที่ต้องกำจัดด้วยวิธีการฝังกลบ และเสนอแนะแนวทางการจัดการของเสียตามศักยภาพการใช้ประโยชน์ของ ของเสียอตุ สาหกรรมตามหลกั 3Rs วธิ ีวจิ ัย: การศกึ ษาน้ีทำการเกบ็ ข้อมูลเกย่ี วกับประเภทอุตสาหกรรม การจัดการของเสีย และข้อ กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการจัดการของเสียอุตสาหกรรมภายในโรงงาน รวมทั้งการตรวจสอบกิจกรรมและแหล่งกำเนิดของเสียของ โรงงาน โดยทำการระบชุ นดิ ของเสยี ท่ีมาจากกระบวนการผลิตหลกั กระบวนการสนับสนุน และจัดทำเกณฑก์ ารคัดเลือกโรงงาน เมื่อ พบโรงงานที่มีปัญหาและมีความเป็นอันตรายของของเสียมากที่สุดแล้ว จงึ ทำการเสนอแนะแนวทางการจัดการของเสียตามศักยภาพ การใช้ประโยชนข์ องของเสียแต่ละชนิดตามหลัก 3Rs เพื่อช่วยลดปริมาณของของเสียที่ต้องนำไปฝังกลบ ผลการวิจัย: ผลการศึกษา พบว่าจากโรงงานทง้ั 13 แหง่ มี 2 โรงงานทม่ี ศี ักยภาพในการใช้ประโยชนจ์ ากของเสียอุตสาหกรรม ซ่ึงเป็นของเสียประเภทเศษผา้ ถุง มือเปือ้ นน้ำมัน และเศษยาง โดยสามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้โดยการนำไปเผาเพ่ือเอาพลังงานซ่ึงชว่ ยลดการนำของเสียไปฝังกลบ จึง สรุปไดว้ ่าการใชป้ ระโยชนข์ องเสียของทั้ง 2 โรงงานมีความเหมาะสมที่จะนำไปเป็นแนวทางการเพิ่มศักยภาพการใช้ประโยชน์ของเสีย อุตสาหกรรมในโรงงาน สำหรับบางโรงงานที่มีแนวทางการปฏิบัติในการจัดการของเสียที่ดี และของเสียภายในโรงงานสามารถใช้ ประโยชน์ได้ท้ังหมด และไมม่ ีการนำของเสยี ไปฝังกลบหรอื เผาทำลาย ยกเวน้ ประเภทของเสียทก่ี รมโรงงานอตุ สาหกรรมอนญุ าตให้ฝัง กลบได้ อภิปรายและสรปุ ผลการวจิ ัย: ของเสียอุตสาหกรรมที่เกดิ จากกระบวนการผลิต และกระบวนการสนับสนนุ ภายในโรงงานท่ี ได้ทำการคัดเลือกมาแล้วนนั้ สามารถนำมาใช้ประโยชนไ์ ดห้ ลากหลายตามวิธีการปฏบิ ัติทดี่ ใี นการจัดการของเสยี ภายในโรงงานตามที่ ไดแ้ นะนำ นอกจากนี้ของเสยี อตุ สาหกรรมจากโรงงานท้ังหมดยังสามารถพิจารณาแนวทางการใช้ประโยชน์อ่ืนๆได้ โดยวธิ ีการเปล่ียน รหัสการกำจดั ของเสยี อุตสาหกรรมให้เหมาะสมกบั ชนิดของของเสียและถูกตอ้ งตามกฎหมาย คำสำคัญ: ของเสียอุตสาหกรรม หลกั การจดั การของเสีย หลกั การ 3Rs การใช้ประโยชนข์ องเสีย 143
The 2nd National Conference of Health Science Research สำนักวชิ ำวทิ ยำศำสตรส์ ุขภำพ Knowledge transformation towards Thailand 4.0 มหำวทิ ยำลยั แม่ฟ้ ำหลวง A study of the potential development of industrial waste utilization by using 3Rs principle Weerayuth Siriratruengsuk,*, Saranphorn Nuangudom, and Chutaporn Maneekon Environmental Health Program, School of Health Science, Mae Fah Luang University *Correspondence E-mail: [email protected] Abstract Introduction: A study of the potential development of industrial waste utilization by using the 3Rs principle (Reduce, Reuse, Recycle). The way to increase the potential of waste generated in the factory and a way to manage industrial waste. Objective: To reduce the amount of waste that needs to be disposed by landfill and suggestions for the waste management based on the potential utilization of industrial waste according to 3Rs principles Methodology: This study collected data about industry waste types, waste management and laws related to industrial waste management in factories. Moreover, inspecting activities and sources of waste from factories by specifying the type of waste that comes from the main production process, support process and set up the factory selection criteria. After that, finding the factory that has the most problematic and hazardous waste, therefore commend waste management recommendations based on the potential utilization of each type of waste according to 3Rs principles on behalf of reduce the amount of waste that needs to be landfilled. Results: The results show that from all 13 factories, there are 2 factories that have the potential to utilize industrial waste. Which is a waste of cloth waste, gloves contaminated with oil and rubber scraps that be utilized by incineration to produce energy. It can be concluded that the utilization of waste in both factories is appropriate to be used as a guideline to increase the potential of industrial waste utilization. In addition, the industrial wastes from factories can all be used and there is no waste to landfill or incineration, except types of waste that the Department of Industrial Works allows to landfill. Discussion and conclusion: Industrial waste from production processes, support process within the selected factory. It can be used for a variety of purposes as well as waste management practices within the factory as suggested. In addition, all industrial waste from all factories can be considered for other uses by changing the industrial waste disposal code to be suitable for the type of waste and legal. Keywords: Industrial waste, Waste management principles, 3Rs principles, Waste utilization 144
The 2nd National Conference of Health Science Research สำนักวชิ ำวทิ ยำศำสตรส์ ุขภำพ Knowledge transformation towards Thailand 4.0 มหำวทิ ยำลยั แมฟ่ ้ ำหลวง บทนำ ปัจจุบันภาคอุตสาหกรรมมีการประกอบกิจการเพิ่มมากขึ้น เป็นส่วนสำคัญในการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศ ปรมิ าณของเสียทเ่ี กิดข้ึนจากการประกอบกิจการกย็ อ่ มมปี ริมาณเพม่ิ มากขึน้ ตามไปด้วย ส่งผลทำใหเ้ กดิ ปญั หามูลฝอยและของเสียอัน เป็นผลมาจากการพัฒนาอุตสาหกรรม หากภาคอุตสาหกรรมไมม่ กี ารจัดการท่ีเหมาะสมแล้วย่อมสง่ ผลกระทบตอ่ สิ่งแวดล้อมในด้าน ตา่ งๆ ไมว่ ่าจะเป็นการเสือ่ มคณุ ภาพของดิน การปนเปอ้ื นของน้ำ มลพษิ ทางอากาศ รวมท้งั ส่งผลตอ่ การเปลีย่ นแปลงระบบนิเวศด้วย เช่นกนั ซึง่ ทา้ ยทส่ี ดุ ปญั หาท่ีเกิดขึน้ ย่อมสง่ ผลต่อวิถชี ีวิตและสขุ ภาพของมนุษย์อย่างหลีกเลยี่ งไมไ่ ด้ ของเสียจากโรงงานอุตสาหกรรมหรอื กากอุตสาหกรรม ตามประกาศกระทรวงอุตสาหกรรม เรื่อง การกำจัดสิ่งปฏิกูลหรอื วัสดุที่ไม่ใช้แล้ว พ.ศ. 2548 “สิ่งปฏิกูลหรือวัสดทุ ี่ไม่ใช้แลว้ ” หมายความว่า สิ่งของที่ไม่ใช้แลว้ หรือของเสยี ทั้งหมดท่ีเกิดขึ้นจากการ ประกอบกจิ การโรงงาน รวมถงึ ของเสียจากวัตถุดิบ ของเสยี ทเี่ กิดขน้ึ ในกระบวนการผลติ ของเสยี ท่เี ปน็ ผลิตภณั ฑ์เส่อื มคุณภาพ และ น้ำทิง้ ทมี่ ีองคป์ ระกอบหรือมีคณุ ลกั ษณะที่เปน็ อันตราย “ของเสียอันตราย” หมายความว่า สิ่งปฏิกูลหรือวัสดุที่ไม่ใช้แล้วที่มีองค์ประกอบ หรือปนเปื้อนสารอันตราย หรือมีคุณสมบัติที่เป็น อนั ตราย ตามท่กี ำหนดในภาคผนวกที่ ๒ ท้ายประกาศนี้ “การจัดการสง่ิ ปฏิกูลหรอื วัสดทุ ่ไี ม่ใชแ้ ลว้ ” หมายความวา่ การบำบัด ทำลาย ฤทธิ์ ท้ิง กำจัด จำหน่ายจ่ายแจก แลกเปลี่ยน หรือนำกลับไปใชป้ ระโยชนใ์ หม่ในรปู แบบต่างๆ [1] การส่งเสริมการใช้ประโยชน์กากอุตสาหกรรมและลดปริมาณกากที่ต้องฝังกลบเพื่อการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่าและลด ผลกระทบต่อสิ่งแวดลอ้ มจงึ เปน็ แนวทางท่ีดีสำหรับภาคอตุ สาหกรรม ซึ่งในปัจจุบันมีการส่งเสริมและสร้างความรู้ความเข้าใจในการ จัดการกากอุตสาหกรรมตามหลัก 3Rs และนำไปประยุกต์ใช้ภายในโรงงานอย่างกว้างขวาง เพื่อมีการจัดการของเสียที่ดี และลด ผลกระทบต่อชุมชนโดยรอบได้ รวมถึงการกำหนดนโยบายใช้ประโยชน์ของเสียให้ได้มากทสี่ ดุ 3Rs คือ การจัดการของเสียโดยให้ความสำคัญในการลดการเกิดของเสีย (Reduce) ให้เหลือน้อยที่สุดเป็นลำดับแรก โดย มุ่งเนน้ การใช้วัตถดุ บิ หรือทรัพยากรการผลิตอย่างมีประสทิ ธภิ าพ ตอ่ มาเมอื่ เกิดของเสียแล้วตอ้ งพยายามหาแนวทางการนำกลับไปใช้ ซ้ำ (Reuse) หรอื การแปรรูปมาใชใ้ หม่ (Recycle) ใหไ้ ด้มากทีส่ ดุ โดยพิจารณาถงึ ศกั ยภาพการใชป้ ระโยชนข์ องของเสยี แตล่ ะประเภท และกฎหมายที่เกี่ยวข้อง เพ่ือให้เหลือของเสียทีจ่ ะต้องบำบดั หรือกําจัดในปริมาณน้อยที่สุด โดยเลือกใช้วิธีการกําจดั ของเสียเป็นวิธี สุดท้าย กล่าวคือ 3Rs เป็นการดำเนินการจัดการของเสียที่เหมาะสมกับลักษณะสมบัติของของเสีย ด้วยการคำนึงถึงการอนุรักษ์ ทรพั ยากรธรรมชาติและพลังงาน รวมทง้ั การปอ้ งกนั รักษาส่ิงแวดล้อมให้มีคุณภาพทดี่ ีอย่างย่งั ยนื โรงงานอุตสาหกรรมที่มีการจัดการของเสียที่ดีภายในโรงงานตามหลัก 3Rs อาจมีการปรับปรุงที่กระบวนการผลิต หรือมี การปรบั ปรงุ เครื่องจักร หรอื มกี ารปรับปรงุ วธิ ีการทำงาน แลว้ แต่ความเหมาะสมเฉพาะกรณี แตโ่ ดยสรุปแล้วจะต้องมีการดำเนินการ ดงั นี้ 1) มีการพฒั นาและปรับปรงุ กระบวนการดำเนนิ งานทั้งในส่วนของการผลติ และกิจกรรมสนับสนุนการผลติ อยา่ งตอ่ เนื่อง เพื่อ ลดการเกิดของเสียใหเ้ หลือนอ้ ยท่ีสุด 2) เมอ่ื เกดิ ของเสยี ข้ึนแลว้ ใช้วิธจี ดั การกบั ของเสียแตล่ ะประเภทตามศักยภาพการใช้ประโยชน์ของเสยี เหลา่ นนั้ เพอื่ ให้มีของ เสยี ทีต่ ้องถกู สง่ ไปกำจัดโดยวธิ ีฝังกลบในปริมาณน้อยทีส่ ดุ 3) มีการจดั การของเสยี เปน็ ไปตามที่กฎหมายกำหนด ตง้ั แตก่ ารจัดเก็บของเสยี การนำไปใช้ประโยชนภ์ ายในโรงงาน และการ นำออกไปบำบัด/กำจดั ภายนอกโรงงาน [2] ดงั น้ัน จงึ มีความจำเปน็ อยา่ งยงิ่ ในการดำเนนิ การสง่ เสริมการใชป้ ระโยชน์กากอุตสาหกรรม และลดปรมิ าณของเสยี ท่ีต้องฝงั กลบ เพื่อให้เกิดการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า และลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม โดยการศึกษาการใช้ประโยชน์ของเสยี อุตสาหกรรมท่ี 145
The 2nd National Conference of Health Science Research สำนักวชิ ำวทิ ยำศำสตรส์ ขุ ภำพ Knowledge transformation towards Thailand 4.0 มหำวทิ ยำลยั แม่ฟ้ ำหลวง เกิดจากกระบวนการผลิตหลักของโรงงานนั้นๆ พบว่าของเสียที่ถูกกำจัดด้วยวิธีการฝังกลบหลายประเภทมีศักยภาพในการใช้ ประโยชน์เชิงอุตสาหกรรมในรูปแบบต่างๆ ซึ่งเป็นการเพิ่มศักยภาพการใช้ประโยชน์ของเสีย โดยการวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อลด ปรมิ าณของเสยี ทต่ี อ้ งบำบัด กำจดั ดว้ ยวิธีการฝังกลบ และเสนอแนะแนวทางการจัดการของเสยี ที่ดตี ามศักยภาพการใช้ประโยชน์ของ ของเสยี อตุ สาหกรรมแต่ละชนดิ ทเี่ กิดจากกระบวนการผลิต และกระบวนการสนบั สนุนของโรงงานตามหลกั 3Rs ระเบยี บวิธวี ิจยั ศึกษาข้อมูลเกีย่ วกับประเภทอุตสาหกรรม ได้แก่ อุตสาหกรรมยานยนต์ อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ อุตสาหกรรมอาหาร อุตสาหกรรมวัสดุ และอตุ สาหกรรมปโิ ตรเคมี เคมีภณั ฑแ์ ละพลาสตกิ หลักการการจัดการของเสียท่ีดีตามหลัก 3Rs และข้อกฎหมาย ที่เกี่ยวข้องกับการจัดการกากของเสียอุตสาหกรรมภายในโรงงาน จากนั้นทำการตรวจสอบกิจกรรมและแหล่งกำเนิดของเสียของ โรงงาน โดยทำการระบุชนิดของเสียที่ออกมาจากกระบวนการผลิตหลัก และกระบวนการสนับสนุน ต่อมาจัดทำเกณฑ์การคัดเลือก โรงงานและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง เมื่อได้โรงงานที่มีของเสียที่มีปัญหาและมีความเป็นอันตรายมากที่สุดแล้ว จึงทำการเสนอแนะแนว ทางการจัดการของเสียตามศกั ยภาพการใชป้ ระโยชน์ของของเสยี แตล่ ะชนดิ ตามหลัก 3Rs เพ่ือชว่ ยลดปรมิ าณของของเสยี ทต่ี อ้ งนำไป ฝงั กลบ ตารางท่ี 1 ชนิดของเสียของโรงงานที่ยังกำจัดโดยวิธีฝังกลบ หรือไม่มีการนำไปใช้ประโยชน์ หรือมีศักยภาพในการเพิ่มมูลค่าการใช้ ประโยชน์มากกวา่ รูปแบบทโี่ รงงานใช้ในปัจจุบัน โรงงานท่กี ่อกำเนดิ ของเสีย ประเภทกจิ การโรงงาน กิจกรรมที่กอ่ ให้เกิดของเสีย ชนิดของเสีย 1. อุตสาหกรรมยานยนต์ ผลิตชิน้ สว่ นรถยนต์ กระบวนการทำความสะอาดชน้ิ งาน ตะกอนไซยาไนด์ โรงงาน A กระบวนการทำความสะอาดชิ้นงาน ตัวกรองไซยาไนด์ ผลิตชน้ิ ส่วน กระบวนการทำความสะอาดชนิ้ งาน ภาชนะปนเปอ้ื นสารเคมี โรงงาน B ยานยนต์ โดยมกี าร กระบวนการบำบดั น้ำเสีย กากตะกอนจากระบบบำบัด หลอมเหลก็ กระบวนการเจียรชน้ิ งาน ฝุ่นเหล็กจากการเจยี ร โรงงาน C ผลติ ชน้ิ ส่วนรถยนต์ กระบวนกลงึ ชิ้นงาน น้ำมันหล่อเย็น โรงงาน D ผลิตชน้ิ สว่ น หอ้ งปฎิบตั กิ ารวเิ คราะห์ สารเคมใี ช้แล้ว โรงงาน E ยานยนต์ ซอ่ มบำรงุ จาระบีเสื่อมสภาพ กระบวนการบำบัดนำ้ เสยี กากตะกอนจากระบบบำบดั ผลิตลอ้ และช้ินสว่ น กระบวนการผลติ กากตะกอนหินเจยี ร ยานยนต์จากอลูมเิ นยี ม กระบวนการผลติ เศษใบหนิ เจียรปนเปื้อนน้ำมัน การบำบัดนำ้ เสยี กากตะกอนจากระบบบำบดั กระบวนการตดั แตง่ เศษอลูมเิ นยี ม ปรับสภาพผวิ โลหะ 146
The 2nd National Conference of Health Science Research สำนักวชิ ำวทิ ยำศำสตรส์ ุขภำพ มหำวทิ ยำลยั แมฟ่ ้ ำหลวง Knowledge transformation towards Thailand 4.0 เศษใบหนิ เจียรปนเปือ้ นน้ำมัน 2. อตุ สาหกรรมอิเลก็ ทรอนกิ ส์ กากตะกอนจากระบบบำบดั น้ำเสีย โรงงาน F ผลิตชิ้นส่วน กระบวนการขดั /เจยี ร/กลึง เศษลกู ถว้ ย เศษฝุ่นจากการเช่ือมมีขยะปน อเิ ล็คทรอนคิ ส์ กระบวนการบำบดั น้ำเสีย ขีเ้ ลือ่ ย ใบหนิ เจียร โรงงาน G ผลิต ซอ่ มแซม จำหนา่ ย กระบวนการประกอบชิน้ ส่วน ผลิตภณั ฑผ์ ลไม้หมดอายุ 3. อุตสาหกรรมอาหาร หม้อแปลงไฟฟ้า กระบวนการประกอบช้ินส่วน โรงงาน H กระบวนการตดั ตกแตง่ กระบวนการซ่อมงานหมอ้ แปลง ผลติ สบั ปะรดและผลไม้ คลังสินค้า รวมบรรจกุ ระป๋องและ น้ำสบั ปะรดเขม้ ขน้ โรงงาน I ผลิตแป้งสำปะหลงั กระบวนการผลติ ผลติ แปง้ สำปะหลัง เถ้าจากเตาความรอ้ น 4. อตุ สาหกรรมวัสดุ ผลติ อลมู เิ นยี มแผน่ กระบวนการบำบัดน้ำเสยี กากตะกอนนำ้ เสีย โรงงาน J (Phosphate) เศษผา้ ถุงมือปนเปื้อน โรงงาน K ผลิตเคร่อื งมอื ช่าง กระบวนการผลติ นำ้ ล้างฟลิ ์ม กระบวนการผลติ ตลับเมตร 5. อุตสาหกรรมปโิ ตรเคมี เคมภี ัณฑ์ และพลาสติก ภาชนะปนเปื้อน กระบวนการผลติ นำ้ เสยี (จากการลา้ งถังน้ำยา โรงงาน L ผลิตเคมภี ณั ฑ์งาน ผสมคอนกรตี ) เศษขี้ยาง กอ่ สร้าง โรงงาน M ผลติ นำ้ ยางข้น กระบวนการผลติ จากตารางที่ 1 จะเห็นไดว้ ่า ของเสยี บางชนิดยงั ไม่มีเทคโนโลยภี ายในประเทศทสี่ ามารถจดั การนำของเสียไปใช้ประโยชน์ได้ เช่น แบตเตอรี่ ถ่านไฟฉาย เป็นต้น ปัจจุบันทางโรงงานจัดการด้วยวิธีนำไปฝังกลบอย่างปลอดภัยซึ่งเป็นแนวทางที่เหมาะสม ณ สถานการณ์ปัจจุบันอันเนื่องมาจากข้อกำจดั ด้านเทคโนโลยี นอกจากนี้ยังมีกากของเสียหลายประเภทที่มีข้อจำกัดในเรื่องของความ เป็นอันตรายที่ทำให้ไม่สามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้ด้วยวิธีอื่นนอกจากวิธีการเผาทำลาย แต่ยังมีของเสียอีกหลายชนิดที่สามารถ นำมาใช้ประโยชนไ์ ด้แตว่ ิธีการจัดการของโรงงานยังเป็นวธิ ีทีไ่ ม่เหมาะสม อีกท้ังของเสยี เหลา่ น้ันยังมีแนวโน้มท่ีสามารถเพ่ิมศักยภาพ ด้วยวิธีการจัดการที่เหมาะสมได้ ดังนั้นจึงได้ทำการคัดเลือกโรงงานที่มีแนวโน้มการนำของเสียไปใช้ประโยชน์ด้วยวิธีการอื่นๆ ตาม เกณฑ์การคดั เลอื กโรงงาน 147
The 2nd National Conference of Health Science Research สำนักวชิ ำวทิ ยำศำสตรส์ ุขภำพ Knowledge transformation towards Thailand 4.0 มหำวทิ ยำลยั แม่ฟ้ ำหลวง ตารางที่ 2 เกณฑก์ ารคดั เลือกโรงงาน เกณฑก์ ารตดั สนิ ปัจจัยท่เี กยี่ วข้อง เกณฑ์ เกี่ยวข้องทั้งหมด = 1 เก่ียวขอ้ งบางสาเหตุ = 2 1. ผ ล ก ร ะ ท บ ต่ อ 1.1 ภาวะโลกรอ้ น ไมเ่ กี่ยวข้อง = 3 เกิดท้ังความเป็นกรดและด่าง = 1 สง่ิ แวดล้อม เกิดความเปน็ กรดหรือดา่ ง = 2 ไม่เกดิ ความเป็นกรดด่าง = 3 1.2 ความเป็นกรด-ดา่ ง สง่ ผลกระทบต่อชุมชน = 1 สง่ ผลกระทบแตป่ อ้ งกันไมใ่ ห้กระทบต่อชมุ ชน = 2 1.3 มลพิษทางดนิ ไม่สง่ ผลกระทบต่อชุมชน = 3 ส่งผลกระทบต่อชมุ ชน = 1 1.4 มลพษิ ทางอากาศ ส่งผลกระทบแตป่ อ้ งกนั ไมใ่ ห้กระทบตอ่ ชุมชน = 2 ไมส่ ่งผลกระทบตอ่ ชุมชน = 3 1.5 มลพษิ ทางน้ำ สง่ ผลกระทบต่อชุมชน = 1 สง่ ผลกระทบแตป่ อ้ งกนั ไม่ให้กระทบตอ่ ชุมชน = 2 2. ผ ล ก ร ะ ท บ ต่ อ 2.1 ผลกระทบเฉียบพลัน ไมส่ ง่ ผลกระทบตอ่ ชมุ ชน = 3 เกดิ อาการทัง้ หมด = 1 สขุ ภาพ (อาการเวียนศีรษะ คลนื่ ไส้ อาเจยี น ไอ จาม ผิวไหม้ เกดิ บางอาการ = 2 ไมเ่ กิดอาการเลย = 3 การบาดเจบ็ จากการทำงาน) เกดิ โรคท้ังหมด = 1 เกดิ บางโรค = 2 2.2 ผลกระทบระยะยาว ไมเ่ กดิ โรคเลย = 3 (มะเร็ง โรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง โรคหัวใจ แขนขาชา แนวโนม้ การเติบโตมากกว่า 3% = 1 แนวโน้มการเตบิ โตอยรู่ ะหว่าง 1% ถงึ 3% = 2 โรคทางเดินอาหาร โรคทางเดินหายใจ ระบบ แนวโนม้ การเติบโตน้อยกวา่ 1% = 3 ไม่มนี โยบาย = 1 ประสาท, โรคไต โรคหัวใจ โรคปอด เปน็ ตน้ ) มนี โยบายแต่ไมม่ ีการปฏิบัติ = 2 มีนโยบายและปฏบิ ัตไิ ด้ดี = 3 3. ด้านเศรษฐกจิ 3.1 แนวโนม้ การเจริญเตบิ โต ไม่มีเจา้ หนา้ ที่จัดการของเสยี = 1 มีเจา้ หนา้ ทจ่ี ัดการของเสยี แตไ่ มม่ ีการปฏบิ ตั ิ = 2 4. ด้านสังคม 4.1 นโยบายส่ิงแวดลอ้ ม มีเจ้าหน้าที่จดั การของเสียและมกี ารปฏบิ ตั ิทีด่ ี = 3 ไม่มีของเสยี นำไปใชป้ ระโยชน์ = 1 4.2 เจ้าหน้าทีจ่ ัดการของเสีย มขี องเสียบางประเภทนำไปใชป้ ระโยชน์ = 2 มีของเสยี นำไปใช้ประโยชนท์ ้ังหมด = 3 4.3 ทางเลือกการใช้ประโยชน์ 148
The 2nd National Conference of Health Science Research สำนักวชิ ำวทิ ยำศำสตรส์ ุขภำพ Knowledge transformation towards Thailand 4.0 มหำวทิ ยำลยั แม่ฟ้ ำหลวง ตารางท่ี 3 ระดับและชว่ งคะแนนของเกณฑก์ ารคัดเลือกโรงงาน ระดับ ช่วงคะแนน คำนยิ าม น้อย 25.00 – 41.67 กากของเสียในโรงงานไม่สามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้และกำจัดโดยวิธีการฝังกลบหรือเผา ทำลาย ปานกลาง 41.68 – 58.35 มีแนวทางการปฏิบัติในการจัดการของเสียที่ดี อย่างไรก็ตามของเสยี บางประเภทในโรงงาน ควรปรับวธิ กี ารใช้ประโยชน์ของเสียใหมเ่ พอ่ื ลดของเสียส่งไปกำจดั ในอนาคต มาก 58.36 – 75.00 มีแนวทางการปฏิบัติในการจัดการของเสียที่ดี และของเสียภายในโรงงานสามารถใช้ ประโยชน์ได้ทัง้ หมด และไม่มีการนำของเสียไปฝังกลบหรือเผาทำลาย ยกเว้นประเภทของ เสียทก่ี รมโรงงานอตุ สาหกรรมอนุญาตให้ฝังกลบได้ ผลการวิจัยและอภปิ รายผล จากการผลการศึกษาพบว่าโรงงาน 12 แห่ง ทั้งในอุตสาหกรรมยานยนต์ อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนกิ ส์ อุตสาหกรรมอาหาร อุตสาหกรรมวัสดุ และอุตสาหกรรมปิโตรเคมี เคมีภัณฑ์ และพลาสติก มีผลการประเมินปัจจัยด้านผลกระทบสิ่งแวดล้อม สุขภาพ เศรษฐกิจ และสงั คม ดังแสดงในตารางท่ี 4 ตารางท่ี 4 ผลการประเมนิ ปัจจัยที่เก่ยี วข้องสำหรบั โรงงานท่ีศกึ ษา ปัจจัยทเ่ี กยี่ วขอ้ ง เกณฑ์ คะแนนการประเมินของแตล่ ะโรงงาน ABCDE FGH I J KLM 1. ผลกระทบตอ่ 1.1 ภาวะโลกรอ้ น 16 8 16 8 8 8 8 16 8 24 16 24 8 สงิ่ แวดลอ้ ม 1.2 ความเปน็ กรด-ด่าง 24 24 16 24 24 24 24 16 24 8 8 16 8 1.3 มลพษิ ทางดนิ 16 8 8 16 8 24 24 24 16 16 16 16 16 1.4 มลพิษทางอากาศ 24 16 16 24 24 16 16 24 8 24 8 24 16 1.5 มลพิษทางนำ้ 8 8 8 16 16 16 16 24 24 24 16 8 24 2. ผลกระทบตอ่ 2.1 ผลกระทบ 10 10 10 10 10 10 10 15 10 10 10 10 10 สุขภาพ เฉยี บพลนั 2.2 ผลกระทบระยะ 5 10 10 10 10 10 10 15 10 10 10 10 10 ยาว 3. ดา้ นเศรษฐกิจ 3.1 แนวโนม้ การ 10 10 10 10 10 5 5 5 5 5 5 5 5 เจรญิ เตบิ โต 4. ด้านสงั คม 4.1 นโยบาย 14 14 14 21 14 14 14 7 14 14 14 14 14 สงิ่ แวดลอ้ ม 4.2 เจา้ หน้าทจี่ ดั การ 14 14 14 14 14 14 14 14 14 14 14 14 14 ของเสยี 4.3 ทางเลอื กการใช้ 7 21 14 21 21 21 21 21 21 7 14 21 7 ประโยชน์ คะแนนรวม 148 143 136 174 159 162 162 181 154 156 131 162 132 % 64.9 62.7 59.6 76.3 69.7 71.1 71.1 79.4 67.5 68.4 57.5 71.1 57.9 149
The 2nd National Conference of Health Science Research สำนักวชิ ำวทิ ยำศำสตรส์ ขุ ภำพ Knowledge transformation towards Thailand 4.0 มหำวทิ ยำลยั แม่ฟ้ ำหลวง จากผลการคัดเลือกโรงงาน โรงงานที่ถูกคัดเลือกคือ โรงงาน K และ M คะแนนที่ได้คือ 57.5 และ 57.9 ตามลำดับ ซ่ึง จากเกณฑ์คะแนนที่กำหนดไว้คะแนนที่ได้อยู่ระหว่าง 41.68 - 58.35 คะแนน และช่วงคะแนนของโรงงาน K และ M อยู่ในช่วง คะแนนระดับปานกลาง หมายความว่ามีแนวทางการปฏิบัติในการจัดการของเสียที่ดี แต่อย่างไรก็ตามของเสียบางประเภทใน โรงงานควรปรับวิธีการใช้ประโยชน์ของเสียใหม่เพื่อลดของเสียที่ต้องส่งไปกำจัดในอนาคต สำหรับโรงงานท่ี มีคะแนนอยู่ในช่วง 58.36 - 75.00 คะแนน หมายความว่ามีแนวทางการปฏิบัติในการจัดการของเสียที่ดี และของเสียภายในโรงงานสามารถใช้ ประโยชนไ์ ดท้ ้ังหมด และไมม่ กี ารนำของเสยี ไปฝังกลบหรอื เผาทำลาย ยกเวน้ ประเภทของเสียท่ีกรมโรงงานอตุ สาหกรรมอนุญาตให้ ฝังกลบได้ แนวทางการใช้ประโยชน์กากของเสียอุตสาหกรรม จากผลของเกณฑก์ ารคัดเลือกโรงงาน พบว่าโรงงาน K และ M มีของ เสยี ทีเ่ ป็นปญั หาและมีความรุนแรง ซ่งึ โรงงานยังใช้วธิ ีการกำจัดโดยการนำไปฝังกลบ กกั เก็บไวใ้ นโรงงาน รวมถึงการเผาทำลาย ยัง ไมม่ ีการนำไปใชป้ ระโยชน์ ดงั นั้นผ้วู ิจัยจงึ ไดเ้ สนอแนะแนวทางในการจัดการของเสียตามศักยภาพการใช้ประโยชนข์ องกากของเสีย ดังตารางที่ 5 ตารางท่ี 5 แนวทางการจดั การของเสยี ตามศกั ยภาพการใช้ประโยชน์ของกากของเสยี โรงงาน ชนิดของของเสยี แนวทางการใชป้ ระโยชน์ K ผ้าและถงุ มอื ปนเปือ้ นนำ้ มัน เผาเพอื่ เอาพลงั งาน นำ้ ลา้ งฟิล์ม M เศษขี้ยาง เผาเพ่อื เอาพลังงาน การนำมาเผาเพ่อื เอาพลังงาน โดยกระบวนการเผาไหม้ (Combustion) ซึ่งเปน็ ปฏกิ ริ ิยาออกซิเดชั่นอยา่ งรวดเร็วระหว่าง ออกซิเจนกบั เชือ้ เพลิง ดงั นัน้ ของเสยี ทม่ี คี ณุ สมบตั ิทางเชื้อเพลิงจึงตอ้ งมีสารทเี่ ผาไหมไ้ ด้เป็นองค์ประกอบ และเม่ือเกิดการเผาไหม้ แล้วจะปลดปล่อยคา่ ความร้อนออกมา ซึ่งได้แก่ คาร์บอน ไฮโดรเจน (กำมะถันที่ถูกเผาไหม้จะปลดปล่อยค่าความร้อนออกมาน้อย มากเม่อื เทยี บกับคาร์บอนและไฮโดรเจน) สำหรับวสั ดุชีวมวลและของเสยี ทีม่ กี ารนำมาแปรรูปใหเ้ ป็นเช้ือเพลิงในปจั จุบัน จำแนกออกไดเ้ ปน็ 3 ประเภท ไดแ้ ก่ 1.) ชวี มวลหรอื ของเสียที่มเี ส้นใยเปน็ องคป์ ระกอบ 2.) ชีวมวลหรอื ของเสยี ทมี่ ีแปง้ และน้ำตาลเปน็ องคป์ ระกอบ 3.) ชีวมวลหรือของเสียทีม่ ีนำ้ มันเปน็ องค์ประกอบ ของเสยี ท่สี ามารถนำมาแปรรปู เปน็ เชื้อเพลงิ จะต้องไดร้ บั การตรวจสอบความเหมาะสมทง้ั ในแงก่ ารปนเปื้อนสารอันตราย และคณุ สมบตั ทิ างเชื้อเพลิง ดังน้ี 1.) การปนเปื้อนสารอนั ตราย สารอันตรายไมค่ วรมีอยู่ในของเสียทจ่ี ะนำมาแปรรูปเปน็ เชื้อเพลิง เน่ืองจากมโี อกาสสงู ทจ่ี ะ ก่อใหเ้ กิดอันตรายตอ่ ผู้ปฏบิ ตั งิ านและความเสยี หายต่ออปุ กรณ์ทนี่ ำไปใชง้ าน ได้แก่ 1.1) สารออกซิไดเซอร์ (Oxidizer) เชน่ อะลมู เิ นียมไนเตรท แอมโมเนียมไนเตรท แบเรียมคลอเรต โบรมนี เพน ตะฟลอู อไรด์ ไฮโดรเจนเปอรอ์ อกไซด์ อะเซทิลอะซโี ตนเปอรอ์ อกไซด์ 1.2) สารทีก่ อ่ ให้เกิดการระเบิดเมือ่ ถูกทำให้รอ้ น เชน่ สารประกอบแอมโมเนยี สารประกอบไดโครเมต 150
The 2nd National Conference of Health Science Research สำนักวชิ ำวทิ ยำศำสตรส์ ุขภำพ Knowledge transformation towards Thailand 4.0 มหำวทิ ยำลยั แม่ฟ้ ำหลวง 1.3) สารกดั กรอ่ นที่เป็น Strong Oxidizing Agent เม่อื ไดร้ บั ความร้อนหรอื ทำปฏกิ ิริยากับโลหะ ซึ่งมีท้ังกรดอ นินทรีย์ ไดแ้ ก่ กรดไนตริก กรดไฮโดรฟลูออรกิ กรดเปอรค์ ลอรกิ และสารประกอบฮาโลเจน ไดแ้ ก่ คลอรนี และฟลูออรนี นอกจากสารอนั ตราย 3 กลุ่มนี้แล้ว ยังตอ้ งตรวจสอบการปนเปอ้ื นสารอนนิ ทรีย์อนั ตรายและสารอินทรยี ์อนั ตราย รวมถึง โลหะหนักชนิดต่างๆ ในของเสียเปรียบเทียบกับเกณฑ์คุณสมบัติของเสียที่เป็นอันตรายตามภาคผนวกที่ 2 ท้ายประกาศกระทรวง อตุ สาหกรรม พ.ศ.2548 ด้วย โดยชนิดสารอันตรายปนเปอื้ นในของเสยี ที่ควรตรวจสอบ สามารถพิจารณาไดจ้ ากสารเคมีที่ใช้งานใน กระบวนการทก่ี ่อให้เกดิ ของเสยี น้นั ๆ 2.) คณุ สมบัติทางเชอื้ เพลิง 2.1) ค่าความร้อน (Calorimetric Value or Heating Value) คือ ปริมาณความร้อนที่เกิดขึ้นเมื่อของเสียถูก เผาไหม้อยา่ งสมบูรณ์ หรือเรียกว่า ความรอ้ นของการเผาไหม้ แบ่งเปน็ 2 ประเภท คือ คา่ ความร้อนสงู และค่าความร้อน ตำ่ มหี น่วยเป็นกิโลจลู (kJ) หรอื กิโลแคลอรี่ตอ่ กโิ ลกรมั ของเสีย (kcal/kg) 2.1.1) ค่าความร้อนสูง (High Heating Value, HHV) เป็นปริมาณความร้อนทั้งหมดที่เกิดขึ้นจาก การเผาไหมข้ องเสีย ซ่ึงรวมถึงปรมิ าณความร้อนแฝงที่ถกู ปลดปล่อยออกมาเม่อื ไอนำ้ ทเ่ี กดิ จากการเผาไหม้น้ำท่ี เป็นองค์ประกอบของของเสียเกดิ การควบแน่น 2.1.2) ค่าความร้อนต่ำ (Low Heating Value, LHV) เป็นค่าความรอ้ นจากการเผาไหม้ของเสียที่ไม่ รวมคา่ ความรอ้ นแฝง ค่าความร้อนสงู และคา่ ความรอ้ นต่ำทีต่ รวจวดั ได้ในของเสียชนิดหน่ึงจะแตกตา่ งกันเสมอ โดยค่าความแตกต่างขึ้นอยูก่ ับปริมาณน้ำหรือความช้ืนท่ีอยู่ในของเสีย ดังนั้น ในกรณีของเสียมีความชืน้ มากๆ อาจใชว้ ธิ กี ารตากแดดหรือผงึ่ ลมเพ่ือลดความชน้ื ในของเสยี แลว้ ตรวจวัดเฉพาะค่าความร้อนสงู ก็ได้ 2.2) ปริมาณสารที่ระเหยได้ (Volatile Matters) คือ องค์ประกอบในของเสียที่สามารถระเหยได้เมื่อได้รับ ความรอ้ น ของเสยี ที่มปี รมิ าณสารระเหยได้สูง จะมแี นวโน้มที่มีค่าความร้อนสงู ดว้ ย 2.3) ปรมิ าณความชื้น (Moisture Content) คอื ปรมิ าณนำ้ ทีค่ งเหลืออยู่หลงั จากท่ีตากแห้งของเสีย ความชืน้ ของของเสียมผี ลตอ่ ค่าความร้อนโดยตรง โดยหากของเสยี มีความช้ืนมากจะทำให้มีการสญู เสยี ความรอ้ นไปกับการระเหย ความช้นื ในระหวา่ งการเผาไหม้ ทำใหค้ ่าความรอ้ นท่ีได้ต่ำลง 2.4) ปริมาณคาร์บอนคงตัว (Fixed Carbon) คือ ปริมาณสารประกอบคาร์บอนซึ่งระเหยได้ยาก โดยจะคง เหลืออย่ใู นของเสยี หลังจากท่ีเผาสารระเหยออกไปแลว้ ทีอ่ ณุ หภูมิ 750 องศาเซลเซียส 2.5) กำมะถันรวม (Total Sulfur) เมื่อกำมะถันทำปฏิกิริยาสันดาปกับออกซิเจน จะกลาย เป็นซัลเฟอร์ได ออกไซด์ ดงั นัน้ หากของเสียท่มี ีกำมะถนั เป็นองค์ประกอบอยูใ่ นปริมาณมาก จึงไม่เหมาะจะเปน็ เช้ือเพลงิ เนื่องจากจะเกิดมล สารซัลเฟอร์ไดออกไซดจ์ ากการเผาไหมใ้ นปริมาณมากดว้ ย 2.6) เถ้า (Ash) คือ ส่วนของสารอนินทรีย์ที่เหลือจากการสันดาป ภายในเตาเผาที่อุณหภูมิ 950 องศา เซลเซียส เป็นเวลา 6 ชวั่ โมง ซง่ึ ประกอบด้วย ซลิ ิกา แคลเซียมออกไซด์ แมกนีเซียมออกไซด์ โดยสรุปคณุ สมบตั ทิ างเชื้อเพลิงของของเสยี ทเ่ี หมาะสมสำหรบั นำมาเผาเพอื่ เอาพลงั งาน และโครงสร้างทางเคมขี องวสั ดทุ ่ี มคี ณุ สมบตั ทิ างเชื้อเพลิงแสดงดังตารางท่ี 6 และรูปที่ 1 ตามลำดบั 151
The 2nd National Conference of Health Science Research สำนกั วชิ ำวทิ ยำศำสตรส์ ขุ ภำพ Knowledge transformation towards Thailand 4.0 มหำวทิ ยำลยั แมฟ่ ้ ำหลวง ตารางท่ี 6 คณุ สมบตั ิของเสียท่ีเหมาะสมสำหรบั นำมาเผาเพ่ือเอาพลงั งาน ค่าความรอ้ น มากกว่า 4,000 แคลลอรี/กรมั ปริมาณคาร์บอนคงตวั สูง ปรมิ าณความช้นื นอ้ ยกวา่ 20% ปรมิ าณสารที่ระเหยได้ นอ้ ยกว่า 20% ปริมาณเถ้า ต่ำ รูปท่ี 1 โครงสร้างทางเคมขี องวัสดทุ ี่มคี ณุ สมบตั ทิ างเชือ้ เพลงิ ที่มา: กรมโรงงานอุตสาหกรรม [3] สรปุ และข้อเสนอแนะ กากของเสียอุตสาหกรรมทเี่ กดิ จากกระบวนการผลติ และกระบวนการสนับสนนุ ภายในโรงงานท่ไี ดท้ ำการคดั เลอื กมาแลว้ นั้น สามารถนำมาใช้ประโยชน์ได้หลากหลายตามวิธีการปฏิบัติที่ดีในการจัดการของเสียภายในโรงงานตามที่ได้แนะนำไปข้างตน้ นอกจากนี้กากของเสียอุตสาหกรรมจากโรงงานท้ังหมดทก่ี ล่าวมาข้างต้น ยงั สามารถพิจารณาแนวทางการใชป้ ระโยชน์อนื่ ๆได้ โดย วิธีการเปลี่ยนรหัสการกำจัดกากของเสียอุตสาหกรรมให้เหมาะสมกับชนิดของของเสียและถูกต้องตามกฎหมาย ซึ่งได้ทำการ เสนอแนะดงั ตารางที่ 7 ตารางที่ 7 แนวทางการใชป้ ระโยชน์กากของเสียของโรงงานในระดบั อตุ สาหกรรม โรงงาน ชนดิ ของเสยี แนวทางการใชป้ ระโยชน์ (รหัสวิธีกําจัด) โรงงาน A ตะกอนไซยาไนด์ 1. ทำเป็นเชื้อเพลิงผสม (042) 2. นำกลบั มาใช้ประโยชนด์ ้วยวิธีอ่นื โรงงาน A ตัวกรองไซยาไนด์ 1. เป็นเช้อื เพลิงทดแทน (041) 2. ทำเป็นเชอ้ื เพลงิ ผสม (042) 3. เผาเพือ่ เอาพลังงาน (043) 4. เปน็ วัตถุดิบทดแทนในเตาเผาปูนซเี มนต์ (044) 5. นำกลับมาใชป้ ระโยชน์ดว้ ยวธิ อี ืน่ (049) 6. เขา้ กระบวนการนำโลหะกลับมาใหม่ (052) 7. นำสงิ่ ปฏิกูลหรอื วสั ดทุ ่ไี ม่ใชแ้ ลว้ อืน่ กลบั คนื มาใหม่ (059) 152
The 2nd National Conference of Health Science Research สำนกั วชิ ำวทิ ยำศำสตรส์ ขุ ภำพ มหำวทิ ยำลยั แม่ฟ้ ำหลวง Knowledge transformation towards Thailand 4.0 แนวทางการใชป้ ระโยชน์ (รหัสวธิ ีกาํ จัด) โรงงาน ชนดิ ของเสีย โรงงาน A, L ภาชนะปนเป้อื นสารเคมี 1. คัดแยกประเภทเพ่ือจำหนา่ ยต่อ (011) 2. ส่งกลบั ผขู้ ายเพื่อนำกลับไปบรรจุใหม่ หรือใชซ้ ้ำ (033) 3. นำกลบั มาใช้ซำ้ ด้วยวิธีอื่น (039) 4. เปน็ เชอื้ เพลงิ ทดแทน (041) 5. ทำเป็นเชอื้ เพลิงผสม (042) 6. เผาเพ่ือเอาพลงั งาน (043) 7. เป็นวัตถดุ บิ ทดแทนในเตาเผาปนู ซีเมนต์ (044) 8. นำกลับมาใช้ประโยชน์ด้วยวิธีอน่ื (049) โรงงาน B, G ฝนุ่ เหล็กจากการเจยี ร 1. คัดแยกประเภทเพื่อจำหนา่ ยตอ่ (011) 2. เปน็ วัตถดุ บิ ทดแทนในเตาเผาปูนซเี มนต์ (044) 3. นำกลบั มาใช้ประโยชน์ด้วยวิธอี ่ืน (049 โรงงาน B นำ้ มนั หลอ่ เย็น 1. เปน็ เช้อื เพลิงทดแทน (041) 2. ทำเปน็ เชื้อเพลงิ ผสม (042) 3. นำกลับมาใชป้ ระโยชนด์ ว้ ยวิธอี ื่น (049) โรงงาน A, D, E, F, และ J กากตะกอนจากระบบ 1. ทำเปน็ เชื้อเพลงิ ผสม (042) บำบัด 2. เป็นวตั ถุดบิ ทดแทนในเตาเผาปนู ซีเมนต์ (044) 3. หมกั ทำปุ๋ยหรอื สารปรับปรงุ ดิน (083) โรงงาน E เศษอลูมิเนยี ม 1. คัดแยกประเภทเพ่ือจำหนา่ ยตอ่ (011) 2. นำกลบั มาใช้ซำ้ ด้วยวธิ อี ่ืน (039) 3. เปน็ วตั ถดุ ิบทดแทนในเตาเผาปนู ซเี มนต์ (044) 4. นำกลบั มาใชป้ ระโยชนด์ ้วยวธิ อี ่ืน (049) 5. เขา้ กระบวนการนำโลหะกลับมาใหม่ (052) โรงงาน D, F, G เศษใบหนิ เจยี รปนเป้ือน 1. ทำเปน็ เช้อื เพลิงผสม (042) โรงงาน H น้ำมัน 2. เป็นวตั ถดุ บิ ทดแทนในเตาเผาปูนซีเมนต์ (044) ผลิตภณั ฑ์ผลไมห้ มดอายุ 1. นำกลบั มาใชซ้ ้ำด้วยวธิ อี นื่ (039) 2. เป็นเชือ้ เพลิงทดแทน (041) 3. ทำเปน็ เชื้อเพลิงผสม (042) 4. เผาเพ่อื เอาพลงั งาน (043) 5. นำกลบั มาใช้ประโยชนด์ ว้ ยวิธีอ่นื (049) 6. หมกั ทำปยุ๋ หรือสารปรบั ปรงุ ดิน (083) 7. ทำอาหารสตั ว์ (084) โรงงาน I เถา้ จากเตาความร้อน 1. ทำเปน็ เช้ือเพลงิ ผสม (042) 153
The 2nd National Conference of Health Science Research สำนักวชิ ำวทิ ยำศำสตรส์ ขุ ภำพ Knowledge transformation towards Thailand 4.0 มหำวทิ ยำลยั แมฟ่ ้ ำหลวง โรงงาน ชนิดของเสีย แนวทางการใชป้ ระโยชน์ (รหสั วิธีกําจดั ) โรงงาน J กากตะกอนน้ำเสยี 1. เปน็ เช้ือเพลิงทดแทน (041) (Phosphate) 2. ทำเปน็ เชอื้ เพลงิ ผสม (042) 3. เป็นวัตถดุ ิบทดแทนในเตาเผาปนู ซีเมนต์ (044) 4. นำกลับมาใช้ประโยชนด์ ว้ ยวธิ อี ่ืน (049) โรงงาน K เศษผ้า ถุงมือปนเป้ือน 1. เป็นเชอื้ เพลิงทดแทน (041) 2. ทำเป็นเชื้อเพลงิ ผสม (042) 3. เผาเพอื่ เอาพลังงาน (043) 4. เป็นวตั ถดุ ิบทดแทนในเตาเผาปนู ซีเมนต์ (044) 5. นำกลับมาใช้ประโยชน์ดว้ ยวิธอี ่นื (049) 6. เขา้ กระบวนการนำโลหะกลับมาใหม่ (052) 7. นำสิง่ ปฏกิ ูลหรือวสั ดทุ ไี่ มใ่ ช้แล้วอ่นื กลบั คนื มาใหม่ (059) โรงงาน K นำ้ ล้างฟิลม์ 1. เป็นเชอื้ เพลิงทดแทน (041) 2. ทำเป็นเชื้อเพลิงผสม (042) 3. นำกลบั มาใชป้ ระโยชน์ด้วยวิธอี ่นื (049) โรงงาน M เศษยาง/ขยี้ าง 1. คดั แยกประเภทเพอ่ื จำหน่ายตอ่ (011) 2. นำกลบั มาใชซ้ ้ำด้วยวธิ ีอน่ื (039) 3. เปน็ เชอื้ เพลิงทดแทน (041) 4. ทำเปน็ เชื้อเพลงิ ผสม (042) 5. เผาเพือ่ เอาพลังงาน (043) 6. เปน็ วตั ถดุ ิบทดแทนในเตาเผาปูนซเี มนต์ (044) 7. นำกลับมาใชป้ ระโยชน์ด้วยวธิ ีอน่ื (049) ทมี่ า: กรมโรงงานอตุ สาหกรรม, 2561 [4] กติ ติกรรมประกาศ การศึกษาน้ีขอขอบคณุ โรงงานอุตสาหกรรมและบคุ ลากรที่เขา้ ร่วมท้งั 13 แหง่ ในเขตกรงุ เทพมหานครและปรมิ ณฑล เอกสารอา้ งอิง [1] Department of Industrial Work. (2015). คู่มือการจดั การกากอตุ สาหกรรม. p. 100. [2] Department of Industrial Work. (2017). Manual of how to 3Rs with waste management within the factory, 64, p. 1-7. [3] Department of Industrial Work. (2012). Manual to the guidelines and characteristic criteria of waste for the processing of fuel bars and interlocking blocks. 85, p. 4-32. [4] Department of Industrial Work. (2018). Industrial waste utilization. Available at: http://induswaste.com 154
The 2nd National Conference of Health Science Research สำนักวชิ ำวทิ ยำศำสตรส์ ขุ ภำพ Knowledge transformation towards Thailand 4.0 มหำวทิ ยำลยั แมฟ่ ้ ำหลวง ภาวะซมึ เศร้าของผ้มู ารับบรกิ ารคลินิกสุขภาพจติ โรงพยาบาลกระทมุ่ แบนและปัจจยั ที่เกย่ี วข้อง เบญจมาภรณ์ ร่งุ สาง1 และ สายสดุ า โภชนากรณ์2 1คณะศลิ ปศาสตร์ มหาวิทยาลยั มหิดล 2โรงพยาบาลกระทุ่มแบน จงั หวัดสมทุ รสาคร Corresponding author: [email protected] บทคดั ยอ่ บทนำ : ภาวะซึมเศร้าพบได้บ่อย และเป็นปัญหาทางสุขภาพจิตซึ่งส่งผลต่ออารมณ์ ความคิด และพฤติกรรมของมนุษย์ วัตถุประสงค์ : เพื่อศึกษาภาวะซึมเศร้า และปัจจัยที่เกี่ยวข้อง ผู้รับบริการคลินิกสุขภาพจิต วิธีวิจัย : การวิจัยแบบพรรณนาโดย การเก็บข้อมูลย้อนหลัง รวบรวมข้อมูลจากผู้ที่มารบั บรกิ ารที่คลินิกจิตเวช โรงพยาบาลกระทุ่มแบน ตั้งแต่เดือนตุลาคม 2558 ถึง เดอื น กันยายน 2561 ซ่งึ ได้จากการเลือกแบบเจาะจง จำนวน 374 คน เครอื่ งมือทีใ่ ชใ้ นการวจิ ัย ได้แก่ แบบบนั ทึกข้อมูลจากแฟ้ม ประวัติผูป้ ว่ ย และแบบประเมินโรคซึมเศร้า 9 คำถาม (9Q) วิเคราะห์ขอ้ มูลโดยใช้สถติ พิ รรณนา และการวเิ คราะห์ ถดถอยไบนารี ผลการวิจัย : ผลการศกึ ษาพบว่า ผู้รับบริการมีภาวะซึมเศร้าในระดับน้อย (Mean = 9.59, S.D. = 8.49) และพบว่าเพศหญิง วัย สงู อายุและประวัตกิ ารทำรา้ ยตนเองเปน็ ปจั จัยที่เกยี่ วขอ้ งกบั ภาวะซึมเศรา้ ในผู้รับบริการ โดยผูร้ ับบริการเพศหญงิ มโี อกาสเกดิ ภาวะ ซึมเศร้ามากกว่าผู้รับบริการเพศชาย 3.1 เท่า (OR = 3.07, CI = 1.65 - 5.71) ผู้รับบริการที่เป็นผู้สูงอายุมีโอกาสที่จะเกดิ ภาวะ ซึมเศร้ามากกว่า ผู้รับบริการในวัยอื่น 1.2 เท่า (OR = 1.24, CI = 1.06 - 1.44) ในขณะที่ผู้รับบริการที่มีประวัติทำร้ายตนเอง โอกาสที่จะเกดิ ภาวะซมึ เศร้ามากกวา่ ผู้รบั บริการท่ไี มป่ ระวตั ทิ ำรา้ ยตนเอง 1.1 เทา่ (OR = 1.08, CI = 1.06 - 1.11) อภิปรายและ สรุป : ผลการวิจยั คร้งั นี้ ใหข้ ้อเสนอแนะวา่ พยาบาลและผู้มีหนา้ ที่ เกีย่ วข้องในการดแู ลสุขภาพผู้รับบริการควรนำผลการวิจยั นี้ไปใช้ เป็นข้อมูลในการวางแผนจัดกจิ กรรมหรือโปรแกรม เพื่อให้การดูแลผู้รบั บริการเพศหญงิ ทีเ่ ป็นผู้สูงอายุ และมีประวัตทิ ำร้ายตนเอง เพ่อื ลดและปอ้ งกันภาวะซมึ เศร้าในผ้รู ับบริการ คำสำคญั : ภาวะซมึ เศร้า, เพศ, ผสู้ ูงอายุ 155
The 2nd National Conference of Health Science Research สำนกั วชิ ำวทิ ยำศำสตรส์ ขุ ภำพ Knowledge transformation towards Thailand 4.0 มหำวทิ ยำลยั แม่ฟ้ ำหลวง Depression among Patients in psychiatric clinic of Krathum Baen Hospital and Its Associated Factors Benjamaporn Rungsang1 and Saysuda Pochnagone2 1Faculty of Liberal Arts, Mahidol University 2Krathum Baen Hospital Corresponding author: [email protected] Abstract Introduction: Depression is a common and mental health problem that negatively affects emotion, thought and human behaviors. Objective: To determine depression and other related factors among patients in psychiatric clinic. Methodology: The patients in psychiatric clinic from October 2015 to September 2018 were conducted from out-patient department records and psychiatric clinic records. Descriptive statistics and binary logistic regression were used to analyze the data. Results: The overall depression level was mild (Mean = 9.59, S.D. = 8.49). Gender was the highest potential risk factor, followed by elderly and having a history of attempted suicide. Participants who were female and elderly age had the greater risks of depression 3.1 (OR = 3.07, CI = 1.65 - 5.71) and 1.2 times (OR = 1.24, CI = 1.06 - 1.44) of their counterparts, respectively. In addition, participants with a history of attempted suicide were 1.1 times (OR = 1.08, CI = 1.06 - 1.11) more likely to have depression compared with those without a history of attempted suicide. Discussion and conclusion: These findings suggested that nurses and related personnel for patients could obtain these results to utilize for planning an activity or a program should be targeted to female, elderly age, especially those with a history of attempted suicide. Consequently, suicidal ideation in adolescents would be lessen and preventable. Keywords: Depression, Gender, Elderly 156
The 2nd National Conference of Health Science Research สำนักวชิ ำวทิ ยำศำสตรส์ ขุ ภำพ Knowledge transformation towards Thailand 4.0 มหำวทิ ยำลยั แมฟ่ ้ ำหลวง บทนำ ภาวะซึมเศร้า (Depression) หมายถึง ภาวะจิตใจที่แสดงออกถึงความผิดปกติของอารมณ์ เช่น อารมณ์เศร้า ไม่มี ความสขุ เบอื่ หน่าย หดหู่ ท้อแท้ สนิ้ หวงั เซ่ืองซมึ นอนไมห่ ลบั เบอ่ื อาหาร ขาดสมาธิ วติ กกงั วล มองโลกในแง่ลบ (นันทริ า หงสศ์ รี สวุ รรณ์, 2559; Beck, 1967) ภาวะซึมเศร้า นับว่าเป็นปญั หาสาธารณสขุ ทีส่ ำคัญและมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น จากข้อมูลองค์การอนามัย โลกรายงานวา่ โรคซึมเศรา้ เป็นโรคทีพ่ บบ่อยโดยคาดวา่ มผี ้ปู ว่ ยท่ีปว่ ยดว้ ยโรคซึมเศรา้ ถงึ 121 ลา้ นคนทวั่ โลก (WHO, 2011) สำหรบั ประเทศไทย จากข้อมูลกรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุข ปี 2561 พบคนไทยป่วยโรคซึมเศร้า 1.5 ล้านคน และพบว่ามี แนวโน้มที่จะรุนแรงขึ้น โดยการศึกษาที่ผ่านมาพบว่า ความชุกของโรคซึมเศร้าในปี 2551 ในประชากรทั่วไปคิดเป็นร้อยละ 3.45 ในขณะท่คี วามชุกของโรคซมึ เศรา้ ในประชากรทอ่ี ายุ 60 ปขี ึ้นไป มีสัดส่วนทสี่ งู กว่าประชากรทว่ั ไปและ มแี นวโนม้ ที่เพ่ิมขึน้ ตามช่วง อายุ โดยพบความชุกของ โรคซึมเศร้าร้อยละ 4.3 ในช่วงอายุ 60-69 ปี และร้อยละ 5.6 และ ร้อยละ 8.0 ในช่วงอายุ 70-79 ปี และมากกว่าหรือเท่ากับ 80 ปีขึ้นไป ตามลำดับ (หวาน ศรีเรือนทอง และคณะ, 2554) ต่อมากรมสุขภาพจิตได้ดำเนินการดูแล อย่างต่อเนือ่ ง จนกระทั่งใน ปี 2557 ภาวะซึมเศร้าในประชากรไทยอายุ 15 ปีขึ้นไป มีความชกุ ลดลงเทา่ กับร้อยละ 3.0 โดยความ ชกุ ในเพศหญงิ มากกวา่ ชาย (ร้อยละ 3.8 และ 2.1 ตามลำดับ)พบวา่ ความชกุ เพม่ิ ขึ้นตามอายทุ ่เี พ่ิมข้นึ ในเพศชายสูงสุดในกลุ่ม 80 ปีขึ้นไป ร้อยละ 5.0 ส่วนในเพศหญิงสูงสุดในกลุ่ม 70-79 ปี ร้อยละ 8.5 (วิชัย เอกพลากร, 2557) การแก้ปัญหาภาวะซึมเศร้าที่ ผ่านมาจึงมุ่งเน้นไปยังกลุ่มวัยผู้สูงอายุ โดยภาวะซึมเศร้ามีสาเหตุมาจากหลายปัจจัย อาทิ ความผิดปกติทางพันธุกรรม ความ ผิดปกติ ของสารชวี เคมใี นสมอง ปญั หาทางดา้ นจิตใจ และปจั จัยทางส่งิ แวดลอ้ ม จะเห็นได้ว่าสาเหตขุ องการเกดิ ภาวะซึมเศร้าเกิด จากปัจจัยภายในและภายนอก ทั้งที่สามารถควบคุมได้และควบคุมไม่ได้ (นันทิรา หงส์ศรีสุวรรณ์, 2559) และในปัจจุบันพบว่า ปัจจัยทางสงั คม เช่น การไม่มีทาง เลือกในชีวิต การขาดกำลงั ใจ ประกอบกับการสูญเสียในชีวิต ทำให้เกดิ ความรู้สึกท้อแท้ ส้ิน หวัง จนเกดิ อาการซึมเศร้าทรี่ นุ แรงได้ (กฤตนยั แกว้ ยศ และคณะ, 2557) ภาวะซึมเศร้านั้นก่อให้เกิดการสูญเสียปีสุขภาวะไป 1.4 ล้านปี (ร้อยละ 2.4) และ 1.9 ล้านปี (ร้อยละ 7.1) ในชายและ หญิงตามลำดบั (วชิ ัย เอกพลากร, 2557) ยงิ่ ไปกว่านั้นภาวะซึมเศร้ากเ็ ป็นสาเหตสุ ำคัญอยา่ งหนึ่งของการฆา่ ตวั ตาย (Beck, 1967; กฤตนยั แก้วยศ และคณะ, 2557; นันทริ า หงสศ์ รีสวุ รรณ์, 2559) จึงเป็นเรือ่ งสำคญั อย่างยงิ่ ทตี่ อ้ งทำการศกึ ษาเพ่อื หาแนวทางใน การดูแลและป้องกันผู้ทีม่ ีภาวะซึมเศรา้ งานวิจัยครั้งนี้จึงมีวัตถปุ ระสงค์เพื่อศึกษาความชุกของผู้ที่มารับบริการทีค่ ลินิกสุขภาพจติ โรงพยาบาลกระท่มุ แบน รวมท้งั ศกึ ษาถงึ ความสัมพนั ธร์ ะหว่างภาวะซมึ เศรา้ กับปจั จัยอืน่ ๆ ท่เี กยี่ วขอ้ ง วิธดี ำเนินการวิจยั การวิจัยครงั้ น้ีเปน็ การวจิ ยั เชิงพรรณนา โดยรวบรวมขอ้ มลู ย้อนหลังจากเวชระเบยี นผู้ปว่ ยนอกและแฟม้ ประวตั ิผู้ป่วยของ กลุ่มงานจิตเวชและยาเสพติด ทั้งนี้งานวิจัยนี้ได้ผ่านการรับรองจากคณะกรรมการจริยธรรมของโรงพยาบาลกระทุ่มแบน กลุ่ม ตวั อย่างทศี่ กึ ษาคือ ผูท้ ีเ่ ข้ามารับบริการทค่ี ลินิกจติ เวช ตง้ั แตเ่ ดอื นตลุ าคม 2558 ถงึ เดอื น กันยายน 2561 ซ่ึงได้จากการเลือกแบบ เจาะจง จำนวน 374 คน เคร่ืองมอื วิจยั เคร่อื งมอื ทีใ่ ชใ้ นการวิจัย ประกอบด้วย 2 ชดุ ดงั นี้ 1. แบบบันทกึ ข้อมลู จากแฟม้ ประวตั ิผปู้ ่วย ประกอบดว้ ย เพศ อายุ อาชพี สถานภาพสมรส และประวัติการทำร้ายตนเอง 157
The 2nd National Conference of Health Science Research สำนักวชิ ำวทิ ยำศำสตรส์ ุขภำพ Knowledge transformation towards Thailand 4.0 มหำวทิ ยำลยั แม่ฟ้ ำหลวง 2. แบบประเมนิ โรคซึมเศรา้ 9 คำถาม (9Q) พัฒนาข้นึ โดย ธรนนิ ทร์ กองสุขและคณะ (2561) มคี ำถาม 9 ข้อแบง่ เป็น 4 ระดับ ความรุนแรงคอื ได้คะแนน < 7 หมายถงึ ปกติ ไดค้ ะแนน 7-12 หมายถงึ mild ไดค้ ะแนน 13-18 หมายถงึ moderate ได้ คะแนน >18 หมายถงึ severe ค่า Cronbach’s Alpha เท่ากับ .812 ค่าสมั ประสทิ ธสิ์ หสัมพนั ธเ์ ทา่ กบั .719 (P < .001) การวิเคราะห์ข้อมูล แบง่ เปน็ 2 สว่ นดังน้ี 1. วเิ คราะห์ขอ้ มูลจากแบบบันทึกข้อมลู จากแฟ้มประวตั ิผ้ปู ว่ ย ใช้สถิตเิ ชิงพรรณนา 2. วิเคราะห์ความสัมพันธ์ของภาวะซึมเศร้ากับปัจจัยอื่นๆ ใช้ สถิติไคว์สแควร์ (chi-square test) และการวิเคราะห์การ ถดถอยโลจิสติก (logistic regression analysis) ผลการศกึ ษา พบว่าในช่วงระยะเวลาที่ศึกษามีผู้มารับบริการที่กลุ่มงานจิตเวชและยาเสพติดโรงพยาบาลกระทุ่มแบนทั้งสิ้น 374 คน ส่วนใหญ่เป็นเพศหญิงร้อยละ 74.3 ชว่ งอายุทีพ่ บบ่อยอยู่ระหว่าง 20 – 29 ปี (ร้อยละ 30.5) สว่ นใหญ่(ร้อยละ 68.4) มีสถานภาพ สมรส อาชพี ที่พบได้สงู สดุ คอื รับจ้าง (รอ้ ยละ 58.8) ผู้รับบริการสว่ นใหญ่ไม่มีโรคประจำตัว (รอ้ ยละ 72.2) ในจำนวนผูร้ บั บรกิ ารท่ีมี โรคประจำตัวทั้งหมด (ร้อยละ 27.8) พบว่าส่วนใหญ่เป็นโรคทางกาย (ร้อยละ 25.7.) และส่วนใหญ่ไม่มีประวัติทำร้ายตนเอง (ร้อยละ 79.7) ดงั ตารางที่ 1 ตารางท่ี 1 ขอ้ มลู ท่ัวไป Mean = 9.59, S.D. = 8.49 จำนวนคน ร้อยละ ขอ้ มูล ไม่มี ภาวะซึมเศร้า เลก็ นอ้ ย 150 40.1 ปานกลาง 86 23.0 เพศ สูง 76 20.3 อายุ ชาย 62 16.6 หญิง 96 25.7 สถานภาพสมรส 278 74.3 น้อยกวา่ 20 20- 29 53 14.2 30 - 39 114 30.5 40 - 49 68 18.2 50 - 59 44 11.8 60 ข้นึ ไป 32 8.6 63 16.8 โสด คู่ 79 21.1 หมา้ ย 256 68.4 21 5.6 158
The 2nd National Conference of Health Science Research สำนักวชิ ำวทิ ยำศำสตรส์ ุขภำพ Knowledge transformation towards Thailand 4.0 มหำวทิ ยำลยั แม่ฟ้ ำหลวง หยา่ / แยก 16 4.3 ไม่ระบุ 2 0.5 ตารางที่ 1 ข้อมูลทวั่ ไป (ตอ่ ) เกษตรกรรม จำนวนคน รอ้ ยละ ขอ้ มูล รบั จ้าง อาชีพ คา้ ขาย 16 4.3 นกั เรยี น/นักศึกษา 220 58.8 โรคประจำตัว ไม่ไดป้ ระกอบอาชพี 15 4.0 39 10.4 ประวตั ิการทำร้ายตนเอง ไม่มี 84 22.5 มี - โรคทางกาย 270 72.2 - โรคทางจติ 104 27.8 96 25.7 ไมม่ ี 2.1 มี 8 79.7 298 20.3 76 จากการวิเคราะหค์ วามสมั พนั ธ์ระหวา่ งปจั จยั ต่าง ๆ ที่มคี วามสัมพันธก์ บั ภาวะซึมเศร้า โดยวธิ ี logistic regression พบวา่ ปัจจัยทีม่ ีความสัมพันธ์เกี่ยวข้องกบั ภาวะซึมเศร้าอย่างมีนยั สำคญั ทางสถติ ิได้แก่ เพศหญิง วัยสูงอายุและประวตั ิการทำร้ายตนเอง โดยโดยผู้รับบริการเพศหญิงมีโอกาสเกิดภาวะซึมเศร้ามากกว่าผู้รับบริการเพศชาย 3.1 เท่า (OR = 3.07, CI = 1.65 - 5.71) ผู้รับบริการที่เป็นผู้สูงอายุมีโอกาสที่จะเกิดภาวะซึมเศร้ามากกว่า ผู้รับบริการในวัยอื่น 1.2 เท่า (OR = 1.24, CI = 1.06 - 1.44) ในขณะที่ผู้รับบริการที่มีประวัติทำร้ายตนเองโอกาสที่จะเกิดภาวะซึมเศร้ามากกว่าผู้รับบริการที่ไม่ประวัติทำร้ายตนเอง 1.1 เท่า (OR = 1.08, CI = 1.06 - 1.11) ดังตารางที่ 2 ตารางที่ 2 Logistic regression ของปัจจยั ทเี่ กยี่ วข้องกับภาวะซมึ เศรา้ variables B S.E. Sig. Exp(B) 95% C.I.for EXP(B) <.001 1.083 Lower Upper Suicide attempted .079 .013 <.01 1.235 1.055 1.111 <.001 3.067 1.059 1.440 Elderly age .211 .078 <.001 .096 1.648 5.709 Gender 1.121 .317 Constant -2.339 .476 159
The 2nd National Conference of Health Science Research สำนกั วชิ ำวทิ ยำศำสตรส์ ุขภำพ Knowledge transformation towards Thailand 4.0 มหำวทิ ยำลยั แมฟ่ ้ ำหลวง อภิปราย การศึกษาครั้งนี้พบว่าความชุกของภาวะซึมเศร้าในผู้รับบริการ รพ.กระทุ่มแบน จังหวัดสมุทรสาคร พบร้อยละ 16.6 (62/374) และปัจจัยท่ีสัมพันธ์กับภาวะซึมเศรา้ อย่างมนี ัยสำคญั ทางสถิติ ได้แก่ เพศหญงิ (OR = 3.07, CI = 1.65 - 5.71) ผู้สงู อายุ (OR = 1.24, CI = 1.06 - 1.44) มีประวัติทำร้ายตนเอง (OR = 1.08, CI = 1.06 - 1.11) ซึ่งผลการศึกษามีความสอดคล้องกับ การศึกษาของ นภา พวงรอด (2558) และ นัฏศรา ดํารงค์พิวัฒน์ และคณะ (2562) ที่พบว่าส่วนใหญ่เพศหญิงมีภาวะซึมเศร้า มากกวา่ เพศชาย และเพศหญงิ ยังมีโอกาสป่วยเปน็ โรคทางจิตเวช major depression มากกว่าเพศชาย (ธัญชนก, 2559) อาจเป็น เพราะเพศหญงิ มีลักษณะของอารมณท์ ีม่ ีความอ่อนไหวและไมส่ ามารถหาทางระบาบออกได้ง่ายเหมือนเพศชาย ทำให้เก็บกดเอาไว้ จนกระทั่งเกิดความเจ็บป่วยทางจิต สอดคล้องกับ การศึกษาของ Beck (1967) กล่าวถึงเพศหญิงมีความสัมพันธ์ทางบวกกับค่า ของคะแนนภาวะซึมเศรา้ แสดงวา่ เพศหญิงมคี า่ คะแนนภาวะซมึ เศรา้ มากกว่าเพศชาย มีแนวโนม้ ทจี่ ะพบภาวะซมึ เศรา้ ในเพศหญิง มากกวา่ เพศชาย การศกึ ษาคร้งั นี้ยงั พบว่า ช่วงอายุมากกวา่ 60 ปขี ้นึ ไป หรอื อย่ใู นวัยสงู อายุเปน็ ปัจจยั ที่มคี วามสัมพันธก์ บั ภาวะซมึ เศร้าซึ่ง ค่อนข้างสอดคล้องกับการศึกษาของโชติมันต์ ชินวรารักษ์และ พีรพนธ์ ลือบุญธวัชชัย (2559) ที่พบว่า ผู้ป่วยโรคซึมเศร้าชนิด major depressive disorder ที่แผนกผู้ป่วยนอกจิตเวชส่วนใหญ่มีอายุ 51-60 ปี และการศึกษาของสุจรรยา แสงเขียวงาม (2559) พบว่า ผู้รับบริการที่มีภาวะซึมเศร้าที่มาใช้บริการที่ โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลส่วนใหญ่ร้อยละ 62.5 มีอายุ 60 – 69 ปี ซึ่งอาจเนือ่ งมากจากปัจจบุ นั สังคมไทยเปน็ สงั คมผู้สูงอายแุ ละภาวะซึมเศร้าเป็นปัญหา ด้านจิตใจและอารมณ์ที่พบได้บ่อยใน ผสู้ ูงอายุ (นภา พวงรอด, 2558; นฏั ศรา ดาํ รงค์พิวัฒน์ และคณะ,2562) ส่วนประวตั ิการทำร้ายตนเอง พบว่ามคี วามสมั พันธก์ บั ภาวะซมึ เศรา้ ในผรู้ บั บริการอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ สอดคล้องกับการศึกษา ของรจนพรรณ นนัททิรรภ (2559) และธัญชนก บุญรัตน์ (2559) พบว่าการพยายายามฆ่าตัวตายซ้ำในกลุ่ม mood disorder มี ความเสย่ี งสูงทจี่ ะฆ่าตัวตายซ้ำ ซึง่ คล้ายกบั การศึกษาในประเทศมาเลเซยี ทพ่ี บว่าผ้ปู ่วยโรคซึมเศร้ารอ้ ยละ 83 เคยมีประวัติทำร้าย ตนเองและมีความพยายามท่จี ะฆา่ ตัวตายซำ้ (Chan , Shamsul, Maniam , 2014) อาการซมึ เศรา้ ท้อแท้ เบื่อหน่าย ส้ินหวงั มอง ชีวติ ไมม่ คี ณุ ค่า ดำเนินไปจนสามารถคดิ ทำร้ายตนเองหรือฆ่าตวั ตายในท่ีสุด (นฏั ศรา ดาํ รงค์พิวฒั น์ และคณะ, 2562; Beck, 1967; กฤตนยั แก้วยศ และคณะ, 2557; นนั ทริ า หงส์ศรีสุวรรณ์, 2559) ข้อจำกดั ของการศึกษานี้ คอื เปน็ การศึกษาข้อมูลย้อนหลงั เฉพาะกลมุ่ ผูท้ มี่ ารบั บริการในคลนิ กิ สุขภาพจิต ในโรงพยาบาล กระทุ่มแบน จงั หวัดสมุทรสาครเท่านัน้ ไมไ่ ด้ครอบคลุมผรู้ ับบรกิ ารทั้งหมดของโรงพยาบาลกระทมุ่ แบนจงึ อาจทำให้ความชุกตำ่ กว่า ความเป็นจรงิ เมอ่ื เทยี บทางการศกึ ษาของคนอ่ืน สรปุ ความชุกของภาวะซึมเศร้าของผู้มารับบริการคลินิกสุขภาพจิต โรงพยาบาลกระทุ่มแบนเท่ากับ ร้อยละ 16.6 และพบ ปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับภาวะซึมเศร้าได้แก่ เพศหญิง อายุ และประวัติทำร้ายตนเอง พยาบาลและผู้มีหน้าท่ี เกี่ยวข้องในการดูแล สขุ ภาพผู้รบั บริการควรนำผลการวิจัยนไ้ี ปใช้เป็นขอ้ มูลในการวางแผนจดั กิจกรรมหรือโปรแกรม เพือ่ ลดและปอ้ งกนั ภาวะซมึ เศร้าใน ผรู้ ับบรกิ ารตอ่ ไป เอกสารอ้างองิ กฤตนัย แก้วยศ, วญิ ญู ชะนะกลุ, ดษุฏี อดุ มอิทธิพงศ.์ (2557) ภาวะซมึ เศร้าและปัจจัยทเ่ี กี่ยวขอ้ งของผดู้ แู ลผู้ป่วยโรคจติ เภท. 160
The 2nd National Conference of Health Science Research สำนักวชิ ำวทิ ยำศำสตรส์ ุขภำพ Knowledge transformation towards Thailand 4.0 มหำวทิ ยำลยั แมฟ่ ้ ำหลวง วารสารสถาบนั จติ เวชศาสตรส์ มเดจ็ เจา้ พระยา, 8 (1), 31-41. โชติมนั ต์ ชินวรารักษ์, พรี พนธ์ ลอื บุญธวัชชยั .(2559). อาการทางกายและความสมั พนั ธก์ ับความรนุ แรงของอาการซึมเศร้าใน ผูป้ ว่ ย โรคซึมเศรา้ ในโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์. วารสารสมาคมจติ แพทย์แหง่ ประเทศไทย, 61(4), 293-306. ธญั ชนก บุญรตั น์. (2559).พฤตกิ รรมการฆ่าตวั ตายของผปู้ ว่ ยทมี่ ารักษาที่คลินิกจติ เวช โรงพยาบาลหาดใหญ่. วารสารวิชาการ แพทย์เขต 11, 30 (1), 101-110. ธรณนิ ทร์ กองสุข, สุวรรณา อรณุ พงค์ไพศาล, ศภุ ชัย จนั ทรท์ อง, เบญจมาศ พฤกษ์กานนท,์ สุพัตรา สขุ าวห, จินตนา ลจ้ี งเพม่ิ พูน. (2561). ความเทย่ี งตรงตามเกณฑก์ ารวนิ จิ ฉยั โรคซึมเศร้าของแบบประเมนิ อาการซึมเศรา้ 9 คำถามฉบับปรับปรุง ภาษากลาง,วารสารสมาคมจติ แพทยแ์ หง่ ประเทศไทย, 63 (4), 321-334. นภา พวงรอด. (2558). การศึกษาภาวะซมึ เศร้าของผสู้ งู อายใุ นจังหวดั .วารสารมหาวิทยาลยั นราธิวาสราชนครินทร์, 2, 63-74. นนั ทิรา หงส์ศรสี วุ รรณ์.(2559). ภาวะซึมเศร้า. วารสาร มฉก.วชิ าการ, 19 ( 38), 105 – 118. นัฏศรา ดํารงคพ์ วิ ัฒน,์ โชตมิ นั ต์ ชนิ วรารกั ษ์, สขุ เจรญิ ตงั้ วงษไ์ ชย. (2562). ความชุกและปจั จัยท่เี ก่ยี วข้องกบั ภาวะซมึ เศร้าใน ผูส้ งู อายุ ณ หมบู่ ้านประชานิเวศน.์ วารสารสุขภาพจิตแห่งประเทศไทย, 27(3), 183-195. รจนพรรณ นนทั ทริ รภ. (2559). ความเสี่ยงในการฆ่าตวั ตายของผู้ปว่ ยในหอผูป้ ว่ ยอายรุ กรรมโรงพยาบาลนครพิงค์. วารสารสวน ปรงุ , 32 (1), 1-15. วชิ ัย เอกพลากร. (บก.). (2557) รายงานการสำรวจสุขภาพประชาชนไทยโดยการตรวจรา่ งกาย ครัง้ ที่ 5 พ.ศ. 2557. นนทบุรี: สถาบนั วิจัยระบบสาธารณสขุ . สจุ รรยา แสงเขยี วงาม.(2559). ปัจจยั ทีส่ ัมพนั ธ์กบั ภาวะซึมเศร้าในผู้สงู อายุท่เี ปน็ โรคไม่ตดิ ต่อเรอื้ รงั ทม่ี าใช้บรกิ ารในโรงพยาบาล ส่งเสรมิ สขุ ภาพ ตำบลบึงคำพรอ้ ย หมู่ 11 อำเภอลำลูกกา จงั หวัดปทุมธานี. สืบคน้ วนั ท่ี 5 พฤศจกิ ายน 2562 จาก https://www.western.ac.th/images/NurseW/RESEARCHPROJECT/2559/depress-elder06.pdf หวาน ศรีเรอื นทอง, ธรณินทร์ กองสขุ , วชริ ะ เพง็ จันทร์, พนั ธน์ุ ภา กิตติรตั นไพบลู ย์, เกษราภรณ์ เคนบปุ ผา, รงุ่ มณี ยิ่งยืน และ คณะ. (2554). ความเส่ยี งการฆ่าตวั ตายของคนไทย: การสำรวจระดบั ชาติ.วารสารสมาคมจิตแพทยแ์ หง่ ประเทศไทย, 56,413-424. Beck, A. T. (1967). Depression: Clinical, experimental and theoretical aspects. New York: Heber Medical Division. Chan LF, ShamsulAS, Maniam T. (2014). Are predictors of future suicide attempts and the transition from suicidal ideation to suicide attempts shared or distinct: A 12-month prospective study among patients with depressive disorder. Psychiatry Research, 220, 867-873. World Health Organization. (2011). Depression. สบื ค้นวันท่ี 5 พฤศจกิ ายน 2562 จาก http://www.who.int/mental_health/management/depression/definition/en 161
The 2nd National Conference of Health Science Research สำนักวชิ ำวทิ ยำศำสตรส์ ขุ ภำพ Knowledge transformation towards Thailand 4.0 มหำวทิ ยำลยั แม่ฟ้ ำหลวง ปจั จัยท่ีมีความสมั พันธก์ บั พฤตกิ รรมการดแู ลตนเองของผู้ป่วยโรคไตเร้ือรัง ตำบลวดั โบสถ์ อำเภอวัดโบสถ์ จังหวัดพิษณุโลก พสิ ษิ ฐ์ ดวงตา*, ชุตกิ าญจน์ ชว่ ยเมือง และนภสั กร ค้าเจรญิ วทิ ยาลัยการสาธารณสุขสนิ ธร จงั หวดั พษิ ณุโลก *Corresponding author E-mail: [email protected] บทคดั ยอ่ การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงพรรณนา (Descriptive research) มีจุดประสงค์เพื่อ 1) เพื่อศึกษาพฤติกรรมการดูแล ตนเองของผู้ป่วยโรคไตเรอ้ื รงั 2) เพือ่ ศกึ ษาปัจจัยทมี่ คี วามสัมพันธก์ บั พฤตกิ รรมการดแู ลตนเองของผู้ปว่ ยโรคไตเรื้อรัง กลุ่มตัวอย่าง เป็นผู้ป่วยโรคไตเรื้อรัง ตำบลวัดโบสถ์ อำเภอวัดโบสถ์ จังหวัดพิษณุโลก จำนวน 137 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจั ยคือ แบบสอบถาม 4 ส่วน ประกอบด้วยข้อมูลทว่ั ไป ความเช่อื ด้านสุขภาพ ทศั นคติ พฤติกรรมการดูแลตนเอง การวิเคราะห์ข้อมูลและ สถิติที่ใช้สถิติเชิงพรรณนา โดยใช้ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และไคสแควร์ ผลการศึกษา พบว่า กลุ่ม ตัวอย่างส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง ร้อยละ 62 อายุ 71-80 ปี ร้อยละ 33.6 สถานภาพสมรสร้อยละ 75.9 จบการศึกษาระดับ ประถมศึกษาร้อยละ 87.6 ประกอบอาชีพเกษตรกรรมร้อยละ 26.3 รายได้ต่อเดือนน้อยกว่า 10,000 บาท ร้อยละ 75.2 มีโรค ประจำตัวของบุคคลในครอบครัวร้อยละ 91.2 มีบัตรประกันสุขภาพถ้วนหน้าร้อยละ 94.9 ไม่สูบบุหรี่ร้อยละ 77.4 ไม่ด่ืม แอลกอฮอลร์ อ้ ยละ 65.7 พฤติกรรมการดูแลตนเองของผู้ปว่ ยโรคไตเรอื้ รงั พบวา่ กลุ่มตวั อยา่ งส่วนใหญ่ มพี ฤตกิ รรมการดูแลตนเอง ในระดับปานกลาง ร้อยละ 80.29 และมีพฤติกรรมการดูแลตนเองในระดับสูง ร้อยละ19.71 ตัวแปรด้าน อาชีพ การรับประทานอาหารจานด่วน การหลีกเลี่ยงพฤติกรรมเสี่ยง การไม่ออกกำลังกายและภาวะน้ำหนักเกิน การรับการรักษา ค่าใช้จ่ายในการรกั ษาพยาบาล และค่าเดนิ ทาง การเสยี รายได้จากการหยุดงาน บรรจุภัณฑ์ของอาหาร การจัดรายการสินค้าราคา พิเศษ การมีความรู้เรื่องโรคไต การที่เคยได้รับผลกระทบจากการบริโภคอาหารรสเค็ม การรับประทานยา หรืออาหารเสริมที่มี โฆษณาสรรพคุณเกินจรงิ มีความสมั พนั ธต์ อ่ พฤติกรรมการดูแลตนเองของผปู้ ว่ ยโรคไตเร้อื รงั อยา่ งมนี ัยสำคญั ทางสถติ ทิ ร่ี ะดบั 0.05 คำสำคัญ: โรคไตเร้ือรัง, พฤติกรรมการดแู ลตนเอง, ผู้ปว่ ยโรคไตเร้อื รงั 162
The 2nd National Conference of Health Science Research สำนักวชิ ำวทิ ยำศำสตรส์ ุขภำพ Knowledge transformation towards Thailand 4.0 มหำวทิ ยำลยั แมฟ่ ้ ำหลวง Factors related to self-care behaviors of chronic kidney disease patients at Watbot Sub-District, Watbot District, Phitsanulok Province Pisith Duangta ,Chutikan Chuaymueang, Napatsakorn Kajaroen *Corresponding author E-mail: [email protected] Abstract This research was descriptive research. The purposes of this study were 1) to study self-care behaviors of chronic kidney disease patients 2) to study factors related to self-care behaviors of chronic kidney disease patients. Samples were chronic kidney disease patients at Wat Bot Phitsanulok Province 137 people. The tools used in the research were 4 parts questionnaire contains general information, health belief, attitude, self-care behavior. Analysis of data and statistics using descriptive statistics using frequency, percentage, mean, standard deviation and chi-square. The study found that most of samples were female 62 %, aged 71-80 years 33.6 %, married status 75.9 %, 87.6 % of primary school graduates, agricultural workers 26.3 %, and monthly income was less than 10,000 baht 75.2 %. They have 91.2% of family diseases. They had a universal health insurance card 94.9 %, 77.4 % of non-smokers and not drinking alcohol 65.7 %. Self-care behaviors of chronic kidney disease patients at moderate level were 80.29 % and high level were 19.71 %.Variables that were related to self-care behaviors of chronic kidney disease patients were occupation ,fast food, avoiding risk behaviors, not exercising and overweight, receiving treatment medical expenses and travel expenses ,loss of income from work, breaks food packaging Special item pricing, knowledge of kidney ,disease being affected by the consumption of salty , food Taking medication or supplements with advertisements informing properties, was related to self-care behaviors of chronic kidney disease patients with statistical significance at the level 0.05 Keywords: chronic kidney disease, self-care behavior, chronic kidney disease patients 163
The 2nd National Conference of Health Science Research สำนกั วชิ ำวทิ ยำศำสตรส์ ุขภำพ Knowledge transformation towards Thailand 4.0 มหำวทิ ยำลยั แมฟ่ ้ ำหลวง บทนำ โรคไตเร้ือรัง เปน็ ปัญหาสาธารณสขุ ทสี่ ำคญั ท่วั โลก ผปู้ ว่ ยกลมุ่ นีม้ คี ุณภาพชีวิตที่ตำ่ และมีอัตราการเสียชีวิตสูงเมื่อ เทียบกับโรคเรือ้ รังชนดิ อื่นๆ (สมาคมโรคไตแห่งประเทศไทย, 2561) สาเหตุของโรคไตเร้ือรัง ที่พบบ่อยเกิดจากโรคเบาหวานและ ภาวะความดันโลหติ สูง อีกท้ังโรคไตเรอื้ รงั ในระยะแรกมักไม่พบอาการผิดปกติทำใหผ้ ปู้ ่วยส่วนใหญไ่ มท่ ราบวา่ ตนเองปว่ ยเปน็ โรคไต โดยมกั ตรวจพบเม่อื โรคดำเนินไปมากแลว้ หรือเมอ่ื โรคดำเนนิ เข้าสู่ระยะไตวายเรอ้ื รังระยะสดุ ทา้ ย (ประเสรฐิ ธนกิจจารุ, 2558) ซึ่ง เป็นระยะที่ผู้ป่วยจำเป็นต้องได้รับการรักษาบำบัดทดแทนไต เช่น การฟอกเลือดด้วยเครือ่ งไตเทียม การล้างไตทางช่องท้องหรือ การผ่าตัดปลูกถ่ายไต ซึ่งส่งผลต่อคณุ ภาพชีวิตของผู้ป่วยอย่างเลี่ยงไม่ได้ (สมาคมโรคไตแห่งประเทศไทย, 2561) ค่าใช้จ่ายในการ บำบดั ทดแทนไตโดยการลา้ งไตทางช่องท้องหรอื การฟอกเลอื ดด้วยเคร่ืองไตเทยี มเฉล่ียประมาณ 240,000 บาทตอ่ คนตอ่ ปี ซง่ึ ยังไม่ รวมถึงค่าใช้จ่ายดว้ ยยา ค่าใช้จ่ายทางอ้อมอื่นๆ โดยในปีพ.ศ.2558 มีค่าใช้จ่ายสูงถึง5,247ล้านบาท และจะเพิ่มสูงขึ้นเป็น 6,318 ล้านบาท ในปี พ.ศ. 2559 ซึ่งถ้ารวมงบประมาณ สำหรับบริการผู้ป่วยไตวายเรื้อรังในสิทธิ อื่นๆ ได้แก่สิทธิประกันสังคมและ สวัสดิการข้าราชการแลว้ รฐั จำเป็นต้องใช้งบสูงกวา่ 10,000 ลา้ นบาทตอ่ ปี (สำนกั โรคไมต่ ดิ ตอ่ กรมควบคมุ โรค, 2559 ) สถานการณ์ผู้ปว่ ยโรคไตเรื้อรังกับเช้ือชาติส่วนใหญ่ในประเทศทางตะวนั ตกพบมีความชกุ ของโรคไตเรื้อรังประมาณ 10- 15%ของประชากรผู้ใหญ่ แต่การศึกษาในประเทศแถบเอเชียพบว่าอาจมีความชุกของโรคไตเรื้อรังสูงกว่าในประเทศทางตะวนั ตก 9,19 นอกจากนี้จำนวนผู้ป่วยที่เข้ารับการรักษาด้วยการบำบัดทดแทนไตในประเทศแถบเอเชีย เช่น ญี่ปุ่น มาเลเซีย ก็มีรายงาน จำนวนเพิ่มขึ้นสาเหตุของความชุกที่เพิ่มขึ้นอาจเนื่องจากมีปัจจัยเสี่ยงต่างๆ สะสมตัวเพิ่มขึ้น เช่น โรคความดันโลหิตสูงเบาหวาน โรคอ้วน ไขมนั ในเลอื ดสูง โดยเชื่อวา่ สาเหตุส่วนหนึง่ อาจเกย่ี วข้องกบั การมีพฤตกิ รรมการบรโิ ภคอาหารเลยี นแบบประเทศตะวันตก มากขึ้น ตัวอย่างเช่น ในประเทศสหรัฐอเมริกาในประชากรอายุมากกว่า 20 ปีขึ้นไป จากการสำรวจ NHANES 1988-1994 (n = 15,488) และNHANES 1999-2004 (n = 13,233)17 พบว่ามีความชุกของโรคไตเรื้อรังระยะที่ 1-4 จาก 10.0% เพิ่มขึ้นเป็น 13.1% ยุโรปในประชากรชาวนอร์เวย์จำนวน 65,181 คนพบว่ามีความชุกรวม 10.2% โดยแจกแจงเป็นโรคไตเรื้อรังระยะที่ 1-4 และมกี ารวเิ คราะหเ์ ปรียบเทยี บกับความชกุ ของโรคไตเรื้อรังในประชากรชาวอเมริกนั พบว่ามีความชกุ ของโรคไตเรอ้ื รงั ใกล้เคียงกัน แตก่ ารเกิดโรคไตวายเร้ือรังระยะสดุ ท้าย ในประชากรชาวอเมรกิ นั นน้ั สูงกว่านอร์เวย์ (ประเสริฐ ธนกิจจารุ,2558) จากสถานการณ์โรคไตเรอ้ื รังในปัจจุบนั ท่ีกำลังเป็นปญั หาใหญ่ระดับโลก คนไทยมแี นวโนม้ ป่วยเพม่ิ ข้ึนเร่ือยๆ โดยคนไทย ป่วยเป็นโรคไตเรื้อรังติดอันดับ 3 ของอาเซียน รองจากมาเลเซียและสิงคโปร์ สาเหตุส่วนใหญ่ร้อยละ 70 เกิดจากเบาหวานและ ความดันโลหิตสงู ซึ่งมีสถิติผู้ป่วยรวมเกือบ 15 ล้านคน ผลที่ตามมาคือมีภาวะไตเสื่อมและไตเสื่อมเร็วขึ้นหากปฏิบัติตัวไม่ถูกต้อง (สำนักโรคไม่ตดิ ต่อ กรมควบคุมโรค, 2559 ) ในประเทศไทยพบผู้ปว่ ยโรคไตเรอ้ื รงั ร้อยละ 17.6 ของประชากร หรือประมาณ 8 ล้านคน ในจำนวนน้ปี ระมาณ 100,000 คน เป็น ผู้ป่วยระยะสดุ ท้ายต้องรับการบำบดั ทดแทนไตด้วยการฟอกเลือด หรือล้างไตทางช่องท้อง ซึ่งต้องใช้งบประมาณในการดูแลรักษา กว่า 20,000 ล้านบาทต่อปี และมีแนวโนม้ เพิ่มขึ้นต่อเนื่องประมาณ 15-20% ต่อปี ในขณะเดียวกันผู้ป่วยโรคไตเรื้อรังต้องได้รบั ความเจ็บปวด และเสยี เวลาในการฟอกเลือดครั้งละ 4-5 ช่วั โมง โดยตอ้ งเดินทางไปโรงพยาบาลทำการฟอกเลือดไม่ตํ่ากว่าสัปดาห์ ละ 2-3 ครั้ง ผู้ป่วยและญาติต้องแบกรับภาระค่าใช้จ่ายที่สูงมากชีวิตที่ไม่สมบูรณ์ มีความทุกข์ ทั้งกายใจ ในขณะที่แพทย์และ พยาบาลผู้เชี่ยวชาญในการดูแลรักษาด้านโรคไต ยังไม่เพียงพอกับปริมาณผู้ป่วยที่มากขึ้น (สำนักโรคไม่ติดต่อ กรมควบคุมโรค, 2559) รายงานภาวะโรคและการบาดเจ็บของประชากรไทยพ.ศ.2557 พบว่ามีการเสียชีวิตจากไตอักเสบและไตพิการ ในเพศ หญงิ สูงถึงรอ้ ยละ 4 (ลำดับท่ี4) ในเพศชาย รอ้ ยละ2.3 (ลำดบั ท่1ี 2) เพศหญงิ ตายด้วยโรคไตอกั เสบและไตพกิ าร มากถึง 8,000 คน 164
The 2nd National Conference of Health Science Research สำนักวชิ ำวทิ ยำศำสตรส์ ขุ ภำพ Knowledge transformation towards Thailand 4.0 มหำวทิ ยำลยั แม่ฟ้ ำหลวง และ 6,000 คนในเพศชาย เมอื่ มองในภาพรวมประชากรไทยสูญเสียปสี ุขภาวะจากการป่วยและตายกอ่ นวยั อนั ควร (YLL) ดว้ ยโรค นี้มากถึง 130,000คน/ปีในเพศหญิงและ101,000คน/ปี ในเพศชาย (เภสัชกรรมคลินิกโรงพยาบาลลำพูน, 2557) และจากขอ้ มูล ในวันท่ี 30 กันยายน 2560 มีจำนวนผู้ป่วยไตวายเรื้อรังระยะสุดท้ายที่ เป็นผู้หญิงจำนวน 20,125 ราย คิดเป็นร้อยละ 51 ของ ผู้ป่วยท้ังหมด ซง่ึ กว่า 1 ใน 4 ของผูป้ ่วยท้งั หมดนี้ เป็นหญงิ วยั เจรญิ พันธุอ์ ายุ 15-49 ปี และพบประวัติโรครว่ ม ได้แก่ โรคเบาหวาน ร้อยละ 49 โรคความดันโลหิตสูงร้อยละ 81 และโรคติดเชือ้ ทางเดินปัสสาวะรอ้ ยละ 4.2 เพศหญงิ ก็มคี วามเสี่ยงท่ีต่างจากเพศชาย ในบางกรณี เชน่ ความเส่ยี งท่สี มั พันธก์ บั ตั้งครรภ์ อาทิ ภาวะครรภ์เปน็ พษิ โรคเบาหวานขณะตัง้ ครรภ์ และถงุ น้ำคร่ำแตกก่อนการ เจ็บครรภ์ เป็นต้น รวมถึงโรคภูมิคุ้มกันทำลายตัวเอง และจากประมาณการณ์ผู้ป่วยไตวายเรื้อรังในอีก 2 ปีข้างหน้า (ปี 2564) จะมีผู้ปว่ ยไตวายเรอื้ รงั ระยะสดุ ทา้ ยในระบบเพ่ิมเปน็ จำนวน 59,209 ราย (กรมควบคุมโรค, 2559) การดแู ลตนเองของผู้ป่วยโรคไตเรอ้ื รังมคี วามหลากหลาย ผปู้ ว่ ยสว่ นใหญ่ไม่ทราบว่าตนเองมีภาวะการทำงานของไตที่แย่ ลงแลว้ งานวิจยั ทผ่ี ่านมาเนน้ การดแู ลตนเองในผปู้ ว่ ยโรคไตเรื้อรงั ทีไ่ ดร้ บั การฟอกเลอื ดหรือล้างไต และ การรับรู้ตอ่ โอกาสเสี่ยงของ การเป็นโรค การรับรู้ความรุนแรงของโรค การรับรู้ประโยชน์ของการปฏิบัติเพื่อป้องกันโรค การรับรู้อุปสรรคของการปฏิบั ติเพื่อ ป้องกันโรค แรงจูงใจด้านสุขภาพ และยังมีปัจจัยร่วมอื่นๆที่ เป็นปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับคุณภาพชีวิตผู้ป่วยโรคไตเรื้อรัง เช่น อายมุ ากกวา่ 60 ปีขึ้นไป โรคแพ้ภูมิตนเองท่ีอาจกอ่ ให้เกดิ ไตผดิ ปกติ โรคตดิ เช้ือในระบบต่างๆ ท่อี าจก่อใหเ้ กดิ โรคไต โรคติดเชื้อ ระบบทางเดินปัสสาวะส่วนบนซ้ำหลายครั้ง โรคเกา๊ ท์ หรือระดบั กรดยรู ิกในเลอื ดสูง การไดร้ ับยาแก้ปวดกลุม่ NSAIDs หรือสารที่มี ผลกระทบต่อไต ประจำ มีประวัตโิ รคไตเร้ือรงั ในครอบครัวทัง้ ที่เป็นมาแต่กำเนิดหรอื เป็นในภายหลัง (กรมควบคุมโรค สำนักโรค ไม่ติดต่อ, 2559) ซึ่งจะเห็นว่างานวิจัยเกี่ยวกับพฤติกรรมการดูแลตนเองที่ผ่านมายังมีน้อยมาก และมีหลากหลายปัจจัยที่อาจ เกี่ยวข้องในการดูแลผู้ป่วยเหล่านี้จากปัญหาดังกล่าว งานวิจัยนี้จึงศึกษาปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมการดูแลตนเองของ ผูป้ ว่ ยโรคไตเรอื้ รัง เพ่ือนำขอ้ มูลท่ไี ดด้ ้านความรู้ การรบั รู้และการปฏิบัตติ วั ไปพฒั นาเปน็ แนวทางการคัดกรองและการดูแลผู้ป่วยท่ี เหมาะสมเพ่อื เพิม่ แนวทางการรักษาให้สอดคลอ้ งกับความรแู้ ละการรับรู้ รวมถึงเพื่อเป็นแนวทางเพ่ิมอัตราความร่วมมือในการใช้ยา ของผ้ปู ว่ ยใหส้ ูงขนึ้ และผู้ปว่ ยมพี ฤตกิ รรมในการดำเนินชีวิตท่เี หมาะสมกับโรคท่ีเป็นอย่ตู ่อไป วัตถปุ ระสงคก์ ารวิจัย 1) เพ่ือศึกษาพฤติกรรมการดูแลตนเองของผู้ป่วยโรคไตเรอื้ รัง 2) เพอ่ื ศึกษาปจั จัยทีม่ คี วามสัมพันธ์กบั พฤติกรรมการดแู ลตนเองของผปู้ ่วยโรคไตเรอ้ื รงั วิธีดำเนนิ การวจิ ยั เป็นการวจิ ัยเชิงพรรณนา(Descriptive research) ประชากรและกลุ่มตัวอยา่ ง ประชากรที่ใช้ในการศกึ ษาคือกลมุ่ ผ้ปู ่วยโรคไตเรื้อรงั ตำบลวดั โบสถ์ อำเภอวดั โบสถ์ จงั หวดั พษิ ณุโลก ข้อมูลปี พ.ศ.2561 มจี ำนวนทั้งส้ิน 214 คน กลุม่ ตัวอยา่ งท่ใี ชใ้ นการวิจัยครั้งนี้ คือ กล่มุ ผู้ป่วยโรคไตเรื้อรังระยะที่ 1 ถึง ระยะท่ี 3 ในตำบลวดั โบสถ์ อำเภอวดั โบสถ์ จังหวดั พิษณโุ ลก ใชส้ ูตรในการคำนวณตวั อย่างของเครจซแี ละมอรแ์ กน(Krejcie & Morgan, 1970) ท่รี ะดบั ความ เช่อื ม่นั 95% และวิธกี ารเลอื กกลมุ่ ตวั อย่างแบบเจาะจงโดยพิจารณาจากพนื้ ที่ หมู่1,3,4 ,5 ,7 เนอื่ งจากเปน็ พื้นทที่ ม่ี ีผู้ปว่ ยโรคไต เรื้อรงั สูง ได้จำนวนตัวอยา่ งทั้งส้นิ 137 คน เคร่ืองมือที่ใช้ในการวิจยั เครอื่ งมอื ท่ใี ช้ในการศึกษาครงั้ น้ี คอื แบบสอบถามโดยแบ่งแบบสอบถามออกเป็น 4 ตอน ดังน้ี 165
The 2nd National Conference of Health Science Research สำนักวชิ ำวทิ ยำศำสตรส์ ุขภำพ Knowledge transformation towards Thailand 4.0 มหำวทิ ยำลยั แมฟ่ ้ ำหลวง ตอนที่ 1 แบบสอบถามข้อมลู ท่ัวไป จำนวน 11 ข้อ ประกอบด้วย เพศ อายุ สถานภาพ การศึกษา อาชพี รายไดต้ อ่ เดือน โรคประจำตวั โรคประจำตวั ของคนในครอบครัว สทิ ธิในการรกั ษา การสูบบหุ ร่ี การดืม่ แอลกอฮอล์ ตอนที่ 2 แบบสอบถามเกี่ยวกบั ความเชื่อด้านสุขภาพแบ่งออกเป็น 4 ส่วน ได้แก่ การรบั รู้โอกาสเสี่ยงของการเปน็ โรคไต เร้ือรงั การรบั รคู้ วามรนุ แรงของโรคไตเร้อื รงั การรบั รอู้ ุปสรรคของการปฏบิ ัตเิ พ่อื ปอ้ งกันโรคไตเรอ้ื รัง แรงจงู ใจด้านพฤติกรรมการ ดแู ลโรคไตเร้อื รงั ระยะที่ 1-3 เป็นคำถามปลายปิด(Closed Question) แบบประเมนิ คา่ (Rating scale) แบ่ง 3 ระดบั จำนวน 24 ขอ้ ส่วนท่ี 3 ทัศนคติ ประกอบดว้ ย ผู้ทมี่ คี วามรู้เร่ืองโรคไต ทำให้หลีกเลย่ี งในการบรโิ ภคผลติ ภณั ฑท์ ีม่ ีปริมาณเกลือสงู คา่ นยิ มทางวัฒนธรรมมีผลต่อการบรโิ ภคอาหารรสจดั ผูท้ เ่ี คยไดร้ ับผลกระทบจากการบรโิ ภคอาหารรสเค็มหรอื เผ็ด ทำให้บรโิ ภค อาหารรสเค็มหรอื เผ็ดน้อยลง แหล่งขา่ วสารด้านสุขภาพ มผี ลต่อการเลือกบริโภคอาหาร ผทู้ ่ีออกกำลงั กายหรอื เลน่ กฬี า มโี อกาสท่ี อาการป่วยทรดุ ลงนอ้ ยกว่าผทู้ ไ่ี มอ่ อกกำลงั กาย การรับประทานยา/อาหารเสรมิ ทม่ี โี ฆษณาบอกกล่าวสรรพคณุ เกนิ จรงิ มผี ลทำให้ ท่านเลือกซื้อมารับประทาน เป็นคำถามปลายปิด(Closed Question) แบบประเมนิ คา่ (Rating scale) แบง่ 3 ระดบั จำนวน 6 ขอ้ สว่ นที่ 4 แบบสอบถามเก่ยี วกบั พฤตกิ รรมการดูแลตนเอง ประกอบด้วย ทา่ นเคยรับประทานยาท่ีไมไ่ ดร้ บั การรบั รอง เชน่ ยาชุด ยาลกู กลอน ทา่ นกลนั้ ปสั สาวะ ทา่ นรับประทานอาหารที่มโี ปรตีนสูง ท่านรับประทานผักประเภท ใบชะพลู ใบเมยี่ ง ผกั เม็ก ผกั แว่น ผกั กระโดน ผกั โขม ท่านรับประทานอาหารท่มี รี สชาตเิ คม็ จดั ทา่ นตดิ ตามผลการตรวจเลือดทกุ ครั้งถา้ โปแตสเซียมสงู ทา่ นจะงดการรับประทานผกั สดและผลไม้สกุ ถา้ ความดนั โลหติ สูงทา่ นจะระมัดระวงั เรือ่ งน้ำดมื่ และอาหารทมี่ ีรสเคม็ ท่านปรึกษา แพทย์ พยาบาล หรือนกั โภชนาการ เมือ่ มปี ญั หาสงสยั เกยี่ วกบั อาหารผูป้ ่วยโรคไต เม่ือครอบครัวของทา่ นรบั ประทานอาหารรสจดั ท่านจะแยกทำอาหารรบั ประทานตา่ งหาก ทา่ นพูดคุยแลกเปลย่ี นความคดิ เหน็ กับผูป้ ่วยไตวายคนอน่ื ๆ เกีย่ วกบั การเลือก รับประทานอาหาร โรคไต เป็นคำถามปลายปดิ (Closed Question) แบบประเมนิ ค่า(Rating scale) แบ่ง 4 ระดบั จำนวน 10 ขอ้ ผู้วิจัยได้ตรวจสอบคณุ ภาพเคร่ืองมือดา้ นความน่าเชอ่ื ถอื (Reliability) และความตรง (Validity) ดงั น้ี 1. การตรวจสอบคณุ ภาพดา้ นความตรงดา้ นเน้อื หา(Content validity) ใหผ้ ูท้ รงคณุ วุฒทิ ี่มีความเชย่ี วชาญจำนวน 3 ท่าน ตรวจสอบความถูกต้อง ความครอบคลุมของเน้ือหา ภาษาและความตรงกบั สิง่ ท่ตี อ้ งการวัด นำมาวิเคราะหด์ ว้ ยดชั นี IOC (Index of Item Objective Congruence) ได้คา่ IOC เทา่ กบั 0.92 2. การตรวจสอบความเชือ่ มนั่ (Reliability) โดยการนำแบบสอบถามทผ่ี ่านการแกไ้ ขปรับปรงุ ตามคำแนะนำของผทู้ รงคณุ วฒุ ิ แล้วไปทดลองใช้(Try out) วเิ คราะหห์ าคา่ ความเช่ือม่ันโดยสมั ประสทิ ธแิ์ อลฟา่ ของครอนบาค (Cronbrach’s alpha Co- efficient) ไดค้ ่าความเชอ่ื มนั่ ของแบบสอบถามท้ังฉบบั 0.84 การเกบ็ รวบรวมขอ้ มลู การเกบ็ รวบรวมข้อมลู ปจั จยั ทม่ี คี วามสมั พันธก์ ับพฤติกรรมการดแู ลตนเองของผ้ปู ่วยโรคไตเร้ือรงั ตำบลวดั โบสถ์ อำเภอ วดั โบสถ์ จงั หวัดพษิ ณโุ ลก ผู้วจิ ยั ดำเนนิ การดังนี้ คอื 1. ขอพจิ ารณาจรยิ ธรรมการวจิ ยั ในมนุษย์จากคณะกรรมการจรยิ ธรรมวิทยาลยั สาธารณสขุ สริ ินธรจงั หวัดพษิ ณโุ ลก 2. ขอหนังสือจากผอู้ ำนวยการโรงพยาบาลส่งเสรมิ สุขภาพตำบลวัดโบสถแ์ ละผู้อำนวยการโรงพยาบาลส่งเสรมิ สุขภาพ ตำบลบ้านทอ้ แท้ ตำบลวัดโบสถ์ อำเภอวดั โบสถ์ จังหวดั พิษณุโลก เพ่อื ขออนญุ าตดำเนินการวจิ ยั ผูป้ ว่ ยโรคไตเรือ้ รงั ใน ตำบลวดั โบสถ์ อำเภอวัดโบสถ์ จงั หวัดพษิ ณโุ ลก เพอ่ื ทราบถงึ วตั ถปุ ระสงค์และขอความร่วมมือในการจัดทำวจิ ัย 3. ดำเนินการเก็บรวบรวมขอ้ มูลในการศึกษาปจั จัยทมี่ ีความสัมพันธ์กบั พฤตกิ รรมการดแู ลตนเองของผู้ป่วยโรคไตเร้ือรัง ตำบลวัดโบสถ์ อำเภอวัดโบสถ์ จงั หวดั พษิ ณุโลก 166
The 2nd National Conference of Health Science Research สำนักวชิ ำวทิ ยำศำสตรส์ ขุ ภำพ Knowledge transformation towards Thailand 4.0 มหำวทิ ยำลยั แม่ฟ้ ำหลวง 4. นำข้อมูลที่ไดม้ าวิเคราะห์ 5. เขียนรายงานการวิจยั สถิตทิ ่ใี ชใ้ นการวเิ คราะหข์ อ้ มูล 1. สถติ ิพรรณนา ใช้ในการพรรณนาข้อมูลประกอบดว้ ย ความถ่ี ร้อยละ คา่ เฉลย่ี และ ส่วนเบีย่ งเบนมาตรฐาน 2. สถิติทดลองความสมั พันธร์ ะหวา่ งตวั แปรต้นกบั ตัวแปรตามโดยใชส้ ถิติไค-สแควร์ (chi-square) ผลการวิจยั 1. ขอ้ มลู ท่ัวไป กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง ร้อยละ 62 อายุอยู่ในช่วง 71 – 80 ปี คิดเป็นร้อยละ 33.6 ประกอบอาชีพ เกษตรกรรม คดิ เปน็ ร้อยละ 26.3 รายได้ต่อเดอื นนอ้ ยกว่า 10,000 บาท คดิ เปน็ ร้อยละ 75 ไม่สบู บุหรี่ คิดเปน็ ร้อยละ 77.4 ไม่ดมื่ แอลกอฮอล์ คิดเปน็ รอ้ ยละ 65.7 2. ความเชอ่ื ดา้ นสุขภาพ ผลการศึกษาความเชื่อด้านสุขภาพ พบว่า อยู่ในระดับสูง ได้แก่ การรับประทานอาหารท่ีมีรสเค็มจัดทำให้โรคไตมีความ รุนแรงมากขึ้น มีค่าเฉลี่ย 2.82 ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน 0.388 ความเชื่อด้านสุขภาพของผู้ป่วยโรคไตเรื้อรัง ร้อยละ 75 อยู่ใน พฤติกรรมระดับปานกลาง การรับประทานอาหารจานด่วน การหลีกเลีย่ งพฤติกรรมเสี่ยง การไม่ออกกำลังกายและภาวะน้ำหนกั เกิน การรับการรักษา ค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาล และค่าเดินทาง การเสียรายได้จากการหยดุ งาน บรรจุภัณฑข์ องอาหาร การ จัดรายการสินค้าราคาพิเศษ มีความสัมพันธ์กบั พฤติกรรมการดูแลตนเองของผูป้ ่วยโรคไตเรื้อรัง อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติท่รี ะดบั 0.05 3. ทศั นคติ ผลการศึกษาทัศนคติพบว่า อยู่ในระดับปานกลาง ได้แก่ ผู้ที่เคยได้รับผลกระทบจากการบริโภคอาหารรสเค็ม ทำให้ บริโภคอาหารรสเค็ม มีค่าเฉลี่ย 2.29 ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน 0.487 ทัศนคติของผู้ป่วยโรคไตเรื้อรัง ร้อยละ 100 อยู่ในพฤติกรม ระดบั ปานกลาง ผทู้ ม่ี คี วามรูเ้ ร่ืองโรคไต ทำใหห้ ลกี เลยี่ งในการบริโภคผลิตภัณฑท์ ่มี ปี รมิ าณเกลือสงู ผทู้ เ่ี คยได้รบั ผลกระทบจากการ บริโภคอาหารรสเค็ม ทำให้บริโภคอาหารรสเค็ม การรับประทานยา/อาหารเสริมท่ีมีโฆษณาบอกกล่าวสรรพคุณเกินจริง มี ความสัมพันธก์ บั พฤติกรรมการดแู ลตนเองของผู้ปว่ ยโรคไตเรื้อรงั อย่างมนี ัยสำคัญทางสถติ ทิ รี่ ะดับ 0.05 4. พฤติกรรมการดแู ลตนเอง พฤติกรรมการดูแลตนเอง ผลการศึกษาพฤติกรรมการดูแลตนเองพบวา่ อยู่ในระดับสูงคือ ถ้าความดันโลหิตสูงท่านจะ ระมัดระวัง เรือ่ งน้ำดืม่ และอาหารท่ีมรี สเคม็ มคี ่าเฉลย่ี 2.35 ค่าเบย่ี งเบนมาตรฐาน 0.613 พฤตกิ รรมการดูแลตนเองของผู้ป่วยโรค ไตเรื้อรัง ตำบลวัดโบสถ์ อำเภอวัดโบสถ์ จังหวัดพิษณุโลก ส่วนใหญ่มีพฤติกรมระดับปานกลางและระดับสูง ร้อยละ 80.29,19.71 ตามลำดับดงั กราฟ 5.ความสมั พันธร์ ะหวา่ งขอ้ มูลท่วั ไปกบั พฤติกรรมการดูแลตนเองของผ้ปู ่วยโรคไตเร้ือรงั ความสัมพันธ์ระหว่างอาชีพกับพฤติกรรมการดูแลตนเองของผู้ป่วยโรคไตเรื้อรงั ตำบลวัดโบสถ์ อำเภอวัดโบสถ์ จังหวัด พิษณุโลก ผลการศกึ ษาพบว่า กลุ่มตัวอย่างสว่ นใหญ่มอี าชีพเกษตรกรรม มีพฤติกรรมการดูแลตนเองอยู่ในระดับปานกลาง และมี พฤติกรรมการดูแลตนเองในระดบั สูง คิดเป็นร้อยละ 20.4 และ 0.7 ของกลุม่ ตวั อย่างทั้งหมดตามลำดับ จากการทดสอบไคสแควร์ วเิ คราะห์หาความสมั พนั ธ์ระหวา่ งอาชีพกบั พฤติกรรมการดแู ลตนเองของผ้ปู ่วยโรคไตเรอื้ รัง ตำบลวดั โบสถ์ อำเภอวัดโบสถ์ จังหวัด พษิ ณุโลก พบว่า มีความสมั พันธ์กนั อย่างมนี ยั สำคัญทางสถิติท่รี ะดบั 0.05 167
The 2nd National Conference of Health Science Research สำนกั วชิ ำวทิ ยำศำสตรส์ ุขภำพ Knowledge transformation towards Thailand 4.0 มหำวทิ ยำลยั แม่ฟ้ ำหลวง การอภิปรายผล 1. ข้อมูลทั่วไป กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่เป็นเพศหญิงอายุอยู่ในช่วง 71 – 80 ปี มีสถานภาพสมรส จบการศึกษาระดับชั้น ประถมศึกษา ส่วนใหญ่เป็นผู้สูงอายุ และประกอบอาชีพเกษตรกรรม รายได้ต่อเดือนน้อยกว่า 10,000 บาท มีโรค ประจำตวั บุคคลภายนครอบครวั สว่ นใหญม่ ีโรคประจำตัว ใช้สทิ ธกิ ารรกั ษาคอื บตั รประกนั สุขภาพถว้ นหน้า ไม่สูบบุหร่ี และไม่ด่ืมแอลกอฮอล์ ทำใหท้ ราบวา่ กลมุ่ ตัวอยา่ งสว่ นใหญ่ มพี ฤตกิ รรมการดแู ลตนเอง อยใู่ นระดบั ปานกลาง 2. ความเชื่อด้านสขุ ภาพ พบว่า ความเชื่อด้านสขุ ภาพที่มคี วามสัมพนั ธ์กับพฤตกิ รรมการดูแลตนเองของผู้ป่วยโรคไตเรื้อรงั ตำบลวัดโบสถ์ อำเภอวัดโบสถ์ จังหวัดพิษณุโลก ส่วนใหญ่มีความเชื่อด้านสุขภาพ อยู่ในระดับปานกลาง และความเช่ือ ด้านสุขภาพ ที่พบส่วนใหญ่การรับประทานอาหารที่มีรสเค็มจดั ทำให้โรคไตมีความรุนแรงมากขึ้น รองลงมาได้แก่ อายุท่ี มากขึ้นทำใหเ้ สย่ี งต่อการเกดิ โรคไตเพ่ิมมากขึน้ 3. ทัศนคติ พบว่า ทัศนคติที่มีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมการดูแลตนเองของผู้ป่วยโรคไตเรื้อรัง ตำบลวัดโบสถ์ อำเภอวัด โบสถ์ จังหวัดพษิ ณุโลก ส่วนใหญม่ ีทศั นคติอยู่ในระดับปานกลาง และทัศนคติที่พบส่วนใหญ่ คือ ผู้ที่เคยไดร้ บั ผลกระทบ จากการบริโภคอาหารรสเค็มหรอื เผ็ด ทำให้บรโิ ภคอาหารรสเคม็ รองลงมาได้แก่ แหล่งข่าวสารด้านสุขภาพ มีผลต่อการ เลือกบริโภคอาหาร 4. พฤติกรรมการดูแลตนเอง พบว่า กลุ่มตัวอยา่ งส่วนใหญ่ มีพฤติกรรมการดูแลตนเองในระดับปานกลาง และพฤติกรรมที่ พบส่วนใหญ่ ได้แก่ ถา้ ความดันโลหิตสงู ทา่ นจะระมดั ระวัง เร่ืองน้ำด่ืมและอาหารทม่ี ีรสเค็ม รองลงมา การรับประทานผกั ประเภท ใบชะพลู ใบเมีย่ ง ผักเม็ก ผักแวน่ ผักกระโดน ผักโขม 5. ด้านความสมั พนั ธ์และความสอดคล้อง ข้อมูลทั่วไปท่ีมีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมการดูแลตนเองของผู้ป่วยโรคไตเรื้อรัง คือ อาชีพ สอดคลอ้ งกบั งานวิจัยของ ภทรพรรณ อุณาภาค และ ขวัญชัย รัตนมณี,2558 ที่ได้ทำการวิจัยเรื่อง ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมการดแู ลตนเองเพอ่ื ป้องกนั ภาวะแทรกซ้อนทางไต ในผู้ป่วยโรคไตเรอ้ื รังของโรงพยาบาลสมเดจ็ พระพทุ ธเลศิ หล้า จังหวดั สมุทรสงคราม พบว่า ปัจจัย ดา้ นประชากร คอื อายุ อาชีพ รายได้ ระดบั การศึกษา มคี วามสมั พันธ์กับพฤตกิ รรมการปฏบิ ตั ิตวั เพอ่ื ชะลอไตเสอื่ มของผปู้ ่วยโรคไต เร้อื รงั ความเชื่อดา้ นสุขภาพที่มีความสมั พันธ์กบั พฤตกิ รรมการดูแลตนเอง คือ การรับประทานอาหารจานด่วนหรอื อาหารที่มี คอเลสเตอรอลสงู เช่น กุ้ง ปลาหมกึ ไข่แดง ทำให้เส่ยี งตอ่ การเกิดโรคไต โรคไตสามารถป้องกนั ไดโ้ ดยการหลีกเลย่ี งพฤติกรรมเสย่ี ง เชน่ การด่ืมสุรา การสูบบหุ รี่ การไมอ่ อกกำลังกายและภาวะนำ้ หนกั เกนิ หากทา่ นไม่ไดร้ ับการรกั ษาอาจทำใหเ้ สียชีวติ กะทันหนั ได้ การมาพบแพทย์แต่ละครั้งทำให้ท่านเสียคา่ ใช้จ่ายในการรักษาพยาบาล และค่าเดินทางเป็นจำนวนมาก การมาพบแพทยต์ ามนดั ทำให้ท่านเสียรายได้จากการหยุดงาน บรรจุภัณฑ์ของอาหารรสจัดเป็นส่วนสำคัญที่ทำให้ทา่ นเลือกซ้ือมาบริโภค การจัดรายการ สินค้าราคาพิเศษเช่น ซื้อ 1 แถม 1 ทำให้ท่านเลือกซื้อและบริโภคซอสปรุงรสอาหารมากสอดคล้องกับงานวิจัยที่พบว่า ความรู้ เกี่ยวกับโรคไต การรับรู้ความรุนแรงของภาวะแทรกซ้อนและภาวะไตเรื้อรังระยะสุดท้าย การรับรู้ประโยชน์ของการปฏิบัติเพื่อ ชะลอไตเสื่อม และการรับรู้ความสามารถตนเองในการปฏิบัติเพื่อชะลอไตเสื่อม มีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมการปฏิบัติตัวเพ่ือ ชะลอการเส่ือมของไต (ภทรพรรณ อุณาภาค และ ขวัญชยั รัตนมณี,2558) ทัศนคติที่มีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมการดูแลตนเอง คือ ผู้ที่มีความรู้เรื่องโรคไต ทำให้หลีกเลี่ยงในการบริโภค ผลิตภัณฑ์ที่มีปริมาณเกลือสูง ผู้ที่เคยได้รับผลกระทบจากการบริโภคอาหารรสเค็ม ทำให้บริโภคอาหารรสเค็มลดลง การ รับประทานยา/อาหารเสริมท่ีมีโฆษณาบอกกล่าวสรรพคุณเกินจริงมีผลทำให้ท่านเลือกซื้อมารับประทาน สอดคล้องกับงานวิจัย 168
The 2nd National Conference of Health Science Research สำนักวชิ ำวทิ ยำศำสตรส์ ุขภำพ Knowledge transformation towards Thailand 4.0 มหำวทิ ยำลยั แม่ฟ้ ำหลวง ทศพล ดวงแก้ว และ พัชรินทร์ สิรสุนทร, 2560 ที่ได้ทำการวิจัยเรื่อง การประยุกต์ใช้แบบแผนความเชื่อด้านสุขภาพ ของ Marshall H. Beckerในการศึกษาผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูงในชุมชนเมือง จังหวัดพิษณุโลก พบว่า ผู้ป่วยความดันโลหิตสูงส่วน ใหญ่มีการรบั รูใ้ นประเดน็ การรบั รู้ความรุนแรงของโรคมากท่สี ุด กิตตกิ รรมประกาศ ผู้วิจัยขอขอบพระคุณเทศบาลเมืองน่าน เทศบาลตำบลเชียงกลาง เทศบาลตำบลดู่ใต้ เทศบาลตำบลกองควาย เทศบาล ตำบลปัว เทศบาลตำบลกลางเวียง เทศบาลตำบลเวียงสา อบต.ถืมตอง อบต.ท่าน้าว อบต.ฝายแก้ว อบต.ฝายแก้ว อบต.ม่วงตื๊ด อบต.ไชยสถาน อบต.เรอื ง อบต.ผาสิงห์ อบต.สะเนียน และอบต.น้ำปัว้ ท่ใี หค้ วามอนุเคราะหข์ ้อมูลเพ่ือใช้ในการทำวจิ ัยครงั้ นี้ เอกสารอ้างองิ กระทรวงท่องเที่ยวและกีฬา, 2561 สถานการณ์การท่องเที่ยวในประเทศ รายจังหวัด ปี 2561 สืบค้นเมื่อวันที่ 3 มกราคม 2563, จาก https://www.mots.go.th/more_news_new.php?cid=525 กรมควบคุมมลพิษ. (2562). สรุปสถานการณ์มลพิษของประเทศไทย ปี 2561,กรุงเทพฯ : กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและ สงิ่ แวดลอ้ ม. ปิยชาติ ศิลปะสุวรรณ. (2558). ขยะมูลฝอยชุมชนปัญหาที่ประเทศกำลังเผชิญ, กรุงเทพฯ : สํานักวิชาการ สํานักงานเลขาธิการ วุฒสิ ภา. สำนักนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม. (2558). แผนแม่บทรองรับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ พ.ศ. 2558-2593, กรงุ เทพฯ : กระทรวงทรพั ยากรธรรมชาตแิ ละสิ่งแวดลอ้ ม. สำนกั สิ่งแวดล้อม. (2558). รายงานฉบับผบู้ ริหาร แผนแมบ่ ทกรงุ เทพมหานครว่าดว้ ยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมอิ ากาศ พ.ศ.2556- 2566, กรงุ เทพมหานคร. องค์การบริหารจัดการกา๊ ซเรือนกระจก (องค์การมหาชน). (2561). แนวทางการประเมินประสทิ ธิภาพองค์กรปกครองสว่ นท้องถิน่ (Local Performance Assessment : LPA)เรือ่ ง รายงานข้อมูลปริมาณการปล่อยกา๊ ซ เรือนกระจก. กรุงเทพฯ : กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม.Ministry of Natural Resources and Environment. (2019). Thailand’s Third National Communication. Retrieved from https://unfccc.int/sites/default/files/resource/Thailand%20TNC.pdf Nirmala Menikpura และ จรรยา แสงอรุณ. (2556). คู่มือการใช้โปรแกรมคำนวณปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากการ จัดการขยะมูลฝอยโดยใช้วิธีการประสานวัฏจักรชีวิต. ภายใต้โครงการการตรวจวัดรายงานผลและการทวนสอบ (MRV) สำหรบั การพฒั นาแบบคาร์บอนต่ำในเอเชยี , องคก์ ารบรหิ ารจดั การกา๊ ซเรอื นกระจก (องคก์ ารมหาชน) 169
The 2nd National Conference of Health Science Research สำนกั วชิ ำวทิ ยำศำสตรส์ ขุ ภำพ Knowledge transformation towards Thailand 4.0 มหำวทิ ยำลยั แม่ฟ้ ำหลวง Epidemiology and trend of needle stick injuries among nursing students in China: A systematic review Dongyang Wang1*, Kessarawan Nilvarangkul 1, Amornrat Anuwatnonthakate 1 1School of Health Science, Mae Fah Luang University, Chiang Rai, THAILAND *Corresponding Author: [email protected] Abstract Introduction: Needle stick injury (NSI) is a common occupational injury in all clinician who are working in health care setting. It leads to increase the risk of getting blood-borne diseases infections. Nursing students are the main victims of needle stick injuries among health workers, and needle stick injuries expose higher risks among them in developing countries, especially in populous countries such as China. More than half of Chinese nursing students face the risk of needle stick injuries in their clinical internship. Objective: This study aims to assess the prevalence, reporting rate and trend associated with needle stick injuries among nursing students in China. Methodology: Systematic review based on PRISMA guidelines. Literature from the PubMed, Science Direct, DOAJ, SinoMed and CNKI databases were reviewed and imported Citavi software for article management. By removing duplicate articles, filtering articles by relevance of titles and abstracts to the study, and further filtering articles by inclusion criteria, the final 18 articles were included in the study. The article data was processed and analyzed using Stata16.0 software. Results: The prevalence of needlestick injuries among Chinese nursing students in the past decade was 10% to 90%. The combined data showed that the prevalence of needle stick injuries among nursing students was 60.0% (95%CI 0.42-0.77) and the reporting rate was 21.0% (95%CI 0.11-0.31). The prevalence of needle stick injuries among nursing students has declined in the past decade. Discussion and conclusion: Nursing students have a high prevalence and low reporting rate of needle stick injuries.Therefore, effective measures should be taken to reduce the needle stick injuries occurred to nursing students. It is necessary to let the nursing student strengthening occupational safety training, using occupational protection equipment and understanding the process of reporting needle stick injuries, it may be more effective to reduce the factors that cause increased exposure. Keywords: Needlestick injuries, China, Nursing students, Occupational health, Prevalence 170
The 2nd National Conference of Health Science Research สำนักวชิ ำวทิ ยำศำสตรส์ ขุ ภำพ Knowledge transformation towards Thailand 4.0 มหำวทิ ยำลยั แม่ฟ้ ำหลวง Introduction Based on the \"Healthy China 2020\" initiative and the 13th Five-Year Plan for Health and Wellness Development of the People’s Republic of China, the number of Chinese nurses has grown significantly in recent years (Fang, 2016; Y. Sun, Gregersen, & Yuan, 2017). As of 2015, the total number of registered nurses in China was 3.24 million, and the number of registered nurses per thousand population reached 2.36 (Y. Xu, Wu, & Zhang, 2016). Most of them face many contradictions and problems in their clinical work, but they have not yet been effectively solved. Medical violence and occupational injuries, nurses are unable to obtain adequate recognition and respect from patients and society, heavier financial burden, heavier clinical workload and psychological burden are the most important contradictions and problems faced by current nurses. Among them, the most important challenge in the clinical work of nurses is how to reduce sharp and needle stick injuries, due to about 79.0% of nurses have suffered sharp and needle stick injuries at work (China Social Welfare Foundation, 2017). Needle stick Injuries (NSI) are common occupational injuries caused by the clinical needle in clinical work by health care workers, such as hypodermic needles, blood collection needles, intravenous (IV) cannula or needles used to connect part of IV delivery systems. These injuries give health care workers the opportunity to be infected with blood-borne diseases (Matsumoto, Sunakawa, Suda, & Izumi, 2019; Senthil et al., 2015; Muralidhar, Singh, Jain, Malhotra, & Bala, 2010). After a needle stick injury, infected blood or body fluids can enter the body through the wound, which may cause medical personnel to contract hepatitis B, and the risk of hepatitis C and HIV/AIDS is high (Leong et al., 2019). Among the health workers, the most common needle stick injury is the nurse group (Jończyk, Szczypta, & Talaga-Ćwiertnia, 2018). The needle stick injury has more or less influence on them in different aspects, which exacerbates their psychological and mental burden such as anxiety and depression (Wang, Huang, Li, & Dai, 2019). At the same time, the occurrence of needle stick injuries has also caused the economic burden on the government and medical and health institutions. According to reports, the annual economic burden of government and medical institutions after needle stick injuries averages 747 US dollars per case (Cooke & Stephens, 2017). Because nursing students lack of clinical experience, knowledge, attitudes, and practical skills, nursing students become the largest group of nurses who suffer from needle stick injuries. According to statistics, the number of graduates of nursing students worldwide is 184,000 per year (Buerhaus, Auerbach, & Staiger, 2016). In this large group of nursing students, because of the differences among students in different countries, the prevalence of needle stick injuries in different countries is also different. The high prevalence of needle stick injuries among nursing students is mainly reflected in the Asian regions with more developing countries (H. Sun, Junli, Chen, & Hong, 2014). In China, the average incidence rate of NSIs among nursing students is 65%, much lower than India (98.4%) and Jordan (83.5%), but higher than Southeast Asian countries such as Malaysia (19.9%) and Thailand (27%) ((H. Sun, Junli, Chen, & Hong, 2014; Mitra, Mallik, Das, & Roy, 2010; Suliman et al., 2018; Swe, Somrongthong, Bharwaj, & Lutfi Abas, 2014; Setthamas et al., 2018). In China, some studies reported the prevalence of NSIs among nursing students in the western region is 75.9%, which is much higher than the 60.3% reported in the eastern region and 23.1% reported in the southern region (Ren, Xu, Hua, Peng, & Ni, 2015; H. Huang, Yi, Tang, & An, 2016; X. Zhang et al., 2018). However, these studies also show that nursing students have a lower reporting rate for needle stick injuries. At present, reports on NSIs for health workers have become more common, However, there are relatively few studies on the prevalence and reporting rate of needle stick injuries and recent trends in 171
The 2nd National Conference of Health Science Research สำนักวชิ ำวทิ ยำศำสตรส์ ขุ ภำพ Knowledge transformation towards Thailand 4.0 มหำวทิ ยำลยั แม่ฟ้ ำหลวง Chinese nursing students. Therefore, the researchers aim to study the prevalence and trend of needle stick injuries among nursing students in China through systematic review. Methodology This study was to review and analysis the prevalence and trend of needle stick injuries among nursing students in China. Literature search, inclusion, data extraction and reporting results were in accordance with PRISMA guidelines. This study set inclusion and exclusion criteria in four areas, including the database, publications, keywords and study methods of the literature (See details in Table 1). Table 1 Inclusion criteria and exclusion Criteria Characteristic Inclusion criteria Exclusion Criteria Literature published in other databases. Database Literature published in PubMed, Articles not published in English or Science Direct, Directory of Open Chinese, or not peer-reviewed. Access Journals (DOAJ), SinoMed, Published before January 2010 and After October 2019. China National Knowledge Not original data including Publications Infrastructure (CNKI). editorials, letters to the editor, Peer reviewed. opinion pieces. English and Chinese language Other keywords articles. Published in January 2010 to Other study designs Other study population October 2019. Full-length publication of original data. Keywords The following keywords appear in the Study methods title or abstract: “needle stick injury”, “occupational exposure”, “prevention”, “sharp injury”, “nursing student” Cross-sectional study Respondents should include nursing students In the data processing process, all included articles were managed by Citavi6.3 software. The researchers first evaluated the quality of the article using the Joanna Briggs Institute (JBI) article evaluation tool (Joanna Briggs Institute, 2016). Evaluation tools include evaluation of sampling frames, techniques, sample size, research settings, statistical analysis, inclusion criteria, etc. Divided into high risk bias and low risk bias by setting a threshold of 50%. Articles with scores greater than 50% were low-risk articles. The researchers combined the data in all the literature to get the prevalence of needle stick injuries for nursing students. The researchers also tested the heterogeneity of data using chi-square test. The standard of heterogeneity was as follows: 25.0% was low grade heterogeneity, 25.0%-50.0% was medium grade heterogeneity, >50% was high grade heterogeneity. When p-value >0.100 and I2 were satisfied, there was no heterogeneity between studies. Stata 15.1 software was used to analysis data. The result showed the prevalence of needle stick injury from the forest plot, and the prevalence of needle stick injuries in different years from the line graph. 172
The 2nd National Conference of Health Science Research สำนกั วชิ ำวทิ ยำศำสตรส์ ขุ ภำพ Knowledge transformation towards Thailand 4.0 มหำวทิ ยำลยั แมฟ่ ้ ำหลวง Results Inclusion of the article Figure 1 shows the process of research articles retrieval. Through keyword search, a total of 855 research articles were included, including 473 Chinese articles and 382 English articles. Then, through reading the title of article excluded 142 duplicate articles. After reading the titles and abstracts of the remaining literature, 489 articles unrelated to the study were excluded. Finally, by reading the full text, exclude 206 articles that are not related to the inclusion criteria. The number of articles eventually included in this systematic review is 18. All included articles were tested for low risk bias. The total number of nursing students included in this study was 20,492. The year of inclusion in the study was 2010 to 2019. Figure 1 Process of selecting articles for review. Characteristics of inclusion in the study This systematic review included 18 cross-sectional research articles with a total sample of 20,400 nursing students. The minimum sample size in the included study was 45, with a maximum of 15131. The earliest article was published in 2010 (Chen & Guo, 2010; C. Li, Deng, & Lin, 2010). Recent research published in 2019 (Kong, Yang, Li, Yang, & Yang, 2019). The included studies were from five regions of China including the Eastern, Northern, Central, Northwest, and Southwest regions. There was also an article investigating the entire mainland China region (S. L. Huang et al., 2017). The bias assessment tool confirmed that all included studies were low risk bias (Table 1). 173
The 2nd National Conference of Health Science Research สำนกั วชิ ำวทิ ยำศำสตรส์ ขุ ภำพ Knowledge transformation towards Thailand 4.0 มหำวทิ ยำลยั แมฟ่ ้ ำหลวง Table 1 Characteristics of the included studies of prevalence of needle stick injuries among nursing students in China, 2010-2019 First Year Region Respondents Article Sampling Sample Responde author 2010 Southwest NS quality technique Size (n) nts of NSI NS Low Li NS risk Probability 106 60 NS Low Chen 2010 Eastern NS risk Probability 100 90 NS Low Liang 2010 Eastern NS risk Probability 45 32 NS Low Yang 2010 Northern NS risk Probability 120 55 NS Low Ayixiamu 2011 Northwest NS risk Probability 240 166 NS Low Xu 2012 Eastern NS risk Probability 155 88 NS Low Luo 2012 Central NS risk Probability 506 399 HCWs Low Zhang 2012 Eastern NS risk Probability 331 241 NS, Low Yu 2014 Northern risk Probability 153 72 Low Shen 2014 Central risk Probability 412 259 Low Ren 2015 Northwest risk Probability 141 107 Low Liu 2015 Eastern risk Probability 334 204 Low Bao 2015 Eastern risk Probability 431 328 Low Li 2015 Southwest risk Probability 255 143 Low Li 2017 Central risk Probability 1408 605 Huang 2017 Low Zhang 2018 Mainland risk Probability 15131(NS) 1451(NS) China Low risk Probability 248 149 Northwest Low risk Kong 2019 Northwest Probability 154 64 174
The 2nd National Conference of Health Science Research สำนักวชิ ำวทิ ยำศำสตรส์ ุขภำพ Knowledge transformation towards Thailand 4.0 มหำวทิ ยำลยั แมฟ่ ้ ำหลวง Prevalence of needle stick injuries In the articles included in the study, 4,777 of the 20,492 nursing students had had at least one needle stick injuries. Because the heterogeneity of the analysis results of the prevalence of needle stick injuries in nursing students in this study is as high as 99.8%, p-value<0.01, the data were combined by using the random effects model. The final analysis showed that the prevalence of needle stick injuries among nursing students was 60.0% (95%CI 0.42-0.77). Details had shown in Figure 2. Figure 2 The prevalence of needle stick injuries among nursing students in China Reporting rate of needle stick injuries 11 articles investigated the report after needle stick injuries, and 1826 of 2405 nursing students with needle stick injuries in these studies did not report after needle stick injuries. The random effects model was also applied to the meta-analysis of the reporting rate of nursing students due to the high heterogeneity (I2=98.5%, p-value< 0.01). The final meta-analysis showed that the reporting rate of needle stick injuries among nursing students was 21.0% (95%CI 0.11-0.31). Details had shown in Figure 3. 175
The 2nd National Conference of Health Science Research สำนกั วชิ ำวทิ ยำศำสตรส์ ขุ ภำพ Knowledge transformation towards Thailand 4.0 มหำวทิ ยำลยั แมฟ่ ้ ำหลวง Figure 3 The reporting rate of needle stick injuries among nursing students in China Trend of needle stick injuries Figure 4 shown the trend of needle stick injuries among nursing students in the past decade. From 2010 to 2018, the prevalence of needle stick injuries among nursing students had been decreasing year by year. Publication bias and sensitivity analysis Egger test was used in the process of combining prevalence of needle stick injuries. The researcher didn’t find the significant publication bias in this study, p-value>0.05. 176
The 2nd National Conference of Health Science Research สำนักวชิ ำวทิ ยำศำสตรส์ ุขภำพ Knowledge transformation towards Thailand 4.0 มหำวทิ ยำลยั แมฟ่ ้ ำหลวง Figure 4 The trend of needle stick injuries among nursing students in China, 2010-2019 Discussion Through literature review, the researchers found that there is a large difference in the prevalence of needle stick injuries among nursing students in China and other countries. In the United States, the prevalence of needle stick injuries was only 16.3%, while the prevalence of needle stick injuries in Germany (20.6%) and Canada (25%) were also low (Trinkoff, Le, Geiger-Brown, & Lipscomb, 2007; Siegmann, 2016; Ouyang et al., 2017). However, the prevalence of needle stick injuries among nursing students in this study was 61%, this shows that there is still a big gap between the level of prevention of needle stick injuries in China and the level of developed countries. This gap is mainly reflected in the lack of knowledge, attitudes and practical ability of Chinese students to prevent needle stick injuries, imperfect nursing education system, and environmental pressure caused by shortage of hospital health workforce (Luo, 2012; Zhang et al., 2018). There are some more notable reasons that some hospital managers do not effectively manage occupational exposures such as needle stick injuries, even a viable needlestick treatment and reporting process thereby to increase the risk of needle stick injuries among nursing students. These mostly occur in private hospitals with poor medical quality control because of lack of government oversight than public hospitals (Kong, Yang, Li, Yang, & Yang, 2019). It is worthy of recognition that through time stratification analysis, the prevalence of needle stick injuries in Chinese nursing students has declined in the past decade, this has been related to the increase the number of occupational protection courses in China's nursing education institutions and the medical institutions have increased their pre-job training before the internship in recent years (Yanting Zhang & Wang, 2013). However, due to the high prevalence 177
The 2nd National Conference of Health Science Research สำนกั วชิ ำวทิ ยำศำสตรส์ ุขภำพ Knowledge transformation towards Thailand 4.0 มหำวทิ ยำลยั แม่ฟ้ ำหลวง of needle stick injuries among nursing students, nursing education institutions still need to strengthen occupational protection education in the future. Medical institutions should also optimize the structure of human resources, pay attention to the proportion of nurses and patients, and provide a better working environment for health workers and nursing students. Although the prevalence of needle stick injuries among nursing students is high, but their reporting rate is unacceptably low. However, this is a serious problem facing the world. In the United States (66%), Iran (42%) and the United Kingdom (33.7%) also have low reporting rate of needle stick injuries (Deipolyi, Prabhakar, Naidu, & Oklu, 2017; Rezaei, Hajizadeh, Zandian, Fathi, & Nouri, 2017; Vijendren, Sanchez, & Yung, 2016). A British study also warned that the low reporting rate of needle stick injuries will lead health workers to high risk of blood-borne infections. At the same time, it will also cause the medical institution to blame the hospital's occupational exposure processing procedure after the staff has a needle stick injury, thereby taking on some unnecessary legal problems (Thomas & Murray, 2009). The researchers found through further literature review that the low reporting rate of needle stick injuries is mainly related to three factors as follows: Firstly, the reporting procedure for needle stick injuries in hospitals is complicated and lengthy. Secondly, the nursing students are timid or indifferent to this and have not paid enough attention. Thirdly, department management personnel believe that the reporting process is cumbersome, affecting the honor of the department, and checking the medical records to see patients without infectious diseases will not pay attention to this. Fourthly, some hospital infection control departments, especially in private hospitals, only collect statistics on needle stick injuries for hospital employees. They do not believe that needle stick injuries by nursing intern students should be reported to their hospitals, thus lacking data and supervision of nursing students (Kong, Yang, Li, Yang, & Yang, 2019; C. Li, Deng, & Lin, 2010; F. Li, 2015). In view of the low reporting rate of needle stick injuries and related factors, it is recommended that medical institutions optimize the hospital reporting procedure of needle stick injuries, and nursing educators strengthen the education of nursing students on the reporting procedure of needle stick injuries. Chinese Centers for Disease Control and Prevention (CDC) and hospital infection control departments should also strengthen supervision of hospital reports on needle stick injuries. The limitation of this study is that due to the large differences in factors such as time span, research area, education level, and hospital environment, the study has a large heterogeneity, which limits the scope of interpretation of the research results. Researchers hope that there will be qualitative research in the future on the prevalence and reporting rate of needle stick injuries for nursing students, so as to more deeply study the factors related to the high prevalence and low reporting rate of nursing students. Conclusion Nursing students have a high prevalence and low reporting rate of needle stick injuries. However, the prevalence of needle stick injuries among nursing students has declined in the past decade. It is hoped that nursing education institutions and medical institutions will strengthen the education of students to prevent needle stick injuries and optimize the health workforce structure, thereby reducing needle stick injuries. Acknowledgement This research is part of the author's master's research project. The author thanks to Mae Fah Luang University for supporting research funding during the research process. 178
The 2nd National Conference of Health Science Research สำนกั วชิ ำวทิ ยำศำสตรส์ ขุ ภำพ Knowledge transformation towards Thailand 4.0 มหำวทิ ยำลยั แม่ฟ้ ำหลวง Reference Ayixiamu, S., Mayinuer, M., & Guo, X. (2011). Analysis of sharp injure in 240 practice nurses and its low reporting rate. Chinese Journal of Modern Nursing, 17(24), 2931–2933. Bao, J., Wang, F., & Hu, C. (2015). Investigation of needlestick injuries among nursing students in the general hospital. Journal of Nursing Administration, 15(2), 135–136. Buerhaus, P. I., Auerbach, D. I., & Staiger, D. O. (2016). Recent changes in the number of nurses graduating from undergraduate and graduate programs. Data Watch, 34(1), 2014–2016. Chen, Y., & Guo, S. (2010). Nursing Students Analysis of Needle Stick Injuries. Hebei Medicine, 16(10), 1261–1263. China Social Welfare Foundation. (2017). White Paper on the Survey of the Status of Chinese Nurses. Retrieved October 14, 2019, from Xinhuanet website: http://www.xinhuanet.com//gongyi/2017- 05/11/c_129601688.htm Cooke, C. E., & Stephens, J. M. (2017). Clinical, economic, and humanistic burden of needlestick injuries in healthcare workers. Med Devices (Auckl), 1(10), 225–235. Deipolyi, A. R., Prabhakar, A. M., Naidu, S., & Oklu, R. (2017). Needlestick injuries in interventional radiology are common and underreported. Radiology, 285(3), 870–875. https://doi.org/10.1148/radiol.2017170103 Fang, H. (2016). The Chinese Health Care System. Retrieved October 17, 2019, from The Commonwealth Fund website: https://international.commonwealthfund.org/countries/china/ Huang, H., Yi, Q., Tang, S., & An, R. (2016). Occupational exposure among Chinese nursing students: Current status, risking factors and preventive interventions. International Journal of Clinical and Experimental Medicine, 9(8), 16578–16586. Huang, S. L., Lu, Q., Fan, S. H., Zong, Z. Y., Hou, T. Y., Chen, B. Y., … Wang, N. N. (2017). Sharp instrument injuries among hospital healthcare workers in mainland China: A cross-sectional study. BMJ Open, 7(9), 1–8. https://doi.org/10.1136/bmjopen-2017-017761 Joanna Briggs Institute. (2016). Checklist for Prevalence Studies. In Checklist for prevalance studies. Retrieved from http://joannabriggs.org/assets/docs/critical-appraisal-tools/JBI_Critical_Appraisal- Checklist_for_Prevalence_Studies.pdf. Jończyk, A., Szczypta, A., & Talaga-Ćwiertnia, K. (2018). Injures as exposure events in providing medical services by nursing staff. Przeglad Epidemiologiczny, 72(3), 371–381. https://doi.org/10.32394/pe.72.3.13 179
The 2nd National Conference of Health Science Research สำนกั วชิ ำวทิ ยำศำสตรส์ ุขภำพ Knowledge transformation towards Thailand 4.0 มหำวทิ ยำลยั แมฟ่ ้ ำหลวง Kong, D., Yang, X., Li, X., Yang, X., & Yang, Y. (2019). Analysis and reflection on ethical issues of occupational exposure to needle-stick injuries of nurses in teaching hospitals. Chinese Medical Ethics, 32(9), 1192–1197. Leong, X., Yee, F., Leong, Y., Tan, S., Amin, I., Ling, M., & Tay, S. (2019). Incidence and analysis of sharps injuries and splash exposures in a tertiary hospital in Southeast Asia: a ten-year review. Singapore Medical Journal, (July 2019), 1–16. https://doi.org/10.11622/smedj.2019082 Li, C., Deng, Y., & Lin, D. (2010). Investigation about needle stick injuries of nursing students. Medical Journal of West China, 22(2), 375–376. Li, F. (2015). Investigation and countermeasures of needle stick injuries in nursing students. Shanxi Medical Journal, 43(5), 576–577. Li, J., Li, F., Yue, Y., & Tan, X. (2017). Analysis of current situation and causes of needle stick injuries in basic nursing experiment teaching. Chongqing Medicine, 46(12), 1–2. Liang, W., Wu, J., Ye, L., & Lin, J. (2010). Internship midwife occupational protection behavior analysis and clinical teaching strategies. Journal of Nursing, 17(22), 25–27. Liu, C., Liu, X., Zhu, Y., & Liu, Y. (2015). Influencing factors for needlestick injuries in student nurses. Chinese Journal of Industrial Hygiene and Occupational Diseases, 33(7), 528–531. Luo, X. (2012). Investigation and analysis on the circumstances of 506 probationers suffered pricking wound. Modern Preventive Medicine, 39(8), 2118–2120. Retrieved from http://www.ghbook.ir/index.php?name=فرهنگ و رسانه های &نوینoption=com_dbook&task=readonline&book_id=13650&page=73&chkhashk=ED9C9491B4& Itemid=218&lang=fa&tmpl=component Matsumoto, H., Sunakawa, M., Suda, H., & Izumi, Y. (2019). Analysis of factors related to needle-stick and sharps injuries at a dental specialty university hospital and possible prevention methods. Journal of Oral Science, 61(1), 164–170. https://doi.org/10.2334/josnusd.18-0127 Mitra, S. P., Mallik, S., Das, M., & Roy, A. S. (2010). Injection safety: Perception and practice of nursing student in tertiary setting. Indian Journal Prev. Soc. Med, 41(3), 5–7. Muralidhar, S., Singh, P. K., Jain, R. K., Malhotra, M., & Bala, M. (2010). Needle stick injuries among health care workers in a tertiary care hospital of India. Indian Journal of Medical Research. Ouyang, B., Li, L. D. X., Mount, J., Jamal, A. J., Berry, L., Simone, C., … Tai, R. W. M. (2017). Incidence and characteristics of needlestick injuries among medical trainees at a community teaching hospital: A cross-sectional study. Journal of Occupational Health, 59(1), 63–73. https://doi.org/10.1539/joh.15-0253-FS 180
The 2nd National Conference of Health Science Research สำนกั วชิ ำวทิ ยำศำสตรส์ ขุ ภำพ Knowledge transformation towards Thailand 4.0 มหำวทิ ยำลยั แมฟ่ ้ ำหลวง Ren, X., Xu, S., Hua, Y., Peng, J., & Ni, C. (2015). Survey on the needle stick injuries and occupational protective education of nursing students in different stages of clinical practice. Chinese Journal of Practical Nursing, 31(25), 1882–1884. Rezaei, S., Hajizadeh, M., Zandian, H., Fathi, A., & Nouri, B. (2017). Period Prevalence and Reporting Rate of Needlestick Injuries to Nurses in Iran: A Systematic Review and Meta-Analysis. Research in Nursing and Health, 40(4), 311–322. https://doi.org/10.1002/nur.21801 Senthil, A., Anandh, B., Jayachandran, P., Thangavel, G., Josephin, D., Yamini, R., & Kalpana, B. (2015). Perception and prevalence of work-related health hazards among health care workers in public health facilities in Southern India. International Journal of Occupational and Environmental Health, 21(1), 74–81. https://doi.org/10.1179/2049396714Y.0000000096 Setthamas, M., Sawaengdee, K., Theerawit, T., Tangcharoensathien, V., Pitaksanurat, S., Thinkamrop, B., … Thinkhamrop, W. (2018). Incidence and risk factors of needle stick and sharp injuries among registered nurses in Thailand. Journal of Public Health and Development, 16(1), 17–28. Shen, L. (2014). Analysis and countermeasure of needle stick injury of intern nurses. Chinese Journal of Practical Nursing, 30, 230. Siegmann, S. (2016). Needlestick Injuries to Medical Students. Gesundheitswesen, 78(1), 22–27. Suliman, M., Al Qadire, M., Alazzam, M., Aloush, S., Alsaraireh, A., & Alsaraireh, F. A. (2018). Students nurses’ knowledge and prevalence of Needle Stick Injury in Jordan. Nurse Education Today, 60(September 2017), 23–27. https://doi.org/10.1016/j.nedt.2017.09.015 Sun, H., Junli, Y., Chen, G., & Hong, X. (2014). Incidence of needlestick injury in Chinese nursing interns: a Meta-analysis. Chinese Journal of Practical Nursing, 30(10), 37–40. https://doi.org/10.3760/cma.j.issn.1672-7088.2014.10.011 Sun, Y., Gregersen, H., & Yuan, W. (2017). Chinese health care system and clinical epidemiology. Clinical Epidemiology, 9, 167–178. https://doi.org/10.2147/CLEP.S106258 Swe, K. M. M., Somrongthong, R., Bharwaj, A., & Lutfi Abas, A. (2014). Needle Sticks Injury among Medical Students during Clinical Training, Malaysia. International Journal of Collaborative Research on Internal Medicine & Public Health, 6(5), 121–131. Retrieved from http://www.iomcworld.com/ijcrimph/files/v06-n05-02.pdf Thomas, W. J. C., & Murray, J. R. D. (2009). The incidence and reporting rates of needle-stick injury amongst UK surgeons. Annals of the Royal College of Surgeons of England, 91(1), 12–17. https://doi.org/10.1308/003588409X359213 Trinkoff, A. M., Le, R., Geiger-Brown, J., & Lipscomb, J. (2007). Work Schedule, Needle Use, and Needlestick Injuries Among Registered Nurses. Infection Control & Hospital Epidemiology, 28(2), 156–164. https://doi.org/10.1086/510785 181
The 2nd National Conference of Health Science Research สำนกั วชิ ำวทิ ยำศำสตรส์ ุขภำพ Knowledge transformation towards Thailand 4.0 มหำวทิ ยำลยั แม่ฟ้ ำหลวง Vijendren, A., Sanchez, J., & Yung, M. (2016). Incidence and reporting of sharps injuries amongst ENT surgeons. Journal of Laryngology and Otology, 130(6), 581–586. https://doi.org/10.1017/S0022215116000724 Wang, C., Huang, L., Li, J., & Dai, J. (2019). Relationship between psychosocial working conditions, stress perception, and needle-stick injury among healthcare workers in Shanghai. BMC Public Health, 19(1), 1–11. https://doi.org/10.1186/s12889-019-7181-7 Xu, Q., Yuan, S., & Xie, H. (2012). Analysis of the causes of needle stick injury in nursing students and intervention measures. Nursing and Rehabilitation Journal, 11(6), 582–583. Xu, Y., Wu, Y., & Zhang, Y. (2016). Investigation of nursing human resources in Chinese hospitals. Chinese Journal of Nursing, 51(7), 819–822. Yang, Y. (2010). Investigation and countermeasures on the current situation of needle stick injury in intern nurses. Shanxi Medical Journal, 39(5), 470–471. Yu, W., & Qin, H. (2014). Survey on the nurse students’ recognition of liver disease safety and needle stick injuries during the internship. Chinese Journal of Modern Nursing, 20(5), 534–536. Zhang, X., Chen, Y., Li, Y., Hu, J., Zhang, C., Li, Z., … Xiang, H. (2018). Needlestick and Sharps Injuries Among Nursing Students in Nanjing, China. Workplace Health and Safety, 66(6), 276–284. https://doi.org/10.1177/2165079917732799 Zhang, Yanting, & Wang, L. (2013). Protection Education towards Needle Stick Injuries among Nursing Students in China:A Meta-Analysis. Chinese Journal of Evidence-Based Medicine, 13(6), 754–759. Zhang, Yunmei. (2012). Investigation and analysis on clinical accidental injury in probationer nurses and preventive countermeasures. Journal of Clinical Medicine in Practice, 16(22), 184–186. 182
The 2nd National Conference of Health Science Research สำนักวชิ ำวทิ ยำศำสตรส์ ุขภำพ Knowledge transformation towards Thailand 4.0 มหำวทิ ยำลยั แมฟ่ ้ ำหลวง แนวคิดการจัดการทีพ่ กั อาศัยและสภาพแวดลอ้ มและการพัฒนารปู แบบสำหรับผู้สูงอายุ ชนชาตพิ ันธ์มุ ้ง จังหวัดเชยี งราย วลิ าวณั ย์ ไชยอุต1,3 สติ างค์ คงกระโทก2,3 ฉัตรชฎา สตุ าลังกา1,3 พลอยไพลิน นามกร1,3 เอกลกั ษณ์ สิทธพิ รวรกุล1,3 1สาขาวิชากายภาพบำบดั สำนักวชิ าการแพทยบ์ ูรณาการ มหาวิทยาลยั แมฟ่ า้ หลวง 2สาขาวชิ าอาชวี อนามยั และความปลอดภัย สำนกั วิชาวิทยาศาสตรส์ ุขภาพ มหาวทิ ยาลัยแม่ฟ้าหลวง 3ศูนยค์ วามเป็นเลิศการวจิ ัยสขุ ภาพชนชาติพนั ธ์ุ Corresponding author: [email protected] บทคดั ย่อ บทนำ: สภาพสิ่งแวดล้อมการสร้างหมู่บ้านและการสร้างบ้านเรือนของชาวไทยภูเขานั้น สร้างตามสังคม วัฒนธรรมและ ประเพณี ท่เี ฉพาะเจาะจงตามความเชือ่ ของแตล่ ะชนเผา่ ซง่ึ ชาวไทยภเู ขาเผา่ ม้งมีลกั ษณะวิถีชีวติ ทแ่ี วดล้อมดว้ ยธรรมชาติ สง่ ผลทำ ให้การจัดที่อยู่อาศัยและสภาพแวดล้อมต้องปรับไปตามโครงสร้างของพื้นที่ โดยเฉพาะการสร้างบ้านบนเนินภูเขาที่เสี่ยงต่อความ ปลอดภัยและความมั่นคงของที่อยู่อาศัย วัตถุประสงค์: เพื่อสำรวจระดับความคิดเห็นต่อแนวคิดการจัดการที่พักอาศัยและ สภาพแวดล้อม และพัฒนารูปแบบที่พักอาศัย และสภาพแวดล้อมสำหรับผู้สูงอายุชนชาติพันธุ์ม้ง จังหวัดเชียงราย วิธีวิจัย: อาสาสมัครชนเผ่าม้งจำนวน 67 คน เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล เป็น แบบสอบถามที่จะใช้ในการสำรวจกลุ่มตวั อย่าง ผู้สูงอายุชนชาติพันธุ์หรือผู้อยู่อาศัยที่พักอาศัยในครัวเรือนที่เป็นเป้าหมาย และแบบประเมินความเสี่ยงต่อการจัดที่พักอาศยั และ สภาพแวดล้อมสำหรับผูส้ ูงอายุชนชาติพัน์ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ขอ้ มูลเป็นจำนวน ร้อยละ และค่าเฉลี่ย ผลการวิจัย: ผู้สูงอายุ อายุเฉลี่ยเท่ากับ 60+14.80 ปี และปัญหาสุขภาพสูงถึงร้อยละ 80.59 ส่วนใหญ่เป็นโรคความ ดัน เบาหวาน และ โรคกระดูกและ ขอ้ นอกจากนพ้ี บวา่ ผสู้ งู อายหุ กลม้ ภายในบ้าน รอ้ ยละ15.78 สำหรับสภาพแวดลอ้ ม ของบา้ นท่อี ยปู่ ัจจบุ ันมีจดุ เส่ียงภายในบา้ นโดย ร้อยละ 66.7 มีพื้นผิวที่ลื่นหรือไม่มั่นคง เสี่ยงต่อ การหกล้มภายในบริเวณบ้าน และพบการเกิดภัยพิบัติภายในระยะเวลา 1 ปี มากถึงร้อยละ 43.3 ได้แก่ แผ่นดินไหว ดินโคลนถล่มหรือดินสไลด์ น้ำท่วม พายุลูกเห็บ และพายุฝน ลมแรง ซึ่งทำให้เกิดความ เสียหายแก่ที่พักอาศัย และสภาพแวดล้อม ส่งผลทำให้คุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุชนชาติพันธุ์อยู่ในระดับ 50.36+10.44 อภิปราย และสรุปผลการวิจัย: การออกแบบการจัดการที่อยู่อาศัยและสภาพแวดล้อมในผูส้ ูงอายุชนชาติพนั ธุ์ ยังมีความเสี่ยงต่อการหกล้ม และเสี่ยงตอ่ การเกดิ อบุ ตั ิเหตไุ ดง้ ่ายในผ้สู งู อายุ ดงั นนั้ ควรมีการพัฒนารปู แบบการจัดการที่อยอู่ าศยั และสภาพแวดล้อมที่ส่งเสริมให้ ผสู้ ูงอายุมคี ุณภาพชวี ติ ท่ีดี ลดการเกดิ ภาวะทพุ พลภาพและเอื้อตอ่ การติดตามระบบสขุ ภาพระยะยาวมากย่งิ ขึ้น คำสำคัญ: ความปลอดภยั ทอ่ี ยู่อาศยั , การล้ม, ผู้สูงอาย,ุ ชนชาตพิ นั ธุ์ 183
The 2nd National Conference of Health Science Research สำนกั วชิ ำวทิ ยำศำสตรส์ ขุ ภำพ Knowledge transformation towards Thailand 4.0 มหำวทิ ยำลยั แม่ฟ้ ำหลวง บทนำ องค์การอนามัยโลกได้กล่าวว่าผู้สูงอายุคือบุคคลที่มีอายุตั้งแต่ 65 ปีขึ้นไป (WHO, 2010) จากข้อมูลการคาดประมาณ ประชากรของประเทศไทย ปี 2558 -2573 จะเห็นว่าภาพรวมประเทศไทยอยู่ในสถานการณ์ “สังคมสงู วัย” (aged society) และ ในอกี 10 ปี ข้างหน้าจะเร่ิมเข้าสูส่ งั คมสูงวัยอยา่ งสมบรู ณ์ (completed aged society) (สำนักงานปลัดกระทรวงการพฒั นาสังคม และความมั่นคงของมนุษย,์ 2557) ซง่ึ สง่ ผลกระทบตอ่ การเปล่ยี นแปลงรูปแบบการพฒั นาประเทศทางด้านระบบสุขภาพอย่างมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้สูงอายุที่มีภาวะพึ่งพิงจากครอบครัวและชุมชน ดังนั้นนโยบายการดูแลผู้สูงอายุระยะยาวจึงช่วยเพิ่มขีด ความสามารถการดูแลผูส้ ูงอายุให้ดำรงชีวิตอยา่ งมีศักด์ิศรีในครอบครัว ชุมชนโดยเชื่อมโยงกับระบบบริการสขุ ภาพและบริการทาง สงั คม อยา่ งมีประสทิ ธิภาพ สภาพสงิ่ แวดล้อมการสรา้ งหม่บู า้ นและการสรา้ งบ้านเรอื นของชาวไทยภูเขาน้ัน สร้างตามสังคม วัฒนธรรมและประเพณี ที่เฉพาะเจาะจงตามความเช่ือของแตล่ ะชนเผ่า ซ่ึงชาวไทยภูเขามีลกั ษณะวิถีชีวติ ทแี่ วดล้อมดว้ ยธรรมชาติ ที่สง่ เสริมการเพมิ่ สนุ ทรีย บำบัดจากธรรมชาติ ที่ช่วยปลอบประโลมจติ ใจในยามทีม่ คี วามทุกข์ และช่วยบำบดั รักษาความเจ็บป่วยโดยเฉพาะอย่างย่งิ ในผู้ที่มี ภาวะซึมเศรา้ แต่อยา่ งไรกต็ ามจากการประเมินความเสย่ี งจากที่อยู่อาศัย ในกล่มุ ผสู้ ูงอายชุ าวไทยภเู ขาในจังหวัดเชียงราย พบว่ามี ประเดน็ ความเสย่ี งตอ่ การเกดิ ปญั หาสขุ ภาพหลายอย่าง เชน่ ความสว่างของไฟ ในหอ้ งนำ้ การจัดการขนาดของการหนา้ ต่างเพื่อให้ เกิดการถ่ายเทอากาศในหอ้ งนอน การจัดหอ้ งน้ำไวน้ อกตวั บา้ น และทางเดนิ ไปยงั ห้องนำ้ ทเี่ ป็นอนั ตรายโดยเฉพาะในฤดูฝน ซ่ึงการ ดำรงชีวติ ประจำวันของผูส้ งู อายุ ลว้ นแต่เป็นกิจวตั รประจำวันท่ีดำเนนิ ในบ้านและในชมุ ชน เนื่องจากเป็นวยั ทลี่ ะเว้นจากการทำงาน เนือ่ งจากสภาพรา่ งกาย สง่ิ แวดล้อมและสภาพความเปน็ อยู่ภายในบริเวณบ้าน ลว้ นเป็นปจั จัยทส่ี ำคญั สำหรับเพ่ิมความเสี่ยงต่อการ ล้มในผู้สูงอายุได้ (Lecktip, 2019) เป็นเหตุทำให้ผู้สูงอายุเกิดภาวะทุพพลภาพตามมาได้จากการเกิดอุบัติเหตุสะดุดหกล้ม Sophonratanapokin และคณะ ในปี 2012 ได้รายงานอบุ ัตกิ ารณ์การหกล้มในบ้านตนเองของผู้สูงอายุนั้นสูงถึงรอ้ ยละ 34.6 มัก เกิดจากสภาพพื้นบ้านที่ลื่นร้อยละ 31.6 ความสว่างภายในบ้านที่ไม่เพียงพอ ทางเดินภายในห้องนอนและห้องน้ำ การวางสิ่งของ ขวางทางเดนิ และการเคลอื่ นย้ายสิง่ ของออกจากตำแหนง่ เดมิ เปน็ ตน้ อีกท้งั จากทำเลท่ีตั้งชมุ ชนกเ็ ป็นอีกสาเหตทุ ีท่ ำให้ผสู้ งู อายุชน ชาติพันธุ์อาจประสบภัยพิบัติทางธรรมชาติ เช่น พายุลมแรง ดินสไลด์ แผ่นดินไหว น้ำท่วม เป็นต้น ซึ่งความปลอดภัยภายในบา้ น สภาพแวดล้อมภายในชุมชน และการเกิดภัยพบิ ตั ใิ นชมุ ชนจงึ เปน็ ปัจจัยสำคัญต่อระบบการบริการสุขภาพ และการติดตามการดูแล รกั ษาทางสุขภาวะชุมชนนน้ั เอง จากบทความข้างต้นจะพบว่าสภาพแวดลอ้ มและความเป็นอยู่ของผู้สูงอายนุ ้ันเป็นสิ่งสำคัญท่ีจะบ่งบอกถึงระดับคณุ ภาพ ชีวิต ระบบสุขภาพ และสาธารณสุขขั้นพื้นฐานได้ แต่จากการศึกษาก่อนหน้าพบว่ายังไม่มีรายงานใดที่สำรวจความปลอดภัยและ ส่ิงแวดล้อมต่อการดำรงชีวิตประจำวันในผู้สงู อายุชนชาติพันธุ์อย่างชัดเจน ดังนั้นการศึกษานี้จัดขึน้ เพื่อสำรวจแนวคิดการจัดการท่ี พักอาศัยและสภาพแวดล้อม และพัฒนารูปแบบที่พักอาศัย และสภาพแวดล้อมสำหรับผู้สูงอายุชนชาติพันธุ์ม้ง จังหวัดเชียงราย เพือ่ สร้างความปลอดภัยของท่ีอย่อู าศัย ปอ้ งกันการหกล้มและการเกดิ อุบัตเิ หตุจากสภาพทอ่ี ยู่อาศัยในผ้สู ูงอายุซ่ึงนำไปสู่ภาวการณ์ พง่ึ พิงตามมาในผสู้ งู อายุ ระเบยี บวิธวี จิ ยั การศึกษาครั้งนี้ใช้การสัมภาษณ์แบบสอบถาม สำรวจและประเมินโดยใช้การเก็บข้อมูลเชงิ ประจักษ์ มี รายละเอียดดงั นี้ 1.การประสาน ชี้แจง ทำความเข้าใจ ร่วมกัน กับหน่วยงานภายในพื้นที่เกี่ยวข้อง การเตรียม ความพร้อมของหน่วยงานโดยความ ร่วมมือจากภาครัฐ องค์กรทีเ่ กี่ยวข้องในท้องถิ่น ศึกษา รวบรวมข้อมูลทุตยิ ภูมิในภาพรวมของพื้นที่ 2. การคัดเลือกกลุ่มตัวอย่าง โดยพิจารณา อำเภอที่มีชุมชนผู้สูงอายุชนชาติพันธ์ุ เผ่าม้งมากที่สุด อำเภอที่ทำการศึกษา ได้แก่ พื้นที่อำเภอพญาเม็งราย จังหวดั 184
Search
Read the Text Version
- 1
- 2
- 3
- 4
- 5
- 6
- 7
- 8
- 9
- 10
- 11
- 12
- 13
- 14
- 15
- 16
- 17
- 18
- 19
- 20
- 21
- 22
- 23
- 24
- 25
- 26
- 27
- 28
- 29
- 30
- 31
- 32
- 33
- 34
- 35
- 36
- 37
- 38
- 39
- 40
- 41
- 42
- 43
- 44
- 45
- 46
- 47
- 48
- 49
- 50
- 51
- 52
- 53
- 54
- 55
- 56
- 57
- 58
- 59
- 60
- 61
- 62
- 63
- 64
- 65
- 66
- 67
- 68
- 69
- 70
- 71
- 72
- 73
- 74
- 75
- 76
- 77
- 78
- 79
- 80
- 81
- 82
- 83
- 84
- 85
- 86
- 87
- 88
- 89
- 90
- 91
- 92
- 93
- 94
- 95
- 96
- 97
- 98
- 99
- 100
- 101
- 102
- 103
- 104
- 105
- 106
- 107
- 108
- 109
- 110
- 111
- 112
- 113
- 114
- 115
- 116
- 117
- 118
- 119
- 120
- 121
- 122
- 123
- 124
- 125
- 126
- 127
- 128
- 129
- 130
- 131
- 132
- 133
- 134
- 135
- 136
- 137
- 138
- 139
- 140
- 141
- 142
- 143
- 144
- 145
- 146
- 147
- 148
- 149
- 150
- 151
- 152
- 153
- 154
- 155
- 156
- 157
- 158
- 159
- 160
- 161
- 162
- 163
- 164
- 165
- 166
- 167
- 168
- 169
- 170
- 171
- 172
- 173
- 174
- 175
- 176
- 177
- 178
- 179
- 180
- 181
- 182
- 183
- 184
- 185
- 186
- 187
- 188
- 189
- 190
- 191
- 192
- 193
- 194
- 195
- 196
- 197
- 198
- 199
- 200
- 201
- 202
- 203
- 204
- 205
- 206
- 207
- 208
- 209
- 210
- 211
- 212
- 213
- 214
- 215
- 216
- 217
- 218
- 219
- 220
- 221
- 222
- 223
- 224
- 225
- 226
- 227
- 228
- 229
- 230
- 231
- 232
- 233
- 234
- 235
- 236
- 237
- 238
- 239
- 240
- 241
- 242
- 243
- 244
- 245
- 246
- 247
- 248
- 249
- 250
- 251
- 252
- 253
- 254
- 255
- 256
- 257
- 258
- 259
- 260
- 261
- 262
- 263
- 264
- 265
- 266
- 267
- 268
- 269
- 270
- 271
- 272
- 273
- 274
- 275
- 276
- 277
- 278
- 279
- 280
- 281
- 282
- 283
- 284
- 285
- 286
- 287
- 288
- 289
- 290
- 291
- 292
- 293
- 294
- 295
- 296
- 297
- 298
- 299
- 300
- 301
- 302
- 303
- 304
- 305
- 306
- 307
- 308
- 309
- 310
- 311
- 312
- 313
- 314
- 315
- 316
- 317
- 318
- 319
- 320
- 321
- 322
- 323
- 324
- 325
- 326
- 327
- 328
- 329
- 330
- 331
- 332
- 333