The 2nd National Conference of Health Science Research สำนกั วชิ ำวทิ ยำศำสตรส์ ขุ ภำพ Knowledge transformation towards Thailand 4.0 มหำวทิ ยำลยั แม่ฟ้ ำหลวง เชียงรายเป็นกลุ่มตัวอย่าง 3. สร้างเครื่องมือในการเก็บข้อมูล ได้แก่ แบบ แบบสอบถามการสำรวจกลุ่มตัวอย่างผู้สูงอายุชนชาติ พันธุ์หรือผู้อยู่อาศัยที่พักอาศัยใน ครัวเรือนชนเผ่าม้งที่เป็นเป้าหมาย และแบบประเมินการจัดการสภาพแวดล้อมและที่พักอาศยั สำหรบั ผู้สงู อายุ เม่อื สร้าง ขน้ึ เสร็จเรยี บร้อยให้ผู้ทรงคณุ วฒุ หิ รือผู้เช่ียวชาญ ตรวจสอบ ความตรง ความครอบคลุมของเนือ้ หา และ ตัวแปรตา่ งๆ จำนวนห้าท่าน พร้อมท้งั การหาความ เชอื่ ม่นั ของแบบสอบถาม ไดค้ ่าสัมประสทิ ธิ์แอลฟา ของ คอนบาค (Cronbach’ s alpha coefficient) เท่ากับ 0.89 4. อบรมผู้ช่วยวจิ ัยในการใช้เครื่องมือในการ เก็บข้อมูล 5. การลงพื้นที่สำรวจสภาพแวดลอ้ ม การอยู่ อาศัยและที่พักอาศัยโดยแยกตามวิธีการเก็บข้อมูล ดังน้ี 1) การสังเกตและประเมิน เป็นการเก็บ ข้อมูลสภาพการใช้งาน สภาพแวดล้อมของพื้นที่ศกึ ษา และพฤตกิ รรมการใช้งานของประชาชนในพื้นทีศ่ ึกษา 2) การสำรวจ สภาพปจั จบุ ันของพ้นื ท่ศี ึกษา เพื่อศึกษาสภาพทางกายภาพ 3) การสัมภาษณ์และประเมินคุณภาพชีวิตด้วยแบบประเมินเครื่องชี้วัดคุณภาพชีวิตขององค์การ อนามยั โลกชดุ ย่อ ฉบับภาษาไทย (WHOQOL – BREF – THAI) โดยเครอื่ งมือท่ใี ช้ในการเก็บรวบรวมขอ้ มูลดัดแปลง จากคู่มือการ จัดสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมและปลอดภัย สำหรับผู้สงู อายุ ส่วนที่ 1 เป็นคำถามเกี่ยวกบั ข้อมูลทั่วไป และ ความเสี่ยงต่อการเกดิ อุบัติเหตุ มี 3 ข้อใหญ่ 24 ข้อย่อย ส่วนที่ 2 เป็นแบบสำรวจความคิดเห็นตอ่ ความปลอดภยั สำหรบั ที่พักอาศัย และสภาพแวดล้อม ของผู้สูงอายชุ นชาตพิ ันธุ์ มี 2 ข้อใหญ่ 17 ข้อยอ่ ย การวิเคราะห์ข้อมูลทางสถิติโดยใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์ SPSS version 20 สำหรับการวิเคราะห์ข้อมูลดังนี้ ข้อมูล พ้ืนฐาน อายุ ประวตั กิ ารล้ม ลักษณะท่ัวไปของท่ีอยู่อาศยั การประเมินสภาพแวดลอ้ มและความปลอดภัยที่อย่อู าศัยในกลุ่มผู้สูงอายุ ชนชาติพันธุ์ และการสำรวจความเสี่ยงตอ่ การเกิดอุบัตเิ หตุสำหรับที่พักอาศัย และสภาพแวดลอ้ มของผู้สูงอายุชนชาติพันธ์ุ โดยใช้ Descriptive Statistic แสดงผลเป็น ค่าเฉลี่ย ส่วนเบย่ี งเบนมาตรฐาน และรอ้ ยละ ผลการวจิ ยั ผ้สู งู อายุมอี ายเุ ฉลย่ี 60.10+14.80 ปี โดยสว่ นใหญอ่ ายุ 50 – 59 ปี (32 คน)คดิ เปน็ ร้อยละ 47.76 รองลงมาคอื อายุ 60-69 ปี คดิ เป็นรอ้ ยละ 35.82 (24 คน) ผสู้ ูงอายุ เปน็ เพศหญิง คดิ เปน็ ร้อยละ 53.73 (36 คน) และ เปน็ เพศ ชาย คดิ เปน็ รอ้ ยละ 46.27 (31คน) (ตารางท1่ี ) ผลการสำรวจลักษณะทั่วไปของที่อยูอ่ าศัยการประเมนิ สภาพแวดล้อมและความปลอดภยั ที่อยู่อาศัยในกลุ่มผู้สูงอายุชน ชาติพันธุ์ พบว่าลักษณะบ้านส่วนใหญ่เป็นแบบผสมผสาน ร้อยละ 49.25 (33 คน) บ้านปูน ร้อยละ 37.31 (25 คน) และบ้านแบบ ดั้งเดิม ร้อยละ 13.43 (9 คน) ซึ่งผู้สูงอายุส่วนมากใช้เวลาส่วนใหญ่อยู่บริเวณ รอบตัวบ้านมากที่สุดร้อยละ 73.13 (49 คน) รองลงมาคอื บรเิ วณนอกตัวบา้ นร้อยละ 7.46 (5 คน) และใช้แหลง่ นำ้ สำหรับการดมื่ หรือน้ำใช้จากแหล่งนำ้ ธรรมชาติ มากท่ีสดุ ร้อย ละ 89.55 (60 คน) ตามดว้ ยแหล่งน้ำประปาหมู่บา้ นรอ้ ยละ 8.95 (6 คน) และจากนำ้ ฝนร้อยละ 1.49 (1 คน) และบ้านแต่ละหลังมี อปุ กรณต์ ัดไฟฟ้าเมื่อลดั วงจรเพยี งรอ้ ยละ 10.45 (7 คน) จากการสำรวจความเสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุสำหรับที่พักอาศัย และสภาพแวดล้อมของผู้สูงอายุชนชาติพันธุ์ ในช่วง ระยะเวลา 1 ปที ่ีผา่ นมาพบวา่ ร้อยละ 26.87 (18 คน) เคยสะดุด หกล้มหรือลนื่ และรอ้ ยละ 4.48 (3 คน) เคยประสบเหตตุ กจากที่ สูงหรือพื้นต่างระดับ ร้อยละ 7.47 (5 คน) เคยชน หรือกระแทกกับสิ่งของที่วางอยู่ในบรเิ วณบ้านจนได้รับบาดเจบ็ และภัยพิบัติท่ี ประสบจนที่พักอาศยั เสยี หายพบว่า เคยประสบพายฝุ นฟ้า ลมแรง ร้อยละ 4.48 (3 คน) พายลุ ูกเห็บ ร้อยละ 2.99 (2 คน) น้ำท่วม ร้อยละ 1.50 (1 คน) และประสบเหตุดินโคลนถลม่ ดินสไลด์ร้อยละ 1.50 (1 คน) 185
The 2nd National Conference of Health Science Research จำนวน สำนกั วชิ ำวทิ ยำศำสตรส์ ุขภำพ มหำวทิ ยำลยั แมฟ่ ้ ำหลวง Knowledge transformation towards Thailand 4.0 31 36 รอ้ ยละ ตารางท่ี 1 ขอ้ มลู ทั่วไปของอาสาสมัคร จำนวน 67 คน ข้อมลู ทว่ั ไป 60.10 53.73 เพศ (14.80) 46.27 ชาย 59 88.06 หญิง 8 11.94 อายุ อายเุ ฉล่ยี (สว่ นเบี่ยงเบนมาตรฐาน) 42 62.69 25 37.31 การศกึ ษา ไม่ไดเ้ รียนหนังสอื 35 52.24 ประถมศกึ ษาและสงู กวา่ 7 10.45 25 37.31 การพกั อยูอ่ าศัย 8 11.94 21 31.34 อยูก่ บั ครอบครวั 54 80.60 43 64.18 อยคู่ นเดียว 17 25.37 การประกอบอาชีพในปัจจบุ ัน 13 19.40 20 29.85 เกษตรกรรม 5 7.46 รับจ้างทั่วไป 17 25.37 ไม่ทำ 24 35.82 การดมื่ สรุ าและแอลกอฮอล์ 18 26.87 50.36 การออกกำลังกาย (10.44) โรคประจำตวั ความดนั โลหติ สูง เบาหวาน ไขมนั ในเสน้ เลือดสูง อาการผิดปกตทิ างระบบโครงร่างกล้ามเนอ้ื อาการผดิ ปกตทิ างระบบประสาท อาการผดิ ปกตทิ างสายตา อาการเวยี นศีรษะ การลม้ ในระยะเวลา 1 ปที ่ผี า่ นมา คุณภาพชวี ิตโดยรวม เฉล่ีย (สว่ นเบีย่ งเบนมาตรฐาน) 186
The 2nd National Conference of Health Science Research สำนกั วชิ ำวทิ ยำศำสตรส์ ขุ ภำพ Knowledge transformation towards Thailand 4.0 มหำวทิ ยำลยั แมฟ่ ้ ำหลวง อภิปรายผล จากการสำรวจแนวคิดการจัดการที่พักอาศัยและสภาพแวดล้อม และพัฒนารูปแบบที่พักอาศัย และสภาพแวดล้อม สำหรับผูส้ งู อายุชนชาตพิ ันธุ์ม้ง พบว่าผู้สูงอายุชนเผ่าม้งมีปัญหาสุขภาพสูงถงึ รอ้ ยละ 80.59 ส่วนใหญ่เป็นโรคความ ดัน เบาหวาน และ โรคกระดกู และขอ้ นอกจากนพี้ บวา่ ผู้สงู อายุหกล้มภายในบา้ น รอ้ ยละ15.78 สำหรบั สภาพแวดลอ้ มของบา้ นที่อย่ปู ัจจุบันมีจุด เสี่ยงภายในบ้านโดยร้อยละ 66.7 มีพื้นผิวที่ลื่นหรือไม่มั่นคง เสี่ยงต่อ การหกล้มภายในบริเวณบ้าน และพบการเกิดภัยพิบัติ ภายในระยะเวลา 1 ปี มากถึงร้อยละ 43.3 ไดแ้ ก่ แผน่ ดินไหว ดนิ โคลนถลม่ หรอื ดนิ สไลด์ น้ำท่วม พายุลกู เห็บ และพายุฝน ลมแรง ซึ่งทำให้เกิดความเสียหายแก่ที่พักอาศัย และสภาพแวดล้อม ส่งผลทำให้คุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุชนชาติพันธุ์อยู่ในระดับ 50.36+10.44 โดยวัฒนธรรมการออกแบบที่อย่อู าศัยและสภาพแวดลอ้ มมแี นวคดิ มาจากครอบครวั ชนเผ่าม้งทอ่ี ยรู่ วมกันแบบครอบครัว ขยาย ทำให้ครัวเรือนของชนเผ่าม้งมีขนาดค่อนข้างใหญ่ มีความสัมพันธ์แบบแซ่ตระกูลซึ่งอาจไม่เกี่ยวขอ้ งทางสายเลือด นับถือผี บรรพบุรุษเดียวกัน เพื่อพึ่งพากันได้ในวงกว้าง สิ่งสำคัญในเรือนม้ง คือความสัมพันธ์ในครัวเรือนตามสายฝ่ายชาย ทั้งการสืบสาย การรบั มรดก และอำนาจในครัวเรอื น ซึ่งสิ่งเหล่านม้ี ีผลต่อการจัดวางพื้นท่ีแนวราบ แบบมีบรรพบรุ ษุ เป็นศนู ย์กลาง หมู่บ้านมง้ ตงั้ อยูบ่ นพน้ื ทสี่ ูง แตไ่ ม่ลาดชนั มาก มกั ปรบั ไหลเ่ ขาใหเ้ ป็นระดับราบเป็นชั้นๆ เพ่ือวางเรือนบนระดับดินให้สัน หลังคาขนานกับแนวปรับระดบั หันหน้าออกสู่ทอ้ งฟ้า ทางเข้าหมูบ่ ้านมีสะพานเล็กๆท่ีใช้ในพิธีกรรม รอบหมู่บ้านมกี ารกั้นรั้วรอบ กนั การหลงของสตั วแ์ ละเดก็ แต่ไมน่ ยิ มกน้ั รวั้ ระหวา่ งบ้าน แตใ่ ชก้ ารลอ้ มอาคารนอกเรอื น เช่น คอกสตั ว์ ยงุ้ ข้าว ลกั ษณะของเรือน เป็นเรือนปลูกครอ่ มดิน โดยบดอดั ดินให้แนน่ และสงู กว่าภายนอก และทำรางระบายนำ้ กันนำ้ เข้าเรือน ขนาดเรอื นแปรตามจำนวนสมาชิกในครอบครวั ท่สี ืบตระกูลทางพ่อ เรอื นขนาดเล็กสำหรบั ครัวเรอื นเดยี่ วมกั เปน็ เรือนโถง เดยี ว ขนาดเกอื บจตั รุ ัส มีประตูเขา้ ออก 2-3 ประตู นยิ มใช้ประตูข้างที่ไม่ตรงกับหิ้งผี สว่ นในพิธกี รรม จะใช้ประตูกลางตรงกับหิ้ง ผี ในการเข้าออก ในเรือนแบ่งใช้พื้นที่ไปตามกิจกรรม เช่น การนอน การทำงาน การวางของ เตรียมอาหาร โดยให้ศูนย์กลาง เรือนเป็นที่กินข้าว ดื่มชา รับรองแขก เมื่อครัวเรือนขยาย จะขยายขนาดบ้านเรือนออกตามยาวไปทีละช่วงเสาทั้งซ้ายและขวา โดยรักษาสมดุลให้หิ้งผีอยู่กลางเรือน ตรงประตูทางเข้าเสมอ ส่งผลทำให้การออกแบบบ้านเรียนมีความสืบถอดตามมรดกและ วัฒนธรรมของชนเผา่ แม้จะเป็นรูปแบบบ้านที่มีความทันสมัยมากขึ้น แต่จะพบจุดที่บงบอกถึงวัฒนธรรมได้เป็นอยา่ งดโี ดยเฉพาะ จุดที่เป็นแหล่งของการไหว้บรรพบุรุษที่ต้องมีทุกหลังคาเรือน และด้วยเหตุนี้จึงทำให้การออกแบบบ้านยังมีความเสี่ยงต่อการเกดิ อุบตั เิ หตุ และการหกล้มไดง้ า่ ยในผ้สู งู อายุ เนือ่ งจากแปลนบ้านไม่ไดแ้ บ่งห้องตา่ ง ๆไว้อยา่ งชดั เจน เป็นเพียงการทำฉากหรือการนำ ตู้เส้ือผา้ มากั้นแบ่งเปน็ ที่นอนเท่านน้ั โดยมากการทำกจิ กรรมระหวา่ งวันผู้สงู อายุจะใช้พ้นื ทีบ่ รเิ วณรอบบา้ น โดยเฉพาะหน้าบ้านใน การทำหตั ถกรรม การตากพืชผลทางการเกษตร และการจิบนำ้ ชา ทำให้ บริเวณทางเดนิ ค่อยขา้ งถูกจำกดั ดว้ ยพชื ผลทางการเกษตร และฟืนไฟต่าง ๆ ด้วยเหตุนจ้ี งึ ควรมกี ารพฒั นารูปแบบการจัดการที่อยอู่ าศยั และสภาพแวดล้อมท่ีสง่ เสรมิ ให้ผ้สู ูงอายุมีคุณภาพชีวิต ทดี่ ี โดยการให้ความรู้ความเขา้ ใจหลกั การออกแบบทีอ่ ยูอ่ าศัยและสภาพแวดลอ้ มที่เออ้ื ต่อการดำรงชวี ิตประจำวนั ของผ้สู ูงอายุ โดย ยดึ หลกั การออกแบบเพ่อื ทกุ คน (universal design) มาปฏบิ ตั ิเพอ่ื ส่งเสริมและสนบั สนนุ ใหท้ กุ คนสามารถเข้าถงึ และใช้งานได้อย่าง สะดวกและปลอดภยั (นันทวฒุ ิ จำปางาม, 2019) ซ่ึงจะสง่ ผลต่อการเพมิ่ คุณภาพชีวติ ของผู้สูงอายใุ ห้ดีย่ิงขนึ้ สรุปและข้อเสนอแนะ การออกแบบการจัดการที่อยอู่ าศยั และสภาพแวดล้อมในผู้สูงอายุชนชาติพันธ์ุ ยงั มคี วามเส่ยี งตอ่ การหกลม้ และเสี่ยงต่อ การเกิดอุบัติเหตุได้ง่ายในผู้สูงอายุ ดังนั้นควรมีการพัฒนารปู แบบการจัดการที่อยู่อาศัยและสภาพแวดล้อมที่ส่งเสริมให้ผู้สูงอายุมี คณุ ภาพชวี ิตทด่ี ี ลดการเกดิ ภาวะทุพพลภาพและเออ้ื ตอ่ การตดิ ตามระบบสขุ ภาพระยะยาวมากยิง่ ขน้ึ 187
The 2nd National Conference of Health Science Research สำนกั วชิ ำวทิ ยำศำสตรส์ ขุ ภำพ Knowledge transformation towards Thailand 4.0 มหำวทิ ยำลยั แมฟ่ ้ ำหลวง กิตตกิ รรมประกาศ ผู้วิจัยขอขอบพระคุณบุคลากร หน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งประชาชนทุกครัวเรือนในพื้นท่ีสำหรับ การสนับสนุน ให้ข้อมูล และมีส่วนร่วมในการดำเนินงานวิจัยอย่างดีเยี่ยม งานวิจัยฉบับนี้ได้รับโอกาสจากสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ และศูนย์ ความเป็นเลิศการวิจัยสุขภาพชนชาติพันธ์ุ มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวงที่ได้อนุมัติทุนอุดหนุนการวิจัย อีกทั้งผู้ที่เกี่ยวข้องภายใน หน่วยงาน ที่สนับสนุน ส่งเสริมในการดำเนินงานวิจัยฉบับน้ีลุล่วง ด้วยดี ผู้วิจัยใคร่ขอขอบพระคุณไว้ ณ ที่นี้ คุณค่าประโยชน์ทาง วิชาการและสาระความรู้อนั จะส่งผลในการพัฒนาคุณภาพชวี ิต คุณภาพด้านวิชาการของผู้วิจัย และผู้ที่เกีย่ วข้องของผลงานวิจัยน้ี ขอมอบคณุ งามความดีนี้แดค่ ุณบดิ ามารดา ครูบาอาจารย์และผู้มพี ระคณุ ทุกทา่ น เอกสารอา้ งองิ Lecktip, C., Woratanarat, T., Bhubhanil, S., & Lapmanee, S. (2019). ปัจจัย เสี่ยง ต่อ การ หกล้ม ใน ผู้ สูงอายุ. Journal of Medicine and Health Sciences, 26(1), 85-103. Mary-Beth Coty, Colette McCammon, Carlee Lehna, Stephanie Twyman, Erin Fahey. (2015) Home fire safety beliefs and practices in homes of urban older adults. Geriatric Nursing, In Press, Corrected Proof, Available online 27 January 2015 Sophonratanapokin, B., Sawangdee, Y., & Soonthorndhada, K. (2012). Effect of the living environment on falls among the elderly in Thailand. Southeast Asian Journal of Tropical Medicineand Public Health, 4 3 ( 6 ) , 1537. นันทวุฒิ จำปางาม. (2019). การจัดการอนามัยสิ่งแวดล้อม: สุขภาวะที่ดีในสังคมผู้สูงวัย. EAU Heritage Journal Science and Technology, 13(2), 63-73. สำนกั งานคณะกรรมการพัฒนาเศรษฐกิจและสงั คมแห่งชาต.ิ การคาดประมาณประชากรของประเทศไทย. บรษิ ทั เอสเอสพลสั มีเดยี จำกดั ; 2556. สำนักงานปลัดกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์. (2557). ประชากรสูงอายุไทย : ปัจจุบันและอนาคต. สำนักงานปลัดกระทรวงการพัฒนาสังคมและคามมั่นคงของมนุษย์ ศูนย์เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร: กรุงเทพฯ, พมิ พค์ รัง้ ที่ 1: 1-18 . 188
The 2nd National Conference of Health Science Research สำนกั วชิ ำวทิ ยำศำสตรส์ ขุ ภำพ Knowledge transformation towards Thailand 4.0 มหำวทิ ยำลยั แมฟ่ ้ ำหลวง การวิเคราะหก์ ารเคล่อื นไหวรยางคบ์ นของการเตน้ จะคเึ ผ่าลาหู่ พลอยไพลนิ นามกร1,3 ฤทธิชยั พมิ ปา2,3 ฉตั รชฎา สตุ าลังกา1,3 วลิ าวณั ย์ ไชยอตุ 1,3 อ้อมขวญั ทิมนิ กลุ 1,3 เอกลกั ษณ์ สทิ ธิพรวรกลุ 1,3 1สาขาวิชากายภาพบำบดั สำนกั วชิ าการแพทย์บรู ณาการ มหาวทิ ยาลยั แม่ฟ้าหลวง 2สาขาวชิ าการแพทยแ์ ผนไทยประยกุ ต์ สำนกั วชิ าการแพทย์บรู ณาการ มหาวทิ ยาลัยแม่ฟา้ หลวง 3ศูนย์ความเปน็ เลศิ การวจิ ยั สขุ ภาพชนชาตพิ ันธ์ุ มหาวทิ ยาลัยแม่ฟา้ หลวง Corresponding author: [email protected] บทคัดยอ่ บทนำ: การเต้นจะคขึ องเผ่าลาหูม่ ีการเคลื่อนไหวร่างกายประกอบจังหวะดนตรที ี่หลากหลายรูปแบบ เป็นการนำท่าทาง จากกิจวัตรในชวี ติ ประจำวันมาปรบั เป็นทา่ เต้น เช่น การทำนาและการกนิ ข้าว ซงึ่ มีท่าทางการเคลือ่ นไหวของรยางค์บนในส่วนของ ไหล่ แขน ข้อศอก ปลายแขน ข้อมือ และมือ โดยมีการทำงานของกล้ามเนื้อและข้อต่อของรยางค์บนในรูปแบบต่าง ๆ วัตถุประสงค์: เพื่อศึกษารูปแบบการเต้นจะคึและวิเคราะห์การเคลื่อนไหวรยางค์บนของการเต้นจะคึเผ่าลาหู่ วิธีวิจัย: บันทึกท่าเต้นจะคึเป็นภาพเคลื่อนไหว จำนวน 3 รอบ จากนั้นผู้วิจัยเป็นผู้บันทึกผลโดยให้ผู้เชี่ยวชาญด้านกายภาพบำบัดจำนวน 3 คน สงั เกตและวิเคราะห์ผลเพ่อื หาความตรงเชิงเนื้อหา ซึง่ ประยกุ ต์ใช้ IOC (Item-Objective Congruence Index) เพอ่ื หาความ สอดคล้องระหว่างผลและภาพท่บี นั ทกึ ไว้ ผลการวจิ ัย: วเิ คราะหก์ ารเคลอ่ื นไหวทา่ เต้นจะคทึ ม่ี กี ารเคลอ่ื นไหวของรยางค์บน จำนวน 6 ท่า ได้แก่ ท่าสามัคคี ท่าสวัสดี ท่าเกี่ยวข้าว ท่าตีข้าว ท่าหุงข้าว และท่ากินข้าว พบว่ามีการทำงานของกล้ามเนื้อและการ เคลื่อนไหวของข้อไหล่ ข้อศอก ข้อมือ และมือ การเคลื่อนไหวส่วนมากมีความสอดคล้องกันค่าคะแนน IOC เท่ากับ 1 และมีการ เคลือ่ นไหวบางส่วนทีม่ คี า่ คะแนน IOC เทา่ กับ 0.67 และ 0.33 อภปิ รายและสรปุ ผลการวิจยั : การเต้นจะคึในท่าสามคั คี ท่าสวัสดี ท่าเกีย่ วข้าว ทา่ ตีขา้ ว ท่าหงุ ขา้ ว และทา่ กินข้าว ครอบคลมุ การเคลื่อนไหวของข้อต่อและการทำงานของกล้ามเนอ้ื ของรยางค์บนซึ่ง เป็นแนวทางบริหารรา่ งกายในส่วนของไหล่ ข้อศอก แขน ขอ้ มือ และมือ คำสำคัญ: การวิเคราะห์การเคลื่อนไหว, การเตน้ จะคึ, เผ่าลาหู่ 189
The 2nd National Conference of Health Science Research สำนักวชิ ำวทิ ยำศำสตรส์ ขุ ภำพ Knowledge transformation towards Thailand 4.0 มหำวทิ ยำลยั แมฟ่ ้ ำหลวง Movement Analysis of Upper Extremities in Lahoo Ja Khue Dancing Ploypailin Namkorn1,3, Ritichai Pimpa 2,3, Chatchada Sutalangka1,3, Wilawan Chaiut1,3 , Aomkhwan Timinkul1,3, Ekalak Sitthipornvorakul1,3 1 Physical Therapy, School of Integrative Medicine, Mae Fah Luang University 2 Applied Thai Traditional Medicine, School of Integrative Medicine, Mae Fah Luang University 3 Center of Excellence for the Hill-tribe Health Research, Mae Fah Luang University Corresponding author: [email protected] Abstract Introduction:The Lahoo Ja Khue Dancing is contributing various body movements with rhythmic music. This dancing is adapting from daily activities to adjust choreography such as farming and eating. The posture of this dancing are various forms of upper limbs movements consists of shoulders, arms, elbows, forearms, wrists, and hands with the action of muscles and joints. Objective: This study purpose to analyze the upper limb movement of the Lahoo Ja Khue Dancing. Methodology: The Lahoo Ja Khue Dancing 3 choreography records as animation. The result observed and analyzed by 3 physiotherapy specialists then find content validity which uses the IOC (Item-Objective Congruence Index) to find the consistency between recorded results and animation. Results: Movement analysis of the Lahoo Ja Khue Dancing 6 upper limb movements consists of Samakkhi (unity), Sawasdee (greeting), Keiwkhaw (rice harvest), Ti Khaw (rice distraction), Hung Khaw (rice cooking), and Kin Khaw (rice-eating). This study found that the muscle action and joints movement of the shoulders, elbows, wrists, and hands most movements are consistent with IOC score of 1 and some movements with IOC score of 0.67 and 0.33. Discussion and conclusion: The Lahoo Ja Khue Dancing consists of Samakkhi (unity), Sawasdee (greeting), Keiwkhaw (rice harvest), Ti Khaw (rice distraction), Hung Khaw (rice cooking), and Kin Khaw (rice-eating) are promote the movement of the joints and the muscles of the upper limbs. Keywords: the first keywords, the second keywords, the third keywords 190
The 2nd National Conference of Health Science Research สำนักวชิ ำวทิ ยำศำสตรส์ ุขภำพ Knowledge transformation towards Thailand 4.0 มหำวทิ ยำลยั แมฟ่ ้ ำหลวง บทนำ การพัฒนาคุณภาพชีวิตของชาวเขาเพื่อให้มีสุขภาพดีแบบองค์รวมเป็นนโยบายของชาติ ปัจจุบันพบว่าชาวเขามีปัญหา ทางดา้ นต่างๆ ท่ตี ้องไดร้ ับการดูแลทง้ั ทางด้านสังคม เศรษฐกิจ สิง่ แวดล้อม และปัญหาทางด้านสุขภาพ โดยพบวา่ แม้จะมีการพฒั นา คุณภาพชีวิตจากผลของความเจริญทางด้านเทคโนโลยีและการเข้าถึงระบบสาธารณสุขที่ดีขึ้น แต่ชาวเขายังคงมีความเชื่อและวิถี ชีวิตดั้งเดิมที่สืบต่อกันมาอีกทั้งต้องทำงานเพื่อหารายได้ซึ่งส่งผลให้ละเลยการใส่ใจดูแลสุขภาพและการป้องกันอาการเจ็บป่วย (มูลนิธิโครงการหลวง) การพัฒนาสมรรถภาพทางกายส่งผลให้ลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคและมีสุขภาพดี ช่วยควบคุมน้ำหนัก ลดการเกดิ โรคหัวใจและหลอดเลือด โรคเบาหวาน และโรคมะเร็ง สร้างความแข็งแรงของกระดกู และกล้ามเนื้อ สร้างทักษะการเคลื่อนไหว เพิ่มความสามารถในการทรงตัว ป้องกันการหกล้มในผู้สูงอายุ การพัฒนาสมรรถภาพทางกายสามารถทำได้หลายวิธีตามความ เหมาะสมของแต่ละช่วงวัยหลากหลายหมวดหมู่ ได้แก่ การทำงาน การเคลื่อนไหวร่างกาย การทำกิจกรรมต่างๆ เช่นการออก กำลงั กาย การเล่นกีฬา การทำกจิ กรรมนนั ทนาการ ซงึ่ สามารถปฏบิ ตั ไิ ดต้ ามวตั ถปุ ระสงคเ์ พอ่ื ส่งเสรมิ สมรรถภาพทางกายในแตล่ ะ ด้าน (สำนกั โรคไม่ติดตอ่ กรมควบคมุ โรค, World Health Organization 2010) การเต้นจะคึของเผ่าลาหู่มีการเคลื่อนไหวร่างกายประกอบจังหวะดนตรีที่หลากหลายรูปแบบ เป็นการนำท่าทางจาก กิจวัตรในชวี ิตประจำวันมาปรับเป็นท่าเต้น เช่น การทำนาและการกินข้าว ซึ่งมีท่าทางการเคล่ือนไหวของรยางค์บนในส่วนของไหล่ แขน ข้อศอก ปลายแขน ข้อมือ และมือ โดยมกี ารทำงานของกลา้ มเน้ือและขอ้ ต่อ ของรยางค์บนในรูปแบบต่างๆ การศึกษาคร้ังน้ีมี วัตถุประสงค์เพอื่ ศึกษารปู แบบการเตน้ จะคแึ ละวิเคราะหก์ ารเคลื่อนไหวรยางคบ์ นของการเต้นจะคึเผา่ ลาหู่ ระเบียบวธิ ีวจิ ยั รปู แบบการศกึ ษา สามารถแบง่ เปน็ ข้ันตอนการดำเนินงาน (ภาพท่ี 1) ดงั น้ี ขนั้ ตอนท่ี 1 ศกึ ษาแนวคดิ ทฤษฎเี ก่ยี วกับการเต้นจะคึ จากเอกสาร ตำรา และงานวจิ ัยทเ่ี กีย่ วข้อง จากน้นั ลงพ้ืนท่ีสำรวจ ชนเผ่าในจังหวัดเชยี งราย จากน้ันคดั เลือกหมู่บา้ นและชนเผา่ ด้งั น้ี มีการเตน้ จะคึอย่างต่อเน่ืองมากกวา่ 10 ปี มรี ปู แบบตายตัว เป็น ท่รี ู้จักและสมาชกิ ของหมบู่ า้ นมคี วามสามารถเตน้ ได้ จากน้นั จดั แบ่งท่าเต้น จากการสมั ภาษณ์ผู้เต้นเบอื้ งตน้ ขนั้ ตอนที่ 2 บันทกึ ภาพทา่ เต้นจะคึเปน็ ภาพเคล่ือนไหว โดยสุม่ สมาชิกชนเผา่ ท่ีสามารถเตน้ จะคึได้ คละเพศ คละอายุ ให้ เตน้ จะคึ ทงั้ หมด 6 ท่า จำนวน 3 รอบ ขน้ั ตอนท่ี 3 บันทกึ ผล โดยผู้วจิ ยั ประกอบด้วยชนิดข้อตอ่ การเคลอื่ นไหว และกล้ามเนื้อหลกั จากน้ันให้ผู้เชี่ยวชาญด้าน กายภาพบำบัด ของสาขาวิชากายภาพบำบัดสำนักวิชาการแพทย์บูรณาการ ที่มีคุณวุฒิตั้งแต่ปริญญาโทขึ้นไป และประสบการณ์ ด้านการทำงานด้านกายภาพบำบัด และงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง ไม่น้อยกว่า 5 ปี จำนวน 3 ท่าน เป็นผู้สังเกตจากภาพเคลื่อนไหว จำนวน 6 ทา่ 3 รอบ โดยไม่มกี ารหารอื ระหวา่ งกันเพ่อื ให้คะแนนโดยอสิ ระ ขั้นตอนที่ 4 วิเคราะห์และประเมินผล เพื่อหาความตรงเชิงเนื้อหา ซึ่งประยุกต์ใช้ IOC (Item-Objective Congruence Index) เพอื่ หาความสอดคลอ้ งระหวา่ งผลและภาพที่บันทึกไว้ 191
The 2nd National Conference of Health Science Research สำนกั วชิ ำวทิ ยำศำสตรส์ ุขภำพ Knowledge transformation towards Thailand 4.0 มหำวทิ ยำลยั แมฟ่ ้ ำหลวง ขั้นตอนที่ 1 ศึกษาแนวคิดทฤษฏกี ารเตน้ จะคึ ตำรา งานวิจยั ทเ่ี กย่ี วขอ้ งและคัดเลอื กหมู่บ้านและชนเผา่ จากนน้ั คดั เลือกท่าเต้นทมี่ ีการเคลอื่ นไหวของรยางค์บนจากการสัมภาษณ์ ข้ันตอนท่ี 2 บนั ทึกภาพทา่ เต้นเป็นภาพเคลอ่ื นไหว ใหผ้ ู้เตน้ จะคึ เต้นท่าละ 3 รอบ ข้นั ตอนที่ 3 บนั ทึกผล ผวู้ ิจยั บันทกึ ผล และผู้เช่ียวชาญดา้ ยกายภาพบำบดั 3 ทา่ นใหค้ ะแนน ข้ันตอนที่ 4 วิเคราะห์และประเมนิ ผล ประยุกตใ์ ช้ IOC (Item-Objective Congruence Index) ภาพท่ี 1 แผนภมู ิรูปแบบการศกึ ษา ผลการวิจัย วิเคราะห์การเคลื่อนไหวท่าเต้นจะคทึ มี่ กี ารเคลือ่ นไหวของรยางคบ์ น จำนวน 6 ท่า ได้แก่ ท่าสามคั คี ทา่ สวสั ดี ท่าเก่ียว ข้าว ท่าตีข้าว ท่าหุงข้าว และท่ากินข้าว (ภาพที่ 2) แสดงรายละเอียดของท่าทางการเคลื่อนไหวของข้อต่อและการทำงานของ กลา้ มเน้อื และประยุกตใ์ ช้ IOC (Item-Objective Congruence Index) เพื่อตรวจสอบความสมั พนั ธ์ ในตารางที่ 1 192
The 2nd National Conference of Health Science Research สำนักวชิ ำวทิ ยำศำสตรส์ ุขภำพ Knowledge transformation towards Thailand 4.0 มหำวทิ ยำลยั แมฟ่ ้ ำหลวง ตารางท่ี 1 ท่าทางการเคลื่อนไหวของข้อต่อและการทำงานของกล้ามเนื้อและคะแนน IOC (Item-Objective Congruence Index) ทา่ เตน้ ขอ้ ต่อ การเคลื่อนไหว กล้ามเนอ้ื หลกั คะแนน IOC สามัคคี ข้อไหล่ Flexion Pectoralis major (Clavicular part) 1 (Glenohumeral joint) Deltoid (Anterior part) 1 Extension Deltoid (Posterior part) 1 Latissimus dorsi 1 ข้อศอก Flexion Biceps brachii 0.67 (Elbow and radioulnar joint) Extension Triceps brachii 1 สวัสดี กระดูกสันหลงั ระดับคอ Flexion Sternocleiomastoid 1 (Cervical spine) ขอ้ ศอก Flexion Biceps brachii 1 (Elbow and radioulnar joint) Brachialis 1 Brachioradialis 1 Supination Supinator 1 Pronation Pronator teres 1 Pronator quadratus 1 ขอ้ มือ Combined movements Forearm flexor group 1 (Wrist joint of flexion, extension, Forearm extensor group 1 radiocarpal joint) 1 radial deviation, ulnar Flexor carpi radialis 1 deviation Extensor carpi radialis longus เก่ยี วขา้ ว ข้อไหล่ Flexion Pectoralis major (Clavicular part) 1 (Glenohumeral joint) Abduction Deltoid (Anterior part) 1 ข้อไหล่ Adduction Supraspinatus 0.67 Scapulothoracic joint Deltoid ข้อศอก Scapular protraction Trapezius 0.67 Elbow and radioulnar joint Flexion 0.67 Pectoralis major 1 ตีขา้ ว ขอ้ ไหล่ Extension Biceps long head Glenohumeral joint Flexion Triceps short head 0.67 ข้อไหล่ Scapular protraction 0.67 Scapulothoracic joint Serratus anterior 1 Pectoralis minor 0.67 Biceps brachii 1 Brachialis Brachioradialis 1 1 Triceps brachii 0.33* Pectoralis major (Clavicular part) 1 Deltoid (Anterior part) 1 Serratus anterior 1 Pectoralis minor 1 193
The 2nd National Conference of Health Science Research สำนกั วชิ ำวทิ ยำศำสตรส์ ุขภำพ Knowledge transformation towards Thailand 4.0 มหำวทิ ยำลยั แมฟ่ ้ ำหลวง ท่าเต้น ข้อตอ่ การเคล่อื นไหว กลา้ มเน้อื หลัก คะแนน IOC Scapular retraction Rhomboid major and minor 0.67 Trapezius middle fiber 0.67 ข้อศอก Flexion Biceps brachii 1 Elbow and radioulnar joint Brachialis 1 Brachioradialis 1 Extension Triceps brachii 1 Flexion หงุ ขา้ ว ข้อไหล่ Pectoralis major (Clavicular part) 1 Glenohumeral joint Abduction Deltoid (Anterior part) 1 Supraspinatus 0.33* Deltoid 0.33* Trapezius 0.33* Adduction Pectoralis major 1 Biceps long head 1 Triceps short head 1 ข้อไหล่ Protraction Serratus anterior 1 Scapulothoracic joint Retraction Flexion Pectoralis minor 1 Ulnar deviation Rhomboid major and minor 0.67 Flexion Trapezius middle fiber 0.67 Flexion ข้อศอก Biceps brachii 1 Elbow and radioulnar joint Extension Pronation Brachialis 1 ข้อมือ Supination Brachioradialis 1 Wrist joint Wrist and finger flexion radiocarpal joint Flexor carpi ulnaris 0.33* ข้อไหล่ กินขา้ ว Glenohumeral joint Pectoralis major (Clavicular part) 1 ขอ้ ศอก Deltoid (Anterior part) Elbow and radioulnar joint 0.67 Biceps brachii 1 ขอ้ มือและข้อน้ิว Brachialis Wrist joint Brachioradialis 1 radiocarpal joint 1 finger joint Triceps brachii 1 * คะแนนค่า IOC <0.50 Supinator 1 Pronator teres 1 Pronator quadratus 1 Flexors digitorum superficialis 1 194
The 2nd National Conference of Health Science Research สำนักวชิ ำวทิ ยำศำสตรส์ ุขภำพ Knowledge transformation towards Thailand 4.0 มหำวทิ ยำลยั แม่ฟ้ ำหลวง 2ก ท่าสามคั คี 2ข ทา่ สวัสดี 2ง ทา่ ตขี า้ ว 2ค ทา่ เก่ียวข้าว 195
The 2nd National Conference of Health Science Research สำนกั วชิ ำวทิ ยำศำสตรส์ ุขภำพ Knowledge transformation towards Thailand 4.0 มหำวทิ ยำลยั แมฟ่ ้ ำหลวง 2จ ทา่ หงุ ขา้ ว 2ฉ ทา่ กินขา้ ว ภาพท่ี 2 ทา่ เตน้ จะคึท่มี กี ารเคลอ่ื นไหวของรยางค์บน อภิปรายผล การวิเคราะห์การเคลื่อนไหวท่าเต้นจะคึที่มีการเคลื่อนไหวของรยางค์บน จำนวน 6 ท่า ได้แก่ ท่าสามัคคี ท่าสวัสดี ท่า เกี่ยวข้าว ท่าตีข้าว ท่าหุงข้าว และท่ากินข้าว โดยผู้เชี่ยวชาญด้ายกายภาพบำบัด 3 ท่าน ได้มีการวิเคราะห์และประเมินผลโดย พิจารณาถงึ ความสอดคล้องของผู้เชี่ยวชาญด้วยคะแนน IOC พบว่าการทำงานของกล้ามเนื้อและขอ้ ต่อในแต่ละท่าเต้นมคี วามเหน็ ตรงกนั และมีความเห็นตา่ งกัน ท่าเต้นที่มีการเคลื่อนไหวของข้อไหล่ Glenohumeral joint ในทิศทางยกแขนไปด้านหน้า (Shoulder flexion) และ เหยียดแขนไปด้านหลงั (Shoulder extension) มีค่าคะแนน IOC อยู่ในเกณฑ์ที่สงู เนื่องจากท่าทางการเต้นมีการเคลื่อนไหวของ ข้อไหล่ในทิศทางดังกล่าวในมุมการเคลื่อนไหวที่กว้าง มีการทำงานของกล้ามเนื้อที่ทำให้เกิดการเคลื่อนไหวนั้นได้ชัดเจน โดยพบ การเคล่อื นไหวของข้อไหลท่ มี่ ีมมุ การเคลอื่ นไหวกว้างในท่าสามัคคี ทา่ สวัสดี ทา่ เกย่ี วขา้ ว ทา่ ตีขา้ ว ท่าหงุ ข้าวและท่ากินข้าว ในขณะ ท่กี ารเคลอ่ื นไหวของข้อไหล่ในทิศทางกางแขน (Shoulder abduction) และหบุ แขน (Shoulder adduction) พบการเคลื่อนไหว ทมี่ ีช่วงการเคลื่อนไหวท่ีน้อยค่าคะแนน IOC อยูใ่ นระดบั 0.67 พบในทา่ เกีย่ วข้าวและท่าหงุ ข้าว ท่าเต้นที่มีการเคลือ่ นไหวของข้อไหล่ Scapulothoracic joint พบในท่าเกีย่ วขา้ ว ท่าตีขา้ ว และท่าหงุ ข้าวในทิศทางท่มี ่ี Scapular protraction พบว่ามีค่าคะแนน IOC เท่ากับ 1 ในขณะที่ทิศทาง Scapular retraction มีค่าคะแนน IOC 0.67 การ เคล่ือนไหวของข้อไหล่ Scapulothoracic joint ซง่ึ เป็นขอ้ ต่อระหว่างกระดูกสะบกั และทรวงอกเปน็ การเคลือ่ นไหวท่ีเกดิ ร่วมกันกบั การเคลื่อนไหวของข้อไหล่และแขนเรียกว่า Shoulder girdle (Moore et al., 2013) การเคลื่อนไหวในทิศทาง Scapular protraction จะเกิดขึ้นขณะเอื้อมมือไปด้านหน้า ส่วนการเคลื่อนไหวในทิศทาง Scapular retraction เกิดขึ้นขณะที่มกี ารเคล่ือน สะบักไปด้านหลัง เช่น การหุบแขนไปด้านหลัง สามารถสังเกตเห็นการเคลื่อนไหวได้เล็กน้อย อย่างไรก็ตามหากมีการจำกัดการ เคลือ่ นไหวของขอ้ ต่อนี้สง่ ผลต่อการเคลื่อนไหวของข้อไหลแ่ ละแขนได้ (Lawrence et al., 2014) ท่าเต้นทมี่ ีการเคลอ่ื นไหวของขอ้ ศอกในทศิ ทางงอศอก (Elbow flexion) และเหยียดศอก (Elbow extension) พบได้ใน ท่าเต้นทุกท่า ในขณะที่การเคลื่อนไหวของข้อศอกในทิศทางหงายมือ (Supination) และคว่ำมือ (Pronation) พบได้ในท่าสวัสดี และท่ากินข้าว มีค่าคะแนน IOC เท่ากับ 1 การเคลื่อนไหวในท่าทางเหยียดศอกในท่าเต้นท่าเกี่ยวข้าว มีคะแนน IOC 0.33 196
The 2nd National Conference of Health Science Research สำนกั วชิ ำวทิ ยำศำสตรส์ ุขภำพ Knowledge transformation towards Thailand 4.0 มหำวทิ ยำลยั แมฟ่ ้ ำหลวง เนื่องจากการแกว่งแขนส่วนปลายเกิดการเคลื่อนไหวร่วมกันระหว่างการหมุนคว่ำหงายแขนส่วนปลาย (pronation and supination) ร่วมกับการเหยียดข้อศอกเป็นช่วงการเคลื่อนไหวที่เกิดขึ้นในหลายระนาบ (Galloway & Koshland, 2002) จึงอาจ สง่ ผลใหม้ ีคา่ คะแนน IOC ท่ีต่ำในการเคลอื่ นไหวน้ี ท่าเต้นที่มีการเคลือ่ นไหวของข้อมือและมือพบในท่าสวัสดี โดยมีการเคลื่อนไหวร่วมกันในหลายทศิ ทาง ท่ากินข้าวมีการ เคลอ่ื นไหวของขอ้ มอื และขอ้ นวิ้ มคี า่ คะแนน IOC เทา่ กบั 1 ในขณะท่ี ทา่ หงุ ข้าว การเคลือ่ นไหวข้อมอื ในทศิ ทาง Ulnar deviation มีค่าคะแนนของ IOC 0.33 เนื่องจากการเคลื่อนไหวของข้อมือและนิ้วเป็นข้อต่อและกล้ามเนื้อขนาดเล็กมีการเคลื่อนไหวร่วมกนั ลักษณะที่เป็นการเคลื่อนไหวละเอียด (Fine movement) ซึ่งเป็นการเคลื่อนไหวที่เกิดขึ้นพร้อมกันในหลายระนาบ นอกจากน้ี ตำแหน่งของข้อศอก และข้อมือส่งผลตอ่ การทำงานของกลา้ มเนอ้ื แขนและกล้ามเน้อื มือ (Finneran et al., 2013) สรปุ และข้อเสนอแนะ การเตน้ จะคึ 6 ทา่ ได้แก่ ทา่ สามัคคี ท่าสวสั ดี ท่าเกี่ยวขา้ ว ทา่ ตีข้าว ทา่ หุงข้าว และทา่ กินข้าว ครอบคลมุ การเคลื่อนไหว ของข้อตอ่ และการทำงานของกล้ามเนื้อของรยางคบ์ น การเตน้ จะคึเป็นแนวทางบรหิ ารร่างกาย ของรยางค์บนในส่วนของไหล่ แขน ข้อศอก ปลายแขน ขอ้ มือ และมอื กิตตกิ รรมประกาศ การวจิ ัยนส้ี ำเร็จลลุ ่วงไดด้ ว้ ยดีจากความอนเุ คราะห์หลายภาคส่วนได้แก่ ผูใ้ หญ่บ้าน ผูน้ ำชนเผ่า ชาวเขาเผ่าลาหู่ นักดนตรี นักเต้นและผู้ทรงคุณวุฒทิ ั้ง 3 ท่าน ตลอดจนศูนย์ความเป็นเลิศการวิจัยสุขภาพชนชาติพันธ์ุ มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวงที่สนับสนุน ทุนวิจยั ในครง้ั น้ี เอกสารอ้างอิง มลู นิธิโครงการหลวง Royal project foundation http://www.royalprojectthailand.com/node/1748 สำนักโรคไม่ติดต่อ กรมควบคุมโรค [ online] Available at: http://thaincd.com/good-stories-view.php?id=8362 [Accessed 18 Sep. 2018]. Finneran, A., & O'Sullivan, L. (2013). Effects of grip type and wrist posture on forearm EMG activity, endurance time and movement accuracy. International Journal of Industrial Ergonomics, 43(1), 91-99. Galloway, J. C., & Koshland, G. F. (2002). General coordination of shoulder, elbow and wrist dynamics during multijoint arm movements. Experimental Brain Research, 142(2), 163-180. Lawrence, R. L., Braman, J. P., LaPrade, R. F., & Ludewig, P. M. (2014). Comparison of 3-dimensional shoulder complex kinematics in individuals with and without shoulder pain, part 1: sternoclavicular, acromioclavicular, and scapulothoracic joints. Journal of Orthopaedic & Sports Physical Therapy, 44(9), 636-645. Moore, K. L., Dalley, A. F., & Agur, A. M. (2013). Clinically oriented anatomy. Lippincott Williams & Wilkins. World Health Organization. ( 2010). Global recommendations on physical activity for health. World Health Organization. 197
The 2nd National Conference of Health Science Research สำนักวชิ ำวทิ ยำศำสตรส์ ขุ ภำพ Knowledge transformation towards Thailand 4.0 มหำวทิ ยำลยั แมฟ่ ้ ำหลวง ปัจจัยสว่ นประสมการตลาด 4C’s ทีส่ ่งผลต่อการเลือกใช้ศูนยบ์ รกิ ารฟติ เนสของประชาชน ในเขตอำเภอเมืองจงั หวดั อดุ รธานี ภษู ณพาส สมนลิ สหรฐั ฯ ศรีพทุ ธา นวพรรษ เขตวัฒนานสุ รณ์ พิมภรณ์ ชมุ ดาวงษ์ ลลิตา แก้วใส สาขาวิชาวิทยาศาสตร์การกฬี า คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลยั ราชภฏั อดุ รธานี *Corresponding author E-mail: [email protected] บทคดั ยอ่ บทนำ: งานวิจัยน้ีศึกษาการให้บริการของธุรกิจเกี่ยวกับการออกกำลังกายที่อยู่ในรูปแบบศูนย์บริการฟิตเนส โดยศึกษา การใหบ้ ริการด้านราคา ดา้ นการออกกำลงั กาย และด้านต่างๆ ทท่ี างศนู ยบ์ รกิ ารฟิตเนสใหบ้ ริการแกส่ มาชิก ในปจั จุบัน ประชาชน มอี ัตราการใชบ้ ริการศูนยบ์ รกิ ารฟิตเนสที่เพิ่มมากข้ึน ดังนนั้ คณะผวู้ ิจยั จึงศึกษาปจั จยั ส่วนประสมทางการตลาดในรปู แบบของ 4C’s ต่อการเลือกใชบ้ ริการศนู ย์บรกิ ารฟติ เนส วัตถปุ ระสงค:์ การวิจัยครั้งนีม้ วี ตั ถปุ ระสงค์เพอ่ื ศกึ ษาส่วนประสมการตลาด 4C’s ที่ส่งผล ต่อการเลอื กใชบ้ รกิ ารศูนย์บรกิ าร ฟิตเนสของประชาชนในเขตอำเภอเมือง จังหวดั อดุ รธานี วิธวี ิจยั : การเกบ็ รวบรวมข้อมูลสำรวจ จำนวน 277 คน จากกลุ่มตัวอย่างประชาชนที่เป็นสมาชิกศูนย์บริการฟิตเนส ในเขตอำเภอเมือง จังหวัดอุดรธานี โดยใช้ แบบสอบถาม สถิติที่ใช้ในการทดสอบสมมติฐานคือสถิติเชิงบรรยาย ได้แก่ ค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย และค่าเบี่ยงเบน มาตรฐาน ผลการวิจัย: ผลการศึกษาพบว่า ค่าเฉลี่ยของปัจจัยส่วนประสมการตลาดอยู่ในระดับปานกลาง (ค่าเฉลี่ย = 3.16) ค่าเฉล่ียของปัจจยั ส่วนประสมการตลาดที่สง่ ผลต่อการเลือกใชศ้ ูนยบ์ ริการฟิตเนส ด้านความสะดวกสบายของสถานที่ (ค่าเฉล่ีย = 3.72) รองลงมา คือ ด้านการบริการของผู้บริโภค ( ค่าเฉลี่ย =3.60) ด้านราคา (ค่าเฉลี่ย =3.31) และ ด้านการสื่อสารทางการตลาด (ค่าเฉลี่ย =2.00) ตามลำดับ อภิปรายและสรุปผลการวิจัย: ด้วยเหตุนี้ผู้จัดการศูนย์บริการฟิตเนส จึงควรพิจารณา 4C’s ได้แก่ ความสะดวกสบายของสถานที่ การบริการผู้บริโภค ราคา และการสื่อสารทางการตลาด ตามลำดบั ปจั จัย 4C’s นี้อาจจะกระตุ้นใหป้ ระชาชนในเขตอำเภอเมือง จังหวัดอุดรธานี มาใชบ้ ริการศูนย์บริการฟิตเนสมากขนึ้ คำสำคัญ: สว่ นประสมทางการตลาด, ศูนย์บรกิ ารฟติ เนส, อุดรธานี 198
The 2nd National Conference of Health Science Research สำนกั วชิ ำวทิ ยำศำสตรส์ ุขภำพ Knowledge transformation towards Thailand 4.0 มหำวทิ ยำลยั แมฟ่ ้ ำหลวง The Marketing Mix Model 4C’s Factors Affecting the Selection of Fitness Center of People in Mueang District, Udon Thani Province. Poosanapas Somnil, Saharat Sriputta, Nawapat Khetwattananusorn, Phimphon Chumdawong and Lalita Kaewsai Sports Science Program, Faculty of Science, Udon Thani Rajabhat University *Corresponding author E-mail: [email protected] Abstract Introduction: This research studied the services of the fitness-related business in the fitness centers by investigating the price, services, exercise, and others that the fitness center provides to the members. In addition, the ratios of people who prefer to use the fitness centers are increased. Therefore, we studied the influence of the marketing mix model 4C’s factors for selecting the fitness center’s service. Objective: This research aims to study the impact of the marketing mix 4C’s factors on the selection of fitness centers of people in Mueang district, Udon Thani province. Methodology: The data were collected totally 277 members of the fitness centers in Mueang district, Udon Thani province by using the questionnaire. The descriptive statistical methods including frequency, percentage, mean, and standard deviation were used. Results: The results found that the average of the marketing mix factors was at a medium level (mean = 3.16). The average of the marketing mix factors affecting the selection of the fitness center, the convenience of the place (mean = 3.72), followed by consumer services (mean = 3.60), price (mean = 3.31) and marketing communication (mean = 2.00), respectively. Discussion and conclusion: For this reason, the managers of the fitness center should consider the marketing mix 4C’s factors including the convenience of the place, consumer services, cost, and communications, respectively. This marketing mix 4C’s factor results might promote the service rate of the fitness center in the Muang district, Udon Thani province. Keywords: Marketing Mix 4C, Fitness Center, Udon Thani. 199
The 2nd National Conference of Health Science Research สำนักวชิ ำวทิ ยำศำสตรส์ ขุ ภำพ Knowledge transformation towards Thailand 4.0 มหำวทิ ยำลยั แม่ฟ้ ำหลวง บทนำ การส่งเสริมให้ประชาชนหันมาออกกำลังกายให้มากขึ้นมีความสำคัญนักเพราะ เป็นที่ทราบกัน อยา่ งกวา้ งขวางถงึ ประโยชน์ของการออกกำลงั กายนัน้ ทำใหม้ สี ุขภาพดีท้ังร่างกายและจิตใจ ทำให้มีสมรรถภาพทางกาย ด้านต่างๆ สูง ทำงานด้านต่างๆ ได้มากขึ้น และมีความอดทนมากขึ้น ช่วยควบคุมน้ำหนักและทรวดทรง ช่วยฟื้นฟสู ภาพในผูท้ ี่มีโรคตา่ งๆ ทำ ให้สภาพร่างกายสมบูรณ์ถึงขีดสุด สร้างความสมดุลให้กับส่วนต่างๆ ของร่างกายรวมทั้งช่วยในเรื่องสมาธิและจิตใจ ทำให้เกิด แนวโน้มพฤติกรรมของคนไทยที่หันมาดูแลสุขภาพร่างกายและรูปร่างของตนเองมากย่ิงขึ้น จะเห็นได้จากกระแสความนิยมในการ ออกกำลังกายทั้งการวิ่งมาราธอน มินิมาราธอน การปั่นจักรยาน รวมถึงการเข้าฟิตเนสที่เติบโตเป็นอย่างมาก ทำให้ตลาดธุรกิจ สินค้าและบริการเกี่ยวกับสุขภาพมีอัตราการเติบโตแบบก้าวกระโดดและมีการแข่งขันกันอย่างรุนแรง โดยมีสินค้าและบริการ ท่ีเกย่ี วกับสุขภาพเพิ่มมากข้ึนอย่างแพรห่ ลายในท้องตลาด ไม่วา่ จะเปน็ ธุรกจิ เกีย่ วกบั อปุ กรณ์กีฬา อาทิ รองเท้าวิ่ง รองเท้าสำหรับ ปน่ั จกั รยาน ธุรกิจแฟช่ัน เชน่ ชุดออกกำลังกาย กระเป๋า ธุรกจิ อุปกรณ์อเิ ล็กทรอนิกส์ ธุรกจิ อาหารเพ่อื สขุ ภาพ และผลิตภณั ฑ์เสรมิ อาหาร โดยเฉพาะพวกวิตามิน อาหารเสริม เวย์โปรตีนที่ช่วยเสริมกล้ามเนื้อ หรือธุรกิจที่ให้บริการเกี่ยวกับสุขภาพ เช่น สปอร์ต คลบั สปา ฟิตเนสเซน็ เตอร์ เปน็ ต้น โดยปจั จัยทส่ี ง่ ผลใหค้ นมาใส่ใจดูแลสุขภาพ เพราะนอกจากทมี่ ีสุขภาพท่ีดี ร่างกายแข็งแรงแล้ว ยังต้องการรูปลักษณ์ภายนอกที่ดูดี รูปร่างสมส่วนด้วย อีกทั้งเป็นแฟชั่นตามเทรนด์ของกลุ่มอ้างอิง ไม่ว่าจะเป็นเพื่อน ดารา นกั แสดง นักรอ้ ง หรอื เน็ตไอดอล จึงทำให้คนไทยหันมาออกกำลงั กายจำนวนมาก สง่ ผลใหธ้ รุ กิจเก่ียวกบั สขุ ภาพในประเทศไทย ยัง มีแนวโน้มการเติบโตได้อกี มาก (จิรศักด์ิ ชาพรมมา, 2560) ปัจจุบันคนให้ความสนใจตนเองด้วยการออกกำลังกายเพ่ือให้มีสุขภาพดีเพ่ิมข้ึน ซึ่งเป็นสิ่งนำไปสู่การเติบโตของสถานที่ ออกกำลังกายหลากหลายประเภท สามารถเห็นได้จากสถานออกกำลังกายในปัจจุบันท่ีแบ่งออกเป็น 4 ประเภท คือ สโมสร ศูนย์ กีฬา ฟิตเนสเซ็นเตอร์ และศูนย์บริการเฉพาะ สถานออกกำลังกายที่เติบโตเร็วที่สุดคือ ฟิตเนสเซ็นเตอร์ โดยฟิตเนสเซ็นเตอร์ ใน ประเทศไทยแบ่งออกเป็น 4 ขนาด คือ ขนาดใหญ่ ขนาดกลาง ขนาดเล็ก และฟิตเนสเซ็นเตอร์เฉพาะองค์กร การออกกำลังกาย ทว่ั ไปแบง่ ออกเปน็ 5 ประเภท คือ 1) การออกกำลังกายแบบเกร็งกล้ามเน้ืออยู่กบั ทไ่ี มม่ กี ารเคล่ือนไหว 2) การออกกำลังกายแบบมี การยืด-หดของกล้ามเนอ้ื 3) การออกกำลังกายแบบทำให้กล้ามเน้ือทำงานเป็นไปอย่างสม่ำเสมอตลอดการเคล่ือนไหว 4) การออก กำลังกายแบบไม่ตอ้ งใช้ออกซิเจนในระหว่างท่ีมีการเคล่ือนไหว และ 5) การออกกำลังกายแบบใช้ออกซิเจน ซึ่งในฟิตเนสเซ็นเตอร์ จัดใหม้ บี ริการออกกำลังเพยี ง 3 ประเภท คือ ประเภทท่ี 2, 3 และ 5 ฟิตเนสเซ็นเตอร์แบง่ พืน้ ทใี่ นการใหบ้ รกิ ารออกเปน็ 2 ส่วน คอื พื้นที่เปิดใช้ในการวางอุปกรณ์ท่ีให้บริการ และพ้ืนที่ปิด เป็นห้องเพ่ือการออกกำลังกายแบบใช้ออกซิเจน (จิราภา พึ่งบางกรวย, 2550) จากข้อมูลดังกล่าวส่งผลให้คนไทยหันมาให้ความสนใจในด้านตลาดธุรกิจสินค้าและบริการเกี่ยวกับสุข ภาพและมีอัตรา การเติบโตสูงสังเกตได้จากสินค้าและบริการเกี่ยวกับสุขภาพเพิ่มมากขึ้นอย่างแพร่หลายในท้องตลาดตัวอย่างเช่นธุรกิจเกี่ยวกับ อาหารเพื่อสุขภาพ ธรุ กิจท่ใี หบ้ รกิ ารเก่ียวกบั ศูนย์บริการการออกกำลงั กายฟติ เนส เพอื่ ตอบสนองความตอ้ งการของผู้ท่ีรักการออก กำลังกาย รวมทั้งประชาชนที่มีปัญหาในเรื่องของการออกกำลังกายฟติ เนส ผู้ดำเนินธุรกิจของศูนย์บรกิ ารฟิตเนสในด้านการตลาด จะดำเนินการในรูปแบบของการสื่อสารทางการตลาดเกี่ยวกับกิจกรรมที่ทางศูนย์บริการฟิตเนสจัดขึ้นเพื่อให้สอดคล้องกับความ ตอ้ งการของผู้บรโิ ภคและมีความเหมาะสมสำหรบั ผบู้ ริโภค ทุกเพศทกุ วัยเพื่อดงึ ดดู ผบู้ ริโภคใหม้ าใชบ้ ริการให้มากทสี่ ดุ เมื่อผู้บริโภคเริ่มเปลี่ยนพฤติกรรมในการซื้อสินค้าและบริการ ทำให้กลยุทธ์ 4P’s (Product, Price, Place, Promotion) ที่คุ้นเคยกลายเป็นกลยุทธ์ที่ล้าหลังไปเสียแล้วสำหรับปัจจุบัน นักการตลาดจึงเริ่มหันมาจับ กลยุทธใ์ หมท่ ่ีเรียกว่า 4C’s (Customer, Cost, Convenience, Communication) แทน น่ันคอื นักการตลาดหันมามองมุมใหม่ ท่ี 200
The 2nd National Conference of Health Science Research สำนกั วชิ ำวทิ ยำศำสตรส์ ขุ ภำพ Knowledge transformation towards Thailand 4.0 มหำวทิ ยำลยั แม่ฟ้ ำหลวง เป็นมุมมองของผู้บริโภคว่าผู้บริโภคต้องการอะไร (Consumer Wants and Needs) ผู้บริโภคมีต้นทุนเท่าไหร่ (Consumer’s Cost to Satisfy) จะเพิ่มความสะดวกในการซื้อสินค้าให้กับผู้บริโภคได้อย่างไร (Convenience to buy) ควรจะสื่อสารอย่างไร เพื่อให้ผู้บริโภครับฟัง (Communication that Connects) และด้วยหลัก 4C’s นี้เองที่จะทำให้นักการตลาดสามารถเข้าถึง ผูบ้ ริโภคในปัจจุบนั ไดง้ า่ ยข้ึน (ศนู ย์พฒั นาความเป็นเลิศทางธรุ กิจ, ม.ป.ป.) กลยุทธ์การตลาด 4C คือ เป็นแนวคิดทางด้านการตลาดแนวใหม่ที่ถูกพัฒนาขึ้นมาเพื่อตอบโจทย์ของ ผู้บริโภคให้ตรง ประเด็นได้มากที่สุด เพราะปัจจุบันจากพฤติกรรมในการเลือกซื้อสินค้าและบริการของผู้บริโภคเปลี่ยนไป กลยุทธ์การตลาด 4C ประกอบด้วย C ตัวที่ 1 มาจากคำว่า Consumer Wants and Needs หมายถึงความต้องการของผู้บริโภค การผลิต สินค้าใน ปัจจุบันต้องคำนึงถงึ ความต้องการของลูกค้าเป็นหลัก และนักการตลาดตอ้ งรู้ก่อนวา่ ลูกค้าหรือผู้บริโภคตอ้ งการสินค้าแบบไหน C ตัวที่ 2 มาจากคำว่า Consumer’s Cost to satisfy หมายถึง ต้นทุนของผู้บริโภค การตั้งราคาของผู้ผลิตต้องคำนึงต้นทุนของ ผู้บรโิ ภคมากกวา่ ต้นทุนของผผู้ ลิต C ตวั ที่ 3 มาจากคำวา่ Convenience to buy หมายถึง ความสะดวกในการซื้อ ผู้ประกอบการ หรือนักการตลาดจะต้องคำนึงถึงความสะดวกสบายในการซื้อสินค้าของผู้บริโภคเป็นสำคัญ โดยอาจเพิ่มช่องทางในการซื้อให้กับ ลูกคา้ และ C ตวั ที่ 4 มาจากคำว่า Communication that Connects หมายถึง การสอื่ สาร การสื่อสารทด่ี ีจะทำใหล้ กู คา้ เกดิ ความ เชือ่ ใจและเช่อื ถอื ในตวั สินค้า ทจ่ี ะสง่ ผลให้เกดิ การสั่งซื้อเพิ่มมากข้ึน จากเหตุผลข้างต้น คณะผู้วิจัยจึงม ีความสนใจ ที ่จะศึ กษา การให้บร ิการของธุร กิจเ กี่ย วก ั บ กา ร ออกกำลังกายที่อยู่ในรูปแบบศูนย์บริการฟิตเนส โดยศึกษาการให้บริการด้านราคา ด้านการออกกำลังกาย และด้านต่างๆ ที่ทาง ศูนย์บริการฟิตเนสให้บริการแก่สมาชิก คณะผูว้ ิจัยยังพบอีกว่าประชาชนส่วนมากมาใช้บริการศนู ย์บริการฟิตเนสค่อนข้างสูงทำให้ สนใจที่จะศึกษาปัจจัยทางการตลาดในรูปแบบของ 4C’s ประกอบด้วย ด้านผู้บริโภค ด้านราคา ด้านความสะดวกสบาย และด้าน การส่ือสารทางการตลาด ทำการศกึ ษาในเชิงพื้นท่อี ีกท้งั จังหวัดอุดรธานเี ป็นจังหวดั ขนาดใหญแ่ ละมปี ระชาชนให้ความสนใจต่อการ ออกกำลงั กายเป็นจำนวนมากข้นึ วตั ถปุ ระสงคข์ องงานวิจยั ต้องการศกึ ษาปจั จัยสว่ นประสมทางการตลาดทมี่ ตี อ่ การเลือกใช้บริการ ศนู ย์บริการฟิตเนสของประชาชนในเขตอำเภอเมือง จังหวัดอดุ รธานี โดยประโยชน์ท่ีได้รับจะทำให้ทราบถงึ การเลือกใช้ศูนย์บริการ ฟิตเนส ทราบถงึ ปัจจยั ทางการตลาดทมี่ ีผลตอ่ การเลือกใช้ศนู ย์บรกิ ารฟติ เนส และไดแ้ นวทางการใหบ้ ริการของศนู ย์บริการฟติ เนสท่ี เหมาะสมกับทุกเพศทกุ วยั และประชาชนในเขตอำเภอเมือง จงั หวดั อดุ รธานี ระเบียบวธิ วี จิ ยั ประชากรที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ ได้แก่ ประชาชนที่ออกกำลังกายศูนย์บริการฟิตเนสในเขตอำเภอเมือง จังหวัดอุดรธานี รวมทั้งสิ้นประมาณ 700 คน ที่ได้จากการสำรวจ โดยกลุ่มตวั อย่างที่ใชใ้ นการวจิ ัยครั้งนี้ กำหนดขนาดโดยใช้ตารางของเครจซ่แี ละ มอร์แกน (Krejcie & Morgan) ไดข้ นาดของกลุม่ ตัวอย่างจำนวน 248 คน ซึ่งภายหลังผ้วู จิ ยั สามารถเกบ็ กลมุ่ ตวั อย่างมาได้ 277 คน และใช้เปน็ กล่มุ ตัวอย่างในการศึกษาน้ี เครื่องมือที่ใชใ้ นการวิจัยครั้งนี้เป็นแบบสอบถามซึ่งมีลกั ษณะคำถามเป็นแบบปลายปดิ (Close ended questionnaire) และคำถามปลายเปดิ (Open ended questionnaire) โดยเปน็ การตอบแบบสอบถามดว้ ยตัวเองดงั นี้ แบบสอบถามแบ่งเป็น 3 ตอน ไดแ้ ก่ ตอนที่ 1 แบบสอบถามทีเ่ กย่ี วกบั ข้อมลู ทวั่ ไปของสมาชิกซ่ึงเป็นแบบสำรวจรายการ (Check list) ได้แก่ เพศ อายุ อาชีพ ระดบั การศึกษา รายได้สทุ ธิต่อเดือน สถานภาพของสมาชิก ระยะเวลาในการใชบ้ รกิ าร ความถีใ่ นการใช้บรกิ าร 201
The 2nd National Conference of Health Science Research สำนักวชิ ำวทิ ยำศำสตรส์ ขุ ภำพ Knowledge transformation towards Thailand 4.0 มหำวทิ ยำลยั แมฟ่ ้ ำหลวง ตอนที่ 2 แบบสอบถามเกี่ยวกับการเลือกใช้ศูนย์บริการฟิตเนสของประชาชนในเขตอำเภอเมือง จังหวัดอุดรธานี โดย คำนึงถงึ ปจั จยั การตลาด 4C’s ดงั น้ี 1. การเลอื กใชใ้ นดา้ นบริการของผู้บริโภค (Consumer) 2. การเลอื กใช้ในดา้ นราคา (Cost) 3. การเลอื กใช้ในด้านความสะดวกสบายของสถานที่ (Convenience) 4. การเลอื กใชใ้ นด้านการส่อื สารทางการตลาด (Communications) ตอนที่ 3 ปัญหาอุปสรรคและข้อเสนอแนะเป็นคำถามปลายเปิด (Open ended questionnaire) เพื่อให้ผู้ตอบ แบบสอบถามสามารถให้ความเห็นและขอ้ เสนอแนะไดโ้ ดยอิสระ การเก็บรวบรวมข้อมูล ผู้วิจัยไดด้ ำเนนิ การรวบรวมขอ้ มลู ตามขั้นตอนดงั นี้ 1. ติดต่อเพื่อขออนุญาตและขอความร่วมมือไปยังเจ้าหน้าที่ ที่เกี่ยวข้องของศูนย์บริการฟิตเนส ในเขตอำเภอเมอื ง จงั หวดั อุดรธานี จำนวน 6 ศูนย์ 2. ดำเนินการเกบ็ รวบรวมขอ้ มลู โดยการแจกแบบสอบถามด้วยตนเอง และฝากใหพ้ นกั งานศูนยบ์ รกิ ารเกบ็ แบบสอบถาม เพิ่มบางส่วนและเข้าไปรบั แบบสอบถามคืนในภายหลัง การวิเคราะห์ขอ้ มลู เมื่อได้ดำเนินการเก็บรวบรวมข้อมูลเป็นที่เรียบร้อยแล้วผู้วิจัยได้นำข้อมูลมาตรวจสอบความสมบูรณ์จากนั้นนำมา วเิ คราะห์หาคา่ สถิติตามลักษณะที่ต้องการศึกษาดังน้ี 1. นำผลที่ได้จากแบบส อบ ถามต อนที่ 1 ข้อมูลส่วนตัวของผู ้ตอบแ บบส อบ ถามมา หาค ่าค วา ม ถี่ ค่าร้อยละ แล้วนำเสนอในรปู แบบตารางและความเรยี ง 2. นำผลที่ได้จากแบบสอบถามตอนท่ี 2 ได้แก่ ปัจจัยการเลือกใช้ศูนย์บริการฟิตเนสของประชาชนในเขตอำเภอเมือง จงั หวัดอุดรธานี ปจั จยั ทางการตลาด 4C’s ประกอบด้วย - ผ้บู รโิ ภค (Consumer) - ราคา (Cost) - ความสะดวกสบายของสถานที่ (Convenience) - การสือ่ สารทางการตลาด (Communications) โดยหาค่าความถ่ี รอ้ ยละ ค่าเฉล่ยี และค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน นำมาวเิ คราะห์และนำเสนอในรูปแบบตารางและความ เรยี ง 3. นำผลจากตอนที่ 3 ปญั หาอปุ สรรคและขอ้ เสนอแนะมาเขยี นเปน็ ความเรียง ผลการวจิ ยั 1. ข้อมูลลกั ษณะส่วนบคุ คล ผู้ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่ เป็นเพศชาย จำนวน 165 คน คิดเป็นร้อยละ 59.57 รองลงมาเป็นเพศหญิง จำนวน 112 คน คดิ เปน็ ร้อยละ 40.43 ส่วนใหญม่ ีอายรุ ะหว่าง 18-25 ปี คิดเปน็ รอ้ ยละ 39.71 รองลงมามอี ายรุ ะหวา่ ง 26-30 ปี คดิ เปน็ รอ้ ยละ 25.99 สว่ นใหญ่เป็นนักเรียน/นักศึกษา คิดเป็นร้อยละ 33.94 รองลงมาเปน็ ธุรกิจสว่ นตัว คิดเปน็ ร้อยละ 31.41 ส่วนใหญ่อยู่ระดับ การศึกษาปริญญาตรี คิดเป็นร้อยละ 62.45 รองลงมาต่ำกว่าปริญญาตรี คิดเป็นร้อยละ 23.10 ส่วนใหญ่มีรายได้สุทธิต่อเดือน มากกว่า 20,001-30,000 บาท คิดเป็นร้อยละ 38.27 รองลงมา มากกว่า 15,001 - 20,000 บาท คดิ เป็นร้อยละ33.57 สว่ นใหญ่มี 202
The 2nd National Conference of Health Science Research สำนกั วชิ ำวทิ ยำศำสตรส์ ุขภำพ Knowledge transformation towards Thailand 4.0 มหำวทิ ยำลยั แม่ฟ้ ำหลวง สถานะภาพของสมาชิกรายเดอื น คิดเปน็ ร้อยละ 68.59 รองลงมามีสถานะภาพสมาชิกประเภท 3 เดือน คิดเป็นร้อยละ 14.08 ส่วน ใหญ่ความถี่ในการใช้บริการ 3-4 ครั้ง/สัปดาห์ คิดเป็นร้อยละ 61.37 รองลงมา 5-6 ครั้ง/สัปดาห์ คิดเป็นร้อยละ 24.55 และส่วน ใหญ่ระยะเวลาใช้บริการประมาณ 1.30-2 ชั่วโมง/วัน คิดเป็นร้อยละ 50.18 รองลงมาระยะเวลาใช้บริการมากกว่า 1-1.30 ชว่ั โมง/วนั คดิ เป็นร้อยละ 32.13 ตามลำดบั 6 เดือน ประเภทของสมาชิกทใ่ี ช้บริการ 6% รายวนั รายปี 4% 8% ตลอดชีพ 3 เดือน 0% 14% รายเดือน 68% ภาพท่ี 1 ประเภทของสมาชกิ ที่กลมุ่ ตัวอย่าง ความถใี่ นการใช้บริการต่อสัปดาห์ 1 - 2 คร้ัง/สปั ดาห์ ต่ากวา่ 1 คร้ัง/สปั ดาห์ 14% 0% 5 - 6 คร้ัง/สปั ดาห์ 3 - 4 คร้ัง/สปั ดาห์ 25% 61% ภาพท่ี 2 ความถ่ใี นการเขา้ ใชบ้ ริการตอ่ อาทติ ย์ของกลมุ่ ตัวอยา่ ง 203
The 2nd National Conference of Health Science Research สำนักวชิ ำวทิ ยำศำสตรส์ ุขภำพ Knowledge transformation towards Thailand 4.0 มหำวทิ ยำลยั แมฟ่ ้ ำหลวง ระยะเวลาในการเข้าใช้บริการต่อคร้ัง 2 – 2.30 ชว่ั โมง/วนั ต่ากวา่ 1 ชว่ั โมง / วนั 16% 2% 1 – 1.30 ชว่ั โมง/วนั 1.30 – 2 ชวั่ โมง/วนั 32% 50% ภาพท่ี 3 ระยะเวลาในการเขา้ ใชบ้ รกิ ารตอ่ คร้ังของกลุ่มตัวอยา่ ง 2. การวิเคราะห์ข้อมูลเกี่ยวกับ ปัจจัยส่วนประสมการตลาด 4C’s ที่ส่งผลต่อการเลือกใช้ศูนย์บริการ ฟติ เนสของประชาชนในเขตอำเภอเมอื งจังหวัดอดุ รธานี ตารางท่ี 1 คา่ เฉลย่ี และคา่ สว่ นเบ่ยี งเบนมาตรฐานของปัจจัยส่วนประสมการตลาดท่ีสง่ ผลต่อการเลือกใช้ศนู ย์บรกิ ารฟิตเนส ด้าน การให้บริการของผ้บู รโิ ภค ปัจจัยด้านการบริการสำหรบั ผ้บู รโิ ภค ค่าเฉล่ยี ส่วนเบย่ี งเบน การแปล มาตรฐาน ความหมาย บคุ ลิกภาพและการแตง่ กายของครูฝึก 4.12 0.75 มาก การบริการของพนกั งานต้อนรับ 3.93 0.77 มาก การบริการของครูฝกึ 3.92 0.79 มาก ความมีมนษุ ยส์ ัมพนั ธ์ของครฝู กึ 3.85 0.78 มาก ความมมี นษุ ยส์ มั พนั ธ์ของพนกั งานต้อนรับ 3.84 0.77 มาก บคุ ลิกภาพและการแตง่ กายของพนักงานตอ้ นรบั 3.79 1.25 มาก การเอาใจใสข่ องครฝู ึก 3.78 0.84 มาก การสอนและให้ความรกู้ ารออกกำลงั กายครฝู กึ 3.77 0.88 มาก ความสวยงามของสถานท่ี 3.52 0.91 มาก การใหบ้ รกิ ารลอ็ คเกอร์ 3.47 0.88 ปานกลาง มคี มู่ อื การใช้บรกิ าร 2.64 1.13 ปานกลาง การใหบ้ รกิ ารมุม Kids club 2.53 1.12 ปานกลาง รวม 3.60 0.83 มาก 204
The 2nd National Conference of Health Science Research สำนกั วชิ ำวทิ ยำศำสตรส์ ขุ ภำพ Knowledge transformation towards Thailand 4.0 มหำวทิ ยำลยั แม่ฟ้ ำหลวง จากการศึกษา พบว่า ค่าเฉลี่ยของปัจจัยส่วนประสมการตลาดที่ส่งผลต่อการเลือกใช้ศูนย์บริการฟิตเนส ในด้านบริการ ของผู้บริโภคอยู่ในระดับมาก (ค่าเฉลี่ย = 3.60) เมื่อพิจารณาสามารถเรียงลำดับด้านที่มีคะแนนมากที่สุด 3 ลำดับแรกได้แก่ บุคลกิ ภาพและการแต่งกายของครูฝกึ การบริการของพนกั งานต้อนรบั และการบรกิ ารของครูฝึก ตามลำดบั ตารางท่ี 2 คา่ เฉลยี่ และค่าส่วนเบย่ี งเบนมาตรฐานของปัจจัยส่วนประสมการตลาดท่ีสง่ ผลต่อการเลอื กใช้ศนู ย์บริการฟิตเนส ด้าน ราคา ปัจจัยด้านราคา คา่ เฉลย่ี ส่วนเบี่ยงเบน การแปล มาตรฐาน ความหมาย ความเหมาะสมของราคาด้านการเป็นสมาชิก 3.79 0.74 มาก ความเหมาะสมของราคาดา้ นการบรกิ ารอาหารและเคร่อื งด่มื 3.40 0.81 ปานกลาง ความเหมาะสมของราคาด้านการบริการฝึกสอนสว่ นตัว 3.29 0.89 ปานกลาง ความเหมาะสมของราคาบรกิ ารเสริมอนื่ ๆ 2.75 1.03 ปานกลาง เชน่ ชุดออกกำลังกายของฟิตเนส อปุ กรณเ์ สริมออกกำลงั กาย รวม 3.31 0.87 ปานกลาง ค่าเฉลี่ยของปัจจัยส่วนประสมการตลาดที่ส่งผลต่อการเลือกใช้ศูนย์บริการฟิตเนสในด้านราคาอยู่ในระดับปานกลาง (คา่ เฉล่ีย =3.31) เมือ่ พจิ ารณาสามารถเรยี งลำดบั ด้านท่ีมคี ะแนนมากท่ีสดุ 3 ลำดับแรกได้แก่ ความเหมาะสมของราคาดา้ นการเปน็ สมาชกิ ความเหมาะสมของราคาด้านการบรกิ ารอาหารและเคร่ืองดืม่ และความเหมาะสมของราคาด้านการบริการฝึกสอนส่วนตัว ตามลำดับ ตารางท่ี 3 คา่ เฉล่ยี และคา่ ส่วนเบ่ียงเบนมาตรฐานของปัจจยั ส่วนประสมการตลาดทีส่ ง่ ผลต่อการเลอื กใช้ศูนย์บรกิ ารฟิตเนส ด้าน ความสะดวกสบายของสถานท่ี ปจั จัยด้านความสะดวกสบายของสถานท่ี ค่าเฉลี่ย สว่ นเบ่ียงเบน การแปล มาตรฐาน ความหมาย ความสะดวกในการเดินทาง 4.00 0.91 มาก ความสะอาดของศนู ยบ์ รกิ ารฟติ เนส 3.99 0.76 มาก อปุ กรณ/์ เครือ่ งออกกำลงั กายเพยี งพอ 3.98 0.81 มาก ความปลอดภัยของอปุ กรณ์ออกกำลังกายแตล่ ะชนดิ 3.90 0.82 มาก ความสวยงามของศนู ยบ์ ริการฟิตเนส 3.68 0.76 มาก ความปลอดภัยของสถานท่จี อดรถ 3.64 1.04 มาก ส่งิ อำนวยความสะดวกสบายของศนู ยบ์ ริการฟติ เนส เช่น 2.86 1.08 ปานกลาง เคานเ์ ตอร์ ช็อปต่างๆ รวม 3.72 0.73 มาก 205
The 2nd National Conference of Health Science Research สำนักวชิ ำวทิ ยำศำสตรส์ ุขภำพ Knowledge transformation towards Thailand 4.0 มหำวทิ ยำลยั แมฟ่ ้ ำหลวง ค่าเฉลี่ยของปัจจัยส่วนประสมการตลาดทีส่ ง่ ผลต่อการเลอื กใช้ศนู ยบ์ ริการฟิตเนสในด้านความสะดวกสบายของสถานท่ี อยใู่ นระดับมาก (คา่ เฉลีย่ = 3.72) เม่อื พจิ ารณาสามารถเรียงลำดบั ด้านท่ีมีคะแนนมากท่สี ุด 3 ลำดบั แรกได้แก่ ความสะดวกในการ เดินทาง ความสะอาดของศูนย์บริการฟติ เนส และอปุ กรณ์/เครอื่ งออกกำลังกายเพยี งพอ ตามลำดบั ตารางที่ 4 คา่ เฉลย่ี และคา่ สว่ นเบีย่ งเบนมาตรฐานของปัจจัยส่วนประสมการตลาดทสี่ ่งผลต่อการเลอื กใช้ศูนย์บริการฟิตเนส ด้าน การส่ือสารทางการตลาด ด้านการบริการด้านการสอื่ สารทาง การตลาด คา่ เฉล่ีย สว่ นเบ่ยี งเบน การแปล มาตรฐาน ความหมาย การรับรู้ขา่ วสารศนู ยบ์ ริการฟิตเนสทางอินเตอร์เนต เช่น 3.99 0.86 มาก Facebook, Line, Instragram การรับรู้ข่าวสารศนู ย์บริการฟติ เนสทางบคุ คลปากต่อปาก 3.73 1.06 มาก การรับรขู้ า่ วสารศนู ย์บริการฟติ เนสจากพนักงานฝ่ายขายตรง 2.19 0.43 น้อย การรบั รูข้ ่าวสารศนู ยบ์ รกิ ารฟิตเนสทางโปสเตอร์ป้ายประกาศ 1.82 0.94 น้อย กิจกรรมสง่ เสรมิ การขาย เช่น Gift Voucher 1.62 0.81 น้อย การรบั รู้ขา่ วสารศูนยบ์ รกิ ารฟติ เนสจากการจดั งานอเี ว้น (Event maketing) 1.24 0.72 น้อยทส่ี ดุ การขายตรงผ่านโทรศพั ท์ 1.18 0.57 นอ้ ยท่ีสดุ การรบั รู้ข่าวสารศนู ย์บริการฟติ เนสทางนิตยสาร 1.15 0.72 น้อยทส่ี ุด การรับรู้ขา่ วสารศูนย์บรกิ ารฟติ เนสจากทางโฆษณาทางโทรทศั น์ 1.12 0.60 นอ้ ยทสี่ ุด รวม 2.00 0.75 น้อย ค่าเฉลี่ยของปัจจัยส่วนประสมการตลาดที่ส่งผลต่อการเลือกใช้ศูนย์บริการฟิตเนสในด้านการสื่อสาร ทางการตลาดอยู่ในระดับน้อย (ค่าเฉล่ยี = 2.00) เม่ือพจิ ารณาสามารถเรียงลำดับด้านทม่ี ีคะแนนมากท่ีสดุ 3 ลำดับแรกได้แก่ การ รับร้ขู ่าวสารศูนย์บรกิ ารฟิตเนสทางอินเตอร์เนต เช่น Facebook, Line, Instragram การรบั รู้ข่าวสารศนู ยบ์ รกิ ารฟิตเนสทางบคุ คล ปากตอ่ ปาก และการรบั ร้ขู ่าวสารศูนยบ์ ริการฟิตเนสจากพนกั งานฝา่ ยขายตรง ตามลำดบั ตารางท่ี 5 ค่าเฉลี่ย และค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานของปัจจัยส่วนประสมการตลาดที่ส่งผลต่อการเลือกใช้ศูนย์บริการฟิตเนส ใน ภาพรวม ปัจจยั ทางการตลาด ค่าเฉลีย่ ส่วนเบย่ี งเบน การแปล มาตรฐาน ความหมาย ดา้ นความสะดวกสบายของสถานท่ี 3.72 0.73 มาก ด้านบรกิ ารของผบู้ ริโภค 3.60 0.83 มาก ดา้ นราคา 3.31 0.87 ปานกลาง ดา้ นการสอ่ื สารทางการตลาด 2.00 0.75 นอ้ ย รวม 3.16 0.80 ปานกลาง 206
The 2nd National Conference of Health Science Research สำนักวชิ ำวทิ ยำศำสตรส์ ขุ ภำพ Knowledge transformation towards Thailand 4.0 มหำวทิ ยำลยั แมฟ่ ้ ำหลวง ค่าเฉลี่ยของปัจจัยส่วนประสมการตลาดที่ส่งผลต่อการเลือกใช้ศูนย์บริการฟิตเนสในภาพรวมอยู่ในระดับปานกลาง (ค่าเฉลี่ย = 3.16) และเมื่อพิจารณาสามารถเรียงลำดับตามคะแนนที่มากที่สุด ได้แก่ ปัจจัยด้านความสะดวกสบายของสถานที่ ปจั จยั ดา้ นการบรกิ ารของผ้บู รโิ ภค ปจั จยั ดา้ นราคา และ ปัจจยั ดา้ นการส่อื สารทางการตลาด ตามลำดบั อภปิ รายผล การวิเคราะห์ข้อมูลเกี่ยวกับส่วนประสมการตลาดที่ส่งผลต่อการเลือกใช้บริการศูนย์บริการฟิตเนส ของประชาชนในเขตอำเภอเมือง จังหวัดอุดรธานี โดยคำนึงถึงปัจจัยการตลาด 4C’s พบว่าประชาชน ในเขต อำเภอเมือง จังหวัดอุดรธานี ส่วนใหญ่มีการเลือกใชศ้ นู ย์บริการฟิตเนสโดยคำนงึ ถงึ ปจั จัยทางการตลาดอยู่ในระดับปานกลาง และ สามารถแบง่ เป็นรายด้านจากการการเรียงลำดบั คะแนนสงู ท่ีสดุ ได้ดังน้ี 1. ด้านความสะดวกสบายของสถานท่ี (Convenience) ดา้ นความสะดวกสบายของสถานที่ พบวา่ ปจั จยั การเลือกใช้ศูนยบ์ รกิ ารฟิตเนสของประชาชน ในเขตอำเภอเมอื ง จังหวัด อุดรธานี อยู่ในระดับมาก ประชาชนมีการเลือกใช้ศูนย์บริการฟิตเนส ด้านความสะดวกของการเดินทางในการออกกำลังกายเป็น อย่างมาก ซง่ึ สอดคลอ้ งกับการศกึ ษาของ ชตุ ภิ า โอภาสานนท์ (2543) โดยกลา่ วว่าการทำธุรกิจน้นั จะมผี ลสำเร็จหรอื ไมอ่ ยู่ทผี่ ลการ เลือกทำเลท่ีเหมาะสมเข้าถงึ ลูกคา้ ไดง้ า่ ย มที ่จี อดรถ และการศึกษาของ นรเศรษฐ กมลสทุ ธิ และคณะ (2550) ทำการศกึ ษาปัจจัยท่ี มีอิทธิพลต่อพฤติกรรม การสมัครสมาชิกฟิตเนสเซ็นเตอร์ พบว่า ผู้สมัครสมาชิกให้ความสำคัญเรื่องทำเลที่ตั้งที่มีความเหมาะสม และสะดวกสบายต่อการเดินทางมาใช้บรกิ ารศนู ยอ์ อกกำลงั กายมากทส่ี ดุ เชน่ เดียวกับศนู ย์บริการฟิตเนสในเขตอำเภอเมือง จงั หวดั อุดรธานี ถ้าศูนย์บริการฟิตเนสมีชื่อเสียงแต่อยู่ในสถานที่ที่เดินทางไม่สะดวก ไม่ปลอดภัย อาจท ำให้ผู้บริโภคหรือประชาชนไม่ ตัดสนิ ใจเลือกใช้บรกิ ารศูนย์บริการฟิตเนสแห่งนั้น แต่ถ้าศูนยบ์ ริการฟิตเนส อยู่ในทำเลที่เหมาะสม อยู่ในทีท่ ี่มีการเดินทางสะดวก มีความปลอดภัย และมีความสวยงาม จะส่งผลให้ผู้บริโภคหรอื ประชาชนเกิดความต้องการหรือความพงึ พอใจมกี ารเลือกใช้บรกิ าร ศนู ย์บริการฟติ เนส 2. ด้านบริการของผบู้ ริโภค (Consumer) ด้านบรกิ ารของผู้บรโิ ภค พบวา่ อย่ใู นระดับมาก และในด้านบริการซ่งึ เปน็ ไปตามทฤษฎีพฤติกรรมผู้บรโิ ภคกลา่ ววา่ กลยทุ ธ์ ด้านผลิตภัณฑ์ซึ่งในงานวิจัยนี้คือด้านผลิตภัณฑ์ที่ให้บริการแก่ผู้บริโภคเป็นสิ่งที่ผู้บริโภคให้ความสำคัญ และตอบสนองต่อความ ต้องการ ทำให้ทราบถึงความต้องการซื้อและการใช้ของผู้บริโภค คำตอบที่ได้จะช่วยให้นักการตลาดสามารถจัดกลยุทธ์ทาง การตลาดทส่ี ามารถตอบสนองความพงึ พอใจของผูบ้ รโิ ภคได้ ซงึ่ สอดคล้องกับการศึกษาของ ศิริวรรณ เสรรี ัตน์ (2541) กล่าวว่าตาม ความต้องการของประชาชนโดยเฉพาะอยา่ งยิ่งศนู ย์ออกกำลังกายทมี่ คี รูฝกึ คอยเอาใจใสด่ ูแล ใหค้ วามรู้ดา้ นการออกกำลังกาย และ ให้บริการในเรื่องออกกำลังกายจะยิ่งทำให้ประชาชนนั้นมีการตัดสินใจในการเลือกใช้ศูนย์บริการฟิตเนสได้อย่างเร็วขึ้น อีกท้ัง ยงั สอดคลอ้ งกับการศึกษาของ สาธติ เชือ้ อยนู่ าน (2562) ทกี่ ล่าวว่าความพึงพอใจของผูใ้ ช้บรกิ ารต่อคุณภาพการให้บริการ คือ ด้าน ลักษณะที่สัมผัสได้ ด้านความเข้าใจลูกค้า ด้านความสามารถในการตอบสนองต่อความต้องการ ด้านความแน่นอนในการให้การ บริการ และด้านความเชื่อถือ และวิโรจนี พรวิจิตรจินดา (2556) ได้ศึกษาปัจจัยที่มีผลต่อการตัดสินใจเลือกใช้บริการสถานออก กำลงั กาย กรณศี กึ ษา ทรู ฟิตเนส และ ฟติ เนส เฟิรสท์ พบวา่ ปจั จยั ด้านกระบวนการให้บริการในเรื่องความสามารถของพนักงาน ในการแก้ปญั หาเฉพาะหน้า การให้บริการลกู ค้าด้วยความรวดเร็ว การจัดคลาสออกกำลังกายอย่างเป็นระบบ และความเหมาะสม ในเร่อื งเวลา ของแตล่ ะคลาสมผี ลต่อการตดั สินใจเลอื กใช้บรกิ ารในระดับมาก และปจั จัยดา้ นบคุ ลากรผูใ้ ห้บรกิ ารในเรื่องพนักงานท่ี ให้บริการมีอัธยาศัยดี ให้บริการด้วยความยิ้มแย้มแจ่มใส มีผลต่อการตัดสินใจเลือกใช้บริการในระดับมาก ซึ่งเป็นไปในทิศทาง เดียวกับแนวคดิ ของ Engel Blackwell & Miniard (1995)ในการกระตนุ้ ให้ผบู้ ริโภคเกดิ ความตัง้ ใจน้นั จำเป็นตอ้ งทำความเขา้ ใจกับ 207
The 2nd National Conference of Health Science Research สำนกั วชิ ำวทิ ยำศำสตรส์ ขุ ภำพ Knowledge transformation towards Thailand 4.0 มหำวทิ ยำลยั แมฟ่ ้ ำหลวง ปัจจัยต่างๆ ท่ีจะใช้กำหนดความต้ังใจของผู้บริโภค ไม่ว่าจะเป็นปัจจยั ที่มาจากตัวบุคคลหรอื ปัจจยั ที่เป็นตัวกระตุ้น โดยปัจจัยท่มี า จากตัวบุคคล ได้แก่ ลักษณะบุคลิกภาพของตัวผู้บริโภค ซึ่งเป็นสิ่งที่เราไมส่ ามารถควบคมุ ได้ ไม่ว่าจะเป็นความต้องการ แรงจูงใจ ทัศนคติ ความสามารถในการรับรู้ข่าวสาร ความสามารถในการปรับตัว แต่ในกรณีของปัจจัยที่เป็นตัวกระตุ้นนั้นจะต้อง ทำการศกึ ษาเก่ยี วกับลักษณะของตัวกระตนุ้ เพื่อทจ่ี ะได้สามารถนำมาใช้ในการกระตนุ้ ความสนใจของลูกค้าได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งเราจะต้องทำการพิจารณาในด้านที่เกี่ยวขอ้ งกับขนาด สีสัน การเปรียบเทียบกบั สนิ ค้าชนิดอื่น จุดยืนของสนิ ค้าความแปลกใหม่ ซึ่งตัวกำหนดเหล่านี้เป็นสิ่งทีเ่ ราสามารถควบคุมได้ และ นำมาใช้ในการวางแผนดึงดูดความสนใจและกระตุ้นให้ผู้บริโภคเกดิ ความ ตงั้ ใจในการรับขอ้ มลู 3. ดา้ นราคา (Cost) ด้านราคา พบว่าอยู่ในระดับปานกลาง ซึ่งความพึงพอใจต่อราคาสมาชิกของศูนย์บริการฟิตเนสใน ระดับมาก มีคะแนนมากที่สุด สิ่งนี้ทำให้เห็นว่าประชาชนต้องการความเหมาะสมของราคาด้านการเป็นสมาชิก ซึ่งสอดคล้องกับ การศึกษาของ รัตนาวลี รักษาแสง (2550) ที่ทำการวิจัยเรื่อง ปัจจัยที่มผี ลต่อการใช้ศูนย์ฟติ เนส มหาวิทยาลัยเกษมบัณฑิต วิทยา เขตร่มเกล้า ผลการศึกษาพบว่า ผู้ตอบแบบสอบถามพึงพอใจในระดับมากด้านราคา ความเหมาะสมของราคาอัตราค่าใช้บริการ เชน่ เดยี วกบั ประชาชนที่ตอ้ งการเร่ืองของความเหมาะสมของราคาในการออกกำลงั กายในศูนยบ์ รกิ ารฟิตเนส ทีร่ าคาไมส่ ูงจนเกนิ ไป ท่ีทำให้ประชาชนสามารถตดั สินใจใชบ้ รกิ ารได้ทั้งในเร่ืองของความเหมาะสมของราคาสมาชิก ความเหมาะสมของราคาการบริการ ตา่ งๆ ทีท่ างศูนย์บริการฟติ เนสใหบ้ ริการแก่ผูบ้ ริโภคหรือสมาชิก อีกทงั้ อริสรา สุดสระ (2550) ยังได้ศกึ ษาปัจจัยทางการตลาดที่มี ความสัมพันธ์กับพฤติกรรมการสมัครสมาชิกฟิตเนสเซ็นเตอร์ของผู้สูงอายุในเขตกรุงเทพมหานคร พบว่าปัจจัยทางการตลาดมี ผลติ ภณั ฑ์ ราคา สถานที่ การส่งเสริมการตลาด มีความสัมพนั ธก์ ับพฤตกิ รรมการสมัครสมาชกิ ฟิตเนสเซน็ เตอร์ ดังน้นั ทำให้กล่าวได้ ว่าปัจจัยการเลือกใช้ศูนย์บรกิ ารฟิตเนสของประชาชนในเขต อำเภอเมือง จังหวัดอุดรธานี จะคำนึงถึงความเหมาะสมด้านราคาใน การบริการที่ทางศูนย์บริการฟิตเนสกำหนดขึ้นมา ถ้าราคาสูงเกินไป ประชาชนอาจไม่เลือกใช้บริการ แต่ถ้าศูนย์บริการฟิตเนสมี ราคาที่เหมาะสม ประชาชนจะใช้บริการศนู ยบ์ ริการฟิตเนสท่ีเพมิ่ มากขน้ึ 4. ด้านการส่ือสารทางการตลาด (Communications) ด้านการสื่อสารทางการตลาด ประชาชนส่วนใหญ่มคี วามต้องการในระดับน้อย แต่ประชาชนให้ความสำคัญเรื่องการรับรู้ ข่าวสารศูนย์บริการฟิตเนสทางอินเตอร์เน็ต เช่น Facebook, Line, Instragram มากเป็นอันดับแรกและการรับรู้ข่าวสาร ศนู ยบ์ รกิ ารฟิตเนสทางบคุ คลปากตอ่ ปาก มากรองลงมา ซงึ่ มคี วามสอดคลอ้ งกับการศึกษาของ วิริยะ แกว้ เจริญศรี (2558) ทศ่ี ึกษา อิทธิพลของรูปแบบการตลาดแบบปากต่อปากที่มีต่อทัศนคติของการตลาดแบบปากต่อปาก ผลการศึกษาสรุปได้ว่ากลุ่มตัวอย่าง ส่วนใหญ่ไดร้ ับข่าวสารหรือการโฆษณาเกี่ยวกับตัวสินค้าหรือบรกิ าร จากสื่อมวลชน จากแหล่งที่เป็นผู้มปี ระสบการณ์ในสินค้าหรือ บริการนั้นๆ โดยได้รบั ข้อมูลจาก Facebook ซึ่งมีความเห็นวา่ การสื่อสารแบบปากต่อปากทำให้ได้รับประโยชน์และทำให้รู้ทันต่อ สถานการณ์โดยมีความคิดเห็นเกี่ยวกับรูปแบบการตลาดแบบปากต่อปากอยู่ในระดับมากในทุกด้าน โดยด้านที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุดคอื ด ้ า น ก า ร ใ ห ้ ค วา ม รู้ ( Informativeness) ร อ ง ล ง ม า ค ื อ ด ้ า น ค ว า ม บ ั น เ ท ิ ง ( Entertainment) ด ้ า น ส ิ ่ ง ท ี ่ ส ร ้ า ง ความรำคาญ (Irritation) และด้านแหล่งข้อมูลทีม่ ีความน่าเชื่อถือ (Source credibility) ตามลำดับ ผลที่ได้จากการศึกษานี้พบวา่ ด้านการสื่อสารทางการตลาด ประชาชนส่วนใหญ่มีความต้องการในระดับน้อย ซึ่งแปลผลได้ว่าการสื่อสารทางการตลาดอาจไม่ จำเป็นมากสำหรับการออกกำลังกายของประชาชน จึงทำให้ประชาชนมีความสนใจในด้านการสื่อสารการตลาดในการเลือก ศูนย์บริการฟิตเนสในเขตอำเภอเมือง จังหวัดอุดรธานี ภาพรวมอยู่ในระดับน้อย ซึ่งสอดคล้องกับแนวคิดของ Don Schultz, Stanley Tannenbaum & Robert Lauterborn (1994) ที่กล่าวไว้ว่า ในด้านการสื่อสาร นักการตลาดเริ่มมองว่า “โปรโมชั่น” 208
The 2nd National Conference of Health Science Research สำนักวชิ ำวทิ ยำศำสตรส์ ุขภำพ Knowledge transformation towards Thailand 4.0 มหำวทิ ยำลยั แม่ฟ้ ำหลวง เป็นคำท่ีแคบไป เพราะในกระบวนการส่งเสริมการขายนั้นการสื่อสารสำคัญที่สุด โดยให้มองเป็นองค์รวม เป็นการสื่อสารท่สี ่ือสาร กับผู้บริโภคในภาพรวม ซึ่งในยุคปัจจุบันเมื่อผู้บริโภคเริ่มเปลี่ยนพฤติกรรมในการซื้อสินค้าและบริการ ทำให้กลยุทธ์ 4 P’s (Product, Price, Place, Promotion) ที่คุ้นเคยกลายเป็นกลยทุ ธท์ ล่ี า้ หลังไปเสยี แล้วสำหรับปจั จบุ นั นักการตลาดจึงเรม่ิ หันมาจับ กลยุทธใ์ หมท่ ่ีเรยี กวา่ 4C’s (Consumer, Cost, Convenience, Communication) แทน นัน่ คอื นกั การตลาดหนั มามองมุมใหมท่ ี่ เป็นมมุ มองของผู้บรโิ ภคว่าผูบ้ ริโภคต้องการอะไร (Consumer wants and needs) ผ้บู ริโภคมตี ้นทุนเทา่ ไหร่ (Consumer’s cost to satisfy) จะเพิ่มความสะดวกในการซื้อสินค้าให้กับผู้บริโภคได้อย่างไร (Convenience to buy) ควรจะสื่อสารอย่างไรเพื่อให้ ผู้บริโภครับฟัง (Communication that connects) และด้วยหลัก 4C’s นี้เองที่ผู้วิจัยให้ความสนใจเนื่องจากเป็นมุมมองที่เน้น ผู้บริโภคเป็นศูนย์กลาง (Customer - centric) เป็นไปในทิศทางเดียวกับแนวคิด สอดคล้องกับงานวิจัยของเว็ปไซต์ Nielsen (2013) ที่ว่า สื่อที่ครองอันดับ 1 ในแง่ที่มีสามารถสร้างความน่าเชื่อถือให้กับผู้บริโภคและส่งผลในการโฆษณามากที่สุด เป็นส่ือ สังคมออนไลน์ และสื่อที่สร้างโดยผู้บริโภคเอง (Consumer-generated media) โดยผลสำรวจจาก Nielsen พบว่า สื่อประเภท Earned media ไมว่ ่าจะเปน็ คำแนะนำของเพ่ือน หรอื คนร้จู กั เป็นสอ่ื ทผี่ บู้ ริโภคส่วนใหญ่เช่ือถอื มากเปน็ อนั ดับ 1 โดยมากถงึ 92% สรปุ และข้อเสนอแนะ สรุปผลการศกึ ษา พบว่า ปัจจัยส่วนประสมทางการตลาดที่ประชาชนในเขตอำเภอเมือง จังหวัดอุดรธานี ให้ความสำคัญ มากท่สี ุดต่อการเลอื กใชศ้ ูนย์บริการฟติ เนสคอื ด้านความสะดวกสบายของสถานที่ ผจู้ ดั การศนู ย์บรกิ ารฟิตเนสจึงควรให้ความสำคญั เกี่ยวกับสถานทีอ่ อกกำลังกายอย่างต่อเนื่องเพ่ือให้สอดคล้องกับความต้องการของประชาชนให้ได้มากทีส่ ุด และคำนึงถึงผู้บรโิ ภค เพื่อตอบสนองความต้องการและสรา้ งความพงึ พอใจแกป่ ระชาชนให้ความสนใจถึงความสะดวกสบายของสถานที่ ในการใช้บริการ มากกวา่ การบรกิ ารผู้บรโิ ภค ราคาผลติ ภัณฑ์ และการสอ่ื สารทางการตลาด ดว้ ยเหตนุ ้ผี จู้ ดั การศูนยบ์ ริการฟิตเนส จงึ ควรพิจารณา 4C’s ไดแ้ ก่ การบรกิ ารผบู้ ริโภค ราคา ความสะดวกสบายของสถานที่ และการสื่อสารทางการตลาด เป็นพื้นฐานในการสร้าง 4P’s อันได้แก่ ผลิตภัณฑ์ ราคา สถานที่จำหน่าย และการสง่ เสริมการตลาด เพื่อท่จี ะทำใหศ้ นู ย์บรกิ ารฟติ เนสในเขตอำเภอเมือง จังหวัด อดุ รธานี สามารถทำใหป้ ระชาชนมาใชบ้ รกิ ารไดม้ ากทสี่ ุด ข้อเสนอแนะในการศกึ ษาตอ่ ไปอาจตอ้ งศึกษาเกี่ยวกับความคาดหวังของ ผบู้ รโิ ภคท่มี าใชบ้ ริการศนู ยฟ์ ิตเนส กติ ติกรรมประกาศ ขอขอบคณุ การสนับสนุนจากมหาวิทยาลยั ราชภฏั อุดรธานี เอกสารอ้างอิง จริ ศักด์ิ ชาพรมมา. (2560). ปัจจยั ที่มีอิทธิพลต่อการตัดสนิ ใจใชบ้ ริการฟติ เนสเซ็นเตอร์ท่เี ปิดให้บริการ 24 ชั่วโมง ของผู้บริโภคใน เขตกรุงเทพมหานคร. การคน้ ควา้ อิสระ บริหารธรุ กจิ มหาบณั ฑติ สาขาบรหิ ารธรุ กจิ , มหาวทิ ยาลยั ธรรมศาสตร์. จริ าภา พ่งึ บางกรวย. (2550). กลยุทธ์การตลาดของฟติ เนสเซน็ เตอร์ในประเทศไทย. วารสารศรีปทุมปริทัศน์, 6(2), 26-37. ชตุ ภิ า โอภาสานนท์. (2543). คณุ ลักษณะของผู้ประกอบการทีป่ ระสบผลสำเรจ็ . กรงุ เทพฯ: นามบุ๊คส.์ นรเศรษฐ กมลสุทธิ และคณะ. (2550). ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อพฤติกรรมการตัดสินใจสมัครสมาชิกฟิตเนสเซ็นเตอร์. สารนิพนธ์ ปริญญามหาบัณฑิต สาขาวิชาการตลาด, มหาวทิ ยาลยั สยาม รัตนาวลี รกั ษาแสง. (2550). ปจั จยั ที่มีผลต่อการใช้บริการศูนย์ฟิสเนส มหาวทิ ยาลยั เกษมบณั ฑติ วิทยาเขตร่มเกล้า. วทิ ยานิพนธ์ บริหารธุรกิจมหาบณั ฑติ สาขาการบริการบริหารธุรกจิ , มหาวทิ ยาลัยเกษมบัณฑิต วทิ ยาเขตพฒั นาการ. วิริยะ แก้วเจริญศรี. (2558). กรณีศึกษาอิทธิพลของรูปแบบการตลาดแบบปากต่อปาก ที่มีต่อทัศนคติของการตลาดแบบปากต่อ ปาก. การคน้ คว้าอสิ ระ บรหิ ารธุรกจิ มหาบณั ฑิต, มหาวทิ ยาลยั กรงุ เทพ. 209
The 2nd National Conference of Health Science Research สำนกั วชิ ำวทิ ยำศำสตรส์ ุขภำพ Knowledge transformation towards Thailand 4.0 มหำวทิ ยำลยั แมฟ่ ้ ำหลวง วิโรจนี พรวิจิตรจนิ ดา. (2556). ปัจจัยที่มผี ลต่อการตัดสินใจเลือกใช้บรกิ ารสถานออกกำลงั กาย กรณี ศึกษา ทรู ฟิตเนส และ ฟิต เนสเฟริ สท์ . สารนพิ นธ์ ปรญิ ญามหาบัณฑติ สาขาวิชาเศรษฐศาสตร์ธุรกิจ, มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์. ศิรวิ รรณ เสรรี ตั น์. (2541). การบรหิ ารเชงิ กลยุทธ์. กรงุ เทพฯ: พัฒนศกึ ษา. ศูนย์พัฒนาความเป็นเลิศทางธุรกิจ. (ม.ป.ป.). การตลาดแนวคิดใหม่ ด้วยกลยุทธ์ 4C's. ที่มา: http://www.bizexcenter.com/ บทความทางธรุ กจิ /การตลาดแนวคิดใหม่-ด้วยกลยทุ ธ์-4Cs.html สาธติ เชือ้ อยู่นาน. (2562). ความพึงพอใจต่อคณุ ภาพการให้บริการบ๊กิ แบร์ยิม อำเภอเมอื งพะเยา จังหวัดพะเยา. วารสารวทิ ยาการ จัดการปรทิ ศั น,์ 21(1), 1-6. อริสรา สุดสระ. (2550). สำรวจทัศนคติของประชาชนเกี่ยวกับปัญหาการใช้บริการฟิตเนสเซ็นเตอร์. ภาคนิพนธ์ปริญญาบริการ ธรุ กจิ มหาบัณฑติ สาขาการจัดการทว่ั ไป, มหาวิทยาลัยราชภัฏวไลยอรงกรณ์. Don E. Schultz; Stanley I. Tannenbaum; & Robert F. Lauterborn. (1994). The new marketing paradigm: integrated marketing communications. Lincolnwood: NTC Business Books. Nielsen, A. (2013). Nielsen global trust in advertising survey. Retrieved from www.nielsen.com. Engel, J., Blanckwell, R., & Miniard, W. (1995). Promotional strategy (5th ed.). Irwin: Richard 210
The 2nd National Conference of Health Science Research สำนกั วชิ ำวทิ ยำศำสตรส์ ุขภำพ Knowledge transformation towards Thailand 4.0 มหำวทิ ยำลยั แม่ฟ้ ำหลวง ผลของการออกกำลงั กายโดยการเต้นบาสโลบต่อ คณุ ภาพชีวติ ในผูส้ ูงอายุ จริ าพร แข็งขนั , สหรฐั ศรีพุทธา, วฒั นา สุขเสนา, วรวทิ ย์ แวววงศ์ มหาวิทยาลยั ราชภฏั อดุ รธานี *Corresponding author E-mail: [email protected] บทคัดยอ่ บทนำ: บาสโลบ คือการเตน้ รำเปน็ วัฒนธรรมท้องถ่นิ ชาวลาวในงานรนื่ เรงิ ต่างๆ เพ่ือสร้างความสนุกสนาน มรี ูปแบบการ เต้นเปน็ หมู่คณะ มีจงั หวะการเตน้ เดินหนา้ ถอยหลัง และไขวข้ า ประกอบดนตรี ซ่ึงการออกกำลงั กายเปน็ กลมุ่ ด้วยโปรแกรมการเตน้ บาสโลบ อาจจะช่วยเพิ่ม คุณภาพชีวิตในผู้สูงอายุ วัตถุประสงค์: เพื่อศึกษาผลของการออกกำลังกายโดยการเต้นบาสโลบต่อ คณุ ภาพชวี ติ ในผ้สู ูงอายุ วิธวี ิจยั : อาสาสมัครเพศหญิงจำนวน 30 คน อายุระหว่าง 60-80 ปี ถกู แบ่งออกเปน็ 2 กลุ่ม คอื กลมุ่ ออก กำลงั กายจำนวน 15 คน และกลมุ่ ควบคมุ 15 คน ในกลุ่มออกกำลังกายไดร้ บั การฝึกบาสโลบเป็นเวลา 8 สัปดาห์ สปั ดาห์ละ 3 วัน วันละ 50 นาที โดยทำการทดสอบคุณภาพชีวิต ก่อนและหลังการเข้าร่วมวิจัยในทั้ง 2 กลุ่ม วิเคราะห์ข้อมูลด้วย pair sample t- test เพื่อเปรียบเทียบผลก่อนและหลงั การฝกึ และวิเคราะห์ข้อมูลด้วย independent t-test เปรียบเทียบความแตกต่างระหว่าง กลุ่ม ผลการวิจัย: ในอาสาสมคั รกลุ่มออกกำลังกาย หลังการเข้าร่วมโปรแกรมการออกกำลังกายโดยการเตน้ บาสโลบ เป็นเวลา 8 สัปดาห์ พบว่าผลการประเมินคุณภาพชีวิต ด้านจิตใจ ด้านสิ่งแวดล้อม และด้านคุณภาพชีวิต เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ ระดับ .05 แต่ในอาสาสมัครกลุ่มควบคุมไม่พบการเปลี่ยนแปลง อภิปรายและสรุปผลการวิจัย: การออกกำลังกายโดยการเต้น บาสโลบเป็นเวลา 8 สัปดาหช์ ว่ ยเพ่ิมคุณภาพชวี ติ ในผสู้ ูงอายุ คำสำคญั : บาสโลบ, ผสู้ งู อาย,ุ คณุ ภาพชีวิต 211
The 2nd National Conference of Health Science Research สำนกั วชิ ำวทิ ยำศำสตรส์ ุขภำพ Knowledge transformation towards Thailand 4.0 มหำวทิ ยำลยั แม่ฟ้ ำหลวง Effects of Pasalop Dancing Exercise on Quality of Life in Elderly Chiraphorn Khaengkhan, Saharat Sriputha, Watthana Suksana , Worrawith Worwang Udon Thani Ratchabath University *Corresponding author E-mail: [email protected] Abstract Introduction: Pasalop is Loas traditional dancing which dancing in the carnival. Paslop dancing exercise is group exercise by the pattern of walk and twisting with music. Pasalop may affect improvement quality of life in elderly. Objective: The purpose of this study was to evaluate the effect of Paslop dancing exercise on quality of life in elderly. Methodology: Thirty women elderly, age more than 60 years old saved as participants. The participants were divided into two group is exercise group and control group. Exercise group, Paslop dancing exercise was use for 8 weeks, 3 days a week and 50 minutes a day. Quality of life was measured before and after 8 weeks of exercise program. The pair sample t-test was used to analyze data within group, whereas the independent t-test was used to analyze data between groups, respectively. Results: The result of this study found that, in exercise group, after 8 weeks of Paslop dancing exercise quality of life in psychological domain and environment was significant increase (p<0.05) but did not show significant difference in control group Discussion and conclusion: Pasalop dancing exercise can improve quality of life in elderly. Keywords: Pasalop, Elderly, Quality of life 212
The 2nd National Conference of Health Science Research สำนกั วชิ ำวทิ ยำศำสตรส์ ขุ ภำพ Knowledge transformation towards Thailand 4.0 มหำวทิ ยำลยั แมฟ่ ้ ำหลวง บทนำ ในปัจจุบันได้มีการเปลีย่ นแปลงโครงสร้างประชากรเขา้ สู่สังคมผู้สูงอายุ ซึ่งกำลังเป็นประเด็นทีไ่ ด้รับความสนใจมาท้ังใน ระดับชาติและในระดับโลก จากการที่ประชากรผู้สูงอายุมีแนวโน้มเพิ่มปริมาณสูงขึ้น อย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้เนื่องจากการพัฒนา เศรษฐกิจและสงั คม อกี ทัง้ ความเจรญิ ก้าวหน้าทางการแพทย์ ที่สามารถควบคุม ปอ้ งกนั โรคติดเชื้อต่างๆ ทำให้อัตราการตายลดลง ตลอดจนโครงการวางแผนครอบครัว ที่มีประสิทธิภาพ สามารถลดอัตราการเกิดของประชากร สิ่งเหล่านี้มีส่วนในการเพิ่มขึ้นของ ประชากรผ้สู งู อายุทัง้ ปรมิ าณและสดั สว่ นต่อประชากรทง้ั หมด ในปี พ.ศ.2568 จะอาจมปี ระชากรโลกท้งั ส้ิน 8,200 ลา้ นคน และใน จำนวนนจี้ ะเปน็ ประชากรผู้สูงอายุจำนวน 1,100 ล้านคน (สำนักนายกรฐั มนตรี สำนักงานสถติ แิ ห่งชาติ, 2018) ผสู้ งู อายุเป็นวัยท่ีมี การเปล่ยี นแปลงของระบบต่างๆ ท้ังร่างกายและจิตใจ การเปลี่ยนแปลงทางจติ ใจ และยงั พบวา่ มกี ารมกี ารเปลีย่ นแปลงบุคลิกภาพ ในผู้สูงอายุ ซึ่งอาจเกิดจากการรบั รู้ในเรื่องของอายุและการยอมรับของสังคม ผู้สูงอายุยังพบปัญหาการไม่เป็นทีต่ ้องการของผู้ที่ อ่อนวัยกว่า จึงมักมีบุคลิกภาพใจน้อย อ่อนไหวง่าย รู้สึกไม่มั่นคง ไม่ปลอดภัย ช่างบ่นโกรธง่าย คิดถึงแต่ตนเอง ผลการสำรวจสะ ภาวะสุขภาพ ของผู้สูงอายุในประเทศไทย ผลของความวิตกกังวลในการดูแลสขุ ภาพตนเองของผู้สูงอายุ ปัจจัยที่มีผลต่อความ วิตกกังวลในการดูแลสุขภาพตนเองของผู้สูงอายุ บุคลิกภาพ ความเชื่อมั่นในตนเอง ภาวะสุขภาพ การมีส่วนร่วมในสังคมและ สัมพันธภาพในครอบครัว ปจั จัยท่มี อี ทิ ธพิ ล ทั้งทางตรงและทางออ้ ม (นริ มล แสงทองจี, 2005) คุณภาพชวี ติ คือความผาสกุ ในชวี ิต ทั้งด้านร่างกาย จิตใจ สังคม และปัญญาเป็นการรับรู้ความพงึ พอใจ และรบั รู้สถานะ ของบุคคลในการดำรงชีวิตในสังคม ซึ่งประกอบด้วยองค์ประกอบต่างๆ ได้แก่ ด้านร่างกาย ด้านจิตใจ ด้านความสัมพันธ์ในสังคม และด้านสิ่งแวดลอ้ ม ได้มีการศึกษาท่ีพบว่าการออกกำลังกายสามรถช่วยเพ่ิมคุณภาพชีวิตในผู้สูงอายุทัง้ รูปแบบการออกกำลงั กาย บนบก และการออกกำลังกายในน้ำ (สมฤดี, 2018) เป็นที่ทราบดีว่าการออกกำลังกายในผู้สูงอายุผู้สูงอายุ ช่วยลดโรคที่เกิดจาก ความชรา ชะลอความเสือ่ มของรา่ งกาย ทำให้หัวใจ หลอดเลือด และปอดแข็งแรงรวมถงึ ช่วยให้การทรงตัวดีขน้ึ เพ่ิมความแข็งแรง ความยืดหยุ่นของกล้ามเนื้อขา และข้อเท้าช่วยพัฒนาการทรงตัว ระบบการเคลื่อนไหว และลดปัจจัยเสี่ยงต่อ การหกล้มของ ผสู้ ูงอายไุ ด้ (Janyacharoen, Laophosri, Kanpittaya, Auvichayapat, & Sawanyawisuth, 2013; Janyacharoen, Phusririt, Angkapattamakul, Hurst, & Sawanyawisuth, 2015; Noopud, Suputtitada, Khongprasert, & Kanungsukkasem, 2018) บาสโลบ เป็นการเต้นรำหมู่ของประเทศลาว เป็นกิจกรรมเต้นในงานมงคล หรืองานรื่นเริง บาสโลบ ทำให้เกิดช่วงเวลา แห่งความอบอุ่น ในหมู่เครือญาติเพื่อนฝูง ซึ่งเป็นการเต้นรำประกอบดนตรีมีจังหวะสนุกๆ การเต้นชนิดน้ีคือ มีความมั่นคงในการ ทรงตัวบนขาหนึ่งข้างของผู้เต้นและอาจ มีการเต้นไขว้ขามีการเคลื่อนไหวสะโพกและเกร็งกล้ามเนื้อหน้าท้องตลอดเวลา ประกอบด้วย จากลักษณะของการเคลื่อนไหวดังกล่าว เชื่อว่าการเต้นบาสโลบ จะช่วยส่งเสริมประสิทธิภาพ การทรงตัว และ ความแข็งแรงของกล้ามเนื้อแกนกลางลำตัวของร่างกายได้ ซึ่งมีการศึกษาที่ผ่านมาพบว่า การที่กล้ามเนื้อแกนกลางลำตัวมีความ แข็งแรงมีความสำคัญต่อการทรงตัว (วิลาวัลย์ กันหาชน, 2014) แต่ในปัจจุบัน ยังพบว่า มีการศึกษาเชิงวิทยาศาสตร์เกี่ยวกับผล ของบาสโลบค่อนขา้ งนอ้ ย ดังนั้น ผูว้ จิ ยั จึงมีวัตถปุ ระสงค์ ศกึ ษาโปรแกรมการออกกำลังกายโดยการเต้นบาสโลบตอ่ คณุ ภาพชีวิตใน ผู้สูงอายุเพื่อเป็นการเตรียมความพร้อมในการลดปัญหา จากการเพิ่มขึ้นของประชากรผู้สูงอายุ และเพื่อสร้างความสุขทั้งทาง รา่ งกายและจิตใจในผสู้ งู อายุ วัตถุประสงค์ 1.เพอื่ ศกึ ษาผลของการออกกำลงั กายโดยการเตน้ บาสโลบต่อสมรรถนะการรู้คิด คณุ ภาพชวี ติ ในผูส้ ูงอายุ 213
The 2nd National Conference of Health Science Research สำนักวชิ ำวทิ ยำศำสตรส์ ขุ ภำพ Knowledge transformation towards Thailand 4.0 มหำวทิ ยำลยั แม่ฟ้ ำหลวง ระเบยี บวธิ ีวิจยั 1. กลมุ่ ตวั อย่างที่ใช้ในการศกึ ษา ประชากรผู้สูงอายุเพศหญงิ ที่มอี ายุ 60 ปีขึ้นไป ในจังหวัดอุดรธานี เลือกกลุ่มตัวอย่างใช้วิธีการเลือกแบบเฉพาะเจาะจง ได้ขนาดกลมุ่ ตวั อยา่ งจำนวน 30 คน แบง่ ออกเป็น 2 กลุ่ม กลุ่มละ 15 คน เกณฑ์คัดเข้า เป็นผู้ที่มีอายุระหว่าง 60-80 ปี สามารถทำกิจวัตรประจำวันได้อย่างอิสระ สมัครใจเข้าร่วม การออกกกำลงั กายด้วยบาสโลบ 3 ครง้ั /สัปดาห์ ไม่เป็นโรคทเี่ ปน็ อุปสรรคต์ ่อการออกกำลงั กาย เกณฑ์คดั ออก ประวัตโิ รคหัวใจ ประวตั โิ รคปอด ความจำเสอื่ มและเสียสติ โรคทางระบบกระดกู และกล้ามเนื้อ ท่ไี ม่สามารถเข้าร่วมการออกกำลังกายแบบบาสโลบได้ 2. เครือ่ งมอื ท่ใี ชใ้ นการดำเนินวจิ ยั 2.1 แบบสมั ภาษณเ์ กยี่ วกับข้อมลู ของผ้สู งู อายุ 2.2 แบบทดสอบคณุ ภาพชีวติ (WHOQOL – BREF – THAI) 2.3 โปรแกรมการออกกำลงั กายแบบแอโรบิกดว้ ยบาสโลบ 3. การเกบ็ รวบรวมขอ้ มลู 3.1 ชี้แจงกลุม่ ตัวอยา่ งเกย่ี วกับการเตน้ บาสโลบในขณะที่ทำการเก็บรวบรวมข้อมลู 3.2 อธิบายรายละเอียดและสาธิตวิธีการปฏิบัติตามรูปแบบของโปรแกรมการฝึกด้วยการเต้นบาสโลบ ให้กลุ่ม ตัวอย่างเข้าใจ 3.3 ทดสอบคณุ ภาพชีวิต กอ่ นเข้ารว่ มกจิ กรรม 3.4 นำโปรแกรมการเตน้ บาสโลบที่ผวู้ จิ ัยสร้างข้ึนมาจดั กิจกรรมกับกลมุ่ ตัวอย่าง 8 สปั ดาห์ โดยฝกึ วันจันทร์ วันพุธ และวันศกุ ร์ เป็นเวลา 3 วนั ตอ่ สัปดาห์ วนั ละ 50 นาที 3.5 ทดสอบทดสอบ คุณภาพชีวิต ในอาสาสมัครทงั้ 2 กลุ่ม หลงั สปั ดาห์ท่ี 8 3.6 นำขอ้ มลู ท่ไี ดจ้ ากการทดสอบมาวิเคราะห์แปลผล เพือ่ สรุปและอภปิ ลายผลการวจิ ยั 4. การวเิ คราะหข์ ้อมูล นำผลการทดสอบ สมรรถนะการรคู้ ิด คณุ ภาพชวี ติ ของผู้สูงอายุก่อนการฝึกและหลังการฝกึ สัปดาห์ที่ 8 ของกลุม่ ควบคุม และกลุ่มทดลองมาวิเคราะห์ การเปลี่ยนแปลงภายในกลุ่มก่อนและหลังการฝึกวเิ คราะห์โดยการแจกแจงความถี่ การหาคา่ ร้อยละ คา่ เฉลย่ี สว่ นเบ่ียงเบนมาตรฐาน ดว้ ยสถิติ Paired t-test และวิเคราะหค์ วามแตกตา่ งระหวา่ งกลมุ่ ด้วยสถิติ Independent t-test ทีร่ ะดับดบั นยั สำคัญ 0.05 วเิ คราะหด์ ้วยโปรแกรม Microsoft® Excel 2007 และ SPSS ผลการวิจยั อาสาสมัครที่เข้าร่วมโครงการวิจัยในครั้งนี้ เป็นผู้สูงอายุเพศหญิง จำนวน 30 คนถูกแบ่งออกเป็น 2 กลุ่มคือกลุ่มออก กำลงั กาย และกลุม่ ควบคมุ ในกลมุ่ ควบคมุ อาสาสมัครมอี ายเุ ฉล่ีย 67.23± 6.36 ปี อาสาสมัครกล่มุ ออกกำลังกายมอี ายเุ ฉลยี่ 69.14 ± 6.12 ปี ผลการเปรียบเทียบค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานของของอายุ ความดันโลหิต อัตราการเต้นของหัวใจ ของ อาสาสมัครกลุ่มควบคุมและกลุ่มออกกำลังกาย ในช่วงเวลาก่อนและหลังการฝึกโปรแกรมการออกกำลังกายโดยการเต้นบาสโลบ พบว่า อาสาสมัครกลุ่มควบคุม และอาสาสมัครกลุ่มออกกำลังกาย อายุ ความดันโลหติ อัตราการเต้นของหัวใจก่อน และหลังการ ฝึกเขา้ ร่วมโปรแกรมการออกกำลังกายโดยการเตน้ บาสโลบ ไมม่ ีความแตกตา่ งทางสถิติ 214
The 2nd National Conference of Health Science Research สำนกั วชิ ำวทิ ยำศำสตรส์ ขุ ภำพ Knowledge transformation towards Thailand 4.0 มหำวทิ ยำลยั แม่ฟ้ ำหลวง ตารางท่ี 1 แสดงข้อมูล อายุ ความดันโลหิต อัตราการเตน้ ของหวั ใจ ของอาสาสมัครกลมุ่ ควบคุมและกล่มุ ออกกำลงั กายในชว่ งเวลา ก่อนฝกึ และหลงั การฝกึ เปน็ เวลา 8 สัปดาห์ ขอ้ มูล กลมุ่ ช่วงเวลา Mean SD P-value Control group ก่อน 67.23 6.36 1.000 หลงั 67.23 6.36 อายุ ก่อน 69.14 6.12 Exercise group หลงั 69.14 6.12 1.000 Control group กอ่ น 129.38 12.18 0.875 หลัง 132.61 14.92 ความดันโลหติ (SBP) ก่อน 127.64 18.37 Exercise group หลงั 125.42 17.34 0.683 Control group ก่อน 79.76 15.89 0.556 Exercise group หลัง 78.07 10.29 ความดนั โลหติ (DBP) กอ่ น หลัง 77.21 7.80 77.14 10.39 0.506 Control group ก่อน 78.76 9.09 0.925 Exercise group หลงั 74.61 6.31 อัตราการเต้นของหวั ใจ (bpm) กอ่ น 77.92 หลงั 76.21 9.43 7.98 0.753 SD คือ standard deviation ตารางท่ี 2 แสดงผลเปรียบเทียบคา่ เฉลยี่ และส่วนเบยี่ งเบนมาตรฐานของการประเมนิ คณุ ภาพชีวติ ผู้สูงอายุ ด้านสุขภาพ ด้านจิตใจ ด้านความสัมพันธท์ างสงั คม ดา้ นส่งิ แวดล้อม ของอาสาสมัครกล่มุ ควบคุมและกลมุ่ ออกกำลงั กาย ในชว่ งเวลาก่อนฝกึ และ หลังการฝึกโปรแกรมการออกกำลงั กายโดยการเตน้ บาสโลบ พบว่าในกลมุ่ ควบคมุ กอ่ น การฝึกและหลงั การฝึกการเต้นบาสโลบ เป็น เวลา 8 สัปดาห์ คุณภาพชีวิตด้านสุขภาพ ด้านจิตใจ ด้านความสัมพันธ์ทางสังคม ด้านสิ่งแวดล้อม ไม่มีความแตกต่างกันทางสถิติ แต่พบว่ากลุ่มออกกำลังกายโดยการเต้นบาสโลบเป็นเวลา 8 สัปดาห์ คุณภาพชีวิตด้านจิตใจ และด้านสิ่งแวดล้อมเพิ่มขึ้น อย่างมี นัยสำคญั ทางสถิติ ทีร่ ะดับ .05 อภปิ รายผล การศึกษาผลการออกกำลังกายแบบแอโรบิกโดยการเต้นบาสโบลต่อคุณภาพชีวิตในผู้สูงอายุ จากการประเมินโดยใช้ เครื่องมือชี้วัดคุณภาพชีวิต ขององค์กรอนามัยโลก ผลการศึกษาพบว่าการออกกำลังกายโดยการเต้นบาสโลบเป็นเวลา 8 สัปดาห์ อาสาสมคั รมคี ะแนนการประเมนิ คุณภาพชวี ิตดีขน้ึ และพบวา่ คณุ ภาพชีวิตดา้ นจิตใจ และคณุ ภาพชีวิตดา้ นส่งิ แวดล้อมเพม่ิ ข้นึ อย่าง มนี ยั สำคญั ทางสถิติ ซ่ึงเกณฑก์ ารประเมนิ คุณภาพชีวิตของอาสาสมคั รกลมุ่ ควบคุมและกลุม่ ทดลอง อย่ใู นเกณฑป์ านกลาง คุณภาพ ชวี ิตดา้ นจิตใจเปน็ การประเมนิ การรบั รจู้ ติ ใจของตนเอง การรบั รภู้ าพลักษณข์ องตนเอง การรับรถู้ งึ ความรู้สกึ ภาคภมู ิใจในตนเอง 215
The 2nd National Conference of Health Science Research สำนกั วชิ ำวทิ ยำศำสตรส์ ขุ ภำพ Knowledge transformation towards Thailand 4.0 มหำวทิ ยำลยั แมฟ่ ้ ำหลวง ตารางที่ 2 แสดงผลเปรียบเทียบค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานของการประเมินคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุ ของอาสาสมัครกลุม่ ควบคุมและกลุ่มออกกำลังกาย ในช่วงเวลาก่อนฝึกและหลังการฝึกโปรแกรมการออกกำลังกายโดยการเต้นบาสโลบเป็นเวลา 8 สัปดาห์ ประเภท กลมุ่ ช่วงเวลา Mean SD P-value Exercise group ก่อน 18.2 7.80 0.286 Control group หลงั 18.53 2.44 ดา้ นสขุ ภาพ ก่อน 17.86 8.65 หลงั 17.46 4.13 0.858 Exercise group กอ่ น 17.2 4.85 0.007* Control group หลงั 18.4 0.98 ดา้ นจิตใจ ก่อน 15.73 6.41 หลงั 15.86 2.53 0.858 Exercise group ก่อน 9.33 2.95 0.397 Control group หลงั 9.86 1.35 ดา้ นความสมั พนั ธท์ างสงั คม ก่อน 8.46 3.25 0.564 หลงั 8.4 1.76 Exercise group กอ่ น 21.4 7.73 0.001* Control group หลงั 25.66 2.35 ดา้ นส่งิ แวดล้อม ก่อน 21.06 9.10 หลัง 21 4.73 0.885 Exercise group ก่อน 71.13 25.11 0.006* Control group หลงั 77 5.07 ทกุ ๆด้าน ก่อน 69 29.53 หลัง 68.53 10.48 0.666 SD คือ standard deviation *คอื มีความแตกต่างอยา่ งมนี ัยสำคญั ทางสถติ ิ ทรี่ ะดับ .05 การรับรู้ถึงความมั่นใจในตนเอง การรับรู้ถึงความคิด ความจํา สมาธิการตัดสินใจ และความสามารถในการเรียนรู้เรื่องราวต่างๆ ของตนการรับรู้ถึงความสามารถในการจัดการกับความ เศร้า หรือกังวล การรับรู้เกี่ยวกับความเชื่อต่าง ๆ ของตนที่มีผลต่อการ ดำเนินชีวิต เช่น การรับรู้ถึง ความเชื่อด้านวิญญาณ ศาสนา การให้ความหมายของชีวิต และความเชื่ออื่น ๆ ท่ีมีผลในทางที่ดีต่อ การดาํ เนินชีวิต มีผลต่อการเอาชนะอุปสรรค คณุ ภาพชีวิตในดา้ นสิง่ แวดลอ้ ม (environment) คอื การรับรเู้ ก่ยี วกบั สิ่งแวดล้อม ท่ี มีผลต่อการดําเนิน ชวี ติ เช่น การรับรู้วา่ ตนมีชีวิตอยู่อยา่ งอิสระ ไมถ่ ูกกกั ขงั มีความปลอดภัยและมน่ั คงในชวี ติ การรับรู้วา่ ได้อยู่ใน ส่งิ แวดลอ้ มทางกายภาพท่ีดี ปราศจากมลพษิ ตา่ ง ๆ การคมนาคมสะดวก มแี หล่งประโยชน์ ดา้ นการเงนิ สถานบรกิ ารทางสุขภาพ และสังคมสงเคราะห์ การรับรวู้ ่าตนมีโอกาสทจ่ี ะไดร้ บั ข่าวสาร หรือฝึกฝนทกั ษะตา่ ง ๆ การรบั ร้วู ่าตนไดม้ ีกิจกรรมสันทนาการ และ 216
The 2nd National Conference of Health Science Research สำนกั วชิ ำวทิ ยำศำสตรส์ ุขภำพ Knowledge transformation towards Thailand 4.0 มหำวทิ ยำลยั แม่ฟ้ ำหลวง มกี ิจกรรมในเวลาว่าง ในโปรแกรมการออกกำลงั การโดยการเตน้ บาสโลบคร้งั นเ้ี ป็นการออกกำลังกายแบบกลุม่ จึงทำใหผ้ สู้ ูงอายุได้ เกดิ การแลกเปลีย่ นเรียนรู้ ทำใหเ้ กิดความรูสึกคกึ คกั สนุกสนาน คลายเครยี ดและลดความเหงาจากการทำสนั ทนาการรว่ มกัน ท้ังน้ี สอดคล้องกับการศกึ ษาของ กตั ติมา และคณะ ในปี 2556 ไดท้ ำการศึกษาผลของการออกรำไมพ้ องเชงิ เมืองนา่ นตอ่ สมรรถภาพทาง กายในผู้สูงอายุ จำนวน 48 ราย เป็นเวลา 12 สัปดาห์ ผลการศึกษาพบว่ากลุ่มตัวอย่างมีสมรรถภาพทางกายดีขึ้น ในผลของ โปรแกรมการออกกำลังกายโดยการเต้นบาสโลบที่พบว่าหลังการออกกำลังกายผู้สูงอายุมีสภาพจิตใจดีขึ้น มีความผาสุกทางใจ เพิ่มขึ้น และมีความเครียด ความวิตกกังวลลดลงอย่ามีนัยสำคัญทางสถิติที่ .05 (Eyigor,et al, 2009; Hui,et al 2009) และ การศึกษาผลของการออกกำลังกายโดยการเต้นบาสโลบทำใหผ้ ู้สงู อายุ มีคุณภาพชีวติ ดา้ นจิตใจดขี ้นึ สรปุ และข้อเสนอแนะ เนื่องจากการศึกษาในคร้ังนี้เป็นการศึกษาในผูส้ ูงอายุที่มสี ุขภาพดี ในอนาคตควรทำการศึกษาการออกกำลังกายแบบแอ โรบิดด้วยการเตน้ บาสโลบในกลมุ่ ผสู้ ูงอายุทีม่ ีปญั หาดา้ นสขุ ภาพ เชน่ โรคเบาหวาน ความดันโลหติ หรอื โรคหลอดเลือดสมอง เป็น ตน้ เพื่อเป็นขอ้ มลู ในการพิจารณาใช้โปรแกรมการออกกำลังกายทีเ่ หมาะสมกับผสู้ งู อายใุ นสภาวะต่าง ๆ ตอ่ ไป กิตติกรรมประกาศ คณะผู้วิจัยขอขอบคุณอาสาสมัครวิจัยทุกท่านที่เสียสละเวลาเข้าร่วมงานวิจัยจนเสร็จสิ้นและขอบพระคุณคณะ มหาวิทยาลยั ราชภฏั อดุ รธานี ทใ่ี หท้ นุ สนบั สนนุ งานวิจัยในครง้ั นี้ เอกสารอ้างอิง Eyigor S., Karapolat, H., Durmaz B., Ibisoglu U, & Cakir, S. (2009). A Randomized controlled Trial of Turkis folklore dane on the physical performance, balance, depression quality of life in older women. Archives of Gerontology and Geriatrics, 48, 84-88. Hui, E., Chui, B.T., & Woo, j. (2009). Effects of dance on physical and psychological Well-being in older posons. Archives of Gerontology and Geriatrics, 49, e45-e50 Janyacharoen, T. , Laophosri, M. , Kanpittaya, J. , Auvichayapat, P. , & Sawanyawisuth, K. ( 2013) . Physical performance in recently aged adults after 6 weeks traditional Thai dance: a randomized controlled trial. Clin Interv Aging, 8, 855-859. doi:10.2147/CIA.S41076 Janyacharoen, T., Phusririt, C., Angkapattamakul, S., Hurst, C. P., & Sawanyawisuth, K. (2015). Cardiopulmonary effects of traditional Thai dance on menopausal women: a randomized controlled trial. J Phys Ther Sci, 27(8), 2569-2572. doi:10.1589/jpts.27.2569 Noopud, P., Suputtitada, A., Khongprasert, S., & Kanungsukkasem, V. (2018). Effects of Thai traditional dance on balance performance in daily life among older women. Aging Clin Exp Res. doi: 10. 1007/ s40520- 018- 1040-8 นริ มล อนิ ทฤทธิ.์ (พฤตกิ รรมสง่ เส .(2547รมิ สขุ ภาพตนเองของผู้สูงอายใุ นชมรมผ้สู ูงอายโุ รงพยาบาลเจา้ พระยาอภัยภูเบศร จงั หวัด ปราจีนบุรี. วิทยานิพนธ์ปริญญามหาบณั ฑติ สาขาวิชาสุขภาพจิต ภาควิชาจิตเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตรจ์ ฬุ าลงกรณ์ มหาวทิ ยาลัย. 217
The 2nd National Conference of Health Science Research สำนักวชิ ำวทิ ยำศำสตรส์ ุขภำพ Knowledge transformation towards Thailand 4.0 มหำวทิ ยำลยั แมฟ่ ้ ำหลวง วลิ าวัลย์ กนั หาชน. (2557). เปรียบเทยี บผลของการออกกำลังกายด้วยการเตน้ Paslop และการออกกำลงั กายกลา้ มเนื้อแกนกลาง ลำตัวแบบจำเพาะต่อการทรงตัวและความแขง็ แรงของกล้ามเนื้อแกนกลางลำตัวในอาสาสมัครท่ีไม่ได้ออกกำลังกายเปน็ ประจำ.วารสารเทคนิคการแพทยเ์ ชยี งใหม่. เชยี งใหม่ สมฤดี หาญมานพ, และภูวรินทร์ นามแดง. (2018) . ผลของโปรแกรมการออกกำลังกายในน้ำและบนบกต่อคุณภาพชีวิตของ ผสู้ งู อายุ. วรสารความปลอดภยั และสขุ ภาพ. สำนักงานสถิติแห่งชาติ (2561). จำานวนและสัดส่วนประชากรจำแนกตามกลุ่มอายุ วัยเด็ก วัยทำงาน วัย สูงอายุ เพศและภาค พ.ศ. 2550-2560. from http://www.statbbi.nso.go.th/staticreport/page/ sector/th/ อานนท์ ภาคมาลี (หมอแดง) [ออนไลน์]. แหลง่ ท่ีมา https://www.gotoknow.org/posts/551910 (27 มี.ค. 2017) 218
The 2nd National Conference of Health Science Research สำนักวชิ ำวทิ ยำศำสตรส์ ขุ ภำพ Knowledge transformation towards Thailand 4.0 มหำวทิ ยำลยั แมฟ่ ้ ำหลวง การศึกษาระดบั ความยากง่ายในการอา่ นเน้ือหาของสอ่ื สขุ ภาพในสถานบริการสขุ ภาพ ยุพาวดี ศรภี ักดี1, ปพิชญา ตาทอง2,อุรารชั บรู ณะคงคาตรี3, เกศณิ ี หาญจังสทิ ธ3์ิ 1โรงพยาบาลส่งเสรมิ สุขภาพตำบลบเุ ปือย 2โรงพยาบาลสง่ เสรมิ สุขภาพตำบลบ้านหนองยอ 3 วทิ ยาลยั การสาธารณสขุ สริ นิ ธร จงั หวัดอุบลราชธานี *Corresponding author E-mail: [email protected] บทคัดย่อ บทนำ: ความรอบรู้ด้านสุขภาพเป็นหนึ่งในตัวทำนายสภาวะสุขภาพที่ดีที่สุด สื่อสิ่งพิมพ์ถูกนำมาใช้แพร่หลายในการให้ ความรู้ด้านสุขภาพแก่ประชาชน จึงมีความจำเป็นในการเขียนเนื้อหาให้เหมาะสมกับระดับทักษะการอ่านของบุคคล การประเมิน ความยากง่ายในการอ่านเน้ือหาจึงมีความจำเป็นในการผลิตสื่อเพื่อให้บคุ คลเข้าใจในเนื้อหานัน้ วัตถุประสงค์: เพื่อประเมินระดับ ความยากง่ายในการอ่านเนื้อหาของสื่อสุขภาพประเภทสื่อสิ่งพิมพ์ แผ่นพับและใบปลิว ในสถานบริการสุขภาพของรัฐ วิธีวิจัย: การศึกษาเป็นวิจัยแบบภาคตดั ขวาง โดยเก็บรวบรวมเฉพาะสื่อ สิ่งพิมพ์สุขภาพ แผ่นพับและใบปลวิ ของหน่วยงานบริการสุขภาพ ในจังหวัดอุบลราชธานี และเว็บไซต์ของกระทรวงสาธารณสุข จำนวนทั้งสิ้น 102 ฉบับ ที่มีการเผยแพร่ให้แก่ประชาชน ในช่วง ระยะเวลา เดอื นเมษายน – สิงหาคม 2558 เครอ่ื งมอื ท่ใี ช้ คอื SMOG Test ที่นำมาหาค่าความสอดคล้องกับแบบทดสอบการอ่าน มาตรฐานของสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาพืน้ ฐาน ได้ค่าสัมประสิทธิ์สหสมั พนั ธ์เท่ากับ 0.92 วิเคราะหข์ ้อมูลโดยใช้สถิติเชงิ พรรณนา และ Chi-square test (χ²) ผลการวิจัย: สื่อสุขภาพจากสถานบริการสุขภาพ มีระดับความยากง่ายในการอ่านสูงกว่า เกณฑ์มาตรฐาน (สูงกว่าระดับประถมศึกษาปีที่ 6) ถึงร้อยละ 78.4 โดยสื่อแผ่นพับมีระดับความยากง่ายในการอ่านสูงกว่าเกณฑ์ (ร้อยละ 74.4) และยงั พบวา่ สื่อสุขภาพจากแหลง่ ทแี่ ตกตา่ งกันและประเภทของสื่อท่ีแตกต่างกนั มีระดับความยากงา่ ยต่างกันอย่าง มีนัยสำคัญทางสถิติ (p<0.05) อภิปรายและสรุปผลการวจิ ัย: สื่อสขุ ภาพที่มีเผยแพรใ่ ห้กับประชาชน มีระดับความยากง่ายในการ อ่านอยู่ในระดับที่ยากต่อการอา่ นซึ่งจะส่งผลตอ่ ความความใจในส่ือนั้น ดังนั้นการผลิตสื่อสุขภาพจำเป็นต้องคำนึงระดับความยาก งา่ ยในการอา่ นให้มีความเหมาะสมกับระดบั การอ่านของประชาชนท่ัวไป คำสำคัญ: การประเมิน, ระดบั ความยากง่ายในการอ่าน, สือ่ สขุ ภาพ 219
The 2nd National Conference of Health Science Research สำนักวชิ ำวทิ ยำศำสตรส์ ขุ ภำพ Knowledge transformation towards Thailand 4.0 มหำวทิ ยำลยั แม่ฟ้ ำหลวง Readability assessment on Printed Health Educational Materials Yupawadee Sripakdee1, Paphitchaya Tathong2, Urarat Buranakongkatree3, Kesinee Hanjangsit3 1Bupyeui Health Promoting Hospital 2Nongyoa Health Promoting Hospital 3 Sirindhorn College of Public Health, Ubonratchathani *Corresponding author E-mail: [email protected] Abstract Introduction: Health literacy is one of the best predictors of individual’s health status. It is essential to tailor education materials suitable for individual’s reading skills. Readability of those materials is measurement of reading skills that one should have to comprehend the written materials. Objective: To assess the readability level of printed health educational materials. Methodology: This cross-sectional study was performed. Propulsive sampling from website and health care sectors,102 total of sampling were collected including brochures and flap published between April and August 2015. SMOG Test was used to test readability level which is validated by Thai standard readability test (correlation coefficient =0.92). Data were analyzed using descriptive statistics and Chi-square test (χ²). Results: The results had been shown that 78.4 percent of health media collected from health care sectors were over the standard criteria (Grade 6), while brochures was about 74.4 percentage over standard. Both sources and type were associated to the readability level (P <0.05). Discussion and conclusion: Our finding can be used as a guideline to improve the quality of media that is appropriate for the reading level of the general public. To lever age the intelligence of the public health truly next. Keyword: Evaluation, Readability assessment, Printed health education materials 220
The 2nd National Conference of Health Science Research สำนกั วชิ ำวทิ ยำศำสตรส์ ขุ ภำพ Knowledge transformation towards Thailand 4.0 มหำวทิ ยำลยั แม่ฟ้ ำหลวง บทนำ ความฉลาดทางสขุ ภาพ (Health literacy) เปน็ เครอื่ งมอื ที่สำคญั ท่ีจะนำไปสูก่ ารลดอตั ราการป่วยและการตาย ของ ประชาชน และเปน็ ปัจจยั พ้ืนฐานนำไปสูก่ ารมสี ขุ ภาพดี ซ่ึงในปัจจบุ ันประเทศไทยเริม่ มีการให้ความสำคัญ กับเร่อื งน้ใี นระดบั หน่ึง (อารยา ทิพยว์ งศ์ & จารุณี นุ่มพลู , 2014) ปัจจยั พนื้ ฐานสำคัญของความฉลาด คือการอ่านหนังสือไดห้ รอื การรูห้ นังสอื (บญุ ยง เก่ยี ว การค้า, 2554) แตอ่ ย่างไรกต็ ามจากการสำรวจขอ้ มลู ของธนาคารโลกพบว่า อตั ราการรู้หนงั สอื ของคนไทยอยทู่ ่รี อ้ ยละ 94.1 ซ่งึ เปน็ อนั ดับ 4 ของกลมุ่ ประเทศในอาเซยี น ปญั หาเรอื่ งการร้หู นังสอื และการอา่ นหนังสือ ของคนไทยตกอยใู่ นสภาวการณท์ น่ี า่ เปน็ ห่วง คนไทยท้ังประเทศอ่านหนังสือร้อยละ 81.8 คอื คนไทย จำนวน 50.8 ล้านคน อา่ นหนังสือ ซงึ่ เพิ่มขนึ้ จากการสำรวจครัง้ กอ่ นในปี 2554 ถึงรอ้ ยละ 13 ขณะที่ 11.3 ลา้ นคน ไม่อา่ นหนงั สอื สาเหตุทเ่ี ปน็ ปัญหาท่ีสำคญั คือเพราะอา่ นหนงั สือไมอ่ อก มมี ากถึงรอ้ ยละ 27.5 (สำนักงานสถิติแห่งชาติ, 2556) ประชาชนรู้หนังสือน้อยหรือมรี ะดบั การรหู้ นงั สอื ตำ่ (low literacy) ย่อมจะส่งผลทั้งทางตรง และทางอ้อมต่อสภาวะสุขภาพ (บญุ ยง เกยี่ วการคา้ , 2554) ผทู้ ่มี คี วามฉลาดทางสขุ ภาพตำ่ หรือยังไมฉ่ ลาดพอเชน่ การอา่ นเอกสาร ทางสุขภาพไมเ่ ข้าใจสง่ ผลกระทบในวงกว้างตอ่ การเขา้ ถงึ การรกั ษาพยาบาลตำ่ การดูแลตนเองต่ำการคดั กรองโรคน้อยลง (Kutner, Greenburg, Jin, & Paulsen, 2006) ดงั นั้นจงึ มคี วามจำเปน็ อยา่ งยิง่ ท่ีตอ้ งยกระดับความฉลาดเรอ่ื งสุขภาพของประชาชนอยา่ ง แท้จริง ส่ือสุขภาพประเภทสื่อส่ิงพมิ พ์ เปน็ สือ่ ทเี่ ข้ามามีบทบาทสำคญั ท่ีเผยแพรค่ วามรู้ และเข้าถงึ ประชาชนไดง้ ่าย ดงั นั้นสถาน บริการของรฐั จึงใชส้ ่ือส่งิ พมิ พ์ในการเผยแพร่ความร้ดู า้ นสขุ ภาพอนามัย (บญุ เรอื ง เนียมหอม, กำพล ดำรงคว์ งศ์, & ปรียาพร ฤกษ์ พนิ ยั , 2547) จากการศึกษาการเลอื กใชส้ ่ือสุขภาพประเภทตา่ งๆ (หทัยรัตน์ ทองเขยี ว, 2545) พบวา่ ประชาชนสามารถเขา้ ถึง สื่อ สุขภาพประเภทสือ่ สิง่ พมิ พ์ คอื แผ่นพับ ใบปลิว ไดง้ า่ ย แตส่ ่ือสุขภาพบางชนิดท่ีผลิตออกมามีเนื้อหาท่ยี ากเกนิ ไปสำหรับประชาชน (สรณา บุบผชาติ, 2547) เน่ืองจากมีระดบั การอา่ นท่อี ย่ใู นเกณฑ์สงู (High readability level) และมกี ารใชค้ ำศัพท์ทางวชิ าการซึ่ง เป็นศพั ทเ์ ฉพาะทางการแพทย์ ส่งผลให้ประชาชนไมส่ ามารถทำความเขา้ ใจในเน้ือหาของสือ่ สุขภาพได้ โดยทั่วไปส่อื ทดี่ ี เนือ้ หาควร ถูกเขยี นขนึ้ ใหม้ รี ะดบั ความยากงา่ ยในการอา่ น อยู่ในเกณฑม์ าตรฐาน (ช้นั ประถมศึกษาปีที่ 6) (Estrada, Hryniewicz, Higgs, Collins, & Byrd, 2000) จากการศกึ ษางานวิจยั ทเี่ กย่ี วขอ้ งกบั การประเมนิ ระดับความยากงา่ ยในการอา่ น ส่วนใหญ่จะใชส้ ตู ร SMOG Test. (สตู ร การวัดระดบั ความยากง่ายในการอา่ น) ในการประเมิน เนื่องจากเป็นสูตรทีม่ ีการปรบั ปรงุ และมตี รวจสอบความถูกตอ้ งกบั MacCall-Crebbs. มีคะแนนความถูกตอ้ ง 100% ในขณะทสี่ ตู รทดสอบอืน่ สว่ นใหญ่มีคะแนน ความถกู ตอ้ ง 50-75% (Mc Laughlin, 1969) ผลการศกึ ษาเรอ่ื งการประเมนิ การอ่านข้อมลู สุขภาพในอินเตอรเ์ นต็ ของผู้บรโิ ภค ส่วนใหญม่ เี น้อื หาอยใู่ นระดบั ชน้ั มัธยมศกึ ษาปที ี่ 1 (Walsh & Volsko, 2008) และการศกึ ษาสื่อสุขภาพสำหรบั ผ้ปู ่วยส่วนใหญม่ เี นื้อหาอยูใ่ นระดับชนั้ มธั ยมศึกษาปี ที่ 2 (Stossel, Segar, Gliatto, Fallar, & Karani) จากการทบทวนวรรณกรรมของต่างประเทศ พบวา่ การประเมนิ ระดับความยาก- ง่ายในการอา่ นส่อื สุขภาพ ท่มี ีการผลติ ออกมาเพ่อื เผยแพร่ ส่วนใหญม่ เี นอื้ หาอยู่ในระดับชน้ั มธั ยมศึกษาปีท่ี 3 ขึ้นไป (DuBay, 2004; Hoffman-Goetz & Friedman, 2004; Stossel et al.) ซึ่งสงู กว่าเกณฑ์มาตรฐาน (ชั้นประถมศกึ ษาปีท่ี 6) (Estrada et al., 2000) สำหรับในประเทศไทย ยงั ไมม่ ีงานวจิ ยั ท่ชี ี้ใหเ้ หน็ ถึงระดับความยากง่ายในการอา่ นของสื่อสขุ ภาพวา่ มคี วามเหมาะสมกับประชาชน เพียงใด 221
The 2nd National Conference of Health Science Research สำนักวชิ ำวทิ ยำศำสตรส์ ุขภำพ Knowledge transformation towards Thailand 4.0 มหำวทิ ยำลยั แมฟ่ ้ ำหลวง จากปญั หาและผลกระทบดังกลา่ วจงึ มคี วามจำเปน็ อย่างย่งิ ท่ีต้องทำการศึกษาระดับความยากง่ายในการ อ่านสื่อสุขภาพ ประเภทส่ือสงิ่ พมิ พ์ แผ่นพับและใบปลิว เพอื่ เปน็ แนวทางในการปรบั ปรงุ เน้อื หาของสอ่ื สุขภาพใหเ้ หมาะสมกับระดับการอ่านของ ประชาชน วตั ถุประสงค์งานวจิ ยั เพือ่ ประเมินระดบั ความยากง่ายในการอ่านเน้อื หาของสือ่ สุขภาพประเภทสอ่ื ส่ิงพิมพ์ แผน่ พับและใบปลวิ ในสถานบริการ สุขภาพของรฐั วิธดี ำเนนิ การวิจัย การศกึ ษาครง้ั นเ้ี ปน็ งานวิจยั แบบภาคตดั ขวาง (Cross-sectional) เพอื่ ศกึ ษาระดับความยาก–ง่ายในการอา่ นส่อื สขุ ภาพ แผน่ พบั และใบปลวิ ของหนว่ ยงานบริการสุขภาพทุกระดบั ในจังหวัดอบุ ลราชธานี และเว็บไซต์ของกระทรวงสาธารณสุข ประชากรและกลุ่มตวั อย่าง สอื่ สิ่งพิมพ์สขุ ภาพประเภทแผ่นพบั และใบปลิว ของหน่วยงานบรกิ ารสขุ ภาพ จำนวน 5 แหง่ ไดแ้ กโ่ รงพยาบาลสง่ เสรมิ สขุ ภาพระดับตำบล โรงพยาบาลชมุ ชน โรงพยาบาลทั่วไป โรงพยาบาลศนู ย์ และโรงพยาบาลคา่ ย ศนู ยว์ ิชาการในจงั หวดั อบุ ลราชธานี จำนวน 2 แหง่ ได้แก่ สำนกั งานป้องควบคุมโรค และสำนักงานสาธารณสุขจงั หวัด และเว็บไซตข์ องกระทรวง สาธารณสขุ รวมท้ังหมด 9 แห่ง โดยมีตัวอย่างของสือ่ สงิ่ พิมพ์ ท่ีมกี ารเผยแพร่ ในช่วงระยะเวลา เดือนเมษายน – สิงหาคม 2558 จำนวน 102 ฉบบั การคัดเลอื กตวั อยา่ งใชก้ ารเลอื กกลุ่มตวั อยา่ งแบบเจาะจง (โรคความดันโลหติ สูง รอบรเู้ กยี่ วกับไข้หวดั ใหญ่ โรค ไข้เลือดออก โรคอุจจาระร่วง เป็นต้น) เคร่ืองมอื ท่ใี ชใ้ นการวจิ ยั เคร่อื งมอื ท่ีใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมลู คือแบบประเมินระดบั ความยาก-งา่ ยในการอ่าน ส่อื สุขภาพ SMOG Test. (Mc Laughlin, 1969) เป็นสตู รท่ีมีการปรับปรุงและมีการตรวจสอบความถกู ต้องกับ MacCall-Crebbs ผลทไ่ี ดเ้ กณฑค์ ะแนนความ ถกู ต้อง 100% ในขณะทีส่ ่วนใหญส่ ตู รทดสอบคะแนนความถูกต้องอยู่ท่ี 50-75% การตรวจประเมนิ ระดับความยากงา่ ยในการ อ่านสอื่ สุขภาพประเภทส่อื ส่งิ พิมพ์ แผ่นพับและใบปลวิ ตรวจสอบคุณภาพของเคร่อื งมือ ผูว้ ิจยั ดำเนินการคดั เลอื กคำที่มใี นสอื่ สง่ิ พมิ พ์ให้มีลักษณะเหมือนกับแบบทดสอบความสามารถในการอ่านและเขียน (สำนกั งานเขตพน้ื ทกี่ ารศึกษาประถมศกึ ษารอ้ ยเอ็ดเขต2, 2015) และนำแบบทดสอบการอ่านท้ัง 2 ชุด ไปทดลองใชก้ ับประชากรท่ี อาศัยอยู่ใน ตำบลเมืองศรีไคอำเภอวารนิ ชำราบ จังหวดั อุบลราชธานี จำนวน 30 คน ได้ค่าสัมประสทิ ธิ์สหสมั พันธ์ของชดุ ทดสอบ เทา่ กบั 0.92 การเก็บขอ้ มูล 1. เกบ็ รวบรวมส่อื สุขภาพประเภทสอื่ สิง่ พิมพ์ แผน่ พบั และใบปลวิ จากหน่วยงานบริการสุขภาพทุกระดบั ในจังหวัดอบุ ลราชธานี แบง่ กล่มุ ส่อื ทผี่ ลิตจากแตล่ ะ่ หน่วยงาน 3 ระดับ คอื ปฐมภมู ิ ทุตยิ ภูมแิ ละตตยิ ภมู ิ 2. อบรมผวู้ ิจยั รว่ มในการประเมินสือ่ สขุ ภาพ โดยใช้สูตร SMOG Test. 3. ทำการประเมนิ ระดบั ความยากงา่ ยในการอ่านสอ่ื สุขภาพดว้ ยสูตร SMOG Test. ดังน้ี 3.1 ผรู้ ว่ มวจิ ยั ทง้ั 3 คน ทำการทดสอบโดยการอ่านแผน่ พบั สุขภาพทีเ่ หมือนกันทุกคน คนละ 1 คร้ัง 222
The 2nd National Conference of Health Science Research สำนกั วชิ ำวทิ ยำศำสตรส์ ุขภำพ Knowledge transformation towards Thailand 4.0 มหำวทิ ยำลยั แมฟ่ ้ ำหลวง 3.2 ผู้วจิ ัยทัง้ 3 คน ต้องไม่มกี ารพดู คุยหรือปรึกษากันระหวา่ งการทดสอบ จนกว่าจะทำการทดสอบเสร็จ 3.3 ใหแ้ ต่ละคนประเมินวา่ สอ่ื ทต่ี นอ่านมคี ะแนนตรงกบั ระดบั การอา่ นในตาราง SMOG Test. 3.4 นำระดบั การอา่ นในตาราง SMOG Test.ของท้ัง 3 คนมาเปรียบเทียบกัน ถา้ สอ่ื อยใู่ นระดับการอ่านทต่ี รงกนั ใหถ้ อื วา่ ผา่ น แตถ่ า้ ระดบั การอา่ นของแตล่ ะคนต่างกัน ใหน้ ำแผ่นพบั และใบปลิว มาตรวจสอบรว่ มกนั ทงั้ 3 คน อีกครงั้ เพ่ือ สรปุ ว่า เนื้อหาในสื่ออยู่ที่ระดับการอ่านเท่าใดเมอ่ื เทียบกับตาราง SMOG Test. วธิ ีการใชส้ ูตร SMOG Test 1. นบั จำนวนประโยค 10 ประโยค ในยอ่ หน้าแรกของเอกสาร นับ 10 ประโยคท่อี ยู่ตรงกลาง และนบั อีก 10 ประโยคทอี่ ย่ยู ่อหนา้ สดุ ท้าย (รวม 30 ประโยค) 2. นับทกุ คำทีม่ ี 3 พยางค์ หรือมากกว่านัน้ ในแต่ละกลุ่มของประโยค (จากขอ้ 1) แมจ้ ะเปน็ คำเดยี วกันกใ็ หน้ บั ซ้ำ 3. นับจำนวนคำทัง้ หมดทีน่ บั ได้จากขอ้ 2 นำมารวมกัน แลว้ นำไปเทยี บกับตาราง SMOG Test แลว้ แปรผลเพื่อหาระดบั การศึกษาที่สามารถอ่านเอกสารนน้ั ได้ *กฎการนบั 1. ประโยค คือ กลมุ่ คำ หรือคำตั้งแต่ 2 คำขึ้นไป มาเรียงกนั แลว้ มีความหมายทส่ี มบรู ณ์ ถ้ามปี ระโยคทีย่ าวแยกออกวลี ให้ถอื วา่ เปน็ 1 ประโยค ซง่ึ นบั วลีวา่ เปน็ สว่ นหน่งึ ของประโยค เครื่องหมายอศั เจรีย์ (!) หรือเคร่อื งหมายคำถาม (?) 2. คำทม่ี ีเครอ่ื งหมายยตั ภิ ังค์ (-) หรอื คำวิสามานยนาม นับเปน็ 1 คำ 3. อ่านตัวเลขดงั ๆเพอ่ื นบั จำนวนพยางค์ 4. ประโยคท่คี ัน่ ดว้ ยเครอ่ื งหมายทวภิ าค (:) หรือเครือ่ งหมายอัฒภาค (;) ใหน้ บั แต่ละส่วนเปน็ วลีของประโยค 5. นับคำท่ยี ่อเปน็ คำเต็มทัง้ หมด ผลการศกึ ษา สอ่ื สขุ ภาพทัง้ หมด 102 ฉบบั พบมากท่ีสดุ จากเว็บไซตข์ องกระทรวงสาธารณสุข (ร้อยละ 50) รองลงมาคือ โรงพยาบาล ศูนย์ (ร้อยละ 29.4) ในจำนวนนมี้ ากทสี่ ุดเป็นแผ่นพับ (รอ้ ยละ 76.5) รองลงมาคือ ใบปลวิ (ร้อยละ 23.5) รายละเอียดตารางท่ี 1 ระดบั ความยากงา่ ยในการอ่านสือ่ สขุ ภาพตามแหลง่ ที่มาของสื่อ พบว่า สื่อสขุ ภาพที่รวบรวมมาจากสถานบริการสขุ ภาพ มรี ะดบั ความยากงา่ ยในการอ่านอยู่ระดับชั้นมัธยมศกึ ษาปที ่ี 1 มากท่ีสดุ (ร้อยละ 49) รองลงมาอยู่ในระดับชน้ั ประถมศกึ ษาปที ี่ 6 หรอื ตำ่ กว่า (ร้อยละ 21.6) ในขณะทีส่ ื่อจากเวบ็ ไซตข์ องกระทรวงสาธารณสุข มรี ะดับความยากงา่ ยในการอา่ นอยรู่ ะดบั ชนั้ ประถมศึกษาปที ่ี 6 หรอื ตำ่ กวา่ มากท่สี ดุ (ร้อยละ 41.2) รองลงมาอยรู่ ะดบั ชั้นมธั ยมศึกษาปที ่ี 1 (รอ้ ยละ 31.3) ตามลำดับ (ตาราง ที่ 2) เม่อื จำแนกตามประเภทของส่ือ พบว่า แผ่นพับมีระดบั ความยากงา่ ยในการอ่านอยรู่ ะดบั ช้นั มธั ยมศึกษาปที ี่ 1 (รอ้ ยละ 42.3) รองลงมาอย่ใู นระดับชน้ั ประถมศกึ ษาปีท่ี 6 หรอื ตำ่ กวา่ (ร้อยละ25.6) สว่ นใบปลวิ มรี ะดบั ความยากง่ายในการอา่ นอยู่ ระดบั ชน้ั ประถมศึกษา ปที ี่ 6 หรอื ตำ่ กวา่ (ร้อยละ 50) รองลงมาอยู่ระดบั ชั้นมัธยมศึกษาปีท่ี 1 (ร้อยละ 33.3) ตามลำดับ (ตารางท่ี 3) 223
The 2nd National Conference of Health Science Research สำนักวชิ ำวทิ ยำศำสตรส์ ุขภำพ มหำวทิ ยำลยั แม่ฟ้ ำหลวง Knowledge transformation towards Thailand 4.0 รอ้ ยละ ตารางท่ี 1 จำนวนและรอ้ ยละของกลุม่ ตัวอย่าง จำแนกตามแหล่งทม่ี า จำนวน 102 ฉบบั 7.8 รายการ จำนวน 8.8 29.4 แหล่งทม่ี า 4.0 50.0 โรงพยาบาลสง่ เสรมิ สขุ ภาพตำบล 8 76.5 โรงพยาบาลชมุ ชน 9 23.5 โรงพยาบาลทว่ั ไปและโรงพยาบาลศูนย์ 30 ศนู ยว์ ิชาการ 4 เวบ็ ไซต์ของกระทรวงสาธารณสขุ 51 ประเภทสื่อ แผน่ พับ 78 ใบปลวิ 24 ตารางที่ 2 จำนวนและร้อยละของระดบั ความยากงา่ ยในการอ่านสอ่ื สขุ ภาพ จำแนกตามระดบั ช้ันและแหล่งทมี่ า ระดบั ความยากง่ายในการอา่ น เอกสารจำแนกตามแหล่งที่มา ในการอา่ น สถานบรกิ ารสุขภาพ เวบ็ ไซตก์ ระทรวงสาธารณสขุ รวม ตำ่ กว่าหรอื เท่ากับ ป.6 จำนวน (รอ้ ยละ) จำนวน (ร้อยละ) 32 (31.4%) 21 (41.2%) 11 (21.6%) ม.1 25 (49.0%) 16 (31.3%) 41 (40.1%) ม.2 9 (17.6%) 13 (25.5%) 22 (21.6%) ม.3 6 (11.8%) 1 (2.0%) 7 (6.9%) รวม 51 51 102 ตารางที่ 3 จำนวนและร้อยละของระดบั ความยากงา่ ยในการอา่ นสอื่ สุขภาพ จำแนกตามประเภทของส่ือ เอกสารจำแนกตามประเภทของสอื่ สุขภาพ ระดบั ความยาก-ง่ายในการอ่าน แผน่ พับ ใบปลวิ รวม ตำ่ กวา่ หรือเทา่ กับ ป.6 จำนวน (รอ้ ยละ) จำนวน (ร้อยละ) จำนวน (ร้อยละ) 20 (25.6%) 12 (50%) 32(31.4%) ม.1 33 (42.3%) 8 (33.3%) 41 (40.1%) ม.2 18 (23.1%) 4 (16.7%) 22 (21.6%) ม.3 7 (9.0%) 0 (0.0%) 7 (6.9%) รวม 78 24 102 224
The 2nd National Conference of Health Science Research สำนักวชิ ำวทิ ยำศำสตรส์ ขุ ภำพ Knowledge transformation towards Thailand 4.0 มหำวทิ ยำลยั แม่ฟ้ ำหลวง เมอื่ วิเคราะหค์ วามแตกต่างระหว่างระดับความยากงา่ ยในการอ่าน พบว่า ทงั้ แหลง่ ท่ีมาและประเภทของสอื่ มรี ะดับความยากง่าย ความแตกตา่ งกันอยา่ งมีนยั สำคญั ทางสถิติ (p<0.05) โดยสือ่ จากสถานบรกิ ารสขุ ภาพมรี ะดบั การอ่านสงู กวา่ เกณฑม์ าตรฐาน (สงู กว่าระดับประถมศกึ ษาปที ี่ 6) เทา่ กบั 2.54 เทา่ ของสอ่ื จากเวบ็ ไซตข์ องกระทรวงสาธารณสุข และพบวา่ แผ่นพับมรี ะดับความยาก ง่ายในการอ่านสูงกวา่ เกณฑ์มาตรฐาน 2.9 เทา่ ของสือ่ ทต่ี พี ิมพ์แบบใบปลิว รายละเอยี ดในตารางท่ี 4 ตารางท่ี 4 ผลการวิเคราะห์ความแตกตา่ งของระดับความยากง่ายในการอา่ นกับแหล่งท่ีมาของส่ือและประเภทของส่อื ระดบั ความยากงา่ ยในการอ่าน รายการ สูงกวา่ ป.6 ต่ำกว่าหรอื เท่ากบั ป.6 p-value OR 95%CI จำนวน (%) จำนวน(%) (n=70) (n=32) แหล่งที่มา สถานบรกิ ารสขุ ภาพ 40 (78.4%) 11 (21.6%) 4.55 0.03 2.54 1.07-6.07 เว๊บไซต์ของกระทรวง 30 (58.8%) 21 (41.2%) ประเภทสอ่ื แผน่ พบั 58 (74.4%) 20 (25.6%) 5.05 0.02 2.9 1.12-7.48 ใบปลิว 12 (50.0%) 12 (50.0%) สรปุ และอภิปรายผล การประเมินระดับความยากง่ายในการอ่านสื่อสุขภาพ ส่วนใหญ่สูงกว่าเกณฑ์มาตรฐาน (ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6) โดยเฉพาะสื่อจากสถานบริการสุขภาพ และเมื่อจำแนกตามประเภทสื่อ พบว่าแผ่นพับมีระดับความยากง่ายในการอ่านสูงกว่า ใบปลิว แหล่งที่มาและประเภทสื่อมีระดบั ความยากง่ายในการอา่ นแตกต่างกนั จากผลการศึกษาระดับความยากง่ายในการอ่านส่ือสุขภาพแผ่นพับและใบปลิว พบว่าเนื้อหาส่วนใหญ่อยู่ในระดับช้ัน มัธยมศึกษาปีที่ 1 ซึ่งสอดคล้องกับผลการศึกษาของ (Walsh & Volsko, 2008) ที่ศึกษาการประเมินการอ่านข้อมูลสุขภาพใน อินเตอร์เน็ตของผู้บริโภค พบว่าเนือ้ หาส่วนใหญข่ องบทความเกินระดับชั้นมัธยมศึกษาปที ี่ 1 ซึ่งมีเนือ้ หาอยู่ในระดับที่ยาก และผล การศึกษาของ (Wha, Jin, Hyun, Ra, & Sinhye) ศึกษามาตรฐานความเหมาะสมและการประเมินการอ่านเอกสารเกี่ยวกับโรค ความดนั โลหติ สงู ผลการศกึ ษาพบวา่ สือ่ ทง้ั หมด 19ฉบบั มีระดบั การอ่านอยู่ทชี่ ้ันประถมศึกษาปที ่ี1 (เฉล่ยี 36.1% - 50.5%) ซ่ึงสูง เกินกว่าระดับชัน้ ประถมศึกษาปีท่ี 6 ที่จะอา่ นได้ แต่จากผลการวิจัยของต่างประเทศพบว่าเนื้อหาของสือ่ ส่วนใหญ่อยูใ่ นระดบั ท่สี งู กว่าชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ไป (DuBay, 2004; Hoffman-Goetz & Friedman, 2004; Stossel et al.) ทั้งนี้จะเห็นได้ว่าผล การศึกษาระดับความยาก-ง่ายในการอ่านส่ือของประเทศไทยอยู่ในระดบั ที่ตำ่ กว่าต่างประเทศ และยังมีความฉลาดทางสุขภาพอยู่ ในระดับต่ำ ซึ่งความฉลาดทางสุขภาพถือเป็นเครื่องมือที่สำคัญที่จะนำไปสู่การลดอัตราการป่วยตายของประชาชน และเป็น ปัจจยั พืน้ ฐานนำไปส่กู ารมสี ขุ ภาพดี ประชาชนรหู้ นังสอื น้อยหรือมีระดับการรหู้ นงั สือตำ่ (low literacy) ย่อมจะส่งผลทางตรงและ ทางอ้อมต่อสภาวะสุขภาพ (บุญยง เกี่ยวการค้า, 2554) ซึ่งแตกต่างกับประเทศสหรัฐอเมริกา ตามรายงานขององค์การ สหประชาชาติประจำปี 2007/2008 คนอเมริกันมีอัตราการอ่านออกเขียนได้เพิ่มสูงขึ้นถึงร้อยละ 99 อยู่ในอันดับที่ 17 ของโลก (สำนักงานอุทยานการเรียนรู้สำนักงานบริหารและพัฒนาองคค์ วามรู้, 2553) ช้ีใหเ้ หน็ ว่าอัตราการรหู้ นงั สือ หรอื อตั ราการอา่ นออก 225
The 2nd National Conference of Health Science Research สำนกั วชิ ำวทิ ยำศำสตรส์ ุขภำพ Knowledge transformation towards Thailand 4.0 มหำวทิ ยำลยั แมฟ่ ้ ำหลวง เขียนได้ของต่างประเทศดีกว่าของไทย จึงทำให้เนื้อหาของสื่อที่ผลิตออกมามีระดับความยาก-ง่ายสูงตามไปด้วย ประเทศ สหรฐั อเมรกิ าท่ีมีอตั ราการอ่านออกเขียนได้สงู กว่าประเทศไทย แต่เนื้อหาในสือ่ สุขภาพที่ผลติ ออกมากย็ ังคงสูงกว่าเกณฑ์มาตรฐาน เช่นเดียวกัน (DuBay, 2004; Hoffman-Goetz & Friedman, 2004; Parikh, Parker, Nurss, Baker, & Williams, 1996; Stossel et al.; Walsh & Volsko, 2008; Wha et al.) จากผลการศึกษาระดบั ความยากงา่ ยในการอ่าน จำแนกตามแหล่งที่มา พบวา่ สื่อจากเวบ็ ไซต์ของกระทรวงสาธารณสุข มี ระดับความยากง่ายในการอ่านอยูใ่ นเกณฑ์มาตรฐานมากกว่าสื่อจากสถานบรกิ ารสุขภาพ เนื่องจากทางกระทรวงสาธารณสุขไดม้ ี การจัดโครงการฝึกอบรมการผลิตสื่อวีดิทศั น์เพื่อสุขภาพประชาคมอาเซียน เพื่อให้ความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับกระบวนการผลิตสือ่ วดี ทิ ศั นเ์ พ่อื ให้ความรู้ทางสุขภาพประชาคมอาเซยี นทถ่ี ูกต้อง แกบ่ คุ ลากรของหนว่ ยงานกองสขุ ศกึ ษา กรมสนบั สนุนบริการสุขภาพ (สถาบันกันตนา, 2556) ซึ่งอาจเป็นไปได้ว่า สื่อจากเว็บไซต์ของกระทรวงสาธารณสุขมีหน่วยงานกองสุขศึกษาและบุคคลากรที่มี เชี่ยวชาญในการผลิตสื่อ เข้ามามีบทบาทหรือมีส่วนสำคัญในการผลิตสื่อให้มีเนื้อหาที่เหมาะสมกับประชาชน ซึ่งต่างจากสถาน บริการสุขภาพที่อาจมกี ารผลิตสือ่ ขน้ึ มาเอง และยังขาดบคุ ลากรทีม่ ีความชำนาญในดา้ นน้ี จงึ ทำใหส้ ือ่ ทผี่ ลิตออกมานนั้ มี เน้ือหาอยู่ ในระดับที่สูงกว่าเกณฑ์มาตรฐาน มากกว่าสื่อจากเว็บไซต์ของกระทรวงสาธารณสุขโดยตรง อย่างไรก็ตามถึงแม้ว่าสื่อจากเว็บไซต์ ของกระทรวงสาธารณสุขจะมีระดับการอ่านที่อยู่ในเกณฑ์มาตรฐานมากกว่าสถานบริการสุขภาพ แต่สื่อจากทั้งสองแหล่ง ยังคงมี ระดับความยากง่ายในการอ่านที่สูงกว่าเกณฑ์มาตรฐาน อีกทั้งยังไม่มงี านวจิ ัยที่ชี้ให้เห็นว่าการเข้าถึงสื่อจากเวบ็ ไซต์ของกระทรวง สาธารณสุขมีมากกว่าสอ่ื ของสถานบรกิ ารสุขภาพจงึ ควรมกี ารศึกษาในเรื่องดงั กล่าวตอ่ ไป จากผลการศึกษาระดับความยากง่ายในการอ่าน จำแนกตามประเภทของสื่อ พบว่าใบปลิวมีระดับความยากง่ายในการ อ่าน อยูใ่ นเกณฑ์มาตรฐานมากกวา่ แผน่ พับ เนื่องมาจากในการเก็บรวบรวมขอ้ มลู ครัง้ น้ี ใบปลวิ สว่ นใหญ่ไดท้ ำการเกบ็ รวบรวมจาก เว็บไซต์ของกระทรวงสาธารณสุข และแผ่นพบั ส่วนใหญ่เก็บมาจากสถานบริการสุขภาพ จากการสังเกตเบื้องตน้ ใบปลิวมีลักษะท่ี เปน็ แผน่ หรือใบเดยี วโดดๆ อาจตีพิมพเ์ พียงหน้าเดยี วหรือสองหนา้ มีเน้ือหาที่สั้น กะทดั รดั สว่ นมากไม่เกนิ 30 ประโยค และจะเนน้ ไปที่การใช้รูปภาพประกอบและขนาดตัวหนงั สือทีใ่ หญ่(มนญู ไชยสมบูรณ์, 2552) จึงอาจทำให้ใบปลิวมีระดับความยากง่ายในการ อ่านอยู่ในเกณฑม์ าตรฐานมากกว่าแผ่นพับ ข้อเสนอแนะ 1. เนื้อหาของสอื่ สุขภาพควรได้รบั การตรวจสอบระดบั ความยากงา่ ยในการอา่ น กอ่ นท่ีจะมีการนำเผยแพร่แกป่ ระชาชน 2. นำไปใชเ้ ปน็ แนวทางในการปรบั ปรงุ คณุ ภาพสอ่ื ใหม้ ีเนอ้ื หาอยใู่ นระดบั ช้ันประถมศกึ ษาปที ี่ 6 หรอื ต่ำกว่าเพอ่ื ให้ประชาชน สามารถอ่านและเขา้ ใจความหมายของสอื่ ทางด้านสุขภาพ กิตตกิ รรมประกาศ วจิ ัยนไี้ ดร้ บั ทุนสนับสนนุ การวจิ ยั จากวิทยาลยั การสาธารณสุขสิรินธร จังหวดั อุบลราชธานี คณะผวู้ จิ ยั ขอขอบพระคุณ ประชาชนตำบลเมอื งศรไี คในการรว่ มมือทำแบบทดสอบ ทำให้การศกึ ษาครัง้ นสี้ ำเร็จลลุ ่วงไปด้วยดี เอกสารอ้างองิ DuBay, W. H. (2004). The Principles of Readability. Online Submission. 226
The 2nd National Conference of Health Science Research สำนักวชิ ำวทิ ยำศำสตรส์ ุขภำพ Knowledge transformation towards Thailand 4.0 มหำวทิ ยำลยั แมฟ่ ้ ำหลวง Estrada, C. A., Hryniewicz, M. M., Higgs, V. B., Collins, C., & Byrd, J. C. (2000). Anticoagulant patient information material is written at high readability levels. Stroke, 31(12), 2966-2970. Hoffman-Goetz, L., & Friedman, D. B. (2004). Disparities in the coverage of cancer information in ethnic minority and mainstream mass print media. Ethnicity & Disease, 15(2), 332-340. Kutner, M., Greenburg, E., Jin, Y., & Paulsen, C. (2006). The Health Literacy of America's Adults: Results from the 2003 National Assessment of Adult Literacy. NCES 2006-483. National Center for Education Statistics. Mc Laughlin, G. H. (1969). SMOG grading-a new readability formula. Journal of reading, 12(8), 639-646. Parikh, N. S., Parker, R. M., Nurss, J. R., Baker, D. W., & Williams, M. V. (1996). Shame and health literacy: the unspoken connection. Patient education and counseling, 27(1), 33-39. Stossel, L. M., Segar, N., Gliatto, P., Fallar, R., & Karani, R. Readability of patient education materials available at the point of care. Journal of general internal medicine, 27(9), 1165-1170. Walsh, T. M., & Volsko, T. A. (2008). Readability assessment of internet-based consumer health information. Respiratory care, 53(10), 1310-1315. Wha, L. T., Jin, K. S., Hyun, K. H., Ra, W. S., & Sinhye, K. Suitability and Readability Assessment of Printed Educational Materials on Hypertension. Journal of Korean Academy of Nursing, 41(3). บญุ เรอื ง เนยี มหอม, กำพล ดำรงค์วงศ์, & ปรียาพร ฤกษพ์ นิ ัย. (2547). การศกึ ษาสื่อสงิ่ พมิ พเ์ พอ่ื สขุ ภาพ. จุฬาลงกรณ์ มหาวิทยาลยั . บญุ ยง เกีย่ วการคา้ . (2554). พฒั นาการคำนยิ ามและความหมาย. ความฉลาดทางสขุ ภาพ กรงุ เทพมหานคร: โรงพิมพน์ วิ ธรรมดา การพมิ พ(์ ประเทศไทย). มนูญ ไชยสมบูรณ์. (2552). แผ่นปลิว. from https://www.gotoknow.org/posts/225891 สถาบันกนั ตนา. (2556). การผลติ ส่อื วดี ทิ ัศน์เพือ่ สุขภาพประชาชนอาเซียน. from http://www.kantanainstitute.ac.th/wp- content/uploads/2013/12/เอกสารประกอบการอบรม.pdf สรณา บุบผชาต.ิ (2547). การศกึ ษาความยากง่ายตอ่ การอา่ นของภาษาในบทสารคดนี ติ ยสารเนชนั่ จูเนียร.์ มหาวทิ ยาลัย รามคำแหง. สำนกั งานเขตพนื้ ท่กี ารศกึ ษาประถมศกึ ษารอ้ ยเอ็ดเขต2. (2015). แบบทดสอบประเมินคดั กรองภาษาไทย อ่านออกเขยี นได้ ตำ่ กว่า เกณฑ์ ป.1 ถงึ ม. 3. from http://www.ret2.go.th/ict/ดาวน์โหลดไฟล/์ article/740/ป.๖.pdf: สำนกั งานสถิติแห่งชาต.ิ (2556). การสำรวจการอ่านของประชากร. from http://service.nso.go.th/nso/nsopublish/themes/files/readingRep56.pdf สำนกั งานอุทยานการเรียนรสู้ ำนกั งานบรหิ ารและพฒั นาองคค์ วามร.ู้ (2553). โครงการ\"การศึกษานโยบายสง่ เสรมิ การอ่านของไทย: ศกึ ษาเปรียบเทยี บนโยบายกับตา่ งประเทศ\" from www.tkpark.or.th/stocks/extra/0005a8.pdf หทัยรัตน์ ทองเขียว. (2545). ความคดิ เหน็ เกีย่ วกบั สอ่ื สขุ ศึกษาทผ่ี ลติ โดยกรมอนามยั ของขา้ ราชการกระทรวงสาธารณสขุ ในจังหวัด แม่ฮอ่ งสอน. from http://search.lib.cmu.ac.th/search/?searchtype=.&searcharg=b1309096 227
The 2nd National Conference of Health Science Research สำนักวชิ ำวทิ ยำศำสตรส์ ุขภำพ Knowledge transformation towards Thailand 4.0 มหำวทิ ยำลยั แมฟ่ ้ ำหลวง อารยา ทิพย์วงศ์, & จารุณี นุ่มพูล. (2014). ความสัมพันธ์ระหว่างความฉลาดทางด้านสุขภาวะเกีย่ วกับโรคอ้วนกับพฤติกรรมการ บรโิ ภคอาหารและการออกกำลงั กายในเดก็ ท่ีมีภาวะโภชนาการเกนิ กรุงเทพมหานคร. วารสารพยาบาลสาธารณสขุ 228
The 2nd National Conference of Health Science Research สำนกั วชิ ำวทิ ยำศำสตรส์ ขุ ภำพ Knowledge transformation towards Thailand 4.0 มหำวทิ ยำลยั แมฟ่ ้ ำหลวง คณุ ภาพชีวิตของประชาชน: กรณศี ึกษาลุม่ นำ้ ยมตอนบน สมตระกลู ราศริ ,ิ ธิตริ ตั น์ ราศริ ,ิ ประกฤต ประภาอนิ ทร์ วิทยาลยั การสาธารณสขุ สริ นิ ธร จงั หวัดพษิ ณโุ ลก *Corresponding author E-mail: [email protected] บทคัดยอ่ บทนำ: การพัฒนาวิชาการและเทคโนโลยีอย่างมาก ส่งผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตประชาชนในด้านเศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรม และสิ่งแวดล้อม ลุ่มน้ำยมตอนบนนับได้ว่ามีปัญหาความขัดแย้ง ความเห็นต่างในการสร้างแหล่งเก็บนำ้ ขนาดใหญ่เป็น ปัญหาในสังคมดังกล่าวมายาวนาน จึงควรมีการศึกษาคุณภาพชีวิตของชุมชนในพื้นที่ เพื่อที่จะนำข้อมูลมากำหนดแผนงานและ โครงการ/กิจกรรมให้สอดคล้องกับความต้องการของประชาชน อันจะนำไปสู่การพัฒนาคุณภาพชีวิตของคนในพืน้ ที่ลุ่มน้ำให้ดีขน้ึ วตั ถุประสงค:์ เพ่อื ศกึ ษาคณุ ภาพชวี ติ ของประชาชนในประเดน็ ขอ้ มูลทัว่ ไป ข้อมลู ปญั หาการประกอบอาชพี การดแู ลสุขภาพตนเอง หรือครอบครัวเมื่อเกิดการเจบ็ ป่วย ปัญหาสิ่งแวดล้อมภายในชุมชน สภาพ/ลกั ษณะของสิ่งอำนวยความสะดวกภายในชุมชน และ ความต้องการในการพัฒนาคุณภาพชวี ิต รวมถงึ ขอ้ เสนอแนะอนื่ ๆ วิธีวิจยั : การศึกษาคร้ังน้ีเปน็ การศึกษาช่วงเวลาใดเวลาหน่ึง ใช้ ข้อมูลเชงิ ปรมิ าณและคณุ ภาพ สุ่มตัวอยา่ งโดยเจาะจงพืน้ ท่ีทีไ่ ด้รับผลกระทบโดยตรงในลุม่ น้ำยมตอนบน ได้แก่ ตำบลเตาปูน และ ตำบลสะเอียบ อำเภอสอง จังหวัดแพร่ กลุ่มตัวอย่างเชิงปริมาณ จำนวน 384 คน เครื่องมือได้แก่ แบบสอบถาม กลุ่มตัวอย่าง การศึกษาเชิงคุณภาพประกอบด้วยประชาชนใน 2 พื้นท่ี จำนวนพื้นที่ละ 12 คน รวมจำนวน 24 คน ใช้กระบวนการสนทนากลุ่ม สถติ ทิ ใ่ี ชป้ ระกอบด้วยจำนวน ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และคา่ เบ่ยี งเบนมาตรฐาน การวเิ คราะหข์ ้อมูลเชิงคุณภาพโดยการวิเคราะห์เนื้อหา ผลการวจิ ยั : สว่ นใหญ่ไมม่ ปี ัญหาในการประกอบอาชีพ เมื่อเจบ็ ป่วยรักษาโดยวธิ ีไปสถานีอนามัย/โรงพยาบาลสง่ เสรมิ สุขภาพตำบล และซ้อื ยามารบั ประทานเอง ปัญหาส่งิ แวดลอ้ มมปี ัญหามากภายในชมุ ชนได้แก่ มลพษิ ทางเสียง การจราจร อาชญากรรม และความ สะอาดของแหลง่ ท่องเท่ียว ปญั หาปานกลางไดแ้ ก่ ฝุ่น ควัน อากาศ การขาดแคลนนำ้ สะอาด อบุ ัตเิ หตุ โรคระบาด และยาเสพติด ปัญหาระดับน้อยได้แก่ ขยะ ไม่มีปัญหาได้แก่ น้ำเสีย สิ่งอำนวยความสะดวกในชุมชน ต้องปรับปรุงได้แก่ น้ำใช้ สภาพ สถานพยาบาลในชมุ ชน และการดูแลความเปน็ อยู่ในชุมชน ความตอ้ งการมากท่สี ุดในการพัฒนาคณุ ภาพชวี ติ คือ อาชพี /การทำกิน อาชีพเสริม กรรมสิทธิ์ที่ดิน น้ำช่วงฤดูแล้ง และบุคลากรทางการแพทย์ อภิปรายและสรุปผลการวิจัย: จากผลการศึกษาพบว่า อาชีพ กรรมสิทธิ์ที่ดิน น้ำในช่วงฤดูแล้ง และบุคลากรทางการแพทย์ เป็นสิ่งสำคัญในการพัฒนาคุณภาพชีวิต ประชาชนยินดีและ เห็นด้วยกบั การพฒั นาแหล่งนำ้ ขนาดเลก็ และขนาดกลาง เพือ่ การมีน้ำที่เพียงพอในการอุปโภคบรโิ ภค และต้องการให้มีการพัฒนา บคุ ลากรทางการแพทย์ ดังนัน้ จงึ ควรมแี ผนการบรู ณาการระหว่างหน่วยงานในอนาคต เพือ่ รองรบั ปัญหาที่อาจจะเกิดขน้ึ คำสำคญั : คณุ ภาพชีวิต ประชาชน ล่มุ น้ำยม 229
The 2nd National Conference of Health Science Research สำนกั วชิ ำวทิ ยำศำสตรส์ ุขภำพ Knowledge transformation towards Thailand 4.0 มหำวทิ ยำลยั แม่ฟ้ ำหลวง People’s Quality of Life: A Case Study ofUpper Yom Watershed Somtakul Rasiri, Thitirus Rasirk,Prakrit Prapha-inthara Siirindhorn College of Public Healthof Phitsanulok Province *Corresponding author E-mail: [email protected] Abstract Introduction: There was a great development of technology which affected people's quality of life (QOL) in terms of economic, society, culture and environment. Upper Yom Basin was considered as a conflict. Different opinions of stakeholders in building large water reservoirs had been a problem in this society for a long time. Therefore, the QOL of the community should be studied in order to use information for formulation of a plan and projects/activities according to people’s needs that would lead to develop people’s better QOL in the basin. Objective: This aimed to study the people’s QOL in general information, occupational problems, health care for oneself or family when illness occurred, environmental problems in the community, condition/ characteristics of facilities within the community and needs for developing QOL and other suggestions. Methodology: This was a cross-sectional study using quantitative and qualitative data collection methods. Purposive sampling was used and conducted in specific areas, which directly affected in the Upper Yom Basin, including Tao Poon and Sa-eab Subdistricts, Song District, Phrae Province. In collection of quantitative data, the total of samples were 384 persons. A questionnaire was a research instrument. In qualitative study, 24 key informants from the two subdistricts (12 samples per a subdistrict) in total were collected using focus group discussion. Frequency, percentage, mean and standard deviation were used for quantitative data analysis. Content analysis was performed for qualitative data. Results: Most samples had no problem in their careers. When illness occurred, they went to be treated at a health center/subdistrict health promotion hospital and purchased medicines to use. There were many environmental problems in the community such as noise pollution, traffic, crime and cleanliness in places of tourist attraction. Dust, smoke, air, lacks of safe water, accidents, epidemics, and addictive substances were moderate problems. A waste problem was at low level. There was no problem in water pollution. In the community, water supply, surroundings of health centers and management of being were facilities that needed for improvement. Most needs for development of QOL were occupation, additional occupation, land ownership, water supply during the dry season and development of medical practitioners. Discussion and conclusion: Based on the study findings, occupations, land ownership, water supply in the dry season and medical practitioners were important for the QOL development. The samples preferred and agreed with creation of medium and small-sized reservoirs in order to have sufficient water supply for consumption as well as development of medical practitioners. Therefore, there should be a future integrated plan of related organizations so as to solve problems might happen. Keywords: Quality of life, people, Yom Watershed 230
The 2nd National Conference of Health Science Research สำนกั วชิ ำวทิ ยำศำสตรส์ ุขภำพ Knowledge transformation towards Thailand 4.0 มหำวทิ ยำลยั แมฟ่ ้ ำหลวง บทนำ ปัจจุบันมีการพัฒนาวิชาการและเทคโนโลยีต่างๆ อย่างมาก ซึ่งมีผลกระทบต่อการดำเนินชีวิตและพฤติกรรมของ ประชาชน เกิดการเปล่ียนแปลงดา้ นเศรษฐกจิ สังคม วัฒนธรรมและส่ิงแวดลอ้ ม ทำใหพ้ ฤตกิ รรม และแบบแผนชีวิตของประชาชน เปลี่ยนแปลงไป (พรรณี ปานเทวัญ, 2556) เกิดช่องว่างของการกระจายรายได้ความเหลื่อมล้ำในสังคม ระบบการศึกษาที่มุ่งการ แข่งขันและสภาพแวดล้อมที่เป็นภัยต่อชีวิตและสุขภาพคุณภาพชีวิตที่ดีจึงเป็นสิ่งที่ทุกคนปรารถนา ไม่ว่าจะอยู่ในภาวะปกติหรอื ภาวะเจ็บป่วย คุณภาพชีวิตเป็นความพงึ พอใจและสถานะของบคุ คล ในการดำรงชวี ิตสังคม โดยจะสัมพันธ์กับเป้าหมายและความ คาดหวงั ของตนเอง ภายใต้บริบทของวฒั นธรรม ค่านิยม มาตรฐานของสังคมและสง่ิ อ่ืนๆ ทเี่ กย่ี วขอ้ ง (ชมุ พลภัทร์ คงธนจารุอนันต์, 2550) ซ่ึง มนสิกุล โอวาทเภสชั ช์ (2552) และ World Health Organization (1993)ได้ให้ความเหน็ เก่ยี วกับบทความคณุ ภาพชวี ติ ทด่ี วี ่าด้วยการทำใหค้ วามยุตธิ รรม ความเปน็ ธรรมในสงั คมและการทำให้ชุมชนมีคุณภาพชวี ติ ท่ีดี ลุ่มนำ้ ยมตอนบนนบั ไดว้ ่ามปี ญั หาความขดั แยง้ และความเหน็ ต่างในเรื่องแนวคดิ การสรา้ งแหลง่ เก็บกกั น้ำขนาดใหญใ่ นลำ น้ำสายหลักบริเวณพื้นที่ลุ่มน้ำยมตอนบน เป็นปัญหาความขัดแย้งในสงั คมไทยมายาวนานกว่า 25 ปี ในขณะที่ปัญหาภัยแล้งและ อุทกภัยยงั เป็นปัญหาที่เกดิ ขึ้นอยา่ งตอ่ เน่ือง และทวีความรุนแรงขึ้นทกุ ปี รัฐบาลในหลายยุคสมยั ได้มีความพยายามผลักดันใหเ้ กดิ โครงการพฒั นาล่มุ น้ำยมตอนบน แต่ก็ถกู ยกเลิกไป เนอ่ื งจากมีความคิดเห็นท่แี ตกตา่ งกัน และยังไม่ไดข้ ้อสรุปทช่ี ัดเจนถึงแนวทางที่ ยั่งยืนในการแก้ไขปัญหาที่เป็นที่ยอมรับของคนในลุ่มน้ำอย่างแท้จริง (หน่วยวิจัยและพัฒนาบูรณาการเกษตรและสิ่งแวดล้อม, 2558) จึงก่อให้เกิดปัญหาความคุณภาพชวี ิตสภาพของการขาดโอกาสในการทำมาหากินที่เสมอภาคและเท่าเทียม ปัญหาคุณภาพ ของการศึกษาปัญหาการกระจายความเป็นเจ้าของที่อยู่อาศัยและที่ดิ นทำกินปัญหาความไม่แน่นอนและไม่เป็นธ รรมของราคา ผลผลิตทางการเกษตรรวมไปถึงการเขา้ ถงึ บริการด้านสาธารณสุขและสุขภาพ (พรรณี ปานเทวัญ, 2556) ดังนั้น ผู้วิจัยจึงความสนใจที่จะศึกษา คุณภาพชีวิตของประชาชน : กรณีศึกษาลุ่มน้ำยมตอนบน เพื่อที่จะได้ทราบว่า คุณภาพชีวิตของประชาชนในลุ่มน้ำยมตอนบน เป็นอย่างไร เพื่อที่จะได้นำข้อมูล ไปกำหนดแผนงาน โครงการ/กิจกรรม ในการ บริหารจัดการลุ่มน้ำยมตอนบนแบบมสี ว่ นรว่ มท่ีเหมาะสมกับชุมชนในพน้ื ท่ลี ุ่มนำ้ รวมถึงหน่วยงานที่เกยี่ วข้อง สามารถนำข้อมูลไป ประยุกตใ์ ชใ้ ห้เหมาะสม อันจะนำไปสกู่ ารยกระดบั คุณภาพชีวิตของประชาชนในพนื้ ทใ่ี ห้ดีขึ้น ในการศึกษาครงั้ น้ีมีวัตถุประสงค์เพ่ือ ศึกษาคุณภาพชวี ิตของประชาชน ในประเด็น ขอ้ มูลทวั่ ไป ขอ้ มลู ปญั หาการประกอบอาชพี การดูแล รักษาตนเองหรอื ครอบครวั เมอ่ื เกดิ การเจบ็ ป่วย ปญั หาสิ่งแวดลอ้ มภายในชมุ ชน สภาพ/ลักษณะของส่ิงอำนวยความสะดวกภายในชุมขน และความต้องการในการ พัฒนาคุณภาพชีวติ ระเบยี บวิธวี ิจยั การศึกษาครั้งนี้เป็นการศกึ ษาช่วงเวลาใดเวลาหนึ่ง (Cross-sectional study) โดยใช้ข้อมูลเชิงปริมาณและคุณภาพ สุ่มตัวอยา่ งโดยเจาะจงพน้ื ทีท่ ี่ได้รบั ผลกระทบโดยตรง ไดแ้ ก่ ตำบลเตาปูน และตำบลสะเอยี บ อำเภอสอง จงั หวดั แพร่ซงึ่ มีประชากร ทีอ่ าศัยอยใู่ นพ้ืนทลี่ มุ่ น้ำยมตอนบน จำนวน 90,519 คนกลมุ่ ตวั อยา่ งเชิงปริมาณ ใช้สตู รคำนวณของ Krejcie, R. V. & Morgan, D. W. (1970) ได้ขนาดกลุ่มตัวอย่างจำนวน 384 คน จากนั้นนำมาแบ่งตามสัดส่วนให้ครอบคลุมกระจายทุกพื้นที่ลุ่มน้ำยมตอนบน และใชว้ ธิ ีการสุ่มอย่างงา่ ย เครอื่ งมอื ทีใ่ ชใ้ นการวิจัยคือ แบบสอบถาม กลุม่ ตัวอย่างการศึกษาเชิงคณุ ภาพคือ ตัวแทนบคุ คลในแต่ละพนื้ ที่ กระจายครอบคลุมพื้นที่ลุ่มน้ำยมตอนบน อำเภอสอง จังหวัดแพร่ประกอบด้วยประชาชนพื้นที่ละ 12 คน รวมจำนวนทั้งสิ้น 24 คน โดยใช้ กระบวนการสนทนากลมุ่ แสดงตามตารางที่ 1 231
The 2nd National Conference of Health Science Research สำนักวชิ ำวทิ ยำศำสตรส์ ขุ ภำพ Knowledge transformation towards Thailand 4.0 มหำวทิ ยำลยั แมฟ่ ้ ำหลวง ตารางที่ 1 แสดงจำนวนกลมุ่ ประชากรและกลมุ่ ตวั อยา่ ง ของประชาชนท่อี าศัยอยูใ่ นพืน้ ท่ลี มุ่ นำ้ ยมตอนบน ลำดับ อำเภอ ตำบล จำนวนประชากร จำนวนตวั อยา่ ง กลุม่ ตวั อยา่ ง แพร่ สอง (คน) เชิงปริมาณ (คน) เชงิ คณุ ภาพ(คน) เตาปนู 128 12 รวม สะเอยี บ 8,282 662 12 5,631 790 24 13,913 เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษา แบ่งเป็น 2 ประเภท ได้แก่ แบบสอบถาม/แนวคำถามการสนทนากลุ่ม และเครื่องมือที่ใช้ในการ ดำเนินการเกบ็ รวบรวมข้อมูลในการสนทนากลุ่ม ได้แก่ เครื่องบันทึกเสยี งกล้องถ่ายรูป และสมุดบันทึกการสนทนากลุ่มเครื่องมือที่ใช้ในการ เก็บรวบรวมขอ้ มลู เครื่องมอื ทีใ่ ชใ้ นการศึกษาคร้งั นี้ เป็นแบบสอบถามและแนวคำถามการสนทนากลมุ่ แบง่ เปน็ 3 ตอน ประกอบด้วย ตอนที่ 1 ข้อมูลทัว่ ไป ได้แก่ เพศ อายุ การศกึ ษา สถานภาพ และภูมลิ ำเนา เป็นลักษณะการเลอื กตอบ ตอนที่ 2 ข้อมูลเกี่ยวกับปัญหาการประกอบอาชีพ การดูแล รักษาตนเองหรือครอบครัวเมื่อเกิดการเจ็บป่วย ปัญหา สิ่งแวดล้อมภายในชุมชน สภาพ/ลักษณะของสิ่งอำนวยความสะดวกภายในชุมชน และความต้องการในการพัฒนา คณุ ภาพชวี ติ และข้อเสนอแนะอ่นื ๆ ในลุ่มน้ำยมตอนบน เปน็ ลกั ษณะการเลอื กตอบและมาตราส่วนประเมินค่า ตอนที่ 3 การสนทนากลุ่ม เป็นแนวคำถามปลายเปิดเก่ียวกับประเด็น ข้อมูลทั่วไป ข้อมูลปัญหาการประกอบอาชีพ การดูแล รักษาตนเองหรือครอบครัวเมื่อเกิดการเจ็บป่วย ปัญหาสิ่งแวดล้อมภายในชุมชน สภาพ/ลักษณะของสิ่งอำนวยความ สะดวกภายในชุมขน และความตอ้ งการในการพัฒนาคุณภาพชีวิต และข้อเสนอแนะอน่ื ๆ ในล่มุ นำ้ ยมตอนบน การตรวจสอบความตรงของเนื้อหาแบบสอบถาม และแนวคำถามการสนทนากลุ่ม ให้ผู้เชี่ยวชาญ 5 ท่าน เป็นผู้ตรวจสอบ คุณภาพเคร่อื งมือ จากน้ันดำเนินการปรับแก้และนำเครอ่ื งมือไปทดลองใชก้ บั กลมุ่ ตวั อยา่ งทมี่ ีลกั ษณะใกลเ้ คียงกัน แบบสอบถามได้ ค่าความเชื่อม่ัน 0.77และดำเนินการปรับแก้ ก่อนนำไปใช้จริงการวเิ คราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณสถิติที่ใช้ จำนวน ร้อยละ ค่าเฉลีย่ และค่า เบยี่ งเบนมาตรฐานการวิเคราะหข์ อ้ มลู เชิงคุณภาพเปน็ การวิเคราะห์ขอ้ มลู เชิงเนื้อหา ผลการวจิ ัย พื้นทตี่ ำบลสะเอียบ อำเภอสอง จงั หวดั แพร่ ตอนที่ 1 ขอ้ มลู ท่วั ไปของผ้ตู อบแบบสอบถามจำแนกตามพนื้ ทีต่ ำบลสะเอยี บ อำเภอสอง จังหวดั แพร่ จากตารางที่ 2 พบว่า ส่วนใหญ่เป็นเพศชาย ร้อยละ 71.61 อายุเฉลี่ย 46 ปี ระดับประถมศึกษา ร้อยละ 64.05 สถานภาพสมรส ร้อยละ 80.82ภุมลิ ำเนาอย่ใู นพืน้ ท่ีตัง้ แตก่ ำเนดิ รอ้ ยละ 83.54 232
The 2nd National Conference of Health Science Research สำนักวชิ ำวทิ ยำศำสตรส์ ุขภำพ Knowledge transformation towards Thailand 4.0 มหำวทิ ยำลยั แมฟ่ ้ ำหลวง ตารางที่ 2 แสดงขอ้ มลู ท่วั ไป พนื้ ทต่ี ำบลสะเอียบ อำเภอสอง จังหวดั แพร่ รายละเอียด จำนวนตวั อย่าง (662 คน) ร้อยละ 1. เพศ 1.1 ชาย 474 71.61 1.2 หญงิ 184 27.79 1.3 ไม่ระบุ 4 0.60 2. อายเุ ฉลยี่ (ปี) 3. การศึกษา 46.33 64.05 3.1 ประถมศึกษา 23.11 3.2 มธั ยมศกึ ษา/ปวช. 424 2.11 3.3 ปวส./อนุปรญิ ญา 153 2.72 3.4 ปรญิ ญาตรี 14 0.15 3.5 สูงกว่าปรญิ ญาตรี 18 4.08 3.6 อืน่ ๆ 1 3.78 3.7 ไม่ระบุ 27 4. สถานภาพ 25 12.83 4.1 โสด 80.82 4.2 สมรส 85 1.66 4.3 หยา่ 535 0.91 4.4 แยกกันอยู่ 11 3.78 4.5 ไมร่ ะบุ 6 5. ภูมิลำเนา 25 83.54 5.1 อยใู่ นพืน้ ทตี่ ง้ั แต่กำเนดิ 0.45 5.2 ย้ายมาเพอื่ การศึกษา 553 0.60 5.3 ยา้ ยตามหน้าท่ีการงาน 3 10.73 5.4 ย้ายตามครอบครัว 4 0.45 5.5 อ่นื ๆ 71 4.23 5.6 ไม่ระบุ 3 28 233
The 2nd National Conference of Health Science Research สำนักวชิ ำวทิ ยำศำสตรส์ ุขภำพ Knowledge transformation towards Thailand 4.0 มหำวทิ ยำลยั แมฟ่ ้ ำหลวง ตอนที่ 2 ข้อมูลเกี่ยวกับปัญหาการประกอบอาชีพ การดูแล รักษาตนเองหรือครอบครัวเมื่อเกิดการเจ็บป่วย ปัญหาสิ่งแวดล้อม ภายในชุมชน สภาพ/ลักษณะของสิ่งอำนวยความสะดวกภายในชุมขน และความต้องการในการพัฒนาคุณภาพชีวิต และ ขอ้ เสนอแนะอืน่ ๆ ตารางที่ 3 แสดงข้อมูลเกี่ยวกับปัญหาการประกอบอาชีพ การดูแล รักษาตนเองหรือครอบครัวเมื่อเกิดการเจ็บป่วย ปัญหา สิ่งแวดล้อมภายในชุมชน สภาพ/ลักษณะของสิ่งอำนวยความสะดวกภายในชุมขน และความต้องการในการพัฒนาคุณภาพชีวิต และข้อเสนอแนะอ่ืนๆ ในลมุ่ นำ้ ยมตอนบน พ้นื ทต่ี ำบลสะเอียบ อำเภอสอง จงั หวดั แพร่ รายละเอยี ด จำนวนตวั อยา่ ง (662 คน) รอ้ ยละ 1. ปญั หาในการประกอบอาชีพ 1.1 มี 144 21.75 1.2 ไมม่ ี 381 57.56 1.3 ไมร่ ะบุ 137 20.69 2. เมอ่ื เจ็บป่วยรกั ษาโดยวิธีใด 2.1 ซอ้ื ยามารบั ประทานเอง 93 14.05 2.2 ไปหาแพทย์ทคี่ ลนิ ิก 19 2.87 2.3 ไปสถานีอนามยั /รพสต. 112 16.92 2.4 ไปโรงพยาบาลของรัฐ 44 6.65 2.5 ไปโรงพยาบาลเอกชน 3 0.45 2.6 ไม่ระบุ 391 59.06 3. ระดับความรนุ แรงของปัญหาส่ิงแวดล้อมภายในชมุ ชน 3.1 นำ้ เสีย 3.43 ไม่มีปญั หา 3.2 มลพิษทางอากาศ (ฝ่นุ , ควนั ) 3.02 มปี ัญหาปานกลาง 3.3 มลพษิ ทางเสยี ง 3.40 มปี ญั หามาก 3.4 การจราจร 3.32 มีปัญหามาก 3.5 ขยะมูลฝอย 2.68 มีปญั หาปานกลาง 3.6 การขาดแคลนน้ำสะอาด 2.35 มีปญั หาปานกลาง 3.7 ปญั หาอาชญากรรม 3.55 มีปัญหามาก 3.8 อุบัตเิ หตุ 3.21 มปี ัญหาปานกลาง 3.9 ภยั แล้ง 2.17 ปญั หาเลก็ น้อย 3.10 โรคระบาด 3.20 มปี ัญหาปานกลาง 234
Search
Read the Text Version
- 1
- 2
- 3
- 4
- 5
- 6
- 7
- 8
- 9
- 10
- 11
- 12
- 13
- 14
- 15
- 16
- 17
- 18
- 19
- 20
- 21
- 22
- 23
- 24
- 25
- 26
- 27
- 28
- 29
- 30
- 31
- 32
- 33
- 34
- 35
- 36
- 37
- 38
- 39
- 40
- 41
- 42
- 43
- 44
- 45
- 46
- 47
- 48
- 49
- 50
- 51
- 52
- 53
- 54
- 55
- 56
- 57
- 58
- 59
- 60
- 61
- 62
- 63
- 64
- 65
- 66
- 67
- 68
- 69
- 70
- 71
- 72
- 73
- 74
- 75
- 76
- 77
- 78
- 79
- 80
- 81
- 82
- 83
- 84
- 85
- 86
- 87
- 88
- 89
- 90
- 91
- 92
- 93
- 94
- 95
- 96
- 97
- 98
- 99
- 100
- 101
- 102
- 103
- 104
- 105
- 106
- 107
- 108
- 109
- 110
- 111
- 112
- 113
- 114
- 115
- 116
- 117
- 118
- 119
- 120
- 121
- 122
- 123
- 124
- 125
- 126
- 127
- 128
- 129
- 130
- 131
- 132
- 133
- 134
- 135
- 136
- 137
- 138
- 139
- 140
- 141
- 142
- 143
- 144
- 145
- 146
- 147
- 148
- 149
- 150
- 151
- 152
- 153
- 154
- 155
- 156
- 157
- 158
- 159
- 160
- 161
- 162
- 163
- 164
- 165
- 166
- 167
- 168
- 169
- 170
- 171
- 172
- 173
- 174
- 175
- 176
- 177
- 178
- 179
- 180
- 181
- 182
- 183
- 184
- 185
- 186
- 187
- 188
- 189
- 190
- 191
- 192
- 193
- 194
- 195
- 196
- 197
- 198
- 199
- 200
- 201
- 202
- 203
- 204
- 205
- 206
- 207
- 208
- 209
- 210
- 211
- 212
- 213
- 214
- 215
- 216
- 217
- 218
- 219
- 220
- 221
- 222
- 223
- 224
- 225
- 226
- 227
- 228
- 229
- 230
- 231
- 232
- 233
- 234
- 235
- 236
- 237
- 238
- 239
- 240
- 241
- 242
- 243
- 244
- 245
- 246
- 247
- 248
- 249
- 250
- 251
- 252
- 253
- 254
- 255
- 256
- 257
- 258
- 259
- 260
- 261
- 262
- 263
- 264
- 265
- 266
- 267
- 268
- 269
- 270
- 271
- 272
- 273
- 274
- 275
- 276
- 277
- 278
- 279
- 280
- 281
- 282
- 283
- 284
- 285
- 286
- 287
- 288
- 289
- 290
- 291
- 292
- 293
- 294
- 295
- 296
- 297
- 298
- 299
- 300
- 301
- 302
- 303
- 304
- 305
- 306
- 307
- 308
- 309
- 310
- 311
- 312
- 313
- 314
- 315
- 316
- 317
- 318
- 319
- 320
- 321
- 322
- 323
- 324
- 325
- 326
- 327
- 328
- 329
- 330
- 331
- 332
- 333