Important Announcement
PubHTML5 Scheduled Server Maintenance on (GMT) Sunday, June 26th, 2:00 am - 8:00 am.
PubHTML5 site will be inoperative during the times indicated!

Home Explore proceeding

proceeding

Published by hsresearch2017, 2020-02-03 03:41:11

Description: เอกสารสืบเนื่องจากงานประชุมวิชาการระดับชาติ ด้านวิทยาศาสตร์สุขภาพ ครั้งที่ 2

Keywords: proceeding,health research,health science

Search

Read the Text Version

The 2nd National Conference of Health Science Research สำนกั วชิ ำวทิ ยำศำสตรส์ ขุ ภำพ Knowledge transformation towards Thailand 4.0 มหำวทิ ยำลยั แม่ฟ้ ำหลวง 1.2 ติดต่อประสานงานกับท่านผู้อำนวยการโรงเรียนนามนพิทยาคม เพื่อชี้แจงขั้นตอนและกิจกรรมต่างๆ ในการ ดำเนินงานและเพือ่ ขอความร่วมมอื ในการดำเนนิ การวิจัย 2. ระยะดำเนนิ การวจิ ัย 2.1 คณะผูศ้ ึกษาได้ร่วมกันวิเคราะห์ปัญหา วางแผนเพ่อื หาแนวทางการสง่ เสริมความรอบรดู้ ้านสขุ ภาพในการป้องกันโรค พษิ สุนขั บา้ โรงเรยี นนามนพิทยาคม อำเภอนามน จังหวัดกาฬสินธุ์ 2.2 คัดเลือกกลุ่มตัวอย่างเพื่อกำหนดเป็นกลุ่มเปรียบเทียบคือนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีท่ี4-6 โรงเรียนนามนพิทยาคม อำเภอนามน จงั หวัดกาฬสินธ์ุ 2.3 จัดกิจกรรมเพื่อเสริมสร้างทักษะความรอบรู้ด้านสุขภาพในการป้องกันโรคพิษสุนัขบ้าในนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีท่ี 4-6 โรงเรียนนามนพิทยาคม อำเภอนามน จงั หวัดกาฬสนิ ธ์ุ 2.4 ควบคุมตวั แปรกวนโดยหลังการใหโ้ ปรแกรมของกลุ่มทดลองเสรจ็ ส้ิน ทำการเก็บรวบรวมข้อมลู ทนั ที 3. ติดตามผลดำเนินการประเมนิ ผล การเกบ็ ข้อมลู 1. ผู้ศึกษาเก็บขอ้ มลู กอ่ นการดำเนนิ งานวิจยั โดยใช้แบบสอบถามกับนกั เรยี นทั้ง 2 กลมุ่ แล้วรวบรวมผล ในระยะเวลา 1 สปั ดาห์ 2. ดำเนนิ การทดลองด้วยกลมุ่ ทดลอง โดยมีกจิ กรรมที่จดั ขึ้นซ่ึงประยกุ ต์แนวคดิ ของ Nutbeam ตามกิจกรรมดงั นี้ 2.1 แลกเปล่ยี นความร้เู ดิมดว้ ยการให้ตัวแทนกล่มุ เล่าถงึ ความเขา้ ใจเกยี่ วกับโรคพษิ สุนัขบา้ 2.2 สร้างความเขา้ ใจเกี่ยวกับโรคพษิ สนุ ขั บ้า และการปอ้ งกันโรคพษิ สนุ ขั บา้ โดยใชห้ ลกั 5 ย. 2.3 เลน่ เกมส์ ถาม-ตอบ เกีย่ วกบั ความรอบร้ใู นการป้องกนั โรคพิษสนุ ัขบา้ 2.4 จัดกลุ่มโดยให้นักเรียนมีการจัดกิจกรรมแลกเปลี่ยนเรียนรู้ในรูปแบบที่หลากหลายเพื่อให้เกิดการสื่อสารและ แลกเปลีย่ นเรียนร้รู ะหว่างบุคคล 2.5 จดั ให้มีการสื่อสารโดยการนำความรู้ท่นี ักเรยี นไดร้ ับจากการทำกจิ กรรม มาเผยแพร่ต่อและเปน็ กระบอกเสียงให้เพอื่ น ภายในโรงเรยี น เพอื่ สร้างกระแสและการรบั รใู้ ห้เกิดการมสี ่วนรว่ มในการดำเนินการปอ้ งกันโรคพิษสขุ นขั บา้ 2.6 แนะนำช่องทางการเขา้ ถงึ ขอ้ มูลท่ีงา่ ย สะดวก และถกู ตอ้ ง เกยี่ วกับการป้องกันโรคพิษสนุ ขั 2.7 แนะนำสถานบรกิ ารทางสุขภาพท่สี ามารถรบั บรกิ ารที่สะดวก 2.8 จัดกลุ่มให้นักเรียนทำกิจกรรมโดยให้นำแผ่นข้อความมาให้นักเรียนสุ่มเลือก แล้วให้นักเรียนวางแผนการนำเสนอ ขอ้ ความในรปู แบบต่างๆ เพ่ือสื่อถงึ การปอ้ งกนั โรคพษิ สนุ ขั บ้า 2.9 ใหข้ อ้ มูล/เน้ือหาที่ถูกตอ้ งท้งั ขอ้ ดีและข้อเสีย เพ่ือการตดั สินใจ 2.10 จัดบทบาทสมมติ เร่ืองการป้องกนั โรคพิษสุนัขบา้ 2.11 สรปุ ส่ิงทไ่ี ด้จากการทำกิจกรรม 2.12 ประเมินผลหลังดำเนนิ งาน โดยใช้แบบสอบถามชดุ เดิมเพือ่ ประเมินหลงั สิน้ สดุ การทดลองและสรปุ ผลการปฏิบตั งิ าน ในกลมุ่ ทดลองและกลุ่มเปรียบเทียบ 285

The 2nd National Conference of Health Science Research สำนักวชิ ำวทิ ยำศำสตรส์ ุขภำพ Knowledge transformation towards Thailand 4.0 มหำวทิ ยำลยั แมฟ่ ้ ำหลวง การวิเคราะหข์ ้อมลู และแปลผลข้อมลู 1. สถติ เิ ชิงพรรณนา (Descriptive Statistics) เพ่อื อธิบายข้อมูลทัว่ ไปของตวั แปรระดับความรอบรู้ โดยใชค้ วามถี่ รอ้ ยละ ค่าเฉล่ยี และสว่ นเบ่ียงเบนมาตรฐาน 2. สถติ ิเชงิ อนุมาน (Inferential Statistics) โดย 2.1 เปรียบเทียบความแตกต่างของคา่ เฉลี่ยคะแนนความรอบรดู้ ้านสขุ ภาพในแตล่ ะดา้ นระหวา่ งกลุ่มทดลองกับกลุ่ม เปรียบเทียบใช้สถิติ Independent t -test 2.2 เปรียบเทียบค่าเฉลี่ยความแตกต่างของคะแนนความรอบรู้ด้านสุขภาพในการป้องกันโรคพิษสุนัขบ้า ก่อนการ ทดลองและหลังการทดลองทัง้ กลมุ่ ทดลองและกลุม่ เปรียบเทยี บโดยใช้สถติ ิ Paired t – test 2.3 เปรียบเทียบผลของค่าเฉลี่ยคะแนนความรอบรู้ในการป้องกันโรคพิษสุนัขบ้าของกลุ่มทดลองและ กลุ่ม เปรยี บเทียบโดยใช้สถิติ Independent t -test กำหนดระดับนัยสำคัญทางสถติ ิ 0.05 ช่วงเชอ่ื ม่ันทีร่ ้อยละ 95 ผลการศกึ ษา 1. ข้อมูลคณุ ลกั ษณะประชากรของกลุม่ ตัวอยา่ ง กลุ่มตัวอย่างที่ทำการศึกษา แบ่งเป็นกลุ่มทดลอง 55 คน และกลุ่มเปรียบเทียบ จำนวน 55 คน พบว่าในกลุ่มทดลอง ส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง จำนวน 31 คน คิดเป็นร้อยละ 56.40 กลุ่มเปรียบเทียบเป็นเพศหญิง จำนวน 29 คน คิดเป็นร้อยละ 52.70 กลุ่มทดลอง มีอายุเฉลี่ยเท่ากับ 16.71 และกลุ่มเปรียบเทียบ มีอายุเฉลี่ยเท่ากับ 16.62 กลุ่มทดลองส่วนใหญ่มีระดับ การศกึ ษาอยู่ช้ันมธั ยมศึกษาปีที่ 4 จำนวน 30 คน คิดเป็นร้อยละ 54.50 ชนั้ มัธยมศึกษาปีท่ี 5 จำนวน 11 คน คิดเป็นรอ้ ยละ 20 และชั้นมัธยมศึกษาปีท่ี 6 จำนวน 14 คน คดิ เป็นรอ้ ยละ 25.50 กลุ่มเปรียบเทียบส่วนใหญ่มีระดับ การศึกษาอยู่ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 จำนวน 23 คน คิดเป็นร้อยละ 41.80 รองลงมา ชั้นมัธยมศึกษาปีท่ี 5 จำนวน 19 คน คดิ เป็นรอ้ ยละ 34.50 และช้นั มัธยมศกึ ษาปีที่ 6 จำนวน 13 คน คดิ เปน็ รอ้ ยละ 23.60 การเลี้ยงสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม พบว่า ในกลุ่มทดลอง มีการเลี้ยงสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม จำนวน 36 คน คิดเป็น ร้อยละ 65.50 และกลุ่มเปรียบเทียบจำนวน 41 คิดเป็นร้อยละ 74.50 ประเภทของสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม พบว่า ในกลุ่มทดลอง สว่ นใหญ่เล้ียงสุนัข แมว โค กระบือ และสุกร คิดเปน็ ร้อยละ 61.82, 7.27, 5.46, 1.82, 1.82 ตามลำดับ การพาสัตว์เลี้ยงไปฉีด วัคซีนของกลุ่มทดลองมี จำนวน 29 คน คิดเป็นร้อยละ 34.50 และกลุ่มเปรียบเทียบ จำนวน 17 คน คิดเป็นร้อยละ 30.91 ประวัติการถูกสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมกัดของกลุ่มทดลอง มีจำนวน 13 คน คิดเป็นร้อยละ 23.6 กลุ่มเปรียบเทียบมีจำนวน 8 คน คิดเป็นร้อยละ 14.50 การเคยได้รับข้อมูลข่าวสาร ในกลุ่มทดลอง จำนวน 49 คน คิดเป็นร้อยละ 89.10 กลุ่มเปรียบเทียบพบ จำนวน 12 คน คดิ เปน็ ร้อยละ 21.80 แหล่งของข้อมูลข่าวสารที่พบมากที่สุดในกลุ่มทดลอง คือ เจ้าหน้าที่สาธารณสุข, ครู,สมาชิกในบ้าน, โทรทัศน์ และ google คดิ เปน็ รอ้ ยละ 50.91, 43.64, 32.73, 30.91 และ 14.55 ตามลำดับ 286

The 2nd National Conference of Health Science Research สำนักวชิ ำวทิ ยำศำสตรส์ ุขภำพ Knowledge transformation towards Thailand 4.0 มหำวทิ ยำลยั แมฟ่ ้ ำหลวง 2. เปรยี บเทยี บค่าเฉลี่ยก่อนและหลังการทดลอง ภายในกลมุ่ ทดลอง กลุม่ ทดลอง ภายหลังการทดลอง พบวา่ มคี ่าเฉลย่ี คะแนนความรอบรู้ ด้านการเขา้ ถึงขอ้ มลู สขุ ภาพและบริการสุขภาพใน การป้องกันโรคพิษสุนัขบ้า ความรู้ความเข้าใจในการป้องกันโรคพิษสุนัขบ้า การจัดการตนเองในการป้องกันโรคพิษสุนัขบ้า การ รู้เท่าทันสื่อและสารสนเทศในการป้องกันโรคพิษสุนัขบ้า มากกว่าก่อนการทดลองอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p<0.05) ส่วนการ สื่อสารสุขภาพในการป้องกันโรคพิษสุนัขบ้า และการตัดสินใจเลือกปฏิบัติที่ถูกต้อง พบว่า ไม่มีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคญั ทางสถิติ (p>0.05) ดงั ตารางที่ 1 ตารางท่ี 1 เปรียบเทียบค่าเฉลี่ยความรอบรู้ด้านสุขภาพในการป้องกันโรคพษิ สุนัขบ้าของนกั เรียนช้ันมัธยมศึกษา โรงเรียนนามน พิทยาคม อำเภอนามน จังหวดั กาฬสนิ ธุ์ ภายในกลุม่ ทดลองและกล่มุ ควบคุม กอ่ นและหลังการทดลอง ตวั แปร ก่อนทดลอง หลังทดลอง Mean 95%CI t p-value X̄ S.D. X̄ S.D. Diff Lower Upper 1. การเข้าถึงข้อมลู สุขภาพและ บรกิ ารสุขภาพในการปอ้ งกนั 15.85 3.246 17.49 2.680 -1.636 -2.882 -0.391 -2.633 0.011 โรคพษิ สุนขั บา้ 2. ความรู้ความเข้าใจเกย่ี วกบั โรค 10.04 2.524 12.76 1.527 -2.727 -3.569 -1.886 -6.500 <0.001 พิษสุนัขบ้า 3. การสอื่ สารสขุ ภาพในการ 15.67 3.261 16.13 2.269 -0.455 -1.523 0.614 - 0.853 0.398 ป้องกนั โรคพษิ สุนัขบ้า 4. การจดั การตนเองในการ 19.98 5.645 23.53 3.553 -3.545 -5.358 -1.733 - 3.922 <0.001 ป้องกนั โรคพิษสนุ ขั บ้า 5. การตัดสินใจเลอื กปฏบิ ัติท่ี 48.93 8.291 48.24 6.949 0.691 -2.447 3.828 - 0.441 0.661 ถูกตอ้ ง 6. การรเู้ ท่าทนั ส่อื และ สารสนเทศในการป้องกันโรค 19.29 6.822 23.02 4.305 -3.727 -5.910 -1.544 -3.423 0.001 พิษสุนัขบ้า 3. เปรียบเทยี บค่าเฉลย่ี และหลงั การทดลอง ระหว่างกลุ่มทดลองกับกล่มุ เปรยี บเทียบ ภายหลังการทดลอง พบว่าเมื่อเปรียบเทียบ ค่าเฉลี่ยคะแนนความรอบรู้ ด้านความรู้ความเข้าใจเก่ียวกับโรคพิษสุนขั บา้ ระหว่างกลุ่มทดลอง และกลุ่มเปรียบเทียบ พบว่า แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญ ทางสถิติ (p<0.05) ส่วนด้านการเข้าถึงข้อมูล สุขภาพและบริการสุขภาพในการป้องกันโรคพิษสุนัขบา้ การสื่อสารสุขภาพในการป้องกนั โรคพิษสนุ ัขบา้ การจัดการตนเองในการ ป้องกันโรคพิษสุนัขบ้า การตัดสินใจเลือกปฏิบัติที่ถูกต้อง และการรู้เท่าทันสื่อและสารสนเทศในการป้องกันโรคพิษสุนัขบ้า ไม่มี ความแตกตา่ งกันอย่างมนี ยั สำคัญทางสถิติ (p>0.05) ดังตารางที่ 2 287

The 2nd National Conference of Health Science Research สำนกั วชิ ำวทิ ยำศำสตรส์ ขุ ภำพ Knowledge transformation towards Thailand 4.0 มหำวทิ ยำลยั แมฟ่ ้ ำหลวง ตารางท่ี 2 เปรียบเทียบค่าเฉลี่ยความรอบรูด้ ้านสุขภาพในการป้องกันโรคพิษสุนัขบ้าของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษา โรงเรียนนามน พทิ ยาคม อำเภอนามน จงั หวดั กาฬสินธ์ุ ระหวา่ งกลมุ่ ทดลองและกลุ่มควบคุมกอ่ นและหลงั การทดลอง ตวั แปร กล่มุ ทดลอง กลมุ่ ควบคุม Mean 95%CI t p-value X̄ S.D. X̄ S.D. Diff Lower Upper 1. การเข้าถึงข้อมูลสุขภาพและ บริการสุขภาพในการปอ้ งกัน 17.49 2.680 16.75 3.134 0.745 -0.357 1.848 1.314 0.183 โรคพษิ สุนัขบ้า 2. ความรู้ความเข้าใจเก่ียวกบั โรค 17.26 1.527 10.67 2.237 2.091 1.366 2.816 5.726 <0.001 พิษสุนขั บา้ 3. การส่อื สารสุขภาพในการ 16.13 2.269 15.84 3.155 0.291 -0.749 1.331 0.555 0.580 ป้องกันโรคพษิ สนุ ัขบ้า 4. การจัดการตนเองในการป้องกัน 23.53 3.553 23.22 4.421 0.309 -1.208 1.826 0.404 0.687 โรคพิษสนุ ขั บา้ 5. การตดั สนิ ใจเลอื กปฏบิ ตั ิท่ี 48.24 6.949 51.33 9.212 -3.091 -6.178 -0.004 -1.987 0.050 ถูกต้อง 6. การรู้เทา่ ทนั สื่อและสารสนเทศ 23.02 4.305 21.13 5.716 1.891 -0.023 3.805 1.960 0.053 ในการป้องกนั โรคพษิ สุนัขบา้ สรปุ และอภิปรายผล การอภิปรายผลการวจิ ัย จะอภิปรายผลตามสมมตฐิ านของการวิจยั และผลการวเิ คราะห์ขอ้ มูล ดงั นี้ สมมติฐานข้อท่ี 1 ภายหลงั การเข้าร่วมโปรแกรมกลุ่มทดลองมคี ะแนนเฉลย่ี ความรอบรูด้ ้านสุขภาพ สงู กว่ากอ่ นทดลอง การเข้าถึงข้อมูลสุขภาพและบริการสุขภาพ พบว่า ภายหลังการทดลอง นักเรียนกลุ่มที่ได้รับโปรแกรม มีคะแนนเฉล่ีย สูงขึ้น อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p-value<0.05) ซึ่งเป็นไปตามสมมติฐานข้อ 1 และข้อ 2 สอดคล้องกับแนวคิดของ ขวัญเมือง แก้วดำเกริง, และนฤมล ตรีเพชรศรีอุไร (2554) ซึ่งกล่าวไว้ว่า หากประชาชนเข้าถึงข้อมูลด้านและบริการสุขภาพ จะทำให้รู้ทัน โฆษณา รูข้ ้อมูลที่ทนั สมัย ถกู ต้องเก่ียวกบั สุขภาพ สามารถเลอื กวธิ ปี ฏบิ ตั แิ ละสอนคนอน่ื ได้ ซึ่งประชาชนควร 1) รู้จกั แหล่งข้อมูลที่ หลากหลาย 2) เลือกแหล่งขอ้ มลู สุขภาพตรงกับความต้องการได้ 3) รู้วิธีค้นหาข้อมูลทางสุขภาพ 4) สามารถค้นหาข้อมูลที่ถกู ต้อง จากอินเตอรเ์ น็ต ที่น่าเชอื่ ถือได้ และ 5) ตรวจสอบยนื ยันความถูกต้องของขอ้ มูล การสื่อสารสุขภาพในการป้องกันโรคพิษสุนัขบ้า พบว่า ในกลุ่มทดลองก่อนและหลังการให้โปรแกรม และหลังการให้ โปรแกรมของกลมุ่ ทดลองอย่ใู นระดบั พอใช้ แตเ่ ม่อื เปรยี บเทียบค่าเฉล่ยี หลงั การทดลองในกลมุ่ ทดลองเพมิ่ ขน้ึ แตไ่ มม่ ีความแตกต่าง กนั อยา่ งมีนัยสำคัญทางสถติ ิ (p-value>0.05) ไม่เป็นไปตามสมมตฐิ านขอ้ 1 เนอื่ งจากระยะเวลาในการดำเนินงานท่จี ำกดั การจัดการตนเองในการปอ้ งกันโรคพษิ สุนัขบ้า พบว่า ภายหลังการทดลอง นักเรียนทีไ่ ด้รับโปรแกรม มีระดับระดบั การ จัดการตนเองอยู่ในระดับดี และพบว่า คะแนนเฉลี่ยของการจัดการตนเองหลังการทดลองเพิ่มขึ้นจากก่อนการทดลอง อย่างมี นัยสำคัญทางสถิติ (p-value<0.05) ซึ่งเป็นไปตามสมมติฐานข้อ 1 สอดคล้องกับแนวคิดของ Creer (2000) ซึ่งกล่าวไว้ว่า การ จัดการสุขภาพด้วยตนเองเป็นทักษะที่ต้องพัฒนาเพื่อเพิ่มความฉลาดด้านสุขภาพ (Health literacy) ของประชาชนให้ทันต่อการ 288

The 2nd National Conference of Health Science Research สำนักวชิ ำวทิ ยำศำสตรส์ ุขภำพ Knowledge transformation towards Thailand 4.0 มหำวทิ ยำลยั แม่ฟ้ ำหลวง เปล่ยี นแปลงสภาพของสงั คมและโรคภัยไขเ้ จบ็ หากประชาชนมคี วามรู้ในการดูแลตนเองได้ ก็นำไปปรบั เปล่ยี นพฤติกรรมสุขภาพให้ ถูกต้องและจะนำไปแนะนำบุคคลใกล้ชิด ครอบครัว และชุมชน ตลอดจนการชี้นำสังคม อันจะนำไปสู่การปรับเปลี่ยนพฤติกรรม สขุ ภาพท่ีย่งั ยนื การรู้เท่าทนั สอ่ื และสารสนเทศในการปอ้ งกันโรคพษิ สุนัขบา้ พบวา่ ภายหลังการทดลอง นกั เรยี นกลมุ่ ทดลอง มีระดับการ ร้เู ทา่ ทันสื่ออยู่ในระดับดี และพบว่าค่าเฉลี่ยการร้เู ทา่ ทันสอ่ื และสารสนเทศ หลังการทดลองสงู กวา่ กอ่ นการทดลอง อยา่ งมนี ัยสำคญั ทางสถิติ (p-value<0.05) ซึ่งเป็นไปตามสมมติฐานข้อ 1 สอดคล้องกับ กองสุขศึกษา (2558) ได้สรุปไว้ว่า การรู้เท่าทันสื่อ เป็น คุณลักษณะขั้นพื้นฐานที่ต้องพัฒนาเพื่อความฉลาดทางสุขภาพ ที่ประชาชนต้องรับมือกับความเปลี่ยนแปลงของโลกยุค 4.0 และ สามารถปรับตัวให้มีพฤติกรรมที่ถูกต้อง ข้อมูลข่าวสารและองค์ความรู้ด้านสุขภาพจำนวนมากทุกทิศทุกทาง ทั้งข้อมูลที่เป็นจริง หรือโฆษณาเกินจริง โดยเฉพาะสังคมออนไลน์ ถ้าประชาชนสามารถเข้าถึงข้อมูลและองค์ความรู้ที่ถูกต้องและทันสมัย ก็จะเป็น ประโยชน์ตอ่ ตนเองและสามารถเผยแพรส่ ู่คนใกล้ชดิ ครอบครัวและชุมชนได้ สมมตฐิ านขอ้ ท่ี 2 ภายหลังการเข้าร่วมรับโปรแกรมกลุ่มทดลอง มีคะแนนเฉล่ียความรอบรดู้ า้ นสุขภาพในการปอ้ งกนั โรค พิษสนุ ัขบ้า สงู กว่ากลมุ่ เปรยี บเทียบ ความรคู้ วามเขา้ ใจเกย่ี วกับโรคพษิ สนุ ขั บ้า พบว่า ภายหลงั การทดลอง นักเรยี นกลมุ่ ทไี่ ด้รับโปรแกรม มรี ะดับความรู้ความ เข้าใจที่ถูกต้องที่สุด และพบว่าคะแนนเฉลี่ยของความรู้ความเข้าใจสูงกว่าก่อนการทดลอง และสูงกว่ากลุ่มเปรียบเทียบ อย่างมี นัยสำคัญทางสถิติ (p-value<0.05) ซึ่งเป็นไปตามสมมตฐิ านขอ้ 1 และข้อ 2 และสอดคล้องกับแนวคิดของ นฤมล ตรีเพชรศรอี ไุ ร และเดชา เกตฉุ ่า (2554) การรบั รู้ เขา้ ใจ การอา่ น และการใชข้ ้อมูลดา้ นสขุ ภาพ (Cognitive skill) เป็นการนำความรู้ ความเข้าใจ เกี่ยวกบั การปฏิบตั ิในบรบิ ทของสขุ ภาพและการปอ้ งกันปัญหา สุขภาพของเดก็ วยั เรียนไปประยกุ ต์ ตรวจสอบดว้ ยหลักเหตุผลความ นา่ เชื่อถือ ความชอบ ธรรมดาตามสิทธิและหน้าที่ และวฒั นธรรมอนั ดีของสงั คม เพ่ือแก้ปญั หา ลดความเสยี่ ง และเพม่ิ คณุ ภาพชวี ติ การจัดการตนเองในการป้องกันโรคพิษสนุ ัขบา้ พบวา่ ภายหลังการทดลองระหว่างกลุ่มทดลองและกลุม่ เปรยี บเทยี บ ไมม่ ี ความแตกตา่ งกันอย่างมีนัยสำคญั ทางสถิติ ไม่เป็นไปตามสมมตฐิ านขอ้ ท่ี 2 ผลการวิจัยดงั กล่าวท่เี กดิ ข้ึน เนอ่ื งจากระยะเวลาในการ ทดลองใช้โปรแกรมมีจำกดั การตัดสินใจเลือกปฏิบัติที่ถูกต้องในการป้องกันโรคพิษสุนัขบ้า พบว่า นักเรียนกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม มีการ ตัดสินใจเลอื กปฏิบัติทีถ่ กู ต้องในการปอ้ งกันโรคพิษสนุ ัขบา้ อยูใ่ นระดบั พอใช้ และไมแ่ ตกตา่ งกนั ไมเ่ ป็นไปตามสมมตฐิ านขอ้ ท่ี 2 ผลการวิจัยดังกล่าวที่เกิดขึ้น เนื่องจากระยะเวลาในการดำเนินงานมีจำกัด ส่งผลให้ความน่าเชื่อถือของข้อมูลในการ ตัดสินใจเลือกปฏิบตั นิ ้อย การรู้เท่าทันสื่อและสารสนเทศในการป้องกันโรคพิษสุนัขบ้า ภายหลังการทดลอง ระหว่างกลุ่มทดลองและกลุ่ม เปรียบเทียบ ไม่มีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ไม่เป็นไปตามสมมติฐานข้อ 2 ผลการวิจัยดังกล่าวที่เกิดขึ้น เนื่องจาก ระยะเวลาในการดำเนนิ งานมีจำกดั ข้อเสนอแนะ ข้อเสนอแนะจากการศกึ ษา จากการศึกษา ผลของโปรแกรมผลของโปรแกรมการส่งเสริมความรอบรู้ด้านสุขภาพในการป้องกันโรคพิษสุนัขบ้าของ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษา โรงเรียนนามนพิทยาคม อำเภอนามน จังหวัดกาฬสินธ์ุ ค่าเฉล่ียความรอบรู้ดา้ นสุขภาพในการป้องกนั โรค 289

The 2nd National Conference of Health Science Research สำนักวชิ ำวทิ ยำศำสตรส์ ขุ ภำพ Knowledge transformation towards Thailand 4.0 มหำวทิ ยำลยั แม่ฟ้ ำหลวง พิษสุนัขบ้าทั้ง 6 องค์ประกอบ ผลการศึกษา พบว่ากลุ่มทดลอง มีความรอบรู้ด้านสุขภาพในการป้องกันโรคพษิ สุนัขบ้า ในทางที่ดี ข้ึนและผลของโปรแกรมการประยุกต์ใช้ โดยศึกษาจากแนวคดิ ความรอบรดู้ ้านสุขภาพของ Nutbeam (2561) ในครั้งน้ี กระตุ้นให้ กลุ่มตัวอย่างสามารถที่จะปรบั ตัวในการป้องกนั โรค ซึ่งเป็นพฤติกรรมสุขภาพที่ควรจะได้รับการสนับสนุนและขยายผลไปยงั ชุมชน อ่นื ตอ่ ไป ข้อเสนอแนะในการทำวจิ ยั ครัง้ ต่อไป 1. ควรมีการสอดแทรกความรเู้ กี่ยวกบั โรคพิษสนุ ขั บ้า ในการเรยี นการสอน และควรเพ่มิ สื่อประกอบกจิ กรรมต่างๆในโรงเรยี น โดยครู อาจารยค์ วรให้ความสนับสนนุ ในเร่ืองการป้องกนั โรคพษิ สนุ ขั บ้าใหแ้ กน่ ักเรียน 2. ควรจดั กิจกรรมใหต้ ่อเนื่องและเพ่ิมระยะเวลาในการจดั กจิ กรรมเพ่อื ให้นกั เรียนมกี ารพฒั นาทักษะที่ตอ่ เนือ่ งและสามารถ นำไปปฏบิ ตั ไิ ด้อย่างถูกต้อง 3. ศึกษาการพัฒนารูปแบบการมสี ่วนรว่ มของนักเรียน ผนู้ ำชุมชน ครู และผปู้ กครองในการแก้ไขและป้องกนั โรคพษิ สุนขั บ้า เพื่อให้เกิดการปฏบิ ตั ติ วั ทด่ี ีขน้ึ 4. การใหค้ วามรู้นักเรียนชน้ั มัธยมศึกษาตอนปลายในคร้ังต่อไป ควรใชร้ ูปแบบทห่ี ลากหลายโดยไดร้ บั ความรว่ มมอื จากครูและ ผปู้ กครอง ซง่ึ เป็นส่วนสำคัญทจ่ี ะช่วยกระตุ้นให้นกั เรียนมีความรอบร้ใู นการป้องกนั โรคพษิ สุนัขบ้าได้อยา่ งเหมาะสมและ ตอ่ เนือ่ ง 5. การศึกษาคร้งั น้เี ปน็ การศกึ ษากลุ่มนกั เรยี น ดังน้นั ควรมีการศกึ ษาท่คี รอบคลมุ ถงึ ประชาชน กิตตกิ รรมประกาศ การศึกษาค้นคว้าอิสระฉบับนี้สำเร็จลงได้ด้วยความกรุณาจาก อาจารย์นิตยา แสงประจักษ์อาจารย์ที่ปรึกษาหลัก ท่ีกรณุ าให้คำปรกึ ษาแนะนำแนวทางท่ีถกู ต้องตลอดจนแกไ้ ขขอ้ บกพร่องต่าง ๆ ดว้ ยความละเอยี ดถี่ถว้ นและเอาใจใสด่ ้วยดีเสมอมา ผูศ้ กึ ษาจงึ ขอกราบขอบพระคณุ เปน็ อยา่ งสูงมา ณ โอกาสน้ี ขอขอบพระคุณ คณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ ในการสอบการศึกษาค้นคว้าอิสระ ที่กรุณาให้ความรู้ให้คำปรึกษา ตรวจ แก้ไขและวิจารณผ์ ลงาน ทำให้การศึกษาคน้ คว้าอิสระมีความสมบูรณ์ยิ่งขึ้น ขอขอบพระคณุ ผูเ้ ชี่ยวชาญในการตรวจสอบเครื่องมอื ทุกท่าน ที่ให้ความอนุเคราะห์ในการตรวจสอบ รวมทั้งให้คำแนะนำแก้ไขเครื่องมือ ที่ใช้ในการศึกษาค้นคว้าอิสระให้มีคุณภาพ นอกจากนี้ยังได้รับความร่วมมือจากนักเรียนโรงเรียนนามนพิทยาคม อำเภอนามน จังหวัดกาฬสินธุ์ ที่ให้ความร่วมมือในการเก็บ รวบรวมข้อมูลทใ่ี ช้ในการศกึ ษาค้นควา้ อิสระฉบบั นี้สำเร็จได้ดว้ ยดี คุณค่าและประโยชน์ของการศึกษาค้นคว้าอิสระฉบับนี้ ผู้ศึกษาขอมอบเป็นกตัญญูกตเวทิตาแด่ บุพการี บูรพาอาจารย์ และผูท้ ี่มพี ระคณุ ทกุ ท่านท้งั ในอดตี และปจั จบุ นั ทที่ ำให้ข้าพเจา้ เปน็ ผูม้ ีการศึกษา และประสบความสำเรจ็ มาจนตราบเท่าทกุ วนั น้ี เอกสารอ้างอิง กองสุขศึกษา กรมสนับสนุนบริการสุขภาพ. (2558). ความฉลาดทางสุขภาพ: เส้นทางสู่หมู่บ้านปรับเปลี่ยนพฤติกรรม. กรุงเทพมหานคร: ชุมนมุ สหกรณก์ ารเกษตรแห่งประเทศไทย. ขวัญเมือง แกว้ ดำเกริง, และนฤมล ตรีเพชรศรอี ไุ ร. (2554). ความฉลาดทางสขุ ภาพ.กรงุ เทพมหานคร: นวิ ธรรมดาการพิมพ.์ นฤมล ตรเี พชรศรอี ไุ ร และเดชา เกตุฉำ่ . (2554). ความฉลาดทางสขุ ภาพ. สบื คน้ เม่อื 22 กรกฎาคม 2562, เข้าถึงได้จาก file:///C:/Users/NumSai/Downloads/071120161001448526menuhome%20(1).pdf 290

The 2nd National Conference of Health Science Research สำนักวชิ ำวทิ ยำศำสตรส์ ขุ ภำพ Knowledge transformation towards Thailand 4.0 มหำวทิ ยำลยั แมฟ่ ้ ำหลวง สำนักปศุสัตว์. (2558). ระบบสารสนเทศเพื่อการเฝ้าระวังโรคพิษสุนัขบ้า. สืบค้นเมื่อ 20 กรกฎาคม 2562, เข้าถึงได้ จาก http://www.thairabies.net/trn/ สำนักปศุสัตว์จังหวัดกาฬสินธุ์. (2561). ประกาศเขตโรคระบาดพิษสุนัขบ้า สืบค้นเมื่อ 20 กรกฎาคม 2562, เข้าถึงได้ จาก http://www.msn.com/pl-pl/zdrowie/naze-zdowie Creer, L. T. (2000). Self-management of chronic illness. อ้างใน ชดช้อย วัฒนะ. (2558). การสนับสนุนการจัดการตนเอง: กลยทุ ธใ์ นการสง่ เสรมิ การควบคมุ โรค. วารสารวทิ ยาลัยพยาบาลพระปกเกล้า จันทบรุ ี, 26, 117-127 Word Health Organization. Rabies epidemiology and burden of disease. สืบค้นเมื่อเม่ือ 30 กรกฎาคม 2562, เข้าถึง ไดจ้ าก http://www.who.int/rabies/epidemiology/en/ Nutbeam, (2008). Health Literacy and adolescents: a framework and agenda for future research. Health Education Research. 23(5). Published by Oxford University Press.\\ 291

The 2nd National Conference of Health Science Research สำนักวชิ ำวทิ ยำศำสตรส์ ุขภำพ Knowledge transformation towards Thailand 4.0 มหำวทิ ยำลยั แมฟ่ ้ ำหลวง รปู แบบทีด่ ีในการประกนั สขุ ภาพแรงงานข้ามชาติท่ีไมม่ ี MOU : กรณศี ึกษา M-Fund สภุ า วิตตาภรณ์1 พมิ พวัลย์ บุญมงคล2 1คณะสาธารณสขุ ศาสตร์ มหาวิทยาลยั ธรรมศาสตร์ ศนู ยล์ ำปาง 2ศูนยค์ วามเป็นเลศิ ด้านการวจิ ยั เพศภาวะ เพศวิถี และสุขภาพ มหาวทิ ยาลยั มหดิ ล [email protected] บทคัดย่อ บทนำ: ประเทศไทยมีแรงงานข้ามชาติอาศัยอยู่ประมาณ 5 ล้านคน รัฐบาลไทยได้ทำบันทึกความเข้าใจ (MOU) เพื่อ ความรว่ มมือด้านแรงงานไว้กับรฐั บาลของประเทศเพ่อื นบ้าน ในปี 2562 มีแรงงานที่ผ่านกระบวนการ MOU จำนวน 989,145 คน แรงงานข้ามชาติจำนวนมากที่ไม่มีเอกสารการทำงานที่ถูกต้องตามกฎหมาย ส่งผลให้แรงงานข้ามชาติกลุ่มนี้กลายเป็นกลุ่ม เปราะบาง มีข้อจำกัดในการเข้าถึงสิทธิและบริการที่จำเป็น โดยเฉพาะบริการสุขภาพ วัตถุประสงค์ เพื่อศึกษารูปแบบการจัด กองทุนประกันสุขภาพสำหรับแรงงานข้ามชาติที่ไม่ผ่านกระบวนการ MOU วิธีวิจัย: การวิจัยเชิงคุณภาพ โดยสัมภาษณ์เชิงลึก บุคคลสำคญั (Key Informants) ทที่ ำงานด้านแรงงานข้ามชาติ ภาครัฐ 3 คน ภาคเอกชน 15 คน ผลการวิจัย: มีหนว่ ยงานเอกชน เพียงแหง่ เดยี วในประเทศไทยท่ีดำเนนิ การกองทุนสุขภาพแรงงานขา้ มชาติท่ีไม่ผ่านกระบวนการ MOU คอื Deamlopments ได้ จัดตั้งกองทุน The Migrant Fund หรือ “M-Fund” เพื่อเสริมพลังอำนาจแรงงานข้ามชาติให้สามารถเข้าถึงบริการที่มีคุณภาพ อย่างยัง่ ยืน บนพื้นฐานของการชว่ ยเหลือกนั เองของแรงงาน “เฉลย่ี ทุกข์ เฉลย่ี สุข” ดำเนนิ การในพื้นทีจ่ ังหวัดตาก 3 อำเภอ และ กำลังขยายกองทุนไปดำเนินการทีจ่ ังหวัดสระแก้ว ครอบคลุมทุกอำเภอ และปรับเปลี่ยนแผนประกันสุขภาพถึง 3 แผน ปัจจุบัน กองทุนประกันสุขภาพ M-Fund มีสมาชิกที่จ่ายค่าประกันสุขภาพอย่างสมำ่ เสมออย่างน้อย 4,000 คน จากสมาชิกกองทุนเกือบ 8,000 คน อภิปรายและสรุป: การออกแบบแผนความคุ้มครองสุขภาพ และกำหนดจ่ายเบี้ยข้ันต่ำใช้กระบวนการมีส่วนร่วมของ แรงงานข้ามชาติ โดยพจิ ารณาจากผลการสำรวจกอ่ นเรมิ่ ดำเนนิ โครงการ และมกี ารออกแบบแผนจา่ ยคา่ ประกนั สขุ ภาพแตล่ ะกลุ่ม อย่างชัดเจน เพื่อกระจายความเส่ียง โดยกลุ่มทีใ่ ชส้ ิทธปิ ระกันสขุ ภาพมากจ่ายในอตั ราท่สี ูงกว่ากลุ่มคนสุขภาพดี สมาชิกกองทุน บางคนไมเ่ ขา้ ใจแนวคดิ การประกนั สุขภาพ จึงสมคั รเมื่อจำเปน็ ต้องรบั บริการ และไมจ่ ่ายค่าประกันสขุ ภาพต่อเนือ่ ง คำสำคญั : กองทุนประกนั สุขภาพ, แรงงานขา้ มชาติ, รปู แบบที่ดี 292

The 2nd National Conference of Health Science Research สำนักวชิ ำวทิ ยำศำสตรส์ ุขภำพ Knowledge transformation towards Thailand 4.0 มหำวทิ ยำลยั แม่ฟ้ ำหลวง A good model for health insurance for migrant workers without MOU: Case study of the M-Fund Supa Vittaporn; 1, Prof.Pimpawun Boonmongkol; 2, 1Faculty of Public Health, Thammasat University Lampang Campus 2 Center of Excellence in Research on Gender, Sexuality and Health, Mahidol University [email protected] Abstract Introduction: Thailand has about 5 million migrants. Currently, the Thai government has agreed a Memorandum of Understanding (MOU) for labor cooperation with the government of neighboring countries. There were 3,090,825 legal migrant workers, of which 989,145 entered according to the MOU. There are many more migrant workers who do not have legal work documents, resulting in this group of migrant workers becoming vulnerable through restrictions on their access to rights and necessary services, especially health services. Objective: To study models for health insurance funds for non-MOU migrant workers. Methodology: A qualitative research approach was used using interviews in government and non - government sector working with migrant workers. Results: From interviews with migrant working group, it appears that there is only one organization that has established a health insurance fund for migrant workers, the Dreamlopments Organization, which has set up The Migrant Fund (or the M-Fund). It has the goal of development to empower migrant workers to enable them to access quality services. The target group are unregistered migrant workers and migrant workers who unable to access health services. The idea for establishment of the M-Fund was to enable migrant workers to have increased access to health insurance, based on self-help: “average pain, average well-being”. The M-Fund is available in three districts in Tak and is in the process of expanding its activities to all districts in Sakaew. The M-Fund has around 4,000 members who regularly pay insurance fees, out of a total of 8,000 foreign workers who applied to join the M-Fund. Discussion and summary: The design of the health coverage plans and setting of low premiums adopted a participatory process with migrant workers. The care plan was based on the results of a survey, which informed the design of a care plan for payment of the health insurance premium. To spread the M-Fund's risk, the groups using their rights to health insurance rights under the M-Fund more often pay at a higher rate than general healthy people. Some members still do not understand the concept of health insurance and therefore apply for membership only when it is necessary to receive health services, rather than pay health insurance continuously. Keywords: health insurance fund, migrant workers, good model 293

The 2nd National Conference of Health Science Research สำนกั วชิ ำวทิ ยำศำสตรส์ ุขภำพ Knowledge transformation towards Thailand 4.0 มหำวทิ ยำลยั แม่ฟ้ ำหลวง บทนาํ ประเทศไทยมีแรงงานข้ามชาติ คนไร้รัฐ ไร้สัญชาติ ผู้ลี้ภัย และผู้ตดิ ตามไม่ได้อยู่ในวัยทำงาน อาศัยอยู่ประมาณ 5 ล้าน คน (สถาบันวิจยั ประชากรและสังคม, 2562) กลุ่มของแรงงานข้ามชาติเป็นกลุ่มใหญ่ทีส่ ดุ คือ แรงงานย้ายถิ่นจากประเทศเพ่อื น บ้าน ได้แก่ ประเทศเมียนมา กัมพูชา ลาว และเวียดนาม ปัจจุบันรัฐบาลไทยได้ทำบันทึกความเข้าใจ (MOU) เพื่อความร่วมมือ ด้านแรงงานไว้กับรัฐบาลของประเทศเพื่อนบ้านทั้ง 4 ประเทศดังกล่าว เพื่อส่งเสริมนโยบายและการปฏิบัติด้านแรงงานที่ดี ปรับปรุงศักยภาพ ทักษะ และความสามารถของแรงงาน ปรกันสังคม และเพิ่มความโปร่งใสกระบวนการจัดส่งแรงงานระหว่าง ประเทศ ดังนั้นนายจ้างต้องแจ้งจำนวนแรงงานข้ามชาติ โดยระบุทักษะและความสามารถที่ต้องการไปที่กรมการจัดหางาน กระทรวงแรงงานและสวัสดิการสังคม แล้วกรมการจัดหางานจะประสานต่อไปยังสถานฑูตแต่ละประเทศ เพื่อขอให้หน่วยงาน ราชการที่ทำหน้าที่จัดหางานของประเทศนั้นๆ ดำเนินการตามคำขอ หากนายจ้างไทยตกลงก็แจ้งกลับไปยังหน่วยงานจัดหางาน ของประเทศนั้นๆ เพื่อให้แรงงานข้ามชาติไปขอวีซ่ากับสถานทูตไทย แล้วเดินทางผ่านชายแดน เพื่อตรวจวีซ่าและขอใบอนุญาต ทำงานในประเทศไทยในลำดับต่อไป ปัจจุบันมีแรงงานข้ามชาติที่ได้รับอนุญาตทำงานถูกต้องตามกฎหมาย 3,090,825 คน ใน จำนวนนีม้ ผี ู้ที่นำเข้าตาม MOU จำนวน 989,145 คน และมีแรงงานข้ามชาตทิ ีเ่ ข้ามาทำงานในลักษณะ ไป-กลับหรือตามฤดูกาล ไดร้ บั อนุญาตทำงานตาม มาตรา 64 จำนวน 58,748 คน (สำนกั บริหารแรงงานต่างด้าว, 2562) ในกรณีท่ีแรงงานขา้ มชาติประเทศไทยมาแล้วและเข้ามาโดยผดิ กฎหมาย นายจ้างตอ้ งให้แรงงานขา้ มชาตทิ ่ีทำงานอยู่ใน ประเทศไทยเดนิ ทางกลับประเทศต้นทาง เพื่อรอให้เราทำเรื่องขอตัวกลับมาตามขัน้ ตอน MOU ที่ถูกต้อง หรือนายจ้างมอบหมาย ใหบ้ ริษัทตัวแทนจัดหาแรงงานทีข่ ้ึนทะเบียนกับกรมการจดั หางานไว้ประสานงานดำเนินการกบั หนว่ ยงานประเทศตน้ ทาง นอกจากนรี้ ฐั บาลได้มีกำหนดมาตรการให้แรงงานขา้ มชาติทีอ่ ยู่ในประเทศไทยอยู่แลว้ สามารถทำงานไดถ้ ูกกฎหมาย ดว้ ย กระบวนการพิสูจนส์ ัญชาติซึ่งก็คือการออกหนังสือเดินทาง และขอใบอนุญาตทำงานในประเทศไทย โดยไม่ต้องเดินทางออกนอก ประเทศตามขั้นตอน MOU โดยรฐั บาลได้แบง่ แรงงานชา้ มชาติทีไ่ ม่ได้ทำตาม MOU ออกเปน็ 2 กลมุ่ คอื 1.) กลุม่ แรงงานต่างดา้ วทร่ี ฐั บาลอนญุ าตใหท้ ำงานในประเทศไทยได้ชวั่ คราว ไดแ้ ก่ แรงงานตา่ งดา้ วทีล่ งทะเบียนรับบัตร อนญุ าตทำงานชว่ั คราว ระหวา่ งรอการพสิ ูจน์สัญชาตใิ ห้แลว้ เสร็จ ซ่งึ บตั รชมพูปิดลงทะเบยี นไปแลว้ ตัง้ แต่ปี พ.ศ. 2559 (บัตรชมพู) ต้องไปลงทะเบียนกับศูนย์บริการเบ็ดเสร็จ (One Stop Service) ที่เปิดให้บริการ 80 แห่งทั่วประเทศ เพื่อสแกนม่านตา ตรวจ รา่ งกาย แสดงอัตลักษณ์บุคคลเกบ็ เปน็ ขอ้ มลู ไว้ เพ่ือดำเนนิ การเขา้ สกู่ ระบวนการเพอ่ื ขออนุญาตทำงานในประเทศไทย โดยแรงงาน ขา้ มชาตติ ้องผ่านการพสิ จู น์สญั ชาตแิ ละออกหนังสือเดินทางจากประเทศต้นทาง โดยไม่ตอ้ งเดนิ ทางกลับประเทศ เนื่องจากรัฐบาล ของประเทศเพื่อนบ้าน 3 ประเทศ ได้จัดตั้งศูนย์พิสจู น์สัญชาติและออกหนังสือเดินทางในประเทศไทย ได้แก่ ศูนย์พิสูจน์สัญชาติ ลาวตั้งอยู่ที่กรุงเทพฯ ศูนย์พิสูจน์สัญชาติกัมพูชาตั้งอยู่ที่กรุงเทพฯ และระยอง และศูนย์พิสูจน์สัญชาติพม่าตั้งอยู่ที่สมุทรสาคร สมุทรปราการ ตาก ระนอง เชียงราย เชียงใหม่ นครสวรรค์ และสงขลา และผู้ทด่ี าํ เนินการตาม ม.44 ที่ 33/2560 คอื แรงงานตา่ ง ด้าวที่มีหนงั สือรับรองความสมั พันธน์ ายจ้าง - ลูกจ้าง (ใบจับคู)่ ซึ่งปิดลงทะเบียนไปแล้วตั้งแต่ปี พ.ศ. 2560 ต้องไปลงทะเบียนกบั ศูนย์บรกิ ารเบ็ดเสรจ็ (One Stop Service) ตง้ั แต่การตรวจสอบเอกสาร คัดกรอง ตรวจสอบสทิ ธป์ิ ระกนั สงั คม บันทึกข้อมูลประวัติ ตรวจตราลงวซี า่ จนไปถงึ การออกใบอนญุ าตทำงาน 2.) กลุ่มแรงงานต่างด้าว หลบหนีเข้ามาทำงานโดยไม่มีการลงทะเบียน แรงงานเหล่านี้ไม่อยู่ในข่ายที่ได้รับการพิสูจน์ สัญชาติภายในประเทศไทยได้ ต้องกลับไปประเทศต้นทางเพื่อดำเนินการตามขั้นตอนที่ MOU กำหนดไว้ หรือนายจ้างให้บริษัท ตัวแทนจัดหาแรงงานทข่ี ึน้ ทะเบยี นกบั กรมการจัดหางานไว้ประสานงานดำเนินการกบั หนว่ ยงานประเทศตน้ ทางแทนก็ได้ 294

The 2nd National Conference of Health Science Research สำนักวชิ ำวทิ ยำศำสตรส์ ขุ ภำพ Knowledge transformation towards Thailand 4.0 มหำวทิ ยำลยั แม่ฟ้ ำหลวง ส่วนหนึง่ ของแรงงานขา้ มชาตทิ เี่ ขา้ มาอยใู่ นประเทศไทยไม่มเี อกสารการทำงานท่ีถูกตอ้ งตามกฎหมาย ส่งผลใหแ้ รงงานขา้ มชาติกลมุ่ น้ีกลายเปน็ กลุม่ เปราะบาง มีข้อจำกดั ในการเขา้ ถึงสทิ ธิและบริการทจ่ี ำเปน็ โดยเฉพาะบริการสุขภาพ การวิจัยนจ้ี งึ มงุ่ ศกึ ษารปู แบบ การจดั กองทุนประกนั สขุ ภาพสำหรับแรงงานขา้ มชาติทไี่ ม่ผ่านกระบวนการ MOU ในประเทศไทย ระเบยี บวิธวี จิ ัย การวิจัยครั้งนี้ใช้วิธีวิจัยเชิงคุณภาพ ใช้วิธีการสัมภาษณ์สมาชิกในเครือข่ายองค์กรด้านประชากรข้ามชาติ เพื่อค้นหา หนว่ ยงานทดี่ ำเนนิ งานกองทนุ ประกันสขุ ภาพสำหรับแรงงานข้ามชาติ โดยสมั ภาษณ์เชิงลึกบคุ คลสำคญั (Key Informants) คือ คน ที่อยู่ในไลน์กลุ่ม Migrant Working Group มีประสบการณ์ในการขับเคลื่อนงานด้านแรงงานข้ามชาติไม่ต่ำกว่า 1 ปี บางคนมี ประสบการณ์มากกว่า 20 ปี ทำงานอยู่องค์กรพัฒนาเอกชนในประเทศ 11 คน และองค์กรระหว่างประเทศ 1 คน ผู้ให้ข้อมูล เหล่าน้ีสามารถให้ขอ้ มูลเบอื้ งตน้ ถงึ องค์กรท่ดี ำเนินการด้านประกันสขุ ภาพในแรงงานขา้ มชาติได้ โดยสมั ภาษณ์แบบไม่มโี ครงสร้าง ในประเด็นสถานการณ์และปัญหาแรงงานข้ามชาติที่ไมเ่ ขา้ ถึงประกนั สขุ ภาพ ขอ้ จำกดั และขอ้ เสนอแนะในการเข้าถึงบริการสขุ ภาพ ของแรงงานข้ามชาติกลุ่มนี้ องค์กรหรือกลุ่มที่ดำเนินกิจกรรมกองทุนประกันสุขภาพสำหรับแรงงานข้ามชาติที่ไม่มี MOU เพื่อ คน้ หาองคก์ รที่ทำงานแก้ปัญหาประกันสขุ ภาพของแรงงานข้ามชาติ เมื่อทราบถึงองค์กรที่ดำเนนิ กิจกรรมกองทนุ ประกันสุขภาพจึงได้ประสานงานไปยังองค์กรดังกล่าว และสมั ภาษณเ์ ชิงลกึ กบั ผู้จัดการกองทุน ผ้ปู ระสานงาน และอาสาสมัครในพืน้ ที่อีก 3 คน หลังจากน้นี ำเสนอข้อมูลเบื้องตน้ ให้ทมี ผูว้ ิจยั ทไ่ี ดศ้ กึ ษาดูงาน ในพื้นที่จังหวัดตากร่วมกับทีมศูนย์ความเป็นเลิศด้านการวิจัยเพศภาวะ เพศวิถี และสุขภาพ มหาวิทยาลัยมหิดล ที่ดำเนินการ โครงการชายแดนไทยลาว ผวู้ ิจัยจึงได้สัมภาษณค์ ณะทีม่ ารว่ มศึกษาดงู าน ซ่งึ เปน็ เจ้าหนา้ ท่ภี าครัฐอกี 3 คน การวิเคราะห์ข้อมูลใช้วิธีการวิเคราะห์เชิงเนื้อหา (Content Analysis) โดยในบทความวิจัยนี้นำเสนอเฉพาะในส่วนของ การบริหารจัดการกองทุนประกันสุขภาพในแรงงานข้ามชาติที่ไม่มี MOU เพื่อเป็นต้นแบบและเผยแพร่ให้กับผู้สนใจนำไปใช้ ประโยชน์ในอนาคต งานวจิ ยั นไี้ ด้รบั การพิจารณารบั รองคณะกรรมการจริยธรรมการวิจัยในคนมหาวิทยาลยั มหดิ ล ผลการวจิ ัย ในประเทศไทยมีหลายหน่วยงานที่ต้องการจัดตั้งกองทุนประกันสุขภาพสำหรับแรงงานข้ามชาติที่ไม่มีประกันสุขภาพ โดยเฉพาะกลมุ่ คนตา่ งด้าวมาตรา 64 ซึง่ หมายถงึ คนต่างด้าวสญั ชาติเมียน มา ลาว และกัมพูชา ที่เขา้ มาทาํ งานบริเวณชายแดนใน ลักษณะไป – กลับ หรือตามฤดูกาลในพื้นที่ความตกลง ว่าด้วยการสัญจรข้ามแดนระหว่างประเทศไทยกับประเทศเพื่อนบ้าน มี จำนวนมาถงึ 58,748 คน (สำนักบริหารแรงงานต่างด้าว, 2562) และแรงงานที่เข้าเมืองโดยไม่มใี บอนญุ าตให้พกั อาศัยในประเทศ ไทย จากการสัมภาษณ์ผู้ที่เกี่ยวช้องกับการทำงานด้านสุขภาพในแรงงานข้ามชาติพบว่า มีเพียงหน่วยงานเดียวที่จัดตั้งกองทุน ประกันสุขภาพสำหรับแรงงานข้ามชาติ คือ องค์กรดรีมลอปเมนส์ (Dreamlopments) ซึ่งได้จัดตั้งกองทุน The Migrant Fund หรอื ท่ีรจู้ ักกนั ดีในช่อื ว่า “M-Fund” การจัดตั้งกองทุน M-Fund โดย นพ.นิโคลัส ดูริเยอร์ เริ่มดำเนินการ เมื่อเดือนสิงหาคม พ.ศ. 2560 โดยได้รับงบ สนับสนุนจากรัฐบาลฝรั่งเศส สหภาพยุโรป และกองทุนโลก มีเป้าหมายเพือ่ พัฒนากลไกที่เสริมพลังอำนาจให้กับแรงงานข้ามชาติ ใหส้ ามารถเขา้ ถงึ บรกิ ารทม่ี คี ุณภาพอยา่ งย่ังยืน กลมุ่ เป้าหมาย คอื แรงงานขา้ มชาตทิ ี่ไมข่ ี้นทะเบียน หรือข้นึ ทะเบียนแต่ไม่เข้าถึง สิทธิประกันสขุ ภาพของภาครัฐ ดำเนินการในพื้นที่จังหวัดตาก 3 อำเภอ คือ อำเภอแมร่ ะมาด อำเภอแม่สอด และอำเภอพบพระ และกำลงั ขยายกองทุนไปดำเนนิ การท่จี ังหวดั สระแก้ว ครอบคลมุ ทกุ อำเภอ 295

The 2nd National Conference of Health Science Research สำนักวชิ ำวทิ ยำศำสตรส์ ุขภำพ Knowledge transformation towards Thailand 4.0 มหำวทิ ยำลยั แมฟ่ ้ ำหลวง บรบิ ทการจ้างแรงงานข้ามชาตแิ ละสทิ ธิด้านประกันสขุ ภาพ เนื่องจากจังหวัดตากเปน็ จังหวดั ชายแดนตดิ กับประเทศเมยี นมา การจ้างงานแรงงานข้ามชาติจากประเทศเมียนมาเปน็ ลักษณะที่ไมม่ ีสัญญาจ้าง และไม่ไดด้ ำเนนิ การตามขอ้ ตกลงทีร่ ัฐบาลไทยและเมยี นมาได้ตกลงกันไว้ แรงงานสว่ นใหญ่เข้ามาทำงาน โดยอาศัย มาตรา 64 ที่อนุญาตให้คนต่างด้าวสัญชาติเมียนมา ลาว และกัมพูชา ที่เข้ามาทํางานบริเวณชายแดนในลักษณะไป – กลับ หรือตามฤดูกาลในพื้นที่ความตกลง แรงงานส่วนใหญ่จะมาทำงานที่จังหวัดตากเพียง 3 เดือนแล้วกลับประเทศเมียนมา ในขณะทผี่ ู้ตดิ ตามทีอ่ ายุเกนิ 7-14 ปไี ม่สามารถซ้อื ประกนั สขุ ภาพได้ เน่ืองจากตามระเบียบการขายประกนั สุขภาพให้กับผู้ติดตาม นัน้ ผตู้ ิดตามตอ้ งซอื้ ประกันสขุ ภาพในอตั ราเดียวกบั พอ่ แม่ แตผ่ ู้ทีเ่ ป็นพ่อแม่เป็นแรงงานทเ่ี ข้ามางานในประเทศไทยโดยใช้บัตรผ่าน แดนจึงไมม่ ีประกันสุขภาพ ทำให้ผตู้ ดิ ตามไม่มสี ิทธซิ ้อื ประกนั สุขภาพเชน่ เดียวกับพ่อแม่ และแรงงานขา้ มชาตทิ อี่ ายุเกิน 50 ปี ไม่มี สทิ ธิซือ้ ประกันสุขภาพเชน่ กัน รปู แบบและพัฒนาการของหลักประกนั สขุ ภาพ M-Fund จากสภาพปัญหาดังกล่าว จึงได้เกิดแนวคิดในการจัดตั้งกองทุน M-Fund เพื่อให้แรงงานขา้ มชาตมิ ีหลักประกันสุขภาพ ขึ้น โดยอยู่บนพื้นฐานของการช่วยเหลือกันเองของแรงงาน “เฉลี่ยทุกข์ เฉลี่ยสุข” ทางองค์กรดรีมลอปเมนส์ได้ให้เจ้าหน้าท่ี แรงงานข้ามชาติสำรวจความสามารถในการจ่ายของแรงงาน จึงได้อัตราค่าประกันสุขภาพเดือนละ 100 บาท / คน เป็นอัตราที่ แรงงานข้ามชาติมีความสามารถและเต็มใจจ่าย (affordable and willingness to pay) แผนประกันสุขภาพเริ่มต้นในครั้งแรก เรียกว่า แผนความคุ้มครอง 1.0 มีข้อผูกพันการให้สิทธิด้านการรักษาสุขภาพกับสมาชิกทุกคนเป็นวงเงินสูงถึง 100,000 บาท โดยไม่จำกัดการรักษาทั้งผู้ป่วยนอกและผู้ป่วยใน ในแผนความคุ้มครอง 1.0 นี้ จัดเก็บค่าประกันสุขภาพคนละ 100 บาท/เดือน โดยไม่ได้แบ่งประเภทผู้ซื้อประกันสุขภาพตามสถานะสุขภาพ และเริ่มใช้ได้ 6 เดือนหลังจากสมัครสมาชิก ผลที่เกิดขึ้นคือ โครงการประกันสุขภาพดังกล่าวประสบปัญหาขาดทุนอย่างหนัก ไม่สามารถดำเนินต่อไปได้ เพราะแรงงานข้ามชาติท่ีสมัครเป็น สมาชิกส่วนใหญ่เป็นผู้ปว่ ยเรอ้ื รงั และผทู้ ต่ี ้งั ครรภ์ ท่เี ข้ามาเป็นสมาชกิ กองทุนและใชส้ ิทธิเบกิ คา่ รกั ษาพยาบาลในจำนวนสูงมาก ในระยะต่อมา M-Fund ได้ทบทวนผลการทำงานที่ผ่านมา จึงปรับเปลี่ยนแผนความคุ้มครองสุขภาพใหม่ และให้ อาสาสมัครแรงงานข้ามชาติที่เก็บค่าสมาชิกกองทุนรายเดือนชี้แจงและทำความเข้าใจให้กับสมาชิกกองทุนแต่ละคนทราบถึง วัตถุประสงคส์ ำคัญของกองทุนทม่ี ุ่งเน้นให้แรงงานขา้ มชาติช่วยเหลือกนั เอง และพึง่ ตวั เองดา้ นสขุ ภาพได้ พร้อมท้ังปรับแผนความ คุ้มครองเป็นแผน 2.0 โดยปรับลดวงเงินคุ้มครองการรักษาสุขภาพเหลือเพียง 50,000 บาท โดยแบ่งเป็นค่าใช้จ่ายบริการสุขภาพ สำหรับผู้ที่เข้ารับบริการในแผนกผูป้ ว่ ยนอก 5,000 บาท และแผนกผู้ป่วยใน 45,000 บาท รวมทั้งปรับกลยุทธ์เชิงบังคับเพื่อเพมิ่ จำนวนสมาชิกที่มีสุขภาพดีเข้ามาร่วมเป็นสมาชิกในกองทุนประกันสุขภาพมากขึ้น และเพิ่มอัตราค่าประกันสุขภาพในกลุ่มผู้ป่วย เรื้อรัง และผู้ต้ังครรภ์ ซึ่งเป็นกลุ่มที่เข้ามาใช้สิทธิมากที่สุดในกองทนุ โดยเปล่ียนเงือ่ นไขการรับสมัครสมาชิกใหม่ คือ ผู้ป่วยเรื้อรงั จ่ายค่าประกนั สุขภาพเดือนละ 300 บาท และต้องมีคนที่สุขภาพดีมาสมัครรว่ มด้วยอย่างน้อย 2 คน สำหรับผูต้ ั้งครรภ์เขา้ สมัคร เป็นสมาชิก ต้องมีผู้ที่สุขภาพดีรว่ มสมัครเป็นสมาชิกกองทุนด้วย 1 คน และจ่ายค่าสมัครสมาชิกเมื่ออายุครรภ์ไม่เกิน 3 เดือนใน อัตราค่าประกันสุขภาพเดือนละ 200 บาท สมัครสมาชกิ เมื่ออายุครรภ์ 3 – 6 เดือน คิดค่าสมัครสมาชิกแรกเขา้ 400 บาท และ คา่ ประกันสุขภาพเดือนละ 300 บาท สมคั รสมาชิกเม่ืออายคุ รรภม์ ากกว่า 6 เดือน คิดค่าสมัครสมาชกิ แรกเขา้ 600 บาท และค่า ประกันสุขภาพเดือนละ 300 บาท สมาชิกประเภทที่มีโอกาสในการใช้ประกันสุขภาพค่อนข้างสูงทุกคนต้องมีผู้ที่สุขภาพดีร่วม สมัครเปน็ สมาชิกกองทนุ ดว้ ยอยา่ งน้อย 1 คน จึงทำให้กองทุนเร่ิมมเี งินสะสมในกองทุนเพ่มิ มากขึน้ หลังจากน้นั M-Fund ไดป้ รับแผนความคุ้มครอง 3.0 โดยแผนความคุ้มครองนใ้ี ห้สิทธิประโยชน์เท่ากบั แผน 2.0 แตข่ ยาย ความครอบคลุมแรงงานข้ามชาตทิ ี่อายุมากกว่า 50 ปีด้วย โดยคิดค่าสมัครสมาชิกแรกเข้า 150 บาท และจ่ายค่าประกันสุขภาพ 296

The 2nd National Conference of Health Science Research สำนักวชิ ำวทิ ยำศำสตรส์ ขุ ภำพ Knowledge transformation towards Thailand 4.0 มหำวทิ ยำลยั แมฟ่ ้ ำหลวง เดือนละ 150 บาท / เดือน และต้องมีสมาชิกสุขภาพดีเข้ามาร่วมในกองทุนด้วยอย่างน้อย 1 คน นอกจากนี้ยังปรับอัตราค่า ประกันสุขภาพในกลุ่มผู้ตั้งครรภ์เพิม่ ขึ้น คือ ผู้ที่ตั้งครรภ์อายุครรภ์น้อยกว่า 3 เดือน จ่ายค่าประกันสุขภาพเดือนละ 300 บาท ผู้ ตั้งครรภ์ทเ่ี ข้ามาสมัครสมาชกิ ตอนอายุครรภ์ 3 – 6 เดือน เสยี ค่าธรรมเนยี มแรกเข้า 600 บาท และจา่ ยคา่ ประกันสขุ ภาพเดอื นละ 300 บาท ผู้ต้งั ครรภ์ทีเ่ ขา้ มาสมคั รสมาชกิ ตอนอายคุ รรภม์ ากกวา่ 6 เดอื นข้ึนไป เสยี คา่ สมคั รสมาชิกแรกเข้า 1,200 บาท และจา่ ย คา่ ประกันสุขภาพเดอื นละ 300 บาท ผู้ต้ังครรภ์ทกุ คนทีส่ มัครสมาชกิ ตอ้ งมผี ูท้ ีส่ ขุ ภาพดเี ขา้ ร่วมสมัครกองทุนประกันสุขภาพอย่าง น้อย 2 คน สำหรับแผนความคุ้มครอง 3.0 จะเริ่มต้นใช้ในเดือนกันยายน พ.ศ. 2562 ในพื้นที่ 3 อำเภอ จังหวัดตาก และในทุก อำเภอของจังหวัดสระแกว้ ตารางท่ี 1 ข้อมูลสรุปแผนประกันสขุ ภาพตง้ั แตเ่ รม่ิ ตน้ โครงการจนถึงปัจจุบนั แผนประกนั สุขภาพ แผนความคุ้มครอง 1.0 แผนความคุ้มครอง 2.0 แผนความคุ้มครอง 3.0 ความคมุ้ ครอง 100,000 บาท OPD = 5,000 บาท OPD = 5,000 บาท IPD = 45,000 บาท IPD = 45,000 บาท คนสขุ ภาพดี 100 บาท / เดือน 100 บาท / เดอื น 100 บาท / เดือน ผปู้ ว่ ยเรอื้ รงั 100 บาท / เดือน 300 บาท / เดือน 300 บาท / เดอื น (+ คนสขุ ภาพดี 2 คน) (+ คนสขุ ภาพดี 2 คน) ผตู้ ง้ั ครรภ์ 100 บาท / เดือน หญงิ ตั้งครรภ์ไตรมาสท่ี 1 = 200 บาท หญิงตั้งครรภ์ไตรมาสที่ 1 = 300 / เดือน บาท / เดอื น หญงิ ตงั้ ครรภไ์ ตรมาสที่ 2 = คา่ สมาชิก หญิงตัง้ ครรภไ์ ตรมาสที่ 2 = ค่าสมาชกิ แรกเข้า 400 บาท + 300 บาท / แรกเข้า 600 บาท + 300 บาท / เดือน เดือน หญิงตง้ั ครรภไ์ ตรมาสที่ 3 = ค่าสมาชิก หญงิ ต้งั ครรภ์ไตรมาสที่ 3 = คา่ สมาชกิ แรกเข้า 600 บาท + 300 บาท / แรกเข้า 1,200 บาท + 300 บาท / เดอื น เดอื น (+ คนสุขภาพดี 1 คน) (+ คนสขุ ภาพดี 2 คน) ผู้สงู อายุ (50 ปขี น้ึ ไป) แรกเขา้ 150 บาท 150 บาท / เดือน (+ คนสขุ ภาพดี 1 คน) การออกแบบแผนความคุ้มครองสุขภาพ และกำหนดจ่ายเบี้ยขั้นต่ำใช้กระบวนการมีส่วนร่วมของแรงงานข้ามชาติ โดย พิจารณาจากผลการสำรวจก่อนเริ่มดำเนินโครงการ ทำให้กองทุนประกันสุขภาพ M-Fund มีสมาชิกที่ยังจ่ายค่าประกันสุขภาพ อย่างสม่ำเสมออย่างน้อย 4,000 คน จากจำนวนแรงงานข้ามชาติที่สมัครเป็นสมาชิกกองทุนเกือบ 8,000 คน รวมทั้งการ ออกแบบแผนจ่ายคา่ ประกันสุขภาพแต่ละกลุ่มอย่างชดั เจน เพอ่ื กระจายความเส่ยี งของกองทนุ โดยกลมุ่ ท่ไี ดใ้ ช้สิทธิประกันสุขภาพ ในกองทุนมากจะจัดเก็บในอัตราที่สูงกว่ากลุ่มคนสุขภาพดีทั่วไป อย่างไรก็ตามสมาชิกกองทุนบางคนยังไม่เข้าใจแนวคิดการ ประกันสุขภาพ จึงสมัครเมื่อจำเป็นต้องรับบริการสุขภาพ และไม่จ่ายค่าประกันสุขภาพอย่างต่อเนื่อง กองทุน M-Fund ขยาย จำนวนสมาชิกรวดเร็ว โดยอาสาสมัครแรงงานข้ามชาติและสมาชกิ บอกเลา่ แบบปากต่อปาก ทำให้แรงงานข้ามชาติมีความเชื่อมัน่ ใจให้กับผู้ที่ต้องการเป็นสมาชิกวา่ สามารถใช้บริการในโรงพยาบาลคู่สัญญาของ M-Fund ได้จริง ทั้งรัฐและเอกชนในประเทศไทย และประเทศเมยี นมา การจ่ายคา่ ประกันสขุ ภาพความคุม้ ค่า และมีบริการสง่ ต่อผปู้ ว่ ยได้ 297

The 2nd National Conference of Health Science Research สำนกั วชิ ำวทิ ยำศำสตรส์ ขุ ภำพ Knowledge transformation towards Thailand 4.0 มหำวทิ ยำลยั แมฟ่ ้ ำหลวง อภิปรายผล นโยบายและแนวการปฏบิ ัติด้านการบริการสุขภาพแรงงานข้ามชาติในตา่ งประเทศ สำหรับสหภาพยโุ รป แต่ละประเทศ ให้สิทธิประโยชน์ในการดูแลสุขภาพที่แตกต่างกัน (ระพีพงศ์ สุพรรณไชยมาตย์ และคณะ, 2558) จัดแบ่งเป็น 3 กลุ่ม คือ (1) ประเทศที่ให้บริการเฉพาะอุบัติเหตุฉุกเฉิน ได้แก่ ประเทศออสเตรีย บัลแกเรีย ไซปรัส สาธารณรัฐเช็ค เดนมาร์ค เยอรมนี กรีซ เอสโตเนยี ฟนิ แลนด์ ฮังการี ไอรแ์ ลนด์ ลัตเวยี ลทิ วั เนยี ลักเซมเบริ ก์ มอลตา โปแลนด์ โรมาเนยี สาธารณรัฐสโลวัค สโลเวเนยี และ สวีเดน (2) ประเทศที่ให้บรกิ ารครอบคลุมสิทธิประโยชน์พื้นฐานบางส่วนและเฉพาะบางกลุ่ม ของคนต่างด้าวนอกระบบทะเบยี น ได้แก่ ประเทศเบลเยียม อิตาลี นอร์เวย์ และอังกฤษ และ(3) ประเทศที่ครอบคลุมบริการสุขภาพเกือบทั้งหมด ได้แก่ ประเทศ ฝร่งั เศส เนเธอรแ์ ลนด์ โปรตเุ กส สเปน และสวติ เซอร์แลนด์ รูปแบบการให้บริการประกนั สุขภาพทมี่ ีความหลากหลายแตกต่างกนั ไปในแต่ละประเทศขึ้นกับบริบททางการเมือง โครงสร้างระบบสาธารณสุข และทิศทางนโยบายแรงงานข้ามชาติของประเทศน้ัน กรณีประเทศเนเธอร์แลนด์ คนต่างด้าวนอกระบบทะเบียนมีสิทธิเข้ารับบริการสุขภาพในสถานบริการของรัฐแต่จะต้องจ่าย ค่าบริการ ณ จุดบริการ หากไม่สามารถจ่ายค่าบริการได้ รัฐจะสนับสนุนค่าใช้จ่ายที่เป็นบริการทางการแพทย์ที่จำเป็น (medically necessary care) ให้ร้อยละ 80 โดยสถานพยาบาลที่ให้บริการต้องทำเรื่องเบิกค่าใช้จ่ายไปที่รัฐ แต่ไม่ครอบคลุม คา่ ใช้จ่ายในการฝากครรภแ์ ละคลอดบุตร สำหรับประเทศฝรั่งเศส องค์กร State Medical Assistance เป็นหน่วยงานสาธารณสุขของรัฐที่ทำหน้าที่จัดระบบ ประกนั สขุ ภาพให้แรงงานข้ามชาติ โดยรฐั จดั สรรบริการใหโ้ ดยไมเ่ สยี ค่าใชจ้ ่าย โดยผปู้ ระกนั ตนต้งอมีเอกสารเพื่อสมัครใช้บริการ ได้แก่ หนังสือเดินทาง หลักฐานวซี ่าที่หมดอายุ และอยู่ในประเทศฝรั่งเศสมาแล้วไม่ต่ำกว่า 3 เดือน และหลักฐานแสดงรายได้วา่ มี น้อยกว่า 631 ยูโร แรงงานข้ามชาติเหล่านี้จะได้สิทธิประโยชน์คุ้มครอง 1 ปี ซึ่งค่อนข้างครอบคลุม บริการสุขภาพเกือบทั้งหมด ยกเวน้ บริการทำฟันเทียม (dental prosthesis) สำหรับนโยบายดา้ นสขุ ภาพแรงงานข้ามชาตใิ นประเทศไทยตามมตคิ ณะรฐั มนตรีเมื่อวันท่ี 23 มีนาคม 2553 ได้อนุมัติใน หลักการใหจ้ ัดสรรงบประมาณรายจา่ ยประจำปงี บประมาณ พ.ศ.2553 งบกลางรายการเงินสำรองจ่ายกรณีฉุกเฉนิ หรือจำเปน็ เพ่ือ ใช้จ่ายให้บริการสุขภาพตามความจำเป็นให้กับบุคคลที่มีปัญหาสถานะและสิทธิ โดยกลุ่มงานบริหารจัดการการประกันสุขภาพ บุคคลที่มีปัญหาสถานะและสิทธิ กองเศรษฐกิจสุขภาพและหลักประกันสุขภาพ สํานักงานปลัดกระทรวงสาธารณสขุ จัดตั้งเปน็ กองทุนชื่อว่า “กองทุนบุคคลที่มีปัญหาสถานะและสทิ ธิ” ได้แก่ กลุ่มที่ได้รับรองสถานะให้อยู่อาศัยถาวร ตาม พ.ร.บ.คนเข้าเมือง พ.ศ.2552 และคนต่างด้าวทีเ่ ข้าเมืองโดยชอบด้วยกฎหมายมีสิทธิอาศัยถาวร รวมถงึ ผู้ติดตามด้วย ผู้ที่ใช้สิทธิจะต้องขี้นทะเบียน กับกระทรวงมหาดไทย (มีเลขประจำตวั 13 หลัก) นอกจากน้ียงั มกี ารบรหิ ารจดั การการทำงานของแรงงานต่างด้าวในประเทศไทย ด้านการตรวจสุขภาพและการประกันสุขภาพ ตามมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 16 มกราคม 2561 กลุ่มงานบริหารกองทนุ ประกนั สุขภาพคนต่างด้าวและแรงงานต่างด้าว กองเศรษฐกิจสุขภาพและหลักประกนั สขุ ภาพ สํานักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข เป็น ผู้รับผิดชอบดำเนินการ โดยแบ่งกลุ่มแรงงานข้ามชาติและกำหนดอัตราค่าบริการตรวจสุขภาพ และประกันสุขภาพ ซึ่งทั้งสอง กองทุนน้ี ไมค่ รอบคลมุ แรงงานข้ามชาติทเี่ ข้ามาทำงานตามมาตรา 64 และแรงงานขา้ มชาติทลี่ ักลอบเขา้ เมอื งผดิ กฏหมายทีไ่ ม่ได้ ข้นึ ทะเบียนเพื่อพสิ จู นส์ ัญชาติตั้งแต่ปี พ.ศ. 2560 ดงั นัน้ M-Fund จงึ เป็นทางเลอื กหน่ึงของแรงงานข้ามชาติในการเข้าถึงบริการ สุขภาพ ซึ่งเป็นบรกิ ารข้นั พื้นฐานทจี่ ำเป็น บทเรียนในการขัดบริการสุขภาพและประกันตนให้กับแรงงานข้ามชาติที่ไม่มีเอกสาร หรือนอกระบบทะเบียน (undocumented migrant) ในสหภาพยุโรป พบวา่ แมป้ ระเทศจะมีนโยบายเปดิ กว้างในเรื่องการประกันสขุ ภาพแรงงานข้ามชาติ นอกระบบทะเบียน แต่คนเหล่านกี้ ็ไม่ได้รับการประกนั สขุ ภาพ เนอื่ งจากความหวาดกลวั ที่จะเปดิ เผยตัวตนต่อเจา้ หน้าทีร่ ัฐ ดงั น้นั 298

The 2nd National Conference of Health Science Research สำนกั วชิ ำวทิ ยำศำสตรส์ ขุ ภำพ Knowledge transformation towards Thailand 4.0 มหำวทิ ยำลยั แมฟ่ ้ ำหลวง รูปแบบการประกันสุขภาพของกองทุน M-Fund ที่ได้ริเริ่มก่อตั้งในประเทศไทยจึงเป็นการลดเงื่อนไข หรืออุปสรรคในการเข้าสู่ ระบบสุขภาพ เนื่องจาก M-Fund ดำเนนิ การโดยองคก์ รเอกชน และแรงงานข้ามชาติได้เข้ามามสี ว่ นร่วมดำเนนิ การด้วย สรุปและข้อเสนอแนะ การมีหลักประกันสขุ ภาพของแรงงานขา้ มชาติทุกคนท่ีเข้ามาทำงานในประเทศไทย ไม่ว่าจะมาด้วยเง่ือนไขใด นบั ว่าเปน็ สิ่งที่ยืนยันได้ว่า แรงงานข้ามชาติเหล่านี้จะเข้าถึงบริการสุขภาพที่จำเป็นได้อย่างไม่มีข้อจำกัด ดังนั้นหน่วยงานที่ทำงานด้าน สุขภาพแรงงานข้ามชาติควรคำนึงถงึ การเข้าถงึ บรกิ ารสุขภาพทท่ี ่วั ถึงและเทา่ เทียมของทุกคน บุคคลที่ไม่มีสถานะทางทะเบียนเข้ามารับบริการสุขภาพได้น้อย คนทำงานต้องทำความเข้าใจช่องว่างของปัญหา และ เข้าใจเรื่องสถานะบุคคลและสิทธิด้วย จะทำให้เห็นกลุ่มเป้าหมายที่ยังมีสิทธิประกันสุขภาพได้ชัดเจนมากขึ้น รวมถึงการนำ รปู แบบการประกนั สขุ ภาพในแรงงานขา้ มชาตทิ ี่ไม่ผา่ น MOU ไปปรบั ใช้อย่างเหมาะสมกับบริบทของแต่พืน้ ทดี่ ้วย กิตติกรรมประกาศ ขอขอบคุณเจ้าหน้าท่ีองค์กรดรีมลอปเมนส์ สมาชิกเครือข่ายองค์กรด้านประชากรข้ามชาติ (Migrant Working Group) และเจา้ หนา้ ท่ีในสังกัดสำนกั งานสาธารณสขุ จังหวดั อบุ ลราชธานี ทกุ ท่าน งานวจิ ยั น้ีไดร้ ับทนุ สนบั สนุนจากสำนักสนับสนนุ สุขภาวะประชากรเฉพาะ สำนักงานกองทุนสนบั สนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ผา่ นทางศนู ย์ความเปน็ เลิศด้านการวจิ ัยเพศภาวะ เพศวถิ ี และสขุ ภาพ มหาวทิ ยาลยั มหดิ ล เอกสารอา้ งอิง ระพีพงศ์ สพุ รรณไชยมาตย์, คนางค์ คนั ธมธุรพจน,์ วรี ะศักดิ์ พุทธาศรี, ศุภกจิ ศริ ิลกั ษณ์. (2558). การทบทวนวรรณกรรมการ จัดการระบบประกันสขุ ภาพสำหรบั คนต่างด้าวนอกระบบทะเบยี นในภมู ภิ าคยโุ รป บทเรยี นท่รี ะบบสาธารณสขุ ไทยพงึ เรยี นร.ู้ วารสารสังคมศาสตร์บรู ณาการ. มหาวทิ ยาลยั มหดิ ล 2(1), 186-209. สถาบันวิจัยประชากรและสังคม. (2562.) รายงานสุขภาพคนไทย 2562 : ส่อื สังคม สอื่ สองคม สขุ ภาวะคนไทยในโลกโซเชยี ล. พมิ พค์ รงั้ ที่ 1. - - นครปฐม: สถาบนั วจิ ัยประชากรและสงั คม มหาวิทยาลยั มหิดล, 2562. (เอกสารทางวชิ าการ / สถาบันวิจยั ประชากรและสงั คม มหาวทิ ยาลยั มหดิ ล; หมายเลข 483) สำนกั บรหิ ารแรงงานต่างดา้ ว. (2562.) สถานการณแ์ รงงานต่างดา้ ว ณ เดอื นกนั ยายน 2562. เข้าถงึ ได้ https://www.doe.go.th/prd/assets/upload/files/alien_th/7b0d583df7ce92f43760c3d07c6ee66f.pdf กล่มุ ประกันสขุ ภาพ สำนกั งานปลดั กระทรวงสาธารณสุข. (2561). กองทุนบุคคลทมี่ ปี ญั หาสถานะและสทิ ธ.ิ เข้าถงึ ได้ท่ี http://state.cfo.in.th/Portals/0/PUI%2060/%E0%B9%81%E0%B8%88%E0%B9%89%E0%B8%87%E0%B 8%82%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%A7%E0%B8%AB%E0%B8%99%E0%B9%88%E0%B8%A7%E0 %B8%A2%E0%B8%87%E0%B8%B2%E0%B8%99/%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%9A %E0%B8%A3%E0%B8%B4%E0%B8%AB%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%88%E0%B8%B1%E0%B8 %94%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%9B%E0% B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%81%E0%B8%B1%E0%B8%99%E0%B8%AA%E0%B8%B8%E0%B8%82%E 0%B8%A0%E0%B8%B2%E0%B8%9E%E0%B8%9A%E0%B8%B8%E0%B8%84%E0%B8%84%E0%B8%A5 %E0%B8%97%E0%B8%B5%E0%B9%88%E0%B8%A1.pdf 299

The 2nd National Conference of Health Science Research สำนักวชิ ำวทิ ยำศำสตรส์ ุขภำพ Knowledge transformation towards Thailand 4.0 มหำวทิ ยำลยั แมฟ่ ้ ำหลวง การพฒั นาโปรแกรมการส่งเสรมิ สขุ ภาพชอ่ งปากต่อพฤติกรรมการดแู ลสุขภาพช่องปาก ของนกั เรยี นอายุ 12 ปี เขตพืน้ ทอ่ี ำเภอวัดโบสถ์ จงั หวดั พิษณโุ ลก อารีรัตน์ ทะนอ1*, มนสินี ออ่ นทอง1, วิไลพร สายบญุ ต้งั 1, พงศพ์ ิษณุ บุญดา1, ภัสสร นันทพลชัย1 1 วิทยาลัยการสาธารณสขุ สริ ินธร จงั หวัดพิษณุโลก, สถาบันพระบรมราชชนก *Corresponding author: [email protected] บทคัดยอ่ บทนำ ปัญหาฟนั ผุและสขุ ภาพช่องปาก ยงั คงเปน็ ปญั หาทางดา้ นทนั ตสาธารณสุขในทุก ๆ ระดับ ไปจนถึงระดบั โลก โดย บุคลากรที่เกี่ยวข้องได้พยายามแก้ปัญหาในหลายๆ รูปแบบ แต่ก็ได้ผลเพียงบางส่วน วัตถุประสงค์ งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพอ่ื ศกึ ษาประสิทธผิ ลของโปรแกรมการส่งเสริมสขุ ภาพช่องปากต่อพฤตกิ รรมการดูแลสุขภาพช่องปากของนกั เรยี นอายุ 12 ปี เขตพื้นท่ี อำเภอวัดโบสถ์ จังหวัดพิษณุโลก การวิจัยถูกดำเนินการใน 3 ขั้นตอน คือ (1) ประเมินความรู้ ทัศนคติ และพฤติกรรมการดูแล สุขภาพช่องปาก และแนวทางการพัฒนาโปรแกรม (2) การสร้างและศึกษาคุณภาพโปรแกรม (3) การทดลองและศึกษาผลการใช้ โปรแกรม วิธีวิจัย การศึกษาวิจัยในครัง้ นี้ ใช้รูปแบบการวิจัยแบบกึ่งทดลอง เลือกกลุ่มตัวอย่างแบบเจาะจง โดยเลือกโรงเรียนที่มี คุณสมบัติคล้ายกัน 2 โรงเรียน จากนั้นสุ่ม เลือกนักเรียนที่มีอายุ 12 ปีที่กำลังศึกษาอยู่ในชั้นประถม ศึกษาปีที่ 5 และชั้น ประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนละ 30 คน เพื่อเป็นกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม กลุ่มทดลองได้รบั โปรแกรมการส่งเสริมสขุ ภาพช่อง ปากและกลุ่มควบคุมได้ รับการให้ทันตสุขศึกษาตามปกติ การเก็บรวบรวมข้อมูล กระทำ 2 ครั้ง คือก่อนการทดลองและหลังการ ทดลองโดยใช้แบบสำรวจ ความรู้ ทัศนคติ และพฤติกรรมการดูแลสุขภาพช่องปาก และแบบบันทึกการตรวจคราบจุลินทรีย์ วิเคราะห์ข้อมูลด้วย สถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน และสถิติเชิงอนุมาน ผลการวิจัย ผล การศึกษาพบว่าภายหลังการเข้ารว่ มโปรแกรมการส่งเสริมสุขภาพช่องปาก กลุ่มทดลอง มีคะแนนเฉลี่ยความรู้ในการดูแลสุขภาพ ช่องปาก คะแนนเฉลย่ี ทศั นคตใิ นการดแู ลสขุ ภาพช่องปาก และคะแนนเฉลีย่ พฤตกิ รรมในการดูแลสุขภาพช่องปาก สูงกว่าก่อนการ เข้าร่วมโปรแกรมและสูงกว่ากลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคญั ทาง สถิติที่ระดับ 0.05 กลุ่มทดลองมีค่าเฉลี่ยปริมาณคราบจุลินทรีย์ตำ่ กว่า ก่อนการเข้ารว่ มโปรแกรมและตำ่ กวา่ กลุ่มควบคุมอย่างมี นัยสำคญั ทางสถติ ิท่ีระดบั 0.05 อภิปรายและสรุปผลการวิจัย การ ศึกษาวิจัยในครั้งนี้สามารถพิสูจน์ให้เห็นว่า โปรแกรมการส่งเสริมสุขภาพช่องปาก สามารถเพิ่ม คะแนนเฉลี่ยความรู้ในการดูแล สุขภาพช่องปาก คะแนนเฉลี่ยทัศนคติในการดูแลสุขภาพช่องปาก และคะแนนเฉลี่ยพฤติกรรมในการดูแลสุขภาพช่องปาก และ สามารถลดคา่ เฉล่ยี ปริมาณคราบจลุ ินทรยี ์ของนกั เรียน อายุ 12 ปี ในเขตพ้ืนท่อี ำเภอวดั โบสถ์ จังหวัดพษิ ณโุ ลก คำสำคญั : โปรแกรมการส่งเสรมิ สขุ ภาพชอ่ งปาก, พฤตกิ รรมการดูแลสขุ ภาพช่องปาก, ปรมิ าณคราบจลุ นิ ทรยี ์, นักเรยี นอายุ 12 ปี 300

The 2nd National Conference of Health Science Research สำนกั วชิ ำวทิ ยำศำสตรส์ ขุ ภำพ Knowledge transformation towards Thailand 4.0 มหำวทิ ยำลยั แมฟ่ ้ ำหลวง Development of an Oral Health Promotion Program on Oral Health Behavior among 12 Year-old Students in Watbot District, Phitsanulok Province Areerat thano1*, Monsinee Onthong1, Wilaiporn saibuntang1, Phongpisanu Boonda1, Passorn Nuntapolchai 1 1Sirindhorn College of Public Health Phitsanulok, Praboromarajchanok Institute of Health Workforce Development *Corresponding author: [email protected] Abstract Introduction: Dental caries and oral health problems Dental problems are still at every level up to the world level. The relevant personnel have tried to solve problems in many ways but only partially. Objective: The research aimed to evaluate the effectiveness of an oral health promotion program on oral health behavior among 1 2 - year-old students in Watbot District, Phitsanulok Province. The research methodology was conducted into three stages of research and development: (1) assess knowledge, attitude and behavior in oral health care and guidelines for program development; (2) creation and justification of program; and (3) implementation and dissemination of results. Methodology: This quasi-experimental. Two schools with similar features were selected by purposive sampling as the study groups. The experimental group received an oral health promotion program on oral health behavior. The controlled group received the routine oral health instruction. The data were collected twice at the beginning and the end of program using tests, questionnaires and plaque records. The data were analyzed by percentage, mean score, standard deviation, independent t-test and paired sample t-test. Results: The results revealed that after receiving the oral health promotion program, the experimental group had significantly higher mean score for oral health care knowledge, oral health care attitude and behavioral performance of oral health care and significantly lower plaque score than before receiving the program and control group at the 0.05 level. Discussion and conclusion: The findings of this research have showed that an oral health promotion program could improve mean score of oral health care knowledge, oral health care attitude and behavioral performance of oral health care. It could also reduce plaque scores among 12 year-old students in Watbot District, Phitsanulok Province. Keywords: oral health promotion program, behavioral performance of oral health care, plaque, 12 year- old students 301

The 2nd National Conference of Health Science Research สำนกั วชิ ำวทิ ยำศำสตรส์ ขุ ภำพ Knowledge transformation towards Thailand 4.0 มหำวทิ ยำลยั แมฟ่ ้ ำหลวง บทนำ โรคฟันผเุ ป็นโรคทพ่ี บเหน็ ไดท้ วั่ ไปในทกุ ๆ กลมุ่ วัยเปน็ โรคท่เี กิดจากหลายสาเหตุ เช่น เชื้อแบคทเี รีย ซึ่งทำให้เกิดการสูญเสียแร่ธาตุของฟัน ซึ่งโรคฟันผุมีหลายปัจจัยที่ทำให้การดำเนินโรคมีกระบวนการที่ต่างกันจากพฤติกรรมด้าน สุขภาพ และสภาวะร่างกายของแต่ละคน โดยปัญหาฟันผุและสุขภาพช่องปาก ยังคงเป็นปัญหาทางด้านทันตสาธารณสุขในทุกๆ ระดับ ไปจนถึงระดับโลก โดยบุคลากรที่เกี่ยวขอ้ ง และพยายามแก้ปญั หาในหลายๆ รูปแบบ แต่ก็ได้ผลเพยี งบางส่วน โดยจากการ สำรวจภาวะทันตสขุ ภาพครั้งที่ 8 ในปี พ.ศ. 2560 แสดงใหเ้ หน็ วา่ ในระดบั ประเทศ เด็กนกั เรยี นอายุ 12 ปี มสี ภาวะการณ์เกดิ ฟันผุ สูงถึงร้อยละ 52.0 (สำนักทันตสาธารณสุข, 2560) และมีค่าเฉลีย่ ฟนั ผุ ถอน อุด 1.4 ซี่ต่อคน (สำนักทันตสาธารณสุข, 2560) โดย ในระดับภาคเหนือ การสำรวจใช้ข้อมูลจากการตรวจนักเรียนจาก 6 จังหวัดตัวแทน ได้แก่ จังหวัดเชียงใหม่ จังหวัดแพร่ จังหวัด เพชรบรู ณ์ จังหวดั ตาก จงั หวดั กำแพงเพชร และจังหวดั อทุ ยั ธานี แสดงให้เห็นถึงสภาวะของโรคฟนั ผุในเขตภาคเหนือ ซึ่งพบว่าเด็ก นักเรียนอายุ 12 ปี ในเขตภาคเหนือมีสภาวะการเกดิ ฟนั ผุสูงถึงร้อยละ 51.1 (สำนักทันตสาธารณสุข, 2560) และมีค่าเฉลี่ยฟันผุ ถอน อุด 1.3 ซี่ต่อคน (สำนักทนั ตสาธารณสุข, 2560) ซึ่งแสดงให้เห็นว่านักเรยี นอายุ 12 ปี ในเขตภาคเหนือมีสภาวะการเกิดโรค ฟันผุที่ตำ่ กว่าสภาวะการเกิดโรคฟนั ผใุ นระดับประเทศ โรคฟันผุเป็นปัญหาหลักที่เป็นสาเหตขุ องการสญู เสียฟัน ฟันผุมหี ลายระยะ มีตั้งแต่ระยะเริ่มต้นที่เป็นเพียงจุดสีขาวบนตัวฟันไปจนถึงผุเป็นโพรงขนาดใหญ่ที่มีการติดเชื้อเข้าไปในโพรงประสาทฟัน ซึ่งหาก ปล่อยทงิ้ ไวไ้ ม่รกั ษาต้งั แต่ฟนั ผรุ ะยะเรมิ่ ต้น ฟันผกุ ็จะติดเชื้อเข้าไปในโพรงประสาทฟนั และกระดูกรอบรากฟนั หรืออาจจะลุกลาม ไปจนถึงการติดเชื้อในช่องว่างบริเวณขากรรไกร และใบหน้าได้ อาจจะเกิดอาการปวด บวม มีไข้ตัวร้อน ซึ่งหากยังปล่อยไว้ไม่รบี รักษา อาจจะเป็นสาเหตขุ องการตดิ เชื้อในกระแสเลอื ด หรอื สภาวะช็อค (shock) จากพษิ ไข้ไดเ้ ช่นกัน นอกจากเชอื้ จากโรคฟันผุจะ ลกุ ลามบริเวณขากรรไกร และใบหนา้ แล้ว ยังพบว่า เชือ้ แบคทเี รียสาเหตุของโรคฟันผุ เพม่ิ ความเสี่ยงใหก้ ับการเกิดโรคหัวใจติดเชื้อ จากแบคทีเรีย (bacterial infective endocarditis) ไดอ้ กี ด้วย จังหวดั พษิ ณโุ ลก มีการสำรวจสภาวะการเกดิ โรคฟนั ผุของนกั เรยี นอายุ 12 ปี ในทกุ ปี โดยข้อมูลจากการ ตรวจสภาวะช่องปากในเด็กอายุ 12 ปี พ.ศ. 2561 พบว่าเด็กนกั เรียนอายุ 12 ปี ในเขตจังหวดั พษิ ณุโลกมสี ภาวะการเกิดฟันผุสูงถึง ร้อยละ 47.39 (รายงานประจำปี, 2561) โดยเม่ือมองในภาพของอำเภอวดั โบสถ์ พบว่าเดก็ นกั เรยี นอายุ 12 ปี มสี ภาวะการเกดิ ฟัน ผุสูงถงึ ร้อยละ 77.56 (รายงานประจำปี, 2561) ซ่งึ สภาวะการเกิดฟันผขุ องอำเภอวดั โบสถ์ สงู กว่าสภาวะการเกิดฟันผุของทั้งระดับ จังหวัด ระดบั ภาคเหนอื และระดบั ประเทศ ซง่ึ น่าจะเกิดจากการผลการดำเนนิ งานส่วนใหญ่ยงั ขาดความตอ่ เนือ่ งและไมส่ ามารถทำให้เด็กนักเรียนเกิดพฤติกรรมทย่ี ัง่ ยนื จน เป็น นิสัยได้ ซึ่งจากผลการสัมภาษณ์เด็กอายุ 12 ปีพบว่าจำนวน เด็กนักเรียนที่แปรงฟันทีโ่ รงเรียนและความสม่ำเสมอในการแปรงฟัน ของเด็กลดลง (Dental Health Division, 2012) แสดงถึงการขาดความระมัดระวงั ในการทำพฤตกิ รรมการดูแลอนามยั ชอ่ งปากทด่ี ี จนทำให้เกิดโรคในช่องปาก ซึ่งจากข้อมลู การทำงานของทนั ตบคุ ลากรในปัจจบุ นั จะพบวา่ ยังคงมีปัญหา ในเรื่องของวิธีการท่ที ันต บุคลากรใชใ้ นการปรบั เปลี่ยนพฤติกรรมในการดแู ลอนามัยช่องปาก ของวยั ร่นุ โดยที่ผา่ นมาทันตบคุ ลากรมักจะใช้เพียงแค่การสอน ทันตสุขศกึ ษาแบบดั้งเดิม (Conventional) โดยมักจะไม่อ้างองิ หรือประยุกต์ใช้จากทฤษฎีในการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม ซึ่งนำไปสู่ การทำงานเพื่อปรับเปลี่ยนพฤติกรรมที่ไม่สำเร็จ และท้ายที่สุดปัญหา สุขภาพช่องปากก็ยังคงอยู่ ดังนั้น การศึกษา เพื่อพัฒนา โปรแกรมการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม ในกลุ่มวัยรุ่น โดยการใช้ทฤษฎีทางพฤติกรรมศาสตร์และทันตแพทยศาสตร์จำเกี่ยวข้องกับ การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของวัยรุน่ ตอนต้นจึง เป็นสิ่งจำเป็น จึงเป็นที่มาของการศึกษาในครั้งนี้ ที่จะศึกษา การพัฒนาโปรแกรม 302

The 2nd National Conference of Health Science Research สำนกั วชิ ำวทิ ยำศำสตรส์ ุขภำพ Knowledge transformation towards Thailand 4.0 มหำวทิ ยำลยั แม่ฟ้ ำหลวง การส่งเสริมสุขภาพช่องปากต่อพฤติกรรมการดูแลสุขภาพช่องปาก ของนักเรียนอายุ 12 ปี เขตพื้นที่อำเภอวัดโบสถ์ จังหวัด พิษณุโลก ที่คณะผู้วิจัยพัฒนาขึ้น ในลักษณะ ชุดกิจกรรมที่มีการประยุกต์แนวคิดจากทฤษฎี การเรียนรู้ปัญญาสังคม (Social Cognitive Theory of Learning) ของแบนดูรา (Bandura A. , 1997) ซึง่ เปน็ แนวคิด ทีใ่ ช้เพือ่ พฒั นาปจั จยั ภายในของบุคคล เช่น การรบั รู้ความสามารถของตนเอง การควบคุมตนเอง รว่ มกบั แนวคิดเสริมทใี่ ชใ้ นกระบวนการจดั กจิ กรรม เพื่อปรับเปล่ยี นพฤตกิ รรม วตั ถปุ ระสงค์ 1. เพื่อประเมิน ความรู้ ทัศนคติ และพฤติกรรมการดูแลสุขภาพช่องปากของนักเรียนอายุ 12 ปี เขตพื้นที่อำเภอวัดโบสถ์ จงั หวัดพิษณุโลก 2. เพื่อสร้างและตรวจสอบองค์ประกอบของโปรแกรมการส่งเสริมสุขภาพช่องปากต่อพฤติกรรมการดูแลสุขภาพช่องปาก ของนักเรียนอายุ 12 ปี เขตพ้ืนท่อี ำเภอวดั โบสถ์ จงั หวัดพษิ ณุโลก 3. เพื่อทดลองใช้และศึกษาผลการใช้โปรแกรมการส่งเสริมสุขภาพช่องปากต่อพฤติกรรมการดูแลสุขภาพช่องปากของ นกั เรยี นอายุ 12 ปี เขตพน้ื ท่ีอำเภอวดั โบสถ์ จงั หวดั พษิ ณุโลก ระเบียบวิธวี ิจัย กรอบแนวคิดการวจิ ยั ระเบยี บวิธีวจิ ยั การวิจยั เรอ่ื ง การพัฒนาโปรแกรมการสง่ เสรมิ สุขภาพชอ่ งปากตอ่ พฤตกิ รรมการดแู ลสุขภาพช่องปากของนกั เรยี นอายุ 12 ปี เขตพื้นที่อำเภอวัดโบสถ์ จังหวัดพิษณุโลก ในครั้งนี้ ผู้วิจัยได้ดำเนินการวิจัยโดยใช้ระเบียบวิธีการวิจัยและพัฒนา ( Research and Development) ตามแนวคิดของพงศ์พิษณุ บุญดา (Phongpisanu B., 2018; Phongpisanu B., 2019, Phongpisanu B., 303

The 2nd National Conference of Health Science Research สำนกั วชิ ำวทิ ยำศำสตรส์ ุขภำพ Knowledge transformation towards Thailand 4.0 มหำวทิ ยำลยั แม่ฟ้ ำหลวง 2020) เป็นการศึกษาแบบกึ่งทดลอง (Quasi Experimental) แบ่งกลุ่มศึกษาเป็นกลุ่มทดลอง (Experiment Group) และกลุ่ม เปรียบเทียบ (Control Group) วดั ก่อนและหลงั การทดลอง (Two Group Pretest-Posttest Design) ขั้นตอนที่ 1 การศึกษาพฤติกรรมการดูแลสุขภาพช่องปากของนักเรียนอายุ 12 ปี เขตพื้นที่อำเภอวัดโบสถ์ จังหวัด พิษณโุ ลก ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง คือ นักเรียนอายุ 12 ปี เขตพื้นที่อำเภอวัดโบสถ์ จังหวัดพิษณุโลก จำนวน 352 คน กลุ่ม ตัวอย่างไดจ้ ากจำนวนนกั เรยี นอายุ 12 ปี เขตพ้นื ที่อำเภอวัดโบสถ์ จังหวัดพิษณโุ ลก ท้งั หมด เครื่องมอื ทใ่ี ชใ้ นการเก็บรวบรวมขอ้ มูล ประกอบด้วย 4 สว่ น คือ เคร่อื งมือทใ่ี ชใ้ นการเกบ็ รวบรวมข้อมูลท่ัวไปเคร่ืองมือ ทใ่ี ชร้ วบรวมการรบั ร้เู กย่ี วกบั พฤตกิ รรมการดแู ลสขุ ภาพช่องปาก เคร่ืองมือใชป้ ระเมนิ ความรเู้ กี่ยวกบั การดูแลสุขภาพ และเคร่ืองมอื ใชป้ ระเมินพฤตกิ รรมการดแู ลสขุ ภาพชอ่ งปาก สว่ นที่ 1 แบบสอบถามขอ้ มูลทวั่ ไป ประกอบไปดว้ ย เพศ อายุ ระดับช้นั และหอ้ งเรียน ส่วนท่ี 2 แบบสอบถามทัศนคติเก่ียวกับพฤตกิ รรมการดแู ลสขุ ภาพ มลี ักษณะเปน็ แบบเลือกตอบ 5 ตวั เลอื ก ประกอบด้วย เหน็ ดว้ ยอยา่ งย่งิ เห็นด้วย ไมแ่ นใ่ จ ไม่เหน็ ดว้ ย และไม่เห็นด้วยอย่างย่งิ จำนวน 10 ขอ้ ซงึ่ แบ่งเป็นข้อคำถามเชงิ บวก จำนวน 3 ข้อ และเชิงลบ จำนวน 7 ขอ้ สว่ นท่ี 3 แบบประเมินพฤติกรรมการดูแลสุขภาพช่องปาก มีลกั ษณะเป็นแบบเลอื กตอบ 5 ตัวเลอื ก ประกอบดว้ ย ทุกวัน 5-6 วัน/สัปดาห์ 3-4 วัน/สัปดาห์ 1-2 วัน/สัปดาห์ และไม่ได้ปฏิบัติ จำนวน 10 ข้อ ซึ่งแบ่งเป็นข้อคำถามเชิงบวก จำนวน 8 ข้อ และเชิงลบ จำนวน 2 ขอ้ ส่วนที่ 4 แบบประเมินความรู้เกี่ยวกับพฤติกรรมการดูแลสุขภาพช่องปาก มีลักษณะเป็นแบบเลือกตอบ 2 ตัวเลือก ประกอบดว้ ย ถูก และผดิ จำนวน 10 ขอ้ ซง่ึ แบง่ เป็นข้อคำตอบถกู จำนวน 5 ขอ้ และผดิ จำนวน 5 ข้อ เป็นแบบสอบถาม ที่สร้างขึ้นโดยผ่านการตรวจสอบความตรง ตามเนื้อหา (Content Validity) จากผู้เชี่ยวชาญ ทาง สาธารณสุขศาสตร์และทันตแพทยศาสตร์ จำนวน 2 ท่าน และด้านพฤติกรรมศาสตร์และการ สร้างเครื่องมือวัด จำนวน 2 ท่าน รวมทั้งสิ้นจำนวน 4 ท่าน และตรวจสอบความเชื่อมั่น (Reliability) ด้วยวิธีสัมประสิทธิ์อลั ฟาของครอนบัค (Cronbach’s Alpha Coefficient) ค่า Reliability ทไ่ี ด้ เทา่ กบั 0.80 ขั้นตอนที่ 2 การสร้างและตรวจสอบองค์ประกอบของโปรแกรมการส่งเสริมสุขภาพช่องปากต่อพฤติกรรมการดูแล สขุ ภาพช่องปากของนกั เรยี นอายุ 12 ปี เขตพืน้ ที่อำเภอวดั โบสถ์ จังหวัดพิษณโุ ลก ส่วนที่ 1 การสร้างโปรแกรมการส่งเสริมสุขภาพช่องปากต่อพฤติกรรมการดูแลสุขภาพช่องปากของนักเรียนอายุ 12 ปี เขตพ้นื ที่อำเภอวัดโบสถ์ จงั หวดั พิษณุโลก กลุ่มตัวอย่างในการดำเนินการวจิ ัย เปน็ องค์ความร้จู ากเอกสาร ตำรา และงานวจิ ัยทเ่ี ก่ยี วข้อง เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล เป็นแบบบันทึกเอกสาร ตำรา และวิจัยที่เกี่ยวข้อง (matrix) ซึ่งประกอบด้วย องค์ประกอบของประเด็นศกึ ษา และชอ่ื ผู้ทำวิจยั การวิเคราะห์ข้อมูล เป็นการวิเคราะห์เนื้อหา และการวิเคราะห์เอกสาร (Content analysis and Document analysis) 304

The 2nd National Conference of Health Science Research สำนักวชิ ำวทิ ยำศำสตรส์ ุขภำพ Knowledge transformation towards Thailand 4.0 มหำวทิ ยำลยั แม่ฟ้ ำหลวง ส่วนที่ 2 การตรวจสอบองค์ประกอบของโปรแกรมการส่งเสริมสุขภาพช่องปากต่อพฤติกรรมการดูแลสุขภาพช่องปาก ของนักเรยี นอายุ 12 ปี เขตพ้นื ท่ีอำเภอวัดโบสถ์ จงั หวดั พิษณโุ ลก กลุ่มตัวอย่างของการวิจัย ผู้ทรงคุณวุฒิที่พิจารณาประเมินโปรแกรม จำนวน 3 คน ที่มีประสบการณ์ในการสร้าง โปรแกรมการสง่ เสรมิ สุขภาพช่องปาก เครื่องมือ และลักษณะเครื่องมือในการดำเนินการวิจัย เป็นแบบประเมินโปรแกรมการส่งเสริมสุขภาพช่องปากต่อ พฤติกรรมการดแู ลสขุ ภาพช่องปากของนกั เรียนอายุ 12 ปี เขตพื้นท่อี ำเภอวดั โบสถ์ จังหวัดพษิ ณโุ ลก การวิเคราะห์ข้อมูล ผู้วิจัยใช้การวิเคราะห์ข้อมูลจากแบบตรวจสอบคุณภาพเครื่องมือวิจัยโดยผู้ทรงคุณวุฒิในส่วนที่ เป็นมาตราส่วนประมาณค่าจากการพิจารณาของผู้ทรงคุณวุฒิ โดยการคำนวณค่าเฉลี่ย (Mean) และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (Standard Deviation) ได้ 5 องค์ประกอบของโปรแกรมการส่งเสรมิ สขุ ภาพช่องปากตอ่ พฤตกิ รรมการดแู ลสุขภาพชอ่ งปากของนักเรียนอายุ 12 ปี เขตพ้นื ทอี่ ำเภอวดั โบสถ์ จังหวัดพษิ ณโุ ลก ดงั น้ี 1.หลักการ ใช้ทฤษฎีความสามารถตนเอง (Self-Efficacy Theory) (Bandura, 1989) ใช้ Semantic Model เป็น รูปแบบที่ใชภ้ าษาเป็นสือ่ ในการบรรยายหรืออธบิ ายปรากฏการณ์ทศ่ี ึกษาดว้ ยภาษา แผนภมู ิ หรอื รปู ภาพ เพอ่ื ให้เหน็ โครงสร้างทาง ความคิด องค์ประกอบ และความสัมพันธข์ ององค์ประกอบของปรากฏการณ์นั้น ๆ เช่น รูปแบบการสอนของ (Joyce and Weil, 1985) 2.วัตถุประสงค์ เพื่อส่งเสริมสุขภาพช่องปากต่อพฤติกรรมการดูแลสุขภาพช่องปาก อันประกอบด้วย ความรู้ ทัศนคติ และพฤติกรรม ดา้ นการดแู ลสุขภาพชอ่ งปากของนกั เรยี นอายุ 12 ปี เขตพื้นท่อี ำเภอวดั โบสถ์ จงั หวดั พิษณุโลก 3.เนื้อหา พัฒนาทั้งความรู้ ความเข้าใจเกี่ยวกับทักษะในการดูแลผู้สูงอายุ และกระบวนการพัฒนาทักษะ ตามรูปแบบ การพฒั นาทักษะ โดยมี องคค์ วามรู้ และทกั ษะ ทีจ่ ำเปน็ ในการปฏบิ ัติงานอย่างมีประสิทธิภาพและประสทิ ธิผล ซึ่งเป็นคุณลักษณะ ของผูด้ ูแลระยะยาวผู้สงู อายุทีม่ ีภาวะพง่ึ พงิ ในชมุ ชนทีส่ ง่ ผลต่อการปฏบิ ัติงานในชมุ ชน อำเภอวดั โบสถ์ จังหวัดพษิ ณโุ ลก เน้ือหาท่ีใช้ ภายในรูปแบบที่พัฒนา ประกอบด้วยหน่วยการเรียนรู้ 4 หน่วย ได้แก่ โรคฟันผุ โรคเหงือกอักเสบ อาหารกับอวัยวะในช่องปาก และการตรวจฟันดว้ ยตนเอง 4.กระบวนการ คร้งั ที่ 1 กิจกรรมสันทนาการ ทำแบบสอบถามความรู้ ทศั นคติ พฤตกิ รรม (Pre-test) และย้อมคราบจลุ ินทรีย์ 1) ผูว้ จิ ัยชี้แจงวัตถปุ ระสงคข์ องการวจิ ยั ใช้เวลา 5 นาที 2) ทำแบบสอบถามกอ่ นการวจิ ยั ใชเ้ วลา 20 นาที 3) ย้อมคราบจุลินทรยี ์ ใช้เวลา 60 นาที 4) สร้างสมั พนั ธภาพ เล่นเกมประกอบกิจกรรม ใชเ้ วลา 15 นาที ครง้ั ท่ี 2 กจิ กรรมให้ความรู้ ประกอบดว้ ย โรคฟนั ผุ โรคเหงือกอักเสบ อาหารท่ีทำให้เกิดฟนั ผุ การตรวจฟนั ด้วย ตัวเอง การแปรงฟัน และการใชไ้ หมขดั ฟนั ใช้เวลา 120 นาที 305

The 2nd National Conference of Health Science Research สำนักวชิ ำวทิ ยำศำสตรส์ ขุ ภำพ Knowledge transformation towards Thailand 4.0 มหำวทิ ยำลยั แม่ฟ้ ำหลวง ครัง้ ที่ 3 กจิ กรรมทบทวนความรู้ และสรา้ งแรงจงู ใจในการดูแลสุขภาพช่องปาก โดยจัดเป็นเกมทบทวนความรู้ ประกอบด้วย เกมภาพปริศนา เกมทายคำตอบ และค้นหานักเรียนแกนนำ 5 คน เล่าประสบการณ์การดูแลสุขภาพช่องปากเป็น แบบอย่างให้กับนกั เรยี นคนอ่ืนๆ ครั้งที่ 4 กิจกรรมการสาธิตการแปรงฟัน การใช้ไหมขัดฟัน ทำแบบทดสอบ (Post-test) และย้อมคราบ จุลนิ ทรีย์ 4.การประเมนิ ผล 4 ดา้ นคือ ความรู้ ทศั นคติ พฤตกิ รรมการดแู ลสุขภาพช่องปาก และปริมาณคราบจลุ ินทรยี ์ ขั้นตอนท่ี 3 การทดลองใช้และศึกษาผลการใช้โปรแกรมการส่งเสรมิ สขุ ภาพชอ่ งปากต่อพฤติกรรมการดูแลสุขภาพ ช่องปากของนกั เรยี นอายุ 12 ปี เขตพนื้ ท่ีอำเภอวัดโบสถ์ จังหวดั พิษณโุ ลก กลุ่มตัวอย่าง คือ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ที่ศึกษาในอำเภอวัดโบสถ์ จังหวัดพิษณุโลก จำนวน 60 คน โดยได้ ขนาดกลุ่มตัวอย่างโดยการใช้โปรแกรม G*powerได้ขนาดกลุ่มตัวอย่างขั้นต่ำจำนวน 42 คนเพื่อลดความเส่ียงในการถอนตัวออก จากการวิจยั จงึ ใช้ขนาดกลุม่ ตัวอยา่ งรวม 60 คน แบ่งกลุ่มตัวอย่างออกเป็น 2 กลุ่ม ใช้การสุ่มอย่างง่าย (Simple Random Sampling) โดยการจับฉลากเลือกห้อง เข้า กลมุ่ ทดลอง จำนวน 30 คน และกลุ่มควบคุม จำนวน 30 คน - กล่มุ ทดลอง จำนวน 30 คน (นักเรียนช้นั ประถมศกึ ษาปีท่ี 6 ห้อง 1 โรงเรยี นวดั โบสถ์ อำเภอวดั โบสถ์ จังหวดั พิษณุโลก) - กลมุ่ ควบคุม จำนวน 30 คน (นกั เรียนชนั้ ประถมศึกษาปีท่ี 6 ห้อง 2 โรงเรียนวดั โบสถ์ อำเภอวดั โบสถ์ จงั หวดั พษิ ณุโลก) การวิเคราะหข์ อ้ มลู ผวู้ จิ ยั ดำเนินการวิเคราะหข์ อ้ มูล ดังน้ี 1. วิเคราะห์ค่าสถิติพื้นฐานของคะแนนที่ได้จาการประเมินการพัฒนาโปรแกรม ได้แก่ ค่าความถี่ ค่าเฉลี่ย (Mean) คา่ ร้อยละ (Percentage) และส่วนเบ่ียงเบนมาตรฐาน (Standard Deviation) 2. วิเคราะห์เปรียบเทียบความแตกต่างของคะแนนเฉลี่ยความรู้เกี่ยวกับการดูแลสุขภาพช่องปาก การรับรู้ สมรรถนะแห่งตนในการดูแลสุขภาพช่องปาก ทักษะในการดูแลสุขภาพช่องปาก พฤติกรรมการดูแลสุขภาพช่องปาก และปริมาณ คราบจุลินทรีย์ของกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุมหลังการเข้าร่วมโปรแกรมการส่งเสริมสุขภาพช่องปากให้ใช้การทดสอบ independent t-test และวิเคราะห์เปรยี บเทยี บความแตกต่างของคะแนนเฉลี่ยของความรู้เก่ียวกับการดูแลสุขภาพช่องปาก การ รบั รสู้ มรรถนะแห่งตนในการดแู ลสขุ ภาพช่องปากทกั ษะในการดแู ลสขุ ภาพช่องปากพฤติกรรมการดแู ลสขุ ภาพช่องปาก และปรมิ าณ คราบจลุ ินทรีย์ ของกลุม่ ทดลอง ก่อนและหลังการเขา้ ร่วมโปรแกรมการส่งเสริมสุขภาพชอ่ งปากของกลุ่มทดลอง ก่อนและหลังการ เขา้ รว่ มโปรแกรมการสง่ เสริมสุขภาพช่องปาก ให้ใช้การทดสอบ paired sample t-test ผลการวิจยั 1. ผลการวิเคราะห์การประเมินความรู้ ทัศนคติ และพฤติกรรมการดูแลสุขภาพช่องปากของนักเรียนอายุ 12 ปี เขตพื้นท่ี อำเภอวดั โบสถ์ จงั หวดั พิษณุโลก พบว่า กลุ่มประชากรนักเรยี นอายุ 12 ปี ในเขตพื้นที่อำเภอวัดโบสถ์ จังหวัดพิษณุโลก เป็นเพศหญิงมากกว่า จำนวน 88 คน คิดเป็นร้อยละ 50.3 และเพศชาย จำนวน 87 คน คดิ เปน็ รอ้ ยละ 49.7 306

The 2nd National Conference of Health Science Research สำนักวชิ ำวทิ ยำศำสตรส์ ขุ ภำพ Knowledge transformation towards Thailand 4.0 มหำวทิ ยำลยั แม่ฟ้ ำหลวง ความรู้ กลุ่มประชากร มีคะแนนความรู้อยู่ในระดับสูง จำนวน 87 คน คิดเป็นร้อยละ 49.71 รองลงมา คือ ระดับปาน กลาง จำนวน 66 คน คดิ เปน็ รอ้ ยละ 37.71 และระดับต่ำ จำนวน 22 คน คดิ เป็นรอ้ ยละ 12.57 คำถามที่กลุ่มประชากรตอบถูกมากที่สุด คือ ข้อ 1) อาหารท่ีมีน้ำตาลทำให้เกิดฟันผุ เช่น ลูกอม น้ำอัดลม ขนมหวาน ร้อยละ 98.9 รองลงมา คือ ข้อ 9) การทานอาหารเหนียวติดฟัน เช่น ตังเม ช็อคโกแลต ทำให้เกิดฟันผุ ร้อยละ 93.7 และข้อ 2) ควรแปรงฟันอย่างน้อยวนั ละ 2 ครั้ง เพอ่ื ช่วยปอ้ งกันฟันผุ และข้อ 8) การไปพบหมอฟันทุกๆ6เดอื นจะชว่ ยตรวจพบปญั หาโรคฟนั ผุ ระยะเรม่ิ แรกได้ เช่น มรี อยสีขาวข่นุ บนผวิ ฟัน ร้อยละ 89.7 ขอ้ ทตี่ อบผิดมากทีส่ ดุ คือ ขอ้ 4) วิธแี ปรงฟนั ที่ถูกต้อง คือถูไปมาให้ท่ัว ทุกซ่ี รอ้ ยละ 138 ทัศนคติ กลุ่มประชากร มีคะแนนความรู้อยู่ในระดับปานกลาง จำนวน 97 คน คิดเป็นร้อยละ 55.4 รองลงมา คือ ระดบั สูง จำนวน 76 คน คดิ เปน็ ร้อยละ 43.4 และระดับตำ่ จำนวน 2 คน คิดเป็นรอ้ ยละ 1.1 คะแนนทัศนคติของกลุม่ ประชากรนกั เรียนอายุ 12 ปี โดยรวมอยู่ในระดับปานกลาง 60.29±1.34 ข้อที่ได้คะแนนสูงคอื ข้อ 10) ท่านคิดว่าการบ้วนปากด้วยน้ำสะอาดช่วยให้ฟันสะอาด โดยไม่ต้องแปรงฟัน 84.57±3.68 รองลงมาระดับปานกลาง คือ ข้อ 8) ท่านคิดว่าการรับประทานอาหารวันละหลายๆครั้ง ไม่ทำให้เกิดโรคฟันผุ 72.34±1.06 และระดับต่ำ คือ ข้อ 7) ท่านคิดว่า คราบข้ีฟนั ที่อยูบ่ นตวั ฟันจะทำใหเ้ กดิ ฟันผุได้ 45.26±0.95 พฤตกิ รรม กลมุ่ ประชากร มีคะแนนความรอู้ ยใู่ นระดบั สงู จำนวน 136 คน คดิ เป็นร้อยละ 77.7 รองลงมา คือ ระดับปาน กลาง จำนวน 35 คน คดิ เป็นรอ้ ยละ 20 และระดบั ตำ่ จำนวน 4 คน คิดเป็นรอ้ ยละ 2.3 คะแนนพฤติกรรมของกลุ่มประชากรนักเรียนอายุ 12 ปี โดยรวมอยู่ในระดบั ต่ำ 47.91±1.33 ข้อที่ได้คะแนนปานกลาง คือ ข้อ 9) ท่านไปพบหมอฟันทุกๆ 6 เดือน 67.09±1.64 และระดับต่ำสุด คือ ข้อ 5) ท่านใช้ยาสีฟันที่มีส่วนผสมของฟลูออไรด์ 29.14±0.93 2. ผลการตรวจสอบคณุ ภาพของโปรแกรมส่งเสรมิ สุขภาพช่องปากตอ่ พฤติกรรมการดูแลสขุ ภาพชอ่ งปากของนักเรยี นอายุ 12 ปี เขตพืน้ ทอี่ ำเภอวัดโบสถ์ จงั หวัดพษิ ณโุ ลก ส่วนที่ 1 ผลการพิจารณาความเหมาะสมของโปรแกรมการส่งเสริมสุขภาพช่องปากต่อพฤติกรรมการดูแลสุขภาพ ชอ่ งปากของนกั เรียน อายุ 12 ปี เขตพื้นทอี่ ำเภอวดั โบสถ์ จงั หวัดพษิ ณโุ ลก พบว่าระดับความเหมาะสมของคู่มือการใช้โปรแกรมการส่งเสริมสุขภาพช่องปากความเหมาะสมของโปรแกรมการส่งเสรมิ สุขภาพช่องปากต่อพฤติกรรมการดูแลสุขภาพช่องปากของนักเรียน อายุ 12 ปี เขตพื้นที่อำเภอวัดโบสถ์ จังหวัดพิษณุโลกอยู่ใน ระดับมาก โดยคะแนนเฉลีย่ โดยรวม คอื 4.18±0.53 คะแนน ส่วนที่ 2 ผลการพิจารณาแบบประเมินคู่มือการใช้โปรแกรมการส่งเสริมสุขภาพช่องปากความเหมาะสมของโปรแกรม การส่งเสริมสุขภาพช่องปากต่อพฤติกรรมการดูแลสุขภาพช่องปากของนักเรียน อายุ 12 ปี เขตพื้นที่อำเภอวัดโบสถ์ จังหวัด พิษณุโลก พบว่าระดับความเหมาะสมของคู่มือการใช้โปรแกรมการส่งเสริมสุขภาพช่องปากความเหมาะสมของโปรแกรมการส่งเสรมิ สุขภาพช่องปากต่อพฤติกรรมการดูแลสุขภาพช่องปากของนักเรียน อายุ 12 ปี เขตพื้นที่อำเภอวัดโบสถ์ จังหวัดพิษณุโลกอยู่ใน ระดบั มาก โดยคะแนนเฉล่ยี โดยรวม คือ 3.90±0.49 คะแนน 307

The 2nd National Conference of Health Science Research สำนกั วชิ ำวทิ ยำศำสตรส์ ขุ ภำพ Knowledge transformation towards Thailand 4.0 มหำวทิ ยำลยั แมฟ่ ้ ำหลวง 3. ผลการวเิ คราะห์ขอ้ มูลการทดลองใช้โปรแกรมส่งเสริมสขุ ภาพ สว่ นที่ 1 ขอ้ มลู ทัว่ ไป จากผลการศึกษาประสิทธิผลของโปรแกรมการส่งเสริมสุขภาพช่องปากต่อพฤติกรรมการดูแลสุขภาพช่องปากของ นักเรียนอายุ 12 ปี เขตพื้นที่อำเภอวัดโบสถ์ จังหวัดพิษณุโลก กลุ่มตัวอย่างในการวิจยั มี ทั้งหมด 42 คน แบ่งเป็นกลุ่มทดลอง 21 คน และกลุ่มควบคุม 21 คน ผลการวเิ คราะหข์ ้อมูลจำแนกตามคุณลักษณะทัว่ ไปทางประชากร ดังแสดงในตารางท่ี 4.12 มีดังนี้ ตารางท่ี 1 รอ้ ยละของกลุ่มตวั อยา่ งจำแนกตามข้อมลู ทั่วไปของนักเรียนอายุ 12 ปี เขตพื้นทอี่ ำเภอวดั โบสถ์ จังหวัดพษิ ณโุ ลก คณุ ลกั ษณะประชากร กลมุ่ ทดลอง กลุม่ ควบคมุ เพศ ชาย 38.1 61.9 หญงิ 61.9 38.1 หอ้ งเรยี น หอ้ ง 1 100 0 ห้อง 2 0 100 จากตาราง 1 พบว่า กลุ่มทดลองนักเรียนอายุ 12 ปี ในโรงเรียนวัดโบสถ์ อำเภอวัดโบสถ์ จังหวัดพิษณโุ ลกเป็นเพศหญงิ มากกว่า คือ ร้อยละ 61.9 และเพศชาย ร้อยละ 38.1 ส่วนกลุม่ ควบคมุ มเี พศชายมากกว่า คือ ร้อยละ 61.9 และเพศหญิง ร้อยละ 38.1 กลุ่มทดลองเป็นนักเรียนห้อง 1 คอื ร้อยละ 100 ส่วนกลมุ่ ควบคมุ เป็นนักเรียนห้อง 2 คอื รอ้ ยละ 100 การเปรียบเทียบคะแนนเฉลี่ยของความรู้เรื่องการดูแลสุขภาพช่องปาก ภายในกลุ่มทดลอง และกลุ่มควบคุม ก่อน และ หลงั การทดลอง ผลการวเิ คราะห์ข้อมลู ของกลมุ่ ทดลอง พบวา่ ก่อนการทดลอง มีคะแนนเฉลยี่ ความรู้เร่ืองการดูแลสุขภาพชอ่ งปาก 72.38±14.80 คะแนน หลงั การทดลองมีคะแนนเฉล่ยี เท่ากบั 84.76±11.23 คะแนน เมอ่ื เปรียบเทยี บคะแนนความรู้เร่ืองการดูแล สุขภาพช่องปาก ก่อน และหลังการทดลองพบว่า แตกต่างกันอยา่ งมีนยั สำคญั ทางสถิติที่ระดับ 0.05 (p-value = 0.002) โดยหลงั การทดลองมีคะแนนเฉลี่ยมากกว่าก่อนการทดลอง ส่วนกลุ่มควบคุม พบว่า ก่อนการทดลอง มีคะแนนเฉลี่ยความรู้เรื่องการดูแล สุขภาพช่องปาก 76.19±17.16 คะแนน หลังการทดลองมีคะแนนเฉลี่ยเท่ากับ 71.90±12.09 คะแนน เมื่อเปรียบเทียบคะแนน เฉลี่ยความรู้เรื่องการดูแลสุขภาพช่องปาก ก่อน และหลังการทดลอง พบว่าคะแนนความหลังการทดลอง ไม่แตกต่างอย่างมี นยั สำคญั ทางสถิติทร่ี ะดบั 0.05 (p-value = 0.699) โดยหลงั การทดลองมีคะแนนเฉลีย่ นอ้ ยกวา่ กอ่ นการทดลอง การเปรียบเทียบคะแนนเฉลี่ยของทัศนคติในการดูแลสุขภาพช่องปาก ภายในกลุ่มทดลอง และกลุ่มควบคุม ก่อน และ หลังการทดลอง ผลการวิเคราะห์ข้อมูลของกลุ่มทดลอง พบว่า ก่อนการทดลอง มีคะแนนเฉลี่ยทัศนคติเรื่องการดูแลสุขภาพช่อง ปาก 61.71±10.32 คะแนน หลังการทดลองมีคะแนนเฉลี่ยเท่ากับ 63.14±11.01 คะแนน เมื่อเปรียบเทียบคะแนนทัศนคติเรื่อง การดูแลสุขภาพชอ่ งปาก กอ่ น และหลังการทดลองพบวา่ ไม่แตกต่างกนั อยา่ งมีนยั สำคัญทางสถติ ทิ ร่ี ะดบั 0.05 (p-value = 0.694) โดยหลังการทดลองมีคะแนนเฉลี่ยมากกว่าก่อนการทดลอง ส่วนกลุ่มควบคุม พบว่า ก่อนการทดลอง มีคะแนนเฉลี่ยทัศนคติเรื่อง การดูแลสุขภาพช่องปาก 59.43±9.69 คะแนน หลังการทดลองมีคะแนนเฉลี่ยเท่ากับ 55.24±9.15 คะแนน เมื่อเปรียบเทียบ 308

The 2nd National Conference of Health Science Research สำนกั วชิ ำวทิ ยำศำสตรส์ ุขภำพ Knowledge transformation towards Thailand 4.0 มหำวทิ ยำลยั แมฟ่ ้ ำหลวง คะแนนเฉล่ียทัศนคติเรอ่ื งการดแู ลสขุ ภาพชอ่ งปาก กอ่ น และหลงั การทดลอง พบวา่ คะแนนความหลงั การทดลอง ไมแ่ ตกต่างอย่าง มีนัยสำคัญทางสถิตทิ ร่ี ะดับ 0.05 (p-value = 0.186) โดยหลงั การทดลองมคี ะแนนเฉล่ยี น้อยกวา่ ก่อนการทดลอง การเปรียบเทยี บคะแนนเฉล่ียของพฤตกิ รรมในการดูแลสุขภาพชอ่ งปาก ภายในกลุม่ ทดลอง และกลุ่มควบคุม ก่อน และ หลังการทดลอง ผลการวิเคราะหข์ ้อมูลของกลมุ่ ทดลอง พบว่า ก่อนการทดลอง มคี ะแนนเฉล่ียพฤตกิ รรมเรือ่ งการดูแลสุขภาพช่อง ปาก 58.38±14.38 คะแนน หลังการทดลองมีคะแนนเฉลี่ยเทา่ กับ 48.57±15.63 คะแนน เมื่อเปรยี บเทียบคะแนนพฤติกรรมเร่ือง การดูแลสุขภาพชอ่ งปาก ก่อน และหลงั การทดลองพบว่า แตกต่างกันอย่างมนี ัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 (p-value = 0.019) โดยหลงั การทดลองมีคะแนนเฉลยี่ นอ้ ยกว่าก่อนการทดลอง ส่วนกลมุ่ ควบคมุ พบว่า กอ่ นการทดลอง มีคะแนนเฉล่ียพฤตกิ รรมเร่อื ง การดูแลสุขภาพช่องปาก 54.29±13.16 คะแนน หลังการทดลองมีคะแนนเฉลี่ยเท่ากับ 47.14±12.27 คะแนน เมื่อเปรียบเทียบ คะแนนเฉลี่ยพฤติกรรมเรื่องการดูแลสุขภาพช่องปาก ก่อน และหลังการทดลอง พบว่าคะแนนความหลังการทดลอง ไม่แตกต่าง อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 (p-value = 0.384) โดยหลังการทดลองมีคะแนนเฉลี่ยน้อยกว่าก่อนการทดลอง ทั้งนี้เปน็ เพราะนักวิจัยไม่สามารถควบคุมการประเมินพฤตกิ รรมของเด็กนักเรียนได้ เนื่องจากอยู่ในช่วงเวลาการเดินทางกลับบ้านของเด็ก นักเรยี น ตารางที่ 2 การเปรยี บเทยี บคะแนนเฉล่ียของคราบจลุ นิ ทรยี ์ ภายในกลมุ่ ทดลอง และกลมุ่ ควบคมุ ก่อน และหลงั การทดลอง คราบจลุ นิ ทรีย์ N ���̅��� S.D. T p-value กลมุ่ ทดลอง กอ่ นการทดลอง 21 1.7 0.72 6.139 .000* 0.31 หลงั การทดลอง 21 0.64 กล่มุ ควบคุม ก่อนการทดลอง 21 1.6 0.46 -1.451 .162 0.51 หลังการทดลอง 21 1.6 *กำหนดคำนัยสำคัญทางสถติ ิทรี่ ะดับ 0.05 (หมายเหตุ : คะแนนเตม็ 5 คะแนน) จากตารางที่ 2 ผลการวิเคราะห์ข้อมูลของกลุ่มทดลอง พบว่า ก่อนการทดลอง มีคะแนนเฉล่ียคราบจุลินทรีย์ในช่องปาก 1.7±0.72 คะแนน หลังการทดลองมคี ะแนนเฉลี่ยเท่ากับ 0.64±0.31 คะแนน เมื่อเปรียบเทียบคะแนนคราบจลุ นิ ทรีย์ในช่องปาก ก่อน และหลังการทดลองพบว่า แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 (p-value < 0.001) โดยหลังการทดลองมี คะแนนเฉล่ียนอ้ ยกว่าก่อนการทดลอง ซ่ึงแสดงถึงสามารถลดคราบจลุ ินทรยี ใ์ นช่องปากไดด้ ีกวา่ ส่วนกลุม่ ควบคุม พบว่า ก่อนการทดลอง มีคะแนนเฉลี่ยคราบจุลนิ ทรีย์ในช่องปาก 1.6±0.46 คะแนน หลังการทดลองมี คะแนนเฉลี่ยเท่ากับ 1.6±0.51 คะแนน เมื่อเปรียบเทียบคะแนนเฉลี่ยคราบจุลินทรีย์ในชอ่ งปาก ก่อน และหลังการทดลอง พบว่า ถึงแม้คะแนนเฉลี่ยคราบจุลินทรยี ์หลังการทดลอง ไม่แตกต่างอย่างมนี ยั สำคัญทางสถติ ิท่ีระดับ 0.05 (p-value = 0.162) โดยหลงั การทดลองมคี ะแนนเฉลยี่ มากกว่ากอ่ นการทดลอง แสดงถึงสามารถลดคราบจุลินทรียใ์ นช่องปากได้น้อยกว่ากอ่ นการทดลอง 309

The 2nd National Conference of Health Science Research สำนกั วชิ ำวทิ ยำศำสตรส์ ุขภำพ Knowledge transformation towards Thailand 4.0 มหำวทิ ยำลยั แม่ฟ้ ำหลวง ตารางท่ี 3 การเปรียบเทยี บคะแนนเฉลยี่ ของคราบจลุ นิ ทรยี ์ ระหวา่ งกลมุ่ ทดลอง และกลมุ่ ควบคุม กอ่ น และหลงั การทดลอง คะแนนคราบจลุ นิ ทรีย์ N ���̅��� S.D. T p-value กอ่ นการทดลอง กลุ่มทดลอง 21 1.7 0.72 .384 .703 0.46 กลมุ่ ควบคมุ 21 1.6 หลงั การทดลอง กลุ่มทดลอง 21 0.64 0.31 -7.749 .000* 0.51 กลมุ่ ควบคุม 21 1.6 *กำหนดคำนัยสำคญั ทางสถติ ิท่รี ะดับ 0.05 (หมายเหตุ : คะแนนเตม็ 5 คะแนน) จากตารางท่ี 3 ผลการวิเคราะห์ข้อมูลของกลุ่มทดลอง พบว่า ก่อนการทดลอง มีคะแนนเฉล่ียคราบจุลินทรีย์ในชอ่ งปาก 1.7±0.72 คะแนน และกลุ่มควบคุมมีคะแนนคราบจลุ นิ ทรีย์ 1.6±0.46 คะแนน เม่ือเปรียบเทียบคะแนนเฉลีย่ คราบจลุ นิ ทรยี ใ์ นชอ่ ง ปาก ระหว่างกลุ่มทดลอง และกลุ่มควบคุม พบว่าไม่แตกต่างกันทางสถิติที่ระดับ 0.05 (p-value = 0.703) โดยก่อนการทดลอง กล่มุ ทดลองมีคะแนนเฉล่ียมากกวา่ กลุ่มควบคมุ ส่วนหลงั การทดลอง พบว่า กลมุ่ ทดลองมีคะแนนเฉลี่ยคราบจลุ ินทรยี ์ในช่องปาก 0.64±0.31 คะแนน และกล่มุ ควบคุมมี ค่าเฉลี่ยคราบจุลินทรีย์ 1.6±0.51 คะแนน เมื่อเปรียบเทียบคะแนนเฉลี่ยคราบจุลินทรียใ์ นช่องปาก ระหว่างกลุม่ ทดลองและกลมุ่ ควบคุม พบว่า กลุ่มทดลองมีคะแนนเฉลี่ยคราบจุลินทรีย์ในช่องปาก แตกต่างกนั อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 (p-value < 0.001) โดยหลังการทดลอง กลุ่มทดลองมคี ะแนนเฉลี่ยน้อยว่ากลุม่ ควบคมุ ซึ่งแสดงถึงสามารถลดคราบจุลินทรีย์ในช่องปากได้ ดกี วา่ อภิปรายผล การศึกษานม้ี วี ัตถปุ ระสงคเ์ พื่อศกึ ษาประสิทธิผลของโปรแกรมส่งเสริมช่องปากส่งเสรมิ สุขภาพช่องปากต่อพฤติกรรมการ ดูแลสุขภาพช่องปากของนักเรียนอายุ 12 ปี เขตพื้นทีอ่ ำเภอวัดโบสถ์ จังหวัดพิษณโุ ลก โดยประยุกตใ์ ช้ทฤษฏีเกี่ยวกับรูปแบบการ ปรบั เปล่ียนพฤตกิ รรม รูปแบบ Keeves ประเภทที่ 2 คอื Semantic Model, ทฤษฏี KAP และทฤษฎีความสามารถตนเอง ( Self- Efficacy Theory ) ใช้ในการพัฒนาโปรแกรม ประกอบด้วยกิจกรรม 4 กิจกรรม 1) การแนะนำตนเอง 2) การให้ความรู้ 3) การ ทบทวนความรู้ และการสร้างแรงจูงใจในการดูแลสุขภาพช่อง และ 4) การสาธิต และปฏิบัติเกี่ยวกับการแปรงฟัน และการใช้ อุปกรณ์เสริม จากการศึกษาครั้งนี้สรุปได้ว่า โปรแกรมเสริมส่งเสริมสุขภาพช่องปากต่อพฤติกรรมการดูแลสุขภาพช่องปากของ นักเรียนอายุ 12 ปี เขตพื้นที่อำเภอวัดโบสถ์ จังหวัดพิษณุโลก ของกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุมไม่แตกต่างกัน สามารถอภิปราย ผลได้ดงั น้ี ความรู้เรอื่ งการดแู ลสุขภาพช่องปาก กอ่ นเขา้ รว่ มโปรแกรมกลมุ่ ทดลองมีคะแนนความรใู้ นการดูแลสขุ ภาพช่องปากของก ลุ่มตัวอย่างนักเรียน (������̅ = 72.38) หลังจากเข้าร่วมโปรแกรมแล้วกลุ่มทดลองมีคะแนนเฉลี่ยความรู้ในการดแู ลสุขภาพช่องปากขอ งกลุ่มตวั อย่างนักเรียน (������̅ = 84.76) มคี วามแตกต่างอย่างนัยสำคญั ทางสถิตทิ ่รี ะดบั 0.05 (p-value = 0.002) 310

The 2nd National Conference of Health Science Research สำนกั วชิ ำวทิ ยำศำสตรส์ ุขภำพ Knowledge transformation towards Thailand 4.0 มหำวทิ ยำลยั แมฟ่ ้ ำหลวง สอดคล้องกับการศึกษาของ จิตพิสุทธิ์ มั่นศิล และคณะ (2561) ได้ศึกษาผลของโปรแกรมส่งเสริมทันตสุขภาพโดย ประยุกต์ทฤษฎีปัญญาสังคมต่อ การป้องกันโรคฟันผุในนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 จังหวัดพระนครศรีอยุธยา พบว่าหลังการ ทดลอง กลุ่มทดลองมีคะแนนเฉลี่ยความรู้เกี่ยวกับการดูแลสุขภาพช่องปาก และการป้องกันฟันผุ ดีกว่ากลุ่มเปรียบเทียบอย่างมี นัยสำคัญทางสถิติ (p<0.001), อัสมาพร สุรินทร์ (2560) ได้ศึกษาผลของโปรแกรมส่งเสริมผู้ปกครองในการป้องกันฟันผุของเด็ก ปฐมวัย (อายุ 3-5 ปี) ในศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก ตำบลโคกยาง อำเภอกันตัง จังหวัดตรัง พบว่าหลังจากได้รับโปรแกรมส่งเสริม ผูป้ กครองในการปอ้ งกันฟนั ผุ กลุ่มทดลองมคี วามรใู้ นการปอ้ งฟันฟันผุ แตกตา่ งกนั อยา่ งมนี ยั สำคัญทางสถิตทิ ร่ี ะดับ 0.05 (p-value < 0.001 ) ในขณะที่กลุ่มควบคุมมีความรู้ในการป้องกันฟันผุ ไม่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดั บ 0.05 (p-value =0.832) โดยพบวา่ กลุ่มทดลองมีคะแนนความรู้ ก่อนเขา้ ร่วมโปรแกรมอยูใ่ นระดับปานกลาง (11.29±1.82 ) และความรู้ หลังเข้า ร่วมโปรแกรมอยูใ่ นระดบั สูง (14.43±1.10) ในขณะท่ีกลุ่มควบคุมมีคะแนนความรู้ ในการป้องกันฟนั ผกุ ่อนเข้าร่วมโปรแกรมอยู่ใน ระดบั ปานกลาง (11.14±1.88) และความรู้ หลงั เข้ารว่ มโปรแกรมอยใู่ นระดบั ปานกลาง (12.05±1.24 ), ณัฐนนั ท์ โกวทิ วฒั นา และ ศิริพร ส่งศิริประดับบุญ (2561) ได้ศึกษาประสิทธิผลของโปรแกรมทันตสุขศึกษาในเด็กนักเรียนชั้นประถมศึกษาตอนปลายเขต หนองจอก จงั หวดั กรงุ เทพมหานคร พบว่าโปรแกรมทันตสุขศกึ ษาทั้ง 2 รปู แบบท่ีจดั ใหม้ ีผลเพ่มิ คะแนนความรู้ของกลุ่มตัวอย่างได้ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p<0.001) เมื่อเปรียบเทยี บกับคะแนนความรู้ก่อนเข้าร่วมโปรแกรม และมีค่ามากกว่าคะแนนของกลุ่ม ควบคุมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p<0.001), อุมาพร ชมโฉม, อารยา ปรานประวิตร และวันเพ็ญ แก้วปาน (2560) ได้ศึกษาผล ของโปรแกรมทันตสุขศกึ ษาในการปรบั เปลยี่ นพฤติกรรมการป้องกนั โรคเหงือกอกั เสบในนักเรยี นชน้ั ประถมศึกษาปที ี่ 6 อ.พุนพนิ จ. สุราษฎร์ธานี พบว่า กลุ่มทดลองมีคะแนนเฉลี่ยด้านความรู้เรื่องโรคเหงือกอักเสบ มากกว่าก่อนการทดลอง และมากกว่าก ลุ่ม ควบคุมที่ระดับนัยสำคัญทางสถิติที่ 0.05, สิริลักษณ์ รสภิรมย์(2556) ได้ศึกษาประสิทธิผลของโปรแกรมทันตสุขศึกษาโดย ประยุกต์ใช้ทฤษฎีความสามารถตนเองที่มีต่อพฤติกรรมทันตสุขภาพของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 อำเภอเมือง จังหวัด นครปฐม พบวา่ ภายหลงั ไดร้ บั โปรแกรมทันตสขุ ศกึ ษาโดยประยกุ ต์ใชท้ ฤษฎีความสามารถตนเอง กลมุ่ ทดลองมคี วามรู้เก่ียวกับการ ดูแลทันตสุขภาพดีกว่าก่อนได้รับทันตสุขศึกษา และดีกว่ากลุ่มควบคุม อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05, และกิติศักดิ์ วาท โยธา และศิวิไลซ์ วนรัตน์วิจิตร (2562) ได้ศึกษาประสิทธิผลของโปรแกรมการส่งเสริมสุขภาพช่องปากต่อพฤติกรรมการดูแล สุขภาพช่องปากของนักเรียนอายุ 12 ปีเขตพื้นที่อำเภอโกสัมพีนคร จังหวัดกำแพงเพชร พบว่าภายหลังการเขา้ ร่วมโปรแกรมการ ส่งเสริมสุขภาพช่องปาก กลมุ่ ทดลองมคี ะแนนเฉล่ียความรู้ในการดูแลสขุ ภาพช่องปากสูงกวา่ กอ่ นการเขา้ ร่วมโปรแกรม และสูงกว่า กลมุ่ ควบคุมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิตทิ รี่ ะดบั 0.05 ด้านทัศนคติการดูแลสุขภาพชอ่ งปาก ก่อนเข้าร่วมโปรแกรมกลุ่มทดลองมคี ะแนนทัศนคตใิ นการดูแลสขุ ภาพช่องปากขอ งกลุ่มตัวอย่างนักเรียน (������̅ = 61.71) หลังจากเข้าร่วมโปรแกรมแล้วกลุ่มทดลองมีคะแนนเฉลี่ยเรื่องทัศนคติการดูแลสุขภาพช่อง ปากปากของกลมุ่ ตวั อย่างนกั เรยี น (������̅ = 63.14) มากกว่ากอ่ นทดลอง อย่างมนี ยั สำคญั ทางสถิตทิ ีร่ ะดบั 0.05 (p-value = 0.694) สอดคล้องกับการศึกษาของจิตพิสุทธิ์ มั่นศิล และคณะ (2561) ได้ศึกษาผลของโปรแกรมส่งเสริมทันตสุขภาพโดย ประยุกต์ทฤษฎีปัญญาสังคมต่อ การป้องกันโรคฟันผุในนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 จังหวัดพระนครศรีอยุธยา พบว่าหลังการ ทดลอง กลุ่มทดลองมี การรับรู้ความสามารถตนเองในการดูแลสุขภาพช่องปาก ความคาดหวังผลของการดูแลสุขภาพช่องปาก ดีกว่ากลุ่มเปรียบเทียบอยา่ งมีนัยสำคัญทางสถิติ (p-value < 0.001), ยุทธนา พินิจกิจ (2559) ได้ศึกษาผลของโปรแกรมทันตสุข 311

The 2nd National Conference of Health Science Research สำนกั วชิ ำวทิ ยำศำสตรส์ ขุ ภำพ Knowledge transformation towards Thailand 4.0 มหำวทิ ยำลยั แมฟ่ ้ ำหลวง ศึกษาต่อพฤติกรรมการดูแลสุขภาพช่องปากเด็กก่อนวัยเรียนของผู้ปกครอง พบว่า ผู้ปกครองเด็ก 30 คน มีทัศนคติในการดูแล สุขภาพช่องปากเด็กก่อนวัยเรียนหลังการทดลองดีกว่าก่อนการทดลองอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05, อุมาพร ชมโฉม, อารยา ปรานประวิตร และวันเพ็ญ แก้วปาน (2560) ได้ศึกษาผลของโปรแกรมทันตสุขศึกษาในการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการ ป้องกันโรคเหงือกอักเสบในนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 อ.พุนพิน จ.สุราษฎร์ธานี พบว่า กลุ่มทดลองมี การรับรู้ความสามารถ ตนเองต่อการป้องกันโรคเหงือกอักเสบ ความคาดหวังในผลที่เกิดจากการปฏิบัติตัวในการป้องกันโรคเหงือกอักเสบ โรคเหงือก อักเสบ มากกว่ากอ่ นการทดลอง และมากกว่ากลุม่ ควบคมุ ท่ีระดับนยั สำคญั ทางสถติ ิท่ี 0.05, กิตศิ กั ดิ์ วาทโยธา และศวิ ิไลซ์ วนรัตน์ วิจิตร (2562) ได้ศึกษาประสิทธิผลของโปรแกรมการส่งเสริมสุขภาพช่องปากต่อพฤติกรรมการดูแลสุขภาพช่องปากของนักเรียน อายุ 12 ปีเขตพื้นที่อำเภอโกสัมพีนคร จังหวัดกำแพงเพชร พบว่าภายหลังการเข้าร่วมโปรแกรมการส่งเสริมสุขภาพช่องปาก กลุ่ม ทดลองมีคะแนนเฉลี่ยการรับรู้สมรรถนะแห่งตนในการดูแลสุขภาพช่องปากสูงกว่าก่อนการเข้าร่วมโปรแกรม และสูงกว่ากลุ่ม ควบคุมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 และไมส่ อดคล้องกับการศึกษาของสิริลกั ษณ์ รสภิรมย์(2556) ได้ศึกษาประสิทธผิ ล ของโปรแกรมทันตสขุ ศึกษาโดยประยุกต์ใช้ทฤษฎีความสามารถตนเองทม่ี ตี ่อพฤตกิ รรมทันตสุขภาพของนักเรยี นชั้นประถมศึกษาปี ที่ 4 อำเภอเมือง จังหวัดนครปฐม พบว่าภายหลังได้รับโปรแกรมทันตสุขศึกษาโดยประยุกต์ใช้ทฤษฎีความสามารถตนเองกลุ่ม ทดลองมีการรับรู้ความสามารถตนเองตอ่ การดแู ลทันตสขุ ภาพไม่แตกต่างจากก่อนได้รับโปรแกรมทันตสขุ ศกึ ษาและพบว่าคะแนน เฉลี่ยการรับรู้ความสามารถตนเอง ต่อการดูแลทันตสุขภาพระหว่างกลุ่มทดลอง และกลุ่มควบคุมเมื่อควบคุมตัวแปรร่วมแล้วไม่ แตกตา่ งกัน ด้านพฤติกรรมการดูแลสุขภาพช่องปาก ก่อนเข้าร่วมโปรแกรมกลุ่มทดลองมีคะแนนพฤติกรรมในการดูแลสุขภาพช่อง ปากของกลุ่มตัวอย่างนักเรียน (������̅ = 58.38) หลังจากเข้าร่วมโปรแกรมแล้วกลุ่มทดลองมีคะแนนเฉลี่ยเรื่องพฤติกรรมการดูแล สุขภาพช่องปากปากของกลุ่มตัวอย่างนักเรียน (������̅ = 48.57) น้อยกว่าก่อนทดลอง อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 (p- value = 0.019) ซึ่งไม่เป็นไปตามสมมติฐาน เนื่องจาก นักวิจัยไม่สามารถควบคุมการประเมินพฤตกิ รรมของเด็กนักเรียนได้ เพราะอยู่ใน ชว่ งเวลาการเดินทางกลับบ้านของเดก็ นักเรียน จงึ ส่งผลคะแนนของนกั เรียนกลุม่ ทดลองมีความรคู้ วามเขา้ ใจ และความจำได้ไม่ต่าง จากกลุ่มควบคุม ดังนั้นจึงทำให้นักเรียนมีพฤติกรรมเรื่องการดูแลสุขภาพช่องปากน้อยกว่าก่อนทดลอง และกลุ่มควบคุม ซ่ึง สอดคล้องกับการศึกษาของสิริลักษณ์ รสภิรมย์(2556) ได้ศึกษาประสิทธิผลของโปรแกรมทันตสุขศึกษาโดยประยุกต์ใช้ทฤษฎี ความสามารถตนเองทมี่ ีตอ่ พฤติกรรมทันตสขุ ภาพของนักเรียนชนั้ ประถมศึกษาปีที่ 4 อำเภอเมอื ง จังหวัดนครปฐม พบว่าภายหลัง ไดร้ บั โปรแกรมทนั ตสุขศึกษาโดยประยกุ ตใ์ ชท้ ฤษฎคี วามสามารถตนเองกลมุ่ ทดลองมีพฤติกรรมการตรวจฟนั อย่างงา่ ยด้วยตวั เองไม่ แตกต่างจากก่อนได้รับโปรแกรมทันตสุขศึกษา และพบว่าเฉลี่ย คะแนนพฤติกรรมการตรวจฟันอย่างง่ายด้วยตนเองระหว่างกลุ่ม ทดลอง และกลุ่มควบคุมเมื่อควบคุมตัวแปรแล้วไม่แตกต่างกัน และไม่สอดคล้องกับการศึกษาของชิงชัย บัวทอง, ยินดี พรหมศิริ ไพบูลย์, และอัจริยา วัชราวิวัฒน์ (2558) ได้ศึกษาผลของโปรแกรมส่งเสริมสุขภาพช่องปากต่อพฤติกรรมการป้องกันโรคฝันผุของ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรยี นบ้านบางเหียน อำเภอปลายพระยา จังหวัดกระบี่ พบว่าคะแนนเฉลี่ยจากการใช้โปรแกรม ส่งเสรมิ สขุ ภาพช่องปาก พบวา่ จากการเปรยี บเทยี บพฤตกิ รรมการปอ้ งกันโรคฟันผุพบว่าคะแนนเฉล่ยี ในกล่มุ ทดลองสูงกว่าคะแนน ในกลุ่มควบคมุ ทุกดา้ นอยา่ งมนี ยั สำคัญทางสถิติท่ีระดบั 0.05, จิตพิสทุ ธิ์ มั่นศิล และคณะ (2561) ได้ศกึ ษาผลของโปรแกรมส่งเสรมิ 312

The 2nd National Conference of Health Science Research สำนกั วชิ ำวทิ ยำศำสตรส์ ขุ ภำพ Knowledge transformation towards Thailand 4.0 มหำวทิ ยำลยั แมฟ่ ้ ำหลวง ทันตสุขภาพโดยประยุกต์ทฤษฎีปัญญาสังคมต่อ การป้องกันโรคฟนั ผุในนักเรียนช้ันประถมศึกษาปีที่ 4 จังหวัดพระนครศรีอยุธยา พบว่าหลังการทดลอง กลุ่มทดลองมีการปฏิบัติตนในการดูแลทันตสุขภาพดีกว่ากลุ่มเปรียบเทียบอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p<0.001), จิตพิสุทธิ์ มั่นศิล และคณะ (2561) ได้ศึกษาผลของโปรแกรมส่งเสริมทันตสุขภาพโดยประยุกตท์ ฤษฎีปัญญาสังคมต่อ การปอ้ งกนั โรคฟนั ผใุ นนกั เรยี นชั้นประถมศึกษาปที ี่ 4 จงั หวัดพระนครศรอี ยธุ ยา พบว่าหลงั การทดลอง กลุ่มทดลองมีการปฏิบัตติ น ในการดูแลทันตสุขภาพดีกว่ากลุ่มเปรียบเทียบอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p<0.001), ยุทธนา พินิจกิจ (2559) ได้ศึกษาผลของ โปรแกรมทนั ตสขุ ศึกษาต่อพฤติกรรมการดูแลสุขภาพช่องปากเด็กก่อนวัยเรียนของผูป้ กครอง พบว่า ผู้ปกครองเด็ก 30 คน มีการ ปฏิบัติในการดูแลสขุ ภาพชอ่ งปากเดก็ ก่อนวัยเรียนหลังการทดลองดีกว่าก่อนการทดลองอย่างมีนัยสำคัญทางสถิตทิ ี่ระดับ 0.05, อุ มาพร ชมโฉม, อารยา ปรานประวิตร และวันเพ็ญ แก้วปาน (2560) ได้ศึกษาผลของโปรแกรมทันตสุขศึกษาในการปรับเปลี่ยน พฤติกรรมการปอ้ งกนั โรคเหงือกอกั เสบในนกั เรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 อ.พุนพนิ จ.สุราษฎรธ์ านี พบวา่ กลมุ่ ทดลองมีการปฏิบัติ ในการป้องกัน โรคเหงอื กอักเสบ มากกว่าก่อนการทดลอง และมากกว่ากลุ่มควบคุมที่ระดับนยั สำคัญทางสถิติที่ 0.05, ณัฐวุธ แก้ว สุทธา, อังศินันท์ อินทรกำแหง, และพัชรี ดวงจันทร์ (2559) ได้ศึกษาผลของโปรแกรมการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการดูแลอนามยั ชอ่ งปากของวัยรนุ่ ตอนตน้ พบวา่ นักเรยี นท่ีไดร้ ับโปรแกรมการปรบั เปลย่ี นพฤติกรรมการดูแลอนามัยช่องปากของวยั รุ่นตอนตน้ จะมี การทำความสะอาดชอ่ งปาก การบริโภคอาหารเพื่ออนามัยช่องปาก และสภาวะอนามัยช่องปากดีกว่านักเรียนที่ไมไ่ ด้รับโปรแกรม อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p<0.05) และไม่พบปฏิสัมพันธ์ระหว่างตัวแปรจิตสังคมกับรูปแบบการฝึกอบรมที่มีต่อการทำความ สะอาดช่องปาก การบริโภคอาหารเพื่ออนามัยช่องปาก และสภาวะอนามัยช่องปาก, กิติศักดิ์ วาทโยธา และศิวิไลซ์ วนรัตน์วิจิตร (2562) ได้ศึกษาประสิทธิผลของโปรแกรมการส่งเสริมสุขภาพช่องปากต่อพฤติกรรมการดูแลสุขภาพช่องปากของนักเรียนอายุ 12 ปีเขตพื้นที่อำเภอโกสัมพนี คร จังหวัดกำแพงเพชร พบว่าภายหลังการเข้าร่วมโปรแกรมการส่งเสรมิ สขุ ภาพช่องปาก กลุ่มทดลองมี คะแนนเฉลย่ี พฤติกรรมในการตรวจฟันอยา่ งง่ายสงู กวา่ ก่อนการเข้ารว่ มโปรแกรม และสงู กว่ากลุม่ ควบคุมอย่างมนี ัยสำคัญทางสถิติ ทรี่ ะดบั 0.05 ปริมาณคราบจุลินทรีย์ ก่อนเข้าร่วมโปรแกรมกลุ่มทดลองมีคะแนนเฉลี่ยคราบจุลินทรีย์ในช่องปากของกลุ่ มตัวอย่าง นักเรียน (������̅ = 1.7) หลังจากเข้าร่วมโปรแกรมแล้วกลุ่มทดลองมคี ะแนนเฉลี่ยคราบจุลินทรีย์ในช่องปากของกลุม่ ตัวอย่างนกั เรียน (������̅ = 0.64) น้อยกว่าก่อนทดลอง อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 (p-value < 0.001) ซึ่งเป็นไปตามสมมติฐาน และเป็น การช่วยยืนยันในเรื่องของพฤติกรรมของเด็กนักเรียนได้อย่างดีว่า แม้จะมีข้อจำกัดของนักวิจัยที่ไม่สามารถควบคุมการประเมิน พฤติกรรมของเด็กนักเรียนได้ เพราะอยู่ในช่วงเวลาการเดินทางกลับบ้านของเด็กนักเรียน จึงส่งผลให้คะแนนพฤติกรรมเรื่องการ ดูแลสุขภาพช่องปากภายหลงั การทดลองน้อยกว่าก่อนทดลอง และกลุ่มควบคุม แต่ผลคะแนนคราบจลุ ินทรีย์ในช่องปากของกลุ่ม ตัวอย่างนกั เรยี นมคี า่ นอ้ ยลง ซง่ึ เปน็ สิง่ ทีด่ ี และบ่งบอกถึงประสิทธิภาพของโปรแกรมดว้ ย สอดคล้องกับการศึกษาของชิงชัย บัวทอง, ยินดี พรหมศิริไพบูลย์, และอัจริยา วัชราวิวัฒน์ (2558) ได้ศึกษาผลของ โปรแกรมส่งเสริมสุขภาพช่องปากต่อพฤติกรรมการป้องกันโรคฝันผุของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนบ้านบางเหียน อำเภอปลายพระยา จังหวัดกระบี่ พบว่าปริมาณแผน่ คราบจุลินทรียท์ ี่พบในกลุ่มทดลองน้อยกว่ากลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญทาง สถิติที่ระดับ 0.05, จิตพิสุทธิ์ มั่นศิล และคณะ (2561) ได้ศึกษาผลของโปรแกรมส่งเสริมทันตสุขภาพโดยประยุกต์ทฤษฎีปัญญา สังคมตอ่ การป้องกนั โรคฟนั ผุในนกั เรียนช้ันประถมศกึ ษาปีที่ 4 จังหวดั พระนครศรีอยุธยา พบวา่ หลังการทดลอง กลุ่มทดลองมีค่า 313

The 2nd National Conference of Health Science Research สำนักวชิ ำวทิ ยำศำสตรส์ ุขภำพ Knowledge transformation towards Thailand 4.0 มหำวทิ ยำลยั แมฟ่ ้ ำหลวง คะแนนเฉลี่ยคราบจุลนิ ทรยี ์บนตัวฟันนอ้ ยลงกวา่ กลุ่มเปรียบเทียบ อยา่ งมีนยั สำคัญทางสถิติ (p<0.001), ยทุ ธนา พินิจกิจ (2559) ได้ศึกษาผลของโปรแกรมทันตสุขศึกษาต่อพฤติกรรมการดูแลสุขภาพช่องปากเด็กก่อนวัยเรียนของผู้ปกครอง พบว่า เด็กมีคราบ จุลนิ ทรยี ์บนตัวฟันลดลงหลังการทดลองอย่างมีนยั สำคัญทางสถิติที่ระดบั 0.05, ณฐั นันท์ โกวิทวฒั นา และศิรพิ ร ส่งศิริประดับบุญ (2561) ได้ศึกษาประสิทธิผลของโปรแกรมทันตสุขศึกษาในเด็กนักเรียนชั้นประถมศึกษาตอนปลายเขตหนองจอก จังหวัด กรุงเทพมหานคร พบว่าเฉพาะกลุ่มที่มีการจัดกิจกรรมผ่านตัวแบบแกนนำเพื่อนนักเรียนเท่านั้นทีม่ ีระดบั คราบจุลินทรยี ห์ ลังสิ้นสดุ โปรแกรมลดลงอย่างมีนยั สำคญั ทางสถิติ (p<0.001) เม่อื เปรยี บเทยี บกับระดับคราบจุลนิ ทรีย์ก่อนเรม่ิ โปรแกรม แสดงให้เห็นวา่ การ ให้ทันตสุขศึกษาโดยครูอนามัยเพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอในการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการแปรงฟันเมื่อใช้ระดับคราบจุลินทรีย์ เป็นตวั ช้ีวดั และการจดั กิจกรรมผา่ นตวั แบบโดยให้แกนนำเพอื่ นเขา้ มามสี ว่ นรว่ มสามารถชว่ ยเพมิ่ ประสิทธิผลของโปรแกรมทนั ตสุข ศกึ ษาในโรงเรียนได้, อมุ าพร ชมโฉม, อารยา ปรานประวติ ร และวนั เพญ็ แกว้ ปาน (2560) ได้ศกึ ษาผลของโปรแกรมทันตสุขศึกษา ในการปรับเปลี่ยนพฤตกิ รรมการป้องกันโรคเหงือกอักเสบในนักเรียนชัน้ ประถมศกึ ษาปีที่ 6 อ.พุนพิน จ.สุราษฎร์ธานี พบว่า กลุม่ ทดลองมีคะแนนเฉลย่ี ของปริมาณคราบจลุ ินทรีย์ และสภาวะเหงือกอกั เสบในกลมุ่ ทดลอง ลดลงกวา่ ก่อนการทดลอง และลดลงกว่า กลุ่มควบคุม ที่ระดับนัยสำคัญทางสถิติที่ 0.05, สิริลักษณ์ รสภิรมย์(2556) ได้ศึกษาประสิทธิผลของโปรแกรมทันตสุขศึกษาโดย ประยุกต์ใช้ทฤษฎีความสามารถตนเองที่มีต่อพฤติกรรมทันตสุขภาพของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 อำเภอเมือง จังหวัด นครปฐม พบว่าภายหลังได้รับโปรแกรมทันตสุขศกึ ษาโดยประยกุ ต์ใช้ทฤษฎีความสามารถตนเองนักเรยี นมีปรมิ าณคราบจุลินทรีย์ บนตัวฟันน้อยกว่าก่อนได้รับโปรแกรมทันตสุขศึกษาน้อยกว่านักเรียนที่ได้รับทันตสุขศึกษาตามปกติอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติท่ี ระดับ 0.05, และกิติศักดิ์ วาทโยธา และศิวิไลซ์ วนรัตน์วิจิตร (2562) ได้ศึกษาประสิทธิผลของโปรแกรมการส่งเสริมสุขภาพช่อง ปากต่อพฤติกรรมการดูแลสุขภาพช่องปากของนักเรียนอายุ 12 ปีเขตพื้นที่อำเภอโกสัมพีนคร จังหวัดกำแพงเพชร พบว่า และ พบว่าภายหลังการเข้าร่วมโปรแกรมการส่งเสริมสุขภาพช่องปากกลุ่มทดลองมีค่าเฉลี่ยปริมาณคราบจุลินทรีย์ต่ำกว่าก่อนการเขา้ รว่ มโปรแกรมและต่ำกวา่ กลมุ่ ควบคมุ อยา่ งมีนัยสำคัญทางสถิตทิ ่รี ะดบั 0.05 สรุปและขอ้ เสนอแนะ การวจิ ยั น้เี ปน็ การศึกษาประสิทธผิ ลของโปรแกรมการสง่ เสริมสขุ ภาพช่องปากต่อพฤตกิ รรมการดูแลสุขภาพช่องปากของ นักเรยี นอายุ 12 ปี เขตพื้นท่อี ำเภอวัดโบสถ์ จังหวดั พษิ ณุโลก โดยพบว่า 1. ข้อมูลทวั่ ไปของกลุ่มทดลอง และกลุ่มควบคุม กล่มุ ทดลอง นักเรยี นส่วนใหญเ่ ป็นเพศหญิง คอื รอ้ ยละ 61.9 และเพศชาย ร้อยละ 38.1 กล่มุ ควบคมุ นกั เรยี นส่วนใหญเ่ ป็นเพศชาย คือ รอ้ ยละ 61.9 และเพศหญิง ร้อยละ 38.1 2. ดา้ นความรู้เรือ่ งการดแู ลสขุ ภาพช่องปาก คะแนนเฉลี่ยความรู้เรื่องการดูแลสุขภาพช่องปากของกลุ่มทดลอง ก่อนการทดลอง มีคะแนนเฉลี่ยความรู้เรื่องการดูแล สุขภาพช่องปาก 72.38±14.80 คะแนน หลังการทดลองมีคะแนนเฉลี่ยเท่ากับ 84.76±11.23 คะแนน เมื่อเปรียบเทียบคะแนน ความรู้เร่ืองการดแู ลสุขภาพชอ่ งปาก ก่อน และหลงั การทดลองพบว่า แตกตา่ งกนั อย่างมีนัยสำคญั ทางสถิติทร่ี ะดบั 0.05 (p-value = 0.002) โดยหลังการทดลองมีคะแนนเฉลี่ยมากกว่าก่อนการทดลอง คะแนนเฉลี่ยความรู้เรื่องการดูแลสุขภาพช่องปาก หลังเข้า ร่วมโปรแกรมระหว่างกลุ่มทดลอง 84.76±11.23 คะแนน แตกต่างกับกลุ่มควบคุม 71.90±12.09 คะแนน อย่างมีนัยสำคัญทาง สถติ ิทรี่ ะดับ 0.05 (p-value = 0.001) ดังนัน้ เป็นไปตามสมมติฐานทต่ี ง้ั ไว้ 314

The 2nd National Conference of Health Science Research สำนักวชิ ำวทิ ยำศำสตรส์ ขุ ภำพ Knowledge transformation towards Thailand 4.0 มหำวทิ ยำลยั แม่ฟ้ ำหลวง 3. ดา้ นทศั นคติการดูแลสุขภาพชอ่ งปาก คะแนนเฉลี่ยทัศนคติในการดูแลสุขภาพช่องปากระหว่างกลุ่มทดลอง ก่อนการทดลอง มีคะแนนเฉลี่ยทัศนคติเรื่องการ ดแู ลสุขภาพช่องปาก 61.71±10.32 คะแนน หลงั การทดลองมีคะแนนเฉลยี่ เทา่ กบั 63.14±11.01 คะแนน เมื่อเปรียบเทยี บคะแนน ทัศนคติเรื่องการดูแลสุขภาพช่องปาก ก่อน และหลังการทดลองพบว่า ไม่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 (p- value = 0.694) คะแนนเฉลี่ยทัศนคติในการดูแลสุขภาพช่องปาก หลังเข้าร่วมโปรแกรมระหว่างกลุ่มทดลอง 63.14±11.01 คะแนน แตกต่างกับกลุ่มควบคุม 55.24±9.15 คะแนน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติทีร่ ะดับ 0.05 (p-value = 0.015) ดังนั้นเป็นไป ตามสมมตฐิ านทต่ี งั้ ไว้ 4. ดา้ นพฤตกิ รรมการดูแลสขุ ภาพช่องปาก คะแนนเฉลีย่ พฤติกรรมการดูแลสุขภาพชอ่ งปากระหว่างกลุ่มทดลอง ก่อนการทดลอง มคี ะแนนเฉลีย่ พฤติกรรมเรื่องการ ดูแลสุขภาพช่องปาก 58.38±14.38 คะแนน และกลุ่มเปรียบเทียบมีคะแนนพฤติกรรม 51.13±14.93 คะแนน เมื่อเปรียบเทียบ คะแนนเฉล่ียพฤติกรรมเรอ่ื งการดูแลสุขภาพชอ่ งปาก ระหวา่ งกลมุ่ ทดลอง และกลุ่มควบคุม พบว่าแตกตา่ งกนั อย่างมีนัยสำคัญทาง สถติ ทิ ร่ี ะดับ 0.05 (p-value = 0.019) คะแนนเฉลี่ยพฤติกรรมการดแู ลสุขภาพชอ่ งปาก หลงั เข้าร่วมโปรแกรมระหว่างกลุ่มทดลอง กลุ่มทดลองมีคะแนนเฉลี่ยพฤติกรรมเรื่องการดูแลสุขภาพช่องปาก 48.57±15.63 คะแนน และกลุ่มควบคุมมีค่าเฉลี่ยพฤติกรรม 47.14±12.27 คะแนน เมือ่ เปรยี บเทยี บคะแนนเฉลี่ยพฤตกิ รรมเร่อื งการดูแลสขุ ภาพชอ่ งปาก ระหว่างกล่มุ ทดลองและกลุ่มควบคุม พบว่า กลุ่มทดลองมีคะแนนเฉลี่ยพฤติกรรม ไม่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 (p-value = 0.744) ดังนั้นไม่ เป็นไปตามสมมติฐานที่ตั้งไว้ (ด้วยข้อจำกัดของนักวิจัยทีไ่ ม่สามารถควบคมุ การประเมินพฤตกิ รรมของเด็กนกั เรียนได้ เพราะอยูใ่ น ชว่ งเวลาการเดนิ ทางกลบั บา้ นของเดก็ นกั เรียน) 5. ปรมิ าณคราบจลุ ินทรยี ์ คะแนนเฉลี่ยปริมาณคราบจุลินทรีย์ระหว่างกลุ่มทดลอง ก่อนการทดลอง มีคะแนนเฉลี่ยคราบจุลินทรีย์ในช่องปาก 1.7±0.72 คะแนน หลังการทดลองมีคะแนนเฉลี่ยเท่ากับ 0.64±0.31 คะแนน เมื่อเปรียบเทียบคะแนนคราบจลุ นิ ทรีย์ในช่องปาก กอ่ น และหลังการทดลองพบว่า แตกต่างกนั อยา่ งมีนัยสำคญั ทางสถิตทิ ร่ี ะดบั 0.05 (p-value < 0.001) คะแนนเฉล่ียปริมาณคราบ จุลินทรีย์ หลังเข้าร่วมโปรแกรมระหว่างกลุ่มทดลอง 0.64±0.31 คะแนน แตกต่างกับกลุ่มควบคุม 16±0.51 คะแนน อย่างมี นยั สำคญั ทางสถิติทร่ี ะดบั 0.05 (p-value < 0.001) ดงั น้นั เป็นไปตามสมมติฐานทต่ี ้งั ไว้ ข้อเสนอแนะ จากผลการวจิ ยั ประสทิ ธิผลของโปรแกรมส่งเสรมิ ช่องปากสง่ เสริมสุขภาพช่องปากตอ่ พฤตกิ รรมการดูแลสขุ ภาพชอ่ งปาก ของนักเรยี นอายุ 12 ปี เขตพื้นที่อำเภอวัดโบสถ์ จงั หวดั พษิ ณุโลก ผู้วจิ ยั มีขอ้ เสนอแนะ ในการนำผลการวิจัยไปใช้ ควรนำโปรแกรม ส่งเสริมสุขภาพช่องปากไปปรับปรุงให้เหมาะสมกับบริบทของพื้นที่ ต่างๆ แล้วนำไปปรับใช้ในการส่งเสริมสุขภาพช่องปากต่อไป และในการทำวจิ ัยครง้ั ตอ่ ไป ควรมีการวัดซ้ำ ใน 2 กลุ่มการทดลองเพ่อื ความเช่ือม่ันของโปรแกรม กิตตกิ รรมประกาศ การวจิ ยั คร้ังน้สี ำเรจ็ ลลุ ่วงได้ ดว้ ยความร่วมมือของนักเรยี นช้นั ประถมศึกษาปที ี่ 6 ที่สมคั รใจเข้าร่วมโปรแกรมการสง่ เสรมิ สขุ ภาพชอ่ งปากตอ่ พฤติกรรมการดแู ลสขุ ภาพชอ่ งปาก ผู้อำนวยการ คณุ ครูและเจา้ หนา้ ที่ท่เี กย่ี วขอ้ ง ผวู้ ิจัยจงึ ขอขอบคุณทุกทา่ น ท่ี 315

The 2nd National Conference of Health Science Research สำนกั วชิ ำวทิ ยำศำสตรส์ ุขภำพ Knowledge transformation towards Thailand 4.0 มหำวทิ ยำลยั แม่ฟ้ ำหลวง มสี ่วนเกีย่ วข้องมา ณ ทีน่ ี้ เอกสารอา้ งองิ Bandura A. (1997). Self-efficacy: Toward a unifying theory of behavioral change. PSYCHOL REV, 84(2): 191-215. Buathong C, Promsiripaiboon Y, Vatchalavivat A. (2015). The Effects of Oral Health Promotion Program on Dental Caries Prevention behaviors of Grade Six Students at Ban Banghean School at Plaipraya District, Krabi Province. J Commun Health Develop KKU, 3(2): 293-306. Dental Health Division. (2012). The 7th Thailand national oral health survey report. Nontaburi: Department of Health, Ministry of Public Health. 68-9. Division of Dental Health, Department of Health, Ministry of Public Health. (2012). The 7th National Oral Health Survey Report. Bangkok: Samcharoen Panich. Greene JC, Vermillion JR. (1964). The Simplified Oral Hygiene Index. JADA, 68: 7-13. Iamsupasit S. (2006). Theories and techniques in behavior modification. 5th ed. Bangkok: Chulalongkorn University. Inpun W. (2015). Effect of Dental Health Program to Dental Caries Prevention Behavior among Sixth Grade Students of Anubanprachinburi School. PRRJ, 10(1): 131-142. Kampolngam N . (2015). The Effects of a Health Education Program and Tooth Decay Prevention for The Primary School Students Through The Application of a Self-Efficacy Theory and Social Support Theory. J Rajanagarindra; 2015: 179186. Kittipongpittaya P, Tansakul S, Kengkanpanich T, Youngnoi T. (2008). Application of Self-Efficacy Theory to Promote Dental Health Care Behavior among Matthayomsuksa 1 Students in Aranyaprathet District, Sa Kaeo Province. J Health Edu, 31(108): 7-25. Kongmuangpuk M. (2019). Effects of a Dental Health Program on Oral Hygiene of Elementary School Students. OJED , 4(1): 1400-1414. Maphunthana Y, Rujira Duangsong R.(2011). The Effects of Dental Health Education Program by Applying The Protection Motivation Theory and Social Support on Behavioral Modification for Gingivitis Prevention among The Six Grade Students, Muang District Nakhon Ratchsima Province. Thesis of Master of Public Health in Health Education and Health Promotion, Graduate School Khon Kaen University. Peter BL, Michael TB, Martin T, et al. (2009). Poor oral hygiene as a risk factor for infective Endocarditis related bacteremia. JADA; 140: 12381244. Phongpisanu B. (2018). Main Steps of Doing Research and Development in Public Health. Med J Clin Trials Case Stud, 2(10): 000183. DOI: 10.23880/mjccs-16000183 Phongpisanu B. (2019). Techniques for Writing Chapter I of Research and Development in Public Health. Med J Clin Trials Case Stud, 3(4): 000222. DOI: 10.23880/mjccs-16000222 316

The 2nd National Conference of Health Science Research สำนกั วชิ ำวทิ ยำศำสตรส์ ุขภำพ Knowledge transformation towards Thailand 4.0 มหำวทิ ยำลยั แม่ฟ้ ำหลวง Phongpisanu B. (2020) Process of Research and Development in Public Health. Int J Clin Case Stud Rep, 2(1): 61-65. Rosphirom S. (2013). The Effectiveness of a Dental Health Education Programme Appying Self- Efficacy Theory on Dental Health Behavior of Prathomsuksa 4 Students in Muang District, Nakronpathom Province. Thesis of Master of Science Degree in Health Education, Graduate School, Srinakharinwirot University. Tansakul S. (2005). Theories and Models Applied to Health Education and Behavioral Science. 2nd ed. Bangkok: Yutharint Printing. 317


Like this book? You can publish your book online for free in a few minutes!
Create your own flipbook