The 2nd National Conference of Health Science Research สำนกั วชิ ำวทิ ยำศำสตรส์ ุขภำพ มหำวทิ ยำลยั แมฟ่ ้ ำหลวง Knowledge transformation towards Thailand 4.0 จำนวนตัวอยา่ ง (662 คน) ร้อยละ รายละเอยี ด 2.65 มีปญั หาปานกลาง 3.11 ปัญหายาเสพตดิ 3.38 3.12 ความสะอาดของแหลง่ ท่องเทย่ี ว 3.41 มีมีปัญหามาก 3.13 อืน่ ๆ มปี ญั หามาก 4. สง่ิ อำนวยความสะดวกในชุมชนของท่านเป็นอย่างไร 4.1 ถนน 2.56 มีสภาพพอใช้ 4.2 การจราจร 3.08 มีสภาพพอใช้ 4.3 ไฟฟา้ 2.73 มีสภาพพอใช้ 4.4 นำ้ ดม่ื 2.66 มสี ภาพพอใช้ 4.5 น้ำใช้ 2.45 มแี ตต่ อ้ งปรบั ปรุง 4.6 การระบายนำ้ 3.07 มสี ภาพพอใช้ 4.7 แหล่งเก็บกกั น้ำ 3.22 มสี ภาพพอใช้ 4.8 การปอ้ งกันภัยแลง้ 2.97 มีสภาพพอใช้ 4.9 การติดตอ่ สื่อสาร อาทิ โทรศัพท์ อนิ เตอรเ์ น็ต 3.01 มสี ภาพพอใช้ 4.10 การจัดการขยะมูลฝอย 2.81 มสี ภาพพอใช้ 4.11 สภาพสถานพยาบาลในชมุ ชน 2.80 มีสภาพพอใช้ 4.12 ตลาด 3.18 มีสภาพพอใช้ 4.13 การดูแลความเป็นอยใู่ นชุมชน (อบต./เทศบาล) 2.63 มสี ภาพพอใช้ 4.14 อ่นื ๆ 3.14 มีสภาพพอใช้ 5. ท่านต้องการให้พัฒนาคณุ ภาพชวี ติ ดา้ นใดมากท่ีสดุ 5.1 อาชีพ/การทำกิน 340 51.36 5.2 สาธารณปู โภค 98 14.80 5.3 สขุ ภาพอนามยั 2 0.30 5.4 ความเปน็ อยทู่ ดี่ ขี นึ้ 35 5.29 5.5 ด้านการศึกษา 8 1.21 5.6 ด้านสุขภาพ อาทิ สุขภาพจิต สขุ ภาพกายที่ดีข้ึน 7 1.06 5.7 ด้านการมสี ่วนร่วมในการพฒั นาหรอื จัดการท้องถิ่น 6 0.91 5.8 ดา้ นความปลอดภยั ในชวี ิตและทรัพยส์ ิน 2 0.30 5.9 ด้านจิตใจในการอยรู่ ว่ มกันอยา่ งเปน็ สุข 4 0.60 5.10 ไมร่ ะบุ 160 24.17 235
The 2nd National Conference of Health Science Research สำนกั วชิ ำวทิ ยำศำสตรส์ ุขภำพ Knowledge transformation towards Thailand 4.0 มหำวทิ ยำลยั แม่ฟ้ ำหลวง จากตารางที 3 พบว่า ส่วนใหญ่ ไม่มีปัญหาในการประกอบอาชีพ ร้อยละ 57.75 เมื่อเจ็บป่วยรักษา โดยวีธีไปสถานี อนามัย/โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล ร้อยละ 16.92 ซื้อยามารับประทานเอง ร้อยละ 14.05 ระดับความรุนแรงของปัญหา สิ่งแวดล้อมภายในชุมชน มีปัญหามาก ได้แก่ มลพิษทางเสียง การจราจร อาชญากรรม ความสะอาดของแหล่งทอ่ งเที่ยว มีปัญหา ปานกลาง ได้แก่ ฝุ่น ควัน อากาศ ขยะมลู ฝอย การขาดแคลนน้ำสะอาด อบุ ัตเิ หตุ โรคระบาด ยาเสพตดิ มปี ัญหาระดบั น้อย ได้แก่ ภัยแล้ง ไม่มีปัญหา ได้แก่ น้ำเสีย สิงอำนวยความสะดวกในชุมชนของท่าน ส่วนใหญ่อยู่ในสภาพพอใช้ ต้องปรับปรุง ได้แก่ น้ำใช้ ความตอ้ งการในการใหพ้ ฒั นาคุณภาพชวี ิต มากทีส่ ดุ คอื อาชพี /การทำกิน ร้อยละ 51.36 ตอนท่ี 3 ผลการสนทนากลมุ่ ผลการสนทนากลุ่ม พบว่า อาชีพส่วนใหญ่ ปลูกข้าว ข้าวโพด เลี้ยงสกุ ร ทำสุราชมุ ชน มีน้ำพอเพียงในฤดูฝน แต่ฤดแู ลง้ ไม่มีน้ำ ส่วนใหญ่ไปรักษาโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล ปัญหาสิ่งแวดล้อม ได้แก่ ขยะมีการกำจัดที่ไม่ถูกต้อง ที่ฝังกลบไม่ เพียงพอ เพราะพืน้ ทอี่ ย่ใู นเขตอทุ ยาน ตดิ พ้นื ที่ป่า ควนั จากการเผาปา่ ภัยแล้ง และเสยี งรถช่วงเทศกาล การเกิดโรคไขเ้ ลอื ดออก สิ่ง อำนวยความสะดวก ไฟฟ้า สัญญาณโทรศัพท์ยังไม่ทั่วถึง ประปาไม่เพียงพอ โดยเฉพาะฤดูแล้ง น้ำดิบไม่เพียงพอในการผลิตสุรา ชุมชน บางหมบู่ า้ น จำเปน็ ต้องมถี นนเช่ือมระหว่างหมู่ 7 ถึง หมู่ 10 จะไดป้ ระโยชนอ์ ย่างมาก เช่น การขนสง่ พืชผล การสง่ ต่อผู้ปว่ ย ตอ้ งการกรรมสทิ ธ์ิทดี่ นิ ต้องการอา่ งเกบ็ น้ำ ซ่ึงจะทำใหก้ ารเกษตรดขี ึ้น นำ้ ดบิ ผลติ สรุ าชมุ ชน น้ำบริโภค การทำระบบประปาหรือถัง กรองในหมุ่บ้าน ด้านสุขภาพต้องการบุคลากรด้านการแพทย์ ทันตสาธารณสุข กายภาพบำบัด หมออนามัยที่มาจากคนในทอ้ งถน่ิ ไปเรียน ลดปัญหาการย้ายไปภูมิลำเนาอื่น ต้องการสนับสนุนเครื่องมือแพทย์ รถสำหรับส่งคนใช้ไปยังโรงพยาบาลที่มีอุปกรณ์ได้ มาตรฐาน ดงั ข้อมลู การสนทนาที่สำคัญ ดังนี้ “อาชีพสว่ นใหญ่ ปลกู ขา้ นาปี แต่มีพนื้ ทีท่ ำมาหากินนอ้ ย” “อาชีพปลูกขา้ วโพด แตไ่ ม่มกี รรมสทิ ธิท์ ่ดี นิ ” “เลย้ี งสกุ ร แต่ไม่มีพ่อแมพ่ นั ธ์ทดี่ ี” “น้ำพอเพยี งทำนาปี แต่ฤดูแลง้ ไมม่ ีนำ้ ลำบากมาก ปยุ๋ แพง ยาแพง” “สว่ นใหญ่ไปรักษาโรงพยาบาลส่งเสรมิ สขุ ภาพตำบล” “ปญั หาขยะไมม่ ีการกำจดั ที่ฝังกลบไม่เพียงพอ เนื่องจากตดิ เขตอทุ ยาน” “อบต. อยากทำ แตพ่ ้นื ทผี่ ดิ กฎหมาย เป็นพืน้ ท่ีปา่ ” “ควนั จากการเผาป่า ภัยแลง้ เสียงรถตอนมเี ทศกาล” “มีโรคไข้เลือดออก ยาเสพติด ควรมีการสมุ่ ตรวจคนเสพ คนชาย” “ส่งิ อำนวยความสะดวก เชน่ โทรศพั ท์ ไฟฟา้ ไม่ทัว่ ถงึ ” “เพิ่มไฟฟ้าสว่างทางหลวง และทางแคบ/เลก็ เพม่ิ ไฟสกั 2-3 ดวง” “มนี ำ้ ประปาจากน้ำภูเขา ไมเ่ พียงพออุปโภค บรโิ ภค” “อบต. ขนนำ้ มาให้ตอนฤดแู ลง้ ” “นำ้ ดบิ ไมพ่ อการผลิตสุราชุมชน” “ตอ้ งการนำ้ ดมื่ ทเ่ี พียงพอ น้ำดิบผลติ สุราชมุ ชน” “ควรมอี า่ งเก็บน้ำที่เพียงพอตอ่ การเกษตร” 236
The 2nd National Conference of Health Science Research สำนักวชิ ำวทิ ยำศำสตรส์ ุขภำพ Knowledge transformation towards Thailand 4.0 มหำวทิ ยำลยั แมฟ่ ้ ำหลวง “พัฒนาระบบประปา/ถังกรองน้ำ” “มีอา่ งเกบ็ น้ำจะพลกิ ชวี ติ ทางการเกษตร” “ต้องการจ้าหน้าท่ี โดยใหค้ นทอ้ งถิ่นไปเรยี นดา้ นหมออนามยั ทนั ตกรรม กายภาพบำบดั แพทย์” “ลดปญั หาหมอยา้ ยกลับภูมลิ ำเนา” “ขอสนบั สนุนเคร่อื งมอื แพทย์กรณพี ิเศษในพ้นื ที่ และรถสง่ ตอ่ ทม่ี อี ุปกรณค์ รบ” แสดงดังภาพที่ 1 ภาพท่ี 1 แสดงคณุ ภาพชวี ติ ของประชาชนในลุ่มนำ้ ยม ตำบลสะเอียบ อำเภอสอง จงั หวัดแพร่ 237
The 2nd National Conference of Health Science Research สำนกั วชิ ำวทิ ยำศำสตรส์ ขุ ภำพ Knowledge transformation towards Thailand 4.0 มหำวทิ ยำลยั แม่ฟ้ ำหลวง พน้ื ที่ตำบลเตาปูน อำเภอสอง จังหวัดแพร่ ตอนที่ 1 ข้อมูลทั่วไป พ้นื ทตี่ ำบลเตาปนู อำเภอสอง จงั หวัดแพร่ ตารางที่ 4 แสดงข้อมลู ทวั่ ไป พื้นที่ตำบลเตาปูน อำเภอสอง จังหวดั แพร่ รายละเอยี ด จำนวนตัวอย่าง (128 คน) ร้อยละ 1. เพศ 63.28 34.38 1.1 ชาย 81 2.34 1.2 หญิง 44 60.16 32.81 1.3 ไม่ระบุ 3 2.34 1.56 2. อายเุ ฉล่ยี (ป)ี 49.67 3.13 3. การศกึ ษา 10.15 79.69 3.1 ประถมศึกษา 77 6.25 0.78 3.2 มธั ยมศกึ ษา/ปวช. 42 3.13 3.3 ปวส./อนุปรญิ ญา 3 71.88 0.78 3.4 ปริญญาตรี 2 1.56 17.97 3.5 ไม่ระบุ 4 0.78 7.03 4. สถานภาพ 4.1 โสด 13 4.2 สมรส 102 4.3 หย่า 8 4.4 แยกกันอยู่ 1 4.5 ไมร่ ะบุ 4 5. ภูมิลำเนา 5.1 อยู่ในพืน้ ท่ีต้ังแตก่ ำเนิด 92 5.2 ยา้ ยมาเพอ่ื การศกึ ษา 1 5.3 ยา้ ยตามหนา้ ทกี่ ารงาน 2 5.4 ย้ายตามครอบครวั 23 5.5 อนื่ ๆ 1 5.6 ไม่ระบุ 9 จากตารางที่ 4 พบว่า ส่วนใหญ่เป็นเพศชาย ร้อยละ 63.28 อายุเฉลี่ย 50 ปี ระดับประถมศึกษา ร้อยละ 60.16 มัธยมศึกษา/ปวช. รอ้ ยละ 32.81 สถานภาพสมรส รอ้ ยละ 79.69 และภมู ลิ ำเนา อยใู่ นพน้ื ทต่ี ั้งแต่กำเนิด รอ้ ยละ 71.88 238
The 2nd National Conference of Health Science Research สำนักวชิ ำวทิ ยำศำสตรส์ ขุ ภำพ Knowledge transformation towards Thailand 4.0 มหำวทิ ยำลยั แมฟ่ ้ ำหลวง ตอนที่ 2 ข้อมูลเกี่ยวกับปัญหาการประกอบอาชีพ การดูแล รักษาตนเองหรือครอบครัวเมื่อเกิดการเจ็บป่วย ปัญหาสิ่งแวดล้อม ภายในชุมชน สภาพ/ลักษณะของสิ่งอำนวยความสะดวกภายในชุมขน และความต้องการในการพัฒนาคุณภาพชีวิต และ ขอ้ เสนอแนะอ่นื ๆ ในล่มุ นำ้ ยมตอนบนพืน้ ท่ตี ำบลเตาปูน อำเภอสอง จังหวัดแพร่ ตารางที่ 5 แสดงข้อมูลเกี่ยวกับปัญหาการประกอบอาชีพ การดูแล รักษาตนเองหรือครอบครัวเมื่อเกิดการเจ็บป่วย ปัญหา สิ่งแวดล้อมภายในชุมชน สภาพ/ลักษณะของสิ่งอำนวยความสะดวกภายในชุมขน และความต้องการในการพัฒนาคุณภาพชีวิต และขอ้ เสนอแนะอ่นื ๆ ในลุ่มนำ้ ยมตอนบน พื้นทต่ี ำบลเตาปูน อำเภอสอง จงั หวัดแพร่ รายละเอียด จำนวนตวั อย่าง (128 คน) รอ้ ยละ 1. ปัญหาในการประกอบอาชพี 1.1 มี 31 24.22 1.2 ไมม่ ี 67 52.34 1.3 ไมร่ ะบุ 30 23.44 2. เม่ือเจบ็ ป่วยรกั ษาโดยวธิ ีใด 2.1 ซ้อื ยามารบั ประทานเอง 15 11.71 2.2 ไปหาแพทย์ท่คี ลนิ ิก 8 6.25 2.3 ไปสถานอี นามยั /รพสต. 22 17.19 2.4 ไปโรงพยาบาลของรัฐ 60 46.88 2.5 ไม่ระบุ 23 17.97 3. ระดบั ความรนุ แรงของปญั หาสิง่ แวดลอ้ มภายในชุมชน 3.1 นำ้ เสยี 3.55 มีปญั หามาก 3.2 มลพิษทางอากาศ (ฝุน่ , ควัน) 2.76 มีปญั หาปานกลาง 3.3 มลพษิ ทางเสยี ง 3.33 มปี ญั หามาก 3.4 การจราจร 3.23 มปี ญั หาปานกลาง 3.5 ขยะมูลฝอย 2.12 มปี ัญหานอ้ ย 3.6 การขาดแคลนน้ำสะอาด 2.33 มปี ัญหาน้อย 3.7 ปัญหาอาชญากรรม 3.47 มปี ญั หามาก 3.8 อุบตั ิเหตุ 3.03 มปี ญั หาปานกลาง 3.9 ภัยแล้ง 1.68 มีปัญหาน้อยทส่ี ุด 3.10 โรคระบาด 2.71 มีปญั หาปานลาง 3.11 ปัญหายาเสพตดิ 1.83 มีปญั หาน้อย 3.12 ความสะอาดของแหล่งท่องเท่ยี ว 2.67 มีปัญหาปานลาง 239
The 2nd National Conference of Health Science Research สำนักวชิ ำวทิ ยำศำสตรส์ ุขภำพ Knowledge transformation towards Thailand 4.0 มหำวทิ ยำลยั แม่ฟ้ ำหลวง รายละเอยี ด จำนวนตวั อย่าง (128 คน) ร้อยละ 4. ส่ิงอำนวยความสะดวกในชมุ ชนของทา่ นเป็นอย่างไร 4.1 ถนน 2.17 มีแต่ตอ้ งปรบั ปรุง 4.2 การจราจร 2.32 มีแตต่ ้องปรับปรุง 4.3 ไฟฟ้า 1.63 ไม่มี 4.4 น้ำดมื่ 2.20 มีแต่ต้องปรบั ปรงุ 4.5 น้ำใช้ 2.24 มีแต่ต้องปรับปรงุ 4.6 การระบายน้ำ 2.70 มีสภาพพอใช้ 4.7 แหล่งเกบ็ กักน้ำ 2.74 มีสภาพพอใช้ 4.8 การป้องกันภัยแล้ง 2.82 มีสภาพพอใช้ 4.9 การติดต่อส่อื สาร อาทิ โทรศพั ท์ อินเตอรเ์ นต็ 1.98 มแี ต่ต้องปรบั ปรุง 4.10 การจดั การขยะมูลฝอย 2.62 มสี ภาพพอใช้ 4.11 สภาพสถานพยาบาลในชุมชน 1.87 มแี ต่ต้องปรับปรุง 4.12 ตลาด 2.14 มีแตต่ ้องปรบั ปรงุ 4.13 การดแู ลความเปน็ อยใู่ นชุมชน (อบต./เทศบาล) 1.94 มีแต่ต้องปรับปรงุ 5. ทา่ นต้องการให้พัฒนาคุณภาพชวี ิตด้านใดมากที่สดุ 5.1 อาชพี /การทำกิน 61 47.65 5.2 สาธารณูปโภค 8 6.25 5.3 สขุ ภาพอนามยั 0 0.00 5.4 ความเป็นอยทู่ ด่ี ีขึ้น 24 18.75 5.5 ด้านการศึกษา 1 0.78 5.6 ด้านสุขภาพ อาทิ สขุ ภาพจิต สขุ ภาพกายทีด่ ีข้นึ 4 3.13 5.7 ดา้ นการมีสว่ นร่วมในการพฒั นาหรอื จัดการทอ้ งถิ่น 5 3.91 5.8 ดา้ นความปลอดภยั ในชวี ติ และทรพั ยส์ ิน 2 1.56 5.9 ด้านจิตใจในการอยูร่ ่วมกนั อยา่ งเป็นสุข 9 7.03 5.10 ไมร่ ะบุ 14 10.94 จากตารางที่ 5 พบวา่ ส่วนใหญ่ มีปญั หาในการประกอบอาชพี ร้อยละ 52.34 เม่ือตนเองเจบ็ ป่วยหรอื ครอบครัวไปรักษา ท่โี รงพยาบาลของรัฐ ร้อยละ 46.88 สถานอี นามยั /โรงพยาบาลสง่ เสริมสขุ ภาพตำบล ร้อยละ 17.19 ซือ้ ยามารบั ประทานเอง ร้อย ละ 11.71 ปัญหาสิ่งแวดล้อมภายในชุมชน มีปัญหาปานกลาง ได้แก่ มลพิษทางอากาศ ฝุ่น ควัน การจราจร อุบัติเหตุ โรคระบาด ความสะอาดของแหลง่ ทอ่ งเทีย่ ว มปี ัญหามาก ไดแ้ ก่ เสยี ง อาชญากรรม มีปญั หานอ้ ยได้แก่ ขยะมูลฝอย การขาดแคลนน้ำสะอาด 240
The 2nd National Conference of Health Science Research สำนักวชิ ำวทิ ยำศำสตรส์ ขุ ภำพ Knowledge transformation towards Thailand 4.0 มหำวทิ ยำลยั แมฟ่ ้ ำหลวง ยาเสพตดิ มปี ญั หาน้อยทส่ี ดุ ได้แก่ ภัยแล้ง สง่ิ อำนวยความสะดวก ส่วนใหญอ่ ยูใ่ นระดบั ตอ้ งปรับปรุง ได้แก่ ถนน การจราจร น้ำดื่ม น้ำใช้ การติดต่อสื่อสาร สภาพสถานพยาบาลในชมุ ขน ตลาด การดูแลความเป็นอยู่ในชุมชนต้องการพฒั นาคุณภาพชีวิต ส่วนใหญ่ ดา้ นอาชีพ/การทำกิน รอ้ ยละ 47.65 ตอนท่ี 3 ผลการสนทนากลมุ่ ผลการสนทนากลุม่ พบว่า ส่วนใหญ่ ปลูกข้าวนาปี ข้าวโพด ยาสูบ พริก กระหลำ่ ปลี มันสำปะหลัง รับจ้างทั่วไป พืชผล ราคาตกต่ำ ไม่มนี ้ำฤดูแล้ง ต้นทุนผลิตสงู มีปัญหาด้านยาเสพติดในวัยรุ่น การจัดการขยะ ควันจากการเผาป่า ภัยแลง้ ส่วนใหญไ่ ป รับการรักษาที่โรงพยาบาลส่งเสริมสขุ ภาพตำบล เจ็บป่วยเปน็ โรคเบาหวาน ความดันโลหิตสูง โรคไข้เลือดออก ยาเสพติด มีความ ต้องการน้ำเพื่ออุปโภค บริโภค ถนนเพือ่ การเกษตรไมท่ ั่วถึง และทรุดโทรม ไฟฟ้าเข้าไม่ถึงด้านการเกษตร ต้องการพัฒนาคณุ ภาพ ชีวิตในดา้ นการจัดการน้ำใหเ้ พยี งพอ การสง่ เสริมอาชีพเสริม และที่ดนิ ทำกิน ดงั ขอ้ มูลการสนทนาที่สำคญั ดงั น้ี “อาชพี ปลกู ข้าวนาป”ี “อาชพี ทำยาสบู พริก กระหล่ำปี มันสำปะหลงั รับจ้างทัว่ ไป” “ข้าวโพด ราคาตกตำ่ ไม่มนี ้ำ ฤดแู ลง้ ตน้ ทนุ การผลิตสูงมาก” “ปัญหายาเสพติด ในวัยรุ่น” “ขยะท่ที ้งิ ไมม่ ี เผาไมถ่ ูก มีรถเกบ็ แตเ่ ก็บไม่ถูก” “ควนั จากการเผาปา่ ” “ไปรักษาที่ รพสต.” “เกิดโรคไข้เลือกออก ความดนั (โลหติ สูง) เบาหวาน ยาเสพติดกม็ ี” “ต้องการนำ้ อุปโภคบรโิ ภคเพอื่ การเกษตร” “ถนน ไฟฟา้ ไม่ท่ัวถึง ถ้าไฟฟา้ เข้าถงึ จะประหยดั น้ำมันเชื้อเพลงิ ” “ตอ้ งการอาชพี เสรมิ ทม่ี ั่นคง” “ตอ้ งการมแี หลง่ นำ้ เพยี งพอ มีทที่ ำกนิ ” “ส่งเสริมอาชีพเสริม เช่น ตัดเย็บผา้ พื้นเมอื ง เล้ยี งพอ่ แม่พนั ธโุ์ ค” “ส่งเสรมิ อาชพี เสรมิ ใหมอ่ ยา่ งต่อเนื่อง” “ตอ้ งการมแี หลง่ เก็บกักนำ้ ” “โครงการน้ีดี เพอื่ นำ้ การเกษตร” “หมู่ 7 ขาดปัจจัยในกาสรา้ งอโุ บสถ” แสดงดงั ภาพที่ 2 241
The 2nd National Conference of Health Science Research สำนักวชิ ำวทิ ยำศำสตรส์ ขุ ภำพ Knowledge transformation towards Thailand 4.0 มหำวทิ ยำลยั แม่ฟ้ ำหลวง ภาพท่ี 2 แสดงคณุ ภาพชวี ติ ของประชาชนในลุ่มนำ้ ยม ตำบลเตาปนู อำเภอสอง จงั หวัดแพร่ อภิปรายผล จากการศึกษาพื้นที่ตำบลสะเอียบ อำเภอสอง จังหวัดแพร่พบว่า ประชาชนส่วนใหญ่มีความต้องการในการให้พัฒนา คุณภาพชีวิต มากที่สุด คือ อาชีพ/การทำกิน ต้องการกรรมสิทธิ์ที่ดิน รวมถึงความต้องการพ่อพันธุ์แม่พันธ์สัตว์ในการประกอบ อาชีพ การขาดแคลนน้ำในช่วงฤดูแล้ง การเกิดภัยแล้ง ประชาชนมีความต้องการอ่างเก็บน้ำให้เพียงพอกับการเกษตร องค์การ บรหิ ารสว่ นตำบลขนน้ำมาใหใ้ นฤดูแล้ง ซึ่งยังไม่เพียงพอปัญหาสิ่งแวดล้อม ในเรือ่ งของการจดั การขยะท่ีมี่การกำจดั ไม่ถูกต้อง ที่ฝัง กลบไม่เพียงพอ หาพ้นื ที่ไมไ่ ด้ เน่อื งจากพนื้ ท่เี ป็นเขตอทุ ยาน ตดิ พืน้ ทป่ี ่า ซ่งึ องคก์ ารบริหารสว่ นตำบลต้องการดำเนนิ การแตต่ ิดเปน็ พื้นป่าไม้การเผาป่า ทำให้เกิดควัน เป็นอันตรายกับสขุ ภาพการเกิดโรคไข้เลือดออกระบาดในหมู่บ้าน ปัญหายาเสพติด ประชาชน ตอ้ งการใหม้ ีการสุ่มตรวจ คนเสพ คนขายสงิ่ อำนวยความสะดวก ได้แก่ ไฟฟ้าโทรศัพท์ ยงั ไม่ทั่วถึง ประชาชนต้องการเพมิ่ แสงสว่าง ในเส้นทางหลวงหลักที่ยังไม่มีไฟฟ้า ส่วนทางแคบ/เล็ก ควรเพิ่ม 2-3 ดวงระบบน้ำประปาไม่เพียงพอ โดยเฉพาะฤดูแล้ง ไม่มีน้ำ ประชาชนต้องการพัฒนาระบบประปาหรือถังกรองน้ำในหมู่บ้าน การไม่มีน้ำดิบในการทำสุราชุมชนเนื่องจากขาดน้ำโดยเฉพาะ ในชว่ งฤดูแลง้ การทำถนนเชอ่ื มระหว่างหมู่ 7 ถงึ หมู่ 10 จะไดร้ บั ประโยชนอ์ ยา่ งมาก ในการขนส่งพชื ผล การสง่ ต่อผปู้ ่วยประชาชน มคี วามตอ้ งการบคุ ลากรทางการแพทย์ เช่น แพทย์ ทนั ตสาธารณสขุ กายภาพบำบัด หมออนามยั ท่มี าจากคนในชุมชนไปเรยี น และ กลับมาพัฒนาชุมชนตนเอง ลดปัญหาการย้ายไปภูมิลำเนาอ่ืนความต้องการสนับสนุนวัสดุ อุปกรณ์ เครื่องมอื ทางการแพทย์ และ 242
The 2nd National Conference of Health Science Research สำนักวชิ ำวทิ ยำศำสตรส์ ุขภำพ Knowledge transformation towards Thailand 4.0 มหำวทิ ยำลยั แม่ฟ้ ำหลวง ต้องการรถรับส่งคนไข้ กรณีฉุกเฉินที่มีมาตรฐานซึ่งจากผลการศึกษา จะพบว่า อาชีพ ที่ดิน แหล่งน้ำ การสาธารณสุขแล ะ สิ่งแวดล้อม สภาพสังคมและวฒั นธรรม การดำรงชีวิต ล้วนเป็นสิง่ ท่ีจำเป็นต่อการดำเนินชีวิตและคุณภาพชีวิตสอดคล้องกับกับชมุ พลภัทร์ คงธนจารุอนันต์ (2550) ได้ได้ศึกษาการดำเนินชีวิตและคุณภาพชีวิตตามแนวปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของเกษตรกรใน หมู่บ้านหนองมะจับ ตำบลแม่แผก อำเภอสันทราย จังหวัดเชียงใหม่ พบว่า เกษตรกร ยังคงมีปัญหาและอุปสรรค ได้แก่ ปัญหา เศรษฐกิจ ปัญหาการศึกษาและการเรียนรู้ ปัญหาด้านสาธารณสุข ปัญหาด้านสิ่งแวดล้อม ปัญหาสังคมและวัฒนธรรม ตามลำดบั และสอดคล้องกับ พรรณี ปานเทวัญ (2556) ที่ได้ศึกษาความจำเป็นพื้นฐานและสภาวะสุขภาพอนามัยของประชาชนในเขตพื้นที่ ตำบลหนองสาหร่าย อำเภอปากช่อง จังหวัดนครราชสีมา พบว่า ความจำเป็นพื้นฐานยังไมผ่ ่านเกณฑ์ ในด้านสุขภาพดี การมีบ้าน อาศยั การศึกษา รายได้ จากการศึกษาพื้นที่ตำบลเตาปูน อำเภอสอง จังหวัดแพร่ พบว่าประชาชนต้องการพัฒนาคุณภาพชีวิต ส่ วนใหญ่ด้าน อาชีพ/การทำกิน โดยต้องการการส่งเสริมอาชีพเสริมท่ีมัน่ คง ต่อเนือ่ ง เช่น ตัดเย็บผ้าพืน้ เมือง การเล้ียงพ่อแม่พันธุโ์ ค อาชีพเสรมิ ใหมๆ่ เพอื่ ให้มีรายไดต้ อนหน้าแลง้ ซึ่งไม่มีงานทำ ความตอ้ งการมที ด่ี ินทำกนิ การจดั การขยะยงั ขาดสถานทีท่ ่ที ้ิงชยะ การเผาไม่ถูก หลัก มีรถเก็บขยะแต่เก็บไม่ถูกต้องควันจากการเผาป่า ทำให้เกิดปัญหากับสุขภาพการเกิดภัยแล้งไม่มีน้ำในฤดูแล้ง ประชาชนมี ความตอ้ งการนำ้ เพื่ออุปโภค บริโภค มีการจดั การน้ำให้เพยี งพอ ต้องการแหล่งน้ำ โครงการนี้ดี เพื่อใหม้ ีน้ำทางการเกษตรการเกิด โรคเบาหวาน ความดันโลหิตสูง ไข้เลือดออก ยาเสพติดในวัยรุ่นการถนนเพื่อการเกษตรไม่ทั่วถึง และพื้นผิวถนนทรุดโทรมสิ่ง อำนวยความสะดวก ไดแ้ ก่ ไฟฟ้ายังเข้าไม่ถงึ ด้านการเกษตร ถา้ มีจะประหยดั น้ำมันเช้อื เพลิงไดม้ ากสอดคล้องกบั พรรณี ปานเทวัญ (2556) ที่ได้ศึกษาความจำเป็นพื้นฐานและสภาวะสุขภาพอนามัยของประชาชนในเขตพื้นที่ตำบลหนองสาหร่าย อำเภอปากช่อง จงั หวัดนครราชสมี า พบวา่ ความจำเปน็ พนื้ ฐานยงั ไม่ผา่ นเกณฑ์ ในด้านสขุ ภาพดี การมีบา้ นอาศยั การศึกษา รายได้ และสอดคล้อง กับกับชุมพลภัทร์ คงธนจารุอนันต์ (2550) ได้ได้ศึกษาการดำเนินชีวิตและคุณภาพชีวิตตามแนวปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของ เกษตรกรในหมูบ่ ้านหนองมะจับ ตำบลแม่แผก อำเภอสนั ทราย จังหวดั เชยี งใหม่ พบว่า เกษตรกร ยงั คงมปี ัญหาและอุปสรรค ได้แก่ ปัญหาเศรษฐกิจ ปัญหาการศึกษาและการเรียนรู้ ปัญหาด้านสาธารณสุข ปัญหาด้านสิ่งแวดล้อม ปัญหาสังคมและวัฒนธรรม ตามลำดับ สรปุ และข้อเสนอแนะ จากสถานการณ์ภาพรวม ประชาชนยินดีและเห็นด้วยกับการพัฒนาแหล่งน้ำ ขนาดเล็ก ขนาดกลางมีน้ำในการอุปโภคและ บริโภค สอดคล้องความต้องการที่ได้สำรวจ ควรมีการจัดลำดับความสำคัญเพื่อให้เกิดการพัฒนาในจุดที่จำเป็นและเร่งด่วนในแต่ละพื้นที่ อาชีพ การทำมาหากินด้านการเกษตร การพัฒนาอาชีพเสริมรองรับในปัจจุบันและอนาคตกับการกลับมาทำงานในพื้นที่โดยเฉพาะในช่วง หน้าแล้งการพฒั นาแหล่งนำ้ ไมค่ วรเกิดผลกระทบจากพืน้ ท่ีหนง่ึ ไปอกี พ้ืนทหี่ นึ่ง เพราะอาจสง่ ผลใหเ้ กิดการแยง่ ชงิ นำ้ ดงั นั้นควรดำเนินการให้ สอดคล้องกับความต้องการที่ได้สำรวจฤดูฝนหากมีพื้นที่เก็บกักน้ำ ฤดูแล้งจะทำให้มีน้ำใช้ ระบบประปามีน้ำ สามารถดำเนินการผลิตสุรา ชุมชนทำได้การพิสูจน์กรรมสิทธิที่ดิน ควรมีการดำเนินการร่วมกันไปด้วยกับการพัฒนาแหล่งน้ำ พิจารณาตามกฎหมาย ซึ่งประชาชนยินดี พิสูจน์สิทธิ อย่างไรก็ตามควรมีการเยียวยาคนรายได้น้อยและเกิดความเป็นธรรมการพัฒนาแหล่งน้ำจะทำให้มีการพัฒนาไฟฟ้า ถนน การ สื่อสาร เมื่อมีการพัฒนาแหล่งน้ำทางการเกษตรควบคู่กันไปการจัดการขยะมูลฝอย การเผาป่า อาชญากรรม ยาเสพติด การใช้สารเคมีทาง การเกษตร ปัญหาสิ่งแวดล้อม โรคระบาด โรคไข้เลือดออก โรคไม่ติดเชื้อ ความต้องการทางดา้ นสุขภาพ เช่น จำนวนบคุ ลากรทางด้านสขุ ภาพ 243
The 2nd National Conference of Health Science Research สำนักวชิ ำวทิ ยำศำสตรส์ ุขภำพ Knowledge transformation towards Thailand 4.0 มหำวทิ ยำลยั แม่ฟ้ ำหลวง อปุ กรณ์เครอื่ งมอื ทางการแพทย์ ดงั นัน้ จึงควรมีแผนการบรู ณาการหน่วยงานรองรับปจั จบุ นั และอนาคต เพื่อรองรบั ปญั หาที่อาจจะเกิดขึ้นใน สว่ นข้อเสนอแนะ สามารถแยกเป็นพนื้ ท่ี ไดด้ งั ต่อไปน้ี พืน้ ทต่ี ำบลสะเอียบ อำเภอสอง จงั หวัดแพร่ 1. องค์การบรหิ ารส่วนตำบล และหน่วยงานทเ่ี กี่ยวขอ้ ง เชน่ เกษตรอำเภอ การศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย พัฒนาชุมชน สหกรณ์การเกษตร ควรมีมาตรการส่งเสริมและพัฒนาอาชีพประชาชน โดยให้ตรงกับความต้องการและ สอดคล้องกับบริบทของประชาชน เชน่ การสนบั สนนุ พอ่ พันธุ์แม่พันธส์ ัตวใ์ นการประกอบอาชีพ 2. กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น กรมชลประทาน กรมป่าไม้ มหาวิทยาลัย เป็นต้น ใน การศึกษาพื้นที่ที่มีการขาดแคลนน้ำในช่วงฤดูแล้ง การเกิดภัยแล้ง รวมถึงสอดคล้องกับความต้องการของประชาชน ใน การสร้าง พัฒนาแหล่งน้ำขนาดเล็ก ขนาดกลาง เช่นอ่างเก็บน้ำให้เพียงพอกับการเกษตร องค์การบริหารส่วนตำบล สนับสนุนนำ้ ให้กบั ประชาชนในฤดูแลง้ หากไมเ่ พียงพอต่อความต้องการ 3. องค์การบรหิ ารสว่ นตำบล ประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น กรมที่ดิน กองจัดกรรมสิทธิ์ ในการดำเนินการพิสูจน์สทิ ธ์ิ กรรมสทิ ธท์ิ ่ีดิน และหาวธิ กี ารเยียวยา กับประชาชนในชุมชน 4. องค์การบริหารสว่ นตำบล วางแผนและบริหารจัดการขยะ ให้ถูกหลักสขุ าภบิ าล โดยเน้นการมสี ่วนร่วมของประชาชนใน การจัดการขยะ รวมถึงจัดหาพื้นที่ทเี่ หมาะสมกบั การกำจดั 5. กรมป่าไม้ กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่าและพันธุ์พืช ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจังหวัดกระทรวงสาธารณสขุ หน่วยงานทีเ่ กย่ี วขอ้ ง รณรงค์ เฝา้ ระวังการเผาปา่ ซงึ่ ทำใหเ้ กิดควัน เปน็ อนั ตรายกับสขุ ภาพ 6. โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล สำนักงานสาธารณสุขอำเภอ สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดดำเนินการควบคุมและ ป้องกันการเกดิ โรคไขเ้ ลอื ดออกในระดบั หมู่บ้าน 7. สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพตดิ ตำรวจ สำนักงานสาธารณสขุ จังหวัดและหนว่ ยงานที่เกีย่ วข้อง รว่ มกนั แก้ปัญหายาเสพตดิ โดยจัดใหม้ ีการสุม่ ตรวจ คนเสพ คนขายในชุมชน 8. องค์การบริหารสว่ นตำบล สำรวจสิ่งอำนวยความสะดวก ได้แก่ ไฟฟ้าโทรศัพท์ ที่ยังดำเนินการไม่ทั่วถึง วางแผน จัดสรร งบประมาณ ให้เหมาะสมตามความจำเป็นและเร่งด่วนสำรวจ ความเป็นไปได้ จัดทำแผน และงบประมาณการทำถนน เช่ือมระหว่างหมูบ่ า้ น ตามความจำเปน็ และเรง่ ด่วนชองพืน้ ที่ 9. สำนักงานสิ่งแวดล้อมภาค ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจังหวัด สำนักงานสาธารณสุขจังหวัด และหน่วยงานท่ี เก่ยี วข้อง สำรวจคณุ ภาพน้ำ ปรบั ปรงุ ระบบประปาหม่บู ้าน ให้ได้มาตรฐานตามเกณฑม์ าตรฐาน 10. กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น กรมชลประทาน กรมป่าไม้ มหาวิทยาลัย เป็นต้น ใน การศึกษาพืน้ ท่ที ี่มีการขาดแคลนนำ้ ในชว่ งฤดูแล้ง สรา้ ง พัฒนาแหลง่ น้ำขนาดเล็ก ขนาดกลาง เพื่อให้เพียงพอต่อการทำ สุราชมุ ชน 11. มหาวิทยาลัยนเรศวร ประสานงานหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ศึกษาความเป็นไปได้ในการสนับสนุน การเข้าศึกษาบุคลากร ทางการแพทย์ เช่น แพทย์ ทันตสาธารณสุข กายภาพบำบัด และหมออนามัยทีม่ าจากคนในชุมชนไปเรียน และกลับมา พัฒนาชุมชนตนเอง ลดปัญหาการย้ายไปภูมิลำเนาอื่นรวมถึงการสนับสนุนวัสดุ อุปกรณ์ เครื่องมือทางการแพทย์ จาก มหาวทิ ยาลยั นเรศวรให้กบั สถานบรกิ ารสาธารณสุขในชมุ ชน 244
The 2nd National Conference of Health Science Research สำนกั วชิ ำวทิ ยำศำสตรส์ ขุ ภำพ Knowledge transformation towards Thailand 4.0 มหำวทิ ยำลยั แมฟ่ ้ ำหลวง 12. องคก์ ารบรกิ ารส่วนตำบล สำนกั งานสาธารณสขุ จงั หวัด วางแผน สนับสนนุ รถรับสง่ คนไข้ ให้กบั สถานบรกิ ารในชมุ ชน พ้ืนท่ตี ำบลเตาปนู อำเภอสอง จังหวดั แพร่ 1. องค์การบรหิ ารส่วนตำบล และหน่วยงานทเี่ กีย่ วขอ้ ง เชน่ เกษตรอำเภอ การศกึ ษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย พฒั นาชุมชน สหกรณ์การเกษตร เป็นต้น ควรมมี าตรการสง่ เสริมและพัฒนาอาชพี ประชาชน โดยใหต้ รงกับความตอ้ งการ และสอดคล้องกับบริบทของประชาชน เช่น ตัดเย็บผ้าพื้นเมือง การเล้ียงพ่อแม่พันธุ์โค อาชีพเสรมิ ใหมๆ่ เพื่อให้มีรายได้ ตอนหน้าแล้ง ซ่งึ ไม่มีงานทำ 2. องค์การบรหิ ารส่วนตำบล ประสานหน่วยงานท่ีเกี่ยวข้อง เช่น กรมที่ดิน กองจัดกรรมสิทธิ์ ในการดำเนินการพิสูจน์สทิ ธ์ิ กรรมสิทธิ์ที่ดิน และหาวิธีการเยียวยา กับประชาชนในชุมชนวางแผนและบริหารจัดการขยะให้ถูกหลักสุขาภิบาล โดย เน้นในเรื่องการรณรงค์ไม่เผาขยะ และการให้ความรู้การจัดการขยะกับผู้มีหน้าที่เก็บขนขยะ รวมถึงจัดหาพื้นที่ท่ี เหมาะสมกับการกำจัด สำรวจ จัดทำแผน และงบประมาณการทำถนน ซ่อมปรับปรุงถนน รวมถึง ไฟฟ้าเพื่อใช้ใน การเกษตร ตามความจำเปน็ และเร่งด่วน 3. กรมป่าไม้ กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่าและพันธุ์พืช ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจังหวัดกระทรวงสาธารณสุข หนว่ ยงานท่เี กีย่ วขอ้ ง รณรงค์เฝา้ ระวงั การเผาป่า ซึ่งทำให้เกิดควนั เปน็ อนั ตรายกับสุขภาพ 4. กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น กรมชลประทาน กรมป่าไม้ มหาวิทยาลัย เป็นต้น ใน การศึกษาพื้นที่ที่มีการขาดแคลนน้ำในช่วงฤดูแล้ง การเกิดภัยแล้ง รวมถึงสอดคล้องกับความต้องการของประชาชน ใน การสร้าง พัฒนาแหล่งน้ำขนาดเล็ก ขนาดกลาง เช่นอ่างเก็บน้ำให้เพียงพอกับการเกษตร องค์การบริหารส่วนตำบล สนับสนุนน้ำใหก้ บั ประชาชนในฤดูแล้ง หากไมเ่ พยี งพอต่อความต้องการ 5. โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล สำนักงานสาธารณสุขอำเภอ สำนักงานสาธารณสุขจงั หวัดประสานงานกับหน่วยงานท่ี เกี่ยวข้อง ดำเนินการควบคุมและป้องกันการเกิดโรคเบาหวาน ความดันโลหิตสูง ไข้เลือดออก รวมถึงการรณรงค์ ป้อง ปรามการใช้ยาเสพติดในกลุ่มวยั ร่นุ กิตติกรรมประกาศ ขอขอบคุณหนว่ ยวิจัยและพัฒนาบูรณาการเกษตรและส่ิงแวดล้อม คณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลับนเรศวร ที่ได้ให้ทนุ สนับสนนุ การวจิ ยั ในคร้ังนี้ และขอขอบคุณประชาชน ตำบลเตาปูนและตำบลสะเอยี บ อำเภอสอง จังหวดั แพร่ ทไ่ี ด้ใหค้ วามร่วมมือ และใหข้ ้อมลู จนงานวจิ ยั สำเร็จลลุ ว่ งไปดว้ ยดี เอกสารอ้างอิง มนสิกลุ โอวาทเภสัชช์. คณุ ภาพชีวติ ท่ีด,ี คมชดั ลึก. 8 : 24 สิงหาคม 2552, หนา้ 30. หน่วยวิจัยและพัฒนาบูรณาการเกษตรและสิ่งแวดล้อม (2558) รายงานการเริ่มงาน (Inception Report) โครงการศึกษาหาทาง ออกแบบมสี ่วนรว่ ม: กรณศี กึ ษาการพัฒนาแหล่งเก็บกักในลมุ่ น้ำยมตอนบน. หน่วยวจิ ัยและพัฒนาบรู ณาการเกษตรและ ส่งิ แวดลอ้ ม, มหาวทิ ยาลัยนเรศวร. ชุมพลภัทร์ คงธนจารุอนันต์ (2550) การดำเนินชีวิตและคุณภาพชีวิตตามแนวปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของเกษตรกรในหมู่บ้าน หนองมะจับ ตำบลแม่แผก อำเภอสนั ทราย จังหวัดเชียงใหม่ วิทยาศาสตรมหาบัณฑิต เกษตรศาสตร์ ส่งเสริมการเกษตร มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ 245
The 2nd National Conference of Health Science Research สำนกั วชิ ำวทิ ยำศำสตรส์ ขุ ภำพ Knowledge transformation towards Thailand 4.0 มหำวทิ ยำลยั แมฟ่ ้ ำหลวง พรรณี ปานเทวัญ (2556) ความจำเป็นพื้นฐานและสภาวะสุขภาพอนามัยของประชาชนในเขตพื้นที่ตำบลหนองสาหร่าย อำเภอ ปากช่อง จังหวัดนครราชสมี า วารสารพยาบาลทหารบก ปีที่ 14 ฉบบั ท่ี 3 Krejcie, R. V. & Morgan, D. W. (1970). Determining sample size for research activities. Educational and Psychological Measurement. 30(3): 607- 610.World Health Organization. (1993). Report of WHOQOL Focus Group Work. Geneva: WHO (MNH/PSF/93.4). 246
The 2nd National Conference of Health Science Research สำนักวชิ ำวทิ ยำศำสตรส์ ุขภำพ Knowledge transformation towards Thailand 4.0 มหำวทิ ยำลยั แม่ฟ้ ำหลวง ความรู้ การรับร้เู ร่อื งฉลากโภชนาการและการใชข้ ้อมลู บนฉลากโภชนาการของผสู้ งู อายุ จังหวดั อุบลราชธานี ธญิ าพร รอบโลก1, พรี ชญา ไขปญั ญา2, อุรารัช บรู ณะคงคาตรี3, สารสิทธ์ิ โรจน์ธนะธัญญา3 , เกศิณี หาญจังสิทธ์ิ3 1โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลนาโพธ์ิ, 2 โรงพยาบาลส่งเสรมิ สุขภาพตำบลปงน้อย 3 วิทยาลัยการสาธารณสุขสิรนิ ธร จังหวดั อบุ ลราชธานี Corresponding author: [email protected] บทคัดย่อ บทนำ การรับประทานอาหารที่ดีจะช่วยลดความเสี่ยง ของโรคติดต่อเรื้อรังที่ทวีความรุนแรงมากขึ้นในผู้สูงอายุ ฉลาก โภชนาการเป็นเคร่ืองมอื สำคญั ท่ีจะช่วยในการเลอื กอาหารเหมาะสมกับสุขภาพ วัตถปุ ระสงค์ เพ่อื ศกึ ษาปัจจัยท่ีมคี วามสัมพันธ์กับ พฤติกรรมการใช้ฉลากโภชนาการของผู้สูงอายุในจังหวัดอบุ ลราชธานี วิธีวิจัยการศึกษาครัง้ นี้เป็นการศึกษาภาคตัดขวาง โดยกลุ่ม ตัวอย่างเป็นผู้มีอายุตั้งแต่ 60 ปีขึ้นไป จำนวน 105 คน เก็บรวบรวมข้อมูลโดยการสัมภาษณ์ เครื่องมือมีความเที่ยง 0.66 และมี ความเชื่อมั่นตั้งแต่ 0.89-0.98 การวิเคราะห์ข้อมูลใช้ สถิติเชิงพรรณนา Chi-Square Test และ fisher's exact test ผลการวิจัย ผ้สู ูงอายุ ร้อยละ 69.52 รจู้ ักฉลากโภชนาการ แตใ่ ช้ฉลากในการซ้อื หรอื บรโิ ภคเพยี ง 42.86% ของผูส้ ูงอายุทั้งหมด ผู้สูงอายุที่รู้จัก และใช้ฉลากเป็นประจำจะสนใจขอ้ มูลวันเดอื นปที ่ีหมดอายุมากทีส่ ดุ ถึง 73.3% ผทู้ ่ไี มใ่ ชฉ้ ลากส่วนใหญใ่ ห้เหตุผลวา่ ตัวอักษรมขี นาด เล็ก กลุ่มที่รู้จักฉลากจะมีคะแนนความรู้เฉลี่ย (x̄ = 13.4, SD.=0.95) และการรับรู้ประโยชน์ (x̄ = 3.6, SD.=0.65) ในระดับสูง ปจั จยั ท่มี คี วามสัมพนั ธ์กับการใช้ข้อมูลบนฉลากโภชนาการอย่างมนี ัยสำคญั ทางสถิติ (p < 0.05) ได้แก่ อาชีพ ระดับการศึกษาสงู สดุ รายได้ ความรแู้ ละการรบั รู้ประโยชน์ อภิปรายและสรปุ ผลการวจิ ัย กลุ่มตัวอย่างมีความรู้เกี่ยวกับฉลากโภชนาการ แต่ยังมีความสนใจในระดับน้อย รวมทั้งมีความตระหนักในการใช้ประโยชน์จาก ฉลากโภชนาการค่อนขา้ งต่ำ ดังนั้นควรมีการการวางแผนส่งเสริมให้ความรูใ้ ห้มีความเข้าใจ ปรับปรุงรปู แบบของฉลากโภชนาการ ใหม้ ีความน่าสนใจ อา่ นและเขา้ ใจง่าย สรา้ งความตระหนกั ถงึ คุณประโยชนแ์ ละความสำคญั ทจี่ ะได้รับจากการอา่ นฉลากโภชนาการ คำสำคัญ: ความรู,้ การรับรู้, ฉลากโภชนาการ, ผ้สู ูงอายุ 247
The 2nd National Conference of Health Science Research สำนกั วชิ ำวทิ ยำศำสตรส์ ุขภำพ Knowledge transformation towards Thailand 4.0 มหำวทิ ยำลยั แมฟ่ ้ ำหลวง Knowledge, perception, and use of the nutrition labeling among seniors in Ubon Ratchathani province Thiyaporn Lobrok1, Peerachaya Khaipanya2, Urarat Buranakongkatree3, Sarasit Rojtanatanya3,Kesinee Hanjangsit3 1Na Pho Health Promoting Hospital,2Pong Noi Health Promoting Hospital, 3 Sirindhorn College of Public Health, Ubon Ratchathani Corresponding author: [email protected] Abstract Introduction: Good nutrition helps to reduce the risk of chronic diseases that are highly prevalent among seniors. The Nutrition Label is an important tool to support them to decide on food which are supposed to promote their good health. Objective: This study aimed to identify knowledge, perception, and the use of the Nutrition Label, including investigated factors associated with the use of nutrition information on the food label. Methodology: Total 105 seniors aged 60 years old or more who lived in Ubon Ratchathani were selected by using simple random sampling. The instrument was questionnaire in order to determine knowledge, skill, perception and the use of the nutrition label. The IOC and reliability of the questionnaire were 0.66 and 0.92, respectively. Data was collected by interviewing. Descriptive statistics, chi-square test and fisher's exact test were used for data analysis. Results: The results showed that 69.52 % of seniors recognized the Nutrition Label but only 42.86% used the label. 73.3% of seniors who recognized and normally used the label were interested in the detail of an expired date. Most of seniors did not use the label because of the small text size. Seniors who recognized the label were at the high level of scores in knowledge (xˉ = 13.4, SD=0.95) with perceived benefit of the Nutrition Label (xˉ = 3.6, SD.=0.65). Factors were significantly related to the use of the Nutrition label were occupation, income, and knowledge and perceived benefit of the Nutrition Label (p<0.05). Discussion and conclusion: Although the knowledge scores are high, the use of the Nutrition Label for seniors is quite low due to the design, particularly text size of the label and the lack of perceived benefit. The improvement of the text size and design of the nutrition label multiplied with the promotion on benefit perception of the Nutrition Label are needed in this senior group. Keywords: Knowledge, Perceptions, Nutrition Labelling, Seniors 248
The 2nd National Conference of Health Science Research สำนกั วชิ ำวทิ ยำศำสตรส์ ขุ ภำพ Knowledge transformation towards Thailand 4.0 มหำวทิ ยำลยั แม่ฟ้ ำหลวง บทนำ ปัจจบุ ันโรคไมต่ ดิ ตอ่ เรื้อรังเป็นปญั หาสาธารณสขุ ทีส่ ำคญั ของประเทศซง่ึ มีแนวโน้มเพิม่ มากขึ้นในอนาคต ส่วนใหญ่พบใน ประชากรที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไป (สำนักระบาดวิทยา กรมควบคุมโรคกระทรวงสาธารณสุข, 2555) จากสำนักงานสถิติแห่งชาติในปี 2552 มีผู้สูงอายุที่เป็นโรคไม่ติดต่อเรื้อรังถึงร้อยละ 52.6 และในปี 2551 - 2555 พบว่า โรคความดันโลหิตสูงมีอัตราความชุก 5,288.01 ต่อประชากรแสนคน โรคเบาหวานมีอตั ราความชุก 2,800.81 ตอ่ ประชากรแสนคน (สำนกั ระบาดวทิ ยา กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสขุ , 2555) ซ่งึ โรคเหลา่ น้ยี งั สง่ ผลใหผ้ ปู้ ว่ ย เกดิ ความพกิ าร และอาจเสียชวี ิตได้ ในปี 2551 รฐั เสยี ค่าใชจ้ ่ายในการ รักษาพยาบาลโรคไม่ติดต่อเรอ้ื รังประมาณปลี ะสามแสนลา้ นบาท (สมยศ ดรี ศั มี, 2555) พฤติกรรมการบรโิ ภคอาหาร หวาน มัน เค็ม เกินความตอ้ งการของร่างกาย เป็นอีกปัจจยั ที่ก่อให้เกิดโรคไมต่ ิดต่อเรือ้ รงั (ชาญยุทธน์ วิหกโต และนิตยา พันธุเวทย์, 2556) จากข้อมูลสถิติแห่งชาติพบว่าในปี 2550 คนไทยบริโภคน้ำตาลเฉลี่ยวันละ 25 ช้อนชาต่อคนต่อปี บรโิ ภคเกลอื 10.8 กรมั ต่อวนั (โสภณ เมฆธน, 2555) และคนไทยสว่ นใหญ่ชอบบรโิ ภคอาหารไขมันสูง ส่งผลให้ เกดิ ภาวะไขมนั ในเลือดสงู และโรคอว้ น (สรุ จติ สนุ ทรธรรม และสามารถ นธิ นิ ันทน์, 2543) อีกกลยุทธท์ ีช่ ่วยปอ้ งกนั และควบคุมโรค ไมต่ ดิ ต่อเรือ้ รังในผ้สู งู อายุ คอื การใชฉ้ ลากโภชนาการ (ชาญยทุ ธน์ วิหกโต และนิตยา พนั ธุเวทย์, 2556) ซงึ่ จะชว่ ยในการตัดสินใจ เลือกซ้ืออาหาร เปรียบเทยี บผลติ ภณั ฑ์อาหารและยังช่วยให้ผ้บู รโิ ภคหลีกเลี่ยงสารอาหารทไ่ี มต่ ้องการได้ (สำนกั งานคณะกรรมการ อาหารและยา, 2551) การใช้ฉลากโภชนาการในแต่ละบคุ คลมีความแตกต่างกนั ข้นึ อยู่กับปจั จัยสว่ นบคุ คล พบวา่ เพศหญงิ มคี วามรแู้ ละการรบั รู้ เกี่ยวกับข้อมูลบนฉลากโภชนาการสูงกว่าเพศชาย (บัณฑิตา ศรีวิชัย, 2551; สุจิณณา ศักด์ิถาวร, 2545) ปัจจัยด้านความรู้มี ความสัมพันธ์เชิงบวกกับพฤติกรรมการอ่านฉลากโภชนาการ (สุพรรษา ยาใจ ชัยทัต หนูเกลี้ยง และศนิปรียา ยิ่งทวีสิทธิกุล , 2547) ซึ่งผู้ที่มีความรู้ต่ำจะส่งผลให้มีการใช้ฉลากโภชนาการน้อย (EunSeok Cha et al., 2014) และปัจจัยด้านการรับรู้ความ สนใจข้อมลู บนภาชนะบรรจุผลิตภณั ฑอ์ าหารนัน้ พบวา่ สว่ นใหญค่ นอ่านฉลากโภชนาการกอ่ นการเลอื กซื้ออาหาร และสนใจข้อมูล ด้าน วัน เดอื น ปีทผ่ี ลิตและหมดอายุของผลติ ภณั ฑ์ (บณั ฑติ า ศรวี ิชัย, 2551) อย่างไรก็ตามการศึกษาเกี่ยวกับความรู้ การใช้ข้อมูลบนฉลากโภชนาการส่วนใหญ่ทำในกลุ่มของนักเรียน นักศึกษา และบุคลากร ดา้ นสาธารณสขุ แต่ในกลุ่มผู้สงู อายมุ กี ารศึกษาเรอ่ื งนน้ี อ้ ยมาก ดงั นนั้ ผทู้ ำวจิ ัยจึงสนใจท่จี ะศึกษาเร่อื งนี้ เพ่อื ศกึ ษาความรู้ การรับรู้ เรื่องฉลากโภชนาการและการใช้ข้อมูลบนฉลากโภชนาการของผู้สูงอายุ รวมไปถึงการหาความสัมพันธ์เกี่ยวกับปัจจัยต่างๆ ได้แก่ ปจั จยั สว่ นบุคคล ความรเู้ ก่ียวกบั ฉลากโภชนาการ และการรับรูเ้ กีย่ วกบั ฉลากโภชนาการทีม่ ีความสมั พันธ์กับการใชฉ้ ลากโภชนาการ ซึ่งผลการศึกษาที่ได้จะนำไปใช้ในการวางแผนส่งเสริมและพัฒนาด้านความรู้ การรับรู้เรื่องฉลากโภชนาการและการนำข้ อมูลบน ฉลากโภชนาการไปใช้ในด้านการเลือกซื้อและเลือกบริโภคผลิตภัณฑ์อาหารเพื่อลดภาวะโรคไม่ติดต่อเรื้อรังในผู้สูงอายุต่อไป วัตถปุ ระสงคข์ องการวิจัย 1. เพือ่ ศึกษาการใชข้ ้อมลู บนฉลากโภชนาการของผูส้ งู อายุ 2. เพื่อศึกษาปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับการใช้ข้อมูลบนฉลากโภชนาการ ได้แก่ ปัจจัยส่วนบุคคล ความรู้เรื่องฉลาก โภชนาการและการรับรู้ประโยชน์ 249
The 2nd National Conference of Health Science Research สำนกั วชิ ำวทิ ยำศำสตรส์ ุขภำพ Knowledge transformation towards Thailand 4.0 มหำวทิ ยำลยั แม่ฟ้ ำหลวง วิธีวจิ ยั การศึกษาในครัง้ น้ี เป็นการวจิ ยั เชิงวิเคราะห์ ณ จดุ ใดจุดหนง่ึ (Cross sectional Analytical Study Design) ประชากรและกลุ่มตวั อย่าง ประชากรที่ใช้ในการศึกษา คือ ผู้สูงอายุที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไป อาศัยอยูใ่ นตำบลเมืองศรีไคและ ตำบลธาตุ อำเภอวารินชำ ราบ จังหวัดอุบลราชธานี โดยใชส้ ูตรการคำนวณการส่มุ แบบง่าย (Simple random sampling) โดยใช้สูตร ������ = ������2������ ������(1−������) ������ 2 โดย ������ = ขนาดตวั อย่าง ������ = ความผิดพลาดจากการสุ่มตัวอยา่ งเพอ่ื สรุปลกั ษณะประชากรจากค่าสถิติของตัวอยา่ ง Z = สมั ประสทิ ธิ์ความเชือ่ มน่ั (confidence coefficient) ไดจ้ ากความเช่ือมน่ั ทีก่ ำหนด (1- ������) ������ = คา่ การรูจ้ กั ฉลากโภชนาการจากการทำ pilot test 0.84 ������ = ความกระชบั ของการประมาณค่า ������ = (1.96)2 × (0.84) × (1-0.84) = 105 (0.07)2 กลมุ่ สุม่ ขนาดตวั อยา่ งใชก้ ารสุ่มแบบหลายขน้ั ตอนโดยสุ่มตำบลในอำเภอวารนิ ชำราบจำนวน 2 ตำบล แล้วในแตล่ ะตำบล ตามเกณฑก์ องทนุ พฒั นาศกั ยภาพหมู่บา้ นและชมุ ชน (เลก็ กลางและใหญ่) หลังจากนั้นก็ส่มุ หมูบ่ ้านตามขนาดหมบู่ า้ นละ 1 หมบู่ า้ น ในแตล่ ะตำบลรวม 6 หมูบ่ า้ น และคำนวณสัดสว่ นผู้สูงอายตุ ามจำนวนของผสู้ ูงอายุ และสมุ่ ผู้สูงอายโุ ดยการจับฉลากอย่างง่ายโดย ตำบลเมอื งศรีไคไดต้ ัวอยา่ งจำนวน 53 คน และตำบลธาตุ 52 คน รวม 105 คน โดยผู้สงู อายุท่เี ขา้ ร่วมการศกึ ษามีความยนิ ดีและให้ ความยนิ ยอมทางวาจา การพทิ ักษ์สทิ ธิข์ องกลุม่ ตัวอย่าง งานวิจัยนี้ผ่านการรับรองจากคณะกรรมการจริยธรรมการวิจัยในมนุษย์ วิทยาลัยการสาธารณสุขสิรินธร จังหวัด อุบลราชธานี (หมายเลขใบรบั รอง S008/2558) เครอ่ื งมือและคณุ ภาพเครอื่ งมอื เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาเป็นแบบสอบถาม ประกอบด้วย 5 ส่วน โดยการสร้างและพัฒนาแบบสอบถาม ทำโดยศึกษา ข้อมูลจากตำราและงานวิจยั ทีเ่ กี่ยวข้อง ผ่านผู้ทรงคุณวุฒิ 3 ท่านตรวจสอบ ปรับแก้ตามคำแนะนำ นำไปทดสอบกับกลุม่ ตัวอย่าง จำนวน 30 คนท่มี คี ณุ ลกั ษณะเหมือนประชากร แบบสอบถามประกอบด้วย ส่วนท่ี 1 ขอ้ มลู ทวั่ ไปของกลมุ่ ตวั อยา่ ง ส่วนที่ 2 ความรู้เรื่องฉลากโภชนาการ เป็นข้อคำถามเกี่ยวกับการแปลความหมายและความเข้าใจข้อมูลโภชนาการบน ภาชนะบรรจุผลิตภัณฑ์อาหาร ลักษณะคำถามเป็นแบบปลายปิด ให้เลือกตอบเพียง 1 คำตอบ มีคำถาม 14 ข้อ มีคะแนนเต็ม เท่ากับ 14 คะแนน เกณฑ์การให้คะแนน ตอบถูก ได้ 1 คะแนน ตอบผิดหรือไม่ทราบได้ 0 คะแนน ได้ค่าความเชื่อมั่นโดย KR-20 250
The 2nd National Conference of Health Science Research สำนกั วชิ ำวทิ ยำศำสตรส์ ุขภำพ Knowledge transformation towards Thailand 4.0 มหำวทิ ยำลยั แมฟ่ ้ ำหลวง เท่ากับ 0.98 และนำมาจัดกลุ่มเป็น 2 กลุ่มโดยใช้ค่าเฉลี่ย (ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยและสูงกว่าหรือเท่ากับค่าเฉลี่ย) เพื่อใช้ในการหา ความสัมพันธ์ ส่วนที่ 3 การรับรู้ประโยชน์ของฉลากโภชนาการ ลักษณะคำถามเป็นแบบปลายปิดให้เลือกตอบเพียง 1 คำตอบ ตอบถูก ได้ 1 คะแนน ตอบผิดได้ 0 คะแนน มีคำถาม 4 ข้อ ได้ค่าความเชื่อมั่นโดย KR-20 เท่ากับ 0.89 และในการหาความสัมพันธ์นำมา จดั กลุ่มเปน็ 2 กลมุ่ โดยใช้ค่าเฉล่ยี (ตำ่ กวา่ คา่ เฉล่ียและสงู กวา่ หรือเท่ากับคา่ เฉล่ยี ) สว่ นท่ี 4 ความสนใจขอ้ มูลบนภาชนะบรรจุผลิตภณั ฑ์อาหาร มคี วามเชอ่ื ม่ันของแบบสอบถามเทา่ กบั 0.83 ส่วนที่ 5 การรู้จักฉลากโภชนาการ เป็นคำถามตัวเลือกจำนวน 1 ข้อ และการใช้ฉลากโภชนาการ เป็นคำถามเกี่ยวกับ ความถี่ของการนำข้อมูลที่ได้รับรู้บนฉลากโภชนาการไปใช้ในด้านการเลือกซื้อหรือเลือกบริโภคผลิตภัณฑ์อาหาร ลักษณะคำถาม เป็นแบบมาตราส่วนจำนวนคำถาม 1 ข้อ 3 ระดับ (ประจำ บางครั้งและไม่เคยเลย) โดยมีคุณภาพเครื่องมือ มีค่าสัมประสิทธิ์ แอลฟา (Alpha Coefficient) เท่ากบั 0.92 วิธีการเกบ็ รวบรวมขอ้ มลู การเกบ็ รวบรวมขอ้ มลู วิจยั เกบ็ ในเดอื นพฤศจกิ ายน ถึง ธันวาคม 2558 ผู้วิจัยและผชู้ ว่ ยผู้วิจัยทีผ่ ่านการอบรมมาอย่างดี แล้วดำเนินการเก็บรวบรวมขอ้ มูล โดยใช้แบบสอบถาม ด้วยวิธกี ารสัมภาษณ์ ใช้เวลาประมาณ 30 นาที การวิเคราะหข์ อ้ มูลและสถิตทิ ีใ่ ช้ วิเคราะหข์ อ้ มูลโดยใชโ้ ปรแกรมสำเร็จรูป R version 3.3.2 สถิตเิ ชงิ พรรณนาทใ่ี ช้ ไดแ้ ก่ การแจกแจงความถ่ี ร้อยละ คา่ เฉล่ีย สว่ นเบ่ยี งเบนมาตรฐาน และวิเคราะหป์ ัจจยั ทมี่ คี วามสมั พันธ์ โดยใช้ สถิติเชงิ อนุมาน Chi-Square Test และ fisher's exact test ผลการวจิ ัย ข้อมูลทั่วไปของกลุ่มตวั อย่าง กลมุ่ ตัวอย่างสว่ นใหญเ่ ป็นเพศหญิง (ร้อยละ 63.81) มอี ายอุ ยรู่ ะหว่าง 70 – 79 ปี (ร้อยละ 42.86) ประกอบอาชีพทำนา หรอื ค้าขายหรือรบั จา้ ง (ร้อยละ 61.90) ส่วนใหญจ่ บการศกึ ษาระดับช้นั ประถมศึกษา (รอ้ ยละ 90.48) ค่ามธั ยฐานของรายได้เฉลี่ย ตอ่ เดือนเทา่ กับ 700 บาท (ตารางท่ี 1) ร้อยละ 69.52 ของผู้สูงอายุรู้จักฉลากโภชนาการ แต่มีการใช้ฉลากโภชนาการในการซือ้ หรอื บรโิ ภคอาหารเป็นประจำ เพยี งรอ้ ยละ 20.00 สำหรบั ผู้สงู อายุที่ร้จู ักฉลากแต่ไม่เคยใช้ ส่วนใหญ่ให้เหตุผลวา่ ขนาดตวั อกั ษรมีขนาดเลก็ ทำใหอ้ า่ นลำบาก สว่ น ผูส้ ูงอายทุ ่ีไม่รู้จักและไม่เคยใช้ฉลากโภชนาการใหเ้ หตผุ ลว่าไมไ่ ด้สนใจเนอ่ื งจากสมัยก่อนไม่มฉี ลาก (ตารางที่ 2) 251
The 2nd National Conference of Health Science Research สำนักวชิ ำวทิ ยำศำสตรส์ ุขภำพ Knowledge transformation towards Thailand 4.0 มหำวทิ ยำลยั แม่ฟ้ ำหลวง ตารางที่ 1 แสดงคุณลกั ษณะของผู้สูงอายุ จำนวน 105 คน จำนวน ร้อยละ ขอ้ มลู ทว่ั ไป 38 36.19 67 63.81 เพศ ชาย 42 40.00 หญิง 45 42.86 18 17.14 อายุ 60 - 69 ปี 3 2.86 70 - 79 ปี 65 61.90 80 ปขี นึ้ ไป 37 35.24 อาชีพ 95 90.48 ขา้ ราชการบำนาญ 7 6.66 ทำนาหรือคา้ ขายหรือรบั จา้ ง 3 2.86 ไมไ่ ดป้ ระกอบอาชีพ 700 บาท (400) ระดบั การศกึ ษาสงู สุด 600 : 27,000 ชั้นประถมศึกษา ช้นั มัธยมศกึ ษาข้นึ ไป ไม่ไดเ้ ขา้ รบั การศกึ ษา รายได้ตอ่ เดอื น มธั ยฐาน(ส่วนเบีย่ งเบนคลอไทล์) ของรายไดต้ อ่ เดือน ช่วงรายได้ (ตำ่ สดุ :สูงสดุ ) ตารางท่ี 2 จำนวนและรอ้ ยละของการรจู้ ักและพฤติกรรมการใชข้ อ้ มูลฉลากโภชนาการของผสู้ ูงอายุ พฤติกรรมการใชฉ้ ลากโภชนาการ จำนวน (N =105) รอ้ ยละ 20.00 รจู้ กั และใช้เป็นประจำ 21 22.85 26.67 รจู้ ักแต่ใชบ้ างคร้งั 24 30.48 รจู้ ักแตไ่ มเ่ คยใช้ 28 37.50 34.38 ไมร่ ู้จกั และไมเ่ คยใช้ 32 28.12 เหตุผลทไ่ี มร่ ู้จกั ฉลากโภชนาการ - ไม่สนใจเพราะสมยั กอ่ นไมเ่ คยมฉี ลาก 12 - อาศัยอยู่กับบตุ รหลานไมไ่ ดซ้ อ้ื ของเอง 11 - ไมม่ ีความรูเ้ รอ่ื งฉลากโภชนาการ 9 252
The 2nd National Conference of Health Science Research สำนักวชิ ำวทิ ยำศำสตรส์ ุขภำพ Knowledge transformation towards Thailand 4.0 มหำวทิ ยำลยั แม่ฟ้ ำหลวง ตารางท่ี 3 จำนวนและรอ้ ยละของความสนใจขอ้ มูลบนภาชนะบรรจุผลติ ภณั ฑ์อาหารของผู้สงู อายทุ ี่รจู้ ักและใช้ขอ้ มลู ฉลาก โภชนาการ (N=45) ระดบั ความสนใจ ขอ้ มูลบนฉลาก มาก ปานกลาง น้อย ไมส่ นใจ รวม 1.ชอื่ ของอาหาร จำนวน (%) จำนวน(%) จำนวน จำนวน(%) (%) 29 (64.4) 9 (20.0) 5 (11.1) 45 (100) 2 (4.4) 2.วนั เดอื น ปี ท่ีผลติ 30 (66.7) 5 (11.1) 4 (8.9) 6 (13.3) 45 (100) 3.วนั เดือน ปี ที่หมดอายุ 33 (73.3) 3 (6.7) 5 (11.1) 4 (8.9) 45 (100) 4.นำ้ หนกั ของอาหาร 8 (17.8) 5 (11.1) 6 (13.3) 26 (57.8) 45 (100) 5.เคร่อื งหมาย อย. 19 (42.2) 8 (17.8) 10 (22.2) 8 (17.8) 45 (100) 6.ข้อมูลของสารอาหาร 11 (24.4) 7 (15.6) 7 (15.6) 20 (44.4) 45 (100) 7.ราคา 31 (68.9) 8 (17.8) 3 (6.7) 3 (6.7) 45 (100) ความรเู้ ร่อื งฉลากโภชนาการของผูส้ งู อายุท่รี ้จู ักฉลากโภชนาการ พบว่าคะแนนความร้เู ฉล่ยี 13.4 (ส่วนเบย่ี งเบนมาตรฐาน = 0.95) จากคะแนนเต็ม 14 คะแนน โดยข้อคำถามความรูท้ ่วั ไปของฉลากโภชนาการ (ข้อ 1-5) พบวา่ ผ้สู ูงอายสุ ่วนใหญส่ ามารถตอบได้ถูก มากท่ีสุดคือ เร่ืองการใช้ประโยชนจ์ ากฉลากโภชนาการในการเปรียบเทียบสินค้ากอ่ นซอ้ื (100%) และขอ้ คำถามท่ีกลุ่มตัวอย่างส่วน ใหญต่ อบผิดมากท่ีสดุ คือ เรื่องความหมายของคำว่าหนง่ึ หน่วยบริโภค สำหรบั ความรู้จากฉลากโภชนาการชนดิ เต็ม (ขอ้ 6-11) และ ชนดิ ตอ่ (ขอ้ 12-14) พบว่าผสู้ งู อายุสามารถตอบได้ถูกตอ้ งมากกวา่ รอ้ ยละ 90.0 ขึน้ ไป รายละเอียดตามตารางที่ 4 การรับร้ปู ระโยชนจ์ ากการอา่ นขอ้ มลู บนฉลากโภชนาการ คะแนนเฉล่ียของการรับรู้ประโยชน์จากการอา่ นข้อมูลบนฉลากโภชนาการของผูส้ ูงอายุเทา่ กับ 3.6 คะแนน จากคะแนน เต็ม 4 คะแนน โดยผู้สูงอายุรับรู้ว่าฉลากโภชนาการช่วยให้ท่านเลือกซื้ออาหารได้ตามความต้องการได้ตามความต้องการของ ร่างกายมากที่สุด (ร้อยละ 97.3) ส่วนฉลากโภชนาการไม่ใช่สิ่งจำเป็นสำหรับท่าน เป็นความรู้เรื่องประโยชน์น้อยที่สุด (ร้อยละ 57.14) ดังตารางท่ี 5 ปัจจัยทม่ี ีความสัมพนั ธก์ ับการใชข้ อ้ มูลบนฉลากโภชนาการ วิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยส่วนบุคคล ความรู้และการรับรู้ประโยชน์ของฉลากโภชนาการกบั พฤติกรรมการใช้ ฉลากโภชนาการ พบว่า ปัจจัยสว่ นบุคคล ได้แก่ อาชีพ ระดับการศึกษาสูงสุด และรายได้เฉลี่ยต่อเดือน มีความสัมพันธ์กับการใช้ ขอ้ มลู บนฉลากโภชนาการอยา่ งมนี ัยสำคัญทางสถิติ (p < 0.05) (ตารางที่ 6) 253
The 2nd National Conference of Health Science Research สำนักวชิ ำวทิ ยำศำสตรส์ ขุ ภำพ Knowledge transformation towards Thailand 4.0 มหำวทิ ยำลยั แมฟ่ ้ ำหลวง ตารางที่ 4 จำนวนและร้อยละความรูเ้ รอ่ื งฉลากโภชนาการของผสู้ ูงอายทุ ร่ี ู้จกั ฉลากโภชนาการจำแนกรายขอ้ (N=73) ข้อท/ี่ คำถาม ตอบถูก ตอบผดิ จำนวน (%) จำนวน (%) 1. ฉลากโภชนาการ หมายถงึ สิง่ ทบี่ อกชนดิ และจำนวนของสารอาหาร 70 (95.9) 3 (4.1) 2. ฉลากโภชนาการ หมายถงึ ฉลากทแ่ี สดงชือ่ อาหาร วัน เดือน ปี ทผ่ี ลติ 69 (94.5) 4 (5.5) 3. วนั หมดอายุ หมายถึง วนั ท่อี าหารนัน้ หมดอายุ และไมค่ วรกินอาหารชนิดนน้ั แล้ว 69 (94.5) 4 (5.5) 4. หนึ่งหน่วยบรโิ ภค หมายถงึ จำนวนท่กี ินได้ใน 1 ครงั้ ต่อวนั 65 (89.0) 8 (11.0) 5. ฉลากโภชนาการช่วยในการเปรยี บเทยี บสนิ คา้ ก่อนตดั สนิ ใจซอ้ื 73 (100.0) 0 (0.0) 6. ปลากระป๋อง ก ให้พลังงานท้ังหมดเท่าไหร่ (กกี่ โิ ลแคลอรี) 71 (97.3) 2 (2.7) 7. ปลากระป๋อง ข มนี ำ้ ตาลเทา่ ไหร่ (กีก่ รมั ) 71 (97.3) 2 (2.7) 8. ถ้าทา่ นต้องการกินปลากระปอ๋ งท่ีมี ไขมนั น้อย ท่านจะเลอื กปลากระปอ๋ งใด 69 (94.5) 4 (5.5) 9. ปลากระป๋องใดมี เกลือ สงู กวา่ กนั 69 (94.5) 4 (5.5) 10. ถา้ ท่านปว่ ยเป็นโรคไต ท่านจะเลือกปลากระป๋องใด 68 (93.2) 5 (6.8) 11. ถา้ ทา่ นป่วยเป็นโรคไขมันในเลอื ดสงู ท่านจะเลอื กปลากระปอ๋ งใด 68 (93.2) 5 (6.8) 12. เมอ่ื ท่านกินอาหารทงั้ ซองน้ี ท่านจะไดร้ ับน้ำตาลกกี่ รัม 72 (98.6) 1 (1.4) 13. เมือ่ ท่านกนิ อาหารท้ังซองนี้ ท่านจะได้รับไขมันกก่ี รมั 71 (97.3) 2 (2.7) 14. อาหารซองนี้ ควรจะแบ่งกินไดก้ ่คี รงั้ 70 (95.9) 3 (4.1) คะแนนรวมความรู้ x̄ = 13.36, S.D. = 0.95, Min = 10, Max = 14 ตารางท่ี 5 จำนวนและรอ้ ยละ การรับรู้ประโยชน์จากการอา่ นขอ้ มลู บนฉลากโภชนาการ ของผ้สู ูงอายุ (N=73) ขอ้ ท/ี่ คำถาม ตอบถกู ตอบผดิ จำนวน (%) จำนวน (%) 1.ฉลากโภชนาการช่วยให้ทา่ นเลอื กซื้ออาหารได้ตามความตอ้ งการของรา่ งกาย 71 (97.3) 2 (2.7) 3 (4.1) 2.ข้อมูลโภชนาการทำใหท้ า่ นรู้วา่ อาหารชนดิ นั้นมสี ารอาหารอะไรบา้ ง 70 (95.9) 5 (6.8) 22 (30.1) 3.การอ่านฉลากโภชนาการชว่ ยปอ้ งกันการเกิดโรคบางชนิดได้ 68 (93.2) 4.ฉลากโภชนาการไมใ่ ช่สงิ่ จำเปน็ สำหรบั ทา่ น 51 (69.9) คะแนนรวมการรบั ร้ปู ระโยชน์ x̄ = 3.6, S.D. = 0.65, Min = 1, Max = 4 254
The 2nd National Conference of Health Science Research สำนักวชิ ำวทิ ยำศำสตรส์ ุขภำพ Knowledge transformation towards Thailand 4.0 มหำวทิ ยำลยั แมฟ่ ้ ำหลวง ตารางที่ 6 ความสัมพนั ธร์ ะหวา่ งปัจจัยส่วนบคุ คล ไดแ้ ก่ เพศ อายุ อาชพี ระดบั การศึกษาสงู สุด และรายได้เฉล่ยี ต่อเดอื น กับการ ใช้ข้อมูลบนฉลากโภชนาการ การใช้ฉลากโภชนาการ คณุ ลักษณะประชากร ใช้ (N=45) ไมใ่ ช้ (N=60) ������������ p-vale จำนวน (%) จำนวน (%) เพศ : หญิง 24 (35.8) 17 (44.7) 3.74 0.053 ชาย 21 (55.2) 43 (64.2) อายุ : 60-70 ปี 26 (52.0) 24 (48.0) 3.26 0.071 71 ปีข้ึนไป 19 (34.5) 36 (65.5) การศึกษา : ประถมศกึ ษา 38 (38.8) 60 (61.2) 0.028*£ สูงกวา่ ประถมศกึ ษา 7 (100.00) 0 (0.00) อาชีพ : ไม่ไดป้ ระกอบอาชีพ 11 (29.7) 26 (70.3) 4.02 0.044* ประกอบอาชีพ 34 (50.00) 34 (50.0) รายได้ : ≤1,000 บาท 25 (34.7) 47 (65.3) 6.19 0.013* >1,000 บาท 20 (60.6) 13 (39.4) การรูจ้ ัก : ไมร่ ู้จัก 0 (0.0) 32 (100.0) <0.001*£ รจู้ ัก 45 (61.6) 28 (38.4) ความรู้ : ไมม่ ี 0 (0.0) 32 (100.00) <0.001*£ มี 45 (61.6) 28 (38.4) การรบั รปู้ ระโยชน์ : ไม่มกี ารบั รู้ 0 (0.0) 35 (100.0) <0.001*£ มีการรับรู้ 45 (64.3) 25 (35.7) £Fisher's Exact Test ; p-value <0.05 สรปุ และอภิปรายผล ปัจจัยทีม่ ีความสัมพันธ์กับการใชข้ ้อมูลบนฉลากโภชนาการ ปัจจยั ส่วนบุคคล คือ อาชพี ระดับการศึกษาสูงสุด และรายได้ เฉลีย่ ต่อเดอื น ปัจจยั ด้านความร้เู รอ่ื งฉลากโภชนาการ และปัจจยั การรบั รปู้ ระโยชน์ของฉลากโภชนาการ ปัจจัยสว่ นบคุ คลทมี่ คี วามสัมพันธก์ ับการใช้ข้อมูลบนฉลากโภชนาการพบวา่ อาชีพ ระดับการศกึ ษา และรายได้เฉล่ียต่อ เดือน มีความสัมพันธ์กบั การใช้ข้อมูลบนฉลากโภชนาการ สอดคล้องกับการศึกษาของ ณัฐพล ภิรมย์เมือง (2551) ที่พบว่าอาชพี และระดับการศกึ ษามคี วามสัมพันธก์ บั การใช้เคร่ืองหมายบนฉลาก ยกเว้นรายได้ อาจเปน็ ไปไดเ้ น่ืองจากกลมุ่ ตัวอย่างท่ีแตกต่างกัน ทำให้รายไดจ้ ึงมีความสมั พันธก์ ับการใช้ฉลากต่างกัน โดยในกลุ่มตัวอย่างผู้สูงอายุมรี ายได้ต่อเดอื นน้อย จึงมีความตระหนักในเร่ือง ของเศรษฐกิจเป็นอย่างมาก 255
The 2nd National Conference of Health Science Research สำนักวชิ ำวทิ ยำศำสตรส์ ขุ ภำพ Knowledge transformation towards Thailand 4.0 มหำวทิ ยำลยั แมฟ่ ้ ำหลวง ความรู้มคี วามสมั พนั ธก์ บั การใช้ข้อมลู บนฉลากโภชนาการ สอดคลอ้ งกับการศึกษาของ สุพรรษา ยาใจ, ชัยทตั หนูเกล้ยี ง และ ศนปิ รยี า ยิง่ ทวสี ทิ ธกิ ลุ (2547) ทพี่ บว่าความรมู้ ีความสัมพนั ธก์ บั พฤติกรรมการอา่ นฉลากโภชนาการ และส่วนคะแนนความรู้ พบว่ากลุ่มตัวอย่างได้คะแนนมากกว่าค่าคะแนนเฉลี่ย สอดคล้องกับ สุจิณณา ศักดิ์ถาวร (2545) พบว่าครูมีระดับความรู้อยู่ใน ระดับสูง แต่ประเด็นความรู้ที่กลุ่มตัวอย่างยังขาดอยู่มาก คือ ความหมายของคำว่า หนึ่งหนว่ ยบริโภค ซึ่งอาจจะเป็นได้ เนื่องจาก เป็นภาษาทางการ และอาจเป็นภาษาเฉพาะ (Jargon) ที่ยากแก่การเข้าใจ (Rachel L Hendrickson, Coleen E Huebner and Christine A Riedy, 2006) ความสนใจของข้อมูลบนฉลากโภชนาการมีความสัมพันธ์กับการใช้ข้อมูลบนฉลากโภชนาการ กล่าวคือ การรับรู้ความ สนใจมผี ลทำกลมุ่ ตัวอยา่ งใชข้ ้อมูลบนฉลากโภชนาการสอดคลอ้ งกับ Bernstein (1999) วา่ การรบั รู้ คือขบวนการทเี่ กิดขนึ้ ภายหลัง จากท่สี ่งิ เรา้ กระตนุ้ ความรู้สึกและถูกตีความเปน็ สิง่ ท่มี คี วามหมายโดยใชค้ วามรู้ ประสบการณแ์ ละความเขา้ ใจของบคุ คล และจาก การศึกษาพบว่ากลุ่มตัวอย่างสว่ นใหญม่ ีการรับรู้ความสนใจอยูใ่ นระดับน้อย ซึ่งขัดแย้งกับการศกึ ษาของ บัณฑติ า ศรีวิชยั (2551) ทพ่ี บวา่ กลุม่ ตัวอย่างมกี ารรับรคู้ วามสนใจอยู่ในระดับปานกลาง ส่วนประเด็นข้อมูลบนฉลากทกี่ ลมุ่ ตัวอยา่ งสนใจอ่านมากที่สุด คือ วัน เดือน ปที ีห่ มดอายสุ อดคลอ้ งกับการศึกษาของสุดารัตน์ ศรีสภุ า (2555) การรับรู้ประโยชน์จากการอ่านขอ้ มลู บนฉลากโภชนาการมีความสัมพันธ์กบั การใช้ข้อมูลบนฉลากโภชนาการ สอดคล้อง กับการศึกษาของ ณัฐพล ภิรมย์เมือง (2551) พบว่าการรับรู้และความเข้าใจเกี่ยวกบั เครื่องหมายบนฉลากอาหารมีความสมั พันธ์ กับพฤติกรรมการตัดสินใจเลือกซื้อสินค้า และส่วนใหญ่มีการรับรู้ในระดับมาก ประเด็นที่รับรู้มากที่สุด คือ การแสดงข้อมูลของ สารอาหารบนฉลากโภชนาการ สอดคล้องกับการศึกษาของ บัณฑิตา ศรีวิชัย(2551) ที่พบการรับรู้ประโยชน์อยู่ในระดับมาก แต่ แตกต่างกันในประเด็นการรับรู้ประโยชน์ที่กลุ่มตัวอย่างรับรู้มากที่สุด คือ ฉลากโภชนาการช่วยให้สามารถเลือกซื้อและบริโภค อาหารได้เหมาะสมกับความตอ้ งการของรา่ งกาย การใช้ข้อมูลบนฉลากโภชนาการ กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่ ไม่อ่านฉลากโภชนาการก่อนการเลือกซื้อ ขัดแย้งกับการศึกษา ของ วรรณี สขุ จันทร์ (2546) พบวา่ กล่มุ ตวั อย่างสว่ นใหญ่จะอ่านฉลากโภชนาการกอ่ นตัดสนิ ใจซอ้ื สินคา้ ทเี่ ปน็ เชน่ นี้อาจเปน็ เพราะ กลุม่ ตวั อยา่ งท่ีนำมาศึกษาแตกตา่ งกนั และอาจเป็นไปได้เพราะผสู้ งู อายุสว่ นใหญไ่ ม่อ่านฉลากโภชนาการก่อนการเลือกซ้ือ และคิด ว่าการอา่ นฉลากไมม่ คี วามจำเปน็ เนอื่ งจากอาศัยบุตรหลานเป็นคนซื้อมาให้ ข้อเสนอแนะ ข้อเสนอแนะการนำผลการศกึ ษาไปใช้ 1. ถึงแม้ผู้สูงอายุจะมีความรู้ค่อนข้างสูง แต่ผู้สูงอายุส่วนใหญ่ไม่ใช้ฉลากโภชนาการ ดังนั้น ควรมีการรณรงค์ให้อ่านและใช้ ฉลากโภชนาการกอ่ นตดั สินใจซื้อผลติ ภัณฑ์อาหาร พร้อมทงั้ ให้ความรเู้ รอ่ื งฉลากโภชนาการ โดยในการให้ความรูอ้ าจจะต้อง มกี ารใหใ้ นรูปแบบอืน่ ที่พฒั นาหรือปรับปรงุ กลวิธีเพิ่มความน่าสนใจในเน้ือหาของสอ่ื ให้มคี วามนา่ สนใจเพิ่มมากขน้ึ 2. ควรมกี ารหาแนวทางปรับปรงุ รปู แบบของฉลากโภชนาการให้มคี วามนา่ สนใจ ปรับขอ้ ความบนฉลากโภชนาการให้มีการอา่ น และเข้าใจง่ายมากขึ้น โดยเฉพาะขนาดของตัวอักษร พร้อมทั้งเผยแพร่ความรู้ด้านโภชนาการอย่างสม่ำเสมอและต่อเนื่อง เพอ่ื ก่อให้เกิดการรับร้ทู ด่ี ีและถกู ต้องเกีย่ วกบั ฉลากโภชนาการ 3. ควรกระตุ้นให้เกิดความตระหนักถึงคุณประโยชน์ และความสำคัญที่จะได้รับจากการอ่านฉลากโภชนาการ เพื่อที่จะ ก่อให้เกดิ เจตคติที่ดตี อ่ ฉลากโภชนาการ 256
The 2nd National Conference of Health Science Research สำนักวชิ ำวทิ ยำศำสตรส์ ุขภำพ Knowledge transformation towards Thailand 4.0 มหำวทิ ยำลยั แมฟ่ ้ ำหลวง ขอ้ เสนอแนะในการทำวิจยั ครง้ั ตอ่ ไป 1. ในการศึกษาครั้งต่อไป ควรทำการศึกษากลุ่มตัวอย่างที่อาศัยอยู่ในเมืองและอาศัยอยู่ชนบท เพื่อศึกษาและเปรียบเทียบ ความแตกต่าง 2. ควรศึกษาความสมั พันธ์ระหว่างความรู้ การรบั รเู้ รอ่ื งฉลากโภชนาการกบั การใช้ข้อมลู บนฉลากโภชนาการวา่ ปจั จยั ดา้ นใดทม่ี ี ความสมั พนั ธก์ ับการใช้ฉลากโภชนาการมากทส่ี ดุ กิตติกรรมประกาศ วิจัยเรื่องนี้ได้รับทุนสนับสนุนการวิจัยจาก วิทยาลัยการสาธารณสุขสิรินธร จังหวัดอุบลราชธานี คณะผู้วิจัยขอขอบคุณ ประชาชนในพืน้ ทท่ี กุ ท่านท่ใี หข้ ้อมลู ตา่ งๆ ที่เอือ้ ต่อการทำงานวิจยั และให้ความรว่ มมือในการตอบแบบสอบถามจนทำให้งานวิจัยน้ี สำเร็จลลุ ว่ งดว้ ยดี บรรณานุกรม ชาญยุทธน์ วิหกโตและนติ ยา พนั ธุเวทย์. (2556). รว่ มมอื ร่วมใจ ปอ้ งกนั โรคเร้อื รังในปัจจุบนั และพรอ้ มเขา้ สู่ประชาคมเศรษฐกิจ อาเซยี น. สืบคน้ เมื่อ 1 กมุ ภาพนั ธ์ 2558, จาก http://thaincd.com/document/file/download/leaflet/factsheet05-0656.pdf ณฐั พมิ ณฑ์ ภริ มยเ์ มอื ง. (2551). การรบั รู้ในเคร่อื งหมายบนฉลากอาหารและการใช้ขอ้ มูลบนฉลากอาหารในการเลือกซื้อผลิตภัณฑ์ อาหารของผมู้ ารับบริการ ในแผนกผูป้ ว่ ยนอก โรงพยาบาลรามาธบิ ดี. วิทยานิพนธป์ ริญญา, สาขาวชิ าเอกโภชนวิทยา บณั ฑติ วทิ ยาลัย มหาวิทยาลยั มหดิ ล. ณัฐพิมณฑ์ ภิรมย์เมอื ง เรวดี จงสุวัฒน์ และดวงใจ มาลัย. (2555). การรบั รู้เคร่ืองหมายในฉลาก อาหารและการใช้ข้อมูลบนฉลากอาหารในการเลือกซื้อผลิตภัณฑ์อาหารของผู้ที่มารับบริการในแผนกผู้ป่วยนอก โรงพยาบาลรามาธบิ ด.ี วารสารสาธารณสขุ 2555. 42(2): 17-28. บณั ฑติ า ศรวี ิชยั . (2551). การรับรเู้ รือ่ งฉลากโภชนาการและการใชข้ องบุคลากรด้านสาธารณสขุ . วทิ ยานพิ นธป์ รญิ ญามหาบณั ฑติ , สาขาวิชาโภชนศาสตรศ์ ึกษา มหาวทิ ยาลยั เชยี งใหม.่ วรรณี สขุ จนั ทร.์ (2546). ความรู้เร่อื งฉลากโภชนาการของนกั ศกึ ษาระดบั บณั ฑติ ศึกษา คณะศกึ ษาศาสตร์ มหาวทิ ยาลยั เชยี งใหม่. วทิ ยานพิ นธป์ รญิ ญาวทิ ยาศาสตรม์ หาบัณฑติ , สาขา วิชาโภชนศาสตร์ศกึ ษา มหาวิทยาลัยเชียงใหม.่ สำนกั ระบาดวทิ ยา กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสขุ . (9 มกราคม 2557) รายงานการเฝา้ ระวงั โรคไมต่ ิดต่อเร้ือรงั พ.ศ.2555. สืบค้นเม่ือ 2 กุมภาพนั ธ์ 2558, จาก HYPERLINK \"http://www.moph.go.th\" http://www.moph.go.th /files/report/20140109_40197220.pdf สุจณิ ณา ศกั ด์ถิ าวร. (2545). ความรู้และเจตคตเิ กยี่ วกบั ฉลากโภชนาการของครู โรงเรยี นประจำจังหวดั เชยี งใหม่. วทิ ยานิพนธ์ ปรญิ ญาวทิ ยาศาสตรม์ หาบณั ฑติ , สาขาวิชาโภชนศาสตรศ์ ึกษา มหาวทิ ยาลัยเชยี งใหม.่ สพุ รรษา ยาใจ ชยั ทัต หนเู กล้ียง และศนปิ รียา ย่งิ ทวีสิทธกิ ลุ . (2547). พฤตกิ รรมการอ่านฉลากโภชนาการก่อนเลอื กซื้ออาหาร (รายงานการวิจัย), คณะแพทยศาสตร์ มหาวทิ ยาลยั นเรศวร. 257
The 2nd National Conference of Health Science Research สำนักวชิ ำวทิ ยำศำสตรส์ ุขภำพ Knowledge transformation towards Thailand 4.0 มหำวทิ ยำลยั แมฟ่ ้ ำหลวง สรุ จติ สนุ ทรธรรม และสามารถ นธิ นิ นั ทน.์ (2543). การให้คำแนะนำ ปรึกษาเพื่อป้องกันโรคและสร้างเสรมิ สุขภาพทางเวชปฏบิ ัต.ิ ใน สุรจิต สุนทรธรรม, บรรณาธิการ. แนวทางการตรวจและสรา้ งเสรมิ สขุ ภาพสำหรบั ประชาชนชาวไทย ฉบบั พิมพพ์ ระ ชนม์ 72 พรรษามหาราช. กรงุ เทพฯ: โรงพยาบาลมงกุฏเกล้า. EunSeok Cha.et al. (2014). Health Literacy, Self-efficacy, Food Label Use, and Diet in Young Adults. American Journal of Health Behavior. 2014 ; 38(3) : 331-339. Klaus G. Grunert, Josephine M. Wills, & Laura Ferandez-Celemin. (2010). Nutrition knowledge, and use and under standing of nutrition information on food labels among consumers in the UK. Research report, MAPP Centre for Research on Customer Relations in the Food Sector, Aarhus School of Business, Aarhus University. 258
The 2nd National Conference of Health Science Research สำนักวชิ ำวทิ ยำศำสตรส์ ุขภำพ Knowledge transformation towards Thailand 4.0 มหำวทิ ยำลยั แมฟ่ ้ ำหลวง การมีส่วนรว่ มของชมุ ชนในการปรับเปลย่ี นพฤติกรรมการออกกำลังกายของประชาชน หมู่ 9 บ้านควนยายมอ่ ม ตำบลหนองช้างแลน่ อำเภอห้วยยอด จังหวดั ตรัง ณดา นาสวนนิวตั น์, รจนา คงม่นั กวสี ุข, สาวิตรี ลำใยเจรญิ , กมลรัตน์ นุ่นคง, สาลี อินทร์เจริญ, สิริมา วังพยอม, วิลาวรรณ ศรีพล, ฉตั รชยั ขวญั แกว้ และสุพัตรา ใจเหมาะ วิทยาลยั การสาธารณสขุ สริ นิ ธร จงั หวดั ตรงั บทคดั ยอ่ การวิจัยคร้งั น้ีเปน็ การวิจยั เชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วม (Participatory Action Research: PAR) ตามแนวคดิ การมีสว่ น ร่วมของ Cohen & Uphoff โดยประยุกต์ใช้ทฤษฎี ความรู้ ทัศนคติ และพฤติกรรม มีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาการมีส่วนร่วมของ ชมุ ชนในการปรับเปลีย่ นพฤตกิ รรมการออกกำลังกาย เพ่ือพฒั นารปู แบบการมีส่วนร่วมของชมุ ชนในการปรบั เปลี่ยนพฤติกรรมการ ออกกำลังกาย และเพ่ือเปรียบเทยี บความรู้ ทัศนคติ และพฤติกรรมการออกกำลงั กายก่อน และหลังการใช้รปู แบบการมสี ว่ นร่วมของ ชุมชนในการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการออกกำลังกายของประชาชน หมู่ที่ 9 บ้านควนยายม่อม ตำบลหนองช้างแล่น อำเภอห้วย ยอด จังหวัดตรัง กลุ่มตัวอย่าง คือ ประชาชนที่มีอายุตั้งแต่ 15 ปีขึ้นไป ที่อาศัยอยู่ในหมู่ที่ 9 บ้านควนยายม่อม ตำบลหนองช้างแล่น อำเภอห้วยยอด จังหวัดตรังที่ไม่ออกกำลังกาย และออกกำลังกายไม่ครบ 150 นาที/สัปดาห์ จำนวน 35 คน โดยสุ่มตัวอย่างแบบ หลายขัน้ ตอน เก็บรวบรวมข้อมูลระหว่างเดือนมกราคม – มีนาคม เครื่องมอื ทีใ่ ช้ในการดำเนินวจิ ัย คือ รูปแบบการมีสว่ นร่วมของ ชมุ ชนในการปรบั เปลย่ี นพฤติกรรมการออกกำลังกาย เก็บรวบรวมขอ้ มลู โดยใชแ้ บบสอบถามนำมาวิเคราะหด์ ว้ ยสถิติ การแจกแจง ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ยเลขคณิต ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานและเปรียบเทียบความแตกต่างของความรู้เกี่ยวกับการออกกำลังก าย ทัศนคติเกี่ยวกับการออกกำลังกาย และพฤติกรรมการออกกำลังกาย ก่อนและหลังการใช้รูปแบบด้วยสถิติ Paired t-test ผล การศึกษา พบว่า ชุมชนมีส่วนร่วมในระดับปานกลาง (2.93±0.52) ได้รูปแบบการมีส่วนร่วมในการออกกำลังกาย คะแนนเฉล่ีย ความรู้เกี่ยวกับการออกกำลังกายหลังการใช้รูปแบบ (11.85±0.88) สูงกว่าก่อนการใช้รปู แบบ (8.69±1.99) คะแนนเฉลี่ยทัศนคติ เกี่ยวกับการออกกำลังกายหลังการใช้รูปแบบ (3.03±0.38) สูงกว่าก่อนการใช้รปู แบบ (2.34±0.48) และ คะแนนเฉลี่ยพฤติกรรม การออกกำลงั กายหลงั การใช้รูปแบบ (3.27±0.25) สูงกว่าก่อนการใช้รูปแบบ (2.52±0.50) อย่างมีนยั สำคญั ทางสถิติที่ระดบั 0.001 คำสำคัญ: ความรู้, ทศั นคติ, พฤตกิ รรมการออกกำลงั กาย, การมสี ่วนรว่ ม 259
The 2nd National Conference of Health Science Research สำนักวชิ ำวทิ ยำศำสตรส์ ุขภำพ Knowledge transformation towards Thailand 4.0 มหำวทิ ยำลยั แม่ฟ้ ำหลวง Community participation for exercise behavior modification in Moo 9 Kuanyaimom village, Huaiyod district, Trang province Nada Nasuanniwat, Rotchana Kongmankaweesuk, Sawitree Lamyaicharoen, Kamonrat Nungkong, Salee Incharoen, Sirima Wangpayom, Wilawan Sripon, Chatchai Kwankaew and Supattra Jaimoa Sirindhorn College of Public Health, Trang Abstract This participatory action research followed by Cohen & Uphoff participation theory aimed to study community participation for exercise behavior modification, to develop exercise activities participation and to compare the knowledge, attitude and exercise behavior in community participation for exercise behavior modification of Moo 9 Kuanyaimom Village, Huaiyod district, Trang province. The sample defined by multistage sampling consists of 35 people aged over 15 years old who do not exercise or exercise less than 150 minutes per week. The information was collected by the questionnaires from January to March. The descriptive statistics (frequency, percentage, average, standard deviation) and paired t-test were applied. The results indicated that community participation was moderate (2.93±0.52), the average knowledge after activities participation was higher (11.85±0.88) than the pretest (8.69±1.99), the average attitudes score was increased from (2.34±0.48) to (3.03±0.38), and the average exercise behavior point was up from (2.52±0.50) to (3.27±0.25) at statistically significant level of 0.001 Keywords: Knowledge, Attitude, Exercise behavior, Community participation 260
The 2nd National Conference of Health Science Research สำนกั วชิ ำวทิ ยำศำสตรส์ ขุ ภำพ Knowledge transformation towards Thailand 4.0 มหำวทิ ยำลยั แมฟ่ ้ ำหลวง บทนำ ปัญหาสขุ ภาพของคนไทยในปจั จุบนั เกิดโรควิถีชวี ิตหรอื โรคไม่ติดต่อเร้อื รงั (NCD) และมีแนวโน้มทวีความรุนแรงมากขึ้น ซึ่งเป็นผลมาจากการใช้ชีวิตอย่างเร่งรีบ ทำให้ขาดการเอาใจใส่ดูแลสุขภาพ (แผนยุทธศาสตร์สุขภาพดี วิถีชีวิตไทย พ.ศ. 2554 - 2563, 2554) โดยพฤติกรรมท่ีเส่ียงตอ่ การเกดิ โรค ไดแ้ ก่ การขาดการออกกำลังกาย รอ้ ยละ 27.1 (สำนักงานกองทุนสนับสนุนการ สร้างเสริมสขุ ภาพ, 2559) ซึ่งจะทำให้สมรรถภาพร่างกายเสื่อมลงเรื่อยๆ และเป็นหนึง่ ปัจจัยที่ทำให้เกิดโรค โรคหลอดเลือดหวั ใจ เส่ือมสภาพ โรคประสาทเสยี สมดุลยภาพ โรคความดนั โลหติ สงู โรคอ้วน โรคเบาหวาน โรคกระดูก และข้อ จากเหตุผลดังกล่าวทำให้ ในปี พ.ศ.2558 กระทรวงสาธารณสุข มีนโยบายส่งเสรมิ ให้ประชาชนออกกำลงั กาย เพื่อสรา้ ง สุขภาพใหแ้ ข็งแรง ลดการป่วยจากโรคต่างๆ และสร้างค่านยิ มใหป้ ระชาชนออกกำลงั กาย โดยใหเ้ ปน็ สว่ นหน่งึ ของกิจวตั รประจำวัน หรืออย่างน้อย 150 นาที/สปั ดาห์ เพื่อให้มกี ารเคลอ่ื นไหวร่างกาย (สำนกั งานกองทุนสนบั สนุนการสรา้ งเสรมิ สขุ ภาพ, 2559) จากการสำรวจพฤติกรรมการเล่นกีฬาและการออกกำลังกายของประชาชน อายุตั้งแต่ 15 ปีขั้นไป ในปี พ.ศ. 2559 พบว่า ประชาชนส่วนใหญ่ จำนวน 42.60 ล้านคน ไม่ออกกำลังกาย มีผู้เล่นกีฬาหรือออกกำลังกายเพียง 15.10 ล้านคนหรือ ประมาณ 1 ใน 4 ของประชาชนทั้งหมด และจากผลสำรวจเดียวกันนี้ ได้ศึกษาความสัมพันธ์ของการเล่นกีฬาหรือออกกำลังกาย ของผปู้ ว่ ย พบวา่ มผี ้ปู ่วยในรอบ 1 เดอื น กอ่ นสำรวจ จำนวน 17.10 ล้านคน เปน็ ผู้ทไี่ ม่ไดเ้ ล่นกีฬาหรือออกกำลังกายมากถึงร้อย ละ 73.00 ขณะเดียวกันในผู้ป่วยที่นอนพักรกั ษาตัวในโรงพยาบาลท่ีมี 3.2 ล้านคน พบว่า เป็นผู้ที่ไม่ได้เล่นกีฬาหรอื ออกกำลังกาย ร้อยละ 76.0 ชี้ให้เห็นถึงความแตกต่างชัดเจนว่าการออกกำลังกายป้องกันการป่วยได้โดยผู้ที่ไม่ออกกำลังกายจะมีโอกาสป่วย มากกว่าผูท้ อ่ี อกกำลังกายมากถึง 3 เทา่ ตัว (สำนกั งานสถิตแิ ห่งชาติ, 2559) สำหรับจังหวัดตรัง ได้มีการส่งเสริมการออกกำลังกายเพื่อตอบรับกับนโยบายส่งเสริมการออกกำลังกายของกระทรวง สาธารณสุข ด้วยการจัดกิจกรรมต่างๆ (สำนักงานการท่องเที่ยวและกีฬาจังหวดั ตรงั , 2559) และจากการศึกษาความต้องการการ ออกกำลังกายของประชาชนในอำเภอเมือง จงั หวดั ตรงั พบวา่ ประชาชนมคี วามต้องการบคุ ลากรทมี่ คี วามรูด้ ้านการออกกำลังกาย อย่างเพียงพอ รองลงมาด้านการบริการวิชาการเพื่อจัดอบรมให้ความรู้ และมีการประชาสัมพันธ์ เผยแพร่ข้อมูลข่าวสารอย่าง ต่อเนือ่ ง และจริงจงั เนื่องจากประชาชนบางกลมุ่ ยังขาดข้อมลู ขา่ วสารเกีย่ วกับการออกกำลงั กาย เชน่ กลมุ่ คนยากจน ที่ตอ้ งใชเ้ วลา ในการหาเลี้ยงชีพ ทำให้ขาดโอกาสในการออกกำลังกาย ดังนั้น จึงต้องมีรูปแบบและวิธีการที่หลากหลายมากขึ้น (จีรวรรณ ภักดี ฉนวน, 2554: 70-76) และจากการทบทวนวรรณกรรมที่ผ่านมา พบว่า ยังไม่มีการพัฒนาโปรแกรมหรือสรา้ งการมีสว่ นรว่ มในการ ออกกำลังกายในจังหวดั ตรงั การวินิจฉัยอนามัยชมุ ชนและการจัดเวทปี ระชาคมเพื่อจัดลำดับความสำคัญของปัญหา พบว่าปัญหาที่ประชาชนหมู่ที่ 9 บ้านควนยายม่อม ตำบลหนองช้างแล่นอำเภอห้วยยอด จังหวัดตรัง ร่วมกันตัดสินใจในการแก้ปัญหา คือ เรื่องการออกกำลังกาย พบว่า ประชาชนอายุตั้งแต่ 15 ปีขึ้นไปไมอ่ อกกำลังกายและออกกำลังกายไม่ครบ 150 นาที/สัปดาห์ ร้อยละ 64.74 และจากการ วิเคราะห์สาเหตุของปัญหาที่แท้จริงของปัญหาดังกล่าว พบว่า เกิดจากความรู้ และทัศนคติในการออกกำลั งกาย ได้แก่ การ ประกอบอาชีพคือการออกกำลังกาย ร้อยละ 71.40 รองลงมา คือ ขาดทักษะในการออกกำลงั กายไมม่ ีเวลาและไม่จำเป็นต้องออก กำลังกายร้อยละ 65.50, 64.30 และ 57.10 ตามลำดับ จากประเด็นปัญหาดังกล่าว ผู้วิจัยจึงเห็นความความสำคัญในการดูแล สขุ ภาพของประชาชน จงึ ไดจ้ ดั ทำวิจัยเร่อื ง การมีสว่ นรว่ มของชมุ ชนในการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสขุ ภาพในการออกกำลังกายของ ประชาชน หมู่ 9 บ้านควนยายม่อม ตำบลหนองช้างแลน่ อำเภอหว้ ยยอด จงั หวดั ตรงั 261
The 2nd National Conference of Health Science Research สำนักวชิ ำวทิ ยำศำสตรส์ ุขภำพ Knowledge transformation towards Thailand 4.0 มหำวทิ ยำลยั แมฟ่ ้ ำหลวง วัตถปุ ระสงค์ 1. เพอ่ื ศกึ ษาการมสี ่วนร่วมของชมุ ชนในการปรบั เปลี่ยนพฤตกิ รรมการออกกำลังกายของประชาชน หมทู่ ี่ 9 บ้านควนยายม่อม ตำบลหนองช้างแล่น อำเภอห้วยยอด จงั หวดั ตรงั 2. เพ่อื พฒั นารปู แบบการมสี ่วนร่วมของชมุ ชนในการปรบั เปลีย่ นพฤตกิ รรมการออกกำลงั กายของประชาชน หมทู่ ่ี 9 บ้านควน ยายม่อม ตำบลหนองช้างแล่น อำเภอห้วยยอด จงั หวดั ตรัง 3. เพ่ือเปรยี บเทยี บความรู้เก่ยี วกบั การออกกำลังกายทศั นคตเิ กย่ี วกับการออกกำลงั กาย และพฤตกิ รรมการออกกำลงั กาย ก่อน และหลงั การใช้รปู แบบการมีส่วนรว่ มของชมุ ชนในการปรับเปลยี่ นพฤตกิ รรมการออกกำลงั กายของประชาชนหมูท่ ี่ 9 บ้านควน ยายม่อม ตำบลหนองชา้ งแล่น อำเภอหว้ ยยอด จังหวดั ตรงั ระเบยี บวิธวี จิ ยั รปู แบบการวิจัย การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัย เชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วม (Participatory Action Research: PAR) ตามแนวคิดการมี ส่วนร่วมของ Cohen & Uphoff (1977) และใช้ทฤษฎี KAP (Singh & Malaviya, 1994) เก็บรวมรวมข้อมูลอยู่ในช่วงเดือน มกราคม – มนี าคม พ.ศ. 2562 ประชากรและกลุ่มตวั อยา่ ง ประชากร คือ ประชาชน อายุ 15 ปขี ้ึนไป ท่ไี ม่ออกกำลังกายและออกกำลังกายไม่ครบตามเกณฑ์ จำนวน 210 คน กลุ่มตัวอย่าง คือประชาชน อายุ 15 ปีขึ้นไป ที่ไม่ออกกำลังกายและออกกำลงั กายไม่ครบตามเกณฑ์ จำนวน 35 คน ได้ จากการคำนวณ โดยใช้โปรแกรม G*power ใช้การสุ่มตัวอย่างเชิงระบบ (Systematic Random Sampling) และใช้เกณฑ์การ คัดเขา้ คดั ออก เคร่อื งมือทใ่ี ชใ้ นการวิจยั เครื่องมือที่ใช้ในวิจัย เป็นกิจกรรมการมีส่วนร่วม 5 สัปดาห์ เก็บรวบรวมข้อมูลด้วยแบบสอบถาม โดยดัดแปลงจาก แบบสอบถามของ วราภรณ์ คำรศ และคณะ (2556) ประกอบด้วยส่วนที่ 1 ข้อมูลทั่วไป ได้แก่ เพศ อายุ อาชีพ ส่วนที่ 2 แบบทดสอบความรู้เกี่ยวกับการออกกำลังกาย จำนวน 15 ข้อ ส่วนที่ 3 แบบสอบถามทัศนคตเิ ก่ียวกับการออกกำลังกาย จำนวน 13 ข้อ ส่วนที่ 4 แบบสอบถามพฤตกิ รรมการออกกำลงั กาย จำนวน 13 ขอ้ และส่วนที่ 5 แบบสอบถามการมสี ่วนร่วมของชุมชนใน การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการออกกำลังกาย จำนวน 15 ข้อ เครื่องมือในการวิจัยผ่านการตรวจสอบความตรงของเนื้อหา โดย ผู้ทรงคุณวุฒิจำนวน 3 ท่าน ได้ค่า IOC = 0.67 -1.00 และแบบสอบถามผ่านการหาค่าความเชื่อมั่นของเครื่องมือ โดยใช้สูตร สมั ประสิทธิ์แอลฟา่ ของครอนบราค ได้เทา่ กับ 0.87 การวิเคราะห์ขอ้ มูล ประมวลผลข้อมูลด้วยเครื่องคอมพิวเตอร์ โดยใช้โปรแกรมสำเร็จรูป วิเคราะห์ข้อมูลทั่วไปด้วยสถิติการแจกแจงความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบ่ียงเบนมาตรฐาน และเปรียบเทียบความรู้เกี่ยวกับการออกกำลังกาย ทัศนคติต่อการออกกำลังกาย และ พฤติกรรมการออกกำลงั กาย ก่อนและหลังการดำเนินกจิ กรรมดว้ ย paired t-test 262
The 2nd National Conference of Health Science Research สำนกั วชิ ำวทิ ยำศำสตรส์ ุขภำพ Knowledge transformation towards Thailand 4.0 มหำวทิ ยำลยั แมฟ่ ้ ำหลวง การพิทักสิทธิก์ ลุ่มตัวอย่าง การวิจยั ครั้งน้ีผ่านการรบั รองจริยธรรมวิจยั ในมนุษย์ วทิ ยาลยั การสาธารณสขุ สิรินธร จังหวัดตรัง ผลการศกึ ษา การวิเคราะหข์ ้อมูลส่วนบุคคล พบว่า กลุม่ ตัวอยา่ งเป็นเพศหญิงทงั้ หมด จำนวน 35 คน รอ้ ยละ 100 อายเุ ฉลย่ี 48.46 ปี (S.D. = 10.15) ปี อายุน้อยสุด 32 ปี อายุมากสุด 66 ปี ส่วนใหญ่ประกอบอาชีพเกษตรกรรม จำนวน 26 คน ร้อยละ 74.30 รองลงมา คอื รับจา้ ง จำนวน 4 คน ร้อยละ 11.40 และแมบ่ ้าน จำนวน 3 คน ร้อยละ 8.60 ตามลำดบั ตารางที่ 1 ผลการวิเคราะห์ขอ้ มลู การมสี ่วนรว่ มของชุมชนในการปรบั เปลี่ยนพฤติกรรมการออกกำลงั กาย การมสี ่วนในการการปรับเปล่ยี นพฤตกิ รรมการออกกำลงั กาย X S.D. แปลผล ด้านการมีส่วนร่วมในการตดั สนิ ใจ ปานกลาง 2.67 0.95 ตำ่ 1. ทา่ นมสี ว่ นร่วมประชุมเพ่อื ค้นหาหรือรบั ทราบปญั หา และสาเหตุของปัญหาการไมอ่ อก 2.46 1.12 ปานกลาง กำลงั กาย ปานกลาง 2. ทา่ นมสี ว่ นร่วมประชมุ เพื่อนำเสนอเรือ่ งต่างๆ ทีม่ ีความจำเป็นในการปรบั เปล่ยี น 2.83 1.10 ต่ำ พฤตกิ รรมการออกกำลงั กาย ปานกลาง 3. ท่านมีส่วนรว่ มในการกำหนดกจิ กรรมหรือวธิ กี ารในการกำหนดรูปแบบในการออก 3.00 1.44 ปานกลาง กำลังกาย ปานกลาง ตำ่ 4. ท่านมีสว่ นร่วมในการกำหนดการใชท้ รัพยากร แหลง่ ของทรัพยากรทจ่ี ะใช้ในกิจกรรม 2.40 1.14 ต่ำ โครงการออกกำลังกายเพอ่ื สุขภาพ ปานกลาง มาก ด้านการมีส่วนร่วมในการดำเนนิ การ 3.00 0.53 ตำ่ 5. ทา่ นมีส่วนรว่ มในการประชาสมั พนั ธห์ รือการตดิ ต่อประสานงานในการปรบั เปลีย่ น 2.89 1.18 ปานกลาง พฤตกิ รรมการออกกำลงกาย มาก 6. ทา่ นมีส่วนร่วมในการให้หรอื รับการประเมินสุขภาพเบอื้ งตน้ 2.66 1.03 มาก 7. ท่านมีส่วนรว่ มในการแนะนำคนในครอบครวั และเพ่อื นบา้ นเกย่ี วกับการออกกำลังกาย 2.30 1.00 8. ทา่ นมีส่วนรว่ มสนบั สนนุ วัสด/ุ อปุ กรณ์ สถานทเี่ พอ่ื ใชใ้ นการออกกำลังกาย 2.40 1.10 ด้านการมสี ่วนรว่ มในการรับผลประโยชน์ 3.23 0.67 9. ทา่ นมีส่วนรว่ มในการเสนอความคดิ เห็นหรือ แนวทางการแกไ้ ข/ปรบั ปรงุ การดำเนนิ 3.86 0.70 กจิ กรรมการปรบั เปลย่ี นพฤตกิ รรมการออกกำลงกาย 10.ท่านมสี ว่ นรว่ มสนบั สนุนวสั ด/ุ อุปกรณ์ สถานทเ่ี พ่ือใช้ในการออกกำลังกาย 2.40 1.10 ด้านการมีสว่ นรว่ มในการรับผลประโยชน์ 3.23 0.67 11. ท่านมสี ว่ นร่วมในการเสนอความคดิ เห็นหรือแนวทางแก้ไข/ปรบั ปรงุ การดำเนนิ 3.86 0.70 กิจกรรมการปรบั เปลย่ี นพฤติกรรมการออกกำลงกาย 12. ทา่ นมีสว่ นรว่ มในการเป็นแกนนำประชาชนในกจิ กรรมการปรับเปลย่ี นพฤติกรรมการ 3.57 0.50 ออกกำลงั กาย 263
The 2nd National Conference of Health Science Research สำนักวชิ ำวทิ ยำศำสตรส์ ขุ ภำพ Knowledge transformation towards Thailand 4.0 มหำวทิ ยำลยั แมฟ่ ้ ำหลวง ตารางท่ี 1 ผลการวิเคราะหข์ อ้ มูลการมีสว่ นร่วมของชุมชนในการปรบั เปลี่ยนพฤตกิ รรมการออกกำลังกาย (ต่อ) การมีส่วนในการการปรับเปลีย่ นพฤตกิ รรมการออกกำลังกาย X S.D. แปลผล ดา้ นการมีสว่ นร่วมในการรบั ผลประโยชน์ ปานกลาง 3.23 0.67 ปานกลาง 13. ท่านมสี ว่ นรว่ มรบั ผลประโยชน์จากกิจกรรมการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการออกกำลังกาย 3.17 1.24 ปานกลาง ทเี่ กดิ ขึ้นในชุมชนบ้านควนยายมอ่ ม ปานกลาง 14.ทา่ นไดพ้ ฒั นาความร้แู ละทักษะตา่ งๆ จากการเขา้ ร่วมกจิ กรรมการปรับเปลยี่ น 3.23 1.14 ปานกลาง ปานกลาง พฤตกิ รรมการออกกำลังกาย ปานกลาง 15.กจิ กรรมการออกกำลงั กายทัง้ 2 รปู แบบช่วยพัฒนา และกระตนุ้ พฤติกรรมการออก 3.29 1.05 ปานกลาง กำลงั กายในชมุ ชนของทา่ นไดด้ ขี น้ึ ด้านการมสี ่วนร่วมในการประเมินผล 2.76 1.00 16. ท่านมสี ว่ นร่วมประเมินผลพฤตกิ รรมการออกกำลังกายหลงั เสร็จสน้ิ การดำเนนิ การ 2.86 1.22 17. ท่านมสี ว่ นตดิ ตามและกระตุ้นเตือนการดำเนนิ งานของกิจกรรมการปรบั เปลยี่ น 2.66 1.00 พฤตกิ รรมการออกกำลังกาย ภาพรวม 2.93 0.52 จากตารางที่ 1 การมีส่วนร่วมของชุมชนในการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการออกำลังกาย พบว่า กลุ่มตัวอย่างมีส่วนร่วม ภาพรวมอยู่ในระดับปานกลาง (2.93±0.52) ด้านที่มีค่าเฉลี่ยสูงที่สุด คือ ด้านการมีส่วนร่วมในการรบั ผลประโยชน์ (3.23±0.67) ด้านที่มีค่าเฉล่ียตำ่ ท่สี ดุ คือด้านการมีสว่ นร่วมในการตัดสินใจ (2.67±0.95) เม่อื จำแนกรายด้านพบวา่ ดา้ นการมสี ว่ นร่วมในการตดั สินใจ มคี า่ เฉลี่ยอยู่ในระดับปานกลาง (2.67±0.95) เมอื่ จำแนกรายขอ้ พบวา่ ข้อท่ีมีค่าเฉลี่ย สูงที่สุด คือท่านมีส่วนร่วมในการกำหนดกิจกรรมหรือวิธีการในการกำหนดรูปแบบในการออกกำลังกายอยู่ในระดั บปานกลาง (3.00±1.44) ข้อที่มีค่าเฉลี่ยต่ำที่สุด คือท่านมีส่วนร่วมในการกำหนดการใช้ทรัพยากร แหล่งของทรัพยากรที่จะใช้ในกิจกรรม โครงการออกกำลงั กายเพื่อสุขภาพอยใู่ นระดบั ต่ำ (2.40±1.14) ด้านการมสี ่วนร่วมในการดำเนนิ การมีค่าเฉล่ียอยูใ่ นระดบั ปานกลาง (3.00±0.53) เม่ือจำแนกรายข้อพบวา่ ขอ้ ที่มคี า่ เฉล่ีย สูงที่สุด คือท่านมีส่วนร่วมในการประชาสัมพันธ์หรือการติดต่อประสานงานในการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการออกกำลงกายอยู่ใน ระดับปานกลาง (2.89±1.18) ข้อที่มีค่าเฉลี่ยต่ำทีส่ ุด คือท่านมีส่วนร่วมในการแนะนำคนในครอบครัวและเพื่อนบ้านเกี่ยวกับการ ออกกำลงั กายอยู่ในระดับต่ำ (2.30±1.00) ด้านการมีส่วนรว่ มในการรับผลประโยชน์ มีค่าเฉลีย่ อยู่ในระดับปานกลาง (3.23±0.67) เมื่อจำแนกรายข้อพบว่า ข้อที่มี ค่าเฉลี่ยสูงที่สุด คือท่านมีส่วนร่วมในการเสนอความคิดเห็นหรือ แนวทางการแก้ไข/ปรับปรุง การดำเนินกิจกรรมการปรับเปลี่ยน พฤติกรรมการออกกำลงกายอยู่ในระดับมาก (3.86±0.70) ข้อที่มีค่าเฉลีย่ ต่ำที่สุด คือท่านมีส่วนร่วมรับผลประโยชน์จากกิจกรรม การปรับเปล่ยี นพฤตกิ รรมการออกกำลังกายที่เกิดขน้ึ ในชมุ ชนบ้านควนยายมอ่ มอยู่ในระดบั ปานกลาง (3.17±1.24) ด้านการมีส่วนร่วมในการประเมินผลมีค่าเฉลี่ยอยู่ในระดับปานกลาง (2.76±1.00) เมื่อจำแนกรายข้อพบว่า ข้อที่มี ค่าเฉลี่ยสูงที่สุด คือท่านมีส่วนร่วมประเมินผลพฤติกรรมการออกกำลังกายหลังเสร็จสิ้นการดำเนินการอยู่ในระดับปานกลาง 264
The 2nd National Conference of Health Science Research สำนักวชิ ำวทิ ยำศำสตรส์ ุขภำพ Knowledge transformation towards Thailand 4.0 มหำวทิ ยำลยั แม่ฟ้ ำหลวง (2.86±1.22) ข้อที่มีค่าเฉลีย่ ต่ำที่สุด คือท่านมีส่วนติดตามและกระตุ้นเตือนการดำเนินงานของกิจกรรมการปรับเปล่ียนพฤติกรรม การออกกำลังกายอยใู่ นระดับปานกลาง (2.66±1.00) ผลของการพัฒนากจิ กรรมการมสี ่วนรว่ มในการปรบั เปลีย่ นพฤตกิ รรมการออกกำลังกาย พบวา่ เป็นรูปแบบกจิ กรรม มี ระยะเวลา 5 สัปดาห์ มี 8 กิจกรรม ดังนี้ 1) การสนทนากลุ่ม 2) การประชาสัมพันธ์และประสานงาน 3) การประเมินสุขภาพ เบอ้ื งตน้ 4) จดั กจิ กรรมให้ความรเู้ รือ่ งการออกกำลังกาย 5) สาธติ วธิ กี ารออกกำลงั กาย 6) การออกกำลงั กาย 3 รปู แบบ ไดแ้ ก่ การ เต้นแบบบาสโลบ การเต้นแบบผ้าขาวม้า และการเดิน-วิ่งเพื่อสุขภาพ 7) การติดตามและกระตุ้นเตือนการออกกำลังกายในแต่ละ สัปดาห์ และ 8) การประเมินผลการออกกำลงั กายหลงั เสร็จสิ้นการดำเนินการ ตารางที่ 2 การเปรียบเทียบคะแนนเฉลี่ยของความรู้ ทัศนคติ และพฤติกรรมการออกกำลังกาย ก่อนและหลังการใช้รูปแบบของ ชุมชนในการปรับเปลีย่ นพฤตกิ รรมการออกกำลังกาย กอ่ นการใชร้ ปู แบบ หลังการใชร้ ูปแบบ คะแนนเฉล่ีย x̅ S.D. x̅ S.D. df t p - value 8.69 1.99 ความรเู้ ก่ียวกับการออกกำลงั กาย 2.34 0.48 11.85 0.88 5 6.91 <0.001 ทศั นคตเิ กยี่ วกบั การออกกำลังกาย 3.03 0.38 5 7.66 <0.001 พฤตกิ รรมการออกกำลงั กาย 2.52 0.50 3.27 0.25 5 8.65 <0.001 จากตารางที่ 2 การเปรียบเทียบคะแนนเฉลีย่ ของความรูเ้ กีย่ วกับการออกกำลังกาย ระหว่างก่อนและหลังการใช้รปู แบบ ของชมุ ชนในการปรบั เปลีย่ นพฤตกิ รรมการออกกำลังกาย พบวา่ คะแนนเฉล่ียของความรูเ้ ก่ียวกับการออกกำลังกาย ก่อนและหลัง การใช้รูปแบบของชมุ ชนในการปรับเปล่ียนพฤติกรรมการออกกำลังกายของประชาชน หมู่ที่ 9 บ้านควนยายม่อม ตำบลหนองชา้ ง แล่น อำเภอห้วยยอด จังหวัดตรัง พบว่า คะแนนเฉลี่ยความรู้เกี่ยวกับการออกกำลังกายหลังการใช้รูปแบบของชุมชนในการ ปรับเปลี่ยนพฤตกิ รรมการออกกำลังกาย(11.85±0.88) สูงกว่าก่อนการใช้รูปแบบของชุมชนในการปรบั เปลี่ยนพฤติกรรมการออก กำลังกาย (8.69±1.99) อยา่ งมนี ัยสำคัญทางสถิติที่ระดบั 0.001 คะแนนเฉลี่ยทัศนคติเกีย่ วกับการออกกำลังกายก่อนและหลังการใช้รูปแบบของชุมชนในการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการ ออกกำลังกายของประชาชน หมู่ที่ 9 บ้านควนยายม่อม ตำบลหนองช้างแล่น อำเภอห้วยยอด จังหวัดตรัง พบว่า คะแนนเฉลี่ย ทัศนคติเกี่ยวกับการออกกำลังกายหลังการใช้รูปแบบของชุมชนในการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการออกกำลังกาย (3.03±0.38) สูง กว่าก่อนการใช้รูปแบบของชุมชนในการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการออกกำลังกาย (2.34±0.48) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดบั 0.001 คะแนนเฉลี่ยพฤติกรรมการออกกำลังกายก่อนและหลังการใช้รูปแบบของชุมชนในการปรับเปล่ี ยนพฤติกรรมการออก กำลังกายของประชาชน หมู่ที่ 9 บ้านควนยายม่อม ตำบลหนองช้างแล่น อำเภอห้วยยอด จังหวัดตรัง พบว่า คะแนนเฉลี่ย พฤติกรรมการออกกำลงั กายหลังการใชร้ ปู แบบของชุมชนในการปรับเปลยี่ นพฤติกรรมการออกกำลังกาย (3.27±0.25) สูงกวา่ ก่อน การใชร้ ูปแบบของชมุ ชนในการปรบั เปลยี่ นพฤติกรรมการออกกำลงั กาย (2.52±0.50) อยา่ งมีนัยสำคญั ทางสถิติทร่ี ะดบั 0.001 265
The 2nd National Conference of Health Science Research สำนกั วชิ ำวทิ ยำศำสตรส์ ขุ ภำพ Knowledge transformation towards Thailand 4.0 มหำวทิ ยำลยั แม่ฟ้ ำหลวง อภปิ รายผล 1. ผลการวเิ คราะห์ข้อมูลการมสี ่วนรว่ มของประชาชนในการออกกำลงั กาย 1.1 ขั้นตอนการมสี ่วนร่วมในการตัดสนิ ใจ จากผลการศกึ ษา พบว่า การมสี ่วนร่วมในการตัดสนิ ใจอยู่ในระดับปานกลางในการศึกษาคร้ังนีเ้ วทปี ระชาคมใน ชุมชนเป็นเวทีแห่งการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ร่วมกันระหว่างทีมของผู้วิจัยและผู้ร่วมวิจัย โดยจะมีการกระตุ้นให้ประชาชนทุกคนได้มี โอกาสแสดงความคิดเห็น ร่วมกันคดิ วเิ คราะห์และตดั สนิ ใจเลอื กแนวทางในการวางแผนการแกไ้ ขปญั หารว่ มกัน โดยทมี วจิ ัยจะเป็น ผู้นำข้อมลู จากที่ได้เก็บรวบรวมข้อมูลสภาพการณ์ปญั หาของชุมชนมาเสนอในเวทีประชาคมเพื่อเป็นข้อมูลพื้นฐานในการตดั สินใจ เลอื กและแกไ้ ขปัญหาเพือ่ นำไปสูก่ ารแกไ้ ขปญั หาที่ตรงกบั ความตอ้ งการของประชาชนและตรงกบั บรบิ ทของชุมชนพบว่าปญั หาจาก ทีไ่ ด้เกบ็ รวบรวมขอ้ มูลรวมกับปญั หาที่ประชาชนนำเสนอขึ้นมามีท้ังหมด 13 ปัญหา มาดำเนินการจัดลำดับความสำคัญของปัญหา ให้คะแนนระดับความรุนแรงของปัญหา ขนาดของปัญหา ความยากง่ายในการแก้ปัญหา ร่วมกับการลงประชาคมเพื่อให้คะแนน เป็นไปตามการยอมรับของกลุ่มตัวอย่าง ได้ร่วมกันเลือกปัญหาการไม่ออกกำลังกายที่เกิดขึ้นของชุมชน เมื่อได้ปัญหาแล้วจึง สอบถามถงึ สาเหตกุ ารไม่ออกกำลังกายรว่ มกัน และหาสาเหตขุ องปัญหาตามทฤษฎี จนไดส้ าเหตุของปัญหาท่ีแท้จริง พบวา่ เกดิ จาก ความรู้ และทัศนคติในการออกกำลงั กาย ได้แก่ การประกอบอาชีพคอื การออกกำลังกาย ร้อยละ 71.40 รองลงมา คือ ขาดทักษะ ในการออกกำลังกายไม่มีเวลาและไม่จำเปน็ ต้องออกกำลังกาย ร้อยละ 65.50, 64.30 และ 57.10 ตามลำดับ จากกิจกรรม พบว่า กลมุ่ ตวั อย่างมสี ว่ นรว่ มในการระบปุ ัญหาทเ่ี กดิ ขน้ึ ไดท้ กุ ขนั้ ตอน รวมท้งั เลือกกิจกรรมท่ีจะทำรว่ มกันของชุมชน แต่เน่อื งจากความไม่ สะดวกของประชาชนในระยะเวลาจัดเวทีประชาคม ซึ่งเป็นเวลาช่วงเช้า และประชาชนส่วนใหญ่ประกอบอาชีพกรีดยาง ซึ่งเป็น เวลากลับจากการกรดี ยาง ต้องรับประทานอาหาร และเปน็ เวลาพักผอ่ น อีกทัง้ มีงานฌาปนกจิ ศพภายในชุมชน 1.2 การมีส่วนร่วมในการดำเนนิ งาน จากผลการศึกษาพบว่าการมีส่วนร่วมในการปฏิบัติการอยู่ในระดับปานกลางจากการศึกษาครั้งนี้ผู้นำชุมชน อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน และประชาชน ได้ร่วมกันประชาสัมพันธ์หรือการติดต่อประสานงานในการปรับเปลี่ยน พฤติกรรมการออกกำลงกาย การวิเคราะห์ วางแผน และหาแนวทางในการแก้ไขปัญหา คือเริ่มต้นจากการส่งเสริมให้ประชาชน เล็งเห็นถึงความสำคัญของการไม่ออกกำลังกายว่าเป็นปัญหาของทุกคนที่ควรจะร่วมกันแก้ไขปัญหาโดยการเปิดโอกาสให้ชุมชน แลกเปลี่ยนแสดงความคิดเห็นต่อการแก้ไขปัญหาการไมอ่ อกกำลังกายในหมู่บ้าน ประชาชนเสนอให้มกี ารออกกำลังกายเต้นแบบ บาสโลบ เต้นแบบผ้าขาวม้า และการเดิน – วิ่งภายในหมู่บ้าน ออกกำลังกายร่วมกันระหว่างประชาชน อาสาสมัครสาธารณสุข ประจำหมู่บ้าน และกลุ่มองค์กรตา่ ง ๆ ในชุมชนและพร้อมท้ังใหค้ วามรเู้ ก่ียวกับการออกกำลงั กายและสาธิตวิธีการออกกำลังกาย 1.3 ข้ันตอนการมสี ่วนร่วมในการรับผลประโยชน์ จากผลการศึกษาพบว่าการมีส่วนร่วมในการรับผลประโยชน์อยู่ในระดับปานกลาง กลุ่มตัวอย่างมีส่วนร่วมใน การได้รับผลประโยชน์จากการออกกำลังกาย คือ กลุ่มตัวอย่างได้รูปแบบการออกกำลังกายด้วยเต้นแบบบาสโลบ เต้นแบบ ผ้าขาวม้า และการเดิน – วิ่งภายในหมู่บ้าน ทำให้กลุ่มตัวอย่างมีร่างกายแข็งแรง ใช้เวลาว่างให้เกิดประโยชน์และได้รับความรู้จาก การเข้าร่วมการอบรมเรื่องการออกกำลังกาย ทำให้มีความรู้เกี่ยวกับการออกำลังกาย ทัศนคติเกี่ยวกับการออกกำลังกาย และ พฤติกรรมการออกกำลังกายเพิ่มมากยิ่งขึ้น เช่น ท่านมีส่วนร่วมในการเสนอความคิดเห็นหรือ แนวทางการแก้ไข/ปรับปรุง การ ดำเนินกจิ กรรมการปรับเปลยี่ นพฤตกิ รรมการออกกำลังกาย 266
The 2nd National Conference of Health Science Research สำนกั วชิ ำวทิ ยำศำสตรส์ ขุ ภำพ Knowledge transformation towards Thailand 4.0 มหำวทิ ยำลยั แมฟ่ ้ ำหลวง 1.4 ขัน้ ตอนการมีส่วนร่วมในการประเมินผล จากการศึกษาพบว่า การมีส่วนร่วมในการประเมินผลอยู่ในระดับปานกลางในขั้นตอนนี้เป็นการมีส่วนร่วม ระหว่างอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บา้ น และประชาชน สรุปได้วา่ ประชาชนมีส่วนรว่ มประเมนิ ผลพฤติกรรมการออกกำลัง กาย คอื มีการติดตามและกระตนุ้ เตอื นการออกกำลังกาย โดยมกี ารประเมนิ สขุ ภาพเบ้อื งต้น ได้แก่ ชงั่ นำ้ หนัก วัดส่วนสูง/รอบเอว พรอ้ มทง้ั บนั ทึกผล และตดิ ตามผลการออกกำลงั กายของผ้เู ข้าร่วมกจิ กรรม จากแบบบันทกึ สุขภาพการออกกำลังกาย แบบสอบถาม การออกกำลังกาย และทำการสนทนากลุ่ม (Focus Group) ร่วมกันเสนอความคิดเห็นปรับเปลี่ยนรูปแบบการออกกำลังกายจาก ออกกำลังกายสปั ดาหล์ ะ 3 วัน เปลีย่ นเปน็ ออกกำลังกายทุกวนั 2. ผลการวิเคราะห์เปรียบเทียบคะแนนเฉลี่ยของความรู้เกี่ยวกับการออกกำลังกาย ทัศนคติเกี่ยวกับการออกกำลังกาย และพฤติกรรมการออกกำลงั กายระหวา่ งกอ่ นและหลงั การใชร้ ูปแบบการมสี ่วนร่วมของชุมชนในการปรับเปล่ียนพฤติกรรมการออก กำลงั กาย คะแนนเฉล่ียความรู้เกี่ยวกับการออกกำลังกายหลังการใช้รูปแบบเพิ่มสูงขึน้ จากก่อนการใช้รูปแบบอย่างมีนัยสำคัญทาง สถิติท่ีระดับ 0.001 เนื่องจากกลุ่มตัวอย่างได้รับการอบรมให้ความรู้เกี่ยวกับการออกกำลังกายการเต้นแบบบาสโลบและผ้าขาวมา้ ได้เรียนรู้ร่วมกันผา่ นกจิ กรรมรูปแบบต่าง ๆ ผ่านการแลกเปลี่ยนความคดิ ประสบการณ์ แสดงความคิดเหน็ ร่วมกันอภิปราย และ ได้ออกกำลังกายร่วมกัน ส่งผลใหก้ ลุม่ ตวั อยา่ งมีความร้ทู ีเ่ พ่มิ ขน้ึ เช่น ออกกำลงั กายชว่ ยทำใหป้ อดขยายตวั ได้ดี และการออกแรงให้ มากขึ้นจากการทำงานตา่ ง ๆ ตามปกตจิ ะทำใหส้ ุขภาพดีขนึ้ เป็นตน้ สอดคล้องกับการศกึ ษาของ สมเดจ็ มงุ่ วชิ า และคณะ (2557) ได้ศึกษาการพัฒนารูปแบบการจัดการเพ่อื สง่ เสริมการออกกำลังกายตามวิถีชุมชน บา้ นศรสี งา่ ตำบลโนนสะอาด อำเภอศรีบุญเรือง จงั หวัดหนองบัวลำภู ผลการศกึ ษา ความรู้ เพิม่ ขนึ้ เล็กน้อยหลังเสร็จสิ้นโครงการ คะแนนเฉลี่ยทัศนคติเกี่ยวกับการออกกำลังกายหลังการใช้รูปแบบการมีส่วนร่วมเพิ่มสูงขึ้นจากก่อนการดำเนินรูปแบบ การมีส่วนร่วมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.001เนื่องจากกลุ่มตัวอย่างได้รับการอบรมให้ความรู้เกี่ยวกับการการออกกำลงั กายเตน้ แบบบาสโลบ เตน้ แบบผ้าขาวมา้ และการเดิน – วงิ่ ภายในหมู่บ้าน ไดเ้ รยี นร้รู ่วมกันผา่ นกจิ กรรมรูปแบบต่าง ๆ กระตุ้นให้ เล็งเหน็ ความสำคัญในการออกกำลังกายเช่น คนที่มีสุขภาพที่ดีแล้วไม่จำเป็นต้องออกกำลังกาย หลังจากการเข้าร่วมรูปแบบการมี ส่วนร่วมทำให้กลุ่มตัวอย่างมีความเชื่อว่าคนทุกคนต้องออกกำลังกายถึงแม้ว่าจะสุขภาพดี เป็นต้นสอดคล้องกับการศึกษาของ สุ วฒั นา เกิดม่วง และคณะ (2559) ได้ศึกษาการพฒั นารปู แบบพฤติกรรมการส่งเสริมสุขภาพดว้ ยการออกกำลังกายแบบวิถีไทยของ ประชาชนบา้ นทา่ ระหัด จังหวดั สพุ รรณบรุ ีพบวา่ ทศั นคตเิ กยี่ วกับการออกกำลงั กาย เพมิ่ ขน้ึ เลก็ นอ้ ยหลังเสร็จสิ้นโครงการ คะแนนเฉลี่ยของพฤติกรรมการออกกำลังกาย หลังการใช้รูปแบบการมีส่วนร่วมเพิ่มสูงขึ้นจากก่อนการใช้รูปแบบการมี ส่วนรว่ มอย่างมีนัยสำคญั ทางสถติ ิทร่ี ะดบั 0.05 เน่อื งจากกล่มุ ตัวอยา่ งมกี ารร่วมกนั การออกกำลังกายการเต้นแบบบาสโลบและการ เต้นแบบผ้าขาวม้าการเดนิ -ว่ิง เพอื่ สุขภาพ ทำให้ประชาชนในชุมชนไดเ้ หน็ และตระหนักถึงการออกกำลงั กายท่ีควรจะเกดิ ขึ้น ส่งผล ให้พฤติกรรมการออกกำลังกายหลังการดำเนินรูปแบบการมีส่วนร่วมเพิ่มสูงขึ้นจากก่อนการดำเนินกิจรูปแบบการมีส่วนร่วม เช่น การดำรงชีวิตประจำวันไม่ส่งผลกระทบต่อระยะเวลาในการออกกำลังกาย เป็นต้น สอดคล้องกับการศึกษาของอารี พุ่มประไวทย์ และจรรยา เสยี งเสนาะ (2560) ไดศ้ ึกษา การมีส่วนร่วมของชุมชนในการพฒั นาพฤตกิ รรมการสรา้ งเสริมสุขภาพของผู้สูงอายุ พบวา่ คะแนนเฉลีย่ พฤติกรรมการสร้างเสริมสุขภาพ หลังการเข้าร่วมโครงการ สูงกว่าก่อน เข้าร่วมโครงการ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ ระดับ 0.001 267
The 2nd National Conference of Health Science Research สำนักวชิ ำวทิ ยำศำสตรส์ ขุ ภำพ Knowledge transformation towards Thailand 4.0 มหำวทิ ยำลยั แม่ฟ้ ำหลวง สรปุ และขอ้ เสนอแนะ 1. ข้อเสนอแนะท่ไี ดจ้ ากการศึกษา 1.1 จากการศึกษาครั้งนี้สามารถนำรูปแบบการมีส่วนร่วมในการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการออกกำลังกายไป ปรับใชก้ ับชุมชนอื่นท่มี ีบรบิ ทใกลเ้ คยี งกัน 1.2 จากการศึกษาครัง้ นีพ้ บว่าการมีส่วนร่วมในการตัดสินใจอยู่ในระดับปานกลาง เนื่องจากว่าประชาชนทีเ่ ข้า ร่วมกิจกรรมมีเวลาว่างไม่ตรงกัน เช่น ติดงานฌาปนกิจศพ การประกอบอาชีพ เป็นต้น ดังนั้นควรมีการปรับเปลี่ยนรูปแบบการ แสดงความคิดเห็น ในการศึกษาคร้ังต่อไปควรหาเวลาในการดำเนินทเ่ี หมาะสมกบั ทกุ ฝ่าย 2. ข้อเสนอแนะในการศึกษาครัง้ ตอ่ ไป 2.1 การทำวิจัยในครั้งนี้มีข้อจำกัดด้านเวลา เนื่องจากการศึกษาวิจัยเชิงปฏิบัติการมีส่วนร่วม ซึ่งมุ่งศึกษา กระบวนการพัฒนารูปแบบการมีส่วน จากนั้นนำรูปแบบที่ได้ไปทดลองใช้ และประเมินผลตามการดำเนินกิจ กรรมจึงควรเพิ่ม ระยะเวลาการศึกษาและติดตามผล เพราะการศึกษาเกี่ยวกับการมสี ่วนร่วมของชุมชนในการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการออกกำลงั กายที่ย่ังยนื นนั้ ต้องใช้เวลาในการศกึ ษาระยะยาว มีการตดิ ตามผลเปน็ ระยะ ๆ เพ่ือท่ีจะทำใหเ้ หน็ ผลท่ีชดั เจนยิ่งขึน้ 2.2 ระดับการมีส่วนร่วมในทุกด้านอยู่ในระดับปานกลาง จึงควรมีการเพิ่มกิจกรรมเพื่อให้ชุมชนเข้ามามีส่วน ร่วมใหม้ ากข้นึ เชน่ การดงึ ผู้นำชมุ ชนมาเปน็ ผขู้ ับเคลื่อนกจิ กรรม การพัฒนาบุคคลตน้ แบบทางด้านสุขภาพ เพือ่ ให้เกิดความยงั่ ยนื กิตตกิ รรมประกาศ ขอขอบพระคณุ ผนู้ ำหมู่บา้ น และประชาชน หมู่ 9 บ้านควนยายม่อม ตำบลหนองช้างแลน่ อำเภอหว้ ยยอด จงั หวัดตรัง ทใ่ี ห้ ความร่วมมอื ในการมสี ว่ นร่วมในการทำวิจัยในคร้งั น้ี เอกสารอา้ งองิ แผนยทุ ธศาสตรส์ ขุ ภาพดี วิถชี วี ติ ไทย พ.ศ. 2554 – 2563. (2554). สถานการณค์ วามรนุ แรของโรควิถีชวี ติ . สืบค้นเม่ือ 10 ธนั วาคม 2561, จาก http://wops.moph.go.th/ops/oic/data/20110316100703_1_.pdf. สำนักงานกองทนุ สนบั สนุนการสรา้ งเสรมิ สขุ ภาพ. (2559). รายงานประจำปี 2559 กองทุนสนับสนุนการสรา้ ง เสรมิ สขุ ภาพ. กรงุ เทพมหานคร: สำนักงานกองทนุ สนับสนนุ การสรา้ งเสรมิ สขุ ภาพ. สุวัฒนา เกิดมว่ ง. (2559). การพัฒนารปู แบบพฤตกิ รรมการสง่ เสริมสุขภาพด้วยการออกกำลงั กายแบบวิถไี ทยของประชาชนบ้านทา่ ระหัด จังหวัดสุพรรณบรุ .ี วารสารพยาบาลกระทรวงสาธารณสุข,13(3), 66-78. สมเด็จ มุ่งวิชา และคณะ. (2557). การพัฒนารูปแบบการจัดการเพื่อส่งเสริมการออกกำลังกายตามวิถีชุมชน บ้านศรีสง่า ตำบล โนนสะอาด อำเภอศรีบญุ เรืองจังหวัดหนองบัวลำภู. วารสารโรงพยาบาลสกลนคร, 17(2), 90-99. สำนักงานการท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดตรัง. (2559). การสนับสนุนให้ประชาชนออกกำลังกาย. สืบค้นเมื่อ วันที่ 22 มกราคม 2562, จาก trang.mots.go.th. สำนักงานสถิติแห่งชาต.ิ (2558). คู่มือปฏิบัติงานสนามการสำรวจอนามัยและสวัสดิการ พ.ศ. 2558 และการ สํารวจกิจกรรมทาง กายของประชากร พ.ศ. 2558. กรุงเทพมหานคร: สาํ นกั งานสถิตแิ หง่ ชาติ. อารี พุ่มประไวทย์ และจรรยา เสียงเสนาะ. (2560). การมีส่วนร่วมของชุมชนในการพัฒนาพฤติกรรมการสร้างเสริม สุขภาพของ ผูส้ ูงอาย.ุ วารสารเครอื ขา่ ยวิทยาลัยพยาบาลและการสาธารณสุขภาคใต้, 4(3), 160-175. 268
The 2nd National Conference of Health Science Research สำนกั วชิ ำวทิ ยำศำสตรส์ ุขภำพ Knowledge transformation towards Thailand 4.0 มหำวทิ ยำลยั แมฟ่ ้ ำหลวง ความชุกและความสัมพนั ธข์ องแบบแผนการดม่ื เครอื่ งดมื่ แอลกอฮอล์ ภายหลงั การเล่นกฬี าฟตุ บอลเพศชาย เพ่ือนำไปใชใ้ นการพัฒนามาตรการปอ้ งกัน มนสั นันท์ มาทอง หลกั สตู รศลิ ปศาสตรมหาบณั ฑิต สาขาวิชาสังคมศาสตร์และสุขภาพ คณะสังคมศาสตร์และมนษุ ยศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล Corresponding author E-mail: [email protected] บทคัดย่อ งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์1) เพื่อศึกษาประสบการณ์และความหมายของการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในกลุ่มผู้เล่นกีฬา ฟุตบอลเพศชาย 2) เพื่อศึกษาความชุกของการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในกลุ่มผู้เล่นกีฬาฟุตบอลเพศชาย 3) เพื่อศึกษารูปแบบ ปจั จัยท่ีเกยี่ วขอ้ งกบั การดื่มเคร่อื งดื่มแอลกอฮอล์ในกลุ่มผู้เล่นกีฬาฟุตบอลเพศชาย ท่ีซึ่งมีความสัมพนั ธ์ตอ่ การดื่มหนักในผู้เล่นกีฬา ฟุตบอล โดยการสัมภาษณผ์ ้เู ลน่ กฬี าจำนวน 7 คน และสุ่มเก็บแบบสอบถามจำนวน 400 ฉบบั ภายหลงั จากการเตะเสรจ็ จากสนาม กีฬาฟุตบอลภายในเขตกรุงเทพและปริมณฑล ซึ่งมีอายุตั้งแต่ 18 ปีขึ้นไป ผลจากการศึกษาพบว่า ณ ปัจจุบันผู้เล่นกีฬาฟุตบอล เลือกทีจ่ ะดืม่ เบยี รเ์ พราะเช่ือวา่ เป็นเคร่ืองดม่ื ชกู ำลังช่วยให้รา่ งกายหายจากการเจ็บปวดและชว่ ยใหผ้ ่อนคลายจากความตรึงเครียด อีกทั้งช่วยเพิ่มอรรถรสในวงสนทนาแบบฉบับของความเป็นชาย และมีจำหน่ายในสนามกีฬาฟุตบอล ผู้เล่นกีฬาฟุตบอลส่วนใหญ่ เริ่มดื่มภายหลังจากการเตะเสร็จและดื่มอย่างต่อเนื่อง ถึงแม้ว่าผู้เล่นจะรับรู้ถึงผลเสียของการใช้เครื่องดื่มแอลกอฮอล์เป็นอย่างดี เกี่ยวกับความเสี่ยงของการเกิดโรคและอุบัติเหตุ แต่ยังคงปรากฏ7พฤติกรรมการดื่มที่ซ้ำๆกัน ซึ่งเป็นสาเหตุของการดื่มหนักอย่าง ต่อเนื่อง ผู้วิจัยได้ใช้แบบสอบถามที่ดัดแปลงมาจาก Alcohol Use Disorder Identification Test ขององค์กรอนามัยโลกเริ่มต้น เก็บข้อมูลทางประชากรศาสตร์ พบพฤติกรรมการดื่มหนักโดยเฉพาะเมื่อผู้เลน่ กีฬาฟุตบอลที่มีอายุเพิ่มขึ้น โดยอายุ 36 ปีขึ้นไปมี โอกาสเกดิ ภาวะการดม่ื หนักมากกวา่ คนอายตุ ำ่ กวา่ 35 ปี 4.0 เท่า (OR = 4.014, 95% CI = 2.018 - 7.986) และพบความชุกของ การด่ืมหนักอยู่ท่ีกล่มุ อายุ 26-35 ปี คิดเปน็ ร้อยละ 79.20 ขณะที่ผูเ้ ลน่ กีฬาฟตุ บอลสว่ นใหญ่ใหข้ ้อมูลทต่ี รงกนั ว่า การด่ืมเครื่องด่ืม แอลกอฮอล์ภายหลังจากการเตะนั้นเป็นเพียงเครื่องดื่มที่ช่วยดับกระหายและเพื่อเป็นส่วนหนึ่งของกลุ่มสังคมผู้เล่นกีฬาฟุตบอล เท่านั้น ทัศนคตดิ ังกล่าวทำให้ปรมิ าณการดื่มเพิม่ ขึน้ อย่างไม่รู้ตวั และพบผู้ให้ข้อมลู ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของงานวิจัยนี้ประสบอบุ ัติเหตุ เสียชีวิตจากการเมาและขับ แต่กระนั้นผู้เล่นกีฬาฟุตบอลในทีมเดยี วกันยงั คงใช้ชีวิตกับการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ภายหลังจาก การเตะ คำสำคัญ: ผู้เล่นกฬี าฟตุ บอล, เครือ่ งด่ืมแอลกอฮอล์, การด่มื หนกั , แบบแผนพฤติกรรม 269
The 2nd National Conference of Health Science Research สำนักวชิ ำวทิ ยำศำสตรส์ ุขภำพ Knowledge transformation towards Thailand 4.0 มหำวทิ ยำลยั แม่ฟ้ ำหลวง Prevalence and Correlates of Alcohol Drinking Patterns after the game Among Male Football Players: Implication for Alcohol Prevention Manutsanun Mathong Master of Arts Program in Social Sciences and Health Faculty of Social Sciences and Humanities, Mahidol University Corresponding Author E-mail: [email protected] ABSTRACT The three objectives of this research are, 1) to study the experience of alcohol drinking among male football players after the game, 2) to study the prevalence of alcohol drinking among male football players after the game, 3) to study the factors and patterns of alcohol drinking among male football players after the game that correlate with “Binge Drinking”. The researcher did in-depth interviews on 7 male football players who drink after the game, and sampled 400 male football players who drink after the game, using a The Alcohol Use Disorder Identification Test questionnaire, adapted from World Health Organization, in Bangkok and its vicinity. The key informants were 18 years old and over. The study found that beer is currently a popular alcoholic drink amongst male football players after the game; because, they believe alcohol helps provide power, relief, and escape from muscle pain and any other suffering. Moreover, it provides a sense of masculinity, which empowers them within their group. Lastly, alcohol can be easily found at the convenience store beside the field, where they can constantly drink. Though they perceive their experience as being both a disease and an accident, they like the pattern of drinking and binge drinking has increased. The two-part questionnaire was used as an overview of the demography. Age was the main factor that correlated with binge drinking with participants who were >36 years old was associated with a 4.0 - fold greater risk for binge drinking (95% CI: 2.018 - 7.986). Binge drinking is prevalent amongst 26- 35 year old with percentage of 79. 20 of 145 questionnaires. Finally, I found that the male football players all gave the same answers: that alcohol drinking after the game is viewed as normal drinking that quenches their thirst and lets them be a part of the group. In additional, my key informants had died during the research as a result of a binge drinking accident; however, his friends continue to spend time drinking, which implies the need for Alcohol Prevention for this population KEYWORDS: FOOTBALL PLAYER, ALCOHOL, BINGE DRINKING, PATTERN OF BEHAVIER 270
The 2nd National Conference of Health Science Research สำนักวชิ ำวทิ ยำศำสตรส์ ุขภำพ Knowledge transformation towards Thailand 4.0 มหำวทิ ยำลยั แม่ฟ้ ำหลวง บทนำ วันเวลาเปลี่ยนผ่าน มิติสังคมเพิ่มพูนขึ้น แนวคิด มุมมองหลากหลายแตกต่างกันจากยุคสู่ยุค พัฒนาการทางสังคม เทคโนโลยี การสือ่ สารทล่ี ้ำสมยั สร้างคา่ นิยมของคนหมมู่ าก ทำใหผ้ คู้ นสว่ นใหญ่หนั มาสนใจสิ่งเดียวกัน เชน่ เทรนด์การรักสุขภาพ อย่างกลุ่มกฬี ายอดนยิ ม “กฬี าฟุตบอล” ที่เข้าถงึ ทุกเพศ ทุกวยั กระนั้นการรวมกลุ่มยอ่ มก่อใหเ้ กดิ การสังสรรค์ เพ่อื ผอ่ นคลาย เพ่ือ ความสนกุ สนาน จากความตรึงเครยี ดของวันท่ีผา่ นมา เม่อื ค่านยิ มแผ่ขยายเปน็ วงกว้าง ยอ่ มเกดิ การแทรกแทรงของกลุ่มธุรกิจเพื่อ การโฆษณา กลมุ่ ธรุ กิจเคร่อื งดม่ื จงึ เปน็ หวั ใจสำคัญของกลมุ่ ผเู้ ลน่ กีฬา เพอ่ื จะได้ใชเ้ ป็นจดุ ศูนยก์ ลางเวลาอยู่ร่วมกันฉันเพ่ือนในเพศ เดียวกันมากขึ้น สังคมไทยปัจจุบันเครื่องดื่มแอลกอฮอล์จึงเป็นสิ่งหนึ่งที่สร้างรายได้มหาศาล ความชุกของการดื่มเครื่องดื่ม แอลกอฮอลใ์ นประเทศไทยแผข่ ยายออกเปน็ วงกว้าง แบบแผนพฤติกกรรมของการดม่ื เปรียบเสมอื นวฒั นธรรมทถ่ี ูกหล่อหลอมและ สืบทอดกันมาอย่างยาวนาน ความเชื่อ ทัศนคติ การให้ความหมาย ฝังรากลึกในสังคมไทยให้ใช้ชีวิตกับการดื่มเสมือนเป็นกิจวัตร ประจำวัน แม้กระทั้งผู้เลน่ กีฬาที่กลายมาเป็นกลุ่มเสี่ยงมากที่สุดในสงั คมปัจจุบัน ข้อมูลจากองค์กรอนามยั โลกชีว้ ่า ความซับซ้อน ของสังคมและวัฒนธรรมการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ที่มียาวนานมากว่าพันปียังคงเป็นสิ่งที่ยากจะเข้าใจและยับยั้งได้ ข้อมูล ดงั กล่าวจงึ เป็นสิง่ ทีส่ ามารถนำมาอภิปรายได้กับปรากฏการณ์การดมื่ หนกั ของสงั คมท่เี กิดขึน้ ณ เวลาน้ี การใช้เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในกลุ่มผู้รักสุขภาพอย่างผู้เล่นกีฬาฟุตบอลมีอิทธิพลต่อกลุ่มสังคมอย่างกว้างขวางต่อ ปริมาณการดื่มหนักทีเ่ พิ่มมากข้ึนอย่างต่อเน่ือง โดยเฉพาะในกลุ่มนกั เรียนนักศึกษา กลุ่มแรงงาน และกลุ่มผู้สูงวัยท่ีกำลงั มีเพิม่ ขน้ึ ถึงแม้ว่าองค์กรส่วนใหญ่พยายามชี้ให้เห็นว่าการเลือกดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์นั้นเป็นทางเลือกที่ผิด ก่อให้เกิดปัญหาทางสังคม ขนาดใหญ่ แต่ปริมาณการดื่มนั้นไม่ได้ลดลง กับตรงกันข้าม ปริมาณการดื่มหนักกลับเพิ่มมาขึ้นอย่างต่อเนื่องทุกปี ปรากฏการณ์ ดังกล่าว ทำให้กระทรวงสาธารณสุขและหน่วยงานตา่ งๆ ของแต่ละประเทศออกมาตรการกำหนดปริมาณการดื่มที่เหมาะสม เพื่อ ลดความเส่ยี งจากการดมื่ (Hazardous Drinking) เชน่ ประเทศไทยกำหนดปรมิ าณการดื่มที่เหมาะสมคอื 10 กรมั เพศชายไม่ควร ด่มื เกิน 2 ด่มื มาตรฐานตอ่ วนั เพศหญิงไมค่ วรดื่มเกิน 1 ดมื่ มาตรฐานตอ่ วัน ขณะที่นกั สังคมวทิ ยาและนักระบาดวิทยาได้ อธิบายไว้ วา่ แบบแผนของการด่มื หนัก หรอื Binge Drinking นนั้ ขน้ึ อยกู่ ับ “โอกาส” ในการด่ืมแต่ละคร้ังบวกกับขนาดและความเข้มข้นของ เครอื่ งดมื่ แอลกอฮอล์ องค์การอนามัยโลกจึงกำหนดปรมิ าณการดืม่ ทเี่ หมาะสมตามมาตรฐานเป็นปรมิ าณการดมื่ ท่ีไม่ทำให้เกิดโทษ ตอ่ ร่างกาย กำหนดให้ 1 ดื่มมาตรฐาน เทา่ กับ แอลกอฮอลบ์ ริสทุ ธิ์ 14 กรัม(12 ออนซ)์ หรือเบยี รป์ รมิ าณดกี รี 5% (ALC 5.0 VOL) โดยมสี ูตรการคำนวณปรมิ าณการด่ืมมาตรฐาน ดงั น้ี ด่ืมมาตรฐาน = ดกี รีหรอื ความเขม้ ขน้ ของแอลกอฮอล์(AVB) X ปรมิ าณของเครื่องดม่ื (ml) 1,000 ด้วยเหตุนี้เครื่องดื่มแอลกอฮอล์จึงถูกจดั ให้เป็นสารเสพติดที่ถูกกฎหมาย หาซื้อได้ง่าย เข้าถึงทุกเพศ ทุกวัย ทำให้ ประเทศไทยนัน้ ประสบปัญหาประชากรกับการใชด้ มื่ เคร่ืองดืม่ แอลกอฮอลอ์ ย่างหนักมาเป็นระยะเวลานาน แต่ประเทศไทยกม็ ิได้นิ่ง นอนใจต่อการเร่งแก้ไขปัญหาดังกล่าว หน่วยงานและองคก์ รต่าง ๆ จึงเร่งช่วยกันแกไ้ ขสถานการณ์ ทั้งสนับสนุนด้านการเล่นกฬี า การรณรงค์เพือ่ ลด ละ เลิก เครื่องด่ืมแอลกอฮอล์ ของสำนักงานกองทุนสนับสนุนการส่งเสริมสุขภาพ หรือ สสส. การออก พ.ร.บ. ควบคมุ เคร่อื งดืม่ แอลกอฮอลป์ ี 2551 รวมไปถงึ การจัดสรรงบประมาณมหาศาล เพ่อื หวังเปลยี่ นแปลงสงั คมนักดืม่ ถึงแม้ผลท่ีได้รับ 271
The 2nd National Conference of Health Science Research สำนักวชิ ำวทิ ยำศำสตรส์ ขุ ภำพ Knowledge transformation towards Thailand 4.0 มหำวทิ ยำลยั แม่ฟ้ ำหลวง จะพบว่า ปริมาณผู้ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์จะลดลงบางส่วน แต่กระแสข่าวในสังคมกลับสวนทาง เมื่อยังพบปัญหาที่เกิดขึ้นจาก กลุ่มผู้ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอลอ์ ย่างต่อเนื่องตามกระแสข่าวของสังคม สภาวะดังกล่าวบ่งชี้ว่าปัญหาการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ อยา่ งหนัก (Binge Drinking) ยงั คงอยคู่ ูส่ งั คมไทย ไม่ตา่ งจากนานาประเทศทั่วโลกที่มวี ฒั นธรรมการดมื่ เคร่ืองด่ืมแอลกอฮอล์มาช้า นาน “เครื่องดื่มแอลกอฮอล์” จึงเป็นกลุ่มธุรกิจเครื่องดื่มยอดนิยมที่น่าจับตามองสำหรับกลุ่มผู้บริโภคอย่างผู้เล่นกีฬาฟุตบอล เพราะยังมีกลุ่มผู้เล่นกีฬาบางส่วนมีความเชื่อที่ว่าเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ “ช่วยให้ผ่อนคลายจากความเหน็ดเหนื่อย อ่อนล้า และ อาการบาดเจ็บ” “เบียร์” จึงเป็นเครื่องดื่มที่นิยมเป็นอย่างมากในกลุ่มผู้เล่นกีฬาฟุตบอลเพศชาย จะเห็นได้จากการจำหน่ายใน สนามกีฬา ผู้วิจัยจึงเห็นว่าผู้เล่นกีฬาฟุตบอลเป็นกลุ่มตัวอย่างของกลุ่มต้นแบบของผู้รักสุขภาพระดั บต้นๆ ที่ดื่มเครื่องด่ืม แอลกอฮอล์อย่างหนัก เป็นปรากฏการณ์ที่สังคมไทยควรเฝ้าระวัง เพราะพฤติกรรมกลุ่มตวั อย่างมีอทิ ธิพลต่อสงั คม เป็นจุดเริม่ ตน้ ของความสมั พันธ์ของคนหมู่มากท่ียากต่อการควบคมุ จากการศกึ ษางานวจิ ัยของ ดร. เคอรร์ ี่ โอบราวน์ ช้ีใหเ้ ห็นว่าสถานการณเ์ คร่อื งด่มื แอลกอฮอลท์ ่ีเกดิ ขึ้นในกลุ่มผู้เล่น กีฬานั้นเกิดจากเหตุปัจจัยทางสังคมมากมาย โดยเฉพาะกลุ่มผู้สนับสนุนจากอุตสาหกรรมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ทีม่ ีอทิ ธิพลต่อการ ดืม่ ของผเู้ ลน่ กฬี าเปน็ อย่างมาก โดยเฉพาะอิทธิพลทางด้านความรสู้ ึกท่ที ำใหผ้ เู้ ล่นกฬี าอยากตอบแทนแบรนด์ท่ีสนบั สนนุ ทีมของตน เกิดเป็นความสัมพันธ์ระหว่างเครื่องดื่มแอลกอฮอลก์ ับผู้เล่นกีฬา เมื่อใดที่กล่าวถึงผูเ้ ล่นกีฬามักจะคดิ ถึงเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ด้วย เชน่ กนั ผลจากการโฆษณาโดยใช้ผู้เล่นกฬี าเป็นสือ่ จงึ ประสบผลสำเรจ็ เปน็ อยา่ งมาก ผ้วู จิ ัยจึงคดิ วา่ งานการศึกษาเก่ียวกับเคร่ืองด่ืม แอลกอฮอลย์ งั คงเปน็ ประเด็นที่น่าสนใจ ที่สังคมควรตระหนกั การศกึ ษาแบบแผนพฤติกรรมเฉพาะกล่มุ ยงั ขาดแคลนการศกึ ษาเรอื่ ง การดืม่ ในกลุ่มผู้เล่นกีฬาฟุตบอลในประเทศไทย การศึกษาดังกล่าวจึงเกิดข้ึน เพื่อทำให้เข้าใจความคิด ทัศนคติ การให้ความหมาย ระดับปัจเจกบุคคลและกลุ่มสังคมที่มีความซับซ้อน ตลอดจนปริมาณการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์อย่างหนักในกลุ่มผู้เล่นกีฬา ฟตุ บอลเพศชาย ด้วยหลักการและเหตุผลทวี่ ่า หากสามารถปรับเปล่ียนพฤติกรรมการด่มื เครือ่ งด่ืมแอลกอฮอล์ในกลมุ่ ผดู้ แู ลสขุ ภาพ ลงได้และกลุ่มเป้าหมายดังกล่าวมีการเปลี่ยนแปลงเป็นที่ประจักษ์ งานวิจัยนี้จะมีอิทธิพลต่อการลดปัญหาการดื่มหนัก (Binge Drinking) ของกลมุ่ เป้าหมายอนื่ และใหอ้ งคค์ วามรู้ใหมก่ ับนักวจิ ัยตอ่ ไป กรอบแนวคิดการวิจัย ปัจจัยทางประชากร การด่มื เคร่ืองดื่มแอลกอฮอล์ อยา่ งหนัก อายุ, การศกึ ษา, อาชีพ, รายได้, ศาสนา, ท่ีพกั อาศยั , สขุ ภาพ, สถานภาพทางสังคม, การเลือกดื่ม เคร่อื งด่มื แอลกอฮอล์, ทัศนคติ ปัจจยั ทางสังคม การใหค้ วามหมาย, วถิ ีชวี ิต 272
The 2nd National Conference of Health Science Research สำนกั วชิ ำวทิ ยำศำสตรส์ ขุ ภำพ Knowledge transformation towards Thailand 4.0 มหำวทิ ยำลยั แม่ฟ้ ำหลวง วตั ถแุ ละวิธีการ งานวิจัยชิ้นนี้ใช้แบบผสมผสาน แสดงข้อเท็จจริงของผู้เล่นกีฬาฟุตบอลเพศชาย แบบตัดขวาง (Cross sectional research) โดยการเก็บข้อมูลแบบเจาะจง (Purposive Sampling) และใช้แบบสอบถาม The Alcohol Use Disorders Identification Test หรอื AUDIT ตามแบบฉบบั ของ WHO: World Health Organization พื้นที่ในการศึกษา ในเขตกรุงเทพและปริมณฑล กำหนดกรอบพื้นที่เฉพาะสนามฟุตบอลทั่วไปที่มีการแข่งขันสม่ำเสมอ อย่างน้อยสัปดาห์ละ 2 ครงั้ กลุ่มประชากรตัวอย่างและวิธีการเลือกกลุ่มตัวอย่าง มุ่งเน้นศึกษากลุ่มประชากรแบบเฉพาะเจาะจงในกลุ่มผู้เล่นกีฬา ฟุตบอลเพศชายทีม่ ีทกั ษะการเล่นกีฬาฟุตบอลและเข้าร่วมการแข่งขันในทุกกิจกรรมทางสังคม กำหนดตั้งแต่ช่วงอายุ 18 ปีขึ้นไป เก็บข้อมูลงานวจิ ยั เชิงคณุ ภาพ แบบเฉพาะเจาะจง จำนวน 7 คน จากการสุ่มเก็บแบบสอบถาม จำนวน 400 คนจากการสมัครเขา้ รว่ มเปน็ สมาชกิ ของสนามฟุตบอลและจำนวนทมี ทเ่ี ขา้ รว่ มการแข่งขันในแตล่ ะรายการ การคดั เลอื กกล่มุ ประชากร การวจิ ยั เชงิ คณุ ภาพ คัดเลือกกลุ่มประชากรตวั อยา่ งจำนวน 7 คน กำหนดเพศชายที่เปน็ ผู้เล่นกฬี าฟตุ บอล อยใู่ นช่วงอายุ ตั้งแต่ 18-24 จำนวน 3 คน และอยู่ในช่วงอายุ 25 ปีขึ้นไป จำนวน 4 คน ผู้เล่นกีฬาฟุตบอลทั้งหมดต้องมีประวัติการเล่นกีฬา ฟุตบอลอย่างน้อย 1–2 ครั้งต่อสัปดาห์ และมีประวัติการใช้เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ภายหลังจากการเล่นกีฬาฟุตบอลอย่างน้อย 1-2 ครั้งต่อการเล่นในหนึ่งสัปดาห์ งานการวิจัยเชิงปริมาณ กำหนดเพศชาย ที่เป็นผู้เล่นกีฬาฟุตบอลในเขตกรุงเทพและปริมณฑล มี ประวัตกิ ารเล่นกีฬาฟตุ บอลอย่างน้อย 1-2 ครัง้ ในหนง่ึ สัปดาห์ คณุ สมบัติท่ีคดั ออกจากการเปน็ กลมุ่ ตวั อย่าง เป็นผ้เู ลน่ กีฬาฟตุ บอล แต่ไมม่ ีทกั ษะในการแข่งขนั กฬี าฟตุ บอล วิธีการเก็บรวบรวมข้อมูล การเกบ็ รวบรวมขอ้ มลู เชงิ คณุ ภาพ เร่มิ เกบ็ ขอ้ มลู จากกลมุ่ ประชากรอย่างมีสว่ นรว่ ม เปน็ การเกบ็ ข้อมลู เบอ้ื งต้น โดยใชว้ ธิ ี การศึกษาจากบคุ คลใกลช้ ดิ การสงั เกตการณแ์ ละการสัมภาษณอ์ ยา่ งเจาะลกึ เพ่อื คัดเลือกกลุ่มประชากรแบบเจาะจง ตามจำนวนท่ี กำหนด และเก็บข้อมูลการสัมภาษณ์แบบเจาะลึก เป็นการตั้งคำถามเพื่อจุดประเด็นการสนทนาและซกั ถาม พร้อมทั้งขออนุญาต บนั ทกึ เสียง จนกระทง้ั ถึงจุดอ่ิมตัวทเี่ ปน็ ข้อเทจ็ จรงิ ตอ่ การศกึ ษาแบบแผนพฤตกิ รรมการด่มื ของกลมุ่ ผเู้ ล่นกีฬาฟตุ บอลเพศชาย การเกบ็ รวบรวมข้อมูลและออกแบบเครอื่ งมือเชงิ ปริมาณ เลอื กเกบ็ ผ้เู ลน่ กีฬาฟุตบอลเพศชายจำนวน 400 คน ตามจำนวนแบบสอบถามทกี่ ำหนด โดยวธิ ีการกระจายแบบสอบถาม ตามจำนวนผู้ช่วยวิจัย 16 คน ซึ่งเป็นกลุม่ ทีมผู้เล่นกีฬาฟุตบอลเพศชายที่มีความเหมาะสมทัง้ วัยวุฒิและคุณวุฒิ ผ่านการฝึกอบรม วิธีการเก็บขอ้ มลู ตามผวู้ จิ ยั กำหนด แบบสอบถามประกอบด้วยชุด A - E จำนวนชุดละ 80 คน เครือ่ งมือทีใ่ ช้ในการออกแบบสอบถาม ผ้วู จิ ัยเลือกใชแ้ บบสอบถาม The Alcohol Use Disorders Identification Test หรือ AUDIT ที่ผ่านการวัดความเที่ยงตรงของ World Health Organization เพื่อใช้คัดกรองกลุ่มผู้ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์มาก เกินไปและมีเวลาจำกัดต่อการประเมนิ ส่วนที่ 1 ข้อมูลส่วนบุคคล เช่น อายุ การศึกษา อาชีพ รายได้ ศาสนา ที่พักอาศัย สุขภาพ สถานภาพทางสังคม การเลือก เคร่อื งดมื่ เครื่องดม่ื แอลกอฮอล์ ทศั นคตติ ่อการดื่ม ส่วนที่ 2 แบบสอบถาม The Alcohol Use Disorders Identification Test หรอื AUDIT 273
The 2nd National Conference of Health Science Research สำนกั วชิ ำวทิ ยำศำสตรส์ ขุ ภำพ Knowledge transformation towards Thailand 4.0 มหำวทิ ยำลยั แม่ฟ้ ำหลวง แบบสอบถามงานวจิ ยั เชงิ คณุ ภาพ การวิเคราะห์ข้อมูล ผู้วิจัยออกแบบการวิเคราะห์ข้อมูลแบบสามเสา้ เพื่อตรวจสอบความเท่ียงตรง จากการเก็บรวมรวม ข้อมูลเชิงชาติพันธุ์วรรณนาประกอบกับการวิเคราะห์ข้อมูลในเชิงปริมาณมาอ้างอิงข้อเท็จจริงจากค่าร้อยละของการดื่ม และการ วิเคราะห์ถดถอยโลจิสติกทวภิ าค (Logistic Regression) ท่ีใช้ระดับความเชือ่ มั่นที่ P = 0.05 นำมาแจกแจงความถี่ของตัวแปรกบั กลุม่ ประชากร และนำมาทำนายความหนา้ จะเป็นของการด่ืมในอนาคต โดยตัวแปรตามของการศึกษาท่ีถกู กำหนดไว้ คอื ปริมาณ ของการดม่ื หนัก (Binge Drinking) และตัวแปรตน้ ของการศกึ ษาตามกรอบแนวคิด ผลการศกึ ษา ปริมาณการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์มาตรฐานกับคุณลักษณะทั่วไปของผู้เล่นกีฬาฟุตบอล พบว่าคุณลักษณะ ด้านอายุ กลุ่มผู้เล่นอายุ 26 – 35 ปี จัดเป็นกลุ่มอายุที่มีปริมาณการดื่ม 5 ดื่มมาตรฐานหรือมากกว่านั้นถึงร้อยละ 79.2(145) จากผู้ด่ืม ทั้งหมด 297 คน ซึ่งกลุ่มอายดุ ังกล่าวจัดเป็นกลุ่มผูเ้ ล่นกีฬาฟตุ บอลมากที่สดุ และเป็นกลุ่มผู้เล่นกีฬาฟุตบอลทีก่ ำลังจะก้าวเข้าสู่วัย ผู้ใหญ่ กลุ่มผู้ดื่มดังกล่าว จึงควรจัดเป็นกลุ่มวัยที่ควรเฝ้าระวังจากพฤติกรรมการดื่มหนักที่จะส่งผลถึงอนาคตต่อปริมาณผู้สูงวัยที่ เสพติดเคร่ืองดม่ื แอลกอฮอลอ์ ย่างหนกั ในอนาคต คณุ ลกั ษณะทางด้านสถานภาพ พบวา่ กล่มุ ผ้ไู ม่สมรสจะพบมากในปริมาณการด่ืม 5 ดื่มมาตรฐานหรือมากกว่านั้น ร้อยละ 77.4(222) เมื่อเทียบกับกลุ่มผู้สมรส คุณลักษณะทางด้านรายได้ พบว่ารายได้ของผู้เล่น กีฬาฟุตบอลเป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้กลุ่มผู้เล่นมีแรงจูงใจที่จะอยู่ต่อภายหลังจากการเตะฟุตบอลแล้วเสร็จ ปริมาณการดื่มหนักจะ พบว่าทุกกลุม่ รายไดม้ ปี ริมาณการดื่มทเ่ี กินกวา่ มาตรฐาน เกินร้อยละ 70 ทกุ กลุม่ คณุ ลักษณะทางดา้ นการศึกษาพบว่ากลุ่มผู้เล่นกีฬา ฟตุ บอลเพศชายที่มีระดับการศึกษาสูงกว่าปริญญาตรี จะพบปริมาณการดื่มมาตรฐานและมากกว่า 5 ดมื่ มาตรฐานเฉลี่ยไม่ต่ำกว่าร้อยละ 90 ขึ้นไปจากผู้ดื่มทั้งหมด 297 คน คณุ ลักษณะทางดา้ นโรคประจำตัว จากการเกบ็ ขอ้ มลู จะพบว่าผเู้ ลน่ กีฬาฟตุ บอลส่วนใหญ่จัดเป็น กลุ่มผู้มีสุขภาพดี ไมม่ โี รคประจำตัว จะพบปริมาณการดื่มน้อยกวา่ กล่มุ ผมู้ โี รคประจำตวั อย่างเหน็ ไดช้ ัด การดมื่ ในปรมิ าณมาตรฐาน และการด่ืม 5 ดมื่ มาตรฐานหรอื มากกว่าน้ันจงึ พบไดส้ งู สดุ ในกลมุ่ ผมู้ โี รคประจำตวั คุณลกั ษณะทางดา้ นอาชพี เป็นท่ีน่าตกใจไมน่ อ้ ย เมื่อพบกลุ่มผู้เล่นกีฬาฟุตบอลที่ประกอบอาชีพราชการ/รัฐวิสาหกิจ จัดเป็นกลุ่มที่ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์มากถึง ร้อยละ 90.90 อีกทั้งยังจัดเปน็ กลุ่มอาชีพทดี่ มื่ 5 ดื่มมาตรฐานมากที่สดุ คณุ ลกั ษณะทางด้านศาสนา จากการเก็บแบบสำรวจพบผู้เล่นกฬี าฟุตบอล นับถือศาสนาคริสต์เพียงเล็กน้อย แต่พบปรมิ าณการด่ืมมาตรฐานสูงสุดถึงร้อยละ 92.9(26) จากผูด้ ื่มทั้งหมด 307 คน และการด่มื 5 ดื่มมาตรฐานหรอื มากกวา่ นั้น ร้อยละ 89.3(25) จากผดู้ ่ืมท้งั หมด 297 คน ถงึ แม้ว่าผู้ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่จะนบั ถือศาสนา พทุ ธกต็ าม และเปน็ ท่ีนา่ ตกใจว่าผ้เู ล่นกฬี าฟุตบอลทน่ี บั ถอื ศาสนาอิสลามปรากฎการด่ืมเครอื่ งด่ืมแอลกอฮอล์ดว้ ยเชน่ กนั ถึงแม้การ ดมื่ เครื่องดมื่ แอลกอฮอล์จะเป็นส่งิ ต้องหา้ มตามหลักศาสนากต็ าม7 คุณลักษณะทางดา้ นทพ่ี กั อาศยั ผู้เล่นกฬี าฟตุ บอลท่ีพักอาศัยอยู่ คอนโด/อพารท์ เม้นจะพบการดม่ื มาตรฐานและการดมื่ 5 ด่ืมมาตรฐานหรอื มากกว่านนั้ สงู สดุ กว่าผู้พักอาศัยแหลง่ อืน่ ๆ 2. ความชุกกับปริมาณการดื่มหนัก “Binge Drinking” ผลการวิเคราะห์ข้อมูลพบว่าคุณลักษณะพื้นฐานมีส่วน สำคัญในการวิเคราะห์ความถ่ขี องปรมิ าณการดืม่ หนกั ณ ปจั จุบันและในอนาคต การศกึ ษา จะพบกล่มุ ผเู้ ล่นกีฬาฟุตบอลท่ปี ระกอบ อาชีพรับจ้าง/บริษัทเอกชนมีการดื่มแบบเสี่ยงมากที่สุดถึง ร้อยละ 69.3(201) ผู้ดื่มส่วนใหญ่จัดอยู่ในกลุ่มสถานะไมส่ มรส คิดเปน็ ร้อยละ 74.4(230) ระดับการศึกษาอยู่ที่ปริญญาตรี ร้อยละ 56.7(178) รายได้ระหว่าง 15,001 – 30,000 บาท ร้อยละ 55.8(134) และพักอาศยั อยู่ในบ้านของตนเองเป็นสว่ นใหญ่ ร้อยละ 61.5(192) อย่างไรกต็ ามปจั จัยดังกล่าวไมม่ ีผลต่อปริมาณการ 274
The 2nd National Conference of Health Science Research สำนกั วชิ ำวทิ ยำศำสตรส์ ขุ ภำพ Knowledge transformation towards Thailand 4.0 มหำวทิ ยำลยั แมฟ่ ้ ำหลวง ดื่มหนักของนักกีฬาฟตุ บอล ยกเว้นปัจจัยในเรื่องของอายุ พบว่า ความชุกของการด่ืมหนักนั้นมีผลต่อช่วงอายุอยา่ งมีนัยสำคัญทาง สถติ ิ แตจ่ ะไมม่ ีผลตอ่ ปัจจัยอ่นื ปจั จัยอื่นอาจเปน็ สว่ นหนง่ึ ทีส่ ่งผลให้เกิดการด่มื หนัก ตารางที่ 1 คณุ ลักษณะทางประชากรศาสตรก์ ับการดมื่ เคร่ืองดมื่ แอลกอฮอล์ (*) ขอ้ มลู ประชากร Alcohol Use* 2 p-value ไม่ดืม่ (n, %) ดมื่ (n, %) 16.961a .000 .751a .386 อายุ 3.114a .211 18 - 25 38(44.2%) 122(39.0%) .481a .786 .430a .512 26 - 35 27(31.4%) 160(51.1%) .163a .922 36 ปีขนึ้ ไป 21(24.4%) 31(9.9%) รวม 86(100.0%) 313(100.0%) สถานภาพ ไม่สมรส 60(69.8%) 230(74.4%) สมรส 26(30.2%) 79(25.6%) รวม 86(100.0%) 309(100.0%) การศกึ ษา ต่ำกว่าปริญญาตรี 38(44.7%) 108(34.4%) ปริญญาตรี 40(47.1%) 178(56.7%) สงู กวา่ ปรญิ ญาตรี 7(8.2%) 28(8.9%) รวม 85(100.0%) 314(100.0%) รายได้ ตำ่ กว่า 15,000 22(34.4%) 72(30.0%) 15,001 - 30,000 34(53.1%) 134(55.8%) สูงกว่า 30,000 8(12.5%) 34(14.2%) รวม 64(100.0%) 240(100.0%) โรคประจำตัว ไม่มี 79(95.2%) 293(96.7%) มี 4(4.8%) 10(3.3%) รวม 83(100.0%) 303(100.0%) อาชพี รบั จา้ ง/บรษิ ัทเอกชน 59(71.1%) 201(69.3%) ขา้ ราชการ/รัฐวิสาหกิจ 9(10.8%) 36(12.4%) อนื่ ๆ 15(18.1%) 53(18.3%) รวม 83(100.0%) 290(100.0%) 275
The 2nd National Conference of Health Science Research สำนักวชิ ำวทิ ยำศำสตรส์ ุขภำพ Knowledge transformation towards Thailand 4.0 มหำวทิ ยำลยั แมฟ่ ้ ำหลวง ขอ้ มูลประชากร Alcohol Use* 2 p-value ไม่ดืม่ (n, %) ด่ืม (n, %) 2.708a .439 2.865a .239 ศาสนา ครสิ ต์ 6(7.0%) 22(7.0%) พุทธ 65(75.6%) 246(78.3%) อิสลาม 13(15.1%) 31(9.9%) ไมร่ ะบุ 2(2.3%) 15(4.8%) รวม 86(100.0%) 314(100.0%) ทีพ่ กั อาศัย บ้านของตนเอง 60(69.8%) 192(61.5%) บ้านเช่า 10(11.6%) 34(10.9%) คอนโด/อพารท์ เมน้ 16(18.6%) 86(27.6%) รวม 86(100.0%) 312(100.0%) *AUDIT SCORE เท่ากบั และมากกว่า 8 คะแนนขนึ้ ไป มติ คิ วามสมั พันธ์ของการด่ืมเครอ่ื งดื่มแอลกอฮอล์กับผ้เู ลน่ กฬี าฟุตบอลเพศชาย ผลจากการศึกษาความชุกของการ ดม่ื เคร่อื งด่มื แอลกอฮอล์(ตารางท่ี1) ผวู้ ิจัยไดน้ ำข้อมลู มาทำการวิเคราะหข์ ้ันสอง เพอื่ หาความน่าจะเป็นของการด่ืมหนัก “Binge Drinking” ในอนาคต โดยใช้การวเิ คราะหส์ มการถดถอยลอจิสตดิ (Logistic Regression) เพือ่ หาความสัมพันธข์ องตัวแปร ผู้วิจัยใชส้ ถิติการวิเคราะห์การถดถอดแบบ Binary Logistic Regression เพื่อทำนายตวั แปรตาม (Dependent Variable) กับตวั แปรอสิ ระ (Independent Variable) หาค่าความสัมพนั ธ์ Adjusted Odd Ratios ท่รี ะดับความเชอ่ื ม่ัน 95% ผลจากการวเิ คราะห์ พบว่าผู้เลน่ กฬี าฟุตบอลเพศชายกลุ่มอายุ 18 – 25 ปี และ 36 ปีขึ้น มีความสัมพันธ์ต่อการดื่มหนักของผู้เลน่ กีฬาฟุตบอลเพศชาย อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ P < 0.05 หรือความเสี่ยงที่ผู้เล่นกีฬาฟุตบอลเพศชายกลุ่มอายุ 18 – 25 ปี และ 36 ปีขึ้นไปมีโอกาส ของการด่ืมหนักที่ 100% ผูเ้ ลน่ กีฬาฟตุ บอลเพศชายกลมุ่ อายุ 26 – 35 ปขี ้นึ มคี วามสัมพันธ์ตอ่ การดื่มหนกั ของผู้เล่นกีฬาฟุตบอล เพศชายอย่างมนี ยั สำคัญทางสถิตทิ ี่ P < 0.05 หรอื มีค่า Odd Ratios เทา่ กบั 2.175 ( 95% C.I for Odd Ratios) นัยวา่ ผเู้ ลน่ กีฬา ฟุตบอลเพศชายกลุ่มอายุ 26 – 35 ปี มีโอกาสของการดื่มหนักในอนาคตที่ค่าเท่ากับ 2.175 ค่าความเชื่อมั่นที่ 95% (ตารางที่3) และผู้เล่นกีฬาฟตุ บอลเพศชาย 36 ปีขึ้นไปมีโอกาสของการด่ืมหนักในอนาคตที่ค่าเท่ากับ 4.014 ค่าความเชือ่ มั่นที่ 95% (ตารางท่ี 2) 276
The 2nd National Conference of Health Science Research สำนักวชิ ำวทิ ยำศำสตรส์ ขุ ภำพ Knowledge transformation towards Thailand 4.0 มหำวทิ ยำลยั แมฟ่ ้ ำหลวง ตาราง 2 การวิเคราะห์ Binary Logistic Regression เพ่ือทำนายการดมื่ เครอ่ื งด่มื แอลกอฮอล์* ข้อมูลประชากร OR 95% CI p-value อายุ .000 .022 18 - 25 .000 26 - 35 2.175 1.121 - 4.220 .329 36 ปขี น้ึ ไป 4.014 2.018 - 7.986 .136 .100 สถานภาพ .540 ไม่สมรส 1.446 0.689 - 3.032 .743 .556 สมรส .441 การศึกษา .761 ตำ่ กวา่ ปรญิ ญาตรี .255 .137 ปริญญาตรี .309 0.76 - 1.251 .751 สูงกว่าปรญิ ญาตรี .676 0.192 - 2.371 .255 รายได้ .715 .156 ต่ำกวา่ 15,000 .131 15,001 - 30,000 .670 0.177 - 2.536 .388 .331 สงู กว่า 30,000 .647 0.214 - 1.955 .753 โรคประจำตัว ไมม่ ี 1.264 0.280 - 5.702 มี อาชพี รับจา้ ง/บรษิ ัทเอกชน ข้าราชการ/รฐั วสิ าหกจิ 1.94 0.810 - 4.650 อื่นๆ 1.207 0.378 - 3.855 อาชีพ รบั จา้ ง/บริษทั เอกชน ศาสนา คริสต์ 1.288 0.331 - 5.009 พุทธ อสิ ลาม 2.439 0.767 - 7.753 ไม่ระบุ ทพ่ี ักอาศัย บา้ นของตนเอง บ้านเช่า .671 0.301 - 1.499 คอนโด/อพาร์ทเมน้ 1.229 0.341 - 4.421 a. Variable(s) entered on step 1: Age1, Status1, EDU, Salary1, DISEASE, Occupation, Religion, Habitation 277
The 2nd National Conference of Health Science Research สำนกั วชิ ำวทิ ยำศำสตรส์ ขุ ภำพ Knowledge transformation towards Thailand 4.0 มหำวทิ ยำลยั แม่ฟ้ ำหลวง นอกจากนี้ผู้วิจัยยังพบว่าทัศนคติ ความเชื่อ ประสบการณ์ วิถีชีวิตของผู้เล่นกีฬาฟุตบอลเพศชาย และความสัมพันธ์ใน กลมุ่ สังคมเพอื่ น มคี วามสมั พนั ธ์อย่างมากต่อปรมิ าณการดมื่ หนกั เชน่ คำกลา่ วว่า “ในกลุ่มนักฟุตบอล เตะบอลชนะก็ดื่ม ได้เงินอัด ฉีกจากการเล่นมาก็ดื่มจัดสักหน่อย เลือกดื่มเพราะมันเย็นๆ” (คุณซาลาห์, อายุ ไม่ระบุ, สัมภาษณ์เชิงลึก) และคำกล่าวที่ว่า “จุดเริม่ ตน้ ของการดืม่ ได้รวมกลุ่มกบั เพื่อนในวยั เรียน อยากกนิ แล้วดืม่ ให้มันเมา ต้องการให้คนอื่นเหน็ ว่าเราโตแล้ว เริ่มดืม่ มาก เพราะพบปะกันมากขึ้น เจอหน้าก็ชวนกันกินดม่ื กัน ดม่ื แบบปกติ รวมตวั กนั ดื่ม ดม่ื แถวบา้ น สนามบอลทีเ่ ตะ เล็กน้อย อยู่ที่ว่าเรา จะเลอื กดม่ื อะไร เครื่องดมื่ แอลกอฮลลช์ ว่ ยบรรเทาความเครยี ด ลืมสิ่งที่เครียดได้” (คุณลเิ วอร์, อายุ 25 ปี, สมั ภาษณ์เชิงลกึ ) จะเห็นว่าคำกล่าวข้างต้นทำให้ทราบว่า นอกจากอายุของผู้เล่นกีฬาฟุตบอลเพศชายแล้วตัวแปรทางด้านสังคมยังเป็น จุดเริ่มต้นของการดื่มเครื่องดืม่ แอลกอฮอล์ตลอดจนการดื่มหนัก โดยเริ่มจากกลุม่ เพื่อนที่เป็นกลุม่ สังคมเดียวกนั มีทัศนคติ ความ เชื่อ วิถีชีวิตที่คลายคลึง นอกจากนี้ผู้เล่นกฬี าฟุตบอลยังให้ความหมายของเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เปลี่ยนไปเมื่อมีประสบการณ์มาก ขึ้น คือ การดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ นอกจากเป็นตัวแทนของความเป็นชาย ที่น่ายำเกรงแล้ว เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ยังหมายถึง เครื่องดื่มชูกำลัง แก้ดับกระหาย ช่วยผ่อนคลายความเครียด กล้าแสดงออกมากขึ้น และเพื่อเป็นสว่ นหนึ่งของสังคมที่ตนอยากอยู่ ร่วมดว้ ยนานๆ จะเหน็ ว่าเคร่ืองด่ืมแอลกอฮอล์นน้ั มคี วามสมั พนั ธต์ ่อทุกช่วงอายขุ องผู้เล่นกีฬาฟุตบอล และการให้ความหมายของ เครอื่ งด่ืมแอลกอฮอลน์ ัน้ จะแตกตา่ งกนั ไปตามชว่ งอายเุ มื่อเตบิ โตขน้ึ และประสบการณ์ การใหค้ วามหมายทเ่ี ปลีย่ นแปลงไป แบบแผนพฤตกิ รรมการด่มื และรูปแบบของการด่ืมเครือ่ งดื่มแอลกอฮอล์ภายหลังการเลน่ กีฬาฟตุ บอลเพศชาย พบว่ากลุ่ม ผู้เล่นกีฬาฟุตบอลเพศชายมีแบบแผนพฤติกรรมการดื่มที่ชัดเจน ใช้เวลาภายหลังจากการเล่นกีฬาฟุตบอล เลือกซื้อเครื่องด่ืม แอลกอฮอลป์ ระเภท เบียร์ และสุรา เนื่องจากราคาถูก หาซื้อง่ายหลังการเตะ มีจำหน่ายในสนามฟุตบอล เมื่อมกี ารด่ืมเกิดขึ้น อีก คนในกลมุ่ จะดืม่ ตาม เครื่องด่ืมแอลกอฮอล์ทำให้อรรถรสของการสนทนาภาษาเดยี วกนั มีความสนกุ สนานฉนั เพอ่ื น ในกลุ่มของเพศ ชาย และจะมีปริมาณการด่มื หนกั เพ่มิ ข้นึ เร่ือยๆ อยา่ งมอิ าจคาดเดาใด ผวู้ จิ ยั ใชก้ ารสำรวจแบบคนใน เขา้ ไปมีส่วนร่วมในวงสนทนา เป็นครั้งคราว เป็นระยะเวลาหลายเดือน ทำให้พบว่า ผู้เล่นกีฬาฟุตบอลจะมีพฤติกรรมการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ภายหลังจาก การเล่นแบบเดมิ ทุกๆ คร้ัง แตม่ ีความแตกต่างกันในปริมาณของการดืม่ แตล่ ะครั้ง โดยเฉพาะชว่ งเวลาภายในสนามกีฬาฟุตบอลท่ีมี ซุ้มโฆษณาพร้อมพนกั งานขายสาวสวยวยั รนุ่ หรอื ทเี่ รียกว่า พริตตี้ คอยเชยี ร์ และชกั ชวนให้ด่มื มีคำกลา่ วมากมายของผู้ให้ข้อมูลที่ ทำให้การศึกษานี้มีขอ้ มูลสนับสนนุ เกี่ยวกับความชุกของการดื่มมหนักในกลุ่มผู้เล่นกีฬาฟตุ บอล รูปแบบของการดื่มที่เป็นไปอย่าง ชา้ ๆ แตห่ นกั แนน่ ไปดว้ ยปรมิ าณทเี่ พ่มิ มากข้นึ อย่างมีแบบแผน รวมถงึ องคป์ ระกอบอน่ื ท่ีเขา้ มามสี ่วนเก่ียวขอ้ ง เช่น เงินรางวัลท่ีได้ จากการแขง่ ขันทำใหม้ ีงบประมาณในการซือ้ เครือ่ งดมื่ แอลกอฮอลม์ ากข้ึน การดม่ื ในปริมาณมากทำใหเ้ กดิ อุบัตเิ หตุระหว่างทางกลับ บ้าน จากเคลสของผู้เลน่ กฬี าฟตุ บอลทา่ นหน่ึง ทปี่ ระสบอุบัตเิ หตุรถมอเตอร์ไซตถ์ งึ ขั้นเสียชวี ิต จากอาการการเมาสรุ าอยา่ งไรกต็ าม กลมุ่ เพือ่ นยังคงปรากฏการดื่มหนกั อย่างต่อเนอื่ งกลายเป็นแบบแผนพฤติกรรมท่ที ำต่อๆกันมาจากรนุ่ สรู่ นุ่ ความชกุ ของการดื่มหนัก จงึ เกดิ ขึ้นอย่างเหน็ ได้ชดั เจนในกลุ่มผู้เล่นกฬี าฟุตบอล ณ ปัจจุบัน อภปิ รายผล ผลการศกึ ษาวิจัยในคร้ังนี้สอดคลอ้ งกบั สถานการณ์ปัจจุบันเป็นอยา่ งมาก คือ กีฬาฟุตบอลเป็นทน่ี ิยมมาในสังคมปัจจุบัน เช่นเดียวกับปริมาณเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ที่ปรากฏเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ถึงแม้จะมีนโยบายเพื่อลดปริมาณการดื่มหนักโดยใช้ กฎหมายควบคุมเครือ่ งดืม่ แอลกอฮอล์ หรือการรณรงค์เพื่อลดการดื่มแตค่ วามชุกกับปริมาณการดื่มหนักในกลุ่มผู้เล่นกีฬาฟุตบอล เพศชายยงั คงมอี ย่างตอ่ เน่อื งเช่นเดยี วกนั จากข้อมูลทางสถิตจิ ะพบว่าปัจจยั ทางด้านอายุมีผลต่อความสมั พนั ธข์ องการดื่มหนัก ของ 278
The 2nd National Conference of Health Science Research สำนกั วชิ ำวทิ ยำศำสตรส์ ุขภำพ Knowledge transformation towards Thailand 4.0 มหำวทิ ยำลยั แมฟ่ ้ ำหลวง กลุ่มผู้เล่นกีฬาฟุตบอลเพศชายที่เห็นได้ชัดเจนกว่าปัจจัยด้านอื่น อายุมีความสัมพันธ์กับปริมาณการดื่มหนักอย่างมีนัยสำคัญทาง สถิติ ที่ P < 0.05 หรือ กลุ่มอายุที่มากขึ้นมีความเสี่ยงต่อการด่ืมหนักที่มากขึ้นในอนาคต ซึ่งอาจมีผลจากปัจจัยร่วมอื่นๆร่วมด้วย เช่น สถาภาพทางสังคม การศึกษา โรคประจำตัว รายไดข้ องผูเ้ ล่นกฬี าฟุตบอล ศาสนา ท่ีพักอาศยั อย่างไรกต็ ามจากการสัมภาษณ์ ทำให้พบวา่ ผ้เู ลน่ กฬี าฟตุ บอลลว้ นมปี ระสบการณ์การดื่มเครื่องดม่ื แอลกอฮอล์มาตงั้ แต่วัยเรยี นเมอ่ื เขาเหล่าน้โี ตขน้ึ แบบแผนการใช้ ชวี ิตเปลี่ยนแปลงไป กลับกลายเป็นกล่มุ ผ้รู กั สุขภาพทีย่ ังคงเลือกด่มื เครอื่ งดม่ื แอลกอฮอล์ พฤติกรรมดังกลา่ วจึงเป็นส่วนหนงึ่ ที่ทำให้ พวกเขาเกิดการเสพติดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เพิ่มมากขึ้น และกลับกลายเป็นกลุ่มผู้ดื่มหนักในอนาคตได้ด้วยเช่นกัน จากการ อภปิ รายขา้ งตน้ พบเพยี งงานวจิ ัยของ ดร. เคอรร์ ี่ โอบราวน์ ทท่ี ำการวิจัยในกลมุ่ นกั ฟตุ บอลประเทศนวิ ซีแลนด์ ท่ีว่าการดื่มของนัก ฟุตบอลนั้นเกิดจากจิตสำนึกที่อยากตอบแทนกลุ่มผู้สนับสนุนทีมของตน อย่างไรก็ตามยังขาดงานการวิจัยในประเทศไทย ที่จะ ศึกษาอย่างแท้จรงิ ในกลุ่มผู้รักสุขภาพท่ีดื่มเครื่องด่ืมแอลกอฮอล์ ซึ่งถือเป็นกลุ่มต้นแบบท่ีอาจทำใหเ้ กิดกลุ่มนักดื่มหน้าใหม่ใน ทุก เพศ ทุกวยั จากกระแสนิยมของกีฬาฟุตบอล ณ ปัจจบุ ัน สรุปผลการศึกษา ผูเ้ ลน่ กีฬาฟุตบอลเพศชายมปี ระสบการณก์ ารด่ืมเครื่องดืม่ แลกอฮอลต์ ้ังแต่วัยเรยี นจากการถูกชักชวน อยากทดลอง และ ความเช่อื ทีว่ ่าเคร่ืองดื่มแอลกอฮอลจ์ ะทำใหเ้ ป็นส่วนหนึ่งของกลุ่ม เม่ือเติมโตข้นึ การใหค้ วามหมายอาจเปล่ียนแปลงไป แต่ปริมาณ การใช้เครื่องดื่มแลกอฮอล์กลับเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ความชุกของการดื่มในกลุ่มตัวอย่างดังกล่าวจึงมีความสัมพันธ์กับอายุที่เพ่มิ มากข้นึ อันเป็นผลจากแบบแผนพฤตกิ รรมและรปู แบบของการดื่มที่ทำตอ่ ๆกนั มาอยา่ งยาวนาน ขอ้ เสนอแนะ รัฐบาลไทยควรมีมาตรการทางกฎหมายที่เขม้ งวดเพ่มิ มากขนึ้ เกีย่ วกบั การดมื่ เครื่องดม่ื แอลกอฮอลเ์ กินกว่ามาตรฐานในผู้ ที่เคยกระทำความผิดเกินกว่า 1 ครั้งขึ้นไป ควรมีการจัดเก็บภาษีป้ายโฆษณาเครื่องดื่มสุราและเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ตามสถานท่ี ต่างๆเพิ่มขึน้ หรืองดการขึ้นป้าย การโฆษณาเครื่องด่ืมแอลกอฮอล์ทุกช่องทาง ควรให้การรักษาฟรีต่อผู้ติดสิง่ เสพติดทกุ ชนิดรวมถงึ ผู้ เสพตดิ เครือ่ งด่ืมแอลกอฮอล์ในประเทศไทย กติ ตกิ รรมประกาศ ขอขอบคุณผู้ให้ข้อมูลทุกท่านรวมถึงผู้จากไปอย่างไมม่ วี ันกลับ และขอขอบคุณอาจารยท์ ี่ปรึกษาทกุ ท่านท่ีทำให้งานวจิ ัย ชนิ้ นี้บรรลผุ ลสำเร็จเป็นอยา่ งดี เอกสารอา้ งองิ 1. บทลงโทษของการเสพสรุ า.[ออนไลน]์ . เขา้ ถงึ เมื่อ 20 มถิ นุ ายน 2562. สบื คน้ จาก http://www.islammore.com/view/2212 2. พระราชบญั ญตั ิ ความคุมเคร่ืองดมื่ แอลกอฮอล์ พ.ศ. 2551.[ออนไลน]์ . เข้าถงึ เมอื่ 10 มิถนุ ายน 2562. สืบคน้ จาก http://old.ddc.moph.go.th/law/showimg5.php?id=77 3. รัชณัน ชนิ กลุ กจิ นิวัฒน์ และปณั ฑณิ ี ตัณฑศ์ รีสวุ รรณ. (2555). การบำบัดรักษาและวธิ ีการเลกิ ดมื่ แอลกอฮอล์. เขา้ ถึงได้จาก http://www.thaiantialcohol.com/l_l.m 4. ALCOHOL UNITS ดื่มมาตรฐาน – หน่วยอา้ งองิ ของปริมาณการดมื่ เคร่ืองด่มื แอลกอฮอล์.[ออนไลน์]. เขา้ ถึง เม่ือ 20 มิถนุ ายน 2562. สืบค้นจาก https://www.honestdocs.co/alcohol-units 279
The 2nd National Conference of Health Science Research สำนักวชิ ำวทิ ยำศำสตรส์ ขุ ภำพ Knowledge transformation towards Thailand 4.0 มหำวทิ ยำลยั แมฟ่ ้ ำหลวง 5. ICAP Blue Book: Practical Guides for Alcohol Policy and Targeted Interventions. Executive Summary. Washington, DC: International Center for Alcohol Policies; 2005 6. Kerry S. O’Brien.(2011).POLICY AND PREVENTION: Alcohol Industry and Non-Alcohol Industry Sponsorship of Sportspeople and Drinking: School of Political and Social Inquiry, Monash University.Vol.46(2).pp.210- 213. 7. R.W Connell. (2005). Masculinities Second Edition: Relation among Masculinities: Hegemony, Subordination, Complicity, Marginalization 8. The ICAP Blue Book: Practical Guides for Alcohol Policy and Prevention Approaches.(2011).“ Binge” Drinking 280
The 2nd National Conference of Health Science Research สำนักวชิ ำวทิ ยำศำสตรส์ ุขภำพ Knowledge transformation towards Thailand 4.0 มหำวทิ ยำลยั แมฟ่ ้ ำหลวง ผ ล ข อ ง โ ป ร แ ก ร ม ก า ร ส่ ง เ ส ริ ม ค ว า ม ร อ บ รู้ ด้ า น สุ ข ภ า พ ใ น ก า ร ป้ อ ง กั น โ ร ค พิ ษ สุ นั ข บ้ า ข อ ง นั ก เ รี ย น ชั้ น มั ธ ย ม ศึ ก ษ า โรงเรียนนามนพิทยาคม อำเภอนามน จังหวัดกาฬสินธ์ุ จรยิ า ลาเลศิ 1, เจนจริ า ผลผาด1, ปวณี า วงศรลี า1 , นิตยา แสงประจกั ษ2์ 1 นกั ศึกษาสาธารณสขุ ศาสตรบณั ฑติ สาขาวิชาสาธารณสขุ ศาสตร์ คณะวทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวทิ ยาลยั กาฬสินธ์ุ 2อาจารยป์ ระจำสาขาวิชาสาธารณสขุ ศาสตร์ คณะวทิ ยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี มหาวทิ ยาลยั กาฬสินธุ์ บทคัดยอ่ บทนำ : ข้อมูลขององค์การอนามัยโลก มีผู้เสียชวี ิตด้วยโรคพิษสุนัขบา้ ปลี ะกวา่ 59,000 รายต่อปี ซง่ึ สว่ นมากมาจากการ ถูกสุนัขกัด และจำนวนคนที่ฉีดวัคซีนหลังถูกสุนัขกัดมีมากถึง 15 ล้านครั้งต่อปี ส่วนใหญ่ในทวีปเอเชียและแอฟริกา (องค์การ อนามัยโลก, 2562) ประเทศไทยโรคพิษสุนัขบ้ายังคงเป็นโรคที่ต้องให้ความสำคัญ เนื่องจากในระยะเวลากว่า 50 ปีที่ผ่านมา ประเทศไทยยังคงพบผู้ป่วยโรคพิษสุนัขบ้ามาตลอด จากข้อมูลตั้งแต่ พ.ศ. 2556 จนถึง พ.ศ. 2561 พบจำนวนผูป้ ่วยเฉลีย่ 8 ราย ต่อปี หรอื มีอัตราการเกดิ โรค 0.01- 0.02 รายต่อประชากรแสนคน (ข้อมูลถงึ ณ วนั ท่ี 12 สิงหาคม พ.ศ. 2561) แม้ว่าในช่วงเวลา ดงั กล่าว แนวโน้มของโรคจะลดลงจากในอดีต แต่โรคนี้กย็ ังเปน็ โรคทมี่ ีความสำคญั เพราะผ้ปู ่วยทั้งหมดทไ่ี ด้รับรายงานเสียชีวิตทุก ราย (พักต์เพ็ญ สิริคุตต์, 2561) สำหรับสถานการณ์โรคพิษสุนัขบ้า ในพื้นที่จังหวัดกาฬสนิ ธุ์ โดยในพ.ศ. 2560 ที่ผ่านมา ตรวจพบ สุนัขติดเชื้อจำนวน 33 ตัวอย่าง ในพ.ศ. 2561 ตรวจพบ 31 ตัวอย่าง ในเขตพื้นที่ 6 อำเภอ ประกอบด้วย อำเภอกุฉินารายณ์ อำเภอกมลาไสย อำเภอดอนจาน อำเภอนาคู อำเภอรอ่ งคำ และอำเภอนามน (สำนกั งานปศสุ ัตว์จังหวัดกาฬสนิ ธุ์, 2561) การศกึ ษา ครั้งนี้ เพื่อศึกษาผลของโปรแกรมการส่งเสริมความรอบรู้ด้านสุขภาพในการป้องกันโรคพิษสุนัขบ้าของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษา โรงเรียนนามนพิทยาคม วิธีการศึกษา : เป็นการศึกษาก่ึงทดลอง (Quasi-experimental) แบบสองกลุ่มวัดผลก่อนหลัง คำนวณ ขนาดตัวอย่างด้วยสูตรประมาณค่าเฉลี่ย ทำการสุ่มเข้ากลุ่มทดลอง 55 คน และกลุ่มเปรียบเทียบ 55 คน กลุ่มทดลองได้รับ โปรแกรมการส่งเสริมความรอบรู้ด้านสุขภาพในการป้องกันโรคพิษสุนัขบ้า ซึ่งพัฒนาจากแนวคิดความรอบรู้ด้านสุขภาพของ Nutbeam โดยเปน็ แนวความคิดท่ผี ่านการพฒั นาและประยุกต์มาจากองคก์ ารอนามัยโลก โดยแบง่ ออกเปน็ 6 ดา้ น ได้แก่ ด้านดาร เข้าถึงข้อมูลสุขภาพและบริการสุขภาพ ด้านความรู้ความเข้าใจ ด้านทักษะการสื่อสาร ด้านทักษะการตัดสินใจ ด้านทักษะการ จัดการตนเอง และด้านการรู้ทันสื่อ ส่วนกลุ่มเปรียบเทียบไม่ได้รับโปรแกรม เก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้แบบสอบถามก่อนและหลัง การทดลอง โดยแบบสอบถามได้ผ่านการทดสอบคุณภาพเครื่องได้ค่าความเชื่อมั่น = และผ่านผู้ทรงคุณวุฒิ 3 ท่าน ทําการ วิเคราะห์ข้อมูล ด้วยสถิติ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และวิเคราะห์เปรียบเทียบผลของโปรแกรมด้วยสถิติ Paired Sample t-test และ Independent t-test ผลการศึกษา : พบวา่ หลังการใช้โปรแกรมการสง่ เสรมิ ความรอบรู้ดา้ นสุขภาพในการ ป้องกันโรคพิษสุนัขบ้า กลุ่มทดลอง ในด้านการเข้าถึงขอ้ มูลสุขภาพและบริการสุขภาพในการป้องกันโรคพิษสุนัขบ้า ความรู้ความ เขา้ ใจเกย่ี วกบั โรคพษิ สนุ ขั บา้ การจดั การตนเองในการป้องกันโรคพิษสนุ ัขบา้ และการรู้เท่าทันสื่อและสารสนเทศในการป้องกันโรค พิษสุนัขบ้า มีค่าคะแนนเฉลี่ยสูงกว่ากลุ่มเปรียบเทียบ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 สรุปและข้อเสนอแนะ : จากผล การศึกษาโปรแกรมดังกล่าว สามารถส่งเสริมความรอบรู้ด้านสุขภาพในการป้องกันโรคพิษสุนัขบ้า ในนักเรียน ดังนั้นบุคลากร ทางดา้ นสขุ ภาพควรจัดกจิ กรรมให้ต่อเนอ่ื ง เพิ่มระยะเวลาในการจดั กิจกรรม ควรใชร้ ูปแบบในการสง่ เสรมิ ความรอบร้ทู ่ีหลากหลาย และพัฒนาการมสี ว่ นร่วมของนักเรียน ผปู้ กครอง ครู ผ้นู ำชุมชนในการแก้ไขและปอ้ งกนั โรคพษิ สุนัขบ้า เพ่อื ก่อใหเ้ กิดการปฏบิ ัตทิ ี่ดี คำสำคัญ : ความรอบรู้ด้านสุขภาพ, โรคพษิ สุนัขบา้ , การป้องกนั โรค 281
The 2nd National Conference of Health Science Research สำนกั วชิ ำวทิ ยำศำสตรส์ ุขภำพ Knowledge transformation towards Thailand 4.0 มหำวทิ ยำลยั แมฟ่ ้ ำหลวง The Effects of Health Literacy Enhancement Program on Rabies prevention of secondary school students at a Namonpittayacom school in Namon district, Kalasin province Chariya Lalerd1 , Chenchira Phonphat1 , Paweena Wongsila1 , Nittaya Saengprajak2 1 Student of Master of Public Health, Faculty of Science and Health Technology, Kalasin University 2Lecture of Public Health, Faculty of Science and Health Technology, Kalasin University Abstract Background : This study is quasi-experimental purpose to study the effects of health literacy enhancement program on rabies prevention of secondary students at a Namonpittayacom school Methods : This study of two groups pretest-posttest design calculate sample size with the average estimation formula The samples were randomly assigned to the experimental and control groups equally. The experimental group received the health literacy enhancement program which was developed from Nutbeam’s health literacy concept the questionnaire was used as an instrument in this study. Data was collected before and after implementing the program. Mean, standard deviation, paired t-test and independent t-test were used to compare the effect of program described were the sample. Results : The results showed that after participating in the health literacy enhancement program, the experimental group had higher scores in Access skill, Cognition skill, Communication skill, Self-Management skill, Decision skill and Media literacy skill than before participating in the program and then those in the control group at a .05 significant level. Suggestions: Should make activities continuously, Increase the duration of activities. Should have variety of activities and development of participation of students, parents, teachers, community leaders for prevention of Rabies Disease. Keywords: Health literacy, Rabies Disease, Prevention 282
The 2nd National Conference of Health Science Research สำนกั วชิ ำวทิ ยำศำสตรส์ ขุ ภำพ Knowledge transformation towards Thailand 4.0 มหำวทิ ยำลยั แม่ฟ้ ำหลวง บทนำ ขอ้ มูลขององคก์ ารอนามัยโลก มีผเู้ สยี ชวี ิตด้วยโรคพิษสนุ ขั บ้าปีละกว่า 59,000 รายตอ่ ปี สาเหตุของการเสียชีวิต ร้อยละ 99 มาจากการถกู สนุ ัขกัด และจำนวนคนทฉ่ี ีดวัคซนี หลังถกู สนุ ัขกัดมมี ากถงึ 15 ลา้ นครั้งต่อปี โรคพษิ สุนัขบา้ เป็นโรคท่ีเกิดจากสัตว์ (zoonosis) พบใน 150 ประเทศทั่วโลก ส่วนใหญ่ในทวปี เอเชยี และแอฟรกิ า จึงทำให้องคก์ ารอนามัยโลก องค์การสขุ ภาพสัตว์แห่ง โลก องค์การอาหารและเกษตรกรรมแหง่ สหประชาชาติ เกดิ ความตระหนักและไดร้ ว่ มกันตง้ั ความหวงั ท่ีจะกำจัดโรคพษิ สุนัขบ้าให้ หมดไปในปี 2030 (องค์การอนามัยโลก, 2562) สำหรบั ประเทศไทยโรคพษิ สุนัขบ้ายังคงเป็นโรคท่ีตอ้ งใหค้ วามสำคญั เนื่องจากในระยะเวลากว่า 50 ปีทผ่ี า่ นมา ประเทศ ไทยยังคงพบผู้ป่วยโรคพิษสุนัขบ้ามาตลอด จากข้อมูลตัง้ แต่ พ.ศ. 2556จนถึง พ.ศ. 2561 พบจำนวนผู้ป่วยเฉลยี่ 8 รายต่อปี หรือมี อัตราการเกิดโรค 0.01-0.02 รายต่อประชากรแสนคน (ข้อมูลถึง ณ วันที่ 12 สิงหาคม พ.ศ. 2561) แม้ว่าในช่วงเวลาดังกล่าว แนวโน้มของโรคจะลดลงจากในอดีต แต่โรคนี้ก็ยงั เป็นโรคท่ีมีความสำคญั เพราะผูป้ ว่ ยท้ังหมดที่ได้รับรายงานเสยี ชีวิตทุกราย จาก ข้อมูลของกรมปศุสัตว์ ผลการเก็บสิ่งส่งตรวจเพื่อตรวจหาการติดเชื้อโรคพิษสุนัขบ้าในสัตว์ตั้งแต่ พ.ศ. 2556 จนถึง พ.ศ.2561 พบวา่ แนวโน้มการตรวจพบการติดเชื้อโรคพิษสุนัขบา้ จากสตั วส์ งู ข้นึ เปน็ เท่าตวั ในแต่ละปี โดยเฉพาะ พ.ศ. 2561 พบสิง่ สง่ ตรวจทม่ี ี การติดเชื้อโรคพิษสุนัขบ้าสูงถึง 1,189 สิ่งส่งตรวจ จากทั้งหมด 7,434 สิ่งส่งตรวจ คิดเป็นร้อยละ 15.9 ซึ่งสูงกว่าทุกปีที่ผ่านมาท่ี พบเพียงร้อยละ 2.4-10.0 (ข้อมูลถึง ณ วันที่ 12 สิงหาคม พ.ศ. 2561) สำหรับจังหวัดที่ควรได้รับการเฝ้าระวัง และแจ้งเตือน ประชาชนให้ระมัดระวังโรคพิษสุนัขบ้าเป็นพิเศษ 11 จังหวัด ได้แก่ ระยองประจวบคีรีขันธ์ กาฬสินธุ์ หนองคาย บุรีรัมย์ นครราชสีมา สุรินทร์ ยโสธร พัทลุง สงขลา และตรัง (ข้อมูลวันที่ 12 สิงหาคม พ.ศ.2561) ส่วนจังหวัดที่กรมปศุสัตว์ประกาศเป็น เขตระบาดในสัตว์ (ข้อมูลวันที่ 15 กรกฎาคม พ.ศ. 2561) มีทั้งหมด 28 จังหวัด ได้แก่ ปทุมธานี พระนครศรีอยุธยา สระบุรี จันทบุรี ฉะเชงิ เทรา ชลบุรี ระยอง สระแก้ว นครราชสีมา ยโสธร ศรสี ะเกษ สรุ นิ ทร์ อำนาจเจรญิ กาฬสนิ ธ์ุ ขอนแกน่ มหาสารคาม มุกดาหาร ร้อยเอ็ด หนองคาย เชียงราย พิจิตร นครสวรรค์ เพชรบุรี สมุทรสงคราม นครศรีธรรมราช พัทลุง สุราษฎร์ธานี และ สงขลา (พกั ตเ์ พ็ญ สิริคุตต์, 2561) สำหรบั สถานการณ์โรคพษิ สุนขั บ้า ในพน้ื ท่ีจังหวดั กาฬสินธุ์ โดยในพ.ศ. 2560 ที่ผา่ นมา ตรวจพบสุนขั ตดิ เชอื้ จำนวน 33 ตวั อย่าง ในพ.ศ. 2561 ตรวจพบ 31 ตวั อย่าง ในเขตพนื้ ท่ี 6 อำเภอ ประกอบด้วย อำเภอกุฉนิ ารายณ์ อำเภอกมลาไสย อำเภอดอน จาน อำเภอนาคู อำเภอร่องคำ และอำเภอนามน โดยประกาศให้ทง้ั 6 อำเภอ เป็นพ้ืนท่ีโรคระบาดพษิ สุนัขบ้าชว่ั คราว และได้ตรวจ พบในพืน้ ที่บ้านนาขาม ตำบลคลองขาม อำเภอยางตลาด จงั หวดั กาฬสนิ ธุ์ ไดน้ ำสุนขั ทไ่ี ด้รับเช้ือพษิ สนุ ัขบ้า จำนวน 40 ตวั สง่ ไปยัง ศูนยพ์ ักพงิ ช่ัวคราว หรือดา่ นกักกนั สตั ว์ จงั หวดั นครพนม ซึ่งก่อนหนา้ น้ไี ดส้ ่งสุนัขทไ่ี ดร้ ับเช้ือในพน้ื ท่บี ้านเกา่ นอ้ ย ตำบลธญั ญา อำเภอกมลาไสย จำนวน 22 ตวั และในเขตพ้ืนทีต่ ำบลหลุบ อำเภอเมืองกาฬสินธุ์ 17 ตวั ไปยังศนู ย์พกั พิงชั่วคราวแลว้ เชน่ กัน ซึ่งพบ ผ้ไู ดร้ บั เช้อื จากสัตวด์ ังกลา่ วและเสยี ชีวิต 1 ราย ทีอ่ .ยางตลาด จ.กาฬสินธุ์ (สำนักงานปศุสตั ว์จงั หวดั กาฬสินธ์ุ, 2561) ดังนนั้ จาก ขอ้ มูลดงั กล่าวแสดงให้เหน็ วา่ โรคพษิ สนุ ขั บ้ายังคงเป็นปัญหาทางสาธารณสขุ ตง้ั แต่อดตี จนถึงปัจจบุ ัน จากการศกึ ษาความรู้ ทัศนคติ และพฤติกรรมในการปอ้ งกันโรคพษิ สุนขั บ้าของโรงเรียนนามนพิทยาคม อำเภอนามน จงั หวดั กาฬสินธ์ุ (บงั อร รัตน์ราช และคณะ, 2561) พบว่า สว่ นใหญ่มพี ฤตกิ รรมอยใู่ นระดบั ปรบั ปรุง ผู้วจิ ัยจึงสนใจที่จะศึกษาเพือ่ ใช้โปรแกรมในการสง่ เสรมิ ใหน้ ักเรียนมีความ รอบรดู้ า้ นสุขภาพในการปอ้ งกันโรคพษิ สนุ ขั บา้ อกี ทั้งยังมกี ารส่อื สารการปอ้ งกัน โรคไปยังครอบครัว และชุมชน เพ่อื ให้ตระหนกั ถงึ 283
The 2nd National Conference of Health Science Research สำนักวชิ ำวทิ ยำศำสตรส์ ุขภำพ Knowledge transformation towards Thailand 4.0 มหำวทิ ยำลยั แม่ฟ้ ำหลวง โรคพิษสุนขั บา้ มากยงิ่ ขน้ึ วตั ถปุ ระสงค์ของการวจิ ยั 1. เพ่ือศกึ ษาผลของโปรแกรมการสง่ เสรมิ ความรอบร้ดู า้ นสุขภาพในการป้องกันโรคพิษสุนขั บา้ ของนกั เรยี นชั้นมธั ยมศึกษา โรงเรยี นนามนพิทยาคม อำเภอนามน จงั หวดั กาฬสนิ ธ์ุ 2. เพอื่ เปรยี บเทยี บค่าเฉลย่ี ความรอบรูด้ า้ นสุขภาพในการป้องกันโรคพษิ สนุ ัขบ้า ก่อนและหลังทดลองของกลุ่มทดลอง 3. เพือ่ เปรยี บเทยี บคา่ เฉลีย่ ความรอบรดู้ ้านสุขภาพในการป้องกันโรคพษิ สนุ ขั บ้า ภายหลังการทดลองระหว่างกลมุ่ ทดลองและ กลุม่ เปรียบเทยี บ สมมตฐิ านของการวิจยั 1. ภายหลงั การเขา้ ร่วมรับโปรแกรมกลุ่มทดลองมคี ะแนนเฉล่ียความรอบรู้ดา้ นสุขภาพบา้ สงู กว่าก่อนทดลอง 2. ภายหลงั การเขา้ รว่ มรบั โปรแกรม กลมุ่ ทดลองมีคะแนนเฉล่ยี ความรอบรใู้ นการป้องกนั โรคพษิ สุนัขบา้ สงู กวา่ กล่มุ เปรยี บเทียบ ระเบียบวิธวี ิจยั การวิจัยนี้เป็นการวิจัยกึ่งทดลอง จัดกิจกรรมให้กลุ่มทดลองตามโปรแกรมการส่งเสริมความรอบรู้ด้านสุขภาพในการ ป้องกันโรคพิษสุนัขบา้ จำนวน 9 วัน วัดผลกลุม่ ทดลองและกลุ่มเปรยี บเทียบ 2 ครั้ง คือ ก่อนการทดลอง ใน วันที่ 1 และหลังการ ทดลองในวนั ท่ี 9 ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง ประชากร คอื นักเรียนชั้นมัธยมศกึ ษา โรงเรยี นนามนพทิ ยาคม อำเภอนามน จังหวัดกาฬสินธุ์ จำนวนทั้งหมด คน คำนวณ ขนาดตัวอย่างโดยใช้สูตรการคำนวณหาประชากร กรณีไม่ทราบจำนวนประชากร พบว่าต้องใช้กลุ่มตัวอย่าง กลุ่มละ 55 คน เพ่ือ ปอ้ งกันการสญู หายของกลมุ่ ตัวอย่างระหว่างการวิจยั ผ้วู จิ ยั จึงเพมิ่ ขนาดตัวอยา่ งอกี 15% (กลมุ่ ละ คน) จึงไดก้ ล่มุ ตวั อยา่ งในการ วิจัย เครือ่ งมอื ท่ีใชใ้ นงานวิจัย แบบสอบถามนกั เรียนแบ่งออกเปน็ 7 ตอน ดังน้ี ตอนท่ี 1 ข้อมูลทว่ั ไปของผู้ตอบแบบสอบถาม มีลักษณะเป็นการตรวจสอบรายการ(checklist) จำนวน 7 ขอ้ ประกอบไปดว้ ย เพศ อายุ ระดบั ชั้น ประเภทของสตั ว์เลยี้ ง การพาสัตวเ์ ลี้ยงไปฉีดวคั ซีน ประวัติการถกู สัตวเ์ ลี้ยงกัด ช่องทางการได้รบั ข้อมูลขา่ วสาร ตอนที่ 2 แบบสอบถามการเข้าถึงขอ้ มูลสขุ ภาพในการปอ้ งกันโรคพษิ สุนขั บ้า ซง่ึ มีขอ้ ความจำนวน 5 ขอ้ ตอนที่ 3 แบบสอบถามความรคู้ วามเขา้ ใจเกี่ยวกับการป้องกนั โรคพิษสุนขั บ้า ซึง่ มีขอ้ ความจำนวน 15 ขอ้ ตอนท่ี 4 แบบสอบถามการสอ่ื สารสขุ ภาพในการปอ้ งกันโรคพิษสุนัขบา้ จำนวน 5 ขอ้ ตอนที่ 5 แบบสอบถามการจดั การตนเองในการปอ้ งกนั โรคพิษสนุ ขั บา้ ซ่ึงมีขอ้ ความจำนวน 6 ข้อ ตอนที่ 6 แบบสอบถามการตัดสินใจเลอื กปฏิบัติทีถ่ ูกตอ้ ง ซึง่ มขี อ้ ความ จำนวน 15 ขอ้ ตอนที่ 7 แบบสอบถามการรเู้ ทา่ ทนั สอ่ื และสารสนเทศในการป้องกนั โรคพษิ สุนัขบ้า ซึง่ มีขอ้ ความจำนวน 6 ขอ้ วธิ วี จิ ัยและการวางแผนการทดลองทางสถิติ 1. ระยะเตรียมการ 1.1 ชแี้ จงเรอื่ งรายละเอยี ดและระยะเวลาของการวิจัย 284
Search
Read the Text Version
- 1
- 2
- 3
- 4
- 5
- 6
- 7
- 8
- 9
- 10
- 11
- 12
- 13
- 14
- 15
- 16
- 17
- 18
- 19
- 20
- 21
- 22
- 23
- 24
- 25
- 26
- 27
- 28
- 29
- 30
- 31
- 32
- 33
- 34
- 35
- 36
- 37
- 38
- 39
- 40
- 41
- 42
- 43
- 44
- 45
- 46
- 47
- 48
- 49
- 50
- 51
- 52
- 53
- 54
- 55
- 56
- 57
- 58
- 59
- 60
- 61
- 62
- 63
- 64
- 65
- 66
- 67
- 68
- 69
- 70
- 71
- 72
- 73
- 74
- 75
- 76
- 77
- 78
- 79
- 80
- 81
- 82
- 83
- 84
- 85
- 86
- 87
- 88
- 89
- 90
- 91
- 92
- 93
- 94
- 95
- 96
- 97
- 98
- 99
- 100
- 101
- 102
- 103
- 104
- 105
- 106
- 107
- 108
- 109
- 110
- 111
- 112
- 113
- 114
- 115
- 116
- 117
- 118
- 119
- 120
- 121
- 122
- 123
- 124
- 125
- 126
- 127
- 128
- 129
- 130
- 131
- 132
- 133
- 134
- 135
- 136
- 137
- 138
- 139
- 140
- 141
- 142
- 143
- 144
- 145
- 146
- 147
- 148
- 149
- 150
- 151
- 152
- 153
- 154
- 155
- 156
- 157
- 158
- 159
- 160
- 161
- 162
- 163
- 164
- 165
- 166
- 167
- 168
- 169
- 170
- 171
- 172
- 173
- 174
- 175
- 176
- 177
- 178
- 179
- 180
- 181
- 182
- 183
- 184
- 185
- 186
- 187
- 188
- 189
- 190
- 191
- 192
- 193
- 194
- 195
- 196
- 197
- 198
- 199
- 200
- 201
- 202
- 203
- 204
- 205
- 206
- 207
- 208
- 209
- 210
- 211
- 212
- 213
- 214
- 215
- 216
- 217
- 218
- 219
- 220
- 221
- 222
- 223
- 224
- 225
- 226
- 227
- 228
- 229
- 230
- 231
- 232
- 233
- 234
- 235
- 236
- 237
- 238
- 239
- 240
- 241
- 242
- 243
- 244
- 245
- 246
- 247
- 248
- 249
- 250
- 251
- 252
- 253
- 254
- 255
- 256
- 257
- 258
- 259
- 260
- 261
- 262
- 263
- 264
- 265
- 266
- 267
- 268
- 269
- 270
- 271
- 272
- 273
- 274
- 275
- 276
- 277
- 278
- 279
- 280
- 281
- 282
- 283
- 284
- 285
- 286
- 287
- 288
- 289
- 290
- 291
- 292
- 293
- 294
- 295
- 296
- 297
- 298
- 299
- 300
- 301
- 302
- 303
- 304
- 305
- 306
- 307
- 308
- 309
- 310
- 311
- 312
- 313
- 314
- 315
- 316
- 317
- 318
- 319
- 320
- 321
- 322
- 323
- 324
- 325
- 326
- 327
- 328
- 329
- 330
- 331
- 332
- 333