The 2nd National Conference of Health Science Research สำนกั วชิ ำวทิ ยำศำสตรส์ ขุ ภำพ Knowledge transformation towards Thailand 4.0 มหำวทิ ยำลยั แม่ฟ้ ำหลวง อดิศกั ด์ิ ผลติ ผลการพมิ พ์. (2556). สที าบา้ นอนั ตราย “สารตะกั่วเกนิ ”ทำเดก็ ไอควิ ตำ่ . สืบคน้ จาก https://www.thaihealth.or.th/Content/14088.html อโนชา ชืน่ งาม. (2559). ระดบั สารตะกั่วในสิง่ แวดล้อมศนู ยพ์ ฒั นาเด็กเล็กขนาดใหญพ่ นื้ ทีส่ ำนกั งานปอ้ งกนั ควบคุมโรคที่ 10 จงั หวดั อุบลราชธาน.ี วารสารสำนกั งานป้องกันควบคมุ โรคที่ 10, 14 (2), 5-14. NIOSH. (1994). Lead by Flame AAS. NIOSH Manual of Analytical Methods (NMAM), 4(2), 2-7. NIOSH. (1996). LEAD in Surface Wipe Samples. NIOSH Manual of Analytical Methods (NMAM), 4(2), 2-2. 35
The 2nd National Conference of Health Science Research สำนักวชิ ำวทิ ยำศำสตรส์ ุขภำพ Knowledge transformation towards Thailand 4.0 มหำวทิ ยำลยั แมฟ่ ้ ำหลวง การกำจัดฟลูออไรดใ์ นน้ำดว้ ยวสั ดดุ ดู ซบั ทีส่ ังเคราะห์จากของเสยี นิตยา สทิ ธิพรหม1, ปณรรฐพร ใจวนั 1, สธุ าสนิ ี โพธิ์ศรี1 และประดับดวง เกียรตศิ กั ดศิ์ ิริ1* 1สาขาวิชาอนามัยสิ่งแวดลอ้ ม คณะสาธารณสขุ ศาสตร์ มหาวิทยาลยั ธรรมศาสตร์ ศนู ยล์ ำปาง *Corresponding author E-mail: [email protected] บทคัดยอ่ บทนำ: ลำปางเป็นจังหวัดที่พบปริมาณฟลูออไรด์ปนเปื้อนในน้ำบาดาลสูงเกินมาตรฐานน้ำบาดาลที่จะใช้บริโภค (0.7 มลิ ลิกรมั ต่อลติ ร) โดยพบฟลูออไรดใ์ นช่วง 0.8 - 5.9 มลิ ลกิ รมั ต่อลิตร การบริโภคน้ำท่ีมีฟลอู อไรดส์ ูงเป็นประจำ ทำใหเ้ กิดภาวะฟัน ตกกระและภาวะกระดกู พรนุ วัตถุประสงค์: 1) เพื่อศึกษาประสิทธิภาพการกำจัดฟลูออไรด์ในนำ้ ดว้ ยวัสดุดูดซับที่สังเคราะห์จาก เปลือกสับปะรด กากกาแฟ เปลือกไข่ไก่ และกระดูกหมู 2) เพื่อศึกษาผลของความเป็นกรด-ด่างและปริมาณวัสดุดูดซับต่อ ประสิทธิภาพการกำจัดฟลูออไรด์ในน้ำ วิธีวิจัย: งานวิจัยนี้ทดลองกำจัดฟลูออไรด์ในน้ำสังเคราะห์ที่มีฟลูออไรด์ 5.66 ±0.03 มลิ ลิกรมั ต่อลติ ร โดยใชผ้ งวัสดดุ ูดซบั ที่สงั เคราะหจ์ ากของเสยี 4 ชนดิ และศึกษาผลของความเปน็ กรด-ดา่ ง (pH 4 - 8) และปริมาณ วัสดดุ ดู ซับ (5 - 20 กรมั ตอ่ ลติ ร) ท่ีมผี ลต่อประสิทธภิ าพการกำจดั ฟลอู อไรด์ ผลการวจิ ัย: สภาวะที่เหมาะสมในการดูดซับฟลูออไรด์ คือ pH 6 และใช้วัสดดุ ูดซับ 10 กรมั ต่อลิตร โดยพบวา่ ผงวสั ดุดดู ซับจากกระดูกหมสู ามารถดูดซบั ฟลอู อไรด์ในน้ำไดม้ ากท่ีสุด (ร้อย ละ 53.58 ±0.00) ในเวลา 120 นาที ประสทิ ธิภาพในการดดู ซบั เพ่ิมขึน้ เปน็ ร้อยละ 82.12±1.60 เมื่อใช้ผงถ่านกระดูกซ่ึงผา่ นการ เผาที่ 650 องศาเซลเซียส เป็นเวลา 3 ชั่วโมง นอกจากนี้ยังพบว่าผงถ่านกระดูกหมูช่วยลดฟลูออไรด์ในน้ำประปาบาดาลที่มี ฟลอู อไรด์ 4.64 มิลลิกรมั ต่อลติ รไดถ้ ึงรอ้ ยละ 82.56 ±0.88 ในเวลา 180 นาที อภปิ รายและสรุปผลการวจิ ยั : ประสทิ ธิภาพในการ กำจัดฟลูออไรด์ในน้ำสูงสุดที่ pH 6 เนื่องจากที่ pH 4 และ pH 8 เกิดการรบกวนการดูดซับจากกรดไฮโดรฟลูออริก และไฮดรอก ไซดไ์ อออน การเผากระดกู หมชู ว่ ยเพม่ิ พน้ื ท่ผี ิวและขนาดของรูพรนุ ของวัสดดดู ซับ การลดปริมาณวสั ดุดดู ซับทำให้พื้นทีผ่ วิ ในการดดู ซับน้อยลง และการเพิ่มปริมาณวัสดุดูดซับ ทำให้เกิดการซ้อนกนั ของตำแหนง่ ที่จะเกิดการดูดซับ ส่งผลให้ประสิทธิภาพการดดู ซบั ลดลง คำสำคญั : การดูดซบั , ฟลูออไรด์, ถ่านกระดกู หมู 36
The 2nd National Conference of Health Science Research สำนกั วชิ ำวทิ ยำศำสตรส์ ขุ ภำพ Knowledge transformation towards Thailand 4.0 มหำวทิ ยำลยั แม่ฟ้ ำหลวง Water defluoridation using waste-based adsorbents Nittaya Sittiprom1, Panattapron Jaiwan 1, Sutasinee Phosri1 and Pradabduang Kiattisaksiri1* 1Major of Environmental Heath, Faculty of Public Health, Thammasat University, Lampang Center *Corresponding author E-mail: [email protected] Abstract Introduction: Lampang province have high fluoride level in water. The amount of fluoride in Lampang was found in the range of 0.8-5.9 mg/L, which exceeds the ground water quality standards for drinking purposes (0.7 mg/L). Long-term consumption of high fluoride in the drinking water results in dental and skeletal fluorosis. Objectives: 1) To study the fluoride removal efficiency by using waste-based adsorbents prepared from pineapple peel, eggshell, coffee ground and pig bone. 2) To investigate the effect of water pH and adsorbents dose on the fluoride removal efficiency in water. Methodology: All experiments were carried out by batch adsorption mode. Defluoridation of water using waste-based adsorbents prepared from pineapple peel, eggshell, coffee ground and pig bone was investigated. An initial fluoride concentration was 5.66±0.03 mg/L. The effect of pH (4-8) and adsorbent dose (5-20 g/L) was studied. Results: The optimum pH and adsorbent dose were found to be pH 6 and 10 g/L, respectively. Pig bone powder exhibits the highest adsorption efficiency (53. 5 8 ±0.00 %) within 120 min. The adsorption efficiency was increased to 8 2 . 1 2 ±1 . 6 0 % when using pig bone char powder, obtained at a pyrolysis temperature of 650oC for 3 h, as an adsorbent. Moreover, the possibility of pig bone char powder for ground water defluoridation was examined. The result found that, pig bone char powder can remove fluoride from ground water (initial concentration 4.64 mg/ L) by 82.56 ±0.88 % within 180 min. Discussion and conclusion: The maximum fluoride reduction was obtained at a solution pH of 6. This is because at a solution pH of 4 and 8, the formation of weak hydrofluoric acid and the hydroxide ions could be competition with the fluoride, respectively. Pig bone char powder exhibits the greater adsorption than pig bone powder. This is because the preparation of pig bone char powder by a pyrolysis method can increase the specific surface area and porosity of the adsorbent. A decrease in the fluoride adsorption was found when using 5 g/L of pig bone char powder due to low surface area at low adsorbent dosage. At high adsorbent dosage (20 g/L), the removal efficiency was also decreased due to the overlapping of active sites. Keywords: Adsorption, Fluoride, Pig bone char 37
The 2nd National Conference of Health Science Research สำนกั วชิ ำวทิ ยำศำสตรส์ ุขภำพ Knowledge transformation towards Thailand 4.0 มหำวทิ ยำลยั แม่ฟ้ ำหลวง บทนำ ฟลูออไรดเ์ ปน็ ธาตชุ นดิ หนงึ่ ที่มอี ยตู่ ามธรรมชาตแิ ละพบได้ในดิน นำ้ และแหลง่ แร่ทว่ั ไป ในประเทศไทยพบฟลอู อไรด์มากใน เขตภาคเหนือและภาคตะวันตก ได้แก่ เชียงใหม่ เชียงราย แม่ฮ่องสอน ลำพูน ลำปาง พะเยา กาญจนบุรี และราชบุรี โดยพบใน ปริมาณเฉลี่ย 10.72 มิลลิกรัมต่อลิตร พบสูงสดุ 17.00 มิลลิกรัมต่อลิตร ที่จังหวัดลำพนู (สมทรัพยแ์ ละสุกัญญา, 2538) ซึ่งเกนิ ค่า มาตรฐานที่กำหนดไว้ในประกาศกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เรื่อง กำหนดหลักเกณฑ์และมาตรการในทาง วชิ าการสำหรับการปอ้ งกนั ด้านสาธารณสขุ และการป้องกนั ในเร่ืองส่ิงแวดล้อมเปน็ พิษ พ.ศ. 2551 ทีก่ ำหนดให้มีปริมาณฟลูออไรด์ ในนำ้ บาดาลทีจ่ ะใช้บรโิ ภคได้ไมเ่ กิน 0.70 มลิ ลิกรมั ต่อลิตร จงั หวัดลำปางเป็นหน่งึ ในพ้นื ทีท่ พี่ บปริมาณฟลูออไรด์ในนำ้ บาดาลสงู จากการสำรวจของสำนักทรัพยากรนำ้ บาดาล เขต 1 ลำปางในปพี .ศ. 2562 พบปรมิ าณฟลูออไรด์สงู เกินค่ามาตรฐานน้ำบาดาลทีจ่ ะใช้บรโิ ภค ในเขตอำเภอห้างฉัตร อำเภอเกาะ คา อำเภอแจ้ห่ม อำเภอเถิน อำเภอสบปราบ และอำเภอวังเหนือ โดยพบฟลูออไรด์ในช่วงความเข้มข้น 0.8-5.9 มิลลิกรัมต่อลิตร ซงึ่ ปรมิ าณฟลอู อไรดท์ ี่สูงเกินกว่า 0.50 มิลลิกรมั ตอ่ ลิตร จะทำให้เกิดภาวะฟนั ตกกระ จากการศึกษาในพื้นทบี่ ้านล่มุ กลาง ตำบลแม่ สัน อำเภอห้างฉัตร พบภาวะฟันตกกระในเดก็ อายุ 10-14 ปี ถึงร้อยละ 62.75 (99 คน จากเด็กทั้งหมด 151 คน) (เย็นจิต, 2551) ภาวะฟนั ตกกระทม่ี ีอาการไม่รนุ แรงจะพบลายเส้นสีขาวตดั กับสีของเน้อื ฟัน ถา้ อาการรุนแรงจะเกดิ สนี ้ำตาลเข้มในเน้ือฟัน เนื้อฟัน กะเทาะได้ง่ายเมื่อเคี้ยวหรือกัดของแข็ง รวมทั้งก่อให้เกิดความผิดปกติของกระดูก (อภิวรรณ , 2557) ในคนที่บริโภคน้ำที่มี ฟลอู อไรด์สูง 8-10 มิลลิกรมั ตอ่ ลติ ร เป็นระยะเวลา 10 ปีข้นึ ไป กระดกู จะหนาตวั และขอ้ กระดูกจะแขง็ เม่ืออายุมากข้นึ นอกจากน้ี ยังพบว่าหากร่างกายได้รับฟลูออไรด์เกิน 0.70 มิลลิกรัมต่อลิตร เป็นประจำ ในระยะแรกจะมีอาการคล้ายภาวะข้ออักเสบ ปวด เหน็บชา กล้ามเนื้ออ่อนแรง มีแคลเซยี มเกาะท่ีกระดูกและเส้นเอ็น หากเป็นระยะที่รุนแรงจะมีภาวะกระดูกพรุน กระดูกหยุดการ เจริญเติบโต อาจทำให้พิการ และเปน็ มะเรง็ ท่ีกระดกู ได้ (ธนดิ าและพรสดุ า, 2552) งานวิจัยท่ีผ่านมาไดศ้ กึ ษาการกำจัดฟลอู อไรดใ์ นนำ้ ด้วยกระบวนการตกผลกึ (สราวุฒิ, 2540) กระบวนการแลกเปลีย่ นประจุ (ธนิดาและพรสุดา, 2552) และกระบวนการดูดซับ (สุรศักด์ิ, 2541; อนันต์ และคณะ, 2552) โดยพบว่าประสิทธิภาพการกำจัด ฟลูออไรดด์ ้วยกระบวนการตกผลึกเทา่ กับร้อยละ 99.00 กระบวนการแลกเปลี่ยนประจุเทา่ กับร้อยละ 90.40 และกระบวนการดูด ซบั เทา่ กบั รอ้ ยละ 70.00 แมว้ ่ากระบวนการตกผลกึ และการแลกเปล่ียนประจจุ ะสามารถกำจัดฟลูออไรดไ์ ด้ดี แต่มีข้อจำกัดในเร่ือง ราคาสารเคมี ราคาสารแลกเปล่ียนประจุและค่าใช้จ่ายในการดูแลระบบ ดังนั้นกระบวนการดูดซับจงึ เป็นกระบวนการที่เหมาะสม เนื่องจากใช้ต้นทุนต่ำ การเดินระบบทำได้ง่าย มีวัสดุดูดซับที่หลากหลาย หากใช้วัสดุดูดซับที่สังเคราะห์ได้จากวัสดธุ รรมชาติหรือ ของเสีย จะเปน็ การลดตน้ ทุนและลดการใชส้ ารเคมไี ดอ้ ีกทางหนึ่ง ดังนั้น การศึกษานจี้ งึ มวี ัตถปุ ระสงค์ที่จะกำจัดฟลูออไรดใ์ นน้ำโดยใช้วสั ดุดูดซับที่สังเคราะหจ์ ากเปลือกสับปะรด กากกาแฟ เปลอื กไข่ไก่ และกระดูกหมู ซง่ึ เป็นวสั ดทุ ่หี าไดง้ า่ ยในท้องถิ่น ไมเ่ ปน็ พิษ ทั้งยงั เป็นการใชป้ ระโยชน์จากของเสียหรือวัสดุเหลือทิ้งได้ อีกด้วย ระเบยี บวิธวี จิ ัย (1) ขน้ั ตอนการวิจัย (1.1) ข้นั ตอนที่ 1 การสงั เคราะห์วัสดดุ ดู ซับจากเปลือกสบั ปะรด กากกาแฟ เปลอื กไข่ไก่ และกระดกู หมู (1.2) ขัน้ ตอนที่ 2 การศกึ ษาผลของปริมาณวสั ดดุ ูดซบั ( 5 10 และ 20 กรมั ต่อลติ ร) (1.3) ขน้ั ตอนที่ 3 การศึกษาผลของความเปน็ กรด-ดา่ งของนำ้ (pH 4 6 และ 8) 38
The 2nd National Conference of Health Science Research สำนักวชิ ำวทิ ยำศำสตรส์ ุขภำพ Knowledge transformation towards Thailand 4.0 มหำวทิ ยำลยั แม่ฟ้ ำหลวง (1.4) ขั้นตอนที่ 4 การศึกษาประสิทธิภาพการกำจัดฟลูออไรด์ในน้ำประปาบาดาล โดยเลือกใช้วัสดุดูดซับที่ดีที่สุดใน ขนั้ ตอนที่ 1 ใชป้ ริมาณวสั ดุดดู ซับทีเ่ หมาะสมท่ีสดุ จากขน้ั ตอนที่ 2 และ pH ทีด่ ที ีส่ ดุ จากข้นั ตอนที่ 3 (2) วธิ ีการสงั เคราะหว์ ัสดดุ ดู ซับ (2.1) วธิ กี ารสงั เคราะหว์ สั ดุดดู ซบั จากเปลอื กสับปะรด กากกาแฟ เปลอื กไข่ไก่ มีรายละเอยี ดดังน้ี (2.1.1) ลา้ งทำความสะอาดเปลือกสับปะรด กากกาแฟ และเปลือกไข่ไก่ (2.1.2) ผึ่งแดดให้แหง้ แล้วนำไปอบทีอ่ ณุ หภูมิ 105 องศาเซลเซยี ส เป็นเวลา 8-12 ชั่วโมง (เปลือกสับปะรดใช้ เวลานานทส่ี ดุ เนอื่ งจากมีความชื้นสงู ) (2.1.3) บดใหล้ ะเอยี ดด้วยครกบด (2.1.4) คัดขนาดเปลือกสบั ปะรด กากกาแฟ และเปลอื กไขไ่ ก่ โดยรอ่ นผา่ นตะแกรงมาตรฐานเบอร์ 30 และคา้ ง บนตะแกรงเบอร์ 50 จะไดผ้ งวัสดุดูดซับจากเปลอื กสับปะรด กากกาแฟ และเปลือกไขไ่ ก่ (ภาพที่ 1) (2.2) วธิ ีการสงั เคราะหว์ ัสดุดูดซับจากกระดูกหมู มีรายละเอียดดงั นี้ (2.2.1) นำกระดูกหมูมาล้าง และทบุ ให้แตกเปน็ ช้นิ เลก็ ๆ (2.2.2) ตม้ และล้างเอาไขกระดูกออก (2.2.3) อบให้แหง้ ทอ่ี ุณภูมิ 150 องศาเซลเซยี ส นาน 24 ช่วั โมง (2.2.4) แบง่ กระดูกหมเู ปน็ สองส่วน - ส่วนแรก นำไปบดให้ละเอียดและคัดขนาดผงกระดูกหมู โดยร่อนผ่านตะแกรงมาตรฐานเบอร์ 30 และค้างบนตะแกรงเบอร์ 50 จะไดผ้ งกระดูกหมูท่ไี ม่ผา่ นการเผา - ส่วนที่สอง นำกระดูกหมูไปเผาที่อุณหภูมิ 650 องศาเซลเซียส เป็นเวลา 3 ชั่วโมง ทิ้งให้เย็นก่อน นำไปบดใหล้ ะเอยี ด และคัดขนาดผงถา่ นกระดกู หมูโดยรอ่ นผ่านตะแกรงมาตรฐานเบอร์ 30 และค้าง บนตะแกรงเบอร์ 50 จะได้ผงถา่ นกระดกู หมู (ภาพที่ 1) (ก) (ข) (ค) (ง) ภาพท่ี 1 ผงวสั ดุดูดซับ (ก) เปลอื กสบั ปะรด (ข) กากกาแฟ (ค) เปลอื กไขไ่ ก่ (ง) ถา่ นกระดูกหมู (3) การทดลองปฏกิ ิริยาดูดซบั การทดลองนี้เป็นการทดลองแบบกะ (Batch experiment) โดยทำการทดสอบปฏิกิริยาดูดซับฟลูออไรด์ในเครื่องเขย่า (Shaker) ดงั ภาพที่ 2 39
The 2nd National Conference of Health Science Research สำนกั วชิ ำวทิ ยำศำสตรส์ ุขภำพ Knowledge transformation towards Thailand 4.0 มหำวทิ ยำลยั แม่ฟ้ ำหลวง ภาพท่ี 2 การทดสอบปฏกิ ิรยิ าดดู ซบั ฟลูออไรด์ สภาวะในการทดลอง มีดังน้ี (1) ปริมาตรตวั อย่างน้ำ 50 มลิ ลิลติ ร บรรจุในขวดรปู ชมพู่ขนาด 250 มลิ ลลิ ติ ร (2) ปรับสภาพ pH ของน้ำสังเคราะห์เท่ากับ pH 4 6 และ 8 ด้วยสารละลายโซเดียมไฮดรอกไซด์ (NaOH) และ สารละลายกรดซัลฟวิ ริก (H2SO4) (3) เขย่าท่ีความเรว็ รอบ 200 รอบต่อนาที (4) ระยะเวลาในการเกบ็ ตัวอยา่ ง คือ 30 60 90 120 และ 180 นาที (4) การวิเคราะห์ปริมาณฟลอู อไรด์ด้วยวธิ ี SPADNS (4.1) หลกั การวิเคราะหฟ์ ลูออไรด์ด้วยวธิ ี SPADNS การวิจยั น้ใี ช้วธิ ีวิเคราะหม์ าตรฐาน APHA method 4500-F– D. SPADNS method ซึ่งเป็นวิธวี เิ คราะห์ฟลูออไรด์ ที่อาศัยหลักการฟอกสีโดยการสร้างปฏิกิริยาเคมีระหว่างอิออนเซอโคเนียม (Zirconium Ion) และสีย้อม SPADNS จะเกิดสีแดง เขม้ ความเขม้ ของสจี ะลดลงตามปรมิ าณเซอโคเนียมท่นี ้อยลง อิออนเซอโคเนียมจะทำปฏิกิรยิ ารวมตัวกับฟลอู อไรด์ เกดิ เป็นอิออน เซิงซ้อน (Complex Ion) ZrF62− ซึ่งจะคงรูปและไม่มีสี การเกิดปฏิกิริยากับฟลูออไรด์ทำให้เซอโคเนียมมีปริมาณลดลง ทำให้ ปฏิกิริยากบั สยี อ้ ม SPADNS ลดลง ดงั น้ันความเข้มข้นของสีจึงลดลง ปฏกิ ริ ิยาทเี่ กิดขน้ึ แสดงดังสมการที่ (1) Zr-SPADNS + 6F− ZrF62− + SPADNS (1) สแี ดงเขม้ ไม่มสี ี สแี ดงจางๆ (4.2) วิธวี ิเคราะห์ตวั อย่างน้ำ (4.2.1) ตวงตวั อย่างน้ำ 50 มลิ ลลิ ติ ร ใส่ในขวดรปู กรวย (4.2.2) เตมิ สารละลาย SPADNS และสารละลายกรดเซอโคนลิ อย่างละ 5 มลิ ลลิ ติ ร หรือ สารละลายผสม ACID-Zirconyl-SPADNS 10 มิลลลิ ติ ร ลงในตัวอยา่ งน้ำ (4.2.3) เขย่าสารละลายใหเ้ ข้ากนั (4.2.4) วัดคา่ การดูดกลืนแสง (Absorbance) ท่คี วามยาวคลืน่ 570 นาโนเมตร 40
The 2nd National Conference of Health Science Research สำนักวชิ ำวทิ ยำศำสตรส์ ขุ ภำพ มหำวทิ ยำลยั แมฟ่ ้ ำหลวง Knowledge transformation towards Thailand 4.0 (2) (5) การคำนวณประสทิ ธิภาพการกำจัดฟลอู อไรด์ ประสทิ ธิภาพการกำจดั ฟลอู อไรด์ในน้ำ สามารถคำนวณได้จากสมการท่ี (2) ร้อยละการกำจัด = (������������− ������������) ������ 100 ������������ โดยที่ ������������ คือ ความเขม้ ข้นของฟลอู อไรดเ์ รมิ่ ตน้ (มิลลิกรมั ต่อลติ ร) ������������ คือ ความเข้มขน้ ของฟลอู อไรด์คงเหลือหลงั ผา่ นการบำบัด (มิลลกิ รมั ตอ่ ลติ ร) ผลการวจิ ัย (1) เปรยี บเทียบประสิทธภิ าพในการกำจดั ฟลอู อไรด์ของวสั ดดุ ดู ซบั แต่ละชนิด ประสทิ ธภิ าพในการกำจดั ฟลูออไรดข์ องวัสดุดดู ซับแตล่ ะชนิด แสดงดงั ภาพที่ 3 โดยใชป้ รมิ าณวัสดุดูดซบั 10 กรัมตอ่ ลิตร ในการกำจัดฟลูออไรด์ในน้ำสังเคราะห์ที่มีความเข้มข้นฟลูออไรด์ 5.66±0.03 มิลลิกรัมต่อลิตร พบว่าผงถ่านกระดูก (Pig bone char) กระดูกหมู (Pig bone) ผงเปลือกสับปะรด (Pineapple peel) ผงกากกาแฟ (Coffee ground) และผงเปลือกไข่ไก่ (Eggshell) สามารถกำจัดฟลูออไรดใ์ นเวลา 120 นาทีได้ร้อยละ 82.12±1.60 ร้อยละ 53.58±0.00 ร้อยละ 28.96±0.98 ร้อยละ 23.06±2.09 และร้อยละ 12.30±0.77 ตามลำดบั % reduction [F] 5.66 0.03 mg/L, [Adsorbent] 10 g/L 100 80 Eggshell 60 40 20 0 Pig bone char Pig bone Pineapple peel Coffee ground ภาพท่ี 3 ประสิทธิภาพในการกำจดั ฟลอู อไรด์ดว้ ยวสั ดดุ ูดซับแต่ละชนดิ (2) ประสิทธภิ าพของถ่านกระดูกหมแู ละผงกระดูกหมทู ี่ผา่ นการเผา และทไ่ี ม่ผ่านการเผา ประสิทธิภาพของถา่ นกระดกู หมทู ่ผี ่านการเผา (Pig bone char) และผงกระดูกหมูที่ไม่ผ่านการเผา (Pig bone) แสดงดัง ภาพที่ 4 โดยพบว่าประสิทธิภาพในการกำจัดฟลูออไรด์ในเวลา 180 นาที เพิ่มขึ้นจากร้อยละ 59.41±0.00 เป็นร้อยละ 87.69±8.75 เมอ่ื ใช้ผงถา่ นกระดกู หมเู ปน็ วัสดุดดู ซับ 41
The 2nd National Conference of Health Science Research สำนกั วชิ ำวทิ ยำศำสตรส์ ุขภำพ Knowledge transformation towards Thailand 4.0 มหำวทิ ยำลยั แม่ฟ้ ำหลวง [Adsorbent] 10 g/L, pH 6 100 80 % reduction 60 40 20 Pig bone char Pig bone 0 0 30 60 90 120 150 180 Reaction time (min) ภาพท่ี 4 ผลของวัสดดุ ูดซบั กระดกู หมทู ผ่ี า่ นการเผา (Pig bone char) และไม่ผา่ นการเผา (Pig bone) (3) ผลของความเป็นกรด-ดา่ ง (pH) ในน้ำ ผลของ pH ในน้ำสังเคราะห์ แสดงดังภาพที่ 5 โดยพบว่าที่ pH 6 สามารถกำจัดฟลูออไรด์ได้ดีที่สุด (ร้อยละ 87.69 ±8.75) ในเวลา 180 นาที รองลงมาคือ pH 4 (รอ้ ยละ 81.47±3.23) และ pH 8 (ร้อยละ 79.69 ±3.24) ตามลำดับ อย่างไรก็ตาม จากการวิเคราะห์ one way ANOVA พบว่าประสิทธิภาพการกำจัดมีความแตกต่างกันอย่างไม่มีนัยสำคัญทางสถิติ (p-value 0.982) 100 [Pig bone char] 10 g/L, pH 4–8 80 % reduction60 pH 4 40 pH 6 20 pH 8 0 30 60 90 120 150 180 0 Reaction time (min) ภาพท่ี 5 ผลของความเป็นกรด-ดา่ งในน้ำ (4) ผลของปรมิ าณวัสดุดดู ซบั ผลของปริมาณวัสดุดูดซับที่สังเคราะห์จากถ่านกระดูก แสดงดังภาพที่ 6 โดยพบว่าถ่านกระดูกหมูปริมาณ 10 กรัมต่อ ลติ ร มีประสทิ ธิภาพสงู สดุ ในการกำจัดฟลอู อไรด์ (รอ้ ยละ 87.69 ±8.75) เม่อื ทดลองลดและเพิม่ ปริมาณถา่ นกระดูกหมเู ป็น 5 และ 20 กรัมตอ่ ลิตร พบวา่ ประสิทธิภาพในการกำจัดฟลูออไรดล์ ดลงเป็นรอ้ ยละ 69.71 ±0.89 และร้อยละ 78.93 ±0.72 ตามลำดบั 42
The 2nd National Conference of Health Science Research สำนักวชิ ำวทิ ยำศำสตรส์ ุขภำพ Knowledge transformation towards Thailand 4.0 มหำวทิ ยำลยั แม่ฟ้ ำหลวง 100 [Pig bone char] 5–10 g/L, pH 6 80 % reduction 60 40 5 g/L 10 g/L 20 20 g/L 0 0 30 60 Reactio9n0time (min1)20 150 180 ภาพที่ 6 ผลของปริมาณวสั ดดุ ูดซบั (5) ผลของการกำจัดฟลูออไรด์ในนำ้ ประปาบาดาล ผลของประสิทธภิ าพในการกำจัดฟลูออไรด์ในนำ้ ประปาบาดาล แสดงดงั ภาพที่ 7 เม่อื นำถ่านกระดกู หมู 10 กรัมต่อลิตร ไปใช้ในการกำจัดฟลูออไรด์ในน้ำประปาบาดาลจากชุมชนแห่งหนึ่งในอำเภอห้างฉัตร จังหวัดลำปาง (ฟลูออไรด์เข้มข้น 4.64 มิลลิกรัมต่อลิตร) พบว่าถ่านกระดกู หมูสามารถลดฟลูออไรด์ได้ร้อยละ 80.89±1.15 ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความเป็นไปได้ที่จะนำถา่ น กระดูกหมไู ปเปน็ วสั ดุดดู ซบั ฟลูออไรด์ในน้ำประปาบาดาลต่อไป Groundwater: [F] 4.64 mg/L 100 80 % reduction 60 40 20 0 0 30 60 Reactio9n0time (min1)20 150 180 ภาพที่ 7 ประสทิ ธภิ าพในการกำจดั ฟลูออไรด์ในนำ้ ประปาบาดาล อภิปรายผล จากผลการศึกษาพบว่ากระดูกหมูเป็นวัสดุดูดซับที่มีประสิทธิภาพมากที่สดุ เนื่องจากกระดูกประกอบด้วยไฮดรอกซีอะพา ไทต์ (Hydroxyapatite) ประมาณร้อยละ 75 แคลเซียมและคาร์บอนร้อยละ 9-11โดยไฮดรอกซีอะพาไทต์ [Ca10(PO4). (OH)2] เป็นแร่แคลเซียมอะพาไทต์ที่อยู่ในฟันและกระดูก (เบญญาภา, 2558) ดังนั้นฟลูออไรด์จึงถูกกำจัดออกเมื่อส่วนประกอบไฮดรอก ไซด์ในไฮดรอกซีอะพาไทต์ถูกแทนที่ด้วยฟลูออไรด์ไอออน (เบญญาภา, 2558) รองมาเป็นเปลือกสับประรดเนื่องจากเปลือก 43
The 2nd National Conference of Health Science Research สำนกั วชิ ำวทิ ยำศำสตรส์ ขุ ภำพ Knowledge transformation towards Thailand 4.0 มหำวทิ ยำลยั แม่ฟ้ ำหลวง สับปะรดมีลักษณะเป็นเส้นใยเมื่อนำมากสังเคราะห์แล้วทำให้มีรูพรุนมากกว่ากากกาแฟและเปลือกไข่ไก่ (วรินธร, 2561) ส่วน เปลือกไข่ไก่มีประสทิ ธิภาพในการกำจัดน้อยท่สี ุดเน่ืองจากผงเปลือกไข่ไกม่ ีน้ำหนักมากทำให้เวลาเขยา่ เปลือกไข่ไก่จะกระจุกตัวอยู่ ตรงกลางไมเ่ กิดการกระจายอยา่ งทั่วถงึ อาจส่งผลให้เกดิ การซอ้ นกนั ของตำแหนง่ ท่ีจะเกิดการดดู ซบั (ศุภกิจ, 2560) ประสิทธิภาพในการกำจัดฟลูออไรดใ์ นนำ้ สงู สดุ ที่ pH 6 เนอ่ื งจากในสภาวะที่ pH 4 กรดสามารถรวมตวั กับฟลูออไรดแ์ ลว้ เกดิ เป็นกรดฟลอู อรกิ (Fluoric acid) ซึง่ อาจส่งผลรบกวนต่อประสิทธภิ าพในการกำจดั ได้ และที่ pH 8 จะเกิดไฮดรอกไซต์ไอออน ซ่งึ อาจส่งผลรบกวนตอ่ ประสทิ ธภิ าพในการกำจดั เชน่ กัน (Mourabet et al., 2012; Papari et al., 2016) วัสดุดูดซบั ผงถ่านกระดูกหมูกำจดั ฟลูออไรด์ได้ดีกว่าผงกระดูกหมู เนื่องจากอุณหภูมิในการเผาช่วยเพิ่มพื้นที่ผิวจำเพาะ และเพิ่มขนาดของรูพรุนให้กับวัสดุ และยังส่งผลต่อโครงสร้างทางจุลภาคและขนาดผลึกของถ่านกระดูก (เบญญาภา, 2558 ; Mourabet et al., 2012; Papari et al., 2016) เมื่อทดลองลดและเพิ่มปริมาณผงถ่านกระดูกหมูเปน็ 5 และ 20 กรัมต่อลิตร พบว่าประสิทธิภาพในการกำจัดฟลูออไรด์ ลดลง เนอ่ื งจากการลดปริมาณวัสดดุ ูดซบั ทน่ี อ้ ยเกนิ ไปไม่เพยี งพอตอ่ การดดู ซบั ฟลอู อไรด์ในนำ้ และปริมาณวสั ดดุ ูดซบั ทมี่ ากเกินไป ส่งผลให้เกิดการรวมตัวของอนุภาคหรือเกิดการซ้อนกันของตำแหน่งที่จะเกิดการดูดซับ (Active site) ทำให้พื้นที่ผิวทั้งหมด (Surface area) ของวสั ดดุ ูดซับลดลง (สุดารตั น์, 2551; ศุภกิจ, 2560) สรปุ และข้อเสนอแนะ ประสิทธิภาพของวัสดุดูดซับในการกำจัดฟลูออไรด์ในน้ำสังเคราะห์ที่มีฟลูออไรด์เข้มข้น 5.66±0.03 มิลลิกรัมต่อลิตร เรียงลำดับได้ดงั นี้ กระดกู หมู > เปลอื กสบั ปะรด > กากกาแฟ > เปลอื กไขไ่ ก่ เมื่อทดลองนำกระดูกหมูมาทดสอบกำจัดฟลูออไรด์ที่สภาวะความเป็นกรด-ด่าง 4-8 พบว่าประสิทธิภาพในการกำจัด ฟลูออไรด์ในน้ำสังเคราะห์สูงสุดที่ pH 6 และหากเปรียบเทียบวัสดุดูดซับจากกระดูกหมูที่ผ่านการเผาและไม่ผ่านการเผา พบว่า กระดูกหมูที่ผ่านการเผาไหม้ที่ 650 องศาเซลเซียส จนเป็นผงถ่าน สามารถกำจัดฟลูออไรด์ได้ดีกว่ากระดูกหมูที่ไม่ผ่านการเผาถงึ ร้อยละ 30 จากการศกึ ษาหาปริมาณวสั ดดุ ดู ซบั ทีเ่ หมาะสม พบว่าผงถา่ นกระดูกหมปู รมิ าณ 10 กรมั ตอ่ ลิตร มีประสิทธิภาพสูงสุดใน การกำจดั ฟลูออไรด์ในน้ำสงั เคราะห์ เมือ่ ทดลองนำผงถา่ นกระดูกหมูไปใชใ้ นการกำจดั ฟลูออไรดใ์ นนำ้ ประปาบาดาลจากชุมชนแห่ง หนึ่งซึ่งพบการปนเปื้อนของฟลูออไรด์ในน้ำประมาณ 4.64 มิลลิกรัมต่อลิตร พบว่าผงถ่านกระดกู หมสู ามารถกำจัดฟลูออไรด์ได้ถึง ร้อยละ 82.56±0.08 ในเวลา 180 นาที ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความเป็นไปไดท้ ี่จะนำถ่านกระดูกหมูไปใช้เป็นวัสดุดูดซับฟลูออไรด์ใน น้ำประปา ข้อเสนอแนะในการทำวิจัยครั้งต่อไป คือ ควรศึกษาผลของความเข้มข้นฟลูออไรด์ และศึกษาหาแนวทางการฟื้นฟู ประสทิ ธิภาพวสั ดุดูดซบั กลบั มาใช้ใหม่ และศึกษาวิธใี นการเพิม่ พืน้ ทผี่ ิวและปรมิ าณไฮดรอกซีอะพาไทต์เพ่อื เพมิ่ ประสทิ ธิภาพในการ ดูดซับฟลอู อไรด์ใหม้ ากขนึ้ กิตติกรรมประกาศ ขอขอบคุณงบประมาณสนับสนุนในการทำวิจัยจากกองทุนค่าธรรมเนียมการศึกษาเพื่อการพัฒนา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และขอขอบคุณสำนักทรพั ยากรนำ้ บาดาลเขต 1 ลำปาง ท่ีให้ความอนุเคราะห์ขอ้ มลู ปริมาณฟลอู อไรด์ใน พนื้ ท่จี งั หวัดลำปาง 44
The 2nd National Conference of Health Science Research สำนักวชิ ำวทิ ยำศำสตรส์ ุขภำพ Knowledge transformation towards Thailand 4.0 มหำวทิ ยำลยั แมฟ่ ้ ำหลวง ขอขอบคณุ ผศ.ดร. ธญั ลกั ษณ์ ราษฎรภ์ ักดี (คณะวศิ วกรรมศาสตร์ มหาวทิ ยาลัยขอนแก่น) ที่เอื้อเฟอ้ื วสั ดุอุปกรณ์ในการ ทำวิจัย ขอขอบคณุ รศ.ดร. ปฏภิ าณ ปัญญาพลกุล ดร. ณฐั วญิ ญ์ ชวเลิศพรศยิ า (คณะวิศวกรรมศาสตร์ จฬุ าลงกรณ์มหาวิทยาลัย) ผศ.ดร. อรรณพ วงศ์เรือง ผศ.ดร.ภาคภูมิ รักร่วม (คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่) ที่เอื้อเฟื้อสารเคมี และให้ คำแนะนำทเ่ี ปน็ ประโยชนต์ อ่ งานวจิ ัย ขอขอบคุณ อาจารย์ ดร. ญาณสินี สุมา สำหรับคำแนะนำท่ีมีประโยชน์ในการสังเคราะหว์ ัสดุดูดซับ ขอขอบคุณอาจารย์ ประจำสาขาวชิ าอนามัยสิ่งแวดล้อมทุกทา่ นทใี่ ห้ขอ้ เสนอแนะในการทำวจิ ัย และขอขอบคุณนักวิทยาศาสตรป์ ระจำคณะสาธารณสขุ ศาสตร์ ศูนย์ลำปาง (คณุ สภุ าวิณี ศรคี ำ และคณุ พงศพศั ชาวงว้ิ ) ทีอ่ ำนวยความสะดวกตลอดระยะเวลาการทำวิจยั ในหอ้ งปฏิบตั กิ าร เอกสารอา้ งอิง เบญญาภา สวา่ งแจง้ . (2558). กลไกการดูดซบั ฟลอู อไรดโ์ ดยถ่านกระดกู ออกจากน้ำใตด้ ิน. (วทิ ยานพิ นธ์ปรญิ ญามหาบณั ฑิต). มหาวทิ ยาลยั ธรรมศาสตร์, บณั ฑติ วทิ ยาลัย. ธนิดา โพธิ์ดี และ พรสุดา หน่อไชย. (2552). การสำรวจฟลอู อไรดใ์ นน้ำด่ืม จ.พษิ ณโุ ลก. (รายงานวจิ ยั ฉบับสมบรู ณ)์ . พษิ ณุโลก: ภาควชิ าทันตกรรมป้องกนั คณะทนั ตแพทยศาสตร์ มหาลยั นเรศวร. เย็นจิต ครุ ภุ าภรณ์. (2551). บทวิทยาการพฤติกรรมการบรโิ ภคน้ำของประชาชนในพืน้ ทฟ่ี ลูออไรดใ์ นแหลง่ น้ำสูงเกนิ มาตรฐานบา้ น ล่มุ กลาง ตำบลแมส่ ัน อำเภอห้างฉตั ร จ.ลำปาง: วทิ ยาสารทันตสาธารณสขุ ปที ่ี 13 ฉบับท่ี 3 วรนิ ธร พลศร.ี (2561). กระดาษดดู ซับเอทธีลีนจากเปลือกสับปะรด. (รายงานวิจัยฉบับสมบรู ณ)์ . มหาวิทยาลยั เทคโนโลยรี าชมงคล ธญั บรุ .ี ศุภกจิ แซเ่ จยี ม. (2560). การดูดซบั สี Malachite Green และ Reactive Red 31 จากน้ำเสียสังเคราะห์ด้วยเปลอื กกลว้ ย. (วิทยานพิ นธป์ รญิ ญามหาบณั ฑติ ). มหาวิทยาลยั ศิลปากร, บณั ฑติ วิทยาลัย. สมทรพั ย์ อธิคมรังสฤษฎ์ และ สกุ ญั ญา อรณุ ส่ง.(2538). ฟลอู อไรด์ในแหล่งนำ้ บาดาล. การประชุมวิชาการ กทธ. ป2ี 538 เร่อื ง ความกา้ วหนา้ และวสิ ยั ทศั นข์ องการพัฒนาทรัพยากรธรณ,ี (11-13 มกราคม 2538), 655 สุดารตั น์ เลิศวทิ ยาพนธ์. (2551). การกำจดั ตะกัว่ เเละเคียดเมยี มด้วยสารดดู ซบั จากกระดกู หมู. (วิทยานิพนธป์ รญิ ญาดษุ ฎีบณั ฑิต). จฬุ าลงกรณม์ หาวทิ ยาลัย, บณั ฑติ วทิ ยาลัย. สุรศักด์ิ มานะรตั นสวุ รรณ. (2541). การกำจัดฟลอู อไรดจ์ ากนำ้ ท้ิงอตุ สาหกรรมและจากนำ้ ธรรมชาติ. วทิ ยานพิ นธม์ หาบณั ฑติ . วทิ ยาศาสตร์ (เทคโนโลยสี ่งิ แวดลอ้ ม) มหาวทิ ยาลยั เทคโนโลยพี ระจอมเกล้าธนบรุ ี. บัณฑติ วทิ ยาลยั . อภวิ รรณ เสาเวียง. (2557). ฟลอู อไรดภ์ ยั เงยี บในน้ำดมื่ นำ้ ใช้. สถาบันวิจยั ระบบสาธารณสขุ (สวรส). (พฤศจกิ ายน 2557), 28 Papari, F., Najafabadi, P. R., & Ramavandi, B. (2016). Fluoride ion removal from aqueous solution, groundwater, and seawater by granular and powdered Conocarpus erectus biochar. Desalination and Water Treatment, 65, 375–386. Mourabet, M., Rhilassi, A. El, Boujaady, H. El, Bennani-Ziatni, M., Hamri, R. El, & Taitai, A. (2012). Removal of fluoride from aqueous solution by adsorption on hydroxyapatite (HAp) using response surface methodology. Journal of Saudi Chemical Society, 19(6), 603–615. 45
The 2nd National Conference of Health Science Research สำนักวชิ ำวทิ ยำศำสตรส์ ุขภำพ Knowledge transformation towards Thailand 4.0 มหำวทิ ยำลยั แม่ฟ้ ำหลวง การเปรียบเทยี บประสิทธภิ าพของน้ำส้มสายชูและนำ้ มะกรูดในการลดปรมิ าณ Escherichia coli ท่ีปนเป้อื นในผกั กาดหอม ศิริลกั ษณ์ สายะหมี¹ พัชรพร สุขศรีราษฎร์¹ และญาณสนิ ี สมุ า1* 1สาขาวิชาอนามยั ส่งิ แวดล้อม คณะสาธารณสขุ ศาสตร์ มหาวทิ ยาลยั ธรรมศาสตร์ ศนู ยล์ ำปาง *Corresponding author E-mail: [email protected] บทคดั ย่อ บทนำ: ผักกาดหอมเป็นผักที่นิยมนำมาบริโภคสดและใช้ปุ๋ยจากมูลสัตว์ในการเพาะปลูก ทำให้ผักมีแนวโน้มที่จะมีการ ปนเปื้อนแบคทีเรีย Escherichia coli (E. coli) ซึ่งพบในอุจจาระและเป็นเชื้อก่อโรคทางเดินอาหารได้ วัตถุประสงค์: เพื่อ เปรียบเทยี บประสิทธภิ าพของการใชน้ ้ำมะกรดู น้ำส้มสายชูและเกลอื ในการล้างผกั กาดหอมเพ่ือลดปริมาณ E. coli ท่ีปนเปื้อนมา กับผักกาดหอม วิธีวิจัย: ทำการทดสอบกับผักกาดหอม (Lactuca sativa) ที่มีการสร้างสภาวะปนเปื้อนด้วยเชื้อ E. coli โดยหา ปรมิ าณเชือ้ E. coli หลังจากการแช่ผกั กาดหอมในสารทดสอบ และนบั จำนวนดว้ ยวิธี Spread Plate Technique บนอาหารเล้ียง เชื้อ Eosin Methylene Blue (EMB) agar โดยใช้น้ำกลั่นปราศจากเชื้อเปน็ ตวั ควบคุม ผลการวิจัย: การทดลองประสิทธิภาพการ ลดปรมิ าณเช้อื E. coli ในผกั กาดหอมจากการสรา้ งสภาวะการปนเปื้อนเปรียบเทยี บกับนำ้ กลัน่ พบว่านำ้ มะกรูดและน้ำส้มสายชูที่ ความเข้มข้นร้อยละ 5, 10 และ 15 สามารถลดปริมาณเชื้อ E. coli ได้ ภายในเวลา 30 นาที โดยลดปริมาณเชื้อ E. coli ได้ มากกว่าน้ำกลั่นประมาณ 6.50 log10 CFU / g ส่วนน้ำเกลือที่มีความเข้มข้นร้อยละ 5,10 และ15 จะลดปริมาณเชื้อ E. coli ได้ มากกว่าน้ำกลั่นประมาณ 0.01, 0.02 และ 0.11 log10 CFU / g ตามลำดับ อภิปรายและสรุปผลการวิจัย:น้ำมะกรูดและ น้ำส้มสายชูที่ความเข้มข้นร้อยละ 5 สามารถลดปริมาณเชื้อ E. coli ได้ทั้งหมด ในเวลา 30 นาที จากงานวิจัยที่ผ่านมาพบว่าน้ำ มะนาวทค่ี วามเขม้ ข้นร้อยละ 15 สามารถลดปรมิ าณเชอ้ื E. coli ไดม้ ากทส่ี ุด เมื่อเปรียบเทยี บประสิทธิภาพของสารฆา่ เชอื้ จลุ นิ ทรยี ์ ในการลดปริมาณเช้ือ E. coli พบว่าสารละลายโซเดียมคลอไรทแ์ ละสารละลายโซเดยี มไฮโปคลอไรท์ทำลาย E. coli บนผกั กาดหอม ได้หมดในเวลา 15 และ 30 นาที ตามลำดับ ทั้งนี้จงึ พิจาณาว่าน้ำมะกรูดนา่ จะสามารถนำมาพฒั นาเป็นน้ำยาลา้ งผักจากธรรมชาติ ได้ เนอื่ งจากมปี ระสทิ ธิภาพในการลดปรมิ าณเชื้อ E. coli ทีป่ นเปือ้ นในผกั กาดหอม หางา่ ยและราคาถกู คำสำคญั : ประสิทธภิ าพ การลา้ งผัก น้ำมะกรูด ผักกาดหอม E.coli น้ำสม้ สายชู นำ้ เกลือ 46
The 2nd National Conference of Health Science Research สำนกั วชิ ำวทิ ยำศำสตรส์ ขุ ภำพ Knowledge transformation towards Thailand 4.0 มหำวทิ ยำลยั แม่ฟ้ ำหลวง Comparison of Efficacy of Vinegar and Kaffir Lime Juice in Reducing Contaminated Escherichia coli in Lettuce Siriluck Saiyamee1, Padcharapon sugseerad1, Yanasinee Suma1* 1Major of Environmental Health, Faculty of Public Health, Thammasat University (Lampang Campus) *Corresponding author E-mail: [email protected] Abstract Introduction: Fresh lettuce is widely consumed and is cultivated by manure fertilizer. It is resulted to make vegetables more likely to be contaminated Escherichia coli (E. coli) bacteria, which are found in feces and cause gastrointestinal diseases. Objective: To compare the effectiveness of kaffir lime juice, vinegar and saltwater as vegetable-washing liquid to reduce the number of contaminated E. coli in lettuce. Methodology: The experiment was conducted with lettuce (Lactuca sativa) which has been contaminated with artificially inoculated E. coli. After lettuce was separately soaked in tested materials, the number of E. coli was determined using Spread Plate Technique on Eosin Methylene Blue (EMB) agar. Sterile distilled water was used as control. Results: The efficiency of reducing the number of artificially inoculated E. coli in lettuce of tested materials was compared with that of distilled water. It was found that kaffir lime juice and vinegar at concentrations of 5, 10 and 15 % were effective in reducing the number of E. coli within 30 minutes by reducing the number of E. coli greater than 6.50 log10 CFU/g that of distilled water. The saltwater at concentrations of 5, 10 and 15 % were effective in reducing the number of E. coli greater than 0.01, 0.02 and 0.11 log10 CFU / g that of distilled water, respectively. Discussion and conclusion: Kaffir lime juice and vinegar at 5% concentration can reduce the total amount of E. coli within 30 minutes. When compared to previous research, lemon juice at a concentration of 15 % was the most effective in reducing the amount of E. coli. When comparing the efficacy of reducing E. coli contamination of sanitizers including sodium chlorite and sodium hypochlorite solutions destroyed E. coli on lettuce within 15 and 30 minutes, respectively. Therefore, we consider that kaffir lime juice can be developed as a natural vegetable washing liquid because it is effective in reducing the amount of contaminated E. coli in lettuce, easy to find and cheap. Keywords: Efficiency, Vegetables washing, Kaffir lime juice, Lettuce, E. coli, Vinegar, Saltwater 47
The 2nd National Conference of Health Science Research สำนักวชิ ำวทิ ยำศำสตรส์ ขุ ภำพ Knowledge transformation towards Thailand 4.0 มหำวทิ ยำลยั แม่ฟ้ ำหลวง บทนำ ปัจจุบนั มีคนไทยรับประทานผกั มากขน้ึ เนือ่ งจากมคี ุณค่าทางโภชนาการมีทั้งวติ ามินและเกลอื แรส่ งู คนไทยนยิ มบรโิ ภค ทั้งผกั สดและผักทีน่ ำมาปรงุ ใหส้ กุ แลว้ โดยผกั สดบางชนดิ นยิ มนำมาเป็นเครอ่ื งเคียงเพ่ือรบั ประทานร่วมกับอาหารพ้ืนเมืองอ่ืนๆและ การตกแตง่ บนจานอาหารเพื่อใหอ้ าหารดนู ่ารบั ประทานยิ่งข้ึนโดยเฉพาะผักกาดหอมนนั้ นยิ มใช้ตกแตง่ จานอาหารและนำมาบริโภค เป็นผักสดกันอย่างแพร่หลาย จากรายงานสถานการณ์การเพาะปลูกผักกาดหอม (ศูนย์เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร กรม ส่งเสริมการเกษตร, 2562) พบว่าเนื้อที่ปลูกผักกาดหอมในประเทศไทยของปี 2561 ประมาณ 12,128 ไร่ ซึ่งมากกว่าปี 2559 ถึง 602 ไร่ (ศูนย์เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร กรมส่งเสริมการเกษตร, 2560) โดยเกษตรกรนิยมนำปุ๋ยคอกจากมูลสัตว์มา เพาะปลูกผักกาดหอม เพ่ือลดตน้ ทุนในการผลิตและเพม่ิ มลู คา่ ใหก้ ับผกั มากข้นึ เน่อื งจากผกั ท่ีปลูกแบบอนิ ทรยี ์และไมใ่ ช้สารเคมีจะ มีราคาสูงขึ้น ทำให้เกษตรกรใช้ปุ๋ยคอกกันมากขึ้น จากการใช้ปุ๋ยคอกในการเพาะปลูกนั้น อาจทำให้ผักสดมีการปนเปื้อนของ เชอื้ จุลินทรียส์ ูง (ณัฐพงศ์ การถึงและคณะ, 2558) ดังนัน้ อาจทำใหเ้ ช้ือจลุ นิ ทรียท์ ี่มีอยใู่ นมูลสัตว์ตกค้างอยูใ่ นผักเหลา่ นี้ จากรายงานจากสำนักมาตรฐาน สินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติพบว่าสินค้าส่งออกไปสหภาพยุโรป เช่น ผักสวนครัว ตรวจพบจุลินทรีย์ปนเปื้อนอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะ Salmonella spp. และ Escherichia coli (E. coli) ดังนั้นผักที่ไม่เคยผ่าน กรรมวิธีหรือกระบวนการล้างใดๆ หรือผ่านการล้างที่ไม่ถูกวิธี อาจจะมีเชื้อโรคหลงเหลืออยู่และตกค้างได้ หากนำมารับประทาน หรอื นำมาตกแตง่ จานอาหาร อาจกอ่ ใหเ้ กดิ โรคระบบทางเดินอาหารตอ่ ผู้บริโภคได้ วธิ ีกำจดั เชือ้ โรคท่ปี นเป้ือนในผกั สด สามารถใช้ วิธกี ารทางเคมไี ด้ เนอ่ื งจากประหยดั และสะดวก (Lee et al., 2009) ท้งั นี้พบวา่ ขั้นตอนการลา้ งนั้นเป็นปจั จัยสำคญั ทส่ี ง่ ผลตอ่ การ ลดปริมาณจุลนิ ทรีย์ในผักสดทีม่ ีการหั่น โดยสารเคมีที่นิยมใช้มากที่สุดในการฆา่ เช้ือทีผ่ ิวของอาหารที่ได้รับการรับรองจากองคก์ าร อาหารและยาของประเทศสหรฐั อเมรกิ าได้แก่ คลอรนี สำหรบั การลา้ งผักสดด้วยคลอรนี ทีค่ วามเขม้ ขน้ ต่างๆต้ังแต่ 50 – 200 ppm มกั ใช้เวลาในการลา้ งนาน 2 นาทขี ึ้นไป (Chungsamanukool et al., 2553) อยา่ งไรกต็ ามการลา้ งผักดว้ ยคลอรนี ประชาชนเข้าถึง ได้ยาก ประกอบกับประชาชนส่วนใหญ่มักจะใช้น้ำประปาในการล้างผัก ซึ่งคุณภาพน้ำประปามีความแตกต่างกันในแต่ละพื้นที่ นอกจากนี้พบว่าการล้างผักด้วยน้ำที่ผ่านการทำให้ปราศจากเชื้อแล้ว นาน 10 นาที นั้นสามารถลดปริมาณเชื้อที่ผ่านการสร้าง สภาพปนเปื้อนเชื้อในผักกาดหอมได้ประมาณ 1 log10 CFU E. coli O157:H7/g (Singh et al., 2002) และประชาชนบางส่วน นิยมที่ใช้น้ำส้มสายชู หรือผลิตภัณฑ์น้ำยาล้างผักที่จำหน่ายทั่วไปในการล้างผัก โดยน้ำยาล้างผักเหล่านี้จะเน้นการลดสารตกค้าง จำพวกสารกำจดั ศัตรูพชื หรอื สารเคมอี นื่ ๆ มากกว่าการลดเชือ้ ก่อโรคท่ีปนเปอ้ื น อีกทั้งผลิตภณั ฑน์ ้ำยาลา้ งผกั ท่ีมกี ารระบวุ า่ สามารถ ลดปริมาณแบคทีเรียได้ มักราคาแพง จากการสำรวจราคาน้ำยาล้างผักที่จำหน่ายทั่วไปตามห้างสรรพสินค้า ราคาประมาณ 280- 359 บาท โดยมีปริมาตรประมาณ 350-400 มิลลิลิตร (Central, 2562) ดังนั้นในงานวิจัยนี้จึงมีวัตถุประสงค์เพื่อทดสอบหาสาร จากธรรมชาติท่ีราคาถกู หาไดง้ า่ ย และประชาชนท่ัวไปสามารถเตรียมไดเ้ อง เชน่ การประยุกตใ์ ชน้ ้ำมะกรดู ในการล้างผกั แม้ว่าจะ ไมม่ ีรายงานเกย่ี วกับการใชน้ ้ำมะกรูดในการลา้ งผกั แตม่ ีงานวิจยั พบว่าน้ำมะนาวมีฤทธิ์ในการลดปรมิ าณเชื้อได้ น้ำมะนาวมีค่าความ เป็นกรด-ดา่ ง (pH) อยทู่ ่ี 2.02 ซึ่งนำ้ มะกรดู มีคา่ ความเปน็ กรดมากกวา่ น้ำมะนาว โดยน้ำมะกรูดจะมีคา่ pH หรือค่าความเป็นกรด อยู่ที่ 1.87 (ชาลิสา อนาวงศ์และคณะ, 2556) ทั้งนี้น้ำมะกรดู ไม่เปน็ อันตรายต่อมนษุ ย์ สามารถรับประทานได้ และเป็นสิง่ ที่หาได้ ง่าย ผู้วิจัยจึงสนใจนำมาทดสอบในการล้างผักเพื่อลดปริมาณเชื้อแบคทีเรีย โดยทดสอบหาประสิทธิภาพในการลดปริมาณ E. coli ท่ีปนเปือ้ นมากบั ผักกาดหอม โดยเหตทุ ี่เลือกเชือ้ E. coli นน้ั เน่ืองจาก E. coli เปน็ แบคทเี รยี ในกลุ่มโคลฟิ อรม์ แบคทีเรียประเภทฟี คลั โคลฟิ อร์ม (Fecal coliform) ซงึ่ เปน็ โคลิฟอร์มที่พบในอจุ จาระของมนุษยแ์ ละสัตว์ เลอื ดอุน่ ใช้เปน็ ดชั นชี ้สี ุขลกั ษณะของอาหาร 48
The 2nd National Conference of Health Science Research สำนักวชิ ำวทิ ยำศำสตรส์ ุขภำพ Knowledge transformation towards Thailand 4.0 มหำวทิ ยำลยั แม่ฟ้ ำหลวง และน้ำ เมื่อได้สารทดสอบที่มีประสิทธิภาพในการลดปริมาณเชื้อได้มากที่สุดจะนำมาทดสอบกับ E. coli ในโคลิฟอร์มแบคทีเรีย ที่พบในผักจริงๆ ซึ่งหากน้ำมะกรูดมีประสิทธิภาพในการลดปริมาณ E. coli ได้จริงก็สามารถพัฒนาเป็นน้ำยาล้างผักที่มี ประสทิ ธภิ าพหาไดง้ ่าย ราคาถกู และปลอดภัยตอ่ ผูบ้ รโิ ภคอีกด้วย วตั ถปุ ระสงค์ เพือ่ เปรียบเทยี บประสทิ ธิภาพของการใชน้ ำ้ มะกรูด นำ้ สม้ สายชูและเกลือในการล้างผักกาดหอมเพอื่ ลดปริมาณ E. coli ท่ปี นเป้อื นมากบั ผกั กาดหอม ระเบียบวิธวี จิ ัย การศกึ ษานเี้ ปน็ การศกึ ษาแบบทดลอง (Experimental research) ในระดบั หอ้ งปฏบิ ตั กิ าร (Lab-scale experiment) เพื่อ เปรียบเทียบประสิทธิภาพของการใช้น้ำมะกรูด น้ำส้มสายชูและน้ำเกลือแกงในการล้างผักกาดหอมเพื่อลดปริมาณ E. coli ท่ี ปนเปอื้ นมากบั ผกั กาดหอมโดยมีข้นั ตอนการศึกษา ดังตอ่ ไปน้ี การเตรยี มตัวอย่างผกั คัดเลือกผักกาดหอมที่ซื้อจากตลาดในท้องถิ่นโดยเด็ดใบที่อยู่ด้านนอกออก 2-3 ใบ เลือกใช้ใบที่มีขนาดใบและ ความยาวของก้านใบใกล้เคียงกัน ล้างคราบดินออกด้วยน้ำประปา แล้วล้างด้วยน้ำกล่ันท่ีปราศจากเชือ้ 2 ครั้ง ตัดให้เป็นส่เี หลี่ยม จตั รุ สั ขนาด 5 × 5 เซนติเมตร ด้วยมดี ท่ีผา่ นการฆา่ เชอื้ และน้ำหนักผกั กาดหอมเฉล่ียประมาณ 0.52±0.03 กรมั การเตรียมสารทดสอบ (1) น้ำมะกรูดความเขม้ ขน้ รอ้ ยละ 0.5, 1, 2, 3, 4, 5, 10 และ 15 (ปริมาตร/ปริมาตร): นำมะกรูดมาค้นั โดยนำมาล้างดว้ ย น้ำ กลั่นที่ปราศจากเชื้อ ผ่ามะกรูดด้วยมีดที่ผ่านฆ่าเชื้อและผู้คั้นสวมถุงมือ จากนั้นเติมน้ำมะกรูดในปริมาตร 1, 2, 4, 6, 8, 10, 20 และ 30 มิลลิลิตร ตามลำดับ ลงในบีกเกอร์ขนาด 250 มิลลิลิตร แล้วปรับปริมาตรโดยการเติมน้ำกลั่นที่ผ่านการฆ่าเชื้อแล้วให้มี ปรมิ าตร 200 มิลลลิ ิตร (2) น้ำส้มสายชูความเข้มข้นร้อยละ 0.5, 1, 2, 3 ,4, 5, 10 และ 15 (ปริมาตร/ปริมาตร): เติมน้ำส้มสายชูในปริมาตร 1, 2, 4, 6, 8, 10, 20 และ 30 มลิ ลิลติ ร ลงในบีกเกอร์ 250 มิลลิลิตร ตามลำดับ จากน้นั ปรบั ปริมาตรโดยการเตมิ น้ำกล่ันที่ผ่านการฆ่าเชื้อ แลว้ ให้มปี รมิ าตร 200 มิลลลิ ติ ร (3) น้ำเกลือแกงเข้มข้นร้อยละ 0.25, 0.5, 15, 10 และ 15 (น้ำหนัก/ปริมาตร): ชั่งเกลือแกงให้ได้น้ำหนัก 0.5, 1, 2, 10, 20 และ 30 กรัม นำไปใส่บีกเกอร์ ตามลำดบั คนให้ละลายเข้ากัน จากนั้นปรับปริมาตรโดยการเติมน้ำกลั่นที่ผ่านการฆ่าเชื้อแล้วให้มี ปริมาตร 200 มลิ ลลิ ติ ร (4) น้ำกลัน่ : เทน้ำกล่ันท่ีผ่านการฆา่ เชอ้ื แล้วใหม้ ีปริมาตร 200 มลิ ลิลติ ร ทั้งนี้ภาชนะและอุปกรณท์ ี่ใช้ทุกชิ้นผ่านการทำให้ปราศจากเชื้อ โดยอบในหม้อน่ึงฆา่ เชื้อภายใต้ความดนั ไอน้ำ (Autoclave) ซ่ึง อาศัยความร้อนจากไอน้ำเดือดภายใต้ความดันของ มีอุณหภูมิสูงถึง 121 °C ภายใต้ ความดัน 15 ปอนด์ต่อตารางนิ้ว นาน 15 นาที การเตรียมเชือ้ E. coli วิธีการเตรียมเชื้อ E. coli ปรับเปลี่ยนจากวิธีการของณัฐพงศ์ การถึงและคณะ (2558) โดยถ่ายเชื้อ E. coli (สถาบันวิจัย วิทยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยแี หง่ ประเทศไทย ) จากอาหารเล้ียงเชื้อ Nutrient Agar ( NA ) 1 ลปู ใสล่ งในอาหารเลี้ยงเช้ือ Nutrient 49
The 2nd National Conference of Health Science Research สำนักวชิ ำวทิ ยำศำสตรส์ ขุ ภำพ Knowledge transformation towards Thailand 4.0 มหำวทิ ยำลยั แมฟ่ ้ ำหลวง Broth ( NB ) 10 มิลลิลิตรนำไปบ่มที่อุณหภูมิ 35°C เป็นเวลา 24 ชั่วโมงจากนั้นถ่ายเชื้อในทำนองเดียวกันอีก 2 ครั้ง ในวันที่ 3 จึงปิเปตอาหารเลี้ยงเชื้อที่มีเชื้อเจริญอยูป่ ริมาตร 3 มิลลิลิตร ลงในอาหารเลี้ยงเช้ือ NB 300 มิลลิลิตรทีบ่ รรจใุ นขวดลูกชมพู่ขนาด 500 มิลลลิ ิตร จำนวน 4 ขวด เพื่อให้ได้ปรมิ าตรรวม 1 ลิตร นำไปบ่มที่อณุ หภูมิ 35°C เป็นเวลา 18 ชั่วโมง จากนั้นนำเชือ้ E. coli ที่ได้ทั้งหมดเทรวมกันในขวดที่ฆ่าเชื้อแล้ว ขนาด 1 ลิตร เพื่อให้เชื้อทั้งหมดที่นำไปทดลองมีความเข้มข้นเท่ากัน จึงใช้เป็นเช้ือ ทดสอบในการสร้างสภาพปนเปื้อนในผกั กาดหอม วิธที ดสอบ ใช้วิธีการทดสอบดัดแปลงมาจากวิธีการของณัฐพงศ์ การถึงและคณะ( 2558) โดยนำตัวอย่างผักกาดหอมที่ได้มาจาก การเตรียมในวิธีข้างตน้ ที่กล่าวมาแชใ่ นน้ำกลั่น 5 นาที ตัง้ บนตะแกรง 1 ชวั่ โมง จึงจุ่มตวั อยา่ งผกั กาดหอมในอาหารเลยี้ งเช้ือ NB ที่ มีเชื้อ E. coli ที่เตรียมไว้จากวิธีข้างต้น 2 นาที ทิ้งให้แห้งบนตะแกรงนาน 30 นาที แล้วนำตัวอย่างผักกาดหอมแยกแช่ในสาร ทดสอบแต่ละชนิดได้แก่ น้ำกลั่น น้ำมะกรูด น้ำส้มสายชู และน้ำเกลือ ปริมาตร 200 มิลลิลิตร โดยแช่ผักกาดหอมในสารทดสอบ เป็นเวลา 30 นาที จากนั้นใช้ปากคีบที่ผ่านการฆ่าเชื้อแล้วคีบผักกาดหอมนำมาผ่านน้ำกลั่นที่ปราศจากเชื้อ 1 ครั้ง เพื่อล้างสาร ทดสอบออก ก่อนนำมาใสล่ งใน บีกเกอร์ทม่ี นี ้ำเกลือโซเดียมคลอไรด์ความเข้มขน้ ร้อยละ 0.85 (นำ้ หนกั /ปรมิ าตร) เพอ่ื รกั ษาสภาพ ของเซลล์ไว้ไม่ให้ถูกทำลายจากแรงดันออสโมติก จากนั้นตรวจนับจำนวน E. coli โดยใช้วิธี Spread Plate Technique ลงใน อาหารเลี้ยงเชื้อ EMB Agar และบ่มในตู้บ่มเชื้อควบคุมอุณหภูมิที่ 35ºC เป็นเวลา 24 ชั่วโมง โดยมีผักกาดหอมที่แช่ในน้ำกลั่น ปราศจากเช้ือเปน็ ชุดควบคุม ทำการวิเคราะหต์ ัวอยา่ งละ 2 ซ้ำ ภาพที่ 1 ขั้นตอนการศึกษา ผลการวจิ ยั จากการทดสอบประสิทธิภาพของน้ำมะกรูด น้ำส้มสายชูและน้ำเกลือในการลดปริมาณเชื้อ E. coli จากการสร้าง สภาพการปนเป้อื นในผกั กาดหอมเปรยี บเทยี บกับน้ำกลั่น พบว่า การล้างผกั ดว้ ยการแชใ่ นสารทดสอบท้ัง3 ชนิด มปี ระสิทธิภาพใน การลดปรมิ าณเช้ือ E. coli ได้ โดยน้ำมะกรูดและน้ำส้มสายชทู ่คี วามเขม้ ขน้ รอ้ ยละ 5, 10 และ 15 มีประสิทธิภาพในการลดปรมิ าณ เช้ือ E. coli ได้ โดยสามารถลดปริมาณเช้อื E. coli ได้มากกว่านำ้ กล่ันถึง 6.50 log10 CFU / g และนำ้ เกลือความเข้มข้นทร่ี ้อยละ 5,10 และ15 ถึง 0.01 , 0.02 และ 0.11 log10 CFU / g (ตารางที่ 1) จากผลการทดสอบพบว่าน้ำเกลือไม่สามารถลดปริมาณเชอื้ 50
The 2nd National Conference of Health Science Research สำนกั วชิ ำวทิ ยำศำสตรส์ ขุ ภำพ Knowledge transformation towards Thailand 4.0 มหำวทิ ยำลยั แมฟ่ ้ ำหลวง E. coli ได้ดี ดังนั้นในการทดสอบในขั้นต่อไป จึงทดสอบการลดปริมาณเชื้อ E. coli ในผักกาดหอมโดยใช้เฉพาะน้ำมะกรูดและ นำ้ สม้ สายชูทค่ี วามเข้มขน้ ต่ำลงเท่าน้ัน ตารางที่ 1 ผลการทดสอบการลดปรมิ าณเชื้อ E. coli ในผกั กาดหอมของสารทดสอบแต่ละชนดิ สารทดสอบ ความเข้มขน้ E. coli (log10 CFU/ g) Population Mean reduction นำ้ กลนั่ ปราศจากเชอื้ 6.50±0.05 น้ำมะกรดู 5% v/v 0 6.50 10% v/v 0 6.50 15% v/v 0 6.50 น้ำสม้ สายชู 5% v/v 0 6.50 10% v/v 0 6.50 15% v/v 0 6.50 นำ้ เกลอื 5% m/v 6.49±0.01 0.01 10% m/v 6.48±0.04 0.02 15% m/v 6.39±0.08 0.11 จากการทดสอบประสิทธิภาพน้ำมะกรูดและน้ำส้มสายชูในการลดปริมาณเชื้อ E. coli ที่ความเข้มข้น ร้อยละ 0.5, 1, 2, 3 และ 4 พบวา่ ไม่สามารถลดปรมิ าณเชื้อ E. coli ได้ ดงั แสดงในภาพที่ 2 โดยจากการสงั เกตพบวา่ มโี คโลนีสี Metallic green sheen บนอาหารเชื้อ EMB อยทู่ ้งั หมด A1 A2 A3 A4 A5 B1 B2 B3 B4 B5 ภาพท่ี 2 ลักษณะโคโลนที ี่พบบนอาหารเลยี้ งเช้อื EMB จากการทดสอบดว้ ยชนดิ สารทดสอบและระดบั ความเขม้ ข้นทแ่ี ตกตา่ งกัน (A1-A5) น้ำมะกรดู ท่ีความเข้มขน้ รอ้ ยละ 4, 3, 2, 1 และ 0.5 ตามลำดับ และ (B1-B5) น้ำส้มสายชทู คี่ วามเข้มขน้ รอ้ ยละ 4, 3, 2, 1 และ 0.5 ตามลำดับ 51
The 2nd National Conference of Health Science Research สำนกั วชิ ำวทิ ยำศำสตรส์ ุขภำพ Knowledge transformation towards Thailand 4.0 มหำวทิ ยำลยั แมฟ่ ้ ำหลวง อภปิ รายผล ในการศึกษานี้พบว่าประสิทธิภาพของน้ำมะกรูดและน้ำส้มสายชูที่ความเข้มข้นเพียงร้อยละ 5 สามารถลดปริมาณเช้ือ E. coli ได้ทั้งหมด ภายในเวลา 30 นาที และเมื่อเปรียบเทียบระดับความเข้มข้นของสารทดสอบจากงานวิจัยที่ผ่านมาซึ่งใช้น้ำ มะนาวท่มี ีความเข้มข้นถงึ ร้อยละ 15 จึงสามารถลดปริมาณเชอื้ E. coli บนผักกาดหอมได้ แต่อย่างไรกต็ ามการใชน้ ้ำมะนาวทค่ี วาม เข้มข้นร้อยละ 15 ไม่ได้ทำลายเชื้อ E. coli ได้ทั้งหมด จึงเห็นว่าน้ำมะกรูดจึงน่าจะสามารถนำมาพัฒนาเป็นน้ำยาล้างผักจาก ธรรมชาติได้ เน่ืองจากมีประสทิ ธภิ าพในการลดปริมาณเชอ้ื E. coli ท่ปี นเปื้อนในผักกาดหอมได้ (ณัฐพงศ์ การถงึ และคณะ, 2558) ในการทดสอบประสิทธิภาพของน้ำมะกรูดที่ความเข้มข้นรอ้ ยละ 5 สามารถลดปริมาณเชื้อ E. coli ได้หมดภายในเวลา 30 นาที เมื่อเปรียบเทียบประสิทธิภาพของสารฆ่าเชื้อจุลินทรีย์ในการลดปริมาณจุลินทรีย์ทั้งหมดและเชื้อ E. coli ในผัก พบว่า สารละลายโซเดียมคลอไรท์ทำลายจุลินทรีย์ทั้งหมดบนผักกาดหอมภายใน 30 นาที และทำลาย E. coli บนผักกาดหอมได้หมด ภายในเวลา 15 นาที สารละลายโซเดียมไฮโปคลอไรท์สามารถทำลายจุลินทรีย์ทั้งหมดและทำลาย E. coli ผักกาดหอมได้หมด ภายในเวลา 15 นาที (วราภา มหากาญจนกลุ และคณะ, 2544) สรปุ และขอ้ เสนอแนะ จากการศึกษาพบว่าน้ำมะกรูดและน้ำส้มสายชูที่มีความเข้มข้นร้อยละ 5 (ปริมาตร/ปริมาตร) มีประสิทธิภาพในการลด ปริมาณเชอื้ E. coli ท่ีปนเปื้อนในผกั กาดหอมได้ดีทีส่ ุด ในเวลา 30 นาที สามารถลดปรมิ าณเชือ้ E. coli ทม่ี าจากการสร้างสภาวะ ปนเปื้อนในผักกาดหอมได้หมด ในขณะที่น้ำเกลือไม่มีประสิทธิภาพในการลดปริมาณเชื้อ E. coli ในผักกาดหอมได้หมด ดังนั้นน้ำ มะกรูดสามารถพัฒนาต่อยอดเปน็ นำ้ ยาล้างผักจากธรรมชาติเพื่อลดปรมิ าณเชื้อ E. coli ได้ อย่างไรก็ตามในการศึกษาตอ่ ไปควรมี การศึกษาวิธีเพิ่มประสิทธิภาพน้ำมะกรูดในการลดเชื้อ E. coli ในผักกาดหอมและผักชนิดอื่นๆ ศึกษาระยะเวลาในการแช่ ผักกาดหอมทีป่ นเปอ้ื นเชื้อ E. coli ใน สารทดสอบในระยะเวลาที่น้อยกว่า 30 นาที และศึกษาความเป็นไปไดใ้ นการนำนำ้ มะกรดู มาพฒั นาต่อยอดเป็นนำ้ ยาลา้ งผักโดยปรบั อตั ราสว่ นการผสมรว่ มกบั ผลติ ภณั ฑ์ธรรมชาตชิ นดิ อน่ื เช่น นำ้ มะนาว เปน็ ตน้ กติ ตกิ รรมประกาศ การวิจัยครั้งนี้สำเสร็จลุล่วงไปได้ด้วยดีด้วยความอนุเคราะห์งบประมาณสนับสนุนการวิจัยจากกองทุนค่าธรรมเนียม การศึกษาเพื่อการพัฒนามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์และขอขอบคุณอาจารย์ประจำสาขาวิชาอนามัยสิ่งแวดล้อมทุกท่าน คณะ สาธารณสุขศาสตร์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์ลำปางที่ให้ข้อเสนอแนะในการทำวิจัย และขอขอบคุณนักวิทยาศาสตร์ประจำ คณะสาธารณสุขศาสตร์ ศูนย์ลำปาง (คุณสุภาวิณี ศรีคำ และคุณพงศพัศ ชาวงิ้ว) ที่อำนวยความสะดวกในการทำวิจัยใน ห้องปฏบิ ัตกิ าร เอกสารอ้างองิ ณัฐพงศ์ การถงึ , สรอ้ ยสวุ รรณ อน้ั ทอง และอรุณศรี วอ่ งปฏิการ.(2558). การทดสอบประสิทธิภาพของนำ้ มะนาวในการลดปริมาณ Escherichia coli และโคลิฟอร์ม แบคทีเรียที่ปนเปื้อนในผักกาดหอมเพื่อพัฒนาเป็นน้ำยาล้างผัก. วารสารสาธารณสุข ศาสตร์ ปที 4ี่ 5 ฉบบั ที่ 3 (ก.ย.-ธ.ค. 2558) วราภา มหากาญจนกุล,ปรียา วิบูลย์เศรษฐ์ และวชิราภรณ์ เทียมพันธ์. (2544). การเปรียบเทียบประสิทธิภาพของสารฆ่า เชื้อจุลินทรีย์ในการลดปริมาณจุลินทรีย์ทั้งหมดและ Escherichia coli ในผักใบ. การประชุมทางวิชาการของมหาลัย เกษตรศาสตร์ ครัง้ ที่ 39 สาขาอตุ สาหกรรมเกษตร. มหาวิทยาลยั เกษตรศาสตร์ บางเขน 52
The 2nd National Conference of Health Science Research สำนักวชิ ำวทิ ยำศำสตรส์ ขุ ภำพ Knowledge transformation towards Thailand 4.0 มหำวทิ ยำลยั แม่ฟ้ ำหลวง ศูนย์เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารกรมส่งเสริมการเกษตร , 2560 สืบค้นเมื่อ 28 ธันวาคม 2562 จาก http://www.agriinfo.doae.go.th/year60/plant/rortor/veget/43.pdf ศูนย์เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารกรมส่งเสริมการเกษตร , 2562 สืบค้นเมื่อ 28 ธันวาคม 2562 จาก http://www.agriinfo.doae.go.th/year62/plant/rortor/veget/43.pdf Central, 2562 สบื คน้ เม่ือ 28 ธนั วาคม 2562 จาก https://www.central.co.th/ Chungsamanukool, P., Rattanadilok Na Phuket, N., & Kantaeng, K. (2553). Microbial Contamination in Raw Vegetables. Bulletin of the Department of Medical Sciences, 52 (1-2): 30-39. Lee, Y. U., Jo, S. H., Cho, S. D., Kim, G. H., Kim, Y. M., & Lee D.H (2009) Effects of Chlorine concentrations and Washing Conditions on the Reduction of Microbiological Contamination in Lettuce. Journal of the Korean Society for Applied Biological Chemistry, 52(3):270-274. Singh, N., Singh, R. K., Bhunia, A. K. & Stroshine, R L. (2002) Efficacy of Chlorine Dioxide, Ozone and Thyme Essential Oil or a Sequential Washing in Killing Escherichia coli O157:H7 on Lettuce and Baby Carrots. Lebensmittel-Wissenschaft und-Technologie, 35(8): 720–729. 53
The 2nd National Conference of Health Science Research สำนกั วชิ ำวทิ ยำศำสตรส์ ุขภำพ Knowledge transformation towards Thailand 4.0 มหำวทิ ยำลยั แมฟ่ ้ ำหลวง Ammonia Removal from Chicken Manure by Using Air Stripping Process Krailak Fakkaew1,*, Sudarat Phoonsri1, Thunsuda Kaewsai1, Panadda Pancahi1, Prajakjit Pabjatooras1 1Environmental Health, School of Health Science, Mae Fah Luang University *Co-responding e-mail: [email protected] Abstract Introduction: Wastewater and odor from chicken manure of Champa Farm Company at Tha Khao Plueak Sub-district, Mae Chan District, Chiang Rai Province, are serious environmental problems to the villagers living nearby. The company has a measure to treat its generated wastewater by using an anaerobic digestion process. However, it cannot overcome these problems. Objective: To study the effects of temperature and time on the efficiency of the air stripping process for ammonia removal from chicken manure wastewater. Methodology: A lab-scale of air striping was used to remove ammonia from chicken manure wastewater at various temperatures and stripping times. Results: The experimental results showed that increasing temperature and striping time resulted in increased ammonia removal efficiency. The high removal efficiency of 98% was found when the air stripping process conducting at a temperature of 90 °C for 240 minutes. Conclusion and Recommendation: From the experimental results, it found that the air stripping process was an effective method for ammonia removal from chicken manure wastewater up to 98%. Keywords: chicken manure, ammonia, air striping 54
The 2nd National Conference of Health Science Research สำนักวชิ ำวทิ ยำศำสตรส์ ขุ ภำพ Knowledge transformation towards Thailand 4.0 มหำวทิ ยำลยั แม่ฟ้ ำหลวง Introduction The world food economy is driven by the shift in consumption patterns towards livestock products, as reflected by the extraordinary performance of the global poultry meat production. Since 2000, the poultry meat and egg consumption increased by almost 50% and 36.5%, respectively (Fuchs et al., 2018). As a result, large amounts of chicken manure are accumulated in concentrated areas. The use of raw chicken manure as an organic fertilizer is simple but excessive use may cause eutrophication in soil and water bodies, pathogen spread, air pollution, and greenhouse gas emission (Kelleher et al., 2002). Composting is a possible treatment for stabilization. However, distinct disadvantages are the loss of nutrients with reducing fertilizer value and cause odor and nuisance. An alternative treatment process is anaerobic digestion, which is effective, environmentally friendly, and produces useful biogas. Unfortunately, the high nitrogen content of chicken manure is prohibitive to efficient anaerobic digestion. During microbial degradation, organic nitrogen is converted to ammonia. At high concentrations, ammonia exerts a strong inhibitory effect on microbiological conversion (Angelidaki et al., 1993). Therefore, the key to successful anaerobic digestion of chicken manure is to overcome ammonia inhibition. Numerous studies have reported that chicken manure is a potential source of renewable energy through anaerobic digestion (Afazeli et al., 2014, Batzias el al., 2005, Chen et al., 2017, Li et al., 2016, Meyer et al., 2018). A huge variety of techniques, including dilution, change in process parameters (pH or temperature), biomass adaptation, bioaugmentation, and use of additives (zeolites or trace elements), have been under investigation. The Champa Farm Company at Tha Khao Plueak Sub-district, Mae Chan District, Chiang Rai Province, is a chicken-egg farm to sale in Chiang Rai and nearby areas. From their operation, there were a lot of complaints from the villages living nearby about odor from the farm. The Champa Farm Company has built a wastewater treatment system for treating the produced chicken manure wastewater and odor by applying an anaerobic digestion process. Anaerobic digestion is a process that typically used for treating a high concentration of wastewater. However, because of the high concentration of ammonia in the chicken manure, it will act as an inhibitor to active bacteria in the anaerobic digestion. To overcome this problem, reducing ammonia in chicken manure is recommended. Several techniques that have been applied in the anaerobic digestion process either at a lab or full scale include stripping, membrane, struvite precipitation, biological removal, and some other techniques that are not well investigated. In this study, an air striping process was used for ammonia removal from chicken manure wastewater, and the study of the effects of temperature and time on the efficiency of the air stripping process was conducted. Methodology The experiments were carried out at the Environmental Health Laboratory, Mae Fah Luang University. 2.1. Material Chicken Manure wastewater samples were collected from the Champa Farm Company at Tha Khao Plueak Sub-district, Mae Chan District, Chiang Rai Province, and were analyzed for their characteristics (APHA, 2005). 55
The 2nd National Conference of Health Science Research สำนักวชิ ำวทิ ยำศำสตรส์ ขุ ภำพ Knowledge transformation towards Thailand 4.0 มหำวทิ ยำลยั แม่ฟ้ ำหลวง 2.2. Striping process A lab-scale reactor of the air stripping process was set up as shown in Figure 1. A water bath was used to control the temperature during the stripping process. The 1-L Duran bottles were used as a string reactor and a receiving bottle. An air compressor was used for supplying air into the striping reactor. Figure 1: Lab-scale reactor of striping process 2.3 Air striping process The schematic of the air stripping process shows in Figure 2. The chicken manure samples were filled into the air striping reactor and set up in the temperature-controlled water bath. Silicone tubes were used for connecting the air compressor with the striping reactor, and connecting the striping reactor with the receiving bottle which contained a 5M H2SO4 solution. To determine the effects of temperature, the air striping process experiments were conducted at various temperatures including 40 °C, 50 °C, 70 °C, 80 °C and 90 °C, for 2 hrs. To determine the effect of striping time, the air striping process experiments were conducted with the selected temperature from the previous experiments and various striping times including 30, 60, 90, 120, 150, 180, 210, 240, 270, and 300 min. Figure 2: Schematic of air striping process 2.4 Analytical method 56
The 2nd National Conference of Health Science Research สำนกั วชิ ำวทิ ยำศำสตรส์ ุขภำพ Knowledge transformation towards Thailand 4.0 มหำวทิ ยำลยั แมฟ่ ้ ำหลวง The concentration of ammonia (NH3-N) in the chicken manure wastewater was measure by using an automatic distillation unit machine (UDK149, VELP SCIENTIFICA, USA). Ammonia removal efficiency can be calculated by using equation as follows, E = (C0 - Ce) x 100/C0 Where; E = removal efficiency (%) C0 = influent concentration of NH3-N in chicken manure wastewater (mg/L) Ce = effluent concentration of NH3-N in chicken manure wastewater (mg/L) Results The main physicochemical characteristics of the chicken manure wastewater sample are presented in Table 1. Because of the different sources of chicken manure, the pH, COD, TS, and TVS values for the wastewater sample in this study were very low compared to the reference. However, the TKN and NH3-N values were high in both the wastewater sample in this study and the reference. Table 1: Physico-chemical characterization of chicken manure wastewater samples. Parameter Chicken manure wastewater samples Reference (Ivan et al., 2018) pH 7.3 ± 0.2 9.5 ± 0.1 COD (g/L) 28.2 ± 2.4 78.3 ± 1.5 TS (g/L) 29.0 ± 1.8 80.6 ± 5.9 TVS (g/L) 16.1 ± 0.6 49.0 ± 6.1 TKN (g/L) 12.7 ± 1.6 22.5 ± 1.4 NH3-N (g/L) 1.0 ± 0.1 0.8 ± 0.2 *COD: chemical oxygen demand; TS: total solid content; TVS: total volatile solid content; TKN: total Kjeldahl nitrogen; NH3-N: ammonium nitrogen The experimental results of ammonia removal efficiency at different temperatures were shown in Figure 3. The efficiencies of ammonia removal at the temperatures of 40 °C, 50 °C, 70 °C, 80 °C and 90 °C were found to be 2.97%, 4.37%, 11.62%, 26.49%, and 87.84%, respectively. It indicated that increasing temperature resulted in increased ammonia removal efficiency. At a temperature of 90 °C, the ammonia removal efficiencies were increased by increasing striping time as the results shown in Figure 4. The efficiencies of ammonia removal at the striping times of 30, 60, 90, 120, 150, 180, 210, 240, 270, and 300 min were found to be 54.76%, 67.57%, 84.32%, 92.27%, 92.97%, 94.05%, 95.68%, 98%, 94.43% and 90.65%, respectively. The efficiencies of ammonia removal could reach to over 90% when operating at the stripping times equal or more than 120 min. Conclusion and Recommendations From the experimental results, it can be concluded that, 1. Increasing temperature and striping time resulted in increased ammonia removal efficiency. 2. The high ammonia removal efficiency of over 90% was found when the air stripping process conducting at a temperature of 90 °C at the stripping time equal or more than 120 min. 3. The air striping process was an effective method for ammonia removal from chicken manure wastewater up to 98%. 57
The 2nd National Conference of Health Science Research สำนกั วชิ ำวทิ ยำศำสตรส์ ขุ ภำพ Knowledge transformation towards Thailand 4.0 มหำวทิ ยำลยั แม่ฟ้ ำหลวง Figure 3: Ammonia removal efficiency at various temperatures and striping time of 2 hrs Figure 4: Ammonia removal efficiency at temperature of 90 °C and various striping times For further study and implementation, some recommendations are made, 1. Further studies on the effect of other parameters such as pH, aeration rate, and concentration of wastewater which affect ammonia removal efficiency, are recommended. 2. In practical work, operation at 90 °C for 120 min may not be worthwhile in economics. Therefore, temperature and striping time could be modified to meet the operation cost and economic requirements. Acknowledgement The authors would like to acknowledgment the Champa Farm Company for the donation of chicken manure wastewater samples used in this research. References Afazeli H., Jafari A., Rafiee S., Nosrati M., (2014). An investigation of biogas production potential from livestock and slaughterhouse wastes. Renewable and Sustainable Energy Reviews, 34, 380–386. 58
The 2nd National Conference of Health Science Research สำนกั วชิ ำวทิ ยำศำสตรส์ ุขภำพ Knowledge transformation towards Thailand 4.0 มหำวทิ ยำลยั แมฟ่ ้ ำหลวง Angelidaki I., Ahring B.K., (1993). Thermophilic anaerobic digestion of livestock waste: the effect of ammonia. Apply Microbiology Biotechnology, 38, 560–564. APHA/AWWA/WEF. (2005). Standard Methods for the Examination of Water and Wastewater, (21st edition). Washington, D.C.: American Public Health Association/ American Water Works Association/Water Environment Federation. Batzias F.A., Sidiras D.K., Spyrou E.K., (2005). Evaluating livestock manures for biogas production: a GIS based method. Renewable Energy, 30, 1161–1176. Chen L., Cong R.G., Shu B., Mi Z.F., (2017). A sustainable biogas model in China: the case study of Beijing Deqingyuan biogas project. Renewable and Sustainable Energy Reviews, 78, 773–779. Fuchs W., Wang X., Gabauer W., Ortner M., Li Z., (2018). Tackling ammonia inhibition for efficient biogas production from chicken manure: Status and technical trends in Europe and China. Renewable and Sustainable Energy Reviews, 97, 186–199. Ivan R.V., Leticia R., Juan M.L., Marta C., (2017). Blending based optimisation and pretreatment strategies to enhance anaerobic digestion of poultry manure. Waste Management, 71, 521–531. Kelleher B.P., Leahy J.J., Henihan A.M., O’Dwyer T.F., Sutton D., Leahy M.J., (2002). Advances in poultry litter disposal technology - a review. Bioresource Technology, 83, 27–36. Li F., Cheng S., Yu H., Yang D., (2016). Waste from livestock and poultry breeding and its potential assessment of biogas energy in rural China. Journal of Cleaner Production, 126, 451–460. Meyer A.K.P., Ehimen E.A., Holm-Nielsen J.B., (2018). Future European biogas: animal manure, straw and grass potentials for a sustainable European biogas production. Biomass- Bioenergy, 111, 154- 164. 59
The 2nd National Conference of Health Science Research สำนกั วชิ ำวทิ ยำศำสตรส์ ุขภำพ Knowledge transformation towards Thailand 4.0 มหำวทิ ยำลยั แม่ฟ้ ำหลวง การประเมนิ ปรมิ าณการปลอ่ ยกา๊ ซเรอื นกระจกจากการจดั การมลู ฝอยของเทศบาลเมืองนา่ น จงั หวัดน่าน ปิยะนุช ยินดีผลและพรรณทสิ ชา อุทปา* คณะสาธารณสขุ ศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ *Corresponding author E-mail:[email protected] บทคดั ยอ่ งานวจิ ัยนีม้ ีวัตถุประสงคเ์ พ่ือศึกษาและประเมนิ ปรมิ าณการปลอ่ ยก๊าซเรอื นกระจกในการจัดการมลู ฝอยของเทศบาลเมือง น่าน จังหวัดน่าน โดยศึกษาปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากกระบวนการจัดการมูลฝอย การเก็บขนและการกำจัด ดำเนนิ การวิจัยโดยการเก็บข้อมูล ปริมาณมูลฝอยทเี่ กิดขึ้น ปรมิ าณนำ้ มนั เชอื้ เพลงิ องคป์ ระกอบของมูลฝอย และปริมาณมูลฝอยท่ี นำไปฝังกลบ ด้วยวิธีการคำนวณจากแบบจำลองทางคณิตศาสตร์เพื่อคำนวณค่าสัมประสิทธิ์และปริมาณการระบายก๊าซเรือน กระจกผลการศึกษาพบว่า จากการประเมินปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจก จากการกระบวนการจัดการมูลฝอย จากการการ เกบ็ ขนและการกำจดั ของเทศบาลเมืองน่าน จงั หวดั นา่ น ปรมิ าณการปล่อยกา๊ ซเรือนกระจกจากกระบวนการจัดการมลู ฝอยทัง้ หมด 1,531.4 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่าต่อเดือน จากกระบวนการการเก็บขนมลู ฝอยมีปริมาณการปลอ่ ยก๊าซเรือนกระจกโดยตรง จากการเกบ็ ขนมูลฝอย 34 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทยี บเท่าตอ่ เดือน และจากกระบวนการ การฝงั กลบมูลฝอย มปี ริมาณการปลอ่ ย ก๊าซเรือนกระจกโดยตรงจากการฝงั กลบมลู ฝอย 1,497.4 ตันคาร์บอนไดออกไซดเ์ ทียบเท่าต่อเดอื น การวิเคราะห์องค์ประกอบมูล ฝอยจากการสุ่มตัวอย่างจากยานพาหนะเก็บขนมูลฝอยและนำมาทิ้งที่บ่อกำจดั มูลฝอยของเทศบาลเมืองน่าน ซึ่งจากการวเิ คราะห์ องค์ประกอบมูลฝอยทางกายภาพโดยน้ำหนัก พบว่า มูลฝอยประเภทเศษอาหารและสารอินทรีย์มีสัดส่วนที่มากที่สุด (41 %) รองลงมาคือ พลาสติก (25 %) กระดาษ (13 %) มูลฝอยประเภทอ่ืน ๆ (12 %) แก้ว (5 %) ผา้ (3 %) และโลหะ (1 %) ตามลำดับ นอกจากน้ยี ังพบว่า การใช้มาตรการการลดปรมิ าณมูลฝอยประเภทเศษอาหารและสารอินทรยี แ์ ละมาตรการการลดปรมิ าณมลู ฝอย ประเภทกระดาษส่งผลให้การปล่อยปริมาณก๊าซเรอื นกระจกลดลง 3.8 % - 21.2 % คำสำคญั : มลู ฝอย, ก๊าซเรือนกระจก, เทศบาล 60
The 2nd National Conference of Health Science Research สำนกั วชิ ำวทิ ยำศำสตรส์ ุขภำพ Knowledge transformation towards Thailand 4.0 มหำวทิ ยำลยั แม่ฟ้ ำหลวง Evaluation of Greenhouse Gases Emission from MunicipalSolid Waste Management in Nan Municipality Piyanut Yindeephol and Panticha Outapa* Faculty of Public Health,Thammasat University *Corresponding author E-mail:[email protected] Abstract The study aims to evaluate of greenhouse gases emissions from Municipal Solid Waste (MSW) Management in Nan municipality. Transportation and disposal processes (sanitary landfill) were considered. Primary data and secondary data including amount of solid wastes, diesel fuel, solid waste composition and populations were collected in the base year of 2019. GHG emissions were estimated from the GHG calculation model developed by Institute for global environmental strategies (IGES). The results show that greenhouse gases emissions emitted from Nan municipality was approximately 1,531.4 tonCO2eq/month. That were 34 tonCO2eq/ month, 1,497.4 tonCO2eq/month emitted from solid waste disposal process and transportation process, respectively. Moreover, solid waste composition by mass are food/organic (41 %), plastic (25 %), paper (13%), others (12 %), glass (5 %), fabric (3 %) and metal (1 %). Additionally, GHG emission can be lowered around 3.8 % -21.2 % by the mitigation measures including reducing of food waste and reducing of paper waste (10-50%). Keywords:Solid Waste, Greenhouse Gases, Municipal 61
The 2nd National Conference of Health Science Research สำนักวชิ ำวทิ ยำศำสตรส์ ขุ ภำพ Knowledge transformation towards Thailand 4.0 มหำวทิ ยำลยั แมฟ่ ้ ำหลวง บทนำ ปญั หามลู ฝอยชมุ ชนในประเทศไทยยังคงเปน็ ปัญหาทจี่ ะต้องได้รบั การแก้ไขอย่างต่อเน่ือง (ปิยชาติ ศลิ ปะสุวรรณ, 2558) ประเทศไทยในปี พ.ศ. 2561 มีปริมาณมลู ฝอยเกิดข้ึนประมาณ 27.8 ล้านตัน และมีปรมิ าณเพิ่มข้ึนร้อยละ 1.64 เมื่อเปรียบเทียบ กบั ปพี .ศ. 2560 เนื่องจากการขยายตวั ของชุมชนเมอื ง การเพม่ิ ข้ึนของประชากรการสง่ เสริมการทอ่ งเทย่ี ว การบริโภคท่เี พิ่มมากขึ้น และการปรบั เปลย่ี นวถิ ชี ีวิตจากสังคมเกษตรกรรมส่สู งั คมเมือง สง่ ผลใหป้ รมิ าณมูลฝอยในหลายพนื้ ที่มปี ริมาณเพ่มิ มากขึ้นอย่างไรก็ ตามการจัดการมูลฝอยในปี พ.ศ. 2561 มีแนวโน้มที่ดีขึ้น โดยมูลฝอยชุมชนได้มีการคัดแยกจากต้นทาง (แหล่งกำเนิด) และนำ กลับไปใช้ประโยชน์ (34 %) ซึ่งเพ่ิมขึ้นจากปี พ.ศ. 2560 (13 %) ส่วนใหญ่เป็นการใช้ประโยชนจ์ ากมูลฝอยรีไซเคิลและการทำปยุ๋ อินทรีย์ ส่วนใหญ่การจัดการมูลฝอยชุมชนมีการกำจัดมูลฝอยได้อย่างถูกต้อง ประมาณ 10.88 ล้านตัน (39 %) และการกำจัดมูล ฝอยชุมชนอย่างไม่ถูกต้องประมาณ 7.36 ล้านตัน (27 %)ซึ่งแนวโน้มการจัดการมูลฝอยดีขึ้นเป็นผลจากนโยบายของรัฐบาลที่มุ่งสู่ การเป็นสังคมปลอดขยะ (Zero Waste Society) บนแนวคิด 3R โดยการคัดแยกมูลฝอยตั้งแต่ต้นทาง สำหรับใน 76 จังหวัดท่ัว ประเทศมีปริมาณขยะมูลฝอยเกิดขึ้นทั้งหมด ประมาณ 22.97 ล้านตัน (83 % ของขยะมูลฝอยที่เกิดขึ้นทั้งหมด) มาจากองค์กร ปกครองส่วนท้องถิ่นที่มีระบบเก็บรวบรวมและขนส่งมูลฝอยไปกำจดั ยงั สถานที่กำจัดขยะมูลฝอยจำนวน 4,894 แห่ง ส่วนองค์กร ปกครองส่วนท้องถิ่น จำนวน 2,881 แห่งยังไม่มีการเก็บรวบรวมขนส่งขยะมูลฝอยไปกำจัด โดยประชาชนต้องกำจัดขยะในพื้นที่ ของตนสถานทกี่ ำจัดมลู ฝอยชุมชนและสถานีขนถา่ ยขยะมูลฝอยชมุ ชนทวั่ ประเทศ ในปี 2561 มจี ำนวน 3,205 แห่ง เปิดดำเนินการ 2,786 แห่ง และปิดดำเนินการ 419 แห่ง (กรมควบคมุ มลพิษ, 2562) ในปัจจบุ นั ประเทศไทยเผชิญกบั ปัญหาการเปลยี่ นแปลงสภาพภูมอิ ากาศ ซึ่งเป็นสถานการณ์ท่ีเกิดข้นึ ในระดับโลกจากการ พัฒนาเศรษฐกิจของประเทศพัฒนา ทําให้ปรากฏการณ์ก๊าซเรือนกระจก และการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมีความรุนแรงข้ึน อย่างมีนัยสําคัญ ประเทศไทยต้องรับมือกับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ การเปลี่ยนแปลงรูปแบบของฤดูกาล การเกิดภัยพิบัติที่รุนแรงและมีความถี่เพิ่มขึ้น ความเสื่อมโทรมของทรัพยากรธรรมชาติการเปลี่ยนแปลงของรูปแบบและการ แพร่กระจายของเชื้อโรคและพาหะนําโรค ซึ่งนํามาซึ่งการเกิดโรคอุบัติซ้ำ และโรคอุบัติใหม่ ทั้งนี้ ประเทศไทยที่เป็นประเทศ เกษตรกรรม มีรปู แบบการพฒั นา และวิถีชวี ิตท่ีต้องพึ่งพาความอดุ มสมบรู ณข์ องทรัพยากรธรรมชาตขิ องประเทศ การเปลี่ยนแปลง สภาพภมู อิ ากาศจึงเปน็ สิง่ ที่ส่งผลกระทบที่สําคัญต่อการพัฒนาประเทศ ซึ่งส่งผลต่อการเตบิ โตทางเศรษฐกิจ การขจัดปัญหาความ ยากจนการยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนให้ดีขึ้น อีกประเด็นหนึ่งที่ประเทศไทยต้องเผชิญ คือ การเพิ่มขึ้นของปริมาณการ ปล่อยกา๊ ซเรอื นกระจก ปญั หาการเปลย่ี นแปลงสภาพภูมิอากาศได้มคี วามสําคัญอย่างมาก ทาํ ให้นานาประเทศมีความร่วมมือกันใน การแกไ้ ขปัญหาดังกลา่ ว ประเทศไทยจึงตอ้ งมีความรับผดิ ชอบเพมิ่ ข้นึ ในการร่วมกนั แกไ้ ขปญั หากา๊ ซเรอื นกระจกกับนานาประเทศ และจากประเทศคู่ค้าต่างๆ ซึ่งได้นําประเด็นต่างๆ มาเป็นข้อกําหนดหรือข้อบังคับทางการค้าในลักษณะต่างๆเช่น การเก็บ ค่าธรรมเนียมการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากเที่ยวบินที่บินเข้าน่านฟ้าของสหภาพยุโรปการบังคับให้ติดฉลากรอยเท้าคาร์บอน (carbon footprint) เป็นต้น (สำนกั นโยบายและแผนทรพั ยากรธรรมชาตแิ ละส่ิงแวดลอ้ ม, 2558) จากข้อมูลการปล่อยก๊าซเรือนกระจกรายสาขาในประเทศไทย ปี พ.ศ. 2556 พบว่า ประเทศไทยมีการปล่อยก๊าซเรือน กระจกรวมเทา่ กบั 232.56 ลา้ นตนั คารบ์ อนไดออกไซดเ์ ทยี บเทา่ โดยเพม่ิ ขึน้ จาก ปพี .ศ. 2543 ประมาณ 0.64 % ซึ่งการปล่อยกา๊ ซ เรอื นกระจกในภาคของเสียมีปรมิ าณการระบายเท่ากบั 11.83 ลา้ นตนั คารบ์ อนไดออกไซดเ์ ทียบเทา่ โดยกิจกรรมที่มกี ารปล่อยกา๊ ซ เรือนกระจกหลัก ได้แก่ การบําบัดน้ำเสีย (Wastewater handling) มีปริมาณเท่ากับ 6.38 ล้านตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า (53.90 %) และการฝังกลบมูลฝอย (Solid waste disposal on land) มีปริมาณเท่ากับ 5.35 ล้านตันคาร์บอนไดออกไซด์ 62
The 2nd National Conference of Health Science Research สำนกั วชิ ำวทิ ยำศำสตรส์ ุขภำพ Knowledge transformation towards Thailand 4.0 มหำวทิ ยำลยั แม่ฟ้ ำหลวง เทียบเท่า (45.19 %) ในขณะที่การกําจัดมูลฝอยด้วยเตาเผา (Waste incineration) เป็นกิจกรรมที่มีปริมาณการปล่อยก๊าซเรือน กระจกต่ำสดุ ในภาคส่วนนี้ เท่ากับ 0.11 ล้านตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า (0.91 %) (Ministry of Natural Resources and Environment, 2019). นอกจากนี้ ข้อมูลการปล่อยก๊าซเรือนกระจากภาคของเสีย จากกรุงเทพมหานครในปี พ.ศ. 2556 พบว่า มีปริมาณการ ปล่อยก๊าซเรอื นกระจกประมาณ 4.93 ล้านตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า คิดเป็น 42 % ของการปล่อยก๊าซเรอื นกระจกจากภาค ของเสียของประเทศไทย โดยกรุงเทพมหานคร ได้มีมาตรการพัฒนาและยกระดับเทคโนโลยีในการกำจัดมูลฝอยและการบำบัดน้ำ เสีย ประกอบกับการส่งเสริมในการลดปริมาณมลู ฝอยและส่งเสริมการคัดแยกมลู ฝอยจากตน้ ทาง คาดว่าจะสามารถลดปรมิ าณการ ปลอ่ ยกา๊ ซเรอื นกระจกได้ 0.2 ล้านตนั (สำนกั สิ่งแวดลอ้ ม, 2558) สำหรับปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในพื้นที่จังหวัดต่างๆในประเทศไทย ได้มีการดำเนินการในรูปแบบของการ ประเมินปริมาณการปลอ่ ยก๊าซเรือนกระจกจากสำนักงานขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในแต่ละพืน้ ที่ และยังไม่ครอบคลุมครบ ทุกพื้นที่ โดยองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมีบทบาทที่สำคัญในการบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ดำเนินการ ป้องกันและแก้ไขภาวะมลพิษในเขตพื้นที่ท้องถิ่นของตนเอง รวมทั้งการตอบสนองนโยบายชาติในด้านการบริหารจัดการปริมาณ กา๊ ซเรือนกระจกที่เกิดจากกิจกรรมภายในองค์กรอย่างมีประสทิ ธิภาพ เพอ่ื ลดการปล่อยก๊าซเรอื นกระจกในทอ้ งถ่นิ และการจดั การ มูลฝอยเป็นอีกหนึ่งกิจกรรมในการบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจกในองค์กร (องค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การ มหาชน), 2561) จงั หวดั น่านเปน็ อกี หนึ่งจังหวดั ที่มีการสง่ เสริมการทอ่ งเทย่ี วในพ้นื ทภี่ าคเหนือและมีปริมาณนักทอ่ งเที่ยวเพม่ิ ข้ึนถึง 20 % ในปี 2561 (กระทรวงทอ่ งเท่ียวและกีฬา, 2561) จากปริมาณนักท่องเทย่ี วที่เพ่มิ ข้ึนอาจจะส่งผลตอ่ ปริมาณมูลฝอยที่เพิ่มข้ึน ซึ่งใน การบรหิ ารจัดการปรมิ าณกา๊ ซเรอื นกระจกตามนโยบายชาติดา้ นการลดปรมิ าณก๊าซเรอื นกระจก จึงจำเปน็ อย่างยิ่งในการท่ีจะตอ้ งมี ฐานขอ้ มลู เพอื่ การบริหารจดั การในพ้นื ท่ี ดังน้ัน ในการศกึ ษานจ้ี ึงสนใจประเดน็ การประเมนิ ปริมาณการปลอ่ ยก๊าซเรือนกระจกจาก การจดั การมลู ฝอยของเทศบาลเมืองนา่ น จังหวัดนา่ น เพ่ือเปน็ ขอ้ มูลพ้นื ฐานในการบริหารจดั การปริมาณก๊าซเรอื นกระจกทเี่ กดิ จาก การจัดการมลู ฝอยต่อไป วัตถุประสงค์ เพอ่ื ศึกษาและประเมินปริมาณการปลอ่ ยกา๊ ซเรอื นกระจกในการจดั การมูลฝอยของเทศบาลเมอื งน่าน จังหวดั นา่ น ระเบียบวิธีวจิ ัย งานวิจัยนี้จะดำเนินการศึกษาการประเมินปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากการจัดการมูลฝอยของเทศบาลเมือง นา่ น จังหวัดน่าน โดยการประเมินปริมาณการระบายก๊าซเรอื นกระจกจากกระบวนการเกบ็ ขนและกำจดั ด้วยวิธีการฝังกลบ ซง่ึ ใชท้ ัง้ ขอ้ มลู ปฐมภมู ิและทตุ ยิ ภมู ิ จากนั้นประเมินปรมิ าณการระบายด้วยโปรแกรมคำนวณปรมิ าณการปล่อยกา๊ ซเรอื นกระจกจากกิจกรรม การจัดการมูลฝอยพัฒนาขึ้นโดย Institute for Global Environmental Strategies : IGES (Nirmala Menikpuraและ จรรยา แสงอรณุ , 2556) โดยมรี ายละเอียดการประเมิน ดงั น้ี 1) การรวบรวมและเก็บข้อมูล โดยเก็บรวบรวมข้อมูลปฐมภูมิ ได้แก่ ปริมาณน้ำมันที่ใช้ต่อวัน (ลิตร) ปริมาณมูลฝอยต่อ วนั (กิโลกรมั ) จำนวนประชากร รวมทัง้ การวิเคราะหอ์ งค์ประกอบมูลฝอยทางกายภาพโดยน้ำหนกั ดว้ ยวิธกี าร สมุ่ ตัวอย่างมลู ฝอย จากยานพาหนะเกบ็ ขนมลู ฝอยขององคก์ ารปกครองสว่ นทอ้ งถิ่นทนี่ ำมูลฝอยมาท้งิ ในบอ่ กำจัดมลู ฝอยของเทศบาลเมอื งน่าน เพ่ือให้ ได้ตัวแทนมลู ฝอยของทกุ องค์การปกครองสว่ นท้องถ่ิน โดยใช้วิธกี ารถา่ ยเทมลู ฝอยภายในสถานท่ีกำจัดขยะมูลฝอย สุ่มตัวอย่างมูล ฝอยประมาณ 1 ลูกบาศก์เมตรและทำการชั่งน้ำหนักเพื่อวิเคราะห์หาลักษณะทางกายภาพโดยน้ำหนักซึ่งประเภทมูลฝอยที่มีการ 63
The 2nd National Conference of Health Science Research สำนักวชิ ำวทิ ยำศำสตรส์ ขุ ภำพ Knowledge transformation towards Thailand 4.0 มหำวทิ ยำลยั แมฟ่ ้ ำหลวง วิเคราะห์องค์ประกอบมูลฝอยทางกายภาพโดยน้ำหนัก ประกอบไปด้วยเศษอาหารและอินทรีย์สารกระดาษพลาสติกแก้วโลหะไม้ (ลงั ไม/้ กิ่งไม)้ ยางผ้าหนังของเสียอนั ตราย (ถ่านไฟฉาย/โทรศัพท/์ หลอดไฟ/แบตเตอร์รี/่ กระปอ๋ งสารเคมีและอนื่ ๆ เชน่ ผ้าอนามัย/ ผา้ ออ้ มสำเร็จรูป/กระดาษทชิ ชู่ เปน็ ต้น สำหรับข้อมูลทุติยภูมิ จะทำการศึกษาและรวบรวมข้อมูลท่ัวไปจากเทศบาลเมืองน่าน ในปี ฐาน 2562 (มกราคมถึงตุลาคม) เช่น ปริมาณน้ำมันที่ใช้ต่อเดือน (ลิตร) ปริมาณมูลฝอย (ตัน/เดือน) ปริมาณเชื้อเพลิงที่ใช้ใน ยานพาหนะและกิจกรรมอื่นๆ ที่เกิดบริเวณสถานที่กำจัดมูลฝอย (ลิตร/เดอื น) เป็นต้น การแยกองคป์ ระกอบมูลฝอยทางกายภาพ โดยน้ำหนัก บรเิ วณบอ่ กำจดั มลู ฝอยของเทศบาลเมืองนา่ น แสดงดงั ภาพท่ี 1 ภาพท่ี 1 แสดงการแยกองคป์ ระกอบมูลฝอยทางกายภาพโดยน้ำหนกั 2. การประเมนิ ปรมิ าณการปล่อยกา๊ ซเรือนกระจก ในปฐี าน พ .ศ.2562 ทำการประเมินปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจก จากการกระบวนการจัดการมูล ฝอย จากการการเกบ็ ขนและการกำจัด ของเทศบาลเมืองน่าน จงั หวัดนา่ นในกระบวนการการเก็บขนมูลฝอย โดยบอ่ กำจดั มลู ฝอย ของเทศบาลน่านมีการรับมูลฝอยจากองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น จำนวน 16 แห่ง โดยใช้พาหนะแบบรถบรรทุก ซึ่งจะทำการเกบ็ 64
The 2nd National Conference of Health Science Research สำนกั วชิ ำวทิ ยำศำสตรส์ ขุ ภำพ Knowledge transformation towards Thailand 4.0 มหำวทิ ยำลยั แม่ฟ้ ำหลวง ข้อมูลจากปริมาณน้ำมันที่ใช้ของแต่ละแห่งโดยกระบวนการนี้จะนำมาคำนวณปริมาณก๊าซเรือนกระจกที่ระบายจากยานพาหนะ ด้วยวิธกี ารคำนวณจากแบบจำลองทางคณิตศาสตร์เพ่ือคำนวณค่าสัมประสิทธิ์และปริมาณการระบายก๊าซเรือนกระจกที่พัฒนาขึ้น โดย Institute for Global Environmental Strategies (IGES) และกระบวนการการกำจัดมูลฝอย โดยบ่อกำจัดมูลฝอยของ เทศบาลเมืองน่าน ไดม้ ีการกำจัดมูลฝอยแบบ Sanitary landfill ซงึ่ ในการจดั การมลู ฝอยดังกล่าวสามารถคำนวณปรมิ าณกา๊ ซเรือน กระจกที่ปล่อยออกมา โดยใช้ วิธีการคำนวณจากแบบจำลองทางคณิตศาสตร์เพื่อคำนวณค่าสัมประสิทธิ์และปริมาณการระบาย กา๊ ซเรือนกระจกเช่นกัน โปรแกรมคำนวณปริมาณการปล่อยก๊าซเรอื นกระจกจากกจิ กรรมการจัดการมลู ฝอย พัฒนาขึน้ โดยInstitute for Global Environmental Strategies(IGES) ประกอบด้วยข้อมูลนำเข้าใน 2 กระบวนการ ได้แก่ การฝังกลบ )Landfill)และ กระบวนการเก็บขน )Transportation) โดยการฝังกลบ )Landfill) มีข้อมูลนำเข้า ได้แก่ ปริมาณมูลฝอยทั้งหมดที่ฝังกลบ /ตัน) ) และองค์ประกอบของมลู ฝอยท่นี ำมาฝังกลบ (เดือน/ลิตร) ปริมาณนำ้ มนั ทใ่ี ช้ในเคร่อื งยนต์ในการทำงานที่หลมุ ฝังกลบ (เดอื น%( สำหรับกระบวนการเกบ็ ขน มีข้อมลู นำเขา้ ได้แก่ การขนสง่ มลู ฝอยโดยใช้ยานพาหนะที่ใชเ้ ช้ือเพลิงดเี ซล และปริมาณมูล ฝอยที่ทำการเก็บขน ซึ่งการคำนวณจากปริมาณน้ำมันเชื้อเพลิง ปริมาณมูลฝอยที่ขนส่งแต่ละรอบ ค่าพลังงานของ (เดือน/ตัน) เชื้อเพลิงที่ใช้ และค่าสัมประสิทธิ์การระบายจะใช้ค่าdefault โดยแบบจำลองจะพิจารณาจากก๊าซที่ปล่อยออกจากยานพาหนะ ได้แก่ ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ )CO2) แต่จะไม่พิจารณาก๊าซมีเทน )CH4) และไนตรัสออกไซด์ )N2O) เนื่องจากมีการปล่อยก๊าซใน ปรมิ าณนอ้ ยมาก ปริมาณการปลอ่ ยก๊าซคาร์บอนไดออกไซดจ์ ากการเผาไหมข้ องเชื้อเพลงิ ที่ใช้ในการขนส่งมูลฝอย สามารถคำนวณโดยใช้ สมการ ดงั นี้ ปรมิ าณการปลอ่ ยก๊าซเรือนกระจกจากยานพาหนะ =ปนร้ำิมมานั ณเชม้อื ูลเพฝอลยิงX ค่าพลังงานเช้ือเพลิง X ค่าสมั ประสิทธ์ิการปลอ่ ยกา๊ ซ คาร์บอนไดออกไซดข์ องเชือ้ เพลิง โดยที่ การปลอ่ ยกา๊ ซเรอื นกระจก มีหน่วยเปน็ กโิ ลกรัมคาร์บอนไดออกไซด์ต่อตนั มูลฝอยท่ขี นสง่ ปริมาณเชอื้ เพลิงท่ีใช้ในการขนสง่ ตอ่ เดือน มีหน่วยเปน็ ลิตรตนั / ปริมาณขยะมลู ฝอยที่ขนสง่ ตอ่ เดอื น มหี น่วยเป็น ตันมูลฝอยตอ่ เดือน คา่ พลงั งานของเชอ้ื เพลิง ใช้ค่า Default ใชน้ ำ้ มันดีเซล = 36.42MJ/L ค่าสัมประสทิ ธก์ิ ารปลอ่ ยก๊าซคาร์บอนไดออกไซดข์ องเช้ือเพลิง ใชค้ ่า Default ใชน้ ำ้ มันดีเซล = 0.074 Kg CO2/MJ 3. การจัดทำบัญชกี ๊าซเรือนกระจก ขอ้ มลู การปลอ่ ยกา๊ ซเรือนกระจกในหนว่ ยปรมิ าณต่อเวลา ของปรมิ าณการปลอ่ ยกา๊ ซเรือนกระจกจากยานพาหนะในการ เก็บขนขยะมูลฝอย และ จากการกำจัดแบบฝังกลบแบบถูกหลักวิชาการจะนำมารวมกันและคำนวณการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ทงั้ หมดในหนว่ ยคารบ์ อนไดออกไซดเ์ ทยี บเท่า 4. จำลองสถานการณ์ในการลดสัดส่วนของประเภทมูลฝอยในองค์ประกอบมูลฝอย เพื่อเสนอมาตรการทางเลือกที่ เหมาะสม 65
The 2nd National Conference of Health Science Research สำนกั วชิ ำวทิ ยำศำสตรส์ ขุ ภำพ Knowledge transformation towards Thailand 4.0 มหำวทิ ยำลยั แมฟ่ ้ ำหลวง ในการศกึ ษานี้จะทำการจำลองสถานการณ์ เพือ่ เสนอมาตรการทีเ่ หมาะสมในการลดปรมิ าณกา๊ ซเรอื นกระจกจาก กระบวนการจดั การมลู ฝอยเทศบาลเมอื งน่าน จังหวดั นา่ น โดยมาตรการท่ที ำการจำลองสถานการณ์ ไดแ้ ก่ การลดปรมิ าณมลู ฝอยที่ อยู่ในประเภทองค์ประกอบมลู ฝอยไดแ้ ก่ ประเภทเศษอาหารสารอนิ ท/รียแ์ ละประเภทกระดาษ ท่ีระดบั 10 % 20 % 30 % 40 % และ 50 % จากนนั้ ทำการประเมนิ ปริมาณการปล่อยกา๊ ซเรอื นกระจก ผลการวจิ ยั จากผลการเก็บรวบรวมข้อมูล ในปีฐาน พ .ศ.2562 พบว่า ปริมาณมูลฝอยที่ทำการเก็บขนเพื่อกำจัด ในเดือน สิงหาคม มปี รมิ าณมากทสี่ ุด และในเดอื นกุมภาพนั ธ์ มีปริมาณมลู ฝอยนอ้ ยทีส่ ุด ซึ่งคดิ เป็นปริมาณมูลฝอยเฉลี่ยรายเดือนได้เท่ากับ 2,070 ตัน คิดเป็น 24,840 ตันปี นอกจากนี้ปริมาณนำ้ มันเช้ือเพลิง มีการใชน้ ้ำมันดีเซล ในเดือ/น กรกฎาคม มากที่สุด ซึ่งเป็นผล มาจาก ในเดือนกรกฎาคมมีวันหยุดติดต่อกันหลายวัน จึงทำให้นักท่องเที่ยวเข้ามาในพื้นที่ ทำให้ปริมาณน้ำมันที่ใช้ในการเก็บขน เพิ่มข้นึ เนือ่ งจากการเพิ่มรอบของการให้บริการเก็บขนมูลฝอย และปริมาณน้ำมนั เชือ้ เพลงิ นอ้ ยท่สี ดุ ในเดอื นสิงหาคม และมีการใช้ น้ำมันเชื้อเพลิงเฉลีย่ รายเดือนเท่ากับ 12,630 ลิตรตอ่ เดือน เมื่อคิดเปน็ สัดส่วนมลู ฝอยต่อน้ำมันเช้ือเพลงิ พบว่า มีค่าสดั สว่ นเฉล่ีย เทา่ กบั 0.16 ตนั .ศ.ลิตร โดยปริมาณมลู ฝอยและปริมาณน้ำมนั เชอ้ื เพลิงที่ใช้ ในเดอื นมกราคมถงึ ตุลาคม พ/2562 แสดงได้ ดังภาพ ที่ 2 2500 14,000 ป ิรมาณ ูมลฝอย (ตัน) 2000 13,500 ปริมาณน้ามนั (ลิตร) 1500 13,000 1000 12,500 500 12,000 11,500 0 11,000 มกราคม มิถนุ ายน ปริมาณมูลฝอย ปริมาณน้ามนั ดีเซล ภาพที่ 2 แสดงปรมิ าณมลู ฝอยและปริมาณน้ำมันเช้อื เพลงิ ในเดอื นมกราคมถึงธนั วาคม พ .ศ.2562 ของบอ่ กำจดั มูลฝอยเทศบาลเมอื งน่าน จงั หวัดนา่ น ผลจากการวิเคราะหอ์ งคป์ ระกอบมูลฝอยทางกายภาพโดยน้ำหนกั ของมูลฝอยที่นำมากำจัด ณ บ่อกำจดั มลู ฝอยเทศบาล เมืองน่าน จงั หวดั น่าน พบว่า สัดสว่ นเศษอาหารและอินทรยี ส์ ารมีสดั สว่ นมากทส่ี ุด รองลงมา คอื กระดาษและ พลาสติก ตามลำดบั โดยองค์ประกอบมูลฝอยทางกายภาพโดยนำ้ หนักมลู ฝอยของมลู ฝอยทีน่ ำมากำจัด ณ บอ่ กำจัดมลู ฝอยเทศบาลเมอื งน่าน จังหวดั น่าน แสดงไดด้ ังภาพที่ 3 66
The 2nd National Conference of Health Science Research สำนกั วชิ ำวทิ ยำศำสตรส์ ขุ ภำพ Knowledge transformation towards Thailand 4.0 มหำวทิ ยำลยั แมฟ่ ้ ำหลวง ภาพท่ี 3 แสดงองคป์ ระกอบมลู ฝอยทางกายภาพโดยนำ้ หนักมลู ฝอยของมลู ฝอยท่ีนำมากำจดั ณ บอ่ กำจดั มลู ฝอยเทศบาลเมืองนา่ น จังหวดั นา่ น อัตราการเ ิกด ูมลฝอย ( ิกโลก ัรม/คน/วัน) 1.4 1.3 1.2 1 0.8 0.6 0.56 0.52 0.4 0.28 0.36 0.3 0.23 0.2 0.22 0.19 0.27 0.15 0.1 0.15 0.06 0.05 0.06 0 องคก์ ารปกครองส่วนทอ้ งถ่ิน ภาพท่ี 4 แสดงอัตราการเกดิ มลู ฝอยขององค์กรปกครองสว่ นทอ้ งถนิ่ ท่นี ำมลู ฝอยมากำจดั ณ บ่อกำจัดมลู ฝอยของเทศบาลเมอื ง น่าน จหนว่ ย) นา่ น.: กิโลกรมั ต่อคนตอ่ วนั ( คอื เทศบาลเมืองนา่ น.ทม); ทตคอื เทศบาลตำบล .; อบต(คือ องคก์ ารบรหิ ารส่วนตำบล . 67
The 2nd National Conference of Health Science Research สำนักวชิ ำวทิ ยำศำสตรส์ ขุ ภำพ Knowledge transformation towards Thailand 4.0 มหำวทิ ยำลยั แม่ฟ้ ำหลวง จากภาพท่ี 4 แสดงอตั ราการเกดิ มลู ฝอยขององค์กรปกครองส่วนท้องถนิ่ จำนวน 16 แหง่ ในหนว่ ย กิโลกรมั ตอ่ คนต่อวัน พบว่า เทศบาลเมืองน่าน มีอัตราการเกิดมูลฝอยมากที่สุด เนื่องจากเป็นเมืองที่มีประชากร นักท่องเที่ยวและผู้มาเยือนมากที่สุด โดยมีอัตราการเกิดมูลฝอยประมาณ 1.3 กิโลกรัมต่อคนต่อวันจากการประเมินปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจก จากการ กระบวนการจัดการมูลฝอย จากการการเก็บขนและการกำจัดของเทศบาลเมืองนา่ น จงั หวัดนา่ นด้วยวิธีการคำนวณจากแบบจำลอง ทางคณิตศาสตร์เพื่อคำนวณค่าสัมประสิทธิ์และปริมาณการระบายก๊าซเรือนกระจกที่พัฒนาขึ้นโดย Institute for Global Environmental Strategies (IGES) พบว่า ปริมาณการระบายก๊าซเรือนกระจกของการจัดการมูลฝอยเทศบาลเมืองน่าน จังหวัด น่านมีปรมิ าณก๊าซเรอื นกระจกจากการจัดการมลู ฝอยตอ่ เดอื น มีปริมาณ 1,531.4 ตันคารบ์ อนไดออกไซด์เทียบเทา่ โดยการฝังกลบ มูลฝอยมีสัดส่วนถึง 97% และปริมาณการระบายกา๊ ซเรือนกระจกจากการเก็บขนมูลฝอยซึ่งมีปรมิ าณการระบายก๊าซเรือนกระจก เพียง 3% รายละเอียดปริมาณการปล่อยกา๊ ซเรือนกระจกจากกระบวนการจัดการมูลฝอยของเทศบาลเมอื งน่าน จงั หวดั น่าน แสดง ไดด้ งั ตารางที่ 1 ตารางท่ี 1 ปรมิ าณการปลอ่ ยก๊าซเรอื นกระจกจากกระบวนการจดั การมลู ฝอยของเทศบาลเมอื งนา่ น จงั หวัดน่าน กระบวนการ ปริมาณ หนว่ ย การเกบ็ ขนมลู ฝอย ปรมิ าณการปล่อยกา๊ ซเรอื นกระจกโดยตรงจากการ 34.0 ตันคารบ์ อนไดออกไซดเ์ ทียบเท่าตอ่ เดอื น เก็บขนมูลฝอยตอ่ เดือน การฝงั กลบมลู ฝอย 1,497.4 ตนั คาร์บอนไดออกไซด์เทยี บเทา่ ตอ่ เดอื น ปริมาณการปลอ่ ยกา๊ ซเรือนกระจกโดยตรงจากการ ฝังกลบมลู ฝอย ปริมาณการปลอ่ ยก๊าซเรือนกระจกทง้ั หมด 1,531.4 ตันคารบ์ อนไดออกไซดเ์ ทียบเทา่ ตอ่ เดือน สำหรับมาตรการการลดปริมาณก๊าซเรือนกระจกจากการจัดการมูลฝอยของเทศบาลเมืองน่าน จังหวัดน่าน ประกอบไป ด้วย 1) มาตรการการลดปริมาณมูลฝอยประเภทเศษอาหาร/สารอินทรีย์โดยสัดส่วนการลดปรมิ าณมลู ฝอยอยู่ที่ 10 %, 20 %, 30 %, 40 % และ 50 % 2) มาตรการการลดปรมิ าณมูลฝอยประเภทกระดาษ โดยสดั ส่วนการลดปรมิ าณมูลฝอยอยทู่ ่ี 10 %, 20 %, 30 %, 40 % และ 50 % และ3) มาตรการการลดปริมาณมูลฝอยประเภทพลาสติก โดยสัดสว่ นการลดปริมาณมลู ฝอยอยูท่ ี่ 10 %, 20 %, 30 %, 40 % และ 50 % ผลการประเมินปรมิ าณการปล่อยกา๊ ซเรอื นกระจกจากมาตรการตา่ งๆ พบวา่ มาตรการลดปริมาณ มูลฝอยประเภทเศษอาหาร/สารอินทรยี ใ์ นสัดส่วน 10 % - 50 % มีปรมิ าณก๊าซเรอื นกระจกลดลงจากเดิมประมาณ 52.0 – 520.1 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่าต่อเดือน ส่วนมาตรการลดปริมาณมูลฝอยประเภทกระดาษ ในสัดส่วน 10 % - 50 % มีปริมาณ ก๊าซเรือนกระจกลดลงจากเดิมประมาณ 84.4 – 313.6 ตนั คาร์บอนไดออกไซดเ์ ทียบเท่าตอ่ เดอื น และมาตรการลดปริมาณมลู ฝอย ประเภทพลาสติกในสัดสว่ น 10 % - 50 % มปี รมิ าณกา๊ ซเรือนกระจกไม่มกี ารเปล่ยี นแปลงจากเดิม ซึง่ ปรมิ าณก๊าซเรือนกระจกใน แตล่ ะมาตรการ แสดงดงั ตารางที่ 2 68
The 2nd National Conference of Health Science Research สำนกั วชิ ำวทิ ยำศำสตรส์ ุขภำพ Knowledge transformation towards Thailand 4.0 มหำวทิ ยำลยั แม่ฟ้ ำหลวง ตารางที่ 2 แสดงปริมาณก๊าซเรือนกระจก หนว่ ย) : ตนั คาร์บอนไดออกไซดเ์ ทยี บเท่า/เดือนลดลงของ/และสัดสว่ นการเพม่ิ ข้ึน ( ) ปรมิ าณการปลอ่ ยก๊าซเรือนกระจก%)ในแต่ละมาตรการ มาตรการ 10% สัดส่วนการลดปริมาณมลู ฝอย/เดือน 50% 1) ลดมลู ฝอยประเภทเศษอาหารและ 1445.4 20% 30% 40% 977.3 สารอนิ ทรยี ์ (-5.6 %) (-36.1%) 2) ลดมลู ฝอยประเภทพลาสติก 1,497.4 1387.3 1328.8 1264.9 1,497.4 (0 %) (-9.4 %) (-13.2%) (-17.4 %) 3) ลดมลู ฝอยประเภทกระดาษ 1413.0 1,497.4 1,497.4 1,497.4 (0 %) (-7.7%) (0 %) (0%) (0%) 1183.8 1373.3 1311.2 1247.4 (-22.7 %) (-10.3 %) (-14.4 %) (-18.5 %) อภิปรายและสรุปผลการวจิ ยั การประเมินปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากการกระบวนการจัดการมูลฝอยของเทศบาลเมืองน่าน จังหวัดน่าน ได้แก่ กระบวนการเก็บขนและกระบวนการกำจัดด้วยวิธีการคำนวณจากแบบจำลองทางคณิตศาสตร์เพื่อคำนวณค่าปริมาณการ ระบายก๊าซเรือนกระจกที่พัฒนาขึ้นโดย Institute for Global Environmental Strategies (IGES)โดยมีการเกบ็ ข้อมูลเพื่อนำเข้า ไปคำนวณในโปรแกรม ได้แก่ ข้อมูลปฐมภูมิและทตุ ิยภมู ิ เช่น ปรมิ าณการใชน้ ำ้ มนั เช้ือเพลิงของยานพาหนะเก็บขน (ลิตร) ปริมาณ มูลฝอยที่นำไปกำจัด (ตัน) พบว่า ปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากกระบวนการจัดการมูลฝอยท้ั งหมด 1,531.4 ตัน คาร์บอนไดออกไซดเ์ ทียบเท่าต่อเดือนได้แก่ จากกระบวนการ การเก็บขนมูลฝอย ปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกโดยตรงจาก การเก็บขนมูลฝอยตอ่ เดือน มีปริมาณ 34 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่าตอ่ เดือน กระบวนการ การฝังกลบมูลฝอย ปริมาณการ ปล่อยก๊าซเรือนกระจกโดยตรงจากการฝังกลบมูลฝอย มีปริมาณ 1,497.4 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่าต่อเดือน ซึ่งเป็น กระบวนการหลักที่ปลอ่ ยก๊าซเรือนกระจกจากการจัดการมลู ฝอยของเทศบาลเมืองน่าน การวิเคราะห์องค์ประกอบมลู ฝอยโดยน้ำหนักทางกายภาพจากการสุ่มตัวอย่างจากยานพาหนะเกบ็ ขนมูลฝอยและนำมา ทง้ิ ทบ่ี อ่ กำจัดมูลฝอยของเทศบาลเมืองนา่ น จากจำนวนองคก์ ารปกครองสว่ นทอ้ งถ่นิ 16 แหง่ ที่นำมลู ฝอยมากำจัด ณ บ่อกำจัดมูล ฝอยของเทศบาลเมืองน่าน โดยทำการสุ่มจากยานพาหนะเก็บขนมูลฝอยด้วยวิธีการ Quartering พบว่า จากการวิเคราะห์ องค์ประกอบมูลฝอยโดยน้ำหนักทางกายภาพ ปริมาณมูลฝอยประเภทเศษอาหารและสารอินทรีย์มีสัดส่วนที่มากที่สุด ( 41 %) รองลงมาคือ พลาสติก (25 %) กระดาษ (13 %) มูลฝอยประเภทอนื่ ๆ (12 %) แก้ว (5 %) ผา้ (3 %) และโลหะ (1 %) ตามลำดับ จากนั้นนำผลจากการวิเคราะห์มูลฝอยมาพิจารณาเพื่อกำหนดมาตรการที่เหมาะสมในการลดปริมาณก๊าซเรือนกระจกจากจัดการ มูลฝอยของเทศบาลเมืองน่าน ทั้งหมด 3 มาตรการ ได้แก่ มาตรการลดสัดส่วนมลู ฝอยประเภทเศษอาหาร/สารอินทรีย์ มาตรการ การลดสัดสว่ นมลู ฝอยประเภทพลาสติกและมาตรการการลดสดั สว่ นมลู ฝอยประเภทกระดาษ ซงึ่ เปน็ มลู ฝอยที่มสี ดั ส่วนท่ีมีปริมาณ มากที่สุดสามอันดับแรก พบว่า ทั้งสองมาตรการสามารถลดปริมาณก๊าซเรือนกระจกในช่วงระหว่าง 5.6 % - 22.7 % ได้แก่ มาตรการลดปริมาณมูลฝอยประเภทเศษอาหาร/สารอินทรีย์และมาตรการลดปริมาณมูลฝอยประเภทกระดาษ ตามลำดับ โดย มาตรการที่ลดการปลอ่ ยปรมิ าณก๊าซเรือนกระจกได้มากที่สุด คือ มาตรการลดปริมาณมูลฝอยประเภทเศษอาหาร/สารอินทรีย์ 50 % และมาตรการที่ลดการปล่อยปริมาณก๊าซเรือนกระจกได้น้อยที่สุด คือ มาตรการลดปริมาณมูลฝอยประเภทกระดาษ 10 % 69
The 2nd National Conference of Health Science Research สำนกั วชิ ำวทิ ยำศำสตรส์ ขุ ภำพ Knowledge transformation towards Thailand 4.0 มหำวทิ ยำลยั แมฟ่ ้ ำหลวง นอกจากนี้ พบว่า มาตรการที่ยังไม่สามารถลดการปลอ่ ยปริมาณก๊าซเรือนกระจกได้ในระยะสั้น ได้แก่ มาตรการการลดสัดส่วนมูล ฝอยประเภทพลาสติก เนื่องจากแบบจำลองทางคณิตศาสตรน์ ี้ จะประเมินปริมาณการปล่อยกา๊ ซเรือนกระจกจากกระบวนการฝัง กลบจะพจิ ารณาการยอ่ ยสลายมูลฝอยทีม่ สี ว่ นประกอบของสารอนิ ทรียท์ ี่ย่อยสลายไดใ้ นระยะเวลา 1 เดอื น และเกิดเป็นก๊าซมีเทน จากการใช้วธิ กี ารแบบการฝังกลบเท่านนั้ นอกจากนี้ จะเห็นไดว้ ่า ถงึ แมจ้ ะมมี าตรการในการลดปริมาณมลู ฝอยประเภทเศษอาหาร/ สารอินทรีย์ ด้วยการส่งเสริมให้มีการนำมาแปรรูปเป็นปุ๋ยหมักในหลายๆพื้นที่ ปริมาณมูลฝอยประเภทเศษอาหาร/สารอินทรีย์ ยังคงมีสัดส่วนมากที่สุดในองค์ประกอบมูลฝอย ดังนั้น มาตรการการลดปริมาณมูลฝอยประเภทเศษอาหาร/สารอินทรีย์ ยังมี ความสำคัญและควรมีการผลักดันให้เกิดผลสำเร็จให้ได้มากท่ีสุด นอกจากนี้มาตรการการลดปริมาณมูลฝอยประเภทกระดาษ สามารถทำได้ โดยเริ่มต้นจากแนวนโยบายมุ่งสู่การเป็นเมืองคาร์บอนต่ำอย่างจริงจัง เช่น เริ่มการจัดทำคาร์บอนฟุตพริ้นท์ใน สำนักงาน การลดมลู ฝอยจากแหล่งกำเนิด เป็นต้น กิตตกิ รรมประกาศ ผู้วิจัยขอขอบพระคุณเทศบาลเมืองน่านเทศบาลตำบลเชียงกลางเทศบาลตำบลดู่ใต้เทศบาลตำบลกองควายเทศบาล ตำบลปัวเทศบาลตำบลกลางเวียงเทศบาลตำบลเวยี งสาอบต.ถืมตองอบต.ท่าน้าวอบต.ฝายแก้วอบต.ฝายแก้วอบต.มว่ งตื๊ด อบต. ไชยสถานอบต.เรืองอบต.ผาสิงห์อบต.สะเนียนและอบต.นำ้ ปว้ั ท่ีให้ความอนเุ คราะหข์ ้อมูลเพื่อใชใ้ นการทำวิจยั ครัง้ น้ี เอกสารอา้ งอิง กระทรวงท่องเที่ยวและกีฬา, 2561 สถานการณ์การท่องเท่ียวในประเทศ รายจังหวัด ปี 2561 สืบค้นเมื่อวันที่ 3 มกราคม 2563, จาก https://www.mots.go.th/more_news_new.php?cid=525 กรมควบคุมมลพิษ. (2562). สรุปสถานการณ์มลพิษของประเทศไทย ปี 2561,กรุงเทพฯ : กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและ ส่ิงแวดลอ้ ม. ปิยชาติ ศิลปะสุวรรณ. (2558). ขยะมูลฝอยชุมชนปัญหาที่ประเทศกำลังเผชิญ, กรุงเทพฯ : สํานักวิชาการสํานักงานเลขาธิการ วุฒสิ ภา. สำนักนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม. (2558). แผนแม่บทรองรับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ พ.ศ. 2558-2593, กรงุ เทพฯ : กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดลอ้ ม. สำนกั สง่ิ แวดลอ้ ม. (2558). รายงานฉบบั ผบู้ ริหาร แผนแมบ่ ทกรงุ เทพมหานครว่าดว้ ยการเปลี่ยนแปลงสภาพภมู ิอากาศ พ.ศ.2556- 2566, กรุงเทพมหานคร. องค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน). (2561). แนวทางการประเมินประสทิ ธิภาพองค์กรปกครองสว่ นท้องถิน่ (Local Performance Assessment : LPA)เรื่อง รายงานข้อมูลปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจก. กรุงเทพฯ : กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและส่งิ แวดล้อม. Ministry of Natural Resources and Environment. (2019). Thailand’s Third National Communication. Retrieved fromhttps://unfccc.int/sites/default/files/resource/Thailand%20TNC.pdf Nirmala Menikpuraและ จรรยา แสงอรุณ. (2556). คู่มือการใช้โปรแกรมคำนวณปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากการ จัดการขยะมูลฝอยโดยใช้วิธีการประสานวัฏจักรชีวิต. ภายใต้โครงการการตรวจวัดรายงานผลและการทวนสอบ (MRV) สำหรบั การพัฒนาแบบคาร์บอนต่ำในเอเชยี , องคก์ ารบริหารจดั การกา๊ ซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) 70
The 2nd National Conference of Health Science Research สำนกั วชิ ำวทิ ยำศำสตรส์ ขุ ภำพ Knowledge transformation towards Thailand 4.0 มหำวทิ ยำลยั แม่ฟ้ ำหลวง ประโยชนข์ องโปรแกรมการตรวจสขุ ภาพประจำปี สำหรบั ประชาชนท่วั ไปท่ีมาตรวจสขุ ภาพท่โี รงพยาบาลศิรริ าช กนกทิพย์ พัฒผล, วรี ศักดิ์ เมืองไพศาล, ณรงค์ภณ ทมุ วิภาต, สมบรู ณ์ อินทลาภาพร, ปติ ิพร สิรทิ พิ ากร, หฤษฎ์ ปณั ณะรัส ,อภินัทธ์ จรญู พิพัฒนก์ ุล คณะแพทยศาสตร์ศิรริ าชพยาบาล มหาวทิ ยาลัยมหดิ ล *Corresponding author E-mail: [email protected] บทคัดยอ่ บทนำ: การศกึ ษาคร้งั นี้เปน็ การศึกษาแบบภาคตัดขวาง (Cross sectional study) ศกึ ษาผลการตรวจสขุ ภาพประจำปี 4 รายการ คือ ภาพถ่ายรงั สีทรวงอก (Chest X-ray) การทำงานของเอนไซมต์ ับ (AST, ALT) ระดับฮีโมโกลบิน (Hemoglobin : Hb) และ Stool occult blood ในกลุ่มผู้รับบริการตรวจสุขภาพประจำปี ณ หน่วยตรวจสุขภาพและให้คำแนะนำทางโภชนาการ โรงพยาบาลศิริราช วัตถุประสงค์: เพื่อหาความชุกความผิดปกติของภาพถ่ายรังสีทรวงอก การทำงานของเอนไซม์ตับ AST และ ALT ระดับฮีโมโกลบิน และ Stool occult blood วิธีวิจัย: รวบรวมข้อมูลจากแบบบันทึกข้อมูลสำหรับผู้มารับบริการตรวจ สุขภาพที่หน่วยตรวจสุขภาพและให้คำแนะนำทางโภชนาการ จัดเตรียมไว้สำหรบั ประเมนิ ความเสี่ยงของผูร้ บั บริการก่อนส่งตรวจ คัดกรองสุขภาพตามช่วงอายุ และนำผลการตรวจสุขภาพมาแสกนเข้าฐานข้อมูลในระบบคอมพิวเตอร์ของโรงพยาบาล ระหว่าง เดือนมถิ นุ ายน 2560 - เมษายน 2561 และนำมาวิเคราะห์ความชุกของความผิดปกติ ด้วยวิธี Descriptive statistics ผลการวิจัย: พบความผิดปกติอย่างน้อย 1 ชนิด จำนวน 675 คน จากผู้รับบริการทั้งหมด 1,789 คน โดยพบความชุกของความผิดปกติของ ภาพถ่ายรังสที รวงอก การทำงานของเอนไซม์ตับ AST และ ALT ระดบั ฮโี มโกลบนิ และ Stool occult blood รอ้ ยละ 21.1, 4.8, 7.3, 17.8 และ 5.7 ตามลำดับ อภปิ รายและสรุปผลการวิจยั : การศึกษานี้เปน็ การคดั กรองเบอื้ งตน้ เทา่ น้ัน อาจมีผลทำใหพ้ บความ ชุกของความผิดปกติของผลตรวจสุขภาพน้อยกว่าที่ควร และไม่ได้ติดตามผลสุดท้ายหลังส่งต่อไปรับบริการหน่วยงานอื่นๆ ดังน้ัน ควรมีการศึกษาต่อในส่วนของผลลัพธ์สุดท้าย เพื่อทราบความชุกที่แท้จริง โดยการตรวจคัดกรองสุขภาพตามชุดบริการยังค งมี ประโยชน์ หากตรวจพบว่าคนที่ยงั ไม่มีอาการหรืออาการแสดงของโรค แล้วสามารถพบความผิดปกติท่ีนำไปสู่การตรวจเพิม่ เติม มี ผลให้สามารถวินิจฉัยโรคได้ตั้งแต่ระยะแรก ลดความรุนแรงของโรคและค่าใช้จ่ายในการดูแลรักษาได้ รวมถึงวางแผนการดูแล สุขภาพหรือใหค้ ำแนะนำผรู้ ับบรกิ าร คำสำคัญ: CHECK-UP, CHEST X-RAY, LIVER ENZYME, HEMOGLOBIN, STOOL OCCULT BLOOD 71
The 2nd National Conference of Health Science Research สำนกั วชิ ำวทิ ยำศำสตรส์ ขุ ภำพ Knowledge transformation towards Thailand 4.0 มหำวทิ ยำลยั แมฟ่ ้ ำหลวง USEFULNESS OF THE ANNUAL HEALTH CHECK-UP PROGRAM IN GENERAL POPULATION AT SIRIRAJ HOSPITAL Kanokthip phatphon, Weerasak Muangpaisan, Narongpon Dumavibhat, Somboon Intalapaporn, Pitiporn Siritipakorn, Harisd Phannarus, Apinut Jaroonpipatkul Faculty of Medicine Siriraj Hospital, Mahidol University *Corresponding author E-mail: [email protected] Abstract Introduction: The study was a cross-sectional study to investigate the results of medical check-up of 4 annual health examinations: chest X-ray, liver enzyme (AST, ALT), hemoglobin (Hb) and stool occult blood among service recipients attending the annual health at the health check-up unit, Siriraj Hospital. Objective: Find the prevalence of abnormal test results and their associated factors of chest radiography, liver enzyme, hemoglobin and stool occult blood test. Methodology: Data were collected from medical records of the health check-up unit at Siriraj Hospital. The data included baseline demographic profiles and risk factors of the participants. The laboratory and chest X-ray results were collected from the medical database and were reviewed by the researchers. Chest X-ray were read by radiologists and chest physician. The prevalence of abnormal results of each test was described with a descriptive statistic. Results: There were 675 persons of 1,789 persons who had at least 1 test abnormality of chest radiography, liver enzyme function, hemoglobin and stool occult blood test. The prevalence of abnormal chest radiography, liver enzyme (AST, ALT) function, hemoglobin and stool occult blood test were 21.1, 4.8, 7.3, 17.8 and 5.7 percent, respectively. Discussion and conclusion: This study was only a preliminary screening. The results showed that the prevalence of the annual health check-up results was lower than expected. The researcher did not follow the final results after the patients were seen by other units. Therefore, the final results should be further studied to better understand the actual prevalence of the disease. The annual health check-up by such service is still beneficial if it is found in those who have not yet had symptom and sign of the disease. The abnormal test can lead to the additional examination thus being possible to diagnose the early stage of the disease and health care plan. Keywords: CHECK-UP, CHEST X-RAY, LIVER ENZYME, HEMOGLOBIN, STOOL OCCULT BLOOD 72
The 2nd National Conference of Health Science Research สำนักวชิ ำวทิ ยำศำสตรส์ ุขภำพ Knowledge transformation towards Thailand 4.0 มหำวทิ ยำลยั แม่ฟ้ ำหลวง บทนำ ประเทศไทยมีการตรวจสขุ ภาพประจำปี สำหรบั ประชาชนทั่วไปอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเปน็ กิจกรรมการตรวจประเมินสุขภาพ โดยที่ผู้รับการตรวจไม่มีอาการผิดปกติและรู้สึกว่าร่างกายยังสมบูรณ์แข็งแรงดี ไม่มีผลกระทบต่อการดำเนินชีวิตประจำวัน การ ตรวจสุขภาพประจำปีเป็นการตรวจที่ทำในทุกๆ ปี ประกอบด้วย การสัมภาษณ์ หรือสอบถามประวัติอาการ และประวัติทาง การแพทย์ต่างๆ มีการตรวจร่างกายโดยละเอียด และการตรวจทางห้องปฏิบตั กิ ารที่จำเปน็ อาจจะรวมถึงการใหว้ ัคซีนป้องกันโรค และการให้คำปรึกษาสุขภาพที่สอดคล้องกับช่วงอายุของผู้รับการตรวจแต่ละราย โดยส่วนใหญ่ยึดถือตามแนวทางของ กรมบัญชีกลาง [1] ซึง่ ในปัจจบุ นั โรงพยาบาลส่วนใหญไ่ ดใ้ ห้ความสำคญั กบั การให้บรกิ ารตรวจสุขภาพประจำปีเป็นอยา่ งมาก ดังจะ เห็นได้จากการที่มีการจัดตั้งศูนย์ตรวจเฉพาะทางหรือศูนย์ตรวจสุขภาพขึ้นทั้งในโรงพยาบาลรัฐและเอกชนมากมาย รวมถึงการ กำหนดเปน็ สวัสดิการการรกั ษาพยาบาลให้กับข้าราชการ พนกั งานและลูกจ้างในหนว่ ยงานตา่ งๆ ผลการศึกษาส่วนใหญ่พบในกลุ่ม ของบคุ ลากรสาธารณสุข หรอื กลุ่มเสย่ี งของโรคน้นั ๆ ในกล่มุ ของประชาชนทว่ั ไปทมี่ ารบั บรกิ ารตรวจสขุ ภาพทห่ี น่วยบรกิ ารพบน้อย การศึกษาบางรายการในชุดโปรแกรมการตรวจสุขภาพประจำปี สำหรับประชาชนทั่วไปที่ยึดถือตามแนวทางของกรมบัญชีกลาง ของประเทศไทย ไม่แนะนำให้มีการตรวจเป็นประจำสำหรับผู้ที่ไม่มีความเสี่ยง หรือในผู้ที่ไม่มีอาการ ซึ่งโอกาสการพบความ ผิดปกติน้ันมีได้น้อย [1-7] ความผิดปกตินนั้ อาจไม่จำเปน็ ต้องได้รับการรักษา [8-9] ทำใหส้ น้ิ เปลืองคา่ ใชจ้ า่ ยโดยไม่จำเป็น ปี 2558 หน่วยตรวจสุขภาพและให้คำแนะนำทางโภชนาการ โรงพยาบาลศิริราช มีผู้มารับบริการตรวจสุขภาพประจำปี จำนวน 3,568 ราย โดยชุดโปรแกรมการตรวจสุขภาพประจำปีที่กำหนดไว้ยึดถือตามแนวทางของกรมบัญชกี ลางซ่ึงแสดงให้เห็นได้ วา่ ประชาชนให้ความสนใจและเหน็ ความสำคัญในการตรวจสุขภาพเป็นอย่างมาก จากการรวบรวมขอ้ มูลการศึกษาวิจัยในประเทศไทย พบว่ามีการศึกษาท่ีนำชดุ โปรแกรมการตรวจสุขภาพดังกล่าวศึกษา ในประชาชนทั่วไปที่มารับบริการตรวจสุขภาพที่หน่วยบริการยังมีไม่มาก ส่วนใหญ่จะพบการศึกษาในบุคลากรสาธารณสุขหรือ หน่วยงานใหญ่ๆ ที่จัดสวัสดิการสำหรับเจ้าหน้าที่ ดังนั้นงานวิจัยนี้จะทำการสำรวจความชุกของความผิดปกติที่ตรวจพบใน ประชาชนทัว่ ไป ซึ่งในหน่วยตรวจสขุ ภาพของโรงพยาบาลศิริราช มีผู้มารับบริการเป็นจำนวนมากในแต่ละปี แต่ไมม่ ีการเกบ็ สถิติ หรอื ทำการศกึ ษามากอ่ น จงึ ทำให้ผู้วจิ ัยสนใจศึกษาประโยชน์ของตรวจสขุ ภาพประจำปี เพือ่ การคดั กรองโรคใหก้ ับผูม้ ารบั บริการ และ นำไปสู่การค้นหาพฤติกรรมเสี่ยงของโรคต่างๆ เพื่อวางแผนการจัดบริการส่งเสริมสุขภาพ ให้คำแนะนำให้มีสุขภาพดีหรือได้รับ การดูแลรักษาทเี่ หมาะสม โดยการศึกษานี้ผู้วิจัยสนใจศึกษาผลการตรวจสุขภาพประจำปี แบบ Voluntary screening จำนวน 4 รายการ คือ ภาพถ่ายรังสีทรวงอก (Chest X-ray) เอนไซม์ตับ (AST, ALT) Hemoglobin (Hb) และ Stool occult blood ซึ่งเป็นรายการ ตรวจทส่ี ามารถพบได้บอ่ ยท่ีสดุ ในทกุ ช่วงอายุบรรจุอยู่ในชุดโปรแกรมการตรวจสขุ ภาพประจำปีตามแนวทางของกรมบัญชกี ลาง [1] และยังมหี ลักฐานยืนยันความคมุ้ คา่ ในการตรวจไมเ่ พียงพอ หรอื ไม่แนะนำใหต้ รวจในผูท้ ีไ่ มม่ ขี ้อบ่งช้ี ระเบยี บวิธวี ิจยั การศึกษาวิจัยครั้งนี้เป็นการศึกษาแบบภาคตัดขวางเชิงพรรณนา(Cross-sectional study) ผู้เข้าร่วมวิจัยครั้งนี้เป็นผู้ กรอกข้อมูลตามแบบบันทึกข้อมูลสำหรับผู้มารั บบริการตรวจสุขภาพที่หน่วยตรวจสุขภาพและให้ คำแนะนำทางโภชนาการ โรงพยาบาลศิริราชจัดเตรียมไว้ สำหรับประเมินความเสี่ยงของผู้รับบริการก่อนส่งตรวจคัดกรองสุขภาพตามช่วงอายุด้วยตนเอง จากน้นั เจา้ หนา้ ทป่ี ระเมนิ ความเส่ียงของผเู้ ขา้ รว่ มวจิ ยั พร้อมสง่ ตรวจคัดกรองสขุ ภาพและนำผลการตรวจสุขภาพจากผู้ปว่ ยมาแสกน 73
The 2nd National Conference of Health Science Research สำนกั วชิ ำวทิ ยำศำสตรส์ ุขภำพ Knowledge transformation towards Thailand 4.0 มหำวทิ ยำลยั แม่ฟ้ ำหลวง เข้าฐานข้อมูลในระบบคอมพิวเตอร์ของโรงพยาบาล พร้อมแนบในเวชระเบียนก่อนส่งพบแพทย์ และนำมาวิเคราะห์ความชุกของ ความผิดปกติ ด้วยวิธี Descriptive statistics Inclusion criteria 1. ผรู้ ับบรกิ ารทีม่ าตรวจสุขภาพประจำปี อายุ 18 ปีข้ึนไป 2. ผู้รบั บริการที่มาตรวจสขุ ภาพประจำปี ทไ่ี ด้รับการตรวจภาพถ่ายรงั สีทรวงอก (Chest X-ray) หรอื ตรวจระดบั ฮโี มโกลบิน (Hemoglobin :Hb) หรือตรวจเอนไซม์ตับ (AST, ALT) หรือตรวจ Stool occult blood โดยมีวัตถุประสงค์เพ่ือการ ตรวจสุขภาพประจำปี ในระหว่างเดอื นมถิ ุนายน 2560 – เมษายน 2561 Exclusion criteria 1. ผรู้ ับบริการทีไ่ ดร้ ับการตรวจภาพถา่ ยรังสีทรวงอก (Chest X-ray) หรอื ตรวจระดับฮโี มโกลบิน (Hemoglobin : Hb) หรอื ตรวจเอนไซมต์ บั (AST, ALT) หรือตรวจ Stool occult blood โดยมวี ัตถุประสงค์เพ่ือตรวจสุขภาพก่อนการสมรส หรือ ตั้งครรภ์ ขอใบรับรองแพทย์ไปต่างประเทศ ศึกษาต่อ ขอวีซ่า ไปอบรม 2. ผ้รู บั บริการทีต่ อบแบบสอบถามไมค่ รบ จนไมส่ ามารถนำมาวิเคราะห์ขอ้ มลู ได้ Sample size ผู้มารับบริการตรวจสุขภาพ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อตรวจสุขภาพประจำปี ณ หน่วยตรวจสุขภาพและให้คำแนะนำทาง โภชนาการ โรงพยาบาลศิริราช ในระหว่างเดือนมิถุนายน 2560 – เมษายน 2561 ทุกรายที่ได้รับการตรวจภาพถ่ายรังสีทรวงอก (Chest X-ray) หรือตรวจระดับฮีโมโกลบิน (Hemoglobin: Hb) หรือตรวจการทำงานของเอนไซม์ตับ (AST, ALT) หรือตรวจ Stool occult blood การวดั ผล การตรวจภาพถ่ายรงั สที รวงอก (Chest radiography) • ขอ้ บ่งชีใ้ นการส่งตรวจ (indicator) : เพ่อื ตรวจหาความผิดปกตขิ องปอด • การแปลผล : ความผดิ ปกติที่พบโดยรงั สแี พทย์ การตรวจเอนไซมต์ บั ไดแ้ ก่ AST และ ALT (Liver enzyme: AST and ALT) [13] การทดสอบ : Aspartate aminotransferase (AST) • ขอ้ บง่ ช้ใี นการส่งตรวจ (indicator) : Hepatobiliary disease • การรายงานผล : รายงานเปน็ หนว่ ย U/L โดยใชค้ ่าอ้างองิ (reference value) ผู้ชาย 0 – 40 U/L ผู้หญิง 0 - 32 U/L การทดสอบ : Alanine aminotransferase (ALT) • ขอ้ บ่งชใ้ี นการสง่ ตรวจ(indicator) : Hepatobiliary disease • การรายงานผล : รายงานเป็นหน่วย U/L โดยใช้คา่ อา้ งองิ (reference value) ผู้ชาย 0 – 41 U/L ผ้หู ญิง 0 - 33 U/L 74
The 2nd National Conference of Health Science Research สำนักวชิ ำวทิ ยำศำสตรส์ ุขภำพ Knowledge transformation towards Thailand 4.0 มหำวทิ ยำลยั แม่ฟ้ ำหลวง ระดบั ฮโี มโกลบนิ (Hemoglobin level) [18] • ขอ้ บง่ ชี้ในการส่งตรวจ (indicator) : - เพอื่ ช่วยในการวินจิ ฉัยโรคทางโลหติ วทิ ยา หรอื มกี ารเปล่ียนแปลงทางโลหติ วิทยา - เพื่อตรวจกรองความสมบรู ณ์ของสุขภาพ • การรายงานผล : รายงานเปน็ คา่ โดยใชค้ ่าอ้างองิ (reference value) ดังนี้ Hb (g/dl): หญิง อายุ 18 ปีขึ้นไป = 12 : ชาย อายุ 18 ปีขึ้นไป = 13 Stool occult blood (A stool occult blood examination) • ช่อื อนื่ (Other Name) : Fecal occult blood (FOB) หรอื Fecal occult blood test (FOBT) โดยใชว้ ธิ ี Immunochemical- Fecal Occult Blood Test (I -FOBT) • ขอ้ บง่ ชใี้ นการส่งตรวจ (indicator) : เพอื่ ตรวจหาเลอื ดปรมิ าณน้อยๆ ที่ปนอยู่ในอจุ จาระ(occult blood) ซง่ึ ไม่สามารถ มองเห็นไดด้ ว้ ยตาเปลา่ • การรายงานผล : ผลบวก (positive) = พบเลอื ด occult blood ในอจุ จาระ ผลลบ (negative) = ไมพ่ บเลือด occult blood ในอุจจาระ ผลการวิจยั ส่วนที่ 1 ขอ้ มูลทว่ั ไปของผูม้ ารับบรกิ ารตรวจสขุ ภาพ ผลการศกึ ษาข้อมลู ทั่วไปของผูม้ ารบั บรกิ ารตรวจสุขภาพประจำปี ณ หน่วยตรวจสขุ ภาพและให้คำแนะนำทางโภชนาการ โรงพยาบาลศริ ิราช ระหวา่ งเดือนมถิ นุ ายน 2560 ถงึ เมษายน 2561 จำนวน 1,789 คน รายละเอียดดังแสดงในตารางท่ี 1 ตารางที่ 1 จำนวนและร้อยละขอ้ มูลทั่วไปของผูม้ ารบั บรกิ ารตรวจสขุ ภาพประจำปี ข้อมูลทว่ั ไป จำนวน ร้อยละ เพศ 26.9 73.1 1. ชาย 482 5.1 2. หญิง 1,307 39.6 20.9 อายุ X̄ = 52.7 S.D. =12.6 MIN = 18, MAX = 86 27.2 7.2 ดัชนีมวลกาย 1. ผอม (<18.5) 92 2. ปกติ (18.5-22.9) 708 3. น้ำหนักเกนิ (23-24.9) 374 4. อว้ น ระดับ 1 (25-29.9) 486 5. อ้วน ระดบั 2 (≥30) 129 75
The 2nd National Conference of Health Science Research สำนกั วชิ ำวทิ ยำศำสตรส์ ุขภำพ Knowledge transformation towards Thailand 4.0 มหำวทิ ยำลยั แม่ฟ้ ำหลวง ตารางท่ี 1 จำนวนและร้อยละข้อมูลทวั่ ไปของผ้มู ารบั บรกิ ารตรวจสุขภาพประจำปี (ต่อ) ขอ้ มูลทั่วไป จำนวน รอ้ ยละ สถานภาพสมรส 29.5 58.6 1. โสด 529 11.7 0.2 2. สมรส/ไมส่ มรสแต่อย่ดู ว้ ยกนั 1,048 11.2 3. หมา้ ย/หยา่ /แยก 209 26.2 62.6 4. นกั บวช 3 33.5 ระดับการศึกษา 22.2 5.6 1. ไมไ่ ด้เรียน/ประถมศกึ ษา 201 2.5 1.7 2. มธั ยมศกึ ษา 468 7.1 23.1 3. สูงกวา่ มัธยมศกึ ษา 1,120 4.2 อาชีพ 26.4 73.6 1. ข้าราชการ/ข้าราชการบำนาญ/เจา้ หน้าท่รี ฐั รัฐวสิ าหกิจ 600 2. คา้ ขาย/ธรุ กจิ ส่วนตวั /อสิ ระ 397 3. พนักงานบรษิ ัทเอกชน 100 4. เกษตรกร 45 5. นกั เรียน/นักศึกษา 31 6. รบั จ้างท่วั ไป 127 7. ว่างงาน/ไมไ่ ดป้ ระกอบอาชีพ/ผสู้ ูงอายุ/พอ่ บา้ น/แมบ่ ้าน 413 8. อนื่ ๆ 76 ประวัตกิ ารตรวจสขุ ภาพประจำปี 1. ไม่เคยตรวจ 473 2. เคยตรวจ 1,316 จากตารางที่ 1 พบว่า ผมู้ ารับบริการสว่ นใหญเ่ ปน็ เพศหญิง จำนวน 1,307 ราย คิดเป็นร้อยละ 73.1 มีอายุเฉลยี่ 52.7 ปี (อยูร่ ะหว่าง 18 – 81 ปี) ส่วนใหญม่ ีระดับดัชนมี วลกาย (BMI) อยใู่ นระดบั ปกติ จำนวน 708 ราย คิดเป็นร้อยละ 39.6 มสี ถานภาพ สมรส/ไม่สมรสแต่อยู่ดว้ ยกัน จำนวน 1,048 ราย คิดเป็นรอ้ ยละ 58.6 มรี ะดับการศกึ ษาอยใู่ นระดบั ดี คือ ระดับสูงกว่ามธั ยมศึกษา ประกอบด้วย ระดบั อนปุ รญิ ญา/ปวส. จำนวน 49 ราย ปรญิ ญาตรี จำนวน 458 ราย และปรญิ ญาโท จำนวน 164 ราย ส่วนใหญ่มี อาชีพเปน็ ขา้ ราชการ/ข้าราชการบำนาญ/เจ้าหน้าทร่ี ัฐ รัฐวิสาหกิจ รองลงมา คอื วา่ งงาน/ไมไ่ ด้ประกอบอาชพี /ผู้สูงอายุ/พ่อบ้าน/ แม่บ้าน ค้าขาย/ธุรกิจส่วนตวั /อิสระ และเคยได้รับบริการตรวจสุขภาพมาแล้ว 3 ใน 4 ของผู้มารับบริการ รวมถึงโรคประจำตัวที่ พบบ่อยจากผู้ที่ตอบแบบบันทึกข้อมูล 501 คน พบมากที่สุดคือ โรคภูมแิ พ้/ระบบทางเดินหายใจ รองลงมา คือ โรคความดันโลหติ สูง โรคกระดูกและข้อ โรคกระเพาะอาหาร/กรดไหลยอ้ น โรคมะเร็ง/เนือ้ งอก โรคไทรอยด์ และอืน่ ๆ ตามลำดับ และผลการตรวจ สุขภาพของคนท่ีไมม่ ีประวัตเิ คยตรวจสุขภาพประจำปีกับคนที่เคยตรวจสุขภาพประจำปี พบว่าผทู้ ่ีไม่เคยตรวจสขุ ภาพจำนวน 473 76
The 2nd National Conference of Health Science Research สำนกั วชิ ำวทิ ยำศำสตรส์ ุขภำพ Knowledge transformation towards Thailand 4.0 มหำวทิ ยำลยั แม่ฟ้ ำหลวง คน ตรวจพบความผดิ ปกตอิ ยา่ งน้อย 1 รายการในจำนวน 4 รายการที่ศึกษาวจิ ัย จำนวน 194 คน คิดเป็นรอ้ ยละ 41.0 และผทู้ เ่ี คย ตรวจสขุ ภาพจำนวน 1,316 คน ตรวจพบความผดิ ปกตอิ ยา่ งนอ้ ย 1 รายการ จำนวน 481 คน คดิ เป็นรอ้ ยละ 36.6 ส่วนที่ 2 ความชกุ ของความผดิ ปกตขิ องภาพถ่ายรังสีทรวงอก (Chest X-ray) เอนไซม์ตบั (AST, ALT) Hemoglobin (Hb) และ Stool occult blood ผลการวิเคราะหจ์ ำนวน ร้อยละ ของความผิดปกติที่พบในผู้มารับบริการตรวจสุขภาพประจำปี จำแนกเปน็ ภาพถ่ายรังสี ทรวงอก (Chest X-ray) เอนไซมต์ บั (AST, ALT) Hemoglobin (Hb) และ Stool occult blood รายละเอียดแสดงในตารางที่ 2 ตารางที่ 2 ความชุกของความผิดปกติของภาพถา่ ยรังสีทรวงอก (Chest X-ray) เอนไซม์ตับ (AST, ALT) Hemoglobin (Hb) และ Stool occult blood รายการ ผลตรวจปกติ ผลตรวจพบความ Total (n, %) ผิดปกติ (n, %) (n, %) ภาพถา่ ยรงั สีทรวงอก (Chest X-ray) 1,069 (78.9) 286 (21.1) 1,355 (100.0) - ผลตรวจพบความผิดปกติ 286 คน มีรายละเอยี ด ดังนี้ 1. ภาวะหวั ใจโต (Cardiomegaly) 82 (28.7) 2. Infiltration 24 (8.4) 3. กอ้ น/จดุ ในปอด (Mass) 23 (8.0) 4. Extrapulmonary lesion 7 (2.4) 5. ความผิดปกตอิ ืน่ ๆ ท่ไี มม่ ีนยั สำคญั ทางคลินกิ (Others) 150 (52.4) การทำงานของเอนไซมต์ ับ 1. Aspartate aminotransferase (AST) 1,689 (95.2) 85 (4.8) 1,774 (100.0) 2. Alanine aminotransferase (ALT) 1,645 (92.7) 129 (7.3) 1,774 (100.0) Hemoglobin (Hb) 1,466 (82.2) 317 (17.83) 1,783 (100.0) Stool occult blood 548 (94.3) 33 (5.7) 581 (100.0) จากตารางที่ 2 พบว่า ผู้มารับบริการตรวจสุขภาพประจำปี มีผลตรวจภาพถ่ายรังสีทรวงอก(Chest X-ray) พบความ ผิดปกติร้อยละ 21.1 โดยส่วนใหญ่พบภาวะหัวใจโต (Cadiomegaly) คิดเป็นร้อยละ 28.7 ของจำนวนผู้ที่พบความผิดปกติ รองลงมา คือ Infiltration มกี ้อน/จดุ ในปอด (Mass) และ Extrapulmonary lesion คิดเปน็ รอ้ ยละ 8.4, 8.0, และ 2.4 ตามลำดบั และมีความผิดปกติอื่นๆ ที่ไม่มีนัยสำคัญทางคลินิก (Others) ซึ่งส่วนใหญ่เป็นความผิดปกติเกี่ยวกับระบบกระดูกและโครงสร้าง รวมถึงระบบหลอดเลือด ที่ไม่มีผลต่อการดูแลรักษา หรือส่งต่อในครั้งนี้ ส่วนเอนไซม์ตับ พบความผิดปกติใน Alanine aminotransferase (ALT) มากกว่า Aspartate aminotransferase (AST) Hemoglobin (Hb) พบความผิดปกติประมาณ 1 ใน 5 ของผู้รับบรกิ าร และ Stool occult blood ร้อยละ 5.7 77
The 2nd National Conference of Health Science Research สำนกั วชิ ำวทิ ยำศำสตรส์ ุขภำพ Knowledge transformation towards Thailand 4.0 มหำวทิ ยำลยั แมฟ่ ้ ำหลวง อภิปรายผล ข้อมูลทั่วไปของผู้มารับบรกิ ารตรวจสุขภาพ ผลการศกึ ษาพบว่า ผู้รับบริการสว่ นใหญเ่ ป็นเพศหญิง มีอายุเฉลี่ย 52.7 ปี หรืออยใู่ นช่วงวัยทำงานจนถงึ เกษียณอายุ มีสถานภาพสมรส/ไมส่ มรสแตอ่ ย่ดู ว้ ยกัน ระดับการศกึ ษาสูงกว่ามัธยม มีค่าดชั นมี วลกาย ส่วนใหญอ่ ยู่ในช่วงปกติ และเปน็ กลุม่ ข้าราชการ/ขา้ ราชการบำนาญ/เจา้ หนา้ ทรี่ ฐั รัฐวิสาหกจิ ซึง่ สามารถเบิกคา่ ใช้จ่ายในการตรวจ สุขภาพจากสวัสดิการของต้นสังกัดได้ รวมถึงมีประวัติเคยตรวจสุขภาพประจำปีประมาณ 3 ใน 4 ของผู้รับบริการทั้งหมด ซึ่ง สอดคล้องกับรายงานการสำรวจสุขภาพประชาชนไทย โดยการตรวจร่างกาย ครั้งที่ 5 พ.ศ. 2557 [11] พบว่า เพศหญิงมารับ บริการตรวจสขุ ภาพมากกวา่ เพศชาย ในทุกช่วงอายุ ซึ่งอาจเกิดจากเพศหญิงมี Health concern สงู กวา่ เพศชาย และอาจมีผลต่อ ผลการตรวจสุขภาพ สถานภาพสมรสส่วนใหญ่มีสถานะสมรสและอย่ดู ว้ ยกัน รองลงมา คอื สถานะโสด สว่ นระดับการศึกษา พบว่า กลุ่มคนที่มีอายนุ อ้ ยจะมีจำนวนปีท่ีศึกษามากที่สุด และลดลงเมื่ออายุมากขึ้น ยกเว้นค่าเฉล่ียดัชนีมวลกายและกลุม่ อาชีพแตกตา่ ง จากรายงานการสำรวจสขุ ภาพประชาชนไทย ที่พบว่าค่าเฉลี่ยดัชนีมวลกายของประชากรชายและหญิงอยูใ่ นช่วงภาวะนำ้ หนกั เกิน และส่วนใหญม่ ีอาชีพ แรงงาน รองลงมา คือ เกษตรกร และบริการ อาจสืบเนื่องมาจากระดบั การศึกษาที่สูง ทำให้มีการเขา้ ถึงสอื่ ประชาสมั พนั ธเ์ ก่ียวกับสขุ ภาพ การตรวจสุขภาพประจำปจี ากหน่วยงานต่างๆ และเกิดความตระหนักถงึ ผลเสยี หากไม่ดูแลสุขภาพ หรือตรวจคัดกรองสุขภาพตั้งแต่ยังไม่มีอาการแสดงของโรค สำหรับประเทศไทยแนวทางการตรวจสุขภาพที่จำเป็นและเหมาะสม สำหรับประชาชน ในช่วงอายุ 18 – 60 ปี แนะนำให้มีการตรวจคัดกรองเฉพาะความสมบูรณ์ของเม็ดเลือด (Complete blood Count: CBC) 1 คร้งั ในชว่ งอายนุ ้ี และในผทู้ ่ีมีอายุ 70 ปขี ึ้นไป ตรวจปีละครง้ั รวมถงึ การตรวจ Stool occult blood เพอื่ คดั กรอง มะเร็งลำไส้ใหญ่และลำไส้ตรง ด้วยวิธี Fecal occult blood test ในผู้ที่มีอายุ 50 ปีขึ้นไปปีละครั้ง ส่วนช่วงอายุ 60 ปีขึ้นไป แนะนำให้มีการตรวจคัดกรองเฉพาะความสมบูรณ์ของเม็ดเลือด (Complete blood Count: CBC) ในผู้ที่มีอายุ 70 ปีขึ้นไปปีละ ครั้ง [10] เท่านั้นสำหรับการตรวจคัดกรองสขุ ภาพทั้ง 4 รายการที่ศึกษา โดยการตรวจคัดกรองด้วยภาพถา่ ยรังสีทรวงอก (Chest X-ray) และเอนไซม์ตบั (AST, ALT) ยงั ไมม่ กี ารแนะนำให้ตรวจในผูท้ ่ไี ม่มีข้อบง่ ชี้ ภาพถ่ายรังสีทรวงอก (Chest X-ray) ในการศึกษาน้ีพบความผิดปกติมากถงึ รอ้ ยละ 21.1 อาจเนื่องมาจากการอ่านผลผู้ ประเมินเป็นรังสีแพทย์ที่เป็นอาจารย์แพทย์ รวมถึงมีอาจารย์แพทย์เฉพาะทางด้านอายุรศาสตร์โรคปอดช่วยอ่านผล ซึ่งคว าม ผิดปกติส่วนใหญ่ คือ ภาวะหัวใจโต รองลงมาคือ มีก้อน/จุดในปอด (Mass) Infiltration (Fibrosis) และความผิดอื่นๆ ที่ไม่มี ลักษณะอาการของโรคทรวงอก และไม่มีผลต่อการรกั ษา ในการศึกษาอน่ื ๆ เชน่ การศกึ ษาของอญั ชลี วงค์ใน [3] พบความผิดปกติ ของภาพถ่ายรังสีทรวงอกในโปรแกรมคัดกรองสุขภาพของผู้รับบริการที่โรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราชปัว ร้อยละ 3.15 โดยพบ ความผิดปกติส่วนใหญ่คือ ภาวะหัวใจโตมีความผิดปกติเกี่ยวกับปอดน้อย ซึ่งอาจกล่าวได้ว่าการถ่ายภาพรังสีทรวงอก (Chest X- ray) สามารถนำไปใชป้ ระโยชนใ์ นการตรวจคดั กรองโรคปอดน้อยกว่าการตรวจหาความผิดปกติของหวั ใจ เอนไซม์ตับ (Liver enzyme) แบ่งออกเป็น 2 ชนิด คือ AST และ ALT จากการศึกษาความชุกของความผิดปกติของ เอนไซม์ตับ พบความผิดปกตขิ องเอนไซม์ตับ AST และ ALT รอ้ ยละ 4.8 และ 7.3 ตามลำดับ ใกลเ้ คยี งกับผลการศกึ ษาของ วิฑูรย์ โล่สุนทร [15] พบความผดิ ปกติของเอนไซม์ตบั AST รอ้ ยละ 4.3 และ ALT รอ้ ยละ 12.5 ในผ้มู ารับบริการตรวจสขุ ภาพท่คี ลนิ กิ เวช ศาสตร์ป้องกัน โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ และเมื่อเทียบกับการศึกษาอื่นๆ เช่น เพ็ญศิริ ชูส่งแสง และบุญเลิศ วิไลรัตน์ [16] ศึกษา ผลการตรวจเลือดทางเคมีคลินิกของผูม้ ารับบริการตรวจสุขภาพของโรงพยาบาลสงขลานครินทร์ ซึ่งส่วนใหญ่มอี ายุมากกว่า 35 ปี พบความชกุ ความผดิ ปกติของเอนไซมต์ ับ AST และ ALT รอ้ ยละ 10.1 และ 17.7 ตามลำดับ และ ปภาวดี หงสอ์ าจ และคณะ [17] ศึกษาความชุกของผลการตรวจเลือดทางเคมีคลินิกในผู้มารับบริการตรวจสุขภาพประจำปีที่โรงพยาบาลศรีนครินทร์ ในผู้มารับ บริการที่มีอายุ 19 -97 ปี เป็นผู้ที่มีอายุ 35 ปีขึ้นไป 1,035 คน พบความชุกความผิดปกติของเอนไซม์ตับ สูงถึงร้อยละ 47.7 อาจ 78
The 2nd National Conference of Health Science Research สำนักวชิ ำวทิ ยำศำสตรส์ ขุ ภำพ Knowledge transformation towards Thailand 4.0 มหำวทิ ยำลยั แม่ฟ้ ำหลวง เนื่องมาจากผู้รบั บริการส่วนใหญ่พบความผิดปกติที่เกี่ยวข้องกับการบ่งชี้ภาวะเบาหวาน ความผิดปกติของไต ตับ และไขมัน ร่วม ด้วย ในจำนวนนี้ยงั พบวา่ มีเชอื้ ไวรสั ตบั อักเสบบี จำนวน 57 ราย Hemoglobin (Hb) พบความผิดปกติ ร้อยละ 17.8 สูงกว่าผลการศึกษาของรัชฎา จอปา [14] ที่ศึกษาโครงการตรวจ สุขภาพประจำปีเชิงรุก เพื่อคัดกรองภาวะสุขภาพของผู้รับบริการในหน่วยงานภาครัฐและเอกชนที่มีความประสงค์ตร วจสุขภาพ เล็กน้อย คือ พบความชุกของความผิดปกติ ร้อยละ 15.85 อาจเป็นเพราะกลุ่มผู้รับบริการมีช่วงอายุแตกต่างกันเล็กน้อย แต่ ผู้รับบริการส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง มีอาชีพเป็นข้าราชการหรือพนักงานเอกชนเช่นกัน ซึ่งถือว่าพบในปริมาณน้อย เมื่อเทียบกับ รายงานจำนวนผ้มู ภี าวะโลหิตจางขององค์การอนามัยโลก [30] พบความชกุ ร้อยละ 24.8 และสามารถพบได้ทุกเพศทุกวยั โดยส่วน ใหญจ่ ะพบมากในเดก็ วยั ร่นุ สตรีมีครรภ์ และผู้สงู อายุ หรอื อาจกลา่ วได้ว่าในปัจจุบนั คนส่วนใหญ่มีระดับการศึกษาอยู่ในระดับที่ดี ส่งผลให้มีความตระหนักในการดูแลสุขภาพตนเองได้ดี อีกทั้งในปัจจุบันมีสื่อให้ความรู้ที่สามารถเข้าถึงมากมายจากสื่อออนไลน์ ต่างๆ Stool occult blood พบความผิดปกติ ร้อยละ 5.7 ซึ่งส่วนใหญ่จะพบในผู้สูงอายุ (59.5±8.0 ปี) ใกล้เคียงกับผล การศึกษาของรัชฎา จอปา [14] ที่ศึกษาโครงการตรวจสุขภาพประจำปีเชิงรุก เพื่อคัดกรองภาวะสุขภาพของผู้รับบริการใน หน่วยงานภาครัฐและเอกชนที่มีความประสงค์ตรวจสุขภาพ พบความชุกของความผิดปกติ ร้อยละ 6.7 อาจเป็นเพราะกลุ่ม ผู้รับบริการมีชว่ งอายแุ ตกต่างกนั เลก็ นอ้ ย จดุ แข็งของการศกึ ษานี้ 1) กลุ่มประชากรท่ีศึกษามจี ำนวนมาก จึงทำใหผ้ ลการวเิ คราะหข์ ้อมูลอาจจะมีความแมน่ ยำมาก 2) ศึกษาในกลุม่ ประชากรท่วั ไป มีความหลากหลายทางอาชพี และการศกึ ษา 3) เมือ่ พบความผิดปกติจากการตรวจสขุ ภาพประจำปี สามารถสง่ ตอ่ ไปพบแพทยเ์ ฉพาะทาง เพ่อื ใหก้ ารดูแล วนิ ิจฉยั และรกั ษา ได้อย่างถูกต้อง แม่นยำ 4) การอ่านผลภาพถ่ายรังสีทรวงอก (chest X- ray) ใช้วิธีการประเมินโดยรังสีแพทย์ที่เป็นอาจารย์แพทย์ รวมถึงมีอาจารย์ แพทย์เฉพาะทางดา้ นอายุรศาสตรโ์ รคปอดช่วยอา่ นผล เพ่อื การยืนยันผลทถี่ กู ตอ้ งมากย่งิ ข้ึน ข้อจำกัดของการศึกษาน้ี 1) ลักษณะทั่วไปของผู้มารับบริการมีระดับการศึกษาอยู่ในระดับดี คือส่วนใหญ่สูงกว่ามัธยมศึกษา ซึ่งอาจจะส่งผลให้มีความ ตระหนกั หรอื ตนื่ ตัวทจี่ ะดูแลสุขภาพ หรอื เฝ้าระวังโรคมากกวา่ กลุ่มคนทั่วไป ซ่ึงอาจก่อให้เกดิ อคติชนดิ Volunteer bias ได้ อย่างไรก็ตาม ลักษณะประชากรดังกล่าวเป็นเรื่องปกติของคลินิกตรวจสุขภาพที่ผู้รับบริการส่วนใหญ่จะเป็นกลุ่มที่มีความ ตระหนักในการดูแลสขุ ภาพสูง 2) ไม่มกี ารติดตามผลการรกั ษาสดุ ท้ายหลงั จากสง่ ต่อไปรบั บรกิ าร ณ หนว่ ยตรวจโรคอน่ื ๆ เนือ่ งจากระยะเวลาการศึกษาจำกดั สรปุ และข้อเสนอแนะ ผู้รับบริการที่มาตรวจสุขภาพประจำปี ทั้งหมด 1,789 คน มีอายุเฉลี่ย 52.7 ปี (±12.6) ส่วนใหญ่เป็นผู้หญิง 1,307 คน (รอ้ ยละ 73.1) คา่ ดัชนีมวลกายอยู่ในระดับปกติ (ร้อยละ 39.6) มสี ถานภาพสมรส/ไมส่ มรสแต่อยูด่ ว้ ยกัน 1,048 คน (ร้อยละ 58.6) ระดบั การศกึ ษาสูงกว่ามธั ยมศกึ ษา 1,120 คน (ร้อยละ 62.6) มอี าชพี ข้าราชการ/ขา้ ราชการบำนาญ/เจ้าหนา้ ท่ีรฐั รัฐวสิ าหกจิ 600 คน (รอ้ ยละ 33.5) และเคยมปี ระวัติการตรวจรา่ งกายประจำปี 1,316 คน (ร้อยละ 73.6) สรุปผลการศกึ ษาได้ ดังน้ี 1. ภาพถ่ายรังสีทรวงอก (Chest X-ray) มีผู้รับบริการตรวจ จำนวน 1,355 คน ตรวจพบความผิดปกติ จำนวน 286 คน แบ่ง ออกเป็น กอ้ น/จดุ ในปอด (Mass) จำนวน 23 คน (ร้อยละ 8) 79
The 2nd National Conference of Health Science Research สำนกั วชิ ำวทิ ยำศำสตรส์ ขุ ภำพ Knowledge transformation towards Thailand 4.0 มหำวทิ ยำลยั แมฟ่ ้ ำหลวง 2. การทำงานของเอนไซม์ตับ แบ่งออกเป็น AST และ ALT พบว่า AST มีผู้รับบริการตรวจ จำนวน 1,773 คน ตรวจพบความ ผดิ ปกติ 85 คน (ร้อยละ 4.8) ส่วน ALT มผี ู้รบั บรกิ ารตรวจ จำนวน 1,770 คน ตรวจพบความผิดปกติ 129 คน (รอ้ ยละ 7.3) 3. Hemoglobin (Hb) มผี ู้รับบรกิ ารตรวจ จำนวน 1,782 คน ตรวจพบความผดิ ปกติ 317 คน (ร้อยละ 17.8) 4. Stool occult blood มีผู้รบั บริการตรวจ จำนวน 548 คน ตรวจพบความผดิ ปกติ 33 คน (ร้อยละ 5.7) จากผลการศึกษาข้างต้น อาจกล่าวได้ว่าการตรวจสุขภาพประจำปี สำหรับคนที่ไม่มีอาการผิดปกติ หรือมีความเสี่ยง ยัง พบความผิดปกตินอ้ ย แตเ่ มื่อพิจารณาตามเกณฑก์ ารตรวจคัดกรองโรคในประชากรขององค์การอนามยั โลก [12] การตรวจคดั กรอง สุขภาพด้วยชุดบริการข้างต้นยังคงมีประโยชน์ หากตรวจพบว่าคนที่ยังไม่มีอาการหรืออาการแสดงของโรค แล้วสามารถพบความ ผิดปกติที่นำไปสู่การตรวจเพิ่มเติม มีผลให้สามารถวินิจฉยั โรคได้ตั้งแต่ระยะแรก เพื่อลดความรุนแรงของโรคและค่าใชจ้ ่ายในการ ดูแลรกั ษาได้มาก ถ้าเทยี บกบั การพบในระยะรุกลาม รวมถึงสามารถนำผลการศึกษาท่ีได้นำไปวางแผนในการปรับเปลยี่ นพฤติกรรม ของผมู้ ารับบริการตรวจสขุ ภาพได้ กติ ตกิ รรมประกาศ การศกึ ษาวจิ ัยฉบบั นีส้ ำเรจ็ ลลุ ว่ งไดด้ ว้ ยดี เพราะความกรณุ าและชว่ ยเหลืออย่างดียิ่ง จากผู้เกี่ยวขอ้ งทุกทา่ น ท่ีไดก้ รณุ าให้ คำแนะนำ คำปรึกษาและให้ความรู้ในการการทำวิจัย รวมถึงการแก้ไขหรือเพิม่ เติมเนือ้ หา ทำให้การศึกษาวิจยั ฉบับนี้สำเรจ็ ลุล่วง ด้วยดี เอกสารอ้างองิ [1] กระทรวงการคลัง กรมบัญชีกลาง. (2559). ข้อมูลน่ารู้: อัตราค่าบรกิ ารสาธารณสขุ เพื่อใช้สำหรบั การเบกิ จ่ายค่ารักษาพยาบาล ในสถานพยาบาลของทางราชการ ว 246. [ข้อมลู อิเล็กทรอนิกส์] สบื ค้นจาก https://www.cgd.go.th [2] Frank P. Hadlock, Seung K. Park, Richard J. Wallace. (1979). Routine radiographic screening of the chest in pregnant women: Is it indicated?. Obstetrice Gynecol, 54(4), 433-36. [3] อัญชลี วงคใ์ น. (2558). การประเมินความชกุ ของความผดิ ปกติในฟิล์มเอกซเรย์ปอดในโปรแกรมตรวจคดั กรองสขุ ภาพ. วารสาร วิจยั ระบบสาธารณสุข, 9(2), 160-67. [4] รัตนาวดี ณ นคร. (2556). คุณประโยชนแ์ ละขอ้ พงึ ระวังของการคดั กรองทางสุขภาพ. วารสารวจิ ยั ระบบสาธารณสขุ , 7(3), 325- 30. [5] Priorityhealth. (2015). 2015 Preventive health care guidelines. Retrieved from https://www.priorityhealth.com/member/health-wellness/preventive-care/~/media/documents/preventive- care/2015-preventive-health-care-guidelines.pdf [6] University of Missouri School of Medicine. Screening Recommendations for Other Cancers. Retrieved from https://www.muhealth.org [7] U.S. Preventive Services Task Force. (2008, November). Screening for colorectal cancer: U.S. Preventive Services Task Force recommendation statement. Ann Intern Med, 149(9), 627-637. [8] Moyer VA. (2014, March). Screening for lung cancer: US Preventive Services Task Force recommendation statement. Ann Intern Med, 160(5), 330-38. 80
The 2nd National Conference of Health Science Research สำนักวชิ ำวทิ ยำศำสตรส์ ขุ ภำพ Knowledge transformation towards Thailand 4.0 มหำวทิ ยำลยั แม่ฟ้ ำหลวง [9] ยศ ตีระวฒั นานนท,์ ปฤษฐพร กิง่ แก้ว, ศรเี พญ็ ตันตเิ วสส และธนัญญา คพู่ ทิ ักษข์ จร. (บรรณาธิการ). (2557). เชค็ ระยะสุขภาพ ตรวจดไี ด้ ตรวจรา้ ยเสีย. นนทบรุ ี: บรษิ ทั ดีเซมเบอรี่ จำกัด. [10] กระทรวงสาธารณสุข กรมการแพทย์ สถาบันวิจัยและประเมินเทคโนโลยีทางการแพทย์. (2559). แนวทางการตรวจสุขภาพท่ี จำเปน็ และเหมาะสมสำหรับประชาชน. กรงุ เทพมหานคร: สำนกั งานกจิ การโรงพมิ พ์องคก์ ารสงเคราะห์ทหารผา่ นศึก. [11] วิชัย เอกพลากร. (บรรณาธิการ). (2559). รายงานการสำรวจสุขภาพประชาชนไทยโดยการตรวจร่างกายครั้งที่ 2 พ.ศ. 2557. นนทบรุ :ี สำนกั พิมพอ์ ักษรกราฟฟิคแอนดด์ ีไซน์ [12] J.M.G. Wilson, G. Jungner. (1968). Principles and practice of screening for disease [Public health Paper, #34]. World health Organization. Geneva. [13] มหาวทิ ยาลัยมหดิ ล คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล. (2559). คมู่ ือการส่งตรวจทางห้องปฏิบัติการพยาธวิ ิทยาคลินกิ ภาควิชา พยาธิวทิ ยาคลินิก คณะแพทยศาสตรศ์ ริ ิราชพยาบาล มหาวทิ ยาลยั มหดิ ล. สืบค้นจาก: http://www.si.mahidol.ac.th [14] รัชฎา จอปา, ลฎาภา อุสม. (2549). โครงการตรวจสุขภาพประจำปีเชิงรุก. พิษณุโลก: ศูนย์อนามัยที่ 9 พิษณุโลก. สืบค้นจาก: http://hpc2.anamai.moph.go.th/research/index.php/2549 [15] วิฑูรย์ โล่ห์สุนทร. (2542). การประเมินความพึงพอใจและผลการตรวจสุขภาพของผู้มารับการตรวจสุขภาพที่คลินิกเวชศาสตร์ ป้องกนั โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์. (วทิ ยานิพนธป์ รญิ ญาวิทยาศาสตรมหาบัณฑิต,จุฬาลงกรณม์ หาวทิ ยาลัย). [16] เพ็ญศิริ ชูส่งแสง และ บุญเลิศ วิไลรัตน.์ (2549). ผลการตรวจเลอื ดทางเคมีคลนิ ิกของผรู้ บั บริการตรวจสุขภาพของโรงพยาบาล สงขลานครินทร์ ในปี 2547. สงขลานครนิ ทร์เวชสาร, 24(3), 215-22. [17] ปภาวดี หงสอ์ าจ, ศริ พิ ร ภทั รกิจกำจร, สมั ฤทธ์ิ คะมะปะเต, ปริญญา ประสงคด์ ี, จทั นรเ์ พญ็ ศรีพรรณ์, สนุ ทร กณั หาสุระ และ คณะ. (2554). ความชุกของผลการตรวจเลือดทางเคมคี ลินิกทีส่ ูงกวา่ ปกติในผูม้ ารับบริการตรวจสุขภาพประจำปที ีโ่ รงพยาบาล ศรีนครินทร์ ระหว่าง เม.ย. – ม.ิ ย. พ.ศ. 2554. ศรีนครินทรเ์ วชสาร, การประชุมวิชาการ คร้งั ท่ี 2, น.136. [18] World Health Organization. (2001). Iron Deficiency Anaemia: Assessment, Prevention, and Control: A Guide for Programme Managers. Geneva. 81
The 2nd National Conference of Health Science Research สำนกั วชิ ำวทิ ยำศำสตรส์ ุขภำพ Knowledge transformation towards Thailand 4.0 มหำวทิ ยำลยั แม่ฟ้ ำหลวง ปริมาณเช้ือจลุ ชพี ในอากาศภายในแผนกทีส่ ะอาดของโรงพยาบาลแห่งหนึ่ง ในกรงุ เทพมหานคร กลุ ยา สวุ นิ ยั 1, พิพฒั น์ ลักษมจี รัลกุล2, นพนันท์ นานคงแนบ3, สคุ นธา ศริ ิ4 1นักศกึ ษาหลกั สตู รวิทยาศาสตรมหาบัณฑติ (สาธารณสุขศาสตร์) สาขาวิชาโรคตดิ เชอื้ และวิทยาการระบาด คณะสาธารณสุขศาสตร์ บณั ฑิตวทิ ยาลัย มหาวิทยาลยั มหิดล กรงุ เทพมหานคร 2คณะวิทยาศาสตรส์ ขุ ภาพ วิทยาลัยเทคโนโลยสี ยาม กรงุ เทพมหานคร 3ภาควชิ าอาชีวอนามยั และความปลอดภยั คณะสาธารณสุขศาสตร์ มหาวทิ ยาลยั มหดิ ล กรุงเทพมหานคร 4ภาควชิ าระบาดวทิ ยา คณะสาธารณสขุ ศาสตร์ มหาวิทยาลยั มหิดล กรงุ เทพมหานคร บทคดั ยอ่ บทนำ: โรงพยาบาลเป็นแหล่งรวมทั้งผู้ป่วยจำนวนมาก ทำให้โรงพยาบาลเป็นแหล่งรวมเชื้อจุลชีพและอาจเป็นแหล่ง แพร่กระจายของเชื้อโรค ดงั น้นั การทราบปรมิ าณของเชือ้ จลุ ชพี ในอากาศโดยเฉพาะในแผนกทสี่ ะอาดของโรงพยาบาล สามารถใช้ เป็นข้อมูลเบื้องตน้ ในการพัฒนาแนวทางการเฝา้ ระวัง ควบคุม และป้องกันการติดเชื้อจุลชีพในโรงพยาบาลได้ วัตถุประสงค์: เพ่ือ ประเมินปรมิ าณเชอ้ื จลุ ชีพในอากาศจากแผนกทสี่ ะอาดของโรงพยาบาลเวชการุณย์รัศมิ์ กรุงเทพมหานคร วิธวี จิ ัย: การศกึ ษานเ้ี ป็น การศึกษาเชิงสำรวจภาคตัดขวาง เก็บตัวอย่างจุลชพี ในอากาศจากแผนกท่ีสะอาด 5 แห่ง คือ หอผู้ป่วยวิกฤติ แผนกไตเทยี ม ห้อง ผ่าตัด ห้องพักฟื้นหลังผ่าตัด และห้องคลอด รวมทั้งอากาศภายนอกอาคาร ระหว่างวันที่ 1 มิถุนายน ถึง 31 สิงหาคม พ.ศ. 2561 เก็บตวั อยา่ งจุลชพี ในอากาศ 2 ช่วงเวลา (ช่วงเช้าและชว่ งเทยี่ ง) จำนวน 132 ตัวอย่างโดยใช้เคร่อื งเก็บตวั อย่างอากาศ เพอ่ื ตรวจวดั ปริมาณแบคทเี รียและปริมาณเชอ้ื รา ด้วยวธิ ี Gram’s stain และยอ้ ม Lactophenol cotton blue วิเคราะห์ขอ้ มลู โดยใชส้ ถิติเชิง พรรณนา ผลการวจิ ยั : ผลการศกึ ษาพบวา่ คา่ เฉลย่ี เช้ือแบคทีเรียและเช้อื ราใน 5 แผนก ดังกล่าว ช่วงเชา้ คือ 314.0 CFU/m3 และ 90.4 CFU/m3 ช่วงเที่ยงคือ 202.7 CFU/m3 และ 55.8 CFU/m3 ตามลำดับ (ปริมาณเชื้อนอกอาคารช่วงเช้าคือ231.1 CFU/m3 และ 280.5 CFU/m3 ตามลำดบั ช่วงเทย่ี งคอื 341.0 CFU/m3 และ 321.0 CFU/m3 ตามลำดบั ) ชนดิ ของเชือ้ แบคทเี รยี ที่ตรวจพบ ส่วนใหญ่ ได้แก่ Staphylococcus spp. และ Bacillus spp. ชนิดของเชื้อราที่ตรวจพบส่วนใหญ่ ได้แก่ Penicillium spp. และ Aspergillus spp. อภิปรายและสรุปผลการวิจัย: ปริมาณเชื้อแบคทีเรียและเชื้อราที่พบในแผนกที่ทำการศึกษาเกินกว่าที่จะ ยอมรับได้สำหรบั ผู้ป่วยท่ีมีภาวะภูมิคุ้มกันต่ำหรือร่างกายอ่อนแอ (100 cfu/ m³) แต่ไม่เกินค่าที่ยอมรับได้สำหรับคุณภาพอากาศ ภายในอาคารทว่ั ไปตามเกณฑ์ของประกาศกรมอนามัยของไทยและสิงคโปร์ ( 500 cfu/m³)ดงั น้นั การจดั การสิง่ แวดลอ้ มโดยเฉพาะ การระบายอากาศและการดูแลรักษาความสะอาดภายในหอ้ งเป็นส่งิ สำคัญทีจ่ ะชว่ ยลดปริมาณเช้ือจุลชพี ได้ คำสำคัญ: เช้อื จุลชีพในอากาศ, แผนกท่ีสะอาด, โรงพยาบาลในกรุงเทพมหานครแหง่ หนึง่ 82
The 2nd National Conference of Health Science Research สำนกั วชิ ำวทิ ยำศำสตรส์ ุขภำพ Knowledge transformation towards Thailand 4.0 มหำวทิ ยำลยั แมฟ่ ้ ำหลวง Microbial counts in air samples of clean departments in a hospital Bangkok Kullaya Suwinai1 Pipat Luksamijarulkul2 Noppanun Nankongnap3 Sukhontha Siri4 1Master of Science (Public Health), Program in Infectious Disease and Epidemiology, Faculty of Public Health/ Graduate Studies, Mahidol University, Bangkok, Thailand 2 Faculty of Health Sciences, Siam Technology College, Bangkok, Thailand 3Department of Occupational Health and Safety, Faculty of Public Health, Mahidol University, Bangkok, Thailand 4Department of Epidemiology, Faculty of Public Health, Mahidol University, Bangkok, Thailand Abstract Introduction: The hospital is a source of many patients making the hospital as a source of the spread of pathogens. Therefore, knowing the amount of microbe in the air, especially in the clean department, can be used as the basic information for developing the methods to control and prevent microbial infection in the hospital. Objective: To assess microbial counts in air samples from clean departments of Wetchaksrunrasm Hospital, Bangkok. Methodology: This study is a cross-sectional survey of microbes in the air samples collected from 5 clean departments; intensive care unit, hemodialysis unit, recovery room and labor room between 1 June and 31 August 2018. The air sampler was used to collect the air microbes and measured the microbial counts by using Gram’s stain and Lactophenol cotton blue method. Data were analyzed using descriptive statistics. Results: Average counts of bacterial and fungi count in departments of this study in the morning were 314.0 CFU/m³ and 90.4 CFU/m3, respectively. In the midday were 202.7 CFU/m3 and 55.8 CFU/m3, respectively. In the morning, average counts of bacterial and fungi count in outdoors were 231.1 CFU/m3 and 280.5 CFU/m3, respectively and in midday were 341.0 CFU/m3 and 321. 0 CFU/m3, respectively. The most common bacteria were Staphylococcus spp. and Bacillus spp. while the most common fungi were Penicillium spp. and Aspergillus spp. Discussion and conclusion: The amount of bacteria and fungi found in the studied departments exceeds the standard for patients with low resistance (100 cfu/m³) but it was in the limit of acceptable level for indoor air in the general office followed the levels of the Department of Health in Thailand and Singapore (500 CFU/m3). Therefore, environmental management, especially ventilation and clean lines of the room is important to reduce the amount of microbes in indoor air. Keywords: Microorganisms in the air, Clean departments, A Hospital in Bangkok 83
The 2nd National Conference of Health Science Research สำนักวชิ ำวทิ ยำศำสตรส์ ุขภำพ Knowledge transformation towards Thailand 4.0 มหำวทิ ยำลยั แมฟ่ ้ ำหลวง บทนำ โรงพยาบาลเป็นหนว่ ยงานที่ให้บริการด้านสุขภาพแก่ประชาชนที่เจบ็ ป่วยด้วยโรคติดเชื้อและโรคเรื้อรัง รวมถึงยังเป็น แหล่งรวมของญาติ และเจ้าหน้าที่ อาจทำให้สิ่งแวดล้อมในโรงพยาบาล รวมถึงอากาศมีการปนเปื้อนของเชื้อจุลชีพ นอกจากนี้ แผนกหรือหอผู้ป่วยที่ต้องการความสะอาด เช่น ห้องผ่าตัด หอผู้ป่วยวิกฤต เป็นต้น จัดเป็นบริเวณที่ต้องการความสะอาดมีการ ปนเปอ้ื นเช้ือจุลชีพน้อยทสี่ ดุ (Clean area) เน่อื งจากตอ้ งรองรบั ผู้ป่วยท่อี อ่ นแอ มีภาวะภูมคิ มุ้ กันต่ำในหอผูป้ ว่ ยหนักซ่ึงง่ายต่อการ ตดิ เชอ้ื ซ่งึ หากมปี ริมาณเชอ้ื จลุ ชีพทเ่ี กนิ กำหนดตามมาตรฐานแล้วผ้ปู ว่ ยในแผนกนัน้ กม็ ีโอกาสได้รบั เชื้อเข้าสู่รา่ งกาย ก่อให้เกิดการ ติดเชื้อได้ การตรวจวัดคุณภาพอากาศของโรงพยาบาลจึงเป็นส่ิงจำเป็น (ภารดี ช่วยบำรุง, 2557)ตามประกาศของกรมอนามยั โลก ปรมิ าณเช้อื จุลชีพในอากาศแผนกผ้ปู ่วยทมี่ ภี ูมคิ ุ้มกันตำ่ รา่ งกายออ่ นแอไมค่ วรเกนิ 100 CFU/m³ (World Health Organization, Regional Office for Europe, 1990) โรงพยาบาลเวชการุณย์รัศมิ์เป็นโรงพยาบาลระดับตติยภูมิ มีผู้มารับบริการที่หลากหลาย สาเหตุของโรคที่มากับผู้ป่วยจึงหลากหลายไปด้วย อย่างไรก็ตาม การศึกษาในแผนกที่สะอาดและประเมินเชื้อจุลชีพของ โรงพยาบาลเวชการณุ รัศม์ิยงั มีขอ้ มูลอย่อู ยา่ งจำกดั ดงั นัน้ การศกึ ษาเพื่อประเมินปรมิ าณเชื้อจุลชพี ในอากาศจากแผนกท่ีสะอาดจงึ มี ความจำเป็น เพือ่ ใชเ้ ปน็ ข้อมูลเบ้อื งต้นในการพัฒนาแนวทางการเฝา้ ระวงั ควบคุม และปอ้ งกนั การตดิ เชือ้ จุลชีพในโรงพยาบาล วตั ถปุ ระสงค์ การศึกษาครัง้ นี้มวี ัตถุประสงค์เพื่อประเมินปรมิ าณเชือ้ จุลชพี ในอากาศจากแผนกที่สะอาดของโรงพยาบาลเวชการุณย์ รัศมิ์ กรุงเทพมหานคร ผลการศึกษาสามารถใช้เปน็ ข้อมูลเบื้องต้นในการพัฒนาแนวทางการเฝ้าระวัง ควบคุม และป้องกันการตดิ เช้อื จลุ ชีพในโรงพยาบาลได้ ระเบยี บวิธวี จิ ยั การศึกษานี้เป็นการศึกษาเชิงสำรวจภาคตัดขวาง เก็บตัวอย่างจุลชีพในอากาศโดยใช้ Biostage Impactor จำนวน 132 ตัวอย่าง จากแผนกที่สะอาด 5 แห่ง คือ หอผู้ป่วยวิกฤติ แผนกไตเทียม ห้องผ่าตัด ห้องคลอด และห้องพักฟื้นหลังผ่าตัด รวมทัง้ อากาศภายนอกอาคาร โรงพยาบาลเวชการณุ ย์รศั ม์ิ กรุงเทพมหานคร ระหว่างวันท่ี 1 มถิ นุ ายน ถงึ 31 สิงหาคม พ.ศ. 2561 การเก็บตัวอย่างจุลชีพในอากาศจะใช้เครื่อง Biostage Impactor ที่มีรูดูดอากาศ 400 รูใน 1 ชั้น โดยอากาศจะถูกดูดเข้าเครื่อง ด้วยความเร็ว 28.3 ลิตร/นาที นาน 4 นาที ในการศึกษาครั้งนี้อากาศที่ถูกเก็บจะเท่ากับ 113.2 ลิตร เทคนิคการเก็บอากาศน้ี อ้างอิงจากการศึกษาของ Pasquarella และคณะ (Pasquarella et al., 2008) และ การศึกษาของ Luksamijarulkul และ Pipitsangjan (Luksamijarulkul and Pipitsangjan, 2015) ดูดอากาศลงบนอาหารเลี้ยงเชื้อแบบวุ้นเพื่อตรวจหาปริมาณ แบคทีเรีย (Total bacterial counts) และเชื้อราในอากาศ (Total fungal counts) อาหารเลี้ยงเชื้อในการตรวจหาแบคทีเรียใช้ Plate Count Agar (PCA) บ่มเชอื้ ท่ีอณุ หภมู ิ 37 องศาเซลเซยี ส นาน 48 ชว่ั โมง ส่วนการตรวจหาปรมิ าณเชื้อราใช้อาหารเลี้ยงเช้ือ ชนิด Sabouraud Dextrose Agar (SDA) บ่มเชื้อที่อุณหภมู ิหอ้ งนาน 5 วัน การเก็บตัวอย่างเชื้อจุลชีพในอากาศจะเก็บทั้งภายใน และภายนอกตวั อาคาร 2 ช่วงเวลา คือช่วงเชา้ เวลา 09.00 น.–10.00 น. จำนวนตวั อย่างอากาศภายในแผนก 46 ตวั อย่าง จำนวน ตัวอยา่ งภายนอกแผนก 20 ตวั อยา่ ง และชว่ งเท่ยี ง เวลา 12.00 น.–13.00 น. อากาศภายในแผนก 46 ตวั อยา่ ง ภายนอกแผนก 20 ตวั อยา่ ง และนำสง่ ห้องปฏิบัติการเพ่อื เพาะเชื้อ จากน้ันทำการนบั และสมุ่ พิสจู น์ชนิดของเชอ้ื จลุ ชีพด้วยวิธี Gram’s stain และย้อม Lactophenol cotton blue (Larone, 1987) การวิเคราะห์ข้อมูลใช้สถิติเชิงพรรณนา เช่น ร้อยละ ค่าเฉลี่ย (mean) และค่า เบ่ยี งเบนมาตรฐาน (SD) 84
Search
Read the Text Version
- 1
- 2
- 3
- 4
- 5
- 6
- 7
- 8
- 9
- 10
- 11
- 12
- 13
- 14
- 15
- 16
- 17
- 18
- 19
- 20
- 21
- 22
- 23
- 24
- 25
- 26
- 27
- 28
- 29
- 30
- 31
- 32
- 33
- 34
- 35
- 36
- 37
- 38
- 39
- 40
- 41
- 42
- 43
- 44
- 45
- 46
- 47
- 48
- 49
- 50
- 51
- 52
- 53
- 54
- 55
- 56
- 57
- 58
- 59
- 60
- 61
- 62
- 63
- 64
- 65
- 66
- 67
- 68
- 69
- 70
- 71
- 72
- 73
- 74
- 75
- 76
- 77
- 78
- 79
- 80
- 81
- 82
- 83
- 84
- 85
- 86
- 87
- 88
- 89
- 90
- 91
- 92
- 93
- 94
- 95
- 96
- 97
- 98
- 99
- 100
- 101
- 102
- 103
- 104
- 105
- 106
- 107
- 108
- 109
- 110
- 111
- 112
- 113
- 114
- 115
- 116
- 117
- 118
- 119
- 120
- 121
- 122
- 123
- 124
- 125
- 126
- 127
- 128
- 129
- 130
- 131
- 132
- 133
- 134
- 135
- 136
- 137
- 138
- 139
- 140
- 141
- 142
- 143
- 144
- 145
- 146
- 147
- 148
- 149
- 150
- 151
- 152
- 153
- 154
- 155
- 156
- 157
- 158
- 159
- 160
- 161
- 162
- 163
- 164
- 165
- 166
- 167
- 168
- 169
- 170
- 171
- 172
- 173
- 174
- 175
- 176
- 177
- 178
- 179
- 180
- 181
- 182
- 183
- 184
- 185
- 186
- 187
- 188
- 189
- 190
- 191
- 192
- 193
- 194
- 195
- 196
- 197
- 198
- 199
- 200
- 201
- 202
- 203
- 204
- 205
- 206
- 207
- 208
- 209
- 210
- 211
- 212
- 213
- 214
- 215
- 216
- 217
- 218
- 219
- 220
- 221
- 222
- 223
- 224
- 225
- 226
- 227
- 228
- 229
- 230
- 231
- 232
- 233
- 234
- 235
- 236
- 237
- 238
- 239
- 240
- 241
- 242
- 243
- 244
- 245
- 246
- 247
- 248
- 249
- 250
- 251
- 252
- 253
- 254
- 255
- 256
- 257
- 258
- 259
- 260
- 261
- 262
- 263
- 264
- 265
- 266
- 267
- 268
- 269
- 270
- 271
- 272
- 273
- 274
- 275
- 276
- 277
- 278
- 279
- 280
- 281
- 282
- 283
- 284
- 285
- 286
- 287
- 288
- 289
- 290
- 291
- 292
- 293
- 294
- 295
- 296
- 297
- 298
- 299
- 300
- 301
- 302
- 303
- 304
- 305
- 306
- 307
- 308
- 309
- 310
- 311
- 312
- 313
- 314
- 315
- 316
- 317
- 318
- 319
- 320
- 321
- 322
- 323
- 324
- 325
- 326
- 327
- 328
- 329
- 330
- 331
- 332
- 333