Important Announcement
PubHTML5 Scheduled Server Maintenance on (GMT) Sunday, June 26th, 2:00 am - 8:00 am.
PubHTML5 site will be inoperative during the times indicated!

Home Explore คติชนในนวนิยาย

คติชนในนวนิยาย

Published by sukunyasopee, 2019-12-25 02:30:04

Description: คติชนในนวนิยาย

Keywords: คติชน

Search

Read the Text Version

88 เมื่อดรสาตระหนักถึงหน้าท่ีที่ต้องสะสางความขัดแย้งให้ยุติลงในปัจจุบัน เหตุน้ีใน ตอนทา้ ยของเร่ือง ดรสาจงึ ตดั สนิ ใจเอาตัวเขา้ ปกปอ้ งดอกเอื้องแสนเพ็งจากโคลิน เพ่อื นรว่ มเดินทางที่ เผยธาตุแท้ว่าเป็นนักโจรกรรมพันธุ์พืชข้ามชาติ หล่อนย้ือแย่งดอกไม้จนถูกยิงบาดเจ็บและสามารถ ช่วยให้ดอกเอ้ืองแสนแพ็งกลายเป็นหญิงสาวได้ส้าเร็จ การกระท้าของดรสาท้าให้ความรักของ อ้ัวแสนเพ็งกับแถนเมืองแมนสมหวัง และเอ้ืองแสนเพ็ง “ขอบใจและให้อภัย” ดรสา เหตุการณ์น้ี ท้าใหน้ วนิยายจบลงอย่างสมบรู ณ์ หญงิ สาวเหลือบตามองไปทเ่ี อ้อื งแสนเพ็งอีกครัง้ และพบว่าบดั น้บี นแทน่ ศิลาตรงน้ันไม่มี เอ้ืองแสนเพ็ง ดอกไม้ในต้านานอีกต่อไป ณ ท่ีซ่ึงเคยเป็นเอื้องสีทอง มีร่างระหงเฉิดเฉลา ของนางอัว้ แสนเพง็ เด่นชัดปรากฏขึน้ มาแทนที่ ...อ้าเจ้าเสาวภาคเพญ็ โฉม ดังโสมส่องหล้าราศี แจม่ ลกั ษณ์เลศิ หล้านารี ไม่มพี รรณเพ็ญเชน่ นาง... ดวงตาสีเขม้ ด้าขลับราวนลิ เนอ้ื งามจอ้ งมองมาท่ดี รสาดว้ ยสายตาขอบใจและให้อภัย […]รถม้าจากฟากฟ้าเคล่ือนมาจอดเทียบลงตรงหน้าแท่นศิลา...อ้ัวแสนเพ็งหันมายิ้ม อย่างอ่อนหวานให้กบั หล่อนและดรสารูด้ ีว่านัน่ จะเป็นครง้ั เดียวและครงั้ สดุ ทา้ ยทหี่ ล่อนจะ ไดเ้ หน็ นางกษตั รยิ ย์ ุรยาตรย่างเย้ืองก้าวขึ้นสู่รถม้าจากเบ้ืองบน รถมา้ ท่ีนางควรจะได้ขึ้น ไปกับคนรักเสยี เม่ือนานมาแล้ว ทันทีที่อ้ัวแสนเพ็งก้าวขึ้นนั่งเคียงกับใครคนหน่ึง ซ่ึงรอหล่อนมานานแสนนาน กะนา แปะย้องที่รายล้อมอยู่เต็มไปท้ังห้องศิลาก็สลายกลายเป็นสายหมอกจาง ทีละเล็ก ทีละ น้อย ค่อยจางสลาย วิญญาณพยาบาทได้รับการปลดปล่อยในค่้าคืนฤดูดาว เม่ือความ อาฆาตพยาบาทสูญสลาย ดรสาแนใ่ จว่า พษิ ร้ายท่ีพวกมนั คายเอาไว้ให้กับผู้คนในหมู่บ้าน กย็ อ่ มสญู สลายไปดว้ ยเช่นกนั […] จากทอ้ งฟ้าท่ีไกลโพ้น ดรสาคดิ วา่ หล่อนไดย้ ินเสียงดนตรีที่ไพเราะเสนาะโสตแว่วมาให้ ได้ยนิ ...หากเสยี งทุ้มนุ่มเป็นกงั วานท่ีกลา่ วขึ้นแก่หล่อนโดยเฉพาะท้าใหห้ ยาดน้าตาของดร สารินไหลออกมาโดยมิอาจหักห้ามเอาไว้ได้อีกต่อไป “ในท่ีสุดเจ้าก็ได้รู้จักกับความรักที่ แท้จรงิ ขอบใจ ดารกาประกาย ขอบใจ” (พงศกร 2555ข, 578-579) สว่ นการลงโทษในวังพญาพรายเกิดจากความอาฆาตของเรืองแสงฟ้าท่สี าปแช่งเมอื งเวียง พรายให้ล่มลงเป็นหนองน้า เพราะในอดีต เรืองแสงฟ้าเคยขอลืออินไทไม่ให้ยกทัพไปตีเมืองของ พระบิดานางเด็ดขาด แต่ฝ่ายพระบิดากับพระเชษฐาของเรืองแสงฟ้ากลับใช้ค้าสัญญานั้นย้อนมาตี เมืองเวียงพรายแทน ลืออินไทจึงต้องผิดค้าสัญญาเพื่อปกป้องเมืองของพระองค์ เหตุการณ์น้ีท้าให้ เรอื งแสงฟ้าโกรธแค้นและสาปแช่งเมอื งของลอื อนิ ไท พร้อมกบั กลายร่างเปน็ วิญญาณเฝ้าในบงึ นา้ เป็น

89 เวลาหลายพนั ปี โดยพงศกรได้ปเู รื่องให้เหน็ การยึดติดของเรืองแสงฟ้า กระทั่งในจุดสูงสุดของความ ขดั แยง้ เรอ่ื งไดพ้ ลกิ ให้ผู้อา่ นเหน็ ว่า เรืองแสงฟา้ เขา้ ใจลอื อินไทผดิ มาโดยตลอด เพราะลอื อินไทไดอ้ อก บวชเพอ่ื อทุ ิศกศุ ลให้นางไปนานแล้ว แต่ความโกรธของนางท้าให้นางมองไมเ่ หน็ ความปรารถนาดีจาก ลืออินไท “ลอื อินไทปลงผมออกบรรพชาหลงั จากทศ่ี ึกเมืองพระนครสิ้นสดุ ลง หัวใจของลืออินไท แตกสลาย มิอาจจะทนอยู่ได้อีกต่อไป เขาจึงออกบรรพชามุ่งมั่นต้ังใจศึกษาพระธรรม ค้าสอนขององค์สมเดจ็ พระสมั มาสัมพทุ ธเจ้าเพ่ืออุทิศให้แก่เรอื งแสงฟ้า นางอันเป็นทร่ี กั แม้การกระท้าเช่นนี้ อาจไม่ใช่สิ่งท่ีเรืองแสงฟ้าปรารถนา ไม่อาจแก้ไขข้อผิดพลาดที่ ลืออินไทมีต่อเรืองแสงฟ้า หากวิธีนี้อาจเป็นเพียงหนทางเดียวท่ีลืออินไทสามารถท้าให้ เรืองแสงฟ้าเป็นสขุ สงบ” “โกหก” เรอื งแสงฟา้ ตวาดเสยี งแหลม “ท่านโกหก ถ้าเปน็ เช่นน้ันจริง เหตุใดเราจึงมิรู้ เลย” “ดวงจิตอันเปี่ยมด้วยโมหะและโทสะ ย่อมไม่อาจจะสัมผัสพลังแห่งความรักและ ปรารถนาดีที่ส่งผ่านมาได้ ดวงตาท่ีเปี่ยมไปด้วยความอาฆาตพยาบาทย่อมมิอาจจะเปิด กว้างแลมองเหน็ สงิ่ ใด” […] “อย่ายึดติดกับอดตี กาลอีกเลยเรอื งแสงฟ้า” น้าเสียงที่โรมเอ่ยนั้นเป่ียมด้วยความโศก สลด “อดตี กาลผ่านมานานนักหนา ไมม่ ลี อื อินไท ไม่มีเรอื งแสงฟ้าอีกแล้ว แม้ผมจะเคยเป็น ลืออินไทมาก่อนหรือไม่ก็ตาม หากบดั นี้ผมไม่ใชล่ ืออินไทอีกต่อไป ลอื อนิ ไทเปรยี บเสมือน เป็นเพียงเปลือกนอกของดักแด้ เม่ือเปลือกแตกดับลงไป จิตซ่ึงเปรียบเสมือนผีเสื้อก็จะ ล่องลอยไปสู่ภพภูมิใหม่ ชีวิตใหม่ เพ่ือเรียนรู้ในส่ิงใหม่ มีเพียงบาปและบุญท่ีผมเคยท้า ยามท่เี ปน็ ลอื อนิ ไทเท่านั้น ทย่ี งั คงตดิ ตามราวกับเปน็ เงาและส่งผลถงึ ชาตภิ พใหมข่ องผม” (พงศกร 2557ค, 353-354) เมอื่ โรมหรือลอื อนิ ไทในอดีตชาติได้กลบั มาแกไ้ ขความเข้าใจผิดแกเ่ รืองแสงฟ้าแล้ว ทา้ ให้ นางยอมรับและปล่อยวางเรื่องราวความแค้นในอดีตได้ เหตุนี้ “ผู้มีพุทธิปัญญาเช่นเรืองแสงฟ้าย่อม เขา้ ใจทุกสง่ิ โดยแจม่ แจง้ เพลงิ แห่งความพยาบาทท่รี มุ สมุ อยู่ภายในดวงจิตมาเน่นิ นานกลับคลี่คลายลง ไปภายในเวลาเพยี งไม่ถึงอดึ ใจ” (พงศกร 2557ค, 355) เมอื่ การลงโทษโดยการจองเวรเปลยี่ นเปน็ การ ให้อภยั จากทั้งสองฝ่ายจงึ ทา้ ให้เร่ืองราวคลี่คลายความขัดแย้งลงและจบเร่อื งได้อย่างสงบสุข การลงโทษในเรื่องเล่าเชิงคติชนอาจเกิดขึ้นจากการกระทา้ ผิดอย่างไม่ตั้งใจ ดังสาเหตุที่ นกกีรณะถูกจองจ้าในปราสาทหนิ จากเร่ืองสร้อยแสงจันทร์ ไม่ได้มาจากการลงโทษของพุทธิกุมาร โดยตรง อย่างที่นางไอ่ค้าฆ่ากระรอก ดารกาประกายท้าลายเมืองและฆ่านางอั้วแสนเพ็งหรือ เรืองแสงฟ้าท้าลายเมอื งเวียงพราย หากเป็นเพราะพุทธิกุมารมีหน้าทีส่ ืบทอดเทวาลัย แต่พุทธิกุมาร

90 กลับไปหลงรักนางโสมรัศม์ิทา้ ใหฤ้ ๅษโี คตมเข้ามาขดั ขวางด้วยเห็นวา่ พุทธกิ ุมารไม่เหมาะสมจะสบื ทอด ตอ่ ไป กีรณะซึ่งเติบโตมาพร้อมกับพทุ ธกิ ุมารเห็นใจจงึ ไดเ้ ข้าไปชว่ ยใหพ้ ุทธิกมุ ารครองรกั กบั โสมรศั ม์ิได้ สา้ เรจ็ และหลบหนไี ปจากปราสาทได้ การหลบหนีจากปราสาทส่งผลใหน้ กจโกระถูกลงโทษแทน และ จะพ้นโทษได้ก็ต่อเม่ือพุทธิกุมารและโสมรัศม์ิเดินทางกลับมายังปราสาทอีกคร้ัง เหตุน้ีการเดินทาง ย้อนกลับมายังปราสาทปกั ษาจ้าจองของพุทธิกับเดือนเต็มดวงจงึ เป็นการคลายปมความขัดแยง้ และ เปน็ จุดสิน้ สุดของการลงโทษ “...จโกระตนน้ันจึงต้องค้าสาปสง่ั ต้องจ้าจองเป็นผู้พิทกั ษ์ดูแลเทวาลัยและสรอ้ ยแสงจนั ทร์ โดยท่ีนกจโกระน้ันจะไปไหนไกลว่าอาณาเขตของเทวาลัยมิได้ ในขณะที่นกจโกระอื่นเมื่อ หมดอายุขัยก็ล่วงผ่านพ้นไปตามครรลองโลก แต่จโกระน้ันยังคงอยู่ อยู่อย่างโดดเด่ียว เดียวดาย ไม่รู้แก่ไม่รู้ตายไปตามธรรมดาโลก...จวบจนกว่าไฟประลัยกัลปแ์ ล่นล้างท่ัวหล้า เมื่อน้ันนกจโกระจึงจะเป็นอิสระพ้นจากค้าสาป หรือมิเช่นนั้น อีกหนทางหน่ึงก็คือ ต้องรอ เวลาจนกว่าพุทธิกุมารและโสมรัศม์ิจะหวนกลับมาที่ปราสาทอีกครั้งหน่ึง เม่ือนั้นค้าสาปก็ จะเส่ือมสลายลงไป” […] “พทุ ธิกุมาร ความตายมใิ ชเ่ รือ่ งนา่ กลวั ส้าหรบั เรา เรารอโอกาสนมี้ านานหนักนา โอกาส ที่จะได้เป็นอิสระและกลับไปสู่ปรมาตมันเหมือนจโกระพี่น้องของเราท่ีล่วงไปก่อนแล้ว ขอบใจท่ีเจ้าได้ปลดปล่อยเราอีกคร้ังหนึ่ง บัดน้ีเรามิมีสิ่งใดให้ห่วงอาลัยอีกแล้ว มณีแห่ง สรอ้ ยแสงจนั ทรต์ กไปอยู่ในอุ้งพระหัตถ์มหาเทพแห่งความยุตธิ รรม...นับว่าหน้าท่ีของเราได้ เสร็จสมบูรณ์และสิ้นสุดลง ลาก่อนพุทธิกุมาร ลาก่อนโสมรัศม์ิ แล้วเราจะได้พบกัน” (พงศกร 2558, 290) ท้ังหมดท่ีกล่าวมาแสดงให้เหน็ ว่า การลงโทษในเรอ่ื งเลา่ เชิงคตชิ นกลายเป็นสาเหตุความ ขดั แย้งในโครงเร่ืองอันมีผลผูกพันมาจากอดีตชาติ จดุ ทน่ี ่าสังเกตคอื ความขดั แยง้ ท่ีมีการขา้ มภพชาติ เช่นน้ีท้าให้เร่ืองเล่าเชิงคติชนในนวนิยายของพงศกรมิไ ด้เป็นเพียงเรื่องเล่าปรัมปราที่แทรกอยู่ใน นวนิยายอยา่ งไร้ความหมาย หากกลายเปน็ เร่อื งเหมอื นอีกโครงเรอ่ื งย่อยท่ีแทรกอยู่ในโครงเรอ่ื งใหญ่ อย่างมีนัยส้าคัญและกลายเป็นปมส้าคัญต่อนวนิยายเด่นชัด การคลายปมขัดแย้งหลักจึงเท่ากับการ คลายปมขัดแย้งในเร่ืองเล่าเชิงคติชนท่ีผูกพันกันมาไปพร้อมกัน และการคลายปมท่ีส้าคัญคือ การเปลี่ยนจาก “การลงโทษ” ซึ่งส่งผลให้เกิดความอาฆาต การจองจ้าหรือค้าสาปตา่ งๆ ในเร่ืองเล่า เชงิ คติชน มาสู่ “การยกโทษ” ท่ีทา้ ให้ผู้เก่ยี วข้องในความขัดแยง้ นน้ั ใหอ้ ภัย ได้รบั การปลดปล่อยและ จบเรื่องอย่างสงบสขุ 3.1.2.2 การลงโทษเปน็ การเกริ่นการณส์ คู่ วามขัดแยง้ ในโครงเรอื่ งหลกั การลงโทษในเร่ืองเล่าเชิงคติชนในเรื่องกุหลาบรัตติกาล คชาปุระ-นครไอยราและ เคหาสน์นางคอย ไม่ได้ผูกพันกับความขัดแย้งในนวนิยายด้วยการข้ามภพชาติ แต่ปรากฏเป็นการ

91 เกร่ินการณ์ (foreshadowing) ซึง่ หมายถึง การบอกใบ้ใหผ้ ู้อา่ นเตรียมรับทราบเหตกุ ารณ์ท่ีจะเกิดขึ้น ในเรื่อง เหตุการณ์เกริ่นการณ์อาจดูเหมือนเร่ืองบังเอิญ ที่ต่อมากลายเป็นการบอกล่วงหน้าว่าจะมี เหตุการณส์ ้าคัญเกดิ ขน้ึ ในจุดสูงสุดของความขัดแยง้ และการเกรน่ิ การณน์ จ้ี ะทา้ ให้ผ้อู า่ นยอมรับผลท่ี เกดิ ข้ึนในตอนทา้ ยได้ (พจนานกุ รมศัพทว์ รรณกรรม อังกฤษ-ไทย ฉบับราชบณั ฑิตยสถาน 2545, 187) ในนวนิยายของพงศกรข้างต้นน้าเอาการลงโทษในเร่ืองเล่าเชิงคติชนมาบอกใบ้ว่าจะเกิดเหตุการณ์ ความขัดแย้งในลักษณะเดยี วกันในโครงเร่ืองหลกั จุดประสงค์เพ่ือเปน็ บทเรียนให้ตัวละครในปจั จุบัน ไดเ้ หน็ และไดร้ ะงับไมใ่ ห้เกดิ การลงโทษนนั้ ซา้ ไดท้ ันเวลา ในเร่ืองกุหลาบรัตติกาล มีเร่ืองเล่าเกี่ยวกับเวียงคีรีค้าท่ีอธิบายความเป็นมาของดอก นลิ นวาราวา่ ดอกไมด้ อกนเี้ กิดจากความรกั ต้องห้าม ความผดิ หวังทา้ ให้หญิงสาวกลายเปน็ ดอกไมส้ ีดา้ และเป็นจดุ เร่มิ ตน้ ของความวนุ่ วายต่อทกุ คนที่เข้าใกลด้ อกไม้ดอกน้ี เร่ืองเล่าเวียงครี คี ้าในเร่ืองมีส่วน ชว่ ยอธบิ ายว่าเหตกุ ารณ์เลวรา้ ยท่ีเกดิ ข้ึนในนวนิยายมจี ดุ เริ่มต้นมาจากดอกไม้น้ี เพราะดอกนิลนวารา เป็นส่วนประกอบสา้ คัญที่น้ามาผสมข้ามสายพนั ธุ์จนเกิดดอกกุหลาบรัตติกาลข้ึน เหตุการณ์เลวร้าย จากดอกกุหลาบรตั ติกาลเคยเกดิ ขึ้นในครอบครวั ของภาวรี ดังท่ีภาวรีทราบว่าเจ้าตาของหลอ่ นก็ถูก หนามดอกกหุ ลาบรัตตกิ าลต้าเข้าจนเสียชวี ิตอย่างฉับพลนั อาการของเจ้าตาไมต่ ่างจากคนรอบตวั ของ หล่อนที่โดนหนามดอกกุหลาบรัตติกาลต้ามือ ทั้งภาพหลอน ไข้สูงและเพ้อเรียกหานิลนวารา เหตุน้ีเร่ืองเล่าเวียงคีรีค้าและเร่ืองเล่าในครอบครัวของภาวรีจึงมีส่วนท้าให้ตัวละครตระหนักและ ตดั สินใจว่า ดอกกุหลาบดอกน้มี ีพษิ รา้ ยเกนิ กว่าที่จะควบคมุ ทางเดยี วท่จี ะหยดุ ความวุ่นวายตา่ งๆ คือ การท้าลายดอกกหุ ลาบน้ไี ปเสยี ตราบใดทมี่ นุษย์ยังเต็มไปด้วยกิเลสตัณหา อยากได้ อยากมี อยากเป็น กุหลาบรัตติกาล จะเป็นชนวนใหเ้ กิดเรอื่ งรา้ ยตามมาไมม่ ีทส่ี ิ้นสดุ พอขับรถพ้นเขตไร่ของภาสกรมาได้พักใหญ่ ชุษณะก็จอดรถเข้าข้างทางท่ามกลางความ สงสยั ของภาวร.ี ..เขาไมต่ อบภาวรี หากวางกุหลาบลงบนไหล่ถนน แลว้ เดินไปหยบิ แกลลอน น้ามันมาเปิดฝา ก่อนจะราดลงไปบนล้าตน้ ท่ีสงู ใหญ่ของกุหลาบ จากนั้นก็จุดไฟแช็กในมอื แล้วจอ่ เข้ากบั ล้าต้นของกุหลาบ เปลวไฟสีสม้ แดงลุกวาบและลามเลียไปอยา่ งรวดเร็ว ภาวรี ได้แตอ่ ้าปากค้างมองชุษณะ คิดไม่ถึงว่าเขาจะตัดสนิ ใจเรว็ แบบน้ี โอย๊ ช่วยด้วย ร้อนเหลือเกนิ ภาวรีสะดุ้งสุดตัวเพราะหูแว่วเหมือนได้ยินเสียงของอิสตรีกรีดร้องโหยหวนด้วยความ เจ็บปวด แต่ครั้นพอต้ังใจฟังกลับไม่ได้ยินเสียงอะไร ชุษณะเองก็คงไม่ได้ยินเช่นกันเพราะ ทา่ ทางของเขาดเู ปน็ ปกตดิ ี ภาวรีก้าวลงจากรถไปยืนเคียงข้างชายหนุ่ม จ้องมองกุหลาบรัตติกาลท่ีค่อยๆ มอดไหม้ เป็นเถ้าถ่านไปทีละน้อย อาจจะเป็นอุปาทานหรือแสงสุดท้ายก่อนย่้าสนธยาท้าให้ควันไฟ จากเถา้ ของกหุ ลาบรัตตกิ าลทลี่ อยกรุ่นขึน้ มานั้นเป็นควันสีนา้ เงิน

92 “ลาก่อน กุหลาบรัตติกาล” ภาวรีพึมพ้าแล้วถอนใจออกมายาวนาน...ท้ิงให้กุหลาบ รัตติกาลเหลือเพียงเถ้าถ่าน ปิดฉากเร่ืองร้ายท้ังปวงลงแต่เพียงเท่านั้น (พงศกร 2555ก, 505-506) ส่วนในคชาปุระและนครไอยรา ได้น้าเอาต้านานน้าท่วมโลกมาเทียบเคียงกับวิกฤต สิ่งแวดล้อมในปจั จุบัน พงศกรได้ชี้ใหเ้ ห็นการลงโทษจากธรรมชาติที่เคยเกิดข้ึนในอดีต เพ่ือแสดงเคา้ ลางว่าเหตุการณใ์ นอดตี กา้ ลังกลบั มาเกดิ ขึน้ ในปัจจุบนั บัดนห้ี ลกั ฐานทางวิทยาศาสตร์บอกให้รวู้ ่าโลกของเราร้อนขึ้นกว่าเดมิ นา้ แข็งขั้วโลกก้าลัง ละลาย ภยั ธรรมชาตเิ ร่มิ รุนแรง หลักฐานทางคติชนวิทยาบอกให้รู้ว่า ทุกต้านาน ทุกชนชาติเคยบันทึกเร่ืองน้าท่วมโลก เอาไว้เหมือนๆ กัน และหลักฐานทางโบราณคดีท่ีปรากฏอยู่ตรงหน้าของเขา ยิ่งตอกย้าให้ ม่ันใจวา่ น้าเคยทว่ มโลกมาแลว้ จรงิ ๆ วนั ที่น้าจะท่วมฟ้า วันทป่ี ลากนิ ดาว หลกั ฐานท้งั สามเดนิ ทางมาบรรจบกันในยุคสมยั ของโลกวทิ ยาการ (พงศกร 2557ก, 101) พงศกรไมเ่ พียงใชต้ ้านานมาชี้ความเป็นไปไดข้ องเหตุการณน์ ้าท่วมโลกเท่านนั้ หากชว่ งเขา้ ใกล้จุดสูงสุดของความขัดแย้ง พงศกรยังได้สร้างเหตุการณ์ภัยธรรมชาติให้เกิดข้ึนในเมือง คชาปุระลอ้ กบั เหตุการณใ์ นต้านานโนอาห์ ในชั่วชีวิตน้ีท้ังอัยย์และคามินจะไม่มีวันลืมภาพเหตุการณ์ท่ีเกิดข้ึนตรงหน้านี้โดย เดด็ ขาด แผน่ ดนิ ไหวเร่ิมรนุ แรงมากข้ึนเรือ่ ยๆ เสียงปฐพีเลื่อนลั่นดังครืนคร่ัน ดังย่ิงกว่าเสียงดังใดๆ แม้กระทั่งหนีกันไกลแล้ว หาก เสยี งนน้ั ยังดงั กกึ กอ้ งจนแก้วหลู ่ันเปร๊ยี ะ พนื้ ที่ยนื อยนู่ ้ันส่ันสะเทอื นราวถูกมือยักษ์จบั เขย่า เมื่อเหลียวมองกลับลงไปยังเบ้ืองล่างอันเคยเป็นท่ีตั้งของเมืองคชาปุระ อัยย์เห็นแผ่นดนิ ตรงนน้ั เคลือ่ นไหวเป็นระลอกเหมอื นกบั คล่ืนในทะเล เธอเห็นกังหันลมขนาดใหญ่ท่ีเป็นแหล่งพลังงานของเมือง ค่อยทยอยล้มลงไปทีละตน้ ทลี ะต้น ฐานของอาคารรูปเรือยักษ์ซึ่งจ้าลองมาจากเรือของโนอาห์ในต้านานน้าท่วมโลก ทรุดลงไปพร้อมกับแผ่นดิน เม่ือน้าทะเลไหลบ่าเข้ามาแทนท่ี อาคารน้ันก็ลอยข้ึน เหมือนกับเรือยักษท์ ีล่ ่องไปเหนอื ผิวน้า คามนิ อา้ ปากคา้ ง นกึ ถงึ ภาพวันน้าท่วมโลกเม่ือหลายพันปกี ่อนโน้น ภาพในวนั นน้ั คงจะ เป็นอยา่ งทีป่ รากฏตรงหนา้ นีเ่ อง (พงศกร 2557ข, 331) การน้าเหตุการณ์น้าท่วมโลกจากต้านานมาสร้างเป็นภัยพิบัติอย่างเป็นรูปธรรมน้ีมี วัตถุประสงค์เพ่ือสอ่ื ว่า แม้มนุษย์ในปัจจุบันไม่อาจหลีกเล่ยี งภัยพิบัตไิ ด้ แต่เราสามารถเตรยี มรับมือ

93 การลงโทษในต้านานนา้ ทว่ มโลกจึงเป็นตัวแทนของการกระท้าผิดของมนุษย์ในอดตี เพ่ือเกรน่ิ การณ์ ต่อภัยที่มนุษย์ก้าลังเผชิญอยู่ในปัจจุบัน และการลงโทษเป็นบทเรียนเตือนให้มนุษย์ในปัจจุบันได้ เตรยี มการรับมอื นั่นเอง ส่วนในเคหาสน์นางคอย ความรักต่างสถานภาพระหว่างโจรสลดั กบั เจ้าหญิงเป็นเหตุให้ เกิดการการกระท้าอันรุนแรงต่อหญงิ สาวด้วยอ้านาจของบิดา ผลการลงโทษท้าให้หญิงสาวต้องทน ทุกขท์ รมานจาก “การรอคอยทีไ่ ม่มีวันสิน้ สดุ ” เหตุการณ์ในเรื่องเล่าเชงิ คติชนดงั กลา่ วชว่ ยเกริน่ การณ์ ให้เหน็ ถึงการใช้อ้านาจที่ไม่เปน็ ธรรมจากผู้มอี ้านาจในบ้านท่เี กิดข้ึนในโครงเรอื่ งหลัก นนั่ คือ การกดข่ี ข่มเหงของประเวศน์และประกาศิตต่อประพิมพรรณ ดังท่ีประพิมพรรณโดนข่มขู่และทรมาน ท้ังถูก ครอบด้วยหน้ากากแก้วสีชมพูและถูกกักขังอยู่ในคุกใต้ดินเปน็ เวลาหลายสบิ ปี รวมถึงท้าร้าย ปภาวี ลูกสาวของประพิมพรรณทย่ี งั เป็นทารกอยู่ กุ้งฟังเร่ืองราวท้ังหมดจากปากของสตรีในหน้ากากแก้วสีชมพูด้วยความตกตะลึง เธอรู้ว่า สองพีน่ อ้ งประเวศนแ์ ละประกาศิตเป็นคนใจคอโหดเหี้ยม แต่ไมค่ ดิ ว่าจะกล้าท้าได้แม้กระท่ัง กับหลานสาวแท้ๆ ของตน อนิจจา กุ้งมองดูสภาพร่างกายที่ทรุดโทรมผ่ายผอมของผูห้ ญงิ ตรงหน้า นึกย้อนไปถึงความโหดร้ายอ้ามหิตของคนในคฤหาสน์แห่งนี้แล้วก็ได้แต่นึกปลง ใครเลยจะคดิ ว่าแค่สมบตั นิ อกกาย ท้าใหพ้ ่นี อ้ งถงึ กบั ตอ้ งเข่นฆา่ กันเอง แมแ้ ต่เดก็ เลก็ ๆ ผู้ไร้ เดยี งสากต็ อ้ งมาพลอยรบั กรรมท่ตี นไมไ่ ดก้ ่อไปด้วย (พงศกร 2556, 282) ในนวนิยายได้เช่ือมโยงความทุกข์ระหว่างเจา้ หญิงเดวีกับประพิมพรรณว่า ท้ังคู่ต่างต้อง ทนทุกขจ์ ากการลงโทษอยา่ งไม่เปน็ ธรรม และตอ้ งเฝา้ รอคนรกั ของตนอย่างยาวนาน โดยในทา้ ยท่ีสุด ตัวละครปฏิปักษ์ในโครงเร่ืองหลัก คือ ประเวศน์และประกาศิตจบชีวิตลงด้วยความโลภของตน สว่ นตัวละครทีร่ อคอยคอื ประพิมพรรณกบั ปภาวีได้กลบั มาพบกัน กล่าวได้วา่ การลงโทษในเรอื่ งเล่า เชงิ คตชิ นเปน็ การลงโทษของรายาต่อเจ้าหญิง ผลการลงโทษดว้ ยอา้ นาจที่ไมเ่ ป็นธรรมจึงส่งผลให้เจ้า หญิงต้องรอคอยจนใจแตกสลาย โครงเรื่องในนวนยิ ายได้นา้ เหตุการณ์นมี้ าเกร่ินการณ์ต่อการลงโทษ ตัวละครในโครงเร่ืองหลกั คือ ประพิมพรรณ แต่การรอคอยของประพิมพรรณมิได้เปน็ เพียงการรอ คอยเพอ่ื รอคนรกั กลบั มาเท่าน้นั หากเป็นการรอคอยความยตุ ธิ รรมให้หวนกลบั มาด้วย จากที่กล่าวมาจะเห็นว่า การลงโทษในเรื่องเล่าเชิงคติชนมีบทบาทเป็นสาเหตุและการ เกร่ินการณ์ต่อความขัดแย้งในโครงเรื่องหลัก ที่น่าสนใจคือ การใช้อนุภาคการลงโทษในโครงเร่ือง ของนวนิยายพงศกรทุกเรื่องมักมีเหตุการณ์ที่เคยเกิดขึ้นในเรื่องเล่าเชิงคติชนกลับมาเกดิ ข้ึนในโครง เร่ืองหลักเสมอ หมายถึง เมื่อเร่ืองพัฒนามาถึงจุดสูงสุดของความขัดแย้ง เหตุการณ์การลงโทษจาก เรื่องเล่าเชิงคติชนจะกลบั มาเกิดขึ้นอกี ครั้งในโครงเรือ่ งหลกั และมีลักษณะของเหตุการณ์ท่คี ล้ายคลึง กับการลงโทษในอดีต ซ่ึงผู้วิจัยขอเรียกว่า “เหตุการณว์ นกลบั ” ดังตารางตอ่ ไปน้ี

94 ตารางที่ 4 แสดงเหตุการณ์วนกลบั จากเรือ่ งเล่าเชิงคติชนที่ปรากฏแทรกในโครงเร่อื งหลกั ของนวนิยาย นวนิยาย จดุ สงู สดุ ของความขดั แยง้ ในเรอื่ งเล่าเชงิ คตชิ น เหตกุ ารณ์วนกลบั ทป่ี รากฏโครงเรอ่ื งหลัก เบ้ืองบรรพ์ เมอื งเอกทะชติ าลม่ ลง ทา้ วผาแดงพานางไอ่ค้า อโุ มงคท์ ีว่ รณั ก้าลงั ขดุ ถล่มลงและวรัณตดิ อยู่ใต้ หนีออกจากเมือง แตน่ างไอค่ า้ ตกลงไปพนื้ ดนิ ท่ี ดนิ โดยไม่รูช้ ะตากรรม ก้าลงั แยกและหายลงไปใตด้ นิ สรอ้ ยแสงจันทร์ พทุ ธกิ มุ ารหลบหนีจากปราสาทปกั ษาจา้ จองเพื่อ พทุ ธิกบั เดือนเต็มดวงยอ้ นกลับมายังปราสาท ไปครองรกั กบั นางโสมรศั มิ์ นกจโกระทช่ี ว่ ยเหลือ ปักษาจา้ จองเพ่ือปกป้องอญั มณีสร้อยแสงจันทร์ จงึ ถูกจองจ้าในปราสาทแทน และท้าใหน้ กจโกระพ้นจากการจองจ้า ฤดดู าว ดารกาประกายท้าลายเมอื งเวยี งแสนเพง็ และ ดรสาเดินทางกลับมายังซากเมืองเวยี งแสนเพ็ง สังหารนางอัว้ แสนเพ็งเพื่อแยกแถนเมืองแมนกับ เพอื่ ช่วยเหลือให้แถนเมอื งแมนและอ้ัวแสนเพ็ง นางอว้ั แสนเพ็งออกจากกนั ครองรกั กนั วงั พญาพราย เรอื งแสงฟา้ สาปแชง่ เมอื งเวยี งพราย ทา้ ใหผ้ คู้ น เรืองแสงฟา้ บันดาลให้หมู่บ้านวังพรายฝนตกหนัก กลายเปน็ ผีพรายและเมอื งจมลงใต้น้าจน และเกิดแผน่ ดินไหวจนแผน่ ดนิ ทรดุ ตัวลงจน กลายเปน็ หนองนา้ พน้ื ดนิ กลายเปน็ แอง่ น้า ส่วนบึงพรายยกตัวขนึ้ กลายเป็นพื้นดนิ กุหลาบรตั ตกิ าล เรอื่ งเล่าในครอบครัวภารวเี ลา่ วา่ เจ้าขนุ สิงห์ถกู มานนท์ เพอ่ื นของภาวรีมีอาการเพอ้ ถึงนิลนวารา ดอกกหุ ลาบรัตติกาลต้าเขา้ ท่มี อื หลงั จากน้นั มี เหมือนเสียสติ รวมถึงรมิตาโดนหนามดอก อาการป่วยและเพอ้ เรยี กหญงิ สาวทช่ี ่ือนิลนวารา กุหลาบรัตตกิ าลต้า จากนั้นก็ล้มปว่ ยและเสยี ชีวิต ก่อนเสียชวี ิตลงอย่างฉับพลัน ลงอยา่ งฉับพลนั คชาปรุ ะ-นคร โลกเกดิ น้าทว่ มคร้งั ใหญ่ ผูค้ นและพ้ืนดนิ จมลงใต้ เกิดแผน่ ดินไหวในเมอื งคชาปุระ ทา้ ให้เกดิ นา้ ไอยรา น้า มีเพยี งเรอื โนอาหท์ ่ีบรรทุกคนและสตั ว์ ท่วมใหญ่ในเมอื งคชาปรุ ะแบง่ เมอื งเป็นสองส่วน จ้านวนหน่ึงเทา่ น้นั ที่รอด แต่ผู้คนในเมืองรอดมาไดด้ ว้ ยการเตรียมรับมือ อยา่ งดี เคหาสนน์ างคอย เจ้าหญิงเดวีถูกบดิ ากีดกันเร่อื งความรกั ท้าให้เจ้า ประพิมพรรณถูกพชี่ ายทงั้ สองกกั ขงั ไวใ้ นคุกใต้ หญิงเดวีพลดั พรากและรอคอยการกลับมาของ ดิน และพลัดพรากจากลูกสาว แตป่ ระพมิ พรรณ คนรกั ยังรอคอยการกลับมาของลูกสาว จนสุดทา้ ยแม่ กบั ลกู ได้พบเจอกนั จากตารางท่ี 4 แสดงให้เห็นได้ชัดว่า เหตุการณ์วนกลับมกั มีทม่ี าจากจุดสูงสดุ ในเรอ่ื งเล่า เชงิ คติชนแล้ววนกลับมาปรากฏในจุดสูงสุดของความขดั แย้งของนวนยิ าย โดยโครงเร่อื งในเบ้ืองบรรพ์ กุหลาบรัตติกาล คชาปุระ นครไอยราและเคหาสน์นางคอย มีเหตุการณ์คล้ายเดิมท่ีเคยเกิดขึ้นใน เรอื่ งเล่าเชิงคตชิ นวนกลบั มาเกดิ กับตวั ละครในโลกปัจจุบนั ส่วนในเรอ่ื งสรอ้ ยแสงจนั ทร์ ฤดูดาวและ วังพญาพราย เกิดเหตุการณ์คล้ายเดิมกลับมาบรรจบกันอีกครั้ง แต่บทสรุปของเหตุการณ์ได้ เปลี่ยนแปลงไปในทางตรงกันข้าม ดังที่การหลบหนีเป็นการย้อนกลับมา การพรากคนรักจากกันมา เป็นการท้าใหท้ ัง้ คู่สมหวัง การทรุดตวั กลายเปน็ การยกตัวของพน้ื ดินแทน เหตุการณ์วนกลบั นบั ว่ามี สว่ นส้าคญั ตอ่ การคลายปมขัดแยง้ ในโครงเรอ่ื งหลัก เพราะการน้าภาพความขัดแย้งในอดีตมาแสดงต่อ

95 หน้าตวั ละครเอกในโลกปจั จบุ นั ทา้ ให้ตัวละครได้ฉกุ คดิ และตัดสินใจแกไ้ ขปญั หาอันนา้ ไปสูก่ ารค้นพบ คา้ ตอบทพี่ วกเขาตามหานัน่ เอง ทั้งหมดที่กล่าวไปเกี่ยวกับบทบาทของเหตุการณ์การลงโทษในเร่ืองเล่าเชิงคติ ชนต่อการ ประกอบสร้างความขัดแย้งในโครงเร่ืองหลกั สามารถสรุปความสัมพันธ์ระหว่างการลงโทษในเรอ่ื งเลา่ เชงิ คตชิ นตอ่ การประกอบสร้างโครงเรือ่ งได้ดงั แผนภาพตอ่ ไปนี้ การลงโทษซง่ึ เป็นจุดสงู สุดในเรอ่ื งเล่า เชิงคตชิ นวนกลับมาเกดิ ตัวละครคน้ หาร่องรอยของความขัดแยง้ ท่ี จุดสูงสุดของความขดั แยง้ ตัวละครยกโทษหรอื หาทาง เกดิ ขนึ้ โดยคอ่ ยๆยอ้ นกลบั ไปหาจาก ออกของความขดั แย้งอนื่ ๆ เร่อื งเลา่ เชิงคตชิ น การเดนิ ทาง การคน้ พบคา้ ตอบเกย่ี วกบั อดตี ของตัวละคร เดินทางกลบั /ยา้ ยมาอาศัยในพ้ืนท่ี ยอ้ นกลับมาอธบิ ายสาเหตุของการเดินทาง ภาพท่ี 8 แผนภาพแสดงความสัมพันธร์ ะหว่างการลงโทษในเรือ่ งเลา่ เชิงคติชนกับโครงเร่อื งหลกั ของนวนยิ าย แผนภาพข้างต้นอธิบายได้ว่า นวนิยายของพงศกรเร่ิมต้นจากการเดินทางไปยังพ้ืนที่ที่ผู้ เดินทางไม่คุ้นเคย พ้ืนท่ีดังกล่าวมักมีเร่ืองเล่าเชิงคติชนซึ่งผูกติดกับสถานที่ เร่ืองเล่าเชิงคติชนมักมี อนภุ าคการลงโทษจากการกระทา้ ผิดของมนุษยบ์ างอย่างอยูแ่ ละการลงโทษมักจบด้วยความรุนแรงท่ี ยงั ไม่ได้รบั การสะสาง เมอ่ื ตัวละครเดินทางเขา้ ไปก็พบกบั เหตกุ ารณ์ประหลาดทมี่ าเรา้ ความสงสยั ใครร่ ู้ จนตวั ละครเอกต้องค้นหาเพ่อื คน้ พบสาเหตุของเหตุการณป์ ระหลาดทพ่ี วกเขาเผชญิ ในชว่ งการค้นหา และการค้นพบน้ีเองทต่ี วั ละครเรม่ิ มองเห็นความสมั พันธร์ ะหวา่ งตนเองกบั เรือ่ งเล่าเชิงคติชนดงั กล่าว หรอื ในอกี ดา้ นหน่ึง พวกเขากเ็ ร่มิ มองเห็นวา่ เหตุการณ์ทพ่ี วกเขาเผชญิ อยู่มเี คา้ ลางมาจากเรอื่ งเล่าเชิง คติชน การค้นหากับการค้นพบของตัวละครได้พัฒนาเรือ่ งไปสู่จดุ สงู สดุ ของความขัดแย้ง จุดนี้เองท่ี ตัวละครเอกได้รับรเู้ รื่องราวในเร่ืองเล่าเชิงคติชนอย่างครบถ้วนโดยมเี หตกุ ารณก์ ารลงโทษในเรือ่ งเล่า เชิงคติชนวนกลับมาเกิดต่อหน้าตัวละครในโลกปัจจุบัน เหตุการณ์นี้ท้าให้ตัวละครเปล่ียนจากการ ลงโทษซ้าไปสู่การยกโทษเพอ่ื ยุติความขัดแย้งในอดีต มีผลใหต้ ัวละครเอกพบคา้ ตอบของชีวิตและยัง

96 ย้อนกลับมาใหค้ ้าตอบว่า เหตุที่ตัวละครทัง้ หลายต้องเดินทางมายังพน้ื ท่ีแหง่ น้ี เพราะพ้ืนเหลา่ นี้ต่าง เป็นบ้านท่ีตัวละครคุ้นเคยในอดีตนั่นเอง กล่าวได้ว่า เหตุการณ์การลงโทษในเรื่องเล่าเชิงคติชนมี บทบาทต่อการประกอบสรา้ งโครงเรอื่ งหลักอย่างแนบแน่น เพราะเป็นส่วนส้าคัญท่ีผูกติดอยู่กับทุก เหตกุ ารณห์ ลกั ในนวนยิ ายของพงศกร 3.1.3 การใชเ้ รือ่ งเลา่ เชงิ คตชิ นสรา้ งโครงเรอ่ื งใหซ้ ับซ้อนและนา่ ตดิ ตาม แม้โครงเรื่องหลักของนวนิยายของพงศกรเน้นการเดินทางเพ่ือการหาค้าตอบเป็นหลัก แตน่ วนิยายของพงศกรยงั ไมท่ ง้ิ ขนบนวนิยายแนวรักพาฝนั ที่ตอ้ งพฒั นาความสัมพนั ธ์ระหว่างตัวละคร เอกชายหญงิ ไปพรอ้ มกับการเดินทาง จุดท่ีน่าสนใจ คือ พงศกรยังได้น้ากลวิธีการสร้างเร่อื งอีกหลาย ประเภทเข้ามาผสมผสาน ได้แก่ ในโครงเรื่องแบบระทึกใจ พงศกรจะค่อยๆ ปล่อยเรื่อง โดยให้ ตวั ละครเอกคน้ หาและคน้ พบร่องรอยตา่ งๆ ไปทลี ะน้อย เร้าใหผ้ ู้อ่านติดตาม ส่วนในนวนยิ ายบางเรอ่ื ง พงศกรใช้โครงเร่ืองแบบผจญภัยที่ตัวละครต้องเผชิญอุปสรรค จากด่านหนึ่งไปสู่ด่านถัดไปด้วย นอกจากนี้ นวนิยายแต่ละเร่ืองยังมีองค์ประกอบที่ลึกลับเหนือธรรมชาติ อย่างวิญญาณ อมนุษย์ เหตุการณ์อัศจรรย์ต่างๆ มาปรากฏ เหตุนี้เองนวนิยายแต่ละเร่ืองของพงศกรจึงมีการผสมผสาน โครงเรื่องที่ทับซ้อนหลายรูปแบบจนท้าให้เร่ืองน่าติดตาม และจะพบว่า ข้อมูลเชิงคติชนเป็น องคป์ ระกอบทพี่ งศกรใชเ้ พื่อเร้าความน่าตดิ ตามควบคู่ไปกับการสรา้ งเร่ืองดังกล่าว นวนิยายของพงศกรนับว่าอยู่ภายใต้กรอบนวนิยายแนวรักพาฝัน (romance) กล่าวคือ นวนิยายแนวรักพาฝันมักสัมพนั ธ์กับการเล่ือนความสมปรารถนาในความรักของตัวเอกออกไป โดย การสร้างอุปสรรคลักษณะต่างๆ ให้ตัวเอกเกิดความกังวลใจและความอ่อนไหวทางอารมณ์ ตัวอย่างเช่น การสร้างความเข้าใจผิดระหว่างตัวละครชายหญิงจากแผนการของตัวละครอ่ืน การ กีดกันของครอบครัวฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง ความยุ่งเหยิงในกองมรดก การค้นหาทายาทที่หายไปหรือตัว ละครเอกไมถ่ ูกชะตากัน เป็นต้น (Lodge 1990, 117) ลักษณะดังกลา่ วพบได้ในนวนิยายของพงศกร ดังทกี่ ารเดนิ ทางของตัวละครเอกนอกจากจะเป็นการค้นหาค้าตอบแล้ว การเดินทางยังเป็นจดุ เร่ิมต้น ให้ฝ่ายชายและฝา่ ยหญงิ พบกัน ก่อนจะจบลงด้วยความรักและความเข้าใจ หากแต่โครงเรือ่ งแนวรัก พาฝันมิใช่โครงเรือ่ งหลกั ในนวนยิ ายของพงศกรเสียทีเดียว เพราะแนวคิดส้าคัญของนวนิยายปรากฏ ผ่านการเรียนรู้ของตัวละครเอกเป็นหลัก ขณะที่การสมปรารถนาในความรักระหว่างตัวละครเอก กลายเป็นเรื่องรองลงไปที่ช่วยเพิ่มสีสนั แก่เร่ือง และเป็นส่วนสนับสนุนให้ตัวละครเกิดกระบวนการ เรยี นรเู้ พ่ือพบค้าตอบในตอนจบ ความสมั พนั ธ์ระหว่างตัวละครฝ่ายชายและฝ่ายหญิงในนวนิยายของพงศกรมกั เรม่ิ ตน้ จากการ ไม่ถูกชะตากัน ได้แก่ ดรสาไม่ถูกชะตากับดร.สินธพด้วยคิดว่าเขาเป็นนายทุนเข้ามาท้าไร่ส้มโดยไม่ สนใจสิ่งแวดล้อม โรมกับขิมทองไม่ถูกชะตากนั เพราะขิมทองมองว่าโรมเข้ามาท้าห้างสรรพสินค้าใน

97 หมู่บ้านจนทา้ ให้วิถีชีวิตของชาวบ้านเปลี่ยนไป เดือนเต็มดวงไม่ถกู ชะตากับพุทธิเพราะเข้าใจว่าพทุ ธิ เป็นต้นเหตุให้เกิดการโจรกรรมในปราสาทปักษาจ้าจอง อัยย์กับคามินที่พบกันครั้งแรกก็มีแต่เรื่อง วุ่นวายและมลี กั ษณะ “พ่อแง่แมง่ อน” ส่วนเน้ือเรอื่ งจากนวนิยายอีกกลมุ่ ไดเ้ รม่ิ ตน้ ความสัมพันธ์ของ ตัวละครเอกอย่างเปน็ กลางกอ่ นพฒั นาไปเป็นความรักท่มี พี ้นื ฐานจากการรว่ มมือร่วมใจระหวา่ งตวั เอก ชายและหญิง อยา่ งเช่น คูข่ องภาวรกี บั ดร.ชุษณะเริ่มต้นด้วยการช่วยเหลือเร่ืองหาข้อมูลดอกกุหลาบ รัตติกาล ก่อนมีเหตุการณ์หลายอย่างเข้ามาสภู่ าวรี ดร.ชุษณะมีส่วนช่วยภาวรี เช่นเดียวกบั กรณขี อง กุ้งกับสักกทัศน์ท่ีพบกันโดยสักกทัศน์ให้การช่วยเหลือกุ้งจากคนในคฤหาสน์นางคอย เป็นต้น และ พฒั นาเปน็ ความรักในเวลาตอ่ มา การสร้างความสัมพนั ธท์ ่เี ริ่มตน้ จากการไม่ถกู ชะตากนั ของพระเอกกบั นางเอกมสี ่วนสนบั สนนุ การเรียนรู้ของตัวละคร เพราะการเปลี่ยนความเข้าใจผิดในตอนแรกว่า อีกฝ่ายอยู่คนละฝากฝั่ง อุดมการณ์ท้าให้ตัวละครเรยี นรทู้ ี่จะเปิดรับความแตกต่าง ดังเช่นคู่ของดรสากับดร.สินธพ ตอนแรก ดรสามองดร.สินธพเป็นผู้ท้าลาย ส่วนตนเป็นผู้อนุรักษ์ หากเหตุการณ์วุ่นวายในหมู่บ้านผาช้างร้อง ท้าให้ท้ังคู่ต้องร่วมใจกัน ดร.สินธพได้กล่าวกับดรสาตอนหนึ่งให้เห็นว่า ความรักของท้ังคู่แท้จริงก็ เป็นไปได้หากรูจ้ ักพบกนั ครงึ่ ทาง “โลกเปล่ียนไปแล้วนะดรสา” สินธพพยายามอธิบาย “ไม่มีใครจะอนุรักษ์ได้จนสุดข้ัว หรือ ท้าลายอะไรได้อย่างสุดขั้วหรอก ทุกสิ่งทุกอย่างจะต้องมีจุดสมดุลของมัน เราสองคนจะก้าว ออกมาพบกันทคี่ รึง่ ทางไม่ได้หรืออย่างไร คุณกร็ ้วู ่าผมข้ึนมาท้าสวนสม้ ท่ีนี่ ด้วยเหตุผลใด บดั นี้ ผมรู้แล้วว่า ส่ิงท่ีผมลงทุนลงแรงไปนั้น สุดท้ายก็มีแต่ความว่างเปล่า คุณจะให้โอกาสผมอีกสัก คร้ัง จะได้ไหมดรสา ท้าไมคุณไม่ผสมผสานความรูข้ องคุณเข้ากับความร้ขู องผม เรามาท้าสวน สม้ เชงิ อนรุ กั ษ์ดว้ ยกันนะดรสา...” (พงศกร 2555ข, 501-502) ท้งั นี้ ชว่ งการค้นหาและค้นพบนับว่าสัมพันธ์กบั เรอื่ งเล่าเชงิ คติชน โดยพงศกรมักปล่อยเร่ือง เล่าเชิงคติชนออกมาทีละสว่ นให้ตัวละครเอกค่อยๆ ค้นหาและค้นพบ พงศกรมักปลอ่ ยบทสรุปหรอื ตอนจบของเรอื่ งเล่าเชิงคติชนออกมาก่อนในตอนต้นเรื่อง เช่น การเกิดเมืองล่ม การเกิดเป็นดอกไม้ ประจ้าถิ่น เป็นต้น แต่ผู้อ่านจะยังไม่รู้สาเหตุท่ีน้ามาสู่บทสรุปดังกล่าว จนเม่ือเรื่องด้าเนินไป รายละเอียดในเรือ่ งเล่าเชิงคติชนจะเปิดเผยออกมาเปน็ ระยะ กระทั่งช่วงที่เร่ืองพัฒนามาสจู่ ุดสูงสดุ ของความขดั แยง้ ผอู้ ่านสามารถปะติดปะตอ่ เรอ่ื งเล่าเชงิ คติชนท้ังเร่อื งอย่างสมบูรณ์ไปพร้อมตัวละคร กล่าวได้ว่า ขณะที่โครงเรื่องหลักในนวนิยายเล่าเร่ืองตามล้าดับเวลา (chronological order) เหตุการณ์จากเร่อื งเลา่ เชิงคติชนมาแทรกเป็นชน้ิ ส่วนใหต้ วั ละครค่อยๆ ปะติดปะต่อไปทลี ะนอ้ ย โดย ชนิ้ ส่วนแรก คือ “ผลลัพธ์สุดทา้ ย” ของความขดั แย้งในเรอื่ งเล่าเชิงคตชิ น จากนนั้ เมอ่ื นวนิยายด้าเนิน ไปกจ็ ะปลอ่ ย “สาเหตุ” ของความขัดแย้งตามมาทีละล้าดบั ไปจนถงึ “สาเหตแุ รกสดุ ” ทีน่ ้ามาสูค่ วาม

98 ขัดแย้งทั้งปวง ยกตัวอย่างเช่นในเรือ่ งเบ้อื งบรรพ์ พงศกรเปิดเร่อื งด้วยนางไอ่ค้ากับทา้ วผาแดงกา้ ลัง หนจี ากเมืองท่ีกา้ ลังลม่ ฉากนถ้ี ือเป็นผลลพั ธส์ ดุ ท้ายจากการฆา่ กระรอกเผอื ก จากน้นั โครงเร่ืองหลกั ได้ เล่าถงึ มนี สบื หาสาเหตขุ องเมืองลม่ โดยโยงจากเหตกุ ารณเ์ มืองลม่ นี้ผา่ นความฝัน ค้าบอกเลา่ ของหลวง ตาจนพบกับสาเหตุแรกสุดท่ีสร้างปัญหามาถึงปัจจุบัน ว่าไม่ใช่เพียงเพราะการที่ไอ่ค้าฆ่าการฆ่า กระรอกเผือก แต่เป็นผลกรรมที่มีจุดเริ่มต้นจากอดีตชาติเม่ือครั้งเป็นภรรยาชายใบ้อีกทอดหน่ึง ดังสามารถแสดงให้เหน็ ตามแผนภาพดงั ตอ่ ไปน้ี เปิด เหตกุ ารณ์ชว่ งการค้นหาและการคน้ พบในโครงเรือ่ งหลัก การค้นพบ3 จดุ สูง เรื่อง สดุ ดว้ ย การค้นพบ2 การค้นหา 2 การค้นพบ 2 การค้นหา 3 ของ การ การคน้ หา1 ความ เดนิ ขดั ทาง แย้ง การหลบหนขี องผาแดงและไอ่ ไอ่ค้ายงิ กระรอกดอ่ นตาย ลูกสาวเศรษฐีขอจองเวรชายใบ้ คา้ จากเมืองที่กา้ ลงั ล่ม เกดิ ผลลพั ธ์ 1 สาเหตุ 1 ความ ผลลพั ธ์ 3 สาเหตุ 3 ผลลพั ธ์ 2 สาเหตุ 2 ขดั แยง้ ภาพที่ 9 แผนภาพแสดงทิศทางการเลา่ เรอื่ งในโครงเรือ่ งหลกั กบั การรับรเู้ รือ่ งราวในเรอ่ื งเล่าเชิงคติชน จากแผนภาพนี้แสดงให้เห็นว่า การค้นหาและการค้นพบในโครงเรื่องหลักมีทิศทางท่ี “สวนทาง” อย่างเดน่ ชดั กับการรับรู้สาเหตแุ ละผลลพั ธข์ องเหตุการณ์ในเรอื่ งเลา่ เชิงคตชิ น การค้นหา แรกของตัวละครเรมิ่ จากผลลพั ธ์สุดทา้ ยและการค้นพบสาเหตุแรกสุดของปัญหาจะน้าไปสู่จุดสูงสุด ของความขัดแย้งเพ่ือให้ตัวละครได้ตัดสินใจแก้ไขปัญหาดังกล่าวนั่นเอง ลักษณะโครงเร่ืองเช่นนี้ สอดคล้องกับที่อิราวดี ไตลังคะเรียกวา่ “โครงเรื่องแนวระทกึ ใจ” หมายถึง โครงเรอื่ งที่มักเริ่มตน้ ด้วย ปัญหาก่อนน้าไปสู่การค้นหาค้าตอบด้วยวิธีการเร้าความสนใจของผู้อ่าน ทั้งการสลับล้าดับเวลาใน เร่ือง การใช้มุมมอง การใช้การเกร่ินการณ์ การท้ิงเงื่อนปมต่างๆ การเลื่อนการเฉลยปัญหาออกไป ตลอดจนการสรา้ งความประหลาดใจในตอนจบ (surprising ending) (อริ าวดี ไตลงั คะ 2543, 16-17) กลา่ วได้ว่า นวนิยายของพงศกรใช้ทศิ ทางท่ีสวนทางกันของการลา้ ดับเรือ่ งเปน็ กลวิธีสา้ คญั ทท่ี ้าให้โครง เรื่องมีความระทึกใจและการน้าเร่ืองเล่าเชิงคติชนมาใช้จึงเป็นส่วนหน่ึงในการจัดล้าดับโครงเรอื่ งมี ความระทึกใจและน่าติดตามมากยิ่งข้ึน โดยลักษณะโครงเรื่องเช่นน้ีสามารถพบได้ในนวนิยายของ พงศกรทเี่ ลือกมาศึกษาแทบทุกเร่อื ง

99 อนึ่ง โครงเร่ืองในนวนิยายคชาปุระและนครไอยรา แตกต่างจากเรื่องอน่ื เพราะเหตุการณ์ การค้นหากับการคน้ พบในเรอื่ งนเี้ น้นการทา้ ภารกิจฝา่ ฝันอุปสรรคต่างๆ ซึ่งสอดคล้องกับ “โครงเรอ่ื ง แนวผจญภัย” หมายถึง โครงเร่ืองนี้จะเป็นการผจญภัยกับอันตรายแบบต่างๆ และต้องอาศัย ความสามารถ ไหวพรบิ หรอื อาวธุ ในการเอาชนะอปุ สรรค ในชว่ งการเดนิ ทางผจญภยั มกั มีเหตุการณ์ เชื่อมร้อยกันไปเรอื่ ยๆ เม่ือจบอุปสรรคหนึ่งกเ็ รมิ่ อุปสรรคต่อไป เรื่องแนวนี้บางเร่ืองจงึ สามารถเขยี น ต่อไปยาวเท่าใดก็ได้ เช่น เพชรพระอุมา เป็นต้น (อิราวดี ไตลังคะ 2543, 16) น่าสนใจว่า อุปสรรค หลายส่วนที่เข้ามาเร้าใหต้ ัวละครเอกออกท้าภารกิจก็สรา้ งจากข้อมลู เชิงคติชน ดังที่การผจญภัยใน คชาปรุ ะ ตวั ละครตอ้ งตีความปรศิ นา “อุบลมาลี กญุ ชรวารี มณนี าคสวาท อากาศไอยรา” ซึ่งผู้วจิ ัยได้ อภิปรายเกย่ี วกับปรศิ นาแต่ละส่วนแลว้ วา่ มที ่มี าจากคติความเชื่อ องค์ความรเู้ ก่ยี วกับช้างหลายแขนง ตลอดจนการอ้างอิงถึงต้าราอัญมณีของไทย ตัวละครต้องเร่ิมต้นค้นหาของวิเศษดังกล่าวก่อนต้อง เผชิญภยั อันตรายตา่ งๆ หลายด่าน ตง้ั แต่น้าป่าทพ่ี ัดพาตวั ละครเอกทง้ั หมดไปยังเสน้ ทางเมอื งคชาปรุ ะ และตลอดเสน้ ทางเราจะพบเหน็ ทงั้ อนั ตรายดังปรากฏจากผพี รายทม่ี ลี กั ษณะผสมผสานกบั นางไซเรน เมื่อตัวละครทัง้ หมดตกลงไปในหน้าผาลกึ ของวิเศษกม็ ีส่วนช่วยใหต้ ัวละครอดชีวิต โดยนัยน้ี ข้อมลู เชิงคติชนจึงเป็นองค์ประกอบทีใ่ ช้ทดสอบและช่วยเหลอื ให้ตัวละครฝ่าด่านต่างๆ จากการค้นหากับ คน้ พบแรกไปสกู่ ารค้นหากบั การคน้ พบถดั ไปเรื่อยๆ จนนา้ ไปสู่จดุ สูงสุดของความขดั แยง้ ในนวนยิ าย นอกจากน้ี ในนวนิยายของพงศกรยังมีลักษณะลึกลับเหนือธรรมชาติมาปรากฏอยู่แทบทุก เรอ่ื ง ลักษณะลกึ ลับเหนือธรรมชาติน้สี อดคล้องกับท่ซี เวตาน โตโรดอฟ (Tzvetan Torodov) เรียกว่า “แฟนทาสติก” (fantastic) โตโรดอฟเสนอว่า ประสบการณ์ท่ีตัวละครต้องพบกับเหตุการณ์เหนือ ธรรมชาติ (supernatural events) อาจเกิดขึ้นระหว่างสาเหตุสองประการ ได้แก่ ภาวะหลอนจาก การคดิ ไปเอง (uncanny) กับเหตุการณ์เหนือธรรมชาตินน้ั เกิดขึน้ จรงิ ดว้ ยกฎทเี่ ราไม่สามารถอธิบาย ได้ (marvelous) The fantastic occupies the duration of this uncertainty… , the uncanny or the marvelous. The fantastic is that hesitation experienced by a person who knows only the law of nature, confronting an apparently supernatural event. The concept of the fantastic is therefore to be defined in relation to those of the real and the imaginary. (Torodov 1975, 25) แฟนทาสตกิ จึงเปน็ ประสบการณ์ที่เกิดขึ้นกับผูร้ จู้ กั เพียงแคก่ ฎของธรรมชาติ แต่ตอ้ งเผชญิ กับ เหตุการณ์เหนอื ธรรมชาติท่ีพวกเขาไม่รจู้ กั ความไมร่ ้จู งึ นา้ มาสคู่ วามลังเล (hesitation) วา่ เหตกุ ารณ์น้ี เป็นเพียงภาวะหลอนในจติ ใจของตนหรือเปน็ เร่อื งจริงทเี่ กดิ ขึ้นกันแน่ โดยโตโรดอฟได้สรุปลกั ษณะ แฟนทาสตกิ ไวว้ ่าต้องมีองคป์ ระกอบสามประการ ได้แก่

100 First, the text must oblige the reader to consider the world of the characters as a world of living persons and to hesitate between a natural and a supernatural explanation of the events described. Second, this hesitation may also be experienced by a characters; thus the reader’s role is so to speak entrusted to a character, and at the same time the hesitation is represented, it becomes one of the themes of the work… Third, the reader must adopt a certain attitude with regard to the text: he will reject allegorical as well as “poetic” interpretation. (Torodov 1975, 33) สรุปได้ว่า ตัวบทวรรณกรรมตอ้ งโนม้ นา้ ผ้อู า่ นให้เชอื่ ว่า โลกในวรรณกรรมไมต่ า่ งจากโลกแหง่ ความจริง เพ่ือให้ผูอ้ ่านเกิดความลงั เลสงสัยว่าเหตุการณ์ทีเ่ กดิ ข้ึนกับตวั ละครน้ันเป็นจริงหรือไม่ โดย ผ้อู า่ นเองต้องเชอื่ ตามประสบการณ์และความลงั เลสงสยั ไปตามตัวละครเหลา่ น้นั ซ่งึ จะกลายเป็นแก่น ของเรอื่ ง ท้งั น้ี ผอู้ ่านต้องปรับความคดิ ใหเ้ ขา้ กบั ตวั บท ไม่อ่านหรือตคี วามความลังเลสงสยั ความเหนือ จริงที่ปรากฏในลักษณะเดียวกับการอ่านอุปมานิทัศน์ (allegorical) หรือความเปรียบต่างๆ ใน กวีนิพนธ์ นอกจากนี้ โตโรดอฟได้ชี้ให้เห็นบทบาทขององค์ประกอบแฟนทาสติกว่า องค์ประกอบ ดงั กลา่ วมีสว่ นเรา้ อารมณ์ความรูส้ ึกของผอู้ า่ นทงั้ ความกลัวหรือความสงสยั ใครร่ ้ซู งึ่ วรรณกรรมรูปแบบ อื่นไมอ่ าจทา้ ได้ และยงั สนบั สนนุ การเลา่ เร่อื งในวรรณกรรมให้ผอู้ ่านจดจอ่ จากความฉงนกับเรื่องทีพ่ บ (maintain suspense) นนั่ เอง (Torodov 1975, 92) ความลงั เลสงสยั ของตวั ละครในนวนยิ ายของพงศกรแทบทุกเรอื่ งมกั มาจากเหตุการณล์ ึกลบั ท่ี พวกเขาประสบพบ ดังเช่นพุทธิในสร้อยแสงจันทร์ เขาได้พบนกกีรณะที่เป็นนกในนิทานแล้วพบว่า สางไพรได้จับตัวเด็กชายไว้ เหตุการณ์ต่างๆ ท้าให้ “เขารู้สึกเหมือนยืนอยู่บนทางแยกของความคิด มันเป็นความรู้สึกที่ก้าก่ึงระหว่างความน่าเช่ือถือกับความเหลวไหลไร้สาระ สมองส่วนท่ีควบคุม ความคิดอย่างเป็นระบบ ความเชื่อถือในเหตุผล ในสิ่งที่อธิบายและสามารถจับต้องได้ ท้างานอย่าง หนกั เพ่ือตอ่ ต้านกับสมองในส่วนทไ่ี ม่ต้องการตรรกะใดๆ” (พงศกร 2558, 99) สาเหตขุ องความรู้สึก ดังกล่าวเพราะพวกเขาไมส่ ามารถอธบิ ายส่งิ ที่พวกเขาเผชิญจากกฎทางวทิ ยาศาสตร์ท่พี วกเขารู้จักได้ เหตุนี้ท้าใหช้ ่วงการค้นหาและการค้นพบในนวนิยายเกดิ ความน่าติดตาม ตัวละครต้องเผชิญกบั ความ ลังเลสงสัย เรา้ ความกลัวของผู้อ่านด้วยความไม่รู้ของตวั ละครทตี่ อ้ งเจอกบั เหตุการณท์ ค่ี าดเดาได้ยาก องค์ประกอบแฟนทาสติกในนวนิยายของพงศกรอาศัยข้อมูลเชิงคติชนมาสร้าง ดังเช่น การน้านกจากนิทานเวตาลมาสรา้ งเปน็ ตัวละครอมนุษย์อย่างนกกีรณะในสร้อยแสงจนั ทร์ การสร้าง เรืองแสงฟ้าในวงั พญาพราย จากเรอื่ งเล่าเวยี งพราย หรือการทา้ ให้ตัวละครเอกต้องพบเจอเหตกุ ารณ์ ประหลาด อย่างปรากฏการณ์ฤดูดาวในฤดดู าวที่เก่ียวข้องกับเร่ืองเล่าเวียงแสนเพง็ ฯลฯ ข้อมูลเชงิ คติชนจึงมสี ่วนทา้ ใหเ้ กดิ ลกั ษณะแฟนทาสติกซึง่ กอ่ ใหเ้ กดิ ความลังเลสงสยั และบรรยากาศความลึกลบั

101 ในโครงเรื่องควบค่ไู ปกับการเดินทางเพ่ือค้นหาค้าตอบ ซง่ึ รายละเอียดของการสร้างผ่านตัวละครให้มี ลักษณะแฟนทาสติดจะกลา่ วถงึ ในหวั ข้อถดั ไป โดยสรปุ แล้ว โครงเร่อื งในนวนิยายของพงศกรแต่ละเรอื่ งมคี วามน่าตดิ ตาม เพราะโครงเรือ่ ง เก่ยี วกบั การเดนิ ทางหาคา้ ตอบของตัวละครเอกในนวนิยายของพงศกรยงั มสี ว่ นผสมของนวนยิ ายแนว รักพาฝัน บ้างเรื่องใช้โครงเร่ืองระทึกใจ โครงเร่ืองผจญภัยและองค์ประกอบแฟนทาสติกให้เรื่องน่า ติดตาม โดยพงศกรได้อาศัยข้อมูลเชิงคติชนเป็นส่วนส้าคัญต่อการสร้างให้เร่ืองมีมิติและมีความ ซบั ซอ้ น ดังท่ีน้าเสนอโครงเรื่องแนวระทึกใจจากการย้อนกลับไปสบื สาวหาต้นเหตุความขัดแย้งในเร่ือง เล่าเชิงคติชน น้าเสนอโครงเรื่องผจญภัยท่ีข้อมูลเชิงคติชนมีบทบาทต่อการสร้างอุปสรรคเพ่ือให้ตวั ละครได้ท้าภารกิจให้ส้าเร็จ ความขัดแย้งภายในโครงเร่ืองเหล่านี้มักเก่ียวกับสิ่งเหนือธรรมชาติเปน็ องค์ประกอบ แต่ยังไม่ท้ิงโครงเรื่องแนวพาฝันทีท่ ้ายทส่ี ดุ มกั ลงเอยด้วยความสขุ ของตวั ละครเอกเมือ่ ภารกจิ ทุกอยา่ งเสรจ็ ส้ินลงไป 3.2 การนาข้อมลู เชิงคตชิ นมาประกอบสรา้ งตวั ละคร ตัวละครเปน็ องค์ประกอบท่ีผูอ้ ่านมักจดจ้าได้ ย่ิงในนวนิยายขนาดยาวทบี่ รรยายตัวละครไว้ อยา่ งละเอียด ผู้อ่านจะมองเห็นตวั ละครอยา่ งมีชีวิตจติ ใจและมีความรู้สกึ รว่ มกับตัวละคร ตัวละครไม่ เพียงแต่เป็นมนุษย์เท่านั้น อาจเป็นสัตว์ เป็นวิญญาณ อมนุษย์หรือแม้แต่ส่ิงของก็ได้ หากที่ส้าคัญ ตัวละครต้องมีอารมณ์ความรู้สึกหรือความนึกคิดแบบมนุษย์ (อิราวดี ไตลังคะ 2543, 49) โดยการ สรา้ งตวั ละครข้นึ มา ผู้แตง่ มกั จ้าลองแบบมาจากสังคมจรงิ โดยคดั เลอื กแง่มุมบางอยา่ งจากคนในสงั คม มาใช้ในนวนิยายซ่ึงสะท้อนความสมั พันธ์ระหว่างบคุ คลกับสังคมไว้ (Peck and Coyle 2002, 117) ในแง่น้ี ตัวละครจึงไมเ่ ปน็ เพยี งบุคคลท่ีถ่ายทอดเรื่องราวมาสู่ผูอ้ า่ นเท่านั้น แตต่ วั ละครยงั เป็นตัวแทน ของกลุ่มคนในสังคมทีเ่ ราอาศยั อยู่ การจ้าแนกกลุ่มตัวละครเพอ่ื วิเคราะหต์ ัวละครสามารถท้าได้หลายวิธี โดยในที่นี้จะพิจารณา ตัวละครจากปฏิสมั พันธ์ทเ่ี กิดข้นึ จาก “การเดินทาง” อนั เปน็ จุดเริ่มต้นและจดุ สา้ คัญของนวนิยายของ พงศกร การเดินทางในนวนิยายของพงศกรได้แบ่งตัวละครออกเป็น “คนนอก” คอื ตัวละครผูเ้ ดนิ ทาง ซึ่งเดินทางเข้าไปเรียนรู้และหาค้าตอบของชีวิต กับ “คนใน” คือ ตัวละครผู้อาศัยในพื้นที่ ได้แก่ ตวั ละครผ้มู ีอทิ ธิพลในพื้นที่ ตัวละครชนชาติพันธุต์ ่างๆ ตัวละครผูช้ ว่ ยเหลอื รวมถึงตวั ละครทม่ี ีความ ลึกลับเหนือธรรมชาติ ซึ่งตัวละครกลุ่มหลังน้ีได้โน้มน้าให้ตัวละครผู้เดินทางพบค้าตอบ การจ้าแนก ตัวละครเชน่ นม้ี ีวัตถปุ ระสงค์เพือ่ พจิ ารณาปฏสิ มั พนั ธร์ ะหวา่ งตัวละครสองกลุม่ ซง่ึ จะทา้ ให้เห็นนยั ยะท่ี แฝงไว้ว่าตัวละครแต่ละฝ่ายเป็นตัวแทนหรือสัญลักษณ์แทนสิ่งใด และข้อมูลเชิงคติชนได้เข้ามา ประกอบสรา้ งตวั ละครอย่างไร

102 3.2.1 ขอ้ มูลเชิงคตชิ นกับการสรา้ งตัวละครผ้เู ดนิ ทาง ตวั ละครผู้เดนิ ทางในนวนิยายของพงศกรมกั เป็นคนเมอื ง พวกเขาต้องเดินทางเข้าไปในพ้ืนท่ี ห่างไกล แล้วพบกับเหตุการณ์แปลกประหลาดต่างๆ การเดินทางของตัวละครกลุ่มน้ีนับเป็นส่วน ส้าคัญท่ีนา้ เรอ่ื งไปสู่ความขัดแย้ง ตัวละครผูเ้ ดินทางมิไดม้ ีเพยี งตัวละครเอก (protagonist) หากยงั มี กลุ่มตัวละครปฏปิ ักษ์ (antagonist) ทีเ่ ปน็ คขู่ ดั แย้งกับตวั ละครเอกเดนิ ทางเขา้ ไปพรอ้ มกับสรา้ งความ ขัดแย้งให้เกิดขึ้นในพ้ืนที่น้ันด้วย การประกอบสรา้ งตัวละครผเู้ ดินทางทั้งสองกลุ่มสมั พันธ์กับนัยยะท่ี พงศกรตอ้ งการสือ่ ไว้ โดยพงศกรน้าขอ้ มูลเชิงคติชนมาใช้ประกอบสร้างตวั ละครผู้เดนิ ทาง ใหต้ วั ละคร เอกกลับชาติมาเกิดจากเรอ่ื งเลา่ เชิงคติชน เพ่ืออธิบายสาเหตุทต่ี ัวละครแต่ละตัวตอ้ งเผชิญเหตกุ ารณ์ แปลกประหลาด ดงั น้ี 3.2.1.1 ลักษณะและบทบาทของตัวละครผเู้ ดนิ ทาง ตวั ละครผู้เดินทางสามารถแบ่งเปน็ สองกลมุ่ คอื ตวั ละครเอกกบั ตวั ละครปฏิปกั ษ์ ทง้ั สอง กลุ่มมีลกั ษณะรว่ มกันในดา้ นสถานภาพท่สี ูงทางสังคม มกั เปน็ ชาวเมอื งท่ีมกี ารศึกษาดี บางคนรา่้ รวย เป็นเศรษฐี บางคนเปน็ นายทนุ จากตา่ งชาติ แต่บทบาทของตัวละครสองกลมุ่ นจี้ ะแตกต่างไป เพราะ ขณะท่ีตัวละครเอกมักเดินทางเข้าไปในพื้นท่ีเพ่ือ “เข้าใจ” แต่ตัวละครปฏิปักษ์มักเดินทางไปเพ่ือ ต้องการ “ตักตวง” ผลประโยชน์จากพ้นื ทน่ี น้ั (1) ตวั ละครเอก ตัวละครเอกซ่ึงเป็นตัวละครผู้เดินทางมีบทบาทหลักต่อการเล่าเรื่อง เพราะ นวนิยายของพงศกรมักใช้การเล่าเรื่องผ่านมุมมองบุรุษท่ีสาม ( third person point of view) หมายถงึ การเล่าเร่อื งทผ่ี ู้เลา่ เรอื่ งจะไม่ปรากฏในเรอ่ื ง เรื่องราวท่ีเกดิ ข้ึนในนวนิยายถ่ายทอดผา่ นการ กระท้าและทรรศนะของตัวละครที่ก้าลังกล่าวถึงว่า “เขา” “หล่อน” “มัน” พบเห็นหรือท้าอะไร (ธัญญา สงั ขพนั ธานนท์ 2538, 108) การเลา่ เร่ืองผ่านมุมมองบุรุษทส่ี ามมีหลายรปู แบบยอ่ ย นวนิยาย ของพงศกรนับว่าใช้การเล่าผ่านมุมมองบุรุษท่ีสามแบบ “ผู้รู้แจ้ง” (omniscient point of view) กลา่ วคอื การเล่าเรอ่ื งในนวนยิ ายจะเล่าเหมือนพระเจ้าผรู้ ู้แจง้ ทกุ อย่าง สามารถหยง่ั ลึกลงไปในจิตใจ ของตัวละครไดอ้ ย่างไร้ขอบเขตและผู้อ่านสามารถทราบถึงความคิดทีซ่ ่อนเรน้ หรอื สภาพจิตใจของตัว ละครได้ (ธัญญา สังขพันธานนท์ 2538, 109-110) เมื่อเป็นเช่นนี้ เรอ่ื งราวที่เกิดขึ้นในนวนิยายของ พงศกรจงึ นบั วา่ มาจากสายตาของตัวละครเอกผ้เู ดินทาง ผู้อ่านสามารถรบั รู้เร่อื งราวและมีความรูส้ ึก รว่ มต่อเหตุการณ์ทต่ี วั ละครเอกประสบ จุดเนน้ (focus) ของเร่อื งจึงนบั ว่าผกู ติดกับตวั ละครกลุ่มนี้ ตวั ละครเอกในนวนิยายของพงศกรลว้ นเปน็ ชนช้นั กลางท่มี ีการศึกษาสูงหรือมีความ ม่ังค่ังทางเศรษฐกิจ การเดินทางมบี ทบาทพาพวกเขาออกจากสภาพแวดลอ้ มที่คุ้นเคยท้าใหเ้ กิดการ เรียนรู้และมองเหน็ คุณค่าของวัฒนธรรมอน่ื ที่แตกต่างจากไปตน ที่เห็นได้ชัดคือ การที่ตัวละครเอก

103 เดินทางเข้าไปในพ้นื ทข่ี องกลุ่มชาติพันธต์ุ ่างๆ ดงั เช่นในสร้อยแสงจันทร์ การตามหาเด็กชายที่หายไป ท้าให้พุทธิ นักเขียนสารคดีกับเดือนเต็มดวง นักโบราณคดีเดินทางไปอาศัยยังหมู่บ้านของชาวกูย การเดินทางท้าให้ท้ังคู่เห็นวัฒนธรรมของกูยท่ีต่างจากวัฒนธรรมทีต่ นรู้จัก พวกเขายังได้เข้าร่วมใน พิธีกรรมท่ีมิเคยได้สัมผัสมาก่อน โดยพงศกรถ่ายทอดวัฒนธรรมดังกล่าวในแง่บวก ประกอบกับ น้าเสนอภาพของชาวกูยในเชิงบวกออกมาว่า กูยเป็นคนท่ีมีจิตใจใสสะอาด บริสุทธิ์และเป็นมิตร ไม่ต่างจากเรื่องฤดูดาว ดรสา มหาบัณฑิตด้านนิเวศวิทยาจากอังกฤษได้เดินทางมาสานต่อไร่ของ มารดาในหมูบ่ ้านชาวเย้า หลอ่ นเปน็ ผู้ถา่ ยทอดความคดิ ว่า แม้เย้ามีวัฒนธรรมท่แี ตกตา่ ง แต่มไิ ด้ด้อย กว่า ย่ิงเมื่อเกิดเหตกุ ารณ์ความวุ่นวายตา่ งๆ ในหมู่บา้ นชาวเย้า ยิ่งตอกย้าดรสาว่าภูมิปญั ญาของชาว เย้ามีคุณค่าอย่างยิ่ง จนดรสายอมรับโดยดุษณีถึงขีดจ้ากัดความรู้ของตน เพราะแม้ตนจะส้าเร็จ การศึกษาถึงข้ันมหาบณั ฑติ ด้านนิเวศวิทยาจากต่างประเทศ แต่กลับไมร่ ูจ้ ักสิ่งแวดล้อมรอบตัวนี้ไดด้ ี เท่ากับชาวเย้าในพ้ืนที่ ส่วนในกุหลาบรัตติกาล เม่ือคร้ังแรกท่ีภาวรี นักกฎหมายในกระทรวงการ ต่างประเทศเดินทางไปถึงคุ้มคีรีค้าท่ตี ั้งตระหง่านอยยู่ อดดอยในมอ่ นผาเมงิ ภาวรีแทบไม่รจู้ ักไทใหญ่ และไมร่ ู้สกึ หวงแหนถงึ รากเหง้าของตน หากการคน้ พบเกี่ยวกบั บรรพบรุ ุษของภาวรี ได้แก่ การคน้ พบ บันทึกส่วนตัวท่ีบันทึกการกู้ชาติไทใหญ่ และความล้ายุคของเจ้ายายท่ีสามารถผสมดอกไม้ข้ามสาย พันธุ์จนเกิดดอกกุหลาบรัตติกาลขึ้นส้าเร็จได้กระตุ้นความภาคภูมิใจให้แก่ภาวรี กล่าวได้ว่า การเดินทางของตัวละครเอกทเ่ี ป็นชาวเมอื งผมู้ ีสถานะทางสังคมสงู เหล่านี้ไปยังพน้ื ทีข่ องกลมุ่ ชาติพนั ธ์ุ ถือเป็นกระบอกเสียงให้ผู้อ่านได้รู้จัก เรียนรู้และมองเห็นกลุ่มชนชาติพันธ์ุเหล่าน้ันในแง่บวกและ ยอมรับองคค์ วามรขู้ องกล่มุ คนน้นั ๆ ไปพร้อมกัน การเดินทางออกจากชีวิตประจ้าวันท่ีคุ้นเคยยังมีส่วนช่วยให้ตัวละครผู้เดินทางรู้จัก ตนเองดยี ่ิงข้ึนและการคน้ พบตนเองไดน้ ้าไปสู่การแก้ไขสง่ิ ผดิ พลาดท่เี กดิ ขึ้นในอดตี ของตนเอง ดังทมี่ นี ในเบอื้ งบรรพ์ ใช้วันหยดุ เดินทางไปเยย่ี มวรัณยังอุดรธานี หากการเดนิ ทางทา้ ใหม้ ีนไดค้ น้ พบอดีตชาติ ของตนและแกไ้ ขความขัดแย้งทห่ี ล่อนในฐานะนางไอ่คา้ กอ่ ไว้ เช่นเดียวกบั การเดนิ ทางกลับบ้านของ โรมในวังพญาพราย หลังจากท่ีครอบครัวโรมพยายามพาเขาหนีค้าสาปของเรืองแสงฟ้าไปไกล แต่ การหลบหนีไม่อาจแก้ไขคา้ สาปได้ เพราะแม้เขาจะจบการศกึ ษาทางดา้ นการแพทย์ เขาก็ไม่อาจรกั ษา หรอื หาค้าอธิบายการกลายรา่ งของเขาได้ การเดินทางกลับมาของโรมมสี ่วนใหเ้ ขาได้รู้ว่าอดตี ชาติของ ตนและหาทางได้แก้ไข ส่วนในเคหาสน์นางคอย การเดินทางมายังคฤหาสน์นางคอยของกุ้งท้าให้ หล่อนได้รู้ว่าตนเองคือทายาทของคฤหาสน์หลังน้ีในตอนจบ การเดินทางของกุ้งจึงเป็นการค้นพบ ตวั ตนของตนเองพร้อมกบั เลื่อนสถานภาพจากเด็กในชมุ ชนแออัดมาเป็นทายาทของตระกูลคเชนทรา และยังเปน็ การทวงคืนความเป็นธรรมแกแ่ มข่ องตน นอกจากน้ี การเดินทางออกจากชวี ติ ประจ้าวนั ไป ยังดินแดนสมมติคือ เมืองคชาปุระในคชาปุระและนครไอยรา ท้าให้คนเมืองอย่างอัยย์ เจ้าของ โรงเรยี นอนุบาลและคามิน พธิ ีกรรายการโทรทัศนไ์ ด้ค้าตอบทีจ่ ะช่วยโลกให้พน้ จากภัยธรรมชาติ โดย

104 การพบเห็นวิถีชีวิตในเมืองคชาปุระท้าให้พวกเขาเห็นแนวทางของคนในเมืองท่ีสามารถอยู่ร่วมกับ ธรรมชาติได้อย่างกลมกลืนโดยไม่ท้ิงวิทยาการความก้าวหน้าและมีการเตรียมพร้อมรับมือกับภัย ธรรมชาตไิ ว้ กลา่ วได้ว่า การเดนิ ทางดังกลา่ วได้เปลย่ี นแปลงความคิดให้ตัวละครทมี่ สี ถานะทางสังคม สูงเกิดการเรยี นรู้ ทั้งเรียนรู้กล่มุ คนที่แตกต่างไปจากตน เรียนรู้ตัวตนของตนเอง และน้ามาสูก่ ารพบ ค้าตอบของชวี ิต นอกจากน้ี การเดินทางยังทา้ ให้ตัวละครเอกชายและหญงิ ได้หันกลับมามองกันในมุม ใหม่ เพราะการเดินทางชว่ ยเปิดโอกาสให้ตัวละครที่มอี ุดมการณ์ต่างกนั และไมถ่ กู ชะตากันในตอนต้น หันมาเปิดรับความคิดท่ีแตกต่างหลากหลาย เช่นในสร้อยแสงจันทร์ เดือนเต็มดวงมองพุทธิว่าเปน็ พวกเดียวกับเมลานี นายทุนท่ีใช้อาชีพนักเขียนสารคดีบังหน้าเพื่อโจรกรรมวัตถุโบราณในปราสาท ปักษาจ้าจอง ความเข้าใจผิดของเดือนเต็มดวงเกิดจากอาชีพของหล่อนที่ “รักสมบัติของชาติย่ิงกว่า อะไร...เพราะอย่างนี้มันถึงได้โกรธคุณ (พุทธิ-ผู้วิจัย) จะเป็นจะตาย หาว่าเขียนเรื่องปราสาทหินกบั ถ่ายรูปสวยขนาดนั้นไปลงหนังสือ โจรมันเลยได้ช่องใช้หนังสือคุณเป็นไกด์บุ๊กน้าทางไปอุ้มเทวรูป เสยี เลย ช่วงแรกๆ มนั บา้ ขนาดคดิ ไปวา่ คุณเป็นขโมยเอาไปเสยี ด้วยซ้าไป”(พงศกร 2558, 26) จากนั้น เมื่อเรื่องได้พัฒนาไป เดอื นเต็มดวงจงึ เริ่มลดอคตแิ ละมองพทุ ธใิ นมุมใหม่ ส่วนดรสากบั สนิ ธพในฤดูดาว พบกันในตอนต้นเรื่อง โดยดรสาคิดว่าสินธพเป็นเพยี ง หัวหนา้ คนงาน และสินธพคิดว่าดรสาเปน็ เยา้ คนหนงึ่ การเร่ิมตน้ ความสมั พันธเ์ ชน่ น้ีท้าใหแ้ ม้ “หล่อน ไม่ชอบไร่ส้มของดอกเตอร์สินธพ ด้วยรู้สึกว่าการมาถึงของไร่ส้มแห่งนั้นท้าให้ทุกอย่างในหมู่บ้าน เปลี่ยนไป แต่แม้ว่าจะไม่ชอบไรส่ ม้ สักเพยี งใด ลึกลงไปในหัวใจของดรสาแล้ว หล่อนไมอ่ าจปฏิเสธได้ ว่า หลายเดือนที่ผ่านมานั้นหล่อนรูส้ กึ ผกู พนั กับชายหนุม่ ท่ีเปน็ หวั หนา้ คนงานของไรส่ ินธพโดยไม่ร้ตู วั ” (พงศกร 2555ข, 252-253) จนเม่ือดรสารู้ว่าหัวหน้าคนงานดังกล่าวคือ สินธพที่หล่อนมีอคติด้วย หล่อนก็กลับมาตั้งแงก่ บั สนิ ธพอีกคร้งั เพราะดรสามักมนี สิ ยั ยอมหกั ไม่ยอมงอ “มักจะตัดสินใจทา้ ทกุ อย่างจนสุดขั้ว ถ้าไม่รักทส่ี ดุ คุณก็จะเกลยี ดที่สดุ ไม่มีกลางๆ” (พงศกร 2555ข, 326) ส่วนสินธพ แม้ เขาจะมีความรสู้ กึ ทีด่ ีแก่ดรสาเช่นกัน แต่เขาก็ตระหนักดีว่าความสมั พนั ธ์ของท้ังคู่จะเกิดข้ึนไม่ได้เลย ถา้ ดรสาไมย่ อมปรับมุมมอง จะวา่ ไปแล้วเหมอื นกับเขาและหล่อนยืนกนั อยูค่ นละขอบฟ้าแลเห็นกนั แต่หา่ งไกลจน สดุ เออื้ ม ก็แลว้ ใครจะเปน็ ฝา่ ยเดนิ ขา้ มเส้นขอบฟ้ามาหาใครก่อน ดรสาเป็นหญิงสาวรุ่นใหม่ หล่อนมแี นวความคิดเร่ืองของการอนุรักษ์อย่างเต็มเปี่ยม อาจจะมากกว่ามารดาของหล่อนด้วยซ้าไป เพราะหล่อนจบการศกึ ษาด้านนิเวศวิทยา และส่งิ แวดลอ้ มมาโดยตรง แตค่ วามร้ทู มี่ ีอยู่อยา่ งมากมายของดรสากลับไม่ไดช้ ่วยอะไร เลยแม้แต่น้อย เพราะชั่วเวลาเพียงไม่ถึงปีที่หล่อนกลับมา หมู่บ้านผาช้างร้องมีแต่ เร่ืองราวป่ันปว่ นวุน่ วายซึง่ ส่วนหนึง่ น้ันก็มาจากหล่อนโดยตรง

105 ดรสาต้องเรียนรู้อีกมาก โดยเฉพาะศิลปะของการใช้ชีวิตและภาวะการเป็นผู้น้าซ่ึง บางครั้งต้องยอมโอนอ่อนผ่อนตามแทนที่จะแข็งแกร่ง ไม่ยอมถอยแม้สักก้าวเหมือนที่ หล่อนก้าลงั เป็นอยอู่ ย่างในเวลาน้ี (พงศกร 2555ข, 477) กระท่ังเหตุการณใ์ นฤดูดาวไดน้ ้าตวั ละครท้ังสองเดนิ ทางร่วมกนั ทั้งค่จู งึ เร่มิ ไดป้ รบั เขา้ หากัน ยอมรบั ความแตกตา่ งของอกี ฝา่ ย จนทา้ ยทส่ี ดุ ดรสายอมโอนออ่ นผอ่ นปรนและกลายเปน็ ความ รกั ในท่ีสุด นา่ สังเกตว่า การไม่ถกู ชะตากนั ไมไ่ ด้เกิดข้นึ จากความรูส้ กึ ส่วนตัว หากเป็นความรสู้ ึกที่มา จากอุดมการณ์ท่ีตวั ละครเอกยึดถือและมองวา่ อีกฝา่ ยเป็น “คู่ตรงข้าม” กบั ตน แต่พรมแดนระหว่างคู่ ตรงข้ามค่อยๆ สลายลงด้วยความเข้าใจที่เข้ามาแทนท่ี สาเหตุเป็นเพราะการเริ่มปรับมุมมองและ ลดอคติ การจบลงดว้ ยการสมหวังในความรักจงึ เสมอื นการประนีประนอมระหว่างคนที่เคยคิดว่าอยู่ ตรงขา้ มกันใหพ้ บกันครึ่งทาง โดยสรุปแลว้ ตัวละครเอกผเู้ ดินทางเป็นเหมือนนกั เดินทางที่แสวงหาค้าตอบของชีวิต การเดินทางเขา้ ไปในพน้ื ท่ีแปลกใหม่ได้น้าตัวละครออกจากวิถีชีวิตทีค่ ุ้นเคย มาสู่การพบเจอส่ิงแปลก แตกต่างไปจากพวกเขา ส่วนส้าคัญของการเดินทางทตี่ ัวละครเหลา่ น้ีได้รับคือ “การเข้าใจ” ตนเอง จากการร้อู ดีตและความเปน็ มาของตน ไปพร้อมกับการเข้าใจผู้อ่ืนมากข้ึน การเข้าใจทีเ่ กดิ ขึ้นกับตัว ละครเอกเหล่านี้มีส่วนส้าคัญต่อนวนิยายเพราะการเล่าเรื่องในนวนิยายใช้มุมมองที่เน้นภาพการ กระท้าและความรสู้ กึ ของตวั ละครกลุม่ นเ้ี ปน็ หลกั สง่ิ ท่ีตวั ละครเอกเรยี นรู้จงึ สมั พนั ธ์กับแนวคดิ หลักที่ นวนิยายต้องการจะส่อื ต่อไป (2) ตวั ละครปฏิปกั ษ์ ตัวละครปฏิปักษ์ท่ีเดินทางเข้าไปในพ้ืนที่พบสองกลุ่ม คือ กลุ่มชาวต่างชาติกับกลุ่ม นายทุน ชาวต่างชาติเป็นตัวละครปฏิปักษ์ทีพ่ บในนวนยิ ายของพงศกรหลายเรอื่ ง ได้แก่ โคลินในฤดู ดาว อองตวนและเคนเนธในกุหลาบรัตติกาล พวกเขาใช้งานวิจัยบังหน้าเพ่ือช่วงชิงพันธ์ุพืชหายาก ส่วนในคชาปรุ ะและนครไอยรา เอ็ดเวิรด์ นายทุนจากอังกฤษเขา้ มารว่ มทุนกับบรษิ ัทท่ีคามินท้างาน อยเู่ พอ่ื ใช้บงั หน้าคน้ หา แต่ความจริงเขาตอ้ งการคน้ หาเสน้ ทางสู่เมอื งคชาปรุ ะ โคลนิ อองตวนและเคนเนธมีลกั ษณะเหมอื นกันตรงทเ่ี ป็นตวั ละครซึง่ อา้ งการศกึ ษาพชื ในท้องถ่ิน ดังที่โคลินอ้างว่าเขาต้องการเดินทางไปชมดอกเออ้ื งแสนเพ็ง จนเม่ือใกล้ถึงจดุ สงู สุดของ ความขัดแย้ง เรือ่ งไดเ้ ฉลยว่าโคลนิ รับเงนิ จากบริษทั ข้ามชาตเิ พื่อนา้ ดอกไมด้ อกน้ไี ปยงั บรษิ ทั แม่ “ฉันผิดหวังในตัวคุณจริงๆ โคลิน” ดรสาเร่ิมปะติดปะต่อความคิดได้ในท้ายที่สุด หัวใจ ของหญิงสาวรวดร้าวปานจะแตกสลาย เมื่อหวนนึกไปว่าหล่อนชา่ งโง่งมเสียจริงทตี่ กเป็น เครือ่ งมอื ของคนโลภ และเป็นผู้นา้ เขามาจนพบเอ้อื งแสนเพ็ง

106 “ฉันคิดว่าคุณเป็นนักอนุกรมวิธานพืช ศึกษาความรู้เร่ืองพืชโดยไม่หวังผลตอบแทนใด นอกจากความร้ทู ่ีจะถ่ายทอดให้แก่มวลมนุษยชาติ ฉนั ไมเ่ คยคิดมาก่อนเลยว่า ท่จี ริงคุณ ก็ท้างานให้กบั บรษิ ัทลา่ พรรณพืชหายากแบบนน้ั เลวมาก” “หึ หึ” โคลนิ หัวเราะเสียงขืน่ “ไมม่ อี ุดมคติอกี แล้วในโลกใบน้ี โลกปจั จุบนั นี้เป็นโลกวัตถุ นยิ ม เงินเทา่ น้ันที่เปน็ พระเจา้ ” (พงศกร 2555ข, 553) หากท้ายท่สี ุดโคลินต้องพบจดุ จบอย่างนา่ สยดสยองเมอื่ “รา่ งสงู ใหญ่ของชายหนมุ่ ของ ชาวอังกฤษกลิง้ ตกลงไปจากแทน่ ศลิ า ทา่ มกลางฝูงกะนาแปะย้องทกี่ ระโดดเข้ากลมุ้ รมุ รา่ งของเขาดว้ ย ความพยาบาท...น้ามนั เอื้องหอมของต่อนอูเหมอื นว่าจะไม่สามารถชว่ ยอะไรโคลนิ ได้แม้แต่นอ้ ย เพราะ ภายในเวลาไม่กน่ี าที ร่างสงู ใหญข่ องเขากเ็ หลือเพยี งโครงกระดกู ขาวโพลน” (พงศกร 2555ข, 577) ส่วนอองตวนและเคนเนธเป็นชาวฝรั่งเศสที่เดินทางเข้ามาเชียงใหม่ เพ่ือขอข้อมูล ศึกษาพันธุ์ดอกไม้จากดร.ชุษณะ แต่แท้จริงแล้วพวกเ ขาต้องการโจรกรรมพันธ์ุพืชหายาก เม่ือพวกเขาทราบเรอื่ งดอกกหุ ลาบรตั ตกิ าลโดยบงั เอญิ ชาวต่างชาตทิ ง้ั สองตา่ งใชว้ ธิ ีการทผี่ ดิ กฎหมาย และผดิ ศีลธรรม ท้ังบุกรุกเขา้ ไปในคมุ้ ครี ีคา้ เพอื่ ขโมยดอกกุหลาบและจับตวั มานนท์มาเปน็ ตัวประกัน เพ่ือแลกกับดอกกุหลาบ แต่เมื่อทงั้ สองใกลจ้ ะบรรลุเป้าหมาย พวกเขากลับหันกลบั มาแย่งชงิ กนั เอง ปัง! เสยี งดังสน่ันหว่ันไหวน้ันไมไ่ ด้มาจากปืนของต้ารวจอย่างท่ีภาวรีนึก หากเปน็ เสียงปืน ในมือท่ีเคนเนธจ่อเข้าศีรษะของเพ่ือน ก่อนจะล่ันไกสังหารอองตวนด้วยความ เหี้ยมโหด ปงั ! เคนเนธยิงซ้าอย่างใจเยน็ สีหน้าและแววตาของเขามีแต่ความเห้ยี มโหด...ขณะท่ีรา่ ง อองตวนค่อยๆ ทรุดลงไปกองกับพื้น ดวงตาท่ีจ้องมองมาทางเพื่อนน้ันเบิกกว้าง เหมือนไม่เชอ่ื ว่าเคนเนธจะกล้าหักหลงั กนั เองแบบนี้ “ลากอ่ นอองตวน เสยี ใจด้วยนะทีต่ ้องท้าแบบนี้” เคนเนธแหงนหน้าขึน้ หัวเราะ เสียง ดังลนั่ ดว้ ยความสขุ สมหวัง “กุหลาบสีน้าเงินต้องเปน็ ของฉันคนเดียวเท่านั้น” (พงศกร 2555ก, 473) จุดจบจากการหันมาช่วงชิงกันเองนับเป็นการขับเน้นภาพความโลภและความ เห้ียมโหดของตัวละครน้ีให้ชัดเจนขึ้น แต่ท้ายท่ีสุดเคนเนธก็ต้องจบชีวิตลงอย่างโหดร้ายเช่นกัน ตัวละครชาวตะวันตกทั้งสามนับว่าเปน็ ตัวละครผเู้ ดินทางที่ต้องการตักตวงผลประโยชน์จากทอ้ งถน่ิ โดยการเข้ามาของต่างชาติเพ่ือปล้นพันธุ์พืชหายากน้ีก็เพ่ือกระตุ้นให้ผู้อ่านฉุกคิดถึงประเด็นปัญหา ดังกล่าวที่เกิดข้ึนในไทย ดังที่พงศกรแฝงไว้ในความคิดของชุษณะว่า “ชุษณะรู้สึกเป็นห่วงพันธ์ุไม้ เมืองไทยมากขึ้นทุกขณะ เพราะที่ผ่านมานั้นไม่มีผู้สนใจจะพิทักษ์รักษาอย่างจริงจัง ทุกวันนี้มี

107 ชาวต่างชาติมากมายอ้างเอางานวิจัยบังหน้าเข้ามาศึกษาและขโมยเอาพันธุ์ไม้ของเมืองไทยไปจด สิทธบิ ตั รเป็นของตนเองหน้าตาเฉย” (พงศกร 2555ก, 105) ส่วน “เอ็ดเวิร์ด” เป็นตัวละครชาวต่างชาติที่ปรากฏใน คชาปุระและ นครไอยราอย่างมนี ยั สา้ คญั เอด็ เวริ ด์ เป็นนายทนุ ชาวองั กฤษ เบื้องหนา้ เขาตอ้ งการรว่ มทนุ กับบริษัท ของคามินเพ่อื สรา้ งรายการเก่ยี วกบั ส่งิ แวดลอ้ ม หากแทจ้ ริงแลว้ เขาต้องการหาช่องทางเพ่อื เดนิ ทางไป ยังเมืองคชาปุระให้ส้าเร็จ เอด็ เวิรด์ ร่วมมือกับนายเมษ ซึ่งเปน็ นายทนุ คนไทยเพื่อแยง่ ชิงของวเิ ศษจาก ฝ่ายตัวละครเอก นายเมษที่กล่าวถึงในคชาปุระและนครไอยราเป็นตัวละครเดียวกับนายเมษใน สร้อยแสงจันทร์ กลา่ วคือ ในสร้อยแสงจันทร์ นายเมษ เปน็ นายทุนรายใหญ่เจา้ ของนิตยสารธารและ มีลูกสาวบญุ ธรรมชอ่ื เมลานี คนรักของพุทธิ นายเมษกับเมลานีอาศยั พุทธเิ ป็นเคร่ืองมอื ใหเ้ ขาเข้าไปทา้ สารคดีต่างๆ เพ่ือใช้เปน็ ช่องทางโจรกรรมวัตถุโบราณ จนเมลานีได้เดินทางมาหาพทุ ธิที่หม่บู า้ นเมือง ปักษาเพ่ือแย่งชิงอัญมณีสร้อยแสงจันทร์ หากท้ายที่สุดแล้วเมลานีถูกกระชากหน้ากากและถูกจับ แตน่ ายเมษสามารถหลบหนีออกนอกประเทศไปได้ จากน้ันนายเมษปรากฏตัวอกี ครั้งในเรือ่ งคชาปุระ และนครไอยรา นายเมษเป็นผู้ต้องหาหนีคดีที่ร่วมมือกับเอ็ดเวิร์ด เพ่ือเดินทางไปยังเมืองคชาปุระ สาเหตุที่ทา้ ใหเ้ อ็ดเวริ ด์ กบั นายเมษร่วมมอื กันมาจากจารึกโบราณทีบ่ ันทกึ เก่ยี วกบั เมอื งคชาปรุ ะไวว้ ่า “เมอื่ น้าทว่ มฟา้ เม่อื ปลากนิ ดาว ชาวคชาปุระจะอยู่รอดปลอดภยั ” และ “เพชรนิลจินดาพราว เหลอื บ รุ้งราวชโลธาร อ้าอมตกาล ชีพสล้างมิพร่างสูญ” ท่อนแรกของบันทึกกระตุ้นตัวละครเอกต้องการหา คา้ ตอบแกโ่ ลกทก่ี ้าลังเผชิญภยั พิบตั ิ ขณะท่ที อ่ นสองเรา้ นายเมษใหม้ ุ่งหาเพชรนลิ จินดา สว่ นเอ็ดเวิร์ด หวังความเป็นอมตะ เมอื่ ตัวละครทงั้ หมดเดนิ ทางไปถึงเมอื งคชาปุระ พวกเขาพบว่าเมอื งนมี้ คี า้ ตอบที่ ตวั ละครทุกตวั สนใจ หากในตอนท้ายเอด็ เวริ ด์ กับนายเมษกลับหันมาต่อสู้กันเองเม่ือพบว่ามีกล่องแห่ง ความเปน็ อมตะอยเู่ บอ้ื งหน้า เมษไดส้ ังหารเอด็ เวิรด์ แลว้ ไดค้ รอบครองกลอ่ งแหง่ ความเปน็ อมตะสา้ เรจ็ แต่ก่อนท่ีหมอกควันแห่งความเป็นอมตะจะเข้าสู่ร่างนายเมษ ช้างเอราวัณเหยียบร่างนายเมษจน กระดูกตน้ คอหกั และนอนเป็นอัมพาตช่ัวนริ ันดร์ “กระดกู ต้นคอหกั ขนาดน้ี ไม่มีผ้ใู ดรักษาได้หรอก เปน็ คนปกตกิ ็ตายไปแลว้ ละ” คราว นีพ้ ระมหาราชครูเป็นผู้ตรัสตอบด้วยพระองค์เอง สายพระเนตรทท่ี อดมองมายังนาย เมษน่งิ และเยือกเยน็ จนไม่มผี ใู้ ดเดาได้วา่ ทรงรสู้ ึกเชน่ ไร... “พวกมงึ จะบอกว่า กขู ยับไมไ่ ด้ ลกุ ไมไ่ ด้ เดนิ ไมไ่ ด้ แตจ่ ะตอ้ งนอนอยูอ่ ย่างนี้ไปเรื่อยๆ จนกว่าจะตายอยา่ งนนั้ เรอะ” “จนกว่าจะตาย” คราวนสี้ ุรเสียงของพระองคเ์ หมือนพยายามจะกล้ัน ไมแ่ สดงอาการ เย้ยหยันออกมาให้ผู้ใดจับได้ “ไม่หรอก เพราะท่านเป็นอมตะ ไม่มีวันตายน่ีนะ”... “หมายความว่าท่านจะอยู่อย่างนี้ไปเรอ่ื ยๆ ชว่ั กัปชวั่ กัลป์”

108 สิ้นพระด้ารัสประโยคน้ันของพระมหาราชครู นายเมษก็เข้าใจถ่องแท้ถึงสภาวะแห่ง ตน เขาตะเบ็งเสียงกรีดร้องโหยหวน พยายามกล้ันลมหายใจเพื่อให้ตายและพ้นไป จากความทุกข์ทรมานท่ีเกิดข้ึน หากความพยายามต่างๆ นานาล้วนไม่เกิดผลใด เพราะบัดนนี้ ายเมษไดก้ ลายเปน็ อมตะดังใจปรารถนาแล้ว เขาจะอยูอ่ ยา่ งนี้เรือ่ ยไป คนบาปอยา่ งนายเมษจะไมม่ วี ันตาย ! (พงศกร 2557ข, 427) เห็นได้ชัดว่า การสร้างตัวละครผู้เดินทางท่ีมีบทบาทปฏิปักษ์ ตัวละครเหล่าน้ีเดิน ทางเข้ามาดว้ ยจดุ ประสงค์เพอื่ “ตักตวง” ผลประโยชน์ในพน้ื ทที่ เี่ ดนิ ทางเขา้ ไป พวกเขาสามารถท้าทกุ อยา่ งไดโ้ ดยไมส่ นใจกฎหมายหรือศีลธรรม และท้ายที่สดุ การเดนิ ทางของพวกเขามักน้าพวกเขาไปสู่จดุ จบของชวี ิตอันเป็นผลจากการกระทา้ ที่ตนก่อไว้ และการรับโทษมีหลายรปู แบบ ท้ังเสยี ชีวิตและเป็น ทุกข์ไปช่ัวนิรันดร์ น่าสังเกตว่า การสร้างตัวละครชาวตะวันตกให้เป็นตัวละครปฏิปักษ์ในนวนิยาย หลายเร่ืองเช่นนี้ก็อาจสะท้อนให้เห็นว่า แม้ชาวตะวันตกจะน้าวิทยาการหรือความรู้เข้ามา แต่ เบอื้ งหลังพวกเขาก็หวังตกั ตวงผลประโยชน์จากคนไทยเช่นกนั 3.2.1.2 การสร้างตวั ละครเอกกลบั ชาติมาเกดิ จากเร่ืองเล่าเชิงคติชน ส้าหรับบทบาทของข้อมูลเชิงคติชนต่อการประกอบสร้างตัวละครผู้เดินทางพบว่า ใน นวนิยายเรื่องเบือ้ งบรรพ์ สร้อยแสงจันทร์ ฤดดู าวและวงั พญาพราย พงศกรเชอ่ื มโยงตวั ละครเอกใน โลกปจั จุบันกับเรือ่ งเล่าเชิงคติชนดว้ ยการกลบั ชาตมิ าเกดิ ได้แก่ คอู่ ยา่ งมนี กับวรัณในเบอื้ งบรรพ์และ พุทธิกับเดือนเต็มดวงในสร้อยแสงจันทร์ ทั้งสองคู่เป็นคู่กันในเรื่องเล่าเชิงคติชน เม่ือส้ินอายุขัยได้ กลบั มาพบกันอีกครั้งในภพชาติปจั จบุ นั ส่วนดรสาในฤดูดาว กับโรมในวงั พญาพราย กลับชาตมิ าเกดิ เพียงคนเดียว เพราะคู่ของพวกเขายังวนเวียนอยู่ในสถานะวิญญาณหรือถูกสาปให้ต้องรอคอยเวลา ส่วนคนรักในภพชาติปัจจุบันไม่ได้เกี่ยวกับอดีตชาติ ในนวนิยายแต่ละเร่ืองบรรยายตัวละครให้มี ลักษณะและความนึกคิดที่สมั พันธ์กบั ตวั ละครในเรื่องเลา่ เชิงคตชิ น เช่น “มีน” ซึ่งเป็นนางไอค่ า้ กลับ ชาตมิ าเกดิ มีฝันประหลาดตง้ั แตเ่ ดก็ เก่ยี วกบั ชายหญงิ คู่หน่ึงกา้ ลงั หนีจากเมืองล่ม และบรรยายลักษณะ ของมีนว่าชืน่ ชอบกระรอกโดยอธิบายไม่ไดว้ ่าเพราะเหตุใด กระรอกเป็นสัตว์ท่ีหล่อนก็บอกตัวเองไม่ได้ว่าเพราะเหตุใด เป็นสัตว์ท่ีหล่อนชอบมาก มากกวา่ สตั ว์เลี้ยงอนื่ ใด หล่อนขอพ่อแม่เลี้ยงกระรอก ในขณะท่ีเด็กอ่ืนๆ ในวัยเดียวกันกับหล่อนมักเลี้ยงสุนัข แมวหรือแม้แตก่ ระต่าย แตพ่ ่อกับแมไ่ มอ่ นุญาตใหห้ ลอ่ นเล้ียงกระรอก […] ภาพกระรอกท่ีวาดค้างไว้ หล่อนระบายสีตัวกระรอกเป็นสีเขาอมเทา พ่ีชายหล่อนเคย ถาม เมอื่ เขาเหน็ ภาพน้เี ป็นครงั้ แรกวา่ ‘เฮ้ย มกี ระรอกสีนด้ี ้วยเหรอ’ ‘อ้าว’ จ้าไดว้ ่าหล่อนตอบไปอยา่ งตดิ ตลก ‘ก็กระรอกเผอื กไงละ่ ’ (พงศกร 2552, 11-12)

109 พงศกรยังสร้างสถานภาพมีนเป็นลูกสาวผู้ว่าราชการจังหวัด ซ่ึงสถานะ “ลูกสาว ผู้ว่าฯ” สอดคล้องและอยใู่ นระดับเดียวกับสถานะ “ลูกสาวเจ้าเมอื ง” เมื่อครั้งเป็นนางไอ่ค้าและเมอื่ ครั้งเป็น “ลูกสาวเศรษฐี” ในชาติท่ีตกเป็นภรรยาชายใบ้ พร้อมเน้นย้าว่า “การเป็นลูกสาวของผ้วู ่า ราชการจังหวัดอย่างหล่อน ท้าให้ต้องย้ายติดตามพ่อแม่ไปหลายจังหวัด แต่ไม่เคยเลยท่ีมีนจะรู้สึก ผูกพันกับจังหวัดใดมากเทา่ กบั อดุ รธานี…หากทกุ ครัง้ ทีไ่ ดก้ ลบั มายังอดุ รธานี มีนมคี วามรูส้ ึกเหมือนกบั วา่ ได้กลับบ้าน บา้ นท่ีมคี วามรกั ความอบอนุ่ และปลอดภัย ไมใ่ ช่เพยี งบ้านที่สร้างด้วยอิฐ หนิ หรือปนู ” (พงศกร 2552, 24-25) พงศกรยังได้ปูเร่ืองไว้ว่าแม้หลอ่ นเปน็ ลูกสาวผู้ว่าฯ ที่ผูกพันกับอุดรธานี แต่ “ทุกครงั้ ทพี่ อ่ ไปกมุ ภวาปี มกั เกดิ เหตกุ ารณท์ ที่ า้ ใหม้ นี ไมม่ ีโอกาสไดไ้ ปกบั พ่อ ไมป่ ว่ ย ก็ติดเรียนพเิ ศษ หรือไม่ก็ต้องลงไปกรุงเทพฯ กับแม่” (พงศกร 2552, 26) การสร้างเง่ือนไขเช่นน้ีก็เพ่ือสร้างความ สมเหตุสมผลแก่เร่ืองว่า ถึงแม้มีนเคยอยู่อุดรธานีมาตั้งแต่เด็ก แต่มีนกลับไม่เคยเจอเรื่องแปลก ประหลาดอย่างเชน่ ทเี่ กิดขนึ้ ในการเดินทางมาอุดรธานคี รง้ั นี้ เพราะมนี ยงั ไม่เคยกลบั ไปยงั กมุ ภวาปีซง่ึ เป็นสถานท่ที ห่ี ล่อนกอ่ ความขดั แย้งไวใ้ นอดีต แรงอาฆาตของท้าวภงั คจี ึงไมย่ ้อนกลับมาเกดิ กบั หลอ่ น การสรา้ งความผูกพนั ระหว่างตัวละครกับสถานท่ียังพบไดใ้ นตัวละครเอกอนื่ ๆ ท่กี ลับชาติ มาเกิด ดังเช่นพุทธิในสร้อยแสงจันทร์ พงศกรบรรยายถึงความรู้สึกของพุทธิเมื่อเข้ามายังปราสาท ปักษาจ้าจองว่า “พุทธิยังจ้าได้ดีถึงความรู้สึกตื่นตะลึง เมื่อตาเฒ่าลีพาเขาก้าวล่วงเข้าไปในเขตของ ปราสาทร้างที่กอ่ ด้วยศิลาแลง...พทุ ธเิ ดนิ ตามหลงั พอ่ เฒ่าไปอยา่ งเล่ือนลอย ความรสู้ ึกของเขาในเวลา นั้นดูก้าก่ึงระหว่างความจริงและความฝัน มีกระแสบางอย่างไหลวนสับสนอยู่ภายในกาย ก่อให้เกิด ความร้สู กึ ราวไดก้ ลับบา้ น” (พงศกร 2558, 11-12) ส่วนในวังพญาพราย พงศกรสรา้ งโรมเป็นทายาท ของลอื อินไทซง่ึ โดนค้าสาปท่เี รอื งแสงฟ้าสาปไว้ และระหว่างที่เร่อื งพฒั นาไป เรอื งแสงฟ้าได้เรียกเขา วา่ ลืออินไทอย่บู ่อยครัง้ “ลอื อินไท” นางพญาพรายครางเสยี งแผ่วเบาในลา้ คอ ดวงตาของนางเปลง่ ประกายเคียด แคน้ ผสมกบั ความรกั ลึกซง้ึ ผสมปนเปกนั จนแยกไม่ออก “ผมไม่ใชล่ ืออนิ ไทอีกต่อไป บัดนี้ ปัจจุบนั ผมคือโรม” ชายหนมุ่ หยุดยนื เคยี งข้างขมิ ทอง “ทา่ นปฏเิ สธอดตี กาลท่ีผ่านมาไม่ได้หรอก ลอื อนิ ไท” นา้ เสียงและแววตาของเรืองแสงฟ้า รวดร้าว “จะชาตไิ หน ภพไหน เราก็จ้าท่านไดเ้ สมอ” (พงศกร 2557ค, 354) ส่วนในฤดูดาว พงศกรสร้างการเดินทางของดรสามายังผาช้างร้องสัมพันธ์กับ ปรากฏการณ์ฤดูดาว “ดรสา ฤดูดาว ดูเหมือนหญิงสาวผู้น้ันจะมาปรากฏกายที่ผาช้างรอ้ งพรอ้ มกบั การมาถึงของฤดูดาว” (พงศกร, 2555ข: 353) การมาถึงของดรสาทา้ ใหห้ ลอ่ นพบสัญญาณทบ่ี ง่ บอก วา่ หลอ่ นสมั พันธก์ ับปรากฏการณ์ฤดูดาว โดยเฉพาะการรบั รเู้ รอื่ งเล่าเวียงแสนเพง็ เรอื่ งเลา่ นี้กระทบ ใจดรสาอย่างมากจนนา้ มาสคู่ ้าถามและความรสู้ กึ แปลกประหลาดมากมาย

110 “แล้วเขาเลา่ ไหมวา่ คา้ สาปนจี้ ะแก้ไขไดย้ งั ไง” แสงดาย้ิมก่อนจะตอบนายหญิงคนใหม่แห่งไรผ่ าสุกไปอย่างตดิ ตลกว่า “ไม่มีใครรู้หรอก คะ่ คุณบี จะมแี ต่นางดารกาประกายเท่านน้ั ละมงั คะ ถงึ จะตอบคุณบใี ห้หายขอ้ งใจได้ เพราะ นางเป็นคนสาปนางอ้ัวแสนเพ็งเอาไว้นี่คะ ก็ต้องนางเท่าน้ันละถึงจะรู้ว่าจะแก้ค้าสาปได้ อย่างไร” (พงศกร 2555ข, 118-119) หล่อนจ้าความฝันไม่ได้แล้ว เพราะเรื่องราวสับสนปนเปไปหมด หล่อนฝันเห็นเวียงแสน เพ็ง เหน็ แมงมุมเพชฌฆาต ไอเ้ ข้ยี วขาวอย่างทพ่ี วกชาวเย้าเรยี กกนั ฝนั เหน็ ดอกเอ้ืองสีทอง ท่ีเบง่ บานอยกู่ ลางเวยี งร้างและฝนั เห็นการท้าลายล้างเขน่ ฆ่าชาวเมอื งจากสตรผี ู้หนง่ึ ดารกาประกาย หล่อนจ้าชือ่ นนั้ ได้อย่างแม่นย้า เร่ืองเล่าของเวียงแสนเพ็งที่ไดฟ้ ังจากป้าแสงดาคงจะประทับใจติดฝังลกึ ในความทรงจา้ หล่อนจึงเก็บเอาความฝันถึงในยามท่ีหลับสนิทและจิตใต้ส้านึกมีอ้านาจเหนือร่างกาย (พงศกร 2555ข, 322-323) กระทั่งค้าตอบท่ดี รสาคน้ หาได้กระจ่างชัด เม่ือหลอ่ นมายืนอยู่ตรงหน้าดอกเอ้อื งแสนเพ็ง โดยพงศกรได้บรรยายความรู้สึกของดรสาว่า หล่อนรู้แล้วว่าตนเองคือ ดารกาประกายและหล่อน ตอ้ งการแกค้ า้ สาปท่ีก่อไวใ้ นอดีตชาติ “รอให้ถึงเที่ยงคืนแล้วคอยดูว่าเร่ืองเล่านั่นจะเปน็ เรอ่ื งจริงหรือไม่ อ้ัวแสนเพ็งควรจะได้ ในส่ิงท่ีเธอสมควรได้เสียที เธอถูกคนใจร้ายสาปให้กลายเป็นดอกไม้ เธอรอคอยคนรักมา นานนักหนา ทุกฤดดู าวท่ผี า่ นมาลว้ นแลว้ แตม่ ีอปุ สรรคขดั ขวางเธอมาโดยตลอด อั้วแสนเพ็ง จงึ ไมเ่ คยสมหวงั สกั ครั้ง แต่วนั น้ี ฉนั ..” ดรสาลงเสียงค้าว่า “ฉัน” หนกั แน่น อยา่ งที่ไม่เคยใช้น้าเสยี งชนดิ น้ันมาก่อน ค้าพดู ของ หล่อนพร่ังพรูออกมาด้วยตัวของมันเอง โดยท่ีดรสาไม่อาจบงั คับควบคุมตัวเองได้อีกตอ่ ไป มนั เหมอื นกบั สายน้าทหี่ ล่งั ไหลออกมาจากตัวตนภายในของหล่อน “ฉันมาอยู่ตรงนี้ มาอยู่ต่อหน้าอั้วแสนเพ็ง และฉันจะไม่ยอมให้ใครเอาอารมณ์โกรธ เกลียด อาฆาตพยาบาทหรือความโลภใดมาขัดขวางความรักของอั้วแสนเพ็งและแถนเมือง แมนไดอ้ กี ” (พงศกร 2555ข, 551) นา่ สงั เกตวา่ การกลบั ชาติมาเกดิ ใหมข่ องตวั ละครเอกในเบื้องบรรพ์ สร้อยแสงจนั ทร์ ฤดู ดาวและวังพญาพราย ท้าให้บทบาทของตวั ละครเกิดการสบั เปลยี่ นพฤติกรรมจากผสู้ รา้ งปมขดั แยง้ ในเร่ืองเล่าเชิงคติชนกลายมาเปน็ ผู้คลายปมขัดแย้ง ดังเช่นดรสาเม่ือคร้งั เป็นดารกาประกายเป็นตวั ละครปฏิปกั ษท์ ี่ขดั ขวางความรักระหว่างแถนเมอื งแมนกับนางอั้วแสนเพง็ จนท้ังคู่ต้องพลัดพรากจาก กัน หากในปจั จบุ นั หล่อนกลายเปน็ ผไู้ ดร้ บั ผลของความขดั แยง้ และเปล่ยี นบทบาทมาเป็นตวั ละครเอก ทตี่ อ้ งคลีค่ ลายความขดั แยง้ ลง เป็นตน้ การสบั เปลย่ี นบทบาทเชน่ นส้ี ามารถสรุปได้ ดงั ตารางท่ี 5

111 ตารางที่ 5แสดงบทบาทของตัวละครเอกทส่ี บั เปลีย่ นเมอ่ื กลบั ชาติมาเกิด นวนิยาย ตวั ละครเอกที่กลบั บทบาทของตวั ละคร บทบาทของตัวละคร เบ้อื งบรรพ์ สร้อยแสง ชาตมิ าเกิด ในเรือ่ งเล่าเชิงคตชิ น ในโครงเรอ่ื งหลัก จันทร์ ทา้ วผาแดงกับไอ่ค้า- นางไอค่ ้าสรา้ งความขัดแย้งดว้ ยการ มนี กับวรณั ไดร้ บั ผลจากความอาฆาต ฤดดู าว วรณั กับมีน ฆ่ากระรอกเผือก ของกระรอกเผอื ก วงั พญาพราย พุทธิกุมารกบั โสมรศั มิ์- พุทธกิ ุมารกบั โสมรัศมส์ิ ร้างความ พทุ ธิกับเดือนเต็มดวงตอ้ งไดร้ บั ผลของ พุทธิกับเดือนเตม็ ดวง ขัดแยง้ ด้วยการหลบหนจี ากปราสาท ความขัดแยง้ เพือ่ ชว่ ยกีรณะปกป้อง ท้าใหก้ ีรณะถกู จองจ้า ปราสาท ดารกาประกาย- ดารกาประกายสร้างความขัดแยง้ ดว้ ย ดรสาได้รบั ผลจากปรากฏการณฤ์ ดู ดรสา การพรากแถนเมอื งแมนกับ ดาวซง่ึ กระตุ้นให้หลอ่ นต้องย้อนมา อ้วั แสนเพง็ ออกจากกัน แกไ้ ขท่ีเวียงแสนเพง็ ลืออินไท- ลอื อินไททา้ ให้เรืองแสงฟา้ เขา้ ใจผดิ โรมสืบทอดคา้ สาปทส่ี ง่ มาในตระกูล โรม เปน็ เหตุใหเ้ มืองลม่ และตระกลู ลอื อนิ และยอ้ นกลับมาปรับความเข้าใจกบั ไทตอ้ งค้าสาป เรอื งแสงฟา้ จากตารางที่ 5 แสดงให้เห็นว่า ตวั ละครเอกมบี ทบาทเปน็ ผู้สรา้ งความขัดแย้งในอดีตชาติ หรือเป็น “ผู้ก่อให้เกิดการลงโทษ” การลงโทษตัวละครท้าให้ตัวละครอีกฝ่ายรับโทษ ต่อมาเมื่อตัว ละครเอกได้กลับชาติมาเกิดเป็นตัวละครในโลกปัจจบุ ัน ตัวละครเอกตกเป็นฝ่ายได้รับผลของความ ขัดแย้งจากในอดตี และผลของความขดั แย้งทยี่ ังไมส่ ะสางได้ท้าใหต้ ัวละครทงั้ สองฝา่ ยกลบั มาพบเจอ กันอกี ครั้งเพ่ือเผชญิ หน้าและหาทางออกจากความขดั แยง้ ใหจ้ บสิ้นลง โดยนัยนี้ ขอ้ มลู เชิงคตชิ นจึงไม่ เพียงสัมพนั ธ์กับการสร้างตัวละครในแงข่ องการน้าลกั ษณะและพฤตกิ รรมในอดีตชาติมาบรรยายตวั ละคร หากยังสัมพันธ์กบั การจดั ความสัมพันธ์ของตัวละคร ซึ่งสัมพันธ์กับการเปล่ียนจากการลงโทษ ไปสกู่ ารยกโทษในตอนทา้ ยนน่ั เอง ส่ ว น น ว นิ ย า ย ท่ี ไ ม่ ไ ด้ เ ชื่ อ ม โ ย ง เ ร่ื อ ง ด้ ว ย ก า ร ข้ า ม ภ พ ช า ติ อ ย่ า ง กุ ห ล า บ รั ต ติ ก า ล คชาปุระ-นครไอยราและเคหาสน์นางคอยน้ัน ตัวละครเอกไม่ได้สัมพันธ์กับตัวละครในเร่ืองเล่า เชิงคติชนโดยตรง แต่พงศกรใช้ตวั ละครในเรื่องเล่าเชิงคติชนเป็น “คูเ่ ปรยี บเทียบ” ให้ตัวละครเอกพบ เจอเหตุการณ์คล้ายคลึงกบั ตัวละครในเรื่องเล่าเชิงคติชน เช่น ในคชาปุระและนครไอยรา ตัวละคร เอกรับรู้ถึงต้านานน้าท่วมโลกโดยเฉพาะต้านานของเรือโนอาห์ท่ีมีการเตรียมความพร้อมเพ่ือรกั ษา เผ่าพันธ์ุมนุษย์ไว้ เมื่อนวนิยายด้าเนินเร่ืองไปจนถึงจุดสูงสุดของความขัดแย้งได้เกิดเหตุการณ์ เชน่ เดียวกับตา้ นานให้ตวั ละครเอกได้ประสบไม่ตา่ งจากกัน ส่วนตัวละครเอกในเคหาสน์นางคอย รับรู้ เรอื่ งราวการรอคอยคนรกั ของเจา้ หญงิ และตวั ละครเอกก็พบกบั ประพมิ พรรณท่ีรอคอยลูกสาวและรอ คอยความเป็นธรรมอย่ไู ม่ตา่ งจากเจ้าหญิง ฯลฯ เมื่อตวั ละครเอกต้องประสบกับเหตกุ ารณ์ทค่ี ลา้ ยคลงึ กับตวั ละครในเรื่องเล่าเชงิ คติชนทา้ ให้ตัวละครเอกน้ามาเป็นบทเรยี น เพอื่ เปลี่ยนจากการจบเรอ่ื งดว้ ย ความทุกข์แบบในเรื่องเลา่ เชิงคตชิ นให้กลายเป็นการจบเร่ืองอยา่ งสงบสขุ แทน ในแงน่ ้ี นวนิยายกลุม่ นี้

112 จึงอาจไม่ต่างจากกลุม่ ทีม่ ีการกลับชาติมาเกิดเพราะได้หยิบยืมลกั ษณะและสิ่งที่ตัวละครเอกในเรือ่ ง เลา่ เชงิ คติชนพบมาใชแ้ ลว้ น้ามาเปลย่ี นจากการลงโทษในอดีตมาสู่การลงโทษในปจั จุบนั เช่นเดยี วกนั 3.2.2 ขอ้ มลู เชิงคติชนกับการสรา้ งตัวละครผ้อู าศยั ในพน้ื ท่ี ตัวละครผู้อาศัยในพ้ืนทีม่ ีความหลากหลายค่อนข้างมาก มีท้ังที่เป็นมนุษย์และอมนุษย์และมี บทบาทท้งั เป็นตวั ละครผนู้ า้ ทางใหต้ วั ละครเอกผู้เดนิ ทางค้นพบคา้ ตอบของชีวติ เปน็ ตัวละครปฏิปักษ์ ท่ีร่วมมือกับตัวละครปฏิปักษ์จากภายนอกเพ่ือแสวงหาผลประโยชน์ รวมถึงเป็นตัวละครปฏิปักษ์ที่ ขัดแย้งกับตัวละครเอกผเู้ ดินทางด้วย แต่ไม่ว่าจะมีบทบาทเป็น “มิตร” หรือ “ศัตรู” ก็ตาม ตัวละคร เหล่านล้ี ้วนโน้มน้าตวั ละครผเู้ ดนิ ทางให้สามารถแสวงหาสิ่งทีพ่ วกเขาตอ้ งการเปน็ ค้าตอบชวี ิต สมบตั ิท่ี ค้นหาหรอื ทางออกของปัญหาท่ีพวกเขาเผชญิ อยู่ โดยพงศกรน้าข้อมูลเชิงคติชนทงั้ เรื่องเล่าเชงิ คติชน ความเชื่อและขนบธรรมเนียมพ้ืนบ้านท่ีปรากฏในนวนิยายมาใช้สร้างตัวละครผู้อาศัยในพ้ืนท่ีหลาย รปู แบบ ทีส่ า้ คัญการน้าข้อมูลเชิงคติชนมาใชม้ กั มาพรอ้ มกบั ลักษณะลกึ ลับเหนอื ธรรมชาติ 3.2.2.1 ลักษณะและบทบาทของตัวละครผอู้ าศยั ในพ้ืนท่ี (1) ตวั ละครเอก นวนิยายของพงศกรมิได้มีเพยี งตวั ละครเอกทีเ่ ดินทางเข้ามาในพ้ืนที่เท่านั้น หากตัว ละครเอกอีกสว่ นหน่ึงเปน็ ผอู้ าศัยในพื้นท่ี เมื่อตัวละครเอกผู้เดินทางเข้ามาท้าให้ตัวละครเอกทัง้ สอง กลุ่มพบเจอและเกิดปฏิสัมพันธ์กัน โดยอาจเป็นปฏิสัมพันธ์ท่ีเร่ิมต้นด้วยความขัดแย้งจากประเด็น อ้านาจในพ้ืนท่ี ดังท่ีเห็นได้ในวังพญาพราย ขิมทองเป็นลูกสาวก้านันบา้ นวังพรายซ่ึงพงศกรน้าเอา ภาพเหมารวม (stereotype) ของตัวละคร “ลูกสาวก้านัน” ที่มีลักษณะแก่นแก้วและกล้าหาญ ตรงไปตรงมาใช้ ขิมทองมีบทบาทต่อต้านการกระท้าของโรมและประกาศตัวเปน็ ปฏิปักษ์กับโรมอย่าง ชดั เจน หลอ่ นมองวา่ โรมเปน็ นายทนุ ที่เขา้ มาเปดิ หา้ งสรรพสินคา้ เพื่อหวังผลกา้ ไร โดยไม่สนใจวิถีชีวิต ของคนในหมูบ่ า้ น ทา้ ใหช้ าวบ้านหลงอยู่กบั วัตถนุ ิยม ทน่ี า่ สงั เกตคือ การประกอบสรา้ งให้ขิมทองเปน็ คู่ขัดแย้งกับโรมนับว่าสะท้อนความขัดแย้งระหว่าง “อ้านาจเดิม” กับ “อ้านาจใหม่” ไว้ เพราะเม่อื มองวา่ ก้านนั เป็นตัวแทนของอ้านาจทอ้ งถ่ินท่ีมอี ยู่แต่เดิม ดงั ที่กา้ นันขลยุ่ พ่อของขมิ ทองมีอทิ ธพิ ลต่อ ชุมชนบ้านวังพรายอย่างมากและมีขิมทองเป็นผู้ช่วยจัดการเร่ืองราวในชุมชน ขิมทองจึงถือว่าเป็น ตัวแทนของ “อ้านาจเดิม” ท่ีมาจากการแบ่งอ้านาจตามระบบการปกครองท่ีให้ก้านันได้ดูแลต้าบล กระท่ังโรมปรากฏกายข้ึนในหมู่บ้านวังพราย เขากลับสร้างห้างสรรพสินค้าขึ้น ส่งผลให้เกิดการ เปลย่ี นแปลงภายในหมู่บ้านไปตามกลไกของทนุ นิยม การเขา้ มาของโรมเปน็ เหมอื นการรุกลา้ พนื้ ทท่ี าง อ้านาจ สง่ ผลใหอ้ ้านาจเดมิ ของขมิ ทองและก้านนั ขลยุ่ ถูกสัน่ คลอน หากมองเช่นน้กี ็ยอ่ มไมน่ ่าแปลกใจ ว่าเหตุใดขิมทองจึงแสดงตวั เป็นปฏิปกั ษ์กับโรม จุดเปลย่ี นให้ขิมทองเปดิ รับโรมเกดิ ข้นึ เมื่อหลอ่ นเรม่ิ ยอมรับความเปล่ยี นแปลงท่เี กิดข้ึนในชุมชนว่าเป็นเร่ืองธรรมดา เพราะเดิมหล่อนต้องการใหช้ ุมชนท่ี

113 หล่อนเติบโตมาไม่เปล่ียนไปตามสังคมทุนนิยมภายนอก มองว่าการเข้ามาของโรมเป็นภัย แต่เมื่อ หล่อนได้รู้จักโรมมากย่ิงข้ึนประกอบกับได้หลวงพ่อชมมาชี้น้าให้หล่อนฉุกคิดว่า แท้จริงแล้ว โรมก็มี เจตนาดีตอ่ หมู่บา้ นไมต่ า่ งจากหล่อน ขิมทองจึงเร่มิ มองเห็นความจรงิ และย่งิ เมือ่ หลอ่ นรู้ความลบั ของ โรมทต่ี ้องค้าสาปด้วย หลอ่ นจึงเกดิ ความเหน็ ใจและเขา้ ใจโรมมากย่งิ ข้ึน ปฏิสัมพันธ์ระหว่างตัวละครเอกผู้เดินทางกับตัวละครเอกในพ้ืนท่ีอาจเริ่มต้นจากการ ช่วยเหลอื และพึ่งพากัน ดงั เช่นในคชาปรุ ะและนครไอยรา การเดินทางเขา้ มาในเมืองคชาปรุ ะทา้ ให้ตวั ละครผเู้ ดินทางพบว่าเมืองนีอ้ ยใู่ นชว่ งการผลดั แผ่นดิน เจา้ หญงิ อัยชาดารีกบั เจ้าชายฉทั ทนั ต์ซงึ่ เป็นพ่ี น้องต่างมารดาต่างมีความชอบธรรมในการครองบัลลงั ก์ทั้งคู่ การครองบัลลังกย์ ังเป็นปัญหาเพราะ ฝ่ายศาสนจักรได้ระบุว่าผู้ทีจ่ ะครองบลั ลงั กไ์ ด้จ้าเปน็ ต้องมี “ช้างอุบลมาลกี ับช้างสงั ขทนั ต์” ทั้งสอง เชือก การท่ีคามิน อัยย์กับพวกได้เดินทางพรอ้ มกบั ช้างทง้ั สองเชือกเข้ามาแล้วเกดิ พลดั หลงกนั คามิน พร้อมกับช้างอุบลมาลีมาอยใู่ นการดูแลของเจ้าหญงิ อัยชาดารี ส่วนอัยย์พร้อมกับช้างสังขทันตอ์ ยู่ใน การดแู ลของเจ้าชายฉทั ทันต์ เหตุการณ์นท้ี ้าให้แตล่ ะฝา่ ยตา่ งตอ้ งการชา้ งจากฝา่ ยตรงขา้ มเพอื่ อา้ งสทิ ธิ ขึ้นครองราชย์ แต่เรื่องกลับพลิกผันเม่ือเจ้าคุณกลาโหมต้องการยึดอ้านาจ เจ้าคุณฯสับเปลี่ยนช้าง เพ่ือให้เจ้าชายกับเจ้าหญิงระแวงกันเองจนเกือบก่อสงครามกลางเมืองขึ้น หากทั้งๆ ที่ “ท้ังสอง พระองคต์ อ้ งเคยเป็นพ่นี อ้ งที่สนิทสนมกนั มาก ไม่นา่ เช่ือวา่ การเมืองท้าใหท้ งั้ สองพระองค์กลายมาเปน็ ศัตรูกันโดยไม่ได้ต้ังใจ แถมเกือบจะกรีธาทัพเข้ามาท้าสงครามกันมาแล้วด้วยซ้า หากในที่สุดความ เข้มข้นของสายพระโลหิตและภัยธรรมชาติท่ีเกิดกับราษฎรได้ท้าให้ทั้งสองพระองค์ได้กลับมาเป็นพ่ี นอ้ งท่สี นทิ สนมกันอีกครงั้ หนึ่ง” (พงศกร 2557ข, 394) โดยผู้มีบทบาทส้าคัญในการทา้ ใหท้ ัง้ คู่กลบั มา เข้าใจคือ ตัวละครเอกท่ีเดินทางเข้ามา เพราะคามินและอัยย์ที่แยกกันอยู่ท้ังฝ่ายของเจ้าหญิงและ เจ้าชายก็ต่างรับทราบข้อมูลของฝ่ายตน เม่ือท้ังคู่ได้มาเจอกันจึงเกิดการแบ่งปนั ข้อมลู จนพบว่า ผู้ท่ี สร้างความขัดแย้งคือเจา้ คุณกลาโหมต่างหาก จะเห็นได้ว่า ตัวละครเอกท่ีมาจากโลกภายนอกอย่าง คามินกับอัยย์ตา่ งต้องเขา้ ไปเกี่ยวพันกับปัญหาภายในเมืองคชาปรุ ะ พวกเขามีส่วนช่วยเหลอื ใหเ้ มอื ง คชาปุระกลับมาสงบสขุ นอกจากที่กลา่ วมาแลว้ ตวั ละครเอกซ่ึงอาศยั อยู่ในพนื้ ท่ียงั มสี ักทัศน์ในเรื่อง เคหาสน์นางคอยท่ีช่วยเหลอื กงุ้ และพัฒนาเป็นความรกั ในเวลาต่อมา จะเห็นว่า ตัวละครเอกท้ังที่อยู่ในพื้นท่ีและท่ีเดินทางเข้ามาต่างเป็นผ้มู ีสถานภาพสูง และเปน็ ผู้มีอิทธิพลในพื้นที่เชน่ เดียวกนั การสรา้ งสถานภาพของตัวละครเอกเช่นนี้มสี ว่ นส้าคญั เพราะ สถานภาพของตัวละครน้ามาสู่ความขัดแย้งในพื้นที่ที่ขยายวงกว้างไปสู่สังคมโดยรวม ดังที่ความ ขัดแย้งระหว่างชนช้ันปกครองในเมืองคชาปุระได้ส่งผลต่อความวุ่นวายของเมือง หรือความขัดแย้ง ระหว่างโรมกับขิมทองได้สง่ ผลต่อชุมชนเวียงพรายโดยรวม เพราะสถานะลกู สาวก้านันและนายทุน ใหญ่ของวงั พรายนั่นเอง

114 (2) ตัวละครปฏิปกั ษ์ ตัวละครปฏปิ ักษ์ทอ่ี ยู่ในพนื้ ท่แี บ่งเปน็ ตวั ละครที่เปน็ อมนุษยแ์ ละเป็นมนุษย์ สา้ หรบั ตวั ละครปฏิปักษ์อมนุษย์พบในวังพญาพรายและกุหลาบรัตติกาล ได้แก่ เรืองแสงฟ้าและนิลนวารา ตามล้าดับ ตวั ละครทั้งสองเคยเป็นหญิงสาวทผ่ี ดิ หวงั จากคนรัก ความผิดหวังได้แปรเปลี่ยนใหท้ ั้งสอง กลายเปน็ วิญญาณทีย่ ดึ ติดอยู่กับอดีต ดลบันดาลให้มนษุ ย์ท่มี าย่งุ เก่ียวกับตนไดร้ ับภยั ต่างๆ เห็นไดช้ ัด จากกรณีของนางเรืองแสงฟ้า หล่อนยึดติดกับการกระท้าผิดของลืออนิ ไท แม้หล่อนได้สาปแช่งเมือง ของลืออินไทล่มลงเป็นหนองนา้ แลว้ ก็ไมท่ ้าให้หลอ่ นใหอ้ ภยั การยึดติดของหล่อนไดส้ ่งผลตอ่ โรมทตี่ อ้ ง ทนทุกข์จากค้าสาปให้กลายเป็นผีพรายทกุ คืนวันเพ็ญ และชาวบ้านวังพรายต้องเผชิญกับเหตุการณ์ ประหลาดมากมาย การกระทา้ ของเรืองแสงฟา้ เกิดจากความต้องการให้โรมเจ็บปวดเหมือนท่ีนางเคย เจอ จนเมื่อถึงจุดสูงสุดของความขัดแย้ง นางเรืองแสงฟ้าได้รับรู้ความจริงว่านางเข้าใจผิด เมื่อนาง ปล่อยวางและใหอ้ ภัย เรอื งแสงฟา้ ไดพ้ ้นจากสภาพของวิญญาณไปเกิดใหมเ่ ร่อื งราวจึงคล่คี ลายลง ส่วนนิลนวาราเป็นหญงิ สาวทมี่ าพรอ้ มกับดอกกหุ ลาบรตั ติกาลซ่ึง “กุหลาบสีนา้ เงิน คือกิเลส คือความเยา้ ยวนใจ จิตใจที่เปย่ี มไปด้วยความโลภโมโทสนั น้นั ไมเ่ ข้าใครออกใคร กหุ ลาบสนี ้า เงินเปน็ ของล้าคา่ เกินกว่าจะตีค่าออกมาเป็นเงนิ ทอง ใครกต็ ามทีไ่ ด้ครอบครองกหุ ลาบสีน้าเงนิ ตน้ น้ีจะ เปน็ ย่ิงกวา่ มหาเศรษฐี” (พงศกร 2555ก, 273) นิลนวาราเป็นตวั แทนของกิเลสท่ตี วั ละครตา่ งๆ พากัน เข้ามาแย่งชิง โดยตัวละครท่ีโดนหนามกุหลาบต้าจะเห็นนิลนวารามาปรากฏตัว จากน้ันพวกเขาจะ หลงใหลเหมือนโดนนิลนวาราควบคุม และน่าสังเกตว่า ในตอนจบเรื่อง ภาวรีและชุษณะได้ท้าลาย ดอกกุหลาบรัตติกาลเพราะเห็นวา่ ดอกไมด้ อกน้ีเปน็ ภยั กบั ทุกคนทีเ่ ข้าใกล้ แต่พงศกรได้พลกิ เร่ืองตอน จบว่า มีคนแอบช้าก่งิ ดอกกหุ ลาบรตั ติกาลก่อนทีภ่ าวรกี บั ชษุ ณะจะทา้ ลายดอกกหุ ลาบ การจบเรอ่ื งให้ ดอกกหุ ลาบรตั ติกาลก้าลงั หยงั่ รากลงในบ้านใหมเ่ ทา่ กบั การแสดงให้เหน็ วา่ กเิ ลสในใจมนษุ ย์เป็นส่งิ ท่ี ไม่สามารถทา้ ลายลงได้อยา่ งเด็ดขาด ไมต่ า่ งจากนิลนวาราท่จี ะยงั คงวนเวียนอยู่ไมไ่ ปไหน สายลมยามสนธยาแผ่วผ่านมารวยริน กิง่ กหุ ลาบรตั ติกาลไหวเอนไปมาด้วยท่วงท่า เริงรา่ ทา่ มกลางแสงสดุ ท้ายของดวงตะวันที่จบั ขอบฟ้าจนเกดิ เป็นสแี ดงราวกับสีเลือด หลังจากรอนแรมมานานแสนนาน ในท่ีสุด กุหลาบรัตติกาลก็ได้หย่ังรากลึกลงใน บา้ นหลงั ใหมเ่ สียที อีกไม่นานนิลนวารากจ็ ะเติบใหญฟ่ ้ืนคืนชีพขึ้นมาใหม่พร้อมจะแผ่ กงิ่ ก้านใบและผลติ ดอกสนี า้ เงนิ ให้โลกทีเ่ ต็มไปด้วยกเิ ลสและตัณหาใบนี้ได้ช่นื ชมความ งามของเธออกี คร้งั หน่งึ อีกไม่นานนกั หรอก (พงศกร 2555ก, 509) ส่วนตัวละครปฏิปักษ์ที่เป็นมนุษย์พบใน เบื้องบรรพ์ สร้อยแสงจันทร์ คชาปุระ-นครไอยราและเคหาสนน์ างคอย พวกเขาสร้างความขัดแย้งจากความต้องการครอบครอง อ้านาจมาไว้กับตน ตัวละครเหล่านี้มักมีต้นทุนทางสังคมค่อนข้างสูงอยู่แล้ว ดังในสร้อยแสงจันทร์

115 บุญทา กูยเฒ่าผู้เป็นจ้าของหมู่บ้านซ่ึงถือเป็นคนที่สังคมกูยนับถือกลับยอมกระท้าผิดเข้ามาขโมย อญั มณีสร้อยแสงจนั ทร์ เพราะบุญทาร้วู ่าหากเขาไดค้ รอบครองอญั มณี เขาจะเปน็ อมตะ แต่ท้ายทสี่ ุด ความโลภในอ้านาจวิเศษก็ท้าใหบ้ ุญทาจบชีวิตลงดว้ ยอ้านาจวิเศษท่ีตนอยากได้ ดังนน้ั เมอ่ื บญุ ทาโผเข้าใส่ เดอื นเตม็ ดวงจึงลุกข้ึนหลบอย่างว่องไวพร้อมกับว่ิงไปท่ี ขอบของเหวอันมีเปลวเพลิงจากเบ้ืองล่างพวยพุ่งแลบเลีย โดยมีบุญทาว่ิงตามติดมา ดว้ ยแววตาละโมบ “อยากไดน้ ักใช่ไหม?”เดอื นเตม็ ดวงตะโกนแข่งกับเสียงค่ึกของเปลวไฟ หลอ่ นชูดวง มณีในมือขึ้นสูงเหนือศีรษะ บุญทาเห็นดังนั้นจึงกระโจนเข้าใส่ หมายมั่นจะแย่งเอา แก้วมณีมาไว้ในครอบครอง ดวงตาของเขาจ้องเขม็งที่ดวงมณีใสกระจ่างในมือของ หญิงสาว และจังหวะท่ีบุญทาเกือบจะถึงตัวของหล่อนน่ันเอง ท่ีเดือนเต็มดวงตัดสินใจ โยนอัญมณีแห่งสร้อยแสงจันทร์ลงไปในกองเพลิงแห่งสัญชีพนรก ร่างของบุญทาที่ ไขวค่ ว้าหาอัญมณศี ักด์ิสทิ ธิจ์ ึงยง้ั กายไม่ทัน เขาเสียหลกั คะม้าหน้า รว่ งละลว่ิ ตามดวง มณีลงไปในกองเพลิงราววา่ วทข่ี าดลอย (พงศกร 2558, 284) ตัวละครปฏิปักษ์ในคชาปุระและนครไอยรา คือ เจ้าคุณวิษณุพงศ์ เจ้าคุณกลาโหม แห่งเมืองคชาปุระ เขาวางแผนเพื่อชิงช้างจากเจ้าชายและเจา้ หญงิ เพ่ืออ้างสิทธ์ิในการครองบลั ลงั ก์ เมืองคชาปุระ โดยเจา้ คณุ กลาโหมไดร้ ่วมมือกับเมษและเอด็ เวิร์ด ตวั ละครปฏิปกั ษท์ ่ีเดินทางเข้ามาใน เมืองคชาปุระ เพราะ “ชายท้ังสองต่างมคี วามโลภท่แี ตกต่างกัน เมษนั้นปรารถนาในวัตถุและความ ร้่ารวย ขณะท่ีเอ็ดเวิร์ดปรารถนาในความเป็นอมตะ...จะว่าท้ังสองเป็นคนโลภฝ่ายเดียวก็อาจจะไม่ ยุติธรรมนัก เพราะจะว่าไปแล้วตระกูลของเขา (หมายถึงตระกลู เจ้าคุณกลาโหม-ผู้วจิ ยั ) เองกก็ ระหาย ในอา้ นาจและราชบลั ลังก์เชน่ กัน... เมอื่ ความต้องการของคนทงั้ สามล้วนสนับสนนุ ซง่ึ กนั และกันไดเ้ ปน็ อย่างดี การเดินทางครั้งนี้จงึ เกดิ ข้ึน” (พงศกร 2557ข, 115) บทบาทของเจา้ คุณกลาโหมเรยี กได้ว่า เป็นการประสานความโลภจากตวั ละครปฏปิ ักษ์ผเู้ ดินทางเข้ามา แตค่ วามโลภพาเจ้าคณุ กลาโหมไปพบ จุดจบดว้ ยการลงโทษจากธรรมชาติ คอื โดนสายฟา้ ฟาดเสียชีวิต ขณะทเ่ี จา้ หญิงหลบดาบยาวในมือของเจ้าคุณตวั ร้ายและเสยี จงั หวะเหยยี บก้อนหิน พลาดจนเซถลาไปน้ันเอง เจ้าคุณวิษณุพงศ์ก็เง้ือดาบในมือข้ึนสูงแล้วสะบัดลงอย่าง วอ่ งไว เห็นชดั ๆ ว่าจะตอ้ งบนั่ พระศอของเจา้ หญงิ อยั ชาดารแี น่น เปรี้ยง ท่ามกลางความตื่นตะลึงของทุกผู้ทุกคน เสียงอสุนีบาตก็ดังกึกก้อง แสงสว่างวาบ เจดิ จา้ ขน้ึ จากท่ัวสารทศิ จนแม้แตพ่ ระมหาราชครยู ังต้องหลับพระเนตรลง

116 อยั ยข์ นลุกซกู่ ับภาพที่มองเหน็ ตรงหน้า เมอื่ สายฟ้าจากเบ้อื งบนฟาดเปรีย้ งลงมายัง ร่างสูงใหญ่ของเจ้าคุณกลาโหม ก่อนท่ีร่างนั้นจะกรีดร้องโหยหวนด้วยความเจ็บปวด กล่ินเหม็นไหม้โชยมาคละคลุ้ง ร่างสูงใหญ่ของเจ้าคุณกลาโหมถูกสายฟ้าผ่าจนด้า เกรียมอยู่บนลานกว้าง...ร่างของเจ้าคุณหมุนควะคว้างราวว่าวที่สายป่านหลุดลอย แลว้ พลดั ตกลงไปในเหวอย่างรวดเรว็ (พงศกร, 2557ข: 372) ส่วนในเคหาสน์นางคอย ความโลภอยากได้อ้านาจเงินท้าให้นายประเวศน์และ ประกาศติ สามารถกักขังประพมิ พรรณ น้องสาวต่างมารดาไวใ้ นคกุ ใต้ดนิ เปน็ เวลายาวนาน ชนวนเหตุ เกิดจาก “เพชรสีชมพู” ซึ่งบิดาของท้ังสามคนระบุไว้ในพินัยกรรมว่า หากผู้ใดสามารถครอบครอง เพชรสีชมพไู ว้ไดจ้ ะได้รับมรดกท้งั หมดของตระกูลไป ประเวศน์และประกาศติ ซึง่ มคี วามริษยาน้องอยู่ เปน็ ทุนจงึ เชอ่ื ว่า น้องสาวของพวกตนต้องรู้ทีซ่ อ่ นเพชรเพอื่ ครองสมบัติไว้คนเดียว ทั้งคจู่ งึ ท้งั ข่มขู่และ กกั ขงั ประพมิ พรรณไว้ในคกุ ใต้ดิน แลว้ นา้ หน้ากากแก้วมาครอบศรี ษะประพมิ พรรณไวเ้ พื่ออ้าพรางตัว หล่อน ทงั้ สองยงั ทารณุ ปภาวี ลกู สาวของประพิมพรรณดว้ ย ความขดั แยง้ เกดิ ข้ึนยาวนาน แตไ่ มม่ ใี คร ทราบที่ซ่อนเพชร จนกระท่ังในจุดสงู สุดของความขัดแย้ง ตัวละครท้ังหมดทราบความจรงิ ว่าเพชรสี ชมพูอยู่ที่หน้ากากแกว้ ของประพิมพรรณมาตลอด เหตุน้ีท้าให้คนในตระกูลต่างพากันยอื้ แย่งเพชรสี ชมพูกนั อย่างโกลาหล “กุง้ มองดูภาพการต่อส้แู ยง่ ชิงเพชรสชี มพขู องลุงและปา้ สะใภด้ ว้ ยความสมเพช เธอไมเ่ คยคดิ เลยวา่ อญั มณีเพยี งเม็ดเดยี วจะทา้ ให้คุณค่าความเป็นมนุษย์ของบรรดาญาตๆิ ของหล่อน ต้องหมดไปเย่ียงนี้”(พงศกร 2556, 331-332) ในเวลาเดียวกันน้ัน คลังแสงท่ีซกุ ซ่อนอยู่ใต้คฤหาสน์ เกิดระเบิด แตต่ วั ละครปฏปิ ักษใ์ นเรอ่ื งกลับไม่สะทกสะท้านกับภยั ท่มี าถึงตัว จนพบจุดจบของชีวติ “ฉันไม่คิดเลยว่า เพราะการแย่งชิงเพชรสีชมพูท้าให้มีคนตายมากมายขนาดน้ัน”... “อยา่ โทษเพชรเลยกุ้ง” สักกทัศนว์ ่า “โทษกเิ ลส ความอยากได้ ความทะเยอทะยาน ในใจของมนุษย์ดีกว่าที่น้าพวกเขามาสู่จุดจบ ส้าหรับผมกลับคิดว่า บางทีความตาย อาจจะเปน็ ทางออกที่ดีท่สี ุดของพวกเขา” (พงศกร 2556, 348) กล่าวได้ว่า ตัวละครปฏิปักษ์หลักท่ีเป็นมนุษย์ล้วนมีความโลภและความ ทะเยอทะยานเกินพอดี แม้พวกเขามีสถานะทางสงั คมทีค่ ่อนขา้ งสูงอยู่แลว้ ตัวละครเหลา่ นี้เป็นมนุษย์ ที่มี “หน้ากาก” มีเบื้องหน้าสวยงามเป็นทย่ี อมรบั ของคนทัว่ ไป หากเบอ้ื งหลังมกั ซกุ ซ่อนจดุ ประสงค์ ร้ายไว้ท้ังการแสวงหาอ้านาจเงิน อ้านาจทางการเมืองและอ้านาจวิเศษ การเดินทางเข้าไปพบกับ ตัวละครกลุ่มนี้นับว่า “ขวางทาง” ตัวละครเอก ท้าให้ตัวละครเอกต้องใช้ความกลา้ ของตนเข้าต่อสู้ และเปิดเผยความจรงิ ทซี่ อ่ นอยูภ่ ายใตเ้ ปลอื กนอกทีส่ วยงามเหล่านัน้ นอกจากนี้ การท่ีตัวละครเอกพบ เหน็ จดุ จบที่รนุ แรงของชวี ิตของตวั ละครปฏปิ กั ษ์ตา่ งๆ ส่งผลใหต้ วั ละครเอกตระหนักถงึ การปลอ่ ยวาง และการใหอ้ ภยั ซง่ึ เปน็ สว่ นหน่งึ ในการเรียนร้ขู องตัวละครเอกดว้ ย

117 (3) ตัวละครผู้น้าทาง ตัวละครอกี กล่มุ หนงึ่ ท่ีปรากฏอยา่ งโดดเดน่ ในนวนยิ ายของพงศกรทุกเรือ่ ง ซึ่งผ้วู ิจัยขอ เรียกว่า “ตัวละครผู้น้าทาง” (mentor) ตัวละครกลุ่มนีม้ บี ทบาทชว่ ยเหลอื ตวั ละครเอกทา้ ภารกจิ ผ่าน การใช้อ้านาจวิเศษหรือการใหค้ ้าแนะน้า ตัวละครผ้นู ้าทางมักเป็นตัวละครทหี่ ย่งั รูเ้ รอ่ื งราวต่างๆ ท้า หนา้ ที่กมุ ความลบั กับเผยความจริงให้ตวั ละครเอกไดร้ ู้ อันเปน็ ชิ้นส่วนทต่ี ่อเติมการคน้ หาของ ตวั ละครเอกใหส้ มบรู ณ์ขึ้น ตัวละครผู้น้าทางท่ีพบมาก คือ ตัวละครที่เก่ียวข้องกบั ศาสนาและความเชอ่ื อย่างพระสงฆ์ในพระพุทธศาสนา ซิบเม้ียนเม่ียนที่เกี่ยวเนื่องกับความเช่ือเรือ่ งผขี องเย้าและนักบวช ของเมืองคชาปุระ เช่นหลวงตาสุขในเบื้องบรรพ์ ซ่ึงเป็นพระสงฆ์ที่มาธุดงค์ในกุมภวาปี ผู้มีประวัติ ความเปน็ มาลึกลับ “อันท่ีจริงท่านมาแต่ไหน ก็บ่มีไผรู้ ท่านธุดงค์มาแล้วเลยจ้าพรรษาท่ีนี่สักเกือบสองปี แลว้ จะเวา้ ไป ทา่ นมาพรอ้ มๆ กบั คุณวรัณน่นั ละครบั พอท่านมาไดบ้ ่นาน คณุ วรัณกม็ า “คือเขาว่ากันว่า หลวงตาสุขบ่อยากให้ไผไปอยู่ด้วยท่ีกุฏิของท่าน เพราะว่าในเวลา กลางคนื น้ัน พวกอมนุษยแ์ ละเทวดาท้งั หลายมักลงมาสนทนาธรรมกบั หลวงตา” “บักเมือง เพื่อนผมมันเคยแอบหนีออกไปเท่ียวงานวัดบ้านอ่ืน ขากลับมันลัดเลาะ กลับมาทางด้านหลงั วัด ตอนทีม่ ันผ่านกุฏหิ ลวงตาสขุ มันเหน็ ...” “มันเห็นแสงครับ แสงสีทองสุกสว่างกระจ่างไปท้ังกุฏิของหลวงตา รอบบริเวณกุฏิมี กลิน่ หอมสดชื่น มเี สยี งมโหรีบรรเลง” (พงศกร 2552, 116-117) การธุดงคข์ องหลวงตาสขุ มายงั กมุ ภวาปีในเวลาใกล้เคยี งกับการมาถึงของวรณั แสดงให้ เห็นว่า หลวงตาน่าจะล่วงรู้เหตุการณ์ท่ีจะเกิดขึ้นกับวรัณและมีน อีกท้ังเรื่องเล่าที่แสดงอิทธิฤทธิ์ ปาฏิหาริย์ของหลวงตาสุขยิ่งสะท้อนให้เห็นถึงการบรรลธุ รรมในขั้นสูงจนสามารถติดต่อกับอมนุษย์ และเทวดาได้ น่าสังเกตด้วยว่า หลวงตาสุขเป็นตัวละครท่ีปรากฏตัวเพียงสองครั้งเท่าน้ัน แต่มี ความหมายตอ่ เนื้อเรอ่ื งอยา่ งย่งิ กลา่ วคือ การปรากฏตัวครง้ั แรก วรณั ได้พามีนและนวาระที่เพิง่ มาถึง กุมภวาปีไปกราบหลวงตาสขุ บทสนทนาของหลวงตาได้ทิ้งปริศนาไว้แก่วรัณว่า “อีกไม่นานนักดอก โยม คงบรรลุถึงสิ่งทห่ี วังไว้ มีผู้สาวเจ้าของเมอื งมาเปน็ ก้าลงั ใจให้ดว้ ยตนเองอย่างนี้ ทางที่ปดิ กค็ งจะ เปิดใหใ้ นไมช่ า้ ” (พงศกร 2552, 64) ค้าพดู ของหลวงตาบอกเป็นนัยวา่ หลวงตาล่วงรู้ถงึ อดีตชาติของ มีนและบอกใบว้ ่าวรัณคงค้นพบเมอื งเอกทะชิตาในไม่ช้านี้ ส่วนการปรากฏตัวครง้ั ทส่ี องของหลวงตา เปน็ ตอนทมี่ ีนก้าลงั หาทางไปชว่ ยวรณั ที่ตดิ อย่ใู ต้ดิน ขณะนัน้ มีนเร่ิมม่นั ใจแลว้ วา่ ในอดตี ชาติหลอ่ นเป็น นางไอ่ค้า การพบกับหลวงตาสุขเปน็ กุญแจทีไ่ ขอดตี ใหก้ ระจ่าง เพราะหลวงตาสุขได้เล่านิทานเกยี่ วกบั ชายใบ้กบั ลกู สาวเศรษฐมี ีนรู้และสามารถเชื่อมโยงทม่ี าท่ีไปของบาปกรรมในอดตี ก่อนมนี จะตัดสนิ ใจ อโหสิกรรม หลวงตาสุขจงึ เปน็ ตัวละครผนู้ ้าทางทม่ี บี ทบาทช้ที างออกของความขดั แย้งอย่างเดน่ ชดั

118 “อู๋ตาบ้า” ซิบเม้ียนเม่ียนตัวจริงของหมู่บ้านผาช้างร้องมีบทบาทเชื่อมโยงระหว่าง มนุษย์กับสง่ิ เหนอื ธรรมชาติและเป็นผู้ใหค้ วามกระจ่างของความขัดแยง้ ในฤดูดาว กลา่ วคอื นวนยิ าย เรอื่ งน้ีเริม่ เร่ืองด้วยเหตุการณ์ซบิ เมย้ี นเมย่ี นกบั ลูกสาวเดนิ ทางเข้าไปป่าในช่วงปรากฏการณฤ์ ดูดาว ผู้ เป็นพ่อถูกกะนาแปะย้องท้าร้ายและปิดเร่ืองโดยทิ้งปริศนาเกี่ยวกับชะตากรรมของลกู สาว จากน้ัน เร่ืองไดต้ ัดมาเล่าเร่ืองของดรสาไปตลอด โดยตอนตน้ เรอื่ ง ดรสาไดพ้ บกบั “อู๋ตาบ้า” หญงิ ชราตาบอด ท่ีเหมือนสติไม่สมประกอบปรากฏกายอย่างลึกลบั ท่ปี า่ โหง อู๋ตาบ้าถามหลอ่ นว่า “จะกลับบา้ นหรอื ” ก่อนมอบเหรียญตราบางอย่างแก่ดรสาเพ่ือปูเร่ืองให้สงสัยว่าเหตุใดอู๋ตาบ้าจึงถามดรสา เช่นน้ัน จากน้ันอู๋ตาบ้าปรากฏตัวอีกคร้ังก่อนที่อ้่าเฟย หญิงที่อ้างว่าเป็นซิบเมี้ยนเม่ียนจะท้าพิธีถามผีหลวง เรื่องขายที่ดิน อู๋ตาบ้าบอกความจริงแก่ดรสาว่า แท้จริงอ่้าเฟยเป็นซิบเม้ียนเม่ียนปลอมและตนคือ ตัวจริง โดยอู๋ตาบ้ามอบของประจ้ากายซิบเม้ียนเม่ียนให้แก่ดรสาและวางแผนให้ดรสากระชาก หน้ากากอ่้าเฟยจนส้าเร็จ อู๋ตาบ้าปรากฏตัวอีกครั้งในตอนท้ายเรื่องหลังจากดรสาถูกกดดันจาก ชาวบา้ น อตู๋ าบ้าบอกดรสาวา่ “ถึงฤดูดาวอีกคร้งั หน่งึ แล้ว ฤดูดาวทหี่ นึ่งพัน ถึงเวลาชา้ ระบาป ชา้ ระ ความแคน้ แตห่ นหลงั ...ไปทนี่ ั่น ไปทีต่ ้นสกั คูใ่ นป่าโหง เยีย (สรรพนามบุรษุ ทห่ี น่งึ ของเยา้ -ผู้วจิ ยั ) จะรอ อี่นาย (แปลว่านายหญิง ในที่นี้หมายถึงดรสา-ผู้วิจัย) อยู่ท่ีนั่น เราจะไปเวียงแสนเพ็งด้วยกัน มีแต่ ดารกาประกายเท่านั้นที่จะสามารถแก้ไขความผิดพลาดทั้งมวล” (พงศกร 2555ข, 409-410) เม่ือ เดนิ ทางไปถงึ เวยี งแสนเพง็ อู๋ตาบ้า “แปรเปลี่ยนเปน็ เด็กสาวสวยใสอย่างรวดเรว็ ราวภาพฝัน จากนนั้ ก็ คอ่ ยส่นั พร่าและเลือนหายไปเหมอื นกับสายหมอกตอ้ งแสงอรุณ ‘แต้ (แปลว่า พ่อในภาษาเยา้ -ผู้วิจัย) รอเยียนานไหมจ๊ะ เยียกลับมาแลว้ เยยี กลบั มาหาแตแ้ ล้ว’ เสียงกระจา่ งของเดก็ หญงิ หนา้ ตาสะสวยใน ชุดเคร่ืองแต่งกายของเด็กสาวชาวเย้าปรากฏข้ึนมาตอ่ หน้าคนท้ังสี่” (พงศกร 2555ข, 517) จากนั้น ร่างของหญิงสาวหายไปและกลายเป็นโครงกระดูกสองโครงนอนกอดกัน “โครงกระดูกทั้งสองน้ันจะ เป็นใครไปไม่ได้ นอกจากอู๋ตาบ้าที่น้าทางพวกเขามาจนถึงเวียงแสนเพ็งและบิดาของหลอ่ นน่นั เอง” (พงศกร 2555ข, 518) อู๋ตาบ้าแท้จริงคือจึงวญิ ญาณทยี่ ังมภี ารกิจติดคา้ งมาจากปรากฏการณ์ฤดูดาว ครัง้ ก่อน อูต๋ าบ้าจงึ เปน็ ผหู้ ย่งั รู้ว่าแทจ้ ริงแลว้ ดรสาคอื ดารกาประกายกลบั ชาติมาเกิดและตอ้ งน้าดรสา กลับมาแกไ้ ขความผิดพลาดของตนยงั เวยี งแสนเพ็งให้ส้าเร็จ อูต๋ าบ้าจึงหลุดพน้ พันธนาการ บทบาทของอู๋ตาบ้าเข้ามาช่วยเหลือตัวละครเอกเพื่อให้ตนได้หลุดพ้นพันธนาการ คล้ายกับ “นกกีรณะ” ในสร้อยแสงจันทร์ กีรณะเป็นตัวละครผู้น้าทางที่มีบทบาทโดดเด่นต่อเรื่อง เพราะตอนต้นเรือ่ ง นกกรี ณะเป็นผชู้ ่วยเหลอื พุทธิตามหาเดก็ ชายทีห่ ายไป ต่อมาก็เป็นผ้มู อบหมายให้ พุทธิตามหาอัญมณีสร้อยแสงจนั ทร์ ภารกิจดังกลา่ วก่อใหเ้ กดิ การแย่งชิงสร้อยแสงจนั ทร์ โดยกีรณะ เป็นผู้ให้ค้าแนะน้าและคอยช่วยเหลือตัวละครเอก กระท่ังเมื่อเรื่องด้าเนินมาถึงจุดสูงสุดของความ ขัดแย้ง พุทธิและเดือนเต็มดวงได้ท้าภารกิจเรียบร้อยแล้วกลับมายงั ปราสาทปกั ษาจ้าจองแล้ว กรี ณะ จงึ ไดร้ ับการปลดปล่อย

119 นอกจากการเชอ่ื มระหว่างมนษุ ย์กับส่งิ เหนอื ธรรมชาติ ตวั ละครผนู้ ้าทางยังเป็นผ้เู ชือ่ ม ระหว่างมนุษย์ในอดีตกับมนุษย์ในปจั จบุ ันเข้าด้วยกนั ดังที่ “เจ้านวลตอง” ในกุหลาบรตั ติกาล เป็น เจา้ นายไทใหญ่เพยี งคนเดียวท่รี ูเ้ รื่องราวในอดตี เจา้ นวลตองจึงเปน็ ผเู้ ล่าเรือ่ งเลา่ ภายในครอบครัวของ ภาวรีและเป็นผู้น้าทางให้ภาวรีได้รู้จักกับรากเหง้าของหล่อน อย่างเช่นการพาภาวรีไปกราบไหว้ บรรพบรุ ุษ การมอบตลบั ห้อยคอท่ีมีภาพของเจ้ายายของภาวรีไวใ้ ห้หล่อนตดิ ตัว ตลอดจนเจา้ นวลตอง ยังเป็นผไู้ ขความกระจ่างเกี่ยวกับดอกนิลนวาราด้วย เห็นได้ว่าแมเ้ จา้ นวลตองจะมิได้เปน็ ตัวละครท่ีมี ลักษณะเหนือธรรมชาติ แต่มีส่วนน้าทางและเผยความจริงเกี่ยวกับความเป็นมาของตระกูลและ เรื่องราวในอดีตให้กระจ่างชัดข้ึน เป็น “แหล่งข้อมูล” จากคนในอดีตเพ่ือใช้สานต่อและคลี่คลาย ปริศนาหลายอย่างให้แก่ตัวละครในปัจจบุ นั บทบาทของเจ้านวลตองคล้ายคลงึ กับ “ประพมิ พรรณ” ในเรื่องเคหาสน์นางคอย ประพิมพรรณมีลักษณะเด่นคือหล่อนสวมหน้ากากคริสตัลคลา้ ยหน้ากาก อศั วินยุคกลางไวจ้ นมองไมเ่ ห็นใบหน้า ประเวศนแ์ ละประกาศติ ไดอ้ ธบิ ายว่าสาเหตุทีเ่ ป็นเชน่ น้ีเพราะ ประพิมพรรณเสียใจเรือ่ งลกู สาวที่ตายไปจนเสยี สติเลยน้าหน้ากากทีบ่ ิดาใหม้ าสวมไว้และขงั ตวั อยใู่ น หอคอย แต่เมื่อตัวละครเอกได้พบกับประพิมพรรณท้าให้พวกเขาได้รับทราบเร่ืองเล่าอีกเร่ืองจาก ประพมิ พรรณทแ่ี ตกตา่ งไปจากเรอื่ งเลา่ ของพ่ีชายท้งั สอง และเรือ่ งเล่าของประพิมพรรณนีเ้ องท่ที ้าให้ ตวั ละครเอกค้นพบตวั ตนท่ีแทจ้ รงิ “ฮนี ” เดก็ ชายจากครอบครวั ควาญช้างและ “จัมโบ้” ชา้ งอบุ ลมาลจี ากเรื่องคชาปุระ และนครไอยรา มบี ทบาทนา้ ทางตัวละครทง้ั หมดเดินทางไปยังเมืองคชาปุระ ทั้งสองถอื เป็นผเู้ ช่ือมโยง ระหว่างโลกปัจจุบนั กับดนิ แดนสมมติ โดยพงศกรปูเรอ่ื งว่าฮนี มีความสามารถพิเศษเป็น “elephant whisperer” หรือผู้ส่ือสารกับช้างได้ ฮีนกับจัมโบ้มคี วามผูกพันกันตั้งแต่เกิด “ผมกับจัมโบเ้ กิดเดือน เดียวกัน ปีเดียวกัน ผมเป็นพี่ จัมโบ้เป็นนอ้ ง..พ่อเลี้ยงผมกับจัมโบ้มาด้วยกัน เรากินด้วยกัน อาบน้า ดว้ ยกนั นอนดว้ ยกัน” (พงศกร 2557ก, 30) แต่เมือ่ พ่อของฮีนตาย ลุงของเขาจะขายจมั โบเ้ สยี ฮีนจึง ตัดสินใจหนีออกจากบ้านจนมาพบกับอัยย์และคามนิ ฮีนเล่าว่าจมั โบ้จะพาเขาไปยังเมืองคชาปรุ ะซึ่ง สอดคล้องกับความต้องการของบิดาอัยย์ ฮีนมอบเหรียญตรารปู ช้างที่ส่งต่อกันภายในตระกลู ใหแ้ ก่ อัยยเ์ พ่ือเป็นหลักฐานแก่บดิ าของอยั ย์ เมือ่ เร่ืองด้าเนินไป ตัวละครเอกจึงทราบวา่ ช้างจัมโบ้แทจ้ ริงคือ อุบลมาลีในปรศิ นาทนี่ า้ ไปสเู่ มืองคชาปุระ ระหวา่ งเดนิ ทางไปสเู่ มอื งคชาปรุ ะ จัมโบ้มบี ทบาทเปน็ ผนู้ ้า ทางเพ่ือมงุ่ หน้าไปสู่เมอื งอย่างแม่นยา้ กระทง่ั เมื่อเดนิ ทางถงึ เมอื งได้สา้ เรจ็ ช้างจมั โบถ้ กู สับเปลี่ยนดว้ ย อุบายของเจา้ คุณกลาโหม แต่ฮีนล่วงรูก้ ารสับเปลยี่ นช้างน้นั เพราะความใกล้ชิดระหว่างฮีนกบั จัมโบ้ กระทง่ั ภารกิจทุกอย่างสนิ้ สดุ ความจริงไดเ้ ผยออกมาวา่ ฮีนเปน็ ทายาทของเจา้ ชายพระองค์หน่ึงของ เมอื งคชาปรุ ะ เจา้ ชายพระองคน์ ัน้ ไดห้ ลบหนีราชภยั จากเมืองคชาปรุ ะไปยังโลกภายนอก ความจริงใน ตอนท้ายเปน็ ส่วนชว่ ยอธบิ ายว่า “เพราะเขามสี ายเลือดของคชาปุระในตวั นี่เอง ฮีนจงึ เปน็ Elephant Whisperer สามารถส่ือสารกับช้าง เข้าใจภาษาช้างได้...และนั่นหมายความถึงว่า เด็กฮีนคือทายาท

120 ของเจ้าชายเศวตทนั ต.์ ..แปลว่าฮนี เองก็สามารถอา้ งสิทธิ์ในบลั ลังก์คชาปุระไดเ้ หมอื นท่ีเจา้ คณุ กลาโหม และพรหมพงศเ์ อ่ยอ้าง” (พงศกร 2557ข, 439) แต่ฮนี ตัดสนิ ใจออกบวชเพือ่ ป้องกันข้อกังขาน้ี เห็นได้ ว่า ฮีนกับจัมโบ้นับเป็นตัวละครผู้น้าทางท่ีมีหลายบทบาท ทั้งสองเป็นผู้น้าทางตัวละครไปยังเมือง คชาปุระและฮีนยังช่วยแก้ไขปัญหามากมายในเรือ่ งและตัวฮีนท่ีมีสายเลอื ดชาวคชาปุระซึ่งนับเป็นผู้ เช่อื มโยงระหวา่ งเมืองคชาปรุ ะกบั โลกภายนอก โดยสรุป ตัวละครผู้นา้ ทางนับว่ามีบทบาทส้าคัญตอ่ การเรยี นรขู้ องตวั ละครเอก ตัว ละครผ้นู า้ ทางมีบทบาทรว่ มกันเป็น “ผู้เลา่ เรอื่ ง” (narrator) เรื่องเลา่ เชิงคตชิ นให้ตัวละครเอกได้รับรู้ เนอื่ งจากพวกเขาเป็นผู้เดียวทรี่ เู้ รอ่ื งราวในอดีตและล่วงรอู้ นาคต ตัวละครผู้น้าทางอาจเปน็ ผไู้ ม่มีส่วน ได้ส่วนเสียกับเหตุการณ์ความขัดแย้งในอดีต ดังเช่นหลวงตาสุข หลวงตาชม เจ้านวลตอง อู๋ตาบ้า ฮีนและพระมหาราชครู ส่วนนกกีรณะเป็นผไู้ ด้รับผลกระทบจากความขัดแย้งในอดีตแลว้ นา้ เร่ืองเล่ามาเลา่ แก่ตัวละครเอก ตัวละครกลุ่มน้ีนบั ว่าส้าคัญต่อการพบค้าตอบของตัวละครเอก เพราะ หากมีเพยี งเร่อื งเล่าเชิงคติชน แต่ตัวละครในเร่ืองไม่สามารถรู้เร่ืองเล่าต่างๆ ได้กระจ่างผา่ นตัวละคร ผนู้ า้ ทางแลว้ การเขา้ ถึงปมปญั หาทีแ่ ทจ้ ริงจะเกดิ ขน้ึ ไมไ่ ด้ 3.2.2.2 การสร้างตวั ละครลกึ ลบั เหนอื ธรรมชาติจากเรือ่ งเลา่ เชิงคตชิ น ในกลุ่มตัวละครทีอ่ ยู่อาศัยในพ้ืนท่ีสว่ นใหญ่มกั มลี กั ษณะของความลึกลบั เหนือธรรมชาติ หรอื มีองคป์ ระกอบแฟนทาสติกตามทโ่ี ตโดรอฟกลา่ วไว้ การสร้างตวั ละครลกึ ลบั เหนือธรรมชาติเหลา่ นี้ มีท่ีมาจากเรอื่ งเลา่ เชิงคติชนท้ังเร่ืองเลา่ เชิงคติชนที่อธิบายความเปน็ มาของสถานที่ และเรื่องเล่าเชงิ คติชนท่ีสัมพันธ์กับต้านานและความเชื่อ โดยตัวละครลึกลับเหนือธรรมชาติมักปรากฏเปน็ ตัวละคร ปฏิปักษแ์ ละตวั ละครผู้น้าทาง ดงั นี้ พงศกรสร้างตัวละครปฏิปักษ์ท่ีเป็นอมนุษย์ให้เชื่อมโยงกับเร่ืองเล่าเชิงคติชนท่ีอธิบาย ความเป็นมาของสถานที่ ไดแ้ ก่ เรอื งแสงฟา้ จากวังพญาพรายและนลิ นวาราจากกหุ ลาบรตั ตกิ าล ตวั ละครท้ังสองมตี วั ตนอยู่ในเร่อื งเลา่ และมาปรากฏตัวในช่วงเวลาปัจจบุ นั การน้าตวั ละครจากเร่ืองเล่า เชงิ คตชิ นมาใช้ท้าให้เหน็ วา่ ตัวละครยังคงวนเวยี นไมย่ อมไปไหนเป็นเวลานาน สา้ หรบั เรอื งแสงฟา้ พงศกรนา้ ความเชื่อเร่อื งผีพรายซ่งึ เปน็ ผีท่ีผูกพนั กับสายน้ามาใช้ โดยบรรยายให้เห็นความสง่างามซ่งึ สอดคลอ้ งกับสถานภาพของเจา้ นายเชอื้ พระวงศข์ องเรอื งแสงฟา้ ออกมา ใจกลางแสงสีเหลืองนวลนั้น ขิมทองแลเห็นร่างอรชรอ้อนแอ้นของสตรีผู้หนึ่ง ค่อย ยุรยาตรข้ึนมาจากใต้ท้องน้า...ขิมทองเช่ือว่านัยน์ตาของตัวเองไม่ฝาด สตรีผู้นั้นเยื้องย่าง ขนึ้ มาจากใตบ้ งึ พรายจริง ใบหน้าขาวซีดของสตรีผู้น้ันงามแปลกตา ผมสีด้าขลับแลดูนุ่มราวเส้นไหมปล่อยสยาย ยาวล้อมกรอบให้แลเห็นดวงหน้าได้เด่นชัด...ริมฝีปากอวบอ่ิมของหญิงสาวมีสีแดงสดราว

121 กลีบกหุ ลาบแรกแย้ม ล้าคอระหงต้ังตรงสวมเคร่ืองประดับท้าด้วยทองค้าลวดลายละเอียด งดงาม..มือข้างหนึ่งของหล่อนถือวัตถุสีเงินแหลมยาว ส่องสะท้อนแสงจันทร์เป็นประกาย วะวับ ขมิ ทองตัวเย็นวาบเมือ่ มองเหน็ ได้ถนดั ตาว่ามดี แหลมในมือของนางผู้ลกึ ลับมปี ลายคด โคง้ แลดูคลา้ ยกับกริชของชวา (พงศกร, 2557ค: 156-157) การบรรยายภาพข้างตน้ แสดงให้เหน็ ถึงสถานภาพของเรอื งแสงฟา้ ทีเ่ ปน็ พระมเหสีของลือ อินไท โดยมีดแหลมคล้ายกริชที่นางเรืองแสงฟ้าถือน้ันยังสอดคล้องกับเรอ่ื งเล่าเวียงพรายท่ีว่า นาง เรืองแสงฟ้าใช้กริชแทงตนเองตายพร้อมกับสาปแช่งให้เมืองเวียงพรายลม่ ลงเป็นหนองน้าพร้อมนาง การบรรยายภาพของเรืองแสงฟา้ อยา่ งงดงาม ในแงห่ นงึ่ กเ็ พอ่ื บง่ บอกวา่ “วงั น้า” หรอื บงึ พรายแหง่ น้ี เป็น “วัง” ของ “พญาพราย” ก็คือเรืองแสงฟ้าน่ันเอง จากน้ันฉากต่อมา นวนิยายน้าเสนออทิ ธิฤทธิ์ ของเรอื งแสงฟ้าทสี่ ามารถเนรมติ กายให้นา่ เกลียดและดุรา้ ย ดวงหน้าที่สวยงามบิดเบี้ยว ผิวหนังที่เคยเต่งตึงด้วยเลือดฝาดกลับเหี่ยวย่นลงไปอย่าง รวดเรว็ ใชเ้ วลาเพียงชว่ั อดึ ใจรา่ งทัง้ ร่างก็ยบั ย่นราวกบั คนชราอายุหลายร้อยปี ดวงตาท่ีเคยสดใสเรอื่ เรอื งเป็นประกาย กลับแดงฉานราวถ่านไฟก่อนจะหลุดผลัวะออกมา จากเบา้ หอ้ ยตอ่ งแต่งอยู่บนใบหนา้ สรา้ งความหวาดกลัวใหก้ ับทกุ ผู้คนโดยถ้วนหนา้ ยายแก่พันปีผู้นั้นย่ืนมือท่ีเหี่ยวย่นและตะปุ่มตะป่าออกมาข้างหน้าพร้อมกับแสยะยม้ิ จน เหน็ เขยี้ วขาววาววะวบั เลบ็ มอื ของนางแหลมคมราวกรงเลบ็ สตั วป์ ่า เสยี งหวั เราะแหลมเล็ก ราวกับภูตผีปิศาจ กายท่อนล่างของเจ้าหล่อนจมลงไปในน้าวนอย่างรวดเรว็ ก่อนท่ีขิมทอง จะแลเห็นว่า ท่อนขาของนางพรายน้าค่อยแปรเปล่ียนเป็นหางปลาสะบัดจนผิวน้าแตก กระจาย รา่ งสวยงามอรชรซึ่งกลับกลายเป็นพรายน้าไปอย่างเต็มตัวแล้วในเวลานีย้ ังคงไม่หยุดกรีด เสียงหวั เราะ (พงศกร 2557ค, 163-164) นอกจากนวนยิ ายเสนอภาพนา่ เกลียดนา่ กลวั ของแก่เรอื งแสงฟา้ แลว้ พงศกรยงั ได้บรรยาย ถึงอ้านาจของนางในการดลบันดาลเหตุการณ์อัศจรรย์ต่างๆ โดยเฉพาะการสาปให้ผู้ชายในตระกูล ลืออินไทต้องกลายเป็นผีพรายทุกคืนวันเพ็ญ และในจุดสูงสุดของความขัดแย้ง พงศกรได้อธิบายว่า แผ่นดินไหวและน้าท่วมฉับพลันในบ้านวังพรายมาจากอิทธิฤทธิ์ของนางเรืองแสงฟ้า อิทธิฤทธ์ิต่างๆ ของนางเรอื งแสงฟ้าเกิดข้ึนไดเ้ พราะความอาฆาตของนางท่ีไม่ยอมปล่อยวาง หล่อนไม่เข้าใจแม้สักนิดว่าผ่านกาลเวลามานานนับพันปี เหตุใดจิตใจของเรืองแสงฟ้าจงึ มี แตค่ วามอาฆาตพยาบาทเป่ียมล้น […] “ท่านทรมานคณุ โรมเขาขนาดนี้ ยังไมพ่ อใจอีกหรือ ไง ร้ไู หมว่าคณุ โรมเขาทกุ ขท์ รมานแค่ไหน นา่ จะอโหสิกรรมใหก้ นั ไดแ้ ลว้ ”

122 “อโหสิหรือ ไม่มีวัน ที่เขาต้องทนทรมานน่ันมันก็สาสมกับท่ีเขาท้ากับเราแล้วน่ีนะ” เสียง ของเรืองแสงฟ้าแหลมเล็กด้วยความโมโห “จะว่าไปแล้วอาจจะน้อยกว่าที่เราต้องทน ทรมานอยูใ่ ตบ้ ึงนา้ แหง่ นี้มานานนับพนั ปีด้วยซา้ ” “เป็นเพราะจิตอาฆาตพยาบาทของท่านเองต่างหากที่กักขังหน่วงเหน่ียวท่านเอาไว้ หาใช่ ลอื อนิ ไทอย่างทที่ ่านกล่าวหา” “เป็นเพราะลืออินไทผิดสัญญา ท้าร้ายผู้คนของเราก่อนต่างหาก” เรืองแสงฟ้าเถียง ขิมทองดว้ ยเสียงเกรี้ยวกราด “ลืออินไทไม่เคยรักเราเลย” “ทา่ นก็มองเหน็ แตต่ วั เองนน่ั ละ” (พงศกร 2557ค, 339-340) ตัวละครเรอื งแสงฟ้าจึงเปน็ ตัวละครที่เชอ่ื มโยงกบั เรื่องเลา่ เชิงคตชิ นท่ีพงศกรสรา้ งข้ึน โดย เอาตัวละครในเรื่องเลา่ เชิงคตชิ นมาปรากฏในรปู วิญญาณที่สรา้ งความว่นุ วายให้แก่มนษุ ย์ เพอื่ แสดงให้ เหน็ ถึงด้านมดื ในจิตใจของมนษุ ย์ที่ไม่ยอมปลอ่ ยวางและยึดตดิ กับความโกรธจนเกิดความเดือดร้อนใน วงกว้าง นอกจากนี้ การใช้ความเช่อื เร่ืองผพี รายมาสร้างตวั ละครตวั น้ยี งั อาจมีนัยยะถึง “การเตือนภยั จากสายน้า” ดงั ทีค่ นในชุมชนมีเรอ่ื งเล่าเกย่ี วกบั บงึ พรายว่า ธรรมชาติโดยรอบบึงพรายยังคงรกเรื้อเหมือนที่เคยเป็นมาเม่ือหลายร้อยปีก่อน ด้วย บึงพรายเป็นบึงน้าท่ีมีต้านานเล่าขานเกี่ยวกับพรายน้ามานานนักหนา ล้วนแล้วแต่เป็นไป ในทางที่น่าหวาดกลัวจนทุกคนในหมู่บ้านไม่ปรารถนาจะย่างกรายเข้าใกล้ หากไม่มีความ จา้ เปน็ อะไร […] ไม่เพยี งแตเ่ รือ่ งเลา่ เท่านั้น หากในวันพระจันทรเ์ พญ็ บางครั้งชาวบา้ นในหมู่บ้านจะได้ยิน เสยี งดนตรีไทยเดมิ บรรเลงลอยตามลมโดยมที ิศทางมาจากบงึ น้านัน่ เอง บางครง้ั คนท่ใี จกล้า แอบไปหาปลาในบึงก็เคยเลา่ ว่าเหมือนมีใครคอยกระตุกสายเบด็ อยู่ใตน้ ้า […] เดก็ ๆ ในหมบู่ ้านทีแ่ ก่นกล้าหน่อย แอบพ่อแม่ไปเล่นแถวบึง มหี ลายหนพากนั ว่ิงแตกต่ืน กลับมา สหี น้าท่าทางหวาดกลัว แลว้ ร้องบอกกับใครต่อใครว่าเห็นนางพรายขึ้นมานั่งหวีผม อยู่บนโขดหินริมบึง ยังจะเรื่องที่มีคนจมน้าตายในบึงอีก จะเป็นเรื่องบังเอิญหรือเร่ืองจรงิ ท่ีว่าพรายน้ามาเอาตัวคนไปจริงอย่างท่ีเล่าลือก็สุดท่ีจะคาดเดาได้ ด้วยจะต้องมีคนจมน้า ตายท่ีบงึ พรายนท้ี ุกปี (พงศกร 2557ค, 22-23) อาจมองได้ว่า เร่ืองเล่าเก่ียวกบั ผพี รายว่า “ผีพรายจะพาไปอยู่ด้วย” พร้อมกับการสร้าง ตวั ละครผีพรายขึ้นมาเปน็ วิญญาณดรุ ้ายนบั เป็นการสร้าง “ภัยจากน้า” ใหเ้ หน็ อยา่ งเปน็ รปู ธรรมเพ่ือ เตอื นใหค้ นในชมุ ชนระมดั ระวงั ภยั และหลีกเลยี่ งไมใ่ หไ้ ปยังบึงน้าในยามวิกาลเพียงล้าพัง และไม่เพยี ง ผีพรายในวังพญาพราย เท่านั้น ผีพรายที่มีรูปลักษณ์คล้ายนางไซเรนในคชาปุระ-นครไอยราได้ ปรากฏตัวเฉพาะบรเิ วณแหล่งน้าและจะก่อภยั แก่ตัวละครทเี่ ข้าไปรุกลา้ พน้ื ที่ของผพี รายเช่นกัน หาก มนุษย์มิไดก้ ้าวล้าเข้าไปยงั บงึ พรายแล้ว ผพี รายมอิ าจทา้ อะไรพวกเขาได้ เหตนุ ีแ้ ม้ตัวละครผีพรายที่มี

123 ลักษณะผสมผสานข้ามวฒั นธรรมทงั้ เอาเงอื ก มนุษยห์ มาป่าและนางไซเรนมาผสมผสานจะตา่ งกนั แต่ การใช้ผีพรายจากความเช่ือท้ังหมดต่างดึงเอาความดุร้ายของผีพรายซ่ึงสะท้อนแก่นเดียวกันคือ สะท้อนภัยทม่ี าจากน้าอันเปน็ กุศโลบายเพอ่ื เตือนภยั ใหค้ นระมดั ระวงั น่ันเอง ส่วนนิลนวารา ในกุหลาบรัตติกาลเป็นตัวละครที่มาจากเร่ืองเล่าเกี่ยวกับหญิงสาวท่ี ผดิ หวังจากชายคนรัก “เธอโศกเศรา้ เสยี ใจยง่ิ นกั หวั ใจแตกสลายจนตัวตาย ร่างของนางได้กลายเป็น ดอกไม้สีด้าเหมือนกับความมืดมิดของหวั ใจ เจ้าหลวงผู้เปน็ บิดาของนางกุหลาบค้าขนานนามดอกไม้ สดี ้าดอกนั้นว่านิลนวารา” (พงศกร 2555ก, 437) เม่ือดอกนิลนวาราซึ่งเปน็ ดอกไม้พิษได้ผนวกรวมกบั ดอกกุหลาบจนเกดิ เป็นดอกกุหลาบรัตตกิ าลท้าให้ดอกกุหลาบดอกน้มี ีพษิ รา้ ย และมหี ญิงสาวท่งี ดงาม ชวนหลงใหลชือ่ “นลิ นวารา” ปรากฏตวั พรอ้ มกับดอกไม้ หากที่ท้าให้มานนท์ถึงกับต่นื ตะลึงน้ันมิใช่การแย้มบานของกุหลาบสีน้าเงิน หากเป็นเรือน รา่ งระหงทแ่ี ลดูเลือนรางอยูข่ ้างหลงั กุหลาบสีเขม้ นน่ั ต่างหาก […] สตรีที่ดูเลือนรางอยู่ในกลุ่มหมอกสีน้าเงินทอดถอนใจ ดวงตาด้าขลับเปล่งประกาย ระยับราวนลิ น้างาม จับจ้องมายงั มานนท์แนว่ น่งิ ผิวขาวของเธอผู้น้ันบอบบางน่าทะนุถนอม ยามเมื่ออยู่ท่ามกลางละไอหมอกสีน้าเงิน ผิวของหลอ่ นย่งิ เรืองรองผ่องประภัสร์ ดวงหนา้ เรยี วรปู ไขส่ วยงามหากทว่าหม่นเศร้า ริมฝีปากอิ่มเตม็ เผยอน้อยๆเหมอื นกุหลาบ แรกแย้มกลบี ทรวงอกเตง่ ตูมในพัสตราภรณส์ นี ้าเงินเข้มจนเกือบด้าพล้ิวไหวแนบกาย มานนท์ลืมบาดแผลท่ีก้าลังเจ็บปวดของตนจนหมดส้ิน แม้แต่ภวารีก็ดูจะห่างไปจาก ความคดิ คา้ นึงของชายหนุ่ม […] “คุณเปน็ ใครกนั แน่ คณุ ช่ืออะไร” เขารอ้ งถามอยา่ งสับสน “เราจะไดพ้ บกนั อกี หรอื ไม่” “อยา่ ใหผ้ ู้ใดรู้วา่ เราพบกัน ไม่เช่นนน้ั เจ้าจะไมไ่ ด้พบกับเราอีกเลย..นิลนวารา” เสียงเสนาะ ใสสะทอ้ นกลับไปกลบั มา ก่อนท่รี ่างของเธอจะหายลบั ตาไปในกลมุ่ หมอกทห่ี มุนวน “เราชอ่ื นิลนวารา” (พงศกร 2555ก, 70-72) นิลนวาราที่ปรากฏกายอย่างลึกลับจากดอกกุหลาบรัตติกาลจะปรากฏตัวเฉพาะผู้ถูก หนามกุหลาบตา้ มอื จากน้นั ชีวิตพวกเขาจะถกู นลิ นวาราหลอกหลอน ไมว่ า่ จะท้าใหล้ ่มุ หลงอยกู่ บั ดอก กุหลาบ ดงั ที่ “มานนท์”เปล่ียนไปหลงั จากพบนลิ นวารา “เขามักจะมอี ารมณห์ งุดหงดิ ฉุนเฉยี วโดยไม่ ทราบสาเหตุอยู่เสมอ ยิ่งระยะหลังจากที่มานนท์ค้นพบกหุ ลาบรตั ติกาล เขายิ่งเปล่ียนไปมากแทบจะ กลายเป็นมานนท์คนใหม่ที่ภวารีที่ไม่รจู้ ัก” (พงศกร 2555ก, 198) นวนิยายได้บรรยายความมัวเมา ของมานนท์ท่หี ลงรูปและมีจติ ใจผกู อยกู่ ับดอกกหุ ลาบรตั ติกาลไว้ตลอด

124 เขาจะไมย่ อมใหใ้ ครแตะต้องท้ารา้ ยนิลนวารา มานนท์นั่งด่ืมด้่าช่ืนชมความงามของกุหลาบรตั ติกาลอยู่ในเรือนกระจกตั้งแต่บ่ายคล้อย จนตะวันตกดิน เขาคิดถึงนิลนวารา จ่อมจมอยู่ในห้วงค้านึงกระท่งั ดวงดาวพราวพรา่ งเต็ม ทอ้ งฟ้า กุหลาบสีน้าเงินคงจะเจ็บปวดจนเห่ียวเฉา กลีบร่วงโรย เขาอดจะเอื้อมมือไปแตะก้าน ดอกท่ีเคยหยัดตรงมไิ ด้ ท้งั ทีร่ ้วู า่ หนามแหลมคมท่ีรายล้อมกุหลาบสวยอาจจะต้ามือให้ต้อง เจบ็ ปวด “อา...” ชายหนุ่มสะดุ้งเม่ือปลายนิ้วแตะถูกหนามยาวสดี ้าเข้มจนเลือดไหลซิบ เขากดั ริม ฝีปากแน่นไม่ยอมให้เสียงร้องครางลอดออกมาให้ใครได้ยิน หนามของกุหลาบรัตติกาลยงั คมปลาบราวกับปลาบเข็มฉีดยา ก้านของมันเปราะบาง เม่ือแทงเข้าไปในเนื้อของเขา เศษเลก็ ๆ จงึ หักและฝังลึกอยู่ภายใน แผลเก่ายังไม่ทันจะหายดี เขากลับไม่ระมัดระวังปล่อยให้หนามกุหลาบต้าอีกแล้ว หาก มานนท์ไม่กลัวที่จะเจ็บ กลิ่นหอมหวานของกุหลาบสีน้าเงินยังซ่านติดปลายจมูก ขณะที่ เสียงสะอื้นไห้ของอิสตรีผู้หนึ่งสะท้อนก้องข้ึนมาท่ามกลางความเงียบสงัดในเรือนกระจก และแสงสลวั รางของสนธยากาล “นิลนวารา” (พงศกร 2555ก, 100) นอกจากมานนท์แล้ว ยังมี “รมิตา” เพ่ือนสนิทของภาวรีท่ีเห็นนิลนวารา รมิตาหักหลัง ภวารีโดยหลอ่ นทราบเรือ่ งดอกกุหลาบรตั ตกิ าล แล้ววางแผนกบั คนรกั เพ่อื เคลื่อนยา้ ยดอกกุหลาบไป ครอบครองไวเ้ อง รมิตาถูกหนามกุหลาบต้ามอื โดยบงั เอิญ หลังจากโดนหนามกหุ ลาบต้ามือ รมติ าเกดิ ป่วยขน้ึ มาฉับพลนั และต้องเข้าโรงพยาบาลอยา่ งฉุกเฉนิ เวลานนั้ หล่อนไดพ้ บกบั นิลนวารา หล่อนรู้สึกเหมือนมีสายลมพัดผ่านไปวูบวาบ พากลิ่นกุหลาบหอมแรงมาด้วย สัญชาตญาณบอกรมิตาว่า ใครบางคนจ้องมองหล่อนอย่างไม่วางตา…แสงที่เคยสลัวราง โดยรอบ บัดน้ีเร่ิมเรืองเหมือนมีใครใช้ดวงไฟสีน้าเงินสาดส่อง มีเสียงส่ายไหวของ พัสตราภรณด์ งั แผ่วเบามาจากเบื้องศีรษะของหล่อน รมิตาพยายามจะเงยหน้าขึ้นไปมองว่า เปน็ เสียงของใครหรอื อะไร หากไมส่ ามารถท้าอย่างทีใ่ จปรารถนาได้ ด้วยอวยั วะทุกส่วนนั้น ถกู ตดิ ตรึงเอาไวจ้ นมิอาจจะขยับเขยื้อนเคลื่อนไหวได้ […] “เธอทา้ อะไรกับกุหลาบรตั ติกาล เธอทา้ อะไรกับนิลนวารา” รมติ าอ้าปากค้าง เม่ือมโี อกาสได้เห็นเสย้ี วหน้าสง่างามของสตรีผู้นั้น สตรใี นพัสตราภรณ์ สี น้าเงินเข้มประหนง่ึ สีของฟากฟ้าในยามราตรีกาล “นิลนวารา กุหลาบรัตติกาล” เพ่ือนสาวของภวารีร้องคราง “ไม่ ฉันไม่ได้ท้าอะไรสัก หน่อย”… “ฉันไมไ่ ดต้ ัง้ ใจ เรา เราจ้าเป็น” “จ้าเปน็ ” สตรใี นพัสตราภรณ์สนี ้าเงินเขม้ อันกรยุ กรายกม้ หน้าอันสวยหวานจนชดิ รมิตา ... รมติ ารอ้ งกรี๊ดเมื่อเห็นถนัดชดั เจนว่าดวงหน้าสวยงามของนิลนวารานั้นก้าลังแปรเปลี่ยนไป ทีละน้อย ผิวนวลลออค่อยๆ ขาวซีด ก่อนจะกลายเป็นสีเขียวคล้า ผิวเนื้อละเอียดอ่อน

125 ค่อยๆ แตกปริและล่อนหลุดออกมาเป็นชิ้นๆ มีน้าเหลืองไหลเย้ิมแทรกซึมทุกอณุเนื้อราว ซากศพท่ีก้าลังขึ้นอืด...สติของรมิตาแทบจะหลุดลอยไป เม่ือดวงตาข้างหนึ่งของนิลนวารา หลุดผลัวะออกมาจากเบ้า แล้วกล้ิงหลุนๆ ไปบนพ้ืน เหลือแต่เบ้าท่ีกลวงโบ๋เห็นกะโห ลก สีขาว กลิ่นหอมหวานของกุหลาบบัดนี้หายไปจนหมดสิ้น เหลือเพียงกลิ่นเหม็นเน่าของ ซากศพทีส่ ะอิดสะเอียน “เธอจะต้องได้รับผลกรรมในสิ่งท่ีท้าลงไป รมิตา” ซากศพเดินได้ในอาภรณ์สีน้าเงินเข้ม หัวเราะเสียงแหลมเลก็ (พงศกร 2555ก, 245-247) นิลนวาราทีร่ มิตาพบนับว่าแตกต่างจากท่ีมานนท์พบอย่างส้ินเชิง นิลนวาราได้ปรากฏตวั ในลักษณะที่น่าเกลียดน่ากลัว และจากนั้นรมิตาเสียชีวิตลงอย่างกะทันหัน การสร้าง ตัวละครนิลนวาราจึงเรียกได้ว่าเป็นการน้าหญิงสาวท่ีผิดหวังในความรกั จนกลายเปน็ ดอกไม้สดี ้ามา สร้างเป็นหญิงสาวที่มาพร้อมดอกกุหลาบรัตติกาลซ่ึงมีส่วนเร้าความโลภและความหลงของตัวละคร มนุษย์ท่ีพบนิลนวารา กล่าวได้ว่า การสร้างตัวละครนี้ขึ้นมานับว่าสัมพันธ์กับ “ด้านมืด” ในใจของ มนุษย์ ให้เห็นความหลงและความโลภของมนุษย์ที่ไม่มีที่สิ้นสุด ไม่ต่างจากตอบจบของเรื่องที่ นิลนวารายงั ไม่หายไป แตไ่ ด้แตกกง่ิ ก้านออกมาเพือ่ รอวันกลบั คืนมา ตัวละครปฏปิ ักษจ์ ากเรอื่ งเลา่ เชงิ คติชนทั้งสองมจี ดุ รว่ มกนั พงศกรน้าเอาลักษณะเดน่ ของ ตัวละครในเรื่องเล่าเชิงคติชน คือ หญิงสาวท่ีเป็นเจ้านายเช้ือพระวงศ์ซ่ึงต้องกลายเป็นดอกไม้หรือ กลายเป็นวิญญาณ โดยพงศกรน้าเสนอภาพตัวละครทั้งสองให้มาปรากฏตัวต่อหน้าตัวละครปัจจบุ ัน ด้วยรูปร่างความสง่างามน่าเกรงขาม แต่การปรากฏตัวได้สร้างความเดือดร้อนให้แก่มนุษย์ท่ีเข้ามา เกยี่ วขอ้ งและฉายภาพด้านมืดในจติ ใจของมนษุ ย์ ทงั้ ความยึดติด ความโลภและความอาฆาต นวนิยายของพงศกรมิได้น้าตัวละครในเร่ืองเล่าเชิงคติชนมาสร้างเป็นตัวละครปฏิปักษ์ เท่าน้ัน แต่ได้น้าตัวละครในเรอื่ งเล่าเชิงคติชนมาเป็นตัวละครผนู้ า้ ทางทช่ี ่วยเหลอื ตวั ละครเอก ได้แก่ นกกีรณะในสร้อยแสงจันทร์ พงศกรได้น้าเอานกจากนิทานเวตาลมาผูกติดอยู่กับปราสาทปักษา จ้าจอง และผนวกจินตนาการจนได้เป็นตัวละครท่ีมีมิติดังท่ีกล่าวไปแล้ว ในนวนิยายเร่ืองน้ียังมี ตัวละครอมนุษย์อีกพวกหนึ่ง พงศกรได้น้าเอาข้อมูลเชิงคติชน คือความเช่ือเร่ืองบังบดมาสร้างเปน็ ผู้ช่วยเหลอื ตัวละครเอก ชาวบงั บดไม่ไดป้ รากฏตวั ออกมาให้พทุ ธิเห็น แตม่ ีปฏสิ ัมพันธก์ ับพุทธิโดยการ เปดิ ทางใหพ้ ุทธิเขา้ ไปอยู่ในดนิ แดนของพวกเขาได้ พทุ ธิร้สู ึกแปลกใจต้ังแต่ลอดซุ้มไม้เล้ือยเข้ามาแล้ว เพราะเม่อื ล่วงเข้ามาหลงั ซมุ้ มะลปิ ่า มัน เหมือนเขาไม่ได้อยู่ในโลกมนุษย์ บรรยากาศหลังซุ้มมะลิป่าเงียบสงัด สงบเหมือนกับเป็น อาณาจักรลึกลบั อาณาจักรทเี่ หลอื่ มอย่กู ับโลกซ่งึ เขาเพ่งิ เดินจากมา ... “เจ้าปลอดภยั แลว้ ” เสียงใสเยน็ ของสตรคี นหน่ึงดังขึน้ ที่ข้างกาย หากเม่ือเขาเหลียวมองไป โดยรอบกลบั มองไม่เห็นผู้ใด “เจา้ ไม่ไดร้ ับอนญุ าตให้มองเหน็ พวกเราได้ เพราะเท่าทเี่ ราเปิด

126 ทวารบาลแหง่ อาณาจักรได้ล่วงล้าเพ่ือเข้ามาหลบภัยน้ัน นน่ั เปน็ การละเมดิ กฎของพวกเรา มากพอแรงแล้ว เช่นนน้ั อย่าได้พยายามท่ีจะมองหาตวั เราเลย” “...อย่าได้กังวลอันใดเพราะเจ้าจะปลอดภัย ปราศจากอันตรายท้ังปวงในอาณาจักร บังบด จะไม่มีผู้ใดท้าร้ายเจ้าได้และพรุ่งน้ีเม่ือเจ้าตน่ื ข้ึนมา ทวารบาลทางออกจะเปิดกวา้ ง รอเจ้าอยแู่ ล้ว” (พงศกร 2558, 252-254) นวนิยายน้าเสนอชาวบังบดในลกั ษณะของมนุษย์ท่ีอาศัยอยู่อกี มิติหนึ่ง แต่ได้เปิดทางให้ พุทธิเข้ามาหลบภัยได้ โดยก่อนหน้านั้น เรื่องบรรยายว่าชาวบังบดเป็นคนดีมีศีลธรรมสูง การที่ชาว บังบดยอมผดิ กฎใหพ้ ทุ ธิเข้าไปในอาณาจักรบังบดไดเ้ ป็นส่ิงแสดงถึงระดับคณุ ธรรมของพทุ ธทิ ีเ่ รียกได้ วา่ มี “ศีลเสมอกนั ” นอกจากนี้ ในนวนิยายของพงศกรมีการใช้ความเช่ือเรื่องแถนมาสร้างเป็นตัวละครแถน เมอื งแมนในฤดดู าว หากเปน็ ตวั ละครท่ไี มม่ ีบทบาทมากนัก แต่การปรากฏตวั ละครตัวน้มี นี ยั สา้ คญั ต่อ เร่ือง เพราะในตอนทา้ ยเรือ่ งเมื่อแถนเมืองแมนลงมารบั อ้ัวแสนเพ็งกลบั ไปอยู่ยังเมืองบน การปรากฏ ตัวของแถนนบั เปน็ เหตกุ ารณเ์ หนือธรรมชาติทีท่ ้าให้ตวั ละครเอกตกตะลงึ และการปรากฏตัวครั้งนนั้ ก็ นับวา่ ทา้ ใหค้ วามขัดแยง้ ทงั้ หมดคล่คี ลายลง กล่าวได้ว่านวนยิ ายไดน้ ้าความเชือ่ เรอื่ งแถนมาใชส้ ร้างตัว ละครในลักษณะทีต่ ้องค้าสาปและการปรากฏตวั ของตวั ละครน้กี ็ท้าใหค้ า้ สาปคลีค่ ลายลง 3.2.2.3 การสร้างตัวละครสือ่ กลางทางจิตวิญญาณจากเรือ่ งเล่าเชิงคตชิ น การเดินทางของตัวละครเอกในนวนิยายเรื่องสร้อยแสงจันทร์และฤดูดาว ได้น้าผู้อา่ นให้ ไปรู้จักกลุ่มคนชาติพนั ธุ์กูยและเย้าผา่ นการน้าตัวละครเอกเข้าไปอาศัยในหมู่บ้านของชาติพันธุ์นั้นๆ และน้าเสนอตัวละครจากกลุ่มชาติพันธ์ุที่มีบทบาทเด่นจากการอิงเร่ืองเล่าเชิงคติชนท่ีสัมพันธ์กับ ความเชื่อ ดงั ที่พงศกรสร้างตัวละครจา้ และตัวละครซิบเมีย้ นเมย่ี นจากความเช่อื ของกลมุ่ ชาติพนั ธน์ุ นั้ ๆ ในฤดูดาว พงศกรน้าเอาซบิ เม้ียนเมย่ี น ส่ือกลางทางจิตวิญญาณของเยา้ มาเสนอ โดยเนน้ ลักษณะผมู้ ญี าณหย่งั รแู้ ละผ้ตู ิดต่อสื่อสารกับสิง่ เหนอื ธรรมชาติเพื่อบรรเทาทุกข์และบนั ดาลสุขใหแ้ ก่ คนในชุมชนมากใช้ ลักษณะน้ีปรากฏชัดเจนผา่ นตัวละครอู๋ตาบ้า อู๋ตาบ้าเปน็ ซบิ เม้ียนเมย่ี นตวั จรงิ ท่ี หยั่งรู้เรอ่ื งราวต่างๆ และช่วยพาดรสาให้ไปแก้ไขความขัดแย้งเพ่ือใหช้ ุมชนผาช้างรอ้ งกลบั มาสงบสุข ดงั เดิม สว่ นในสร้อยแสงจันทร์ พงศกรสร้างตัวละครประกอบคือ เนาะเฒาลหี รอื พอ่ เฒา่ ลี ซ่งึ เป็นจา้ ของหม่บู ้านเมอื งปักษากบั ตัวละครแมะเทาที่เปน็ ผู้ประกอบพิธกี รรมฟอ้ นผีมด ตัวละครทั้งสองปรากฏ ตวั ขนึ้ เพ่ือบรรเทาทุกขแ์ ก่คนในหมู่บา้ น โดยเฉพาะการชว่ ยพทุ ธกิ ับเดือนเต็มดวงตามหาเด็กชาย เหน็ ได้ว่า การสรา้ งตัวละครซิบเมย้ี นเมี่ยน จ้าและแมะเทาต่างน้าเสนอหนา้ ท่บี รรเทาทุกข์ให้คนในชุมชน ได้กลับมาอยู่อย่างสงบสุขเช่นเดยี วกนั

127 สถานะสื่อกลางทางจิตวิญญาณของตัวละครเหลา่ นี้มีส่วนส้าคัญต่อความขัดแย้งในพ้นื ท่ี เพราะนวนิยายสะท้อนความสัมพันธ์อย่างแนบแน่นระหว่างสอ่ื กลางทางจติ วิญญาณกับวิถีชีวิตของ ผู้คน คา้ พูดและการกระท้าของจา้ หรอื ซบิ เมย้ี นเม่ยี นตา่ งทรงอา้ นาจต่อชมุ ชนในวงกวา้ ง พงศกรหยบิ เอาบทบาทเหลา่ นี้น้ามาสรา้ งตวั ละคร แต่บทบาทสอื่ กลางทางจิตวิญญาณมิได้ปรากฏเพยี งด้านบวก ด้านเดียว เพราะสื่อกลางทางจิตวิญญาณยังปรากฏในฐานะตัวละครปฏิปักษ์ของเร่ืองเพ่ือช้ีให้เหน็ อ้านาจอีกด้านหน่งึ หากส่ือกลางทางจิตวิญญาณน้าอ้านาจไปใช้ในทางทผ่ี ิดหรอื ผูใ้ ช้อ้านาจไมอ่ ยใู่ น ศีลธรรมแลว้ ก็จะน้าความวุ่นวายมาสชู่ ุมชนได้ ดังท่ีบุญทาได้อาศัยสถานะของจ้าและอาคมทรี่ า่้ เรยี น มาใช้เพื่อต่อสกู้ ับนกกีรณะและขโมยอญั มณีสรอ้ ยแสงจันทร์ ขณะที่อ่้าเฟยเป็นตวั ละครทแี่ อบอ้างวา่ เป็นซิบเม้ยี นเมี่ยนและหลอกชาวบ้านผาช้างร้องมานานกว่าหลายสิบปี แต่เม่ือคนในชุมชนได้รบั รูถ้ ึง พฤติกรรมท่ีไม่ดีของตัวละครเหล่าน้ีชุมชนก็มีบทลงโทษ บุญทาถูกขับไล่ออกจากหมู่บ้านมาเป็น เวลานานจนต้องไปท้างานกับเมษและเมลานี ส่วนอ่้าเฟยเม่ือถูกกระชากหน้ากากว่าเป็นซิบเมี้ยน เมี่ยนปลอม หล่อนจึงต้องออกจากหมู่บ้านผาช้างร้องไปเพราะไม่สามารถสู้หน้าใครได้อีกต่อไป การสร้างตัวละครปฏิปักษ์ท่ีมาจากผู้น้าทางจิตวิญญาณก็เป็นการแสดงถึงคนท่ีได้รับอ้านาจแต่น้า อ้านาจมาใช้ในทางท่ีผดิ และกล่าวได้ว่า แม้ด้านหนึ่งชุมชนจะให้อ้านาจกับผู้น้าทางจติ วิญญาณ แต่ อ้านาจดังกล่าวหากใชใ้ นทางทีผ่ ดิ และขาดคณุ ธรรมแลว้ ชมุ ชนก็มบี รรทดั ฐานในการจดั การภายใน 3.2.2.4 การสรา้ งตวั ละครทสี่ มั พนั ธก์ บั ชา้ งจากเรอื่ งเลา่ เชงิ คตชิ น ในนวนิยายเร่ืองคชาปุระและนครไอยรา มีเร่ืองเล่าเชิงคติชนท่ีสัมพันธ์กับช้างอยู่ หลากหลาย ท้ังท่ีมาจากต้าราคชศาสตร์ซึง่ พงศกรน้าช้างในต้าราน้ีมาสร้างเป็นตัวละครช้างเชือกเอก ในนวนิยาย คือ จัมโบ้และดอกคูนเป็นช้างที่มีลักษณะมงคลในตระกูลอุบลมาลีและสังขทันต์ ช่ือตัว ละครหลายตวั ในเร่ืองยงั น้ามาจากตา้ ราคชศาสตร์ นอกจากน้ี ของวิเศษในนวนิยายล้วนสอดคล้องกับ คติเกี่ยวช้าง จุดที่น่าสนใจ คือ ความสัมพันธ์ของตัวละครในเมืองคชาปุระท่ีเกิดการแย่งชิงช้างเพือ่ ครองบัลลังก์ยึดโยงกับคติเก่ียวกับช้างอย่างแนบแน่น ดังท่ีช้างสัมพันธ์กับการสร้างตัวละครชนช้ัน กษัตริย์ การน้าช้างมาใช้ในนวนิยายสะท้อนการอยู่รว่ มกันระหว่างมนุษยก์ ับธรรมชาตอิ ย่างกลมกลืน และยงั สะท้อนถึงความอุดมสมบูรณท์ ี่ควบคู่กับความส้าคญั ของสถาบันกษตั รยิ ์ ดังนี้ ประการแรก ตวั ละครทผ่ี กู พนั กับช้างมีสถานะเจา้ นายเช้ือพระวงศท์ ั้งสน้ิ และความขัดแย้ง ที่เกิดขึ้นในเมืองคชาปุระมีท่มี าจากการชิงช้างเพอ่ื อ้างสทิ ธิในราชบลั ลงั ก์ เห็นได้ชัดว่า ความสัมพันธ์ ระหวา่ งตัวละครเกดิ การ “ชงิ ช้าง” เพื่อ “ชงิ ฉตั ร” ซ่งึ อาจเรยี กไดว้ ่าสมั พนั ธก์ ับ “คติจกั รพรรดริ าช” ที่มีส่วนก้าหนดความคิดและแบบแผนปฏิบัติของกษัตริย์ไทย ดังท่ีชัยรัตน์ พลมุข (2552, 80-88) กล่าวว่า คติจักรพรรดิราชเป็นคติท่ีได้รับอิทธิพลมาจากพุทธศาสนาอันแสดงวิธีคิดเรื่องการขยาย ปริมณฑลแหง่ อา้ นาจ (mandala) ของกษตั ริยโ์ ดยใชธ้ รรมะเป็นเครอ่ื งมือ ชนชัน้ ปกครองไทยน้าคติน้ี

128 มาใช้โดยสืบทอดมาจากพระไตรปิฎก ต้ังแต่สมัยสุโขทัยและสืบทอดต่อมาจนถึงสมัยรัตนโกสินทร์ ท้ังนี้ ใน ไตรภูมิกถาระบวุ ่า ผู้ท่ีจะเป็นจกั รพรรดิราชได้ต้องมีคุณสมบัตถิ ึงพร้อมด้วยธรรมตา่ งๆ และ ตอ้ งมีรตั นะหรอื แก้ว 7 ประการ ได้แก่ จกั รแกว้ ช้างแกว้ ม้าแกว้ มณีแกว้ นางแก้ว ขุนคลังแกว้ และ ขนุ นางหรอื ลกู แก้วจึงจะถือวา่ มีบารมีถงึ พรอ้ มเปน็ พระจกั รพรรดริ าช (พจนานุกรมศพั ท์วรรณคดีไทย สมัยสุโขทัย ไตรภูมิกถา ฉบับราชบณั ฑติ ยสถาน 2544, 88-125) นอกจากน้ี จากงานวิจยั ของชัยรัตน์ ช้ีให้เห็นอกี ว่า สังคมไทยได้เนน้ ความส้าคัญของช้างแก้วเพอ่ื แสดงให้เห็นว่าพระมหากษัตริยท์ รงเป็น พระเจ้าจกั รพรรดิราช ดังที่กลุ่มวรรณคดีประกอบพิธีกรรมในช่วงรตั นโกสนิ ทร์ได้เน้นย้าความสา้ คัญ ของช้างแกว้ ดงั ปรากฏในรูป “คา้ ฉนั ท์ดุษฎีสงั เวยกล่อมช้าง” วรรณคดีประเภทนม้ี ีบทบาทขบั อ่านใน พระราชพิธีสมโภชขึ้นระวางช้างส้าคัญ มีเนื้อหาเฉลิมพระเกียรติพระมหากษัตริย์ผู้ทรงเป็นพระ จกั รพรรดิราชให้ผเู้ ข้าร่วมพระราชพิธไี ด้ประจักษ์ (ชัยรตั น์ พลมุข 2552, 88) แม้คติจักรพรรดิราชจะเป็นการขยายอ้านาจโดยธรรม หากในมุมมองทางประวัติศาสตร์ สเุ นตร ชุตินธรานนท์ (2556, 175-214) ชใ้ี หเ้ หน็ ว่าสงครามในประวตั ิศาสตร์ไทย โดยเฉพาะสงคราม ระหว่างไทยกับพม่าสมัยอยุธยามคี ตจิ ักพรรดิราชเป็นความคิดท่ีอยู่เบือ้ งหลงั เพราะตามความเชอื่ ใน พุทธศาสนา แต่ละทวีป11จะมีตา้ แหน่งพระจกั รพรรดิราชได้เพยี งพระองค์เดียว เมื่อพระมหากษัตรยิ ์ จากรัฐพุทธทั้งอยุธยาและพม่าต่างต้องการประกาศตนเป็นพระเจ้าจักรพรรดิราชจึงน้ามาสู่ความ ขัดแย้งระหว่างสองรัฐ กรณีท่ีเหน็ ไดช้ ัดคือ พระเจา้ บเุ รงนองของพม่าหรอื ที่ชาวพม่าออกพระนามว่า “พระเจา้ ช้างเผอื ก” ต้องการครอบครองชา้ งเผือกจากแว่นแคว้นตา่ งๆ พระเจา้ บเุ รงนองทรงทราบว่า ท่อี ยธุ ยา “สมเดจ็ พระมหาจักรพรรดิ” ทรงครอบครองช้างเผอื กถงึ สี่เชอื ก พระองคจ์ งึ ไดข้ อชา้ งเผือก จากอยุธยา หากแต่ได้ถูกปฏิเสธ เหตุการณ์นี้จึงได้กลายเป็นสงครามระหว่างสองรัฐขึ้น ดังน้ัน การ แย่งชิงกันครอบครองช้างมงคลอันเป็นเครื่องแสดงสถานะพระจักรพรรดิราชจึงกลายเป็นเหตุแห่ง สงคราม และเหน็ ไดช้ ดั วา่ ชา้ งมงคลมีส่วนสัมพันธ์กบั สถาบันกษัตรยิ ์อย่างแนบแนน่ และยาวนาน การ ไดค้ รอบครองชา้ งมงคลย่อมสะท้อนความถึงพรอ้ มของพระมหากษัตริย์มีบุญบารมีเป็นจักรพรรดริ าช เมื่อย้อนกลับมายังความขัดแย้งในคชาปุระและนครไอยรา แม้ไม่อาจระบุว่า คติจักรพรรดริ าชมีผลต่อการสรา้ งความขดั แย้งได้โดยตรง เพราะตวั ละครเอกไม่ไดช้ ิงช้างเพ่ือประกาศ ตนเป็นพระจักรพรรดิ แตจ่ ากนวนยิ ายไดส้ ะทอ้ นเค้าความคดิ ท่เี กี่ยวขอ้ งกับการครอบครองช้างมงคล ไว้ตลอด และยังให้ความส้าคัญกับธรรมะของผู้ปกครองอันจะเป็นเงื่อนไขส้าคัญต่อการข้ึนครอง บัลลังก์เมืองคชาปุระ 11 ทวปี ในที่นห้ี มายถงึ ทวปี ตามคติไตรภมู ิทีม่ องว่าโลกมีเขาพระสเุ มรุเปน็ แกนกลางและมสี ีท่ วปี อยู่ล้อมรอบ ไดแ้ ก่ ปุพพวเิ ทหทวีป ต้ังอยูท่ างทิศตะวนั ออก อมรโคยานทวีป ตั้งอย่ทู างทิศตะวันตก ชมพูทวปี ตงั้ อยู่ทางทศิ ใต้ และอุตตรกรุ ุทวีป ต้ังอยู่ทางทศิ เหนือ

129 “กษัตริย์แต่ละรัชกาลจะมีช้างหลวงประจ้าพระองค์ ซึ่งพระองค์ใดจะมีช้างตระกูลใดเปน็ ช้างคู่บุญบารมีน้ัน เกิดจากการพยากรณ์ของวิหารไอยรา” พระนมเล่าถึงธรรมเนียมอัน แปลกประหลาดซ่งึ คามนิ ไม่เคยได้ยินจากท่ีไหนในโลก […] “การจะได้ชื่อมาว่าช้างใดจะคู่กับเจ้าหลวงพระองค์ใดน้ัน เขามีวิธีการค้านวณตามหลัก ดาราศาสตร์ มกี ารสับเปลย่ี นหมุนเวียนกนั ไปแบบท่พี วกทา่ นมีนางสงกรานต์ไงจ๊ะ” “…ท้านองเดียวกัน ช้างของเจ้าหลวงรัชกาลท่ี 121 ก็ต้องเป็นช้างจากตระกูลอิศวรพงศ์ ชื่อช้างอ้อมจักรวาลและช้างกัณฑ์หัตถ์ อย่างเจ้าหลวงองค์ท่ีแล้วเป็นรัชกาลที่ 127 ก็ต้อง ชา้ งพิธาเนสรู ย์และช้างจันทครี ี ช้างในตระกลู อคั นิพงศ์ เปน็ ต้น สา้ หรบั เจ้าหลวงองค์ต่อไป คอื รชั กาลท่ี 128 พระมหาราชครปู ระกาศแล้ววา่ ชา้ งคูบ่ ัลลังก์กค็ ือช้างในตระกูลอุบลมาลี และสงั ขทันต์” “ผมเห็นมีชา้ งมากมายอยทู่ ่ัวคชาปุระ” คามินมองดูบรรดาช้างใหญ่น้อยจ้านวนนบั สิบเชือก เดนิ สวนไปตามถนนทที่ อดลงมาจากพระราชวัง “แต่…” “แต่ไม่มีอุบลมาลีและสังขทันต์” พระนมพูดต่อเหมือนจะอ่านใจชายหนุ่มได้ เธอถอน หายใจยาว “เปน็ เร่อื งแปลกมากๆ ประชากรชา้ งเรามีนบั หลายร้อยหลายพันเชือก แตก่ ลับ ไมม่ ีช้างสองตระกลู นี้” (พงศกร 2557ข, 76-77) ส่วนการครองช้างท่ีสัมพันธ์กับธรรมะสะท้อนจากตอนท้ายของเร่ือง เจ้าคุณกลาโหม สามารถครองชา้ งทั้งสองเชือกได้ แตพ่ ระมหาราชครูกลับมีประกาศติ ใหช้ ้างทั้งสองเชอื กเลอื กนายของ ตน และผลปรากฏวา่ ช้างอุบลมาลเี ลอื กเจ้าหญิงอยั ชาดารี ขณะที่ชา้ งสงั ขทนั ต์เลอื กเจ้าชายฉัททันต์ ดังนัน้ บลั ลังก์จึงตอ้ งตกแกเ่ จ้าชายและเจา้ หญิง แตไ่ มใ่ ชเ่ จา้ คุณกลาโหม ตลอดเวลาพระมหาราชครูจ้องมองช้างทั้งสองด้วยสายตาที่มิอาจจะปิดบังความปลาบ ปลมื้ ได้ เบ้ืองบนส่งอุบลมาลีและสังขทันต์สองเชอื กน้ีมาทันเวลาพอดี ยังทรงจ้าโศลกค้าท้านาย ทอ่ นท่เี กย่ี วกับจัมโบไ้ ด้อยา่ งแม่นยา้ ...นาคสวาท อากาศ ไอยรา จะน้าพา ภัยพบิ ัติ สุดยับยงั้ หากอุบล มาลี มีพลงั เปน็ ความหวัง สดุ ทา้ ย หมายคืนครอง... อุบลมาลีและสังขทันต์จะร่วมกันค้าจุนบัลลังก์คชาปุระ เป็นคชาชาติคู่บารมีเจ้าหลวง พระองคใ์ หม่ และจะน้าคชาปรุ ะใหเ้ จรญิ ต่อไปข้างหน้า (พงศกร 2557ข, 367-368) อบุ ลมาลเี ลือกเจ้าหญงิ อยั ชาดารี สังขทนั ต์เลือกเจา้ ชายฉัททนั ต์ หากบัลลังก์มีเพียงหนึง่ เดียว ฤๅจะเปน็ ลขิ ติ ของฟ้าท่ีสองพระองค์จ้าจะต้องครองบัลลังก์ รว่ มกัน “ไม”่ เจา้ คุณกลาโหมแหงนหน้าขนึ้ มองฟ้า เปล่งเสยี งร้องดงั ดว้ ยความเจ็บแค้น “ไม่จริง”

130 “บดั น้ี อุบลมาลีและสงั ขทันตไ์ ด้เลือกนายของตนเสรจ็ เรียบร้อยแล้ว” แมย้ งั ไมช่ ัดเจนว่า ทัง้ สองพระองคจ์ ะครองบัลลังก์ร่วมกนั ได้อย่างไร หากพระมหาราชครูทรงมพี ระด้ารัสหนัก แน่นว่า “นคี่ ือโองการจากเบ้อื งบนแน่แท้ ไม่มีข้อสงสยั อกี ตอ่ ไป” (พงศกร 2557ข, 370) จากขอ้ ความขา้ งต้นอาจมองได้ว่า ลิขิตจากสวรรค์ไมต่ ่างจากบญุ บารมีซึ่งมาพร้อมธรรมะ ของผู้ปกครอง โดยใช้ช้างเป็นเครื่องพิสจู น์ การครอบครองช้างด้วยอาวุธและเล่ห์เหลี่ยมของเจ้าคณุ กลาโหมจึงถูกช้างทงั้ สองเชือกปฏเิ สธ ขณะที่ธรรมะของเจา้ ชายและเจ้าหญิงปรากฏชัดมากขึ้นเร่ือยๆ ผ่านภาพการปล่อยวางความขัดแย้งระหว่างสองฝ่ายเม่ือเกิดภัยพิบัติ เพื่อช่วยเหลือประชาชนเป็น อันดับแรก ขณะที่พงศกรฉายภาพคู่ขนานกับเจ้าคุณกลาโหมที่ไม่สนใจใยดีกับประชาชนที่เกิดขึ้น เทา่ กับการครองบัลลังก์ การที่ชา้ งทงั้ สองเชือกเลือกเจา้ ชายกบั เจา้ หญิงและปฏเิ สธอา้ นาจของเจา้ คุณ กลาโหมจงึ เป็นการแสดงถงึ บทบาทของช้างในฐานะสญั ลักษณ์คบู่ ารมขี องกษัตรยิ ท์ ี่ทรงธรรม และยงั เปน็ การยนื ยนั สทิ ธธิ รรมผ่านบญุ บารมขี องท้งั สองพระองค์ที่เสมอกัน เห็นไดช้ ดั วา่ การครอบครองช้าง มงคลในนวนิยายสอดแทรกความคิดเรือ่ ง “ธรรมราชา” ท่ีการเป็นกษัตริย์มิเพยี งครองช้าง แต่ต้อง ครองตนอยใู่ นธรรมนน่ั เอง ประการที่สอง ช้างเป็นตวั ละครแทนการอย่รู ่วมกันระหวา่ งมนุษยก์ ับธรรมชาติ สังเกตได้ ต้งั แตช่ ่ือเร่อื งคชาปุระและนครไอยรา ท่ีหมายถงึ เมืองแห่งช้าง “บัดน้หี ล่อนเข้าใจแลว้ วา่ เหตุใดเมือง แห่งนี้จึงชื่อว่าคชาปุระ นครแห่งไอยรา เพราะช้างในเมืองน้ีและประชาชนต่างอยู่ร่วมกันโดยผาสุก ช้างสามารถเดินไปไหนมาไหนได้อย่างอิสระตามชอบใจ ทุกครอบครัวมีช้างเป็นพาหนะ เลี้ยงดู ประหนง่ึ เป็นสมาชกิ คนหนง่ึ ในบา้ น” (พงศกร 2557ข, 133) และถือเป็นตัวอย่างหนึ่งที่ชใ้ี ห้เหน็ การอยู่ รว่ มกนั แบบพึ่งพิงกันระหว่างมนษุ ย์กบั ธรรมชาติแบบอิงอาศยั ความสัมพนั ธร์ ะหว่างฮีนกับจมั โบ้เป็นตัวละครท่ีสะทอ้ นภาพการพ่ึงพาระหว่างมนษุ ย์กบั ธรรมชาติ ดังท่ีฮีนเปน็ ผูส้ ือ่ สารกบั ช้างได้และมีสายสัมพนั ธท์ ่ีแนบแนน่ กบั จัมโบต้ ั้งแต่เกิด ฮนี กับจัมโบ้ จงึ เปน็ ตวั แทนของอุดมคติระหว่างความสัมพันธ์ของมนุษย์กับธรรมชาติไดอ้ ย่างดีเพ่ือชใ้ี หเ้ ห็นการอยู่ ร่วมกันระหว่างมนุษยก์ ับธรรมชาตอิ ยา่ งใกล้ชิดและน้าไปสแู่ นวคิดของนวนิยายเกี่ยวกับการเตือนภัย ธรรมชาติ การใช้สัญลักษณ์ผ่านตัวละครช้างก็เพ่ือบอกให้ผู้อ่านเห็นว่า วิธีการหน่ึงเพื่ออนุรักษ์ ธรรมชาติก็คือการอยู่ร่วมกันอย่างพึ่งพาอาศัยระหว่างมนุษย์กับธรรมชาติ เพราะเม่ือมนุษย์มอง ธรรมชาติไม่ต่างจากเพ่ือนหรือคนในครอบครัวแล้ว เราจะไม่ท้าลาย หวงแหนและเห็นคุณค่าของ ธรรมชาติรอบตัวเรามากข้ึน ช้างจึงเป็นตัวแทนของธรรมชาติท่ีผแู้ ต่งสร้างขึ้นอยา่ งเป็นรูปธรรมเพอื่ สื่อสารดังกล่าวใหเ้ ห็นชดั นัน่ เอง ประการสดุ ทา้ ย ช้างเปน็ ตวั แทนความอุดมสมบรู ณ์ ดงั ท่ีละเอียด วิสุทธแิ พทย์ (2522, 23- 28) ได้กล่าวไว้ว่า คติอินเดียมองว่าช้างสัมพันธ์กับฝน ดังที่มีต้านานปรัมปราถึงช้างท่ีอยู่บนสวรรค์

131 ช้างเชอื กสา้ คัญคติอนิ เดียกม็ ีชอื่ เกีย่ วข้องกับเมฆและฝน เชน่ ช้างไอราวตะหมายถึงเมฆ ฟา้ แลบ รงุ้ กนิ น้า หรอื ชอ่ื อมั ภรมาตังคะ อีกชื่อหนงึ่ ของชา้ งไอราวตะกห็ มายถึงช้างผเู้ ปน็ ก้อนเมฆ ฯลฯ ช้างไอราวตะ หรอื ช้างเอราวัณเองเปน็ พาหนะของพระอินทร์ พระองคม์ หี นา้ ทีใ่ นการบันดาลฝนตกมายังโลกมนุษย์ ช้างไอราวตะจึงสมั พันธ์กับฝนไปพรอ้ มกัน ชาวอินเดียมองว่าช้างบนสวรรค์เช่ือมโยงกับช้างที่อยบู่ น โลกมนษุ ย์ หากบ้านเมืองใดมีช้างเผอื กท่ีมีลักษณะดีเป็นมงคลแล้ว พระมหากษตั ริยแ์ ละประชาชนได้ ยกยอ่ งนบั ถอื ชา้ งมงคลเชอื กน้นั ช้างนน้ั กจ็ ะช่วยบนั ดาลใหฝ้ นตกตรงตามฤดูดาล บา้ นเมอื งมคี วามสขุ ในประเด็นนี้ชยั รัตน์ พลมขุ (2552, 108) อภปิ รายวา่ คติดงั กล่าวน่าจะส่งอิทธิพลมาสู่คติในสงั คมไทย ดงั ท่พี บในวรรณคดีพระราชพธิ ีท่ีเก่ยี วข้องกับช้างว่า นอกจากการครองช้างมงคลจะแสดงสถานะของ พระจักรพรรดิราชแลว้ ช้างเผือกยังสามารถบนั ดาลใหเ้ กิดความอุดมบูรณ์ ความมั่งคั่งและความเป็น ปึกแผ่นของบ้านเมอื งด้วย โดยนัยน้ี ช้างจึงเป็นมากกว่าสัญลักษณ์ของความอุดมสมบูรณ์ท่ีพงศกรสร้างขึ้นเฉพาะ ในนวนยิ าย แต่ยังเป็นตวั แทนความอดุ มสมบูรณแ์ ละความผาสกุ ที่ต้องมาควบคู่กบั สถาบนั กษัตริย์ เม่ือ เปน็ เชน่ นี้ก็ทา้ ใหต้ คี วามได้วา่ ในชว่ งแรกทงั้ เจา้ ชายและเจ้าหญงิ ต่างต้องแสวงหาช้างคู่บารมี หากการ แยง่ ชิงช้างมงคลท้าให้ตวั ละครตา่ งฝ่ายตา่ งหวาดระแวงบ้านเมืองระส้่าระสายซ่ึงเปน็ เวลาเดียวกันกับ ภัยพิบัติในเมืองคชาปุระเร่ิมรุนแรงมาก หากเมื่อท้ังคู่ต่างร่วมมือร่วมใจกันปกป้องประชาชนของ พระองค์โดยไม่แบง่ ฝักฝ่ายอันเปน็ การแสดงธรรมของกษตั รยิ ์ออกมาอย่างเดน่ ชัด ในตอนท้ายนี้เองที่ ช้างมงคลเลอื กอย่กู ับท้งั สองพระองค์ ขณะที่ปฏิเสธเจา้ คุณกลาโหมที่ขาดธรรม ก่อนท้ายที่สุดเม่ือทั้ง สองไดค้ รอบครองช้างแลว้ บา้ นเมืองกก็ ลับมาสงบสุขดังเดิม การครองช้างโดยการครองธรรมจงึ แสดง ถึงความผาสุกของบา้ นเมืองไปพร้อมกนั กล่าวได้ว่า เร่อื งเล่าเชิงคติชนทสี่ ัมพนั ธก์ บั ช้างท้ังคติเก่ียวกับ การครองชา้ งมงคลซ่งึ มที มี่ าจากต้ารากบั คติความเช่ือเก่ียวกบั ช้างเป็นเบื้องหลังความสัมพนั ธ์ระหว่าง ตัวละครในเรอื่ ง เพราะการครองช้างเทา่ กับการครองบัลลังก์ นวนิยายได้สะท้อนใหเ้ หน็ อุดมคตขิ อง ผู้ปกครองที่ดีด้วยว่า การครองชา้ งเพือ่ ครองบัลลังกย์ ่อมตอ้ งเปน็ ผคู้ รองตนอยใู่ นธรรมของกษัตรยิ ์ด้วย เพ่ือให้บา้ นเมืองผาสกุ และอุดมสมบูรณ์สบื ไป ท้ังหมดท่ีกลา่ วมาเก่ียวกับการประกอบสร้างตัวละครในนวนิยายของพงศกรสรุปได้ว่า หาก พจิ ารณาตามโครงเรื่องหลักของนวนยิ ายเกี่ยวกับการเดนิ ทางสามารถจ้าแนกตวั ละครได้สองกลมุ่ คอื “ผ้เู ดนิ ทางเขา้ มา” ท่มี สี ถานะทางสังคมสงู ตัวละครกลุ่มนมี้ ีบทบาทสา้ คัญเพราะพงศกรใช้มมุ มองการ เล่าเร่ืองจากตัวละครกลมุ่ นี้เป็นหลัก การเดินทางท้าใหพ้ วกเขาพบกบั ตัวละครทอ่ี าศัยอยู่ในพืน้ ที่ซ่งึ โนม้ น้าค้าตอบของตวั ละครเอกใหช้ ดั เจน มีทงั้ ทีเ่ ป็นมิตรชว่ ยเหลอื ตวั ละครเอก เป็นศตั รูทีข่ ดั ขวางและ เป็นตัวอย่างของคนที่ไมค่ วรเป็นแบบอย่าง รวมถึงมผี ู้น้าทางชี้ทางไปสู่ค้าตอบดว้ ย ทง้ั นี้ พงศกรน้าเอา ข้อมูลเชิงคติชนมาประกอบสร้างตัวละครให้มีหลายลักษณะ แต่สามารถสรุปจุดร่วมได้ว่า การน้า

132 ข้อมูลเชิงคติชนมาประกอบสร้างตัวละครท้าให้ตัวละครเอกเข้าไปเก่ียวข้องกับความลึกลับเหนือ ธรรมชาติ เพราะตัวละครเอกท่ีเดินทางเข้ามาได้พบอดีตชาติของตนซ่ึงเคยเปน็ ตัวละครในเร่อื งเล่า เชิงคติชน ขณะเดียวกันตัวละครที่เดินทางเข้ามาต้องพบกับความลึกลับ อย่างตัวละครอมนุษย์จาก ความเช่อื ตัวละครผู้นา้ ทางทม่ี าจากเรอื่ งเล่าและความเชื่อ ตลอดจนตอ้ งเขา้ มาเก่ียวข้องกับซง่ึ ได้เค้า ความขดั แยง้ มาจากขอ้ มลู เชิงคตชิ นดว้ ย และนา่ สังเกตวา่ การประกอบสรา้ งตวั ละครที่เดนิ ทางเข้ามา มักเป็นตัวละครมนุษย์ธรรมดา ส่วนตัวละครที่มีความลึกลับเหนือธรรมชาติมักปรากฏตัวผูกติดกับ พื้นท่ี ลกั ษณะเช่นน้สี อดคลอ้ งกบั ที่โตโดรอฟกล่าวไว้ว่า องคป์ ระกอบแฟนทาสติกต้องทา้ ใหผ้ ูอ้ า่ นเกิด ความลังเลสงสยั ไปพร้อมกบั ตวั ละคร The fantastic therefore implies an integration of reader into the world of the character; that world is defined by the reader’s own ambiguous perception of the events narrated. […] The perception of this implicit reader is given in the text, with the same precision as the movements of the characters. (Torodov 1975, 31) กล่าวได้ว่า องค์ประกอบแฟนทาสติกได้ประสานผู้อ่านเข้าไปในโลกของตัวละคร เหตุการณ์ ซ่ึงบรรยายออกมาแก่สายตาผู้อ่านได้สร้างความน่าฉงนแก่ผู้อ่านไม่ต่างจากท่ีตัวละครประสบ และ ความฉงนของผู้อ่านจะเกิดขึ้นไปพร้อมกับการเดินทางของตัวละคร โดยนัยนี้ การใช้ตัวละครมนษุ ย์ เอกเป็นมนุษย์ธรรมดาจึงเป็นไปเพ่ือให้ผูอ้ ่านคล้อยตามว่าตัวละครทผ่ี ู้อา่ นติดตามอยู่ไม่ต่างจากคน ท่ัวไป การที่พวกเขาต้องพบกับตัวละครลึกลับท่ีเข้ามาปะทะย่อมน้าให้ผู้อ่านเกิดความรู้สึกร่วมกับ ตัวละคร ทมี่ ที ั้งประหลาดใจ หวาดกลัวและความร้สู ึกอน่ื ปะปนไป และช่วยโนม้ นา้ ผอู้ า่ นไปสกู่ ารเปิด ใจตอ่ การเรียนร้ขู องตวั ละครตลอดจนการพบค้าตอบในเวลาต่อมา 3.3 การนาข้อมูลเชิงคติชนมาประกอบสรา้ งฉาก ฉาก (setting) เป็นองคป์ ระกอบท่ีหลายคนอาจมิได้ให้ความส้าคัญมากเท่ากับโครงเร่อื งหรือ ตัวละคร แต่แท้จริงแล้วฉากเป็นองค์ประกอบทีส่ ่งเสรมิ การประกอบสร้างนวนิยายเพื่อน้าเสนอสาร ตา่ งๆ ใหเ้ ดน่ ชดั เชน่ ผลการวิจยั ของรัชนีกร รชั ตกรตระกูล (2549) ช้ีให้เห็นวา่ จินตนยิ าย (fantastic novel) ของแก้วเก้าอาศัยฉากเพ่ือสร้างความสมจริงและสนับสนุนแนวคิดพุทธศาสนาให้ชัดเจน งานของวิภาพ คัญทัพ (2547) ซึ่งศึกษาฉากต่ืนเต้น (dramatic scenes) ในนวนิยายของจินตวีร์ วิวัธน์ได้ช้ีให้เห็นว่า นวนิยายของจินตวีร์มุ่งเสนอแนวคิดทางพุทธศาสนาไม่ว่าจะเป็นกฎแห่งกรรม อนิจจัง ความโลภ ฯลฯ โดยน้าเสนอผ่านฉากตื่นเต้น ฉากตื่นเต้นจึงเป็นส่วนส้าคัญที่ช่วยน้าเสนอ แนวคิดใหช้ ัดเจนขน้ึ

133 ฉากไม่ถูกจ้ากัดแค่มิติของสถานท่ี (place) แต่ฉากยังมีมิติของเวลา (time) และนามธรรม อื่นๆ ประกอบดว้ ย เพราะฉากเป็นฉากหลงั (background) ของการกระทา้ ทีเ่ กิดข้นึ ในเร่อื ง ฉากเกิด จากหลายองค์ประกอบ ได้แก่ ท่ีตั้งทางภูมิศาสตร์หรือลักษณะทางกายภาพ อาชีพหรือวิถีชีวิตของ ตัวละคร ช่วงเวลาทเ่ี หตุการณ์เกิดขึ้น และสภาพแวดล้อมโดยท่วั ไปอยา่ งศาสนา จารีตหรอื ความคดิ ความเชื่อทปี่ รากฏร่วมกนั (Harmon and Holman 2009, 508) ฉากจงึ มีหลายประเภท ดังที่รชั นีกร รัชตกรตระกูล (2549, 18-19) สรุปและแบ่งฉากเป็น 3 กลุ่ม ได้แก่ ฉากสถานท่ี คือ สถานท่ีเกิด เหตุการณต์ า่ งๆ และหมายรวมถงึ นามธรรมทป่ี รากฏรว่ มกับสถานทน่ี นั้ ๆ เชน่ ความเชอ่ื ค่านยิ มท่เี ปน็ ลักษณะเฉพาะของสถานท่ีน้ันๆ เป็นต้น ฉากเวลา ได้แก่ ยุคสมัย ฤดูกาลหรือช่วงเวลากลางวัน กลางคืนทเ่ี หตุการณ์ในเรอื่ งเกดิ ขน้ึ ฉากบรรยากาศ ได้แกร่ ูป รส กลน่ิ เสียงท่กี อ่ ให้เกดิ ความรู้สึกตา่ งๆ ฉากเป็นองค์ประกอบส้าคัญยิ่งในนวนิยายของพงศกร เพราะโครงเร่ืองการเดินทางย่อม สัมพนั ธก์ บั การเปลีย่ นสถานทแ่ี ละเวลา การเปลีย่ นฉากจากฉากหนึง่ ไปสูอ่ ีกฉากหนึง่ นบั ว่ามผี ลต่อการ เรียนรู้ของตัวละครเอกทคี่ อ่ ยๆ เพิ่มข้นึ ในแง่น้ี ฉากจงึ เอ้ือตอ่ การพบค้าตอบของตวั ละครอยา่ งย่ิง โดย พงศกรอาศยั เรอื่ งเลา่ เชงิ คติชนทม่ี อี ยใู่ นเร่ืองทา้ ให้ฉากสถานทม่ี ีความพิเศษ และความพเิ ศษของฉาก สถานที่น้ันได้สง่ ผลตอ่ การเรยี นรู้ของตัวละครตามมา สว่ นฉากเวลายงั เปน็ สญั ลกั ษณข์ องการคล่ีคลาย ความขัดแย้งในนวนิยาย และพงศกรยังใช้ฉากเวลาอย่างมีนัยส้าคัญต่อการเช่ือมต่อระหว่างโลก ปจั จุบนั กับโลกในเรอ่ื งเล่าเชงิ คตชิ น ดงั น้ี 3.3.1 ขอ้ มลู เชงิ คตชิ นกับการประกอบสรา้ งฉากสถานที่ สถานที่ในนวนิยายมไิ ด้ถกู สร้างขึน้ โดยไรค้ วามหมาย หากเปน็ ส่วนหน่ึงของโครงสรา้ งเรอ่ื งเลา่ และมีผลต่อการอ่าน ท้ังการสร้างความจรงิ ใหแ้ ก่เร่ืองท่ีจะเกิดขึ้นและยังมหี น้าท่เี ป็นสัญลกั ษณ์ของ นวนิยายให้ผู้อ่านตีความ (ฌ็อง-ปิแยร์ โกลเด้นชไตน์ 2541, 177-179) ฉากสถานที่ในนวนิยายของ พงศกรมักเป็นฉากหา่ งไกลจากความรบั ร้ขู องคนทว่ั ไป เช่น ฉากหมู่บ้านบนเขา ฉากหมู่บ้านริมแนว ชายแดน ฯลฯ ฉากเหล่านีน้ บั วา่ มีบทบาททา้ ให้เหตกุ ารณ์ “เหลอื เชื่อ” ดู “น่าเชือ่ ” วา่ เกดิ ขึ้นได้และ ยังมีบทบาทเป็นสัญลักษณ์ให้ตีความ โดยพงศกรใช้ข้อมูลเชิงคติชนมีบทบาทที่ท้าให้ฉากสถานที่มี ความหมายพิเศษและมีบทบาทท่ีเออื้ ต่อการเรยี นรู้ 3.3.1.1 ลกั ษณะและบทบาทของฉากสถานท่ี (1) ลกั ษณะฉากสถานท่หี ่างไกลโดยอาศัยแนวเทียบสถานท่จี ริง ฉากสถานที่หลักในนวนิยายของพงศกรมักเป็นพ้ืนท่ีห่างไกลซึ่งค่อนข้างแยกตัว ออกเป็นเอกเทศ โดยพงศกรอ้างอิงสถานที่จริงเพ่ือให้ผู้อ่านสามารถก้าหนดที่ตั้งอย่างคร่าวๆ ว่า เร่ืองราวเกดิ ขึ้นที่ใด ส่วนฉากย่อยที่เปน็ ฉากส้าคัญ พงศกรมักสมมตขิ ้ึนจากจนิ ตนาการ ตัวอย่างเช่น ในฤดูดาว พงศกรระบพุ ้ืนทห่ี ลักของเรอื่ งว่าอย่ใู นจงั หวัดนา่ น ส่วนฉากท่เี น้นคือ หมู่บ้านของชาวเยา้

134 บนผาช้างร้องเป็นฉากสมมติ ในเรื่องสร้อยแสงจันทร์ พงศกรระบุว่า หมู่บ้านเมืองปักษาอยู่ในเขต จังหวัดสุรนิ ทร์ตรงตะเข็บชายแดนไทยกับกมั พชู า บริเวณนมี้ ีชาวกูยอาศัยอยู่จริง แต่ตัวหมู่บ้านเมือง ปักษาเป็นสว่ นที่พงศกรสมมติข้ึน ท้ังนี้ การจินตนาการลักษณะของฉากเพ่ิมเติมจากสถานท่ีจริง บางเร่ืองได้อิงกับ สถานที่มาก อย่างฉากในเร่ืองเบื้องบรรพ์ ใช้ฉากหนองหานกุมภวาปีและดอนแม่ม่ายท่ีกล่าวถึงใน นิทานผาแดงนางไอ่ มีเพียงฉากเมืองโบราณที่อยู่ใต้ดินเท่าน้ันที่พงศกรจินตนาการเพิ่มเติมขึ้นมา ส่วนนวนิยายบางเร่ืองใช้เพียงการอ้างอิงสถานท่ีแบบหลวมๆ เช่น ฉากสถานที่ในเคหาสน์นางคอย และคชาปุระ-นครไอยรา ผูอ้ า่ นจะตระหนักว่าฉากในนวนิยายเป็นฉากสมมติ เพราะฉากบา้ นนางคอย ซ่ึงเป็นส่วนหนึ่งของจังหวัดบ้านเหมืองในเคหาสน์นางคอยขัดกับความเป็นจริงท่ีไม่มีจังหวัดน้ีใน ประเทศไทย แต่พงศกรได้เทียบเคียงว่าบ้านเหมืองเป็นจังหวัดทางภาคใต้ฝั่งอันดามันที่อยู่ติดกับ ชายแดนไทย-มาเลเซีย การให้พิกัดทางภูมิศาสตร์เช่นนี้ช่วยก้าหนดต้าแหน่งแห่งท่ีในความคิดของ ผูอ้ า่ น รวมถึงบง่ บอกใหร้ ้ดู ้วยว่าฉากสถานท่นี ี้เป็นฉากทหี่ ่างไกลจากเมืองอย่างมาก ส่วนในคชาปุระ- นครไอยรา ภาคต้นเนน้ สถานท่ีจรงิ อยา่ งกรงุ เทพฯ และอทุ ยานแห่งชาติแก่งกระจาน จังหวดั เพชรบรุ ี เป็นฉากหลัก แตเ่ มอื่ เหตุการณพ์ าตัวละครทง้ั หมดออกจากแก่งกระจานไปสูเ่ มอื งคชาปุระแลว้ ในภาค ปลาย ผู้อ่านจะตระหนกั ว่าเมอื งคชาปรุ ะเป็นเมอื งสมมติ เพราะมีการบรรยายว่าเมืองคชาปุระได้ตัด ขาดจากโลกภายนอก ภายในเมืองมสี ภาพแวดลอ้ มทแี่ ตกตา่ งจากประเทศไทย แต่เมืองน้ียังมีลักษณะ ที่เทียบได้กบั ประเทศไทยหลายอย่างเช่น การกล่าวว่าเมอื งน้ีเดิมเคยเป็นแผน่ ดินเดยี วกบั สวุ รรณภมู ิ ก่อนทีแ่ ผน่ ดินไหวใหญ่จะทา้ ใหเ้ กิดการแยกตัวออกไป หรอื การทีต่ วั ละครในเมืองกพ็ ดู ภาษาไทยและ รบั รคู้ วามเปน็ ไปของโลกภายนอกอย่างดี การสร้างฉากสมมติในนวนิยายของพงศกรมิได้อิงเพียงแค่พิกัดทางภูมิศาสตร์จาก สถานท่ีจรงิ หากยังน้าเอาขอ้ เท็จจริง (fact) จากสถานทีจ่ รงิ มาใช้ ดังเชน่ ในกหุ ลาบรตั ติกาลพงศกรได้ น้าข้อเท็จจริงเก่ียวกับเจ้านายไทใหญ่ท่ีหลบหนีภัยการเมืองจากเมืองยองห้วยเข้ามาอยใู่ นเชียงใหม่ พงศกรอาศัยขอ้ เทจ็ จริงนีม้ าสร้างฉากสมมติ คือ ม่อนผาเมิง ซ่ึงระบวุ ่าตั้งอยู่ชายแดนไทยกับเมียนมา และมีเจา้ นายไทใหญ่อพยพเขา้ มาตั้งรกรา้ ง หรอื ในวงั พญาพราย พงศกรนา้ ข้อมูลในบา้ นเกดิ ของตน ซ่ึงมบี ึงน้าขนาดใหญอ่ ยู่มาสรา้ งเปน็ บึงพรายและหมู่บา้ นบงึ พราย เป็นตน้ กล่าวไดว้ ่า ลักษณะสา้ คญั ของฉากสถานท่ใี นนวนยิ ายพงศกร คอื ฉากสถานทีห่ า่ งไกล จากการรับรขู้ องคนทั่วไป ฉากในนวนิยายน้าเอาข้อเท็จจรงิ ของสถานทีจ่ รงิ มาเป็นกรอบใหญ่และมี ฉากสมมติที่อิงกบั สถานท่ีจรงิ ตั้งแต่การระบุพิกัดว่าฉากดังกล่าวต้ังอยู่ในเขตจงั หวัดใดไปจนถึงการ เทียบเคียงพิกัดทางภูมิศาสตร์อย่างหลวมๆ เพื่อให้ผู้อ่านได้ก้าหนดต้าแหน่งแห่งที่ของฉากได้เป็น เบื้องตน้ ลกั ษณะเช่นน้ีมีผลสองดา้ น ดา้ นหน่ึงคอื การสรา้ งความสมจรงิ ใหผ้ อู้ ่านยอมรบั ความเปน็ ไปได้ ของสถานทใี่ นเรอ่ื ง อกี ดา้ นหน่งึ กช็ วนให้เกิดความสับสนว่ามเี หตุการณ์เกดิ ข้นึ จริงในพนื้ ทน่ี ้ันๆ หรือไม่

135 (2) บทบาทการสร้างเรอื่ งเหลือเชื่อให้นา่ เช่อื การใช้ฉากสมมติที่ห่างไกลมีส่วนสนับสนุนให้ตัวละครลึกลับและเหตุการณ์เหนือ ธรรมชาตปิ รากฏขึ้นไดโ้ ดยไม่ขดั แย้งกับความเป็นจรงิ และขดั ความรสู้ ึกของผอู้ ่าน เพราะฉากสมมติท่ี ห่างไกลท้าให้ผู้อ่านรู้สกึ ว่าเรื่องราวดังกล่าวไกลตวั และยอมรบั ไดว้ ่าอาจมีสิ่งเหนือธรรมชาติ ซุกซ่อน อยู่ ดงั เช่นฉากในคชาปรุ ะ-นครไอยรา พงศกรเลือกอทุ ยานแหง่ ชาติแก่งกระจานมาเปน็ ฉากเชื่อมต่อ ระหวา่ งโลกภายนอกกบั เขตเมอื งคชาปรุ ะ เพราะ แก่งกระจานเป็นป่าทที่ อดตวั สบื เนื่องมาจากเทอื กเขาตะนาวศรี แนวตะนาวศรีมีภูเขาสูงใหญ่ทอดตัวสลับสล้าง รายเรียงเป็นแนวยาว เป็นตะเข็บ พรมแดนธรรมชาติ แบ่งเขตแดนระหว่างไทยและพม่า ถึงแม้จะเดินปา่ แถวน้ันจนทะลุ ปรุโปร่ง หากเมษมั่นใจว่ายังมีขุนเขาและหุบเขาลึกอีกมากมายที่ยังไมม่ ีใครเคยค้นพบ และเข้าไปถึง ยังมีดินแดนลึกลับที่อาจจะซ้อนอยู่ต่างมิติ จึงสามารถซ่อนเร้นจาก สายตาของมนุษย์ และแม้แต่อุปกรณ์วิทยาศาสตร์อันทันสมัยอย่างดาวเทียมท่ีมีอยู่ มากมายเต็มทอ้ งฟา้ กไ็ ม่สามารถตรวจสอบได้ (พงศกร 2557ก, 336-337) ในสร้อยแสงจันทร์ ฉากป่าทึบซ่ึงเป็นเส้นทางระหว่างปราสาทปักษาจ้าจองกับหมู่ บ้านเมืองปกั ษาเปน็ ฉากที่มตี ัวละครลกึ ลบั หลายประเภทปรากฏตวั ออกมา การใชฉ้ ากปา่ ทบึ ทห่ี า่ งไกล เช่นน้ีมสี ่วนสร้างบรรยายลกึ ลบั และทา้ ใหเ้ รื่องแปลกประหลาดเกิดขนึ้ ได้ ความทรงจา้ ของหลอ่ นก็หวนนกึ ไปถึงวนั แรกทห่ี ล่อนตามคณะเข้ามาในปา่ และถูก ก้าบังโดยเงาด้าพวกนั้น จะเป็นไปได้ไหมท่ีพุทธิและผู้ชายเหล่าน้ันถูกอ้านาจมืด บางอยา่ งกักตวั เอาไว้เหมอื นกบั ท่ีหล่อนเคยเผชิญมา ในป่าลึกแบบนี้ มีอะไรอีกหลายอย่างท่ีอยู่นอกเหนือการพิสูจน์และอธิบายด้วย กระบวนการทางวิทยาศาสตร์และเดือนเต็มดวงก็ไม่อาจจะปฏิเสธได้ว่ามันไม่มีอยู่จริง (พงศกร 2558, 256) ลกั ษณะฉากสมมติทหี่ า่ งไกลยังท้าใหเ้ ร่ืองเหนอื ธรรมชาติต่างๆ เกิดขึน้ ได้โดยไมข่ ัดกับ ความรู้สึกของผู้อ่าน เช่น ฉากผาช้างร้องซึ่งเป็นท่ีตั้งหมู่บ้านชาวเย้าในเรื่องฤดูดาว ต้ังอยู่บนเขาซง่ึ ห่างไกลออกจากตัวเมืองน่าน พ้ืนท่ีของผาช้างรอ้ งซ่ึงแยกเป็นเอกเทศจากความรับรู้ของคนท่ัวไปได้ เอ้อื ตอ่ ความเปน็ ไปได้ของปรากฏการณฤ์ ดูดาว “เหน็ ไหมคะ ว่าทจี่ รงิ แล้วคณุ กอ็ ธบิ ายปรากฏการณ์นี้ ไมไ่ ด้ คณุ สินธพโลกยงั มีอกี มากมายหลายสงิ่ ทม่ี นษุ ยต์ วั เลก็ ๆ อย่างเราไม่เคยรู้ ก่อนหน้านี้ ฉันกเ็ คยคิด อย่างคณุ แต่มาถึงตอนน้ี ฉนั ยอมรับแลว้ ละคะ่ ว่าอะไรก็อาจจะเกิดขึ้นได้เสมอในโลกของเรา และทีน่ ี่ ผาช้างรอ้ งแห่งนี้” (พงศกร 2555ข, 461) สว่ นฉากบงึ พรายในเร่ืองวงั พญาพราย แม้จะเป็นบงึ ขนาด

136 ใหญ่ไม่ไกลจากตัวหมู่บ้าน แต่บึงพรายกลับมีเร่ืองเล่าเกี่ยวกับความลึกลับท้าให้สภาพของบึงพราย รกร้าง ค่อนข้างตัดขาดจากหมู่บ้าน ลักษณะเช่นน้ีท้าให้การปรากฏตัวของวิญญาณและเหตุการณ์ ลกึ ลับสามารถเกดิ ข้ึนได้อย่างสมจริง ธรรมชาติโดยรอบบึงพรายยังคงรกเร้ือเหมือนที่เคยเป็นมาเมื่อหลายร้อยปีก่อน ด้วยบึงพรายเป็นบึงน้าท่ีมีต้านานเล่าขานเก่ียวกับพรายน้ามานานนักหนา ล้วน แลว้ แตเ่ ป็นไปในทางที่น่าหวาดกลัวจนทุกคนในหมู่บ้านไม่ปรารถนาจะย่างกรายเข้า มาใกล้ หากไมม่ ีความจ้าเป็นอะไร […] เคยมหี น่วยงานราชการหลายหน่วย เคยพยายามจะมาตรวจสอบว่าใต้บึงพรายมี โบราณสถานจมอยจู่ ริงตามอย่างทีเ่ ลา่ ลือหรือไม่ หากก็ไม่เคยมหี น่วยงานไหนประสบ ความสา้ เร็จ ทกุ ครง้ั ท่ีมีทมี งานมาเพื่อทา้ การศึกษาค้นคว้าก็มักจะเกดิ อาเพศหรือไม่ก็ เกิดปรากฏการณ์ธรรมชาติท่ีรุนแรง เช่น พายุฝน น้าท่วม จนทีมงานเหล่าน้ันต้อง ล้มเลิกโครงการไปในที่สุด และบึงพรายก็ถูกท้ิงร้างมาจนทุกวันน้ี (พงศกร 2557ค, 22-23) ไม่เพียงแต่เหตุการณ์เหนือธรรมชาติเท่านั้น หากฉากสมมติที่ห่างไกลยังเอ้ือให้ความ รุนแรงทีเ่ กดิ ข้นึ ในพ้ืนท่ีนั้นถูกตดั ขาดจากความรบั รู้ของคนภายนอก ดังปรากฏในเคหาสน์นางคอย ว่า สาเหตุหนึง่ ทที่ า้ ใหไ้ มม่ ีใครทราบวา่ ประพิมพรรณถกู กกั ขังไวใ้ นคฤหาสนน์ างคอยนานกวา่ ย่ีสิบปเี พราะ พื้นท่ีบ้านนางคอยห่างไกลและตัดขาดจากเจ้าหน้าที่บ้านเมือง น่าสังเกตว่า การใช้ฉากคฤหาสน์ท่ี ต้ังอยู่อย่างโดดเด่ียวเช่นนี้ยังสอดคล้องกับฉากในวรรณกรรมแนวกอธิก กล่าวคือ ฉากในวรรณกรรม กอธิกมกั เกดิ ข้นึ ในเวลาและสถานที่ทีห่ ลีกหนจี ากโลกในชีวติ ประจา้ วนั ของผูค้ นรว่ มสมัย มกั มีฉากเป็น ปราสาท มีบรรยากาศท่ีดลู กึ ลับน่าฉงน มีค้าท้านาย ลางรา้ ยหรือสง่ิ เหนือธรรมชาตเิ กดิ ขึน้ เร่ืองราวมกั เกี่ยวขอ้ งกับตัวละครเอกหญิงทีต่ ้องประสบเหตกุ ารณ์เลวร้ายต่างๆ ท้าใหผ้ อู้ ่านเห็นใจ ตัวร้ายมกั เป็น ผู้ชายทม่ี ีสถานะกษตั รยิ ์ เจา้ ของปราสาทหรือกระท่งั บิดาของเธอเองท่ีจะบงั คบั ขม่ ขใู่ ห้เธอต้องกระท้า สิ่งต่างๆ ท่ีไม่ปรารถนาอันแสดงให้เห็นถึงแรงกดดันจากระบบชายเป็นใหญ่ (สุรเดช โชติอุดมพันธ์ 2551, 53) ดงั นนั้ การปรากฏตัวของผหี รอื สง่ิ เหนอื ธรรมชาตจิ งึ เป็นการหวนกลบั มาของสง่ิ ทีส่ ังคมปดิ กั้น (the return of the repressed) (สรุ เดช โชติอุดมพนั ธ์ 2551, 60) แม้พงศกรน้าองค์ประกอบจากกรอบวรรณกรรมกอธิกมาใช้ แต่นวนิยายของพงศกร ไมไ่ ดด้ ้าเนนิ ตามกรอบวรรณกรรมแนวกอธกิ อยา่ งเครง่ ครดั หากพงศกรได้ปรบั รปู แบบและเน้ือหาให้ ยืดหยุ่น (วิรี เกวลกุล 2552, 185) โดยคฤหาสนน์ างคอยเป็นฉากหน่งึ ทสี่ ะท้อนการใช้ฉากจากกรอบ วรรณกรรมกอธิก ดังท่ีพงศกรบรรยายฉากว่ามีความใกล้เคียงกับปราสาทในยุคกลางของยุโรปตั้ง ตระหง่านริมชายหาดนางคอย

137 คฤหาสน์นางคอยสร้างขนึ้ มาด้วยรปู แบบเหมอื นกับปราสาทในยคุ กลางของอังกฤษ มากกว่าจะเป็นรูปทรงบ้านธรรมดา ตัวอาคารก่อด้วยก้อนหินขนาดใหญ่ มีเชิงเทิน เหมือนกับปราสาทอศั วนิ ก้งุ เห็นมีหอคอยสองสามแหง่ อย่แู ต่ละมมุ หล่อนจ้องมองอาคารหลังใหญ่มหมึ าบนหน้าผาสูงด้วยความต่ืนตะลึง ไมค่ ดิ เลยว่า คฤหาสน์ของจริงจะสวยงามและใหญ่โตถึงเพียงนี้ ยิ่งรถตู้เข้าใกล้คฤหาสน์ กุ้งย่ิง รู้สึกตัววา่ ตวั เองหดเหลอื เลก็ นดิ เดยี ว เสียงคล่ืนในทะเลซัดกระแทกโขดหินดังให้ได้ยินเป็นระยะ สายลมยามราตรีเย็ น สบาย หอบเอากล่ินอายของท้องทะเลมาด้วย แสงดาวบนท้องฟ้ากะพรบิ พราวส่งให้ บรรยากาศรอบกายเต็มไปด้วยความขรึมขลัง กุ้งแอบคิดไปว่าผู้คนที่อยู่ในคฤหาสน์ แห่งน้ี คงจะใจดีและมีความสุข เพราะได้อยู่ใกล้ชิดกับท้องทะเล เกลียวคลื่นและ หาดทราย (พงศกร 2556, 31) การบรรยายฉากคฤหาสน์ผา่ นสายตากงุ้ ท้าให้ผู้อ่านเห็นภาพของปราสาทหลงั ใหญ่ซึง่ ตั้งเด่นแต่แปลกแยกจากบริเวณโดยรอบอยู่ในที เมื่อนวนิยายด้าเนินเรื่องไป พงศกรได้บรรยาย บรรยากาศของคฤหาสนท์ ีว่ ังเวงและมเี สียงกรีดรอ้ งของหญิงสาวเขา้ มาด้วย “คฤหาสนค์ เชนทราหรือ ท่ีใครๆ เรียกกันว่า คฤหาสน์นางคอยอันย่ิงใหญ่ต้ังอยู่บนหน้าผาริมทะเล เงาแสงจันทร์ท้าให้ บรรยากาศของคฤหาสน์นั้นดูลึกลบั ซ่อนเร้นปรศิ นาต่างๆ เอาไว้มากมาย...ดนัยเทพกต็ ้องสะดุ้งด้วย ความตกใจ เพราะได้ยินเสียงร้องโหยหวนของใครบางคนดงั สะท้อนก้องไปทั่วท้ังหาด ขุมขนของเขา ลุกชนั เพราะเสียงกรีดรอ้ งน้ันเตม็ ไปด้วยความเจ็บปวดทรมานดงั มาจากหน้าผาใต้คฤหาสน์” (พงศกร 2556, 228) ฉากคฤหาสน์นางคอยช่วยขบั เรา้ บรรยากาศใหด้ ลู กึ ลบั และยังแสดงส่งิ ท่ีทีส่ งั คมปดิ กัน้ ไว้ นั่นคือ ความรุนแรงในครอบครัวท่ีพี่ชายกระท้าต่อน้องสาว ปรากฏตัวของประพิมพรรณ ที่แม้หลอ่ น จะมิได้เป็นวิญญาณ แต่หล่อนเป็นตัวแทนของการลงโทษที่รุนแรงขัดกับศีลธรรมที่พี่ชายของหลอ่ น พยายามปกปิดไว้ การใช้ฉากคฤหาสน์ท่ีต้ังอยู่ห่างไกลจากความรับรู้ของคนทั่วไปเช่นนี้จึงท้าให้ เหตุการณค์ วามรนุ แรงทดี่ ูไม่น่าเช่ือเช่นน้ีเกิดขึ้นได้ ไม่ต่างจากเหตุการณ์เหนือธรรมชาตทิ ่ดี เู หลอื เชื่อ หากกลบั ดู “น่าเชอื่ ” เมื่อเกิดขน้ึ ในฉากสถานที่เชน่ นี้ (3) บทบาทด้านการสะทอ้ นความเปลย่ี นแปลงทางสงั คมและส่ิงแวดลอ้ ม ฉากสถานท่ีในนวนิยายของพงศกรไม่เพียงน้าเสนอส่ิงลึกลับเหนือธรรมชาติเท่าน้ัน หากฉากสถานที่ในนวนิยายของพงศกรสะท้อนภาพการเปลี่ยนแปลงของท้องถ่ินจากวิถีดั้งเดิมไปสู่ ความเป็นเมืองมากข้ึน ซ่ึงมีอิทธิพลจากระบบทุนนิยม และแสดงทั้งการตอบรับและปฏิเสธความ เปลย่ี นแปลงของคนในพ้นื ท่ี ดงั เช่นในวงั พญาพราย พงศกรตอ้ งการเลา่ ถงึ ความเปลี่ยนแปลงในบา้ น เกิดของตนท่ีเปลี่ยนแปลงไปเมื่อทุนนิยมได้เข้ามาในพื้นท่ี (พงศกร 2557ค, ค้าน้านักเขียน) โดย


Like this book? You can publish your book online for free in a few minutes!
Create your own flipbook