หลักสูตรต้านทุจรติ ศกึ ษา (Anti-Corruption Education) และแผนการจดั การเรียนรู้ “การปอ้ งกนั การทุจริต” หลกั สตู รการศึกษาขัน้ พื้นฐาน ระดับช้ันประถมศึกษาปที ่ี ๓ ปกี ารศกึ ษา ๒๕๖๖ โรงเรยี นบ้านบัวถนน สำนกั งานเขตพน้ื ทก่ี ารศึกษาประถมศกึ ษาบรุ ีรมั ย์ เขต ๒ สำนักงานคณะกรรมการการศกึ ษาขน้ั พน้ื ฐาน กระทรวงศึกษาธกิ าร
ก ประกาศโรงเรยี นบ้านบัวถนน เร่อื ง ให้ใช้หลกั สตู รต้านทจุ ริตศึกษา Anti-Corruption Education ในสถานศกึ ษา ปีการศึกษา ๒๕๖๖ ----------------------------------------------------------- ยุทธศาสตรช์ าติวา่ ดว้ ยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต ระยะที่ ๓ (พ.ศ. ๒๕๖๐ -๒๕๖๔) ยทุ ธศาสตร์ ท่ี ๑ “สร้างสังคมที่ไม่ทนต่อการทุจรติ ” ได้มุ่งเน้นให้ความสำคญั ในกระบวนการปรับสภาพ สังคมให้เกิดภาวะท่ี “ไมท่ นต่อการทจุ รติ ” โดยเร่มิ ตง้ั แต่กระบวนการกล่อมเกลาทางสงั คมในทกุ ระดบั ชว่ ง วยั ตั้งแต่ปฐมวยั เพ่ือสรา้ งวัฒนธรรมตอ่ ต้านการทุจริต และปลกู ฝงั ความพอเพียง มวี ินยั ซ่ือสัตย์สจุ รติ ยดึ ประโยชนส์ ่วนรวมมากกวา่ ประโยชน์สว่ นตน เปน็ การดำเนินการผ่านสถาบนั หรอื กลุม่ ตัวแทนที่ทำหน้าท่ี ในการกล่อมเกลาสงั คมใหม้ คี วามเป็นพลเมืองทด่ี ี มีจิตสาธารณะ เสยี สละเพอ่ื สว่ นรวมและเสรมิ สร้างให้ ทกุ ภาคสว่ นมีพฤตกิ รรมท่ีไมย่ อมรับและต่อต้านการทุจริตในทุกรูปแบบ คณะกรรมการ ป.ป.ช. จึงได้มี คำส่งั ที่ ๖๔๖/๒๕๖๐ ลงวันท่ี ๒๖ เมษายน ๒๕๖๐ แต่งต้ังคณะอนกุ รรมการจดั ทำหลกั สูตร หรอื ชุดการ เรยี นรูแ้ ละสอื่ ประกอบการเรียนรู้ ดา้ นการปอ้ งกนั การทจุ ริต เพือ่ ดำเนนิ การจดั ทำหลักสูตรหรือชุดการ เรียนรแู้ ละส่อื ประกอบการเรียนรู้ ด้านการป้องกนั การทุจริต นำไปใช้ในการเรยี นการสอนให้กับนกั เรียน นักศกึ ษาในทุกระดับชนั้ เรยี นท้งั ในสว่ นของการศึกษาต้งั แต่ระดบั ปฐมวยั อนบุ าล ประถมศึกษา มธั ยมศึกษา และอดุ มศึกษา ทงั้ ภาครัฐและเอกชน รวมท้ังอาชวี ศึกษาและการศึกษานอกระบบและ การศึกษาตามอธั ยาศัย นอกจากนี้ ยังรวมถึงสถาบันการศึกษาอน่ื ท่ีเกีย่ วข้อง เพ่ือให้ครอบคลุม กลุ่มเป้าหมายทีเ่ ก่ียวข้องกับการศกึ ษาท้ังระบบ รวมท้งั บคุ ลากรภาครัฐและรัฐวิสาหกิจ รวมท้ังภาค ประชาชน เพอื่ เป็นการปลูกฝังจติ สานกึ ในการแยกแยะประโยชนส์ ่วนตนกับประโยชนส์ ว่ นรวม จติ พอเพียงต้านทุจรติ และสร้างพฤติกรรมที่ไม่ยอมรบั และไม่ทนต่อการทุจรติ โรงเรียนบ้านบัวถนน จงึ ไดจ้ ัดทำหลกั สูตรหลักสตู รตา้ นทุจริตศกึ ษา Anti-Corruption Education ในสถานศึกษา ปีการศึกษา ๒๕๖๖ ขน้ึ คณะกรรมการบริหารหลักสตู รและคณะกรรมการ สถานศึกษาขัน้ พื้นฐานโรงเรยี นได้ตรวจสอบผ้เู รยี นสามารถนำไปใชใ้ นการดำรงชีวิตประจำวันอยา่ งมี คณุ คา่ ต่อสงั คม จงึ เห็นสมควรแล้ววา่ มีความเหมาะสม สอดคลอ้ งกับนโยบายขา้ งตน้ จงึ อนุญาตให้ใช้ หลักสูตรได้
ข ทั้งนห้ี ลักสตู รโรงเรยี นไดร้ ับความเห็นชอบจากคณะกรรมการสถานศกึ ษาขั้นพน้ื ฐาน เม่ือวนั ท่ี ๑ เดอื น พฤษภาคม พ.ศ.๒๕๖๖ จงึ ประกาศให้ใชใ้ ชห้ ลกั สตู รต้านทจุ รติ ศึกษา Anti-Corruption Education ในสถานศึกษา ปีการศึกษา ๒๕๖๖ ตั้งแตบ่ ัดน้ีเปน็ ตน้ ไป ประกาศ ณ วนั ที่ ๖ เดือน พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๖๖ ลงช่อื ........................................ ลงช่อื .............................. (นายพิน สุบนิ รมั ย)์ (นายจรญั วารินทร์) ประธานคณะกรรมการสถานศึกษาขน้ั พื้นฐาน ผอู้ ำนวยการโรงเรียนบ้านบวั ถนน
ค คำนำ ยทุ ธศาสตร์ชาตวิ า่ ด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต ระยะที่ ๓ (พ.ศ. ๒๕๖๐ – ๒๕๖๔) ได้กำหนดยุทธศาสตร์ท่ี ๑ สร้างสังคมที่ไม่ทนต่อการทจุ รติ อนั มกี ลยุทธว์ ่าด้วยเรื่องของการปรับฐาน ความคดิ ทุกช่วงวัยตงั้ แต่ปฐมวยั ให้สามารถแยกระหว่างผลประโยชน์ส่วนตนกับผลประโยชน์สว่ นรวม ส่งเสรมิ ให้มีระบบและกระบวนการกลอ่ มเกลาทางสงั คมเพื่อตา้ นทจุ ริต ประยุกต์หลักปรัชญาของ เศรษฐกจิ พอเพียงเป็นเคร่ืองมือต้านทุจริต เสริมพลงั การมีสว่ นร่วมของชุมชน (Community) และบูรณา การทุกภาคส่วนเพอ่ื ต่อต้านการทจุ ริต คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (คณะกรรมการ ป.ป.ช.) จึงไดม้ ีคำส่ังแตง่ ตง้ั คณะอนุกรรมการจัดทำหลกั สูตรหรอื ชุดการเรียนรู้และสอื่ ประกอบการเรยี นรู้ ดา้ นการป้องกันการทุจรติ ข้ึน เพ่ือศึกษา วเิ คราะห์ และรวบรวมข้อมลู กำหนด แนวทางและขอบเขตในการจัดทำหลกั สูตร ยกรา่ งและจัดทำเน้อื หาหลักสตู รหรือชดุ การเรียนร้แู ละส่อื ประกอบการเรยี นรู้ พิจารณาให้ความเห็นเพิ่มเติม กำหนดแผนหรอื แนวทางการนำหลักสตู รไปใช้ใน หน่วยงานทเี่ กยี่ วข้อง และดำเนินการอน่ื ๆ ตามที่คณะกรรมการ ป.ป.ช. มอบหมาย คณะอนกุ รรมการจัดทำหลกั สูตรหรือชุดการเรยี นรแู้ ละสือ่ ประกอบการเรียนรู้ ด้านการป้องกนั การทุจริตได้รว่ มกันสร้างหลักสตู รต้านทจุ รติ ศกึ ษา (Anti-Corruption Education) ประกอบด้วย ๕ หลักสูตร ดงั นี้ ๑. หลกั สูตรการศึกษาขน้ั พน้ื ฐาน (รายวชิ าเพิม่ เติม การปอ้ งกนั การทุจรติ ) ๒. หลกั สตู ร อุดมศึกษา (วยั ใส ใจสะอาด “Youngster with good heart”) ๓. หลกั สูตรตามแนวทางรับราชการ กลุ่มทหารและตำรวจ ๔. หลกั สูตรสรา้ งวทิ ยากรผนู้ ำการเปล่ียนแปลงสูส่ ังคมท่ีไม่ทนต่อการทจุ ริต และ ๕. หลกั สตู รโคช้ เพอ่ื การรู้คิดตา้ นทุจรติ หลกั สตู รดงั กลา่ วไดผ้ ่านกระบวนการนำไปทดลองใช้ เพ่อื ปรบั ปรุงให้ มีประสิทธิภาพ สำหรับการใชใ้ นกล่มุ เป้าหมายตอ่ ไป นอกจากน้ี คณะอนุกรรมการจดั ทำหลกั สตู รหรือชดุ การเรียนรแู้ ละส่ือประกอบการเรยี นรู้ ด้านการป้องกนั การทจุ รติ ยงั ได้คดั เลอื กสอ่ื การเรียนรู้ จากแหลง่ ต่างๆ ทั้งในประเทศและตา่ งประเทศ เพือ่ ประกอบการเรียนการสอนต่อไป โรงเรียนบ้านบวั ถนน จงึ จดั ทำหลกั สตู รต้านทุจรติ ศึกษา (Anti-Corruption Education) เพ่อื สรา้ งความรคู้ วามเข้าใจและทักษะให้แกผ่ เู้ รยี นในเรอ่ื งการคิดแยกแยะระหวา่ งผลประโยชน์สว่ นตนกบั ผลประโยชนส์ ว่ นรวม ความอายและความไม่ทนตอ่ การทจุ ริต STRONG : จติ พอเพียงต้านทจุ รติ และ พลเมอื งกบั ความรับผิดชอบต่อสังคม เพ่อื ร่วมกนั ป้องกนั หรือต่อต้านการทุจริต มิใหม้ ีการทจุ รติ เกดิ ข้ึนใน สงั คมไทย ร่วมสร้างสังคมไทยทีไ่ ม่ทนตอ่ การทจุ ริตต่อไป โรงเรียนบา้ นบวั ถนน
ง สารบัญ หน้า ประกาศโรงเรยี น……………………………………………………………………………………..........................................ก คำนำ………………………………………………………………………………………………………........................................ข สารบญั ........................................................................................................................................................ค หลักสูตรตา้ นทุจรติ ศึกษา…………………………………………………………………………...........……........................๑ รายละเอยี ดของหลักสตู รต้านทจุ รติ ศึกษา…………………………………………………….......................................๒ หลักสูตรการศึกษาขัน้ พืน้ ฐาน..………………………………………………………………….........................................๓ ชือ่ หลักสูตร..................……………………………………………………………………………………...…….......................๓ จุดม่งุ หมายของรายวิชา……………………………………………………………………………………...….........................๓ คำอธิบายรายวชิ า…………………………………………………………………………………………………..........................๓ ผลการเรยี นรู้…………………………………………………………………………………………………………........................๔ โครงสรา้ งรายวชิ า…………………………………………………………………………………….…………...........................๔ กิจกรรมการเรยี นรู้………………………………………………………………………………………………...........................๕ สอ่ื การเรยี นรู้และแหลง่ เรียนรู้…………………………………………………………………………………........................๕ การวัดและประเมินผล……………………………………………………………………………………………........................๖ ตารางชั่วโมงการจดั การเรยี นการสอน………………………………………………………………………........................๖ แผนการจัดการเรียนรู้ หนว่ ยที่ ๑………………………………………………………………………………………………..........................๗ หนว่ ยท่ี ๑-๙………………………………………………………………………………..................๘-๘๒ หน่วยท่ี ๒………………………………………………………………………………………………........................๘๓ หน่วยท่ี ๑-๕……………………………………………………………………………….............๘๔-๑๑๘ หน่วยท่ี ๓……………………………………………………………………………………………….....................๑๑๙ หน่วยที่ ๑-๔………………………………………………………………………………..........๑๒๐-๑๕๒ หนว่ ยท่ี ๔……………………………………………………………………………………………….....................๑๕๓ หนว่ ยท่ี ๑-๖………………………………………………………………………………..........๑๕๔-๒๐๔ ภาคผนวก……………………………………………………………………………............................………...................๒๐๕ เอกสารอ้างองิ ………………………………………………………………………………..............................................๒๐๖ คำส่งั โรงเรียน………………………………………………………………………….....................................................๒๐๗
1 หลักสตู รตา้ นทจุ รติ ศึกษา (Anti-Corruption Education) ยุทธศาสตรช์ าติว่าด้วยการปอ้ งกันและปราบปรามการทุจริต ระยะท่ี ๓ (พ.ศ. ๒๕๖๐ - ๒๕๖๔) ยทุ ธศาสตร์ ท่ี ๑ “สรา้ งสังคมที่ไม่ทนต่อการทจุ รติ ” ไดม้ ุง่ เน้นใหค้ วามสำคญั ในกระบวนการ ปรับสภาพสังคมให้เกิดภาวะที่ “ไม่ทนต่อการทุจรติ ” โดยเริ่มต้ังแตก่ ระบวนการกล่อมเกลาทางสงั คม ในทุกระดบั ช่วงวยั ตงั้ แตป่ ฐมวัย เพ่ือสรา้ งวัฒนธรรมตอ่ ต้านการทุจริต และปลูกฝงั ความพอเพยี ง มี วินยั ซ่ือสตั ย์สุจรติ ยึดประโยชน์สว่ นรวมมากกว่าประโยชนส์ ว่ นตน เปน็ การดำเนินการผา่ นสถาบัน หรือกลมุ่ ตวั แทนท่ีทำหน้าท่ีในการกล่อมเกลาสงั คมให้มีความเป็นพลเมืองทด่ี ี มีจิตสาธารณะ เสียสละ เพือ่ ส่วนรวมและเสริมสร้างให้ทกุ ภาคส่วนมพี ฤตกิ รรมที่ไม่ยอมรบั และตอ่ ต้านการทจุ รติ ในทุกรูปแบบ และได้กำหนดกลยุทธ์ ๔ กลยุทธ์ กลา่ วคอื กลยุทธท์ ่ี ๑ ปรับฐานความคิดทุกช่วงวัย ตงั้ แตป่ ฐมวัยให้ สามารถแยกระหวา่ งผลประโยชนส์ ว่ นตนกับผลประโยชน์สว่ นรวม กลยทุ ธ์ท่ี ๒ สง่ เสรมิ ให้มรี ะบบและ กระบวนการกลอ่ มเกลาทางสังคมเพ่อื ต้านทุจริต กลยทุ ธท์ ี่ ๓ ประยุกตห์ ลกั ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพยี ง เปน็ เครือ่ งมอื ต้านทุจริต และกลยทุ ธท์ ี่ ๔ เสรมิ พลงั การมีส่วนร่วมของชมุ ชน(Community)และบรู ณา การทุกภาคส่วนเพ่ือต่อตา้ นการทุจรติ คณะกรรมการ ป.ป.ช. จึงได้มคี าส่ังท่ี ๖๔๖/๒๕๖๐ ลงวนั ที่ ๒๖ เมษายน ๒๕๖๐ แต่งตงั้ คณะอนุกรรมการจดั ทำหลกั สูตร หรอื ชุดการเรียนร้แู ละส่ือประกอบการเรียนรู้ ด้านการปอ้ งกันการ ทุจรติ ซึง่ ประกอบดว้ ยผูท้ รงคุณวฒุ ิหรอื ผเู้ ช่ียวชาญจากหนว่ ยงานด้านการศึกษา และหน่วยงานที่ เกยี่ วขอ้ งในการจัดทำหลกั สูตรการเรยี นการสอน จากท้งั ภายในและภายนอกหน่วยงาน รวมทัง้ ผู้ทรงคุณวฒุ จิ ากองค์กรภาคเอกชนเพื่อดำเนินการจัดทำหลกั สูตรหรอื ชุดการเรียนรู้และสอ่ื ประกอบการเรยี นรู้ ดา้ นการป้องกนั การทุจริต นำไปใช้ในการเรยี นการสอนให้กับนักเรียน นกั ศึกษา ในทกุ ระดับชน้ั เรียนทั้งในสว่ นของการศึกษาตั้งแตร่ ะดับปฐมวยั อนุบาล ประถมศึกษา มธั ยมศกึ ษา และอุดมศึกษา ทั้งภาครัฐและเอกชน รวมทั้งอาชีวศึกษาและการศึกษานอกระบบและการศึกษาตาม อธั ยาศยั นอกจากนี้ ยังรวมถึงสถาบนั การศึกษาอนื่ ทีเ่ กี่ยวขอ้ ง เชน่ สถาบนั การศึกษาในสงั กดั สำนักงานตำรวจแหง่ ชาติ สถาบันการศึกษาทางทหาร เปน็ ตน้ เพ่ือให้ครอบคลุมกลุ่มเปา้ หมายท่ี เกีย่ วข้องกับการศึกษาทั้งระบบ รวมท้ังบุคลากรภาครฐั และรฐั วสิ าหกิจ รวมท้งั ภาคประชาชน เพื่อ เป็นการปลูกฝงั จิตสานึกในการแยกแยะประโยชนส์ ่วนตนกับประโยชนส์ ่วนรวมจติ พอเพียงต้านทุจริต และสรา้ งพฤติกรรมท่ไี มย่ อมรับและไมท่ นต่อการทจุ ริต เพ่ือเป็นการป้องกันการทุจริต โดยเร่ิมปลูกฝังนักเรียนต้ังแต่ปฐมวัยจนถึงมัธยมศึกษาปีที่ ๖ สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน จึงจัดทำรายวิชาเพ่ิมเติม “การป้องกันการทุจริต” ให้สถานศึกษาทุกแห่งนำไปใช้ในการจัดการเรียนการสอนเพื่อปลูกฝังและสร้างวัฒนธรรมต่อต้าน การทุจริตให้แก่นักเรียนสร้างความตระหนักให้นักเรียน ยึดถือประโยชน์ส่วนรวมมากกว่าประโยชน์ สว่ นตน มีจติ พอเพยี งต้านทุจริต ละอายและเกรงกลัวทีจ่ ะไม่ทจุ ริตและไม่ทนต่อการทุจรติ ทุกรูปแบบ สำนักงานคณะกรรมการการศกึ ษาขน้ั พนื้ ฐาน ในฐานะองค์กรรับผิดชอบการจดั การศึกษา ใหแ้ ก่นกั เรียน ตั้งแต่ระดับปฐมวยั จนถงึ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๖ จงึ ไดจ้ ัดทำรายวชิ าเพ่มิ เติม “การ ปอ้ งกันการทจุ ริต”ประกอบด้วย เนอ้ื หา ๔ หน่วยการเรียนรู้ ไดแ้ ก่ ๑) การคดิ แยกแยะระหว่าง ผลประโยชนส์ ว่ นตนและผลประโยชนส์ ่วนรวม ๒) ความละอายและความไม่ทนต่อการทจุ ริต๓) STRONG / จิตพอเพยี งตอ่ ตา้ นการทจุ รติ และ ๔) พลเมืองและ ความรบั ผดิ ชอบต่อสังคม ซ่ึง ท้ัง ๔ หน่วยน้ี จะจดั ทำเปน็ แผนการจัดการเรียนรู้ ตัง้ แตช่ ั้นปฐมวัย จนถงึ ช้นั มธั ยมศึกษาปที ่ี ๖ เพื่อให้สถานศึกษาทุกแห่งนำไปใชใ้ นการจัดการเรียนการสอน เพื่อปลูกฝงั และป้องกนั การ ทจุ ริต ใหแ้ กน่ กั เรียนทกุ ระดับ ท้งั นี้ เป็นการสรา้ งพลเมอื งที่ซอื่ สตั ย์สุจรติ ใหแ้ ก่ประเทศชาติ ปัญหาคอรบั ชนั ลดลง และดัชนีภาพลกั ษณค์ อรบั ชนั ของประเทศไทย มีค่าคะแนนสงู ข้ึน บรรลตุ ามเป้าประสงคข์ อง ยุทธศาสตร์ชาตวิ า่ ด้วย การป้องกันและปราบปรามการทุจริตระยะท่ี ๓ (พ.ศ.๒๕๖๐ - ๒๕๖๔)
2 โรงเรยี นบา้ นบวั ถนน หวงั เปน็ อยา่ งยง่ิ ว่าหลักสูตรตา้ นทจุ ริตศกึ ษา : Anti-Corruption Education จะสร้างความรคู้ วามเข้าใจและทักษะให้แกผ่ ูเ้ รียนในเร่อื งการคดิ แยกแยะระหว่าง ผลประโยชนส์ ่วนตน กับผลประโยชน์สว่ นรวม ความอายและความไมท่ นต่อการทจุ ริต STRONG : จติ พอเพียงต้านทุจรติ และพลเมือง กบั ความรบั ผิดชอบต่อสงั คม เพื่อรว่ มกนั ป้องกนั หรอื ต่อตา้ นการ ทจุ รติ มใิ หม้ ีการทุจริตเกิดขึ้นในสงั คมไทย รว่ มสรา้ งสังคมไทยท่ีไมท่ นตอ่ การทจุ รติ ต่อไป รายละเอียดของหลกั สูตรต้านทจุ รติ ศึกษา (Anti-Corruption Education) กรอบการจัดทำหลักสตู รหรือชุดการเรยี นรูแ้ ละสือ่ ประกอบการเรยี นรู้ ด้านการป้องกันการ ทุจริต โดยทป่ี ระชมุ ไดเ้ หน็ ชอบรว่ มกนั ในการจดั ทำหลักสตู รหรอื ชุดการเรียนรู้และสอื่ ประกอบการ เรยี นรู้ ด้านการปอ้ งกันการทุจรติ หวั ขอ้ วชิ า ๔ วิชา ประกอบดว้ ย ๑) การคดิ แยกแยะระหวา่ งผลประโยชนส์ ่วนตนกับผลประโยชน์ส่วนรวม ๒) ความอายและความไม่ทนต่อการทจุ รติ ๓) STRONG : จติ พอเพยี งตา้ นทจุ ริต ๔) พลเมืองและความรบั ผดิ ชอบต่อสังคม เนือ้ หาหลกั สตู รหรอื ชุดการเรียนรู้ ด้านการป้องกนั การทุจริต โดยได้แบง่ กลุม่ ตามการเรยี น การสอนในแต่ละช่วงชนั้ และการฝึกอบรมในแตล่ ะกลมุ่ เปา้ หมาย เป็น ๕ กลมุ่ ดังน้ี กล่มุ ๑ หลักสตู รการศึกษาข้ันพน้ื ฐาน (ระดับปฐมวยั และป.๑-ม.๖) มชี อื่ หลกั สูตรวา่ “รายวิชาเพ่ิมเติม การปอ้ งกนั การทุจรติ กลุ่ม ๒ หลกั สูตรอุดมศกึ ษา มชี ือ่ หลักสตู ร “วยั ใส ใจสะอาด “Youngster with good heart” กลุ่ม ๓ หลักสูตรกลุ่มทหารและตำรวจ มชี ื่อหลกั สตู ร “หลกั สตู รตามแนวทางรับราชการ กล่มุ ทหารและตำรวจ” กลมุ่ ๔ หลกั สตู รวิทยากร มีช่อื หลกั สูตร “สร้างวิทยากรผูน้ ำการเปล่ยี นแปลงส่สู ังคมท่ีไมท่ น ต่อการทุจริต” กลุม่ ๕ หลักสูตรโคช้ มชี ื่อหลักสูตร “โค้ชเพ่ือการร้คู ดิ ต้านทจุ รติ ” หลักสูตรการศึกษาขนั้ พน้ื ฐาน ดำเนนิ การจดั ทำเป็นแผนการจดั การเรยี นรโู้ ดยแยกเปน็ ๑๓ ระดบั ชัน้ ปี ไดแ้ ก่ ระดับปฐมวัย ระดบั ประถมศึกษาชนั้ ปที ่ี ๑ - ๖ และระดับมธั ยมศึกษาช้ันปที ่ี ๑ - ๖ ในแตล่ ะระดับชั้นปี จะใชเ้ วลาเรยี นท้งั ปี จำนวน ๔๐ ชั่วโมง ตอ้ งจดั ทำเน้อื หาและกิจกรรมการเรยี น การสอนให้แตกตา่ งกัน ตามความเหมาะสมและการเรียนรู้ในแต่ละชว่ งวัย หลกั สูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน ช่ือหลักสตู ร “รายวชิ าเพม่ิ เติม การป้องกันการทุจรติ ” ตามที่สำนกั งานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจรติ แหง่ ชาติ รว่ มกับสำนกั งาน คณะกรรมการการศึกษาข้ันพื้นฐาน และหนว่ ยงานท่ีเก่ียวข้อง ดำเนินการจัดทำหลกั สตู รหรือชุดการ เรียนรู้และสอื่ ประกอบการเรียนรู้ ดา้ นการปอ้ งกนั การทจุ ริต สำหรบั ใชเ้ ปน็ เน้อื หามาตรฐานกลางให้ สถาบันการศึกษาหรือหน่วยงานที่เกีย่ วข้องนำไปใช้ในการเรยี นการสอนให้กบั กลุ่มเป้าหมาย ครอบคลุมทกุ ระดับชนั้ เรยี น เพื่อปลูกฝงั จติ สำนกึ ในการแยกประโยชน์สว่ นบุคคลและประโยชน์ ส่วนรวม จิตพอเพยี ง การไม่ยอมรบั และไม่ทนต่อการทจุ ริต โดยใชช้ ่ือว่าหลักสูตรต้านทุจรติ ศกึ ษา (Anti-Corruption Education) หลักสูตรท่ี ๑ หลักสตู รการศึกษาขั้นพ้ืนฐาน โดยมแี นวทางการ นำไปใช้ตามความเหมาะสมของแตล่ ะโรงเรยี น ดงั นี้ ๑.นำไปจัดเป็นรายวิชาเพ่ิมเติมของโรงเรียน
3 ๒.นำไปจดั ในชว่ั โมงลดเวลาเรียนเพม่ิ เวลารู้ ๓.นำไปบูรณาการกบั การจัดการเรยี นการสอนในกลุ่มสาระการเรียนรสู้ ังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม (สาระหน้าท่ีพลเมือง) หรือนำไปบูรณาการกับกลุม่ สาระการเรยี นรู้อ่ืน ๆ จดุ มุง่ หมายของรายวิชา เพ่ือให้นกั เรยี น ๑ มีความรู้ ความเขา้ ใจเก่ียวกบั การแยกแยะระหว่างผลประโยชนส์ ว่ นตนกบั ผลประโยชน์ สว่ นรวม ๒ มคี วามรู้ ความเข้าใจเกย่ี วกบั ความละอายและความไม่ทนต่อการทุจรติ ๓ มีความรู้ ความเข้าใจเกย่ี วกบั STRONG / จิตพอเพียงต่อต้านการทจุ ริต ๔ มีความรู้ ความเข้าใจเก่ียวกับพลเมืองและมีความรบั ผิดชอบตอ่ สังคม ๕ สามารถคิดแยกแยะระหวา่ งผลประโยชนส์ ่วนตนกับผลประโยชน์สว่ นรวมได้ ๖ ปฏบิ ตั ิตนเปน็ ผลู้ ะอายและไม่ทนต่อการทจุ รติ ทุกรูปแบบ ๗ ปฏบิ ัตติ นเปน็ ผู้ที่ STRONG / จติ พอเพียงตอ่ ต้านการทุจริต ๘ ปฏบิ ตั ิตนตามหน้าทีพ่ ลเมอื งและมีความรบั ผิดชอบต่อสังคม คำอธบิ ายรายวชิ า ศกึ ษาเก่ียวกับการแยกแยะระหว่างผลประโยชนส์ ว่ นตนกับผลประโยชนส์ ่วนรวม ความ ละอายและความไม่ทนต่อการทจุ รติ STRONG / จติ พอเพียงตอ่ ต้านการทุจริต รู้หน้าที่ของพลเมือง และรบั ผิดชอบต่อสังคมในการต่อต้านการทุจริต โดยใช้กระบวนการคิด วเิ คราะห์ จำแนก แยกแยะ การฝึกปฏบิ ตั จิ รงิ การทำโครงงาน กระบวนการเรยี นรู้ ๕ ข้ันตอน (๕ STEPs) การอภปิ ราย การสืบสอบ การแกป้ ัญหา ทักษะการอา่ น และการเขยี น เพ่ือให้มีความตระหนกั และเห็นความสำคญั ของการต่อตา้ นและการป้องกนั การทจุ รติ ผลการเรียนรู้ ๑. มคี วามรู้ ความเข้าใจเกี่ยวกับการแยกแยะระหวา่ งผลประโยชน์สว่ นตน กับผลประโยชน์ ส่วนรวม ๒. มคี วามรู้ ความเขา้ ใจเกี่ยวกับความละอายและความไม่ทนต่อการทุจรติ ๓. มีความรู้ ความเข้าใจเกี่ยวกบั STRONG / จิตพอเพยี งต่อต้านการทุจริต ๔. มีความรู้ ความเขา้ ใจเก่ียวกบั พลเมืองและมีความรับผิดชอบตอ่ สงั คม ๕. สามารถคิดแยกแยะระหว่างผลประโยชน์สว่ นตน กับผลประโยชน์ส่วนรวมได้ ๖. ปฏิบัติตนเป็นผู้ละอายและไมท่ นต่อการทุจริตทุกรูปแบบ ๗. ปฏิบตั ิตนเป็นผูท้ ี่ STRONG / จิตพอเพยี งต่อตา้ นการทุจริต ๘. ปฏบิ ตั ติ นตามหน้าทพี่ ลเมืองและมคี วามรบั ผดิ ชอบต่อสังคม ๙. ตระหนกั และเห็นความสำคญั ของการต่อตา้ นและป้องกันการทุจริต รวมท้ังหมด ๙ ผลการเรยี นรู้
4 ระดับประถมศึกษา โครงสรา้ งรายวชิ า ช้นั ประถมศกึ ษาปที ี่ ๓ ลำดับ หน่วยการเรยี นรู้ เรือ่ ง จำนวนช่วั โมง ๑. การคิดแยกแยะ การคดิ แยกแยะระหวา่ งผลประโยชนส์ ว่ นตน ๑๖ ระหวา่ งผลประโยชน์ และผลประโยชน์สว่ นรวม ส่วนตนและ - การคดิ แยกแยะ ผลประโยชนส์ ว่ นรวม - ระบบคิดฐาน ๒ - ระบบคิดฐาน ๑๐ - ผลประโยชนส์ ่วนตนและผลประโยชน์ สว่ นรวม - การขัดกันระหวา่ งประโยชน์สว่ นตนและ ผลประโยชน์ส่วนรวม ๒. ความละอายและความ ความละอายและความไมท่ นตอ่ การทุจริต ๑๐ ไม่ทนต่อการทุจริต - การทำการบ้าน - การทำเวร - การสอบ - การแตง่ กาย - กจิ กรรมสง่ เสรมิ ความถนดั และความสนใจ ลำดบั หนว่ ยการเรียนรู้ เรอื่ ง จำนวนชว่ั โมง ๓. STRONG / จติ พอเพียง STRONG / จิตพอเพียงต่อตา้ นการทุจรติ ๔ ตอ่ ต้านการทจุ ริต - ความพอเพียง - ความโปรง่ ใส - ตา้ นทุจริต - ความเออ้ื อาทร ๔. พลเมืองกบั ความ พลเมืองกับความรบั ผิดชอบต่อสังคม ๑๐ รับผดิ ชอบตอ่ สังคม - เรอ่ื งการเคารพสิทธิหน้าที่ต่อตนเองและ ผอู้ ื่นท่ีมีต่อชุมชน - เรือ่ งการเคารพสทิ ธิหนา้ ทต่ี ่อตนเองและ ผอู้ นื่ ที่มตี ่อประเทศชาติ - ระเบยี บ กฎ กตกิ า กฎหมาย - ความรับผดิ ชอบ (ตอ่ โรงเรยี น) - ความเป็นพลเมือง รวม ๔๐
5 กจิ กรรมการเรยี นรู้ แนวคดิ และแนวการสอน กจิ กรรมการเรยี นรทู้ ี่ใชใ้ นการจดั การเรยี นการสอน เน้นการใชท้ ฤษฎีการเรียนรู้ การสร้าง ความรู้ ไดแ้ ก่ ๑) ทฤษฎคี อนสตรัคติวสิ ต์ (Construction Theory) ๒) ทฤษฎคี อนสตรัคติวิสต์เชิง สังคม (Social Constructivism Theory) ๓) ทฤษฎคี อนสตรคั ตวิ ิสต์เชงิ ปญั ญา (Cognitive Constructivism) ๔) ทฤษฎีประมวลผลขอ้ มูล (Information Processing Theory) ๕) ทฤษฎีพหุ ปัญญา (Theory of Multiple Intelligences) ๖) ทฤษฎีการเรยี นรู้แบบรว่ มมอื (Cooperative Learning Theory) ในการจัดการเรียนการสอน โดยภาพรวมจะใช้กลยทุ ธก์ ารสอนทีเ่ น้นผ้เู รยี นเป็น สำคญั คอื จดั ตามความแตกต่างของเดก็ แตล่ ะคน ดว้ ยการสอนโดยใชก้ ระบวนการคิดวเิ คราะห์ คดิ สงั เคราะห์ การฝึกปฏิบตั จิ รงิ การทำโครงงานสืบสวนสอบสวน กระบวนการเรยี นรู้ ๕ ขั้นตอน (๕ STEPs) การอภิปราย การแก้ปัญหาตลอดจนใชเ้ ทคนคิ การสอนที่หลากหลายเหมาะกับผเู้ รียนแต่ละ วัย ส่อื การเรียนรแู้ ละแหล่งเรยี นรู้ จดั กิจกรรมด้วยสอ่ื การเรียนรู้ท่ีเก่ียวกบั การป้องกนั และปราบปรามการทจุ รติ เช่น วดี ิโอ ขา่ ว VTR นทิ าน การต์ นู ภาพยนตรส์ ั้น เอกสารแก้ทจุ รติ คดิ ฐานสอง สอ่ื สงิ พิมพ์ตา่ ง ๆ ใบความรู้ ใบงาน วัสดอุ ุปกรณ์ต่าง ตลอดจนแหล่งเรยี นรู้ทใี่ ช้คอมพิวเตอร์ในการสบื ค้น การวัดและประเมนิ ผล ๑ การประเมนิ การเรียนรู้ โดยใชเ้ ครื่องมือประเมินการเรียนรใู้ นดา้ น -ความรูค้ วามเข้าใจ -การปฏิบัติ -คณุ ลักษณะทพ่ี ึงประสงค์ เคร่อื งมอื ทใี่ ช้ประเมนิ -แบบสอบ -แบบประเมนิ การปฏบิ ตั งิ าน -แบบสงั เกตพฤติกรรมการปฏิบัติงาน ๒ การประเมินผล นกั เรยี นผ่านการประเมินทุกกิจกรรม ร้อยละ ๘๐ ขึ้นไป จึงจะถือว่าผ่านเกณฑก์ าร ประเมนิ
6 ตารางช่ัวโมงการจัดการเรียนการสอน ประกอบดว้ ย ๔ หนว่ ยการเรยี นรู้ คอื ๑) การคิดแยกแยะผลประโยชนส์ ่วนตนกับ ผลประโยชน์สว่ นรวม ๒) ความไม่ทนและความอายต่อการทจุ ริต ๓) STRONG : จติ พอเพยี งต้าน ทจุ รติ และ ๔) พลเมืองกบั ความรับผดิ ชอบตอ่ สังคม โดยกำหนดชัว่ โมงการจัดการเรยี นการสอนดงั นี้ ท่ี หนว่ ยการเรียนรู้ ระดบั การศกึ ษา ปฐมวัย (ช่วั โมง) ป.๑-๓ (ชั่วโมง) ป.๔-๖ (ชวั่ โมง) ๑ การคดิ แยกแยะระหวา่ ง ๑๔ ๑๖ ๑๔ ผลประโยชนส์ ่วนตนและ ประโยชนส์ ว่ นรวม ๒ ความไม่ทนและความอายต่อ ๑๒ ๑๐ ๑๐ การทจุ ริต ๓ STRONG : จติ พอเพยี งต่อตา้ น ๙ ๔ ๖ การทุจรติ ๔ พลเมอื งกบั ความรับผดิ ชอบต่อ ๕ ๑๐ ๑๐ สงั คม รวม ๔๐ ๔๐ ๔๐ โดยหลักสูตรรายวิชาเพม่ิ เตมิ การปอ้ งกนั การทจุ ริต การศกึ ษาขน้ั พ้นื ฐาน กำหนดเปน็ ๑ หลักสตู ร และแยกเป็นแผนการจดั การเรียนรู้ ได้แก่ ระดับปฐมวัย ระดับประถมศึกษาชั้นปีที่ ๑ - ๖ ระดับมธั ยมศึกษาปีท่ี ๑-๓ ท้ังนี้ ในแต่ละระดบั ช้ันปี จะใช้เวลาเรยี นทั้งปี จำนวน ๔๐ ชว่ั โมง ซ่ึงจะ มเี นอ้ื หาและกจิ กรรมการเรยี นการสอนที่แตกต่างกัน ตามความเหมาะสมและการเรียนรูใ้ นแต่ละชว่ ง วัย
7 หน่วยท่ี ๑ การคิดแยกแยะระหวา่ งผลประโยชนส์ ว่ นตน และผลประโยชนส์ ว่ นรวม
8 แผนการจดั การเรียนรู้ หนว่ ยที่ ๑ ชอ่ื หน่วย การคิดแยกแยะระหว่างผลประโยชน์สว่ นตนและผลประโยชน์ส่วนรวม ชัน้ ประถมศึกษาปีที่ ๓ แผนการจดั การเรียนรู้ที่ ๑ เรื่อง การคิดแยกแยะ (การทำความด)ี เวลา ๒ ชว่ั โมง ๑. ผลการเรยี นรู้ ๑.๑ มคี วามรคู้ วามเขา้ ใจเก่ยี วกับการแยกแยะระหว่างผลประโยชนส์ ่วนตนและผลประโยชน์ ส่วนรวม ๑.๒ สามารถคิดแยกแยะระหว่างผลประโยชนส์ ว่ นตนและผลประโยชน์ส่วนรวม ๒. จดุ ประสงคก์ ารเรียนรู้ ๒.๑ นกั เรยี นสามารถบอกความหมายของความดตี ่อตนเองได้ ๒.๒ นักเรยี นสามารถบอกความหมายของความดีต่อผูอ้ ื่นได้ ๓. สาระการเรียนรู้ ๓.๑ ความรู้ การทำความดีต่อตนเอง หมายถึง การประพฤติปฏบิ ัติในสง่ิ ทีด่ ตี อ่ ตนเอง การทำความดีต่อผู้อน่ื หมายถงึ การประพฤติปฏิบตั ใิ นสิง่ ที่ดีต่อผู้อนื่ ๓.๒ ทักษะ/กระบวนการ (สมรรถนะทเี่ กิด) ๑) ความสามารถในการสอ่ื สาร (ฟงั พูด เขยี น) ๒) ความสามารถในการคิด (วเิ คราะห์ จัดกลุ่ม สรปุ ) ๓.๓ คณุ ลกั ษณะอนั พึงประสงค์ มวี ินัย ใฝเ่ รยี นรู้ ๔. กิจกรรมการเรียนรู้ ๔.๑ ขัน้ ตอนการเรยี นรู้ ช่ัวโมงที่ ๑ ๑. ระบุคำถาม - ครนู ำภาพเดก็ คนหนึง่ กำลังช่วยคุณแม่กวาดบ้านและภาพเด็กเก็บขยะบริเวณ โรงเรียนมาใหน้ ักเรยี นดู แล้วรว่ มกนั วเิ คราะห์ว่าเด็กในภาพทำความดหี รอื ไม่ อย่างไร ๒. แสวงหาสารสนเทศ - ครูใหน้ ักเรียนศึกษาใบความรู้ เรื่องการทำความดตี อ่ ตนเองและผู้อ่ืน - นักเรียนแบ่งกลุ่ม กลมุ่ ละ ๔-๕ คน และใหน้ ักเรียนเลือกหวั หนา้ กลุ่ม เลขานกุ าร กลมุ่ พร้อมตง้ั ชือ่ กลมุ่ ๓. สร้างความรู้ - นกั เรียนนำความร้ทู ไ่ี ด้จากการศกึ ษาจากใบความรมู้ าอภปิ ราย สนทนา แลกเปลีย่ นความคิดเห็นกันภายในกลุ่ม เพ่ือให้มคี วามรู้ความเข้าใจทช่ี ดั เจนมากยง่ิ ขึน้ - ใหน้ ักเรียนรว่ มกันสรปุ ความหมายและแยกแยะการทำความดตี ่อตนเองและผ้อู ่ืน โดยการทำแบบทดสอบ เร่อื ง การแยกแยะการทำความดตี อ่ ตนเองและผ้อู นื่ ซงึ่ ใหน้ ักเรยี นทำ เครื่องหมาย หนา้ ข้อทเี่ ป็นการทำความดตี ่อตนเอง และทำเคร่ืองหมาย หนา้ ข้อทเ่ี ป็น การทำความดตี อ่ ผู้อ่นื
9 ช่ัวโมงท่ี ๒ ๔. สือ่ สาร ใหน้ ักเรียนแต่ละกลมุ่ ร่วมกนั สรปุ เก่ยี วกบั การทาความดีต่อตนเองและตอ่ ผู้อืน่ แล้วส่งตวั แทน กลมุ่ ออกมานำเสนอหน้าช้ันเรียน โดยครคู อยให้คาแนะนาและอธิบายเพมิ่ เติม เพื่อให้นักเรียนมี ความเขา้ ใจมากย่ิงขึน้ ๕. ตอบแทนสังคม นำผลงานทน่ี ักเรียนทำไปติดที่ ปา้ ยนิเทศประชาสัมพนั ธ์ของโรงเรยี น เพื่อเป็นการรณรงค์ เกีย่ วกบั การทำความดี ๔.๒ สื่อการเรยี นรู้/แหล่งเรยี นรู้ - ภาพเด็กกวาดบ้าน ภาพเดก็ เกบ็ ขยะ - ใบความรู้ เรอื่ งการทำความดตี อ่ ตนเองและต่อผูอ้ ื่น - แบบทดสอบเรื่อง การแยกแยะการทำความดีต่อตนเองและต่อผู้อื่น ๕. การประเมินผลการเรยี นรู้ ๕.๑ วธิ ีการประเมนิ - การตรวจผลงาน - การทดสอบ - การประเมนิ การนำเสนอผลงาน - การประเมินการทำงานกล่มุ - การประเมนิ คุณลักษณะอันพงึ ประสงค์ (มีวนิ ัย,ใฝเ่ รียนรู้) ๕.๒ เครอ่ื งมือท่ีใชใ้ นการประเมนิ - แบบประเมนิ ผลงานการแยกแยะการทำความดีต่อตนเองและต่อผู้อื่น - แบบทดสอบ - แบบประเมินการนำเสนอผลงาน - แบบประเมินการทำงานกลมุ่ - แบบประเมนิ คณุ ลักษณะอนั พงึ ประสงค์ (มวี ินยั ,ใฝเ่ รยี นร)ู้ ๕.๓ เกณฑ์การประเมิน - นักเรียนผา่ นเกณฑ์การประเมินร้อยละ ๘๐ ขนึ้ ไป ถือว่าผ่าน ๖. บนั ทกึ หลังการจัดการเรยี นรู้ ............................................................................................................................. ............................... .................................................................................................................................... ........................ .......................................................................................................... .................................................. ลงช่อื ........................................ครผู ู้สอน (..................................................)
10 ๗. ความคดิ เห็นผบู้ รหิ าร ............................................................................................................................. ............................... .................................................................................................... ........................................................ ............................................................................................................................. ............................... ลงช่อื .....................................ผู้บรหิ าร (นายจรัญ วารนิ ทร์) ผอู้ ำนวยการโรงเรียนบา้ นบวั ถนน ๘.ภาคผนวก - ภาพเด็กกวาดบ้าน, เด็กเก็บขยะ - ใบความรู้ เร่ือง การทำความดีต่อตนเองและตอ่ ผู้อืน่ - แบบทดสอบ เรอ่ื ง การแยกแยะการทำความดีต่อตนเองและต่อผูอ้ นื่ - แบบประเมนิ ผลงานการแยกแยะการทำความดตี ่อตนเองและตอ่ ผู้อ่ืน - แบบประเมินการนำเสนอผลงาน - แบบประเมินการทำงานกลมุ่ - แบบประเมินคุณลักษณะอันพึงประสงค์ (มีวินัย,ใฝ่เรยี นรู้)
11 ภาพเด็กกวาดบ้าน ภาพเดก็ เกบ็ ขยะ
12 ใบความรู้ เรื่อง การทำความดตี อ่ ตนเองและตอ่ ผ้อู ่ืน การทำความดี คือ การประพฤติปฏิบัตใิ นสง่ิ ที่ดี ซ่งึ เกิดจากเจตนาทีด่ ี การทำความดสี ามารถปฏิบัติไดท้ งั้ กาย วาจาและใจ ดังน้ี ทางกาย - ตัง้ ใจเรียน - ไมล่ ักขโมยของผู้อ่ืน - ปฏบิ ัติตามคำสั่งของพ่อแม่ ครู อาจารย์ - เมตตากรณุ าต่อสตั ว์ ทางวาจา - พูดจาไพเราะ - พดู ความจริง - พูดในสงิ่ ทเ่ี ป็นประโยชน์ ทางใจ - ไม่คดิ ร้ายต่อผูอ้ นื่ - คดิ อภยั ผ้ทู ี่ทำผิดพลาด - พยายามข่มใจไมใ่ ห้โกรธ
13 แบบทดสอบ เรอื่ ง การแยกแยะการทำความดตี อ่ ตนเองและต่อผู้อื่น ............................................................................................................................. ................................ คำช้ีแจง ใหน้ กั เรยี นทำเคร่ืองหมาย / หนา้ ขอ้ ท่ีถกู และทำเครอ่ื งหมาย x หนา้ ข้อท่ผี ิด .............๑.ผู้ทำความดี เกดิ ความสขุ กาย สุขใจ เพราะได้ทำในสงิ่ ที่ถกู ต้อง .............๒.เมอ่ื ทำความดี ทำใหเ้ กิดความแตกแยกในหมู่คณะ .............๓.ชว่ ยเหลอื ผ้ทู ี่ตกทุกข์ได้ยาก .............๔.ไมเ่ บยี ดเบยี นผอู้ ืน่ .............๕.เมือ่ ทำความดีจะทำใหเ้ กิดความวนุ่ วาย .............๖.การทำความดคี วรตอ้ งมีผลตอบแทนบ้าง ............๗.แกว้ ตาชอบแบ่งปันขนมให้เพ่อื น ดงั นั้นแกว้ ตาจงึ เปน็ คนดแี ละเป็นท่รี กั ของเพ่ือนๆ …………๘.อ้อแอ้ไมใ่ ห้เพือ่ นลอกการบ้าน เพราะฉะน้นั ถือวา่ ออ้ แอเ้ ปน็ คนไม่ดี .......... .๙.เมธามักจะโกหกคุณครูเรือ่ งทเี่ มธาชอบมาโรงเรียนสาย ...........๑๐.นรมี ักจะชวนเพ่ือนๆ ไปเก็บขยะหลงั อาคารเรยี นเสมอ ...........................................
14 เฉลยแบบทดสอบ เรอื่ ง การแยกแยะการทำความดีต่อตนเองและต่อผู้อน่ื .................................................................................................................. ........................................... คำช้ีแจง ใหน้ กั เรียนทำเครื่องหมาย / หน้าขอ้ ท่ีถกู และทำเคร่ืองหมาย x หน้าข้อท่ีผิด .............๑.ผู้ทำความดี เกดิ ความสขุ กาย สขุ ใจ เพราะได้ทำในสิ่งทถี่ กู ต้อง .............๒.เมอ่ื ทำความดี ทำให้เกิดความแตกแยกในหมู่คณะ .............๓.ชว่ ยเหลือผู้ท่ตี กทุกข์ได้ยาก .............๔.ไม่เบยี ดเบียนผู้อน่ื .............๕.เม่ือทำความดจี ะทำให้เกดิ ความวุ่นวาย .............๖.การทำความดีควรต้องมีผลตอบแทนบ้าง ............๗.แก้วตาชอบแบ่งปันขนมใหเ้ พือ่ น ดังนั้นแกว้ ตาจงึ เป็นคนดแี ละเป็นท่รี กั ของเพ่ือนๆ …………๘.อ้อแอ้ไม่ให้เพ่อื นลอกการบา้ น เพราะฉะน้นั ถือว่าออ้ แอเ้ ป็นคนไม่ดี .......... .๙.เมธามกั จะโกหกคุณครเู รอ่ื งท่ีเมธาชอบมาโรงเรียนสาย ...........๑๐.นรมี กั จะชวนเพอ่ื นๆ ไปเกบ็ ขยะหลงั อาคารเรียนเสมอ ...........................................
15 แบบตรวจผลงานการทำใบงาน เร่ือง การแยกแยะการทำความดตี ่อตนเองและผู้อ่นื ที่ ชื่อ-สกลุ บอกผลประโยชนส์ ว่ น รวมคะแนน สรุปผล ตนและผลประโยชน์ ๑๐ (คะแนน) ส่วนรวมได้ (จำนวนข้อ) ผา่ น ไมผ่ า่ น ลงชื่อ....................................................ผตู้ รวจ (.......................................................)
16 แบบประเมินการนำเสนอผลงาน เร่อื ง ................................................................................. ท่ี ชอ่ื -สกุล ความ การรว่ ม เสยี งดงั ความ รปู แบบ รวม รว่ มมือ แสดง ฟงั มัน่ ใจใน การ คะแนน ภายใน ความ ชดั (๒ ตนเอง(๒ นำเสนอ (๒ กลุ่ม(๒ คดิ เห็น(๒ คะแนน) คะแนน) (๒ คะแนน) คะแนน) คะแนน) คะแนน) ลงช่อื .........................................ผูต้ รวจ (……………………………………………..) เกณฑ์การประเมิน นกั เรยี นผ่านเกณฑก์ ารประเมินร้อยละ ๘๐ ข้นึ ไป ถือวา่ ผ่าน
17 แบบประเมินคุณลักษณะอนั พึงประสงค์ คำชี้แจง : ให้ ผ้สู อน สังเกตพฤติกรรมของนักเรียนในระหวา่ งเรยี นและนอกเวลาเรียน แล้วขีด ลงใน ชอ่ งที่ตรงกบั ระดับคะแนน คณุ ลกั ษณะอัน รายการประเมนิ ระดับคะแนน ๓๒๑ พึงประสงค์ ดา้ น ซอ่ื สัตย์ สจุ ริต ๑. ให้ขอ้ มูลที่ถูกต้องและเปน็ จริง ๒. ปฏบิ ัติในส่ิงที่ถกู ตอ้ ง มวี นิ ยั ๑.ปฎิบัติตามข้อตกลง กฎเกณฑ์ ระเบียบ ขอ้ บังคบั มคี วามตรงต่อเวลาในการปฏบิ ตั ิ กจิ กรรมตา่ งๆในชีวติ ประจำวัน คะแนน สรปุ ผลคะแนน เกณฑก์ ารให้คะแนน ให้ ๓ คะแนน พฤติกรรมท่ปี ฏิบัตชิ ัดเจนและสม่ำเสมอ ให้ ๒ คะแนน พฤติกรรมท่ีปฏิบตั ิชัดเจนและบอ่ ยครงั้ ให้ ๑ คะแนน พฤติกรรมที่ปฏบิ ตั ิบางครั้ง ลงชอ่ื ..............................................ผ้ปู ระเมิน (.....................................................) สรปุ เกณฑ์การประเมนิ ดมี ากได้ ๑๔ – ๑๕ คะแนน ดไี ด้ ๙ – ๑๓ คะแนน พอใช้ได้ ๔ – ๘ คะแนน ปรบั ปรงุ ได้ ๐ – ๓ คะแนน
18 แผนการจัดการเรียนรู้ หนว่ ยที่ ๑ ช่อื หนว่ ย การคดิ แยกแยะระหวา่ งผลประโยชนส์ ว่ นตนและผลประโยชน์สว่ นรวม ชัน้ ประถมศึกษา ๓ แผนการจดั การเรียนรู้ที่ ๒ เรอื่ ง การคิดแยกแยะ (ความรับผิดชอบ) เวลา ๒ ช่วั โมง --------------------------------------------------------------------------------------------------------------------- ๑. ผลการเรยี นรู้ ๑.๑ มคี วามรคู้ วามเขา้ ใจเกยี่ วกับการแยกแยะระหว่างผลประโยชนส์ ว่ นตนและผลประโยชน์ สว่ นรวม ๑.๒ สามารถคิดแยกแยะระหว่างผลประโยชนส์ ่วนตนและผลประโยชนส์ ่วนรวม ๒. จุดประสงค์การเรยี นรู้ ๒.๑ นักเรยี นสามารถบอกความหมายของความรบั ผดิ ชอบต่อตนเองได้ ๒.๒ นักเรียนสามารถบอกความหมายของความรับผิดชอบต่อผู้อน่ื ได้ ๒.๓ นกั เรียนสามารถแยกแยะความรบั ผดิ ชอบต่อตนเองและต่อผู้อนื่ ได้ ๒.๔ นักเรยี นเห็นความสำคญั ของความรับผิดชอบต่อตนเองและต่อผู้อน่ื ได้ ๓. สาระการเรียนรู้ ๓.๑ ความรู้ ความรบั ผิดชอบตอ่ ตนเอง หมายถงึ ภาระงานที่จะตอ้ งปฏบิ ตั ติ ่อตนเองใหเ้ ป็นไปตาม เป้าหมายทว่ี างไว้ ความรับผิดชอบตอ่ ผู้อ่ืน หมายถึง ภาระงานทีจ่ ะต้องปฏิบัตติ ่อผอู้ ืน่ ให้เปน็ ไปตามเปา้ หมายทว่ี างไว้ ๓.๒ ทกั ษะ/กระบวนการ (สมรรถนะทีเ่ กดิ ) ๑. ความสามารถในการสื่อสาร (ฟงั พดู เขียน) ๒. ความสามารถในการคดิ (วเิ คราะห์ จดั กลุ่ม สรปุ ) ๓.๓ คณุ ลักษณะอันพึงประสงค์ มีวนิ ยั ๔. กิจกรรมการเรยี นรู้ ๔.๑ ขน้ั ตอนการเรยี นรู้ ช่ัวโมงท่ี ๑ ๑. ระบคุ ำถาม - นักเรยี นดภู าพตวั อย่างการปฏิบัติตนเป็นผูท้ ี่มคี วามรบั ผิดชอบต่อตนเองและต่อ ผู้อืน่ ใหน้ ักเรยี นดู และรว่ มกันสนทนา - ครูเช่อื มโยงเข้าสเู่ น้อื หาโดยใชค้ ำถามดงั นี้ ๑. ความรบั ผดิ ชอบตอ่ ตนเองไดแ้ ก่อะไรบา้ ง ๒. ความรบั ผิดชอบตอ่ ผู้อนื่ ได้แก่อะไรบ้าง ๓. นกั เรียนมคี วามคิดอยา่ งไรเกยี่ วกับความรับผิดชอบตอ่ ตนเองและต่อผอู้ ่ืน ๒. แสวงหาสารสนเทศ - ครใู หน้ กั เรยี นแบ่งกล่มุ กลุ่มละ ๕-๖ คน - ครใู ห้นกั เรียนชมวดี ที ศั น์แอนเิ มชั่น ๓ ดี เรอ่ื งความรบั ผดิ ชอบ
19 ๓. สรา้ งความรู้ - นกั เรยี นร่วมกันแสดงความคิดเห็นเกย่ี วกับดีทัศนแ์ อนิเมช่นั ๓ ดี ท่ีไดช้ มมา - นักเรยี นชว่ ยกนั บอกความหมายของความรับผิดชอบตอ่ ตนเองและความรับผดิ ชอบตอ่ ผู้อน่ื - ให้นกั เรียนศกึ ษาหาความรู้ เร่ืองความรับผิดชอบต่อตนเองและต่อผู้อน่ื จาก หนังสือเรยี น หอ้ งสมุด และแหล่งข้อมูลสารสนเทศ แลว้ ให้นักเรยี นแยกแยะความรับผดิ ชอบตอ่ ตนเองและต่อผู้อ่นื โดยทำใบงานเรอ่ื ง การแยกแยะความรับผิดชอบต่อตนเองและต่อผู้อื่น โดยให้ นกั เรยี นวาดภาพบทบาทของลูกท่ีมตี ่อพ่อแม่พร้อมระบายสีให้สวยงาม ชวั่ โมงที่ ๒ ๔. ส่อื สาร - นักเรียนรว่ มกนั อภปิ รายและนำเสนอขอ้ มูลเกยี่ วกบั ความรบั ผดิ ชอบต่อตนเองและต่อ ผู้อ่นื ๕. ตอบแทนสงั คม - ครมู อบหมายให้นักเรยี นแต่ละคนนำเรอ่ื ง ความรบั ผิดชอบต่อตนเองและต่อผู้อนื่ ไปใชใ้ น ชวี ติ ประจำวันและบนั ทึกลงในแบบบันทึกการทำความดี เรื่องความรับผิดชอบต่อตนเองและต่อผู้อืน่ ๔.๒ สอ่ื การเรียนร้/ู แหล่งเรียนรู้ - บัตรภาพ - วดี ีทศั นแ์ อนเิ มชัน่ ๓ ดี เรอ่ื งความรบั ผิดชอบ -.ใบงาน เรอื่ ง การแยกแยะความรับผดิ ชอบต่อตนเองและต่อผ้อู ่นื ๕. การประเมินผลการเรยี นรู้ ๕.๑ วิธีการประเมนิ - การตรวจผลงานใบงาน เรื่อง การแยกแยะความรับผิดชอบต่อตนเองและตอ่ ผู้อน่ื - การประเมินการทำงานกลมุ่ - การประเมินคุณลกั ษณะอันพงึ ประสงค์ (มวี ินัย) ๕.๒ เครอ่ื งมือท่ีใชใ้ นการประเมิน - แบบบันทกึ การให้คะแนนการตรวจผลงานใบงาน เร่ือง การแยกแยะความ รบั ผิดชอบต่อตนเองและตอ่ ผู้อื่น - แบบประเมนิ การทำงานกลมุ่ - แบบประเมินคณุ ลักษณะอนั พึงประสงค์ (มีวนิ ัย) ๕.๓ เกณฑก์ ารประเมิน - นักเรยี นผา่ นเกณฑ์การประเมินรอ้ ยละ ๘๐ ข้นึ ไป ถือวา่ ผา่ น - นกั เรียนผา่ นเกณฑ์การประเมินระดับดขี น้ึ ไป ถือวา่ ผ่าน
20 ๖. บนั ทึกหลังการจัดการเรียนรู้ ............................................................................................................................. ............................... ................................................................................................... ......................................................... ............................................................................................................................. ............................... ลงช่ือ........................................ครูผสู้ อน (..................................................) ๗. ความคดิ เห็นผูบ้ ริหาร ................................................................................................. .......................................................... ............................................................................................................................. ............................... ............................................................................................................................................................ ลงชอ่ื .....................................ผู้บริหาร (นายจรัญ วารินทร์) ผอู้ ำนวยการโรงเรียนบ้านบวั ถนน ๘.ภาคผนวก - ภาพเดก็ แตง่ ตัวด้วยตนเอง, ภาพเด็กชว่ ยเหลอื เพื่อน - วีดที ศั น์แอนเิ มช่นั ๓ ดี เร่อื งความรับผิดชอบ (https://www.youtube.com/watch?v=๗kbnUOzerjg) - ใบงาน เร่ือง การแยกแยะความรับผดิ ชอบต่อตนเองและตอ่ ผู้อนื่ - แบบบนั ทกึ การให้คะแนนการตรวจผลงาน ใบงานเรือ่ ง การแยกแยะความรับผดิ ชอบตอ่ ตนเอง และตอ่ ผู้อน่ื - แบบประเมนิ การทำงานกลุ่ม - แบบบันทึกความดี - แบบประเมนิ คุณลกั ษณะอนั พงึ ประสงค์ (มวี นิ ยั )
21 ภาพเดก็ แตง่ ตัวดว้ ยตนเอง ภาพเดก็ ช่วยเหลอื เพือ่ น
22 ใบงาน เรอ่ื ง การแยกแยะความรับผดิ ชอบต่อตนเองและต่อผอู้ น่ื คำชแี้ จง ให้นักเรยี นวาดภาพบทบาทของลูกทม่ี ีต่อพ่อแม่พรอ้ มระบายสใี หส้ วยงาม ชื่อ..............................................................................ช้นั .............................เลขที.่ ...............................
23 แบบบันทกึ การให้คะแนนการตรวจผลงานใบงาน เรอ่ื ง การแยกแยะความรบั ผิดชอบต่อตนเองและผู้อื่น เลขท่ี ช่ือ-สกลุ คะแนนท่ไี ด้ สรปุ ผล (๑๐ คะแนน) ผา่ น ไม่ผา่ น สรปุ ระดบั คุณภาพ สรปุ ได้คะแนนรวมระหว่าง ๘-๑๐ คะแนน เกณฑ์การประเมนิ ไดค้ ะแนนรวมระหวา่ ง ๐-๗ คะแนน ผา่ น ไมผ่ ่าน
24 แบบประเมินการทำงานกลุ่ม เรือ่ ง............................................................................. ที่ ช่ือ-สกลุ ความ การแสดง ความ การรบั ฟงั การรว่ ม รวม รว่ มมอื ความ ตงั้ ใจ ความ ปรับปรุง คะแนน (๒) คดิ เหน็ (๒) (๒) ผ้อู ื่น (๒) ผลงาน(๒) (๑๐ ลงช่อื .........................................ผู้ตรวจ (……………………………………………….) เกณฑ์การประเมนิ นกั เรียนผ่านเกณฑ์การประเมินรอ้ ยละ ๘๐ ข้นึ ไป ถอื ว่าผ่าน
25 แบบบันทึกความดี วันท.่ี ................เดอื น................................พ.ศ................... ๑. ความดที ท่ี ำให้ตนเอง ............................................................................................................................ ................................. .......................................................................................................................... .................................. ๒. ความดีทที่ ำใหค้ รอบครัว ............................................................................................................................ ................................. .................................................................................................. ....................................................... ๓. ความดที ีท่ ำใหโ้ รงเรยี น ............................................................................................................................ ................................. .......................................................................................................................... .................................. ............................................................................................................................. ............................ ๔. ความดีที่ทำให้กับสังคม ............................................................................................................................................................. .......................................................................................................................... .................................. ลงชื่อ..................................... (……………………………………….) นักเรียน ความคดิ เห็นของผู้ปกครอง ............................................................................................................................. ................................ .................................................................................................. ........................................................... ลงช่อื ..................................... (…………………………………………) ผูป้ กครอง ความคดิ เห็นของครทู ี่ปรกึ ษา ............................................................................................................................................................... ........................................................................................................................................................ ลงชอ่ื ..................................... (……………………………………….) ครูทป่ี รึกษา
26 แบบประเมินคณุ ลักษณะอนั พึงประสงค์ คำชแี้ จง : ให้ ผู้สอน สงั เกตพฤติกรรมของนักเรียนในระหว่างเรียนและนอกเวลาเรียน แลว้ ขดี ลงใน ช่องทตี่ รงกับระดับคะแนน คณุ ลกั ษณะอนั รายการประเมนิ ระดบั คะแนน พึงประสงค์ ๓ ๒๑ ดา้ น มีวินยั ๑.ปฎิบตั ติ ามข้อตกลง กฎเกณฑ์ ระเบียบ ข้อบังคับ มีความตรงต่อเวลาในการปฏิบัติ กิจกรรมต่างๆในชีวติ ประจำวัน คะแนน สรุปผลคะแนน เกณฑก์ ารใหค้ ะแนน ให้ ๓ คะแนน พฤติกรรมทปี่ ฏบิ ัติชัดเจนและสมำ่ เสมอ ให้ ๒ คะแนน พฤติกรรมท่ปี ฏิบตั ิชดั เจนและบ่อยคร้ัง ให้ ๑ คะแนน พฤติกรรมที่ปฏบิ ตั ิบางครัง้ ลงชอื่ ..............................................ผปู้ ระเมิน (.....................................................) สรุปเกณฑ์การประเมิน ดมี ากได้ ๑๔ – ๑๕ คะแนน ดไี ด้ ๙ – ๑๓ คะแนน พอใช้ได้ ๔ – ๘ คะแนน ปรบั ปรุง ได้ ๐ – ๓ คะแนน นักเรียนผ่านเกณฑก์ ารประเมินระดับดี ขึน้ ไป ถือวา่ ผา่ น
27 แผนการจดั การเรยี นรู้ หนว่ ยท่ี๑ ช่อื หนว่ ย การคิดแยกแยะระหวา่ งผลประโยชนส์ ว่ นตนและผลประโยชนส์ ่วนรวม ช้ันประถมศึกษาปีที่ ๓ แผนการจดั การเรยี นรู้ที่ ๓ เรื่อง การคดิ แยกแยะ (สิทธหิ นา้ ท่ตี อ่ ตนเองและผ้อู ่นื )เวลา ๒ ช่วั โมง ----------------------------------------------------------------------------------------------------------------------- ๑. ผลการเรียนรู้ ๑.๑ มีความรคู้ วามเข้าใจเกีย่ วกับการแยกแยะระหว่างผลประโยชน์ส่วนตนและผลประโยชน์ ส่วนรวม ๑.๒ สามารถคิดแยกแยะระหว่างผลประโยชน์ส่วนตนและผลประโยชน์ส่วนรวม ๒. จุดประสงคก์ ารเรียนรู้ ๒.๑ นักเรียนสามารถบอกความหมายของสทิ ธิหนา้ ที่ตอ่ ตนเองได้ ๒.๒ นักเรยี นสามารถบอกความหมายของสิทธหิ นา้ ที่ตอ่ ผู้อืน่ ได้ ๒.๓ นักเรียนสามารถแยกแยะสทิ ธิหนา้ ท่ตี ่อตนเองและผูอ้ ืน่ ได้ ๓. สาระการเรียนรู้ ๓.๑ ความรู้ สิทธิหน้าที่ต่อตนเอง หมายถึง ประโยชนห์ รอื อำนาจของตนเองท่ีกฎหมายรับรองและ คุม้ ครอง มใิ ห้มีการละเมดิ สิทธิหนา้ ทตี่ ่อผอู้ ืน่ หมายถงึ ประโยชน์หรอื อำนาจของตนเองที่มตี อ่ ผู้อ่ืนท่ีกฎหมายรับรอง และคุ้มครองมิให้มีการละเมิด ๓.๒ ทกั ษะ/กระบวนการ (สมรรถนะทเ่ี กิด) ๑. ความสามารถในการสื่อสาร (อา่ น ฟงั พดู เขยี น) ๒. ความสามารถในการคดิ (วิเคราะห์ จดั กลมุ่ สรุป) ๓.๓ คณุ ลักษณะอันพึงประสงค์ - มวี ินัย - รักความเปน็ ไทย - มีจิตสาธารณะ ๔. กิจกรรมการเรียนรู้ ๔.๑ ข้นั ตอนการเรียนรู้ ช่ัวโมงท่ี ๑ 1. ระบคุ ำถาม - นกั เรยี นเล่นเกมเก้าอ้ีดนตรี แล้วสนทนาถงึ เหตุการณท์ ี่ถูกเพื่อนแยง่ เก้าอ้ี โดยใช้ คำถามดงั นี้ ๑. นกั เรียนรูส้ กึ อย่างไรเมื่อถูกแยง่ เก้าอ้ี ๒. ถา้ เพอ่ื นของนักเรยี นถูกนักเรยี นแยง่ เก้าอ้ี นกั เรียนคดิ วา่ เพ่ือนจะรสู้ ึกอย่างไร ครถู ามนักเรยี นถึงความหมายของคำว่า สิทธิส่วนตนและสทิ ธสิ ่วนรวม - ครูกระตนุ้ ให้นกั เรียนทกุ คนมีสว่ นร่วมในการตอบคำถาม เพ่ือนำเขา้ สบู่ ทเรยี น
28 ๒. แสวงหาสารสนเทศ - ครใู หน้ กั เรยี นทาแบบทดสอบกอ่ นเรยี น - นกั เรียนแบง่ กลุ่ม กลมุ่ ละ ๕-๖ คน ๓. สร้างความรู้ - นกั เรียนรว่ มกันศกึ ษาใบความรู้ เร่ือง สิทธิและหน้าท่ขี องตนเองและผู้อนื่ - นักเรยี นรว่ มกนั อภิปรายเกี่ยวกับสิทธิและหน้าที่ของตนเองและผ้อู ืน่ ท่ีนักเรียน พบเห็น และแยกแยะสิทธิหน้าทตี่ ่อตนเองและผูอ้ น่ื โดยใหเ้ ดก็ ทาใบงาน เร่ือง การแยกแยะสิทธิหน้าท่ี สว่ นตนและสิทธหิ น้าทีส่ ว่ นรวม ซง่ึ ใหน้ กั เรยี นเขยี นเป็นผังมโนทศั น์ลงในกระดาษบรู๊ฟและตกแต่งให้ สวยงาม ชัว่ โมงท่ี ๒ ๔. ส่อื สาร - ตวั แทนกลุ่มออกมานำเสนอผลการทำใบงาน เร่ือง การแยกแยะสิทธหิ น้าทีส่ ่วนตนและสทิ ธิ หน้าท่ีส่วนรวม - นกั เรยี นทำแบบทดสอบหลังเรียน ๕. ตอบแทนสังคม - นักเรยี นนำผลงานไปติดป้ายนเิ ทศประชาสัมพันธข์ องโรงเรยี น ๔.๒ สอ่ื การเรยี นรู/้ แหลง่ เรยี นรู้ - แบบทดสอบก่อนและหลังเรียน - ใบงาน เรอื่ ง การแยกแยะสิทธิหน้าที่ส่วนตนและสทิ ธหิ นา้ ท่สี ่วนรวม ๕. การประเมนิ ผลการเรยี นรู้ ๕.๑ วิธีการประเมิน - การตรวจแบบทดสอบ การตรวจผลงานใบงาน - การประเมินคุณลักษณะอันพึงประสงค์ (มวี ินยั , รักความเป็นไทย, มจี ติ สาธารณะ) ๕.๒ เครือ่ งมือท่ีใช้ในการประเมนิ - แบบใหค้ ะแนนการตรวจแบบทดสอบ - แบบบันทกึ การใหค้ ะแนนการตรวจใบงาน - แบบประเมนิ การทำงานกลมุ่ - แบบประเมินคุณลักษณะอนั พงึ ประสงค์ (มวี ินัย, รกั ความเป็นไทย, มีจติ สาธารณะ) ๕.๓ เกณฑ์การประเมิน - นักเรยี นผ่านเกณฑ์การประเมนิ รอ้ ยละ ๘๐ ข้ึนไป ถือว่าผา่ น - นกั เรยี นผ่านเกณฑ์การประเมินระดับดี ขึ้นไป ถือวา่ ผา่ น ๖. บันทกึ หลังการจดั การเรยี นรู้ ............................................................................................................................. ............................... ................................................................................................... ......................................................... ............................................................................................................................. ............................... ลงชื่อ........................................ครูผสู้ อน (..................................................)
29 ๗. ความคดิ เห็นผู้บรหิ าร ............................................................................................................................. .................................. ................................................................................................. ........................................................ ............................................................................................................................. ............................... ลงช่อื .....................................ผบู้ ริหาร (นายจรัญ วารนิ ทร์) ผู้อำนวยการโรงเรยี นบา้ นบัวถนน ๘. ภาคผนวก - แบบทดสอบก่อนและหลังเรียน - ใบความรู้เรือ่ งความหมายของบทบาทหน้าทแ่ี ละสิทธิ - แบบบนั ทึกการให้คะแนนการตรวจใบงาน - แบบใหค้ ะแนนการตรวจแบบทดสอบ - แบบประเมนิ การทำงานกลุ่ม - แบบประเมนิ คุณลกั ษณะอันพงึ ประสงค์ (มีวินยั , รักความเป็นไทย, มจี ติ สาธารณะ)
30 แบบทดสอบกอ่ นเรียนและหลังเรยี น เร่ือง สทิ ธิหนา้ ทข่ี องตนเองและผอู้ นื่ ............................................................................................................................. ................................ คำช้แี จง ให้นกั เรียนทำเครื่องหมาย / หน้าขอ้ ท่ีถูก และทำเคร่อื งหมาย x หน้าข้อทผ่ี ิด .............๑.สมชายนาอาวธุ มาดว้ ยขณะชุมนุมขบั ไลร่ ัฐบาลเปน็ การชุมนุมโดยสนั ตวิ ิธี .............๒.สมจติ นาอาหารมารับประทานขณะรว่ มชมุ นมุ ต่อตา้ นการสรา้ งโรงไฟฟา้ นวิ เคลียร์ไดโ้ ดย ไม่ผดิ กฎหมาย .............๓.ผปู้ กครองสามารถฟ้องร้องผบู้ ริหารโรงเรียนได้ในกรณีออกระเบียบให้นกั เรียนทุกคนทา ประกนั อุบัตเิ หตุ .............๔.ประชาชนไมม่ ีสทิ ธใิ นการมสี ่วนรว่ มในกระบวนการพิจารณาของเจ้าหน้าที่รัฐ เก่ียวกับการ ปฏบิ ัติราชการด้านการปกครอง .............๕.ถา้ ประชาชนปฏบิ ัติตามสทิ ธิและหน้าที่ตามทกี่ ฎหมายกำหนดบ้านเมืองจะมีความสงบสขุ .............๖.รฐั บาลสามารถสร้างโรงไฟฟา้ นิวเคลียรไ์ ดห้ ้ามประชาชนชมุ นุมประทว้ ง ............๗.ป๋องแป๋งไปรว่ มงานประเพณลี อยกระทงถือเปน็ การการอนรุ ักษ์และฟน้ื ฟจู ารตี ประเพณี ภมู ปิ ญั ญาท้องถน่ิ ...………๘.ปัจจุบนั มผี ผู้ ลติ โทรศพั ท์มอื ถอื เป็นจานวนมากทาให้โทรศัพท์มรี าคาถกู ลง เปน็ สทิ ธิ เสรีภาพ ในการประกอบอาชีพ ............๙.บริษัทรถยนต์จะผลิตรถยนต์ทไ่ี มม่ ีคุณภาพกไ็ ดเ้ พราะเป็นสิทธเิ สรีภาพในการประกอบ อาชพี ............๑๐.การชมุ นุมโดยสันติวธิ คี ือการชุมนมุ ทีป่ ราศจากอาวุธ ...........................................
31 เฉลยแบบทดสอบ .............................................................................................................................. ............................... คำชแี้ จง ให้นักเรยี นทำเคร่ืองหมาย / หน้าข้อท่ีถูก และทำเคร่อื งหมาย x หนา้ ข้อที่ผิด .............๑.สมชายนาอาวธุ มาดว้ ยขณะชมุ นุมขบั ไลร่ ัฐบาลเป็นการชุมนมุ โดยสันตวิ ิธี .............๒.สมจติ นาอาหารมารบั ประทานขณะรว่ มชมุ นมุ ต่อตา้ นการสรา้ งโรงไฟฟา้ นิวเคลียร์ไดโ้ ดย ไมผ่ ิดกฎหมาย .............๓.ผปู้ กครองสามารถฟอ้ งร้องผูบ้ รหิ ารโรงเรียนได้ในกรณีออกระเบยี บใหน้ ักเรียนทกุ คนทา ประกันอุบัติเหตุ .............๔.ประชาชนไม่มสี ิทธใิ นการมสี ่วนรว่ มในกระบวนการพจิ ารณาของเจ้าหน้าท่รี ฐั เกี่ยวกับการ ปฏิบตั ิราชการดา้ นการปกครอง .............๕.ถา้ ประชาชนปฏบิ ตั ติ ามสิทธิและหนา้ ที่ตามทกี่ ฎหมายกำหนดบ้านเมืองจะมีความสงบสขุ .............๖.รฐั บาลสามารถสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ไดห้ า้ มประชาชนชมุ นมุ ประท้วง ............๗.ป๋องแปง๋ ไปร่วมงานประเพณลี อยกระทงถือเป็นการการอนุรักษ์และฟ้ืนฟูจารีตประเพณี ภูมิปัญญาท้องถิ่น ...………๘.ปจั จบุ นั มีผูผ้ ลติ โทรศพั ท์มอื ถอื เป็นจานวนมากทาให้โทรศพั ท์มีราคาถกู ลง เป็นสิทธิ เสรภี าพ ในการประกอบอาชีพ ............๙.บริษทั รถยนต์จะผลิตรถยนต์ท่ไี ม่มีคณุ ภาพก็ได้เพราะเป็นสิทธเิ สรีภาพในการประกอบ อาชีพ ............๑๐.การชุมนุมโดยสันตวิ ิธคี ือการชุมนุมท่ปี ราศจากอาวุธ ...........................................
32 ใบความรู้ เรื่อง ความหมายของบทบาทหนา้ ท่ีและสทิ ธิ บทบาท หมายถงึ สงิ่ ทบ่ี คุ คลต้องปฏิบัติ เชน่ นกั เรยี นมีบทบาทหน้าท่ีตัง้ ใจศึกษา เล่าเรยี น พ่อแม่มบี ทบาทหนา้ ทใ่ี นการเล้ียงดูลูกและอบรมสั่งสอนใหเ้ ปน็ คนดี นกั เรยี นมบี ทบาทหน้าทตี่ ่อครอบครวั คอื เชื่อฟังคำสั่งสอนของพ่อแม่ เลยี้ งดูพ่อแม่ ยามแกช่ รา ชว่ ยพ่อแม่ทำงานบ้าน สทิ ธิ หมายถงึ ประโยชน์ทบี่ คุ คลควรจะได้รบั ตามกฎหมาย เชน่ เดก็ ที่เกดิ มา มีสทิ ธทิ ่ีจะมีชื่อและนามสกลุ มีสทิ ธิได้รบั ความรัก ความปลอดภยั การดูแลปกป้อง จากอันตราย สิทธทิ ่นี กั เรยี นพงึ ได้รบั เช่น สทิ ธิได้รับการศกึ ษาขนั้ พ้นื ฐาน มสี ิทธจิ ะได้รบั การเล้ยี งดแู ละปกป้องจากพ่อแม่ มสี ิทธิที่จะแสดงความคิดเหน็ ร่วมกับสมาชกิ ในครอบครัว
33 ใบงาน เร่ือง สทิ ธิหน้าที่ของตนเองและผอู้ ่นื คำชี้แจง ให้นกั เรยี นเขียนแผนผังความคิดแสดงการปฏบิ ตั ิตนทแี่ สดงถึงการเคารพสทิ ธิของตนเองและ ผูอ้ น่ื ทมี่ ตี ่อชมุ ชน สงั คม ช่อื ..............................................................................ชั้น.............................เลขที่................................ การปฏบิ ตั ติ นท่แี สดงถึงการเคารพสิทธขิ องตนเองและผู้อืน่ ตอ่ ตนเอง ............................................................................................................................................................... ............................................................................................................................. .................................. ............................................................................................................................. .................................. ............................................................................................................................................................... ............................................................................................................................. .................................. ...................................................................................................................................... ......................... ตอ่ ผู้อืน่ ............................................................................................................................. .................................. ................................................................................................. .............................................................. ............................................................................................................................. .................................. ............................................................................................................................................................... ............................................................................................................................. .................................. ............................................................................................................................. ..................................
34 แบบตรวจใหค้ ะแนนการตรวจผลงาน เลขท่ี ช่อื -สกุล คะแนนทไี่ ด้(๑๐ คะแนน) สรปุ ผล ผา่ น ไม่ผา่ น สรุป ลงชือ่ …………………….…………………ผ้ตู รวจ (……………………………………….) เกณฑ์การประเมิน - นกั เรยี นไดค้ ะแนนร้อยละ ๘๐ ขึ้นไป ถือวา่ ผา่ น (ไดค้ ะแนน ๘ คะแนนขึ้นไป)
35 แบบบนั ทึกการให้คะแนนการตรวจใบงาน เลขที่ ชือ่ -สกลุ คะแนนที่ได้(๑๐ คะแนน) สรุปผล ผา่ น ไม่ผา่ น เกณฑ์การประเมนิ สรปุ ระดับคุณภาพ ลงช่ือ…………………….…………………ผตู้ รวจ ระดบั คุณภาพ (……………………………………….) ผา่ น เกณฑก์ ารตดั สนิ ไมผ่ ่าน ได้คะแนนรวมระหวา่ ง ๘-๑๐ คะแนน ได้คะแนนรวมระหวา่ ง ๐-๗ คะแนน
36 แบบประเมินการทำงานกลุ่ม เรอ่ื ง ................................................................................. ท่ี ชื่อ ความ การแสดง ความ การรบั ฟัง การร่วม รวม รว่ มมือ ความ ต้งั ใจ ผอู้ ื่น(๒) ปรบั ปรุง คะแนน (๒) คิดเหน็ (๒) (๒) ผลงาน(๒) (๑๐) ลงชอ่ื …………………….…………………ผูต้ รวจ (……………………………………….) เกณฑ์การประเมิน นักเรยี นผา่ นเกณฑก์ ารประเมินร้อยละ ๘๐ข้นึ ไป ถือว่าผา่ น
37 แผนการจดั การเรยี นรู้ หนว่ ยที่ ๑ ชอ่ื หน่วย การคดิ แยกแยะระหวา่ งผลประโยชน์สว่ นตนและผลประโยชนส์ ่วนรวม ชัน้ ประถมศึกษาปีที่ ๓ แผนการจดั การเรยี นรู้ที่ ๔ เรือ่ ง ระบบคดิ ฐาน ๒ เวลา ๒ ชวั่ โมง ๑. ผลการเรยี นรู้ ๑.๑ มีความรู้ ความเขา้ ใจเก่ียวกับแยกแยะระหว่างผลประโยชน์สว่ นตน กบั ส่วนรวม ๑.๒ สามารถคิดแยกแยะระหวา่ งผลประโยชนส์ ่วนสว่ นตน กบั ส่วนรวมได้ ๒. จดุ ประสงค์การเรียนรู้ นักเรียนสามารถ นกั เรียนสามารถบอกความหมายของ ระบบคิดฐานสอง ได้ ๓. สาระการเรยี นรู้ ๓.๑ ความรู้ “การปฏบิ ัติงานแบบใชร้ ะบบคิดฐานสอง (Digital)” คือ การท่ีเจา้ หน้าท่ีของรัฐระบบการ คิดทสี่ ามารถแยกเร่ืองตำแหน่งหน้าท่กี ับเรื่องสว่ นบุคคลออกจากกันได้อย่างชัดเจนว่าส่ิงไหนถูกส่งิ ไหน ผดิ ส่งิ ไหนทำได้ สิ่งไหนทำไม่ได้ สง่ิ ไหนคือประโยชน์สว่ นตนสิง่ ไหนคือประโยชน์ส่วนรวม ไม่นำมา ปะปนกัน ไม่นำบุคลากรหรือทรพั ย์สินของราชการมาใชเ้ พื่อประโยชนส์ ่วนตน ไมเ่ บยี ดบังราชการ เหน็ แก่ประโยชนส์ ่วนรวมหรือของหนว่ ยงานเหนือกว่าประโยชน์ของสว่ นบคุ คล เครือญาติ และพวกพ้อง ไมแ่ สวงหาประโยชน์จาก ตำแหน่งหน้าท่ีราชการ ไมร่ ับทรัพย์สนิ หรอื ประโยชน์อืน่ ใดจากการปฏบิ ตั ิ หนา้ ท่ี กรณีเกิดการขัดกันระหวา่ งประโยชนส์ ่วนตนและประโยชน์สว่ นรวม ก็จะยึดประโยชนส์ ว่ นรวม เปน็ หลกั ตัวอยา่ งสงิ่ ของตา่ งๆ ทีน่ กั เรยี นรจู้ ักทงั้ ท่เี ป็นส่วนรวมและส่วนตน ไมก้ วาดดินสอสมุด ยางลบพัดลมแปรงลบกระดาน ถังขยะโทรศัพท์มือถอื กระเป๋าเรยี นเก้าอี้โต๊ะ เปน็ ต้น ๓.๒ ทกั ษะ / กระบวนการ (สมรรถนะทเี่ กดิ ) ๑. ความสามารถในการส่อื สาร (อ่าน ฟัง พดู เขียน) ๒. ความสามารถในการคดิ ( จัดกลุม่ สรุป ) ๓.๓ คุณลักษณะท่ีพึงประสงค์ / ค่านิยม มุง่ ม่ันในการทำงาน ๔. กิจกรรมการเรียนรู้ ๔.๑ ขัน้ ตอนการเรียนรู้ ชั่วโมงที่ ๑ ข้นั ท่ี ๑ เสนอส่ิงเร้าและระบุคำถามสำคัญ 1. ครแู จกใบความรู้ เรือ่ งระบบคิดฐานสอง ๒. ครูให้นักเรียนศึกษาและอา่ น ใบความรู้ จากนั้นครูซักถามนักเรยี น ดงั น้ี - จากทน่ี กั เรียนอ่านในความรู้ นกั เรยี นมีความเขา้ ใจอย่างไร - นกั เรยี นอยากเล่าเร่ืองนี้ให้เพอื่ นคนอืน่ ฟังไหม ขั้นท่ี ๒ แสวงหาสารสนเทศและวเิ คราะห์ ๑. ครใู ห้นักเรยี นน่งั เปน็ กลุ่ม ๆ ละ ๓-๔ คน และสนทนาร่วมกันและอภปิ รายภายในกลมุ่ ว่า เรอ่ื งในใบความรู้ เกย่ี วกับอะไร
38 ๒. นกั เรยี นมีวิธีการใหค้ วามรเู้ พ่อื นคนอืน่ ๆ อย่างไร ข้ันที่ ๓ อภิปรายและสรา้ งความรู้ ๑. แตล่ ะกลุ่มส่งตัวแทนนำเสนอผลงาน อภิปรายรว่ มกนั และสรปุ หนา้ ช้นั เรยี นว่าแต่ละกลมุ่ เข้าใจเนอื้ หาว่าอยา่ งไร ๒.ครแู ละนกั เรยี นรว่ มกันอภปิ รายถึงวิธีการให้ความรู้แก่เพ่ือน ๆ ในโรงเรียน ช่ัวโมงที่ ๒ ข้นั ท่ี ๔ ส่อื สารและสะท้อนความคิด ๑. ครูและนักเรยี นรว่ มกนั สรปุ เรอ่ื ง การปฏบิ ัติงานแบบใชร้ ะบบคิดฐาน ๒ ๒. ใหน้ กั เรียนร่วมกันทาปา้ ยรณรงค์ ให้ความรู้เรือ่ งระบบคิดฐาน ๒ ในกระดาษบรู๊ฟ ขน้ั ที่ ๕ ประยุกต์และตอบแทนสงั คม ให้นักเรยี นรว่ มกันเดนิ รณรงค์ ถือป้ายระบบคิดฐาน ๒ ภายในบรเิ วณโรงเรยี น ๔.๒ สอ่ื การเรียนรู้/ แหลง่ การเรยี นรู้ ๑. ใบความรู้ เรือ่ ง ตัวอย่างระบบคดิ ฐาน ๒๓. ปากกาเคมี ๒. กระดาษบรู๊ฟ๔. สไี ม้ ๕. การประเมินการเรยี นรู้ ๕.๑ วธิ กี ารประเมิน - การสังเกตพฤติกรรมการมุ่งมน่ั ในการทางาน ๕.๒ เครอ่ื งมือท่ใี ช้ในการประเมิน - แบบสงั เกตพฤติกรรมการมุ่งมนั่ ในการทำงาน - แบบบันทกึ การให้คะแนนการตรวจผลงาน ๕.๓ เกณฑก์ ารประเมิน - นกั เรยี นผา่ นเกณฑ์การประเมินร้อยละ ๘๐ ข้นึ ไปถือวา่
39 ๖. บันทกึ หลังการจดั การเรยี นรู้ ............................................................................................................................. ............................... ................................................................................................... ......................................................... ............................................................................................................................. ............................... ลงช่อื ........................................ครผู ู้สอน (..................................................) ๗. ความคิดเหน็ ผบู้ รหิ าร ...................................................................................... ...................................................................... ............................................................................................................................. ............................... .......................................................................................................................................................... .. ลงช่ือ.....................................ผบู้ ริหาร (นายจรญั วารนิ ทร์) ผอู้ ำนวยการโรงเรยี นบา้ นบวั ถนน ๘. ภาคผนวก - ระบบคดิ ฐานสอง - แบบสังเกตพฤตกิ รรมนักเรียน - แบบบันทกึ การให้คะแนนการตรวจผลงาน
40 ระบบคิดฐานสอง นักเรียนอย่าทำนะ ครับ เพราะ ไม่ นา่ รักเลย
41 แบบสงั เกตพฤติกรรมนักเรยี น ชอ่ื นกั เรยี น......................................................... ช้ัน..............ภาคเรียนที่...........ปกี ารศึกษา.............. คำชี้แจง การบันทึกให้กาเครื่องหมาย ลงในช่องท่ีตรงกับพฤติกรรมท่ีเกดิ ข้ึนจรงิ ที่ พฤติกรรม ระดับการปฏิบัติ ไมท่ ำเลย/ เป็นประจำ ไมช่ ดั เจน (๐) (๓) บางคร้ัง น้อยครัง้ (๒) (๑) ๑ มีความรบั ผิดชอบในหน้าท่ีการงาน ๒ ต้ังใจและเอาใจใส่ต่อการปฏิบตั ิ หน้าทที่ ี่ไดร้ ับมอบหมาย ๓ ทำงานด้วยความเพยี รพยายาม ๔ รู้จักแกป้ ัญหาในการทำงานเมื่อมี อุปสรรค ๕ อดทนเพื่อให้งานสำเร็จตาม เป้าหมาย ๖ ปรบั ปรุงและพฒั นาการทำงานให้ ดีขนึ้ ด้วยตนเอง รวมคะแนน/ระดบั คุณภาพ ผปู้ ระเมนิ ครู พอ่ แม/่ ผูป้ กครอง ตนเอง เพื่อน เกณฑ์การประเมิน ลงชอื่ ...................................................ผปู้ ระเมิน ระดบั คุณภาพ (.................................................) ดีเยย่ี ม ดี เกณฑ์การประเมนิ พอใช้ ปรบั ปรุง ได้คะแนนรวมระหว่าง ๑๕-๑๘ คะแนน และไม่มผี ลการประเมินข้อ ใดข้อหน่ึงตำ่ กวา่ ๒ คะแนน ไดค้ ะแนนรวมระหวา่ ง ๑๑-๑๔ คะแนน และไม่มีผลการประเมนิ ข้อ ใดขอ้ หน่ึงต่ำกวา่ ๐ คะแนน ได้คะแนนรวมระหวา่ ง ๖-๑๐ คะแนน และไม่มีผลการประเมินข้อ ใดข้อหน่ึงตำ่ กวา่ ๐ คะแนน ไดค้ ะแนนรวมระหว่าง ๐-๕ คะแนน
42 แบบบันทึกการใหค้ ะแนนการตรวจผลงาน เลขท่ี ชอ่ื -สกุล คะแนนท่ีได้(๑๐ คะแนน) สรุปผล ผา่ น ไม่ผา่ น เกณฑ์การประเมนิ สรุป ระดับคุณภาพ ลงชือ่ …………………….…………………ผตู้ รวจ ระดับคุณภาพ (……………………………………….) ผา่ น เกณฑก์ ารตดั สนิ ไมผ่ ่าน ได้คะแนนรวมระหว่าง ๘-๑๐ คะแนน ไดค้ ะแนนรวมระหวา่ ง ๐-๗ คะแนน
43 แผนการจัดการเรียนรู้ หนว่ ยท่ี ๑ชอื่ หนว่ ย การคิดแยกแยะระหวา่ งผลประโยชน์ส่วนตนและผลประโยชน์ส่วนรวม ช้ันประถมศึกษาปที ่ี ๓ แผนการจดั การเรียนรู้ท่ี ๕ เรอ่ื ง ระบบคิดฐาน ๒เวลา ๑ ชว่ั โมง ๑. ผลการเรียนรู้ ๑.๑ มคี วามรู้ ความเข้าใจเกย่ี วกบั แยกแยะระหวา่ งผลประโยชน์สว่ นตน กับสว่ นรวม ๑.๒ สามารถคดิ แยกแยะระหวา่ งผลประโยชนส์ ่วนสว่ นตน กบั สว่ นรวมได้ ๒. จดุ ประสงค์การเรียนรู้ นักเรยี นสามารถ แยกแยะส่ิงของท่ีเปน็ ของส่วนตน กับของสว่ นรวมได้ ๓. สาระการเรียนรู้ ๓.๑ ความรู้ “การปฏิบตั ิงานแบบใช้ระบบคิดฐานสอง (Digital)” คอื การที่เจ้าหน้าท่ีของรัฐระบบการ คิดทสี่ ามารถแยกเรื่องตำแหน่งหน้าท่กี ับเรื่องสว่ นบุคคลออกจากกนั ได้อย่างชัดเจนวา่ สิง่ ไหนถูกสงิ่ ไหน ผดิ ส่ิงไหนทำได้ส่งิ ไหนทำไม่ได้ สง่ิ ไหนคอื ประโยชน์ส่วนตนส่งิ ไหนคอื ประโยชน์สว่ นรวม ไม่นำมาปะปน กัน ไม่นำบุคลากรหรือทรพั ย์สขิ องราชการมาใชเ้ พ่ือประโยชน์ส่วนตน ไม่เบียดบงั ราชการ เหน็ แก่ ประโยชนส์ ่วนรวมหรือของหนว่ ยงานเหนือกวา่ ประโยชนข์ องสว่ นบคุ คล เครือญาติ และพวกพ้อง ไม่ แสวงหาประโยชนจ์ ากตำแหน่งหน้าท่ีราชการ ไม่รบั ทรพั ยส์ ินหรือประโยชน์อืน่ ใดจากการปฏบิ ตั หิ น้าท่ี กรณีเกดิ การขัดกันระหว่างประโยชน์สว่ นตนและประโยชนส์ ว่ นรวม กจ็ ะยึดประโยชนส์ ่วนรวมเปน็ หลัก ตวั อยา่ งส่ิงของตา่ งๆ ท่ีนักเรียนรู้จักทง้ั ทเี่ ป็นสว่ นรวมและสว่ นตน ไม้กวาด ดนิ สอ สมุด ยางลบ พดั ลม แปรงลบ กระดาน ถังขยะ โทรศัพท์มือถือ กระเป๋านักเรยี น เก้าอ้ี โต๊ะ เป็นตน้ ๓.๒ ทักษะ / กระบวนการ (สมรรถนะที่เกดิ ) ๑. ความสามารถในการสอื่ สาร (อ่าน ฟัง พดู เขียน) ๒. ความสามารถในการคิด ( จัดกล่มุ สรปุ ) ๓. ความสามารถในการใชท้ กั ษะชีวิต ๓.๓ คณุ ลักษณะที่พงึ ประสงค์ / คา่ นิยม มุ่งมั่นในการทำงาน ๔. กิจกรรมการเรยี นรู้ ๔.๑ ข้ันตอนการเรียนรู้ ข้นั ที่ ๑ เสนอสง่ิ เรา้ และระบุคำถามสำคญั ๑. ครนู ำส่ิงของที่นักเรียนรูจ้ กั (ไม้กวาด ดินสอ สมดุ ยางลบ พัดลม แปรงลบกระดาน ถงั ขยะ โทรศัพท์มือถือ กระเป๋านักเรียน) มาใหน้ ักเรียนดู ๒. ครูใชค้ ำถามกับนักเรยี นดงั น้ี - นกั เรียนรจู้ ักสงิ่ ของเหลา่ นีบ้ ้างไหมคะ่ - นกั เรียนสามารถเห็นสิ่งของเหล่านีไ้ ดท้ ่ีไหนบ้าง - นกั เรยี นนาของที่ไม่ใช่ของตัวเองไปใช้เป็นของสว่ นตัวไดห้ รอื ไม่ เพราะเหตุใด
44 ๓. ครแู จกใบความรู้ เรื่อง ระบบฐานคิดสอง และอธิบายเน้อื หาให้นักเรียนฟงั ขน้ั ที่ ๒ แสวงหาสารสนเทศและวเิ คราะห์ ๑. ครูให้นกั เรยี นนัง่ เปน็ กลุ่ม ๆ ละ ๓-๔ คน พร้อมแจกใบงาน เรอ่ื ง แบบสารวจสิง่ ของท่ี เปน็ ของส่วนรวมและส่วนตน ข้นั ที่ ๓ อภปิ รายและสร้างความรู้ ๑. ให้แต่ละกลมุ่ สง่ ตัวแทนนาเสนอผลงาน อภปิ รายรว่ มกันและสรุปหนา้ ช้ันเรียนวา่ แตล่ ะ กลุม่ มีอะไรบ้าง ๒.ครูและนกั เรียนร่วมกันสรุปตวั อย่างของระบบคิดฐานสองจากการนาเสนอ วา่ สง่ิ ใดเปน็ ของ ส่วนรวม และส่วนตน ขั้นที่ ๔ ส่ือสารและสะท้อนความคดิ ๑. ครแู ละนกั เรียนรว่ มกันสนทนาเก่ยี วกับสง่ิ ของทเี่ ปน็ สว่ นรวม และส่งิ ของทเ่ี ป็นส่วนตน ที่ นอกเหนือจากในห้องเรียนและโรงเรยี น เช่น สวนสาธารณะ ทางเท้า เป็นต้น ขนั้ ท่ี ๕ ประยกุ ตแ์ ละตอบแทนสงั คม ให้นักเรยี นเขียน ทาป้ายรณรงค์ เชน่ ของใช้สว่ นรวมใช้ด้วยความประหยัด เป็นต้น และ นำไปตดิ บรเิ วณหอ้ งเรยี นหรือภายในโรงเรียน ๔.๒ สอ่ื การเรียนร้/ู แหลง่ การเรยี นรู้ ๑. แบบสำรวจ เรื่อง ระบบคดิ ฐาน ๒ ๒. ปา้ ยนเิ ทศ ๓. ใบความรู้ เรอ่ื ง ระบบคิดฐาน ๒ ๕. การประเมนิ การเรยี นรู้ ๕.๑ วิธกี ารประเมิน ๑. ประเมนิ ความรู้โดยตรวจใบงาน ๒. การสังเกตพฤติกรรมการมุง่ มน่ั ในการทางาน ๕.๒ เครือ่ งมอื ท่ีใชใ้ นการประเมนิ ๑. แบบให้คะแนนการตรวจผลงานจากการทำใบงาน ๒. แบบสังเกตพฤติกรรมการมงุ่ ม่นั ในการทำงาน ๕.๓ เกณฑก์ ารประเมนิ นักเรยี นผ่านเกณฑก์ ารประเมินร้อยละ ๘๐ ขึน้ ไปถอื วา่ ผ่าน ๖. บันทกึ หลงั การจัดการเรยี นรู้ ............................................................................................................................. ............................... ................................................................................................... ......................................................... ............................................................................................................................. ............................... ลงชอื่ ........................................ครผู ู้สอน (..................................................)
Search
Read the Text Version
- 1
- 2
- 3
- 4
- 5
- 6
- 7
- 8
- 9
- 10
- 11
- 12
- 13
- 14
- 15
- 16
- 17
- 18
- 19
- 20
- 21
- 22
- 23
- 24
- 25
- 26
- 27
- 28
- 29
- 30
- 31
- 32
- 33
- 34
- 35
- 36
- 37
- 38
- 39
- 40
- 41
- 42
- 43
- 44
- 45
- 46
- 47
- 48
- 49
- 50
- 51
- 52
- 53
- 54
- 55
- 56
- 57
- 58
- 59
- 60
- 61
- 62
- 63
- 64
- 65
- 66
- 67
- 68
- 69
- 70
- 71
- 72
- 73
- 74
- 75
- 76
- 77
- 78
- 79
- 80
- 81
- 82
- 83
- 84
- 85
- 86
- 87
- 88
- 89
- 90
- 91
- 92
- 93
- 94
- 95
- 96
- 97
- 98
- 99
- 100
- 101
- 102
- 103
- 104
- 105
- 106
- 107
- 108
- 109
- 110
- 111
- 112
- 113
- 114
- 115
- 116
- 117
- 118
- 119
- 120
- 121
- 122
- 123
- 124
- 125
- 126
- 127
- 128
- 129
- 130
- 131
- 132
- 133
- 134
- 135
- 136
- 137
- 138
- 139
- 140
- 141
- 142
- 143
- 144
- 145
- 146
- 147
- 148
- 149
- 150
- 151
- 152
- 153
- 154
- 155
- 156
- 157
- 158
- 159
- 160
- 161
- 162
- 163
- 164
- 165
- 166
- 167
- 168
- 169
- 170
- 171
- 172
- 173
- 174
- 175
- 176
- 177
- 178
- 179
- 180
- 181
- 182
- 183
- 184
- 185
- 186
- 187
- 188
- 189
- 190
- 191
- 192
- 193
- 194
- 195
- 196
- 197
- 198
- 199
- 200
- 201
- 202
- 203
- 204
- 205
- 206
- 207
- 208
- 209
- 210
- 211
- 212