. ๖ ม. ๑ ม. ๒ ม. ๓ ตัวช้ีวัดชวงช้ัน าย ๑. อธบิ าย ๑. อธบิ ายการ ๑. เปรียบเทียบ าคญั ของ ความสาํ คัญของ เปลย่ี นแปลง การเปลี่ยน ม. ๔ - ม. ๖ บพนั ธุ ระบบประสาท ดานรางกาย แปลงทางดาน ๑. อธบิ ายกระบวนการสรา งเสรมิ หลเวียน และระบบ จิตใจ อารมณ รางกาย จิตใจ และดาํ รงประสิทธภิ าพ ละระบบ ตอ มไรทอ สงั คม และ อารมณ สงั คม การทาํ งานของระบบอวัยวะตาง ๆ ท่ีมีผล ท่มี ผี ลตอ สตปิ ญ ญา และสตปิ ญญา ๒. วางแผนดูแลสขุ ภาพ าพ การ สุขภาพ ในวัยรุน แตละชว ง ตามภาวะการเจรญิ เติบโต บโตและ การเจริญ ๒. ระบปุ จ จัยที่ ของชีวติ และพัฒนาการของตนเอง าร เตบิ โต และ มผี ลกระทบตอ ๒. วิเคราะห และบคุ คลในครอบครวั บาย พัฒนาการของ การเจรญิ เตบิ โต อิทธพิ ลและ แล วยั รุน และพฒั นาการ ความคาดหวงั บพนั ธุ ๒. อธบิ ายวิธี ดานรา งกาย ของสังคมตอ หลเวยี น ดูแลระบบ จติ ใจ อารมณ การเปลีย่ นแปลง และ ประสาท และ สงั คม และ ของวัยรุน ายใจให ระบบตอมไรทอ สติปญญา ตามปกติ ใหท าํ งาน ในวัยรนุ ตามปกติ
ป. ๑ ป. ๒ ป. ๓ ตวั ช้ีวดั ชน้ั ป ป. ๔ ป. ๕ ป.
. ๖ ม. ๑ ม. ๒ ม. ๓ ตวั ช้ีวัดชวงชัน้ ม. ๔ - ม. ๖ ๓. วิเคราะห ๓. วิเคราะห ภาวะการ ส่อื โฆษณา เจริญเตบิ โตทาง ทมี่ ีอิทธิพล รา งกายของ ตอการ ตนเอง เจริญเติบโตและ กบั เกณฑ พัฒนาการของ มาตรฐาน วัยรนุ ๔. แสวงหา แนวทาง ในการพฒั นา ตนเองให เจริญเติบโต สมวัย
สาระท่ี ๒ ชวี ิตและครอบครัว มาตรฐาน พ ๒.๑ เขา ใจและเหน็ คุณคา ตนเอง ครอบครวั เพศศึกษา และมีทักษะในการ ตวั ช้ีวดั ชน้ั ป ป. ๑ ป. ๒ ป. ๓ ป. ๔ ป. ๕ ป. ๑. ระบุสมาชิก ๑. ระบุบทบาท ๑. อธิบาย ๑. อธบิ าย ๑. อธบิ ายการ ๑. อธบิ า ในครอบครวั หนา ทีข่ อง ความสาํ คญั คณุ ลักษณะของ เปลี่ยนแปลง ความสํา และความรกั ตนเอง และ และความ ความเปน เพอื่ น ทางเพศ และ การสรา ง ความผูกพนั สมาชกิ ใน แตกตางของ และสมาชิกท่ีดี ปฏิบัติตนได รกั ษา ของสมาชกิ ครอบครวั ครอบครัวที่มตี อ ของครอบครัว เหมาะสม สมั พันธภ ทีม่ ีตอกัน ๒. บอก ตนเอง ๒. แสดง ๒. อธิบาย กับผอู ่ืน ๒. บอกส่งิ ที่ ความสําคญั ของ ๒. อธิบาย พฤติกรรมที่ ความสําคัญของ ๒. วิเคร ช่ืนชอบ และ เพ่อื น วธิ สี ราง เหมาะสมกบั เพศ การมีครอบครวั พฤตกิ รร ภาคภูมิใจ ๓. ระบุ สมั พนั ธภาพใน ของตนตาม ทีอ่ บอุนตาม ทอ่ี าจนํา ในตนเอง พฤติกรรม ครอบครัวและ วฒั นธรรมไทย วัฒนธรรมไทย การมี ๓. บอก ที่เหมาะสมกบั กลุมเพอื่ น ๓. ยกตัวอยาง ๓. ระบุ เพศสัมพ ลกั ษณะความ เพศ ๓. บอกวิธี วธิ ีการปฏิเสธ พฤติกรรม การติดเช แตกตาง ๔. อธิบาย หลกี เล่ียง การกระทาํ ทเ่ี ปน ท่ีพึงประสงค และการต ระหวา งเพศ ความภาคภมู ิใจ พฤติกรรม อนั ตรายและ และไมพ ึง กอ นวัยอ ชาย และเพศ ในความเปน เพศ ท่ีนาํ ไปสกู าร ไมเ หมาะสมใน ประสงค หญิง หญงิ หรือ ลว งละเมดิ ทาง เรื่องเพศ ในการแกไข เพศชาย เพศ ปญหาความ ขดั แยง ใน ครอบครัวและ กลุม เพ่อื น
รดําเนนิ ชวี ิต ตวั ชี้วัดชว งชนั้ . ๖ ม. ๑ ม. ๒ ม. ๓ ม. ๔ - ม. ๖ าย ๑. อธิบาย ๑. วิเคราะห ๑. อธบิ ายอนามยั ๑. วิเคราะหอทิ ธพิ ลของครอบครัว าคัญของ วธิ กี ารปรบั ตัว ปจ จยั ท่ีมี แมและเด็ก เพือ่ น สังคม และวฒั นธรรม งและ ตอการ อิทธพิ ลตอเจต การวางแผน ทมี่ ีผลตอ พฤตกิ รรมทางเพศและ ภาพ เปลยี่ นแปลง คติในเร่อื งเพศ ครอบครัว และ การดาํ เนินชวี ิต ราะห ทางรางกาย ๒. วเิ คราะห วธิ กี ารปฏิบัตติ น ๒. วิเคราะหค านิยมในเรอ่ื งเพศ รมเส่ยี ง จิตใจ อารมณ ปญหาและ ทเ่ี หมาะสม ตามวัฒนธรรมไทยและวฒั นธรรม าไปสู และพัฒนาการ ผลกระทบ ๒. วิเคราะห อนื่ ๆ ทางเพศอยา ง ทเ่ี กิดจากการมี ปจ จยั ท่มี ี ๓. เลือกใชทักษะท่ีเหมาะสมในการ เหมาะสม เพศสัมพันธใน ผลกระทบตอ ๒. แสดงทักษะ วัยเรียน การต้ังครรภ ปอ งกนั ลดความขดั แยงและ พนั ธ การปฏเิ สธเพือ่ ๓. อธิบาย ๓. วิเคราะห แกปญ หาเร่ืองเพศ และครอบครวั ชื้อเอดส ปองกันตนเอง วธิ ปี อ งกนั สาเหตุ และเสนอ ๔. วิเคราะหส าเหตแุ ละผลของ ตงั้ ครรภ ตนเองและ แนวทางปอ งกนั ความขัดแยง ทอี่ าจเกดิ ข้นึ ระหวาง อนั ควร จากการถกู ลวง หลีกเลี่ยงจาก แกไ ขความ นักเรยี น หรอื เยาวชนในชุมชน ละเมดิ ทางเพศ โรคตดิ ตอทาง ขัดแยง ใน และเสนอแนวทางแกไขปญ หา เพศสมั พันธ ครอบครัว เอดส และการ ต้งั ครรภโ ดยไม พึงประสงค
ป. ๑ ป. ๒ ป. ๓ ตวั ช้ีวดั ชน้ั ป ป. ๔ ป. ๕ ป.
. ๖ ม. ๑ ม. ๒ ม. ๓ ตวั ชวี้ ดั ชวงชนั้ ม. ๔ - ม. ๖ ๔. อธบิ าย ความสาํ คญั ของ ความเสมอภาค ทางเพศ และ วางตวั ไดอยา ง เหมาะสม
สาระที่ ๓ การเคล่ือนไหว การออกกําลงั กาย การเลน เกม กฬี าไทย และกฬี าสากล มาตรฐาน พ ๓.๑ เขาใจ มีทกั ษะในการเคล่ือนไหว กจิ กรรมทางกาย การเลน เกม และ ตัวชี้วดั ช้นั ป ป. ๑ ป. ๒ ป. ๓ ป. ๔ ป. ๕ ป. ๑. เคลอื่ นไหว ๑. ควบคมุ การ ๑. ควบคมุ ๑. ควบคุมตนเอง ๑. จดั รปู แบบ ๑. แสดง รางกายขณะอยู เคล่ือนไหว การเคลื่อนไหว เม่ือใชท กั ษะการ การเคล่อื นไหว การเคลอ่ื กบั ท่ี เคลอ่ื นที่ รา งกาย รา งกาย ขณะอยู เคลอื่ นไหวใน แบบผสมผสาน รวมกบั ผ และใชอ ปุ กรณ ขณะอยูก บั ที่ กบั ท่ี เคลื่อนที่ ลกั ษณะผสมผสาน และควบคุม ลกั ษณะ ประกอบ เคลอ่ื นที่ และใช และใชอปุ กรณ ได ทั้งแบบอยกู ับท่ี ตนเองเม่อื ใช แบบผลดั ๒. เลนเกม อปุ กรณ ประกอบ อยา งมี เคลือ่ นที่ และใช ทกั ษะการ แบบผสม เบ็ดเตล็ดและ ประกอบ ทศิ ทาง อุปกรณประกอบ เคลือ่ นไหวตาม ไดตามล เขารวม ๒. เลนเกม ๒. เคลอ่ื นไหว ๒. ฝกกายบรหิ าร แบบท่กี ําหนด แบบอยูก กิจกรรมทาง เบ็ดเตลด็ และเขา รางกายทใ่ี ช ทา มือเปลา ๒. เลน เกม เคล่อื นท กายท่ีใชก าร รว มกจิ กรรม ทักษะการ ประกอบจังหวะ นําไปสกู ฬี า ใชอ ปุ กร เคล่ือนไหวตาม ทางกายที่วิธีเลน เคลื่อนไหวแบบ ๓. เลนเกม ที่เลือกและ ประกอบ ธรรมชาติ อาศัยการ บงั คบั ทศิ ทางใน เลยี นแบบและ กิจกรรมการ การเคลอ่ื เคล่อื นไหว การเลน เกม กิจกรรมแบบผลดั เคล่ือนไหว ประกอบ เบด็ เตล็ด ๔. เลน กีฬา แบบผลัด เบ้อื งตน พืน้ ฐานไดอ ยาง ทั้งแบบอยูกบั ที่ นอย ๑ ชนดิ
ะกฬี า ม. ๑ ม. ๒ ม. ๓ ตวั ช้วี ัดชว งช้ัน ๑. เพิ่มพนู ๑. นําผลการ ๑. เลน กีฬาไทย ม. ๔ - ม. ๖ .๖ ความสามารถ ปฏบิ ัตติ น และกีฬาสากล ๑. วิเคราะหค วามคดิ รวบยอด งทกั ษะ ของตน เกย่ี วกับทกั ษะ ไดอยางละ ๑ เก่ยี วกับการเคลือ่ นไหวรูปแบบ อนไหว ตามหลักการ กลไกและทกั ษะ ชนิดโดยใช ตา งๆ ในการเลน กฬี า ผูอืน่ ใน เคลือ่ นไหว การเคลอื่ นไหว เทคนคิ ที่ ๒. ใชความสามารถของตนเพ่อื เพ่ิม ท่ีใชท ักษะกลไก ในการเลน กีฬา เหมาะสมกบั ศกั ยภาพของทีม คาํ นึงถึงผลที่เกดิ ดและ และทกั ษะ จากแหลงขอ มลู ตนเองและทีม ตอผอู น่ื และสงั คม มผสาน พ้ืนฐานท่ี ที่หลากหลายมา ๒. นาํ หลกั การ ลําดบั ทัง้ นาํ ไปสูการ สรปุ เปน วิธที ี่ ความรูแ ละทกั ษะ ๓. เลน กีฬาไทย กีฬาสากลประเภท กับที่ พฒั นาทกั ษะ เหมาะสมใน ในการเคลอ่ื นไหว บุคคล / คู กฬี าประเภททมี ไดอ ยา ง ท่ี และ การเลน กีฬา บริบทของ กจิ กรรมทางกาย นอย ๑ ชนิด รณ ๒. เลนกฬี าไทย ตนเอง การเลนเกม ๔. แสดงการเคลอ่ื นไหวไดอ ยา ง บ และ และกฬี าสากล และการเลนกฬี า สรางสรรค อนไหว ประเภทบคุ คล ไปใชสรา งเสริม ๕. เขา รว มกิจกรรมนันทนาการ บเพลง นอกโรงเรยี น และนําหลักการ แนวคิดไปปรบั ปรงุ และพัฒนา คุณภาพชวี ติ ของตนและสงั คม
ตวั ชีว้ ดั ชัน้ ป ป. ๑ ป. ๒ ป. ๓ ป. ๔ ป. ๕ ป. เคล่อื นทแ่ี ละใช อปุ กรณ ๓. ควบคมุ การ ๒. จําแน ประกอบ เคลอื่ นไหว ใน หลักการ เร่ืองการรับแรง เคลื่อนไห การใชแ รงและ เรือ่ งการ ความสมดลุ การใชแ ร ๔. แสดงทักษะ ความสม กลไก ในการ การเคลอ่ื ปฏิบัตกิ จิ กรรม รา งกายใ ทางกายและเลน เลนเกม กฬี า กีฬา และ ๕. เลนกีฬา ปรับปรุง ไทย และกฬี า วธิ ปี ฏบิ ตั สากลประเภท และผูอน่ื บคุ คลและ ๓. เลน ก ประเภททีม กฬี าสาก ไดอยางละ ประเภทบ ๑ ชนิด และประ
.๖ ม. ๑ ม. ๒ ม. ๓ ตวั ชว้ี ัดชวงช้นั ม. ๔ - ม. ๖ นก และทมี โดยใช ๒. เลนกีฬาไทย สุขภาพอยาง ร ทกั ษะพน้ื ฐาน และกฬี าสากล ตอเนอื่ ง เปน หวใน ตามชนิดกีฬา ท้งั ประเภท ระบบ รรบั แรง อยา งละ ๑ ชนิด บุคคลและทมี ๓. รว มกิจกรรม รง และ ๓. รวมกิจกรรม ได อยางละ ๑ นนั ทนาการ มดุลใน นันทนาการ ชนดิ อยา งนอ ย ๑ อนไหว อยางนอย ๑ ๓. เปรยี บเทยี บ กิจกรรม และนาํ ในการ กจิ กรรมและ ประสิทธภิ าพ หลักความรู เลน นาํ หลกั ความรู ของรูปแบบการ วธิ กี ารไปขยาย ะนาํ ผลมา ทไ่ี ดไปเชอ่ื มโยง เคลอื่ นไหว ผลการเรียนรู ง เพิม่ พนู สมั พนั ธกับ ท่ีสง ผลตอการ ใหก ับผูอ ่ืน ติของตน วิชาอื่น เลน กฬี าและ น กิจกรรมใน กฬี าไทย ชวี ติ ประจาํ วัน กล ๔. รว มกจิ กรรม บุคคล นันทนาการ ะเภททีม อยา งนอ ย
ตวั ช้ีวดั ชนั้ ป ป. ๑ ป. ๒ ป. ๓ ป. ๔ ป. ๕ ป. ๖. อธบิ าย ไดอยา งล หลักการ และ ชนิด เขารวมกจิ กรรม ๔. ใชทกั นนั ทนาการ กลไกเพอ่ื อยา งนอย ปรับปรงุ ๑ กิจกรรม เพมิ่ พนู ความสาม ของตนแ ในการเล ๕. รวม กิจกรรม นนั ทนาก อยางนอ ๑ กจิ กร แลวนาํ ค และหลัก ไดไปใช ฐานการศ หาความ อืน่ ๆ
. ๖ ม. ๑ ม. ๒ ม. ๓ ตัวช้วี ัดชวงชน้ั ละ ๑ ๑ กิจกรรม และ ม. ๔ - ม. ๖ นาํ ความรูแ ละ กษะ หลักการท่ีได อ ไปปรับใชใน ง ชวี ติ ประจาํ วัน อยา งเปน ระบบ มารถ และผอู ืน่ ลนกฬี า ม การ อย รรม ความรู กการท่ี ชเปน ศึกษา มรเู ร่ือง
มาตรฐาน พ ๓.๒ รกั การออกกําลงั กาย การเลนเกม และการเลนกีฬา ปฏบิ ตั เิ ปนประ ในการแขง ขนั และชืน่ ชมในสุนทรียภาพของการกีฬา ตัวชวี้ ดั ชัน้ ป ป. ๑ ป. ๒ ป. ๓ ป. ๔ ป. ๕ ป. ๑. ออกกําลังกาย ๑. ออกกาํ ลงั กาย ๑. เลอื ก ๑. ออกกาํ ลงั กาย ๑. ออกกําลังกาย ๑. อธบิ า และเลน เกม และเลนเกม ออกกาํ ลังกาย เลนเกม และกฬี า อยา งมรี ูปแบบ ประโยช ตามคําแนะนํา ไดดว ยตนเอง การละเลน ทต่ี นเองชอบและ เลน เกมทใ่ี ช หลักการ อยาง อยางสนกุ สนาน พ้นื เมอื ง มีความสามารถใน ทกั ษะการคิด กาํ ลงั กาย สนกุ สนาน ๒.ปฏบิ ัตติ าม และเลนเกม การวเิ คราะหผล และตดั สินใจ สขุ ภาพ ๒. ปฏิบัติตน กฎ กตกิ าและ ทเ่ี หมาะสมกบั พัฒนาการ ๒. เลนกีฬา สมรรถภ ตามกฎ กตกิ า ขอตกลงในการ จดุ เดนจดุ ดอย ของตนเองตาม ทตี่ นเองชอบ ทางกายแ ขอ ตกลง เลนเกมเปนกลุม และขอ จํากดั ตวั อยางและแบบ อยางสมํา่ เสมอ การสรา ง ในการเลน เกม ของตนเอง ปฏบิ ตั ขิ องผอู ่ืน โดยสรา ง บคุ ลิกภา ตามคําแนะนาํ ๒. ปฏบิ ัติตาม ๒. ปฏิบตั ติ ามกฎ ทางเลอื ก ๒. เลน เก กฎ กติกาและ กตกิ าการเลน กฬี า ในวธิ ปี ฏิบตั ิของ ใชทักษะ ขอ ตกลงของ พนื้ ฐาน ตามชนิด ตนเองอยา ง วางแผน การออกกาํ ลังกาย กีฬาทเ่ี ลน หลากหลาย สามารถเ การเลนเกม และมนี ํา้ ใจ ทกั ษะกา การละเลน- นักกีฬา กาํ ลังกาย พื้นเมอื งไดด ว ย ๓. ปฏิบตั ติ าม เคลอ่ื นไห ตนเอง กฎ กตกิ า เปน ระบ การเลนเกม ๓. เลนก กีฬาไทย และ ที่ตนเอง กีฬาสากล และสาม ตามชนดิ กีฬา ประเมิน ท่ีเลน การเลน ข เปนประ
ะจําอยา งสมํ่าเสมอ มีวนิ ยั เคารพสทิ ธิ กฎ กติกา มีนํ้าใจนักกฬี า มีจติ วิญญาณ ตัวชีว้ ดั ชวงช้ัน . ๖ ม. ๑ ม. ๒ ม. ๓ ม.๔ - ๖ าย ๑. อธิบาย ๑. อธบิ าย ๑. มมี ารยาทใน ๑. ออกกําลังกายและเลน กีฬา ชนและ ความสําคัญของ สาเหตุการ การเลน และ ทีเ่ หมาะสมกับตนเองอยางสมํา่ เสมอ รออก การออกกาํ ลงั เปลย่ี นแปลง ดกู ีฬาดว ยความ และใชความสามารถของตนเองเพมิ่ ยเพ่อื กายและเลน กฬี า ทางกาย จติ ใจ มนี ้าํ ใจนักกฬี า ศักยภาพของทีม ลดความเปนตัวตน จนเปนวถิ ชี วี ิต อารมณ สังคม ๒.ออกกําลังกาย คํานึงถงึ ผลทีเ่ กิดตอ สงั คม ภาพ ท่ีมสี ขุ ภาพดี และสติปญ ญา และเลน กฬี า ๒. อธบิ ายและปฏบิ ัติเก่ยี วกับสทิ ธิ และ ๒. ออกกําลัง ที่เกิดจากการ อยางสมา่ํ เสมอ กฎ กตกิ า กลวิธีตา งๆ ในระหวาง งเสริม กายและเลอื กเขา ออกกาํ ลงั กาย และนําแนวคิด การเลน การแขง ขันกฬี ากบั ผอู ่นื และ าพ รวมเลนกีฬา และเลนกฬี าเปน หลักการจากการ นําไปสรปุ เปนแนวปฏิบัติและใชใ น กม ที่ ตามความถนัด ประจาํ จนเปน เลนไปพัฒนา ชวี ิตประจาํ วนั อยางตอเนอ่ื ง ะการ ความสนใจ วถิ ีชีวิต คุณภาพชีวติ ของ ๓.แสดงออกถึงการมีมารยาท น และ อยา งเต็ม ๒. เลือกเขารว ม ตนดวยความ ในการดู การเลนและการแขง ขนั กฬี า เพ่ิมพนู ความสามารถ ออกกําลงั กาย ภาคภมู ิใจ ดวยความมีนาํ้ ใจนักกฬี า และ ารออก พรอ มทั้งมีการ เลน กีฬาตาม ๓. ปฏบิ ตั ติ น นาํ ไปใชป ฏิบัตทิ กุ โอกาส จนเปน ยและ ประเมินการเลน ความถนัด ตามกฎ กติกา บุคลกิ ภาพทด่ี ี หวอยา ง ของตนและผูอ ืน่ ความสนใจ และขอตกลง ๔. รวมกจิ กรรมทางกายและเลนกฬี า บบ ๓. ปฏิบตั ิตาม พรอ มท้งั ในการเลน ตาม อยางมีความสขุ ชืน่ ชมในคุณคา และ กฬี า กฎ กติกา และ วเิ คราะหความ ชนดิ กฬี าที่เลอื ก ความงามของการกีฬา งชนื่ ชอบ ขอ ตกลงตาม แตกตา งระหวาง และนําแนวคดิ มารถ ชนิดกฬี า บคุ คลเพ่อื เปน ท่ีไดไปพฒั นา นทักษะ ท่ีเลอื กเลน แนวทางในการ คณุ ภาพชวี ติ ของตน พัฒนาตนเอง ของตน ะจาํ ในสังคม
ป. ๑ ป. ๒ ป. ๓ ตวั ชว้ี ดั ชัน้ ป ป. ๔ ป. ๕ ป. ๔. ปฏบิ ตั ติ น ๔. ปฏบิ ัต ตามสทิ ธขิ อง กฎ กติก ตนเอง ชนดิ กีฬา ไมละเมดิ สิทธิ โดยคําน ผูอื่นและยอมรบั ความปล ในความ ของตนเอ แตกตางระหวาง ผอู ื่น บุคคลในการ ๕. จําแน เลนเกม การรุก กีฬาไทยและ การปอง กฬี าสากล และนําไ การเลนก ๖. เลนเก กีฬาดวย ความสา และมีนํ้า นกั กีฬา
.๖ ม. ๑ ม. ๒ ม. ๓ ตัวช้วี ัดชว งชน้ั ตติ าม ๔. วางแผน ๓. มวี ินยั ๔. จาํ แนกกลวิธี ม.๔ - ๖ กา ตาม การรุกและ ปฏบิ ตั ติ ามกฎ การรกุ าทเ่ี ลน การปอ งกนั ใน กตกิ า และ การปองกัน นงึ ถงึ การเลน กฬี าท่ี ขอ ตกลงในการ และใชใน ลอดภยั เลือกและ เลน กีฬา การเลน กีฬา องและ นาํ ไปใช ทเี่ ลือก ที่เลอื กและ ในการเลน อยา ง ๔. วางแผน ตดั สินใจเลือก นกกลวิธี เปนระบบ การรกุ และ วิธีทีเ่ หมาะสม ๕. รว มมอื ใน การปอ งกันใน กับทีมไปใชไ ด งกนั การเลน กีฬา การเลน กฬี าที่ ตามสถานการณ ไปใชใน และการทํางาน เลอื กและ ของการเลน กีฬา เปนทมี อยา ง นาํ ไปใช ๕. เสนอผลการ กมและ สนกุ สนาน ในการเลน อยาง พฒั นาสขุ ภาพ ย ๖. วเิ คราะห เหมาะสมกบั ทีม ของตนเองทเ่ี กิด ามคั คี เปรยี บเทยี บและ ๕. นําผล จากการออก าใจ ยอมรบั ความ การปฏิบตั ิใน กาํ ลงั กาย และ แตกตา งระหวาง การเลน กฬี ามา การเลนกฬี า วธิ กี ารเลน กีฬา สรปุ เปนวธิ ที ่ี เปน ประจาํ ของตนเองกับ เหมาะสมกบั ผูอื่น ตนเองดวย ความมุงม่ัน
สาระท่ี ๔ การสรางเสริมสขุ ภาพ สมรรถภาพและการปอ งกันโรค มาตรฐาน พ ๔.๑ เห็นคณุ คา และมีทักษะในการสรา งเสริมสขุ ภาพ การดาํ รงสขุ ภาพ ก ตัวช้วี ดั ช้ันป ป. ๑ ป. ๒ ป. ๓ ป. ๔ ป. ๕ ป. ๑. ปฏิบัติตน ๑. บอกลกั ษณะ ๑. อธิบายการ ๑. อธบิ าย ๑. แสดง ๑. แสดง ตามหลัก ของการมี ติดตอ และ ความสมั พนั ธ พฤติกรรม พฤติกรรม สุขบญั ญตั -ิ สุขภาพดี วธิ ีการปอ งกนั ระหวาง ทเี่ ห็นความสาํ คัญ ในการปอ แหง ชาติ ๒. เลอื กกนิ การแพร สิ่งแวดลอมกับ ของการปฏิบตั ิ และแกไข ตามคําแนะนาํ อาหารทม่ี ี กระจาย สขุ ภาพ ตนตามสขุ ส่ิงแวดลอ ๒. บอก ประโยชน ของโรค ๒. อธบิ าย บัญญตั แิ หงชาติ ผลตอสขุ ภ อาการ ๓. ระบขุ องใช ๒. จําแนก สภาวะอารมณ ๒. คนหาขอ มลู ๒. วิเครา เจ็บปวยท่ีเกิด และของเลนทม่ี ี อาหารหลัก ความรูส ึกที่มผี ล ขา วสารเพอื่ ใช ผลกระทบ ข้ึนกับตนเอง ผลเสยี ตอ ๕ หมู ตอสขุ ภาพ สรางเสริม จากการระ ๓. ปฏบิ ัติตน สุขภาพ ๓. เลอื กกนิ ๓. วิเคราะห สขุ ภาพ ของโรคแ ตามคําแนะนาํ ๔. อธิบายอาการ อาหารที่ ขอ มลู บนฉลาก ๓. วเิ คราะหสื่อ เสนอแนว เมอื่ มีอาการ และวิธีปอ งกัน หลากหลายครบ อาหารและ โฆษณาในการ ทางการปอ เจ็บปวย การเจ็บปวย การ ๕ หมใู น ผลิตภณั ฑสุขภาพ ตดั สนิ ใจเลือกซ้อื โรคตดิ ตอ บาดเจ็บทอ่ี าจ สดั สวน เพื่อการเลอื ก อาหาร และ ทพ่ี บในป เกดิ ขึน้ ท่เี หมาะสม บริโภค ผลิตภณั ฑส ขุ ภาพ ไทย ๕. ปฏิบัตติ าม ๔. แสดงวิธี ๔. ทดสอบและ อยา งมเี หตุผล ๓. แสดง คาํ แนะนําเมอื่ มี แปรงฟน ให ปรับปรงุ ๔. ปฏิบัตติ นใน พฤติกรรม อาการเจบ็ ปวย สะอาดอยาง สมรรถภาพทาง การปอ งกนั โรคที่ บอกถงึ คว และบาดเจ็บ ถูกวิธี กายตามผลการ พบบอยใน รบั ผดิ ชอบ ตรวจสอบ ชวี ิตประจาํ วัน สุขภาพขอ
การปองกันโรคและการสรา งเสริมสมรรถภาพเพื่อสขุ ภาพ ๖ ม. ๑ ม.๒ ม.๓ ตวั ช้วี ดั ชว งชนั้ ม ม.๔ - ๖ องกัน ๑. เลือกกนิ ๑. เลอื กใช ๑. กําหนด ขปญหา อาหารที่ บริการทาง รายการอาหารที่ ๑. วเิ คราะหบ ทบาทและความ อมทีม่ ี เหมาะสมกับวัย สุขภาพอยางมี เหมาะสมกับวัย รบั ผดิ ชอบของบคุ คลที่มตี อ การ ภาพ ๒. วเิ คราะห เหตุผล ตา ง ๆ โดย สรางเสรมิ สุขภาพและการปอ งกนั าะห ปญ หาทเ่ี กิดจาก ๒. วิเคราะหผล คํานงึ ถงึ ความ โรคในชุมชน บทเี่ กดิ ภาวะโภชนาการ ของการใช ประหยัดและ ๒. วิเคราะห อิทธพิ ลของ ะบาด ท่มี ผี ลกระทบตอ เทคโนโลยที ม่ี ีตอ คุณคา ทาง สอ่ื โฆษณาเกีย่ วกบั สุขภาพ และ สขุ ภาพ สุขภาพ โภชนาการ เพ่ือการเลือกบริโภค ว ๓. ควบคุม ๓. วิเคราะห ๒. เสนอ ๓. ปฏิบัติตนตามสิทธิของ องกัน น้ําหนักของ ความเจริญ แนวทางปอ งกัน ผบู ริโภค อสําคญั ตนเองใหอยูใน กาวหนาทาง ๔. วเิ คราะหส าเหตแุ ละเสนอแนว ประเทศ เกณฑม าตรฐาน การแพทยท ีม่ ีผล โรคที่เปน สาเหตุ ทางการปองกนั การเจบ็ ปว ยและ ง ๔. สรา งเสริม ตอสุขภาพ สําคัญของการ การตายของคนไทย มท่บี ง และปรบั ปรงุ ๔. วิเคราะห เจบ็ ปว ยและการ ๕. วางแผนและปฏบิ ตั ติ าม วาม สมรรถภาพทาง ความสมั พันธ ตายของคนไทย แผนการพฒั นาสขุ ภาพของตนเอง บตอ กายตามผล ของภาวะสมดลุ ๓. รวบรวม และครอบครวั อง การทดสอบ ระหวางสขุ ภาพ ขอมลู และ ๖. มีสวนรว มในการสงเสรมิ และ เสนอแนวทาง พฒั นาสขุ ภาพในชุมชน กายและ สุขภาพจติ แกไ ขปญหา สุขภาพในชมุ ชน
ตัวชีว้ ดั ชน้ั ป ป. ๑ ป. ๒ ป. ๓ ป. ๔ ป. ๕ ป. ๕. สรา งเสริม สมรรถภาพ ๕. ทดสอบและ สวนรวม สมรรถภาพทาง ทางกาย ปรบั ปรงุ ๔. สรา งเส กายไดตาม สมรรถภาพทาง และปรับป คําแนะนํา กายตามผลการ สมรรถภา ทดสอบ กายเพือ่ สขุ สมรรถภาพ อยางตอเน ทางกาย
ตัวชวี้ ัดชว งชัน้ ๖ ม. ๑ ม.๒ ม.๓ ม.๔ - ๖ ๕. อธิบาย ๔. วางแผนและ ๗. วางแผนและปฏบิ ัติตาม สรมิ ลกั ษณะอาการ จดั เวลา ในการ แผนการพฒั นาสมรรถภาพทางกาย ปรงุ เบอ้ื งตน ของผมู ี ออกกําลังกาย และสมรรถภาพทางกลไก าพทาง ปญ หาสขุ ภาพจิต การพกั ผอนและ ขภาพ ๖. เสนอแนะวิธี การสรา งเสริม นอื่ ง ปฏบิ ตั ติ น เพอื่ สมรรถภาพ จดั การกับ ทางกาย อารมณและ ๕. ทดสอบ ความเครียด สมรรถภาพทาง ๗. พัฒนา กาย และพัฒนา สมรรถภาพทาง ไดต ามความ กายตนเองให แตกตา งระหวา ง เปนไปตาม บคุ คล เกณฑทกี่ าํ หนด
สาระท่ี ๕ ความปลอดภยั ในชวี ติ มาตรฐาน พ ๕.๑ ปองกนั และหลีกเลี่ยงปจจัยเส่ียง พฤติกรรมเสีย่ งตอสขุ ภาพ อบุ ัตเิ หตุ การใชย า ตัวชี้วดั ช้ันป ป. ๑ ป. ๒ ป. ๓ ป. ๔ ป. ๕ ป. ๖ ๑. ระบุส่ิง ๑. ปฏิบัติตน ๑. ปฏิบตั ิตน ๑. อธบิ าย ๑. วิเคราะห ๑. วเิ คราะห ท่ีทําใหเกิด ในการปอ งกนั เพอ่ื ความ ความสําคัญของ ปจ จัยทีม่ ี ผลกระทบจา อนั ตราย อุบัตเิ หตุท่ีอาจ ปลอดภยั จาก การใชย าและใช อทิ ธิพลตอการ ความรุนแรง ที่บาน เกดิ ข้นึ ทางน้าํ อุบัตเิ หตุในบา น ยาอยางถูกวธิ ี ใชส ารเสพตดิ ภยั ธรรมชาต โรงเรียน และ และทางบก โรงเรียน และ ๒. แสดงวิธี ๒. วิเคราะห รางกาย จิตใ การปองกัน ๒. บอกชอื่ ยา การเดินทาง ปฐมพยาบาล ผลกระทบของ และสงั คม ๒. บอก สามัญประจาํ ๒. แสดงวธิ ี เม่อื ไดร ับ การใชย า และ ๒. ระบวุ ิธปี สาเหตุและการ บา น และใชย า ขอความ อันตรายจากการ สารเสพตดิ ท่ีมี ตน เพือ่ ความ ปอ งกนั ตามคําแนะนํา ชวยเหลือจาก ใชยาผดิ ผลตอ รา งกาย ปลอดภัยจาก อนั ตรายที่เกิด ๓. ระบุโทษ บุคคลและแหลง สารเคมี แมลง จิตใจ อารมณ ภยั ธรรมชาต จากการเลน ของสารเสพติด ตา ง ๆ เม่อื เกดิ สัตวก ดั ตอ ย สงั คม และ ๓. วเิ คราะห ๓. แสดง สารอันตราย เหตุราย หรอื และการบาดเจบ็ สตปิ ญ ญา สาเหตขุ องก คําพูดหรือ ใกลต ัวและ อบุ ัตเิ หตุ จากการเลนกีฬา ๓. ปฏิบตั ติ น ติดสารเสพต ทาทางขอความ วธิ ีการปองกนั ๓. แสดงวธิ ี ๓. วิเคราะห เพื่อความ และชกั ชวน ชวยเหลือจาก ๔. ปฏิบตั ติ น ปฐมพยาบาล ผลเสยี ของการ ปลอดภยั จาก ใหผูอ่ืนหลกี ผูอ่นื เมื่อเกดิ ตามสัญลักษณ เมื่อบาดเจบ็ จาก สบู บหุ รี่ และ การใชยา และ สารเสพติด เหตรุ าย ท่บี า น และปา ยเตอื น การเลน การดืม่ สุรา หลีกเลย่ี ง และโรงเรยี น ของสิง่ ของหรอื ที่มีตอสขุ ภาพ สารเสพติด สถานทีท่ ีเ่ ปน และการปองกนั อันตราย
สารเสพตดิ และความรนุ แรง ม. ๑ ม. ๒ ม. ๓ ตวั ช้วี ัดชวงชน้ั ห ๑. แสดงวิธี ๑. ระบวุ ธิ กี าร ๑. วิเคราะห ม.๔ - ๖ าก ปฐมพยาบาล ปจ จัยและแหลง ปจจยั เส่ยี ง และ งของ และเคลอื่ นยา ย ทช่ี วยเหลือฟน ฟู พฤตกิ รรมเส่ียง ๑. มีสว นรวมในการปอ งกนั ความ ติท่มี ีตอ ผูปว ยอยา ง ผูต ิดสารเสพตดิ ท่ีมีผลตอ เสี่ยงตอ การใชยา การใชสารเสพติด ใจ ปลอดภยั ๒. อธบิ าย สขุ ภาพและ และความรุนแรง เพื่อสขุ ภาพของ วธิ ีการหลีกเล่ยี ง แนวทางปองกัน ตนเอง ครอบครัว และสงั คม ๒. อธิบาย พฤติกรรมเสย่ี ง ๒. หลกี เลย่ี ง ๒. วเิ คราะหผลกระทบทเี่ กิดจาก ปฏบิ ตั ิ ลักษณะอาการ และสถานการณ การใชค วาม การครอบครอง การใชแ ละการ ม ของผูต ดิ สาร เสย่ี ง รนุ แรงและ จําหนายสารเสพตดิ ก เสพติดและการ ๓. ใชทักษะชีวิต ชักชวนเพื่อนให ๓. วเิ คราะหปจ จยั ท่ีมีผลตอสขุ ภาพ ติ ปองกนั การตดิ ในการปองกัน หลกี เลย่ี งการใช หรือความรนุ แรงของคนไทยและ ห สารเสพติด ตนเองและ ความรุนแรงใน เสนอแนวทางปองกัน การ ๓. อธบิ าย หลกี เลยี่ ง การแกป ญหา ๔. วางแผนกาํ หนดแนวทางลด ติด ความสมั พนั ธ สถานการณ คับ ๓. วิเคราะห อบุ ัติเหตุ และสรา งเสริมความ ขนั ทอี่ าจนําไปสู อิทธิพลของส่อื ปลอดภัยในชมุ ชน ของการใชสาร อนั ตราย ตอ พฤตกิ รรม ๕. มสี ว นรวมในการสรา งเสริม กเล่ียง เสพตดิ กับการ สุขภาพและ ความปลอดภัยในชุมชน ความรนุ แรง ๖. ใชท กั ษะการตัดสินใจแกป ญ หา เกดิ โรคและ ในสถานการณท่เี ส่ยี งตอ สขุ ภาพและ อุบัตเิ หตุ ความรนุ แรง ๗. แสดงวธิ ีการชว ยฟนคืนชพี อยางถูกวิธี
ป. ๑ ป. ๒ ป. ๓ ตัวชวี้ ดั ชัน้ ป ป. ๖ ป. ๔ ป. ๕ ๕. อธบิ าย สาเหตุ อันตราย ๔. วิเคราะห วธิ ปี องกัน อิทธพิ ลของสือ่ อคั คีภยั และ ที่มีตอ แสดงการ พฤติกรรม หนีไฟ สุขภาพ ๕. ปฏิบัตติ น เพื่อปอ งกัน อนั ตรายจากการ เลน กฬี า
ม. ๑ ม. ๒ ม. ๓ ตวั ชว้ี ัดชวงชน้ั ม.๔ - ๖ ๔. แสดงวิธกี าร ๔. วเิ คราะห ชกั ชวนผูอ่นื ให ความสมั พันธ ลด ละ เลิก ของการดม่ื สารเสพติด เครอ่ื งดื่มทมี่ ี โดยใชทักษะ แอลกอฮอลต อ ตา ง ๆ สุขภาพและการ เกดิ อุบัติเหตุ ๕. แสดง วิธกี ารชวย ฟน คืนชพี อยางถกู วิธี
กลุมสาระการเรียนรูศลิ ปะ ทาํ ไมตองเรียนศิลปะ กลุมสาระการเรยี นรูศิลปะเปนกลุมสาระท่ีชวยพัฒนาใหผูเรียนมีความคิดริเริ่มสรางสรรค มจี ินตนาการทางศิลปะ ช่นื ชมความงาม มีสุนทรียภาพ ความมีคุณคา ซ่ึงมีผลตอคุณภาพชีวิตมนุษย กิจกรรมทางศิลปะชวยพฒั นาผูเรียนทัง้ ดา นรางกาย จิตใจ สติปญ ญา อารมณ สงั คม ตลอดจนการนาํ ไปสู การพัฒนาสง่ิ แวดลอม สงเสริมใหผูเรียนมีความเชือ่ มั่นในตนเอง อนั เปนพ้ืนฐานในการศกึ ษาตอ หรือ ประกอบอาชพี ได เรยี นรูอะไรในศลิ ปะ กลุมสาระการเรยี นรูศิลปะ มุงพฒั นาใหผูเรยี นเกดิ ความรูค วามเขา ใจ มที ักษะวิธีการทางศิลปะ เกิดความซาบซึ้งในคุณคาของศิลปะเปดโอกาสใหผูเรียนแสดงออกอยางอสิ ระในศิลปะแขนงตางๆ ประกอบดว ยสาระสําคญั คือ ทัศนศลิ ป มีความรูความเขาใจองคประกอบศลิ ป ทัศนธาตุ สรางและนําเสนอผลงานทาง ทัศนศิลปจากจินตนาการ โดยสามารถใชอุปกรณท่ีเหมาะสม รวมท้ังสามารถใชเทคนิค วิธีการของ ศิลปนในการสรางงานไดอ ยางมีประสิทธิภาพ วิเคราะห วิพากษวจิ ารณคุณคางานทัศนศิลป เขาใจ ความสัมพนั ธระหวา งทัศนศิลป ประวัติศาสตร และวัฒนธรรมเห็นคุณคางานศิลปะทเ่ี ปนมรดกทาง วัฒนธรรม ภูมปิ ญ ญาทอ งถิ่นภูมปิ ญ ญาไทยและสากล ช่ืนชม ประยุกตใชใ นชีวิตประจําวนั ดนตรี มีความรคู วามเขาใจองคประกอบดนตรีแสดงออกทางดนตรีอยางสรางสรรค วิเคราะหว พิ ากษว จิ ารณคุณคาดนตรี ถายทอดความรสู กึ ทางดนตรอี ยางอสิ ระ ชื่นชมและประยกุ ตใชใน ชวี ิตประจาํ วนั เขาใจความสัมพันธระหวางดนตรี ประวตั ศิ าสตร และวฒั นธรรม เห็นคุณคา ดนตรีที่เปน มรดกทางวฒั นธรรม ภูมิปญญาทองถ่นิ ภูมปิ ญ ญาไทย และสากล รองเพลง และเลนดนตรใี นรูปแบบ ตางๆ แสดงความคิดเห็นเก่ียวกับเสียงดนตรี แสดงความรูสึกท่ีมีตอดนตรีในเชิงสุนทรียะ เขาใจ ความสัมพันธระหวางดนตรกี ับประเพณวี ัฒนธรรม และเหตุการณในประวัติศาสตร นาฏศิลป มีความรูค วามเขาใจองคประกอบนาฏศิลป แสดงออกทางนาฏศิลปอยาง สรางสรรค ใชศ ัพทเบ้ืองตน ทางนาฏศลิ ป วเิ คราะหวิพากษ วิจารณคณุ คานาฏศิลป ถายทอดความรสู ึก ความคิดอยางอิสระ สรางสรรคการเคลื่อนไหวในรปู แบบตา งๆ ประยุกตใ ชนาฏศิลปในชีวติ ประจาํ วัน เขา ใจความสัมพันธร ะหวา งนาฏศลิ ปกบั ประวตั ศิ าสตร วฒั นธรรม เหน็ คณุ คาของนาฏศลิ ปที่เปนมรดก ทางวฒั นธรรม ภมู ิปญ ญาทอ งถิ่น ภมู ปิ ญญาไทย และสากล
คณุ ภาพผเู รียน จบช้ันประถมศึกษาปท่ี ๓ รูและเขาใจเกี่ยวกับรปู ราง รปู ทรง และจําแนกทัศนธาตขุ องสิ่งตา ง ๆ ในธรรมชาติ ส่งิ แวดลอ มและงานทศั นศิลป มที กั ษะพื้นฐานการใชว ัสดุอปุ กรณในการสรางงานวาดภาพระบายสี โดย ใชเ สน รูปรา ง รูปทรง สี และพน้ื ผิว ภาพปะตดิ และงานปน งานโครงสรางเคล่อื นไหวอยางงาย ๆ ถา ยทอด ความคิด ความรูสึกจากเร่อื งราว เหตุการณ ชีวติ จริง สรางงานทัศนศิลปต ามที่ตนชน่ื ชอบ สามารถแสดง เหตผุ ลและวิธีการในการปรบั ปรงุ งานของตนเอง รแู ละเขาใจความสําคัญของงานทัศนศิลปในชีวิตประจาํ วัน ท่ีมาของงานทัศนศิลป ในทอ งถิ่น ตลอดจนการใชวัสดุ อุปกรณ และวิธีการสรางงานทัศนศิลปในทองถ่นิ รูและเขาใจแหลงกําเนิดเสียง คุณสมบัติของเสียง บทบาทหนาท่ี ความหมาย ความสาํ คัญของบทเพลงใกลต วั ทไี่ ดยนิ สามารถทองบทกลอน รอ งเพลง เคาะจังหวะ เคลอ่ื นไหวรางกาย ใหสอดคลองกับบทเพลง อาน เขียน และใชสัญลักษณแทนเสียงและเคาะจงั หวะแสดงความคิดเห็น เก่ยี วกับดนตรี เสียงขับรองของตนเอง มีสว นรว มกับกิจกรรมดนตรใี นชวี ิตประจาํ วัน รูและเขาใจเอกลักษณของดนตรีในทองถิ่น มีความชื่นชอบ เห็นความสําคัญ และประโยชนของดนตรีตอ การดาํ เนินชวี ติ ของคนในทอ งถ่ิน สรางสรรคก ารเคลอ่ื นไหวในรูปแบบตา ง ๆ สามารถแสดงทาทางประกอบจังหวะเพลง ตามรูปแบบนาฏศิลป มีมารยาทในการชมการแสดง รูหนาท่ีของผแู สดงและผูชมรูประโยชนของการ แสดงนาฏศิลปใ นชีวติ ประจําวนั เขารว มกจิ กรรมการแสดงทีเ่ หมาะสมกับวัย รูและเขาใจการละเลนของเด็กไทยและนาฏศิลปทองถ่ิน ชื่นชอบและภาคภูมิใจ ในการละเลนพ้นื บาน สามารถเชอ่ื มโยงสงิ่ ทพ่ี บเหน็ ในการละเลนพ้ืนบานกับการดาํ รงชีวิตของคนไทย บอกลกั ษณะเดน และเอกลกั ษณของนาฏศลิ ปไ ทยตลอดจนความสาํ คัญของการแสดงนาฏศิลปไ ทยได จบชั้นประถมศกึ ษาปท ี่ ๖ รแู ละเขาใจการใชทศั นธาตุ รปู รา ง รปู ทรง พ้นื ผิว สี แสงเงา มีทักษะพื้นฐานในการใช วสั ดุอุปกรณ ถายทอดความคดิ อารมณ ความรสู ึก สามารถใชหลักการจัดขนาด สดั สวนความสมดุล น้ําหนัก แสงเงา ตลอดจนการใชสีคูตรงขามที่เหมาะสมในการสรางงานทัศนศิลป ๒ มติ ิ ๓ มิติ เชน งานสอ่ื ผสม งานวาดภาพระบายสี งานปน งานพิมพภาพ รวมท้งั สามารถสรา งแผนภาพ แผนผัง และ ภาพประกอบเพ่ือถายทอดความคิดจินตนาการเปนเร่ืองราวเกี่ยวกับเหตุการณตาง ๆ และสามารถ เปรียบเทยี บความแตกตางระหวางงานทศั นศลิ ปท ่ีสรา งสรรคด วยวสั ดุอปุ กรณแ ละวธิ ีการท่ีแตกตางกัน เขาใจปญหาในการจัดองคป ระกอบศิลป หลักการลด และเพ่ิมในงานปน การสอื่ ความหมายในงาน
ทัศนศิลปของตน รูว ิธีการปรบั ปรงุ งานใหดขี ้ึน ตลอดจนรแู ละเขา ใจคุณคาของงานทัศนศลิ ปที่มผี ลตอ ชีวิตของคนในสังคม รแู ละเขาใจบทบาทของงานทัศนศิลปท ี่สะทอนชวี ติ และสังคม อทิ ธิพลของความเช่ือ ความศรัทธา ในศาสนา และวัฒนธรรมท่ีมผี ลตอ การสรางงานทศั นศิลปในทองถิน่ รูและเขาใจเกี่ยวกับเสียงดนตรี เสียงรอง เคร่ืองดนตรี และบทบาทหนาที่ รูถึง การเคล่ือนที่ข้ึน ลง ของทํานองเพลง องคประกอบของดนตรี ศัพทสังคีตในบทเพลง ประโยค และ อารมณข องบทเพลงท่ีฟง รอง และบรรเลงเครื่องดนตรี ดนสดอยางงาย ใชและเกบ็ รักษาเคร่อื งดนตรี อยางถูกวิธี อาน เขยี นโนตไทยและสากลในรูปแบบตาง ๆ รลู ักษณะของผูที่จะเลนดนตรไี ดดี แสดง ความคิดเห็นเกย่ี วกับองคป ระกอบดนตรี ถา ยทอดความรสู กึ ของบทเพลงท่ีฟง สามารถใชด นตรปี ระกอบ กิจกรรมทางนาฏศิลปแ ละการเลา เรอื่ ง รูและเขาใจความสัมพันธระหวางดนตรีกับวิถีชีวิต ประเพณี วัฒนธรรมไทย และวัฒนธรรมตา ง ๆ เรื่องราวดนตรใี นประวัติศาสตร อิทธิพลของวัฒนธรรมตอดนตรี รคู ุณคาดนตรี ทมี่ าจากวัฒนธรรมตา งกัน เห็นความสาํ คัญในการอนุรักษ รูและเขาใจองคประกอบนาฏศิลป สามารถแสดงภาษาทา นาฏยศัพทพ้ืนฐาน สรางสรรคการเคล่ือนไหวและการแสดงนาฏศิลป และการละครงาย ๆ ถายทอดลลี าหรอื อารมณ และ สามารถออกแบบเครอ่ื งแตงกายหรืออุปกรณประกอบการแสดงงาย ๆ เขาใจความสัมพันธระหวาง นาฏศิลปและการละครกับส่ิงทีป่ ระสบในชีวิตประจาํ วนั แสดงความคิดเห็นในการชมการแสดง และ บรรยายความรูสึกของตนเองที่มตี อ งานนาฏศิลป รูและเขาใจความสัมพันธและประโยชนของนาฏศิลปและการละคร สามารถ เปรียบเทียบการแสดงประเภทตาง ๆ ของไทยในแตละทองถ่นิ และสงิ่ ท่ีการแสดงสะทอ นวัฒนธรรม ประเพณี เห็นคณุ คา การรกั ษาและสบื ทอดการแสดงนาฏศลิ ปไทย จบชั้นมัธยมศกึ ษาปท่ี ๓ รูและเขาใจเร่ืองทัศนธาตุและหลักการออกแบบและเทคนิคท่ีหลากหลายในการ สรางงานทศั นศลิ ป ๒ มิติ และ ๓ มิติ เพ่ือสื่อความหมายและเรอื่ งราวตา ง ๆ ไดอ ยางมีคณุ ภาพ วเิ คราะห รปู แบบเน้ือหาและประเมนิ คุณคา งานทัศนศิลปของตนเองและผอู ่ืน สามารถเลอื กงานทัศนศิลปโดยใช เกณฑที่กําหนดขึ้นอยางเหมาะสม สามารถออกแบบรูปภาพ สญั ลักษณ กราฟก ในการนําเสนอขอมลู และ มีความรู ทักษะท่จี าํ เปน ดา นอาชพี ที่เกีย่ วของกนั กบั งานทัศนศลิ ป รแู ละเขาใจการเปล่ียนแปลงและพัฒนาการของงานทัศนศิลปของชาติและทองถิ่น แตละยุคสมยั เห็นคุณคางานทัศนศิลปทสี่ ะทอนวัฒนธรรมและสามารถเปรียบเทียบงานทศั นศิลปท่มี า จากยคุ สมัยและวฒั นธรรมตา ง ๆ
รูและเขาใจถึงความแตกตางทางดานเสียง องคประกอบ อารมณ ความรูสึก ของบทเพลงจากวัฒนธรรมตาง ๆ มีทักษะในการรอ ง บรรเลงเครอ่ื งดนตรี ทั้งเดี่ยวและเปนวงโดยเนน เทคนิคการรองบรรเลงอยางมีคุณภาพ มีทกั ษะในการสรา งสรรคบทเพลงอยางงาย อา นเขียนโนตใน บันไดเสียงท่ีมเี ครอ่ื งหมาย แปลงเสยี งเบ้ืองตนได รูและเขา ใจถึงปจ จัยที่มผี ลตอรปู แบบของผลงานทาง ดนตรี องคป ระกอบของผลงานดานดนตรีกับศลิ ปะแขนงอ่ืน แสดงความคิดเห็นและบรรยายอารมณ ความรูส ึกที่มีตอบทเพลง สามารถนําเสนอบทเพลงท่ีชื่นชอบไดอยา งมีเหตุผล มีทักษะในการประเมิน คณุ ภาพของบทเพลงและการแสดงดนตรี รูถงึ อาชพี ตา ง ๆ ท่เี กี่ยวขอ งกับดนตรแี ละบทบาทของดนตรใี น ธุรกจิ บันเทงิ เขา ใจถึงอิทธพิ ลของดนตรที ่ีมีตอบคุ คลและสังคม รูและเขาใจที่มา ความสัมพันธ อิทธิพลและบทบาทของดนตรีแตละวัฒนธรรม ในยุคสมยั ตาง ๆ วเิ คราะหปจจัยท่ที าํ ใหงานดนตรีไดรบั การยอมรบั รูและเขาใจการใชนาฏยศัพทหรือศัพททางการละครในการแปลความและสื่อสาร ผา นการแสดง รวมทงั้ พัฒนารูปแบบการแสดง สามารถใชเ กณฑงาย ๆ ในการพิจารณาคุณภาพการแสดง วจิ ารณเปรียบเทียบงานนาฏศลิ ป โดยใชความรเู ร่อื งองคประกอบทางนาฏศิลปรว มจดั การแสดง นํา แนวคดิ ของการแสดงไปปรบั ใชในชีวิตประจาํ วัน รูและเขาใจประเภทละครไทยในแตละยุคสมัย ปจจัยที่มีผลตอการเปล่ียนแปลง ของนาฏศิลปไทย นาฏศิลปพืน้ บาน ละครไทย และละครพื้นบาน เปรียบเทียบลกั ษณะเฉพาะของการ แสดงนาฏศลิ ปจากวฒั นธรรมตาง ๆ รวมทง้ั สามารถออกแบบและสรา งสรรคอ ปุ กรณ เครื่องแตงกายใน การแสดงนาฏศิลปและละคร มีความเขาใจ ความสําคัญ บทบาทของนาฏศิลป และละครใน ชวี ิตประจาํ วัน จบช้นั มัธยมศกึ ษาปที่ ๖ รูและเขาใจเกี่ยวกบั ทัศนธาตุและหลักการออกแบบในการสื่อความหมาย สามารถใช ศัพททางทัศนศิลป อธิบายจดุ ประสงคแ ละเนือ้ หาของงานทัศนศิลป มีทักษะและเทคนิคในการใชว ัสดุ อุปกรณและกระบวนการทสี่ งู ขึ้นในการสรา งงานทศั นศิลป วเิ คราะหเน้ือหาและแนวคิด เทคนิควิธีการ การแสดงออกของศิลปนทัง้ ไทยและสากล ตลอดจนการใชเทคโนโลยีตา ง ๆ ในการออกแบบสรา งสรรค งานท่เี หมาะสมกบั โอกาส สถานท่ี รวมท้งั แสดงความคิดเห็นเก่ียวกบั สภาพสังคมดวยภาพลอเลียนหรือ การตูน ตลอดจนประเมินและวิจารณค ุณคางานทศั นศิลปดว ยหลักทฤษฎวี จิ ารณศิลปะ วิเคราะหเปรียบเทียบงานทัศนศลิ ปใ นรูปแบบตะวันออกและรูปแบบตะวันตก เขาใจ อิทธิพลของมรดกทางวัฒนธรรมภูมิปญญาระหวา งประเทศที่มผี ลตอการสรา งสรรคงานทศั นศลิ ปใ นสงั คม รูและเขาใจรูปแบบบทเพลงและวงดนตรีแตละประเภทและจําแนกรูปแบบ ของวงดนตรที ้ังไทยและสากล เขา ใจอิทธพิ ลของวัฒนธรรมตอการสรางสรรคด นตรี เปรียบเทยี บอารมณ และความรูสึกท่ีไดร บั จากดนตรที ี่มาจากวัฒนธรรมตางกนั อา น เขียน โนตดนตรไี ทยและสากล ในอัตรา
จงั หวะตาง ๆ มีทักษะในการรองเพลงหรือเลน ดนตรีเดีย่ วและรวมวงโดยเนนเทคนคิ การแสดงออกและ คุณภาพของการแสดง สรางเกณฑสําหรับประเมินคุณภาพการประพันธการเลนดนตรีของตนเองและ ผอู ื่นไดอ ยางเหมาะสม สามารถนําดนตรีไประยุกตใชในงานอนื่ ๆ วิเคราะห เปรียบเทียบรูปแบบ ลักษณะเดนของดนตรีไทยและสากลในวัฒนธรรม ตาง ๆ เขาใจบทบาทของดนตรีท่สี ะทอ นแนวความคิดและคานยิ มของคนในสงั คม สถานะทางสังคมของ นกั ดนตรีในวัฒนธรรมตาง ๆ สรางแนวทางและมีสว นรวมในการสง เสรมิ และอนรุ ักษด นตรี มีทักษะในการแสดงหลากหลายรปู แบบ มีความคิดริเร่ิมในการแสดงนาฏศิลปเปนคู และเปนหมู สรา งสรรคละครส้ันในรปู แบบทีช่ ืน่ ชอบ สามารถวเิ คราะหแกน ของการแสดงนาฏศลิ ปและ ละครท่ตี อ งการส่อื ความหมายในการแสดง อทิ ธิพลของเคร่ืองแตง กาย แสง สี เสยี ง ฉาก อปุ กรณ และ สถานทท่ี ี่มีผลตอการแสดง วจิ ารณก ารแสดงนาฏศลิ ปและละคร พฒั นาและใชเกณฑการประเมินในการ ประเมินการแสดง และสามารถวิเคราะหทา ทางการเคลื่อนไหวของผูคนในชีวิตประจาํ วันและนํามา ประยกุ ตใชใ นการแสดง เขา ใจววิ ัฒนาการของนาฏศลิ ปแ ละการแสดงละครไทย และบทบาทของบคุ คลสาํ คญั ในวงการนาฏศลิ ปและการละครของประเทศไทยในยคุ สมัยตา ง ๆ สามารถเปรยี บเทียบการนาํ การแสดง ไปใชใ นโอกาสตาง ๆ และเสนอแนวคิดในการอนรุ กั ษน าฏศิลปไทย
สาระที่ ๑ ทัศนศิลป มาตรฐาน ศ ๑.๑ สรางสรรคง านทศั นศิลปตามจินตนาการ และความคิดสรางสรรค วเิ คราะห ว ความคิดตองานศลิ ปะอยา งอสิ ระ ชนื่ ชม และประยกุ ตใชในชีวติ ประจําวัน ป. ๑ ป. ๒ ป. ๓ ตัวช้วี ดั ชัน้ ป ป. ทใพสใตขเค๒แ๓รตแสล๑กนชอลลกัวนาอ.รรศัน้ื.ย่ี งวธบอบาะะาาษธมนาวฐมรัสงงภสสดๆรอตณีทกศารงขรดรขิป่งง่ิิกนัวบัมลิากัระ้ึนสูมทแุอนรใออชปษรึกวชแงี่มานบูปาปุะดยทสลาตนกตรกตละมี่ิ่งิาุษาัวริอรีงณยม ทรทโ๒ธรแพรใทแเร๓ท๑นนปูดปููปปูลลร.ัีเศ่ศศัับ..นนรบยสะะรรรทสนนนรใมนใเสงาาาร่ิงนะรรรศศธชงงงาชแรเิง่งบ่อืาาิลลิสนทยแาวรแงตงุปปนตางูปศัดวลเทุ สยาติดนละทโ่ีอนนาลดอธรยงอมยางสู ๆตทมี ุี่ ๑พเโทรแสใทส๓ทสอ๒ทรใแสเสนนมูดปปูลลปุ.ิง่่งิร่ิงศััศัศศัน้ื..บนย่อืแตแธธะะาทรจนนนนกรผรงเงงววารรชาาํสะรรนศธศศิวรผงงาาแดดรรมณงบีาลิลิลิยนนนลมมรนลลรๆตงาวุแปปปทงเปูปูชชออากยรขุสัลา่ีในราามม่ือทอนะดชตตางรงุงิิ ง ป. ๔ ป. ๕ งจนโมขขอ๒เสคอใทก๓ขหค๑กนาดาภาาอวาวน.ติีคัศ้าํล.ย่ี.นกรรมรยหาากงิปิสตูนากัอวเมสรมมทะใแดปานรรกกแรธศูปชบณรคสรสศัสงานาลาับิบกัลิ ถหาแิดยสุขมนงงรัดะปงกาา ทสใรร๒แเขแทข๑กนููปปลลออ.ิ่งัศี่มี่ย.เแธะะรลงงนตีอปวสมงสวารักกอภศรงาดรนวีีวษับอิลียิปนมลรรรุษณบาปอรูปรชรอรยเาิทะณณาทมมทยขตธณยีะระอิพิ บองเยงลุน น็ ทโวนขเแสท๒สตทททรควดอ๓๑่มี กดะริธลุปอววํา.่ิิงง่ศั่ปีศีัส่ตีํ้า.่ยี.แรหีกบยหายแตะงวนนกอรเรวมณหปใวแงาวาวรานาราอกศศชรงาัสแดสดรงากรนะณาบัักลิลินทเงสตยียภลดๆฏงรสทงปปจแงบี่ตาแกเมรอาุขใีงคางัลยพาลรตเนมณอนาหนทะงคะางกขวยีิคง ะอันบ
วิพากษ วจิ ารณคณุ คางานทศั นศิลป ถายทอดความรสู กึ ๖ ม. ๑ ม. ๒ ตวั ชีว้ ัดชวงช้นั ดยสขะกาแาีคยามลูตรทะรใอชงด ๑แทเรแ๒ทขคโเแคคทโ๓บอแเปรปะดดสลลลอวอลว.ัศศััศร่อื..นนยบยยาาระะะกงาดวนนนรงมมะยเใเยงคสคแรางทะ๓อนยีศศชไาคาแกดรววใบ่ิงบกภศัลิิลยนนกคลตหลยภาาแมหบภุานปปลมมควาแึงกมวาเติพางหลยธกใาวพสลดตกพิามกกัานัา็นะลมานลตมลกรงอดนื ุูามลุร คเเทกตทเเแ๒รทคเศเทใใ๓ข๑ทรกลกหชนปูนลิาววอา.ี่หััศศศั ่ือ.ือ่ยียี่.คมรงวอาางปแงววนนนบงววลกนสมมอืัสารภๆบคารนกกธศศารมนปูนหแ่อืิคดดปิาดิกบับบัาริลลิ าตวภแุอแมตขหรยแปปคกบลาปุาาุใาอลลวทขพยยตยนะบกงะาาอแี่ าดงดยมรกงงลาวใณาานะนยนร ม. ๓ ม. ๔ – ม. ๖ หแมนงงรดปงาบส๓เลจดศสงยง ัดบกัรุลาาิลวมรนแกใปน๒ติคลนา ิระ ๑สหบอทคตทส๒อแโงเเส๓ศวบทลราดลธิออ.นลิุณรรรร่งิลศัศัศั.ื่อ.อืนบยะแกีรกกรวาาปเรนนนกังภกอทใงงหยยรวาแแิเะทกนศศคธมชางงงราารดัศบบบลพาศัาาใารยยลิิลใาขคยลนรนนตบบหกัุนาเนวปปาแอวทอะศกุยใธิมกธาแลงขคหมนิลามีกาาละีอรนรปตกราแะแงริคาูุลทลใระะ่ีช กกงอใ๔ใให๒๓ศเ๑นนนนาัพุปรา.ล...น้อืรวะกกรวมกทกับหแทเิบปูาาิเรคทีกทรคสรราศัวแณารรกัารขใสดนนบรายงชาษอือ่งแอะทศกาะบวะองคหลยอหลิาัศตัสงแอจวระกกปนากาลดกุดาทเแนางทาศมะุทปรี่สบอรทๆคเลิหใาทรเุปงูบัศลนชปงมะขคกนทือทิคสานึ้นรกศัศยขัศงณิคใในิลคนอชนปงศแธแวกศลิลาลโสั าลิตปะดะรดปุ แยสุ นใลรชใะา นง
ตัวชวี้ ดั ชน้ั ป ป. ๑ ป. ๒ ป. ๓ ป. ๔ ป. ๕ ป. ๔. สรา งงาน ๔. มีทกั ษะ ๔. วาดภาพ ๔. สราง ทัศนศิลป โดย พ้ืนฐานในการ ระบายสีสง่ิ ของ ๓. จําแนก ๔. สรางสรรค งานปน โ การทดลองใชส ี ใชวัสดุ อุปกรณ รอบตวั ทัศนธาตุ งานปน จาก หลักการ ดว ยเทคนคิ สรา งงาน ๕. มที กั ษะ ของสง่ิ ตา ง ๆ ดินนา้ํ มันหรือ เพ่ิมและล งาย ๆ ทัศนศลิ ป ๓ มติ ิ พื้นฐาน ในการ ในธรรมชาติ ดินเหนียว ๕. สราง ๕. วาดภาพ ๕. สรางภาพปะ ใชวัสดุ อปุ กรณ ส่งิ แวดลอม โดยเนน การ งานทศั น ระบายสภี าพ ตดิ โดยการตดั สรางสรรค และงานทัศนศิลป ถา ยทอด โดยใชห ธรรมชาติตาม หรือฉกี กระดาษ งานปน โดยเนน เร่ือง จินตนาการ ของรปู แ ความรูส กึ ของ ๖. วาดภาพเพอ่ื ๖. วาดภาพถาย เสน สี รูปรา ง ๕. สรางสรรค พ้นื ท่วี าง ตนเอง ถา ยทอด ทอดความคิด รปู ทรง พื้นผิว งานพมิ พภาพ ๖. สรา งส เร่อื งราว ความรสู กึ จาก และพ้นื ท่วี าง โดยเนนการจัด งานทศั น เก่ยี วกับ เหตุการณช วี ิต ๔. มที ักษะ วางตําแหนง โดยใช ครอบครวั จริง โดยใชเสน พืน้ ฐานในการ ของสง่ิ ตา ง ๆ สีคตู รงข ของตนเอง รปู รา ง รปู ทรง ใชวัสดุ อปุ กรณ ในภาพ หลักการ และเพ่อื นบา น สี และพืน้ ผิว สรางสรรค ๖. ระบปุ ญ หา ขนาดสดั ๗. เลอื กงาน ๗. บรรยาย งานพมิ พภาพ ในการจัด และควา ทัศนศิลป และ เหตุผลและ ๕. มที กั ษะ องคป ระกอบ ๗. สราง บรรยายถงึ สง่ิ ท่ี วิธกี ารในการ พื้นฐานในการ ศิลป และการ ทศั นศิลป มองเหน็ สรา งงาน ใชวสั ดุ อปุ กรณ ส่ือความหมาย แผนภาพ รวมถงึ เน้ือหา ทศั นศิลป โดย สรางสรรค ในงาน แผนผงั เรื่องราว เนน ถึงเทคนิค งานวาดภาพ ทศั นศลิ ปของ ภาพประ และวสั ดุอุปกรณ ระบายสี ตนเอง และบอก เพื่อถา ยท วธิ ีการปรับปรุง ความคิด งานใหด ขี น้ึ
๖ ม. ๑ ม. ๒ ม. ๓ ตวั ชีว้ ัดชว งชนั้ งสรรค ๔. รวบรวมงาน ๔. สรางเกณฑ ๔. มีทกั ษะใน ม. ๔ – ม. ๖ โดยใช ปน หรอื สื่อผสม ในการประเมนิ การสรา งงาน ร มาสรา งเปน และวิจารณงาน ทศั นศิลปอยา ง ๕. สรางสรรคง านทัศนศิลป ลด เร่อื งราว ๓ มติ ิ ทศั นศลิ ป นอ ย ๓ ประเภท ดวยเทคโนโลยตี าง ๆ งสรรค โดยเนน ความ ๕. นําผลการ ๕. มที ักษะใน โดยเนน หลักการออกแบบและ นศลิ ป เปน เอกภาพ วิจารณไ ป การผสมผสาน การจัดองคประกอบศิลป หลกั การ ความกลมกลืน ปรบั ปรุงแกไข วัสดุตาง ๆ ใน ๖. ออกแบบงานทศั นศลิ ปได และ และการสือ่ ถึง และพัฒนางาน การสรางงาน เหมาะกบั โอกาสและสถานที่ ง เรื่องราว ๖. วาดภาพ ทัศนศิลปโดย ๗. วเิ คราะหและอธบิ าย สรรค ของงาน แสดง ใชหลกั การ จุดมงุ หมายของศลิ ปน นศลิ ป ๕. ออกแบบ บคุ ลกิ ลักษณะ ออกแบบ ในการเลือกใชวสั ดุ อุปกรณ รปู ภาพ ของตวั ละคร ๖. สรางงาน เทคนิคและเนือ้ หา เพือ่ สรา งสรรค ขา ม สัญลกั ษณ หรือ ๗. บรรยาย ทศั นศลิ ป งานทศั นศลิ ป รจดั กราฟก อนื่ ๆ วธิ ีการใชง าน ทั้ง ๒ มิติ และ ๘. ประเมินและวจิ ารณงาน ดสว น ในการนําเสนอ ทศั นศิลปใน ๓ มิติเพอื่ ทัศนศลิ ป โดยใชท ฤษฎี ามสมดลุ ความคดิ และ การโฆษณา ถา ยทอด การวจิ ารณศ ลิ ปะ งงาน ขอมูล เพือ่ โนม นาวใจ ประสบการณ ๙. จัดกลุม งานทัศนศิลป ปเ ปน ๖. ประเมินงาน และนําเสนอ และจนิ ตนาการ เพ่อื สะทอ นพฒั นาการและ พ ทศั นศิลป และ ตัวอยา ง ๗. สรา งสรรค ความกาวหนา ของตนเอง และ บรรยายถงึ ประกอบ งานทศั นศลิ ป ๑๐. สรา งสรรคงานทัศนศลิ ป ะกอบ วธิ ีการปรบั ปรงุ สอื่ ความหมาย ไทย สากล โดยศกึ ษาจากแนวคดิ ทอด งานของตนเอง เปน เรอื่ งราว และวธิ ีการสรา งงานของศลิ ปน ด หรอื และผูอ่นื โดยใช ทต่ี นชื่นชอบ
ตัวช้ีวัดชัน้ ป ป. ๑ ป. ๒ ป. ๓ ป. ๔ ป. ๕ ป. ๘. สรางสรรค ๘. ระบสุ งิ่ ท่ีชน่ื ๖. บรรยาย ๗. บรรยาย เรื่องราว งานทศั นศลิ ป ชมและส่ิงทีค่ วร ลกั ษณะของ ประโยชนแ ละ เกี่ยวกบั เปน รูปแบบงาน ปรับปรุงในงาน ภาพโดยเนน คุณคาของงาน เหตุการณ โครงสรา ง ทศั นศิลปข อง เร่ืองการจดั ทัศนศลิ ปทมี่ ผี ล เคล่ือนไหว ตนเอง ระยะ ความลกึ ตอชวี ิตของคน ๙. ระบุ และ นาํ้ หนกั และ ในสงั คม จัดกลุมของภาพ แสงเงาในภาพ ตามทัศนธาตุ ๗. วาดภาพ ที่เนน ในงาน ระบายสี โดยใช ทศั นศลิ ปน น้ั ๆ สวี รรณะอนุ และ ๑๐. บรรยาย สีวรรณะเย็น ลกั ษณะรูปรา ง ถา ยทอด รูปทรง ในงาน ความรสู ึกและ การออกแบบ จินตนาการ สิ่งตา ง ๆ ทมี่ ี ในบา นและ โรงเรยี น
ตวั ช้ีวดั ชวงช้นั ๖ ม. ๑ ม. ๒ ม. ๓ ม. ๔ – ม. ๖ ว เกณฑ ท่ีกําหนดให โดยประยุกตใช ๑๑. วาดภาพระบายสเี ปนภาพ ณต าง ๆ ทศั นธาตุ และ ลอเลยี น หรอื ภาพการต ูน หลักการ เพ่ือแสดงความคิดเหน็ เกยี่ วกบั ออกแบบ สภาพสังคมในปจ จุบัน ๘. วเิ คราะห และอภปิ ราย รปู แบบ เน้ือหา และคณุ คาใน งานทศั นศิลป ของตนเอง และ ผอู นื่ หรือของ ศลิ ปน ๙. สรางสรรค งานทศั นศิลป เพือ่ บรรยาย เหตกุ ารณตา ง ๆ โดยใชเ ทคนคิ ท่ีหลากหลาย
ตวั ช้วี ัดชนั้ ป ป. ๑ ป. ๒ ป. ๓ ป. ๔ ป. ๕ ป. ๘. เปรยี บเทยี บ ความคดิ ความรูส ึก ทถี่ า ยทอดผา น งานทศั นศิลป ของตนเองและ บุคคลอืน่ ๙. เลอื กใช วรรณะสีเพ่อื ถายทอดอารมณ ความรสู กึ ในการสรางงาน ทัศนศิลป
ตวั ช้วี ดั ชว งชน้ั ๖ ม. ๑ ม. ๒ ม. ๓ ม. ๔ – ม. ๖ ๑๐. ระบอุ าชพี ท่ี เกีย่ วของกบั งาน ทศั นศลิ ป และ ทักษะท่ีจําเปน ในการประกอบ อาชีพนั้น ๆ ๑๑. เลอื กงาน ทศั นศลิ ป โดยใชเ กณฑที่ กาํ หนดขึน้ อยางเหมาะสม และนาํ ไปจัด นทิ รรศการ
สาระท่ี ๑ ทัศนศลิ ป มาตรฐาน ศ ๑.๒ เขาใจความสัมพันธระหวา งทัศนศลิ ป ประวตั ิศาสตร และวัฒนธรรม เหน็ คุณ ตัวชี้วัดชั้นป ป. ๑ ป. ๒ ป. ๓ ป. ๔ ป. ๕ ป. ๑. ระบุงาน ๑. บอก ๑. เลา ถึงที่มา ๑. ระบุ และ ๑. ระบุ และ ๑. บรรย ทัศนศิลปใ น ความสําคัญของ ของงาน อภิปราย บรรยายเกย่ี วกบั บทบาทข ชวี ติ ประจาํ วนั งานทศั นศิลป ทศั นศิลป เกย่ี วกับงาน ลกั ษณะรปู แบบ ทัศนศลิ ป ที่พบเหน็ ใน ในทอ งถิ่น ทัศนศลิ ปใ น ของงาน ที่สะทอน ชีวิตประจาํ วัน ๒. อธิบาย เหตุการณ และ ทศั นศลิ ปใ น และสังค ๒. อภปิ ราย เก่ียวกับวัสดุ งานเฉลมิ ฉลอง แหลง เรียนรู ๒. อภิปร เก่ยี วกับงาน อุปกรณและ ของวัฒนธรรม หรือนทิ รรศการ เกย่ี วกับอ ทัศนศลิ ป วธิ กี ารสรางงาน ในทอ งถิน่ ศลิ ปะ ของความ ประเภทตา ง ๆ ทศั นศลิ ป ๒. บรรยาย ๒. อภปิ ราย ความศร ในทองถิ่น ในทอ งถิ่น เกย่ี วกับงาน เกย่ี วกบั งาน ในศาสน โดยเนน ถงึ ทัศนศิลปท ่มี า ทศั นศลิ ปที่ ตองาน วิธีการสรา งงาน จากวัฒนธรรม สะทอน ทศั นศิลป และวสั ดุ ตาง ๆ วฒั นธรรมและ ทอ งถน่ิ อปุ กรณ ที่ใช ภมู ปิ ญ ญาใน ๓. ระบุ แ ทองถิ่น บรรยายอ ทางวัฒน ในทอ งถ ผลตอกา งานทศั น ของบคุ ค
ณคางานทศั นศิลปท ีเ่ ปนมรดกทางวฒั นธรรม ภูมปิ ญ ญาทอ งถ่ิน ภูมปิ ญ ญาไทยและสากล ตัวชว้ี ัดชวงช้ัน ๖ ม. ๑ ม. ๒ ม. ๓ ม. ๔ – ม. ๖ ยาย ของงาน ๑. ระบุ และ ๑. ระบแุ ละ ๑. ศกึ ษาและ ๑. วเิ คราะห และเปรยี บเทยี บงาน ป บรรยายเกี่ยวกับ บรรยายเกย่ี วกับ อภปิ ราย ทัศนศลิ ปใ นรูปแบบตะวันออก นชวี ติ ลกั ษณะรูปแบบ วัฒนธรรม เก่ียวกบั งาน และรปู แบบตะวันตก คม งานทศั นศลิ ป ตาง ๆ ที่ ทัศนศลิ ป ๒. ระบุงานทศั นศิลปของศลิ ปน ราย ของชาติและ สะทอ นถงึ งาน ท่ีสะทอนคณุ คา ท่มี ชี ื่อเสียง และบรรยายผล อิทธพิ ล ของทองถน่ิ ทศั นศลิ ปใน ของวฒั นธรรม ตอบรับของสังคม มเช่ือ ตนเอง จากอดีต ปจจบุ นั ๒. เปรยี บเทยี บ ๓. อภิปรายเกย่ี วกับอทิ ธิพลของ รัทธา จนถงึ ปจจบุ นั ๒. บรรยายถึง ความแตกตาง วฒั นธรรมระหวางประเทศทีม่ ผี ล นาท่มี ผี ล ๒. ระบุ และ การเปล่ยี นแปลง ของงาน ตองานทัศนศิลปใ นสงั คม ปใ น เปรยี บเทียบ ของงาน ทัศนศลิ ป และ งานทัศนศลิ ป ทศั นศลิ ปของ ในแตละยุคสมัย อทิ ธิพล ของภาคตา ง ๆ ไทยในแตละยุค ของวฒั นธรรม นธรรม ในประเทศไทย สมัยโดยเนน ถึง ไทยและสากล ถ่ินทีม่ ี ๓. เปรยี บเทยี บ แนวคดิ และ ารสรา ง ความแตกตา ง เน้อื หาของงาน นศลิ ป ของจุดประสงค ๓. เปรียบเทียบ คล ในการ แนวคิดในการ สรางสรรค ออกแบบงาน งานทศั นศิลป ทศั นศลิ ปทมี่ า ของวฒั นธรรม จาก วฒั นธรรม ไทยและสากล ไทย และสากล
สาระท่ี ๒ ดนตรี มาตรฐาน ศ ๒.๑ เขา ใจและแสดงออกทางดนตรีอยา งสรา งสรรค วเิ คราะห วพิ ากษวิจารณค ณุ คาดน และประยุกตใชใ นชวี ิตประจําวัน ตัวชีว้ ัดชนั้ ป ป. ๑ ป. ๒ ป. ๓ ป. ๔ ป. ๕ ป. ๑สกอ.ามรกวูาาํ ราเนสถดิิ่งตเสา ยีงงๆ ขแ๑หอ. จงลําเงสแกยีนาํ งกเนดิ ล๑เคัก.รรษ่อื ะณงบดะรุ นขูปตอรรงาีง เ๒๑พ..ลบจงอําอแกยนปางกรงะา โยยค ดอ๑งน. ครตะป รบรีใุะนกเพอลบงที่ ๑ทอง.่ีฟคบง ปรโรรดยะย เใท๓ดปขส๔แ๕ขรท๒กนอลออนนรีใ่่แี...ย่ี.ทงชะงะงตมบตวบุกเกเจคอจใขพกีสรสสออังนงจิาํวอีอตลวกียนกบหวกาชงยานงงคลนัทมารวขงวีาดงนวรักกรชะงกอิตาังาวลมษายงนั-มมอ-เเณพบๆนเระลา็วง ท๓เ๔๒สคงเคเข๕หรกคดเนสหพาาับวุณวอังอไ่ีร...ย.ยีงือ้ลม-ราางดือดเวบจเสกงๆคหงมมาอบดยยัเคาํอาะทคมาสงหสานินแาทยละสกเลขี่ไบ,พูงํานมใตี่อจดม่อืยอ-คตัหลารกงังายนงตญัยงขิีหกวนิเ่ําแไอพขบั-วลสห,งอละะ้ันวงง เชไทแจ๒บ๕หทง๓หอทส๔พาดงัทาีวอเร่ีไ่ีานร....ยหลหรทยติรดือนดบขเใามคง็นนิๆปเวายสชทคับเอลทลณสงะินแรรลญัข่ีกรงใ่ีฟ่ือเะยีลปูขนดคอออบลจนงงะอภนางงงทแกัาํ ไะกแงเาวตลพษบหพลับันระณลาวะี ทง ขขแรกทจโแทเ๓๔๕ใปโตคชูปนดงัลลาึอน้น่ีฟี่เร...รหหรใยะะงแะตอรรเง่ือ–เนอใมทควสเบะคอดางภชงเะาลนวบาําลงนบดพทะชนใกางเ่ือุทนตพลนสมขวจลอเนงศิรขตงลงเอังมเงารพไีทททเยีรหงงยกสว็ทนีทล่ฟี่ีาวับขียๆงยงี่ะงงอง อใททรทแเห๕กปสเโ๔๓๒ลหคสชะนลาักับาา่ํํราอีรร...ร.ยีรดใกจนะษะตืืออใอยวรจอ่ืงนมงัับลสชเใูอยัอเเดาณาํขงภพพหณกนทนแเเางงนดับคสทะลลกาวเนว่เีนตพรรขหเรียตะงงลงขกอือ่รตสงอลไสาแมดยีีไงงงรทงือ่งล๕าานนทแดีไกะยๆะตลนทยสลระตยมี รี ทปแวงโ๔แต๒ดด๓หสโทดกปานนฒัลลนนาานังมําร่ีนร...ยงรนคะะะตตะอใตตานตา รจๆเบชเตีจๆกอไสทารรรคภธอาํานทเอทงไีีีบา่เีรแรคทแงกคกทบยบ่อืรรนเรเล
นตรี ถา ยทอดความรูสกึ ความคิดตอดนตรีอยา งอสิ ระ ชนื่ ชม ตัวชีว้ ดั ชว งชัน้ ๖ ม. ๑ ม. ๒ ม. ๓ ม. ๔ – ม. ๖ ยะยากอยอเาพบศลยั ง โส๑น.าอกตลาไนทเยขแยี ลนะรโอนงต ปก๑า.รรเะปใกชรอียอบบงดคเทน ยี ตบรี ๑อในง. เคงปาปรนรียดะบนกเทตอบรียบแีทลใ่ี ะช ๑๒เพ..ลเจปงาํแรแียลนบะกวเทปงยีดรบนะรเตภูปรทแีแแบตลบล ะะขรปอปู รงแะบบเทภบท ละศพั ท ขววอเตวคเวทก๓บบใ๔ห๒๕พสชงงััฒฒาอาิดาทมี่รล....ลียดดรรงเงรเจรแาเานนคเงหงมกรปนนพเเจยอัดสครลรทธธอณนั ็นรรตตาลงปอรด่ืองรรง่ีมกปูยีเรรทงปขอ่ืงพงรงรรเบทพคีไีทีแแดคงอะี่มมมรลทวเบดลลห่ีเม่ีนงวะททตีตงภายบะนงาบกาลแตมาียอ่ีทมดแเจองทตาลสบรเขลาวรกบระๆี ียกอะย็วี งง ๒ตวสทดแส๔ตโออเแ๓ส๕แเดคลนัฒลปาิทนอาาํรามี่ ..่ยี..ระรงคกะาบตวลรรธบตานออื่ เกมงลลญัคจอะไงพิทรแางรธสันณนาทวเบทงนีหทรลลเสรกรพาเดม่ีขยปุยะพรตมม่ี ยีรมเนลาแขอีมรจองาคีลรยตลงวงยียจกงงสู รทเมนะยั าพาีึกโ่ีฟนวรรลทนงองง่มี ตงี งานศลิ ปะอน่ื ๓คแแเดแ๕ว๖แขส๔หฒัสสลตุอณนา....มกสะกงดดออรตนภาลวรตอรงงธารธะาใงวนอาางีขบิพสนรดงมงเออราพกมเอเกนวกขกยงมาตัลันงตเณยีตรสหแงรรนโนปฑาลรตีดหจทรเาะโุผอสยังรงะนง้ัคลงเหําสือพไนุณแตหทวเรทันนลลดะรภ่ีครยนธนะเตับคานทแแผดพตางปตลคงลอูรานขระานนะๆีไ่นื ตองะสทกคิดไเงรามายกดนกีเกรดแินาอาตลเลรย่ีลรยรวะนาี ง นก แกเรดค๒ทวสานณุ .ครมดตรภนเวลงอรางิคอนงเีพดกโอเพสกย่ีดากวลรายียแรรงงเแนลอ ลเะนงละน ๗. เปรยี บเทียบอารมณ และ กคทบอรรยมงา่ือดทงนตรี สใ๓สง๔ดดอนางนนรน้ั..ยคกอาแตตงปๆาๆธตรรสริบรีีขงเจใรละเอานังรพกยอื งหคกเอลกตหางวบงในราตะชนเุผอ ลง ความรสู กึ ทไ่ี ดร ับจากงานดนตรี กยเขลแยี ลนะ ทีม่ าจากวัฒนธรรมตางกัน ๘. นําดนตรไี ปประยกุ ตใ ช บรเรพรื่อลเงลงง ในงานอืน่ ๆ
ตัวชี้วดั ชัน้ ป ป. ๑ ป. ๒ ป. ๓ ป. ๔ ป. ๕ ป. ๖. แสดงความ ๖. ใชแ ละเกบ็ ๖. ดน สดงาย ๆ ดน สดทม่ี คิดเห็น เครอ่ื งดนตรี โดยใชป ระโยค จงั หวะแ เก่ียวกบั อยา งถูกตอง เพลง ทาํ นองง เสียงดนตรี และปลอดภัย แบบถามตอบ ๕. บรรย เสียงขับรองของ ๗. ระบวุ าดนตรี ๗. ใชดนตรี ความรสู ตนเองและผูอ ื่น สามารถใชใ น รวมกบั กิจกรรม ตอ ดนตร ๗. นําดนตรี การสอื่ เร่ืองราว ในการแสดงออก ๖. แสดง ไปใชใ น ตามจนิ ตนาการ คิดเหน็ เก ชีวิตประจําวนั ทํานอง จ หรือโอกาส การประส ตาง ๆ ไดอยาง เสยี ง แล เหมาะสม คุณภาพเ ของเพลง ทฟี่ ง
๖ ม. ๑ ม. ๒ ม. ๓ ตวั ชวี้ ัดชวงชน้ั มี ของจงั หวะ และ ๖. ประเมิน ๕. เปรียบเทียบ ม. ๔ – ม. ๖ และ ความแตกตา ง งาย ๆ ความดงั -เบา พัฒนาการ ระหวางงาน ยาย แตกตา งกนั ทักษะทาง ดนตรขี อง สึกทีม่ ี ๖. เปรยี บเทยี บ ดนตรขี อง ตนเองและผอู ่ืน รี อารมณ ความรสู กึ ตนเอง หลังจาก ๖. อธิบาย งความ ในการฟง ดนตรี การฝกปฏบิ ตั ิ เก่ยี วกบั อิทธิพล ก่ยี วกับ แตละประเภท ๗. ระบุงาน ของดนตรีทมี่ ี จังหวะ ๗. นําเสนอ อาชพี ตา ง ๆ ตอบุคคลและ สาน ตัวอยา งเพลงท่ี ที่เก่ยี วขอ งกับ สงั คม ละ ตนเองชื่นชอบ ดนตรแี ละ ๗. นําเสนอ เสียง และอภิปราย บทบาทของ หรือจดั การ ง ลกั ษณะเดน ท่ที าํ ดนตรีในธุรกจิ แสดงดนตรีท่ี ใหง านนน้ั บันเทงิ เหมาะสม โดย นาช่ืนชม การบรู ณาการ ๘. ใชเ กณฑ กับสาระการ สําหรับประเมนิ เรียนรูอื่นใน คณุ ภาพงานดนตรี กลมุ ศลิ ปะ หรอื เพลงทฟ่ี ง ๙. ใชและ บาํ รุงรักษาเคร่อื ง ดนตรอี ยาง ระมดั ระวงั และ รับผดิ ชอบ
สาระที่ ๒ ดนตรี มาตรฐาน ศ ๒.๒ เขาใจความสมั พนั ธระหวา งดนตรี ประวัตศิ าสตร และวฒั นธรรม เหน็ คุณคาขอ ตัวช้วี ดั ชั้นป ป. ๑ ป. ๒ ป. ๓ ป. ๔ ป. ๕ ป. ๑. เลา ถึงเพลงใน ๑. บอก ๑. ระบลุ กั ษณะ ๑. บอกแหลง ๑. อธิบาย ๑. อธบิ า ทอ งถ่ิน ความสมั พนั ธ เดนและ ทีม่ าและความ ความสมั พนั ธ เร่ืองราว ๒. ระบสุ ิง่ ที่ ของเสยี งรอง เอกลกั ษณ สมั พันธของวิถี ระหวางดนตรกี บั ดนตรีไท ชน่ื ชอบใน เสียงเครื่องดนตรี ของดนตรี ชีวติ ไทย ประเพณีใน ประวตั ิศ ดนตรที องถิ่น ในเพลงทอ งถ่ิน ในทองถ่นิ ท่ีสะทอน วัฒนธรรมตาง ๆ ๒. จําแน โดยใชคํางาย ๆ ๒. ระบุ ในดนตรแี ละ ๒. อธิบาย ทมี่ าจาก ๒. แสดงและ ความสาํ คญั และ เพลงทองถิ่น คุณคา ของ ทต่ี างกนั เขารวมกิจกรรม ประโยชนของ ๒. ระบุ ดนตรีท่มี าจาก ๓. อภปิ ร ทางดนตรี ดนตรตี อ การ ความสําคญั วัฒนธรรมท่ี อิทธพิ ลข ในทองถิ่น ดําเนนิ ชีวิตของ ในการอนุรักษ ตา งกัน วัฒนธรร คนในทอ งถนิ่ สงเสริม ดนตรีใน วฒั นธรรมทาง ดนตรี
องดนตรที ี่เปน มรดกทางวฒั นธรรม ภูมิปญญาทองถ่ิน ภมู ิปญญาไทยและสากล ตัวชวี้ ดั ชว งชัน้ ๖ ม. ๑ ม. ๒ ม. ๓ ม. ๔ – ม. ๖ าย ๑. อธิบาย ๑. บรรยาย ๑. บรรยาย ๑. วเิ คราะหร ปู แบบของดนตรี วของ บทบาท บทบาท และ วิวฒั นาการของ ไทยและดนตรีสากลในยุคสมยั ทยใน ความสมั พันธ อิทธิพลของ ตาง ๆ ศาสตร และอิทธิพลของ ดนตรีใน ดนตรีแตละยคุ สมยั ๒. วเิ คราะหส ถานะทางสังคมของ นกดนตรี ดนตรีทมี่ ตี อ วัฒนธรรมของ ๒. อภปิ ราย นักดนตรใี นวฒั นธรรมตาง ๆ กยุคสมยั สังคมไทย ประเทศตาง ๆ ลกั ษณะเดน ทท่ี ํา ๓.เปรยี บเทยี บลกั ษณะเดน ของ น ๒. ระบุความ ๒. บรรยาย ใหงานดนตรีนัน้ ดนตรีในวัฒนธรรมตางๆ ราย หลากหลายของ อทิ ธิพลของ ไดรับการยอมรบั ๔. อธิบายบทบาทของดนตรี ของ องคประกอบ วัฒนธรรม และ ในการสะทอนแนวความคดิ รมตอ ดนตรีใน เหตกุ ารณ และคา นิยมที่เปลีย่ นไปของคน นทอ งถนิ่ วัฒนธรรมตา งกนั ในประวตั ิศาสตร ในสังคม ท่มี ีตอรปู แบบ ๕. นาํ เสนอแนวทางในการ ของดนตรใี น สง เสรมิ และอนรุ กั ษด นตรี ประเทศไทย ในฐานะมรดกของชาติ
สาระที่ ๓ นาฏศลิ ป มาตรฐาน ศ ๓.๑ เขาใจ และแสดงออกทางนาฏศลิ ปอ ยา งสรางสรรค วิเคราะห วพิ ากษวิจารณคุณค และประยกุ ตใชใ นชีวติ ประจําวนั ตัวชวี้ ัดชัน้ ป ป. ๑ ป. ๒ ป. ๓ ป. ๔ ป. ๕ ป. ๑. เลยี นแบบ ๑. เคล่อื นไหว ๑. สรา งสรรค ๑.ระบุทักษะ ๑. บรรยาย ๑. สรา งส การเคลื่อนไหว ขณะอยกู ับท่ี พืน้ ฐานทาง องคประกอบ เคลอ่ื นไห ๒. แสดง และเคลื่อนที่ การเคลอ่ื นไหว นาฏศิลปแ ละ นาฏศลิ ป การแสดง ทา ทางงาย ๆ ๒. แสดงการ ในรปู แบบตาง ๆ การละครท่ี ๒. แสดงทา ทาง การถา ยท เพื่อสอ่ื เคลอื่ นไหว ใชสอ่ื ความหมาย ประกอบเพลง หรอื อาร ความหมาย ทส่ี ะทอนอารมณ ในสถานการณ และอารมณ หรอื เรือ่ งราว ๒. ออกแ แทนคาํ พดู ของตนเองอยาง สั้น ๆ ๒. ใชภ าษาทา ตามความคดิ เครอื่ งแต ๓. บอกสง่ิ ที่ อสิ ระ ๒. แสดงทา ทาง และนาฏยศพั ท ของตน หรอื อุปก ตนเองชอบ จาก ๓. แสดงทาทาง ประกอบเพลง หรือศัพททาง ๓. แสดง ประกอบ การดูหรอื รวม เพ่ือสอ่ื ตามรูปแบบ การละครงาย ๆ นาฏศลิ ป การแสด การแสดง ความหมาย นาฏศิลป ในการถายทอด โดยเนนการใช อยา งงา ย แทนคาํ พดู ๓. เปรียบเทยี บ เร่ืองราว ภาษาทาและ ๓. แสดง ๔. แสดงทา ทาง บทบาทหนา ท่ี ๓. แสดง การ นาฏยศพั ท นาฏศลิ ป ประกอบจงั หวะ ของผูแ สดงและ เคล่ือนไหว ในการส่ือ การละคร อยางสรา งสรรค ผูชม ในจังหวะตาง ๆ ความหมายและ งา ย ๆ ๕. ระบุมารยาท ๔. มสี ว นรวม ตามความคิด การแสดงออก ๔. บรรย ในการชม ในกิจกรรมการ ของตน ๔. มีสว นรว ม ความรูส การแสดง แสดงทเ่ี หมาะสม ๔. แสดง ในกลมุ กับ ตนเองท กบั วยั นาฏศลิ ปเ ปนคู การเขียนเคา นาฏศิลป และหมู โครงเร่ืองหรือ การละคร สรา งสรร
คา นาฏศิลป ถายทอดความรูสึก ความคดิ อยา งอิสระ ช่ืนชม ตวั ช้ีวัดชว งช้นั ๖ ม. ๑ ม. ๒ ม. ๓ ม. ๔ – ม. ๖ สรรคก าร ๑. อธิบาย ๑. อธบิ ายการ ๑. ระบุ ๑. มที ักษะในการแสดง หวและ อทิ ธิพลของ บรู ณาการ โครงสรางของ หลากหลายรูปแบบ งโดยเนน นกั แสดงช่อื ดงั ท่ี ศิลปะแขนงอน่ื ๆ บทละครโดยใช ๒. สรางสรรคละครสนั้ ทอดลีลา มผี ลตอ กับการแสดง ศพั ทท างการ ในรปู แบบทชี่ ่ืนชอบ รมณ การโนม นาว ๒. สรา งสรรค ละคร ๓. ใชค วามคดิ ริเรม่ิ ในการแสดง แบบ อารมณหรอื การแสดง ๒. ใช นาฏศิลปเปนคู และหมู ตง กาย ความคิดของ โดยใช นาฏยศัพท หรือ ๔. วิจารณก ารแสดงตามหลกั กรณ ผูชม องคประกอบ ศพั ทท างการ นาฏศิลปและการละคร บ ๒.ใชนาฏยศัพท นาฏศิลปแ ละ ละครท่ี ๕. วิเคราะหแ กนของการแสดง ดง หรอื ศัพท การละคร เหมาะสม นาฏศิลปแ ละการละครทตี่ องการ ย ๆ ทางการละคร ๓. วเิ คราะหก าร บรรยาย สือ่ ความหมายในการแสดง ง ในการแสดง แสดงของตนเอง เปรียบเทยี บการ ๖. บรรยาย และวเิ คราะห อทิ ธพิ ล ปแ ละ ๓. แสดง และผูอ ื่น โดยใช แสดงอากปั กิริยา ของเครอื่ งแตงกาย แสง สี เสียง ร นาฏศิลปแ ละ นาฏยศัพทห รือ ของผูค นในชวี ติ ฉากอุปกรณ และสถานท่ี การละคร ศพั ทท าง ประจาํ วนั และ ที่มผี ลตอการแสดง ยาย ในรปู แบบงา ย ๆ การละครที่ ในการแสดง ๗. พฒั นาและใชเกณฑ สึกของ ๔. ใชทักษะการ เหมาะสม ๓. มที กั ษะใน การประเมนิ ในการประเมนิ การ ที่มตี องาน ทํางานเปนกลุม ๔. เสนอ การใชความคิด แสดง ปและ ในกระบวนการ ขอคิดเหน็ ในการพฒั นา รอยาง ผลติ การแสดง ในการปรบั ปรุง รปู แบบ รค การแสดง การแสดง
ตัวชวี้ ัดชัน้ ป ป. ๑ ป. ๒ ป. ๓ ป. ๔ ป. ๕ ป. ๕. บอก ๕. เลา สง่ิ ที่ บทละครส้นั ๆ ๕. แสด ประโยชนของ ช่นื ชอบในการ ๕. เปรียบเทียบ คดิ เหน็ ใ การแสดง แสดง โดยเนน การแสดง การแสด นาฏศิลปใ น จุดสาํ คัญของ นาฏศลิ ป ๖. อธบิ า ชีวติ ประจาํ วนั เรื่องและลักษณะ ชุดตา ง ๆ ความสัม เดน ของตัวละคร ๖. บอก ระหวางน และการล ประโยชน ส่ิงท่ีประ ทีไ่ ดรบั จากการ ในชีวติ ป ชมการแสดง
๖ ม. ๑ ม. ๒ ม. ๓ ตัวชวี้ ัดชว งช้ัน ดงความ ๕. ใชเ กณฑ ๕. เชอ่ื มโยงการ ๔. มที กั ษะใน ในการชม งา ย ๆ ท่ี เรียนรู การแปลความ ม. ๔ – ม. ๖ ดง กาํ หนดให ใน ระหวา งนาฏศิลป และการสอ่ื สาร ๘. วเิ คราะหท า ทาง และ าย การพจิ ารณา และการละคร ผา นการแสดง การเคล่ือนไหวของผูคน มพันธ คุณภาพการ กับสาระการ ๕. วจิ ารณ ในชวี ิตประจาํ วนั และ นาฏศิลป แสดงท่ีชม เรยี นรูอ ื่น ๆ เปรียบเทยี บงาน นาํ มาประยกุ ตใ ชในการแสดง ละครกบั โดยเนน เรือ่ ง ะสบ การใชเ สยี ง นาฏศลิ ปท ่มี ี ประจาํ วนั การแสดงทา ความแตกตาง กันโดยใช และการ ความรเู รอื่ ง เคลอื่ นไหว องคประกอบ นาฏศิลป ๖. รว มจดั งาน การแสดง ในบทบาท หนา ท่ตี า ง ๆ ๗. นาํ เสนอ แนวคดิ จาก เน้ือเร่ือง ของการแสดง ที่สามารถนําไป ปรับใชใน ชวี ติ ประจําวนั
Search
Read the Text Version
- 1
- 2
- 3
- 4
- 5
- 6
- 7
- 8
- 9
- 10
- 11
- 12
- 13
- 14
- 15
- 16
- 17
- 18
- 19
- 20
- 21
- 22
- 23
- 24
- 25
- 26
- 27
- 28
- 29
- 30
- 31
- 32
- 33
- 34
- 35
- 36
- 37
- 38
- 39
- 40
- 41
- 42
- 43
- 44
- 45
- 46
- 47
- 48
- 49
- 50
- 51
- 52
- 53
- 54
- 55
- 56
- 57
- 58
- 59
- 60
- 61
- 62
- 63
- 64
- 65
- 66
- 67
- 68
- 69
- 70
- 71
- 72
- 73
- 74
- 75
- 76
- 77
- 78
- 79
- 80
- 81
- 82
- 83
- 84
- 85
- 86
- 87
- 88
- 89
- 90
- 91
- 92
- 93
- 94
- 95
- 96
- 97
- 98
- 99
- 100
- 101
- 102
- 103
- 104
- 105
- 106
- 107
- 108
- 109
- 110
- 111
- 112
- 113
- 114
- 115
- 116
- 117
- 118
- 119
- 120
- 121
- 122
- 123
- 124
- 125
- 126
- 127
- 128
- 129
- 130
- 131
- 132
- 133
- 134
- 135
- 136
- 137
- 138
- 139
- 140
- 141
- 142
- 143
- 144
- 145
- 146
- 147
- 148
- 149
- 150
- 151
- 152
- 153
- 154
- 155
- 156
- 157
- 158
- 159
- 160
- 161
- 162
- 163
- 164
- 165
- 166
- 167
- 168
- 169
- 170
- 171
- 172
- 173
- 174
- 175
- 176
- 177
- 178
- 179
- 180
- 181
- 182
- 183
- 184
- 185
- 186
- 187
- 188
- 189
- 190
- 191
- 192
- 193
- 194
- 195
- 196
- 197
- 198
- 199
- 200
- 201
- 202
- 203
- 204
- 205
- 206
- 207
- 208
- 209
- 210
- 211
- 212
- 213
- 214
- 215
- 216
- 217
- 218
- 219
- 220
- 221
- 222
- 223
- 224
- 225
- 226
- 227
- 228
- 229
- 230
- 231
- 232
- 233
- 234
- 235
- 236
- 237
- 238
- 239
- 240
- 241
- 242
- 243
- 244
- 245
- 246
- 247
- 248
- 249
- 250
- 251
- 252
- 253
- 254
- 255
- 256
- 257
- 258
- 259
- 260
- 261
- 262
- 263
- 264
- 265
- 266
- 267
- 268
- 269
- 270
- 271
- 272
- 273
- 274
- 275
- 276
- 277
- 278
- 279
- 280
- 281
- 282
- 283
- 284
- 285
- 286
- 287
- 288
- 289
- 290
- 291
- 292
- 293
- 294
- 295
- 296
- 297
- 298
- 299
- 300
- 301
- 302
- 303
- 304
- 305
- 306
- 307
- 308
- 309
- 310
- 311
- 312
- 313
- 314
- 315
- 316
- 317
- 318
- 319
- 320
- 321
- 322
- 323
- 324
- 325
- 326
- 327
- 328
- 329
- 330
- 331
- 332
- 333
- 334
- 335
- 336
- 337
- 338
- 339
- 340
- 341
- 342
- 343
- 344
- 345
- 346
- 347
- 348
- 349
- 350