Important Announcement
PubHTML5 Scheduled Server Maintenance on (GMT) Sunday, June 26th, 2:00 am - 8:00 am.
PubHTML5 site will be inoperative during the times indicated!

Home Explore ความรู้สำหรับการปฏิบัติงานสรรพากร

ความรู้สำหรับการปฏิบัติงานสรรพากร

Published by audamnat.rd, 2020-06-24 04:13:04

Description: ความรู้สำหรับการปฏิบัติงานสรรพากร

Keywords: eRevenue

Search

Read the Text Version

ก หน้า สารบัญ ๑ ๖ ความร้ทู ว่ั ไปเกีย่ วกบั กรมสรรพากร ๙ National e – Payment ๑๒ หลกั ในการจดั เก็บภาษี ๔๒ ความรู้ท่วั ไปเก่ยี วกับภาษีอากร ๕๓ พระราชกาหนด ยกเว้นและสนบั สนนุ การปฏบิ ัตกิ ารเก่ยี วกับภาษีอากร (พ.ศ. ๒๕๕๘) ๕๖ พระราชบัญญตั ิ ภาษกี ารรบั มรดก พ.ศ.๒๕๕๘ ๕๗ การจัดเกบ็ ภาษีจากโรงเรยี นกวดวิชา ๖๐ การหกั ลดหย่อนต่างๆ ในการคานวณภาษี ๖๑ การแก้ไขเพ่มิ เติมบทบัญญัตใิ นประมวลรัษฎากรในหมวดว่าด้วยบทลงโทษ ๖๒ การยื่นแบบทางอินเทอร์เน็ต และชาระภาษีอากร ณ สานักงานสรรพากรพืน้ ที่สาขา ๖๓ วธิ ีปฏิบัตใิ นการขอใหน้ าเงนิ ภาษมี ลู คา่ เพิ่มเขา้ บญั ชีเงนิ ฝากธนาคาร ๗๕ แนวทางปฏิบตั เิ กีย่ วกบั การจัดเกบ็ ภาษเี งินได้บุคคลธรรมดาจากสามีและภริยา ๗๗ การขอคดั แบบแสดงรายการกรณยี นื่ แบบผา่ นอนิ เทอรเ์ นต็ ๗๗ การเรยี กดแู ละใชข้ ้อมลู ผเู้ สียภาษซี ง่ึ เปน็ บุคคลสาคญั ๗๘ การออกหนงั สือรับรองภาษาอังกฤษ ๗๙ อนสุ ญั ญาภาษีซ้อน ๘๐ การคนื ภาษมี ลู ค่าเพิ่มให้นักท่องเทย่ี ว ๘๒ หลกั เกณฑ์การจดั ระดบั เปน็ ผู้ประกอบการส่งออกทีด่ ีและผู้สง่ ออกขน้ึ ทะเบยี น ๘๔ สานักงานปฏบิ ตั กิ ารภูมิภาค (ROH) ๑๐๓ ความรู้เกีย่ วกับประมวลรัษฎากร ๑๐๕ การวิเคราะห์ภาษีกรณีเงนิ ไดเ้ พราะเหตุออกจากงาน ๑๕๒ สรปุ กฎหมาย คาสั่งและคาช้แี จงกรมสรรพากรทนี่ ่าสนใจ ๑๕๓ การหักลดหยอ่ นการอปุ การะเล้ียงดคู นพิการและคนทุพพลภาพ ๑๖๕ การยน่ื แบบและชาระภาษีออนไลน์ ๑๖๖ หลกั เกณฑ์การหักลดหย่อนเบ้ียประกนั สุขภาพ ๑๗๐ รปู แบบบัญชแี ละรายงานตามประมวลรัษฎากร ๑๗๓ สรุป ระเบยี บการตรวจสอบภาษีอากรตามประมวลรษั ฎากร ๑๗๔ ระบบงานกากบั ดูแล ๑๗๙ สรุปแนวทางปฏิบตั กิ รมสรรพากร ที่ ศน. ๙/๒๕๕๓ เรอ่ื ง การสารวจแหล่งภาษี ๑๘๑ การขอคืนเงินภาษีอากร ๑๘๖ อาเซยี น สรุป พรบ.ข้าราชการพลเรือน ๒๕๕๑

ข ๑๙๗ ๑๙๘ ขอ้ บงั คบั กรมสรรพากร ว่าดว้ ย จรรยาข้าราชการกรมสรรพากร พ.ศ. ๒๕๕๓ ๑๙๙ พระราชบญั ญตั ิข้อมูลข่าวสารของราชการ ๒๐๐ การบรหิ ารความเสยี่ ง ๒๐๐ สรปุ ประกาศคณะกรรมการ ป.ป.ช. เร่อื ง หลักเกณฑแ์ ละวิธกี ารจดั ทา บช.๑ ๒๐๓ พระราชบญั ญัติความรบั ผดิ ทางละเมดิ ของเจา้ หน้าท่ี พ.ศ. ๒๕๓๙ ๒๐๙ ความรเู้ กยี่ วกับกฎหมายปกครอง ๒๑๒ การสง่ เสริมหลกั ธรรมาภิบาลของการบรหิ ารกิจการบ้านเมืองที่ดี ๒๑๕ สรปุ ระเบยี บสานักนายกรัฐมนตรีวา่ ด้วยการลาของข้าราชการ พ.ศ.๒๕๕๕ ๒๒๒ ระเบยี บกรมสรรพากร ว่าดว้ ยการตรวจราชการ พ.ศ. ๒๕๕๒ ๒๒๔ หลกั เกณฑแ์ ละแนวทางปฏิบัติเกยี่ วกบั การดาเนินการหนังสือร้องเรยี น ๒๒๙ พระราชบญั ญัติการอานวยความสะดวกในการพิจารณาอนุญาตของทางราชการ พ.ศ. ๒๕๕๘ ๒๓๐ การออกหนังสือรบั รองภาษาอังกฤษ ๒๓๑ ระบบงานของกรมสรรพากร ๒๓๗ การใชร้ ะบบคอมพวิ เตอร์ของกรมสรรพากรอย่างปลอดภัย ๒๔๒ การชาระภาษีทางอนิ เตอร์เน็ต ๒๔๔ การใหบ้ รกิ ารของสานักบริหารการเสยี ภาษีทางอเิ ลคโทรนิกส์ ๒๔๖ การจัดทา ส่งมอบ และเก็บรักษาใบกากับภาษีอเิ ล็กทรอนิกส์ และใบรบั อเิ ล็กทรอนกิ ส์ ๒๕๒ ระบบติดตามคาร้องขอคืนภาษมี ูลคา่ เพมิ่ ๒๕๓ การรบั คาขออนุมัติ ภ.พ.๐๗ ๒๖๒ บริการคดั แบบแสดงรายการทางอนิ เตอรเ์ น็ต ๒๖๕ e-Commerce ๒๖๙ คุณสมบัติของผู้ขอเข้ารับการทดสอบเป็นผู้สอบบัญชภี าษีอากร ๒๗๐ สานักงานปฏบิ ตั ิการภมู ภิ าค ๒๗๙ วิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (Small and Medium Enterprises = SMEs) ๒๘๗ ศูนยบ์ รกิ ารข้อมูลสรรพากร ๒๘๘ e –tax info ๒๙๑ หลกั เกณฑก์ ารใช้เคร่ืองบันทึกการเกบ็ เงนิ ๒๙๒ ระบบยน่ื คาขออนมุ ตั เิ ป็นสานักงานใหญ่ข้ามประเทศหรือบรษิ ทั การคา้ ระหว่างประเทศ ๒๙๓ มาตรการภาษีเพ่ือสง่ เสรมิ การจดั ต้งั บริษัทการค้าระหวา่ งประเทศ ๒๙๕ เมนอู า้ งองิ จาก Intranet และ Internet บรกิ ารย่นื แบบและชาระภาษี

๑ ความรู้ทั่วไปเกี่ยวกับกรมสรรพากร โครงสร้างการบรหิ ารงานกรมสรรพากร ๑. อธิบดี ตาํ แหนํงประเภท/ระดับ ผบ๎ู รหิ ารสูง ๒. ที่ปรกึ ษา ๕ ตาํ แหนงํ ตําแหนํงประเภทวิชาการ ระดบั ทรงคุณวุฒิ ประกอบดว๎ ย ๒.๑ ทปี่ รึกษาดา๎ นประสิทธภิ าพ ๒.๒ ท่ปี รึกษาดา๎ นพฒั นาฐานภาษี ๒.๓ ที่ปรึกษาดา๎ นเทคโนโลยสี ารสนเทศและการสอ่ื สาร ๒.๔ ที่ปรึกษาดา๎ นยทุ ธศาสตร๑การจัดเก็บภาษี(กลุํมธุรกรรมทางการเงินการธนาคาร) ๒.๕ ที่ปรึกษาด๎านยุทธศาสตร๑การจดั เก็บภาษี(กลมํุ ธรุ กิจพลังงาน) ๓. รองอธบิ ดี ๔ ตาํ แหนงํ ตําแหนงํ ประเภท/ระดับ ผู๎บริหารตน๎ ๔. ผต๎ู รวจราชการ ๖ คณะ ๕. กลมุํ งาน ๓ กลํมุ งาน ประกอบดว๎ ย ๕.๑ กลมํุ ตรวจสอบภายใน ๕.๒ กลมํุ บรหิ ารการคนื ภาษมี ูลคาํ เพม่ิ ใหแ๎ กํนักทํองเทยี่ ว ๕.๓ กลมํุ พฒั นาระบบการบริหาร ๖. ศูนย๑ ๒ ศูนย๑ ๖.๑ ศนู ยบ๑ ริการขอ๎ มลู สรรพากร ๖.๒ ศูนยว๑ เิ คราะห๑ขอ๎ มลู การเสียภาษีเงนิ ไดบ๎ ุคคลธรรมดา ๗. สาํ นัก ๑ สํานกั คอื สํานักงานเลขานุการกรม ๘. กอง ๑๕ กอง ประกอบดว๎ ย กองกฎหมาย, กองตรวจสอบภาษกี ลาง, กองบรหิ ารทรพั ยากรบุคคล, กองบริหารภาษีธุรกจิ ขนาดใหญํ, กองมาตรฐานการสอบบัญชีภาษอี ากร, กองวิชาการแผนภาษี, กองเทคโนโลยี สารสนเทศ, กองบริหารการคลงั และรายได๎, กองมาตรฐานการกํากับและตรวจสอบภาษี, กองมาตรฐานการจัดเก็บ ภาษ,ี กองสบื สวนและคดี, กองอทุ ธรณ๑ภาษี, กองบรหิ ารการเสยี ภาษีทางอิเลคโทรนิกส๑ หวั หน๎าหนํวยงานดํารง ตําแหนงํ ประเภท/ระดบั อาํ นวยการสูงและทเี่ พ่มิ ข้นึ ใหมํอกี ๒ กอง คือ กองสํารวจและติดตามธรุ กจิ นอกระบบ กบั กองบริหารการเสียภาษีธุรกิจขนาดกลางและขนาดเลก็ ซึ่งกาํ หนดให๎หัวหนา๎ หนํวยงานดํารงตําแหนงํ ประเภท อํานวยการ ระดับต๎น ๙. สาํ นักงานสรรพากรภาค ๑๒ ภาค ๑๐. สาํ นกั งานสรรพากรพ้นื ท่ี ๑๑๙ พืน้ ที่ ๑๑. สาํ นกั งานสรรพากรพื้นที่สาขา ๘๕๐ สาขา อาํ นาจหน้าที่ของกรมสรรพากร กําหนดไวใ๎ น ข๎อ ๒ ของกฎกระทรวง แบํงสวํ นราชการกรมสรรพากร กระทรวงการคลงั พ.ศ.๒๕๕๑ ดงั นข้ี ๎อ ๒ ใหก๎ รมสรรพากรมภี ารกจิ เก่ยี วกบั การจดั เก็บภาษี การเสนอแนะ และการใชน๎ โยบายทางภาษอี ากรเพื่อให๎ไดภ๎ าษีตาม นนท์ เศรษฐวิวัฒน์

๒ เปูาหมายอยํางท่วั ถงึ และเปน็ ธรรม เปน็ กลไกในการพัฒนาเศรษฐกิจและสงั คม และเกิดความสมคั รใจในการเสียภาษี โดยให๎มอี าํ นาจหนา๎ ทีด่ งั ตํอไปนี้ (๑) จัดเกบ็ ภาษีอากรตามประมวลรษั ฎากรและกฏหมายอนื่ ทเ่ี ก่ยี วข๎อง (๒) เสนอแนะนโยบายการจัดเก็บภาษีอากรตํอกระทรวงการคลงั (๓) ปฏิบัตกิ ารอน่ื ใดตามท่กี ฎหมายกาํ หนดให๎เป็นหน๎าท่ขี องกรม หรือตามท่ีกระทรวงหรอื คณะรัฐมนตรี มอบหมาย ผลการจดั เก็บภาษีอากร ปจ๓ จบุ ันกรมสรรพากรจดั เก็บภาษไี ด๎จากประเภทภาษีตํางๆ เรยี งตามลําดับจากมากไปหานอ๎ ย ดงั นี้ ๑. ภาษีมูลคําเพ่มิ ประมาณร๎อยละ ๔๐ ขน้ึ ไป ๒. ภาษีเงนิ ได๎นิตบิ คุ คล ประมาณรอ๎ ยละ ๓๐ ขนึ้ ไป ๓. ภาษเี งินไดบ๎ ุคคลธรรมดา ประมาณร๎อยละ ๑๕ ขึ้นไป ๔. ภาษเี งินไดป๎ โิ ตรเลยี ม ประมาณรอ๎ ยละ ๕ ๕. ภาษธี รุ กิจเฉพาะ ประมาณร๎อยละ ๓ ๖. อากรแสตมป์ ๗. รายได๎อน่ื ๆ ในปีงบประมาณ ๒๕๕๙ กรมสรรพากรต้ังประมาณการจัดเก็บภาษีอากรไวท๎ ี่ ๑.๘๙๕ ล๎านลา๎ นบาท วสิ ัยทศั น์ พนั ธกจิ ยุทธศาสตรแ์ ละคา่ นยิ มของกรมสรรพากร วิสัยทศั น์ “จดั เก็บภาษีทันสมัย ใสํใจบรกิ าร ยดึ ม่ันธรรมาภบิ าล เพอื่ พฒั นาการเศรษฐกจิ และสังคมไทย” (จะใชถ๎ งึ ปี ค.ศ.๒๐๒๐) พันธกิจ ๑. จดั เก็บภาษีอากรให๎ไดต๎ ามประมาณการ ๒. ให๎บรกิ ารและสรา๎ งความสมัครใจในการเสยี ภาษี ๓. เสนอแนะการใช๎นโยบายทางภาษีอากรอยํางทว่ั ถึงเป็นธรรม สามารถใช๎เปน็ กลไกในการพฒั นาเศรษฐกิจ สังคม และการแขงํ ขนั ของประเทศตํอกระทรวงการคลัง ยทุ ธศาสตร์ ยทุ ธศาสตรท๑ ่ี ๑ : รักษาเสถียรภาพทางรายไดภ๎ าษีอยํางยัง่ ยืน มเี ปูาประสงค๑ คือ การเสรมิ สรา๎ งการปฏบิ ตั ิทางภาษใี ห๎ ถกู ต๎อง ทงั้ ในดา๎ นการบรหิ ารจัดเก็บภาษี การเสริมสรา๎ งความสมคั รใจ และการปฏบิ ตั ทิ างภาษขี องผป๎ู ระกอบการให๎ ถกู ต๎อง นนท์ เศรษฐวิวัฒน์

๓ ยุทธศาสตร๑ท่ี ๒ : พัฒนาระบบการบริหารและการบรกิ ารเพ่ือเสริมสร๎างการแขํงขนั ทางเศรษฐกจิ และสังคม มี เปูาประสงค๑ คือ การเสริมสร๎างศกั ยภาพการแขํงขันของประเทศ การลดตน๎ ทุนในการปฏิบัตทิ างภาษีและตน๎ ทุนในการ จัดเก็บภาษี และการเสรมิ สร๎างความมัน่ คงปลอดภัยและเสถยี รภาพของระบบ ICT ยุทธศาสตรท๑ ่ี ๓ : เสริมสรา๎ งธรรมาภิบาลและสภาพแวดลอ๎ มการทํางานในองค๑กร มีเปาู ประสงค๑ คือ การเสรมิ สร๎าง สภาพแวดลอ๎ มการทํางาน การมธี รรมาภิบาลในองค๑กร มีคํานิยม และวัฒนธรรมองคก๑ รทเ่ี ข๎มแข็ง สภาพแวดล๎อมใน การทํางานท่ีดี มีความร๎ู ความสามารถ มคี วามเชีย่ วชาญในงานทีร่ บั ผิดชอบ และมีความสุข วัตถปุ ระสงคห์ ลัก ๑. จัดเก็บภาษใี นระดับท่ีเหมาะสมและทัว่ ถึง ด๎วยคําใช๎จาํ ยท่ีตาํ่ ของกรมสรรพากรและของผ๎เู สยี ภาษี ๒. มํุงพฒั นาระบบเศรษฐกิจของประเทศไทยให๎แขํงขนั กับตํางประเทศได๎ ๓. สร๎างความเขา๎ ใจของผู๎เสยี ภาษใี นการท่ีเหน็ วาํ ผู๎อืน่ เสยี ภาษถี กู ตอ๎ งครบถ๎วน ๔. ปฏบิ ัติหนา๎ ท่ีดว๎ ยความซ่ือสตั ย๑ มปี ระสิทธภิ าพและเทย่ี งธรรม ค่านยิ ม ( I AM RD) I = Intagrity จริยธรรมและจรรยาบรรณ A = Accountability ความรับผดิ ชอบ M = Mastery ความเป็นมืออาชพี R = Respect & Responsiveness การใหเ๎ กียรตแิ ละสนองตํอลกู ค๎า D = Devenlopment การพฒั นาและคดิ คน๎ ส่ิงใหมํ ROADMAP DIGITAL RD ๒๐๒๐ พ.ศ. ๒๕๕๙ – ๒๕๖๐ ๑. สรา๎ งคํานยิ ม ๒. จดั ทําสถาปต๓ ยกรรมองค๑กร(EA) ๓. ทบทวนกระบวนงานทง้ั ระบบ ๔. พฒั นาโครงสรา๎ งพ้ืนฐานด๎าน ICT และเชื่อมโยงฐานข๎อมลู ๕. พัฒนาระบบบรกิ ารอเิ ล็กทรอนกิ สใ๑ หมํ พ.ศ. ๒๕๖๑ – ๒๕๖๒ ๑. การใช๎บรกิ าร e – Filling เป็น ๗๐% ของทกุ ประเภทภาษี ๒. การขออนุมัติอนญุ าตเปลี่ยนเป็นระบบอเิ ล็คโทรนกิ ส๑ ๕๐% ของท้งั หมด ๓. นํารํองสํานักงาน Paperless ๔. มสี ถาบนั พฒั นาความร๎ูทางภาษีอยํางมืออาชพี ๕. ได๎รบั รางวัลความโปรงํ ใสจากหนํวยงานภายนอก พ.ศ. ๒๕๖๓ นนท์ เศรษฐวิวฒั น์

๔ ๑. มีฐานขอ๎ มลู ผ๎ูเสยี ภาษคี รอบคลมุ ดา๎ นรายได๎/รายจําย ๒. การใชบ๎ รกิ าร e – Filling เป็น ๑๐๐% ของทกุ ประเภทภาษี/ให๎บรกิ ารแบบ One Click Service ๓. เปน็ หนํวยงานบรกิ ารอัจฉรยิ ะ(Intelligent Service Unit)/RD Platform ๔. RD Virtual Office (Office Mobility) = มพี ลวัต เคลื่อนไหวเปลี่ยนแปลงเสมอ ๕. มีวัฒนธรรมองคก๑ รเข๎มแข็ง กรอบแผนดําเนนิ งานกรมสรรพากร ๕ ปี(พ.ศ. ๒๕๕๙ – ๒๕๖๓) ๑. ดา๎ นการเสริมสร๎างการปฏิบตั ทิ างภาษีให๎ถกู ต๎อง (Tax compliance) แนวคดิ - การทบทวน และพฒั นากระบวนงาน พรอ๎ มทั้งสรา๎ งเคร่ืองมือเพอื่ ให๎สามารถจดั เก็บภาษีไดอ๎ ยาํ งท่ัวถึง เป็นธรรม มี ประสิทธภิ าพ - วางกฎเกณฑ๑ และบงั คบั ใชก๎ ฎหมายอยาํ งเครํงครดั เพื่อให๎ประชาชนและผเ๎ู สยี ภาษปี ฏบิ ัติทางภาษีได๎อยาํ งถูกต๎อง ควบคํูไปกบั สรา๎ งความสมัครใจในการเสียภาษี - สร๎างบรรยากาศทีเ่ ออ้ื อ านวยตอํ การปฏบิ ัตทิ างภาษี และเสรมิ สรา๎ งความสมคั รใจพร๎อมปลกู ฝง๓ จิตสาํ นึกในการเสีย ภาษี ตวั ชวี้ ัด - สดั สํวนการจดั เก็บภาษตี ํอผลติ ภณั ฑ๑มวลรวมภายในประเทศ (Tax/GDP) เปน็ ร๎อยละ ๒๐ - ผลการวเิ คราะห๑ VAT Gap อยรํู ะดบั ต่ํากวํารอ๎ ยละ ๑๐ - ผลการสํารวจความพงึ พอใจของผเู๎ สยี ภาษีโดยรวมอยํูในระดบั รอ๎ ยละ ๘๐ ๒. ดา๎ นการลดตน๎ ทนุ ในการปฏบิ ตั ทิ างภาษี และตน๎ ทุนในการจัดเก็บภาษ(ี Reduce Compliance and Collection Cost) แนวคดิ - ลดต๎นทุนคําใช๎จํายในการปฏบิ ัตทิ างภาษีของผูเ๎ สยี ภาษี โดยคํานึงถึงตน๎ ทุนท่ีมมี ูลคาํ เป็นตวั เงนิ และตน๎ ทนุ ที่มไิ ด๎มี มลู คาํ เป็นตัวเงิน ได๎แกํ เวลา ขนั้ ตอนการปฏบิ ตั งิ าน ความรูส๎ ึกทางดา๎ นจิตใจ เป็นต๎น - ลดต๎นทุน คําใชจ๎ ํายในการบรหิ ารจดั เก็บภาษีของกรมสรรพากร - เกิดประโยชน๑และความค๎มุ คําในการดําเนินงาน - เพม่ิ ขีดสมรรถนะขององค๑กรและประสทิ ธภิ าพการจัดเก็บภาษี ตวั ชว้ี ัด - สดั สํวนการยื่นแบบทางอเิ ล็กทรอนิกสท๑ กุ ประเภทภาษี เปน็ รอ๎ ยละ ๑๐๐ - สดั สวํ นการให๎บรกิ ารขออนุมตั ิ/อนุญาตทางอิเลก็ ทรอนิกส๑ เป็นร๎อยละ ๑๐๐ - ต๎นทนุ การจดั เกบ็ ภาษี ไมํเกิน ๐.๕๐ บาทตอํ การจดั เกบ็ ภาษี ๑๐๐ บาท - จัดเก็บขอ๎ มลู พ้ืนฐานในรูปแบบอิเลก็ ทรอนกิ ส๑ เป็นร๎อยละ ๑๐๐ นนท์ เศรษฐวิวฒั น์

๕ ๓. ดา๎ นการเสรมิ สร๎างศักยภาพการแขงํ ขนั ของประเทศ (Business Competitiveness) แนวคิด - สํงเสริมการเจริญเติบโตทางเศรษฐกจิ สังคม และเพม่ิ ขีดความสามารถในการแขํงขนั ของประเทศ - อํานวยความสะดวกให๎กบั ภาคเอกชน ตวั ช้ีวดั - ผลการจดั อนั ดับดา๎ นการชําระภาษี (Paying Taxes) ในรายงาน Doing Business โดยธนาคารโลก (World Bank) อยใํู นลําดับท่ี ๑ ใน ๓ ของกลํุมประเทศอาเซียน - ผลการจัดอนั ดบั ความสามารถด๎านการแขํงขนั ของประเทศ โดย สถาบนั IMD อยใํู นลําดับท่ี ๑ ใน ๒๕ ของโลก - รอ๎ ยละของการคืนภาษีเป็นไปตามระยะเวลาท่ีกําหนด ๔. ด๎านการเสริมสร๎างความม่ันคงปลอดภยั และเสถยี รภาพของระบบ ICT(Sustainable and Secured ICT) แนวคดิ - การพัฒนาโครงสรา๎ งพื้นฐานทางด๎านระบบ ICT ของกรมสรรพากร ใหม๎ ีคณุ ภาพรองรบั การปฏิบัติงาน และใหก๎ าร บริการผ๎เู สยี ภาษไี ด๎อยํางมีคณุ ภาพ - ระบบ ICT มเี สถยี รภาพ มั่นคงปลอดภยั สูง ไดร๎ ับความเช่ือม่ันในระดบั สากล - ระบบ ICT ตอบสนองความต๎องการของผ๎ูใช๎งาน และสร๎างความพึงพอใจให๎กบั ผร๎ู บั บริการ - มกี ารกาํ หนดโครงสรา๎ งขอ๎ มูลท่เี ป็นมาตรฐาน ตัวช้ีวดั - การบรหิ ารงานด๎าน ICT ไดร๎ ับรองมาตรฐานระดับสากล - ระบบเครือขํายขดั ข๎องไมํเกิน ๔ ครัง้ /ปี และไดร๎ ับการแก๎ไขภายใน ๑ ชั่วโมง - ระบบความปลอดภยั ทางคอมพวิ เตอร๑ได๎รับมาตรฐาน ISO ๒๗๐๐๑ ในเวอรช๑ ั่นท่ีเหมาะสม ๕. ดา๎ นการเสริมสรา๎ งธรรมาภิบาลในองค๑กร (Good Governance) แนวคิด - บริหารงานโดยยดึ หลกั ธรรมาภบิ าล - ลดความเหลอ่ื มล้ําในสงั คม และใชภ๎ าษเี ปน็ เครื่องมือในการกระจายรายไดใ๎ ห๎มีความเป็นธรรม - องค๑กรได๎รับการยอมรับจากทุกภาคสํวน กระบวนงานขั้นตอนตําง ๆ มีความชดั เจน เปิดเผยขอ๎ มลู และสามารถ ตรวจสอบได๎ - ปลกู จติ สาํ นกึ และสรา๎ งทัศนคตทิ ี่ดีให๎กบั บคุ ลากรในการปฏิบัตหิ นา๎ ท่ี ดาํ รงตนอยํางถูกต๎องตามประมวลจรยิ ธรรมท่ี กรมสรรพากรกําหนด - ปูองกัน และปราบปรามการทจุ ริตคอร๑รัปชันในองค๑กร และบังคับใช๎บทลงโทษโดยเครงํ ครดั ตวั ชี้วัด - ขอ๎ รอ๎ งเรียนด๎านการทจุ รติ คอรร๑ ปั ชันลดลง - จํานวนบุคลากรทผี่ าํ นการเข๎ารวํ มกิจกรรมเสรมิ สรา๎ งคณุ ธรรมจรยิ ธรรม เปน็ ร๎อยละ ๑๐๐ - ได๎รบั รางวัลด๎านความโปรงํ ใสจากหนํวยงานภายนอก ๖. ดา๎ นการเสริมสร๎างสภาพแวดล๎อมการทํางาน (Happy Workplace) แนวคิด - สรา๎ งคํานยิ ม และวัฒนธรรมองค๑กรทเ่ี ข๎มแข็ง นนท์ เศรษฐวิวฒั น์

๖ - สรา๎ งสภาพแวดลอ๎ มทีด่ ใี นการทํางานพร๎อมทัง้ ยกระดบั คุณภาพชีวิตของบคุ ลากรใหม๎ คี วามสุขในการทํางาน - บุคลากรมคี วามกา๎ วหนา๎ ในสายอาชีพท่ีชัดเจน - บุคลากรมีความรู๎ ความสามารถ มคี วามเชี่ยวชาญในสายงานทรี่ ับผิดชอบ ตวั ช้วี ดั - ผลการสาํ รวจความพงึ พอใจตอํ องคก๑ รของบคุ ลากรเปน็ ร๎อยละ ๙๐ - สัดสวํ นการโอน/ยา๎ ยของข๎าราชการลดลง - บคุ ลากรสามารถปฏิบัติงานแบบ Virtual Office (Office Mobility) - บุคลากรสามารถใชภ๎ าษาองั กฤษในการปฏบิ ตั งิ าน และติดตอํ สอ่ื สารได๎ในระดับดี National e – Payment (ระบบงานใหม่,วิธีการทาํ งานใหม่,องคค์ วามรู(้ คน)ใหม่,เครื่องมือ/อปุ กรณใ์ หม่) องค์ประกอบคณะกรรมการ ประธาน : รองนายกรฐั มนตรีด๎านเศรษฐกจิ รองประธาน : รัฐมนตรวี ําการกระทรวงการคลัง กรรมการ ประกอบดว๎ ย - ผวู๎ ําการธนาคารแหงํ ประเทศไทย - ปลัดกระทรวงการคลงั - ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ๑ - ปลดั กระทรวงคมนาคม - ปลดั กระทรวงพาณชิ ย๑ - ปลัดกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการส่ือสาร - เลขาธกิ ารสาํ นกั งาน ก.พ.ร. - อธิบดีกรมการปกครอง - อธบิ ดีกรมบญั ชกี ลาง - อธิบดีกรมศลุ กากร - อธิบดกี รมสรรพากร - ผอ.สาํ นกั งานพฒั นาธรุ กรรมทางอเิ ลค็ โทรนกิ ส๑ - ผอ.สํานกั งานรัฐบาลอิเลค็ โทรนกิ ส๑ - ผอ.สํานกั งานเศรษฐกิจการคลัง - ประธานสมาคมธนาคารไทย - ประธานสภาอตุ สาหกรรมแหํงประเทศไทย - ประธานกรรมการสภาหอการคา๎ แหงํ ประเทศไทย - ผ๎เู ชีย่ วชาญภายนอก ๒ ทําน เลขานกุ าร กรมสรรพากร : รองอธิบดี ธนาคารแหํงประเทศไทย : ผู๎ชวํ ยผวู๎ ําการฯ สายนโยบายสถาบันการเงนิ นนท์ เศรษฐวิวัฒน์

๗ National e – Payment Master Plan แบงํ การดําเนินงานออกเปน็ ๕ โครงการ โครงการ ๑ : ระบบการชําระเงนิ แบบ Any ID (นานานาม) คือการผกู หมายเลขบัตรประชาชน หมายเลขโทรศัพท๑ e – Wallet ID และ e – Mail Address กับบัญชที ่จี ะใช๎รบั จํายเงนิ ลดขอ๎ จํากัดของระบบปจ๓ จบุ ันและเพิม่ โอกาส ทางธุรกจิ ให๎แกภํ าคสํวนตํางๆ ทําให๎การโอนเงินเข๎าออกบญั ชีไมตํ อ๎ งเสยี เวลาไปดําเนนิ การทธี่ นาคาร โดยสามารถ จาํ ยเงินผํานเคร่ืองรดู บัตร(EDC) หรือแอพพลิเคชั่นของโทรศพั ท๑ อํานวยความสะดวกให๎แกํประชาชน ธรุ กิจและ รฐั บาล โดยจะเปดิ ให๎ลงทะบียน Any ID ตงั้ แตํวนั ที่ ๑๕ กรกฎาคม ๒๕๕๙ เปน็ ตน๎ ไป โครงการ ๒ : การขยายการใชบ๎ ตั ร ซง่ึ ปจ๓ จบุ ันมเี ครื่อง EDC อยํปู ระมาณ ๓๐๐,๐๐๐ เครื่อง ตามจุดบริการ ประมาณ ๑๐๐,๐๐๐ จดุ จะเพิ่มใหม๎ เี ครอ่ื ง EDC ไมํนอ๎ ยกวาํ ๒,๐๐๐,๐๐๐ เครื่อง เปน็ ชํองทางจํายและใช๎เงิน สวสั ดกิ าร การรับคนื เงนิ ภาษีและเงนิ ชวํ ยเหลือตํางๆ จากภาครฐั สํงเสรมิ การใชบ๎ ตั รแทนเงนิ สดซึ่งจะทําให๎ประหยัด คําใชจ๎ ํายในภาคธนาคารได๎ถึง ๓๐,๐๐๐ ล๎านบาท และภาคธรุ กิจอีกประมาณ ๔๕,๐๐๐ ล๎านบาทตํอปี ซึ่งโครงการท่ี ๑ และโครงการท่ี ๒ น้ี มผี ว๎ู ําการธนาคารแหงํ ประเทศไทยเป็นประธานคณะอนุกรรมการ โครงการ ๓ : ระบบภาษีและเอกสารธรุ กรรมอเิ ล็คโทรนกิ ส๑ มอี ธิบดกี รมสรรพากรเปน็ ประธานคณะอนุกรรมการ แบงํ ออกเป็นโครงการยํอย ดงั น้ี ๑. e – Tax Invoice และ e – Receipt กาํ หนดใหใ๎ ช๎ใบกาํ กับภาษแี ละใบรบั เงินอเิ ลค็ โทรนิกส๑ ซึ่งทําให๎ สามารถเปรยี บเทียบข๎อมูลกบั ระบบ e – Payment ได๎ เชนํ ยอดขายตามหลักฐานข๎อมูลจาก e – Tax Invoice เทํากับ ๑๐๐ แตขํ ๎อมลู จาก e – Payment ไดร๎ ับเงนิ เพียง ๗๐ แลว๎ อีก ๓๐ อยทํู ีใ่ หน เปน็ ต๎น โดยจะบังคบั ใช๎ e – Tax Invoice กบั ผูป๎ ระกอบการขนาดใหญ(ํ รายได๎มากกวํา ๕๐๐ ล๎านบาทขึ้นไป) ขนาดกลาง (รายได๎มากกวํา ๓๐ ลา๎ นบาท ถึง ๕๐๐ ล๎านบาท) และสํวนราชการต้งั แตํวนั ที่ ๑ มกราคม ๒๕๖๑ เป็นตน๎ ไป ๒. e – Withholding Tax และ e – Filing ทําให๎ตํอไปไมตํ ๎องย่นื แบบแสดงรายการภาษีหกั ณ ทีจ่ ํายและ ออกหนังสือรบั รองหัก ณ ทีจ่ ํายอกี กลําวคือเม่ือผ๎จู าํ ยเงนิ สั่งจาํ ยเงินผาํ นระบบ e – Payment ธนาคารจะแจ๎ง ยอดเงินใหแ๎ กํผู๎รับทราบพร๎อมกบั แจง๎ ขอ๎ มูลการหกั ณ ทจี่ ํายแกกํ รมสรรพากร ขอ๎ มลู WHT จะถกู สงํ ไปท่ี กรมสรรพากรและเงนิ ที่ถูกหกั ณ ทจี่ าํ ยจะโอนเขา๎ บญั ชีกรมสรรพากรทนั ที สวํ น e – Filing จะบังคับ e – Filing แบบ Phasing กับผู๎ประกอบการขนาดใหญํ ขนาดกลางและสวํ น ราชการตงั้ แตวํ ันท่ี ๑ มกราคม ๒๕๖๒ เปน็ ต๎นไป ๓. ข๎อมลู ภาษี VAT และ WHT จากธุรกรรม e – Payment ไมวํ ําจะเป็นการชาํ ระเงินระหวํางธรุ กจิ กับธรุ กจิ (B๒B) ผํานระบบ Internet Banking หรอื ระหวาํ งลกู คา๎ รายยํอยกบั ธุรกิจ(C๒B) ผาํ นเคร่ืองรับชําระเงินทาง อิเลค็ โทรนกิ สจ๑ าก Cards ทุกประเภท จะเขา๎ ไปยงั กรมสรรพากร เพ่อื เป็นฐานข๎อมลู ในการตรวจสอบการชําระภาษี ตอํ ไป โครงการ ๔ : e – Payment ภาครัฐ จํายเงนิ สวัสดิการแกปํ ระชาชนด๎วยระบบ e – Payment บรู ณาการ ฐานข๎อมลู ผมู๎ ีรายได๎น๎อย รับจาํ ยเงินภาครฐั ทางอิเล็คโทรนิกส๑ โครงการ ๔ นี้ มปี ลดั กระทรวงการคลงั เปน็ ประธาน คณะอนุกรรมการ นนท์ เศรษฐวิวฒั น์

๘ โครงการ ๕ : การใหค๎ วามรแ๎ู ละสํงเสรมิ การใชธ๎ ุรกรรมอิเลค็ โทรนกิ ส๑ ทุกหนํวยงานรวํ มประชาสมั พนั ธ๑ให๎ความร๎ู ประชาชนเพ่ือสํงเสริมการใช๎ e – Payment สงํ เสริมการเข๎าถงึ บริการทางการเงนิ ภาครัฐออกมาตรการจูงใจเพื่อ กระต๎นุ การใช๎ e – Payment แทนเงนิ สดและเช็ค ซึ่งโครงการ ๕ น้ี มีปลดั กระทรวงการคลงั เปน็ ประธาน คณะอนุกรรมการ การเตรียมความพร้อมของกรมสรรพากร ด้านกฎหมายและระเบียบ ๑. e – Tax Invoice และ e – Receipt ๑.๑ ปรบั ปรุงระเบยี บกรมสรรพากรเพื่อรองรับระยะส้ัน และ Centrally Signed Email ๑.๒ ปรบั ปรงุ กฎหมายเพอื่ บังคบั กจิ การขนาดใหญํ ขนาดกลาง และสํวนราชการต๎องใช๎ e – Tax Invoice และ e – Receipt ทั้งหมดภายใน ๓๑ ธนั วาคม ๒๕๖๐ ขนาดเลก็ (รายได๎มากกวํา ๑.๘ ลา๎ นบาท แตไํ มเํ กนิ ๓๐ ลา๎ น บาท)ภายใน ๓๑ ธันวาคม ๒๕๖๒ ขนาดเลก็ มาก(รายได๎ ๑.๘ ลา๎ นบาท หรือต่ํากวาํ ) ภายใน ๓๑ ธันวาคม ๒๕๖๔ ๒. e – Withholding Tax ๒.๑ ปรบั ปรุงระเบยี บเพ่ืออาํ นวยความสะดวก e – Withholding Tax ระยะสั้น กรณีตัวกลางตัวแทน ๒.๒ ปรบั ปรุงกฎหมายเพ่ือบังคบั e – Withholding Tax ผาํ นสถาบันการเงนิ ๒.๓ ทยอยการยกเลิกแบบแสดงรายการภาษี กรณมี ีการจํายผําน e – Payment ๓. e – Filing ปรบั ปรงุ กฎหมายเพ่ือบังคับกิจการขนาดใหญํ ขนาดกลาง และสวํ นราชการต๎องใช๎ e – Filing ทงั้ หมดภายใน ๓๑ ธนั วาคม ๒๕๖๑ ขนาดเลก็ และขนาดเล็กมากภายใน ๓๑ ธนั วาคม ๒๕๖๔ ๔. ปรับปรงุ กฎหมายเพ่อื รองรบั การนาํ สงํ ข๎อมลู จากตวั กลางทางการเงิน ด้านงบประมาณ สํานกั งบประมาณได๎อนุมัติวงเงนิ สําหรับปงี บประมาณ ๒๕๕๙(งบกลาง) เป็นเงิน ๒,๒๕๐.๔ ล๎านบาท และ กรมสรรพากรอยูรํ ะหวํางการดาํ เนนิ การเพอ่ื ให๎ได๎ผู๎พฒั นาระบบภายในกันยายน ๒๕๕๙ สรปุ กรอบระยะเวลา โครงการ ๑ เริม่ ให๎บริการลงทะเบยี น Any ID ๑๕ กรกฎาคม ๒๕๕๙ โครงการ ๒ เริ่มวางอุปกรณร๑ ับชาํ ระเงนิ ทางอเิ ลค็ โทรนิกส๑ ภายใน สิงหาคม ๒๕๕๙ โครงการ ๓ เสนอกฎหมายเข๎า ครม. ภายใน มถิ นุ ายน ๒๕๕๙ คืนภาษเี งนิ ได๎บุคคลธรรมดาผาํ น Any ID ๑ มกราคม ๒๕๖๐ บังคับ e – Tax Invoice กจิ การขนาดใหญํ ขนาดกลาง และสํวนราชการ ๑ มกราคม ๒๕๖๑ บังคบั e – Filing กจิ การขนาดใหญํ ขนาดกลาง และสํวนราชการ ๑ มกราคม ๒๕๖๒ โครงการ ๔ เร่ิมให๎บริการจาํ ยสวสั ดกิ ารภาครฐั โดยใช๎เลขบัตรประชาชน ๒๖ กันยายน ๒๕๕๙ นนท์ เศรษฐวิวฒั น์

๙ ประโยชนใ์ นการบริหารจดั เก็บภาษี ๑. อาํ นวยความสะดวกให๎แกํผเู๎ สยี ภาษี ๑.๑ ลดงานดา๎ นแบบแสดงรายการและเอกสารภาษี - ยกเลกิ การย่ืนแบบแสดงรายการภาษีหัก ณ ทจ่ี ําย - ไมตํ อ๎ งออกหนังสือรับรองหกั ณ ท่จี ําย ตามมาตรา ๕๐ ทวิ - ไมตํ อ๎ งจัดเกบ็ ใบกํากับภาษใี นรูปแบบกระดาษ ๑.๒ สามารถตรวจสอบขอ๎ มลู ภาษีไดจ๎ ากระบบ - ผเู๎ สยี ภาษสี ามารถตรวจสอบข๎อมลู ใบกํากับภาษี และข๎อมลู ภาษีหกั ณ ท่จี ํายของตนเองท่ีอยํูในระบบได๎ ๒. เพ่ิมประสทิ ธิภาพการจดั เกบ็ ภาษี ๒.๑ ชวํ ยในการตรวจสอบและติดตามภาษี - ชวํ ยในการสอบยนั ใบกาํ กับภาษี - ชํวยในการตรวจสอบเพือ่ คนื ภาษีเงนิ ได๎ - ชํวยในการติดตามหน้ีภาษีอากรค๎าง - ชวํ ยตรวจจับขบวนการขอคนื ภาษมี ลู คาํ เพ่มิ เปน็ เทจ็ - เพม่ิ ประสทิ ธภิ าพงานด๎าน Risk Management ๒.๒ เพ่มิ ประสทิ ธิภาพการจัดเกบ็ ภาษี - ลดงานกรรมวิธีแบบแสดงรายการภาษี - ลดการกรอกข๎อมูลดว๎ ยมือ - สามารถตรวจสอบข๎อมูลของผเู๎ สยี ภาษีจากระบบอิเลค็ โทรนกิ ส๑แทนกระดาษ หลักในการจดั เก็บภาษี มาตรา ๔๑ บญั ญตั ไิ ว๎วาํ “ผู๎มเี งินได๎พึงประเมนิ ตามมาตรา ๔๐ในปีภาษีท่ลี ํวงมาแล๎ว เนือ่ งจากหน๎าทงี่ านหรือกิจการทีท่ ําในประเทศไทย หรือเนือ่ งจากกจิ การของนายจา๎ งในประเทศไทย หรือเนื่องจากทรัพย๑สนิ ที่อยใูํ นประเทศไทย ตอ๎ งเสียภาษตี าม บทบญั ญตั ิในสวํ นนไ้ี มํวําเงนิ ไดน๎ ้นั จะจา่ ยในหรอื นอกประเทศ ผูอ๎ ยใูํ นประเทศไทยมีเงินได๎พงึ ประเมินตามมาตรา ๔๐ ในปภี าษที ลี่ ํวงมาแลว๎ เน่ืองจากหน๎าท่งี านหรือกิจการทท่ี ํา ในตํางประเทศ หรอื เนอ่ื งจากทรพั ย๑สนิ ที่อยใํู นตํางประเทศ ตอ๎ งเสยี ภาษเี งนิ ไดต๎ ามบทบัญญตั ิในสวํ นนี้เม่ือนาํ เงนิ ได้พึง ประเมนิ นัน้ เข้ามาในประเทศไทย ผใ๎ู ดอยํูในประเทศไทยชั่วระยะเวลาหน่ึงหรอื หลายระยะ รวมเวลาทัง้ หมดถึงหนึ่งร้อยแปดสิบวนั ในปีภาษีปีใด ให๎ถือวําผน๎ู ้ันเปน็ ผ๎ูอยํูในประเทศไทย” เม่อื พิจารณาความในมาตรา ๔๑ แลว๎ จับความไดว๎ าํ ผ๎ทู ่มี หี น๎าท่เี สียภาษใี ห๎กับประเทศไทยแบํงออกเป็นสอง กลํุม คอื กลุมํ ผ๎ูมีเงินไดใ๎ นประเทศไทยกบั กลํุมผ๎ูมเี งินไดน๎ อกประเทศไทย ผ๎มู เี งินไดใ๎ นประเทศไทยตามมาตรา ๔๐ วรรคแรก คือ ๑. มหี นา๎ ท่ีการงานในประเทศไทย เชํน มสิ เตอร๑จอห๑นมารบั จา๎ งเป็นครสู อนภาษาให๎โรงเรียนสอนภาษาใน ประเทศไทย นนท์ เศรษฐวิวฒั น์

๑๐ ๒. มกี ิจการในประเทศไทย เชนํ นางยะไขชํ าวพมาํ มาเปิดร๎านขายของชําในประเทศไทย ๓. เนอื่ งจากกจิ การของนายจา๎ งในประเทศไทย เชนํ นางสาวสวยดี ไปเป็นผจู๎ ัดการสาขาของธนาคารกรงุ เทพ ที่กรุงพนมเปญ ประเทศกัมพูชา ๔. เนอื่ งจากทรัพย๑สนิ ในประเทศไทย เชํน ท๎าวคํามํวนชาวลาวเข๎ามาซ้อื คอนโดมิเนยี มในประเทศไทย แล๎วให๎ เชํา เปน็ ตน๎ มีเงนิ ได๎ในประเทศไทยตามมาตรา ๔๐ วรรคแรกน้ตี ๎องเสยี ภาษีในประเทศไทยไมํวําเงินไดน๎ น้ั จะจาํ ยในหรอื นอก ประเทศ เชํน ถงึ แม๎ธนาคารกรุงเทพจะจํายเงินเดือนให๎นางสาวสวยดี โดยตัดบญั ชีจํายทีก่ รงุ พนมเปญ หรือนายดาํ ข๎าม ฝ๓่งไปจาํ ยคาํ เชําคอนโดมิเนยี มให๎ท๎าวคาํ มวํ นท่ีประเทศลาว ทงั้ นางสาวสวยดีและทา๎ วคาํ มํวนก็ยงั มหี นา๎ ทเี่ สยี ภาษี ใหก๎ บั ประเทศไทย สํวนผม๎ู เี งนิ ได๎นอกประเทศทตี่ ๎องเสียภาษใี ห๎กับประเทศไทย ไดก๎ าํ หนดไว๎ในมาตรา ๔๐ วรรคสอง วํา ต๎องเป็น ผอ๎ู ยใํู นประเทศไทย และนําเงนิ ไดต๎ ํอไปนเ้ี ข๎ามาในประเทศไทยในปภี าษีทเ่ี กดิ เงนิ ได๎ข้นึ ด๎วย คอื ๑. เนอื่ งจากหน๎าทงี่ านในตาํ งประเทศ เชนํ นายหลํอ ไปทาํ งานรับจ๎างทซี่ าอดุ ิอาระเบีย ๒. เนื่องจากกจิ การในตาํ งประเทศ เชํน นางสอย ไปเปิดร๎านเสรมิ สวยทปี่ ระเทศเกาหลี ๓. เนอื่ งจากทรพั ย๑สินท่อี ยํูในตาํ งประเทศ เชนํ นายมากได๎รับเงนิ คําเชาํ บ๎านพักตากอากาศท่ีฮาวาย เป็นต๎น (ขอ๎ สังเกต- ไมํมเี งนิ ได๎เน่ืองจากกิจการของนายจ๎างในตาํ งประเทศ) จะเหน็ ได๎วาํ ผ๎มู เี งินไดน๎ อกประเทศไทยจะตอ๎ งเสยี ภาษใี ห๎กบั ประเทศไทยกต็ ํอเมื่อเข๎าองคป๑ ระกอบท้งั ๒ ข๎อ คือ ๑. เป็นผูอ๎ ยูใํ นประเทศไทย และ ๒. นาํ เงนิ ไดเ๎ ขา๎ มาในประเทศไทยในปภี าษีท่ีได๎รับ คําวํา “เปน็ ผอ๎ู ยใํู นประเทศไทย” มาตรา ๔๑ วรรคสดุ ทา๎ ยได๎ขยายความไว๎วาํ “ผ๎ใู ดอยํใู นประเทศไทยชว่ั ระยะเวลาหนึ่งหรือหลายระยะ รวมเวลาทงั้ หมดถึงหนง่ึ ร๎อยแปดสบิ วนั ในปภี าษีปใี ด ให๎ถือวาํ ผนู๎ น้ั เป็นผ๎ูอยูํในประเทศ ไทย” สมมตวิ าํ มสิ เตอร๑แซม เปิดร๎านขายแซนวซิ ท่ปี ระเทศอังกฤษ มภี รรยาเปน็ คนไทยอยํทู จ่ี งั หวดั ร๎อยเอด็ มิสเตอรแ๑ ซม ตอ๎ งเดินทางไปๆ มาๆ ระหวาํ งลอนดอนกบั รอ๎ ยเอด็ โดยมาพกั คราวละหน่ึงเดือนบ๎าง สองเดือนบา๎ ง พรอ๎ มกับนาํ เงนิ ได๎จากกจิ การขายแซนวซิ มาให๎ภรรยาเพ่ือเป็นคาํ ใชจ๎ าํ ยในครอบครวั ดว๎ ย ดงั นี้ถา๎ ปใี ด นับระยะเวลา รวมแล๎วมสิ เตอร๑แซมพักอยํใู นประเทศไทย “ถึงหนึ่งร๎อยแปดสิบวนั ” เงนิ ได๎ที่มสิ เตอร๑แซมนําเข๎ามากต็ ๎องเสยี ภาษี ให๎กับประเทศไทยด๎วย แตํถา๎ มสิ เตอร๑แซมโตแ๎ ย๎งวาํ เงินไดท๎ นี่ ําเข๎ามาไมํใชํเป็นเงนิ ได๎ของปภี าษนี ี้ แตเํ ป็นเงินไดท๎ ส่ี ะสมมาจากปีภาษี กํอนหน๎าน้นั เชํนน้ี ถา๎ นายแซมพสิ จู นไ๑ ดว๎ ําเปน็ ความจริง เงนิ ได๎ท่ีมิสเตอร๑แซมนาํ เขา๎ มาในประเทศไทยก็ไมตํ ๎องเสีย ภาษใี หก๎ บั ประเทศไทย เชนํ เดียวกบั ถ๎านายธงชัย ซึ่งไดเ๎ งินรางวลั จากการแขงํ ขันตีกอล๑ฟทีป่ ระเทศอเมริกา เมื่อวันท่ี ๓๑ ธันวาคม นายธงชยั เดินทางกลบั ประเทศไทยในวนั ที่ ๑ มกราคมของปีถัดมา พร๎อมกบั นําเงินรางวัลกลบั มา ดว๎ ย นายธงชยั ก็ไมตํ อ๎ งเสยี ภาษเี งนิ ไดจ๎ ากเงนิ รางวัลที่ไดร๎ บั ใหก๎ ับประเทศไทย เพราะไมํได๎นาํ เขา๎ มาในปภี าษที ี่ไดร๎ ับ หลกั การจัดเกบ็ ภาษเี งินไดบ๎ ุคคลธรรมดาน้ีจึงเรยี กวํา “หลักแหลํงเงนิ ได๎” คอื คาํ นงึ ถงึ แหลํงทเี่ กดิ เงนิ ได๎เป็น หลกั ไมํวาํ ผูม๎ เี งินได๎จะเป็นคนสัญชาตใิ ด ถ๎ามเี งินได๎เข๎าเงื่อนไขตามมาตรา ๔๑ วรรคแรกหรือวรรคสองกต็ ๎องเสีย ภาษีเงนิ ได๎ให๎กับประเทศไทยทงั้ สน้ิ ซ่ึงจะตํางกบั หลกั การจัดเก็บภาษีเงินไดน๎ ติ ิบคุ คลท่ีมหี ลักสัญชาตเิ ขา๎ มาเก่ยี วข๎อง ดว๎ ย กลําวคือในมาตรา ๖๖ ซง่ึ เป็นหวั ใจหลกั ของการจดั เก็บภาษีเงินไดน๎ ติ ิบคุ คลบัญญัติไว๎วาํ “บริษทั หรือหา๎ ง ห๎ุนสวํ นนติ ิบคุ คลท่ีต้ังขน้ึ ตามกฎหมายไทย หรือท่ตี ้งั ขนึ้ ตามกฎหมายของตาํ งประเทศ และกระทํากิจการในประเทศ ไทยตอ๎ งเสยี ภาษีตามบทบญั ญัติในสํวนน้ี” นนท์ เศรษฐวิวัฒน์

๑๑ ความในวรรคแรกของมาตรา ๖๖ นี้ ตีความไดว๎ ํา บริษัทหรือหา๎ งหน๎ุ สํวนนิติบุคคลทีต่ งั้ ขนึ้ ตามกฎหมายไทย จะมเี งินไดจ๎ ากแหลงํ ใดในโลกนก้ี ็ต๎องเสียภาษีในประเทศไทย(Woldwide income Basis) และในการเสยี ภาษเี งินได๎ นติ ิบคุ คลของบริษัทหรอื ห๎างห๎นุ สวํ นนติ ิบุคคลทตี่ ง้ั ข้นึ ตามกฎหมายไทยนอกจากกฎหมายจะกาํ หนดไวเ๎ ป็นอยาํ งอ่นื ตอ้ งคํานวณเสยี จากกาํ ไรสทุ ธเิ สมอ เชนํ บรษิ ทั การบินไทย เรียกเกบ็ คําขนคนโดยสารไปประเทศญ่ีปุนท่ที ําอากาศ ยานสวุ รรณภูมิ และเรียกเก็บคําขนของไปประเทศมาเลเซียที่ประเทศมาเลเซยี ถามวําบรษิ ทั การบินไทยตอ๎ งเสียภาษี อยํางไร ผู๎ท่ีไมํมีความแมนํ ยาํ จะนึกไปถงึ มาตรา ๖๗ ซึ่งบญั ญตั เิ กยี่ วกบั การจดั เกบ็ ภาษจี ากกจิ การขนสงํ ไว๎วาํ “การ เสยี ภาษตี ามความในสํวนนี้ ใหเ๎ สียตามอัตราท่ีกาํ หนดไว๎ในบญั ชีอัตราภาษีเงนิ ไดท๎ ๎ายหมวดนี้ เว๎นแตใํ นกรณีทีบ่ ริษัท หรอื หา๎ งห๎ุนสํวนนติ ิบุคคลตามมาตรา ๖๖ วรรคสอง กระทํากจิ การขนสํงผาํ นประเทศตาํ งๆ ใหเ๎ สียภาษีเฉพาะกิจการ ขนสํงตามเกณฑ๑ ดังตอํ ไปน้ี (๑) ในกรณีรับขนคนโดยสาร ให๎เสยี ภาษใี นอตั ราร๎อยละ ๓ ของคําโดยสารคําธรรมเนยี ม และประโยชน๑อนื่ ใดท่ี เรยี กเกบ็ ในประเทศไทยกํอนหกั รายจาํ ยใดๆ เน่ืองในการรับขนคนโดยสารนั้น (๒) ในกรณีรับขนของ ให๎เสยี ภาษใี นอตั ราร๎อยละ ๓ ของคาํ ระวาง คําธรรมเนียม และประโยชน๑อนื่ ใดท่เี รียกเก็บ ไมํวําในหรือนอกประเทศไทยกํอนหกั รายจํายใดๆ เนื่องในการรบั ขนของออกจากประเทศไทยนัน้ ” พอไดห๎ ลักตามมาตรา ๖๗ แลว๎ กว็ เิ คราะหว๑ ํา คาํ ขนคนโดยสารเป็นการเรียกเก็บในประเทศไทยหรอื ไมํ คาํ ระวางในการรบั ขนเปน็ การขนออกหรอื ขนเข๎ามาในประเทศไทย โดยลืมนกึ ไปวําตามมาตรา ๖๗ นี้ เขากลําวถึง เฉพาะบริษทั หรือห๎างห๎นุ สวํ นนิตบิ คุ คลตามมาตรา ๖๖ วรรคสอง เทํานัน้ มาตรา ๖๖ วรรคสองบัญญัติไวด๎ ังนี้ “บรษิ ทั หรือห๎างหน๎ุ สํวนนติ ิบุคคลที่ตง้ั ข้ึนตามกฎหมายของตํางประเทศ และกระทาํ กิจการในที่อน่ื ๆ รวมทงั้ ในประเทศ ไทย ใหเ๎ สยี ภาษีในกําไรสทุ ธิจากกจิ การ หรอื เน่ืองจากกิจการทไี่ ด๎กระทาํ ในประเทศไทยในรอบระยะเวลาบญั ชีและ การคาํ นวณกําไรสทุ ธิใหป๎ ฏิบัตเิ ชนํ เดียวกับมาตรา ๖๕ และมาตรา ๖๕ ทวิ แตถํ า๎ ไมํสามารถจะคํานวณกําไรสทุ ธิ ดงั กลาํ วแล๎วได๎ ใหน๎ าํ บทบัญญัตวิ าํ ด๎วยการประเมินภาษีตามมาตรา ๗๑ (๑) มาใช๎บังคับโดยอนุโลม” ในเม่อื บริษทั การบนิ ไทยไมํใชบํ รษิ ัทหรอื ห๎างหุ๎นสํวนนิตบิ ุคคลตามมาตรา ๖๖ วรรคสอง จึงไมํนาํ บทบัญญตั ิ เก่ยี วกับการจัดเก็บภาษีตามมาตรา ๖๗ มาใชบ๎ งั คบั ความข๎อนีจ้ งึ ต๎องพึงตระหนกั ไวใ๎ หด๎ ี เชํนเดยี วกับการจัดเกบ็ ภาษีจากฐานการสํงเงนิ ออกนอกประเทศ ต๎องแยกให๎ได๎วาํ เงินไดป๎ ระเภทใดทีส่ ํงออกไปแลว๎ ต๎องหกั ภาษีนาํ สงํ นอกจากนี้มีเงินไดบ๎ างประเภทตอ๎ งเสียภาษีเงนิ ไดน๎ ติ ิบคุ คลแตํไมตํ ๎องเสยี ภาษีมูลคําเพ่มิ บางประเภทเสยี ภาษมี ูลคําเพมิ่ แตํไมตํ ๎องเสียภาษเี งนิ ได๎นิตบิ ุคคล หรือบางประเภทก็ต๎องเสียท้ังภาษีเงนิ ไดน๎ ติ บิ ุคคลและ ภาษีมูลคําเพ่มิ เชํน บรษิ ัทเดนิ เรือไทย ประกอบกิจการขนสํงสนิ คา๎ ทางทะเล สํงเรือไปซอํ มท่ปี ระเทศญ่ีปุน ซํอม เสรจ็ แลว๎ สงํ กลับมายังประเทศไทย บริษัทเดนิ เรอื ไทยจํายเงินคาํ ซํอมเข๎าบญั ชีธนาคารบริษัทผูร๎ ับซอํ มทป่ี ระเทศญป่ี ุน ดงั นี้บริษทั เดนิ เรือไทยต๎องหักภาษีนําสํงหรือไมํ?อยํางไร? การจะหาคาํ ตอบทาํ นก็ตอ๎ งเปิดประมวลรษั ฎากรมาตรา ๗๐ ซึ่งวางหลักไว๎วาํ “บริษัทหรือห๎างหุน๎ สวํ นนิตบิ คุ คล ท่ีตั้งขน้ึ ตามกฎหมายของตํางประเทศ มิไดป๎ ระกอบกิจการใน ประเทศไทย แตํไดร๎ ับเงินได๎พึงประเมินตามมาตรา ๔๐ (๒)(๓) (๔) (๕) หรอื (๖) ทจ่ี ํายจากหรอื ในประเทศไทย ให๎ บรษิ ทั หรือห๎างห๎ุนสํวนนิติบุคคลน้ันเสียภาษี โดยใหผ๎ จู๎ าํ ยหักภาษจี ากเงินได๎พงึ ประเมนิ ท่ีจาํ ยตามอัตราภาษีเงนิ ได๎ สาํ หรับบริษัทหรอื ห๎างห๎ุนสํวนนิติบุคคลแลว๎ นําสํงอาํ เภอท๎องท่พี ร๎อมกับยื่นรายการตามแบบทอ่ี ธบิ ดีกําหนดภายในเจด็ วนั นบั แตํวนั สนิ้ เดอื นของเดอื นทจ่ี าํ ยเงินได๎พงึ ประเมนิ นัน้ ทง้ั น้ี ใหน๎ าํ มาตรา ๕๔ มาใชบ๎ ังคับโดยอนโุ ลม” จากขอ๎ เท็จจริงบริษทั ผซ๎ู อํ มเปน็ บรษิ ัททต่ี ั้งขน้ึ ตามกฎหมายของประเทศญี่ปุน จงึ เป็นบริษทั หรอื ห๎างหุ๎นสํวนนติ ิ บคุ คล ทีต่ ้ังขึน้ ตามกฎหมายของตาํ งประเทศตามมาตรา ๗๐ อีกท้งั ไมํได๎ประกอบกจิ การในประเทศไทย แตํเงินท่ี บรษิ ัทเดินเรือไทยสํงไปคือเงินคาํ ซอํ ม ซึ่งเปน็ เงนิ ได๎ตามมาตรา ๔๐(๗) จึงไมตํ ๎องหกั ภาษีเงนิ ได๎นาํ สงํ นนท์ เศรษฐวิวัฒน์

๑๒ ประเดน็ ตํอมาทีต่ ๎องพิจารณาคือ แล๎วเงินไดส๎ ํวนนี้มีภาระภาษอี ยํางอื่นอีกหรือไมํ เม่อื เปดิ ดูมาตรา ๗๗/๒ พบ ขอ๎ บัญญัติไว๎วํา “การกระทาํ กิจการดังตํอไปนีใ้ นราชอาณาจักร ใหอ๎ ยูใํ นบังคบั ต๎องเสยี ภาษมี ลู คําเพิ่ม ตามบทบญั ญัติ ในหมวดน้ี (๑) การขายสนิ คา๎ หรือการให๎บริการโดยผู๎ประกอบการ (๒) การนาํ เขา๎ สนิ คา๎ โดยผ๎ูนาํ เขา๎ การให๎บริการในราชอาณาจักร ให๎หมายถงึ บริการที่ทาํ ในราชอาณาจักร โดยไมํคํานงึ วําการใช๎บริการนน้ั จะอยํู ในตาํ งประเทศหรือในราชอาณาจักร การใหบ๎ รกิ ารทีท่ าํ ในตํางประเทศและไดม๎ ีการใช๎บริการน้ันในราชอาณาจักร ให๎ถือวําการใหบ๎ ริการนัน้ เปน็ การ ให๎บรกิ ารในราชอาณาจักร” จะเห็นไดว๎ ําแม๎การซํอมเรือนั้นจะกระทําในตาํ งประเทศ แตํเมื่อสงํ เรือกลบั มาใชง๎ านในประเทศไทย ยอํ มถือ ไดว๎ ํามกี ารใชบ๎ ริการนัน้ ในราชอาณาจักร ตามมาตรา ๗๗/๒ วรรคสาม เงนิ ได๎สํวนนจี้ งึ ต๎องมีภาระภาษีมลู คําเพ่ิม โดยบรษิ ทั เดินเรือไทย เปน็ ผ๎ูมีหนา๎ ทหี่ กั นําสํงโดย ภ.พ.๓๖ ณ ทวี่ ําการอาํ เภอภายในเจ็ดวันนับแตวํ นั สิน้ เดือนของ เดอื นทจ่ี ํายเงนิ ใหก๎ บั ผป๎ู ระกอบการตามมาตรา ๘๓/๖ วรรคสอง แหํงประมวลรัษฎากร ข๎อสงั เกตประการหนึ่งสําหรับการสงํ เงินได๎ออกไปตาํ งประเทศ คือปกติจะหกั นําสงํ ในอตั ราร๎อยละ ๑๕ ยกเวน๎ เงินป๓นผลท่ีหักนําสงํ เพียงรอ๎ ยละ ๑๐ เทาํ กับฐานภาษีจากการจําหนาํ ยเงินกําไรตามมาตรา ๗๐ ทวิ อีกมาตราหน่งึ ของภาษีเงินไดน๎ ติ ิบุคคลที่ควรจะตอ๎ งจดจําคือ บริษัททต่ี ง้ั ขนึ้ ตามกฎหมายตาํ งประเทศแตใํ หถ๎ ือ วําประกอบกิจการในประเทศไทย ซง่ึ บัญญตั ิไวใ๎ นมาตรา ๗๖ ทวิ ดงั นี้ “บรษิ ัทหรอื หา๎ งหุน๎ สํวนนติ บิ คุ คลซึ่งตั้งข้นึ ตามกฎหมายของตํางประเทศ มีลูกจ้าง หรือผ๎ทู าํ การแทน หรอื ผู้ทาํ การติดต่อในการประกอบกจิ การในประเทศไทย ซ่งึ เป็นเหตุให๎ได๎รบั เงินได๎หรอื ผลกําไรในประเทศไทย ให๎ถอื วาํ บริษทั หรอื หา๎ งหุ๎นสํวนนิติบุคคลนั้น ประกอบกิจการในประเทศไทย และให๎ถือวําบุคคลผ๎เู ปน็ ลกู จา๎ ง หรือผู๎ทาํ การแทน หรือ ผ๎ูทําการตดิ ตํอเชนํ วําน้นั ไมวํ ําจะเปน็ บุคคลธรรมดา หรอื นิติบคุ คลเปน็ ตวั แทนของบริษัทหรือหา๎ งหนุ๎ สํวนนิตบิ ุคคล ซงึ่ ตั้งข้ึนตามกฎหมายของตํางประเทศ และให๎บุคคลนัน้ มหี น๎าที่ และความรับผิดในการย่ืนรายการและเสยี ภาษีตาม บทบัญญัตใิ นสวํ นนี้ เฉพาะที่เก่ียวกบั เงินไดห๎ รอื ผลกาํ ไรท่ีกลําวแลว๎ ในกรณีที่กลาํ วในวรรคแรก ถา๎ บคุ คลผู๎มหี น๎าที่และความรบั ผดิ ในการย่ืนรายการและเสียภาษไี มํสามารถจะ คํานวณกําไรสทุ ธิเพ่ือเสียภาษี ตามบทบญั ญัติในสวํ นน้ไี ด๎ ให๎นําบทบญั ญัติวําด๎วยการประเมนิ ภาษตี ามมาตรา ๗๑(๑) มาใช๎บงั คับโดยอนุโลม” กรณีภาษีหัก ณ ทจ่ี าํ ย หรืออากรแสตมป์ ต๎องจาํ ไวเ๎ สมอวํา ถา๎ ไมมํ ีกฎหมายกําหนดใหห๎ ักในกรณภี าษหี ัก ณ ที่ จาํ ย หรือไมมํ ีกาํ หนดไว๎ในบัญชแี สตมปอ์ ากรในกรณอี ากรแสตมป์ ผเู๎ สยี ภาษอี ากรกไ็ มํมีหน๎าท่ีต๎องเสยี ซึ่งกรณี เหลํานี้สามารถศึกษาไดใ๎ นคําสง่ั กรมสรรพากรท่ี ท.ป.๔/๒๕๒๘ และบัญชแี สตมปอ์ ากร ความรทู้ ั่วไปเก่ียวกับภาษอี ากร ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ภาษีเงินไดบ๎ ุคคลธรรมดา คือ ภาษีท่ีจัดเก็บจากบุคคลทั่วไปหรอื จากหนํวยภาษที ี่มีลักษณะพิเศษตามที่กฎหมาย กําหนด ผมู้ ีหน้าทเี่ สียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ๑) บคุ คลธรรมดา ๒) ห๎างหุ๎นสวํ นสามัญหรอื คณะบุคคลที่มิใชํนติ บิ ุคคล ๓) ผูถ๎ งึ แกํความตายระหวาํ งปภี าษี นนท์ เศรษฐวิวัฒน์

๑๓ ๔) กองมรดกทีย่ ังไมไํ ด๎แบํง \"เงินได้พึงประเมนิ \" ไดแ๎ กํ ๑) เงนิ ๒) ทรพั ยส๑ ินซง่ึ อาจคิดคาํ นวณได๎เป็นเงนิ ๓) ประโยชน๑ซงึ่ อาจคิดคํานวณไดเ๎ ป็นเงนิ ๔) เงนิ คําภาษีอากรทผ่ี ๎จู ํายเงินหรอื ผูอ๎ ่ืนออกแทนให๎ ๕) เครดิตภาษตี ามที่กฎหมายกําหนด แหลง่ เงินได้ อันเป็นเหตุให๎ต๎องนําไปรวมคํานวณภาษี ก. เงนิ ได๎เกดิ จากแหลงํ ในประเทศ หมายถงึ เงนิ ไดท๎ ่เี กิดขึน้ หรือเปน็ ผลสืบเนอื่ งจากมี ๑) หนา๎ ทง่ี านทที่ ําในประเทศไทย หรอื ๒) กิจการที่ทาํ ในประเทศไทย หรอื ๓) กจิ การของนายจา๎ งในประเทศไทย หรอื ๔) ทรัพย๑สนิ ที่อยูใํ นประเทศไทย (ดอกเบ้ีย เงนิ ป๓นผล คาํ เชํา ฯลฯ) ข. ผ๎มู เี งนิ ได๎เกิดจากแหลํงนอกประเทศ หมายถงึ เงนิ ไดท๎ เ่ี กิดขน้ึ หรือเป็นผลสืบเน่อื งจากมี ๑) หน๎าทีง่ านท่ที ําในตํางประเทศ หรือ ๒) กิจการท่ีทาํ ในตาํ งประเทศ หรอื ๓) ทรพั ย๑สนิ ท่ีอยใํู นตํางประเทศ ผูม๎ เี งินได๎เกดิ จากแหลํงนอกประเทศในปภี าษที ่ลี วํ งมาแล๎วจะตอ๎ งเสียภาษีเงนิ ไดใ๎ นประเทศไทยกต็ อํ เมอ่ื เข๎า องค๑ประกอบท้ัง ๒ ประการ ดงั ตํอไปน้ี ๑) ผม๎ู ีเงนิ ไดเ๎ ปน็ ผ๎ูอยํูในประเทศไทยในปภี าษนี ้นั ชว่ั ระยะเวลาหน่งึ หรอื หลายระยะเวลารวมท้ังหมดถึง ๑๘๐ วนั และ ๒) ผมู๎ เี งนิ ได๎ นําเงนิ ไดน๎ น้ั เข๎ามาในประเทศไทยในปีภาษีน้ันด๎วย ภาษเี งินได้นติ บิ คุ คล ๑. ผ้มู หี นา้ ที่เสยี ภาษีเงินได้นิตบิ คุ คล (๑) บริษัทหรอื หา๎ งห๎ุนสํวนนติ บิ ุคคลท่ีตั้งข้ึนตามกฎหมายไทย ไดแ๎ กํ ก. บริษทั จาํ กัด ข. บรษิ ัทมหาชนจํากัด ค. หา๎ งหุ๎นสํวนจํากดั ง. ห๎างหุ๎นสวํ นสามญั จดทะเบียน (๒) บริษทั หรอื หา๎ งหุ๎นสํวนนิตบิ คุ คลทตี่ ้งั ขน้ึ ตามกฎหมายตํางประเทศ จะมหี นา๎ ทเ่ี สยี ภาษีเงนิ ไดน๎ ิติบุคคลใน ประเทศไทย ก็ตอํ เมื่อเขา๎ เงื่อนไขข๎อใดขอ๎ หน่ึง ดงั ตํอไปน้ี ก. เขา๎ มากระทํากจิ การในประเทศไทย ข. กระทาํ กิจการในที่อน่ื ๆ รวมทัง้ ในประเทศไทย ค. กระทาํ กจิ การอนื่ ๆรวมทั้งในประเทศไทยและกจิ การท่ีกระทําน้ันเปน็ กิจการขนสงํ ระหวาํ งประเทศ ง. มไิ ดป๎ ระกอบกจิ การในประเทศไทย แตํไดร๎ ับเงินได๎พึงประเมนิ มาตรา ๔๐ (๒) (๓) (๔) (๕) หรอื (๖) ท่ีจาํ ย จากหรอื ในประเทศไทย(มาตรา ๗๐) นนท์ เศรษฐวิวฒั น์

๑๔ จ. มไิ ด๎เขา๎ มาทาํ กจิ การในประเทศไทยโดยตรง หากแตมํ ลี ูกจา๎ งหรอื ผท๎ู าํ การแทนหรอื ผ๎ูมาทาํ การตดิ ตอํ ในการ ประกอบกิจการในประเทศไทย ซงึ่ เปน็ เหตใุ ห๎ไดร๎ บั เงินไดห๎ รอื ผลกาํ ไรในประเทศไทย(มาตรา ๗๖ ทวิ) (๓) กจิ การซ่งึ ดําเนนิ การเป็นทางคา๎ หรือหากาํ ไร โดย ก. รัฐบาลตํางประเทศ ข. องคก๑ ารของรฐั บาลตาํ งประเทศ ค. นิตบิ คุ คลอนื่ ที่ตง้ั ข้นึ ตามกฎหมายของตํางประเทศ (๔) กิจการรํวมค๎า (Joint Venture) ได๎แกํ กิจการท่ดี าํ เนินการรวํ มกนั เปน็ ทางค๎าหรือหากาํ ไร ระหวาํ งบคุ คล ดังตอํ ไปน้ีคือ ก. บรษิ ัทกับบริษทั ข. บริษทั กบั ห๎างหุ๎นสวํ นนติ บิ ุคคล ค. หา๎ งหุน๎ สํวนนิติบุคคลกับห๎างห๎ุนสํวนนติ ิบคุ คล ง. บริษทั และหรือห๎างหนุ๎ สํวนนติ บิ ุคคลกับบุคคลธรรมดา จ. บริษทั และหรือห๎างหนุ๎ สํวนนติ บิ คุ คลกับคณะบุคคลท่มี ใิ ชํนิตบิ คุ คล ฉ. บรษิ ทั และหรือหา๎ งหน๎ุ สวํ นนติ ิบุคคลกับห๎างห๎ุนสวํ นสามัญ ช. บรษิ ัทและหรือห๎างห๎นุ สวํ นนิติบุคคลกบั นติ ิบคุ คลอนื่ (ข๎อสงั เกต คือ ตอ๎ งมีนิติบุคคลเปน็ ตวั หลัก) (๕) มูลนธิ หิ รือสมาคมท่ีประกอบกิจการซ่ึงมรี ายได๎แตํไมรํ วมถึงมลู นธิ ิหรือสมาคมทร่ี ฐั มนตรีประกาศกาํ หนดให๎ เป็นองค๑การหรอื สถานสาธารณกศุ ล (๖) นติ ิบคุ คลท่ีอธิบดีกาํ หนดโดยอนุมัตริ ัฐมนตรแี ละประกาศในราชกจิ จานเุ บกษาให๎เป็นบรษิ ทั หรือห๎างหนุ๎ สวํ น นิตบิ ุคคลตามประมวลรษั ฎากร ๒. นิติบคุ คลทีไ่ ม่ต้องเสียภาษเี งินได้ ๒.๑ หนวํ ยงานทต่ี ้งั ขึน้ ตามกฎหมายไทย เชํน กระทรวง ทบวง กรม องค๑การของรัฐบาลหรือสหกรณ๑ ๒.๒ ได๎รบั การยกเวน๎ ตามบทบญั ญัตขิ องกฎหมายตํางๆ ได๎แกํ (๑) ตามข๎อผกู พนั ทปี่ ระเทศไทยมีอยํูตามสญั ญาวําด๎วยความรวํ มมือทางเศรษฐกจิ หรอื ทางเทคนิคระหวาํ ง รฐั บาลไทยกบั รัฐบาลตํางประเทศ (๒) ตามกฎหมายวําดว๎ ยการสํงเสริมการลงทนุ (๓) ไดร๎ บั การยกเว๎นภาษเี งินไดน๎ ิตบิ ุคคลตามพระราชบัญญัติภาษีเงนิ ไดป๎ ิโตรเลียม (๔) มอี นสุ ัญญาวําด๎วยการเว๎นการเก็บภาษีซอ๎ นกับประเทศไทย ฐานภาษีของภาษีเงินได้นติ ิบุคคล ๑. กาํ ไรสุทธิ ๒. ยอดรายไดก๎ ํอนหักรายจาํ ย ๓. เงนิ ได๎ทจี่ ํายจากหรือในประเทศไทย ๔. การจําหนาํ ยเงินกําไรออกไปจากประเทศไทย ภาษีเงนิ ไดน้ ติ บิ คุ คลคํานวณจากกาํ ไรสุทธิ ผมู๎ หี นา๎ ท่เี สยี ภาษีเงินไดจ๎ ากกาํ ไรสุทธิ ได๎แกํ ๑. บริษทั หรือห๎างหุน๎ สํวนนติ ิบุคคลทต่ี ้ังข้นึ ตามกฎหมายไทย ก. บริษทั จํากัด นนท์ เศรษฐวิวฒั น์

๑๕ ข. บริษทั มหาชนจาํ กัด ค. ห๎างห๎ุนสํวนจํากัด ง. หา๎ งห๎นุ สวํ นสามญั จดทะเบียน ในกรณที บ่ี ริษัทหา๎ งห๎างหุ๎นสวํ นนิตบิ คุ คลที่ต้ังขึ้นตามกฎหมายไทยมสี าขาไมํวาํ จะอยํูในหรือนอกประเทศ ไทยจะตอ๎ งนาํ กาํ ไรสุทธิของสาขามารวมกําไรสทุ ธิของสํานักงานใหญเํ พ่อื เสียภาษีเงินได๎นติ บิ คุ คลในประเทศไทย ๒. บริษทั หรือห๎างห๎ุนสวํ นนิตบิ คุ คลที่ตั้งข้ึนตามกฎหมายของตํางประเทศ (ก) ตัง้ ขนึ้ ตามกฎหมายของตาํ งประเทศและกระทาํ กิจการในที่อน่ื ๆ รวมท้งั ในประเทศไทย จะตอ๎ งนํากาํ ไร สทุ ธเิ ฉพาะทไ่ี ด๎จากการกระทํากจิ การในประเทศไทยมาเสยี ภาษีเงนิ ได๎นติ บิ ุคคล (ข) มลี กู จ๎างหรอื ผท๎ู ําการแทน หรือผ๎ทู ําการติดตอํ ในการประกอบกจิ การในประเทศไทย ซงึ่ เป็นเหตใุ ห๎ ได๎รบั เงนิ ไดห๎ รอื ผลกาํ ไรในประเทศไทย ให๎ถือวาํ บุคคลผูจ๎ ๎างเปน็ ลกู จ๎าง หรอื ผูท๎ าํ การแทน หรือผทู๎ ําการตดิ ตอํ เชํนวาํ นั้นไมวํ าํ จะเปน็ บุคคลธรรมดาหรือนติ บิ ุคคล เป็นตวั แทนของบริษัทหรอื ห๎างหุน๎ สํวนนติ ิบคุ คลซ่งึ ตัง้ ขึน้ ตามกฎหมาย ของตํางประเทศและใหบ๎ คุ คลน้นั มหี นา๎ ทแี่ ละความรบั ผิดชอบในการยืน่ รายการและเสยี ภาษเี งินไดเ๎ ฉพาะที่เกยี่ วกับ เงินได๎หรือผลกําไรดงั กลําว ๓. กจิ การซึง่ ดําเนนิ การเปน็ ทางการค๎าหรอื หากําไรโดยรัฐบาลตํางประเทศ องค๑การของรฐั บาลตํางประเทศ หรือนติ ิบคุ คลอนื่ ท่ตี ั้งข้นึ ตามกฎหมายของตาํ งประเทศ ๔. กจิ การรวํ มคา๎ รอบระยะเวลาบัญชี ๑. ตอ๎ งเทํากบั ๑๒ เดือน โดยจะเรม่ิ ต๎นและส้ินสดุ ลงเมอ่ื ใดกไ็ ด๎ ๒. กฎหมายยอมให๎รอบระยะเวลาบัญชนี อ๎ ยกวํา ๑๒ เดอื น ไดม๎ ีเฉพาะกรณีดังตํอไปนี้ คอื ก. บริษัทหรือหา๎ งหุ๎นสํวนนิติบคุ คลเริ่มตั้งใหมํ จะถอื วนั เริ่มตง้ั ถงึ วนั หนง่ึ วันใดเปน็ รอบระยะ เวลาบัญชแี รกก็ได๎ แตํ รอบระยะเวลาบญั ชีตอํ ไปตอ๎ งเทาํ กับ ๑๒ เดอื น ข. บริษัทหรอื หา๎ งห๎ุนสํวนนติ ิบุคคลอาจยืน่ คาํ รอ๎ งขอเปลย่ี นวันสดุ ทา๎ ยของรอบระยะเวลาบัญชกี ไ็ ด๎ ตามที่อธิบดี กรมสรรพากรจะเห็นสมควรและสงั่ อนญุ าตซ่ึงรอบระยะเวลาบัญชีแรกที่ได๎รับอนุญาตให๎เปลยี่ นจะนอ๎ ยกวํา ๑๒ เดือน ค. บรษิ ทั หรอื หา๎ งหนุ๎ สํวนนิติบคุ คลท่เี ลิกกันให๎ถือเอาวนั ทีเ่ จา๎ พนักงานจดทะเบียนเลิกเป็น วันสุดท๎ายของรอบ ระยะเวลาบัญชี ง. บรษิ ทั หรอื หา๎ งหน๎ุ สํวนนิติบุคคลควบเขา๎ กัน ใหถ๎ อื วาํ บริษทั หรอื หา๎ งห๎ุนสวํ นนติ ิบุคคลนน้ั เลกิ กัน รอบระยะเวลา บัญชที ค่ี วบเข๎ากันจงึ เป็นไปตาม ค. ๓. กรณที บ่ี ริษทั หรือห๎างห๎ุนสํวนนติ บิ คุ คลเลกิ กจิ การ หากผูช๎ าํ ระบัญชี และผจ๎ู ดั การไมํสามารถยนื่ รายการและเสยี ภาษีไดภ๎ ายใน ๑๕๐ วนั นบั แตํวันสุดทา๎ ยของรอบระยะเวลาบญั ชแี ล๎ว ถ๎าได๎ยน่ื คาํ ร๎องตํออธบิ ดีภายใน ๓๐ วัน นับแตํ วันท่เี จ๎าพนกั งานรับจดทะเบียนเลิก อธบิ ดกี รมสรรพากรอาจพิจารณาอนมุ ตั ใิ ห๎ขยายรอบระยะเวลาบญั ชอี อกไปได๎ (ซ่งึ รอบระยะเวลาบัญชีรอบน้ีอาจเกนิ ๑๒ เดือนกไ็ ด๎) กําไรสุทธเิ พื่อเสยี ภาษีเงินได้นติ ิบุคคล คํานวณจากรายได๎ซึ่งได๎จากกจิ การหรอื เนื่องจากกิจการทก่ี ระทําในรอบระยะเวลาบญั ชหี กั ด๎วยรายจาํ ยตาม เง่อื นไขทร่ี ะบุไว๎ในมาตรา ๖๕ ทวิ และมาตรา ๖๕ ตรี การคํานวณรายได๎และรายจํายดังกลาํ วให๎ใช๎เกณฑ๑สทิ ธิ์ ในกรณีจําเป็น ผ๎ูมีเงินไดจ๎ ะขออนุมตั ิตํออธิบดี เพ่อื เปล่ียนแปลงเกณฑ๑สิทธ์แิ ละวิธกี ารทางบญั ชี เพ่ือคํานวณ รายไดแ๎ ละรายจํายตามเกณฑ๑อื่นก็ได๎และเม่ือไดร๎ บั อนุมัตจิ ากอธิบดแี ล๎วใหถ๎ ือปฏิบัติตัง้ แตํรอบระยะเวลาบญั ชีทอี่ ธิบดี กําหนดเปน็ ต๎นไป นนท์ เศรษฐวิวัฒน์

๑๖ เงื่อนไขการคํานวณกาํ ไรสุทธิตามมาตรา ๖๕ ทวิ การคํานวณกาํ ไรสุทธิเพื่อเสยี ภาษีเงนิ ได๎นิติบุคคล จะตอ๎ งเปน็ ไปตามเง่ือนไขท่ีบัญญตั ติ ามมาตรา ๖๕ ทวิ ซึ่งมี รายละเอยี ดดังน้ี ๑. รายการที่ระบไุ ว๎ในมาตรา ๖๕ ตรี ไมํให๎ถอื เปน็ รายจาํ ย ๒. คําสกึ หรอและคาํ เส่ือมราคาของทรพั ยส๑ ินให๎หักได๎ตามหลักเกณฑ๑ วธิ ีการ เง่อื นไขและอตั ราท่ีกาํ หนดโดย พระราชกฤษฎกี าฯ (ฉบบั ที่ ๑๔๕ ) ดงั น้ี ข๎อ ๑ การหักคาํ สกึ หรอและคําเส่อื มราคาจะต๎องไมํเกนิ อตั ราร๎อยละของมลู คาํ ตน๎ ทนุ ตามประเภทของ ทรัพย๑สนิ ดงั ตํอไปน้ี อาคารถาวร ร๎อยละ ๕ อาคารช่ัวคราว ร๎อยละ ๑๐๐ ตน๎ ทุนเพอื่ การไดม๎ าซึ่งแหลงํ ทรพั ยากรธรรมชาติที่สญู สนิ้ ไปได๎ รอ๎ ยละ ๕ ตน๎ ทุนเพอื่ การไดม๎ าซ่งึ สิทธิการเชํา - กรณีไมมํ ีหนงั สือสญั ญาเชาํ หรอื มหี นังสือสญั ญาเชาํ ที่มีข๎อกําหนดใหต๎ อํ อายุการเชาํ ไดโ๎ ดยเง่อื นไขใน การตํออายนุ ั้นเปิดโอกาสใหต๎ ํออายุการเชํากันไดต๎ ํอ ๆ ไป รอ๎ ยละ ๑๐ - กรณมี ีหนงั สือสญั ญาเชําที่ไมํมีขอ๎ กําหนดใหต๎ ํออายุการเชาํ ไดห๎ รือมีข๎อกําหนดให๎ตํออายุการเชาํ ได๎ เพียงระยะเวลาอนั จํากดั ๑๐๐ หารด๎วยจํานวนปีอายกุ ารเชําและอายุทีต่ ํอได๎รวมกัน ต๎นทุนเพื่อการได๎มาซ่ึงสิทธิในกรรมวธิ ี สตู ร ก๏ดู วลิ ล๑ เครื่องหมายการค๎าสิทธิประกอบกิจการตาม ใบอนุญาต สทิ ธบิ ัตรลขิ สทิ ธ์ิ หรือสทิ ธอิ ยาํ งอน่ื - กรณไี มํจาํ กดั อายุการใช๎ ร๎อยละ ๑๐ - กรณีจํากดั อายุการใช๎ ๑๐๐ หารด๎วยจํานวนปีอายุการใช๎ สภาพของทรัพย๑สินน้ันสึกหรอหรือเสื่อมราคาได๎ นอกจากทด่ี นิ และสินค๎า ร๎อยละ ๒๐ ข๎อ ๒ บริษทั หรือหา๎ งห๎ุนสํวนนิติบุคคลจะต๎องหักคาํ สึกหรอและคําเส่ือมราคาโดยเลอื กใช๎วิธีการทางบญั ชที ี่ รบั รองทวั่ ไปโดยเม่ือไดเ๎ ลือกใชว๎ ิธีการทางบัญชที ร่ี ับรองทวั่ ไปและอัตราทจี่ ะหักอยํางใดแล๎วให๎ใช๎วธิ กี ารทางบัญชแี ละ อตั ราน้ัน ตลอดไปจะเปลยี่ นแปลงได๎ตอํ เม่อื ได๎รบั อนมุ ตั จิ ากอธิบดกี รมสรรพากรหรือผู๎ทอ่ี ธิบดกี รมสรรพากร มอบหมายในกรณไี ด๎รับอนมุ ตั ิให๎เปลย่ี นแปลงได๎และให๎ถือปฏบิ ตั ิตัง้ แตรํ อบระยะเวลาบญั ชีทีไ่ ดร๎ ับอนุมัตินนั้ ข๎อ ๓ การหักคาํ สกึ หรอและคําเสอ่ื มราคา ใหค๎ ํานวณตามสํวนเฉลี่ยแหํงระยะเวลาท่ีไดท๎ รัพยส๑ นิ นัน้ มาในแตํ ละรอบระยะเวลาบัญชี ในกรณที ีร่ อบระยะเวลาบัญชีใดไมเํ ต็มสบิ สองเดือนใหเ๎ ฉลี่ยหักตามสํวนสําหรับรอบระยะเวลา บัญชนี ้นั ทั้งนี้ ไมเํ กินอัตราร๎อยละของมลู คําต๎นทุนตามประเภทของทรัพยส๑ นิ ดังกลาํ วข๎างต๎น โดยให๎เฉลย่ี เป็นวัน เชํน บรษิ ทั มรี อบระยะเวลาบัญชปี กติตามปีปฏิทนิ ได๎ซื้อเคร่ืองจักรเมื่อวันที่ ๑ ธนั วาคม ๒๕๕๗ การหกั คําสึกหรอและคาํ เส่ือมราคาของเคร่ืองจกั รหักไดร๎ อ๎ ยละ ๒๐๓๖x๕๓๑ ข๎อ ๔ ทรพั ย๑สินประเภทรถยนต๑โดยสารท่ีมที ี่นง่ั ไมํเกนิ สิบคนหรอื รถยนต๑นั่ง ให๎หักคาํ สึกหรอและคาํ เส่อื ม ราคาจาก มูลคําต๎นทุนเฉพาะสว่ นทีไ่ มเ่ กนิ ๑ ลา้ นบาท ขอ๎ ๕ การหักคําสึกหรอและคําเสือ่ มราคาสําหรบั ทรัพยส๑ นิ ไมวํ าํ ในกรณีใดจะหักจนหมดมูลคําตน๎ ทนุ ของ ทรพั ยส๑ นิ น้นั ไมไํ ด๎ โดยให๎คงเหลือมูลคําของทรพั ยส๑ ินนั้นเป็นจํานวนอยา่ งนอ้ ย ๑ บาท เวน๎ แตํทรัพย๑สนิ ประเภท รถยนต๑โดยสารท่ีมที ี่นั่งไมํเกิน ๑๐ คน หรอื รถยนต๑นง่ั ทม่ี ีมูลคําต๎นทุนเกนิ ๑ ลา๎ นบาทให๎คงเหลอื มลู คําต๎นทนุ ของ ทรัพย๑สินเทาํ กบั มลู คําต๎นทนุ สํวนทเ่ี กนิ ๑ ล๎านบาท นนท์ เศรษฐวิวฒั น์

๑๗ ขอ๎ ๖ กรณีทรัพย๑สินที่ไดม๎ าโดยการเชําซื้อหรือซ้ือขายเงนิ ผํอนให๎หักคําสึกหรอและคําเสอ่ื มราคาของ ทรัพยส๑ นิ ตามราคามลู คําตน๎ ทุน คอื ราคาทีพ่ ึงต๎องชําระทัง้ หมดตามสัญญาเชาํ ซ้ือหรือสัญญาซอ้ื ขายเงินผํอนแตํคําสกึ หรอและคําเสอื่ มราคาที่จะนาํ มาหกั ในรอบระยะเวลาบัญชจี ะต๎องไมเํ กินคาํ เชาํ ซ้ือหรือราคาทต่ี ๎องผํอนชาํ ระในรอบ ระยะเวลาบญั ชีนน้ั ข๎อ ๗ การหักคําสึกหรอและคําเส่ือมราคาของทรัพย๑สนิ ประเภทเครอ่ื งจักรและอุปกรณ๑เครอ่ื งจักรท่ีใช๎ สําหรับการวจิ ัยและพัฒนาให๎หกั คําสกึ หรอและคําเสอื่ มราคาเบ้อื งตน๎ ในวนั ท่ไี ด๎ทรัพย๑สินน้นั มาในอตั รารอ๎ ยละ ๔๐ ของมูลคําต๎นทนุ สาํ หรบั มูลคําต๎นทุนสํวนที่เหลือให๎หกั ตามเง่ือนไขและอัตราท่ีกําหนดไว๎ในตาราง ขอ๎ ๑ ขอ๎ ๘ การหักคาํ สกึ หรอและคําเสอ่ื มราคาทรพั ย๑สินประเภทเครอ่ื งบันทึกการเก็บเงนิ อาจเลือกหกั คาํ สกึ หรอ และคาํ เส่ือมราคาในอตั ราร๎อยละ ๑๐๐ ของมูลคําตน๎ ทุนตามเง่อื นไขที่กาํ หนดไว๎ในข๎อ ๑ ก็ได๎หรือเลือกหักคาํ สึกหรอ และคาํ เสื่อมราคาเบ้ืองตน๎ ในอตั รารอ๎ ยละ ๔๐ ของมลู คาํ ต๎นทุน สําหรบั มลู คําตน๎ ทนุ สวํ นท่ีเหลอื ใหห๎ ักตามเงื่อนไขและ อัตราท่ีกําหนดไวใ๎ นขอ๎ ๑ กไ็ ด๎ ขอ๎ ๙ การหกั คาํ สกึ หรอและคําเสอื่ มราคาเบ้ืองต๎นในวันทไ่ี ด๎ทรพั ย๑สนิ ประเภทอาคารถาวรท่บี รษิ ัทท่เี ป็น สํานกั งานปฏิบตั กิ ารภูมิภาคซื้อหรอื ได๎รบั โอนกรรมสทิ ธ์ิ เพ่ือมไี ว๎ในการประกอบกิจการของกิจการของตนเอง ให๎หักได๎ อตั รารอ๎ ยละ ๒๕ ของมูลคําต๎นทุน สาํ หรบั มลู คําต๎นทนุ สํวนทเ่ี หลอื ใหห๎ ักตามเงื่อนไขและอัตราที่กําหนดไวใ๎ นข๎อ ๑ ท้งั น้ีเฉพาะทรพั ยส๑ ินท่ีได๎มาตั้งแตํวนั ท่ี ๑ มกราคม ๒๕๔๕ การตีราคาทรัพยส์ ิน ราคาทรัพยส๑ ินอืน่ นอกจากราคาสินค๎าคงเหลือ ใหถ๎ ือตามราคาท่ีพงึ ซือ้ ทรพั ยส๑ ินนัน้ ไดต๎ ามปกติ และในกรณีที่มี การตรี าคาทรพั ยส๑ นิ เพิ่มข้ึนห๎ามมใิ หน๎ าํ ราคาทีต่ รี าคาเพิม่ ข้ึนมารวมคํานวณกําไรสุทธหิ รือขาดทุนสทุ ธิสํวนทรัพยส๑ ิน รายการใดมสี ทิ ธิหักคําสกึ หรอและคําเสื่อมราคาให๎หกั คําสึกหรอและคาํ เสอ่ื มราคาในการคํานวณกาํ ไรสทุ ธหิ รอื ขาดทุน สุทธิตามหลักเกณฑ๑ วธิ ีการ เง่อื นไข และอตั ราเดมิ ที่ใชอ๎ ยํูกํอนตีราคาทรพั ย๑สนิ เพม่ิ ขึน้ โดยให๎หกั เพยี งเทําที่ระยะเวลา และมูลคาํ ตน๎ ทุนทีเ่ หลืออยํสู ําหรบั ทรพั ยส๑ ินนนั้ เทํานนั้ การโอนทรพั ย์สินโดยไม่มคี า่ ตอบแทน ในกรณโี อนทรพั ย๑สินใหบ๎ รกิ ารหรือให๎กูย๎ มื เงนิ โดยไมํมคี าํ ตอบแทน คําบรกิ ารหรือดอกเบ้ยี หรอื มีคาํ ตอบแทน คําบริการหรือดอกเบี้ยต่ํากวําราคาตลาดโดยไมํมีเหตุอนั สมควร เจ๎าพนกั งานประเมินมีอาํ นาจประเมินคําตอบแทน คําบรกิ ารหรือดอกเบี้ยน้นั ตามราคาตลาดในวันทีโ่ อน ให๎บรกิ ารหรือให๎กูย๎ ืมเงนิ การคาํ นวณมลู คา่ ของทรัพย์สินและหน้ีสิน เม่ือมคี ่าหรือราคาเป็นเงินตราต่างประเทศ เงนิ ตรา ทรัพย๑สนิ หรือหนส้ี ิน ซึ่งมคี าํ หรือราคาเป็นเงินตราตํางประเทศที่เหลอื อยํูในวันสุดทา๎ ยของรอบ ระยะเวลาบัญชีให๎คํานวณหรอื ราคาเปน็ เงนิ ตราไทย ดงั น้ี ก. กรณีบริษัทหรือหา๎ งหุ๎นสวํ นนติ ิบคุ คลนอกจาก ข. ใหค๎ าํ นวณคาํ หรอื ราคาของเงนิ ตราหรอื ทรัพย๑สนิ เปน็ เงนิ ตราไทย ตามอัตราถวั เฉล่ียท่ีธนาคารพาณชิ ยร๑ ับซือ้ ซง่ึ ธนาคารแหํงประเทศไทยไดค๎ ํานวณไว๎ และให๎คํานวณคาํ หรือราคาของหน้สี นิ เป็นเงนิ ตราไทยตามอัตราถัวเฉลย่ี ที่ธนาคารพาณชิ ย๑ขาย ซง่ึ ธนาคารแหงํ ประเทศไทยได๎คํานวณไว๎ ข. กรณธี นาคารพาณิชยห๑ รอื สถาบันการเงนิ อืน่ ตามทรี่ ฐั มนตรกี ําหนดให๎คํานวณคําหรอื ราคาของเงินตรา ทรัพย๑สนิ หรือหน้สี นิ เปน็ เงนิ ตราไทยตามอตั ราถวั เฉล่ยี ระหวาํ งอัตราซื้อและอัตราขายของธนาคารพาณิชย๑ ทธ่ี นาคาร แหํงประเทศไทยได๎คํานวณไว๎ นนท์ เศรษฐวิวัฒน์

๑๘ เงินตราทรัพยส๑ ิน หรือหนี้สนิ ซง่ึ มคี าํ หรือราคาเปน็ เงินตราตาํ งประเทศท่ีรับมาหรอื จาํ ยไปในระหวํางรอบ ระยะเวลาบญั ชี ใหค๎ ํานวณคําหรอื ราคาเป็นเงินตราไทยตามราคาตลาดในวนั ทร่ี ับมาหรอื จํายไปนนั้ เพ่อื อํานวยความสะดวกแกํบริษัทหรือห๎างห๎นุ สวํ นนติ บิ ุคคลที่มีรอบระยะเวลาบญั ชีสิน้ สุดลงในวนั ท่ี ๓๑ ธนั วาคม ซ่งึ เปน็ ผปู๎ ระกอบการสวํ นใหญํ กรมสรรพากรจะออกประกาศอตั ราแลกเปลี่ยนเงินตราตาํ งประเทศในกรณี ดงั กลําวให๎ทราบท่ัวกนั สํวนผ๎มู ีรอบระยะเวลาบญั ชีสิน้ สุดลงในวันอื่นกรมสรรพากรไมํอาจประกาศให๎ทราบไดจ๎ งึ เป็น หน๎าท่ขี องผป๎ู ระกอบการต๎องสอบถามจากธนาคารแหํงประเทศไทยหรอื สาํ นักงานสาขาสํวนภูมภิ าคของ ธนาคารแหํง ประเทศไทยโดยตรง การตีราคาสนิ ค้าราคาสนิ ค้าคงเหลือในวันสุดทา้ ยของรอบระยะเวลาบญั ชี ให๎คาํ นวณตามราคาทนุ หรือราคาตลาดแล๎วแตํอยํางใดจะน๎อยกวาํ และให๎ถือราคานเ้ี ปน็ ราคาสนิ คา๎ คงเหลอื ยก มาสาํ หรบั รอบระยะเวลาบัญชใี หมํดว๎ ย การคํานวณราคาทนุ ของสินค้าที่ส่งเขา้ มาจากต่างประเทศ เจา๎ พนกั งานประเมนิ มีอํานาจประเมินโดยเทียบเคยี งกับราคาทุนของสินค๎าประเภทและชนดิ เดียวกบั ทส่ี งํ เข๎าไป ในประเทศอ่ืนได๎ การคํานวณราคาทุนของสนิ คา้ เป็นเงนิ ตราต่างประเทศ ถา๎ ราคาทนุ ของสินค๎าเปน็ เงินตราตาํ งประเทศ ให๎คํานวณเป็นเงินตราไทยตามอตั ราแลกเปล่ียนในท๎องตลาดของ วันทไี่ ดส๎ ินคา๎ นนั้ มา เว๎นแตเํ งินตราตํางประเทศนั้นจะแลกได๎ในอัตราทางราชการก็ใหค๎ าํ นวณเป็นเงินตราไทยตามอัตรา ทางราชการนัน้ การจาํ หนา่ ยหน้ีสูญ การจาํ หนาํ ยหนส้ี ูญจากบญั ชีลกู หนี้ จะกระทําได๎ตํอเมอ่ื เปน็ ไปตามหลักเกณฑว๑ ิธกี ารและเงื่อนไขท่ีกําหนด โดย กฎกระทรวงฉบบั ท่ี ๑๘๖ (พ.ศ.๒๕๓๔) แตํถ๎าได๎รบั ชําระหนี้ในรอบระยะเวลาบัญชีใดให๎นํามาคํานวณเป็นรายไดใ๎ น รอบระยะเวลาบญั ชีน้นั หน้ีสญู รายใดไดน๎ าํ มาคํานวณเปน็ รายไดแ๎ ล๎วหากไดร๎ บั ชาํ ระในภายหลงั กม็ ใิ หน๎ าํ มาคาํ นวณ เป็นรายได๎อีก หลักเกณฑ์ วธิ กี าร และเงอ่ื นไขในการจาํ นา่ ยหนส้ี ูญจากบัญชีลกู หนี้ มีดงั นี้ ขอ๎ ๑ หนส้ี ูญท่จี ะจาํ หนาํ ยจากบัญชีลกู นี้ต๎องเปน็ หนท้ี ่มี ลี ักษณะดังตอํ ไปน้ี (๑) ตอ๎ งเป็นหน้จี ากการประกอบกิจการหรือเน่ืองจากการประกอบกจิ การ หรอื หนี้ท่ีไดร๎ วมเป็นเงินได๎ในการ คํานวณกาํ ไรสุทธิ ท้งั น้ี ไมํรวมถงึ หนี้ทผี่ ๎เู ปน็ หรือเคยเปน็ กรรมการหรอื หุ๎นสวํ นผจู๎ ัดการเป็นลกู หนี้ ไมํวาํ หนี้น้นั จะ เกิดขึน้ กํอนหรือในขณะท่ผี ๎ูนน้ั เปน็ กรรมการหรือห๎นุ สวํ นผู๎จดั การ (๒) ต๎องเป็นหนี้ทยี่ ังไมขํ าดอายคุ วามและมหี ลกั ฐานโดยชัดแจง๎ ที่สามารถฟูองลกู หนี้ได๎ ข๎อ ๒ การจาํ หนํายหน้สี ญู จากบญั ชีลกู หนใี้ นกรณหี นี้ของลูกหนแี้ ตลํ ะรายมีจํานวนเกิน ๕๐๐,๐๐๐ บาท ขึน้ ไป ตอ๎ ง ดาํ เนนิ การดงั ตํอไปนี้ (๑) ได๎ติดตามทวงถามให๎ชาํ ระหน้ตี ามสมควรแกํกรณโี ดยมีหลกั ฐานการติดตามทวงถามอยาํ งชัดแจง๎ และไมํได๎ รบั ชาํ ระหน้ี โดยปรากฏวํา ก. ลูกหนถ้ี งึ แก่ความตาย เปน็ คนสาบสญู หรอื มีหลักฐานวําหายสาบสูญไปและไมํมีทรัพย๑สนิ ใดๆ จะ ชําระหนี้ได๎ นนท์ เศรษฐวิวัฒน์

๑๙ ข. ลกู หนี้เลกิ กจิ การและมีหน้ีของเจา๎ หนี้รายอื่นที่มีบรุ ิมสทิ ธิเหนอื ทรัพย๑สินทั้งหมดของลูกน้อี ยํใู นลําดับ กํอนเป็นจาํ นวนมากกวาํ ทรัพย๑สินของลกู หนี้ (๒) ไดด้ ําเนนิ การฟอ้ งลกู หนี้ในคดแี พํงหรอื ไดย้ ่นื คําขอเฉล่ียหนี้ในคดีทีล่ กู หนีถ้ ูกเจา๎ หนีร้ ายอ่ืนฟูองในคดแี พงํ และในกรณนี น้ั ๆ ไดม๎ คี าํ บังคับหรือคําสงั่ ของศาลแล๎ว แตลํ ูกน้ไี มํมที รัพย๑สินใดๆ จะชําระหนไี้ ด๎ หรือ (๓) ได๎ดาํ เนินการฟูองลูกน้ใี นคดีล๎มละลายหรือได๎ยื่นคาํ ขอรับชาํ ระหน้ีในคดีลกู นี้ถูกเจ๎าหนี้รายอน่ื ฟูองในคดี ล๎มละลาย และในกรณีนั้นๆ ได๎มกี ารประนอมหนีก้ ับลูกหน้โี ดยมคี ําสั่งเห็นชอบด๎วยกับการประนอมหนี้ หรือลกู หน้ีถูก ศาลพิพากษาใหเ๎ ป็นบุคคลลม๎ ละลายและไดม๎ ีการแบงํ ทรัพย๑สนิ ของลูกหนี้ครง้ั แรกแล๎ว ข๎อ ๓ การจําหนํายหนส้ี ญู จากบญั ชลี กู หนใ้ี นกรณหี น้ขี องลูกหน้ีแตลํ ะรายมจี าํ นวนไมเํ กิน ๕๐๐,๐๐๐ บาท ตอ๎ ง ดําเนนิ การดงั ตํอไปนี้ (๑) ไดด๎ าํ เนนิ การตามข๎อ ๒ (๑) แล๎ว (๒) ได๎ดาํ เนินการฟูองลูกหนใ้ี นคดแี พํงและศาลได๎มีคําสัง่ รับคาํ ฟูองน้นั แลว๎ หรอื ได๎ยน่ื คําขอเฉล่ยี หน้ใี นคดี ลกู หนี้ถูกเจ๎าหนรี้ ายอืน่ ฟูองในคดแี พํงและศาลได๎มคี าํ สง่ั รับคําขอนัน้ แลว๎ หรอื (๓) ได๎ดําเนินการฟูองลูกหนใี้ นคดลี ๎มละลายและศาลไดม๎ ีคําสงั่ รับคําฟูองนั้นแลว๎ หรอื ไดย๎ ื่นคําขอรับชําระหน้ี ใน คดที ่ีถูกเจ๎าหนีร้ ายอนื่ ฟูองในคดลี ม๎ ละลาย และศาลได๎มคี าํ สง่ั รบั คาํ ขอรบั ชําระหน้นี ้นั แล๎ว ในกรณีตาม (๒) หรือ (๓) กรรมการหรอื หุ๎นสํวนผจ๎ู ดั การของบริษัทหรอื หา๎ งห๎นุ สํวนนติ ิบคุ คลผูเ๎ ปน็ เจ๎าหนีม้ ี คาํ สง่ั อนุมัตใิ ห๎จาํ หนํายหนีน้ น้ั เปน็ หน้ีสญู จากบัญชลี กู หน้ภี ายใน ๓๐ วนั นับแตํวนั ส้ินรอบระยะเวลาบัญชีนั้น ข๎อ ๔ การจําหนาํ ยหน้ีสูญจากบญั ชลี ูกหนี้ธนาคารหรอื บริษทั เงินทุนตามกฎหมายวําด๎วยการประกอบ ธรุ กจิ เงนิ ทนุ ธุรกจิ หลักทรัพย๑ และธรุ กจิ เครดติ ฟองซเิ อร๑ ในกรณีหน้ขี องลูกหนแ้ี ตํละรายมจี ํานวนไมเํ กิน ๒๐๐,๐๐๐ บาท ใหก๎ ระทําได๎โดยไมํต๎องดําเนนิ การตามหลักเกณฑ๑ในข๎อ ๒ หรอื ข๎อ ๓ ถา๎ ปรากฏวําได๎มีหลกั ฐานการตดิ ตามทวง ถามให๎ชาํ ระหนีต้ ามสมควรแกํกรณีแล๎วแตไํ มํได๎รบั ชําระหนี้ และหากจะฟูองลูกหนี้จะต๎องเสียคําใช๎จาํ ยไมํคุ๎มกบั หน้ีที่ จะไดร๎ ับชาํ ระ ความในวรรคหนึ่งใหใ๎ ช๎บงั คับสาํ หรบั การจําหนํายหนี้สูญจากบญั ชลี กู หนี้ของบรษิ ัทหรือหา๎ งหน๎ุ สํวน นิติบุคลอ่นื ที่ มิใชํธนาคารหรือบริษทั เงนิ ทนุ ดงั กลําว ในกรณีหนี้ของลูกหนแี้ ตํละรายมจี าํ นวนไมเํ กิน๑๐๐,๐๐๐ บาท ดว๎ ย การคํานวณเงินปันผลเป็นรายได้ สําหรบั บริษทั จํากดั ท่ีตงั้ ขึ้นตามกฎหมายไทย ให๎นําเงินปน๓ ผลท่ไี ด๎จากบรษิ ัทจาํ กัดทตี่ ง้ั ขน้ึ ตามกฎหมายไทย กองทนุ รวมหรอื สถาบนั การเงินทม่ี กี ฎหมายโดยเฉพาะของประเทศไทย จัดต้ังขนึ้ สาํ หรบั ใหก๎ ยู๎ ืมเงินเพ่ือการสํงเสริม เกษตรกรรม พาณชิ ยกรรม หรอื อุตสาหกรรม และเงินสํวนแบงํ กําไรที่ได๎จากกจิ การรวํ มค๎า มารวมคาํ นวณเปน็ รายได๎ เพยี งก่ึงหนึง่ ของจํานวนท่ีได๎ เวน๎ แตบํ รษิ ัทจาํ กัดท่ตี ัง้ ข้ึนตามกฎหมายไทยดงั ตํอไปน้ีไมํต๎องนาํ เงินปน๓ ผลท่ีไดจ๎ ากบรษิ ทั จาํ กดั ที่ตง้ั ขนึ้ ตามกฎหมายไทย กองทุนรวม หรือสถาบันการเงินทีม่ กี ฎหมายโดยเฉพาะของประเทศไทยจัดตั้งขึ้น สาํ หรับใหก๎ ๎ูยืมเงินเพอ่ื สํงเสริมเกษตรกรรม พาณิชยกรรม หรืออุตสาหกรรม และเงนิ สวํ นแบงํ กาํ ไรทไ่ี ดจ๎ ากกิจการรํวม ค๎ามารวมคํานวณเป็นรายได๎ (ก) บรษิ ทั จดทะเบยี น (ข) บริษัทจํากดั นอกจาก (ก) ซึ่งถือห๎ุนในบริษัทจาํ กดั ผจู๎ าํ ยเงนิ ป๓นผลไมํน๎อยกวําร๎อยละ ๒๕ ของห๎ุนทงั้ หมด ทม่ี สี ิทธอิ อกเสยี งในบริษทั จาํ กัด ผ๎จู ํายเงินปน๓ ผลและบริษัทจํากัด ผ๎จู าํ ยเงินป๓นผล ไมํได๎ถอื หุน๎ ในบริษัทจํากดั ผร๎ู ับเงนิ ปน๓ ผลไมวํ ําโดยตรงหรอื โดยทางอ๎อม นนท์ เศรษฐวิวฒั น์

๒๐ ความในวรรคหนงึ่ มใิ ห๎ใช๎บงั คับในกรณที ่บี ริษัทจาํ กัดหรอื บริษัทจดทะเบียนทม่ี ีเงินได๎ท่เี ป็นเงินป๓นผลและเงนิ สํวนแบงํ กําไรน้นั ถือห๎ุนไว๎ไมํถึงสามเดอื นนับแตํวนั ทีไ่ ด๎หุน๎ หรอื หนวํ ยลงทนุ นัน้ มาถึงวนั มีเงินไดด๎ งั กลาํ วหรือไดโ๎ อนห๎ุน หรอื หนํวยลงทุนนนั้ ไปกํอนสามเดือนนบั แตํวนั ท่ีมเี งินได๎ เงินปน๓ ผลที่ไดจ๎ ากการลงทุนของกองทนุ สาํ รองเล้ยี งชพี ตามมาตรา ๖๕ ตรี(๒) ไมํให๎ถือวําเปน็ เงินป๓นผล หรือ เงนิ สํวนแบํงกําไรตามความในวรรคสอง ดอกเบ้ียกู้ยืม เงินปนั ผลหรือเงนิ สว่ นแบ่งของกาํ ไร ท่ีอยใู่ นบงั คับต้องถูกหกั ภาษีไว้ ณ ทจี่ ่าย ตามกฎหมายว่าดว้ ย ภาษเี งินได้ปโิ ตรเลยี ม ให๎นํามารวมคํานวณเป็นรายได๎เพยี งเทาํ ที่เหลอื จากถูกหกั ภาษีไว๎ ณ ทจ่ี ําย ตามกฎหมายดงั กลําว มูลนธิ หิ รอื สมาคมที่ประกอบกิจการซึ่งมีรายได้ ไมตํ ๎องนาํ เงนิ คาํ ลงทะเบยี น หรอื คําบาํ รุง ท่ีได๎รับจากสมาชิกหรอื เงนิ หรือทรัพยส๑ ินทไ่ี ด๎รับจากการรบั บรจิ าค หรือจากการใหโ๎ ดยเสนํหาแล๎วแตกํ รณมี ารวมคํานวณเป็นรายได๎ ภาษีมลู ค่าเพิ่ม ภาษขี าย ซึ่งบริษัทหรือห๎างห๎ุนสวํ นนติ ิบคุ คลทเี่ ปน็ ผ๎ูประกอบการจดทะเบยี นภาษีมูลคําเพิม่ ไดร๎ บั หรอื พงึ ไดร๎ ับ และ ภาษมี ลู คาํ เพิม่ ซึ่งได๎รับคนื จากการขอคืน ไมํตอ๎ งนาํ มารวมคํานวณเปน็ รายได๎ เง่ือนไขการคาํ นวณกําไรสทุ ธติ ามมาตรา ๖๕ ตรี(รายจ่ายต้องห้าม) (๑) เงินสาํ รองตําง ๆ นอกจาก ก. เงนิ สาํ รองจากเบี้ยประกันภัยเพ่ือสมทบทุนประกนั ชีวติ ท่ีกันไวก๎ ํอนคํานวณกําไร เฉพาะสํวนที่ไม่เกินร้อยละ ๖๕ ของจาํ นวนเบย้ี ประกันภยั ท่ไี ด๎รบั ในรอบระยะเวลาบัญชหี ลังจากหักเบ้ยี ประกนั ซึ่งเอาประกนั ตํอออกแลว๎ ถือเป็น รายจาํ ยได๎ในรอบระยะเวลาบัญชี ถา๎ กจิ การจาํ เปน็ ตอ๎ งใช๎เงินตามจาํ นวนที่เอาประกัน สําหรับกรมธรรมป๑ ระกันชวี ิต รายใด ไมวํ ําเต็มจํานวนหรอื บางสวํ นเงนิ ท่ีใชไ๎ ปเฉพาะสํวนทเ่ี กนิ เงินสํารองท่ีต้ังไว๎ถอื เป็นรายจาํ ยได๎ (สวํ นที่ไมเํ กินถอื เปน็ รายจํายไมํได๎) เมือ่ กรมธรรม๑ประกันชีวติ สิ้นสุดลงโดยการเลกิ สญั ญากรมธรรมเ๑ งนิ สํารองท่ีต้ังไวส๎ ําหรับกรมธรรม๑รายท่ีเลิกต๎อง โอนกลับไปเปน็ รายไดใ๎ นรอบระยะเวลาบญั ชที ีเ่ ลิกกรมธรรมน๑ น้ั ข. เงินสาํ รองจากเบ้ียประกันเพื่อสมทบทุนประกันภยั อ่ืนทีก่ นั ไว๎กํอนคาํ นวณกาํ ไร เฉพาะสวํ นทีไ่ มเํ กนิ ร๎อยละ ๔๐ ของจาํ นวนเบย้ี ประกนั ภยั ท่ีได๎รับในรอบระยะเวลาบัญชหี ลังจากหักเบ้ยี ประกันภัยซึ่งเอาประกันตํอออกแล๎วถือเปน็ รายจําย ได๎ เงนิ สํารองทกี่ นั ไวน๎ ้ี จะตอ๎ งถือเปน็ รายได๎ในการคํานวณกาํ ไรสุทธิเพื่อเสียภาษใี นรอบระยะเวลาบญั ชีปถี ดั ไป ค. เงินสํารองทก่ี นั ไวเ๎ ปน็ คําเผอ่ื หน้ีสูญหรอื หนี้สงสยั จะสญู สาํ หรับหนีจ้ ากการให๎สินเช่ือที่ธนาคารพาณชิ ย๑บริษทั เงนิ ทนุ บริษัทหลักทรัพย๑ หรือบริษัทเครดิตฟองซเิ อร๑ได๎กันไวต๎ ามกฎหมายวาํ ด๎วยการธนาคารพาณิชย๑ หรือกฎหมาย วําดว๎ ยการประกอบธุรกจิ เงนิ ทุน ธุรกิจหลกั ทรพั ย๑ และธรุ กิจเครดิตฟองซเิ อร๑ แลว๎ แตํกรณี ทงั้ น้ี เฉพาะสํวนท่ีตง้ั เพิ่มข้นึ จากเงินสาํ รองประเภทดงั กลําวที่ปรากฏในงบดุลของรอบระยะเวลาบญั ชีกํอน เงนิ สํารองสํวนทต่ี ้งั เพ่ิมขึ้นตามวรรคหน่งึ และได๎นํามาถอื เป็นรายจาํ ยในการคํานวณกาํ ไรสทุ ธิไปแล๎วในรอบ ระยะเวลาบัญชใี ด ตอํ มาหากมกี ารตั้งเงินสํารองดังกลาํ วลดลง ใหน๎ ําเงินสาํ รองสํวนที่ตง้ั ลดลงซ่ึงได๎ถอื เปน็ รายจํายไป แลว๎ น้นั มารวมคํานวณเปน็ รายไดใ๎ นรอบระยะเวลาบญั ชที ตี่ ั้งเงินสาํ รองลดลงนั้น (๒) เงนิ กองทนุ เว๎นแตกํ องทุนสํารองเลยี้ งชพี ซงึ่ เปน็ ไปตามหลักเกณฑ๑ วธิ กี าร และเง่ือนไขท่ีกําหนดโดย นนท์ เศรษฐวิวฒั น์

๒๑ กฎกระทรวง ฉบบั ท่ี ๑๘๓ (พ.ศ.๒๕๓๓) (๓) รายจาํ ยอันมลี ักษณะเป็นการสวํ นตวั การใหโ๎ ดยเสนหํ าหรอื การกุศล เว๎นแตรํ ายจาํ ยเพื่อการกุศล สาธารณะ หรอื เพอ่ื การสาธารณประโยชนต๑ ามท่ีอธิบดกี าํ หนดโดยอนุมัติรฐั มนตรใี หห๎ ักไดใ๎ นสํวนทไ่ี มเํ กนิ รอ๎ ยละ ๒ ของกาํ ไรสทุ ธิ และรายจาํ ยเพื่อการศึกษาหรือเพือ่ การกีฬา ตามท่ีอธิบดีกําหนดโดยอนุมัติรัฐมนตรีให๎หักได๎อีกในสํวนที่ ไมเํ กินร๎อยละ ๒ ของกาํ ไร สทุ ธิซ่ึงมีหลกั เกณฑ๑ตามประกาศกรมสรรพากร เก่ียวกับภาษีเงินได๎(ฉบับท่ี ๔๔)ดังน้ี ขอ๎ ๑ รายจํายเพื่อการสาธารณประโยชน๑ได๎แกํ รายจาํ ยทจี่ าํ ยใหห๎ รือเพื่อกิจการดังตํอไปน้ี (๑) การสํงเสริม อนุรักษ๑ และรักษาพนั ธุ๑สตั วป๑ ุาสงวนและสตั วค๑ มุ๎ ครองตามกฎหมายวาํ ด๎วยการสงวน คุ๎มครองสตั ว๑ปาุ (๒) การคุ๎มครองและดแู ลรักษาอุทยานแหํงชาตติ ามกฎหมาย วําด๎วยอทุ ยานแหงํ ชาติ (๓) การค๎ุมครองและรักษาปุาสงวนแหํงชาติตามกฎหมาย วาํ ดว๎ ยปาุ สงวนแหงํ ชาติ (๔) การสํงเสริม คม๎ุ ครองและรักษาคุณภาพส่งิ แวดล๎อมตามกําหมายวาํ ด๎วยการสํงเสรมิ และรกั ษาคุณภาพ สิ่งแวดล๎อมแหงํ ชาติ (๕) การควบคุม ปูองกนั แก๎ไข ตลอดจนการลดและขจดั อันตรายอันเกดิ จากการแพรํกระจายของมลพิษ หรอื ภาวะมลพิษและของเสียอนั ตรายตามกฎหมายวําด๎วยการสํงเสรมิ และรักษาคณุ ภาพสงิ่ แวดล๎อม (๖) กองทนุ สิง่ แวดล๎อม ตามกฎหมายวําด๎วยการสงํ เสรมิ และรักษาคุณภาพสิง่ แวดลอ๎ มแหํงชาติ (๗) การบรู ณะโบราณสถาน โบราณวัตถุ และศิลปวัตถุ ตามกฎหมายวําด๎วยโบราณสถาน โบราณวัตถุ ศิลปวัตถุ และพิพิธภัณฑ๑สถานแหํงชาติ (๘) การกํอสรา๎ งถนนและได๎โอนกรรมสทิ ธใิ์ ห๎แกสํ ํวนราชการและองค๑การของรัฐบาลโดยไมํมคี าํ ตอบแทน ทง้ั นเี้ ฉพาะสํวนราชการหรอื องค๑การของรฐั บาลผ๎ูรบั โอนได๎ให๎ประชาชนใช๎ประโยชน๑ในถนนดังกลําว ทงั้ นี้ รายจาํ ยตาม (๑) ถงึ (๘) ต๎องเป็นการจาํ ยให๎แกํกจิ การตามโครงการพระราชดาํ ริ ของทางราชการ หรือองคก๑ ารของรฐั บาล หรอื องค๑การกุศลสาธารณะท่รี ฐั มนตรีประกาศกําหนดตามมาตรา ๔๗ (๗) (ข) แหํงประมวล รษั ฎากร ขอ๎ ๒ รายจํายเพ่ือการศึกษา ได๎แกํ รายจํายในการบริจาคเงนิ หรือทรัพยส๑ นิ ที่จํายใหแ๎ กํหรอื เพื่อกิจการ ดังตํอไปนี้ (๑) สถานศึกษา หอสมุดหรือห๎องสมดุ หรือสถาบันวจิ ยั ทง้ั น้ีเฉพาะของทางราชการ (๒) การใหท๎ นุ การศึกษาแกํนักเรยี น นิสติ นกั ศกึ ษา เปน็ การท่ัวไป (๓) กระทรวง ทบวง กรม เทศบาล สุขาภบิ าล หรอื องค๑การบรหิ ารสวํ นทอ๎ งถนิ่ เพื่อสรา๎ งสถานศกึ ษา หอสมดุ หรอื หอ๎ งสมดุ ของทางราชการ (๔) สถานศึกษาที่ต้ังขึน้ ตามกฎหมายวําดว๎ ยโรงเรียนเอกชนโดยบรษิ ทั หรือห๎างห๎นุ สํวนนติ ิบุคคลหรือนิติ บุคคลอน่ื และสถานศึกษาทีเ่ ป็นสถาบันอุดมศึกษาเอกชนตามกฎหมายวําดว๎ ยสถาบนั อดุ มศกึ ษาเอกชน ขอ๎ ๓ รายจาํ ยเพื่อการกีฬา ไดแ๎ กํ รายจํายในการบริจาคเงินหรอื ทรพั ยส๑ นิ ให๎แกหํ รือเพื่อกจิ การดังตํอไปนี้ (๑) การกีฬาแหํงประเทศไทย (๒) คณะกรรมการกีฬาจงั หวัด ทจี่ ัดต้งั ขึ้นตามกฎหมายวาํ ดว๎ ยการกฬี าแหงํ ประเทศไทย เพอ่ื สํงเสริมกีฬา ในจงั หวัด (๓) กรมพลศกึ ษา เพอื่ การจดั การแขํงขนั กีฬานกั เรียน (๔) สมาคมกีฬาสมคั รเลนํ ที่ได๎รับอนุญาตจากการกฬี าแหํงประเทศไทย (๔) คาํ รับรองหรอื คาํ บริการท่ีจะหักเป็นรายจํายได๎ จะต๎องเป็นไปตามหลักเกณฑ๑กําหนดโดยกฎหระทรวงฉบบั ท่ี ๑๔๓ (แกไ๎ ขเพ่มิ เติมโดยกฎกระทรวง ฉบับที่ ๒๒๒ สําหรับรอบระยะเวลาบญั ชีที่เรมิ่ ใน ๒๕๔๒ เปน็ ต๎นไป) นนท์ เศรษฐวิวัฒน์

๒๒ ก. คํารบั รองหรือคาํ บริการนน้ั ตอ๎ งเป็นคํารบั รองหรือคําบรกิ ารอนั จําเป็นตามธรรมเนยี มประเพณที างธรุ กจิ ทว่ั ไป และบุคคลซงึ่ ได๎รบั รองหรอื รับบรกิ าร ตอ๎ งมิใชลํ กู จา๎ งของบริษัทหรือหา๎ งห๎นุ สวํ นนิติบคุ คลเว๎นแตลํ กู จา๎ งดงั กลําว จะมหี นา๎ ทเ่ี ข๎ารวํ มในการรบั รองหรือการบริการนนั้ ดว๎ ย ข. คํารบั รองหรือคาํ บรกิ ารต๎อง ๑. เปน็ คาํ ใชจ๎ ํายอนั เกี่ยวเนอ่ื งโดยตรงกบั การรับรองหรือการบริการท่ีจะอํานวยประโยชนแ๑ กกํ จิ การ เชนํ คาํ ทีพ่ ัก คําอาหาร คําเครอ่ื งด่ืม คําดูมหรสพ คําใช๎จํายเกีย่ วกับการกีฬา เป็นต๎น หรือ ๒. เป็นคําส่ิงของที่ใหแ๎ กํบคุ คลซงึ่ ไดร๎ บั การรับรองหรือรบั บรกิ าร ไม่เกนิ คนละ ๒,๐๐๐ บาท ในแตํละ คราวทม่ี ีการรบั รองหรือการบรกิ าร ค. จาํ นวนเงินคาํ รับรองและคําบริการใหน๎ ํามาหักเป็นรายจํายไดเ๎ ทาํ กบั จาํ นวนเทําท่ีต๎องจําย แตํรวมกันต๎อง ไม่เกินร้อยละ ๐.๓ ของจํานวนเงนิ ยอดรายไดห้ รือยอดขายทีต่ อ๎ งนาํ มารวมหรือคาํ นวณกาํ ไรสุทธิ กอํ นหักรายจํายใด ในรอบระยะเวลาบญั ชหี รอื ของจํานวนเงินทนุ ทไ่ี ดร๎ ับชาํ ระแลว๎ ถงึ วนั สดุ ท๎ายของรอบระยะเวลาบญั ชี แล๎วแตํอยํางใด จะมากกวาํ ทงั้ น้รี ายจํายทจ่ี ะนาํ มาหักได๎จะต๎องมจี ํานวนสูงสุดไม่เกิน ๑๐ ลา้ นบาท ง. คาํ รบั รองหรือคําบริการนนั้ ต๎องมกี รรมการหรือผ๎เู ปน็ หุ๎นสวํ นหรือผจู๎ ดั การ หรือผูไ๎ ด๎รับมอบหมายจาก บุคคลดังกลาํ วเป็นผ๎ูอนุมตั หิ รือคาํ สั่งจํายคาํ รบั รองหรือคําบรกิ ารนนั้ ดว๎ ย และต๎องมใี บรับหรอื หลักฐานของผู๎รบั เงิน สาํ หรบั เงินที่จาํ ยเปน็ คาํ รบั รองหรอื คาํ บริการ เว๎นแตํในกรณที ผี่ ู๎รับเงนิ ไมมํ หี น๎าที่ตอ๎ งออกใบรับตามประมวลรษั ฎากร (๕) รายจาํ ยอนั มีลักษณะเป็นการลงทุนหรอื รายจํายในการตอํ เติมเปลยี่ นแปลงขยายออก หรือทาํ ใหด๎ ขี ้ึนซ่งึ ทรพั ย๑สนิ แตํไมใํ ชเํ ป็นการซอํ มแซมใหค๎ งสภาพเดมิ (๖) ภาษีมลู คาํ เพิ่มทีช่ ําระหรือพึงชาํ ระ และภาษีซือ้ ของบริษัทหรือห๎างหนุ๎ สวํ นนิติบุคคลทเ่ี ป็นผป๎ู ระกอบการจด ทะเบยี น เวน๎ แตํภาษีซื้อที่ต๎องหา๎ มนาํ มาหกั ในการคํานวณภาษีมลู คําเพมิ่ (ภาษซี อื้ จากรายจาํ ยเพอื่ การรับรองหรอื ท่ีมี ลักษณะทาํ นองเดยี วกนั ตามอธบิ ดกี าํ หนด) หรอื ภาษซี ือ้ อื่นตามท่กี ําหนดโดยพระราชกฤษฎีกาฯ (ฉบบั ที่ ๒๔๓) พ.ศ. ๒๕๔๓ และประกาศอธบิ ดีกรมสรรพากรฯ (ฉบบั ท่ี ๔๒) (๗) การถอนเงนิ โดยปราศจากคาํ ตอบแทนของผู๎เป็นหุ๎นสํวนในห๎างหน๎ุ สํวนนิตบิ คุ คล (๘) เงนิ เดอื นของผูถ๎ ือหุน๎ หรือผ๎ูเปน็ ห๎ุนสํวนเฉพาะสํวนท่จี ํายเกินสมควร (๙) รายจาํ ยซ่ึงกําหนดขึ้นเองโดยไมํมีการจาํ ยจริง หรือรายจาํ ยซึ่งควรจะได๎จํายในรอบระยะเวลาบัญชอี น่ื เว๎นแตํ ในกรณที ี่ไมํสามารถจะลงจาํ ยในรอบระยะเวลาบัญชีใด ก็อาจลงจํายในรอบระยะเวลาบัญชีทีถ่ ดั ไปได๎ (๑๐) คําตอบแทนแกทํ รัพยส๑ ินซง่ึ บริษัทหรือห๎างห๎ุนสวํ นนิตบิ ุคคลเป็นเจา๎ ของเองและใช๎เอง (๑๑) ดอกเบ้ยี ที่คดิ ให๎สาํ หรบั เงนิ ทุน เงนิ สํารองตํางๆ หรือเงินกองทุนของตนเอง (๑๒) ผลเสยี หายอนั อาจไดก๎ ลับคนื เน่อื งจากการประกนั หรอื สญั ญาคุ๎มกนั ใดๆหรือขาดทุนสุทธใิ นรอบระยะเวลา บญั ชีกํอนๆ เวน๎ แตผํ ลขาดทนุ สุทธิ ยกมาไมเํ กนิ หา๎ ปีกํอนรอบระยะเวลาบัญชปี ปี จ๓ จบุ นั สาํ หรบั การนาํ ผลขาดทุนสุทธิมาหกั นี้ กรมสรรพากรได๎วางแนวทางไดด๎ ังนี้ ๑. ตอ๎ งเปน็ ผลขาดทนุ สุทธิ ซ่งึ ไดค๎ าํ นวณขึน้ ตามเง่ือนไขตามมาตรา ๖๕ ทวิ และมาตรา ๖๕ ตรี แหงํ ประมวลรัษฎากร ๒. เป็นผลขาดทุนสทุ ธิท่เี กดิ ข้ึนในรอบระยะเวลาบญั ชี ซึ่งย๎อนหลงั ขนึ้ ไปได๎ไมเํ กินหา๎ ปนี ับจากปปี ๓จจบุ ัน ๓. ใหน๎ าํ ผลขาดทุนสทุ ธทิ ่เี กิดข้นึ ในของรอบระยะเวลาบัญชที เี่ กิดข้นึ กํอนนําไปหักจากผลกาํ ไรของรอบ ระยะเวลาบัญชแี รกทีม่ ผี ลกําไรกํอนหากปรากฏวาํ เม่ือหักกลบลบกนั แลว๎ ยงั มีผลขาดทุนสุทธิอยกํู จิ การมสี ิทธจิ ะนาํ ผล ขาดทุนสทุ ธนิ นั้ ไปหักจากกําไรปตี อํ ๆ ไปได๎อกี แตตํ อ๎ งไมํเกินห๎ารอบระยะเวลาบญั ชีหากเกนิ ห๎ารอบระยะเวลาบญั ชี ยอํ มหมดสทิ ธิที่จะยกไปหักอีกตํอไป (๑๓) รายจํายซ่ึงมใิ ชํรายจํายเพ่อื หากาํ ไรหรือเพื่อกิจการโดยเฉพาะ นนท์ เศรษฐวิวัฒน์

๒๓ (๑๔) รายจํายซ่ึงมิใชรํ ายจํายเพ่ือกจิ การในประเทศไทยโดยเฉพาะ (๑๕) คําซื้อทรพั ยส๑ ินและรายจํายเกย่ี วกบั การซอื้ หรอื ขายทรัพย๑สินในสวํ นทเ่ี กนิ ปกติโดย ไมมํ เี หตุผลอนั สมควร (๑๖) คาํ ของทรัพยากรธรรมชาติท่สี ญู หรือสิ้นไปเนอ่ื งจากกิจการท่ีทํา (๑๗) คําของทรัพย๑สินนอกจากสนิ ค๎าทตี่ ีราคาตํา่ ลง ทงั้ นภ้ี ายใตบ๎ ังคบั มาตรา ๖๕ ทวิ (๑๘) รายจาํ ยซึง่ ผูจ๎ ํายพสิ จู น๑ไมํได๎วําใครเป็นผ๎รู ับ (๑๙) รายจํายใดๆ ทกี่ ําหนดจํายจากผลกําไรทไ่ี ด๎เม่ือสน้ิ สดุ รอบระยะเวลาบญั ชแี ล๎ว (๒๐) รายจํายทม่ี ีลักษณะทาํ นองเดยี วกับทรี่ ะบุไวใ๎ น (๑) ถึง (๑๙) ซึ่งจะกําหนดโดยพระราชกฤษฎกี า ปจ๓ จบุ ันมพี ระราชกฤษฎีกาฯ(ฉบบั ที่ ๓๑๕) พ.ศ. ๒๕๔๐ กําหนดวาํ รายจํายตํอไปนี้ ไมํให๎ถือเป็นรายจํายใน การคาํ นวณกําไรสุทธิ (ใชบ๎ งั คับสาํ หรับทรพั ย๑สินที่ไดม๎ าหรือทไ่ี ด๎ทาํ สัญญาเชําเป็นหนงั สือต้ังแตวํ นั ที่ ๒๙ พฤษภาคม ๒๕๓๙ เป็นตน๎ ไป) ๑. มูลคาํ ต๎นทุนของทรัพยส๑ ินประเภทรถยนตน๑ ง่ั และรถยนตโ๑ ดยสารทม่ี ีทน่ี ่ังไมเํ กนิ สบิ คนตามกฎหมาย วําดว๎ ย พิกัดอตั ราภาษสี รรพสามติ เฉพาะส่วนท่เี กนิ คนั ละหนงึ่ ล้านบาท ทั้งน้ี ไมรํ วมถึงกรณีท่ี ก. ผู๎ประกอบธรุ กิจซือ้ ขายหรือใหเ๎ ชาํ ซ้อื รถยนต๑ มรี ถยนตป๑ ระเภทดังกลําวได๎เพ่ือเปน็ สินค๎า หรอื ข. ผู๎ประกอบธุรกจิ ให๎เชํารถยนต๑มรี ะยนต๑ประเภทดังกลําวไว๎ เพ่ือการให๎เชาํ เฉพาะมูลคาํ ทีเ่ หลือหลังจากหักคําสกึ หรอและคําเสื่อมราคาตามมาตรา ๖๕ ทวิ(๒) แหํงประมวลรษั ฎากร คาํ วาํ \"ทรัพยส๑ ิน\" หมายความรวมถงึ ทรัพยส๑ นิ ท่ีได๎มาโดยการซอ้ื รวมถงึ การเชาํ ซ้อื หรือการซื้อขาย เงนิ ผอํ นด๎วย ๒. คําเชาํ ทรัพยส๑ ินประเภทรถยนต๑น่ังและรถยนตโ๑ ดยสารทมี่ ที ่นี ั่งไมํเกนิ สิบคนตามกฎหมายวําดว๎ ยพิกดั อตั รา ภาษีสรรพสามิต เฉพาะคาํ เชําสวํ นท่ีเกนิ คันละสามหมนื่ หกพันบาทตอ่ เดอื นในกรณีทเ่ี ชาํ เปน็ รายเดอื นหรือรายปี หรือ คําเชาํ สวํ นท่ีเกนิ คันละหนง่ึ พันสองร้อยบาทต่อวนั ในกรณีท่ีเชําเปน็ รายวัน เศษของเดือนใหค๎ ดิ เปน็ วัน หากเชําไมถํ ึง หนง่ึ วนั ใหค๎ ํานวณคําเชําตามสํวนของระยะเวลาท่เี ชาํ ท้งั นี้ โดยรวมภาษมี ลู คําเพ่ิมดว๎ ย อตั ราภาษีและการคํานวณภาษี (๑) อัตราภาษี ก. ภาษีจากกําไรสุทธิของบรษิ ัทหรือหา๎ งห๎ุนสวํ นนติ ิบคุ คลรอ๎ ยละ ๒๐ ข. ภาษีจากกําไรสทุ ธเิ ฉพาะกรณที ี่ไดจ๎ ากการประกอบกจิ การวิเทศธนกจิ ตามประกาศกระทรวงการคลงั เรื่องการประกอบกจิ การวิเทศธนกิจของธนาคารพานชิ ย ๑ลงวนั ท่ี๑๖ กนั ยายน ๒๕๓๕ รอ๎ ยละ ๑๐ (๒) การคาํ นวณภาษีเงินได๎นิติบคุ คลจากกําไรสทุ ธิ บรษิ ัทหรือหา๎ งห๎นุ สํวนนติ บิ ุคคลท่ีมีหน๎าท่เี สียภาษเี งินได๎นิติ บุคคลจากกําไรสุทธจิ ะตอ๎ งคาํ นวณภาษเี งินไดน๎ ติ บิ ุคคลและยืน่ แบบแสดงรายการและชาํ ระภาษปี ลี ะ ๒ ครงั้ ดงั น้ี ก. การคาํ นวณเงินไดน๎ ติ ิบคุ คลคร่ึงรอบระยะเวลาบัญชีน้นั ไดม๎ ีบญั ญตั ิไวใ๎ นมาตรา ๖๗ ทวิ แหงํ ประมวล รษั ฎากรดงั น้ี (๑) ในกรณีบริษทั หรือห๎างหนุ๎ สวํ นนิติบคุ คล นอกจากที่กลําวใน (๒) ใหจ๎ ัดทาํ ประมาณการกําไรสทุ ธหิ รือ ขาดทุนสทุ ธิ ซึง่ ไดจ๎ ากกจิ การหรือเน่ืองจากกิจการที่ได๎กระทําหรือจะได๎กระทาํ ในรอบระยะเวลาบญั ชีนั้น แลว๎ ให๎ คาํ นวณและชาํ ระภาษเี งินได๎นิติบุคคลจากจํานวนกึ่งหน่งึ ของประมาณการกําไรสทุ ธใิ นรอบระยะเวลาบัญชีนนั้ (๒) ในกรณีบริษัทจดทะเบยี นธนาคารพาณิชย๑ตามกฎหมายวาํ ด๎วยการธนาคารพาณชิ ยห๑ รือบริษทั เงินทุน บริษัทหลกั ทรัพย๑ หรอื บรษิ ัทเครดติ ฟองซเิ อร๑ หรอื บรษิ ทั หรือห๎างห๎นุ สํวนนติ บิ คุ คลท่ีอธิบดกี าํ หนด ให๎คํานวณและ ชาํ ระภาษีจากกาํ ไรสุทธขิ องรอบระยะเวลาหกเดอื นนับแตํวันแรกของรอบระยะเวลาบญั ชตี ามเงือ่ นไขท่รี ะบุไวใ๎ น มาตรา ๖๕ ทวิ และ ๖๕ ตรี นนท์ เศรษฐวิวฒั น์

๒๔ ภาษีเงนิ ได๎นติ บิ คุ คลครง่ึ รอบระยะเวลาบัญชนี ใ้ี ห๎ถือเป็นเครดิตในการเสยี ภาษีเงินได๎นิตบิ ุคคลเม่ือส้ิน รอบระยะเวลาบญั ชีคอื เอาไปหกั ออกจากภาษีทีต่ ๎องเสยี จากกาํ ไรสทุ ธิของทั้งรอบระยะเวลาบัญชแี ละในกรณีท่ภี าษีท่ี เสียไวค๎ ร่ึงรอบระยะเวลาบญั ชีสงู กวําภาษีทจ่ี ะต๎องเสยี ทั้งรอบระยะเวลาบญั ชี บริษทั หรือห๎างห๎ุนสํวน นิติบุคคลก็มีสทิ ธิ ขอคืนภาษที ่ีชาํ ระไว๎เกนิ ได๎ กรณีทีบ่ ริษัทหรือห๎างหนุ๎ สํวนนติ ิบุคคลมรี อบระยะเวลาบญั ชแี รกหรอื รอบระยะเวลาบัญชีสุดท๎าย นอ๎ ย กวาํ ๑๒ เดือน ไม่ตอ้ งย่ืนแบบแสดงรายการและเสยี ภาษีเงินได๎นิตบิ คุ คลครง่ึ รอบระยะเวลาบญั ชี ข. การคํานวณเงินได๎นิติบุคคลจากกําไรสุทธิ เมอ่ื สิน้ รอบระยะเวลาบญั ชี การคาํ นวณกําไรสทุ ธขิ องบริษัทหรือ หา๎ งหนุ๎ สํวนนิติบคุ คลใหค๎ ํานวณกาํ ไรสุทธิตามเง่ือนไขที่บัญญัตไิ ว๎ในประมวลรษั ฎากร โดยนาํ กาํ ไรสทุ ธดิ ังกลาํ วคูณด๎วย อัตราภาษีเงนิ ได๎นติ ิบุคคล จะไดภ๎ าษีเงนิ ได๎นิติบคุ คลท่ีต๎องชําระ ถ๎าคํานวณกาํ ไรสทุ ธิออกมาแล๎วปรากฎวํา ไมํมีกําไร สุทธหิ รอื ขาดทุนสุทธิ บริษทั ไมตํ อ๎ งเสียภาษีเงนิ ได๎นติ ิบคุ คล ถ๎าการจัดทาํ บัญชีของบรษิ ัทได๎จดั ทําข้นึ ตามหลกั บญั ชโี ดย ไมํไดป๎ ฎบิ ตั ิตามเง่ือนไขในประมวลรษั ฎากรเม่ือจะคํานวณภาษีบริษัทจะตอ๎ งปรับปรงุ กําไรสุทธดิ ังกลาํ วให๎เปน็ ไปตาม เง่ือนไขท่บี ัญญตั ไิ ว๎ในประมวลรัษฎากรแลว๎ จงึ คาํ นวณภาษีเงนิ ไดน๎ ิตบิ ุคคล การยืน่ แบบแสดงรายการและชําระภาษี ๑. การเสียภาษเี งนิ ไดน๎ ติ ิบุคคลครึง่ รอบ จะต๎องย่นื แบบแสดงรายการพร๎อมชําระภาษี(ถ๎าม)ี ตามแบบ ภ.ง.ด. ๕๑ ภายใน ๒ เดือนนบั จากวนั สดุ ทา๎ ยของทกุ เดือนแรกของรอบระยะเวลาบญั ชี ๒. การเสียภาษเี งินไดจ๎ ากกําไรสทุ ธิเมื่อสิน้ รอบ ระยะเวลาบัญชีจะต๎องยนื่ แบบแสดงรายการพร๎อมชําระภาษี (ถา๎ มี) ตามแบบ ภ.ง.ด.๕๐ ภายใน ๑๕๐ วันนับแคํวันสดุ ท๎ายของรอบระยะเวลาบญั ชี ภาษีเงนิ ไดน้ ิติบคุ คลคาํ นวณจากยอดรายไดก้ อ่ นหักรายจ่าย ๑. ผ๎ูมหี น๎าทีเ่ สยี ภาษี ได๎แกํ กจิ การขนสงํ ระหวํางประเทศของบริษัทหรือห๎างห๎นุ สํวนนติ ิบคุ คลตาํ งประเทศและมูลนิธิ หรือสมาคมทีป่ ระกอบกจิ การแลว๎ มีรายได๎ ๒. ฐานภาษี (๑) กรณกี ิจการขนสํง (ก) กรณีรับขนคนโดยสาร รายไดเ๎ กิดจากคําโดยสาร คําธรรมเนยี มและประโยชน๑อ่นื ใดท่ีเรยี กเกบ็ ใน ประเทศไทยกํอนหกั รายจํายใดๆ เนื่องในการรบั ขนคนโดยสารน้นั ให๎คาํ นวณภาษีอัตราภาษีร๎อยละ ๓ (ข) กรณรี ับขนของ รายไดเ๎ กดิ จากคําระวาง คาํ ธรรมเนยี ม และประโยชน๑อื่นใดที่เรียกเกบ็ ไมํวําใน หรอื นอกประเทศกํอนหักรายจํายใดๆ เนื่องในการรับขนของออกจากประเทศไทยนั้นให๎คํานวณภาษีอัตรารอ๎ ยละ ๓ (๒) กรณีมูลนธิ หิ รือสมาคม รายได๎ที่ไดร๎ ับการยกเวน๎ ภาษเี งินได๎ตามมาตรา ๖๕ ทวิ(๑๓) ได๎แกํ (ก) คําลงทะเบียนหรอื คาํ บํารงุ ทีไ่ ดร๎ บั จากสมาชกิ (ข) เงินหรอื ทรัพยส๑ ินท่ีได๎รับจากการรับบรจิ าค (ค) เงินหรอื ทรัพยส๑ นิ ทไ่ี ดร๎ ับจากการให๎โดยเสนํหา นอกจากนี้ ยงั มกี ารยกเวน๎ ภาษเี งินได๎ใหแ๎ กํมลู นิธหิ รอื สมาคม เฉพาะเงนิ ไดจ๎ ากกิจการโรงเรียนเอกชน ซง่ึ ตัง้ ขึ้นตามกฎหมายวําด๎วยโรงเรยี นเอกชน แตไํ มรํ วมถึงเงินไดจ๎ ากการขายของการรับจา๎ งทําของหรอื การใหบ๎ รกิ ารอน่ื ใดทีโ่ รงเรียนเอกชนซึ่งเปน็ โรงเรียนประเภทอาชีวศึกษาได๎รับจากผซู๎ ่ึงมใิ ชนํ ักเรียน มูลนิธแิ ละสมาคมต๎องเสยี ภาษีเงินได๎นติ ิบคุ คลในอตั รา ดังนี้ (๑) เงนิ ได๎ประเภทท่ี ๘ เงินได๎จากการธรุ กจิ การพาณชิ ย๑ การเกษตร การอุตสาหกรรม การขนสงํ หรอื การอื่นๆ เสียรอ๎ ยละ ๒ ของรายได๎กํอนหกั รายจําย (๒) เงินได๎อน่ื ๆ นอกจาก (ก) เสียร๎อยละ ๑๐ ของรายไดก๎ ํอนหักรายจาํ ย นนท์ เศรษฐวิวัฒน์

๒๕ การยื่นแบบแสดงรายการและชาํ ระภาษี (๑) กิจการขนสงํ ระหวาํ งประเทศของบริษัทหรอื นติ ิบุคคล ตาํ งประเทศจะต๎องย่ืนแบบแสดงรายการและ ชําระภาษเี งินไดน๎ ิตบิ คุ คลภายใน ๑๕๐ วนั นบั แตํวนั สุดทา๎ ยของรอบระยะเวลาบัญชี กิจการขนสงํ ระหวาํ งประเทศน้ไี มตํ อ๎ งย่นื เสียภาษีครึ่งรอบระยะเวลาบญั ชแี ตํอยํางใด แบบแสดงรายการทีใ่ ชย๎ ่นื คือ ภ.ง.ด.๕๒ (ย่นื รอบระยะเวลาบญั ชี ละ ๑ คร้งั ) (๒) มลู นธิ แิ ละสมาคมทป่ี ระกอบกจิ การมีรายได๎ตอ๎ งย่ืนแบบแสดงรายการและชาํ ระภาษีภายใน ๑๕๐ วนั นบั แตํวนั สุดทา๎ ยของรอบระยะเวลาบญั ชีแบบแสดงรายการทใี่ ชย๎ ่ืนคือ ภ.ง.ด. ๕๕ (ยืน่ รอบระยะเวลาบญั ชีละ ๑ คร้ัง) ใน การย่ืนแบบแสดงรายการนนั้ มลู นธิ ิและสมาคมตอ๎ งแสดงบัญชีรายได๎กํอนหักรายจาํ ยใดๆ ทมี่ ีผ๎สู อบบัญชี ตามมาตรา ๓ สัตต ตรวจสอบและรบั รองในรอบระยะเวลาบญั ชดี ังกลําวดว๎ ย แตํไมํต๎องแนบงบดุลแตํอยํางใด ภาษเี งินได้นติ บิ ุคคลสาํ หรับเงนิ ไดท้ ี่จา่ ยจากหรอื ในประเทศไทย ๑. ผ๎มู หี น๎าท่ีเสียภาษี ไดแ๎ กํ บริษทั หรือหา๎ งห๎ุนสวํ นนิติบคุ คลท่ตี ั้งข้นึ ตามกฎหมายของตํางประเทศทีม่ ิได๎ประกอบ กิจการในประเทศไทย แตไํ ดร๎ ับเงนิ ได๎พงึ ประเมินตามมาตรา ๔๐(๒),(๓),(๔),(๕) หรอื (๖) ทจ่ี ํายจากหรือในประเทศ ไทยเปน็ ภาษีที่เสียเด็ดขาดจงึ เสร็จสิน้ เป็นรายคร้งั ไป ถา๎ เป็นกรณีท่เี ป็นการจํายเงินได๎ดังกลําวให๎กบั บริษัทหรือห๎างหุน๎ สวํ นนิติบุคคลในตาํ งประเทศซึ่งเปน็ สาขาของ บริษัทหรอื หา๎ งหุ๎นสํวนนิตบิ ุคคลท่ีต้งั ข้ึนตามกฎหมายไทย ผจู๎ ํายเงินได๎ไมํมีหน๎าท่ีต๎องหักภาษีตามฐานน้ีเพราะ ผูร๎ ับเงนิ ได๎ไมํใชํผู๎มีหนา๎ ท่ีเสยี ภาษีฐานน้แี ตอํ ยาํ งใด ๒. เงินได๎ทต่ี ๎องหักภาษี (๑) เงินได๎พึงประเมินประเภทที่ ๒ ได๎แกํ เงินไดเ๎ น่ืองจากหน๎าที่หรือตาํ แหนํงงานที่ทาํ หรอื จากการรบั ทาํ งานให๎ (๒) เงินได๎พึงประเมนิ ประเภทที่ ๓ ได๎แกํ คําแหํงกู๏ดวิลล๑ คาํ แหงํ ลขิ สทิ ธิ์หรือสิทธอิ ยํางอน่ื เงนิ ปี หรอื เงินได๎มี ลักษณะเปน็ เงินรายปีอันไดม๎ าจากพนิ ัยกรรม นติ ิกรรมอยํางอน่ื หรอื คําพิพากษาของศาล (๓) เงินได๎พึงประเมินประเภทท่ี ๔ ไดแ๎ กเํ งินไดท๎ ี่เปน็ (ก) ดอกเบี้ยพันธบตั ร ดอกเบยี้ เงนิ ฝาก ดอกเบีย้ หุ๎นกู๎ ตอกเบ้ียต๋ัวเงนิ ดอกเบย้ี เงินกูย๎ ืม ไมํวาํ จะมหี ลักประกัน หรือไมํกต็ าม (คําธรรมเนียมค้ําประกันเงนิ ก๎ูยมื ในทางปฏิบัติถอื เปน็ เงินได๎พึงประเมนิ ประเภทที่ ๘) กรณีได๎เงินได๎ทเ่ี ปน็ ดอกเบย้ี จากรฐั บาล หรอื สถาบันการเงินท่มี ีกฎหมายโดยเฉพาะของประเทศไทย จัดตง้ั ขน้ึ สาํ หรบั ใหก๎ ูย๎ ืมเพ่ือสงํ เสริม เกษตรกรรม พาณชิ ยกรรม หรอื อตุ สาหกรรม ไมตํ อ๎ งเสยี ภาษีฐานนี้ (มาตรา ๗๐ วรรค ๒) (ข) เงินปน๓ ผล เงินสํวนแบํงของกําไรหรอื ประโยชน๑อืน่ ใดทไ่ี ดจ๎ ากบรษิ ัท หรือห๎างห๎ุนสวํ นนิตบิ คุ คลหรือกองทนุ รวม (ค) เงนิ โบนัสทจี่ าํ ยแกผํ ถ๎ู อื ห๎นุ หรอื ผูเ๎ ปน็ สํวนในบริษทั หรือหา๎ งห๎นุ สํวนนิตบิ คุ คล (ง) เงินลดทุนของบริษทั หรอื หา๎ งหุ๎นสวํ นนติ ิบุคคล เฉพาะสวํ นทจี่ าํ ยไมเํ กินกวาํ กําไรและเงนิ ท่ีกนั ไวร๎ วมกนั (จ) เงินเพิ่มทนุ ของบริษัทหรอื ห๎างหนุ๎ สํวนนติ บิ ุคคล ซง่ึ ตง้ั กําไรทไ่ี ดม๎ าหรือเงนิ ท่ีกนั ไวร๎ วมกนั (ฉ) ผลประโยชน๑ที่ได๎จากการทบ่ี ริษทั หรือห๎างหน๎ุ สํวนนติ ิบคุ คลควบเขา๎ กนั หรือรับชวํ งกันหรอื เลิกกันซึ่งตี ราคาเปน็ เงนิ ไดเ๎ กนิ กวาํ เงนิ ทุน (ช) ผลประโยชน๑ท่ีได๎จากการโอนการเปน็ ห๎ุนสวํ น หรือโอนหน๎ุ หุ๎นก๎ู พันธบัตร หรอื ตวั๋ เงิน หรอื ตราสารแสดง สิทธใิ นหน้ีท่บี รษิ ัทหรือหา๎ งห๎ุนสวํ นนติ บิ ุคคลหรอื บคุ คลอ่ืนเป็นผอู๎ อก ท้งั นเ้ี ฉพาะ ซง่ึ ตีราคาเปน็ เงินได๎เกินกวาํ ทล่ี งทุน (๔) เงินได๎พึงประเมนิ ประเภทท่ี ๕ ได๎แกํ เงนิ หรือประโยชน๑อยํางอ่ืนที่ได๎เนื่องจากการใหเ๎ ชาํ ทรพั ยส๑ ิน นนท์ เศรษฐวิวฒั น์

๒๖ (๕) เงนิ ได๎พงึ ประเมินประเภทที่ ๖ ได๎แกํ เงินได๎จากวิชาชีพอิสระ คือวชิ ากฎหมาย การประกอบโรคศิลปว์ ิศวกรรม สถาป๓ตยกรรม การบญั ชี ประณตี ศลิ ปกรรม ๓. วธิ ีการคํานวณหักภาษฐี านน้ี มหี ลกั เกณฑ๑และวิธกี ารแยกออก ตามประเภทของเงนิ ได๎ ดงั นี้ เงนิ ได๎พงึ ประเมนิ ประเภทที่ ๒,๓,๔,๕ และ ๖ นอกจากเงินไดพ๎ ึงประเมนิ ประเภท ๔(ข) คาํ นวณหกั ภาษีในอัตรา ร๎อยละ ๑๕ (เงนิ ได๎ประเภท ๔(ข)คํานวณหักภาษีในอตั ราร๎อยละ ๑๐) การยืน่ แบบแสดงรายการชําระภาษี การหกั ภาษเี งินไดน๎ ิตบิ ุคคล ณ ทจี่ าํ ยสาํ หรับบรษิ ทั ตํางประเทศขา๎ งต๎นผ๎ู จํายเงนิ ได๎จะต๎องหักภาษี ณ ท่ีจาํ ย และยื่นแบบแสดงรายการและนําสํงภาษีภายใน ๗ วัน นับแตวํ นั สิน้ เดือนของเดอื น ท่ีจํายเงินได๎พงึ ประเมนิ แบบแสดงรายการท่ียน่ื ไดแ๎ กํ แบบ ภ.ง.ด.๕๔ (ถ๎าไมมํ ี การสงํ เงนิ ได๎ไปตํางประเทศกไ็ มตํ อ๎ งยืน่ ) ภาระภาษีจากการจ่ายเงนิ จากหรือในประเทศไทย กรณกี ารจาํ ยเงินจากหรอื ในประเทศไทยประมวลรษั ฎากรกาํ หนดไว๎ในมาตรา ๗๐ ดังนี้ “มาตรา ๗๐ บรษิ ัทหรือหา๎ งห๎ุนสํวนนิติบุคคล ท่ีตงั้ ข้ึนตามกฎหมายของตํางประเทศ มิได๎ประกอบกิจการในประเทศ ไทย แตํได๎รบั เงินได๎พึงประเมินตามมาตรา ๔๐ (๒)(๓) (๔) (๕) หรือ (๖) ท่ีจํายจากหรือในประเทศไทย ให๎บริษทั หรือ ห๎างหุน๎ สวํ นนติ บิ คุ คลนัน้ เสียภาษี โดยใหผ๎ จ๎ู ํายหักภาษจี ากเงินได๎พงึ ประเมนิ ทจี่ าํ ยตามอตั ราภาษีเงนิ ได๎ สาํ หรับบรษิ ัท หรือห๎างหุ๎นสํวนนิติบุคคลแลว๎ นําสํงอําเภอท๎องท่พี ร๎อมกบั ยื่นรายการตามแบบท่ีอธิบดีกาํ หนดภายในเจ็ดวันนบั แตํวัน สิน้ เดอื นของเดือนทจี่ ํายเงนิ ไดพ๎ งึ ประเมินน้ัน ทั้งน้ี ใหน๎ าํ มาตรา ๕๔ มาใช๎บังคบั โดยอนุโลม ความในวรรคหนึง่ มใิ ห๎ใชบ๎ ังคบั ในกรณีทบ่ี ริษัท หรอื หา๎ งหุ๎นสวํ นนติ ิบคุ คลทต่ี งั้ ขึ้นตามกฎหมายของตาํ งประเทศ ได๎รบั เงินไดพ๎ งึ ประเมินท่เี ป็นดอกเบยี้ จากรัฐบาล หรอื สถาบนั การเงินท่ีมกี ฎหมายโดยเฉพาะของประเทศไทยจัดตัง้ ขน้ึ สาํ หรับให๎ก๎ยู มื เงนิ เพื่อสํงเสรมิ เกษตรกรรม พาณชิ ยกรรม หรือ อุตสาหกรรม” ดงั นนั้ ผู๎มหี น๎าทเ่ี สยี ภาษเี งินได๎นิตบิ ุคคลจากเงินทจ่ี ํายจากหรอื ในประเทศไทยตอ๎ งมีองคป๑ ระกอบ ๓ ประการ ดังน้ี ๑. ตอ๎ งเป็นนติ บิ ุคคลที่ต้งั ขึน้ ตามกฎหมายตํางประเทศ และ ๒. ไมํได๎เข๎ามาประกอบกิจการในประเทศไทย และ ๓. มีเงนิ ได๎พงึ ประเมินตามมาตรา ๔๐ (๒)(๓) (๔) (๕) หรือ (๖) ไดแ๎ กํ มาตรา ๔๐ (๒) คํานายหนา๎ คาํ ทํางานให๎ มาตรา ๔๐ (๓) คาํ ลิขสทิ ธ์ิ คําสทิ ธิ มาตรา ๔๐ (๔) ดอกเบีย้ เงนิ ปน๓ ผล มาตรา ๔๐ (๕) คาํ เชาํ ทรัพย๑สินตํางๆ มาตรา ๔๐ (๖) เงินไดจ๎ ากวิชาชพี อสิ ระ ถา๎ เป็นเงนิ ได๎ประเภทอ่นื เชนํ มาตรา ๔๐ (๑) เงนิ เดือน คําจา๎ ง มาตรา ๔๐ (๗) การรับเหมา มาตรา ๔๐ (๘) เงินได๎ จากการธุรกจิ การพาณชิ ย๑ ฯลฯ กไ็ มํอยใํู นบงั คับตามมาตรานี้ การชาํ ระภาษี กฎหมายกาํ หนดให๎ผ๎จู ํายหักภาษี ณ ท่ีจาํ ยแลว๎ นําสํงสํานักงานสรรพากรพน้ื ที่สาขาทอ๎ งที่ภายใน ๗ วันนบั จาก วนั สิ้นเดือนของเดอื นทจ่ี ํายเงินได(๎ หากไมํไดห๎ กั ภาษนี ําสํงผู๎จาํ ยเงนิ ได๎ต๎องรวํ มรบั ผิดกับผู๎มีเงินไดต๎ ามมาตรา๕๔)แบบท่ี ใช๎นําสํง คอื แบบ ภ.ง.ด.๕๔ อตั ราภาษีที่ต๎องหักและนําสํงคอื ร๎อยละ ๑๕ แตํมขี ๎อยกเวน๎ ดังน้ี ๑. สําหรับเงนิ ได๎ทจ่ี ํายใหเ๎ ปน็ คาํ นายหน๎าสําหรับการสํงสินค๎าออกไปขายนอกราชอาณาจักร เฉพาะสํวนที่ไมํเกินร๎อย ละ ๓ ของยอดการขายสินค๎าแตลํ ะครง้ั ท่มี ีการจาํ ย ใหล๎ ดเหลือรอ๎ ยละ ๑๐ ๒. เงินป๓นผล เงนิ สํวนแบงํ กําไร หรือประโยชนอ๑ ืน่ ใดตามมาตรา ๔๐(๔)(ข) ให๎หัก ณ ทีจ่ ํายรอ๎ ยละ ๑๐ นนท์ เศรษฐวิวฒั น์

๒๗ ๓. ดอกเบยี้ จากรฐั บาล หรือสถาบนั การเงนิ ทีม่ ีกฎหมายโดยเฉพาะของประเทศไทยจดั ต้ังข้ึนสําหรบั ให๎กูย๎ ืมเงินเพ่ือ สํงเสรมิ เกษตรกรรม พาณชิ ยกรรม หรอื อุตสาหกรรม(ได๎แกบํ รรษทั เงินทุนอุตสาหกรรมแหํงประเทศไทยและ ธกส.) ได๎รับการยกเวน๎ ไมํต๎องหักภาษี ณ ทีจ่ ําย การจาํ ยเงนิ ทีต่ ๎องหัก ณ ท่ีจํายนําสํงในกรณนี ี้ อาจเป็นการจํายไปใหบ๎ ริษัทหรอื หา๎ งห๎นุ นิตบิ คุ คลในตาํ งประเทศ หรอื จํายให๎แกํบคุ คลในประเทศไทยตามคําสั่งของผ๎ูรับกไ็ ด๎ นอกจากนีย้ งั มเี งินได๎จากการจาํ หนํายเงินกําไรไปตํางประเทศตามมาตรา ๗๐ ทวิ ผจู๎ าํ ยมีหน๎าทต่ี ๎องหักภาษี นาํ สงํ ในอัตราร๎อยละ ๑๐ และการจํายคําบรกิ ารท่ีทําในตํางประเทศและได๎มีการใชบ๎ ริการน้นั ในราชอาณาจักร(ตาม คําสั่งกรมสรรพากรท่ี ป.๑๐๔/๒๕๔๔) ตอ๎ งหักภาษีมูลคาํ เพ่ิม และนําสงํ โดยแบบ ภ.พ.๓๖ ภายใน ๗ วันนับแตํวันสน้ิ เดอื นทจ่ี าํ ย ขอ๎ สังเกตคือ การจาํ ยเงนิ ไดต๎ ามมาตรา ๔๐(๗) หรือ (๘) ถงึ ไมํอยํูในบงั คับต๎องหักภาษีเงินได๎นําสงํ แตํอาจต๎อง นาํ สํงภาษีมูลคําเพิ่ม หากเงนิ ท่จี ํายเป็นการจาํ ยคาํ คําบริการท่ที ําในตาํ งประเทศและได๎มีการใชบ๎ ริการนัน้ ใน ราชอาณาจักร (เฉพาะคําบรกิ ารเทาํ นั้น สํวนเงินคาํ สนิ คา๎ ที่จํายออกไปตํางประเทศไมํอยใูํ นบังคับต๎องนาํ สํง ภาษีมลู คําเพม่ิ แตํอยาํ งใด) ภาษเี งินได้นติ ิบุคคลสําหรับการจาํ หน่ายกาํ ไรไปนอกประเทศ ๑. ผ๎มู ีหน๎าท่เี สียภาษฐี านน้ี ไดแ๎ กํ บรษิ ัทหรอื ห๎างหุ๎นสํวนนิติบุคคลซ่งึ จาํ หนาํ ยเงนิ กาํ ไรหรอื เงินประเภทอืน่ ใดที่กนั ไว๎ จากกาํ ไรหรือที่ถอื ไดว๎ ําเป็นเงินกําไรออกไปจากประเทศไทยให๎เสียภาษเี งินไดโ๎ ดยหกั ภาษีจากจํานวนเงนิ ทีจ่ าํ หนาํ ย การจําหนํายเงนิ กําไรนั้นให๎หมายความรวมถึง (๑) การจาํ หนาํ ยเงนิ กาํ ไร หรือเงินประเภทอ่ืนใดทกี่ ันไว๎จากกาํ ไรหรอื ที่ถอื ไดว๎ าํ เปน็ เงินกําไร จากบญั ชีกาํ ไรขาดทุน หรอื บัญชีอนื่ ใดไปชาํ ระหน้ี หรือหกั กลบลบหนีห้ รือไปต้ังเป็นยอดเจ๎าหนใี้ นบญั ชขี องบุคคลใดๆ ในตาํ งประเทศหรือ (๒) ในกรณีท่ีมิไดป๎ รากฏข๎อเทจ็ จรงิ ดงั กลาํ วใน (๑) แตํได๎มีการขออนญุ าตซือ้ และโอนเงนิ ตราตาํ งประเทศซ่ึงเปน็ กําไรหรือเงินประเภทอ่ืนใดที่กนั ไวจ๎ ากกําไร หรอื ท่ีถือได๎วําเปน็ เงินกาํ ไรออกไปตาํ งประเทศ หรือ (๓) การปฏบิ ตั ิอยํางอืน่ อนั กํอให๎เกิดผลตาม (๑) หรอื (๒) ๒. อตั ราภาษีและการคํานวณภาษี วธิ ีการเสยี ภาษกี ารจาํ หนํายเงินกําไรไปตาํ งประเทศน้ี ใหเ๎ สยี ภาษโี ดยหกั จาก จํานวนเงินท่จี ําหนํายในอัตราร้อยละ ๑๐ ๓. การย่ืนแบบแสดงรายการและชําระ ต๎องยื่นแบบแสดงรายการและชาํ ระภาษี ภายในเจด็ วัน นบั แตํวนั จําหนาํ ยเงนิ กาํ ไร แบบแสดงรายการท่ใี ชย๎ น่ื ไดแ๎ กํ ภ.ง.ด. ๕๔ (ย่ืนทุกครง้ั ท่ีมกี ารจาํ หนาํ ยเงนิ กําไรออกไปจากประเทศไทย ถา๎ เกบ็ กําไรไว๎ในประเทศไทยไมํต๎อง เสียภาษีฐานนี้) อัตราภาษีสําหรบั กจิ การ SMEs บริษทั หรือห๎างห๎นุ สํวนนิตบิ ุคคลซงึ่ มที ุนทชี่ ําระแลว๎ ในวนั สุดท๎ายของรอบระยะเวลาบัญชี ไมเํ กินหา๎ ล๎านบาท และมีรายไดจ๎ ากการขายสนิ ค๎าและการใหบ๎ รกิ ารในรอบระยะเวลาบัญชไี มเํ กินสามสบิ ล๎านบาท (ก) สําหรับรอบระยะเวลาบญั ชที เ่ี รมิ่ ในหรือหลังวนั ที่ ๑ มกราคม พ.ศ. ๒๕๕๘ แตํไมเํ กนิ วนั ที่ ๓๑ ธนั วาคม พ.ศ. ๒๕๕๙ เฉพาะกําไรสุทธิสํวนท่เี กินสามแสนบาท จดั เก็บร๎อยละ ๑๐ (ข) สําหรบั รอบระยะเวลาบัญชที ีเ่ ริ่มในหรอื หลงั วนั ที่ ๑ มกราคม พ.ศ. ๒๕๖๐ เปน็ ต๎นไป เฉพาะกําไรสุทธสิ ํวนที่ เกนิ สามแสนบาท แตไํ มํเกนิ สามล๎านบาท จดั เกบ็ ร๎อยละ ๑๕ ของกาํ ไรสุทธิ สวํ นท่ีเกนิ สามลา๎ นบาทขึ้นไปจดั เกบ็ ร๎อย ละ ๒๐ นนท์ เศรษฐวิวฒั น์

๒๘ สาํ หรบั บริษัทหรอื ห๎างหุ๎นสวํ นนติ ิบคุ คลซงึ่ มที นุ ที่ชําระแลว๎ ในวนั สดุ ท๎ายของรอบระยะเวลาบญั ชี ไมํเกินหา๎ ล๎าน บาทและมีรายได๎จากการขายสนิ ค๎าและการใหบ๎ รกิ ารในรอบระยะเวลาบัญชีไมเํ กินสามสิบลา๎ นบาทซง่ึ จดั ตง้ั ข้นึ กํอน วันที่ ๑ มกราคม พ.ศ. ๒๕๕๙ และไดจ๎ ดแจ๎งบัญชีชุดเดยี วให๎เสยี ดงั นี้ (๑) สาํ หรบั รอบระยะเวลาบัญชที ี่เร่ิมในหรือหลังวนั ท่ี ๑ มกราคม พ.ศ. ๒๕๕๙ แตไํ มเํ กินวันท่ี ๓๑ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๕๙ได๎รับยกเวน๎ ภาษีจากกาํ ไรสุทธิทง้ั จาํ นวน (๒) สาํ หรับรอบระยะเวลาบัญชีที่เรม่ิ ในหรือหลงั วันท่ี ๑ มกราคม พ.ศ. ๒๕๖๐ แตไํ มํเกินวันท่ี ๓๑ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๖๐ยกเว๎นภาษีจากกําไรสทุ ธิเฉพาะสวํ นทไ่ี มเํ กนิ สามแสนบาทแรก และใหล๎ ดอตั ราภาษีเงนิ ได๎ และคงจัดเก็บ ในอตั ราร๎อยละ๑๐ ของกําไรสุทธสิ ํวนทเี่ กินสามแสนบาท สาํ หรบั รอบระยะเวลาบัญชีทีเ่ รมิ่ ในหรือหลงั วันท่ี ๑ มกราคม พ.ศ. ๒๕๖๐ แตไํ มเํ กนิ วนั ท่ี ๓๑ ธนั วาคม พ.ศ. ๒๕๖๐ (ซ่งึ จะแตกตาํ งจากบริษัทหรือหา๎ งหุ๎นสวํ นนติ บิ ุคคลท่ีไมํได๎จดแจง๎ ซ่งึ สํวนท่เี กินสามแสนบาทแตํไมเํ กนิ สามล๎านบาท ต๎องเสยี ภาษีในอัตราร๎อยละ ๑๕ และสวํ นทเี่ กนิ สามล๎านบาทขน้ึ ไปตอ๎ งเสยี ภาษีในอัตราร๎อยละ ๒๐) ภาษีมลู คา่ เพิม่ ผ๎มู หี นา๎ ทีเ่ สยี ภาษมี ลู คําเพ่ิม คือ ผ๎ปู ระกอบการท่ขี ายสนิ ค๎าหรอื ใหบ๎ ริการในทางธรุ กจิ หรอื วิชาชพี เปน็ ปกติธุระ มรี ายรบั จากการขายสนิ ค๎าหรือให๎บริการเกินกวํา ๑.๘ ล๎านบาทตํอปี ผู้ประกอบการทไี่ ม่ต้องจดทะเบียนภาษมี ลู ค่าเพ่มิ ผป๎ู ระกอบการดังตอํ ไปน้ี ไมํต๎องจดทะเบยี นภาษีมลู คาํ เพิ่ม ๑. ผู๎ประกอบการทม่ี รี ายรบั จากการขายสนิ คา๎ หรือให๎บริการไมํเกิน ๑.๘ ลา๎ นบาทตํอปี ๒. ผ๎ูประกอบการทข่ี ายสนิ ค๎าหรือให๎บริการทไี่ ด๎รับยกเว๎นภาษีมลู คาํ เพม่ิ ตามกฎหมาย ๓. ผู๎ประกอบการที่ให๎บรกิ ารจากตํางประเทศและได๎มีการใชบ๎ ริการนน้ั ในราชอาณาจกั ร ๔. ผป๎ู ระกอบการที่อยนูํ อกราชอาณาจักรและเข๎ามาประกอบกจิ การขายสนิ ค๎าหรอื ใหบ๎ ริการใน ราชอาณาจกั รเป็นครงั้ คราว ๕. ผู๎ประกอบการอน่ื ตามท่ีอธบิ ดจี ะประกาศกําหนดเม่ือมีเหตุอันสมควร ผู้ประกอบการทไี่ ด้รับการยกเวน้ ภาษีมลู คา่ เพม่ิ ตามกฎหมาย แตส่ ามารถขอจดทะเบียนภาษมี ลู ค่าเพมิ่ ได้ ๑. ผู๎ประกอบกิจการ ขายพชื ผลทางการเกษตร สตั ว๑ ไมํวํามชี วี ติ หรอื ไมํมชี วี ติ ปุ๋ย ปลาปนุ อาหารสตั ว๑ ยาหรอื เคมภี ณั ฑ๑ที่ใช๎สาํ หรบั พชื หรอื สตั ว๑ หนงั สอื พิมพ๑ นติ ยสาร หรือตําราเรียน ฯลฯ ๒. ผู๎ประกอบกิจการขายสินค๎าหรือใหบ๎ รกิ ารซึ่งไมํได๎รับยกเวน๎ ภาษมี ูลคาํ เพ่ิมตามกฎหมายและมรี ายรับไมํเกิน ๑.๘ ลา๎ นบาทตํอปี ๓. การใหบ๎ ริการขนสํงในราชอาณาจักรโดยอากาศยาน ๔. การสงํ ออกของผป๎ู ระกอบการในเขตอตุ สาหกรรมสงํ ออกตามกฎหมายวําดว๎ ยการนิคมอุตสาหกรรมแหํง ประเทศไทย ๕. การใหบ๎ รกิ ารขนส่งนาํ้ มันเช้ือเพลงิ ทางท่อในราชอาณาจักร กําหนดเวลาจดทะเบียน ๑. เม่อื เริ่มประกอบกิจการขายสนิ คา๎ หรอื ใหบ๎ ริการเวน๎ แตํกรณที ี่ผู๎ประกอบการมีแผนงานที่สามารถพิสจู น๑ได๎วํา นนท์ เศรษฐวิวัฒน์

๒๙ ได๎เตรียมการเพื่อประกอบกิจการมีสิทธยิ ืน่ คาํ ขอจดทะเบยี นภาษมี ูลคําเพมิ่ ไดภ๎ ายในกาํ หนด ๖ เดือนก่อนวันเริม่ ประกอบกจิ การขายสินค๎าหรือใหบ๎ ริการ ๒. ผป๎ู ระกอบการทีม่ ีรายรับเกนิ กวํา ๑.๘ ล๎านบาทตํอปี ต๎องย่ืนคาํ ขอจดทะเบยี นภาษีมูลคาํ เพ่มิ ภายใน ๓๐ วนั นับแตํวันท่ีมีมูลคําของฐานภาษี (รายรับ) เกินกวํา ๑.๘ ล๎านบาทตํอปี กรณีทีผ่ ปู๎ ระกอบการมสี ถานประกอบการหลายแหงํ ใหย๎ นื่ คาํ ขอจดทะเบียนภาษีมลู คําเพ่ิม ณ ทอ๎ งทที่ ่ี สถานประกอบการทเ่ี ป็นสํานักงานใหญํตั้งอยเูํ พียงแหํงเดียว กรณีทีใ่ บทะเบยี นภาษมี ูลคาํ เพิ่มสญู หาย ถกู ทาํ ลายหรือชาํ รดุ ในสาระสาํ คัญ ผูป๎ ระกอบการจดทะเบยี น จะตอ๎ งยืน่ คําขอรับใบแทนใบทะเบียนภาษีมลู คําเพิม่ ณ สถานทท่ี ไี่ ด๎จดทะเบยี นภาษีมูลคําเพ่ิมไว๎ ภายใน ๑๕ วนั นบั แตํวันที่ทราบถึงการสูญหาย ถูกทาํ ลายหรือชํารดุ หน้าท่ีของผู้ประกอบการจดทะเบยี นภาษีมลู ค่าเพิม่ ๑. เรยี กเก็บภาษมี ูลคาํ เพ่มิ จากผ๎ซู ้อื สินคา๎ หรือผ๎รู ับบริการ และออกใบกาํ กบั ภาษีเพอื่ เป็นหลกั ฐานในการ เรียกเกบ็ ภาษีมูลคาํ เพ่มิ ๒. จดั ทาํ รายงานตามที่กฎหมายกาํ หนด ซ่งึ ได๎แกํ (๑) รายงานภาษีซื้อ (๒) รายงานภาษีขาย (๓) รายงานสนิ คา๎ และวตั ถดุ บิ ๓. ยนื่ แบบแสดงรายการเพื่อเสียภาษีตามแบบ ภ.พ.๓๐ การเปลี่ยนแปลงการจดทะเบียนภาษีมลู คา่ เพ่มิ กรณีมกี ารเปล่ยี นแปลงรายการที่ไดจ๎ ดทะเบียนภาษมี ูลคาํ เพิ่มในสวํ นทเี่ ป็นสาระสาํ คัญ ซง่ึ ได๎แกํ การ ยา๎ ยสถานประกอบการ การเลิกกจิ การ การโอนหรือควบกิจการ การเปลีย่ นแปลงประเภทของการประกอบการ การ เปลี่ยนแปลงประเภทสนิ ค๎าหรอื บริการ การเพ่ิมหรือลดสาขา การเปลีย่ นแปลงการคาํ นวณภาษี รวมถึงการ เปลยี่ นแปลงรายการอ่นื ๆ เชํน การเปล่ียนชือ่ สถานประกอบการ การเพิ่มหรือลดทุนจดทะเบียน การเปลย่ี นแปลง กรรมการหรือผู๎ถือหนุ๎ (ผม๎ู ีอาํ นาจลงนาม) หรือการหยุดกิจการชัว่ คราว (มกี าํ หนดระยะเวลาภายใน ๑ ปี) ผป๎ู ระกอบการจดทะเบียนมหี น๎าท่ีตอ๎ งแจง๎ การเปลย่ี นแปลงนัน้ ภายใน ๑๕ วัน นับจากวันทมี่ กี ารเปลยี่ นแปลง กจิ การที่ไดร้ บั การยกเวน้ ภาษมี ลู คา่ เพิ่มตามกฎหมาย การประกอบกจิ การดังตํอไปนี้ใหไ๎ ด๎รับยกเวน๎ ไมํต๎องเสยี ภาษีมูลคําเพิ่ม ๑. การขายสินค๎าหรอื ให๎บริการของผูป๎ ระกอบการทมี่ รี ายรับไมเํ กนิ ๑.๘ ล๎านบาทตํอปี ๒. การขายพชื ผลทางการเกษตรภายในประเทศ เชํน ขา๎ ว ข๎าวโพด ปอ มันสาํ ปะหลัง ผกั และผลไม๎ เปน็ ตน๎ (คําสัง่ กรมสรรพากรที่ ป.๒๘/๒๕๓๕ฯ) ๓. การขายสัตวท๑ ั้งท่ีมีชีวติ หรือไมํมชี วี ติ ภายในประเทศ เชนํ โค กระบอื ไกํหรือเนื้อสตั ว๑ กุง๎ ปลา เปน็ ต๎น(คาํ ส่งั กรมสรรพากรท่ี ป.๒๙/๒๕๓๕ฯ) ๔. การขายปุ๋ย ๕. การขายปลาปนุ อาหารสัตว๑ ๖. การขายยาหรือเคมภี ณั ฑ๑ที่ใช๎สาํ หรบั พืชหรอื สัตว๑ เพ่ือบํารงุ รกั ษาปูองกัน ทําลายหรือกําจดั ศัตรูหรอื โรคของ พชื และสัตว๑ ๗. การขายหนงั สือพิมพ๑ นิตยสาร หรอื ตําราเรียน นนท์ เศรษฐวิวฒั น์

๓๐ ผป๎ู ระกอบการทป่ี ระกอบกจิ การตาม ๑. ถึง ๗. ดังกลําว จะเลอื กเข๎าสรูํ ะบบภาษี-มูลคําเพิ่มก็ได๎ ๘. การนาํ เข๎าสนิ ค๎าตาม ๒. ถงึ ๗. ๙. การให๎บรกิ ารการศกึ ษาของสถานศกึ ษาของทางราชการ สถานศึกษาตามกฎหมายวาํ ด๎วยสถาบนั อุดม ศึกษา เอกชน หรอื โรงเรยี นเอกชนตามกฎหมายวาํ ด๎วยโรงเรียนเอกชน ๑๐. การให้บริการขนส่งในราชอาณาจกั รไม่ว่าจะเปน็ ทางบก ทางนํา้ หรอื ทางอากาศ อยํางไรกด็ ี หากเป็นการ ใหบ๎ รกิ ารขนสํงโดยอากาศยาน และการใหบ๎ ริการขนสํงน้ํามันเชือ้ เพลงิ ทางทํอ ผป๎ู ระกอบการมีสิทธิเลอื กเขา๎ สรํู ะบบ ภาษมี ลู คําเพ่ิมได๎ ๑๑. การใหบ๎ ริการขนสํงระหวํางประเทศทางบกและทางเรือซง่ึ มิใช่เรอื เดินทะเล ๑๒. การให๎บริการรักษาพยาบาลของสถานพยาบาลทางราชการและเอกชน ๑๓. การใหบ๎ ริการห๎องสมดุ พพิ ิธภณั ฑ๑ สวนสตั ว๑ ๑๔. การให๎บริการจัดแขงํ ขันกฬี าสมัครเลนํ ๑๕. การให๎บรกิ ารประกอบโรคศิลปะ การสอบบญั ชี การว่าความ ๑๖. การให๎บริการของนักแสดงสาธารณะ ๑๗. การใหบ๎ ริการท่ีเป็นงานทางศลิ ปะและวัฒนธรรม ในสาขาและลักษณะการประกอบกจิ การท่ีอธิบดกี ําหนด โดยอนมุ ัตริ ัฐมนตรี ๑๘. การใหบ๎ ริการวิจยั หรอื การให๎บรกิ ารทางวชิ าการ ซ่งึ ต๎องมีลักษณะการประกอบกิจการตามทกี่ รมสรรพากร กําหนด คือ ตอ๎ งเป็นการวจิ ยั หรอื บริการทางวชิ าการสาขาวิทยาศาสตรแ๑ ละสาขาสงั คมศาสตรแ๑ ตตํ ๎องมใิ ชํเปน็ การ กระทําในทางธุรกจิ ทัง้ น้ี ผ๎ูประกอบการต๎องเปน็ บุคคลธรรมดาหรือเปน็ คณะบคุ คลทมี่ ใิ ชํนิตบิ ุคคลหรอื มูลนิธิ ๑๙. การให๎บริการตามสญั ญาจ๎างแรงงาน ๒๐. การให๎บริการเชําอสงั หารมิ ทรพั ย๑ ๒๑. การใหบ๎ ริการของราชการสวํ นทอ๎ งถ่นิ ทงั้ นไ้ี มรํ วมถงึ บริการทเ่ี ป็นการพาณิชยข๑ องราชการสํวนทอ๎ งถิ่น หรอื เปน็ การหารายได๎ หรอื ผลประโยชน๑ไมํวําจะเปน็ กจิ การสาธารณูปโภคหรือไมํกต็ าม ๒๒. การขายสนิ ค๎าหรอื การให๎บริการของกระทรวง ทบวง กรม ซึง่ สงํ รายรบั ท้งั ส้นิ ใหแ๎ กํรัฐโดยไมหํ กั รายจาํ ย ๒๓. การขายสนิ ค๎าหรอื การใหบ๎ รกิ ารเพ่ือประโยชน๑แกํการศาสนา หรือการสาธารณกุศลภายในประเทศ ซึ่งไมํนาํ ผล กาํ ไรไปจาํ ยในทางอ่ืน ๒๔. การบริจาคสนิ ค๎าให๎แกํสถานพยาบาล และสถานศึกษาของทางราชการ หรือใหแ๎ กอํ งค๑การหรือสถานสา ธารณกุศล หรอื สถานพยาบาลและสถานศึกษาอน่ื ตามที่รฐั มนตรีประกาศกําหนด ๒๕. การขายบหุ รี่ซิกาแรต ท่ผี ลิตโดยโรงงานยาสบู กระทรวงการคลัง ซงึ่ ผขู๎ ายเป็นบุคคลอืน่ ท่มี ิใชํโรงงานยาสบู กระทรวงการคลัง ๒๖. การขายสลากกินแบํงของรัฐบาล สลากออมสินของรัฐบาล และสลากบาํ รงุ สภากาชาดไทย ๒๗. การขายแสตมป์ไปรษณีย๑ แสตมป์อากร หรือแสตมป์อืน่ ของรัฐบาล องคก๑ ารของรัฐบาล หรือองค๑การบริหาร ราชการสํวนท๎องถิ่น เฉพาะท่ียังไมํไดใ๎ ช๎ในราคาทไี่ มํเกินมลู คาํ ท่ีตราไว๎ ๒๘. การใหบ้ รกิ ารสขี า้ ว ประเภทของใบกํากบั ภาษี ๑. ใบกาํ กับภาษี (๑) ใบกาํ กบั ภาษแี บบเตม็ รปู (๒) ใบกํากับภาษีอยํางยํอ นนท์ เศรษฐวิวัฒน์

๓๑ ๒. เอกสารอน่ื ที่ถอื เป็นใบกาํ กับภาษี (๑) ใบเพิ่มหนี้ (๒) ใบลดหน้ี (๓) ใบเสรจ็ รบั เงนิ ทสี่ ํวนราชการออกให๎ในการขายทอดตลาด (๔) ใบเสร็จรบั เงนิ ของกรมสรรพากร กรมศุลกากรหรือกรมสรรพสามิต เฉพาะสํวนท่ีเป็นภาษมี ลู คาํ เพมิ่ การจดั ทาํ ใบกํากบั ภาษีแบบเต็มรปู ๑. ผปู๎ ระกอบการจดทะเบยี นโดยทัว่ ไป มหี นา๎ ท่ตี ๎องออกใบกํากับภาษีแบบเตม็ รปู ให๎แกํผซู๎ ื้อสนิ ค๎าหรือ ผ๎รู บั บริการ ซ่ึงใบกํากบั ภาษีแบบเต็มรูปจะต๎องมีรายการอยํางน๎อยดังตํอไปน้ี (มาตรา ๘๖/๔) (๑) คาํ วํา \"ใบกาํ กบั ภาษี\" (๒) เลขประจําตัวผู๎เสยี ภาษีอากรของผูข๎ ายสินค๎าหรือใหบ๎ ริการ (๓) ชื่อ ท่ีอยํู ของผ๎ูขายสินค๎าหรอื ใหบ๎ รกิ าร (๔) ชือ่ ทอ่ี ยํู ของผซ๎ู ื้อสินค๎าหรือรบั บรกิ าร (๕) เลขประจาํ ตัวผ๎เู สียภาษีอากรของผ๎ซู อื้ สินค๎าหรือรับบริการ(เฉพาะผป๎ู ระกอบการจดทะเบยี น) (๖) ระบุ“สํานกั งานใหญํ” หรอื “เลขท่ีสาขา” ของผ๎ูซ้ือสินคา๎ หรือรบั บริการ(เฉพาะตาม (๕)) (๗) หมายเลขลําดับของใบกํากบั ภาษแี ละหมายเลขลาํ ดบั ของเลํม (ถา๎ มี) (๘) วนั เดอื น ปี ท่อี อกใบกํากับภาษี (๙) ชอ่ื ชนดิ ประเภท ปรมิ าณและมลู คําของสินค๎าหรือของบริการ (๑๐) จาํ นวนภาษีมูลคาํ เพม่ิ ท่ีคํานวณจากมลู คําของสนิ ค๎าหรอื ของบรกิ าร โดยใหแ๎ ยกออกจากมูลคําของสินค๎าหรือ ของบริการใหช๎ ัดแจ๎ง กรณีที่มีการขายสนิ คา๎ เปน็ เงินเชอ่ื และผูป๎ ระกอบการจดทะเบยี นไดอ๎ อกใบกาํ กบั ภาษี/ใบสงํ ของ อยใูํ นฉบบั เดยี วกนั โดยสํงมอบสาํ เนาใบกํากับภาษี/ใบสํงของให๎กับผซู๎ ื้อพร๎อมกบั การสงํ มอบสนิ ค๎า สวํ นตน๎ ฉบับของใบกาํ กบั ภาษ/ี ใบสงํ ของ จะสํงมอบให๎กบั ผ๎ูซื้อตํอเม่ือไดร๎ บั ชาํ ระราคาคาํ สนิ ค๎า กรณีน้ถี ือวํามไิ ด๎ปฏบิ ัติใหถ๎ กู ต๎องตามกฎหมาย ซึ่งกําหนดใหผ๎ ูป๎ ระกอบการจดทะเบียนต๎องสงํ มอบตน๎ ฉบบั ของใบกาํ กบั ภาษี(เอกสารฉบับแรก)ใหก๎ ับผซ๎ู อื้ เม่อื มกี ารสงํ มอบสนิ คา๎ สาํ เนาใบกาํ กบั ภาษี/ใบสงํ ของที่ผ๎ูซ้ือได๎รับ ผ๎ูซอื้ จะนําไปใช๎เปน็ หลักฐานในการขอหกั ภาษีซอื้ ไมไํ ด๎ ในทางปฏบิ ตั ิ หากผปู๎ ระกอบการตอ๎ งการเกบ็ ต๎นฉบับใบสํงของไวเ๎ พ่ือเปน็ หลักฐานในการฟูองคดีกรณีผซ๎ู อื้ ไมชํ าํ ระ ราคาคําสินค๎า ผู๎ประกอบการควรออกใบกํากับภาษีแยกตาํ งหากจากใบสํงของและสงํ มอบต๎นฉบบั ใบกํากบั ภาษี พรอ๎ ม ทัง้ สําเนาใบสงํ ของใหก๎ บั ผูซ๎ ้ือเม่อื มีการสงํ มอบสินค๎า โดยเกบ็ ต๎นฉบับใบสงํ ของไวเ๎ พื่อเป็นหลักประกนั ในการชาํ ระหนี้ หรอื เพื่อความสะดวกผป๎ู ระกอบการอาจออกใบกํากบั ภาษีและใบสํงของอยูํในเอกสารชุดเดียวกัน โดยถือปฏิบตั ิตาม ข๎อกําหนดเกยี่ วกับการออกใบกาํ กบั ภาษีแบบเป็นชดุ กไ็ ด๎ ๒. ใบกํากับภาษีที่มลี ักษณะเป็นแบบเอกสารออกเป็นชุด ให๎ปฏิบัตดิ งั ตํอไปน้ี (๑) ในเอกสารฉบับแรกของเอกสารชุดดังกลําว หรือในเอกสารฉบับอนื่ ท่ีมิใชฉํ บับแรก แตํเปน็ ต๎นฉบับของเอกสาร ฉบบั อื่นใดก็ตาม ซง่ึ มใิ ชํฉบับทเ่ี ปน็ ใบกํากับภาษี จะตอ๎ งมีข๎อความวํา \"ไมํใชใํ บกาํ กับภาษี\"ไวใ๎ นเอกสารฉบบั นัน้ ดว๎ ย (๒) ในเอกสารทกุ ฉบับของเอกสารชดุ ดงั กลาํ ว จะต๎องมีขอ๎ ความวํา \"เอกสารออกเป็นชุด\" ไวด๎ ว๎ ย (๓) ในเอกสารฉบับท่ีถอื วาํ เป็นสําเนาของเอกสารฉบับอนื่ จะตอ๎ งมีข๎อความวํา \"สําเนา\" ไว๎ทกุ ฉบับข๎อความตาม (๑) ถงึ (๓) ดังกลําวขา๎ งต๎น จะต๎องตีพมิ พข๑ น้ึ หรือจัดทาํ ขน้ึ ดว๎ ยระบบคอมพิวเตอร๑ ในกรณีจัดทําใบกํากับภาษีข้นึ ด๎วยระบบ นนท์ เศรษฐวิวัฒน์

๓๒ คอมพิวเตอร๑ท้ังฉบบั จะประทบั ด๎วยตรายาง เขียนด๎วยหมึก พมิ พด๑ ดี หรือกระทําใหป๎ รากฏขึ้นด๎วยวิธกี ารอ่นื ใน ลกั ษณะทาํ นองเดยี วกนั ไมํได๎ ๓. กรณผี ๎ปู ระกอบการจดทะเบยี นมสี ถานประกอบการหลายแหงํ และสถานประกอบการท่ีมใิ ชสํ ํานกั งาน ใหญํได๎นําใบกาํ กบั ภาษขี องสถานประกอบการท่ีเปน็ สํานักงานใหญํไปสํงมอบให๎แกผํ ซู๎ ื้อสินคา๎ หรอื ผ๎รู ับบริการทกุ ครั้งที่ มีการขายสินคา๎ หรือการให๎บริการ จะต๎องมีข๎อความวาํ \"สาขาที่ออกใบกาํ กับคือ…..\" ไว๎ในใบกํากบั ภาษดี ังกลาํ ว โดย ขอ๎ ความดงั กลําวจะตพี ิมพ๑ จดั ทําขนึ้ ด๎วยระบบคอมพวิ เตอร๑ ประทบั ดว๎ ยตรายาง เขียนด๎วยหมกึ พมิ พ๑ดีด หรอื ทาํ ให๎ ปรากฏขนึ้ ดว๎ ย วิธกี ารอืน่ ใดในลักษณะทํานองเดยี วกนั ก็ได๎ ๔. กรณีผ๎ปู ระกอบการจดทะเบียน ซึ่งประกอบกิจการสถานบริการน้ํามัน ไดข๎ ายนาํ้ มนั เชอื้ เพลิงหรือได๎ขาย สินคา๎ หรือบรกิ ารทีเ่ ก่ียวข๎องโดยตรงกบั รถยนต๑ที่ต๎องจดทะเบียนตามกฎหมายวาํ ดว๎ ยรถยนต๑ จะตอ๎ งระบุ\"เลขทะเบยี น รถยนต๑\" ไวใ๎ นใบกํากบั ภาษี โดยข๎อความดังกลาํ วจะตีพิมพ๑ จดั ทําขน้ึ ดว๎ ยระบบคอมพิวเตอร๑ ประทบั ด๎วยตรายาง เขยี นดว๎ ยหมกึ พมิ พ๑ดดี หรอื ทาํ ใหป๎ รากฏขึน้ ด๎วย วิธกี ารอ่นื ใดในลกั ษณะทาํ นองเดยี วกันก็ได๎ ๕. กรณีของการฝากขายสนิ ค๎าตามสญั ญาการต้งั ตวั แทนเพื่อขายสนิ ค๎า ซึ่งตวั การและตัวแทนเป็นผ๎ปู ระกอบ การจดทะเบียนทเ่ี สยี ภาษมี ูลคาํ เพ่ิมในอัตราร๎อยละ ๑๐ หรอื รอ๎ ยละ ๐ และทาํ สัญญาตั้งตัวแทนเพ่ือขายสนิ ค๎าโดย ตัวการได๎สงํ มอบสัญญาใหแ๎ กํเจ๎าพนกั งานสรรพากรภายใน ๑๕ วนั นบั แตวํ นั ทําสญั ญาตง้ั ตวั แทน เมื่อตวั แทนได๎ขาย สินคา๎ ให๎กบั ผซ๎ู ้ือ ตัวแทนต๎องออกใบกํากบั ภาษีแบบเต็มรูปในนามของตวั การ โดยตัวแทนต๎องระบชุ ือ่ ท่ีอยูํและเลข ประจําตวั ผเู๎ สียภาษีอากรของตัวแทนด๎วย ๖. กรณีไดร๎ ับอนุมตั ิจากอธิบดีกรมสรรพากร ใหอ๎ อกใบกํากับภาษเี ป็นหนวํ ยเงินตราตาํ งประเทศ จะต๎องระบุ อตั ราแลกเปลี่ยนเงนิ ตราตาํ งประเทศเปน็ เงินตราไทยไว๎ในใบกาํ กับภาษี โดยอัตราแลกเปล่ยี นดังกลําว จะตอ๎ งตพี ิมพ๑ จัดทําข้ึนดว๎ ยระบบคอมพิวเตอร๑ ประทบั ด๎วยตรายาง เขยี นด๎วยหมึก พมิ พด๑ ีด หรอื วิธีการอ่นื ใดในลักษณะทํานอง เดยี วกันกไ็ ด๎ (อัตราแลกเปลย่ี นให๎ใชอ๎ ตั ราอ๎างอิงประจาํ วนั ท่ีธนาคารแหงํ ประเทศไทยประกาศไว๎เปน็ อัตราแลกเปลยี่ น ของวนั ถัดไป ตามมาตรา ๙ แหงํ ประมวลรัษฎากร) ใบกํากบั ภาษรี ูปแบบใหม่(ประกาศอธิบดกี รมสรรพากร ฉบบั ที่ ๑๙๙) ตามที่กรมสรรพากรได๎ออกประกาศอธิบดีกรมสรรพากร ฉบับที่ ๑๙๖ เกี่ยวกบั รูปแบบใบกาํ กบั ภาษีแบบใหมํ โดยจะผลบงั คบั ใช๎ในวันที่ ๑ มกราคม ๒๕๕๗ แตไํ ด๎เล่อื นออกไปเปน็ วันที่ ๑ มกราคม ๒๕๕๘ โดยสาระสําคัญใน ใบกาํ กบั ภาษีรปู แบบใหมนํ ีจ้ ะต๎องมีระบเุ ลขประจําตวั ผู๎เสียภาษขี องผู๎ซื้อหรอื ผ๎รู บั บริการลงในใบกํากบั ภาษีดว๎ ย ซึง่ จริงๆ แลว๎ ก็มขี อ๎ ดใี นแงขํ องการตรวจสอบ แตไํ มํสะดวกกรณีทบี่ ุคคลธรรมดาจะซ้อื สินคา๎ หรอื บริการ จะต๎อง แจง๎ เลขประจาํ ตวั ผ๎เู สียภาษี (ซ่ึงเปน็ เลขเดียวกบั บตั รประชาชน) ทางกรมสรรพากรจึงได๎ออก ประกาศอธบิ ดี กรมสรรพากรฉบับท่ี ๑๙๙ ข๎อ ๗ ในกรณีผูป๎ ระกอบการจดทะเบียนไดจ๎ ดั ทําใบกาํ กับภาษีตามมาตรา ๘๖/๔ แหํงประมวลรัษฎากร ผป๎ู ระกอบการจดทะเบียนจะตอ๎ งระบเุ ลขประจําตัวผูเ๎ สียภาษีอากรของผ๎ูซือ้ สนิ คา๎ หรอื ผ๎ูรบั บริการซ่งึ เป็น ผู๎ประกอบการจดทะเบยี น ไว๎ในใบกาํ กับภาษนี น้ั โดยข๎อความดังกลําวจะตพี ิมพ๑ จดั ทําข้ึนดว๎ ยระบบคอมพวิ เตอร๑ ประทับดว๎ ยตรายาง เขยี นด๎วยหมึก พมิ พด๑ ดี หรือทาํ ให๎ปรากฏขึ้นดว๎ ยวธิ ีการอื่นใดในลักษณะทาํ นองเดยี วกันก็ได๎ ทั้งน้ี สําหรับการจัดทาํ ใบกํากบั ภาษตี ามมาตรา ๘๖/๔ แหํงประมวลรษั ฎากร ที่ไดจ๎ ัดทาํ ตงั้ แตวํ นั ท่ี ๑ มกราคม พ.ศ. ๒๕๕๘ เป็นต๎นไป นนท์ เศรษฐวิวัฒน์

๓๓ โดยเนอื้ หาท่ีสําคัญในประกาศฉบับนี้ คือ ใหร๎ ะบุเลขประจําตัวผเู๎ สยี ภาษเี ฉพาะผ๎ูประกอบการทจ่ี ดทะเบียน ภาษีมลู คําเพ่มิ เทําน้ัน ดังนน้ั กรณีท่ีไปซ้ือสินคา๎ และต๎องการให๎ออกใบกาํ กับภาษใี นนามของบุคคลธรรมดาท่ีไมํได๎จด ทะเบยี นเป็นผ๎ปู ระกอบการจดทะเบียน ก็ไมํจําเปน็ ตอ๎ งแจ๎งประจาํ ตวั ผูเ๎ สยี ภาษอี ีกตํอไป เน่อื งจากบุคคลธรรมดาไมํมีสํวนได๎สวํ นเสียกบั ภาษีมูลคําเพิ่ม เพราะไมํสามารถนําภาษีซ้ือ ภาษีขาย ไปหักลดหยอํ น ใดๆ ได๎ จะใชไ๎ ดแ๎ ตํเพยี งเพื่อเปน็ หลกั ฐานในการจาํ ยชําระเงินคาํ สินคา๎ หรือบรกิ ารเทาํ นนั้ สํวนผป๎ู ระกอบการท่จี ด ทะเบยี นมสี ิทธใิ นการนาํ ใบกาํ กับภาษใี หเ๎ ครดิตภาษีได๎ สําหรบั ผ๎ูประกอบการที่จดทะเบียนกํอนทีจ่ ะรบั ใบกาํ กับภาษี จะต๎องแจง๎ เลขประจาํ ตัวผเู๎ สยี ภาษี และตรวจสอบให๎ถูกต๎องด๎วย มฉิ ะนัน้ จะไมสํ ามารถนําไปเครดติ ภาษีได๎ การยกเลิกใบกาํ กับภาษีฉบับเดิมแล้วออกฉบับใหม่ กรณีผปู๎ ระกอบการจดทะเบียนได๎จดั ทําใบกํากับภาษีท่ีมรี ายการในสวํ นท่ีเปน็ สาระสาํ คญั ไมํถูกต๎องครบถ๎วน เม่อื ได๎รับการร๎องขอใหย๎ กเลิกใบกาํ กบั ภาษฉี บบั เดิมและจดั ทาํ ใบกาํ กับภาษีฉบบั ใหมทํ ี่ถูกต๎องให๎ดาํ เนนิ การดังน้ี ๑. เรยี กคนื ใบกาํ กบั ภาษีฉบับเดิมและนาํ มาประทับตราวํา \"ยกเลิก\" หรือขีดฆําแล๎วเกบ็ รวบรวมไว๎กบั สาํ เนา ใบกาํ กับภาษีฉบบั เดิม ๒. จดั ทําใบกํากับภาษฉี บบั ใหมํซึ่งเปน็ เลขท่ีใหมํ แตจํ ะต๎องลงวนั เดอื น ปี ใหต๎ รงกับ วนั เดอื น ปี ตามใบกํากบั ภาษฉี บับเดิม และ ๓. หมายเหตุไวใ๎ นใบกํากบั ภาษฉี บับใหมวํ าํ \"เปน็ การยกเลิกและออกใบกาํ กบั ภาษฉี บับใหมแํ ทนฉบับเดิม เลขที่… เลํมท่ี….\" และหมายเหตุการยกเลิกใบกํากบั ภาษีไว๎ในรายงานภาษีขายของเดือนภาษีทจี่ ัดทําใบกํากับภาษฉี บับ ใหมํดว๎ ย ๔. ผป๎ู ระกอบการท่ีขอให๎ยกเลกิ ใบกาํ กบั ภาษฉี บับเดมิ และออกฉบับใหมํ ต๎องถํายเอกสารใบกํากับภาษฉี บับ เดิม (ฉบบั ท่ขี อยกเลกิ ) ตดิ เรื่องไว๎และสงํ มอบใบกํากบั ภาษีฉบบั ท่ขี อยกเลิกคนื ใหผ๎ อู๎ อกใบกาํ กับภาษีนําไปรวมกับ สําเนาไว๎เป็นหลกั ฐาน ๕. ใหผ๎ ๎ูประกอบการจดทะเบียนท่อี อกใบกํากับภาษฉี บับใหมํ หมายเหตกุ ารยกเลกิ ใบกาํ กับภาษไี วใ๎ นรายงาน ภาษขี ายประจําเดอื นท่อี อกใบกํากับภาษีฉบบั ใหมํแทนด๎วย การออกใบแทนใบกํากับภาษี ใบเพม่ิ หนี้ ใบลดหนี้ ผป๎ู ระกอบการจดทะเบยี นที่ได๎จัดทาํ ใบกํากับภาษี หรอื ใบเพม่ิ หนี้ หรอื ใบลดหน้แี ล๎ว ตํอมาหากไดร๎ บั การร๎องขอ จากผูซ๎ ้อื สนิ ค๎าหรือผ๎ูรับบรกิ ารซ่งึ ทาํ ใบกาํ กบั ภาษี ใบเพิ่มหน้ี หรอื ใบลดหนสี้ ูญหาย ถูกทําลายหรอื ชาํ รุดในสาระสําคัญ ให๎ผู๎ประกอบการจดทะเบียนนัน้ ออกใบแทนใบกํากับภาษี ใบแทนใบเพมิ่ หน้ี หรือใบแทนใบลดหน้ใี หก๎ บั ผ๎ซู ื้อสนิ คา๎ หรือ ผร๎ู ับบรกิ ารนน้ั โดยดําเนินการดังน้ี ๑. ถํายสําเนาใบกาํ กบั ภาษี สาํ เนาใบเพิ่มหนี้ หรือสาํ เนาใบลดหนี้ และใหบ๎ นั ทกึ รายการดังนลี้ งในภาพถํายหรือ ดา๎ นหลงั ของภาพถํายดงั กลําว (๑) ใบแทนออกให๎คร้ังท่ี (๒) วัน เดือน ปี ทีอ่ อกใบแทน (๓) คําอธิบายยํอ ๆ ถึงสาเหตทุ อี่ อกใบแทน (๔) ลงลายมือช่อื ของผ๎ูออกใบแทน ๒. ให๎ผป๎ู ระกอบการจดทะเบียนซง่ึ ออกใบแทนตาม ๑. บนั ทกึ รายการตาม (๑) - (๔) ไวด๎ า๎ นหลงั สาํ เนาใบกาํ กับ ภาษี สําเนาใบเพิ่มหน้ี หรอื สําเนาใบลดหน้ีด๎วย นนท์ เศรษฐวิวัฒน์

๓๔ ๓. ใหผ๎ ูป๎ ระกอบการจดทะเบียนทอ่ี อกใบกํากับภาษีฉบบั ใหมํ หมายเหตุการยกเลิกใบกํากับภาษีไว๎ในรายงาน ภาษขี ายประจาํ เดอื นทอี่ อกใบกํากับภาษีฉบับใหมํแทน โดยระบชุ ื่อผ๎ซู ื้อ เลขท่ี/เลํมท่ี วนั ทีข่ องใบกาํ กับภาษี ใบเพ่มิ หนี้ หรือใบลดหน้ที ี่ได๎มีการออกใบแทน ภาษีธุรกจิ เฉพาะ ภาษีธุรกิจเฉพาะ เปน็ ภาษตี ามประมวลรษั ฎากรประเภทหนึ่ง จดั เก็บจากการประกอบกจิ การเฉพาะอยาํ ง แทนภาษกี ารค๎าที่ถูกยกเลกิ ภาษธี รุ กิจเฉพาะเร่ิมใชบ๎ ังคบั ใน พ.ศ.๒๕๓๕ พรอ๎ มกนั กับภาษีมูลคําเพม่ิ การประกอบกิจการทีต่ อ้ งเสียภาษีธรุ กจิ เฉพาะ กิจการทีจ่ ะต๎องเสยี ภาษธี ุรกจิ เฉพาะได๎แกํ การประกอบกจิ การดังตํอไปนี้ในราชอาณาจักร ๑. การธนาคาร ๒. การประกอบธุรกิจเงนิ ทนุ ธุรกิจหลักทรัพย๑ ธรุ กิจเครดติ ฟองซิเอร๑ ๓. การรบั ประกันชีวิต ๔. การรับจาํ นาํ ๕. การประกอบกจิ การโดยปกตเิ ย่ียงธนาคารพาณชิ ย๑ เชนํ การใหก๎ ๎ยู ืมเงนิ คํ้าประกนั แลกเปล่ียนเงนิ ตราออก ซ้อื หรือขายตวั๋ เงนิ หรือรบั สํงเงินไปตํางประเทศด๎วยวธิ ีตําง ๆ ๖. การขายอสังหาริมทรพั ย๑เป็นทางค๎าหรือหากําไร ๗. การขายหลักทรพั ย๑ตามกฎหมายวําดว๎ ยตลาดหลกั ทรัพย๑แหํงประเทศไทยในตลาดหลักทรัพย๑ ๘. การประกอบกิจการอน่ื ตามกาํ หนดโดยพระราชกฤษฎกี า - กาํ หนดให๎กจิ การซอ้ื และขายคืนหลกั ทรัพย๑ท่ีได๎รับอนุญาตจากคณะกรรมการกํากับหลกั ทรพั ยแ๑ ละตลาด หลักทรัพยต๑ ามกฎหมายวําด๎วยหลกั ทรพั ย๑และตลาดหลกั ทรัพยเ๑ ปน็ กจิ การท่ีอยูใํ นบังคบั ต๎องเสยี ภาษธี รุ กจิ เฉพาะ เน่ืองจากการประกอบกจิ การซ้อื หรอื ขายคืนหลักทรัพยโ๑ ดยมีสญั ญาหรอื ซ้ือคืนดงั กลาํ วมีลักษณะอ่นื ทอี่ ยํูในบงั คบั ต๎อง เสียภาษธี ุรกจิ เฉพาะ (พระราชกฤษฎกี าฯ (ฉบับที่ ๓๕๐) พ.ศ. ๒๕๒๔) - กําหนดใหก๎ ารประกอบธุรกจิ แฟ็กเตอริงเป็นกจิ การที่อยํใู นบงั คบั ต๎องเสียภาษธี ุรกจิ เฉพาะ เน่ืองจากการ ประกอบธุรกิจดังกลําวมีลกั ษณะคล๎ายคลงึ กับการให๎ก๎ูยืมเงินทีเ่ ป็นการประกอบกิจการโดยปกตเิ ยยี่ งธนาคารพาณชิ ย๑ (พระราชกฤษฎีกาฯ (ฉบับที่ ๓๕๘) พ.ศ.๒๕๔๒ ) คําวาํ \"ธรุ กิจแฟ็กเตอรงิ \" หมายความวาํ ธรุ กจิ ทผ่ี ขู๎ ายสนิ คา๎ หรอื ผูใ๎ ห๎บรกิ ารตกลงจะโอนทรัพยส๑ ินทจ่ี ะได๎รับ จากการชาํ ระหนี้เนื่องจากการขายสนิ คา๎ หรือการให๎บริการระหวํางตนกบั ลกู หน้ีของตน ใหแ๎ กผํ ป๎ู ระกอบธรุ กจิ แฟ็กเตอ ริง โดยผู๎ประกอบธุรกิจแฟก็ เตอรงิ ตกลงจะให๎สนิ เชอ่ื ซง่ึ รวมถึงการใหก๎ ูย๎ ืมและการทดรองจาํ ยแกํผ๎ูขายสนิ ค๎าหรอื ผ๎ู ใหบ๎ ริการและรบั ที่จะดําเนินการอยํางหนึง่ อยํางใดดงั ตํอไปน้ี (ก) จัดให๎มบี ัญชที รพั ยส๑ ินที่จะไดร๎ บั การชําระหนี้ (ข) เรียกเกบ็ ทรัพย๑สินท่จี ะได๎รบั จากการชาํ ระหนี้ (ค) รับผิดชอบในหนี้ท่ลี ูกหน้ีของผู๎ขายสนิ ค๎าหรือผู๎ใหบ๎ ริการผดิ นัด กจิ การทีไ่ ม่ตอ้ งเสียภาษธี รุ กิจเฉพาะ การประกอบกิจการตอํ ไปน้ไี ด๎รับยกเวน๎ ไมตํ ๎องเสียภาษีธรุ กจิ เฉพาะ ๑. กจิ การของธนาคารแห่งประเทศไทย ธนาคารออมสิน ธนาคารอาคารสงเคราะห์ และ ธนาคารเพอื่ การเกษตรและสหกรณก์ ารเกษตร ๒. กจิ การของบรรษัทเงินทนุ อุตสาหกรรมแหงํ ประเทศไทย ๓. กจิ การของสหกรณ์ออมทรัพย์เฉพาะการให๎ก๎ยู ืมแกํสมาชกิ หรอื แกสํ หกรณ๑ออมทรพั ย๑อ่ืน นนท์ เศรษฐวิวัฒน์

๓๕ ๔. กิจการของกองทุนสํารองเลี้ยงชีพตามกฎหมายวาํ ดว๎ ย กองทุนสํารองเลี้ยงชีพ ๕. กิจการของการเคหะแหงํ ชาติเฉพาะการขาย หรอื ให๎เชาํ ซอื้ อสงั หาริมทรัพย๑ ๖. กจิ การรับจํานาํ ของกระทรวง ทบวง กรม และราชการสํวนท๎องถิ่น ๗. กิจการขายหลกั ทรัพย๑ตามกฎหมายวาํ ด๎วยตลาดหลกั ทรัพย๑แหงํ ประเทศไทยใน ตลาดหลักทรพั ย๑ ๘. กิจการของบรรษทั เงินทนุ อตุ สาหกรรมขนาดยํอม ๙. กิจการของบรรษัทประกนั สนิ เช่อื อุตสาหกรรมขนาดยํอม ๑๐. กจิ การของธนาคารเพ่ือการสงํ ออก และนําเขา๎ แหํงประเทศไทย ๑๑. กจิ การของกองทนุ สงิ่ แวดลอ๎ มตามกฎหมายวําด๎วยการสงํ เสริมและรกั ษาคุณภาพส่ิงแวดลอ๎ มแหํงชาติ ๑๒. กิจการขององคก๑ ารเพ่อื การปฏิรูประบบสถาบนั การเงนิ ๑๓. กิจการของบรรษัทบริหารสินทรพั ยส๑ ถาบนั การเงิน ๑๔. กจิ การของนติ ิบุคคลเฉพาะกจิ ในสํวนท่ีเกย่ี วกับการแปลงสนิ ทรัพยเ๑ ปน็ หลกั ทรัพย๑เฉพาะกรณดี งั ตอํ ไปน้ี (๑) กจิ การทเ่ี กดิ ขึน้ เนื่องจากการรบั โอนทรัพยส๑ นิ จากบริษัทหรอื ห๎างห๎ุนสํวนนิตบิ คุ คล หรือนติ บิ คุ คลอน่ื หรอื การโอนทรัพยส๑ นิ ดงั กลําวคนื ให๎แกํบรษิ ัทหรือห๎างหน๎ุ สํวนนิตบิ คุ คลหรือนติ ิบคุ คลอน่ื (๒) กจิ การท่ไี ด๎รับโอนมาจากผู๎โอนซง่ึ ไดร๎ ับยกเว๎นภาษธี รุ กิจเฉพาะตาม (๑)-(๗) ข๎างตน๎ ๑๕. กิจการของบริษทั หรือหา๎ งหนุ๎ สํวนนติ บิ ุคคลหรอื นติ ิบุคคลอน่ื ในสวํ นท่เี ก่ียวกบั การแปลงสินทรพั ย๑ เป็น หลกั ทรัพย๑ เฉพาะทเ่ี กิดข้ึนเนื่องจากการโอนทรัพยส๑ ินใหแ๎ กํนติ ิบคุ คลเฉพาะกิจหรือการรับโอนทรพั ยส๑ ินดงั กลําว กลบั คืนจากนติ ิบคุ คลเฉพาะกิจ ๑๖. กิจการของกองทุนรวมอสงั หารมิ ทรัพย๑ กองทุนอสงั หาริมทรพั ย๑เพ่อื แก๎ไขป๓ญหาในระบบสถาบัน การเงนิ และ กองทนุ รวมเพ่ือแก๎ไขป๓ญหาในระบบสถาบนั การเงินทจี่ ัดตั้งข้ึนตามกฎหมายวําดว๎ ยหลักทรัพยแ๑ ละตลาดหลกั ทรัพย๑ เฉพาะการประกอบกิจการโดยปกตเิ ยี่ยงธนาคารพาณิชย๑และการขายอสังหาริมทรัพยเ๑ ป็นทางคา๎ หรือหากาํ ไร ๑๗. กิจการของบรรษทั ตลาดรองสินเชือ่ ที่อยูอํ าศยั ๑๘. กิจการของการเคหะแหํงชาติ เฉพาะการให๎ก๎ยู มื เงนิ ตามโครงการพฒั นาคนจนในเมอื ง ๑๙. กจิ การของสหกรณป๑ ระเภทสหกรณบ๑ ริการซึ่งดาํ เนินการเกี่ยวกับการจัดหาท่อี ยูํอาศัยให๎แกสํ มาชกิ เฉพาะ กรณดี ังตํอไปนี้ (๑) ตอ๎ งเป็นสหกรณ๑ทเ่ี ปน็ สมาชกิ ของโครงการพฒั นาคนใจในเมืองของการเคหะแหํงชาติ และได๎รบั เงินตาม โครงการดงั กลาํ ว (๒) ต๎องนาํ เงินที่ได๎รบั ไปจดั ซื้ออสงั หาริมทรัพย๑เพ่ือขายตํอใหแ๎ กํสมาชกิ ของสหกรณ๑นน้ั ๒๐. กจิ การของสถาบนั การเงินตามกฎหมายวาํ ดว๎ ยบริษัทบริหารสนิ ทรัพย๑ เฉพาะกรณี (๑) สถาบันการเงนิ น้ันถือหุ๎นในบรษิ ทั บริหารสนิ ทรพั ย๑เกนิ กวํารอ๎ ยละ ๕๐ ของห๎นุ ท้ังหมดท่ีมี สทิ ธิออกเสียง หรอื ในกรณที ี่สถาบันการเงนิ น้นั ถอื หน๎ุ ในบริษัทบรหิ ารสนิ ทรพั ยแ๑ ละสถาบันการเงินนั้นเกนิ กวําร๎อยละ ๕๐ ของหน๎ุ ทั้งหมดท่ีมีสทิ ธอิ อกเสียง จะต๎องมนี ิตบิ ุคคลรายหนงึ่ ถือห๎ุนในบริษัทบรหิ ารสินทรพั ย๑และสถาบันการเงินน้นั เกินกวาํ ร๎อยละ ๕๐ ของห๎นุ ทง้ั หมดท่ีมีสิทธอิ อกเสียง (๒) เป็นรายรับทีไ่ ด๎จากบริษัทบริหารสินทรัพย๑ เน่ืองจากการให๎สนิ เชือ่ แกบํ ริษัทบรหิ ารสินทรพั ย๑ เพื่อรับซื้อ หรือโอนสินทรพั ย๑ดอ๎ ยคณุ ภาพของสถาบันการเงนิ น้นั หรือสถาบนั การเงินอนื่ ท่ีมีสถาบันการเงนิ นนั้ ถือห๎ุนเกิน กวาํ รอ๎ ย ละ ๕๐ ของหุน๎ ทัง้ หมดที่มสี ิทธอิ อกเสียง หรอื การใหส๎ ินเชือ่ แกํบริษัทบรหิ ารสินทรพั ย๑เพือ่ ใช๎ในการบรหิ ารสิน ทรัพย๑ ด๎อยคุณภาพท่รี บั ซื้อหรือรับโอนจากสถาบนั การเงนิ น้นั หรือสถาบนั การเงินอื่นทมี่ สี ถาบันการเงนิ นัน้ ถือหน๎ุ เกิน กวํา ร๎อยละ ๕๐ ของหน๎ุ ทง้ั หมดที่มีสทิ ธิออกเสียง ๒๑. กิจการขายอสงั หาริมทรัพยเ๑ ป็นทางการค๎าหรอื หากาํ ไร เนอ่ื งจาก นนท์ เศรษฐวิวัฒน์

๓๖ (๑) การรับไถอํ สังหาริมทรัพย๑จากากรขายฝากหรือการไถํอสงั หาริมทรัพย๑จากการขายฝากโดยการวางทรัพย๑ ตอํ สาํ นักงานวางทรัพยภ๑ ายในเวลาที่กาํ หนดได๎ในสญั ญาหรือภายในเวลาทกี่ ฎหมายกําหนด (๒) การขายอสงั หาริทรัพยภ๑ ายหลังท่ไี ดไ๎ ถจํ ากการขายฝากซงึ่ เม่ือรวมระยะเวลาการได๎มาซง่ึ อสงั หารมิ ทรัพย๑ กอํ นการขายฝาก ระยะเวลาระหวํางการขายฝากและระยะเวลาภายหลงั จากการขายฝากแล๎วเกินหา๎ ปี ๒๒. การขายอสงั หารมิ ทรพั ย๑ขององค๑การบริหารสนิ เชอื่ อสังหาริมทรัพย๑ หรอื บรษิ ัทจํากัดทส่ี ถาบนั การ เงินตาม พระราชกฤษฏีกาจัดตัง้ องค๑การบริหารสินเชือ่ อสังหาริมทรัพย๑ พ.ศ. ๒๕๔๐ ได๎จัดต้ังขึ้นเพอ่ื ดําเนนิ การบริหาร สนิ เชอื่ อสงั หารมิ ทรัพย๑โดยความเหน็ ชอบของธนาคารแหงํ ประเทศไทย ๒๓. การขายอสังหารมิ ทรัพย๑ของผู๎ประกอบกิจการให๎แกํองคก๑ ารฯ หรือบริษทั จาํ กัดตาม ๒๒ หมายเหตุ กรณีประกอบกิจการโดยปกติเยย่ี งธนาคารพาณิชย๑ กรมสรรพากรวาง แนวทางปฏิบัติ ตามคําสัง่ กรมสรรพากรที่ ป.๒๖/๒๕๓๔ กําหนดใหร๎ ายรบั กรณีดอกเบ้ยี สาํ หรบั กิจการเยีย่ งธนาคารพาณชิ ยไ๑ มตํ ๎องนํามารวม คํานวณเพื่อเสียภาษีธุรกจิ เฉพาะ ดังน้ี (๑) กรณบี ริษทั ในเครอื เดยี วให้กูย้ ืมเงนิ กันเอง ไมวํ าํ จะนาํ เงนิ ของตนหรอื นําเงนิ ที่กู๎ยืมจากบคุ คลอ่ืนมาให๎ ก๎ยู ืมในระหวาํ งกันเองและไมํวําจะคิดดอกเบยี้ ในอัตราเทําใดกต็ าม ดอกเบ้ียทเ่ี กิดขนึ้ จากการกย๎ู มื เงินในกรณีเชํนน้ีไมํ ต๎องนาํ มารวมคาํ นวณเป็นรายรับเพ่อื เสียภาษีธุรกจิ เฉพาะ คาํ วาํ \"บริษัทในเครอื เดียวกัน\" หมายความวํา บริษัทหรอื ห๎างห๎นุ สํวนนิติบคุ คลตัง้ แตสํ องนิตบิ ุคคลข้ึนไปซึง่ มี ความสัมพนั ธก๑ นั โดยบริษัทหรือห๎างหุ๎นสวํ นนติ บิ ุคคลใดถือหุน๎ หรือเปน็ ห๎นุ สวํ นอยใูํ นบรษิ ัทหรือห๎างหุ๎นสวํ นนิตบิ คุ คล อกี แหํงหน่ึงไมํน๎อยกวํารอ๎ ยละ ๒๕ ของหุน๎ ท้ังหมดที่มีสิทธิออกเสียงในบรษิ ัทหรือห๎างหน๎ุ สวํ นนติ ิบคุ คล นนั้ เปน็ เวลาไมํ นอ๎ ยกวาํ หกเดือนกํอนวันที่มกี ารก๎ูยืม (๒) กรณีที่บริษทั หรือห๎างหนุ๎ สวํ นนติ บิ ุคคลนําเงินทนุ เงนิ กู๎ยมื เงินเพมิ่ ทนุ หรอื เงินที่อื่นทเ่ี หลืออยํูไปฝาก ธนาคารหรือซ้ือตวั๋ เงินของสถาบนั การเงนิ อื่น โดยไดร๎ ับดอกเบ้ียตามอตั ราปกติกรณเี ชํนน้ีไมํถือวําดอกเบี้ยนนั้ เปน็ รายรับทตี่ ๎องเสียภาษธี ุรกจิ เฉพาะ แม๎วาํ บริษัทหรือห๎างห๎ุนสํวนนติ ิบคุ คลนนั้ จะประกอบกจิ การโดยปกติเยยี่ งธนาคาร พาณชิ ย๑ก็ตาม ความใน (๑) และ (๒) ไมํรวมถึงการประกอบกจิ การธนาคารกจิ การธรุ กิจเงินทุนธรุ กิจหลกั ทรพั ยธ๑ รุ กิจ เครดติ ฟองซเิ อร๑ และการรับประกันชวี ิตตามกฎหมายวําด๎วยการประกนั ชีวติ (๓) กรณีบริษทั หรอื ห๎างหน๎ุ สวํ นนติ ิบคุ คลมรี ะเบยี บเกย่ี วกับ เงนิ กองทุนสะสมพนักงานหรือทนุ อน่ื ใดเพ่ือ พนักงาน และบริษัทหรอื ห๎างหนุ๎ สวํ นนิตบิ คุ คลได๎นาํ เงนิ กองทนุ นีอ้ อกให๎พนักงานที่เปน็ สมาชกิ กย๎ู มื เป็นสวัสดกิ าร โดย คดิ ดอกเบ้ยี สําหรบั เงินท่ีให๎กนู๎ ั้นตามสมควร ไมํต๎องนําดอกเบย้ี นั้นมารวมคํานวณเปน็ รายรบั เพื่อเสียภาษีธุรกิจเฉพาะ ฐานภาษีและอตั ราภาษี ฐานภาษสี ําหรับการประกอบกจิ การทตี่ ๎องเสยี ภาษธี ุรกิจเฉพาะ ได๎แกํ รายรับกอํ นหักรายจํายใด ๆ ท่ีผป๎ู ระกอบ กจิ การไดร๎ บั หรือพึงได๎รับเน่ืองจากการประกอบกจิ การ ๑. กิจการธนาคาร,ธรุ กจิ เงินทุน ธรุ กจิ หลกั ทรพั ย๑, ธุรกจิ เครดิตฟองซิเอร๑และการประกอบกจิ การเยย่ี ง ธนาคาร พาณิชย๑ ได๎แกํ ดอกเบี้ย สวํ นลด คําธรรมเนียม คาํ บรกิ ารหรือกําไรกํอนหกั รายจําย ใดๆ จากการซ้ือหรอื ขายตั๋วเงนิ หรือ ตราสารแสดงสทิ ธิในหน้ีใด ๆ กาํ ไรกอํ นหักรายจาํ ยใดๆ จากการ แลกเปลย่ี นหรอื ซื้อขายเงนิ ตรา การออกตั๋วเงิน หรือการสงํ เงนิ ไปตาํ งประเทศ อตั ราภาษรี อ๎ ยละ ๓.๐ ๒. กจิ การรบั ประกันชวี ติ ได๎แกํ ดอกเบี้ย คาํ ธรรมเนยี ม คาํ บริการ อัตราภาษีร๎อยละ ๒.๕ ๓. กิจการโรงรบั จาํ นํา ไดแ๎ กํ ดอกเบี้ย คาํ ธรรมเนียม เงนิ ทรพั ยส๑ ิน คาํ ตอบแทน หรอื ประโยชนใ๑ ดๆ อันมีมูลคําท่ี ได๎รับ หรอื พึงได๎รบั จากการขายของท่ี จํานําหลุดเป็นสิทธิ อตั ราภาษีร๎อยละ ๒.๕ นนท์ เศรษฐวิวัฒน์

๓๗ ๔. การค๎าอสังหาริมทรพั ย๑ ได๎แกํ รายรับกํอนหกั รายจาํ ยใดๆ อตั ราภาษรี ๎อยละ ๐.๑ ๕. การขายหลักทรพั ย๑ในตลาดหลกั ทรพั ย๑ ได๎แกํ รายรบั กอํ นหกั รายจํายใดๆ อตั ราภาษรี ๎อยละ ๐.๑ (ปจ๓ จบุ ันยกเว๎น) ๖. การซื้อและการขายคนื หลัก ทรพั ยท๑ ่ีไดร๎ บั อนญุ าตจาก คณะกรรมการกํากับหลกั ทรัพย๑และ ตลาดหลกั ทรัพย๑ ได๎แกํ กาํ ไรกอํ นหักรายจาํ ยใดๆ จากการขายคืนหลักทรัพย๑ แตไํ มรํ วมถึง ดอกเบีย้ เงินปน๓ ผลหรอื ประโยชนใ๑ ดๆ ที่ไดจ๎ าก หลกั ทรัพย๑ อัตราภาษีร๎อยละ ๓.๐ ๗. ธุรกิจแฟ็กเตอริง ไดแ๎ กํ ดอกเบี้ย สํวนลด คาํ ธรรมเนยี ม หรือคาํ บรกิ าร อัตราภาษีร๎อยละ ๓.๐ หมายเหตุ อตั ราภาษขี องการคา๎ อสังหาริมทรพั ย๑ให๎ลดและคงจัดเกบ็ ในอัตราร๎อยละ ๐.๑ โดยมผี ลใช๎บังคบั จนถงึ วันที่ ๓๑ ธนั วาคม ๒๕๔๔ (พระราชกฤษฎกี า(ฉบบั ที่ ๓๖๖) พ.ศ.๒๕๔๓) การคาํ นวณรายรับดงั กลําวขา๎ งต๎นให๎เปน็ ไปตามวธิ ีการหลกั เกณฑ๑และการปฏบิ ตั ิทางบญั ชี และเมือ่ ไดเ๎ ลือก ปฏิบตั เิ ปน็ อยํางใดแลว๎ (เชนํ เลอื กใชเ๎ กณฑ๑เงินสดหรือเกณฑ๑สทิ ธิ เป็นต๎น) จะต๎องถือปฏิบตั เิ ปน็ อยํางเดียวตลอดไป เวน๎ แตํจะไดร๎ ับอนุมตั จิ ากอธิบดีกรมสรรพากรใหเ๎ ปลย่ี นแปลง การจดั ทํารายงาน ผ๎ูประกอบกิจการที่มีหนา๎ ท่เี สยี ภาษีธุรกิจเฉพาะ มีหน๎าที่จดั ทาํ รายงานแสดงรายรับกํอนหักรายจํายทต่ี ๎องเสีย ภาษีและรายรบั ที่ไมตํ ๎องรวมคํานวณเพ่ือเสยี ภาษีรายงานดงั กลําวใหจ๎ ดั ทําตามแบบที่อธิบดกี รมสรรพากรกําหนด การเก็บรกั ษารายงานและเอกสารหลักฐาน ผปู๎ ระกอบกิจการตอ๎ งเก็บและรักษารายงานพร๎อมท้ังเอกสารประกอบ การลงรายงานหรอื เอกสารที่อธิบดี กําหนดไว๎ ณ สถานประกอบการจัดทาํ รายงานนัน้ หรอื สถานท่อี ่ืนท่ีอธิบดีกรมสรรพากร กาํ หนดเปน็ เวลาไมํน๎อยกวาํ ๕ ปี นับแตวํ ันท่ีได๎ยน่ื แบบแสดงรายการภาษีหรอื วนั ทาํ รายงานแล๎วแตํกรณี การออกใบรับ ผป๎ู ระกอบกจิ การที่อยูํในบังคับต๎องเสยี ภาษธี ุรกิจเฉพาะซึ่งได๎รบั เงิน หรือรับชําระราคาจากการขายสนิ ค๎า หรอื การให๎บริการหรือจากการกระทํากิจการรวมเงนิ หรือราคาที่ได๎รับชําระแตํละครง้ั เกิน ๑๐๐ บาท ตอ๎ งออกใบรับใหแ๎ กํ ผูจ๎ ํายเงนิ หรือผช๎ู าํ ระราคาในทนั ทีทกุ คราวทรี่ บั เงนิ หรือรบั ชําระราคาไมํวาํ จะมกี ารเรียกร๎องให๎ออกใบรับหรอื ไมํก็ตาม อากรแสตมป์ อากรแสตมปเ์ ป็นภาษีตามประมวลรษั ฎากรประเภทหน่ึง จดั เกบ็ จากการกระทํา ตราสาร ๒๘ ลกั ษณะ ตามที่กําหนดไว๎ในบัญชีอตั ราอากรแสตมป์ คําวํา “ตราสาร” ตามประมวลรัษฎากรหมายถงึ เอกสารท่ตี ๎องเสียอากรแสตมปต์ ามทีก่ าํ หนดไวใ๎ นบัญชีอตั รา อากรแสตมป์ อากรแสตมป์เป็นภาษอี ากรท่จี ัดเก็บจากการกระทําตราสาร โดยคาํ วาํ “กระทํา”หมายความวํา การลงลายมือ ช่อื ตามบทบัญญัตแิ หํงประมวลกฎหมายแพงํ และพาณชิ ย๑ ผู้มหี น้าที่เสียอากรแสตมป์ ผู๎มีหน๎าทเ่ี สียอากรแสตมป์ มีดังนี้ ๑. บคุ คลตามทีร่ ะบไุ วใ๎ นชอํ งที่ ๓ ของบัญชีอตั ราอากรแสตมป์ เชํน ผูใ๎ ห๎เชาํ ผ๎โู อน ผู๎ให๎ก๎ู ผร๎ู บั ประกนั ภัย ฯลฯ ๒. ถา๎ ตราสารทําข้ึนนอกประเทศ ให๎เป็นหน๎าทีข่ องผท๎ู รงตราสารคนแรกในประเทศเปน็ ผ๎ูเสยี อากรภายใน ๓๐ วัน นบั แตวํ นั ทีไ่ ด๎รับตราสารนัน้ นนท์ เศรษฐวิวัฒน์

๓๘ ถ๎าหากไมํไดป๎ ฏิบตั ติ ามความข๎างต๎น ผ๎ทู รงคนใดคนหน่งึ ต๎องเสยี อากรแล๎วจงึ ย่ืนตราสารเพอ่ื ให๎จํายเงนิ รับรองสลกั หลงั โอนหรอื ถือเอาประโยชนไ๑ ด๎ ผูท๎ รงตราสารคนใด ไดต๎ ราสารตามความข๎างต๎นไว๎ในครอบครองกอํ นพ๎นกาํ หนด ๓๐ วัน นับแตํวันท่ีได๎รับตราสาร น้นั จะเปน็ ผ๎เู สยี อากรก็ไดโ๎ ดยมีสิทธิไลเํ บ้ยี จากผทู๎ รงคนกํอนๆ ๓. ตว๋ั เงินท่ียนื่ ใหช๎ าํ ระเงิน มไิ ดป๎ ดิ แสตมปบ์ ริบูรณ๑ ผ๎ูรบั ต๋วั จะเสยี อากรและใชส๎ ทิ ธไิ ลํเบีย้ จากผม๎ู หี น๎าทเี่ สียอากร หรือหกั คําอากรจากเงินทีจ่ ะชําระก็ได๎ ๔. ผ๎มู ีหน๎าท่ีเสยี อากร ตามที่ระบไุ วใ๎ นบญั ชีอตั ราอากรแสตมป์ อาจตกลงใหค๎ ํูกรณีอีกฝุายหน่ึงเป็นผู๎เสยี อากรแทน ตนก็ได๎ เวน๎ แตํกรณตี าม ๒. วิธีการเสียอากร วธิ ีการเสยี อากรแสตมปส์ ําหรับการทําตราสาร เรยี กวํา “ปดิ แสตมป์บริบรู ณ๑” ซ่ึงหมายความวาํ ๑. ในกรณีแสตมปป์ ดิ ทบั คอื การไดเ๎ สยี อากรโดยปิดแสตมป์ทบั กระดาษกํอนกระทาํ หรือในทันทที ี่ทําตราสารเปน็ ราคาไมํน๎อยกวาํ อากรท่ตี ๎องเสยี และได๎ขดี ฆําแสตมป์นน้ั แล๎ว หรือ ๒. ในกรณีแสตมป์ดุน คือการได๎เสียอากรโดยใช๎กระดาษมีแสตมป์ดนุ เป็นราคาไมํน๎อยกวํา อากรท่ตี ๎องเสยี และขดี ฆําแล๎ว หรือโดยย่ืนตราสารให๎พนกั งานเจา๎ หน๎าทป่ี ระทับแสตมป์ดุน และชําระเงนิ เป็นจํานวนไมนํ ๎อยกวําอากรทีต่ ๎อง เสียและขดี ฆําแล๎ว หรือ ๓. ในกรณชี าํ ระเปน็ ตวั เงิน คือการได๎เสยี อากรเป็นตัวเงิน เป็นราคาไมํน๎อยกวาํ อากรท่ตี ๎องเสยี ตาม บทบัญญัติใน หมวดอากรแสตมป์ หรอื ตามระเบยี บที่อธบิ ดีจะไดก๎ ําหนดโดยอนุมตั ิรฐั มนตรี การขอเสียอากรเปน็ ตัวเงิน การขอเสยี อากรเป็นตัวเงิน กเ็ พอื่ ความสะดวกในการเสียอากร ทม่ี คี าํ อากรแสตมป์เปน็ จํานวนมาก ไมสํ ะดวก ในการใช๎ดวงแสตมป์อากรปดิ บนตราสารหรือในกรณไี มํสะดวกในการชาํ ระคําอากร โดยใชแ๎ สตมปด์ ุน การขอเสยี อากรเปน็ ตวั เงนิ ปฏบิ ัติดงั น้ี (๑) การขอเสียอากรเป็นตัวเงิน ใชแ๎ บบ อ.ส.๔ (แบบขอและอนุมตั ใิ ห๎เสยี อากรแสตมปเ์ ป็นตวั เงนิ )ยนื่ ตํอ พนกั งาน เจ๎าหน๎าที่อากรแสตมป์ โดยแนบตราสารที่ขอเสียอากรไปดว๎ ย ในกรุงเทพมหานคร ให๎ยื่นตํอกองคลัง กรมสรรพากร ตาํ งจังหวัดให๎ย่นื ตอํ สํานักงานสรรพากรพนื้ ท่สี าขา (๒) สําหรับตราสารทเ่ี ป็น (๒.๑) ต๋ัวแลกเงินหรอื ตราสารทาํ นองเดียวกันทีใ่ ช๎อยาํ งตว๋ั แลกเงินเฉพาะที่ธนาคารประกอบกจิ การ ใน ราชอาณาจกั รเป็นผูส๎ ่ังจาํ ย ตามลกั ษณะแหํงตราสาร ๙(๑) และใบรบั ฝากเงินประเภท ประจาํ ของธนาคารโดยมี ดอกเบ้ยี ตามลกั ษณะแหํงตราสาร ๑๓ (๒.๒) เช็คท่อี อกในราชอาณาจกั ร ตามลักษณะแหํงตราสาร ๑๒ (๒.๓) เช็คสําหรบั ผู๎เดินทางที่ออกหรือจําหนาํ ยในราชอาณาจกั ร ตามลักษณะแหงํ ตราสาร ๑๕ มีวิธีการ เสยี อากรเป็นตัวเงนิ ดังนี้ - ตราสารตามขอ๎ (๒.๑) ให๎ธนาคารผู๎ส่งั จํายหรอื ผรู๎ บั ฝากแล๎วแตกํ รณชี าํ ระอากรเป็นตัวเงิน แทนการปดิ แสตมป์ - ตราสารตามขอ๎ (๒.๒) และ (๒.๓) ให๎ผส๎ู ่ังจาํ ยหรอื ผ๎ทู รงคนแรกชําระอากรเปน็ ตัวเงินแทน การปิด แสตมป์ โดยชําระไวต๎ อํ ธนาคาร - ตราสารตามขอ๎ (๒.๓) ทธ่ี นาคารเป็นผู๎ออก ให๎ธนาคารชาํ ระอากรเป็นตัวเงนิ แทน การปิดแสตมป์ นนท์ เศรษฐวิวฒั น์

๓๙ - ธนาคารผูช๎ ําระเงินหรอื รับชาํ ระเงินคําอากร ทม่ี สี าํ นักงานตั้งอยใูํ นเขตกรงุ เทพมหานคร นําเงินคาํ อากรที่ มีหนา๎ ทต่ี ๎องชาํ ระหรือไดร๎ บั ชาํ ระไวไ๎ ปย่ืนขอชาํ ระตอํ พนักงานเจ๎าหนา๎ ท่อี ากรแสตมป์ ณ กองคลัง กรมสรรพากร โดย ใชแ๎ บบ อ.ส.๔ก (แบบขอเสียอากรแสตมปเ์ ป็นตัวเงนิ สาํ หรับตราสารเชค็ หรอื ต๋วั แลกเงนิ ) พร๎อมชําระเงิน สํวนธนาคารทม่ี ีสาํ นักงานตั้งอยใํู นท๎องทน่ี อกเขตกรุงเทพมหานคร ใหย๎ ืน่ ชาํ ระเงิน ณ สํานักงานสรรพากร พนื้ ทสี่ าขา (๓) ใบรบั สําหรับการโอนหรือกํอต้งั สิทธใิ ดๆ เก่ยี วกับอสังหารมิ ทรัพย๑ในเมื่อนติ ิกรรมทีเ่ ป็นเหตุให๎ ออกใบรบั นัน้ มกี ารจดทะเบยี นตามกฎหมาย ตามลกั ษณะแหํงตราสาร ๒๘(ข) ใหช๎ าํ ระคําอากรแสตมป์เป็นตัวเงนิ ตอํ พนักงาน เจ๎าหน๎าทผ่ี รู๎ ับจดทะเบียนสิทธิและนิตกิ รรม (กรมท่ีดนิ ) (๔) ใบรบั เงนิ รางวลั สลากกินแบงํ รัฐบาล กาํ หนดให๎ชําระอากรเป็นตัวเงินตํอสํานักงานสลากกินแบงํ รฐั บาล การขีดฆําอากร คาํ วาํ “ขดี ฆํา” หมายความวํา การกระทาํ เพ่ือมิใหใ๎ ช๎แสตมปไ์ ดอ๎ ีก โดยในกรณแี สตมปป์ ิดทับ ไดล๎ งลายมือช่ือ หรือลงช่อื หา๎ งรา๎ นบนแสตมป์ หรอื ขีดเสน๎ ครํอมฆําแสตมป์ทปี่ ิดทับกระดาษ และลงวนั เดือน ปี ทีก่ ระทําส่งิ เหลา่ นี้ ดว๎ ย ในกรณีแสตมปด์ นุ ได๎เขยี นบนตราสารหรือยืน่ ตราสารใหพ๎ นักงานเจ๎าหน๎าทป่ี ระทบั แสตมป์ดนุ ใหแ๎ สตมป์ปรากฏ อยูํในด๎านหน๎าของตราสารนนั้ การยกเว้นอากร ๑. ยกเวน๎ อากรตามประมวลรัษฎากร (๑) ตราสารทรี่ ะบยุ กเว๎นในบัญชีอัตราอากรแสตมป์ เชํน ตราสารกย๎ู มื เงิน ให๎ยกเว๎นไมตํ ๎องเสียอากร สาํ หรับการ กย๎ู มื ซ่ึงสมาชิกก๎ูยืมจากสหกรณ๑ ตราสารใบรับ ให๎ยกเว๎นสาํ หรับจาํ นวนเงนิ ทผี่ ู๎รบั ต๎องเสยี ภาษมี ูลคําเพม่ิ หรือภาษี ธุรกิจเฉพาะ ฯลฯ (๒) ยกเวน๎ ตามมาตรา ๑๒๑ ถา๎ ฝาุ ยทตี่ ๎องเสียอากรเปน็ - รฐั บาล - เจา๎ พนกั งานผู๎กระทํางานของรัฐบาลโดยหน๎าที่ - บคุ คลผูก๎ ระทําการในนามของรฐั บาล - องค๑บริหารราชการสวํ นท๎องถิ่น - สภากาชาดไทย - วดั วาอาราม - องค๑การศาสนาใดๆ ในราชอาณาจกั ร ซึ่งเป็นนติ ิบคุ คล แตํขอ๎ ยกเว๎นไมตํ ๎องเสยี อากรน้ี มิใหใ๎ ช๎แกอํ งค๑การของรัฐบาลทใี่ ช๎ทุนหรือทุนหมนุ เวยี นเพ่อื ประกอบการ พาณิชยห๑ รือการพาณชิ ย๑ซ่งึ องคก๑ ารบรหิ ารราชการสํวนท๎องถิน่ เป็นผจ๎ู ัดทาํ ๒. ยกเว๎นตามพระราชกฤษฎีกา ยกเวน๎ อากรให๎แกํ - ธนาคารแหงํ ประเทศไทย - ธนาคารอาคารสงเคราะห๑ - ธนาคารเพอ่ื การเกษตรและสหกรณก๑ ารเกษตร - ผ๎ูประกอบการขนสํงเฉพาะการรบั เงนิ ทเี่ ป็นคาํ รับขนสํงคนโดยสาร - บรรษัทเงินทนุ อุตสาหกรรมแหงํ ประเทศไทย นนท์ เศรษฐวิวฒั น์

๔๐ - ผคู๎ ํา้ ประกัน เฉพาะการคํ้าประกนั หนเ้ี น่ืองแตํการที่ธนาคารเพ่อื การเกษตรและสหกรณ๑ การเกษตรให๎ก๎ูยืมหรอื ใหย๎ ืม - ผู๎ออกใบรับ เฉพาะการรับเงินท่ีธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ๑การเกษตรให๎กู๎ยืมหรือใหย๎ มื - การเคหะแหํงชาติ - ผู๎โอน เฉพาะโอนหลักทรัพย๑จดทะเบยี น หรอื หลักทรัพยร๑ ับอนุญาตที่ตลาดหลักทรัพย๑ แหํงประเทศไทย เป็นนาย ทะเบียนสําหรบั การโอนหลกั ทรัพยน๑ นั้ - ผทู๎ ต่ี ๎องเสยี อากรสําหรับตราสารทตี่ อ๎ งเสียคําอากรแสตมป์ไมถ่ ึงหนึง่ บาท หรอื ตราสารท่ีคาํ นวณ คําอากรแสตมป์ แลว๎ ต๎องเสยี อากรแสตมปต์ ั้งแตหํ นงึ่ บาทขน้ึ ไป เฉพาะสํวนทเ่ี ป็นเศษของบาท - ผ๎โู อน เฉพาะการโอนพนั ธบัตรธนาคารอาคารสงเคราะหท๑ ่ีธนาคารแหํงประเทศไทยเป็น นายทะเบยี นสําหรบั การ โอนพนั ธบตั รน้ัน - ยกเวน๎ อากรแสตมป์สําหรับตราสารใบรบั ซ่งึ สภาสังคมสงเคราะหแ๑ หงํ ประเทศไทยและองค๑การกุศลสาธารณะอ่นื ที่เปน็ นติ ิบุคคล ซ่งึ มีวตั ถุประสงค๑ทาํ นองเดยี วกนั เปน็ ผู๎ออก - ยกเว๎นภาษอี ากรตามประมวลรัษฎากร แกํบุคคลตามข๎อผกู พันทีป่ ระเทศไทยมอี ยูํตามสญั ญา วําดว๎ ยความรวํ มมอื ทางเศรษฐกจิ หรือทางเทคนคิ ระหวาํ งรฐั บาลไทยหรือรัฐบาลตํางประเทศ - ยกเว๎นบรรดารษั ฎากรประเภทตําง ๆ ทเ่ี รยี กเก็บตามประมวลรัษฎากร ให๎แกํ (ก) องค๑การสหประชาชาติ ทบวงการชาํ นัญพิเศษของสหประชาชาติและเจ๎าหนา๎ ท่ี หรอื ผ๎เู ชีย่ วชาญ ขององค๑การ หรอื ทบวงการดังกลาํ ว ซึ่งปฏบิ ตั ิหนา๎ ที่อยูํในประเทศไทย ในเมื่อประเทศไทย มขี ๎อผูกพนั ให๎ยกเว๎นตามอนสุ ัญญา หรือ ความตกลง (ข) สถานเอกอคั ราชทูต สถานทูต สถานกงสุลใหญํ สถานกงสุล บุคคลในคณะทูต บคุ คลในคณะกงสลุ และบคุ คล ทถ่ี ือวําอยูํในคณะทูตตามความตกลง ท้งั นี้ใหเ๎ ปน็ ไปตามหลักถอ๎ ยที ถอ๎ ยปฏิบตั ิตํอกัน - ผ๎โู อนห๎ุนในศูนย๑ซอื้ ขายหลักทรัพยต๑ ามกฎหมายวําด๎วยหลักทรพั ย๑และตลาดหลกั ทรัพย๑ - รฐั วสิ าหกจิ เฉพาะการกระทาํ ตราสารอนั เน่ืองมาจากการนาํ ทุนบางสํวนหรือทงั้ หมดมาเปลีย่ นสภาพเปน็ ของ บรษิ ัท จาํ กัด หรือบริษทั มหาชน จาํ กัด ตามกฎหมายวาํ ดว๎ ยทนุ รฐั วิสาหกิจ - อนญุ าโตตุลาการ เฉพาะตราสารคําช้ีขาดของอนุญาโตตลุ าการ ๓. ยกเว๎นตามคําส่ังของหวั หน๎าคณะปฏิวตั ิที่ ๗๙/๒๕๑๕ กาํ หนดใหย๎ กเวน๎ ภาษีอากรตามประมวลรัษฎากร ใหแ๎ กบํ ริษัท หรอื หา๎ งห๎ุนสํวนนติ ิบุคคลท่ีต้งั ขึน้ ตามกฎหมายของ สหรัฐอเมริกา ซ่ึงเปน็ คํสู ญั ญากับรฐั บาลสหรฐั อเมรกิ า ในการเข๎ามาประกอบกจิ การเก่ียวกบั งานบํารงุ รกั ษายทุ ธป๓จจัย และงานทีเ่ กีย่ วข๎องในราชอาณาจกั ร อนั เป็นการปฏบิ ัตติ ามสัญญาทีบ่ รษิ ัทหรือห๎างห๎นุ สวํ นนติ ิบคุ คลนน้ั ไดท๎ าํ ไวก๎ บั รัฐบาลสหรัฐอเมรกิ า ตามโครงการทรี่ ัฐบาลไทยเห็นชอบดว๎ ย และบรษิ ัท หรือหา๎ งหนุ๎ สวํ นนิตบิ คุ คลน้นั ไมไํ ด๎ประกอบ กจิ การอนื่ ๔. ยกเวน๎ ตามกฎหมายอ่นื ๆ มกี ารยกเวน๎ อากรแสตมป์โดยกฎหมายทีจ่ ดั ตัง้ นติ ิบคุ คลนัน้ เชํน - พ.ร.บ. จัดทรพั ย๑สนิ ฝุายพระมหากษตั รยิ ๑ - พ.ร.บ. ธนาคารออมสนิ - พ.ร.บ. การทําเรอื แหํงประเทศไทย - พ.ร.บ. การรถไฟแหํงประเทศไทย - พ.ร.บ. องค๑การโทรศัพทแ๑ หํงประเทศไทย - พ.ร.บ. กองทุนสงเคราะหก๑ ารทาํ สวนยาง นนท์ เศรษฐวิวัฒน์

๔๑ - พ.ร.บ. ลกู เสอื การลดอากร ตามประกาศของคณะปฏวิ ตั ิ (ฉบับท่ี ๑๕๕) ลงวันที่ ๔ มถิ ุนายน ๒๕๑๕ ลดคาํ อากรแสตมป์สําหรบั ตราสาร กรมธรรมป๑ ระกนั ชวี ติ โดยถา๎ คําอากรมจี ํานวนสูงกวาํ ๒๐ บาท ใหล้ ดเหลือ ๒๐ บาท ความรับผิดกรณีไม่ปดิ แสตมปบ์ ริบูรณ์และการไมอ่ อกใบรับ ๑. ความรบั ผดิ ทางแพํง ๑.๑ ถ๎าตราสารท่ีมิได๎ปิดแสตมปบ์ ริบูรณ๑น้ัน เปน็ ตราสารท่ีกระทาํ ขนึ้ ในประเทศไทย เมื่อผูข๎ อเสียอากร ไดย๎ ื่นตรา สารนน้ั ตํอพนักงานเจา๎ หน๎าทเี่ พ่ือเสียอากรภายใน ๑๕ วัน นบั แตวํ นั ท่ตี ๎อง ปิดแสตมปบ์ ริบูรณ๑ กใ็ หอ๎ นุมัติใหเ๎ สยี เพียง อากรตามอัตราในบัญชที า๎ ยหมวดอากรแสตมป์ ๑.๒ กรณปี รากฎตํอพนักงานเจา๎ หน๎าท่ีเปน็ อยํางอ่นื กใ็ หอ๎ นุมตั ิใหเ๎ สยี อากรและให๎เรยี กเก็บ เงินเพ่มิ อากร ดังตอํ ไปน้อี ีกด๎วย (ก) เปน็ เวลา ไมพํ น๎ กาํ หนด ๙๐ วนั นับแตวํ นั ตอ๎ งปดิ แสตมปบ์ ริบรู ณใ๑ ห๎เรียกเกบ็ เงินเพิ่มอากรเป็น ๒ เทาํ จาํ นวน อากรหรอื เปน็ เงิน ๔ บาท แล๎วแตํอยํางใดจะมากกวาํ (ข) เปน็ เวลาพ๎น กาํ หนด ๙๐ วนั นบั แตํวนั ตอ๎ งปดิ แสตมป์บรบิ รู ณ๑แล๎วใหเ๎ รียกเก็บเงนิ เพิ่มอากรเป็น ๕ เทํา จาํ นวน อากรหรอื เป็นเงิน ๑๐ บาทแล๎วแตอํ ยาํ งใดจะมากกวํา ๑.๓ กรณีพนักงานเจ๎าหน๎าที่หรอื นายตรวจทําการตรวจพบ ถา๎ ปรากฎวํา (๑) มไิ ด๎มกี ารออกใบรบั ในกรณที ่ตี ๎องออกใบรบั ตามข๎อ ๒ ใหพ๎ นักงานเจา๎ หน๎าท่ีมีอํานาจเรยี กเกบ็ เงินอากร จนครบ และเงนิ เพมิ่ อากรอกี เปน็ จาํ นวน ๖ เทําของเงนิ อากรหรอื เปน็ เงิน ๒๕ บาท แลว๎ แตํอยํางใดจะมากกวํา (๒) ตราสารมไิ ดป๎ ิดแสตมป์บริบูรณโ๑ ดย (ก) มิได๎ปดิ แสตมปเ์ ลย ใหพ๎ นักงานเจา๎ หน๎าที่มีอํานาจเรยี กเกบ็ เงินอากรจนครบ และเงินเพม่ิ อากรอีก เปน็ จาํ นวน ๖ เทํา ของเงนิ อากรทีต่ อ๎ งเสียหรือเป็นเงนิ ๒๕ บาท แล๎วแตอํ ยํางใดจะมากกวํา (ข) ปิดแสตมป์นอ๎ ยกวาํ อากรทต่ี ๎องเสีย ใหพ๎ นักงานเจ๎าหน๎าท่มี ีอํานาจเรียกเก็บเงนิ อากรจนครบ และ เงนิ เพ่มิ อีกเป็นจํานวน ๖ เทาํ ของเงินอากรท่ีขาดหรอื เป็นเงิน ๒๕ บาท แลว๎ แตอํ ยํางใดจะมากกวาํ ในกรณีอื่น ใหพ๎ นักงานเจ๎าหน๎าท่มี ีอํานาจเรียกเก็บเงินเพม่ิ อากรเป็นจาํ นวน ๑ เทําของเงินอากร ท่ตี ๎อง เสียหรือเปน็ เงนิ ๒๕ บาท แล๎วแตอํ ยํางใดจะมากกวํา ๒. ความรับผิดทางอาญา ๒.๑ ผใ๎ู ดมหี น๎าท่ีเสียอากร หรือขีดฆําแสตมป์ เพกิ เฉยหรือปฏเิ สธไมํเสยี อากรหรือไมํขีดฆําแสตมป์ ต๎องระวางโทษ ปรับไมํเกินห๎าร๎อยบาท ๒.๒ ผ๎ูใดออกใบรบั ไมํถงึ ๑๐ บาท สําหรับมลู คาํ ตัง้ แตํ ๑๐ บาทขนึ้ ไป หรือแบํงแยกมลู คําที่ไดร๎ ับชาํ ระนั้นเพื่อ หลีกเลยี่ งการเสยี อากรกด็ ี จงใจกระทาํ หรือทําตราสารใหผ๎ ิดความจริงเพื่อหลกี เลย่ี งไมปํ ฏิบตั ติ ามบทบญั ญัติแหงํ หมวดนก้ี ็ดี มีความผดิ ต๎องระวางโทษปรับไมํเกินสองรอ๎ ยบาท ๒.๓ ผใู๎ ดไมํทาํ หรือไมํเก็บบนั ทึกตามมาตรา ๑๐๕ ตรี หรือไมํออกใบรับใหท๎ นั ทที ี่ถูกเรียกร๎องตาม มาตรา ๑๐๖ (ข๎อ ๒.๒) หรือออกใบรบั ซ่ึงไมํปดิ แสตมปต์ ามจํานวนอากรท่ีตอ๎ งเสีย ต๎องระวางโทษปรบั ไมํเกินหา๎ ร๎อยบาท ๒.๔ ผ๎ใู ดโดยตนเองหรือสมคบกับผอู๎ ่ืนทําใหไ๎ มํมีการออกใบรับหรอื ไมํออกใบรบั ให๎ทันทีที่รบั เงนิ หรือรับชาํ ระราคา ตามมาตรา ๑๐๕ (ข๎อ ๒.๑) หรอื ออกใบรบั เป็นจํานวนเงนิ นอ๎ ยกวาํ ที่รับเงินหรือรับชาํ ระราคาจรงิ ตอ๎ งระวางโทษ ปรบั ไมเํ กินห๎ารอ๎ ยบาท หรือจําคุกไมํเกนิ หนึ่งเดือนหรือทัง้ ปรับทัง้ จาํ นนท์ เศรษฐวิวฒั น์

๔๒ ๒.๕ ผู๎ใดโดยรอู๎ ยํแู ล๎วไมํอาํ นวยความสะดวกแกํพนักงานเจ๎าหนา๎ ท่หี รอื นายตรวจในการปฏบิ ตั ติ ามหนา๎ ที่ หรือโดย รู๎อยูํแลว๎ หรือจงใจไมปํ ฏบิ ัตติ ามคาํ เรยี กหรือไมํยอมให๎ยดึ ตราสารหรอื เอกสาร หรือไมํปฏิบัติตามหมายของพนักงาน เจ๎าหนา๎ ที่หรอื นายตรวจ ตามความในมาตรา ๑๒๓ หรอื ไมํยอมตอบคําถามเมอื่ ซักถามหรอื ฝุาฝนื บทบญั ญัติมาตรา ๑๐๕ ทวิ (ข๎อ ๓) มาตรา ๑๐๕ จตั วา (ข๎อ ๕) หรอื มาตรา ๑๒๓ ทวิ มีความผิดต๎องระวางโทษปรับไมํเกินห๎าร๎อยบาท ๒.๖ ผูใ๎ ดโดยเจตนาทุจรติ มแี สตมปซ์ ง่ึ ร๎อู ยูํวําเป็นแสตมป์ปลอมก็ดี หรอื ค๎าแสตมป์ท่ีใชแ๎ ล๎วหรอื ทีม่ ีกฎกระทรวง ประกาศใหเ๎ ลิกใช๎เสยี แล๎วกด็ ี ผูน๎ ั้นมีความผดิ ต๎องระวางโทษปรับไมเํ กินห๎าพันบาทหรอื จาํ คกุ ไมํเกนิ สามปหี รือทั้งปรบั ทัง้ จาํ ขอ้ เสยี ของตราสารท่มี ไิ ด้ปดิ แสตมปบ์ รบิ รู ณ์ ตราสารใดไมปํ ิดแสตมป์บรบิ ูรณ๑ จะใช๎ต๎นฉบับ คูํฉบับ คํูฉีก หรอื สาํ เนาตราสารน้ันเปน็ พยานหลกั ฐานในคดีแพงํ ไมไํ ด๎ นอกจากน้นั กฎหมายยงั หา๎ มเจา๎ พนักงานรฐั บาลลงนามรับรู๎ ยอมให๎ทาํ หรอื บนั ทกึ ส่ิงใด ๆ ในตราสาร ดังกลาํ ว ด๎วย จนกวาํ จะไดม๎ ีการเสยี อากรใหค๎ รบถว๎ นเสียกํอน การขอคนื เงินอากรแสตมป์ ผูใ๎ ดเสียคําอากรหรอื คําเพิ่มอากรเกินไปไมนํ ๎อยกวาํ ๒ บาท ชอบท่ีจะทําคําร๎องเปน็ หนงั สือยน่ื ตอํ พนกั งาน เจา๎ หน๎าท่ี ภายใน ๖ เดือน นับแตวํ ันเสียอากรหรือคําเพมิ่ อากร หรอื เสยี อากรไว๎โดยไมมํ ีหนา๎ ท่ตี อ๎ งเสีย ใหข๎ อคนื ได๎ ภายในอายุความ ๑๐ ปี ตามประมวลกฎหมายแพํงและพาณิชย๑ การซอื้ อากรไปจําหนา่ ย ผูซ๎ ื้อแสตมปอ์ ากรไปจาํ หนาํ ยจะได๎รบั สํวนลดในอตั ราร๎อยละ ๓ โดยหกั จากเงนิ ทซ่ี ้ือแสตมปอ์ ากรในแตํละคร้ัง ซึง่ ตอ๎ งดําเนนิ การ ตามข๎อ ๒๙ ของระเบียบกรมสรรพากรวําด๎วยการเบิก จําย เก็บรักษา และจาํ หนาํ ยแสตมป์อากร พ.ศ.๒๕๕๔ ตงั้ แตวํ ันที่ ๑ กนั ยายน พ.ศ.๒๕๕๔ เปน็ ตน๎ ไป ดังนี้ ๑. จดั ทําสญั ญาซ้ือแสตมป์อากรไปจาํ หนําย (อ.ส.๑๑) ยน่ื ตํอสํานักงานสรรพากรพื้นทสี่ าขา โดยมีเงื่อนไข (๑) เปน็ ผซ๎ู อ้ื แสตมป์อากรไปจําหนาํ ยครั้งหน่งึ เปน็ เงนิ ต้ังแตํ ๑,๐๐๐ บาท ขน้ึ ไป (๒) ไมํจําหนํายแสตมป์อากรเกินกวําราคาที่ปรากฏในดวงแสตมปอ์ ากร (๓) กรณีเปน็ บริษัทหรือหา๎ งหุ๎นสวํ นนติ ิบุคคลทม่ี หี นา๎ ทีเ่ สยี ภาษีเงนิ ได๎ จะต๎องนําเงินคาํ สํวนลดแสตมป์อากรท่ไี ดร๎ บั ไปลงบัญชี และจดั ทําบญั ชแี สตมปอ์ ากรคงเหลือ (สนิ ค๎าคงเหลอื ) ใหถ๎ ูกตอ๎ งและครบถว๎ นตามกฎหมาย (๔) สัญญามกี ําหนดเวลา ๓ ปี นับแตวํ นั ทีท่ าํ สญั ญา (๕) ถา๎ กระทาํ ผิดสัญญาดังกลําวในข๎อ (๒) และหรอื ขอ๎ (๓) ต๎องถูกปรบั ครง้ั ละ ๑,๐๐๐ บาท หรอื เลกิ สัญญาหรือ ท้งั ปรับท้ังเลิกสัญญา ๒. ในการซื้อแตํละครั้งต๎องกรอกรายการจํานวนแสตมป์อากรทตี่ ๎องการซ้ือในแบบซื้อแสตมปอ์ ากร (อ.ส.๑๐) จาํ นวน ๑ ฉบับ ๓. ชาํ ระคําอากรแสตมปด์ ๎วยเงินสด หรือเช็คประเภท ก (เชค็ ธนาคารแหงํ ประเทศไทย) หรือเช็คประเภท ข (เชค็ ท่ี ธนาคารค้าํ ประกัน) หรือเช็คประเภท ค (เช็คที่ธนาคารเซ็นสั่งจําย) หรือต๋ัวแลกเงนิ หรือดรา๏ ฟท๑ ซงึ่ จะไดร๎ ับแสตมป์ อากรพร๎อมใบเสรจ็ รบั เงนิ การอทุ ธรณ์ภาษีอากร ย่นื คําอุทธรณเ๑ ป็นหนงั สือตามแบบ ภ.ส.๖ โดยสามารถยืน่ คาํ อทุ ธรณเ๑ ปน็ รายฉบับตามหนงั สอื แจ๎งการ ประเมินหรอื รวมยืน่ คาํ อุทธรณฉ๑ บบั เดยี วสําหรับหนังสือแจ๎งการประเมินหลายฉบบั กไ็ ด๎ โดยระบุใหช๎ ัดแจง๎ วําอทุ ธรณ๑ นนท์ เศรษฐวิวัฒน์

๔๓ คดั ค๎านการประเมินภาษีประเภทใด เดอื น/ปี ภาษีใด ตามหนงั สอื แจ๎งการประเมินฉบบั ใดและเปน็ จํานวนเงินภาษี เทาํ ใด และสิ่งสําคญั ทีต่ ๎องระบุคอื ไมํเห็นดว๎ ยกบั การประเมินในประเดน็ ใด พรอ๎ มท้งั ใหเ๎ หตผุ ลทุกประเดน็ และแสดง เอกสารหลักฐานประกอบเหตุผลนนั้ ดว๎ ย ในเขตทอ๎ งที่กรุงเทพมหานคร ผ๎ูถูกประเมินภาษีต๎องย่นื อุทธรณ๑ตํอคณะกรรมการพจิ ารณาอทุ ธรณ๑ซึ่ง ประกอบด๎วยอธบิ ดีกรมสรรพากรหรือผ๎ูแทน ผู๎แทนสาํ นักงานอัยการสงู สดุ และผ๎แู ทนกรมการปกครอง สําหรับในตาํ งจงั หวดั ตอ๎ งยน่ื อทุ ธรณ๑ตํอคณะกรรมการพจิ ารณาอุทธรณ๑ ซึง่ ประกอบดว๎ ยผวู๎ าํ ราชการจงั หวัด หรือผแู๎ ทน สรรพากรภาคหรือผแู๎ ทน และอยั การจังหวดั หรือผูแ๎ ทน กาํ หนดเวลาการยืน่ อุทธรณ์ ผ๎ถู กู ประเมินภาษีต๎องยื่นอุทธรณต๑ ํอคณะกรรมการพจิ ารณาอทุ ธรณ๑ภายใน ๓๐ วัน นบั แตํวนั ได๎รับหนงั สือ แจง๎ การประเมนิ ภาษจี ากเจ๎าพนกั งานประเมิน หลักฐานท่ีต้องยื่นพรอ้ มกบั การยื่นอุทธรณ์ (๑) หนงั สอื แจ๎งการประเมินหรือแบบคําสง่ั ให๎ชําระภาษีอากรฉบบั ทต่ี ๎องการคัดคา๎ นการประเมิน โดยเปน็ ต๎นฉบับหรือภาพถาํ ยท่ีรบั รองสาํ เนาถกู ต๎อง (๒) ภาพถาํ ยบัตรประจําตวั ประชาชนของผ๎ู ถกู ประเมนิ ภาษี กรณีเป็นนติ บิ ุคคลใหแ๎ นบหนังสือรบั รองของ กระทรวงพาณิชย๑ ภาพถาํ ยบัตรประจาํ ตวั ประชาชนของกรรมการผจู๎ ดั การหรือห๎ุนสวํ นผ๎ูจดั การพร๎อมประทับตรานิติ บุคคลกาํ กับการลงช่ือของผู๎มีอํานาจลงนามแทนนิติบุคคล กรณีมิได๎มาย่นื อทุ ธรณ๑ด๎วยตนเอง ใหจ๎ ัดทําหนงั สือมอบอํานาจกระทําการโดยปดิ อากรแสตมป์ ๑๐ บาท ถา๎ กระทาํ การครั้งเดียว หรอื ถา๎ กระทาํ การมากกวําหนง่ึ ครง้ั ปดิ อากรแสตมป์ ๓๐ บาท พร๎อมภาพถํายบัตรประจาํ ตัว ประชาชนของผ๎ูมอบอาํ นาจและผู๎รับมอบอํานาจท่ีลงลายมือชือ่ รับรองวําสําเนาถูกตอ๎ ง (๓) ภาพถํายทะเบยี นบ๎าน (๔) หลกั ฐานอนื่ ๆ ทไ่ี ด๎อา๎ งประกอบคาํ อุทธรณ๑ เชํน ภ.พ.๒๐ หนงั สอื แจง๎ การเปลี่ยนแปลงทะเบยี น ภาษมี ลู คําเพมิ่ (ภ.พ.๐๙) รายงานภาษีซื้อ-ขาย สําหรบั เดอื นภาษีท่ถี ูกประเมิน ใบกํากับภาษี ฯลฯ หลังจากเจา๎ หน๎าทีต่ รวจคาํ อทุ ธรณแ๑ ละเอกสารแลว๎ จะออกใบรบั คาํ อุทธรณเ๑ พ่ือมอบใหผ๎ ๎ูยน่ื อทุ ธรณ๑ไว๎เปน็ หลักฐานในการตดิ ตามเรือ่ งท่ีอยูํในระหวํางการพิจารณาอทุ ธรณต๑ อํ ไป ผลการพิจารณาอุทธรณ์ คณะกรรมการพิจารณาอทุ ธรณจ๑ ะพิจารณาและวินจิ ฉยั ข๎อโต๎แยง๎ ตามคําอุทธรณ๑เมื่อแล๎วเสร็จจะสงํ ผลเป็นคํา วินจิ ฉยั อทุ ธรณ๑ (ภ.ส.๗) ใหแ๎ กผํ ย๎ู ื่นอุทธรณ๑ ดงั น้ี ๑. ใหป๎ ลดภาษี เนอื่ งจากพจิ ารณาเห็นวาํ การประเมินไมถํ ูกต๎อง ในกรณีนี้ผ๎ูอุทธรณไ๑ มํต๎องเสยี ภาษตี ามการ ประเมิน ๒. ให๎ลดภาษี เน่ืองจากพจิ ารณาเหน็ วาํ การประเมนิ บางสํวนถูกต๎อง และบางสํวนไมถํ ูกต๎อง จึงปรบั ปรงุ จาํ นวน ภาษีใหค๎ งเหลือเทําทผ่ี ู๎อทุ ธรณต๑ ๎องชําระภาษเี พิม่ เตมิ ให๎ครบถว๎ น ๓. ใหย๎ กอทุ ธรณ๑ เนอื่ งจากพิจารณาเห็นวําการประเมนิ ถูกต๎องแลว๎ ซึง่ ผ๎อู ุทธรณ๑ต๎องเสียภาษีตามการประเมิน ๔. ให๎เพมิ่ ภาษี เนอ่ื งจากไดพ๎ ิจารณาประเดน็ การประเมินและข๎อโต๎แย๎งของผ๎อู ุทธรณแ๑ ล๎วปรากฎวาํ การประเมนิ ถกู ต๎อง แตํเจา๎ พนกั งานประเมินคาํ นวณภาษีคลาดเคลื่อนตํ่าไป คณะกรรมการฯ อาจปรับปรงุ การคาํ นวณภาษแี ละมี คําวนิ จิ ฉัยอทุ ธรณ๑ใหผ๎ อู๎ ทุ ธรณ๑เสียภาษเี พ่มิ ขนึ้ ได๎ นนท์ เศรษฐวิวฒั น์

๔๔ ผอ๎ู ุทธรณ๑ท่ไี มํเหน็ ดว๎ ยกบั คําวนิ ิจฉัยอุทธรณ๑ของคณะกรรมการพิจารณาอทุ ธรณม๑ ีสิทธิอทุ ธรณ๑ตํอศาล โดยให๎ ยนื่ คาํ ฟูองตํอศาลภาษีอากร ภายใน ๓๐ วัน นบั แตํวันไดร๎ ับแจ๎งคาํ วนิ จิ ฉัยอุทธรณ๑จากคณะกรรมการพจิ ารณาอทุ ธรณ๑ กรณมี ลู หนภ้ี าษีอากรตั้งคา๎ งอยูตํ ํางจงั หวดั ใหย๎ นื่ คาํ ฟอู งตํอศาลจงั หวัดนนั้ กไ็ ด๎ ผู๎ถูกประเมนิ ภาษีต๎องชําระภาษตี ามหนังสอื แจง๎ การประเมินภายในกําหนดเวลาตามกฎหมาย เนอื่ งจากการ อุทธรณ๑ไมเํ ป็นเหตใุ ห๎ไดร๎ ับการทุเลาการเสยี ภาษตี ามประเมินแตอํ ยาํ งใด เว๎นแตํจะได๎รบั อนมุ ัตจิ ากอธบิ ดี กรมสรรพากร หรอื ผ๎ทู ่ีอธิบดีมอบหมายให๎มีอาํ นาจสง่ั อนุมัติให๎ทุเลาการชําระภาษีไว๎กํอนจนกวําจะได๎รบั คาํ วินิจฉยั อทุ ธรณ๑ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ๑ หรือศาลมีคําพิพากษาถงึ ที่สุด การยนื่ คาํ รอ๎ งขอทุเลาการชาํ ระภาษตี ํออธบิ ดีกรมสรรพากร ให๎ยนื่ ผํานทางหนํวยงานทม่ี หี น๎าทรี่ ับคาํ อุทธรณ๑ พรอ๎ มทัง้ จดั ให๎มีหลกั ทรัพยค๑ ้าํ ประกัน ดงั น้ี (๑) ให๎ธนาคารคํา้ ประกันหน้ีภาษอี ากรพร๎อมทั้งเงินเพิ่มทีต่ ๎องชําระตามกฎหมายโดยให๎ธนาคารออกหนังสือ สญั ญาค้าํ ประกนั ตามแบบที่กรมสรรพากรกําหนด หรือ (๒) นําอสงั หารมิ ทรัพย๑มาค้ําประกัน โดยจดทะเบยี นจาํ นองไว๎ตํอทางราชการและอสังหารมิ ทรัพยน๑ นั้ ต๎องมี ราคาตลาดหรือราคาท่ีใชเ๎ ป็นทุนทรัพย๑สําหรบั เรียกเกบ็ คําธรรมเนยี มในการจดทะเบียนสทิ ธแิ ละนิติกรรม(ราคา ประเมนิ ของกรมท่ีดนิ ) ไมนํ ๎อยกวําคาํ ภาษีอากรท่ีตอ๎ งชําระหรอื (๓) นาํ พนั ธบัตรรฐั บาลในจํานวนท่คี ๎มุ กบั หนภ้ี าษีอากรคา๎ งมาจดทะเบียนจํานาํ เป็นประกัน ถา๎ ผ๎ูถกู ประเมนิ ภาษีไมํสามารถย่นื คาํ อุทธรณ๑ภายในกําหนดเวลา ให๎ทาํ คาํ รอ๎ งขอขยายกําหนดเวลาการย่ืน คาํ อุทธรณ๑เปน็ หนังสือ โดยแสดงรายละเอยี ดตํางๆ ประกอบดว๎ ย ชือ่ ผู๎ย่ืนคาํ ร๎อง ประเภทภาษอี ากร ปีภาษี/เดอื น ภาษ/ี รอบระยะเวลาบญั ชี เลขทห่ี นังสอื แจ๎งการประเมิน วันที่ท่ลี งในหนังสือแจง๎ ฯจาํ นวนเงนิ ภาษี วัน เดือน ปีทผี่ ูถ๎ กู ประเมนิ ภาษีไดร๎ ับหนงั สอื แจง๎ การประเมนิ วนั เดือน ปีที่ยน่ื คาํ อุทธรณ๑ ขอ๎ เท็จจริงและเหตุจาํ เป็นทไ่ี มํสามารถยน่ื คาํ อุทธรณ๑ไดภ๎ ายในกาํ หนดเวลา พรอ๎ มทง้ั แนบเอกสารหลักฐาน(ถา๎ มี) และคําอุทธรณเ๑ พ่ือประกอบการพิจารณาของ เจ๎าหนา๎ ท่ี การอนุมตั ใิ ห๎ขยายกําหนดเวลาการยนื่ คาํ อุทธรณ๑เป็นอาํ นาจของอธิบดีกรมสรรพากรหรือผู๎ท่ไี ด๎รับ มอบหมายจากอธบิ ดี พระราชกาํ หนด ยกเวน้ และสนบั สนนุ การปฏิบัตกิ ารเก่ียวกับภาษอี ากร (พ.ศ. ๒๕๕๘) อาศยั อํานาจตามความในมาตรา ๒๑ ของรฐั ธรรมนูญแหงํ ราชอาณาจักรไทย (ฉบบั ช่ัวคราว) พทุ ธศกั ราช ๒๕๕๗ จงึ ทรงพระกรุณาโปรดเกล๎าฯ ให๎ตราพระราชกําหนดข้นึ ไว๎ ดงั ตอํ ไปน้ี มาตรา ๔ ใหบ๎ รษิ ทั หรือห๎างห๎ุนสํวนนติ ิบคุ คล ซงึ่ มีรายได๎ไม่เกินห้าร้อยลา้ นบาททีเ่ กิดข้นึ ในรอบระยะเวลาบัญชที ผ่ี ําน มาและมีกําหนดครบสบิ สองเดอื น โดยวันสุดท๎ายของรอบระยะเวลาบัญชีสนิ้ สุดกํอนหรอื ในวันที่ ๓๑ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๕๘ ไดร๎ ับยกเวน๎ จากการตรวจสอบ ไตํสวน ประเมนิ หรือสง่ั ให๎เสยี ภาษอี ากร และความผดิ ทางอาญาตามประมวล รษั ฎากร สําหรบั รายไดท๎ เ่ี กิดข้ึนในรอบระยะเวลาบญั ชีทมี่ ีวนั เรมิ่ ต๎นกํอนวนั ที่ ๑ มกราคม พ.ศ. ๒๕๕๙ หรือมูลคําของ ฐานภาษี รายรับ หรือการกระทาํ ตราสารทเ่ี กดิ ขน้ึ กํอนวันที่ ๑ มกราคม พ.ศ. ๒๕๕๙ ความในวรรคหน่งึ ไมใํ ชบ๎ งั คบั แกํกรณดี ังตํอไปน้ี (๑) บรษิ ทั หรือหา๎ งห๎นุ สวํ นนติ บิ ุคคลอยูํระหวํางการตรวจสอบภาษีอากรตามประมวลรษั ฎากรโดยมีหมายเรียกที่ ออกกํอนวนั ท่พี ระราชกําหนดนใี้ ช๎บังคบั (๒) บรษิ ัทหรือหา๎ งห๎นุ สวํ นนิติบุคคลอยรํู ะหวํางการตรวจสอบของเจา๎ พนักงานประเมินตามมาตรา ๘๘/๓ แหงํ ประมวลรัษฎากร ทด่ี ําเนนิ การกํอนวันท่ีพระราชกําหนดนี้ใชบ๎ ังคับ นนท์ เศรษฐวิวัฒน์

๔๕ (๓) บริษัทหรือห๎างห๎นุ สวํ นนติ บิ ุคคลเปน็ ผอ๎ู อกใบกาํ กบั ภาษีปลอมหรือเปน็ ผู๎ใช๎ใบกํากับภาษปี ลอมหรือบรษิ ัท หรือหา๎ งห๎ุนสํวนนติ บิ ุคคลกระทาํ การหลกี เลี่ยงการเสยี ภาษีอากร โดยแสดงรายจํายอันเป็นเทจ็ ตํอกรมสรรพากร (๔) บริษทั หรือห๎างหุ๎นสวํ นนิติบคุ คลอยํูในระหวํางการดาํ เนินคดีในช้นั พนักงานสอบสวน ช้นั พนักงานอยั การ หรือ ช้ันศาล “รายได้” ตามวรรคหนง่ึ หมายความวาํ รายได๎จากการประกอบกิจการหรือเน่ืองจากการประกอบกจิ การ ซ่งึ คาํ นวณ ตามหลกั เกณฑ๑ทบี่ ัญญัติไว๎ในมาตรา ๖๕ แหํงประมวลรษั ฎากร การได๎รับยกเว๎นตามวรรคหนึ่ง จะต๎องปรากฏด๎วยวํา เจ๎าพนกั งานประเมินยังไมํไดเ๎ ริ่มดําเนนิ การ ประเมนิ หรอื สั่งให๎เสยี ภาษอี ากร หรอื ยงั ไมไํ ด๎ดาํ เนินคดีในความผิดเกย่ี วกบั ภาษีอากรนนั้ ๆ มาตรา ๕ ในกรณีทบ่ี ริษัทหรือห๎างหน๎ุ สํวนนติ บิ ุคคลที่ไดร๎ บั ยกเวน๎ ตามมาตรา ๔ ยน่ื คํารอ๎ งขอคนื ภาษีอากรตาม ประมวลรษั ฎากร ท่เี ก่ยี วกบั รายได๎ มูลคาํ ของฐานภาษี รายรบั หรือการกระทําตราสารท่ไี ด๎รบั ยกเว๎น เพ่ือประโยชน๑ใน การคืนภาษีอากร ใหเ๎ จา๎ พนักงานประเมินซึง่ มหี น๎าที่เกยี่ วกับภาษีอากร มอี ํานาจทาํ การตรวจสอบภาษีอากรทข่ี อคนื หรอื ออกหมายเรียกเพอื่ ตรวจสอบภาษอี ากรที่ขอคืน ไตสํ วน ประเมิน หรอื สัง่ ให๎เสียภาษีอากร ทั้งน้ี ตามที่ประมวล รษั ฎากรบญั ญตั ิไว๎ แล๎วแตกํ รณี มาตรา ๖ บรษิ ทั หรือหา๎ งห๎นุ สวํ นนติ ิบุคคลที่จะได๎รับการยกเวน๎ ตามมาตรา ๔ ต๎องปฏบิ ตั ติ ามหลักเกณฑ๑และเงื่อนไข ดงั ตํอไปน้ี (๑) ทาํ การจดแจง๎ ตํอกรมสรรพากร วําเปน็ ผไู๎ ด๎รับยกเวน๎ ตามพระราชกําหนดน้ี ทง้ั น้ี ตามหลักเกณฑ๑ วธิ กี าร เง่ือนไข และภายในเวลาที่อธิบดีกรมสรรพากรประกาศกําหนด (๒) ยื่นรายการในการคาํ นวณภาษเี งนิ ได๎สาํ หรับบรษิ ัทหรือห๎างหน๎ุ สํวนนิติบุคคล พร๎อมชําระภาษสี ําหรบั รอบ ระยะเวลาบญั ชีท่ีมวี ันสุดท๎ายแหงํ กาํ หนดเวลาในการยืน่ รายการ ในหรือหลงั วนั ท่ี ๑ มกราคม พ.ศ. ๒๕๕๙ เปน็ ต๎นไป (๓) ย่ืนแบบแสดงรายการภาษมี ูลคาํ เพม่ิ หรือภาษธี ุรกิจเฉพาะ แลว๎ แตํกรณี ในกรณีบริษทั หรอื ห๎างห๎นุ สํวนนติ ิ บุคคลมหี น๎าที่ตอ๎ งย่นื ตามท่ปี ระมวลรัษฎากรบัญญัติไว๎ พร๎อมชําระภาษี ถา๎ มี ท้ังน้ีสาํ หรบั การยืน่ แบบแสดงรายการท่ี ต๎องกระทําในเดอื นมกราคม พ.ศ. ๒๕๕๙ เปน็ ต๎นไป (๔) ย่นื แบบขอเสียอากรเป็นตัวเงนิ สาํ หรับตราสารท่ีอธบิ ดีกรมสรรพากรกําหนดให๎ชําระอากรเป็นตัวเงิน แทนการปิดแสตมป์อากร และต๎องชําระเงนิ ตํอพนักงานเจ๎าหน๎าท่อี ากรแสตมป์ตั้งแตํเดือนมกราคม พ.ศ. ๒๕๕๙ เป็น ต๎นไป (๕) มีการจดั ทาํ บญั ชแี ละงบการเงินให๎สอดคล๎องกับสภาพท่ีแทจ๎ รงิ ของกิจการต้งั แตํรอบระยะเวลาบญั ชที ่เี ริ่ม ในหรอื หลังวันที่ ๑ มกราคม พ.ศ. ๒๕๕๙ เป็นต๎นไป (๖) ไมํกระทําการใด ๆ ทเี่ ป็นการหลีกเลีย่ งภาษีอากร นับแตํวันที่พระราชกําหนดนใ้ี ช๎บงั คบั มาตรา ๗ บริษัทหรือหา๎ งห๎นุ สวํ นนิติบคุ คลใดไมํปฏบิ ัติตามมาตรา ๖ ใหอ๎ ธบิ ดีกรมสรรพากรมีคาํ ส่งั เพิกถอนการไดร๎ บั ยกเวน๎ ตามมาตรา ๔ ของบริษัทหรอื ห๎างห๎นุ สํวนนติ ิบุคคลน้นั เมื่อมกี ารเพิกถอนการได๎รบั ยกเว๎นตามวรรคหนงึ่ แล๎ว ให๎ถอื วําบริษัทหรอื หา๎ งห๎นุ สํวนนติ บิ คุ คลไมเํ คยไดร๎ ับ ยกเวน๎ การใด ๆ ตามพระราชกําหนดน้ี และให๎เจ๎าพนักงานประเมนิ มีอํานาจในการตรวจสอบไตํสวน ประเมนิ หรือสง่ั นนท์ เศรษฐวิวฒั น์

๔๖ ให๎เสยี ภาษีอากร และดําเนินความผิดอาญาเกี่ยวกับรายได๎ มูลคาํ ของฐานภาษีรายรบั หรือการกระทําตราสารตามท่ี กาํ หนดในมาตรา ๔ ท้งั นี้ ตามบทบัญญตั ิแหงํ ประมวลรัษฎากร มาตรา ๘ เพอ่ื สนับสนนุ การปฏิบัตติ ามประมวลรษั ฎากร ให๎กระทรวงการคลงั และธนาคารแหงํ ประเทศไทยดาํ เนนิ การ ทจ่ี าํ เปน็ เพื่อให๎สถาบันการเงินที่อยูใํ นกํากับดูแล ใชบ๎ ัญชแี ละงบการเงนิ ทบ่ี ริษัทหรอื หา๎ งหุน๎ สวํ นนิติบคุ คลแสดงตํอ กรมสรรพากรในการย่นื รายการภาษีเงินไดเ๎ ปน็ หลักฐานในการทําธรุ กรรมทางการเงนิ และการขออนุมัติสินเชอ่ื กับ สถาบันการเงิน ท้ังนี้ ต้งั แตวํ นั ที่ ๑ มกราคม พ.ศ. ๒๕๖๒ เปน็ ต๎นไป คําชแ้ี จงกรมสรรพากร ๑. บรษิ ทั หรือหา๎ งหุ๎นสํวนนติ ิบุคคลท่จี ะไดร๎ ับยกเว๎นจากการตรวจสอบ ไตํสวน ประเมินหรือสงั่ ใหเ๎ สยี ภาษีอากร และ ความผิดทางอาญาตามประมวลรัษฎากร สําหรบั รายได๎ท่เี กดิ ขึน้ ในรอบระยะเวลาบญั ชีท่มี ีวันเร่มิ ตน๎ กํอนวันท่ี ๑ มกราคม พ.ศ. ๒๕๕๙ หรือมูลคาํ ของฐานภาษี รายรับ หรอื การกระทําตราสารทีเ่ กดิ ข้นึ กํอนวนั ที่ ๑ มกราคม พ.ศ. ๒๕๕๙ ต๎องเปน็ บรษิ ทั หรือหา๎ งหน๎ุ สํวนนติ ิบุคคลท่เี ขา๎ ลักษณะและปฏิบัตติ ามเงอื่ นไข ดงั นี้ (๑) เปน็ บริษัทหรือหา๎ งห๎ุนสํวนนิติบคุ คลทม่ี หี น๎าท่ีเสียภาษีเงินไดจ้ ากกาํ ไรสุทธิ ไดแ๎ กํ (ก) บรษิ ัทจํากัด (ข) บรษิ ัทมหาชน จาํ กดั (ค) หา๎ งหนุ๎ สํวนจํากดั (ง) หา๎ งห๎นุ สํวนสามัญจดทะเบยี น (จ) บรษิ ัทหรือห๎างหุน๎ สํวนนติ บิ ุคคลท่ตี ั้งขนึ้ ตามกฎหมายของตํางประเทศ ซง่ึ ประกอบกิจการในประเทศไทย ที่ ไมใํ ชกํ ิจการขนสงํ ผํานประเทศตาํ ง ๆ (ฉ) กจิ การรํวมคา๎ (๒) มรี ายไดจ๎ ากการประกอบกจิ การหรือเน่ืองจากการประกอบกจิ การ ไมํเกินห๎าร๎อยลา๎ นบาท ในรอบระยะเวลาบัญชี ที่ผาํ นมาและมกี ําหนดครบสิบสองเดอื น โดยวนั สุดทา๎ ยของรอบระยะเวลาบญั ชีส้นิ สุดกํอนหรอื ในวนั ที่ ๓๑ ธนั วาคม พ.ศ. ๒๕๕๘ รายได๎จากการประกอบกิจการหรอื เน่ืองจากการประกอบกจิ การ ไดแ๎ กํ การคํานวณรายได๎น้นั ตามเกณฑส๑ ทิ ธิท่ี แสดงไวต๎ ามแบบแสดงรายการภาษีเงินไดบ๎ ริษัทหรอื ห๎างหุ๎นสวํ นนิตบิ คุ คล (ภ.ง.ด.๕๐) ตัวอยาํ ง (ก) บรษิ ัท ก จาํ กัด มีวนั สดุ ท๎ายของรอบระยะเวลาบัญชีวนั ที่ ๓๑ ธนั วาคมของทุกปี รายได๎ทเี่ ปน็ ฐานในการคํานวณ รายไดจ๎ าํ นวนหา๎ รอ๎ ยลา๎ นบาท ได๎แกํ รายไดท๎ ่แี สดงไวต๎ ามแบบ ภ.ง.ด.๕๐ สาํ หรับรอบระยะเวลาบญั ชที ่ีเร่มิ ในวนั ท่ี ๑ มกราคม พ.ศ. ๒๕๕๘ ถึงวนั ท่ี ๓๑ ธนั วาคม พ.ศ. ๒๕๕๘ (ข) บริษัท ข จํากดั มวี ันสดุ ท๎ายของรอบระยะเวลาบัญชวี นั ที่ ๓๑ ธันวาคมของทุกปี แตํไดร๎ บั อนมุ ัตใิ ห๎เปลย่ี นแปลงวัน สุดทา๎ ยของรอบระยะเวลาบัญชเี ปน็ วันท่ี ๓๐ กนั ยายนของทุกปี ตัง้ แตรํ อบระยะเวลาบัญชีท่ีเรมิ่ ในวันท่ี ๑ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๕๘ ถงึ วันท่ี ๓๐ กนั ยายน พ.ศ. ๒๕๕๙ เปน็ ต๎นไป รายไดท๎ ี่เปน็ ฐานในการคํานวณรายได๎จาํ นวนห๎าร๎อยลา๎ น บาท ได๎แกํ รายได๎ทีแ่ สดงไวต๎ ามแบบ ภ.ง.ด.๕๐ สําหรับรอบระยะเวลาบัญชีที่เริ่มในวันท่ี ๑ มกราคม พ.ศ. ๒๕๕๗ ถึง นนท์ เศรษฐวิวัฒน์

๔๗ วันท่ี ๓๑ ธนั วาคม พ.ศ. ๒๕๕๗ เนอ่ื งจากรอบระยะเวลาบัญชที ีเ่ ริม่ ในวันที่ ๑ มกราคม พ.ศ. ๒๕๕๘ ถึงวนั ท่ี ๓๐ กันยายน พ.ศ. ๒๕๕๘ ไมคํ รบสบิ สองเดอื น (ค) บรษิ ัท ค จํากัด มวี ันสดุ ท๎ายของรอบระยะเวลาบัญชวี ันที่ ๓๑ มีนาคมของทุกปีรายได๎ท่เี ปน็ ฐานในการคาํ นวณ รายไดจ๎ ํานวนหา๎ รอ๎ ยล๎านบาท ได๎แกํ รายไดท๎ ีแ่ สดงไวต๎ ามแบบ ภ.ง.ด.๕๐ สาํ หรับรอบระยะเวลาบัญชที เ่ี ริม่ ในวนั ท่ี ๑ เมษายน พ.ศ. ๒๕๕๗ ถงึ วนั ที่ ๓๑ มนี าคม พ.ศ. ๒๕๕๘ (๓) ไดม๎ ีการจดแจง๎ ตํอกรมสรรพากรตามแบบแจ๎งขอเปน็ ผ๎ปู ระกอบการตามกฎหมายวําด๎วยการยกเว๎นและสนับสนุน การปฏิบตั กิ ารเก่ยี วกบั ภาษีอากรตามประมวลรัษฎากร ผาํ นระบบเครือขาํ ยอนิ เทอร๑เน็ตทางเว็บไซต๑ของกรมสรรพากร http://www.rd.go.th ตงั้ แตวํ ันท่ี ๑๕ มกราคม พ.ศ. ๒๕๕๙ ถึงวนั ท่ี ๑๕ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๕๙ ๒. ประเภทภาษอี ากรและช่วงระยะเวลาทบ่ี ริษัทหรือหา้ งหุ้นสว่ นนติ ิบุคคลทไ่ี ดร้ บั ยกเวน้ (๑) ภาษเี งินไดน๎ ิติบุคคล สาํ หรบั รายได๎ทีเ่ กิดขน้ึ ในรอบระยะเวลาบัญชที ่ีมีวนั เร่ิมตน๎ กอํ นวันท่ี ๑ มกราคม พ.ศ. ๒๕๕๙ และความผดิ ทางอาญาตามประมวลรัษฎากรที่เก่ยี วกับภาษเี งินได๎นิติบคุ คลดังกลําว (๒) ภาษมี ลู คําเพิ่ม สาํ หรับมูลคาํ ของฐานภาษที เี่ กดิ ขน้ึ ของเดอื นธนั วาคม พ.ศ. ๒๕๕๘ และเดอื นกอํ นเดือน ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๕๘ ทกุ เดอื น และความผดิ ทางอาญาตามประมวลรัษฎากรทเ่ี กยี่ วกับภาษีมูลคําเพิม่ ดังกลาํ ว (๓) ภาษีธุรกิจเฉพาะ สาํ หรับรายรับทีเ่ กิดขน้ึ ของเดือนธนั วาคม พ.ศ. ๒๕๕๘ และเดือนกํอนเดอื นธันวาคม พ.ศ. ๒๕๕๘ ทุกเดอื น และความผิดทางอาญาตามประมวลรษั ฎากรทีเ่ กย่ี วกับภาษีธรุ กจิ เฉพาะดงั กลําว (๔) อากรแสตมป์ สาํ หรบั การกระทําตราสารท่เี กิดขึน้ กํอนวันท่ี ๑ มกราคม พ.ศ. ๒๕๕๙ และความผิดทางอาญา ตามประมวลรัษฎากรที่เกยี่ วกับอากรแสตมปด์ งั กลาํ ว ทงั้ น้ี สาํ หรับภาษอี ากรที่เจ๎าพนกั งานประเมินได๎ประเมินหรือส่งั ให๎เสยี ภาษีอากรไปแล๎ว หรอื ได๎ดาํ เนินคดใี น ความผดิ เกย่ี วกบั ภาษีอากรน้ัน ๆ กอํ นวนั ท่ี ๑ มกราคม พ.ศ. ๒๕๕๙ แล๎ว คงมีผลตามกฎหมายเชนํ เดิม การได๎รับ ยกเว๎นตาม (๑) ถึง (๔) ไมมํ ผี ลสาํ หรับกรณดี งั กลาํ วแตํอยํางใด ๓. บริษัทหรอื ห๎างหุน๎ สวํ นนติ ิบคุ คลท่ีได๎รบั ยกเว๎นและมกี ารจดแจ๎งตาม ๑. จะไมไ่ ด้รบั ยกเวน้ กรณดี ังตํอไปนี้ (๑) กรณีอยํรู ะหวํางการตรวจสอบภาษีอากรตามประมวลรัษฎากร โดยมีหมายเรียกทอี่ อกกํอนวันท่ี ๑ มกราคม พ.ศ. ๒๕๕๙ โดยเจา๎ พนกั งานประเมินสามารถดําเนินการตรวจสอบ ไตํสวนประเมนิ หรือสั่งใหเ๎ สยี ภาษอี ากรสาํ หรับ รอบระยะเวลาบญั ชหี รือเดือนภาษที ่ีออกหมายเรียกเทาํ นน้ั รวมทง้ั การดาํ เนนิ คดีอาญาตามประมวลรษั ฎากรท่ี เกยี่ วกับความผิดสาํ หรับภาษีอากรที่ตรวจสอบดังกลําว (๒) กรณีอยรํู ะหวาํ งการตรวจสอบของเจา๎ พนักงานประเมนิ ตามมาตรา ๘๘/๓ แหงํ ประมวลรัษฎากร ท่ีดําเนนิ การ กอํ นวันท่ี ๑ มกราคม พ.ศ. ๒๕๕๙ โดยเจ๎าพนกั งานประเมินสามารถดําเนินการตรวจสอบ ไตสํ วน ประเมินหรือส่ังให๎ เสียภาษีอากรสาํ หรบั เดือนภาษีท่ีดาํ เนินการตรวจสอบเทํานั้น รวมทัง้ การดําเนินคดีอาญาตามประมวลรษั ฎากรท่ี เก่ยี วกับความผดิ สาํ หรบั ภาษีอากรที่ตรวจสอบดงั กลาํ ว (๓) กรณีเปน็ ผ๎ูออกใบกาํ กบั ภาษปี ลอมหรือเปน็ ผู๎ใช๎ใบกาํ กับภาษปี ลอม หรือกระทําการหลกี เล่ยี งการเสยี ภาษีอากร โดยแสดงรายจาํ ยอันเปน็ เทจ็ ตอํ กรมสรรพากร เจา๎ พนักงานประเมนิ สามารถดําเนนิ การตรวจสอบ ไตสํ วน ประเมนิ หรือส่ังใหเ๎ สยี ภาษอี ากรทเ่ี ก่ยี วกับกรณีดังกลาํ วได๎ รวมท้งั การดาํ เนนิ คดีอาญาตามประมวลรัษฎากรทเ่ี กีย่ วกับความผดิ สาํ หรบั กรณีน้นั ๆ นนท์ เศรษฐวิวฒั น์


Like this book? You can publish your book online for free in a few minutes!
Create your own flipbook