Important Announcement
PubHTML5 Scheduled Server Maintenance on (GMT) Sunday, June 26th, 2:00 am - 8:00 am.
PubHTML5 site will be inoperative during the times indicated!

Home Explore วารสารมหาวิทยาลัยราชภัฏร้อยเอ็ด ปีที่ 14 ฉบับที่ 3 กันยายน-ธันวาคม 2563

วารสารมหาวิทยาลัยราชภัฏร้อยเอ็ด ปีที่ 14 ฉบับที่ 3 กันยายน-ธันวาคม 2563

Published by MBU SLC LIBRARY, 2020-12-16 02:29:27

Description: 16766-5367-PB

Search

Read the Text Version

ก วารสารมหาวิทยาลัยราชภัฏรอยเอ็ด Journal of Roi Et Rajabhat University ปท่ี 14 ฉบับที่ 3 กันยายน – ธนั วาคม 2563 Volume 14 No.3 September – December 2020 วัตถุประสงค เพื่อสงเสริมและเผยแพรผลงานวิชาการ ผลงานวิจัย บทความทางวิชาการ บทความท่ัวไป บทวิจารณห นังสือ ที่มีคณุ คาตอ การพฒั นาสังคม เปนสอ่ื กลางแลกเปลีย่ นความคิดเห็นเชงิ วิชาการ ของนักวิจัย นักวิชาการ นกั ศึกษาระดบั บัณฑิตศึกษา บัณฑิตศกึ ษา โดยมขี อบเขตเน้อื หา ในสาขาภาษาศาสตร ศึกษาศาสตร บริหารธุรกิจ การจดั การทัว่ ไป การตลาด นติ ิศาสตร รฐั ศาสตร รฐั ประศาสนศาสตร เศรษฐศาสตร นิเทศศาสตร สังคมศาสตร ศิลปะ วัฒนธรรม สงเสริมการเกษตร ส่งิ แวดลอ ม ศิลปกรรม สารสนเทศศาสตร และสาขาทเี่ กี่ยวของ ครอบคลมุ สหวิทยาการ ดานมนุษยศาสตรและสังคมศาสตร กาํ หนดการเผยแพร ปล ะ 3 ฉบับ ฉบับที่ 1 เดอื นมกราคม – เมษายน ฉบับท่ี 2 เดอื นพฤษภาคม – สิงหาคม ฉบับท่ี 3 เดอื นกันยายน – ธนั วาคม ที่ปรกึ ษา ศาสตราจารยพเิ ศษ นายแพทยสมพร โพธินาม ผชู ว ยศาสตราจารย ดร.เฉลย ภมู ิพนั ธุ อาจารย ดร.ธนาภรณ พันทวี บรรณาธกิ าร ผูชวยศาสตราจารย ดร.ศรีสุนันท ประเสริฐสงั ข กองบรรณาธิการผูทรงคณุ วฒุ ภิ ายนอกมหาวทิ ยาลัย มหาวทิ ยาลัยกรุงเทพธนบุรี ศาสตราจารย ดร.ชัยยงค พรหมวงศ มหาวิทยาลัยกาฬสินธุ รองศาสตราจารย ดร.ปาริชา มารีเคน มหาวิทยาลัยราชภัฏมหาสารคาม รองศาสตราจารย ดร.เสาวลักษณ โกศลกิตตอิ ัมพร มหาวิทยาลัยมหาสารคาม รองศาสตราจารย ดร.พิศมัย ศรอี ําไพ มหาวิทยาลัยราชภฏั อดุ รธานี รองศาสตราจารย ดร.สืบชาติ อันทะไชย จฬุ าลงกรณม หาวิทยาลัย ผูชว ยศาสตราจารย ดร.พันธศกั ด์ิ พลสารัมย มหาวิทยาลัยพะเยา ผูชวยศาสตราจารย ดร.จิตติมา กาวีระ มหาวทิ ยาลัยขอนแกน ผชู วยศาสตราจารย ดร.ไพศาล สวุ รรณนอย Indiana State University Professor Dr.William R. Barratt Indiana State University Professor Dr.Leslie B. Barratt สถานทจี่ ัดพิมพ โรงพิมพต ักสลิ าการพิมพ โทรศพั ท 088 560 8139

Journal of Roi Et Rajabhat University ก Volume 14 No.3 September - December 2020 กองบรรณาธิการผทู รงคุณวฒุ ภิ ายในมหาวทิ ยาลัย มหาวทิ ยาลัยราชภัฏรอยเอ็ด ผชู วยศาสตราจารย ดร.สมใจ ภมู ิพนั ธุ มหาวทิ ยาลัยราชภัฏรอ ยเอ็ด ผชู ว ยศาสตราจารย ดร.ยุวธิดา ชาปญญา มหาวทิ ยาลัยราชภัฏรอยเอ็ด ผูชว ยศาสตราจารย ดร.จิตราภรณ วงศคําจันทร มหาวิทยาลัยราชภัฏรอยเอด็ ผชู ว ยศาสตราจารย ดร.รชั นีเพญ็ พลเย่ียม มหาวิทยาลัยราชภัฏรอยเอ็ด ผชู วยศาสตราจารย ดร.วรฉัตร วริวรรณ มหาวิทยาลัยราชภัฏรอยเอ็ด อาจารย ดร.มงคล เอกพันธ ผทู รงคณุ วุฒิกลัน่ กรองบทความ มหาวทิ ยาลัยราชภัฏอุบลราชธานี รองศาสตราจารย ดร.สมาน อัศวภูมิ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม รองศาสตราจารย ดร.ประสาท เนืองเฉลิม มหาวทิ ยาลัยมหาสารคาม รองศาสตราจารย ดร.สัญญา เคณาภมู ิ มหาวิทยาลัยราชภัฏมหาสารคาม รองศาสตราจารย ดร.สวุ กิจ ศรปี ดถา มหาวิทยาลัยราชภัฏมหาสารคาม ผูชวยศาสตราจารย ดร.วนิดา ผาระนัด มหาวิทยาลัยนครพนม รองศาสตราจารย ดร.นริ าศ จนั ทรจิตร มหาวทิ ยาลัยราชภฏั อุบลราชธานี รองศาสตราจารย ดร.จาํ ลอง วงษประเสรฐิ มหาวิทยาลัยกาฬสินธุ รองศาสตราจารย ดร.กตัญู แกว หานาม มหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี รองศาสตราจารย ดร.จุฬามาศ จันทรศ รีสคุ ต มหาวิทยาลัยราชภฏั บรุ รี มั ย ผชู วยศาสตราจารย ดร.รพพี รรณ พงษอินทรวงศ มหาวทิ ยาลัยราชภัฏสกลนคร ผชู วยศาสตราจารย ดร.สัญญาศรณ สวัสด์ิไธสง มหาวทิ ยาลัยการกีฬาแหงชาติ วิทยาเขตมหาสารคาม ผูช วยศาสตราจารย ดร.นกิ ร ยาสมร มหาวทิ ยาลัยนครพนม ผชู วยศาสตราจารย ดร.ชัยยทุ ธ ศิรสิ ุทธิ์ มหาวทิ ยาลัยนครพนม ผชู วยศาสตราจารย ดร.สุมาลี ศรีพทุ ธรนิ ทร มหาวทิ ยาลยั มหาสารคาม ผชู ว ยศาสตราจารย ดร.พนารัตน มาศฉมาดล มหาวิทยาลัยราชภัฏนครสวรรค ผูชว ยศาสตราจารย ดร.อรทยั อินตะ ไชยวงค มหาวิทยาลัยกาฬสินธุ ผูชวยศาสตราจารย ดร.อาํ ภาศรี พอ คา มหาวทิ ยาลัยขอนแกน ผูชวยศาสตราจารย ดร.เกศินี สราญฤทธชิ ัย มหาวทิ ยาลัยขอนแกน ผูช วยศาสตราจารย ดร.ดาวรวุ รรณ ถวิลการ มหาวทิ ยาลัยราชภฏั มหาสารคาม ผชู วยศาสตราจารย ดร.สมาน เอกพิมพ มหาวทิ ยาลัยราชภฏั นครราชสีมา ผูชวยศาสตราจารย ดร.สิริรตั น นาคนิ มหาวทิ ยาลัยราชภัฏอบุ ลราชธานี ผชู ว ยศาสตราจารย ดร.ปยาภรณ พมุ แกว มหาวิทยาลัยราชภัฏอบุ ลราชธานี อาจารย ดร.ปริญา ปรพิ ฒุ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม อาจารย ดร.ติณณ ชัยสายณั ต มหาวทิ ยาลัยเวสเทิรน วทิ ยาเขตบุรรี ัมย อาจารย ดร.ปณ ณทัต บนขุนทด หมายเหตุ บทความที่ตพี มิ พในวารสารเปนทัศนะ ลขิ สิทธิ์ และความรับผิดชอบของผเู ขียนเจาของผลงาน หนว ยงาน บณั ฑติ วิทยาลยั มหาวิทยาลยั ราชภัฏรอ ยเอ็ด อาคารเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา 5 ธนั วาคม 2550 (ช้นั 7) เลขท่ี 113 หมู 12 ตาํ บลเกาะแกว อําเภอเสลภูมิ จงั หวัดรอ ยเอ็ด 45120 โทรศัพท 043 556 231 หรือ 043 556 001-8 ตอ 1027 โทรสาร 043 556 231 หรอื 043 556 009 https://www.tci-thaijo.org/index.php/reru Email: [email protected]

ข วารสารมหาวทิ ยาลัยราชภัฏรอยเอ็ด ปท ่ี 14 ฉบับท่ี 3 กนั ยายน - ธันวาคม 2563 บทบรรณาธิการ วารสารมหาวิทยาลัยราชภัฏรอ ยเอ็ด ฉบับปท ่ี 14 ฉบับที่ 3 ประจําเดือนกันยายน – ธนั วาคม 2563 จัดทาํ ขึ้นโดย บัณฑิตวิทยาลัย มหาวทิ ยาลัยราชภฏั รอ ยเอ็ด เพื่อเผยแพรบ ทความจากวทิ ยานิพนธ บทความวิจัย บทความวิชาการ ของนักศกึ ษา คณาจารย นักวชิ าการทว่ั ไป ทง้ั ภายในและภายนอกมหาวิทยาลัยราชภัฏรอ ยเอด็ ซง่ึ ถือเปนการแลกเปล่ียนความรู แนวคดิ ประสบการณแ ละสรางเครือขา ยเชิงวิชาการ และงานวจิ ยั สาขาตาง ๆ วารสารมหาวิทยาลัยราชภัฏรอยเอ็ดฉบบั นี้ ไดรับการพัฒนาอยา งตอเนื่อง จนสามารถผานการประเมินเปนวารสาร ท่ีไดร ับการยอมรบั ในระดับชาติ ตามเกณฑคณุ ภาพของ TCI กลมุ 2 สาขามนษุ ยศาสตรและสงั คมศาสตร กองบรรณาธิการ วารสารมหาวิทยาลัยราชภฏั รอยเอ็ด มีความยินดีรบั บทความวิจยั (Research article) บทความทางวิชาการ (Academic article) บทความปริทัศน (Review article) และบทวิจารณหนงั สือ (Book review) ท่ยี งั ไมเคยเผยแพรใ นวารสารฉบับอ่ืนมากอน ผสู นใจสามารถดูรายละเอียดไดที่ https://www.tci-thaijo.org/index.php/reru กองบรรณาธกิ ารขอขอบพระคุณ คณะผูเขยี นและผูทรงคุณวฒุ ิกล่ันกรองบทความทุกทานท่ีชวยเสนอแนะแนวคดิ ใหกบั ผูเขยี นและกองบรรณาธิการอยา งดีย่งิ ซึ่งหวังเปนอยา งย่ิงวา วารสารฉบบั น้ี จะเปนประโยชนตอ การพฒั นางานวิจัย และงานวชิ าการท้ังระดบั ทองถ่ิน ระดบั ชาติและระดับนานาชาติตอไป กองบรรณาธกิ าร

Journal of Roi Et Rajabhat University ค Volume 14 No.3 September - Dedcember 202 สารบัญ บทความ หนา บทความวิจัย.................................................................................................................................................... ภาวะผนู ําเชงิ กลยทุ ธของผูบรหิ ารที่สง ผลตอการบริหารงานวชิ าการของโรงเรียน สังกัดสาํ นักงานเขตพ้ืนท่ี 3 การศกึ ษาประถมศกึ ษายโสธร เขต 1 พิษณุ สมจติ ร และ สมใจ ภูมพิ นั ธุ………………….......………….......………….................................................….. การพัฒนาศกั ยภาพฝมือแรงงานทองถนิ่ สมารท ฟารม เมอร (Smart Farmers) ดา นกระบวนการ 13 ไทยแลนด 4.0 (Thailand 4.0) สกู ารเปนผปู ระกอบการวสิ าหกิจขนาดกลางและขนาดยอม (SMEs) เขตจังหวัดรอ ยแกนสารสินธุ อนิ ทร อนิ อนุ โชติ, อัจฉราภรณ จุฑาผาด, เกรียงไกร กนั แกว , เกษศิรินทร ภิญญาคง, พรรณภา สังฆะมณี, อณุ ดาทร มูลเพ็ญ และ สุธาสนิ ี วังคะฮาต............................................................... การพฒั นาชุดกิจกรรมปรบั เปลีย่ นพฤติกรรมการบริโภคอาหารของนักเรยี นชั้นมธั ยมศึกษาปท ่ี 3 วภิ าพร ศรีสุลัย, อรัญ ซุยกระเดื่อง และ อพนั ตรี พลู พทุ ธา........................................................................ 23 การพัฒนาหลักสตู รฝกอบรมการจัดการเรียนรตู ามแนวทางสะเต็มศกึ ษา สาํ หรบั ครูผูสอนโรงเรียนขยายโอกาส 32 ทางการศึกษา สังกดั สาํ นักงานเขตพนื้ ท่ีการศึกษาประถมศึกษาสกลนคร เขต 1 เจษฎา ทองกนั ทม, พรเทพ เสถียรนพเกา และ วาโร เพง็ สวัสดิ์................................................................. การใชกระบวนการเรียนรูเชิงรุกรวมกบั เทคนิคการใชคําถามเพื่อเสริมสรางความสามารถในการต้ังคําถาม 41 โครงงานวทิ ยาศาสตรของนักศึกษาสาขาวชิ าวิทยาศาสตรทว่ั ไป คณะครุศาสตร มหาวิทยาลัยราชภฏั รอยเอ็ด เฉลิมวุฒิ ศภุ สุข...................................................................................................................…………..…………. การพัฒนาโปรแกรมการเสริมสรา งสมรรถนะครูดานการจดั การเรียนรวู ิชาคณิตศาสตรในสถานศึกษา 54 สังกัดสาํ นักงานเขตพื้นท่ีการศึกษาประถมศึกษามหาสารคาม เขต 1 จนิ ตนา สนุ ทรวัฒน และ พีระศกั ดิ์ วรฉัตร…...........................................…………………………………...………… การพัฒนาแนวทางการพฒั นาครดู านการวัดผลประเมนิ ผลการเรียนรูตามสภาพจรงิ สําหรบั สถานศึกษา 64 สังกัดสํานกั งานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาเขต 24 เชดิ เกียรติ แกวพวง และ ลักขณา สริวฒั น.............……………………......………………………………………………. กลยทุ ธการสรา งเครือขา ยความรว มมือเพ่ือพัฒนาโรงเรยี นในสํานักงานเขตพ้ืนท่กี ารศึกษาประถมศกึ ษาบึงกาฬ วาลิกา อัครนติ ย, ไชยา ภาวะบตุ ร และ เพลนิ พศิ ธรรมรัตน……………..............................................……… 72 ขอ เสนอเชิงนโยบายเพ่ือพฒั นาการจัดการศกึ ษาตามแผนการศึกษาแหง ชาติ 20 ป (พ.ศ. 2560-2579) 81 ในจังหวัดนครพนม วชิระ พลพิทักษ, ธวัชชัย ไพใหล และ เพลินพศิ ธรรมรัตน.....................................................................

ง วารสารมหาวทิ ยาลยั ราชภัฏรอยเอ็ด ปท ่ี 14 ฉบับท่ี 3 กันยายน - ธนั วาคม 2563 สารบญั (ตอ ) บทความ หนา บทความวิจัย.................................................................................................................................................... คณุ ภาพชวี ิตในการทํางานของแรงงานภาคบริการในอุตสาหกรรมการทอ งเทีย่ วท่สี งผลตอความสาํ เร็จ 93 ในการทํางานในกลมุ จังหวัดสามเหล่ียมอันดามัน ดวงรตั น โกยกิจเจริญ............................................................………………….................................................. ภาวะผนู าํ เชิงบริการของผบู ริหารสถานศึกษาข้ันพ้ืนฐาน : การศึกษาเพ่อื สรางทฤษฎฐี านราก เอกวทิ ย นอยมิ่ง, พงษศักดิ์ ทองพนั ชงั่ , ประดษิ ฐ ศลิ าบตุ ร และ สวสั ด์ิ โพธวิ ฒั น……………..…………….. 105 การกําหนดคําบังคบั ในคดปี กครอง สรุ ิยา ปญ ญจิตร และ พชั รวรรณ นชุ ประยรู ……………..………………..…………………………….…………………….. 117 การระงบั ขอ พพิ าทในสัญญาทางปกครองโดยอนญุ าโตตลุ าการ เยี่ยม อรุโณทัยวิวัฒน และ บรรเจิด สิงคะเนติ............................................................................................. 131 การพัฒนาทักษะการแกโจทยป ญหาทางคณิตศาสตร ของนักเรยี นช้ันประถมศกึ ษาปท ี่ 4 ทีไ่ ดรับการจัดการเรียนรู ตามแนวคดิ ทฤษฎีคอนสตรัคติวิสต แคชรญิ า ภูผาสิทธ์ิ และ ปาริชาติ ประเสริฐสงั ข………………………...............................................…………….. 141 แนวทางการพฒั นาโฮมสเตยเพ่ือสงเสริมการทองเที่ยวเชิงวัฒนธรรม กรณีศกึ ษา ยา นเมืองเกาบานสิงหทา อาํ เภอเมือง จังหวัดยโสธร นรีรตั น ธงภักด์ิ และ โอชญั ญา บวั ธรรม…….............................................................................……..…...…… 149 แนวทางพัฒนาศกั ยภาพคณะกรรมการกองทุนสวัสดิการชุมชนในอําเภอกุดจับ จังหวัดอุดรธานี อทุ ัย ประทีป และ ประจญ กิ่งมิ่งแฮ...................................................................………………….….……..……. 160 การศกึ ษาการรูวิทยาศาสตรของนักเรียนช้ันมธั ยมศึกษาปที่ 4 ในสังกัดเขตพ้ืนที่การศึกษามัธยมศกึ ษาเขต 26 จังหวดั มหาสารคาม จตรุ ภัทร มาศโสภา และ มนตรี วงษส ะพาน…......…………………………………….....................................……… 168 การสรางความเปนตัวตนของชาวนาอินทรยี  วรฉตั ร วริวรรณ............................................................................................................................................. 177 ขอเสนอกลยุทธการพัฒนาภาวะผูนําทางจริยธรรมสําหรบั ครใู นโรงเรียนสังกดั สํานักงานคณะกรรมการ การศกึ ษาขั้นพื้นฐาน วาสนา ภักด,ี ประดษิ ฐ ศลิ าบุตร, สวสั ด์ิ โพธวิ ัฒน และ พงษศักดิ์ ทองพนั ช่งั ……….......................……….. 190 ภาวะผนู าํ ทางวิชาการของผูบรหิ ารสถานศึกษาท่สี ง ผลตอประสทิ ธิภาพการสอนของครูสังกัดสาํ นักงานเขตพ้ืนท่ี 199 การศกึ ษาประถมศกึ ษายโสธร เขต 1 อรรถพล เทินสะเกษ และ ยุวธิดา ชาปญญา...........................................................................................

VolumJoeu1r4naNloo.3f SReopi tEetmRbaejar b- hDaetceUmnbiveerrs2i0ty2 จ สารบัญ (ตอ ) บทความ หนา บทความวิจัย................................................................................................................................................. คณุ ภาพชวี ิตของนักศึกษาพยาบาล มหาวทิ ยาลยั ราชภัฏรอ ยเอ็ด 208 สจั จวรรณฑ พวงศรีเคน, กมุ าลีพร ตรีสอน, ปภัชญา คชั รนิ ทร, ดารณิ ี สุวภาพ, จาํ รสั ลกั ษณ เจริญแสน และ อติญา โพธิ์ศรี…..................................................................................…..… ปจจัยที่มีผลตอ ภาวะหกลมของผูสูงอายุ ชุมชนบา นทา มวง อําเภอเสลภมู ิ จังหวัดรอ ยเอด็ 220 กุมาลพี ร ตรสี อน, สัจจวรรณฑ พวงศรีเคน,จํารัสลกั ษณ เจริญแสน, ปภชั ญา คัชรินทร, อติญา โพธิ์ศรี และ เครือวัลย ดิษเจริญ ……...................................................................................…..… บทความวิชาการ........................................................................................................................................... 235 ภาวะผนู ําเชงิ กลยุทธ : การบรหิ ารเทคโนโลยี 237 บัวชมภู ภูกองไชย และ วาโร เพ็งสวสั ดิ์................................................................................................ ภาคผนวก...................................................................................................................................................... 245 หลักเกณฑการเสนอบทความเพื่อลงตพี ิมพในวารสารมหาวทิ ยาลัยราชภฏั รอ ยเอ็ด............................................... 247

ฉ วารสารมหาวทิ ยาลยั ราชภฏั รอ ยเอด็ ปที่ 14 ฉบับท่ี 3 กันยายน - ธันวาคม 2563

บทความวจิ ยั



Journal of Roi Et Rajabhat University 3 Volume 14 No.3 September - December 2020 ภาวะผูนําเชิงกลยุทธของผบู ริหารท่สี ง ผลตอ การบริหารงานวิชาการของโรงเรียน สังกัดสาํ นักงานเขตพ้ืนที่การศึกษาประถมศกึ ษายโสธร เขต 1 Strategic Leadership of Administrators Influencing Academic Administration of Schools in the Office of Yasothon Primary Education Service Area 1 พิษณุ สมจิตร 1 และ สมใจ ภูมิพนั ธุ2 Received : 21 ก.พ. 2563 Phissanu Somjit1 and Somjai Pumipuntu2 Revised : 16 เม.ย. 2563 Accepted : 17 เม.ย. 2563 บทคดั ยอ การวิจัยน้ีมีความมงุ หมาย เพ่ือศกึ ษาระดบั ภาวะผูนาํ เชิงกลยทุ ธของผบู ริหารสถานศึกษา และระดบั การบริหารงาน วิชาการของโรงเรยี น และเพอื่ สรา งสมการพยากรณการบรหิ ารงานวิชาการของโรงเรียน สังกัดสํานักงานเขตพ้ืนที่การศึกษา ประถมศึกษายโสธรเขต 1 กลุมตวั อยาง คอื ผูบริหารสถานศึกษา จาํ นวน 35 คน และครู จาํ นวน 275 คน สงั กดั สาํ นักงาน เขตพ้ืนท่ีการศกึ ษาประถมศึกษายโสธร เขต 1 เครอื่ งมอื ท่ีใชในการวิจัย คอื แบบสอบถามมาตราสวนประมาณคา 5 ระดบั มีคา ความเช่อื ม่ันของแบบสอบถามภาวะผูนําเชิงกลยทุ ธ เทากับ .94 และการบริหารงานวชิ าการ เทากบั .95 สถิตทิ ีใ่ ช ในการวเิ คราะหข อ มูล คือ คา เฉลย่ี สว นเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะหถดถอยพหุคูณแบบเอ็นเทอร (Enter Multiple Regression) ผลการวิจัยพบวา 1. ระดบั ภาวะผูนําเชงิ กลยทุ ธของผบู ริหารสถานศึกษา สังกัดสาํ นกั งานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษายโสธร เขต 1 พบวา โดยรวมอยูใ นระดบั มาก (X̅ = 4.20) และรายดา นอยใู นระดบั มาก โดยดานที่มีคาเฉลีย่ สูงสุด คอื ดานการกําหนด ทศิ ทางขององคการ (X̅ = 4.24) และสวนดานท่ีมีคาเฉล่ียตาํ่ สุด คอื ดานการควบคุมและประเมินกลยทุ ธ (X̅ = 4.15) 2. ระดบั การบรหิ ารงานวชิ าการของโรงเรียน สังกัดสาํ นักงานเขตพ้ืนท่ีการศึกษาประถมศึกษายโสธร เขต 1 พบวา โดยรวมอยูในระดับมาก (X̅ = 4.22) และรายดานอยูใ นระดับมากเชนกัน โดยดา นที่มีคาเฉลี่ยสูงสุด คือ ดา นการวดั ผล ประเมินผล และการเทียบโอนผลการเรียน (X̅ = 4.29) และสว นดานที่มีคาเฉลยี่ ต่ําสุด คอื ดานการพฒั นา และใชส อ่ื เทคโนโลยี ทางการศึกษา (X̅ = 4.15) 3. การสรางสมการพยากรณการบริหารงานวชิ าการจากปจ จัยภาวะผูนําเชิงกลยุทธของผูบรหิ าร โรงเรียนในสังกัด สาํ นกั งานเขตพ้ืนทก่ี ารศึกษาประถมศึกษายโสธร เขต 1 พบวาภาวะผูนําเชิงกลยทุ ธข องผบู ริหารสถานศึกษา ดานการควบคุม และประเมินกลยทุ ธ (X4) ดา นการกําหนดทศิ ทางขององคการ (X1) ดานการนาํ กลยุทธไปปฏิบัติ (X2) และดานการสรา ง วฒั นธรรมองคการ (X3) สามารถรว มกันพยากรณก ารบริหารงานวิชาการของโรงเรยี น สงั กัดสํานักงานเขตพื้นท่ีการศึกษา ประถมศกึ ษายโสธร เขต 1 ไดร อ ยละ 46.2 อยา งมีนัยสําคญั ทางสถิติทรี่ ะดบั .01 โดยเขียนสมการพยากรณไ ด ดังน้ี สมการพยากรณ ในรูปคะแนนดบิ Y´ = 1.723 + .369X4 + .113X1 + .070X2 + .047X3 สมการพยากรณ ในรปู คะแนนมาตรฐาน Z´y = .470ZX4 + .143ZX1 + .089ZX2 + .059ZX3 คําสาํ คัญ : ภาวะผูนําเชงิ กลยุทธ, การบรหิ ารงานวิชาการ, ผบู ริหารสถานศึกษา 1 นักศึกษาหลักสูตรครุศาสตรมหาบัณฑติ สาขาวชิ าการบริหารการศกึ ษา มหาวิทยาลัยราชภัฏรอ ยเอ็ด อีเมล: [email protected] 2 ผชู วยศาสตราจารย ดร. สาขาวิชาการบริหารการศึกษา คณะครุศาสตร มหาวิทยาลัยราชภัฏรอ ยเอด็ 1 Mater Student Program in Educational Administration, Roi Et Rajabhat University, Email: [email protected] 2 Assistant Professor Dr., Lecturer in Educational Administration, Faculty of Education, Roi Et Rajabhat University

4 วารสารมหาวทิ ยาลยั ราชภฏั รอยเอ็ด ปท ี่ 14 ฉบับที่ 3 กนั ยายน - ธันวาคม 2563 Abstract The purposes of this research were to study the levels of strategic leadership of school administrators and academic administration of schools, and to construct predictive equations for academic administration of schools in Yasothon Primary Educational Service Area Office 1. The sample consisted of 35 school administrators and 275 teachers in Yasothon Primary Educational Service Area Office 1. The instrument for this study was a 5-point rating scale questionnaire with the reliability of .94 for strategic leadership and .95 for academic administration. The data were analyzed by using mean, standard deviation (S.D.) and enter multiple regression. Research results showed as follows: 1.The levels of strategic leadership of school administrators in Yasothon Primary Educational Service Area Office 1, overall was rated at a high level (X̅ = 4.20) and each individual aspect was also rated at a high level. The highest aspect was the organization direction (X̅ = 4.24) and the lowest was the strategic control and assessment (X̅ = 4.15). 2. The levels of academic administration of schools in Yasothon Primary Educational Service Area Office 1, overall was rated at a high level (X̅ = 4.22) and each individual aspect was also rated at a high level. The highest aspect was the measurement, evaluation and transfer credits (X̅ = 4.29) and the lowest was the development and use of educational technology media (X̅ = 4.15). 3. The predictive equations for academic administration of schools in Yasothon Primary Educational Service Area Office 1, it was found that the aspects of strategic leadership of school administrators including; strategic control and assessment (X4), direction of the organization (X1), strategy implementation (X2) and creating organizational culture (X3) could mutually predict the academic administration of schools in Yasothon Primary Educational Service Area Office 1 for 46.2 % with statistical significance at .01 level. The predictive equations could be written as follows: The regressive equation in the form of raw score (Unstandardized Score) Y´ = 1.723 + .369X4 + .113X1 + .070X2 + .047X3 The regressive equation in the form of standard score (Standardized Score) Z´y = .470ZX4 + .143ZX1 + .089ZX2 + .059ZX3 Keywords : Strategic Leadership, Academic Administration, School Administrator บทนํา ความเจรญิ กา วหนา ทางดานเทคโนโลยีสารสนเทศ มีการเปล่ียนแปลงทง้ั ในดา นสภาพแวดลอ ม การเมอื ง สงั คม วฒั นธรรม และวิทยาศาสตรเ ทคโนโลยี ซง่ึ ผลการเปลีย่ นแปลงเหลานี้สงผลทั้งทางบวกและทางลบ โดยปจจัยสําคัญทที่ ําให สามารถเผชิญกับการเปลย่ี นแปลงและความทา ทายดงั กลา วไดก ็คอื การพฒั นาการศึกษา เนอื่ งจากเปนกระบวนการสําคัญ ในการพัฒนาคนใหมีคุณภาพ เพราะคนทม่ี ีคณุ ภาพยอ มสง ผลใหสังคมและประเทศชาตมิ คี วามกา วหนา เพอ่ื ใหสอดคลอ งกบั ความตอ งการในการพัฒนาดังกลา ว พระราชบัญญัติการศึกษาแหงชาติ (ฉบับที่ 3) พ.ศ. 2553 จึงไดบ ัญญัตไิ ววา การจัดการ ศึกษาขั้นพื้นฐานประกอบดว ย การศึกษาระดบั ประถมศึกษาและระดับมธั ยมศกึ ษา ซงึ่ มรี ะบบการบรหิ ารและการจัดการศึกษา ของทัง้ สองระดับ รวมอยใู นความรับผิดชอบของแตละเขตพื้นที่การศึกษา ทาํ ใหการบริหารและการจัดการศกึ ษาขั้นพื้นฐาน เกดิ ความไมคลองตัว และเกิดปญหาการพัฒนาการศึกษา สมควรแยกเขตพื้นท่กี ารศึกษาออก เปนเขตพ้ืนที่การศึกษา ประถมศกึ ษา และเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศกึ ษา เพื่อใหการบริหารและการจัดการศึกษามปี ระสทิ ธิภาพ อันจะเปนการพัฒนา การศึกษาแกนักเรียนในชวงช้ันประถมศึกษา และมัธยมศึกษา ใหส ัมฤทธผิ์ ลและมีคุณภาพยิง่ ขึน้ (ราชกิจานุเบกษา, 2553 : 1-3) โดยกําหนดองคประกอบและภารกิจการบริหารสถานศึกษาไว 4 งาน คอื งานวิชาการ งานบริหารงบประมาณ งานบริหารทัว่ ไป และงานบริหารงานบุคคล ในงานดงั กลาวทัง้ 4 ดา นน้ี งานวิชาการถือวาเปนงานหลักโดยตรง เปนงานท่ีเปนไปเพื่อใหผูเรียน

Journal of Roi Et Rajabhat University 5 Volume 14 No.3 September - December 2020 ไดบ รรลจุ ุดมงุ หมาย ผบู ริหารจะบริหารงานวิชาการใหมปี ระสิทธิภาพน้นั จะตองสามารถวินจิ ฉัยปญ หา กาํ หนดทศิ ทาง และตดั สินใจเลอื กกลยุทธ เพ่ือนาํ ไปสูแนวทางแกไขปญ หาตาง ๆ เหลานั้นใหคลค่ี ลาย โดยเฉพาะอยา งยง่ิ ปญหาดา นผลสัมฤทธิ์ ทางการเรียนของผเู รียน งานวิชาการจึงถือเปนหัวใจของการบริหารสถานศึกษา เพราะจดุ มงุ หมายของสถานศึกษา ก็คอื การจัดการศกึ ษา ใหมีคณุ ภาพ ซง่ึ ข้ึนอยูกบั การบริหารงานวชิ าการทั้งส้ิน การบริหารงานวชิ าการจะเกิดประสิทธิผลได ผูบรหิ ารโรงเรยี นตอ งมี ความรูและความเขา ใจเปนอยา งดี ตอ การบริหารงานใหมีประสิทธภิ าพ งานวิชาการเปนงานหลกั ของสถานศึกษา และมี ความสําคัญอยางยงิ่ ตอการจัดการศึกษาใหบ รรลุเปา หมายที่ต้งั ไว และจากงานวิจัยเกี่ยวกบั สภาพปญหาการบรหิ าร และการจัดการศึกษาขึน้ พ้ืนฐานของสถานศึกษาในประเทศไทย พบวา สถานศึกษามศี กั ยภาพในการรับการกระจายอาํ นาจ การบริหารคอ นขา งมาก แตมีศักยภาพในการบริหารวชิ าการอยูใ นระดบั ทายสุด (ธรี ะ รุญเจริญ, 2553 : 7-9) และจากรายงาน ผลการทดสอบทางการศึกษาข้นั พ้ืนฐาน O-net ระดับประเทศ ปการศึกษา 2560 ของระดับช้ันประถมศึกษาปที่ 6 พบวา ทุกรายวิชามีคะแนนเฉล่ยี ไมถงึ รอยละ 50 (สถาบันทดสอบทางการศกึ ษาแหง ชาติ, 2561 : ออนไลน) ถา เปรียบเทยี บกบั เกณฑการวัดประเมินผลตามระเบียบการวัดและประเมนิ ผลการเรยี นรู ตามหลักสูตรแกนกลางการขั้นพน้ื ฐานพุทธศักราช 2551 แลวถือวาไมผ า นเกณฑ รวมไปถึงรายงานผลการทดสอบทางการศึกษาขั้นพ้ืนฐาน O-net ของสาํ นักงานเขตพ้ืนท่ี การศึกษาประถมศึกษายโสธรเขต 1 ปการศึกษา 2560 ระดบั ชนั้ ประถมศึกษาปท ่ี 6 พบวา ทุกรายวชิ ามคี ะแนนเฉล่ียไมถ งึ รอ ยละ 50 เชน เดียวกับระดบั ประเทศ (สํานักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษายโสธรเขต 1, 2561 : ออนไลน) จากผลการทดสอบที่ไมผ านเกณฑและคอนขางตา่ํ สะทอนใหเหน็ วาการบรหิ ารงานวิชาการของผูบริหารสถานศึกษา ในสถานศึกษาสังกัดสาํ นักงานเขตพ้นื ที่การศึกษาประถมศึกษายโสธรเขต 1 ยังไมมปี ระสทิ ธิภาพเทาทีค่ วร เน่อื งจากความสาํ เร็จหรอื ประสทิ ธผิ ลของการจัดการศกึ ษาน้ัน ข้ึนอยูกบั ผูบริหารที่บรหิ ารงานวิชาการเปน สาํ คัญ ผบู ริหารจึงจาํ เปนตองมีภาวะผูน าํ ซงึ่ เปนบทบาทสําคัญในการพัฒนาคณุ ภาพการศึกษาไปสูความสาํ เร็จ โดยเฉพาะอยา งยิ่ง การมีภาวะผูนาํ เชงิ กลยทุ ธ ซง่ึ เปนรปู แบบของผูนําที่นาํ ความเจริญกาวหนามาสอู งคกร และการเปนผูนําเชิงกลยุทธน้ี ก็มีความหมายคลายกับการเปนผูนําแบบมุงเนนเปา หมาย ซง่ึ เปนผูนาํ ที่จูงใจผใู ตบ ังคับบญั ชาดว ยรางวัล อันเกดิ จาก การบรรลุผลสาํ เร็จในงานวิชาการ หรือผูนาํ เชิงปฏริ ูป ซ่ึงเปนกระบวนการนําเพอ่ื การเปลี่ยนแปลงมากกวาการคงท่ี ผูนาํ เชงิ กลยุทธ จงึ ตองสนใจจดุ มงุ หมายหรอื เปาหมายขององคก รเปนอยา งมาก การเปนผูนาํ ท่ีมุงเนนเปา หมายตอ งอาศัยการประเมินซํ้า โดยเปนผูนาํ ทใี่ หความสําคัญและมงุ เนนท่ีเปาหมาย รวมทัง้ กาํ หนดทศิ ทางขององคกรที่จะเดินไป และใหอ าํ นาจแกผปู ฏิบตั งิ าน ดา นวชิ าการใหมีความคิดสรางสรรคในการทาํ งาน (รังสรรค ประเสรฐิ ศรี, 2551 : 1-10) ภาวะผูนําเชิงกลยุทธของผบู รหิ าร จงึ เปนความสามารถของผูนําทีบ่ ริหารงานอยางมีประสทิ ธิผล และรกั ษาผลการดําเนินงานทส่ี ูงกวา มาตรฐานตลอดเวลา สามารถปรบั เปลยี่ นทศิ ทางวธิ ีการคดิ และการบรหิ ารงานวิชาการแบบใหมท่สี อดคลอ ง และทันตอ การเปล่ียนแปลงคุณภาพ การศึกษาข้ันพื้นฐานของประเทศไทย เพื่อสง ผลใหการบริหารงานวิชาการของโรงเรยี น บรรลตุ ามเปาหมาย สามารถยกระดับ ผลสัมฤทธขิ์ องผูเรียนใหสูงข้ึน เกิดผลดีตอผูเรยี น ชุมชน และสงั คมโดยรวม จากความเปนมา และความสําคญั ดังกลา ว ผูวิจัยจึงมีความสนใจทจ่ี ะศึกษาภาวะผูนาํ เชงิ กลยทุ ธของผูบริหาร ที่สงผลตอการบรหิ ารงานวชิ าการของโรงเรียน สงั กัดสาํ นักงานเขตพ้ืนที่การศึกษาประถมศึกษายโสธร เขต 1 เพื่อเปนสารสนเทศ ใหผบู ริหารสถานศึกษาและเขตพ้ืนท่ีการศึกษา ใชเปน ขอมูลในการแกไ ข ปรบั ปรงุ วางแผนพฒั นางานวชิ าการของโรงเรียน ใหสอดคลองกับนโยบายของรัฐบาล ตามพระราชบัญญัติการศึกษาแหงชาติ พุทธศักราช 2542 และใชเปน แนวทางในการพัฒนา ผบู ริหารสถานศึกษาใหม ภี าวะผูนําเชิงกลยุทธในการบริหารจัดการสถานศึกษา ใหมปี ระสิทธิภาพและเกิดประสทิ ธผิ ล ไดอยา งสอดคลอ ง ตอเน่อื ง และตรงตามความตอ งการขององคกร สังคม ชุมชนและทอ งถิ่นตอ ไป วัตถปุ ระสงค 1. เพื่อศึกษาระดบั ภาวะผูนําเชิงกลยุทธของผบู รหิ ารสถานศึกษา สงั กัดสาํ นักงานเขตพ้ืนที่การศึกษาประถมศกึ ษา ยโสธร เขต 1 2. เพ่ือศึกษาระดบั การบริหารงานวิชาการของโรงเรียน สงั กัดสํานักงานเขตพื้นท่ีการศึกษาประถมศึกษายโสธร เขต 1 3. เพ่ือสรางสมการพยากรณการบรหิ ารงานวิชาการของโรงเรียน จากปจจัยภาวะผูนาํ เชงิ กลยทุ ธของผูบ ริหาร สังกัดสาํ นักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษายโสธร เขต 1

6 วารสารมหาวิทยาลยั ราชภัฏรอ ยเอด็ ปที่ 14 ฉบับที่ 3 กันยายน - ธนั วาคม 2563 กรอบแนวคดิ และสมมติฐาน การวจิ ัยครง้ั นี้ ผวู จิ ัยไดท าํ การวิเคราะห และสงั เคราะห แนวคดิ ท่เี ก่ียวของกบั ภาวะผูนาํ เชิงกลยุทธจากนักวชิ าการ ดงั ตอ ไปน้ี พิพัฒน นนทนาธรณ (2556 : 158-160), สดุ า สุวรรณาภิรมย (2551 : 30-31), เขมมารี รักษชชู พี (2553 : 8-10), สมยศ นาวีการ (2551 : 1024-1041), ทิพาวดี เมฆสวรรค (2545 : 51-62), ทศพร ศริ สิ ัมพันธ (2543 : 145), Duggen (2013 : ออนไลน), Adair (2010 : 7-60), Hitt, Ireland & Hoskisson (2007, อา งถงึ ใน มันทนา กองเงิน, 2554 : 24), Gill (2006 : 297), Dubrin (2004 : 333-336) และไดท ําการวเิ คราะห สังเคราะห แนวคดิ ทเ่ี กี่ยวของกับการบริหารงานวชิ าการ จากนักวิชาการ ดงั ตอไปนี้ สัมมา รธนธิ ย (2556 : 99), วิเศษ พลอาจทัน (2555 : 53), รชั นี ชุณหปราณ (2554 : 75-76), ปรยี าพร วงศอนุตโรจน (2553 : 3-4), รุงชัชดาพร เวหะชาติ (2553 : 30), กระทรวงศึกษาธิการ (2552 : 6-7), รจุ ิร ภูสาระ (2551 : 58-76), กมล ภูประเสรฐิ (2547 : 9-16), อุทัย บุญประเสริฐ (2540 : 36), Sergiovanni and Other (2009 : 196) ไดกรอบแนวคิดการวิจัย ดังน้ี ตวั แปรพยากรณ ตัวแปรเกณฑ ภาวะผนู าํ เชิงกลยุทธของผูบ ริหาร การบริหารงานวิชาการของโรงเรียน ประกอบดวย 4 ดา น คอื ประกอบดวย 5 ดา น คอื 1) การกาํ หนดทิศทางขององคการ 1) การพัฒนาหลักสูตรสถานศึกษา 2) การนํากลยุทธไปปฏิบตั ิ 2) การพัฒนากระบวนการเรียนรู 3) การสรางวัฒนธรรมองคการ 3) การวัดผล ประเมินผล และการเทียบโอนผลการ 4) การควบคุมและประเมนิ กลยุทธ เรยี น 4) การพฒั นาและใชสื่อ เทคโนโลยีทางการศึกษา 5) การนเิ ทศการศึกษา สมมตุ ิฐานของการวิจัย ภาวะผูนาํ เชิงกลยุทธ ดานการกําหนดทิศทางขององคการ (X1) การนาํ กลยทุ ธไ ปปฏบิ ัติ (X2) การสรา ง วฒั นธรรมองคการ (X3) และการควบคมุ และประเมินกลยุทธ (X4) สงผลตอ การบริหารงานวิชาการของโรงเรียน สังกดั สํานักงานเขตพ้ืนที่การศึกษาประถมศึกษายโสธรเขต 1 วิธดี าํ เนินการวจิ ยั 1. ประชากรและกลุมตัวอยา ง 1.1 ประชากร ไดแก ผูบริหารสถานศึกษา และครู สงั กัดสาํ นกั งานเขตพื้นที่การศกึ ษาประถมศึกษายโสธร เขต 1 ปการศึกษา 2561 จํานวน 1,451 คน จําแนกเปนผบู ริหารสถานศึกษา จํานวน 160 คน และครู จํานวน 1,291 คน (สํานกั งานเขตพ้ืนที่การศึกษาประถมศึกษายโสธรเขต 1, 2562 : ออนไลน) 1.2 กลุมตัวอยา ง ไดแก ผูบริหารสถานศึกษา และครู สังกัดสํานักงานเขตพ้ืนทกี่ ารศึกษาประถมศึกษายโสธร เขต 1 ปการศึกษา 2561 กําหนดขนาดกลุมตวั อยา งโดยใชตารางของ Krejcie & Morgan (บุญชม ศรสี ะอาด, 2556 : 34-35) ไดกลุมตัวอยางจํานวน 310 คน จําแนกเปนผูบริหารสถานศึกษาจาํ นวน 35 คน และครูจํานวน 275 คน เทยี บสัดสวนเพ่ือใหได กลมุ ตัวอยาง ผบู ริหาร และครู ตามขนาดโรงเรยี น คอื ขนาดเล็ก ขนาดกลาง และขนาดใหญ ไดผูบรหิ ารจากโรงเรียนขนาดเล็ก จาํ นวน 23 คน ขนาดกลาง จํานวน 10 คน และขนาดใหญ จํานวน 2 คน นาํ รายชื่อโรงเรียนท่สี ุมไดกลุมตวั อยา งผบู ริหาร มาดาํ เนินการตอ โดยนาํ รายชอ่ื ครใู นโรงเรียนดงั กลา วมาจับสลาก เพื่อใหไดกลุมตัวอยา งทเ่ี ปนครตู ามจาํ นวนท่ีคาํ นวณไว ไดก ลุมตวั อยา งท่ีเปนครูในโรงเรียนขนาดเล็ก จํานวน 124 คน ขนาดกลาง จาํ นวน 115 คน และขนาดใหญ จํานวน 36 คน ตามลาํ ดบั

Journal of Roi Et Rajabhat University 7 Volume 14 No.3 September - December 2020 2. เคร่ืองมือท่ีใชใ นการวิจัย เปนแบบสอบถาม (Questionnaire) แบง ออกเปน 3 ตอน คอื ตอนที่ 1 ขอ มูลทัว่ ไป ของผูตอบแบบสอบถาม มีลักษณะเปนแบบตรวจสอบรายการ (Check list) ตอนท่ี 2 ภาวะผูนําเชิงกลยุทธของผบู รหิ าร มีคา ความเชอื่ มั่นเทา กบั .94 และตอนที่ 3 การบรหิ ารงานวิชาการของโรงเรียน มคี าความเชื่อมั่นเทา กับ .95 ลักษณะของ แบบสอบถามตอนท่ี 2 และ 3 เปน แบบมาตรสวนประมาณคา (Rating scale) 5 ระดบั 3. การเกบ็ รวบรวมขอมูล 3.1 ผวู ิจัยขอหนังสอื จากมหาวิทยาลยั ราชภัฏรอยเอ็ด ถึงผูบรหิ ารโรงเรียนท่ีเปนกลุมตวั อยาง เพ่ือขอความ รวมมอื ในการเกบ็ ขอ มูลการวิจัย 3.2 ผวู จิ ัยนําแบบสอบถามสงไปรษณยี  พรอมกับหนังสอื ขอความอนุเคราะห ในการเกบ็ รวบรวมขอมูล ถงึ ผบู รหิ ารโรงเรียนที่เปนกลุมตัวอยาง 3.3 นําแบบสอบถามทีไ่ ดร ับคืนจาํ นวน 310 ฉบบั คิดเปนรอ ยละ 100 มาตรวจสอบความถูกตอ งสมบูรณ กอนนําไปประมวลผลและวิเคราะหขอมลู ในลาํ ดับตอ ไป 4. การวเิ คราะหข อมลู ผูวจิ ัยวเิ คราะหข อ มูลโดยใชโปรแกรมสําเร็จรปู ทางสถิติ วิเคราะหขอมลู ทั่วไปของผูตอบ แบบสอบถาม โดยหาคาความถี่ และรอยละ วิเคราะหระดบั ภาวะผูนําเชงิ กลยุทธของผูบ ริหาร และระดับการบริหารงาน วิชาการของโรงเรียน สงั กัดสํานักงานเขตพื้นท่ีการศึกษาประถมศึกษายโสธรเขต 1 โดยการหาคา เฉลีย่ (X̅) และสวนเบี่ยงเบน มาตรฐาน (S.D.) วเิ คราะหเพ่อื ทดสอบสมมติฐาน ภาวะผูนําเชงิ กลยุทธของผูบรหิ ารที่สงผลตอการบริหารงานวชิ าการ ของโรงเรียนสงั กัดสํานักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษายโสธร เขต 1 โดยใชการวิเคราะห การถดถอยพหคุ ูณ แบบเอ็นเทอร (Enter multiple regression) สรปุ ผล การวิจัย “ภาวะผูนําเชิงกลยุทธของผูบริหารที่สงผลตอการบริหารงานวิชาการของโรงเรียน สังกัดสํานักงาน เขตพื้นท่ีการศึกษาประถมศึกษายโสธร เขต 1” สรปุ ผลการวิจัยไดด ังน้ี 1. ภาวะผูนาํ เชงิ กลยุทธข องผูบริหารสถานศึกษา สังกดั สาํ นักงานเขตพ้ืนท่ีการศึกษาประถมศึกษายโสธร เขต 1 โดยรวมอยูใ นระดับมาก (X̅ = 4.20) เมอื่ พิจารณาเปนรายดานพบวา อยใู นระดับมากทุกดาน โดยดา นท่ีมีคา เฉล่ยี สูงสุด ไดแก ดา นการกาํ หนดทิศทางขององคก าร (X̅ = 4.24) รองลงมา คอื ดานการสรา งวฒั นธรรมองคการ (X̅ = 4.23) และสวนดา นที่มี คา เฉลี่ยต่ําสดุ คือ ดานการควบคุมและประเมินกลยุทธ (X̅ = 4.15) โดยแตละดา นมรี ายละเอียด ดงั น้ี ดา นการกาํ หนดทิศทางขององคก าร โดยรวมอยใู นระดบั มาก (X̅ = 4.20) และรายขอ อยูในระดบั มาก โดยขอที่มี คาเฉลี่ยสูงสุด คอื ผูบริหารสามารถมองภาพอนาคตของสถานศึกษาเพ่ือกําหนดเปนวสิ ัยทัศนท่ีเชอ่ื มโยงกับพันธกิจและเปาหมาย (X̅ = 4.37) สว นขอท่ีมคี าเฉลยี่ ตํา่ สุด คือ ผูบ ริหารสามารถกําหนดกลยุทธ และตวั บง ช้ีความสําเร็จของแตละพันธกิจ (X̅ = 4.16) ดา นการนาํ กลยทุ ธไปปฏิบัติ โดยรวมอยูในระดับมาก (X̅ = 4.17) และรายขอ อยูในระดับมาก โดยขอ ที่มี คา เฉลี่ยสูงสดุ คือ ผูบริหารมีการจัดสรรทรพั ยากร และอํานวยความสะดวกในการปฏิบตั งิ านใหแกบุคลากรอยา งเหมาะสม และเพียงพอ (X̅ = 4.24) สวนขอท่ีมีคา เฉลย่ี ตํา่ สุด คอื ผูบรหิ ารมีความสามารถในการปรับเปล่ียนแผนดาํ เนินการปฏิบตั ิ ใหสอดคลอง เมอ่ื สถานการณเปล่ียนแปลงไป (X̅ = 4.05) ดา นการสรา งวฒั นธรรมองคการ โดยรวมอยใู นระดับมาก (X̅ = 4.23) และรายขออยูในระดบั มาก โดยขอทีม่ ี คาเฉล่ียสูงสดุ คอื ผูบริหารจดั กิจกรรมสงเสริมใหบ ุคลากรมีจิตสาธารณะ ยินดีเสียสละเพอื่ ประโยชนของสถานศึกษาโดยรวม (X̅ = 4.34) สว นขอ ท่ีมีคา เฉลี่ยตา่ํ สุด คอื ผบู ริหารสรา งวฒั นธรรมการทํางานท่ดี ี โดยการใหเกียรติและรบั ฟง ความคิดเห็น ของสมาชิกในองคการ (X̅ = 4.15) ดานการควบคุมและประเมินกลยุทธ โดยรวมอยูในระดับมาก (X̅ = 4.15) และรายขออยูในระดับมาก โดยขอ ทีม่ ี คาเฉล่ียสงู สดุ คือ ผบู ริหารนําผลการประเมินการปฏิบัตงิ านทดี่ อยกวามาตรฐานมาเปนขอ มูล เพอ่ื ปรบั ปรงุ การปฏิบัติคร้ังตอ ไป (X̅ = 4.32) สวนขอที่มคี า เฉลี่ยตา่ํ ท่ีสดุ คอื ผูบ ริหารมีความสามารถในการแกไขปญหาและขอขัดแยง ทีเ่ กดิ ขึ้นในการปฏบิ ัติงาน ไดอยางมีประสิทธิภาพ (X̅ = 4.06)

8 วารสารมหาวิทยาลัยราชภัฏรอยเอด็ ปท ี่ 14 ฉบับท่ี 3 กนั ยายน - ธนั วาคม 2563 2. การบริหารงานวชิ าการของโรงเรยี น สังกัดสํานักงานเขตพื้นทีก่ ารศึกษาประถมศึกษายโสธร เขต 1 โดยรวมอยูใน ระดบั มาก (X̅ = 4.22) เมอ่ื พิจารณาเปนรายดา นพบวา อยูใ นระดบั มากทกุ ดาน โดยดานทีม่ ีคา เฉล่ียสูงสุด ไดแก ดา นการวัดผล ประเมินผล และการเทียบโอนผลการเรียน (X̅ = 4.29) รองลงมา คือ ดานการพฒั นาหลกั สูตรสถานศึกษา (X̅ = 4.24) และ สวนดานท่ีมีคา เฉล่ยี ตํา่ สุด คอื ดา นการพัฒนาและใชส่อื เทคโนโลยีทางการศึกษา (X̅ = 4.15) โดยแตละดา นมีรายละเอยี ดดงั นี้ ดา นการพฒั นาหลักสูตรสถานศึกษา โดยรวมอยใู นระดบั มาก (X̅ = 4.24) และรายขออยใู นระดับมาก โดยขอท่มี ี คา เฉลี่ยสูงสุด คือ สถานศึกษาจัดระบบงานวิชาการ เพือ่ การจัดการเรียนการสอนไดอยางมีประสทิ ธภิ าพ (X̅ = 4.39) สวนขอ ทีม่ ี คา เฉลี่ยตํา่ สดุ คือ หลักสูตรสถานศึกษามีความสอดคลอ งกับวิสยั ทัศน เปา หมายของสถานศึกษา และคุณลักษณะท่ีพึงประสงค ของนักเรียน (X̅ = 4.17) ดานการพัฒนากระบวนการเรยี นรู โดยรวมอยูในระดับมาก (X̅ = 4.20) และรายขออยใู นระดบั มาก โดยขอ ที่มี คา เฉล่ยี สูงสุด คือ สถานศึกษาพัฒนาครใู หมีความรู และทักษะท่ีหลากหลายเก่ียวกับการจัดการเรียนการสอนท่ีเนนผูเรียนเปนสําคัญ (X̅ = 4.36) สวนขอที่มีคาเฉล่ียต่าํ สุด คือ ครปู รบั เปล่ียนวธิ ีการสอนโดยเปนผชู ้ีแนะ มากกวา เปนผสู อนความรูโดยตรง (X̅ = 4.05) ดา นการวัดผล ประเมินผล และการเทยี บโอนผลการเรยี น โดยรวมอยูในระดับมาก (X̅ = 4.29) และรายขออยูใน ระดบั มาก โดยขอท่ีมีคา เฉลย่ี สงู สุด คือ สถานศึกษากําหนดระเบยี บ แนวปฏิบัตเิ ก่ียวกับการวัดและประเมินผลตามหลักสตู ร อยางชัดเจน (X̅ = 4.37) สวนขอท่ีมีคาเฉล่ียตํา่ สุด คือ สถานศึกษามีการติดตาม การวัดผลและประเมินผลใหเปนไปตามระเบยี บ (X̅ = 4.23) ดา นการพฒั นา และใชสื่อเทคโนโลยีทางการศกึ ษา โดยรวมอยูในระดบั มาก (X̅ = 4.15) และรายขอ อยูใน ระดบั มาก โดยขอ ท่ีมีคา เฉล่ียสงู สุด คือ สถานศึกษามีการนาํ ผลการประเมินสือ่ นวัตกรรม และเทคโนโลยีไปปรบั ปรุงพัฒนาตอไป (X̅ = 4.24) สว นขอท่ีมคี าเฉลี่ยตา่ํ สุด คือ สถานศกึ ษามีสื่อ นวัตกรรมทท่ี ันสมยั ในการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนอยางมี คุณภาพ (X̅ = 4.07) ดา นการนิเทศการศึกษา โดยรวมอยูใ นระดับมาก (X̅ = 4.23) และรายขออยูในระดับมาก โดยขอท่ีมีคา เฉล่ีย สูงสุด คอื ผูนเิ ทศมีความรู ความสามารถเปนที่ยอมรบั ของผูรับการนิเทศ (X̅ = 4.26) สวนขอทีม่ ีคาเฉลี่ยตาํ่ สุด คอื ผูนเิ ทศ ใหการชวยเหลือและแนะนาํ ครูในพฒั นาการจัดการเรียนการสอนใหมีประสทิ ธิภาพมากขึ้นอยางตอเน่ือง และสถานศึกษา มีการพัฒนากระบวนการนิเทศการศึกษาใหมปี ระสทิ ธภิ าพมากขึ้น (X̅ = 4.20) 3. การสรา งสมการพยากรณการบรหิ ารงานวิชาการของโรงเรียน สงั กัดสาํ นักงานเขตพื้นท่ีการศึกษาประถมศึกษา ยโสธร เขต 1 พบวา ภาวะผูนําเชิงกลยทุ ธของผบู ริหารสถานศึกษา ดา นการประเมินและควบคุมกลยุทธ (X4) เปนตวั แปรทส่ี ามารถ พยากรณการบริหารงานวชิ าการของโรงเรียนไดดที ่ีสุด รองลงมาคือ ดา นการกําหนดทิศทางขององคการ (X1) ดา นการนํากลยทุ ธ ไปปฏบิ ัติ (X2) และดา นการสรางวฒั นธรรมองคการ (X3) ตามลาํ ดบั ดงั แสดงในตาราง 1 ตาราง 1 ผลการวเิ คราะหการถดถอยพหุคูณแบบเอ็นเทอร ภาวะผูนําเชงิ กลยุทธของผบู ริหารทสี่ ง ผลตอ การบรหิ ารงาน วิชาการของโรงเรียน สงั กัดสํานักงานเขตพ้ืนที่การศึกษาประถมศึกษายโสธร เขต 1 ตัวแปรพยากรณ B S.E.est β t Sig 2.384 .018* X1 .113 .048 .143 1.287 .199 X2 .070 .054 .089 .825 .410 X3 .047 .056 .059 7.484 .000** X4 .369 .049 .470 a = 1.723 p <.01 R = .680 R2 = .462 F = 65.461 S.E.est = .2938 ** มีนัยสําคัญทางสถติ ิท่รี ะดบั .01 * มีนยั สาํ คญั ทางสถติ ิที่ระดับ .05

Journal of Roi Et Rajabhat University 9 Volume 14 No.3 September - December 2020 โดยตัวแปรพยากรณทั้ง 4 ตวั ดังกลาวสามารถรว มกันพยากรณก ารบริหารงานวิชาการของโรงเรียน สังกัดสํานักงาน เขตพ้ืนท่ีการศกึ ษาประถมศึกษายโสธร เขต 1 ไดรอยละ 46.2 อยางมีนัยสําคัญทางสถิตทิ ี่ระดบั .01 โดยเขียนในรปู ของสมการ พยากรณไ ด ดังนี้ สมการพยากรณ ในรูปคะแนนดบิ Y´ = 1.723 + .369X4 + .113X1 + .070X2 + .047X3 สมการพยากรณ ในรปู คะแนนมาตรฐาน Z´y = .470ZX4 + .143ZX1 + .089ZX2 + .059ZX3 อภิปรายผล ผลการวิจัยเรอ่ื ง “ภาวะผูนาํ เชิงกลยุทธของผูบรหิ ารท่ีสง ผลตอ การบริหารงานวิชาการของโรงเรยี น สังกัดสาํ นักงาน เขตพ้ืนท่ีการศึกษาประถมศึกษายโสธร เขต1” มีประเด็นที่สาํ คัญสามารถนาํ มาอภปิ รายผลไดดงั นี้ 1. ภาวะผนู าํ เชงิ กลยุทธของผูบริหารสถานศึกษา สังกดั สํานักงานเขตพื้นท่กี ารศึกษาประถมศึกษายโสธร เขต 1 โดยรวมอยูในระดับมาก เม่ือพิจารณาเปนรายดา นพบวา อยูในระดบั มากทกุ ดา น โดยดานท่ีมคี า เฉล่ียสูงสุด คือ ดานการกําหนด ทศิ ทางขององคการ ทง้ั นี้อาจเน่อื งมาจากผบู ริหารสถานศึกษาเปนผทู ่มี ีความรูและประสบการณดา นการบริหารการศึกษา สามารถมองภาพอนาคตในการพัฒนาสถานศกึ ษาไดชัดเจน อีกทั้งมีความสามารถในการโนมนาวบุคคลอื่นใหมีพฤติกรรม ไปในทิศทางท่ีตองการ มีการสื่อสารใหผใู ตบังคับบัญชา เกิดการตระหนกั รใู นภารกิจและวิสัยทัศนของสถานศึกษา จงู ใจให ผูรว มงานเกดิ ความรว มมือในการดําเนนิ การ เพือ่ ไปสวู ิสัยทัศนแ ละบรรลุวัตถปุ ระสงคข ององคก าร สอดคลองกบั งานวิจยั ของ กมล โสวาป (2556 : 169-170) ศกึ ษาภาวะผูนําเชงิ กลยุทธทีส่ ง ผลตอความมีประสทิ ธิผลของโรงเรียนสังกัดสํานักงานเขตพ้ืนที่ การศึกษาประถมศึกษาอุดรธานี ผลการวิจัยพบวา ภาวะผูนําเชิงกลยุทธของผูบรหิ ารโรงเรยี นสงั กัดสาํ นักงานเขตพื้นที่ การศึกษาประถมศึกษาอุดรธานี เขต 3 โดยภาพรวมและรายดา นมีการปฏบิ ัตอิ ยูในระดบั มาก สอดคลอ งกับงานวิจัยของ อังศุมาลิน กุลฉวะ และสมใจ ภูมิพันธุ (2562 : 60-67) ศึกษา ภาวะผูนําเชิงกลยทุ ธผ บู ริหารสถานศึกษาทสี่ งผลตอความเปน องคการแหงการเรียนรูของสถานศึกษา สังกดั สาํ นักงานเขตพ้ืนที่การศึกษาประถมศึกษารอ ยเอ็ด เขต 3 ผลการวิจัยพบวา ภาวะผูนาํ เชงิ กลยุทธข องผูบริหารสถานศึกษา โดยรวมและรายดานอยูในระดบั มาก และดา นท่ีมีคา เฉลย่ี สูงสุด คอื การกาํ หนด ทิศทางขององคกร และสอดคลอ งกบั งานวจิ ัยของ ศิริเพ็ญ สกุลวลธี ร (2556 : 93-102) ศึกษา ภาวะผูนาํ เชิงกลยุทธของผบู ริหาร ท่สี งผลตอการบรหิ ารงานของสถานศึกษา สังกดั สํานักงานเขตพื้นที่การศกึ ษามธั ยมศึกษา เขต 6 ผลการวิจัยพบวา ภาวะผูนํา เชิงกลยุทธของผบู ริหารสถานศึกษา โดยรวมอยูในระดบั มาก 2. การบรหิ ารงานวิชาการของโรงเรียน สังกัดสาํ นักงานเขตพื้นท่กี ารศกึ ษาประถมศึกษายโสธร เขต 1 โดยรวมอยู ในระดับมาก เมือ่ พิจารณาเปนรายดานพบวา อยูในระดับมากทุกดา น โดยดา นท่ีมีคา เฉลี่ยสูงสุด คอื ดานการวัดผล ประเมินผล และการเทียบโอนผลการเรยี น ท้งั นอี้ าจเน่ืองมาจากผบู ริหารและครูทกุ คนตอ งปฏิบัติตามระเบียบวา ดวยการวัดและประเมินผล การเรยี นรูของหลักสูตรสถานศึกษา ซึ่งจัดทําข้ึนโดยยึดหลักสูตรแกนกลาง พ.ศ. 2551 เปนแนวทาง ทั้งนี้การวัดและประเมินผล การเรยี นรขู องผูเรียนเปนสง่ิ สะทอนถึงคุณภาพของผลการจัดการศึกษาของโรงเรียน โดยเฉพาะอยางยิ่งการบริหารงานวชิ าการ และการดําเนินกิจกรรมตาง ๆ ที่เก่ียวของกบั การเรียนการสอน เพอ่ื ใหเปนไปตามจุดมุงหมายของหลักสตู รและใหเกดิ ประโยชน สงู สุดกบั ผูเรียน สอดคลองกบั แนวคิดของปรียาพร วงศอนุตรโรจน (2553 : 2) กลาววา การบรหิ ารงานวิชาการเปนกระบวนการ บริหารกิจกรรมทุกอยา งที่เก่ียวขอ งกบั การปรบั ปรงุ การเรียนการสอนใหดขี ้ึน ตั้งแตการกาํ หนดนโยบาย การวางแผน การปรบั ปรุง และพัฒนาการเรียนการสอนตลอดจนการประเมินผลการสอน เพ่ือใหเปนไปตามจุดมุงหมายของหลักสตู รและจดุ มงุ หมาย ของการศึกษา และสอดคลอ งกบั งานวิจัยของนิลวรรณ วฒั นา (2556 : 103-115) ศกึ ษา สภาพการบริหารงานวิชาการ ในโรงเรยี นประถมศึกษาขนาดเล็กสังกดั สาํ นักงานเขตพ้ืนท่ีการศึกษาประถมศึกษา จังหวัดชลบุรี ผลการวิจัยพบวา การบริหารงานวิชาการของโรงเรยี น โดยรวมอยูในระดบั มาก และสอดคลองกับงานวิจัยของอินทุอร โควังชัย (2554 : 108-111) ศึกษา ความสัมพันธร ะหวางภาวะผูน ําการเปล่ยี นแปลงกับคณุ ภาพการบริหารงานวิชาการโรงเรียนสังกัดสาํ นักงานเขตพื้นที่ การศกึ ษาประถมศึกษาขอนแกน เขต 4 ผลการวิจยั พบวา คุณภาพการบรหิ ารงานวิชาการของโรงเรียน โดยรวมอยใู นระดับมาก 3. การสรา งสมการพยากรณการบรหิ ารงานวชิ าการ พบวา ภาวะผนู ําเชิงกลยุทธของผบู ริหารโรงเรียน ทั้ง 4 ดา น สามารถรวมกันพยากรณก ารบรหิ ารงานวิชาการของโรงเรยี น สงั กัดสาํ นกั งานเขตพื้นที่การศกึ ษาประถมศึกษายโสธร เขต 1

10 วารสารมหาวิทยาลัยราชภฏั รอ ยเอด็ ปที่ 14 ฉบับท่ี 3 กันยายน - ธนั วาคม 2563 ไดร อ ยละ 46.2 อยา งมีนัยสําคัญ ทางสถิติท่รี ะดับ .01 โดยภาวะผูนําเชงิ กลยุทธข องผบู ริหาร ดา นการประเมินและควบคุม กลยทุ ธ เปนตัวแปรทส่ี ามารถพยากรณการบรหิ ารงานวิชาการของโรงเรียนไดดที สี่ ุด รองลงมา คือ ดา นการกาํ หนดทิศทาง ขององคการ ดานการนํากลยุทธไปปฏิบัติ และดา นการสรางวฒั นธรรมองคก าร ตามลําดบั การท่ตี ัวแปรพยากรณด านการประเมิน และควบคุมกลยทุ ธ สามารถทาํ นายการบรหิ ารงานวิชาการไดด ีทีส่ ุด อาจเปนเพราะหากผบู ริหารมีการติดตาม ควบคมุ การดาํ เนินงานตามแนวทางกลยุทธทว่ี างไว และมีการประเมินความสาํ เร็จเทียบกับตวั บงชี้ที่กําหนด ยอมทาํ ใหผบู ริหาร สามารถประเมินสถานการณไดว า ควรปรบั ปรุง หรอื ตอ ยอดแนวทางการบริหารงานวิชาการอยา งไรใหบ รรลุความมุง หมาย ทกี่ าํ หนดไวใ นหลักสูตร สอดคลองกบั ผลการวิจัยของพชิ ิต โกพล, ศักดไิ์ ทย สุรกิจบวร, วาโร เพ็งสวัสดิ์ และวลั นิกา ฉลากบาง (2559 : 78-85) ศึกษา การพฒั นาตวั บงชี้ภาวะผูนําเชิงกลยทุ ธของผบู ริหารสถานศึกษา ทีส่ งผลตอ ประสทิ ธิผลโรงเรยี น ขยายโอกาสทางการศึกษา พบวาภาวะผูนําเชิงกลยุทธป ระกอบดว ย 6 องคประกอบหลัก โดยองคป ระกอบหลกั ตัวหน่งึ คือ การควบคมุ และประเมินผล มอี งคประกอบยอ ย คือ การตรวจสอบผลการดําเนินงาน การวัดประเมินผลการปฏิบัตงิ าน และการปรับปรุงและพัฒนา สอดคลองกับงานวิจัยของอังศุมาลิน กุลฉวะ และสมใจ ภมู ิพันธุ (2562 : 60-67) ศึกษา ภาวะผูนํา เชิงกลยทุ ธผ บู ริหารสถานศกึ ษาทส่ี งผลตอความเปนองคการแหง การเรียนรูของสถานศึกษา สงั กัดสาํ นกั งานเขตพื้นท่ีการศึกษา ประถมศกึ ษารอยเอ็ด เขต 3 ผลการวจิ ัยพบวา ภาวะผูนาํ เชงิ กลยุทธของผูบรหิ ารสถานศึกษา 4 ดาน ไดแก ดานการนํากลยุทธ ไปปฏิบัติ ดานการควบคุมและประเมนิ กลยุทธ ดา นการกาํ หนดกลยุทธ และดา นการกาํ หนดทิศทางขององคก ร สามารถรว มกัน พยากรณการเปนองคกรแหงการเรียนรูข องสถานศึกษา ไดรอยละ 62.9 อยา งมีนัยสาํ คญั ทางสถติ ทิ ี่ระดับ .01 และสอดคลอ งกับ งานวิจยั ของวิราพร ดบี ุญมี (2556 : 137-149) ศึกษา ภาวะผูนาํ เชงิ กลยุทธของผบู ริหารสถานศึกษาท่ีสงผลตอประสิทธิผลของ โรงเรียนสังกัดเทศบาลนครขอนแกน ผลการวิจัยพบวา ภาวะผูนาํ เชิงกลยุทธ 2 ดา น ไดแก การกาํ หนดกลยุทธ และการควบคมุ และประเมินกลยุทธ สามารถรวมกันทาํ นายประสทิ ธิผลของโรงเรียน ไดร อ ยละ 50.80 อยางมนี ัยสาํ คญั ทางสถิตทิ ี่ระดบั .01 กิตตกิ รรมประกาศ วิทยานิพนธน้ี สาํ เร็จลุลวงไปดว ยดี ดวยความอนุเคราะหจาก ผูช ว ยศาสตราจารย ดร. สมใจ ภูมพิ ันธุ ท่ีปรึกษา วิทยานิพนธ ทีไ่ ดใหค ําปรึกษา แนะนาํ ตรวจสอบแกไขขอ บกพรองตาง ๆ ดว ยความเอาใจใสจ นเปนวทิ ยานพิ นธทีส่ มบูรณ ผูวจิ ัยขอขอบพระคุณทา นเปนอยางสงู ขอขอบพระคณุ ผเู ชย่ี วชาญทุกทาน ท่ีกรุณาใหค ําแนะนาํ แกไ ขขอบกพรองในการสราง เครอ่ื งมือที่ใชในการวิจยั ขอขอบพระคุณคณะกรรมการสอบวิทยานพิ นธทุกทา น ทใ่ี หคําแนะนํา ปรับปรงุ เติมเต็มทําใหวิทยานิพนธ มีความสมบูรณยิง่ ขึ้น ขอขอบพระคุณผูบริหารสถานศึกษาและครูสงั กัดสาํ นักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษายโสธร เขต 1 ท่ีกรุณาใหขอ มูลอันเปนองคป ระกอบสาํ คญั ของการทําวิทยานิพนธจนสาํ เร็จลุลวงดว ยดี ขอเสนอแนะ 1. ขอเสนอแนะในการนําไปใช 1.1 จากผลการวิจยั พบวา ภาวะผูนําเชิงกลยุทธข องผบู ริหาร สังกัดสาํ นักงานเขตพื้นทก่ี ารศกึ ษาประถมศึกษา ยโสธร เขต 1 ดานที่มคี า เฉลี่ยต่ําท่ีสดุ คือ ดานการควบคุมและประเมินกลยุทธ ดงั น้ัน การที่จะพฒั นาใหโรงเรียนมีการบริหาร จดั การท่ีมปี ระสิทธิภาพนั้น ผูบริหารควรใหความสาํ คัญการควบคมุ ติดตาม ประเมินกลยุทธที่ผูบ ริหารเลอื กใชเ พ่อื ให การปฏิบตั ิงานบรรลวุ ัตถุประสงคแ ละเปาหมายทวี่ างไว โดยผูบ ริหารสามารถแกไขปญ หาและขอ ขัดแยง ท่ีอาจเกิดข้ึนระหวา ง การปฏิบัติงานได 1.2 จากผลการวิจัยพบวา การบรหิ ารงานวชิ าการของโรงเรียน สังกัดสํานักงานเขตพื้นทีก่ ารศึกษาประถมศึกษา ยโสธร เขต 1 ดานที่มีคา เฉลี่ยตาํ่ ท่ีสุด คอื การพัฒนาและใชส ือ่ เทคโนโลยที างการศึกษา ดังนน้ั การที่จะมงุ ใหโรงเรียนมีการ บรหิ ารงานวิชาการท่ีมคี ุณภาพ ผูบรหิ ารตองสงเสริมและสนบั สนุนใหครูผลิต พฒั นาสื่อ นวัตกรรม และเทคโนโลยที ่ีมี ความหลากหลายเหมาะสม เพียงพอ และนาํ มาใชใ นการจัดกิจกรรมการเรียนการสอน เพอ่ื เพ่ิมประสิทธภิ าพในการจัด กระบวนการพัฒนาการเรยี นรู 1.3 จากผลการวิจยั พบวา ภาวะผูนําเชิงกลยุทธข องผูบริหาร สังกัดสํานกั งานเขตพ้ืนทีก่ ารศกึ ษาประถมศกึ ษา ยโสธร เขต 1 ดา นท่ีสามารถพยากรณการบริหารงานวิชาการของโรงเรียนไดดีท่ีสุด คือ ดา นการควบคุมและประเมินกลยุทธ ดังนั้น ในการพฒั นาภาวะผูนําเชิงกลยุทธของผูบริหาร หนวยงานที่รับผิดชอบควรใหความสาํ คัญกับการพฒั นาสมรรถนะของ

Journal of Roi Et Rajabhat University 11 Volume 14 No.3 September - December 2020 ผูบริหารในดา นดงั กลาว โดยเนนใหมีการกาํ หนดมาตรฐานตัวบง ชี้ความสาํ เร็จในการปฏิบตั งิ านไวลว งหนาอยางชัดเจน กําหนดกลยุทธที่จะดาํ เนินการใหบ รรลผุ ลตามตวั บงชี้ มีการควบคมุ ตดิ ตาม การปฏบิ ัติงานอยางมีระบบ ใหเปนไปตาม ท่ีไดวางแผนไว มีการวิเคราะห แกไขปญหา ที่อาจเกดิ ขึ้นในการปฏิบตั งิ าน เก็บรวบรวมขอมูล สารสนเทศเพ่อื เปรียบเทียบ ผลการปฏิบัติงานจริงกบั มาตรฐานและตวั บง ชีท้ ่กี ําหนด พรอ มนาํ ผลการประเมินการปฏิบตั งิ านที่ดอยกวา มาตรฐานมาเปน ขอ มูล เพ่ือปรบั ปรงุ การปฏิบตั ิคร้งั ตอ ไป และเพอ่ื พฒั นาการบรหิ ารงานวิชาการของโรงเรียนใหมปี ระสิทธิภาพอยางตอเนื่อง 2. ขอเสนอแนะในการทําวิจยั ครั้งตอ ไป 2.1 ควรมีการวิจยั เชงิ ปฏิบตั ิการ เพอ่ื พัฒนาภาวะผูนําเชิงกลยุทธ ของผบู ริหารสถานศึกษา โดยเนน ดา นการควบคมุ และประเมินกลยุทธ และดา นการกําหนดทิศทางขององคการ ในการบริหารงานวิชาการของโรงเรียน ใหมีประสิทธิผล 2.2 ควรศึกษาปจ จัยอื่น ที่อาจสงผลตอ การบรหิ ารงานวิชาการของโรงเรียน เน่ืองจากงานวิจัยนี้พบปจจัย ท่ีสามารถทาํ นายการบริหารงานวิชาการไดเ พียงรอยละ 46.2 เพ่ือไดทราบปจจัยเพ่ิมเติมที่จะเปนประโยชนตอการบริหารงาน วิชาการของโรงเรยี น เอกสารอางองิ กมล ภูป ระเสรฐิ . (2547). การบริหารงานวิชาการในสถานศึกษา (พิมพคร้ังที่ 3). กรงุ เทพฯ: เสรมิ สินพรเี พรส ซสิ เท็ม. กมล โสวาป. (2556). ภาวะผูนําเชิงกลยุทธทสี่ ง ผลตอความมีประสิทธผิ ลของโรงเรียน สงั กัดสาํ นักงานเขตพื้นท่ีการศึกษา ประถมศึกษาอุดรธานี เขต 3. วิทยานพิ นธ ครุศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาการบริหารการศกึ ษา. ขอนแกน: มหาวิทยาลยั ขอนแกน. กระทรวงศึกษาธิการ. (2552). คมู ือครูการปฏบิ ัติงานขาราชการคร.ู กรุงเทพฯ: ชุมนุมสหกรณการเกษตรแหงประเทศไทย. เขมมารี รักษชูชีพ. (2553). การบรหิ ารเชงิ กลยุทธ (พิมพครั้งที่ 2). กรุงเทพฯ: ธนาเพรส. ทศพร ศริ ิสัมพันธ. (2543). การวางแผนกลยทุ ธเพ่ือการปฏริ ูประบบราชการ. กรุงเทพฯ: สํานกั งาน ก.พ.. ทิพาวดี เมฆสวรรค. (2545). กลา คดิ กลาทํา กลานํา กลาเปลี่ยน (พมิ พครั้งที่ 2). กรงุ เทพฯ: เอ็กซเปอรเ น็ท. ธรี ะ รุญเจรญิ . (2553). ความเปน มอื อาชีพในการจัดและบรหิ ารการศึกษายุคปฏิรูปการศึกษา (ฉบบั ปรับปรงุ ) เพือ่ ปฏิรูป รอบสองและประเมินภายนอกรอบสาม. กรุงเทพฯ: ขาวฟา ง. นลิ วรรณ วัฒนา. (2556). การศึกษาสภาพการบรหิ ารงานวิชาการในโรงเรยี นประถมศึกษาขนาดเล็ก สงั กัดสาํ นักงานเขตพื้นที่ การศึกษาประถมศกึ ษาจังหวัดชลบุรี. สารนิพนธ การศึกษามหาบณั ฑิต สาขาวชิ าการบริหารการศกึ ษา. กรงุ เทพฯ: มหาวิทยาลยั ศรีนครินทรวิโรฒ. บุญชม ศรีสะอาด. (2556). วธิ ีการทางสถติ ิสําหรบั การวิจัย (พิมพคร้ังท่ี 5). กรงุ เทพฯ: สุวรี ิยาสาสน. ปรยี าพร วงศอนุตรโรจน. (2553). การบรหิ ารงานวิชาการ. กรงุ เทพฯ: ศูนยสือ่ เสรมิ กรงุ เทพมหานคร. พชิ ิต โกพล, ศกั ด์ิไทย สุรกิจบวร, วาโร เพ็งสวัสด์ิ และ วลั นิกา ฉลากบาง. (2559). การพัฒนาตัวบง ช้ีภาวะผูนาํ เชงิ กลยุทธ ของผูบรหิ ารสถานศึกษาที่สง ผลตอประสทิ ธผิ ลโรงเรยี นขยายโอกาสทางการศึกษา สังกัดสาํ นักงานคณะกรรมการ การศึกษาข้นั พ้ืนฐาน ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ. วารสารมหาวทิ ยาลยั นครพนม, 6(3), 78-85. พิพัฒน นนทนาธรณ. (2556). ภาวะผูนําเชงิ ปฏบิ ตั กิ าร: LIFE Model Operational Leadership: LIFE Model. กรุงเทพฯ: ศูนยผ ูนาํ ธุรกิจเพอ่ื สังคม. มันทนา กองเงิน. (2554). ภาวะผนู าํ เชงิ กลยุทธกับการขจัดความขัดแยงของผบู รหิ ารในสถานศึกษาข้ันพื้นฐาน สงั กัดสาํ นักงานเขตพ้นื ทีป่ ระถมศึกษานครปฐม เขต 1. วทิ ยานพิ นธ ศกึ ศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวชิ าการบริหาร การศึกษา. กรงุ เทพฯ: มหาวิทยาลัยศลิ ปากร. รงั สรรค ประเสริฐศรี. (2551). ภาวะผูนาํ เชงิ กลยุทธ. วารสารการจัดการสมัยใหม มหาวิทยาลยั สโุ ขทยั ธรรมาธิราช, 6(2), 1-10. รัชนี ชุณหปราณ. (2554). การบรหิ ารวชิ าการ. กรงุ เทพฯ: ไทยวฒั นาพานิช. ราชกิจานเุ บกษา. (2553). พระราชบัญญัติการศึกษาแหงชาต(ิ ฉบบั ท่ี 3) พ.ศ.2553. เลมที่ 127 (ตอนท่ี 45ก), 1-3. รงุ ชัชดาพร เวหะชาติ . (2553). การบรหิ ารงานวชิ าการสถานศึกษาขนั้ พ้ืนฐาน (พิมพครัง้ ที่ 4). สงขลา: นาํ ศิลปโฆษณา. รจุ ิร ภูสาระ. (2551). การพฒั นาหลกั สูตร: ตามแนวปฏิรูปการศึกษา (พมิ พคร้งั ท่ี 3). กรงุ เทพฯ: บุคพอยท.

12 วารสารมหาวิทยาลัยราชภัฏรอ ยเอด็ ปที่ 14 ฉบบั ท่ี 3 กนั ยายน - ธนั วาคม 2563 วริ าพร ดบี ุญมี. (2556). ภาวะผูนําเชิงกลยุทธข องผบู ริหารสถานศึกษาทส่ี ง ผลตอประสิทธิผลของโรงเรียนสังกดั เทศบาลนครขอนแกน. วิทยานิพนธ ศึกษาศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวชิ าการบริหารการศึกษา. ขอนแกน: มหาวิทยาลัยขอนแกน. วเิ ศษ พลอาจทัน. (2555). การบริหารโรงเรยี นแบบกระจายอํานาจ. กรงุ เทพฯ: ทิพยวิสุทธ. ศริ ิเพ็ญ สกุลวลีธร. (2556). ภาวะผนู าํ เชิงกลยุทธของผูบ รหิ ารทส่ี งผลตอ การบรหิ ารงานของสถานศึกษา สงั กดั สาํ นักงาน เขตพ้ืนที่การศกึ ษามัธยมศึกษา เขต 6. วิทยานิพนธ ครุศาสตรมหาบณั ฑิต สาขาวิชาการบรหิ ารการศึกษา. ฉะเชิงเทรา: มหาวิทยาลัยราชภัฏราชนครินทร. สถาบันทดสอบทางการศกึ ษาแหงชาติ. (2561). สรปุ ผลการทดสอบทางการศึกษาระดบั ชาติข้ันพื้นฐาน (O-NET) ระดบั ชั้น ประถมศึกษาปที่ 6 ปการศึกษา 2560. สบื คน เมอื่ 20 พฤศจิกายน 2562, จาก http://newonetresult.niets.or.th /AnnouncementWeb/PDF/SummaryONETP6_2560.pdf สมยศ นาวีการ. (2551). การบริหารเชิงกลยุทธ. กรุงเทพฯ: บรรณกิจ. สัมมา รธนิธย. (2556). หลัก ทฤษฎีและปฏบิ ัตกิ ารบริหารการศึกษา (พมิ พคร้งั ท่ี 3). กรงุ เทพฯ: ขา วฟาง. สาํ นักงานเขตพ้ืนทีก่ ารศึกษาประถมศึกษายโสธรเขต 1. (2561). ผลทดสอบคะแนน O-NET ปก ารศกึ ษา 2560. [รายงานผลทดสอบคะแนน O-NET]. สืบคน เม่อื 20 พฤศจิกายน 2562, จาก http://www.yst1.go.th/2020/?page_id=157 สํานักงานเขตพ้ืนท่กี ารศึกษาประถมศึกษายโสธรเขต 1. (2562). จาํ นวนครูและบุคลากรทางการศึกษาปการศึกษา 2561. สืบคนเม่อื 20 พฤศจิกายน 2562, จาก https://data.bopp-obec.info/emis/person-all-sum- list.php?Area_CODE=3501 สดุ า สวุ รรณาภิรมย. (2551). ภาวะผูนาํ : The leadership. กรุงเทพฯ: เอ อาร อินฟอรเมชนั แอนด พับลเิ คชัน. อังศุมาลิน กลุ ฉวะ และสมใจ ภูมิพันธุ. (2562). ภาวะผนู าํ เชงิ กลยุทธผบู ริหารสถานศึกษาที่สงผลตอความเปนองคการ แหง การเรียนรูของสถานศึกษา สังกัดสํานักงานเขตพ้ืนที่การศึกษาประถมศึกษารอยเอด็ เขต 3. วารสารมนษุ ย ศาสตรและสังคมศาสตร มหาวทิ ยาลยั นครพนม, 9(2), 60-67. อนิ ทุอร โควงั ชัย. (2554). ความสัมพันธระหวา งภาวะผูนําการเปลี่ยนแปลงกับคณุ ภาพการบริหารงานวชิ าการโรงเรียนสงั กดั สํานักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาจงั หวัดขอนแกน เขต 4. วทิ ยานิพนธ ศึกษาศาสตรมหาบัณฑติ สาขาวิชา การบริหารการศึกษา. ขอนแกน: มหาวิทยาลยั ขอนแกน. อทุ ัย บุญประเสรฐิ . (2540). หลักสตู รและการบริหารงานโรงเรยี น. กรุงเทพฯ: เอส ดี เพรส. Adair, J. (2010). Strategic leadership: How to think and plan strategically and provide direction. London: Kogan Page. Dubrin, A.J. (2004). Leadership: Research Findings, Practice, and Skills. (4th ed.). New York: McGraw–Hill. Duggen, T. (2013). Strategic Leadership: Basic Concept & Theories. Retrieved February 5, 2019, from http://yourbusiness.azcentral.com/strategic–leadership–basic–concepts–thories–8736.htm Gill, R. (2006). Theory and practice of leadership. Washington: Sage. Sergiovanni, T.J. and other (2009). The Principalship: A Reflective Practice Perspective. (6th ed.). Boston: Pearson Education.

Journal of Roi Et Rajabhat University 13 Volume 14 No.3 September - December 2020 การพัฒนาศกั ยภาพฝม ือแรงงานทองถ่ินสมารท ฟารม เมอร (Smart Farmers) ดานกระบวนการไทยแลนด 4.0 (Thailand 4.0) สูก ารเปน ผูประกอบการวิสาหกิจขนาดกลาง และขนาดยอ ม (SMEs)ท่ียั่งยนื ในเขตจังหวัดรอ ยแกนสารสนิ ธุ The Development of Local Skills on Smart Farmers Potential in the Process of Thailand 4.0 become Sustainable Entrepreneurs of SMEs in Roi-Kaen-San-Sin Province อินทร อนิ อุนโชติ1, อจั ฉราภรณ จุฑาผาด2, เกรียงไกร กนั แกว3, เกษศริ ินทร ภิญญาคง4, พรรณภา สังฆะมณี5, อณุ ดาทร มูลเพ็ญ6 และ สุธาสนิ ี วังคะฮาต7 In Inounchot1, Atcharaporn Jutapad2, Kriangkrai Gunkaew3, Kessirin Pinyakong4, Received : 21 ก.ย. 2563 Phannapha Sangkamanee5 , Unnadathorn Moonpen6 and Suthasinee Wangkahat7 Revised : 19 พ.ย. 2563 Accepted : 23 พ.ย. 2563 บทคดั ยอ การวิจัยน้ีมวี ตั ถุประสงคเพือ่ ศกึ ษาการพฒั นาศักยภาพฝม อื แรงงานทองถ่ินสมารทฟารมเมอร (Smart Farmers) ดานกระบวนการไทยแลนด 4.0 (Thailand 4.0) สกู ารเปนผปู ระกอบการวสิ าหกิจขนาดกลางและขนาดยอม (SMEs) ที่ย่งั ยืน ในเขตจังหวัดรอ ยแกนสารสินธุ โดยการเก็บรวบรวมขอมูลจากเกษตรกร จํานวน 381 คน ซึง่ กลุมตัวอยางไดมาจากการเลือก แบบเจาะจง สถิติท่ใี ชในการวิจยั ไดแก คา เฉลี่ย คา สว นเบ่ียงเบนมาตรฐาน t-test และ F–test (ANOVA และ MANOVA) ผลการวิจัย พบวา 1) เกษตรกรมีความคิดเห็นเกี่ยวกบั การมีการพัฒนาศักยภาพฝม ือแรงงานทอ งถ่ินสมารท ฟารมเมอร ดา นกระบวนการ Thailand 4.0 โดยรวมอยใู นระดับมากทุกดา น ไดแก ดานการใชเ ทคโนโลยีสูการเปน ผปู ระกอบการ ดา นการฝกอบรมฝม ือแรงงาน ดา นการสงเสริมการมีสว นรวมในกลุม ดานคุณสมบตั ขิ องแรงงาน และดา นมาตรฐานฝม ือแรงงาน 2) เกษตรกรที่มีเพศแตกตา งกัน มีความคิดเห็นดว ยเก่ียวกบั การพฒั นาศักยภาพฝมอื แรงงานทอ งถิ่นสมารทฟารมเมอร ดา นกระบวนการไทยแลนด 4.0 โดยรวม และเปนรายดา น ไมแตกตางกัน และ 3) เกษตรกรที่มีอายุแตกตางกัน มีความคดิ เห็น เกยี่ วกับการพัฒนาศักยภาพฝมือแรงงานทอ งถน่ิ สมารท ฟารม เมอร ดานกระบวนการไทยแลนด 4.0 แตกตางกันอยางมีนัยสําคญั ทางสถิติ ท่รี ะดบั 0.05 คาํ สาํ คัญ : แรงงานทอ งถิ่น, กระบวนการ Thailand 4.0, ผูประกอบการ SMEs Abstract The purpose of this research was to study the development of local skills on smart farmers potential in the process of Thailand 4.0 become sustainable entrepreneurs of SMEs in Roi-Kaen-San-Sin 1 อาจารยประจําคณะบริหารธุรกิจและการบัญชี มหาวิทยาลยั ราชภฏั รอยเอด็ อีเมล: [email protected] 2 อาจารยประจาํ คณะบริหารธุรกิจและการบัญชี มหาวิทยาลัยราชภฏั รอยเอ็ด 3 อาจารยประจําคณะบริหารธุรกิจและการบัญชี มหาวิทยาลัยราชภัฏรอยเอด็ 4 ผูชวยศาสตราจารย, อาจารยประจําคณะบริหารธุรกิจและการบญั ชี มหาวทิ ยาลยั ราชภัฏรอยเอ็ด 5 อาจารยประจําคณะบริหารธุรกิจและการบัญชี มหาวิทยาลยั ราชภัฏรอยเอ็ด 6 อาจารยประจําคณะบริหารธุรกิจและการบัญชี มหาวิทยาลัยราชภัฏรอยเอ็ด 7 อาจารยประจําคณะบริหารธุรกิจและการบญั ชี มหาวิทยาลยั ราชภัฏรอยเอด็ 1 Lecturer in Business Administration and Accountancy, Roi Et Rajabhat University, Email: wai.ple.fi[email protected] 2 Lecturer in Business Administration and Accountancy, Roi Et Rajabhat University 3 Lecturer in Business Administration and Accountancy, Roi Et Rajabhat University 4 Assistant Professor in Business Administration and Accountancy, Roi Et Rajabhat University 5 Lecturer in Business Administration and Accountancy, Roi Et Rajabhat University 6 Lecturer in Business Administration and Accountancy, Roi Et Rajabhat University 7 Lecturer in Business Administration and Accountancy, Roi Et Rajabhat University

14 14 วารสารมหาวิทยาลัยราชภฏั รอยเอ็ด ปท ่ี 14 ฉบบั ท่ี 3 กันยายน - ธนั วาคม 2563 province. Data were collected from 181 farmers by selective sampling. Statistics used in this research were mean, standard deviation, t-test and F–test (ANOVA and (MANOVA). The research results found that 1) farmers had opinions about the development of local skills on smart farmers potential in the process of Thailand 4.0 overall was at a high level in all aspects including technology application to entrepreneurship, skills training, promoting of group participation, labor qualifications and labor skill standard. 2) Farmers who had different genders had opinions about the development of local skills on smart farmers potential in the process of Thailand 4.0 overall and each aspect were not different. And 3) farmers who had different ages had opinions about the development of local skills on smart farmers potential in the process of Thailand 4.0 with significantly different at the statistical level of .05. Keywords : Smart Farmers, Process of Thailand 4.0, SMEs Entrepreneur บทนาํ ปจ จบุ ันภาคเกษตรมีความสําคัญมากสาํ หรับประเทศไทย และในทามกลางการเปล่ียนแปลงของโลกท่ีกาวสูยุคดิจิตอล หรือ 4.0 เทคโนโลยที เ่ี ปนแรงผลักดนั การพัฒนาเศรษฐศาสตรม หภาค (Mega Trend) ทําใหหนวยงานองคกรทง้ั ทางภาครฐั และภาคเอกชนมีการปรบั ตัวรบั การเปล่ียนแปลงของโลก ภาคเกษตรของไทยก็ไดร บั ผลกระทบเชน เดียวกัน (ศุภชัย เจียรวนนท, 2561 : 1) ทําใหภาคอุตสาหกรรมและบริการ รวมท้งั เปนแรงงานในภาคเกษตร ที่มีการเปลี่ยนแปลงโครงสรา งการพฒั นาประเทศ และการถดถอยของวถิ เี กษตรกรรม แนวโนมการพัฒนาการเกษตรเปนไปแบบที่เปนอยูในปจจบุ ัน และไมมีการแกไขปญหาเกษตรกร อยา งจริงจัง การคาดการณใ นอนาคต 10 ปข างหนา จํานวนเกษตรกรไทยจะเหลอื ตา่ํ กวารอ ยละ 10 (เดชรัต สุขกาํ เนิด, 2561 : ออนไลน) ซง่ึ เหมือนกับประเทศในยุโรป ญีป่ ุนและอเมริกา เกษตรกรรายเลก็ มีอัตราของการดําเนินธุรกิจไมค อยประสบความสําเร็จ ในการดาํ เนินงานสงผลใหมีการปดตวั ลงอยา งตอ เน่อื ง (เพิม่ ศักดิ์ มกราภริ มย, 2561 : 10) การขบั เคลื่อนภาคการเกษตรไทย ตองใหความสาํ คญั กับการเปล่ยี นแปลงอยางรวดเร็วของตลาดโลกยุคดิจิทัลท่ีเขา มามบี ทบาทและปฏิวัติประเทศในแทบทุกดา น ภาคการเกษตรไทยท่ไี ดรับโจทยการปรับทิศทาง เพื่อรองรับการเขาสูยุคดิจิทัลเต็มรูปแบบ (ศภุ ชยั เจียรวนนท, 2561 : 2) กระบวนการ Thailand 4.0 เปน การใชความพยายามของทางภาครฐั ในการขบั เคล่อื นเศรษฐกิจประเทศไทย ใหเปน ไปตามกลไกที่เหมาะสมเขากบั ยุคสมัย และเมอ่ื ทุกฝายตองมีสวนรว มในการทาํ งานและขับเคล่ือนไปพรอ มกัน ในประเด็นของเทคโนโลยีเพื่อท่ีจะไดใ ชเทคโนโลยีในการพัฒนาใหไดเร็วขึ้น และไมเ สียโอกาสทางธุรกิจ (จารุวรรณ รําไพบรรพต, 2562 : ออนไลน) นอกจากนั้นควรสนับสนุนบุคลากรในทุก ๆ ดาน ท้ังดานการฝกอบรม เงินทุนสนับสนุน ใหบ ุคลากรของเรา มที ักษะการคิดวิเคราะหแกไขปญหา สามารถทํางานรว มกบั ผูอ่ืนได มีใจรักบรกิ ารและความยืดหยุนทางความคิด พรอ มสราง กําลังใจและความเชอ่ื ม่ัน จะสงผลใหการทาํ งานไมมีประสทิ ธภิ าพและสอดรบั กบั นโยบายได (มันทนา วิบูลยะศักด,์ิ 2561 : ออนไลน) ซ่ึงเศรษฐกิจอุตสาหกรรมท่ขี ับเคลอื่ นดว ยนวตั กรรม มุงเนนการเพ่ิมมลู คา (Value Added) ไปสูการสรา งมูลคา (High Value) หรอื การสรา งผลิตภาพ (Productivity) และจะทาํ การพัฒนาเกิดประสิทธิภาพมากย่งิ ขึ้นและย่งั ยืนตอไป (พิมพธัญญา ฆองเสนาะ, 2560 : 11) สมารท ฟารมเมอร (Smart Farmer) เปนวัตถุประสงคของยทุ ธศาสตรที่ 1 จาก 4 ประเด็นยุทธศาสตรของแผนพัฒนา การเกษตร ซ่ึงสอดคลอ งกบั แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสงั คมแหง ชาติฉบบั ที่ 11 แนวคดิ นี้เนนการพัฒนาเกษตรกรใหมีความสามารถ ในการพึ่งพาตนเองได มีภูมิคุมกันพรอ มรบั ความเส่ียงในมติ ิของการผลิตและการตลาด รวมทั้งมีความสามารถในการผลิต และการตลาดในระดับที่พรอ มกา วสูการเปนผูจดั การฟารมมอื อาชีพ ทีท่ ําการเกษตรไดจ นประสบความสาํ เร็จ (สิตาวีร ธีรวิรฬุ ห, 2559 : 5) และนาํ ไปสูการประกอบอาชีพในอนาคตตอ ไป ผปู ระกอบการวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดยอม (Small and Medium Enterprises = SMEs) เปนธุรกิจทมี่ ี จํานวนมากในประเทศไทย ผปู ระกอบการสว นมากประกอบการในรูปของบุคคลธรรมดา คณะบคุ คลหรือหา งหุนสว นสามัญ ทีม่ ิใชน ิตบิ ุคคล หา งหุนสว นจํากัด บรษิ ัทจาํ กัด หรือกจิ การรวมคา ซ่ึงจะประกอบธุรกิจขายสินคา ผลติ สนิ คา หรือใหบ รกิ าร หนวยงานตาง ๆ (กรมสรรพากร, 2561 : 6) การกระจายรายไดจากกลุมผูประกอบธุรกิจไปสูกลุมคนตา ง ๆ ทําใหเกิดการจางงาน และประชาชน มรี ายได ซงึ่ เปนตัวชว ยใหโครงสรา งทางเศรษฐกิจและสังคมดขี ึ้น (รชั ดามาศก สุดชิต, 2555 : 6) จงึ เปนโอกาส ใหกบั ผูป ระกอบการรายเลก็ ในการเจริญเติบโตและเขาสผู ปู ระกอบการ

15 Journal of Roi Et Rajabhat University 15 Volume 14 No.3 September - December 2020 กลมุ จังหวัดรอ ยแกนสารสินธุ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนกลาง ประกอบดวย จงั หวัดรอยเอ็ด จงั หวัดขอนแกน จงั หวัดมหาสารคาม และจังหวัดกาฬสินธุ มีสินคา ทางการเกษตรอินทรยี และสินคา ปลอดภยั หลากหลายชนิด อาทิ ขา ว หลากหลายสายพันธุ ฝร่งั มะมว ง และผักสดนานาชนดิ แตน โยบายทางกลมุ จังหวดั ก็มีการเตรียมความพรอมดา นแรงงาน ทางการผลิต เพ่ือเพ่ิมขีดความสามารถในการแขงขันและตอ งมีการสงเสรมิ ศักยภาพและสรา งโอกาสทางการตลาด สงเสริม การตลาดสินคา เกษตรอินทรียใหกับผูผลิต ผูประกอบการ การเพ่ิมชองทางการตลาดเพอ่ื สรา งเครอื ขายดานการตลาด ประชาสัมพันธและสรา งภาพลักษณเ กษตรอินทรยี ว ิถอี ีสานกลาง เพ่ือใหสอดลองกบั นโยบายรฐั บาลในการขับเคลื่อนความม่ังคั่ง ของประเทศไทย ท่ีตั้งเปาเกิดการปรับเปลย่ี นภาคการเกษตรไทยจากเกษตรแบบด้งั เดิมไปสูเกษตรอตุ สาหกรรม และกาวไปสู เกษตรบริการ หรอื ธรุ กิจเกษตร ท่ีมีการใชนวตั กรรมเปนหลักในการขบั เคลอ่ื นภาคการเกษตรไทย (เครอื ขา ยเกษตรอินทรยี รอ ย แกนสารสินธุ, 2561 : ออนไลน) จากขอมูลดงั กลาวขา งตนทาํ ใหผวู ิจัยสนใจศึกษาการพฒั นาศกั ยภาพฝม ือแรงงานทองถ่ินสมารท ฟารมเมอร ดานกระบวนการไทยแลนด 4.0 สูการเปนผูประกอบการวิสาหกจิ ขนาดกลางและขนาดยอม เขตจงั หวัดรอ ยแกนสารสินธุ เพอื่ ทราบถงึ สภาพปญหา ความคิดเห็นเกี่ยวกับการพัฒนาศักยภาพฝมอื แรงงานทองถิ่น เพ่ือเปนแนวทางในการสง เสรมิ การประกอบอาชีพและมอี าชีพของคนในกลมุ จังหวดั รอ ยแกนสารสินธุไดอยางมปี ระสทิ ธภิ าพ วตั ถุประสงค 1. เพือ่ ศกึ ษาความคดิ เห็นเกี่ยวกับการพัฒนาศักยภาพฝม ือแรงงานทองถิ่นสมารท ฟารมเมอร ดา นกระบวนการ ไทยแลนด 4.0 สูการเปนผปู ระกอบการวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดยอ ม เขตจังหวัดรอ ยแกนสารสินธุ 2. เพ่ือเปรยี บเทียบความคิดเห็นเก่ียวกบั การพัฒนาศักยภาพฝม ือแรงงานทองถ่ินสมารทฟารมเมอร ดา นกระบวนการ ไทยแลนด 4.0 สูการเปนผูประกอบการวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดยอม เขตจังหวัดรอ ยแกนสารสินธุ จําแนกตามเพศ และอายขุ องเกษตกร กรอบแนวคิดและสมมติฐาน จากการศึกษาเอกสารและงานวิจัยที่เก่ยี วของเก่ียวกบั การพัฒนาศักยภาพฝมอื แรงงานทอ งถ่ินสมารทฟารม เมอร (SMART FARMERS) ดานกระบวนการไทยแลนด 4.0 (Thailand 4.0) สูการเปนผูประกอบการวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดยอม (SMEs) เขตจังหวดั รอยแกนสารสินธุ ผวู ิจยั สามารถกําหนดแนวคิดท่ใี ชในการศึกษา ไดด ังน้ี ตวั แปรอสิ ระ ตัวแปรตาม ขอมูลสว นบุคคล การพัฒนาศกั ยภาพฝมือแรงงานดวยกระบวนการ Thailand 4.0 1. เพศ 1. ดานคุณสมบัติของแรงงาน 2. อายุ 2. ดานการฝกอบรมฝมือแรงงาน 3. ดา นมาตรฐานฝม ือแรงงาน 4. ดานการสงเสริมการมีสว นรว มในกลุม 5. ดานการใชเ ทคโนโลยีสูการเปนผูป ระกอบการ ภาพประกอบ 1 กรอบแนวคิดในการวิจัย สมมติฐานการวิจัย 1. เกษตรกรท่มี เี พศแตกตา งกัน มีความคิดเหน็ ดว ยเกยี่ วกบั การพัฒนาศักยภาพฝม ือแรงงานทอ งถิ่น สมารท ฟารม เมอร ดา นกระบวนการไทยแลนด 4.0 สกู ารเปนผูประกอบการวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดยอม เขตจงั หวัด รอยแกนสารสินธุ แตกตางกัน

16 16 วารสารมหาวิทยาลยั ราชภฏั รอ ยเอ็ด ปท ี่ 14 ฉบับท่ี 3 กนั ยายน - ธนั วาคม 2563 2. เกษตรกรท่มี อี ายุแตกตา งกัน มีความคดิ เห็นดว ยเก่ยี วกับการพฒั นาศักยภาพฝม อื แรงงานทอ งถ่ิน สมารทฟารม เมอร ดา นกระบวนการไทยแลนด 4.0 สกู ารเปนผปู ระกอบการวสิ าหกิจขนาดกลางและขนาดยอม เขตจงั หวดั รอ ยแกนสารสินธุ แตกตางกัน วธิ ดี ําเนินการวิจยั 1. ประชากรและกลมุ ตัวอยา ง 1.1 ประชากร (Population) ทใี่ ชในการวิจัย ไดแก เกษตรกรในเขตจังหวัดรอ ยแกนสารสินธุ จาํ นวน 7,654 คน (เครอื ขายเกษตรอินทรยี รอ ยแกนสารสินธุ, 2561 : เว็บไซต) 1.2 กลุมตวั อยาง (Sample) ท่ีใชใ นการวิจัย ไดแ ก เกษตรกรในเขตจงั หวัดรอ ยแกนสารสนิ ธุ จาํ นวน 381 คน โดยวธิ ีการเปดตารางของ Krejcie and Morgan (บุญชม ศรสี ะอาด, 2557 : 42) และใชว ิธีการสุมตัวอยางแบบแบงช้ันภูมิ (Stratified Random Sampling) 2. เครื่องมือทใ่ี ชใ นการวิจัย เคร่ืองมือท่ีใชในการวจิ ัยในคร้งั นี้เปนแบบสอบถาม (Questionnaire) ซ่งึ สรางตามวัตถปุ ระสงคและกรอบแนวคิด |ทกี่ ําหนดข้ึน โดยแบงออกเปนออกเปน 2 ตอน ดังน้ี ตอนท่ี 1 ขอ มูลท่ัวไปสว นบุคคลของเกษตรกรในเขตจังหวัดรอยแกนสารสินธุ จํานวน 5 ขอ โดยครอบคลุมเนื้อหา เก่ียวกบั เพศ อายุ ระดับการศึกษา สถานภาพ และรายไดตอ เดอื น ลักษณะแบบสอบถามเปนแบบตรวจสอบรายการ (Checklist) ตอนท่ี 2 ความคิดเหน็ เกีย่ วกบั การพัฒนาศักยภาพฝมอื แรงงานทองถิน่ สมารท ฟารมเมอร ดา นกระบวนการ ไทยแลนด 4.0 จาํ นวน 5 ดา น โดยครอบคลุมเนือ้ หา ไดแก 1) ดานคณุ สมบัตขิ องแรงงาน 2) ดานการฝก อบรมฝมือแรงงาน 3) ดานมาตรฐานฝมอื แรงงาน 4) การสงเสริมการมสี วนรว มในกลุม 5) ดา นการใชเทคโนโลยีสูการเปนผูประกอบการ ลกั ษณะแบบสอบถามเปนแบบมาตราสว นประมาณคา (Rating Scale) การตรวจสอบคุณภาพของเคร่อื งมือโดยการนําแบบสอบถามที่แกไขตามผเู ช่ียวชาญเสนอแนะไปทดลองใช (Try Out) กับเกษตรกร (Smart Farmers) ที่ไมใชกลุมตัวอยา ง จาํ นวน 30 ราย โดยหาคา อํานาจจาํ แนกของแบบสอบถามเปนรายขอ (Discriminant Power) โดยใชเทคนิค Item-total Correlation ซง่ึ การพฒั นาศักยภาพฝม ือแรงงานทอ งถิ่นสมารท ฟารมเมอร ดานกระบวนการไทยแลนด 4.0 ไดคาอํานาจจําแนก (r) อยูระหวาง 0.624-0.833 ซึ่งสอดคลองกบั Nunnally (1978) ไดนําเสนอวาการทดสอบคาอํานาจจําแนกเกินกวา 0.40 เปนคา ที่ยอมรับได และมีคา สัมประสทิ ธิ์แอลฟาอยูระหวาง 0.871-0.897 ซง่ึ สอดคลองกับ Nunnally (1978) ไดนําเสนอวา ความนา เชอ่ื ถือตามทฤษฎีของ Cronbach ซึ่งแนะนาํ วา คา ความเชอ่ื มั่น ของคาํ ถามไมควรต่ํากวา 0.70 3. การเก็บรวบรวมขอมลู ไดกําหนดขนั้ ตอนในการเกบ็ รวบรวมขอมูล ดงั น้ี 3.1 ดําเนินการจัดทาํ แบบสอบถามตามจํานวนกลุมตัวอยา ง 3.2 ขอหนังสอื จาก คณะบริหารธุรกิจและการบัญชี มหาวิทยาลัยราชภัฏรอ ยเอ็ดโดยแนบแบบสอบถามทส่ี งไปยัง กลุมตัวอยางกลมุ เกษตรกร กลุมวิสาหกิจชุมชน ในเขตจงั หวัดขอนแกน จงั หวัดมหาสารคาม จงั หวัดกาฬสินธุ และจังหวัดรอ ยเอ็ด เพอื่ ขอความอนุเคราะหและความรวมมือในการตอบแบบสอบถาม โดยอํานวยความสะดวกในการใหข อมูลเพือ่ พัฒนา 3.3 ใหผชู วยงานวจิ ัย ซง่ึ เปนนักศึกษาสาขาวิชาการตลาด จาํ นวน 32 คน ลงพื้นที่เก็บรวบรวมขอมูลในจังหวัด ท่ีไดร บั ผิดชอบท่ีกําหนด เร่ิมตง้ั แตวันที่ 1 กรกฎาคม 2560 ถึงวันท่ี 31 กรกฎาคม 2560 รวมระยะเวลาในการลงพื้นที่ เกบ็ แบบสอบถาม จํานวน 31 วัน โดยแบงออกเปน 8 กลุม กลมุ ละ 4 คน ในการเกบ็ ขอมลู กบั กลุมเกษตรกรสมารทฟารมเมอร จํานวน 381 ราย จาํ แนกเปน 4 จังหวัด และใชวิธีการสมุ ตวั อยางแบบแบงชั้นภูมิ (Stratified Random Sampling) ซึ่งมขี ั้นตอน ในการสุมตัวอยา ง ดังน้ี 1) จาํ แนกเกษตรกรในเขตจังหวดั รอ ยแกนสารสินธุ จําแนกตามจังหวดั 2) กาํ หนดจาํ นวนกลุมตัวอยา งของเกษตรกรในเขตจังหวดั รอยแกนสารสินธุ ตามสัดสว น 3) ทาํ การสมุ ตวั อยางตามขอ 2 โดยใชคอมพวิ เตอรช ว ยสุม ดังตาราง 1

17 Journal of Roi Et Rajabhat University 17 Volume 14 No.3 September - December 2020 ตาราง 1 จํานวนประชากรและจํานวนกลุมตวั อยา งของเกษตรกรในเขตจงั หวัดรอยแกนสารสินธุ จําแนกตามจังหวัด จงั หวัด จํานวนประชากร จํานวนกลุมตวั อยา ง จาํ นวนผตู อบแบบสอบถาม 1. ขอนแกน (คน) (คน) (คน) 2. มหาสารคาม 2,914 145 145 3. รอ ยเอด็ 1,763 87 87 4. กาฬสินธุ 1,895 95 95 1,082 54 54 รวม 7,654 381 381 3.4 เมื่อครบกําหนดระยะเวลาในการลงพ้ืนท่ีเกบ็ รวบรวมขอมูล ไดรบั แบบสอบถามกลับมาจากท่ีกําหนด จาํ นวน 4 จงั หวัด เขตจังหวัดรอ ยแกนสารสินธุ จํานวน 381 ราย 3.5 ตรวจสอบความสมบูรณข องแบบสอบถามทไ่ี ดร บั การตอบกลบั ท้ัง 381 ฉบับ ซ่ึงมีแบบสอบถามท่ีตอบสมบูรณ จาํ นวน 381 ฉบบั คดิ เปนรอ ยละ 100 3.6 ดาํ เนินการเกบ็ รวบรวมขอ มลู จากแบบสอบถามท่ีไดรบั เพื่อนาํ มาวิเคราะหขอ มูลและแปลผลตอ ไป 4. การวเิ คราะหข อมูล ตอนท่ี 1 การวิเคราะหค วามคิดเห็นเกีย่ วกบั การพัฒนาศักยภาพฝมือแรงงานทองถ่ิน SMART FARMERS ดานกระบวนการ Thailand 4.0 ในเขตจังหวัดรอ ยแกนสารสนิ ธุ โดยใชว ธิ ีการประมวลผลทางหลักสถิตเิ ชิงพรรณนา (Descriptive Statistics) ไดแก คาเฉล่ยี (Mean) และสวนเบ่ียงเบนมาตรฐาน (Standard Deviation) โดยนาํ เสนอขอมูล ในรูปแบบตารางควบคูกับการบรรยาย และสรปุ ผลการดาํ เนินการวิจัย ไดกาํ หนดการใหคะแนนคําตอบของแบบสอบถาม ดงั น้ี (บุญชม ศรีสะอาด, 2557 : 87-88) ระดบั ความคิดเห็นมากทส่ี ุด กาํ หนดให 5 คะแนน ระดับความคดิ เห็นมาก กาํ หนดให 4 คะแนน ระดับความคิดเห็นปานกลาง กําหนดให 3 คะแนน ระดับความคดิ เห็นนอย กําหนดให 2 คะแนน ระดบั ความคดิ เห็นนอยที่สดุ กําหนดให 1 คะแนน แลวหาคาเฉลี่ยของคาํ ตอบแบบสอบถาม โดยใชการแปลความหมายคา เฉล่ีย ดงั นี้ (บุญชม ศรีสะอาด, 2557 : 87-88) คาเฉล่ีย 4.51-5.00 หมายถึง มีความคดิ เห็นอยูในระดับมากที่สุด คาเฉลยี่ 3.51-4.50 หมายถึง มีความคดิ เห็นอยูในระดบั มาก คา เฉลยี่ 2.51-3.50 หมายถึง มคี วามคดิ เห็นอยูในระดบั ปานกลาง คาเฉลี่ย 1.51-2.50 หมายถึง มีความคิดเห็นอยูใ นระดบั นอ ย คา เฉลี่ย 1.00-1.50 หมายถึง มคี วามคดิ เห็นอยใู นระดับนอ ยที่สดุ ตอนที่ 2 การเปรียบเทยี บความคดิ เห็นเกี่ยวกับการพฒั นาศักยภาพฝม ือแรงงานทองถิ่น SMART FARMERS ดา นกระบวนการ Thailand 4.0 ในเขตจังหวดั รอยเอ็ด จําแนกตามเพศ และอายุ ของเกษตรกร โดยทดสอบความแตกตาง ระหวางคา เฉลี่ยของกลุมตวั อยา ง ท่มี ีมากกวา 2 กลุม ใชการวเิ คราะหความแปรปรวนทางเดียว (One–way Analysis of Variance MANOVA)

18 18 วารสารมหาวิทยาลัยราชภฏั รอ ยเอด็ ปท ี่ 14 ฉบบั ที่ 3 กนั ยายน - ธันวาคม 2563 สรปุ ผล จากการวิเคราะหขอ มูลผวู จิ ัยสามารถสรปุ ผลตามวตั ถุประสงคข องการวจิ ัย ดังน้ี 1. ความคดิ เห็นเกี่ยวกบั การพัฒนาศักยภาพฝม อื แรงงานทองถิ่นสมารท ฟารมเมอร ดา นกระบวนการไทยแลนด 4.0 สูการเปนผูประกอบการวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดยอม เขตจังหวัดรอยแกนสารสินธุ โดยรวมและเปนรายดา น แสดงในตาราง 2 ตาราง 2 ความคดิ เห็นเกี่ยวกบั การพัฒนาศักยภาพฝมอื แรงงานทอ งถน่ิ สมารท ฟารม เมอร ดานกระบวนการไทยแลนด 4.0 สกู ารเปนผปู ระกอบการวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดยอ ม เขตจังหวัดรอ ยแกนสารสินธุ โดยรวม และเปนรายดาน การพฒั นาศักยภาพฝมือแรงงานทองถิน่ สมารท ฟารมเมอร X̅ S.D. ระดับความคิดเห็น ดานกระบวนการไทยแลนด 4.0 1. ดา นคุณสมบัตขิ องแรงงาน 4.26 0.73 มาก 2. ดานการฝก อบรมฝมือแรงงาน 4.33 0.64 มาก 3. ดา นมาตรฐานฝมือแรงงาน 4.19 0.71 มาก 4. ดา นการสง เสริมการมสี ว นรวมในกลุม 4.29 0.51 มาก 5. ดา นการใชเทคโนโลยีสูการเปนผูประกอบการ 4.41 0.63 มาก โดยรวม 4.29 0.53 มาก จากตาราง 2 พบวา เกษตรกรในเขตจังหวัดรอยแกนสารสินธุ มีความคดิ เห็นดวยเก่ียวกบั การพัฒนาศักยภาพ ฝม อื แรงงานทองถ่ินสมารท ฟารมเมอร ดานกระบวนการไทยแลนด 4.0 โดยรวม อยใู นระดบั มาก (X̅ = 4.29) เมอ่ื พิจารณา เปนรายดาน อยูในระดบั มากทกุ ดา น โดยเรียงลําดบั คา เฉล่ียจากมากไปหานอ ย ไดแก ดานการใชเทคโนโลยีสูการเปนผูประกอบการ (X̅ = 4.41) ดานการฝกอบรมฝม ือแรงงาน (X̅ = 4.33) ดา นการสงเสริมการมีสว นรว มในกลมุ (X̅ = 4.29) ดา นคุณสมบัติ ของแรงงาน (X̅ = 4.26) และดา นมาตรฐานฝมอื แรงงาน (X̅ = 4.19) ตามลําดบั 2. การเปรียบเทยี บความคดิ เห็นเก่ียวกับการพัฒนาศักยภาพฝม ือแรงงานทอ งถ่ินสมารทฟารมเมอร ดานกระบวนการไทยแลนด 4.0 สูการเปนผูป ระกอบการวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดยอม เขตจังหวัดรอ ยแกนสารสินธุ ท่ีมีเพศ และอายุแตกตา งกัน ดงั แสดงในตาราง 3-6 ตาราง 3 การเปรียบเทียบความคิดเห็นเก่ียวกับการพฒั นาศักยภาพฝมอื แรงงานทองถ่ินสมารท ฟารมเมอร ดานกระบวนการ ไทยแลนด 4.0 โดยรวมและเปนรายดา น สูการเปนผูประกอบการวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดยอ ม เขตจังหวัด รอยแกนสารสินธุของเกษตรกร ท่ีมเี พศแตกตา งกัน การพัฒนาศกั ยภาพฝมอื แรงงานทองถิ่นสมารทฟารม เมอร เพศชาย เพศหญงิ t p-value ดา นกระบวนการไทยแลนด 4.0 X̅ S.D. X̅ S.D. 0.714 0.476 4.28 0.64 4.23 0.74 0.569 0.572 1. ดา นคุณสมบัติของแรงงาน 4.35 0.48 4.32 0.49 0.032 0.976 2. ดานการฝก อบรมฝม อื แรงงาน 4.19 0.55 4.19 0.65 0.544 0.587 3. ดา นมาตรฐานฝมือแรงงาน 4.31 0.46 4.27 0.49 0.951 0.324 4. ดา นการสงเสรมิ การมีสว นรว มในกลมุ 4.41 0.43 4.45 0.39 0.320 0.749 5. ดา นการใชเทคโนโลยีสูการเปนผูประกอบการ 4.31 0.38 4.29 0.43 โดยรวม จากตาราง 3 พบวา เกษตรกรในเขตจังหวัดรอ ยแกนสารสินธุ ท่มี ีเพศแตกตา งกัน มีความคดิ เห็นดว ยเก่ียวกับ การพัฒนาศักยภาพฝมือแรงงานทองถิ่นสมารทฟารมเมอร ดานกระบวนการไทยแลนด 4.0 โดยรวมและเปนรายดา น ไดแก ดา นคณุ สมบัตขิ องแรงงาน ดา นการฝกอบรมฝม ือแรงงาน ดา นมาตรฐานฝมอื แรงงาน ดานการสงเสริมการมสี วนรว มในกลุม และดา นการใชเ ทคโนโลยีสูการเปนผูประกอบการ ไมแตกตางกัน (p>0.05)

19 Journal of Roi Et Rajabhat University 19 Volume 14 No.3 September - December 2020 ตาราง 4 การเปรยี บเทียบความคิดเห็นเกี่ยวกบั การพัฒนาศักยภาพฝมือแรงงานทองถิ่นสมารท ฟารมเมอร ดา นกระบวนการ ไทยแลนด 4.0 โดยรวมและเปนรายดาน สูการเปนผปู ระกอบการวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดยอ ม เขตจงั หวัด รอยแกนสารสินธุของเกษตรกร ที่มีอายุแตกตา งกัน (ANOVA) การพฒั นาศกั ยภาพฝม ือแรงงานทองถ่ิน แหลง ของ df SS MS F p-value สมารท ฟารมเมอร ดา นกระบวนการ ความแปรปรวน ไทยแลนด 4.0 ระหวางกลุม 2 0.338 0.169 1.046 0.352 โดยรวม ภายในกลุม 397 64.103 0.161 รวม 399 64.440 จากตาราง 4 พบวา เกษตรกรในเขตจงั หวัดรอ ยแกนสารสินธุ ท่มี อี ายุแตกตา งกัน มีความคิดเห็นดว ยเก่ยี วกับการ พฒั นาศักยภาพฝม ือแรงงานทองถนิ่ สมารท ฟารมเมอร ดานกระบวนการไทยแลนด 4.0 โดยรวม ไมแ ตกตางกัน (p>0.05) ตาราง 5 การเปรยี บเทียบความคิดเหน็ เกี่ยวกับการพัฒนาศักยภาพฝมอื แรงงานทองถิ่นสมารทฟารมเมอร ดา นกระบวนการ ไทยแลนด 4.0 โดยรวมและเปนรายดาน สูการเปนผปู ระกอบการวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดยอ ม เขตจงั หวัด รอ ยแกน สารสินธุของเกษตรกร ที่มีอายุแตกตา งกัน สถติ ทิ ดสอบ การพัฒนาศักยภาพฝม ือแรงงานทองถิ่น Hypothesis Error F p-value Wilks’ Lambda สมารทฟารมเมอร ดานกระบวนการ df df 4.837 0.000* 8.000 790.000 ไทยแลนด 4.0 5 ดา น *มีนัยสําคญั ทางสถิติท่ีระดับ 0.05 จากตาราง 5 พบวา เกษตรกรในเขตจงั หวัดรอยแกนสารสินธุ ท่ีมอี ายุแตกตา งกัน มีความคิดเห็นดวยเกีย่ วกบั การพฒั นาศกั ยภาพฝม ือแรงงานทองถิ่นสมารทฟารมเมอร ดานกระบวนการไทยแลนด 4.0 เปนรายดาน ดานมาตรฐาน ฝม อื แรงงาน และดานสง เสรมิ การมีสวนรว มในกลุมแตกตา งกัน อยา งมีนัยสําคญั ทางสถิติที่ระดับ 0.05 สว นดา นคณุ สมบตั ิ ของแรงงาน ดานการฝกอบรมฝมือแรงงาน และดา นการใชเทคโนโลยีการเปนผูป ระกอบการไมแตกตา งกัน จึงไดท าํ การเปรียบเทียบ คา เฉล่ียเปนรายคู ดงั ตาราง 6-7 ตาราง 6 การเปรยี บเทียบความคิดเหน็ เก่ียวกบั การพัฒนาศักยภาพฝมือแรงงานทอ งถ่ินสมารท ฟารมเมอร ดา นกระบวนการ ไทยแลนด 4.0 ดา นมาตรฐานฝม ือแรงงาน สูการเปนผูประกอบการวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดยอม เขตจังหวัด รอ ยแกนสารสินธุของเกษตรกร ท่ีมีอายุแตกตา งกัน อายุ ตาํ่ กวา 25 ป 26-40 ป ตง้ั แต 40 ปขึ้นไป X̅ 3.67 4.04 4.22 ตํ่ากวา 25 ป 26-40 ป 3.67 - 0.114 0.000* ตั้งแต 40 ปขึ้นไป 4.04 - 0.024 *มีนัยสาํ คญั ทางสถิติท่ีระดบั 0.01 4.02 - จากตาราง 6 พบวา เกษตรกรในเขตจังหวัดรอยแกนสารสินธุ ท่ีมีอายุตั้งแต 40 ปขึ้นไป มคี วามคดิ เห็นดวย เกี่ยวกบั การพัฒนาศักยภาพฝมือแรงงานทอ งถน่ิ สมารทฟารมเมอรดวยกระบวนการไทยแลนด 4.0 ดานมาตรฐานฝม อื แรงงาน มากกวา เกษตรกรในเขตจงั หวัดรอยแกนสารสินธุ อายุตา่ํ กวา 25 ป แตกตา งกันอยางมีนัยสาํ คัญทางสถิติท่ีระดับ 0.01

20 20 วารสารมหาวทิ ยาลยั ราชภฏั รอ ยเอ็ด ปท่ี 14 ฉบบั ท่ี 3 กันยายน - ธันวาคม 2563 ตาราง 7 การเปรยี บเทียบความคิดเหน็ เก่ียวกบั การพฒั นาศักยภาพฝมือแรงงานทองถ่ินสมารทฟารมเมอร ดานกระบวนการ ไทยแลนด 4.0 ดา นสงเสริมการมีสวนรว มในกลุม สูการเปนผูประกอบการวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดยอ ม เขตจังหวัดรอยแกนสารสินธุ ท่ีมอี ายุแตกตา งกัน อายุ ต่ํากวา 25 ป 26-40 ป ต้งั แต 40 ปข้ึนไป X̅ 3.58 3.76 4.01 ต่าํ กวา 25 ป 26-40 ป 3.58 - 0.024 0.000* ตงั้ แต 40 ปข ้ึนไป 3.76 - 0.024 *มีนัยสําคัญทางสถิติท่รี ะดับ 0.01 4.01 - จากตาราง 7 พบวา เกษตรกรในเขตจงั หวัดรอ ยแกนสารสินธุ ทม่ี อี ายตุ ั้งแต 40 ปข้ึนไป มีความคดิ เห็นดว ยเกี่ยวกับ การพัฒนาศักยภาพฝมอื แรงงานทองถิ่นสมารท ฟารม เมอร ดวยกระบวนการไทยแลนด 4.0 ดา นสงเสรมิ การมีสวนรวมในกลุม มากกวา เกษตรกรในเขตจงั หวัดรอยแกนสารสินธุ อายุตา่ํ กวา 25 ป แตกตา งกันอยา งมีนัยสําคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01 อภิปรายผล จากผลการวิจัยเรอื่ ง การพฒั นาศกั ยภาพฝมือแรงงานทองถ่ินสมารทฟารมเมอร ดานกระบวนการไทยแลนด 4.0 สูก ารเปนผูป ระกอบการวิสาหกจิ ขนาดกลางและขนาดยอ ม (SMEs) เขตจงั หวัดรอ ยแกนสารสินธุ ผวู ิจัยขอเสนอการอภิปราย ผลการวิจัย ดงั น้ี 1. เกษตรกรในเขตจงั หวัดรอยแกนสารสินธุ มีความคิดเห็นดวยเกี่ยวกับการมกี ารพฒั นาศักยภาพฝมือแรงงานทองถ่ิน ดานกระบวนการ Thailand 4.0 โดยรวม อยใู นระดับมากทุกดา น เน่ืองจากกลมุ เกษตรกร ซ่ึงเปนเพียงผผู ลติ วัตถุดบิ ในชุมชน ยงั ไมมีความรู ความสามารถในดา นตา ง ๆ ทีจ่ ะเขาสกู ระบวนการการเปนผูประกอบการคอ นขา งที่จะยาก มีคิดเห็นเก่ียวกบั การสง เสริมใหตรงตามความตองการ เชน ดานการใชเทคโนโลยี ดานการฝกอบรมฝมือแรงงาน ดา นการสงเสริมการมสี ว นรว ม ดานคุณสมบตั ขิ องแรงงาน และดานมาตรฐานฝมอื แรงงาน จึงจะทําใหก ลุมผปู ระกอบการสมารทฟารม เมอร ยอมท่ีจะลงทุน ในการผลิตสินคา ชมุ ชนและสูการเปน ผูประกอบการ SMEs ไดในอนาคตอยางยั่งยืนและมีประสทิ ธิภาพมากยิ่งข้ึน ซึง่ สอดคลอ ง กับงานวิจัยของ ไพโรจน บุตรเพ็ง (2562 : 59-71) พบวา ความตอ งการพฒั นาศักยภาพตนเองของบุคลากรสายสนบั สนุน มหาวิทยาลัยราชภัฏเลย ท่มี ีระดบั มาก ไดแก ความตอ งการพฒั นาศักยภาพตนเองดา นสังคม รองลงมาคอื ความตอ งการพัฒนา ศักยภาพตนเองดา นทัศนคติ และดานทม่ี ีคา เฉลย่ี นอ ยทีส่ ุด คือความตอ งการพฒั นาศักยภาพตนเองดานความรูความเขา ใจ ในการทํางาน และสอดคลองกับงานวิจัยของ กัญญารัตน วฒั นสุขสิน (2562 : 4016-4029) พบวาปญหาการพัฒนาฝมอื แรงงาน ทกุ ขออยูในระดบั มาก เรียงลาํ ดับความตอ งการจากมากไปหานอ ย ลําดบั ท่ี 1 ความตองการพฒั นาดานการทักษะการสื่อสาร ภาษาตา งประเทศตามมาตรฐานประเทศปลายทาง ลาํ ดบั ท่ี 2 ความตอ งการพฒั นาดา นทัศนคติตอ การทาํ งานและลําดบั ที่ 3 ความตอ งการพัฒนาดา นการนําความรูพ้ืนฐานไปใชใ นการทาํ งานอยใู นระดบั มาก 2. เกษตรกรในเขตจังหวดั รอยแกนสารสินธุ ท่ีมีเพศแตกตา งกัน มีความคดิ เห็นดวยเกี่ยวกบั การพัฒนาศักยภาพ ฝม อื แรงงานทองถิ่นสมารท ฟารมเมอร ดานกระบวนการไทยแลนด 4.0 โดยรวมและเปนรายดานไมแตกตางกัน เน่ืองจาก เกษตรกรท้งั เพศชายและเพศหญิงจะมองในเรอื่ งของศักยภาพในการทํางานหญงิ และชาย มีความเสมอภาคในการทํางาน และสวนใหญจะข้ึนอยูกับความสามารถหรอื ความขยันหมั่นเพียรในการปฏบิ ัติงาน ถงึ จะสง ผลตอ ประสิทธิภาพในการทาํ งาน มากกวา การวัดท่ีคุณสมบัติ การฝกอบรม มาตรฐานการทํางาน รวมท้ังการมสี วนรวม และการใชเทคโนโลยี ซ่งึ แตละคน ทุกวันนี้มีความเสมอภาคมากกวา (สวา ง สขุ แสง, 2560 : บทสัมภาษณ) ซ่งึ สอดคลอ งกบั งานวิจัยของ ธวิท ตยิ ะกวาง (2557 : 60-63) พบวา ประชาชนมีความคิดเห็นตอคุณภาพการใหบริการไมแตกตา งกัน จึงปฏิเสธสมมตฐิ านการวจิ ัย ทัง้ นอี้ าจเปนเพราะ ประชาชนท่ีมเี พศตา งกัน ไดมีโอกาสในเขา ถึงการรบั บริการจากองคการบริหารสวนตําบลเกาะไร ไมแตกตางกัน และสอดคลองกับ งานวิจยั ของ ซ่ึงสอดคลอ งเจษฎา นกนอย (2559 : 10-16) พบวา ปจ จยั ทม่ี ีผลตอ ความคิดเหน็ ของประชาชนตอ การใหบ ริการ

21 Journal of Roi Et Rajabhat University 21 Volume 14 No.3 September - December 2020 อินเตอรเนต็ ขององคการบริหารสวนตาํ บล ในเขตอําเภอเชียงแสนจังหวัดเชียงราย ไดแก ตําแหนงทางสังคม และระยะเวลา ที่อาศัยอยใู นชุมชน สว นปจจยั ทไ่ี มม ีผลตอ ความคิดเห็นของประชาชน ตอ การใหบริการอินเตอรเน็ตขององคการบริหาร สวนตาํ บลในเขตอําเภอเชียงแสน จังหวัดเชยี งราย ไดแก เพศ อายุ สถานภาพ การศึกษา อาชีพ รายได และความถ่ี ในการมารบั บริการอินเตอรเน็ต 3. เกษตรกรในเขตจังหวดั รอยแกน สารสินธุ ท่ีมีอายุแตกตา งกัน มีความคดิ เห็นดว ยเก่ียวกับการพฒั นาศักยภาพ ฝมือแรงงานทองถิ่นสมารทฟารม เมอร ดา นกระบวนการไทยแลนด 4.0 ดา นมาตรฐานฝมือแรงงาน และดา นสงเสรมิ การมสี วนรว ม ในกลมุ แตกตางกัน เน่ืองจากเกษตรกรที่มีความแตกตางดา นอายุและเปน กลุมเกษตรกรทมี่ ีประสบการณมาก และผานการอบรม มาตรฐานฝมือ ความเช่ียวชาญ ความชํานาญจากการฝกท่ีไดมาตรฐาน และสามารถทาํ งานรวมกับสมาชิกในกลุม ตดิ ตอ ประสาน วางแผนรวมกัน ตลอดไปจนถงึ เร่ืองของการผลิตสินคาหรือวัตถุดิบตาง ๆ ไปในทศิ ทางเดียวกันไดอ ยางมีประสิทธภิ าพ มากกวา กลุมเกษตรกรทม่ี อี ายุไมม าก และยังขาดประสบการณการทํางานดา นตาง ๆ ซึ่งสอดคลอ งกับงานวิจยั ของ ผจงจิตต พลู ศิลป (2557 : 89) พบวา ประชาชนท่มี ีอายุแตกตางกัน มีความคดิ เห็นตอ คณุ ภาพการใหบริการของแตกตา งกัน จงึ ยอมรับ สมมติฐานการวิจัย ท้ังนี้อาจเปนเพราะประชาชนท่ีมีอายุตา งกัน จะใหความสําคัญในเร่อื งของดานการวางแผน ดานการจัดองคการ ดา นจูงใจ และดานการควบคมุ ของหนวยงานใหมากยงิ่ ข้ึน เพราะหนวยงานเทศบาลเปนหนวยงานท่ีใหบริการประชาชน ทม่ี ีความหลากหลายของฝา ยและหนาที่จะตอ งมีความพรอมในเรื่องของคน กระบวนการทํางาน แรงงานถึงจะสงผลตอ การดําเนินงานไดอ ยางมปี ระสทิ ธิภาพ ขอเสนอแนะ การวิจัยครงั้ น้ีไดมขี อเสนอแนะที่เก่ียวขอ งกับงานวิจัยที่ไดสาํ รวจและลงพื้นทใี่ นประเด็น ดังน้ี 1. ขอเสนอแนะในการนําไปใช 1.1 เกษตรกร ควรมีการสงเสริมในเร่ืองของมาตรฐานฝมือแรงงานโดยการฝกอบรม ฝกทดสอบ และเขา รับ การทดสอบเพอ่ื ใหไดมาตรฐาน และจะสงผลตอ การนาํ ไปตอยอดในการกอต้งั กลุมวิสาหกิจไดง า ยมากย่งิ ข้ึนตอ ไป 1.2 เกษตรกร ควรมีการรวมกลุมกันทาํ งาน เพ่ือจะไดมีอตั รากาํ ลงั พลในการผลิตสินคา การประกอบอาชพี รว มกันเปนกลมุ เพอื่ ทีจ่ ะสามารถยกระดับท้ังการพัฒนาตนเองและพัฒนาชุมชนและสงั คมตอไปได 2. ขอเสนอแนะในการทําวิจยั คร้ังตอ ไป 2.1 ควรมีการศกึ ษาผลกระทบของผูประกอบการกบั การพัฒนาฝมอื แรงงาน เพือ่ ศึกษาและเปรยี บเทียบ กบั กลุมตวั อยา งผูประกอบการจงั หวัดใกลเ คียง 2.2 ควรมีการศึกษาการพฒั นาฝมือแรงงานทองถิ่น โดยการเลอื กใชกระบวนการ Model ตัวอืน่ แลว นําผล มาเปรียบเทียบกับ Model ดา นกระบวนการ Thailand 4.0 2.3 ควรมีการศกึ ษาการพฒั นาศกั ยภาพฝม ือแรงงานทอ งถิ่นที่ดําเนินงานในกลุมวสิ าหกิจชุมชน ท่ีมีรูปแบบ การดาํ เนินงานทช่ี ัดเจน แตยังขาดบางกระบวนการที่ไดม าตรฐาน 2.4 ควรมีการเพ่ิมวิธีการเกบ็ รวบรวมขอมลู แบบสอบถามจากผูประกอบการท่จี ดทะเบียนกับกรมพฒั นาธรุ กจิ การคาถึงความแตกตางการดําเนินงาน เอกสารอา งองิ กรมสรรพากร. (2561). พระราชบัญญัตสิ งเสรมิ วสิ าหกิจขนาดกลางและขนาดยอม พ.ศ. 2543. กรุงเทพฯ: กรมสรรพากร. กัญญารตั น วัฒนสุขสิน. (2562). ยทุ ธศาสตรการพัฒนาฝมอื แรงงานของโรงเรียนพฒั นาอาชีพฝมือแรงงานเอกชน ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบนประเทศไทย. วารสารมหาจฬุ านาครทรรศน, 6(8), 4016-4029. เครือขายเกษตรอนิ ทรียรอ ยแกนสารสินธ.ุ (2561). เครือขายเกษตรอินทรียอีสานกลางโชวมหกรรมขา วรอ ยแกนสารสนิ ธ สานพลังเครอื ขา ยสรา งเศรษฐกิจฐานราก. สืบคน เมอ่ื 28 กันยายน 2560, จาก https://ref.codi.or.th/public- relations/news/14950-2016-08-15-04-55-45 จารวุ รรณ ราํ ไพบรรพต. (2562). การชบั เคล่ือนเศรษฐกิจทางภาครัฐดว ยกระบวนการ Thailand 4.0. สืบคนเมอื่ 29 กันยายน 2560, จาก https://sites.google.com/site/adecmju4608/home/smachik-1

22 22 วารสารมหาวทิ ยาลัยราชภฏั รอยเอ็ด ปที่ 14 ฉบับท่ี 3 กนั ยายน - ธันวาคม 2563 เจษฎา นกนอ ย. (2559). การพฒั นาฝมอื แรงงานท่ีตองการเพื่อเตรยี มพรอ มเขาสปู ระชาคมเศรษฐกิจอาเซยี น: กรณีศึกษาสถาน ประกอบการใน 14 จงั หวดั ภาคใต. วารสารราชพฤกษ, 14(2), 10-16. เดชรัต สุขกาํ เนดิ . (2561). ภาคการเกษตรไทยในเงา คสช. สืบคน เมื่อ 29 กนั ยายน 2560, จาก https://adaymagazine.com/ajarn-dejarat- sukgumnerd-education/ ธวทิ ติยะกวาง. (2557). ความคดิ เห็นของประชาชนที่มีตอการใหบรกิ ารอินเตอรเน็ตขององคการบรหิ ารสวนตาํ บล : กรณศี ึกษาเฉพาะองคการ บรหิ ารสวนตําบล ในเขตอาํ เภอเชยี งแสน จงั หวดั เชียงราย. กรุงเทพฯ: สถาบนั บณั ฑิตพฒั นบริหารศาสตร. บุญชม ศรีสะอาด. (2557). การวิจัยทางการวัดผลและประเมินผล. กรงุ เทพฯ: สวุ ีริยาสาสน. ผจงจิตต พูลศิลป. (2557). การใชบริการและความพงึ พอใจของประชาชน ที่มตี อ การบริหารจัดการเทศบาลตาํ บล ในเขตอาํ เภอไชโย จงั หวัดอางทอง. วทิ ยานพิ นธ บริหารธุรกิจมหาบัณฑิต สาขาวิชาบรหิ ารธุรกิจ. พระนครศรีอยธุ ยา: มหาวิทยาลัยราชภัฏพระนครศรอี ยธุ ยา. พมิ พธัญญา ฆอ งเสนาะ. (2560). การปรับโครงสรา งเศรษฐกิจไทยเขา สู ประเทศไทย 4.0. กรุงเทพฯ: สาํ นักงานเลขาธิการสภา ผแู ทนราษฎร. เพ่ิมศักดิ์ มกราภิรมย. (2561). การขบั เคล่อื นภาคการเกษตรไทย. กรงุ เทพฯ: สุวรี ิยาสาสน. ไพโรจน บุตรเพ็ง. (2562). ความตองการพัฒนาศักยภาพตนเองของบคุ ลากรสายสนบั สนุน มหาวทิ ยาลยั ราชภฏั เลย. วารสารวิจยั และพฒั นามหาวิทยาลัยราชภัฏเลย, 14(49), 59-71. มันทนา วิบูลยะศักด์ิ. (2561). ความเหมือนและความแตกตา งระหวาง Industry 4.0 VS Thailand 4.0. สืบคนเม่อื 9 ตุลาคม 2560, จาก https://www.aware.co.th/thailand/ รชั ดามาศก สุดชิต. (2555). การจําแนกประเภทของ SMEs โดยใชเกณฑจากจาํ นวนการจางงาน. รอยเอ็ด: สาํ นักงานพาณิชย จังหวัดรอยเอ็ด. ศภุ ชยั เจียรวนนท. (2561). การเกษตร 4.0 ในยุคดิจิทัลตองกาวไปขา งหนาอยา งรวดเร็วเพือ่ รบั มอื กบั การเปล่ียนแปลงของโลก. กรุงเทพฯ: สภาอตุ สาหกรรมแหง ประเทศไทย. สวา ง สขุ แสง. (3 ตลุ าคม 2560). สัมภาษณ. ประธานสมาพันธธรุ กจิ SMEs จงั หวัดรอยเอ็ด. สติ าวีร ธีรวิรฒุ ห. (2559). สมารทฟารม (Smart Farm) การทาํ เกษตรที่เปนมิตรกับสง่ิ แวดลอ ม. กรุงเทพฯ: สํานักงาน เลขาธิการสภาผูแทนราษฎร. Nunnally, J.C. (1978). Psychometric theory. (2nd ed.). New York: McGraw-Hill.

Journal of Roi Et Rajabhat University 23 Volume 14 No.3 September - December 2020 การพัฒนาชุดกจิ กรรมปรับเปลย่ี นพฤตกิ รรมการบรโิ ภคอาหารของนกั เรียน ช้ันมธั ยมศึกษาปท ่ี 3 The Development of Activity Packages to Change Food Consumption Behavior of Nineth Grade Students วภิ าพร ศรีสุลัย1, อรญั ซุยกระเดื่อง2 และ อพันตรี พลู พุทธา3 Received : 17 พ.ค. 2562 Wipaporm Srisulai1, Aran Suykaduang 2 and Apantee Poonputta 3 Revised : 13 เม.ย. 2563 Accepted : 17 เม.ย. 2563 บทคดั ยอ การวจิ ัยคร้งั นี้มีวตั ถปุ ระสงคเพ่ือ 1) พฒั นาชุดกิจกรรมปรบั เปลี่ยนพฤติกรรมการบรโิ ภคอาหารของนักเรยี น ชนั้ มัธยมศึกษาปท ี่ 3 2) เปรียบเทียบผลสมั ฤทธิท์ างการเรยี นและพฤติกรรมการบรโิ ภคอาหารของนักเรียน กอนและหลงั เรียน ดวยชดุ กิจกรรม และ 3) ศกึ ษาความพึงพอใจของนกั เรียนที่เรยี นดวยชุดกิจกรรม กลุมตัวอยา ง ไดแก นักเรยี นช้นั มธั ยมศึกษา ปท ่ี 3 โรงเรียนปทุมรตั ตพทิ ยา จํานวน 1 หอ งเรียน เครื่องมือที่ใชใ นการวจิ ัย ไดแก 1) ชดุ กิจกรรมเพอ่ื ปรบั เปลี่ยนพฤติกรรม การบริโภคอาหารของนักเรยี น 2) แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน 3) แบบสอบถามความพึงพอใจท่ีมีตอชุดกิจกรรม ปรบั เปลย่ี นพฤตกิ รรมการบริโภคอาหาร สถิตทิ ่ีใช ไดแก คาความเทีย่ งตรงเชงิ เน้อื หา คาความยาก ความเช่ือมั่น คาเฉล่ีย สวนเบ่ียงเบนมาตรฐานและการทดสอบที (t-test) ผลการวิจัยพบวา 1) ชุดกิจกรรมปรับเปล่ียนพฤติกรรมการบริโภคอาหารของนักเรยี นช้ันมัธยมศึกษาปที่ 3 ประกอบดว ยชดุ กิจกรรม 4 ชุด ไดแก ภาวการณเจริญเตบิ โตตามเกณฑม าตรฐาน การทดสอบสมรรถภาพทางกาย ภาวะโภชนาการ การเลือกอาหารที่เหมาะสมกบั วัย โดยมีความเหมาะสมอยใู นระดบั มาก 2) คะแนนสอบหลงั เรียนของนักเรยี น สงู กวาคะแนนทดสอบกอนเรยี นอยางมีนัยสาํ คญั ทางสถิตทิ รี่ ะดบั .05 และนักเรียนมีพฤติกรรมดานการบริโภคอาหาร และดา นสขุ อนามัยดีข้ึน และ 3) นักเรยี นมีความพึงพอใจตอการเรียนดว ยชดุ กิจกรรมปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการบริโภคอาหาร ของนักเรียนข้ันมธั ยมศึกษาปท ี่ 3 โดยรวมอยูใ นระดบั มากที่สุด คําสําคัญ : ชดุ กิจกรรม, แบบวดั พฤติกรรม, การบรโิ ภคอาหาร Abstract The purposes of this research were 1) to develop activity packages to change food consumption behavior of Nineth Grade students. 2) to compare students' learning achievement and food consumption behavior, before and after using activity packages and 3) to study students' satisfaction toward activity packages. Sample group was Nineth Grade students in Pathumrat Pittaya School, consisting of 1 classroom. The research instruments were 1) activity packages to change the food consumption behavior 2) achievement test 3) food consumption behavior test. The statistics used were content accuracy, difficulty, confidence, mean, and standard deviation. And the test (t-test). The results of the research revealed that 1) The food consumption behavior packages, consisted of standard growth situations, physical fitness testing, nutritional status, and choosing food suitable for aged 1 นักศกึ ษาปรญิ ญาโท สาขาวิชาวิจัยและประเมินผลการศึกษา คณะครุศาสตร มหาวิทยาลัยราชภัฏมหาสารคาม อีเมล: [email protected] 2 ผูชว ยศาสตราจารย อาจารยประจําสาขาวชิ าวิจัยและประเมินผลการศกึ ษา คณะครศุ าสตร มหาวิทยาลัยราชภัฏมหาสารคาม 3 อาจารยประจําสาขาวิชาวิจัยและประเมินผลการศึกษา คณะครุศาสตร มหาวิทยาลัยราชภัฏมหาสารคาม 1 Master Student Program in Research and Evaluation, Faculty of Education, Rajabhat Maha sarakham University, Email: [email protected] 2 Assistant professor, Lecturer in Research and Evaluation, Faculty of Education, Rajabhat Maha sarakham University 3 Lecturer in Research and Evaluation, Faculty of Education, Rajabhat Maha sarakham University

24 วารสารมหาวิทยาลัยราชภฏั รอ ยเอ็ด ปท ี่ 14 ฉบับที่ 3 กันยายน - ธันวาคม 2563 were sitable at a high level of 2) the post-test scores of the students were significantly higher than the pre-test scores at the .05 level and the students had better eating and sanitation behaviors. 3) The students' satisfaction toward learning by using activity packages to change the food consumption behavior of Nineth Grade students were at the highest level. Keywords : Activity packages, Behavior Test, Consumption บทนํา ปจ จบุ ันสังคมไทยมีการเปลี่ยนแปลงในทุก ๆ ดา นสภาพสงั คม เศรษฐกิจ วัฒนธรรม และความเจริญกาวหนา ดานเทคโนโลยี สิ่งเหลาน้สี ง ผลใหการดําเนินชีวติ ในสังคมมีการแขงขันกนั สงู การดําเนินชวี ติ ของประชาชนจึงปรบั เปล่ียน ตามไปดว ย คนตองทาํ งานมากข้ึนเพื่อความเปนอยูที่ดีของตนเองและครอบครวั ทําใหขาดการดูแลเอาใจใสสขุ ภาพ การจะมสี ขุ ภาพรา งกายท่ีแข็งแรงตองออกกาํ ลังสมํ่าเสมอ พักผอนใหเพยี งพอ และท่สี ําคญั คือ การรับประทานอาหาร รางกายจะตอ งไดรบั พลังงานและสารอาหารในปริมาณท่เี พียงพอและเหมาะสมกบั ความตองการของรา งกาย ปญหาดานสขุ ภาพ เกดิ ข้ึนอยา งตอเนอ่ื ง รวมถงึ พฤตกิ รรมการบรโิ ภคอาหารไมถ ูกตอง ท่ยี งั เปนปญหาการบรโิ ภคผักและผลไมนอย บรโิ ภค หวาน มัน เค็ม มากเกินความตอ งการของรา งกาย ซึง่ จากการศึกษาวิจัยแผนการลงทุนดา นสขุ ภาพในแผนพัฒนาเศรษฐกิจ และสงั คม แหงชาติฉบับท่ี 10 (พ.ศ. 2554) พบวาคนไทยมากกวารอยละ 75 บริโภคผักและผลไมต่ํากวาเกณฑมาตรฐาน ซง่ึ องคการอนามัยโลก และองคการอาหารและเกษตรแหงสหประชาชาติกาํ หนดไว (400 กรัมตอ วัน) ภาวะนาํ้ หนักเกินในปจจบุ ันพบไดมากขึ้น จนจัดไดวามีการระบาดไปทั่วโลก สว นใหญไมพ บสาเหตทุ างกาย แตมักเกิดจากพฤตกิ รรมการดาํ รงชวี ิตท่ีไมเหมาะสม เชน รบั ประทานอาหารมากเกิน ออกกําลัง หรอื มีกิจวัตรที่ใชพลังงานนอย จากการสาํ รวจเดก็ วัยเรียนจากการสุมตวั อยางท่ัวประเทศ พบวา ประมาณ 1 ใน 10 มภี าวะโภชนาการเกินหรือโรคอวน โดยมีสาเหตุมาจากพันธุกรรม การเลีย้ งดู ส่ิงแวดลอม ดูโทรทัศน เลน Internet และ game online โดยไมมีการควบคุม โรคที่ตามมาจากภาวะโรคอวนมีหลายโรค เชน เบาหวานชนิดท่ี 2 ซึ่งในวัยรุนไทยสงู เกินกวา 3 เทา ในชวง 5 ปหลงั เปนรอยละ 17.9 ของวยั รุนท้งั หมด เกิดภาวะผิวหนังรอยทับตามขอพับ ความผดิ ปกตขิ องการหายใจโดยมีการหยดุ หายใจเปนชว งระหวา งการนอนหลับ (sleep apnea) และทางดานจิตใจ พบวา คนอว นอาจมีภาวะซมึ เศรา และภูมใิ จในตนเองนอ ยลง สาเหตทุ ท่ี าํ ใหเด็กอวน มหี ลายประการแตสาเหตุสําคญั ท่ีมผี ลโดยตรง คือ พฤติกรรมการบริโภคอาหารที่ไมถูกตองและไมเหมาะสม โดยเฉพาะอาหารท่ีมไี ขมัน และน้าํ ตาลในปรมิ าณที่สูงมากเกินไป นอกจากนพี้ บวา เด็กมักใชเวลาวางสวนใหญในการเลน โทรศัพทมือ และเลนเกมคอมพิวเตอรทาํ ใหเ ด็กรบั ประทานขนมขบเคี้ยว และเคร่อื งดื่มนํ้าหวานไปดวย เด็กจะมีปญหาสุขภาพหลายระบบและเสี่ยงตอการเกดิ โรคไมติดตอเร้อื รงั (NCDs) และปญหา ดานจิตใจสงั คมตามมา การลดอตั ราความเส่ียงตอ การเกิดโรค และผลกระทบทต่ี ามมาจึงจําเปนอยางยงิ่ ท่ีตองหาทางปอ งกัน ควบคุมโรคอวนโดยเนนการควบคุมการบรโิ ภคอาหารที่เหมาะสม และเสรมิ สรา งใหม ีการเคลื่อนไหวรางกาย (สํานักงานกองทุน สนบั สนุนการสรา งเสริมสุขภาพ, 2557 : ออนไลน) พฤติกรรมสุขภาพของเดก็ และเยาวชนมีความเปลี่ยนแปลงไปจากอดีต แบบแผนการใชช ีวิต พฤติกรรม คานิยม วัฒนธรรมตา งชาติ กระแสการบริโภคนิยม สงผลตอพฤติกรรมของเด็กและเยาวชนอยางมาก โดยเฉพาะความกาวหนา ทางเทคโนโลยีอยา งรวดเรว็ ทําใหเกิดส่ือใหม ๆ มากมาย ซึ่งสอ่ื ตา ง ๆ ไดพ ัฒนารูปแบบการนาํ เสนอโดยมีเปา หมายในเชิงพาณชิ ย มากยิ่งข้ึน เน่ืองจากการแขง ขันทางการตลาดทส่ี ูง จงึ ทําใหผ ูผลิตและผูจําหนา ยใชการโฆษณาและกลยทุ ธท างการตลาด เพ่ือจงู ใจ ผูบริโภคซอ้ื สินคา และบรกิ ารของตน โดยเฉพาะผลติ ภัณฑอ าหารซง่ึ สรา งรายไดมหาศาลใหแกผูป ระกอบการ ซ่งึ มีการพัฒนา การดาํ เนินการดังกลา วอยางไมหยุดยั้ง ทําใหเด็กและเยาวชนมคี วามเส่ียงตอปญหาสุขภาพ เน่ืองจากการบริโภคอาหารที่ไมมีคุณคา ทางโภชนาการ เชน ขนมกรบุ กรอบ นา้ํ อัดลม เครอ่ื งด่มื ผสมนํา้ ตาลมากเกินความตองการของรางกาย ซึง่ สงผลเสียตอสุขภาพ ท้ังปจ จุบันและในชว งวัยตอ ไปของชวี ติ กลา วคอื อาจทาํ ใหเด็กขาดสารอาหาร และมภี าวะโภชนาการเกิน การเจริญเติบโตชา เจ็บปว ยบอย ขาดความสามารถในการเรียนรูผลสัมฤทธิ์ในการเรยี นต่ํา รวมท้งั มสี มรรถภาพในการทํากิจกรรม และการเลนกีฬา ตาง ๆ (สํานกั งานกองทุนสนบั สนุนการสรา งเสรมิ สุขภาพ, 2557 : ออนไลน) และในอนาคตอาจเกิดผลกระทบตามมา ในดานการเกิดโรคไมตดิ ตอ เรื้อรงั เชน โรคเบาหวาน โรคหัวใจ โรคความดันโลหิตสูง และโรคไต เปนตน เนือ่ งจากอาหารดังกลาว มสี ัดสว นของแปง น้าํ ตาล ไขมัน และโซเดียมสงู จากการศึกษาวิจัยหลายชนิ้ แสดงถึงผลที่สอดคลองกันวา เด็กและเยาวชน มีการบริโภคขนมขบเคี้ยวประเภท ขนมกรบุ กรอบ นํา้ อัดลม เคร่ืองดื่มผสมน้ําตาลในสัดสวนท่สี ูง ดังผลการศึกษาของวีระชัย

Journal of Roi Et Rajabhat University 25 Volume 14 No.3 September - December 2020 นลวชัย และคณะ (2560 : 1) พบวานักเรยี นช้ันมธั ยมศึกษาปท่ี 3 สวนใหญรอ ยละ 62.2 บรโิ ภคขนมขบเคี้ยว น้าํ อัดลม และเครื่องดื่มผสมนํา้ ตาล ซึ่งสอดคลอ งกับผลการศึกษาของ ณรงฤทธ์ิ วุฒิพงศต ระกูล (2550 : 92 ) ทพ่ี บวา นักเรียนรอ ยละ 45.8 รับประทานขนมขบเค้ียวทุกวัน และผลการสํารวจของกรมสนับสนุนบริการสขุ ภาพ ทีพ่ บวา เด็กทกุ กลุมอายุมภี าวะ นา้ํ หนักเกิน และอวนสูงกวาภาวะผอม ทาํ ใหพ บปญหาโรคไมตดิ ตอเร้อื รงั เพิ่มข้ึน ท้ังในเด็กและผูใหญ ปจจัยดังกลา วเปนการบ่ันทอน คุณภาพของทรัพยากรมนุษย ดงั นัน้ การพฒั นาและดูแลพฤติกรรมการบริโภคในเด็ก นอกจากจะเปนการสงเสริมใหเด็ก และเยาวชนมีคุณภาพชีวิตทด่ี ขี ึ้นแลว ยังเปนการพัฒนาทรัพยากรบุคคลใหมีความพรอ มทั้งดานรา งกายจิตใจ จากรายงานอัตราความชุกของปญหาทางโภชนาการ (Thai Growth) โรงเรียนปทุมรตั ตพิทยาคม (2561 : 13) พบวา นกั เรยี นมีน้าํ หนักตามเกณฑ รอ ยละ 78.97 น้ําหนักมากกวาเกณฑ รอยละ 14.43 นํา้ หนักคอนขา งมาก รอ ยละ 4.44, นํา้ หนักคอ นขางนอย รอ ยละ 1.55 นํา้ หนักนอยกวา เกณฑ รอยละ 0.72 ซึ่งจากการสังเกตพฤติกรรมการบริโภคอาหารของนักเรียน โรงเรยี นปทุมรัตตพ ทิ ยาคม พบวานักเรียนมีพฤติกรรมเสี่ยงจากการบรโิ ภคอาหารท่ไี มป ลอดภยั จากอาหารหนา โรงเรยี นทม่ี ีขาย ในตอนเชา และตอนเย็น เครื่องดืม่ จากรานสะดวกซ้อื ท่ที างโรงเรียนไมสามารถควบคุมได เชน ไกท อด ไกย าง หมูปง ลกู ชิ้นทอด นํ้าหวาน น้าํ อัดลม เปนตน ภาวะโภชนาการเกิน เปนภาวะทีร่ างกายเกบ็ สะสมอาหารที่เหลือจากการนําไปใชประโยชนในแตละวัน อยา งตอ เน่ือง จากอาการแสดงถึงโรคตา ง ๆ ไดแก โรคอว น โรคไขมันในเลือดสูง โรคความดันโลหติ สงู โรคหัวใจขาดเลือด ฯลฯ ในปจจุบันพบวา โรคเหลา น้ี ตอ งใชยารักษาเพอื่ ควบคมุ ตลอดชวี ิต การรักษาดวยยาอยา งเดียวยังไมเพียงพอ จาํ เปนตอ งรักษา โดยการปรบั เปล่ียนพฤติกรรมการบรโิ ภคอาหาร การออกกําลังกายควบคูกันไป ผูวจิ ัยในฐานะครูผูสอน ไดตระหนักถึงความสาํ คัญและความจาํ เปนทน่ี ักเรียนตองมีความรูความเขาใจในพฤติกรรม การบริโภคอาหาร เพื่อปรับเปล่ียนพฤติกรรม สงเสริมสุขภาพดานอนามยั สวนบุคคล ดา นอาหารและโภชนาการ การตดิ ตาม ประเมินผลควรมคี วามตอเนอื่ ง ใหกิจกรรมบรรลวุ ัตถปุ ระสงค ผูวิจัยจึงตอ งการพฒั นาชุดกิจกรรม ปรับเปล่ยี นพฤติกรรม การบริโภคอาหารของนักเรยี นช้ันมธั ยมศึกษาปท่ี 3 วัตถุประสงค 1. เพ่ือพัฒนาชุดกิจกรรมปรบั เปลี่ยนพฤติกรรมการบริโภคอาหารของนักเรยี นช้ันมธั ยมศึกษาปท ่ี 3 2. เพอื่ เปรียบเทียบผลสมั ฤทธ์ทิ างการเรยี นและพฤติกรรมการบริโภคอาหารของนกั เรียนชั้นมัธยมศึกษาปที่ 3 กอ นและหลงั เรียนดวยชดุ กิจกรรมปรบั เปลี่ยนพฤติกรรมการบริโภคอาหารของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปที่ 3 3. เพ่ือศกึ ษาความพึงพอใจของนักเรียนท่ีเรียนดวยชุดกจิ กรรมปรบั เปลี่ยนพฤติกรรมการบรโิ ภคอาหารของนักเรยี น ช้นั มธั ยมศึกษาปท่ี 3 กรอบแนวคดิ และสมมติฐาน ในการวิจัยครง้ั น้ี ผวู ิจัยแสดงกรอบแนวคิดเก่ียวกับทฤษฎีดานพฤติกรรมของการบริโภคอาหารของนักเรียน ตามแนวคิดพฤติกรรม แนวคดิ ทางสาธารณะสุข (เฉลิมพล ตันสกุล, 2543 : 9) มาประยุกตใ ชเ ปนแนวทางในการปรับเปลย่ี น พฤติกรรมสง เสริมสขุ ภาพ ดา นอนามัยสว นบุคคล ดา นอาหารและโภชนาการ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปที่ 3 โดยพฒั นา ชุดกิจกรรม ตามทฤษฎขี อง ระพินทร โพธ์ิศรี (2549 : 98) เพอื่ ปรบั เปล่ียนพฤติกรรมการบริโภคอาหารของนักเรยี น ประกอบดว ย 4 กิจกรรม ไดแก กิจกรรมที่ 1 เร่ือง ภาวะการเจริญเติบโตตามเกณฑมาตรฐาน กิจกรรมท่ี 2 เรื่อง การทดสอบสมรรถภาพ ทางกาย กิจกรรมที่ 3 เรื่อง ภาวะโภชนาการ และกิจกรรมท่ี 4 เรอื่ ง การเลือกอาหารท่ีเหมาะสมกบั วัย เพ่อื วิเคราะหเปรยี บเทียบ ผลสัมฤทธ์ิทางการเรยี นและแบบวัดพฤติกรรมการบริโภคอาหารของนักเรียนช้ันมัธยมศึกษาปที่ 3 กอ นและหลังเรียนดวยชุดกิจกรรม ปรับเปล่ียนพฤติกรรมการบริโภคอาหาร และศึกษาระดับความพึงพอใจของนักเรียนท่ีเรียนดวยชุดกิจกรรม โดยแสดงการเช่ือมโยง ความสมั พันธระหวางตัวแปรตา ง ๆ ดังภาพประกอบ 1

26 วารสารมหาวิทยาลยั ราชภัฏรอยเอ็ด ปท ี่ 14 ฉบับที่ 3 กันยายน - ธนั วาคม 2563 ตัวแปรตน ตัวแปรตาม 1. พฤติกรรมการบริโภคอาหารของนักเรียน ชดุ กิจกรรมเพ่ือปรับเปล่ียนพฤติกรรม การบรโิ ภคอาหารของนกั เรียน ชั้นมธั ยมศึกษาปท่ี 3 2. ผลสมั ฤทธ์ทิ างการเรียนของนักเรียนชั้นมธั ยมศึกษา กิจกรรมท่ี 1 เรอื่ ง ภาวการณเ จริญเตมิ โต ตามเกณฑมาตรฐาน ปท ี่ 3 3. ความพงึ พอใจของนักเรียนช้ันมัธยมศึกษาปท ่ี 3 กจิ กรรมที่ 2 เรื่อง การทดสอบสมรรถภาพทางกาย กิจกรรมท่ี 3 เร่อื ง ภาวะโภชนาการ กิจกรรมที่ 4 เรื่อง การเลือกอาหารที่เหมาะสมกบั วยั ภาพประกอบ 1 กรอบแนวคิดการวิจัย วิธีดําเนินการวิจัย 1. ประชากรและกลมุ ตัวอยา ง 1.1 ประชากร คือ นักเรียนชั้นมธั ยมศึกษาปท ี่ 3 โรงเรยี นปทมุ รตั ตพทิ ยาคม สังกัดสาํ นักงานเขตพ้ืนที่ การศึกษามัธยมศึกษา เขต 27 จํานวน 11 หอง จํานวน 320 คน 1.2 กลุมตัวอยาง คอื นักเรยี นชั้นมัธยมศึกษาปท ่ี 3/3 โรงเรียนปทุมรตั ตพิทยาคม สงั กัดสาํ นักงานเขตพื้นที่ การศึกษามธั ยมศึกษาเขต 27 จาํ นวน 30 คน ไดมาจากการใชการสุมแบบกลุม (Cluster Random Sampling) 2. เครื่องมือทีใ่ ชใ นการวิจัย เครื่องมือทใี่ ชในการวิจยั ครัง้ นี้ไดแก 2.1 ชุดกิจกรรมเพ่ือปรบั เปล่ยี นพฤติกรรมการบรโิ ภคอาหารของนักเรียน ดังน้ี กิจกรรมท่ี 1 เรอื่ ง ภาวะการเจริญเติบโตตามเกณฑม าตรฐาน กิจกรรมที่ 2 เรอ่ื ง การทดสอบสมรรถภาพทางกาย กิจกรรมท่ี 3 เร่ือง ภาวะโภชนาการ กิจกรรมที่ 4 เร่ือง การเลือกอาหารทเ่ี หมาะสมกบั วัย 2.2 แบบประเมินความเหมาะสมของชุดกิจกรรมเพ่ือปรับเปล่ยี นพฤติกรรมการบริโภคอาหารของนักเรยี น 2.3 แบบทดสอบวัดผลสมั ฤทธ์ิทางการเรียน เรือ่ ง พฤตกิ รรมการบริโภคอาหาร รายวชิ าสขุ ศึกษา เปนแบบเลือกตอบ 4 ตวั เลอื ก จาํ นวน 30 ขอ 2.4 แบบวัดพฤติกรรมการบรโิ ภคอาหารของนักเรียน เปนแบบมาตรประมาณคา 5 ระดบั จาํ นวน 30 ขอ 2.5 แบบวัดความพงึ พอใจของนักเรียนท่ีมีตอการเรียนดว ยชุดกิจกรรม ปรับเปล่ียนพฤตกิ รรมการบรโิ ภคอาหาร ของนักเรยี นชั้นมัยธมศึกษาปท ่ี 3 เปนแบบวัดมาตราสว นประมาณคา 5 ระดับ จาํ นวน 15 ขอ 3. การเกบ็ รวบรวมขอมูล การวิจัยคร้งั นี้ ผวู ิจัยเปนผูดาํ เนนิ การเก็บรวบรวมขอ มูลตามข้ันตอน ดังนี้ 3.1 จัดเตรียมเคร่ืองมอื ในการวิจัยใหเพียงพอกบั จาํ นวนกลุมตัวอยา ง ขอหนังสอื แนะนาํ ตวั จากคณะครุศาสตร มหาวิทยาลยั ราชภฏั มหาสารคาม เพื่อขอความอนเุ คราะหในการเก็บรวบรวมขอ มลู ผอู าํ นวยการโรงเรียนที่เปนนักเรียน กลุมตวั อยา ง 3.2 สง หนงั สอื ขอความอนุเคราะห ไปยังกลุมโรงเรยี นทเ่ี ปนกลุมตัวอยา ง 3.3 ดําเนนิ การเกบ็ ขอ มลู ดว ยตัวผูวจิ ัยเอง ตามข้ันตอน ไดแก การทดสอบกอ นเรียน การทดลองใชชุดกิจกรรม เพื่อปรับเปลยี่ นพฤติกรรมการบรโิ ภคอาหารของนักเรียน และการทดสอบหลังเรียน 3.4 ใหนักเรียนกลมุ ตัวอยาทาํ แบบวดั ความพึงพอใจ ตอ ชุดกิจกรรมปรบั เปลย่ี นพฤติกรรม การบริโภคอาหารของนักเรียนช้นั มธั ยมศึกษาปที่ 3 3.5 นําคะแนนท่ีไดมาวิเคราะหหาคา ทางสถติ ิ และรายงานผลการวิจัยตอไป

Journal of Roi Et Rajabhat University 27 Volume 14 No.3 September - December 2020 4. การวิเคราะหข อมลู การวจิ ัยคร้ังน้ี ผวู จิ ยั ใชว ิธีการวิเคราะหขอมลู ดังนี้ 4.1 การพิจารณาความเหมาะสมของชุดกิจกรรมปรบั เปลีย่ นพฤติกรรมการบรโิ ภคอาหารของนักเรียน ชัน้ มัธยมศึกษาปท่ี 3 โดยใชแบบประเมินความเหมาะสมของชุดกิจกรรม วิเคราะหขอ มลู โดยใชสถิติ คาเฉล่ีย และสวนเบี่ยงเบน มาตรฐาน 4.2 การเปรียบเทียบพฤติกรรมการบรโิ ภคอาหาร ของนักเรียนชั้นมัธยมศกึ ษาปท ี่ 3 กอ นและหลงั เรยี น ดวยชดุ กิจกรรมปรับเปล่ียนพฤติกรรมการบรโิ ภคอาหาร ของนักเรียนช้ันมธั ยมศึกษาปท่ี 3 โดยใชแบบทดสอบแบบทดสอบ วดั ผลสัมฤทธ์ิทางการเรียน เร่ืองพฤติกรรมการบรโิ ภคอาหาร วิเคราะหขอมูลโดยใชสถิติ การทดสอบที (t-test) 4.3 การวิเคราะหระดบั ความพึงพอใจของนักเรยี นท่ีเรยี นดวยชุดกิจกรรมปรับเปล่ียนพฤติกรรมการบริโภคอาหาร ของนักเรียนขั้นมธั ยมศึกษาปท ี่ 3 โดยใชแ บบวัดความพงึ พอใจของนักเรยี นที่มีตอ การเรียนดว ยชุดกจิ กรรม วิเคราะหขอมูล โดยใชส ถิติ คา เฉล่ีย และสวนเบ่ียงเบนมาตรฐาน สรปุ ผล 1. ผลการพฒั นาชุดกิจกรรมปรบั เปล่ยี นพฤติกรรมการบรโิ ภคอาหารของนักเรยี นช้ันมัธยมศึกษาปที่ 3 ผวู จิ ัย ไดสรา งขึ้นตามกระบวนการและข้ันตอน ชุดกิจกรรมปรบั เปลย่ี นพฤติกรรมการบริโภคอาหารของนักเรียนช้ันมธั ยมศึกษาปที่ 3 ประกอบดว ย สาระสําคญั จุดประสงคการเรียนรู สาระการเรียนรู กระบวนการเรียนรู ส่ือ–อปุ กรณ การวดั ผลประเมินผล ประกอบดว ยชุดกิจกรรม 4 กิจกรรม ไดแก กิจกรรมท่ี 1 เรอ่ื ง ภาวการณเจรญิ เตบิ โตตามเกณฑมาตรฐาน กิจกรรมท่ี 2 เรื่อง การทดสอบสมรรถภาพทางกาย กิจกรรมที่ 3 เร่ือง ภาวะโภชนาการ กิจกรรมท่ี 4 เรอ่ื ง การเลอื กอาหารท่ีเหมาะสมกับวัย โดยประเมินความเหมาะสมโดยผูเ ชีย่ วชาญ 5 ทาน ผลการประเมิน แสดงดังตาราง 1 ตาราง 1 ความเหมาะสมของชุดกิจกรรมปรับเปล่ียนพฤตกิ รรมการบริโภคอาหารของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปท ี่ 3 รายการประเมนิ X̅ S.D. ระดบั ความพึงพอใจ 1. สาระสาํ คัญ 4.50 0.55 มากที่สุด 2. จุดประสงคการเรียนรู 4.53 0.55 มากท่ีสุด 3. สาระการเรียนรู 4.47 0.55 มาก 4. กระบวนการเรียนรู 4.45 0.52 มาก 5. สื่อ–อุปกรณ 4.57 0.55 มากทสี่ ดุ 6. การวัดผลประเมินผล 4.45 0.52 มาก 4.50 0.54 มากท่สี ุด โดยรวม จากตาราง 1 พบวา ชดุ กิจกรรมปรบั เปลยี่ นพฤติกรรมการบรโิ ภคอาหารของนักเรยี นชั้นมธั ยมศึกษาปท่ี 3 มีความเหมาะสมโดยรวม อยูในระดับมากที่สุด (X̅= 4.50 และ S.D. = 0.54) เมอ่ื พิจารณารายดา นพบวา แตละดาน มีความเหมาะสมอยูในระดับมากถงึ มากทีส่ ุด ไดแก ดานสอ่ื –อปุ กรณ อยูในระดับมากทีส่ ุด (X̅= 4.57 และ S.D. = 0.55) ดา นจุดประสงคการเรยี นรู อยูในระดบั มากทีส่ ุด (X̅= 4.53 และ S.D. = 0.55) ดา นสาระสาํ คัญ อยใู นระดบั มากท่ีสุด (X̅= 4.50 และ S.D. = 0.55) ดานสาระการเรียนรู อยใู นระดับมาก (X̅= 4.47 และ S.D. = 0.55) ดานกระบวนการเรยี นรู อยใู นระดบั มาก ทส่ี ุด (X̅= 4.45 และ S.D. = 0.55) ดานการวัดผลประเมินผล อยูใ นระดับมากท่ีสุด (X̅= 4.45 และ S.D. = 0.52) ตามลาํ ดับ

28 วารสารมหาวิทยาลัยราชภัฏรอ ยเอ็ด ปที่ 14 ฉบับที่ 3 กันยายน - ธนั วาคม 2563 2. ผลการเปรียบเทยี บผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนและพฤติกรรมการบริโภคอาหารของนักเรียนชั้นมธั ยมศึกษาปท ี่ 3 กอนและหลังเรียน ดวยชดุ กิจกรรมปรบั เปล่ียนพฤติกรรมการบรโิ ภคอาหาร ของนักเรียนช้ันมธั ยมศึกษาปที่ 3 ตาราง 2 ผลการผลสมั ฤทธิ์ทางการเรียนดวยชุดกิจกรรมปรบั เปลี่ยนพฤติกรรมการบรโิ ภคอาหาร การทดสอบ n X̅ S.D. df t p คะแนนทดสอบกอ นเรียน 30 16.10 5.714 คะแนนทดสอบหลังเรยี น 30 27.07 8.276 29 28.71* .00 จากตาราง 2 พบวา นักเรียนที่ใชชุดกิจกรรมมีผลสมั ฤทธทิ์ างการเรียนเร่อื ง พฤติกรรมการบริโภคอาหาร รายวิชา สขุ ศึกษา หลังเรียนสงู กวากอนเรียนอยางมีนัยสาํ คญั ทางสถิติท่ี .05 ซงึ่ เปนไปตามสมมติฐานขอท่ี 2 ท้ังนอ้ี าจเปนเพราะ ชดุ กิจกรรมทส่ี นองตอบสนองตอ ความสนใจและความสามารถของนักเรียน ทาํ ใหนักเรียนมีความสนใจ กระตือรอื รนในการเรียน มีสว นรว ม และกลาแสดงออกในการรวมกิจกรรมในการสบื เสาะหาความรู โดยท่นี กั เรียนไดดาํ เนินกิจกรรมดวยตนเอง คอื นักเรียนสามารถทดสอบตวั เองดูกอนวา มีความสามารถอยูใ นระดับใด หลงั จากน้ันก็จะเรม่ิ ตนเรียนในสิ่งท่ีเขาไมรู เปนการทาทายใหเกดิ ความรู เมื่อเรยี นจบแลว นักเรียนสามารถทดสอบความรูความเขา ใจดวยตนเองได และทราบผลการเรียน ของตนเองไดทนั ทีตลอดเวลา ผสู อนก็มีเวลาใหคาํ ปรึกษากับผูมปี ญหาในขณะท่ีใชชุดกิจกรรม 3. ผลการวเิ คราะหระดบั ความพงึ พอใจของนักเรยี นที่เรียนดวยชุดกิจกรรมปรบั เปล่ยี นพฤติกรรมการบริโภคอาหาร ของนักเรยี นขั้นมธั ยมศึกษาปท ่ี 3 ตาราง 3 ผลการวเิ คราะหระดบั ความพึงพอใจของนักเรียนทมี่ ีตอกิจกรรมปรบั เปล่ียนพฤติกรรมการบรโิ ภคอาหาร รายการประเมนิ X̅ S.D. ระดับความ 1. คาํ ช้แี จงของกิจกรรมการเรียนรูชัดเจน เหมาะสม ทาํ ใหฉันเขา ใจงา ย พึงพอใจ 2. รปู แบบชุดกิจกรรม นา สนใจสําหรับฉัน 4.61 0.45 มากทสี่ ุด 3. การไดร ับคาํ แนะนําและคาํ ชมเชยทาํ ใหกลุมฉันทาํ กิจกรรมไดสาํ เร็จ 4.45 0.51 มาก ทําใหเกดิ ความสุขและความพอใจ 4.68 0.45 มากทสี่ ุด 4. ส่อื ในชดุ กิจกรรมหลากหลาย นาสนใจ สนุก ทาํ ใหฉันอยากเรยี น 4.52 0.51 มากท่ีสุด 5. ฉนั มีเวลาเพียงพอ เหมาะสม สาํ หรับการทาํ กิจกรรม 4.74 0.45 มากทส่ี ุด 6. เนื้อหาที่เรียนมีความนาสนใจ เหมาะสมกับฉนั 4.52 0.51 มากท่สี ุด 7. ชุดกิจกรรมสง เสริมใหฉันไดเรียนรูดว ยตนเอง สนุกในการทาํ กิจกรรม 4.81 0.45 มากท่สี ุด 8. ชดุ กิจกรรมทําใหฉนั เขา ใจเรื่องทเ่ี รียนงา ยข้ึนและพอใจทจี่ ะทํากิจกรรมตอไป 4.45 0.71 9. กิจกรรมการเรียนรูเหมาะสมกับความสามารถของฉัน 4.00 0.38 มาก 10. ฉันมีสว นรวมในกิจกรรมการเรยี นรูดวยกระบวนการกลมุ ทําใหฉันสนุกสนาน 4.71 0.51 มาก 11. ฉันฝกปฏิบัติกิจกรรมการเรยี นรูจากงา ยไปหายาก ทําใหต ่ืนเตนในแตละกิจกรรม 4.24 0.41 มากที่สุด 12. ฉันสามารถหาแนวทางแกปญหาอยางเปนระบบจากการเรียนรูดวยชดุ กิจกรรม มาก กิจกรรมมีความทา ทายทําใหเ กิดความสนุกและนาสนใจ 4.71 0.51 มากทส่ี ุด 13. ฉันพอใจท่ีไดท ราบความกาวหนา ของตนเองและของกลุมจากการเขา รว ม 4.55 0.45 มากที่สุด กิจกรรมกลุม 4.58 0.45 มากทส่ี ุด 14. กิจกรรมการเรียนรูชว ยใหฉันประสบผลสาํ เรจ็ ในการเรียนฉันพอใจ ในการพัฒนาท่ีดีขึ้นของตนเอง

Journal of Roi Et Rajabhat University 29 Volume 14 No.3 September - December 2020 ตาราง 3 (ตอ) รายการประเมิน X̅ S.D. ระดบั ความ 15. การเรียนรูด ว ยชุดกิจกรรมฉนั สามารถนําไปประยกุ ตใ ชในชีวติ ประจาํ วัน พึงพอใจ 4.87 4.57 มากท่ีสุด ไดอยางเหมาะสม โดยรวม 4.57 0.48 มากที่สุด จากตาราง พบวา นักเรียนมีความพึงพอใจตอการเรียนดวยชดุ กิจกรรมปรบั เปลยี่ นพฤติกรรมการบริโภคอาหาร ของนักเรยี นข้ันมธั ยมศึกษาปที่ 3 โดยรวมอยใู นระดับมากท่สี ุด (X̅= 4.57 และ S.D. = 0.48) ซ่ึงคาดงั กลา วเปนไปตามเกณฑ ระดับความพึงพอใจที่ยอมรบั ได วาชุดกิจกรรมปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการบริโภคอาหารของนักเรียนขัน้ มธั ยมศกึ ษาปท่ี 3 ทําใหนักเรียนมีความพึงพอใจอยใู นระดับมากท่ีสุด อภิปรายผล 1. ผลการพัฒนาชุดกิจกรรมปรับเปล่ียนพฤติกรรมการบริโภคอาหารของนักเรยี นชั้นมัธยมศึกษาปที่ 3 ผูวิจัยไดสรางขน้ึ ตามกระบวนการและขั้นตอน ชุดกิจกรรมปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการบริโภคอาหารของนักเรยี นชั้นมัธยมศึกษาปท ี่ 3 ประกอบดว ย สาระสาํ คญั จุดประสงคการเรียนรู สาระการเรียนรู กระบวนการเรยี นรู สือ่ –อุปกรณ การวัดผลประเมินผล ประกอบดว ย ชดุ กิจกรรม 4 กิจกรรม ไดแก กิจกรรมที่ 1 เร่ือง ภาวการณเจริญเติบโตตามเกณฑมาตรฐาน กิจกรรมที่ 2 เรื่อง การทดสอบ สมรรถภาพทางกาย กิจกรรมที่ 3 เรอ่ื ง ภาวะโภชนาการ กิจกรรมท่ี 4 เร่ือง การเลือกอาหารท่เี หมาะสมกบั วัย ผลการหา คุณภาพชุดกิจกรรมปรบั เปลย่ี นพฤติกรรมการบริโภคอาหารของนักเรยี นชัน้ มธั ยมศึกษาตอนตนเสร็จแลวจึงนาํ ชดุ กิจกรรม ไปใหผูเช่ยี วชาญ จํานวน 5 ทาน พจิ ารณาความเหมาะสม โดยมผี ลการพิจารณาและผลการประเมินความเหมาะสมของ ชุดกิจกรรม พบวา มีคาเฉล่ียเทา กับ 4.50 ความเหมาะสมในระดบั มาก สอดคลอ งกบั งานวิจัยของปณสิ รา จันทรป าละ (2553 : 76) ทาํ การศึกษาเรือ่ ง การพัฒนาชดุ กิจกรรมสง เสรมิ การคิดวิเคราะห กลุมสาระการเรียนรูภ าษาไทย สําหรบั นักเรียนชั้นประถมศึกษา ปท ี่ 6 พบวา ชุดกิจกรรมสงเสริมการคิดวิเคราะห มีความเหมาะสมอยใู นระดับมาก 2. ผลการเปรียบเทียบผลสัมฤทธิท์ างการเรียนและพฤติกรรมการบรโิ ภคอาหารของนักเรียนช้ันมธั ยมศึกษาปที่ 3 กอ นและหลังเรียน ดวยชดุ กิจกรรมปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการบรโิ ภคอาหาร ของนักเรียนชนั้ มธั ยมศึกษาปท ่ี 3 พบวานักเรียน ท่ใี ชชุดกิจกรรมมีผลสัมฤทธ์ิทางการเรยี น เรื่องพฤตกิ รรมการบริโภคอาหาร รายวิชาสขุ ศึกษา หลงั เรียนสูงกวากอ นเรียนอยางมี นัยสาํ คัญทางสถิติที่ .05 ซ่งึ เปนไปตามสมมตฐิ านขอ ที่ 2 เนอ่ื งจากกอนเรียนนั้นนกั เรยี นยังขาดความรูความเขา ใจเก่ียวกับ พฤติกรรมการบรโิ ภคอาหาร จึงสงผลใหผลสมั ฤทธ์ิทางการเรยี นดว ยชุดกิจกรรมปรบั เปลยี่ นพฤติกรรมการบรโิ ภคอาหาร ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปท ่ี 3 สูงขึ้นกวากอนเรียนอยางมีนัยสําคัญทางสถิติท่ีระดบั .05 แสดงใหเห็นวาชุดกิจกรรม มีสว นชว ยใหผูเรียนมีผลสัมฤทธิท์ างการเรียนทส่ี ูงข้ึน สอดคลองกับงานวิจัยของ ศิรเมศร ศริ ิศักดธิ์ นากลุ (2556 : 75) ไดทําการ วจิ ัยเรื่อง ผลของการจัดกิจกรรมการเรยี นรโู ดยใชกระบวนการคดิ อยางมีวิจารณญาณท่มี ีตอพฤติกรรมการบริโภคท่ียง่ั ยืน ของนักเรียนมัธยมศึกษา ผลการวิจัยพบวา นักเรียนช้ันมธั ยมศึกษาปท ่ี 1 กลุมทดลอง ทไ่ี ดรับการจดั กิจกรรมการเรียนรโู ดยใช กระบวนการคดิ อยา งมีวิจารณญาณ มีคะแนนพฤติกรรมการบริโภคที่ยงั่ ยืนสูงกวานักเรียนกลมุ ที่ไดรบั การจัดกิจกรรมการ เรียนรูแบบปกติ อยา งมีนยั สาํ คญั ทางสถิติทรี่ ะดบั .05 และสอดคลองกบั วีระชยั นลวชัยและคณะ (2560 : 169) ไดทําการวิจยั เร่อื ง การพัฒนาพฤติกรรมการบรโิ ภคอาหารของนักเรียนในโรงเรียน อย.นอย เพื่อลดปจจัยเสีย่ งตอ โรคไมต ิดตอเรอ้ื รงั (NCDs). พบวาภายหลงั การเขารวมกิจกรรมกระตนุ เตอื นพฤติกรรม (booster Intervention) นักเรยี นกลมุ ทดลองมีความรูเก่ียวกับ การบริโภคอาหารปลอดภัย มีการรบั รูโอกาสเส่ียงจากการบริโภค อาหารไมปลอดภัยมากกวานักเรียนกลุมควบคุม และหลงั การทดลองนักเรียนกลุมทดลองมีการรบั รู อปุ สรรคของการบริโภคอาหารปลอดภยั นอ ยกวา นักเรียนกลุมควบคุม และมีพฤติกรรม การบริโภคอาหารปลอดภัยมากกวา นักเรยี นกลุมควบคุม อยางมนี ยั สาํ คัญทางสถิตทิ ี่ระดบั .05 3. ผลการศึกษาความพึงพอใจของนักเรยี นท่ีมีตอชดุ กจิ กรรม ปรบั เปลี่ยนพฤติกรรมของนกั เรียนช้นั มัธยมศึกษาตอนตน พบวาระดับความพงึ พอใจของนักเรียนที่มีตอ ชุดกิจกรรม โดยภาพรวมอยูในระดับมากทส่ี ุด และเพ่อื พิจารณารายขอ พบวา นักเรียน

30 วารสารมหาวทิ ยาลยั ราชภฏั รอ ยเอด็ ปท่ี 14 ฉบับท่ี 3 กนั ยายน - ธนั วาคม 2563 มีความพึงพอใจในแตละขอ คาํ ถามอยใู นระดับมากถงึ มากทส่ี ุด ซึง่ เปน ไปตามสมมตฐิ านขอ ที่ 3 ทัง้ นี้เน่ืองจากผวู ิจยั จัดกิจกรรม การเรยี นการสอนทเี่ นนผูเรียนเปนสําคัญ กลาวคอื ใหผูเรียนไดป ฏบิ ตั จิ ริง ไดทดลองตามความสนใจของผูเรียน จงึ ทําใหผเู รียน มีสวนรว มในการปฏบิ ตั อิ ยางสนุกสนาน ไดเ กิดความเบื่อหนา ย สอดคลองกับงานวิจัยของภัทรลดา ประมาณพล (2560 : 85) ไดศึกษางานวิจัยเร่ืองการพัฒนาชุดกิจกรรม เรื่อง จาํ นวนนับ และการบวก การลบ การคูณ การหาร สําหรบั นักเรียนช้ันประถมศึกษา ปท ี่ 6 โดยใชเทคนิค TAI พบวา ความพึงพอใจตอชุดกิจกรรม เรื่องจาํ นวนนบั และการบวก การลบ การคูณ การหาร โดยใชเทคนิค TAI มีคา เฉล่ีย 4.46 ซึ่งมีความพึงพอใจอยูในระดับมาก และยังสอดคลองกบั งานวิจัยของ สถาพร พลราชม (2555 : 91) ไดศกึ ษา การพัฒนาชุดกิจกรรมการเรียนการสอน วิทยาศาสตรโ ดยใชแหลงเรียนรใู นทองถ่ินเพ่อื เสริมสรางความสามารถในการคิดแกป ญหา และผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนของนักเรยี นชั้นประถมศึกษาปที่ 6 พบวา นักเรียนมีความพึงพอใจตอชุดกิจกรรมการเรียนการสอน วทิ ยาศาสตรโดยใชแหลง เรียนรใู นทอ งถ่นิ อยใู นระดบั มากที่สุด มีคาเฉล่ยี โดยรวมเทากบั 4.53 ขอ เสนอแนะ 1. ขอ เสนอในการนาํ ไปใช 1.1 กอ นนําชุดกิจกรรมปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการบรโิ ภคอาหารไปใช ผูป ระเมินควรมคี วามรูความเขา ใจ ในข้ันตอน รปู แบบของชดุ กิจกรรม เพือ่ การประเมินจะไดมีประสิทธิภาพสงู มากที่สดุ 1.2 กอ นนาํ ชุดกจิ กรรมปรับเปล่ียนพฤติกรรมการบรโิ ภคอาหารไปใช ตองชี้แจงใหนักเรียนทราบเก่ียวกบั รายละเอียดของชุดกิจกรรม อยา งชัดเจน เพื่อการประเมินจะสอดคลอ งกบั ส่ิงท่ปี ฏิบตั ิมากทส่ี ุด 1.3 ควรแบงการประเมินเปนระยะ ๆ เพ่ือใหนกั เรียนไดร บั ผลสะทอนและนาํ มาปรบั ปรุงแกไ ขใหถ ูกตอ งได และควรมีการสรา งชุดกิจกรรมปรับเปล่ียนพฤติกรรมการบรโิ ภคอาหารและเกณฑการประเมินใหละเอยี ดมากยิ่งขึ้น 2. ขอเสนอแนะในการทําวิจัยคร้ังตอไป 2.1 ควรมีการพัฒนาชุดกิจกรรมปรับเปล่ยี นพฤติกรรมการบริโภคอาหารในระดบั ชัน้ อืน่ เพอ่ื ปรบั เปล่ยี น พฤติกรรมการบริโภคอาหารของนักเรียนเรียนระดบั ช้ันอ่ืน ๆ ดว ย 2.2 ควรมีการวิจยั เก่ยี วกบั พฒั นาการดา นโภชนาการของนักเรยี น หลังจากไดทาํ การทดลองใชกิจกรรม ปรับเปลีย่ นพฤติกรรมการบรโิ ภคอาหาร เอกสารอางองิ เฉลิมพล ตนั สกุล. (2543). พฤติกรรมศาสตรสาธารณสขุ (พิมพคร้งั ที่ 3). กรงุ เทพฯ: สหประชาพาณิชย. ณรงฤทธิ์ วุฒพิ งศตระกูล. (2550). การพัฒนาการลดพฤตกิ รรมการบริโภคขนมขบเค้ยี วของนักเรยี นชวงช้ันที่ 2 โรงเรียนวัดโคกงาม อาํ เภอบานหมอ จงั หวัดสระบุร.ี วิทยานิพนธ ศิลปศาสตรมหาบณั ฑิต สาขาวิชายุทธศาสตรการพัฒนา. ลพบรุ ี: มหาวิทยาลยั ราชภฏั เทพสตร.ี ปณสิ รา จันทรป าละ. (2553). การพัฒนาชุดกิจกรรมสง เสริมการคิดวเิ คราะห กลุมสาระการเรียนรูภาษาไทย สําหรบั นักเรยี น ชน้ั ประถมศึกษาปท่ี 6. วิทยานิพนธ ศิลปศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาหลักสูตรและการสอน. พิษณุโลก: มหาวิทยาลยั นเรศวร. ภัทรลดา ประมาณพล. (2560). การพัฒนาชุดกจิกรรม เร่ืองจาํ นวนนบั และการบวกการลบ การคูณ การหารสําหรบั นักเรยี น ช้นั ประถมศึกษาปที่ 6 โดยใชเ ทคนิค TAI. วิทยานิพนธ ครศุ าสตรมหาบัณฑิต สาขาวชิ าหลักสูตรและการสอน. จันทบุร:ี มหาวิทยาลัยราชภฏั รําไพพรรณี. ระพินทร โพธ์ิศร.ี (2549). การสรา งชดุ กิจกรรมการเรยี นรู. อุตรดิตถ: มหาวิทยาลัยราชภัฏอุตรดิตถ. โรงเรียนปทมุ รัตตพ ทิ ยาคม. (2561). สรปุ ผลการตรวจระบบ Thai Growth. รอ ยเอด็ : โรงเรียนปทุมรัตตพ ิทยาคม. วรี ะชยั นลวชัย และคณะ. (2560). การพฒั นาพฤติกรรมการบรโิ ภคอาหารของนักเรยี นในโรงเรยี น อย.นอ ยเพือ่ ลดปจจัยเสี่ยง ตอโรคไมตดิ ตอ เรอ้ื รัง (NCDs). กรุงเทพฯ: สํานักงานคณะกรรมการอาหารและยา กระทรวงสาธารณสขุ . ศริ เมศร ศริ ิศักด์ิธนากลุ . (2556). ผลของการจดั กิจกรรมการเรียนรูโดยใชกระบวนการคิดอยางมีวิจารณญาณท่ีมีตอ พฤติกรรม การบริโภคท่ยี งั่ ยืนของนักเรยี นมธั ยมศึกษา. วิทยานิพนธ ครุศาสตรมหาบัณฑติ สาขาวิชาการสอนสังคมศกึ ษา. กรุงเทพฯ: จฬุ าลงกรณมหาวิทยาลัย.

Journal of Roi Et Rajabhat University 31 Volume 14 No.3 September - December 2020 สถาพร พลราชม. (2555). การพัฒนาชุดกิจกรรมการเรียนการสอนวิทยาศาสตรโดยใชแหลง เรียนรใู นทอ งถิ่น เพื่อเสรมิ สราง ความสามารถในการคิดแกปญหาและผลสมั ฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนชั้นประถมศกึ ษาปท ่ี 6. วิทยานพิ นธ ครุศาสตรมหาบัณฑิต สาขาหลกั สูตรและการสอนวิทยาศาสตร. สกลนคร: มหาวิทยาลยั ราชภัฏสกลนคร. สาํ นักงานกองทุนสนับสนุนการสรางเสริมสขุ ภาพ. (2557). บรโิ ภคอาหารถกู ตองลดปญหาดา นสขุ ภาพคนไทย. สืบคนเม่ือ 23 มิถนุ ายน 2562, จาก https://www.thaihealth.or.th/Content/19644-ปรับวิถีชีวิตสมดุล+ หางไกล’โรคไมต ิดตอ.html สํานักงานกองทุนสนบั สนุนการสรา งเสริมสุขภาพ. (2557). สถานการณการบริโภคผักและผลไมข องคนไทย. สบื คนเมื่อ 23 มิถนุ ายน 2562, จาก https://www.thaihealth.or.th/Content/19367-สถานการณการบริโภค ผกั และผลไมของคนไทย.html

32 วารสารมหาวิทยาลัยราชภฏั รอยเอ็ด ปท ่ี 14 ฉบบั ที่ 3 กันยายน - ธนั วาคม 2563 การพัฒนาหลกั สูตรฝก อบรมการจดั การเรียนรูตามแนวทางสะเต็มศึกษา สําหรับครผู สู อน โรงเรียนขยายโอกาสทางการศกึ ษา สังกดั สํานกั งานเขตพื้นท่กี ารศึกษาประถมศกึ ษาสกลนคร เขต 1 Development of a Training Curriculum in Stem Education Learning Management for Teachers at an Opportunity Expansion School under the Office of Sakon Nakhon Elementary Education Area 1 เจษฎา ทองกันทม1, พรเทพ เสถยี รนพเกา2 และ วาโร เพ็งสวัสด์ิ3 Received : 2 ต.ค. 2562 Jedsada Thongkantom1, Pornthep Sathiennoppakao2 and Waro Pengsawat3 Revised : 6 มี.ค. 2563 Accepted : 6 มี.ค. 2563 บทคดั ยอ การวิจัยครง้ั น้ีมีความมุงหมาย 1) เพอ่ื พัฒนาหลักสตู รฝก อบรมการจัดการเรียนรูต ามแนวทางสะเต็มศึกษา สําหรับครูผูสอนโรงเรียนขยายโอกาสทางการศกึ ษาสังกัดสํานักงานเขตพ้ืนท่ีการศกึ ษาประถมศกึ ษาสกลนคร เขต 1 2) เพ่ือศึกษา ประสิทธิภาพของหลกั สูตรฝกอบรมการจัดการเรียนรตู ามแนวทางสะเต็มศึกษา การดาํ เนินการวิจัยแบงออกเปน 2 ระยะ ดงั น้ี ระยะที่ 1 การพฒั นาหลักสูตรฝกอบรม และระยะที่ 2 การประเมินประสิทธภิ าพและการปรบั ปรุงหลักสูตร กลมุ เปา หมาย ไดแ ก ครูผูส อนโรงเรยี นบา นมวงวิทยา อาํ เภอกุสุมาลยจ ังหวดั สกลนคร ภาคเรียนที่ 2 ปการศึกษา 2561 ใชวิธีเลอื กแบบ เจาะจง สถิติทใี่ ชในการวิเคราะหขอมูล ไดแ ก รอยละ คา เฉล่ีย สวนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และคาสถติ ิทดสอบที ผลการวิจัยพบวา หลักสตู รฝกอบรมการจัดการเรียนรตู ามแนวทางสะเต็มศึกษา สาํ หรับครูผสู อนโรงเรียนขยายโอกาสทางการศึกษา มี 5 องคป ระกอบ คอื 1) หลักการและเหตผุ ล 2) จุดมงุ หมายของหลักสูตร 3) โครงสรางเนอ้ื หา 4) กิจกรรมการฝกอบรม 5) การวัดและประเมินผล และประสทิ ธภิ าพของหลักสูตรฝกอบรมการจัดการเรยี นรูตามแนวทางสะเต็มศึกษา พบวา 1) ความรูความเขาใจเก่ียวกับการจัดการเรียนรูตามแนวทางสะเต็มศึกษา หลังฝกอบรมสงู กวากอ นฝกอบรมอยางมีนัยสําคัญ ทางสถิติทีร่ ะดับ .01 2) ทักษะการปฏิบัตงิ านการจัดการเรยี นรตู ามแนวทางสะเตม็ ศึกษาของครูผูส อน อยูในระดับดมี าก และ 3) ความพงึ พอใจของครผู สู อนท่ีมตี อหลักสูตรฝกอบรมการจัดการเรียนรูตามแนวทางสะเต็มศึกษา อยูในระดบั มากท่ีสดุ คําสําคัญ : สะเต็มศึกษา, หลักสตู รฝกอบรม, โรงเรียนขยายโอกาสทางการศึกษา Abstract The purposes of this research were : 1) to develop a training curriculum in STEM education learning management for teachers at an opportunity expansion school under the Office of Sakon Nakhon Elementary Education Area 1 and 2) to study the efficiency of the training curriculum in STEM education learning management. The conduction of this research was divided into two phases. Phase 1 was the development of a training curriculum . Phase 2 was the evaluation and improvement of the training curriculum. The target group consisted of 30 teachers at Banmuangwittaya School, Kusuman district, 1 นักศึกษาหลักสูตรครศุ าสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชานวตั กรรมการบริหารการศึกษา มหาวิทยาลัยราชภัฏสกลนคร อเี มล: [email protected] 2 ดร.,อาจารยป ระจําคณะครุศาสตร มหาวิทยาลัยราชภัฏสกลนคร 3 รองศาสตราจารย ดร., อาจารยป ระจําคณะครศุ าสตร มหาวิทยาลยั ราชภฏั สกลนคร 1 Master Student Program in Educational Administration Innovation, Faculty of Education, Sakon Nakhon Rajabhat University, Email: [email protected] 2 Dr., Lecturer in Faculty of Education, Sakon Nakhon Rajabhat University 3 Assosiate Professor Dr., Lecturer in Faculty of Education, Sakon Nakhon Rajabhat University

Journal of Roi Et Rajabhat University 33 Volume 14 No.3 September - December 2020 Sakon Nakhon province in the second semester of academic year 2018. These participants were selected by purposive sampling. The statistics used for data analysis were percentage, mean, standard deviation and t-test for dependent samples. The findings were as follows: The training curriculum in STEM education learning management for teachers at the opportunity expansion school consisted of five components: 1) the rationale, 2) objectives of the training curriculum, 3) content structure, 4) training activities and 5) measurement and evaluation. The efficiency of the training curriculum in STEM education learning management for teachers at the opportunity expansion school revealed that 1) knowledge and understanding in STEM education learning management of the teachers after the training was higher than before the training with statistically significant difference at .01 level, 2) skills of teachers in practicing STEM education learning management were at a very good level, and 3) teachers’ satisfaction toward the training curriculum was at the highest level. Keywords : STEM education, training curriculum, an opportunity expansion school. บทนาํ สะเต็มศึกษาเปนหลักสตู รโดยการบูรณาการการเรียนรูว ทิ ยาศาสตร คณิตศาสตร เทคโนโลยีและกระบวนการ ทางวศิ วกรรมศาสตร เพอื่ เนนการนําความรไู ปใชแกป ญหาในการดาํ เนินชวี ิต รวมท้ังเพอื่ ใหส ามารถพัฒนากระบวนการ หรือผลผลิตใหมท ี่เปน ประโยชนตอการดาํ เนินชีวิตและการประกอบอาชพี ในอนาคต (นสั รินทร บือซา, 2558 : 10) นอกจากนั้นสะเต็มศกึ ษาจะทําใหผเู รียนเกิดพัฒนาการดา นตาง ๆ อยา งครบถวน สอดคลองกับแนวการพัฒนาคนใหม ีคณุ ภาพ ในศตวรรษที่ 21 ทัง้ ดา นปญ ญา ดานทักษะการคิด และทักษะอื่น ๆ มาใชใ นการแกป ญ หาการคนควา สรา ง และพัฒนาคดิ คน สิง่ ตางๆ ในโลกปจจบุ ัน การเนน ความเขาใจ ความทา ทาย ความสรางสรรค ความแปลกใหม และการแกปญหาอยางมีความหมาย ของบทเรยี นในสะเต็มศึกษาจงึ เหมาะที่จะทาํ ใหเยาวชนไทยรุนใหม เกดิ การเรยี นรูและอยูในโลกแหง อนาคตไดอยา งแทจรงิ (พรทพิ ย ศิรภิ ัทราชัย, 2556 : 54) การพฒั นาครูและบุคลากรทางการศกึ ษา นับวามีความสําคัญยิง่ เพราะเปนผูท่รี บั ผิดชอบจัดการศึกษาของชาติโดยตรง จึงตอ งไดรบั การพฒั นาใหเปน ผูท่มี ีความรู ความสามารถและเทคนคิ วธิ ีในการปฏบิ ตั ิวชิ าชีพท่ยี ึดผูเรียนเปนศูนยกลาง (Learner-Center) กระบวนการนําหลักสตู รไปปฏบิ ตั ิจรงิ ใหบ รรลผุ ล จึงเปนข้ันตอนสาํ คัญที่ครจู ะตองดําเนินการใหผูเรยี น ไดพ ัฒนาขีดความสามารถของตนไดเต็มศกั ยภาพ มีความสมดุลทั้งทางรางกาย ปญญา จติ ใจ และสังคม ใหเ ปนผรู ูจักคิดวิเคราะห ใชเ หตุและผลเชงิ วทิ ยาศาสตร มีความคิดรวบยอด รักการเรยี นรู รวู ิธกี ารและสามารถเรียนรูไดดวยตวั เอง มีเจตคตทิ ่ดี ี มีวินัย มีความรบั ผิดชอบ และมีทักษะจาํ เปนตอ การพฒั นาตน พฒั นาอาชีพ และดํารงชีวิตอยใู นสังคมไดอยางมีความสขุ (ชนิตา รักษพ ลเมือง, 2557 : 135-136) จากการศึกษาเอกสารและงานวิจัยที่เกย่ี วของกบั การจดั การเรียนรูตามแนวทางสะเต็มศึกษา มวี ธิ ีการพัฒนาบุคคลากรที่หลากหลาย เชน พัฒนาหลักสูตรเพือ่ ฝกอบรม การศึกษาดูงาน การประชุมเชงิ ปฏิบตั ิการ การอภปิ รายกลุม การสัมมนา การระดมสมอง การแสดงบทบาทสมมติ การสาธิต เปนตน แตว ิธีท่ีนิยมใชและไดผลดี คือ การสราง หรือพัฒนาหลักสูตรเพื่อฝกอบรม เพราะเปนเครื่องมือท่ถี า ยทอดเจตนารมณ สกู ารปฏบิ ัติเปนส่ิงที่นาํ เอาความมุงหมาย และนโยบายการศึกษาไปแปลงเปนการกระทาํ พื้นฐานในโรงเรียน หรอื กลา วไดว าเปนหวั ใจของการศกึ ษา (ธํารง บวั ศรี, 2542 : 149) สวนการฝกอบรมเปน กระบวนการที่จะเพ่ิมพูนความรู ทักษะและความสามารถของบคุ คลในสังคมใดสังคมหน่ึง เพ่ือเปลี่ยนพฤติกรรมของบุคคลไปในทิศทางที่ตองการ เปนการเรียนการสอนชนิดเจาะจง มีเปาหมายกําหนดเฉพาะอยา งชัดเจน (Flippo, 1970 : 243) จากผลการประเมินท่ปี รากฏในรายงานประจาํ ปของ World Economic Forum ผลสัมฤทธ์ิทางการเรยี น ของนักเรียนไทยสว นใหญ โดยเฉพาะวิชาวิทยาศาสตร คณิตศาสตร ยังไมดีเทา ท่ีควร ผูเรียนขาดทักษะการคิด การสอนในปจจุบัน มงุ เนนเพียงแตการใหความรมู าก เพ่อื ใชใ นการสอบแตไมสอนใหนักเรียนไดเกิดทกั ษะการคดิ ไมมีการเชอ่ื มโยงความรทู มี่ ี ไปใชใ นการแกปญหาทพ่ี บในชวี ิตประจาํ วัน (นงนชุ เอกตระกลู , 2557 : ออนไลน) จากปญหาการเรียนวิทยาศาสตร ของนักเรยี นไทย สถาบันสง เสริมการสอนวิทยาศาสตรและเทคโนโลยี (สสวท.) เปดเผยผลการสอบวิทยาศาสตร ในโครงการ

34 วารสารมหาวทิ ยาลยั ราชภฏั รอยเอด็ ปท ี่ 14 ฉบบั ที่ 3 กันยายน - ธันวาคม 2563 ประเมินผลนักเรยี นนานาชาติ (PISA) ในป 2015 พบวานักเรียนไทยมีผลการประเมินมีแนวโนมลดลง เมอ่ื เทยี บกับป 2012 คะแนนเฉล่ยี 421 คะแนน เมื่อเทียบกับป 2012 คะแนนเฉล่ยี 444 คะแนน ลดลง 23 คะแนน ซงึ่ ต่ํากวา คา เฉล่ยี ของ OECD เม่ือเทียบกับป 2012 (สถาบนั สงเสริมการสอนวิทยาศาสตรและเทคโนโลยี, 2558 : 4-18) การจัดการเรยี นรูตามแนวสะเตม็ ศกึ ษา ผสู อนสามารถจัดการเรียนรูโดยใชวิธีการจัดการเรียนรูตามสภาพจริง (Authentic Learning) ซ่งึ เปนการเรียนรทู ี่ใหผเู รียนไดเผชญิ ปญ หาและแกป ญหาจากสภาพจริง โดยคํานึงถงึ บรบิ ทแวดลอม ทส่ี ัมพันธกับความเปน จริง ซ่งึ เปนการเรียนรทู ี่มีความหมายตอผูเรียน สอดคลองกับงานวิจัยของ จารีพร ผลมูล (2559 : 1-13) ทีพ่ บวาการจดั การเรียนรูดว ยหนวยบูรณาการแบบสะเต็ม มุง สง เสรมิ การพัฒนาสมองซีกซายและซีกขวาใหเกิดความสมดลุ เกิดความคงทนในการเรยี นวิทยาศาสตร โดยคํานึงถึงศักยภาพในการเรียนรขู องนักเรียนแตละคน จึงมีวิธีการสอนที่หลากหลาย เพื่อสนองความตองการของนักเรียนท่ีแตกตางกัน การสง เสริมใหผูเ รยี นมที ักษะการคิดข้นั สูง การแกปญ หา การคดิ อยางมี วิจารณญาณ และการตัดสินใจ รวมทั้งสรา งองคค วามรูใหม ซ่ึงเกบ็ ไวใ นความทรงจาํ ไดยาวนาน และสามารถนาํ ความรทู ี่ไดจาก การคนพบไปประยุกตใชใ นสถานการณตาง ๆ ได (Glazewski & Ertmer, 2010 : 269-282) ดังนั้นการจัดกิจกรรมการเรียนรู ท่หี ลากหลายโดยใชกระบวนการคิดและปฏิบัติจริงมากท่ีสุด เพ่อื ใหส อดคลองกับความหลากหลายทางสติปญญาของนักเรียน อนั สง ผลใหนักเรยี นประสบความสําเร็จในการเรียนไดดีข้ึน จากเหตผุ ลท่ีกลา วมาขางตน ผวู ิจัยจึงสนใจการพัฒนาหลักสูตรฝกอบรมการจัดการเรียนรู ตามแนวทางสะเต็มศกึ ษา สําหรับครผู สู อนซ่งึ เปนผูท่ีมบี ทบาทสําคัญอยา งยิง่ เนือ่ งจากตองมีความรูพ้ืนฐาน และเห็นความสาํ คญั ของการจัดการเรียนรู ตามแนวสะเต็มศึกษา กับครผู สู อนทกุ กลุมสาระการเรียนรู ตองศกึ ษาทาํ ความเขาใจแนวทางการจัดการเรยี นรู ทฤษฎีการเรียนรู ที่ชว ยในการพฒั นาคุณภาพผูเรยี น วิธีการจัดการเรียนรูท่ีหลากหลายท่ีเนนใหผูเรยี นมีความรูความเขา ใจในเรือ่ งท่ีเรียน ทักษะ ในการเรียนรู ท้ังในดานการคิดไปสทู ักษะการปฏิบัติ มีเจตคตแิ ละคานิยมท่ดี งี าม และสามารถพัฒนากิจกรรมการเรียนรู ของตนเองใหมปี ระสทิ ธิภาพมากพอท่จี ะสงผลถงึ ผูเรยี นโดยตรง อีกทง้ั ยังมุงหวังใหหลักสูตรดังกลา วเปนตน ตามแนวทาง ใหกบั ผูทีส่ นใจนาํ ไปใชและพัฒนาตอไป วัตถุประสงค การวิจัยครั้งน้ี ผูวจิ ัยไดกําหนดความมุงหมายของการวิจัย ดงั น้ี 1. เพื่อพัฒนาหลักสูตรฝกอบรมการจัดการเรยี นรูตามแนวทางสะเต็มศึกษา สาํ หรบั ครผู ูส อนโรงเรียนขยายโอกาส ทางการศึกษา สังกดั สํานักงานเขตพน้ื ที่การศึกษาประถมศึกษาสกลนคร เขต 1 2. เพ่ือศึกษาประสทิ ธภิ าพของหลักสูตรฝกอบรมการจัดการเรียนรูตามแนวทางสะเต็มศึกษา สําหรบั ครผู สู อน โรงเรียนขยายโอกาสทางการศึกษา สังกัดสาํ นักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสกลนคร เขต 1 ดงั น้ี 2.1 เพอ่ื เปรียบเทียบความรูความเขาใจเก่ียวกบั การจัดการเรยี นรตู ามแนวทางสะเต็มศกึ ษาระหวา งกอนและหลัง ฝก อบรม 2.2 เพื่อศกึ ษาทักษะการปฏิบัตงิ านการจัดเรียนรูตามแนวทางสะเต็มศึกษา 2.3 เพอ่ื ศกึ ษาความพงึ พอใจของครผู สู อน ตอหลักสูตรการจดั การเรยี นรูตามแนวทางสะเต็มศึกษา กรอบแนวคดิ และสมมติฐาน กรอบแนวคดิ ของการวิจัยเรอ่ื ง การพฒั นาหลักสูตรฝกอบรมการจัดการเรียนรูตามแนวทางสะเต็มศึกษา สําหรับครูผสู อนโรงเรียนขยายโอกาสทางการศึกษา สาํ นักงานเขตพน้ื ที่การศึกษาประถมศึกษาสกลนคร เขต 1 ผูวิจัยไดศึกษา แนวคิดเก่ียวกับการพฒั นาหลักสูตรฝกอบรมใหตรงตามความตองการจําเปน ของผูเขา รบั การฝกอบรมและบรรลุตามเปา หมาย ของหลักสูตรฝกอบรม และผูว ิจัยไดศึกษาเอกสารและงานวจิ ยั ท่ีเกี่ยวขอ งกับการจัดการเรียนรูต ามแนวทางสะเต็มศึกษา ดงั ภาพประกอบ 1

Journal of Roi Et Rajabhat University 35 Volume 14 No.3 September - December 2020 หลกั สูตรฝก อบรมการจดั การเรียนรู เนอื้ หา ประกอบดว ย ประสทิ ธภิ าพ ตามแนวทางสะเต็ม ศึกษา 3 หนวยการเรียนรู ดงั นี้ ของหลักสูตรฝกอบรม ประกอบดว ย 1. หนวยการเรียนรูท่ี 1 ประกอบดวย 1. หลกั การและเหตุผล เรอื่ งการพฒั นาความรู 1. ความรูความเขาใจ 2. จดุ มงุ หมาย ความเขา ใจเกี่ยวกบั การจัดกิจกรรมการเรียนรู 3. โครงสรางเนอ้ื หา การจัดการเรยี นรูแบบ ตามตามแนวทาง 4. กิจกรรมการฝกอบรม สะเต็มศึกษา สะเต็มศึกษา 5. การวัดและประเมินผล 2. ทักษะการปฏิบตั งิ าน กระบวนการพฒั นาหลักสตู ร 2. หนวยการเรียนรูท่ี 2 การจัดการเรยี นรู ฝกอบรม ประกอบดว ย เรอื่ งการพฒั นาสมรรถนะ ตามแนวทางสะเต็มศึกษา ระยะที่ 1 การพฒั นาหลกั สตู ร ดา นการจดั กจิ กรรมสะเตม็ 3. ความพงึ พอใจ ฝกอบรม มี 2 ข้ันตอน ศึกษา ของครูผูสอนที่มีตอ 1. การศึกษาขอ มูลพื้นฐาน หลักสตู รการจัดการเรียนรู ในการพัฒนาหลักสตู ร 3. หนว ยการเรยี นรูท ่ี 3 ตามแนวทางสะเต็มศึกษา 2. การสรา งและพัฒนาหลักสูตร เรอ่ื งการพัฒนาสมรรถนะ ฝกอบรม ดา นการออกแบบกิจกรรม ระยะท่ี 2 การประเมนิ ประสทิ ธภิ าพ สะเต็มศึกษา และการปรับปรงุ หลักสูตรฝก อบรม มี 2 ข้ันตอน 1. การทดลองใชหลักสูตรฝกอบรม 2. การประเมินผลและปรับปรุง หลักสตู รฝกอบรม ภาพประกอบ 1 กรอบแนวคิดการวจิ ัย สมมติฐานของการวิจัย ในการวิจัยครง้ั น้ีไดตัง้ สมมติฐานของการวิจัยไว ดังน้ี 1. ครูผูสอนเขา รบั การฝกอบรมมีความรู ความเขา ใจ เก่ียวกบั การจัดการเรียนรตู ามแนวทางสะเต็มศึกษา (STEM Education) หลงั การฝกอบรมสงู กวา กอ นการฝกอบรม 2. ทกั ษะการปฏบิ ตั งิ านการจัดการเรียนรูตามแนวทางสะเต็มศึกษา อยใู นระดับดี 3. ความพงึ พอใจของครูผูสอนโรงเรียนขยายโอกาสทางการศึกษาท่ฝี กอบรมดวยหลักสูตรการจัดการเรียนรู ตามแนวทางสะเต็มศึกษา (STEM Education) สํานักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสกลนคร เขต 1 อยูในระดบั มาก วธิ ดี ําเนนิ การวิจยั 1. ประชากรและกลุมตัวอยา ง ครูผสู อนโรงเรียนบา นมวงวทิ ยา อําเภอกุสุมาลย จังหวดั สกลนคร สังกัดสํานักงานเขตพื้นที่การศึกษา ประถมศึกษาสกลนคร เขต 1 ภาคเรียนที่ 1 ปการศึกษา 2561 จํานวน 30 คน

36 วารสารมหาวิทยาลยั ราชภัฏรอยเอ็ด ปที่ 14 ฉบับที่ 3 กนั ยายน - ธันวาคม 2563 2. เครื่องมือทใี่ ชในการวิจัย ผูวจิ ัยไดพ ฒั นาเคร่ืองมือท่ีใชในการวัดผลและประเมนิ ผลการวิจัย ผานการตรวจสอบจากผูเช่ียวชาญ จํานวน 5 คน ประกอบดวย เอกสารการพฒั นาหลักสูตรฝกอบรม แบบประเมินความรู ความเขา ใจในการจัดการเรยี นรู ตามแนวทางสะเต็มศึกษา แบบประเมินทักษะการปฏิบัติงานการจัดการเรยี นรูตามแนวทางสะเต็มศึกษา และแบบประเมิน ความพงึ พอใจของครูผสู อนมีตอหลักสูตรฝกอบรมการจัดการเรยี นรูตามแนวทางสะเต็มศึกษา 3. การเกบ็ รวบรวมขอมูล การดําเนินการวิจัยการพัฒนาหลักสูตรฝกอบรมการจดั การเรียนรูตามแนวทางสะเต็มศึกษา สําหรบั ครผู สู อน โรงเรียนขยายโอกาสทางการศกึ ษามีการดาํ เนินการวิจัย 2 ระยะ ดังนี้ ระยะที่ 1 การพัฒนาหลักสตู รฝกอบรม มี 2 ข้ันตอน ดงั นี้ 1. การศึกษาขอมลู พ้ืนฐาน แนวคิดทฤษฎี ศึกษาเอกสารแนวคิดทฤษฎแี ละงานวิจัยท่ีเกี่ยวของ ผลท่ีไดจ ากการศึกษานํามาใชเปน ขอมูล ในการกาํ หนดองคประกอบของหลักสูตรฝกอบรม และกาํ หนดหวั ขอประเด็นในการสัมภาษณ 2. การสรา งและพัฒนาหลักสูตรฝกอบรม 2.1 การออกแบบรางหลักสูตรฝกอบรม โดยกาํ หนดองคป ระกอบของหลกั สูตรดงั น้ี หลกั การ และเหตุผล จุดมุงหมาย โครงสรางเนอ้ื หา กิจกรรมการฝกอบรม และการวัดและประเมินผล 2.2 ตรวจสอบคุณภาพความเหมาะสมและความสอดคลอ งของรา งหลักสูตรฝกอบรมและตรวจสอบ คณุ ภาพเครื่องมอื วัดผลประเมินผลของหลักสูตรโดยผูเช่ียวชาญ จํานวน 5 คน ระยะท่ี 2 การประเมินประสิทธภิ าพและการปรับปรงุ หลักสตู รฝก อบรม มี 2 ขั้นตอน ดังนี้ 1. การทดลองใชห ลกั สูตรฝกอบรม นําหลักสูตรไปทดลองใชกบั กลุมตวั อยา ง เก็บรวบรวมขอมูล 2. การประเมินผลและการปรับปรุงหลักสูตรฝกอบรม วิเคราะหเปรียบเทยี บคะแนนเฉล่ียความรู ความเขา ใจกอ นและหลังฝกอบรม คะแนนเฉลี่ยทักษะการปฏิบัตงิ าน คะแนนเฉลี่ยความพึงพอใจตอหลักสูตรฝกอบรม และปรับปรุงหลักสูตรฝกอบรมใหมีความเหมาะสม ไดห ลกั สูตรฝกอบรมการจัดการเรียนรูตามแนวทางสะเตม็ ศึกษา สําหรับครูผูสอนโรงเรียนขยายโอกาสทางการศกึ ษา ฉบับสมบูรณ 4. การวิเคราะหข อมลู ผวู จิ ัยนําขอ มูลทเ่ี ก็บรวบรวมไดจากเครือ่ งมอื วัดมาวิเคราะหสถติ ิ โดยใชสถติ ิในการวิเคราะหข อ มูล ไดแก คา รอยละ คา เฉลี่ย (  ) คา เบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) คา t-test ตามแนวทาง Dependent Samples สาํ หรบั การปรียบเเทียบ ระหวางกอน และหลงั การฝกอบรม สรุปผล การพฒั นาหลักสูตรฝกอบรมการจัดการเรียนรูตามแนวทางสะเต็มศึกษา สําหรับครูผูส อนโรงเรียนขยายโอกาส ทางการศึกษา สงั กดั สํานักงานเขตพนื้ ที่การศึกษาประถมศึกษาสกลนคร เขต 1 สรุปผล ไดด งั น้ี 1. ผลการพัฒนาหลกั สตู รฝก อบรม ผลการสรา งโครงรา งหลกั สูตรฝกอบรมการจดั การเรียนรูตามแนวทางสะเต็มศึกษา สาํ หรับครผู สู อน โรงเรียนขยายโอกาสทางการศกึ ษา สงั กดั สาํ นักงานเขตพ้ืนที่การศึกษาประถมศึกษาสกลนคร เขต 1 สรุปไดดงั นี้ 1.1 ผลการสรา งโครงรางหลักสูตรฝกอบรมการจัดการเรียนรูตามแนวทางสะเต็มศึกษา สําหรับครูผูสอน โรงเรยี นขยายโอกาสทางการศึกษา สังกัดสํานักงานเขตพ้ืนที่การศึกษาประถมศึกษาสกลนคร เขต 1 มอี งคประกอบของหลักสูตร 5 องคป ระกอบ 1) หลักการและเหตุผล 2) จุดมุงหมายของหลกั สูตร 3) โครงสรางเน้อื หา แบง ออกเปน 3 หนวยการเรียนรู ใชเ วลาฝกอบรม 14 ชัว่ โมง 4) กิจกรรมการฝกอบรม 5) การวัดและประเมินผล ประเมินผลการเรียนรูกอน ระหวา งและหลัง การฝกอบรม ใชเคร่อื งมือวดั ไดแก 1) แบบประเมินความรู ความเขาใจเกยี่ วกบั สะเต็มศึกษา 2) แบบประเมินผลทักษะ การปฏิบัตงิ านครสู ะเต็มศึกษา 3) แบบวัดความพึงพอใจของครูผูสอนตอหลักสูตรการจัดการเรียนรูตามแนวทางสะเต็มศกึ ษา 1.2 ผลการตรวจสอบโครงรางหลักสูตรฝกอบรม ผวู ิจัยไดจดั ทําโครงรา งหลักสูตรฝกอบรมใหผ ูเชี่ยวชาญ จํานวน 5 คน ตรวจสอบคณุ ภาพหลักสตู รดานความเหมาะสม และความสอดคลองของโครงสรางหลักสูตร ดวยเครื่องมอื ท่ีใช

Journal of Roi Et Rajabhat University 37 Volume 14 No.3 September - December 2020 ในการวจิ ยั คือ คาเฉลี่ย ( X) และสว นเบย่ี งเบนมาตรฐาน (S.D.) โดยเปนตามแนวทางสอบถามมาตราสวน 5 ระดบั โดยกาํ หนด คา เฉล่ียของความเหมาะสมท่ีคา เฉลย่ี ต้ังแต 3.50 ขนึ้ ไป และดชั นีความสอดคลอ งมากกวาหรือเทา กับ 0.50 ซง่ึ ในการวิจยั ในครั้งน้ี มีความเหมาะสมภาพรวมอยใู นระดบั มากที่สุด ( X = 4.87) และมีความสอดคลองกันในทุกประเด็น โดยมีคา ความสอดคลอ ง เทากบั 0.80-1.00 ใชได 2. ผลการประเมนิ ประสทิ ธภิ าพของหลักสตู รฝกอบรมการจดั การเรียนรูตามแนวทางสะเต็มศึกษา สาํ หรบั ครผู ูสอนโรงเรียนขยายโอกาสทางการศึกษา สังกัดสํานักงานเขตพนื้ ท่ีการศกึ ษาประถมศึกษาสกลนคร เขต 1 ผลจากการทดลองใชหลักสูตรฝกอบรม พบวาหลกั สูตรฝกอบรมมคี ณุ ภาพตามเกณฑที่กําหนด ดังนี้ 2.1 ผลการวเิ คราะหเปรียบเทียบคะแนนความรูความเขา ใจ เก่ียวกบั การจัดการเรียนรูตามแนวทางสะเต็มศึกษา ระหวางกอ นและหลงั ฝกอบรม ปรากฏดังตาราง 1 ตาราง 1 วเิ คราะหเปรยี บเทียบคะแนนความรคู วามเขาใจเก่ียวกับการจัดการเรียนรู ตามแนวทางสะเต็มศกึ ษา ระหวา งกอนและหลงั การฝกอบรม จํานวน 30 คน การฝก อบรม n X S.D. df t Sig กอ นฝกอบรม 30 13.50 2.921 29 31.789** 0.000 หลังฝกอบรม 30 22.17 2.422 ** มีนัยสาํ คัญทางสถติ ิท่ีระดบั .01 จากตาราง 1 พบวาภายหลังการทดลองใชหลักสูตรฝก อบรม ผูเขา รับการฝกอบรมมีความรู ความเขา ใจเก่ียวกบั การจัดการเรยี นรตู ามแนวทางสะเตม็ ศึกษา หลงั การฝก อบรมสงู กวา กอ นการฝกอบรมอยา งมีนัยสาํ คัญทางสถิตทิ ่ีระดบั .01 2.2 ผลการศึกษาทักษะการปฏบิ ตั ิงานการจัดการเรียนรูตามแนวทางสะเต็มศึกษา ปรากฏดังตาราง 2 ตาราง 2 วิเคราะหท ักษะการปฏบิ ัติงานการจัดการเรียนรูตามแนวทางสะเต็มศึกษา ทกั ษะการปฏิบัตงิ าน N คะแนนเตม็ X S.D. ระดับคณุ ภาพ หนวยการเรียนรูท่ี 1 30 24 20.40 2.46 ดีมาก หนวยการเรียนรทู ่ี 2 30 24 21.40 1.89 ดมี าก หนว ยการเรียนรูท่ี 3 30 24 22.20 0.76 ดีมาก 30 24 21.33 0.90 ดีมาก คาเฉลี่ย จากตาราง 2 พบวาคะแนนทักษะการปฏิบัติงาน ในภาพรวมอยูในระดบั ดีมาก มีคะแนนเฉลี่ย 21.33 เมื่อพิจารณาแยกเปนทักษะการปฏบิ ัตงิ านในดา นตาง ๆ พบวา หนวยการเรียนรทู ี่ 3 มีคะแนนเฉลี่ยสงู สุดที่ 22.20 อยูในระดบั ดมี าก เปนไปตามสมมตฐิ านท่ตี ั้งไว โดยทักษะหนว ยการเรยี นรทู ่ี 1 มีคะแนนเฉล่ียต่ําสุดท่ี 20.40 2.3 ผลการศึกษาความพึงพอใจของครูผสู อนทม่ี ีตอ หลกั สูตรฝกอบรมการจัดการเรียนรูตามแนวทางสะเตม็ ศึกษา สําหรบั ครผู ูสอนโรงเรียนขยายโอกาสทางการศึกษา ปรากฏดงั ตาราง 3

38 วารสารมหาวทิ ยาลัยราชภัฏรอ ยเอ็ด ปท่ี 14 ฉบับท่ี 3 กนั ยายน - ธนั วาคม 2563 ตาราง 3 ความพึงพอใจของครผู สู อน ท่มี ีตอ หลักสตู รฝกอบรมการจัดการเรียนรูตามแนวทางสะเต็มศกึ ษา ขอ รายการประเมิน X S.D. การแปลความหมาย 1. ดา นสถานที่/ระยะเวลา 4.82 0.25 มากทส่ี ุด 2. ดา นการนําความรไู ปใช 4.85 0.23 มากท่ีสดุ 3. ดา นวทิ ยากร 4.88 0.33 มากทส่ี ดุ 4. ดา นกระบวนการจัดการเรียนรู 4.86 0.27 มากทส่ี ุด 5. ดา นส่อื ประกอบการฝกอบรม 4.95 0.22 มากท่ีสุด 6 ดา นการวัดและประเมินผล 4.85 0.32 มากทส่ี ุด 4.87 0.28 มากทสี่ ุด คา เฉลย่ี รวม จากตาราง 3 พบวาในภาพรวมอยูในระดบั มากทีส่ ุด ( X=4.87) สงู กวาสมมติฐานท่ีต้งั ไว เม่อื พิจารณาเปนรายขอ พบวา ทุกขอ มคี วามพงึ พอใจอยูในระดบั มากทีส่ ุด โดยขอที่มีคา เฉล่ียมากที่สุด 3 ลาํ ดับแรก ไดแก 1) ดานสอื่ ประกอบการฝกอบรม ( X=4.95) 2) ดานวิทยากร ( X=4.88) และ 3) ดา นกระบวนการจัดการเรยี นรู ( X=4.86) และดา นสถานท่ี/ระยะเวลา มีคา เฉลยี่ ตา่ํ สุด ( X=4.82) อภิปรายผล จากผลการวิจัยและพัฒนาหลักสูตรฝกอบรมการจดั การเรียนรูตามแนวทางสะเต็มศึกษา สําหรับครูผูสอน โรงเรียนขยายโอกาสทางการศกึ ษา สังกัดสํานักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสกลนคร เขต 1 มีประเด็นนา สนใจ นาํ มาอภิปรายผล ดงั นี้ 1. ผลการพฒั นาหลักสูตรฝกอบรมการจัดการเรยี นรูตามแนวทางสะเตม็ ศึกษา สาํ หรบั ครูผูสอนโรงเรยี นขยายโอกาส ทางการศึกษา สังกัดสํานักงานเขตพน้ื ท่ีการศึกษาประถมศึกษาสกลนคร เขต 1 ประกอบดว ย 5 องคป ระกอบ ไดแก 1) หลักการ และเหตุผล 2) จดุ มงุ หมายของหลักสตู ร 3) โครงสรา งเนื้อหา 4) กิจกรรมการฝกอบรม และ 5) การวัดและประเมินผล พฒั นาขึ้น โดยยึดหลักการแนวคิดเก่ียวกับการพฒั นาหลักสูตรและการฝกอบรมของนักวิชาการดา นหลักสตู รเชน Taba (1962 : 341) Nicholls (1978 : 17) Kerr (1989 : 16) สมชาย สังขส ี (2550 : 145-146) และจํารสั อินทลาภาพร (2558 : 2) ผลการประเมนิ ความเหมาะสมของหลกั สูตร พบวามคี า เฉลี่ยอยูในระดับมากทีส่ ุด ในขณะเดียวกันผลการประเมินความสอดคลอ งขององคประกอบ ของหลักสูตรในแตละดา นเปนไปตามเกณฑท่ีกําหนดคือมีคา ความสอดคลองมากกวา .50 ทกุ ประเด็น หมายความวา องคประกอบ ของรางหลักสูตรฝกอบรมมีความสอดคลองกัน อันเนื่องมาจากผูวิจัยไดพัฒนาหลักสตู รฝกอบรมโดยดาํ เนินการผานกระบวนการ หาคณุ ภาพตามข้ันตอน 2. ผลการประเมินประสทิ ธิภาพของหลักสตู รฝก อบรมการจดั การเรียนรูตามแนวทางสะเตม็ ศึกษา สาํ หรบั ครผู สู อน โรงเรียนขยายโอกาสทางการศกึ ษา ผลการวจิ ัยพบวา หลักสตู รฝกอบรมมปี ระสิทธิภาพตามสมมตฐิ านท่ตี ้ังไว ดังนี้ 2.1 ผลการวิเคราะหเปรียบเทียบคะแนนความรูความเขา ใจเก่ียวกับการจัดการเรียนรูตามแนวทางสะเต็มศึกษา พบวาคะแนนทดสอบหลังฝกอบรมสงู กวากอ นฝกอบรมอยางมีนัยสําคญั ทางสถิตทิ ่ีระดับ .01 ซ่งึ เปน ไปตามสมมตฐิ านทตี่ ั้งไว แสดงวา หลักสูตรฝกอบรมสามารถพฒั นาความรคู วามเขา ใจการจดั การเรียนรูตามแนวทางสะเต็มศึกษา ซง่ึ สอดคลองกับงานวิจัย ของจํารัส อินทลาภาพร (2558 : 728) ไดท ําการวิจัยเร่ืองการพฒั นาหลักสตู รฝกอบรม เพ่ือเสรมิ สรา งความสามารถในการ จัดการเรียนรตู ามแนวสะเตม็ ศึกษา สาํ หรับครูระดบั ประถมศึกษา พบวา คะแนนความรูความเขาใจเกี่ยวกบั การจัดการเรยี นรู ตามแนวสะเต็มศึกษาของครู หลงั ฝก อบรมสูงกวา กอนฝกอบรมอยางมีนัยสาํ คญั ทางสถิติที่ระดับ .01 สอดคลองกบั นัสรินทร บอื ซา (2558 : 59) ไดทาํ การวิจยั เรือ่ งผลการจัดการเรียนรูต ามแนวคิดสะเต็มศึกษา ทม่ี ีตอผลสมั ฤทธ์ิทางการเรียนชวี วทิ ยา ความสามารถในการแกปญหา และความพึงพอใจตอการจัดการเรียนรูข องนักเรียนชั้นมธั ยมศึกษาปที่ 5 ผลการวิจัยพบวา นักเรียนมีคะแนนหลังเรียนสูงกวา กอ นเรียนอยา งมีนัยสําคญั ทางสถิตทิ ร่ี ะดบั 0.1 2.2 ผลการศึกษาทักษะการปฏิบตั งิ านการจัดการเรียนรูตามแนวทางสะเต็มศึกษา สาํ หรบั ครูผูสอน โรงเรยี นขยายโอกาสทางการศึกษา อยูในระดบั ดีมาก สงู กวาสมมติฐานที่ต้งั ไวใน แสดงวาหลักสูตรฝกอบรมสามารถพัฒนาทักษะ

Journal of Roi Et Rajabhat University 39 Volume 14 No.3 September - December 2020 การปฏิบัตงิ านไดจริง ท้ังนี้อาจเน่ืองมาจากกิจกรรมที่กําหนดใหครูผสู อน ไดใชเวลาในการปฏิบัติทักษะในแตละกิจกรรม ไดอ ยา งเหมาะสม ทาํ ใหเกิดประสบการณการเรียนรู กิจกรรมท่ีกาํ หนดมีความเหมาะสมกับครูผูสอน นอกจากน้ีกิจกรรม การฝกอบรมไดเนน ใหมีการปฏบิ ตั ิจริงทุกกิจกรรมอยางหลากหลาย โดยการใหความรดู านทฤษฎีกอ นเขา สูภาคปฏบิ ัติ ซง่ึ สอดคลอ งกับแนวคิดเก่ียวกบั รูปตามแนวทางการเรียนการสอน และการฝก อบรมท่ีเนนทักษะปฏิบัติของ ทิศนา แขมมณี (2553 : 296-298) กลาววา การเรียนการสอนท่ีเนนทักษะปฏิบัติท่ีไดผลดีประกอบดวยยุทธวธิ ี 3 ยุทธวธิ ี ไดแก 1) การสอนทฤษฎี กอ นสอนงานปฏิบัติ 2) การสอนงานปฏิบตั ิกอนสอนทฤษฎี และ 3) การสอนภาคทฤษฎีและปฏบิ ตั ิไปพรอม ๆ กัน ดว ยเหตุผล ดงั กลาว สงผลใหท ักษะการปฏิบตั ิงานของการจัดการเรียนรูตามแนวทางสะเต็มศึกษาอยูใ นระดบั ดีมาก ซ่ึงสอดคลองกับศรัณยา แสงหิรัญ (2553 : 182-183) ไดท าํ การวิจัยเร่ืองการพัฒนาหลักสูตรฝกอบรมครูโรงเรียนอาชีวศกึ ษาเอกชน เพื่อใหม ีคุณลักษณะ สูการเปนองคการแหง การเรียนรู ผลการวิจัยพบวา คาเฉล่ียจากตามแนวทางทดสอบความสามารถและทักษะของผูเขา รบั การอบรม หลงั การทดลองสงู กวา กอ นการทดลองอยางมีนัยสําคัญทางสถิตทร่ี ะดับ .01 2.3 ผลการศึกษาความพึงพอใจของครูผูสอนท่ีมีตอ หลกั สูตรฝกอบรม การจัดการเรียนรูตามแนวทางสะเต็มศึกษา สาํ หรบั ครผู สู อนโรงเรียนขยายโอกาสทางการศกึ ษา ในภาพรวมอยูในระดบั มากทสี่ ุด มีคา เฉล่ยี 4.87 สงู กวา สมมตฐิ านที่ตง้ั ไว เมือ่ พิจารณาในรายละเอียดพบวา ดา นสอ่ื ประกอบการฝกอบรม มีคะแนนเฉลี่ย 4.95 รองลงมาดา นวทิ ยากร มีคะแนนเฉล่ีย 4.88 คือ ดานกระบวนการจดั การเรยี นรู มีคะแนนเฉลี่ย 4.86 และดานสถานท/ี่ ระยะเวลา มีคะแนนเฉลี่ยตํ่าสุดท่ี 4.82 ซึง่ สอดคลอ ง กบั แนวคดิ ของ สมใจ กงเตมิ (2553 : 73) ไดกลา ววา ส่ือเปนส่ิงเราท่ีนาํ เสนอเพ่อื ชว ยใหผูเรียนเกิดการเรียนรไู ดดี สื่อที่ดีจะตอง เนนการมปี ฏิสัมพันธของผเู รียนไวดว ย และผสู อนควรเนนส่ือประเภทตา ง ๆ ตอผูเรียน นอกจากนวี้ ิทยากรท่ีดาํ เนินการฝก อบรม ยังเปน ผูมีความรูความสามารถและประสบการณใ นเร่อื งที่ฝกอบรมเปน อยางดี มเี ทคนิคและวธิ ีการท่ที ําใหผูเขารบั การอบรม เขาใจไดงา ย มบี คุ ลิกภาพท่ดี ี ย้ิมแยมแจมใส คอยใหคาํ แนะนาํ ช้แี นะ ชวยเหลอื เปนอยา งดี และเรยี นรอู ยางมีความสุข เปนไปตามลักษณะการฝกอบรมที่ดี สอดคลองกบั นัสรินทร บอื ซา (2558 : 59) ไดทาํ การวิจัยเร่อื งผลการเรยี นรูตามแนวคิด สะเต็มศึกษา (STEM Education) ท่ีมีตอ ผลสัมฤทธิท์ างการเรียนชีววิทยา ความสามารถในการแกปญหาและความพึงพอใจ ตอ การจดั การเรียนรขู องนักเรยี นชนั้ มัธยมศึกษาปท ี่ 5 ผลการวิจัยพบวา นักเรียนชน้ั มธั ยมศึกษาปที่ 5/1 มีความพงึ พอใจ ตอการจดั การเรียนรตู ามแนวคดิ สะเต็มศึกษา หลงั การจัดการเรยี นรูอยูในระดับความพึงพอใจมาก ขอ เสนอแนะ จากการวิจัยการพัฒนาหลักสูตรฝก อบรมการจดั การเรียนรูตามแนวทางสะเตม็ ศกึ ษา สําหรับครผู สู อน โรงเรียนขยายโอกาสทางการศกึ ษา สงั กัดสํานักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสกลนคร เขต 1 ไดข อ เสนอแนะ ดังนี้ 1. ขอเสนอแนะในการนาํ ไปใช 1.1 การออกตามแนวทางกจิ กรรมวิทยากรใหขอคิดเห็นวา การออกตามแนวทางกจิ กรรมการเรยี นรูควรแยกกิจกรรม เปนระดบั ชว งชั้น เชนกิจกรรมระดบั ช้ันอนบุ าล กิจกรรมระดับช้ันประถมศึกษา และกิจกรรมระดับมัธยมศกึ ษาเพอื่ ใหครู ไดนาํ กจิ กรรมนําไปใชในกจิ กรรมการเรียนการสอน และเปนแนวทางในการออกตามแนวทางกิจกรรมการเรียนการสอนของครู 1.2 การอบรมการจัดการเรียนรตู ามแนวทางสะเต็มศึกษาวิทยากรควรใหความรเู รือ่ งกระบวนการออกตาม แนวทางทางวิศวกรรม 6 ขัน้ ตอน ใหช ัดเจนและยกตวั อยา งการออกตามแนวทางกิจกรรมและเขียนแผนการจัดการเรียนรู เพอื่ ผเู ขา รับการอบรมจะไดเขาใจและนาํ ไปใชในกิจกรรมการเรียนการสอนไดถูกตอ ง 2. ขอเสนอแนะในการทาํ วิจัยคร้ังตอไป 2.1 ควรมีการวิจัยและพัฒนารูปตามแนวทางการฝกอบรมครู เพอื่ เสริมสรา งความสามารถในการจัดการเรียนรู ตามแนวสะเต็มศึกษาระดับอนบุ าล ระดบั ประถมศึกษาและระดบั มัธยมศกึ ษา 2.2 ควรมีการวิจยั และพฒั นาหลักสูตรฝก อบรม โดยนําแนวคิดสะเตม็ ศึกษาไปบรู ณาการกบั กลมุ สาระการเรียนรูอ่ืน ๆ 2.3 ควรทาํ การวจิ ัยผลการดาํ เนนิ งานของครูผูส อนท่ีผา นการอบรม ไดน ํากิจกรรมสะเต็ม หรือนําไปบูรณาการ กบั กลุมสาระอื่น ๆ ในการจัดกิจกรรมการเรยี นการสอน เพื่อศกึ ษาประสทิ ธภิ าพในระยะยาว

40 วารสารมหาวิทยาลัยราชภฏั รอยเอ็ด ปที่ 14 ฉบบั ที่ 3 กันยายน - ธนั วาคม 2563 เอกสารอา งอิง จารีพร ผลมลู (2559). การพฒั นาหนวยการเรียนรบู รู ณาการแบบ STEAM สําหรบั นกั เรียนช้นั มธั ยมศึกษาปท ี่ 3: กรณีศึกษา ชุมชนวังตะกอ จังหวัดชมุ พร. วารสารวิจัยมหาวิทยาลยั ขอนแกน, 3(2), 1-13. จาํ รัส อินทลาภาพร. (2558). การพฒั นาหลักสูตรฝก อบรมเพือ่ เสริมสรา งความสามารถในการจัดการเรยี นรูตามแนว สะเต็มศึกษาสาํ หรบั ครูระดบั ประถมศึกษา.ดษุ ฎีนพิ นธ ปรชั ญาดษุ ฎีบณั ฑติ สาขาวชิ าการวิจัยและพฒั นาหลักสตู ร. กรุงเทพฯ: มหาวทิ ยาลยั ศรีนครินทรวิโรฒ. ชนิตา รักษพลเมือง (2557). กระบวนการทัศนพัฒนศึกษา. กรุงเทพฯ: วิญูชน. นัสรินทร บือซา. (2558). ผลการจัดการเรียนรูต ามแนวคิดสะเต็มศึกษา (STEM Education) ท่มี ตี อ ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ชวี วทิ ยา ความสามารถในการแกปญหาและความพึงพอใจตอการจดั การ เรียนรูข องนักเรียนชั้นมธั ยมศึกษาปท ่ี 5. วิทยานิพนธ ศกึ ษาศาสตรมหาบณั ฑิต สาขาวิชาการสอนวิทยาศาสตรและคณติ ศาสตร. สงขลา: มหาวิทยาลัยสงขลานครนิ ทร. พรทพิ ย ศิรภิ ทั ราชัย. (2556). STEM Education กับการพฒั นาทักษะในศตวรรษท่ี 21. สืบคน เมื่อ 10 มกราคม 2560, จากhttp://www.bu.ac.th/knowledgecenter/executive_ journal/april_june_13/pdf/aw07.pdf ทิศนา แขมมณ.ี (2553). ศาสตรการสอน องคความรูเ พื่อการจดั กระบวนการเรยี นรูท่ีมปี ระสทิ ธิภาพ (พมิ พคร้ัง 13). กรงุ เทพฯ: สํานักพิมพจฬุ าลงกรณมหาวิทยาลยั . ธาํ รง บวั ศรี. (2542). ทฤษฎีหลกั สูตรการออกตามแนวทางและพัฒนา (พิมพครั้งท่ี 2). กรุงเทพฯ: ธนธัชการพิมพ. นงนุช เอกตระกลู . (2557). การศึกษาผลสมั ฤทธ์ิทางการเรยี นและความสามารถในการคดิ แกปญหาทางวทิ ยาศาสตร ของนักเรียนช้ันประถมศึกษาปท่ี 6 ทไ่ี ดรับการจัดการเรียนรูแบบ STEM Education. สืบคนเมอ่ื 10 มกราคม 2560, จาก http://swis.act.ac.th/html_edu/act/temp_emp_research/2204.pdf ศรัณยา แสงหิรญั . (2553). การพัฒนาหลักสูตรฝกอบรมครูโรงเรียนอาชวี ศึกษาเอกชนเพอื่ ใหม คี ณุ ลักษณะสูการเปน องคการแหงการเรียนรู. ดุษฎีนิพนธ การศึกษาดษุ ฎีบัณฑิต. สาขาวิชาการบริหารการศกึ ษา. กรุงเทพฯ: มหาวทิ ยาลัยศรีนครินทรวโิ รฒ. สมใจ กงเติม. (2553). การพฒั นาหลกั สตู รฝกอบรมเพื่อเสรมิ สรางความสามารถในการสอนคิดวิเคราะหส ําหรับครู สังกัดสาํ นักงานคณะกรรมการการศึกษาข้ันพื้นฐาน. ดุษฎีนิพนธ การศึกษาดุษฎีบณั ฑิต สาขาวิชาหลักสตู ร และการสอน. พิษณุโลก: มหาวิทยาลัยนเรศวร. สมชาย สงั ขส.ี (2550). หลักสตู รฝกอบรมการพัฒนามาตรฐานการศึกษาดานผูเรียนในสถานศกึ ษาข้นั พน้ื ฐาน. ดุษฎีนพิ นธ การศึกษาดษุ ฎีบัณฑติ สาขาวชิ าการบริหารการศึกษา. กรุงเทพฯ: มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวโิ รฒ. สถาบนั สง เสรมิ การสอนวิทยาศาสตรแ ละเทคโนโลยี. (2558). สรุปผลการวิจัย PISA 2015. กรุงเทพฯ: กระทรวงศึกษาธิการ. Flippo, E. B. (1970). Management A Behavioral Approach. Boston: Allynand Bacon. Fran, R., & Vicent, N. (2001). How to Lead Work Teams. San Francisco, Inc. U.S.A. Glazewski, K.D., and Ertmer, P.A. (2010). Foster socio-scientific reasoning in problem-based Learning : Examining teacher practice .International Journal of Learning. 16(12), 269-282. Kerr, J. F. (1989). Changing the a Curriculum. London: University of London Press. Nicholls, A. (1978). Developing a Curriculum. London: Cox and Wyman. Taba H. (1962). Curriculum Development Theory and Practice. New York: Harcourt, Brace & World, INC.

Journal of Roi Et Rajabhat University 41 Volume 14 No.3 September - December 2020 การใชกระบวนการเรียนรูเชิงรุกรวมกบั เทคนคิ การใชค าํ ถามเพอ่ื เสริมสรา งความสามารถ ในการตั้งคําถามโครงงานวทิ ยาศาสตรข องนักศึกษาสาขาวชิ าวิทยาศาสตรทัว่ ไป คณะครุศาสตร มหาวิทยาลัยราชภัฏรอยเอ็ด Using Active Learning Process and Questioning Techniques to Improve Students Ability to Questioning for Science Project of General Science Education Colledge Students in Roi Et Rajabhat University เฉลิมวุฒิ ศุภสขุ 1 Received : 13 ส.ค. 2562 Chalermwoot Soopasook1 Revised : 28 ต.ค. 2562 Accepted : 29 ต.ค. 2562 บทคัดยอ การวิจัยคร้ังนี้มวี ัตถปุ ระสงคก เพ่ือ 1) ศึกษาความสามารถของนักศกึ ษาสาขาวิชาวิทยาศาสตรท ่วั ไป ในการตัง้ คําถาม เกีย่ วกับโครงงานวิทยาศาสตรหลังเรยี น โดยการใชก ระบวนการเรียนรูเชงิ รุกรว มกับเทคนิคการใชคาํ ถาม 2) เปรยี บเทียบ ระดบั ของการต้ังคาํ ถามโครงงานวทิ ยาศาสตร ของนักศกึ ษาสาขาวิชาวิทยาศาสตรทั่วไป กอ นและหลังเรียนโดยการใช กระบวนการเรยี นรูเชิงรุกรวมกับเทคนิคการใชคําถาม กลุมตวั อยางคอื นกั ศึกษาช้ันปท่ี 4 ภาคเรียนที่ 2 ปการศึกษา 2561 สาขาวิชาวิทยาศาสตรท ่ัวไป จํานวน 99 คน ในรายวิชา SED4135 โครงงานวิทยาศาสตร ทีไ่ ดมาโดยการเลอื กแบบเจาะจง เคร่อื งมือทีใ่ ชใ นการทดลอง คอื 1) แผนการจัดการเรยี นรเู ชิงรุกรว มกบั เทคนิคการใชคาํ ถาม จํานวน 4 แผน 16 ชวั่ โมง และ 2) แบบสังเกตพัฒนาการในการต้ังคําถามโครงงานวิทยาศาสตร เครื่องมอื เกบ็ รวบรวมขอมูลคอื แบบประเมินความสามารถ ในการต้ังคําถามโครงงานวทิ ยาศาสตร จาํ นวน 20 ขอ เปนแบบอตั นัย ใชเ กณฑการประเมินใหค ะแนนแบบแยกประเด็น วิเคราะหข อมูลดานสถิตดิ วยคา เฉลย่ี รอยละ สว นเบ่ียงเบนมาตรฐาน และ t-test ผลการวิจัย พบวา 1) นักเรียนทเ่ี รียนโดยใชกระบวนการเรยี นรเู ชิงรุกรว มกับเทคนิคการใชคาํ ถาม มีคะแนนความสามารถ ในการตง้ั คําถามเทา กับรอ ยละ 85.84 สงู กวาเกณฑท ี่กําหนดไวที่รอยละ 75 และจัดอยูในเกณฑระดบั ดีมาก และ 2) นักศึกษาที่เรียน โดยใชกระบวนการเรยี นรูเชงิ รุกรวมกับเทคนิคการใชคําถาม มคี ะแนนความสามารถในการตั้งคําถามโครงงานวิทยาศาสตร หลังเรียนสงู กวา กอนเรียนอยา งมีนัยสาํ คญั ทางสถิตทิ ีร่ ะดับ .05 คาํ สาํ คัญ : กระบวนการเรียนรูเชิงรุก, เทคนคิ การใชคําถาม, ความสามารถในการตัง้ คําถาม Abstract The purposes of this study were to 1) study the ability of students to questioning for science project after learning with active learning process and questioning techniques 2) compare students’ science project questioning ability between before and after learning with active learning process and questioning technique. The sample was a class of 99 general science education college students of faculty of education, Roi Et Rajabhat University in SED4135 Science project subject by purposive sampling. The experimental instruments were 1) 4 active learning process and questioning techniques lesson plan and 2) questioning development observation form. The data collection instrument was science project questioning ability form. The collected data were analyzed by arithmetic mean, mean of percentage, standard deviation, and t-test. The research found: 1) The mean percentage score of students’ science project questioning ability was 85.84 percent, which was higher than the criterion score set at 75 percent, and rated as very good and 2) After 1 อาจารยประจําสาขาวิชาวิทยาศาสตรท่ัวไป คณะครศุ าสตร มหาวิทยาลัยราชภัฏรอยเอ็ด อีเมล: [email protected] 1 Lecturer in General Science Education, Faculty of Education, Roi Et Rajabhat University, Email: [email protected]

42 วารสารมหาวทิ ยาลยั ราชภัฏรอ ยเอ็ด ปท ี่ 14 ฉบับที่ 3 กันยายน - ธันวาคม 2563 experiment, the science project questioning ability of students after learned with active learning process and questioning technique higher than before experiment at .05 level of significant Keywords : Active learning process, Using questioning technique, Questioning technique ability บทนาํ ประเทศไทยใหความสาํ คัญกบั การพฒั นาผูเ รียนใหม ีคุณภาพ และสนับสนุนปจจัยท่ีกอใหเกดิ การเรียนรูตลอดชวี ิต ดงั ปรากฏในพระราชบญั ญัตกิ ารศึกษาแหงชาติ (ฉบบั ท่ี 3) พ.ศ. 2553 หมวดที่ 4 มาตรที่ 23 และ 24 ท่ีเนนใหมีการจัด การเรยี นรูแบบบูรณาการตามความเหมาะสม สอดคลองกบั ความถนัด และความสนใจของผูเรยี น โดยการเรยี นรู ผา นประสบการณจ รงิ ฝกผูเรยี นใหคดิ เปน ทาํ เปน (สาํ นักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา, 2542, 2553 : 8-9) สอดคลอ งกบั แผนการศึกษาแหงชาติ พ.ศ. 2560-2579 ในยุทธศาสตรท ่ี 2 ท่เี นนใหสงเสรมิ การวิจยั และพฒั นาเพื่อสรางองคค วามรู และในยทุ ธศาสตรท่ี 3 ขอ 3.3 ทเ่ี นนพฒั นาผูเ รียนใหม ีคณุ ลักษณะและทักษะการเรียนรใู นศตวรรษที่ 21 (สาํ นักงานเลขาธิการ สภาการศึกษาแหง ชาติ, 2560 : ฌ-ญ) ทุกประเทศตางทบทวนและปฏริ ูปหลักสตู รการศึกษาของตนเองเพ่ือใหเยาวชน/ผเู รียนแตละคนไดพฒั นาตนเอง อยางเต็มศักยภาพ และรับรขู อมูลและตดั สนิ ใจดว ยความรับผดิ ชอบเพ่อื การดาํ รงชีวิตและทํางานไดในศตวรรษที่ 21 (Northern Ireland Curriculum, 2007 : online) สง ผลใหเ กิดการเปลยี่ นแปลงแนวทางการจัดการเรียนการสอน ในหองเรยี นระดบั มหาวิทยาลัยท่ีเปล่ยี นจากแนวทางการจดั การเรียนการสอนท่ีเนน ครูเปนศูนยกลาง (Teaching-centric approach) ไปสูการจัดการเรียนการสอนที่เนนการเรยี น/ผูเรียนเปนสาํ คัญ (Learning-centric approach) ซึง่ เปนการคิด ใหม (rethinking) โดยการผสมผสานแนวทางการจัดการเรียนการสอน (pedagogical approaches) กับกระบวนการเรียนรู ของนักเรียน (learning process) ผานการคาํ นึงถึง 1) นักเรยี นเรยี นรไู ดดีแคไ หน และ 2) แนวทางการจัดการเรยี นการสอน ที่หลากหลาย แนวทางใดที่ชวยใหน ักเรียนเกิดการเรียนรูและเขา ใจไดด ยี ง่ิ ข้ึน (University of North Carolina at Chapel Hill, 2009 : online) ซง่ึ แนวทางจดั การเรียนการสอนเชิงรุก (Active learning) เปนอีกแนวทางหนึ่งทีค่ วรนาํ มาปรบั ใชใ น หองเรยี นระดบั อุดมศึกษา การเรยี นรูเชิงรุก (Active Learning) เปนกระบวนการเรียนรูท่ีผูเรียนมบี ทบาทในกิจกรรมการเรยี นรู อยางมชี วี ิตชีวาและตื่นตัว (ราชบัณฑิตยสถาน, 2551 : 8) ซง่ึ นําผูเรยี นไปสูการสะทอ นสิ่งที่นกั เรยี นไดเ รียนรูในช้นั เรียน นักเรียนจะตองไดทาํ มากกวาการน่ังฟงและจดบันทึก เชน อาน เขียน อภิปราย รวมไปถงึ กจิ กรรมที่สะทอ นความคิด หรอื สะทอ นการเรยี นรูตาง ๆ การเปล่ียนแปลงรูปแบบการสอนใหมีกิจกรรมท่ีผูเรียนมสี วนรว ม ตอ งอาศัยการพัฒนาลกั ษณะ กิจกรรมสาํ หรบั ผเู รียน และตอ งใชก ลยุทธหรอื เทคนิคเพอ่ื ชว ยใหผ เู รียนเกิดการเรียนรไู ดดีย่งิ ข้ึน ถานักเรยี นไดเรียนรู ผา นการกระตุนหรอื สงเสรมิ (encourage) และการสะทอ นผล (reflection) ในการทาํ กจิ กรรมผา นกลยทุ ธการเรยี นรู (active learning strategies) นกั เรียนจะเรียนรไู ดมีประสทิ ธภิ าพมากยง่ิ ขึ้น (more effectively) และเขาใจในเนอ้ื หามากย่ิงขึ้น (Dias, 2011 : online) สอดคลองกับ Brame (2016 : online) ใหค วามหมายของการเรยี นรูเชิงรุกวา เปนกจิ กรรมท่ีนักเรยี น สรา งความรแู ละความเขาใจดว ยตนเอง (construct knowledge and understanding) ซง่ึ กิจกรรมตอ งกระตุนผูเ รยี น ในการคิดขั้นสงู (higher order thinking) ผูเรียนจะไดคิดเกี่ยวกับสง่ิ ท่ตี นเองไดเรียนรู สิ่งสําคัญของการเรียนรูเชิงรุก คอื การเช่ือมโยงระหวางกิจกรรมการเรยี นรู กบั กระบวนการเรียนรขู องผูเ รียน การเรยี นรูเชิงรุกสอดคลองกบั ทฤษฎีการเรยี นรูส รรคนิยม (Constructivism) ตามที่ Brame (2016 : online) ใหเหตุผลไวว า เน่ืองจากการเรียนรเู ชิงรุกเปนการเนนใหผเู รียนสรา งความรูดวยตนเอง เชนเดียวกับทฤษฎกี ารเรียนรูสรรคนิยม ที่นักเรยี นแตละคนเรียนรูผานการสรางความรูและทําความเขา ใจดวยตนเอง รวมถงึ การเช่ือมโยงความรูใหมกบั ประสบการณเดิม เร่ิมจากการซึมซับความรูใหม (Assimilate) เขากบั ความรหู รือประสบการณเ ดิม แลวปรับใหเกิดความเขาใจ (Accommodate) โดยแนวทางการสรางความรูตามแนวทฤษฎีการเรียนรูสรรคนยิ มน้ัน สนบั สนุนการเรยี นรูโดยใชคาํ ถามเพือ่ ใหนักเรียนเชื่อมโยง ระหวางความรูหรือประสบการณเดิมกบั ความรูใหม รวมไปถงึ ตอยอดหรอื ขยายความรคู วามเขาใจของนักเรยี นใหเพิ่มมากย่ิงขึ้น โดย Teaching Assistants’ Training Program [TATP] (2014 : online) กลา วถึงประโยชนข องการใชก ิจกรรมการเรียนรู เชงิ รุกในการจัดการเรียนการสอนไว ดงั นี้ 1) เพิ่มเจตคติและความพึงพอใจของนักเรยี นใหสูงมากยิ่งขึ้น รวมถึงเพม่ิ ความม่ันใจ