132 ของธนาคารทงั้ หมด ลูกคา้ ของหา้ งสรรพสนิ คา้ ทงั้ หมด ผซู้ ้อื รถยนต์ทงั้ หมด ลูกคา้ ของรา้ นเสรมิ สวย ทัง้ หมด เป็นต้น การเก็บข้อมูลจากหน่วยท่ีศึกษาทัง้ หมด บางครัง้ เรยี กว่า สามะโนประชากร (Census) ซ่งึ คุณสมบตั ิ (Characteristics) ของประชากรในการวจิ ยั การตลาด หากเป็นบุคคล อาจ เป็นลักษณะทางประชากร เศรษฐกิจ สงั คม หรอื พฤติกรรมการซ้ือสินค้า หรอื หากเป็นองค์กร คุณสมบตั ติ อ้ งการการศกึ ษาอาจเป็น ขนาด จานวนพนกั งานและกลยทุ ธก์ ารตลาดขององคก์ ร เป็นตน้ โดยสรุป ประชากรในการวจิ ยั หมายถงึ กลุ่มของสงิ่ มชี วี ติ หรอื ไม่มชี วี ติ ท่จี ะนามาศกึ ษา เช่น กลุ่มผบู้ รโิ ภคน้าอดั ลม กลุ่มผบู้ รโิ ภคสงู อายุ กลุ่มรา้ นคา้ ปลกี กลุ่มผปู้ ระกอบการธุรกจิ นวดแผน โบราณ เป็นต้น ซ่งึ สมาชกิ ในกลุ่มแต่ละหน่วยมคี ุณลกั ษณะหรอื คุณสมบตั ิบางอย่างร่วมกนั ตามท่ี ผู้วิจยั กาหนด เช่น จานวนผู้บรโิ ภคทุกคนท่ีบรโิ ภคน้าอดั ลมเหมอื นกัน หรอื จานวนร้านค้าปลีก ทงั้ หมดทท่ี าการคา้ ปลกี เหมอื นกนั เป็นต้น ในการวจิ ยั แต่ละหวั ขอ้ เรอ่ื ง อาจมปี ระชากรกลุ่มเดยี วหรอื หลายกลมุ่ กไ็ ด้ ขน้ึ อยกู่ บั ขอบเขตในแนวกวา้ งหรอื ลกึ ของการวจิ ยั หรอื ความซบั ซอ้ นทเ่ี ก่ยี วกบั ปญั หา วจิ ยั เช่น การศึกษากลยุทธ์การตลาด อาจศึกษาจากกลุ่มผู้ประกอบการและผู้บรโิ ภคเป้าหมาย ในขณะทก่ี ารศกึ ษาพฤตกิ รรมผู้บรโิ ภคเก่ยี วกบั การตดั สนิ ใจซอ้ื ผงซกั ฟอก อาจศกึ ษาเพยี งกลุ่มเดยี ว คอื กลมุ่ ผบู้ รโิ ภค เป็นตน้ อยา่ งไรกต็ ามการวจิ ยั ทเ่ี กย่ี วขอ้ งกบั เอกสาร ทไ่ี ดน้ าเอาเอกสารมาวเิ คราะห์ สงั เคราะหห์ รอื ตคี วาม ซง่ึ เอกสารอาจมอี ยแู่ ลว้ หรอื สรา้ งขน้ึ ใหม่ กค็ อื ประชากรในการวจิ ยั นนั่ เอง การกาหนดประชากรในการวจิ ยั ช่วยใหเ้ กดิ ความกระจ่างในการเกบ็ รวบรวมขอ้ มูลและทา ให้ทราบถงึ ขอบเขตของการวจิ ยั ว่ากว้างขวางหรอื จากดั เฉพาะกลุ่มใดกลุ่มหน่ึง ถงึ แม้ว่าการวจิ ยั มี เป้าหมายท่ีจะเก็บข้อมูลจากประชากรทัง้ หมดหรอื เพียงบางส่วนของประชากรโดยใช้วธิ ีการชกั ตวั อย่างกต็ าม ดงั นัน้ การกาหนดประชากรในการวจิ ยั จะต้องระบุคุณสมบตั ขิ องประชากรให้ชดั เจน และเฉพาะเจาะจง เช่น หากประชากรในการวจิ ยั เป็นผบู้ รโิ ภค ตอ้ งระบุว่าเป็นผบู้ รโิ ภคทม่ี ภี มู ลิ าเนาท่ี ไหน มชี ่วงอายุเท่าใด เคยใชห้ รอื ไม่เคยใช้สนิ คา้ น้าหนักและส่วนสูงเป็นเท่าไหร่ เป็นต้น อย่างไรก็ ตามในการวจิ ยั บางหวั ขอ้ เร่อื ง อาจไม่สามารถระบุจานวนประชากรในการวจิ ยั ไดเ้ น่ืองจากมจี านวน มาก หรอื เรยี กว่า ประชากรอนันต์ (Infinite Population) เช่น จานวนผู้ชมรายโทรทัศน์ช่วงเวลา 06.00 – 07.00 น. หรอื จานวนผบู้ รโิ ภคในสวนสาธารณะหนองประจกั ษ์ ของจงั หวดั อุดรธานี เป็นตน้ และบางหวั ขอ้ เรอ่ื งสามารถระบุประชากรในการวจิ ยั ไดว้ ่า มจี านวนเท่าใดอย่างแน่นอน เช่น สามารถ ระบจุ านวนรา้ นคา้ ปลกี ในจงั หวดั อุดรธานีไดว้ า่ มที งั้ หมดกแ่ี ห่ง เป็นตน้ 2. ความหมายของตัวอย่าง ในการวิจยั บางหัวข้อเร่อื งอาจศึกษาข้อมูลจากทุกหน่วย ประชากร แต่บางหวั ข้อเร่อื งอาจศกึ ษาจากบางหน่วยของประชากร ซ่งึ เรยี กว่า ตวั อย่าง (Sample) โดยมผี ูใ้ ห้ความหมายไว้ ประกอบด้วย นพพร ธนะชยั ขนั ธ์ (2555 หน้า 9) อธบิ ายว่า กลุ่มตวั อย่าง คอื กลุ่มย่อยของประชากรท่เี ลอื กมาศกึ ษา ซ่งึ เป็นมุมมองเดยี วกนั กบั สนิ พนั ธุ์พนิ ิจ (2554 หน้า 115) ได้อธบิ ายว่า ตวั อย่าง หมายถึง กลุ่มย่อยส่วนหน่ึงของประชากรท่ตี ้องการศึกษาขอ้ มูล ส่วน วชิ ติ อู่อ้น (2553 หน้า 152) ได้อธบิ ายว่า ตวั อยา่ งเป็นตวั แทนของประชากรทงั้ หมดท่ผี วู้ จิ ยั เลอื กมา เพ่อื ศกึ ษา ตามวธิ กี ารและหลกั เกณฑท์ ก่ี าหนดไว้ โดยสรุป ตัวอย่าง หมายถึง บางส่วนของประชากรท่ีผู้วิจยั เลือกข้นึ มาเป็นตัวแทนใน การศกึ ษา ซง่ึ ตวั แทนหรอื ตวั อยา่ ง ตอ้ งมคี ุณสมบตั คิ รบถว้ นเทา่ เทยี มกบั จงึ จะเป็นตวั อยา่ งทด่ี ี
133 ประโยชน์ของตวั อย่าง การวจิ ยั บางเร่อื ง อาจประสบปญั หายุ่งยากหรอื ไม่สามารถดาเนินการวจิ ยั ได้ เน่ืองจากมี ขอ้ จากดั จากการมปี ระชากรจานวนมาก การศกึ ษาจากกลมุ่ ตวั อยา่ งจงึ ช่วยขจดั ขอ้ จากดั ไดด้ งั น้ี 1. ข้อจากัดด้านทรพั ยากรในการวจิ ยั เม่อื ต้องเก็บข้อมูลจากประชากรทัง้ หมดอาจใช้ ทรพั ยากรบุคคลและงบประมาณจานวนมาก ดงั นัน้ การเลอื กเกบ็ ขอ้ มูลจากตวั อย่าง ย่อมประหยดั แรงงานและงบประมาณในการวจิ ยั ลงได้ 2. ขอ้ จากดั ด้านเวลา งานวจิ ยั บางเร่อื งอาจใช้เวลานานมากเพ่อื ให้ได้ขอ้ มลู ครบถ้วนจาก ประชากรในการวจิ ยั ทุกหน่วย ทม่ี จี านวนมากยอ่ มใชเ้ วลานาน การเลอื กเกบ็ ขอ้ มลู จากตวั อยา่ งย่อม ทาไดง้ า่ ยกวา่ และสรปุ ผลไดเ้ รว็ ขน้ึ 3. ข้อจากดั ดา้ นความถูกต้องของผลการวจิ ยั ซ่งึ อาจมงี านวจิ ยั บางเร่อื งอาจได้รบั ผลวจิ ยั คลาดเคล่อื น ไม่ถูกต้อง ไม่ครบถ้วน เน่ืองจากเกบ็ ขอ้ มูลจากประชากรในการวจิ ยั ทม่ี จี านวนมาก ไม่ ครบถ้วน แต่ถ้าเก็บขอ้ มลู จากตวั อย่าง จะทาใหจ้ ดั กระทาขอ้ มูลได้อย่างถูกต้อง แม่นยาและมคี วาม เชอ่ื มนั่ เพราะการศกึ ษาจากตวั อยา่ งทม่ี จี านวนน้อย จะควบคมุ ใหเ้ กดิ ความถูกตอ้ งมากกว่า 4. ความเสยี หายต่อประชากรในการวจิ ยั ในการวจิ ยั แบบทดสอบ เช่น การทดสอบความ คงทนของเม็ดยา ถ้าต้องใช้เมด็ ยาทงั้ หมดเป็นประชากร ย่อมเกดิ ความเสยี หายต่อหน่วยท่ศี ึกษา ทงั้ หมด หรอื การตรวจหาโรคบางอย่างอาจต้องใชเ้ ลอื ดของผูป้ ว่ ย ถา้ ตอ้ งศกึ ษาจากประชากรในการ วจิ ยั ยอ่ มหมายถงึ การนาเลอื ดทงั้ หมดของผปู้ ว่ ยมาตรวจหา ซง่ึ อาจทาใหผ้ ปู้ ว่ ยเสยี ชวี ติ ได้ เป็นตน้ 5. ขอ้ จากดั ดา้ นธรรมชาตขิ องขอ้ มลู ทางการวจิ ยั การตลาด การวจิ ยั บางเรอ่ื งไมส่ ามารถเกบ็ ข้อมูลจากประชากรทัง้ หมด จาเป็นต้องเก็บจากตัวอย่างแล้วสรุปอ้างอิงไปยังประชากร เช่น การศกึ ษาความต้องการของผูบ้ รโิ ภคต่อตวั สนิ คา้ ในทางปฏบิ ตั จิ รงิ อาจไม่ทราบว่า ประชากรในการ วจิ ยั มเี ทา่ ใด การศกึ ษาใหค้ รบทกุ คนยอ่ มเป็นไปไมไ่ ด้ จงึ ตอ้ งเลอื กตวั อยา่ งมาศกึ ษา เป็นตน้ โดยสรุป การเก็บรวบรวมขอ้ มูลจากประชากรในการวจิ ยั อาจมขี อ้ จากดั ในดา้ นทรพั ยากร บุคคล งบประมาณ เวลา ความถูกต้องของผลการวจิ ยั ความเสยี หายต่อหน่วยทต่ี ้องการศกึ ษา และ ขอ้ จากดั ดา้ นธรรมชาตขิ องการวจิ ยั ดงั นนั้ การศกึ ษาจากตวั อย่าง ย่อมขจดั ขอ้ จากดั เหล่าน้ีไดเ้ ช่นกนั แต่ตวั อยา่ งตอ้ งมาจากตวั แทนทด่ี ขี องประชากรในการวจิ ยั จงึ จะทาใหข้ อ้ จากดั นนั้ หมดไป กระบวนการเลือกตวั อย่าง สาหรบั การเลือกตวั อย่างท่ดี ี ต้องดาเนินการเป็นขนั้ ตอน ซ่งึ สนิ พนั ธุ์พินิจ (2554 หน้า 117) กาหนดไว้ 4 ขนั้ ตอน คอื 1) การนิยามประชากร 2) กาหนดกรอบตวั อย่าง 3) กาหนดขนาด ตวั อย่าง และ 4) ชกั ตวั อย่าง สว่ น วชิ ติ อ่อู น้ (2553 หน้า 153-154) กาหนดไวท้ งั้ หมด 7 ขนั้ ตอน คอื 1) กาหนดประชากรใหช้ ดั เจน 2) เลอื กหน่วยของการชกั ตวั อยา่ ง 3) กาหนดกรอบตวั อย่าง 4) เลอื ก แบบการชกั ตวั อยา่ ง 5) กาหนดขนาดตวั อยา่ ง 6) เลอื กแผนการชกั ตวั อยา่ ง 7) การชกั ตวั อยา่ ง ดงั นนั้ จากแนวคดิ ดงั ทก่ี ลา่ วมา สรปุ ไดเ้ ป็นขนั้ ตอนได้ ดงั น้ี
134 ขนั้ ตอนท่ี 1 กาหนดประชากรในการวจิ ยั โดยกาหนดขอบเขตและให้คาจากดั ความของ ประชากรใหช้ ดั เจนวา่ เป็นใครหรอื หมายถงึ อะไร มหี น่วยวดั อยา่ งไร ตอ้ งกาหนดใหส้ อดคลอ้ งกบั เรอ่ื ง วจิ ยั วตั ถุประสงค์การวจิ ยั และระเบยี บวธิ วี จิ ยั เช่น การศกึ ษาทศั นคตขิ องผู้บรโิ ภคต่อเคร่อื งสาอาง บารุงผิวพรรณ กาหนดประชากรได้ เป็นผู้บรโิ ภคเพศหญิง อายุ 17 ปี ถึง 55 ปี ท่ีอาศัยอยู่ใน กรงุ เทพมหานคร เป็นตน้ ขนั้ ตอนท่ี 2 กาหนดกรอบตวั อย่าง (Select Sampling Frame) ให้ชดั เจน ด้วยการเตรยี ม รายช่อื ประชากรเพ่อื นามาคดั เลอื กตวั อยา่ ง เช่น ประชากรการวจิ ยั เป็น เพศหญงิ อายุตงั้ แต่ 17-55 ปี ทอ่ี าศยั อย่ใู นจงั หวดั อุดรธานี อาจขอบญั ชรี ายช่อื จากสานักทะเบยี นราษฎรข์ องจงั หวดั อุดรธานี หรอื ถา้ เป็นผจู้ ดั จาหน่ายวสั ดุก่อสรา้ งทจ่ี ดทะเบยี นการคา้ ถูกตอ้ ง และจาหน่ายมาแลว้ ไมต่ ่ากว่า 3 ปี ทต่ี งั้ อย่ภู ายในจงั หวดั อุดรธานี อาจขอบญั ชรี ายช่อื จากสานกั งานพาณชิ ยจ์ งั หวดั อุดรธานี เป็นต้น ขนั้ ตอน น้จี ะมคี วามสาคญั เพราะถา้ กรอบตวั อย่างไม่ตรงกบั ประชากรกาหนดไว้ อาจสง่ ผลใหก้ ารชกั ตวั อยา่ ง ผดิ พลาดได้ อยา่ งไรกต็ ามการทาบญั ชปี ระชากรในการวจิ ยั อาจทาไดง้ ่ายหรอื ยุ่งยาก ขน้ึ อย่กู บั สถติ ิ ขอ้ มลู ทม่ี อี ยู่ ถา้ มขี อ้ มลู ตรงตามตอ้ งการและครบถ้วน กท็ าไดง้ า่ ย เช่น บญั ชรี ายชอ่ื นกั ศกึ ษาทุกคนใน มหาวทิ ยาลัยแห่งหน่ึงหาได้ไม่ยาก แต่บญั ชีรายช่ือของผู้บรโิ ภคท่ีประกอบอาชีพต่าง ๆ ทุกคน ภายในประเทศหน่งึ จะหายาก เป็นตน้ ขนั้ ตอนท่ี 3 การกาหนดขนาดตวั อยา่ ง (Determination of Sample Size) เป็นการกาหนด จานวนตวั อยา่ งทต่ี ้องการศกึ ษา ซง่ึ ตอ้ งกาหนดเป็นสดั ส่วนกบั จานวนประชากรในอตั ราทเ่ี หมาะสมจงึ จะเป็นตวั แทนทด่ี ี โดยอาจตอ้ งใชห้ ลกั การทางทฤษฎแี ละวจิ ารณญาณเขา้ มาชว่ ยในการตดั สนิ ใจ ขนั้ ตอนท่ี 4 การชักตัวอย่างออกจากประชาการในการวิจยั เพ่ือให้ได้ตัวอย่างตามท่ี ตอ้ งการและเป็นตวั แทนทไ่ี ม่มอี คตแิ ละลดความคลาดเคล่อื น มี 2 วธิ ี คอื การชกั ตวั อยา่ งแบบความ น่าจะเป็นและแบบไมม่ คี วามน่าจะเป็น การกาหนดขนาดตวั อย่าง ขนาดตวั อย่าง คอื จานวนสมาชกิ ของตวั อย่างทงั้ หมดท่ตี ้องการศกึ ษา ในการวจิ ยั แต่ละ เร่อื งควรตดั สนิ ใจว่าจะใชต้ วั อยา่ งจานวนเท่าใด มากหรอื น้อย เลก็ หรอื ใหญ่เพยี งใด จงึ จะไดข้ อ้ มลู มี ความคลาดเคล่อื นน้อยทส่ี ดุ มคี วามน่าเช่อื ถอื และสามารถอา้ งองิ ไปยงั ประชากรในการวจิ ยั ได้ 1. ความเหมาะสมของขนาดตวั อยา่ ง เคอรล์ งิ เจอร์ (kerlinger,1973 : 127 อ้างถงึ ใน สนิ พนั ธุ์ พนิ ิจ 2554 หน้า 130) อธบิ ายว่า หากใช้ตวั อย่างขนาดเลก็ ขอ้ มลู จะมคี วามคลาดเคล่อื นสูง หากใช้ ตัวอย่างขนาดใหญ่ความคลาดเคล่อื นจะมีน้อย เน่ืองจากขนาดตัวอย่างมคี วามสมั พนั ธ์กับความ คลาดเคล่อื นจากประชากร ดูจากภาพท่ี 7.1 สรุปได้ว่า ตวั อย่างยงิ่ มจี านวนมาก ขอ้ มูลท่ไี ด้ยงิ่ มคี ่า ใกล้เคยี งกบั ขอ้ มูลเก็บจากประชากร และทาให้เกดิ ความคลาดเคล่อื นน้อย แต่หากใช้ตวั อย่างขนาด เลก็ โอกาสเกดิ ความคลาดเคล่อื นของขอ้ มลู กม็ มี าก 2. เกณฑ์การกาหนดขนาดตวั อย่าง มนี ักวชิ าการหลายท่านพยายามพฒั นาเกณฑ์สาหรบั พจิ ารณากาหนดขนาดตวั อย่าง ประกอบด้วย สิน พนั ธุ์พินิจ (2554 หน้า 131) กาหนดเกณฑ์ 6
135 ประการ คือ 1)ความเหมือนหรอื แตกต่างกันของลักษณะประชากร 2) ขนาดของประชากร 3) ประเภทของการวจิ ยั 4) ความเทย่ี งตรงของขอ้ มลู 5) ทรพั ยากรทใ่ี ชใ้ นการวจิ ยั และ 6) เครอ่ื งมอื เกบ็ ขอ้ มลู ส่วน วชิ ติ อู่อ้น (2553 หน้า 163) กาหนดไว้ 3 เกณฑ์ คอื 1) ลกั ษณะของประชากร 2) ความ เท่ยี งตรงของขอ้ มูล และ 3) งบประมาณในการวจิ ยั ส่วน สุชาติ ประสทิ ธริ ์ ฐั สนิ ธุ์ (2555 หน้า 186- 189) กาหนดไว้ 4 ประเดน็ คอื 1) การผนั แปรของประชากร 2) วตั ถุประสงคก์ ารวจิ ยั 3) เทคนิคใน การวเิ คราะห์ขอ้ มูล และ 4) งบประมาณ โดยสรุป เกณฑก์ าหนดขนาดตวั อย่างทก่ี ล่าวมา ผูเ้ ขยี นได้ นามาเป็นแนวทางพจิ ารณาเพ่อื กาหนดขนาดตวั อยา่ ง ไดด้ งั น้ี มาก ความคลาดเคล่ ือน นอ้ ย มาก จานวนตวั อยา่ ง ภาพท่ี 7.1 ความสมั พนั ธร์ ะหวา่ งจานวนตวั อยา่ งกบั ความคลาดเคล่อื น ทม่ี า : สนิ พนั ธพุ์ นิ ิจ (2554 หน้า 130) 2.1 ความแปรปรวนหรอื ความแตกต่างของประชากรในการวจิ ยั จานวนตวั อย่างมากหรอื น้อยเพยี งใดจงึ จะเหมาะสม ย่อมขน้ึ อย่กู บั ความแตกต่างระหว่างหน่วยของประชากรในการวจิ ยั ถ้า แต่ละหน่วยประชากรแตกต่างกนั มากหรอื มคี วามแปรปรวนมาก เมอ่ื เกบ็ รวบรวมขอ้ มลู จะมคี วามแปร ผนั อย่างมาก จงึ ควรกาหนดตัวอย่างจานวนมากตามด้วย แต่หากประชากรมลี กั ษณะเหมือนหรอื แตกต่างกนั น้อยหรอื มคี วามแปรปรวนน้อย สามารถกาหนดขนาดตวั อยา่ งจานวนน้อยได้ 2.2 ขนาดของประชากรในการวจิ ยั การกาหนดขนาดตวั อยา่ งต้องเป็นสดั สว่ นเหมาะสมกบั ขนาดของประชากร กล่าวคอื ถ้าประชากรในการวจิ ยั มขี นาดใหญ่ ตวั อย่างควรมขี นาดใหญ่ ตรงกนั ขา้ มถ้าประชากรท่มี ขี นาดเลก็ ตวั อยา่ งต้องมขี นาดเลก็ ด้วย หรอื ประชากรในการวจิ ยั มขี นาดเลก็ มาก อาจศกึ ษาจากทกุ หน่วยของประชากรน่าจะเหมาะสมทส่ี ดุ 2.3 ประเภทของการวิจยั โดยทัว่ ไปการวิจยั เชิงสารวจ มกั จะใช้ตัวอย่างจานวนมาก เน่ืองจากต้องการขอ้ มลู พ้นื ฐานจากประชากรจานวนมาก การวจิ ยั เชงิ ทดลอง ถ้าใช้ตวั อย่างจานวน มากจะยากต่อการควบคุม อาจส่งผลใหเ้ กดิ ความคลาดเคล่อื นสูงได้ หรอื การวจิ ยั บางประเภทอาจใช้ แบบสมั ภาษณ์เจาะลกึ จาเป็นตอ้ งเลอื กตวั อยา่ งจานวนน้อย เพ่อื การสมั ภาษณ์ทเ่ี จาะลกึ เขา้ ถงึ จรงิ
136 2.4 เคร่อื งมอื ในการวจิ ยั เคร่อื งมอื แต่ละประเภท อาจมขี ้อจากัดแตกต่างกนั เช่น แบบ สมั ภาษณ์ ตอ้ งใชก้ ารสมั ภาษณ์ในแต่ละหน่วยของตวั อยา่ ง ถา้ ตวั อยา่ งมจี านวนมาก ย่อมใชเ้ วลานาน และสน้ิ เปลอื งเวลาและงบประมาณ หรอื แบบสงั เกต ตอ้ งมกี ารสงั เกตจากหน่วยของตวั อยา่ ง ยอ่ มใช้ เวลานาน เช่นเดยี วกนั กบั แบบสัมภาษณ์ หรอื แบบสอบถาม อาจกาหนดวธิ กี ารเกบ็ รวบรวมโดยให้ ตอบผ่านระบบอินเทอรเ์ น็ต ส่งทางไปรษณีย์ หรอื พนักงานเก็บขอ้ มูล เป็นต้น ซ่งึ แต่ละวธิ กี ารไม่มี อะไรยงุ่ ยากหรอื ซบั ซอ้ น อาจกาหนดตวั อยา่ งจานวนมากน่าจะมคี วามเหมาะสมกว่า เป็นตน้ 2.5 ความถูกตอ้ งแม่นยา (Precision) ของการคาดคะเน ผวู้ จิ ยั ต้องพจิ ารณาว่าเรอ่ื งวจิ ยั นนั้ ต้องการความถูกต้องแม่นยาหรอื ยอมให้เกดิ ความผดิ พลาดเท่าใด ในระดบั ความมนั่ ใจเท่าใด เช่น ยอมใหเ้ กดิ ความผดิ พลาด 2% ทร่ี ะดบั ความเช่อื มนั่ 99% หมายความว่า คา่ ทศ่ี กึ ษาไดจ้ ากตวั อยา่ งจะ คลาดเคล่อื นไปจากค่าของประชากร อย่รู ะหว่าง -2 ถงึ +2 และค่าความผดิ พลาดท่จี ะเป็นเช่นน้ีนัน้ จะมคี วามเช่อื มนั่ ได้ 99% ถ้ากาหนดระดบั ความถูกต้องแม่นยาและความเช่อื มนั่ สูง ต้องกาหนด ตวั อยา่ งจานวนมาก แต่ถ้ากาหนดระดบั ความถูกต้องแม่นยาและความเช่อื มนั่ ต่า จะกาหนดตวั อย่าง จานวนน้อยได้ 2.6 การเปรยี บเทยี บคุณลกั ษณะบางประการของประชากรและวธิ ที างสถติ ิ ถ้างานวจิ ยั ตอ้ งการเปรยี บเทยี บระหวา่ งกลุ่มตามตวั แปรทศ่ี กึ ษาและใชส้ ถติ พิ าราเมตรกิ ในการทดสอบสมมตฐิ าน งานวจิ ยั นนั้ ต้องใชต้ วั อย่างค่อนขา้ งมากเพราะต้องแบ่งตวั อย่างออกเป็นกลุ่มย่อยตามตวั แปรทศ่ี กึ ษา โดยแต่ละกลุ่มย่อยนัน้ ควรมีจานวนเหมาะสม แต่ถ้าต้องการใช้สถิตินันพาราเมตรกิ ในการทดสอบ สมมตฐิ านหรอื เป็นงานวจิ ยั เชงิ คณุ ภาพ อาจกาหนดตวั อยา่ งจานวนไมม่ ากกน็ ่าจะมคี วามเหมาะสม 2.7 ทรพั ยากรในการวจิ ยั อันประกอบด้วย ทรพั ยากรบุคคล งบประมาณและเวลา การ กาหนดตัวอย่างขนาดใหญ่ ต้องใช้ทรพั ยากรในการวิจยั มากข้นึ แต่หากมีทรพั ยากรเพียงพอก็ สามารถทาได้ แต่ถา้ มที รพั ยากรจากดั ขนาดตวั อยา่ งทเ่ี ลก็ ลงน่าจะดาเนินการวจิ ยั ได้เสรจ็ สมบรู ณ์ โดยสรปุ ตวั อยา่ งจะมขี นาดใหญ่หรอื เลก็ มากหรอื น้อยเพยี งใดจงึ จะเหมาะสม คาตอบอาจ ไมม่ ใี ครบอกไดอ้ ยา่ งชดั เจน แต่เพ่อื ผลการวจิ ยั ทม่ี คี วามน่าเชอ่ื ถอื และคุม้ ค่า การพจิ ารณาจากเกณฑ์ ท่กี ล่าวมาทงั้ หมด อาจทาให้ผู้วจิ ยั มแี นวทางกาหนดขนาดตวั อย่างไดอ้ ย่างเหมาะสม อย่างไรก็ตาม ขนาดของตวั อย่างจะมากน้อยเพยี งใด ประสบการณ์การทาวจิ ยั ความลุ่มลกึ และความเชย่ี วชาญของ ผวู้ จิ ยั อาจเป็นอกี เกณฑห์ น่งึ ทส่ี ามารถนามาพจิ ารณาการกาหนดขนาดของตวั อยา่ งไดเ้ ช่นเดยี วกนั 3. การประมาณขนาดตวั อยา่ งทเ่ี หมาะสม มหี ลายวธิ ี สรปุ ไดด้ งั น้ี 3.1 กาหนดขนาดตัวอย่างโดยใช้เกณฑ์ เป็นวธิ กี ารท่ตี ้องมกี ารระบุจานวนประชากร แน่นอน แลว้ คานวณหาจานวนตวั อยา่ งจากเกณฑ์ (สนิ พนั ธพุ์ นิ จิ , 2555 หน้า 132) ดงั น้ี ถา้ 100 ≤ ประชากร < 1,000 กาหนดตวั อยา่ งรอ้ ยละ 15-30 ถา้ 1,000 ≤ ประชากร < 10,000 กาหนดตวั อยา่ งรอ้ ยละ 10-15 ถา้ 10,000 ≤ ประชากร < 100,000 กาหนดตวั อยา่ งรอ้ ยละ 5-10 ถา้ 100,000 ≤ ประชากร < 1,000,000 กาหนดตวั อยา่ งรอ้ ยละ 1-5 เช่น ถา้ ประชากร 500 คน ประมาณขนาดตวั อยา่ งได้ 75-150 คน ถา้ ประชากร17,500 คน ประมาณขนาดตวั อยา่ งได้ 875-1,750 คน
137 อยา่ งไรกต็ ามเกณฑด์ งั กลา่ วยงั มขี อ้ จากดั ถา้ ประชากรทต่ี อ้ งการศกึ ษามจี านวนมากกว่า หน่ึงล้านหน่วยจะใช้เกณฑ์ใดจงึ จะเหมาะสม อาจจาเป็นต้องใช้วธิ กี ารอ่นื ในการคานวณหาขนาด ตวั อยา่ งแทน 3.2 การกาหนดขนาดตวั อยา่ งจากการคานวณ จาแนกได้ 2 วธิ ี ดงั น้ี 3.2.1 กรณไี มท่ ราบจานวนประชากรทแ่ี น่นอน เช่น การศกึ ษาพฤตกิ รรมการตดั สนิ ใจ ซ้อื ผลติ ภณั ฑ์น้าด่มื บรรจุขวดของประชาชนในจงั หวดั อุดรธานี ในการวจิ ยั ไม่อาจทราบได้ว่า ผูซ้ ้อื ผลติ ภณั ฑน์ ้าด่มื บรรจุขวดมอี ย่จู านวนเท่าใด ดงั นัน้ สามารถปPระ(1ม-าPณ)กZา2รขนาดตวั อย่างไดด้ ้วยการ คานวณ ไดจ้ ากสตู ร (สนิ พนั ธพุ์ นิ ิจ, 2554 หน้า 133) คอื n = e2 โดยท่ี n = ขนาดของตวั อยา่ ง P = สดั สว่ นของคณุ สมบตั ทิ ส่ี นใจในประชากรการวจิ ยั e = คา่ ความของความคลาดเคลอ่ื นของการประมาณคา่ จานวนตวั อยา่ ง Z = ค่ามาตรฐานตามระดบั ความมนั่ ใจท่ผี ู้วจิ ยั กาหนดไว้ (Z = 1.96 ท่รี ะดบั ความ มนั่ ใจ 95% (ระดบั .05) หรอื Z = 2.58 ทร่ี ะดบั ความมนั่ ใจ 99% (ระดบั .01)) ตวั อย่างเช่น ถ้าผู้วจิ ยั กาหนดประชากรเป็นผู้บรโิ ภคน้าด่มื บรรจุขวด โดยในอดตี เคยมี การสารวจ พบว่า ร้อยละ 40 ด่มื น้าด่มื บรรจุขวด ควรกาหนดขนาดตัวอย่างเท่าใด ถ้ายอมให้เกิด ความคลาดเคล่อื นของการประมาณค่าได้ 2% และกาหนดระดบั ความเชอ่ื มนั4่ 095% โดยท่ี P = 0.4 (ผบู้ รโิ ภคทด่ี ่มื น้าดม่ื บรรจขุ วด รอ้ ยละ 40 = 100 ) e = .02 Z = 1.96 (คา่ Z ทร่ี ะดบั ความมนั่ ใจ 95% = 2 = 0.025 มคี ่าเทา่ กบั 1.96) .4(1 - .4) 1.96 2 0.40 0.60 3.84 แทนคา่ ในสตู ร n = = 0.02 2 0.0004 0.9216 = 0.0004 = 2,304 คาตอบคอื ควรเกบ็ รวบรวมขอ้ มลู จากผบู้ รโิ ภค จานวน 2,304 คน 3.2.2 กรณที ราบจานวนประชากรในการวจิ ยั ทแ่ี น่ชดั คานวณไดจ้ ากสูตร (วชิ ติ อ่อู ้น, 2553 หน้า 164) คอื n = 1 e2 โดยท่ี n = ขนาดของตวั อยา่ ง N = จานวนประชากร e = ค่าความคลาดเคลอ่ื นของการประมาณคา่ จานวนตวั อยา่ ง ตวั อย่างเช่น การศกึ ษาความพงึ พอใจของลูกคา้ ต่อการบรกิ ารธนาคารกสกิ รไทยสาขา อุดรธานี ประชากรในการวจิ ยั เป็นลกู คา้ เปิดบญั ชเี งนิ ฝากกบั ธนาคารกสกิ รไทย สาขาอุดรธานี เท่านนั้ สมมตวิ ่า ลกู คา้ จานวน 5,000 ราย ยอมใหค้ ลาดเคล่อื น5ไ,ด00้ 50% จะใชจ้ านวนตวั อยา่ งเทา่ ใด แทนคา่ ในสตู ร n = 1 5,000 0.052 5,000 = 370.37 จานวนเตม็ คอื 370 N = 13.5
138 คาตอบคอื ควรเกบ็ รวบรวมขอ้ มลู จากลกู คา้ จานวน 370 คน 3.3 กาหนดขนาดตวั อย่างโดยใช้ตารางสาเรจ็ รปู จะช่วยใหป้ ระมาณจานวนตวั อย่างได้ รวดเรว็ กวา่ วธิ กี ารคานวณ สาหรบั ตารางสาเรจ็ รปู ทน่ี ิยมใชก้ นั ประกอบดว้ ย 2 ตาราง ดงั น้ี 3.3.1 ตารางของเครซแี ละมอรแ์ กน (Krejcie and Morgan) เป็นตารางกาหนดจานวน ตวั อยา่ งไวช้ ดั เจน เมอ่ื ทราบจานวนประชากร ตงั้ แต่ 10 คน ถงึ 100,000 คน ดงั ตารางท่ี 7.1 ตารางท่ี 7.1 จานวนประชากรในการวจิ ยั และจานวนตวั อยา่ ง ตามวธิ ขี อง เครซแี ละมอรแ์ กน จานวน จานวน จานวน จานวน จานวน จานวน จานวน จานวน ประชากร ตวั อยา่ ง ประชากร ตวั อย่าง ประชากร ตวั อย่าง ประชากร ตวั อยา่ ง 10 10 150 108 460 210 2,200 327 15 14 160 113 480 214 2,400 331 20 19 170 118 500 217 2,600 335 25 24 180 123 550 226 2,800 338 30 28 190 127 600 234 3,000 341 35 32 200 132 650 242 3,500 346 40 36 210 136 700 248 4,000 351 45 40 220 140 750 254 4,500 354 50 44 230 144 800 260 5,000 357 55 48 240 148 850 265 6,000 361 60 52 250 152 900 269 7,000 364 65 56 260 155 950 274 8,000 367 70 59 270 159 1,000 278 9,000 368 75 63 280 162 1,100 285 10,000 370 80 66 290 165 1,200 291 15,000 375 85 70 300 169 1,300 297 20,000 377 90 73 320 175 1,400 302 30,000 379 95 76 340 181 1,500 306 40,000 380 100 80 360 186 1,600 310 50,000 381 110 86 380 191 1,700 313 75,000 382 120 92 400 196 1,800 317 100,000 384 130 97 420 201 1,900 320 140 103 440 205 2,000 322 ทม่ี า : ยทุ ธ ไกรวรรณ์ (2554 หน้า 60) จากตารางท่ี 7.1 อธบิ ายไดว้ ่า ประชากรจานวน 1,000 ขนาดตวั อย่างประมาณการ คอื 278 อย่างไรกต็ ามถ้าประชากรไมต่ รงในตาราง ใหค้ านวณโดยวธิ เี ทยี บบญั ญตั ไิ ตรยางค์ เช่น ถ้า ประชากร กาหนดเป็น 590 คน ตวั อย่างควรมเี ท่าใด วธิ กี ารคานวณ คอื ประชากรจานวน 590 คน อยใู่ นชว่ ง 550 และ 600 คน โดยท่ี ประชากร 550 คน เพม่ิ เป็น 600 คน มปี ระชากรเพม่ิ 50 คน ตวั อยา่ ง 226 คน เพมิ่ เป็น 234 คน มตี วั อยา่ งเพม่ิ 8 คน ถา้ ประชากร 550 คน เพมิ่ เป็น 590 คน มปี ระชากรเพม่ิ 40 คน ตวั อยา่ ง 226 คน เพม่ิ เป็น = ? (เทยี บบญั ญตั ไิ ตรยางค)์
139 8 40 ประชากรเพิ่ม 50 คน ตัวอย่างเพิ่ม 8 คน ถ้าประชากรเพ่ิม 40 คน ตัวอย่างเพิ่ม = 50 6.4 หรอื 6 คน ดงั นนั้ ประชากร 590 คน ตวั อยา่ งเท่ากบั 226+6 = 232 คน = 3.3.2 ตารางของ ทาโร ยามาเน (Taro Yamane) มกี ารกาหนดขนาดของตวั อย่าง ตามระดบั นัยสาคญั และค่าความคลาดเคล่อื นของค่าประชากร โดยกาหนดค่าความเช่อื มนั่ 2 ระดบั คอื 95% ดงั ตารางท่ี 7.2 และ 99% ดงั ตารางท่ี 7.3 ตารางท่ี 7.2 จานวนประชากรและตวั อย่าง ตามวธิ ขี องทาโร ยามาเน ท่รี ะดบั นัยสาคญั .05 เม่อื ค่า ความคลาดเคลอ่ื นเป็นรอ้ ยละ 1,2,3,4,5,10 และสดั สว่ นประชากรเท่ากบั 0.5 ขนาดของตวั อย่าง ในแต่ละคา่ ของความคลาดเคลอ่ื น(รอ้ ยละ) จานวนประชากร ±1% ±2% ±3% ±4% ±5% ±10% 500 b b B b 222 83 1,000 b b B 385 286 91 1,500 b b 638 441 316 94 2,000 b b 714 476 333 95 2,500 b 1,250 769 500 345 96 3,000 b 1,364 811 517 353 97 3,500 b 1,458 843 530 359 97 4,000 b 1,538 870 541 364 98 4,500 b 1.607 891 549 367 98 5,000 b 1,667 909 556 370 98 6,000 b 1,765 938 566 375 98 7,000 b 1,842 959 574 378 99 8,000 b 1,905 976 580 381 99 9,000 b 1,957 989 584 383 99 10,000 5,000 2,000 1,000 588 385 99 15,000 6,000 2,143 1.034 600 390 99 20,000 6,667 2,222 1,053 606 392 100 25,000 7,143 2,273 1,064 610 394 100 50,000 8,333 2,381 1,087 617 397 100 100,000 9,091 2,439 1,099 621 398 100 ∞ 10,000 2,500 1,111 625 400 100 b หมายถงึ ขนาดของประชากรไมเ่ หมาะทจ่ี ะคาดใหเ้ ป็นการแจกแจงปรกติ จงึ ไมส่ ามารถใชส้ ตู รคานวณของกลมุ่ ตวั อย่างได้ ทม่ี า : ยทุ ธ ไกรวรรณ์ (2554 หน้า 62) จากตารางท่ี 7.2 ถ้าประชากรในการวิจยั มจี านวน 1,000 กาหนดระดบั นัยสาคญั .05 ยอมให้มคี วามคลาดเคล่อื นได้ 5% ขนาดตวั อย่างท่ปี ระมาณการคอื 222 หรอื ถ้าประชากรจานวน 50,000 คน กาหนดระดบั นัยสาคญั .05 ยอมใหม้ คี วามคลาดเคล่อื นได้ 5% ขนาดตวั อยา่ งทป่ี ระมาณ การคอื 397 คน
140 ตารางท่ี 7.3 จานวนประชากรและตวั อย่าง ตามวธิ ขี องทาโร ยามาเน ท่รี ะดบั นัยสาคญั .01 เม่อื ค่า ความคลาดเคล่อื นเป็นรอ้ ยละ 1,2,3,4,5 และสดั สว่ นประชากรเทา่ กบั 0.5 จานวนประชากร ขนาดของตวั อยา่ ง ในแต่ละค่าของความคลาดเคลอ่ื น(รอ้ ยละ) ±1% ±2% ±3% ±4% ±5% 500 bBBbb 1,000 b B B b 474 1,500 b B B 726 563 2,000 b B B 826 621 2,500 b B B 900 662 3,000 b B 1,364 958 692 3,500 b B 1,458 1,003 716 4,000 b B 1,539 1,041 735 4,500 b B 1,607 1,071 750 5,000 b B 1,667 1,098 763 6,000 b 2,903 1,765 1,139 783 7,000 b 3,119 1,842 1,171 798 8,000 b 3,303 1,905 1,196 809 9,000 b 3,462 1,957 1,216 818 10,000 b 3,600 2,000 1,233 826 15,000 b 4,091 2.143 1,286 849 20,000 b 4,390 2,222 1,314 861 25,000 11,842 4,592 2,273 1,331 869 50,000 15,517 5,056 2,381 1,368 884 100,000 18,367 5,325 2,439 1,387 892 ∞ 22,500 5,625 2,500 1,406 900 b หมายถงึ ขนาดของประชากรไมเ่ หมาะทจ่ี ะคาดใหเ้ ป็นการแจกแจงปรกติ จงึ ไมส่ ามารถใชส้ ตู รคานวณของกลมุ่ ตวั อยา่ งได้ ทม่ี า : ยทุ ธ ไกรวรรณ์ (2554 หน้า 63) จากตารางท่ี 7.3 ถ้าประชากรในการวจิ ยั จานวน 100,000 กาหนดระดบั นัยสาคญั .01 ยอมให้คลาดเคล่อื นได้ 5% ประมาณขนาดตวั อย่างคอื 892 อย่างไรกต็ าม หากขนาดประชากรน้อย กว่า 500 หน่วย จะใชต้ ารางของยามาเน สาหรบั เลอื กตวั อยา่ งไมไ่ ด้ การชกั ตวั อย่าง การประมาณขนาดตัวอย่าง ทาให้ทราบว่าต้องเก็บข้อมูลจากตวั อย่างจานวนเท่าใด แต่ ปญั หาคอื ประชากรหน่วยใดทจ่ี ะถูกชกั ออกมาและจะชกั ดว้ ยวธิ ใี ดจงึ จะไดต้ วั แทนทด่ี ขี องประชากร ใน หวั ขอ้ น้จี งึ เสนอรายละเอยี ดเกย่ี วกบั การชกั ตวั อยา่ ง ซง่ึ มรี ายละเอยี ด ดงั น้ี 1. วธิ กี ารชกั ตวั อยา่ ง ประกอบดว้ ย 2 วธิ ี ดงั น้ี 1.1 วิธีชักตัวอย่างแบบความน่าจะเป็น (Probability Sampling) เป็นการชักหน่วย ตวั อยา่ งทแ่ี ต่ละหน่วยของประชากรในการวจิ ยั มโี อกาสทจ่ี ะถกู ชกั ออกมาเป็นตวั อยา่ งเท่าเทยี มกนั ไม่ ลาเอยี งหรอื ถกู ปิดกนั้ โอกาสในการถูกชกั ออกมา ซง่ึ มที งั้ หมด 5 วธิ ี ดงั น้ี
141 1.1.1 วิธีแบบอย่างง่าย (Simple Random Sampling) เป็ นวิธีชักตัวอย่างจาก ประชากรทุกหน่วยโดยตรง เช่น การสารวจความพึงพอใจต่อการให้บรกิ ารหอพกั ของนักศึกษา มหาวทิ ยาลยั ราชภฏั อุดรธานี กาหนดประชากรในการวจิ ยั เป็นนักศกึ ษาทุกคนของมหาวทิ ยาลยั ราช ภฏั อุดรธานี ซง่ึ เป็นหน่วยวเิ คราะหโ์ ดยตรง คอื นักศกึ ษาทุกคน เป็นต้น สนิ พนั ธุพ์ นิ ิจ (2554 หน้า 118) อธบิ ายว่า เป็นการชกั ตวั อย่างแบบเชงิ เดยี ว กล่าวคอื เป็นความต้องการเลอื กตวั อย่างเพยี ง ขนั้ ตอนเดยี วเท่านนั้ และลกั ษณะประชากรในการวจิ ยั มคี วามคลา้ ยคลงึ กนั ซง่ึ เป็นวธิ กี ารเบอ้ื งตน้ ทส่ี ุด และมกั นาไปใช้ร่วมกับวธิ ีชกั ตัวอย่างแบบอ่ืน โดยเรมิ่ ต้นด้วยการทาบัญชีรายช่อื พรอ้ มกา หนด หมายเลขกากับแต่ละหน่วยของประชากรในการวิจยั ซ่ึงจะเป็นกรอบสาหรบั การชักตัวอย่าง (Sampling Frame) จากนนั้ กท็ าการชกั ตวั อยา่ ง ซง่ึ วธิ แี บบงา่ ย สามารถทาได้ 3 วธิ ี ดงั น้ี 1) การใชต้ ารางเลขสมุ่ (Table of Random Numbers) เป็นตารางทน่ี กั สถติ ทิ าขน้ึ เพอ่ื ใหเ้ ลขหรอื เลขผสมแต่ละหลกั หรอื หลายหลกั มโี อกาสไดร้ บั การเลอื กเท่ากนั ทุกตวั หรอื ทกุ ชดุ เป็น วธิ ที ่เี หมาะสาหรบั กลุ่มตวั อย่างขนาดใหญ่ โดยต้องกาหนดระบบการอ่านให้ชดั เจนว่าจะอ่านไปใน ทศิ ทางใด วนแบบใด จากแถวบนลงล่างหรอื จากคอลมั น์ดา้ นซา้ ยมอื ไปทางขวามอื ดงั ตารางท่ี 7.4 ตารางท่ี 7.4 ตารางเลขส่มุ (Table of Random Numbers) 1 2 3 4 5 6 7 8 9 10 11 12 13 14 15 16 17 18 19 20 1 03 47 43 73 86 39 96 47 36 61 46 98 63 71 62 33 26 16 80 45 2 97 74 24 67 62 42 81 14 54 20 42 53 32 37 32 27 07 36 07 51 3 16 76 62 27 66 56 50 26 71 07 32 90 79 78 83 13 55 38 58 89 4 12 56 85 99 26 96 96 68 27 31 05 03 72 93 15 57 12 10 14 21 5 55 59 56 36 64 38 54 82 46 22 31 62 43 09 90 06 18 44 32 53 6 60 11 14 10 95 06 22 77 94 39 49 54 43 54 81 17 37 93 23 78 7 24 51 79 89 73 84 42 17 53 31 57 24 55 06 88 77 04 74 47 67 8 88 97 54 14 10 63 01 63 78 59 16 95 55 67 19 98 10 50 71 75 9 88 26 49 81 76 33 21 12 34 29 78 64 56 07 82 52 42 07 44 38 10 23 83 01 30 30 53 60 86 32 44 06 47 27 96 54 49 17 46 09 62 11 87 35 20 96 43 84 26 34 91 64 18 18 07 92 46 44 17 16 53 09 12 21 76 33 50 25 83 92 12 06 76 26 62 38 97 75 84 16 07 44 99 13 12 86 73 58 07 44 36 52 38 79 23 42 40 64 74 82 92 77 77 81 14 15 51 11 13 42 99 66 02 79 54 52 36 28 19 95 50 92 26 11 79 15 90 52 84 77 27 08 02 73 43 28 37 85 94 35 12 83 39 50 08 30 16 39 83 86 19 62 06 76 50 30 10 55 23 64 05 05 70 29 14 12 13 17 83 11 46 32 24 20 14 85 88 45 10 93 72 88 70 56 62 18 37 35 18 07 45 32 14 08 32 98 94 07 72 93 85 79 10 75 19 49 57 22 77 19 00 56 76 31 38 80 22 02 53 35 86 60 42 04 53 16 08 15 04 72 20 42 34 03 96 88 54 42 06 87 78 36 35 25 48 39 31 16 93 32 43 วธิ กี ารใช้ตาราง เรม่ิ ต้นจากการกาหนดเลขลาดบั ให้ประชากรในการวจิ ยั เช่น ประชากร จานวน 100 คน ก็ให้เลขลาดบั 001-100 แก่หน่วยของประชากร จากนัน้ กาหนดเกณฑ์การเลอื ก ตวั เลขสุ่ม โดยอาจกาหนดเรมิ่ ตน้ ตามแถวตงั้ หรอื แถวนอนกไ็ ด้ หลงั จากนนั้ ให้ดาเนินการเลอื กตวั เลข
142 ท่ตี รงกบั ตวั เลขลาดบั ของประชากรในการวจิ ยั เช่น มปี ระชากรในการวจิ ยั 500 หน่วย กาหนดเลข ลาดบั เป็น 001-500 ใชต้ ารางเลขสุ่มตามแถวนอนท่ี 1 โดยอ่านตวั เลขเพยี ง 3 หลกั คอื 034 ซ่งึ เป็น ตวั เลข อย่รู ะหว่างเลขลาดบั 001-500 จงึ เลอื กมาเป็นตวั อย่าง อ่านต่อไปเป็น 743 เป็นตวั เลขไม่อยู่ ระหว่างเลขลาดบั 001-500 จงึ ไม่เลอื กมาเป็นตวั อย่าง ทาไปเช่นน้ีเร่อื ยไปเม่อื หมดแถว กไ็ ล่ขน้ึ แถว ใหม่ จนไดจ้ านวนตวั เลขครบตามขนาดตวั อยา่ งจงึ หยดุ หน่วยประชากรทม่ี เี ลขลาดบั ตรงกบั ตวั เลขท่ี เลอื กมาจากตารางเลขสุ่ม กค็ อื ตวั อยา่ งทช่ี กั ออกมาเพ่อื ศกึ ษานนั่ เอง 2) การจบั ฉลาก (Lotter Method) เป็นวธิ ที ่เี หมาะสาหรบั จานวนประชากรในการ วจิ ยั มไี ม่มาก กลุ่มตวั อย่างทม่ี ขี นาดเลก็ โดยเขยี นช่อื หรอื เลขลาดบั ตามบญั ชรี ายช่อื ประชากรลงใน กระดาษ ทาการคลุกเคลา้ ใหแ้ ผ่นกระดาษกระจายปะปนทวั่ กนั อยา่ งสม่าเสมอในภาชนะทใ่ี ส่ จากนัน้ ทาการหยบิ เลขหมายเหลา่ น้ใี หค้ รบตามขนาดตวั อยา่ งทงั้ หมด 3) การใช้โปรแกรมทางสถติ ิ ซง่ึ ปจั จบุ นั มกี ารพฒั นาโปรแกรมสาเรจ็ รปู เพ่อื ช่วย เลอื กตัวอย่างแบบง่ายมากข้นึ เช่น SAS จะมโี ปรแกรมย่อย(Subroutine) ท่ใี ช้ช่วยเลอื กตวั อย่าง แบบอย่างง่าย มวี ธิ กี ารคลา้ ยกบั การใช้ตารางเลขสุ่มธรรมดา โดยเขยี นโปรแกรมให้เลอื กเฉพาะตวั เลขทไ่ี มซ่ า้ กนั ภายในชว่ งของขนาดประชากร (วชั ราภรณ์ สุรยิ าภวิ ฒั น์, 2554 หน้า 150) อย่างไรก็ตามการชกั ตวั อย่างแบบอย่างง่าย พบว่า มกี ารชกั แบบไม่ทดแทน (without Replacement) คือ เม่อื ชักตัวอย่างแต่ละหน่วยออกมาแล้ว จานวนประชากรจะลดลงตามจานวน ตวั อยา่ งทช่ี กั ออกไป ทาให้ตวั หารของโอกาสทจ่ี ะถูกชกั ออกลดลง โอกาสของหน่วยประชากรทเ่ี หลอื จะมีโอกาสถูกชักออกสูงกว่าหน่วยท่ีถูกชกั ออกก่อนหน้านัน้ เช่น จานวนประชากรมี 10 หน่วย โอกาสถูกชกั ออกครงั้ แรก เป็น 1/10 ครงั้ ทส่ี อง เป็น 1/9 1/8 และลดลงไปเร่อื ย ๆ และการชกั แบบ ทดแทน (with Replacement) คอื เอาตวั อย่างท่ถี ูกชกั ออกไปแล้ว กลบั เข้าไปรวมในประชากรอีก เพ่อื ให้แต่ละหน่วยของประชากรมโี อกาสถูกชกั ออกคงเดิม เช่น จานวนประชากร 10 หน่วย ชกั ตวั อยา่ งแรกออกไปแลว้ ใส่กลบั คนื โอกาสถูกชกั ออกแต่ละครงั้ จะเท่าเดมิ คอื 1/10 แต่ในทางปฏบิ ตั ิ ไมน่ ิยมใชว้ ธิ ใี ส่กลบั คนื เพราะไม่มปี ระโยชน์อะไรทจ่ี ะมหี น่วยเดยี วซ้ากนั ในตวั อยา่ ง ดงั นนั้ ผวู้ จิ ยั ควร พจิ ารณาวา่ จะใชว้ ธิ ใี ดจงึ จะเหมาะสมเพอ่ื ใหไ้ ดต้ วั อยา่ งทด่ี ี 1.1.2 วิธีการชกั ตัวอย่างแบบมีระบบ (Systematic Sampling) เป็นวิธีท่ีเหมาะกับ ประชากรจานวนมากหรอื มขี อบเขตแน่นอน จดั เรยี งและให้เลขลาดบั ไวแ้ ล้ว วธิ กี ารคอื เลอื กเฉพาะ ตวั อยา่ งหน่วยแรกเพยี งครงั้ เดยี ว แลว้ บวกเพมิ่ ดว้ ยขนาดของอนั ตรภาคชนั้ จะไดเ้ ลขลาดบั ต่อไปของ ตวั อยา่ ง และบวกต่อเรอ่ื ยไปจนไดจ้ านวนครบตามขนาดตวั อยา่ งทก่ี าหนดไว้ ซง่ึ มขี นั้ ตอนดงั น้ี ขนั้ ตอนท่ี 1 คานวณขนาดอันตรภาคชัน้ ท่ีใช้ชักตัวอย่าง ถ้า N เป็นขนาด ประชากรในการวจิ ยั และ n เป็นขนาดตวั อยา่ ง และ I เป็นขนาดอนั ตรภาคชนั้ I= n ตวั อย่า6ง0เ0ช่น ขนาดประชากรในการวจิ ยั เป็น 600 หน่วย กาหนดขนาดตวั อย่าง ได้ 100 หน่วย ดงั นนั้ I = 100 = 6 ขนาดของอนั ตรภาคชนั้ จงึ เท่ากบั 6 ขนั้ ตอนท่ี 2 ชกั ตวั อย่างหน่วยแรก (Random Start (R)) โดยวธิ แี บบอย่างง่าย อาจจบั ฉลากหรอื ตารางเลขสมุ่ กไ็ ด้ สมมตวิ า่ ถา้ จบั สลากได้ เลขลาดบั ท่ี 20
143 ขนั้ ตอนท่ี 3 ชกั เลขลาดบั ประชากรในการวจิ ยั ต่อไป โดยนาเอาเลขลาดบั ท่ี 20 จากขนั้ ตอนท่ี 2 บวกดว้ ยขนาดอนั ตรภาคชนั้ ในขนั้ ตอนท่ี 1 กล่าวคอื 20 + 6 เลขลาดบั ท่ี 26 จะเป็น ตวั อยา่ งทจ่ี ะชกั ออกมาจากประชากรในการวจิ ยั โดยเลขลาดบั ประชากรในการวจิ ยั จะถูกชกั ออกมาเป็นตวั อย่าง ตงั้ แต่หน่วยท่ี 1 ถงึ หน่วยสดุ ทา้ ย คอื R, R+I, R+2I, R+3I, +R+4I, …, R+(n-1)I 1.1.3 การชกั ตวั อยา่ งแบบแบ่งเป็นชนั้ (Stratified Sampling) เหมาะสาหบั การวจิ ยั ท่ี พบว่า ประชากรแต่ละหน่วยมีคุณลกั ษณะแตกต่างกนั มาก เช่น มอี าชพี รายได้ ระดบั การศึกษา แตกต่างกนั มาก เป็นตน้ การชกั ตวั อยา่ งครงั้ เดยี วโดยตรงจากทุกหน่วยของประชากร อาจเกดิ ความ คลาดเคล่อื น ทาใหไ้ ดต้ วั แทนท่ไี ม่ดเี ป็นตวั อย่าง ดงั นนั้ ควรแก้ปญั หาโดยใชว้ ธิ ชี กั ตวั อย่างแบบแบ่ง ชนั้ หรอื เรยี กว่าการชกั ตวั อย่างตามประเภทของประชากร ซ่งึ เป็นวธิ กี ารทาให้ความแตกต่างของ หน่วยประชากรในการวจิ ยั ลดลง โดยมขี นั้ ตอนดาเนินการดงั น้ี ขนั้ ตอนท่ี 1 พจิ ารณาลกั ษณะของประชากรในการวจิ ยั ท่แี ตกต่างกนั เช่น แตกต่างกนั ตามภูมลิ าเนาและอาชพี (ประชากรเป็นผู้บรโิ ภค) ปรมิ าณยอดขายและคุณภาพสนิ ค้า (ประชากรเป็น ประเภทสนิ คา้ ) เป็นตน้ จากนนั้ เลอื กลกั ษณะของประชากรในการวจิ ยั สาหรบั นามาแบง่ ชนั้ ขนั้ ตอนท่ี 2 จาแนกหรอื แบ่งชนั้ ประชากรในการวจิ ยั ออกเป็นกลุ่มย่อยตามลกั ษณะท่ี เด่นชดั (ทเ่ี ลอื กไวใ้ นขนั้ ตอนท่ี 1) โดยประชากรในกลุ่มเดยี วกนั ตอ้ งมลี กั ษณะคลา้ ยคลงึ กนั มากทส่ี ุด และแต่ละกลุ่มต้องมคี วามแตกต่างระหว่างกนั มากท่สี ุด เช่น การศึกษาปรมิ าณอาหารชนิดหน่ึงท่ี ผูบ้ รโิ ภคซ้อื ในแต่ละครงั้ ประชากรทก่ี าหนดคอื ผูบ้ รโิ ภคท่มี คี วามแตกต่างกนั ตามอาชพี แบ่งเป็น 3 กลุ่ม คอื กลุ่มลูกจา้ งหน่วยงานภาครฐั กลุ่มลูกจา้ งเอกชนและกลุ่มประกอบอาชพี ส่วนตวั โดยคาดว่า ตวั อยา่ งแต่ละหน่วยทป่ี ระกอบอาชพี เดยี วกนั จะซอ้ื อาหารชนดิ หน่งึ ในปรมิ าณใกลเ้ คยี งกนั เป็นตน้ ขนั้ ตอนท่ี 3 ชกั ตวั อย่างจากแต่ละกลุ่มหรอื แต่ละชนั้ โดยใช้วธิ ชี กั ตวั อย่างแบบอย่าง งา่ ย อยา่ งไรกต็ ามประชากรในแต่ละชนั้ หรอื แต่ละกลุ่มอาจมจี านวนแตกต่างกนั ปญั หาจงึ อยทู่ ่ี จะชกั ตวั อยา่ งจานวนเท่าใดออกมาจากแต่ละกลุ่ม สุชาติ ประสทิ ธริ ์ ฐั สนิ ธุ์ (2555 หน้า 195) กล่าวว่า ใหช้ กั ตวั อย่างจากแต่ละชนั้ เท่า ๆ กนั แล้วนามารวมกนั จะไดข้ นาดตวั อย่างตามทก่ี าหนดไว้ ส่วน สรชยั พศิ าลบตุ ร (2555 หน้า 89) กลา่ ววา่ จานวนตวั อยา่ งทช่ี กั ออกมาจากแต่ละชนั้ หรอื กลมุ่ โดยทวั่ ไปควร เป็นปฏภิ าคโดยตรงกบั จานวนประชากรทงั้ หมดในแต่ละชนั้ หรอื กลมุ่ นนั้ ๆ กล่าวคอื ประชากรภายใน ชนั้ มนี ้อยก็ควรชกั ออกมาน้อย ถ้ามมี ากก็ชกั ออกมาจานวนมาก สาหรบั สนิ พนั ธุพ์ นิ ิจ (2554 หน้า 123-124) อธบิ ายว่า สามารถทาไดท้ งั้ 2 แบบ คอื แบบไม่เป็นสัดส่วน แมว้ ่าในแต่ละชนั้ หรอื กลุ่มจะมี หน่วยของประชากรไม่เท่ากนั แต่ใหช้ กั ตวั อย่างจานวนเท่ากนั ในแต่ละชนั้ และแบบเป็นสดั ส่วนด้วย การชกั ตวั อย่างตามสดั ส่วนของประชากร เช่น กาหนดขนาดตวั อย่างรวม 100 หน่วย ถ้าประชากร รวม 1,000 หน่วย จาแนกเป็นชนั้ หรอื กลุ่มท่ี 1 เท่ากับ 500 หน่วย ชนั้ หรอื กลุ่มท่ี 2 เท่ากับ 300 หน่วย และชนั้ หชรนั้ อื ทก่ี ล1มุ่ =ท่ี135,000เ0ท0 า่ก10บั 0200 หน่วย ดงั นนั้ จานวนตวั อยา่ งในแต่ละชนั้ ควรเป็น = 50 หน่วย 300 ชนั้ ท่ี 2 = 1,000 100 = 30 หน่วย
144 ชนั้ ท่ี 3 = 200 100 = 20 หน่วย 1,000 รวมทุกชนั้ 100 หน่วย 1.1.4 การชกั ตวั อย่างแบบกลุ่มหรอื พ้นื ท่ี (Area/Cluster Sampling) โดย คาว่า กลุ่ม ตรงกบั ภาษาองั กฤษว่า Cluster หมายถงึ กลุ่มของสงิ่ ใดสง่ิ หน่ึงทม่ี คี ุณลกั ษณะภายในกลมุ่ เหมอื นกนั แตกต่างกนั เพยี งเลก็ น้อยหรอื ไมแ่ ตกต่างกนั เมอ่ื นามาเป็นวธิ ชี กั ตวั อย่างแบบกลุ่ม อธบิ ายไดว้ ่า การ วจิ ยั บางเร่อื ง ประชากรในการวจิ ยั ทุกหน่วยมคี ุณลกั ษณะคลา้ ยคลงึ กนั แต่มอี ยกู่ ระจดั กระจายกนั ใน หลายพน้ื ท่ี ทาใหล้ าบากในการเกบ็ รวบรวมขอ้ มลู ผวู้ จิ ยั จงึ จาแนกประชากรออกเป็นกลมุ่ ๆ หรอื เป็น เขตพน้ื ท่ี โดยจานวนประชากรในแต่ละกลมุ่ อาจไมเ่ ท่ากนั จากนนั้ กช็ กั ตวั อยา่ งจากแต่ละกลมุ่ ตามวธิ ี ชกั ตวั อยา่ งแบบอยา่ งงา่ ยหรอื เป็นระบบกไ็ ด้ ซง่ึ ประกอบดว้ ย 3 ขนั้ ตอนดงั น้ี (ดภู าพท่ี 7.2 ประกอบ) อาเภอในจงั หวดั หน่งึ ของประเทศไทย อาเภอ อาเภอ อาเภอ อาเภอ อาเภอ อาเภอ อาเภอ อาเภอ อาเภอ อาเภอ กลมุ่ ประชากร 1 2 3 4 5 6 7 8 9 10 อาเภอ อาเภอ อาเภอ ชกั ตวั อย่างกลมุ่ ยอ่ ย 5 8 10 (ชกั ตวั อยา่ งแบบง่าย) หน่วยตวั อยา่ ง ชกั หน่วยตวั อยา่ งจากแต่ละกลุ่มตวั อยา่ ง 100 หน่วย (ชกั ตวั อยา่ งแบบง่าย) ภาพท่ี 7.2 การชกั ตวั อยา่ งแบบกลมุ่ หรอื พน้ื ท่ี ขนั้ ตอนท่ี 1 จาแนกประชากรในการวจิ ยั ออกเป็นกลุ่มย่อย เช่น การศกึ ษาพฤตกิ รรม การตัดสนิ ใจซ้อื เคร่อื งด่มื ชูกาลงั ประชากรในการวจิ ยั เป็นผู้บรโิ ภคท่อี าศยั ภายในจงั หวดั หน่ึงของ ประเทศไทย โดยผูด้ ่มื เครอ่ื งด่มื ชกู าลงั กระจายอย่ทู ุกพน้ื ท่แี ยกตามการปกครองเป็นอาเภอ ทงั้ หมด 10 อาเภอ จงึ จาแนกผบู้ รโิ ภคตามอาเภอ ได้ 10 กล่มุ หรอื หน่วยประชากรในการวจิ ยั ขนั้ ตอนท่ี 2 ชกั ตวั อย่างกลมุ่ ยอ่ ยตามทผ่ี วู้ จิ ยั ตอ้ งการ เช่น จากขนั้ ตอนท่ี 1 เมอ่ื จาแนก ประชากรในการวจิ ยั ตามอาเภอได้ 10 กลุ่มหรอื หน่วยประชากรแลว้ กช็ กั ตวั อยา่ งออกมา 3 กลุ่มหรอื หน่วย เพอ่ื เป็นตวั แทนของทงั้ 10 กลุ่ม (ผวู้ จิ ยั กาหนดความตอ้ งการศกึ ษาไว้ 3 กลมุ่ ) ขนั้ ตอนท่ี 3 ชกั ตวั อยา่ งแต่ละหน่วยออกจากกลุ่ม แต่ก่อนทจ่ี ะชกั ตวั อยา่ งควรกาหนด ขนาดตวั อย่างใหเ้ รยี บรอ้ ยแลว้ จงึ ชกั ตวั อย่าง ดว้ ยแบบอย่างงา่ ยหรอื แบบมรี ะบบ เช่น จากขนั้ ตอนท่ี 2 เม่อื ชกั ตัวอย่างออกจากประชาการมาได้ 3 หน่วยตวั อย่าง จากนัน้ กาหนดขนาดตัวอย่างท่ตี ้อง ศกึ ษา ถา้ กาหนดไว้ 100 คน กช็ กั ตวั อยา่ งในทงั้ 3 กลุม่ ใหค้ รบ 100 คนทม่ี าจากทงั้ 3 กลมุ่
145 1.1.5 การชกั ตัวอย่างแบบหลายชนั้ (Multi-Stage Sampling) เป็นวธิ ชี กั ตัวอย่างท่ี นยิ มในมาใชใ้ นงานวจิ ยั ขนาดใหญ่ ตอ้ งการผลการวจิ ยั ทร่ี วดเรว็ แต่งบประมาณน้อย การชกั ตวั อยา่ ง แบบหลายชนั้ จะมลี กั ษณะคลา้ ยกบั วธิ ชี กั ตวั อย่างแบบกลุ่มหรอื พน้ื ท่ี จะมมี ากกว่า 2 ขนั้ ตอนขน้ึ ไป โดยชกั ตวั อย่างตงั้ แต่กลุ่มใหญ่ทส่ี ุด ลดลงตามลาดบั ชนั้ จนกว่าจะถงึ การชกั ตวั อยา่ งแต่ละหน่วย ใน แต่ละขนั้ ตอนอาจใชว้ ธิ ชี กั ตวั อยา่ งหลายแบบร่วมกนั เช่น แบบอย่างง่าย แบบมรี ะบบ แบบแบ่งเป็น ชนั้ หรอื แบบกลมุ่ หรอื สนิ พนั ธพุ์ นิ ิจ (2554 หน้า 126) เรยี กวา่ การชกั ตวั อยา่ งแบบผสม 1.1.6 วธิ ชี กั ตวั อยา่ งแบบอ่นื แบบใชค้ วามน่าจะเป็น มี 2 วธิ ี ดงั น้ี 1) วธิ เี ลอื กตวั อย่างตามลาดบั (Sequential Sampling) เป็นการเลอื กตวั อย่างโดย ผวู้ จิ ยั ไม่มขี อ้ มลู ใดเลยเกย่ี วกบั ประชากร ซง่ึ อาจเป็นงานวจิ ยั พง่ึ เรม่ิ ใหม่ ในวธิ นี ้ีผวู้ จิ ยั จะเลอื กตวั อยา่ ง ขน้ึ มาเป็นครงั้ ๆ การเกบ็ ขอ้ มลู และการวเิ คราะหก์ จ็ ะดาเนินการไปในแต่ละครงั้ ของการเลอื กตวั อย่าง ในแต่ละครงั้ ผูว้ จิ ยั จะพจิ ารณาว่าขอ้ มูลท่ไี ดเ้ พยี งพอหรอื ไม่ ถ้าขอ้ มลู ท่ีไดร้ บั จากตวั อย่างชุดแรกไม่ เพยี งพอในการวเิ คราะห์ อาจจะเก็บขอ้ มลู ตวั อย่างชุดท่ี 2 ต่อไป เช่น การตงั้ ราคาระหว่าง 2 สนิ ค้า คอื สนิ คา้ มาตรฐานกบั สนิ คา้ รปู แบบพเิ ศษ จะตงั้ ราคาแตกต่างกนั เท่าใด ถา้ เกบ็ ขอ้ มลู จากตวั อยา่ งชุด แรกไมส่ ามารถสรปุ ผลไดแ้ น่ชดั กอ็ าจเลอื กตวั อยา่ งชุดต่อไปมาศกึ ษาเพมิ่ เตมิ 2) Double Sampling หรอื Two-Phase Sampling คอื การเลอื กตวั อย่าง 2 ครงั้ จากประชากรชุดเดยี วกนั ในขนั้ ท่ี 1 ตวั อย่างจะถูกเลอื กจากประชากรเพ่อื เก็บขอ้ มูลครงั้ แรกก่อน จากนัน้ ในขนั้ ท่ี 2 ตวั อย่างย่อยในตวั อย่างแรกจะถูกเลอื กขน้ึ มาเพ่อื เกบ็ ขอ้ มลู เพม่ิ เตมิ กระบวนการ ดงั กล่าวอาจทาซ้ากนั หลายครงั้ กไ็ ด้ เช่น การศกึ ษาพฤตกิ รรมการซอ้ื น้าดม่ื บรรจขุ วดของครอบครวั ท่ี อยู่ในจงั หวดั อุดรธานี โดยผู้วจิ ยั ไม่ทราบว่าครอบครวั ใดท่ีด่มื น้าด่มื บรรจุขวดบ้าง ดงั้ นัน้ ขนั้ ท่ี 1 ครอบครวั ท่อี ยู่ในจงั หวดั อุดรธานีจะถูกเลอื กข้ึนมาก่อนจากกรอบประชากรท่มี อี ยู่ในสมุดโทรศพั ท์ หรอื อาจใชว้ ธิ ชี กั ตวั อย่างแบบเป็นระบบ ในการสอบถามตวั อย่างนนั้ ว่ามคี รอบครวั ใดบา้ งทด่ี ่มื น้าด่ืม บรรจุขวด ขนั้ ท่ี 2 ผูว้ จิ ยั จะเลอื กตวั อย่างจากตวั อย่างทเ่ี ป็นครอบครวั ด่มื น้าด่มื บรรจุขวดเท่านนั้ เพ่อื ทาการเกบ็ ขอ้ มลู เกย่ี วกบั พฤตกิ รรมการซอ้ื ต่อไป 1.2 การชกั ตวั อย่างแบบไม่ใช้ความน่าจะเป็น (Non Probability Sampling) เป็นการชกั หน่วยตวั อย่างจากประชากรในการวจิ ยั ท่ีแต่ละหน่วยประชากรมโี อกาสถูกเลอื กไม่เท่าเทียมกัน ตวั อย่างท่ชี กั ออกมาจงึ ไม่เป็นตวั แทนทแ่ี ท้จรงิ เหมอื นกบั วธิ ชี กั ตวั อย่างแบบใช้ความน่าจะเป็น แต่ ผูว้ จิ ยั นาวธิ นี ้ีมาใช้เน่ืองจากเหน็ ว่าทาให้บรรลุวตั ถุประสงค์การทาวจิ ัยมากกว่า อกี ทงั้ ช่วยลดเวลา ค่าใชจ้ า่ ยมากกว่าการชกั ตวั อยา่ งแบบใชค้ วามน่าจะเป็น ซง่ึ มี 3 วธิ ี ดงั น้ี 1.2.1 วิธีแบบสะดวก (Convenience Sampling) เป็นวธิ ีท่ีไม่มกี ฎเกณฑ์ สามารถ เลอื กหน่วยประชากรใดกไ็ ด้ ท่บี งั เอญิ พบเหน็ ในช่วงเวลาและสถานการณ์ทเ่ี หมาะสมในระหว่างเกบ็ รวบรวมขอ้ มลู หรอื เป็นวธิ ชี กั ตวั อยา่ งแบบบงั เอญิ พบเหน็ (Accidental Sampling) เพราะสะดวกหรอื งา่ ยต่อการศกึ ษา เช่น การศกึ ษาพฤตกิ รรมของผู้บรโิ ภคบนห้างสรรพสนิ คา้ โดยสอบถามผู้บรโิ ภค ภายในห้างสรรพสนิ ค้าท่พี บเห็น เป็นต้น อย่างไรก็ตาม ถึงแม้ว่าการชกั ตวั อย่างแบบสะดวกจะไม่ รบั ประกนั คุณภาพของขอ้ มลู ทไ่ี ดจ้ ากการศกึ ษา แต่มคี วามเหมาะสมและมคี ุณค่าในขนั้ ตอนของการ วจิ ยั เชงิ สารวจเบอ้ื งตน้ (Exploratory Research) เพ่อื คน้ หาแนวทางไปสกู่ ารทาวจิ ยั ต่อไป
146 1.2.2 การชกั ตวั อยา่ งแบบเจาะจง (Purposive Sampling) เป็นจุดมุ่งหมายของผวู้ จิ ยั ทต่ี อ้ งการระบวุ ่าตวั อยา่ งในการวจิ ยั ควรเป็นใคร มลี กั ษณะอยา่ งไร ซง่ึ จาแนกได้ 2 แบบ ดงั น้ี 1) การชักตัวอย่างโดยใช้วิจารณญาณ (Judgment Sampling) โดยผู้วิจัยได้ พจิ ารณาแลว้ วา่ บุคคลหรอื สง่ิ ของทเ่ี ลอื กเป็นตวั อยา่ ง มคี วามเหมาะสมทส่ี ามารถใหค้ าตอบทด่ี ไี ด้ ซง่ึ ผวู้ จิ ยั ต้องมปี ระสบการณ์และมคี วามเชย่ี วชาญในการทาวจิ ยั เร่อื งนัน้ มาก่อน เพราะจะสามารถเลอื ก ตวั อย่างท่มี ลี กั ษณะสอดคล้องกบั วตั ถุประสงคก์ ารวจิ ยั ทก่ี าหนดไว้ เช่น การวจิ ยั เรอ่ื ง ประสทิ ธภิ าพ การขายสนิ คา้ ของพนกั งานขาย ถา้ ผวู้ จิ ยั มปี ระสบการณ์เคยเป็นผจู้ ดั การแผนกขายมาก่อน จะทราบดี ว่าควรเลอื กพนักงานขายคนใดมาเป็นตวั อย่าง หรอื การทดสอบความคิดเห็นต่อสนิ ค้าใหม่ ควร กาหนดตวั อย่างเป็นพนกั งานของบรษิ ทั เหตุผลเพราะแนวโน้มความชอบของพนกั งานต่อสนิ คา้ ของ บรษิ ทั น่าจะมมี ากกว่าบุคคลภายนอก ซง่ึ ถา้ สนิ คา้ ไมผ่ ่านตามความเหน็ ของพนกั งาน กย็ ากทจ่ี ะไดร้ บั การยอมรบั จากผู้บรโิ ภคทวั่ ไป เป็นต้น และวิธีชกั ตัวอย่างโดยใช้วิจารณญาณ อาจใช้รวมกับขนั้ สุดทา้ ยของวธิ ชี กั ตวั อยา่ งแบบอ่นื ทงั้ น้ีเพ่อื กาหนดขอบเขตของประชากรใหแ้ คบลง 2) การชกั ตวั อยา่ งแบบกาหนดจานวน (Quota Sampling) เป็นวธิ ที ผ่ี วู้ จิ ยั กาหนด เจาะจงวา่ ใครควรเป็นตวั อยา่ งและจานวนเท่าใด โดยมกี ารดาเนนิ การดงั น้ี ขนั้ ท่ี 1 ผวู้ จิ ยั กาหนดคุณลกั ษณะของประชากรใหช้ ดั เจน ซง่ึ ควรเป็นคุณลกั ษณะ ของประชากรทต่ี อ้ งการศกึ ษา เชน่ รายได้ อาชพี ระดบั การศกึ ษา ความถใ่ี นการซอ้ื เป็นตน้ ขนั้ ท่ี 2 จาแนกกลุ่มประชากรตามคณุ ลกั ษณะจากขนั้ ท่ี 1 ออกเป็นกล่มุ ๆ เชน่ ถ้า ประชากรมจี านวน 1,000 คน อาจจาแนกตามอาชพี เป็น อาชพี รบั ราชการ 500 คน พนักงานเอกชน 400 คน และประกอบอาชพี ส่วนตวั 100 คน เป็นตน้ ขนั้ ท่ี 3 กาหนดจานวนตวั อยา่ งทต่ี อ้ งการในแต่ละกลุ่ม เมอ่ื รวมจานวนตวั อย่างใน แต่ละกลุ่มแลว้ ต้องไม่เกนิ ขนาดตวั อย่างท่กี าหนดไว้ เช่น จากตวั อย่างในขนั้ ท่ี 2 ถ้าผู้วจิ ยั กาหนด ขนาดตวั อยา่ งไวแ้ ลว้ จานวน 100 คน สามารถกาหนดจานวนตวั อยา่ งในแต่ละกลุ่มไดเ้ ป็น กลุ่มอาชพี รบั ราชการ จานวน 50 คน พนกั งานเอกชน 40 คน และอาชพี ส่วนตวั 10 คน เป็นตน้ ขนั้ ท่ี 4 ชกั ตวั อย่างแบบวธิ สี ะดวก ให้ครบตามจานวนตัวอย่างท่ีกาหนดไว้ใน ขนั้ ตอนท่ี 3 การชกั ตวั อยา่ งโดยกาหนดจานวนน้ี มลี กั ษณะคลา้ ยกบั วธิ แี บบแบง่ ชนั้ แต่การชกั ตวั อยา่ งในแต่ละชนั้ หรอื กลุ่มนนั้ ไมเ่ ป็นไปตามวธิ คี วามน่าจะเป็น หน่วยตวั อยา่ งทไ่ี ดม้ าจงึ อาจไม่เป็น ตวั แทนทด่ี ขี องประชากรในการวจิ ยั 1.2.3 การชกั ตวั อยา่ งแบบบอกต่อ (Snowball Sampling) เป็นวธิ ชี กั ตวั อย่างทเ่ี หมาะ สาหรบั การศกึ ษาขอ้ มูลค่อนขา้ งปกปิดจากประชากร เช่น การศกึ ษาพฤตกิ รรมการใชถ้ ุงยางอนามยั ของนักศกึ ษา โดยศกึ ษาจากนักศกึ ษาท่เี คยใชถ้ ุงยางอนามยั มาก่อนและกาลงั ใชอ้ ยู่ นัน่ หมายถงึ ว่า ผวู้ จิ ยั ยอ่ มย่งุ ยากในการเลอื กว่าใครคอื ตวั อย่างทต่ี อ้ งการศกึ ษาอย่างแทจ้ รงิ ดงั นนั้ ในการเลอื กหน่วย ตวั อย่างแรก ผู้วจิ ยั จะชกั ตวั อย่างแบบอย่างง่าย และเม่อื เก็บขอ้ มูลจากหน่วยตวั อย่างแรกเรยี บรอ้ ย แลว้ จะขอรอ้ งใหห้ น่วยตวั อยา่ งนนั้ ระบุช่อื ผทู้ ค่ี วรถูกสมั ภาษณ์หรอื เกบ็ ขอ้ มลู คนต่อไป เป็นตน้
147 2. ปจั จยั ทส่ี ่งผลต่อการตดั สนิ ใจเลอื กวธิ ชี กั ตวั อยา่ ง มดี งั น้ี 2.1 ธรรมชาติของเร่อื งท่ที าวจิ ยั (Nature of Research) ธรรมชาติของการทาวจิ ยั คือ เน้ือหาเรอ่ื งราวทเ่ี รากาลงั ทาวจิ ยั อยู่ซง่ึ สามารถทราบไดจ้ ากปญั หาและวตั ถุประสงคข์ องการวจิ ยั การ ออกแบบวจิ ยั จะสะทอ้ นใหเ้ หน็ ลกั ษณะหรอื เร่ืองราวของสง่ิ ทก่ี าลงั จะเกดิ ขน้ึ และกระบวนการของการ ทาวจิ ยั นัน้ ๆ ถ้าการออกแบบวิจยั มลี กั ษณะเป็นการวิจยั แบบสืบเสาะวิธีการชักตัวอย่างท่ีควร พจิ ารณา คอื การชกั ตวั อย่างแบบไม่ใช้ความน่าจะเป็น แต่ถ้าวตั ถุประสงคแ์ ละการออกแบบวจิ ยั เป็น แบบเชงิ หาเหตุผลวธิ กี ารเลอื กตวั อยา่ งทค่ี วรนามาใชค้ อื การเลอื กตวั อยา่ งทใ่ี ชค้ วามน่าจะเป็น 2.2 ความคลาดเคล่อื นท่เี กดิ ขน้ึ จากการชกั ตวั อย่าง (Sampling Errors) โดยทวั่ ไปแล้ว ความผดิ พลาดทเ่ี กดิ จากการเลอื กตวั อยา่ งแบบความน่าจะเป็นจะมนี ้อยกว่าแบบไมใ่ ชค้ วามน่าจะเป็น ปจั จยั ขอ้ น้ีผวู้ จิ ยั ต้องพจิ ารณาให้ดกี ่อนว่าจะยนิ ยอมใหม้ ขี นาดหรอื เปอรเ์ ซน็ ต์ของความคลาดเคล่อื น ประเภทใดมากหรอื น้อยกว่ากนั โดยหลกั การแลว้ ไม่สามารถคานวณหาความคลาดเคล่อื นทเ่ี กดิ จาก การชกั ตวั อยา่ งแบบไมใ่ ชค้ วามน่าจะเป็นไดเ้ พราะเป็นการเลอื กตวั อยา่ งทไ่ี มม่ หี ลกั เกณฑ์ 2.3 ความหลากหลายของหน่วยประชากรในการวิจยั (Variability in the Population) โดยทวั่ ไปแลว้ ประชากรจะมรี ะดบั ของความหลากหลายต่างกนั ทงั้ น้ีขน้ึ อยกู่ บั ตวั แปรทต่ี อ้ งการศกึ ษา ถ้าความหลากหลายของตวั แปรมนี ้อยหรอื ประชากรท่ศี กึ ษามคี วามเหมอื นกนั ค่อนข้างมาก อาจใช้ วธิ กี ารเลอื กตวั อย่างแบบไมใ่ ชค้ วามน่าจะเป็น แต่ถา้ ประชากรทศ่ี กึ ษามคี วามแตกต่างกนั มาก กค็ วร เลอื กใช้วธิ กี ารเลอื กตัวอย่างแบบความน่าจะเป็น ดงั นัน้ ความเหมอื นกนั หรอื แตกต่างกันของกลุ่ม ประชากรทจ่ี ะศกึ ษาจงึ เป็นเงอ่ื นไขสาคญั ประการหน่งึ ของการตดั สนิ ใจเลอื กวธิ กี ารชกั ตวั อยา่ ง 2.4 การพิจารณาเชงิ สถิติ (Statistical Considerations) เป็นท่รี บั รโู้ ดยทวั่ ไปว่าถ้าจะมี การวเิ คราะหเ์ ชงิ สถติ ทิ น่ี ่าเชอ่ื ถอื ไดแ้ ลว้ การเลอื กตวั อย่างแบบใชค้ วามน่าจะเป็นจะใหค้ ่าทางสถติ ทิ ม่ี ี ความน่าเช่อื ถอื มากกวา่ วธิ กี ารเลอื กตวั อยา่ งแบบไมใ่ ชค้ วามน่าจะเป็น 2.5 การพิจารณาเชิงปฏิบัติ (Operational Considerations) ในทางปฏิบัติการชัก ตวั อย่างแบบไม่ใช้ความน่าจะเป็นจะทาได้ง่ายและสะดวกกว่าวธิ กี ารชกั ตวั อย่างแบบใช้ความน่าจะ เป็น ทงั้ น้เี พราะเป็นการเลอื กตวั อยา่ งแบบไม่มหี ลกั เกณฑไ์ ม่มคี วามยงุ่ ยากในทางปฏบิ ตั ิ โดยสรุป การเลอื กวธิ ชี กั ตวั อย่าง ควรพจิ ารณาถึงธรรมชาติของเร่อื งวจิ ยั ความคลาด เคล่อื นท่เี กดิ ขน้ึ จากการชกั ตวั อย่าง ความหลากหลายของหน่วยประชากรในการวจิ ยั การพจิ ารณา เชงิ สถติ แิ ละการพจิ ารณาเชงิ ปฏบิ ตั ิ ทงั้ น้เี พอ่ื ใหไ้ ดต้ วั อยา่ งทเ่ี ป็นตวั แทนทด่ี ขี องประชากรในการวจิ ยั ลกั ษณะตวั อย่างท่ีดี ตวั อยา่ งทด่ี ี คอื สามารถเป็นตวั แทนของประชากรในการวจิ ยั ไดด้ ี ซง่ึ ควรมคี ุณลกั ษณะดงั น้ี 1. มขี นาดเหมาะสม สอดคล้องกบั จานวนประชากรในการวจิ ยั เพยี งพอในการทดสอบ ความเชอ่ื มนั่ ทางสถติ หิ รอื เพยี งพอทจ่ี ะอา้ งองิ สรปุ ถงึ กลุ่มประชากรได้ 2. มคี ณุ ลกั ษณะสอดคลอ้ ง ครอบคลมุ คณุ ลกั ษณะทุกประการของประชาการในการวจิ ยั แต่ บางครงั้ ประชากรในการวจิ ยั อาจมคี ุณลกั ษณะแตกต่างกนั หลากหลาย ถ้าต้องการเลอื กตวั อย่างท่มี ี
148 คุณลกั ษณะครอบคลุมทุกลกั ษณะของประชากรจาเป็นต้องเลอื กตวั อย่างทม่ี ขี นาดใหญ่ขน้ึ เน่ืองจาก การเลือกตัวอย่างท่ีมีขนาดเล็กไป อาจได้ตัวอย่างท่ีมีคุณลักษณะไม่ครบถ้วนตามลักษณะของ ประชากรในการวจิ ยั ทงั้ น้ีเพราะตวั อยา่ งทม่ี คี ุณลกั ษณะทกุ ประการเปรยี บเสมอื นเป็นประชากรในการ วจิ ยั นัน่ เองนัน้ จะสามารถให้ขอ้ มูลท่ถี ูกต้องแทนประชากรในการวจิ ยั ได้ เพราะเม่อื วเิ คราะห์ขอ้ มูล จากกลุ่มตวั อย่างแล้ว ต้องสรุปผลท่ไี ด้จากการศกึ ษาจากกลุ่มตวั อย่างแล้วอนุมานเป็นข้อสรุปของ ประชากรทงั้ หมดโดยใชส้ ถติ อิ นุมาน ดงั ภาพท่ี 7.3 ประชากร การสุม่ ตวั อยา่ ง ตวั อยา่ ง การวิเคราะห์ การวิเคราะห์ คา่ พารามิเตอร์ การอนุมาน คา่ สถิติ เชน่ µ , 2 เชน่ ,s2 ภาพท่ี 7.3 ความสมั พนั ธร์ ะหว่างประชากรและตวั อยา่ ง จากภาพท่ี 7.3 อธบิ ายไดว้ ่า ค่าตวั เลขทางสถติ ิ คอื ค่าทค่ี านวณไดจ้ ากตวั อย่าง ส่วนค่าตวั เลขท่ีคานวณได้จากประชากรเรยี กว่า ค่าพารามเิ ตอร์ ซ่ึงทงั้ สองค่าจะมีความสมั พันธ์กนั ในเชิง อนุมาน ถ้าเราเก็บรวบรวมขอ้ มูลจากตวั อย่างท่ไี ม่เหมาะสมจะทาให้การวเิ คราะห์ได้ค่าตัวเลขท่มี ี ผลต่างมาก ซ่ึงจะไม่เป็นผลดีต่อความน่าเช่ือถือของงานวจิ ยั อีกทงั้ เม่อื วิเคราะห์ข้อมูลจากกลุ่ม ตวั อย่างแลว้ อนุมานเป็นขอ้ สรปุ ของประชากรต้องมคี วามคลาดเคล่อื นน้อยทส่ี ุด หมายถงึ ค่าสถติ กิ บั ค่าพารามเิ ตอร์ ควรเป็นค่าเดยี วกนั หรอื ถ้าจะมผี ลต่างกค็ วรเป็นผลต่างทม่ี คี ่าน้อยทส่ี ุด ถ้าเกบ็ ขอ้ มลู จากตวั อย่างท่ไี ม่เหมาะสมจะทาให้วเิ คราะห์ได้ค่าตวั เลขท่มี ผี ลต่างมาก ซ่งึ จะไม่เป็นผลดตี ่อความ น่าเช่อื ถือของงานวจิ ยั ผูว้ จิ ยั จาเป็นต้องลดค่าผดิ พลาดจากการเลอื กตวั อย่างให้มคี ่าน้อยทส่ี ุด โดย การชกั ตวั อย่างท่ใี ห้สมาชกิ ของประชากรมโี อกาสถูกเลอื กเท่าเทียมกนั ทุกหน่วย อกี วธิ หี น่ึงคอื การ กาหนดขนาดตวั อยา่ งใหเ้ หมาะสม ซง่ึ ตอ้ งมปี รมิ าณมากพอเพ่อื ลดความผดิ พลาดดงั กล่าว ถา้ ให้ E เป็นสญั ลกั ษณ์แทนค่าผดิ พลาดของการส่มุ ตวั อยา่ ง เป็นสญั ลกั ษณ์แทนค่าเฉลย่ี ของขอ้ มลู จากตวั อยา่ ง และ µ เป็นสญั ลกั ษณ์แทนคา่ เฉลย่ี ของขอ้ มลู จากประชากร ความสมั พนั ธข์ องตวั แปรทงั้ 3 คอื E = µ - การจะให้ค่า E มคี ่าน้อยท่ีสุดต้องชกั ตัวอย่างท่เี หมาะสมและกาหนดขนาดตัวอย่างท่ีมี ขนาดใหญ่พอ เพราะจะส่งผลใหค้ ่า µ และค่า จะเป็นคา่ เดยี วกนั หรอื ใกลเ้ คยี งกนั
149 บทสรปุ ประชากรในการวจิ ยั คอื จานวนสมาชกิ ทงั้ หมดของหน่วยท่ตี ้องการศกึ ษา ส่วนตวั อย่าง คอื บางส่วนของประชากรทผ่ี ูว้ จิ ยั เลอื กขน้ึ มาเป็นตวั แทนในการศกึ ษา เหตุผลทม่ี กี ารเลอื กตวั อย่าง คอื ข้อจากัดทางด้านทรพั ยากร ความเสียหายจากการตรวจสอบ ความถูกต้องแม่นยาและความ ทันสมัยของข้อมูล ลักษณะของตัวอย่างท่ีดีต้องเป็นตัวแทนจากทุกลักษณะท่ีแตกต่างกันของ ประชากร การไดม้ าซง่ึ ตวั แทนทด่ี ขี องประชากรนนั้ ผวู้ จิ ยั จะตอ้ งมกี ารวางแผนการเลอื กตวั อยา่ งอยา่ ง รอบคอบและมกี ระบวนการ คอื ขนั้ แรกกาหนดประชากรใหช้ ดั เจน จากนัน้ กาหนดกรอบและขนาด ของตวั อยา่ งและขนั้ สุดทา้ ยคอื เลอื กวธิ ชี กั ตวั อยา่ ง โดยปกตขิ นาดตวั อยา่ งยงิ่ มขี นาดใหญ่มากเพยี งใด ขอ้ มลู ทไ่ี ดย้ ง่ิ ใกลเ้ คยี งกบั ความเป็นจรงิ หรอื ลกั ษณะของประชากรมากเพยี งนนั้ ขณะเดยี วกนั ตวั อย่างยง่ิ มขี นาดใหญ่ค่าใชจ้ า่ ยในการเกบ็ และ วเิ คราะหข์ อ้ มลู ยง่ิ มมี ากขน้ึ รวมทงั้ ต้องใช้เวลามากขน้ึ ด้วย ปญั หาสาคญั จงึ อย่ทู ่จี ะใชข้ นาดตวั อย่าง เท่าใด จงึ มวี ธิ กี าหนดขนาดตวั อย่างโดยใชเ้ กณฑ์ สตู รและตาราง ทงั้ น้ีเพ่อื ใหผ้ ูว้ จิ ยั ไดพ้ จิ ารณาเลอื ก นามาใช้ได้อย่างเหมาะสม โดยพิจารณาจากความแปรปรวนหรอื ความแตกต่างและขนาดของ ประชากรในการวจิ ยั ประเภทการวจิ ยั เคร่อื งมอื ในการเกบ็ รวบรวมขอ้ มูล ความถูกต้องแม่นยา การ เปรยี บเทยี บคณุ ลกั ษณะบางประการของประชากรและวธิ กี ารทางสถติ แิ ละทรพั ยากรในการวจิ ยั สาหรบั วธิ ชี กั ตวั อยา่ ง ประกอบดว้ ย แบบใชค้ วามน่าจะเป็น คอื แบบอย่างงา่ ย แบบมรี ะบบ แบบแบ่งเป็นพวก แบบกลุ่มและแบบหลายชนั้ ส่วนแบบไม่ใช้ความน่าจะเป็น ประกอบด้วย แบบ สะดวก เจาะจงและแบบบอกต่อ ซ่งึ การเลอื กวธิ ชี กั ตวั อย่าง ควรพจิ ารณาถงึ ธรรมชาตขิ องเร่อื งทท่ี า วจิ ยั ความคลาดเคล่อื นทเ่ี กดิ ขน้ึ จากการชกั ตวั อยา่ ง ความหลากหลายของหน่วยประชากรในการวจิ ยั พจิ ารณาเชงิ สถติ ิ และการพจิ ารณาเชงิ ปฏบิ ตั ิ ทงั้ น้ีเพ่อื ใหไ้ ดต้ วั อยา่ งท่เี ป็นตวั แทนท่ดี ขี องประชากร ในการวจิ ยั ซง่ึ ควรจะเป็นตวั อยา่ งทม่ี คี ุณลกั ษณะต่าง ๆ สอดคลอ้ ง ครอบคลมุ คุณลกั ษณะทกุ ประการ ของประชาการในการวจิ ยั และถูกเลอื กมาโดยปราศจากความลาเอยี ง อีกทงั้ ควรมขี นาดเหมาะสม พอทจ่ี ะทาการทดสอบความเชอ่ื มนั่ ทางสถติ ไิ ด้ หรอื เพยี งพอทจ่ี ะอา้ งสรปุ ถงึ กลมุ่ ประชากรได้ แบบฝึ กหดั 1. ประชากรในการวจิ ยั และตวั อยา่ ง หมายถงึ อะไร และมคี วามสาคญั อยา่ งไรในการวจิ ยั 2. ทาไมงานวจิ ยั บางเร่อื งจงึ ต้องศกึ ษาจากตวั อย่าง ให้บอกถึงสาเหตุจาเป็นต้องมกี าร เลอื กตวั อยา่ งในการวจิ ยั 3. ในการเลอื กตวั อย่าง ควรมขี นั้ ตอนดาเนินการอยา่ งไรเพอ่ื ใหไ้ ดต้ วั อยา่ งทเ่ี ป็นตวั แทนท่ี ดขี องประชากรในการวจิ ยั 4. วธิ กี ารกาหนดขนาดตวั อยา่ งแบบใด ทม่ี ปี ระสทิ ธภิ าพมากทส่ี ุด เพราะเหตุผลใด 5. การชกั ตวั อย่างแบบใด ทจ่ี ะทาใหไ้ ดต้ วั แทนทด่ี ขี องประชากรทจ่ี ะสามารถใหข้ อ้ มลู แทน ประชากรไดเ้ ป็นอยา่ งดี
150 เอกสารอ้างอิง นพพร ธนชยั ขนั ธ.์ (2555). สถิติเบอื้ งต้น สาหรบั การวิจยั . (พมิ พค์ รงั้ ท่ี 3). กรงุ เทพฯ : วทิ ยพฒั น์. ยทุ ธ ไกยวรรณ์. (2554). วิจยั การตลาด. กรงุ เทพฯ : ศนู ยส์ ่อื เสรมิ กรงุ เทพฯ. วชั ราภรณ์ สุรยิ าภวิ ฒั น์. (2554). การวิจยั ธุรกิจยคุ ใหม่. (พมิ พ์ครงั้ ท่ี 7). กรุงเทพฯ : โรงพมิ พแ์ ห่ง จฬุ าลงกรณ์มหาวทิ ยาลยั . วชิ ติ อ่อู น้ . (2553). การวิจยั และการสืบค้นข้อมลู ทางธรุ กิจ. กรงุ เทพฯ : มหาวทิ ยาลยั ศรปี ระทมุ . สรชยั พศิ าลบตุ ร. (2555). การวิธีวิจยั ทางธรุ กิจ. (พมิ พค์ รงั้ ท่ี 6). กรงุ เทพฯ : วทิ ยพฒั น์. สนิ พนั ธุพ์ นิ จิ . (2554). เทคนิคการวิจยั ทางสงั คมศาสตร.์ กรงุ เทพฯ : วทิ ยพฒั น์. สุชาติ ประสทิ ธริ ์ ฐั สนิ ธ.ุ์ (2555). ระเบยี บวิธีการวิจยั ทางสงั คมศาสตร.์ (พมิ พค์ รงั้ ท่ี 15) กรงุ เทพฯ : สามลดา.
151 แผนบริหารการสอนประจาบทที่ 8 การเกบ็ รวบรวมข้อมลู หวั ข้อเนื้อหา 1. ความหมายของขอ้ มลู และการเกบ็ รวบรวมขอ้ มลู 2. ประเภทขอ้ มลู ในการวจิ ยั การตลาด 3. ขนั้ ตอนการเกบ็ รวบรวมขอ้ มลู 4. วธิ เี กบ็ รวบรวมขอ้ มลู 5. หลกั การเลอื กวธิ เี กบ็ รวบรวมขอ้ มลู 6. การตรวจสอบขอ้ มลู ในระหว่างเกบ็ รวบรวมขอ้ มลู วตั ถปุ ระสงคเ์ ชิงพฤติกรรม 1. สามารถอธบิ ายถงึ ประเภทขอ้ มลู ในการวจิ ยั การตลาดได้ 2. สามารถระบถุ งึ ขนั้ ตอนในการเกบ็ รวบรวมขอ้ มลู ได้ 3. สามารถบอกถงึ หลกั การเลอื กวธิ กี ารเกบ็ รวบรวมขอ้ มลู ได้ 4. สามารถบอกถงึ วธิ กี ารเกบ็ รวบรวมขอ้ มลู ได้ 5. สามารถบอกถงึ วธิ ตี รวจสอบขอ้ มลู ในระหว่างการเกบ็ รวบรวมขอ้ มลู ได้ กิจกรรมการเรยี นการสอน 1. ศกึ ษาจากเอกสารประกอบการสอนรายวชิ าการวจิ ยั การตลาด 2. ฟงั การบรรยายประกอบเอกสารพาวเวอรพ์ อยนต์ (Power Point) 3. ศกึ ษาจากตวั อยา่ งงานวจิ ยั โดยนกั ศกึ ษาเป็นผคู้ น้ ควา้ มาเอง 4. ให้นักศึกษาแบ่งกลุ่มท่ีได้รบั มอบหมายให้ดาเนินงานวจิ ยั ร่วมกันวางแผนการเก็บ รวบรวมขอ้ มลู สื่อการเรยี นการสอน 1. ศกึ ษาจากเอกสารประกอบการสอนรายวชิ าการวจิ ยั การตลาด 2. ฟงั การบรรยายประกอบเอกสารพาวเวอรพ์ อยนต์ (Power Point) 3. เครอ่ื งคอมพวิ เตอร์ 4. เครอ่ื งฉายภาพขา้ มศรี ษะ
152 การวดั และประเมินผล 1. สงั เกตความสนใจและการมสี ่วนรว่ มในชนั้ เรยี น 2. ประเมนิ ความถกู ตอ้ งของแผนการเกบ็ รวบรวมขอ้ มลู ของแต่ละกล่มุ
บทที่ 8 การเกบ็ รวบรวมข้อมลู เม่อื ผูว้ จิ ยั สรา้ งเคร่อื งมอื ในการวจิ ยั เรยี บรอ้ ยแลว้ ขนั้ ตอนต่อมาคอื นาเคร่อื งมอื ไปใช้เก็บ รวบรวมขอ้ มลู ซง่ึ เป็นขนั้ ตอนทส่ี าคญั ของการวจิ ยั ทางดา้ นการตลาด การจะเลอื กเทคนิคและวธิ กี าร เกบ็ รวบรวมข้อมลู ด้วยวธิ กี ารอย่างไร เก็บข้อมลู จากสถานทใ่ี ด และใครเป็นคนดาเนินการนัน้ ต้อง ดาเนนิ การดว้ ยความละเอยี ดและรอบคอบ เน่อื งจากเกย่ี วขอ้ งกบั จนิ ตภาพของทงั้ ผเู้ กบ็ ขอ้ มลู และผใู้ ห้ ขอ้ มูล ซ่งึ จะต้องตระหนักถึงสทิ ธขิ องการให้ขอ้ มลู ต่าง ๆ ทงั้ น้ีเพ่อื ให้ได้ขอ้ มลู ท่มี คี ุณภาพมากท่สี ุด เพราะคุณภาพของขอ้ มูลเป็นสงิ่ สะท้อนคุณภาพของการวจิ ยั ถ้าหากขอ้ มูลขาดความเท่ยี งตรงและ ขาดความน่าเช่อื ถอื ผลการวจิ ยั ย่อมมคี วามผดิ พลาดทาให้เกดิ ความสูญเปล่าทางการวจิ ยั แต่หาก ขอ้ มลู มคี วามถูกตอ้ งและเทย่ี งตรง ผลการวจิ ยั ถูกตอ้ งยอ่ มมคี ุณค่าและสามารถนาไปใชเ้ ป็นประโยชน์ ได้ ดงั นัน้ ในบทน้ีจงึ ได้นาเสนอเน้ือหาท่เี ป็นความรพู้ ้นื ฐานของการเก็บรวบรวมขอ้ มลู ประกอบดว้ ย รายละเอียดเก่ียวกับความหมายของข้อมูลและการเก็บรวบรวมข้อมูล ประเภทข้อมูลในการวิจยั การตลาด ขนั้ ตอนการเกบ็ รวบรวมขอ้ มลู และวธิ กี ารเกบ็ รวบรวมขอ้ มลู หลกั การเลอื กวธิ เี กบ็ รวบรวม ข้อมูล และการตรวจสอบข้อมูลในระหว่างการเก็บรวบรวมข้อมูล ทัง้ น้ีเพ่ือให้ผู้วิจยั ได้ทราบใน รายละเอยี ดและตระหนักถงึ ความสาคญั ในการเกบ็ รวบรวมขอ้ มลู อกี ทงั้ เพมิ่ ความรอบคอบและมกี าร วางแผนในการเกบ็ รวบรวมขอ้ มลู เพอ่ื ลดความผดิ พลาดและไดข้ อ้ มลู ทม่ี คี วามน่าเชอ่ื ถอื มากทส่ี ดุ ความหมายของข้อมลู และการเกบ็ รวบรวมข้อมลู จุดมุ่งหมายของการวจิ ยั คอื การได้ข้อมูล โดยข้อมูลท่ไี ด้มานัน้ จะต้องเป็นประเภทท่ตี รง ตามความต้องการของนักวจิ ยั อกี ทงั้ ต้องมคี วามถูกต้อง น่าเช่อื ถอื ดงั นนั้ นักวจิ ยั จาเป็นต้องมคี วามรู้ และเขา้ ใจถงึ ความหมายของขอ้ มลู และวธิ กี ารเกบ็ รวบรวมขอ้ มลู เป็นอย่างดกี ่อนดาเนินการวจิ ยั ซง่ึ มี รายละเอยี ด ดงั น้ี 1. ความหมายของข้อมูล สาหรบั ข้อมูล (Data) หมายถึงอะไรนัน้ มผี ู้ให้ความหมายไว้ ประกอบด้วย สรชัย พิศาลบุตร (2555 หน้า 51) อธิบายว่า ข้อมูล (Data) หมายถึง ตัวเลขหรอื ข้อความซ่งึ เป็นความจรงิ และส่อื ความหมายเก่ยี วกบั ขนาดได้ เช่น ข้อมูลเก่ยี วกบั ยอดขายสนิ ค้า ลกั ษณะของสนิ คา้ หรอื บรกิ าร ราคาสนิ คา้ และจานวนลูกคา้ เป็นตน้ สอดคลอ้ งกบั นพพร ธนะชยั ขนั ธ์ (2555 หน้า 9) ไดอ้ ธบิ ายวา่ ขอ้ มลู คอื ขอ้ เทจ็ จรงิ เกย่ี วกบั เรอ่ื งทเ่ี ราศกึ ษา อาจเป็นตวั เลขหรอื ไมเ่ ป็น ตวั เลขกไ็ ด้ สอดคลอ้ งกบั กติ ตพิ นั ธ์ คงสวสั ดเิ ์กยี รตแิ ละคณะ (2556 หน้า 128) อธบิ ายวา่ ขอ้ มลู คอื ขอ้ เทจ็ จรงิ ทน่ี ักวจิ ยั มคี วามสนใจศกึ ษาและทาวจิ ยั ซง่ึ จะช่วยใหผ้ วู้ จิ ยั สามารถมองเหน็ และเขา้ ใจไดถ้ งึ ปจั จยั ทเ่ี ป็นประเดน็ สาคญั หลกั ต่าง ๆ และยงั เป็นปจั จยั ทส่ี าคญั ทน่ี าไปใชป้ ระกอบการดาเนินการวจิ ยั และ ไพศาล วรคา (2554 หน้า 189) ได้อธิบายว่า ข้อมูล หมายถึง กลุ่มของข้อเท็จจรงิ ซ่ึงเป็น ลกั ษณะของสง่ิ ทส่ี นใจศกึ ษา ท่บี นั ทกึ มาจากแต่ละหน่วยทส่ี งั เกต หรอื ขอ้ เท็จจรงิ เก่ยี วกบั ตวั แปรท่ี
154 สารวจโดยใช้วิธกี ารวดั แบบใดแบบหน่ึง สอดคล้องกับ วลั ลภ รฐั ฉัตรานนท์ (2557 หน้า 121) ได้ อธิบายว่า ข้อมูล หมายถึง ข้อเท็จจรงิ ข้อคิดเห็น หรอื ข่าวสาร รวมทงั้ ส่ิงตีพิมพ์ต่าง ๆ ท่ีผู้วจิ ยั นามาใชเ้ ป็นหลกั ฐานในการอา้ งองิ จากความหมายเก่ยี วกบั ขอ้ มูล ท่ผี ู้ทรงคุณวุฒอิ ธบิ ายไวด้ งั ท่นี าเสนอมานัน้ สามารถสรุป ไดว้ ่า ขอ้ มลู หมายถงึ ขอ้ เทจ็ จรงิ เกย่ี วกบั สิ่งท่ศี กึ ษา ซง่ึ เป็นรายละเอยี ดหรอื เหตุการณ์ท่เี กดิ ขน้ึ จรงิ ประกอบด้วยข้อมูลท่แี สดงคุณลกั ษณะของตวั อย่าง เช่น เพศ อายุ รายได้ การศึกษา สถานภาพ สมรส สมาชกิ ในครอบครวั เช้อื ชาติ ศาสนา เป็นต้น รวมถึงขอ้ มูลท่ไี ด้จากการแสดงความคดิ เห็น ความรสู้ กึ ความเช่อื ทศั นคติ หรอื พฤตกิ รรมการตดั สนิ ใจซอ้ื หรอื ใชส้ นิ คา้ จากประชากรหรอื ตวั อย่าง ทศ่ี กึ ษา โดยขอ้ เทจ็ จรงิ เหล่าน้ี อาจอยใู่ นรปู แบบของตวั เลข เรยี กว่าขอ้ มลู เชงิ ปรมิ าณ (Quantitative Data) เช่น ราคาสนิ ค้า จานวนผลิตภณั ฑ์ในรา้ นค้าปลีกทงั้ หมด ยอดขายสนิ ค้า จานวนพนักงาน น้าหนักสนิ ค้า หรอื อายุ น้าหนักและส่วนสูงของผู้บรโิ ภค เป็นต้น และขอ้ มูลท่ไี ม่ใช่ตวั เลข อาจเป็น ภาพ ตวั อักษร และสญั ลกั ษณ์ต่าง ๆ เรยี กว่า ข้อมูลเชิงคุณภาพ (Qualitative Data) เช่น ข้อมูล เก่ียวกบั ปญั หาการใช้งานของสินค้า ประโยชน์ของสินค้า ประเภทของสนิ ค้าภายในองค์กร เพศ อาชพี และระดบั การศกึ ษาของผบู้ รโิ ภค เป็นตน้ 2. ความหมายของการเกบ็ รวบรวมขอ้ มลู เมอ่ื ขอ้ มลู เป็นขอ้ เทจ็ จรงิ เกย่ี วกบั สง่ิ ทส่ี นใจศกึ ษา หรอื คาตอบของปญั หาวจิ ยั ดงั นัน้ ผู้วจิ ยั จาเป็นต้องแสวงหามาให้ได้ แต่จะหามาได้อย่างไร มกี าร ดาเนินการในลกั ษณะใดนัน้ จาเป็นต้องใช้แนวคดิ เก่ยี วกบั การเกบ็ รวบรวมขอ้ มลู ซ่งึ มผี ู้ทรงคุณวุฒิ อธบิ ายเก่ยี วกบั แนวคดิ ในการเก็บรวบรวมขอ้ มูล ประกอบด้วย สุชาติ ประสทิ ธริ ์ ฐั สนิ ธุ์ (2555 หน้า 342 ) อธิบายว่า การเก็บรวบรวมข้อมูล หมายถึง กระบวนการท่ีจะได้มาซ่ึงข้อมูลท่ีตอบสนอง วตั ถุประสงค์การวิจยั โดยแยกอธบิ ายเป็น 2 แนวคดิ คือ คาว่า การเก็บข้อมูล (Data Collection) หมายถงึ การเกบ็ ขอ้ มลู ใหม่ ทเ่ี รยี กวา่ ขอ้ มลู ปฐมภมู ิ (Primary Data) ซง่ึ มวี ธิ กี ารเกบ็ ขอ้ มลู เชน่ การ สมั ภาษณ์ การส่งแบบสอบถาม การสงั เกต การทดลอง การสนทนากลุ่ม เป็นต้น ส่วน การรวบรวม ขอ้ มูล (Data Compilation) หมายถึง การท่ผี ู้วจิ ยั รวบรวมข้อมูลท่ผี ู้อ่นื ได้ทาการเก็บมาแล้วหรอื ได้ รายงานแล้ว เพ่อื มาทาการศึกษาวเิ คราะห์ต่อ เรยี กว่า ข้อมูลทุติยภูมิ (Secondary Data) ซ่งึ เป็น ขอ้ มลู ประเภทท่ไี ดม้ กี ารตพี มิ พ์หรอื รายงานไวใ้ นเอกสาร รายงานประจาปีของหน่วยงานภาครฐั และ เอกชน สถติ ยิ อดขายสนิ คา้ ของบรษิ ทั เป็นตน้ อยา่ งไรกต็ ามในการวจิ ยั แต่ละเรอ่ื งต้องมกี ารรวบรวม ขอ้ มลู ทตุ ยิ ภมู ิ เพ่อื นามาวเิ คราะหใ์ หเ้ หน็ ถงึ หลกั การ แนวคดิ และขอบเขตการวจิ ยั ในเรอ่ื งนนั้ และตอ้ ง ดาเนินการเกบ็ ขอ้ มลู ปฐมภูมซิ ง่ึ เป็นขอ้ เทจ็ จรงิ เก่ียวขอ้ งกบั สง่ิ ทต่ี อ้ งการศกึ ษาของวจิ ยั เร่อื งนัน้ ดว้ ย เช่นกนั ดงั นนั้ การวจิ ยั ในแต่ละเรอ่ื งจาเป็นตอ้ งดาเนินการทงั้ 2 แนวคดิ ควบคกู่ นั ไป ส่วน สนิ พนั ธพ์ นิ ิจ (2554 หน้า 206) อธบิ ายว่า การเก็บขอ้ มลู เป็นกระบวนการแสวงหา ขอ้ มลู ทต่ี อบสนองวตั ถุประสงค์การวจิ ยั ขอ้ มลู ท่ีไดจ้ ากการเกบ็ คอื ขอ้ มลู ปฐมภมู จิ ากการปฏบิ ตั กิ าร ภาคสนามด้วยเคร่อื งมอื ท่ีใช้ในการเก็บข้อมูล แล้วนาไปวิเคราะห์ด้วยวิธกี ารทางสถิติต่อไป ซ่ึง สอดคลอ้ งกบั กติ ตพิ นั ธ์ คงสวสั ดเิ ์กยี รตแิ ละคณะ (2556 หน้า 128) อธบิ ายวา่ การเกบ็ รวบรวมขอ้ มลู หมายถึง กระบวนการหรอื วธิ ีการได้มาซง่ึ ขอ้ มูลท่สี ามารถนาไปใชไ้ ดต้ รงตามวตั ถุประสงคก์ ารวจิ ยั ซง่ึ ดาเนินการ 2 ขนั้ ตอน คอื ขนั้ การเก็บขอมลู และขนั้ การรวบรวมขอ้ มูล และสอดคล้องกบั ไพศาล
155 วรคา (2554 หน้า 189) อธบิ ายว่า การเก็บรวบรวมข้อมูล หมายถงึ กระบวนการท่ที าให้ได้มาซ่งึ ขอ้ มลู และสารสนเทศเก่ียวกบั ปญั หาวจิ ยั หรอื หวั ขอ้ เรอ่ื งวจิ ยั เพ่อื ใหม้ หี ลกั ฐานในการตอบคาถามการ วจิ ยั ไดอ้ ยา่ งถูกตอ้ งและตรงประเดน็ โดยสรุป ผู้ทรงคุณวุฒแิ ต่ละท่านได้อธบิ ายคาจากดั ความเก่ยี วกบั การเก็บรวบรวมขอ้ มูล เป็นไปในแนวทางเดยี วกนั คอื การเก็บรวบรวมขอ้ มูลเป็นกระบวนการให้ได้มาซ่งึ ขอ้ มูลท่เี ก่ยี วขอ้ ง โดยตรงกบั ปญั หาวจิ ยั หรอื หวั ขอ้ วจิ ยั ซง่ึ ผูท้ รงคุณวฒุ บิ างท่านอธบิ ายแยกเป็น 2 ประเดน็ คอื การเกบ็ ขอ้ มลู และการรวบรวมขอ้ มลู โดยท่ี การเกบ็ ขอ้ มลู หมายถงึ วธิ กี ารไดข้ อ้ มลู มา ซง่ึ ขอ้ มลู ทไ่ี ดม้ าจะเป็น ขอ้ เทจ็ จรงิ ทเ่ี กบ็ จากกลุ่มตวั อยา่ งทศ่ี กึ ษาในภาคสนาม ขอ้ มลู น้ีกค็ อื คาตอบของปญั หาการวจิ ยั นัน่ เอง ส่วนประเดน็ ต่อมาคอื การรวบรวมขอ้ มูล หมายถึงการรวบรวมขอ้ มลู ทม่ี กี ารเผยแพร่โดยบุคคลอ่นื เอาไวแ้ ลว้ แต่มคี วามเกย่ี วขอ้ งกบั ปญั หาวจิ ยั จาเป็นตอ้ งไดม้ าเพ่อื ช่วยใหผ้ วู้ จิ ยั มองเหน็ แนวคดิ หรอื แนวทางกาหนดรายละเอยี ดเก่ียวกบั การวจิ ยั ได้ชดั เจนข้นึ หรอื ไดม้ าเพ่อื นามาทบทวนวรรณกรรม เก่ยี วขอ้ งงานวจิ ยั นนั่ เอง ดงั นนั้ การเกบ็ รวบรวมขอ้ มูล จงึ หมายถงึ กระบวนการดาเนินการใหไ้ ดม้ า ซง่ึ ขอ้ มลู อนั เก่ยี วขอ้ งกบั ปญั หาวจิ ยั หรอื หวั ขอ้ เรอ่ื งวจิ ยั โดยตรง ประกอบดว้ ยการรวบรวมขอ้ มูลทม่ี ี การเผยแพรเ่ อาไวแ้ ลว้ และเกบ็ ขอ้ มลู จากการปฏบิ ตั กิ ารภาคสนาม สาหรบั ในบทน้ีม่งุ เน้นการนาเสนอ รายละเอยี ดในการเกบ็ รวบรวมขอ้ มลู จากการปฏบิ ตั งิ านภาคสนามเท่านนั้ ประเภทข้อมลู ในการวิจยั การตลาด ขอ้ มลู ทไ่ี ดจ้ ากการวจิ ยั ทางการตลาด และขอ้ มลู ทจ่ี ะนามาใชเ้ ป็นพน้ื ฐานแนวคดิ สาหรบั การ วางแผนดาเนนิ การวจิ ยั ทางดา้ นการตลาด มอี ย่จู านวนมากและหลากหลาย นกั วจิ ยั ทางดา้ นการตลาด จงึ จาเป็นต้องมคี วามรู้และเข้าใจถึงประเภทต่าง ๆ ของข้อมูล ซ่ึงจาแนกได้หลายประเภท โดยมี รายละเอยี ด ดงั น้ี 1. จาแนกตามแหล่งทม่ี าของขอ้ มลู ได้ 2 ประเภท คอื 1.1 ข้อมูลปฐมภูมิ (Primary Data) คือ ข้อมูลท่ีเก็บรวบรวมจากการปฏิบัติงาน ภาคสนามในการวจิ ยั การตลาด ท่เี ก็บจากประชากรหรอื ตวั อย่าง โดยการสารวจด้วยแบบสอบถาม การสมั ภาษณ์ การทดลองหรอื การสงั เกต ซ่งึ เป็นขอ้ มูลท่มี ีความเป็นปจั จุบนั สามารถตอบปญั หา ทางการตลาดทก่ี าลงั เผชญิ อยโู่ ดยตรงจงึ มคี วามทนั สมยั กว่าขอ้ มลู ทุตยิ ภูมิ แต่ก่อนนาไปใช้ ต้องทา การวเิ คราะห์อย่างละเอียด เน่ืองด้วยเป็นข้อมูลใหม่ ยงั ไม่ได้ผ่านกระบวนการวเิ คราะห์มาก่อน สาหรบั แหล่งขอ้ มลู ปฐมภมู จิ ากการทาวจิ ยั การตลาดโดยตรง มดี งั น้ี 1.1.1 ลูกคา้ (Customers) เป็นแหล่งขอ้ มลู ทส่ี าคญั ในการวจิ ยั การตลาด เพราะความ ต้องการ ความคดิ เหน็ ความรสู้ กึ ความเช่อื และทศั นคติท่มี ตี ่อผลติ ภณั ฑ์ ตราผลติ ภณั ฑ์ องค์กรและ การดาเนนิ งานขององคก์ ร ลว้ นมผี ลกระทบต่อการดาเนินงานการตลาดของธุรกจิ ได้ 1.1.2 คนกลางทางการตลาด (Middleman) คอื สมาชกิ ช่องทางการจดั จาหน่าย ซ่งึ เป็นกลุ่มปฏบิ ตั กิ จิ กรรมตดิ ต่อใกลช้ ดิ กบั ตลาดเป้าหมาย ทาใหพ้ บเหน็ รบั รปู้ ฏกิ ริ ยิ าของลกู คา้ ในตลาด จงึ เป็นแหลง่ ขอ้ มลู ทส่ี าคญั ทน่ี กั การตลาดใหค้ วามสนใจดว้ ยเช่นกนั
156 1.1.3 หน่วยงานภายในองค์กร (Organization) เป็นแหล่งท่มี าของข้อมูลปฐมภูมิท่ี สาคญั เชน่ รายงานเกย่ี วกบั ผลการปฏบิ ตั งิ าน หรอื รายการคา้ ต่าง ๆ เป็นตน้ 1.1.4 พนักงานขององค์กร พนักงานทุกระดบั ตาแหน่งหน้าท่ี ไม่ว่าจะเป็นผูบ้ รหิ าร ระดบั สูง กลางและล่าง หรอื เจ้าหน้าท่ีปฏิบัติงานล่างสุด สามารถให้ข้อเท็จจรงิ หรอื ความคิดเห็น เกย่ี วกบั งานหรอื อ่นื ๆ ซง่ึ ถอื เป็นแหลง่ ขอ้ มลู ปฐมภมู ทิ ส่ี าคญั เชน่ กนั 1.1.5 ค่แู ขง่ ขนั (Competitors) ขอ้ มลู ค่แู ขง่ ขนั ถอื เป็นขอ้ มลู ท่อี งคก์ รต้องการเพราะมี ประโยชน์ต่อการวางแผนการตลาดเป็นอย่างมาก แต่การจดั หาข้อมูลเก่ยี วกบั การเคล่อื นไหวของ คแู่ ข่งขนั ยงั เป็นปญั หาเพราะค่แู ข่งขนั ยอ่ มปกปิดขอ้ มลู ของตนไวเ้ ป็นความลบั อย่างไรกต็ ามตราบใด ทข่ี อ้ มลู จากค่แู ขง่ ขนั ยงั มปี ระโยชน์ต่อการบรหิ ารงาน องคก์ รยงั คงใชค้ วามสามารถในการจดั หาอยา่ ง สุดความสามารถเช่นกนั 1.1.6 ผู้ร่วมค้า เป็นข้อมูลท่ไี ด้จากผู้ร่วมทาธุรกิจขององค์กร เช่น ผู้ถือหุ้น ผู้ร่วม ลงทุน ผูส้ นับสนุนธุรกจิ หรอื อาจจะเป็นส่อื ต่าง ๆ เป็นต้น ขอ้ มูลท่ไี ด้อาจจะเป็นรายงานสถานการณ์ ทางธรุ กจิ ต่าง ๆ เชน่ สภาวะการแขง่ ขนั พฤตกิ รรมลกู คา้ เป็นตน้ 1.2 ขอ้ มลู ทุตยิ ภมู ิ (Secondary Data) คอื ขอ้ มลู ทไ่ี ม่ไดเ้ กบ็ จากการปฏบิ ตั ภิ าคสนามใน การวจิ ยั แต่มหี น่วยงานหรอื ผูอ้ ่นื เก็บรวบรวมและวเิ คราะห์เบ้อื งต้นมาแล้ว สามารถนามาใชไ้ ด้เลย ทาใหป้ ระหยดั ทงั้ เวลาและค่าใชจ้ า่ ยในการเกบ็ รวบรวม แต่บางครงั้ ขอ้ มลู ทุตยิ ภูมอิ าจไมต่ รงกบั ความ ตอ้ งการหรอื มรี ายละเอยี ดไมเ่ พยี งพอในการนามาใช้ หรอื ไมท่ นั สมยั และไมท่ ราบถงึ ขอ้ ผดิ พลาดของ ขอ้ มลู การนามาใชส้ รปุ ผลการวจิ ยั อาจผดิ พลาดไปด้วย จงึ ต้องระมดั ระวงั ในการนามาใช้เป็นอยา่ งยงิ่ ซง่ึ ขอ้ มลู ทตุ ยิ ภมู ริ วบรวมไดจ้ ากแหล่งดงั น้ี 1.2.1 แหล่งภายในองค์กร เป็นแหล่งขอ้ มูลใกล้ตวั ท่สี ุดท่นี ักวจิ ยั ไม่ควรมองข้ามไป เช่น รายงานการเงนิ ขององค์กร เปอรเ์ ซ็นต์ส่วนแบ่งทางการตลาด รายงานยอดขายแต่ละปีของ องคก์ ร จานวนพนกั งานขาย ตวั เลขแสดงทรพั ยากรต่าง ๆ บนั ทกึ การประชุมของผบู้ รหิ าร เป็นตน้ 1.2.2 แหล่งภายนอกองคก์ ร ท่มี ผี ู้รวบรวมขอ้ มูลท่ไี ด้ตพี มิ พ์หรอื เผยแพร่แล้วในรูป ของหนังสอื พิมพ์ ตารา หนังสอื หรอื เอกสารอ้างองิ ในห้องสมุด ข้อมูลในอนิ เทอรเ์ น็ต แหล่งขอ้ มูล ภายนอกเป็นแหล่งทส่ี าคญั อย่างยงิ่ ทช่ี ่วยใหน้ ักวจิ ยั ประหยดั เวลาในการคน้ ควา้ หาขอ้ มลู พ้นื ฐานและ ประหยดั ค่าใชจ้ ่ายได้มาก สถานทเ่ี กบ็ ขอ้ มลู ทุตยิ ภูมิ คอื องคก์ รทงั้ ภาครฐั และเอกชน สงิ่ ทผ่ี วู้ จิ ยั ตอ้ ง ทราบคอื กาลงั คน้ หาขอ้ มลู อะไร เพราะจะทาใหท้ ราบวา่ จะไปคน้ หาขอ้ มลู จากแหลง่ ใดนนั่ เอง 2. จาแนกตามมาตรวดั ค่าตวั แปร เป็นข้อมูลท่ไี ด้มาจากผลของการวดั ค่าตวั แปรโดยใช้ มาตรวดั ค่าของตวั แปร ซง่ึ ประกอบดว้ ย 4 มาตรวดั (รายละเอยี ดไดเ้ สนอไวใ้ นบทท่ี 5) ทาใหไ้ ดร้ ะดบั ค่าของตวั แปรหรอื เรยี กว่าขอ้ มูลจาแนกเป็น 4 ระดบั คอื ขอ้ มูลระดบั จาแนกกลุ่ม (Nominal Scale) ขอ้ มลู ระดบั น้ีจะบอกเพยี งลกั ษณะไม่มคี วามหมายเชงิ ปรมิ าณ ขอ้ มลู เรยี งอนั ดบั (Ordinal Scale) จะ บอกถึงลกั ษณะและบอกปรมิ าณของความมากน้อย แต่บอกปรมิ าณแตกต่างมากหรอื น้อยกว่ากนั ไม่ได้ ขอ้ มูลอนั ตรภาคชนั้ (Interval Scale) จะบอกถึงความมากน้อยได้และบอกปรมิ าณมากน้อย แตกต่างกนั เป็นช่วง ๆ แต่ละช่วงอาจมปี รมิ าณเท่ากนั หรอื ไมเ่ ท่ากนั กไ็ ด้ และขอ้ มลู อตั ราส่วน (Ratio Scale) ในทางสถติ ขิ อ้ มูลสองระดบั แรก คอื เชงิ คุณภาพ เพราะค่าของตวั แปรหรอื ขอ้ มลู ไม่สามารถ
157 วดั ชว่ งห่างหรอื ปรมิ าณความแตกต่างไดแ้ น่นอน ส่วนขอ้ มลู จากตวั แปรทม่ี รี ะดบั การวดั สองระดบั หลงั เรยี กว่า ขอ้ มูลเชงิ ปรมิ าณ เพราะสามารถวดั ช่วงความห่างและมปี รมิ าณความแตกต่างท่แี น่นอน ประเภทขอ้ มลู ทจ่ี าแนกตามการวดั คา่ ตวั แปร จงึ ประกอบดว้ ย 2 ประเภท ดงั น้ี 2.1 ขอ้ มูลเชงิ ปรมิ าณ (Quantitative Data) เป็นขอ้ มูลทว่ี ดั ค่าออกมาเป็นตวั เลข แสดง ถงึ ความแตกต่างทบ่ี อกระยะห่างและปรมิ าณของความแตกต่างของขอ้ มลู ในแต่ละหน่วยวเิ คราะห์ได้ ชดั เจน เช่น จานวนหน่วยของสนิ ค้าในแต่ละตรา ท่บี อกถึงปรมิ าณของสนิ คา้ แต่ละตราว่ามจี านวน หน่วยมากน้อยเพียงใด และบอกได้ว่าแต่ละตรามจี านวนหน่วยแตกต่างกันอยู่เท่าใด หรอื ข้อมูล ยอดขายสนิ ค้าแต่ละประเภท ความถ่ใี นการเข้ามาใช้บรกิ าร และจานวนผู้มาใช้บรกิ ารในแต่ละวนั ทงั้ หมดน้กี ส็ ามารถบอกถงึ ปรมิ าณมากน้อยและแตกต่างกนั อยเู่ ท่าไหรไ่ ด้ เป็นตน้ 2.2 ขอ้ มูลเชงิ คุณภาพ (Quantitative Data) เป็นขอ้ มลู ท่มี คี ่าเป็นตวั เลข แต่ไม่มคี ่าเชงิ ปรมิ าณ เป็นเพยี งตวั เลขแสดงให้เหน็ ถงึ ความแตกต่างของแต่ละหน่วยขอ้ มลู แต่บอกระยะห่างและ ปรมิ าณไม่ได้ หรอื ขอ้ มลู ทเ่ี ป็นขอ้ ความบอกถงึ ลกั ษณะ กลุ่มหรอื หมวดหมู่ เช่น ขอ้ มลู เก่ยี วกบั เพศ ประกอบด้วย 2 ลกั ษณะหรอื กลุ่ม คอื เพศหญิงและชาย หรอื ขอ้ มลู เก่ยี วกบั อาชพี ระดบั การศกึ ษา เหตุผลในการซอ้ื สนิ ค้า ตราสนิ คา้ ท่เี ลอื กซอ้ื สถานทใ่ี นการซอ้ื สนิ ค้า และคุณภาพของสนิ ค้า เป็นต้น ซง่ึ ขอ้ มลู เหลา่ น้ี จะเป็นขอ้ ความไมส่ ามารถวดั ค่าเป็นตวั เลขเชงิ ปรมิ าณได้ 3. จาแนกตามลกั ษณะของขอ้ มลู ซง่ึ ไพศาล วรคา (2554 หน้า 190) จาแนกไว้ 2 ประเภท ดงั น้ี 3.1 ขอ้ มลู ทางกายภาพ (Physical Data) เป็นขอ้ มลู แสดงถงึ คุณสมบตั ขิ องสงิ่ ต่าง ๆ ท่ี ลกั ษณะเป็นรูปธรรมชดั เจนหรอื สามารถสมั ผสั และรบั รไู้ ด้ตรงกนั เก่ยี วกบั ลกั ษณะของมนุษย์ สตั ว์ สง่ิ ของ เช่น จานวนคน สตั วแ์ ละสง่ิ ของ ลกั ษณะสผี วิ ความสงู ลกั ษณะของบรรจภุ ณั ฑ์ เป็นตน้ 3.2 ข้อมูลทางจติ วทิ ยา (Psychological Data) เป็นข้อมูลแสดงถึงลกั ษณะภายในของ บุคคล ทไ่ี มส่ ามารถสมั ผสั รบั รไู้ ดโ้ ดยตรง ดงั นนั้ การเกบ็ รวบรวมขอ้ มลู ตอ้ งอาศยั เครอ่ื งมอื ทส่ี รา้ งขน้ึ เช่น ความรู้ การรบั รู้ ความตอ้ งการ ความพงึ พอใจ ความคดิ เหน็ ทศั นคตแิ ละความเช่อื เป็นตน้ โดยสรุป ขอ้ มลู ท่เี ก่ยี วขอ้ งกบั การวจิ ยั จาแนกตามแหล่งท่มี าของขอ้ มลู ได้ 2 ประเภท คอื ขอ้ มลู ปฐมภูมแิ ละทุตยิ ภมู ิ จาแนกตามการวดั ระดบั ค่าขอ้ มลู หรอื ตวั แปร ได้ 2 ประเภท คอื ขอ้ มลู เชงิ ปรมิ าณและเชงิ คุณภาพ จาแนกตามลกั ษณะของขอ้ มูล ได้ 2 ประเภท คอื ขอ้ มูลทางกายภาพและ จติ วิทยา ซ่ึงผู้วจิ ยั ต้องมีความรู้และเข้าใจในข้อมูลแต่ละประเภทเป็นอย่างดี เพราะข้อมูลแต่ละ ประเภทจะไดม้ าอย่างไรนนั้ ขน้ึ อย่กู บั วธิ กี ารเก็บรวบรวมทเ่ี หมาะสม อกี ทงั้ ประเภทขอ้ มลู จะเป็นแนว ทางการตดั สนิ ใจเกย่ี วกบั การเลอื กสถติ ใิ นการวเิ คราะหข์ อ้ มลู ต่อไป ขนั้ ตอนการเกบ็ รวบรวมข้อมลู ขอ้ มูลท่จี ะได้มาต้องมคี ุณภาพ มคี วามน่าเช่อื ถือและตรงตามวตั ถุประสงค์การวจิ ยั ย่อม อาศยั การเกบ็ รวบรวมข้อมูลท่มี กี ระบวนการอย่างเป็นระบบและขนั้ ตอนชดั เจน ซ่งึ ขนั้ ตอนการเก็บ รวบรวมข้อมูลแต่ละเร่อื งวิจยั อาจมีจานวนมากหรอื น้อยขนั้ ตอนแตกต่างกัน อย่างไรก็ตามมี
158 ผทู้ รงคุณวุฒิ ไดเ้ สนอขนั้ ตอนไว้ ประกอบดว้ ย กติ ตพิ นั ธ์ คงสวสั ดเิ ์กยี รตแิ ละคณะ (2556 หน้า 128- 129) กาหนดไว้ 3 ขนั้ ตอน คอื 1) การวางแผนเก็บขอ้ มูล 2) การเลอื กวธิ ใี นการเกบ็ ข้อมูล และ 3) การรวบรวมและประเมนิ ผล ส่วน สุชาติ ประสทิ ธริ ์ ฐั สนิ ธุ์ (2555 หน้า 350-352) กาหนดไว้ 5 ขนั้ ตอน คอื 1) การสรา้ งความรู้และเข้าใจในประเดน็ ศกึ ษา 2) การสรา้ งความรู้และเข้าใจเก่ยี วกบั ประชากร เป้าหมาย 3) ศึกษานาร่อง 4) เก็บข้อมูลในภาคสนาม และ 5) ตรวจสอบความถูกต้องและความ เช่ือถือได้ในสนาม ซ่ึงมีจานวนขนั้ ตอนมากกว่าขนั้ ตอนของ กิตติพันธ์ คงสวัสดิแ์ ละคณะ เม่ือ พจิ ารณากระบวนการเกบ็ รวบรวมขอ้ มลู ของผทู้ รงคณุ วุฒิ สามารถสรปุ ได้ 4 ขนั้ ตอน ดงั น้ี ขนั้ ท่ี 1 การสรา้ งความเขา้ ใจเกย่ี วกบั หวั ขอ้ เร่อื งวจิ ยั วตั ถุประสงคก์ ารวจิ ยั สมมตฐิ านการ วจิ ยั กรอบแนวคดิ การวจิ ยั ตวั แปรท่ตี อ้ งการศกึ ษา ประเภทขอ้ มลู ในการวจิ ยั และประชากรในการวจิ ยั หรอื กลุ่มตวั อย่างท่ศี กึ ษา เน่ืองจากประเด็นเหล่าน้ี จะชใ้ี หเ้ ห็นถงึ แนวทางในการเก็บขอ้ มูลได้อย่าง เหมาะสม ขนั้ ท่ี 2 วางแผนการเก็บรวบรวมขอ้ มูล เป็นการวางแผนปฏบิ ตั กิ ารเกบ็ รวบรวมขอ้ มลู ให้ ลุล่วงไปได้ด้วยดี โดยต้องกาหนดวนั เวลาให้ชดั เจนในการลงภาคสนาม กาหนดสถานท่เี กบ็ ข้อมูล เตรยี มบุคลากรจดั เกบ็ ขอ้ มลู ประชุมผูม้ สี ่วนเก่ยี วขอ้ งเพ่อื ให้เขา้ ใจเป็นไปในทศิ ทางเดียวกนั รวมถงึ การเลอื กวธิ เี ก็บรวบรวมข้อมูล โดยคานึงถงึ แบบการวจิ ยั ท่ไี ด้ออกแบบไว้แล้ว และวธิ ีเก็บข้อมูลท่ี เหมาะสม ต้องกาหนดให้ชดั เจนในแต่ละวธิ เี กบ็ รวบรวมขอ้ มูล เพ่อื ใหไ้ ด้ขอ้ มลู ท่มี คี ุณภาพ เช่น การ ส่งแบบสอบถามทางไปรษณีย์ ทางอนิ เทอรเ์ น็ต ใหผ้ ชู้ ่วยผวู้ จิ ยั ดาเนินการ การสมั ภาษณ์ การสงั เกต เป็นตน้ ขนั้ ท่ี 3 การเกบ็ รวบรวมขอ้ มูล เป็นขนั้ ตอนการลงมอื ปฏบิ ตั ภิ าคสนามตามแผนการท่ไี ด้ กาหนดเอาไวใ้ นขนั้ ตอนท่ี 2 ขนั้ ท่ี 4 การตรวจสอบความถูกต้องและความเช่อื ถอื ได้ในภาคสนาม เป็นการตรวจสอบ ขอ้ มลู ทไ่ี ดม้ าว่ามคี วามครบถ้วน ตรงตามวตั ถุประสงค์การวจิ ยั หรอื ไม่ เน่ืองจากขอ้ มูลทเ่ี กบ็ รวบรวม นัน้ จะต้องตอบสนองความต้องการทางด้านขอ้ มูลของวตั ถุประสงค์การวจิ ยั และต้องครบถ้วนเพยี ง พอทจ่ี ะใชใ้ นการศกึ ษาตามกรอบแนวความคดิ หรอื ในการทดสอบสมมตฐิ าน (ถา้ ม)ี และหลงั จากนนั้ ก็ ดาเนินการประเมนิ ว่าขอ้ มูลทไ่ี ด้มาสามารถนามาใชไ้ ดห้ รอื ไม่ หากพบว่าไม่เพยี งพอหรอื ไม่ถูกต้อง อาจตอ้ งเกบ็ รวบรวมเพมิ่ เตมิ วิธีเกบ็ รวบรวมข้อมลู การไดม้ าซง่ึ ขอ้ มลู ท่มี คี ณุ ภาพนนั้ ขน้ึ อย่กู บั วธิ กี ารเกบ็ รวบรวมขอ้ มลู โดยงานวจิ ยั หน่งึ อาจ ใช้หลากหลายวธิ หี รอื วธิ ีเก็บรวบรวมขอ้ มูลหน่ึงอาจใช้ในการวจิ ยั หลายประเภท ผูว้ จิ ยั จงึ ต้องเลอื ก วธิ กี ารเกบ็ รวบรวมขอ้ มลู ใหเ้ หมาะสม ซง่ึ มวี ธิ กี ารเกบ็ รวบรวมขอ้ มลู ใหเ้ ลอื กได้ ดงั น้ี 1. การใชแ้ บบสอบถามประกอบการเกบ็ รวบรวมขอ้ มลู ซง่ึ ผวู้ จิ ยั ควรพจิ ารณาประเดน็ ดงั น้ี 1.1 วธิ ดี าเนนิ การเกบ็ ขอ้ มลู โดยใชแ้ บบสอบถาม มใี หเ้ ลอื กไดป้ ระกอบดว้ ยดงั น้ี
159 1.1.1 เกบ็ รวบรวมขอ้ มูลโดยผู้วจิ ยั เอง โดยนาแบบสอบถามไปใหก้ ลุ่มตวั อย่างตอบ เป็นวธิ ีท่ีใช้เวลาน้อยในการตอบและมนั่ ใจว่าได้รบั คืนทุกฉบับของแบบสอบถาม อีกทงั้ สามารถ ตรวจสอบความถูกต้องของคาตอบ ณ ขณะนนั้ ได้ เม่อื พบว่าไม่ครบถ้วน สมบูรณ์กส็ ามารถขอรอ้ งให้ ตอบเพม่ิ เตมิ ได้ รวมถงึ เมอ่ื ผูต้ อบมปี ญั หาในการตอบ สามารถอธบิ ายหรอื ตอบปญั หา ณ ขณะนัน้ ได้ โดยวธิ ีน้ีต้องดาเนินการอย่างมรี ะบบ แบบแผน เรมิ่ จากประสานงานกบั ผู้ตอบโดยตรง นัดหมาย ลว่ งหน้าหรอื นดั หมายรวมตวั กนั ในสถานทแ่ี ห่งหน่ึงแห่งใดทจ่ี ดั ขน้ึ มกี ารกาหนดวนั เวลาแน่นอน หรอื ควรมหี นังสอื แนะนาตวั ผู้เก็บขอ้ มูลก่อนส่งแบบสอบถามใหต้ อบ หรอื ถ้าประชากรท่ศี กึ ษาอยู่สงั กดั หน่วยงาน ควรประสานไปยงั หน่วยงานหรอื บคุ คลทเ่ี กย่ี วขอ้ ง เพ่อื ขออนุญาตเกบ็ ขอ้ มลู จงึ ดาเนินการ เกบ็ ขอ้ มลู โดยแจกแบบสอบถามใหต้ วั อยา่ งตอบ พรอ้ มรอรบั คนื ณ ขณะนนั้ 1.1.2 การใช้บุคคลช่วยเก็บรวบรวมหรอื ว่าจา้ งให้บุคคลอ่นื ช่วยเก็บรวบรวมข้อมูล โดยเรม่ิ แรกตอ้ งคดั เลอื กบุคคลช่วยเกบ็ ขอ้ มูลท่มี คี ุณสมบตั เิ หมาะสม มคี วามรู้ ความสามารถในการ เกบ็ รวบรวมขอ้ มลู จากนนั้ ต้องอบรมใหค้ วามรู้ เพ่อื ใหท้ ุกคนดาเนินการเกบ็ รวบรวมขอ้ มลู เหมอื นกนั ให้มากท่สี ุด เป็นการป้องกนั ไม่ให้เกดิ ความผดิ พลาดหรอื ขอ้ มลู ผนั แปรจากการปฏบิ ตั ขิ องการเก็บ ขอ้ มลู ซ่งึ หวั ขอ้ ท่ตี ้องอบรมนัน้ ควรเก่ยี วขอ้ งกบั ท่มี าและความสาคญั ของปญั หาวจิ ยั วตั ถุประสงค์ การวจิ ยั ความสาคญั ของการเกบ็ รวบรวมขอ้ มลู วธิ แี นะนาตนเองกบั กลุ่มตวั อยา่ ง การแก้ไขปญั หาท่ี จะเกดิ ขน้ึ จากการเกบ็ ขอ้ มลู และการใชเ้ ครอ่ื งมอื หรอื แบบสอบถาม หลงั จากนนั้ กใ็ หล้ งภาคสนามเกบ็ รวบรวมขอ้ มลู โดยแจกแบบสอบถามใหก้ ลุ่มตวั อยา่ งตอบพรอ้ มรอรบั กลบั คนื ณ ขณะนนั้ 1.1.3 การส่งแบบสอบถามทางไปรษณยี ใ์ หต้ วั อยา่ งตอบและส่งคนื ทางไปรษณยี ์ โดย ผตู้ อบตอ้ งดาเนินการตอบเอง ไม่มบี ุคคลช่วยอธบิ าย เป็นวธิ ที ม่ี คี ่าใชจ้ ่ายต่า เกบ็ ขอ้ มลู ไดใ้ นวงกวา้ ง เหมาะสาหรบั ประชากรอยกู่ ระจดั กระจายตามพน้ื ทต่ี ่าง ๆ แต่อตั ราการตอบกลบั ต่า หากผตู้ อบเหน็ ว่า ไม่มสี ่วนได้-เสียหรอื ไม่มสี ่วนเก่ยี วข้องในเร่อื งวจิ ยั มกั จะไม่สนใจในการตอบ อีกทงั้ ผู้ตอบอาจไม่ สะดวกส่งแบบสอบถามกลบั คนื ทางไปรษณีย์ ดงั นัน้ อาจแก้ปญั หาด้วยการส่งแบบสอบถามพรอ้ ม ซองเปล่าโดยจ่าหน้าซองพร้อมติดแสตมป์ ย่อมเป็นวิธีท่ีช่วยอานวยความสะดวกให้แก่ผู้ตอบ แบบสอบถามได้ 1.1.4 การสมั ภาษณ์ทางโทรศพั ท์ อาจทาการสอบถามเองหรอื ว่าจา้ งพนกั งานในการ สอบถามทางโทรศพั ท์ ซง่ึ มวี ธิ กี ารคลา้ ยคลงึ กบั การดาเนินการเกบ็ รวบรวมขอ้ มลู ดว้ ยตนเองเพยี งแต่ ไม่ได้พบเห็นหน้ากบั ผู้ตอบ โดยเรมิ่ แรกต้องแนะนาตนเอง รายละเอียดหรอื จุดมุ่งหมายของการ สอบถามและรายละเอยี ดอ่นื ท่จี าเป็น ทงั้ น้ีเพ่อื ให้ผู้ตอบแบบสอบถามได้รบั รู้และเข้าใจ ทาให้เกิด ความไว้วางใจในการตอบคาถาม แต่ปญั หาของวธิ กี ารน้ีคอื ความยุ่งยากในการได้มาซ่งึ หมายเลข โทรศพั ทข์ องผตู้ อบ เพราะหมายเลขโทรศพั ทเ์ ป็นขอ้ มลู สว่ นตวั ทเ่ี ป็นความลบั และยากแก่การเปิดเผย วธิ นี ้ีจงึ เหมาะสาหรบั นามาใชใ้ นการวจิ ยั ทางการตลาดขององคก์ ร เช่น การศกึ ษาพฤตกิ รรมการเลอื ก ซ้อื สนิ ค้าในห้างสรรพสนิ ค้า ของลูกค้าภายในห้างสรรพสนิ ค้า อาจกาหนดประชากรเป้าหมายเป็น ลูกคา้ ท่เี ขา้ มาใช้บรกิ ารในห้างสรรพสนิ ค้าท่มี กี ารลงทะเบยี นเป็นสมาชกิ ของห้าง ซ่งึ จะทาให้ทราบ หมายเลขโทรศัพท์ของผู้ตอบแบบสอบถามได้ หรอื การวจิ ยั ความพึงพอใจต่อการใช้บรกิ ารของ ธนาคารแห่งหน่ึง กาหนดประชากรในการวจิ ยั เป็นลกู คา้ ของธนาคาร ซง่ึ ทาใหค้ น้ หาเบอรโ์ ทรศพั ท์ได้
160 ง่าย พร้อมทงั้ โทรส่อื สารได้ง่ายขน้ึ เพยี งแค่ผู้วจิ ยั แจง้ ว่า เป็นบรกิ ารส่วนหน่ึงของธนาคารในการ สารวจเพ่อื นาเอาขอ้ มูลท่ไี ด้มาปรบั ปรุงการให้บรกิ ารให้ตรงและสอดคลอ้ งกบั ความต้องการในการ บรกิ ารของธนาคาร ผตู้ อบยอ่ มเตม็ ใจตอบมากขน้ึ เป็นตน้ 1.1.5 การเกบ็ ขอ้ มลู ทางอนิ เทอรเ์ น็ต ในปจั จบุ นั อนิ เทอรเ์ น็ตไดเ้ ขา้ มาเป็นสว่ นหน่ึงใน การดาเนินชีวิตของมนุษย์ บุคคลสามารถสืบค้นหาข้อมูลข่าวสารและติดต่อส่อื สารกันผ่านระบบ อนิ เทอรเ์ น็ตมากขน้ึ ผวู้ จิ ยั จงึ ไดเ้ กบ็ ขอ้ มลู โดยใชแ้ บบสอบถามผา่ นระบบออนไลน์ในเว็บไซตม์ ากขน้ึ 1.2 การพจิ ารณาขอ้ ดแี ละขอ้ เสยี ของการเกบ็ ขอ้ มลู โดยใชแ้ บบสอบถาม 1.2.1 ขอ้ ดี คอื 1) เป็นวธิ กี ารทส่ี ะดวก ไมม่ อี ะไรซบั ซอ้ น ประหยดั เวลาและค่าใชจ้ า่ ย ในการเกบ็ ขอ้ มูล 2) ผู้ตอบมเี วลาตอบมากกว่าวธิ กี ารสมั ภาษณ์หรอื สงั เกต 3) กรณีใช้พนกั งานช่วย เกบ็ ขอ้ มลู กไ็ มจ่ าเป็นตอ้ งฝึกอบรมพนักงานเกบ็ ขอ้ มลู มากเหมอื นกบั การสมั ภาษณ์หรอื การสงั เกต 4) ไมเ่ กดิ ความลาเอยี งในการการเกบ็ เพราะผตู้ อบเป็นผตู้ อบขอ้ มลู เอง 5) ผตู้ อบมอี สิ ระในการตอบและ ไมถ่ ูกกดดนั ใหต้ อบทนั ที 1.2.2 ขอ้ เสยี คอื 1) อตั ราการตอบกลบั ค่อนขา้ งต่าโดยเฉพาะการสง่ แบบสอบถามให้ ผตู้ อบทางไปรษณยี ์ อกี ทงั้ ตอ้ งเสยี เวลาในการตดิ ตาม อาจจะทาใหร้ ะยะเวลาการเกบ็ ขอ้ มลู ล่าชา้ กว่า ท่กี าหนดไว้ 2) เหมาะสาหรบั กลุ่มประชากรท่อี ่านและเขยี นหนังสอื ไดเ้ ท่านัน้ จงึ อาจไม่ครอบคลุม ประชากรทอ่ี ่านและเขยี นหนงั สอื ไมไ่ ด้ ทาใหข้ อ้ มลู ทไ่ี ดร้ บั มคี ลาดเคล่อื นได้ 3) ไดข้ อ้ มลู จากดั เฉพาะท่ี จาเป็นจรงิ ๆ เท่านัน้ เพราะแบบสอบถามมคี าถามจานวนน้อยขอ้ ท่สี ุดเท่าทจ่ี ะเป็นไปได้ 4) การส่ง แบบสอบถามทางไปรษณีย์หรอื ทางอินเทอร์เน็ต ประชากรท่ศี ึกษาอาจไม่ได้ตอบเองก็ได้ ทาให้ คาตอบท่ไี ด้มคี วามคลาดเคล่อื นไม่ตรงกับความเป็นจรงิ 5) ถ้าผู้ตอบไม่เข้าใจคาถามหรอื เข้าใจ คาถามผิดหรอื ไม่ตอบคาถามบางข้อหรือไม่ไตร่ตรองให้รอบคอบก่อนตอบ อาจทาให้ข้อมูล คลาดเคลอ่ื นได้ โดยผวู้ จิ ยั ไมส่ ามารถยอ้ นกลบั ไปสอบถามหน่วยตวั อยา่ งนนั้ ไดอ้ กี และ 6) ผตู้ อบอาจ ไมม่ คี วามรหู้ รอื ความเตม็ ใจทจ่ี ะตอบ 1.3 ความเพียงพอของแบบสอบถามท่ไี ด้รบั กลบั คนื การเก็บข้อมูลโดยผู้วจิ ยั หรอื ใช้ พนักงาน ทาใหไ้ ด้รบั แบบสอบถามกลบั คนื ค่อนขา้ งแน่นอนตามจานวนตวั อย่างทก่ี าหนดไว้ แต่หาก ส่งทางไปรษณียห์ รอื สมั ภาษณ์ทางโทรศพั ท์และตอบผ่านระบบออนไลน์นั้น อาจไดร้ บั แบบสอบถาม คนื ไมท่ งั้ หมด เช่น กาหนดหน่วยตวั อย่างไว้ 100 ตวั อยา่ ง เม่อื เกบ็ ขอ้ มลู โดยใชแ้ บบสอบถาม ไดร้ บั การตอบเพยี ง 57 คนเท่านนั้ เป็นต้น ปญั หาจงึ อยู่ท่คี วรไดร้ บั แบบสอบถามกลบั คนื จานวนเท่าใดจงึ จะเหมาะสม สามารถนามาวเิ คราะห์และเสนอผลการวจิ ยั ได้ เพราะหากไดร้ บั แบบสอบถามคนื น้อย เกินไป จะเกิดความลาเอียง ข้อมูลท่ีได้รบั อาจมคี วามคลาดเคล่อื นมากจนผลการวจิ ยั ขาดความ น่าเช่ือถือ สาหรบั จานวนแบบสอบถามท่ีได้รบั คืนควรมีจานวนพอเพียงเท่าใดนัน้ ยงั ไม่เกณฑ์ มาตรฐานสากล ผู้วจิ ยั แต่ละสาขาจงึ ใช้เกณฑ์อตั ราความพอเพยี งของแบบสอบถามท่ไี ด้รบั คนื เพ่อื ประมวลผลแตกต่างกนั ไป โดยใชส้ ตู รคานวณหาอตั ราการตอบกลบั คอื อตั ราการตอบกลบั (Response Rate) = จานวนผตู้ อบกลบั ทงั้ หมด x 100 จานวนกลุม่ ตวั อยา่ ง
161 โดยอตั ราการไดร้ บั แบบสอบถามคนื ทเ่ี หมาะสมนัน้ สนิ พนั ธุพ์ นิ ิจ (2554 หน้า 217) ให้ ความเหน็ ไวว้ ่า ควรมคี ่าตงั้ แต่รอ้ ยละ 85 ขน้ึ ไป หรอื ถ้าไดร้ บั คนื รอ้ ยละ 90 หรอื มากกว่า ถอื ว่าอย่ใู น ระดบั ดมี าก ดงั นัน้ หากเกดิ ปญั หาหน่วยตวั อย่างปฏเิ สธทจ่ี ะให้ขอ้ มลู ผวู้ จิ ยั อาจแกไ้ ขโดยพยายามให้ เกดิ ความรว่ มมอื ใหม้ ากขน้ึ อาจมสี งิ่ จงู ใจเป็นรางวลั ในการแลกเปลย่ี นกบั ขอ้ มลู ทต่ี อ้ งการ ส่วนปญั หา ตดิ ต่อกลุ่มตวั อย่างเพ่อื เกบ็ ขอ้ มลู ไม่ได้ ไม่พบตวั แกไ้ ขด้วยความพยายามตดิ ต่อไปใหม่อกี ครงั้ หรอื คน้ หาขอ้ มลู พน้ื ฐานเพมิ่ เตมิ เป็นตน้ โดยสรุป ผู้วจิ ยั สามารถนาแบบสอบถามไปเก็บรวบรวมขอ้ มูลได้หลายวธิ ี ประกอบด้วย การเก็บด้วยผู้วจิ ยั หรอื บุคคลอ่นื ช่วยเก็บ ส่งทางไปรษณีย์ สอบถามทางโทรศพั ท์ และผ่านระบบ ออนไลน์ แต่จะตดั สนิ ใจใชว้ ธิ ใี ดนัน้ ควรพจิ ารณาถึงขอ้ ดแี ละขอ้ เสยี ปญั หาท่จี ะเกดิ ขน้ึ ในแต่ละวธิ ี ลกั ษณะข้อมูลท่ีต้องการ ลักษณะของคาถามท่ีจะถาม ความยาวของแบบสอบถาม ระยะเวลา งบประมาณและความสามารถของผู้ตอบและผู้ช่วยในการเก็บรวบรวมข้อมูล ทงั้ น้ีเพ่ือจะทาให้ได้ ขอ้ มลู ทม่ี คี ุณภาพและน่าเช่อื ถอื นนั่ เอง 2. การเก็บข้อมูลโดยการสังเกต (Observation Approach) ในอดีตวิธีการสังเกตมีการ นามาใชเ้ กบ็ ขอ้ มลู เชงิ คุณภาพ ในการวจิ ยั ดา้ นมานุษยวทิ ยาหรอื การศกึ ษาชาตพิ นั ธุพ์ รรณนา เพราะ สมยั ก่อนผูว้ จิ ยั ใชก้ ารจดบนั ทกึ มากว่าการสรา้ งเครอ่ื งมอื วดั ตวั แปรและวเิ คราะหท์ างสถติ ิ แต่ปจั จุบนั มผี ู้วจิ ยั ใชก้ ารสงั เกตในการเก็บข้อมูลเชงิ ปรมิ าณมากขน้ึ โดยเฉพาะในการวจิ ยั ทางการตลาด เช่น การสงั เกตพฤตกิ รรมการซอ้ื สนิ คา้ ของลกู คา้ การสงั เกตพฤตกิ รรมการขายของพนักงานขาย เป็นต้น สาหรบั วิธีการสงั เกตนัน้ สิน พันธุ์พินิจ (2554 หน้า 224) ได้อธิบายว่า เป็นการเก็บข้อมูลจาก เหตุการณ์หรอื พฤติกรรมต่าง ๆ ด้วย การดู การฟงั การสัมผัส และดมกล่ิน โดยมีการบันทึก รายละเอยี ดเก่ยี วกบั สง่ิ ทส่ี งั เกตได้ ซง่ึ สอดคลอ้ งกบั ไพศาล วรคา (2554 หน้า 192) อธบิ ายว่า การ สงั เกต หมายถงึ การใชป้ ระสาทสมั ผสั ทงั้ ห้าในการรบั รขู้ ้อเทจ็ จรงิ จากปรากฏการณ์ใด ๆ โดยผวู้ จิ ยั เพ่อื ใหไ้ ดข้ อ้ มลู เชงิ ลกึ เกย่ี วกบั ปรากฏการณ์ทไ่ี มส่ ามารถวดั ไดโ้ ดยตรงและมคี วามซบั ซอ้ น จะเหน็ ว่า ทงั้ สองความหมายมุ่งเน้นอธบิ ายถงึ การสงั เกตเป็นการใชป้ ระสาทสมั ผสั ทงั้ หา้ คอื การฟงั สมั ผสั ดู ดมกลน่ิ และชมิ รส ต่อสง่ิ ท่ตี ้องการศึกษาหรอื สงิ่ ท่ตี ้องการสงั เกต แล้วมกี ารจดบนั ทกึ ส่วนนราศรี ไววนชิ กุล และชศู กั ดิ ์อุดมศรี (2552 หน้า 93) อธบิ ายว่า การสงั เกต หมายถงึ การเฝ้าดอู ย่างเอาใจใส่ การพจิ ารณาสง่ิ ท่กี าหนดไวอ้ ย่างมรี ะเบยี บวธิ ี เช่น การสงั เกตพฤติกรรมการซอ้ื โดยเฝ้าดูลกั ษณะ พฤติกรรมการซ้ือสินค้าชนิดหน่ึงในร้านค้า ศึกษาจานวนครงั้ ในการซ้ือ ปรมิ าณการซ้ือต่อครงั้ ระยะเวลาการซ้อื ต่อครงั้ ความพถิ พี ถิ นั ในการเลอื กซอ้ื หรอื การสงั เกตเหตุการณ์ โดยการนับจานวน ลกู คา้ ทเ่ี ขา้ มาใชบ้ รกิ ารภายในรา้ นคา้ เป็นตน้ จากความหมายดงั กล่าวขา้ งต้น สรุปได้ว่า การสงั เกต เป็นวธิ กี ารเก็บรวบรวมข้อมูลบาง ประเภท ท่ไี ม่อาจใช้วธิ กี ารอ่นื เกบ็ ได้ ส่วนใหญ่ใช้เก็บข้อมลู ปฐมภูมิ โดยการเฝ้าดู การฟงั ดมกลน่ิ ชมิ รสและการสมั ผสั อย่างเอาใจใส่เก่ียวกับสงิ่ ท่ตี ้องการศึกษาหรอื สง่ิ ท่ีต้องการสงั เกต พรอ้ มจด บันทึกส่ิงท่ีได้หรอื ข้อมูลจากการสังเกตนัน้ เช่น การเฝ้าดูพฤติกรรมการทุจรติ ในการขายสินค้า พฤตกิ รรมของเดก็ เลก็ เม่อื มคี วามตอ้ งการสนิ คา้ เป็นต้น หรอื การสมั ผสั เช่น การสงั เกตประสทิ ธภิ าพ ของผลติ ภณั ฑ์ดว้ ยการสมั ผสั การทดสอบประสทิ ธภิ าพของเคร่อื งยนต์ด้วยการทดลองขบั เป็นต้น
162 หรอื การชมิ รสหรอื ดมกลน่ิ ของผลติ ภณั ฑอ์ าหาร เป็นต้น ดงั นัน้ ถ้าการวจิ ยั ในเร่อื งนัน้ ต้องใช้วธิ กี าร สงั เกต ผวู้ จิ ยั ควรมคี วามรู้ ความเขา้ ใจเก่ยี วกบั ประเภทของการสงั เกต กระบวนการสงั เกตและขอ้ ดี- ขอ้ เสยี ของการเกบ็ ขอ้ มลู ดว้ ย ตามรายละเอยี ด ดงั น้ี 2.1 ประเภทของการสงั เกต จาแนกได้ตามระดบั ความสมั พนั ธ์ของผู้สงั เกตและผู้ถูก สงั เกตและจาแนกตามประเภทของการศกึ ษา รายละเอยี ดอธบิ ายไดด้ งั น้ี 2.1.1 จาแนกตามระดบั ความสมั พนั ธข์ องผสู้ งั เกตและผถู้ กู สงั เกต ไดด้ งั น้ี 2.1.1.1 การสงั เกตแบบมีส่วนร่วม (Participant Observation) หรอื การสงั เกต ภาคสนาม (Field Observation) หรอื การสังเกตเชิงคุณภาพ (Qualitative Observation) หรอื การ สงั เกตโดยตรง (Direct Observation) เป็นการสงั เกตท่ีผู้วิจยั เข้าไปสงั เกตโดยตรง เข้าไปมีส่วน รว่ มกบั กลุ่มคนทศ่ี กึ ษาและทากจิ กรรมรว่ มกนั เป็นการสงั เกตทไ่ี ม่ไดค้ วบคุมสถานการณ์หรอื ตวั แปร ใด จะกระทาโดยผู้สงั เกตอยู่ในเหตุการณ์หรอื เป็นส่วนหน่ึงของเหตุการณ์และมกี ารจดบนั ทกึ สง่ิ ท่ี เกิดขน้ึ จรงิ บางครงั้ อาจจาเป็นต้องมกี ารสอบถามเพม่ิ เติมเพ่อื ให้ได้ขอ้ มูลท่ชี ดั เจนยงิ่ ขน้ึ เช่น การ สงั เกตพฤติกรรมของพนักงานขาย อาจเป็นการพูดคุยสอบถามเก่ียวกับเร่อื งท่เี ก่ียวข้อง เป็นต้น ระเบยี บวธิ ขี องการสงั เกตแบบให้ผสู้ งั เกตมสี ่วนรว่ มจะต้องประกอบดว้ ยกระบวนการ 3 ขนั้ คอื การ สงั เกต การซกั ถามและการจดบนั ทกึ การสงั เกตแบบน้ีจะได้ขอ้ มูลท่แี ทจ้ รงิ เน่ืองจากผู้ถูกสงั เกตไม่ รตู้ วั จงึ มกั มพี ฤตกิ รรมเป็นธรรมชาติ แต่การสงั เกตแบบน้ีอาจมอี คตเิ น่ืองจากการผูกพนั ทางอารมณ์ ระหวา่ งผวู้ จิ ยั และผถู้ กู สงั เกต อาจมกี ารแปลหรอื การวเิ คราะหข์ อ้ มลู ผดิ พลาดได้ 2.1.1.2 การสงั เกตแบบไม่ได้มสี ่วนร่วม (Non- Participant Observation) หรอื การสงั เกตโดยอ้อม (Indirect Observation) เป็นการสงั เกตโดยตรงท่ผี ู้วจิ ยั ไม่เข้าร่วมในกิจกรรมท่ี ต้องการสงั เกต มกั ใช้ในกรณีท่ไี ม่ต้องการให้ผู้ถูกสงั เกตรูส้ กึ ถูกรบกวนจากผู้เก็บข้อมูล เช่น การ สงั เกตการซ้อื สนิ ค้าหรอื การใช้บรกิ ารภายในศูนย์การค้า ปฏกิ ริ ยิ าของลูกค้าหรอื ผู้บรโิ ภคขณะชม ภาพยนตรห์ รอื การแสดงดนตรี เป็นต้น การสงั เกตแบบน้ีหากผู้ถูกสงั เกตรตู้ วั ว่ามคี นคอยสงั เกตอยู่ อาจมผี ลกระทบต่อพฤตกิ รรมให้ผดิ ไปจากปกติได้ สาหรบั การสงั เกตแบบไมม่ สี ่วนร่วมน้ีมกั นามาใช้ กบั การวจิ ยั ทางการตลาดเน่ืองจากสามารถเกบ็ รวบรวมขอ้ มลู ในระยะเวลาทส่ี นั้ กว่าและสน้ิ เปลอื งทุน ทรพั ยน์ ้อยกว่าการสงั เกตแบบมสี ่วนร่วม อย่างไรก็ตามการสงั เกตท่ผี ู้ถูกสงั เกตไม่รตู้ วั อาจมเี ร่อื ง จรรยาบรรณของนักวจิ ยั เขา้ มาเก่ยี วขอ้ ง นักวจิ ยั ต้องพงึ ระวงั เป็นอย่างยงิ่ และอาจใช้เคร่อื งมอื หรอื อุปกรณ์เขา้ ช่วย เช่น การใช้วดี โี อ ช่วยบนั ทกึ พฤตกิ รรมของพนักงานขายท่แี สดงออกต่อลูกค้าใน ระหว่างขาย เป็นต้น หรอื ผสู้ งั เกตอาจทาตวั ให้เป็นส่วนหน่ึงของผถู้ ูกสงั เกต เช่น ผสู้ งั เกตเขา้ ไปเป็น พนักงานขาย โดยทาหน้าท่ขี ายด้วยและสงั เกตพนักงานขายคนอ่นื เป็นต้น หรอื อาจใช้วธิ จี าลอง สถานการณ์และเขา้ ไปสงั เกตในสถานการณ์ดงั กลา่ ว เช่น การสงั เกตพฤตกิ รรมการซอ้ื ของลกู คา้ โดย การสรา้ งรา้ นคา้ จาลองขน้ึ เพอ่ื ควบคมุ ตวั แปรอ่นื แลว้ ทาการจดบนั ทกึ พฤตกิ รรมของลกู คา้ เป็นตน้ 2.1.2 จาแนกตามประเภทของการศกึ ษา ไดด้ งั น้ี 2.1.2.1 การสังเกตแบบมโี ครงสร้าง (Structured Observation) ใช้เม่ือผู้วิจยั มี เป้าหมายท่ีแน่นอนและชดั เจนว่าจะศึกษาเร่อื งอะไร ลกึ ซ้งึ เพียงใด โดยวางแผนปฏิบัติกิจกรรม เกย่ี วกบั การสงั เกตไว้ก่อนลงมอื เกบ็ ขอ้ มลู ประกอบดว้ ย การกาหนดวธิ วี ดั และบนั ทกึ เกย่ี วกบั รปู แบบ
163 ระยะเวลา ความถ่ี ความเป็นมาและผลของเหตุการณ์หรอื พฤติกรรมนัน้ รวมถงึ ความสมั พันธข์ อง เหตุการณ์หรอื พฤตกิ รรมนนั้ 2.1.2.2 การสงั เกตแบบไม่มโี ครงสรา้ ง (Unstructured Observation) เป็นวธิ กี าร สงั เกตทผ่ี วู้ จิ ยั หรอื ผู้สงั เกตไมไ่ ดก้ าหนดเรอ่ื งหรอื ประเดน็ ทต่ี ้องการสงั เกตไวแ้ น่นอนเฉพาะ แต่ยงั คงมี ระเบยี บหลกั เกณฑใ์ นการบนั ทกึ ขอ้ มลู 2.2 กระบวนการสงั เกตทผ่ี วู้ จิ ยั กาหนดขน้ึ ดงั ท่ี สุชาติ ประสทิ ธริ ์ ฐั สนิ ธุ์ (2555 หน้า 399) กาหนดไว้ 5 ขนั้ ตอน คอื 1) การเตรยี มการและการฝึกอบรมผสู้ งั เกต 2) การเขา้ ส่สู ง่ิ แวดลอ้ มทศ่ี กึ ษา คอื การเขา้ ไปแนะนาตวั ผสู้ งั เกตต่อผถู้ ูกสงั เกต 3) การปรบั ตวั ในสถานการณ์ทต่ี ้องการสงั เกต 4) การ สงั เกตและบนั ทกึ และ 5) การออกจากพน้ื ทศ่ี กึ ษา ส่วน สนิ พนั ธุพ์ นิ ิจ (2554 หน้า 226) กาหนดไว้ 4 ขนั้ ตอน คอื 1) การเตรยี มการสงั เกต 2) การดาเนินการสงั เกต 3) การบนั ทกึ ขอ้ มลู และ 4) การสน้ิ สุด การสงั เกต จากขนั้ ตอนของผทู้ รงคุณวุฒไิ ดก้ าหนดไวน้ ัน้ สามารถนามาเป็นแนวทางกาหนดขนั้ ตอน การสงั เกตไดด้ งั น้ี ขนั้ ท่ี 1 การเตรยี มการสงั เกต โดยก่อนลงปฏบิ ตั กิ ารจรงิ ผู้วจิ ยั ตอ้ งเตรยี มการในเร่อื งท่ี ประกอบดว้ ย การกาหนดเรอ่ื งทต่ี อ้ งการสงั เกต แบบบนั ทกึ การสงั เกต อุปกรณ์ช่วยบนั ทกึ ค่าใชจ้ ่าย บุคลากรผสู้ งั เกต ตดิ ต่อประสานงานผเู้ ก่ยี วขอ้ ง รวมถงึ การอบรมผู้สงั เกตเพ่อื ใหม้ คี วามรแู้ ละทกั ษะ เกย่ี วกบั การใชแ้ บบบนั ทกึ ทกั ษะต่าง ๆ เช่น การดู ฟงั ถาม สมั ผสั ดมกลนิ่ ชมิ รส เป็นตน้ ขนั้ ท่ี 2 การดาเนินการสงั เกตและจดบนั ทกึ เป็นขนั้ ตอนการสงั เกตจรงิ พรอ้ มจดบนั ทกึ เมอ่ื พบปญั หาผสู้ งั เกตตอ้ งแกไ้ ขปญั หาใหก้ ารสงั เกตนนั้ บรรลตุ ามวตั ถุประสงคข์ องการวจิ ยั ใหไ้ ด้ ขนั้ ท่ี 3 ขนั้ สน้ิ สุดการสงั เกต ต้องตรวจสอบความครบถ้วนของขอ้ มูลทบ่ี นั ทกึ ไดจ้ ากการ สงั เกต ถา้ พบวา่ ขอ้ มลู ไมค่ รบถว้ น อาจจาเป็นตอ้ งมกี ารสงั เกตเพม่ิ เตมิ 2.3 ขอ้ ดแี ละขอ้ เสยี ของการสงั เกต 2.3.1 ขอ้ ดี คอื 1) การบนั ทกึ เร่อื งราวหรอื เหตุการณ์ต่าง ๆ สามารถทาไดโ้ ดยอสิ ระ ไม่ขน้ึ อยกู่ บั ความสามารถของผใู้ หข้ อ้ มลู 2) การบนั ทกึ ขอ้ มลู ไมต่ ้องอาศยั ความเตม็ ใจของผใู้ หข้ อ้ มลู 3) ช่วยเกบ็ ขอ้ มลู ท่ผี ถู้ ูกศกึ ษาไม่ไดบ้ อกเล่าใหฟ้ งั หรอื บอกไม่ไดเ้ พราะอธบิ ายไม่ถูก 4) อาจไดข้ อ้ มูล อ่ืนท่ีเป็นประโยชน์เพิ่มเติมในการวิจยั โดยไม่ได้คาดหวังมาก่อน 5) ได้ข้อมูลท่ีเกิดข้นึ จรงิ ตาม ธรรมชาติ ไม่ลาเอยี ง 6) ทาให้ได้ขอ้ มลู ในส่วนทว่ี ธิ กี ารอ่นื เก็บไม่ได้ 7) ลดการล่วงล้าเขา้ ไปในชวี ติ ของหน่วยตัวอย่าง 8) สามารถใช้ได้กับเหตุการณ์ท่ีเกิดข้นึ เฉพาะหน้าอย่างปจั จุบนั ทันด่วนได้ เน่อื งจากไมต่ อ้ งเตรยี มเครอ่ื งมอื อ่นื ใดในการเกบ็ ขอ้ มลู ไวล้ ว่ งหน้า กส็ ามารถดาเนินการสงั เกตได้ 2.3.2 ขอ้ เสยี คือ 1) ใช้เวลานานในการเก็บรวบรวมขอ้ มูล เพราะบางเหตุการณ์มี ระยะเวลายาวนาน 2) คุณภาพข้อมูล ข้นึ อยู่กับผู้เก็บรวบรวมเท่านัน้ 3) ผู้ให้ข้อมูลทราบว่ามคี น สงั เกตตนเองจะทาใหพ้ ฤตกิ รรมเปลย่ี นไปจากธรรมชาติ ทาใหไ้ ด้ขอ้ มลู ไม่เป็นความจรงิ 4) นามาใช้ เกบ็ ขอ้ มลู จากตวั อยา่ งจานวนมากไดไ้ มเ่ หมาะสม เพราะไมส่ ามารถดแู ลกลุ่มตวั อย่างทงั้ หมดได้ 5) มี ค่าใชจ้ า่ ยสงู ในการฝึกอบรมผสู้ งั เกต 3. การเกบ็ ขอ้ มลู โดยวธิ กี ารสมั ภาษณ์ สาหรบั การสมั ภาษณ์ พรรณี ลกี จิ วฒั นะ (2557 หน้า 100) ไดอ้ ธบิ ายว่า การสมั ภาษณ์ เป็นวธิ กี ารอยา่ งหน่ึงทใ่ี ชเ้ ป็นเครอ่ื งมอื เกบ็ รวบรวมขอ้ มลู ดว้ ยการ
164 สอบถามแบบปากเปล่า ซ่งึ มผี ู้สมั ภาษณ์หรอื ผู้ถาม เป็นฝ่ายซกั ถามโดยการพูด ผู้ใหส้ มั ภาษณ์หรอื ผตู้ อบกต็ อบโดยการพูด แลว้ ผสู้ มั ภาษณ์กจ็ ะมกี ารจดบนั ทกึ คาตอบ ส่วน สนิ พนั ธุพ์ นิ ิจ (2554 หน้า 218) อธบิ ายว่า การสมั ภาษณ์ เป็นการส่ือสารโดยการพูดคุยและมปี ฏสิ มั พนั ธ์ต่อกัน เพ่ือทราบ ขอ้ เทจ็ จรงิ ความรสู้ กึ นึกคดิ ความคดิ เห็นหรอื ทศั นคติในเรอ่ื งต่าง ๆ ทก่ี าหนดไว้ในแบบสมั ภาษณ์ สอดคล้องกบั ไพศาล วรคา (2554 หน้า 194) อธบิ ายว่า การสมั ภาษณ์เป็นการเก็บขอ้ มูลโดยการ สนทนา พูดคุย ซักถามเพ่ือให้ได้ข้อมูลตามจุดมุ่งหมายของผู้วิจยั หรือเป็นการสนทนาอย่างมี เป้าหมายนนั่ เอง จากการอธบิ ายของผทู้ รงคุณวฒุ ดิ งั กล่าว สรุปไดว้ ่า การสมั ภาษณ์ เป็นการสอบถามบุคคล เก่ยี วกบั ขอ้ คดิ เหน็ ในเร่อื งท่วี จิ ยั เป็นการส่อื สารต่อหน้ากนั หรอื การส่อื สารแบบสองทาง ระหว่างผู้ สมั ภาษณ์กบั ผตู้ อบ โดยผู้สมั ภาษณ์เป็นฝ่ายถามและควบคุมรูปแบบการสนทนา แต่ผตู้ อบมกั ไม่ให้ ความสนใจในการตอบหากรสู้ กึ ว่าไม่ได้ประโยชน์อะไรจากการให้ความร่วมมอื ผู้สมั ภาษณ์จงึ ต้อง สร้างบรรยากาศและกระตุ้นให้เกิดความรู้สึกท่ีดีระหว่างการสัมภาษณ์ ด้วยถ้อยคา วิธีการพูด บุคลกิ ภาพ การแต่งกายและมารยาทท่แี สดงออกเพ่อื ให้ผู้ถูกสมั ภาษณ์ให้ความร่วมมอื ในการตอบ สาหรบั การสมั ภาษณ์มรี ายละเอยี ดทค่ี วรทราบ อธบิ ายไดด้ งั น้ี 3.1 ประเภทของการสมั ภาษณ์ จาแนกเป็น 2 ประเภท ดงั น้ี 3.1.1 การสมั ภาษณ์แบบมโี ครงสรา้ ง (Structured Interview) เป็นการสมั ภาษณ์ท่ีมี การเตรยี มประเด็นและรายละเอียดในแบบสมั ภาษณ์ไว้ล่วงหน้า โดยจดั เตรยี มข้อคาถามท่ีจะใช้ สมั ภาษณ์ไว้เป็นลาดบั ซง่ึ ปกตจิ ะส่งประเดน็ คาถามใหผ้ ู้รบั การสมั ภาษณ์ทราบล่วงหน้าก่อน เพ่อื จะ ไดจ้ ดั เตรยี มคาตอบไวล้ ่วงหน้า ดงั นนั้ ประเดน็ ทจ่ี ะใชส้ มั ภาษณ์แบบมโี ครงสรา้ งจงึ ควรเป็นเร่อื งทผ่ี รู้ บั การสมั ภาษณ์ต้องการเปิดเผยข้อมูลนัน้ อย่างเต็มใจ สาหรบั การสมั ภาษณ์จะเรมิ่ สัมภาษณ์จาก ประเดน็ แรกจนถงึ ประเดน็ สุดทา้ ยท่เี ตรยี มไว้ หรอื บางครงั้ อาจมกี ารปรบั เปลย่ี นบ้างเลก็ น้อยเพ่อื ให้ เหมาะสมกบั ผู้รบั การสมั ภาษณ์ และในขณะเดยี วกนั อาจมกี ารบนั ทกึ ผลการตอบในแบบสมั ภาษณ์ หรอื ขออนุญาตในการบนั ทกึ เสยี งระหว่างการสมั ภาษณ์ สว่ นวธิ กี ารนัน้ อาจสมั ภาษณ์แบบเผชญิ หน้า สมั ภาษณ์ทางโทรศพั ท์ หรอื สมั ภาษณ์ผ่านสอ่ื อเิ ลก็ ทรอนกิ ส์กไ็ ด้ ซง่ึ ควรพจิ ารณาตามความเหมาะสม ในแต่ละสถานการณ์ โดยขอ้ ดขี องการสมั ภาษณ์แบบมโี ครงสร้าง คอื มปี ระเดน็ การสมั ภาษณ์ชดั เจน ไม่เปล่ยี นแปลง นาไปสมั ภาษณ์กบั ตัวอย่างทงั้ หมดด้วยประเดน็ เดยี วกนั จงึ สามารถจดั หมวดหมู่ ขอ้ มลู และวเิ คราะหส์ รปุ ผลไดง้ า่ ย 3.1.2 การสมั ภาษณ์แบบไมม่ โี ครงสรา้ ง (Unstructured Interview) เป็นการสมั ภาษณ์ ท่ผี ู้วจิ ยั ไม่ได้จดั เตรยี มประเด็นและรายละเอียดในแบบสมั ภาษณ์ไว้ จะมเี พียงประเด็นหลกั ๆ ท่ี ต้องการข้อมูลเท่านัน้ ดงั นัน้ เม่อื ไม่มรี ายละเอยี ด ผู้สมั ภาษณ์จงึ ต้องมคี วามรู้ ความเข้าใจ มคี วาม ชานาญและทกั ษะในการสมั ภาษณ์เป็นอยา่ งดี จงึ จะไดข้ อ้ มลู ครบถ้วนและถูกตอ้ งตามทต่ี ้องการศกึ ษา สาหรบั การสมั ภาษณ์แบบไม่มโี ครงสร้างสามารถจาแนกได้เป็นการสมั ภาษณ์ข้อมูลสาคัญ การ สมั ภาษณ์เจาะลกึ และการสมั ภาษณ์เป็นกล่มุ ซง่ึ สามารถอธบิ ายรายละเอยี ดไดด้ งั น้ี 3.1.2.1 การสัมภาษณ์เชิงลึก (Depth Interview) เป็ นวิธีการสัมภาษณ์ ท่ีผู้ สมั ภาษณ์ต้องการไดข้ อ้ มลู ท่คี รบถ้วนทงั้ ในเชงิ ลกึ และกว้างตามความรคู้ วามสามารถของผู้ตอบ ซง่ึ
165 ผู้ตอบเป็นผู้ท่มี คี วามรอบรู้หรอื เก่ยี วขอ้ งโดยตรงกบั เร่อื งหรอื ประเด็นท่ศี ึกษาโดยไม่มกี ารใช้แบบ สมั ภาษณ์ท่มี ขี อ้ คาถามท่มี ตี วั เลอื กตายตวั ดงั นัน้ การสมั ภาษณ์เจาะลกึ จงึ เป็นวิธกี ารท่ตี ้องอาศยั ความสามารถพเิ ศษของผสู้ มั ภาษณ์ในการสนทนา เพ่อื ใหไ้ ดข้ อ้ มลู ทล่ี ะเอยี ดลกึ ซง้ึ ตามทต่ี อ้ งการ โดย พยายามทาให้ผู้ถูกตอบได้แสดงความคดิ เหน็ ในเร่อื งนัน้ ๆ ในการสนทนาจะเป็นการซกั ถามพูดคุย กนั ระหว่างผสู้ มั ภาษณ์และผใู้ หส้ มั ภาษณ์ เจาะลกึ ลว้ งคาตอบอยา่ งละเอียดถถ่ี ว้ น ซง่ึ การสมั ภาษณ์ใน ลกั ษณะน้จี ะใชไ้ ดด้ กี บั การวจิ ยั ทางการตลาดเก่ยี วกบั พฤตกิ รรมผบู้ รโิ ภค เจตคติ ความตอ้ งการ ความ เช่อื ค่านิยม บุคลกิ ภาพในลกั ษณะต่าง ๆ ของผู้บรโิ ภค สาหรบั การสมั ภาษณ์แบบเจาะลกึ อาจมกี าร สมั ภาษณ์เจาะลึกเป็นรายบุคคล (Individual Depth Interview) หรอื อาจจะมกี ารสมั ภาษณ์เจาะลึก เป็นกลุ่ม (Focus Group Discussion) กไ็ ด้ 3.1.2.2 การสมั ภาษณ์กลุ่มเฉพาะ (Focus Group Interviews) เป็นการซกั ถาม สมาชกิ ท่มี าร่วมชุมนุมหรอื มาร่วมกลุ่ม เป็นวธิ เี กบ็ ขอ้ มูลทเ่ี รมิ่ นิยมนามาใช้ในการวจิ ยั ทางการตลาด เช่น การศึกษาทศั นคติต่อผลติ ภณั ฑ์ใหม่ แนวทางการพฒั นาผลติ ภณั ฑ์ใหม่ เป็นต้น ในการเก็บ รวบรวมข้อมูลนั้น ผู้วิจยั จะนัดหมายผู้ให้ข้อมูลมาประชุมร่วมกัน ณ ท่ีแห่งใดแห่งหน่ึง อาจ ประกอบด้วยกลุ่มเลก็ ๆ ประมาณ 6-10 คน ท่มี คี วามเก่ยี วขอ้ งในเร่อื งวจิ ยั เพ่อื ซกั ถามเก็บขอ้ มูล ประเดน็ ทส่ี อบถามควรใหก้ ลุ่มผรู้ บั การสมั ภาษณ์สามารถเปิดเผยต่อสาธารณชนได้ ในการสมั ภาษณ์ กลุ่มเป็นการอาศยั ความคดิ เหน็ ของสมาชกิ ลุ่มรว่ มกนั ตอบ ในการสมั ภาษณ์จะเป็นการสนทนาพดู คุย กันตามปกติ และเปิดโอกาสให้สมาชิกทุกคนได้แสดงความคิดเห็นอย่างอิสระ และไม่มีผู้ใดมี ความสาคญั เหนือผู้อ่นื ในการซกั ถามต้องไม่ป้อนคาถามนาหรอื แสดงท่าทชี แ้ี นะให้กลุ่มแสดงความ คดิ เหน็ ไปในทศิ ทางใดทศิ ทางหน่งึ ทผ่ี วู้ จิ ยั ต้องการ ประเดน็ สาคญั คอื สมาชกิ ทุกคนตอ้ งมาดว้ ยความ สมคั รใจและเตม็ ใจ ขอ้ ดขี องการสมั ภาษณ์กลุ่มเฉพาะ คอื รวดเรว็ และประหยดั คา่ ใชจ้ ่ายมากกวา่ การ สัมภาษณ์เป็นรายบุคคล แต่ควรตระหนักว่ากลุ่มบุคคลกลุ่มเล็กจะต้องเป็นตัวอย่างท่ีดี จงึ ควร ระมดั ระวงั ในการคดั เลอื กคุณสมบตั แิ ละจานวนสมาชกิ ใหม้ คี วามเหมาะสม อกี ทงั้ สามารถนามาใชไ้ ด้ กับกลุ่มตัวอย่างท่ีหลากหลายไม่จากัดการอ่านออกและเขยี นได้ และเม่อื ผู้ถูกสอบถามไม่เข้าใจ สามารถซกั ถามได้ ในขณะเดยี วกนั การสมั ภาษณ์กลุ่มมขี อ้ จากดั คอื ใช้ได้กบั กลุ่มขนาดเล็ก ผู้ถูก สมั ภาษณ์อดึ อดั ทจ่ี ะตอบเพราะอยใู่ นกลุ่มทาใหม้ คี วามกงั วลในการตอบ ตอ้ งใชผ้ ชู้ ่วยในการสมั ภาษณ์ ในการบรหิ ารกลมุ่ การจดบนั ทกึ ยากลาบาก เพราะมหี ลากหลายคาตอบทม่ี าจากหลากหลายสมาชกิ 3.2 กระบวนการสมั ภาษณ์ สนิ พนั ธพุ์ นิ ิจ (2554 หน้า 220-222) ไดก้ าหนดไว้ ดงั น้ี 3.2.1 การเตรยี มการสมั ภาษณ์ เป็นการดาเนินกจิ กรรมการจดั ทาแผนการเกบ็ ขอ้ มูล โดยกาหนดวนั เวลา สถานท่ี และกลุ่มผสู้ มั ภาษณ์ มกี ารประสานกบั หน่วยงานทเ่ี ก่ยี วขอ้ ง เตรยี มแบบ สมั ภาษณ์ วสั ดุอุปกรณ์ ไดแ้ ก่ กลอ้ งถ่ายรปู เครอ่ื งบนั ทกึ เสยี ง ดนิ สอ ปากกา ใหเ้ รยี บรอ้ ย คดั เลอื ก และฝึกอบรมคนสมั ภาษณ์ ประชุมผู้สมั ภาษณ์ เตรยี มยานพาหนะ ค่าใช้จ่าย ค่าเบ้ียเล้ียง ท่ีพัก คา่ ตอบแทนผสู้ มั ภาษณ์ 3.2.2 การออกสมั ภาษณ์ โดยเขา้ พบผใู้ หส้ มั ภาษณ์ และปฏบิ ตั ดิ งั น้ี 3.2.2.1 แนะนาตัวเองพรอ้ มความมุ่งหมายของการสมั ภาษณ์ ให้กลุ่มตัวอย่าง เขา้ ใจและเกดิ ความตระหนกั ถงึ ความสาคญั และประโยชน์ของการวจิ ยั
166 3.2.2.2 เรมิ่ ต้นสมั ภาษณ์ ควรยดึ หลกั คอื ถามคาถามอย่างชดั เจน อ่านแต่ละคา อย่างชา้ ๆ ถามคาถามตามลาดบั ถามทุกคาถามท่ตี ้องการศกึ ษา อ่านคาถามซ้าอกี ครงั้ เพ่อื ให้กลุ่ม ตวั อย่างจาไดแ้ ละเขา้ ใจ ควรมกี ารสงั เกตตวั อย่างว่าเขา้ ใจและเตม็ ใจตอบหรอื ไม่ ควรละเวน้ คาถามท่ี สงั เกตได้ เช่น ท่านเพศอะไร เป็นต้น ไมค่ วรถามโดยใชเ้ วลาตดิ ต่อกนั ยาวนาน ควรมชี ่วงพกั ควรให้ ผตู้ อบแสดงความเหน็ หรอื ตอบคาถามใหม้ ากทส่ี ดุ พรอ้ มตะลอ่ มใหอ้ ยใู่ นประเดน็ ของคาถาม 3.2.2.3 การหาขอ้ เทจ็ จรงิ ในระหว่างการถาม ต้องพยายามกระตุ้นใหผ้ ตู้ อบตอบ มากท่สี ุดและตอบให้ชดั เจน สมบูรณ์ หลกี เล่ยี งคาถามช้ีแนะคาตอบหรอื ชกั นาความคดิ ถ้าพบว่า ผตู้ อบ ตอบไมต่ รงประเดน็ คาถาม ควรถามซ้าหรอื ขดั จงั หวะชวั่ คราวเพอ่ื ทบทวนคาตอบของผตู้ อบ 3.2.2.4 การบนั ทึกคาตอบ เม่อื ผู้ตอบตอบคาถามแล้วผู้สมั ภาษณ์ต้องประมวล คาตอบนัน้ แลว้ จดบนั ทกึ ถ้าจะบนั ทกึ ใหค้ รบถ้วนต้องบนั ทกึ แบบคาต่อคา และต้องบนั ทกึ คาตอบใน ระหว่างการสมั ภาษณ์ ใช้คาพูดของผู้ตอบในการบันทกึ ไม่ควรสรุปหรอื ขยายคาตอบของผู้ตอบ รวบรวมทุกอยา่ งทเ่ี กย่ี วขอ้ งกบั วตั ถุประสงคข์ องคาถาม ถา้ สามารถบนั ทกึ ลงในเครอ่ื งบนั ทกึ เสยี งหรอื อุปกรณ์ช่วยบนั ทกึ จะดมี ากยง่ิ ขน้ึ 3.2.3 การติดตามการสมั ภาษณ์ ผู้วจิ ยั ต้องคอยตรวจสอบ ติดตามดูแลว่าผลการ สมั ภาษณ์เป็นอย่างไร เป็นไปตามแผนหรอื ไม่ และสมั ภาษณ์ครบหรอื ยงั ถ้าพบว่าไม่ครบถ้วน ต้อง แนะนาให้มกี ารสมั ภาษณ์เพ่ิมเติม สาหรบั การสมั ภาษณ์เพิม่ เติมหรอื การสมั ภาษณ์ซ่อมนัน้ ต้อง วางแผนใหด้ ี เตรยี มทุกอยา่ งใหพ้ รอ้ มและดาเนนิ การอย่างรอบคอบ เพ่อื ใหไ้ ดข้ อ้ มลู ครบถว้ นนนั่ เอง 3.3 หลกั การสมั ภาษณ์ท่สี ่งผลต่อความสาเรจ็ ของการสมั ภาษณ์ ซง่ึ มรี ายละเอยี ด ดงั น้ี (วชั ราภรณ์ สรุ ยิ าวฒั น์, 2554 หน้า 173-174) 3.3.1 กระตุน้ ใหผ้ ถู้ ูกสมั ภาษณ์ยอมรบั ในเรอ่ื งทส่ี มั ภาษณ์ โดยเรมิ่ ดว้ ยท่าทที เ่ี ป็นมติ ร ผสู้ มั ภาษณ์อาจบอกวา่ การสมั ภาษณ์น้ถี อื เป็นความลบั และใชป้ ระโยชน์เฉพาะในงานวจิ ยั ครงั้ น้เี ท่านนั้ เพอ่ื ใหผ้ ตู้ อบสบายใจในการตอบ ควรกระตุ้นดว้ ยปจั จยั ประกอบดว้ ย 1) ความรสู้ กึ สบายใจและอยาก ตอบ 2) การคดิ วา่ คาตอบทใ่ี หม้ คี วามสาคญั ต่องานวจิ ยั และคมุ้ คา่ กบั เวลาทเ่ี สยี ไป และ 3) บรรยากาศ หรือสถานการณ์เหมาะสม ซ่ึงผู้สมั ภาษณ์ต้องส่งเสรมิ ปจั จยั 3 อย่างท่ีกล่าวข้างต้นเพ่ือให้การ สมั ภาษณ์เสรจ็ สน้ิ ดว้ ยความสาเรจ็ 3.3.2 เรม่ิ ต้นสมั ภาษณ์อย่างดี ผู้สมั ภาษณ์ควรเรมิ่ ต้นสมั ภาษณ์ด้วยการเกรนิ่ นา อยา่ งกะทดั รดั ไมช่ กั ชา้ แลว้ นาเขา้ ส่กู ารสมั ภาษณ์โดยเรว็ 3.3.3 เตรยี มความพรอ้ มในการบนั ทกึ คาตอบ ผู้สมั ภาษณ์ต้องมอี ุปกรณ์จดบนั ทกึ คาตอบพรอ้ ม หากตอ้ งการบนั ทกึ เป็นเทปควรมกี ารอนุญาตผตู้ อบก่อน 3.3.4 สร้างความรสู้ ึกท่ดี ีภายหลงั จบการสมั ภาษณ์โดยการกล่าวคาขอบคุณ หรอื แสดงความขอบคุณท่ีเหมาะสมให้เกิดความรู้สกึ ท่ีดีต่อเน่ืองไป หากในอนาคตจาเป็นต้องมาขอ สมั ภาษณ์เพมิ่ เตมิ อกี กจ็ ะไดร้ บั ความรว่ มมอื เป็นอย่างดี 3.4 ลกั ษณะของผูส้ มั ภาษณ์ท่ดี ี การสมั ภาษณ์เป็นทกั ษะท่ไี ม่สามารถทาได้ทุกคน แต่ ทุกคนสามารถฝึกฝนและเรยี นรไู้ ด้ หากแต่ขน้ึ อยกู่ บั คณุ ลกั ษณะของผสู้ มั ภาษณ์ ซง่ึ วชิ ติ อ่อู ้น (2553 หน้า 194) นาเสนอลกั ษณะพน้ื ฐานของผสู้ มั ภาษณ์ไว้ คอื ควรมจี รยิ ธรรมและความซ่อื สตั ย์ ต่อการ
167 รกั ษาความลบั ของผูใ้ ห้สมั ภาษณ์ มคี วามอดทนและปฏภิ าณไหวพรบิ ดีและมคี วามสุภาพ เพ่อื เป็น หลกั การสรา้ งความสมั พนั ธก์ บั ผใู้ หส้ มั ภาษณ์ซง่ึ อาจจะไม่เคยรจู้ กั กนั มาก่อน เอาใจใส่ถงึ ความถูกตอ้ ง และรายละเอยี ด แสดงความสนใจในการสอบถามและเกบ็ ความคดิ เหน็ สว่ นตวั เอาไว้ ควรเป็นผฟู้ งั ทด่ี ี ไมค่ วรพดู มากกว่าผใู้ หส้ มั ภาษณ์ ควรเกบ็ ขอ้ มลู ไวเ้ ป็นความลบั และเคารพสทิ ธขิ องบคุ คลอ่นื 4. การสนทนากลุ่ม (Focus Group Discussion) เป็นวิธีเก็บข้อมูลคล้ายคลึงกับการ สมั ภาษณ์กลุ่ม เน่ืองจากอาศัยคาตอบท่ีเป็นความคิดเห็นของสมาชิกกลุ่มร่วมกัน แต่มีลกั ษณะ แตกต่างกนั ในประเดน็ ดงั น้ี 4.1 มกี ารคดั เลอื กกลุ่มทม่ี ลี กั ษณะเฉพาะทจ่ี ะใหข้ อ้ มลู ตรงตามวตั ถุประสงคก์ ารวจิ ยั ซง่ึ ไมใ่ ช่กล่มุ ทม่ี อี ยตู่ ามธรรมชาตเิ หมอื นกบั การสมั ภาษณ์กลุ่ม 4.2 ใช้เวลารวบรวมขอ้ มลู ไม่นานเหมอื นการสมั ภาษณ์กลุ่มท่ผี ูว้ จิ ยั เขา้ ไปมสี ่วนร่วมใน กลุ่มเพ่อื สรา้ งความคุน้ เคยและความไวว้ างใจ เมอ่ื รวบรวมขอ้ มลู เรยี บรอ้ ยแลว้ กย็ ตุ กิ ารสนทนา 4.3 การสนทนากลุ่มมลี กั ษณะเป็นทางการมากกว่าการสมั ภาษณ์กลุ่ม โดยมปี ระเดน็ ใน การสนทนาอย่างชดั เจน มผี ู้ดาเนินรายการ ท่จี ะต้องสรา้ งบรรยากาศและควบคุมการสนทนาให้ เป็นไปอยา่ งราบรน่ื 4.4 ผวู้ จิ ยั และกลุม่ ไมจ่ าเป็นตอ้ งรจู้ กั คุน้ เคยกนั มาก่อน ดงั นัน้ การสนทนากลุ่ม จงึ มกี ระบวนการเรม่ิ แรกคอื กาหนดกรอบและประเดน็ ทจ่ี ะใช้ใน การสนทนาจากเร่อื งท่ตี ้องการศึกษา ต่อมามกี ารคดั เลอื กสมาชกิ กลุ่มผู้ร่วมสนทนา และมกี ารจดั ประชุมและดาเนินการสนทนา สุดท้ายเป็นการสรุปและปิดประเดน็ สนทนา สาหรบั การดาเนินการ สนทนานนั้ ผดู้ าเนนิ รายการเป็นผทู้ ม่ี คี วามสาคญั เป็นอย่างมาก 5. การเกบ็ ขอ้ มลู โดยวธิ กี ารทดลอง นามาใชส้ าหรบั การวจิ ยั ดา้ นการตลาด ซง่ึ มรี ายละเอยี ด ดงั น้ี 5.1 ความหมายของ การทดลอง คอื การลงมอื ปฏบิ ตั กิ ารอย่างหน่ึงอย่างใด แลว้ บนั ทกึ ผลทเ่ี กดิ จาการปฏบิ ตั กิ ารนนั้ โดยตรง เป็นการศกึ ษาหาความสมั พนั ธร์ ะหว่างตวั แปรอสิ ระกบั ตวั แปร อ่นื ๆ กล่าวคอื เมอ่ื ตวั แปรอสิ ระซง่ึ มอี สิ ระในการเปลย่ี นแปลงคา่ แลว้ มผี ลก่อใหเ้ กดิ การเปล่ียนแปลง ในตวั แปรอ่ืนหรอื ไม่ เช่น การเปล่ยี นแปลงลกั ษณะประโยชน์ของผลติ ภณั ฑ์จะส่งผลต่อยอดขาย หรอื ไม่ โดยมตี วั แปรอสิ ระคอื ประโยชน์ของผลติ ภณั ฑ์ ตวั แปรตามคอื ยอดขาย หรอื การทดสอบการ ยอมรบั ในผลติ ภณั ฑใ์ หม่ โดยมลี กั ษณะของผลติ ภณั ฑ์ใหม่ เป็นตวั แปรอสิ ระและการยอมรบั เป็นตวั แปรตาม หรอื การเพมิ่ ความถใ่ี นการโฆษณาส่งผลต่อการรบั รขู้ องผบู้ รโิ ภคหรอื ไม่ โดยความถ่ใี นการ โฆษณา คอื ตวั แปรอสิ ระ การรบั รู้ เป็นตวั แปรตาม เป็นต้น จากตวั อย่างถ้าผูว้ จิ ยั ต้องการได้คาตอบ หรอื ขอ้ มลู ความสมั พนั ธข์ องทงั้ สองตวั แปรนนั้ สามารถจดั ใหม้ กี ารทดลองแบบต่าง ๆ ขน้ึ อาจทดลอง ในหอ้ งปฏบิ ตั กิ าร เช่น การทดสอบคุณภาพของผลติ ภณั ฑม์ ดี โกนหนวด อาจเชญิ กลมุ่ ทดลองมาแลว้ ทดลองใช้ แล้วติดตามผล เป็นต้น หรอื อาจทดลองโดยลงมอื ปฏบิ ตั จิ รงิ โดยการทดสอบตลาด เช่น การทดลองเอาผลติ ภณั ฑท์ ม่ี กี ารเปลย่ี นแปลงในคุณค่าประโยชน์ใหม่ออกวางจาหน่าย แลว้ เกบ็ ขอ้ มลู ยอดขาย และความรสู้ กึ หลงั จากการใชส้ นิ คา้ ไปแลว้ เป็นตน้
168 วธิ กี ารทดลองถูกนามาใชใ้ นการวจิ ยั ทางการตลาดมากขน้ึ หากแต่มคี วามแตกต่างจากการ ทดลองด้านวิทยาศาสตร์ เน่ืองจากหน่วยทดลองส่วนใหญ่เป็นผู้บริโภคหรือบุคคล ท่ีมีการ เปลย่ี นแปลงดา้ นอารมณ์อยตู่ ลอดเวลา แต่เพ่อื ความมคี ุณภาพของผลการทดลองย่อมประยกุ ต์ใชว้ ธิ ี ทางวทิ ยาศาสตรใ์ ห้มากท่สี ุด โดยการทดลองนัน้ เป็นวธิ ที ่สี ามารถควบคุมการเปล่ยี นแปลงค่าหรอื สภาพของตวั แปรอสิ ระได้ แต่การทดลองจะเกดิ ขน้ึ ไดต้ ่อเม่อื ไดร้ บั ความรว่ มมอื จากกลุ่มตวั อย่างและ สามารถควบคุมการเปลย่ี นแปลงคา่ หรอื สภาพของตวั แปรอสิ ระได้ สาหรบั การทดลองผวู้ จิ ยั สามารถควบคุมการเปลย่ี นแปลงคา่ หรอื สภาพของตวั แปรอสิ ระได้ เช่น การศกึ ษาการเปลย่ี นแปลงยอดขายเมอ่ื มกี ารลดราคาสนิ ค้า โดยผวู้ จิ ยั จะทดลองขายสนิ คา้ และ รวบรวมสถติ ยิ อดขายเอาไว้ หลงั จากนัน้ ทาการลดราคาสนิ ค้าลง หลงั จากนัน้ ก็จะเปรยี บเทยี บดูว่า ก่อนการลดราคายอดขายมากหรอื น้อยกว่าหลงั จากลดราคาสนิ คา้ เป็นตน้ 5.2 ขอ้ จากดั ในการทดลองสาหรบั การวจิ ยั ทางการตลาด ประกอบดว้ ย 5.2.1 เป็นการทดลองเก่ยี วกบั บุคคลจงึ ตอ้ งไดร้ บั ความร่วมมอื เป็นอย่างดจี งึ จะทาให้ การทดลองบรรลุผลสาเรจ็ ได้ ซง่ึ แตกต่างจากการทดลองกบั สตั ว์ สง่ิ ของอ่นื 5.2.2 การทดลองกบั บุคคล จะไม่เป็นการแสดงออกโดยธรรมชาติ เม่อื รตู้ วั ว่ากาลงั เป็นกลุ่มตวั อยา่ งทถ่ี ูกทดลอง 5.2.3 ผลการทดลองทป่ี ฏบิ ตั ใิ นช่วงเวลาหน่งึ อาจนาไปใชใ้ นเวลาอ่นื ๆ ไม่ไดผ้ ล เช่น การทดลองลดราคาสินค้าในช่วงเทศกาลส่งผลต่อยอดขาย จงึ สรุปว่า การลดราคาทาให้ยอดขาย เพมิ่ ขน้ึ แต่ถา้ นาเอาวธิ กี ารลดราคาไปใชไ้ มใ่ ชเ่ ทศกาล อาจไมท่ าใหย้ อดขายเพม่ิ ขน้ึ ได้ 5.2.4 การทดลองด้านวทิ ยาศาสตรจ์ ะเกดิ ข้นึ ภายใต้เง่อื นไขท่วี ่าตวั แปรอ่นื ๆ คงท่ี ทงั้ หมด ซง่ึ ผดิ ไปจากขอ้ เทจ็ จรงิ ทางดา้ นการวจิ ยั การตลาด ทท่ี ดลองท่ามกลางสถานการณ์ทย่ี ากแก่ การควบคมุ โดยเฉพาะกลมุ่ ทดลองทเ่ี ป็นบคุ คล ทม่ี อี ารมณ์เปลย่ี นแปลงตลอดเวลา 5.3 หลกั เกณฑ์ในการทดลอง อย่างไรก็ตามหากจาเป็นต้องใช้วธิ ีการทดลองเม่อื ไม่ สามารถใชว้ ธิ กี ารอ่นื ๆ ไดผ้ ลแลว้ นนั้ อาจมวี ธิ กี ารแก้ไขขอ้ จากดั โดยทดลองไม่ใหก้ ลุ่มตวั อยา่ งรตู้ วั ทดลองภายใต้สถานการณ์ท่เี หมาะสม เช่น ทดลองโดยหลกี เล่ยี งปจั จยั หรอื ตวั แปรท่มี อี ทิ ธพิ ลมาก ทดลองหลาย ๆ เหตุการณ์กบั หลาย ๆ กลุ่มตวั อย่าง เป็นต้น อกี ทงั้ ยดึ หลกั เกณฑ์ในการเกบ็ ขอ้ มูล โดยการทดลอง เพ่อื ควบคุมผลบางประการทจ่ี ะกระทบต่อขอ้ มลู ซ่งึ หลกั เกณฑใ์ นการเก็บรวบรวม ขอ้ มลู โดยการทดลอง ประกอบดว้ ย 5.3.1 การเลอื กกลุ่มทดลองทม่ี ลี กั ษณะเดยี วกนั กบั กลุ่มตลาดเป้าหมายของสนิ คา้ นัน้ ไมใ่ ช่ทดลองกบั อกี กลุ่มหน่งึ แต่จาหน่ายจรงิ กบั กลมุ่ ผบู้ รโิ ภคอกี กลุม่ หน่ึง 5.3.2 ระยะเวลาทใ่ี ช้ในการทดสอบ ถ้าใชเ้ วลาสนั้ อาจควบคุมตวั แปรไม่ทวั่ ถงึ แต่ถ้า เวลายาวนานอาจเกดิ การกระทาซ้า ๆ กนั 5.3.3 ฤดกู าล มผี ลทาผบู้ รโิ ภคเปลย่ี นแปลงพฤตกิ รรมปกตไิ ด้ เช่น ฤดูฝน คนไมช่ อบ ทอ่ งเทย่ี ว ถา้ ไปทดลองนอกฤดกู าล ผลการทดลองยอ่ มเกดิ ความคลาดเคลอ่ื น เป็นตน้ 5.3.4 เหตุการณ์อ่นื ๆ ทงั้ ภายในและภายนอกองคก์ รก่อนและหลงั การทดลองมกี าร เปลย่ี นแปลงหรอื ไม่ ถา้ มยี อ่ มสง่ ผลต่อขอ้ มลู ทไ่ี ดจ้ ากการทดลองนนั้
169 5.3.5 ตอ้ งบนั ทกึ ผลการทดลองใหไ้ ดค้ รบถ้วนตามทต่ี อ้ งการศกึ ษา เพราะไมส่ ามารถ ยอ้ นกลบั ไปทบทวนบนั ทกึ ขอ้ มลู ใหมไ่ ด้ โดยสรุป การเกบ็ รวบรวมขอ้ มูลนัน้ ไม่จาเป็นต้องเลอื กใชว้ ธิ ใี ดวธิ หี น่ึงโดยเฉพาะเท่านัน้ เน่ืองจากไม่มวี ธิ ีใดดที ่ีสุดสาหรบั การวจิ ยั ทุกเร่อื ง อีกทงั้ ในแต่ละเร่อื งการวจิ ยั อาจใช้หลากหลาย วธิ กี ารเกบ็ ขอ้ มลู จงึ จะไดข้ อ้ มลู ทม่ี คี ุณภาพ แต่การจะเลอื กวธิ ใี ด วธิ เี ดยี วหรอื หลายวธิ นี นั้ ยอ่ มขน้ึ อยู่ กบั การตดั สนิ ใจของผวู้ จิ ยั ทไ่ี ดพ้ จิ ารณาเลง็ เหน็ วา่ จะสามารถทาใหไ้ ดข้ อ้ มลู ทม่ี คี ุณภาพมากทส่ี ดุ หลกั การเลือกวิธีเกบ็ รวบรวมข้อมลู ขอ้ มลู ทไ่ี ดจ้ ากการวจิ ยั ต้องเป็นขอ้ เทจ็ จรงิ มคี วามถูกต้องแม่นยา ครบถ้วน สอดคลอ้ งกบั ความต้องการของผู้นาไปใช้ สาหรบั การได้มาซ่งึ ขอ้ มูลอาจเก่ียวขอ้ งกบั หลายปจั จยั หน่ึงในปจั จยั สาคญั คอื วธิ กี ารเกบ็ รวบรวมขอ้ มลู ดงั นนั้ ผวู้ จิ ยั ตอ้ งเลอื กวธิ กี ารเกบ็ ขอ้ มลู ทม่ี คี วามเหมาะสมเพ่อื ให้ ไดข้ อ้ มลู ทด่ี ี โดยวธิ เี กบ็ ขอ้ มลู ทเ่ี หมาะสมอาจพจิ ารณาจากหลกั การเลอื กวธิ เี กบ็ ขอ้ มลู ดงั น้ี 1. วตั ถุประสงคก์ ารวจิ ยั โดย วตั ถุประสงคก์ ารวจิ ยั จะทาใหท้ ราบวา่ ตอ้ งการขอ้ มลู อะไรบา้ ง มากน้อยเพยี งใด เช่น ถ้าต้องการขอ้ มลู ในเชงิ ลกึ อาจใช้วธิ กี ารสมั ภาษณ์หรอื สงั เกต แต่ถ้าต้องการ ขอ้ มลู เชงิ กวา้ ง ทม่ี ุง่ อธบิ ายลกั ษณะทวั่ ไปของสงิ่ ทศ่ี กึ ษา อาจใชก้ ารสารวจโดยแบบสอบถาม เป็นต้น ทงั้ น้ีผวู้ จิ ยั ต้องระลกึ เสมอว่า วธิ กี ารเก็บขอ้ มูลทจ่ี ะใชเ้ กบ็ นนั้ จะช่วยใหไ้ ด้ขอ้ มลู ตามวตั ถุประสงคก์ าร วจิ ยั 2. ประชากรในการวจิ ยั เป็นการพจิ ารณาดา้ นคณุ สมบตั ิ เช่น ถา้ ประชากรไมม่ ที กั ษะในการ อ่านหรอื เขยี น อาจใชก้ ารสมั ภาษณ์และสงั เกต หรอื การใชแ้ บบสอบถามพรอ้ มการโทรศพั ทถ์ ามหรอื ใช้พนักงานเก็บขอ้ มลู เป็นตน้ อกี ทงั้ อาจพจิ ารณาขนาดของประชากร เช่น ถ้าประชากรจานวนมาก อาจใชก้ ารสารวจโดยแบบสอบถาม ถา้ ประชากรมจี านวนน้อย อาจใชก้ ารสงั เกตหรอื การสมั ภาษณ์ 3. ระยะเวลา ในการวจิ ยั แต่ละเรอ่ื งกาหนดระยะเวลาแตกต่างกนั ถา้ ตอ้ งการขอ้ มลู เรว็ และ ทนั สมยั ต้องใช้เวลาจากดั จงึ ควรใช้แบบสอบถาม ถ้ามรี ะยะเวลามากขน้ึ การสงั เกตและสมั ภาษณ์ น่าจะมคี วามเหมาะสมมากกว่า เพราะจะทาให้ไดข้ อ้ มูลเชงิ ลกึ มากขน้ึ แต่บางครงั้ ถ้าต้องการขอ้ มูล เรง่ ด่วนจรงิ ๆ การสมั ภาษณ์เฉพาะเจาะจงเรอ่ื งใดเรอ่ื งหน่งึ น่าจะมคี วามเหมาะสมมากกวา่ 4. งบประมาณ การเก็บข้อมูลแต่ละวิธยี ่อมมคี ่าใช้จ่ายเกดิ ขน้ึ แตกต่างกนั การสมั ภาษณ์ และสงั เกต จะมคี ่าใช้จ่ายสูงกว่าวธิ กี ารโดยแบบสอบถามในบางวธิ ี เช่น การส่งแบบสอบถามทาง ไปรษณีย์ จะมคี า่ ใชจ้ า่ ยเฉพาะซองและดวงตราไปรษณยี ์ หรอื การเกบ็ ขอ้ มลู แบบเผชญิ หน้า เพยี งนา แบบสอบถามไปใหก้ ลุ่มตวั อยา่ งตอบพรอ้ มรอรบั คนื เท่านนั้ ซง่ึ จะลดค่าใชจ้ า่ ยไดม้ ากถา้ กลมุ่ ตวั อย่าง อาศยั อยใู่ นแหลง่ เดยี วกนั แต่ถา้ กระจดั กระจายกนั คา่ ใชจ้ า่ ยย่อมสูงตามไปดว้ ย เป็นตน้ ดงั นนั้ วธิ เี กบ็ ขอ้ มลู ใดจะประหยดั ค่าใชจ้ ่ายทส่ี ุดแต่สามารถเก็บขอ้ มลู ได้อย่างมคี ุณภาพ เป็นประเดน็ ทผ่ี ูว้ จิ ยั ต้อง ตระหนกั และพจิ ารณาอยา่ งละเอยี ดรอบคอบ 5. บุคลากร เป็นตวั แปรหน่ึงทส่ี าคญั ในการเลอื กวธิ เี กบ็ รวบรวมขอ้ มูล ซ่งึ บุคลากรหมาย รวมถงึ ผู้มสี ่วนเก่ยี วขอ้ งในการเก็บขอ้ มูลทงั้ หมด ผูว้ จิ ยั อาจพจิ ารณาเก่ยี วกบั จานวนบุคลากร ถ้ามี
170 จากัด ควรเลือกส่งแบบสอบถามทางไปรษณีย์หรอื ทางอินเทอร์เน็ต อีกประเด็นคอื คุณภาพของ บุคคลากร ซ่งึ หมายถงึ ความรู้ ความชานาญ ทกั ษะในการเก็บข้อมูล ถ้ามบี ุคลากรท่เี ช่ยี วชาญ มี ทกั ษะในการเกบ็ ขอ้ มลู ในวธิ ใี ด ควรเลอื กวธิ นี นั้ มาดาเนินการเกบ็ ขอ้ มลู น่าจะเหมาะสมมากกว่า โดยสรุป ผู้วิจัยจะเลือกวิธีการเก็บข้อมูลใดนั้น ควรพิจารณาถึงความเหมาะสมและ สอดคลอ้ งกบั วตั ถุประสงคก์ ารวจิ ยั ประชากรในการวจิ ยั ระยะเวลา งบประมาณ และบุคลากร ทงั้ น้ี เพ่อื ใหไ้ ดว้ ธิ กี ารเกบ็ ขอ้ มลู ทม่ี คี ุณภาพ อนั สง่ ผลต่อคุณภาพของขอ้ มลู ดว้ ยเช่นกนั การตรวจสอบข้อมลู ในระหว่างเกบ็ รวบรวมข้อมลู ผู้เก็บรวบรวมข้อมูล อาจมีการตรวจสอบความเรยี บร้อยถูกต้องของข้อมูลในระหว่าง ดาเนินการเกบ็ รวบรวมขอ้ มลู (Field Edit) ไปดว้ ย ถา้ พบว่ายงั มสี ่วนทไ่ี ม่ไดร้ บั คาตอบหรอื ตอบยงั ไม่ สมบูรณ์ใหร้ บี ดาเนินการแกไ้ ขในเวลานนั้ ทนั ที ซง่ึ มกี ารตรวจสอบคาตอบทช่ี ดั เจนมคี วามเป็นเหตุเป็น ผลเช่อื มโยงกนั ในแต่ละขอ้ คาถาม เช่น ขอ้ คาตอบของคาถามรายไดค้ วรสมั พนั ธก์ บั ขอ้ คาตอบของ การเสียภาษี หรอื คาตอบของข้อคาถามน้าหนัก ควรสัมพันธ์กับลักษณะผู้ตอบท่ีผู้เก็บข้อมูล สงั เกตเหน็ ได้ หรอื การตอบแบบสอบถามทเ่ี ป็นระดบั ประมาณค่าท่มี กี ารตอบเพยี งระดบั เดยี วในทุก ขอ้ คาถาม ซ่งึ ไม่สมเหตุสมผล หรอื คาตอบอายุไม่สมั พนั ธ์กบั รปู ร่างลกั ษณะของผูต้ อบท่สี งั เกตได้ เป็นต้น อกี ทงั้ อาจตรวจสอบถงึ ความครบถ้วนของการตอบ โดยในแบบสอบถามหรอื แบบสมั ภาษณ์ ยงั มขี อ้ ใดทไ่ี ม่ไดร้ บั การตอบ หรอื ตรวจสอบคาตอบทผ่ี ดิ ผเู้ กบ็ ขอ้ มลู อาจมกี ารทวนคาถามในแต่ละขอ้ ใหผ้ ูต้ อบฟงั ถ้าพบว่าตอบผดิ จะได้ตอบใหมอ่ กี ครงั้ อย่างไรกต็ ามการตรวจสอบขอ้ มลู ในระหว่างการ เกบ็ ขอ้ มูลนัน้ สามารถทาไดใ้ นกรณีการใชแ้ บบสอบถามให้ผู้ตอบตอบเองแบบเผชญิ หน้าโดยผู้วจิ ยั หรอื พนักงานภาคสนาม รวมถึงวธิ กี ารสงั เกตและวธิ กี ารสมั ภาษณ์ เน่ืองจากผูเ้ ก็บรวบรวมขอ้ มูลมี การเผชญิ หน้าผู้ตอบ ส่วนวธิ กี ารส่งทางไปรษณีย์ ผู้วิจยั สามารถตรวจสอบได้ก็ต่อเม่อื ผู้ตอบส่ง แบบสอบถามกลบั คนื มาแลว้ เท่านนั้ บทสรปุ การเกบ็ รวบรวมขอ้ มลู หมายถงึ กระบวนการดาเนินการใหไ้ ดม้ าซง่ึ ขอ้ มลู อนั เก่ยี วขอ้ งกบั ปญั หาวจิ ยั หรอื เรอ่ื งวจิ ยั โดยตรง ส่วน ขอ้ มลู หมายถงึ ขอ้ เทจ็ จรงิ เกย่ี วกบั สงิ่ ทศ่ี กึ ษา เป็นรายละเอยี ด หรอื เหตุการณ์ทเ่ี กดิ ขน้ึ จรงิ ประกอบดว้ ยขอ้ มลู ทเ่ี ป็นขอ้ เทจ็ จรงิ ทแ่ี สดงคุณลกั ษณะของตวั อย่าง ซง่ึ จาแนกขอ้ มลู ตามแหล่งท่มี า ประกอบดว้ ย ขอ้ มลู ปฐมภมู แิ ละทุตยิ ภมู ิ จาแนกตามมาตรวดั ค่าตวั แปร ประกอบด้วย ขอ้ มูลระดบั จาแนกกลุ่ม เรยี งอนั ดบั อนั ตรภาคชนั้ และอตั ราส่วน รวมถึงจาแนกตาม การวดั ระดบั ค่าขอ้ มลู ประกอบดว้ ย ขอ้ มลู เชงิ ปรมิ าณและเชงิ คุณภาพ จาแนกตามลกั ษณะของขอ้ มลู ประกอบด้วย ขอ้ มลู ทางกายภาพ และจติ วทิ ยา มกี ระบวนการเกบ็ รวบรวมขอ้ มลู โดยเรมิ่ ต้นจากการ เตรยี มการ การวางแผน การดาเนนิ การเกบ็ และขนั้ ตอนสุดทา้ ยคอื ตรวจสอบความถูกต้องและความ เช่อื ถอื ของขอ้ มลู ในภาคสนาม
171 สาหรบั วธิ กี ารเกบ็ รวบรวมขอ้ มูล ประกอบดว้ ย การใชแ้ บบสอบถาม วธิ กี ารสงั เกต วธิ กี าร สมั ภาษณ์ วธิ ีการสนทนากลุ่ม และวธิ ีการทดลอง การเลือกวธิ เี ก็บรวบรวมข้อมูล ควรพิจารณา วตั ถุประสงค์การวจิ ยั ประชากรในการวจิ ยั ระยะเวลา งบประมาณและบุคลากรในการวจิ ยั ทงั้ น้ี เพ่ือให้ได้วิธีการเก็บข้อมูลท่ีมีคุณภาพ อันส่งผลต่อคุณภาพของข้อมูล อย่างไรก็ตามข้อมูลจะมี คุณภาพมายง่ิ ขน้ึ ถ้าผวู้ จิ ยั มกี ารตรวจสอบความเรยี บรอ้ ยถูกต้องของขอ้ มูลในระหว่างการเกบ็ ขอ้ มูล ถ้าพบว่ายงั มสี ่วนท่ไี ม่ได้รบั คาตอบหรอื ตอบยงั ไม่สมบูรณ์ให้รบี ดาเนินการแก้ไขในเวลานัน้ ทนั ที อย่างไรก็ตามการตรวจสอบข้อมูลในระหว่างการเก็บข้อมูลนั้น สามารถทาได้ในกรณีการใช้ แบบสอบถามใหผ้ ตู้ อบตอบเองแบบเผชญิ หน้าโดยผวู้ จิ ยั หรอื พนกั งานภาคสนาม รวมถงึ วธิ กี ารสงั เกต และวธิ กี ารสัมภาษณ์ ส่วนวธิ ีการส่งทางไปรษณีย์ ผู้วิจยั สามารถตรวจสอบได้ก็ต่อเม่อื ผู้ตอบส่ง แบบสอบถามกลบั คนื มาแลว้ เท่านนั้ แบบฝึ กหดั 1. ขอ้ มลู และการเกบ็ รวบรวมขอ้ มลู คอื อะไร จงอธบิ ายพอใหเ้ ขา้ ใจ 2. คากล่าวท่วี ่า “การเก็บรวบรวมขอ้ มูลเป็นขนั้ ตอนท่สี าคญั ของงานวจิ ยั ” ท่านเห็นด้วย หรอื ไม่ ใหอ้ ภปิ รายอยา่ งละเอยี ด 3. การเกบ็ รวบรวมทม่ี ปี ระสทิ ธภิ าพ ควรมขี นั้ ตอนดาเนนิ การอยา่ งไร จงอธบิ าย 4. จงอธบิ ายถงึ วธิ กี ารเกบ็ รวบรวมขอ้ มลู พรอ้ มยกตวั อยา่ งมาพอเขา้ ใจ 5. วธิ กี ารเกบ็ รวบรวมขอ้ มลู ควรยดึ หลกั การใดบา้ ง จงอธบิ าย 6. ทาไมตอ้ งมกี ารตรวจสอบขอ้ มลู และมกี ารตรวจสอบอยา่ งไรบา้ ง อธบิ ายใหเ้ ขา้ ใจ
172 เอกสารอ้างอิง กติ ตพิ นั ธ์ คงสวสั ดเิ ์กยี รติ และคณะ. (2556). ระเบียบวิธีวิจยั ทางธรุ กิจ. (พมิ พค์ รงั้ ท่ี 4). กรงุ เทพฯ : พงษว์ รนิ พรน้ิ ตง้ิ . นพพร ธนชยั ขนั ธ.์ (2555). สถิติเบอื้ งต้น สาหรบั การวิจยั . (พมิ พค์ รงั้ ท่ี 3 ) กรงุ เทพฯ : วทิ ยพฒั น์. นราศรี ไววนิชกุล และชศู กั ดิ ์ อุดมศร.ี (2552). ระเบียบวิธีวิจยั ธุรกิจ. (พมิ พค์ รงั้ ท่ี 20). กรงุ เทพฯ: โรงพมิ พแ์ หง่ จฬุ าลงกรณ์มหาวทิ ยาลยั . พรรณี ลกี จิ วฒั นะ. (2557). การวิจยั ทางการศึกษา. (พมิ พค์ รงั้ ท่ี 9). กรงุ เทพฯ : มนี เซอรว์ สิ ซพั พลาย. ไพศาล วรคา. (2554). การวิจยั ทางการศึกษา. มหาวทิ ยาลยั ราชภฏั กลมุ่ ภาคตะวนั ออกเฉียงเหนอื . วชั ราภรณ์ สุรยิ าภิวฒั น์. (2554). วิจยั ธุรกิจยุคใหม่. (พิมพ์ครงั้ ท่ี 7). กรุงเทพฯ : โรงพมิ พ์แห่ง จฬุ าลงกรณ์มหาวทิ ยาลยั . วลั ลภ รฐั ฉัตรานนท์. (2557). เทคนิ คการวิจยั ทางสงั คมศาสตร์. (พิมพ์ครงั้ ท่ี 5). กรุงเทพฯ : มหาวทิ ยาลยั เกษตรศาสตร.์ วชิ ติ อ่อู น้ . (2553). การวิจยั และการสืบค้นข้อมลู ทางธรุ กิจ. กรงุ เทพฯ : มหาวทิ ยาลยั ศรปี ระทมุ . สรชยั พศิ าลบตุ ร. (2555). การวิธีวิจยั ทางธรุ กิจ.(พิมพค์ รงั้ ท่ี 6). กรงุ เทพฯ : วทิ ยพฒั น์. สนิ พนั ธุพ์ นิ ิจ. (2554). เทคนิคการวิจยั ทางสงั คมศาสตร.์ กรงุ เทพฯ : วทิ ยพฒั น์. สุชาติ ประสิทธิร์ ฐั สินธุ์. (2555). ระเบียบวิธีการวิจัยทางสังคมศาสตร์. (พิมพ์ครงั้ ท่ี 15). กรงุ เทพฯ : สามลดา.
173 แผนบริหารการสอนประจาบทที่ 9 การจดั กระทาข้อมลู หวั ข้อเนื้อหา 1. ความหมายของการจดั กระทาขอ้ มลู 2. กระบวนการจดั กระทาขอ้ มลู 3. การตรวจสอบขอ้ มลู 4. การเตรยี มขอ้ มลู เพอ่ื การวเิ คราะห์ 5. การวเิ คราะหข์ อ้ มลู 6. การนาเสนอผลการวเิ คราะหข์ อ้ มลู 7. การแปลผลการวเิ คราะหข์ อ้ มลู วตั ถปุ ระสงคเ์ ชิงพฤติกรรม 1. สามารถระบถุ งึ กระบวนการจดั กระทาขอ้ มลู ได้ 2. สามารถระบุถงึ วตั ถุประสงคข์ องการตรวจสอบขอ้ มลู ได้ 3. สามารถระบถุ งึ กจิ กรรมในการจดั กระทาขอ้ มลู ได้ 4. สามารถระบเุ ทคนิคในการวเิ คราะหข์ อ้ มลู ดว้ ยวธิ ที างสถติ ไิ ด้ 5. สามารถบอกถงึ วธิ กี ารนาเสนอขอ้ มลู ได้ 6. สามารถบอกถงึ หลกั การแปลผลการวเิ คราะหข์ อ้ มลู ได้ กิจกรรมการเรียนการสอน 1. ศกึ ษาจากเอกสารประกอบการสอนรายวชิ าการวจิ ยั การตลาด 2. ฟงั การบรรยายประกอบเอกสารพาวเวอรพ์ อยนต์ (Power Point) 3. ใหน้ กั ศกึ ษาฝึกปฏบิ ตั กิ ารออกแบบแผนการจดั เตรยี มขอ้ มลู เพอ่ื การวเิ คราะหท์ กุ ขนั้ ตอน 4. ใหน้ ักศกึ ษาฝึกปฏบิ ตั ิการเตรยี มขอ้ มลู สาหรบั นาไปใชว้ เิ คราะห์ โดยใช้แบบสอบถามท่ี เกบ็ รวบรวมขอ้ มลู กลบั มาแลว้ ส่ือการเรยี นการสอน 1. เอกสารประกอบการสอนรายวชิ าวจิ ยั การตลาด 2. เอกสารพาวเวอรพ์ อยนต์ (Power Point) 3. เครอ่ื งคอมพวิ เตอร์
174 4. เครอ่ื งฉายภาพขา้ มศรี ษะ การวดั และประเมินผล 1. สงั เกตความสนใจและการมสี ว่ นรว่ มในชนั้ เรยี น 2. ตรวจสอบแผนการออกแบบการจดั กระทาขอ้ มลู 3. ประเมนิ ความถูกต้องของการจดั เตรยี มขอ้ มูลเพ่อื การวเิ คราะห์ของแต่ละกลุ่มงานวจิ ยั ประกอบดว้ ย การกาหนดรหสั ขอ้ มลู และการจดั ทาแฟ้มขอ้ มลู
บทท่ี 9 การจดั กระทาข้อมลู ขอ้ มูลท่เี กบ็ รวบรวมมาได้ไม่ได้กระทาการอย่างใดอย่างหน่ึง ขอ้ มูลนัน้ ก็จะคงอย่ใู นรูปของ ขอ้ มลู ดบิ (Raw Data) ซ่งึ จะเป็นคาตอบของปญั หาวจิ ยั ไม่ได้ ผูว้ จิ ยั จงึ ต้องนาขอ้ มูลนัน้ มาจดั กระทา ใหอ้ ยใู่ นรปู แบบท่มี คี วามหมายมากขน้ึ หรอื เป็นขอ้ มลู สารสนเทศ (Information) จงึ จะเป็นประโยชน์ ต่องานวจิ ยั หรอื มปี ระโยชน์ต่อผู้ใชง้ านมากขน้ึ สาหรบั การจดั กระทาขอ้ มลู นัน้ เป็นกระบวนการท่มี ี ระบบและเป็นขนั้ ตอนท่ีมีความสาคญั มาก เน่ืองจากเป็นขนั้ ตอนท่ีเช่อื มโยงกับจุดมุ่งหมายหรอื สมมตฐิ านการวจิ ยั อนั เป็นจดุ เรมิ่ ต้นของการวจิ ยั ดงั นัน้ ผู้วจิ ยั จงึ ต้องระมดั ระวงั และใช้ความละเอยี ด รอบคอบเป็นอยา่ งมากเพ่อื ใหไ้ ดค้ าตอบต่อปญั หาวจิ ยั อยา่ งถูกต้องแม่นยา ผลการวจิ ยั จงึ จะเช่อื ถอื ได้ ในบทน้ีจงึ ได้นาเสนอเน้ือหาท่ีเป็นความรู้พ้ืนฐานของการจดั กระทาข้อมูล ประกอบด้วยเน้ือหา เก่ยี วกบั ความหมายของการจดั กระทาขอ้ มลู การตรวจสอบขอ้ มลู การเตรยี มขอ้ มลู เพ่อื การวเิ คราะห์ การวเิ คราะหข์ อ้ มลู การนาเสนอและการแปลผลการวเิ คราะหข์ อ้ มลู ความหมายของการจดั กระทาข้อมลู การจดั กระทาขอ้ มลู จะดาเนนิ การหลงั จากทไ่ี ดเ้ กบ็ ขอ้ มลู มาเป็นทเ่ี รยี บรอ้ ยแลว้ ทงั้ น้เี พ่อื ทา ใหข้ อ้ มลู ทจ่ี ดั เกบ็ มาไดน้ ัน้ เป็นขอ้ มลู สารสนเทศสาหรบั นาไปใชป้ ระโยชน์ในการแก้ไขปญั หาทางดา้ น การตลาดต่อไป สาหรบั การจดั กระทาขอ้ มลู นนั้ มผี ทู้ รงคุณวุฒไิ ด้อธบิ ายไว้ ประกอบดว้ ย วชิ ติ อู่อ้น (2553 หน้า 202) อธบิ ายวา่ เป็นการนาขอ้ มลู จากแบบสอบถามมาแปลงเป็นขอ้ มลู ทส่ี ามารถนาไปใช้ ไดต้ ามวตั ถุประสงคใ์ นการวจิ ยั ซง่ึ สอดคลอ้ งกบั สุวมิ ล ตริ กานันท์ (2557 หน้า 183) อธบิ ายว่า การ จดั กระทาข้อมูลเป็นกระบวนการทาให้ข้อมูลท่ีรวบรวมมาได้ท่ียังมีรูปแบบกระจดั กระจายเป็น รายบุคคล รายขอ้ ไม่เป็นระบบ ใหเ้ ป็นระบบหรอื เป็นหมวดหมู่ เกดิ เป็นสารสนเทศ (Information) ท่ี สามารถนาไปใชป้ ระโยชน์ได้ สอดคลอ้ งกบั สุทติ ิ ขตั ตยิ ะและวไิ ลลกั ษณ์ สุวจติ ตานนท์ (2554 หน้า 115) อธบิ ายว่า การจดั กระทาขอ้ มลู หมายถงึ กรรมวธิ ที างขอ้ มลู (Data Processing) อาจเป็นขอ้ มูล ทเ่ี ป็นตวั เลขหรอื ขอ้ มูลทอ่ี ย่ใู นรปู ถ้อยคาและรูปภาพมาดาเนินการแปรสภาพด้วยกระบวนการอย่าง หน่ึงอยา่ งใดออกมาเป็นผลลพั ธแ์ ละอย่ใู นรปู ของการแสดงผลท่เี หมาะสม เพ่อื นาไปตอบปญั หาวจิ ยั และวตั ถุประสงค์การวจิ ยั จากคาจากดั ความของ การจดั กระทาขอ้ มูล ท่ีผู้ทรงคุณวุฒิได้อธบิ ายไว้ ขา้ งต้น สามารถสรุปได้ว่า การจดั กระทาข้อมูลเป็นการนาเอาขอ้ มลู ทร่ี วบรวมมาได้ท่มี จี านวนมาก กระจายตามหน่วยตัวอย่าง ไม่เป็นระเบียบ มาดาเนินการให้เป็นสารสนเทศท่ีพร้อมจะนาไปใช้ ประโยชน์หรอื นาไปแกไ้ ขปญั หาทางการตลาด
176 กระบวนการจดั กระทาข้อมลู การจดั กระทาขอ้ มลู ประกอบกระบวนการ ดงั น้ี (ดภู าพท่ี 9.1 ประกอบ) ขนั้ ท่ี 1 การตรวจสอบข้อมูล เป็นขนั้ ตอนตรวจสอบว่า ข้อมูลท่เี ก็บรวบรวมมาได้นัน้ มี ความถกู ตอ้ ง สมบรู ณ์หรอื ไม่ ถา้ ไมส่ มบรู ณ์หรอื ไมถ่ กู ตอ้ ง อาจเกบ็ เพม่ิ เตมิ หรอื ปรบั แกไ้ ขโดยดว่ น การตรวจสอบขอ้ มลู การเตรยี มขอ้ มลู การกาหนดรหสั การบนั ทกึ ขอ้ มลู การวเิ คราะหข์ อ้ มลู การแปลผลขอ้ มลู ภาพท่ี 9.1 ขนั้ ตอนการจดั กระทาขอ้ มลู ขนั้ ท่ี 2 การเตรยี มขอ้ มลู เป็นการจดั ระเบยี บขอ้ มลู ใหพ้ รอ้ มทจ่ี ะนาไปวเิ คราะหข์ อ้ มลู ในขนั้ ต่อไป ในขนั้ ตอนน้ี เป็นการกาหนดรหสั จดั ทาคมู่ อื รหสั และบนั ทกึ ขอ้ มลู หรอื การทาแฟ้มขอ้ มลู ขนั้ ท่ี 3 การวเิ คราะห์ขอ้ มูล เป็นขนั้ ตอนการนาขอ้ มูลท่เี ตรยี มไว้แล้วในรปู แบบแฟ้มขอ้ มูล มาประมวลผล จดั เรยี งให้เป็นระเบยี บแลว้ ศกึ ษาหาความสมั พนั ธ์หรอื เปรยี บเทยี บด้วยวธิ ที างสถติ ิ หรอื เป็นขนั้ ตอนการคานวณนนั่ เอง ขนั้ ท่ี 4 การแปลผลการวเิ คราะหข์ อ้ มลู เป็นการนาเอาผลการวเิ คราะหข์ อ้ มลู จากขนั้ ท่ี 3 มา เขยี นเป็นรายงาน โดยเสนอเป็นตาราง แผนภมู ิ หรอื กราฟ แลว้ แปลความหมายจากผลการวเิ คราะห์ การตรวจสอบข้อมลู การตรวจสอบขอ้ มลู หรอื เรยี กว่า งานบรรณาธกิ รเบอ้ื งตน้ (Preliminary Editing) คอื การ นาขอ้ มูลท่รี วบรวมได้ มาตรวจสอบความถูกต้องและครบถ้วน พร้อมปรบั ปรุงแก้ไข เพ่อื ให้ข้อมูล
177 ถูกต้อง สมบูรณ์ ควรค่าแก่การนาไปวเิ คราะห์ ดังนัน้ ผู้วิจยั ต้องมีความรู้ ความเข้าใจเก่ียวกับ รายละเอยี ด ดงั ต่อไปน้ี 1. ความหมายของการตรวจสอบข้อมูล โดยท่ี การตรวจสอบขอ้ มูล (Editing) นัน้ วชั รา ภรณ์ สุรยิ าภวิ ฒั น์ (2554 หน้า 234) ไดอ้ ธบิ ายว่า เป็นการทาใหข้ อ้ มลู มคี วามถูกตอ้ งมากทส่ี ุดทงั้ ใน ดา้ นความเป็นไปไดข้ องขอ้ มูลและความสอดคลอ้ ง เช่น อายุ 15 ปี มใี บขบั ขร่ี ถยนต์ หรอื มรี ายได้/ เดอื นต่ากว่า 10,000 บาท ซ้อื บา้ นในราคา 3 ลา้ นบาท ซง่ึ เป็นขอ้ มลู ท่ไี มส่ อดคลอ้ งกนั เม่อื ตรวจพบ แล้วต้องแก้ไขให้ถูกตอ้ งก่อนนาไปวเิ คราะห์ต่อไป เป็นต้น สอดคล้องกบั สนิ พนั ธุพ์ นิ ิจ (2554 หน้า 234) อธบิ ายว่า เป็นการตรวจสอบความถูกต้อง ความครบถ้วนสมบูรณ์ และสอดคลอ้ งกบั กุณฑลี ร่นื รมย์ (2553 หน้า 206) ได้อธิบายว่า เป็นการตรวจสอบความถูกต้องสมบูรณ์ของข้อมูลจาก แบบสอบถามท่ีได้รบั คืนมา ซ่ึงดาเนินการได้ 2 ระยะ คือ ระยะแรกเป็นการตรวจสอบในขณะ ดาเนินการสอบถามกลมุ่ ตวั อยา่ ง ระยะทส่ี อง เป็นการตรวจสอบแบบสอบถามทงั้ หมดอกี ครงั้ หลงั จาก ได้รบั คืนมาทงั้ หมดแล้ว เพราะอาจเป็นไปได้ว่าบางชุดอาจมคี าตอบไม่สมบูรณ์ จากความหมาย ดงั กล่าว สามารถสรปุ ไดว้ ่า การตรวจสอบขอ้ มลู คอื การนาแบบสอบถามทร่ี บั คนื มาตรวจสอบความ ถูกต้อง ครบถว้ นของขอ้ มลู ถ้าพบว่ากลุ่มตวั อยา่ งตอบไมต่ รงประเดน็ คาถามหรอื ไดร้ บั คาตอบยงั ไม่ ครบถ้วน ผวู้ จิ ยั ตอ้ งดาเนินการแกไ้ ขโดยใหต้ อบใหมห่ รอื เพมิ่ เตมิ ถ้าพบว่าไม่ถูกตอ้ งหรอื ไม่สมบรู ณ์ ตอ้ งแกไ้ ขหรอื อาจเกบ็ รวบรวมขอ้ มลู ใหมอ่ กี ครงั้ หน่งึ ก่อนนาขอ้ มลู ไปวเิ คราะหต์ ่อไป 2. วตั ถุประสงคข์ องการตรวจสอบขอ้ มลู มดี งั น้ี 2.1 ความสมบูรณ์ (Completeness) ของข้อมูล เป็นการพิจารณาว่าคาถามทุกข้อได้ คาตอบครบถว้ นสมบูรณ์หรอื ไม่ กลุ่มตวั อยา่ งอาจไมต่ อบคาถามนนั้ หรอื ผสู้ มั ภาษณ์ลมื บนั ทกึ หรอื ลมื สอบถาม เม่อื ไม่สมบูรณ์ผู้วจิ ยั ต้องติดต่อกับผู้ดาเนินการสมั ภาษณ์หรอื ผู้เก็บข้อมูล เพ่ือยนื ยนั รายงานหรอื การลงบนั ทกึ ขอ้ มลู อกี ครงั้ หรอื ตดิ ต่อกลบั ไปสมั ภาษณ์ใหม่อกี ครงั้ ถ้าพยายามแลว้ ไมไ่ ด้ ควรตดั ขอ้ คาถามนนั้ ทง้ิ ไป 2.2 ความสอดคล้องกนั (Consistency) ขอ้ มูลทไ่ี ดม้ าต้องกลมกลนื และไม่ขดั แยง้ กนั เอง หรอื ตรวจสอบความเป็นไปไดข้ องขอ้ มลู เช่น ตาแหน่งระดบั 5 แต่ตอบเงนิ เดอื นแค่ 5,000 บาท ซง่ึ ขดั แย้งกันเองโดยตอบเงนิ เดือนไม่ตรงกับระดับตาแหน่ง หรอื ถ้ามีผู้ตอบว่า อายุ 19 ปี แต่มี ประสบการณ์ในการทางาน 25 ปี แสดงว่าเป็นไปไม่ได้ เป็นต้น ดงั นัน้ ต้องพจิ ารณาว่าควรจะแก้ไข อยา่ งไร อาจพจิ ารณาจากคาถามอ่นื ประกอบ เช่น ระดบั การศกึ ษา ถ้าผตู้ อบ ตอบว่า ระดบั การศกึ ษา ปรญิ ญาโท แสดงวา่ อายไุ มถ่ ูกตอ้ ง เป็นตน้ 2.3 ความถูกต้อง (Legibility) เป็นการตรวจสอบว่า คาตอบท่ีได้รบั มาถูกต้องตาม วตั ถุประสงคก์ ารวจิ ยั หรอื ไม่ เชน่ คาถามเกย่ี วกบั สถานทเ่ี กดิ คาตอบทต่ี ้องการคอื อาเภอหรอื จงั หวดั ทเ่ี กดิ แต่ผู้ตอบอาจเขา้ ใจถงึ สถานท่เี กดิ เป็นโรงพยาบาลทเ่ี กดิ หรอื คาถามเก่ยี วกบั รายไดเ้ ฉล่ยี ต่อ เดอื น แต่ผูต้ อบตอบเป็นรายไดร้ วมทงั้ หมดตลอดปี เป็นต้น ดงั นัน้ ถ้าพบว่าขอ้ มลู ใดไม่ถูกต้อง ผวู้ จิ ยั อาจตดิ ต่อกบั ผสู้ มั ภาษณ์เพอ่ื ยนื ยนั ความถูกตอ้ งในการลงบนั ทกึ ขอ้ มลู แต่ถา้ ยนื ยนั ว่าผดิ พลาดแกไ้ ข ไมไ่ ดผ้ วู้ จิ ยั ตอ้ งระบุขอ้ มลู เป็นประเภทขอ้ มลู ไมต่ อ้ งนามาประมวลผล (Missing Data) หมายถงึ ขอ้ มลู ไมช่ ดั เจนและไมถ่ กู ตอ้ งจะถูกคดั ทง้ิ ไป
178 2.4 ความเทย่ี งตรง (Accuracy) การตอบตอ้ งมรี ปู แบบทส่ี งั เกตเหน็ ไดถ้ งึ ความเทย่ี งตรง และไมเ่ ทย่ี งตรง เช่น แบบสอบถามท่เี ป็น Rating Scale ทม่ี ี 5 ระดบั แต่ผตู้ อบตอบระดบั ท่ี 3 ทุกขอ้ ถอื วา่ การตอบไมม่ คี วามเทย่ี งตรง นกั วจิ ยั ควรตดั แบบสอบถามชดุ นนั้ ทง้ิ ไป 2.5 การได้รบั คาตอบท่ีชดั เจน (Response Clarification) คาตอบท่ีได้รบั ต้องมคี วาม ชดั เจนเพียงพอและให้ความหมายของคาตอบนัน้ ได้ เน่ืองจากการตอบแบบสอบถามปลายเปิด คาตอบทไ่ี ดร้ บั สนั้ เกนิ ไปไมอ่ าจใหค้ วามหมายไดห้ รอื คาตอบกากวม การแปลความหมายไดม้ ากกว่า 1 ความหมาย ผวู้ จิ ยั จงึ ตอ้ งตรวจสอบและแกไ้ ขใหช้ ดั เจน เพ่อื ใหไ้ ดค้ วามหมายถูกตอ้ ง 3. หลกั เกณฑ์พ้นื ฐานในการพจิ ารณาข้อมูลท่คี วรนามาวเิ คราะห์ ซ่งึ ขอ้ มูลจะได้รบั การ พจิ ารณาว่าควรนาไปวเิ คราะหห์ รอื ควรคดั ออก มเี กณฑพ์ จิ ารณาท่ี กุณฑลี รน่ื รมย์ (2553 หน้า 207- 208) เสนอไวด้ งั น้ี 3.1 มีคาถามส่วนสาคัญเป็นพ้ืนฐานไม่ได้รบั คาตอบ คาถามส่วนสาคญั เป็นพ้ืนฐาน (Basic Question) หมายถงึ ขอ้ คาถามเก่ยี วกบั เน้ือหาทต่ี อ้ งการทราบ ถ้ามคี าถามส่วนสาคญั ทงั้ หมด 13 ขอ้ แต่ไดร้ บั คาตอบไม่ถงึ ครง่ึ หน่ึงของขอ้ คาถามทงั้ หมด แบบสอบถามชุดนัน้ ก็ไม่สามารถนามา วิเคราะห์ข้อมูลได้ อย่างไรก็ตามการวิเคราะห์เพ่ือให้บรรลุวัตถุประสงค์การวิจยั ผู้วิจยั ต้องใช้ วจิ ารณญาณว่าคาถามทต่ี ้องการคาตอบท่สี มบูรณ์ของขอ้ มลู ควรมอี ยา่ งน้อยทส่ี ุดเพยี งใด จงึ จะบรรลุ วตั ถุประสงคก์ ารวจิ ยั ตามตอ้ งการอยา่ งแทจ้ รงิ 3.2 คาตอบทไ่ี ดร้ บั บ่งชว้ี ่าผตู้ อบไม่เขา้ ใจคาถาม กไ็ มส่ ามารถนามาวเิ คราะหไ์ ด้ ควรตดั ขอ้ คาถามนนั้ ทง้ิ ไป เชน่ ถามชว่ งเวลาในการซอ้ื ไดร้ บั คาตอบเป็นความถใ่ี นการซอ้ื เป็นตน้ 3.3 คาตอบท่ไี ม่แสดงถงึ ความแตกต่างกนั ของความคดิ เหน็ เช่น ถาม ความพึงพอใจ โดยให้ผู้ตอบแสดงความคดิ เหน็ ว่า พอใจมากน้อยในระดบั ใดต่อการให้บรกิ ารในธุรกจิ บรกิ าร โดย กาหนดเป็น สเกล 1 ถงึ 5 พบว่า ผตู้ อบตอบเฉพาะระดบั 5ทุกขอ้ คาถาม แสดงว่าผตู้ อบไมจ่ รงิ จงั กบั การตอบ คาตอบเช่นน้ียากในการวเิ คราะห์หรอื แปลความหมายให้มีประโยชน์ด้านการตลาดได้ แบบสอบถามชดุ น้ี จงึ ควรคดั ทง้ิ ไป 3.4 แบบสอบถามท่ีมีความผิดพลาดหรอื ไม่สมบูรณ์ในการจดั ทา ในบางชุดของ แบบสอบถามอาจมจี านวนหน้าไมค่ รบถ้วน มหี น้าทงั้ หมด 7 หน้า อาจขาดหายไปเหลอื เพยี ง 4 หน้า แบบสอบถามทม่ี คี วามผดิ พลาดในลกั ษณะดงั กล่าวไมค่ วรจะถูกนามาวเิ คราะห์ 3.5 แบบสอบถามท่ไี ดร้ บั คนื หลงั จากกาหนดวนั สน้ิ สุด (Deadline) เมอ่ื ส่งแบบสอบถาม ไปยงั กลุ่มตวั อย่าง โดยระบุวนั ท่ใี ห้ส่งคืน แต่ได้รบั คนื ในช่วงเลยวนั เวลาท่กี าหนดไปมาก ซ่งึ เป็น ระยะเวลาทล่ี า่ ชา้ เกนิ ไป ขอ้ มลู ทไ่ี ดอ้ าจไมท่ นั สมยั จงึ อาจยกเลกิ แบบสอบถามชดุ นนั้ ไป 3.6 คาตอบทผ่ี ตู้ อบไมใ่ ช่กลุ่มตวั อย่างเป้าหมาย เชน่ แบบสอบถามทร่ี ะบใุ หผ้ หู้ ญงิ วยั 30 – 60 ปี เป็นผตู้ อบ แต่ผสู้ มั ภาษณ์ไปสมั ภาษณ์นกั ศกึ ษาหญงิ อายุ 17 ปี เป็นตน้
179 การเตรยี มข้อมลู เพ่ือการวิเคราะห์ เมอ่ื ขอ้ มลู ถูกตรวจสอบเรยี บรอ้ ยแลว้ ผวู้ จิ ยั ตอ้ งเตรยี มขอ้ มลู ใหเ้ ป็นระเบยี บทส่ี ามารถนาไป วเิ คราะห์หาคาตอบตามวตั ถุประสงค์การวจิ ยั ได้สะดวกข้นึ ซ่งึ สุชาติ ประสทิ ธริ ์ ฐั สนิ ธุ์ (2555 หน้า 419) อธบิ ายวา่ การจดั เตรยี มขอ้ มลู ใหอ้ ยใู่ นสภาพเรยี บรอ้ ยเพ่อื ใหส้ ามารถนาไปวเิ คราะหห์ าคาตอบ ตามวตั ถุประสงค์การวจิ ยั เรยี กว่า กรรมวธิ ที างขอ้ มูล สอดคล้องกบั วชั ราภรณ์ สุรยิ าภวิ ฒั น์ (2554 หน้า 232) ไดอ้ ธบิ ายวา่ เป็นการจดั การขอ้ มลู ใหถ้ กู ตอ้ งและพรอ้ มนาไปวเิ คราะหต์ ่อไป และสอดคลอ้ ง กบั สรชยั พศิ าลบุตร (2555 หน้า 202) ไดอ้ ธบิ ายว่า เป็นการนาขอ้ มลู ท่เี ก็บรวบรวมได้ มาเปลย่ี น สภาพให้มคี วามถูกต้องและสะดวกท่จี ะนาไปใชใ้ นการวเิ คราะหต์ ่อไป ซ่งึ ประกอบดว้ ยกจิ กรรมการ บรรณาธิกร การลงรหสั การแยกประเภทและการแปรสภาพขอ้ มูล จากความหมายดงั ท่ีกล่าวมา สามารถสรุปได้ว่า การเตรยี มข้อมูล เป็นการนาเอาข้อมูลจากการจดั เก็บและผ่านการตรวจสอบ เรยี บรอ้ ยแลว้ มาจดั ระเบยี บใหอ้ ย่ใู นรปู แบบทพ่ี รอ้ มนาไปวเิ คราะห์ ซง่ึ ขนั้ ตอนน้ีจะแก้ไขขอ้ มลู ไม่ได้ อีกแล้ว ปจั จุบนั มกี ารประยุกต์ใช้โปรแกรมสาเรจ็ รูปวเิ คราะห์ข้อมูลด้านสงั คมศาสตร์ (Statistical Package for Social Science : SPSS) มากกว่าการวเิ คราะห์ด้วยมอื หรอื เคร่อื งคานวณอ่นื เพราะ เป็นวธิ ที ม่ี คี วามถูกตอ้ ง แมน่ ยา รวดเรว็ ประหยดั เวลาและคา่ ใชจ้ า่ ย สาหรบั เอกสารประกอบการสอน น้ี มุ่งเสนอรายละเอยี ดเก่ยี วกบั การเตรยี มขอ้ มูลสาหรบั การวเิ คราะห์ด้วยโปรแกรมสาเรจ็ รปู เท่านัน้ ซง่ึ มรี ายละเอยี ดดงั น้ี 1. กาหนดรหสั ขอ้ มลู (Coding) โดย ขอ้ มลู ทงั้ หมดทเ่ี กบ็ มาอาจเป็นตวั อกั ษรหรอื ขอ้ ความท่ี ยาวหรอื ข้อมูลเป็นคาตอบของระดบั ค่าความคดิ เห็น ความพึงพอใจหรอื ความต้องการ ท่มี คี ่าเชิง ปรมิ าณ จงึ ต้องกาหนดรหสั หรอื ค่าของตวั แปรขน้ึ มา เพ่อื ใหส้ ามารถดาเนินการวเิ คราะหไ์ ดเ้ ป็นอย่าง ดี อกี ทงั้ สะดวกและคลอ่ งตวั ในการใชโ้ ปรแกรมวเิ คราะหข์ อ้ มลู ซง่ึ มรี ายละเอยี ดดงั น้ี 1.1 วธิ กี าหนดรหสั ขอ้ มลู ประกอบดว้ ย รายละเอยี ดดงั น้ี 1.1.1 กาหนดช่อื แทนขอ้ มลู หรอื ขอ้ คาถามหรอื ช่อื ตวั แปร โดยกาหนดเป็นขอ้ ความ หลายคาหรอื อกั ษรยอ่ ทเ่ี ป็นไดท้ งั้ ภาษาองั กฤษหรอื ภาษาไทย ตวั อยา่ งดงั ตารางท่ี 9.1 ตารางท่ี 9.1 รายละเอยี ดการกาหนดช่อื แทนขอ้ มลู หรอื ช่อื ตวั แปร ขอ้ คาถาม ขอ้ มลู ช่อื แทนขอ้ มลู หรอื ชอ่ื ตวั แปร SEX หรอื เพศ หรอื S 1. เพศอะไร เพศ Brand หรอื ยห่ี อ้ หรอื B Quantity หรอื จานวน หรอื Q 2. ทา่ นเลอื กซอ้ื โทรศพั ทม์ อื ถอื ยห่ี อ้ ใด ? ยห่ี อ้ โทรศพั ทม์ อื ถอื 3. ท่านซอ้ื สนิ คา้ จานวนเทา่ ใดต่อครงั้ ทซ่ี อ้ื ? จานวนสนิ คา้ ทซ่ี อ้ื ต่อครงั้ จากตารางท่ี 9.1 อธบิ ายว่า คาถามท่ี 1 เพศอะไร กาหนดช่อื เป็น Sex หรอื กาหนด เป็น เพศ หรอื อกั ษรย่อ S คาถามท่ี 2 ท่านเลอื กซอ้ื โทรศพั ทม์ อื ถอื ยห่ี อ้ ใด ? กาหนดช่อื เป็น Brand หรอื ยห่ี อ้ หรอื เป็น B คาถามท่ี 3 ท่านซอ้ื สนิ คา้ จานวนเท่าใดต่อครงั้ ทซ่ี อ้ื ? กาหนดช่อื เป็น Quantity หรอื จานวน หรอื Q
180 1.1.2 กาหนดช่อื แทนคาตอบ ในขอ้ คาถามอาจมตี วั เลอื กตอบท่เี ป็นคาหลายพยางค์ จงึ ต้องกาหนดให้มนี ้อยพยางค์หรอื เป็นอกั ษรย่อ โดยใช้หลกั การเดียวกบั การกาหนดช่อื แทนข้อ คาถามหรอื ช่อื ตวั แปร 1.1.3 กาหนดค่าตวั แปรหรอื กาหนดตวั เลขให้กบั คาตอบ เช่น ตวั แปรหรอื ขอ้ คาถาม เพศ มคี าตอบ คอื ชาย และ หญงิ จงึ กาหนดคา่ ตวั แปร 2 ค่า คอื ตวั เลข 1 แทนเพศชาย และ 2 แทน เพศหญงิ หรอื ขอ้ คาถาม ระดบั การศกึ ษา มคี าตอบใหเ้ ลอื กตอบคอื ระดบั ประถมศกึ ษา มธั ยมศกึ ษา ปรญิ ญาตรี และสูงกว่าปรญิ ญาตรี จงึ กาหนดค่าของคาตอบ เป็น 1 แทน ประถมศกึ ษา เลข 2 แทน มธั ยมศึกษา เลข 3 แทน ปรญิ ญาตรี เลข 4 แทน สูงกว่าปรญิ ญาตรี เป็นต้น อย่างไรก็ตามการ กาหนดตวั เลขให้คาตอบในแบบสอบถามปลายปิดจะไม่มปี ญั หายุ่งยาก แต่ถ้าเป็นคาถามปลายเปิด เช่น คาถาม “ท่านเหน็ ว่าควรมกี ารปรบั ปรุงการให้บรกิ ารของรา้ นอาหาร “ชานเมอื ง” อย่างไรบ้าง” คาตอบท่ไี ด้รบั อาจมหี ลากหลายความคดิ เหน็ ผูว้ จิ ยั ต้องตดั สนิ ใจว่าจะกาหนดตวั เลขใหก้ บั คาตอบ อย่างไร อาจใชว้ ธิ จี ดั กลุ่มคาตอบเป็นหลายดา้ น คอื ดา้ นผใู้ ห้บรกิ าร รปู แบบการบรกิ าร และสถานท่ี ใหบ้ รกิ าร จากนนั้ กก็ าหนดตวั เลขแทนในแต่ละดา้ น เป็นต้น ดงั นนั้ เม่อื คาถามปลายเปิดสรา้ งปญั หา ในการกาหนดตัวเลขให้คาตอบ จงึ ไม่นิยมใช้คาถามปลายเปิดในแบบสอบถาม ส่วนมากนิยมใช้ แบบสอบถามปลายเปิดในงานวจิ ยั เชงิ คณุ ภาพมากกว่างานวจิ ยั เชงิ สารวจ 1.2 ขนั้ ตอนการกาหนดรหสั มวี ธิ กี าร ดงั น้ี 1.2.1 กาหนดรหสั ควบคู่กบั การสรา้ งแบบสอบถาม โดยกาหนดไว้ในแบบสอบถาม ส่วนใหญ่กาหนดหรอื มชี อ่ งใหใ้ ส่รหสั ไวด้ า้ นขวามอื ของแบบสอบถาม ดงั ภาพท่ี 9.2 ตอนท่ี 1 ขอ้ มลู ทวั่ ไปของผตู้ อบแบบสอบถาม เลขท.่ี ..................... คาชแ้ี จง ใหท้ า่ นทาเครอ่ื งหมาย ลงใน ( ) ทต่ี รงกบั ความเป็นจรงิ ของทา่ นมากทส่ี ดุ 1. เพศ สาหรบั ผวู้ จิ ยั 1 ( ) ชาย 2 ( ) หญงิ 2. ระดบั การศกึ ษา sex ( ) 1 ( ) มธั ยมตน้ 2 ( ) มธั ยมตน้ ปลาย/ปวช. Educ ( ) 3 ( ) อนุปรญิ ญา/ปวส. 4 ( ) ปรญิ ญาตรี 5 ( ) สงู กวา่ ปรญิ ญาตรี Income ( ) 3. รายไดเ้ ฉลย่ี ต่อเดอื น 1 ( ) ต่ากวา่ 10,000 บาท 2 ( ) 10,000 – 15,000 บาท 3 ( ) 15,001 – 20,000 บาท 4 ( ) สงู กวา่ 20,000 บาท ขน้ึ ไป ภาพท่ี 9.2 ช่อื ขอ้ มลู หรอื ชอ่ื ตวั แปรและกาหนดรหสั คาตอบในแบบสอบถาม จากภาพท่ี 9.2 อธบิ ายว่า ในแบบสอบถามทส่ี รา้ งขน้ึ ผวู้ จิ ยั จะกาหนดค่าคาตอบเป็นตวั เลข กากบั ไวใ้ นแต่ละคาตอบ ส่วนดา้ นขวาของแบบสอบถามจะมชี ่อง ( ) เพ่อื ใหใ้ ส่ค่าของคาตอบ และมี ช่อื ตวั แปรหรอื ช่อื แทนขอ้ คาถามกากบั ไวด้ ว้ ย
181 สาหรบั ผู้เขยี นเหน็ ว่า แบบสอบถามควรเป็นรายละเอยี ดเก่ยี วขอ้ งกบั ผตู้ อบเท่านัน้ หากมี สว่ นอ่นื ปรากฏในแบบสอบถามอาจทาใหผ้ ตู้ อบสงสยั หรอื สบั สน ซง่ึ ผวู้ จิ ยั ไมส่ ามารถอธบิ ายหรอื ตอบ ขอ้ สงสยั นัน้ ได้ ถ้าผู้ตอบไม่ได้เผชญิ หน้ากบั ผูแ้ จกแบบสอบถามหรอื ผู้เกบ็ ขอ้ มูลโดยตรง จงึ ไม่ควร กาหนดรหสั ไวใ้ นแบบสอบถาม เพราะในส่วนน้ี ผูว้ จิ ยั สามารถดาเนินการเองน่าจะดกี ว่า อกี ทงั้ เป็น การทวนผลการตรวจสอบความถกู ตอ้ งของการตอบไปพรอ้ มกนั อกี ดว้ ย 1.2.2 การลงรหสั ในค่มู อื ลงรหสั เป็นการกาหนดรหสั พรอ้ มการจดั ทาเป็นค่มู อื ลงรหสั ซง่ึ รายละเอยี ดไดก้ ลา่ วไวใ้ นหวั ขอ้ การจดั ทาคมู่ อื ลงรหสั ขอ้ มลู 1.3 หลกั การกาหนดรหสั สรปุ ไดด้ งั น้ี 1.3.1 รหัสของแต่ละตวั แปรต้องมคี วามหมายอย่างใดอย่างหน่ึงเพียงอย่างเดียว เท่านัน้ กล่าวคือ แต่ละคาตอบต้องมีความหมายเพียงหน่ึงอย่าง จะลงรหัสได้เพียงตัวเลขท่ีมี ความหมายตรงกบั คาตอบเท่านัน้ เช่น คาตอบ เพศชาย จะใส่รหสั ทต่ี รงความหมายของเพศชายได้ เพยี ง 1 ตวั เลขเทา่ นนั้ เป็นตน้ การกาหนดตวั เลขใหค้ าตอบตอ้ งไมซ่ า้ กนั เชน่ เพศชายและหญงิ ตอ้ ง กาหนดคนละตวั เลข จะใชเ้ ลขเดยี วกนั ไมไ่ ด้ 1.3.2 กรณไี มแ่ น่ใจวา่ ควรใส่รหสั ใดสาหรบั ชนั้ ของคาตอบทไ่ี ดร้ บั ทางเลอื กคอื ตวั เลข ทจ่ี ะกาหนดต้องมนี ยั ต่องานวจิ ยั มากทส่ี ุด เช่น คาถาม อายุ ผสู้ มั ภาษณ์จะถามอายุจรงิ และลงบนั ทกึ เป็นจรงิ ตามนนั้ แต่ในขนั้ ตอนการลงรหสั อาจกาหนดเป็นช่วงอายกุ ไ็ ด้ เช่น ผตู้ อบอายุ 50 55 58 54 ถา้ คาตอบอยใู่ นช่วงอายุ 50-60 ปี อาจกาหนดรหสั เป็น 5 (หมายถงึ อายุ 50-60 ปี) กไ็ ด้ เป็นตน้ 1.3.3 ขอ้ คาถามหรอื ตวั แปรท่มี คี ่าเชงิ ปรมิ าณ เช่น รายได้ อายุ น้าหนัก เป็นต้น ถ้า กาหนดคาตอบเป็นชว่ งจะเปลย่ี นเป็นตวั แปรทม่ี คี ่าเชงิ คุณภาพหรอื เชงิ กล่มุ ทนั ที เชน่ ท่านมรี ายไดเ้ ฉลย่ี ต่อเดอื นเทา่ ใด กาหนดคา่ เป็น 1 ( ) ต่ากวา่ 20,000 บาท ( ) 20,000-30,000 บาท กาหนดค่าเป็น 2 ( ) มากกวา่ 30,000 บาท กาหนดค่าเป็น 3 1.3.4 ขอ้ คาถามทใ่ี หเ้ ลอื กตอบไดม้ ากกว่า 1 คาตอบ (Multiple Response) เช่น ทา่ นเลอื กไปซอ้ื อาหารสาเรจ็ รปู จากแหล่งใด (เลอื กตอบไดม้ ากกวา่ 1 ขอ้ ) ( ) หา้ งสรรพสนิ คา้ ( ) ซปุ เปอรม์ ารเ์ กต็ ( ) รา้ นสะดวกซอ้ื ใกลบ้ า้ น ( ) ตลาดสด จากคาตอบมี 4 ทางเลอื ก ผู้ตอบสามารถเลอื กตอบได้ 1,2 หรอื เลอื กทงั้ หมดก็ได้ หมายถงึ เลอื กไดห้ ลายคาตอบ การกาหนดรหสั ใหถ้ อื ว่าคาตอบทไ่ี ดร้ บั แต่ละคาตอบเป็นตวั แปรคนละ ตวั และกาหนดคาตอบ คอื ใช่และไมใ่ ช่ เช่น ท่านเลอื กไปซอ้ื อาหารสาเรจ็ รปู จากแหลง่ ใด (เลอื กตอบไดม้ ากกว่า 1 ขอ้ ) หา้ งสรรพสนิ คา้ ( ) ใช่ ( ) ไมใ่ ช่ ซุปเปอรม์ ารเ์ กต็ ( ) ใช่ ( ) ไมใ่ ช่ รา้ นสะดวกซอ้ื ใกลบ้ า้ น ( ) ใช่ ( ) ไมใ่ ช่
Search
Read the Text Version
- 1
- 2
- 3
- 4
- 5
- 6
- 7
- 8
- 9
- 10
- 11
- 12
- 13
- 14
- 15
- 16
- 17
- 18
- 19
- 20
- 21
- 22
- 23
- 24
- 25
- 26
- 27
- 28
- 29
- 30
- 31
- 32
- 33
- 34
- 35
- 36
- 37
- 38
- 39
- 40
- 41
- 42
- 43
- 44
- 45
- 46
- 47
- 48
- 49
- 50
- 51
- 52
- 53
- 54
- 55
- 56
- 57
- 58
- 59
- 60
- 61
- 62
- 63
- 64
- 65
- 66
- 67
- 68
- 69
- 70
- 71
- 72
- 73
- 74
- 75
- 76
- 77
- 78
- 79
- 80
- 81
- 82
- 83
- 84
- 85
- 86
- 87
- 88
- 89
- 90
- 91
- 92
- 93
- 94
- 95
- 96
- 97
- 98
- 99
- 100
- 101
- 102
- 103
- 104
- 105
- 106
- 107
- 108
- 109
- 110
- 111
- 112
- 113
- 114
- 115
- 116
- 117
- 118
- 119
- 120
- 121
- 122
- 123
- 124
- 125
- 126
- 127
- 128
- 129
- 130
- 131
- 132
- 133
- 134
- 135
- 136
- 137
- 138
- 139
- 140
- 141
- 142
- 143
- 144
- 145
- 146
- 147
- 148
- 149
- 150
- 151
- 152
- 153
- 154
- 155
- 156
- 157
- 158
- 159
- 160
- 161
- 162
- 163
- 164
- 165
- 166
- 167
- 168
- 169
- 170
- 171
- 172
- 173
- 174
- 175
- 176
- 177
- 178
- 179
- 180
- 181
- 182
- 183
- 184
- 185
- 186
- 187
- 188
- 189
- 190
- 191
- 192
- 193
- 194
- 195
- 196
- 197
- 198
- 199
- 200
- 201
- 202
- 203
- 204
- 205
- 206
- 207
- 208
- 209
- 210
- 211
- 212
- 213
- 214
- 215
- 216
- 217
- 218
- 219
- 220
- 221
- 222
- 223
- 224
- 225
- 226
- 227
- 228
- 229
- 230
- 231
- 232
- 233
- 234
- 235
- 236
- 237
- 238
- 239
- 240
- 241
- 242
- 243
- 244
- 245
- 246
- 247
- 248
- 249
- 250
- 251
- 252
- 253
- 254
- 255
- 256
- 257
- 258
- 259
- 260
- 261
- 262
- 263
- 264
- 265
- 266
- 267
- 268
- 269
- 270
- 271
- 272
- 273
- 274
- 275
- 276
- 277
- 278
- 279
- 280
- 281
- 282
- 283
- 284
- 285
- 286
- 287
- 288
- 289
- 290
- 291
- 292
- 293
- 294
- 295
- 296
- 297
- 298
- 299
- 300
- 301
- 302
- 303
- 304
- 305
- 306
- 307
- 308
- 309
- 310
- 311
- 312
- 313
- 314
- 315
- 316
- 317
- 318
- 319
- 320
- 321
- 322
- 323
- 324
- 325
- 326
- 327