232 2.5 ต้นทุนความเป็นไปได้ในทางปฏิบัติและแรงงาน การเลือกแบบการวิจัยต้อง เหมาะสมและดที ส่ี ุดภายใตเ้ งอ่ื นไขทม่ี อี ยขู่ องงบประมาณ แรงงานและความเป็นไปไดใ้ นการปฏบิ ตั ิ โดยสรุป เม่อื แบบการวจิ ยั มหี ลากหลาย ผูว้ จิ ยั จงึ ต้องรอบคอบและระมดั ระวงั ในการเลอื ก แบบการวิจัยให้เหมาะสมกับประเด็นปญั หาวิจัยหรือหัวข้อเร่ืองวิจัย สอดคล้องกับความรู้ ความสามารถและประสบการณ์ของผู้วจิ ยั วตั ถุประสงค์การวจิ ยั และลกั ษณะของผู้สนใจและผู้อ่าน งานวจิ ยั เม่อื เลอื กแบบการวจิ ยั ไดแ้ ลว้ ก็จะออกแบบการวจิ ยั ในขนั้ ตอนต่อไปจนไดแ้ บบการวจิ ยั ทด่ี ี สาหรบั เอกสารประกอบการสอนน้ี ไดเ้ ลอื กแบบการวจิ ยั เชงิ ปรมิ าณและเชงิ คณุ ภาพ มาอธบิ ายใหเ้ หน็ ถงึ แนวทางการออกแบบเท่านัน้ ส่วนวธิ อี อกแบบการวจิ ยั อ่นื ผูเ้ รยี นสามารถศกึ ษาไดจ้ ากตาราหรอื แหลง่ ความรอู้ ่นื ทม่ี อี ยจู่ านวนมากและหลากหลาย การออกแบบการวิจยั เชิงปริมาณ การออกแบบวจิ ยั เชงิ ปรมิ าณ เพ่อื ให้ไดแ้ บบการวจิ ยั ทช่ี ดั เจน เลง็ เหน็ กจิ กรรมการปฏบิ ตั ิ นกั วจิ ยั ตอ้ งมคี วามรู้ ความเขา้ ใจ ในรายละเอยี ด ดงั น้ี 1. ความหมายของการวจิ ยั เชงิ ปรมิ าณ ซ่งึ วรญั ญา ภทั รสุข (2557 หน้า 65) อธบิ ายว่า การวจิ ยั เชงิ ปรมิ าณ หมายถงึ งานวจิ ยั ทใ่ี ชต้ วั เลขเป็นขอ้ มูลหลกั ในการวเิ คราะห์ สอดคลอ้ งกบั สุทติ ิ ขตั ตยิ ะและวไิ ลลกั ษณ์ สุวจติ ตานนท์ (2554 หน้า 34 ) อธบิ ายว่า การวจิ ยั เชงิ ปรมิ าณ เป็นการอาศยั ขอ้ มูลเชงิ ปรมิ าณท่เี ป็นตวั เลขและวธิ ที างสถติ ใิ นการแสวงหาคาตอบให้กบั ปญั หาวจิ ยั ท่มี พี ้นื ฐาน ความเช่อื ในเชงิ ประจกั ษ์ว่า สง่ิ ทม่ี นุษยร์ ไู้ ดต้ ้องมอี ย่จู รงิ สามารถวดั และสงั เกตเป็นค่าหรอื ตวั เลขได้ สอดคลอ้ งกบั สุวมิ ล ตริ กานันท์ (2557 หน้า 16) อธบิ ายวา่ การวจิ ยั เชงิ ปรมิ าณ มุ่งศกึ ษาขอ้ มลู ทเ่ี ป็น ปรมิ าณ สามารถแจงนับได้ และอาศยั เทคนิคทางสถติ ชิ ่วยในการวเิ คราะห์ขอ้ มลู รวมถงึ ประสพชยั พสนุ นท์ (2555 หน้า 20) อธบิ ายว่า การวจิ ยั เชงิ ปรมิ าณ เป็นการวจิ ยั ทอ่ี าศยั ขอ้ มลู ทเ่ี ป็นตวั เลข จากแนวคดิ ของผู้ทรงคุณวุฒทิ ่กี ล่าวมาขา้ งต้น สามารถนามาเป็นแนวทางสรุปไดว้ ่า การ วจิ ยั เชงิ ปรมิ าณ มุ่งเน้นรวบรวมขอ้ มูลเชงิ ปรมิ าณ ดว้ ยการวดั ค่าตวั แปร ใหอ้ อกมาอย่ใู นรปู ตวั เลขท่ี แจงนับได้ แล้วนามาวิเคราะห์ด้วยวธิ กี ารทางสถิติ เพ่อื ใช้ขอ้ มูลท่เี ป็นตวั เลขยนื ยนั ข้อค้นพบและ ขอ้ สรปุ ต่าง ๆ ของเรอ่ื งวจิ ยั 2. ลกั ษณะแบบการวจิ ยั เชงิ ปรมิ าณ ซง่ึ สุทติ ิ ขตั ตยิ ะและวไิ ลลกั ษณ์ สุวจติ ตานนท์ (2554 หน้า 36-37) อธบิ ายลกั ษณะไว้ ดงั น้ี 2.1 เป็นแบบการวจิ ยั ทม่ี ุง่ ศกึ ษาความรู้ ความคดิ และพฤตกิ รรมของคน เพ่ือใหไ้ ดข้ อ้ สรปุ ทเ่ี ป็นเหตุผล สามารถพสิ จู น์และอา้ งองิ ได้ ซง่ึ จะนาไปใชอ้ ธบิ ายหรอื ทานายพฤตกิ รรมของคนต่อไป 2.2 มแี บบแผนกาหนดไวช้ ดั เจน โดยมวี ธิ คี วบคุมความผนั แปรและความคลาดเคล่อื นท่ี อาจเกดิ ขน้ึ อาจใชว้ ธิ อี ธบิ ายความผนั แปรเป็นเชงิ ปรมิ าณหรอื ควบคุมตวั แปรท่เี กย่ี วข้องด้วยวธิ ตี ่าง ๆ ขน้ึ อยกู่ บั กรณี 2.3 มกี ารตงั้ คาถามหรอื สมมตฐิ านการวจิ ยั ทเ่ี จาะจงไวก้ ่อน โดยรองรบั ดว้ ยองคค์ วามร/ู้ ทฤษฎที ป่ี รากฏแลว้ จากนนั้ จงึ ทาการทดสอบยนื ยนั ดว้ ยขอ้ มลู ทร่ี วบรวมได้
233 2.4 มกี ารใช้เทคนิควธิ ใี นการวดั พฤตกิ รรมของคนออกมาเป็นตวั เลข ดว้ ยกระบวนการ 1) นิยามตวั แปรเชงิ ปฏบิ ตั กิ ารและการวดั เป็นค่าเชงิ ปรมิ าณ 2) ใช้ขอ้ มลู ตวั เลขเพ่อื ตอบคาถามการ วจิ ยั หรอื ทดสอบสมมตฐิ าน ทใ่ี ชว้ ธิ ที างสถติ ิ จากงา่ ยไปส่ยู ากและซบั ซอ้ น และ 3) การสรปุ ผลทข่ี น้ึ อยู่ กบั คุณภาพของขอ้ มลู เชงิ ปรมิ าณหรอื “ตวั เลข” ทเ่ี ป็นหลกั ฐานรองรบั 2.5 การวจิ ยั เชงิ ปรมิ าณจะองิ อย่กู บั เครอ่ื งมอื และเทคนิคในการวจิ ยั ทท่ี าใหเ้ กดิ การตคี ่า การวดั เป็นตวั เลขได้ 2.6 การสรุปผลการวจิ ยั จะสรุปเชงิ นัยทวั่ ไป และคุณภาพของขอ้ มลู ขน้ึ อย่กู บั ความตรง ความเป็นปรนยั และความเทย่ี ง 3. การออกแบบการวจิ ยั เชงิ ปรมิ าณ ประกอบดว้ ย 2 สาขา คอื การวจิ ยั เชงิ บรรยายและเชงิ ทดลอง สาหรบั รายละเอยี ดในหวั ขอ้ น้มี งุ่ อธบิ ายการออกแบบเชงิ บรรยาย รายละเอยี ดดงั น้ี 3.1 กาหนดวตั ถุประสงคก์ ารวจิ ยั วตั ถุประสงคก์ ารวจิ ยั อยทู่ ค่ี วามตอ้ งการวดั หรอื คน้ หา ความสมั พนั ธข์ องตวั แปรหรอื ความเป็นเหตุเป็นผลของปรากฏการณ์ (ศกึ ษารายละเอยี ดในบทท่ี 2) โดยวตั ถุประสงคก์ ารวจิ ยั ตอ้ งชใ้ี หเ้ หน็ แนวทางชดั เจนในการแสวงหาคาตอบของปญั หาวจิ ยั หรอื หวั ขอ้ เรอ่ื งวจิ ยั (ศกึ ษารายละเอยี ดในบทท่ี 3) 3.2 ตงั้ สมมตฐิ านการวจิ ยั (ศกึ ษารายละเอยี ดในบทท่ี 4) 3.3 กาหนดตวั แปรในการวจิ ยั ตอ้ งระบุใหค้ รอบคลุมสง่ิ ทต่ี อ้ งการศกึ ษา พรอ้ มนิยามตวั แปรใหช้ ดั เจน รวมถงึ กาหนดวธิ กี ารวดั ตวั แปร (ศกึ ษารายละเอยี ดในบทท่ี 4) 3.4 กาหนดกลุม่ ประชากรและการเลอื กกลุม่ ตวั อยา่ ง (ศกึ ษารายละเอยี ดในบทท่ี 5) 3.5 สรา้ งและเลอื กใชเ้ ครอ่ื งมอื วจิ ยั (ศกึ ษารายละเอยี ดในบทท่ี 6 และ 7) 3.6 เกบ็ รวบรวมขอ้ มลู (ศกึ ษารายละเอยี ดในบทท่ี 8) 3.7 การจดั กระทาขอ้ มลู (ศกึ ษารายละเอยี ดในบทท่ี 9) 3.8 นาเสนอและเขยี นรายงานการวจิ ยั (ศกึ ษารายละเอยี ดในบทท่ี 13) กลา่ วไดว้ า่ การออกแบบการวจิ ยั ทงั้ 8 ประเดน็ สามารถครอบคลุมการออกแบบการวจิ ยั เชงิ ปรมิ าณเกอื บทุกประเภท ยกเวน้ การวจิ ยั เชงิ ทดลอง ทจ่ี ะไดน้ าเสนอต่อไป การออกแบบการวิจยั เชิงทดลอง การวจิ ยั เชงิ ทดลอง ม่งุ แสวงหาความรคู้ วามจรงิ ดว้ ยวธิ วี จิ ยั เชงิ ปรมิ าณ ทไ่ี ดร้ บั การยอมรบั อยา่ งกวา้ งขวางวา่ มคี วามเหมาะสมในการหาคาตอบของปญั หาวจิ ยั ไดอ้ ยา่ งลกึ ซง้ึ เน่อื งจากเป็นวธิ มี ุง่ อธบิ ายเก่ียวกบั ปรากฏการณ์ต่าง ๆ ท่เี กิดขน้ึ ในเชิงเหตุและผล เช่น การวดั ประสทิ ธิภาพในการ ปฏบิ ตั งิ านขายเมอ่ื เพม่ิ ผลตอบแทนใหก้ บั พนักงานขายอกี 3% หรอื จานวนครงั้ ในการไปเยย่ี มลกู คา้ มี ผลอย่างไรต่อขนาดการสงั่ ซ้อื หรอื องค์กรสามารถเพม่ิ ยอดขายของขนมขบเค้ยี วโดยการเพม่ิ พ้นื ท่ี วางขายในซุปเปอรม์ ารเ์ กต็ เป็นตน้ โดยการวจิ ยั อยู่ภายใต้การควบคุมตวั แปรแทรกซอ้ นทอ่ี าจส่งผล ต่อผลการวจิ ยั อย่างระมดั ระวงั ดงั นัน้ การออกแบบการวิจยั ท่ดี ี ผู้วจิ ยั ควรมคี วามรูค้ วามเข้าใจถึง รายละเอยี ด ดงั น้ี
234 1. ประเภทของการวจิ ยั เชงิ ทดลอง แบง่ ออกเป็น 2 ประเภท ดงั น้ี 1.1 การวิจยั ในห้องทดลอง เป็นการวิจยั ในสภาพการณ์ท่ีถูกจาลองข้นึ เพ่ือศึกษา ความสมั พนั ธเ์ ชงิ เหตุผลของตวั แปรต่าง ๆ โดยเช่อื ว่าจะสามารถลดความคลาดเคล่อื นจากผลกระทบ ของตวั แปรภายนอกไดเ้ ป็นอยา่ งดี เพราะสามารถควบคุมตวั แปรทไ่ี มเ่ ก่ยี วขอ้ งใหค้ งทไ่ี ดง้ ่าย แต่ตอ้ ง ระวงั ความลาเอยี งอนั เกดิ จากการจาลองสถานการณ์ขน้ึ 1.2 การวจิ ยั ภาคสนาม มุ่งวจิ ยั ถงึ ความเป็นเหตุและผลของตวั แปรอสิ ระต่อตวั แปรตาม ในสภาพการณ์ทเ่ี ป็นจรงิ ทไ่ี มม่ กี ารควบคุมปจั จยั ภายนอก เพยี งแต่กาหนดลกั ษณะทแ่ี ตกต่างของตวั แปรอสิ ระตามทง่ี านวจิ ยั ตอ้ งการเท่านนั้ 2. ลกั ษณะพน้ื ฐานของการวจิ ยั เชงิ ทดลอง ประกอบดว้ ย 5 ประการ ดงั น้ี 2.1 กลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม ต้องประกอบดว้ ยตวั อย่างทถ่ี ูกจดั กระทาใหอ้ ยภู่ ายใต้ สภาพการณ์ทดลองอยา่ งใดอยา่ งหน่ึง เรยี กว่า กลุ่มทดลอง และถา้ เป็นการเปรยี บเทยี บกบั กลุ่มทอ่ี ยู่ ในสภาพการณ์ปกติ เรยี กกลุ่มท่ไี ม่ได้รบั สงิ่ ทดลองซ่งึ อย่ใู นสภาพการณ์ปกตนิ นั้ ว่า กลุ่มควบคุม ทงั้ สองกล่มุ ถูกนามาเปรยี บเทยี บกนั และค่าเปรยี บเทยี บกนั คอื คา่ ของตวั แปรทว่ี ดั ไดจ้ ากทงั้ สองกลุ่ม 2.2 มกี ลุ่มเปรยี บเทียบ การวจิ ยั เชงิ ทดลองมุ่งเปรยี บเทียบผลของตวั แปรอิสระท่ีจดั กระทาข้ึนต่อตัวแปรตามท่ีวัดค่าจากตัวอย่างตัง้ แต่ 2 กลุ่มข้ึนไป เรียกว่า แบบระหว่างกลุ่ม (Between Group) หรอื อาจมเี พยี ง 1 กลุ่มตวั อยา่ ง แต่เกดิ ขน้ึ ภายใตเ้ งอ่ื นไขแตกต่างกนั อย่างน้อย 2 วธิ กี าร กล่าวคอื เป็นการเปรยี บเทยี บภายในตวั อย่างกลุ่มเดยี วกนั ณ เวลาทดลองต่างกนั เรยี กว่า แบบภายในกล่มุ (Within Group) 2.3 การจดั กระทา เป็นการจดั และควบคุมให้มสี ภาพการณ์ตามลกั ษณะของตัวแปร สาเหตุหรอื ตวั แปรอสิ ระท่ผี ู้วจิ ยั เลอื กมาศกึ ษา เรยี กว่า ตวั แปรทดลอง เช่น การศกึ ษา การลดราคา สนิ คา้ ส่งผลต่อปรมิ าณการซอ้ื เพมิ่ ขน้ึ ของผบู้ รโิ ภค ผวู้ จิ ยั ต้องจดั ใหม้ กี ารลดราคาสนิ คา้ ขน้ึ ในชว่ งเวลา ใดเวลาหน่งึ และทาการจดั จาหน่ายใหก้ บั ผบู้ รโิ ภคทเ่ี ป็นกลุ่มทดลอง เป็นตน้ 2.4 เป็นการควบคุมตวั แปรอ่นื ทอ่ี าจมผี ลกระทบต่อตวั แปรตามใหอ้ ย่คู งทห่ี รอื ไม่เกดิ ผล ต่อตวั แปรตาม เช่น ปรมิ าณท่ซี ้อื เพมิ่ ขน้ึ ของผูบ้ รโิ ภคอาจข้นึ อย่กู บั รายไดไ้ ม่ได้มาจากการลดราคา สนิ ค้าเพยี งตวั แปรเดยี ว ผู้วจิ ยั จงึ ควบคุมไม่ให้ตวั แปรรายได้เขา้ มาแทรกซ้อน โดยการเลอื กกลุ่ม ทดลองทม่ี รี ะดบั รายไดเ้ ดยี วกนั เป็นตน้ 2.5 มกี ารสงั เกตและวดั ผลทเ่ี กดิ ขน้ึ “ผล” คอื คา่ ของตวั แปรตามทค่ี าดว่าน่าจะมสี าเหตุมา จากตวั แปรอสิ ระ การวดั ค่าตวั แปรต้องใช้เคร่อื งมอื วดั ทม่ี คี ุณภาพและดาเนินการวดั อย่างดีและต้อง สรปุ ผลทม่ี คี วามถกู ตอ้ งดว้ ย 3. แบบการวจิ ยั เชงิ ทดลอง มี 3 แบบ ดงั น้ี 3.1 แบบการทดลองขนั้ ต้น (Pre-experimental Design) เป็นแบบการทดลองท่คี วบคุม ตวั แปรแทรกซ้อนไดย้ าก ประกอบด้วย 3 แบบ คอื แบบท่ี 1 กลุ่มทดลองกลุ่มเดยี ว ทาการทดลอง แลว้ สรปุ ผล แบบท่ี 2 กลุ่มทดลองกลุ่มเดยี ว มกี ารวดั ก่อนทดลอง ทดลอง และวดั ผลหลงั การทดลอง และแบบท่ี 3 กลมุ่ ทดลองและกลุ่มควบคุมทไ่ี มไ่ ดม้ าจากการสุ่ม มกี ารวดั ผลเฉพาะหลงั การทดลอง 3.2 แบบเต็มรปู แบบ เป็นการทดลองท่มี ปี ระสทิ ธภิ าพสูง ประกอบด้วย 2 รปู แบบ คอื
235 รปู แบบท่ี 1 มกี ลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุมทไ่ี ดจ้ ากการสุ่ม มกี ารวดั ก่อนและหลงั การทดลอง รปู แบบ ท่ี 2 มกี ลมุ่ ทดลองและกลุม่ ควบคุมทไ่ี ดจ้ ากการสุ่ม มกี ารวดั เฉพาะหลงั การทดลอง 3.3 แบบกง่ึ ทดลอง โดยทวั่ ไปการวจิ ยั เชงิ ทดลอง จะเน้นการควบคุมตวั แปรทไ่ี ม่ตอ้ งการ ศกึ ษา เพอ่ื ใหผ้ ลทม่ี ตี ่อตวั แปรตามเกดิ จากการทดลองอยา่ งแทจ้ รงิ ถ้าควบคุมทาไดไ้ มเ่ ตม็ ท่ี การวจิ ยั นัน้ จะกลายเป็นการวจิ ยั ก่งึ ทดลอง ซ่งึ การวจิ ยั เชงิ ทดลองด้านการตลาด เป็นตวั แปรทเ่ี ก่ยี วขอ้ งกบั มนุษยท์ ค่ี วบคุมไดย้ าก จงึ นยิ มทาการทดลองแบบกง่ึ ทดลองแทนการทดลองดว้ ยวธิ อี ่นื 4. ขนั้ ตอนการออกแบบการวจิ ยั เชงิ ทดลอง ประกอบดว้ ย 6 ขนั้ ตอน ดงั น้ี 4.1 ออกแบบการวจิ ยั โดยเลอื กใชว้ ธิ กี ารทดลอง โดยพจิ ารณาปญั หาวจิ ยั หรอื หวั ขอ้ เรอ่ื ง วจิ ยั ทม่ี งุ่ เน้นไดร้ บั คาอธบิ ายเชงิ สาเหตุ 4.2 ตงั้ สมมตฐิ านเพอ่ื ทดสอบความสมั พนั ธเ์ ชงิ สาเหตุ (Causal Relationships) 4.3 เลอื กหน่วยทดลองและกาหนดผเู้ ขา้ รว่ มในการวจิ ยั เพ่อื จดั กระทาการทดลองภายใต้ เง่อื นไขท่กี าหนดข้นึ โดยทวั่ ไปการเลอื กหน่วยทดลองมกั แตกต่างกนั ตามวตั ถุประสงค์หรอื คาถาม การวจิ ยั เช่น เลอื กหน่วยทดลองขนาดเลก็ ทส่ี ุด คอื บุคคลแต่ละคน บุคคลหลายคนใน 1 กลุ่ม บุคคล หลายคนในหลายกลมุ่ ไปจนถงึ หน่วยทดลองทม่ี ขี นาดใหญ่ คอื บคุ คลทกุ คนในหน่วยงานหรอื องคก์ ร 4.4 เลอื กแบบการทดลอง ผวู้ จิ ยั ต้องคานึงถงึ ขอ้ ดแี ละขอ้ จากดั ของแบบการทดลอง ซ่งึ แต่ละแบบมที งั้ ข้อดแี ละข้อจากดั แตกต่างกัน และจุดมุ่งหมายหรอื คาถามการวจิ ยั เพ่ือให้ได้แบบ ทดลองทช่ี ่วยควบคมุ หรอื ปรบั แยกอทิ ธพิ ลของปจั จยั แทรกซอ้ นต่าง ๆ ไดอ้ ยา่ งมปี ระสทิ ธภิ าพ รวมถงึ เป็นแบบทดลองทซ่ี บั ซอ้ นน้อย ประหยดั เวลาและงบประมาณในการทดลอง 4.5 เลอื กวธิ วี เิ คราะห์ข้อมูล โดยใช้สถิติสอดคล้องกบั ลกั ษณะของสมมติฐานการวจิ ยั ลกั ษณะแผนของขอ้ มลู ทท่ี าการวเิ คราะห์ และระดบั การวดั ตวั แปรทศ่ี กึ ษา 4.6 ประเมนิ คุณภาพของการออกแบบการทดลอง เป็นการประเมนิ ส่วนประกอบส่วน ต่าง ๆ ของแบบการวจิ ยั เชงิ ทดลองทน่ี ักวจิ ยั ไดด้ าเนินการออกแบบตงั้ แต่ขนั้ ตอนท่ี 1 ถงึ ขนั้ ตอนท่ี 5 ว่ามคี ณุ ภาพมากน้อยเพยี งใด มสี ่วนใดบา้ งทต่ี อ้ งปรบั ปรงุ แกไ้ ขก่อนนาไปปฏบิ ตั กิ ารทดลองจรงิ การออกแบบการวิจยั เชิงคณุ ภาพ การออกแบบวจิ ยั เชิงคุณภาพ มีจุดมุ่งหมายเพ่ือให้ได้แบบการวิจยั ท่ีชัดเจน เล็งเห็น กจิ กรรมการปฏบิ ตั ใิ นการดาเนินงานการวจิ ยั นกั วจิ ยั ตอ้ งมคี วามรู้ ความเขา้ ใจ ในรายละเอยี ด ดงั น้ี 1. ความหมายของการวจิ ยั เชิงคุณภาพ การวิจยั เชิงคุณภาพ ตรงกับภาษาอังกฤษว่า Qualitative Research สาหรบั คาว่า คุณภาพ ไมไ่ ดห้ มายถงึ คุณภาพของสนิ คา้ หรอื ผลผลติ ทวั่ ไป แต่ หมายถงึ ขอ้ มลู ทว่ี ดั ไดจ้ ากการวจิ ยั ทม่ี ลี กั ษณะเชงิ คุณลกั ษณะ คอื เป็นรายละเอยี ด เป็นสภาพการณ์ ไม่ใช่ขอ้ มูลท่เี ป็นตวั เลขเชงิ ปรมิ าณ ซ่งึ มผี ู้ให้ความหมายไว้ ประกอบด้วย ปารชิ าติ สถาปิตานนท์ (2557หน้า 14) อธิบายว่า การวิจัยเชิงคุณภาพ เป็ นการวิจัยท่ีเช่ือมัน่ ในหลักอัตวิสัยรวม (Intersubjectivity) ท่เี น้นการเก็บรวบรวมข้อมูลเชงิ สญั ญะและใช้การวเิ คราะห์ ตีความหรอื วพิ ากษ์ เพ่ือจดั กลุ่มหาคุณสมบตั ิร่วมกันของปรากฏการณ์ท่ีศึกษา วิเคราะห์คุณลักษณะเด่นทีมีร่วมกัน
236 ตลอดจนตคี วามขอ้ มูลและบรบิ ทต่าง ๆ ท่เี ก่ยี วขอ้ ง ส่วน สนิ พนั ธุ์พนิ ิจ (2554 หน้า 57) อธบิ ายว่า การวจิ ยั เชงิ คุณภาพ เป็นการศกึ ษาความจรงิ จากปรากฏการณ์ท่เี ป็นธรรมชาตขิ องคณะ บุคคลและ สงั คม โดยไม่มกี ารเตมิ แต่ง เพ่อื ทราบถงึ ลกั ษณะท่แี ท้จรงิ ของคนหรือสงั คมนัน้ บนพ้นื ฐานขอ้ มลู ท่ี เป็นธรรมชาติไม่ได้เน้นข้อมูลเชงิ ตวั เลขท่มี คี ่าเชงิ ปรมิ าณท่เี ป็นจานวนและการวเิ คราะห์ด้วยสถิติ สอดคล้องกับ สุทิติ ขตั ติยะและวไิ ลลกั ษณ์ สุวจติ ตานนท์ (2554 หน้า 29) อธบิ ายว่า การวจิ ยั เชงิ คุณภาพ เป็นการคน้ หาความรโู้ ดยเกบ็ รวบรวมขอ้ มูลทไ่ี ม่สามารถวดั ไดเ้ ป็นตวั เลข แต่เป็นขอ้ มลู เชงิ คณุ ลกั ษณะทใ่ี หร้ ายละเอยี ดของขอ้ เทจ็ จรงิ สว่ น ประเวศน์ มหารตั น์สกุล (2557 หน้า 49) ไดอ้ ธบิ าย ว่า เป็นการศึกษาหาคาตอบของคาถามหรอื ข้อสงสยั ของบุคคล สงั คมหรอื ต้องการทาความเข้าใจ เก่ยี วกบั ปญั หาของบุคคล กลุ่มบุคคล สงั คม หรอื ปรากฏการณ์ ทใ่ี หค้ วามสาคญั กบั ความรสู้ กึ นึกคดิ คุณค่าของมนุษย์ กลุ่มคนและสงั คม ซ่งึ ไม่สามารถวดั ออกมาเป็นตวั เลขเชงิ ปรมิ าณได้ แต่จะอาศยั การบนั ทกึ การตคี วามและการสรปุ ความ จากขอ้ มลู ทไ่ี ดร้ วบรวมจากกลุ่มประชากร จากความหมายท่กี ล่าวไว้ขา้ งต้น สามารถสรุปได้ว่า การวจิ ยั เชงิ คุณภาพ เป็นวธิ กี าร คน้ หาความจรงิ จากเหตุการณ์หรอื สภาพแวดลอ้ มทเ่ี ป็นอย่ตู ามความเป็นจรงิ หรอื ตามธรรมชาติ โดย ไมพ่ ยายามจดั สภาพการณ์ทเ่ี กย่ี วขอ้ งเพอ่ื ควบคมุ ตวั แปรตวั แปรใดเลย ทงั้ น้เี พ่อื ใหท้ ราบถงึ ลกั ษณะท่ี แทจ้ รงิ ของเหตุการณ์หรอื สภาพแวดลอ้ มนัน้ จงึ มนี กั วชิ าการบางคนเรยี กว่า การวจิ ยั เชงิ คุณลกั ษณะ หรอื เชงิ คณุ สมบตั ิ 2. ลกั ษณะการวจิ ยั เชงิ คุณภาพ โดย สุทติ ิ ขตั ตยิ ะและวไิ ลลกั ษณ์ สุวจติ ตานนท์ (2554 หน้า 236) อธบิ ายไว้ ดงั น้ี 2.1 ม่งุ ศกึ ษาสถานการณ์ทเ่ี ป็นธรรมชาติ ทส่ี ถานการณ์นนั้ ไมถ่ ูกดดั แปลงแต่งเตมิ ใหผ้ ดิ ไปจากธรรมชาติ และขอ้ มลู ทไ่ี ดม้ าตอ้ งปรากฏขน้ึ มาเองตามธรรมชาติ และมาจากลกั ษณะเฉพาะของ ผใู้ หข้ อ้ มลู แต่ละคน โดยไมไ่ ดก้ าหนดล่วงหน้าก่อนว่าขอ้ มลู นนั้ จะเป็นอยา่ งไร 2.2 ศึกษาจากรายละเอียดขอ้ มูลเป็นพ้นื ฐาน เรมิ่ ต้นจากการได้รบั ข้อมูลจานวนจากดั จากประชากรหรอื ตวั อยา่ งจานวนไม่มากนกั ทเ่ี ลอื กมาโดยเฉพาะ แลว้ นามาวเิ คราะหข์ อ้ มลู เพ่อื นาไป สรุปผลในรูปของคาอธิบายหรอื กรอบแนวคิดทฤษฎี ซ่ึงนาผลวิเคราะห์ไปใช้กับประชากรหรือ สถานการณ์ทวั่ ไปในวงกวา้ ง 2.3 ความเป็นองคร์ วมของการศกึ ษา พฤตกิ รรมมนุษยจ์ ะเก่ยี วขอ้ งกบั บรบิ ทอยา่ งแยก ไม่ออก ไม่อาจถูกลดทอนเป็นตวั แปรเด่ยี ว ๆ แล้วแยกส่วนศกึ ษา การวจิ ยั เชงิ คุณภาพจงึ มุ่งสรา้ ง ความรแู้ ละทาความเขา้ ใจอย่างเป็นองคร์ วม โดยวเิ คราะหค์ วามสมั พนั ธแ์ บบหลายมติ ภิ ายในบรบิ ทท่ี เป็นอยู่ เพอ่ื ความเขา้ ใจอยา่ งถ่องแท้ 2.4 ใช้ข้อมูลเชงิ คุณภาพเป็นหลกั ซ่งึ เป็นขอ้ มูลเชงิ ข้อความ ถ้อยคาบรรยายท่ไี ม่ใช่ ตวั เลข 2.5 ผูว้ จิ ยั ตดิ ต่อโดยตรงกบั กลุ่มเป้าหมายในการวจิ ยั เพ่อื สรา้ งความสมั พนั ธแ์ ละเรยี นรู้ สง่ิ ทต่ี อ้ งการศกึ ษาโดยตรง 2.6 พฤติกรรมและปรากฏการณ์เป็นกระบวนการท่ีไม่หยุดน่ิง เคล่ือนไหวและ เปลย่ี นแปลงตลอดเวลา ผวู้ จิ ยั จงึ ต้องเขา้ ไปสรา้ งความสมั พนั ธเ์ พ่อื ใหเ้ ขา้ ใจถงึ พลวตั ของสงิ่ ทต่ี อ้ งการ
237 ศกึ ษาอยา่ งลกึ ซง้ึ 3. การออกแบบการวจิ ยั เชงิ คุณภาพ เป็นการออกแบบการวจิ ยั ท่มี ลี กั ษณะยดื หยนุ่ รวมทงั้ เป็นพลวตั มกี ารปรบั เปลย่ี นไดข้ น้ึ อยกู่ บั สภาวการณ์ในระหว่างการวจิ ยั ซง่ึ มรี ายละเอยี ดดงั น้ี 3.1 การกาหนดปญั หาวิจยั เชงิ คุณภาพ โดยทวั่ ไปปญั หาวจิ ยั หรอื หวั ข้อเร่อื งวจิ ยั เชิง คุณภาพ จะพฒั นาจากประเดน็ ปญั หาการตลาดของผลติ ภณั ฑ์ ประสบการณ์และความสนใจส่วนตวั ของผู้วิจัยเอง มีลักษณะระบุเป็นข้อสงสัยใคร่รู้ในประเด็นการเกิดข้ึนและการดาเนินไปของ ปรากฏการณ์ท่สี นใจอย่างคร่าว ๆ ในระยะเรม่ิ ต้น เพ่อื ให้มองเห็นเคา้ ลางในกระบวนการสบื ค้นหา คาตอบ จากนัน้ จงึ ปรบั เปล่ียนใหม่ไปสู่ประเด็นปญั หาวจิ ยั ท่เี ป็นรูปธรรมและเจาะจงมากข้นึ เม่อื คน้ พบวา่ มแี งม่ มุ ใหมท่ น่ี ่าสนใจใครร่ ตู้ ามมมุ มองของผวู้ จิ ยั 3.2 กาหนดวตั ถุประสงค์การวจิ ยั ควรกาหนดเพ่อื ทาความเข้าใจความหมายและอธบิ าย ความสมั พนั ธ์ท่เี กดิ ขน้ึ ของพฤตกิ รรมหรอื ปรากฏการณ์ในลกั ษณะท่เี ป็นรปู ธรรม เน่ืองจากการวจิ ยั เชงิ คุณภาพ มงุ่ เน้นการศกึ ษาถงึ พฤตกิ รรมหรอื ปรากฏการณ์ทม่ี อี งคป์ ระกอบเป็นนามธรรม 3.3 การตงั้ สมมตฐิ าน การวจิ ยั เชงิ คุณภาพไม่ไดใ้ หค้ วามสาคญั กบั สมมตฐิ านการวจิ ยั จะมี เฉพาะปญั หาหรอื ประเด็นท่ตี ้องการศึกษาและแนวคดิ เชงิ ทฤษฎที ่เี ป็นกรอบแนวคดิ การวจิ ยั อย่าง กวา้ ง ๆ เท่านนั้ สาหรบั ใชเ้ ป็นแนวทางในการหาขอ้ มลู และสรปุ ผลการวจิ ยั 3.4 การคัดเลอื กผู้ให้ข้อมูลหลกั เป็นการเลือกแบบเจาะจงและขนาดเล็ก อาจมเี พียง 1 บคุ คล 1 หมบู่ า้ น 1 กลมุ่ อาชพี ในชมุ ชนเท่านนั้ และไมม่ กี ารคดั เลอื กตวั อยา่ งเหมอื นการวจิ ยั แบบอ่นื 3.5 เคร่อื งมอื ท่ใี ช้ในการวจิ ยั ท่ดี ที ่สี ุด คอื ผู้วจิ ยั ท่ตี ้องออกภาคสนามในการเก็บรวบรวม ขอ้ มลู เอง โดยผวู้ จิ ยั ต้องเป็นผบู้ นั ทกึ ขอ้ มลู พรอ้ มการใชเ้ ครอ่ื งมอื ชว่ ยบนั ทกึ ขอ้ มลู หรอื หวั ขอ้ รายการ ทก่ี าหนดไวเ้ พอ่ื การสอบถามและบนั ทกึ ขอ้ มลู เท่านนั้ 3.6 การเกบ็ รวบรวมขอ้ มลู ผวู้ จิ ยั จะเก็บรวบรวมขอ้ มลู ดว้ ยตนเอง ซง่ึ มเี ทคนิควธิ กี ารเกบ็ รวบรวมขอ้ มลู เช่น การสมั ภาษณ์แบบเจาะลกึ การสงั เกตและการสนทนากล่มุ เป็นตน้ 3.7 การวิเคราะห์ข้อมูล จะไม่วเิ คราะห์ทางสถิติ แต่ใช้หลักการวิเคราะห์เชงิ คุณภาพ ประกอบด้วย การตีความหมายข้อมูล การเปรยี บเทยี บข้อมูล การสงั เคราะห์ข้อมูลและการสรา้ ง ขอ้ สรุป จะตคี วามและสงั เคราะห์เช่อื มโยงระหว่างความหมายของขอ้ มลู และความรทู้ างทฤษฎีของ ผู้วจิ ยั เพ่อื อธบิ ายถึงความสมั พนั ธ์ระหว่างพฤตกิ รรมหรอื ปรากฏการณ์ในสงั คม โดยเน้นถึงความ เป็นไปไดแ้ ละความสอดคลอ้ งตามหลกั เหตุผล 3.8 การเขยี นรายงาน เป็นการนาเอาความหมายของขอ้ มลู มาพรรณนาและอธบิ ายใหเ้ หน็ ถงึ พฤตกิ รรมและปรากฏการณ์ต่าง ๆ ในสงั คมอยา่ งชดั เจนเป็นรปู แบบ โดยสรุป แบบการวจิ ยั เชงิ คุณภาพ จะมคี วามยดื หยุ่นหรอื ประนีประนอมภายในแบบการ วจิ ยั ทส่ี รา้ งขน้ึ อาจตอ้ งปรบั เปลย่ี นบา้ งในระหว่างดาเนินการวจิ ยั เพราะเป็นการวจิ ยั จากสภาพการณ์ ทม่ี กี ารเปลย่ี นแปลอย่ตู ลอดเวลา จงึ ไม่ควรยนื ยนั ว่าตอ้ งดาเนินการตามแบบทก่ี าหนดไวท้ ุกขนั้ ตอน อยา่ งเครง่ ครดั
238 โครงการวิจยั เมอ่ื ออกแบบการวจิ ยั เรยี บรอ้ ยแลว้ กจ็ ะเขยี นเป็นโครงการวจิ ยั หรอื มชี ่อื เรยี กเป็นอยา่ งอ่นื คอื เคา้ โครงการวจิ ยั หรอื โครงร่างการวจิ ยั (Research Proposal) เพ่อื ใชเ้ ป็นแนวทางในการดาเนิน กจิ กรรมการวจิ ยั ซง่ึ ผวู้ จิ ยั ควรมคี วามรู้ ความเขา้ ใจในรายละเอยี ดเกย่ี วกบั โครงการวจิ ยั ดงั น้ี 1. ความหมายของโครงการวจิ ยั มนี ักวจิ ยั ไดอ้ ธบิ ายไว้ ประกอบดว้ ย สนิ พนั ธพ์ นิ ิจ (2554 หน้า 337) อธิบายว่า โครงการวิจยั เป็นคู่มือ แผนท่ีหรอื แบบแผนสาหรบั ดาเนินการวิจยั ท่ีได้ ออกแบบไวล้ ่วงหน้า โดยมกี ารกาหนดขนั้ ตอนของกระบวนการวจิ ยั ไวอ้ ยา่ งครบถว้ น ตงั้ แต่เรมิ่ ตน้ จน เสรจ็ ส้นิ การวจิ ยั เพ่อื หาคาตอบหรอื ขอ้ สรุปในเร่อื งใดเร่อื งหน่ึง ส่วน สุวมิ ล ตริ กานันท์ (2557 หน้า 261) อธบิ ายวา่ โครงการวจิ ยั เป็นแผนการดาเนินงานวจิ ยั โดยนาเสนอสง่ิ ทผ่ี วู้ จิ ยั ตอ้ งการทาและเป็น ข้อเสนอในการพิจารณาอนุมตั ิงบประมาณหรอื เงนิ ทุนวจิ ยั สอดคล้องกบั วชั ราภรณ์ สุรยิ าภวิ ฒั น์ (2554 หน้า 68) อธบิ ายวา่ โครงการวจิ ยั เป็นแผนการทางานหรอื โครงสรา้ ง(Outline) ทบ่ี อกว่าจะทา อะไร ทาอยา่ งไร ทาทไ่ี หน ทาใหใ้ คร ใครเป็นผทู้ าและจะไดป้ ระโยชน์อะไรจากการวจิ ยั น้ี โดยเขยี นให้ อยู่ในรูปแบบของเอกสาร และสอดคล้องกับ พรรณี ลกี ิจวฒั นะ (2556 หน้า 169) ได้อธิบายว่า โครงการวจิ ยั หมายถงึ เอกสารแสดงถงึ แนวคดิ และแผนการดาเนินงานวจิ ยั ตงั้ แต่ตน้ จนจบ สอดคลอ้ ง กบั ไพศาล วรคา (2554 หน้า 161) อธบิ ายว่า โครงการวจิ ยั หมายถงึ เอกสารทผ่ี ู้วจิ ยั จดั ทาขน้ึ เพ่อื แสดงรายละเอยี ดเก่ยี วกบั การดาเนินการวจิ ยั โดยเรมิ่ ตงั้ แต่ ช่อื เร่อื ง ความเป็นมาและความสาคญั ของปญั หาวจิ ยั คาถามการวจิ ยั วตั ถุประสงค์การวจิ ยั ขอบเขตการวจิ ยั นิยามศพั ทเ์ ฉพาะ เอกสาร และงานวจิ ยั ทเ่ี ก่ยี วขอ้ ง กรอบแนวคดิ และวธิ ดี าเนินการวจิ ยั ส่วน บุญธรรม กจิ ปรดี าบรสิ ุทธิ ์ (2554 หน้า 146) อธบิ ายว่า โครงการวจิ ยั เป็นขอ้ เสนอยทุ ธวธิ สี าหรบั ใชใ้ นการคน้ หาคาตอบของปญั หาวจิ ยั จากความหมายทก่ี ล่าวมา จงึ สรปุ ได้ว่า โครงการวจิ ยั หมายถงึ เอกสารแสดงรายละเอยี ด เก่ยี วกบั การดาเนินการวจิ ยั ครอบคลุมตงั้ แต่ขนั้ ตอนเรม่ิ ต้นจนสน้ิ สุดโครงการวจิ ยั ซ่งึ รายละเอยี ดท่ี ระบุไวต้ อ้ งแสดงถงึ ความเหมาะสมกบั ปญั หาวจิ ยั รวมถงึ แสดงแผนปฏบิ ตั งิ านการวจิ ยั ทงั้ น้เี มอ่ื ผวู้ จิ ยั ลงมอื ทาวจิ ยั จะตอ้ งปฏบิ ตั ติ ามขนั้ ตอนและรายละเอยี ดทก่ี าหนดไวใ้ นโครงการวจิ ยั นนั้ 2. ประโยชน์ของโครงการวจิ ยั มดี งั น้ี 2.1 ประโยชน์สาหรบั ผวู้ จิ ยั ประกอบดว้ ย 1) ช่วยใหม้ องเหน็ แนวทางการปฏบิ ตั งิ านวจิ ยั ท่เี หมาะสมและรวู้ ่าจะดาเนินการวจิ ยั อย่างไร ซ่งึ โครงการวจิ ยั เป็นเสมอื นคู่มอื ดาเนินการวิจยั และ ช่วยใหผ้ วู้ จิ ยั สามารถตรวจสอบหรอื ทบทวนกระบวนการดาเนินการวจิ ยั เพ่อื ป้องกนั ความผดิ พลาดท่ี อาจเกดิ ขน้ึ ระหว่างดาเนินการวจิ ยั 2) ช่วยใหไ้ ดร้ บั การสนับสนุนการทาวจิ ยั ผวู้ จิ ยั จะใชโ้ ครงการวจิ ยั เสนอเพ่อื อนุมตั ิให้ทาวจิ ยั การเขยี นจงึ พยายามแสดงถึงรายละเอยี ดเก่ยี วกบั ปญั หาวจิ ยั ให้ชดั เจน เพ่อื ให้ผูอ้ นุมตั ทิ ราบว่าใครเป็นผูว้ จิ ยั เร่อื งวจิ ยั คอื อะไร เม่อื วจิ ยั แลว้ เสรจ็ สามารถนาผลการวจิ ยั ไป แกป้ ญั หาหรอื ใชเ้ ป็นประโยชน์ไดอ้ ยา่ งคุม้ คา่ กบั การลงทุนและมปี ระโยชน์ต่อส่วนรวม ทงั้ น้ีจะเป็นการ หว่านลอ้ มใหเ้ ช่อื วา่ ปญั หาวจิ ยั มคี วามสาคญั อยา่ งยง่ิ ทาใหไ้ ดร้ บั อนุมตั ทิ าวจิ ยั 2.2 ประโยชน์สาหรบั ผู้มสี ่วนเก่ยี วขอ้ งกบั การวจิ ยั ประกอบด้วย 1) ช่วยใหผ้ ู้สนับสนุน ทุนวจิ ยั มรี ายละเอยี ดประกอบการพจิ ารณาอนุมตั ิทุนการวจิ ยั 2) ช่วยให้ผู้บรหิ ารภายในองค์กรได้
239 ทราบรายละเอยี ดประกอบการพจิ ารณาใหด้ าเนินการวจิ ยั ไดห้ รอื ไม่ เพราะโครงการวจิ ยั จะชใ้ี หเ้ หน็ ถงึ ประโยชน์ของการวจิ ยั และสามารถนามาแกไ้ ขปญั หาทางการตลาดทเ่ี กดิ ขน้ึ ไดอ้ ย่างไร 3) ช่วยใหผ้ ู้ มสี ่วนร่วมในการวจิ ยั ไดท้ ราบรายละเอยี ดเก่ยี วกบั การวจิ ยั ซง่ึ เป็นแนวทางในการดาเนินการวจิ ัยให้ แลว้ เสรจ็ ตามวตั ถุประสงคท์ ก่ี าหนดเอาไว้ 3. ส่วนประกอบของโครงการวจิ ยั ในทางปฏบิ ตั ิทวั่ ไปนัน้ ส่วนประกอบของโครงการวจิ ยั อาจครอบคลุมประเดน็ การวจิ ยั แตกต่างกนั บา้ งตามระเบยี บการเขยี นทก่ี าหนดขน้ึ ตามหน่วยงานทาง วชิ าการทม่ี พี นั ธกจิ หลกั เกย่ี วกบั การวจิ ยั หรอื แหลง่ สนบั สนุนทุนอุดหนุนการทาวจิ ยั อกี ทงั้ มนี กั วจิ ยั ได้ เสนอส่วนประกอบของโครงการวจิ ยั ประกอบดว้ ย สุชาติ ประสทิ ธริ ์ ฐั สนิ ธุ์ (2555 หน้า 602) เสนอไว้ 7 องคป์ ระกอบ คอื 1) ความเป็นมาและความสาคญั ของปญั หาวจิ ยั 2) วตั ถุประสงค์หรอื คาถามการ วจิ ยั 3) การทบทวนวรรณกรรม 4) ระเบียบวิธีการวจิ ยั 5) ขอบเขตของการวิจยั 6) ประโยชน์ท่ี คาดหวงั และ 7) บญั ชรี ายช่อื เอกสารอา้ งองิ ส่วน สุวมิ ล ตริ กานนั ท์ (2557 หน้า 261-263 ) เสนอไว้ ประกอบด้วย ช่อื โครงการวจิ ยั ผวู้ จิ ยั /คณะผดู้ าเนินการวจิ ยั ความเป็นมาและความสาคญั ของปญั หา วจิ ยั วตั ถุประสงค์การวจิ ยั การทบทวนเอกสารท่เี ก่ยี วข้อง สมมตฐิ านการวจิ ยั ตัวแปรในการวจิ ยั นิยามศพั ท์ วธิ ดี าเนินการวจิ ยั ประโยชน์ทค่ี าดว่าจะไดร้ บั ระยะเวลาทาการวจิ ยั แผนการดาเนินงาน และรายละเอยี ดงบประมาณคา่ ใชจ้ า่ ยในการวจิ ยั จากองคป์ ระกอบของโครงการวจิ ยั ทน่ี ักวจิ ยั ไดเ้ สนอไวข้ า้ งตน้ จะมรี ายละเอยี ดแตกต่างกนั ไปบ้าง แต่สามารถนามาเป็นแนวทางกาหนดองค์ประกอบหลกั ของโครงการวจิ ยั ได้ครอบคลุมใน หวั ข้อ ประกอบด้วย 1) ช่อื โครงการวจิ ยั 2) ช่อื ผู้วจิ ยั 3) ท่มี าและความสาคญั ของปญั หาวิจยั 4) วตั ถุประสงคก์ ารวจิ ยั 5) สมมตฐิ านการวจิ ยั (ถ้าม)ี 6) กรอบแนวคดิ การวจิ ยั 7) ขอบเขตการวจิ ยั 8) ประโยชน์คาดว่าจะได้รบั 9) นิยามศัพท์ตัวแปร 10) การทบทวนวรรณกรรมท่ีเก่ียวข้อง 11) วธิ ดี าเนินการวจิ ยั 12) งบประมาณค่าใชจ้ า่ ย 13) การกาหนดโปรแกรมการวจิ ยั 4. แนวทางการเขยี นโครงการวจิ ยั เค้าโครงการวจิ ยั อาจเขยี นเป็นบทหรอื เขยี นเป็นหวั ขอ้ แต่การเขยี นทงั้ สองแบบนัน้ ต้องครอบคลุมองค์ประกอบของโครงการวิจยั ทุกประเด็นเหมอื นกัน สาหรบั เอกสารประกอบการสอนน้ี จะเสนอการเขยี นเป็นหวั ขอ้ ซง่ึ มรี ายละเอยี ด ดงั น้ี 4.1 ช่ือโครงการวิจยั ให้ระบุช่ือเร่อื งวิจัยเป็นภาษาไทยและภาษาอังกฤ ษ สาหรบั รายละเอยี ดของการตงั้ ชอ่ื เรอ่ื งวจิ ยั ไดก้ ล่าวไวแ้ ลว้ ในบทท่ี 3 4.2 ช่อื ผวู้ จิ ยั เขยี นช่อื ผวู้ จิ ยั รวมถงึ คุณวุฒิ เพอ่ื สรา้ งความเช่อื มนั่ ต่อการดาเนนิ การวจิ ยั บางงานวจิ ยั อาจมผี ู้วจิ ยั หลายคน ต้องระบุบทบาทหน้าท่ขี องแต่ละคนในการทาวจิ ยั ให้ชดั เจน เช่น ใครเป็นหวั หน้าโครงการ รบั ผดิ ชอบในการทาวจิ ยั ก่เี ปอรเ์ ซน็ ต์ ผวู้ จิ ยั อ่นื รบั ผดิ ชอบสดั ส่วนเท่าใด แต่ ละคนสงั กดั หน่วยงานใด 4.3 ท่ีมาและความสาคัญของปญั หาวิจยั เขยี นความเป็นมาของสถานการณ์ท่ีสนใจ เช่อื มโยงเก่ยี วเน่ืองไปสู่ปญั หาวจิ ยั หรอื ช่อื เร่อื งวจิ ยั ชใ้ี หเ้ หน็ ถงึ สถานการณ์ท่เี ป็นสาเหตุใหต้ ้องทา วจิ ยั ในเรอ่ื งนนั้ หรอื เขยี นเพ่อื ตอบคาถามว่า ทาไมจงึ ต้องทาวจิ ยั เรอ่ื งน้ี การเขยี นตอ้ งพยายามตอบ ว่า เรอ่ื งน้ีเป็นปญั หาอย่างไร จะต้องใชท้ ฤษฎหี รอื หลกั การอะไรมาสนับสนุนเพ่อื แกไ้ ขปญั หานนั้ เม่อื วจิ ยั แลว้ ผลการวจิ ยั จะเป็นประโยชน์อย่างไรบา้ ง ควรมกี ารอ้างองิ หลกั ฐานหรอื เหตุการณ์ จะมคี วาม
240 น่าเช่อื ถือมากกว่าการเขยี นด้วยความคดิ เห็นของผู้วจิ ยั เพียงอย่างเดียว รวมถึงไม่ควรเขยี นยาว เกนิ ไป โดยอาจเรมิ่ ตน้ เขยี นจาก การระบุความสาคญั และปญั หาทวั่ ไป ปญั หาเจาะจงเช่อื มโยงสู่เรอ่ื ง วจิ ยั แนวทางการแกไ้ ขปญั หา ประโยชน์จากการวจิ ยั ตามลาดบั 4.4 วตั ถุประสงคก์ ารวจิ ยั (ศกึ ษารายละเอยี ดในบทท่ี 3) 4.5 กาหนดสมมตฐิ านการวจิ ยั (ถา้ ม)ี ไมเ่ ขยี นเป็นสมมตฐิ านทางสถติ ิ (ศกึ ษาเพม่ิ เตมิ ใน บทท่ี 4) 4.6 กรอบแนวคดิ การวจิ ยั เขยี นถงึ สาระสาคญั ของหลกั การ แนวคดิ ทฤษฎี ขอ้ สรปุ จาก การทบทวนวรรณกรรม ท่ีแสดงถึงรูปแบบความสัมพันธ์ระหว่างตัวแปรในการวิจัย (ศึกษา รายละเอยี ดในบทท่ี 3) 4.7 ขอบเขตของการวจิ ยั เขยี นใหเ้ หน็ ถงึ กรอบในการดาเนินการวจิ ยั ว่าจะทาการศกึ ษา อยา่ งไร กบั สง่ิ ใด ครอบคลมุ ถงึ ประเดน็ ใดบา้ ง โดยทวั่ ไปจะเขยี นครอบคลุมถงึ 1) แบบการวจิ ยั เขยี น ระบุว่าเป็นการวจิ ยั รูปแบบใด เช่น เป็นการวจิ ยั เชงิ สารวจ เชงิ ทดลอง หรอื เชงิ เหตุผล เป็นต้น 2) ประชากรในการวิจัย เขียนให้ชัดเจนเก่ียวกับกรอบของประชากร ซ่ึงหมายถึง ขอบเขตของ องค์ประกอบทงั้ หมดของประชากรซ่งึ เป็นส่วนท่ตี ้องการศึกษาวจิ ยั โดยระบุถึงประเภท ลกั ษณ ะ ขนาดและแหล่งพ้ืนท่ีของประชากรท่ีใช้ในการวิจัย 3) พ้ืนท่ีการวิจยั เขียนระบุอาณาเขตทาง ภูมศิ าสตรท์ ท่ี าวจิ ยั ใหช้ ดั เจน เช่น ดาเนินการเกบ็ รวบรวมขอ้ มลู เฉพาะสองจงั หวดั ทต่ี ิดกบั แม่น้าโขง ในภาคตะวนั ออกเฉียงเหนือตอนบน คอื จงั หวดั หนองคายและเลยเท่านัน้ เป็นต้น 4) ระยะเวลา ดาเนินการวิจยั เขียนระบุช่วงเวลาดาเนินการวิจยั ให้ชัดเจน โดยระบุตัง้ แต่เริ่มต้นจนส้ินสุด โครงการวจิ ยั 5๗ ตวั แปรในการวจิ ยั เขยี นระบุให้เห็นขอบเขตของตัวแปรท่ศี ึกษา ประกอบด้วย ประเภทและโครงสรา้ งหรอื องคป์ ระกอบของตวั แปร (ศกึ ษารายละเอยี ดในบทท่ี 4) 4.8 ประโยชน์คาดว่าจะได้รบั เขยี นระบุให้เหน็ ว่าเม่อื ดาเนินการวจิ ยั เสรจ็ สน้ิ แลว้ ไดร้ บั คาตอบของปญั หาวิจยั หรอื ผลการวิจยั คืออะไร และผลการวิจยั นัน้ มีประโยชน์แก่ใครและเป็น ประโยชน์อยา่ งไรบา้ ง โดยเฉพาะประโยชน์ต่อการแกป้ ญั หา การตดั สนิ ใจและการบรหิ ารการตลาด 4.9 นิยามศพั ท์ตวั แปร เขยี นในลกั ษณะให้ความหมายว่า ตวั แปรนัน้ คอื อะไร วดั หรอื สังเกตได้อย่างไร ใช้เฉพาะการวิจยั ครงั้ น้ีเท่านั้น ไม่ใช่เขียนในลักษณะ แปลว่าอะไร (ศึกษา รายละเอยี ดในบทท่ี 4) 4.10 การทบทวนวรรณกรรม(ศกึ ษารายละเอยี ดในบทท่ี 3 ประกอบ) เขยี นโดยแยกส่วน ทเ่ี ก่ยี วข้องกบั หลกั การ แนวคดิ และทฤษฎี และในส่วนรายงานการวจิ ยั ท่เี ก่ยี วขอ้ ง ต้องเรยี งลาดบั หวั ขอ้ ทจ่ี ะนาเสนอให้สอดคลอ้ งกบั หวั ขอ้ เร่อื งวจิ ยั และวตั ถุประสงคก์ ารวจิ ยั ควรเขยี นเสนอภาพรวม กวา้ ง ๆ และมกี ารสรุปในแต่ละหวั ขอ้ รวมถงึ ควรเขยี นเช่อื มโยงระหว่างหวั ขอ้ ทเ่ี สนอและหวั ขอ้ ท่จี ะ นาเสนอต่อไปดว้ ย และตอ้ งเขยี นอา้ งองิ แหลง่ ขอ้ มลู ใหถ้ ูกตอ้ ง (ศกึ ษารายละเอยี ดในบทท่ี 13) 4.11 วิธีดาเนินการวิจัย (Research Methodology) เขียนระบุให้เห็นขัน้ ตอนการ ดาเนินการวจิ ยั อยา่ งละเอยี ดและชดั เจน โดยเขยี นใหค้ รอบคลุมหวั ขอ้ ดงั น้ี 4.11.1 ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง เขียนระบุถึงลักษณะและขนาดหรอื จานวน ประชากรในการวจิ ยั ระบุว่าจะศกึ ษากบั ประชากรทงั้ หมดหรอื จากตวั อย่างแทน ถา้ ศกึ ษากบั ตวั อยา่ ง
241 ตอ้ งระบุถงึ ลกั ษณะ ขนาดหรอื จานวน วธิ กี าหนดขนาดตวั อย่างและวธิ เี ลอื กตวั อยา่ งหรอื ชกั ตวั อยา่ ง (ศกึ ษารายละเอยี ดในบทท่ี 7) 4.11.2 เครอ่ื งมอื ในการวจิ ยั เขยี นให้ชดั เจนว่า การทาวจิ ยั ครงั้ น้ีใชเ้ ครอ่ื งมอื อะไรใน การเก็บรวบรวมขอ้ มลู โดยระบุว่า เป็นแบบสอบถาม แบบทดสอบ แบบสมั ภาษณ์หรอื แบบสงั เกต และอธบิ ายลกั ษณะเคร่อื งมอื อย่างละเอยี ด รวมถงึ เขยี นระบุถงึ ขนั้ ตอนการสรา้ งเคร่อื งมอื ในการวจิ ยั ใหล้ ะเอยี ด ตงั้ แต่เรมิ่ ตน้ จนไดเ้ ครอ่ื งมอื ในการวจิ ยั เสรจ็ สมบรู ณ์พรอ้ มนาไปเกบ็ รวบรวมขอ้ มลู 4.11.3 การเก็บรวบรวมขอ้ มูล เขยี นให้ครอบคลุมเก่ยี วกบั ประเภทขอ้ มูลท่จี าแนก ตามแหลง่ ขอ้ มลู ระบุแหล่งขอ้ มลู วธิ กี ารหรอื ขนั้ ตอนเกบ็ รวบรวมขอ้ มลู (ศกึ ษารายละเอยี ดในบทท่ี 8) 4.11.4 การวเิ คราะห์ขอ้ มูลและสถติ ิ โดยครอบคลุมประเดน็ 1) การวเิ คราะหข์ อ้ มูล เขยี นอธบิ ายกระบวนการวเิ คราะห์ขอ้ มลู อธบิ ายถงึ วธิ ตี รวจสอบขอ้ มูลว่าดาเนินการอย่างไร เตรยี ม ขอ้ มลู เพ่อื การวเิ คราะหอ์ ยา่ งไร ระบุใชเ้ ครอ่ื งมอื อะไรในการวเิ คราะหข์ อ้ มลู เช่น ระบเุ ป็นคอมพวิ เตอร์ โดยใชโ้ ปรแกรมสาเรจ็ รปู อะไรในการวเิ คราะหข์ อ้ มลู เป็นต้น รวมถงึ ตอ้ งเขยี นอธบิ ายถงึ เทคนิคหรอื วธิ ีการวิเคราะห์ข้อมูล เช่น วิเคราะห์ข้อมูลเชิงพรรณนา วิเคราะห์ความเบ่ียงเบนข้อมูล ความ แปรปรวนของขอ้ มลู หรอื การวเิ คราะหค์ วามสมั พนั ธ์ เป็นตน้ (ศกึ ษารายละเอยี ดในบทท่ี 9) 2) สถติ ทิ ่ี ใชใ้ นการวจิ ยั เขยี นอธบิ ายว่า ใชส้ ถติ อิ ะไรบ้าง ระบุให้ครบถ้วนทุกสถติ ิท่นี ามาใช้ในวเิ คราะห์ขอ้ มูล (ศกึ ษารายละเอยี ดในบทท่ี 10) 4.12 จัดทางบประมาณค่าใช้จ่ายในการวิจัย ซ่ึงเป็นสิ่งจาเป็นต้องทางบประมาณ โดยเฉพาะโครงการวจิ ยั ท่เี สนอของบประมาณหรอื ทุนอุดหนุนการวจิ ยั จากหน่วยงานต่าง ๆ เพ่ือ ประกอบการพจิ ารณาอนุมตั ิ หรอื เพ่อื ควบคุมการใชจ้ า่ ยในการวจิ ยั อยา่ งคุม้ ค่า ต้องเขยี นระบุจานวน เงนิ ทต่ี อ้ งใชใ้ หล้ ะเอยี ด ครอบคลมุ ค่าตอบแทน เชน่ คา่ จา้ งรายวนั พนกั งานในการเกบ็ ขอ้ มลู พนักงาน ผู้ช่วยในการวเิ คราะห์ พนักงานลงรหสั และป้อนขอ้ มลู สาหรบั การประมวลผล ค่าใชส้ อยเก่ยี วกบั ค่า เบ้ยี เล้ยี งเดนิ ทาง ค่าเช่าท่พี กั ค่าพาหนะในการตดิ ต่อและค่าเช่าเวลาเครอ่ื งคอมพวิ เตอร์ ค่าวสั ดุอ่นื เกย่ี วกบั ค่าน้ามนั คา่ กระดาษและคา่ ใชจ้ า่ ยเบด็ เตลด็ ต่าง ๆ เป็นตน้ 4.13 โปรแกรมการวจิ ยั (Research Program) ตอ้ งจดั ทาแผนดาเนินการวจิ ยั โดยเขยี น ระบุใหเ้ หน็ ถงึ กจิ กรรมดาเนินการวจิ ยั แต่ละกจิ กรรมดาเนินการช่วงเวลาใด ใชเ้ วลามากน้อยเพยี งใด อาจเสนอเป็นตารางปฏบิ ตั กิ ารหรอื แผนภาพดาเนินการกไ็ ด้ ทงั้ น้ี เพ่อื เป็นแนวทางดาเนินการวจิ ยั ให้ มคี วามชัดเจนและเป็นเคร่อื งมอื ติดตามและควบคุมการดาเนินการวิจยั ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ตวั อยา่ งดงั ตารางท่ี 11.1
242 ตารางท่ี 11.1 โปรแกรมการวจิ ยั ระยะเวลาดาเนินการวจิ ยั 6 เดอื น เดอื นกรกฎาคม ถงึ ธนั วาคม เดอื น หมายเหตุ กจิ กรรม ก.ค. ส.ค. ก.ย. ต.ค. พ.ย. ธ.ค. 1. การกาหนดปญั หาวจิ ยั 2. การออกแบบการวจิ ยั 3. การสรา้ งเครอ่ื งมอื 4. การเกบ็ รวบรวมขอ้ มลู 5. การวเิ คราะหข์ อ้ มลู 6. การเขยี นรายงานการวจิ ยั โดยสรุป การเขียนโครงการวิจัย ควรครอบคลุมช่ือโครงการวิจยั ช่ือผู้วิจยั ท่ีมาและ ความสาคญั ของปญั หาวจิ ยั วตั ถุประสงค์ สมมตฐิ าน(ถา้ ม)ี กรอบแนวคดิ และขอบเขตการวจิ ยั รวมถงึ ประโยชน์คาดว่าจะไดร้ บั นิยามศพั ทต์ วั แปร การทบทวนวรรณกรรม วธิ ดี าเนินการวจิ ยั งบประมาณ และโปรแกรมการวจิ ยั บทสรปุ จดุ มงุ่ หมายของการออกแบบการวจิ ยั คอื ให้ไดค้ าตอบหรอื ขอ้ มลู อยา่ งถูกตอ้ งและประหยดั ให้การดาเนินการวจิ ยั เป็นระบบและเพ่อื ควบคุมความแปรปรวนของตัวแปร การออกแบบจงึ ควร ครอบคลุมทุกขนั้ ตอนของกระบวนการวจิ ยั โดยมขี นั้ ตอนออกแบบ ประกอบดว้ ย การเลอื กประเภท หรอื แบบการวจิ ยั กาหนดขอบเขตการวจิ ยั ออกแบบวธิ ดี าเนนิ การ แผนกจิ กรรมและทรพั ยากรทใ่ี ชใ้ น การวจิ ยั และจดั ทาโครงการวจิ ยั โดยอาจดาเนินการได้ไม่ครบทุกองค์ประกอบ ทัง้ น้ีข้ึนอยู่กับแบบการวิจยั ท่ีเลือก ซ่ึง ประกอบด้วย แบบการวจิ ยั จาแนกตามสาขาวชิ า ตามประโยชน์การวจิ ยั ตามจุดมุ่งหมายการวจิ ยั ตามลักษณะข้อมูลและตามระยะเวลาในการวิจยั ซ่ึงการเลือกแบบการวิจยั ควรคานึงถึงความ สอดคล้องระหว่างปญั หาวิจยั หรอื ช่ือเร่อื งวิจยั กับแบบการวิจยั ประสบการณ์ส่วนตัวของผู้วิจยั จดุ มงุ่ หมายการวจิ ยั ลกั ษณะของผอู้ ่านงานวจิ ยั ผสู้ นบั สนุนทนุ วจิ ยั และตน้ ทุน การวจิ ยั เชงิ ปรมิ าณ มุ่งเน้นรวบรวมขอ้ มลู เชงิ ปรมิ าณ ดว้ ยการวดั ค่าตวั แปรท่ศี กึ ษาใหอ้ ยใู่ น รูปตวั เลขท่แี จงนับได้ กาหนดแบบแผนไวช้ ดั เจน ตงั้ คาถามวจิ ยั หรอื สมมติฐานการวจิ ยั ไว้ก่อน ใช้ เทคนิควธิ วี ดั พฤตกิ รรมของคนออกมาเป็นตวั เลข จะองิ อย่กู บั เคร่อื งมอื และเทคนิคในการวจิ ยั สรุป ผลการวจิ ยั จะเป็นเชงิ นัยทวั่ ไป และคุณภาพขอ้ มลู ขน้ึ อย่กู บั ความตรง เป็นปรนัยและความเท่ยี ง ซ่งึ จาแนกเป็นการวิจยั เชิงบรรยายและเชิงทดลอง โดยการออกแบบวิจยั เชิงบรรยาย ต้องกาหนด วตั ถุประสงค์การวจิ ยั ตงั้ สมมตฐิ านการวจิ ยั กาหนดตวั แปรท่ศี กึ ษา กาหนดประชากรและตวั อย่าง สรา้ งและเลอื กใชเ้ ครอ่ื งมอื วจิ ยั เกบ็ รวบรวมและจดั กระทาขอ้ มลู นาเสนอและเขยี นรายงานวจิ ยั ส่วน การวจิ ยั เชงิ ทดลอง ประกอบดว้ ย เลอื กใชว้ ธิ กี ารทดลอง ตงั้ สมมตฐิ านเพ่อื ทดสอบความสมั พนั ธเ์ ชงิ
243 สาเหตุ เลอื กหน่วยทดลองและกาหนดผู้เขา้ ร่วมวจิ ยั เลอื กแบบการทดลอง เลอื กวธิ วี เิ คราะห์ขอ้ มูล และประเมนิ คณุ ภาพของการออกแบบการทดลอง การวจิ ยั เชงิ คุณภาพ มุ่งค้นหาความจรงิ จากเหตุการณ์หรอื สภาพแวดล้อมท่เี ป็นอยู่ตาม ความเป็นจรงิ หรอื ตามธรรมชาติ โดยไม่จดั สภาพการณ์ทเ่ี กย่ี วขอ้ งเพ่อื ควบคุมตวั แปรตวั แปรใด การ ออกแบบต้องครอบคลุมการกาหนดปญั หาวจิ ยั วตั ถุประสงค์การวจิ ยั ตงั้ สมมตฐิ าน(ถ้าม)ี คดั เลอื ก ผใู้ หข้ อ้ มลู เครอ่ื งมอื ในการวจิ ยั การเกบ็ รวบรวมขอ้ มลู การวเิ คราะหข์ อ้ มลู และการเขยี นรายงาน อย่างไรกต็ าม การเลอื กแบบวจิ ยั ใดนนั้ ควรพจิ ารณาจากหลายปจั จยั ประกอบดว้ ย ความรู้ ความสามารถและประสบการณ์ของผู้วจิ ยั เน่ืองจากแต่ละวธิ วี จิ ยั ต้องใช้ความรู้ ทกั ษะในการปฏบิ ตั ิ งานวจิ ยั แตกต่างกนั เช่น การวจิ ยั เชงิ ปรมิ าณ ยอ่ มอาศยั ความรู้ ทกั ษะดา้ นการวเิ คราะหโ์ ดยใช้สถติ ิ ส่วนการวจิ ยั เชงิ คุณภาพ ย่อมอาศยั ทกั ษะการเขยี นเพ่อื การส่อื สาร รวมทงั้ ทกั ษะการรวบรวมและ วเิ คราะหข์ อ้ มลู หลกั ฐานทไ่ี ม่ใช่ตวั เลข เป็นตน้ อกี ทงั้ ตอ้ งพจิ ารณาวตั ถุประสงคก์ ารวจิ ยั แหล่งขอ้ มูล วธิ ีการเก็บรวบรวมข้อมูล เก็บข้อมูลจากใคร สถานท่ีเก็บข้อมูล ช่วงเวลาเก็บข้อมูลและจา นวน ประชากรในการวจิ ยั และต้นทุนในการวจิ ยั ซง่ึ แบบวจิ ยั ต้องเหมาะสมและดที ่สี ุดภายใต้เง่อื นไขของ ปจั จยั ดงั ทก่ี ลา่ วมา หลงั จากออกแบบการวิจยั เรยี บร้อยแล้ว ต้องจดั ทาโครงการวจิ ยั ซ่ึงเป็นเอกสารแสดง รายละเอยี ดขนั้ ตอนดาเนนิ การวจิ ยั ครอบคลมุ ช่อื เร่อื งวจิ ยั ช่อื ผวู้ จิ ยั ทม่ี าและความสาคญั ของปญั หา วิจัย วัตถุประสงค์การวิจยั สมมติฐานการวิจยั (ถ้ามี) กรอบแนวคิดการวิจัย ขอบเขตการวิจยั ประโยชน์คาดว่าจะไดร้ บั นิยามศพั ทต์ วั แปร การทบทวนวรรณกรรม วธิ ดี าเนินการวจิ ยั งบประมาณ ค่าใชจ้ า่ ยและกาหนดโปรแกรมการวจิ ยั แบบฝึ กหดั 1. การออกแบบการวจิ ยั คอื อะไร และทาไมตอ้ งมกี ารออกแบบการวจิ ยั 2. การออกแบบการวจิ ยั ทด่ี ี ควรประกอบดว้ ยองคป์ ระกอบใด และดาเนนิ การอยา่ งไร 3. แบบการวจิ ยั มกี ป่ี ระเภท แต่ละประเภทมลี กั ษณะอยา่ งไร 4. แบบการวจิ ยั ใดทด่ี ที ส่ี ุด และควรเลอื กแบบการวจิ ยั โดยพจิ ารณาจากปจั จยั ใดบา้ ง 5. สว่ นประกอบของโครงการวจิ ยั ประกอบดว้ ยอะไรบา้ ง อธบิ ายอยา่ งละเอยี ด
244 เอกสารอ้างอิง กุณฑลี ร่นื รมย.์ (2553). การวิจยั การตลาด. (พมิ พค์ รงั้ ท่ี 7) กรุงเทพฯ : โรงพมิ พ์แห่งจุฬาลงกรณ์ มหาวทิ ยาลยั . นราศรี ไววนิชกุล และชศู กั ดิ ์อุดมศร.ี (2552). ระเบียบวิธีวิจยั ธรุ กิจ. (พมิ พค์ รงั้ ท่ี 20). กรุงเทพฯ : โรงพมิ พแ์ ห่งจฬุ าลงกรณ์มหาวทิ ยาลยั . บุญธรรม กิจปรดี าบรสิ ุทธิ.์ (2554). ระเบียบวิธีการวิจยั ทางสงั คมศาสตร์. (พิมพ์ครงั้ ท่ี 11). กรงุ เทพฯ : จามจรุ โี ปรดกั ท.์ ประเวศ มหารตั น์กุล. (2557). หลกั การและวิธีการเขียนงานวิจยั วิทยานิพนธ์ สารนิพนธ.์ กรงุ เทพฯ : ปญั ญาชน. ประสพชยั พสนุ นท.์ (2555). การวิจยั การตลาด. กรงุ เทพฯ : ทอ้ ป. ปารชิ าติ สถาปิตานนท.์ (2557). ระเบยี บวิธีวิจยั การส่ือสาร. (พมิ พค์ รงั้ ท่ี 7 (ฉบบั ปรบั ปรงุ ใหม)่ ). กรงุ เทพฯ : โรงพมิ พแ์ ห่งจฬุ าลงกรณ์มหาวทิ ยาลยั . พรรณี ลกี จิ วฒั นะ. (2557). การวิจยั ทางการศึกษา. (พมิ พ์ครงั้ ท่ี 9). กรุงเทพฯ : มนี เซอรว์ สิ ซพั พลาย. ไพศาล วรคา. (2554). การวิจยั ทางการศึกษา. มหาวทิ ยาลยั ราชภฏั กลุ่มภาคตะวนั ออกเฉยี งเหนือ. วรญั ญา ภทั รสุข. (2557). ระเบียบวิธีวิจยั ทางสงั คมศาสตร.์ (พมิ พค์ รงั้ ท่ี 5). กรุงเทพฯ : โรงพมิ พ์ แห่งจฬุ าลงกรณ์มหาวทิ ยาลยั . วชั ราภรณ์ สุรยิ าภิวฒั น์. (2554). วิจยั ธุรกิจยุคใหม่. (พิมพ์ครงั้ ท่ี 7). กรุงเทพฯ : โรงพมิ พ์แห่ง จฬุ าลงกรณ์มหาวทิ ยาลยั . สนิ พนั ธพุ์ นิ จิ . (2554). เทคนิคการวิจยั ทางสงั คมศาสตร.์ กรงุ เทพฯ : วทิ ยพฒั น์. สุชาติ ประสิทธิร์ ัฐสินธุ์. (2555). ระเบียบวิธีการวิจัยทางสังคมศาสตร์. (พิมพ์ครงั้ ท่ี 15). กรงุ เทพฯ : สามลดา. สุทติ ิ ขตั ตยิ ะ และวไิ ลลกั ษณ์ สุวจติ ตานนท.์ (2554). แบบแผนการวิจยั และสถิติ. (พมิ พค์ รงั้ ท่ี 2). กรงุ เทพฯ : ประยรู วงศพ์ รน้ิ ตง้ิ . สุปราณี นาคแก้ว. (2552). การวิจยั ธุรกิจระหว่างประเทศ. กรุงเทพฯ : โรงพิมพ์มหาวทิ ยาลยั รามคาแหง. สุวมิ ล ตริ การนันท.์ (2557). ระเบียบวิธีการวิจยั ทางสงั คมศาสตร์ : แนวทางสู่การปฏิบตั ิ. (พมิ พ์ ครงั้ ท่ี 12). กรงุ เทพฯ : โรงพมิ พแ์ หง่ จฬุ าลงกรณ์มหาวทิ ยาลยั . องอาจ นัยพัฒน์. (2554). การออกแบบการวิจัย : วิธีการเชิ งปริมาณ เชิ งคุณภาพและ ผสมผสานวิธีการ. (พมิ พค์ รงั้ ท่ี 2). กรงุ เทพฯ : โรงพมิ พแ์ หง่ จฬุ าลงกรณ์มหาวทิ ยาลยั .
245 แผนบริหารการสอนประจาบทท่ี 12 การวิเคราะหข์ ้อมลู ทางสถิติด้วยโปรแกรมสาเรจ็ รปู หวั ข้อเนื้อหา 1. การแจกแจงความถข่ี องขอ้ มลู 2. การสรปุ ลกั ษณะขอ้ มลู เชงิ ปรมิ าณ 3. การทดสอบสมมตฐิ านเกย่ี วกบั ค่าเฉลย่ี ของประชากร 4. การทดสอบสมมตฐิ านเกย่ี วกบั คา่ สดั สว่ นของประชากร 5. การวเิ คราะหค์ วามสมั พนั ธ์ วตั ถปุ ระสงคเ์ ชิงพฤติกรรม 1. สามารถแจกแจงความถข่ี องขอ้ มลู ดว้ ยโปรแกรมสาเรจ็ รปู ได้ ถกู ตอ้ ง 2. สามารถสรปุ ลกั ษณะขอ้ มลู เชงิ ปรมิ าณดว้ ยโปรแกรมสาเรจ็ รปู ไดถ้ ูกตอ้ ง 3. สามารถทดสอบสมมตฐิ านเกย่ี วกบั คา่ เฉลย่ี ของประชากรไดถ้ ูกตอ้ ง 4. สามารถทดสอบสมมตฐิ านเกย่ี วกบั สดั ส่วนของประชากรไดถ้ ูกตอ้ ง 5. สามารถทดสอบสมมตฐิ านเกย่ี วกบั ความสมั พนั ธข์ องตวั แปรไดถ้ ูกตอ้ ง 6. สามารถอ่าน ผลจากการวเิ คราะหท์ างสถติ โิ ดยใชโ้ ปรแกรมสาเรจ็ รปู ไดถ้ ูกตอ้ ง กิจกรรมการเรียนการสอน 1. ศกึ ษาจากเอกสารประกอบการสอนรายวชิ าการวจิ ยั การตลาด 2. ฟงั การบรรยายประกอบเอกสารพาวเวอรพ์ อยนต์ (Power Point) 3. สาธติ การใชโ้ ปรแกรมสาเรจ็ รปู 4. ใหน้ กั ศกึ ษาแต่ละกลมุ่ ฝึกปฏบิ ตั เิ กย่ี วกบั การประมวลผลดว้ ยโปรแกรม สาเรจ็ รปู 5. ฝึกอ่าน ผลจากการวเิ คราะหท์ างสถติ โิ ดยใชโ้ ปรแกรมสาเรจ็ รปู สื่อการเรียนการสอน 1. เอกสารประกอบการสอนรายวชิ าวจิ ยั การตลาด 2. เอกสารพาวเวอรพ์ อยนต์ (Power Point) 3. เครอ่ื งคอมพวิ เตอร์ 4. เครอ่ื งฉายภาพขา้ มศรี ษะ
246 การวดั และประเมินผล 1. สงั เกตความสนใจและการมสี ่วนรว่ มในชนั้ เรยี น 2. ทดสอบการอ่าน ผลจากการวเิ คราะหท์ างสถติ โิ ดยใชโ้ ปรแกรมสาเรจ็ รปู 3. ประเมนิ ความถูกต้องของผลการวเิ คราะห์ข้อมูลของแต่ละกลุ่มงานวิจยั ท่ีประยุกต์ใช้ โปรแกรมสาเรจ็ รปู
บทที่ 12 การวิเคราะหข์ ้อมลู ทางสถิติด้วยโปรแกรมสาเรจ็ รปู การวเิ คราะหข์ อ้ มลู ทางสถติ ดิ ว้ ยมอื อาจมคี วามผดิ พลาดเกดิ ขน้ึ ได้ เน่อื งจากขอ้ มลู มจี านวน มากและประชากรหรอื กลุ่มตวั อย่างมขี นาดใหญ่ ในปจั จุบนั ไดม้ ผี คู้ ดิ คน้ โปรแกรมสาเรจ็ รปู เพ่อื ช่วยใน การวเิ คราะหข์ อ้ มลู ให้ง่ายและสะดวกมากยงิ่ ขน้ึ ซง่ึ มจี านวนมาก สาหรบั เอกสารประกอบการสอนน้ี ขอเสนอเพยี งโปรแกรมสาเรจ็ รูป SPSS for Window โดยท่โี ปรแกรม SPSS ย่อมาจาก Statistical Package for the Social Sciences เป็นโปรแกรมสาเร็จรูปทางสถิติท่ีมีช่ือเสียงและใช้กันอย่าง แพร่หลายมานาน สามารถใชง้ านในการวเิ คราะหข์ อ้ มูลดว้ ยวธิ กี ารทางสถติ ไิ ด้หลายประเภท มกี าร คานวณทส่ี ะดวกและรวดเรว็ มคี วามถูกต้องแม่นยาและมคี วามสามารถจดั การขอ้ มูลและ ผลไดเ้ ป็น อย่างดี อย่างไรกต็ ามในเอกสารประกอบการสอนน้ี ไมน่ าเสนอรายละเอยี ดเกย่ี วกบั โปรแกรม SPSS for Window หากแต่มุ่งนาเสนอเพยี งวธิ กี ารวเิ คราะหข์ อ้ มลู ทางสถติ โิ ดยใชเ้ มนูคาสงั่ Analysis รวมถงึ วธิ ีการอ่าน ผลและสรุปผลจาก ผล เท่านัน้ ซ่ึงประกอบด้วย การแจกแจงความถ่ีของข้อมูลด้วย โปรแกรม SPSS การสรุปลกั ษณะข้อมูลเชงิ ปรมิ าณ การทดสอบสมมติฐานเก่ียวกับค่าเฉล่ยี ของ ประชากร การทดสอบสมมตฐิ านเกย่ี วกบั คา่ สดั ส่วนของประชากรและการวเิ คราะหค์ วามสมั พนั ธ์ การแจกแจงความถี่ของข้อมลู การแจกแจงความถ่ขี องขอ้ มูล เป็นการจาแนกขอ้ มูลตามลกั ษณะหรอื ค่าตวั แปรหน่ึงหรอื หลายตัวแปรพร้อมกัน โดยการนับจานวนครงั้ ท่ีข้อมูลจะตกอยู่ในลกั ษณะท่จี าแนก เพ่อื ให้เข้าใจ ลกั ษณะของขอ้ มลู ง่ายขน้ึ ขอ้ มลู ทน่ี ามาแจงความถน่ี นั้ อาจเป็นเชงิ กล่มุ และเชงิ ปรมิ าณ ส่วนการแสดง คา่ สว่ นใหญ่จะแสดงในรปู รอ้ ยละ ซง่ึ แจกแจงความถจ่ี าแนกไดห้ ลายแบบ แต่เอกสารประกอบการสอน น้ี ไดน้ าเสนอเพยี งการจาแนกความถแ่ี บบทางเดยี วและสองทางเท่านนั้ โดยมรี ายละเอยี ดดงั น้ี 1. การแจกแจงความถ่ีแบบทางเดยี ว เป็นการแจกแจงข้อมลู หรอื ค่าตวั แปรเดยี ว เช่น ตวั แปร เพศ จาก 50 ตวั อย่าง บนั ทกึ ตวั แปรเป็น เพศ ดาเนินการ โดย ใช้ คาสงั่ Analyze/Descriptive Statistics/Frequencies… จะได้หน้าจอดงั ภาพท่ี 12.1 (ก) แลว้ เลอื กตวั แปร เพศ ใส่ไว้ใน Variables จะไดห้ น้าจอ ดงั ภาพท่ี 12.1 (ข) และเมอ่ื เลอื กปมุ่ Ok จะปรากฏผล ดงั ภาพท่ี 12.2 (ก) (ข) ภาพท่ี 12.1 การแจกแจงความถแ่ี บบทางเดยี ว
248 Statistics เพศ เพศ Valid 50 Valid Cumulative N Missing 0 Valid ชาย Frequency Percent Percent Percent หญงิ 18 36.0 36.0 Total 64.0 36.0 100.0 32 100.0 64.0 50 100.0 ภาพท่ี 12.2 ผลลพั ธก์ ารแจกแจงความถ่ี จากภาพท่ี 12.2 ผลท่ีได้มีความหมาย ประกอบด้วย Statistics คือ สถิติเก่ียวกับ ความถท่ี ไ่ี ด้ ประกอบดว้ ย Valid คอื ขอ้ มลู ทน่ี ามาแจกแจงความถ่ี = 50 และ Missing คอื ขอ้ มลู ขาด หายไปหรอื ไมส่ มบูรณ์ = 0 (ใม่ม)ี เพศ คอื ตวั แปรทต่ี ้องการแจกแจงความถ่ี ส่วนแสดงค่าตวั แปร คอื เพศ มคี ่าเป็นชายและหญงิ และ Total คอื ผลรวมทงั้ หมดของชายและหญงิ Frequency คอื จานวนหรอื ความถ่ที ่นี ับได้ Percent คอื จานวนหรอื ความถ่ที ่นี ับได้ทงั้ หมดแสดงเป็นรอ้ ยละ Valid Percent คือ จานวนท่ีนับได้แสดงเป็นร้อยละโดยไม่นาจานวนข้อมูลท่ีเป็น missing มา ประมวลผลดว้ ย Cumulative Percent คอื จานวนสะสมแสดงเป็นรอ้ ยละโดยไม่นบั จานวนขอ้ มลู ท่ี เป็น missing มาประมวลดว้ ย 2. การแจกแจงความถ่แี บบ 2 ทาง ตามลกั ษณะใดลกั ษณะหน่ึงของขอ้ มูล 2 ลกั ษณะหรอื จาแนกค่าของขอ้ มูลโดยใช้ 2 ตวั แปร ตวั อย่าง ถ้าขอ้ มลู ของตวั แปรเพศและระดบั การศกึ ษา ท่เี ก็บ จากตวั อยา่ ง จานวน 50 ตวั อยา่ ง บนั ทกึ โดยกาหนดตวั แปรเป็น เพศ และ การศกึ ษา เม่อื จะทาการ แจกแจงแบบ 2 ทาง ให้เปิ ดแฟ้ มข้อมูลแล้วดาเนินการโดยใช้คาสัง่ Analyze/Descriptive Statistics/Crosstabs… จะได้หน้าจอดังภาพท่ี 12.3(ก) เลือกตัวแปรเพศ ใส่ใน Rows เลือก การศกึ ษา ใส่ใน Column ดงั ภาพท่ี 12.3 (ข) (ก) (ข) ภาพท่ี 12.3 การแจกแจงความถด่ี ว้ ยคาสงั่ Crosstabs.. ขนั้ ท่ี 2 ตอ้ งการหาค่ารอ้ ยละแบบต่าง ๆ ใหเ้ ลอื กปมุ่ Cells…จะปรากฏดงั ภาพท่ี 12.4
249 ภาพท่ี 12.4 Cell Display จากภาพท่ี 12.4 จาแนกได้ 3 ส่วน ซง่ึ มรี ายละเอยี ดในแต่ละส่วน ดงั น้ี ส่วนท่ี 1 Counts ประกอบด้วย Observed คือ ความถ่ีท่ีเกิดข้ึนจรงิ จากการเก็บ รวบรวมขอ้ มลู สว่ น Expected คอื ความถท่ี ค่ี าดว่าควรจะเกดิ ในแต่ละ Cell ส่วนท่ี 2 Percentages ประกอบด้วย Row คอื ความถ่ใี นแต่ละ Cell หารด้วยจานวน ความถ่ที งั้ หมดใน Row นนั้ ส่วน Column คอื ความถใ่ี นแต่ละ Cell หารดว้ ยจานวนความถท่ี งั้ หมดใน Column นนั้ และ Total คอื ความถใ่ี นแต่ละ Cell หารดว้ ยจานวนความถท่ี งั้ หมด ส่วนท่ี 3 Residuals ประกอบด้วย Unstandardized คอื ค่าความคลาดเคล่อื น (หาได้ จ าก ค่ า Observed – Expected) Standardized คื อ ค่ า ค ล า ด เค ล่ือ น ม า ต รฐ า น แ ล ะ Adj Standardized คอื Adjusted Standardized Residuals สาหรบั ตวั อย่างน้ี ให้เลือกในส่วนของ Counts เป็น Observed และในส่วน Percentages ใหเ้ ลอื ก ทุกค่า คอื ทงั้ Row Column และ Total หลงั จากนัน้ ให้เลอื กปุ่ม Continue และเลอื กป่มุ OK จะได้ ผลดงั ตารางท่ี 12.1 ตารางท่ี 12.1 เพศ * การศกึ ษา Crosstabulation การศกึ ษา Total มธั ยมหรอื ต่ากว่า อนุปรญิ ญา ป.ตรี สงู กวา่ ป.ตรี 18 100.0% 3 4 4 7 36.0% เพศ ชาย Count 22.2% 38.9% 36.0% 28.6% 33.3% 32 % within เพศ 16.7% 22.2% 8.0% 14.0% 100.0% 10 14 64.0% % within การศกึ ษา 37.5% 57.1% 31.3% 43.8% 64.0% % of Total 6.0% 8.0% 71.4% 66.7% 50 20.0% 28.0% 100.0% หญงิ Count 5 3 14 21 100.0% 28.0% 42.0% 100.0% % within เพศ 15.6% 9.4% 100.0% 100.0% 28.0% 42.0% % within การศกึ ษา 62.5% 42.9% % of Total 10.0% 6.0% Total Count 8 7 % within เพศ 16.0% 14.0% % within การศกึ ษา 100.0% 100.0% % of Total 16.0% 14.0% จากตารางท่ี 12.1 ผลท่ไี ด้ มคี วามหมายประกอบดว้ ย เพศ คอื ช่อื ตวั แปรทแ่ี จกแจงไว้ ทางดา้ นแถว หมายถงึ ค่าทเ่ี ป็นไปไดข้ องตวั แปรดา้ นแถว คอื เพศ ความหมายของค่าต่าง ๆ (ยกมาเฉพาะสว่ นท่ี ประกอบดว้ ย
250 Count = 3 คอื จานวนขอ้ มลู ทน่ี บั ไดข้ องเพศชายทจ่ี บมธั ยมศกึ ษาหรอื ต่ากวา่ % within เพศ = 16.7% คอื รอ้ ยละท่เี ทยี บกบั เพศ มเี พศชายจบมธั ยมศกึ ษาหรอื ต่ากว่า คดิ เป็น 16.7% ของเพศชายทงั้ หมด % within Level of การศกึ ษา = 37.5% คอื รอ้ ยละท่เี ทยี บกบั ระดบั การศกึ ษา มเี พศชาย จบมธั ยมศกึ ษาหรอื ต่ากวา่ คดิ เป็น 37.5% ของเพศทจ่ี บมธั ยมศกึ ษาหรอื ต่ากวา่ ทงั้ หมด % of total = 10.0% คอื คอื จานวนรอ้ ยละทเ่ี ทยี บกบั ขอ้ มูลทงั้ หมด แสดงว่า มเี พศชายจบ มธั ยมศกึ ษาหรอื ต่ากว่า คดิ เป็น 10.8% ของขอ้ มลู ทงั้ หมด การศกึ ษา หมายถงึ ช่อื ตวั แปรทแ่ี จกแจงไว้ทางดา้ นคอลมั น์ คอื ค่ายอดรวมของค่า ต่าง ๆ ในตารางตวั แปรดา้ นแถว และ คอื คา่ ยอดรวมของค่าต่าง ๆ ในตารางตวั แปรดา้ นคอลมั น์ 3. การแจกแจงความถ่แี บบ Multiple Response เป็นการแจกแจงความถ่ใี นการณีตวั แปร เป็นไปได้หลายลกั ษณะ (ขอ้ คาถามให้เลอื กตอบได้หลายขอ้ ) โดยใน 1 คาถามจะมหี ลายคาตอบ ผตู้ อบสามารถตอบไดห้ ลายคาตอบในขอ้ เดยี ว ตวั อย่าง ขอ้ คาถาม : ท่านเลอื กซอ้ื เสอ้ื ผา้ จากสถานท่ี ใดบา้ ง คาตอบมี 4 คาตอบใหเ้ ลอื ก คอื หางสรรพสนิ คา้ รา้ นจาหน่ายเสอ้ื ผา้ ตลาดนดั และตลาดโบเ้ บ้ ทาการเกบ็ ขอ้ มลู จากตวั อย่าง 50 คน บนั ทกึ ขอ้ มลู เป็นตวั แปร Place1 Place2 Place3 และ Place4 โดยในแต่ละตวั แปรกาหนดค่า เป็น 1 = เลอื กตอบ 2 = ไม่เลอื กตอบ เม่อื จะทาการแจกแจงความถ่ี แบบ Multiple Response ใหเ้ ปิดแฟ้มขอ้ มลู แลว้ ดาเนนิ การดงั น้ี ขนั้ ท่ี 1 ใชค้ าสงั่ Analyze/Multiple Response/Define Sets.. จะไดจ้ อดงั ภาพท่ี 10.5 (ก) ขนั้ ท่ี 2 เลือกตัวแปร place1 place2 plaec3 และ place 4 ใส่ไว้ใน Variables in Set ดัง ภาพท่ี 12.5 (ข) หลงั จากนัน้ ให้ใส่ค่าตวั แปรใน Variables Are Code As โดยเลอื กค่าท่ตี ้องการแจก แจง ในตวั อย่างน้ี ค่าของตวั แปรท่ตี ้องการนับคอื 1 จงึ ให้ใส่ 1 ในช่องของ Dichotomies Counted Value และกาหนดช่อื กลุ่มของตวั แปรท่ี Name โดยใชช้ ่อื place ถ้าต้องการขยายช่อื สามารถใส่ได้ท่ี Label เลอื กปมุ่ Add แลว้ ตวั แปร Place จะไปอยใู่ น Multi Response Sets (ก) (ข) ภาพท่ี 12.5 การแจกแจงความถด่ี ว้ ยคาสงั่ Define Multiple Response Sets ขนั้ ท่ี 3 เลอื กปุ่ม Close หน้าจอจะกลบั ไปเหมอื นการเรม่ิ ต้นใหม่อกี ครงั้ แล้วดาเนินการ เลือกคาสัง่ Analyze/ Multiple Response เม่ือต้องการแจกแจงความถ่ีแบบทางเดียว ให้เลือก
251 Frequencies… ถ้าต้องการแจกแจงแบบหลายทาง ให้เลอื ก Crosstabs… สาหรบั ตวั อยา่ งน้ีต้องการ แจกแจงความถแ่ี บบทางเดยี ว โดยเลอื ก Frequencies… จะไดห้ น้าจอดงั ภาพท่ี 12.6 ภาพท่ี 12.6 Multiple Response Frequencies ขนั้ ท่ี 4 เลอื กตวั แปร สถานท่ี ใส่ใน Table(s) for แลว้ เลอื กปมุ่ OK จะไดผ้ ลดงั ตารางท่ี 12.2 ตารางท่ี 12.2 ผลจากการแจกแจงความถแ่ี บบ Multiple Response Group $place สถานทซ่ี ้อื เสอ้ื ผา้ (Value tabulated = 1) Dichotomy label Name Count Pct of Responses Pct of ases 29 หา้ งสรรพสนิ คา้ Place1 29 26.9 60.4 28 26.9 60.4 รา้ นจาหน่ายเสอ้ื ผา้ Place2 22 25.9 58.3 108 20.4 45.8 ตลาดนดั Place3 100.0 225.0 ตลาดโบเ้ บ้ Place4 Total responses (2 missing cases; 48 valid cases) จากตาราง 12.2 ผลท่ีได้มีความหมาย ประกอบด้วย Group $Place สถานท่ีซ้ือ เส้อื ผ้า คอื ช่อื ตวั แปรกลุ่มท่นี ามาแจกแจงความถ่ี (Value tabulated = 1) คอื ค่าท่ใี ช้ในการนับ ความถ่ี (ตวั อย่างน้ี ตวั แปรมคี ่า= 1) Dichotomy label คอื ขอ้ ความขยายช่อื ตวั แปรแต่ละตวั Name คอื ช่อื ตวั แปรท่แี จกแจงความถ่ี Count คอื จานวนความถ่ขี องตวั แปรท่คี ่าเป็น 1 ของตวั แปรท่ถี ูกเลอื ก Pct of Response คอื รอ้ ยละของความถ่ขี องตวั แปรท่ถี ูกเลือกเทยี บกบั จานวน ความถ่ีท่ถี ูกเลอื กทงั้ หมด Pct of Cases คอื รอ้ ยละของความถ่ีของตวั แปรท่ถี ูกเลอื กเทียบกับ จานวนขอ้ มูลทงั้ หมด คอื ยอดรวม ท่ใี ช้เป็นตัวเทียบหรอื ฐานในการคานวณรอ้ ยละ และ คือ จานวนขอ้ มลู ทน่ี ามาวเิ คราะหท์ งั้ หมด พรอ้ มทงั้ จานวนทเ่ี ป็น Missing Values การสรปุ ลกั ษณะข้อมลู เชิงปริมาณ ขอ้ มลู เชงิ ปรมิ าณ เป็นขอ้ มลู ท่เี ป็นตวั เลขท่มี คี ่า เช่น อายุ รายได้ น้าหนัก ส่วนสูง เป็นต้น สามารถนามาคานวณค่าสถติ เิ พ่อื แสดงถงึ ลกั ษณะของขอ้ มลู โดยเสนอเป็นค่ากลางทางสถติ แิ ละค่า การกระจายของขอ้ มลู ซง่ึ วธิ กี ารทางสถติ ไิ ดอ้ ธบิ ายไวแ้ ลว้ ในบทท่ี 10 สาหรบั การใชโ้ ปรแกรม SPSS จะกล่าวถึงการคานวณค่ากลางของข้อมูลด้วยค่าเฉล่ยี ส่วนการกระจายข้อมูลจะคานวณด้วยค่า เบย่ี งเบนมาตรฐาน รายละเอยี ด มดี งั น้ี
252 1. การหาค่าเฉลย่ี และส่วนเบย่ี งเบนมาตรฐานแบบไมจ่ าแนกกลุ่ม โดยใชค้ าสงั่ Descriptive ตวั อย่าง ถ้าขอ้ มลู ของผบู้ รโิ ภคประกอบดว้ ย รายได้ และอายุ เก็บขอ้ มลู จานวน 50 คน บนั ทกึ ขอ้ มูล โดยกาหนดตัวแปรเป็น รายได้และอายุ เม่ือต้องการสรุปข้อมูลเป็นค่าเฉล่ียและส่วนเบ่ียงเบน มาตรฐาน ใหเ้ ปิดแฟ้มขอ้ มลู แลว้ ดาเนินการดงั น้ี ขนั้ ท่ี 1 ใชค้ าสงั่ Analyze/Descriptive Statistics/Descriptive…จะไดจ้ อดงั ภาพท่ี 12.7 (ก) ขนั้ ท่ี 2 เลอื กตวั แปร รายไดแ้ ละอายุ ใส่ไวใ้ น Variable(s): แลว้ ลอื กปมุ่ จะไดห้ น้าจอดงั ภาพ ท่ี 12.7 (ข) ใหเ้ ลอื ก Mean และ Std. deviation minmum และ Maximum แลว้ เลอื กปุ่ม Continue จะ กลบั ไปทห่ี น้าจอตามภาพท่ี 12.7 (ก) แลว้ เลอื กปมุ่ OK จะได้ ผล ดงั ตารางท่ี 12.3 (ก) (ข) ภาพท่ี 12.7 การวเิ คราะหค์ า่ เฉลย่ี และคา่ เบย่ี งเบนมาตรฐานดว้ ยคาสงั่ Descriptive… ตารางท่ี 12.3 ผลจากการคานวณ คา่ เฉลย่ี และส่วนเบย่ี งเบนมาตรฐาน Std. Deviation N Minimum Maximum Mean 15056.09918 รายได้ 50 15000.00 90000.00 32740.0000 6.70972 อายุ 50 31.00 55.00 42.8000 Valid N (listwise) 50 จากตารางท่ี 12.3 ผลทไ่ี ด้ มคี วามหมาย ประกอบดว้ ย Age คอื ช่อื ตวั แปรทโ่ี ปรแกรม ทาการคานวณค่าสถิติเบ้ืองต้น N คือ จานวนข้อมูลท่ีนามาคานวณค่าสถิติของตัวแปร Minimum Statistic คอื ค่าต่าสุด และ Maximum คอื ค่าสงู สุด Mean คอื ค่าเฉลย่ี และ Std. Deviation คอื ค่าสว่ นเบย่ี งเบนมาตรฐานซง่ึ แสดงถงึ การ กระจายของขอ้ มลู 2. การหาค่าเฉลย่ี และส่วนเบย่ี งเบนมาตรฐานจาแนกกลุ่ม เป็นการหาค่าสถติ ขิ องขอ้ มลู แต่ ละกลุ่มยอ่ ยเพ่อื นามาเปรยี บเทยี บกนั เช่น รายไดเ้ ฉลย่ี ระหว่างเพศชายและหญงิ เปรยี บเทยี บระดบั ความพงึ พอใจของผู้บรโิ ภคแต่ละอาชพี เป็นต้น สาหรบั ตวั แปรท่นี ามาคานวณค่าสถติ ิ ควรเป็นตวั แปรเชงิ ปรมิ าณ ส่วนตวั แปรทน่ี ามาจาแนกกลุ่ม ควรเป็นตวั แปรเชงิ กลุ่มหรอื เรยี งอนั ดบั ตวั อย่าง ถ้า ขอ้ มูลของผู้บรโิ ภคประกอบด้วย รายได้ และเพศ ท่เี ก็บมาจากจานวน 50 คน บนั ทึกข้อมูล โดย กาหนดตวั แปรเป็น เพศ และ รายได้ เมอ่ื ตอ้ งการหาค่าเฉลย่ี และส่วนเบ่ยี งเบนมาตรฐานจาแนกตาม เพศ ใหเ้ ปิดแฟ้มขอ้ มลู แลว้ ดาเนนิ การดงั น้ี
253 ขนั้ ท่ี 1 ใชค้ าสงั่ Analyze/Compare Means/Means…จะได้หน้าจอดงั ภาพท่ี 12.8(ก) แล้ว เลือกตัวแปร รายได้ ใส่ไว้ใน Dependent List: และเลือกตัวแปร เพศ ใส่ไว้ใน Independent List: แล้วลือกปุ่ม Options จะได้หน้าจอดังภาพท่ี 12.8 (ข) แล้วเลือก Statistics: เป็น Mean และ Standard Deviation ใส่ไว้ใน Cell Statistics: เลือกปุ่ม Continue จะกลับไปท่ีหน้าจอ ตามภาพท่ี 12.8 (ก) แลว้ เลอื กปมุ่ OK จะได้ ผล ดงั ตารางท่ี 12.4 (ก) (ข) ภาพท่ี 12.8 การคานวณคา่ กลางและคา่ เบย่ี งเบนมาตรฐานจาแนกกลมุ่ ตารางท่ี 12.4 ผลการคานวณคา่ เฉลย่ี และสว่ นเบย่ี งเบนมาตรฐาน รายได้ เพศ Mean Std. Deviation ชาย 34275.8621 16799.01475 หญงิ 30619.0476 12334.81330 Total 32740.0000 15056.09918 จากตารางท่ี 12.4 ผลท่ไี ด้ มคี วามหมาย ประกอบด้วย รายได้ คอื ช่อื ตวั แปรท่ถี ูก นามาคานวณค่าสถติ ิ เพศ คอื ช่อื ตวั แปรทถ่ี ูกกาหนดใหเ้ ป็นตวั แบ่งกลุ่ม ประกอบด้วย ชายและ หญิง Mean คอื ค่าเฉล่ยี ของตวั แปรรายได้ ในแต่ละกลุ่มของเพศและของทุกกลุ่ม และ Std Deviation คอื คา่ ส่วนเบย่ี งเบนมาตรฐานของตวั แปร รายได้ ในแต่ละกลุ่มของเพศและของทุกกลุม่ การทดสอบสมมติฐานเก่ียวกบั ค่าเฉลี่ยของประชากร คา่ เฉลย่ี คอื คา่ กลางทไ่ี ดม้ าจากการรวมขอ้ มลู ในประเดน็ ใดประเดน็ หน่งึ จากประชากรหรอื กลุ่มตวั อย่างแต่ละหน่วย มารวมกนั ทงั้ หมด แลว้ แบ่งเฉลย่ี ให้แต่ละหน่วยประชากรหรอื กลุ่มตวั อย่าง ไดจ้ านวนเท่า ๆ กนั ซง่ึ ในการวจิ ยั แต่ละครงั้ อาจมปี ระชากรหรอื ตวั อย่างหลายกลุ่ม ซง่ึ แต่ละกลุ่มอาจ มคี ่าเฉลย่ี มาก-น้อย แตกต่างกนั หากผวู้ จิ ยั ตอ้ งการทราบว่าแต่ละกลุ่มมคี ่าเฉลย่ี ของขอ้ มลู เก่ยี วกบั เร่อื งใดเร่อื งหน่ึงแตกต่างกันหรอื ไม่ ย่อมต้องทาการทดสอบ สาหรบั การทดสอบโดยใช้โปรแกรม สาเรจ็ รปู SPSS มวี ธิ กี ารดงั น้ี 1. การทดสอบค่าเฉลย่ี ประชากรกลุ่มเดยี ว (Testing of Means for One Sample ) หรอื การ ทดสอบลักษณะของตัวแปรเป็ นไปตามท่ีคาดหวังไว้หรือไม่ ตัวอย่าง ต้องการทดสอบว่า ผู้ประกอบการขายสินค้าท่ีตลาดสดในเขตเทศบาลอุดรธานี มรี ายได้ต่ากว่าวนั ละ 900 บาท จรงิ
254 หรอื ไม่ จงึ ทาการเก็บข้อมูลจากผู้ประกอบการขายสนิ ค้าท่ตี ลาดสด จานวน 50 คน ทาการบนั ทกึ ขอ้ มลู เป็นตวั แปร “รายได”้ และกาหนดระดบั นยั สาคญั ทางสถติ ิ = .05 โดยกาหนดสมมตฐิ าน เป็น H0 : รายไดข้ องผปู้ ระกอบการไมต่ ่ากว่า 900 บาทต่อวนั หรอื H0 : 900 HA : รายไดข้ องผปู้ ระกอบการต่ากวา่ 900 บาทต่อวนั หรอื HA : 900 ดาเนนิ การทดสอบโดยใชโ้ ปรแกรม SPSS ตามขนั้ ตอน ดงั น้ี ขนั้ ท่ี 1 ใชค้ าสงั่ Analyze/Compare Means/One-Sample T Test ไดจ้ อดงั ภาพท่ี 12.9 (ก) (ก) (ข) (ค) ภาพท่ี 12.9 การทดสอบคา่ เฉลย่ี ประชากรกลุ่มเดยี วโดยคาสงั่ One-Sample T Test ขนั้ ท่ี 2 เลอื กตวั แปร รายได้ ใส่ใน Test Variable(s) และกาหนดค่าท่ตี ้องการทดสอบคือ 900 ใส่ใน Test Value แลว้ จะไดห้ น้าจอดงั ภาพท่ี 12.9(ข) จากนนั้ เลอื กปุ่ม Options จะไดห้ น้าจอดงั ภาพท่ี 12.9(ค) และใส่ระดบั ความเช่อื มนั่ 95% ในสว่ นของ Missing Values ใหเ้ ลอื ก Exclude cases analysis by analysis (ไม่นาเอาค่า Missing มาวเิ คราะห์ด้วย) แล้วเลอื กปุ่ม Continue จะกลบั ไปท่ี หน้าจอดงั ภาพท่ี 12.9(ข) แลว้ เลอื กปมุ่ OK จะได้ ผล ดงั ตารางท่ี 12.5 - 12.6 ตารางท่ี 12.5 ค่าเฉลย่ี และสว่ นเบย่ี งเบนมาตรฐานของตวั แปรรายได้ :One-Sample Statistics N Mean Std. Deviation Std. Error Mean รายได้ 50 1431.1800 1111.40600 157.17654 จากตารางท่ี 12.5 ผลท่ไี ด้ มคี วามหมายประกอบด้วย N คอื ค่าจานวนขอ้ มูลท่ใี ช้ในการ ทดสอบ Mean คอื ค่าเฉลย่ี ของรายได้ Std. Deviation คอื ค่าส่วนเบย่ี งเบนมาตรฐานของรายได้ และ Std. Error Mean คอื คา่ ความคลาดเคลอ่ื นมาตรฐานของรายได้ ตารางท่ี 12.6 ผลการทดสอบค่าเฉลย่ี ของรายได้ : One-Sample Test Test Value = 900 T df Sig. (2-tailed) Mean Difference 95% Confidence Interval of the Difference Lower Upper รายได้ 3.380 49 .001 531.1800 215.3219 847.0381 จากตารางท่ี 12.6 ผลทไ่ี ด้ มคี วามหมายประกอบดว้ ย ดงั น้ี Test Value = 900 คอื คา่ ทก่ี าหนดไวใ้ นสมมตฐิ านสาหรบั ทดสอบ Mean Difference คอื ค่าผลต่างของคา่ เฉลย่ี ของประชากรและค่าเฉลย่ี ของตวั อยา่ ง ค่าทไ่ี ด้ เป็นบวก แสดงวา่ คา่ เฉลย่ี ของตวั อยา่ งมคี า่ มากกว่าคา่ เฉลย่ี ของประชากร
255 95% Confidence คือ ค่าท่แี สดงขอบเขตบนและล่างของการประมาณค่าผลต่างระหว่าง รายไดเ้ ฉลย่ี ของตวั อยา่ งกบั รายไดเ้ ฉลย่ี ของประชากร ท่ชี ว่ งความเช่อื มนั่ 95% t,df และ sig. (2-tailed) คอื ค่าทโ่ี ปรแกรมคานวณไดจ้ ากขอ้ มลู เพ่อื ใชใ้ นการตดั สนิ ใจว่าจะ ยอมรบั หรอื ปฏเิ สธสมมตฐิ าน H0 โดยการยอมรบั หรอื ปฏเิ สธสมมตฐิ าน H0 พจิ ารณาจากค่า t และค่า sig. (2-tailed) ตามประเภทของสมมตฐิ านทางสถติ ิ ดงั น้ี 1) สมมตฐิ านแบบสองทาง (Two-tails Test) จะปฏเิ สธสมมตฐิ าน H0 เมอ่ื ค่า sig. (2-tailed) ทโ่ี ปรแกรมคานวณ มคี า่ น้อยกว่าคา่ ทก่ี าหนดไวใ้ นการทดสอบ 2) สมมติฐานแบบทางเดียว (One-tails Test) จะปฏิเสธสมมติฐาน H0 เม่ือค่า sig. (2- tailed) ทโ่ี ปรแกรมคานวณหารดว้ ย 2 มคี า่ น้อยกว่าค่า ทก่ี าหนดไวใ้ นการทดสอบ จากตวั อย่าง ได้กาหนดสมมตฐิ านแบบทางเดยี ว คอื H0 : 900 พบว่าค่า 2-tail Sig. เป็น .001 ดงั นัน้ ต้องนาค่า 2-tail Sig. หารด้วย 2 ได้เท่ากบั 0.0005 ซ่งึ มคี ่าน้อยกว่า ท่กี าหนด คอื 0.05 จงึ ปฏเิ สธสมมตฐิ าน H0 : 900 และสรปุ ผลไดว้ ่าผูป้ ระกอบการขายสนิ คา้ ในตลาดสดมี รายไดต้ ่ากวา่ 900 บาทต่อวนั ทร่ี ะดบั นยั สาคญั 0.05 2. การทดสอบสมมตฐิ านเกย่ี วกบั ค่าเฉลย่ี ของประชากร 2 กล่มุ จาแนกได้ 2 วธิ ี ดงั น้ี 2.1 ทดสอบสมมตฐิ านระหว่างค่าเฉลย่ี 2 กลุ่มประชากรท่เี ป็นอสิ ระต่อกนั (Independent Sample) ตวั อย่าง ต้องการทดสอบค่าใช้จ่ายแต่ละวนั ของผู้บรโิ ภคจาแนกตามอาชพี ประกอบด้วย อาชพี รบั ราชการและทางานเอกชน ทาการเก็บรวบรวมขอ้ มูล จานวน 50 คน บนั ทกึ ขอ้ มูลเป็นตวั แปร “ใชจ้ า่ ย” และ ”อาชพี ” กาหนดระดบั นยั สาคญั ทางสถติ ิ = .05 โดยกาหนดสมมตฐิ านเป็น H0 : ค่าใชจ้ า่ ยของอาชพี รบั ราชการน้อยกวา่ หรอื เท่ากบั อาชพี เอกชน หรอื H0 : ราชการ เอกชน HA : ค่าใชจ้ า่ ยของอาชพี รบั ราชการมากกว่าอาชพี เอกชน หรอื HA : รบั ราชการ เอกชน ดาเนินการทดสอบสมมตฐิ าน ตามขนั้ ตอนดงั น้ี ขนั้ ท่ี 1 ใช้คาสงั่ Analyze/Compare Means/Independent-Sample T Test จะได้หน้าจอดงั ภาพท่ี 12.10(ก) (ก) (ข) (ค) ภาพท่ี 12.10 การทดสอบคา่ เฉลย่ี 2 กลุ่มประชากร ดว้ ยคาสงั่ Independent-Sample T Test
256 ขัน้ ท่ี 2 เลือกตัวแปร ใช้จ่าย ใส่ไว้ใน Test Variable(s): และตัวแปร อาชีพ ใส่ไว้ใน Grouping Variable จากนัน้ ให้เลอื กปุ่ม Define Groupsจะได้หน้าจอดงั ภาพท่ี 12.10 (ข) กาหนดค่า 1 แทน อาชพี รบั ราชการ ใส่ไว้ใน Group 1 และกาหนดค่า 2 แทน อาชพี เอกชน ใส่ไว้ใน Group 2 แลว้ เลอื กปมุ่ Continue หน้าจอจะกลบั ไปเรม่ิ ตน้ ใหมอ่ กี คครงั้ ขนั้ ท่ี 3 เลือกปุ่ม Options จะได้หน้าจอดังภาพท่ี 12.10 (ค) และกาหนด 95 ใส่ไว้ใน Confidence Interval: (ต้องการทดสอบ ณ ระดบั ความเช่อื มนั่ 95%) ในส่วนของ Missing Values ให้ เลอื ก Exclude cases analysis by analysis (ไม่นาเอาค่า Missing มาวเิ คราะห์ด้วย) แล้วเลอื กปุ่ม Continueจะกลบั ไปทห่ี น้าจอเรมิ่ ตน้ แลว้ เลอื กปมุ่ OK จะได้ ผล ดงั ตารางท่ี 12.7-8 ตารางท่ี 12.7 คา่ สถติ ขิ องตวั แปรคา่ ใชจ้ า่ ยต่อวนั จาแนกตามอาชพี : Group Statistics อาชพี N Mean Std. Deviation Std. Error Mean ใชจ้ า่ ย รบั ราชการ 20 404.0000 129.83390 29.03174 เอกชน 30 371.6667 102.28707 18.67498 จากตารางท่ี 12.7 ผลทไ่ี ด้ มคี วามหมายประกอบดว้ ย N คอื จานวนของอาชพี รบั ราชการ จานวน 20 คน และเอกชน 30 คน Std. Deviation คอื ค่าส่วนเบย่ี งเบนมาตรฐานแสดงการกระจาย ของค่าใชจ้ ่ายต่อวนั ของแต่ละอาชพี Std. Error Mean คอื ค่าความคลาดเคล่อื นของค่าใช้จ่ายต่อวนั ของแต่ละอาชพี ตารางท่ี 12.8 Independent Samples Test ( 1) Levene's Test for Equality of Variances (2) t-test for Equality of Means F Sig. t df Sig. (2- Mean 95% Confidence Interval tailed) Difference Std. Error of the Difference Difference Lower Upper ใ ช้ ( 3) Equal .331 32.3333 จ่าย variances .092 .763 .983 48 32.90603 -33.82867 98.49534 assumed 34.51951 -37.80768 102.47434 ( 4) Equal .937 34.146 .356 32.3333 variances not assumed จากตารางท่ี 12.8 ผลทไ่ี ด้ มคี วามหมาย อธบิ ายได้ 2 ขนั้ ตอน ดงั น้ี ตอนท่ี 1 ตรวจสอบค่าแปรปรวนประชากร 2 กลุ่ม เท่ากนั หรอื ไม่ คอื อาชพี รบั ราชการและ เอกชน H0 : 1 = 2 และ HA : 1 2 กาหนด เป็น 0.05 โดยพจิ ารณาจาก (1) ประกอบดว้ ย คา่ F = .092 และค่า Sig = .763 ซง่ึ คา่ Sig มคี ่ามากกวา่ ระดบั นยั สาคญั ทก่ี าหนดเป็น 0.05 ดงั นนั้ จงึ ยอมรบั H0 สรปุ คอื ค่าใชจ้ า่ ย/วนั ของทงั้ สองอาชพี มคี ่าแปรปรวนเท่ากนั
257 ตอนท่ี 2 การทดสอบระหว่างค่าเฉลย่ี ระหว่างอาชพี รบั ราชการและเอกชน ถา้ พบวา่ 2 กลุ่ม อาชีพมคี วามแปรปรวนไม่แตกต่างกันหรอื เท่ากัน (1 =2) จะพิจารณาค่า t ใน (3) คือ Equal variances assumed แต่ถา้ 2 กลุ่มอาชพี มคี วามแปรปรวนแตกต่าง (1 2) จะพจิ ารณาค่า t ใน (4) คอื Equal variances Not assumed จากผลการทดสอบจะพจิ ารณาค่า t จาก (3) (เน่ืองจากทงั้ 2 กลุ่มอาชพี มคี วามแปรปรวนเท่ากนั (จากผลขนั้ ท่ี 1) ) จงึ ยอมรบั สมมตฐิ าน H0 เน่ืองจาก ค่า Sig = .331 หาร 2 = 0.1655 มคี ่ามากกว่า ระดบั นัยสาคญั ท่กี าหนด= 0.05 จงึ สรปุ ไดว้ ่า ค่าใชจ้ ่าย/วนั ของ อาชพี รบั ราชการ น้อยกว่าหรอื เท่ากบั คา่ ใชจ้ า่ ย/วนั ของอาชพี ทางานเอกชน 2.2 การทดสอบคา่ เฉลย่ี 2 กลุ่มตวั อยา่ ง ทม่ี คี วามสมั พนั ธก์ นั ตวั อยา่ ง ตอ้ งการทดสอบว่า การอบรมทาใหพ้ นกั งานขายมคี วามรเู้ พม่ิ ขน้ึ หรอื ไม่ ทาการเกบ็ ขอ้ มลู คะแนนความรกู้ ่อนและหลงั การ อบรมของพนักงานขายท่เี ขา้ อบรม จานวน 50 คน บนั ทกึ และกาหนดตวั แปรเป็น “ก่อนอบรม” และ “หลงั อบรม” กาหนดระดบั นยั สาคญั ทางสถติ ิ = .05 โดยกาหนดสมมตฐิ านเป็น H0: คะแนนเฉลย่ี ก่อนและหลงั การอบรมไมแ่ ตกต่างกนั หรอื H0 : µd = 0 HA: คะแนนเฉลย่ี ก่อนและหลงั การอบรมแตกต่างกนั กนั หรอื HA : µd 0 ดาเนินการทดสอบสมมตฐิ าน ตามขนั้ ตอนดงั น้ี ขนั้ ท่ี 1 ใชค้ าสงั่ Analyze/Compare Means/Paired-Sample T Test จะไดห้ น้าจอดงั ภาพท่ี 12.11(ก) เลอื กตวั แปรก่อนอบรมและหลงั อบรม จะปรากฏช่อื ตวั แปรทงั้ สองท่ี Current Selections หน้าจอจะแสดงดงั ภาพท่ี 12.11(ข) ให้เลอื ก จะปรากฏตวั แปรก่อนอบรม-หลงั อบรม ใน Paired Variables จากนนั้ เลอื กปมุ่ OK จะได้ ผลดงั ตารางท่ี 12.9 – 12.11 (ก) (ข) ภาพท่ี 12.11 การทดสอบคา่ เฉลย่ี 2 กล่มุ ประชากร ดว้ ยคาสงั่ Paired-Sample T Test ตารางท่ี 12.9 สถติ ทิ ดสอบคา่ เฉลย่ี 2 กลุ่มตวั อยา่ งทม่ี คี วามสมั พนั ธก์ นั : Paired Samples Statistics Mean N Std. Deviation Std. Error Mean Pair 1 กอ่ นอบรม 55.5400 50 15.17814 2.14651 หลงั อบรม 76.0200 50 10.25091 1.44970 จากตารางท่ี 12.9 ผลทไ่ี ด้ มคี วามหมายประกอบดว้ ย Mean คอื ค่าเฉลย่ี ของคะแนนก่อน อบรมและหลงั อบรม N คอื จานวนของกลุ่มก่อนและหลงั การอบรม Std.Deviation คอื ส่วนเบย่ี งเบน มาตรฐานแสดงการกระจายของคะแนนแต่ละกลุ่ม และ Std.Error Mean คอื ความคาดเคล่อื นของ คะแนนแต่ละกล่มุ
258 ตารางท่ี 12.10 Paired Samples Correlations Correlation Sig. .267 .061 N Pair 1 ก่อนอบรม & หลงั อบรม 50 จากตารางท่ี 12.10 ผลทไ่ี ด้ มคี วามหมายประกอบดว้ ย Correlation คอื ค่าสมั ประสทิ ธขิ ์ อง เปียรส์ นั (r) แสดงถงึ ความสมั พนั ธร์ ะหว่างกลุ่มทดสอบ คอื กลุ่มก่อนและหลงั อบรม มคี ่า = .267 จงึ สรุปไดว้ ่าคะแนนก่อนและหลงั การอบรมมคี วามสมั พนั ธก์ นั ค่อนขา้ งต่า แต่มที ศิ ทางเดยี วกนั ส่วน Sig. คอื คา่ ความน่าจะเป็นทก่ี าหนดไวส้ าหรบั ทดสอบความสมั พนั ธ์ ภายใตส้ มมตฐิ านคอื H0: คะแนนก่อนการอบรมและหลงั การอบรม ไมม่ คี วามสมั พนั ธก์ นั HA: คะแนนก่อนการอบรมและหลงั การอบรม มคี วามสมั พนั ธก์ นั ซ่ึง ผลท่ีได้ ค่า Sig.= .061 มีค่ามากกว่าค่านัยสาคัญท่ีกาหนดไว้ คือ .05 จงึ ยอมรบั สมมตฐิ าน H0 และปฏเิ สธ HA และสรปุ ผลไดว้ า่ คะแนนก่อนและหลงั การอบรมไมม่ คี วามสมั พนั ธก์ นั ตารางท่ี 12.11 สถติ ทิ ดสอบค่าเฉลย่ี 2 กลุ่ม สมั พนั ธก์ นั ระหว่างตวั แปรก่อนและหลงั อบรม Paired Samples Test Paired Differences T df Sig. (2-tailed) Std. 95% Confidence Std. Error Interval of the Mean Deviation Mean Difference Pair 1 ก่อนอบรม - -20.4800 15.88638 2.24667 Lower Upper หลงั อบรม -24.9949 -15.9651 -9.116 49 .000 จากตารางท่ี 12.11 ผลท่ีได้ มีความหมายประกอบด้วย Mean คอื ค่าเฉล่ยี ของผลต่าง ระหว่างคะแนนหลงั และก่อนการอบรม Std.Deviation คอื ค่าประมาณส่วนเบ่ยี งเบนมาตรฐานของ ผลต่าง (Mean) Std.Error Mean คือ ค่าความคาดเคล่ือนมาตรฐานของผลต่าง (Mean) 95% Confidence Interval of the Difference (Lower, Upper) คอื ค่าแสดงขอบเขตของช่วงความเช่อื มนั่ 95% ของผลต่าง (Mean) T และ df คอื คา่ สถติ สิ าหรบั ทดสอบทค่ี านวณไดจ้ ากขอ้ มลู ตวั อย่าง Sig.(2- tailed) คอื คา่ ความน่าจะเป็นในการยอมรบั สมมตฐิ าน H0 จากตารางพบว่า ค่า Sig. (2-tailed) = .000 มคี ่าน้อยกว่าระดบั นัยสาคญั .05 จงึ ปฏิเสธ สมมตฐิ าน H0 และสรปุ ไดว้ ่าคะแนนก่อนและหลงั การอบรม มคี วามแตกต่างกนั ทร่ี ะดบั นยั สาคญั .05 3. การทดสอบค่าเฉลย่ี 3 กลุม่ ประชากรขน้ึ ไปหรอื การวเิ คราะหค์ วามแปรปรวน แบ่งเป็น 2 ประเภท คือ การวเิ คราะห์ความแปรปรวนทางเดยี วและแบบสองทาง ในท่นี ้ีจะกล่าวถึงเพียงการ วเิ คราะหค์ วามแปรปรวนทางเดยี วเท่านัน้ ตวั อยา่ ง ตอ้ งการทดสอบว่า ผู้บรโิ ภคมอี าชพี แตกต่างกนั ใชจ้ า่ ยเก่ยี วกบั ค่าบรกิ ารอนิ เทอรเ์ น็ตต่อเดอื นแตกต่างกนั หรอื ไม่ ทาการเกบ็ รวบรวมจากผบู้ รโิ ภค 75 คน บนั ทึกข้อมูลโดยกาหนดตัวแปรคอื อาชีพ และ ใช้จ่าย กาหนดนัยสาคญั ทางสถิติ =.05 โดย กาหนดสมมตฐิ านเป็น
259 H0: ค่าใชจ้ า่ ยของแต่ละอาชพี ไมแ่ ตกต่างกนั หรอื H0 : µ1= µ2= µ3 HA: ค่าใชจ้ า่ ยอยา่ งน้อย 2 อาชพี แตกต่างกนั หรอื H0 : µi ≠ µj อยา่ งน้อย 1 คู่ ; I ≠ j ดาเนินการทดสอบสมมตฐิ าน ตามขนั้ ตอนดงั น้ี ขนั้ ท่ี 1 ใชค้ าสงั่ Analyze/Compare Means/One-Way-ANOVA จะได้จอดงั ภาพท่ี 12.12( ก) เลอื กตัวแปร อาชีพ ใส่ใน Factor: เลือก ใช้จ่าย ใส่ใน Dependent List จะได้หน้าจอดงั ภาพท่ี 12.12(ข) (ก) (ข) ภาพท่ี 12.12 การทดสอบคา่ เฉลย่ี 3 กลุม่ ประชากรขน้ึ ไปหรอื การวเิ คราะหค์ วามแปรปรวน ขนั้ ท่ี 2 ต้องการค่าสถิติเพ่ิมเติมให้เลือกปุ่ม Options จะได้หน้าจอดังภาพท่ี 12.13(ก) สาหรบั ตวั อย่างน้ี ในส่วนค่าสถติ เิ พมิ่ เตมิ ให้เลอื ก Descriptive (สถติ สิ าหรบั ทดสอบ) Homogeneity of variance test (ทดสอบค่าความแปรปรวนเท่ากนั หรอื ไม)่ และ Brown-Forsythe (ทดสอบค่าเฉลย่ี กรณีท่คี ่าแปรปรวนของแต่ละกลุ่มประชากรไม่เท่ากัน) เม่อื ดาเนินการเลอื กสถิติเสรจ็ ให้เลือกปุ่ม Continue หน้าจอจะกลบั ไปดงั ภาพท่ี 12.12(ข) ขนั้ ท่ี 3 ตอ้ งการค่าสถติ ใิ นการทดสอบแบบรายค่ใู ห้เลอื กปมุ่ Post Hoc จะไดห้ น้าจอดงั ภาพ ท่ี 12.13(ข) โดยจะมี 3 ส่วนใหเ้ ลอื กค่าสถติ ิ คอื Equal Variances Assumed (กรณีความแปรปรวน ต่างกนั ) สาหรบั ตวั อย่างน้ี ให้เลอื ก Bonferroni ส่วน Equal Variances not Assumed (กรณีความ แปรปรวนไม่ต่างกนั ) และ Significance level (กาหนดค่า ) ในตัวอย่างน้ี กาหนดเป็น .05 เม่อื ดาเนินการเสรจ็ ให้คลกิ ท่ปี ุ่ม Continue หน้าจอจะกลบั ไปดงั ภาพท่ี 12.12(ข) หลงั จากนัน้ เลอื กปุ่ม OK จะได้ ผล ดงั ตารางท่ี 12.12-12.16 โดยมขี นั้ ตอนวเิ คราะหผ์ ลการทดสอบดงั น้ี (ก) (ข) ภาพท่ี 12.13 ค่าสถติ เิ พม่ิ เตมิ และสถติ ทิ ดสอบความแปรปรวน
260 ตอนท่ี 1 ตรวจสอบค่าสถิติของตัวแปรท่ใี ช้ในการวจิ ยั ท่ตี ้องการทดสอบความแตกต่าง ของค่าเฉลย่ี ดงั ตารางท่ี 12.12 ตารางท่ี 12.12 ค่าสถติ ขิ องตวั แปรทต่ี อ้ งการทดสอบความแตกต่างของคา่ เฉลย่ี ใชจ้ ่าย N Mean 95% Confidence Interval for Minimum Maximum Std. Deviation Std. Error Mean 99.00 1019.00 Lower Bound Upper Bound 99.00 1019.00 299.00 1019.00 ราชการ 25 569.3200 226.19363 45.23873 475.9519 662.6881 99.00 1019.00 เอกชน แมบ่ า้ น 23 536.3913 247.14676 51.53366 429.5170 643.2656 27 598.0000 250.44637 48.19843 498.9267 697.0733 Total 75 569.5467 239.64136 27.67140 514.4102 624.6831 จากตารางท่ี 12.12 ผลทไ่ี ด้ มคี วามหมายประกอบดว้ ย N คอื ค่าแสดงจานวนขอ้ มลู ในแต่ ละกลุ่ม Mean คอื ค่าเฉลย่ี ทค่ี านวณไดจ้ ากขอ้ มลู ในแต่ละกลุ่ม Std. Deviation คอื ค่าประมาณส่วน เบย่ี งเบนมาตรฐานของขอ้ มลู ในแต่ละกลุ่ม( Si ) Std. Error คอื ค่าความคลาดเคล่อื นมาตรฐานในแต่ ละกลุ่ม (S) 95%Confidence Interval for Mean คือ ค่าขอบเขตของช่วงความเช่ือมนั่ 95% ของ คา่ เฉลย่ี ในแต่ละกลมุ่ และ Minimum, Maximum คอื คา่ สงู สดุ และต่าสุดในแต่ละกลุม่ ตอนท่ี 2 ตรวจสอบเง่อื นไขเก่ยี วกบั ค่าความแปรปรวนของค่าใช้จ่ายว่าเท่ากนั ทุกอาชีพ หรอื ไม่ ภายใตส้ มมตฐิ านทก่ี าหนดเป็น H0 : ความแปรปรวนของค่าใชจ้ า่ ยของแต่ละอาชพี ไมแ่ ตกต่างกนั HA : มอี ยา่ งน้อย 2 อาชพี ทม่ี คี ่าใชจ้ า่ ยมคี วามแปรปรวนแตกต่างกนั ผลการทดสอบดงั ตารางท่ี 12.13 ตารางท่ี 12.13 Test of Homogeneity of Variances ของแต่ละกลุม่ อาชพี Levene Statistic df1 df2 Sig. .613 2 72 .544 จากตารางท่ี 12.13 ผลทไ่ี ด้ มคี วามหมายประกอบดว้ ย ค่า Sig. ของ Levene = .544 ซ่งึ มคี ่ามากกว่า ระดบั นยั สาคญั ทก่ี าหนด = .05 จงึ สรปุ ไดว้ ่า ค่าแปรปรวนของค่าใชจ้ ่ายของแต่ละอาชพี เทา่ กนั หรอื ไมแ่ ตกต่างกนั ซง่ึ เป็นไปตามเง่อื นไขของการทดสอบความแปรปรวน จงึ ใชส้ ถติ ทิ ดสอบ F ในตาราง ANOVA หรอื ตารางท่ี 12.15 ได้ แต่ถา้ ค่าแปรปรวนของค่าใชจ้ ่ายของแต่ละอาชพี ไมเ่ ทา่ กนั หรอื แตกต่างกนั จะใชส้ ถติ ทิ ดสอบ F ไมไ่ ด้ ตอ้ งใช้ ตาราง Robust Tests of Equality of Means หรอื ตารางท่ี 12.14 แทน
261 ตารางท่ี 12.14 Robust Tests of Equality of Means : ใชจ้ า่ ย Statistic(a) df1 df2 Sig. .669 Brown-Forsythe .404 2 70.820 a Asymptotically F distributed. ตอนท่ี 3 ทดสอบความแปรปรวนของค่าใชจ้ า่ ยแต่ละอาชพี ว่ามคี วามแปรปรวนแตกต่างกนั หรอื ไม่ ภายใตส้ มมตฐิ าน คอื H0: คา่ ใชจ้ า่ ยของแต่ละอาชพี ไมแ่ ตกต่างกนั หรอื H0 : µ1= µ2= µ3 HA: ค่าใชจ้ า่ ยอยา่ งน้อย 2 อาชพี แตกต่างกนั หรอื H0 : µi ≠ µj อยา่ งน้อย 1 คู่ ; I ≠ j รายละเอยี ด ดงั ตารางท่ี 12.15 ตารางท่ี 12.15 ความแปรปรวนของค่าใชจ้ า่ ยแต่ละอาชพี (ANOVA) Between Groups Sum of Squares df Mean Square F Sig. Within Groups .404 .669 Total 47143.668 2 23571.834 4202526.918 72 58368.429 4249670.587 74 จากตารางท่ี 12.15 ผลท่ไี ดม้ คี วามหมายประกอบด้วย ค่า F = .404 มคี ่า Sig = .669 ซ่งึ มากกว่า ระดบั นัยสาคญั ทางสถิตทิ ่กี าหนด = .05 จงึ ยอมรบั สมมตฐิ าน H0 และสรุปผลได้ว่าแต่ละ อาชพี มคี า่ ใชจ้ า่ ยเกย่ี วกบั ค่าบรกิ ารอนิ เทอรเ์ น็ต ไมแ่ ตกต่างกนั 4) ตรวจสอบผลการทดสอบว่า มอี าชพี ใดบา้ งมคี ่าใชจ้ า่ ยแตกต่างกนั เป็นการทดสอบความ แตกต่างของค่าเฉลย่ี แบบรายคู่ ซง่ึ ในส่วนน้ีจะพจิ ารณาผลการทดสอบความแตกต่างรายคู่ กต็ ่อเม่อื พบว่า แต่ละกลุ่มอาชพี มคี วามแปรปรวนของขอ้ มลู แตกต่างกนั หรอื ปฏเิ สธสมมตฐิ าน H0 มาจากผล การตรวจสอบในขอ้ 3) หรอื จากตาราง 12.15 ตวั อย่างน้ีเลอื กการทดสอบรายคู่แบบ Bonferroni (แต่ ในตารางท่ี 12.15 ผลการทดสอบความแปรปรวน ไม่ได้ยอมรบั สมมติฐาน H0 จงึ ไม่จาเป็นต้อง พจิ ารณาในสว่ นน้)ี แต่ไดน้ าเสนอผลคา่ สถติ ติ ่าง ๆ ดงั ตารางท่ี 12.16 ตารางท่ี 12.16 คา่ สถติ ทิ ดสอบความแตกต่างของค่าเฉลย่ี แบบรายคู่ ดว้ ยวธิ ี Bonferroni 95% Confidence Interval (I) อาชพี (J) อาชพี Mean Difference (I-J) Std. Error Sig. Lower Bound Upper Bound ราชการ เอกชน 32.9287 69.80326 1.000 -138.1730 204.0304 แมบ่ า้ น -28.6800 67.05618 1.000 -193.0480 135.6880 เอกชน ราชการ -32.9287 69.80326 1.000 -204.0304 138.1730 แมบ่ า้ น -61.6087 68.55327 1.000 -229.6464 106.4290 แมบ่ า้ น ราชการ 28.6800 67.05618 1.000 -135.6880 193.0480 เอกชน 61.6087 68.55327 1.000 -106.4290 229.6464 จากตารางท่ี 12.16 ผลท่ไี ด้ มคี วามหมายประกอบด้วย ค่า Mean Difference คอื ผลต่าง ระหว่างค่าเฉล่ียของ 2 กลุ่ม ค่า Std. Error คือ ความคลาดเคล่ือนมาตรฐานของผลต่างระหว่าง ค่าเฉล่ีย ค่า Sig. คือ ความน่าจะเป็นในการยอมรับสมมติฐานของความแตกต่าง ค่า 95%
262 Confidence Interval Lower Bound Upper Bound คือ ขอบเขตของช่วงความเช่ือมัน่ 95% ของ ผลต่างของค่าเฉลย่ี ในแต่ละกลุม่ การทดสอบคา่ เฉลย่ี จะพจิ ารณาจากค่า Sig. ภายใตส้ มมตฐิ าน คอื H0: ค่าใชจ้ า่ ยของ 2 อาชพี ทก่ี าลงั พจิ ารณาไมแ่ ตกต่างกนั HA: ค่าใชจ้ า่ ยของ 2 อาชพี ทก่ี าลงั พจิ ารณาแตกต่างกนั โดยจะยอมรบั สมมตฐิ าน H0 ถ้าค่า Sig. ท่คี านวณไดม้ คี ่ามากกว่า ระดบั นัยสาคญั ทางสถติ ิ ทก่ี าหนด = .05 จากตารางพบว่า ทุกคู่มคี ่า Sig ท่คี านวณได้ มากกว่า ค่า Sig ท่กี าหนดไว้ คอื .05 จงึ ยอมรบั H0 จงึ สรปุ ไดว้ า่ ทุกอาชพี มคี า่ ใชจ้ า่ ยไมแ่ ตกต่างกนั การทดสอบสมมติฐานเก่ียวกบั ค่าสดั ส่วนของประชากร เป็นการทดสอบว่า ข้อมูลท่รี วบรวมมาได้นัน้ มสี ดั ส่วนเป็นไปตามท่ีคาดหมายไว้หรอื ไม่ ขอ้ มลู ทน่ี ามาทดสอบจะเป็นขอ้ มลู เชงิ กลมุ่ ซง่ึ จาแนกเป็น 2 ลกั ษณะดงั น้ี 1. การทดสอบค่าสดั ส่วนประชากรเชงิ กลุ่ม ทม่ี ี 1 ตวั แปร ซง่ึ แบ่งได้ 2 กรณี คอื 1) ตวั แปร 1 ตวั แต่มี 2 ค่า เช่น สดั ส่วนเพศ ระหว่าง ชายกบั หญงิ เป็นต้น 2) ตวั แปร 1 ตวั แต่มมี ากกว่า 2 ค่า ขน้ึ ไป เช่น สดั สว่ นของกลุ่มรายไดต้ ่า ปานกลาง และรายไดส้ งู เป็นตน้ สาหรบั การทดสอบ มดี งั น้ี 1.1 กรณี 1 ตัวแปร มี 2 ค่า ใช้คาสัง่ Binomial Test ซ่ึง เป็นการทดสอบเก่ียวกับ คา่ พารามเิ ตอรข์ องตวั แปรทม่ี กี ารแจกแจงแบบทวนิ าม โดยเป็นขอ้ มลู เชงิ กลมุ่ และมคี า่ เพยี ง 2 คา่ คอื ค่าแรกเป็นสิง่ ท่ีสนใจและสง่ิ ท่ีไม่สนใจ ตัวอย่าง เม่อื บรษิ ัททาการโฆษณาสินค้าใหม่ไปยงั ตลาด หลงั จากนัน้ ต้องการทราบว่า จะมผี ู้บรโิ ภคต้องการซ้อื และไม่ซ้อื สนิ ค้า มสี ดั ส่วนแตกต่างกนั หรอื ไม่ ทาการเก็บขอ้ มลู จากผู้บรโิ ภค 75 คน แล้วบนั ทกึ ขอ้ มูลโดยกาหนดตวั แปรคอื การซ้อื กาหนดระดบั นยั สาคญั ทางสถติ ิ = .05 โดยกาหนดสมมตฐิ านเป็น H0: สดั ส่วนของการซอ้ื = .05 หรอื H0: P = .05 HA: สดั ส่วนของการซอ้ื ≠ .05 หรอื HA: P ≠ .05 เมอ่ื จะดาเนนิ การทดสอบ ใหเ้ ปิดแฟ้มขอ้ มลู แลว้ ดาเนินการดงั น้ี ขนั้ ท่ี 1 ใช้คาสงั่ Analyze/Nonparametric Test/Binomail จะได้หน้าจอดงั ภาพท่ี 12.14(ก) และเลอื กตวั แปร การซอ้ื ใส่ใน Test Variable List และในส่วนของ Define Dichotomy ใหเ้ ลอื ก Get from data (ใชค้ ่าของขอ้ มลู จรงิ ) ถ้าขอ้ มลู มมี ากกว่า 2 ค่า แต่ต้องการทาให้เป็น 2 ค่า ใหเ้ ลอื ก Cut point สว่ นของ Test Proportion ใหใ้ ส่ .5 แลว้ เลอื กปมุ่ Exact จะไดห้ น้าจอดงั ภาพท่ี 12.14(ข) (ก) (ข) (ค) ภาพท่ี 12.14 Binomail Test
263 ขนั้ ท่ี 2 จากภาพท่ี 12.14(ข) ให้เลอื ก Exact แล้วเลอื กปุ่ม Continue หน้าจอจะกลบั ไปท่ี หน้าเรม่ิ ตน้ แลว้ เลอื กป่มุ Options จะไดห้ น้าจอดงั ภาพท่ี 12.14(ค) ใหเ้ ลอื ก Exclude cases test by test ในส่วนของ Missing Values แลว้ เลอื กปมุ่ Continue และเลอื กปมุ่ OK ไดผ้ ลดงั ตารางท่ี 12.17 ตารางท่ี 12.17 ผลการทดสอบ Binomial Test Category N Observed Prop. Test Prop. Asymp. Sig. (2-tailed) Exact Sig. (2-tailed) 1.000 การซอ้ื Group 1 ตอ้ งการซ้อื 38 .51 .50 1.000(a) Group 2 ไมต่ อ้ งการซอ้ื 37 .49 Total 75 1.00 a Based on Z Approximation. จากตารางท่ี 12.17 ผลท่ไี ด้มคี วามหมายประกอบดว้ ย N = 75 คน มผี ู้ต้องการซ้อื 38 คน คิดเป็นร้อยละ 51 สดั ส่วนท่ีต้องการทดสอบ (Test Prop) = .50 หรอื H0: สดั ส่วนของผู้มคี วาม ต้องการซ้อื = 0.5 ค่า Exact sig (2-tailed) = 1.00 ซ่งึ มคี ่ามากกว่าระดบั นัยสาคญั ท่กี าหนด = .05 (เป็นการทดสอบแบบสองดา้ น เพราะกาหนด Test Proportion = .5 ) ดงั นัน้ จงึ ยอมรบั H0: โดยสรุป คอื ผบู้ รโิ ภคกลมุ่ ทต่ี อ้ งการซอ้ื มสี ดั สว่ นเทา่ กนั กบั กลมุ่ ผไู้ มต่ อ้ งการซอ้ื 1.2 กรณี 1 ตวั แปร มีค่ามากกว่า 2 ค่า ใช้วิธกี ารไค-สแควร์ (Chi-square test, 2 ) ตวั อย่าง ต้องการทดสอบว่า ผู้บรโิ ภคท่เี ขา้ มาใช้บรกิ ารห้างสรรพสินค้า ระหว่างอาชพี ค้าขาย รบั ราชการและพนกั งานเอกชน มสี ดั สว่ นเท่ากนั หรอื ไม่ เกบ็ ขอ้ มลู จากผบู้ รโิ ภค 75 คน แลว้ บนั ทกึ ขอ้ มลู โดยกาหนดตวั แปรคอื อาชพี กาหนดระดบั นยั สาคญั ทางสถติ ิ เทา่ กบั .05 และกาหนดสมมตฐิ านเป็น H0: อาชีพค้าขาย รบั ราชการและพนักงานเอกชน มสี ดั ส่วนเก่ียวกับระดบั การศึกษา เทา่ กนั หรอื H0 : P1 = P2= P3 HA: อาชพี คา้ ขาย รบั ราชการและพนักงานเอกชน มสี ดั ส่วนเก่ยี วกบั ระดบั การศกึ ษาไม่ เท่ากนั หรอื H0 : P1 ≠ P2 ≠ P3 เมอ่ื ตอ้ งการทดสอบ ใหเ้ ปิดแฟ้มขอ้ มลู แลว้ ดาเนนิ การดงั น้ี ขนั้ ท่ี 1 ใช้คาสงั่ Analyze/Nonparametric Test/Chi-Square...ได้จอดงั ภาพท่ี 12.15(ก) แล้วเลอื กตวั แปร อาชพี มาใส่ใน Test Variable List: และส่วนของ Expected Range ให้เลอื ก Get from data สาหรบั ส่วนของ Expected Values ให้เลือก All categories equal (การทดสอบความ เทา่ กนั ทกุ อาชพี ) ถา้ ตอ้ งการทดสอบสดั สว่ นไมเ่ ทา่ กนั ใหเ้ ลอื ก Value แลว้ กาหนดค่าแต่ละสดั ส่วน (ก) (ข) (ค) ภาพท่ี 12.15 การทดสอบแบบวธิ ขี องไค-สแควร์ (Chi-square test)
264 ขนั้ ท่ี 2 เลอื กปมุ่ Options จะไดห้ น้าจอดงั ภาพท่ี 12.15(ข) เลอื ก Exclude cases test by test ในส่วนของ Missing Values แล้วเลือกปุ่ม Continue จะกลบั ไปท่ีหน้าจอดงั ภาพท่ี 12.15(ก) จากนัน้ เลือกปุ่ม Exact จะได้หน้าจอดังภาพท่ี 12.15(ค) ให้เลือก Asymptotic only (ถ้าต้องการ ทดสอบว่าสดั ส่วนของทุกส่วนเท่ากนั หรอื ไม่) แล้วเลอื กปุ่ม Continue และ Ok จะได้ ผลดงั ตารางท่ี 12.18-12.19 ตารางท่ี 12.18 อาชพี ตารางท่ี 12.19 สถติ ทิ ดสอบแบบ ไคสแควร์ Observed N Expected N Residual อาชพี 22.653 นกั เรยี น นกั ศกึ ษา 23 18.8 4.3 Chi-Square(a) ราชการ/วสิ าหกจิ 26 18.8 7.3 25 18.8 6.3 df 3 เอกชน 1 18.8 -17.8 ส่วนตวั อสิ ระ Asymp. Sig. .000 Total 75 a 0 cells (.0%) have expected frequencies less than 5. The minimum expected cell frequency is 18.8. จากตารางท่ี 12.18 ผลท่ไี ด้มคี วามหมายประกอบด้วย Observed N คอื ความถ่ที ่เี กดิ ข้นึ จรงิ จากขอ้ มลู เกบ็ มาได(้ O) Expected N คอื ความถค่ี าดไว(้ E) ส่วน Residual คอื O-E จากตารางท่ี 12.19 ผลทไ่ี ด้ อธบิ ายผลการทดสอบได้ คอื ค่า Chi-Square = 22.653 โดยมี ค่า Asymp. Sig. = .000 ซง่ึ น้อยกวา่ ค่า Sig ทก่ี าหนดไว้ คอื .05 จงึ สรุปไดว้ ่า ปฏเิ สธสมมตฐิ าน H0 คอื ผบู้ รโิ ภคทเ่ี ขา้ มาใชบ้ รกิ ารหา้ งสรรพสนิ คา้ ระหว่างอาชพี คา้ ขาย รบั ราชการและพนักงานเอกชน มสี ดั สว่ นไมเ่ ท่ากนั หรอื มสี ดั ส่วนแตกต่างกนั ทร่ี ะดบั นยั สาคญั ทางสถติ ิ ณ ระดบั .05 2. การทดสอบสมมตฐิ านเก่ยี วกบั ค่าสดั ส่วนประชากรเชงิ กลุ่ม ทม่ี ตี งั้ แต่ 2 ประชากรขน้ึ ไป ตวั อยา่ ง ถ้าตอ้ งการทดสอบวา่ เพศชายและหญงิ มสี ดั ส่วนเกย่ี วกบั ระดบั การศกึ ษาเท่ากนั หรอื ไม่ ทา การเกบ็ รวบรวมขอ้ มูลจาก 75 คน แลว้ บนั ทกึ ขอ้ มลู กาหนดตวั แปรเป็น เพศ และการศกึ ษา กาหนด ระดบั นยั สาคญั ทางสถติ ิ = .05 โดยกาหนดสมมตฐิ านเป็น H0: ชายและหญงิ มสี ดั สว่ นเกย่ี วกบั ระดบั การศกึ ษาเทา่ กนั หรอื H0 : 1 2 HA: ชายและหญงิ มสี ดั สว่ นเกย่ี วกบั ระดบั การศกึ ษาเทา่ กนั หรอื H0 : 1 2 เมอ่ื ตอ้ งการทดสอบใหเ้ ปิดแฟ้มขอ้ มลู แลว้ ดาเนนิ การดงั น้ี ขัน้ ท่ี 1 ใช้คาสัง่ Analyze/Descriptive Statistics/Crosstabs…จะได้หน้ าจอดังภาพ ท่ี 12.16(ก) แลว้ เลอื กตวั แปร เพศ ใส่ไวใ้ น Row(S) เลอื ก การศกึ ษา ใสไ่ วใ้ น Column(S) (ก) (ข) (ค) ภาพท่ี 12.16 การทดสอบคา่ สดั ส่วนประชากรเชงิ กลุ่ม ทม่ี ตี งั้ แต่ 2 ประชากรขน้ึ ไป
265 ขนั้ ท่ี 2 เลอื กปุ่ม Statistics..จะไดห้ น้าจอดงั ภาพท่ี 12.16 (ข) เลอื ก สถติ ิ Chi-square แล้ว เลอื กปมุ่ Continue หน้าจอจะกลบั ไปดงั ภาพท่ี 12.16(ก) ขนั้ ท่ี 3 เลอื กปุ่ม Cells จะได้หน้าจอดงั ภาพท่ี 12.16 (ค) เลอื กค่า Expected ในส่วนของ Counts แลว้ เลอื กปมุ่ Continue และเลอื กปมุ่ OK จะปรากฏ ผลดงั ตารางท่ี 12.20-12.22 ตารางท่ี 12.20 Case Processing Summary Cases Valid Missing Total N N Percent N Percent 75 Percent เพศ * การศกึ ษา 75 100.0% 0 .0% 100.0% จากตารางท่ี 12.20 ผลท่ไี ด้ มคี วามหมายประกอบดว้ ย Valid (N=75) คอื ขอ้ มูลความถ่ที ่ี นามาวเิ คราะห์ Missing (N=0) ไมม่ คี วามถท่ี ข่ี าดหายไป Total (N=75) คอื จานวนความถท่ี งั้ หมด ตารางท่ี 12.21 เพศ * การศกึ ษา Crosstabulation การศกึ ษา Total มธั ยมหรอื ต่ากว่า อนุปรญิ ญา ป.ตรี สงู กว่า ป.ตรี เพศ ชาย Count 6 10 8 8 32 Expected Count 6.4 6.4 9.4 9.8 32.0 หญงิ Count 9 5 14 15 43 Expected Count 8.6 8.6 12.6 13.2 43.0 Total Count 15 15 22 23 75 Expected Count 15.0 15.0 22.0 23.0 75.0 จากตารางท่ี 12.21 ผลทไ่ี ด้ มคี วามหมายประกอบดว้ ย ความถข่ี องขอ้ มลู ทเ่ี กบ็ รวบรวมมา ได้จากตัวอย่าง (Observed Frequencies : ใน ผลคือ Count) และความถ่ีท่ีคาดหวัง (Expected Count : ใน ผลคอื Expected Count) ตารางท่ี 12.22 Chi-Square Tests Value df Asymp. Sig. (2-sided) Pearson Chi-Square 4.517(a) 3 .211 Likelihood Ratio 4.506 3 .212 Linear-by-Linear Association .938 1 .333 N of Valid Cases 75 a 0 cells (.0%) have expected count less than 5. The minimum expected count is 6.40. จากตารางท่ี 12.22 ผลท่ีได้มีความหมายประกอบด้วย ค่าไค-สแควร์ = 4.517 ค่า Asymp.Sig (2-Sided) = .211 ซง่ึ มากกว่านยั สาคญั ทางสถติ ทิ ก่ี าหนด = .05 จงึ ยอมรบั สมมตฐิ าน H0 และสรปุ ผลไดว้ ่าเพศชายและหญงิ มสี ดั สว่ นเกย่ี วกบั ระดบั การศกึ ษาเท่ากนั หรอื ไมแ่ ตกต่างกนั สาหรบั เป็นส่วนทแ่ี สดงค่าความถ่ที ่คี าดหวงั (Expected Frequencies) ท่มี คี ่าน้อยกว่า 5 คดิ เป็นก่เี ปอรเ์ ซน็ ต์ของค่าทเ่ี ป็นไปไดท้ งั้ หมด (ไมค่ วรเกนิ 20% ของค่าท่เี ป็นไปไดท้ งั้ หมด) ทงั้ น้ี เพราะถ้าค่าความถ่ที ่คี าดหวงั ทม่ี คี ่าน้อยกว่า 5 เกนิ 20% การสรุปผลทค่ี วามคาดเคล่อื นสูง ซ่งึ จาก
266 ขอ้ ความใต้ตาราง มคี ่า E น้อยกว่า 5 = 0% จงึ สามารถสรุปผลโดยพจิ ารณาจากค่า Asymp.Sig ได้ แต่หากมคี า่ E มากกว่า 20% ควรใชก้ ารทดสอบของ Exact Test จากภาพท่ี 12.16(ก) การวิเคราะหค์ วามสมั พนั ธ์ ตวั แปรทศ่ี กึ ษาในงานวจิ ยั หน่ึง มกั มคี วามสมั พนั ธก์ นั เช่น ยอดขายสมั พนั ธก์ บั กจิ กรรมการ ส่งเสรมิ การขาย รายไดส้ มั พนั ธก์ บั ราคาสนิ คา้ ทเ่ี ลอื กซ้อื เป็นต้น ในการวเิ คราะหข์ อ้ มลู ทางดา้ นการ วจิ ยั การตลาดย่อมต้องการทราบว่า ตวั แปรท่ศี กึ ษามคี วามสมั พนั ธก์ นั หรอื ไม่ และถ้าหากตวั แปรใด ตัวแปรหน่ึงเปล่ียนแปลงจะส่งผลกระทบต่อความสมั พันธ์นัน้ อย่างไร ทัง้ น้ีเพ่ือนาเอาข้อมูลไป ประกอบการวางแผนกจิ กรรมทางการตลาดนนั่ เอง สาหรบั วธิ วี เิ คราะหค์ วามสมั พนั ธ์ มดี งั น้ี 1. การวเิ คราะห์ความสมั พนั ธ์ระหว่างตวั แปรเชงิ กลุ่ม 2 ตวั แปร เช่น อาชพี กบั การศกึ ษา รายไดก้ บั ความคดิ เหน็ ต่อราคาสนิ คา้ เป็นตน้ วธิ วี เิ คราะหม์ รี ายละเอยี ดดงั ตารางท่ี 12. 23 ตารางท่ี 12.23 สถติ แิ ละวธิ กี ารทดสอบความสมั พนั ธข์ องตวั แปรเชงิ กลุ่ม ชนิดของตวั แปร สถติ ทิ ใ่ี ช้ คาสงั่ ใน SPSS -Crosstabs ตวั แปรนามกาหนดและนามกาหนด หรอื -Pearson Chi-Square -Crosstabs นามกาหนดและลาดบั ท่ี -Crosstabs -Contingency coefficient -Crosstabs -Crosstabs -Phi and Cramer’s -Correlation -Nonparametric Tests -Uncertainly coefficient -Crosstabs -Crosstabs ตวั แปรอนั ดบั ทแ่ี ละอนั ดบั ท่ี -Pearson Chi-Square -Crosstabs -Spearman’s, rank-order correlation -Crosstabs -Kendall’s W Crosstabs -Kendall’s tau-b -Kendall’s tau-c Crosstabs -Somers’d -Gamma coefficient ตวั แปรนามกาหนดและเชงิ ปรมิ าณ Eta ท ด ส อ บ ค ว า ม ส อ ด ค ล้อ งกัน ข อ งค่ า Kappa แปรปรวนเชงิ กล่มุ 2 ตวั สาหรบั การใช้สถิติและวธิ ที สดสอบความสมั พนั ธ์ของตวั แปรเชงิ กลุ่ม 2 ตัวแปร จะเสนอ เพยี ง สถติ ิ Pearson Chi-Square ดว้ ยคาสงั่ Crosstabs เท่านัน้ สาหรบั การวเิ คราะห์ความสมั พนั ธ์ ระหว่างตวั แปรเชงิ กลุ่ม 2 ตวั แปร เช่น อาชพี กบั การศกึ ษา รายไดก้ บั ความคดิ เหน็ ต่อราคาสนิ คา้ เป็น ต้น มตี วั อย่าง คอื ต้องการทดสอบว่าตวั แปรอาชพี และการศกึ ษาของผู้บรโิ ภค มคี วามสมั พนั ธ์กนั หรอื ไม่ ทาการเก็บรวบรวมข้อมูลจาก 75 คน แล้วบันทึกข้อมูลกาหนดตัวแปรเป็น อาชีพและ การศกึ ษา กาหนดระดบั นยั สาคญั ทางสถติ ิ = .05 โดยกาหนดสมมตฐิ านเป็น
267 H0: อาชพี กบั การศกึ ษาเป็นอสิ ระกนั HA: อาชพี กบั การศกึ ษามคี วามสมั พนั ธก์ นั เมอ่ื ตอ้ งการทดสอบใหเ้ ปิดแฟ้มขอ้ มลู แลว้ ดาเนนิ การดงั น้ี ขัน้ ท่ี 1 ใช้คาสัง่ Analyze/Descriptive Statistics/Crosstabs… จะได้หน้าจอดังภาพท่ี 12.17(ก) แล้วเลอื กตวั แปร อาชพี ใส่ไวใ้ น Rows และเลอื ก การศกึ ษา ใส่ไว้ใน Column (ส่วนของ Layer: ใชเ้ มอ่ื ต้องการเลอื กตวั แปรทจ่ี ะใชแ้ ยกตาราง Display clustered bar chart คอื ส่วนแสดง bar chart ท่ชี ่วยสรุปขอ้ มูล และ Suppress tables จะใช้เม่อื ไม่ต้องการแสดงตาราง Crosstab ถ้าเลอื ก สว่ นน้จี ะไมส่ ามารถเลอื ก Cell ได)้ ขนั้ ท่ี 2 เลอื กปมุ่ Cells จะไดห้ น้าจอดงั ภาพท่ี 12.17(ข) ใหเ้ ลอื ก Observed และ Expected แลว้ เลอื กปมุ่ OK จะกลบั ไปหน้าจอเรม่ิ ตน้ ขนั้ ท่ี 3 เลอื กปุ่ม Statistics จะได้หน้าจอดงั ภาพท่ี 12.17 (ค) สาหรบั ในตวั อย่าง ให้เลอื ก สถติ ิ Chi-square แลว้ เลอื กปมุ่ Continue แลว้ เลอื กปมุ่ OK จะปรากฏ ผลดงั ตารางท่ี 12.24-12.26 (ก) (ข) (ค) ภาพท่ี 12.17 การทดสอบความสมั พนั ธร์ ะหว่างตวั แปรเชงิ กลุ่ม ดว้ ยคาสงั่ Crosstabs.. ตารางท่ี 12.24 Case Processing Summary Cases Valid Missing Total N อาชพี * การศกึ ษา N Percent N Percent 75 Percent 75 100.0% 0 .0% 100.0% จากตารางท่ี 12.24 ผลท่ไี ด้ มคี วามหมายประกอบด้วย Valid เป็นข้อมูลท่นี ามาทดสอบ N=75 Missing เป็น ขอ้ มลู ทข่ี าดหายไป N=0 คอื ไมม่ ี Total เป็นขอ้ มลู รวมทงั้ หมด N=75
268 ตารางท่ี 12.25 อาชพี * การศกึ ษา Crosstabulation การศกึ ษา Total ปรญิ ญาตรี ปรญิ ญาโท สงู กวา่ ปรญิ ญาโท อาชพี รบั ราชการ Count 9 17 10 36 เอกชน Expected Count 9.1 17.3 9.6 36.0 ส่วนตวั Count 10 11 5 26 Expected Count 6.6 12.5 6.9 26.0 Count 08 5 13 Expected Count 3.3 6.2 3.5 13.0 Total Count 19 36 20 75 Expected Count 19.0 36.0 20.0 75.0 จากตารางท่ี 12.25 ผลทไ่ี ด้ มคี วามหมายประกอบดว้ ย ความถ่ขี องขอ้ มลู ทเ่ี กบ็ รวบรวมมา ได้ คอื Observe Count และความถท่ี ค่ี าดหวงั ผลคอื Expected Count ตารางท่ี 12.26 Chi-Square Tests (a) Value df Asymp. Sig. (2-sided) Pearson Chi-Square 6.974(a) 4 .137 Likelihood Ratio 9.965 4 .041 Linear-by-Linear Association .839 1 .360 N of Valid Cases 75 a 2 cells (22.2%) have expected count less than 5. The minimum expected count is 3.29. จากตารางท่ี 12.26 ผลท่ีได้ มีความหมายประกอบด้วย ค่าไค-สแควร์ = 6.974 ค่า Asymp.Sig (2-Sided) = .137 ซ่ึงมีค่ามากกว่านัยสาคัญทางสถิติท่ีกาหนด = .05 จึงยอมรับ สมมตฐิ าน H0 และสรปุ ผลไดว้ า่ อาชพี และการศกึ ษามคี วามเป็นอสิ ระกนั สาหรบั เป็นส่วนแสดงค่าความถท่ี ค่ี าดหวงั (Expected Frequencies) ทม่ี คี ่าน้อยกว่า 5 คดิ เป็นกเ่ี ปอรเ์ ซน็ ตข์ องค่าทเ่ี ป็นไปไดท้ งั้ หมด (ไมค่ วรเกนิ 20% ของคา่ ทเ่ี ป็นไปไดท้ งั้ หมด) เพราะถ้า ค่าความถ่คี าดหวงั มคี ่าน้อยกว่า 5 เกนิ 20% การสรปุ ผลมคี วามคลาดเคล่อื นสูง ซง่ึ จากขอ้ ความใต้ ตาราง มคี ่า E น้อยกว่า 5 = 22.2% จงึ ไมส่ ามารถสรุปผลโดยพจิ ารณาจากค่า Asymp.Sig ได้ ควรใช้ การทดสอบของ Exact Test โดยคานวณค่า Chi-quare ใหม่ เรมิ่ จากภาพท่ี 12.17(ก) ให้เลอื กปุ่ม Exact จะได้หน้าจอดงั ภาพท่ี 12.18 ใหเ้ ลอื ก Exact แล้วเลอื กปุ่ม Continue และปุ่ม OK จะปรากฏ ผลดงั ตารางท่ี 12.27 ภาพท่ี 12.18 Exact Tests
269 ตารางท่ี 12.27 Chi-Square Tests (b) Asymp. Sig. Exact Sig. ( 2- Exact Sig. ( 1- Point Value df (2-sided) sided) sided) Probability 4 Pearson Chi-Square 6.974(a) 4 .137 .142 Likelihood Ratio 9.965 Fisher's Exact Test 7.646 1 .041 .057 Linear-by-Linear Association .839(b) .102 .360 .397 .210 .056 N of Valid Cases 75 a 2 cells (22.2%) have expected count less than 5. The minimum expected count is 3.29. b The standardized statistic is .916. จากตารางท่ี 12.27 ผลท่ไี ด้ มคี วามหมายประกอบด้วย ค่าไค-สแควร์ = 6.974 ค่า Exact Sig (2-sided) = .142 ซ่งึ มคี ่ามากกว่านัยสาคญั ทางสถิติท่กี าหนด = .05 จงึ ยอมรบั สมมติฐาน H0 และสรปุ ผลไดว้ ่าอาชพี และการศกึ ษามคี วามเป็นอสิ ระกนั 2. การทดสอบความสมั พนั ธ์ระหว่างตวั แปรเชงิ ปรมิ าณ 2 ตวั แปร เช่น จานวนรา้ นคา้ กบั ยอดขาย น้าหนักกับความสูง เป็นต้น สาหรับวิธีการวิเคราะห์ประกอบด้วย การวิเคราะห์ ความสมั พนั ธแ์ ละการวเิ คราะหค์ วามถดถอยอยา่ งงา่ ย รายละเอยี ดมดี งั น้ี 2.1 การทดสอบความสัมพันธ์ระหว่างตัวแปรเชิงปรมิ าณ ด้วยการหาค่าสมั ประสิทธิ ์ สหสมั พนั ธข์ องเพยี รส์ นั ตวั อยา่ ง ต้องการทดสอบวา่ ค่าใชจ้ า่ ย/วนั ของผบู้ รโิ ภคสมั พนั ธก์ บั รายได/้ วนั หรอื ไม่ จงึ เก็บรวบรวมข้อมูลจากผู้บรโิ ภค 75 ราย บันทึกข้อมูลตัวแปรเป็น ใช้จ่ายและรายได้ กาหนดระดบั นยั สาคญั ทางสถติ ิ = .05 โดยกาหนดสมมตฐิ านเป็น H0 : คา่ ใชจ้ า่ ยและรายได้ ไมม่ คี วามสมั พนั ธเ์ ชงิ เสน้ ตรงต่อกนั HA : ค่าใชจ้ า่ ยและรายได้ มคี วามสมั พนั ธเ์ ชงิ เสน้ ตรงต่อกนั เมอ่ื ตอ้ งการทดสอบใหเ้ ปิดแฟ้มขอ้ มลู แลว้ ดาเนินการดงั น้ี ขนั้ ท่ี 1 ตรวจสอบเงอ่ื นไขการแจกแจงปกติ โดยใชค้ าสงั่ Analyze/Descriptive Statistics/Explore…จะได้หน้าจอดังภาพท่ี 12.19(ก) เลือกตัวแปร รายได้ ใส่ไว้ใน Dependent List: เลอื กตวั แปรใช้จ่าย ใส่ไว้ใน Factor List: ในส่วนของ Display ให้ เลือก Both (ให้แสดงทงั้ ค่าสถิติและกราฟ) จากนัน้ ให้เลอื กปุ่ม Statistics จะได้หน้าจอดังภาพท่ี 12.19 (ข) ให้เลอื ก Descriptive Outliers และ Percentiles แล้วเลือกปุ่ม Continue แล้วจะกลบั ไป หน้าจอดงั ภาพท่ี 12.19(ก) เลอื กปุ่ม Plots จะไดห้ น้าจอดงั ภาพท่ี 12.19 (ค) แลว้ ใหเ้ ลอื ก Normality plots with test แลว้ เลอื กปุ่ม Continue จะกลบั ไปหน้าจอท่ี 12.19(ก) เลอื กป่มุ Options จะไดห้ น้าจอ ดงั ภาพท่ี 12.19(ง) ใหเ้ ลอื ก Exclude cases list wise แลว้ เลอื กปุ่ม Continue และปมุ่ OK จะปรากฏ ผลดงั ตารางท่ี 12.28
270 (ก) (ข) (ค) (ง) ภาพท่ี 12.19 การทดสอบเง่อื นไขการแจกแจงปกติ ดว้ ย Explore… ตารางท่ี 12.28 ผลการทดสอบเงอ่ื นไขการแจกแจงปกติ ดว้ ย Explore… Kolmogorov-Smirnov(a) Shapiro-Wilk ใชจ้ ่าย Statistic df Sig. Statistic df Sig. 16 16 รายได้ 400.00 .266 39 .004 .856 39 .017 500.00 .195 20 .001 .880 20 .001 600.00 .234 .005 .882 .019 a Lilliefors Significance Correction จากตารางท่ี 12.28 ผลท่ีได้ มีความหมายประกอบด้วย ค่า Sig ของ Kolmogorov- Smirnov(a) = .004 .001 และ .005 น้อยกว่า ค่านัยสาคญั ทางสถติ ทิ ก่ี าหนด = ..05 จงึ สรุปผลไดว้ ่า ตวั แปรมกี ารแจกแจงปกติ ซง่ึ สามารถดาเนนิ การในขนั้ ต่อไปได้ ขนั้ ท่ี 2 ใช้คาสงั่ Analyze/Correlate/Bivariate… จะได้หน้าจอดงั ภาพท่ี 12.20(ก) เลอื กตวั แปร รายได้และใช้จ่าย ใส่ใน Variables: ส่วนของ Correlation Coefficients ให้เลอื ก Pearson (ตวั แปรแจกแจงปกติ) เลอื ก Kendall’s tau_b หรอื Spearman(ตวั แปรไม่แจกแจงปกตหิ รอื เป็นตวั แปร ลาดบั ท)่ี ส่วน Test of significance ใหเ้ ลอื ก Two-tailed จากนนั้ ใหเ้ ลอื กปุม่ Options จะไดห้ น้าจอดงั ภาพท่ี 12.20(ข) เลอื ก Mean and Standard deviation และส่วน Missing Values ให้เลอื ก Exclude cased pair wise แลว้ เลอื กปมุ่ Continue และปมุ่ OK จะได้ ผลดงั ตารางท่ี 12.29-12.30 (ก) (ข) ภาพท่ี 12.20 การทดสอบความสมั พนั ธ์ ดว้ ยการหาค่าสมั ประสทิ ธสิ ์ หสมั พนั ธข์ องเพยี รส์ นั
ตารางท่ี 12.29 Descriptive Statistics ตารางท่ี 12.30 Correlations รายได้ 271 Mean Std. Deviation N รายได้ Pearson Correlation 1 ใชจ้ า่ ย รายได้ 774.0000 95.98705 75 Sig. (2-tailed) . -.070 ใชจ้ ่าย 505.3333 69.54161 75 N 75 .550 -.070 75 ใชจ้ า่ ย Pearson Correlation .550 Sig. (2-tailed) 75 1 N . 75 จากตารางท่ี 12.29 ผลทไ่ี ด้ มคี วามหมายประกอบดว้ ย Mean และคา่ Std.Deviation จากตารางท่ี 12.30 ผลท่ไี ด้ มคี วามหมายประกอบด้วย ค่า Pearson Correlation = -.070 และค่า Sig (2 tailed) = .55 ซง่ึ มากกว่าค่านัยสาคญั ทางสถติ ทิ ่กี าหนดคอื .05 จงึ ยอมรบั สมมตฐิ าน H0 และสรปุ ผลไดว้ ่า คา่ ใชจ้ า่ ยและรายได้ ไมม่ คี วามสมั พนั ธเ์ ชงิ เสน้ ตรงต่อกนั 2.2 การทดสอบความสมั พนั ธร์ ะหว่างตวั แปรเชงิ ปรมิ าณ 2 ตวั ด้วยการวเิ คราะห์ความ ถดถอยอย่างงา่ ย ตวั อย่าง ต้องการทดสอบว่า ค่าใชจ้ า่ ยและรายได้/วนั ของผูบ้ รโิ ภคมคี วามสมั พนั ธ์ กนั หรอื ไม่ จงึ เกบ็ รวบรวมขอ้ มลู จากผบู้ รโิ ภค 75 ราย บนั ทกึ ขอ้ มลู ตวั แปรเป็น ใชจ้ า่ ยและรายได้ และ คาดว่าค่าใชจ้ า่ ยจะขน้ึ อย่กู บั รายได้ จงึ กาหนด รายได้ เป็นตวั แปรอสิ ระ และ ใชจ้ ่าย เป็นตวั แปรตาม กาหนดระดบั นยั สาคญั ทางสถติ ิ = .05 โดยกาหนดสมมตฐิ านเป็น H0 : คา่ ใชจ้ า่ ยและรายได้ ไมม่ คี วามสมั พนั ธเ์ ชงิ เสน้ ตรงต่อกนั HA : ค่าใชจ้ า่ ยและรายได้ มคี วามสมั พนั ธเ์ ชงิ เสน้ ตรงต่อกนั เมอ่ื ตอ้ งการทดสอบใหเ้ ปิดแฟ้มขอ้ มลู แลว้ ดาเนนิ การดงั น้ี ขนั้ ท่ี 1 ใช้คาสัง่ Analyze/Regression/Linear…ได้จอดังภาพท่ี12.21(ก) เลือกตัวแปร รายได้ใส่ใน Independent(s): และเลือกตัวแปร ใช้จ่าย ใส่ใน Dependent: ในส่วน Method: เลือก Enter (ก) (ข) ภาพท่ี 12.21 การวเิ คราะหค์ วามถดถอยอยา่ งงา่ ย ดว้ ยวธิ ี Linear Regression ขนั้ ท่ี 2 หลงั จากนัน้ ให้เลอื กปุ่ม Statistics จะได้หน้าจอดงั ภาพท่ี 12.21(ข) ในส่วนของ Regression Coefficients ให้ เลือ ก Estimate Confidence interval แ ล ะ Model fit ใน ส่ ว น ข อ ง Residual ให้เลอื ก Durbin-Watson และ Case wise diagnostics และ outlier outside = 3 standard deviation แลว้ เลอื กปมุ่ Continue จะกลบั ไปหน้าจอดงั ภาพท่ี 12.21(ก)
272 ขนั้ ท่ี 3 ให้เลอื กปุ่ม Plots จะได้หน้าจอดงั ภาพท่ี 12.21(ค) ให้เลอื ก *ZRESID ใส่ไวใ้ น Y และเลือก *ZRESD ใส่ไว้ใน X เลือก Histogram และเลือก Normal probability plot แล้วเลือกปุ่ม Continue จะกลบั ไปหน้าจอดงั ภาพท่ี 12.21(ก) ขนั้ ท่ี 4 ใหเ้ ลอื กปุ่ม Save จะไดห้ น้าจอดงั ภาพท่ี 12.22 ในส่วนของ Predicted Values ให้ เลือก Unstandardized และ Standardized และในส่วน Residuals ให้เลือก Unstandardized และ Standardized แลว้ เลอื กปุม่ Continue หน้าจอจะกลบั ไปดงั ภาพท่ี 12.21(ก) แลว้ เลอื กป่มุ OK จะได้ ผลดงั ตารางท่ี 12.31-12.32 ภาพท่ี 12.22 Linear Regression: Save ตารางท่ี 12.31 Model Summary(b) Model R R Square Adjusted R Square Std. Error of the Estimate Durbin-Watson 1 .070(a) .005 -.009 69.84433 2.592 a Predictors: (Constant), รายได้ b Dependent Variable: ใชจ้ า่ ย จากตารางท่ี 12.31 ผลท่ไี ด้มคี วามหมายประกอบด้วย ค่า R Square = 5% นัน่ คอื ตวั แปร รายได้ ส่งผลต่อตวั แปรรายจ่ายได้ 5% ส่วนอีก 95% เกิดจากตวั แปรอ่นื ๆ ท่ไี ม่ได้นามาพจิ ารณา ส่วน R = .07 หมายถึง ค่าแสดงความสมั พนั ธ์ของตวั แปรรายได้กบั ค่าใช้จ่าย มคี วามสมั พนั ธ์กนั ค่อนขา้ งน้อย แต่มคี วามสมั พนั ธไ์ ปทศิ ทางเดยี วกนั ตารางท่ี 12.32 ANOVA(b) Model Sum of Squares df Mean Square F Sig. 1 Regression 1755.881 1 1755.881 .360 .550(a) Residual 356110.785 73 4878.230 Total 357866.667 74 a Predictors: (Constant), รายได้ b Dependent Variable: ใชจ้ ่าย จากตารางท่ี 12.32 ผลอธบิ ายได้ประกอบด้วย ผลการทดสอบความแปรปรวนของตวั แปร รายได้ท่สี ่งผลต่อรายจ่าย โดย ค่า Sig มคี ่ามากกว่า ค่าระดบั นัยสาคญั ท่กี าหนดคอื .05 ดงั นัน้ จงึ ยอมรบั สมมตฐิ าน H0 จงึ สรปุ ไดว้ า่ คา่ ใชจ้ า่ ยและรายได้ ไมม่ คี วามสมั พนั ธเ์ ชงิ เสน้ ตรงต่อกนั
273 บทสรปุ การวเิ คราะหข์ อ้ มลู ทางสถติ ดิ ว้ ยการแจกแจงนบั ดว้ ยมอื อาจมโี อกาสผดิ พลาดเกดิ ขน้ึ ได้สงู เน่ืองจากขอ้ มลู มจี านวนมากและประชากรหรอื กลุ่มตวั อย่างมขี นาดใหญ่ ในปจั จุบนั จงึ มผี ูร้ ไู้ ดค้ ดิ ค้น วธิ กี ารวเิ คราะห์ข้อมูล โดยใช้โปรแกรม Statistical Package for the Social Sciences (SPSS) มา วเิ คราะห์แทนการคานวณดว้ ยมอื โดยทาการวเิ คราะห์ข้อมูลด้วยวธิ กี ารทางสถติ ไิ ด้หลายประเภท ประกอบด้วยวธิ กี ารแจกแจงความถ่ขี องขอ้ มูล โดยใชค้ าสงั่ Frequencies คาสงั่ Crosstabs เพ่อื หา ความถ่ีและร้อยละ การแจกแจงความถ่ีในกรณีท่ีตัวแปรเป็นไปได้หลายลักษณะ (ข้อคาถามให้ เลอื กตอบไดห้ ลายข้อ) รวมถึงการสรุปลกั ษณะข้อมูลเชงิ ปรมิ าณ โดยใช้คาสงั่ Descriptive เพ่อื หา คา่ เฉลย่ี และสว่ นเบย่ี งเบนมาตรฐาน นอกจากนนั้ โปรแกรม SPSS ยงั ใชใ้ นการทดสอบสมมตฐิ านเก่ยี วกบั คา่ เฉลย่ี ของประชากร กลมุ่ เดยี ว 2 กลุ่มและมากกว่า 2 กลมุ่ ประชากรหรอื การวเิ คราะหค์ วามแปรปรวน รวมถงึ การทดสอบ สมมตฐิ านเก่ยี วกบั ค่าสดั ส่วนของประชากร ท่มี ี 1 ตวั แปร และ 2 ประชากรขน้ึ ไป และการวเิ คราะห์ ความสัมพันธ์ระหว่างตัวแปรเชิงกลุ่ม 2 ตัวแปร และระหว่างตัวแปรเชิงปรมิ าณ 2 ตัวแปร อัน ประกอบดว้ ย การวเิ คราะหค์ วามสมั พนั ธแ์ ละการวเิ คราะหค์ วามถดถอยอยา่ งงา่ ย แบบฝึ กหดั 1. ใหน้ กั ศกึ ษาระบุขอ้ ดแี ละขอ้ เสยี ของการประยกุ ตใ์ ชโ้ ปรแกรม SPSS 2. จากขอ้ มลู การเกบ็ รวบรวมขอ้ มลู “พฤตกิ รรมการเลอื กซอ้ื สนิ คา้ ” ดงั รายละเอยี ดต่อไปน้ี ยห่ี อ้ เครอ่ื งใชไ้ ฟฟ้า ยอดขาย (ลา้ นบาท) ปี 2548 ปี 2547 ปี 2546 ปี 2545 A 100 200 500 100 B 250 120 135 502 C 150 231 114 415 D 110 200 215 300 ใหน้ กั ศกึ ษาประยกุ ตใ์ ชโ้ ปรแกรม SPSS โดยวเิ คราะหข์ อ้ มลู ดงั น้ี 2.1 ใหน้ กั ศกึ ษาหาคา่ เฉลย่ี ของยอดขายแต่ละปี 2.2 ใหน้ กั ศกึ ษาจดั อนั ดบั ของยอดขายทงั้ 4 ปี รายค่ดู ว้ ย 2.3 ใหน้ ักศกึ ษาเปรยี บเทยี บยอดขายทงั้ 4 ปี และ 4 ยห่ี อ้ โดยใหห้ าความแตกต่าง
274 เอกสารอ้างอิง สรชยั พศิ าลบุตร เสาวรส ใหญ่สว่าง และปรชี า อศั วเดชานุกร. (2556). การสร้างและประมวลผล ข้อมลู จากแบบสอบถาม.(พิมพค์ รงั้ ที่ 5). กรงุ เทพฯ : วทิ ยพฒั น์. ยทุ ธ ไกยวรรณ์. (2554). วิจยั การตลาด .กรงุ เทพฯ : ศนู ยส์ อ่ื เสรมิ กรงุ เทพฯ.
275 แผนบริหารการสอนประจาบทท่ี 13 การเขียนรายงานการวิจยั หวั ข้อเนื้อหา 1. ความหมายของรายงานการวจิ ยั 2. รปู แบบรายงานการวจิ ยั 3. การเขยี นรายงานการวจิ ยั ฉบบั สมบรู ณ์ 4. การอา้ งองิ เอกสารหรอื หลกั ฐาน 5. หลกั เกณฑพ์ น้ื ฐานในการเขยี นรายงานการวจิ ยั 6. ขนั้ ตอนการเขยี นรายงานการวจิ ยั วตั ถปุ ระสงคเ์ ชิงพฤติกรรม 1. สามารถอธบิ ายความหมายของรายงานการวจิ ยั ได้ 2. บอกถงึ ลกั ษณะของรปู แบบรายงานการวจิ ยั ได้ 3. สามารถระบุส่วนประกอบของรายงานการวจิ ยั ฉบบั สมบรู ณ์ได้ 4. บอกถงึ วธิ กี ารอา้ งองิ เอกสารหรอื หลกั ฐานได้ 5. อธบิ ายหลกั เกณฑพ์ น้ื ฐานในการเขยี นรายงานการวจิ ยั ได้ 6. บอกถงึ ขนั้ ตอนการเขยี นรายงานการวจิ ยั ได้ กิจกรรมการเรยี นการสอน 1. ศกึ ษาจากเอกสารประกอบการสอนรายวชิ าการวจิ ยั การตลาด 2. ฟงั การบรรยายประกอบเอกสารพาวเวอรพ์ อยนต์ (Power Point) 3. ให้นักศกึ ษาแลกเปลย่ี นความคดิ เห็นเก่ยี วกบั การเขยี นรายงานการวจิ ยั โดยแยกกลุ่ม ตามทไ่ี ดร้ บั มอบหมายใหท้ างานวจิ ยั 4. ใหน้ ักศกึ ษาฝึกการเขยี นรายงานการวจิ ยั โดยแยกกลุ่มตามทไ่ี ดร้ บั มอบหมายใหท้ างาน วจิ ยั สื่อการเรียนการสอน 1. เอกสารประกอบการสอนรายวชิ าวจิ ยั การตลาด 2. เอกสารพาวเวอรพ์ อยนต์ (Power Point) 3. เครอ่ื งคอมพวิ เตอร์
276 4. เครอ่ื งฉายภาพขา้ มศรี ษะ การวดั และประเมินผล 1. สงั เกตความสนใจและการมสี ่วนรว่ มในชนั้ เรยี น 2. ประเมนิ ความถกู ตอ้ งของการเขยี นรายงานการวจิ ยั ของแต่ละกลุ่มทเ่ี ขยี นขน้ึ
บทที่ 13 การเขียนรายงานการวิจยั ขนั้ ตอนสุดท้ายของการวจิ ยั การตลาด คอื การนาเสนอและเผยแพร่ผลงานการวจิ ยั เพ่อื ให้ ผอู้ ่นื ทราบ ซง่ึ มกี ารนาเสนอและเผยแพรห่ ลากหลายรปู แบบ ประกอบดว้ ย การนาเสนอดว้ ยปากเปล่า การเสนอเป็นบทความการวจิ ยั การเขยี นเป็นรปู เลม่ การวจิ ยั สมบรู ณ์ และการจดั ทาเป็นโปสเตอรห์ รอื วดี โี อ อย่างไรก็ตามรปู แบบการนาเสนอและเผยแพร่ดงั กล่าว ส่วนใหญ่จะต้องอาศยั การเขยี นเป็น ส่วนประกอบ ดงั นัน้ ในบทน้ีจงึ มุ่งเสนอถงึ การเขยี นรายงานการวจิ ยั ท่เี ป็นเอกสารเป็นหลกั สาหรบั การเขยี นรายงานการวจิ ยั การตลาด เป็นสงิ่ สาคญั และจาเป็นท่จี ะต้องรายงานการวจิ ยั อย่างถูกต้อง เน่ืองจากการรายงานการวจิ ยั อยา่ งถูกตอ้ งนนั้ ย่อมส่งผลต่อการตดั สนิ ใจทางการตลาดเป็นอย่างมาก ซง่ึ มรี ายงานการวจิ ยั การตลาด (Marketing Research Report) เป็นส่อื ทจ่ี ะแสดงใหเ้ หน็ ว่าผวู้ จิ ยั ไดท้ า อะไรบ้างและไดผ้ ลอย่างไร โดยมุ่งอธบิ ายการดาเนินการวจิ ยั ตงั้ แต่ต้นจนจบและผลการวจิ ยั ท่ไี ด้รบั เพ่อื เสนอต่อผูบ้ รหิ ารการตลาด อกี ทงั้ เป็นการเสนอต่อสาธารณชน อาทเิ ช่น นักวจิ ยั นกั วชิ าการ นัก ธุรกิจ ตลอดจนบุคคลทวั่ ไป เป็นต้น การเขยี นรายงานการวจิ ยั จงึ ต้องใช้เทคนิคการเขยี นรายงานท่ี เหมาะสมกบั ผูอ้ ่านแต่ละกลุ่ม โดยตระหนักถงึ ความถูกต้องดา้ นเน้ือหา ภาษาเขยี นและรปู แบบของ รายงานการวจิ ยั ดงั นัน้ นักวจิ ยั จงึ ต้องมคี วามรู้ความเข้าใจเก่ียวกบั แนวคิดและแนวทางการเขยี น รายงานการวจิ ยั ในบทน้ีจงึ ได้นาเสนอเน้ือหาเก่ียวกบั ความหมายของรายงานการวิจยั รูปแบบ รายงานการวจิ ยั การเขยี นรายงานการวจิ ยั ฉบบั สมบรู ณ์ การอา้ งองิ เอกสารหรอื หลกั ฐาน หลกั เกณฑ์ พน้ื ฐานในการเขยี นรายงานการวจิ ยั และขนั้ ตอนการเขยี นรายงานการวจิ ยั ความหมายของรายงานการวิจยั รายงานการวิจัย (Research Report) หรืออาจเรียก ว่า รายงานผลการวิจัย ซ่ึงมี ผทู้ รงคุณวุฒไิ ดอ้ ธบิ ายไว้ ประกอบด้วย พรรณี ลกี จิ วฒั นะ (2557 หน้า 179) อธบิ ายว่า รายงานการ วจิ ยั เป็นเอกสารแสดงกระบวนการวจิ ยั ทท่ี าไปแลว้ และผลการวจิ ยั ทไ่ี ดร้ บั ซง่ึ เป็นผลผลติ ชน้ิ สุดทา้ ย ของนักวจิ ยั โดยมกี ารเขยี นถึงรายละเอียดทงั้ หมดของงานตลอดกระบวนการวจิ ยั สอดคล้องกับ สุวมิ ล ตริ กานนั ท์ (2557 หน้า 273) อธบิ ายว่า รายงานการวจิ ยั เป็นสงิ่ ทจ่ี ดั ทาขน้ึ เพอ่ื บอกถงึ สง่ิ ทไ่ี ด้ คน้ คว้า การดาเนินการและขอ้ ค้นพบท่ไี ด้จากการวจิ ยั สอดคล้องกบั อศั วนิ แสงพกิ ุล (2556 หน้า 262) อธบิ ายว่า รายงานการวจิ ยั เป็นเอกสารทแ่ี สดงถงึ การรายงานผลการศกึ ษาคน้ ควา้ วจิ ยั เรอ่ื งใด เรอ่ื งหน่งึ ทผ่ี วู้ จิ ยั ไดเ้ รยี บเรยี งขน้ึ จากการดาเนินการวจิ ยั ตามขนั้ ตอนต่าง ๆ ตงั้ แต่แรกเรมิ่ จนเสรจ็ สน้ิ และสอดคลอ้ งกบั บุญธรรม กจิ ปรดี าบรสิ ุทธ.ิ ์ (2554 หน้า 456) อธบิ ายว่า รายงานผลการวจิ ยั เป็น เอกสารท่ไี ด้จากการศกึ ษา ค้นควา้ และเกบ็ รวบรวมขอ้ มลู มาวเิ คราะหแ์ ล้วสงั เคราะห์ เรยี บเรยี งขน้ึ ใหมอ่ ยา่ งเป็นระบบ ระเบยี บตามสากลนิยมและไดเ้ น้อื หาสาระทค่ี รบถว้ น สมบรู ณ์
278 ความหมายของรายงานการวจิ ยั ท่มี ผี ู้ทรงคุณวุฒแิ ต่ละท่านได้อธบิ ายไวค้ ล้ายคลงึ กนั คอื รายงานการวจิ ยั เป็นเอกสารทจ่ี ดั ทาขน้ึ โดยมรี ายละเอยี ดทแ่ี สดงถงึ การดาเนินการวจิ ยั ตามขนั้ ตอน ต่าง ๆ และผลการวจิ ยั ทไ่ี ดร้ บั สาหรบั เป็นการเผยแพรผ่ ลการวจิ ยั ต่อสาธารณชนใหไ้ ดท้ ราบวา่ ผวู้ จิ ยั ได้ดาเนินการวจิ ยั อย่างไร มเี หตุผลใดจงึ ตอ้ งทาวจิ ยั และทาวจิ ยั แลว้ ไดผ้ ลอย่างไรบา้ ง สอดคลอ้ งกบั สนิ พนั ธุพ์ นิ ิจ (2554 หน้า 368) อธบิ ายว่า รายงานการวจิ ยั เป็นส่อื ทจ่ี ะนากจิ กรรม ผลงานทไ่ี ดว้ จิ ยั ขอ้ คน้ พบ สรุปผลการวจิ ยั และขอ้ เสนอแนะไปเผยแพร่แก่สาธารณชน ดงั นัน้ จงึ สรุปได้ว่า รายงาน การวิจัย เป็นเอกสารท่ีผู้วิจัยจัดทาข้ึน เม่ือดาเนินการวิจัยเสร็จส้ินแล้ว ซ่ึงรายละเอียดใน เอกสารรายงานการวจิ ยั นนั้ จะมสี ่วนประกอบของกจิ กรรมการดาเนินการวจิ ยั และผลการวจิ ยั ทค่ี น้ พบ ทงั้ น้เี พ่อื เป็นการนาผลการวจิ ยั ทศ่ี กึ ษาคน้ ควา้ มาทงั้ หมด เผยแพรต่ ่อผู้ทม่ี คี วามสนใจหรอื ผทู้ ต่ี อ้ งการ นาผลการวจิ ยั ไปใชป้ ระโยชน์ต่อไป รปู แบบรายงานการวิจยั การเขยี นรายงานการวจิ ยั มจี ุดมุ่งหมายเพ่อื นาเสนอสงิ่ ทผ่ี ู้วจิ ยั คน้ พบ เพ่อื เผยแพรใ่ หผ้ ู้ท่ี สนใจเกย่ี วกบั เรอ่ื งดงั กล่าวไดร้ ู้ เขา้ ใจและสามารถนาไปใชป้ ระโยชน์ต่อไปได้ ดงั นนั้ การทาใหผ้ สู้ นใจ หรอื ผู้อ่านงานวจิ ยั ได้เขา้ ใจตรงตามผลการวจิ ยั ท่ผี ูว้ จิ ยั ค้นพบนัน้ ผู้วจิ ยั ต้องมวี ธิ กี ารเขยี นรายงาน อยา่ งมปี ระสทิ ธภิ าพ ซง่ึ รปู แบบการเขยี นรายงานการวจิ ยั นนั้ มดี ว้ ยกนั 3 รปู แบบ ดงั น้ี 1. รายงานการวจิ ยั แบบย่อหรอื บทคดั ย่อ เป็นรายงานการวจิ ยั ทน่ี าเสนอเฉพาะส่วนสาคญั หรอื ท่ตี ้องการเท่านัน้ เขยี นในเชงิ สรุปหรอื ย่อความ เน้ือหาในบทคดั ย่อจงึ ประกอบด้วยส่วนของ วตั ถุประสงคก์ ารวจิ ยั วธิ กี ารดาเนินการวจิ ยั และผลการวจิ ยั เท่านนั้ คดั ย่องานวจิ ยั ส่วนใหญ่จะมคี วาม ยาว ประมาณ 1 – 2 หน้า โดยปกติแล้วบทคดั ย่อจะนาเสนอไว้ในรายงานการวิจยั ฉบบั สมบูรณ์ เพ่อื ใหผ้ อู้ ่านไดอ้ ่านงานวจิ ยั พอสงั เขป ก่อนตดั สนิ ใจอ่านงานวจิ ยั อยา่ งละเอยี ดทงั้ หมด 2. บทความวิจยั (Research Article) เป็นรายงานการวิจยั ท่ีมีรายละเอียดมากกว่าแบบ บทคดั ย่อ โดยมุ่งสรุปหรอื คดั สรรประเดน็ สาคญั แต่มเี น้ือหาครบถ้วน มุ่งเน้นการเขยี นให้เห็นถึง ความสาคญั ของวธิ วี จิ ยั และผลการวจิ ยั จงึ มขี นาดความยาวเท่ากบั บทความทวั่ ไป ทงั้ น้ีการเขยี น บทความวจิ ยั ขน้ึ กเ็ พอ่ื ตพี มิ พเ์ ผยแพรท่ างวารสารวชิ าการ 3. รายงานการวิจยั ฉบบั สมบูรณ์ เป็นรูปแบบการเขยี นรายงานการวิจยั ท่ีจดั ทาข้นึ เป็น รปู เล่ม มอี งคป์ ระกอบและเน้ือหาครบถ้วน มวี ธิ กี ารนาเสนอและการเรยี งลาดบั องคป์ ระกอบ อนั เป็น มาตรฐานในการจดั ทารายงานการวจิ ยั รปู แบบน้ี ซง่ึ ผวู้ จิ ยั ส่วนใหญ่ยดึ ถอื ปฏบิ ตั กิ นั โดยสรุป เม่อื ดาเนินการวิจยั เสรจ็ ส้นิ ผู้วิจยั ต้องรายงานผลการศึกษา โดยนาเสนอเป็น เอกสารการวจิ ยั ท่ชี ดั เจน ประกอบด้วย 3 รปู แบบ คอื รายงานการวจิ ยั แบบบทคดั ย่อ บทความการ วจิ ยั และแบบฉบบั สมบูรณ์ ซง่ึ แต่ละรูปแบบรายงาน จะมรี ายละเอยี ดของเน้ือหาสาระแตกต่างกนั ไป รายงานการวจิ ยั แบบย่อหรอื บทคดั ย่อและบทความการวจิ ยั อาจมเี น้ือหาสาระแตกต่างกนั ขน้ึ อย่กู บั วตั ถุประสงคข์ องผู้ใชง้ านวจิ ยั หรอื วารสารวชิ าการทผ่ี วู้ จิ ยั ต้องการนาเสนอ ซ่งึ เป็นผูก้ าหนดว่าควรมี
279 องคป์ ระกอบใดบา้ งทต่ี อ้ งเขยี นขน้ึ สว่ นรายงานการวจิ ยั ฉบบั สมบรู ณ์นนั้ จะมอี งคป์ ระกอบในการเขยี น ทเ่ี ป็นมาตรฐานโดยทวั่ ไป อย่างไรก็ตาม องค์ประกอบของรายงานการวิจยั ในแต่ละรูปแบบจะแตกต่างกัน แต่ทุก รปู แบบตอ้ งมรี ายละเอยี ดครอบคลุมส่วนสาคญั ของงานวจิ ยั ในการเขยี นบทคดั ย่อ อาจมกี ารตดั สาระ ทไ่ี ม่สาคญั ออกไป ส่วนการเขยี นบทความวจิ ยั อาจมอี งค์ประกอบมากกว่าการเขยี นบทคดั ย่อแต่มี องค์ประกอบน้อยกว่าการเขยี นรายงานการวจิ ยั ฉบบั สมบูรณ์ สาหรบั ลกั ษณะการเขยี นในแต่ละ รูปแบบจะมคี วามคล้ายคลงึ กนั แตกต่างกนั ในเร่อื งความยาวของเน้ือหาท่เี ขยี นขน้ึ ดงั นัน้ เอกสาร ประกอบการสอนน้ี จงึ เสนอเพยี งการเขยี นรายงานการวจิ ยั ฉบบั สมบรู ณ์เท่านนั้ การเขียนรายงานการวิจยั ฉบบั สมบรู ณ์ การเขียนรายงานการวิจยั ฉบับสมบูรณ์และการจดั ทาเป็นรูปเล่ม จะมุ่งเน้นเน้ือหาท่ีมี องค์ประกอบครบถ้วนและมรี ูปแบบวธิ นี าเสนอเรยี งตามลาดบั อนั เป็นมาตรฐาน ซ่งึ รายละเอียด ประกอบดว้ ย ดงั น้ี 1. องค์ประกอบของการเขยี นรายงานการวจิ ยั ฉบบั สมบูรณ์ รายงานการวจิ ยั ท่สี มบูรณ์นัน้ ควรประกอบดว้ ยหวั ขอ้ อะไร มผี ทู้ รงคุณวุฒไิ ดร้ ะบุไว้ ประกอบดว้ ย วลั ลภ รฐั ฉตั รานนท์ (2557 หน้า 169-180) ระบุว่า รายงานการวิจยั ต้องประกอบด้วย 4 ส่วน คือ ส่วนท่ี 1 ส่วนนา ประกอบด้วย ส่วนย่อยท่สี าคญั คอื ปกในหรอื หน้าช่อื เร่อื ง หน้าอนุมตั ิ (กรณีเป็นการวจิ ยั เพ่อื ประกอบการเรยี น) บทคดั ย่อ คานา สารบญั เรอ่ื ง สารบญั ตาราง สารบญั ภาพ ส่วนท่ี 2 ส่วนเน้ือหา ประกอบดว้ ย บทนา โดย ภายในบทนา มีส่วนย่อย คือ ท่ีมาและความสาคัญของปญั หาการวิจัย วตั ถุประสงค์ของ การศกึ ษา สมมตฐิ านการวจิ ยั ประโยชน์ทค่ี าดว่าจะไดร้ บั ขอบเขตของการวจิ ยั ขอ้ ตกลงเบอ้ื งต้นและ นิยามศพั ทเ์ ฉพาะ ส่วนประกอบต่อมาคอื การตรวจเอกสาร ส่วนประกอบเกย่ี วกบั ระเบยี บวธิ กี ารวจิ ยั มสี ่วนย่อย คอื ประชากรในการศกึ ษาและวธิ กี ารเลอื กตวั อยา่ ง การเกบ็ รวบรวมขอ้ มลู การจดั กระทา ข้อมูลและการวเิ คราะห์ข้อมูล อีกทัง้ ผลการวิจยั และอภิปรายผล มีส่วนย่อยคือ ส่วนท่ีแสดงถึง ผลการวจิ ยั สรุปผลการวจิ ยั การอภปิ รายผลการวจิ ยั และขอ้ เสนอแนะ ส่วนท่ี 3 เอกสารอา้ งองิ เป็น รายการเอกสารต่าง ๆ และส่วนท่ี 4 ภาคผนวก เป็นส่วนรายละเอยี ดยอ่ ย ทไ่ี ม่จาเป็นตอ้ งนาเสนอไว้ ในรายละเอยี ดของเน้อื หา สาหรบั กาสกั เต๊ะขนั หมาก (2553 หน้า 184-188) ไดก้ าหนดส่วนประกอบในรายงานการ วจิ ยั ไวเ้ ป็นสว่ นเช่นเดยี วกนั ประกอบดว้ ย 3 ส่วน คอื สว่ นท่ี 1 ส่วนประกอบตอนตน้ ของรายงานการ วจิ ยั ประกอบดว้ ย ปกนอก ปกใน หน้าอนุมตั ิ บทคดั ย่อ ประกาศคุณูปการ สารบญั สารบญั ตาราง สารบญั ภาพ ส่วนท่ี 2 ส่วนของเน้ือเรอ่ื ง ประกอบด้วย 2 ส่วนยอ่ ย คอื 1) ส่วนเน้ือหา มกี ารแบ่งเป็น บท ประกอบดว้ ย 5 บท คอื บทท่ี 1 ภายในบทท่ี 1 มสี ่วนประกอบ คอื ความเป็นมาและความสาคญั ของปญั หาการวจิ ยั วตั ถุประสงค์การวจิ ยั ขอบเขตของการวจิ ยั ขอ้ ตกลงเบ้อื งต้น ขอ้ จากดั การวจิ ยั (ถ้าม)ี นิยามศพั ทเ์ ฉพาะ กรอบแนวคดิ การวจิ ยั สมมตฐิ านการวจิ ยั (ถ้าม)ี และประโยชน์ท่คี าดว่าจะ ได้รบั บทท่ี 2 เอกสารและงานวจิ ยั ท่เี ก่ยี วขอ้ ง บทท่ี 3 วธิ ดี าเนินการวจิ ยั ประกอบดว้ ย ประชากร
280 หรอื แหล่งขอ้ มูลท่ใี ช้ในการศึกษา การสุ่มตวั อย่าง วธิ กี ารและเคร่อื งมอื ท่ใี ช้ในการวจิ ยั วธิ ีการเก็บ รวบรวมขอ้ มูล วธิ กี ารวเิ คราะห์และแปลผลขอ้ มูล บทท่ี 4 ผลการวเิ คราะห์ข้อมูล และบทท่ี 5 สรุป อภิปรายผลและข้อเสนอแนะ และส่วนท่ี 3 ส่วนประกอบตอนท้าย ประกอบด้วยบรรณานุกรม ภาคผนวกและประวตั ยิ อ่ ผวู้ จิ ยั รวมถงึ ยุทธ ไกยวรรณ์ (2554 หน้า 204) ได้กาหนดส่วนประกอบในรายงานการวจิ ยั ไว้ 3 ส่วน เช่นเดยี วกนั ประกอบด้วย ส่วนท่ี 1 ส่วนนา ประกอบด้วย ปกนอก ใบอนุมตั ิ ปกใน บทคดั ย่อ ทัง้ ภาษาไทยและภาษาอังกฤษ กิตติกรรมประกาศ สารบัญเน้ือหา สารบัญตารางและสารบัญ ภาพประกอบ ส่วนท่ี 2 ส่วนเน้ือเร่อื ง ในส่วนน้ีมกี ารกาหนดเป็นบท อนั ประกอบดว้ ย บทท่ี 1 บทนา บทท่ี 2 เอกสารและงานวจิ ยั ทเ่ี ก่ยี วขอ้ ง บทท่ี 3 วธิ ดี าเนินการวจิ ยั บทท่ี 4 ผลการวจิ ยั และบทท่ี 5 สรุป อภปิ รายผลและข้อเสนอแนะ ท้ายสุดเป็นส่วนท่ี 3 ส่วนอ้างอิง ประกอบด้วย บรรณานุกรม ภาคผนวกและประวตั ผิ วู้ จิ ยั ส่วนประกอบของรายงานการวจิ ยั ดงั ทก่ี ล่าวมานัน้ ผทู้ รงคุณวุฒทิ งั้ สามท่านไดจ้ าแนกเป็น ส่วน โดย วลั ลภ รฐั ฉัตรานนท์ ได้กาหนดไว้ 4 ส่วน ส่วน กาสกั เต๊ะขนั หมากและยุทธ ไกยวรรณ์ กาหนดไว้ 3 สว่ น แต่เมอ่ื พจิ ารณาถงึ สว่ นประกอบยอ่ ยแลว้ นนั้ พบวา่ มคี วามคลา้ ยคลงึ กนั เพยี งแต่มี การแยกแยะเป็นส่วนแตกต่างกนั เท่านัน้ อย่างไรก็ตาม มผี ู้ทรงคุณวุฒบิ างท่าน ไม่ได้แยกแยะเป็น ส่วน แต่มกี ารนาเสนอไว้เป็นประเด็นภาพรวมแยกออกเป็นข้อ ๆ ประกอบด้วย กุณฑลี ร่นื รมย์ (2553 หน้า 427) ได้กาหนดไว้ 9 หวั ข้อ ประกอบด้วย 1) ช่อื เร่อื งวจิ ยั 2. สารบญั เร่อื ง 3) สารบญั ตาราง 4) บทสรุปสาหรบั ผบู้ รหิ าร 5) บทนา 6) กระบวนการวจิ ยั 7) สรปุ และขอ้ เสนอแนะ หวั ขอ้ ท่ี 8 ภาคผนวก และ 9) บรรณานุกรม ส่วน วชั ราภรณ์ สุรยิ าภวิ ฒั น์. (2554 หน้า 274) ไดก้ าหนดไว้ 7 หวั ขอ้ ประกอบดว้ ย 1) ช่อื เร่อื งวจิ ยั 2) บทสรุปสาหรบั ผบู้ รหิ าร 3) สารบญั 4) คานาหรอื บทนา 5) รายละเอยี ด 6) ผลสรปุ และขอ้ เสนอแนะ และ 7) ภาคผนวก สาหรบั สุชาติ ประสทิ ธริ ์ ฐั สนิ ธุ์ (2555 หน้า 508) ไดก้ าหนดไว้ 12 หวั ขอ้ ประกอบดว้ ย 1) ปก เป็นปกนอกและปกใน 2) กติ ตกิ รรมประกาศ 3) บทคดั ย่อ 4) สารบญั ประกอบด้วย สารบญั (เน้ือหา) สารบญั ตาราง สารบญั ภาพ 5) ความนา : ความเป็นมาและความสาคญั ของปญั หา 6) วตั ถุประสงค์ของการวจิ ยั 7) การทบทวนวรรณกรรม 8) ระเบยี บวธิ วี จิ ยั 9) ผลการวเิ คราะหข์ อ้ มลู 10) สรปุ ผล ประกอบด้วย สรปุ ผลการวจิ ยั อภปิ รายผล และขอ้ เสนอแนะ 11) บรรณานุกรม และ 12) ภาคผนวก หากพจิ ารณาถงึ องคป์ ระกอบของรายงานการวจิ ยั ท่มี ผี ทู้ รงคุณวุฒไิ ด้เสนอไว้ ไม่ว่าจะแยก เป็นสว่ นหรอื เป็นขอ้ ๆ พบว่า มอี งคป์ ระกอบคลา้ ยคลงึ กนั โดยมอี งคป์ ระกอบสาคญั อนั เป็นมาตรฐาน ของการเขยี นรายงานการวจิ ยั ทวั่ ไป สาหรบั เอกสารประกอบการสอนน้ี ผเู้ ขยี นจะเสนอองคป์ ระกอบ ของรายงานการวจิ ยั แยกเป็นสว่ น โดยในแต่ละสว่ นมสี ่วนประกอบยอ่ ย ๆ ดงั น้ี ส่วนท่ี 1 ส่วนนา (Preliminary Section) มสี ่วนประกอบย่อย คอื ปกนอก ปกใน บทคดั ย่อ กติ ตกิ รรมประกาศ สารบญั (เน้อื หา) สารบญั ตาราง สารบญั ภาพประกอบ สว่ นท่ี 2 ส่วนเน้ือเร่อื ง(Body of The Report) เป็นส่วนของเน้ือหาสาระทงั้ หมดทส่ี าคญั ของ งานวจิ ยั มสี ่วนประกอบดงั น้ี
281 1. บทนา มสี ่วนประกอบย่อยสาคญั คอื ท่มี าและความสาคญั ของปญั หาการวจิ ยั วัตถุประสงค์การวิจยั สมมติฐานการวิจยั ขอบเขตการวิจยั ข้อตกลงเบ้ืองต้น นิยามศัพท์และ ประโยชน์ทค่ี าดว่าจะไดร้ บั โดยทวั่ ไปจะกาหนดใหเ้ ป็นบทท่ี 1 มชี ่อื บทว่า บทนา (บทท่ี 1 บทนา) 2. เอกสารและงานวจิ ยั ท่เี ก่ียวข้อง โดยทวั่ ไปจะกาหนดเป็น บทท่ี 2 มชี ่อื บทว่า เอกสารและงานวจิ ยั ทเ่ี กย่ี วขอ้ งหรอื การทบทวนวรรณกรรม (บทท่ี 2 เอกสารและงานวจิ ยั ทเ่ี ก่ยี วขอ้ ง หรอื บทท่ี 2 การทบทวนวรรณกรรม) 3. วิธดี าเนินการวิจยั มีส่วนประกอบย่อย คือ วิธกี ารศึกษา ประชากรและกลุ่ม ตวั อย่าง เคร่อื งมอื ทใ่ี ชใ้ นการวจิ ยั การเกบ็ รวบรวมขอ้ มลู การจดั กระทาขอ้ มลู และการวเิ คราะหข์ อ้ มลู โดยทวั่ ไปจะกาหนดเป็น บทท่ี 3 มชี ่อื บทวา่ วธิ ดี าเนนิ การวจิ ยั (บทท่ี 3 วธิ ดี าเนนิ การวจิ ยั ) 4. ผลการวเิ คราะห์ขอ้ มลู หรอื ผลการวจิ ยั เป็นส่วนสาคญั ท่สี ุด โดยทวั่ ไปจะกาหนด เป็นบทท่ี 4 มชี ่อื บทว่า ผลการวเิ คราะหข์ อ้ มลู (บทท่ี 4 ผลการวเิ คราะหข์ อ้ มลู ) ภายในบทมกี ารเสนอ ผลการวจิ ยั เรยี งลาดบั ตามวตั ถุประสงค์การวจิ ยั อย่างไรก็ตาม ถ้าผลการวจิ ยั มจี านวนมาก อาจ กาหนดให้มหี ลายบทเพมิ่ ขน้ึ โดยกาหนดช่อื บทตามวตั ถุประสงคก์ ารวจิ ยั กไ็ ด้ เช่น วตั ถุประสงคก์ าร วจิ ยั กาหนดเป็น ขอ้ ท่ี 1 เพอ่ื ศกึ ษาสภาพปญั หาทางการตลาดของผลติ ภณั ฑช์ ุมชน และ ขอ้ ท่ี 2 เพ่อื ศกึ ษาแนวทางการจดั การการตลาดของผลติ ภณั ฑช์ ุมชน อาจเสนอผลการวจิ ยั เป็น 2 บท คอื บทท่ี 4 ให้ช่อื บทว่า สภาพปญั หาทางการตลาดของผลติ ภณั ฑช์ ุมชน และ บทท่ี 5 ใหช้ ่อื บทว่า แนวทางการ จดั การการตลาดผลติ ภณั ฑช์ ุมชน เป็นตน้ 5. สรุปผล อภิปรายผลและข้อเสนอแนะ เป็นส่วนสุดท้ายของเน้ือหาการวิจยั โดยทวั่ ไปจะกาหนดเป็น บทท่ี 5 มชี ่อื บทว่า สรุปผล อภปิ รายผลและขอ้ เสนอแนะ (บทท่ี 5 สรปุ ผล อภปิ รายผลและขอ้ เสนอแนะ) ส่วนท่ี 3 ส่วนประกอบตอนท้าย ประกอบด้วยส่วนย่อย คือ บรรณานุกรม ภาคผนวก ประวตั ผิ วู้ จิ ยั 2. การเขยี นรายงานการวจิ ยั เป็นทงั้ ศาสตร์และศลิ ป์ท่ตี ้องอาศยั ความรู้จากหลากหลาย สาขาและประสบการณ์ รายงานการวจิ ยั จงึ จะมคี ุณภาพ แต่สงิ่ แรกทผ่ี วู้ จิ ยั ต้องมคี วามรแู้ ละนาไปใชใ้ น การเขยี น คอื รปู แบบการเขยี นรายงานการวจิ ยั ทเ่ี ป็นสากล แมไ้ ม่มปี ระสบการณ์การเขยี นมาก่อนก็ ตาม ซง่ึ มลี กั ษณะการเขยี นตามแต่ละส่วนประกอบของรายงานการวจิ ยั ดงั น้ี ส่วนท่ี 1 สว่ นนา มลี กั ษณะการเขยี น ดงั น้ี 1. ปกนอก ประกอบดว้ ย ช่อื เรอ่ื งวจิ ยั ชอ่ื ผวู้ จิ ยั หรอื คณะผวู้ จิ ยั ปีทเ่ี สนอผลงานการ วจิ ยั ถา้ เป็นรายงานการวจิ ยั ทวั่ ไป จะระบุหน่วยงานทส่ี งั กดั หรอื แหล่งเงนิ ทุนทไ่ี ดร้ บั การสนับสนุนใน การวจิ ยั แต่ถ้าเป็นรายงานการวจิ ยั ทเ่ี ป็นส่วนหน่ึงของการศกึ ษา จะระบุถงึ หลกั สูตร สาขาวชิ า คณะ และสถาบนั การศกึ ษา 2. ปกใน เขยี นขอ้ ความเหมอื นปกนอกทุกประการ 3. บทคดั ยอ่ (Abstract) เป็นรายละเอยี ดของขอ้ เขยี นทส่ี รปุ การวจิ ยั ทงั้ หมดอยา่ งย่อ และสนั้ ทส่ี ุด โดยเขยี นเป็น 2 ภาษา คอื ภาษาไทยและภาษาองั กฤษ มี 2 ส่วน คอื 1) ส่วนนา เขยี น ระบุ ช่อื เร่อื งวจิ ยั ช่อื ผู้วจิ ยั หรอื คณะผู้วจิ ยั ปีท่วี จิ ยั และและแหล่งสนับสนุนทุนวจิ ยั (ถ้าม)ี 2) ส่วน
Search
Read the Text Version
- 1
- 2
- 3
- 4
- 5
- 6
- 7
- 8
- 9
- 10
- 11
- 12
- 13
- 14
- 15
- 16
- 17
- 18
- 19
- 20
- 21
- 22
- 23
- 24
- 25
- 26
- 27
- 28
- 29
- 30
- 31
- 32
- 33
- 34
- 35
- 36
- 37
- 38
- 39
- 40
- 41
- 42
- 43
- 44
- 45
- 46
- 47
- 48
- 49
- 50
- 51
- 52
- 53
- 54
- 55
- 56
- 57
- 58
- 59
- 60
- 61
- 62
- 63
- 64
- 65
- 66
- 67
- 68
- 69
- 70
- 71
- 72
- 73
- 74
- 75
- 76
- 77
- 78
- 79
- 80
- 81
- 82
- 83
- 84
- 85
- 86
- 87
- 88
- 89
- 90
- 91
- 92
- 93
- 94
- 95
- 96
- 97
- 98
- 99
- 100
- 101
- 102
- 103
- 104
- 105
- 106
- 107
- 108
- 109
- 110
- 111
- 112
- 113
- 114
- 115
- 116
- 117
- 118
- 119
- 120
- 121
- 122
- 123
- 124
- 125
- 126
- 127
- 128
- 129
- 130
- 131
- 132
- 133
- 134
- 135
- 136
- 137
- 138
- 139
- 140
- 141
- 142
- 143
- 144
- 145
- 146
- 147
- 148
- 149
- 150
- 151
- 152
- 153
- 154
- 155
- 156
- 157
- 158
- 159
- 160
- 161
- 162
- 163
- 164
- 165
- 166
- 167
- 168
- 169
- 170
- 171
- 172
- 173
- 174
- 175
- 176
- 177
- 178
- 179
- 180
- 181
- 182
- 183
- 184
- 185
- 186
- 187
- 188
- 189
- 190
- 191
- 192
- 193
- 194
- 195
- 196
- 197
- 198
- 199
- 200
- 201
- 202
- 203
- 204
- 205
- 206
- 207
- 208
- 209
- 210
- 211
- 212
- 213
- 214
- 215
- 216
- 217
- 218
- 219
- 220
- 221
- 222
- 223
- 224
- 225
- 226
- 227
- 228
- 229
- 230
- 231
- 232
- 233
- 234
- 235
- 236
- 237
- 238
- 239
- 240
- 241
- 242
- 243
- 244
- 245
- 246
- 247
- 248
- 249
- 250
- 251
- 252
- 253
- 254
- 255
- 256
- 257
- 258
- 259
- 260
- 261
- 262
- 263
- 264
- 265
- 266
- 267
- 268
- 269
- 270
- 271
- 272
- 273
- 274
- 275
- 276
- 277
- 278
- 279
- 280
- 281
- 282
- 283
- 284
- 285
- 286
- 287
- 288
- 289
- 290
- 291
- 292
- 293
- 294
- 295
- 296
- 297
- 298
- 299
- 300
- 301
- 302
- 303
- 304
- 305
- 306
- 307
- 308
- 309
- 310
- 311
- 312
- 313
- 314
- 315
- 316
- 317
- 318
- 319
- 320
- 321
- 322
- 323
- 324
- 325
- 326
- 327