Important Announcement
PubHTML5 Scheduled Server Maintenance on (GMT) Sunday, June 26th, 2:00 am - 8:00 am.
PubHTML5 site will be inoperative during the times indicated!

Home Explore วิชา การวิจัยการตลาด

วิชา การวิจัยการตลาด

Published by lavanh5579, 2021-08-23 05:16:59

Description: วิชา การวิจัยการตลาด

Search

Read the Text Version

182 สาหรบั การกาหนดรหสั จะถอื ว่าสถานทแ่ี ต่ละแห่งคอื ตวั แปร 1 ตวั และมคี าตอบ 2 ทางเลอื ก คอื ใช่ กบั ไมใ่ ช่ และอาจกาหนดใหค้ า่ ของคาตอบเป็น ใช่ = 1 ไมใ่ ช่ = 2 1.3.5 ข้อคาถามมีหลายคาตอบ โดยให้ตอบได้มากกว่า 1 คาตอบและใส่ลาดับ ความสาคญั ของคาตอบด้วย เช่น กรุณาเรยี งลาดบั ความสาคญั ของปจั จยั ท่ีท่านพิจารณาในการ ตดั สนิ ใจซอ้ื รถจกั รยานยนต์ โดยลาดบั ท่ี 1 หมายถงึ สาคญั ทส่ี ุด รองลงมาเป็น 2,3,4 และ 5 โดยใหใ้ ส่ หมายเลขแสดงลาดบั ใน ( ) หน้าข้อคาตอบ ( )ราคา ( )ย่หี ้อ ( )รุ่น ( )สี เป็นต้น สาหรบั การ กาหนดรหสั ดาเนนิ การได้ 2 ลกั ษณะ ดงั น้ี 1.3.5.1 กาหนดใหล้ าดบั ทเ่ี ท่ากบั จานวนคาตอบ จะกาหนดตวั แปรเท่ากบั จานวน คาตอบ และกาหนดค่าของคาตอบหรอื ค่าตวั แปรเท่ากบั ค่าของลาดบั ท่ี จากข้อคาถามท่กี ล่าวมา สามารถกาหนดได้ 4 ตวั แปร คอื ราคา ยห่ี อ้ รุ่น และสี และกาหนด 4 ลาดบั ท่ี ดงั นัน้ ตวั แปร ราคา จงึ กาหนดรหสั หรอื ค่าตัวแปร เป็นเลข 1 แทนลาดบั ความสาคญั ท่ีสุด เลข 2 แทนลาดบั ท่ีสาคญั รองลงมา เลข 3 และ 4 แทนลาดบั ต่อมา สาหรบั คาตอบ ยห่ี อ้ รนุ่ และสี กด็ าเนนิ การแนวทางเดยี วกนั 1.3.5.2 กาหนดลาดบั ท่นี ้อยกว่าจานวนคาตอบ จะนาเอาลาดบั ท่มี ากาหนดตัว แปรเท่ากบั จานวนลาดบั ท่ีและกาหนดค่าตวั แปรเป็นคาตอบและมจี านวนตามคาตอบนนั้ เช่น กรุณา เรยี งลาดบั ความสาคญั ของปจั จยั ท่ที ่านพิจารณาในการตดั สนิ ใจเลอื กซ้ือรถจกั รยานยนต์ เพยี ง 3 ลาดบั โดยใหใ้ ส่ลาดบั ท่ี 1 หมายถงึ สาคญั ทส่ี ุด รองลงมาเป็น 2 และ 3 ลงใน ( ) หน้าขอ้ คาตอบ ( ) ราคา ( ) ยห่ี อ้ ( ) รนุ่ ( ) สี จากคาถาม กาหนดได้ 3 ตวั แปร คอื ตวั แปรท่ี 1 คอื “ความสาคญั อนั ดบั ท่ี 1” ตวั แปรท่ี 2 คอื “ความสาคญั อนั ดบั ท่ี 2” และตวั แปรท่ี 3 คอื “ความสาคญั อนั ดบั ท่ี 3” และค่าตวั แปรแต่ ละตวั มคี ่าเท่ากบั จานวนคาตอบ คอื ค่าตวั แปรเลข “1” แทน ราคา เลข “2” แทน ยห่ี ้อ เลข “3” แทน รนุ่ เลข “4” แทน สี 1.3.6 ข้อคาถามมหี ลายคาตอบแต่ให้ตอบเพียงคาตอบเดยี ว แต่ได้กลบั มาหลาย คาตอบ เช่น ทา่ นเลอื กไปซอ้ื อาหารสาเรจ็ รปู จากแหล่งใด ( ) หา้ งสรรพสนิ คา้ ( ) ซปุ เปอรม์ ารเ์ กต็ ( ) รา้ นสะดวกซอ้ื ใกลบ้ า้ น ( ) ตลาดสด จาก 4 คาตอบ ผู้ตอบเลอื กตอบ ห้างสรรพสนิ ค้าและรา้ นสะดวกซอ้ื ใกล้บ้าน ผูว้ จิ ยั ต้องตัดสินใจเลือกคาตอบเดียว ส่วนมากนิยมเลือกคาตอบท่ีมีลาดับอยู่ก่อน ถ้าผู้ตอบเลือก หา้ งสรรพสนิ คา้ ควรกาหนดตวั เลข 1 สว่ นคาตอบ รา้ นสะดวกซอ้ื ใกลบ้ า้ น ผวู้ จิ ยั จะไม่ทาการใด ๆ จะ ยดึ ถอื วา่ ผตู้ อบไดเ้ ลอื กคาตอบเพยี ง คอื หา้ งสรรพสนิ คา้ เทา่ นนั้ 1.3.7 ควรกาหนดรหสั หรอื คา่ ของการไมไ่ ดร้ บั คาตอบ เช่น เพศ คาตอบมี 2 ค่า คอื 1 หมายถงึ ชาย และ 2 หมายถงึ หญงิ ถา้ พบว่า ผตู้ อบไมต่ อบ อาจกาหนดรหสั เป็นเลข 9 หมายถงึ ไม่ ต้องนาค่าของรหสั 9 มาประมวลผล ซง่ึ ตวั เลขทก่ี าหนดต้องไมซ่ ้ากบั ค่าของตวั แปรหรอื ค่าคาตอบใด ในคาถามนนั้ 2. การทาคู่มือลงรหัสข้อมูล (Cod Book) เพ่ือใช้เป็นหลักฐานการลงรหัส เพราะถ้ามี พนักงานลงรหสั หลายคนอาจทาให้เกดิ ความคลาดเคล่อื น ซ่งึ คู่มอื ลงรหสั จะช่วยอธบิ ายความหมาย

183 ของรหสั ให้ตรงกัน ช่วยให้การสรา้ งแฟ้ มข้อมูลในโปรแกรมสาเรจ็ รูปได้ง่ายขน้ึ อีกทงั้ ช่วยให้ป้อน ขอ้ มลู ลงในแฟ้มขอ้ มลู มโี อกาสผดิ พลาดน้อยลงหรอื ไม่ผดิ พลาด เน่ืองดว้ ยเม่อื ตวั แปรมจี านวนมาก สาหรบั ค่มู อื ลงรหสั ควรประกอบดว้ ยรายละเอยี ด ดงั น้ี (ดตู ารางท่ี 9.2 ประกอบ) 2.1 ขอ้ คาถามหรอื ขอ้ มลู ตอ้ งกาหนดใหต้ รงกบั ขอ้ คาถามในแบบสอบถาม 2.2 ช่อื ตวั แปรหรอื ช่อื แทนขอ้ คาถาม (ดรู ายละเอยี ดในหวั ขอ้ การกาหนดรหสั ขอ้ มูล) 2.3 คาอธบิ ายตวั แปร เป็นการอธบิ ายเพม่ิ เตมิ ตวั แปรทก่ี าหนดหรอื การบอกลกั ษณะของ ตวั แปร สว่ นมากจะบอกลกั ษณะเหมอื นกบั ลกั ษณะคาถามในขอ้ คาถามนนั้ ๆ 2.4 ชอ่ื แทนขอ้ คาตอบ (ดรู ายละเอยี ดในหวั ขอ้ การกาหนดรหสั ขอ้ มูล) 2.5 ค่าของคาตอบหรอื ค่าของตวั แปร (ดรู ายละเอยี ดในหวั ขอ้ การกาหนดรหสั ขอ้ มูล) ตารางท่ี 9.2 ค่มู อื ลงรหสั ขอ้ คาถาม ตวั แปรหรอื ชอ่ื คาอธบิ ายตวั แปร ชอ่ื แทนคาตอบ ค่าของคาตอบหรอื คา่ ของตวั แปร แทนขอ้ คาถาม 1 แทน ชาย หรอื Male 2 แทน หญงิ หรอื Female ขอ้ ท่ี 1 เพศ SEX เพศ ชาย = Male 1 แทน ประถมศกึ ษา หรอื Sec การศกึ ษา หญงิ = Female 2. แทน มธั ยมศกึ ษา หรอื Pri ขอ้ ท่ี 2 EDU 3 แทน ปรญิ ญาตรี หรอื Bache ระดบั การศกึ ษา ยห่ี อ้ ทเ่ี ลอื กซอ้ื ประถมศกึ ษา = Sec 4 แทน ปรญิ ญาโท หรอื Master มธั ยมศกึ ษา = Pri 1 แทน ยห่ี อ้ A หรอื A ขอ้ ท่ี 3 Brand หา้ งสรรพสนิ คา้ ปรญิ ญาตรี = Bache 2 แทน ยห่ี อ้ B หรอื B ยห่ี อ้ ทเ่ี ลอื กซอ้ื ซุปเปอรม์ ารเ์ กต็ ปรญิ ญาโท = Master 3 แทน ยห่ี อ้ C หรอื C 4 แทน ยห่ี อ้ D หรอื D ขอ้ ท่ี 4 Place1 ตลาดสด ยห่ี อ้ A = A 1 แทน ใช่ หรอื yes ท่านเลือกซ้ืออาหาร Place2 รา้ นสะดวกซอ้ื ใกล้ ยห่ี อ้ B = B 2 แทน ไมใ่ ช่ หรอื No สาเรจ็ รปู จากแหล่งใด Place3 ยห่ี อ้ C = C 1 แทน ใช่ หรอื yes (ตอบได้มากกว่า 1 บา้ น ยห่ี อ้ D = D 2 แทน ไมใ่ ช่ หรอื No ขอ้ ) ระดบั ความพงึ 1 แทน ใช่ หรอื yes ใช่ = yes 2 แทน ไมใ่ ช่ หรอื No Place4 พอใจ ไมใ่ ช่ = No 1 แทน ใช่ หรอื yes 2 แทน ไมใ่ ช่ หรอื No ท่านมคี วามพึงพอใจ Satification ใช่ = yes 5 แทน มากทส่ี ุด ไมใ่ ช่ = No 4 แทน มาก ต่ อ ก า ร ให้ บ ริก า ร ใ น 3 แทน ปานกลาง ธุรกิจเสริมความงาม ใช่ = yes 2 แทน น้อย ระดบั ใด ไมใ่ ช่ = No 1 แทน น้อยทส่ี ดุ ใช่ = yes ไมใ่ ช่ = No มากทส่ี ดุ มาก ปานกลาง น้อย น้อยทส่ี ุด 3. สรา้ งแฟ้มขอ้ มลู เพ่อื การวเิ คราะห์ขอ้ มลู ดว้ ยโปรแกรมสาเรจ็ รปู SPSS สามารถสรา้ งได้ หลายรูปแบบ อาจสร้างแฟ้ มข้อมูลด้วยด้วยโปรแกรม SPSS หรอื โปรแกรมอ่ืนท่ีสามารถนามา วเิ คราะห์ใน SPSS ได้ เช่น Excel, dBase เป็นต้น ส่วนการสรา้ งแฟ้ มข้อมูลด้วย SPSS เม่อื เปิด โปรแกรมจะได้หน้าจอ Untitled – SPSS Data Editor ประกอบด้วย 2 หน้าต่าง คอื หน้าต่าง Data

184 View ใชป้ ้อนขอ้ มลู หรอื ค่าของคาตอบหรอื ค่าของตวั แปร และ Variable View ใชก้ าหนดรายละเอยี ด ของตวั แปร ซง่ึ ดาเนินการตามขนั้ ตอนดงั น้ี ขนั้ ตอนท่ี 1 กาหนดตัวแปร โดยใช้หน้าต่าง Variable View ประกอบด้วยรายละเอยี ด เกย่ี วกบั ตวั แปร ดงั น้ี (ดภู าพท่ี 9.3 ประกอบ) Name ช่อื ตวั แปร ตวั แรกของช่อื ต้องเป็นตวั อกั ษรเท่านนั้ ตอ้ งไมม่ ี “จดุ ” ทา้ ยสุดของช่อื หา้ มใชส้ ญั ลกั ษณ์พเิ ศษและแต่ละชอ่ื แทนขอ้ มลู หรอื ช่อื ตวั แปร ทงั้ ทเ่ี ป็นหลายคาหรอื อกั ษรยอ่ ต้องไม่ เป็นช่อื ซ้ากนั หากซ้าจะกาหนดในแฟ้มขอ้ มลู ไมไ่ ด้ จานวนตอ้ งไมเ่ กนิ 8 ตวั อกั ษร Type ประเภทของตวั แปร คอื ค่าของตวั แปรทก่ี าหนดขน้ึ มใี ห้เลอื กหลายลกั ษณะ เช่น เป็นตวั เลข คอมมา (Comma) จดุ (Dot) วนั ท่ี หรอื สญั ลกั ษณ์ เป็นตน้ Width เป็นการกาหนดจานวนหลกั ของค่าตวั แปร เพ่อื ใหเ้ พยี งพอต่อตวั เลขท่พี มิ พล์ งใน คอลมั น์ Decimals เป็นการกาหนดจดุ ทศนิยม ขน้ึ อยกู่ บั ความตอ้ งการของผใู้ ช้ Label เป็นการกาหนดขอ้ ความเพ่อื ขยายความหมายของตวั แปร Value เป็นการกาหนดค่าตวั แปร พรอ้ มอธบิ ายความหมายของค่าตวั แปรแต่ละค่าหรอื ช่อื ของคาตอบ โดยใสค่ ่าตวั แปรในช่อง Value ใส่ขอ้ ความอธบิ ายค่าตวั แปรในช่อง Value Label และ คลกิ Add และใสค่ า่ ตวั แปรใหมจ่ นครบ การเปลย่ี นค่าหรอื ขอ้ ความ ดว้ ย ปมุ่ Change และ Remove Missing เป็นการกาหนดค่าของขอ้ คาถามหรอื ตวั แปรท่ไี ม่ได้รบั คาตอบหรอื คาตอบผดิ โดยไมต่ อ้ งการนาไปวเิ คราะห์ Column เป็นการกาหนดความกวา้ งคอลมั น์ เพ่อื ใหค้ ่าขอ้ มลู ทใ่ี ส่ไดค้ รบถ้วน ถา้ กาหนด น้อยกวา่ ความกวา้ งของคา่ ตวั แปร (Width) หน้าจอจะแสดงไมค่ รบ แต่ไมม่ ผี ลต่อการวเิ คราะหข์ อ้ มลู Align เป็นการกาหนดตาแหน่งการจดั วางค่าตวั แปรหรอื ขอ้ มูล ตามความต้องการ ได้ 3 ตาแหน่งคอื ซา้ ย กลางและขวาของคอลมั น์ Measure เป็นการกาหนดมาตรวดั โดยมีให้เลือกได้ 3 ค่า คือ Scale ประกอบด้วย Interval Ratio Ordinal และ Nominal ขนั้ ตอนท่ี 2 พมิ พ์ค่าตวั แปร เป็นการนาข้อมูลซ่งึ อย่ใู นรปู ค่าตวั แปรหรอื ค่าของคาตอบ จากแต่ละขอ้ คาถาม มาพมิ พล์ งในแฟ้มขอ้ มลู มรี ายละเอยี ด ดงั น้ี 1. เปิดหน้าต่าง Data View จะประกอบดว้ ย (ดภู าพท่ี 9.4 ประกอบ) ภาพท่ี 9.3 หน้าจอ Data Editor-Variable View ภาพท่ี 9.4 หน้าจอ Data Editor-Data View

185 แถวหรอื บรรทดั โดยท่ี 1 แถวหรอื 1 บรรทดั หมายถงึ แบบสอบถาม 1 ชุด ทเ่ี กบ็ จาก ตวั อยา่ ง 1 หน่วย ถา้ มแี บบสอบถาม 150 ชดุ ตอ้ งพมิ พข์ อ้ มลู 150 แถวหรอื บรรทดั คอลมั น์ โดยท่ี 1 คอลมั น์ หมายถงึ 1 ตวั แปร โดยมชี ่อื ตวั แปร อย่ทู ่หี วั คอลมั น์ ตามท่ี กาหนดไวใ้ น หน้าต่าง Variable View เซล เป็ นส่วนตัดกันของแถวและคอลัมน์ จะพิมพ์ค่าตัวแปรหรือข้อมูลจาก แบบสอบถามลงในแต่ละเซล พมิ พใ์ หต้ รงกบั ตวั แปรในคอลมั น์และแถวหรอื แบบสอบถามชดุ นนั้ 2. แนวทางการพมิ พข์ อ้ มลู มวี ธิ กี าร ดงั น้ี 2.1 บนั ทกึ ข้อมูลลงในแบบบันทึกค่าตัวแปรพร้อมกบั นามาประกอบการพมิ พ์ลงใน แฟ้มขอ้ มลู ทส่ี รา้ งเสรจ็ แลว้ โดยสรา้ งเป็นกระดาษทม่ี ชี อ่ื ตวั แปรเท่ากบั จานวนตวั แปรตามค่มู อื ลงรหสั แลว้ นาเอาตวั เลขทต่ี คี วามหมายจากแบบสอบถามทีละชุดมาลงในแบบบนั ทกึ (ดงั ตารางท่ี 9.3) แลว้ นาขอ้ มลู น้ีไปเป็นต้นฉบบั ในการพมิ พล์ งในแฟ้มขอ้ มลู ซ่งึ วธิ นี ้ี เหมาะกบั ผวู้ จิ ยั ทข่ี าดความเชย่ี วชาญ ในการพมิ พ์ขอ้ มูลลงในแฟ้มขอ้ มลู เพ่อื การวเิ คราะห์ด้วยคอมพวิ เตอร์ แต่วธิ นี ้ีจะมคี วามซ้าซอ้ น คอื ต้องนาเอาขอ้ มลู จากแบบสอบถามมาบนั ทกึ ในแบบบนั ทกึ ค่าตวั แปรก่อนแลว้ จงึ นาไปพมิ พอ์ กี ครงั้ ใน แฟ้มขอ้ มลู ทาใหม้ คี วามเสย่ี งสูงต่อการคดั ลอกขอ้ มลู ทผ่ี ดิ พลาดได้ ส่วนขอ้ ดคี อื สะดวกต่อการพมิ พ์ ขอ้ มลู ลงในแฟ้มขอ้ มลู โดยไมใ่ ชแ้ บบสอบถามทเ่ี ป็นตน้ ฉบบั ตารางท่ี 9.3 แบบบนั ทกึ ค่าตวั แปรหรอื ค่าของคาตอบ แบบสอบถา ตวั แปรท่ี 1 ตวั แปรท่ี 2 ตวั แปรท่ี 3 ตวั แปรท่ี 4 ตวั แปรท.่ี ... (ระดบั ความพงึ พอใจ) มท่ี (เพศ) (อายุ) (ระดบั การศกึ ษา) .. 5 ... ชุดท่ี 1 1 2 1 ... 4 ชุดท่ี 2 2 3 4 ... ชุดท่ี .. ... ... ... จากตารางท่ี 9.3 อธบิ ายว่า แบบสอบถามมขี อ้ คาถามหรอื ตวั แปรท่ี 1,2,3,4 ... ในตวั แปรท่ี 1 คอื เพศ มคี ่าตวั แปร คอื 1 หมายถงึ ชาย และ 2 หมายถงึ หญิง ถ้าแบบสอบถามชุดท่ี 1 ผู้ตอบ ตอบเพศชาย ให้นาค่าของตัวแปร คือ 1 บนั ทึกลงในแบบบนั ทึกค่าตัวแปร ส่วนตัวแปร 2,3,4 ... ให้ทาในลกั ษณะเดยี วกนั กบั ตวั แปรท่ี 1 ผูว้ จิ ยั จะตคี ่าจากแบบสอบถามแล้วบนั ทกึ ในแบบ บนั ทกึ ค่าตวั แปร ใหค้ รบถามจานวนแบบสอบถามทเ่ี กบ็ มาได้ 2.2 การพมิ พข์ อ้ มลู ลงในแฟ้มขอ้ มลู โดยใชแ้ บบสอบถามเป็นต้นฉบบั ซง่ึ มกี ารกาหนด ช่อื ตวั แปร ช่อื คาตอบและกาหนดค่าตวั แปรไปพรอ้ มกบั การพมิ พ์ขอ้ มลู ลงในแฟ้ม โดยไมต่ ้องมคี ู่มอื ลงรหสั หรอื แบบบนั ทกึ ค่าตวั แปร ซง่ึ วธิ นี ้ีมคี วามรวดเรว็ และเหมาะสาหรบั ผวู้ จิ ยั ทช่ี านาญและมคี วาม แมน่ ยาในการลงรหสั แบบน้ี แต่ถา้ บนั ทกึ ผดิ พลาดเมอ่ื ตอ้ งแกไ้ ข อาจตอ้ งใชเ้ วลามากในการคน้ หา ขนั้ ท่ี 3 บนั ทกึ ข้อมูลเม่อื พิมพ์ข้อมูลเสรจ็ แล้ว โดยเปิดเมนู File เลอื ก Save Data ถ้า ต้องการบนั ทกึ ในช่อื เดมิ หรอื เลอื ก Save as ถ้าต้องการบนั ทกึ แฟ้มใหม่ และจดั เก็บข้อมูลด้วยส่อื เช่น แผน่ ซดี ี ฮารด์ ดสิ เป็นตน้ เพ่อื แฟ้มขอ้ มลู จะไมใ่ หส้ ญู หายและพรอ้ มเรยี กใชว้ เิ คราะหข์ อ้ มลู ต่อไป

186 การวิเคราะหข์ ้อมลู การวเิ คราะหข์ อ้ มูล ผูว้ จิ ยั ควรทาความเขา้ ใจเก่ยี วกบั ความหมาย วธิ วี เิ คราะห์และเทคนิค การวเิ คราะหข์ อ้ มลู ทางสถติ ิ รายละเอยี ดมดี งั น้ี 1. ความหมายของการวเิ คราะหข์ อ้ มลู มผี ทู้ รงคุณวุฒอิ ธบิ ายไว้ ประกอบดว้ ย สุทติ ิ ขตั ตยิ ะ และวไิ ลลกั ษณ์ สุวจติ ตานนท์ (2554 หน้า 120) อธบิ ายว่า เป็นกรรมวธิ หี น่ึงของการจดั กระทาขอ้ มลู ดว้ ยการหารปู แบบความสมั พนั ธร์ ะหวา่ งขอ้ มลู ตวั แปรทก่ี าหนดไวใ้ นสมมตฐิ านการวจิ ยั เพ่อื สรปุ เป็น คาตอบปญั หาวิจยั ตามวตั ถุประสงค์การวจิ ยั สอดคล้องกับ สรชยั พิศาลบุตร (2555 หน้า 203) อธบิ ายว่า เป็นการนาขอ้ มลู ทผ่ี ่านการเตรยี มเรยี บรอ้ ยแลว้ มาแปรรปู เพ่อื หาผลลพั ธต์ ามวตั ถุประสงค์ การวจิ ยั และสอดคลอ้ งกบั วชั ราภรณ์ สุรยิ าภวิ ฒั น์ (2554 หน้า 242) อธบิ ายว่า เป็นวธิ กี ารท่จี ะสรุป ผลลพั ธ์หรอื ทาให้ขอ้ มูลกลายเป็นสารสนเทศ ซ่งึ เป็นผลสรุปท่มี คี วามหมายและนาไปใช้ประโยชน์ ต่อไป ส่วน นงลกั ษณ์ วริ ชั ชยั (2553 หน้า 10-6) อธบิ ายวา่ เป็นการจดั หมวดหมู่ (Categorizing) การ จดั ระเบยี บหรอื การเรยี งลาดบั (Ordering) การจดั กระทา (Manipulation) และการสรุปสาระข้อมูล (Summarizing) เพ่ือให้ได้คาตอบของคาถามวจิ ยั โดยมีวัตถุประสงค์เพ่ือลดปรมิ าณข้อมูลให้ได้ ขอ้ สรุปท่สี ามารถทดสอบได้ แปลความหมายได้และไดส้ าระสรุปท่แี สดงถงึ ความสมั พนั ธ์ระหว่างตวั แปรหรอื ปรากฏการณ์ท่ตี ้องการศกึ ษา จากความหมายดงั กล่าว สามารถสรุปได้ว่า การวเิ คราะห์ ขอ้ มลู เป็นการนาเอาขอ้ มลู ทเ่ี ตรยี มไวม้ าประมวลผลเพ่อื การจดั หมวดหมู่ จดั ระเบยี บหรอื เรยี งลาดบั การรวมขอ้ มลู คานวณและเปรยี บเทยี บ ประมาณค่า ทดสอบสมมตฐิ าน หาความสมั พนั ธข์ องตวั แปร ซง่ึ ผลจากการวเิ คราะหก์ จ็ ะนาไปแปลความหมายและอนุมานไปยงั ประชากรเพอ่ื ตอบปญั หาวจิ ยั 2. วธิ วี เิ คราะหข์ อ้ มลู การวเิ คราะหข์ อ้ มลู ทไ่ี ดม้ าจากการวจิ ยั มี 2 วธิ ี ดงั น้ี 2.1 การวเิ คราะห์ข้อมูลด้วยเหตุผล เป็นการแปลหรอื ให้ความหมายข้อมูลโดยไม่ใช้ คณิตศาสตร์ เพยี งแค่รวบรวมขอ้ เท็จจรงิ หรอื ความคดิ ต่าง ๆ แล้วศกึ ษาความสมั พนั ธ์เพ่อื ตงั้ เป็น สมมตฐิ านเพอ่ื ใชส้ รปุ หรอื อา้ งองิ ต่อไปหรอื อาจนาขอ้ มลู มาหาเหตุผลโดยยดึ ถอื ขอ้ สมมตเิ ป็นหลกั 2.2 การวเิ คราะหข์ อ้ มลู ดว้ ยวธิ กี ารทางสถติ ิ เป็นการแปลความหรอื ใหค้ วามหมายขอ้ มูล โดยใช้หลกั การทางด้านสถติ ิ ซ่งึ อาจวเิ คราะห์ผลด้วยมอื (Manual) โดยใช้แรงงานมนุษย์เป็นหลกั อาจมอี ุปกรณ์ช่วย คอื กระดาษ ดนิ สอ สามารถใช้ได้ดกี บั ขอ้ มลู ทม่ี ไี ม่มากนัก หรอื อาจวเิ คราะห์ผล แบบกง่ึ อตั โนมตั ิ (Semi-autometic) โดยใชเ้ ครอ่ื งมอื เฉพาะงาน เช่น เครอ่ื งคานวณหรอื เครอ่ื งคดิ เลข เคร่อื งจกั รลงบญั ชสี มุดเงนิ ฝาก-ถอน ของธนาคาร ทม่ี คี วามสามารถในการคานวณดว้ ย เป็นตน้ การ ประมวลผลแบบน้สี ามารถทาไดร้ วดเรว็ และถูกตอ้ งกว่าการประมวลดว้ ยมอื จงึ เหมาะกบั งานทม่ี ขี อ้ มลู ปานกลาง แต่ในปจั จุบนั นิยมประมวลด้วยโปรแกรมสาเรจ็ รูป ทงั้ น้ีเพ่อื ความถูกต้องแม่นยา ความ สะดวกและรวดเรว็ เหมาะสาหรบั ขอ้ มลู ทม่ี จี านวนมากและสว่ นมากจะใชใ้ นการวจิ ยั เชงิ ปรมิ าณ 3. เทคนคิ การวเิ คราะหข์ อ้ มลู ดว้ ยสถติ ิ สรปุ ไดด้ งั น้ี (ศกึ ษารายละเอยี ดในบทท่ี 10 และ 12) 3.1 การวเิ คราะหเ์ ชงิ พรรณนา เป็นการวเิ คราะห์เพ่อื บรรยายถงึ ลกั ษณะหรอื คณุ สมบตั ิ ของสง่ิ ทศ่ี กึ ษาหรอื ปรากฏการณ์ของกลุม่ ใดกลุม่ หน่ึงโดยเฉพาะ บอกไดเ้ พยี งเฉพาะลกั ษณะของกลุ่ม ทศ่ี กึ ษาเทา่ นนั้ ไมส่ ามารถนาผลสรปุ ไปอา้ งองิ หรอื ทานายคา่ ของกลุ่มอ่นื ได้ ซง่ึ ประกอบดว้ ย ดงั น้ี

187 3.1.1 การวดั แนวโน้มเขา้ สู่ส่วนกลาง เป็นการหาค่ากลางหรอื ตวั แทนข้อมลู แต่ละ ชดุ เพอ่ื ใหท้ ราบค่าตวั แทนของขอ้ มลู ประกอบดว้ ย การหาคา่ เฉลย่ี มธั ยฐานและฐานนิยม 3.1.2 การวดั การกระจาย เป็นการหาค่าความใกล้เคยี งกนั หรอื ความมากน้อยของ ขอ้ มลู ถ้าขอ้ มลู มคี ่าใกล้เคยี งกนั ในระดบั มาก แสดงว่าลกั ษณะประชากรแต่ละหน่วยมคี วามแตกต่าง กนั มากหรอื มกี ารกระจายมาก ถา้ ความใกลเ้ คยี งกนั มคี ่าน้อย แสดงว่ามกี ารกระจายน้อย การวดั การ กระจายประกอบดว้ ย การหาคา่ พสิ ยั คา่ ความแปรปรวนและและค่าเบย่ี งเบนมาตรฐาน 3.1.3 การหาความสมั พนั ธ์ (Correlation) ของ 2 ตัวแปรขน้ึ ไป ว่าสมั พนั ธ์กันใน ทางบวกหรอื ลบ ประกอบดว้ ย การหาคา่ สมั ประสทิ ธสิ ์ หสมั พนั ธแ์ ละการวเิ คราะหถ์ ดถอย 3.1.4 การจาแนกกลุ่มหรอื ลกั ษณะของสง่ิ ท่ตี ้องการศกึ ษา ประกอบด้วยการแจก แจงความถแ่ี ละคานวณค่ารอ้ ยละ 3.2 การวเิ คราะหเ์ ชงิ อนุมาน เป็นการวเิ คราะห์ขอ้ มลู จากกลุ่มตวั อย่างเพ่อื นาลกั ษณะ ของกลุ่มตัวอย่างไปอ้างอิงลกั ษณะท่ีแท้จรงิ ของประชากร หรอื เรยี กว่า การทดสอบสมมติฐาน ประกอบดว้ ยการวเิ คราะหโ์ ดยใชส้ ถติ ิ ดงั น้ี 3.2.1 สถิติทดสอบสมมติฐานเก่ียวกบั ค่าเฉล่ยี ของประชากร ประกอบด้วย การ ทดสอบแบบที (t (t-test)) หรอื การทดสอบแบบซี (Z (Z-test)) การวเิ คราะห์ความแปรปรวน (One Way ANOVA) ดว้ ยการทดสอบแบบเอฟ (F(F-test)) 3.2.2 สถิติทดสอบสมมตฐิ านเก่ยี วกบั ค่าสดั ส่วนของประชากร ประกอบด้วยการ ทดสอบแบบไบโนเมยี ล (Binomial Test) แบบไคสแควร์ (Chi-square test,  2 ) 3.2.3 สถิตทิ ดสอบสมมตฐิ านเก่ยี วกบั ความสมั พนั ธ์ระหว่างตวั แปร ประกอบดว้ ย การหาความสมั พนั ธแ์ บบไคสแควร์ (Chi-square test,  2 ) การวเิ คราะหค์ วามถดถอย (Regression) และการวเิ คราะหส์ มั ประสทิ ธสิ ์ หสมั พนั ธ์ (Correlation) การนาเสนอผลการวิเคราะหข์ ้อมลู การนาเสนอผลการวเิ คราะหข์ อ้ มลู เป็นการนาเสนอผลลพั ธจ์ ากการวเิ คราะหข์ อ้ มลู ใหอ้ ยใู่ น รปู ทเ่ี ขา้ ใจงา่ ย ซง่ึ มหี ลากหลายวธิ นี าเสนอ ประกอบดว้ ย ดงั น้ี 1. เสนอในลักษณะการพรรณนา (Description) เป็นการนาเสนอข้อมูลเป็นข้อความ บรรยายถึงลกั ษณะของตวั แปรตามผลการวิเคราะห์ข้อมูล เน่ืองจากผลการวเิ คราะห์ข้อมูลอาจมี ตวั เลขทางสถิติจานวนน้อย เม่อื นาเสนอด้วยตารางหรอื วิธอี ่ืน ๆ อาจมตี ัวเลขสถิติเพียง 2-3 ตัว เท่านนั้ การเสนอเป็นขอ้ ความบรรยายน่าจะมคี วามเหมาะสมมากกว่าเพราะใชเ้ น้อื ทน่ี ้อยกว่า 2. เสนอในลกั ษณะของตาราง เป็นการนาเสนอขอ้ มูลให้เรยี งตามแนวนอนหรอื ตามแถว (Row) และแนวตงั้ หรอื ตามสดมภ์ (Colum) เพ่อื ใหส้ ะดวกต่อการเปรยี บเทยี บและการวเิ คราะหข์ อ้ มลู โดยเฉพาะอยา่ งยง่ิ ขอ้ มลู ทม่ี คี วามเกย่ี วขอ้ งสมั พนั ธก์ นั ซง่ึ มรี ายละเอยี ดเกย่ี วกบั ตาราง ดงั น้ี 2.1 ส่วนประกอบของตาราง ประกอบดว้ ย 1) เลขท่ตี าราง เพ่อื แสดงลาดบั ทต่ี ารางหาก มมี ากกว่า 1 ตารางข้นึ ไป 2) ช่อื ตาราง เพ่ือใช้อธบิ ายว่าเป็นตารางท่ีแสดงเก่ียวกับอะไร ท่ไี หน

188 เม่อื ใด 3) หวั เร่อื ง ใช้อธบิ ายรายละเอยี ดท่อี ย่ใู นแต่ละสดมภ์ของตาราง 4) ตวั เร่อื งหรอื รายละเอยี ด ขอ้ มูล เป็นข้อมูลรายละเอียดท่อี ยู่ในแต่ละแถวและอยู่ในแต่ละสดมภ์ของตาราง 5) แหล่งท่มี าของ ขอ้ มลู เป็นส่วนอธบิ ายวา่ ขอ้ มลู ทน่ี าเสนอไดม้ าจากแหลง่ ใด 2.2 ชนดิ ของตาราง ประกอบดว้ ย 3 ลกั ษณะดงั น้ี 2.2.1 ตารางทางเดยี ว จาแนกรายการยอ่ ยบนหวั เรอ่ื งลกั ษณะเดยี ว ดงั ภาพท่ี 9.5 ตาราง 1 พน้ื ทป่ี า่ อาเซยี น พน้ื ทป่ี า่ (รอ้ ยละของพน้ื ทท่ี งั้ หมดในอาเซยี น) ประเทศ บรไู น 72.1 ลาว 68.2 มาเลเซยี 62.3 กมั พชู า 57.2 ทม่ี า : วชิ ยั พยคั ฆโส “จะมพี ระเอกขม่ี า้ ขาวเหมอื นสงิ คโปรก์ บั เขาบา้ งไหม ,สยามรฐั (31 มนี าคม 2558) ภาพท่ี 9.5 แสดงตวั อยา่ งการเสนอขอ้ มลู ตาราง ทางเดยี ว ทม่ี า : พน้ื ทป่ี า่ อาเซยี น, มตชิ นสุดสปั ดาห์ (2558, เมษายน 17-23) 2.2.2 ตารางสองทาง จาแนกรายการย่อยบนหวั เร่อื งหลายมากกว่า 1 ลกั ษณะ ดงั ภาพท่ี 9.6 ตาราง 1 ราคาการขายอสงั หารมิ ทรพั ย์ ทาเล ประเภท/ราคา (ลา้ นบาท) คอนโดมเิ นียม ตกึ แถว ทาวน์เฮา้ ส์ บางพลดั 1-2 - - ปทมุ วนั 10-20 - - ถนนเจา้ คณุ ทหารฯ ต่ากวา่ 1 - - ลาดพรา้ ว-มยั ลาภ 1-3 - - ทม่ี า : บรษิ ทั เอเจนซ่ี ฟอรเ์ รยี บเอสเตท แอฟแฟร์ ภาพท่ี 9.6 แสดงตวั อยา่ งการเสนอขอ้ มลู ตาราง สองทาง ทม่ี า : ราคาการขายอสงั หารมิ ทรพั ย,์ มตชิ น สุดสปั ดาห์ (2558, เมษายน 3-9) 2.2.3 ตารางหลายทาง จาแนกรายการยอ่ ยบนหวั เรอ่ื งในแต่ละลกั ษณะยอ่ ยใหย้ อ่ ยลง ไปจากเดมิ อกี ตวั อยา่ งดงั ภาพท่ี 9.7 ตาราง 1 ปรมิ าณการจาหน่ายผลติ ภณั ฑ์น้าด่มื บรรจุขวดของบรษิ ัท สุรยิ าพร จากดั ระหว่างปี พ.ศ. 2556-2557 จาแนกตาม ขนาดบรรจภุ ณั ฑ์ ปรมิ าณการจาหน่าย (ขวด) ขนาดบรรจภุ ณั ฑ์ ปี 2556 ปี 2557 ไตรมาส1 ไตรมาส 2 ไตรมาส 3 ไตรมาส 1 ไตรมาส 2 ไตรมาส 3 ขนาด 10 ลติ ร 15,000 16,000 14,000 17,000 16,000 14,000 ขนาด 1.50 ลติ ร 55,000 65,000 75,000 75,000 95,000 100,000 ภาพท่ี 9.7 แสดงตวั อยา่ งการเสนอขอ้ มลู ตาราง หลายทาง

189 2.3 หลกั การนาเสนอขอ้ มลู ดว้ ยตาราง มดี งั น้ี 2.3.1 มหี มายเลขกากบั ตาราง โดยไมม่ คี าว่า “แสดง” ต่อทา้ ยหมายเลขนนั้ 2.3.2 ตารางควรมเี น้ือหามากกว่า 4-5 บรรทดั ถ้าน้อยกว่านัน้ ควรเสนอขอ้ มูลแบบ พรรณนาความแทนตาราง 2.3.3 ตารางควรอย่ใู นหน้าเดยี วกนั ให้มากท่สี ุดเท่าทจ่ี ะทาได้ เพ่อื ความสะดวกแก่ การมองและการอ่านผล โดยไมต่ อ้ งพลกิ ไปมา 2.3.4 ทุกตารางทม่ี คี อลมั น์ทม่ี ชี ่อื เหมอื นกนั หรอื แถวทม่ี ชี ่อื แถวเหมอื นกนั ควรนามา อยใู่ นตารางเดยี วกนั ได้ ถา้ เน้อื หาต่อเน่อื งกนั 2.3.5 ก่อนเสนอตารางควรมกี ารกล่าวถงึ สง่ิ ท่จี ะนาเสนอในตารางและมกี ารอ้างองิ ตารางโดยระบุวา่ เป็นตารางทเ่ี ทา่ ใด ไมค่ วรใชว้ ลี “ดงั ตารางทเ่ี สนอต่อไปน้ี” 2.3.6 ทา้ ยตารางควรหาขอ้ ความทอ่ี ธบิ ายสาระบางสว่ นของเน้อื หา มาปิดทา้ ย 2.3.7 ตารางไม่ควรมชี ่อื ยาวเกนิ 2 หรอื 3 บรรทดั เมอ่ื ขน้ึ บรรทดั ท่ี 2 หรอื 3 จะต้อง ชดิ ซา้ ยสุดใตค้ าวา่ “ตาราง” และไมม่ ชี ่องวา่ งระหว่างบรรทดั 2.3.8 ตารางควรแยกออกจากเน้อื ความ โดยเวน้ 1 บรรทดั ทงั้ ก่อนและหลงั การเสนอ 3. เสนอในลกั ษณะภาพ (Figures) คาว่า ภาพ จะครอบคลุมถึง แผนภาพ (Diagram) ภาพถ่าย (Photo) แผนภูมิรูปภาพ (Pictogram) แผนภูมิแท่ง (Histogram) หรอื กราฟแท่ง (Bar Graph) แผนภูมเิ ส้น (Line graphs) แผนภูมวิ ง (Pie Chart) โดยปกติการนาเสนอจะเป็นภาพเดยี ว หรอื สองมติ ิ เพ่อื เสนอการกระจายของตวั แปรเดยี วหรอื สองตวั ถ้าหากมหี ลายตวั แปร จะไม่นิยมใช้ ภาพ เพราะใชพ้ น้ื ทม่ี ากกว่า และไม่สะดวกในการจดั วางเหมอื นแบบตารางหรอื แบบพรรณนา อกี ทงั้ คมู่ อื การเขยี นผลงานทางวชิ าการของ APA ไมส่ ่งเสรมิ ใหม้ ภี าพโดยไมจ่ าเป็น การแปลผลการวิเคราะหข์ ้อมลู การแปลผลการวเิ คราะห์ขอ้ มูล มีการใช้คาหลากหลาย เช่น การตคี วามขอ้ มูล หรอื การ แปลผลลพั ธ์ข้อมูล หรอื การแปลความหมายข้อมูล หรอื การแปลความข้อมูล สาหรบั เอกสาร ประกอบการสอนน้ี ใชค้ าว่า การแปลผลการวเิ คราะหข์ อ้ มลู ซง่ึ ผวู้ จิ ยั จงึ ต้องพถิ พี ถิ นั ใหม้ ากเพราะถ้า ผลการวเิ คราะหข์ อ้ มลู ถกู ตอ้ งแต่แปลผลไมถ่ ูกตอ้ ง ผลการวจิ ยั กไ็ รค้ วามหมาย ซง่ึ มรี ายละเอยี ด ดงั น้ี 1. ความหมายของการแปลผลการวเิ คราะห์ขอ้ มูล โดยมี นงลกั ษณ์ วริ ชั ชยั (2553 หน้า 10-7) ไดอ้ ธบิ ายวา่ เป็นการนาผลลพั ธจ์ ากการวเิ คราะหม์ าสรปุ สาระเกย่ี วกบั ความสมั พนั ธร์ ะหวา่ งตวั แปรในการวจิ ยั ใหไ้ ดผ้ ลการวจิ ยั ตามวตั ถุประสงคก์ ารวจิ ยั แลว้ อา้ งองิ ผลการวจิ ยั ใน 2 ลกั ษณะ คอื 1) อ้างอิงผลการวิเคราะห์ข้อมูลจากตัวอย่างไปสู่ประชากรในการวิจยั (สรุปผล) 2) อ้างอิงผลการ วเิ คราะหข์ อ้ มลู ไปส่งู านวจิ ยั อ่นื ทเ่ี ก่ยี วขอ้ งและทฤษฎี (อภปิ รายผล) เพราะผวู้ จิ ยั ตอ้ งเอาการแปลผล แบบท่ี 1 มาเปรยี บเทียบว่าสอดคล้องหรอื ขดั แย้งกับผลงานวจิ ยั อ่นื ท่เี ก่ียวข้องและทฤษฏีหรอื ไม่ อยา่ งไร ส่วน มลั ลกิ า ธรรมจรยิ าวฒั น์ และคณะ (มปป. หน้า 647) อธบิ ายว่า เป็นการวนิ ิจฉัยใหต้ รง ประเด็นกบั ความหมายโดยตรงและความหมายแสดงออกโดยนัยของการค้นพบจากการวจิ ยั และ

190 เรยี บเรยี งบทสรปุ เกย่ี วกบั ความหมายตวั แปร และ สนิ พนั ธุพ์ นิ ิจ (2554 หน้า269) อธบิ ายว่า เป็นการ แปลตามเน้ือความของขอ้ มูล กล่าวคอื เป็นการแปลงความหมายของภาษาคณิตศาสตรแ์ ละภาษา สถิติท่ีมีค่าเป็นตัวเลข มาเขยี นบรรยายในเชิงร้อยแก้วด้วยภาษาท่ีคนทวั่ ไปอ่านแล้วเข้าใจ โดย ตระหนกั ถงึ การนาขอ้ เทจ็ จรงิ ของขอ้ มลู กบั อรรถรสมาเรยี บเรยี งผสมผสานเขา้ ดว้ ยกนั ให้ถูกต้อง ซง่ึ จากความหมายดงั ทก่ี ลา่ วมา สามารถสรปุ ไดว้ า่ การแปลผลการวเิ คราะหข์ อ้ มลู เป็นการนาเอาผลการ วเิ คราะหข์ อ้ มลู ทอ่ี ยใู่ นรปู แบบความหมายเชงิ ตวั เลขทางสถติ ิ มาตคี วามหมายพรอ้ มทงั้ เขยี นบรรยาย เป็นภาษาทเ่ี ขา้ ใจงา่ ย โดยคานงึ ถงึ การแปลผลตามขอ้ เทจ็ จรงิ ทค่ี น้ พบจากการวจิ ยั 2. หลกั การแปลผลการวเิ คราะห์ขอ้ มลู การแปลผลการวเิ คราะหข์ ้อมลู ใหม้ คี วามหมายและ ภาษาทเ่ี ขา้ ใจง่ายนัน้ ผูว้ จิ ยั ต้องมที กั ษะการใชภ้ าษาและลลี าการเขยี นท่ดี ี เพราะผลจากการแปลผล การวิเคราะห์ข้อมูล จะมีผลเช่ือมโยงโดยตรงสู่การเขยี นบทสรุปและบทคดั ย่อ ให้มคี วามชดั เจน กะทดั รดั และรวดเรว็ แต่ไม่มหี ลกั เกณฑ์ตายตวั เป็นสูตรสาเรจ็ ในการแปลผลการวเิ คราะห์ข้อมูล ขน้ึ อยู่กบั ประสบการณ์ ทกั ษะ ลลี าการเขยี นและความเช่อื ของนักวจิ ยั แต่ละคน แต่ สนิ พนั ธุ์พนิ ิจ (2554 หน้า 270-271) ไดเ้ สนอแนะหลกั การ เพอ่ื ใชเ้ ป็นแนวทางในการแปลผล ดงั น้ี 2.1 ความตรงและแม่นยา ผู้วิจยั ต้องแปลผลการวิเคราะห์ข้อมูลให้ตรงกับข้อมูลท่ี วเิ คราะหแ์ ละนาเสนอไว้ในตาราง แผนภาพหรอื แผนภูมิ ต้องรอบคอบในการแปลตามค่าสถติ ิไม่ให้ คลาดเคลอ่ื นหรอื ผดิ พลาด 2.2 ความเด่นของขอ้ มลู ขอ้ มูลจากการวเิ คราะห์อาจมาจากตวั แปรจานวนมาก หากมี การแปลความหมายใหค้ รบทุกตวั แปรย่อมเสยี เวลา เปลอื งหน้ากระดาษและผอู้ ่านจับประเดน็ ไม่ถูก จงึ ควรเลอื กแปลผลเฉพาะตวั แปรทม่ี ขี อ้ มลู ลกั ษณะเด่นกว่าตวั แปรอ่นื ๆ เช่น อาจเรมิ่ จากตวั แปรทม่ี ี ค่าสถิติมากท่สี ุด ตามด้วยตัวแปรมคี ่ารองลงมา จนถึงน้อยท่สี ุด หรอื ตวั แปรท่มี คี วามสมั พันธ์กนั หรอื ไม่สมั พนั ธ์กนั โดยเลอื กตวั แปรท่เี ด่นในแต่ละกลุ่ม มาเพียง 2-3 ตวั แปร ตามความเหมาะสม เพอ่ื ใหม้ องเหน็ ความเช่อื มโยงกนั และมองเหน็ ภาพรวมของผลการวจิ ยั ไดอ้ ยา่ งชดั เจน 2.3 ความสอดคล้องกนั ของมาตรวดั ต้องแปลใหต้ รงและสอดคลอ้ งตามค่าการประเมนิ ของแต่ละเทคนิคการวเิ คราะห์ และแปลระดบั ความสมั พนั ธ์ ทศิ ทางและระดบั ความแตกต่างกนั ให้ ถูกตอ้ ง แปลให้ถูกตอ้ งตามหลกั วชิ าการ แปลตามสมมตฐิ านท่ตี งั้ ไวแ้ ละแปลใหเ้ หมอื นกนั ตลอด เช่น สมมตฐิ านการวจิ ยั กาหนดไวว้ ่า “เพศหญงิ กบั เพศชายมคี วามรบั ผดิ ชอบแตกต่างกนั ” เม่อื วเิ คราะห์ ขอ้ มลู แลว้ แปลผลไดด้ งั น้ี กรณที ่ี 1 เมอ่ื ผลการวเิ คราะหข์ อ้ มลู ยอมรบั สมมตฐิ านการวจิ ยั ตอ้ งแปลผลว่า เพศหญงิ กบั เพศชายมคี วามรบั ผดิ ชอบแตกต่างกนั อยา่ งมนี ัยสาคญั ทางสถติ ิ ทร่ี ะดบั .05 กรณีท่ี 2 เม่อื ผลการวเิ คราะหข์ ้อมลู ไม่ยอมรบั สมมติฐานการวจิ ยั ต้องแปลผลว่า เพศ หญงิ กบั เพศชายมคี วามรบั ผดิ ชอบแตกต่างกนั อยา่ งไมม่ นี ยั สาคญั ทางสถติ ิ หรอื สมติฐานการวิจยั กาหนดไว้ว่า เพศหญิงมคี วามรบั ผิดชอบสูงกว่าเพศชาย เม่ือ ดาเนินการวเิ คราะหข์ อ้ มลู แลว้ แปลผลไดด้ งั น้ี กรณที ่ี 1 เมอ่ื ผลการวเิ คราะหข์ อ้ มลู ยอมรบั สมมตฐิ านการวจิ ยั ตอ้ งแปลผลว่า เพศหญงิ มคี วามรบั ผดิ ชอบมากกวา่ เพศชาย อยา่ งมนี ยั สาคญั ทางสถติ ิ ทร่ี ะดบั .05

191 กรณีท่ี 2 เม่อื ผลการวเิ คราะห์ขอ้ มลู ไม่ยอมรบั สมมติฐานการวจิ ยั ต้องแปลผลว่า เพศ หญงิ มคี วามรบั ผดิ ชอบมากกว่าเพศชาย อยา่ งไมม่ นี ยั สาคญั ทางสถติ ิ 2.4 การนาเสนอค่าสถติ ใิ หเ้ หมาะสม ควรมกี ารแปลค่าสถติ ขิ องตวั แปรตามความเด่นของ ขอ้ มลู เป็นภาษาใหส้ ่อื ความหมายแทนค่าสถติ ไิ ด้จรงิ และให้เกิดความมนั่ ใจยง่ิ ขน้ึ ควรเขยี นค่าสถิติ กากบั ขอ้ ความไวด้ ว้ ย อาจเขยี นคา่ สถติ ไิ วใ้ นวงเลบ็ หลงั ขอ้ ความ 2.5 หลกี เล่ยี งความคดิ เหน็ ส่วนตวั ต้องแปลผลการวเิ คราะห์ขอ้ มูลท่ีสามารถถ่ายทอด ขอ้ เทจ็ จรงิ ท่ไี ดจ้ ากการวเิ คราะห์ขอ้ มูลและแปลผลในขอบเขตของกรอบขอ้ มลู ท่นี าเสนอเท่านัน้ ไม่ ควรเขยี นแสดงความคดิ เหน็ ส่วนตวั มาขยายความขอ้ มลู หรอื ไม่นาความคดิ เหน็ มาเป็นขอ้ เทจ็ จรงิ ใน การแปลผลการวเิ คราะหข์ อ้ มลู 2.6 ใช้ภาษาให้ราบร่นื สละสลวย ใช้ภาษาให้ถูกต้องตามหลกั ไวยากรณ์ ถ้อยคา ศพั ท์ วชิ าการ และลลี าการเขยี นกะทดั รดั ชดั เจนและถูกตอ้ ง เช่น การใชค้ าว่า รอ้ ยละ ในทกุ ท่ี ไมค่ วรใชท้ งั้ รอ้ ยละหรอื เปอรเ์ ซน็ ต์ หรอื % สลบั กนั หลกี เลย่ี งประโยคซบั ซอ้ น คาศพั ทท์ เ่ี ขา้ ใจยากหรอื ใช้ภาษา ทางวชิ าการมากจนขาดความนุ่มนวล 2.7 การเชอ่ื มโยงไปยงั บทสรุปและบทคดั ยอ่ ของการวจิ ยั ตอ้ งแปลผลใหม้ คี วามกะทดั รดั ชดั เจน ใหส้ ามารถสรปุ ผลการวจิ ยั และเขยี นบทคดั ยอ่ ได้ สาหรบั การแปลผลนนั้ อาจมที งั้ ภาษาไทยท่ี แทนค่าสถติ แิ ละมคี ่าสถติ กิ ากบั อย่ทู ุกแห่งนัน้ เม่อื เขยี นบทสรุป ควรนาภาษาไทยไปนาเสนอ อาจมี ค่าสถติ ิแสดงอย่ดู ้วยเพยี งรอ้ ยละ10-15 และเม่อื เขยี นบทคดั ย่ออาจมสี ถติ เิ หลอื อยู่เพยี งรอ้ ยละ 1-5 เทา่ นนั้ เชน่ คา่ ระดบั นยั สาคญั เป็นตน้ 2.8 ต้องพิจารณาตัวเลขจากผลการวิเคราะห์ข้อมูล ว่า ตัวเลขนัน้ แสดงถึงอะไร มี ความหมายเกย่ี วกบั อะไร และมขี อบเขตของความหมายแค่ไหน มคี วามสาคญั ระดบั มากน้อยเพยี งใด และตวั เลขนนั้ ใชต้ อบคาถามในปญั หาวจิ ยั ขอ้ ใด ซง่ึ การพจิ ารณาถงึ ตวั เลขเหลา่ นนั้ จะสามารถแปลผล การวเิ คราะหข์ อ้ มลู ไดถ้ ูกตอ้ งและส่อื สารไปยงั ผอู้ ่านใหเ้ ขา้ ใจไดง้ า่ ยมากยง่ิ ขน้ึ โดยสรุป ถ้ายดึ หลกั การแปลผลการวเิ คราะห์ขอ้ มลู ดงั กล่าวขา้ งต้น จะสะทอ้ นให้เหน็ ถงึ คุณคา่ การนาเสนอผลการวจิ ยั เพอ่ื สอ่ื สารไปยงั บคุ คลอ่นื หรอื ผตู้ ้องการนาผลการวจิ ยั ไปใชป้ ระโยชน์ 3. ลกั ษณะการแปลผลการวเิ คราะหข์ อ้ มลู มี 2 ลกั ษณะ ดงั น้ี 3.1 แปลโดยกล่าวถงึ ตวั เลขเท่าทจ่ี าเป็น เช่น กรณีท่ี 1 เสนอเฉพาะรอ้ ยละตวั อย่าง ได้ ว่า จากตาราง พบว่ากลุ่มตัวอย่างมีการศึกษาระดับปริญญาตรีสูงท่ีสุด คิดเป็นร้อยละ 47.80 รองลงมาระดบั อนุปรญิ ญา คดิ เป็น รอ้ ยละ 34.65 และน้อยทส่ี ุด คอื ระดบั ปรญิ ญาเอก คดิ เป็นรอ้ ยละ 5.25 เป็นตน้ หรอื กรณีท่ี 2 อาจจะเขยี นอกี ลกั ษณะหน่ึงคอื จากตาราง พบว่า กลุ่มตวั อยา่ งสว่ นใหญ่ จบการศกึ ษาระดบั ปรญิ ญาตรี รองลงมาเป็นระดบั อนุปรญิ ญา และจบระดบั ปรญิ ญาเอกน้อยทส่ี ุด คดิ เป็นรอ้ ยละ 47.80 34.65 และ 5.25 ตามลาดบั เป็นต้น คาว่า ตามลาดบั เป็นตามลาดบั ของตวั เลข รอ้ ยละตามสาระตวั แปรทเ่ี สนอไปก่อนหน้าน้ี คอื ปรญิ ญาตรี อนุปรญิ ญา และปรญิ ญาเอก แต่ในกรณี ท่ี 1 ไมม่ คี าว่า \"ตามลาดบั \" เพราะไดเ้ สนอตวั เลขต่อทา้ ยสาระของตวั แปรแต่ละรายการไวแ้ ลว้ 3.2 แปลโดยไม่กล่าวถงึ ตวั เลข เป็นการแปลผลทไ่ี ดม้ าตรฐานสากล ไม่นาเอาตวั เลขมา เสนอ เน่อื งจากเป็นการนาเสนอซ้าซอ้ นกบั ตวั เลขทเ่ี สนอไวใ้ นตาราง แผนภาพหรอื แผนภูมแิ ลว้ ถอื ว่า

192 เป็นวธิ กี ารแปลผลท่เี ป็นมาตรฐานสากล ซง่ึ การอ่านท่กี ล่าวถงึ ตวั เลข จะเป็นการอ่านทไ่ี รป้ ระโยชน์ เพราะไปซา้ ซอ้ นกบั ตวั เลขในตารางทกุ ตวั ตวั อยา่ งดงั ภาพท่ี 9.8 ตาราง 1 คุณสมบตั ขิ องตวั อยา่ ง (138 คน) คณุ สมบตั ิ รอ้ ยละ เพศ ชาย 55.0 หญงิ 45.0 อายุ ต่ากว่า 20 ปี 11.25 20-30 ปี 30.50 31-40 ปี 28.00 41 ปี ขน้ึ ไป 30.25 ภาพท่ี 9.8 เสนอผลสถติ พิ รรณนา จากภาพท่ี 9.8 สามารถอ่านตารางได้ว่า จากตาราง 1 ตวั อย่างในการวจิ ยั ครงั้ น้ีส่วน ใหญ่เป็นเพศชายมากกว่าเพศหญิงกว่าครง่ึ หน่ึง มอี ายุอยู่ระหว่าง 20-30 ปีและอายุ 41 ปีข้นึ ไป รองลงมาคอื มอี ายุ 31-40 ปี และ ต่ากว่า 20 ปี ตามลาดบั บทสรปุ การจดั กระทาข้อมลู เป็นการนาเอาขอ้ มลู ท่ีเก็บรวบรวมมาได้ท่มี จี านวนมาก กระจายตาม หน่วยตวั อย่างและไม่เป็นระเบยี บ มาดาเนินการให้เป็นสารสนเทศท่พี รอ้ มนาไปใช้ประโยชน์หรอื นาไปแกไ้ ขปญั หาทางการตลาด มกี ระบวนการเรมิ่ ตน้ ดว้ ยการตรวจสอบขอ้ มลู ทเ่ี กบ็ มาได้ การเตรยี ม ขอ้ มลู ใหอ้ ยใู่ นรปู แบบทพ่ี รอ้ มจะนาไปวเิ คราะหท์ างสถติ ิ การวเิ คราะหข์ อ้ มลู และการแปลผลขอ้ มลู จาก การวเิ คราะห์ จนไดข้ อ้ มลู สารสนเทศทส่ี ามารถนาไปใชป้ ระโยชน์ไดห้ รอื นาไปแกป้ ญั หาทางการตลาด กระบวนการจดั กระทาข้อมูลเรม่ิ ต้นด้วยการตรวจสอบข้อมูล เป็นการนาเอาข้อมูลหรอื เคร่อื งมอื ในการวจิ ยั ทไ่ี ดร้ บั คนื หลงั จากเกบ็ รวบรวมขอ้ มูลมาแลว้ มาตรวจสอบความสมบูรณ์ ความ สอดคลอ้ งกนั ความถูกต้อง ความเทย่ี งตรงและการไดร้ บั คาตอบทช่ี ดั เจน จากนนั้ กเ็ ตรยี มขอ้ มลู เพ่อื การวเิ คราะห์ โดยนาเอาข้อมูลท่ตี รวจสอบเรยี บรอ้ ยแลว้ มาจดั ระเบยี บให้อยู่ในรปู แบบท่พี รอ้ มจะ นาไปวิเคราะห์ ซ่ึงการเตรียมข้อมูลประกอบด้วย การกาหนดรหัสข้อมูล สร้างคู่มือลงรหัส ทา แฟ้มขอ้ มลู และบนั ทกึ ขอ้ มลู เพ่อื การวเิ คราะห์ สาหรบั การวเิ คราะห์ขอ้ มูล เป็นการนาเอาข้อมูลท่ไี ดจ้ ดั เตรยี มไว้แล้ว มาประมวลผลเพ่อื การจดั หมวดหมู่ การจดั ระเบยี บหรอื การเรยี งลาดบั การรวมขอ้ มลู การคานวณและเปรยี บเทยี บ การ ประมาณค่า การทดสอบสมมตฐิ าน การหาความสมั พนั ธข์ องตวั แปร ซ่งึ ผลจากการวเิ คราะหก์ ็จะถูก นาไปแปลความหมายและอนุมานไปยงั ประชากรในการวจิ ยั เพ่อื ตอบปญั หาวจิ ยั โดยมวี ธิ วี เิ คราะห์

193 คอื การวเิ คราะห์ขอ้ มูลด้วยเหตุผล และการวเิ คราะห์ขอ้ มูลดว้ ยวธิ กี ารทางสถติ ิ ประกอบด้วย การ วเิ คราะหเ์ ชงิ พรรณนาและเชงิ อนุมาน เม่อื ดาเนนิ การวเิ คราะหข์ อ้ มลู เรยี บรอ้ ยแลว้ ตอ้ งนาเสนอผลลพั ธม์ าจดั ทาใหข้ อ้ มลู อยใู่ นรปู ท่ีเข้าใจง่าย ด้วยการเสนอในลักษณะการพรรณนาความ หรือลักษณะของตาราง หรอื ภาพ ท่ี ครอบคลุมถงึ แผนภาพ ภาพถ่าย แผนภูมริ ปู ภาพ แผนภูมแิ ท่ง หรอื กราฟแท่ง แผนภมู เิ สน้ แผนภูมิ วง พรอ้ มตอ้ งแปลผลการวเิ คราะหข์ อ้ มลู ใหผ้ ูอ้ ่านเขา้ ใจง่าย โดยนาเอาผลการวเิ คราะหข์ อ้ มลู ทอ่ี ย่ใู น รปู แบบความหมายเชงิ ตวั เลขทางสถติ ิ มาตคี วามหมายพรอ้ มทงั้ เขยี นบรรยายเป็นภาษาทเ่ี ขา้ ใจงา่ ย โดยคานึงถงึ ขอ้ เทจ็ จรงิ ท่คี ้นพบจากการวจิ ยั คอื แปลผลให้ตรงกบั ขอ้ มลู ท่วี เิ คราะห์ และสอดคล้อง ตามค่าการประเมนิ ของแต่ละเทคนิคการวเิ คราะห์ และแปลระดบั ความสมั พนั ธ์ ทศิ ทางและระดบั ความแตกต่างกนั ใหถ้ ูกต้อง การนาเสนอค่าสถติ ใิ หเ้ หมาะสม หลกี เล่ยี งความคดิ เหน็ ส่วนตวั การใช้ ภาษาใหร้ าบรน่ื สละสลวย เช่อื มโยงไปยงั บทสรปุ และบทคดั ยอ่ ของการวจิ ยั แบบฝึ กหดั 1. การจดั กระทาขอ้ มลู คอื อะไร มกี ระบวนการดาเนินการอยา่ งไรบา้ ง 2. ทาไมต้องมกี ารตรวจสอบข้อมูลและมหี ลกั เกณฑ์พ้นื ฐานในการพจิ ารณาข้อมูลท่คี วร นามาวเิ คราะหอ์ ยา่ งไรบา้ ง อธบิ ายใหเ้ ขา้ ใจ 3. การจดั เตรยี มขอ้ มลู ประกอบดว้ ยกจิ กรรมใดบา้ ง จงอธบิ ายรายละเอยี ด 4. การวเิ คราะหข์ อ้ มลู ประกอบดว้ ยวธิ กี ารใดบา้ ง และมเี ทคนคิ วเิ คราะหท์ างสถติ อิ ยา่ งไร 5. ท่านคดิ ว่า วธิ นี าเสนอขอ้ มลู ใดทไ่ี ดร้ บั ความนิยมมากทส่ี ดุ เพราะเหตุผลใด จงอธบิ าย 6. จงอธบิ าย หลกั การแปลผลการวเิ คราะหข์ อ้ มลู มาใหเ้ ขา้ ใจ

194 เอกสารอ้างอิง กุณฑลี รน่ื รมย.์ (2553). การวิจยั การตลาด. (พมิ พ์ครงั้ ท่ี 7). กรงุ เทพฯ : โรงพมิ พแ์ ห่งจุฬาลงกรณ์ มหาวทิ ยาลยั . นงลกั ษณ์ วริ ชั ชยั . (2553). การวิเคราะหข์ ้อมลู เชิงปริมาณ : สถิติบรรยายและสถิติพาราเมตริก ในประมวลสาระชุดวชิ า 21701 การวิจยั หลักสูตรและการสอน หน่วยท่ี 10. นนทบุรี : มหาวทิ ยาลยั สโุ ขทยั ธรรมาธริ าช. พน้ื ทป่ี า่ ในอาเซยี น. (2558, เมษายน 17-23) มติชนสดุ สปั ดาห,์ หน้า 53 ฉบบั ท่ี 1809. มลั ลกิ า ธรรมจรยิ าวฒั น์ จารุวรนิ ทร์ โอสถานุเคราะห์ และมรกต พรพบิ ูลย.์ (มปป). วิธีการวิจยั ทางธรุ กิจ. กรงุ เทพฯ : พงษ์วรนิ การพมิ พ.์ ราคาการขายอสงั หารมิ ทรพั ย.์ (2558, เมษายน 3-9). มติชนสดุ สปั ดาห,์ หน้า 54 ฉบบั ท่ี 1807. วชั ราภรณ์ สุรยิ าภิวฒั น์. (2554). วิจยั ธุรกิจยุคใหม่. (พิมพ์ครงั้ ท่ี 7). กรุงเทพฯ : โรงพิมพ์แห่ง จฬุ าลงกรณ์มหาวทิ ยาลยั . วชิ ติ อ่อู น้ . (2553). การวิจยั และการสืบค้นข้อมลู ทางธรุ กิจ. กรงุ เทพฯ : มหาวทิ ยาลยั ศรปี ระทุม. สรชยั พศิ าลบุตร. (2555). การวิธีวิจยั ทางธรุ กิจ.(พิมพค์ รงั้ ท่ี 6). กรงุ เทพฯ : วทิ ยพฒั น์. สนิ พนั ธพุ์ นิ จิ . (2554). เทคนิคการวิจยั ทางสงั คมศาสตร.์ กรงุ เทพฯ : วทิ ยพฒั น์. สุชาติ ประสทิ ธริ ์ ฐั สนิ ธุ.์ (2555). ระเบยี บวิธีการวิจยั ทางสงั คมศาสตร.์ (พมิ พค์ รงั้ ท่ี 15). กรงุ เทพฯ : สามลดา. สุทติ ิ ขตั ตยิ ะ และวไิ ลลกั ษณ์ สุวจติ ตานนท.์ (2554). แบบแผนการวิจยั และสถิติ. (พมิ พค์ รงั้ ท่ี 2). กรงุ เทพฯ : ประยรู วงศพ์ รน้ิ ตง้ิ . สวุ มิ ล ตริ การนันท.์ (2557). ระเบียบวิธีการวิจยั ทางสงั คมศาสตร์ : แนวทางสู่การปฏิบตั ิ. (พมิ พ์ ครงั้ ท่ี 12). กรงุ เทพฯ : โรงพมิ พแ์ ห่งจฬุ าลงกรณ์มหาวทิ ยาลยั .

195 แผนบริหารการสอนประจาบทท่ี 10 สถิติสาหรบั การวิจยั หวั ข้อเนื้อหา 1. แนวคดิ เกย่ี วกบั สถติ ิ 2. สถติ พิ รรณนา 3. สถติ ทิ ดสอบสมมตฐิ านเกย่ี วกบั ค่าเฉลย่ี ของประชากร 4. สถติ ทิ ดสอบสมมตฐิ านเกย่ี วกบั คา่ สดั สว่ นของประชากร 5. สถติ ทิ ดสอบความสมั พนั ธร์ ะหวา่ งตวั แปร วตั ถปุ ระสงคเ์ ชิงพฤติกรรม 1. สามารถอธบิ ายถงึ ลกั ษณะสถติ ทิ ใ่ี ชใ้ นการวจิ ยั ได้ 2. สามารถระบถุ งึ ประเภทของสถติ ทิ เ่ี หมาะสมกบั ประเภทของขอ้ มลู ได้ 3. สามารถระบุถงึ ประเภทของสถติ เิ ชงิ พรรณนาในการวจิ ยั ได้ 4. สามารถบอกถงึ ประเภทของสถติ ทิ ใ่ี ชท้ ดสอบสมมตฐิ านเกย่ี วกบั คา่ เฉลย่ี ของประชากรได้ 5. สามารถระบปุ ระเภทของสถติ ทิ ใ่ี ชท้ ดสอบสมมตฐิ านเกย่ี วกบั คา่ สดั ส่วนของประชากรได้ 6. สามารถบอกถงึ ประเภทของสถติ ทิ ใ่ี ชใ้ นการทดสอบความสมั พนั ธร์ ะหวา่ งตวั แปรได้ 7. สามารถอธบิ ายผลการวเิ คราะหจ์ ากการคานวณค่าสถติ ไิ ดถ้ กู ตอ้ ง กิจกรรมการเรียนการสอน 1. ศกึ ษาจากเอกสารประกอบการสอนรายวชิ าการวจิ ยั การตลาด 2. ฟงั การบรรยายประกอบเอกสารพาวเวอรพ์ อยนต(์ Power Point) 3. ใหท้ าแบบฝึกหดั และเฉลยในหอ้ งเรยี น 4. ใหน้ กั ศกึ ษาแต่ละกลุ่มทม่ี อบหมายใหท้ าวจิ ยั ฝึกออกแบการวเิ คราะหข์ อ้ มลู โดยระบุสถติ ิ ใหส้ อดคลอ้ งกบั ประเภทตวั แปรและสมมตฐิ านการวจิ ยั สื่อการเรียนการสอน 1. เอกสารประกอบการสอนรายวชิ าวจิ ยั การตลาด 2. เอกสารพาวเวอรพ์ อยนต์ (Power Point) 3. เครอ่ื งคอมพวิ เตอร์ 4. เครอ่ื งฉายภาพขา้ มศรี ษะ

196 การวดั และประเมินผล 1. สงั เกตความสนใจและการมสี ่วนรว่ มในชนั้ เรยี น 2. ตรวจสอบการประยกุ ตใ์ ชส้ ถติ ใิ นงานวจิ ยั ของแต่ละกล่มุ 3. ตรวจความถูกตอ้ งในการทาแบบฝึกหดั ในชนั้ เรยี น

บทท่ี 10 สถิติสาหรบั การวิจยั ขอ้ มลู ทเ่ี กบ็ รวบรวมมาไดน้ ัน้ จะไม่สามารถตอบวตั ถุประสงคก์ ารวจิ ยั ได้ ถ้าปราศจากการ จดั กระทาดว้ ยเคร่อื งมอื ในการวเิ คราะหข์ อ้ มลู คอื สถติ ิ นนั่ เอง ซง่ึ เคร่อื งมอื ในการวเิ คราะหข์ อ้ มลู จะ ทาใหไ้ ด้ขอ้ มลู ท่ผี ่านการวเิ คราะห์เพ่อื สามารถนาไปประยุกต์ใช้ในการวางแผนงานการตลาดต่อไป โดยตลอดกระบวนการวจิ ยั ไดใ้ ชส้ ถติ เิ ขา้ มาช่วยเสมอ นับตงั้ แต่การใช้สถติ ชิ ่วยในการกาหนดปญั หา วจิ ยั การรวบรวมขอ้ มูลและการวเิ คราะหข์ อ้ มูล การนาเสนอขอ้ มลู และการแปลผลขอ้ มลู สถติ จิ งึ เขา้ มามคี วามสาคญั และมบี ทบาทต่อการวจิ ยั โดยตรง ดงั นนั้ ผวู้ จิ ยั ตอ้ งศกึ ษาและทาความเขา้ ใจเก่ยี วกบั สถติ เิ ป็นอย่างดี ทงั้ น้ีเพราะสถติ ทิ ่นี ามาใช้ในการวจิ ยั ทางการตลาดนัน้ มหี ลากหลายประเภท การ เลอื กประเภทสถติ ไิ ดเ้ หมาะสมสอดคลอ้ งกบั วตั ถุประสงคก์ ารวจิ ยั และลกั ษณะของขอ้ มลู ยอ่ มส่งผลต่อ ความน่าเช่อื ถอื ของผลการวจิ ยั ในบทน้ีจงึ ได้เสนอรายละเอยี ดเก่ยี วกบั สถิติ ประกอบด้วย แนวคดิ เก่ยี วกบั สถติ ิ สถติ พิ รรณนา สถิตทิ ดสอบสมมตฐิ านเก่ยี วกบั ค่าเฉล่ยี ของประชากร สถติ ทิ ดสอบ สมมตฐิ านเกย่ี วกบั คา่ สดั ส่วนของประชากรและสถติ ทิ ดสอบความสมั พนั ธร์ ะหว่างตวั แปร แนวคิดเก่ียวกบั สถิติ สถติ เิ ป็นเคร่อื งมอื สาคญั สาหรบั การวเิ คราะห์ขอ้ มูลทเ่ี กบ็ รวบรวมมาได้ การเลอื กสถติ มิ า ใชไ้ ดอ้ ยา่ งเหมาะสม ผวู้ จิ ยั ตอ้ งมคี วามรู้ ความเขา้ ใจเกย่ี วกบั สถติ เิ ป็นอยา่ งดี ซง่ึ มรี ายละเอยี ดดงั น้ี 1. ความหมายของสถติ ิ คาวา่ สถติ ิ ตรงกบั ภาษาองั กฤษ คอื Statistics ซง่ึ มาจากรากศพั ท์ คาว่า “State” มคี วามหมายว่า รฐั เพราะมกี ารเก็บรวบรวมขอ้ มูลเก่ยี วกบั ขอ้ มูลรายละเอยี ดต่าง ๆ ของรฐั เช่น ข้อมูลเก่ยี วกบั ภาษี สนิ ค้านาเข้า การศึกษา ลกั ษณะของพลเมอื ง เป็นต้น จงึ มกี าร นาเอาคาว่า Statistic มาใชจ้ นถงึ ปจั จบุ นั คาว่า สถติ ิ จงึ หมายถงึ ตวั เลขทร่ี วบรวมไวห้ ลาย ๆ จานวน เช่น สถติ ยิ อดขาย สถติ สิ นิ คา้ นาเขา้ สถติ เิ กย่ี วกบั ลกู คา้ เป็นต้น ปจั จบุ นั มกี ารนาเอาวธิ กี ารทางสถติ ิ มาใชม้ ากและกวา้ งขวางขน้ึ โดยเฉพาะนามาใชใ้ นทางดา้ นวทิ ยาศาสตร์ ในการเกบ็ รวบรวม จดั ระบบ ขอ้ มลู วเิ คราะหข์ อ้ มลู และนาเสนอขอ้ มูล จงึ เรยี กว่า สถติ ศิ าสตร์ และได้นาเอาไปประยกุ ต์ใช้ในการ ศาสตรต์ ่าง ๆ อกี ด้วย โดยเฉพาะวธิ กี ารวจิ ยั ไดน้ าเอาสถติ มิ าใชต้ ลอดกระบวนการดาเนินการวจิ ยั โดยมนี ักวจิ ยั ได้เสนอความหมายไว้ ประกอบด้วย สุวมิ ล ตริ กานันท์ (2557 หน้า 183) อธบิ ายว่า สถิติเป็นศาสตร์ถูกนามาช่วยในขนั้ ตอนการตรวจสอบคุณภาพของเคร่อื งมอื ในการวจิ ยั ตลอดไป จนถงึ การจดั หมวดหม่ขู อ้ มูลใหเ้ กดิ เป็นสารสนเทศและใช้ในการสรุปอ้างองิ ขอ้ มูลจากตวั อย่างไปยงั ประชากร ส่วน นพพร ธนะชยั ขนั ธ์ (2555 หน้า 7) อธิบายว่า สถิติเป็นศาสตร์ท่ีศึกษาเก่ียวกับ กระบวนการรวบรวมขอ้ มูล การวเิ คราะห์ข้อมูล การเสนอขอ้ มูลและการแปลความขอ้ มูล ซ่ึงทงั้ 4 กระบวนการเป็นกระบวนการวจิ ยั นนั่ เอง รวมถงึ กลั ยา วานิชยบ์ ญั ชา (2558 หน้า 1) อธบิ ายว่า สถติ ิ เป็นศาสตรท์ ค่ี รบวงจรด้านการวจิ ยั โดยเขา้ ไปเก่ยี วขอ้ งเกอื บทุกกระบวนการดาเนินการวจิ ยั เช่น

198 นาไปใช้กาหนดขนาดตวั อย่าง การเลอื กตวั อย่าง การตรวจสอบคุณภาพเคร่อื งมอื ในการวจิ ยั การ ทดสอบความน่าเช่อื ถอื ของขอ้ มลู การสรปุ ลกั ษณะขอ้ มลู การทดสอบสมมตฐิ านการวจิ ยั เป็นตน้ โดยสรุป สถติ ิ จงึ มี 2 ความหมาย คอื หมายถงึ ตวั เลขทร่ี วบรวมไวห้ ลาย ๆ จานวน และ หมายถึง วชิ าสถติ หิ รอื สถิติศาสตร์ ทศ่ี กึ ษาเก่ยี วกบั กระบวนการสาคญั ประกอบด้วย การรวบรวม ข้อมูล การวเิ คราะห์ข้อมูล การนาเสนอข้อมูลและการแปลผลข้อมูล หรอื เรยี กกระบว นการน้ีว่า ระเบยี บวธิ เี ชงิ สถติ นิ นั่ เอง 2. ประเภทของสถติ ทิ ใ่ี ชใ้ นการวจิ ยั แบ่งเป็น 2 ประเภท ดงั น้ี 2.1 สถติ พิ รรณนา (Descriptive Statistics) เป็นสถติ ิใชอ้ ธบิ ายเร่อื งราวต่าง ๆ ของ ประชากรหรอื ตวั อย่าง กลุ่มใดกลุ่มหน่ึงโดยเฉพาะ อาจเป็นกลุ่มใหญ่หรอื เล็กก็ได้ โดยนามาใช้ หลงั จากเกบ็ รวบรวมขอ้ มลู จากประชากรหรอื ตวั อยา่ งนนั้ มาแลว้ ซง่ึ มแี นวทางเลอื กใช้ ดงั น้ี 2.1.1 ใช้สาหรบั ข้อมูลเชิงกลุ่มหรอื เชิงคุณภาพ เป็นข้อมูลระดบั นามบญั ญตั ิและ อนั ดบั ท่ี จะใชส้ ถติ คิ วามถห่ี รอื จานวน รอ้ ยละและคา่ ฐานนิยม 2.1.2 ใช้สาหรบั ขอ้ มูลเชงิ ปรมิ าณ โดยใช้หาค่าแนวโน้มเข้าสู่ส่วนกลาง ด้วยสถิติ ค่าเฉล่ยี มธั ยฐานและฐานนิยม วดั การกระจายของข้อมูลด้วยสถิติ พสิ ยั ความแปรปรวน ความ เบย่ี งเบนมาตรฐานและหาความสมั พนั ธด์ ว้ ยการวเิ คราะหถ์ ดถอยหรอื หาค่าสมั ประสทิ ธสิ ์ หสมั พนั ธ์ 2.2 สถติ ทิ ดสอบสมมตฐิ าน โดยใชส้ ถติ ิ ประกอบดว้ ยดงั น้ี 2.2.1 สถิติทดสอบสมมติฐานเก่ียวกับค่าเฉล่ียของประชากร ประกอบด้วย การ ทดสอบแบบที (t (t-test)) หรอื การทดสอบแบบซี (Z (Z-test)) การวเิ คราะหค์ วามแปรปรวน (One Way ANOVA) ดว้ ยการทดสอบแบบเอฟ (F (F-test)) 2.2.2 สถติ ิทดสอบสมมตฐิ านเก่ียวกบั ค่าสดั ส่วนของประชากร ประกอบด้วยการ ทดสอบแบบไบโนเมยี ล (Binomial Test) และแบบไคสแควร์ (Chi-square test,  2 ) 2.2.3 สถติ ทิ ดสอบสมมตฐิ านเก่ยี วกบั ความสมั พนั ธ์ระหว่างตวั แปร ประกอบดว้ ย การหาความสมั พนั ธแ์ บบไคสแควร์ (Chi-square test,  2 ) การวเิ คราะหค์ วามถดถอย (Regression) และสมั ประสทิ ธสิ ์ หสมั พนั ธ์ (Correlation) 3. หลกั การเลอื กประเภทสถติ สิ าหรบั การวจิ ยั ประกอบดว้ ย ดงั น้ี 3.1 วตั ถุประสงค์การวจิ ยั โดยวตั ถุประสงค์ท่กี าหนดย่อมต้องการคาตอบท่ถี ูกต้อง น่าเช่อื ถอื จงึ ใช้สถิติช่วยวเิ คราะห์ให้สอดคล้องในแต่ละวตั ถุประสงค์ โดยทวั่ ไปนิยมกาหนดใน ลกั ษณะ ดงั น้ี 3.1.1 เพ่อื บรรยายลกั ษณะของประชากรหรอื ตวั อย่างหรอื ลกั ษณะของตวั แปร เช่น ลกั ษณะของตวั อยา่ ง จาแนกตาม อายุ รายไดเ้ ฉลย่ี ต่อเดอื น ตอ้ งใชส้ ถติ เิ ชงิ บรรยาย เป็นตน้ 3.1.2 เพ่ือเปรียบเทียบความแตกต่างระหว่างประชากรในการวิจัย เช่น การ เปรยี บเทยี บความตอ้ งการซอ้ื สนิ คา้ ระหว่างเพศของประชากร อาจทดสอบแบบที (t (t-test)) เป็นตน้ 3.1.3 เพ่ืออธิบายความสัมพนั ธ์ระหว่างตัวแปรหรอื การทานาย เช่น เพ่อื ศึกษา ความสมั พนั ธ์ระหว่างอาชพี ของตวั อย่างกบั การเลอื กประเภทสนิ คา้ ราคาแพง อาจหาความสมั พนั ธ์ แบบไคสแควร์ (Chi-square test,  2 ) เป็นตน้

199 3.2 ระดบั ค่าตวั แปร 4 ระดบั คอื ตวั แปรเชงิ กลุ่ม อนั ดบั ท่ี ช่วงชนั้ และอตั ราส่วน ต้อง เลอื กประเภทสถติ ทิ ใ่ี หเ้ หมาะสม เพราะสถติ แิ ต่ละประเภทพฒั นาขน้ึ ใหเ้ หมาะสมกบั ระดบั ค่าตวั แปร 3.3 จานวนตัวแปรท่ศี ึกษา ต้องพจิ ารณาว่ามกี ่ีตวั แปร เน่ืองจากจานวนตวั แปรเป็น เงอ่ื นไขทส่ี าคญั อกี ประการหน่งึ ในการเลอื กใชส้ ถติ เิ พอ่ื การวเิ คราะห์ 3.4 ขนาดตวั อยา่ ง ตวั อยา่ งมขี นาดเลก็ และใหญ่ เป็นเงอ่ื นไขตอ้ งพจิ ารณาเลอื กประเภท สถติ ิ เชน่ ตวั อยา่ งขนาดเลก็ กว่า 30 ตวั อยา่ ง ควรใชส้ ถติ ทิ ดสอบทไ่ี มอ่ งิ พารามเิ ตอร์ เป็นตน้ สรุป เม่อื ต้องใช้สถติ ิในการวเิ คราะห์ข้อมูล จาเป็นอย่างยง่ิ ต้องพจิ ารณาหลกั การดงั ท่ี กล่าวมาประกอบการเลอื กประเภทของสถติ ิ ทงั้ น้ีเพ่อื ใหผ้ ลการวเิ คราะหข์ อ้ มูลมคี วามน่าเช่อื ถอื และ สามารถนาขอ้ มลู จากการวเิ คราะหไ์ ปประยกุ ตใ์ ชใ้ นการตดั สนิ ใจทางการตลาดไดอ้ ยา่ งเหมาะสม สถิติพรรณนา สถติ พิ รรณนาหรอื สถติ บิ รรยาย ใชเ้ พ่อื บรรยายหรอื อธบิ ายถงึ คุณสมบตั ขิ องประชากรหรอื ตวั อยา่ ง ตามขอ้ มลู หรอื ลกั ษณะของตวั แปรทเ่ี กบ็ รวบรวมมาได้ ประกอบดว้ ย ดงั น้ี 1. สถติ พิ รรณนา สาหรบั ขอ้ มลู เชงิ คุณภาพหรอื เชงิ กลมุ่ รายละเอยี ด ดงั น้ี 1.1 การแจกแจงความถ่ีหรอื จานวน เป็นการนาเอาข้อมูลท่ีเก็บจากประชากรหรอื ตวั อยา่ ง มาแจงนับแยกตามกลุ่ม เช่น ขอ้ มลู เพศจากตวั อยา่ ง จานวน 100 คน แจงนบั แยกกลุ่มเพศ ชายและหญงิ เป็นตน้ 1.2 รอ้ ยละ เป็นสถติ ทิ น่ี ามาใชเ้ ทยี บความถ่หี รอื จานวนทเ่ี กบ็ ไดใ้ นแต่ละกลุ่มกบั ความถ่ี หรอื จานวนทงั้ หมดของประชากรหรอื ตวั อยา่ งทเ่ี ทยี บ เป็น 100 การหาใชส้ ตู ร คอื P = f x 100 โดยท่ี P = ค่ารอ้ ยละ n f = ความถข่ี องขอ้ มลู ทเ่ี กบ็ จากตวั อยา่ ง N = จานวนความถท่ี งั้ หมด ตวั อยา่ งเชน่ การสารวจเพศของผบู้ รโิ ภคน้าอดั ลม จานวน 70 คน แจงนบั ตาม เพศชาย ได้ 35 คน และหญงิ จานวน 35 คน คานวณหาค่ารอ้ ยละไดด้ งั น้ี เพศ จานวน รอ้ ยละ ชาย 35 50.00 หญงิ 35 50.00 รวม 70 100.00 วธิ ที ำ P = 35 x 100 P = 50.00 70 โดยสรปุ จานวนผตู้ อบแบบสอบถาม ทงั้ หมด 70 คน เป็นเพศชาย จานวน 35 คน คดิ เป็นรอ้ ยละ 50.00 และเพศหญงิ จานวน 35 คดิ เป็นรอ้ ยละ 1.3 วดั คา่ กลาง ใชส้ ถติ ฐิ านนยิ ม (Mode) คอื ค่าของขอ้ มลู จากประชากรหรอื ตวั อยา่ งทม่ี ี ลกั ษณะซ้ากนั มากท่สี ุด เช่น อาชพี ของตวั อย่าง จานวน 100 ราย พบว่า รบั จ้างทวั่ ไป จานวน 40

200 ราย รบั ราชการ 25 ราย และเกษตรกร 35 ราย จงึ สรปุ ไดว้ ่า ฐานนิยม คอื อาชพี รบั จา้ งทวั่ ไป เป็นต้น สาหรบั ฐานนิยม นาไปใชว้ ดั ค่ากลางไดท้ งั้ ขอ้ มลู เชงิ กลมุ่ และเชงิ ปรมิ าณ 1.4 การวดั ค่าสหสมั พนั ธแ์ บบอนั ดบั ทข่ี องสเปียรแ์ มน (Spearman’s Rank Correlation) ใชก้ บั ขอ้ มลู อนั ดบั ท่ี โดยขอ้ มลู ชุดหน่ึงเป็น X = 1,2,...,n และอกี ชุดหน่ึงเป็น Y = 1,2,...n ซง่ึ หาได้ จากสตู ร ดงั น้ี เมอ่ื D2 = ผลต่างของขอ้ มลู X และ Y ยกกาลงั 2 rs = 1- 6 D2 N = จานวนประชากรหรอื ตวั อยา่ ง N N 2  1 rs = ค่าสหสมั พนั ธแ์ บบอนั ดบั ท่ี ตวั อยา่ ง จงหาความสมั พนั ธร์ ะหว่างอนั ดบั ยอดขายของสนิ คา้ A และสนิ คา้ B ใน 10 ปี จากขอ้ มลู ต่อไปน้ี ปีทข่ี าย/อนั ดบั ยอดขาย 2558 2557 2556 2555 2554 2553 2552 2551 2550 2549 สนิ คา้ A 1 2 3 4 5 6 7 8 9 10 สนิ คา้ B 1 3 2 5 4 6 7 10 8 9 วธิ ที า หาความสมั พนั ธแ์ บบอนั ดบั ทข่ี องสเปียรแ์ มน ไดด้ งั น้ี ปีทข่ี าย/อนั ดบั ยอดขาย 2557 2556 2555 2554 2553 2552 2551 2550 2549 2548 สนิ คา้ A (X) 1 2 3 4 5 6 7 8 9 10 สนิ คา้ B (Y) 1 3 2 5 4 6 7 10 8 9 D (X-Y) 0 -1 1 -1 1 0 0 -2 1 1 D2 0 1 1 1 1 0 0 4 1 1 แทนคา่ r = 1-s 6 x10 rs = 1- 60 rs = 1- 60 10 102 -1 990 990 rs = 1- .06 rs = 0.94 คาตอบ สมั ประสทิ ธสิ ์ หสมั พนั ธ์ มคี ่า 0.94 สรุปว่า อนั ดบั ของยอดขาย A และ B มี ความสมั พนั ธก์ นั ในระดบั มากและสมั พนั ธใ์ นทศิ ทางเดยี วกนั (การพจิ ารณาค่า r ดูรายละเอยี ดใน หวั ขอ้ 2.3.1) 2. สถติ ิพรรณนาใช้กบั ข้อมูลเชงิ ปรมิ าณ โดยแสดงค่ากลางและค่ากระจายของขอ้ มูล ประกอบดว้ ยสถติ ิ ดงั น้ี 2.1 การวดั แนวโน้มเขา้ ส่สู ่วนกลาง (Measures of Central Tendency) เป็นวธิ ชี ่วย บรรยายลกั ษณะข้อมูลแต่ละชุดท่รี วบรวมมาได้ โดยใช้เพยี งตัวเลขเดียวหรอื ใช้ค่าใดค่าหน่ึง ซ่งึ

201 ประกอบดว้ ย 3 ชนิด คอื คา่ เฉลย่ี (Mean) มธั ยฐาน(Median)และฐานนิยม(Mode) สาหรบั ค่าฐานนิยม ไดก้ ลา่ วแลว้ ในขอ้ 1.3 จงึ ขอกล่าวเพยี งค่าเฉลย่ี และค่ามธั ยฐาน รายละเอยี ด ดงั น้ี 2.1.1 ค่าเฉลย่ี (Mean) มี 3 ชนิด คอื ค่าเฉล่ยี เลขคณติ (Arithmetic Mean) ค่าเฉล่ยี เรขาคณิต(Geometric Mean) และค่าเฉลย่ี ฮารม์ อนิก(Harmonic Mean) ในทน่ี ้ี จะกล่าวถงึ เพยี ง ค่าเฉล่ยี เลขคณิตเท่านัน้ ซง่ึ ค่าเฉลย่ี เลขคณิต หมายถงึ อตั ราส่วนระหว่างผลรวมของขอ้ มลู ทงั้ หมด ต่อจานวนขอ้ มลู นนั้ สญั ลกั ษณ์ทใ่ี ชค้ อื X มสี ตู ร ดงั ต่อไปน้ี หรอื µ =  =     เป็นคา่ เฉลย่ี ของตวั อยา่ งหรอื ประชากร ตามลาดบั เมอ่ื  ,µ   เป็นผลรวมจานวนของขอ้ มลู ทงั้ หมด N เป็นจานวนขอ้ มลู ทงั้ หมด ตวั อย่าง ผบู้ รโิ ภค 5 คน มอี ตั ราการใชแ้ ชมพูต่อเดอื น เท่ากบั 3 2 1 4 และ 2 ขวด จงหาอตั ราการใชแ้ ชมพเู ฉลย่ี ของผบู้ รโิ ภค วธิ ที า = 2.40  = ∑Χ = 3 21 4 2 = 12 5 5 คาตอบ อตั ราการใชแ้ ชมพเู ฉลย่ี ต่อคนต่อเดอื น เท่ากบั 2.40 ขวด 2.1.2 ค่ามธั ยฐาน เป็นค่าขอ้ มลู จากประชากรหรอื ตวั อย่างทม่ี ตี าแหน่งตรงกลางของ ข้อมูลเม่ือนามาเรียงลาดับจากน้อยไปมาก เช่น ประชากรหรือตัวอย่าง จานวน 9 คน มีอายุ เรยี งลาดบั จากน้อยไปมาก คอื 20 21 22 22 23 24 24 26 27 ได้ ค่ามธั ยฐาน คอื อายุ 23 ปี สาหรบั ค่ามธั ยฐาน นาไปวดั คา่ กลางกบั ตวั แปรแบบอนั ดบั ท่ี แบบช่วงและอตั ราส่วน 2.2 การวดั การกระจาย (Measures of Variability) การกระจาย หมายถงึ ความแตกต่าง ของค่าตวั แปรท่ีปรากฏในประชากรหรอื ตวั อย่าง ซ่งึ แต่ละหน่วยประชากรหรอื ตัวอย่างจะให้ค่า แตกต่างกนั ส่วน การวดั การกระจาย เป็นการหาค่าความใกล้เคียงกนั ของค่าตวั แปรท่ปี รากฏใน ประชากรหรอื ตวั อย่าง ค่าการกระจายน้อย แสดงว่าค่าตวั แปรท่ปี รากฏในประชากรหรอื ตวั อย่าง ใกลเ้ คยี งกนั ค่าการกระจายมาก แสดงค่าตวั แปรทป่ี รากฏในประชากรหรอื ตวั อย่างแตกต่างกนั มาก การวดั ค่าการกระจาย ไดจ้ ากการใชส้ ถติ ิ ดงั น้ี 2.2.1 ค่าพสิ ยั เป็นการหาค่าความแตกต่างระหว่างขอ้ มลู ทม่ี คี ่าสูงสุดกบั ต่าสุด เช่น ผบู้ รโิ ภค จานวน 10 คน มอี ายุ คอื 20 30 40 25 24 35 22 32 36 35 พจิ ารณาแลว้ พบว่ามอี ายุ ต่าสุด คอื 20 ปี และสูงสุด 40 ปี ค่าพสิ ยั จงึ เท่ากบั 40-20 = 20 ปี นาเอาค่าพสิ ยั มาใชเ้ ปรยี บเทยี บ ระหว่างขอ้ มลู 2 ชดุ เช่น ขอ้ มลู ชดุ ท่ี 1 อายสุ งู สดุ = 50 – อายตุ ่าสดุ = 20 ค่าพสิ ยั = 30 ขอ้ มลู ชุดท่ี 2 อายสุ งู สุด= 55 – อายตุ ่าสุด = 22 คา่ พสิ ยั = 33 แสดงวา่ ขอ้ มลู ชดุ ท่ี 2 มกี ารกระจายอายมุ ากกว่า ขอ้ มลู ชดุ ท่ี 1

202 2.2.2 ค่าความแปรปรวน (Variance) เป็นการพจิ ารณาค่าแตกต่างระหว่างค่าขอ้ มลู แต่ละค่าจากประชากรหรอื ตวั อย่าง กบั ค่าเฉล่ยี ยกกาลงั สอง ถ้าค่าความแปรปรวนมาก แสดงว่า ขอ้ มลู ชุดนนั้ มกี ารกระจายมาก มสี ตู ร คอื s2      2 และ  2     2  n -1 โดยท่ี S2, 2 = ค่าความแปรปรวนขอ้ มลู ของตวั อยา่ งและประชากร  , µ = ค่าเฉลย่ี ขอ้ มลู จากตวั อยา่ งและประชากร X = ค่าขอ้ มลู ทไ่ี ดจ้ ากการเกบ็ รวบรวม N = ขนาดประชากร n = ขนาดตวั อยา่ ง 2.2.3 คา่ เบย่ี งเบนมาตรฐาน (Standard Deviation : S.D.) เป็นการพจิ ารณาค่าความ แตกต่างระหวา่ งค่าขอ้ มลู จากประชากรหรอื ตวั อยา่ ง กบั คา่ เฉลย่ี (ค่ากลาง) มสี ตู รดงั น้ี และ S      2      2 n -1  หรอื ค่าเบย่ี งเบนมาตรฐาน คอื ค่าฐานทส่ี องของค่าความแปรปรวน นนั่ คอื S   2 ตวั อย่างเช่น ลกู คา้ ของสถาบนั ลดน้าหนัก จานวน 5 คน มนี ้าหนัก 50 55 65 75 และ95 หาค่าความ แปรปรวนและความเบย่ี งเบนมาตรฐานของน้าหนกั ของตวั อยา่ งน้ี ไดด้ งั น้ี วธิ ที า  = 50+55+65+75+90 = 340/5 = 68 กก. ∑    2 = 324+169+9+49+729 = 1280 n-1 = 5-1 = 4 S2 = 1280/4 = 320 (คา่ ความแปรปรวน) S = √ = 17.89 กโิ ลกรมั คาตอบ ความแปรปรวน = 320 และความเบย่ี งเบนมาตรฐาน = 17.89 กโิ ลกรมั โดยสรุป ค่าเบ่ยี งเบนมาตรฐานเป็นบวกเสมอ และจะเป็นศูนย์เม่อื ค่าของข้อมูลทุกตัว เท่ากัน ถ้ามีค่ามาก แสดงว่า ข้อมูลมีการกระจายมาก ถ้าข้อมูลมีการเปรยี บเทียบกันหลายชุด สามารถอธบิ ายไดว้ ่า ขอ้ มลู ชดุ ใดมกี ารกระจายมากกว่าหรอื น้อยกว่ากนั 2.3 หาค่าความสัมพันธ์โดยวิเคราะห์ค่าสัมประสิทธิส์ หสัมพันธ์เพียร์สัน(Pearson Correlation) (Correlation) ของ 2 ตวั แปรเชงิ ปรมิ าณ เป็นคา่ บอกทศิ ทางและขนาดของความสมั พนั ธ์ ระหว่าง 2 ตวั แปร หรอื ข้อมูล 2 ชุด ซ่งึ มเี ง่อื นไขคอื ทงั้ 2 ตวั แปร มคี วามสมั พนั ธ์ในรูปเชิงเส้น (Linear Relationship) สตู ร คอื    2  2 2  2   r  เมอ่ื r แทน ค่าสมั ประสทิ ธสิ ์ หสมั พนั ธร์ ะหว่าง X กบั Y  แทน จานวนสมาชกิ ในกล่มุ  x แทน ผลรวมของแต่ละคา่ ของตวั แปร X  y แทน ผลรวมของแต่ละค่าของตวั แปร Y  xy แทน ผลรวมของผลคณู ระหวา่ ง X กบั Y

203  x2 แทน ผลรวมทงั้ หมดของกาลงั สองตวั แปร X  y2 แทน ผลรวมทงั้ หมดของกาลงั สองตวั แปร Y การพจิ ารณาค่าของสมั ประสทิ ธสิ ์ หสมั พนั ธแ์ ละเครอ่ื งหมาย มแี นวทางดงั น้ี 1) ค่า r มคี า่ อยรู่ ะหว่าง -1.00 ถงึ +1.00 เท่านนั้ 2) ถ้า ค่า r เป็นลบ แสดงว่า X และ Y มคี วามสมั พนั ธใ์ นทศิ ทางตรงขา้ ม คอื ถ้า X เพมิ่ Y จะลด แต่ถา้ X ลด Y จะเพม่ิ 3) ถ้า ค่า r เป็นบวกแสดง ว่า X และ Y มคี วามสมั พนั ธ์ในทางเดยี วกนั คอื ถ้า X เพมิ่ Y จะเพมิ่ ดว้ ย แต่ถา้ X ลด Y จะลดลงดว้ ย 4) ถ้า ค่า r มคี ่าเข้าใกล้ +1 หมายถงึ X และ Y สมั พนั ธ์ในทศิ ทางเดยี วกนั และมี ความสมั พนั ธก์ นั มาก 5) ถา้ ค่า r มคี ่าเขา้ ใกล้ –1 หมายถงึ X และ Y สมั พนั ธใ์ นทศิ ทางตรงกนั ขา้ มและมี ความสมั พนั ธก์ นั มาก 6) ถา้ คา่ r = 0 แสดงว่า X และ Y ไมม่ คี วามสมั พนั ธก์ นั 7) ถา้ ค่า r เขา้ ใกล้ 0 แสดงว่า X และ Y มคี วามสมั พนั ธก์ นั น้อย ตวั อยา่ งเช่น ตอ้ งการหาความสมั พนั ธร์ ะหว่าง เงนิ เดอื นและรายจา่ ยของพนกั งานบรษิ ทั จานวน 5 คน ซง่ึ มรี ายละเอยี ด ดงั น้ี คนท่ี 1 คนท่ี 2 คนท่ี 3 คนท่ี 4 คนท่ี 5 Xi เงนิ เดอื น (หม่นื บาท) 12345 Yi รายจา่ ย (หมน่ื บาท) 11224 วธิ ที า ให้ Y = รายจา่ ย และ X = เงนิ เดอื น นามาแสดงรายละเอยี ด ดงั น้ี เงนิ เดอื น X i รายจา่ ย Yi X 2 X iYi Yi 2 1 1 i 2 1 1 1 3 2 1 2 1 4 2 4 6 4 5 4 9 8 4 16 20 16  x  15  y  10 25  xy  37  y2  26  x2 =55 แทนค่า   r  537  1510 r 185  150 555  152 526  102 275  225130  100 r 35 r 35 r =  0.9 1500 5030 คาตอบ คา่ สหสมั พนั ธ์ = 0.9 แสดงวา่ เงนิ เดอื นและรายจา่ ยของพนกั งานมคี วามสมั พนั ธใ์ น ทศิ ทางเดยี วกนั และมคี วามสมั พนั ธก์ นั มาก

204 สถิติทดสอบสมมติฐานเกี่ยวกบั ค่าเฉล่ียของประชากร ผวู้ จิ ยั ต้องมคี วามเขา้ ใจเก่ยี วกบั หลกั การทดสอบสมมตฐิ านเกย่ี วกบั ค่าเฉลย่ี ของประชากร ทงั้ น้ีเพ่อื ใหส้ ามารถเลอื กสถติ ใิ นการทดสอบได้อย่างเหมาะสม ซง่ึ บุญธรรม กจิ ปรดี าบรสิ ุทธิ ์ (2554 หน้า 387) ไดเ้ สนอหลกั การไว้ คอื 1) ต้องมอี งคป์ ระกอบอย่างน้อย 2 ส่วน คอื กลุ่มทดสอบ(ตวั แปร สาเหตุหรอื ตวั แปรอสิ ระ) และสงิ่ ทดสอบ(ตวั แปรตาม) 2) ต้องคานึงถงึ ลกั ษณะของกลุ่มทดสอบหรอื ตวั แปรอสิ ระ กล่าวคอื แต่ละกลุ่มทดสอบหรอื ตวั แปรอสิ ระต้องแตกต่างกนั มากท่สี ุด เช่น ตวั แปร อาชพี ต้องแบ่งชดั เจน เป็นอาชพี รบั ราชการ อาชพี ธุรกิจส่วนตวั เป็นต้น ไม่ควรมหี ลายกลุ่มมาก เกนิ ไป เช่น อายุ ควรมี 3 กลุม่ คอื ต่ากวา่ 30 ปี 30-40 ปี และ 41 ปีขน้ึ ไป เป็นตน้ ในแต่ละกลุ่มควร มจี านวนขอ้ มลู มากพอและมจี านวนพอ ๆ กนั ในแต่ละกลุ่ม ไมเ่ ช่นนนั้ แลว้ อาจไม่สามารถทดสอบทาง สถติ ไิ ด้ และ 3) ผลการทดสอบความแตกต่างเกดิ ขน้ึ ได้ 4 ลกั ษณะ คอื 3.1) สรุปได้ว่าแตกต่างกนั หรอื ไม่แตกต่างกนั 3.2) ถ้าแตกต่างกนั สรุปได้ว่ากลุ่มไหนมากกว่ากนั 3.3) มคี วามแตกต่างกนั อยา่ งไร และ 3.4) สรปุ ไมไ่ ดว้ ่าแตกต่างหรอื ไมแ่ ตกต่างกนั ซง่ึ มสี ถติ ทิ ดสอบดงั น้ี 1. สถติ สิ าหรบั ทดสอบค่าเฉลย่ี กบั เกณฑ์ ขอ้ มลู นามาทดสอบเป็นตวั แปรเชงิ ปรมิ าณ 1 ตวั เป็นการทดสอบลกั ษณะของประชากรนัน้ เป็นไปตามลกั ษณะท่ผี ู้วจิ ยั คาดหวงั ไว้(เกณฑท์ ่กี าหนด) หรอื ไม่ เช่น คาดหวงั ว่า จานวนลูกค้าท่เี ขา้ มาใช้บรกิ ารภายในรา้ นอาหาร วนั ละ 100 คน เม่อื เก็บ ขอ้ มลู จานวนลกู คา้ ภายใน 30 วนั แลว้ ทดสอบวา่ เป็นไปตามทค่ี าดหวงั ไวห้ รอื ไม่ ใชส้ ถติ ทิ ดสอบแบบ ที (t (t-test)) หรอื แบบซี (Z (Z-test)) 1.1 การทดสอบแบบซี (Z – test) ภายใต้เง่อื นไข คอื ขอ้ มลู ทใ่ี ชท้ ดสอบตอ้ งแจกแจง แบบปกติ โดยทต่ี วั อยา่ งจะมขี นาดเลก็ หรอื ใหญ่กต็ ามหรอื แจกแจงไม่ปกตแิ ต่ตอ้ งมขี นาดใหญ่ สตู ร Z = X  0  n เมอ่ื  = ความเบย่ี งเบนมาตรฐานของประชากร µ0 = ค่าทต่ี อ้ งการทดสอบ n = ขนาดตวั อยา่ ง  = ค่าเฉลย่ี ตวั อยา่ ง =  =  n 1.2 การทดสอบแบบท(ี t – test) ภายใต้เง่อื นไข คอื ขอ้ มลู ต้องแจกแจงแบบปกติ ไม่ ทราบความแปรปรวนของประชากร ( ) และตวั อยา่ งมขี นาดเลก็ สตู ร t = X  0 S n เมอ่ื S = ความเบย่ี งเบนมาตรฐานของตวั อยา่ ง µ0 = ค่าทต่ี อ้ งการทดสอบ n = ขนาดตวั อยา่ ง  = คา่ เฉลย่ี ตวั อยา่ ง =  =  n

205 สาหรบั เอกสารประกอบการสอนน้ี มุ่งอธบิ ายการทดสอบแบบที(t – test) เท่านัน้ เน่ืองจากถ้าตวั อย่างมขี นาดใหญ่ ค่าสถติ ิ t และ z จะเป็นค่าเดยี วกนั ซง่ึ การสรุปผลการทดสอบ จาแนกเป็นดงั น้ี 1) การทดสอบทางเดยี ว แต่เป็นดา้ นขวา โดยสง่ิ ทผ่ี ูว้ จิ ยั กาหนดไว้ ให้เป็นเครอ่ื งหมาย มากกวา่ (HA: µ > A) และสมมตฐิ านหลกั เป็น H0 : µ ≤ A โดยท่ี A คอื สงิ่ ทค่ี าดหมาย การสรุปผล จะ ปฏเิ สธสมมตฐิ าน H0 เมอ่ื ค่า t ทค่ี านวณได้ มากกว่า คา่ t จากตาราง 2) การทดสอบทางเดยี ว แต่เป็นด้านซา้ ย โดยสง่ิ ทผ่ี ู้วจิ ยั กาหนดไว้ ให้เป็นเคร่อื งหมาย น้อยกว่า(HA: µ < A) และสมมตฐิ านหลกั เป็น H0 : µ ≥ A โดยท่ี A คอื สงิ่ ทค่ี าดหมาย การสรปุ ผล จะ ปฏเิ สธสมมตฐิ านหลกั เมอ่ื ค่า - t ทค่ี านวณได้ น้อยกว่า คา่ -t จากตาราง 3) การทดสอบสองทาง โดยสงิ่ ทผ่ี วู้ จิ ยั กาหนดไว้ ใหเ้ ป็น HA: µ  A และสมมตฐิ านหลกั เป็น H0 : µ  A โดยท่ี A คอื สง่ิ ทค่ี าดหมาย การสรปุ ผล จะปฏเิ สธสมมตฐิ าน H0 เม่อื ค่า t หรอื - t (นาค่าสมั บรู ณ์มาพจิ ารณา) ทค่ี านวณได้ มากกว่า ค่า t จากตาราง ตวั อย่าง บรษิ ทั ใหบ้ รกิ ารจอดรถยนต์ ตงั้ เป้าไวว้ ่า ตอ้ งมรี ถยนต์มาใชบ้ รกิ ารเฉลย่ี วนั ละ 50 คนั จากการส่งเสรมิ การขาย จงึ ส่งเสรมิ การขายพรอ้ มเกบ็ ขอ้ มลู จานวน 12 วนั พบว่า มรี ถยนต์ เขา้ มาใชบ้ รกิ าร คอื 55 62 54 58 65 60 62 59 67 62 60 และ 61 คนั จงทดสอบว่า การส่งเสรมิ การ ขายทาใหล้ กู คา้ นารถยนตม์ าใชบ้ รกิ ารตามทต่ี งั้ เป้าไวห้ รอื ไม่ (กาหนดระดบั นยั สาคญั .05) Ho คอื รถยนตท์ เ่ี ขา้ มาใชบ้ รกิ ารต่อวนั น้อยกวา่ หรอื เทา่ กบั 50 คนั : µ ≤ 50 HA คอื รถยนตท์ เ่ี ขา้ มาใชบ้ รกิ ารต่อวนั มากกว่า 50 คนั : µ > 50 สตู รทใ่ี ชค้ อื t = X  0 แทนค่า = 60.4  50 = 9.742 S 3.7 n 12 สรุป ค่าวกิ ฤต(ิ ค่า t) คอื = 9.742 ซง่ึ มากกว่าค่า t,n-1 จากตารางท่ี 1 ในภาคผนวก ก คอื 1.796 หรอื ค่าวกิ ฤตอิ ย่ใู นเขตปฏเิ สธสมมตฐิ าน H0 และยอมรบั สมมตฐิ าน HA จงึ สรปุ ไดว้ ่า การ ส่งเสรมิ การขายทาใหม้ ลี กู คา้ นารถยนตม์ าใชบ้ รกิ ารมากกวา่ วนั ละ 50 คนั 2. สถติ ทิ ดสอบสมมตฐิ านเก่ยี วกบั ค่าเฉลย่ี 2 กลุ่มประชากร เช่น ยอดขายสนิ คา้ A และ ยอดขายสนิ คา้ B เป็นการเปรยี บเทยี บการเคล่อื นไหวของสนิ คา้ 2 ยห่ี อ้ เพ่อื นาไปส่กู ารตดั สนิ ใจใน การบรหิ ารสนิ คา้ ดงั กลา่ ว เป็นตน้ สถติ ใิ ชท้ ดสอบ จาแนกไดด้ งั น้ี 2.1 ทดสอบระหว่างค่าเฉล่ยี 2 กลุ่มประชากร ท่เี ป็นอิสระต่อกนั (Independent Samples) เป็นการวดั ค่าตวั แปรจากตวั อย่าง 2 กลุ่มทไ่ี ม่เก่ยี วพนั กนั เช่น ยอดขายสนิ คา้ ทซ่ี อ้ื จาก ลกู คา้ 2 กล่มุ คอื เพศชายและหญงิ คา่ ใชจ้ า่ ยจากการโฆษณาทางสอ่ื หนงั สอื พมิ พแ์ ละทวี ี เป็นต้น มวี ธิ ี คานวณ 2 วธิ ี ดงั น้ี 2.2.1 กรณที ราบคา่ ความแปรปรวนของประชากร 2 กลุ่ม ใชส้ ถติ ิ t- test สตู ร คอื  t = X1 X2  2   2 1 2 n1 n2

206 โดยท่ี t = ค่าสถติ ทิ ใ่ี ชเ้ ปรยี บเทยี บกบั คา่ วกิ ฤตเิ พอ่ื ทราบความมนี ยั สาคญั  = ค่าเฉลย่ี ของตวั อยา่ ง 1 และ 2 X1 X2  12 2 = ความแปรปรวนของตวั อยา่ ง 1 และ 2 2 n1n2 = จานวนตวั อยา่ ง 1 และ 2 คา่ df = n1+n2 - 2 2.2.2 กรณไี มท่ ราบคา่ ความแปรปรวนของประชากร 2 กลมุ่ มี 2 กรณี ดงั น้ี 1) กรณี คา่ แปรปรวนของประชากร 2 กลมุ่ เท่ากนั ใชส้ ตู ร t=   X1 X 2  n1  1S12  n2  1S 2 2  n1  n2   n1  n2  2 n1n2 โดยท่ี t = คา่ สถติ ทิ จ่ี ะใชเ้ ปรยี บเทยี บกบี คา่ วกิ ฤติ เพ่อื ทราบความมนี ยั สาคญั   = ค่าเฉลย่ี ของตวั อยา่ ง 1 และ 2 X1 X2 S1S2 = ความแปรปรวนของตวั อยา่ ง 1 และ 2 n1n2 = จานวนตวั อยา่ ง 1 และ 2 ค่า df = n1+n2 - 2 2) กรณี คา่ แปรปรวนของประชากร 2 กลุม่ ไมเ่ ทา่ กนั ใชส้ ตู ร t=   X1 X2 S12  S 2 2 n1 n2 โดยท่ี t = คา่ สถติ ทิ จ่ี ะใชเ้ ปรยี บเทยี บกบี คา่ วกิ ฤติ เพ่อื ทราบความมนี ยั สาคญั  = คา่ เฉลย่ี ของตวั อยา่ ง 1 และ 2 X1 X2 S1S2 = ความแปรปรวนของตวั อยา่ ง 1 และ 2 n1n2 = จานวนตวั อยา่ ง 1 และ 2 ตวั อย่าง ยอดขายสนิ ค้า A และ B (หน่วยเป็นลา้ นบาท) จากการขายของ พนกั งาน 5 คน ขอ้ มลู คอื สนิ คา้ A 205 220 200 210 และ 201 สนิ คา้ B 218 204 223 198 และ 211 โดย มรี ะดบั นัยสาคญั .02 อยากทราบว่ายอดขายสนิ ค้ายห่ี ้อ A แตกต่างจาก ยห่ี อ้ B หรอื ไม่ (สมมตวิ ่า ความแปรปรวน 2 กลมุ่ ไมเ่ ท่ากนั ) คานวณคา่ สถติ ไิ ด้ ดงั น้ี  S1 = 8.17 N1 = 5 X1 = 207.20  N1 = 5 X 2 = 210.80 S2 = 10.13 คานวณค่า t ได้ 20.720 21.080 t = - 0.44 8.172  10.132 55 เขตวกิ ฤติ คอื t > 2.52 หรอื t< -2.52 แสดงว่า ยอดขายสนิ คา้ 2 ยห่ี อ้ แตกต่าง กนั อยา่ งไมม่ นี ยั สาคญั ทางสถติ ิ

207 2.2 ทดสอบระหว่างค่าเฉลย่ี 2 กลุ่ม ไมเ่ ป็นอสิ ระต่อกนั เป็นการวดั ขอ้ มลู ออกมา 2 ค่า จากตวั อยา่ งกลุ่มเดยี วกนั เช่น ยอดขายสนิ คา้ A ก่อนและหลงั ทาการลดราคา หรอื จากตวั อย่าง 2 กลุ่มทม่ี ลี กั ษณะใกลเ้ คยี งกนั มาก สตู รทใ่ี ชค้ านวณ คอื t = D n D2   D2 n  1 โดยท่ี t = ค่าสถติ ทิ จ่ี ะใชเ้ ปรยี บเทยี บกบั ค่าวกิ ฤติ เพ่อื ทราบความมนี ยั สาคญั D = ค่าผลต่างระหว่างค่าคะแนน 2 กลมุ่ N = จานวนตวั อยา่ ง เม่อื ไดค้ ่า t แลว้ นาไปเปรยี บเทยี บค่าวกิ ฤตขิ อง t ทร่ี ะดบั นยั สาคญั ทก่ี าหนดไว้ ถา้ ค่า t คานวณไดเ้ ท่ากบั หรอื มากกว่าค่าวกิ ฤตขิ อง t จะปฏเิ สธสมมตฐิ านหลกั (H0) ยอมรบั สมมตฐิ านตรง ขา้ ม (HA) ถา้ ค่า t คานวณไดน้ ้อยกว่าค่าวกิ ฤตขิ อง t จะยอมรบั (H0) และปฏเิ สธสมมตฐิ านตรงขา้ ม (HA) คา่ วกิ ฤตขิ อง t ไดจ้ ากการเปิดตารางค่าวกิ ฤตขิ อง t (ตารางท่ี 1 ภาคผนวก ก) โดยนาค่า df ซง่ึ เท่ากบั n-1 และระดบั นัยสาคญั ไปเปิดตาราง ตวั อย่างเช่น การสารวจยอดขายก่อนและหลงั การลด ราคาสนิ ค้า โดยสารวจจากห้างสรรพสนิ ค้า 12 แห่ง มสี มมตฐิ านว่า “ยอดขายหลงั ทาการลดราคา มากกว่า ยอดขายก่อนการลดราคา ณ ระดบั นยั สาคญั .01 จากสตู ร ทาการทดสอบ ดงั น้ี ขนั้ ท่ี 1 แปลงสมมตฐิ านการวจิ ยั ใหเ้ ป็นสมมตฐิ านทางสถติ ิ ซง่ึ กาหนดได้ คอื Ho : µหลงั = µก่อน HA : µหลงั > µก่อน ขนั้ ท่ี 2 หาค่า  D และ  D2 แลว้ คานวณหา t ดงั ตารางท่ี 10.1 ตารางท่ี 10.1 การคานวณหาค่า t ผลต่าง D ผลต่างกาลงั สอง จากสตู ร D2 t= หา้ งสรรพสนิ คา้ ยอดขาย (1:100 หน่วย) 9 หลงั ลดราคา กอ่ นลดราคา 2 81 D 1 4 n D2   D2 1 18 9 4 1 2 10 8 7 16 n 1 3 15 14 9 49 4 19 15 7 81 แทนค่า 5 18 11 9 49 6 16 7 11 81 73 7 17 10 4 121 12(599)  (73)2 8 17 8 0 16 9 20 9 10 0 11 10 16 12 73 10 11 17 17 599 = 5.615 12 17 7 รวม

208 ขนั้ ท่ี 3 เปิดตาราง ค่า t เมอ่ื df = 12-1 = 11 ระดบั นยั สาคญั .01กรณสี องทาง พบว่า ค่า t ในตาราง = 2.718 ซง่ึ ค่า t คานวณไดม้ ากกว่าค่า t วกิ ฤตใิ นตาราง จงึ ปฏเิ สธสมมตฐิ าน (H0) และยอมรบั สมมตฐิ าน (HA) แสดงว่า ยอดขายหลงั การลดราคา มากกวา่ ยอดขายก่อนการลดราคา 3. สถติ ทิ ดสอบค่าเฉลย่ี ระหว่าง 3 กลุ่มขน้ึ ไป การวจิ ยั บางเร่อื งอาจแบ่งตวั อย่างออกเป็น หลายกลุ่ม โดยจะทดสอบค่าเฉล่ยี 2 กลุ่มก็ย่อมทาได้ แต่เสยี เวลาทดสอบเพราะมจี านวนคู่มากขน้ึ ดงั นนั้ ถา้ จานวนตวั อย่างหลายกลุ่มควรวเิ คราะห์ความแปรปรวน (Analysis of Variance : ANOVA) ทงั้ น้ีเพราะค่าเฉลย่ี และความแปรปรวนมสี ่วนเก่ยี วขอ้ งกนั โดยการวเิ คราะหค์ วามแปรปรวนต้องนา ค่าเฉล่ยี มาคานวณจงึ จะทดสอบเก่ยี วกบั ค่าเฉลย่ี จากค่าความแปรปรวนได้ ซ่งึ ใช้สาหรบั ทดสอบ สมมตฐิ านหลกั (H0) ทค่ี ่าเฉลย่ี ของตวั อย่างทุกกลุ่มมาจากประชากรทม่ี คี ่าเฉลย่ี เท่ากนั และทดสอบ ในภาพรวม ไม่ไดพ้ จิ ารณาค่ใู ดค่หู น่ึง ซง่ึ มหี ลายวธิ ี คอื ถ้ามตี วั แปรอสิ ระเดยี ว ใช้การวเิ คราะหค์ วาม แปรปรวนแบบทางเดยี ว (One Way Analysis of Variance : One Way ANOVA) ถา้ ตวั แปรอสิ ระ มากกว่า 2 ตวั ใช้การวเิ คราะห์ความแปรปรวนแบบสองทาง สาหรบั เอกสารประกอบการสอนน้ี ได้ กลา่ วถงึ การวเิ คราะหค์ วามแปรปรวนแบบทางเดยี ว เท่านนั้ รายละเอยี ดมดี งั น้ี 3.1 แหล่งของความแปรปรวนทน่ี ามาเปรยี บเทยี บ มาจาก 3 แหล่ง ดงั น้ี 3.1.1 ความแปรปรวนรวม (Mean Square Total = MST) เกดิ จากค่าขอ้ มลู จากแต่ละ หน่วยประชากร (X) เบ่ยี งเบนจากค่าเฉล่ยี รวมของทุกกลุ่ม (̅T) ซ่งึ หาได้จากค่าความแตกต่าง ทงั้ หมด ท่มี าจากการเปรยี บเทยี บค่าขอ้ มูลท่ไี ดจ้ ากแต่ละหน่วยประชากร กบั ค่าเฉล่ยี รวมทงั้ หมด (Sum of Square = SST) หรอื ∑[ ̅ ] ดงั สตู ร MST = ∑[ ̅ ] ซง่ึ NT-1 คอื คา่ องศาอสิ ระทงั้ หมด 3.1.2 ความแปรปรวนระหว่างกลุ่ม (Mean Square Between Group = MSB) เกดิ จากค่าเฉลย่ี ของแต่ละกลุ่ม (̅j) เบย่ี งเบนจากค่าเฉลย่ี รวมของทุกกลุ่ม (̅T) ดงั นนั้ ความแปรปรวน ระหว่างกลุ่ม หาได้จากค่าความแตกต่างระหว่างกลุ่ม อนั มาจากการเปรยี บเทยี บค่าเฉลย่ี ของแต่ละ กลมุ่ กบั ค่าเฉลย่ี รวมทงั้ หมด (Sum of Square Between Groups = SSB) หรอื ∑[̅ ̅ ] ดงั สตู ร ∑[̅ ̅ ] เมอ่ื K-1 คอื ค่าองศาอสิ ระ เมอ่ื K = จานวนกลุ่ม MSB = 3.1.3 ความแปรปรวนภายในกลุ่ม (Mean Square Within Group = MSW) เกดิ จาก ค่าขอ้ มลู ของแต่ละกลุ่มเบ่ยี งเบนจากค่าเฉล่ยี ของกลุ่มนัน้ ๆ เป็นค่าบอกว่าขอ้ มลู ในกลุ่มเดยี วกนั มี การกระจายมากน้อยเพยี งใด หาไดจ้ ากค่าความแตกต่างภายในกลุ่ม อนั มาจากการเปรยี บเทยี บค่า ขอ้ มลู จากแต่ละหน่วยตวั อย่างภายในแต่ละกลุ่มกบั เฉล่ยี ของกลุ่มนัน้ (Sum of Square Within Groups = SSW) หรอื SSW = SST - SSB สตู รคานวณ MSW = หรอื MSW = MST - MSB ความแปรปรวนจาก 3 แหล่ง พบว่า MST = MSB+MSW เสมอ ดงั นัน้ การวเิ คราะห์ ความแปรปรวนจงึ พจิ ารณาว่า MST มาจาก MSB หรอื MSW ถ้า ค่าความแปรปรวนจาก MSB = MSW แสดงว่า ทงั้ 2 ความแปรปรวนจะปราศจากผลกระทบจากการทดลอง ถ้า MSW > MSB แสดงว่า ความแตกต่างกนั ของคา่ เฉลย่ี ทน่ี ามาทดสอบเกดิ จากความคลาดเคล่อื นอนั เป็นผลมาจากสภาพความ แตกต่างกนั ระหว่างบุคคล แต่ถ้า MSB >MSW แสดงว่า ความแตกต่างกนั ของค่าเฉลย่ี ทน่ี ามาทดสอบ

209 เกดิ จากความแตกต่างระหว่างกลุ่ม ดว้ ยเหตุน้ี การวเิ คราะหค์ วามแปรปรวนจงึ เป็นการทดสอบ MSB และ MSW ดว้ ยการทดสอบแบบเอฟ ใชส้ ถติ ิ คอื F = MSB MSw โดยท่ี F = ค่าสถติ ทิ ใ่ี ชเ้ ปรยี บเทยี บกบั คา่ วกิ ฤตจากการแจกแจงแบบ F เพ่อื ทราบนยั สาคญั MSB = ค่าประมาณของความแปรปรวนระหว่างกลุม่ MSw = ค่าประมาณของความแปรปรวนภายในกลุ่ม ทงั้ MSB และ MSw คอื ค่าประมาณความแปรปรวนของประชากร ถ้าตวั อย่างทุกกลุ่ม มาจากประชากรเดยี วกนั ค่า MSB และ MSw จะไดผ้ ลเหมอื นกนั ถ้าตวั อย่างมาจากประชากรต่างกนั หรอื ค่าเฉล่ยี แตกต่างกนั MSB >MSw ความสมั พนั ธข์ อง MSB และ MSw อย่ใู นรปู อตั ราส่วน F เช่น รายจา่ ยต่อวนั ของลกู จา้ ง จานวน 3 คน จาก 4 วนั ทส่ี ุ่ม ดงั น้ี วนั ท่ี คนท่ี 1 คนท่ี 2 คนท่ี 3 1 130 145 153 2 118 143 129 3 87 120 96 4 84 131 99 จงทดสอบว่า รายจ่ายของลูกจา้ งทงั้ 3 คน แตกต่างกนั หรอื ไม่ กาหนดให้  = .05 (ดาเนินคานวณ ดงั ตารางท่ี 10.2) สมมตฐิ าน H0 : รายจา่ ยของลกู จา้ งทงั้ 3 คน ไมแ่ ตกต่างกนั H0 : 1  2  3 HA : รายจา่ ยของลกู จา้ งทงั้ 3 คนแตกต่างกนั HA : 1  2  3 ตารางท่ี 10.2 รายละเอยี ดในการทดสอบความแปรปรวน วนั ท่ี ลกู จา้ ง/รายจา่ ย(บาท) SST หรอื ∑[ SSB หรอื SSw = MST - MSB คนท่ี 1 คนท่ี 2 คนท่ี 3 ̅] ∑[̅ ̅ ] 4(104.75 -119.58)2 +4 5948.53-1800.68 = 1 130 145 153 (130-119.58)2 + (118- 4147.85 2 118 143 129 119.58)2+(87-119.58)2 (134.75- 3 87 120 96 + (84-119.58)2+(145- 199.58)2+4(119.25 - 4 84 131 99 119.58)2 + …+(99 - 119.58)2 = 1800.68 104.75 119.58)2 = 5948.53 ค่ า เ ฉ ล่ี ย ร ว ม 134.75 119.25 ของแต่ละกล่มุ 119.58 MSB = SSB = MSw = SSw = ค่าเฉลย่ี รวม k 1 nk 180.068= 900.34 414.285= 460.91 3 12 3 จากการคานวณแสดงผลได้ ดงั น้ี F = MSb = 90.034 = 1.953 แหล่งของความแปรปรวน MSw 46.091 MSB SS df MS F MSw 1800.68 2 900.34 1.953 MST 4148.25 5948.93 9 460.91 11

210 ผลการวเิ คราะหค์ วามแปรปรวน พบว่า ค่า F ทค่ี านวณได้กบั ค่าวกิ ฤต (ดูตารางท่ี 4 ภาคผนวก) ซง่ึ มอี งศาอสิ ระของตวั ตงั้ (V1) = k-1 = 2 และตวั หาร คอื n-k พบว่า ค่า F จากการเปิด ตาราง คือ 4.26 ค่า F ท่คี านวณได้ คือ 1.953 มคี ่าน้อยกว่าค่าวกิ ฤติท่ไี ด้จากตาราง จงึ ยอมรบั สมมตฐิ าน H0 แสดงวา่ รายจา่ ยของลกู จา้ งทงั้ 3 คน แตกต่างกนั อยา่ งไมม่ นี ยั สาคญั ทางสถติ ิ 3.2 การเปรยี บเทยี บเชงิ พหุ (Multiple Comparisons) เป็นการทดสอบความแตกต่าง ค่าเฉล่ยี เป็นรายคู่ภายหลงั การวเิ คราะห์ความแปรปรวนแลว้ ปฏเิ สธสมมตฐิ าน H0 ซง่ึ มหี ลายวธิ ี เช่น วธิ ขี อง LSD, Bonferroni, Sidak, S-N-K, Seheffe, Turkey, Duncan และGabriel เป็นตน้ ซง่ึ จะ ไมไ่ ดน้ ามาอธบิ ายถงึ รายละเอยี ด ผเู้ รยี นสามารศกึ ษาจากตาราดา้ นสถติ เิ พม่ิ เตมิ สถิติทดสอบสมมติฐานเก่ียวกบั ค่าสดั ส่วนของประชากร เป็นการเปรยี บเทยี บความถเ่ี กดิ ขน้ึ จรงิ จากการเกบ็ รวบรวมขอ้ มลู กบั ความถท่ี ค่ี าดหวงั ไว้ มสี ดั ส่วนเป็นไปตามท่คี าดหมายไว้หรอื ไม่ ข้อมูลต้องเป็นขอ้ มูลเชงิ คุณภาพหรอื เชิงกลุ่ม ใช้สถิติ ทดสอบแบบไคสแควร์ (Chi-square test,  2 ) โดย มหี ลกั การทดสอบ ดงั น้ี 1. การทดสอบค่าสดั สว่ นของ 1 ตวั แปร แบ่งได้ 2 กรณี คอื กรณีท่ี 1 ขอ้ มลู จากตวั แปรเชงิ กลุ่ม มี 2 ค่า กรณีท่ี 2 ขอ้ มลู จากตวั แปรเชงิ กลุ่มมมี ากกว่า 2 ค่า และมกี ารระบุค่าทค่ี าดหวงั ไวข้ อง แต่ละตวั แปร หรอื ระบุค่าสดั ส่วนของแต่ละค่าของตวั แปรกไ็ ด้ โดยระบุได้ 2 ทางเลอื ก คอื 1) เม่อื ต้องการทดสอบว่าแต่ละค่าของตวั แปรหรอื สดั ส่วนของแต่ละค่าของตวั แปรมคี วามเท่ากนั เช่น H0 : สดั สว่ นของยอดขายสนิ คา้ A และ B เทา่ กนั (กรณตี วั แปรมี 2 คา่ ) หรอื สดั ส่วนของกาไรจากสนิ คา้ A และ B และ C เท่ากนั (กรณีตวั แปรมี 3 ค่า ) เป็นตน้ 2) เม่อื ตอ้ งการทดสอบว่าแต่ละค่าของตวั แปร หรอื สดั ส่วนของตวั แปรเป็นไปตามทค่ี าดไว้หรอื ไม่ เช่น H0 : สดั ส่วนของยอดขายสนิ คา้ A = 0.4 (40%) ยอดขายสนิ คา้ B = 0.6 (60%) เป็นตน้ สถติ คิ อื  2  k (0i  Ei )2 Ei1 i โดยท่ี  2 = คา่ สถติ ทิ ใ่ี ชเ้ ปรยี บเทยี บกบั คา่ วกิ ฤติ ในการแจกแจงแบบไคสแควร์ Oi (Observed Frequency) = จานวนครงั้ ของระดบั คา่ ของตวั แปรท่ี i ทเ่ี กดิ ขน้ึ จรงิ Ei (Expected Frequency) = จานวนครงั้ ของระดบั ค่าของตวั แปรท่ี i ทค่ี าดไว้ k = จานวนระดบั คา่ ของตวั แปร กรณนี ้ี มี df = k-1 ตวั อยา่ ง หา้ งสรรพสนิ คา้ ไดผ้ ลติ เคก้ ยห่ี อ้ B จาหน่ายตามแต่ละสาขายอ่ ย ซง่ึ ขายราคาถูก กว่าอกี 4 ยห่ี อ้ (C,D,E,F) ทห่ี า้ งรบั มาขาย ต้องการทราบว่าสดั ส่วนของลูกคา้ ทช่ี อบเค้กทุกยห่ี อ้ เทา่ กนั หรอื ไม่ จงึ สมุ่ ลกู คา้ 100 คน ใหช้ มิ เคก้ ทงั้ 5 ยห่ี อ้ พรอ้ มระบวุ า่ ชอบยห่ี อ้ ใดทส่ี ดุ ไดข้ อ้ มลู ดงั น้ี ยห่ี อ้ B C D E F จานวนลกู คา้ ทช่ี อบ 17 27 22 15 19 โดยทดสอบทร่ี ะดบั นบั สาคญั .05 รายละเอยี ดในการคานวณ ดงั ตารางท่ี 10.3 สมมตฐิ าน H0 : 1  2  3  4  5 HA : 1  2  3  4  5

211 ตารางท่ี 10.3 รายละเอยี ดของการทดสอบเกย่ี วกบั ค่าสดั ส่วนของขอ้ มลู เชงิ กล่มุ ยห่ี อ้ Oi Ei  n Oi – Ei (Oi  Ei )2 (Oi  Ei )2 / Ei 5 B 17 20 -3 9 .45 C 27 20 7 49 2.45 D 22 20 2 4 .20 E 15 20 -5 25 1.25 F 19 20 -1 1 .05 100 0 0 4.4 รวม 100  2  5 (Oi  Ei ) 2  4.4 Ei 1 i จากการคานวณ ไดค้ ่า  2 = 4.4 หาค่าวกิ ฤตขิ อง  2 จากตารางท่ี 4 ในภาคผนวก ท่ี df = k-1 = 5-1 = 4 ณ ระดบั นยั สาคญั ท่ี .05 คา่ วกิ ฤตขิ อง  2 ในตารางคอื 9.49 ดงั นนั้ ค่า  2 คานวณได้ คอื 4.4 น้อยกว่า ค่าวกิ ฤติ คอื 9.49 จงึ ไม่มนี ัยสาคญั ทางสถติ ิ แสดงว่า สดั ส่วนของลกู คา้ ทช่ี อบเคก้ ทกุ ยห่ี อ้ มสี ดั สว่ นเทา่ กนั แสดงวา่ ลกู คา้ มสี ดั สว่ นของความชอบในยห่ี อ้ ของเคก้ ทุกยห่ี อ้ เทา่ กนั 2. การทดสอบเกย่ี วกบั คา่ สดั สว่ นของตวั แปร ตงั้ แต่ 2 ตวั แปรขน้ึ ไป เป็นการทดสอบเพ่อื ดู ว่าตวั แปร 2 ตวั แปร มคี วามแตกต่างกนั หรอื ไม่ โดยตวั แปรหน่ึง ๆ จะมี 2 ค่าขน้ึ ไป ใช้ไคสแควร์ ( -test) มสี ตู ร คอื = 2 2 r c  Oij  Eij 2  i 1 j 1  Eij  โดยท่ี  2 = คา่ สถติ ใิ ชเ้ ปรยี บเทยี บ กบั ค่าวกิ ฤติ เพ่อื ทราบความมนี ยั สาคญั ทางสถติ ิ Oij = จานวนครงั้ ของระดบั ค่าของตวั แปรทเ่ี กดิ ขน้ึ จรงิ ในแถวท่ี i คอลมั น์ท่ี j Eij = จานวนครงั้ ของระดบั คา่ ของตวั แปรทค่ี าดหวงั ไว้ ในแถวท่ี i คอลมั น์ท่ี j r = จานวนแถว c = จานวนคอลมั น์ กรณี มี df = (r-1) (c-1) ถ้า ค่า  2 ทค่ี านวณไดเ้ ท่ากบั หรอื มากกว่าค่าวกิ ฤติ แสดงว่า  2 นนั้ มนี ยั สาคญั ทางสถติ ิ จะปฏเิ สธสมมตฐิ าน H0 ยอมรบั HA เช่น ผจู้ ดั การรา้ นมนิ ิมารท์ แห่งหน่ึง ตอ้ งการทดสอบว่า สดั ส่วนลูกคา้ ทด่ี ูโฆษณาก่อนซ้อื ในแต่ละระดบั รายไดแ้ ตกต่างกนั หรอื ไม่ จงึ เก็บ ขอ้ มลู จากลกู คา้ ทม่ี าซอ้ื สนิ คา้ ในรา้ น จานวน 205 คน สอบถามถงึ ระดบั รายไดแ้ ละการดูโฆษณาก่อน ซอ้ื สนิ คา้ จากรา้ น ไดข้ อ้ มลู ดงั น้ี รายได้ ดโู ฆษณาก่อนการซอ้ื ไมด่ โู ฆษณาก่อนมาซอ้ื ต่ากวา่ 5,000 บาท 33 3 5,000 - 10,000 บาท 62 8 10,001 -15,000 บาท 31 19 15,001 -20,000 บาท 14 15 มากกว่า 20,000 บาท ขน้ึ ไป 6 14 โดยใหท้ ดสอบทร่ี ะดบั นบั สาคญั .05 รายละเอยี ดในการคานวณ ดงั ตารางท่ี 10.4

212 สมมตฐิ าน H0 : 1  2  3  4  5 HA : 1  2  3  4  5 ตารางท่ี 10.4 การทดสอบสดั ส่วนของลกู คา้ ทด่ี โู ฆษณาก่อนการซอ้ื ในแต่ละระดบั รายไดแ้ ตกต่างกนั การดโู ฆษณา รายไดต้ ่อเดอื น (บาท) รวม คานวณหาคา่ ก่อนการซอ้ื ของ 5,000 - 10,001 - 15,001 - ต่ากว่า 10,000 15,000 20,000 มากกว่า 2 ดกู ่อนซอ้ื 5,000 ไมด่ กู ่อนซอ้ื 20,000 ขน้ึ รวม 33 ไป (25.64) 62 31 14 6 146 3 (49.85) (20.65) (14.24) (10.36) (35.61) 43.70 8 19 15 36 (20.15) (8.35) (8.35) 14 59 50 29 (5.76) 70 20 205 จากตารางท่ี 10.4 พบว่า สดั ส่วนของลูกค้าท่ดี ูโฆษณาก่อนซ้อื ในแต่ละระดบั รายได้ แตกต่างกนั อธบิ ายวธิ คี านวณ ดงั น้ี 1. คานวณความถค่ี าดหวงั (Eij) ของแต่ละช่อง โดยเอาผลรวมของความถ่ใี นแถวของช่อง นนั้ คณู กบั ผลรวมของความถใ่ี นคอลมั น์ของช่องนนั้ หารดว้ ยจานวนความถท่ี งั้ หมด ดงั น้ี แถว ดโู ฆษณาก่อนซอ้ื ประกอบดว้ ย คอลมั น์ คอื รายไดต้ ่ากว่า 5,000 บาท (E11) = 146 =36 25.63 รายได้ 5,000 - 10,000 บาท (E12) 205 = 146 70 = 49.85 รายได้ 10,001 -15,000 บาท (E13) 205 = 146 50 = 35.61 รายได้ 15,001 -20,000 บาท (E14) 205 = 146 29 = 20.65 205 รายได้ มากกว่า 20,000 บาท ขน้ึ ไป (E15) = 146 20 = 14.24 205 แถว ไมไ่ ดด้ โู ฆษณาก่อนซอ้ื ประกอบดว้ ย คอลมั น์ คอื รายไดต้ ่ากวา่ 5,000 บาท (E21) = 59 36 = 10.36 รายได้ 5,000 - 10,000 บาท (E22) 205 = 59 70= 20.15 รายได้ 10,001 -15,000 บาท (E23) 205 = 59 50 = 14.39 รายได้ 15,001 -20,000 บาท (E24) 205 = 59 29= 8.35 205 รายได้ มากกวา่ 20,000 บาท ขน้ึ ไป (E25) = 59 20= 5.76 205 2. คานวณ คา่ จากสตู ร =   2 2 r c  Oik  Eij 2 i 1 j 1  Eij  แทนคา่  2  33  25.642  62  49.85...  14  5.762  43.70 25.64 49.85 5.76

213 3. หาค่าวกิ ฤตขิ องไคสแควร์ พบว่า จากภาคผนวก ในตารางท่ี 4 df = (2-1)(5-1) = 4 ณ ระดบั .05 ค่าวกิ ฤติ คอื 9.49 แต่  2 ทค่ี านวณ = 43.70 จงึ ปฏเิ สธ H0 แสดงวา่ สดั ส่วนของลกู คา้ ท่ดี ูโฆษณาก่อนซ้อื ในแต่ละระดบั รายได้เฉล่ยี ต่อเดอื นแตกต่างกนั ลูกค้าท่มี รี ายได้เฉล่ยี ต่อเดอื น แตกต่างกนั ดโู ฆษณาการลดราคาสนิ คา้ ก่อนซอ้ื สนิ คา้ แตกต่างกนั ทร่ี ะดบั นยั สาคญั .05 สถิติทดสอบความสมั พนั ธร์ ะหว่างตวั แปร ในการวจิ ยั ด้านการตลาด ย่อมต้องการทราบว่า แต่ละตวั แปรท่ศี ึกษามคี วามสมั พนั ธ์กนั หรอื ไม่ เช่น รายได้ของผบู้ รโิ ภค กบั ราคาสนิ คา้ ท่ซี อ้ื สมั พนั ธ์กนั หรอื ไม่ เป็นตน้ ถ้าพบว่าตวั แปรมี ความสมั พนั ธก์ นั กต็ ้องการทราบว่า มคี วามสมั พนั ธ์กนั มากน้อยเท่าใด และสมั พนั ธก์ นั ในทศิ ทางใด ดงั นัน้ การทดสอบความสมั พนั ธ์ระหว่างตวั แปรจงึ มคี วามสาคญั ในการวจิ ยั ทางดา้ นการตลาดอย่าง มาก สาหรบั การทดสอบ จาแนกได้ 2 ประเภท คอื การทดสอบความสมั พนั ธ์ระหว่างตวั แปร 2 ตวั และ 3 ตวั แปรขน้ึ ไป สาหรบั เอกสารประกอบการสอนน้ี เสนอเพยี งการทดสอบความสมั พนั ธร์ ะหว่าง 2 ตวั แปร เท่านนั้ ซง่ึ จาแนกไดด้ งั น้ี 1. การทดสอบความสมั พนั ธร์ ะหว่างตวั แปรเชงิ กลมุ่ เลอื กใชส้ ถติ ิ ดงั น้ี 1.1 สถติ ทิ ดสอบแบบไคสแควร์ (The Chi – Square Test) ของเพยี รส์ นั มสี ตู ร ดงั น้ี 2 = r c  Oij Eij  2 เมอ่ื df = (r – 1)(c – 1 )  Eij    i 1 j 1 โดยท่ี  2 = ค่าสถติ ทิ ใ่ี ชเ้ ปรยี บเทยี บกบั คา่ วกิ ฤติ เพอ่ื ทราบความมนี ยั สาคญั ทางสถติ ิ Oij = จานวนของระดบั ค่าของตวั แปรทเ่ี กดิ ขน้ึ จรงิ ในแถวท่ี i คอลมั น์ท่ี j Eij = จานวนของระดบั ค่าของตวั แปรทค่ี าดหวงั ไว้ ในแถวท่ี i คอลมั น์ท่ี j โดยท่ี = โดยท่ี t = ผลรวมทงั้ หมด r = จานวนแถวหรอื จานวนระดบั คา่ ของตวั แปร c = จานวนคอลมั น์หรอื จานวนระดบั ค่าของตวั แปร ในการวเิ คราะหจ์ ะมกี ารนาตวั แปร 2 ตวั มาแจกแจงความถ่ี (จานวน) ลงในตารางแบบสอง ทาง โดยตวั แปร 1 ตวั จะถูกนาไปไวใ้ นแถว (r) อกี ตวั จะนาไปไวใ้ นคอลมั ภ์ (c) ดงั ตารางท่ี 10.5 ตารางท่ี 10.5 รปู แบบของตารางแจกแจงความถ่ี (จานวน) แบบ 2 ทาง r (แถว) c (คอลมั ภ)์ T 12 … j 1 O11 O21 … O1j r1 2 O12 O22 … O2j r2 … . .. . . I Oi1 Oi2 … Oij ri T c1 c2 … cj n = ∑ = ∑

214 ขอ้ จากดั ของการทดสอบแบบไคสแควรข์ องเพยี รส์ นั คอื ≥ 5 สาหรบั I = 1, 2, 3, …, r และ j = 1, 2, 3, …, c ถ้าจาเป็นต้องมี < 5 ควรมไี ดไ้ มเ่ กนิ 20% ของจานวนสดมภ์ (cell)l ทงั้ หมด และตอ้ งไมม่ ี < 1 ในกรณีท่ี r = 2 และ c = 2 จะไดต้ ารางการแจกแจงความถม่ี ขี นาด 2x2 และมี df = (r – 1)(c – 1) = (2 – 1)(2 – 1) = 1 ต้องปรบั สถติ ทิ ดสอบเป็น แต่ถ้า 2 = r c  Oij  Eij  0.5 2  Eij    i 1 j 1 ขนาดของตวั อยา่ ง n ≥ 50 ไมจ่ าเป็นตอ้ งปรบั คา่  2 คงใชค้ ่าสถติ ไิ คสแควรข์ องเพยี รส์ นั เช่นเดมิ ดงั นนั้ การทดแบบไคสแควร์ โดยแจกแจงตารางสองทาง มี 2 ลกั ษณะ คอื แจกแจงตาราง แบบ 2x2 โดยทงั้ สองตวั แปรมี 2 ค่าเท่านนั้ และแจกแจงตารางแบบ K x K โดยทงั้ สองตวั แปรมคี ่า มากกว่า 2 ค่า ขน้ึ ไป 1.2 การหาปรมิ าณความสมั พนั ธ์ เม่อื ผลการทดสอบพบว่า ตวั แปรสมั พนั ธ์กนั ประเดน็ สนใจต่อมาคอื มปี รมิ าณความสมั พนั ธก์ นั มากน้อยเท่าใด ซ่ึค่าปรมิ าณความสมั พนั ธต์ ่าสุด คอื 0 และ สูงสุด คือ 1 ถ้ามคี ่าใกล้ 1 เท่าใด ปรมิ าณความสัมพันธ์ก็มากตามไปด้วย สาหรบั สถิติทดสอบ ประกอบดว้ ย การหาสมั ประสทิ ธพิ ์ าย(Phi Coefficient) สมั ประสทิ ธแิ ์ ลมดา้ (Lambda Coefficient) สมั ประสทิ ธสิ ์ อดคลอ้ ง(Contingency Coefficient) แกรมเมอรว์ (ี Gramer’s V) ถ้าเป็นตวั แปรเรยี ง อนั ดบั จะหาปรมิ าณความสมั พนั ธด์ ว้ ย สมั ประสทิ ธแิ ์ กรมมา(Gamma) สมั ประสทิ ธิ ์ Kendall’s tau-a และ b รวมถงึ สมั ประสทิ ธิ ์ Somer’s d สาหรบั หาค่าสถติ ิ สามารถใชโ้ ปรแกรมสาเรจ็ รปู ได้ (นาเสนอ ไว้แล้วในบทท่ี 12) เช่น บรษิ ทั A ต้องการทราบว่า อาชพี มคี วามสมั พนั ธ์กบั ช่วงเวลาซ้อื สนิ ค้า หรอื ไม่ จงึ เกบ็ ขอ้ มลู จากผบู้ รโิ ภค 100 คน ดงั ตารางท่ี 10.6 ตารางท่ี 10.6 ความถข่ี องตวั แปรอาชพี และช่วงเวลาทม่ี าซอ้ื สนิ คา้ อาชพี รวม ชว่ งเวลาทม่ี าซอ้ื สนิ คา้ รบั ราชการ พนกั งานเอกชน แมบ่ า้ น 21 เชา้ 7 7 7 34 20 เทย่ี ง 12 8 14 75 ช่วงเยน็ 686 รวม 25 23 27 จงทดสอบว่า อาชพี สมั พนั ธก์ บั ชว่ งเวลาซอ้ื สนิ คา้ ทร่ี ะดบั นยั สาคญั 0.05 H0 : อาชพี และช่วงเวลาในการซอ้ื สนิ คา้ ไมม่ คี วามสมั พนั ธก์ นั HA : อาชพี และชว่ งเวลาในการซอ้ื สนิ คา้ มคี วามสมั พนั ธก์ นั ซง่ึ มวี ธิ คี านวณหาความสมั พนั ธ์ โดยหาคา่ คาดหวงั ไว้ E11 = 25x21/75 = 7 E12 = 23x21/75 = 6.4 E13 = 27x21/75 = 7.6 E21 = 25x34/75 = 11.3 E22 = 23x34/75 = 10.4 E23 = 27x34/75 = 12.2 E31 = 25x20/75 = 6.7 E32 = 23x20/75 = 6.1 E333 = 27x20/75 = 7.2 แทนค่าในสตู ร 2 = r c  Oij Eij  2 เมอ่ื df = (r – 1)(c – 1 )  Eij    i 1 j 1 = df = (3-1) (3-1) = 4 2  7  72  7  6.4...  6  7.202  1.782 7 6.4 7.20

215 และหาค่าวกิ ฤตขิ องไคสแควร์ พบว่า จากภาคผนวก ในตารางท่ี 4 df = (3-1)(3-1) = 4 ณ ระดบั .05 คา่ วกิ ฤติ คอื 9.49 แต่  2 ทค่ี านวณ = 1.782 จงึ ยอมรบั สมมตฐิ าน H0 แสดงว่า อาชพี และชว่ งเวลาซอ้ื สนิ คา้ มคี วามสมั พนั ธก์ นั อยา่ งมนี ยั สาคญั ทางสถติ ิ ณ ระดบั .05 2. การทดสอบความสมั พนั ธร์ ะหว่างตวั แปรเชงิ ปรมิ าณหรอื ขอ้ มลู แบบช่วงชนั้ และอตั ราส่วน ใช้สถิติหาค่าสัมประสิทธิส์ หสัมพันธ์ของเพียร์สัน เป็นวิธีมุ่งหาเพียงปริมาณและทิศทางของ ความสมั พนั ธร์ ะหว่างตวั แปรเท่านัน้ ไม่สนใจว่าตวั แปรใดเป็นสาเหตุและตวั แปรใดเป็นตวั แปรตาม รายละเอยี ด มดี งั น้ี 2.1 มสี ตู ร rxy = N  XY   X Y [N  X 2  ( X )2 ][N Y 2  (Y )2 ] โดยท่ี rxy = สมั ประสทิ ธสิ ์ มั พนั ธข์ องเพยี รส์ นั N = ขนาดของตวั อยา่ ง X = ผลรวมค่าตวั แปรจากตวั แปร x Y = ผลรวมคา่ ตวั แปรจากตวั แปร Y xy = ผลรวมของผลคณู ระหว่าง X กบั Y  x2 = ผลรวมทงั้ หมดของกาลงั สองตวั แปร X  y2 = ผลรวมทงั้ หมดของกาลงั สองตวั แปร Y 2.2 ความหมายของคา่ สมั ประสทิ ธสิ ์ หสมั พนั ธ์ (ดหู วั ขอ้ 2.3 หน้า 188-189) 2.3 ทดสอบคา่ สมั ประสทิ ธสิ ์ หสมั พนั ธข์ องเพยี รส์ นั ใช้ t-test สตู ร คอื t= √ df = N-2 √ โดยเงอ่ื นไขการพจิ ารณาผลการทดสอบ ใชแ้ นวทางการพจิ ารณาเดยี วกนั กบั วธิ กี าร ทดสอบคา่ เฉลย่ี กบั เกณฑก์ รณขี อ้ มลู ทน่ี ามาทดสอบเป็นตวั แปรเชงิ ปรมิ าณ 1 ตวั ตวั อยา่ งเชน่ บรษิ ทั เกบ็ ขอ้ มลู รายไดจ้ ากการขายและรายจา่ ยเกย่ี วกบั การขายสนิ คา้ ดงั น้ี รายไดจ้ ากการขาย(หน่วย : ลา้ นบาท) ยห่ี อ้ A ยห่ี อ้ B ยห่ี อ้ C ยห่ี อ้ D ยห่ี อ้ E 1 2345 รายจา่ ย (หน่วย : ลา้ นบาท) 1 1224 บรษิ ทั ตอ้ งการหาความสมั พนั ธ์ระหว่างรายไดแ้ ละรายจ่ายจากการขายสนิ คา้ แต่ละยห่ี ้อ ว่า สมั พนั ธก์ นั หรอื ไม่ โดยดาเนินการ คอื คานวณค่าสมั ประสทิ ธสิ ์ หสมั พนั ธ์ ดงั ตารางท่ี 10.7 และ ทดสอบคา่ สมั ประสทิ ธสิ ์ หสมั พนั ธข์ องเพยี รส์ นั ใช้ t-test สตู ร คอื t= √ =t= √ √ √ t = 3.54

216 ตารางท่ี 10.7 การคานวณค่าสมั ประสทิ ธสิ ์ หสมั พนั ธ์ X 2 X iYi Yi 2 i รายไดจ้ ากการขาย(Xi) รายจ่าย (Yi) 1 1 1 2 1 11 6 4 21 4 8 4 32 20 16 42 9 54 16  y 226 25  x  15  y  10  x2 =55  xy  37 สตู ร r = n xy  x y n x2   x2 n y 2   y 2  แทนค่า 537  1510 r =   555  152 526  102 r = 185 150  35  35 1500 275  225130  100 5030 r = 35 r  0.9 38.73 จากตารางท่ี 10.7 ค่า r = 0.9 แสดงว่า รายไดแ้ ละรายจา่ ยจากการขายสนิ คา้ สมั พนั ธก์ นั ในทศิ ทางเดยี วกนั และมคี วามสมั พนั ธก์ นั ในระดบั มาก 3. การวเิ คราะหค์ วามถดถอย(Regression) เป็นการศกึ ษาว่า ตวั แปรอสิ ระ มคี วามสมั พนั ธ์ กบั ตวั แปรตามหรอื ไม่ การวิเคราะห์จาแนกเป็น 2 ชนิด คอื 1) วิเคราะห์ความถดถอยอย่างง่าย (Simple regression) หรอื เรยี กว่า Bivariate regression 2) วเิ คราะหค์ วามถดถอยเชงิ พหุ (Multiple linear regression) สาหรบั เอกสารประกอบการสอนน้ี นาเสนอเพยี งชนิดท่ี 1 เท่านนั้ ซง่ึ เป็นวธิ ที ม่ี ุ่ง ศกึ ษาความสมั พนั ธร์ ะหว่าง 2 ตวั แปร คอื ตวั แปรอสิ ระ 1 ตวั และตวั แปรตาม 1 ตวั โดยมวี ตั ถุประสงค์ ทจ่ี ะประมาณหรอื พยากรณ์คา่ ของตวั แปรตาม โดยจะศกึ ษาต่อจากการหาสมั ประสทิ ธสิ ์ หสมั พนั ธ์ เมอ่ื พบว่าตวั แปรมคี วามสมั พนั ธ์กนั แบบเส้นตรง จงึ นามาวเิ คราะห์ความถดถอย ดว้ ยการสร้างสมการ ทานายตวั แปรทต่ี อ้ งการ สาหรบั สมการทแ่ี สดงความสมั พนั ธห์ รอื อทิ ธพิ ลของตวั แปรอสิ ระ(X) มตี ่อตวั แปรตาม (Y) เขยี นไดเ้ ป็น ̂ = a + bX โดยท่ี ̂ = ค่าประมาณของตวั แปรตาม (Y) a = เป็นค่าคงท่ี ซง่ึ เป็นจดุ ตดั ของเสน้ การถดถอย b = ความลาดชนั ของเสน้ การถดถอยหรอื สมั ประสทิ ธกิ ์ ารถดถอย การหาค่า a และ b หาได้ ดงั น้ี ∑ ∑∑ ค่า b = ∑ ∑ ค่า a = ̅- b̅ เม่อื หาค่าสมั ประสทิ ธคิ ์ วามถดถอยจากตวั อย่างได้แลว้ ต้องทดสอบนัยสาคญั หรอื ทดสอบสมมตฐิ าน เพ่อื อ้างองิ ไปยงั ประชากร ว่า ตวั แปรอสิ ระใชพ้ ยากรณ์ตวั แปรตามไดจ้ รงิ หรอื ไม่ โดยทดสอบแบบที (t-test) ใช้เง่อื นไขการพจิ ารณาผลทดสอบเดยี วกนั กบั การทดสอบค่าเฉลย่ี กบั

217 เกณฑก์ รณี ขอ้ มูลจากตวั แปรเชงิ ปรมิ าณ 1 ตวั สตู ร คอื t = √ df = N-2 โดยท่ี N = จานวน √ ขอ้ มลู ในแต่ละตวั แปร ตวั อยา่ งเช่น บรษิ ทั A จากดั ตอ้ งการหาความสมั พนั ธร์ ะหว่างยอดขายกบั ค่าใชจ้ า่ ยในการ ส่งเสรมิ การตลาด เพ่อื พยากรณ์ยอดขายของเดอื นหน้า ซง่ึ มขี อ้ มลู ดงั น้ี เดอื นท่ี 1 2 3 4 5 6 7 8 9 10 11 12 ยอดขาย(ลา้ นบาท) 22 28 22 26 34 18 30 38 30 40 50 46 รายจา่ ย (แสนบาท) 0.8 1.0 1.6 2.0 2.2 2.6 3.0 3.0 4.0 4.0 4.0 4.6 ให้ทดสอบความสมั พนั ธ์ ท่รี ะดบั นัยสาคญั .01 และสรา้ งสมการเพ่อื พยากรณ์ยอดขายใน เดอื นหน้าเม่อื มคี ่าโฆษณา 450,000 บาท โดยใช้ขอ้ มูลในตารางท่ี 10.8 ประกอบการคานวณค่า สมั ประสทิ ธสิ ์ หสมั พนั ธ์ ตารางท่ี 10.8 ผลการคานวณคา่ สมั ประสทิ ธสิ ์ หสมั พนั ธ์ เดอื น X (คา่ ใชจ้ ่าย) Y (ยอดขาย) X2 Y2 XY 1 0.8 22 0.64 484 17.6 2 1.0 28 1.00 784 28.0 3 1.6 22 2.56 484 35.2 4 2.0 26 4.00 676 52.0 5 2.2 34 4.84 1,156 74.8 6 2.6 18 6.76 324 46.8 7 3.0 30 9.00 900 90.0 8 3.0 38 9.00 1,444 114.0 9 4.0 30 16.00 900 120.0 10 4.0 40 16.00 1,600 160.0 11 4.0 50 16.00 2,500 200.0 12 4.6 46 21.16 2,116 211.6 รวม 32.8 384 106.96 13,368 1,150.0 1) คานวณหาคา่ สมั ประสทิ ธสิ ์ หสมั พนั ธ์ ไดด้ งั น้ี r = r =n xy  x y 121,150  32.8384   12106.96  32.82 1213,368  3842 n x2   x2 n y2   y2  r = 0.7343 2) ทดสอบความมนี ยั สาคญั ดว้ ยสถติ ิ t = √ √ แทนคา่ t = √ √ t = 3.421 t = 3.421 มากกว่า t จากตาราง คอื 3.169 แสดงว่า ยอดขายและค่าใชจ้ ่ายมี ความสมั พนั ธก์ นั ทร่ี ะดบั นยั สาคญั ทางสถติ ิ .01 3) คานวณหาคา่ ความถดถอย โดยใชข้ อ้ มลู จากตาราง 10.8 จากสตู ร ̂ = a+bX

218 โดยท่ี คา่ b = ∑ ∑∑ b= = b = 5.8012 ∑ ∑ = 16.143 โดยท่ี คา่ a = ̅- b̅ = 32-15.8564 เมอ่ื แทนคา่ a และ b ลงในสมการ จะไดย้ อดขาย = ̂ = 16.143 +5.8012 x 4.50 = 42.2484 ลา้ นบาท จากผลการคานวณ อธบิ ายได้ว่า ถ้าบรษิ ทั ไม่ส่งเสรมิ การตลาด จะทาให้มยี อดขายเพยี ง 16.143 ล้านบาท/เดอื น ถ้าทาการส่งเสรมิ การตลาดมคี ่าใช้จ่ายเพม่ิ ข้นึ ทุก 1 แสนบาท ส่งผลให้ ยอดขายเพม่ิ ขน้ึ 5.8012 ล้านบาท ดงั นนั้ ถา้ บรษิ ทั จ่ายค่าการส่งเสรมิ การตลาด เป็น 450,000 บาท จะทาใหม้ ยี อดขายในเดอื นหน้า = 5.8012(4.50) +16.143 = 42.2484 ลา้ นบาท บทสรปุ ขอ้ มูลท่เี กบ็ มาได้จะตอบวตั ถุประสงคก์ ารวจิ ยั ไม่ได้เลย ถ้าปราศจากการจดั กระทาขอ้ มลู ดว้ ยเครอ่ื งมอื วเิ คราะหข์ อ้ มลู นนั้ ปจั จบุ นั มเี ครอ่ื งมอื สาคญั สาหรบั การวเิ คราะหข์ อ้ มลู คอื สถติ ิ ซง่ึ เป็น เคร่อื งมอื สาคญั สาหรบั การวเิ คราะหข์ อ้ มลู ทเ่ี กบ็ รวบรวมมาได้ ซง่ึ สถติ ทิ ใ่ี ชใ้ นการวจิ ยั จาแนกเป็น 2 ประเภท คอื สถติ พิ รรณนา และสถติ ใิ นการทดสอบ แต่การเลอื กประเภทของสถิติให้เหมาะสมกบั สาหรบั การวจิ ยั ควรตอ้ งพจิ าณาถงึ วตั ถุประสงคก์ ารวจิ ยั ระดบั การวดั ตวั แปร จานวนตวั แปรทศ่ี กึ ษา และขนาดตวั อยา่ ง สถิติพรรณนา ประกอบด้วย สถิติเชิงพรรณนาสาหรบั ข้อมูลเชิงคุณภาพหรอื เชิงกลุ่ม นามาใชว้ เิ คราะหไ์ ดเ้ ฉพาะความถห่ี รอื จานวน รอ้ ยละและค่าฐานนิยม สถติ เิ ชงิ พรรณนาสาหรบั ขอ้ มลู เชิงปรมิ าณ ซ่งึ เป็นข้อมูลท่ตี ้องคานวณค่าสถิติเพ่อื สรุปลกั ษณะข้อมูล โดยแสดงค่ากลางและค่า กระจายของขอ้ มูล สถติ ทิ ่หี าค่าความสมั พนั ธ์ของตวั แปรเชงิ ปรมิ าณ 2 ตวั แปร โดยใชก้ ารวเิ คราะห์ ความถดถอย (Regression Analysis)หรอื ค่าสมั ประสทิ ธสิ ์ หสมั พนั ธเ์ พยี รส์ นั (Pearson Correlation) สถติ ทิ ดสอบสมมตฐิ าน ประกอบดว้ ย สถติ ทิ ดสอบสมมตฐิ านเกย่ี วกบั ค่าเฉลย่ี ของประชากร คอื การทดสอบแบบท(ี t (t-test)) หรอื การทดสอบแบบซ(ี Z (Z-test)) การวเิ คราะหค์ วามแปรปรวน (One Way ANOVA) ดว้ ยการทดสอบแบบเอฟ (F(F-test)) สถติ ทิ ดสอบเกย่ี วกบั ค่าสดั ส่วนของ ประชากร ประกอบดว้ ยการทดสอบแบบไบโนเมยี ล (Binomial Test) แบบไคสแควร์ (Chi-square test,  2 ) สถิติทดสอบสมมติฐานเก่ยี วกบั ความสมั พนั ธ์ระหว่างตวั แปร ประกอบด้วย การหา ความสมั พนั ธแ์ บบไคสแควร์ (Chi-square test,  2 ) การวเิ คราะหค์ วามถดถอย (Regression) และ การวเิ คราะหส์ มั ประสทิ ธสิ ์ หสมั พนั ธ์ (Correlation)

219 แบบฝึ กหดั 1. ถ้าขอ้ มูลทไ่ี ดจ้ ากการวจิ ยั มรี ะดบั การวดั เป็น Interval scale ใหท้ ่านระบุสถติ เิ พ่อื ใชใ้ น การทดสอบสมมตฐิ านทเ่ี หมาะสม 2. จงหาค่าเฉลย่ี ของยอดขายสนิ คา้ ของบรษิ ทั AA จากดั โดย ยห่ี อ้ A B C D มยี อดขาย 15 30 45 และ 65 ลา้ นบาท ตามลาดบั 3. ในการวดั ค่าใชจ้ ่ายของประชากรสองกลุ่ม พบว่า ความแปรปรวนของประชากรทงั้ สอง เท่ากบั 155 และ 121 ตามลาดบั และเม่อื สุ่มตวั อย่างจากประชากรทงั้ สองกลุ่มแลว้ หาค่าเฉลย่ี จาก ตวั อยา่ งเหล่านนั้ พบว่า มคี ่าเฉลย่ี 102 และ 125 ตามลาดบั ท่านคดิ ว่า กลุ่มท่ี 1 มคี ่าใชจ้ า่ ยน้อยกว่า กลุ่มท่ี 2 อยา่ งเช่อื ถอื ไดห้ รอื ไม่ เมอ่ื ต้องการระดบั ความเช่อื มนั่ 95% (ใหแ้ สดงวธิ กี ารคานวณ เพ่อื ประกอบการอธบิ าย) 4. การวเิ คราะห์ความแปรปรวนทางเดยี ว (One-Way ANOVA) ดว้ ยสถติ ทิ ดสอบแบบเอฟ (F-test) ขอ้ มลู ทจ่ี ะนามาวเิ คราะหต์ อ้ งเป็นการวดั ในมาตราใดเป็นอย่างต่า และค่า F-test ตอบปญั หา เกย่ี วกบั ความแตกต่างระหว่างคา่ เฉลย่ี ของกลมุ่ ต่าง ๆ ไดอ้ ยา่ งครบถว้ นหรอื ไม่ อธบิ ายใหช้ ดั เจน 5. ถ้าต้องการทดสอบความสมั พนั ธร์ ะหว่าง 2 ตวั แปร ท่านคดิ ว่า ควรใช้สถติ ทิ ดสอบ ประเภทใด ใหอ้ ธบิ ายเหตุผลประกอบ

220 เอกสารอ้างอิง กลั ยา วาชนิชยบ์ ญั ชา. (2558.). สถิติสาหรบั งานวิจยั . (พมิ พค์ รงั้ ท่ี 9) กรงุ เทพฯ : สามลดา. นพพร ธนะชยั ขนั ธ.์ (2555). สถิติเบือ้ งต้นสาหรบั การวิจยั . (พมิ พค์ รงั้ ท่ี 3). กรงุ เทพฯ : วทิ ยพฒั น์. บุญธรรม กิจปรีดาบรสิ ุทธ.ิ ์ (2554). ระเบียบวิธีการวิจยั ทางสงั คมศาสตร์. (พิมพ์ครงั้ ท่ี 11). กรงุ เทพฯ : จามจรุ โี ปรดกั ท.์ สุวมิ ล ตริ กำรนันท.์ (2557). ระเบียบวิธีการวิจยั ทางสงั คมศาสตร์ : แนวทางสู่การปฏิบตั ิ. (พมิ พ์ ครงั้ ท่ี 12). กรงุ เทพฯ : โรงพมิ พแ์ หง่ จฬุ ำลงกรณ์มหำวทิ ยำลยั .

221 แผนบริหารการสอนประจาบทท่ี 11 การออกแบบการวิจยั การตลาด หวั ข้อเนื้อหา 1. แนวคดิ ของการออกแบบการวจิ ยั 2. ขนั้ ตอนการออกแบบการวจิ ยั 3. การเลอื กแบบการวจิ ยั 4. การออกแบบการวจิ ยั เชงิ ปรมิ าณ 5. การออกแบบการวจิ ยั เชงิ ทดลอง 6. การออกแบบการวจิ ยั เชงิ คุณภาพ 7. โครงการวจิ ยั วตั ถปุ ระสงคเ์ ชิงพฤติกรรม 1. อธบิ ายความหมายของการออกแบบการวจิ ยั ได้ 2. สามารถระบถุ งึ จดุ มงุ่ หมายของการออกแบบการวจิ ยั ได้ 3. สามารถบอกถงึ องคป์ ระกอบของการออกแบบการวจิ ยั ได้ 4. สามารถระบุขนั้ ตอนการออกแบบการวจิ ยั ได้ 5. สามารถบอกถงึ แบบการวจิ ยั แต่ละประเภทได้ 6. สามารถระบุเกณฑก์ ารเลอื กแบบการวจิ ยั ได้ 7. อธบิ ายถงึ แนวทางการออกแบบการวจิ ยั ไดอ้ ยา่ งน้อย 1 แบบการวจิ ยั 8. อธบิ ายความหมายและความสาคญั ของโครงการวจิ ยั ได้ กิจกรรมการเรยี นการสอน 1. ศกึ ษาจากเอกสารประกอบการสอนรายวชิ าการวจิ ยั การตลาด 2. ฟงั การบรรยายประกอบเอกสารพาวเวอรพ์ อยนต์ (Power Point) 3. ให้นักศึกษาแต่ละกลุ่มฝึกปฏิบัติการออกแบบการวิจัยการตลาดพร้อมทัง้ จัดทา โครงการวจิ ยั ในหอ้ งเรยี น สื่อการเรียนการสอน 1. เอกสารประกอบการสอนรายวชิ าวจิ ยั การตลาด 2. เอกสารพาวเวอรพ์ อยนต์ (Power Point)

222 3. เครอ่ื งคอมพวิ เตอร์ 4. เครอ่ื งฉายภาพขา้ มศรี ษะ การวดั และประเมินผล 1. สงั เกตความสนใจและการมสี ่วนรว่ มในชนั้ เรยี น 2. ประเมนิ ความถูกต้องของแบบการวจิ ยั การตลาดพรอ้ มทงั้ โครงการวจิ ยั ของกลุ่มงานวจิ ยั กาหนดขน้ึ

บทท่ี 11 การออกแบบการวิจยั การตลาด ในกระบวนการวจิ ยั การตลาดเม่อื กาหนดปญั หาในการวจิ ยั การตลาด วตั ถุประสงค์ ตวั แปร สมมติฐานและกรอบแนวความคดิ การวจิ ยั การตลาดได้แลว้ งานในขนั้ ตอนต่อไป คอื การออกแบบ การวจิ ยั การตลาด เพ่อื ให้ได้แบบการวจิ ยั การตลาดท่ดี แี ละสามารถเช่อื มโยงกจิ กรรมของงานวจิ ยั ท่ี จะต้องทาในแต่ละขนั้ ตอนเข้าด้วยกันอย่างเหมาะสม กล่าวคือ แบบการวิจยั จะเป็นตัวกาหนด กิจกรรมในการวิจยั ทงั้ หมดและแต่ละกิจกรรมต้องเช่ือมโยงกัน อีกทงั้ ต้องมีความสอดคล้องกับ วตั ถุประสงคก์ ารวจิ ยั ดงั นนั้ ในบทน้ีจงึ เสนอเน้ือหาเกย่ี วขอ้ งกบั การออกแบบการวจิ ยั ประกอบดว้ ย แนวคดิ การออกแบบการวจิ ยั ขนั้ ตอนการออกแบบการวจิ ยั การเลอื กแบบการวจิ ยั การออกแบบการ วจิ ยั เชงิ ปรมิ าณ การวจิ ยั เชงิ ทดลองและการวจิ ยั เชงิ คณุ ภาพ และการจดั ทาขอ้ เสนอโครงการวจิ ยั แนวคิดของการออกแบบการวิจยั คาว่า การออกแบบการวจิ ยั (Research Design) ประกอบดว้ ย 2 คา คอื แบบการวจิ ยั และ การออกแบบการวจิ ยั สาหรบั คาว่า “แบบ” คนส่วนใหญ่จะนึกถงึ แบบบา้ นหรอื อาคาร เสอ้ื ผา้ ทรงผม ฯลฯ อธบิ ายใหเ้ ขา้ ใจไดว้ ่า “แบบ” หมายถงึ โครงสรา้ งของสงิ่ ต่าง ๆ ทผ่ี อู้ อกแบบคดิ ขน้ึ มาเพ่อื การใช้ งานและเป็นประโยชน์ต่อผใู้ ช้ สาหรบั แบบการวจิ ยั กม็ ลี กั ษณะทานองเดยี วกนั กบั แบบของสงิ่ เหลา่ นนั้ ซง่ึ หมายถงึ รปู แบบเฉพาะของการวจิ ยั หรอื โครงงานวจิ ยั ทผ่ี วู้ จิ ยั คดิ ขน้ึ มา ส่วนการออกแบบการวจิ ยั เป็นการวางโครงสรา้ ง/กรอบแนวคดิ การวจิ ยั หรอื การกาหนดกรอบโดยรวมของงานวจิ ยั เพ่อื นามาใช้ ปฏบิ ตั งิ านวจิ ยั ใหไ้ ดค้ าตอบเหมาะสมกบั ปญั หาวจิ ยั ซง่ึ ผลจากการออกแบบการวจิ ยั ทาใหไ้ ดต้ วั แบบ เรยี กว่า “แบบการวจิ ยั ” ซง่ึ ในการทาวจิ ยั แต่ละครงั้ นกั วจิ ยั ย่อมต้องการ “แบบการวจิ ยั ” ทอ่ี อกมาเป็น อยา่ งดี ดงั นนั้ เพอ่ื ใหไ้ ดแ้ บบการวจิ ยั ทด่ี ี นกั วจิ ยั จาเป็นตอ้ งมคี วามรแู้ ละเขา้ ใจในรายละเอยี ดดงั น้ี 1. ความหมายของการออกแบบการวจิ ยั ด้วยการดาเนินการตามแบบการวจิ ยั ย่อมอาศยั การวางแผนและยทุ ธวธิ ใี นการศกึ ษาเพ่อื คน้ หาคาตอบของปญั หาวจิ ยั แนวคดิ เกย่ี วกบั การออกแบบ การวจิ ยั จงึ ไม่จากดั เพยี งการวางโครงสรา้ ง/กรอบแนวคดิ การวจิ ยั เท่านัน้ แต่ยงั ครอบคลุมถึงการ วางแผนงานและการบรหิ ารโครงการวจิ ยั ตงั้ แต่การกาหนดปญั หาวจิ ยั จนถงึ การทารายงานการวจิ ยั ดงั ท่มี นี ักวจิ ยั ได้อธบิ ายถงึ การออกแบบการวจิ ยั ไว้ ประกอบด้วย กุณฑลี ร่นื รมย์ (2553 หน้า 31) อธบิ ายว่า การออกแบบการวจิ ยั หมายถงึ การกาหนดประเภทงานวจิ ยั และขอบเขตงานวจิ ยั รวมทงั้ การวางแผนขนั้ ตอนในการทางาน เพ่อื ใหง้ านวจิ ยั นนั้ บรรลุวตั ถุประสงคท์ ่ตี งั้ ไว้ สอดคลอ้ งกบั วชั รา ภรณ์ สุรยิ าภวิ ฒั น์ (2554 หน้า 100) อธิบายว่า การออกแบบงานวจิ ยั คอื การออกแบบเก่ียวกบั โครงสรา้ งทงั้ หมดของงานวจิ ยั เพ่อื หาคาตอบตามเป้าหมายท่ีต้องการศกึ ษา โดยแบบการวจิ ยั จะ เรมิ่ ตน้ จาก การบอกถงึ แนวคดิ ทจ่ี ะศกึ ษา วธิ กี ารทใ่ี ชศ้ กึ ษา ใครหรอื อะไรทต่ี อ้ งศกึ ษา จะมวี ธิ เี กบ็ และ วเิ คราะห์ขอ้ มลู อย่างไร และจะแสดงผลลพั ธใ์ นรปู แบบใด ส่วนนักวจิ ยั ท่านอ่นื มุ่งเน้นอธบิ ายว่าการ

224 ออกแบบการวจิ ยั เป็นการวางแผนดาเนินงานการวจิ ยั ประกอบด้วย นราศรี ไววนิชกุล และชูศกั ดิ ์ อุดมศรี (2552 หน้า 91) อธิบายว่า การออกแบบการวิจยั หมายถึง การวางแผนล่วงหน้าก่อน ดาเนินงานวจิ ยั เพ่อื ให้การดาเนินงานสาเรจ็ ลุล่วงไปดว้ ยดี สอดคล้องกบั สุปราณี นาคแก้ว (2552 หน้า 65) ได้สรุปว่า การออกแบบการวจิ ยั หมายถงึ การวางแผนเก่ยี วกบั การได้มาของขอ้ มูลท่จี ะ ตอบปญั หาวจิ ยั และสอดคลอ้ งกบั องอาจ นัยพฒั น์ (2554 หน้า 13) อธบิ ายว่า การออกแบบการวจิ ยั เป็นการวางแผนกระบวนการดาเนินงานวจิ ยั อย่างมศี าสตรแ์ ละศิลป์ เพ่อื ให้ได้รบั ผลการวจิ ยั ทต่ี อบ โจทยห์ รอื ปญั หาวจิ ยั ไดอ้ ยา่ งถกู ตอ้ ง เช่อื ถอื ไดแ้ ละมปี ระสทิ ธภิ าพ จากความหมายของการออกแบบการวิจยั ทัง้ หมดท่ีกล่าวมา พบว่า มีสาระบางแง่มุม แตกต่างกนั ขน้ึ อยกู่ บั ความคดิ เหน็ ในการออกแบบการวจิ ยั ภายใต้กระบวนการวจิ ยั ทผ่ี ใู้ หค้ วามหมาย แต่ละคนยดึ ถอื แต่เกอื บทงั้ หมดของความหมายท่กี ล่าวมานัน้ มคี วามคดิ สอดคล้องกนั จงึ สรุปไดว้ ่า การออกแบบการวจิ ยั เป็นการวางแผนดาเนินการวจิ ยั อย่างเป็นระบบ ท่ผี สมผสานทงั้ แนวคดิ ดา้ น วชิ าการและด้านการบรหิ าร โดยเรมิ่ ต้นเป็นการออกแบบเชงิ แนวคดิ ด้วยการวางโครงสรา้ ง/กรอบ แนวคดิ การวจิ ยั กาหนดปญั หาวจิ ยั กาหนดกรอบตวั แปร การเกบ็ รวบรวมขอ้ มลู การวเิ คราะหข์ อ้ มลู และสรุปผลการวจิ ยั จากนนั้ ก็ออกแบบในเชงิ ปฏบิ ตั ิ โดยทาเป็นโครงการวจิ ยั เน่ืองจาก โครงการวจิ ยั หมายถงึ รายละเอยี ดของขนั้ ตอนการวจิ ยั จะช่วยใหผ้ ูว้ จิ ยั สามารถดาเนินงานวจิ ยั ให้สาเรจ็ ลุล่วงได้ แต่ไม่ได้เป็นการประกันว่า ผลการวจิ ยั จะถูกต้องแม่นยาเสมอไป ดงั นัน้ สงิ่ ท่ตี ้องคานึงถึงคอื การ พจิ ารณาว่ารายละเอยี ดขนั้ ตอนในโครงการวจิ ยั นนั้ เหมาะสมทส่ี ุดหรอื ยงั เช่น การเลอื กตวั อย่าง การ จดั กระทากบั ตวั แปร การควบคุมตวั แปรแทรกซอ้ น เลอื กวธิ เี กบ็ รวบรวมขอ้ มลู การเลอื กเครอ่ื งมอื ใน การวจิ ยั ไดเ้ หมาะสมหรอื ยงั เป็นต้น การตอบคาถามเหล่าน้ี ต้องอาศยั แบบการวจิ ยั ท่ไี ดร้ ะบุถึงสง่ิ เหล่าน้ีไว้อยา่ งครบถ้วน ส่วนโครงการวจิ ยั เป็นเพยี งลาดบั ขนั้ ตอนการทาวจิ ยั และรายละเอยี ดแต่ละ ขนั้ ตอนว่าทาอยา่ งไร ซง่ึ มงุ่ เน้นใหก้ ารดาเนนิ การวจิ ยั ลลุ ่วงไดเ้ ทา่ นนั้ อย่างไรกต็ าม แผนงานดาเนินการวจิ ยั อาจมกี ารเปลย่ี นแปลง แกไ้ ขและเพมิ่ เตมิ ในระหว่าง ดาเนินการวจิ ยั ได้ เน่ืองจากอาจพบปญั หา อุปสรรคหรอื มเี ง่อื นไขใหม่เกดิ ขน้ึ อกี ทงั้ ไมม่ แี บบการวจิ ยั ใดถูกต้องและดที ่สี ุดเพยี งแบบเดยี ว เพราะการออกแบบการวจิ ยั ใหม้ ลี กั ษณะอย่างไรนัน้ ย่อมขน้ึ อยู่ กบั ประสบการณ์ ความชานาญและการนาแนวความคดิ ทฤษฎมี าสนบั สนุนของนกั วจิ ยั แต่ละคน และ มงุ่ ความเป็นไปไดแ้ ละเหมาะสมในการนาไปปฏบิ ตั มิ ากกว่า 2. จดุ มงุ่ หมายของการออกแบบการวจิ ยั มดี งั น้ี 2.1 เพ่อื ใหไ้ ด้คาตอบของปญั หาวจิ ยั อย่างถูกต้องด้วยวธิ ีท่ปี ระหยดั ทส่ี ุด การออกแบบ การวจิ ยั เป็นการสรา้ งกรอบเพ่อื ศกึ ษาและกาหนดแนวปฏบิ ตั ทิ ค่ี รอบคลุมทุกขนั้ ตอนภายใต้ขอ้ จากดั ด้านเวลา งบประมาณ บุคลากรในการวิจัยและอ่ืน ๆ จึงควรออกแบบอย่างรอบคอบและมี ลกั ษณะเฉพาะ เพ่อื ใหเ้ กบ็ ขอ้ มลู ไดค้ รบทุกตวั แปร เมอ่ื นามาวเิ คราะหก์ จ็ ะเป็นคาตอบท่สี อดคลอ้ งกบั ปญั หาวจิ ยั ทก่ี าหนดไว้ 2.2 เพ่ือให้ดาเนินการวจิ ยั อย่างเป็นระบบ การออกแบบการวจิ ยั ได้กาหนดขนั้ ตอน ดาเนินการท่ชี ดั เจนและต่อเน่ือง เพ่ือสะดวกต่อการติดตาม ตรวจสอบความก้าวหน้าและปญั หา อุปสรรคทเ่ี กดิ ขน้ึ ไดอ้ ยา่ งชดั เจนและถกู ตอ้ ง

225 2.3 เพ่ือควบคุมความแปรปรวนของตัวแปรท่ีศึกษา ในการวจิ ยั แต่ละครงั้ จะมคี วาม คลาดเคล่อื นเกิดข้นึ เสมอ จงึ มกี ารออกแบบการวจิ ยั เพ่ือควบคุมความแปรปรวนหรอื ความคลาด เคล่อื นทจ่ี ะมผี ลต่อผลการวจิ ยั 3. หลกั การออกแบบการวจิ ยั เพ่อื ควบคุมความแปรปรวน ความแปรปรวนทเ่ี กดิ ขน้ึ เป็นผล จากอทิ ธพิ ลของตวั แปร ซ่งึ ทาให้เกิดความคลาดเคล่อื นในการวดั และสรุปผลวจิ ยั จงึ ต้องวางแผน ดาเนนิ การวจิ ยั อยา่ งมปี ระสทิ ธภิ าพ เพ่อื ใหค้ ่าตวั แปรหรอื ขอ้ มลู มคี วามคลาดเคลอ่ื นน้อยทส่ี ุด 3.1 ความหมายของความแปรปรวน(Variance) คอื คา่ ตวั แปรทศ่ี กึ ษาไมค่ งท่ี เปลย่ี นไป เปลย่ี นมาไม่อย่เู ป็นปกติ (สนิ พนั ธพ์ นิ ิจ, 2554 หน้า 91) ในการวจิ ยั แต่ละครงั้ นนั้ ความคลาดเคล่อื น ยอ่ มเกดิ ขน้ึ เสมอ ซง่ึ เป็นผลจากตวั แปรภายนอกทม่ี อี ทิ ธพิ ลต่อประชากรหรอื ตวั อย่าง เคร่อื งมอื ท่ใี ช้ ในการวจิ ยั การเกบ็ รวบรวมขอ้ มลู หรอื การวดั ค่าตวั แปร (บญุ ธรรม กจิ ปรดี าบรสิ ุทธ,ิ ์ 2554 หน้า 135) 3.2 ประเภทของความแปรปรวน โดย สนิ พนั ธ์พนิ ิจ (2554 หน้า 91) ไดจ้ าแนกความ แปรปรวนในการวจิ ยั ไว้ 4 ประเภท ดงั น้ี 3.2.1 ความแปรปรวนเกดิ จากจานวนประชากรหรอื ตวั อยา่ งและการวดั กล่าวคอื ถ้า ประชากรจานวนมากจะส่งผลใหก้ ารวดั ไม่ครอบคลุม แต่ถา้ เลอื กเป็นตวั อยา่ งนนั้ ถา้ ตวั อยา่ งน้อยมาก ค่าตวั แปรยอ่ มมคี วามแปรปรวนมากและความแปรปรวนจะมคี ่าน้อยลง ถา้ ตวั อยา่ งมขี นาดใหญ่พอ 3.2.2 ความแปรปรวนเชงิ ระบบ (Systematic Variance) เกดิ ขน้ึ ในการวดั จากการรู้ หรอื ไมร่ ถู้ งึ สาเหตุว่ามาจากอะไร เช่น มาจากสาเหตุตามธรรมชาติ สงิ่ ทม่ี นุษยส์ รา้ งขน้ึ เป็นตน้ 3.2.3 ความแปรปรวนระหว่างกลุ่ม เกิดจากความแตกต่างในคุณลกั ษณะระหว่าง หน่วยของกลุ่มตัวอย่าง ท่ีไม่ได้นามาศึกษาด้วย เช่น สภาพร่างกาย สภาพจติ ใจ ประสบการณ์ สตปิ ญั ญา ความรู้ เป็นตน้ ถา้ ไมน่ ามาเป็นตวั แปรอสิ ระ จะเป็นตวั แปรภายนอกในการวจิ ยั เรอ่ื งนนั้ ไป 3.2.4 ความแปรปรวนจากความคลาดเคลอ่ื น เกดิ ขน้ึ จากการละเลยไมเ่ อาใจใส่ในการ วดั ส่งผลใหเ้ กดิ ความคลาดเคล่อื นได้ 3.3 หลกั การออกแบบการวจิ ยั เพ่ือควบคุมความแปรปรวน ท่เี รยี กว่า แมก มนิ คอน (Max Min Con) รายละเอยี ดดงั น้ี 3.3.1 ทาให้ความแปรปรวนของตัวแปรตามมคี ่ามากท่ีสุด (Maximization : Max) โดยเลอื กตวั แปรอสิ ระใหม้ คี วามแตกต่างกนั มากทส่ี ุด เพ่อื ใหเ้ หน็ ผลการเปรยี บเทยี บทว่ี ดั จากตวั แปร ตามชดั เจนทส่ี ุด เช่น การศกึ ษาผลกระทบของการส่งเสรมิ การขายต่อยอดขาย ควรเลอื กตวั แปรทม่ี ี ผลต่อยอดขายมากทส่ี ุดและน้อยทส่ี ุด (ความแตกต่างกนั ) เพ่อื สงั เกตผลทเ่ี กดิ ขน้ึ ไดอ้ ย่างชดั เจน คอื การลดราคา มผี ลต่อยอดขายมากทส่ี ุด และ การสาธติ สนิ คา้ มผี ลต่อยอดขายน้อยทส่ี ดุ เป็นตน้ 3.3.2 ลดความแปรปรวนของตวั แปรตามใหม้ คี ่าน้อยทส่ี ดุ (Minimization : Min) หรอื การวดั ค่าตวั แปรตามใหม้ คี วามผดิ พลาดน้อยทส่ี ุด ซง่ึ มี 2 วธิ ดี งั น้ี 1) การจดั สภาพการณ์ทเ่ี กย่ี วขอ้ งให้สามารถควบคุมได้ เช่น ตอ้ งการทราบสาเหตุ ทท่ี าใหเ้ พม่ิ ยอดขายสนิ คา้ ทแ่ี ทจ้ รงิ โดยตอ้ งวดั ยอดขายในช่วงเวลาทไ่ี ม่มกี ารส่งเสรมิ การขาย เพราะ การส่งเสรมิ การขาย เป็นสาเหตุทาใหย้ อดขายมากกว่าปกติ หรอื ไมเ่ ก็บขอ้ มูลในช่วงเวลาเรง่ รบี ของ ผู้ตอบแบบสอบถาม เป็นต้น หรอื ลดความคลาดเคล่อื นท่เี กิดจากตวั แปรแทรกซ้อน ท่ีมกั เกิดจาก

226 ลกั ษณะของตวั อยา่ ง หรอื อ่นื ๆ ทเ่ี กดิ ในระหวา่ งการศกึ ษา เช่น ความเครยี ด ความกงั วล เป็นตน้ 2) ทาใหเ้ ครอ่ื งมอื วดั มคี วามเทย่ี ง (Reliability) หรอื ใชว้ ดั ในสง่ิ ทต่ี อ้ งการวดั จรงิ ๆ 3.3 ควบคุมตวั แปรภายนอก (Control : Con) เป็นการควบคุมตวั แปรอสิ ระอ่นื ท่ไี ม่ ตอ้ งการศกึ ษาไม่ใหม้ ผี ลต่อตวั แปรตาม หรอื ควบคุมอทิ ธพิ ลของตวั แปรภายนอกทไ่ี ม่ไดน้ ามาศกึ ษา ใหห้ มดไปหรอื ใหเ้ หลอื น้อยทส่ี ดุ ซง่ึ ทาได้ 4 วธิ ี ดงั น้ี 3.3.1 กาจัดตัวแปรออกไป (Elimination) โดยทาให้กลุ่มตัวอย่างมีลักษณะ เหมอื นกนั ตามตวั แปรทไ่ี ม่ต้องการศกึ ษานัน้ เช่น มตี วั แปรส่งผลต่อยอดขาย คอื รายได้และอาชพี ของผบู้ รโิ ภค แต่ผวู้ จิ ยั ต้องการศกึ ษา “รายไดส้ ง่ ผลต่อยอดขายสนิ คา้ ” เทา่ นนั้ ดงั นนั้ เพ่อื ไมใ่ ห้ อาชพี มากระทบต่อยอดขาย จงึ ควรเลอื กตวั อยา่ งทม่ี อี าชพี ใกลเ้ คยี งกนั นนั่ คอื ตวั แปร อาชพี ทไ่ี มต่ ้องการ ศกึ ษาจะหมดไป เป็นตน้ 3.3.2 เลอื กตวั อยา่ งทเ่ี หมาะสม ใหเ้ ป็นไปตามทฤษฎคี วามน่าจะเป็น ใหต้ วั อย่างมี โอกาสถูกเลอื กเท่าเทยี มกนั เพราะจะได้ตวั อย่างทม่ี คี ุณสมบตั เิ หมอื นกนั จะสามารถควบคุมตวั แปร สอดแทรกไดด้ แี ละลดความคลาดเคลอ่ื นได้ 3.3.3 กาหนดใหเ้ ป็นตวั แปรในการศกึ ษา (Built Into the Design) หากทราบว่าตวั แปรสอดแทรกมอี ทิ ธพิ ลต่อตวั แปรตามและควบคุมยาก กก็ าหนดใหเ้ ป็นตวั แปรทต่ี อ้ งการศกึ ษาเพม่ิ เช่น ผู้วจิ ยั สงสยั ว่า “เพศ” มผี ลต่อการเลอื กสนิ ค้ายห่ี ้อ A และ B จงึ เพม่ิ ตวั แปรเพศในการวจิ ยั ด้วย แลว้ นาผลการเลอื กยห่ี อ้ สนิ คา้ ไปวเิ คราะหจ์ าแนกตามเพศ จะทาให้ทราบว่าการเลอื กยห่ี อ้ สนิ คา้ ขน้ึ อยู่ กบั เพศหรอื ไม่ เป็นตน้ ซง่ึ เป็นการควบคมุ ความแปรปรวนดว้ ยการนาตวั แปรภายนอกมาวจิ ยั ดว้ ย 3.3.4 การจบั คู่ตวั อย่างเขา้ ร่วมในการวจิ ยั โดยผูว้ จิ ยั จะสบื ค้นหาจานวนตวั อย่าง N คน ทค่ี ลา้ ยคลงึ กนั ในด้านทต่ี อ้ งการควบคุม (ตวั แปรทต่ี ้องการควบคุม) และมคี วามสมั พนั ธอ์ ย่าง มากต่อตวั แปรตาม นามาจบั คู่กนั แล้วแยกเป็น 2 กลุ่ม พรอ้ มทาการเลอื กเขา้ กลุ่ม เพ่อื ศกึ ษา เช่น การศกึ ษา การเลอื กซอ้ื สนิ คา้ ราคาแพงขน้ึ อยกู่ บั รายไดข้ องผบู้ รโิ ภคหรอื ไม่ ซง่ึ ตอ้ งการศกึ ษาเพยี งตวั แปรรายไดเ้ ท่านัน้ แต่พบว่า อาชพี เป็นตวั แปรมอี ทิ ธพิ ลต่อการซอ้ื สนิ คา้ ราคาแพงดว้ ย แต่ไม่ตอ้ งการ ศกึ ษา ผวู้ จิ ยั จงึ หาตวั อยา่ งทม่ี อี าชพี เหมอื นกนั มาแบง่ เป็น 2 กลุ่ม เพอ่ื นาเขา้ ไปในการศกึ ษาดว้ ย 4. องค์ประกอบในการออกแบบการวจิ ยั โดย จุดมุ่งหมายของการออกแบบการวจิ ยั จะ สะทอ้ นใหเ้ หน็ ความปรารถนาเพอ่ื จะใหไ้ ดแ้ บบการวจิ ยั ทถ่ี ูกตอ้ งและมคี วามสมบรู ณ์ การออกแบบทด่ี ี จงึ ประกอบดว้ ยส่วนประกอบทต่ี ้องกาหนดขน้ึ ซ่งึ องอาจ นัยพฒั น์ (2554 หน้า 15) อธบิ ายว่า การ ออกแบบการวจิ ยั มอี งคป์ ระกอบหลกั เป็นไปตามกระบวนการวจิ ยั โดยเรมิ่ จาก การกาหนดปญั หา วจิ ยั การทบทวนวรรณกรรม วตั ถุประสงค์การวจิ ยั การเก็บรวบรวมขอ้ มูล การวเิ คราะห์ขอ้ มลู การ เขยี นรายงานการวจิ ยั และประเมนิ การวจิ ยั สาหรบั สุทติ ิ ขตั ยิ ะและวไิ ลลกั ษณ์ สุวจติ ตานนท์ (2554 หน้า 40) กล่าวถงึ องค์ประกอบของการออกแบบการวจิ ยั 3 กลุ่ม คอื กลุ่มท่ี 1 การวจิ ยั เชงิ ปรมิ าณ ประกอบด้วย การตัง้ สมมติฐานการวจิ ยั กาหนดตัวแปร วธิ ีการวดั และแปลความหมาย กาหนด ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง การเก็บรวบรวมข้อมูล การวเิ คราะห์และประมวลผลข้อมูล และการ นาเสนอผลการวจิ ยั กลุ่มท่ี 2 การวจิ ยั เชงิ คุณภาพ ประกอบด้วย เน้นศึกษาองค์รวม ศึกษาสภาพ ความเป็นจรงิ ศกึ ษาระยะยาวและเจาะลกึ การตคี วามหมายของปรากฏการณ์ เครอ่ื งมอื คอื ผู้วจิ ยั เอง

227 เน้นกระบวนการและการตีความ และ กลุ่มท่ี 3 การวิจยั เชิงทดลองและก่ึงทดลอง ประกอบด้วย การศกึ ษาทฤษฎหี รอื หลกั การเก่ยี วกบั เร่อื งวจิ ยั การนิยามปญั หา การเลอื กแบบทดลอง กาหนดตวั แปรอสิ ระกบั ตวั แปรตาม การควบคุมตวั แปรแทรกซอ้ น การเลอื กกลุ่มทดลอง การสรา้ งเครอ่ื งมอื และ ดาเนินการทดลอง การวเิ คราะหข์ อ้ มลู และสรปุ ผล การเสนอผลการวจิ ยั และ วชั ราภรณ์ สุรยิ าภวิ ฒั น์ (2554 หน้า 100) นาเสนอว่า สงิ่ ท่ตี ้องปรากฏในแบบการวจิ ยั ประกอบดว้ ย 1) แนวคดิ เก่ยี วกบั วธิ ี วจิ ยั ท่ใี ช้ 2) ขอ้ มลู ท่เี ก่ยี วขอ้ ง ประเภทและแหล่งขอ้ มลู 3) โครงสรา้ งท่รี ะบุความสมั พนั ธ์ของขอ้ มูล หรอื ตวั แปรทศ่ี กึ ษา 4) วธิ กี ารเกบ็ รวบรวมขอ้ มลู หน่วยตวั อยา่ ง ขนาดตวั อยา่ ง และการควบคมุ ความ ผดิ พลาดจากการเลอื กตวั อยา่ ง 5) การวเิ คราะหข์ อ้ มลู สาหรบั องค์ประกอบของการออกแบบการวิจยั ท่ีผู้ทรงคุณวุฒิแต่ละท่านได้เสนอไว้ มี องคป์ ระกอบคลา้ ยคลงึ กนั และอาจแตกต่างกนั ไปบา้ ง แต่พอเป็นแนวทางใหส้ รปุ ไดว้ ่าองคป์ ระกอบใน การออกแบบการวจิ ยั ต้องครอบคลุมกระบวนการวจิ ยั ซ่งึ ประกอบดว้ ย 1) วตั ถุประสงคก์ ารวจิ ยั 2) สมมตฐิ านการวจิ ยั 3) ตวั แปรในการวจิ ยั 4) ประชากรและตวั อย่าง 5) เคร่อื งมอื ในการวจิ ยั 6) การ เกบ็ รวบรวมขอ้ มลู 7) การจดั กระทาขอ้ มลู และ 8) การนาเสนอผลงานวจิ ยั โดยนกั วจิ ยั ตอ้ งออกแบบ การวจิ ยั ใหค้ รอบคลุมทกุ องคป์ ระกอบและมปี ฏสิ มั พนั ธเ์ กย่ี วโยงกนั ในแต่ละองคป์ ระกอบอยา่ งเด่นชดั และสมเหตุสมผล ภายใตก้ ารคานงึ ถงึ ปจั จยั เงอ่ื นไขในการดาเนินการวจิ ยั ขนั้ ตอนการออกแบบการวิจยั การออกแบบการวจิ ยั ทด่ี ี จะทาใหไ้ ดแ้ บบการวจิ ยั ทเ่ี ป็นแบบแผนหรอื แนวทางการปฏบิ ตั ทิ ่ี ชดั เจน เลง็ เห็นกจิ กรรมในการดาเนินการวจิ ยั และขอบเขตการวจิ ยั ท่คี รอบคลุมเน้ืองหาท่ตี ้องการ ศกึ ษา ดงั นนั้ เพอ่ื ใหไ้ ดม้ าซง่ึ แบบแผนการวจิ ยั ทด่ี ี ควรมกี ารดาเนนิ การตามขนั้ ตอน ดงั น้ี ขนั้ ตอนท่ี 1 การเลอื กประเภทหรอื แบบการวจิ ยั เม่อื กาหนดหวั ข้อเร่อื งวจิ ยั ได้แล้ว การ ปฏบิ ตั กิ ารวจิ ยั ย่อมเกดิ ขน้ึ ผวู้ จิ ยั ตอ้ งทราบว่างานวจิ ยั เป็นไปในลกั ษณะหรอื ประเภทใด เพราะแต่ละ ประเภท ยอ่ มออกแบบแตกต่างกนั ไป ขนั้ ตอนน้ีจงึ ต้องตดั สนิ ใจว่าจะดาเนินการวจิ ยั ลกั ษณะใดเพ่อื ให้ ไดค้ าตอบตรงตามต้องการ ซง่ึ กุณฑลี ร่นื รมย์ (2553 หน้า 31) กล่าวว่า การออกแบบการวจิ ยั เป็น การกาหนดประเภทงานวจิ ยั จากนนั้ จงึ กาหนดขอบเขตงานวจิ ยั เป็นขนั้ ตอนต่อไป ขนั้ ตอนท่ี 2 กาหนดขอบเขตการวจิ ยั เป็นการกาหนดรายละเอยี ดเน้ือหาการวจิ ยั ว่าต้องมี ขอบเขตกว้างหรอื แคบเพียงใด ประกอบด้วย กาหนดความต้องการศึกษาอะไร (วตั ถุประสงคก์ าร วจิ ยั ) สิ่งท่ีต้องการศึกษาน่าจะเป็นคาตอบของอะไร (สมมติฐานการวจิ ยั ) ต้องการได้ข้อมูลอะไร (กรอบแนวคดิ และตวั แปรในการวจิ ยั ) ขอ้ มลู ทต่ี อ้ งการจะเกบ็ จากใคร (ประชากรหรอื ตวั อยา่ ง) เป็นตน้ ขนั้ ตอนท่ี 3 การออกแบบวธิ ดี าเนินการวจิ ยั เป็นการวางแผนดาเนินการเก่ยี วกบั วธิ กี ารให้ ได้ขอ้ มลู และการวเิ คราะห์ขอ้ มูล ประกอบด้วย การวางแผนการเลอื กประชากรในการวจิ ยั ตวั อย่าง เครอ่ื งมอื ในการเกบ็ รวบรวมขอ้ มลู การเกบ็ รวบรวมขอ้ มลู และการวเิ คราะหข์ อ้ มลู ขนั้ ตอนท่ี 4 กาหนดแผนกจิ กรรมการวจิ ยั เป็นการกาหนดกจิ กรรมการวจิ ยั ตงั้ แต่เรม่ิ ตน้ จน เสรจ็ สน้ิ ตอ้ งเขยี นเป็นแผนงานทช่ี ดั เจน งา่ ยต่อการปฏบิ ตั ิ

228 ขนั้ ตอนท่ี 5 กาหนดทรพั ยากรท่ใี ช้ในการวจิ ยั งานวจิ ยั ย่อมเกิดค่าใช้จ่าย จาเป็นต้องใช้ เครอ่ื งมอื ช่วยในการวจิ ยั จงึ ตอ้ งกาหนดอุปกรณ์เหลา่ นนั้ เพอ่ื ใหจ้ ดั เตรยี มไดท้ นั เวลา และตอ้ งกาหนด รายจา่ ยหรอื งบประมาณ เพอ่ื ใหว้ างแผนดาเนนิ การวจิ ยั ไดอ้ ยา่ งประหยดั และมปี ระสทิ ธภิ าพ ขนั้ ตอนท่ี 6 การจดั ทาโครงการวิจยั เม่อื วางแผนงานเรยี บร้อยแล้ว จากนัน้ ต้องจดั ทา โครงการวจิ ยั ซง่ึ มรี ายละเอยี ดทุกอย่างทว่ี างแผนไว้ กล่าวคอื โครงการวจิ ยั เป็นการวางแผนงานการ วจิ ยั ในรปู ของเอกสารรายงาน เพ่อื ใหม้ หี ลกั ฐานนาไปปฏบิ ตั กิ ารวจิ ยั ใหเ้ ป็นไปตามแผนงานทก่ี าหนด โดยสรุป การออกแบบการวจิ ยั ประกอบด้วยขนั้ ตอนการเลอื กแบบการวจิ ยั การกาหนด ขอบเขตการวจิ ยั การออกแบบวธิ ดี าเนินการวจิ ยั กาหนดแผนกจิ กรรมการวจิ ยั กาหนดทรพั ยากรท่ี ใชใ้ นการวจิ ยั และการจดั ทาโครงการวจิ ยั ซ่งึ ควรดาเนินการเป็นขนั้ ตอนต่อเน่ืองกนั อย่างเป็นระบบ และควรยดึ จดุ มงุ่ หมายการวจิ ยั เป็นหลกั เพ่อื ไมใ่ หก้ ารออกแบบการวจิ ยั ผดิ พลาดได้ การเลือกแบบการวิจยั การออกแบบการวจิ ยั อาจไมส่ ามารถดาเนนิ การใหค้ รบทกุ องคป์ ระกอบในการออกแบบการ วจิ ยั ได้ เน่อื งจากรายละเอยี ดของแต่ละแบบการวจิ ยั มคี วามแตกต่างกนั อยบู่ า้ ง ซง่ึ ผวู้ จิ ยั สามารถเลอื ก แบบการวจิ ยั ใหเ้ หมาะสมกบั ปญั หาวจิ ยั สาหรบั รายละเอยี ดเกย่ี วกบั การเลอื กแบบการวจิ ยั มดี งั น้ี 1. การจาแนกแบบการวจิ ยั โดย แบบการวจิ ยั (Design of Research) หรอื นกั วชิ าการบาง ท่านเรียกว่า ประเภทการวิจัย (Type of Research) หรือบางท่านเรียกว่า แนวทางการวิจัย (Research Approach) ซ่งึ มคี วามหมายในทิศทางเดียวกนั สาหรบั การจาแนกแบบการวจิ ยั สุชาติ ประสทิ ธริ ์ ฐั สนิ ธุ์ (2555 หน้า 23) กล่าวไวว้ ่า งานวจิ ยั ในแต่ละโครงการมหี ลายลกั ษณะหรอื หลายมติ ิ การจาแนกแบบการวจิ ยั จงึ อาจทาไดห้ ลายแง่ หลายแบบหรอื หลายมติ ิ สดุ แท้แต่ว่าจะนามติ ใิ ดมติ หิ น่ึง หรอื หลายมติ มิ าจาแนก ส่วน สนิ พนั ธพ์ นิ ิจ (2554 หน้า 33) อธบิ ายว่า รากเหงา้ ของการวจิ ยั ในโลกน้ี ผู้ทรงคุณวุฒิได้แบ่งการวิจยั ตามศาสตร์หรือตามสาขาวิชา ออกเป็น 2 กลุ่ม คือ การวิจยั ทาง วทิ ยาศาสตรแ์ ละทางสงั คมศาสตร์ การวจิ ยั ทางวทิ ยาศาสตร์ หมายถงึ การสารวจ วเิ คราะห์ ทดลอง อย่างมรี ะบบและเป็นขนั้ ตอนด้วยอุปกรณ์หรอื วธิ พี เิ ศษ เก่ยี วกบั ธรรมชาติ สง่ิ มชี วี ติ ปรากฏการณ์ ธรรมชาติ ตลอดจนสงิ่ ทม่ี นุษยส์ รา้ งสรรคข์ น้ึ ดว้ ยความรหู้ รอื ประสบการณ์ เพ่อื เสนอความรใู้ หม่ เพ่อื สุขภาพอนามยั ความผาสุกและความเจรญิ ก้าวหน้าของมนุษยชาติ ส่วน การวจิ ยั ทางสงั คมศาสตร์ หมายถึง การศึกษาหาความจริงด้วยระบบและวิธีการทางวิทยาศาส ตร์เก่ียวกับพฤติกรรม ปรากฏการณ์หรอื ปฏกิ ริ ยิ า ตลอดจนความรสู้ กึ นึกคดิ ของมนุษยแ์ ละสงั คม เพ่อื ใหท้ ราบถงึ ความรแู้ ละ ความจรงิ เพ่อื นามาแก้ไขปญั หาสงั คมหรอื ก่อเกดิ ความรใู้ หม่ อยา่ งไรกต็ าม สงั คมศาสตร์ เป็นศาสตร์ ท่ีกว้างขวางและครอบคลุมหลายสาขาวิชา ดังท่ี องค์การยูเสนโก (UNESCO) กาหนดไว้ ประกอบด้วย สาขามนุษยศาสตร์ การศกึ ษา วจิ ติ รศิลป์ สงั คมศาสตรแ์ ละนิติศาสตร์ สาหรบั สาขา สงั คมศาสตร์ ประกอบดว้ ย วชิ าการดา้ นพานิชยศาสตรแ์ ละการบญั ชี รฐั ศาสตร์ วารสารศาสตร์ เป็น ต้น การวจิ ยั ทางด้านการตลาด จงึ เป็นการวจิ ยั ทางสงั คมศาสตร์ ท่อี ยู่ในขอบข่ายของวชิ าการด้าน พานชิ ยศาสตรแ์ ละการบญั ชดี ว้ ย

229 เน่ืองจากการวจิ ยั ทางสงั คมศาสตร์ เก่ยี วขอ้ งกบั มนุษย์ พฤตกิ รรม สง่ิ แวดล้อมทม่ี อี ทิ ธพิ ล ต่อพฤตกิ รรม จติ วญิ ญาณ สทิ ธิ ศักดศิ ์ รขี องความเป็นมนุษยแ์ ละจรยิ ธรรม การวจิ ยั ทางสงั คมศาสตร์ จงึ มคี วามซบั ซอ้ น ควบคุมยาก ซง่ึ บางเรอ่ื งอาจไม่สามารถใชเ้ ครอ่ื งมอื วดั โดยตรงเหมอื นการวจิ ยั ทาง วทิ ยาศาสตร์ การสร้างเคร่อื งมอื ในการวิจยั ให้มคี วามแม่นยาก็ทาได้ยาก การควบคุมตวั แปรท่ีมี อทิ ธพิ ลต่อพฤตกิ รรมมนุษยก์ ็ทาไดย้ าก ดงั นนั้ ขอ้ คน้ พบทน่ี าไปสรา้ งเป็นกฎเกณฑแ์ ละทฤษฎตี ่าง ๆ ทางสงั คมศาสตร์ จงึ ยดื หยนุ่ ได้ และมขี อ้ ยกเวน้ เสมอ อยา่ งไรกต็ ามการดาเนนิ การวจิ ยั กไ็ ดด้ าเนนิ การ ตามขนั้ ตอนของวธิ ที างวทิ ยาศาสตร์ เพ่อื ใหค้ วามรู้ ความจรงิ ทค่ี น้ พบไดม้ คี วามน่าเช่อื ถอื ไดม้ ากทส่ี ดุ จากทก่ี ล่าวมาแลว้ ว่า การวจิ ยั ทางสงั คมศาสตรม์ ขี อบเขตกวา้ ง สามารถดาเนินการวจิ ยั ได้ หลายประเภทหรอื หลายแบบ ซ่งึ มผี ู้ทรงคุณวุฒไิ ด้จาแนกไวแ้ ตกต่างกนั ออกไป เช่น สนิ พนั ธุพ์ นิ ิจ (2554 หน้า 33-34) จาแนกตามความมุ่งหมายของการวิจัย ตามมิติเวลาของการวิจยั การใช้ ประโยชน์ ตามวธิ กี ารเก็บข้อมูลและประเภทข้อมูล ส่วน สุชาติ ประสทิ ธิร์ ฐั สนิ ธุ์ (2555 หน้า 33) จาแนกตามเหตุผลของการทาวจิ ยั วตั ถุประสงคก์ ารวจิ ยั วธิ กี ารเกบ็ ขอ้ มลู สภาวะทว่ี จิ ยั ประเภทของ วตั ถุหรอื สง่ิ ทต่ี ้องการวจิ ยั ระดบั ของหน่วยวเิ คราะห์ การวเิ คราะห์ระดบั เดยี วหรอื พหุระดบั ผูก้ ระทา การวจิ ยั และตามความลกึ และความกวา้ งของขอ้ มลู และ วชั ราภรณ์ สุรยิ าภวิ ฒั น์ (2554 หน้า 101) ไดก้ ล่าวถงึ หลกั การแบ่งประเภทแบบการวจิ ยั ตามวตั ถุประสงค์งานวจิ ยั วธิ กี ารเกบ็ ขอ้ มูล ระดบั การ ควบคุมของนักวิจยั ในงานวจิ ยั ระยะเวลาดาเนินงานวจิ ยั ขอบเขตการวจิ ยั สภาพแวดล้อมหรอื ลกั ษณะเก็บขอ้ มูล และการรบั รขู้ องผู้ให้ขอ้ มูล ซง่ึ จากการจาแนกประเภทการวจิ ยั ดงั กล่าว ผู้เขยี น พจิ ารณาเหน็ วา่ ควรยดึ หลกั การจาแนกการวจิ ยั ทางสงั คมศาสตร์ ดงั น้ี 1.1 จาแนกตามสาขาวิชา เป็ นการแบ่งตามลักษ ณ ะของศาสตร์สาขาต่าง ๆ ประกอบด้วย สาขาวชิ าสงั คมศาสตร์ เช่น การวจิ ยั ด้านรฐั ศาสตรก์ ารเมอื ง การปกครอง เป็นต้น สาขาวชิ ามนุษยศาสตร์ เช่น การวิจยั ด้านภาษา วัฒนธรรม ดนตรี ศาสนา โบราณคดี เป็นต้น สาขาวชิ าการศึกษา เช่น การศึกษาเก่ยี วกบั การปรบั ตวั การเรยี นรู้ของมนุษย์ เป็นต้น นอกจากน้ี สภาวจิ ยั แห่งชาติ (วช) ไดแ้ บ่งสาขาในการวจิ ยั ออกเป็น 12 สาขา สาหรบั การใหท้ ุนอุดหนุนการวจิ ยั หรอื ขน้ึ ทะเบยี นนักวจิ ยั โดยมสี าขาดงั น้ี 1) วทิ ยาศาสตรก์ ายภาพและคณิตศาสตร์ 2) วทิ ยาศาสตร์ การแพทย์ 3) วทิ ยาศาตร์เคมแี ละเภสชั 4) เกษตรศาสตร์และชีววิทยา 5) วศิ วกรรมศาสตรแ์ ละ อุตสาหกรรมวจิ ยั 6) เทคโนโลยสี ารสนเทศและนิเทศศาสตร์ 7) ปรชั ญา 8) นิตศิ าสตร์ 9) รฐั ศาสตร์ และรฐั ประศาสนศาสตร์ 10) เศรษฐศาสตร์ 11) สงั คมวทิ ยา และ 12) การศกึ ษา 1.2 จาแนกตามประโยชน์ของการวจิ ยั แบง่ ได้ 3 ประเภท ดงั น้ี 1.2.1 การวจิ ยั พ้นื ฐานหรอื การวจิ ยั บรสิ ุทธิ ์ (Basic Research หรอื Pure Research) เป็นการแสวงหาขอ้ เท็จจรงิ หรอื ความสมั พนั ธร์ ะหว่างขอ้ เทจ็ จรงิ กบั ปรากฏการณ์ทม่ี ุ่งศกึ ษาเพ่อื ให้ เกดิ ความเขา้ ใจพ้นื ฐาน การวจิ ยั น้ีไม่มคี วามประสงคท์ ่จี ะนาผลการวจิ ยั ไปใชป้ ระโยชน์ทนั ทใี นชวี ติ จรงิ แต่การวจิ ยั น้จี ะเป็นประโยชน์ต่อการเพมิ่ พูนความรทู้ างวชิ าการและการวจิ ยั ในขนั้ ต่อ ๆ ไป 1.2.2 การวิจัยประยุกต์ (Applied Research) มุ่งแสวงหาข้อเท็จจริงเพ่ือนา ผลการวจิ ยั หรอื ขอ้ คน้ พบนนั้ ไปใชใ้ หเ้ กดิ ประโยชน์ในชวี ติ จรงิ เพ่อื การแก้ปญั หาและการตดั สนิ ใจ 1.2.3 การวจิ ยั เชงิ ปฏบิ ตั กิ าร (Action Research) เป็นการวจิ ยั ประยุกต์วธิ หี น่ึง แต่

230 ต่างกันท่ีการวิจยั เชิงปฏิบตั ิการมุ่งศึกษาเฉพาะท่หี น่วยงานเพ่ือนาผลท่ีได้มาแก้ปญั หาท่ีเกิดข้นึ โดยตรงในการทางาน โดยหวงั ทจ่ี ะปรบั ปรงุ แกไ้ ขสภาพการทางานใหด้ ขี น้ึ กวา่ เดมิ 1.3 จาแนกตามจดุ มงุ่ หมายของการวจิ ยั ประกอบดว้ ย 4 ประเภท ดงั น้ี 1.3.1 การวจิ ยั เชงิ สารวจเบ้อื งต้น (Exploratory Research) เป็นการศกึ ษาสง่ิ ต่าง ๆ เพ่อื เป็นพน้ื ฐานการศกึ ษาในเรอ่ื งนนั้ ต่อไปในอนาคต การสารวจจะชว่ ยสรา้ งแนวคดิ นนั้ ๆ และช่วยให้ ผู้วจิ ยั เรยี นรสู้ งิ่ ใหม่ ๆ เพมิ่ เตมิ โดยเฉพาะเร่อื งทย่ี งั ไม่เคยมใี ครศกึ ษามาก่อน ประเภทการวจิ ยั เชงิ สารวจ ประกอบด้วย การสารวจประสบการณ์ (Experience Surveys) การวเิ คราะห์ขอ้ มูลทุติยภูมิ (Secondary Data Analysis) การวเิ คราะหก์ รณศี กึ ษาและการศกึ ษานารอ่ ง (Pilot Studies) เป็นตน้ 1.3.2 การวจิ ยั เชงิ พรรณนา (Descriptive Research) มุ่งศกึ ษาขอ้ เทจ็ จรงิ เพ่อื อธบิ าย คุณลกั ษณะหรอื สภาพความเป็นจรงิ ในสภาพการณ์นัน้ ๆ ให้เกดิ ความรู้และเขา้ ใจอย่างกระจ่างชดั ยงิ่ ขน้ึ โดยทวั่ ไปจะศกึ ษาเกย่ี วกบั เง่อื นไข สถานการณ์ ความเช่อื เจตคติ ตลอดจนพฤตกิ รรมต่าง ๆ ของมนุษย์ 1.3.3 การวจิ ยั เชงิ อธบิ าย (Explanatory Research) เป็นการวจิ ยั เชงิ วเิ คราะห์ เพ่อื ได้ คาอธบิ ายต่อสถานการณ์หรอื ผลกระทบของสถานการณ์ทเ่ี กดิ ขน้ึ รวมถงึ การอธบิ ายถงึ ปรากฏการณ์ หรอื เหตุการณ์ทเ่ี กดิ ว่ามาจากสาเหตุอะไร เช่น การศกึ ษาเพ่อื หาระดบั ความสมั พนั ธข์ องตวั แปรทาง การตลาดทส่ี ง่ ผลต่อยอดขาย ปจั จยั ทส่ี ง่ ผลต่อการตดั สนิ ใจซอ้ื สนิ คา้ ของผบู้ รโิ ภค เป็นตน้ 1.3.4 การวจิ ยั เชิงพยากรณ์ มุ่งอธบิ ายถึงสงิ่ ท่ยี งั ไม่เกิดข้นึ โดยอาศยั ความรู้หรอื ขอ้ มูลจากการวจิ ยั ในอดตี และปจั จุบนั มาเป็นแนวทางในการคาดคะเนเหตุการณ์หรอื ปรากฏการณ์ ลว่ งหน้าว่าเมอ่ื เกดิ ขน้ึ แลว้ จะเกดิ ผลอะไร อยา่ งไร ซง่ึ เป็นประโยชน์ต่อการวางแผนในอนาคต 1.3.5 การวจิ ยั เชงิ ทดลอง (Experimental Research) มงุ่ คน้ หาขอ้ เทจ็ จรงิ ของตวั แปร ทศ่ี กึ ษา มกี ารทดลองและควบคุมตวั แปร โดยจดั กระทากบั ตวั แปรทศ่ี กึ ษาและกาหนดแผนการทดลอง ใหร้ อบคอบรดั กุมคอ่ นขา้ งมาก เชน่ การทดลองใชเ้ ครอ่ื งมอื ทางการตลาดทส่ี ง่ ผลต่อยอดขาย เป็นตน้ 1.4 จาแนกตามลกั ษณะขอ้ มลู เชงิ กวา้ งและขอ้ มลู เชงิ ลกึ ได้ 2 ประเภท ดงั น้ี 1.4.1 การวจิ ยั เชงิ ปรมิ าณ (Quantitative Research) มุ่งคน้ หาขอ้ เทจ็ จรงิ ในเชงิ กวา้ ง โดยมุ่งเน้นการแสดงผลการวจิ ยั เป็นตวั เลข ในการวเิ คราะห์ขอ้ มลู จะใชว้ ธิ กี ารทางสถติ ิ สามารถแบ่ง ตามแบบการวจิ ยั ได้ 2 สาขา คอื 1) การวจิ ยั เชงิ บรรยาย ประกอบดว้ ย การวจิ ยั เชงิ สารวจ (Survey Research) เชิงส ห สัม พัน ธ์ (Correlation Research) แ ล ะเชิงเป รีย บ เทีย บ ส าเห ตุ (Causal Comparative) และ 2) การวิจยั เชิงทดลอง (Experimental Research) อย่างไรก็ตามการวิจยั เชิง ปรมิ าณ ไม่ได้หมายถงึ งานวจิ ยั ท่เี สนอขอ้ มูลในเชงิ ตวั เลขเท่านัน้ อาจมขี อ้ มูลเชงิ คุณภาพประกอบ รว่ มดว้ ย เพยี งแต่การนาเสนอขอ้ มลู อาจใชส้ ถติ ชิ ว่ ยวเิ คราะหแ์ ละเสนอในเชงิ ตวั เลขเทา่ นนั้ 1.4.2 การวจิ ยั เชงิ คุณภาพ (Qualitative Research) จะไมเ่ น้นขอ้ มลู ท่เี ป็นตวั เลข แต่ เน้นการหารายละเอยี ดในเชงิ ลกึ การนาเสนอผลการวจิ ยั จะเป็นเชงิ บรรยายทไ่ี มอ่ งิ ขอ้ มลู ตวั เลข โดย ใชแ้ ละนาเสนอขอ้ มลู เชงิ พรรณนาขอ้ มลู ทไ่ี ดจ้ ากคาบอกเลา่ ขอ้ มลู จากการบนั ทกึ หรอื เอกสารต่าง ๆ 1.5 จาแนกตามระยะเวลาในการศกึ ษา ได้ 2 ประเภท ดงั น้ี 1.5.1 ก ารวิจัย แ บ บ ตัด ข ว าง (Cross-sectional Research) เป็ น ก ารศึก ษ า

231 ความสมั พันธ์ ณ เวลาจุดใดจุดหน่ึงระหว่างตัวแปรต่าง ๆ ในประชากรเดียวพร้อม ๆ กัน แล้ว เปรยี บเทยี บหาความสมั พนั ธ์ จะเก่ยี วขอ้ งกบั การวจิ ยั ท่เี ก็บรวบรวมขอ้ มลู ณ เวลาใดเวลาหน่ึง ใช้ ตวั อยา่ ง ณ เวลาใดเวลาหน่งึ และหลงั จากเกบ็ รวบรวมขอ้ มลู เรยี บรอ้ ยแลว้ ตวั อยา่ งนนั้ จะถกู ยกเลกิ ไป 1.5.2 การวจิ ยั ในช่วงเวลาท่ตี ่อเน่ือง (Longitudinal Research) เป็นการศึกษากลุ่ม ตัวอย่างเดียวกันในระยะเวลาต่าง ๆ กัน โดยใช้คาถามเดียวกันด้วยแบบสอบถามเดียวกันหรอื เครอ่ื งมอื เกบ็ รวบรวมขอ้ มลู ชุดเดยี วกนั และเปรยี บเทยี บความสมั พนั ธ์ระหว่างตวั แปรเป็นรายบุคคล ณ เวลาต่าง ๆ เพ่อื วดั การเปล่ยี นแปลงของช่วงระยะเวลาต่อพฤติกรรมของตวั อย่าง มกี ารวดั ผล หลายครงั้ เพ่ือดูพฤติกรรมของตวั อย่างในช่วงระยะเวลาหน่ึง ดงั นัน้ การเก็บข้อมูลจากตัวอย่างจะ กระทามากกวา่ หน่งึ ครงั้ ซง่ึ ตวั อยา่ ง แบง่ เป็น 2 ประเภท คอื 1) กลมุ่ ตวั อยา่ งคงท่ี ทถ่ี ูกเกบ็ ขอ้ มลู และ วดั ผลตวั แปรเดมิ ซา้ หลายครงั้ หรอื เกบ็ ขอ้ มลู จากกล่มุ เป้าหมายกลมุ่ เดมิ หลายครงั้ โดยแต่ละครงั้ ทเ่ี กบ็ จะใช้ตวั แปรเดมิ แต่ช่วงเวลาในการเก็บแต่ละครงั้ จะแตกต่างกนั ออกไป และ 2) กลุ่มตวั อย่างคงท่ี จปิ าถะ เป็นการเก็บข้อมูลจากกลุ่มตวั อย่างเดมิ หลายครงั้ โดยในแต่ละครงั้ จะเก็บข้อมูลตวั แปรท่ี แตกต่างกนั เช่น กลุ่มตวั อย่างน้ีจะถูกถามเก่ยี วกบั ทศั นคติต่อผลติ ภณั ฑ์ใหม่และบางครงั้ อาจจะถูก ถามใหป้ ระเมนิ ตวั อยา่ งทางเลอื กของการโฆษณา เป็นตน้ สาหรบั การวจิ ยั การตลาดเป็นวจิ ยั ในสาขาสงั คมศาสตร์ การจาแนกแบบการวจิ ยั การตลาด จงึ ใชแ้ นวคดิ เดยี วกนั กบั หลกั การจาแนกแบบการวจิ ยั ทางสงั คมศาสตร์ 2. เกณฑ์การเลอื กแบบการวิจยั แบบการวิจยั หรอื ประเภทการวจิ ยั ถูกจาแนกออกด้วย หลกั การทห่ี ลากหลายและซ้าซ้อนกนั นกั วจิ ยั จงึ ไม่อาจชช้ี ดั ไดว้ ่าต้องเลอื กแบบการวจิ ยั แบบใดแบบ หน่ึงเพ่อื ใชใ้ นการวจิ ยั บางครงั้ อาจต้องผสมผสานวธิ กี ารจากหลายแบบการวจิ ยั สาหรบั งานวจิ ยั ใน โครงการวจิ ยั หน่งึ ซง่ึ ตอ้ งมคี วามรอบคอบในการเลอื ก โดยอาจพจิ ารณาจากเกณฑด์ งั ต่อไปน้ี 2.1 ความสอดคล้องระหว่างแบบการวจิ ยั กับปญั หาวิจยั หรอื ช่อื เร่อื งวจิ ยั ผู้วจิ ยั ต้อง พจิ ารณาว่าเร่อื งท่จี ะวจิ ยั นัน้ มคี วามสอดคล้องหรอื เหมาะสมกบั แบบการวจิ ยั ใด แบบการวจิ ยั ใดจะ สามารถตอบปญั หาวจิ ยั ไดต้ รงประเดน็ มากทส่ี ุด 2.2 ประสบการณ์ของผูว้ จิ ยั การเลอื กแบบการวจิ ยั ขน้ึ อย่กู บั ความรู้ ความสามารถและ ประสบการณ์ของผูว้ จิ ยั โดยเฉพาะประสบการณ์ด้านวชิ าการ รวมถงึ ทกั ษะในการปฏบิ ตั งิ านวจิ ยั ท่ี ผ่านมา เน่ืองจากแต่ละแบบการวจิ ยั ตอ้ งใชค้ วามรู้ ทกั ษะในการปฏบิ ตั งิ านวจิ ยั แตกต่างกนั เช่น การ วจิ ยั เชงิ ปรมิ าณ ย่อมอาศยั ความรู้ ทกั ษะดา้ นการวเิ คราะห์โดยใชส้ ถิติ รวมถงึ การสรา้ งและพฒั นา เคร่อื งมอื วดั ค่าตวั แปร ส่วนการวจิ ยั เชงิ คุณภาพ ย่อมอาศยั ทกั ษะการเขยี นเพ่อื การส่อื สาร รวมทงั้ ทกั ษะการรวบรวมและวเิ คราะหข์ อ้ มลู หลกั ฐานทไ่ี มใ่ ชต่ วั เลข เป็นตน้ 2.3 จุดมุ่งหมายการวิจยั ต้องเลือกแบบการวจิ ยั ท่ีสอดคล้องกบั จุดมุ่งหมายการวจิ ยั ประกอบด้วยเพ่ือมุ่งการสารวจ การพรรณนา การอธิบาย การพยากรณ์และการควบคุม ซ่ึงจะ ชใ้ี หเ้ หน็ ถงึ แนวทางในการทาวจิ ยั และชช้ี ดั เจนว่าตอ้ งการไดข้ อ้ มลู เกย่ี วกบั อะไร 2.4 ลกั ษณะของผอู้ ่านงานวจิ ยั และผสู้ นับสนุนทุนวจิ ยั ตอ้ งพจิ ารณาว่าบุคคลเหลา่ นนั้ มี แนวคิดและยอมรบั ในคุณค่า รวมถึงความเช่ือถือในแบบการวจิ ยั ใด ถ้าแบบการวจิ ยั ท่ไี ด้รบั การ ยอมรบั ยอ่ มมโี อกาสสงู ทจ่ี ะไดร้ บั ทนุ อุดหนุนการวจิ ยั


Like this book? You can publish your book online for free in a few minutes!
Create your own flipbook