5. อนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเดก็ หลงั จากปฏิญญาสากลฯประกาศใช้ไปกว่าสามทศวรรษ ก็มีการประกาศ อนุสัญญาสิทธิ เด็ก เพือให้รายละเอียดการบงั คบั ใช้สิทธิเพือให้สนองต่อการคุม้ ครองสิทธิเด็กซึงเป็ นกลุ่มเสียง พเิ ศษไดอ้ ยา่ งเหมาะสม โดยมีเงือนไข และจุดเนน้ ทีแตกต่างจากบุคคลกลุ่มอืน ดงั ต่อไปนี สาระสําคัญ76 อนุสัญญาวา่ ดว้ ยเด็กประกอบดว้ ยบทบญั ญตั ิ 54 ขอ้ ไดแ้ ก่เรืองเกียวขอ้ งกบั สิทธิของเด็ก โดยตรง ซึงเนน้ หลกั พืนฐาน 4 ประการ และแนวทางในการตีความอนุสญั ญาทงั ฉบบั ไดแ้ ก่ 1) การห้ามเลือกปฏิบตั ิต่อเด็ก และการให้ความสําคญั แก่เด็กทุกคนเท่าเทียมกนั โดย ไม่ คาํ นึงถึงความแตกต่างของเด็ก ในเรืองเชือชาติ สีผวิ เพศ ภาษา ศาสนา ความคิดเห็นทางการเมือง ชาติพนั ธุ์ หรือสงั คม ทรัพยส์ ิน ความทุพพลภาพ การเกิด หรือสถานะอืนๆ ของเด็ก หรือบิดามารดา หรือผปู้ กครองทางกฎหมาย ทงั นี เพอื ใหเ้ ด็กมีโอกาสทีเท่าเทียมกนั 2) การกระทาํ หรือการดาํ เนินการทงั หลายตอ้ งคาํ นึงถึงประโยชน์สูงสุดของเด็กเป็ นอนั ดบั แรก 3) สิทธิในการมีชีวติ การอยรู่ อด และการพฒั นาทางดา้ นจิตใจ อารมณ์ สงั คม 4) สิทธิในการแสดงความคิดเห็นของเด็ก และการใหค้ วามสาํ คญั กบั ความคิด เหล่านนั วนั ทมี ผี ลบังคบั ใช้ สมชั ชาใหญ่สหประชาชาติไดร้ ับรองอนุสัญญาว่าดว้ ยสิทธิเด็กเมือวนั ที 20 พฤศจิกายน 2532 และมีผลบงั คบั ใชเ้ มือวนั ที 2 กนั ยายน 2533 สาระสําคญั ของสนธิสัญญาทแี สดงถึงหลกั กฎหมายสิทธิมนุษยชน อารัมภบท ......สหประชาชาติได้ประกาศในปฏิ ญญาสากลว่าด้วยสิ ทธิ มนุ ษยชนว่าเด็กมีสิ ทธิ ทีจะ ไดร้ ับการดูแล และการช่วยเหลือเป็นพิเศษ เชือ ว่า ครอบครัวในฐานะเป็ นกลุ่มพืนฐานของสังคมและเป็ นสิงแวดลอ้ มทางธรรมชาติ สําหรับการเจริญเติบโตและความอยู่ดีกินดีของสมาชิกทุกคน โดยเฉพาะเด็กควรจะไดร้ ับการ 76 อา้ งแลว้ หนา้ 41 74
คุม้ ครองและการช่วยเหลือทีจาํ เป็ น เพือทีจะสามารถมีความรับผิดชอบในชุมชนของตนไดอ้ ย่าง เตม็ ที ยอมรับ ว่า เพือให้เด็กพฒั นาบุคลิกภาพไดอ้ ย่างกลมกลืนและเต็มที เด็กควรจะเติบโตใน สิงแวดลอ้ มของครอบครัว ในบรรยากาศแห่งความผาสุก ความรัก และความเขา้ ใจ พิจารณา วา่ ควรเตรียมให้เด็กพร้อมอย่างเต็มทีทีจะดาํ รงชีวติ ทีเป็ นตวั ของตวั เองในสังคม และควรเลียงดูเด็กตามเจตนารมณ์แห่งอุดมคติทีประกาศไวใ้ น กฎบตั รสหประชาชาติ โดยเฉพาะ ตามเจตนารมณ์แห่งสนั ติภาพ ศกั ดิศรี ความอดกลนั เสรีภาพ ความเสมอภาพ และความเป็ นเอกภาพ ...... คาํ นึงถึง วา่ ตามทีไดร้ ะบุในปฏิญญาวา่ ดว้ ยสิทธิเด็กนนั เด็กโดยเหตุทียงั ไม่เติบโตเตม็ ทีทงั ทางร่างกายและจิตใจ จึงตอ้ งการการพิทกั ษ์ และการดูแลเป็ นพิเศษ รวมถึงตอ้ งการคุม้ ครองทาง กฎหมายทีเหมาะสมทงั ก่อนและหลงั การเกิด ระลึก วา่ บทบญั ญตั ิของปฏิญญาว่าดว้ ยหลกั กฎหมายและสังคม อนั เกียวกบั การคุม้ ครอง และสวสั ดิการเด็ก โดยเฉพาะอยา่ งยิงในส่วนทีเกียวกบั การอุปการะและการรับเป็ นบุตรบุญธรรม ทงั ในประเทศและระหวา่ งประเทศ กฎระเบียบมาตรฐานขนั ตาํ สุดของสหประชาชาติสําหรับการ บริหาร งานยุติธรรมแก่ผูเ้ ยาว์ (กฎปักกิง) และปฏิญญาว่าดว้ ยการคุม้ ครองสตรีและเด็กในภาวะ ฉุกเฉิน ยอมรับ ว่า ประเทศทงั ปวงในโลกมีเด็กทีดาํ รงชีวติ อยใู่ นสภาวะทียากลาํ บากอย่างยิงและ เขาเหบ่านนั จาํ เป็นตอ้ งไดร้ ับเอาการเอาใจใส่เป็นพเิ ศษ พิจารณาตามสมควร ถึงความสําคญั ของประเพณี และค่านิยมทางวฒั นธรรมของชนแต่ละ กลุ่ม ทีมีต่อการคุม้ ครองและพฒั นาการ อยา่ งกลมกลืนของเดก็ ยอมรับ ความสาํ คญั ของความร่วมมือระหวา่ งประเทศ เพือปรับปรุงสภาพความเป็ นอยขู่ อง เด็กในทุก ๆ ประเทศ โดยเฉพาะอยา่ งยงิ ในประเทศกาํ ลงั พฒั นา ข้อ 41. ไม่มีส่วนใดในอนุสัญญานี จะส่งผลกระทบต่อบทบญั ญตั ิใดๆ ซึงชกั จูงใหส้ ิทธิของเด็กบงั เกิดผลมากกาวา่ ซึงอาจปรากฏอยใู่ น ก) กฎหมายของรัฐภาคี หรือ ข) กฎหมายระหวา่ งประเทศทีมีผลใชบ้ งั คบั กบั รัฐนนั ข้อ 51..…. 2. หา้ มมิใหต้ งั ขอ้ สงวนทีไม่สอดคลอ้ งกบั วตั ถุประสงค์ และความมุ่งหมายของอนุสญั ญานี 75
ความเห็นทวั ไปทอี ธิบายหลกั กฎหมายสิทธิมนุษยชนของสนธิสัญญานี สิทธิมนุษยชนศึกษา ขอ้ 29 (1) อาจจะถือเป็ นรากฐานของการศึกษาสิทธิมนุษยชนในหลาย ๆ โครงการทีไดร้ ับ การเรียกร้องจากประชุมระดบั โลกเกียวกบั สิทธิมนุษยชนสากล ณ กรุงเวยี นนาในปี ค.ศ. 1993 และ ไดร้ ับการสนบั สนุนจากองคก์ รนานาชาติหลายองคก์ รดว้ ยเช่นกนั แมก้ ระนนั สิทธิเด็กก็ยงั ไม่ไดร้ ับ ความสําคญั ในกิจกรรมดงั กล่าว สิทธิมนุษยชนควรให้ขอ้ มูลตามเนือหาในสนธิสัญญาทีเกียวกบั สิทธิมนุษยชนต่าง ๆ แต่เด็กๆ ก็ควรจะไดเ้ รียนรู้โดยการเห็นมาตรฐานทางสิทธิมนุษยชนไดร้ ับการ ปฏิบตั ิในความเป็ นจริงดว้ ยไม่ว่าจะเป็ นกระบวนการทีครอบคลุมกวา้ งขวางและเป็ นกระบวนการ ตลอดชีวิต และเริมด้วยการสะท้อนให้เห็นคุณค่าแห่งสิทธิมนุษยชนในชีวิตประจําวนั และ ประสบการณ์ของเดก็ ๆ77 คุณค่าต่าง ๆ ทีไดบ้ ญั ญตั ิในขอ้ 29 (1) เกียวขอ้ งกบั การมีชีวิตอยู่ของเด็กๆ ในพืนทีทีมี สนั ติภาพ แต่คุณค่าเหล่านนั นบั เป็ นสิงทีสําคญั ยงิ ขึนไปอีกสาํ หรับเด็กๆ ทีอยใู่ นสถานการณ์ขดั แยง้ หรือภาวะฉุกเฉิน ดงั ทีพิจารณาไวใ้ นกรอบปฏิบตั ิการดคั การ์ว่าในบริบทของระบบการศึกษาทีจะ ได้รับผลกระทบจากความขดั แยง้ ภยั พิบตั ิทางธรรมชาติและความไม่มนั คง เป็ น เรืองสําคญั ที การศึกษาควรชีนําไปนาํ ไปในทางทีจะส่งเสริมความเข้าใจซึงกันและกนั สันติภาพ และ ความ ขดั แยง้ การศึกษาเกียวกบั กฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศเป็ นมิติทีสําคญั ของความพยายาม ต่าง ๆ ทีจะทาํ ใหข้ อ้ 29 (1) มีประสิทธิภาพ แต่กระนนั ก็ถูกละเลยอยเู่ สมอ78 77 UN, สรยทุ ธ รัตนพจนารถ แปล, ความเห็นทวั ไปทีรับรองโดยคณะกรรมการวา่ ดว้ ยสิทธิเดก็ ลาํ ดบั ที 1 , การประชุมสมยั ที 26, 2001 , ยอ่ หนา้ 15 78 UN, สรยทุ ธ รัตนพจนารถ แปล, ความเห็นทวั ไปทีรบั รองโดยคณะกรรมการวา่ ดว้ ยสิทธิเด็กลาํ ดบั ที 1 , การประชุมสมยั ที 26,2001 , ยอ่ หนา้ 16 76
6. อนุสัญญาว่าด้วยการขจดั การเลอื กปฏบิ ตั ติ ่อสตรีในทุกรูปแบบ หลงั จากปฏิญญาสากลฯประกาศใช้ไปกว่าสามทศวรรษ ก็มีการประกาศ อนุสัญญาขจดั การเลือกประติบตั ิต่อสตรีฯ เพือใหร้ ายละเอียดการบงั คบั ใชส้ ิทธิ การขจดั การเลือกประติบตั ิเพือให้ สนองต่อการคุม้ ครองสิทธิของสตรีซึงเป็ นกลุ่มเสียงเฉพาะอย่างเหมาะสม โดยมีเงือนไข และ จุดเนน้ ในการทาํ ใหเ้ กิดการประกนั สิทธิแก่สตรีอยา่ งเสมอภาค ดงั ต่อไปนี สาระสําคญั 79 วตั ถุประสงคห์ ลกั ของอนุสัญญาฉบบั นี คือการขจดั การเลือกปฏิบตั ิต่อสตรีทุกรูปแบบ รวมทงั การ ประกนั วา่ สตรีและบุรุษมีสิทธิทีจะไดร้ ับการปฏิบตั ิและดูแลจากรัฐอยา่ งเสมอภาคกนั ไดแ้ ก่ 1) กล่าวถึงคาํ จาํ กดั ความของคาํ วา่ การเลือกปฏิบตั ิต่อสตรี (discrimination against women) พนั ธกรณีของรัฐภาคี มาตรการทีรัฐภาคีตอ้ งดาํ เนินการเพือสนับสนุนความก้าวหน้าของสตรี มาตรการเร่งด่วนชวั คราวเพือสร้างความเท่าเทียมกนั ระหวา่ งบุรุษและสตรีอยา่ งแทจ้ ริง ซึงจะไม่ถือ วา่ เป็นการเลือกปฏิบตั ิดว้ ยเหตุแห่งความแตกต่างทางเพศ การปรับรูปแบบทางสังคมและวฒั นธรรม เพือให้เอือต่อการขจดั การเลือกปฏิบตั ิต่อสตรี และการปราบปรามการลกั ลอบคา้ และแสวงหา ประโยชนท์ างเพศจากสตรี 2) กล่าวถึงความเท่าเทียมกันระหว่างบุรุษและสตรีในด้านการเมืองและการดาํ รงชีวิต (public life) ทงั ในระดบั ประเทศและระหวา่ งประเทศ เช่น สิทธิในการเลือกตงั การสนบั สนุนให้ ดาํ รงตาํ แหน่งทีสาํ คญั ความเท่าเทียมกนั ในกฎหมายวา่ ดว้ ยสัญชาติ และการศึกษา 3) กล่าวถึงการทีสตรีจะไดร้ ับการดูแลทางเศรษฐกิจ โดยไดร้ ับความเท่าเทียมกนั ในดา้ น สิทธิและโอกาสทีจะไดร้ ับการจา้ งงานและสิทธิดา้ นแรงงาน รวมถึงการป้ องกนั ความรุนแรงต่อสตรี ในสถานทีทาํ งาน ความเท่าเทียมกนั ในการเขา้ ถึงบริการดา้ นสุขภาพ โดยเฉพาะสตรีมีครรภแ์ ละ หลงั คลอดบุตร การทีรัฐภาคีจะประกนั ความเป็ นอิสระของสตรีดา้ นการเงินและความมนั คงดา้ น สงั คม และการใหค้ วามสาํ คญั แก่สตรีในชนบท ทงั ในดา้ นแรงงานและความเป็นอยู่ 4) กล่าวถึงความเท่าเทียมกนั ของบุรุษและสตรีในดา้ นกฎหมาย โดยเฉพาะในดา้ นกฎหมาย แพง่ และกฎหมายครอบครัว ซึงเป็นการประกนั ความเท่าเทียมกนั ในชีวติ ส่วนบุคคล 79 อา้ งแลว้ หนา้ 41 77
5) กล่าวถึงการจดั ตงั คณะกรรมการการขจัดการเลือกปฏิบตั ิต่อสตรีในทุกรูปแบบ พนั ธกรณีในการจดั ทาํ รายงานของรัฐภาคี การปฏิบตั ิหนา้ ทีของคณะกรรมการ และการมีส่วนร่วม ของทบวงชาํ นญั พิเศษทีเกียวขอ้ ง 6) กล่าวถึงการมิให้ตีความขอ้ บทของอนุสัญญาทีจะขดั ต่อกฎหมายภายในทีดาํ เนินการ มากกวา่ ทีกาํ หนดไวใ้ นอนุสัญญาและกฎหมายระหวา่ งประเทศทีมีอยู่ การนาํ พนั ธกรณีไปปฏิบตั ิใน ระดบั ประเทศ การเปิ ดใหล้ งนามและกระบวนการเขา้ เป็ นภาคีของอนุสัญญา การแกไ้ ขอนุสัญญา เงือนไขการมีผลบงั คบั ใชข้ องอนุสัญญา การตงั ขอ้ สงวน การขดั แยง้ ในการตีความระหวา่ งรัฐภาคี วนั ทมี ีผลบงั คบั ใช้ สมชั ชาใหญ่สหประชาชาติไดร้ ับรองอนุสัญญาว่าดว้ ยการขจดั การเลือกปฏิบตั ิต่อสตรีใน ทุกรูปแบบเมือวนั ที 18 ธนั วาคม 2522 และมีผลบงั คบั ใชเ้ มือวนั ที 3 กนั ยายน 2524 สาํ หรับพิธีสาร เลือกรับ สมชั ชาใหญ่สหประชาชาติไดร้ ับรองเมือวนั ที 6 ตุลาคม 2542 และมีผลบงั คบั ใชเ้ มือวนั ที 22 ธนั วาคม 2543 สาระสําคญั ของสนธิสัญญาทแี สดงถึงหลกั กฎหมายสิทธิมนุษยชน อารัมภบท ...มีความห่วงใยวา่ ในสถานการณ์แห่งความยากจน สตรีมีโอกาสเขา้ ถึงอาหาร การอนามยั การศึกษา การฝึก และโอกาสในการทาํ งาน และความจาํ เป็นอืน ๆ ไดน้ อ้ ยมาก ยาํ ว่า การขจดั การแบ่งแยกผวิ การแบ่งเชือชาติทุกรูปแบบ การเลือกปฏิบตั ิตามเชือชาติ ลทั ธิอาณานิคม ลทั ธิอาณานิคมสมยั ใหม่ การรุกราน การยึดครอง ครอบครอง และการแทรกแซง ของต่างชาติในกิจการภายในของรัฐต่างๆ มีความสําคญั ต่อการไดอ้ ุปโภคสิทธิอยา่ งเต็มทีของบุรุษ และสตรี ยืนยนั ว่า การทาํ ใหส้ ันติภาพและความมนั คงระหว่างประเทศแข็งแกร่งขึน การผอ่ นคลาย ความตึงเครียดระหว่างประเทศ ความร่วมมือซึงกนั และกนั ในบรรดารัฐทงั ปวงโดยไม่ถือระบบ สังคมและเศรษฐกิจของตน การลดอาวุธโดยทวั ไป และอย่างสินเชิง โดยเฉพาะอย่างยิง การลด อาวุธนิวเคลียร์ ภายใตก้ ารควบคุมระหว่างประเทศอย่างเขม้ แข็งและไดผ้ ล การยืนยนั ถึงหลกั การ แห่งความยุติธรรม ความเสมอภาพและผลประโยชน์ของกันและกัน ในความสัมพนั ธ์ระหว่าง ประเทศต่างๆ และการตระหนกั ถึงสิทธิของประชาชนทีอยภู่ ายใตก้ ารครอบครองของต่างชาติและ อยภู่ ายใตอ้ าณานิคม และการยดึ ครองของต่างชาติต่อการทีจะปกครองตนเอง และการไดอ้ ิสรภาพ รวมทงั การเคารพอธิปไตยแห่งชาติ และบูรณภาพแห่งดินแดนจะช่วย ส่งเสริมความกา้ วหนา้ และ 78
พฒั นาการทางสังคม และในฐานะเป็ นผลสืบเนืองจะช่วยให้บรรลุถึงความเสมอภาคอย่างเต็มที ระหวา่ งบุรุษและสตรี มีความเชือมนั วา่ พฒั นาการอย่างเต็มทีและสมบูรณ์ของประเทศ สวสั ดิภาพของโลกและ เหตุทีจะมีสนั ติภาพจาํ ตอ้ งใหส้ ตรีไดเ้ ขา้ ร่วมอยา่ งเตม็ ที ในทุกๆ สาขาโดยเสมอภาคกบั บุรุษ คาํ นึงถึงการทีสตรีมีส่วนช่วยอยา่ งสาํ คญั ต่อสวสั ดิการของครอบครัวและต่อพฒั นาการของ สังคม ซึงจนกระทงั ปัจจุบนั นียงั ไม่ไดร้ ับการยอมรับ อย่างเต็มที ความสําคญั ทางสังคมของความ เป็ นเพศมารดาและบทบาทของบิดามารดาในครอบครัวและในการเลียงดูบุตร และตระหนกั ว่า บทบาทของสตรีในการกาํ เนิดบุตรไม่ควรจะเป็ นพืนฐานในการเลือกปฏิบตั ิ แต่ตระหนักว่า การ เลียงดูบุตรจาํ เป็นตอ้ งไดร้ ับผดิ ชอบร่วมกนั ระหวา่ ง บุรุษและสตรี และสังคมทงั มวล ตระหนกั ว่า จาํ เป็ นตอ้ งเปลียนแปลงบทบาทดงั เดิมของบุรุษ รวมทงั บทบาทของสตรีใน สงั คมและในครอบครัวเพือใหบ้ รรลุถึงความเสมอภาพ อยา่ งเตม็ ทีระหวา่ งบุรุษและสตรี... ข้อ 1. เพือความมุ่งประสงคข์ องอนุสัญญานี คาํ วา่ “เลือกปฏิบตั ิต่อสตรี” จะหมายถึงการแบ่งแยก การกีดกนั หรือการจาํ กดั ใดๆ เพราะเหตุแห่งเพศ ซึงมีผลหรือความมุ่งประสงคท์ ีจะทาํ ลายหรือทาํ ใหเ้ สือมเสียการยอมรับ การไดอ้ ุปโภค หรือใชส้ ิทธิโดยสตรี โดยไม่เลือกสถานภาพดา้ นการสมรส บนพืนฐานของความเสมอภาคของบุรุษและสตรีของสิทธิมนุษยชนและเสรีภาพขนั พืนฐานในดา้ น การเมือง เศรษฐกิจ สงั คม วฒั นธรรม พลเมืองหรือดา้ นอืน ๆ ข้อ 2. รัฐภาคีทังหลายขอประณามการเลือกปฏิบตั ิต่อสตรีในทุกรูปแบบ ตกลงทีจะติดตาม นโยบายเกียวกบั การขจดั การเลือกปฏิบตั ิต่อสตรีโดยวิธี ทีเหมาะสมทุกประการ และโดยไม่ชกั ชา้ และเพือใหบ้ รรลุจุดมุ่งหมายนี ตกลงทีจะ ก) บรรจุหลกั การของความเสมอภาคของบุรุษและสตรีไวใ้ นรัฐธรรมนูญแห่งชาติ ของตนหรือในบทบญั ญตั ิแห่งกฎหมายทีเหมาะสม อืนๆ ถา้ หากวา่ ยงั ไม่รวมเขา้ ไวใ้ นรัฐธรรมนูญ และบทบญั ญตั ิเหล่านัน และประกันทีจะให้มีการปฏิบตั ิตามหลกั การนี โดยผ่านกฎหมาย และ วธิ ีการทีเหมาะสมอืน ๆ ข) ออกมาตรการดา้ นนิติบญั ญตั ิและอืนๆ ทีเหมาะสม รวมทงั ขอ้ บงั คบั เมือเห็น เหมาะสม ซึงหา้ มการเลือกปฏิบตั ิทงั มวลต่อสตรี ค) จดั ให้มีการป้ องกนั ทางกฎหมายซึงสิทธิของสตรีบนพืนฐานทีเท่าเทียมกนั กบั บุรุษและรับประกนั ในการคุม้ ครองสตรีอยา่ งมี ประสิทธิภาพ ต่อการ เลือกปฏิบตั ิใดๆ โดยผา่ นศาล ยตุ ิธรรมแห่งชาติทีมีอาํ นาจและสถาบนั รัฐบาลอืนๆ 79
ง) งดเวน้ จากการเขา้ ไปพวั พนั ในการกระทาํ หรือการปฏิบตั ิใดๆ เกียวกบั การเลือก ปฏิบตั ิต่อสตรี และรับประกนั วา่ เจา้ หนา้ ทีและสถาบนั ของรัฐจะปฏิบตั ิโดยสอดคลอ้ งกบั ขอ้ ผกู พนั นี จ) ใชม้ าตรการทีเหมาะสมทุกอย่าง เพือขจดั การเลือกปฏิบตั ิต่อสตรี โดยบุคคล องคก์ ารหรือวสิ าหกิจใดๆ ฉ) ใชม้ าตรการทีเหมาะสมทุกอยา่ ง รวมทงั การออกกฎหมายเพือเปลียนแปลงหรือ ลม้ เลิกกฎหมาย ขอ้ บงั คบั ประเพณีและแนวทาง ปฏิบตั ิทียงั มีอยู่ซึงก่อให้เกิดการเลือกปฏิบตั ิต่อ สตรี ช) เพกิ ถอนบทบญั ญตั ิทางอาญาภายในทงั ปวงซึงก่อใหเ้ กิดการเลือกปฏิบตั ิต่อสตรี ข้อ 3. ในทุก ๆ ดา้ น โดยเฉพาะอยา่ งยิงในดา้ นการเมือง สังคม เศรษฐกิจ และวฒั นธรรม รัฐภาคี จะใช้มาตรการทีเหมาะสมทังปวง รวมทังการออก กฎหมายเพือประกันพัฒนาการและ ความกา้ วหน้าอย่างเต็มทีของสตรี เพือความมุ่งประสงค์ทีรับประกนั ให้สตรีไดใ้ ช้และไดอ้ ุปโภค สิทธิมนุษยชน และเสรีภาพขนั พืนฐานบนฐานของความเสมอภาคกบั บุรุษ ข้อ 4. 1. การทีรัฐภาคีออกมาตรการพิเศษชวั คราว ซึงมุ่งทีจะเร่งรัดให้มีความเสมอภาคทีแทจ้ ริง ระหว่างบุรุษและสตรี จะไม่ถือวา่ เป็ น การเลือก ปฏิบตั ิตามทีไดน้ ิยามความหมายไวใ้ นอนุสัญญา ฉบบั ปัจจุบนั นี แต่จะโดยประการใดก็ตามไม่ตอ้ งมีการคงมาตรฐานอนั ไม่เสมอภาค หรือแบ่งแยก ไว้ ในฐานะเป็ นผลทีตามมา มาตรการเหล่านีจะสินสุดเมือไดบ้ รรลุถึงวตั ถุประสงคข์ องความเสมอ ภาคและโอกาสและการปฏิบตั ิ 2. การทีรัฐภาคีออกมาตรการพิเศษ รวมทงั มาตรการทีมีอยแู่ ลว้ ในอนุสัญญาฉบบั ปัจจุบนั ซึงมุ่งทีจะปกป้ องความเป็นเพศมารดาไวจ้ ะไม่ถือวา่ เป็นการเลือกปฏิบตั ิ ข้อ 5. รัฐภาคีจะใช้มาตรการทเี หมาะสมทงั ปวง ก) เพือปรับปรุงแบบแผนความประพฤติทางสังคมและวฒั นธรรมของบุรุษและ สตรี โดยมุ่งทีจะให้ไดข้ จดั ความเดียดฉนั ท์ และ วิธีปฏิบตั ิอนั เป็ นประเพณีอืนๆ ทงั ปวง ซึงอยู่บน พืนฐานของความคิดเกียวกบั ความตาํ ตอ้ ย หรือความสูงส่งของอีกเพศหนึง หรือทีอยบู่ นพืนฐานของ บทบาทแบบเก่าสาํ หรับบุรุษและสตรี ข) เพือประกันว่า การศึกษาเกียวกับระบบครอบครัวรวมถึงความเข้าใจอย่าง ถูกตอ้ งเกียวกบั ความเป็ นเพศมารดาในฐานะเป็ นหน้าที ทางสังคมและเป็ นการยอมรับถึงความ 80
รับผดิ ชอบร่วมกนั ของบุรุษและสตรีในการเลียงดู และการพฒั นาบุตร ทงั ยงั เป็ นทีเขา้ ใจดว้ ยวา่ ใน ทุกๆ กรณีผลประโยชน์ของบุตรยอ่ มเป็นสิงตอ้ งคาํ นึงถึงเป็นเบืองแรก ข้อ 6. รัฐภาคีจะใชม้ าตรการทีเหมาะสมทุกอยา่ ง รวมทงั การออกกฎหมายเพือปราบปรามการคา้ สตรีและการแสวงหาประโยชนจ์ ากการคา้ ประเวณี ของสตรีทุกรูปแบบ ข้อ 14. 1. รัฐภาคีจะคาํ นึงถึงปัญหาเฉพาะทีสตรีในชนบทเผชิญอยู่ รวมทงั บทบาทสาํ คญั ๆ ซึงสตรี ชนบทมีอยใู่ นการช่วยสนบั สนุนคาํ จุน ครอบครัวของตนดา้ นเศรษฐกิจ รวมทงั งานในสายเศรษฐกิจ ทีไม่ไดก้ าํ หนดเป็ นตวั เงิน และจะใชม้ าตรการทีเหมาะสมทุกอยา่ งรับประกนั ทีจะให้ นาํ บทบญั ญตั ิ ของอนุสัญญาฉบบั ปัจจุบนั ไปใชแ้ ก่สตรีในเขตชนบทดว้ ย 2. รัฐภาคีจะใชม้ าตรการทีเหมาะสมทุกอยา่ ง เพือขจดั การเลือกปฏิบตั ิต่อสตรีในเขตชนบท เพือทีจะประกนั บนพืนฐานของความเสมอภาค ของบุรุษและสตรีว่า สตรีทงั หลายเขา้ ร่วมในและ ไดร้ ับผลประโยชน์จากการพฒั นาชนบท และโดยเฉพาะอยา่ งยงิ จะใหส้ ตรีดงั กล่าวไดร้ ับสิทธิ ก) ทีจะเขา้ ร่วมในการจดั ทาํ รายละเอียดและการดาํ เนินการตามแผนการพฒั นาใน ทุกๆ ดา้ น ข) ทีจะมีโอกาสได้รับความสะดวกด้านการรักษาสุขภาพอย่างเพียงพอ รวมทงั ขอ้ สนเทศ การปรึกษาหารือ และการบริการ ในการวางแผนครอบครัว ค) ทีจะไดร้ ับผลประโยชนโ์ ดยตรงจากโครงการประกนั สงั คม ง) ทีจะไดร้ ับการฝึ กอบรมและการศึกษาทุกรูปแบบ ทงั แบบในระบบและนอก ระบบ รวมทงั ทีเกียวกบั การรณรงคใ์ หร้ ู้หนงั สือ และทงั ผลประโยชน์จากบริการชุมชนและบริการ เพิมเติม เพือทีจะเพิมความชาํ นาญดา้ นเทคนิค จ) ทีจะจดั การให้มีกลุ่มช่วยตนเอง และสหกรณ์ เพือทีจะได้เขา้ ถึงโอกาสดา้ น เศรษฐกิจ โดยผา่ นการรับจา้ งทาํ งาน หรือการทาํ งานดว้ ยตนเอง ฉ) ทีจะเขา้ ร่วมในกิจกรรมชุมชนทุกประเภท ช) ทีจะมีโอกาสไดส้ ินเชือ และการกู้ยืมทางเกษตร สิงอาํ นวยความสะดวกดา้ น การเกษตร เทคโนโลยีทีเหมาะสม และ การปฏิบัติแบบเสมอภาคในการปฏิรูปทีดินและการ เพาะปลูก รวมทงั ในโครงการตงั ถินฐานใหม่ในทีดิน 81
ความเห็นทวั ไปทอี ธิบายหลกั กฎหมายสิทธิมนุษยชนของสนธิสัญญานี ชีวติ ประจําวนั และชีวติ ส่วนตวั ในทางประวตั ิศาสตร์ กิจกรรมในทีสาธารณะและในชีวติ ส่วนตวั ของมนุษยม์ กั ถูกมองวา่ มี ความแตกต่างกนั และมีการออกกฎเกณฑค์ วบคุมตามความต่างนนั ในทุกสังคมกิจกรรมของสตรี ซึงมีบทบาทตามประเพณีในพืนทีส่วนตวั หรือในบ้านมกั ถูกถือว่าเป็ นสิงทีด้อยค่ามาเป็ นเวลา ยาวนาน80 แต่ในเมือกิจกรรมกงั กล่าวมีคุณค่าอยา่ งยิงต่อการดาํ รงอยขู่ องสังคม จึงไม่มีเหตุผลใดทีจะ เลือกใชก้ ฎหมาย หรือจารีตทีแตกต่าง และเลือกปฏิบตั ิต่อกิจกรรมเหล่านี รายงานของรัฐภาคีแสดง ให้เห็นว่ามีบางประเทศทียงั ไม่มีความเสมอภาคตามกฎหมาย สตรีจึงยงั คงถูกกีดกนั จากการเขา้ ถึง ทรัพยากรอยา่ งเสมอภาค และจากการทีสถานภาพทีเท่าเทียมในครอบครัวและสังคม และแมแ้ ต่ใน ประเทศทีมีความเสมอภาคตามกฎหมาย แต่ทุกสังคมก็ไดก้ าํ หนดบทบาททีมีความเสมอภาคตาม กฎหมาย แต่ทุกสังคมก็ไดก้ าํ หนดบทบาททีแตกต่างและถูกมองว่าดอ้ ยค่าแก่สตรี ดว้ ยเหตุนีหลกั กี เรืองความยตุ ิธรรมและความเสมอภาคโดยเฉพาะ81 ข้อเสนอแนะ ความรุนแรงต่อสตรี จากการพิจารณาถึงสถานภาพของสตรีในครอบครัว คณะกรรมการประสงคท์ ีจะเนน้ ยาํ วา่ ขอ้ กาํ หนดตามขอ้ เสนอแนะทวั ไปลาํ ดบั ที 19 (สมยั ประชุมทีสิบเอด็ ) เกียวกบั ความรุนแรงต่อสตรี มีความสาํ คญั อยา่ งยิงต่อความสามารถของสตรีทีจะใชส้ ิทธิและเสรีภาพบนความเสมอภาคกบั บุรุษ คณะกรรมการเนน้ ยาํ ให้รัฐภาคีดาํ เนินการตามขอ้ เสนอแนะทวั ไปดงั กล่าว เพือประกนั ว่าสตรีจะ ปลอดพน้ จากความรุนแรงบนพืนฐานของเพศภาพ ทงั ในชีวิตสาธารณะ และในครอบครัว อนั จะ เป็นอุปสรรคอยา่ งยงิ ต่อสิทธิและเสรีภาพของสตรีในฐานะปัจเจกชน82 80 UN, วราภรณ์ แช่มสนิท แปล, ขอ้ เสนอแนะทวั ไปทีรบั รองโดยคณะกรรมการวา่ ดว้ ยการขจดั การเลือก ปฏิบตั ิต่อสตรีทุกรูปแบบลาํ ดบั ที 21, การประชุมสมยั ที 13, 1994, ยอ่ หนา้ 11 81 UN, วราภรณ์ แช่มสนิท แปล, ขอ้ เสนอแนะทวั ไปทีรบั รองโดยคณะกรรมการวา่ ดว้ ยการขจดั การเลือก ปฏิบตั ิต่อสตรีทุกรูปแบบลาํ ดบั ที 21, การประชุมสมยั ที 13, 1994, ยอ่ หนา้ 12 82 UN,วราภรณ์ แช่มสนิท แปล, ขอ้ เสนอแนะทวั ไปทีรับรองโดยคณะกรรมการวา่ ดว้ ยการขจดั การเลือก ปฏิบตั ิต่อสตรีทุกรูปแบบลาํ ดบั ที 2 , การประชุมสมยั ที 13, 1994, ยอ่ หนา้ 40 82
บทสรุป ประเด็นสําคญั ทีไดร้ ับการเน้นยาํ ในแผนปฏิบตั ิการปักกิงไดแ้ ก่ช่องว่างระหว่างกฎหมาย และการปฏิบตั ิจริง หรือ ระหว่างสภาพแห่งสิทธิกบั สภาพความเป็ นจริงในเรืองการมีส่วนร่วม ทางการเมืองและชีวิตสาธารณะของสตรีโดยทวั ไป งานวิจยั ชีให้เห็นว่าหากสตรีได้มีส่วนร่วม เพิมขึนเป็ นร้อยละ 30 ถึง 35 (หรือทีเรียกโดยทวั ไปว่า ปริมาณทีนาํ ไปสู่การเปลียนแปลง (critical mass)) ก็จะก่อให้เกิดผลกระทบอยา่ งแทจ้ ริงต่อรูปแบบทางการเมืองและเนือหาการตดั สินใจ และ จะเป็นการเปิ ดโฉมหนา้ ใหม่ของชีวติ ทางการเมือง83 83 UN, วราภรณ์ แช่มสนิท แปล, ขอ้ เสนอแนะทวั ไปทีรับรองโดยคณะกรรมการวา่ ดว้ ยการขจดั การเลือก ปฏิบตั ิต่อสตรีทุกรูปแบบลาํ ดบั ที 22, การประชุมสมยั ที 14, 1995, ยอ่ หนา้ 16 83
7. อนุสัญญาด้วยการขจดั การการเลอื กปฏบิ ัติทางเชือชาตใิ นทุกรูปแบบ หลงั จากปฏิญญาสากลฯประกาศใชไ้ ปกว่าสามทศวรรษ รวมถึงการมีปฏิญญาว่าดว้ ยการ กาํ หนดอนาคตของตนเองฯ รวมถึงความซบั ซอ้ นของปัญหาการละเมิดสิทธิต่อกลุ่มเชือชาติหลงั การปลดแอกอาณานิคมและเกิดรัฐชาติสมยั ใหม่เพิมขึนมากมาย ก็มีการประกาศ อนุสัญญาขจดั การเลือกประติบตั ิต่อเชือชาติฯ เพือให้รายละเอียดการบงั คบั ใช้สิทธิเพือให้สนองต่อการคุม้ ครอง สิทธิของกลุ่มเชือชาติทีมีความเสียงในหลากหลายมิติ อย่างเหมาะสม โดยมีเงือนไข และจุดเน้น ดงั ต่อไปนี สาระสําคัญ84 อนุสัญญาว่าดว้ ยการขจดั การเลือกปฏิบตั ิทางเชือชาติในทุกรูปแบบประกอบดว้ ยวรรค อารัมภบท และบทบญั ญตั ิ 25 ขอ้ ซึงแบ่งเป็น 3 ส่วน ดงั นี 1) กล่าวถึงคาํ จาํ กดั ความ “การเลือกปฏิบตั ิทางเชือชาติ” วา่ หมายถึงการจาํ แนก การกีดกนั การจาํ กดั หรือการเอืออาํ นวยพิเศษ เพราะเชือชาติ สีผวิ เชือสาย หรือชาติกาํ เนิด หรือเผา่ พนั ธุ์ โดย ไม่รวมถึงการปฏิบตั ิทีแตกต่างระหวา่ งบุคคลทีเป็ นพลเมืองและไม่ใช่พลเมือง นโยบายของรัฐภาคี และการดาํ เนินมาตรการเพือขจดั การเลือกปฏิบตั ิทางเชือชาติในทุกรูปแบบ เช่น การห้ามการ โฆษณาชวนเชือ การประกนั สิทธิประกนั สิทธิอนั เท่าเทียมกนั ของบุคคลภายใตก้ ฎหมาย ทงั ในดา้ น สิทธิพลเมือง สิทธิทางการเมือง สิทธิทางเศรษฐกิจ สังคม และวฒั นธรรม การเยียวยาเมือถูกละเมิด การให้ความสาํ คญั ดา้ นมาตรการในการศึกษา วฒั นธรรม และขอ้ มูลเพือขจดั การเลือกปฏิบตั ิทาง เชือชาติ 2) กล่าวถึงคณะกรรมการการขจดั การเลือกปฏิบตั ิทางเชือชาติ และการจดั ทาํ รายงานของ รัฐภาคี การปฏิบตั ิงานและการรับเรืองร้องเรียนของคณะกรรมการ 3) กล่าวถึงกระบวนการเขา้ เป็นภาคี และการแกไ้ ขเพิมเติมบทบญั ญตั ิของอนุสัญญา วนั ทมี ีผลบังคับใช้ สมชั ชาใหญ่สหประชาชาติไดร้ ับรองอนุสัญญาวา่ ดว้ ยการขจดั การเลือกปฏิบตั ิทางเชือชาติ ในทุกรูปแบบ เมือวนั ที 21 ธนั วาคม 2508 และมีผลใชบ้ งั คบั ใชใ้ นวนั ที 4 มกราคม 2532 84 อา้ งแลว้ หนา้ 41 84
สาระสําคญั ของสนธิสัญญาทแี สดงถงึ หลกั กฎหมายสิทธิมนุษยชน อารัมภบท... สหประชาชาติซึงคือการส่งเสริมและสนบั สนุนใหค้ วามเคารพและสากลสาํ หรับการปฏิบตั ิ ตามสิทธิมนุษยชนและเสรีภาพขนั พืนฐานสําหรับทุกคนโดยไม่คาํ นึงถึงความแตกต่างทางเชือชาติ ... เนื องจากมีปฏิ ญญาสิ ทธิ ของชนพืนเมื องเกิ ดขึ นในภายหลังและให้รายละเอียดในเชิ ง หลกั การไดส้ อดคลอ้ งและสนบั สนุนเพมิ เติม ดงั จะเสนอในหวั ขอ้ ถดั ไป ความเหน็ ทวั ไปทอี ธิบายหลกั กฎหมายสิทธิมนุษยชนของสนธิสัญญานี บุคคลทไี ม่ใช่พลเมอื ง ขอ้ 1 วรรคที 1 แห่งอนุสัญญาระหวา่ งประเทศวา่ ดว้ ยการขจดั การเลือกปฏิบตั ิทางเชือชาติ ในทุกรูปแบบได้นิยามการเลือกปฏิบตั ิทางเชือชาติเอาไว้ ขอ้ 1 วรรคที 2 ไดย้ กเวน้ การแยกแยะ ระหวา่ งบุคคลทีเป็ นพลเมืองกบั ทีไม่ใช่พลเมืองออกจากนิยามนี ส่วนขอ้ 1 วรรคที 3 เป็ นการเสริม ขอ้ 1 วรรคที 2 โดยระบุว่าในบรรดาบุคคลทีไม่ใช่พลเมืองด้วยกนั รัฐภาคีจะไม่เลือกปฏิบตั ิต่อ สัญชาติใดเป็นการเฉพาะ รัฐภาคีทุกรัฐมีพนั ธกรณีทีจะตอ้ งรายงานใหค้ รบถว้ นเกียวกบั การบญั ญตั ิ กฎหมายและการบงั คบั ใช้กฎหมายเกียวกบั ชาวต่างประเทศ จะตอ้ งไม่ถูกตีความให้เบียงเบนไป จากสิทธิและเสรีภาพทีไดร้ ับรองและแถลงในหนงั สือตราสารอืน ๆ โดยเฉพาะอยา่ งยิงในปฏิญญา สากลวา่ ดว้ ยสิทธิมนุษยชน กติการะหวา่ งประเทศวา่ ดว้ ยสิทธิทางเศรษฐกิจ สังคม และ วฒั นธรรม และกติการะหวา่ งประเทศวา่ ดว้ ยสิทธิพลเมือง และ สิทธิการเมือง85 การฝึ กอบรมเจ้าหน้าทบี งั คับใช้กฎหมายเพอื คุ้มครองสิทธิมนุษยชน การปฏิบตั ิให้บรรลุภารกิจดงั กล่าวขึนอยู่กบั เจา้ หน้าทีระดบั ชาติทีบงั คบั ใช้กฎหมายโดย อาศยั อาํ นาจตาํ รวจเป็ นอยา่ งมากโดยเฉพาะอย่างยิงอาํ นาจในการกกั ขงั หรือ จบั กุม และ ขึนอยกู่ บั วา่ เจา้ หนา้ ทีเหล่านีไดร้ ับรู้วา่ รัฐของตนมีพนั ธกรณีผกู พนั ภายใตอ้ นุสัญญาหรือไม่ ดงั นนั เจา้ หนา้ ที บังคบั ใช้กฎหมายจึงสมควรได้รับการอบรมอย่างเข้มข้น เพือให้แน่ใจว่า ขณะปฏิบัติหน้าที 85 UN, สรยทุ ธ รัตนพจนารถ แปล, ขอ้ เสนอแนะทวั ไปทีรับรองโดยคณะกรรมการวา่ ดว้ ยการขจดั การ เลือกปฏิบตั ิทางเชือชาติลาํ ดบั ที 11, การประชุมสมยั ที 42, 1993 ยอ่ หนา้ 1-3 85
เจา้ หนา้ ทีดงั กล่าวจะเคารพต่อการปกป้ องศกั ดิศรีแห่งความเป็ นมนุษยแ์ ละเชิดชูสิทธิมนุษยชนของ ทุนคนโดยไม่เลือกเชือชาติ สีผวิ หรือ สญั ชาติ หรือ ชาติพนั ธุ์86 ข้อ 4. แห่งอนุสัญญา ขอ้ 4 ไดร้ ับการพิจารณาวา่ ประเด็นหลกั ในการต่อตา้ นการเลือกปฏิบตั ิทางเชือชาติในเวลา นนั เกิดความหวาดกลวั อยา่ งแพร่หลายวา่ อุดมการณ์อาํ นาจนิยมจะหวนคืนกลบั มาอีก การประณาม และหา้ มเผยแพร่ความคิดเรือง ความเหนือกว่าดา้ นเชือชาติ และการจดั กิจกรรมชนิดทียยุ งส่งเสริม ใหบ้ ุคคลใชค้ วามรุนแรงโดยอาศยั ประเด็นเรืองเชือชาติ จึงถือกนั วา่ มีความสําคญั มาก นบั แต่นนั มา คณะกรรมการก็ไดร้ ับหลกั การการก่อความรุนแรงทีมีพืนฐานมาจากประเด็นเรืองชาติพนั ธุ์และการ กดขีข่มเหงทางการเมืองต่อชาติพนั ธุ์อืนทีแตกต่างจากตน 87 ดงั นนั ในอนั ทีจะปฏิบตั ิตามพนั ธกรณีรัฐภาคีไม่เพียงแต่จะตอ้ งบญั ญตั ิกฎหมายทีเหมาะสม เท่านัน แต่ยงั ตอ้ งให้หลกั ประกนั ว่าการบงั คบั ใช้กฎหมายเป็ นไปอย่างมีประสิทธิภาพด้วย ทงั นี เพราะการคุกคามและการกระทาํ ความรุนแรงจากการเลือกปฏิบตั ิทางเชือขาตินนั ง่ายต่อการนาํ ไปสู่ การกระทาํ ทีรุนแรงอืนๆ และแผข่ ยายบรรยากาศ แห่งความเป็นปฏิปักษ์ การแทรกแซงโดยทนั ที ทาํ ใหป้ ฏิบตั ิตามพนั ธกรณีไดอ้ ยา่ งมีประสิทธิภาพ88 ขอ้ 4(ก) บงั คบั ใหร้ ัฐภาคีทาํ การลงโทษการกระทาํ ผดิ 4 ประเภท: (1) การเผยแพร่ความคิดที อา้ งความเหนือกว่าทางเชือชาติ หรืออาศยั ความเกลียดชงั ทางเชือชาติ; (2) การยุยงส่งเสริมให้เกิด ความเกลียดชงั ทางเชือชาติ; (3) การกระทาํ ทีเป็ นความรุนแรงต่อตา้ นเชือชาติหรือกลุถ่มบุคคลใด ๆ ทีต่างสีผวิ หรือ ชาติพนั ธุ์; และ (4) การยยุ งส่งเสริมใหก้ ระทาํ การดงั กล่าว89 86 UN, สรยทุ ธ รัตนพจนารถ แปล, ขอ้ เสนอแนะทวั ไปทีรับรองโดยคณะกรรมการวา่ ดว้ ยการขจดั การ เลือกปฏิบตั ิทางเชือชาติลาํ ดบั ที 13, การประชุมสมยั ที 42, 1993 ยอ่ หนา้ 2 87 UN, สรยทุ ธ รัตนพจนารถ แปล, ขอ้ เสนอแนะทวั ไปทีรับรองโดยคณะกรรมการวา่ ดว้ ยการขจดั การ เลือกปฏิบตั ิทางเชือชาติลาํ ดบั ที 15, การประชุมสมยั ที 42, 1993 ยอ่ หนา้ 1 88 UN, สรยทุ ธ รัตนพจนารถ แปล, ขอ้ เสนอแนะทวั ไปทีรับรองโดยคณะกรรมการวา่ ดว้ ยการขจดั การ เลือกปฏิบตั ิทางเชือชาติลาํ ดบั ที 15, การประชุมสมยั ที 42, 1993 ยอ่ หนา้ 2 89 UN, สรยทุ ธ รัตนพจนารถ แปล, ขอ้ เสนอแนะทวั ไปทีรับรองโดยคณะกรรมการวา่ ดว้ ยการขจดั การ เลือกปฏิบตั ิทางเชือชาติลาํ ดบั ที 15, การประชุมสมยั ที 42, 1993 ยอ่ หนา้ 1-3 86
สิทธิในการกาํ หนดใจตนเอง กลุ่มชาติพนั ธุ์ กลุ่มศาสนา หรือ ชนกลุ่มนอ้ ยต่าง ๆ อา้ งถึงสิทธิในการกาํ หนดใจตนเองเป็ น พืนฐานแก่สิทธิในการยนื ยนั การแยกตวั หรือแยกดินแดน90 สิทธิในการกาํ หนดใจตนเองของประชาชนเป็ นหลกั การพืนฐานแห่งกฎหมายระหว่าง ประเทศ ทงั ยงั ไดร้ ับการตราไวใ้ นขอ้ 1 แห่งกติการะหวา่ งประเทศวา่ ดว้ ยสิทธิเศรษฐกิจ การเมือง สงั คม และ วฒั นธรรม และขอ้ 1 แห่งกติการะหวา่ งประเทศวา่ ดว้ ยสิทธิพลเมือง และ สิทธิการเมือง รวมไปถึงเอกสารด้านสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศอืน ๆ กติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิ พลเมืองและสิทธิการเมืองให้สิทธิแก่งปวงชนในการกาํ หนดใจตนเอง ควบคู่ไปกบั สิทธิของชน กลุ่มนอ้ ย ทางดา้ นชาติพนั ธุ์ ศาสนา ภาษา ในการมีวฒั นาธรรมของตนเอง และในการเลือกนบั ถือ และปฏิบตั ิศาสนา หรือ ใชภ้ าษาของตน91 หลกั การแห่งกฎหมายระหวา่ งประเทศเกียวกบั ความสัมพนั ธ์ฉนั ทม์ ิตร และความร่วมมือ ระหว่างรัฐต่าง ๆ ซึงสอดคลอ้ งกบั กฎบตั รสหประชาชาติทีรับรองโดยสมชั ชาสหประชาชาติ ตาม มติ 2625 (xxv) ลงวนั ที 24 ตุลาคม ค.ศ. 1970 นนั ถือเป็ นหนา้ ทีของรัฐต่าง ๆ ทีจะตอ้ งส่งเสริมสิทธิ การกาํ หนดใจตนเองของปวงชนทงั หลายแต่วธิ ีปฏิบตั ิให้เป็ นไปตามหลกั การแห่งสิทธิการกาํ หนด ใจตนเองนี กําหนดให้ทุก ๆ รัฐดาํ เนินการส่งเสริมสิทธิมนุษยชนและเสรีภาพขนั พืนฐานให้ สอดคลอ้ งกบั กฎบตั รแห่งสหประชาชาติไม่ว่าจะโดยร่วมกบั รัฐอืน หรือโดยลาํ พงั ก็ตาม ในบริบท ดงั กล่าวนี คณะกรรมการประสงคใ์ หร้ ัฐบาลทงั หลายใส่ใจต่อปฏิญญาวา่ ดว้ ยสิทธิของบุคคลผเู้ ป็ น ส่วนหนึงของชนกลุ่มน้อยทางด้านชาติ หรื อ ชาติพันธุ์ และศาสนา ซึงรับรองโดยสมัชชา สหประชาชาติตามมติ 47/135 ลงวนั ที 18 ธนั วาคม ค.ศ. 199292 เกียวกบั สิทธิในการกาํ หนใจตนเองของปวงชนนี มีอยสู่ องประเด็นคือ สิทธิในการกาํ หนด ใจตนเอง ซึงมีแง่มุมภายในประเทศ ไดแ้ ก่ สิทธิของทุกกลุ่มชนในการพฒั นาดา้ นเศรษฐกิจ สังคม 90 UN, สรยทุ ธ รัตนพจนารถ แปล, ขอ้ เสนอแนะทวั ไปทีรับรองโดยคณะกรรมการวา่ ดว้ ยการขจดั การ เลือกปฏิบตั ิทางเชือชาติลาํ ดบั ที 21, การประชุมสมยั ที 48, 1996 ยอ่ หนา้ 1 91 UN, สรยทุ ธ รัตนพจนารถ แปล, ขอ้ เสนอแนะทวั ไปทีรับรองโดยคณะกรรมการวา่ ดว้ ยการขจดั การ เลือกปฏิบตั ิทางเชือชาติลาํ ดบั ที 21, การประชุมสมยั ที 42, 1993 ยอ่ หนา้ 2 92 UN, สรยทุ ธ รัตนพจนารถ แปล, ขอ้ เสนอแนะทวั ไปทีรับรองโดยคณะกรรมการวา่ ดว้ ยการขจดั การ เลือกปฏิบตั ิทางเชือชาติลาํ ดบั ที 21, การประชุมสมยั ที 48, 1996 ยอ่ หนา้ 3 87
และ วฒั นธรรม โดยปราศจากการแทรกแซงจากภายนอก ประเด็นนีมีความเกียวพนั กบั สิทธิของ พลเมืองทุกคนทีจะมีส่วนร่วมในกิจการสาธารณะทุก ๆ ระดบั นยั ทีตามมาก็คือรัฐบาลจึงถือเป็ นตนั แทนของประชากรทงั หมด อย่างปราศจากการแบ่งแยกเชือชาติ สีผิว เชือสาย สัญชาติ หรือ ชาติ พนั ธุ์ ส่วนแง่มุมภายนอกประเทศของการกาํ หนดใจตนเองนนั มีนยั ว่า ทุกกลุ่มชนลว้ นมีสิทธิทีจะ ตดั สินใจโดยอิสระถึงสถานภาพทางการเมือง และตาํ แหน่งของตนในชุมชนนานาชาติบนพืนฐาน แห่งหลกั การว่าดว้ ยสิทธิทีเท่าเทียมกนั และปรากฏให้เห็นเป็ นตวั อย่างจากการปลดปล่อยปวงชน ทงั หลายจากระบอบอาณานิคม รวมทงั การห้ามกดขีปวงชนใด ๆ ให้ตกอยู่ภายใต้การยึดครอง ครอบงาํ หรือเอารัดเอาเปรียบของต่างชาติ93 รัฐบาลควรมีความละเอียดอ่อนต่อสิทธิของบุคคล ในฐานะทีเป็ นส่วนหนึงของกลุ่มชาติ พนั ธุ์ โดยเฉพาะอย่างยิงสิทธิในการมีชีวิตอยู่อย่างเปี ยมศกั ดิศรีสิทธิทีจะธาํ รงวฒั นธรรมของตน สิทธิทีจะมีส่วนไดร้ ับผลพวงจากการเจริญเติบโตของชาติอยา่ งเป็นธรรม และสิทธิทีจะมีบทบาทใน รัฐบาลของประเทศทีพวกเขาเป็ นพลเมือง รัฐบาลต่าง ๆควรพิจารณามอบสิทธิตามสมควรให้แก่ บุคคลทีอยใู่ นกลุ่มชาติพนั ธุ์ หรือ กลุ่มภาษาทีประกอบเป็ นส่วนหนึงของประชากรของรัฐ ในอนั ที จะดาํ เนินกิจกรรมต่าง ๆ ทีส่งเสริมใหพ้ วกเขาสามารถธาํ รงรักษาอตั ลกั ษณ์ของตน หรือ กลุ่มไวไ้ ด้ ภายใตก้ รอบรัฐธรรมนูญของรัฐนนั ๆ94 ไม่มีการกระทาํ ใดๆ ของคณะกรรมการทีสมควรได้รับการตีความว่า ให้อาํ นาจหรือ สนบั สนุนการกระทาํ ใดๆ ทีอาจเป็ นการแบ่งแยกหรือ บนั ทอน ไม่ว่าจะทงั หมด หรือ บางส่วนซึง บรู ณภาพแห่งอาราเขต หรือเอกภาพทางการเมืองของรัฐทีกอปรดว้ ยอธิปไตยและเอกราช กฎหมาย ระหวา่ งประเทศยงั ไม่ไดร้ ับรองสิทธิทวั ไปของปวงชนทงั หลายทีจะประกาศแยกตวั ออกจากรัฐหนึง รัฐใดโดยลาํ พงั วินิจฉัยของตน การแตกแยกของรัฐอาจเป็ นผลเสียต่อการคุม้ ครองสิทธิมนุษยชน 93 UN, สรยทุ ธ รัตนพจนารถ แปล, ขอ้ เสนอแนะทวั ไปทีรับรองโดยคณะกรรมการวา่ ดว้ ยการขจดั การ เลือกปฏิบตั ิทางเชือชาติลาํ ดบั ที 21, การประชุมสมยั ที 48, 1996 ยอ่ หนา้ 4 94 UN, สรยทุ ธ รัตนพจนารถ แปล, ขอ้ เสนอแนะทวั ไปทีรับรองโดยคณะกรรมการวา่ ดว้ ยการขจดั การ เลือกปฏิบตั ิทางเชือชาติลาํ ดบั ที 21, การประชุมสมยั ที 48, 1996 ยอ่ หนา้ 5 88
รวมทงั ต่อการธํารงไวซ้ ึงสันติภาพและความมนั คง อย่างไรก็ตาม ความขอ้ นีมิได้ปฏิเสธความ เป็นไปไดท้ ีทุกฝ่ ายทีเกียวขอ้ งจะสามารถบรรลุขอ้ ตกลงต่าง ๆรวมกนั ไดอ้ ยา่ งอิสระ95 ข้อ 5. แห่งอนุสัญญาว่าด้วยผู้ลภี ัยและคนพลดั ถิน อนุสัญญาบงั คบั ใหร้ ัฐภาคีทาํ การหา้ มและขจดั การเลือกปฏิบตั ิทางเชือชาติในการไดร้ ับการ ใชส้ ิทธิเสรีภาพดา้ นพลเมือง การเมือง เศรษฐกิจ สังคม และ วฒั นธรรม96 ยาํ ประเด็นนีวา่ (ก) ผูล้ ีภยั และคนพลดั ถินทุกคนมีสิทธิอยา่ งเป็ นอิสระทีจะกลบั ไปยงั ถินฐานเดิม ของตนภายใตเ้ งือนไขแห่งความปลอดภยั (ข) รัฐภาคีมีพนั ธกรณีทีจะให้หลกั ประกนั วา่ การกลบั ไปยงั ถินฐานเดิมของผลู้ ีภยั และคนพลดั ถินเป็นไปโดยสมคั รใจ และรักษาหลกั การแห่งการไม่ผลกั ดนั และการไม่ขบั ไล่ผลู้ ีภยั (ค) ภายหลงั จากทีผอู้ พยพและคนพลดั ถินกลบั สู่ถินฐานเดิมของตน พวกเขามีสิทธิ ทีจะได้รับดารส่งคืนทรัพย์สินทีถูกตัดสิทธิระหว่างทีเกิดความขัดแยง้ และได้รับการชดเชย ค่าเสียหายทีเหมาะสมในกรณีทีไม่อาจส่งคืนทรัพยส์ ินนนั ส่วนขอ้ ผกู มดั หรือขอ้ แถลงใด ๆ เกียวกบั ทรัพยส์ ินนนั ๆ ทีทาํ ภายใตก้ ารบงั คบั ข่เู ขญ็ ถือวา่ ไม่มีผล และ เป็นโมฆะ (ง) ภายหลงั จากทีผอู้ พยพและคนพลดั ถินกลบั สู่ถินฐานเดิมของตน พวกเขามีสิทธิ ในการมีส่วนร่วมอยา่ งเต็มทีและอยา่ งเท่าเทียมในกิจการสาธารณะทุกๆ ระดบั และสามารถเขา้ ถึง การบริการสาธารณะและสิทธิทีจะไดร้ ับการช่วยเหลือในการกอบกฐู้ านะ97 สิทธิของคนพนื เมือง ภายใตข้ อ้ 9 สถานะของคนพืนเมืองเป็ นเรืองทีไดร้ ับความสนใจอย่างใกลช้ ิดและห่วงใย เสมอมา98 95 UN, สรยทุ ธ รัตนพจนารถ แปล, ขอ้ เสนอแนะทวั ไปทีรับรองโดยคณะกรรมการวา่ ดว้ ยการขจดั การ เลือกปฏิบตั ิทางเชือชาติลาํ ดบั ที 21, การประชุมสมยั ที 48, 1996 ยอ่ หนา้ 6 96 UN, สรยทุ ธ รัตนพจนารถ แปล, ขอ้ เสนอแนะทวั ไปทีรับรองโดยคณะกรรมการวา่ ดว้ ยการขจดั การ เลือกปฏิบตั ิทางเชือชาติลาํ ดบั ที 22, การประชุมสมยั ที 49 , 1996 ยอ่ หนา้ 1 97 UN, สรยทุ ธ รัตนพจนารถ แปล, ขอ้ เสนอแนะทวั ไปทีรับรองโดยคณะกรรมการวา่ ดว้ ยการขจดั การ เลือกปฏิบตั ิทางเชือชาติลาํ ดบั ที 22, การประชุมสมยั ที 49 , 1996 ยอ่ หนา้ 2 89
คนพืนเมืองไดร้ ับการเลือกปฏิบตั ิและไดถ้ ูกกีดกนั จากการไดร้ ับสิทธิมนุษยชนและเสรีภาพ ขนั พืนฐานและโดยเฉพาะอย่างยิงพวกเขาไดส้ ูญเสียดินแดนและทรัพยากรต่าง ๆแก่นักล่าอาณา นิคม บริษทั การคา้ และรัฐวิสาหกิจต่าง ๆ เป็ นผลให้การอนุรักษ์วฒั นธรรม และ อตั ลกั ษณ์ทาง ประวตั ิศาสตร์ของพวกเขาตกอยใู่ นภาวะอนั ตราย99 คณะกรรมการเรียกร้องใหร้ ัฐภาคี: (ก) ยอมรับคุณค่าและเคารพวฒั นธรรม ประวตั ิศาสตร์ ภาษาและวถิ ีชีวิตในฐานะที เป็ นสิงทีเพิมคุณค่าแก่วฒั นธรรมของรัฐภาคีนันๆ และทาํ การสนับสนุนการอนุรักษ์วฒั นธรรม พืนเมือง (ข) ใหห้ ลกั ประกนั ว่าสมาชิกของชนพืนเมืองเป็ นอิสระ และ เท่าเทียมในศกั ดิศรี และเป็นอิสระจากการเลือกปฏิบตั ิโดยเฉพาะอยา่ งยงิ ในกรณีของชาติกาํ เนิดและอตั ลกั ษณ์ (ค) เปิ ดโอกาสและช่องทางในการพฒั นาเศรษฐกิจและสังคมอยา่ งยงั ยืนใหแ้ ก่คน พืนเมือง ชนิดทีสอดคลอ้ งกบั ลกั ษณะทางวฒั นธรรมของพวกเขา (ง) ใหห้ ลกั ประกนั วา่ สมาชิกของชนพืนเมืองมีสิทธิเท่าเทียมในแง่ของการมีส่วน ร่วมอย่างแทจ้ ริงในชีวิตสาธารณะและไม่ทาํ การตดั สินใจใด ๆ ทีเกียวพนั กบั การเพิกถอนสิทธิละ ผลประโยชนช์ องพวกเขาโดยทีพวกเขาไม่ไดร้ ับทราบขอ้ เทจ็ จริง และ ยนิ ยอม (จ) ให้หลกั ประกนั ว่า ชุมชนของคนพืนเมืองสามารถใช้สิทธิในการปฏิบตั ิ และ ฟื นฟวู ฒั นธรรม ประเพณี และ ธรรมเนียมต่าง ๆตลอดจนการอนุรักษแ์ ละใชภ้ าษาของตน100 ทีสาํ คญั คณะกรรมการเรียกร้องให้รัฐภาคียอมรับ และ ปกป้ องสิทธิของชนพืนเมืองในการ ครอบครองพฒั นา ควบคุม และใชท้ ีดิน เขตแดน และ ทรัพยากรอนั เป็ นสมบตั ิของชุมชนของะพวก เขาและในกรณีทีชนพืนเมืองถูกกีดกนั ออกไปโดยปราศจากความยนิ ยอมจากทีดินหรือ เขตแดนที ชนพืนเมืองนนั ๆ แต่ดงั เดิมมาเคยเป็ นเจา้ ของเคยอาศยั อยู่ หรือ เคยใช้ ใหร้ ัฐภาคีดาํ เนินการเพือคืน 98 UN, สรยทุ ธ รัตนพจนารถ แปล, ขอ้ เสนอแนะทวั ไปทีรับรองโดยคณะกรรมการวา่ ดว้ ยการขจดั การ เลือกปฏิบตั ิทางเชือชาติลาํ ดบั ที 23, การประชุมสมยั ที 51 , 1997 ยอ่ หนา้ 1 99 UN, สรยทุ ธ รัตนพจนารถ แปล, ขอ้ เสนอแนะทวั ไปทีรับรองโดยคณะกรรมการวา่ ดว้ ยการขจดั การ เลือกปฏิบตั ิทางเชือชาติลาํ ดบั ที 23, การประชุมสมยั ที 51 , 1997 ยอ่ หนา้ 3 100 UN, สรยทุ ธ รัตนพจนารถ แปล, ขอ้ เสนอแนะทวั ไปทีรับรองโดยคณะกรรมการวา่ ดว้ ยการขจดั การ เลือกปฏิบตั ิทางเชือชาติลาํ ดบั ที 23, การประชุมสมยั ที 51 , 1997 ยอ่ หนา้ 4 90
ทีดิน และ เขตแดนนนั ๆ ส่วนในกรณีทีไม่อาจจะกระทาํ เช่นนนั ไดจ้ ริงๆ สิทธิทีจะไดร้ ับการชดใช้ คืน ควรไดร้ ับทดแทนด้วยสิทธิทีจะไดร้ ับค่าเสียหายทียุติธรรม เป็ นธรรม และโดยฉับพลนั การ ชดใชค้ ืนดงั กล่าวควรจะเป็นในรูปของทีดินหรือเขตแดนในทุกรณีทีเป็นไปได1้ 01 นํามาเทยี บเคียง 5. มาตรการในดา้ นสือมวลชน ดาํ เนินการตามความเหมาะสมเพือขจดั ความคิดเห็นเรืองความเหนือกวา่ ทางเชือชาติ หรือ ชาติพนั ธุ์ ความเกลียดชงั ทางเชือชาติ และกระตุน้ ยุงยงใหเ้ กิดการเลือกปฏิบตั ิ และ ก่อความรุนแรง ต่อชาวโรมาในสือต่าง ๆ โดยใหส้ อดคลอ้ งกบั บทบญั ญตั ิแห่งอนุสัญญา กระตุน้ ผปู้ ระกอบวิชาชีพ ดา้ นสือทงั หมด ตระหนกั ถึงความรับผิดชอบในการไม่เผยแพร่อคติทงั ปวง และการหลีกเลียงการ รายงานเหตุการณ์เกียวกบั สมาชิกรายบุคคลของชุมชนโรมาในทางทีจะเป็ นการตาํ หนอชุมชนทงั ชุมชน102 พฒั นาการรณรงคด์ า้ นการศึกษาและสือ เพือใหก้ ารศึกษาแก่สาธารณะเกียวกบั ชีวติ ิ สังคม และวัฒนธรรมของชาวโรมาและความสําคัญของการสร้างสังคมทีเปิ ดกว้างต่อทุกกลุ่ม ขณะเดียวกนั ก็เคารพในสิทธิมนุษยชนและ อตั ลกั ษณ์ของชาวโรมา กระตุน้ และอาํ นวยความสะดวก แก่ชาวโรมาในการเขา้ ถึงสือรวมทงั หนงั สือพมิ พ์ รายการโทรทศั น์และวทิ ยุต่าง ๆ การก่อตงั สือของ พวกเขาเอง รวมทงั การฝึกอบรมผสู้ ือข่าวชาวโรมา กระตุน้ ใหส้ ือควบคุมตรวจสอบตวั เอง โดยอาศยั หลกั จรรยาบรรณสําหรับองคก์ รสือ เพือทีจะหลีกเลียงการใชภ้ าษาทีเป็ นการเหยียดเชือชาติ เลือก ปฏิบตั ิหรือลาํ เอียง103 6. มาตรการการมีส่วนร่วมในชีวติ สาธารณะ ดาํ เนินมาตรการทีจาํ เป็ น รวมทงั มาตรการพิเศษในการประกนั ว่าชนกลุ่มนอ้ ยหรือ กลุ่ม ชาวโรมามีโอกาสเท่าเทียมในการมีส่วนร่วมในหน่วยงานต่าง ๆ ของรัฐทงั ในส่วนกลาง และ 101 UN, สรยทุ ธ รัตนพจนารถ แปล, ขอ้ เสนอแนะทวั ไปทีรับรองโดยคณะกรรมการวา่ ดว้ ยการขจดั การ เลือกปฏิบตั ิทางเชือชาติลาํ ดบั ที 23, การประชุมสมยั ที 51 , 1997 ยอ่ หนา้ 5 102 UN, สรยทุ ธ รัตนพจนารถ แปล, ขอ้ เสนอแนะทวั ไปทีรับรองโดยคณะกรรมการวา่ ดว้ ยการขจดั การ เลือกปฏิบตั ิทางเชือชาติลาํ ดบั ที 27, การประชุมสมยั ที 57 , 2000 ยอ่ หนา้ 36-37 103 UN, สรยทุ ธ รัตนพจนารถ แปล, ขอ้ เสนอแนะทวั ไปทีรับรองโดยคณะกรรมการวา่ ดว้ ยการขจดั การ เลือกปฏิบตั ิทางเชือชาติลาํ ดบั ที 27, การประชุมสมยั ที 57 , 2000 ยอ่ หนา้ 38-40 91
ทอ้ งถิน พฒั นาวธิ ีการและโครงสร้างต่าง ๆ ในการปรึกษากบั พรรคการเมือง สมาคมและผแู้ ทนต่าง ๆ ของชาวดรมา ทงั ในส่วนกลางและ ทอ้ งถิน เมือตอ้ งพิจารณาตดั สินประเด็นต่าง ๆ ทีเกียวกบั ชุมชนโรมา104 ส่งเสริมให้ชุมชน สมาคมและผูแ้ ทนชาวโรมา เขา้ ร่วมตงั แต่เริมตน้ ในการพฒั นาและ ดาํ เนินนโยบายและโครงการต่าง ๆ ทีจะมีผลกระทบต่อชุมชนโรมา และใหห้ ลกั ประกนั วา่ นโยบาย และโครงการมีความโปร่งใสเพียงพอ สนบั สนุนให้ชาวโรมาตระหนกั ยงิ ขึนในเรืองงความจาํ เป็ นที พวกเขาจะมีส่วนร่วมอยา่ งแขง็ ขนั ในชีวติ สังคมและชีวติ สาธารณะและในการส่งเสริมผลประโยชน์ ของพวกเขาเอง เช่นการศึกษาแก่เดก็ ๆ และการมีส่วนร่วมในการฝึกฝนอาชีพ105 จดั โครงการฝึ กอบรมแก่ชาวโรมาทีเป็ นเจา้ หน้าทีรัฐ และ ผูแ้ ทน รวมทงั ผูส้ มคั รเขา้ รับ ตาํ แหน่งและความรับผิดชอบดังกล่าวโดยมุ่งทีจะยกระดับทกั ษะในด้านการเมืองการกาํ หนด นโยบาย และ การบริหาร106 104 UN, สรยทุ ธ รัตนพจนารถ แปล, ขอ้ เสนอแนะทวั ไปทีรับรองโดยคณะกรรมการวา่ ดว้ ยการขจดั การ เลือกปฏิบตั ิทางเชือชาติลาํ ดบั ที 27, การประชุมสมยั ที 57, 2000 ยอ่ หนา้ 41-42 105 UN, สรยทุ ธ รัตนพจนารถ แปล, ขอ้ เสนอแนะทวั ไปทีรับรองโดยคณะกรรมการวา่ ดว้ ยการขจดั การ เลือกปฏิบตั ิทางเชือชาติลาํ ดบั ที 27, การประชุมสมยั ที 57, 2000 ยอ่ หนา้ 43-44 106 UN, สรยทุ ธ รัตนพจนารถ แปล, ขอ้ เสนอแนะทวั ไปทีรับรองโดยคณะกรรมการวา่ ดว้ ยการขจดั การ เลือกปฏิบตั ิทางเชือชาติลาํ ดบั ที 27, การประชุมสมยั ที 57, 2000 ยอ่ หนา้ 45 92
8. ปฏญิ ญาว่าด้วยสิทธขิ องชนพนื เมอื ง หลงั จากปฏิญญาสากลฯประกาศใช้ไปหกทศวรรษ ก็มีการประกาศ ปฏิญญาสิทธิชน พืนเมือง เพือให้รายละเอียดการบงั คบั ใช้สิทธิเพือให้สนองต่อการคุม้ ครองสิทธิอย่างเหมาะสม เนืองจากชนพืนเมืองเป็ นกลุ่มเสียงทีตกอยใู่ นภาวะเสียงต่อการเพิกเฉยจากรัฐ จึงตอ้ งสร้างปฏิญญา บนเงือนไข และจุดเนน้ ดงั ต่อไปนี สาระสําคัญของสนธิสัญญาทแี สดงถงึ หลกั กฎหมายสิทธิมนุษยชน อารัมภบท ...ยงั ตอบรับ ทีทุกคนมีส่วนร่วมกบั ความหลากหลายและความมงั คงั ของอารยธรรมและ วฒั นธรรมซึงเป็นมรดกของมนุษยชาติ, ตอบรับต่อไป ว่าหลกั คาํ สอนนโยบายและการปฏิบตั ิตามหรือการสนบั สนุนทีเหนือกว่า ของคนหรือบุคคลในความแตกต่างพืนฐานของประเทศแหล่งกาํ เนิดสินคา้ ทางเชือชาติศาสนาเชือ ชาติหรือวฒั นธรรมหรือเป็ นแบ่งแยกเชือชาติ เป็ นเท็จทางวิทยาศาสตร์ ไม่ถูกตอ้ งตามกฎหมาย เสือมศีลธรรมและไม่ยตุ ิธรรมทางสงั คม… ตอ้ งสงสัย ว่าชนพืนเมืองได้รับความเดือดร้อนจากความอยุติธรรมทางประวตั ิศาสตร์... โดยเฉพาะอย่างยิงสิทธิในทีดินของพวกเขาตามสิทธิในการพฒั นาในทีมีความตอ้ งการและความ สนใจของตนเอง ตระหนักถึงความ จาํ เป็ นเร่งด่วนทีจะเคารพและส่งเสริมสิทธิโดยธรรมชาติของชน พืนเมืองทีมาจากโครงสร้างทางการเมืองเศรษฐกิจและสังคมของพวกเขาและจากประเพณี วฒั นธรรมทางจิตวิญญาณของพวกเขา ประวตั ิและปรัชญาโดยเฉพาะอย่างยิงสิทธิของตนไปยงั ดินแดนของพวกเขาดินแดนและทรัพยากร ตระหนกั ถึง ยงั จาํ เป็นเร่งด่วนในการเคารพและส่งเสริมสิทธิของชนพนื เมืองในสนธิสัญญา ยนื ยนั ขอ้ ตกลงและการเตรียมการสร้างสรรคอ์ ืน ๆ กบั รัฐ ตอ้ นรับ เกิดขึนจริงวา่ ชนพืนเมืองมีการจดั ระเบียบตวั เองทางการเมืองเศรษฐกิจสังคมและ วฒั นธรรมเพอื การส่งเสริมและเพือทีจะนาํ มาใหท้ ุกสินรูปแบบของการเลือกปฏิบตั ิและการกดขี มนั ใจ ว่าการควบคุมโดยชนพืนเมืองมากกว่าการพฒั นาทีมีผลต่อพวกเขาและพวกเขา ดินแดนดินแดนและทรัพยากรทีจะช่วยให้พวกเขาทีจะรักษาและเสริมสร้างสถาบนั วฒั นธรรมและ ประเพณีและเพือส่งเสริมการพฒั นาของพวกเขาสอดคลอ้ งกบั ความตอ้ งการของพวกเขา 93
ตระหนกั ถึง การปฏิบตั ิทีเคารพพืนเมืองสําหรับความรู้วฒั นธรรมแบบดงั เดิมและมีส่วน ช่วยในการพฒั นาอยา่ งยงั ยนื และเสมอภาคและการจดั การทีเหมาะสมของสภาพแวดลอ้ ม เนน้ การ มีส่วนร่วมในโลกของการปลดอาวุธและลดอิทธิพลทางทหารใน ดินแดนและ อาณาเขตของชนพืนเมืองประชาชนเพือเศรษฐกิจและความสงบสุขและความคืบหน้าการพฒั นา สงั คมและความเขา้ ใจความสมั พนั ธ์ระหวา่ งมิตรประเทศและของประชาชนที ตระหนักถึง โดยเฉพาะอย่างยิงสิทธิชุมชนพืนเมืองของครอบครัวและการรักษาทีใช้ ร่วมกนั รับผิดชอบในการศึกษาการฝึ กอบรมการศึกษาและความเป็ นอยขู่ องบุตรหลานของตนให้ สอดคลอ้ งกบั สิทธิของเดก็ ,.. ข้อ 3. ชนพืนเมืองมีสิทธิในการตดั สินใจเอง อาศยั อาํ นาจตามความถูกตอ้ งพวกเขาไดอ้ ยา่ งอิสระ ตรวจสอบสถานะทางการเมืองของพวกเขาไดอ้ ยา่ งอิสระและดาํ เนินการพฒั นาเศรษฐกิจสังคมและ วฒั นธรรมของพวกเขา ข้อ 4. ชนพืนเมืองในการใชส้ ิทธิการกาํ หนดตวั เองของพวกเขามีสิทธิทีจะเป็ นอิสระหรือปกครอง ตนเองในเรื องทีเกียวกับกิจการภายในและท้องถินของตนรวมทังวิธีการและวิธีการจัดหา งบประมาณของกลุ่มภายในกาํ กบั ของรัฐ ข้อ 5. ชนพืนเมืองมีสิทธิทีจะรักษาและเสริมสร้างสถาบนั ของพวกเขาทีแตกต่างทางการเมือง กฎหมายเศรษฐกิจสังคมและวฒั นธรรมในขณะทีการรักษาสิทธิของพวกเขามีส่วนร่วมอย่างเตม็ ที ตามทางเลือกในชีวติ ทางการเมืองเศรษฐกิจสังคมและวฒั นธรรมของรัฐ ข้อ 6. บุคคลทุกคนพืนเมืองมีสิทธิในการถือสญั ชาติหนึง... 94
9. อนุสัญญาต่อต้านการทรมาน และการประตบิ ตั หิ รือการลงโทษอนื ทโี หดร้าย ไร้ มนุษยธรรม หรือทยี าํ ยศี ักดิศรี หลงั จากปฏิญญาสากลฯ และกติกาสิทธิพลเมือง และการเมืองประกาศใชไ้ ปนบั ทศวรรษ ก็ มีการประกาศอนุสัญญาต่อตา้ นการทรมานฯ เพือให้รายละเอียดการประกนั สิทธิของบุคคลทีตกอยู่ ภายใตอ้ าณตั ิของรัฐ และการประกนั สิทธิในกระบวนการของรัฐ เพือใหส้ นองต่อการคุม้ ครองสิทธิ อยา่ งเหมาะสมในภาวะทีอาํ นาจของปัจเจกชนมีนอ้ ยเมือ่ตอ้ งเผชิญกบั อาํ นาจรัฐ โดยมีเงือนไข และ จุดเนน้ ดงั ต่อไปนี สาระสําคญั 107 ในเนือหาของอนุสัญญาฉบบั นีมีขึนเพือวตั ถุประสงค์ในการระงบั และยบั ยงั การทรมาน โดยในเนือหาของอนุสัญญาดงั กล่าวไดก้ าํ หนดความหมายของ การทรมาน วา่ หมายถึงการกระทาํ ใดก็ตามโดยเจตนาทีทาํ ให้เกิดความเจ็บปวดหรือความทุกขท์ รมานอย่างสาหสั ไม่ว่าทางกายภาพ หรือทางจิตใจต่อบุคคลใดบุคคลหนึง ดว้ ยความมุ่งประสงค์ เพือใหข้ อ้ สนเทศหรือคาํ สารภาพจาก บุคคลนนั หรือบุคคลทีสาม การลงโทษบุคคลนนั สําหรับการกระทาํ ซึงบุคคลนนั หรือบุคคลทีสาม กระทาํ หรือถูกสงสยั วา่ ไดก้ ระทาํ รวมทงั การบงั คบั ข่เู ขญ็ โดยมุ่งเนน้ ไปทีการกระทาํ หรือโดยความ ยนิ ยอมของเจา้ หนา้ ทีรัฐหรือบุคคลอืน ซึงปฏิบตั ิหนา้ ทีในตาํ แหน่งทางการ อนุสญั ญาต่อตา้ นการทรมานและการประติบตั ิหรือการลงโทษอืนทีโหดร้ายไร้มนุษยธรรม หรือยาํ ยศี กั ดิศรี ประกอบดว้ ยวรรคอารัมภบท และบทบญั ญตั ิ 33 ขอ้ ซึงแบ่งออกเป็น 3 ส่วน ดงั นี 1) (ขอ้ บทที 1-16) กาํ หนดเกียวกบั คาํ นิยามของ \"การทรมาน\" บทบญั ญตั ิว่าดว้ ยการ กาํ หนดใหก้ ารทรมานเป็ นความผิดทีลงโทษไดต้ ามกฎหมายอาญา เขตอาํ นาจทีเป็ นสากลเกียวกบั ความผดิ การทรมาน และหลกั การส่งผรู้ ้ายขา้ มแดน 2) (ขอ้ บทที 17-24) กาํ หนดเกียวกบั การนาํ บทบญั ญตั ิไปใช้โดยการจดั ตงั คณะกรรมการ ต่อตา้ นการทรมานซึงเป็ นองคก์ รกาํ กบั ดูแล ประกอบดว้ ยผเู้ ชียวชาญอิสระจาํ นวน 10 คน ทีแต่งตงั โดยภาคีสมาชิกและปฏิบตั ิหนา้ ทีในฐานะปัจเจกบุคคลตามความสามารถ คาํ ร้องเรียนระหวา่ งรัฐ คาํ ร้องเรียนของปัจเจกบุคคล อาํ นาจคณะกรรมการต่อตา้ นการทรมาน 3) (ขอ้ บทที 25-33) กาํ หนดเกียวกบั กระบวนการเขา้ เป็ นภาคี ผลใช้บงั คบั การแก้ไข อนุสญั ญา โดยเฉพาะขอ้ สงวน การแกไ้ ชเพิมเติมบทบญั ญตั ิของอนุสญั ญาและการระงบั ขอ้ พิพาท 107 อา้ งแลว้ หนา้ 41 95
วนั ทมี ีผลบังคบั ใช้ ทีประชุมสมชั ชาสหประชาชาติ สมยั สามญั ไดม้ ีขอ้ มติที 39/46 เมือวนั ที 10 ธนั วาคม 2527 รับรองอนุสัญญานี และอนุสญั ญาฯ มีผลใชบ้ งั คบั เมือวนั ที 26 มิถุนายน 2530 สาระสําคญั ของสนธิสัญญาทแี สดงถงึ หลกั กฎหมายสิทธิมนุษยชน อารัมภบท …โดยคาํ นึงถึงขอ้ 5 ของปฏิญญาสากลวา่ ดว้ ยสิทธิมนุษยชน และขอ้ ๗ ของกติการะหวา่ ง ประเทศวา่ ดว้ ยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง ซึงทงั สองฉบบั ต่างบญั ญตั ิวา่ ตอ้ งมิให้บุคคลใด ตกอยู่ภายใตก้ ารทรมาน หรือการประติบตั ิหรือการลงโทษทีโหดร้าย ไร้มนุษยธรรม หรือทียาํ ยี ศกั ดิศรี... ข้อ 1. 1. เพอื ความมุ่งประสงคข์ องอนุสัญญานี คาํ วา่ “การทรมาน” หมายถึง การกระทาํ ใดก็ตาม โดยเจตนาทีทาํ ใหเ้ กิดความเจบ็ ปวดหรือทุกขท์ รมานอยา่ งสาหสั ไม่วา่ ทางร่างกายหรือทางจิตใจต่อ บุคคลใดบุคคลหนึง เพือความมุ่งประสงคท์ ีจะทาํ ให้ไดม้ าซึงขอ้ สนเทศหรือคาํ สารภาพจากบุคคล นนั หรือจากบุคคลทีสาม การลงโทษบุคคลนนั สําหรับการกระทาํ ซึงบุคคลนนั หรือบุคคลทีสาม กระทาํ หรือถูกสงสัยวา่ ไดก้ ระทาํ หรือเป็ นการข่มขู่ให้กลวั หรือเป็ นการบงั คบั ข่เู ข็ญบุคคลนนั หรือ บุคคลทีสาม หรือเพราะเหตุผลใดใด บนพืนฐานของการเลือกประติบตั ิ ไม่วา่ จะเป็ นในรูปแบบใด เมือความเจ็บปวดหรือความทุกข์ทรมานนนั กระทาํ โดย หรือด้วยการยุยง หรือโดยความยินยอม หรือรู้เห็นเป็ นใจของเจา้ พนกั งานของรัฐ หรือของบุคคลอืนซึงปฏิบตั ิหน้าทีในตาํ แหน่งทางการ ทงั นี ไม่รวมถึงความเจ็บปวดหรือความทุกขท์ รมานทีเกิดจาก หรืออนั เป็ นผลปกติจาก หรืออนั สืบ เนืองมาจากการลงโทษทงั ปวงทีชอบดว้ ยกฎหมาย... ข้อ 2. 1.ให้รัฐภาคีแต่ละรัฐดาํ เนินมาตรการต่างๆ ทางนิติบญั ญตั ิทางบริหาร ทางตุลาการหรือ มาตรการอืนๆ ทีมีประสิทธิผลเพือป้ องกนั มิให้เกิดการกระทาํ การทรมานในอาณาเขตใดซึงอยู่ ภายใตเ้ ขตอาํ นาจรัฐของตน 2. ไม่มีพฤติการณ์พิเศษใด ไม่ว่าจะเป็ นสงคราม หรือสภาพคุกคามทีจะเกิดสงคราม การ ขาดเสถียรภาพทางการเมืองภายในประเทศ หรือสภาวะฉุกเฉินสาธารณะอืนใดทียกขึนมาเป็ น ขอ้ อา้ งทีมีเหตุผลสาํ หรับการทรมานได้ 96
3. คาํ สังจากผูบ้ งั คบั บญั ชาหรือจากทางการ ไม่สามารถยกขึนมาเป็ นขอ้ อา้ งทีมีเหตุผล สาํ หรับการทรมานได้ ข้อ 3. 1. รัฐภาคีตอ้ งไม่ขบั ไล่ ส่งกลบั ( ผลกั ดนั กลบั ออกไป ) หรือส่งบุคคลเป็ นผรู้ ้ายขา้ มแดนไป ยงั อีกรัฐหนึง เมือมีเหตุอนั ควรเชือไดว้ า่ บุคคลนนั จะตกอยภู่ ายใตอ้ นั ตรายทีจะถูกทรมาน 2. เพือความมุ่งประสงค์ทีจะวินิจฉัยว่ามีเหตุอนั ควรเชือเช่นว่าหรือไม่ เจา้ พนกั งานผูม้ ี อาํ นาจตอ้ งคาํ นึงถึงขอ้ พิจารณาทงั ปวงทีเกียวขอ้ ง รวมทงั การทีมีรูปแบบทีต่อเนืองของการละเมิด สิทธิมนุษยชนในรัฐนนั อยา่ งร้ายแรง โดยซึงหนา้ หรืออยา่ งกวา้ งขวางดว้ ย ถา้ มี ข้อ 31. 1. รัฐภาคีรัฐใดรัฐหนึงสามารถทีจะบอกเลิกอนุสัญญานีไดโ้ ดยการแจง้ เป็ นลายลกั ษณ์ อกั ษรต่อเลขาธิการสหประชาชาติ การบอกเลิกจะมีผลหลงั จากวนั ทีเลขาธิการสหประชาชาติไดร้ ับ การแจง้ เช่นวา่ แลว้ หนึงปี 2. การบอกเลิกเช่นว่าจะไม่มีผลเป็ นการปล่อยรัฐภาคีให้พน้ จากพนั ธกรณีของตนก็ตาม อนุสัญญานี ในส่วนทีเกียวกบั การกระทาํ หรือการละเวน้ กระทาํ การใดทีเกิดขึนก่อนวนั ทีการบอก เลิกนนั มีผล หรือการบอกเลิกนนั จะไม่มีผลกระทบแต่อยา่ งใดต่อการพิจารณาทียงั ดาํ เนินอย่ตู ่อไป ในเรืองใดทีไดเ้ ริมการพิจารณาไปแลว้ ก่อนทีวนั ทีการบอกเลิกจะมีผล 3. หลงั จากวนั ทีการบอกเลิกของรัฐภาคีรัฐใดรัฐหนึงเริมมีผลแลว้ คณะกรรมการฯ ตอ้ งไม่ เริมการพจิ ารณาเรืองใหม่ใดทีเกิดขึนกบั รัฐนนั ความเห็นทวั ไปทอี ธิบายหลกั กฎหมายสิทธิมนุษยชนของสนธิสัญญานี เพือเป็นแนวทางปฏิบตั ิสาํ หรับรัฐภาคีและผเู้ ขียนขอ้ ร้องเรียน ดงั นี ขอ้ 3 ใชไ้ ดเ้ ฉพาะกบั กรณีทีมีหลกั ฐานเพียงพอทีจะเชือไดว้ ่า ผเู้ ขียนขอ้ ร้องเรียนจะตกอยู่ ในอนั ตรายจากการทรมานตามนิยามในขอ้ 1 ของอนุสัญญา คณะกรรมการมีความเห็นว่า คาํ ว่า “รัฐอืน” ในขอ้ 3 หมายถึงรัฐปลายทางทีบุคคลผูเ้ กียวขอ้ งจะถูกเนรเทศ ส่งหลบั หรือ ส่งตวั ไปใน ฐานะผูร้ ้ายขา้ มแดน รวมทงั รัฐใดก็ตามซึงจะเป็ นปลายทางทีผูเ้ ขียนขอ้ ร้องเรียนอาจถูกเนรเทศ ส่งกลบั หรือส่งตวั ไปในฐานะผรู้ ้ายขา้ มแดนในเวลาต่อมา ตามขอ้ 1 เงือนไขทีระบุในขอ้ 3 วรรค 2 97
วา่ “แบบแผนการละเมิดสิทธิมนุษยชนอยา่ งร้ายแรง ชดั แจง้ และกวา้ งขวางมาโดยตลอด” หมายถึง เฉพาะการละเมิดโดย หรือจากการยุยงส่งเสริมของหรือโดยความยินยอม หรือเพิกเฉย ของ เจา้ หนา้ ทีรัฐ หรือบุคคลอืนซึงกระทาํ โดยอาํ นาจรัฐ108 ลกั ษณะอนั พงึ รับฟังได้ คณะกรรมการมีความเห็นว่า เป็ นหน้าทีรับผิดชอบของผูเ้ ขียนขอ้ ร้องเรียนทีจะตอ้ งแสดง ใหเ้ ห็นวา่ คดีมีมูล เพือทีขอ้ ร้องเรียนนนั จะไดร้ ับการพจิ ารณาวา่ เป็นทีรับฟังได1้ 09 รูปคดี ในส่วนทีเกียวกบั การปฏิบตั ิตามขอ้ 3 ของอนุสัญญาเกียวกบั เรืองรูแปคดี ภาระในการ นาํ เสนอขอ้ ร้องเรียนทีมีเหตุผลสนบั สนุนถือเป็ นหน้าทีของผูเ้ ขียนขอ้ ร้องเรียน ซึงหมายความว่า จะตอ้ งมีพืนฐานขอ้ เท็จจริงสนบั สนุนจุดยืนของผูเ้ ขียนมากเพียงพอสาํ หรับทีจะร้องขอคาํ ตอบจาก รัฐภาคี110 คณะกรรมการทีหนา้ ทีตอ้ งประเมินวา่ มีหลกั ฐานเพียงพอทีจะเชือไดว้ า่ ผรู้ ้องเรียนจะตกอยู่ ในอนั ตรายจากการกระทาํ ทรมานหรือไม่ หากเขาหรือเธอตอ้ งถูกเนรเทศส่งกลบั หรือ ส่งในฐานะ ผรู้ ้ายขา้ มแดน จึงตอ้ งมีการประเมินความเสียงต่อการถูกกระทาํ ทรมานบนพืนฐานทีหนกั แน่นกว่า การเป็ นเพียงทฤษฎีหรือความเคลือบแคลงสงสัย อยา่ งไรก็ตามไม่มีความจาํ เป็ นถึงขนาดทีจะตอ้ ง พิสูจน์วา่ ความเสียงนนั มีความเป็ นไปไดส้ ูง111 108 UN, วราภรณ์ แช่มสนิท แปล, ความเห็นทวั ไปทีรับรองโดยคณะกรรมการต่อตา้ นการมรมานลาํ ดบั ที 1, การประชุมสมยั ที 16, 1996 ยอ่ หนา้ 1-3 109 UN, วราภรณ์ แช่มสนิท แปล, ความเห็นทวั ไปทีรับรองโดยคณะกรรมการต่อตา้ นการมรมานลาํ ดบั ที 1, การประชุมสมยั ที 16, 1996 ยอ่ หนา้ 4 110 UN, วราภรณ์ แช่มสนิท แปล, ความเห็นทวั ไปทีรับรองโดยคณะกรรมการต่อตา้ นการมรมานลาํ ดบั ที 1, การประชุมสมยั ที 16, 1996 ยอ่ หนา้ 5 111 UN,วราภรณ์ แช่มสนิท แปล. ความเห็นทวั ไปทีรบั รองโดยคณะกรรมการต่อตา้ นการมรมานลาํ ดบั ที 1, การประชุมสมยั ที 16, 1996 ยอ่ หนา้ 6 98
บรรยายใหเ้ ห็นวา่ มีหลกั ฐานเพียงพอทีจะทาํ ใหเ้ ชือเช่นนนั ให้เห็นวา่ อนั ตรายดงั กล่าวทีจะ เกิดขึนกบั ตวั บุคคลและเป็ นสิงทีมีอยู่จริงในขณะนนั ฝ่ ายใดฝ่ ายหนึงอาจนาํ เสนอขอ้ มูลทีเกียวขอ้ ง เพอื สนบั สนุนประเดน็ ดงั กล่าว112 ขอ้ มลู ต่อไปนี แมจ้ ะไม่ครอบคลุมทุกประเด็น แต่ถือวา่ มีความเกียวขอ้ ง (ก) รัฐทีเกียวขอ้ งนนั เป็ นรัฐทีมีหลกั ฐานวา่ มีแบบแผนการละเมิดสิทธิมนุษยชน อยา่ งร้ายแรง ชดั แจง้ และกวา้ งขวางมาโดยตลอดหรือไม่ (ดูขอ้ 3 วรรค2) (ข) ผูเ้ ขียนขอ้ ร้องเรียนไดเ้ คยถูกกระทาํ ทรมานหรือถูกปฏิบตั ิอย่างเลวร้าย หรือ ดว้ ยการยุยงส่งเสริม หรือ โดยการยนิ ยอม หรือ เพิกเฉยของเจา้ หนา้ ทีรัฐ หรือ บุคคลทีกระทาํ โดย อาํ นาจรัฐมาในอดีตหรือไม่ ถา้ เป็นเช่นนนั เหตุการณ์ดงั กล่าวเพิงเกิดขึนเมือเร็ว ๆ นีใช่หรือไม่ (ง) มีหลกั ฐานทางการแพทย์หรือหลักฐานทีมีความเป็ นกลางเชือถือได้ ทีจะ สนบั สนุนคาํ กล่าวของผูเ้ ขียนขอ้ ร้องเรียนว่าเขาหรือเธอเคยถูกกระทาํ ทรมานหรือถูกปฏิบตั ิอย่าง เลวร้ายมาในอดีตหรือไม่การทรมานดงั กล่าวมีผลสืบเนืองอยา่ งไร หรือ ไม่ (จ) สถานการณ์ทีกล่าวถึงในขอ้ (ก) ขา้ งตน้ นนั ได้เปลียนแปลงไปแล้วหรือไม่ สถานการณ์ภายในทีเกียวกบั สิทธิมนุษยชนไดเ้ ปลียนแปลงไปแลว้ หรือไม่ (ฉ) ผูเ้ ขียนขอ้ ร้องเรียนไดเ้ คยมีส่วนร่วมในกิจกรรมการเมือง หรือ อืน ๆ ภายใน หรือนอกรัฐทีเกียวขอ้ ง ซึงทาํ ให้ดูเหมือนว่าเขาหรือเธอจะต้องเสียงเป็ นพิเศษต่อการตกอยู่ใน อนั ตรายจากการทรมาน หากเขาหรือเธอถูกเนรเทศ ส่งกลบั หรือ ส่งตวั ในฐานะผรู้ ้ายขา้ มแดนไปสู่ รัฐดงั กล่าวหรือไม่ (ช) มีหลกั ฐานใดๆ ทีเกียวกบั ความน่าเชือถือของผเู้ ขียนขอ้ ร้องเรียนหรือไม่ (ซ) คาํ กล่าวอา้ งของผเู้ ขียนขอ้ ร้องเรียนมีความไม่สองคลอ้ งกนั นนั จะเกียวขอ้ งกบั รูปคดีหรือไม่ (ฌ) คาํ กล่าวอา้ งของผูเ้ ขียนข้อร้องเรียนมีความไม่สอดคลอ้ งตอ้ งกนั ในแง่ของ ขอ้ เทจ็ จริงหรือไม่ หากเป็นเช่นนนั ความไม่สอดคลอ้ งกนั นนั จะเกียวขอ้ งกบั รูปคดีหรือไม่113 112 UN, วราภรณ์ แช่มสนิท แปล, ความเห็นทวั ไปทีรับรองโดยคณะกรรมการต่อตา้ นการมรมานลาํ ดบั ที 1,การประชุมสมยั ที 16, 1996 ยอ่ หนา้ 7 113 UN, วราภรณ์ แช่มสนิท แปล, ความเห็นทวั ไปทีรับรองโดยคณะกรรมการต่อตา้ นการมรมานลาํ ดบั ที 1,การประชุมสมยั ที 16, 1996 ยอ่ หนา้ 8 99
ดว้ ยความตระหนกั วา่ คณะกรรมการการต่อตา้ นการทรมานมิใช่ศาลอุทธรณ์ หน่วยงานกึง ตุลาการ หรือ หน่วยงานดา้ นการบริหาร แต่เป็นองคก์ รติดตามตรวจสอบทีตงั ขึนโดยรัฐภาคีเอง โดย มีเพยี งอาํ นาจในการเปิ ดเผยขอ้ มูลใหเ้ ป็นทีรับรู้เท่านนั ดงั นนั (ก) ในการใชอ้ าํ นาจของคณะกรรมการเพือพิจารณาความตามขอ้ 3 ของอนุสัญญา จะมีการใหค้ วามสาํ คญั มากพอสมควรต่อการสอบหาขอ้ เทจ็ จริงโดยกลไกของรัฐทีเกียวขอ้ งนนั เอง (ข) คณะกรรมการไม่จาํ เป็ นตอ้ งยดึ ถือตามผลการสอบหาขอ้ เท็จจริงแต่กลบั ทีจะ ประเมินขอ้ เทจ็ จริงต่าง ๆ อยา่ งเป็นอิสระ โดยอิงกบั พฤติการณ์ทงั หมดในทุกคดี114 114 UN, วราภรณ์ แช่มสนิท แปล, ความเห็นทวั ไปทีรับรองโดยคณะกรรมการต่อตา้ นการมรมานลาํ ดบั ที 1,การประชุมสมยั ที 16, 1996 ยอ่ หนา้ 9 100
10. อนุสัญญาระหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิของคนพกิ าร ปฏิญญาสากลว่าดว้ ยสิทธิมนุษยชน และสนธิสัญญาประกาศใชบ้ นพืนฐานของบุคคลที มกั จะตกอยู่ในความเสียงจากความแตกต่างในสถานะทางสังคมและวฒั นธรรมบางอย่าง แต่ก็ คาํ นึงถึงการด้อยสิทธิจากความแตกต่างทางกายภาพจึงมีการประกาศอนุสัญญาสิทธิคนพิการ เพอื ใหร้ ายละเอียดการประกนั สิทธิของบุคคลทีตกอยภู่ ายใตก้ ารดอ้ ยสิทธิทางกายภาพ เพือให้สนอง ต่อการคุม้ ครองสิทธิอยา่ งเหมาะสม โดยมีเงือนไข และจุดเนน้ ดงั ต่อไปนี สาระสําคญั 115 โดยทีปรกตินกั เคลือนไหวดา้ นสิทธิมนุษยชนกระแสหลกั มกั จะมองเรืองคนพิการ และ ความพิการเป็ นไดแ้ ค่ประเด็นเรืองสังคมสงเคราะห์เท่านนั แต่อนุสัญญาฯ ไดท้ า้ ทายและอาจถึงขนั ทาํ ลายความคิดเช่นว่านนั อย่างสินเชิง จึงทาํ ให้อนุสัญญาฯ เป็ นแรงบนั ดาลใจให้เกิดการปรับปรุง กฎหมายดา้ นคนพิการในประเทศไทยซึงไดบ้ รรจุสาระสาํ คญั ไวใ้ นกฎหมายต่างๆ เช่น รัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2550 พระราชบญั ญตั ิส่งเสริมและพฒั นาคุณภาพชีวติ คนพิการ พ.ศ. 2550 และกฎหมายอืนที เกียวขอ้ งอีกกวา่ 20 ฉบบั อนั เป็นการสร้างหลกั ประกนั สิทธิมนุษยชนและเสรีภาพขนั พืนฐานทีเป็ น สากลสาํ หรับคนพิการไวใ้ นกฎหมายไทย สาระหลกั ของ “อนุสัญญาว่าด้วยสิทธิคนพิการ” เป็ นเครืองมือขบั เคลือนให้สังคมได้ ตระหนักถึงความสําคญั ของการคุ้มครอง และส่งเสริมสิทธิของคนพิการ โดยเน้นทีการขจัด อุปสรรคจากภายนอกซึงเป็ นสาเหตุสําคญั และการแกไ้ ขความเสียเปรียบทางสังคมของคนพิการ ซึงก่อให้เกิดการเลือกปฏิบตั ิ และขดั ขวางการส่งเสริมและพฒั นาคุณภาพชีวิตคนพิการเป็ นอยา่ งยิง ประกอบดว้ ยหลกั การ 2 ประการ ไดแ้ ก่ 1. การพฒั นาสังคม (Social Development) เป็ นการกาํ หนดมาตรการทีมุ่งพฒั นาบริการใน ดา้ นต่างๆ เพอื ช่วยใหค้ นพิการไดร้ ับสิทธิประโยชน์ต่างๆอยา่ งเท่าเทียมกบั บุคคลทวั ไป 2. การคุม้ ครองสิทธิมนุษยชนและเสรีภาพขนั พืนฐานของคนพิการ ซึงรวมถึงการขจดั การ เลือกปฏิบตั ิและการสร้างหลกั ประกนั ความเสมอภาคในทุกมิติ (Non-Discrimination and Equality) 115 อา้ งแลว้ หนา้ 41 101
นอกจากนี อนุสัญญายงั มีคุณลักษณะเฉพาะ ทีทาํ ให้มีความโดดเด่นและชีให้เห็นจุดที อนุสัญญาฉบบั อืนขาดไป ซึงได้แก่ หลกั การเข้าถึงและใช้ประโยชน์จากสภาพแวดล้อมและสิง อาํ นวยความสะดวกอนั เป็นสาธารณะ(Accessibility) ประกอบดว้ ย 1. การปรับสภาพแวดล้อม ทางกายภาพ อาคารสถานที รวมถึงการคมนาคมขนส่ง สารสนเทศและการสือสาร และบริการต่างๆ ฯลฯ ใหค้ นพิการสามารถเขา้ ถึงและใชป้ ระโยชน์ได้ อยา่ งเท่าเทียมกบั คนทวั ไป โดยการออกแบบทีเป็ นสากลและเป็ นธรรม (Universal Design) ต่อคน ทุกกลุ่ม เช่น การออกแบบและก่อสร้างส้วมให้คนทุกกลุ่มรวมถึงคนพิการทีใช้เกา้ อีเข็นสามารถ ใชไ้ ดอ้ ยา่ งเท่าเทียมกบั คนทวั ไป การออกแบบบริการขอ้ มูลผา่ น Website หรือสืออีเล็กทรอนิกส์อืน ใดใหอ้ ยใู่ นรูปแบบทีทุกคน รวมถึงคนพิการสามารถเขา้ ถึงและใชป้ ระโยชนไ์ ด้ เป็นตน้ 2. การจดั ให้มีเทคโนโลยสี ิงอาํ นวยความสะดวก(Assistive Technology)สาํ หรับคนพิการ แต่ละประเภท เช่น เครืองช่วยฟังสาํ หรับคนหูหนวก โปรแกรมอ่านจอภาพคอมพิวเตอร์สาํ หรับคน ตาบอด หรือป้ ายบอกทางซึงใชภ้ าษาทีง่ายต่อความเขา้ ใจ เป็นตน้ การใหค้ วามช่วยเหลืออยา่ งเหมาะสมหรือสมเหตุผล(Reasonable Accommodation) เพือลด การเสียเปรียบทางสังคมของคนพิการแต่ละประเภท เช่น การจดั บริการล่ามภาษามือให้แก่คนหู หนวก การให้มีผชู้ ่วยคนพิการสาํ หรับคนพิการทีมีความตอ้ งการจาํ เป็ นพิเศษ อนั ไม่อาจตอบสนอง ไดโ้ ดยวธิ ีการทวั ไป รวมถึงความช่วยเหลือเพอื ใหส้ ามารถเขา้ ถึงกระบวนการยตุ ิธรรม เป็นตน้ ประเทศไทยจึงได้ร่วมเป็ นแกนนําในการยกร่าง เจรจา ลงนามรับรอง รวมทงั ได้ให้ สัตยาบนั ต่อ “อนุสัญญาว่าด้วยสิทธิคนพิการ (Convention on the Rights of Persons with Disabilities : CRPD)” เมือวนั ที 29 กรกฎาคม 2551 สาระสําคัญของสนธิสัญญาทแี สดงถงึ หลกั กฎหมายสิทธิมนุษยชน อารัมภบท ...ยืนยนั ถึงความเป็ นสากล ความแบ่งแยกไม่ได้ ความเกียวขอ้ งซึงกนั และกนั และความเกียว โยงกนั ของสิทธิมนุษยชนเสรีภาพขนั พืนฐาน และความจาํ เป็ นทีคนพิการจะตอ้ งไดร้ ับหลกั ประกนั สิทธิแห่งตนอยา่ งเตม็ ทีโดยปราศจากการเลือกปฏิบตั ิ... ตระหนกั ว่าความพิการเป็ นแนวคิดทีมีพฒั นาการอยู่ตลอด และความพิการเกิดขึนจาก ปฏิสัมพนั ธ์ระหว่างบุคคลทีมีความผิดปกติกบั อุปสรรคทางความคิดและสภาพแวดลอ้ มซึงทาํ ให้ 102
บุคคลนนั ไม่สามารถมีส่วนร่วมในสังคมอยา่ งสมบูรณ์และมีประสิทธิภาพเท่าเทียมกบั บุคคลอืนได้ ... ตระหนกั ถึงความสําคญั ของหลกั การและแนวนโยบายทีกาํ หนดไวใ้ นแผนปฏิบตั ิการโลก เกียวกบั คนพิการ และขอ้ บงั คบั มาตรฐานว่าดว้ ยการให้โอกาสทีเท่าเทียมกนั แก่คนพิการในการมี ส่วนในการส่งเสริม จดั ทาํ และประเมินผลนโยบาย แผน แผนงาน และการดาํ เนินการใน ระดบั ประเทศ ระดบั ภมู ิภาคและระดบั ระหวา่ งประเทศ เพือสร้างโอกาสทีเสมอภาคสําหรับคนพิการ ... เน้นถึงความสําคัญของการบรรจุประเด็นเกียวกับคนพิการให้เป็ นส่วนทีสําคญั ของ ยทุ ธศาสตร์การพฒั นาอยา่ งยงั ยนื ทีเกียวขอ้ ง... ระลึกว่าการเลือกปฏิบตั ิต่อบุคคลใดเพราะเหตุของความพิการถือเป็ นการละเมิดศกั ดิศรี และคุณค่าของมนุษย.์ .. ตระหนกั ถึงความหลากหลายของคนพกิ าร... ตระหนักถึงบทบาทอนั ทรงคุณค่าของคนพิการทีเป็ นอยู่และในอนาคตต่อการส่งเสริม สภาพ ความเป็ นอยทู่ ีดีและความหลากหลายของชุมชน และตระหนกั วา่ การส่งเสริมให้คนพิการมี สิทธิมนุษยชนและเสรีภาพขนั พืนฐานไดอ้ ยา่ งเตม็ ทีจะส่งผลให้เกิดความรู้สึกถึงความเป็ นเจา้ ของ และพฒั นาการทีสําคญั ในมวลมนุษย์ การพฒั นาดา้ นสังคมและเศรษฐกิจของสังคม และการขจดั ความ ยากจน... ตระหนกั ถึงความสําคญั ทีคนพิการจะอย่ไู ดด้ ว้ ยตนเองและเป็ นอิสระ รวมทงั เสรีภาพใน การตดั สินใจเลือกแนวทางของตนเอง... ตระหนกั ว่าสตรีและเด็กหญิงพิการมกั มีความเสียงมากกว่าทีจะถูกกระทาํ ละเมิด ทาํ ร้าย หรือล่อลวง ถูกละเลย หรือปฏิบตั ิต่อโดยละเลย ปฏิบตั ิต่อโดยมิชอบหรือใช้ไปในทางเพือหา ประโยชนท์ งั ภายในและนอกเคหะสถาน ข้อ 1. วตั ถุประสงค์ อนุสัญญาฉบบั นีมีวตั ถุประสงค์เพือส่งเสริม พิทกั ษ์และรับรองให้คนพิการได้ใช้สิทธิ มนุษยชนและเสรีภาพขนั พืนฐานอยา่ งเต็มทีและเสมอภาค และส่งเสริมการเคารพในศกั ดิศรีทีมีมา แต่กาํ เนิดของบุคคลเหล่านี 103
คนพิการหมายถึง บุคคลทีมีความผิดปกติหรือบกพร่องทางร่างกาย จิตใจ สติปัญญา หรือทาง ความรู้สึกในระยะยาว ซึงอาจทาํ ใหเ้ ป็ นอุปสรรคต่อการมีส่วนร่วมอย่างเต็มทีและมีประสิทธิภาพ ของบุคคลนนั ในสงั คมโดยเท่าเทียมกบั บุคคลอืน เมือตอ้ งเผชิญกบั สิงทีเป็นอุปสรรคต่างๆ ข้อ 2. นิยาม ตามจุดมุ่งหมายของอนุสญั ญาฉบบั นี “การสือสาร” รวมถึงการสือสารดว้ ยภาษา การแสดงตวั อกั ษร ขอ้ ความ และภาษาเบรลล์ และ การสือสารดว้ ยการสัมผสั ตวั อกั ษรพิมพข์ นาดใหญ่ ตวั เขียน สือทางเสียงในรูปแบบต่างๆ ภาษา ธรรมดา วิธีการสือสารโดยนกั อ่านหรือแบบผสมผสานหรือแบบทางเลือก วิธีและรูปแบบของการ สือสาร รวมถึงเทคโนโลยสี ารสนเทศและการสือสารทีเขา้ ถึงได้ “ภาษา” ใหร้ วมถึงภาษาพดู และภาษามือ และรูปแบบอืน ๆ ของภาษาทีไม่ใช่เสียงพดู “การเลือกปฏิบตั ิเพราะเหตุจากความพิการ” หมายถึงการแบ่งแยก กนั ออก หรือจาํ กดั ดว้ ย เหตุเพราะความพิการซึงมีวตั ถุประสงคห์ รือก่อให้เกิดการลดคุณค่าหรือทาํ ใหก้ ารตระหนกั การได้ ใชห้ รือใชส้ ิทธิมนุษยชนและเสรีภาพขนั พืนฐานโดยเสมอภาคในดา้ นการเมือง เศรษฐกิจ สังคม วฒั นธรรม ทางแพ่งหรือดา้ นอืน ตอ้ งเป็ นโมฆะไป ทงั นี รวมถึงการเลือกปฏิบตั ิในทุกรูปแบบ รวมทงั การปฏิเสธการเอืออาํ นวยทีสมเหตุผล “การเอืออาํ นวยทีสมเหตุผล” หมายถึง การปรับเปลียนหรือปรับปรุงทีจาํ เป็ นและเหมาะสม โดยไม่ก่อใหเ้ กิดภาระอนั เกินควรในกรณีทีจาํ เป็น เพอื ใหแ้ น่ใจวา่ คนพิการไดร้ ับและไดใ้ ชส้ ิทธิและ เสรีภาพขนั พืนฐานอยา่ งเท่าเทียมกบั บุคคลอืน “การออกแบบทีเป็ นสากล” หมายถึงการออกแบบผลิตภัณฑ์ สภาพแวดล้อม แผน/ โครงการ และบริการใหท้ ุกคนสามารถใชไ้ ด้ ในขอบเขตมากทีสุดเท่าทีจะเป็ นไปได้ ทงั นี โดยไม่ จาํ เป็ นดดั แปลง หรือจดั ทาํ ขึนเป็ นพิเศษ โดย “การออกแบบทีเป็ นสากล” จะตอ้ งหมายรวมถึง เครืองมือช่วยสาํ หรับคนพิการบางกลุ่มเฉพาะในทุกทีทีมีความจาํ เป็น ข้อ 3. หลกั การทวั ไป หลกั การพืนฐานของอนุสัญญาฉบบั นี มีดงั นี (ก) การเคารพในศกั ดิศรีทีมีมาแต่กาํ เนิด การอยไู่ ดด้ ว้ ยตนเองของบุคคล รวมถึงเสรีภาพใน การตดั สินใจเลือกดว้ ยตนเอง และความเป็นอิสระของบุคคล 104
(ข) การไม่เลือกปฏิบตั ิ (ค) การเขา้ มีส่วนร่วมและเขา้ ร่วมของคนพิการไดอ้ ยา่ งเตม็ ทีและมีประสิทธิภาพในสังคม (ง) เคารพความแตกต่างและการยอมรับคนพิการว่าเป็ นส่วนหนึงของความแตกต่างของ มนุษยชาติและความเป็ นมนุษย์ (จ) ความเสมอภาคของโอกาส (ฉ) การเขา้ ถึง (ช) ความเสมอภาคระหวา่ งชายและหญิง (ซ) เคารพศกั ยภาพทีพฒั นาขึนของเด็กพิการและเคารพสิทธิของเด็กพิการในการใหค้ วาม คุม้ ครองลกั ษณะอนั เฉพาะของตน ข้อ 4. พนั ธะหน้าทที วั ไป 1. รัฐภาคีจะดาํ เนินการเพือรับรองและส่งเสริมใหเ้ กิดการตระหนกั ถึงสิทธิมนุษยชนและ เสรีภาพขนั พืนฐานของคนพิการอยา่ งเต็มที โดยปราศจากการเลือกปฏิบตั ิในรูปแบบใด ๆ เพราะ เหตุจากความพิการ เพอื การนี รัฐภาคีจะดาํ เนินการ: (ก) รับรองมาตรการทางกฎหมาย การบริหารจดั การและมาตรการอืน ๆ ที เหมาะสมทงั ปวงเพอื ใหม้ ีการปฏิบตั ิตามสิทธิอนั ระบุไวใ้ นอนุสัญญาฉบบั นี (ข) ดาํ เนินมาตรการทีเหมาะสมทงั ปวง รวมทงั การออกกฎหมาย เพือแกไ้ ขหรือ ยกเลิกกฎหมาย ระเบียบ ขนบธรรมเนียมและการถือปฏิบตั ิทีมีอยู่ทีก่อเป็ นการเลือกปฏิบตั ิต่อคน พกิ าร (ค) นาํ ประเด็นการพิทกั ษแ์ ละส่งเสริมสิทธิมนุษยชนของคนพิการบรรจุเขา้ ไปใน นโยบายและแผนงานทงั หมด (ง) ละเวน้ ไม่กระทาํ หรือปฏิบตั ิใด ๆ อนั ไม่สอดคลอ้ งกบั อนุสัญญาฉบบั นี และ รับรองวา่ เจา้ พนกั งานและสถาบนั ภาครัฐจะดาํ เนินการโดยสอดคลอ้ งกบั อนุสญั ญาฉบบั นี (จ) ดาํ เนินมาตรการทีเหมาะสมทงั ปวงเพือขจดั การเลือกปฏิบตั ิบนพืนฐานจาก ความพิการทีมีในหม่บู ุคคล องคก์ รหรือภาคเอกชนใดๆใหห้ มดไป (ฉ) ดาํ เนินการหรือส่งเสริมการวจิ ยั และการพฒั นาสินคา้ บริการ เครืองมือและสิง อาํ นวยความสะดวก ตามทีกาํ หนดไวใ้ นขอ้ 2 ของอนุสัญญาฯ นี โดยใชก้ ารดดั แปลงนอ้ ยทีสุดและ ใชค้ ่าใชจ้ ่ายตาํ ทีสุดเท่าทีจะเป็นไปไดเ้ พือใหต้ รงกบั ความจาํ เป็นพิเศษของคนพิการ เพือส่งเสริมการ จดั เตรียมให้มี และใช้ และเพือส่งเสริมการออกแบบทีเป็ นสากลในการพฒั นามาตรฐานและ แนวทางดาํ เนินการ 105
(ช) ดาํ เนินการหรือส่งเสริมการวจิ ยั และการพฒั นา และส่งเสริมการจดั เตรียมใหม้ ีและ การใช้เทคโนโลยีใหม่รวมทงั เทคโนโลยีสารสนเทศและการสือสาร เครืองช่วยในการเคลือนยา้ ย อุปกรณ์และเทคโนโลยีทีเหมาะสมต่อคนพิการ ทงั นี ใหค้ วามสําคญั กบั เทคโนโลยีทีสามารถจะชาํ ระ ราคาไดก้ ่อน (ซ) จดั ให้สารสนเทศทีสามารถเขา้ ถึงได้แก่คนพิการเกียวกบั เครืองช่วยในการ เคลือนยา้ ย เครืองมือ เทคโนโลยีช่วย รวมทงั เทคโนโลยใี หม่ และความช่วยเหลือ บริการสนบั สนุน และสิงอาํ นวยความสะดวกในรูปแบบอืน (ฌ) ส่งเสริมการฝึ กอบรมผปู้ ระกอบอาชีพและบุคลากรทีทาํ งานเกียวกบั คนพิการ ให้ทราบถึงสิทธิทีระบุไวใ้ นอนุสัญญาฉบบั นี เพือให้สามารถให้ความช่วยเหลือและบริการตามที รับรองโดยสิทธิเหล่านนั ไดด้ ียงิ ขึน 2. รัฐภาคีแต่ละรัฐจะดาํ เนินมาตรการในขอบเขตสูงสุดเท่าทีทรัพยากรทีมีอยู่ของตน เกียวกบั สิทธิดา้ นเศรษฐกิจ สังคมและวฒั นธรรม และหากจาํ เป็ น ภายใตค้ วามร่วมมือระหว่าง ประเทศ เพือใหส้ ามารถบรรลุเป้ าหมายของการไดม้ าซึงสิทธิสิทธิเหล่านีอยา่ งค่อยเป็ นค่อยไปโดย ไม่กระทบต่อพนั ธกรณีภายใตอ้ นุสัญญานีทีจะมีผลทนั ทีตามกฎหมายระหวา่ งประเทศ 3. ในการพฒั นาและปฏิบตั ิตามกฎหมายและนโยบาย เพือปฏิบตั ิตามอนุสัญญาฉบบั นี และ ในกระบวนการตดั สินใจอืนทีเกียวกบั ประเด็นคนพิการ รัฐภาคีจะหารือกบั คนพิการอยา่ งใกลช้ ิด และใหค้ นพิการ รวมทงั เดก็ พกิ ารไดม้ ีส่วนร่วมผา่ นองคก์ รผแู้ ทน... 106
11. อนุสัญญาสหประชาชาตวิ ่าด้วยการคุ้มครองสิทธิของแรงงานข้ามชาติทงั หมดและ สมาชิกของครอบครัว หลงั จากปฏิญญาสากลฯ ประกาศใชไ้ ปนบั ค่อนศตวรรษ ก็มีการประกาศอนุสัญญาสิทธิ แรงงานต่างดา้ วฯ เพอื ใหร้ ายละเอียดการประกนั สิทธิของบุคคลทีตกอยภู่ ายใตอ้ าณัติของรัฐอืน และ การประกนั สิทธิในการดาํ รงชีวิตจากการยา้ ยไปทาํ งานในรัฐอืน เพือให้สนองต่อการคุม้ ครองสิทธิ อย่างเหมาะสมในภาวะทีอาํ นาจของปัจเจกชนมีน้อยเมือตอ้ งเผชิญกบั อาํ นาจรัฐอืนทีมิใช่เจา้ ของ สญั ชาติ โดยมีเงือนไข และจุดเนน้ ดงั ต่อไปนี สาระสําคัญ อนุสัญญาระหว่างประเทศทีครอบคลุมเกียวกบั การปกป้ องสิทธิของแรงงานขา้ มชาติและ สมาชิกในครอบครัวของเขา โดยเนน้ การเชือมต่อระหว่างการโยกยา้ ยและสิทธิมนุษยชนซึงเป็ น นโยบายเพิมมากขึนกลายเป็ นหวั ขอ้ สําคญั ทวั โลก การประชุม มีวตั ถุประสงค์เพือปกป้ องแรงงาน ข้ามชาติและสมาชิกในครอบครัวของพวกเขาอยู่ในชุดมาตรฐานคุณธรรมและทาํ หน้าทีเป็ น คาํ แนะนาํ และกระตุน้ การส่งเสริมสิทธิแรงงานขา้ มชาติในแต่ละประเทศ วตั ถุประสงคห์ ลกั ของอนุสัญญาคือการส่งเสริมให้เกิดการเคารพในแรงงานขา้ มชาติสิทธิ มนุษยชนของแรงงานขา้ มชาติไม่ใช่เพียงเป็ นคนงานเท่านนั พวกเขายงั มีความเป็ นมนุษย์ อนุสัญญา จะไม่สร้างสิทธิใหม่สาํ หรับแรงงานขา้ มชาติ แต่มีจุดมุ่งหมายเพอื รับประกนั ความเสมอภาคของการ รักษาและสภาพการทาํ งานทีเหมือนกนั สาํ หรับแรงงานขา้ มชาติและคนชาติ โดยตอ้ งอาศยั ความคิด พืนฐานทีแรงงานขา้ มชาติทงั หมดทีควรมีสิทธิเขา้ ศึกษาระดบั ปริญญาขนั ตาํ อนุสัญญาตระหนกั ดีวา่ แรงงานขา้ มชาติทีมีความชอบธรรมตามกฎหมายเพือเรียกร้องสิทธิมากกวา่ แรงงานขา้ มชาติทีไม่มี เอกสาร แต่จะเนน้ วา่ ตอ้ งดูเฉพาะสิทธิขนั พืนฐานของมนุษยเ์ ฉกเช่นมนุษยผ์ อู้ ืน ในขณะเดียวกนั อนุสัญญาไดเ้ สนอวา่ การกระทาํ ถูกนาํ ไปกาํ จดั ขบวนการลบั เฉพาะอยา่ งยิง ผา่ นการต่อสู้กบั คน ทีเขา้ ถึงขอ้ มูลในการโยกยา้ ยถินฐานของแรงงานต่างดา้ วและครอบครัวต่อนกั คา้ มนุษยแ์ ละนายจา้ งของแรงงานขา้ มชาติทีไม่มีเอกสาร 107
12. อนุสัญญาระหว่างประเทศเพอื ต่อต้านการบงั คบั บุคคลให้หายสาบสูญ หลงั จากปฏิญญาสากลฯ และกติกาสิทธิพลเมือง และการเมือง รวมถึงอนุสัญญาต่อตา้ น การทรมานฯ ประกาศใชไ้ ปในประเด็นการป้ องกนั บุคคลทีตกอยใู่ นความเสียงจากการใชอ้ าํ นาจรัฐ ก็มีการประกาศอนุสญั ญาต่อตา้ นการบงั คบั สูญหายฯ เพือใหร้ ายละเอียดการประกนั สิทธิของบุคคล ทีตกอยู่ภายใตอ้ าณัติของรัฐ และการประกนั สิทธิในกระบวนการยุติธรรม เพือให้สนองต่อการ คุม้ ครองสิทธิอยา่ งเหมาะสมในภาวะทีอาํ นาจของปัจเจกชนไม่มีอาํ นาจต่อรองใดๆเมือตอ้ งเผชิญกบั อาํ นาจรัฐ โดยมีเงือนไข และจุดเนน้ ดงั ต่อไปนี สาระสําคัญของสนธิสัญญาทแี สดงถึงหลกั กฎหมายสิทธิมนุษยชน อารัมภบท ข้อ 1. 1. บุคคลใดถูกบงั คบั ใหห้ ายสาบสูญไปอยภู่ ายใตก้ ารบงั คบั ของอนุสัญญานี 2. ไม่มีกรณีพิเศษใด ๆ ไม่วา่ จะเป็ นรัฐของสงครามหรือภยั คุกคามของสงคราม หรือความ ไม่แน่นอนทางการเมืองภายในประเทศหรือในกรณีฉุกเฉินสาธารณะอืน ๆ จะเป็ นเหตุให้มีการ บงั คบั ใชก้ ารบงั คบั ใหห้ ายสาบสูญไป ข้อ 2. เพือความมุ่งประสงคข์ องอนุสัญญานี \"การการบงั คบั ใหห้ ายสาบสูญไป\" จะถือเป็ นจบั กุม คุมขงั การลกั พาตวั หรือการกระทาํ รูปแบบอืนของการลิดรอนเสรีภาพโดยตวั แทนของรัฐหรือโดย บุคคลหรือกลุ่มบุคคลทาํ หน้าทีมีการอนุมตั ิการสนบั สนุนหรือการยอมรับของรัฐ ตามมาดว้ ยการ ปฏิเสธการรับทราบการลิดรอนเสรีภาพหรือโดยปกปิ ดของปลายทางหรือทีอยขู่ องบุคคลทีหายไป รวมถึงสถานทีนนั คนไม่ไดร้ ับการคุม้ ครองตามกฎหมาย ข้อ 3. แต่ละรัฐภาคีจะตอ้ งดาํ เนินมาตรการทีเหมาะสมเพือตรวจสอบการกระทาํ ทีกาํ หนดไวใ้ น ขอ้ 2 กระทาํ โดยบุคคลหรือกลุ่มบุคคลทาํ หนา้ ทีโดยไม่ตอ้ งอนุมตั ิการสนบั สนุนหรือการยอมรับ ของรัฐและนาํ ผทู้ ีรับผดิ ชอบเพือความยตุ ิธรรม 108
ข้อ 5. การปฏิบตั ิอยา่ งกวา้ งขวางหรือเป็ นระบบของการหายไปถือเป็ นการบงั คบั ใชอ้ าชญากรรม ต่อมนุษยชาติตามทีกาํ หนดไวใ้ นกฎหมายทีใชบ้ งั คบั ข้อ 43. อนุสัญญานีจะไม่กระทบต่อบทบญั ญตั ิของกฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศรวมถึง ภาระผกู พนั ทีรัฐเป็นภาคีอนุสัญญาเจนีวาทีสี ลงวนั ที 12 สิงหาคม 1949 และพิธีสารเพิมเติม ลงวนั ที 8 มิถุนายน 1977 หรือเพือเปิ ดโอกาสใหก้ บั รัฐภาคีใด หรือเพือใหส้ ิทธิคณะกรรมการกาชาดสากล เขา้ ชมสถานทีคุมขงั ในสถานการณ์ทีไม่ครอบคลุมโดยกฎหมายมนุษยธรรมระหวา่ งประเทศ 109
13. ปฏญิ ญาว่าด้วยสิทธิในการพฒั นา หลงั จากปฏิญญาสากลฯ กติกาสิทธิพลเมือง และการเมือง และกติกาสิทธิทางเศรษฐกิจ สังคม และวฒั นธรรม ประกาศใช้ไปบนพืนฐานของความเปลียนแปลงอย่างมีนยั สําคญั ภายใต้ ระบบโลกาภิวฒั น์ทีทาํ ให้เกิดความเหลือมลาํ ระหว่างประชาชนในประเทศพฒั นาแลว้ กบั ประเทศ กาํ ลงั พฒั นา ก็มีการประกาศปฏิญญาสิทธิในการพฒั นาฯ เพือให้รายละเอียดการประกนั สิทธิของ บุคคลทีตกอยภู่ ายใตก้ ระแสพฒั นาแบบโลกาภิวฒั น์ของความสัมพนั ธ์ขา้ มรัฐ และการประกนั สิทธิ ในกระบวนการพฒั นาของรัฐ เพือให้สนองต่อการคุม้ ครองสิทธิอย่างเหมาะสมในภาวะทีอาํ นาจ ของปัจเจกชนมีนอ้ ยเมือตอ้ งเผชิญกบั อาํ นาจรัฐทีผกู ขาดอาํ นาจในการกาํ หนดนโยบายพฒั นา โดยมี เงือนไข และจุดเนน้ ดงั ต่อไปนี สาระสําคญั ของสนธิสัญญาทแี สดงถึงหลกั กฎหมายสิทธิมนุษยชน อารัมภบท …คาํ นึงถึง ความมุ่งประสงคแ์ ละหลกั การแห่งกฎบตั รสหประชาชาติ เรืองความสําเร็จแห่ง ความร่วมมือระหว่างประเทศ ในการแก้ปัญหาสากลทางเศรษฐกิจ สังคม วฒั นธรรม หรือ มนุษยธรรม และในการส่งเสริมและสนบั สนุนการเคารพบรรดาสิทธิมนุษยชนและเสรีภาพขนั พืนฐานเพือทุกคนโดยไม่คาํ นึงถึงความแตกต่างทางเชือชาติ เพศ ภาษา หรือศาสนา ยอมรับ ว่า การพฒั นา คือ กระบวนการรอบดา้ นทงั ทางเศรษฐกิจ สังคม วฒั นธรรม และ การเมือง ซึงมีความสมาํ เสมอ ในการ มุ่งยกระดบั ความผาสุกของประชากรทงั มวลและปัจเจกชนทงั มวลบนพืนฐานทีพวกเขามีส่วนร่วมอยา่ งกระตือรือร้น เสรี และมีความหมายในการพฒั นา รวมทงั ในการกระจายอยา่ งเป็นธรรมแห่งผลประโยชน์จากการพฒั นา พจิ ารณา วา่ ภายใตบ้ ทบญั ญตั ิปฏิญญาสากลวา่ ดว้ ยสิทธิมนุษยชน ทุกคนมีสิทธิจะมีชีวิตอยู่ ในสังคมภายในประเทศและระหว่างประเทศทีมีระเบียบ เพราะในสังคมเช่นนี สิทธิและเสรีภาพ ตามทีระบุไวใ้ นปฏิญญาดงั กล่าว จะสามารถเกิดสมั ฤทธิผลไดอ้ ยา่ งเตม็ เปี ยม ระลกึ ถึง บญั ญตั ิในกติการะหวา่ งประเทศวา่ ดว้ ยสิทธิทางเศรษฐกิจ สังคม และ วฒั นธรรม และกติการะหวา่ งประเทศวา่ ดว้ ยสิทธิทางเพง่ และการเมือง… ระลึก วา่ บรรดาประชาชนมีสิทธิกาํ หนดวถิ ีชีวติ ของตนเอง ซึงเพราะเหตุนนั ทาํ ให้พวกเขา มีสิทธิทีเสรี ทีจะ กาํ หนดสถานะทางการเมืองของพวกเขาเอง และทีจะแสวงหาการพฒั นาทาง เศรษฐกิจ สังคม และวฒั นธรรมของพวกเขาเอง 110
ระลึกเช่ นกัน ว่า ภายใต้บทบัญญัติทีเกียวข้องในกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิ มนุษยชนทงั 2 ฉบบั บรรดาประชาชนสามารถใชส้ ิทธิเตม็ ทีและสมบรูณ์ตามอธิปไตยเหนือความ มงั คงั และทรัพยากรธรรมชาติทงั มวลของพวกเขา… พิจารณา ว่า สภาพทีเอืออาํ นวยต่อการพฒั นา สําหรับมนุษยชาติส่วนใหญ่จะสร้างขึนได้ ต่อเมือขจดั การละเมิดอนั ใหญ่หลวงและชดั แจง้ ต่อสิทธิมนุษยชนของบรรดาประชาชนและบรรดา ปัจเจกชน ผูไ้ ดร้ ับผลกระทบจากสถานการณ์บางประการ เช่น จากลทั ธิอาณานิคม ลทั ธิอาณานิคม สมยั ใหม่ ลทั ธิแบ่งแยกผิว ลทั ธิแบ่งแยกเชือชาติและการเลือกปฏิบตั ิทางเชือชาติทุกรูปแบบ การ ครอบงาํ และครอบครองโดยต่างชาติ การรุกรานและการคุมคามอธิปไตยแห่งชาติ เอกภาพแห่งชาติ และบรู ณภาพแห่งดินแดน และการคุกคามจะก่อสงคราม ห่วงใย วา่ นอกจากสาเหตุในประการอืนแลว้ การปฏิเสธสิทธิพลเมือง และการเมือง สิทธิ ทางเศรษฐกิจ สังคม และวฒั นธรรม ยงั เป็นสาเหตุอีกประการหนึง ซึงก่อใหเ้ กิดอุปสรรคร้ายแรง ต่อการพฒั นาและต่อการบรรลุชีวิตทีสมบูรณ์ของมวลมนุษยแ์ ละบรรดาประชาชน และ พิจารณาวา่ สิทธิมนุษยชนและเสรีภาพขนั พืนฐานทงั มวลแบ่งแยกไม่ไดแ้ ละพึงพากนั และกนั และ วา่ เพอื ส่งเสริมการพฒั นาเป็นการสมควรเช่นกนั ทีจะตอ้ งพิจารณาอยา่ งตงั ใจและเร่งด่วน… ยํายืนยัน ว่า การลดกําลังอาวุธกับการพัฒนามีความสัมพันธ์อันใกล้ชิด และว่า ความกา้ วหนา้ ในดา้ นการลดกาํ ลงั อาวุธจะช่วยส่งเสริมอยา่ งยิงในดา้ นการพฒั นา และวา่ ทรัพยากร ทีเหลือจากมาตรการลดกาํ ลงั อาวุธ ควรอุทิศให้แก่การพฒั นาเศรษฐกิจ สังคม และความผาสุกของ ประชาชนทงั มวล โดยเฉพาะแก่ประชาชนทงั มวลในประเทศกาํ ลงั พฒั นา ยอมรับ ว่า คน เป็ นประเด็นศูนย์กลางในกระบวนการพฒั นา และว่า ด้วยเหตุเช่นนัน นโยบายการพฒั นา จึงควรกําหนดว่า มนุษย์ คือ ผูม้ ีฐานะหลักในการเป็ นผูเ้ ข้าร่วมและผูร้ ับ ประโยชน์จากการพฒั นา ยอมรับ ว่า รัฐ เป็ นผูร้ ับผิดชอบขนั ตน้ ในการสร้างเงือนไขทีเอืออาํ นวยต่อการพฒั นาของ บรรดาประชาชนและบรรดาปัจเจกชนของรัฐนนั สํานึกว่า ความเพียรพยายามในระดับระหว่างประเทศเพือส่งเสริมและคุม้ ครองสิทธิ มนุษยชนควรควบคู่กบั ความเพียรพยายามทีจะสร้างระเบียบเศรษฐกิจใหม่ในประชาคมระหว่าง ประเทศ ยนื ยนั ว่า สิทธิในการพฒั นาเป็นสิทธิมนุษยชนอนั ไม่อาจพรากโอน และวา่ ความเสมอภาค แห่งโอกาสในการพฒั นาเป็ นเอกสิทธิทงั ของชาติทงั มวล และของบรรดาปัจเจกชน ผปู้ ระกอบขึน เป็ นประชาชาติ... 111
ข้อ 2. ...รัฐทงั มวล มีสิทธิและหนา้ ทีในการกาํ หนดนโยบายการพฒั นาแห่งชาติอนั เหมาะสม ซึงมี ความสมาํ เสมอในการมุ่งยกระดบั ความผาสุกของประชากรทงั มวลและปัจเจกชนทงั มวล บน พืนฐานทีพวกเขามีส่วนร่วมอยา่ งกระตือรือร้น เสรี และมีความหมายในการพฒั นา รวมทงั ในการ กระจายอยา่ งเป็นธรรมแห่งผลประโยชนจ์ ากการพฒั นา ข้อ 3. 1. รัฐทงั มวล มีความรับผิดชอบขนั ตน้ ในการสร้างเงือนไขแห่งชาติและสากลทีเอืออาํ นวย ใหส้ ิทธิในการพฒั นาเกิดสัมฤทธิผล 2. สิทธิในการพฒั นาจะเกิดสัมฤทธิผล ต่อเมือ มีการเคารพอย่างเต็มเปี ยมต่อหลักการ กฎหมายระหว่างประเทศเกียวกบั ความสัมพนั ธ์ฉนั มิตร และต่อเมือ มีการร่วมมือในหมู่รัฐต่างๆ ตามกฎบตั รสหประชาชาติ 3.รัฐทงั มวล มีหน้าทีร่วมมือกนั เพือให้ประกนั การพฒั นาและขจดั อุปสรรคการพฒั นา ดังนัน รัฐทังมวล จึงควรตระหนักถึงสิทธิของทุกรัฐและปฏิบัติหน้าทีของรัฐตน ในลักษณะ ส่งเสริม ระเบียบเศรษฐกิจใหม่ในสากลบนพืนฐานความเสมอภาคแห่งอธิปไตย การพึงพากนั และ กนั ผลประโยชน์ร่วมกนั และการร่วมมือในหมู่รัฐทงั มวล รวมทงั ในลกั ษณะ สนบั สนุนให้ปฏิบตั ิ ตามและใหเ้ กิดสัมฤทธิผล ในบรรดาสิทธิมนุษยชน... ข้อ 5. รัฐทงั มวล ตอ้ งตงั ใจดาํ เนินมาตรการขจดั การละเมิดอนั ใหญ่หลวงและชัดแจ้งต่อสิทธิ มนุษยชนของบรรดาประชาชนและมนุษยท์ งั มวล ผไู้ ดร้ ับผลกระทบจากสถานการณ์บางประการ เช่น จากผลของ ลทั ธิแบ่งแยกผวิ ลทั ธิแบ่งแยกเชือชาติและการเลือกปฏิบตั ิทางเชือชาติทุกรูปแบบ ลทั ธิอาณานิคม การครอบงาํ และครอบครองโดยต่างชาติ การรุกราน การแทรกแซงและการคุมคาม โดยต่างชาติ ต่ออธิปไตยแห่งชาติ ต่อเอกภาพแห่งชาติ และต่อบูรณภาพแห่งดินแดน และจากผล ของและการคุกคามจะก่อสงคราม และการปฏิเสธไม่ยอมรับสิทธิขนั พืนฐานของบรรดาประชาชน ในการกาํ หนดวถิ ีชีวติ ของตนเอง... ข้อ 7. รัฐทงั มวล ควรส่งเสริมการสร้าง ธาํ รงรักษา และเสริมพลงั ให้มีสันติภาพและความมนั คง ระหวา่ งประเทศ และเพือการนนั ควรใชค้ วามพยายามอย่างยิง ทีจะ บรรลุการลดกาํ ลงั อาวุธอย่าง ทวั ไปและสมบูรณ์ภายใตก้ ารควบคุมระหว่างประเทศทีมีประสิทธิผล รวมทงั ทีจะ ให้ประกนั ว่า ทรัพยากรทีเหลือจากมาตรการทีมีประสิทธิผลในการลดกาํ ลงั อาวธุ จะถูกใชไ้ ปเพือการพฒั นาทีรอบ ดา้ น โดยเฉพาะอยา่ งยงิ ในประเทศกาํ ลงั พฒั นา... 112
14. ธรรมนูญกรุงโรมและศาลอาญาระหว่างประเทศ หลงั จากปฏิญญาสากลฯ และสนธิสัญญามนุษยชนระหว่างประเทศประกาศใช้ไปหลาย ทศวรรษ ก็มีการริเริมว่าควรประกาศธรรมนูญและจัดตงั ศาลอาญาระหว่างประเทศ เพือให้ หลกั ประกนั สิทธิเพิมเติมแก่บุคคลทีตกอยู่ภายใตอ้ าณัติของรัฐ และไม่ไดร้ ับการประกนั สิทธิใน กระบวนการของรัฐ เพือให้สนองต่อการคุม้ ครองสิทธิอยา่ งเหมาะสมในภาวะทีปัจเจกชนมีอาํ นาจ นอ้ ยหรือแทบไม่มี รวมถึงการดาํ เนินคดีกบั ผทู้ ีมีส่วนร่วมในการละเมิดสิทธิมนุษยชนอยา่ งร้ายแรง ในขณะทีตนอย่ใู นอาํ นาจรัฐ โดยมีเงือนไข และจุดเน้น ดงั เอกสารเผยแพร่รณรงคเ์ รืองศาลอาญา ระหว่างประเทศอย่างเป็ นทางการขององค์กร ASIA-FORUM ดงั จะสกดั สาระสําคญั มาเสนอ ดงั ต่อไปนี ความรู้เกยี วกบั ศาลอาญาระหว่างประเทศ116 ศาลอาญาระหว่างประเทศคอื อะไร ศาลอาญาระหว่างประเทศ ( International Criminal Court : ICC) เป็ นองค์กรทีสังคม ระหวา่ งประเทศไดจ้ ดั ตงั ขึนโดยธรรมนูญแห่งกรุงโรม หรือทีเรียกวา่ “Rome Statute” เพือใหเ้ ป็ น องคก์ รตุลาการถาวรทีเป็ นอิสระ เพือพิจารณาคดีอาญาทีถือวา่ รุนแรงตามกฎหมายระหวา่ งประเทศ นันคือ การล้างเผ่าพนั ธุ์และคดีอาชญากรรมต่อมนุษยชาติ อาชญากรรมต่อมวลมนุษยชาติ คดี อาชญากรรมสงคราม และอาชญากรรมทีเป็นการรุกราน ศาลอาญากรรมระหว่างประเทศมลี กั ษณะอย่างไร ลกั ษณะสําคญั ทีทาํ ใหศ้ าลอาญาระหวา่ งประเทศ (ICC) แตกต่างจากศาลยตุ ิธรรมระหวา่ ง ประเทศ (International Court of Justice-ICJ) ก็คือ ประการแรก ศาลยตุ ิธรรมระหวา่ งประเทศ ( ICJ ) มีอาํ นาจพิจารณาคดีทีเกียวขอ้ งกบั รัฐ แต่ ศาลอาญาระหวา่ งประเทศ ( ICC ) มีอาํ นาจพจิ ารณาคดีทีเกียวขอ้ งกบั ตวั บุคคล และมีอาํ นาจไต่สวน ดาํ เนินคดี และพิพากษาคดีบุคคล ดงั นนั ศาลอาญาระหว่างประเทศ จึงเป็ นเวทีสําหรับรับเยียวยา การร้องขอความเป็ นธรรมในคดีทีเอกชนกระทาํ ความผิด ไม่ว่าการกระทาํ นนั ๆ จะเป็ นส่วนหนึง ของรัฐบาล หรือมีส่วนเกียวขอ้ งกบั รัฐบาลทีใชอ้ าํ นาจรัฐอยู่ หรือว่าการกระทาํ นนั จะเกียวขอ้ งกบั กลุ่มบุคคล หรือคณะบุคคลทีต่อสู้ ต่อตา้ น หรือเป็ นขบถ หรือมุ่งหมายทีจะเปลียนแปลงรัฐบาล หรือระบอบการปกครองทีครองอาํ นาจรัฐอยู่ 116 Neri Javier Colmenares, สนั ติ อิศโรวธกลุ แปล, วชิ ยั ศรีรัตน์ ตรวจแก,้ ความรู้เกยี วกบั ศาลอาญา ระหว่างประเทศ, FORUM- ASIA 113
ประการทีสอง ศาลอาญาระหว่างประเทศ แตกต่างจากศาลอาญาระหว่างประเทศ ชวั คราว ( ad hoc tribunal ) สาํ หรับพิจารณาคดีอาชญากรรมทีกระทาํ ขึนในรวนั ดาและยโู กสลาเวยี โดยศาลอาญาระหว่างประเทศเป็ นศาลทีสถาปนาขึนอย่างถาวร ตังอยู่ ณ กรุงเฮก ประเทศ เนเธอร์แลนด์ การทีมีสถานภาพดงั กล่าวก็เพือทีจะสามารถดาํ เนินงานไดอ้ ย่างทรงประสิทธิภาพ ปฏิบตั ิงานได้ทีนที และสามารถดาํ เนินการพิจารณาคดีได้เป็ นประจาํ และต่อเนือง เพือแก้ไข ประเด็นปัญหาทีเกียวกบั การกระทาํ ความผิดทางอาญาในขอบข่ายทวั โลก ไม่วา่ จะเป็ นการกระทาํ ความผดิ ทีใดก็ตาม ประการทีสาม ศาลอาญาระหว่างประเทศแตกต่างจากศาลภายในของประเทศต่างๆ (national court) ตรงทีศาลอาญาระหวา่ งประเทศมีอาํ นาจศาลระหวา่ งประเทศในคดีอาชญากรรม ต่าง ๆ ทีกล่าวมาขา้ งตน้ ทงั นี เพือมุ่งแกป้ ัญหาทีเคยเกิดขึนในการพยายามทีจะดาํ เนินคดีทางอาญา กบั บรรดาเผด็จการต่างๆ และอาชญากรอืนๆทีอาจจะหลบหนีคดีอาญาจากประเทศหนึงประเทศใด ทีบุคคลเหล่านีเคยกระทาํ ความผิดทีถือว่าเป็ นอาชญากรรมสงคราม และอาชญากรรมต่อมวล มนุษยชาติ การฆ่าลา้ งเผา่ พนั ธุ์ และการรุกรานทาํ ลายลา้ งดว้ ยรูปแบบวธิ ีการต่างๆ คดอี ะไรบ้างทอี ย่ใู นอาํ นาจศาลอาญาระหว่างประเทศ ศาลอาญาระหวา่ งประเทศ จะพิจารณาคดีอาญาทีร้ายแรงทีสุดทีกระทาํ ลงโดยบุคคล เช่น การลา้ งเผา่ พนั ธุ์ อาชญากรรมต่อมนุษยชาติ อาชญากรรมสงครามและอาชญากรรมทีเป็ นการรุกราน ซึงอาชญากรรมเหล่านีลว้ นแต่ระบุไวใ้ นธรรมนูญกรุงโรม และไดน้ ิยามอาชญากรรมเหล่านนั ไว้ อยา่ งรอบคอบ เพือหลีกเลียงความคลุมเครือและคาํ จาํ กดั ความทีขาดความชดั เจน แต่อาชญากรรมที เป็ นการรุกรานจะนาํ ขึนสู่การพิจารณาในศาลอาญาระหว่างประเทศได้ เมือรัฐภาคีต่างๆ บรรลุ ขอ้ ตกลงร่วมกนั ในเรืองของคาํ จาํ กดั ความและองคป์ ระกอบความผดิ และภายใตเ้ งือนไขต่างๆ ทีศาล อาญาระหวา่ งประเทศจะใชอ้ าํ นาจของศาล การล้างเผ่าพนั ธ์ุ (Genocide) การลา้ งเผา่ พนั ธุ์ คือ การกระทาํ ใดๆทีมีเจตนามุ่งทาํ ลายลา้ งกลุ่มบุคคลทีประกอบขึนเป็ น เชือชาติทงั หมดหรือเฉพาะ (certain groups of people) ดว้ ยเจตนาเช่นนีเอง ทาํ ให้สามารถแยกการ ฆ่าลา้ งเผา่ พนั ธุ์ออกจากการกระทาํ ความผดิ ทางอาญาต่อมวลมนุษยชาติแบบอืนๆ ในขอ้ 6 ของธรรมนูญศาลอาญาระหวา่ งประเทศบญั ญตั ิการกระทาํ ความผดิ 5 ประเภททีเป็ นขอ้ ห้าม ทีถา้ กระทาํ ลงโดยมีเจตนาทีจะทาํ ลายลา้ ง “ทงั เผา่ พนั ธุ์หรือเพียงบางส่วน” ต่อประชาชาติ ชาติพนั ธุ์ เชือชาติ ผิวสี หรือกลุ่มผูน้ ับถือศาสนา อาจจะถือว่าเป็ นการทาํ ลายล้างเผ่าพนั ธุ์ได้ ถ้ากระทาํ ดงั ต่อไปนี 114
ฆ่าสมาชิกของกลุ่ม ก่อใหเ้ กิดอนั ตรายต่อร่างกายหรือจิตใจอยา่ งสาหสั ต่อสมาชิกของกลุ่ม กระทาํ การใดๆ ต่อกลุ่มชน โดยจงใจใหม้ ีผลกระทบต่อสภาพการดาํ รงชีวิตทีนาํ ไปสู่การทาํ ลายลา้ ง ทางกายภาพทงั เผา่ พนั ธุ์หรือเพียงบางส่วน การใชม้ าตรการต่างๆ โดยมีเจตนาขดั ขวางมิให้กาํ เนิด บุตรภายในกลุ่ม ใชก้ าํ ลงั บงั คบั ใหเ้ คลือนยา้ ยเด็กๆ ของกลุ่มชนไปยงั อีกกลุ่มชนอืน จงใจก่อให้เกิด สภาพทีเป็ นเงือนไขต่อการดาํ รงชีวิตทีเล็งเห็นไดว้ า่ จะนาํ ไปสู่การทาํ ลายลา้ งทางกายภาพของกลุ่ม ทงั หมดหรือแต่บางส่วน ในขอ้ 25 (3) (ข) ของธรรมนูญศาล บญั ญตั ิว่า ผูใ้ ดก็ตามทีเป็ นผูอ้ อกคาํ สัง หรือให้ผูอ้ ืน ดาํ เนินการ หรือก่อใหผ้ อู้ ืนกระทาํ การทีเป็ นการลา้ งเผา่ พนั ธุ์ ให้ถือวา่ มีความผดิ ในการลา้ งเผา่ พนั ธุ์ ดว้ ย ผใู้ ดก็ตามทีกระทาํ การลา้ งเผา่ พนั ธุ์ จะถูกนาํ ตวั ขึนพิจารณาในศาลไม่วา่ บุคคลนนั จะมีตาํ แหน่ง ใด ขอ้ กฎหมายนีหมายความว่า ไม่เพียงแต่พลทหารผูท้ ีลนั ไกปื นสังหารหรือเพือนในกองกาํ ลงั เดียวกนั ทีอาจจะมีความผิดทางอาญาได้ แต่ยงั รวมถึงประมุขของรัฐหรือรัฐมนตรีของรัฐบาล ซึง เป็ นผูว้ างแผนและออกคาํ สังให้ผูอ้ ืนกระทาํ ความผิด อาจกล่าวได้ว่าเขตอาํ นาจของศาลอาญา ระหวา่ งประเทศจะไม่ยกเวน้ ผกู้ ระทาํ ความผิดดงั กล่าวแมว้ า่ จะเป็ นประมุขของรัฐใดก็ตาม และการ ปฏิบตั ิตามคาํ สงั ทีมิชอบดว้ ยกฎหมายก็ไม่เป็นขอ้ แกต้ วั ใหพ้ น้ จากความผดิ ฐาน “ลา้ งเผา่ พนั ธุ์” ได้ อาชญากรรมต่อมนุษยชาติ (Crime against Humanity ) อาชญากรรมต่อมนุษยชาติเป็นการกระทาํ ความผดิ ทางอาญาทีไดร้ วบรวมไวใ้ นฐานะทีเป็ น ตราสาระหวา่ งประเทศในธรรมนูญของศาลอาชญากรรมสงครามแห่งนูเรมเบิร์ก เมือปี 1945 และ นบั ตงั แต่นนั มาก็ยอมรับในประชาคมโลกวา่ เป็นส่วนหนึงของกฎหมายระหวา่ งประเทศ ซึงปัจจุบนั ไดท้ าํ ให้ชดั เจนขึนในฐานะทีเป็ นสนธิสัญญาระหว่างประเทศภายใตบ้ ทบญั ญตั ิของธรรมนูญกรุง โรมทีไดจ้ าํ แนกองคค์ วามผดิ ทียอมรับกนั อยเู่ ดิมเป็น 3 ลกั ษณะดว้ ยกนั ดงั นี ประการแรก ตอ้ งเป็ นการกระทาํ ความผิดใด ๆ ทีเขา้ ลกั ษณะเป็ นอาชญากรรม เช่น การฆ่า โดยเจตนา จะตอ้ งเป็น “กระทาํ ทีเป็นส่วนหนึงของการโจมตีเข่นฆ่าสงั หารอยา่ งแพร่หลายและอยา่ ง เป็ นระบบ” ประการทสี อง จะตอ้ งรู้วา่ เป็นการกระทาํ ต่อเป้ าหมายต่อประชากรพลเรือน ประการทีสาม จะตอ้ งเป็ นการกระทาํ เพือให้บรรลุถึงการดาํ เนินการตาม “นโยบายของรัฐ หรือขององคก์ ร” ดว้ ยเหตุนี การกระทาํ ผิดจึงอาจจะเกิดขึนไดท้ งั ผทู้ ีเป็ นเจา้ หนา้ ทีของรัฐ หรือโดย บุคคลทีกระทาํ การตามทีไดถ้ ูกยยุ งปลุกปัน หรือกระทาํ การโดยความเห็นชอบของเจา้ หนา้ ทีของรัฐ หรือของหน่วยงานของรัฐ เช่น กองกาํ ลงั พลเรือนติดอาวธุ ทีจดั ตงั ขึนโดยรัฐหรือหน่วยงานของรัฐ เพือทาํ ลายล้างฝ่ ายตรงข้าม หรือกองกําลังติดอาวุธทีจัดตงั เป็ นหน่วยกึงทหาร นอกจากนัน 115
อาชญากรรมต่อมนุษยชาติอาจจะเป็ นการกระทาํ ตามนโยบายขององค์กร เช่น กลุ่มขบถ ซึงไม่มี ส่วนเกียวขอ้ งเชือมโยงกบั ฝ่ ายรัฐบาลก็ได้ ธรรมนูญกรุงโรม ครอบคลุมการกระทาํ ความผิดซึงอาจถือได้ว่าเป็ นอาชญากรรมต่อ มนุษยชาติ นนั คือ - การฆ่าคนตายโดยเจตนา - การทาํ ลายลา้ ง ซึงรวมถึงการขดั ขวางมิให้ประชาชนไดร้ ับอาหารหรือยา ซึงเล็งเห็นไดว้ า่ จะนาํ ไปสู่การทาํ ลายลา้ งส่วนหนึงของประชากร - การบงั คบั ให้ผูอ้ ืนตกเป็ นทาส หรือการใช้อาํ นาจแห่งความเป็ นเจา้ ของเหนือบุคคลอืน รวมทงั การคา้ คน - การบงั คบั โยกยา้ ยหรือการเนรเทศประชากร หรือบงั คบั ให้ประชากรตอ้ งยา้ ยออกจาก พืนทีซึงพวกเขาเหล่านนั อยู่โดยชอบดว้ ยกฎหมาย โดยปราศจากเหตุทีชอบดว้ ยกฎหมายระหว่าง ประเทศ - การกกั ขงั จองจาํ หรือทาํ ให้สูญเสียอิสรภาพทางร่างกายอย่างร้ายแรง ทีเป็ นการละเมิด กฎหมายระหวา่ งประเทศ - การทารุณกรรม ตามนิยามทีว่า เป็ นการจงใจก่อให้เกิดความเจ็บปวดอย่างรุนแรงต่อ ร่างกายหรือจิตใจต่อบุคคลทีถูกคุมขงั หรืออยู่ภายใต้การควบคุมของผูท้ ีถูกกล่าวหาว่ากระทาํ ความผดิ - การข่มขืน การทาํ ใหต้ กเป็ นทาสทางเพศ บงั คบั ใหเ้ ป็ นโสเภณี การบงั คบั ใหต้ งั ครรภ์ การ บงั คบั ใหท้ าํ หมนั หรือการใชค้ วามรุนแรงทางเพศในรูปแบบอืนใดทีเป็ นการละเมิดอยา่ งร้ายแรงใน ระดบั ทีเทียบเคียงกนั ได้ - การรังควานกลุ่มทีมีเอกลกั ษณ์เฉพาะหรือหมู่คณะทีรวมกนั ด้วยเหตุผลทางการเมือง เผา่ พนั ธุ์ ผิวสี ตามชนชาติส่วนนอ้ ย ตามวฒั นธรรมประเพณี ตามความเชือศรัทธาทางศาสนา ตาม มิติทางเพศ หรือดว้ ยเหตุผลอืนใดก็ตาม ซึงเป็ นทียอมรับในทางสากลว่า การรังควานดงั กล่าวไม่ สามารถกระทาํ ไดต้ ามกฎหมายระหวา่ งประเทศหรือบทบญั ญตั ิทีเกียวโยงกบั ความผดิ ทางอาญาใดๆ ทีบญั ญตั ิไวใ้ นธรรมนูญกรุงโรม - การบงั คบั บุคคลให้สูญหาย การจบั กุมคุมขงั การกกั ตวั หรือลกั พาตวั บุคคล หรือทาํ ให้ บุคคลอืนสูญเสียอิสรภาพไม่วา่ จะกระทาํ โดยหน่วยงานของรัฐหรือรู้เห็นแลว้ เพิกเฉยของหน่วยงาน รัฐ หรือขององคก์ รการเมือง เมือเกิดกรณีดงั กล่าวแลว้ ยงั กระทาํ การอยา่ งหนึงอยา่ งใดดงั ต่อไปนี 116
- การปฏิเสธไม่รับรู้ต่อบุคคลทีถูกจบั กุมคุมขงั หรือการปฏิเสธทีจะให้ข้อมูลข่าวสาร เกียวกบั ชะตากรรมของบุคคลทีสูญหายไป โดยมีเจตนาทีจะทาํ ให้บุคคลนนั ไม่ไดร้ ับการคุม้ ครอง ตามกฎหมายในระยะทียาวนาน - การเหยียดผดิ หรือการกระทาํ อืน ๆ อนั ไร้มนุษยธรรม ภายในบริบทของระบอบทีจดั ตงั เป็นระบบทีกดขีข่มแหงและครอบงาํ ความคิดอยา่ งเป็นระบบ โดยกลุ่มชนอีกชาติพนั ธุ์หนึงทีกระทาํ ต่อกลุ่มชน อีกชาติพนั ธุ์หนึง โดยเจตนาเพอื จะดาํ รงไวซ้ ึงระบอบดงั กล่าว - การกระทาํ ทีไร้มนุษยธรรมอืน ๆ ทีมีลกั ษณะคลา้ ยคลึงกนั โดยมีเจตนาทีจะก่อให้เกิด ความทุกข์ทรมานอย่างร้ายแรงต่อสุขภาพกายหรือจิตใจการกระทําดังกล่าวข้างต้นถือเป็ น อาชญากรรมต่อมนุษยชาติได้ ไม่ว่าจะกระทาํ ความผิดไดก้ ระทาํ ลงในยามสงบหรือในยามทีเกิด ความขดั แยง้ ถึงขนั ต่อสู้ด้วยกาํ ลงั อาวุธก็ตาม เนืองจากไม่มีข้อกาํ หนดใดๆ ว่าอาชญากรรมต่อ มนุษยชาตินนั เกิดขึนเฉพาะแต่ในยามทีเกิดความขดั แยง้ ถึงขนั ต่อสู้ดว้ ยกาํ ลงั อาวธุ เท่านนั อาชญากรรมสงคราม ( War Crime) อาชญากรรมสงคราม ถือวา่ เป็นความผดิ ทีศาลภายในของชาติต่าง ๆ มีอาํ นาจพิจารณาโทษ ได้ นบั ตงั แต่สมยั กลางของยุโรปแลว้ ต่อมาในช่วงคริสตท์ ศวรรษที 1900 ไดม้ ีสนธิสัญญาเกียวกบั มนุษยธรรมระหวา่ งประเทศหลายฉบบั พฒั นาขึน ทีรู้จกั กนั แพร่หลายก็คือ อนุสัญญากรุงเฮก ฉบบั ที 4 ค.ศ.1907 (พ.ศ.2450) และระเบียบขนั ตอนสําหรับดาํ เนินการ รวมทงั อนุสัญญากรุงเจนีวา 4 ฉบบั ในปี ค.ศ.1949 (พ.ศ.2492)และพธิ ีสารทีเกียวขอ้ งในขอ้ 8 ของธรรมนูญกรุงโรมนนั ให้อาํ นาจ แก่ศาลอาญาระหวา่ งประเทศ ในการพจิ ารณาคดีอาชญากรรมสงคราม ทงั ทีเป็ นการกระทาํ ความผิด ในระหว่างทีเกิดกรณีขดั แยง้ ระหว่างประเทศ ซึงความขดั แยง้ เหล่านีได้รับรองโดยสนธิสัญญา ระหว่างประเทศ และกฎหมายจารีตประเพณีระหวา่ งประเทศ นอกจากนีแลว้ ธรรมนูญ กรุงโรมยงั ไดย้ นื ยนั ถึงพฒั นาการในระยะหลงั ของกฎหมายระหวา่ งประเทศ โดยอาํ นาจแก่ศาลอาญาระหวา่ ง ประเทศพิจารณาคดีทีอาชญากรรมสงครามทีไดก้ ระทาํ ลงในกรณีขดั แยง้ ภายในประเทศโดยอาวุธ เช่น กรณีของสงครามกลางเมือง ซึงในยคุ ปัจจุบนั เป็ นกรณีขดั แยง้ ทีเกิดขึนบ่อยทีสุด อาชญากรรม สมครามต่างกบั อาชญากรรมต่อมนุษยชาติตรงทีอาชญากรรมสงครามเป็ นการกระทาํ ความผิดเป็ น กรณีๆ แบบกรณีเดียวๆ หรือเกิดขึนเป็ นความผิดเอกเทศ หรืออาจจะเกิดขึนกระจดั กระจายอยา่ งไม่ สัมพนั ธ์ต่อเนืองกนั ก็ได้ ไม่มีขอ้ กาํ หนดว่าจะตอ้ งเป็ นการกระทาํ ความผิดทีมีขอบข่ายกวา้ งขวาง หรือเป็ นระบบดงั เช่นอาชญากรรมต่อมนุษยชาติ อาชญากรรมสงครามอาจจาํ แนกได้เป็ น 2 ประเภทหลกั ๆ คือ ประเภทแรก ศาลอาญาระหว่างประเทศ มีอาํ นาจพิจารณาคดีทีบุคคลทีถูกกล่าวหาว่าได้ ละเมิดอยา่ งร้ายแรงต่อบทบญั ญตั ิของอนุสัญญาเจนีวา ค.ศ.1949 (พ.ศ.2492) ฉบบั ใดฉบบั หนึง ซึงมี 117
4 ฉบบั รวมทงั เจตนากระทาํ ความผดิ ต่อผทู้ ีไดร้ ับความคุม้ ครองจากอนุสัญญาดงั กล่าว เช่น ทหารที ได้รับบาดเจ็บ ลูกเรือทีเรืออับปาง เชลยศึก พลเรือนทีอยู่ในเขตหรือ ดินแดนทีถูกยึดครอง ดงั ต่อไปนี การฆ่าโดยเจตนาการทรมานหรือปฏิบตั ิต่อบุคคลอยา่ งโหดร้ายทารุณผิดมนุษย์ รวมทงั การ ใชม้ นุษยเ์ ป็ นหนูทดลองทางชีววิทยา การกระทาํ โดยเจตนาให้บุคคลอืนไดร้ ับความเจ็บปวดอย่าง แสนสาหสั หรือไดร้ ับบาดเจ็บอยา่ งร้ายแรงต่อทงั ร่างกายและสุขภาพอนามยั การทาํ ลายลา้ งอยา่ ง กวา้ งขวางและการยึดทรัพยส์ ินโดยไม่ชอบธรรม เมือพิจารณาจากความจาํ เป็ นทางการทหาร• การ บีบบงั คบั ใหเ้ ชลยสึกหรือบุคคลทีไดร้ ับความคุม้ ครองจากอนุสัญญา เจนีวา ให้ปฏิบตั ิการหรือร่วม รบในกองกําลังติดอาวุธของฝ่ ายทีเป็ นอริกัน การกระทาํ โดยเจตนาเพือมิให้บุคคลทีได้ความ คุม้ ครองจากอนุสัญญาเจนีวา ไดร้ ับการพิจารณาความผิดในศาลอย่างเทียงธรรม การเนรเทศและ ควบคุมกกั ขงั บุคคลโดยมิชอบดว้ ยกฎหมายการจบั บุคคลอืนเป็นตวั ประกนั ประเภททสี อง ศาลอาญาระหว่างประเทศ มีอาํ นาจศาลพิจารณาคดีทีเป็ นการละเมิดอย่าง ร้ายแรงต่อกฎหมายหรือจารีตประเพณีทีใชบ้ งั คบั ในความขดั แยง้ ระหว่างประเทศภายใตก้ รอบที ไดร้ ับการยอมรับแลว้ ในกฎหมายระหวา่ งประเทศ รวมทงั กรณีทีเป็ นการละเมิดกฎเกณฑ์แห่งกรุง เฮกทีไดรั บการรับรอง และในพิธีสาร ฉบบั ที 1 ของอนุสัญญาเจนีวาฉบบั ต่างๆ และกฎหมายจารีต ประเพณีระหวา่ งประเทศ รวมทงั ขอ้ หา้ มในกรณีต่างๆ ดงั ต่อไปนี การโจมตีพลเรือน เช่น วตั ถุสิงของของพลเรือน คณะผูป้ ฏิบัติภารกิจช่วยเหลือด้าน มนุษยธรรม รักษาสันติภาพ ห้ามการโจมตี โดยรู้วา่ จะทาํ ให้พลเรือนตอ้ งสูญเสียชีวติ หรือบาดเจ็บ หรือทาํ ความเสียหายแก่วตั ถุสิงของของพลเรือน หรือทาํ ความเสียหายอยา่ งหนกั แก่สิงแวดลอ้ ม ซึง เห็นไดช้ ัดว่าเป็ นการโจมตีทาํ ลายโดยเกินกว่าเหตุ แมจ้ ะคาดว่าน่าจะเป็ นขอ้ ได้เปรียบอย่างเป็ น รูปธรรมและโดยตรงทางการทหาร ห้ามโจมตีอาคารสิงปลูกสร้าง วสั ดุอุปกรณ์ หน่วยเสนารักษ์ บุคลากรทีทาํ การขนส่งทีใช้เครืองหมายสัญลกั ษณ์ขององค์การกาชาดหรือองค์การวงเดือนแดง การโจมตีอาคารสิงปลูกสร้างทีอุทิศให้แก่ศาสนา การศึกษา ศิลปะ วิทยาศาสตร์ หรืออืนๆ ที ประสงคใ์ ห้เป็ นการกุศล อนุสรณ์สถานทาง ประวตั ิศาสตร์ โรงพยาบาล ตราบใดทีมิใช่เป้ าหมาย ทางการทหาร การทาํ ร้ายบุคคลทีไม่มีทางป้ องกนั ตนเอง เช่น การสังหารหรือการทาํ ใหท้ หารทีจาํ นนแลว้ บาดเจ็บ การตดั ชินส่วนหรืออวยั วะของร่างกาย หรือ การใชท้ หารทียอมจาํ นนแลว้ ทดลองทางการ แพทยห์ รือทาง วิทยาศาสตร์ ซึงขาดความชอบธรรมในทางการแพทย์ หรือมิไดท้ าํ เพือประโยชน์ ของบุคคลนันๆ ซึงเป็ นการทาํ ให้เกิดอันตรายอย่างร้ายแรงต่อสุขภาพอนามัยของบุคคลนัน การละเมิดศกั ดิศรีความเป็ นมนุษยข์ องบุคคล และการปฏิบตั ิใดๆ ทีเป็ นการดูถูกเหยียดหยามและ 118
ทาํ ลายคุณค่าของบุคคล การข่มขืนหรือการใชค้ วามรุนแรงทางเพศดว้ ยรูปแบบอืนๆ และการใช้ มนุษยเ์ ป็ นเกราะกาํ บงั ทีมีชีวิต การทาํ สงครามดว้ ยรูปแบบวิธีการทีตอ้ งห้าม เช่น ใช้ธงสัญลกั ษณ์ หยุดยิงอยา่ งไม่ถูกตอ้ งตามกติกา ใช้เครืองหมายขององคก์ ารสหประชาชาติหรือของฝ่ ายศตั รู หรือ ใชต้ ราเครืองหมายขององคก์ ารกาชาดหรือขององคก์ ารวงเดือนแดง การประกาศว่าจะไม่มีการไวช้ ีวิต การปล้นสดมภ์ ชิงทรัพย์หรือยึดทรัพย์สินสิงของ เครืองใช้ หรือทาํ ลายทรัพยส์ มบตั ิของศตั รู นอกจากจะเป็นความจาํ เป็นทางการทหารเท่านนั การใช้ อาวุธตอ้ งห้าม เช่น สารพิษ ก๊าซบางชนิด กระสุนปื นชนิดทีขยายตวั เมือเจาะทะลวงเป้ า และอาวุธ ตอ้ งหา้ มชนิดอืนๆ ทีระบุเพิมเติมในธรรมนูญกรุงโรมโดยการแกไ้ ขเพิมเติม การจงใจใชค้ วามอด อยากของพลเรือนเป็ นเครืองมือในการทาํ สงคราม การบงั คบั หรือเกณฑเ์ ด็กอายุตาํ กวา่ 15 ปี เขา้ ใน กองกาํ ลงั ติดอาวธุ ของชาติ หรือการใชเ้ ด็กใหม้ ีส่วนร่วมอยา่ งแทจ้ ริงในการต่อสู้ระหวา่ งฝ่ ายทีเป็ น ศตั รูต่อกนั ห้ามกระทาํ การบางอย่างในพืนทีหรือดินแดนทีถูกยึดครอง รวมทงั การเคลือนยา้ ยพล เรือนส่วนหนึงส่วนใดของประชากรในพนื ทีหรือดินแดนทีถูกยดึ ครองโดยอยยู่ ึดครอง หรือ เนรเทศ หรือเคลือนยา้ ยประชากรทงั หมดหรือบางส่วนของพืนทีหรือดินแดนทีถูกยึดครอง หรือยกเลิกหรือ ระงบั การใชส้ ิทธิทางกฎหมายของบุคคลทีถือสัญชาติของฝ่ ายศตั รู กรณขี ัดแย้งภายในประเทศ ในกรณีทีเกิดความขดั แยง้ ถึงขนั ต่อสู้ด้วยกาํ ลังอาวุธทีมิได้มีลกั ษณะของความขดั แยง้ ระหว่างประเทศ ศาลอาญาระหว่างประเทศ มีอาํ นาจศาลพิจารณาความผิดทีเป็ นการละเมิดอย่าง ร้ายแรงตามมาตรา 3 ทีมีบญั ญตั ิเหมือนกนั ในอนุสัญญาเจนีวาทงั 4 ฉบบั ทีว่าดว้ ยการกระทาํ ความผดิ ต่อบุคคล “ทีมิไดเ้ ขา้ ร่วมหรือมีส่วนอยา่ งจริงจงั ในความเป็ นปฏิปักษต์ ่อกนั ” ดงั ต่อไปนี : การกระทาํ รุนแรงต่อชีวิตและการฆ่า การตดั เฉือนชินส่วนหรืออวยั วะของร่างกาย การปฏิบตั ิอยา่ ง โหดร้ายและการทาํ ทารุณกรรม การกระทาํ ทีเหยยี ดหยามศกั ดิศรีของบุคคล โดยเฉพาะการกระทาํ ที ใหบ้ ุคคลอืนอบั อาย ถูกดูถูกเหยยี ดหยาม ถูกทาํ ลายคุณค่าของความเป็นมนุษยอ์ ยา่ งร้ายแรงมาก จบั บุคคลอืนเป็ นตวั ประกันการลงโทษหรือประหารชีวิตโดยปราศจากการดาํ เนินการ พิจารณาคดีโดยศาล ซึงจดั ตงั ขึนตามปกติเพือเป็ นการใหห้ ลกั ประกนั ดา้ นยตุ ิธรรม ซึงเป็ นทียอมรับ กนั ทวั ไปวา่ เป็ นสิงทีขาดมิได้ นอกจากนีแลว้ ศาลอาญาระหว่างประเทศ ยงั มีอาํ นาจพิจารณาคดีที เป็ นการละเมิดกฎหมายมนุษยธรรมทีร้ายแรงอืนๆ ตามพิธีสารฉบบั ที 2 ของอนุสัญญาเจนีวา ซึง รวมทงั กรณีต่างๆ ดงั ต่อไปนี การสังให้โจมตีโดยเจตนาต่อประชากรทีเป็ นพลเรือนโดยรวม หรือต่อพลเรือนเป็ น รายบุคคล ซึงไม่มีส่วนร่วมโดยตรงในเป็นปฏิปักษต์ ่อกนั 119
การสังให้โจมตีโดยเจตนาต่ออาคารบา้ นเรือน วสั ดุสิงของ หน่วยแพทยห์ รือพยาบาล ยานพาหนะหรือบุคลากรทีใชต้ ราเครืองหมายเฉพาะต่างๆ ตามทีระบุไวใ้ นอนุสัญญาเจนีวา (เช่น ตราเครืองหมายของกาชาด หรือวงเดือนแดง) การสังใหโ้ จมตีโดยเจตนาต่อบุคลากรหรือยานพาหนะทีใชใ้ นการให้ความช่วยเหลือดา้ น มนุษยธรรมหรือในภารกิจการรักษาสนั ติภาพขององคก์ ารสหประชาชาติ การสังให้โจมตีโดยเจตนาต่ออาคาร สิงก่อสร้างทางศาสนา การศึกษา ศิลปะ วทิ ยาศาสตร์ หรือเพือการกุศลอืนใด สถานทีมีความสําคญั ทางประวตั ิศาสตร์ โรงพยาบาล และสถานทีอืนๆ ที เป็นใชเ้ ป็นรวมของผทู้ ีเจบ็ ป่ วยหรือผทู้ ีบาดเจบ็ โดยทีสถานดงั กล่าวขา้ งตน้ มิไดใ้ ชเ้ พือวตั ถุประสงค์ ทางการทหารแต่อย่างใด การปลน้ สดมภ์เมืองหรือสถานทีต่างๆ แมว้ ่าจะกระทาํ ขณะเขา้ โจมตีก็ ตาม การข่มขืนกระทาํ ชาํ เรา บงั คบั ให้เป็ นทาสทางเพศ บงั คบั ให้เป็ นโสเภณี บงั คบั ให้ตงั ครรภ์ บงั คบั ใหท้ าํ หมนั และการกระทาํ รุนแรงทางเพศดว้ ยรูปแบบวธิ ีการอืนๆ บงั คบั หรือเกณฑ์เด็กอายุ ตาํ กวา่ 15 เป็นเขา้ ร่วมในกองกาํ ลงั ติดอาวธุ หรือ กลุ่มติดอาวธุ หรือ ใชใ้ หเ้ ดก็ ๆ เขา้ ร่วมอยา่ งแทจ้ ริง ในกรณีขดั แยง้ ทีเป็ นปฏิปักษ์ต่อกนั การสังให้โยกยา้ ยประชาชนทีเป็ นพลเรือน ด้วยเหตุผลที เกียวขอ้ งกบั กรณีขดั แยง้ ทีขาดความชอบธรรม เวน้ แต่กรณีทีทาํ เพือความปลอดภยั ของพลเรือนหรือ เหตุผลทางดา้ นความจาํ เป็ นทางทหารบงั คบั การฆ่าหรือทาํ ให้พลรบฝ่ ายปรปักษ์ไดร้ ับบาดเจ็บ อย่างโหดเหียมทารุณ การประกาศว่าจะไม่ไวช้ ีวิตแก่ฝ่ ายทีเป็ นอริศตั รูหรือฝ่ ายตรงขา้ ม แมว้ ่าจะ ยอมจาํ นนหรือยอมแพแ้ ลว้ ก็ตาม การทาํ ให้บุคคลของฝ่ ายตรงขา้ มทีอยภู่ ายใตอ้ าํ นาจของตนถูกตดั เฉือนอวยั วะหรือชินส่วน ใด ๆ ของร่างกาย หรือใช้เป็ นเครืองทดลองทางการแพทยห์ รือทางวิทยาศาสตร์ไม่ว่าจะเป็ นการ คน้ ควา้ ทดลองประเภทใดก็ตาม ทีขาดความชอบธรรมทางการแพทย์ ทางทนั ตกรรมหรือทางการ รักษาพยาบาล อันจะนําไปสู่อันตรายอย่างร้ายแรงต่อสุขภาพหรื อการตายของบุคคลนัน การทาํ ลายหรือยึดทรัพยส์ ินของฝ่ ายตรงกันข้าม นอกเสียจากว่า การทาํ ลายหรือการยึดครอง ทรัพยส์ ินดงั กล่าวเป็นความจาํ เป็นทีหลีกเลียงมิไดใ้ นกรณีขดั แยง้ อาชญากรรมทเี ป็ นการรุกราน (Crime of Aggression) ประเด็นปัญหาทีว่าอะไรคือองคป์ ระกอบของการรุกราน (aggression) ยงั คงตอ้ งอภิปราย ต่อไปในระหวา่ งรัฐภาคีผลู้ งนามการสถาปนาศาลอาญาระหวา่ งประเทศ โดยในบริบทของกฎหมาย ระหวา่ งประเทศ แนวความคิดของการรุกรานไดค้ ่อย ๆ ก่อรูปกาความคิดขึนอย่างชา้ ๆ โดยเฉพาะ อยา่ งยงิ ในกรณีทีเกียวขอ้ งกบั การปฏิบตั ิการทางทหารโดยสหรัฐอเมริกา นิคารากวั คอสตาริกา และ เอลซาลวาดอร์ทงั นีมีบางประเทศ เช่น สหรัฐอเมริกา ทีไดอ้ อกเสียงคดั คา้ นการบญั ญตั ิอาชญากรรม รุกรานไวใ้ นธรรมนูญกรุงโรม โดยเกรงว่าจะเป็ นการเปิ ดโปงบรรดาผูบ้ ญั ชาการทหารทีปฏิบตั ิ 120
ทางการทหารในประเทศอืนๆ ศาลอาญาระหว่างประเทศจะมีอาํ นาจพิจารณาความผิดและการ ลงโทษผูท้ ีกระทาํ การละเมิดในกรณีทีเป็ นอาชญากรรม รุกรานได้ก็ต่อเมือรัฐภาคีได้เห็นชอบ ร่วมกนั ในคาํ นิยามและองคป์ ระกอบความผิดทีใชเ้ ป็ นเกณฑพ์ ิจารณาความผิดฐานอาชญากรรมที เป็ นการรุ กราน ศาลอาญาระหว่างประเทศมีเขตอาํ นาจศาลเพยี งใด ศาลอาญาระหว่างประเทศ จะเริมมีอาํ นาจพิจารณาคดีทีเป็ นการกระทาํ ความผิดภาย หลงั จากทีธรรมนูญกรุงโรมมีผลบงั คบั ใช้ เนืองจากวา่ ธรรมนูญกรุงโรมไม่มีผลบงั คบั ใชย้ อ้ นหลงั ดงั นนั หากพิจารณาในเชิงทฤษฎีแลว้ อาชญากรรมทีกระทาํ ขึนภายใตร้ ะบอบของประธานาธิบดี มาร์กอสและซูฮาร์โต้ จึงไม่อาจจะดาํ เนินการเพือเอาผูก้ ระทาํ ความผิดมาพิจารณาโทษได้ภายใต้ ธรรมนูญกรุงโรมในกรณีทีอาชญากรรมหรือคาํ ร้องทุกขไ์ ดท้ ีส่งมาใหพ้ จิ ารณาโดยรัฐภาคีใดอยหู่ รือ โดยริเริมดาํ เนินการโดยอยั การ ศาลอาญาระหวา่ งประเทศก็อาจจะรับคดีไวพ้ ิจารณาได้ หากวา่ มีรัฐ ใดรัฐหนึงดงั ต่อไปนี เป็นภาคีของธรรมนูญศาลหรือไดป้ ระกาศยอมรับอาํ นาจศาล คือ 1. รัฐทีมีการกล่าวหาวา่ ไดม้ ีการกระทาํ อาชญากรรมขึนดินแดนของตน 2. รัฐทีบุคคลทีถูกกล่าวหาวา่ กระทาํ อาชญากรรมมีสญั ชาติ ส่วนรัฐประเทศอืนๆ ทียงั มิไดล้ งนามหรือให้สัตยาบนั ในธรรมนูญกรุงโรม ซึงถึงแมว้ า่ จะ มิไดอ้ ยภู่ ายใตเ้ ขตอาํ นาจของศาลอาญาระหวา่ งประเทศก็ตาม อาจจะยอมรับขอบเขตอาํ นาจหนา้ ที ของศาลอาญาระหวา่ งประเทศ และใหค้ วามร่วมมือในการดาํ เนินการตามธรรมนูญกรุงโรมได้ รัฐภาคีต่างๆ มีพนั ธกรณีขนั พืนฐานอยู่ 2 ประการ คือ เสริมอาํ นาจการดาํ เนินงานของศาล รัฐภาคีมีความรับผดิ ชอบในชนั ตน้ ทีจะนาํ ตวั ผทู้ ีตอ้ งรับผดิ ชอบต่อการลา้ งเผา่ พนั ธุ์ อาชญากรรมต่อ นุษยชาติ และอาชญากรรมสงครามพิจารณาคดีในศาล และยงั ถือว่า “เป็ นหน้าทีของทุกรัฐภาคีที จะตอ้ งใช้อาํ นาจศาลคดีอาญาพิจารณาคดีผูท้ ีรับผิดชอบต่อการกระทาํ ทีเป็ นอาชญากรรมระหว่าง ประเทศ” ทงั นี ขอ้ 1 ของธรรมนูญกรุงโรม ระบุวา่ ศาลอาญาระหวา่ งประเทศ จะเป็ นศาลทีเสริมการ ดาํ เนินการของการใช้อาํ นาจศาลคดีอาญาของศาลภายในประเทศ ซึงหมายความว่า ศาลอาญา ระหวา่ งประเทศจะดาํ เนินการไดก้ ็ต่อเมือรัฐภาคีทีมีอาํ นาจศาลเหนือผทู้ ีถูก กล่าวหาไม่วา่ บุคคลนนั จะเป็ นผูท้ ีมีถินทีอยู่ หรือเป็ นผูท้ ีมีสัญชาตินัน ไม่สามารถหรือไม่เต็มใจทีจะดําเนินคดีกับคดี อาชญากรรมดงั กล่าวขา้ งตน้ ดว้ ยเหตุนี รัฐภาคีจึงตอ้ งออกกฎหมายและบงั คบั ใชก้ ฎหมายภายในทีมีบทบญั ญตั ิวา่ การ อาชญากรรมใดๆ ทีถือว่าเป็ นอาชญากรรมระหว่างประเทศ เป็ นอาชญากรรมของประเทศตนดว้ ย ไม่วา่ จะเป็นการกระทาํ ความผิดทีใด ไม่วา่ ผใู้ ดจะเป็ นผกู้ ระทาํ ความผิดก็ตาม หรือใครจะเป็ นเหยอื 121
ของการกระทาํ ความผดิ ก็ตาม ต่อเมือรัฐภาคีมิอาจหรือไม่เต็มใจทีจะดาํ เนินคดีกบั ผกู้ ระทาํ ความผิด แลว้ ศาลอาญาระหวา่ งประเทศ จึงจะมีขอบเขตอาํ นาจหนา้ ทีเหนือผทู้ ีถูกกล่าวหา การให้ความร่วมมืออย่างเต็มความสามารถ ทนั ทีทีศาลอาญาระหว่างประเทศได้วินิจฉัย แลว้ ว่า ศาลฯ เองมีขอบเขตอาํ นาจตามหลกั การแห่งการเสริมการดาํ เนินคดี รัฐภาคีไดต้ กลงภายใต้ มาตรา 86 ของธรรมนูญกรุงโรม ว่าจะ “ต้องให้ความร่วมมืออย่างเต็มทีกบั ศาลอาญาระหว่าง ประเทศในการสืบสวนสอบสวนและดาํ เนินคดีภายใตข้ อบเขตอาํ นาจของศาลอาญาระหว่าง ประเทศ” ดงั นนั รัฐภาคีต่างๆ ควรจะตอ้ งดาํ เนินการเพือใหแ้ น่ใจวา่ ศาลและสถาบนั ต่าง ๆ ของรัฐ ภาคีจะใหค้ วามร่วมมืออยา่ ง เตม็ ทีในการคน้ หาหรือเก็บรวบรวมเอกสารหลกั ฐาน การบ่งชีหรือระบุ และยดึ ทรัพยส์ ินของผทู้ ีถูกกล่าวหาในการตรวจคน้ และการยดึ หลกั ฐานต่างๆ การบ่งชีหรือระบุและ คุม้ ครองพยานและการส่งมอบตวั บุคคลทีถูกกล่าวหาว่าก่ออาชญากรรมระหว่างประเทศต่อศาล อาญาระหวา่ งประเทศ เพือใหฝ้ ่ ายอยั การของศาลอาญาระหวา่ งประเทศและทนายของผถู้ ูกกล่าวหา สามารถทาํ การสืบสวนสอบสวนได้อย่างทรงประสิทธิภาพในขอบเขตอาํ นาจหน้าทีของตน นอกจากนนั รัฐภาคียงั ตอ้ งให้ความร่วมมือกบั ศาลอาญาระหว่างประเทศในการบงั คบั คดีตามคาํ พิพากษา โดยการเตรียมสถานทีไวส้ ําหรับจองจาํ ใหพ้ ร้อมสําหรับบุคคลทีถูกพิพากษาวา่ ไดก้ ระทาํ ความผดิ ตามฟ้ อง ศาลอาญาระหว่างประเทศยดึ หลกั การใด ศาลอาญาระหว่างประเทศ ยึดหลกั การต่างๆ ของกฎหมายระหว่างประเทศและกฎหมาย อาญา ดงั ต่อไปนีการไม่ใชก้ ฎหมายยอ้ นหลงั ศาลอาญาระหว่างประเทศ จะพิจารณาความคิดทาง อาญาทีกระทาํ ขึนหลงั จากการประกาศใชธ้ รรมนูญกรุงโรมเท่านนั การไม่ปล่อยใหค้ นผิดลอยนวล ศาลอาญาระหวา่ งประเทศ ไม่ยอมรับกฎหมายต่างๆ ทีจาํ กดั ความรับผดิ หรือมีขอ้ ยกเวน้ ทีปล่อยใหผ้ ู้ ทีกระทาํ ความผดิ ลอยนวลได้ กล่าวคือ ไม่ยอมรับการนิรโทษกรรม การอภยั โทษ หรือเจา้ หนา้ ทีของ รัฐมีสิทธิลอยนวล หรือมาตรการอืนๆ ใดทีทาํ ให้ คนผิดลอยนวล การพิจารณาความผิดของศาล จะตอ้ งมีความเทียงธรรม โดยตอ้ งดาํ เนินการขนั ตอนของกระบวนการยุติธรรม การไม่ลงโทษ ประหารชีวติ แต่ศาลอาจจะสงั ใหจ้ ่ายค่าชดเชย หรือค่าเสียหายหรือซ่อมแซม ปฏิสังขรณ์ หรือฟื นฟู เยยี วยารักษาใหแ้ ก่เหยอื การคุม้ ครอง แก่เหยอื หรือผทู้ ีเป็นพยาน คดีขึนสู่ศาลไดอ้ ยา่ งไร โดยคาํ นึงถึงหลกั อาํ นาจเสริมในการดาํ เนินคดี ศาลอาญาระหว่างประเทศอาจจะริเริม ดาํ เนินคดีได้ 3 วธิ ีดว้ ยกนั 122
วธิ ีแรก เมือรัฐภาคีใดเห็นวา่ มีการกระทาํ ความผดิ ทางอาญาทีอยภู่ ายใตข้ อบเขตอาํ นาจของ ศาลอาญาระหวา่ งประเทศตามมาตรา 13 และมาตรา 14 รัฐภาคีนนั อาจจะเสนอ “สถานการณ์” ต่อ อยั การ วิธีทีสอง คณะรัฐมนตรีความมนั คงแห่งสหประชาชาติอาจจะเสนอ “สถานการณ์” ต่อ อยั การ ตามมาตรา 13 (ข) วิธีทีสาม อยั การอาจจะเป็ นฝ่ ายริเริมไต่สวนไดโ้ ดยตนเอง หรือการใชพ้ ิจารณาญาณของ ตนเอง โดยอาศยั ขอ้ มูลทีไดร้ ับจากแหล่งทีเชือถือไดว้ ่าไดม้ ีการกระทาํ ความผิดทางอาญาเกิดขึน (ตามมาตรา 13 และมาตรา 15) ดว้ ยเหตุนีบุคคลธรรมดาหรือองคก์ รพฒั นาเอกชนใดก็ไดอ้ าจจะยนื “เรืองราวร้องทุกข”์ กบั อยั การ ซึงเมือไดร้ ับเรืองดงั กล่าวแลว้ อาจจะดาํ เนินการสืบสวนสอบสวนก็ ไดห้ ลงั จากนนั อยั การก็จะขออาํ นาจศาลอาญาระหว่างประเทศให้ออกหมายจบั จากองคค์ ณะไต่ สวนมลู ฟ้ องของศาล เพอื ทาํ การจบั กมุ หรือรับการมอบตวั ของผตู้ อ้ งหา ซึงถา้ หากศาลอาญาระหวา่ ง ประเทศเห็นชอบดว้ ยก็จะออกหมายจบั ศาลอาญาระหว่างประเทศยอมรับและให้หลกั ประกนั พืนฐานทุกประการแก่ผูต้ อ้ หาทีพึง ไดร้ ับการพิจารณาความผิดอยา่ งเทียงธรรมตามทียอมรับโดยกฎหมายระหวา่ งประเทศ เช่น สิทธิที จะปฏิเสธไม่เบิกความหรือใหป้ ากคาํ ปรักปรําตนเอง สิทธิทีจะมีทนายแกต้ ่าง สิทธิทีจะปลอดจาก การถูกบงั คบั ข่เู ข็นหรือบีบคนั หรือบีบบงั คบั ทางออ้ มโดยใชผ้ อู้ ืนเป็ นเครืองมือบีบบงั คบั หรือข่มขู่ ผอู้ ืนเพือให้ยอมกระทาํ การใดๆ ทีไม่เต็มใจ ทงั นี ธรรมนูญกรุงโรมไม่ยอมรับบทลงโทษดว้ ยการ ประหารชีวติ 123
Search
Read the Text Version
- 1
- 2
- 3
- 4
- 5
- 6
- 7
- 8
- 9
- 10
- 11
- 12
- 13
- 14
- 15
- 16
- 17
- 18
- 19
- 20
- 21
- 22
- 23
- 24
- 25
- 26
- 27
- 28
- 29
- 30
- 31
- 32
- 33
- 34
- 35
- 36
- 37
- 38
- 39
- 40
- 41
- 42
- 43
- 44
- 45
- 46
- 47
- 48
- 49
- 50
- 51
- 52
- 53
- 54
- 55
- 56
- 57
- 58
- 59
- 60
- 61
- 62
- 63
- 64
- 65
- 66
- 67
- 68
- 69
- 70
- 71
- 72
- 73
- 74
- 75
- 76
- 77
- 78
- 79
- 80
- 81
- 82
- 83
- 84
- 85
- 86
- 87
- 88
- 89
- 90
- 91
- 92
- 93
- 94
- 95
- 96
- 97
- 98
- 99
- 100
- 101
- 102
- 103
- 104
- 105
- 106
- 107
- 108
- 109
- 110
- 111
- 112
- 113
- 114
- 115
- 116
- 117
- 118
- 119
- 120
- 121
- 122
- 123
- 124
- 125
- 126
- 127
- 128
- 129
- 130
- 131
- 132
- 133
- 134
- 135
- 136
- 137
- 138
- 139
- 140
- 141
- 142
- 143
- 144
- 145
- 146
- 147
- 148
- 149
- 150
- 151
- 152
- 153
- 154
- 155
- 156
- 157
- 158
- 159
- 160
- 161
- 162
- 163
- 164
- 165
- 166
- 167
- 168
- 169
- 170
- 171
- 172
- 173
- 174
- 175
- 176
- 177
- 178
- 179
- 180
- 181
- 182
- 183
- 184
- 185
- 186
- 187
- 188
- 189
- 190
- 191
- 192
- 193
- 194
- 195
- 196
- 197
- 198
- 199
- 200
- 201
- 202
- 203
- 204
- 205
- 206
- 207
- 208
- 209
- 210
- 211
- 212
- 213
- 214
- 215
- 216
- 217
- 218
- 219
- 220
- 221
- 222
- 223
- 224
- 225
- 226
- 227
- 228
- 229
- 230
- 231
- 232
- 233
- 234
- 235
- 236
- 237
- 238
- 239
- 240
- 241
- 242
- 243
- 244
- 245
- 246
- 247
- 248
- 249
- 250
- 251
- 252
- 253
- 254
- 255
- 256
- 257
- 258
- 259
- 260
- 261
- 262
- 263
- 264
- 265
- 266
- 267
- 268
- 269
- 270
- 271
- 272
- 273
- 274
- 275
- 276
- 277
- 278
- 279
- 280
- 281
- 282
- 283
- 284
- 285
- 286
- 287
- 288
- 289
- 290
- 291
- 292
- 293
- 294
- 295
- 296
- 297
- 298
- 299
- 300
- 301
- 302
- 303
- 304
- 305
- 306
- 307
- 308
- 309
- 310
- 311
- 312
- 313
- 314
- 315
- 316
- 317
- 318
- 319
- 320
- 321
- 322
- 323
- 324
- 325
- 326
- 327
- 328
- 329
- 330
- 331
- 332
- 333
- 334
- 335
- 336
- 337
- 338
- 339
- 340
- 341
- 342
- 343
- 344
- 345
- 346
- 347
- 348
- 349
- 350
- 351
- 352
- 353
- 354
- 355
- 356
- 357
- 358
- 359
- 360
- 361
- 362
- 363
- 364
- 365
- 366
- 367
- 368
- 369
- 370
- 371
- 372
- 373
- 374
- 375
- 376
- 377
- 378
- 379
- 380
- 381
- 382
- 383
- 384
- 385
- 386
- 387
- 388
- 389
- 390
- 391
- 392