Important Announcement
PubHTML5 Scheduled Server Maintenance on (GMT) Sunday, June 26th, 2:00 am - 8:00 am.
PubHTML5 site will be inoperative during the times indicated!

Home Explore 00.BU5001-ประวัติศาสตร์พระพุทธศาสนา-อ.สุดใจ

00.BU5001-ประวัติศาสตร์พระพุทธศาสนา-อ.สุดใจ

Published by sudjaipookonglee, 2021-08-20 10:38:39

Description: 00.BU5001-ประวัติศาสตร์พระพุทธศาสนา-อ.สุดใจ

Keywords: ประวัติศาสตร์ พระพุทธศาสนา พระพุทธเจ้า วิเคราะห์พุทธประวัติ

Search

Read the Text Version

186 “ทวฺ าสตี ิ พุทฺธโต คณหฺ ิ เทวฺ สหสฺสานิ ภิกฺขุโต จตุราสีติสหสฺสานิ เย เม ธมฺมา ปวตฺตโิ น” (ขุ.เถร. (บาลี) 26/397/405-408) ความว่า ข้าพเจ้าได้เล่าเรียนพระธรรมจากพระพุทธเจ้า 82,000 พระธรรมขันธ์ จากพระภิกษุมี พระสารีบตุ รเถระ เป็นต้น 2,000 พระธรรมขันธ์ พระธรรมที่เปน็ ไปในหทัยและปลายลิน้ ของขา้ พเจ้า จึงมี จำนวน 84,000 พระธรรมขันธ์ (ข.ุ เถร. (ไทย) 26/1027/508) พระอานนท์ได้ดับขันธ์เข้าสู่นิพพานเม่ืออายุได้ 120 ปี เหนือแม่น้ำโรหิณี โดยอธิฏฐานให้อัฐิธาตุ ของท่านแยกเป็น 2 ส่วน ให้ตกลงฝั่งแม่น้ำโรหิณี เพอ่ื ป้องกันไมใ่ หเ้ กดิ การทะเลาะววิ าทเพราะแยง่ อัฐิของ ท่าน การนิพพานของท่านก่อให้เกิดความโศกเศร้าเสียใจแก่มหาชนอย่างยิ่ง มหาชนร้องไห้รำพันย่ิงกว่า คราวท่ีพระพุทธองค์เสด็จดับขันธปรินิพพาน เพราะว่าเมื่อได้เห็นพระอานนท์ ก็เสมือนว่าได้เห็น พระพทุ ธเจา้ เม่อื พระอานนทย์ งั มีชีวติ อยู่ ก็เหมอื นเวลาที่พระบรมศาสดายังทรงพระชนม์อยู่ จึงกล่าวได้ว่า ท่านเป็นผู้มีคุณุปการต่อการสืบทอดพระพุทธศาสนาอย่างมาก เนื่องจากพระสูตร และพระอภิธรรมในพระไตรปิฎก (แต่ในคราวปฐมสังคายนาเรียกว่า สังคายนาพระธรรมวินัย) ล้วนได้รับ การวสิ ชั ชนาจากทา่ น และได้สบื ทอดกันมาจนถึงปัจจุบนั ประวัตแิ ละบทบาทของพระอบุ าลี พระอุบาลีเถระ เกิดในตระกูลช่างกัลบก เป็นช่างตัดผมประจำราชสำนักของศากยวงศ์ ออก บรรพชาพร้อมพระราชกุมารแห่งศากยวงศ์ 5 พระองค์ คือ พระภัททิยะ พระอนุรุทธ พระอานนท์ พระภัคคุ พระกิมพิละ และราชกุมารแห่งโกลิยวงศ์ 1 พระองค์ คือ พระเทวทัต เข้าเฝ้าพระพุทธเจ้า ณ อนุปิยอัมพวัน กราบทูลขออุปสมบทในพระธรรมวินัย โดยกราบทูลให้บรรพชาอุปสมบทแก่อุบาลีกัลบก กอ่ น เพื่อลดขัตติยมานะของพวกตน แลว้ จึงให้พวกตนบรรพชาอุปสมบทภายหลงั พระผมู้ ีพระภาคเจ้าได้ ประทานบรรพชาอปุ สมบทแก่อบุ าลีกลั บกก่อน ตามดว้ ยพระราชกมุ ารทั้ง 6 ดว้ ยเอหภิ ิกขอุ ปุ สัมปทา ในอุบาลีสูตร อังคุตตรนิกาย ทสกนิบาต ความว่า พระอุบาลีปรารถนาจะอยู่ป่า ได้กราบทูลขอ อนุญาตจากพระพุทธองค์ พระองค์ไม่ทรงอนุญาต ทรงกล่าวเปรียบเทียบให้ทราบว่า การอยู่ป่าเหมาะแก่ ภิกษุทถ่ี ึงพร้อมด้วยสมาธิแล้ว เปรยี บเสมอื นช้างสามารถลงเล่นในแม่น้ำใหญ่ได้ตามปรารถนา ส่วนภิกษุที่ ยังไม่ได้สมาธิ (ความต้ังมั่นแห่งจิต) เปรียบเสมือนกระต่ายหรือเสือปลา จะทำตัวเหมือนช้าง ลงเล่นน้ำใน แม่น้ำใหญ่ โดยไม่ได้ประมาณตน อาจโดนกระแสน้ำพัดไปได้ ภิกษุผู้บวชใหม่เปรียบเสมือนเด็กทารกที่ยัง นอนหงายอยู่ ยังเล่นปัสสาวะและอุจจาระของตนเองอยู่ ยังไม่สามารถช่วยเหลือตนเองได้ แต่เมื่อ เจริญเติบโต จึงสามารถเล่นของเล่นต่าง ๆ ได้ตามที่ตนปรารถนาได้ ภิกษุเช่นกันเมื่ออินทรีย์แก่กล้าแล้ว มีตนอบรมแล้ว มีศรัทธา มีจุลศีล มัชฌิมศีล มหาศีล สำรวมอินทรีย์ ไม่ถูกนิวรณ์ 5 ครอบงำ มีสติ สัมปชัญญะ จึงสามารถอยู่ในป่าอันเงียบสงัด อยู่โคนไม้ ภูเขา ซอกเขา ถ้ำ ป่าช้า ป่าชัฏ หรืออยู่เรอื นว่าง เปล่า นั่งคู้บัลลงั ค์ ตั้งกายให้ตรง ดำรงสติไวเ้ ฉพาะหน้า ละความโลภในโลก ละความประทุษรา้ ยภายในใจ

เอกสารประกอบการสอนวชิ า ประวัติศาสตรพ์ ระพทุ ธศาสนา (BU 5001) โดยสดุ ใจ ภกู งลี 187 คือไม่มีพยาบาท มีใจกรุณามุ่งประโยชน์เกื้อกูลแก่สัตว์ทั้งปวง ชำระจิตให้สะอาดบริสุทธิ์ เข้าถึงปฐมฌาน อันประกอบดว้ ยวติ ก (การตรึก) วิจาร (การตรอง) ปีติ (ความอิ่มใจ) สุขเกดิ จากวเิ วก (ความสบายใจทเี่ กิด จากความสงัด) เข้าถึงทุติยฌาน เข้าถึงตติยฌาน เข้าถึงจตตุ ถฌาน ไมม่ ีสุข ไม่มีทุกข์ เพราะละสุข ละทุกข์ และดับโสมนัส (ความปลาบปล้ืม) และดับโทมนัส (ความเสียใจ) ได้ มีเพียงอุเบกขา (ความวางเฉยของใจ อยู่ มีใจเป็นกลาง) เป็นเหตุให้สติบริสุทธ์ิ อยู่ในป่า แต่ยังไม่ได้บรรลุถึงประโยชน์สูงสุดด้วยเหตุเพียงเท่านี้ ยังมีกิจท่ีต้องทำอยู่อีก คือ การบรรลุอรูปฌาน 4 มีการก้าวล่วงรูปสัญญา (การกำหนดหมายในรูปที่เกิด จากเวทนาที่สัมผัสทางตา) ดับปฏิฆสัญญา (ความกำหนดหมายรู้ในสิ่งท่ีขัดใจ) ไม่ใส่ใจถึงนานัตตสัญญา (ความกำหนดหมายในตนตา่ ง ๆ) บรรลุอากาสานัญจายตนะ (ฌานที่กำหนดอากาศหรือช่องว่างท่ีหาท่ีสุด ไมไ่ ด้เป็นอารมณ์) เปน็ ตน้ แมเ้ พราะการบรรลุอรูปฌาน 4 ยงั ไม่ทำให้ภิกษุผอู้ ยปู่ ่าบรรลุถึงประโยชน์สูงสุด ของตนได้ การอยู่เช่นนี้นับว่าประเสริฐกว่า ดีกว่าการอยู่ในขณะท่ีเป็นฆราวาส เพราะชีวิตฆราวาสน้ันคับ แคบ ง่ายต่อการทำความช่ัว มสี ิ่งยวั่ ยุมากมาก มสี ภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการทำความช่ัว ชวี ิตบรรพชิตนั้น กว้างขวาง เอ้ือต่อการละกิเลส เคร่ืองเศร้าหมองของจิต ทรงตรัสต่อว่า “อุบาลี เธอจงอยู่ในหมู่สงฆ์เถิด เม่ือเธออยู่ในหมู่สงฆ์ จะมีความผาสุกสำราญ เมื่อเธออยู่ป่า เธอจะทำวิปัสสนาธุระให้เจริญได้เพียงอย่าง เดยี ว แต่ถ้าเธออย่ใู นสำนักของตถาคต ทำวิปัสสนาธรุ ะ และคันถธุระให้สมบูรณ์ เธอจะบรรลอุ รหัตผล ทั้ง จะเป็นผู้เลิศกว่าภิกษุอื่นในด้านทรงจำพระวินัย” ท่านจึงรับเอาพระกรรมฐานจากพระพุทธองค์ ต้ังใจ เจริญวิปัสสนากัมมฏั ฐานไม่นาน ก็ได้บรรลุพระอรหตั ผล ต่อมาภายหลัง พระพุทธองค์ไดป้ รารถเหตทุ ี่ท่าน ได้ชำระอธิกรณ์ 3 เร่ือง คือ เร่ืองของพระภารกิจฉกะ พระอัชชุกะ และพระเถรีมารดาของพระกุมารกัสส ปะ ได้ยกย่องพระอุบาลีเถระให้เป็นเอตทัคคะด้านทรงจำพระวินัย (จำเนียร ทองฤกษ์, 2548, หน้า 441- 446) องั คุตตรนิกาย ทศกนิบาต อุปาลิวรรค ระบุว่า ท่านพระอุบาลีเถระได้กราบทูลถามพระพุทธองค์ ถงึ สาเหตุท่ีทรงบัญญัติสิกขาบทว่าทรงอาศัยอำนาจประโยชน์กี่ประการ จึงทรงบัญญัติสิกขาบท พระองค์ ตรสั ตอบว่า ทรงอาศยั ประโยชน์ 10 ประการ จงึ ทรงบัญญตั สิ กิ ขาบท ไดแ้ ก่ 1. เพื่อความอยู่ดีแห่งหมู่สงฆ์ หมายถึง ผู้ใดรับการบัญญัติสิกขาบทของพระองค์ด้วยถ้อยคำที่ นา่ รักว่า สาธุ (ดแี ลว้ ) ผ้นู ัน้ จะได้รับประโยชน์และความสุขตลอดกาลนาน 2. เพื่อความอยู่สำราญแห่งหมู่สงฆ์ หมายถึง หมู่สงฆ์จะอยู่สบายเพราะมีข้อห้ามในการทำความ ชั่ว เมอ่ื หมู่สงฆไ์ ม่มีใครทำชว่ั ย่อมเกิดความสขุ สำราญทงั้ กายและใจ 3. เพื่อข่มบุคคลท่ีเก้อยาก หมายถึง เพ่ือข่มภิกษุท่ีไม่มีความละอายใจในการทำความชั่ว หรือ ทุศีล โดยสงฆ์สามารถแสดงพระบัญญัติข้อน้ัน ๆ แก่ผู้นั้นโดยชอบธรรม ให้ยอมรับ ให้ละอาย ไม่ทำการ ทศุ ลี ต่อ 4. เพอ่ื ความอยู่สบายแหง่ พระภิกษทุ ั้งหลายผู้มีศีลเปน็ ท่ีรกั หมายถงึ เมื่อรสู้ ิ่งใดควรทำ ไม่ควรทำ สิ่งใดมีโทษ ไม่มีโทษ และมีขอบเขตกำหนดที่แน่นอน ภิกษุผู้มีศีลเป็นที่รัก ย่อมมีความสบายใจในการทำ

188 ไตรสกิ ขาใหบ้ ริสทุ ธิ์ ให้บริบูรณ์ เมอ่ื มีสกิ ขาบทไว้คอยปรามภกิ ษุผเู้ ก้อยาก ไรย้ างอาย ผู้ทุศลี กเ็ ป็นทส่ี บาย ใจของคณะสงฆ์ การทำอโบสถกรรม การทำสังฆกรรมต้องอาศัยความสามัคคีของสงฆ์ จึงสามารถทำได้ หากมีผู้ทุศีลในท่ามกลางสงฆ์ ความสามัคคีจะหาได้จากไหน ความยุ่งยากย่อมตามมาอย่างไม่ต้องสงสัย ความสขุ สำราญ การอยูส่ บายจะไม่เกดิ ขนึ้ เพราะผูท้ ศุ ีลน้นั 5. เพ่ือป้องกันอาสวะทั้งหลายท่ีเป็นไปในปัจจุบัน หมายถึง กิเลสที่หมักดองในกมลสันดาร ท้ังหลายท่ีมีอยู่ในปัจจุบันของภิกษุผู้ไม่สำรวมระวัง จะก่อให้เกิดความทุกข์ต่าง ๆ ตามมาในอัตภาพน้ี ใน ชาติน้ี เช่น ถกู ตดี ้วยคอ้ นบ้าง ถูกประหารด้วยศรัตราบา้ ง เสียเกียรตยิ ศ ชื่อเสียงบ้าง เกิดความร้อนใจบ้าง การบญั ญตั ิสกิ ขาบทเพือ่ ป้องกันทุกข์ทีจ่ ะเกิดจากอาสวะเหลา่ น้นั นน่ั เอง 6. เพื่อกำจัดอาสวะท้ังหลายท่ีเป็นไปในข้างหน้า หมายถึง เพื่อป้องกันทุกข์ท่ีเกิดจากการทำชั่ว เพราะอาสวะท้ังหลายในภายภาคหน้า มีทุกข์ในนรก ทุกข์ในการเกิดเป็นเปรต เกิดเป็นอสุรกาย เกิดเป็น สตั ว์เดรัจฉาน เป็นต้น 7. เพื่อความเลื่อมใสของผทู้ ยี่ ังไม่เลื่อมใส หมายถงึ เมอื่ ผูท้ ี่ยงั ไม่เล่อื มใส แต่มีมีสตปิ ัญญาไดศ้ กึ ษา ได้รู้จักสิกขาบท หรือได้เห็นภิกษุผู้ปฏิบัติตามพระบัญญัติแล้ว จะเกิดความเล่ือมใส เพราะการปฏิบัติตาม พระบัญญตั นิ ับวา่ เปน็ การทำได้ยาก ไมย่ ึดตดิ ลุม่ หลงในส่ิงทปี่ ุถุชนลุ่มหลง 8. เพ่ือความเล่ือมใสยิ่งข้ึนของบุคคลทเี่ ลื่อมใสแล้ว หมายถึง การทำส่ิงท่ีทำได้ยาก คือการปฏิบัติ ตามพระบัญญัติของพระภกิ ษสุ งฆ์ จะทำให้ผูท้ เี่ ลือ่ มใสอยู่แล้วมีความเลอื่ มใสยิ่งขน้ึ 9. เพื่อความตั้งมนั่ แห่งพระสัทธรรม หมายถึง พระสัทธรรม 3 ประการคือ 1) พระปรยิ ัติสัทธรรม กล่าวคือ พระพุทธพจน์ทั้งหมดท่ีพึงศึกษาเล่าเรยี น 2) ปฏิบัติสัทธรรม กล่าวคือสิ่งท่ีพึงปฏิบัติ มีธุดงค์ 13 (องค์คุณในการกำจัดกิเลส) จารีตศีล (ความประพฤติดี) วาริตศีล (ข้อที่ควรงดเว้น) สมาธิ วิปัสสนา หรือ รวมเรียกว่า ไตรสิกขา น่ังเอง และ 3) อธิคมสัทธรรม หรือ ปฏิเวธสัทธรรม กล่าวคือ ผลที่พึงบรรลุ คือ โลกุตตรธรรม 9 ไดแ้ ก่ มรรค 4 ผล 4 นิพพาน 1 น่ันเอง 10. เพ่ือความอนุเคราะห์พระวินัย หมายถึง เม่ือสิกขาบทบัญญัติมีอยู่เป็นการช่วยเหลือเอื้อเฟ้ือ แก่พระวินัย 4 อย่าง คือ 1) สังวรวินัย คือการสำรวมระวงั 2) ปหานวินัย คือการละ 3) สมถ วินัย คือการ สงบระงับ และ 4) บัญญัติวินัย คือการตั้งขึ้น (องฺ ทสก. (ไทย) 24/31/73-74, องฺ ทสก. (ไทย) 24/99/232-240) นับตั้งแต่พรรษาท่ี 1-11 หลังพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงตรัสรู้ พระองค์ยังไม่ได้ทรงบัญญัติ สิกขาบทไว้ เน่ืองจากพระภิกษุสงฆ์ส่วนใหญ่เป็นพระอริยบุคคล มีข้อวัตรปฏิบัติท่ีงดงาม การรักษาศีลยัง เป็นไปตามจารีต เรียกว่า จารีตศีล ทรงเร่ิมบัญญัติสิกขาบทตั้งแต่พรรษาที่ 12 เป็นต้นมา เม่ือพระองค์ ทรงประทับอยู่ ณ เมืองเวรัญชา พระสารีบุตรเถระได้กราบทูลอาราธนาให้พระพุทธองค์ทรงบัญญัติ สิกขาบท เพ่ือต้องการให้พรหมจรรย์ได้มีความดำรงอยู่นานเหมือนกับพรหมจรรย์ของพระผู้มีพระภาคใน กาลก่อน แต่กระนั้น พระองค์ก็ยังไม่ทรงบัญญัติสิกขาบทใด ๆ ตราบจนกระทั่งเกิดอาสวัฏฐานิยธรรม

เอกสารประกอบการสอนวชิ า ประวัตศิ าสตรพ์ ระพทุ ธศาสนา (BU 5001) โดยสดุ ใจ ภกู งลี 189 บางอย่างข้ึนในคณะสงฆ์ กล่าวคือการล่วงละเมิดท่ีเป็นเสนียด มีโทษ ทำให้พรมหจรรย์มัวหมอง พระองค์ ทรงปรารภเรื่องที่นำความเสื่อมมาสู่คณะสงฆ์หมู่มาก โดยมีต้นเหตุของเร่ืองที่เกิดน้ัน และมีบุคคลผู้ท่ีเป็น ต้นเหตุของเร่ือง พระพุทธองค์จึงทรงบัญญัติสิกขาบทไว้เป็นเคร่ืองประกันที่มาและที่ไปของการบัญญัติ และจะทรงยกปาติโมกข์ขึ้นแสดงแกส่ าวกเพอ่ื ขจดั ธรรมนั้น พระวินัยที่เป็นพุทธบัญญัติแบ่งออกเป็น 2 ส่วนด้วยกัน คือ อาทิพรหมจริยกาสิกขา และ อภิสมาจาริกาสิกขา กล่าวคือ อาทิพรหมจริยกาสิกขา หมายถึง หลักการศึกษาอบรมในฝ่ายบทบัญญัติ หรือข้อปฏิบัติอันเป็นเบ้ืองต้นแห่งพรหมจรรย์ ที่พระพุทธเจ้าทรงบัญญัติไว้เป็นพุทธอาณา เพื่อป้องกัน ความประพฤติเสียหายและวางโทษแก่ภิกษุผู้ล่วงละเมดิ โดยปรับอาบตั หิ นักบ้าง เบาบ้าง พระสงฆต์ ้องสวด ทุกก่ึงเดือน เรียกว่า พระปาติโมกข์ มีรายละเอียดในพระวินัยปิฎกเล่มท่ี 1-2 ส่วน อภิสมาจาริกาสิกขา หมายถึง หลักการศึกษาอบรมในฝ่ายขนบธรรมเนียมเก่ียวกับมารยาทและความเป็นอยู่ที่ดีงามสำหรับชัก นำความประพฤติ ความเป็นอยู่ของพระสงฆ์ให้ดงี าม มคี ุณค่า น่าเลื่อมใสศรัทธายงิ่ ข้ึนไป มีรายละเอียดใน พระวินยั ปฎิ กเล่มท่ี 3-8 พระวินัยปิฎกจึงเป็นคัมภีร์สำคัญท่ีมีความจำเป็นสำหรับการปฏิบัติฝึกหัด อบรมกุลบุตรผู้เข้ามา บวชในพระพุทธศาสนา เพราะบุคคลผู้เข้ามาบวชนั้นมาจากต่างตระกูล ต่างชนช้ัน ต่างอัธยาศัย ต่างจิต ต่างใจ แต่หากไม่มีพระวินัยควบคุมความประพฤติให้เป็นระเบียบเรียบร้อย ก็จะเป็นหมู่ภิกษุที่สับสน วุ่นวายไม่เป็นที่ต้ังแห่งความเล่ือมใสและศรัทธาถ้าภิกษุทุกรูปประพฤติตามพระธรรมวินัย ก็จะเป็นหมู่ ภิกษุท่ีงดงาม น่าให้เกิดความเล่ือมใสศรัทธาและทำให้พระพุทธศาสนาดำรงอยู่ได้ยืนนาน เสมือนกับ ดอกไมน้ านาพรรณถูกร้อยไวด้ ้วยด้ายไมแ่ ตกแยกกระจัดกระจายไปด้วยลมหรือส่งิ อื่น ๆ อีกท้ังยงั จะคุมกัน เขา้ เป็นพวงมาลัยท่สี วยสดงดงามได้ (พระครูศริ ิโสธรคณารักษ์ นาทองไชย, 2561, หนา้ 229-230) พระองค์ทรงบัญญัติสิกขาบทไว้ทั้งหมด 350 สิกขาบท ทรงบัญญัติไว้ในนคร 7 แห่ง คือ ทรง บัญญตั ิไว้ ในพระนครเวสาลี มี 10 สกิ ขาบท ในพระนครราชคฤห์ มี 21 สกิ ขาบท ในพระนครสาวัตถี รวม ทั้งหมด มี 294 สิกขาบท ในพระนครอาฬวี มี 6 สิกขาบท ในพระนครโกสัมพี มี 8 สิกขาบท ในสักกช นบทมี 8 สิกขาบท และ ในภัคคชนบท มี 3 สิกขาบท แบ่งเป็น อาบัติหนัก เรียกว่า ครุกาบัติ และอาบัติ เบา เรียกว่า ลหุกาบัติ ในบรรดาอาบัติเหล่านี้จำแนกออกเป็น อาบัติหนัก อาบัติชั่วหยาบ ได้แก่ อาบัติ ปาราชิก (ขาดจากความเป็นพระภิกษุ) อาบัติสังฆาทิเสส (สงฆ์เป็นผู้ปรับโทษ และเป็นผู้ระงับโทษ ต้อง แจ้งแก่สงฆ์มี 4 รูปข้ึนไปทันที เพื่อขอประพฤติวัตร 6 ราตรี เรียกว่า มานัต เมื่อประพฤติครบแล้วจึงขอ อัพภานต่อสงฆ์ 20 รูปเพ่อื สวยอพั ภานระงับอาบัติให้ แต่ถ้าปกปดิ ไว้ต้องอย่ปู รวิ าส คือการทรมานตนตาม ระเบียบ เทา่ กับวันท่ปี กปดิ ไว้ แลว้ จึงขอมานตั และอพั ภานได)้ รวมเรยี กวา่ ศีลวิบตั ิ อาบัติถลุ ลัจจยั ปาจิตติ ยะ ปาฏิเทสนียะ ทุกกฏ ทุพภาสิต คือ ด่าประสงค์จะล้อเล่น (ภิกษุที่อาบัติสามารถแสดงอาบัติ หรือปลง อาบัติต่อหน้าพระภิกษุอื่น โดยยอมรับความผิดและต้ังใจจะสำรวมต่อไป) รวมเรียกวา่ อาจารวิบัติ บุคคล มีปัญญาเขลา ถูกโมหะครอบงำ ถูกอสัทธรรมรุมล้อม กล่าวตู่พระสัมมาสัมพุทธเจ้า เรียกว่า ทิฏฐิวิบัติ

190 ส่วนภิกษุผู้ปรารถนาลามก ถูกความอยากครอบงำ อวดอุตตริมนุสสธรรมอันไม่มีไม่เป็นจริงบ้าง เที่ยวชัก สอื่ วา่ ท่านรูปน้ี ท่านรูปนั้นเป็นพระอรหันต์บ้าง ภิกษุไม่ได้อาพาธ ขอโภชนะอันประณีตบ้าง ขอแกง หรือ ขอข้าวสกุ เพื่อประโยชน์ตนมาฉันบ้าง เพราะเหตุอาชีวะ เพราะการณ์อาชีวะ คือต้องการลาภสักการะเพื่อ เลี้ยงชพี เพ่อื บำเรอตนใหส้ ุขสบาย รวมเรียกว่า อาชีววบิ ตั ิ (ว.ิ ป. (ไทย) 8/1016-1023/336-340) จงึ สรุปได้ว่า พระอุบาลีเถระ ท่านได้มีส่วนช่วยในการทำให้พระสัทธรรมของพระผู้มีพระภาคเจ้า ได้ตั้งมั่นมาจนถึงปัจจุบัน โดยท่านเป็นผู้วิสัชชนาพระวินัยทั้งหมดในคราวปฐมสังคายนา ด้วยเหตุผล ดงั กลา่ วในเบ้อื งต้นแล้วนน้ั 3. ประวตั แิ ละบทบาทของภิกษุณีสำคญั ในสมยั พุทธกาล ประวตั ิและบทบาทของภกิ ษุณีสำคัญในสมัยพทุ ธกาลโดยเฉพาะอย่างยงิ่ ภิกษณุ ีท่ีได้รับยกว่าเป็น เอตทคั คะมีปรากฏในอังคุตตรนิกาย เอกนิบาต จำนวน 13 องค์ ดังนี้ ทม่ี า: (อง.เอก. (ไทย) 20/150/30-31) มหาปชาบดีโคตมีเถรี เป็นพระนา้ นางของพระพุทธเจ้า เดิมเรยี กว่าพระนางปชาบดี เปน็ ธิดาของ พระเจ้าอัญชนะแห่งโกลิยวงศ์ และเป็นพระภคินีของพระนางสิริมหามายา เม่ือพระนางสิริมหายาพระ มารดาของพระพุทธเจ้าสิ้นพระชนม์แล้ว พระเจ้าสุทโธนะราชกษัตริย์แห่งกรุงกบิลพัสดุ์ได้มอบสิทธัตถ กมุ ารให้พระนางเล้ียงดู ต่อมาเมื่อพระเจา้ สุทโธทนะสวรรคตแล้ว พระนางไดอ้ อกบวชเป็นภิกษุณีองคแ์ รก ในพรรษาที่ 5 ก่อนพุทธศักราช 40 ปี พระมหาเถรีมหาปชาบดีโคตมีได้รับยกย่องเป็นเอตทัคคะในทาง รัตตัญญู มรี ายละเอยี ดดงั ต่อไปนี้ ในพรรษาท่ี 5 ภายหลังพระพุทธเจ้าตรัสรู้แล้ว พระบรมศาสดาทรงประทับจำพรรษาอยู่ที่กูฏา คาร อันเป็นศาลาเรือนยอดในป้ามหาวันบนฝ่ังตะวันออกแห่งลำน้ำคันธกะ กรุงเวสาลี นครหลวงแห่ง

เอกสารประกอบการสอนวชิ า ประวัติศาสตรพ์ ระพทุ ธศาสนา (BU 5001) โดยสดุ ใจ ภกู งลี 191 แคว้นวชั ชี ในขณะท่ีประทับอยู่ ณ ท่นี ้ัน ได้ทรงทราบขา่ วประชวรของพระเจ้าสทุ โธทนะ พทุ ธบิดา ทรงรีบ เสด็จไปยังกรงุ กบิลพัสด์ุและได้เข้าเฝ้าพระพุทธบดิ า ทรงแสดงธรรมเทศนาโปรดพระเจ้า สุทโธทนะ จนได้ สำเร็จเป็นพระอรหันต์ และพุทธบิดาได้อำลาพระพุทธเจ้าเข้านิพพานโดยท่ียังไม่ได้อุปสมบท พระบรม ศาสดาทรงอยู่ร่วมถวายพระเพลิงศพระพุทธบิดาจนแล้วเสรจ็ ขณะท่ีพระพุทธเจ้ายังคงประทับอยู่ท่ีนิโคร ธาราม ใกล้กรุงกบิลพัสด์ุนั้น พระนางมหาปชาบดีโคตมี ได้เสด็จเข้าเฝ้าพระบรมศาสดาและได้ทูลขอ อนญุ าตใหส้ ตรสี ละเรือนออกบวชในพระธรรมวนิ ยั แต่ไดร้ ับการปฏเิ สธจากบรมศาสดาถึง 3 คร้งั เมื่อบรมศาสดาเสด็จกลับไปยังกูฏาคารศาลาในป่ามหาวันกรุงเวสาลี พระนางมหาปชาบดีโคตมี ไม่ละความพยายาม ได้ทรงชักชวนเจ้าหญิงศากยะจำนวนมาก ปลงพระเกศา ทรงผ้ากาสาวพัสดุ์ คือผ้า ย้อมน้ำฝาด แล้วเสด็จดำเนินด้วยพระบาทท้ังหมดไปยังกรุงเวสาลี ต่างมีพระบาทบวมแตกและมีพระ วรกายที่เปรอะเปื้อนธุลี ได้รับความเหน็ดเหนื่อยและลำบาก พากันมายืนกันแสงอยู่ท่ีซุ้มประตูนอกกูฏา คารศาลาพระอานนท์ได้เห็น จึงเข้าไปถาม พระนางก็ได้รับส่ังบอกเล่าแก่พระอานนท์ พระอานน์ขอให้ ประทับรออยู่ท่ีน้ันก่อน และก็ได้เข้าไปเฝ้าพระพุทธเจ้า ทูลขอให้สตรีได้บวชในพระธรรมวินัย พระพุทธเจ้าได้ตรัสปฏิเสธแก่พระอานนท์ถึง 3 คร้ัง ในท่ีสุดพระอานนท์เปลี่ยนวิธีใหม่ โดยกราบทูลถาม ว่า สตรีออกบวชในพระธรรมวินัยแล้ว จะสามารถบรรลุโสดาปัตติผลจนถึงอรหัตตผลได้หรือไม่ พระพุทธเจ้าก็ตรัสว่า เป็นผู้สมควรที่จะทำให้แจ้งได้ พระอานนท์จึงได้กราบทูลว่า ถ้าสตรีเป็นผู้ที่สมควร อย่างน้ัน อน่ึง พระนางมหาปชาบดีโคตมี ก็เป็นผู้มีอุปการะมากแด่พระพุทธเจ้ามาในเบื้องต้น เพราะทรง เป็นท้ังน้าและมารดาเลี้ยง ผู้เลี้ยงดูทะนุถนอมพระองค์สืบต่อจากพระพุทธมารดาท่ีทรงได้ส้ินพระชนม์ไป เพราะฉะนน้ั ขอให้พระนางได้บวชในพระธรรมวนิ ยั ตามทที่ รงตง้ั พระหฤทัยเถดิ พระพุทธเจ้าจงึ ตรัสว่า ถา้ พระนางมหาปชาบดโี คตรมรี ับครุธรรมคือ ธรรมท่ีหนัก 8 ขอ้ ได้ จะทรง อนุญาตใหอ้ ปุ สมบทได้ ครุธรรม 8 ขอ้ น้ัน คือ 1. ภิกษุณีที่อุปสมบทมาตั้งร้อยพรรษา ก็พึงทำการกราบไหว้การลุกรับ กระทำอัญชลี กระทำ สามจี กิ รรม (การแสดงความเคารพ) แกภ่ กิ ษุท่อี ุปสมบทใหม่แม้ในวนั นน้ั 2. ภกิ ษณุ ีจะตอ้ งอยู่จำพรรษาในอาวาสทม่ี ีภกิ ษุ 3. ภิกษุณีจะต้องพึงหวงั ธรรม 2 ประการจากภิกษุสงฆ์ทุกกึ่งเดือน คือการถามวันอุโบสถและการ เขา้ ไปฟังโอวาท 4. ภิกษุณีออกพรรษาและพึงปวารณาในสงฆ์ 2 ฝา่ ยคอื ในภิกษุสงฆ์และในภกิ ษณุ ีสงฆ์ 5. ภิกษุณีเมื่อต้องครุธรรมคือต้องอาบัติหนักก็พึงประพฤติมานัต (ระเบียบปฏิบัติในการออกจาก อาบตั ิหนกั ) 15 วนั ในสงฆท์ ้งั สองฝา่ ย (ท้ังภกิ ษุสงฆ์และภกิ ษุณ)ี 6. สตรีที่ศึกษาอยู่ในธรรม 6 ข้อเป็นเวลา 2 ปี (กล่าวคือรักษาศีล 10 ของสามเณร ต้ังแต่ข้อ 1 ถึงข้อ 6 โดยไม่ขาดตลอดเวลา 2 ปี) อันเรียกว่า นางสิกขมานา เม่ือได้ศึกษาแล้วดั้งน้ี จึงอุปสมบทในสงฆ์ 2 ฝา่ ยได้

192 7. ภิกษณุ ีไมพ่ ึงด่าไมพ่ งึ บรภิ าษภกิ ษุโดยปริยายใด ๆ 8. ภิกษุทั้งหลายสั่งสอนห้ามปรามภิกษุณีทั้งหลายได้ แต่ว่าภิกษุณีทั้งหลายจะส่ังสอนห้ามปราม ภิกษุทัง้ หลายไม่ได้ พระอานนท์ได้ไปทูลให้พรนางมหาปชาบดีโคตมีทราบ พระนางทรงยินดีรับครุธรรม 8 ประการ นั้น และทรงได้อุปสมบทในพระธรรมวินัยด้วยครุธรรม 8 นั้น ส่วนเจ้าหญิงศากยะท่ีตามมาท้ังหมด พระพทุ ธเจา้ ตรสั อนญุ าตใหภ้ ิกษสุ งฆ์อุปสมบทให้ ในคราวนั้นพระพุทธเจ้าได้ตรัสแก่พระอานนท์ว่า การให้สตรีบวช จะเป็นเหตุให้พรหมจรรย์ คือ พระศาสนาหรือสัทธรรมตั้งอยู่ได้ไม่นาน จะมีอายุสั้นลง เปรียบเหมือนตระกูลท่ีมีบุตรน้อยมีสตรีมาก ถูก ผู้ร้ายทำลายได้ง่ายหรือเหมือนนาข้าวท่ีมีหนอนขยอกลง หรือเหมือนไร่อ้อยท่ีมีเพล้ียลง ย่อมอยู่ได้ไม่ยืน นาน พระองค์ทรงบัญญัติครุธรรม 8 ประการ กำกับไว้เพ่ือเป็นหลักคุ้มกันพระศาสนา เหมือนสร้างคันกั้น สระใหญไ่ วก้ อ่ น เพ่อื กันไมใ่ ห้นำ้ ไหลลน้ ออกไป กล่าวคอื พระศาสนาจะตง้ั อยู่ไดน้ านและย่ังยนื ดงั เดิม พระพุทธเจ้าได้ทรงแสดงเหตุผลท่ีไม่ให้ภิกษุไหว้ภิกษุณี ให้ภิกษุณีไหว้ภิกษุได้ฝ่ายเดียว เพราะ นักบวชในลัทธิศาสนาอื่นท้ังหลายไม่มีใครไหว้สตรีกันเลย กล่าวโดยสรุปว่า หากถือเหตุผลทางด้านสภาพ สังคมและศาสนาแล้ว จะไม่ทรงให้สตรีบวชได้ เมอื่ แรกการบวชภิกษุณีไมไ่ ดก้ ำหนดจำนวนคือบวชกันตาม สบาย มีการบวชเข้ามาเป็นหมู่ จำนวนถึง 1,000 ก็มี เช่น พระนางอโนชากับบริวาร ประวัติชีวิตของพระ เถรที ังหลายส่วนมากพิสดาร โดยเฉพาะกอ่ นบวช หลังจากบวชแล้ว ไม่คอ่ ยมีผลงานเด่นมากนัก นอกจาก พระเถรรี ะดบั เอตทัคคะ 13 รูปเท่านั้น หลังจากจำนวนภิกษณุ ีเพ่ิมขึ้นในเวลาอันรวดเรว็ ระยะหนึ่งปรากฏ ว่าเกิดปัญหาหลายอย่าง เช่น ภิกษุณีถูกคนบางพวกรังแก ไม่สามารถไปไหนคนเดียว เดินทางคนเดียว อยู่คนเดียวไมไ่ ด้ การจะอยู่ป่าเขา ใต้ต้นไม่เช่นเดียวกับพระภิกษุ จึงทำไม่ได้ ต้องอยู่เป็นหมูค่ ณะ เพราะมี ปัญหาเก่ียวกับสวัสดิภาพของภิกษุณีเอง ทำให้ชาวบ้านท่ีมีศรัทธาไม่อาจสร้างเสนาสนะหรือท่ีอยู่อาศัย ใหแ้ ก่ภิกษุณีท้ังหลายได้ทนั ชาวบ้านได้แสดงความเดือดร้อนใหป้ รากฏ จนต้องมีการกำหนดเงอ่ื นไขในการ บวชภกิ ษุณีไว้ดังน้ี สตรีอายุยังน้อยให้บวชเป็นสามเณรีก่อน จนกว่าอายุครบ 18 เม่ืออายุครบ 18 ให้บวชเป็นนาง สิกขมานา โดยรักษาศีลข้อ 1 - 6 ไม่ให้พกพร่องเป็นเวลา 2 ปี จึงขอรับฉันทานุมัติจากสงฆ์ บวชเป็น ภิกษุณี ถ้าในระหว่างประพฤติตนเป็นนางสิกขมานา หากมีความบกพร่องในศีลก่อน 6 ปี ต้องนับวันใหม่ เมื่อได้สิกขาสมมตจิ ากภิกษุณีสงฆด์ ้วยญัตติทุติยกรรมวาจา เธอต้องถอื อุปัชฌาย์เช่นเดียวกบั ภิกษุ เรียกว่า ปวัตตินี ซ่ึงจะต้องมีพรรษาไม่ต่ำกว่า 12 พรรษา และเป็นผู้ที่ได้รับสมมติจากภิกษุณีสงฆ์ให้เป็นปวัตตินี ปวตั ตินีรูปเดียวจะอุปสมบทให้แกส่ หชวิ ินี (ผู้อยูร่ ว่ ม) ไดเ้ พียงหนง่ึ คร้งั ใน 2 ปี และอุปสมบทให้ได้ครั้งละ 1 รูปเท่านั้น เมื่อเป็นภิกษุณีแล้วต้องรักษาสิกขาบท 311 ข้อ ด้วยเหตุน้ีเอง ทำให้ภิกษุณีเร่ิมน้อยลง ตามลำดับ ในช่วงปลายพุทธกาลจึงไม่ค่อยได้ยินช่ือเสียงของภิกษุณี อาจจะเป็นเพราะมีพระวินัยห้ามการ

เอกสารประกอบการสอนวชิ า ประวตั ิศาสตรพ์ ระพทุ ธศาสนา (BU 5001) โดยสดุ ใจ ภกู งลี 193 คลกุ คลกี บั ภิกษุณีอยู่หลายข้อ ทำให้พระสังคตี ิกาจารยไ์ ม่ค่อยทราบชวี ิตและผลงานของภกิ ษณุ ีต่าง ๆ มาก นกั ท้ังภิกษณุ ีก็ไมไ่ ดเ้ ขา้ ร่วมในการสังคายนาพระธรรมวนิ ยั เรือ่ งของภกิ ษณุ สี งฆ์จึงไม่สมบรู ณ์เท่าที่ควร อย่างไรก็ตาม ภิกษุณีน้ันจัดว่าเป็น 1 ใน บริษัท 4 ของพระพุทธศาสนา ที่มีบทบาทสำคัญในการ เป็นพยานแห่งการตรัสรู้ของพระพุทธเจ้า ช่วยเผยแผ่ศาสนธรรม จากชีวประวัติของพระเถรีท้ังหลายใน เถรีคาถา และในอรรถกถาบอกให้ทราบว่า สตรีที่เข้ามาบวชเป็นภิกษุณีน้ัน มีต้ังแต่เจ้าหญิง ธิดาเศรษฐี ไปจนถึงโสเภณี คนขอทาน และการเข้ามาบวชของท่านส่วนมากแล้ว จะเก่ียวกับความรัก ความพลัด พราก และศรทั ธาเปน็ หลัก ฐานะของภิกษุณอี าจสรุปได้ดงั น้ี 1. ทา่ นเป็นอุปสมั บันในหมู่ของท่านและคนอ่ืน แต่เป็นอนุปสมั บันในหมภู่ กิ ษคุ ือไมม่ ฐี านะเท่ากนั 2. จะร่วมสงั ฆกรรมตา่ ง ๆ กบั ภกิ ษไุ ม่ได้ จงึ ไม่มสี ิทธิจะหา้ มอโุ ปสถปวารณาแก่ภิกษุทกุ กรณี 3. ภิกษุณีมีสิทธโิ ดยชอบตามพระวนิ ยั ที่จะไม่ไหวภ้ ิกษทุ ่กี ลา่ วคำหยาบคายตอ่ ตน 4. เมื่อภิกษุณีจะถามปัญหาพระภิกษุให้บอกก่อนว่าจะถามในเร่ืองพระสูตร พระวินัย หรือพระ อภิธรรม เมอื่ บอกไวอ้ ย่างหนึ่ง แตก่ ลับถามอีกอย่างหนึ่งเป็นอาบตั ิ สำหรับสกิ ขาบทท่ที รงบัญญัติแก่ภิกษณุ ีท่ีมจี ำนวนมากกว่าทท่ี รงบัญญัติแกพ่ ระภิกษุนน้ั ส่วนมาก แล้วเป็นเร่ืองท่ีเก่ียวกับความเป็นสตรีเพศของท่าน กล่าวคือ เพ่ือป้องกันรักษาตัวภิกษุณีเองให้ปลอดภัย จากภยันตรายต่าง ๆ ดังน้ัน ภิกษุณีสงฆ์จึงเจริญแพร่หลายในชมพูทวีปและเป็นแหล่งให้การศึกษาแหล่ง ใหญ่แก่สตรีท้ังหลายในกาลต่อมา และภิกษุณีสงฆ์ผู้เป็นกำลังสำคัญในการเผยแผ่พระพุทธศาสนาในสมัย พุทธกาล นับจากภิกษุณีองค์แรกคือ พระนางมหาปชาบดีโคตรมี และพระอัครสาวิกาทั้งสอง คือ พระเขมาเถรแี ละพระอุบลวรรณเถรี มดี งั นี้ เขมาเถรี พระเถรีมหาสาวิกาเขมา ประสูติในราชตระกูลแห่งสาคลนครในมัททรัฐ ต่อมาให้เป็น พระอัครมเหสีของพระเจ้าพิมพิสารพระเจ้าแผ่นดินมคธครองราชสมบัติอยู่ที่พระนครราชคฤห์ มีความมัว เมาในรูปสมบัติของตรได้ฟังพระพุทธเจ้าแสดงธรรมเทศนาเร่ืองราคะ และการกำจัดราคะ พอจบพระ ธรรมเทศนาก็ได้บรรลุพระอรหัต แล้วบวชเป็นภิกษุณี ได้รับยกย่องว่าเป็นเอตทัคคะในทางมีปัญญามาก และเป็นอคั รสาวกิ าฝ่ายขวา อุบลวรรณาเถรี พระเถรีมหาสาวิกาอุบลวรรณา เป็นธิดาเศรษฐีในพระนครสาวัตถี ได้ช่ือว่า อุบลวรรณาเพราะมีผิวพรรณดังดอกนิลุบล (อุบลเขียว) เป็นสตรีผู้มีรูปโฉมงดงามอย่างยิ่ง จึงเป็นท่ี ปรารถนาของพระราชาในชมพูทวีปหลายพระองค์ ต่างส่งคนมาติดต่อทาบทามกับ ท่านเศรษฐีผู้เป็นบิดา ก่อให้เกิดความลำบากใจมาก จึงคิดจะให้ธิดาบวชพอเป็นอุบาย แต่นางเองพอใจในบรรพชาอยู่แล้ว จึง บวชเป็นภิกษุณี ด้วยศรัทธาอยา่ งจริงจงั คราวหนง่ึ อยเู่ วรจุดประทีปในพระอโุ บสถ นางเพ่งดูเปลวประทีป ถือเอาเป็นนิมิตเจรญิ ญานมีเตโชกสิณเป็นอารมณ์ไดบ้ รรลุพระอรหัต พระมหาสาวิกาอบุ ลวรรณา ไดร้ ับยก ยอ่ งวา่ เปน็ เอตทัคะ ในทางแสดงฤทธิไ์ ด้ตา่ ง ๆ และเป็นอคั รสาวกิ าฝา่ ยซ้าย

194 ปฏาจาราเถรี พระมหาสาวิกาปฏาจาราเป็นกุลธิดาเศรษฐีในพระนครสาวัตถี ได้รับวิปโยคทุกข์ อย่างหนักเพราะสามีและลูกตาย พ่อแม่พ่ีน้องตายหมด ในเหตุการณ์ร้ายที่เกิดข้ึนฉับพลันทันทีและ ติดต่อกัน ถึงกับเสียสติปล่อยผ้านุ่งผ้าห่มหลุดลุ่ยเดินบ่นเพ้อไปในที่ต่าง ๆ จนถึงพระเชตะวัน มหาวิหาร พระศาสดาทรงแผ่เมตตา เพปล่งพระวาจาให้นางกลับได้สติ แล้วแสดงพระธรรมเทศนา นางได้ฟังแล้ว บรรลุโสดาปัตติผล บวชเป็นพระภิกษุณี ไม่ช้าได้สำเร็จพระอรหัต พระเถรีมหาสาวิกาปฏาจาราได้รับยก ยอ่ งวา่ เปน็ เอตทคั คะในทางทรงพระวินัย พระนันทาเถรี เป็นธิดาของพระเจ้าสุทโธทนะกับพระนางมหาปชาบดีโคตมี เป็นกนิษฐภคินีของ เจ้าชายนันทะ พระนามเดิมว่า “นันทา” แต่เพราะนางมีพระสิริโฉมงดงามยิ่งนัก น่าทัศนา น่ารัก น่า เลื่อมใส พระประยูรญาติจึงพากันเรียกว่า “รูปนันทา” บ้าง “อภิรูปนันทา” บ้าง “ชนปทกัลยาณี” บ้าง เมือ่ เจ้าชายสทิ ธตั ถะ ผู้นับเนือ่ งเปน็ พระเชษฐาของนาง เสดจ็ ออกบรรพชา ไดต้ รสั รูเ้ ป็นพระสัพพัญญพู ุทธ เจ้าแล้ว เสด็จมาโปรดพระประยุรญาติ ณ พระนครกบิลพัสด์ุ เทศนาสั่งสอนให้ได้บรรลุมรรคผลตาม วาสนาบารมี ทรงนำพาศากยกุมารท้ังหลายมีพระนันทะ พระราหุล และพระภัททิยะ เป็นต้น ออก บรรพชา หลังจากพระเจา้ สทุ โธทนะมหาราชพุทธบิดาเสด็จเขา้ สู่พระนิพพานแล้ว พระนางมหาปชาบดีโคต มี มีพระมารดาและพระนางยโสธราพิมพา พระมารดาของพระราหุล ต่างก็พาสากิยกุมารีออกบวชใน พระพุทธศาสนาด้วยกันทั้งสิ้น นางจึงมีพระดำรัสว่า “เหลือแต่เราเพียงผู้เดียว ประหน่ึงไร้ญาติขาดมิตร จะมีประโยชน์อะไรกับการดำรงชีวติ ในฆราวาสวิสัย สมควรที่เราจะไปบวชตามพระประยรู ญาติผู้ใหญ่ของ เราจะประเสริฐกว่า” จึงได้ขอบวชท่ีสำนักมหาปชาบดีโคตมีเถรี พระนางบวชด้วยความรักในพระญาติ ท้ังหลาย ไม่ได้บวชเพราะศรัทธา อีกท้ังเป็นผู้มีพระสิริโฉมงดงามยิ่งนัก จึงยังมีความลุ่มหลงในความงาม ของตน ไม่กล้าเข้าเฝ้าเพื่อรับโอวาทต่อหน้าพระพักตร์ของพระพุทธองค์ เพราะทราบว่าพระพุทธองค์ทรง ติเตียนเร่ืองรูปกาย จึงให้ภิกษุณีรูปอ่ืนไปรับโอวาทแทนเสมอ ต่อมาพระพุทธองค์ทรงทราบ จึงทรงตรัส รบั ส่ังให้ภิกษุณีทุกรูปต้องเข้ารับฟังโอวาทด้วยตนเองเท่าน้ัน เม่ือหลีกเล่ียงไม่ได้ จึงจำใจต้องเข้าเฝ้า แต่ก็ หลบอยู่ด้านหลังเสมอ พระพุทธองค์ทรงทราบอุปนิสัยของนางจึงได้เนรมิตหญิงท่ีมีรปู งามกว่าพระนางนั่ง ถวายงานพัดอยู่เบื้องหลังพระพุทธองค์ ทำให้พระนางรู้ว่าความงามของพระนางนั้นเทียบไม่ได้แม้เสี้ยว เดียวของหญิงคนนั้น เมอื่ พระรูปนนั ทาเถรี กำลังเพลิดเพลินช่นื ชมโฉมของรูปหญงิ เนรมติ อยู่น้นั พระพุทธ องคท์ รงอธิษฐานให้รูปหญิงน้ันปรากฏอยู่ในวัยตา่ ง ๆ ตั้งแต่เป็นหญิงวัยรุ่น เปน็ หญงิ สาววยั มลี กู หนึ่งคน มี ลกู 2 คน จนถึงวยั กลางคน วยั ชราและวยั แก่หงอ่ ม ผมหงอก ฟันหัก หลงั ค่อม และล้มตายลง ในขณะน้ัน ร่างกายมีหมู่หนอนมาชอนไชเจาะกินเหลือแต่โครงกระดูก พระพุทธองค์ทรงทราบว่าพระรูปนันทาเถรี เกิดความสังเวชสลดจติ เบอื่ หนา่ ยในรปู กายท่ตี นยึดถือแล้วจึงตรสั วา่ “ดูก่อนนันทา เธอจงดูอัตภาพร่างกายอันเป็นเมืองแห่งกระดูกน้ี (อฏฺฐีนํ นครํ) อัน กระสับกระส่าย ไม่สะอาด อันบูดเน่าน้ีเถิด เธอจงอบรมจิตให้แน่วแน่มั่นคง มีอารมณ์เดียวในอสุภ

เอกสารประกอบการสอนวชิ า ประวตั ิศาสตรพ์ ระพทุ ธศาสนา (BU 5001) โดยสดุ ใจ ภกู งลี 195 กรรมฐาน จงถอนมานะละทฏิ ฐิให้ได้แล้วจิตใจของเธอก็จะสงบ จงดูว่ารูปน้ีเป็นฉันใด รูปของเธอก็เป็นฉัน นนั้ รูปของเธอเปน็ ฉันใดรปู นี้ก็เปน็ ฉันนน้ั รูปอนั มีกลน่ิ เหม็นบูดเน่านี้ ยอ่ มเป็นท่ีเพลิดเพลินอย่างย่ิงของผู้ โงเ่ ขลาท้งั หลาย” พระรูปนันทาเถรี ส่งกระแสจิตไปตามพระพุทธดำรัส เม่ือจบลงก็สิ้นกิเลสาสวะ บรรลุพระ อรหัตผลเป็นพระอเสขบุคคลในพระพทุ ธศาสนา ปรากฏว่าเมื่อพระนางสำเร็จเป็นพระอรหันต์แลว้ เป็นผู้มี ความชำนาญพิเศษในการเพ่งด้วยฌาน ด้วยเหตุน้ี พระบรมศาสดาจึงทรงยกย่องเธอไว้ในตำแหน่ง เอตทัคคะ เป็นผ้เู ลศิ กวา่ ภกิ ษณุ ที งั้ หลายในฝา่ ย ผแู้ พ่งด้วยฌาน หรือ ผทู้ รงฌาน ธัมมทินนาเถรี พระเถรีมหาสาวิกาธัมมทินนาเป็นกลุ ธิดาชาวพระนครราชกฤห์ เป็นภรรยาของวิ สาขเศรษฐี มีความเลื่อมใสในพระพุทธศาสนาอย่างยิ่ง บวชในสำนักนางภิกษุณียำเพ็ญเพียรไม่นานก็ได้ สำเร็จพระอรหตั พระเถรธี มั มทนิ าได้รบั การยกย่องวา่ เป็นเอตทัคคะในทางเปน็ ธรรมกถึก โสณาเถรี พระมหาสาวกิ าโสณาเป็นธิดาของผู้มีตระกลู ในพระนครสาวตั ถี นางแต่งงานมีสามีและ มีบุตร 14 คน เป็นชาย 7 คน และ หญิง 7 คน ภายหลังสามีถึงแก่กรรม ลูกชายหญิงต่างแต่งงาน ออก เรือนกันหมด จึงออกบวชเป็นภิกษุณี มีความเพียรอย่างแรงกล้า เจริญวิปัสสานาอยู่เรือนไฟ ได้ฟังพระ ธรรมเทศนาของพระบรมศาสดา ได้สำเร็จเปน็ พระอรหันต์ในกาลตอ่ มา พระมหาสาวิกาโสณาได้รับยกยอ่ ง ว่าเปน็ เอตทัคคะในทางปรารภความเพยี ร พระสกุลาเถรี เกิดในตระกูลพราหมณ์ ผู้มฐี านะอยู่ในข้นั มหาเศรษฐี เมอ่ื พระพทุ ธองค์เสด็จมายัง พระนครสาวัตถี ประทับ ณ พระมหาวิหารเชตวันที่อนาถบิณฑิกเศรษฐีสร้างถวาย นางได้เห็นพระบรม ศาสดาผู้สมบูรณ์ด้วยมหาปุริสลักษณะ เสด็จเข้าไปบิณฑบาตในเมืองสาวัตถีแล้วเกิดศรัทธาเล่ือมใส ได้ แสดงตนเป็นอุบาสิกา ขอถึงพระรัตนตรัยเป็นสรณะ ต่อมาภายหลัง ได้ฟังธรรมในสำนักของพระอรหันต์ องค์หนึ่งแล้ว เกิดความสลดใจในโลกสันนิวาส เบื่อหน่ายในชีวิตฆราวาส จึงได้ออกบรรพชาในสำนักของ ภิกษุณี มีความเพียรอุตสาหะ เจริญวิปัสสนาไม่นานนัก ก็ได้บรรลุพระอรหัตผล พร้อมทั้งวิชชา 3 และ อภิญญา 6 ได้รับยกยอ่ งจากพระพุทธองคว์ า่ เปน็ เลิศกว่าภิกษณุ ีทั้งหลายดา้ นผู้มีทพิ ยจักษุ ภัททากุณฑลเกสาเถรี พระมหาสาวิกาภัททากุณฑลเกสา เป็นธิดาของเศรษฐี ในพระนคร ราชคฤห์ เคยเป็นภรรยาโจรผู้เป็นนักโทษประหารชีวิต โจรคิดจะฆ่านางเพ่ือชิงทรัพย์สมบัติ แต่นางใช้ ปัญญาคิดแก้ไขกำจัดโจรได้ แลว้ บวชในสำนกั นิครนถ์ นกั บวชนอกพระพทุ ธศาสนาทเ่ี ปน็ สาวกของนิครนถ นาฏบุตร ต่อมาได้พบกับพระสารีบุตร พระอัครสาวกเบื้องขวาของพระพุทธเจ้า ได้ถามปัญหากันและกัน จนนางมีความเลื่อมใสในพระพุทธศาสนา ต่อมาได้ฟังธรรมเทศนาจากพระบรมศาสดาจนได้สำเร็จพระ อรหัต แล้วบวชในสำนักนางภิกษุณี พระมหาสาวิกาภัททา กุณฑลเกสาได้รับยกย่องว่าเป็นเอตทัคคะใน บรรดาภกิ ษุณีผมู้ าจากตระกลู สูง ภัททกาปิลานีเถรี พระมหาสาวิกาภัททกาปิลานี เป็นธิดาพราหมณ์โกสิยโคตร ในสาคลนคร แห่งมัททรัฐ เม่ืออายุ 16 ปีได้สมรสกับปิปผลิมาณพตามความประสงค์ของมารดาบิดา แต่ไม่มีความยินดี

196 ในชีวิตฆราวาส ต่อมาทั้งสามีภรรยาได้สละเรือน นุ่งห่มผ้ากาสวพัสด์ุ ออกบวชกันเอง เดินออกจากบ้าน แลว้ แยกกันท่ีทางสองแพร่ง ปิปผลิมาณพเดินทางตอ่ ไปจนพบพระพุทธเจา้ ท่ีพหุปุตตกนโิ ครธ ได้อุปสมบท ครั้นล่วงไป 7 วันก็ได้บรรลุพระอรหัต เป็นพระมหาสาวกนาม พระมหากัสสปะ ได้รับยกย่องว่าเป็น เอตทัคคะในทางถือธดุ งค์ ส่วนนางภทั ทกาปลิ านีออกบวชเป็นปริพาชกิ า เป็นนักบวชนอกพระพทุ ธศาสนา ต่อมาเม่ือพระมหาปชาบดีไดร้ ับอนุญาตให้บวชเป็นภิกษุณีแล้ว จึงได้มาบวชในสำนักของพระมหาปชาบดี เถรี เจริญวิปัสสนากัมมัฏฐานด้วยความไม่ประมาท ได้บรรลุพระอรหัต ได้รับยกย่องว่าเป็นเอตทัคคะใน ด้านการระลึกชาติ (ปุพเพนวิ าสานุสสติ) ภัททากัจจานาเถรี พระมหาสาวกิ าภัททากัจจานา เป็นธดิ าของพระเจ้าสุปปพุทธะแห่งโกลิยวงศ์ พระนามเดิมว่า \"ยโสธรา\" หรือ \"พมิ พา\" พระนางทรงเป็นสหชาตกิ ับพระพุทธเจ้า อภิเษกสมรสกับเจ้าชาย สิทธัตถะเมื่อพระชนม์ได้ 16 พรรษา เป็นพระมารดาของพระราหุลพุทธชิโนรส ได้นามว่า ภัททากัจจานา เพราะทรงมีฉวีวรรณดุจทองคำเนื้อเกลี้ยง บวชเป็นภิกษุณีในพระพุทธศาสนาเจริญวิปัสสนากัมมัฏฐานไม่ ช้า ก็สำเร็จเป็นอรหันต์ พระมหาสาวิกาภัททากัจจานา ได้รับยกย่องว่าเป็นเอตทัคคะในด้านผู้ได้อภิญญา ใหญ่ (บรรลุมหาภญิ ญา) กีสาโคตมีเถรี พระเถรีสำคัญองค์หนึ่งเดิมเป็นธิดาคนยากจนในพระนครสาวัตถี แต่ได้เป็น ลกู สะใภข้ องเศรษฐใี นพระนครนน้ั นางมีบุตรชายคนหน่งึ อยู่มาไม่นานบตุ รชายตายนางมคี วามเสียใจมาก อุ้มบุตรที่ตายแล้วไปในท่ีต่าง ๆ เพื่อหายาแก้ให้ฟื้น จนได้พบพระพุทธเจ้า พระองค์ทรงสอนด้วยอุบาย และทรงประทานโอวาท นางได้ฟังแล้วบรรลุโสดาปัตติผลบวชในสำนักนางภิกษุณี วันหน่ึงนั่งพิจารณา เปลวประทีปที่ตามอยู่ในพระอุโบสถ ได้บรรลุพระอรหัต พระเถรีกีสาโคตมีได้รับยกย่องว่าเป็นเอตทัคคะ ในทางจวี รเศร้าหมอง สิงคาลมาตาเถรี พระมหาสาวิกาสิงคาลมาตาเป็นธิดาเศรษฐีในพระนครราชคฤห์ เจริญวัยแล้ว แต่งงานมีบุตรคนหน่ึงช่ือ สิงคาลกุมาร ดังน้ัน นางจึงถูกเรียกว่าสิงคาลมาตา วันหนึ่งได้ฟังพระธรรม เทศนาของพระบรมศาสดา มีความเลื่อมใสศรัทธาในพระสิริสมบัติของพระบรมศาสดาย่ิงนัก ได้ขอบวช เป็นภิกษุณี วันหน่ึงได้เข้าฟังพระธรรมเทศนาของพระบรมศาสดา ยังไม่ทันได้กราบถวายบังคม ได้แต่ยืน เพ่งมองพระพุทธองค์อยู่ด้วยจิตท่ีเล่ือมใสอย่างยิ่ง พระพุทธองค์ทรงทราบอัธยาศัยของนาง จึงตรัสพระ ธรรมเทศนาอันเป็นท่ีต้ังแห่งความเล่ือมใส แม้นางเองก็อาศัยศรัทธาเป็นท่ีตั้ง ส่งจิตไปตามกระแสพระ ธรรมเทศนา ได้บรรลุพระอรหัตผลในขณะทีย่ ืนอย่นู ้ัน ในสมัยทพ่ี ระพุทธองค์ประทับอยู่ที่พระเชตวัน เม่ือ ทรงสถาปนาภิกษุณีทั้งหลายในตำแหน่งต่าง ๆ ตามลำดับ ได้ทรงสถาปนา พระสิงคาลมาตาเถรี ใน ตำแหน่งเอตทัคคะ เป็นผู้เลิศกว่าภิกษุณีสาวิกาทั้งหลายในฝ่ายศรัทธาวิมุตติ คือ ผู้หลุดพ้นกิเลสด้วย ศรัทธา

เอกสารประกอบการสอนวชิ า ประวตั ิศาสตรพ์ ระพทุ ธศาสนา (BU 5001) โดยสดุ ใจ ภกู งลี 197 4. ประวตั แิ ละบทบาทของอุบาสกสำคญั ในสมัยพุทธกาล คำว่า อุบาสก หมายถึง บุรุษผู้นั่งใกล้พระรัตนตรัย มีความใกล้ชิดพระศาสนา แสดงตนเป็นพุทธ มามกะ โดยประกาศถึงพระรัตนตรัยเป็นสรณะ ในท่ีนี้จะขอกล่าวถึงประวัติและบทบาทของอุบาสกท่ี สำคัญในสมัยพุทธกาลโดยย่อ กล่าวคืออุบาสกที่เป็นเอตทัคคะด้านต่าง ๆ เท่านั้น ดังปรากฏในอังคุตตร นิกาย เอกนิบาต มีจำนวน 10 ทา่ น ดงั นี้ ทีม่ า: (อง.เอก. (ไทย) 20/151/31-32) ตปุสสะ และภัลลิกะ ท้ังสองเป็นพ่อค้าที่นำกองเกวียนเดินทางมาจากทุกกลชนบท ได้เดินมาถึง แขวงเมืองอุรุเวลาเสนานิคม พบพระพุทธเจ้าขณะประทับอยู่ ณ ภายใต้ต้นไม้ราชาตนะ ใกล้แม่น้ำเนรัญ ชรา ในสัปดาห์ที่ 7 ท่ีพระพุทธเจ้าประทับเสวยวิมุตติสุข (สุขเกิดแต่ความหลุดพ้นจากกิเลส อาสวะและ ปวงทุกข์) ท้ังสองได้ถวายสัตตุผง สัตตุก้อน แด่พระผู้มีพระภาคเจ้า หลังพระองค์เสวยเสร็จ ทั้งสองได้ กราบทุลแสดงตนเป็นอุบาสกด้วยความเล่ือมใส ขอถึงพระผู้มีภาคเจ้ากับพระธรรมว่าเป็นสรณะตลอด ชีวิต เน่ืองด้วยขณะนั้นยังไม่มีพระสงฆ์เกิดขึ้นในโลก อุบาสกทั้งสองจึงได้นามว่า \"เท̣ววาจิกอุบาสก\" คือเปล่งวาจาขอถึงพระพุทธเจ้าและพระธรรมท้ังสองเป็นท่ีพึ่งทรี่ ะลึก อุบาสกทัง้ สองได้รับยกย่องจากพระ พทุ ธองค์ว่า เปน็ เลิศกวา่ อุบาสกคนอืน่ ดา้ นการเข้าถึงพระพุทธและพระธรรมเปน็ สรณะหรืออบุ าสกคนแรก ในพระพทุ ธศาสนานนั่ เอง อนาถบิณฑิกเศรษฐี เป็นเศรษฐีอยู่ท่ีเมืองสาวัตถี ต่อมาได้นับถือพระพุทธศาสนา บรรลุโสดาปัน เป็นผมู้ ีศรัทธาแรงกล้า สรา้ งพระเชตวนั มหาวหิ ารอนั ย่งิ ใหญ่ ถวายแดพ่ ระพทุ ธเจ้า และภกิ ษสุ งฆ์ท่เี มอื งสา วตั ถี ซ่ึงพระพุทธเจา้ ประทับจำพรรษารวมทั้งหมดถงึ 19 พรรษา โดยสลับกับบุพพารามที่อยู่ใกลช้ ิดติดกัน ณ เมืองสาวัตถี ท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐีนอกจากอุปภัมภ์บำรุงพระภิกษุสงฆ์แล้ว ยังได้สงเคราะห์คน

198 ยากไร้อนาถาอยา่ งมากมายเป็นประจำ จึงได้ช่ือวา่ อนาถบิณฑิก ทแี่ ปลว่า ผ้มู กี ้อนข้าวเพื่อคนอนาถา ท่าน ได้รับยกย่องเป็นเอตทัคคะในหมทู่ ายกฝา่ ยอบุ าสก (ทายก = ผใู้ ห้) จิตตคฤหบดี เปน็ ผมู้ ีศรัทธามนั่ คงในพระพุทธศาสนา ท่านผู้นี้เคยถูกภิกษุช่ือสุธรรมด่าว่าเป็นเหตุ ให้พระพุทธเจ้าทรงบัญญัติปฏิสาราณียกรรม คือการลงโทษภิกษุผู้ด่าว่าคฤหัสถ์ท่ีไม่มีความผิดด้วยการให้ ไปขอขมา จิตตคฤหบดีเป็นหน่ึงในสอง อุบาสกผู้เป็นอัครอุปัฎฐากจิตตคฤหบดี ได้รับยกย่องว่าเป็น เอตทัคคะในบรรดาอุบาสกผูเ้ ปน็ ธรรมกถึก หัตถกคฤหบดี หัตถกคฤหบดี เป็นราชโอรสของพระเจ้าอาฬวกะ แห่งกรุงอาฬวี แคว้นอาฬวี มี พระนามว่า “อาฬวกะ” พระเจ้าอาฆวกะผู้เป็นพระราชบิดาเสด็จประพาสป่าเพื่อล่าสัตว์ พระองค์ฆ่าเนื้อ ได้ตัวหน่ึงแล้วตัดเป็น 2 ท่อน ผูกคล้องไว้ท่ีปลายคันธนูใช้คันธนูแทนคานหาบเน้ือน้ันกลับสู่พระนคร ขณะที่เสด็จกลับสู่พระนคร ได้เข้าไปพักเหน่ือยที่โคนต้นไทรใหญ่ริมทางและท่ีต้นไทรนั้นมียักษ์สิงสถิตอยู่ ถา้ มคี นเข้ามาในร่มเงาของตน้ ไทรนัน้ กจ็ ะต้องตกเป็นอาหารของยักษ์ทุกคน เมอ่ื ยกั ษ์เหน็ พระราชาประทับ นั่งที่โคนต้นไทรของตน จึงออกมาจับที่พระหัตถ์แล้วกล่าวว่า “ท่านต้องเป็นอาหารของเรา” พระราชา สะดุ้งพระทัยหวาดกลัวภัยอย่างที่สุด ไม่เห็นอุบายอย่างอนื่ ท่ีจะใหร้ อดพระชนม์ได้ จึงตรัสแก่ยักษ์วา่ “ถ้า ท่านปล่อยเราไป เราขอให้ปฏิญญาแก่ท่านว่าจะส่งมนุษย์หน่ึงคนพร้อมด้วยถาดอาหารมาให้ท่านกินทุก วัน” ยักษ์รับปฏิญญาแล้วปล่อยพระราชาไป ต้ังแต่วันนั้นพระราชาได้ส่งนักโทษในเรือนจำไปเป็นอาหาร ของยักษ์ทุกวัน จนนักโทษหมดเรือนจำ เม่ือไม่มีนักโทษส่งไปแล้วจึงรับสั่งให้จับคนแก่ไปให้ยักษ์วันละคน จนกระทง่ั คนแก่ก็หมดไป ท้ังเมือง จากนน้ั รบั ส่ังให้จับตัวเด็ก ๆ ส่งไปให้ยักษ์ ด้วยวิธนี ี้ครอบครวั พอ่ แม่ที่มี ลูกหลานพากันอพยพหนีไปอยู่เมืองอ่ืนกันหมด จนกระทั่งพระพุทธองค์ได้ไปเทศนาส่ังสอนและได้เปล่ียน ใจอาฬวกยักษ์ท่ีประสงค์จะประทุษร้ายขับไล่และรุกรานพระบรมศาสดาด้วยกำลังโดยวิธีการต่าง ๆ ใน เบื้องต้น สุดท้ายเมอ่ื ไมส่ ามารถชนะได้ จึงเปล่ียนมาใช้วิธถี ามปัญหา 8 ข้อ พระพุทธองค์ทรงวิสัชนาแก้ได้ ทั้งหมด ทำให้อาฬวกยักษ์ได้บรรลุเป็นพระโสดาบัน มีศรัทธามั่นคง ไม่หว่ันไหวในพระรัตนตรัย คลาย ความโกรธและหายจากความโหดรา้ ยกลับมีจติ เมตตาต่อผู้อนื่ เมื่อพระเจ้าอาฆวกะได้นำพระราชโอรสของ ตนเข้าไปวางในมือของอาฬวกยักษ์ แต่ยักษ์กลับนำพระราชโอรสนั้นไปถวายพระพุทธองค์ พระพุทธองค์ ทรงส่งคืนให้ยักษ์คืน ยักษ์จึงได้ส่งคืนให้พระเจ้าอาฬวกะ ดังนั้น พระราชโอรสน้ันจึงได้นามว่า “หัตถก อาฬวกกุมาร” และได้รอดพ้นจากการเป็นอาหารของยักษ์ด้วยพระพุทธบารมี เม่ือเจริญวัยข้ึนมาได้ฟัง พระธรรมเทศนาจากพระบรมศาสดาได้บรรลุเป็นพระอนาคามี ประกาศตนเป็นอุบาสกขอถึงพระรัตนตรัย เปน็ สรณะตลอดชีวิตเมื่อเขาจะไปในท่ใี ด ๆ กจ็ ะมีอบุ าสกผู้เป็นอรยิ ะ 500 คน ตดิ ตามแวดล้อมตลอดเวลา และมักสังเคราะห์บริวารด้วยสังคหวัตถุ 4 คือ ทาน ปิยวาจา อัตถจริยา และสมานัตตตา จึงได้รับยกย่อง จากพระบรมศาสดาว่าเปน็ เลศิ กวา่ อุบาสกทง้ั หลายผ้สู ังเคราะห์บริษทั ทั้งหลายด้วยสงั คหวัตถุ 4 มหานามศากยะ เป็นเจ้าชายในศากยวงศ์ โอรสของพระเจ้าอมิโตทนศากยะ เป็นพี่ชายของพระ อนุรุทธะ ภายหลังพระเจ้าสุทโธทนะพระราชบิดาของพระพุทธเจ้าส้ินพระชนม์ มหานามศากยะได้เป็น

เอกสารประกอบการสอนวชิ า ประวัติศาสตรพ์ ระพทุ ธศาสนา (BU 5001) โดยสดุ ใจ ภกู งลี 199 ราชาปกครองแค้นศากยะ และเป็นอุบาสกผู้มศี รัทธาแรงกล้า สมัยหนึ่งพระบรมศาสดาเสด็จจำพรรษา ณ เมืองเวรัญชา พร้อมด้วยหมู่ภิกษุสงฆ์ ตามคำอาราธนาของเวรัญชพราหมณ์ ได้รับความลำบากด้วยการ เที่ยวภิกขาจาร เน่ืองจากไม่มีทายกทายิกาท่ีถวายอาหารบิณฑบาตตลอดท้ังพรรษา เม่ือออกพรรษาแล้ว พระพทุ ธองค์ทรงพาภิกษสุ งฆเ์ สด็จไปยงั กรุงกบิลพัสดุ์ เสดจ็ เขา้ ประทบั ณ นิโครธาราม พระเจ้ามหานามะ ทรงทราบจึงเสด็จไปเฝ้ากราบถวายบังคมแล้วประทับน่ัง ณ ท่ีอันสมควร กราบทูลขอพระวโรกาสถวาย ภตั ตาหารอันมีรสประณีต แด่พระพุทธองค์พร้อมด้วยภิกษุสงฆ์เป็นระยะเวลา 4 เดือน ครั้นทราบว่า พระ พุทธองค์ทรงรับโดยดุษณีภาพแล้ว ตั้งแต่วันรุ่งขึ้นก็ได้บำรุงภิกษุสงฆ์มีพระพุทธเจ้าเป็นประมุข ด้วย โภชนาหารอันประณีตและของมีรสอร่อย 4 ชนิด ทุก ๆ วัน คร้ันครบกำหนด 4 เดือนแล้ว ได้กราบทูล ขอรับปฏิญญา ต่อไปอีก 4 เดือน รวมเป็น 8 เดือน และได้ขอรับปฏิญญาต่ออีก 4 เดือน รวมทั้งส้ินเป็น 12 เดือน เมื่อครบหน่ึงปีแล้ว พระพุทธองค์ไม่ทรงรับอาราธนาเกินไปกว่าน้ัน ส่วนพระเจ้ามหานามะ ทรง ปลาบปลมื้ ปตี ิยนิ ดกี ับสักการทานท่ีพระองค์ไดถ้ วายตลอดระยะเวลาหนึ่งปีนั้น เกียรติคณุ ของพระเจ้ามหา นามะ ได้ฟุ้งขจรไปทั่วทั้งชมพูทวีป ต่อมา พระพุทธองค์ประทับ ณ พระเชตวันมหาวิหาร ได้สถาปนาพระ เจา้ มหานามะในตำแหน่งเอตทคั คะเปน็ ผู้เลิศกวา่ อุบาสกาทง้ั หลายผถู้ วายทานมีรสอนั ประณตี อุคคคฤหบดี เกิดในตระกูลเศรษฐีในเมืองเวสาลี เม่ือเจริญวัยขึ้น เป็นผู้มีร่างกายสูงสง่า งดงาม เปรียบประดุจเสาระเนียดที่นายช่างได้ตกแต่งดีแล้ว มีผิวพรรณผ่องใส รปู สมบัติของท่านดังท่ีกลา่ วมานั้น ได้ฟุ้งขจรไปท่ัวทิศ ประชาชนต่างพากันเรียกท่านว่า “อุคคเศรษฐี” บ้าง “อุคคคฤหบดี” บ้าง คร้ันกาล ต่อมาท่านไดม้ ีโอกาสเข้าเฝ้าพระบรมศาสดาและเพียงการเข้าเฝ้าในครัง้ แรกเท่านน้ั เท่าน้ันกไ็ ด้สำเร็จเป็น พระโสดาบนั ต่อจากน้ันไมน่ านนกั ท่านไดส้ ำเร็จเป็นพระอนาคามี ได้คิดในใจเสมอว่า ผู้ถวายของที่ชอบใจ ย่อมได้ของท่ีชอบใจ และได้ถวายโภชนะแด่พระพุทธองค์และพระสงฆ์ เมื่อพระบรมศาสดาเสด็จประทับ ณ พระเชตะวันมหาวิหารได้สถาปนา อุคคคฤหบดี ว่าเป็นเอตทัคคะฝ่ายผู้ให้ของเจริญจิต คือ ผู้ถวาย โภชนะทช่ี ื่นชอบใจ อุคคตคฤหบดี เกดิ ในตระกูลเศรษฐี หมู่บ้านหัตถิคาม บรรดาญาตไิ ด้ขนานนามวา่ “อุคคตกมุ าร” เมื่อเจริญวัยอได้รับการศึกษาตามสมควรแก่ฐานะ อยู่ครองชีวิตในฆราวาสวิสัยจวบจนบิดาล่วงลับไป ได้รับตำแหน่งเศรษฐีแทนบิดาเพราะดำรงอยู่ในตำแหน่งเศรษฐีผู้มีทรัพย์มาก อันเป็นมรดกมาจากบิดา และบรรพบุรุษท่าน จึงมีความคิดว่า บิดามารดาบรรพบุรุษของเราหาทรัพย์มาเก็บสะสมไว้ ตายแล้วก็เอา ไปไม่ได้ เม่ือยามมีชีวิตอยู่ก็ไม่ใช่ให้เกิดประโยชน์กับตน การมีทรัพย์สมบัติมากมายอย่างน้ีจะมีประโยชน์ อะไร เราควรจะแสวงหาความสขุ สนุกสำราญด้วยการใช้จา่ ยทรัพย์เหล่าน้ีจะดีกว่า เมื่อคิดดังนั้น ท่านกใ็ ห้ บรวิ ารจดั หาสุรารสเลิศและหญิงสาวมาฟ้อนรำขับร้อง ห้อมล้อมตนอยู่ตลอดวันและคืน ท่องเท่ียวแสวงหา ความสำราญไปตามสถานท่ีต่าง ๆ ด้วยอาการมึนเมาเพราะสุรา มิได้ทำกิจการงานอื่นใด สมัยนั้น พระ บรมศาสดาพร้อมด้วยหมู่ภิกษสุ งฆแ์ วดลอ้ ม เสด็จเท่ยี วจารกิ เทศนาส่ังสอนเวไนยสัตวไ์ ปตามคามนคิ มน้อย ใหญ่ เสด็จมาถึงบ้านหัตถิคามแล้วเข้าไปประทับ ณ อุทยานชื่อ นาคราวนะ ได้พบพระพุทธองค์และ

200 พระสงฆ์สาวกเกิดความละอายแก่ใจ ตั้งใจสดับพระธรรมเทศนาจนไดบ้ รรลุพระอนาคามี และได้อปุ ัฏฐาก พระสงฆ์ตลอดอายุของท่าน โดยไม่ได้สนใจว่าพระสงฆ์รูปใดจะเป็นพระอริยบุคคล หรือเป็นผู้ทุศีล มีศรัทธาม่ันคง ทำการขวนขวายถวายทานสม่ำเสมอ เม่ือพระบรมศาสดาขณะท่ีประทับ ณ พระเชตวัน มหาวิหาร ได้ทรงสถาปนาอุคคตเศรษฐี ในตำแหน่งเอตทัคคะเป็นผู้เลิศกว่าอุบาสกทั้งหลายผู้อุปัฏฐาก ภิกษุสงฆ์ สูรอัมพัฏฐอุบาสก เกิดในตระกูลเศรษฐี บิดามารดามีศรัทธาเล่ือมใสนักบวชอัญเดียรถีย์ และ ทา่ นเองเจริญรอยตามบิดามารดาด้วยการบำรุงอปุ ัฏฐากอัญเดียรถีย์ตามบิดามารดาตลอดมา แต่หลังจาก ทพี่ ระพทุ ธองคไ์ ดเ้ สด็จมาโปรดจนได้บรรลโุ สดาบันแลว้ ท่านเป็นผู้มีศรัทธาไมห่ วนั่ ไหว แม้จะถูกมารหลอก ด้วยการแปลงรา่ งเป็นพุทธเจ้าแล้วกล่าวธรรมเพ่ือให้สับสนและหมดความศรัทธาในองคพ์ ระสัมมาสัมพุทธ เจ้าว่า “ดูก่อนสุรอัมพัฏฐะ เรากล่าวธรรมแก่ท่านไม่ทันได้พิจารณาโดยได้กล่าวไปว่า ปัญจขันธ์ไม่เท่ียง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา หมายถึงทุกอย่างนั้น แต่ความเป็นจริงไม่ได้เป็นอย่างนั้นท้ังหมด เพราะว่าขันธ์ บางอย่างบางพวกท่ีเป็นของเท่ียง มั่นคง ยั่งยืน ก็มีอยู่” สูรอัมพัฏฐะ ได้ฟังดังนั้นแล้วคิดว่า “เรื่องน้ีเป็น เร่อื งหนักอยา่ งย่ิง ด้วยว่าพระพุทธเจ้าทงั้ หลายย่อมไม่ตรัสคำท่ีเป็นสอง” จึงคิดต่อไปอีกว่า “ขึ้นช่ือว่ามาร ทั้งหลายย่อมเป็นข้าศึกต่อพระพุทธองค์ ท่านผู้นี้คงจะต้องเป็นมารแน่” จึงกล่าวถามไปตรง ๆ ว่า “ท่าน เปน็ มารหรือ ?” ด้วยถ้อยคำของพระอรยิ สาวกกล่าวเพียงเทา่ นน้ั ประหน่ึงว่าเอาขวานฟันลงบนศีรษะมาร นั้น จนไม่สามารถจะดำรงภาวะของตนได้ จึงกล่าวรับว่า “ใช่แล้ว เราเป็นมาร” สูรอัมพัฏฐะจึงชี้หน้าว่า กล่าวสำทบั ไปวา่ “แม้มารตงั้ รอ้ ยต้งั พัน ก็ไม่สามารถทำศรทั ธาของเราให้หวน่ั ไหวได้ พระพทุ ธองค์เมือ่ ทรง แสดงธรรมแกเ่ รา ก็ทรงแสดงปลกุ เราใหต้ ื่นจากอวิชชาว่า สงั ขารทง้ั ปวงไม่เที่ยง เปน็ ทกุ ข์ และเปน็ อนัตตา ดังนั้น ท่านจงอย่ามายืนใกล้ประตูเรือนของเรา จงออกไป ณ บัดน้ี” มารได้ฟังคำของอุบาสกแล้ว ไม่ สามารถดำรงอยู่ได้ รีบถอยและได้อันตรธานหายไปจากท่ีน้ันในทันที เย็นวันนั้น สูรอัมพัฏฐอุบาสก ได้ไป เฝ้าพระผู้มีพระภาคกราบทูลเนื้อความให้ทราบโดยตลอดแล้ว พระพุทธองค์ทรงปรารภเหตุน้ัน และได้ ประกาศยกย่อง สถาปนาสูรอัมพัฏฐอุบาสก ไว้ในตำแหน่งเอตทัคคะเป็นผู้เลิศกว่าอุบาสิกท้ังหลายผู้มี ศรัทธาไม่หว่นั ไหว ชีวกโกมารภัจจ์ เป็นบุตรของหญิงงามเมือง ในเมืองราชคฤห์แคว้นมคธ คลอดแล้วถูกนำไปท้ิงท่ี กองขยะ พระอภัยราชกุมาร โอรสของพระเจ้าพิมพิสารมาพบเข้า จึงเก็บไปเลี้ยงไว้ในราชวัง ครั้น ชีวกเจริญวัยขึ้นได้ทราบว่าตนเป็นเด็กกำพร้า เกิดความน้อยเน้ือต่ำใจ จึงหลบหนีจากพระราชวัง โดยคิด แสวหาศิลปวิทยาไว้เลี้ยงตัว ได้เดินทางไปศึกษาวิชาแพทย์กับอาจารย์แพทย์ทิศาปาโมกข์ ท่ีเมืองตักศิลา นามว่า พระฤาษีโรคาพฤกษตริญญา ศึกษาอยู่ 7 ปีจนสำเร็จหลักสูตร ครั้นสำเร็จแล้ว จึงเดินทางกลับมา ยงั พระนครราชคฤห์ ในระหว่างทางได้ทำการรักษาภรรยาเศรษฐีที่สาเกตุนคร ให้หายจากโรคปวดศีรษะ ซ่ึงปว่ ยมา 7 ปี ไม่มีใครสามารรักษาให้หายได้ ภรรยาเศรษฐีได้มอบรางวัลมากมายให้แก่หมอชีวก ครัน้ ถึง พระนครราชคฤห์ ได้กราบทูลเรื่องราวท้ังหมดให้ทรงทราบ และนำเงินรางวัลท้ังหมดถวายพระอภัยราช

เอกสารประกอบการสอนวชิ า ประวตั ิศาสตรพ์ ระพทุ ธศาสนา (BU 5001) โดยสดุ ใจ ภกู งลี 201 กุมารเพ่ือตอบแทนท่ีพระองค์ได้ทรงเล้ียงตนมา ทำให้พระอภัยราชกุมารมีความปราบปล้ืมและประทาน อภัยโทษให้ท่ีได้หนีไปพร้อมท้ังมอบเงินรางวัลท้ังหมดคืนแก่หมอชีวก และโปรดให้หมอชีวกสร้างบ้านอยู่ ในวังของพระองค์ ต่อมาไม่นานเจ้าชายอภัยนำหมอชีวกไปรักษาโรคริดสีดวงงอกแก่พระเจ้าพิมพิสาร เม่ือพระองค์ ทรงหายประชวรแลว้ ทรงพระราชทานเครอื่ งประดับของสตรีชาววัง 500 คนใหเ้ ป็นรางวลั หมอชีวกไม่รับ โดยทูลวา่ ขอให้ทรงถือวา่ เป็นหนา้ ที่ของตนเท่าน้นั พระเจา้ พิมพสิ ารจึงโปรดให้หมอชีวกเป็นแพทยป์ ระจำ พระองค์ประจำฝ่ายในท้ังหมด และประจำพระภิกษุสงฆ์อันมีพระพุทธเจ้าเป็นประมุข หมอชีวกได้รักษา โรครายสำคัญหลายครั้ง เช่น ผ่าตัดรักษาโรคในสมองของเศรษฐีเมืองราชคฤห์ ผ่าตัดเน้ืองอกในสำใส้ของ บตุ รเศรษฐีเมืองพาราณสี รักษาโรคผอมเหลอื งแด่พระเจา้ จณั ฑปัชโชตแห่งกรุงอุชเชนี และถวายการรักษา แด่พระพุทธเจ้า ในคราวทพ่ี ระบาทห้อโลหิตจากเศษหินจากกอ้ นศลิ าที่พระเทวทัตกล้ิงลงมาจากภูเขาเพื่อ หมายปลงพระชนม์ชีพ หมอชีวกได้บรรลุธรรมเป็นพระโสดาบัน และด้วยศรัทธาในพระพุทธเจ้าปรารถนา จะไปเฝ้าวันละ 2-3 คร้ัง เห็นว่าพระเวฬุวันวิหารที่พระพุทธองค์ประทับอยู่ไกลเกินไป จึงสร้างวดั ถวายใน สวนมะม่วงของตน เรียกกันว่า ชีวกัมพวัน ครั้นเมอ่ื พระเจ้าอชาตศัตรูเริ่มนอ้ มพระทัยมาทางศาสนา หมอ ชีวกก็เปน็ ผแู้ นะนำให้เสดจ็ ไปเฝ้าพระพทุ ธเจ้า ดว้ ยเหตุทหี่ มอชีวกเป็นแพทยป์ ระจำคณะสงฆ์และเป็นผู้มีศรทั ธาเอาใจใส่เกอื้ กลู คณะสงฆ์มาก จึง เป็นเหตุให้มีคนมาบวชเพ่ืออาศัยวัดเป็นท่ีรักษาตัวจำนวนมาก จนหมอชีวกต้องทูลเสนอพระพุทธเจ้าให้ ทรงบญั ญัติข้อห้ามมิใหร้ ับบวชคนเจบ็ ป่วยดว้ ยโรคบางชนิด นอกจากนัน้ หมอชวี กได้กราบทลู เสนอให้ทรง อนุญาตที่จงกรมและเรือนไฟ เพื่อเป็นที่บริหารกายช่วยรักษาสุขภาพของภิกษุทั้งหลาย หมอชีวกได้รับ พระดำรัสยกยอ่ งเป็นเอตทัคคะในบรรดาอุบาสผูเ้ ลอ่ื มใสในบคุ คล นกุลบิดา เป็นผู้ม่ังคั่งชาวเมืองสุงสุมารคีรี ในแคว้นภัคคะ มีภรรยาชื่อ นกุลมารดา สมัยหน่ึง พระพุทธเจ้าเสด็จมายังเมืองสุงสุมารคิรีประทับท่ีป่าเภสกลาวัน ท่านคฤหบดีและภรรยาไปเผ้าพร้อมกับ ชาวเมืองคนอื่น ๆ พอได้เห็นคร้ังแรก สามีภรรยาท้ังสองได้เกิดความรู้สึกสนิทหมายใจเหมือนว่า พระพุทธเจ้าเป็นบุตรของตน ได้เข้าไปถึงพระองค์และแสดงความรู้สึกน้ัน พระพุทธเจ้าได้แสดงโปรดท้ัง สองท่านได้บรรลุธรรมเป็นพระโสดาบัน ท่านท้ังสองเป็นคู่สามีภรรยาตัวอย่าง ผู้มีความจงรักภักดีต่อกัน อย่างบริสุทธ์ิและมั่นยั่งยืนตราบเท่าชรา ท้ังยังปรารถนาจะพบกันท้ังชาติน้ีและชาติหน้า เคยทูลขอให้ พระพุทธเจ้าแสดงหลักธรรมที่จะทำให้สามีภรรยาครองรักกันยั่งยืน ตลอดไปทั้งภพน้ีและภพหน้า เม่ือ ท่านนกุลบิดาเจ็บป่วยออดแอดร่างกายอ่อนแอ ไม่สบายด้วยโรคชรา ท่านได้ฟังพระธรรมเทศนาครั้งหน่ึง ท่ีท่านประทับใจมากคือ พระดำรสั ทแี่ นะนำให้ทำใจว่า \"ถึงแม้ร่างกายของเราจะป่วย แต่ใจของเราไม่ปว่ ย\" ท่านนกุลบดิ าไดร้ ับยกย่องจากพระพุทธเจา้ ให้เป็นเอตทคั คะในบรรดาอุบาสกผูส้ นทิ สนมค้นุ เคย

202 5. ประวัติและบทบาทอบุ าสิกาสำคญั ในสมัยพุทธกาล คำว่า อุบาสิกา หมายถึง หญิงผู้น่ังใกล้พระรัตนตรัย คนใกล้ชิดพระศาสนาที่เป็นหญิงที่แสดงตน เป็นคนนับถือพระพุทธศาสนา โดยประกาศถึงพระรัตนตรัยเป็นสรณะ ในที่น้ีจะขอกล่าวถึงประวัติและ บทบาทของอุบาสิกาที่สำคัญในสมัยพุทธกาลโดยย่อ กล่าวคืออุบาสิกาท่ีเป็นเอตทัคคะด้านต่าง ๆ เท่านั้น ดงั ปรากฏในองั คุตตรนกิ าย เอกนบิ าต มจี ำนวน 10 ท่าน ดังนี้ ทมี่ า: (อง.เอก. (ไทย) 20/152/32-33) สุชาดา เป็นธิดาของผู้มีทรัพย์ซึ่งเป็นนายใหญ่แห่งชาวบ้านเสนานิคม ตำบลอุรุเวลา นางได้ตั้ง ปณิธานบูชาเทพารักษ์ไว้ว่า ขอให้นางได้สามีท่ีมีตระกูลเสมอกัน และขอให้ได้บุตรคนแรกเป็นชาย คร้ันได้ สามีและบุตรสมท่นี ึกปราถนา นางจึงหงุ ขา้ วมธุปายาสนำไปบวงสรวง เทพารักษ์ทไี่ ด้บนบานไว้ ในยามเช้า ของวันข้ึน 15 ค่ำ เดือน 6 พระมหบุรุษประทับน่ัง ณ ควงไม้นิโครธพฤกษ์ ควงไม่ไทรต้นท่ีนางสุชาดาบน บานไว้ นางสุชาดาได้ถวายข้าวปายาสแก่พระมหาบุรุษในเวลาเช้าของวันที่ตรัสรู้ ด้วยความเข้าใจว่า พระองคเ์ ปน็ รุขเทวดาโดยแท้ บุตรชายของนางสชุ าดาชอ่ื ยสะ ซ่งึ ต่อมาออกบวชเป็นพระอรหันต์องค์ท่ี 6 ในพระพุทธศาสนา นางสุชาดาได้เป็นปฐมอุบาสิกาพร้อมกับภรรยาเก่าของพระยสะ ส่วนสามขี องนาง ได้เป็นอุบาสสกที่ถึงสรณะครบ 3 คือ พระรัตนตรัยเป็นคนแรก นางสุชาดาได้รับยกย่องเป็นเอตทัคคะใน บรรดาอบุ าสกิ าผถู้ งึ สรณะเปน็ ปฐม วิสาขา เป็นธิดาของธนัญชัยเศรษฐีและนางสุมนา เกิดท่ีเมืองภัททิยะในแคว้นอังคะ ได้บรรลุ โสดาปัตติผลตั้งแต่อายุ 7 ขวบ ตอ่ มาได้ย้ายตามบิดามาอยู่ที่เมืองสาเกต แคว้นโกศล แล้วได้สมรสกับพุตร ชายมิคารเศรษฐีแห่งเมืองสาวัตถีและยา้ ยไปอยู่ในตระกลู ฝ่ายสามี นางวิสาขาสามารถกลับใจมิคารเศรษฐี บิดาของสามีซ่ึงนับถือพระพุทธศาสนามิคารเศรษฐี นับถือนางมากและเรียกนางวิสาขาเป็นแม่ นางจึงได้ ช่ือใหม่อีกอย่างหนึ่งว่า \"มิคารมารดา\" นางวิสาขาได้อุปถัมภ์บำรุงพระภิกษุสงฆ์อย่างมากมายและได้ให้

เอกสารประกอบการสอนวชิ า ประวตั ศิ าสตรพ์ ระพทุ ธศาสนา (BU 5001) โดยสดุ ใจ ภกู งลี 203 ขายเคร่ืองประดับประจำตัวตั้งแต่แต่งงานซ่ึง มีค่าสูงยิ่ง นำเงินมาสร้างวัดถวายแด่พระพุทธเจ้าและภิกษุ สงฆ์คอื มิคารมาตุปราสาท วดั บพุ าราม ณ พระนคร สาวตั ถี อยู่ใกล้ชิดกับมหาวิหารเชตวนั ที่อนาถบณิ ฑิก เศรษฐสี ร้างถวาย นางวสิ าขามบี ุตรหลานมากมายล้วนมีสขุ ภาพดีแทบท้งั น้ัน แม้นางจะมีอายุยืนถงึ 120 ปี ยังดูไม่แก่ และเป็นบุคคลท่ีได้รับความนับถืออย่างกว้างขวางในสังคม ได้รับการยกย่องจากพระศาสดาว่า เปน็ เอตทคั คะในบรรดาทายิกาท้ังปวง (ทายิกา = ผูใ้ ห)้ ขุชชุตตรา เป็นลูกสาวของหญิงแม่นมในเรือนโฆสกเศรษฐี ในกรุงโกสัมพี เป็นหญิงพิการหลัง ค่อม ต่อมาเมื่อโฆสกเศรษฐไี ด้ยกนางสามาวดีผู้เป็นหญิงกำพร้าให้อยู่ในฐานะเป็นธิดาของตนแล้ว ได้มอบ หญิง 500 คน ใหเ้ ป็นบรวิ ารของนางอีกดว้ ยและนางขุชชตุ ตรากไ็ ด้เปน็ บรวิ ารของนางด้วยเช่นกัน เม่ือนาง สามาวดีได้รับการอภิเษกเป็นมเหสีของพระเจ้าอุเทนแห่งเมืองโกสัมพี หญิงบริวารทั้งหมดก็ติดตามเข้าไป รับใช้นางในพระราชนิเวศน์ด้วย และพระเจ้าอุเทนได้พระราชทานทรัพย์ 8 กหาปณะ แก่นางขุชชุตตรา เพื่อจัดซ้ือดอกไม้ให้แก่นางสามาวดีทุกวัน ซ่ึงนางได้ซื้อดอกไม้จากนายสุมนะมาลาการ คนรับใช้ของ เศรษฐี 3 ท่าน คือท่านโฆสกเศรษฐี ท่านกุกกุฏเศรษฐี และปาวาริกเศรษฐี ต่อมานางได้ฟังพระธรรมจาก องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าในบ้านของนายสุมนมาลาการ นางส่งกระแสจิตไปตามพระธรรมเทศนา เมื่อจบลงก็ได้บรรลุโสดาปัตติผล ตามปกติในวันอ่ืน ๆ ท่ีแล้วมา นางขุชชุตตรา จะซ้ือดอกไม้เพียง 4 กหาปณะ และเก็บเอาไว้เอง 4 กหาปณะ แต่วันน้ีนางซื้อดอกไม้ทั้ง 8 กหาปณะ นางสามาวดีเห็นว่า วันนี้ ได้ดอกไม้มากกว่าทุก ๆ วัน จึงถามนางว่า“ทำไมวันนี้จึงได้ดอกไม้มากกว่าปกติ” นางได้บอกตามความ เป็นจริงว่า “เมื่อก่อนนั้นได้ยักยอกเงินไว้เพ่ือตนเองคร่ึงหน่ึง แต่วันน้ีหลังจากได้ฟังพระธรรมเทศนาจาก พระบรมศาสดาจนบรรลุอมตธรรมแล้ว เห็นว่าการกระทำอย่างนั้นไม่ควร จึงได้ซื้อดอกไม้ทั้ง 8 กหาปณะ” เมื่อนางสามาวดีได้ทราบความโดยตลอดแล้ว ไม่ด้ว่ากล่าวติเตียนต่อนางแต่ประการใด กลับ ขอให้นางได้แสดงธรรมท่ีได้ฟังมาจากพระบรมศาสดาให้ตนและบริวารได้ฟังบ้าง ซึ่งนางขุชชุตตรา ก็ตอบ รับด้วยความยินดีเป็นอย่างยิ่ง แต่ขอโอกาสอาบน้ำชำระร่างกายและประดับตกแต่งร่างกายพอสมควรแก่ ฐานะแล้วน่ังบนอาสนะที่สงู กว่าหญิงท้งั ปวง แสดงธรรมไปโดยลำดับตามทีต่ นได้ฟงั มาจากพระบรมศาสดา เมื่อจบลงแล้ว หญิงเหล่านั้นท้ังหมดมีนางสามาวดีเป็นหัวหน้า ก็ได้บรรลุเป็นพระโสดาบันพร้อม ๆ กัน หลังจากน้ัน นางขุชชตุ ตราก็ไดร้ ับการยกฐานะจากการเป็นทาสีคอยรับใช้นางสามาวดี ให้ดำรงอยู่ในฐานะ มารดาและอาจารย์ของนางสามาวดีและหญิงบริวารเหล่านั้น มีหน้าที่ไปรับฟังพระธรรมเทศนาจาก พระบรมศาสดาแล้วนำมาแสดงให้นางสามาวดีกบั บริวารฟัง นางขุชชุตตราได้ทำเช่นนั้นเร่ือยมา จนเป็นผู้ มคี วามเช่ียวชาญในพระไตรปฎิ กและได้รบั ยกย่องว่าเปน็ เลิศกวา่ อุบาสิกาทัง้ หลายผเู้ ป็นพหูสูตร สามาวดี เป็นธิดาของเศรษฐีนามว่าภัททวดีย์ แห่งเมืองภัททวดีย์ เดิมช่ือว่า “สามา” บิดาของ นางเป็นสหายทไ่ี ม่เคยเห็นหน้ากันกบั โฆสกเศรษฐี แห่งเมืองโกสัมพี ต่อมาเม่ือเกิดอหวิ าตกโรค ได้เดินทาง มาขออาศัยที่เมืองโกสัมพี แต่ไม่กล้าเข้าพบ และบิดาและมารดาของนางได้เสียชีวิตลงเพราะรับประทาน อาหารเกินพอดี เนื่องจากความหิวท่ีร่างกายขาดอาหารมาหลายวัน ต่อมาโฆสกเศรษฐีได้รับนางสามาวดี

204 ไว้ในฐานะลูกสาว นางได้ให้แนวคิดในการสร้างร้ัวเพ่ือให้คนเข้ารับบริจาคอาหารด้วยความเป็นระเบียบ ภายหลังจึงได้ช่ือว่า สามาวดี หลังจากได้ฟังธรรมของนางขุชชุตตรา คนใช้ของตน ได้บรรลุโสดาบั น มศี รัทธาไม่หวั่นไหวในพระรัตนตรัย ต่อมานางได้รับการอภเิ ษกสมรสเป็นอัครมเหสขี องพระเจ้าอุเทน แก่ง เมืองโกสัมพี และถูกนางมาคันทิยา มเหสีองค์ที่ 3 ของพระเจ้าอุเทนใช้อุบายใช้ไฟเผาเสียชีวิตพร้อมท้ัง บริวาร ขณะไฟลุกไหม้อยู่นั้น พระนางได้ให้โอวาทแก่บริวารให้มีจิตต้ังมั่นในเวทนาปริคคหกรรมฐาน (กำหนดเอาเวทนาเป็นอารมณ์) บางพวกได้บรรลุอนาคามิผล แล้วไปเกิดในพรหมโลก พระนางสามาวดี ผมู้ ีปกตอิ ยูป่ ระกอบด้วยเมตตา (เมตตาวิหาร) ไดร้ ับยกย่องจากพระบรมศาสดา ในตำแหน่งเอตทคั คะเป็น ผู้เลศิ กว่าอุบาสกิ าทง้ั หลายในฝา่ ยผูอ้ ยู่ดว้ ยเมตตา อุตตรานันทมารดา เป็นอุบาสิกาสองผู้อคั รอุปัฏฐายิกา เป็นอนาคามคี ือพระอริยบุคคลผู้ไดบ้ รรลุ อนาคามิผล (ผลที่ได้รับจากการละสังโยชน์คือ กามราคะ และปฏิฆะ ด้วยทางปฏิบัติ เพื่อบรรลุผลเป็นผู้ ชำนาญในฌาน 4 ไดร้ บั ยกย่องว่าเป็นเอตทัคคะทางบำเพ็ญ สุปปวาสา เป็นพระธิดาของกษัตริย์พระนครโกลิยะ ทรงเจริญวัยแล้วได้อภิเษกสมรสกับศากย ราชกุมารพระองค์หน่ึง จากนั้นไม่นานก็ทรงครรภ์ แต่การทรงครรภ์ของพระนางน้ันผิดกว่าหญิงอ่ืน ๆ เพราะพระนางทรงครรภ์ถงึ 7 ปี 7 เดือน 7 วัน จึงประสตู ิพระโอรสออกมาพระนามว่า “สีวลี”พระนางได้ เข้าเฝ้าพระสัมมาสัมพุทธเจ้าคร้ังแรก ได้ฟังพระธรรมเทศนาของพระองค์ ได้บรรลุพระโสดาบัน พระนาง ไดร้ บั ยกยอ่ งจากพระพทุ ธองค์วา่ เป็นผเู้ ลิศกวา่ อุบาสิกาทงั้ หลายผูถ้ วายของมีรสอนั ประณีต สุปปิยา เกิดในตระกูลหนึ่ง ในกรุงพาราณสี เมื่อเจริญวัยแล้วได้สามีผู้มีฐานะใกล้เคียงกัน ได้ฟัง พระธรรมเทศนาของพระพุทธองค์ ได้บรรลุพระโสดาบัน มีศรัทธาเลื่อมใสในพระพุทธศาสนาย่ิงนัก ได้เฉือนเนื้อขาของตนเพื่อถวายภิกษุอาพาธ เน่ืองจากได้รับปากกับพระภิกษุไว้ว่าจะนำอาหารที่ปรุงด้วย เน้ือไปถวาย แต่เนื้อขาดตลาด ต่อมาภายหลังความทราบถึงพระพุทธองค์ จึงทรงห้ามภิกษุฉันเน้ือมนุษย์ ต้ังแต่นั้น และไดย้ กยอ่ งนางว่าเป็นผู้เลศิ กว่าอบุ าสกิ าทงั้ หลายผู้อปุ ฏั ฐากภิกษุไข้ กาติยานี เกิดในกุกรรฆรนคร เป็นผู้มีศรัทธาเล่ือมใสในพระพุทธศาสนามาตั้งแต่เยาว์วัย วันหนึ่ง ขณะท่ีโจรได้ขุดอุโมงค์เพื่อโขมยทรัพย์ท่ีบ้านของนาง แต่นางไม่สนใจ มีจิตต้ังมั่นในการฟังธรรมจาก พระโกฆิกณั ณโสณเถระ ที่กำลังแสดงธรรมโปรดโยมมารดา ทำให้นางได้บรรลุพระโสดาบัน และทำให้โจร กลับใจคืนทรัพย์สินให้ พรอ้ มทั้งเข้าขอขมานาง ต่อมาได้ออกบวชได้บรรลุพระอรหันตท์ ั้งหมด จึงเป็นเหตุ ให้พระพุทธองค์ทรงสถาปนาแตง่ ต้ังนางไวใ้ นตำแหนง่ เอตทัคคะ เปน็ ผู้เลิศกว่าบรรดาอุบาสกิ าท้ังหลายใน ฝา่ ยผูเ้ ล่ือมใสมัน่ คง นกุลมารดา เร่ืองราวของนางกล่าวถึงใน \"นกุลบิดา\" ท่านนกุลมารดาได้รับยกย่องจาก พระพทุ ธเจ้าใหเ้ ป็นเอตทคั คะในบรรดา อุบาสกิ าผสู้ นิทสนมค้นเคย

เอกสารประกอบการสอนวชิ า ประวัตศิ าสตรพ์ ระพทุ ธศาสนา (BU 5001) โดยสดุ ใจ ภกู งลี 205 6. ประวัติและบทบาทนกั คดิ ทางพระพุทธศาสนาที่สำคัญหลังยคุ พุทธกาล ประวตั ิและบทบาทของพระเจา้ อโศกมหาราช ทมี่ า: (พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ.ปยตุ โฺ ต), 2552, หน้า 24) พระเจ้าอโศกมหาราช เป็นผู้มีบทบาทสำคัญในประวัติศาสตร์พระพุทธศาสนา พระนามของ พระองค์ในศิลาจารึกถูกเรียกว่า เทวานัมปิยทัสสี แปลว่า กษัตริย์ผู้เป็นที่รักใคร่ของทวยเทพท้ังหลาย พระองค์ได้แผ่แสนยานุภาพครอบงำต้ังแต่เทือกภูเขาหิมาลัย ลงไปถึงปลายแหลมอินเดีย เป็นพระ จักรพรรดิองค์แรกของอินเดียท่ีมีช่ือเสียงเป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวาง อาณาจักรมคธของพระเจ้าอโศกน้ัน กว้างใหญ่ยิ่งกว่าประเทศอินเดียในปัจจุบัน เป็นอินเดียยุคท่ีมีดินแดนกว้างใหญ่ท่ีสุดในประวัติศาสตร์ของ ประเทศ พระเจ้าอโศกมหาราชประสูติ พ.ศ. 184 มพี ระรูปอปั ลกั ษณ์ นสิ ัยโหดรา้ ย มีความเป็นอจั ฉริยะ มี กำลังมาก ผิวพรรณหยาบกร้าน ทรงเป็นพระราชโอรสองค์หน่ึงในจำนวน 101 พระองค์ของพระจ้าพินทุ สารและพระนางธรรมาเทวี พระองค์ไม่เป็นท่ีโปรดปรานของพระราชบิดาเนื่องจากเม่ือแรกประสูติ พระองค์มีผิวพรรณหยาบกร้าน ไม่มีสง่าราศีสมกับเป็นพระราชกุมารแม้แต่น้อย เม่ือเจริญวัยแล้ว มี พระชนมายุได้ 17 พรรษา ทรงถูกแต่งต้ังให้เป็นแม่ทัพไปทำสงครามท่ีเมืองอุชเชนี และเมืองเวทิสา และ ได้รับการแต่งต้ังให้เป็นอุปราชปกครองเมืองอุชเชนีและเมืองเวทิสา หลังชนะสงครามในคร้ังน้ัน ทรงเสก สมรสกับพระนางเวทิสามหาเทวี เมื่อพระชนมายุได้ 20 พรรษา ทรงมีพระราชโอรสองค์แรก พระนามว่า มหินทะ และพระราชธิดาพระนามว่า สังฆมิตตา ซ่ึงท้ังสองพระองค์ได้เป็นกำลังสำคัญในการเผยแผ่ พระพุทธศาสนาในลังกาในคราวสังคายนาครงั้ ท่ี 3 ต่างจากพระราชโอรสองค์อื่นที่ได้รับการปฏิบัติอยา่ งดี

206 ให้อยู่ในราชวังอย่างสุขสบาย ทำให้พระองค์เกิดความเคียดแค้นในใจตลอดมา เมื่อพระเจ้าพินทุสารได้ เสด็จสวรรคตแล้วในปี พ.ศ. 219 เม่ือพระชนมายุได้ 30 พรรษา เสด็จกลับมานครปาฏลีบุตร พระองค์ได้ ทำรัฐประหาร ทำการปลงพระชนมพ์ ระราชกุมารพีน่ ้องเกือบหมด จำนวน 99 พระองค์ รวมทั้งเจา้ ชายสสุ ิ มะ หรือ สุมนะ พระเชษฐาต่างมารดา โอรสองค์โปรดของพระเจ้าพินทุสารและเป็นพระโอรสองค์ใหญ่ท่ี ส ม ค ว รได้ รับ ก ารส ถ าป น าข้ึ น เป็ น พ ระเจ้ าแ ผ่ น ดิ น สื บ ราช บั งลั งค์ ต่ อ จ าก พ ระ ราช บิ ด า ยกเวน้ แต่พระติสสกุมารท่ีเกิดจากพระมารดาพระองค์เดียวกันกับพระองค์ ทรงยึดราชบัลลังค์ได้สำเร็จใน ปี พ.ศ. 270 หลังจากน้ัน 4 ปี พ.ศ. 274 ทรงได้รับการสถาปนาขึ้นครองราชเป็นพระมหากษัตริย์ครอง แคว้นมคธต่อจากพระราชบิดา นับเป็นรัชกาลที่ 3 แห่งราชวงศ์โมริยะ มีเมืองปาฏลีบุตรเป็นเมืองหลวง ทรงสถาปนาพระนางอสันธิมิตตาข้ึนเป็นอัครมเหสี พระองค์มีพระมเหสีหลายพระองค์ แต่ที่รู้จักกันอย่าง แพร่หลายคือ พระนางมหีสุนทรี ท่ีได้นำยาพิษผสมนมโคไปรดต้นพระศรีมหาโพธิ์สถานที่ตรัสรู้ของพระ สัมมาสัมพุทธเจ้าจนเหี่ยวเฉาและตายในที่สุด เนื่องจากมีความริษยาท่ีพระเจ้าอโศกให้ความสนใจในต้น พระศรมี หาโพธม์ิ ากกว่าพระองค์ และพระนางเวทสิ าเทวี ลกู เศรษฐีเมืองเวทสิ าดังกลา่ วแล้ว พระองค์เป็นที่รู้จักกันในนามว่า จัณฑาโศก แปลว่า พระเจ้าอโศกผู้ดุร้าย เน่ืองจากทรงเข่นฆ่า พระเชษฐาและพระอนุชาทั้งหมดนั้นพระองค์ และทรงประหารชีวิตผู้คนท่ีพระองค์ไม่พอใจด้วยพระองค์ เองหลังจากข้ึนครองราชแล้ว ในคัมภีร์มหาวงษ์กล่าวไว้วา่ เหตุที่ไดช้ ่ือวา่ จณั ฑาโศก เพราะพระองค์มีพระ ราชหฤทัยที่โหดร้าย ดังที่กล่าวไว้ถึงความโหดร้ายของพระองค์ในปกรณ์สันสกฤต ช่ือ อโศกาวทาน เช่น การสร้างท่ีประหารไว้ช่ือว่า นรกาลัย ใครเข้าไปในบริเวณนั้นต้องตายกลับออกมาไม่ได้และมีกระทะ ทองแดงไว้ต้มคนที่มีความผดิ บ้าง เอาคนทีฝ่ ่าฝนื ลงในครกตำให้ละเอียดบ้าง เผาทั้งเป็นบ้าง หากพระองค์ ประสงค์จะทำสงครามท่ีใดพระองค์จะยกทัพไปตีทันที และประหารผู้คนจำนวนมาก ทรงครอบครอง ดินแดนต้ังแต่เทือกเขาหิมพานจนไปถึงอินเดียตอนใต้ โดยในปี พ.ศ. 282 ทรงยกทัพไปตีเมืองกาลิงคะ ทรงประหารผู้คนไปจำนวนมากถึงเรือนแสน เหตุการณ์ครั้งน้ันทำให้พระองค์เสียพระทัยย่ิงนักเกิดความ สลดพระทัยในความโหดร้ายทารุณของสงคราม และฉุกคิดได้ว่า การชนะสงครามด้วยอาวุธต่าง ๆ หาเป็น ชัยชนะที่แท้จริงไม่ แต่การชนะความช่ัวด้วยธรรมจะเป็นชัยชนะที่ยิ่งใหญ่และยั่งยืน เป็นท่ียกย่อง สรรเสริญมากท้ังในชาตินี้และชาติหน้า พระองค์จึงตัดสินพระทัยยุติการทำสงคราม ต่อมาได้ ทอดพระเนตรสามเณรนิโครธ โอรสของเจ้าชายสุสิมะ หรือ สุมนะ (ลูกของลูกชายคนโตของพี่ชายต่าง มารดาของพระองค์น่ันเอง) บวชโดยมหาวรุณอรหันตเถระเจ้า และได้สำเร็จเป็นพระอรหันต์หลังปลงผม เสร็จ ขณะเดินบิณฑบาตด้วยกิริยาสำรวม สงบเสง่ียม สง่างาม น่าเลื่อมใสย่ิงนัก จึงให้ราชบุรุษนิมนต์มา รับภัตตาหารและได้สนทนาธรรม ได้ฟังธรรม หมวดอปฺปมาทวรรค ความว่า อปฺปมาโท อมตํ ปทํ (ความ ไม่ประมาทเปน็ ทางไม่ตาย) ปมาโท มจฺจุโน ปทํ (ความประมาทเป็นทางแห่งความตาย) ทำให้พระองค์เกิด ความเลอื่ มใสในพระพุทธศาสนาตั้งแต่บดั นั้น (ชูชติ ชายทวีป, 2558, หน้า 1-8)

เอกสารประกอบการสอนวชิ า ประวัติศาสตรพ์ ระพทุ ธศาสนา (BU 5001) โดยสดุ ใจ ภกู งลี 207 หลังจากครองราชย์ได้ 20 ปี และหลังจากทำสังคายนาคร้ังท่ี 3 ท่ีอโศการามเสร็จ พระเจ้าอโศก เสด็จธรรมยาตราจารกิ แสวงบุญสักการะพุทธสถานตามหมู่สงฆ์โดยมีพระโมคคัลลานะ หรือสายมหายาน เรียกว่า พระอุปคุต หรือ อุปคุปต์ เป็นผู้นำไปยังสังเวชนียสถานต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับพระพุทธเจ้า ณ สถานท่ีประสูติของพระพุทธเจ้า เมืองลุมพินี ปัจจุบันเสาหินพระเจ้าอโศกมหาราชยังถูกปักไว้อย่างโดด เดน่ แสดงถงึ สถานทท่ี ่พี ระมหาโพธสิ ตั ว์ประสูติจากครรภ์พระมารดา จากน้ันทรงเร่ิมการปกครองแบบธรรมวิชัยด้วยการส่งสมณทูตไปเผยแผ่ธรรม แนะนำส่ังสอน ประชาชนให้ปฏิบัติตามหลักธรรมคำสอนขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า และทรงเริ่มพระราชกิจ ท่ี เรียกว่า ธรรมยาตรา กล่าวคือ ทรงเสด็จจารกิ แสวงบุญตามสถานที่สำคญั ของพระพุทธศาสนา นมัสการปู ชนีสถาน เย่ียมเยียนชาวบ้านและแนะนำให้ปฏิบัติธรรมแทนการประกอบพิธีมงคลต่าง ๆ ทรงบริจาค ทรัพยเ์ ป็นจำนวนมากในการสร้างศาสนวัตถุ ศาสนสถาน และเสาหิน หรอื หลกั ศิลาจารึกของพระเจ้าอโศก ทุกแห่งที่พระองค์เสด็จจาริกแสวงบุญโดยการนำของโมคคัลลีบุตรติสสเถระ พระสถูปเจดยี ์ที่พระองค์ทรง สง่ั ให้สร้างน้ันตามประวัติศาสตร์กล่าวไว้หลายเมืองด้วยกัน เช่น ลุมพินี สถานที่ประสตู ิ พทุ ธคยา สถานที่ ตรัสรู้ สารนาถ สถานที่ทรงแสดงธรรมจักรกัปปวัตตนสูตร กุสินารา สถานท่ีปรินิพพาน และเมืองต่าง ๆ เช่น เมืองโกสัมพี เมืองสาญจี เมืองเวศาลี เมืองตักกศิลา เมืองจำปา เมืองสาวัตถี เป็นต้น ซึ่งยังคง หลงเหลือซากปรักหักพังให้ศึกษาและเยี่ยมชมได้ในปัจจุบัน บ้างก็ปรับเปล่ียนไปตามสภาพภูมิประเทศ และแตล่ ะแห่งที่พระองคเ์ สด็จจาริกไป จะทรงรับส่ังให้สรา้ งเสาหนิ ซงึ่ มีรูปสตั ว์ อาทิ ชา้ ง มา้ วัว สิงห์โต ไว้ บนยอดเสา ในแต่ละพ้ืนท่ีเพ่ือยืนยันว่า สถานที่เหล่านั้นเป็นสถานท่ีที่เก่ียวข้องกับพระพุทธเจ้า และ พระพุทธศาสนาในแผ่นดินของพระองค์ สามารถสรปุ พระราชกจิ ของพระองค์ได้ดงั น้ี 1. ทรงปกครองประเทศดว้ ยทศพธิ ราชธรรม 2. ทรงลงฑัณฑ์ผกู้ ระทำผิดด้วยหลักธรรม เช่น ให้นุ่งขาวห่มขาว รกั ษาศีล เป็นตน้ 3. ทรงให้สร้างศาสนสถานและศาสนวัตถุ เช่น สถูป เจดีย์ เป็นต้น ทรงให้สร้างหลักศิลาจารึก หรือที่เรียกกันว่า เสาหินพระเจ้าอโศก เพื่อจารึกเร่ืองราวเก่ียวกับพระพุทธศาสนา ตลอดถึงทรงรวบรวม พระบรมสารีรกิ ธาตุของพระสัมมาสัมพุทธเจา้ บรรจไุ วใ้ นสถูป เจดียเ์ หลา่ นน้ั 4. ทรงจาริกแสวงบุญไปยังสถานท่ีสำคัญที่เก่ียวข้องกับพระพุทธเจ้า เช่น สถานที่ประสูติ ตรัสรู้ ปรนิ พิ พาน เปน็ ตน้ 5. ทรงอุปถัมภ์การสังคายนาพระธรรมวินัยคร้ังที่ ๓ และทรงส่งสมณ ทูตไปเผยแผ่ พระพุทธศาสนา 9 สาย เพ่ือสบื ตอ่ อายุพระพทุ ธศาสนาใหย้ ่งั ยืนสบื ไป พ.ศ. 260 พระองค์ทรงประชวน และเสด็จสวรรคตเมอ่ื พระชนมายุ 76 พรรษา ครองราชย์ได้ 42 พรรษา เกียติคุณของพระองค์ได้แผ่ขยายไปท่ัว ทรงได้รับสมญานามอีกหลายประการว่า ธรรมาโศกราช (อโศกผู้ทรงธรรม) บ้าง พระปิยทัสสี (ผู้เป็นท่ีรักของผู้พบเห็น) บ้าง หรือ พระเทวานัมปิยทัสสี (ผู้เป็นท่ี รักของทวยเทพทั้งหลาย) บา้ ง (พระมหาสงิ ขร ปรยิ ตฺตเิ มธี, 2559, หน้า 37-42)

208 ประวัติและบทบาทของพระพุทธโฆษาจารย์ พระพุทธโฆษาจารย์เป็นชาวอินเดีย เกิดในตระกูลพราหมณ์ เกิดราว พ.ศ. 945 ในสกุลพราหมณ์ ที่ตำบลพุทธคยา แคว้นมคธ หรือรัฐพิหารในปัจจุบัน จบไตรเพทตามธรรมเนียมพราหมณ์ ในคัมภีร์มหา วังสะ (พงศาวดารลังกา) รจนาโดยพระธัมมกิตติเถระ กล่าวว่า ท่านเป็นผู้เชี่ยวชาญชำนาญในไตรเพท อย่างยิ่ง มีความหยิ่งผยองในความรู้ของตน เท่ียวโต้ตอบปัญหากับนักปราชญ์ทั่วชมพูทวีป ไม่มีใคร สามารถเอาชนะท่านได้ ต่อมาวันหน่ึงท่านได้เดินทางไปพักที่วัดแห่งหน่ึง ในเวลากลางคืนได้สาธยายมนต์ ช่ือ ปตัญชลี พระเรวตะเถระผู้เป็นสังฆเถระในวดั น้ัน ได้ยินเสียงสาธยายมนต์นั้น จึงร้องถามไปว่า “ลาท่ี ไหนมาร้องอยู่ท่ีนี่” ท่านได้ยินดังน้ัน ได้บันดาลโทสะ แล้วร้องสวนกลับไปว่า “ชิชะ สมณะ ท่านรู้หรือไม่ ว่า เสียงลานหี้ มายความว่าอยา่ งไร?” พระเถระได้อธบิ ายความหมายของมนต์น้ันให้เขาฟงั อยา่ งถกู ต้องทุก ประการ จึงทำให้ท่านเกิดความพิศวง ต่อจากนั้นพระเรวตะเถระได้ยกปัญหาอภิธรรมมาถามบ้าง ท่าน ตอบไม่ได้ อยากจะได้มนต์น้ัน จึงขอเรียนด้วย แต่พระเถระบอกว่าจะสอนเฉพาะนักบวชใน พระพุทธศาสนาเท่านั้น ท่านจึงได้บวชและศึกษาพระไตรปิฎกอยู่กับพระเรวตเถระจนมีความรู้แตกฉาน ภายหลังจงึ ปรากฏนามวา่ “พทุ ธโฆสะ” หรอื “พระพุทธโฆสาจารย์” น่ันเอง ต่อมาท่านมีความคิดท่ีจะแต่งอรรถกถา แต่เวลาน้ันที่อินเดียมีแต่พระไตรปิฎกฉบับภาษาบาลี เท่านั้น ดังนั้น ท่านจึงได้เดินทางไปท่ีเกาะลังกาเพ่ือแปลอรรถกาจากภาษาสิงหลเป็นภาษาบาลี และได้ รจนาพระคัมภีร์วิสุทธิมรรคในขณะท่ีอยู่ลังกา ท่านมีอิทธิพลอย่างใหญ่หลวงต่อพัฒนาการทางความคิด ของพุทธศาสนาฝ่ายเถรวาท เริ่มแรกท่านตั้งใจจะมาศึกษาอรรถกถาท่ีเป็นท้ังภาษาบาลีและภาษาสิงหล แต่กลับพบว่าอรรถกถาเหล่าน้ันถูกบิดเบือนไปมากจนท่านต้องแต่งใหม่เอง ผลที่ตามมาก็คือ อรรถกถา ของท่านได้กลายเปน็ วรรณคดี และหลักคำสอนที่เป็นมาตรฐาน ไม่เพียงแต่ในศรีลังกาเท่านน้ั แต่ในเอเชีย อาคเนยท์ ี่เป็นเถรวาทท้ังหมด อรรถกถาของท่านซง่ึ เป็นบทนำของขุททกนิกายในพระไตรปิฎก ไดก้ ล่าวถึง ตำนานชาดกซึ่งเป็นเร่ืองราวในอดีตชาติของพระเจ้า และคัมภีร์วิสุทธิมรรค ของท่านก็ได้กลายเป็น มาตรฐานสำหรับแนวคิด และแนวทางการปฏิบัติของชาวพุทธฝ่ายเถรวาทจนถึงปัจจุบัน (อนาคามี, ม.ป.ป.) พ.ศ. 965 (ค.ศ. 422) เน่ืองจากพระพุทธศาสนาในชมพูทวีปเส่ือมลงมาก แม้จะยังรักษา พระไตรปิฎกบาลีไว้ได้ แต่คัมภีร์อธิบายที่จะใช้เป็นเครื่องช่วยในการศึกษา มีอรรถกถา เป็นต้น ได้สูญส้ิน ไป พระพุทธโฆสาจารย์ได้รับคำแนะนำจากพระอุปัชฌาย์ คือพระเรวตเถระ ให้เดินทางไปลังกาทวีปเพ่ือ แปลอรรถกถาจากภาษาสิงหลกลับเป็นภาษาบาลี แล้วนำมายังชมพูทวีป เม่ือท่านได้ไปถึงลังกาทวีปแล้ว ต่อมาได้ขออนุญาตแปลคัมภีร์ พระเถระแห่งมหาวิหารให้คาถามา 2 บท เพื่อแต่งคำอธิบายเป็นการ ทดสอบความรู้ ท่านเรียบเรียงคำอธิบายคาถาท้ังสองน้ันขึ้นเสรจ็ เป็นคัมภรี ์วิสุทธิมัคค์ในปี 973 จากนนั้ จึง ได้รับอนุญาตให้แปลอรรถกถาได้ตามประสงค์ เมื่อทำงานเสร็จสิ้นแล้ว จึงเดินทางกลับสู่ชมพูทวีป

เอกสารประกอบการสอนวชิ า ประวัตศิ าสตรพ์ ระพทุ ธศาสนา (BU 5001) โดยสดุ ใจ ภกู งลี 209 พระพุทธโฆษาจารย์เป็นพระอรรถกถาจารย์ท่ีมีผลงานมากที่สุดในบรรดาพระอรรถกถาจารย์ท้ังหลาย (พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ.ปยตุ ฺโต), 2554, น. 58) ท่านได้เดินทางไปยังเกาะลังกา สมัยพระเจ้ามหานามครองเกาะลังกา และได้พำนักท่ีมหาปธาน วหิ าร เพ่ือศึกษาอรรถกถาภาษาสงิ หล เมอ่ื เช่ียวชาญภาษาสิงหล จงึ แปลคัมภีรห์ ลายเล่มสู่ภาษามคธ และ ได้แต่งหนังสือวิสุทธิมรรค จากน้ันได้เดินทางกลับอินเดีย ผลงานที่มีชื่อเสียงของท่านประกอบด้วย (1) สมันตปาสาทิกา (2) กังขาวัตรณี (3) สุมังคลวิลาสินี (4) ปปัญจสูทนี (5) ญาโณทัย (6) มโนรัตถปูรณี (7) ปรมัตถโชตกิ า (8) ปัญจปกรณฏั ฐกถา (9) สมั โมหวโิ ณทนิ ี (10) สารัตถปากาสนิ ี (11) วสิ ุทธมิ รรค ประวัติและบทบาทของหลวงจนี ฟาเหียน (Fa-hsien) พระอาจารย์ฟาเหียน นามเดิมว่า กัง เป็นชาววยู ัง จงั หวัดปิยงั มณฑลชานสี ประเทศจีน เกิดเม่ือ พ.ศ.924 มีพี่น้อง 3 คน บิดานำไปบรรพชาเป็นสามเณรที่วัด หลังจากบิดาถึงแก่กรรมแล้ว จึงได้รับการ อุปสมบทเป็นภิกษุ ได้รับการยอมรับจากเพ่ือนว่าเป็นผู้มีปัญญาเฉลียวฉลาดเฉียบแหลม ต่อมาเห็นความ บกพร่องของคำสอนทางพุทธศาสนาในจีนจึงคิดเดินทางไปศกึ ษาเพิ่มเติมทีอ่ ินเดียในปีพ.ศ. 945 ในขณะท่ี ท่านอายไุ ด้ 21 ปี เพอื่ สบื ตอ่ พระศาสนาและนำพระไตรปฎิ กสู่จีน การเดินทางของท่านตอนไปเดนิ ทางบก ด้วยเทา้ สว่ นขากลบั มาทางน้ำผ่านเกาะสุมาตราจนขึ้นฝง่ั ที่นานกิง ท่านไดร้ ายงานถึงสถานการณ์ของพุทธ ศาสนาในยคุ นัน้ ดงั น้ี แคว้นโขตาน ปัจจุบัน อยู่ในเขตซินเกียงของจีน มีพระสงฆ์ราวหมื่นรูปล้วนเป็นฝ่ายมหายาน พระราชาเคารพในหมู่สงฆ์เป็นอย่างดี และมีการแห่พระพุทธปฏิมาทุก ๆ ปี โดยมีพระราชาเป็นเจ้าภาพ ทา่ นฟาเหยี นกย็ ังได้ชมการแห่ครง้ั น้นั ด้วยตวั ท่านเองดว้ ย แคว้นตโอลายห์ หรือเรียกอีกช่ือว่า ทรทะ เป็นรัฐท่ีอยู่ทางตอนเหนือของอินเดีย มีพระสงฆ์เป็น จำนวนมาก ท้ังหมดเป็นนิกายหินยาน ที่น่ียังมรี ูปป้ันพระโพธิสัตว์ศรีอริยเมตไตรย์ สูง 80 ศอก ทำด้วยไม้ แก่น ในวันอุโบสถรูปปั้นจะเปล่งรัศมีอย่างงดงามพระราชาประเทศน้ีเคารพพระรัตนตรัยเป็นอย่างดี ต่าง ประกวดประชันกันเพื่อนำมาสกั การะบชู ารปู ปั้น แคว้นอุทยาน พระสงฆ์ทั้งหมดเป็นฝ่ายหินยานหรือเถรวาท มีสังฆาราม 500 แห่ง กล่าวกันว่ามี รอยพระพุทธบาทอยู่แห่งหนง่ึ และยังมสี ถานที่อกี แหง่ หนึ่งท่ีเช่ือกันว่าพระพุทธองค์ทรงตากผ้า เป็นศลิ าสูง 40 ศอกและกวา้ ง 40 ศอก เมืองปุรษุ ปุระ ปัจจุบันเรยี กว่า เปชวาร์ อยู่ในเขตของประเทศปากีสถาน เมืองหลวงของพระเจ้า กนิษกะ มีพระสงฆ์อยู่จำนวนมาก มีวัดใหญ่แห่งหน่ึงมีพระสงฆ์มากถึง 700 รูปอาศัยอยู่ พระเจ้ากนิษกะ ไดส้ ร้างสถปู หลายแห่งไว้เปน็ ทีส่ ักการะบชู า นอกน้นั ยังมบี าตรของพระพุทธองคป์ รากฏอยูท่ ีเ่ มืองน้ีอีกดว้ ย แคว้นนคาระ มีพระสถูปท่ีบรรจุพระทันตธาตุของพระพุทธองค์ มีการสักการะทุกปี ห่างไป 1 โยชน์ เป็นเนินเขาที่บรรจุไม้ทานพระกรของพระพุทธองค์ท่ีทำจากไม้โคศรีษะจันทนะถูกเกบ็ รักษาไว้อย่าง

210 ดี ห่างไปคร่ึงโยชน์มีถ้ำพระพุทธฉายท่ีพระพุทธองค์ฉายพระฉายไว้ ห่างออกไปยังมีอารามที่มีพระสงฆ์ อาศัยอยู่มากถึง 700 รูป เมืองมถุรา เป็นเมืองท่ีพระพุทธศาสนาเจริญรุ่งเรืองเปน็ อย่างยิง่ ประชาชนมีศรัทธาม่ันคงและให้ ความเคารพต่อพระพุทธศาสนาอย่างสูง มีพระพุทธรูปที่สวยงามอยู่มากมาย พระสงฆ์ส่วนใหญ่เป็นฝ่าย หินยานหรอื เถรวาท เมืองกันยากุพชะ ปัจจุบันเรียกว่า ลัคเนาว์ เมืองหลวงของรัฐอุตตรประเทศ มีอาราม 2 แห่ง พระภิกษุในนครนี้เปน็ ฝา่ ยหินยานหรอื เถรวาทเชน่ เดียวกัน นอกนน้ั ยงั มสี ถปู อีกมากใกล้ตัวเมืองแหง่ น้ี เมืองสาวัตถี มีซากโบราณสถานหลายแห่ง เช่น พระเชตวันมหาวิหาร วิหารของพระนางมหาป ชาบดี ซากบ้านเศรษฐีอนาถปิณฑิกะ (สุทัตตะ) นอกนั้นยังมีเสาหินสองต้น เสาแรกมีล้อบนยอด อีกเสามี รูปโคบนยอดเสา ท่านได้พบพระสงฆ์อินเดียที่ดูแลพระเชตวันในครานั้น เมื่อพระสงฆ์เหล่านั้นได้ทราบว่า ท่านเดินทางมาจากประเทศฮั่น (จีน) อันไกลโพ้น ทุกรูปแปลกใจและตะลึงถึงความอุตสาหะและความ พยายามอนั แรงกล้าของทา่ น เมืองกบิลพัสด์ุ พบว่า มีแต่ความรกร้างว่างเปล่า มีพระสงฆ์จำนวนน้อยมาก มีชาวบ้านเพียงแค่ 22 ครวั เรือน นอกนัน้ ยังพบสถูปอีกหลายแห่ง พน้ื ที่โดยท่วั ไปรกรา้ งปราศจากผคู้ น เมืองเวสาลี พบสถูปบรรจุอัฐิพระอานนท์ มีวิหารสูง 2 ช้ันหลังหน่ึง และพบวิหารของ นางอัมพปาลี นอกน้ันยังมสี ถปู อกี หลายแหง่ ตามสถานทต่ี า่ ง ๆ ภายในเมืองเวสาลี จดหมายของท่านฟาเหียน ทำให้เราทราบความเป็นไปของพุทธศาสนาใน พ.ศ. 242 ค่อนข้าง ละเอียด ท่านอยู่อินเดียได้ 10 ปี จึงเดินทางกลับจีนโดยทางเรือผ่านเกาะสิงหลถึงชวา พบว่า ท่ีน่ีศาสนา ฮินดูกำลังเจริญรุ่งเรือง ส่วนพุทธศาสนานั้นกำลังอับแสง จากนั้น ท่านฟาเหียนได้เดินทางต่อไปทางทะเล ผ่านเหตกุ ารณท์ น่ี า่ กลัวอนั ตรายหลายอยา่ งจนถึงเมอื งจนี โดยสวัสดิภาพ หลงั จากท่านฟาเหียนเดินทางกลับจากอนิ เดยี ถึงเมืองจีนแล้ว ทำให้พระสงฆ์หนุม่ ชายจีนหลายรูป เกิดแรงบันดาลใจพยายามเดนิ ทางไปอินเดียเพื่อเจริญรอยตามท่านบ้างก็สำเร็จ บ้างกต็ ้องมารณาภาพเสีย กลางทาง แต่ก็ไม่ทำให้คนรุ่นหลังย่อท้อท่ีจะมาสืบพระศาสนาและกราบสังเวชนียสถานที่อินเดีย (วชิรญาณ, ม.ป.ป.) ประวัติของหลวงจีนฟาเหียนดังกล่าวมามีเนื้อหาท่ีสอดคล้องกันเป็นส่วนใหญ่และมีแตกต่าง กันบ้างในบางประเด็นคือ พ.ศ.945 (ค.ศ. 402) บางแหล่งกล่าวว่า พ.ศ. 942 (ไม่น่าจะถูกต้อง เนื่องจาก ท่านมีอายุเพียง 18 ปี ยังสามารถอุปสมบทเป็นพระภิกษุได้น่ันเอง) หลวงจีนฟาเหียน (Fa-hsien) จาริก ทางไกลแสนกันดารจากเมืองจีน ข้ามทะเลทรายโกบีและป่าเขามากมาย ฝ่าท้ังลมร้อนและหิมะยะเยือก ผา่ นทางอาเซียกลางมาถึงชมพูทวีป เขา้ ทางคันธาระ เยือน ปุรษุ ปุระ ตกั สิลา ไปจนถึงกบิลพัสด์ุ นมัสการ สังเวชนียสถานท้ัง 4 ศึกษาท่ีปาฏลีบุตร อยู่ในอินเดียยุคราชวงศ์คุปตะ 10 ปี แล้วนำคัมภีร์พระไตรปิฎก เป็นต้น เดินทางกลับเมืองจีนโดยทางเรือ แวะพำนักที่ลังกาทวีป 2 ปี ผจญภัยในทะเล คร้ังหนึ่งถูกคล่ืน

เอกสารประกอบการสอนวชิ า ประวัติศาสตรพ์ ระพทุ ธศาสนา (BU 5001) โดยสดุ ใจ ภกู งลี 211 ใหญ่ซัดไปข้ึนเกาะ (คงจะเป็นชวา แต่เวลาน้ันยังไม่มีอาณาจักรศรีวิชัย) ฝ่าคลื่นลมร้ายเกือบ 7 เดือน จึงถึงเมืองจีน แล้วแปลพระคัมภีรภ์ าษาสนั สกฤตเป็นภาษาจีน และเขียนบันทึกการเดนิ ทางไว้ ซึง่ ฝรั่งแปล เป็นหนังสือ ต้ังชื่อว่า “Record of Buddhist Kingdoms” ให้ความรู้เรื่องสภาพพระพุทธศาสนาใน อินเดียยุคท่ีรุ่งเรือง เช่น วัดวาอารามมากมายที่ตักสิลา ก่อนถูกพวกฮั่นทำลาย ก่อนจะถูกศาสนาฮินดูเร่ิม กลนื และกอ่ นจะพินาศในยุคทที่ ัพมสุ ลิมบกุ เข้ามา (พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ.ปยตุ ฺโต), 2552, หนา้ 55) ประวตั ิและบทบาทของหลวงจีนเห้ียนจงั หรือพระถังซัมจง๋ั พระถังซัมจั๋งเกิดที่เมืองเจียวจื้อ ในมณฑลเหอหนาน บิดาช่ือ ไหวย ช่ือเดิมของพระถังซัมจ๋ัง คือ ซานจ๋ัง เม่ืออายุได้ 13 ปี จึงบวชเป็นสามเณรท่ีเมืองลกเอี๋ยง สามเณรซานจ๋ังมีสติ ิปัญญาท่ีเฉลียวฉลาดใน การศึกษาพระธรรม ได้แสดงความเป็นอัจฉริยะภาพ เมื่อสามารถศึกษาทำความเข้าใจและอธิบายคัมภีร์ มหายานสมั ปริคหะศาสตร์ รวมทั้งความหมายของนิพพานในคัมภีรพ์ ุทธศาสนาอ่ืน ๆ จนหมดส้ิน เม่ืออายุ ครบ 20 ปี จึงอุปสมบทเป็นพระภิกษุ ด้วยความสามารถและสติปัญญาในพุทธศาสนาและวิธีการแสดง ธรรมเทศนาสั่งสอนที่เข้าใจง่ายจึงเป็นท่ีโปรดปรานของพระเจ้าถังไทจง จักรพรรดิ์พระองค์ที่สองของ ราชวงศ์ถัง (พ.ศ. 1170–พ.ศ. 1193) ในช่วงต้นพุทธศตวรรษที่ 12 นอกจากชื่อพระถังซัมจ๋ังแล้ว ยังมีช่ือเรียกในเอกสารต่าง ๆ คือ พระซานจงั๋ หลวงจีนสวานจง้ั หลวงจนี เหย้ี นจัง หลวงจนี ยวนฉางหรือซวนชาง (Yaun Chwang) หลวงจีน ฮวนซัง (Hsuan tsang) ซ่ึงท้ังหมดก็คือช่ือของพระถังซัมจ๋ังท่ีเรารู้จักกันดีน่ันเอง เรื่องราวของการเดิน ทางไกลจากซีอาน นครหลวงของราชวงศ์ถัง มาสู่ดินแดนแคว้นมคธราฐและพุทธสถานของพระพุทธองค์ เป็นเวลายาวนานกว่า 17 ปีถูกบันทึกไว้ในไซอิ๋วกี่ ที่แปลความหมายว่า “บันทึกเก่ียวกับประเทศฝ่าย ตะวันตก” หลวงจีนเห้ียนจังเดินทางออกจากนครเชียงอาน ตรงกับแผ่นดินพระเจ้าถังไทจงครองราชย์ พ.ศ. 1169-1202 (พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ.ปยุตฺโต) (2552, หน้า 71) เพื่อไปศึกษาและอัญเชิญพระธรรม คัมภีร์ท่ีขาดแคลนในเมืองจีนเวลาน้ัน พระเจ้าถังไทจงมหาราชพระองค์นี้ เป็นปฐมกษัตริย์จีนท่ีทรงทำนุ บำรุงพระพุทธศาสนาอย่างยิ่งใหญ่ทสี่ ุด พระถังซัมจ๋งั เดินทางออกจากด่านเง็กเม่งกวน ข้ามทะเลทรายมก ฮอ่ เอีย๋ ง ผา่ นเมอื งออี ู๊ (ฮามิ-Hami อยู่ในมณฑลซินเกียง) ผา่ นแคว้นเกาเชียง แล้วผา่ นการาชาร์ แควน้ คจุ ะ ข้ามเทือกเขาเทียนซาน ผ่านทะเลสาปอิสสิกุล แล้วผ่านเข้าเตอรกีสถาน ผ่านแคว้นต่าง ๆ มีแคว้นสมาร กันด์ เป็นต้น เข้าอาฟกานิสถานสู่อินเดีย (สรุปคือผ่านโยนก คันธาระ กัศมีระ ซึ่งก็คือ อัฟกานิสถาน ปากีสถาน และอินเดียพายัพในปัจจุบัน) ท่องเที่ยวศึกษาพระธรรมวินัยและสักการะพระพุทธรูปปูชนีย สถาน อยู่ในอินเดียจนถงึ พ.ศ.1188 (ค.ศ.645) จึงกลับคนื นครเชียงอาน ท่านเดินทางกลับในเส้นทางเดิม บันทึกของพระถังซัมจ๋ังมีชื่อว่า “ไต้ถังไซฮกก่ี” แปลว่า บันทึกเรื่องประเทศตะวันตก สมัยมหาราชวงศ์ถัง ถือว่าเป็นหนังสือที่ทรงคุณค่าและดังที่สุด เพราะนอกจากจะเป็นจารึกประวัติศาสตร์แล้ว ในวงการ

212 วรรณกรรมและวงการบนั เทิงจีนได้นำเอาเรือ่ งพระถงั ซัมจง๋ั ผจญภยั มาสรา้ งเป็นงิว้ เลน่ ละครเรอ่ื ง “ไซอ๋ิว” จนเป็นอมตะ ขนาดว่าคนไทยยงั รจู้ กั กันเปน็ อย่างดี พ.ศ.1100 พระเจ้าหรรษวรรธนะ (พระเจ้าศีลาทิตย์) ราชวงศ์วรรธนะ แห่งวรรณะแพศย์ ได้กำจัดอำนาจราชวงศ์คุปตะแห่งวรรณะพราหมณ์ลงได้ และข้ึนครองราชย์เป็นมหาราชท่ียิ่งใหญ่ ทรง เลือ่ มใสในพุทธศาสนามหายาน ไดท้ ำนุบำรุงพระพุทธศาสนา และอุปถัมภ์บำรุงมหาวิทยาลัยนาลนั ทาด้วย จนทำให้ชาวฮินดูขัดเคืองว่าบำรุงพุทธศาสนามากกว่าฮินดู จึงวางแผนปลงพระชนม์พระเจ้าหรรษะจน สำเร็จ ในยุคน้ีได้มีพระภิกษุชาวจีนท่านหนึ่งชื่อหลวงจีนเหี้ยนจังหรือยวนฉาง (พระถังซัมจั๋ง) ได้จาริกสู่ ชมพูทวีป นอกจากท่านมาศึกษาพระพุทธศาสนาและแปลพระไตรปิฎกเป็นภาษาจีนเพื่อนำไปยังประเทศ จีนแลว้ ทา่ นยังได้เขียนจดหมายเหตุไวเ้ พื่อบันทึกเร่ืองราวและสภาพของสังคมด้านพุทธศาสนาไว้มากมาย ซึ่งเป็นประโยชน์ตอ่ การศึกษาพระพทุ ธศาสนาในภายหลัง หลวงจีนเห้ียนจังได้บันทึกเร่ืองราวในเร่ืองความเสื่อมของพระพุทธศาสนาไว้ คือเรื่องการเส่ือม ทางด้านศีลธรรม และการเส่ือมจากการไดบ้ รรลุมรรคผล และคุณวิเศษต่าง ๆ ของชาวพุทธ การประพฤติ ย่อหย่อนในเร่ืองสิกขาบทวินัยที่พระพุทธองค์ทรงบัญญัติไว้ ซ่ึงไม่เคยมีมาในประวัติศาสตร์พุทธศาสนา ยุคต้น ๆ เลย แต่ในราวพุทธศตวรรษที่ 10 เป็นต้นไป จึงได้เริ่มปรากฏข้ึน ดังจดหมายเหตุของพระถังซัม จั๋ง (หลวงจีนเห้ียนจัง) ว่า“พระในนิกายสัมมติยะ แห่งแคว้นสินธุ (ปัจจบุ ัน อยู่ในปากีสถาน) ใช้ชีวิตอย่าง ชาวโลก และไม่ถูกต้องตามพระวินัยบัญญัติ พระเหล่าน้ัน เกียจคร้าน เป็นคนที่ไร้ค่า และเท่ียวเตร่ ถงึ แม้ว่าพระเหลา่ นน้ั จะหม่ ผ้ากาสาวพสั ตร์ แต่กฆ็ ่าสตั ว์ตดั ชวี ติ เล้ียงปศุสตั ว์ และมีลูก มีเมีย” นอกจากน้ี ท่านยังได้กล่าวว่า “พระพุทธศาสนา จะบริสุทธ์ิ หรือเศร้าหมอง ก็ข้ึนอยู่กับญาณ ทัศนะ และความสามารถทางด้านจิตใจของชาวพุทธเอง” และความเสื่อมของพระพุทธศาสนา เร่ือง การทำลายล้างของพระเจ้าศศางกะ กษัตริย์แห่งเกาทะ แคว้นเบงกอล เป็นคนวรรณะพราหมณ์ นับถือ นิกายไศวะ ไดท้ รยศ โดยสำเร็จโทษพระเจา้ ราชยวรรธนะ แหง่ ถาเณศวร ซง่ึ เป็นพุทธมามกะพระองค์หนงึ่ ในจดหมายเหตุ ของพระถังซัมจ๋ังบันทึกว่า“พระเจ้าศศางกะ ได้กำจัดพระภิกษุสงฆ์ ในอาณา บริเวณ เมืองกุสินารา อันเป็นผลให้สังฆมณฑลในกุสินารา ได้ถูกทำลายจนหมดส้ิน” แล้วยังได้โยนรอย พระพุทธบาทที่สร้างด้วยศิลาที่เมืองปาฏลีบุตร ลงท้ิงในแม่น้ำคงคา นอกจากนั้น ยังไดโ้ คน่ ต้นพระศรีมหา โพธทิ์ ่พี ุทธคยา จนเหลือแตร่ าก แล้วเอาไฟสมุ โดยหวังทำลายล้างให้สนิ้ ซาก จากน้นั จึงทำลายพระพุทธรูป ทิ้ง แล้วเอาศิวลึงค์เข้าไปตั้งไว้ในวิหารแทน (ปัจจุบันยังมีให้เห็นภายในมหาเจดีย์พุทธคยา) ทำความ ปวดร้าวให้กบั ชาวพุทธ ผู้เดินทางไปแสวงบญุ เป็นอย่างย่ิง คร้ันต่อมา ศศางกะ ไดก้ ระอักเลือดตาย เพราะ เสียรู้เสนาบดีในเรื่องท่ีถูกหลอกว่า ได้ทำลายพระพุทธรูปหินทรายแกะสลักปางมารวิชัย ในมหาเจดีย์ พทุ ธคยาตามคำสงั่ แล้ว (พระมหาดาวสยาม วชิรปัญโญ และพระรัตนะ รตนสโี ล, 2560, หนา้ 127-128)

เอกสารประกอบการสอนวชิ า ประวตั ศิ าสตรพ์ ระพทุ ธศาสนา (BU 5001) โดยสดุ ใจ ภกู งลี 213 ประวตั ิและบทบาทของหลวงจนี อีจ้ ิง หลวงจีนอ้ีจิงเป็นหลวงจีนนิกายมูลสรวาสติวาทได้เดินทางไปอินเดียในปี ราว พ.ศ. 1223-1238 (ค .ศ . 6 80 -6 95 ) (พ ระพ รห ม คุ ณ าภ รณ์ (ป .อ .ป ยุ ตฺ โต ) (25 52 , ห น้ า 7 5) ท่ าน ได้ จ าริก ถึงเมืองตามระลิปติปากแม่นำ้ ฮูกล่ี ในปี ค.ศ.673 ท่านได้ศึกษาในมหาวทิ ยาลัยนาลันทาศูนย์การศึกษาเล่า เรียนทางพระพุทธศาสนาเป็นเวลา 15 ปี และได้รวบรวมคัมภีร์ สันสกฤต 400 ผูก จำนวน 500,000 โศลก ระหว่างเดินทางกลับประเทศก็ ได้พำนักอยู่ในเมืองศรีโภคะ (ปาเลมบังในเกาะสุมาตรา) และได้ ศึกษาเล่าเรียนเพิ่มเติมพร้อมกับแปลคัมภีร์ทางพระพุทธศาสนาไม่สันสกฤตก็บาลีหลวงจีนอี้จิงเกิดใน ปี ค.ศ. 635 ณ เมืองฟาหยางช่วงราชวงศไ์ ทซุง ตอนอายุได้ 7 ขวบทา่ นได้เดนิ ทางไปหาอาจารย์นามว่า ฉาน หยู และหยุ ซี ท้ังสองรูปพำนกั อยู่ในวัดภเู ขาไทแ่ ห่งเมืองฉานตุง เมอื่ อายุ 12 ขวบ พระอปุ ัชฌาย์นามว่าฉานหยไู ด้มรณภาพลงทำให้ท่านเศรา้ ใจเป็นอันมาก ดังน้ัน จึงได้หยุดเรียนวรรณคดีทางโลก แล้วอุทิศตนศึกษาค้นคว้าคัมภีร์ศักดิ์สิทธ์ิของพระพุทธองค์ ท่านได้รับ การบรรพชาเม่ืออายุ 14 ปี ท่านมีความปราถนาจะเดินทางไปอินเดียตั้งแต่อายุ 18 ปี แต่ไม่มีโอกาส จนกระทั่งท่านอายุได้ 37 ปี (ค.ศ. 671) จึงได้เดินทางไปอินเดียสมปราถนา ท่านได้อุปสมบทเม่ืออายุได้ 20 ปีบริบูรณ์ มที ่านหุยซีเป็นพระกรรมวาจาจารย์แล้ว ก็กำหนดให้ท่านฉานหยูที่มรณภาพไปแลว้ น้ันเป็น พระอุปัชฌาย์ ในวันน้ันก็ทำให้ท่านได้เห็นความสำคัญของการรักษาอริยศีลของพระพุทธองค์ และความ จริงทีว่าพุทธธรรมได้แปลกันมาอย่างไม่ถูกต้อง ท่านก็ได้อุทิศตนให้กับการศึกษาค้นคว้าพระวินัยปิฎก เพ่ิมเติมอีก 5 ปี (654-658) การศึกษาของท่านได้ก้าวหน้าอย่างรวดเร็ว จนอาจารย์ได้มอบหมายให้ บรรยายพระวินัยได้ ความจริงท่านได้พูดกับตัวเองว่า พระวินัยมีเพียงหนึ่งเดียวเท่าน้ัน คำน้ีทำให้วง การศึกษาพระวนิ ัยของจีนตอ้ งส่ันสะเทือน ครั้นศึกษาพระวินัยแล้ว ท่านก็ได้ศึกษาพระสูตรสำคัญหลายสูตร พร้อมปฏิบัติธุดงค์ บางข้อใน จำนวน 13 ข้อ ในขณะที่พำนักอยู่ ณ วิหารบนภูเขา พระอุปัชฌาย์ช่วยให้ท่านได้ไปยังเมืองเหว่ยทาง ตะวันออก เพ่ือศึกษา 2 ศาสตร์ของท่านอสังคะอันมอี ยู่ในพระอภิธรรมปฎิ ก จากน้ันทา่ นก็ได้เดินทางไปยัง เมืองหลวงทางตะวันออกเพ่ือศึกษาพระอภิธรรมโกษะ และวิทยามาตราสิทธิของท่านวสุพันธุและท่า น ธรรมปาละตามลำดับ ขณะทพ่ี ำนักอยู่ ณ เมืองฉางอานนั้น ทา่ นคงจะได้พบแรงบันดาลใจอันยง่ิ ใหญ่ของ หลวงจีนเห้ียนจัง และคงจะเป็นเพราะพระราชทานเพลิงศพอันย่ิงใหญ่สมเกียรติภายใต้พระราชูปถัมภ์ ของจักรพรรด์ิของหลวงจนี เห้ียนจัง ซึ่งมรณภาพในชว่ งทหี่ ลวงจีนอจ้ี ิงพำนักอยู่ ณ เมืองหลวง (664) หรือ อาจจะเป็นคคลิกกษณะ กิตติศัพท์ และบุญบารมีของท่านเหี้ยนจังที่กระตุ้นให้ท่านอ้ีจิงเกิดความ สนใจ ท่านจะได้พยายามอยา่ งมากที่จะเดนิ ทางไปอินเดียเป็นแหล่ง กำเนิดวรรณคดีพระพทุ ธศาสนาในยุค ท่าน อี้จิงกลายเป็นผทู้ ีเ่ คารพนับถอื สมณเหี้ยนจังอยา่ งสูงเทา่ กับหลวงจนี ฟาเหียน เน่ืองจากผเู้ ขียนประวตั ิ ท่านได้ระบุไว้ หลวงจีนอ้ีจิงพำนักอยู่ ณ เมืองหลวงจนถึง ค.ศ.670 ซึ่งเป็นปีท่ีท่านได้เดินทางออกนอก ประเทศตนเป็นคร้งั แรก

214 หลวงจีนอจ้ี งิ ไดส้ ่งงานเขยี นของท่านจากศรีโภคาไป ประเทศจีนอันได้แกจ่ ดหมายเหตุพทุ ธศาสนา ในปี ค.ศ.692 โดยฝากไปกับหลวงจีนต้าซินท่ีเดิน ทางกลับ หนังสือฉบับน้ีมีช่ือว่า “บันทึกพระธรรมวนิ ัย จากทะเลใต้ คอื หมเู่ กาะรอบแหลมมลายูหรือรู้กันทวั่ ไปวา่ หมู่เกาะทะเลใต้สู่บา้ น” ตวั ท่านเองกไ็ ด้เดินทาง กลับจีนในปี ค.ศ.695 และก็มีการต้อนรับอย่างสมเกียรติและประทับใจ โดยกษัตริย์ราชวงศ์เจา สรุปว่า ท่านได้อยู่ต่างประเทศ นานถึง 25 ปี (ค.ศ.671–695) ท่าน ได้กลับไปจีนชั่วคราว 2เดือน จากนั้นในปี ค.ศ.695 ท่านก็ได้เดินทางกลับประเทศแล้วแปลคัมภีร์พระพุทธศาสนาได้จำนวน 230 ผูก ในปีค.ศ.700– 712 และกย็ งั มีงานประพันธ์ของทา่ นอีก 5 ชดุ ส่วนใหญก่ ็เกย่ี วข้องกับ จดหมายเหตพุ ุทธศาสนา หลวงจีนอ้ีจิงทำผลงานไว้ก็เพื่อตรวจสอบแก้ไขพระวินัยที่ปฏิบัติกันมาอย่างผิด ๆ และพิสูจน์ข้อ โต้แย้งความเข้าใจผิดท่ีนิกายวินัยธรของ จีนยังปฏิบัติกันอยู่ ดังน้ัน เนื้อหาที่ท่านเขียนส่วนใหญ่ก็เป็นการ ประพฤติพรหมจรรย์และการปฏิบัติตามพระวินัยในสมัยนั้น งานที่ปรากฏนี้ก็ได้แสดงแนวคิดนิกายมูลวา สติวาทโดยตรง เน่ืองจากเป็น 1 ใน 4 นิกายหลักที่เจริญแพร่หลายในอินเดีย พระวินัยของนิกายนี้จะ สมบูรณ์ เป็นส่วนมาก มีอรรถกถา (วภิ าษา) ช่วยอธิบายใหศ้ ึกษาไดง้ า่ ยข้ึน อจี้ งิ ไดแ้ ปลไว้เกือบท้งั หมดแล้ว นอกจากนี้ ก็ยังมีพระวินัยปิฎก 2 คัมภีร์ท่ีคล้ายกับที่กล่าวไว้แล้ว ซ่ึงเป็นของนิกายมหิสาสกะและนิกาย ธรรมคปุ ตะ ท้ังสองนิกายนี้แตกมาจากนกิ ายมูลวาสติวาทตามที่หลวงจีนอี้จงิ กลา่ วนิกายท้ังหมดนี้รู้ไดจ้ าก ตำนานสีหฬและธิเบต ซ่ึงนิกายมหิสาสกะและสรวาสติวาทก็มียุคพระเจ้าอโศกช่วงแรก ๆ ท่ีแยกมาจาก นกิ ายสถวีระ นนั่ เอง หลวงจีนอ้ีจิงยังได้มีการบันทึกเร่ืองราวในเร่ืองความเสื่อมของพระพุทธศาสนาไว้ด้วย คือ เร่ือง การเสื่อม ทางด้านศีลธรรม และการเส่ือมจากการได้ บรรลุมรรคผล และคุณวิเศษต่าง ๆ ของชาวพุทธ การประพฤติย่อหย่อนในเรื่องสิกขาบทวินัยที่พระพุทธองค์ทรงบัญญัติไว้ ซึ่งไม่เคยมีมาในประวัติศาสตร์ พทุ ธศาสนายุคตน้ ๆ เลย จดหมายเหตุ ของหลวงจนี อี้จิง ได้รำพนั ว่า “วัดส่วนมากในอินเดีย ทำไร่ เลี้ยงวัว และมีคนรบั ใช้ ในวัด บางวัดก็ตระหนี่ถี่เหนียว ไม่ยอมแบ่งผลผลิตให้ใคร ๆ วดั บางวัดจะมีทรัพย์สมบัติมากมาย มียุ้งฉาง เต็มไปด้วยข้าวเปลือกที่เสีย (มีมาก ทานไม่หมด แต่ไม่ยอมแจกจ่าย ปล่อยท้ิงไว้จนเสีย) มีคนใช้หญิงชาย มเี งินทอง และทรัพย์สมบัตทิ ่ีเก็บเอาไวเ้ ฉย ๆ โดยไม่ใช้ประโยชนอ์ ะไรเลย” มีพวกขอทาน ทีป่ ลอมตวั เป็น พระ โดยเพียงแค่ยอมลงทุนโกนหัว และครองจีวรเท่าน้ัน ก็สามารถเข้าไปรับอาหารได้อย่างฟรี ๆ และท่านยังได้กล่าวถึงมหาวิทยาลัยวลภีที่ตั้งอยู่ในทิศปัจจิมว่า ยิ่งใหญ่ๆ พอๆ กับมหาวิทยาลัยนาลันทา กล่าวคือมีสังฆารามเกินร้อย มีพระสงฆ์ฝ่ายหีนยานหรือเถรวาท ราว 6,000 รูป (พระมหาดาวสยาม วชริ ปัญโญ และพระรตั นะ รตนสโี ล, 2560, หน้า 119-120)

เอกสารประกอบการสอนวชิ า ประวตั ศิ าสตรพ์ ระพทุ ธศาสนา (BU 5001) โดยสดุ ใจ ภกู งลี 215 7. บุคคลสำคัญในการฟน้ื ฟพู ระพุทธศาสนาใหก้ ลับรงุ่ เรืองอีกครัง้ หลังเส่ือมจากอนิ เดยี ราว 800 ปี พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ.ปยุตฺโต) (2552, หน้า 141-151) กล่าวว่า บุคคลสำคัญในการฟ้ืนฟู พระพุทธศาสนาใหก้ ลับรุ่งเรืองอกี คร้งั หลงั เสื่อมจากอนิ เดียนานราว 800 ปี มดี งั ตอ่ ไปนี้ เซอรว์ ิลเลยี ม โจนส์ (Sir William Jones) บุคคลเริ่มแรกสำคัญในด้านนี้ท่ีจะเสริมความรู้ประวัติศาสตร์โลกโดยการเช่ือมโยงตะวันตก - ตะวันออก ด้วยเร่ืองการเดินทัพของ อเลกซานเดอร์มหาราช กบั อาณาจกั รกรีก หรือ โยนกในอาเซยี กลาง คือ เซอร์ วิลเล่ียม โจนส์ (Sir William Jones) ผู้พิพากษาศาลฎีกาแห่งกัลกัตตา (Calcutta) อดีตเมือง หลวงของอินเดีย ท่านรับราชการอยู่ท่ีอินเดีย แต่ปลายคริสตศตวรรษท่ี 18 ตามตำแหน่งน้ันเป็นผู้ พิพากษา แต่สนใจภาษาสันสกฤต แม้จะอุทิศชีวิตไปทางคัมภีร์พราหมณ์ หากเมื่อถอดรหัสศิลาจารึก โบราณของบางอักษรได้ ช่วยให้เขาเข้าใจในเรื่องพุทธศาสนา โดยท่านร่วมกับ แซมมอล จอห์นสัน (Samuel Johnson) ผู้ชำนาญงานพจนานุกรม ได้เร่งเร้าให้ผู้สำเร็จราชการของอังกฤษท่ีปกครองอินเดีย เวลาน้ัน คือ วอร์เรน ฮาสติงส์ (Warren Hasting) ให้ต้ังสมาคมศึกษาและค้นคว้าวิทยาการทางด้านทวีป เอเชียข้ึนด้วย โดยมีช่ือว่า อาเซียสมาคมแห่งเบงกอล เมื่อปีพ.ศ. 2317 ตลอดถึงต้ังวิทยาลัยให้คนอินเดีย เองได้ศึกษาภาษาสันสกฤตอีกด้วย รุ่นถัดจากโจนส์มาจึงถึงรุ่นยอช เทอนัล ดังที่ได้เอ่ยช่ือเขามาก่อนแล้ว และอีกสองคนท่มี อี ายรุ นุ่ ราวคราวเดยี วกบั เทอนัล ไดแ้ ก่ ไบรอัน ฮอจสนั และเจมส์ ปรนิ เสป เจมส์ ปรินเสป (James Prinsep) งานของคนท้ังสองนี้รวมกัน นับเป็นประทปี ที่ส่องแสงให้อย่างสว่าง ยง่ิ กว่าที่โจนส์เริ่มมาแล้วเสีย อีก กล่าวคือในขณะที่เทอนัลค้นคว้าหาความรู้จากภาษาบาลีที่ลังกา ฮอจสันค้นคว้าทางด้านภาษา สนั สกฤตและธเิ บตท่ีเนปาล ซ่ึงช่วยให้ผู้ทส่ี นใจในสมยั นนั้ รเู้ ร่ืองของมหายานและตันตรยาน ในขณะทท่ี าง ลังกาเน้นไปทางหนี ยานหรือเถรวาท สำหรับปรินเซป ซึ่งเป็นเลขานุการของอาเซียสมาคมแห่งเบงกอลในยุคน้ัน ชอบขุดค้นทาง โบราณคดี และถอดถ้อยคำจากอักขระท่ีจารึกไว้ตามโบราณสถานต่าง ๆ ท่ีสำคัญคือแท่งศิลาจารึกของ พระเจ้าอโศก ซ่ึงเวลานั้นยังไม่มีใครรู้ว่าท่านผู้น้ีเป็นใคร เพราะในจารึกที่ปรินเซปเร่ิมถอดรหัสออกจาก อักษรพราหมี รู้ได้แต่ว่าจารึกนั้นทำขึ้นตามพระราชโองการของพระเจ้าเทวานัมปิยะ หาไม่ก็พระเจ้าปิ ยะทัสสี ต่อเมื่อมาตรวจกับคัมภีร์มหาวงศ์ จึงทราบว่านี่ไม่ใช่พระเจ้ากรุงลังกา หากเป็นพระเจ้าอโศก มหาราช ผู้เป็นราชพันธมิตรกับพระเจ้าแผ่นดินลังกา (ซ่ึงทรงพระนามว่าเทวานัมปิยะติสสะ) จนถึงกับส่ง พระราชโอรสและพระราชธดิ าทที่ รงผนวชไปประกาศพระศาสนาทลี่ งั กาทวปี การที่ปรินเซปอ่านจารึกพระเจ้าอโศกออก ช่วยให้ฝร่ังม่ันใจในพระพุทธองค์ในฐานะท่ีเป็นบุคคล จรงิ ๆ ในประวัติศาสตร์ของอินเดียสมัยโบราณ ถึงกับตามค้นหาเอกสารหลักฐานท่ีเก่ียวกับพระพุทธองค์ ณ ทป่ี ระสตู ิ ตรัสรู้ ปฐมเทศนา นิพพานและอืน่ ๆ

216 เซอร์ อเลกซานเดอร์ คนั นงิ่ แฮม (Sir Alexander Cunningham) นับแต่นั้น พุทธศาสนสถานในอินเดียถูกทอดท้ิงเป็นเวลากว่า 6-700 ปี จนกระทั่งอังกฤษเข้ามา เป็นเจ้าอาณานิคม พ.ศ. 2406 (ค.ศ. 1863) นายทหารช่างคนหน่ึงในกองทัพอังกฤษ ตำแหน่งพลตรี ช่ือ เซอร์ อเล็กซานเดอร์ คันนิงแฮม ซ่ึงเป็นผู้อำนวยการคนแรกของหน่วงงานสำรวจโบราณคดีอินเดีย เรียกว่า Indian Archaeological Survey ได้พ บ กับ เจมส์ ป รินเสป ก็เกิดคว ามสนใจใน เร่ือง ประวัตศิ าสตร์อนิ เดีย และสนใจใครเ่ รียนรู้บา้ นเมืองแห่งน้ี เพราะท่านเซอร์เปน็ นักโบราณคดีด้วย ท่านไป ตะลุยพบซากปรักหักพังของโบราณสถานสำคัญหลายแห่ง รวมทั้งพระมหาเจดีย์พุทธคยาด้วย และได้ กอ่ ต้ังกรมสำรวจโบราณคดีอินเดียขน้ึ ประมาณ พ.ศ. 2400 (สมัยรัชกาลที่ 4) ด้วยความใคร่รูข้ องทา่ น ทำ ให้มีการปัดฝุ่นค้นคว้าเร่ืองพุทธศาสนาในอินเดีย จากนั้นเป็นต้นมา เร่ืองราวของพุทธศาสนาในอินเดีย รวมทั้งเร่ืองขององค์อัครศาสนูปถัมภ์แห่งพุทธศาสนาคือ พระเจ้าอโศกมหาราช ก็กลับมาอยู่ท่ามกลาง แสงสปอตไลทอ์ กี ครงั้ อนาคาริก ธรรมปาละ (Anagarika Dharmpala) ชาวศรีลังกาท่านหนึ่งชื่อ อนาคาริก ธรรมปาละ เดิมนับถือศาสนาคริสต์ ช่ือเดิมคือ David Hewavitharne ท่านได้เรียนรู้พระพุทธศาสนาจากชาวอเมริกัน ช่ือ พ.อ. ออลคอตต์ (Col.H.S. Olcott) จึงหันมานับถือพระพุทธศาสนา และเม่ือได้เห็นสภาพพระพุทธศาสนาที่ถูกเบียดเบียนต่างๆ จากการ เดินทางไปกราบไหว้พระศรีมหาโพธิ์ที่เมืองพุทธคยา เม่ือวันท่ี 2 มกราคม พ.ศ. 2434 (รัชกาลท่ี 5) หลังจากเยือนสารนาถซ่ึงไปถึงแล้วตกใจท่ีอภิสัมพุทธสถานถูกทอดท้ิงทรุดโทรมและตกอยู่ภายใต้การ ครอบครองของพวกนักบวชฮินดูท่ีเรียกว่า มหันต์ กลายเป็นส่วนหน่ึงของรูปบูชาของต่างศาสนา จึงได้ ปฏญิ าณตอ่ หน้าต้นพระศรมี หาโพธิว์ ่าจะอุทศิ ชวี ิตของตนเพ่อื กอบกู้พุทธศาสนสถานสำคญั นัน้ กลบั คืนมาสู่ ความเป็นทัศนียปูชนียสถานของชาวพทุ ธให้จงได้ ท่านได้ครองตนเป็นอนาคาริกเพ่ือทำงานได้สะดวกและ ใช้ชือ่ ใหม่ว่า อนาคาริก ธรรมปาละ และท่านไดใ้ ช้วิธีทางกระบวนการยตุ ิธรรม ฟ้องศาลบังคับให้พระและ คนศาสนาอ่ืนให้ออกไปจากพื้นที่ ท่านได้ต่อสู้กับพวกนักบวชฮินดูกลุ่มมหันต์ท่ีครองครองพื้นที่พระมหา เจดีย์พุทธคยามาหลายช่ัวอายุคน ท่านได้ก่อต้ังสมาคมมหาโพธิ์ เพื่อรวบรวมสมาชิกและทุนทรัพย์ในการ ตอ่ สู้เรียกร้องสทิ ธิ์การครอบครองสถานที่ตรัสรู้ของพระพุทธเจา้ กลบั คืนสูค่ วามดแู ลของชาวพุทธ และทา่ น ไดก้ ่อต้ังสมาคมมหาโพธ์ิเพอ่ื การเผยแผ่พระพุทธศาสนาในหลายประเทศ นอกจากนนั้ ท่านยังได้ช่ือวา่ เป็น ผนู้ ำพระพุทธศาสนาเถรวาทไปสเู่ วทีระดบั โลก โดยเข้ารว่ มอย่างมบี ทบาทสำคัญในการประชมุ สภาศาสนา โลก (World Parliament of Religion) ที่ชิคาโก สหรัฐอเมริกา เม่ือปี พ.ศ. 2436 และได้จัดพิมพ์ นิตยสารมหาโพธิรายเดือน เพ่ือเป็นส่ือในการศึกษาพระพุทธศาสนาแก่มหาชนทั่วโลก กล่าวได้ว่า ท่านอ นาคาริกธัมมปาละได้สร้างคุณูปการอย่างย่ิงใหญ่ตอ่ พระพุทธศาสนาและประชาชนผู้แสวงหาความสงบสุข ทั่วโลกในการจาริกแสวงบญุ ทส่ี ังเวชนยี สถานในอินเดีย

เอกสารประกอบการสอนวชิ า ประวตั ิศาสตรพ์ ระพทุ ธศาสนา (BU 5001) โดยสดุ ใจ ภกู งลี 217 ท่านได้ก่อตั้งมหาโพธิ์สมาคม (Maha Bodhi Society) ขึ้น เมื่อวันท่ี 31 พฤษภาคม 2434 โดย แต่งต้ังขึ้นท่ีลังกา ให้ช่ือว่า Buddhagaya Maha Bodhi Society (พุทธคยามหาโพธิสมาคม) เป็นแห่ง แรกเพื่อเป็นฐานในการทำงาน ซึ่งทำหน้าที่บริหารดูแลพื้นที่รอบต้นพระศรีมหาโพธ์ิและองค์มหาเจดีย์ พุทธคยา หลังจากนั้นได้เดินทางไปประเทศต่าง ๆ หลายแห่งเพื่อเผยแผ่ธรรมในอเมริกา และร่วมประชุม สภาศาสนาโลกท่ีชิคาโกในเดือนกันยายน 2436 (The 1893 World’s Parliament of Relogions in Chicago) และมาเยือนประเทศไทยเม่ือเดือนกุมภาพันธ์ 2437 ต่อมาเริ่มจัดคณะไปกราบนมัสการพุทธค ยาและพุทธสถานอื่น ๆ เป็นคร้งั แรกในเดอื นธนั วาคม 2437 และได้นำพระพุทธรปู แบบญี่ปุ่นเขา้ ไปตง้ั บูชา ในพระเจดีย์พุทธคยา แต่คนฮินดูมหันต์ได้นำเอาพระพุทธรูปน้ันอกมาทิ้งข้างนอกและทำร้ายร่างกายท่า นอนาคาริก ธรรมปาละ เร่ืองเป็นความขน้ึ ศาลกัน จนในเดือนตุลาคม 2444 ชาวพุทธจึงได้สิทธิ์ในการเข้า ไปบูชามหาเจดีย์พุทธคยา แต่ก็ยังอยู่ในความดูแลของฮินดูมหันต์กับรัฐบาล คณะของท่านธรรมปาละทำ ไดเ้ พียงซือ้ ที่สร้างทีพ่ ักไว้ใกล้ ๆ เท่านนั้ ต่อมาไม่นานทา่ นได้ซ้อื ที่เพ่ือสรา้ งวิหารท่ีสารนาถ จนกระทงั่ สรา้ ง มูลคันธกุฎีวิหารเสร็จในปี 2473 ส่วนตัวท่านไม่ได้อยู่รอผลเมล็ดพืชที่ท่านได้ปลูกไว้ ท่านได้มรณภาพท่ี สารนาถ เมืองพาราณสี ณ วันท่ี 29 เมษายน 2476 หลังจากได้อุปสมบทเป็นพระภิกษุได้ ประมาณ 2 ปี เม่ือพ.ศ. 2474 มีนามว่า ศรีเทวมิตร ธรรมปาละ ท่านได้กล่าววาจาสุดท้ายว่า “ขอให้ข้าพเจ้าได้เกิดใหม่. ข้าฯ ขอเกดิ อกี 25 ชาติ เพ่อื เผยแผธ่ รรมของพระสมั มาสมั พทุ ธเจา้ ” กาลล่วงมาถึง พ.ศ. 2492 หลังท่านมรณภาพแล้ว 16 ปี เมล็ดพืชท่ีท่านปลูกไว้ ก็ผลิผลให้ชาว พุทธได้ชื่นชมต่อไป เมื่อรัฐบาลรัฐพิหารออก พรบ.ศาสนสถานพุทธคยา (Buddha Gaya Temple Act) กำหนดให้การจัดการมหาโพธิเจดีย์เป็นอำนาจของคณะกรรมการท่ีประกอบด้วยชาวฮินดูและชาวพุทธ มี จำนวนฝ่ายละเท่ากัน โดยมหาโพธิสมาคมในอินเดีย มีสำนักงานใหญ่อยู่ที่เมืองกัลกัตตา (Culcutta ปัจจุบันเรยี ก Kolkata) มสี าขาหลายแหง่ หลายเมอื ง ออกวารสารชอ่ื The Maha Bodhi จึงกลา่ วได้ว่า ทา่ นธรรมปาละ เป็นชาวพุทธท่ีมบี ทบาทสำคัญอย่างยิ่งในการฟื้นฟูพุทธสถานและ ได้บำเพ็บประโยชน์มากมายแก่พระพุทธศาสนาและชาวพุทธปัจจุบัน โดยเฉพาะผู้ท่ีเดินมาไปกราบ นมัสการสงั เวชนียสถาน สมควรได้รับการอนุโมทนาอตั ถจรยิ าเพื่อกู้พุทธสถานใหค้ งอยู่สบื ชั่วนิจนริ นั ดร์ ดร. บิมเรา รามจิ เอมเบดการ์ (Dr. Bhimrao Ramji Ambedkar, 1891-1956) ดร. บี.อาร์. อัมเบดการ์รัฐบุรุษ ผู้เป็นอัจฉริยะแห่งยุคปัจจุบัน อดีตรัฐมนตรีกระทรวงยุติธรรม และรัฐมนตรีแรงงานของรัฐบาลอินเดีย ในสมัยรัฐบาลชุดแรกหลังจากที่ได้รับเอกราชจากอังกฤษ ซึ่งมี ท่านบัณฑิตยวาหราล เนห์รู เป็นนายกรัฐมนตรี มีช่ือเต็มว่า ภิมา เรา รามชิ อัมเบดการ์ (Bhima Rao Ramji Ambedkar) ถือกำเนิดเม่อื วนั ท่ี 14 เมษายน 2434 ทจี่ ังหวัดรัตนคีรี รฐั มหาราษฎร์ บิดาช่ือ “ราม ชิ” มารดาช่ือ “ภิมาไบ” ได้รับการศึกษาข้ันต้นท่ีบ้านเกิดและท่ีบอมเบย์ สำเร็จปริญญาเอกจาก มหาวิทยาลัยโคลัมเบีย ประเทศสหรัฐอเมรกิ า ด้านรฐั ศาสตร์ และมหาวิทยาลยั ลอนดอน ประเทศอังกฤษ ดา้ นเศรษศาสตร์และกฎหมาย ท่านได้รบั ยกย่องว่าเป็นอภชิ าตบุตรแห่งภารตประเทศ ได้เป็นผ้หู มุนกงล้อ

218 แห่งพระธรรมให้กลับคนื สู่อินเดียอีกคร้ังหนึ่ง โดยนำชาวอินเดียจำนวน 5 แสนคนเข้าสู่พิธีพิธีปฏิญาณตน เปน็ พุทธมามกะและตัง้ ใจร้ือฟืน้ พระพุทธศาสนาในอนิ เดีย ณ บริเวณ “ทิกษาภมู ิ” กลางเมืองนาคปูร์ เมื่อ วันที่ 14 ตุลาคม 2449 (2500) วันน้ันเรียกว่า “วันธรรมจักรประวัตน์” คอื วนั ท่ีธรรมจักรไดห้ มุนกลับมาสู่ อินเดีย กลายเป็นผู้นำชาวพุทธจำนวนหลายสิบล้านคนในอินเดียปัจจุบัน ท่าน ดร.อัมเบดการ์ เป็นผู้มี สติปัญญาสุขุมลุ่มลึก เป็นนักปราชญ์ เป็นอัจฉริยบุคคล ผู้มีวิญญาณแห่งการปฏิวัติผลักดัน ต่อสู้เพ่ือคน ยากจนเข็ญใจไร้ศักด์ิศรีและถูกเหยียบย่ำอย่างหนักหน่วงในสังคมอินเดีย ท่านเป็นทั้งนักการศาสนา นกั การเมอื งและนักปฏิวตั ิเพื่อเปลยี่ นแปลงสงั คมไปสู่สถานะที่สูงสง่ ดีงาม ดร.อัมเบ ดการ์ เป็ นผู้มีความรู้ความสามารถและมีอุปการคุณ ต่อประเท ศอินเดีย มิได้เป็นสองรองใครเลย แม้กระท่ังท่านมหาตมะ คานธี แต่ท่านมหาตมะ คานธีได้รับการยกย่องว่าเป็น บิดาแห่งชาติอินเดีย เพราะท่านเป็นผู้นำการต่อสู้โดยใช้หลักอหิงสาเรียกร้องเอกราชจากอังกฤษได้สำเร็จ ส่วนท่านดร.อัมเบดการ์เป็นดังวิศวกรท่ีรับช่วงมาออกแบบสร้างชาติอินเดียทันทีที่อัง กฤษยอมปล่อยให้ อินเดียเป็นเอกราช โดยดร.อัมเบดการ์ได้เป็นประธานร่างรัฐธรรมนูญปกครองอินเดียฉบับแรก ซ่ึงเป็น รัฐธรรมนูญฉบับเดียวของอินเดียที่ยังใช้อยู่ในปัจจุบัน ต่อมาจึงมีการสร้างอนุสาวรีย์ของ ดร.อัมเบดการ์ ยนื ถอื หนังสือรฐั ธรรมนูญอยหู่ น้ารฐั สภาของอินเดีย (พระราชปัญญาเมธี (สมชัย กสุ ลจติ ฺโต), 2548, หนา้ 1-3) สรุปได้ว่า เมื่ออินเดียได้รับเอกราชเป็นอิสรภาพ ก็ได้อาศัยพระพุทธศาสนา ท้ังศาสนธรรมและ สญั ลกั ษณ์ทางศาสนามาเป็นตัวเชดิ ชคู วามย่งิ ใหญ่ของอินเดียไวอ้ ิกครัง้ นอกจากนี้ ท่าน ดร. อัมเบดการใ์ น ฐานะประธานร่างรัฐธรรมนูญปกครองอินเดีย ท่านยังได้เขียนบทบัญญัติว่าด้วยการไม่แบ่งชั้นวรรณะ ตลอดท้ังอุดมคติอ่ืน ๆ ของพระพทุ ธศาสนาไว้ในรัฐธรรมนูญฉบับนี้อกี ดว้ ย 8. สรปุ ทา้ ยบท ประวตั ิและบทบาทพระสาวก สาวกิ าที่สำคญั ในสมัยพุทธกาล โดยเฉพาะพระสาวก สาวกิ าที่พระ พุทธองค์ทรงยกย่องว่าเป็นเอตทัคคะในด้านน้ันประกอบด้วยเอตทัคคะฝ่ายภิกษุ 41 ท่าน เอตทัคคะฝ่าย ภิกษุณี 13 ท่าน เอตทัคคะฝ่ายอุบาสก 10 ท่าน และเอตทัคคะฝ่ายอุบาสิกา 10 ท่าน รวมท้ังหมด 74 ท่าน ประวัติและบทบาทของนักคิดทางพระพุทธศาสนาที่สำคัญในยุคหลังพุทธกาล เช่น พระเจ้าอโศก มหาราช พระพุทธโฆษาจารย์ หลวงจีนเห้ียนจงั เป็นต้น ล้วนมีบทบาทในการสืบทอดพระพทุ ธศาสนาด้วย การเดินทางศึกษาและจดบนั ทกึ เร่อื งราวในอดีต ทำใหค้ นรุ่นหลงั ได้ทราบเรอ่ื งราว เหตกุ ารณ์สำคัญ ตลอด ถึงปัญหา และอุปสรรคในการศึกษาพระพุทธศาสนาในยุคนั้น ๆ แสดงให้เห็นความวิริยะ อุตสาหะ ความ ศรัทธาท่ีมีต่อพระพุทธศาสนาของพวกท่าน อันจะส่งผลให้อนุชนรุ่นหลังเกิดความรัก ความหวงแหนใน พระพุทธศาสนายิ่งข้นึ ผู้มีบทบาทสำคัญในการกอบกู้พระพุทธศาสนาหลังพระพุทธศาสนาเส่ือมจากอินเดียราว 800 ปี เชน่ ท่านธรรมปาละ เจมส์ ปรน้ิ เซส เป็นต้น ผู้มีบทบาทสำคัญในการฟ้นื ฟูพระพุทธศาสนาด้วยการนำเอา

เอกสารประกอบการสอนวชิ า ประวัติศาสตรพ์ ระพทุ ธศาสนา (BU 5001) โดยสดุ ใจ ภกู งลี 219 พุทธศาสนากลับคืนสู่แผ่นดินเกิดนั้น ที่โดดเด่นท่ีสุดคือ ท่านอนาคาริกธัมมปาละ (2407-2476) แห่งศรี ลังกา ผู้ก่อตั้งสมาคมมหาโพธิในอินเดีย และ ดร.บี.อาร์. อัมเบดการ์ ผู้นำท่ียิ่งใหญ่ของชนช้ันล่างที่ได้รับ การเหยียดหยามประมาณ 300 ล้านคนในอินเดีย ท่านได้เป็นตัวแทนร่วมประชุมโต๊ะกลมกับผู้ปกครอง อังกฤษ เมื่ออินเดียได้รับอิสรภาพวันท่ี 15 ส.ค. 2490 เป็นประธานกรรมการร่างรัฐธรรมนูญและเป็น รัฐมนตรยี ุติธรรมในรฐั บาลชุดแรก การฟืน้ ฟูพระพทุ ธศาสนาเป็นภารกิจอันย่ิงใหญ่ทีเ่ ป็นไปได้ในอินเดียปัจจุบนั ” ซึ่งทา่ น ดร.อมั เบด การ์ ได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วโดยปราศจากความสงสัยอย่างสิ้นเชิง หลังจากใช้เวลาศึกษาลัทธิการเมืองและ ศาสนาตา่ ง ๆ เปรียบเทยี บกันโดยละเอยี ดเป็นเวลากว่า 20 ปี ทา่ นได้ตัดสินใจทำพิธีปฏิญาณตนเป็นพุทธ มามกะและต้ังใจรื้อฟื้นพระพุทธศาสนาในอินเดีย พร้อมกับบรวิ ารกว่าหา้ แสนคน ณ บริเวณ “ทิกษาภูมิ” กลางเมืองนาคปูร์ เม่ือวันท่ี 14 ตุลาคม พ.ศ. 2449 (2500) วันน้ันเรียกว่า “วันธรรมจักรประวัตน์” คือ วนั ท่ีธรรมจกั รได้หมนุ กลบั มาสู่อนิ เดีย ความสำคัญย่ิงใหญ่ของชาติ ๆ หน่ึง คงไม่ใช่แค่เรื่องแสนยานุภาพของกองทัพ ความเป็น มหาอำนาจทางเศรษฐกิจเท่านน้ั แตร่ วมถึงอารยธรรม วฒั นธรรม หรือศาสนา ซึง่ เป็นเรือ่ งของจติ วิญญาณ ของคนในชาติ เพราะแสนยานุภาพของกองทัพ หรืออำนาจทางเศรษฐกิจเป็นเร่ืองของการต่อสู้แก่งแย่ง แข่งขัน และดำรงอยเู่ พียงช่ัวครั้งช่วั คราว ประชาชนกว่าค่อนโลกยอมรับว่าอินเดียมีความสำคัญก็เพราะอินเดียได้ให้ความเจริญทางจิต วิญญาณแก่พวกเขา น่ันคืออินเดียได้ให้พระพุทธศาสนาต่อชาวโลก ถ้าไม่มีพระพุทธศาสนา ไม่มี พระพุทธเจ้า อินเดียจะไร้คุณค่าในสายตาของชาวโลกอย่างแน่นอน เพราะเมื่อพระพุทธศาสนายังรุ่งเรือง อยู่ในอินเดียน้ัน การศึกษาของอนิ เดียเจริญมาก มีคนอ่านออกเขียนได้ถึงร้อยละ 60 ในสมัยพระเจ้าอโศก มหาราช ต่อมาเม่ือมีการจัดตั้งมหาวิทยาลัยนาลันทา มีนักศึกษาจากประเทศต่าง ๆ ท้ังจีน เอเชียกลาง ธิ เบตไปศึกษาเล่าเรียนกันอย่างมากมาย มหาวิทยาลัยนาลันทา มีอาจารย์อยู่ 1,600 ท่าน มีนิสิตมากกว่า 10,000 ท่าน แต่เมื่อพระพุทธศาสนาเสื่อมไปจากอินเดีย การศึกษาของอินเดียก็เข้าสู่ยุคมืด ทำให้เกิด ความอ่อนแอทางเศรษฐกิจ มีการแบ่งช้ันวรรณะกันอย่างรุนแรง คนวรรณะต่ำคือศูทรและจัณฑาล มี สถานภาพไม่ต่างจากสัตว์เดรัจฉาน สุดท้ายอินเดียก็ถูกปกครองโดยชาวมุสลิมอาหรับและมองโกลหลาย ร้อยปี เม่ือเข้าสู่ยุคล่าอาณานิคมของชาวตะวันตก อินเดียก็ตกเป็นเมืองข้ึนของอังกฤษอยู่นับร้อยปี ทั้ง ๆ ทขี่ ณะนัน้ องั กฤษมีพลเมืองอยู่เพียง 30 ล้านคน ขณะที่อนิ เดียมีพลเมืองอยถู่ ึง 300 ลา้ นคน กวา่ อนิ เดียจะ ไดเ้ อกราชจากสหราขอาณาจักรนั้น ท่านมหาตมะ คานธี ได้ยืนหยดั ต่อสู้ด้วยหลักการของพระพทุ ธศาสนา น่ันคือ หลักอหิงสา และความอดทนอดกลั้น จนสามารถเอาชนะอาวุธปืนของกองทัพอังกฤษได้ ต่อมา ท่านดร.อัมเบดการ์ได้สร้างประวัติศาสตร์ใหม่แก่อินเดียด้วยการฟ้ืนฟูพระพุทธศาสนากลับสู่มาตุภูมิ ท่าน เป็นพลังผลักดันสำคัญให้สภาร่างรัฐธรรมนูญ (Constituent Assembly) นำเอาตราธรรมจักรมาติดไว้ กลางธงชาติอินเดยี และเอาหัวสงิ หข์ องเสาหินพระเจ้าอโศกมาเป็นตราแผน่ ดนิ จนถงึ ปจั จบุ ัน

220 คำถามทา้ ยบท 1. เหตุใดพระพุทธเจ้าจึงมอบความเป็นเอตทัคคะแก่สาวกองค์ใดองค์หนง่ึ ทง้ั ๆ ท่ีพระสาวกองค์ นั้นเพง่ิ ไดบ้ รรลุธรรมใหม่ ๆ อภปิ รายตามความคิดเห็นของนกั ศึกษาดว้ ยเหตุและผลพอสังเขป 2. ท่านได้ศึกษาประวัติสาวก สาวิกา อุบาสก อุบาสิกามาแล้ว ลองยกตัวอย่างพระสาวก สาวิกา อบุ าสกและอุบาสิกาท่ีทา่ นช่ืนชอบมา 3 ท่าน ให้เหตผุ ลสนับสนนุ เหตุที่ชอบและนกั ศึกษาได้แรงบันดานใจ หรอื ขอ้ คดิ อะไรบ้างจากเร่ืองของทา่ นท้ัง 3 นน้ั อภิปราย 3. เหตุใดพระพุทธองคถ์ ึงไมท่ รงอนุญาตให้หญิงบวชเปน็ ภกิ ษุณงี ่าย ๆ ใหเ้ หตผุ ลประกอบ 4. จงลำดับเหตกุ ารณ์สำคัญ ๆ ในการฟื้นฟพู ระพุทธศาสนาหลังจากเส่อื มจากอินเดยี 800 ปี โดย ระบุถึงบุคคลท่ีมีบทบาทสำคัญในการฟื้นฟูพระพุทธศาสนาในยุคดังกล่าว วิเคราะห์และเขยี นบรรยายโดย ยอ่ 5. หลังไดศ้ ึกษาประวตั ิและบทบาทนักคดิ ทางพระพุทธศาสนาทสี่ ำคัญในยคุ อดีต นักศึกษาได้เห็น ความทุ่มเท เสียสละของท่านเหล่าน้ันอย่างไรบ้าง นักศึกษาจะช่วยในการเผยแผ่และทำนุบำรุง พระพุทธศาสนาใหย้ งั่ ยืนสบื ไปได้อยา่ งไร ดว้ ยวิธกี ารอย่างไร อธบิ ายอยา่ งมีเหตุผล

เอกสารประกอบการสอนวชิ า ประวตั ศิ าสตรพ์ ระพทุ ธศาสนา (BU 5001) โดยสดุ ใจ ภกู งลี 221 เอกสารอา้ งอิงประจำบทท่ี 6 จำเนียร ทองฤกษ์. (2548). ชีวประวัติพุทธสาวก (พระอสีติมหาสาวก) เล่ม 1. (พิมพ์ครั้งท่ี 3). กรงุ เทพฯ: มลู นธิ ิพอ่ นวล แมพ่ ัว ทรงฤกษ.์ ชูชิต ชายทวีป. (2558). มูลเหตุแห่งการเปลี่ยนพระราชหฤทัยของพระเจ้าอโศกมหาราชสู่การปกครองท่ี ทรงธรรม. วารสารวชิ าการ มหาวทิ ยาลัยกรงุ เทพธนบรุ ี, 4(2), 1-8. พระครูศิริโสธรคณารักษ์ นาทองไชย. (2561). ต้นบัญญัติปฐมปาราชิก: มูลเหตุที่ทรงบัญญัติสิกขาบท ประเภทครุกาบัติในพระปาติโมกข์. วารสารมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏ อบุ ลราชธานี, 9(2), 227-236. พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ.ปยุตฺโต). (2552). กาลานุกรม พระพุทธศาสนาในอารยธรรมโลก. (พิมพ์คร้ังท่ี 3). กรุงเทพฯ: ผลิธมั ม.์ พระมหาดาวสยาม วชิรปญฺโญ. (2560). พระพุทธศาสนาในเส้นทางสายไหม, ประวัติศาสตร์, หลักฐาน ทางโบราณคดี และพัฒนาการการสร้างอารยธรรมของมนุษยชาติ. ขอนแก่น: มหาวิทยาลัยมหา จุฬาลงกรณราชวิทยาลยั วทิ ยาเขตขอนแกน่ . พระมหาสิงขร ปริยตฺติเมธี. (2559). พระพุทธศาสนาในรชั สมัยพระเจ้าอโศกมหาราช. วารสารพุทธมรรค ,1(1), 35-42. พระราชปัญญาเมธี (สมชัย กุสลจิตฺโต). (2548). พระพทุ ธศาสนา : แนวคิดเพ่ือพัฒนาสังคมและการเมือง. กรุงเทพฯ: โครงการอบรมพระธรรมทูตสายต่างประเทศมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราช วทิ ยาลยั . มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย. (2539). พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย. กรุงเทพฯ: โรงพมิ พม์ หาจุฬาลงกรณราชวทิ ยาลัย. ว ชิ ร ญ า ณ (ม .ป .ป .) ป ร ะ วั ติ พ ร ะ ภิ ก ษุ ฟ า เหี ย น . สื บ ค้ น 1 6 ก ร ก ฎ า ค ม 2 5 6 3 , จ า ก https://vajirayana.org/จด ห ม าย เห ตุ แ ห่ งพุ ท ธอ าณ าจั ก รข องพ ระภิ ก ษุ ฟ าเหี ย น /ป ระวัติ พระภิกษุฟาเหียน. สุชีพ ปุญญานุภาพ. (2540). ประวัติศาสตร์ศาสนา. (พิมพ์คร้ังท่ี 8). กรุงเทพฯ: โรงพิมพ์มหามกุฏราช วทิ ยาลยั . อ น าค ามี . (ม .ป .ป .). ป ระ วัติ พ ระ พุ ท ธ โฆ ษ าจ ารย์ . สื บ ค้ น 1 พ ฤ ศ จิ ก าย น 2 5 6 3 , จ าก http://www.anakame.com/page/Person/person/141.htm

แผนบรหิ ารการสอนประจำบทท่ี 7 บทที่ 7 อทิ ธิพลของพทุ ธศิลปท์ ี่มีต่อศิลปะไทย เนอื้ หาประจำบท 1. บทนำ 2. พทุ ธศิลป์ 3. อิทธพิ ลของพุทธศลิ ปท์ ีม่ ีต่อศิลปะไทย 3.1 งานพทุ ธศิลป์กับการสืบสานพระพทุ ธศาสนา 3.2 พทุ ธศิลป์เปน็ รากฐานของพุทธรรม 3.3 พุทธศิลปเ์ ปน็ พ้นื ฐานของวฒั นธรรมไทย 3.4 พุทธศลิ ปเ์ ป็นบ่อเกิดศลิ ปวฒั นธรรมของไทย สมยั สุโขทยั สมยั กรุงศรีอยธุ ยา สมัยกรุงรตั นโกสินทร์ 3.5 พทุ ธศลิ ปส์ ะท้อนบุคลิกภาพและลักษณะนิสยั ของคนไทย 3.6 พุทธศิลปเ์ ปน็ ส่ือน้อมนำศรทั ธา เปน็ แหล่งความรู้ และเป็นศนู ยก์ ลางรวมใจที่ทรงคุณค่า 4. พทุ ธศิลป์ในอินเดยี และในประเทศไทย 4.1 พทุ ธศลิ ป์ในอนิ เดีย พทุ ธศิลป์แบบคันธาระ พุทธศิลปแ์ บบมถรุ า พุทธศลิ ปแ์ บบอมราวดี พุทธศลิ ป์แบบคุปตะ พุทธศลิ ป์แบบปาละ-เสนะ พทุ ธศิลป์แบบปาลวะ พทุ ธศลิ ป์แบบโจฬะ 4.2 พุทธศิลปใ์ นยุคต่าง ๆ ของไทย ยคุ เถรวาทแบบสมัยพระเจ้าอโศกมหาราช

เอกสารประกอบการสอนวชิ า ประวัติศาสตรพ์ ระพทุ ธศาสนา (BU 5001) โดยสดุ ใจ ภกู งลี 223 ยคุ มหายาน ยุคเถรวาทแบบพกุ าม ยุคเถรวาทแบบลงั กาวงศ์ 5. ประวัตบิ ุคคลที่เกย่ี วขอ้ งกับตน้ กำเนิดพระพุทธรูปโดยสงั เขป 5.1 พญามลิ นิ ทร์ (พ.ศ.500-800) 5.2 พระนาคเสน (Nagasena) 5.3 พระเจ้ากนษิ กะมหาราช (Kanishka) 6. การสร้างพระพุทธรูปตามมหาบุรษุ ลักษณะ 32 ประการ 6.1 มหาบรุ ษุ ลกั ษณะ 32 ประการ 6.2 อนุพยัญชนะ 80 ประการ 6.3 พระฉัพพรรณรงั สี 7. สรปุ ท้ายบท คำถามท้ายบท เอกสารอา้ งอิงประจำบทที่ 7 จดุ ประสงค์เชงิ พฤติกรรม 1. นักศึกษาสามารถวิเคราะห์เน้ือหาสำคัญ ๆ ด้วยการรวบรวม เรียบเรียงเนื้อหาสำคัญใน บทเรียนด้วยกราฟิกตา่ ง ๆ เช่น แผนภูมิ แผนที่ความคิด เป็นต้น และถา่ ยทอดเนอื้ หาด้วยภาษาของตนใน การนำเสนอหน้าชนั้ เรียนได้ 2. นักศึกษาสามารถอภิปราย ถาม-ตอบ ตีความเนื้อหานั้น ๆ ได้ และประยุกต์ใช้ในชีวิตได้อย่าง ถกู ตอ้ งเหมาะสม 3. นักศึกษาสามารถแสวงหาความรู้ด้วยการค้นคว้าข้อมูลสารสนเทศท่ีเป็นประโยชน์ต่อ การศกึ ษา นำมาเขยี นรายงาน บรรยาย และนำเสนอเน้ือหาด้วยตนเองได้ กจิ กรรมการเรียนการสอน 1. บรรยาย/อภิปราย/มอบหมาย/แบ่งกลุ่มนักศึกษาให้รับผิดชอบในการวิเคราะห์ด้วยการ รวบรวม และเรียบเรียงเน้อื หาสำคญั ๆ ด้วยกราฟิกต่าง ๆ เช่น แผนภมู ิ, แผนทีค่ วามคิด เปน็ ต้น ดว้ ยการ ใช้เครื่องมือหรือโปรแกรมการเรียนการสอนออนไลน์ เช่น Excel 1 (กระดาษแผ่นเดียว), Google Sites,

224 XMind2020, Canva เป็นต้น นำข้อมูลท่ีได้มาถ่ายทอดเน้ือหาด้วยภาษาของตนในการเขียนรายงานและ นำเสนอหน้าชนั้ เรยี น 2. นักศกึ ษาฟงั การบรรยาย/จดบันทกึ สรุปเน้ือหา/ฝึกต้งั คำถาม/ฝึกตอบ/ฝกึ อภปิ รายในช้ันเรียน 3. ศึกษาจากเอกสารประกอบการสอน/ค้นคว้าเน้ือหาท่ีเก่ียวข้องเพิ่มเติมจากหนังสือ/ห้องสมุด และเวบ็ ไซต/์ ตอบคำถามท้ายบท/ทดสอบ Pretest และ Posttest ส่ือการเรียนการสอน 1. เอกสารประกอบการสอน/PowerPoint/Ebook 2. แบบเรียนออนไลน์/โปรแกรมการสอนออนไลน์ เช่น Google Classroom, Google Sites, Google forms, Google Meet, Zoom Cloud Meeting, Microsoft Teams, XMind2020, Canva, TeamLink เป็นตน้ การวดั ผลและการประเมินผล 1. ประเมินคณุ ธรรมจริยธรรมโดยใช้แบบ Checklist การตรงเวลาในการเขา้ ชั้นเรียน การส่งงาน ท่ีมอบหมาย และการอ้างอิงผลงานคนอื่น และใช้แบบสังเกตพฤติกรรมการมีจิตสาธารณะในการทำ กจิ กรรมท้งั ในและนอกหอ้ งเรียน 2. ประเมินความรู้และทักษะทางปัญญา โดยการทดสอบ Pretest และ Posttest/ตอบคำถาม ท้ายบท/การวิเคราะห์ด้วยการรวบรวมและเรียบเรียงเน้ือหาสำคัญ ๆ ด้วยกราฟิกต่าง ๆ เช่น แผนภูมิ, แผนท่ีความคิด เป็นต้น ด้วยการใช้เคร่ืองมือหรือโปรแกรมการเรียนการสอนออนไลน์ นำข้อมูลท่ี ได้มาถา่ ยทอดเน้ือหาดว้ ยภาษาของตนในการเขยี นรายงานและนำเสนอหนา้ ชั้นเรยี น 3. ประเมินทักษะความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลและความรับผิดชอบ และทักษะการวิเคราะห์เชิง ตัวเลข การสื่อสารและการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ โดยใช้แบบ Checklist จากการอภิปราย/การแสดง ความคิดเห็น/การถาม-ตอบ/การวิเคราะห์เนื้อหาท่ีเรียน/การสรุปเนื้อหา/การส่งงานใน Google Classroom/การนำเสนอหนา้ ชน้ั เรียน

บทท่ี 7 อิทธิพลของพทุ ธศิลป์ ที่มีต่อศิลปะไทย 1. บทนำ พุทธศิลป์กับศิลปะไทยยากที่จะแยกออกจากกันได้ เนื่องจากประเทศไทยเป็นประเทศท่ีนับถือ ศาสนาพุทธมาช้านานตงั้ แตอ่ ดีตถึงปจั จบุ ัน สามารถพูดได้วา่ เป็นเมอื งพทุ ธ เพยี งแต่ยงั ไม่ไดร้ บั การบรรจุไว้ ในรัฐธรรมนูญของไทยให้ถูกต้องตามหลักนิตินัยเท่าน้ันเอง ดังนั้น พุทธศิลป์จึงมีอิทธิพลโดยตรงต่อศิลปะ ไทยโดยเฉพาะด้านทัศนศิลป์ คือ 1) งานสถาปัตยกรรม (Architecture) 2) งานประติมากรรม (Sculpture) และ 3) งานจิตรกรรม (Painting) โดยช่างผู้รังสรรผลงานส่วนใหญ่เป็นชาวพุทธและได้รับ การอบรมส่ังสอนด้วยหลักธรรมคำสอนของพระพุทธองค์ ได้รับการสืบต่อจากรุ่นสู่รุ่น และท่ีสำคัญที่สุด คือ พระมหากษัตริย์ไทยส่วนใหญ่เป็นพุทธมามกะ มีความเล่ือมใสศรัทธาในพระพุทธศาสนา ได้ให้การ ทำนุบำรงุ พระพุทธศาสนาและสืบสานศิลปวัฒนธรรมของไทยอย่างต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน นอกจากน้ัน พทุ ธศิลป์ยังมีส่วนเก่ยี วข้องกับสังคมไทยในด้านต่าง ๆ เช่น เป็นการสืบสานพระพุทธศาสนา เปน็ รากฐาน ของพุทธธรรม เป็นพื้นฐานของวัฒนธรรมไทย สะท้อนบุคลิกภาพและลักษณะนิสัยของคนไทย เป็นสื่อ น้อมนำศรัทธา เป็นแหล่งความรู้และศูนย์รวมใจที่ทรงคุณค่า เป็นต้น ดังน้ัน ในบทนี้นอกจากจะเป็น การศึกษาเก่ียวกับอิทธิพลของพุทธศิลป์ที่มีต่อศิลปะไทยแล้ว ยังจะกล่าวถึงความเป็นมาของพุทธศิลป์ใน อินเดียและในประเทศไทยในยุคต่าง ๆ ประวัติบุคคลท่ีเก่ียวข้องกับต้นกำเนิดพระพุทธรูปโดยสังเขป รวมท้ังการสร้างพระพุทธรูปตามมหาบุรุษลักษณะ 32 ประการ อนุพยัญชนะ 80 และพระฉัพพรรณรังสี เพื่อให้นักศึกษาได้มีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับพุทธศิลป์อย่างแจ่มแจ้ง เกิดความซาบซึ้ง เกิดศรัทธา ประสาทะในพระพุทธศาสนายงิ่ ขนึ้ ตลอดถึงการนำความร้ทู ี่ได้รบั ไปถา่ ยทอดตามกำลังสติและปัญญาของ ตนต่อไป 2. พทุ ธศิลป์ พุทธศิลป์ คอื งานฝีมอื ทางการช่างที่เกี่ยวขอ้ งกับพระพุทธเจา้ มาจากคำวา่ พทุ ธ และคำวา่ ศลิ ป์ รวมกัน โดยคำว่า พุทธ หมายถึง ผู้ตรัสรู้, ผู้ตื่นแล้ว, ผู้เบิกบานแล้ว, ใช้เฉพาะเป็นพระนามของพระบรม ศาสดาแห่งพระพุทธศาสนา เรียกเป็นสามัญว่า พระพุทธเจ้า หรือ องค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ส่วนคำว่า ศิลป์ หมายถงึ ฝีมอื , ฝีมือทางการช่าง, การทำให้วจิ ิตรพิสดาร และการแสดงออกซึ่งอารมณ์สะเทือนใจให้ ประจกั ษ์ด้วยส่ือต่าง ๆ อย่างเสียง เส้น สี ผิว รูปทรง เป็นต้น เช่น วิจิตรศิลป์ ศลิ ปะการดนตรี ศิลปะการ วาดภาพ ศิลปะการละคร กล่าวคือ งานสร้างสรรค์ งานฝีมือทางการช่าง การทำให้วิจิตร ของมนุษย์ท่ี แสดงออกมาในรูปลักษณ์ต่าง ๆ ให้ปรากฏซ่ึงสุนทรียภาพ ความประทับใจ หรือ ความสะเทือนอารมณ์

226 ความอัจฉริยภาพ พุทธิปัญญา ประสบการณ์ รสนิยม และทักษะของแต่ละคน เพื่อความพอใจ ความ ร่นื รมย์ ขนบธรรมเนียม จารีตประเพณี หรอื ความเช่อื ทางศาสนา ดังนั้น จงึ กล่าวไดว้ ่า พทุ ธศิลป์ คอื งาน ฝีมือทางการช่างท่ีเก่ียวข้องกับรูปเหมือนหรือรูปแทนพระพุทธเจ้า เรียกอีกอย่างว่า พระพุทธรูป หรือ พระพทุ ธปฏิมากร หมายถึง รูปเปรยี บหรอื รูปแทนองค์พระพทุ ธเจ้า คือ พระพุทธรปู , มักใช้ย่อเปน็ ปฏิมา หรือ ปฏิมากร (พจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2554, ม.ป.ป.) ท่ีแสดงออกทางอารมณ์ ความคิด ความรสู้ ึก สติปัญญา ความงาม ทักษะหรือความชำนาญการสรา้ งสรรค์งานศิลปะด้านจิตรกรรม ประติมากรรม และสถาปัตยกรรมท่ีส่ือให้ผู้ชมเกิดจินตนาการ เห็นคุณค่าทางความงามและความเชื่อทาง พระพุทธศาสนาที่เก่ียวข้องกับธาตุเจดีย์ (สถานท่ีบรรจุพระบรมสารีริกธาตุ) บริโภคเจดีย์ (สถานที่ที่พระ พุทธองค์ทรงเคยใช้สอย) ธรรมเจดีย์ (สถานท่ีบรรจุพระธรรมหรือพระพุทธพจน์) และอุทเทสิกเจดีย์ (พระพุทธรูป หรือสิ่งที่ก่อเป็นยอดแหลม เป็นท่ีบรรจุสิ่งที่เคารพนับถือ เช่น พระบรมสารีริกธาตุ พระ อรหันตธาตุ ฯลฯ) น่ันเอง (สด แดงเอียด, 2556) สรุปได้ว่า เจดีย์ในพระพุทธศาสนา มี 4 ประเภท คือ ธาตุเจดีย์ บริโภคเจดีย์ ธรรมเจดีย์ และอุทเทสิกเจดีย์ (เจดีย์ท่ีไม่จัดอยู่ในธาตุเจดีย์ บริโภคเจดีย์ ธรรม เจดีย์ จดั เป็นอุทเทสิกเจดีย์ท้งั หมด เกิดภายหลงั ของเจดีย์ท้งั หมด) การสร้างพระพุทธรูปและศิลปกรรมอ่ืน ๆ ที่เก่ียวข้องกับพระพุทธศาสนา คือ อิทธิพลของพุทธ ศิลป์ในยุคต่าง ๆ ท่ีสร้างข้ึนตามรูปแบบและลักษณะทางด้านประติมานวิทยา มีหลายสกุลช่าง เร่ิมตั้งแต่ ยคุ ทวารวดี ศรวี ิชัย ลพบุรี เชียงแสน สุโขทัย อยุธยา และรัตนโกสินทร์ มีอิทธิพลต่อศิลปะไทยหลายด้าน อันเกิดจากแรงศรัทธาและความเช่ือที่ว่า การสร้างพระพุทธรูปหรือศิลปกรรมที่เก่ียวกับพระพุทธศาสนา นั้น เป็นการสร้างบุญกุศลท่ีย่ิงใหญ่ มีอานิสงส์มาก เป็นการสืบต่อพระพุทธศาสนา และเป็นพุทธานุสสติ คือการระลึกถึงพระปัญญาคุณ (ทรงค้นพบอริยสัจ 4) พระบริสุทธิคุณ (ทรงหลุดพ้นจากกิเลส) พระกรุณาธิคุณ (ทรงกรุณาส่ังสอนเวไยสัตวท์ ุกคนเสมอเหมือนกันหมดให้พ้นทุกข์ตามพระองค์โดยไม่ทรง เหน็ดเหน่ือยและย่อท้อตลอด 45 พระพรรษา) ขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ผู้มีคุณต่อไวยสัตว์ ทั้งหลายอันหาที่สุดไม่ได้ นอกจากนี้ชาวพุทธต่างเชื่อว่า พระพุทธรูป เป็นสิ่งศักด์ิสิทธ์ิ การบูชาสักการะ พระพุทธรูปเป็นสิริมงคลต่อชีวิต การขอพร การอธิฏฐาน หรือการบนบานต่อพระพุทธรูปจะนำมาซึ่ง ความสำเร็จตามท่ีตนปรารถนาได้ อีกท้ังพระพุทธรูปเป็นงานศิลปะท่ีสร้างขึ้นเพื่อสมมติเป็นเสมือนหน่ึง พระพุทธเจ้า ทำให้ชาวพุทธได้ใกล้ชิดกับพระพุทธองค์ ก่อให้เกิดศิลปกรรมที่เป็นศูนย์รวมแห่งศรัทธา สามารถจับต้องได้ เป็นรูปธรรม ตลอดถึงศิลปินผู้สร้างสรรค์ผลงานน้ันล้วนมีจติ ผูกพันและศรัทธา มีความ ต้องการรับใช้พระพุทธศาสนา เพราะมีคติความเช่ือและยึดถือพระพุทธศาสนาเป็นเคร่ืองยึดเหน่ียวจิตใจ ของตนให้เบกิ บาน สว่าง สงบ ตลอดเวลาท่สี ร้างสรรค์ผลงานนนั้ ๆ และอทิ ธพลอีกด้านหน่ึงทเ่ี หน็ ได้ชดั ใน สังคมไทยที่เกิดจากพุทธศิลป์คือ ความเชื่อท่ีว่า พระพุทธรูป หรือพระเครื่อง เป็นสิ่งศักด์ิสิทธิ์ ท้ังนี้ข้ึนกับ ความเช่ือของแต่ละคนท่ีมีต่อพระพุทธรูป หรือพระเคร่ืององค์นั้น ๆ เช่น บางคนอาจบูชาในฐานะเป็น เคร่ืองรางของขลงั ชว่ ยใหแ้ คล้วคลาดปลอดภยั อยยู่ งคงกระพนั ช่วยใหผ้ คู้ นรัก เมตตา เป็นมหานิยม หรือ

เอกสารประกอบการสอนวชิ า ประวตั ศิ าสตรพ์ ระพทุ ธศาสนา (BU 5001) โดยสดุ ใจ ภกู งลี 227 บางคนอาจบูชาในฐานะเป็นพุทธานุสสติ เคร่ืองระลึกถึงพระพุทธคุณ พระธรรมคุณ และพระสังฆคุณ เป็น กศุ โลบายในการปฏิบัติธรรม ให้ทาน รักษาศีล และเจรญิ ภาวนา เป็นต้น ซ่ึงอิทธิพลความเชื่อเหล่าน้ี เกิด จากการผสมผสานแนวคิดระหว่างพระพุทธศาสนาฝ่าย เถรวาทและมหายาน ร่วมกับแนวคิดในลัทธิบูชา บรรพบุรุษ ลัทธิวิญญาณนิยมท่ีเชื่อเรื่องผีสางเทวาด ลัทธิธรรมชาตินิยมที่เช่ือสิ่งศักดิ์สิทธิ์ต่าง ๆ ใน ธรรมชาติ ตลอดถงึ แนวคดิ เร่ืองไสยศาสตรใ์ นศาสนาพราหมณ์ ที่มีปฏิบัตสิ ือต่อกันมานานจนเป็นประเพณี หรือวัฒธรรมในสังคมไทยในภาคต่าง ๆ น่ันเอง (พระมหาวิเชียร สิริวฒฑฺฒโน (ไกรฤกษ์ศิลป์) และภูริทัต ศรีอรา่ ม, 2562, หน้า 4-5) คติการวางผังศาสนสถาน โดยมีกฎเกณฑ์ที่ใช้รว่ มกันคือ ทุกวัดจะต้องหันหน้าวัดไปยังแนวหลัก 2 ทิศทาง คือ (1) หันหน้าพระประธาน ประตูโบสถ์ วิหาร ปราสาท มุขหน้าของเจดีย์และพระปรางค์ ไปทางทิศ ตะวันออก และวางแนวอาคารเป็นแถวตอน ตามแนวตะวันออก-ตะวันตก (2) หันหน้าไปทางเส้นทาง สญั จร เส้นทางสัญจรโบราณจะอาศัยแม่น้ำลำคลอง ดังน้ัน ศาสนสถานจะอยู่ติดหรืออย่ใู กล้กับแม่น้ำโดย หนั หนา้ วัดออกสลู่ ำคลองหรอื แมน่ ำ้ แม้วา่ จะไมใ่ ชท่ ศิ ตะวันออกกต็ าม คติการสร้างพระพุทธรูป เดิมมีความเช่ือว่า พระพุทธรูปน้ันถูกสร้างขึ้นเม่ือครั้งที่พระพุทธองค์ ทรงเสด็จข้ึนไปโปรดพระพุทธมารดาบนสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ โดยพระเจ้าปเสนทิโกศลทรงรับสั่งให้ช่างทำ พระพุทธรูปขึ้นด้วยการแกะสลักไม้แก่นจันทร์แดงประดิษฐานไว้เหนืออาสนะที่พระพุทธองค์ทรงเคย ประทับ เพื่อระลึกถึงองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เนื่องจากพระองค์ไม่ได้เห็นพระพุทธองค์เป็น เวลานานแรมเดือน ทำให้พระองค์ทรงรำลึกถึงย่ิงนัก คร้ันเมื่อพระพุทธองค์เสด็จกลับจากสวรรค์ช้ัน ดาวดึงส์มาถึงที่ประทับ พระแก่นจันทน์ลุกขึ้นปฏิสนั ถารกับพระพุทธองค์ด้วยปาฏิหาริย์ แต่พระพุทธองค์ ตรัสส่ังให้พระแก่นจันทน์กลับไปยังที่ประทับ และทรงอนุญาตให้รักษาไว้เป็นแบบอย่างการสร้าง พระพุทธรูปให้แก่อนุชนรุ่นหลัง เม่ือพระพุทธองค์ทรงล่วงลับไปแล้ว อย่างไรก็ตาม เร่ืองที่กล่าวมานี้เพียง ตำนาน ยงั ไมอ่ าจพสิ ูจน์หรอื หาหลกั ฐานได้ จากหลักฐานทางศิลปกรรม การสร้างพระพุทธรูปในสมัยพระเจ้าอโศกมหาราช หรือราวพุทธ ศตวรรษที่ 3-6 ยังไม่มีการสร้างรูปเคารพของพระพุทธเจ้าในรูปท่ีเป็นมนุษย์ แต่จะใช้รูปที่เป็นสัญลักษณ์ แทนในศาสนสถานต่าง ๆ เช่น ท่ีสถูปสาญจี หรือตามเจดีย์ต่าง ๆ ที่ถูกค้นพบในประเทศอินเดีย อาทิ พุทธประวัติตอนประสูติ จะแสดงด้วยรูปพระนางสิรมิ หามายาทรงยืนเหน่ียวก่ิงไม้ พุทธประวัติตอนตรัสรู้ แสดงด้วยต้นโพธ์ิและบัลลังก์ และพุทธประวัติตอนปฐมเทศนาแสดงด้วยธรรมจักรกับกวางหมอบ ดังนั้น จึงอาจกล่าวได้ว่า คติการสร้างพระพุทธรูปในยุคน้ัน ยังเป็นท่ีต้องห้ามหรือยังไม่เป็นที่นิยม เนื่องจากมี ความเช่ือว่าจะเป็นการล้อเลียนหรือแสดงออกถึงความไม่เคารพต่อพระพุทธองค์น่ันเอง ส่วนพระพุทธรูป เก่าแก่ที่สุดท่ีถูกค้นพบคร้ังแรก คือสมัยพระเจ้ากนิษกะ ราชวงศ์กุษาณะ แคว้นคันธารราฐ ราวปี พ.ศ. 663–705 (ยุทธนา พนู เกดิ มะเริง, 2553)

228 3. อิทธิพลของพุทธศลิ ปท์ ี่มีตอ่ ศิลปะไทย โกสุม สายใจ (2560, หน้า 1-9) กล่าวว่า พุทธศลิ ป์ เป็นผลงานศลิ ปะที่ชา่ งหรือศิลปินสรา้ งสรรค์ ขนึ้ เพือ่ แสดงถึงความรัก ความศรัทธา ความเช่อื ถือตอ่ พระพทุ ธศาสนา เป็นส่วนหนึ่งของสิ่งแวดล้อมอยู่ใน วดั ต่าง ๆ ซึ่งจัดเป็นองค์ประกอบหนึ่งของความเป็นวัด งานพุทธศิลป์มีความผูกพันกับวิถีชีวิตของผู้คนใน สังคมไทยมาเป็นเวลาช้านาน มีรูปแบบหรือลักษณะเฉพาะที่แตกต่างไปจากงานศิลปะของชาติอ่ืน ๆ ดังน้ัน พุทธศิลป์จึงมีอิทธิพลต่อศิลปะไทยในด้านต่าง ๆ โดยเฉพาะท่ีเป็นงานศิลปะแขนงทัศนศิลป์ (Visual Art) ประกอบด้วย 1) งานสถาปัตยกรรม (Architecture) เช่น สิ่งก่อสร้างหรือศาสนสถานในวัด ได้แก่ โบสถ์ วิหาร กฏุ ิ สถูป เจดยี ์ ศาลาการเปรยี ญ หอไตร หอระฆัง 2) งานประติมากรรม (Sculpture) เช่น พระพุทธรูปหรือพระปฏิมา ท้ังท่ีมีลักษณะเป็นงานนูน ต่ำ นูนสงู ลอยตวั รวมทัง้ ลวดลายประดับศาสนสถานดว้ ย 3) งานจิตรกรรม (Painting) เช่น ภาพเขียนประดับฝาผนังของศาสนสถาน ได้แก่ ภาพเขียนบน ผนังโบสถ์ วิหาร ศาลา รวมทั้งภาพประกอบในสมุดไทยท่ีแสดงเนื้อหาเร่ืองราวเกี่ยวกับพุทธศาสนา พุทธ ประวัติวรรณกรรม ปริศนาธรรม ฯลฯ งานพุทธศิลป์ไทยในอดีตมีลักษณะเป็นแบบอุดมคติ (Idealistic) แสดงเน้ือหาเร่ืองราวทางพระพุทธศาสนา พุทธประวัติวรรณคดี คติความเชื่อ และนิทานพื้นบ้าน จัดเป็น งานศลิ ปะไทยแบบประเพณนี ิยม (Thaitraditional art) ที่เขยี นด้วยสฝี ุน่ ลงรกั ปิดทอง ฯลฯ งานพุทธศิลป์ท่ีเกิดข้ึนในสังคมปัจจุบันมีท้ังงานของช่างหรือศิลปินที่ยังคงสร้างงานสืบทอดตาม ลักษณะของงานพุทธศิลป์แบบไทยประเพณี (Thai traditional art) ท่ีเป็นการอนุรักษ์ โดยมีกรมช่างสิบ หมู่ กรมศิลปากรเป็นผู้กากับดูแลงานช่างหลวงในปัจจุบัน ในขณะท่ีศิลปินสมัยใหม่ (Modern art) โดยเฉพาะกลุ่มท่ีมีแนวคิดสร้างสรรค์แบบศิลปะหลังสมัยใหม่ (Post-modern art) ท่ีมีมุมมองในลักษณะ ของการประยุกต์ธรรมะให้มีรูปแบบ เทคนิคการแสดงออก ให้สอดคล้องกับรสนิยมของคนปัจจุบัน และ บริบทที่เปลี่ยนไปของสังคมไทย งานดังกล่าวกาลังได้รับความสนใจจากคนทั่วไปท่ามกลางการ เปล่ียนแปลงอย่างรวดเร็วในด้านต่าง ๆ งานพุทธศิลป์ก็ยังคงอยู่ในวัฒนธรรมไทยตลอดไป ใน ขณะเดียวกันก็จาเป็นต้องมีการปรับเปลี่ยนพัฒนารูปแบบ เทคนิควิธีการ และแนวคิดการสร้างสรรค์ไป ตามรสนิยมของคนในสังคม ในลักษณะของงานศิลปะแนวประเพณีแบบร่วมสมัย (Thai traditional art contemporary) นอกจากอิทธิพลต่อศิลปะไทยแล้ว พุทธศิลป์ยังมีส่วนเกี่ยวข้องกับด้านอื่น ๆ ในสังคมไทยอีก หลายด้านดงั นี้ 3.1 งานพทุ ธศิลป์กับการสืบสานพระพุทธศาสนา นับเป็นอีกบทบาทหน้าท่ีหนึ่งของพุทธศิลป์ ในการแสดงหลักธรรม คุณธรรมจริยธรรมได้ชัดเจน ลึกซ้ึงกว่าเน้ือหาเรื่องราวในตาราวิชาการต่าง ๆ ส่งผลให้งานพุทธศิลป์มีส่วนร่วมในการอนุรักษ์ สืบสาน

เอกสารประกอบการสอนวชิ า ประวตั ศิ าสตรพ์ ระพทุ ธศาสนา (BU 5001) โดยสดุ ใจ ภกู งลี 229 พฒั นาพุทธศาสนาให้เจริญรุ่งเรอื งตอ่ เนื่องมาจนถงึ ยุคปจั จุบนั ในสว่ นของเน้ือหาที่ปรากฏในงานพทุ ธศลิ ป์ เน่อื งจากเป็นงานท่ีสรา้ งข้ึนในปริมณฑลของวัด เนอื้ หาสาระจึงมีส่วนเกี่ยวข้องกับศาสนา และวถิ ีชาวบ้าน ได้แก่ พุทธศาสนา พุทธประวัติ อดีตพุทธ ทศชาติชาดก ปรัชญาและคาสอยทางพุทธศาสนา ภาพปริศนา ธรรม ไตรภูมิ วรรณคดี นิทานพื้นบ้าน ฯลฯ ในอดีตถึงปัจจุบัน แม้มีการสร้างบ้านเมือง เวียง วัง วัดวา อารามโดยการผสมผสานระหว่างศิลปะในวัฒนธรรมไทยกับวัฒนธรรมตะวันตกบ้าง แต่ก็ยังมีรากฐานมา จากพระพุทธศาสนาแทบท้ังสิ้น เช่น พระท่ีนั่งจักรีมหาปราสาท พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่ รัชกาลที่ 5 (ครองราชย์ระหว่าง พ.ศ. 2411-2453) โปรดฯ ให้สร้างพระอารามหลายแห่ง เช่น วัดราช บพิตรสถิตมหาสีมาราม วัดเทพศิรินทราวาส วัดนิเวศน์ธรรมประวัติ (บางปะอิน) และปฏิสังขรณ์วัด เบญจมบพิตรจำลองพระพุทธชินราช จงั หวัดพิษณุโลก มาประดิษฐานไว้ในวดั น้ี ฯลฯ 3.2 พุทธศลิ ป์เป็นรากฐานของพุทธรรม พุทธศิลป์ เป็นศิลปะสาหรับชาวพุทธทุกคนโดยเฉพาะกับผู้ที่ต่ืนรู้และผู้ท่ีอยากรู้ ผู้แสวงหา สัจธรรมเพื่อความรู้ ความเข้าใจในธรรมชาติและชีวิต โดยตีความจากทัศนสัญลักษณ์ที่แฝงไว้ในงานพุทธ ศลิ ป์ไปสู่คาสอนตามแนวพุทธศาสนา พุทธปรัชญา และพุทธธรรม ซ่ึงพระราชวรมุนี (ป.อ.ปยตุ ฺโต) (2551 อ้างถึงใน โกสุม สายใจ, หน้า 6) ได้แยกพุทธธรรมออกเป็น 2 ส่วน คือ สัจธรรมหรือกฎธรรมชาติ กับ จริยธรรม หรือ การรู้จักกฎธรรมชาติ แล้วนามาประยุกต์ใช้ในทางท่ีเกิดประโยชน์แก่ตนและสังคม ขรัวอินโข่ง เขียนภาพปริศนาธรรม อยู่ภายในพระอุโบสถวัดบรมนิวาส เป็นภาพดอกบัววิคตอเรีย (Victoria Amazonical) ขนาดใหญ่บานอยู่กลางบึง ท่ามกลางหมู่ภมรและกลุ่มคนมาช่ืนชมด้วยความปิติ ยินดี “มีการอุปมาว่า ดอกบัวใหญ่เปรยี บเสมือนพระพุทธเจ้า เกิดข้ึนในโลกมีคุณอันประเสริฐฟุ้งไปในทิศ ทั้งปวง กล่ินดอกบัวใหญ่เหมือนพระธรรม เพราะเป็นส่ิงท่ีเกิดแต่พระพุทธเจ้า หมู่คนท่ีชมดอกบัว หมู่แมลงผ้ึงแมลงภู่ ซึ่งมาชื่นชมดอมดมธรรมชาติเกสรน้ัน เหมือนหมู่พระอริยเจ้า ที่ได้พระธรรมพิเศษ มรรคผลเพราะได้ฟังธรรมเทศนาเปน็ มลู เหตแุ ลฯ” 3.3 พุทธศิลป์เปน็ พ้นื ฐานของวฒั นธรรมไทย พ้ืนฐานสาคัญของวัฒนธรรมไทยมีรากมาจากพระพุทธศาสนาไม่ว่าจะเป็นประเพณี วัฒนธรรม ความคิด ความเช่ือ แม้กระทั่งลักษณะนิสัยใจคอของคนไทยก็มีพ้ืนฐานมาจากคุณธรรม คำสอนทาง พระพุทธศาสนา อย่างไรก็ตามยังมีวัฒนธรรมอื่นเข้ามาปรากฏด้วย เช่น วัฒนธรรมอินเดีย วัฒนธรรมจีน วฒั นธรรมตะวนั ตก และตะวนั ออกกลาง ในสว่ นของวัฒนธรรมท่ีได้รับจากพระพุทธศาสนาน้ันยังประกอบ ไปด้วยพระพุทธศาสนาแบบมหายานเถรวาท พราหมณ์-ฮินดู นับต้ังแต่สมัยกรุงสุโขทัยเป็นต้นมา วัฒนธรรมไทยก็ได้รับอิทธิพลจากพระพุทธศาสนาเถรวาทมาโดยตลอด พุทธศิลป์ทาหน้าที่คล้าย ขนบธรรมเนียมประเพณี ที่มีการปฏิบัติสืบเน่ืองติดต่อกันมาจนเป็นส่วนหน่ึงของวิถีชีวิต เป็นผลรวมแห่ง การดาเนนิ ชีวิตของคนไทยท่มี ีความแตกต่างเชิงบวกไปจากวิถีของชาตอิ ่ืน ๆ เมอื่ ได้สัมผัสกับงานพทุ ธศลิ ป์ ดังกล่าวจะกระตุ้นให้เกิดการเรียนรู้ ความประทับใจ และเห็นคุณค่า ซึ่งเป็นปัจจัยสาคัญอีกสิ่งหน่ึงที่

230 สามารถสร้างความมั่นคงของชาติ สร้างอุดมการณ์ของชาติได้ ดังน้ันการอนุรักษ์ สืบสาน และพัฒนางาน พทุ ธศลิ ป์จึงเท่ากับการรกั ษาวฒั นธรรม การรกั ษาเอกลกั ษณ์ และจุดเดน่ ของชาติไทยดว้ ย พุทธศิลป์กับวัฒนธรรมด้านศาสนาและวิถีปฏิบัติของคนในสังคมต่อศาสนามีสถานภาพเป็น นามธรรม โดยสะท้อนออกมาเป็นงานพุทธศิลป์ตามวัดวาอารามต่าง ๆ มีฐานะเป็นรูปธรรมเชิงประจักษ์ ของวัฒนธรรมน้ัน ๆ จึงชอบที่จะตอบสนองความต้องการของสังคมแห่งยุคด้วยกรอบแห่งแบบแผน ตามนั้น การดำเนินชีวติ ของมนษุ ย์แต่ละชว่ งเวลานับเปน็ ร่องรอยทางวฒั นธรรมของยุคต่าง ๆ ได้ถกู บันทึก ไว้ในผลงานทัศนศิลป์ ซึ่งถือว่าเป็นทั้งรูปธรรมทางวัตถุและเป็นรูปธรรมทางจิตใจ ซ่ึงแสดงออกมาให้ ประจักษ์ ศิลปะกับวัฒนธรรมต่างก็เป็นเหตุเป็นผลของกันและกัน ศิลปะจึงเป็นวัฒนธรรมอย่างหน่ึง ที่มนุษย์ในสังคมสร้างสรรค์ขึ้นมาเพ่ือแสวงหาผลที่จะได้รับทางอารมณ์ เกิดความรู้สึกเชิงบวกข้ึนกับจิตใจ ท่นี ำไปลู่การเหน็ คุณค่า การยอมรับส่งผลไปสกู่ ารตัดสินใจ และการกระทำที่เหมาะสม ถูกต้องดีงามจากผู้ ช่ืนชม คุณค่าทางวัฒนธรรมที่มีอยู่ในงานพุทธศิลป์ จะมิใช่เป็นเพียงวัตถุที่มีความงามเท่าน้ัน (Art objects) แต่จะเป็นสัญลักษณ์แห่งการรับรู้ ที่ช่วยให้ผู้สัมผัสเกิดมโนภาพ ความคิดรวบยอด จินตนาการ และเป้าหมายที่ชัดเจน มั่นคง ซึ่งเป็นคุณค่าทางวัฒนธรรมท่ีให้แก่คนในสังคมมากกว่าเรื่อง ของความงามและความพึงพอใจทางสุนทรยี ศาสตรแ์ ต่เพยี งอยา่ งเดียว 3.4 พุทธศิลปเ์ ปน็ บอ่ เกดิ ศลิ ปวฒั นธรรมไทย พุทธศิลป์เปน็ บ่อเกดิ ศลิ ปวัฒนธรรมไทยในสมัยตา่ ง ๆ มรี ายละเอียดดังต่อไปน้ี สมยั สุโขทยั ในสมัยพ่อขุนรามคำแหงมหาราช ถือเป็นยุคทองของสมัยกรุงสุโขทัย เน่ืองจากได้เกิดแบบแผน ความเจริญทางวัฒนธรรมท่ีเป็นของไทย ซึ่งความเจริญทางวัฒนธรรมดังกล่าว มีความเก่ียวข้องกับ 3 รปู แบบ คอื พทุ ธศาสนา ภาษาไทย และศลิ ปะ พระพุทธศาสนามีความสัมพันธ์อย่างใกล้ชิดกับพระพุทธศาสนาลัทธิลังกาวงศ์ จนกลายเป็นวิถี ชีวิตของประชาชน โดยมีวัดเป็นศูนย์ กลางทางด้านการวัฒนธรรมของชุมชน มีบทบาทสำคัญในการเผย แผ่และส่ังสอนคุณธรรมจริยธรรมแกป่ ระชาชน มีอิทธิพลต่อคตกิ ารปกครอง ประเพณี วฒั นธรรมต่าง ๆ ที่ เกีย่ วกับชีวิต ระเบียบทางสงั คมและศิลปะ งานสร้างสรรค์ทางศิลปะของกรุงสุโขทัย เช่น พระพุทธรูป เจดีย์ จิตรกรรม มีความเก่ียวข้องกับ พระพทุ ธศาสนาเปน็ สำคัญโดยดัดแปลง รูปแบบศลิ ปกรรมจากขอม ให้มลี ีลาอ่อนชอ้ ยงดงาม ตัวอยา่ งเช่น พระพุทธรปู ปางลีลา ย่ิงกว่านั้น พุทธศาสนายังมีบทบาทสำคัญต่องานสรา้ งสรรค์ ทางวรรณกรรมอีกด้วย อาทิ บทพระราชนิพนธข์ องพระมหาธรรมราชาที่ 1 (ลิไท) คอื ไตรภูมิพระรว่ ง นอกจากน้ัน เอกลักษณ์อย่างหน่ึงท่ีสำคัญของสมัยสุโขทัย คือ ภาษาไทย มีการประดิษฐ์ อักษรไทยข้ึนจากเดิมที่เคยใช้ภาษาสันสกฤตหรือภาษาขอมในสมัยพ่อขุนรามคำแหง อักษรไทยดังกล่าว นยิ มใช้กันสบื ต่อมาจนปจั จบุ นั

เอกสารประกอบการสอนวชิ า ประวัตศิ าสตรพ์ ระพทุ ธศาสนา (BU 5001) โดยสดุ ใจ ภกู งลี 231 สมัยกรุงศรีอยุธยา 1) ศาสนาและศลิ ปะ ชาวกรุงศรีอยุธยานับถือพุทธศาสนาลัทธิลังกาวงศ์ แต่ได้รับอิทธิพลขอม ศาสนาพราหมณ์ท่ี แพร่หลายอยู่ก่อนหน้าการเข้ามาของ พุทธศาสนาอยู่มาก การผสมผสานกันของพุทธศาสนาและศาสนา พราหมณ์จึงเป็นลักษณะสำคัญของศาสนาในสมัยกรุงศรีอยุธยา ซ่ึงสะท้อนให้เห็นใน ศิลปกรรมต่าง ๆ ได้แก่ งานสถาปัตยกรรม ประติมากรรม จิตรกรรม ภาษาและวรรณคดี และวฒั นธรรมประเพณี 2) สถาปตั ยกรรม สถาปัตยกรรมของสมัยกรุงศรีอยุธยาตอนต้น ได้รบั อทิ ธิพลจากขอมและสุโขทัย เชน่ พระปรางค์ วัดพุทไธสวรรค์ วัดราชบูรณะ เป็นต้น ส่วนสมัยกรุงศรีอยุธยาตอนปลายเป็นเจดีย์แบบเจดีย์ย่อมุมไม้สิบ สอง เชน่ เจดยี ์วัดภูเขาทอง วดั ชมุ พลนิกายาราม เป็นตน้ 3) ประติมากรรม พระพุทธรูปได้รับอิทธิพลจากศิลปะขอม เรียกว่า พระพุทธรูปสมัยอู่ทองและตอนปลายสมัยกรุง ศรอี ยธุ ยานยิ มสรา้ งพระพทุ ธรูป แบบทรงเคร่ือง อย่างไรก็ตามสมัยกรุงศรีอยธุ ยาพระพุทธรูปมีลักษณะน่า เกรงขาม และไมง่ ดงามเท่าสมยั สโุ ขทัย 4) จติ รกรรม จิตรกรรมสมัยกรุงศรีอยุธยา เป็นภาพพุทธประวัติ ใช้สี 3 สี ในสมัยกรุงศรีอยุธยาตอนต้น คือ สีดำ ขาว และแดง และตอนปลาย เพ่มิ สเี ขียว สฟี ้ และสีมว่ ง ภาพทว่ี าดเปน็ ภาพธรรมชาติ 5) ภาษาและวรรณคดี ภาษาได้รับอิทธิพลจากวัฒนธรรมขอม เป็นคำราชาศัพท์ วรรณคดีส่วนใหญ่เกี่ยวกับพุทธศาสนา ทส่ี ำคญั เชน่ ลิลติ โองการแช่งนำ้ มหาชาตคิ ำหลวง ลลิ ติ ยวนพ่าย ลิลิตพระลอ และกาพย์เห่เรอื เป็นตน้ 6) วัฒนธรรมประเพณี วัฒนธรรมกรุงศรีอยุธยา เป็นลักษณะวัฒนธรรมผสมระหว่างวัฒนธรรมไทยแท้กับวัฒนธรรม ต่างชาติท่ีสำคัญท่ีสุด คือ วัฒนธรรมอินเดีย ซ่ึงรับมาจากพวกพราหมณ์ วัฒนธรรมและประเพณีสำคัญ เชน่ พระราพิธีถอื น้ำพพิ ฒั นส์ ัตยา พิธีพชื มงคล พธิ จี รดพระนงั คลั แรกนาขวัญ พธิ กี ารบวช และการทำบุญ เป็นตน้ สมัยกรุงรตั นโกสินทร์ ศิลปวัฒนธรรมทสี่ ำคัญในสมัยกรุงรัตนโกสนิ ทรต์ อนต้น มีดังนี้ 1) ศาสนา ในสมัยรัชกาลท่ี 1 มีการสังคายนาพระไตรปิฎกท่ีเรียกว่า ฉบับหลวงหรือฉบับทอง ใหญ่และมีการตรากฎหมายปกครองคณะสงฆ์ ข้ึนเป็นครั้งแรกด้วย นอกจากนี้ยังมีการสร้างและ ปฏิสงั ขรณ์วดั วาอารามตา่ ง ๆ 2) ประเพณีและวัฒนธรรม พระราชประเพณที ี่สำคัญ เช่น พระราชพิธีบรมราชาภเิ ษก พระราช พธิ ีถือน้ำพิพัฒน์สัตยา พระราชพิธีจรดพระนังคัลแรกนาขวญั และราชพิธีพืชมงคล เป็นต้น ส่วนประเพณี

232 ท้องถ่ินท่ีเกี่ยวข้องกับคนไทยโดยทั่วไป เช่น การลอยกระทง การเล่นสักวา การเล่นเพลงเรือ พิธีตรุษ สารท เปน็ ต้น 3) สถาปัตยธรรม สถาปัตยกรรมทม่ี ชี ่อื เสยี งในสมยั น้ี คอื การสรา้ งพระบรมมหาราชวงั 4) ประติมากรรม ประติมากรรมช้ินเอก คือ การแกะสลักประตูกลางด้านหน้าพระวิหารวัด สทุ ัศน์ และงานตกแตง่ หนา้ บรรณพระอโุ บาสถ วดั พระศรีรัตนศาสดาราม 5) จิตรกรรม จิตรกรรมส่วนใหญ่เป็นเร่ืองเก่ียวกับพระพุทธศาสนางาน จิตรกรรมท่ีสำคัญ เช่น ภาพเขียนในพระอโุ บสถวัดพระเชตุพนวมิ ลมงั คลาราม เปน็ ตน้ 6) วรรณกรรม สมัยรัชกาลที่ 1 วรรณกรรมทส่ี ำคัญ เชน่ นิราศท่าดนิ แดง โครงพยหุ ยาตรา และ มหาชาติคำหลวง เป็นต้น สมัยรัชกาลที่ 2 เป็นยุคทองของวรรณกรรม วรรณกรรมท่ีสำคัญ เช่น ละคร เรื่องขุนช้างขุนแผน อิเหนา รามเกียรติ์ และเพลงพากย์โขน เป็นต้น กวีสำคัญในสมัยน้ี เช่น พระสุนทร โวหาร (ภ)ู่ พระยาตรัง และสมเด็จพระมหาสมณเจ้ากรมพระปรมานชุ ิตชิโนรส เป็นตน้ 7) ดนตรแี ละนาฏศลิ ป์ การละเล่นท่สี ำคญั คอื โขน ซ่ึงพฒั นามาจากการเล่นชักนาคดึกดำบรรพ์ นิยมเล่นในพระราชพิธีบรมราชาภิเษก ส่วนละคร มีทั้งละครนอกและละครใน พระบาทสมเด็จพระพุทธ เลิศหล้านภาลัย ทรงมีซอสายฟ้าฟาดคู่พระหัตถ์ และทรงพระราชนิพนธ์ เพลงบุหลันลอยเล่ือน ซึ่งต่อมา ทรงเรียกว่า เพลงพระสุบิน การพัฒนาเปล่ียนแปลงประเทศในสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้า เจ้าอยู่หัว โดยการพัฒนาเปล่ียนแปลงประเทศตามแบบตะวันตก แทนการพัฒนาเปล่ียนแปลงประเทศ ตามแบบอยธุ ยาอย่างเช่นทีเ่ คยเปน็ มา การเปลยี่ นแปลงดงั กลา่ ว ไดแ้ ก่ การเปล่ยี นแปลงดา้ นขนบธรรมเนียมประเพณีไทย 1) การประกาศให้ข้าราชการสวมเส้ือเข้าเฝา้ ตามแบบตะวันตก 2) การปฏิบัติต่อต่างชาติ โดยการให้เข้าเฝ้าโดยการยืน และถวายคำนับ แทนการหมอบคลาน และทรงใหช้ าวตา่ งชาติ ริ ่วมโตะ๊ เสวยในวนั สำคญั ต่าง ๆ ซง่ึ ทำให้ต่างชาติยอมรบั ประเทศไทยมากชน้ึ 3) ให้มีประเพณี ตีกลองฎีกา เพื่อให้ประชาชนสามารถร้องทุกข์ได้ และทรงสร้าง เคร่ืองราชอิสริยาภรณ์ พระราชทานแกข่ นุ นาง และเจา้ นาย การเปลีย่ นแปลงด้านการสง่ เสริมด้านศิลปวฒั นธรรม 1) สถาปัตยกรรม ทรงโปรดศิลปกรรมตะวันตกมากจึงสร้างข้ึนหลายแหล่ง เช่น พระราชวัง สราญรมย์ เปน็ ตน้ 2) ประตมิ ากรรม ศลิ ปกรรมตะวันตก แสดงออกมาในแบบรปู ป้นั ต่าง ๆ เชน่ พระพุทธพรรณี เป็นตน้ 3) จิตรกรรม เร่ิมนำเอาเทคนิคการเขียนภาพแบบตะวันตกมาใช้ ผู้ที่นำมา คือ พระอาจารย์ ขรัวอนิ โขง่ 4) วรรณกรรม พระองค์ทรงพระราชนิพนธ์ไว้หลายเรื่อง เช่น บทละครเร่ืองรามเกียรต์ิ มหาเวสสันดรชาดก เปน็ ต้น กวมี ชี ่ือเสยี ง เช่น ม.ร.ว.กระต่าย อิศรางกรู ณ อยุธยา

เอกสารประกอบการสอนวชิ า ประวัติศาสตรพ์ ระพทุ ธศาสนา (BU 5001) โดยสดุ ใจ ภกู งลี 233 การพัฒนาเปลี่ยนแปลงประเทศของพระองค์ เป็นการเตรียมรับอารยธรรมตะวันตก ซ่ึงกำลังแผ่ อิทธิพลอยู่ในขณะนั้น และการพัฒนาเปล่ียนแปลงของพระองค์มีผลกระทบโดยตรงต่อพระราชโอรสของ พระองค์ เมื่อข้ึนครองราชย์ คือรัชกาลที่ 5 ในเวลาต่อมา รัชกาลที่ 5 ได้ทำการพัฒนาเปลี่ยนแปลง ขนบธรรมเนียมประเพณี และส่งเสรมิ วรรณกรรมและศิลปกรรม ดังน้ี การเปลย่ี นแปลงดา้ นขนบธรรมเนียมประเพณี 1) เปล่ยี นแปลงการแต่งกาย เช่น เครื่องแบบทหารให้ใช้แบบตะวันตกและผชู้ ายให้ใส่เส่ือราช ปะแตน ผหู้ ญิงให้ไวผ้ มทรง ดอกกระท่มุ เปน็ ตน้ 2) ยกเลิกประเพณีหมอบคลาน ยกเลิกการสืบพยานแบบจารีตนครบาลและประกาศใช้การ นบั ร.ศ. โดยยึด พ.ศ. 2325 เป็น ร.ศ. 1 3) แก้ไขประเพณีการสืบสันตติวงศ์ใหม่ โดยการต้ังตำแหน่งสยามมกถฎราชกุมาร แทน ตำแหนง่ วงั หนา้ การเปลย่ี นแปลงดา้ นการสง่ เสรมิ วรรณกรรมและศลิ ปกรรม 1) วรรณกรรม ที่สำคัญ เช่น บทละครเร่ืองเงาะป่าไกลบ้าน และของพระยาศรีสุนทรโวหาร เช่น มูลบทบรรพกิจ อักษรประโยค 2) ศิลปกรรม ศิลปกรรมมักจะเป็นของไทยผสมกับยุโรป เช่น วัดเบญจมบพิตร พระท่ีนั่ง อนันตสมาคม เป็นตน้ 3) ประติมากรรม เชน่ พระบรมรูปทรงม้า พระพุทธชนิ ราชจำลอง 4) จติ รกรรม มภี าพเขียนแบบตะวนั ตก ทเี่ รียกวา่ ภาพเขียนปนู เปยี กและมภี าพจติ กรรมฝาผนงั 5) นาฏกรรม ละครแบบใหม่ในสมยั น้ี เช่น ละครพนั ทาง ละครดึกดำบรรพ์ เปน็ ต้น รัชกาลต่อมา คือ รัชกาลที่ 6 ก็ได้พัฒนาประเทศด้วยการเปลี่ยนแปลงด้านขนบธรรมเนียม ประเพณแี ละความเจรญิ ดา้ นศิลปวัฒนธรรม ดงั น้ี การเปลยี่ นแปลงดา้ นขนบธรรมเนยี มประเพณี 1) การออกพระราชบัญญตั ินามสกุล เพื่อประโยชน์ในการปกครองของประเทศ 2) เปล่ียนธงชาตจิ ากธงชา้ เผอื กเปน็ ธงไตรรงค์ 3) ใช้ พ.ศ. ตามการนับถือพระพทุ ธศาสนา และเปล่ียนการนับเวลาเป็น 1 นาฬิกา หลงั จากเท่ียง คืนไปแล้ว 4) กำหนดคำนำหนา้ เดก็ และสตรี การเปลยี่ นแปลงดา้ นศิลปวฒั นธรรม 1) สถาปตั ยกรรม ศิลปะแบบไทยแห่งแรกทท่ี รงสร้าง คอื พระราชวังสนามจันทน์ จังหวัดนครปฐม 2) ประติมากรรม ประตมิ ากรรมแบบไทยแท้ เชน่ รูปหลอ่ สมั ฤทธ์พิ ระนางธรณีบบี มวยผม เป็นต้น

234 3) จิตรกรรม เป็นภาพเขียนเรือ่ งราวเก่ียวกับชาดก และพระมหากษัตรยิ ์ไทย เช่น ภาพเขียนท่ีโดม พระทีน่ ั่งอนันตสมาคม 4) วรรณกรรม อิทธิพลของตะวันตกมีมากข้ึน การเขียนร้อยกรองเปล่ียนเป็นการเขียนร้อยแก้ว รูปแบบคำประพนั ธ์ก็เปน็ แบบ ตะวันตกมากข้ึน 5) ศิลปกรรม พระองค์สนใจงานศิลปกรรมมากจึงได้จัดต้ังโรงเรียนเพาะช่างข้ึน เพื่อให้มีการสอน ศิลปะไทยและศิลปะ ตะวันตก จิตรกรท่ีมีชื่อเสียงในสมัยนี้คือ พระยาอนุศาสน์ เป็นผู้เขียนภาพสมเด็จ พระนเรศวรมหาราชในฝาผนังวัดสวุ รรณดาราราม จังหดั พระนครศรีอยุธยา 6) นาฏกรรม โขน ละคร และดนตรี เจริญสูงสุดในสมัยน้ี เพราะพระองค์เช่ือว่านอกจากจะให้ ความบนั เทงิ ใจแลว้ ยงั สามารถ ยกระดับจติ ใจของมนุษยใ์ ห้สูงข้ึน (ทวีศกั ดิ์ กัญโญชยั , 2550) 3.5 พุทธศิลป์สะทอ้ นบคุ ลิกภาพและลักษณะนิสัยของคนไทย จุรี วิจิตรวาทการ (2558 อ้างถึงใน โกสุม สายใจ, หน้า 7) กล่าวว่า บุคลิกภาพของคนไทย “คนไทยเป็น Thai culture and behavior คนไทยมีวัฒนธรรมแบบกลาง ๆ พอมีพอกิน สบาย ๆ มีความสุขตามอัตภาพ บุคลิกคนไทยจึงเป็นแบบเฉื่อย ๆ เนือย ๆ เน้นพอมีพอกิน รักสงบ เดินสายกลาง ใจเยน็ มีดุลยภาพ จิตใจสงบ ไม่กระตอื รอื รน้ มากนัก สังคมน่าอยู่เพราะประเทศไทยมีทรัพยากรธรรมชาติ มากมาย สงิ่ แวดล้อมอุดมสมบรู ณ์ ไม่ได้เข้าสู่วัฒนธรรมบรโิ ภคนิยม ผชู้ ายไทยมสี ถานภาพเหนอื กว่าผูห้ ญิง แต่จะไม่กดข่ีผู้หญิง ผู้ชายเป็นความหวังของครอบครัว...” รูปแบบของงานพุทธศิลป์ จึงกล่าวได้ว่า เป็นการถ่ายทอดลักษณะของคนไทยให้ปรากฏในผลงาน แฝงหรอื ซ่อนเร้นอยู่ในผลงานท่ีท้าทายคนทั่วไป แต่ก็สามารถมองเห็นได้ เช่น ความสุภาพอ่อนหวานจากการใช้เส้นโค้งเป็นหลัก ความสงบร่มเย็นจาก เรือ่ งราวทางพุทธศาสนา และการใช้สีฝ่นุ ซ่ึงทำมาจากธรรมชาตโิ ดยตรง มอี ารมณ์ขัน สนุกสนาน ในภาพท่ี เก่ยี วกับวถิ ีชีวติ ชาวบา้ น ฯลฯ องั คาร กัลยาณพงศ์ (2551 อ้างถึงใน โกสุม สายใจ, หนา้ 7) กล่าวว่า ศิลปินไทยใช้ศิลปะเป็นส่ือ เพื่อก้าวไปสู่จริยธรรม และศาสนาในสังคม ศิลปะเป็นสิ่งสาคัญอย่างหนึ่ง ซ่ึงจะช่วยเนรมิตความเป็น มนุษย์ของเราให้เต็มเปย่ี มบรบิ รู ณ์ ศลิ ปกรรมจะเป็นสื่อวิเศษให้มนุษย์เข้าใจแกน่ ของความเป็นจรงิ ได้อย่าง ซาบซึ้งและลึกซ้ึง เป็นส่ือวิเศษ ช่วยน้อมใจมนุษย์ให้ประจักษ์ซึ้งถึงคุณค่าในพุทธปรัชญา ซ่ึงแสดงออกมา อย่างเป็นทิพย์ที่สุดในแง่ศิลปะได้อย่างดี นอกจากความงดงามทางด้านศิลปะที่มนุษย์สร้างขึ้นแล้ว พุทธศิลป์ยังสื่อถึงความงามของทัศนียภาพท่ีช่างถ่ายทอดมาจากภูมิประเทศที่มองเห็นและจินตนาการ ท้ังป่าเขาลำเนาไพร แมน่ ้าลำธาร ทัง้ เป็นการพักสายตาของผชู้ มจากการดูตัวดำเนินเร่ืองตา่ ง ๆ ทำให้พทุ ธ ประวัติท่ีบันทึกไว้ในพระไตรปิฎกกว่า 500 เร่ือง จึงเป็นเนื้อหาสาระสาคัญโดยเฉพาะทศชาติชาดกท่ีช่าง นำออกมาถ่ายทอดผ่านงานพุทธศิลป์ในรูปแบบต่าง ๆ เพ่ือเปิดโอกาสให้ทุกคนได้มีโอกาสที่จะได้ศึกษา ประวัติ บุญ บารมีของพระพุทธองค์ในงานพุทธศิลป์ในการรับรู้ เรียนรู้ จากงานพุทธศิลป์นั้น งาน จิตรกรรมฝาผนังไดร้ ับการยอมรับให้เป็นสื่อทสี่ ร้างความรู้ความเข้าใจในพระธรรมคำสอนทางพุทธศาสนา

เอกสารประกอบการสอนวชิ า ประวตั ศิ าสตรพ์ ระพทุ ธศาสนา (BU 5001) โดยสดุ ใจ ภกู งลี 235 และเนื้อหาเรื่องราวต่าง ๆ ที่ช่างและศิลปินแสดงออก ทั้งน้ี เพราะภาพเขียนจะแสดงรายละเอียดในการ เล่าเรื่องได้สมบูรณ์ ชัดเจน ช่างเขียนสามารถถ่ายทอดเร่ืองราวบนโลกมนุษย์ นรกภูมิ และสรวงสวรรค์ รวมทั้งผลของการทำบุญและบาปท้ังในโลกนี้และในโลกหน้าออกมาให้เห็นไดอ้ ย่างเป็นรูปธรรม ทำให้เกิด ความเข้าใจในเรื่องราวท่ีได้เขียนไว้จนเกิดจิตนาการ การสร้างความคิดต่อเน่ืองไปในทางท่ีดีเป็นความรู้ ของตนเอง (Constructivism) ซ่ึงเป็นพฤติกรรมเชิงบวกที่วงการศึกษาต้องการให้เกิดข้ึนในตัวผู้เรียน ทำ ใหก้ ารเรียนรูจ้ ากงานพุทธศิลป์โดยเฉพาะงานจติ รกรรมฝาผนัง สะทอ้ นเร่ืองราวทางพุทธศาสตร์ คุณธรรม จริยธรรมในแง่มุมต่าง ๆ ซ่ึงถือว่าเป็นการพัฒนาด้านสติปัญญาท่ีส่งผลไปสู่พัฒนาการทางด้านสังคมโดย ความรู้ ความเข้าใจในเรื่องของพุทธศาสนา สามารถโน้มน้าวจิตใจของผู้คนในสังคมให้เชื่อมั่นยึดถือและมี พฤติกรรมการปฏิบัติตามหลักธรรมขององค์พระสัมมาสัมพุทธะเจ้า จึงกล่าวได้ว่า งานพุทธศิลป์เป็นสื่อ การเรียนรู้อีกรูปแบบหนึ่ง โดยเฉพาะเป็นการส่ือถึงพระธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้า และส่ือถึงพุทธ ปรัชญา เปน็ การเสริมสร้างความร้คู วามเข้าใจ เพอ่ื เขา้ ถงึ ธรรมะอย่างลกึ ซ้งึ ไดเ้ หนือกว่าคำบรรยายใด ๆ 3.6 พุทธศลิ ป์เป็นส่ือนอ้ มนำศรัทธา เป็นแหล่งความรู้ และเป็นศนู ย์กลางรวมใจที่ทรงคุณค่า พุทธศิลป์ถือเป็นสื่อน้อมนำศรัทธา เป็นแหล่งความรู้ และเป็นศูนย์กลางรวมใจที่ทรงคุณค่า พอสรุปไดด้ งั น้ี 1. ในฐานะเป็นท่ีพึ่งทางจิตใจ โดยเฉพาะพุทธศิลป์ท่ีเป็นพระพุทธรูปเป็นที่พ่ึงทางจิตใจของชาว พุทธ สรา้ งขวัญกำลงั ให้แกผ่ ู้ต้องการกำลงั ใจ 2. พระสถูปเจดีย์ พระแท่นใต้ต้นศรีมหาโพธิ รอยพระพุทธบาท แผ่นจารึกหัวข้อพุทธธรรม เป็น ตน้ ต่างๆ เหล่าน้ี ล้วนมีคณุ คา่ ในฐานะสง่ิ อนุสรณข์ องพระสัมมาสัมพุทธเจา้ 3. เป็นเคร่อื งหมายของพุทธศาสนา และเป็นสิง่ ประกอบในศาสนาพธิ ี 4. เป็นสัญลกั ษณ์ของความดีงาม และเป็นทางแห่งการทำบุญกุศลของชาวพุทธชาวพุทธจะอาศัย พุทธศิลป์เป็นการกราบไหว้บูชา เพื่อน้อมนำไปสู่การศึกษาและปฏิบัติธรรมการสร้างพระ การสร้างสถูป เจดีย์ การบูรณะซอ่ มแซม ซึ่งถอื เปน็ กุศลหลักทางพระพุทธศาสนา 5. มีคุณค่าทางศิลปะวัฒนธรรม ประเพณี สถาปัตยกรรม โบราณคดี ประวัติศาสตร์เช้ือชาติ ศึกษาเร่ืองราวทางพระพุทธศาสนา ทัศนคติค่านิยม สังคมวิทยา และศีลธรรมจรรยาความงดงาม ความ สุนทรี และทางเศรษฐกจิ การทอ่ งเท่ยี ว เปน็ ต้น (ชยาภรณ์ สขุ ประเสริฐ, 2559, หนา้ 72) 4. พทุ ธศิลปใ์ นอนิ เดยี และในประเทศไทย 4.1 พุทธศลิ ป์ในอนิ เดยี พระมหาประภาส ปริชาโน (แก้วเกตุพงษ์) และพระมหาบุญไทย ปุญฺญมโน (ด้วงวงศ์) (2562, หน้า 56-59) กล่าวว่า คนอินเดียท่ีนับถือพระพุทธศาสนาในสมัยพุทธกาลหรือแม้กระท่ังหลังจากพระพุทธเจ้า ปรินิพพานแล้ว จะไม่ใคร่จะนิยมสร้างรูปเคารพของพระพุทธองค์ไว้สักการะบูชา เพราะถือว่าเป็นการ


Like this book? You can publish your book online for free in a few minutes!
Create your own flipbook