29 ใบความรูหนวยท่ี 1 ระบำเบด็ เตลด็ ระบำ ระบำ หมายถึง ศิลปะการฟอนรำทีใ่ ชผูแสดงตั้งแต 2 คนขึ้นไป ไมนิยมแสดงเปนเรื่องราว การรายรำมลี ักษณะพรอ มเพรยี งกันโดยเนนความงดงามของลีลาการฟอนรำ และความรื่นเริงบันเทงิ ใจเปนหลกั และการแตงกายรวมไปถึงบทรอง ทำนองเพลง และการบรรเลงดนตรี ซง่ึ มีท้ังแบบท่ีมีเนื้อ รองและไมมีเนื้อรอง การแสดงมีการจัดแถว แปรแถว เปนลักษณะตาง ๆ เพื่อใหเกิดการเคลื่อนไหว อยา งสวยงามชวนติดตาม ท่มี าของคำวา “ระบำ” ไมม หี ลักฐานแนช ัดวาระบำเกดิ ข้ึนในสมัยใด แตม ีการระบถุ ึงระบำตามหลักฐานท่ีปรากฏใน สมยั ตาง ๆ ดังนี้ 1. สมยั สุโขทัย จากหลักฐานทางประวตั ศิ าสตรไทยคำวา “ระบำ” ปรากฏอยูในสมัยสุโขทัย คือ 1.1 หลกั ฐานจากหลกั ศลิ าจารึก คือ “มีระบำ เตน เลน ทุกฉันดว ยเสยี งอันสาธุการบชู า... ” 1.2 หลักฐานตอนชน่ื ชมพระบารมขี องสมเด็จพระมหาจกั รพัตราธิราช “แลว แลรอง กองขบั เสียงพาทย เสยี งพณิ แตรสังข ฟง เสยี งกลองใหญ แลกลองราม กลองเล็ก แลฉิ่งแฉง บัณเฑาะววงั เวง ลางคนตีกลอง ตีพาทยฆองตีกรับรับสัพพทุกส่ิง ลางจำพวกดีด พิณและสีซอพุงตอ แลกันฉิ่งริงรำจับระบำเตนเลนสารพนักคุนทั้งหลาย สัพพดุริยดนตรีอยูครืนเครง อลวน ลเวงดงั แผนดินจะถลม ” 1.3 หลักฐานจารกึ สมัยพระธรรมราชาลไิ ทจากไตรภูมพิ ระรว งในอตุ รกรุ ทุ วปี ตอนหน่งึ วา “บางเตน บางรำ บางฟอน ระบำ บรรลือเพลงดุริยะดนตรี บางดีด บางสี บางตี บางเปา บา งขับสพั พสำเนยี ง เสยี งหมู นกั คนุ จุนกนั ไปเดยี รดาษ พ้ืนฆองกลอง แตรสังข ระฆังกังสดาล มโหรทกึ กกึ กอง ทำนกุ ด”ี 1.4 หลักฐานจากหลักศิลาจารึกภูเขาสุมนกูฏหนังสือประชุมจารึกสยามภาคหนึ่งจัดไว หลักท่ี 8
30 “ทงั้ สองปรากหนทางยอ มเรียงขนั หมากพลู บชู าพลิ ม ระบำเตนเลน ทุกฉนั ดว ยเสียงอนั สาธกุ ารบูชา อกี ดวยดรู ยพาทพิณ ฆองกลองเสียงดังสพี ดังดนิ จักหลม อันใส” จากหลักฐานท่ีปรากฏแสดงใหเ หน็ วา ในสมัยสโุ ขทัยมกี ารแสดงประเภทระบำเกิดข้ึนแลว และใชเ ปน การแสดงเพอื่ ความรืน่ เริงแตไ มไดร ะบุวามลี กั ษณะอยางไรแตคงจะมีความสำคัญถึงไดมีการ แสดงในงานพธิ สี ำคัญสำคัญ 2. สมยั อยุธยา จากหลักฐานทางประวตั ศิ าสตรไ ทยคำวา “ระบำ” ปรากฏอยูในสมยั อยุธยา คอื 2.1 หลักฐานการแสดงประเภทระบำในบันทึกจดหมายเหตุเรื่องตาง ๆ ที่เกี่ยวของกับ ประเทศไทย โดย เดอ ลาลูแบร ราชทูตชาวฝรั่งเศสในสมัยพระเจาหลุยสที่ 14 ที่เขามาเจริญ สัมพันธไมตรี ในสมัยแผนดินสมเด็จพระนารายณมหาราช ระหวางป พ.ศ. 2199 – พ.ศ. 2231 โดย กลาวถึงการแสดงระบำในพระราชสำนกั ดังนี้ “ระบำนั้นเปนคนเตนรำ 2 แถว ชายและหญิงไมใชทหาร ไมใชการทำศึก แตเปน เจาชูมาสโมสรกรอกัน ตางรายรำเขาพิณพาทยใหเราดูพรอ ม ๆ กัน และสลับกัน ดังขาพเจาไดก ลาว แลว แตก อนพวกระบำเหลานท้ี ั้งชายและหญิงลว นใชเล็บเก ยาวมาก ๆ ปลายงอนทำดวยทองแดง รอง คำขับพลางรำพลาง ออกทาทางไดโดยไมเหน่ือยยากอะไรนัก เพราะวิธีรั่วแตกลบั เดินไปเดินมา และ วงรอบ ๆ ชา ๆ ชา มาก หรอื ไมโ ลดโผนโจนคะนอง จะยกมอื ยกไม หรือเอีย้ วเนื้อเอ้ียวตัวก็แตละลวน ใชก ริ ิยาอืด ๆทง้ั น้ัน ไมใ ครพรอมเพรยี งกนั ....กำลังจับระบำอยนู ัน้ มีชาย 2 คนมาบำเรอคนดูดวยวาจา ทอดเสนหล วง ๆ หลายขบวน คนหนงึ่ พดู ในนามของพระระบำท้งั ปวง และอกี คนหนง่ึ พูดในนามนาง ระบำทงั้ ปวง บรรดาตวั ระบำเหลาน้ไี มม เี ครือ่ งแตงตัวแปลกประหลาดอยางไร ผดิ กวาตัวโขนและละคร มชี ฎาปด ทองสงู ปลายแหลมคลายตะลอมพอกขนุ นางเวลางานราชพธิ ี แตม จี อนหอยลงมาสองขางจน ใตหู ประดับพลอยเทียม (เห็นจะประดับกระจก) ทดั ดอกไมป ดทอง... 2.2 หลักฐานการแสดงระบำจากวรรณกรรมเรื่อง ปุณโณวาทคำฉันทของพระมหานาค วัดทาทราย ในสมัยพระเจา อยูหวั บรมโกศ (ระหวา งปพ .ศ. 2293 – พ.ศ. 2301) ไดก ลาวถงึ การละเลน ในงานสมโภชพระพุทธบาท ดังนี้ “นางรำระบำบรร- พก็ฟอนบชำเนยี ร พิศเลนแตพาเหยี ร บม ิสะ สำรวล” 2.3 หลักฐานการแสดงระบำที่มีการสืบตอมาของเจานาย ดังปรากฏในบทละคร เรื่อง อเิ หนา ซ่งึ ไดก ลาวถงึ การฟอนรำของนางบษุ บา ในตอน บษุ บาชมศาล ดังน้ี “ชวนฝงู อนงคนางรำฟอ น ทอดกรกรดี กรายซายขวา” และปรากฏในบททาวดาหา ตรัสส่ังอเิ หนาในตอนใชบนวา “จงชวนกนั ขับรำใหส ำราญ ทำสักการะเทวานปา ใหญ”
31 จากหลักฐานทางวรรณกรรมและวรรณคดีสามารถสะทอนใหเห็นถึงบริบททาง สังคมไทยในสมยั นัน้ ไดว า คงมกี ารฟอนรำหรอื ระบำ ท้ังในราชสำนกั และนอกราชสำนกั อยางแพรหลาย และนยิ มนำไปแสดงตามงานสมโภชตาง ๆ 3. สมยั กรงุ ธนบุรี หลังจากเสียกรุงศรีอยุธยาใหแกพมาครั้งที่ 2 พระเจากรุงธนบุรี ไดทรงฟนฟูบานเมือง พระองคไดใ หค วามสำคญั กบั ศลิ ปวฒั นธรรม จึงทรงรวบรวมวรรณกรรมตาง ๆ ที่หลงเหลอื มาจากสมัย กรุงศรีอยุธยา และยังทรงพระราชนิพนธบทโขนขึ้นใหมอีกดวย สวนการแสดงระบำยังคงมีสืบ เนื่องมาจากสมยั กรุงศรีอยุธยา และถือเปนเครื่องประดับพระเกียรติยศพระมหากษัตริย และยอพระ เกยี รติพระองค โดยมีหลกั ฐานปรากฏ ในวรรณกรรมโคลงยอพระเกยี รติพระเจากรงุ ธนบุรี ประพนั ธโดยนายสวน มหาดเลก็ เม่ือป พ.ศ. 2314 “มีนรนารศิ เรือ้ ง ระบำขำ วรรปู สุนทรารำ เรอื่ ยรอ ง ชูเฉลมิ ราชฐานบำ เรอราช เปนทสี่ ุขเขษมซรอง พร่งั พรอมเพราไสว” 4. สมยั รัตนโกสินทร สมัยนี้เปนยุคสมัยที่บานเมืองคอนขางสงบสุขไมคอยมีสงครามเทาใดนัก มีการสืบทอด พระราชพิธีสำคญั บางอยา งตามกฎมณเฑียรบาล ต้ังแตส มยั อยธุ ยาจนถึงสมัยกรงุ รัตนโกสินทรตอนตน ซึ่งมีการกลาวถึงการแสดงระบำในพระราชพิธีสำคญั เชน 4.1 พระราชพิธีถือน้ำพิพัฒสัตยา (เปนพระราชพิธีในเดือน 5 เกี่ยวกับการทำสัตย สาบาน) กลาวถึงลำดับผูที่นั่งหมอบเฝาพรอมทั้งจำนวนผูที่เขาเฝา ซึ่งมีนางระบำจำนวน 48 คน ก็มี ตำแหนงขึ้นบัญชีไวในกฎของพิธีนี้ดว ย นอกจากนี้ทางระเบียง (เฉลียง) ดานตะวันออกยังมีนายระบำ เตรยี มพรอ มทีจ่ ะระบำอยดู ว ย 4.2 พระราชพิธีเผดจ็ สก (พระราชพิธีในเดือน 5 เก่ยี วกับการเปลยี่ นศักราชใหม) กลา วถึง ผนังตำแหนงที่อยูพระราชวังและผูมาปฏิบัติงาน โดยกลาวถึงการแสดงวา “นายรองนัง่ ดว ยอินทเภรี หรทึกยืนฉานระบำ ซายขวาโมงครุม” คือมีมโหระทึกอยูดานหนา ระบำ อยูกลาง ซายขวาเปนพวก โมงครมุ และยังกลา วอกี วา เม่อื ถงึ เวลาเสด็จออกเบกิ ราชสกุล จะมีลำดบั การแสดงตาง ๆ ดงั น้ี มา ฬอ ชา ง ระเบง ซาย – ขวา รำดาบซาย – ขวา ระบำออก โมงครุม จากพระราชพธิ ีท่ปี รากฏในกฎมณเฑียรบาล แสดงใหเห็นถึงความสำคญั ของ “ระบำในพระ ราชพิธี ซึ่งรปู แบบของการแสดงมีความแตกตางกันไปตามจารตี แบบแผนของพระราชพิธนี ้ัน ๆ” จากหลักฐานแสดงใหเห็นวาการแสดงประเภทระบำเปนการแสดงที่มีความเกาแกชนดิ หนึ่ง ซึ่งสมเด็จพระเจาบรมวงศเธอ เจาฟา กรมพระยานริศรานวุ ัดติวงศ ทรงกลาวถึงระบำไวว า “อันวา
32 การรำน้นั ชั้นแรกกเ็ ปน แตเตน รำแฉงไปตามธรรมชาติ อนั ความดีใจบันดาลใหเ ปน ไป ตอมาเม่อื มคี วาม ฉลาดขึ้นก็จัดเตนรำน้ันใหมีจังหวะพรอม ๆ กัน แลวดัดทาใหงดงาม แลวประกอบใหเปนเรื่องราว ตามทก่ี วีคดิ แตงใหจ ึง่ เสร็จเรยี บรอ ยเปน ระบำ เปน โขน ละครอยางทุกวันน้”ี ระบำนอกจากจะปรากฏการแสดงในพระราชพิธีแลวยังปรากฏหลักฐานในวรรณกรรม เรอื่ งตา ง ๆ เชน 1. การแสดงระบำในบทละครเรื่อง รามเกียรติ์ พระราชนิพนธในพระบาทสมเด็จ พระพุทธยอดฟาจุฬาโลกมหาราช รัชกาลที่ 1 ซึ่งปรากฏหลายตอนที่ไดกลาวถึงการแสดงระบำของ เทวดา – นางฟา และการแสดงระบำของนางในราชสำนัก 2. การแสดงระบำในเรื่อง รามเกียรติ์ พระราชนิพนธในพระบาทสมเด็จ พระพุทธเลิศหลานภาลัย มีหลายตอนที่กลาวถึงการแสดงระบำของเทวดา – นางฟา และการแสดง ระบำของนางในราชสำนัก 3. การแสดงระบำในละครในเรื่อง อิเหนา พระราชนิพนธในพระบาทสมเดจ็ พระพทุ ธ เลิศหลา นภาลัย ท่ีกลาวถึงการแสดงระบำของนางบุษบาในตอนบษุ บาชมศาล เปน ตน 4. การแสดงระบำในละครดึกดำบรรพ พระนพิ นธสมเด็จพระเจา บรมวงศเ ธอ เจาฟา กรมพระยานริศรานุวัดติวงศ ปรากฏอยูหลายเรื่อง เชน เรื่องอิเหนา ตอนบุษบาชมศาล มีระบำของ นางบษุ บา พี่เล้ยี ง และนางกำนลั เรอื่ งสงั ขท อง ตอนสมโภชพระสงั ขกับนางรจนา และเรอื่ งคาวี ตอน สมโภชพระคาวกี ับนางจันสดุ า มรี ะบำของเสนา เปนตน 5. การแสดงระบำในละครพันทาง เรื่องพระลอ พระนิพนธพระเจาบรมวงศเธอ กรมพระนราธปิ ประพนั ธพงศ ตอนปูเจาเรียกไก มีระบำไก เปน ตน เนื่องจากมีการจัดตั้งกรมศิลปากรขึ้นจึงไดฟนฟูการแสดงโขนละครกลับมาแสดงอีก คร้งั ทำใหมกี ารนำระบำเขามาสอดแทรกประกอบการแสดงโขน ละครขนึ้ เปน จำนวนมาก โดยระบำที่ ไดฟนฟูขึ้นพบวามีทั้งระบำที่ถูกสืบทอดมาแตโบราณ ระบำที่มีมาแตเดิมแลวนำมาปรับปรุงขึ้นใหม ตลอดจนระบำที่ถกู ประดิษฐขนึ้ เพื่อใหเ ขากบั บทโขนหรือละครที่จะนำออกแสดง ทำใหตอมามกี ารแบง ประเภทของการแสดงระบำเพอื่ ใหงา ยตอการจดจำและนำไปใช ระบำ แบงออกเปนประเภทใหญ ๆ ได 2 ประเภท ดงั นี้ 1. ระบำมาตรฐาน เปน ระบำแบบดง้ั เดมิ ทมี่ ีมาแตโบราณกาล ไมส ามารถนำมาเปล่ียนแปลง ทารำได เพราะถือวาเปนการรา ยรำทีเ่ ปน แบบฉบับบรมครูนาฏศิลปไดคิดประดิษฐไว และนิยมนำมา เปน แบบแผนในการรำท่ีเครงครดั 2. ระบำเบด็ เตล็ด เปน ระบำทป่ี รบั ปรงุ หรือประดิษฐข ้นึ ใหม โดยคำนึงถึงความเหมาะสมของ ผูแสดง และการนำไปใชใ นโอกาสตา ง ๆ กัน
33 ระบำมาตรฐาน ระบำมาตรฐาน หมายถงึ ระบำแบบด้ังเดมิ ทม่ี ีมาแตโ บราณกาล ไมสามารถนำมาเปลย่ี นแปลงทารำได เพราะถือวา เปนการรายรำท่ีเปนแบบฉบับบรมครนู าฏศิลปไดคิดประดิษฐไว และนิยมนำมาเปนแบบ แผนในการรำท่เี ครงครัด ลกั ษณะการแตงกายประกอบการแสดงเปนการแตง กายยนื เคร่ืองพระ นาง (แตเดิมตัวพระ สวมเสื้อแขนยาว ปจจุบันตัวพระละครนิยมใสเสื้อแขนสั้น) การแตงกายจะมีความพิถีพิถันมากเปน พเิ ศษ ตามแบบฉบบั ทางนาฏศลิ ปไทย รูปแบบทา รำ เพลงรอง และดนตรมี ีกำหนดไวเ ปนแบบแผนที่มีลกั ษณะเฉพาะตัว สวนใหญ มักจะมีบทรอ งประกอบการแสดง เคร่อื งดนตรีทใ่ี ชป ระกอบการแสดง คอื วงดนตรีปพ าทย เชน ระบำ สบ่ี ท เปน ระบำมาตรฐานที่ปรากฏตัง้ แตในสมัยอยุธยา ตอมามีผูป ระดิษฐร ะบำซงึ่ เลยี นแบบระบำส่ีบท ขึน้ อีกหลายชุด ไดแ ก ระบำยองหงิด ระบำดาวดึงส ระบำเทพบนั เทงิ ระบำกฤดาภนิ ิหาร เปน ตน ระบำมาตรฐาน ที่นิยมแสดงและเปนที่รูจักในปจจุบัน สามารถแบงประเภทของระบำ มาตรฐานออกเปน 2 ลักษณะ คอื 1. ระบำมาตรฐานแบบดั้งเดิม ไดแก ระบำสี่บท รำประเลง ระบำดาวดึงส ระบำ พรหมาสตร และระบำยองหงิด เปน ตน 2. ระบำมาตรฐานทป่ี รับปรุงขน้ึ ใหม ไดแก ระบำกฤดาภนิ หิ าร ระบำนนั ทอทุ ยาน และ ระบำเทพบนั เทิง เปนตน
34 ระบำเบ็ดเตลด็ ระบำเบ็ดเตล็ด หมายถึง ระบำที่ปรับปรุงจากระบำมาตรฐาน หรือประดิษฐขึ้นใหมเพ่ือใหเกดิ ความ เหมาะสมกบั เนอ้ื เรอื่ งที่แสดงประกอบ การแตง กายแตงตามรูปแบบลักษณะของการแสดงน้นั ๆ หรือ การแสดงที่เปนศิลปะเฉพาะทองถิ่น มีทั้งลักษณะทีม่ ีบทรองและไมมบี ทรองประกอบการแสดง ซึ่งมี ดว ยกันหลายลักษณะโดยแยกตามโอกาสทีใ่ ชใ นการแสดง ไดแ ก 1. ระบำที่ประดิษฐขึ้นจากระบำที่เปนแบบแผน โดยอาศัยรูปแบบการแสดง ลีลา ทารำ ทำนองดนตรีและเครือ่ งแตงกาย ตามลักษณะเดิม เชน ระบำกินรีรอน ระบำกริชหมู ระบำไกร ลาศสำเรงิ เปน ตน ตวั อยาง ระบำทป่ี ระดิษฐข ้นึ จากระบำทเี่ ปนแบบแผน ภาพท่ี 1 ระบำกนิ รีรอน Rabam Kinari จากละครชาตรี พระสุธน มโนหร า โดยศลิ ปน กรมศลิ ปากร ทีม่ า : https://www.youtube.com/watch?v=yYq-Uz6DD4c QR Code การแสดงระบำกินรีรอน
35 2. ระบำที่ประดิษฐขึ้นจากวิถีชีวิตความเปนอยูของชาวบานในภาคตาง ๆ และสามารถ เรียกชื่อเพลงตามลักษณะของภาษาถิ่น เชน ฟอนเล็บของภาคเหนอื ตารีกีปสของภาคใต ระบำวิชนี ของภาคกลาง เซิง้ กระโปข องภาคตะวนั ออกเฉียงเหนือ ตัวอยาง ระบำทปี่ ระดิษฐข ึน้ จากวถิ ีชีวติ ความเปน อยขู องชาวบา นในภาคตาง ๆ ภาพที่ 2 ระบำตารีมาลากสั ที่มา : https://www.youtube.com/watch?v=OPEW_7UpYL0 QR Code การแสดงระบำตารีมาลากัส
36 3. ระบำที่ประดิษฐขึ้นจากการเลียนแบบทาทางของสัตว การเดิน การกระโดด การวิ่ง การบิน ฯลฯ เชน ระบำไก ระบำนก ระบำปลา ระบำเงอื ก ระบำครฑุ ระบำอตั วลลี า (ระบำมา ) ระบำ บันเทงิ กาสร ระบำกุญชรเกษม ระบำมยุราภิรมย (ระบำนกยูง) ระบำมฤคระเริง (ระบำกวาง) เปน ตน ตวั อยาง ระบำทป่ี ระดิษฐขน้ึ จากการเลยี นแบบทาทางของสัตว ภาพที่ 3 ระบำมฤคระเริงออกพระรามตามกวาง ท่ีมา : https://www.youtube.com/watch?v=TR0BTt1gPsw QR Code การแสดงระบำมฤคระเรงิ ออกพระรามตามกวาง
37 4. ระบำที่ประดิษฐขึ้น เพื่อใชในโอกาสพิเศษ ทั้งรัฐพิธี และราษฎรพิธี เชน ระบำอาเซียน ระบำจนี -ไทยไมตรี ระบำลาว-ไทยปณธิ าน ระบำพมา-ไทยอธิฐาน เปน ตน ตวั อยา ง ระบำทปี่ ระดษิ ฐข ึ้น เพอ่ื ใชใ นโอกาสพิเศษ ทงั้ รฐั พิธี และราษฎรพ ิธี ภาพท่ี 4 ระบำพมา-ไทยอธษิ ฐาน ที่มา : https://www.youtube.com/watch?v=sRCdW7aKyb4 QR Code การแสดงระบำพมา -ไทยอธิฐาน
38 5. ระบำที่ประดิษฐขึ้นเพื่อสอดแทรกแสดงโขน ละครบางตอน ใหเกิดความสนุกสนาน เพลดิ เพลนิ และสวยงาม เชน ระบำดอกบวั ระบำนพรตั น เปนตน ตัวอยาง ระบำที่ประดิษฐข ้ึน เพ่ือใชใ นโอกาสพิเศษ ทั้งรฐั พธิ ี และราษฎรพธิ ี ภาพที่ 5 ระบำนพรตั น ทม่ี า : https://www.youtube.com/watch?v=f11hLUIN8GQ QR Code การแสดงระบำนพรตั น
39 6. ระบำที่ประดิษฐขึ้นจากภาพจำหลักในโบราณสถานเพื่อแสดงยุคสมัยที่มีมาแตโบราณ เชน ระบำโบราณคดี เปนตน ตัวอยาง ระบำที่ประดิษฐขึ้นจากภาพจำหลักในโบราณสถานเพื่อแสดงยุคสมัยที่มีมาแต โบราณ ภาพท่ี 6 ระบำสุโขทัย ทมี่ า : https://www.youtube.com/watch?v=sAsEuEyxwio QR Code การแสดงระบำสโุ ขทยั
40 ความรูเก่ียวกบั การฟอน ฟอ น หมายถึง ศิลปะการแสดงพื้นเมอื งทางภาคเหนอื ของไทย เปน การรา ยรำที่แสดงความ งดงามของการรำหมูที่ตองอาศัยความพรอมเพรียงของผูรำและความออนชอยของทารำเปนสำคัญ อาจจะมบี ทรอ งหรือไมมีก็ไดและไมด ำเนนิ เรอ่ื งราว จากการศึกษาการแสดงพื้นเมืองภาคเหนือของไทย (นาฏศิลปลานนา) พบวามีทั้งการฟอน ของราชสำนกั ท่นี ิยมฟอ นกันในคุมหลวงเพ่อื รายรำถวายเจานายทางฝายเหนอื ในพระราชพิธีวันสำคัญ หรือตอนรับแขกบานแขกเมอื ง ผูฟอนโดยมากลวนแตเปนเจานายเชือ้ พระวงศฝ ายในทั้งสิน้ ภายหลัง จึงไดนำมาถายทอดใหแกบุคคลภายนอกและจัดแสดงในงานรื่นเริงตาง ๆ เพื่อเปนการอนุรักษและ เผยแพรศิลปะการฟอ นในราชสำนกั การฟอนท่ีนยิ มแสดง เชน ฟอนเล็บ ฟอ นเทียน ฟอนมา นมุย เชียง ตา ฟอนมานแมเล และฟอนโยคีถวายไฟ นอกจากานี้ยังมีการฟอนของชาวบานที่เปนกลุมชนตาง ๆ ทีอ่ พยพมาจากพมา ชาวไทใหญ ชาวไทลอื้ ผูฟอ นโดยมากจะเปนลูกหลานที่ไดร ับการสืบทอดการฟอน และตอ มาจึงถา ยทอดใหกับชาวบานจดั แสดงในงานเทศกาลตา ง ๆ ท่ีเก่ียวกบั ศาสนา เชน เทศกาล วัน เขา พรรษา ออกพรรษา ทอดกฐิน ทอดผา ปา ดว ยเปนความเชื่อวา จะไดรบั อานิสงสม ากโดยจดั แสดงใน การตอ นรบั แขกผมู าเยือน หรือรวมสังสรรคในกลุมชาวบาน การฟอ นของกลมุ ชนตาง ๆ เชน ฟอนกิง กะหรา ฟอนไต ฟอนเจงิ ฟอนไทลื้อ เปนตน
41 ตวั อยาง การฟอนของราชสำนกั ท่ีนิยมฟอนกันในคุมหลวง ภาพที่ 7 ฟอนโยคีถวายไฟ ทม่ี า : https://www.youtube.com/watch?v=Oo0-Rtu0CxE QR Code การแสดงฟอ นโยคถี วายไฟ
42 สรุปเน้อื หา ระบำ หมายถึง ศิลปะการฟอนรำที่ใชผูแสดงตั้งแต 2 คนขึ้นไป ไมนิยมแสดง เปนเรื่องราว การรายรำมีลักษณะพรอมเพรียงกันโดยเนนความงดงามของลีลา การฟอนรำ และความรน่ื เริงบนั เทิงใจเปน หลกั และการแตงกายรวมไปถึงบทรอง ทำนอง เพลง และการบรรเลงดนตรี ซึ่งมีท้ังแบบที่มีเนื้อรองและไมมีเนื้อรอง การแสดงมีการ จัดแถว – แปรแถว เปนลักษณะตาง ๆ เพื่อใหเกิดการ อยางสวยงามชวนติดตาม แบงออกเปน 2 ประเภท คือ ระบำมาตรฐาน และ ระบำเบด็ เตล็ด
43 กิจกรรมท่ี 1 ช่ือ ...........................................................................ช้นั ...............เลขท.ี่ ....... คำชแ้ี จง ใหน ักเรียนระบุหลักฐานการปรากฏของระบำในสมยั ตาง ๆ ใหถกู ตอง (7 คะแนน) 1. \"แลวแลรอง กอ งขบั เสยี งพาทย เสยี งพณิ แตรสงั ข ฟง เสยี งกลองใหญ แลกลองราม กลองเลก็ แลฉิง่ แฉง บัณเฑาะววังเวง ลางคนตีกลอง ตพี าทยฆ องตกี รบั รับสพั พทกุ สงิ่ ลางจำพวกดีดพณิ และสีซอพุงตอ แลกนั ฉงิ่ ริงรำจบั ระบำเตนเลนสารพนกั คุนทัง้ หลาย สัพพดุรยิ ดนตรีอยูค รืน เครง อลวน ลเวงดังแผนดินจะถลม \" ปรากฏหลักฐานจากที่ใด ตอบ 2. \"บางเตน บา งรำ บางฟอ น ระบำ บรรลอื เพลงดุริยะดนตรี บางดดี บา งสี บา งตี บางเปา บางขบั สัพพสำเนียง เสียงหมู นกั คุนจุนกันไปเดียรดาษ พ้ืนฆองกลอง แตรสงั ข ระฆงั กงั สดาล มโหรทกึ กกึ กอง ทำนุกดี \" ปรากฏหลักฐานจากทใี่ ด ตอบ 3. “ทั้งสองปลากหนทางยอ มเรียงขันหมากพลู บูชาพลิ ม ระบำเตนเลนทุกฉนั ดวยเสียงอันสาธกุ าร บูชา อกี ดว ยดรู ยพาทพณิ ฆองกลองเสยี งดังสพี ดงั ดินจกั หลมอันใส” ปรากฏหลักฐานจากทีใ่ ด ตอบ
44 4. “ระบำนัน้ เปน คนเตนรำ 2 แถว ชายและหญิงไมใชทหาร ไมใชก ารทำศึก แตเปน เจาชูมาสโมสรกรอ กัน ตางรา ยรำเขา พิณพาทยใหเ ราดพู รอม ๆ กนั และสลบั กนั ....” ปรากฏหลกั ฐานจากท่ใี ด ตอบ 5. บทประพันธ “นางรำระบำบรร- พกฟ็ อนบชำเนยี ร ตอบ พิศเลน แตพาเหียร บมิสะ สำรวล” ปรากฏหลกั ฐานจากทใ่ี ด 6. บทประพันธ “มีนรนารศิ เรอ้ื ง ระบำขำ เร่อื ยรอ ง วรรูปสุนทรารำ เรอราช ชเู ฉลิมราชฐานบำ พรัง่ พรอมเพราไสว” ปรากฏหลักฐานจากทใี่ ด เปน ที่สขุ เขษมซรอ ง ตอบ 7. “นายรองนงั่ ดวยอนิ ทเภรหี รทึกยนื ฉานระบำ ซายขวาโมงครุม” ปรากฏหลักฐานจากที่ใด ตอบ QR Code กจิ กรรมท่ี 1
45 เฉลยกิจกรรมที่ 1 ชื่อ ...........................................................................ชน้ั ...............เลขท่.ี ....... คำชีแ้ จง ใหน กั เรยี นระบหุ ลกั ฐานการปรากฏของระบำในสมยั ตาง ๆ ใหถูกตอง (7 คะแนน) 1. \"แลวแลรอง กองขบั เสียงพาทย เสียงพณิ แตรสังข ฟงเสยี งกลองใหญ แลกลองราม กลองเลก็ แลฉิง่ แฉง บัณเฑาะวว ังเวง ลางคนตกี ลอง ตีพาทยฆอ งตกี รับรับสัพพทุกสิง่ ลางจำพวกดดี พณิ และสซี อพุงตอ แลกันฉงิ่ รงิ รำจับระบำเตน เลนสารพนกั คุนทง้ั หลาย สพั พดุรยิ ดนตรอี ยูครนื เครง อลวน ลเวงดงั แผนดินจะถลม \" ปรากฏหลกั ฐานจากท่ีใด ตอบ หลักฐานตอนชน่ื ชมพระบารมีของสมเด็จพระมหาจกั รพตั ราธิราช 2. \"บา งเตน บางรำ บา งฟอ น ระบำ บรรลือเพลงดุริยะดนตรี บางดดี บางสี บา งตี บางเปา บางขับสัพพสำเนียง เสียงหมู นกั คนุ จนุ กันไปเดยี รดาษ พนื้ ฆองกลอง แตรสังข ระฆงั กังสดาล มโหรทึกกกึ กอง ทำนุกดี \" ปรากฏหลักฐานจากทใ่ี ด ตอบ หลักฐานจารึกสมยั พระธรรมราชาลไิ ทจากไตรภูมพิ ระรว งในอุตรกุรทุ วปี 3. “ทงั้ สองปลากหนทางยอ มเรียงขนั หมากพลู บูชาพิลม ระบำเตนเลนทุกฉนั ดว ยเสยี งอันสาธุการ บูชา อกี ดว ยดรู ยพาทพิณ ฆอ งกลองเสียงดังสพี ดังดนิ จักหลมอนั ใส” ปรากฏหลักฐานจากท่ีใด ตอบ หลักฐานจากหลักศิลาจารกึ ภเู ขาสุมนกฏู หนังสอื ประชุมจารกึ สยามภาคหนึ่งจดั ไว หลกั ที่ 8
46 4. “ระบำนน้ั เปน คนเตนรำ 2 แถว ชายและหญงิ ไมใชท หาร ไมใ ชก ารทำศกึ แตเ ปน เจาชมู าสโมสรกรอ กัน ตางรา ยรำเขา พิณพาทยใหเ ราดพู รอม ๆ กัน และสลบั กัน....” ปรากฏหลกั ฐานจากทีใ่ ด ตอบ หลกั ฐานจากบนั ทกึ จดหมายเหตุเรอื่ งตา ง ๆ ที่เก่ยี วของกับประเทศไทย โดย เดอ ลาลู แบร ราชทูตชาวฝรัง่ เศสในสมยั พระเจา หลุยสท่ี 14 5. บทประพันธ “นางรำระบำบรร- พก็ฟอ นบชำเนยี ร พิศเลน แตพ าเหียร บมิสะสำรวล” ปรากฏหลักฐานจากทีใ่ ด ตอบ หลกั ฐานจากวรรณกรรมเรอื่ ง ปณุ โณวาทคำฉนั ทข องพระมหานาค วัดทาทราย ใน สมยั พระเจาอยูหวั บรมโกศ 6. บทประพนั ธ “มนี รนารศิ เร้อื ง ระบำขำ วรรปู สนุ ทรารำ เรอ่ื ยรอ ง ชเู ฉลิมราชฐานบำ เรอราช เปน ท่ีสขุ เขษมซรอ ง พร่งั พรอมเพราไสว” ปรากฏหลักฐาน จากทใี่ ด ตอบ หลักฐานจากวรรณกรรมโคลงยอพระเกียรติพระเจากรุงธนบุรี ประพันธ โดยนายสวน มหาดเล็ก 7. “นายรองนง่ั ดว ยอนิ ทเภรีหรทกึ ยนื ฉานระบำ ซา ยขวาโมงครุม” ปรากฏหลกั ฐานจากที่ใด ตอบ หลกั ฐานจากพระราชพธิ เี ผดจ็ สก (พระราชพธิ ใี นเดือน 5 เกี่ยวกับการเปล่ียนศักราช ใหม)
47 กจิ กรรมท่ี 2 ช่ือ ...........................................................................ชั้น...............เลขที่........ คำชี้แจง ใหน ักเรยี นอานขอ ความทกี่ ำหนดใหแลวกาเครอ่ื งหมาย หนา ขอความท่ีถกู และกาเคร่อื งหมาย หนาขอ ความทผ่ี ดิ (10 คะแนน) 1. ระบำ หมายถึง ศิลปะการฟอนรำที่ใชผ ูแสดงต้ังแต 2 คนข้ึนไป นยิ มแสดงเปน เรอื่ งราว 2. หลักศิลาจารกึ “มีระบำ เตน เลนทุกฉนั ดวยเสียงอันสาธกุ ารบชู า... ” ปรากฏ อยูในสมัยอยุธยา 3. เดอ ลาลแู บร ราชทูตชาวฝร่งั เศส เปน ผจู ดบนั ทึกหลักฐานการแสดงประเภทระบำ ในสมัยอยุธยา 4. มหี ลกั ฐานการแสดงระบำปรากฏอยูใ นวรรณกรรมเรอื่ ง ปุณโณวาทคำฉันท ของพระมหานาค ในสมยั พระเจา อยหู ัวบรมโกศ 5. ระบำมาตรฐาน เปน ระบำแบบดั้งเดิมทมี่ ีมาแตโบราณกาล ไมส ามารถนำมา ปรบั เปล่ยี นทารำได 6. ระบำมาตรฐาน มีลักษณะการแตงกายแบบยืนเครือ่ งพระ - นาง และ แบบนางในราชสำนักเทานนั้ 7. ระบำมาตรฐานแบบคดัง้ เดมิ มีเพียง ระบำยองหงิด ระบำดาวดงึ ส และระบำเทพบนั เทิง 8. ระบำสีบ่ ท เปนระบำมาตรฐานที่ปรบั ปรุงขึ้นใหม 9. ระบำกวาง เปนระบำท่ปี รับปรุงขนึ้ ใหม แทรกอยใู นการแสดงโขน เรอ่ื งรามเกียรต์ิ ตอน ลกั สดี า 10. ระบำท่ีประดษิ ฐขึน้ จากระบำท่ีเปน แบบแผน ไดแ ก ระบำไกรลาศสำเรงิ ระบำกินรรี อน QR Code กจิ กรรมท่ี 2
48 เฉลยกิจกรรมท่ี 2 ชอื่ ...........................................................................ชน้ั ...............เลขที.่ ....... คำชแ้ี จง ใหน ักเรยี นอา นขอความท่กี ำหนดใหแ ลว กาเครอื่ งหมาย หนา ขอ ความทถ่ี ูก และกาเคร่อื งหมาย หนาขอ ความท่ผี ดิ (10 คะแนน) 1. ระบำ หมายถงึ ศิลปะการฟอนรำทใ่ี ชผูแสดงตั้งแต 2 คนขึ้นไป นยิ มแสดงเปนเร่ืองราว 2. หลักศิลาจารึก “มีระบำ เตน เลนทกุ ฉนั ดวยเสียงอันสาธุการบชู า... ” ปรากฏ อยูในสมยั อยธุ ยา 3. เดอ ลาลูแบร ราชทูตชาวฝรั่งเศส เปนผจู ดบันทึกหลกั ฐานการแสดงประเภทระบำ ในสมัยอยธุ ยา 4. มีหลักฐานการแสดงระบำปรากฏอยใู นวรรณกรรมเรอื่ ง ปณุ โณวาทคำฉันท ของพระมหานาค ในสมยั พระเจา อยหู ัวบรมโกศ 5. ระบำมาตรฐาน เปน ระบำแบบด้งั เดิมท่มี ีมาแตโบราณกาล ไมสามารถนำมาปรับเปล่ียน ทารำได 6. ระบำมาตรฐาน มีลกั ษณะการแตงกายแบบยืนเครื่องพระ - นาง และ แบบนางในราชสำนักเทาน้ัน 7. ระบำมาตรฐานแบบคด้ังเดิม มีเพยี ง ระบำยอ งหงิด ระบำดาวดึงส และระบำเทพบันเทิง 8. ระบำสบ่ี ท เปนระบำมาตรฐานทป่ี รับปรุงขึ้นใหม 9. ระบำกวาง เปน ระบำท่ีปรับปรุงขนึ้ ใหม แทรกอยใู นการแสดงโขน เรือ่ งรามเกียรต์ิ ตอน ลกั สีดา 10. ระบำทปี่ ระดษิ ฐข้ึนจากระบำท่ีเปน แบบแผน ไดแ ก ระบำไกรลาศสำเริง ระบำกินรีรอ น
49 กจิ กรรมที่ 3 ช่ือ ...........................................................................ชั้น...............เลขที่............. ตอนที่ 1 คำชแ้ี จง ใหนกั เรียนอธิบายความหมายตอไปนี้ใหถ กู ตอ ง (4 คะแนน) 1. ระบำ หมายถึง 2. ระบำมาตรฐาน หมายถงึ 3. ระบำเบ็ดเตล็ด หมายถงึ 4. ฟอน หมายถึง
50 ตอนท่ี 2 คำชี้แจง ใหนักเรียนบอกลักษณะของระบำเบ็ดเตล็ดที่ประดิษฐขึ้นตามโอกาสที่ใช พรอมท้ังยกตวั อยางการแสดง อยางละ 3 ชุด ( 12 คะแนน) 1. ระบำทปี่ ระดษิ ฐข ึ้น 2. ไดแ ก 1. 2. 3. 2. 2. 2. ระบำทปี่ ระดษิ ฐข้นึ 2. ไดแก 1. 2. 3. 3. ระบำทป่ี ระดิษฐข นึ้ ไดแ ก 1. 3. 4.ระบำทีป่ ระดิษฐขน้ึ ไดแ ก 1. 3. 5. ระบำทีป่ ระดิษฐข้ึน ไดแก 1. 3. 6.ระบำทป่ี ระดิษฐข นึ้ ไดแก 1. 3. QR Code กจิ กรรมที่ 3
51 เฉลยกิจกรรมที่ 3 ช่ือ ...........................................................................ช้นั ...............เลขที่........ ตอนที่ 1 คำช้แี จง ใหน ักเรียนอธิบายความหมายตอ ไปน้ีใหถ กู ตอง (4 คะแนน) 1. ระบำ หมายถึง ศิลปะการฟอ นรำท่ีใชผ ูแ สดงต้ังแต 2 คนขึน้ ไป ไมนิยมแสดงเปน เร่ืองราว ก า ร รายรำมีลักษณะพรอมเพรียงกันโดยเนนความงดงามของลีลาการฟอนรำ และความ รื่นเริงบันเทิงใจเปนหลักและการแตงกายรวมไปถึงบทรอง ทำนองเพลง และการบรรเลง ดนตรี 2. ระบำมาตรฐาน หมายถึง ระบำแบบดั้งเดิมที่มีมาแตโบราณกาล ไมสามารถนำมา เปลี่ยนแปลงทารำได เพราะถือวาเปนการรายรำที่เปนแบบฉบับบรมครูนาฏศิลปไดคิด ประดิษฐไ ว และนยิ มนำมาเปน แบบแผนในการรำท่เี ครงครัด 3. ระบำเบ็ดเตล็ด หมายถึง ระบำที่ปรับปรุงจากระบำมาตรฐาน หรือประดิษฐขึ้นใหมเพื่อ ใหเกิดความเหมาะสมกับเนื้อเรื่องที่แสดงประกอบ การแตงกายแตงตามรูปแบบลักษณะ ของการแสดงนั้น ๆ หรือการแสดงที่เปนศิลปะเฉพาะทองถิ่น มีทั้งลักษณะที่มีบทรองและ ไมม ีบทรอ งประกอบการแสดง 4. ฟอน หมายถึง ศิลปะการแสดงพื้นเมืองทางภาคเหนือของไทย เปนการรายรำที่แสดง ความงดงามของการรำหมูที่ตองอาศัยความพรอมเพรียงของผูรำและความออนชอยของ ทารำเปนสำคญั อาจจะมีบทรอ งหรือไมมกี ็ไดและไมด ำเนินเร่อื งราว
52 ตอนท่ี 2 คำชี้แจง ใหนักเรียนบอกลักษณะของระบำเบ็ดเตล็ดที่ประดิษฐขึ้นตามโอกาสที่ใช พรอมทัง้ ยกตวั อยา งการแสดง อยา งละ 3 ชุด ( 12 คะแนน) 1. ระบำทป่ี ระดษิ ฐข ึน้ จากระบำท่ีเปนแบบแผน ไดแก 1. ระบำกนิ รรี อน 2. ระบำกรชิ หมู 3. ระบำไกรลาศสำเริง 2. ระบำทปี่ ระดษิ ฐข ึ้นจากวิถชี ีวติ ความเปน อยูของชาวบานในภาคตาง ๆ ไดแ ก 1. ฟอ นเลบ็ 2. ตารีกปี ส 3. ระบำวิชนีของภาคกลาง 3. ระบำทปี่ ระดษิ ฐข้นึ จากการเลยี นแบบทา ทางของสตั ว ไดแก 1. ระบำไก 2. ระบำนก 3. ระบำเงอื ก 4. ระบำทป่ี ระดิษฐขึ้น เพื่อใชในโอกาสพิเศษ ทั้งรฐั พธิ ี และราษฎรพธิ ี ไดแ ก 1. ระบำอาเซยี น 2. ระบำจีน-ไทยไมตรี 3. ระบำพมา-ไทยอธิฐาน 5. ระบำท่ีประดิษฐข น้ึ เพ่ือสอดแทรกแสดงโขน ละครบางตอน ไดแ ก 1. ระบำดอกบัว 2. ระบำนพรัตน 3. ระบำมฤคระเริง 6. ระบำทป่ี ระดษิ ฐขน้ึ จากภาพจำหลกั ในโบราณสถาน ไดแก 1. ระบำทวารวดี 2. ระบำศรวี ชิ ยั 3. ระบำลพบุรี *** คำตอบอยูในดุลพนิ ิจของครูผสู อน
53 แบบทดสอบกอนเรยี น หลงั เรยี น คำชีแ้ จง ใหนกั เรยี นทำเคร่อื งหมาย ลงในกระดาษคำตอบ ในขอ ท่คี ิดวา ถูกตองท่ีสุด 1. “มีระบำ เตน เลนทกุ ฉนั ดว ยเสียงอันสาธุการบชู า... ” ปรากฎในหลักศิลาจารึกในสมัยใด ก. สมัยอยธุ ยา ข. สมยั สโุ ขทัย ค. สมยั ธนบุรี ง. สมยั รัตนโกสินทร 2. ขอใดกลา วถูกตองเกย่ี วกบั ความหมายของคำวา “ระบำ” ก. การแสดงเด่ยี วเพอ่ื อวดฝม ือ ข. การแสดงคแู ตงกายไมเ หมอื นกนั ค. การแสดงบนเวทีใชผ แู สดงเปน จำนวนมากเลนเปน เรอื่ งราว ง. ศิลปะการฟอนรำทใี่ ชผ ูแสดงต้งั แต 2 คนข้ึนไป ไมน ิยมแสดงเปน เรอ่ื งราว 3. ขอ ใดไมใ ชลักษณะการแตงกายในการแสดงระบำเบ็ดเตลด็ ก. การแตง กายแบบชาวบาน ข. การแตง กายแบบรวมสมยั ค. แตงกายยนื เครอ่ื งพระ-นาง ง. การแตง กายแบบนางในราชสำนัก 4. ขอ ใดไมใ ชลักษณะการแสดงระบำเบด็ เตล็ด ก. ไมส ามารถปรับเปลี่ยนทารำได ข. ปรับปรุงขึ้นเพื่อใชในการแสดงละคร ค. มีการแปรแถวทหี่ ลากหลายสวยงาม ง. มกี ารรายรำทาเดยี วกนั แสดงไปพรอ ม ๆ กัน
54 5. จดหมายเหตบุ ันทกึ เรื่องราว ของ ลาลแู บร ปรากฏในสมยั ใด ก. สมยั อยุธยา ข. สมยั สโุ ขทัย ค. สมยั ธนบรุ ี ง. สมัยรตั นโกสินทร 6. ระบำเบ็ดเตลด็ ในขอ ใดไมใ ชระบำทีป่ รบั ปรงุ ขนึ้ สำหรับประกอบในการแสดงโขน ละคร ก. ระบำกวาง ข. ระบำลพบุรี ค. ระบำนพรตั น ง. ระบำดอกบัว 7. การฟอ นท่ีนยิ มแสดงเพือ่ เปนการอนรุ ักษและเผยแพรศ ลิ ปะการฟอนในราชสำนกั คอื ขอใด ก. ฟอนเจิง ข. ฟอนไต ค. ฟอนไทลอื้ ง. ฟอ นมานมุยเชียงตา 8. หากตอ งการจดั การแสดงในงาน “เกษตรแฟร” ควรนำการแสดงชุดใดไปรวมพิธีเปด ก. ระบำชาวนา ข. ระบำนพรตั น ค. ระบำพัธวสิ ัย ง. ระบำโบราณคดี 9. ระบำในขอใดท่ไี มไ ดปรบั ปรุงข้นึ จากวถิ ชี ีวิตความเปนอยขู องชาวบา นในภาคตา ง ๆ ก. ตารีกปี ส ข. ระบำชาวเขา ค. เซงิ้ กระหยงั ง. ระบำสโุ ขทัย 10. ขอ ใดไมใ ชก ารแสดงระบำเบ็ดเตลด็ ก. ฟอ นพมา เปง มาง ข. ระบำสบ่ี ท ค. ระบำศรชี ยั สิงห ง. ระบำกินรีรอ น QR Code แบบทดสอบกอ นเรียน
55 เฉลยแบบทดสอบ 1. ข 6. ข 2. ง 7. ง 3. ค 8. ก 4. ก 9. ง 5. ก 10. ข
56 กระดาษคำกระดาษคำตอบ ระบำเบ็ดเตลด็ ชอ่ื ........................................................................................ชั้น..........เลขท.่ี ....... ทดสอบกอนเรียน ทดสอบหลงั เรยี น ขอ ก ข ค ง ขอ ก ข ค ง 1 1 2 2 3 3 4 4 5 5 6 6 7 7 8 8 9 9 10 10 สรปุ คะแนน กอนเรยี น หลังเรียน เต็ม ได เตม็ ได 10 10
57 แผนการจัดการเรียนรูที่ 3 วิชานาฏศลิ ปล ะคร 3 รหัสวิชา 20302-2003 หนว ยการเรียนรู ระบำเบ็ดเตลด็ พมา เปงมาง เวลา 36 ชัว่ โมง หนว ยที่ 2 ประวตั ิเพลงพมา เปงมาง (1) จำนวน 2 ช่ัวโมง วนั ท่สี อน 17 ก.พ. 2564 1. สาระสำคญั พมาเปงมางเปนการแสดงที่ประดิษฐขึ้นในป พ.ศ. 2498 โดยคุณครู ลมุล ยมะคุปต และคณุ ครูผนั โมรากุล ผเู ชย่ี วชาญนาฏศิลปไ ทยวิทยาลัยนาฏศลิ ป รว มกนั สรางสรรคข้ึนเพื่อแสดงใน โอกาสตอนรับผูนำของรัฐบาลพมา การประดิษฐทารำฟอนชุดนี้ไดรับอิทธิพลจากการฟอนของ นาฏศิลปลานนาสังเกตไดจากลักษณะทาฟอนโดยมากเปนทาฟอนที่อยูในฟอนมานมุยเชียงตาท่ี คณุ ครูลมลุ ยมะคุปต ไดร ับการถายทอดเมื่อคร้งั ไปสอนท่ีคุมนาฏศิลปล านนาของเจา ดารารศั มี ที่เมือง เชียงใหม ลักษณะทาฟอนสวนใหญเปนทาที่แสดงเอกลักษณของชนชาติพมาไดแกการเอนลำตัวไป ดานหลังเอียงศีรษะเปดหนามองบน การกันศอก การแตะตวัดเทา และบางสวนที่เปนทาที่แสดงถึง เอกลักษณของชนชาติมอญ ไดแก การขยับเลอ่ื นเทาไปดานขาง การปาดมือตงึ แขน เปน การใชทาของ ชนชาติพมากับชนชาติมอญสลับกันไป นยิ มใชผ แู สดงเปน หญิงลวน แสดงเปน จำนวนคู 2. สมรรถนะประจำหนว ย 2.1 แสดงความรูเกี่ยวกับประวัติเพลงพมาเปงมาง , รูปแบบการแสดง และองคประกอบ การแสดง 2.2 ปฏิบัติทา การฝก หัดทารำพมาเปง มาง 2.3 นอ มนำหลักปรัชญาของเศรษฐกจิ พอเพียงไปใชในการปฏิบตั ิงาน 2.4 แสดงพฤติกรรมลกั ษณะนิสัยในการปฏิบตั งิ านดวยความรับผดิ ชอบ 3. จุดประสงคการเรยี นรู 3.1 จดุ ประสงคท่วั ไป 1) รแู ละเขา ใจ ประวตั ิความเปนมา รูปแบบและองคประกอบของเพลงพมา เปงมาง 2) มกี ระบวนการคิด วิเคราะห วจิ ารณ องคความรูตาง ๆ ของเพลงพมา เปง มาง 3) มคี วามรับผิดชอบในการทำงาน
58 3.2 จดุ ประสงคเชงิ พฤติกรรม 1) บอกประวตั คิ วามเปนมา รูปแบบและองคประกอบของเพลงพมา เปง มางได 2) นำเสนอประวตั ิความเปนมา รปู แบบและองคประกอบของเพลงพมา เปงมางได 3) รกั ความเปนไทย มีวนิ ัย รับผิดชอบ และนำความรูด า นเทคโนโลยี มาประยุกตใชใหสอดรับ กบั ปรชั ญาของเศรษฐกิจพอเพียง 4. สาระการเรียนรู 4.1 ความรู (K) - ประวัตเิ พลงพมาปงมาง - แนวคิดของการสรางสรรคชดุ พมาเปง มาง - แนวคดิ ในการประดิษฐทา รำ - ขัน้ ตอนการฝกหัดทา รำ พมา เปง มาง - รปู แบบการแสดง 4.2 ทกั ษะ/กระบวนการ (P) - กระบวนการกลมุ - กระบวนการคิด - การนำเสนอผลงาน - กระบวนการสบื เสาะหาความรู 4.3 ทักษะทจ่ี ำเปน สำหรับศตวรรษที่ 21 - ทกั ษะดา นการคิดอยางมีวิจารณญาณและทักษะในการแกป ญหา (Critical thinking and problem solving) - ทกั ษะดา นการสรางสรรคแ ละนวัตกรรม (Creativity and innovation) - ทักษะดานความรว มมือ การทำงานเปน ทมี และภาวะผูนำ (Collaboration , teamwork and leadership) - ทักษะดานความเขาใจตางวัฒนธรรม ตางกระบวนทัศน (Cross-cultural understanding) - ทักษะดาน การส่ือสาร สารสนเทศ และรเู ทาทนั สื่อ (Communication information and media literacy) - ทักษะดา นคอมพิวเตอร และเทคโนโลยสี ารสนเทศและการสอื่ สาร (Computing) - ทกั ษะอาชพี และทักษะการเรียนรู (Career and learning self-reliance, change)
59 4.4 คณุ ลักษณะ (A) - ยอมรับฟงความคิดเหน็ ของผอู ่ืน - มีวนิ ัย ความรับผดิ ชอบ - ปฏบิ ตั ิกิจกรรมกลมุ รว มกบั เพอื่ นไดด วยความสนุกสนาน - ใฝเ รยี นรู - มีความสามัคคี - มุงมัน่ ในการทำงาน - มีความซ่ือสัตย - มีจติ สาธารณะ - กลา แสดงออก - มคี วามรักในศลิ ปวฒั นธรรมไทยและยอมรบั ในศิลปะการแสดงของชาติอ่นื 5. กจิ กรรมการสอนในชน้ั เรยี น กจิ กรรมครู กจิ กรรมผเู รียน ขนั้ นำเขาสูบทเรยี น (Motivation) 1. ครูสนทนากับนักเรียน โดยใชคำถามใหนักเรียนตอบดวย วาจาในประเด็นตอไปน้ี - นกั เรียนรจู ักการแสดงพมา เปง มางหรอื ไม - ผูเรยี นตอบคำถาม - ลักษณะการแสดงพมาเปงมางทีน่ ักเรียนรูจักมีลักษณะ อยา งไร 2. ครูชี้แจงจุดประสงคการเรียนรูเพื่อเปนแนวทางในการ - นักเรียนรับชุดฝกทักษะการ เรียนของนักเรียน ปฏิบัติทา รำ เลม ที่ 2 ประวัตเิ พลง พมาเปง มาง ข้ันการใหเ นื้อหา (Information) 3. ครูชี้แจงบทบาทของนักเรียน และอธิบายขั้นตอน - นกั เรยี นลงมือทำแบบทดสอบ การศึกษาหาความรโู ดยใชชุดฝก ทกั ษะการปฏบิ ัติทา รำ และให กอ นเรียน นักเรียนทำแบบทดสอบกอนเรียน เพื่อตรวจสอบความรู พ้ืนฐานของนักเรยี น
60 กจิ กรรมครู กิจกรรมผเู รียน ขั้นพยายาม (Application) 4. ครูใหนักเรียนแบงกลุม กลุมละ 6 คน โดยในแตละกลุม - นักเรียนแบงกลุม และรวมกัน ตอ งมปี ระธาน เลขานกุ าร เพื่อแบง หนาทปี่ ฏบิ ตั ิงาน ศึกษาชุดฝกทักษะการปฏิบัติทา 5. นักเรียนรวมกันศึกษาชุดฝกทักษะการปฏิบัติทารำ โดย รำ เลมที่ 2 ประวัติเพลงพมา ปฏิบัติตามขั้นตอนในชุดฝกทักษะการปฏิบัติทารำ เลมที่ 2 เปง มาง (หนาที่ 1 - หนาท่ี 19) ประวตั ิเพลงพมา เปง มาง (หนาที่ 1 - หนาท่ี 19) โดยครูแนะนำ วิธีการสแกนคิวอารโคด ในการศึกษาขอมูลตาง ๆ และใน - นักเรียนฝกปฏิบัติตามเนื้อหา ระหวางที่นักเรียนลงมอื ปฏิบัติ ครูสังเกตพฤติกรรมการปฏิบัติ โดยแยกปฏิบตั ิทารำพมา และฝก กจิ กรรม และใหค ำแนะนำในกรณที ่มี ีปญหา ปฏิบัตทิ า รำมอญ ข้นั สำเรจ็ (Progress) 6. ครสู รปุ องคค วามรู และแนะนำใหน กั เรียนแสกน QR cord -นักเรียนรวมกันอภิปรายเนื้อหา เพือ่ ศกึ ษาเพม่ิ เติมนอกเวลา และสรุปองคความรู 6. ส่อื การเรียนรู 6.1 ส่อื - ชุดฝก ทกั ษะการปฏิบตั ิทารำ เลมที่ 2 เรอ่ื งประวัติเพลงพมาเปง มาง - โทรทัศน และจอแสดงผล - โทรศัพทม ือถือ/สมารทโฟน/ แทบ็ เลต็ หรืออุปกรณทีเ่ ขา ถงึ การสแกนคิวอารโ คด - แบบทดสอบ - แบบขอมูลพฒั นาผเู รยี น 6.2 แหลง การเรียนรู - เวบ็ ไซต - หอ งสมุด - หองเครื่องแตงกาย - ผูเชย่ี วชาญดานนาฏศลิ ปไทย 7.1 การวดั ประเมนิ ผลสมั ฤทธ์ิทางการเรยี น ใหส อดคลอ งกบั จดุ ประสงคก ารเรยี นรูโดยใชแ บบทดสอบ กอ นและหลงั เรียน เกณฑการประเมนิ ผลการทดสอบกอ นและหลงั เรียน 8 – 10 คะแนน เกณฑ ระดับ 4 ดีมาก 6 – 7 คะแนน เกณฑ ระดบั 3 ดี
61 4 – 5 คะแนน เกณฑ ระดบั 2 พอใช 0 – 3 คะแนน เกณฑ ระดบั 1 ปรับปรงุ 7.2 การวัดและประเมินผลทกั ษะกระบวนการ การคดิ อยา งมีวจิ ารณญาณ ดังน้ี 1) สังเกตจากการมสี วนรวมในการตอบคำถาม การอภิปราย การวิเคราะห วิจารณ 2) ประเมินผลการปฏบิ ตั ิงานการมีสว นรวม 7.3 การวดั และประเมินความงอกงามเชงิ จริยธรรมจากพฤติกรรมการแสดงออกความรูสึกและ การปฏิบตั ติ นในการรว มกจิ กรรมการเรยี นรโู ดยสงั เกตจาก 1) การทำงานเปนกลมุ มีสวนรวมในการปฏิบัตงิ าน มคี วามรับผิดชอบ การแบงหนาท่ี ในการปฏิบตั งิ าน ยอมรบั ฟง ความคิดเหน็ ของผูอนื่ ความเปนประชาธิปไตย ตรงตอ เวลา ความซ่อื สัตย 2) ผลงานจากการปฏิบัตงิ านของกลุม 7.4 การวัดและประเมนิ คุณคาของผลงานประโยชนในการนำไปใชจากช้นิ งาน โดยมีเกณฑตาม ขอ ตกลงระหวางครูกับนกั เรียน โดยยึดจาก 1) องคค วามรู 2) ทกั ษะ 3) คานยิ ม คุณธรรมและคณุ ลกั ษณะอันพงึ ประสงค 4) สุนทรียภาพ เกณฑระดับคุณภาพ ระดบั 4 เกณฑ ดีมาก ระดับ 3 เกณฑ ดี ระดบั 2 เกณฑ พอใช ระดับ 1 เกณฑ ปรับปรงุ
62 เกณฑก ารประเมนิ 4 ระดบั คะแนน 1 32 1. ผลสมั ฤทธท์ิ างการ 8 - 10 คะแนน 6 - 7 คะแนน 4 - 5 คะแนน 0 - 3 คะแนน เรยี น 2. ทักษะกระบวนการ - มีสว นรวมในการ ตอบ - มสี วนรวมในการ - มีสวนรวมในการ - ไมม ีสวนรว มใน คิดอยา งมีวิจารณญาณ คำถามสม่ำเสมอ ตอบคำถามการ อภิปรายนอยมาก การตอบคำถาม การอภปิ รายใหเ หตผุ ลการ อภปิ รายบางครั้ง - ใหความรวมมือใน - ไมใหค วามรวมมือ วิเคราะหว ิจารณ - ใหความรว มมือใน การปฏิบตั ิงานบาง ในการปฏิบตั ิงาน - ใหความรวมมือในการ การปฏิบัติงานดี บางครงั้ - ผลงานไมม ี ปฏิบตั ิงานดีมาก - ผลงานมคี ณุ ภาพ - ผลงานมีคณุ ภาพ คณุ ภาพผิดมาก - ผลงานมคี ณุ ภาพ สมบรู ณดี พอใช เรียบรอ ยสมบูรณดีมาก 3. ความงอกงามเชิง - มีสวนรวมในการ - มสี ว นรว มในการ - มีสวนรวมในการ - ไมม ีสวนรวมในการ จรยิ ธรรมจากพฤตกิ รรม ปฏิบตั งิ านดีมาก ปฏิบตั งิ านดี ปฏิบัติงานนอย ปฏิบตั งิ าน การแสดงออกความรสู ึก - มีความรบั ผิด ชอบงานดี- มคี วามรบั ผดิ ชอบ - มคี วามรบั ผดิ ชอบงาน - ขาดความรับผดิ ชอบ และการปฏิบัตติ นในการ มาก งานดี นอ ย งาน รว มกจิ กรรมการเรยี นรู - มีการแบงหนา ท่ีในการ - มกี ารแบง หนาทีใ่ น - มีการแบง หนาท่ใี นการ - ไมมกี ารแบง หนาท่ใี น ปฏบิ ัติงานดีมาก การปฏบิ ัติงานดี ปฏิบตั ิงาน แตไ มป ฏบิ ัติ การปฏบิ ตั งิ าน - ยอมรับฟง ความคดิ เหน็ - ยอมรับฟงความ - ยอมรบั ฟงความคดิ เหน็ - ไมย อมรับฟง ความ ของผอู นื่ คิดเห็นของผูอ่ืน ของผอู นื่ บางคร้ัง คิดเหน็ ของผอู ่นื - แสดงความคิดเหน็ บน บางครง้ั - แสดงความคิดเหน็ บน - ไมแ สดงความ พืน้ ฐานความเปน - แสดงความคดิ เห็น พนื้ ฐานความเปน คิดเห็นบนพน้ื ฐาน ประชาธิปไตย บนพื้นฐานความเปน ประชาธปิ ไตยนอยมาก ความเปน ประชาธปิ ไตยบาง ประชาธปิ ไตย โอกาส 4. คณุ คาของผลงาน - ผลงานนักเรียนมี - ผลงานนักเรียนมี - ผลงานนกั เรียนมี - ผลงานนักเรยี นมี ประโยชนใ นการนำไปใช คุณภาพระดับดมี าก คุณภาพระดับดี คุณภาพระดบั พอใช คุณภาพระดบั ควร จากชนิ้ งาน - สรางองคค วามรไู ด - สรางองคค วามรไู ด - สรางองคความรู ปรับปรุง ละเอยี ดครบถวน - มที กั ษะในการ ไดพอใชไ มค รอบ คลุม - สรางองคความรู - มีทักษะในการทำงาน ทำงานอธบิ าย - มที กั ษะในการทำงาน เองไมไ ด อธบิ ายข้ันตอนไดชดั เจน ข้ันตอนไดพอใช อธิบายข้ันตอนไมช ดั เจน - ขาดทกั ษะในการ - เนือ้ หาสมบรู ณ ถกู ตอ ง - เนือ้ หาสมบรู ณ - เน้อื หาไมส มบูรณ ทำงาน ตามรปู แบบ ตามรปู แบบมที ผ่ี ิด - เน้อื หาไมสมบรู ณผดิ บางเลก็ นอ ย มาก
63 ขอเสนอแนะของผูบ ริหารสถานศึกษา ................................................................................................................................................................. ................................................................................................................................................................. ................................................................................................................................................................. ............................................................................................................................................................. ลงช่ือ…………………………………………………….. (.........................................................) ผูอำนวยการสถานศกึ ษาวิทยาลยั นาฏศิลป ................/.................................../...............
64 บนั ทกึ ผลหลังสอน ผลการจดั การเรยี นรู ................................................................................................................................................................ ................................................................................................................................................................ ................................................................................................................................................................. ................................................................................................................................................................. ................................................................................................................................................................. ................................................................................................................................................................. ................................................................................................................................................................. ........................................................................................................................................................... ................................................................................................................................................................ ................................................................................................................................................................. ............................................................................................................................................................... ปญ หา/อปุ สรรค ................................................................................................................................................................ ................................................................................................................................................................ ................................................................................................................................................................ ................................................................................................................................................................ แนวทางแกไ ข ................................................................................................................................................................. ............................................................................................................................................................... ................................................................................................................................................................ ................................................................................................................................................................ ลงช่อื ......................................................ครผู ูสอน (นางธัญวดี ไกรคง) ตำแหนงครู วทิ ยฐานะครูชำนาญการ ................/.................................../...............
65 แบบบนั ทึกการสงั เกตการปฏิบตั กิ จิ กรรมของนกั เรยี น ระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ ชัน้ ปท่ี 2 รายวิชานาฏศิลปละคร วิทยาลัยนาฏศลิ ป รายการทีป่ ระเมินและสงั เกต ผลการประเมนิ มีสวนรวมในการปฏิบั ิตงาน ีมความรับผิดชอบ การแบงหนา ่ีทในการปฏิบั ิตงาน ยอมรับฟงความ ิคด เ ็หนของผูอื่น แสดงความ ิคดเ ็หนบนพื้นฐาน ความเปนประชา ิธปไตย ตรง ตอเวลา ความซ่ือสัต ย เลขที่ ผาน ไมผ าน 13 3 3 4 4 3 4 24 4 4 4 4 3 4 34 3 3 4 4 3 4 44 4 4 4 4 3 4 54 3 3 4 4 3 4 64 3 3 4 4 3 4 74 3 3 4 4 3 4 84 3 3 4 4 3 4 93 3 3 4 4 3 4 10 4 4 4 4 4 3 4 11 4 4 4 4 4 3 4 12 4 4 4 4 4 3 4 13 4 4 4 4 4 3 4 14 4 3 3 4 4 3 4 15 4 3 3 4 4 3 4 16 4 4 4 4 4 3 4 17 3 4 4 4 4 3 4 18 3 4 4 4 4 3 4 19 4 4 4 4 4 3 4 20 4 4 4 4 4 3 4 21 4 4 4 4 4 3 4 22 4 3 3 4 4 3 4
66 แบบบันทึกการสงั เกตการปฏิบตั ิกิจกรรมของนักเรียน ระดับประกาศนยี บัตรวชิ าชพี ช้นั ปท ่ี 2 รายวิชานาฏศิลปละคร วทิ ยาลัยนาฏศิลป รายการทีป่ ระเมินและสังเกต ผลการประเมนิ มีสวนรวมในการปฏิบั ิตงาน ีมความรับผิดชอบ การแบงหนา ่ีทในการปฏิบั ิตงาน ยอมรับฟงความ ิคด เ ็หนของผูอื่น แสดงความ ิคดเ ็หนบนพื้นฐาน ความเปนประชา ิธปไตย ตรง ตอเวลา ความซ่ือสัต ย เลขที่ ผา น ไมผาน 23 4 3 3 4 4 3 4 24 4 3 3 4 4 3 4 25 4 4 4 4 4 3 4 26 3 4 3 4 4 3 4 27 4 4 4 4 4 3 4 28 4 4 4 4 4 3 4 29 3 3 3 4 4 3 4 30 3 3 3 4 4 3 4 ลงชื่อ………………………………………ครผู สู อน (นางธัญวดี ไกรคง) ตำแหนง ครู วทิ ยฐานะครูชำนาญการ
67 แบบบันทึกการสังเกตคุณลกั ษณะอันพงึ ประสงคของนักเรยี น ระดบั ประกาศนยี บตั รวิชาชีพ ชนั้ ปท ่ี 2 รายวิชานาฏศลิ ปละคร วิทยาลัยนาฏศิลป รายการทป่ี ระเมนิ และสงั เกต ผลการประเมิน เลขท่ี ความรับผดิ ชอบ ความซ่ือสตั ย ความต้งั ใจ ความสนใจ การตรงตอ เวลา รวม ผา น ไมผ าน 43 21 43 2 1 4 3214321 4 3 2 1 20 1 19 2 19 3 19 4 19 5 19 6 19 7 19 8 19 9 19 10 19 11 19 12 19 13 19 14 19 15 19 16 19 17 19 18 19 19 19 20 19 21 19 22 19 23 19 24 19 25 19
68 แบบบันทกึ การสงั เกตคุณลกั ษณะอนั พึงประสงคของนกั เรียน ระดบั ประกาศนยี บัตรวิชาชีพ ชั้นปท่ี 2 รายวิชานาฏศิลปละคร วิทยาลัยนาฏศิลป รายการทป่ี ระเมินและสังเกต ผลการประเมิน เลขที่ ความรบั ผิดชอบ ความซ่อื สัตย ความต้ังใจ ความสนใจ การตรงตอ เวลา รวม ผาน ไมผาน 43 21 43 2 1 4 3214321 4 3 2 1 20 26 19 27 19 28 19 29 19 30 19 ลงช่ือ………………………………………ครผู สู อน (นางธญั วดี ไกรคง) ตำแหนง ครู วทิ ยฐานะครชู ำนาญการ
69 แบบบันทกึ การเก็บคะแนน ประจำแผนการจดั การเรียนรทู ่ี 3 ประวตั ิเพลงพมา เปง มาง ระดบั ประกาศนยี บตั รวิชาชีพ ชน้ั ปที่ 2 รายวิชานาฏศลิ ปละคร 3 วทิ ยาลยั นาฏศิลป เลขท่ี คะแนน คะแนนแบบฝก ทกั ษะ คะแนน ความ ทดสอบ ทดสอบ กอ นเรยี น แบบฝก 8แบบฝก แบบฝก รวม หลังเรยี น กา วหนา D2 ทักษะที่ 1 ทกั ษะที่ 2 ทกั ษะท่ี 3 D 10 10 9 10 29 10 1. 3 2. 2 3. 4 4. 3 5. 3 6. 4 7. 3 8. 4 9. 3 10. 4 11. 3 12. 3 13. 4 14. 3 15. 4 16. 2 17. 3 18. 3 19. 3 20. 2 21. 2
70 แบบบันทกึ การเก็บคะแนน ประจำแผนการจัดการเรยี นรทู ่ี 3 ประวตั ิเพลงพมาเปงมาง ระดบั ประกาศนียบตั รวชิ าชีพ ช้ันปท ี่ 2 รายวิชานาฏศลิ ปละคร 3 วิทยาลัยนาฏศลิ ป คะแนน คะแนนแบบฝก ทักษะ คะแนน ความ ทดสอบ กาวหนา เลขที่ ทดสอบ แบบฝก แบบฝก แบบฝก รวม หลงั เรียน D2 กอนเรยี น ทักษะท่ี 1 ทกั ษะท่ี 2 ทักษะท่ี 3 D 29 10 10 10 9 10 22. 2 23. 3 24. 4 25. 2 26. 3 27. 4 28. 3 29. 3 30. 2 รวม 91 ������������� 3.03 S.D. 1.44 C.V. 47.37 รอยละ 30.33 ลงชอื่ ………………………………………ครผู สู อน (นางธัญวดี ไกรคง) ตำแหนง ครู วิทยฐานะครชู ำนาญการ
71 แผนการจัดการเรยี นรูท่ี 4 วชิ านาฏศิลปละคร 3 รหสั วชิ า 20302-2003 หนวยการเรยี นรู ระบำเบ็ดเตล็ด พมา เปง มาง เวลา 36 ชว่ั โมง หนวยท่ี 2 ประวตั ิเพลงพมา เปงมาง (2) จำนวน 3 ช่วั โมง วันท่ีสอน 18 ก.พ. 2564 1. สาระสำคญั การแสดงพมาเปงมางเปนการแสดงที่มีลักษณะเปนระบำ รูปแบบการแสดงใชผูแสดงเปน หญิงลวน นิยมแสดงเปนคู มีการเคลื่อนไหวทิศทางการรำ ในลักษณะการแปรแถวตาง ๆ เครื่องแตง กายของพมาเปงมางไดรับอิทธิพลมาจาก การฟอนมานมุยเชียงตา ในคุมของเจาดารารัศมี ซึ่งมี ลักษณะคลายการแตงกายของชางฟอนในราชสำนักมัณฑะเลย คณุ ครลู มลุ ยมะคปุ ตไ ดนำเอาลักษณะ การเกลาผมแบบพมาคือปลอยชายผมลงทางดา นขวา เพอ่ื สอื่ ถงึ เอกลักษณข องชนชาตพิ มา 2. สมรรถนะประจำหนวย 2.1 แสดงความรูเกี่ยวกับประวัติเพลงพมาเปงมาง , รูปแบบการแสดง และองคประกอบ การแสดง 2.2 ปฏิบตั ิทา การฝกหัดทารำพมา เปง มาง 2.3 นอ มนำหลกั ปรชั ญาของเศรษฐกจิ พอเพียงไปใชใ นการปฏิบัตงิ าน 2.4 แสดงพฤติกรรมลักษณะนิสัยในการปฏบิ ัติงานดวยความรับผดิ ชอบ 3. จุดประสงคการเรียนรู 3.1 จดุ ประสงคท ัว่ ไป 1) รอู งคป ระกอบของการแสดงพมาเปง มาง 2) มที กั ษะในการแตง กายและทำผมในการแสดงพมา เปงมาง 3) มคี วามรบั ผิดชอบในการทำงาน 3.2 จดุ ประสงคเ ชิงพฤติกรรม 1) บอกองคประกอบของการแสดงพมา เปงมาง ได 2) แตงกายและทำผมในการแสดงพมาเปง มาง ได 3) มงุ มน่ั ในการทำงาน มวี นิ ยั รบั ผิดชอบ และนำความรูด า นเทคโนโลยี มาประยุกตใ ชใหสอด รับกบั ปรชั ญาของเศรษฐกิจพอเพียง
72 4. สาระการเรยี นรู 4.1 ความรู (K) - ประวตั เิ พลงพมาปงมาง - รปู แบบการแสดง - องคประกอบของการแสดง 4.2 ทักษะ/กระบวนการ (P) - กระบวนการกลมุ - กระบวนการคดิ - การนำเสนอผลงาน - กระบวนการสบื เสาะหาความรู 4.3 ทกั ษะทจี่ ำเปน สำหรับศตวรรษท่ี 21 - ทกั ษะดานการคดิ อยา งมวี ิจารณญาณและทักษะในการแกป ญหา (Critical thinking and problem solving) - ทกั ษะดานการสรา งสรรคและนวตั กรรม (Creativity and innovation) - ทักษะดา นความรว มมือ การทำงานเปน ทีม และภาวะผูนำ (Collaboration , teamwork and leadership) - ทกั ษะดา นความเขาใจตางวัฒนธรรม ตา งกระบวนทศั น (Cross-cultural understanding) - ทักษะดาน การสอ่ื สาร สารสนเทศ และรเู ทาทันสื่อ (Communication information and media literacy) - ทักษะดานคอมพวิ เตอร และเทคโนโลยสี ารสนเทศและการสื่อสาร (Computing) - ทกั ษะอาชีพและทักษะการเรียนรู (Career and learning self-reliance, change) 4.4 คุณลกั ษณะ (A) - ยอมรับฟง ความคดิ เหน็ ของผอู ื่น - มวี ินยั ความรบั ผิดชอบ - ปฏบิ ตั กิ จิ กรรมกลมุ รว มกบั เพื่อนไดดว ยความสนกุ สนาน - ใฝเ รยี นรู - มีความสามัคคี - มุง ม่ันในการทำงาน - มีความซื่อสตั ย
73 - มีจิตสาธารณะ - กลาแสดงออก - มคี วามรักในศลิ ปวัฒนธรรมไทยและยอมรับในศลิ ปะการแสดงของชาติอ่นื 5. กิจกรรมการสอนในชัน้ เรยี น กิจกรรมครู กจิ กรรมผูเ รียน ขั้นนำเขาสบู ทเรียน (Motivation) 1. ครูสนทนากับนกั เรยี นเพ่ือทบทวนความรเู ดมิ โดยใชคำถาม ใหน กั เรียนตอบดว ยวาจาในประเดน็ ตอ ไปนี้ - ใหนักเรียนอธิบายประวัติเพลงพมาเปงมางตามความ - นกั เรียนตอบคำถาม เขาใจของนักเรยี น - แนวคดิ การประดษิ ฐท า รำพมาเปง มางมีลกั ษณะอยางไร 2. ครูชี้แจงบทบาทของนักเรียน และอธิบายขั้นตอน การศึกษาหาความรูโ ดยใชชดุ ฝก ทกั ษะการปฏิบัติทา รำ ขนั้ การใหเนื้อหา (Information) 3. ครูใหนักเรียนแบงกลุม กลุมละ 6 คน โดยในแตละกลุม - นักเรียนแบงกลุม และรวมกัน ตองมีประธาน เลขานุการ เพ่ือแบง หนาท่ีปฏิบตั ิงาน ศึกษาชุดฝกทักษะการปฏิบัติทา 4. จากน้ันนักเรียนรวมกันศึกษาชดุ ฝกทกั ษะการปฏิบัติทารำ รำ เลมที่ 2 ประวัติเพลงพมา โดยปฏบิ ตั ิตามข้นั ตอนในชุดฝกทักษะการปฏบิ ัติทา รำ เลมที่ 2 เปงมาง (หนา ที่ 20 - หนาที่ 29) ประวตั เิ พลงพมา เปงมาง (หนาท่ี 20 - หนา ที่ 29) ในระหวางท่ี นักเรียนลงมือปฏิบัติครูสังเกตพฤติกรรมการปฏิบัติกิจกรรม และใหค ำแนะนำในกรณีที่มีปญ หา ขนั้ พยายาม (Application) - นักเรียนสแกนคิวอารโคดเพ่ือ 5. ใหนักเรียนเรียนรูการแตงกายและทำผมพมาเปงมางตาม เรยี นรกู ารแตง กายและการทำผม วดี ิโอท่ีนกั เรยี นดจู ากการสแกนคิวอารโ คด พมาเปงมาง
74 กจิ กรรมครู กิจกรรมผูเ รียน ขั้นสำเรจ็ (Progress) 7. ครูและนักเรียนรวมกันอภิปรายและสรุปคุณคาของ - นกั เรียนนำเสนอผลงานการแตง นาฏศลิ ปไ ทยในการเรียนรเู ร่อื งประวตั เิ พลงพมา เปง มางอีกคร้งั กายและการทำผมพมาเปงมาง 9. ครสู รปุ องคค วามรู และแนะนำใหนกั เรยี นสามารถแสกน - นักเรียนรวมกนั อภิปรายสรุปผล ควิ อารโคด เพือ่ ศกึ ษาเพ่ิมเติมนอกเวลา 6. ส่อื การเรียนรู 6.1 สอื่ - ชุดฝก ทกั ษะการปฏิบัติทารำ เลมท่ี 2 เรือ่ ง ประวัตเิ พลงพมาเปงมาง - โทรทัศน และจอแสดงผล - โทรศัพทมือถอื /สมารท โฟน/ แทบ็ เล็ต หรอื อุปกรณท ่เี ขา ถึงการสแกนคิวอารโ คด - แบบทดสอบ - แบบขอ มูลพฒั นาผเู รียน 6.2 แหลงการเรยี นรู - เว็บไซต - หอ งสมดุ - หอ งเครือ่ งแตง กาย - ผูเชีย่ วชาญดานนาฏศิลปไ ทย 7. การวัดผลประเมินผล 7.1 การวัดประเมินผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ใหสอดคลองกับจุดประสงคการเรียนรูโดยใช แบบทดสอบกอนและหลงั เรยี น เกณฑการประเมินผลการทดสอบกอนและหลังเรียน 8 – 10 คะแนน เกณฑ ระดบั 4 ดีมาก 6 – 7 คะแนน เกณฑ ระดบั 3 ดี 4 – 5 คะแนน เกณฑ ระดับ 2 พอใช 0 – 3 คะแนน เกณฑ ระดับ 1 ปรับปรุง 7.2 การวัดและประเมินผลทักษะกระบวนการ การคิดอยางมีวจิ ารณญาณ ดังนี้ 1) สงั เกตจากการมสี ว นรว มในการตอบคำถาม การอภปิ ราย การวิเคราะห วิจารณ 2) ประเมนิ ผลการปฏิบัติงานการมสี ว นรวม
75 7.3 การวดั และประเมนิ ความงอกงามเชงิ จรยิ ธรรมจากพฤติกรรมการแสดงออกความรูสึกและ การปฏิบัติตนในการรว มกิจกรรมการเรยี นรูโดยสงั เกตจาก 1) การทำงานเปน กลมุ มีสวนรวมในการปฏิบัติงาน มีความรับผิดชอบ การแบงหนาท่ี ในการปฏิบัติงาน ยอมรบั ฟงความคิดเหน็ ของผูอน่ื ความเปนประชาธิปไตย ตรงตอเวลา ความซอ่ื สัตย 2) ผลงานจากการปฏิบัติงานของกลุม 7.4 การวดั และประเมนิ คุณคาของผลงานประโยชนในการนำไปใชจากชน้ิ งาน โดยมีเกณฑตาม ขอตกลงระหวา งครูกบั นกั เรยี น โดยยึดจาก 1) องคความรู 2) ทักษะ 4) คา นยิ ม คุณธรรมและคุณลักษณะอันพึงประสงค 5) สนุ ทรยี ภาพ เกณฑระดบั คุณภาพ ระดบั 4 เกณฑ ดมี าก ระดับ 3 เกณฑ ดี ระดับ 2 เกณฑ พอใช ระดับ 1 เกณฑ ปรบั ปรุง เกณฑก ารประเมนิ ระดับคะแนน 1. ผลสมั ฤทธิท์ างการเรยี น 4321 2. ทกั ษะกระบวนการคดิ อยางมีวจิ ารณญาณ 8 - 10 คะแนน 6 - 7 คะแนน 4 - 5 คะแนน 0 - 3 คะแนน - มีสว นรวมใน - มีสวนรวมในการ - มีสวนรว มในการ - ไมม ีสวนรว มใน การตอบคำถาม ตอบคำถามการ อภปิ รายนอยมาก การตอบคำถาม สม่ำเสมอ อภิปรายบางคร้งั - ใหความรวมมือใน - ไมใหความรวมมอื การอภิปรายให - ใหความรวมมือใน การปฏบิ ัตงิ านบาง ในการปฏบิ ัติงาน เหตผุ ลการวเิ คราะห การปฏบิ ัตงิ านดี บางครง้ั - ผลงานไมมี วิจารณ - ผลงานมคี ุณภาพ - ผลงานมีคุณภาพ คณุ ภาพผิดมาก - ใหความรว มมอื ใน สมบรู ณดี พอใช การปฏบิ ตั ิงานดมี าก - ผลงานมีคณุ ภาพ เรยี บรอ ยสมบรู ณ ดีมาก
76 เกณฑการประเมิน 4 ระดบั คะแนน 1 32 ๓. ความงอกงามเชงิ - มสี วนรว มในการ - มสี ว นรวมในการ - มีสวนรวมในการ - ไมม สี วนรวมในการ จรยิ ธรรมจากพฤติกรรม ปฏิบตั ิงานดมี าก ปฏบิ ัติงานดี ปฏบิ ตั ิงานนอย ปฏิบตั ิงาน การแสดงออกความรสู ึกและ - มีความรบั ผดิ - มคี วามรับผิด - มีความรับผดิ - ขาดความ การปฏิบัตติ นในการรว ม ชอบงานดีมาก ชอบงานดี ชอบงานนอย รับผิดชอบงาน กจิ กรรมการเรียนรู - มีการแบง หนาท่ี - มีการแบง หนาท่ี - มกี ารแบง หนา ท่ี - ไมม ีการแบง หนา ที่ ในการปฏิบัติงานดี ในการปฏบิ ัตงิ านดี ในการปฏิบัตงิ าน ในการปฏบิ ัตงิ าน มาก - ยอมรับฟงความ แตไมปฏบิ ัติ - ไมยอมรบั ฟงความ - ยอมรบั ฟงความ คดิ เหน็ ของผอู ื่น - ยอมรบั ฟง ความ คดิ เห็นของผูอ่นื คดิ เห็นของผูอ่ืน บางครง้ั คดิ เห็นของผูอน่ื - ไมแสดงความ - แสดงความคิดเหน็ - แสดงความคิด บางคร้ัง คดิ เหน็ บนพ้นื ฐาน บนพื้นฐานความ เห็นบนพน้ื ฐาน - แสดงความคดิ เหน็ ความเปน เปน ประชาธิปไตย ความเปน ประชา บนพ้นื ฐานความ ประชาธิปไตย ธปิ ไตยบางโอกาส เปน ประชาธิปไตย นอยมาก 4. คุณคาของผลงาน ประโยชน - ผลงานนกั เรยี นมี - ผลงานนกั เรียนมี - ผลงานนกั เรียนมี - ผลงานนักเรยี นมี ในการนำไปใชจ ากช้ินงาน คณุ ภาพระดับดีมาก คุณภาพระดบั ดี คุณภาพระดับพอใช คุณภาพระดับควร - สรา งองคค วามรไู ด - สรา งองคค วามรู - สรา งองคค วามรู ปรบั ปรุง ละเอียดครบถวน ได ไดพ อใชไมค รอบ - สรางองคความรู - มที กั ษะในการ - มีทักษะในการ คลุม เองไมได ทำงานอธบิ าย ทำงานอธบิ าย - มที ักษะในการ - ขาดทกั ษะในการ ขั้นตอนไดชัดเจน ขน้ั ตอนไดพ อใช ทำงานอธบิ าย ทำงาน - เนื้อหาสมบรู ณ - เนื้อหาสมบรู ณ ขั้นตอนไมช ัดเจน - เนื้อหาไม ถูกตองตามรูปแบบ ตามรปู แบบมีที่ผดิ - เนอ้ื หาไมสมบูรณ สมบูรณผ ิดมาก บางเล็กนอย
77 ขอเสนอแนะของผูบริหารสถานศึกษา ................................................................................................................................................................. ................................................................................................................................................................. ................................................................................................................................................................. ............................................................................................................................................................. ลงช่อื …………………………………………………….. (.........................................................) ผูอ ำนวยการสถานศกึ ษาวิทยาลยั นาฏศลิ ป ................/.................................../...............
78 บนั ทึกผลหลงั สอน ผลการจัดการเรียนรู ................................................................................................................................................................ ................................................................................................................................................................ ................................................................................................................................................................. ................................................................................................................................................................. ................................................................................................................................................................. ................................................................................................................................................................. ................................................................................................................................................................. ........................................................................................................................................................... ................................................................................................................................................................ ................................................................................................................................................................. ............................................................................................................................................................... ปญ หา/อุปสรรค ................................................................................................................................................................ ................................................................................................................................................................ ................................................................................................................................................................ ................................................................................................................................................................ แนวทางแกไ ข ................................................................................................................................................................. ............................................................................................................................................................... ................................................................................................................................................................ ................................................................................................................................................................ ลงช่ือ......................................................ครผู ูสอน (นางธญั วดี ไกรคง) ตำแหนง ครู วทิ ยฐานะครชู ำนาญการ ................/.................................../...............
Search
Read the Text Version
- 1
- 2
- 3
- 4
- 5
- 6
- 7
- 8
- 9
- 10
- 11
- 12
- 13
- 14
- 15
- 16
- 17
- 18
- 19
- 20
- 21
- 22
- 23
- 24
- 25
- 26
- 27
- 28
- 29
- 30
- 31
- 32
- 33
- 34
- 35
- 36
- 37
- 38
- 39
- 40
- 41
- 42
- 43
- 44
- 45
- 46
- 47
- 48
- 49
- 50
- 51
- 52
- 53
- 54
- 55
- 56
- 57
- 58
- 59
- 60
- 61
- 62
- 63
- 64
- 65
- 66
- 67
- 68
- 69
- 70
- 71
- 72
- 73
- 74
- 75
- 76
- 77
- 78
- 79
- 80
- 81
- 82
- 83
- 84
- 85
- 86
- 87
- 88
- 89
- 90
- 91
- 92
- 93
- 94
- 95
- 96
- 97
- 98
- 99
- 100
- 101
- 102
- 103
- 104
- 105
- 106
- 107
- 108
- 109
- 110
- 111
- 112
- 113
- 114
- 115
- 116
- 117
- 118
- 119
- 120
- 121
- 122
- 123
- 124
- 125
- 126
- 127
- 128
- 129
- 130
- 131
- 132
- 133
- 134
- 135
- 136
- 137
- 138
- 139
- 140
- 141
- 142
- 143
- 144
- 145
- 146
- 147
- 148
- 149
- 150
- 151
- 152
- 153
- 154
- 155
- 156
- 157
- 158
- 159
- 160
- 161
- 162
- 163
- 164
- 165
- 166
- 167
- 168
- 169
- 170
- 171
- 172
- 173
- 174
- 175
- 176
- 177
- 178
- 179
- 180
- 181
- 182
- 183
- 184
- 185
- 186
- 187
- 188
- 189
- 190
- 191
- 192
- 193
- 194
- 195
- 196
- 197
- 198
- 199
- 200
- 201
- 202
- 203
- 204
- 205
- 206
- 207
- 208
- 209
- 210
- 211
- 212
- 213
- 214
- 215
- 216
- 217
- 218
- 219
- 220
- 221
- 222
- 223
- 224
- 225
- 226
- 227
- 228
- 229
- 230
- 231
- 232
- 233
- 234
- 235
- 236
- 237
- 238
- 239
- 240
- 241
- 242
- 243
- 244
- 245
- 246
- 247
- 248
- 249
- 250
- 251
- 252
- 253
- 254
- 255
- 256
- 257
- 258
- 259
- 260
- 261
- 262
- 263
- 264
- 265
- 266
- 267
- 268
- 269
- 270
- 271
- 272
- 273
- 274
- 275
- 276
- 277
- 278
- 279
- 280
- 281
- 282
- 283
- 284
- 285
- 286
- 287
- 288
- 289
- 290
- 291
- 292
- 293
- 294
- 295
- 296
- 297
- 298
- 299
- 300
- 301
- 302
- 303
- 304
- 305
- 306
- 307
- 308
- 309
- 310
- 311
- 312
- 313
- 314
- 315
- 316
- 317
- 318
- 319
- 320
- 321
- 322
- 323
- 324
- 325
- 326
- 327
- 328
- 329
- 330
- 331
- 332
- 333
- 334
- 335
- 336
- 337
- 338
- 339
- 340
- 341
- 342
- 343
- 344
- 345
- 346
- 347
- 348
- 349
- 350
- 351
- 352
- 353
- 354