ใบงานครง้ั ที่ ...14... วิชา...วสั ดุศาสตร.์ .. รหสั วชิ า ...พว12011... ระดบั ประถมศกึ ษา เรื่อง .....การจัดการและการจากัดวสั ดุทใ่ี ช้แล้ว..... ช่อื -สกลุ ................................................ รหสั นักศึกษา ..............................ตาํ บล................................... วันท่ี ...................... เดือน ......................................... พ.ศ. ............................... คาช้แี จง ใหผ๎ เู๎ รียนตอบคําถามตอํ ไปนีใ้ ห๎ถูกต๎อง 1. จงอธิบายหลกั การจดั การวัสดุ หลัก 3R ............................................................................................................................. .................................................... ................................................................................................................................................................................. ............................................................................................................................. .................................................... ............................................................................................................................. .................................................... ................................................................................................................................................................................. ............................................................................................................................. .................................. 2. จงบอกประเภทของวสั ดจุ ากธรรมชาติที่นักศึกษารู๎จัก และมรี ะยะเวลาในการยํอยสลายนานเทาํ ใด ............................................................................................................................. .................................................... ............................................................................................................................. .................................................... ................................................................................................................................................................................. ............................................................................................................................. .................................................... ............................................................................................................................. .................................................... .............................................................................................................................................................. 3. จงบอกวธิ ีการฝงั กลบวสั ดทุ ีใ่ ช๎แล๎ว ............................................................................................... .................................................................................. ............................................................................................................................. .................................................... ............................................................................................................................. .................................................... .................................................................................................................................................................... ............................................................................................................................. .................................................... ............................................................................................................................. .................................................... ................................................................................................................................................................................. ............................................................................................................................. ......................................
เฉลย ใบงานครง้ั ที่ ...14... วชิ า...วสั ดศุ าสตร.์ .. รหัสวชิ า ...พว12011... ระดบั ประถมศกึ ษา เร่อื ง .....การจัดการและการจากัดวัสดทุ ี่ใช้แล้ว..... คาชี้แจง ให๎ผู๎เรยี นตอบคาํ ถามตํอไปนีใ้ หถ๎ ูกต๎อง 1. จงอธิบายหลกั การจัดการวัสดุ หลัก 3R คาํ ตอบ 1. Reduce การใชน๎ อ๎ ยหรอื ลดการใช๎ 2. Reuse การใชซ๎ ้ํา 3. Recycle การแปรรูปนํากลบั มาใช๎ใหมํ 2. จงบอกประเภทของวัสดุจากธรรมชาติทน่ี กั ศึกษาร๎จู ัก และมีระยะเวลาในการยํอยสลายนานเทําใด คําตอบ 1. เศษพืชผัก ระยะเวลา 5 วนั - 1 เดอื น 2. ใบไม๎ ระยะเวลา 3 เดือน 3. ผา๎ ฝูาย ระยะเวลา 1-5 เดือน 4. เศษกระดาษ ระยะเวลา 2-5 เดือน 5. เปลอื กส๎ม ระยะเวลา 6 เดือน 6. ไม๎ ระยะเวลา 13 ปี 3.จงบอกวธิ ีการฝังกลบวัสดุทใ่ี ชแ๎ ล๎ว คําตอบ 1. วิธกี ารฝง่ั กลบแบบพ้ืนราบ 2. วิธีการฝัง่ กลบแบบขดุ เป็นรํอง 3. วธิ ฝี ั่งกลบแบบหุบเขา
ใบความรู้คร้ังที่…14…. วชิ า…วสั ดศุ าสตร์.. รหสั วิชา …พว12011… ระดับประถมศกึ ษา เรือ่ งจดั การและการกาจัดวสั ดทุ ใี่ ช้แล้ว ระบบกาจัดขยะ (Solid Waste Treatment Plant) ขยะท่เี กิดขึน้ สํวนใหญํมแี หลงํ ทม่ี าจากแหลํงชมุ ชนและโรงงานอตุ สาหกรรม ซ่ึงขยะในแตํละวนั ประกอบดว๎ ยเศษอาหาร กระดาษ เศษแกว๎ เศษไม๎ พลาสติก เศษดิน เศษหนิ ใบไม๎ ขีเ้ ถา๎ เปน็ ตน๎ โดยปริมาณ ขยะจะมคี วามแตกตํางกันตามแหลงํ ท่ีมา ซ่ึงวธิ ีการกาํ จัดขยะทน่ี ิยมใชใ๎ นปจั จุบัน ไดแ๎ กํ การนาํ ไปเผาในเตาเผา การนาํ ไปหมักเพื่อทําปยุ๋ การหมนุ เวยี นเพื่อนํากลบั มาใชใ๎ หมํ การนําไปเปน็ อาหารสัตว๑ และการฝ่ังกลบอยาํ งถกู หลกั สุขาภิบาล บรษิ ทั เนน๎ การให๎บริการโดยใชว๎ ธิ กี ารฝังกลบเป็นหลกั เนื่องจากมขี นั้ ตอนในการกาํ จดั ท่ีไมยํ ํุงยาก ตน๎ ทนุ ตาํ่ และ ไมกํ ํอให๎เกดิ ผลกระทบตํอสิง่ แวดลอ๎ ม การให๎บริการระบบกําจัดขยะแบบฝังกลบ จําเป็นต๎องคาํ นึงถึง องคป๑ ระกอบทส่ี าํ คัญเกย่ี วกับ สถานทต่ี ั้งของแหลงํ ฝังกลบให๎ถกู สุขลักษณะตามหลักเกณฑข๑ องกรมควบคุม มลพษิ ซึ่งประกอบดว๎ ยระยะหํางจากจุดกําเนดิ ของแหลงํ ขยะ ขนาดของที่ดิน สภาพภมู ิประเทศ ลกั ษณะของดิน และระดับน้ําใต๎ดนิ โดยรปู แบบการฝังกลบแบํงออกเป็น 2 วิธี ดงั น้ี 1. การฝงั กลบตามหลักสุขาภบิ าล ใชส๎ ําหรบั ฝงั กลบขยะมูลฝอยหรอื ของเสยี ที่ไมํเปน็ อันตราย โดยแบํงวธิ ีฝังกลบแบํงออกเปน็ 2 แบบดังนี้ 2. การฝังกลบอยาํ งปลอดภยั ใช๎สําหรับฝงั กลบกากของเสยี อนั ตรายท่ผี ํานการทาํ ลายฤทธิ์โดยปรบั เสถยี รแลว๎ ซง่ึ ขนั้ ตอนในการกําจัด ขยะแบบฝงั กลบเป็นการนําขยะมากองรวมกนั ไวใ๎ นบํอดนิ แลว๎ เกล่ียและบดอดั ทบั ขยะให๎แนนํ โดยรถแทรกเตอร๑ หลังจากนัน้ นาํ ดินมากลบทับหนา๎ ขยะพร๎อมบดอัดทบั ใหแ๎ นนํ อีกครั้ง ช้ันบนสุดจะต๎องกลบดินบดทบั ให๎แนนํ ทํา เป็นช้ันๆ จนสามารถปรบั ระดับพืน้ ดนิ ได๎ตามต๎องการ แล๎วปลอํ ยใหข๎ ยะสลายตัว ซงึ่ ระหวํางการรอเวลาสลายตัว น้ันจะตอ๎ งทําการตรวจสอบและกน้ั ร้ัวบริเวณปฏบิ ัติการเพ่ือปูองกนั การบุกรุกอืน่ ๆ และขณะที่ขยะกาํ ลงั สลายตวั จะกํอใหเ๎ กดิ นํ้าจากการหมกั ของขยะ ซ่งึ น้าํ ดงั กลาํ วจะถกู นําเขา๎ สํูกระบวนการบาํ บัดนํา้ เสยี กอํ นปลํอยทง้ิ ลงสํู แหลํงนํ้าหรอื กํอนนํานํ้าที่ไดบ๎ ําบัดน้นั กลับมาใชใ๎ หมํ 3. การผลติ เชือ้ เพลิงขยะ (Refuse Derived Fuel: RDF) การใช๎ขยะมลู ฝอยทีเ่ ก็บรวบรวมได๎เพื่อการเผาไหม๎โดยตรงมักกอํ ให๎เกดิ ความยงุํ ยากในการใช๎งาน เนื่องจากความไมแํ นํนอนและไมํสม่าํ เสมอในองค๑ประกอบตํางๆ ประกอบกนั ขน้ึ เป็นขยะมลู ฝอย ซึ่งเปลย่ี นแปลง ไปตามชุมชนและตามฤดกู าล อีกท้ังขยะมลู ฝอยเหลาํ น้มี ีคาํ ความรอ๎ นต่ํา มีปริมาณเถา๎ และความชนื้ สงู ส่ิงเหลาํ น้ี
กอํ ความยุํงยากให๎กับผู๎ออกแบบโรงเผาและผป๎ู ฏิบัติ และยังควบคมุ การเกดิ ผลกระทบตํอสิง่ แวดลอ๎ มได๎ยาก การ แปรรูปขยะมลู ฝอยโดยผํานกระบวนการจดั การตาํ งๆ เพอ่ื ปรบั ปรงุ คุณสมบัติทางกายภาพและคณุ สมบัติทางเคมี ของขยะมูลฝอย เพื่อทาํ ใหก๎ ลายเปน็ เช้อื เพลิงขยะ (Refuse Derived Fuel : RDF) จะสามารถแก๎ปญั หาดงั กลําว มาขา๎ งตน๎ ได๎ ซึง่ เชื้อเพลิงทไี่ ด๎นัน้ สามารถนําไปใช๎เปน็ เช้ือเพลิงเพื่อผลิตพลังงานได๎ เช้ือเพลิงขยะ (RDF) เปน็ การ ปรับปรุง และแปลงสภาพของขยะมูลฝอย ใหเ๎ ป็นเช้อื เพลงิ แข็งทีม่ ีคุณสมบตั ิคาํ ความร๎อน (Heating Value) ความช้ืน ขนาด และความหนาแนนํ เหมาะสมในการใชเ๎ ปน็ เชอ้ื เพลงิ ปูอนหม๎อไอนาํ้ เพื่อผลิตไฟฟูาหรอื ความ รอ๎ น และมีองคป๑ ระกอบทงั้ ทางเคมแี ละกายภาพคุณลกั ษณะทัว่ ไปของเช้ือเพลงิ ขยะประกอบดว๎ ย • ปลอดเชอ้ื โรคจากการอบดว๎ ยความร๎อน ลดความเส่ยี งตอํ การสมั ผัสเช้ือโรค • ไมํมีกลิ่น • มขี นาดเหมาะสมตํอการปอู นเตาเผา - หมอ๎ ไอนาํ้ • มีความหนาแนํนมากกวําขยะมูลฝอยและชีวมวลทวั่ ไป เหมาะสมตํอการจดั เกบ็ และขนสงํ • มคี าํ ความร๎อนสงู เทยี บเทาํ กับชวี มวล และมีความชื้นตา่ํ • ลดปญั หามลภาวะจากการเผาไหม๎ หลกั การทาํ งานของเทคโนโลยีน้ี เร่ิมจากการคดั แยกขยะที่ไมํสามารถเผาไหมไ๎ ด๎ เชํน โลหะ แกว๎ เศษหิน ขยะอนั ตราย และขยะรีไซเคิลออกจากขยะรวม ในบางกรณีจะมีการใช๎เคร่ืองคัดแยกแมํเหลก็ เพ่ือคดั แยกมลู ฝอย ทม่ี เี หล็กเป็นสํวนประกอบ และใชเ๎ ครือ่ ง Eddy Current Separator เพื่อคัดแยกอลมู ิเนียมออกจากมูลฝอย จากนนั้ จึงปอู นขยะมลู ฝอยไปเข๎าเครื่องสับ - ยํอยเพ่ือลดขนาด และปูอนเขา๎ เตาอบเพือ่ ลดความชื้นของมลู ฝอย โดยการใช๎ความรอ๎ นจากไอนํ้าหรอื ลมร๎อนเพือ่ อบขยะให๎แห๎ง ซึ่งจะทําให๎นา้ํ หนักลดลง และสดุ ทา๎ ยจะสํงไปเข๎า เคร่อื งอดั เม็ด เพื่อทาํ ให๎ไดเ๎ ช้ือเพลงิ ขยะอัดเมด็ ที่มขี นาดและความหนาแนํนเหมาะสมตํอการขนสงํ ไปจําหนําย เป็นเช้อื เพลิง ซ่ึงในบางกรณจี ะมีการเติมหินปูนเข๎าไปกับมูลฝอยระหวาํ งการอดั เปน็ เม็ด เพ่ือควบคุมและลด ปรมิ าณก๏าซพิษที่เกิดขนึ้ จากการเผาไหม๎ การออกแบบขน้ั ตอนตํางๆ ในการแปรรูปขยะเปน็ เชอื้ เพลิง ขนึ้ อยํูกับสถานการณ๑การจัดการขยะมูลฝอยใน ปัจจบุ นั ตัวอยํางเชํน ถ๎าขยะมลู ฝอยได๎มีการคัดแยกสํวนที่สามารถนํากลบั มาใช๎ประโยชนใ๑ หมํ เชนํ โลหะ และ แก๎ว ไดจ๎ ากแหลํงกําเนดิ ดังน้ัน กระบวนการแปรรปู ขยะเป็นเชอ้ื เพลงิ ก็อาจจะไมจํ ําเป็นต๎องมีขน้ั ตอนการคัด แยกโลหะหรอื แก๎ว โดยท่วั ไปขยะจะถกู นํามาคัดแยกสวํ นที่นําไปกลับใช๎ซ้าํ ได๎ เชนํ โลหะ อลมู ิเนียม และแกว๎ และคัดแยกอนิ ทรยี ๑สาร เชํน เศษอาหาร ท่มี คี วามชื้นสูง ซึ่งสามารถนําไปใช๎เป็นวตั ถุดบิ ปูอนเขา๎ กระบวนการ ผลิตกา๏ ซชีวภาพ หรือผลิตสารปรับปรุง คณุ ภาพดนิ สาํ หรบั สํวนประกอบมูลฝอยที่เหลือจะถกู นําไปลดขนาด สวํ นใหญํประกอบดว๎ ยกระดาษ เศษไม๎ พลาสติก ซงึ่ สามารถนําไปใชใ๎ นกระบวนการเผาไหม๎โดยตรงในรูปของ Coarse RDF (c-RDF) หรือ RDF ชนิดหยาบ หรอื นํามาผํานกระบวนการทําให๎แห๎งและการอดั แทํงเพื่อผลิตเปน็
Densified RDF (d-RDF) ในการพจิ ารณาวําจะผลติ ขยะเชื้อเพลิงชนดิ ใดขึ้นอยกํู บั เทคโนโลยขี องระบบการเผา ไหม๎ สถานที่ทตี่ ้ังระหวํางทผี่ ลติ เชื้อเพลิงขยะ และสถานท่ีที่ใช๎งาน องคป๑ ระกอบของเชื้อเพลิงขยะ จะข้ึนอยํูกับ องค๑ประกอบของขยะที่นาํ มาแปรรูป วิธกี ารจัดเกบ็ และกระบวนการที่ใช๎ ในการแปรรูป คณุ ลักษณะทสี่ ําคัญ ของขยะเชื้อเพลิงหลงั จากการแปรรปู แลว๎ ได๎แกํ คําความร๎อน ปรมิ าณความช้ืน ปริมาณเถ๎า และปริมาณ ซัลเฟอร๑และคลอไรด๑ นอกจากนก้ี ารแปรรปู ขยะเป็นเชอื้ เพลงิ จะชํวยลดความชน้ื สงํ ผลให๎คําความร๎อนขยะ มคี ํา สงู ขึ้นดว๎ ย การใชป๎ ระโยชนจ๑ ากเช้อื เพลิงขยะ สามารถใชไ๎ ด๎ท้ังในรูปผลติ พลงั งานไฟฟูาและความรอ๎ น โดยทอ่ี าจจะมี การใช๎ประโยชนใ๑ นสถานท่ีผลิตเช้ือเพลิงขยะ หรือขนสํงไปใช๎ที่อื่น นอกจากนี้ ยงั สามารถใช๎เผารวํ มกับถาํ นหนิ เพอื่ ลดปริมาณการใชถ๎ ํานหนิ ในอุตสาหกรรมบางประเภท เชํน อตุ สาหกรรมซีเมนต๑ โดยมีรูปแบบเตาเผาท่ีใช๎ เปลย่ี นเชอ้ื เพลิงขยะใหเ๎ ป็นพลังงานความรอ๎ น ประกอบดว๎ ย เตาเผาแบบตะกรับ (Stoker) เตาเผาแบบฟลูอิด ไดซเ๑ บด (Fluidized Bed Combustor) หรือเตาเผาแก็สซิฟิเคช่นั (Gasification) หรือไพโรไลซิส (Pyrolysis)
แผนการจดั กิจก ครั้งท
กรรมการเรยี นรู้ ท่ี 15
คาอธบิ ายรายวิชา / ตารางวิเคราะห์หลกั สตู รรายวิชา คาอธบิ ายรายวชิ า คณิตศาสตร์ สาระ ความร้พู ้ืนฐาน ระดบั ประถมศกึ ษา จานวน 3 หนว่ ยกิต มาตรฐานการเรียนรู้ระดับ มีความรู๎ ความเข๎าใจเกี่ยวกับจํานวนและการดําเนินการ เศษสํวน ทศนิยม และร๎อยละ การวัด เรขาคณติ สถิตแิ ละความนาํ จะเป็นเบอ้ื งตน๎ ศกึ ษา ฝกึ ปฏิบตั ิเกี่ยวกับเรือ่ งตอ่ ไปนี้ จานวนและการดาเนินการ การอํานและเขียนตัวเลขแทนจํานวน การเขียนในรูปการกระจาย การ เปรียบเทียบจํานวน การเรียงลําดับ การประมาณคํา สมบัติของจํานวน การบวก ลบ คูณ หาร การแก๎โจทย๑ ปญั หาตามสถานการณแ๑ ละตวั ประกอบของจาํ นวนนบั เศษส่วน การอํานและเขียนเศษสํวน การเปรียบเทียบเศษสํวน การบวก ลบ คูณ หาร และการแก๎ โจทยป๑ ัญหาสถานการณ๑ ทศนิยม การอํานและเขียนทศนิยม การเขียนในรูปการกระจาย การเปรียบเทียบทศนิยม การ เรียงลาํ ดับ การประมาณคํา ความสมั พันธร๑ ะหวํางทศนยิ มกบั เศษสวํ น การบวก ลบ คูณ หาร และการแก๎โจทย๑ ปัญหาตามสถานการณ๑ ร้อยละ ความหมายของร๎อยละและการใช๎สัญลักษณ๑เปอร๑เซ็นต๑ (%) ความสัมพันธ๑ระหวํางเศษสํวน ทศนิยม และรอ๎ ยละ โจทยป๑ ัญหา การคูณ หาร (บัญญตั ไิ ตรยางศ)๑ และการประยุกต๑ การวัด การวัดความยาวและระยะทาง การช่ัง การตวง การหาพ้ืนท่ี ปริมาตร และความจุ ทิศและ แผนผัง เงนิ เวลา อุณหภูมิ การคาดคะเน ทใ่ี ชใ๎ นชวี ติ ประจาํ วนั เรขาคณติ ชนดิ ของรปู เรขาคณิตสามมิติ ลกู บาศก๑ การประดิษฐ๑รูปเลขาคณิตสองมิติหรืองสามมิติ สถิติ การเก็บรวมรวมข๎อมูล การจําแนกข๎อมูลโดยการสังเกตและการสํารวจ การอํานและเขียน แผนภูมริ ูปภาพ แผนภมู แิ ทํง เปรียบเทียบกราฟเส๎น และแผนภูมิรูปวงกลม ความน่าจะเป็นเบ้ืองต้น โอกาสและเหตุการณ๑ท่ีจะเกิดข้ึนแนํนอนหรืออาจจะเกิดข้ึน หรืออาจจะไมํ เกิดขึ้นหรือเปน็ ไปไมํได๎ การจดั ประสบการณก์ ารเรียนรู้ ศึกษาเอกสาร สื่อทุกประเภท วิเคราะห๑ อภิปรายแลกเปลี่ยนเรียนร๎ู ศึกษาจากสภาพจริง สาธิต ทดลอง ฝึกปฏิบัติ ค๎นคว๎า สรุป บันทึก ตรวจสอบ การประเมินตนเอง จัดทําชิ้นงาน/ผลงาน จัดแสดง นทิ รรศการ ศึกษาดูงาน กิจกรรมคําย ฯลฯ
การจัดประสบการณก์ ารเรยี นรู้ จัดประสบการณ๑หรือสถานการณ๑ในชีวิตประจําวันให๎ผ๎ูเรียนได๎ศึกษาค๎นคว๎า โดยการปฏิบัติจริง ทดลอง สรุป รายงาน เพ่ือพัฒนาทักษะกระบวนการในการคิดคํานวณ การแก๎ปัญหา การให๎เหตุผล การสื่อ ความหมายทางคณิตศาสตร๑และนําประสบการณ๑ด๎านความร๎ู ความคิด ทักษะกระบวนการที่ได๎ไปใช๎ในการ เรียนรู๎ส่ิงตํางๆ และใช๎ในชีวิตประจําวันอยํางสร๎างสรรค๑ รวมท้ังเห็นคุณคําและมีเจตคติท่ีดีตํอคณิตศาสตร๑ สามารถทํางานอยาํ งเปน็ ระบบระเบียบ มีความรอบคอบ มีความรับผิดชอบ มีวิจารณญาณ และมีความเชื่อม่ัน ในตนเอง การวัดและประเมนิ ผล ใชว๎ ธิ ีการทห่ี ลากหลายตามสภาพความเปน็ จริงให๎สอดคล๎องกับเนือ้ หาและทักษะทต่ี ๎องการวดั
รายละเอียดคาอธิบายรายวชิ าคณติ ศาสตร์ จานวน 3 หนว่ ยกติ ระดับประถมศึกษา มาตรฐานการเรยี นรู้ระดบั มีความร๎ู ความเขา๎ ใจเก่ียวกับจาํ นวนและการดาํ เนินการ เศษสวํ น ทศนิยม และร๎อยละ การวัด เรขาคณติ สถิติและความนาํ จะเป็นเบ้อื งตน๎ ท่ี หวั เรื่อง ตัวช้วี ดั เนอ้ื หา จานวน (ชว่ั โมง) 1 จํานวนและการ 1.อาํ นและเขยี นตวั เลขแทน 1.การอาํ นและเขยี นตัวเลข 5 ดําเนนิ การ จาํ นวน แทนจาํ นวน 2.บอกคําประจาํ หลกั และคํา 2.คาํ ประจําหลกั และคําของ 5 ของตัวเลข ตวั เลข 3.เขยี นจาํ นวนในรูปการ 3.การเขยี นในรปู การกระจาย 1 กระจาย 4.เปรยี บเทียบจาํ นวน 4.การเรียงลําดบั จาํ นวน 1 5.ประมาณคําเป็นจํานวนเต็ม 5.การประมาณคํา 1 6.นําความร๎ูและสมบัติเก่ียวกับ 6.สมบัตขิ องจํานวนบั และ 2 จาํ นวนนับและศนู ยไ๑ ปใช๎ ศนู ย๑ และการนําไปใช๎ ใช๎ใน การแก๎ปัญหา 7.บวก ลบ คณู หาร จาํ นวนนบั 7.การบวก ลบ คูณ หาร 3 และการแกป๎ ญั หา จาํ นวนนับและการแกป๎ ญั หา 8.หาตัวประกอบของจาํ นวนนบั 8.ตวั ประกอบของจาํ นวนนบั 1 และการหาตัวประกอบ 9.บอกจาํ นวนเฉพาะและตวั 9.จาํ นวนเฉพาะและตัว 1 ประกอบเฉพาะ ประกอบเฉพาะ 10.แยกตวั ประกอบของจาํ นวน 10.การแยกตัวประกอบ 2 นับได๎ 11.หา ห.ร.ม. และ ค.ร.น. ของ 11.ห.ร.ม. และ ค.ร.น. 3 จาํ นวนนับท่กี าํ หนดให๎ได๎
ท่ี หวั เรือ่ ง ตัวช้ีวัด เนอื้ หา จานวน 2 เศษสํวน (ช่วั โมง) 1.บอกความหมาย ลักษณะและ 1.ความหมาย ลักษณะของ 3 ทศนิยม 1 อํานเศษสวํ น เศษสํวน และการอําน 1 เศษสํวน 2 2.เขียนเศษสวํ นให๎อยูใํ นรูป 2.การเขยี นเศษสวํ นให๎อยํใู น 4 เศษสวํ นอยํางต่ํา จาํ นวนคละ รปู เศษสวํ นอยาํ งตํ่า จาํ นวน 3 และเศษเกนิ คละ และเศษเกนิ 3 3.เปรยี บเทียบและเรยี งลําดับ 3.การเปรยี บเทยี บเศษสวํ น 4 เศษสํวน 1 1 4.บวก ลบ เศษสํวนและนํา 4.การบวก ลบ เศษสวํ นและ 1 ความรเ๎ู กยี่ วกับการคูณเศษสวํ น โจทย๑ปญั หา 1 4 ไปใชแ๎ กโ๎ จทยป๑ ัญหา 5.คูณเศษสํวนและนําความร๎ู 5.การคณู เศษสวํ นและโจทย๑ เกีย่ วกบั การคูณเศษสํวนไปใช๎ ปัญหา แก๎โจทย๑ปญั หา 6.หารเศษสวํ นและนาํ ความรู๎ 6.การหารเศษสํวนและโจทย๑ เกยี่ วกบั การหารเศษสวํ นไปใช๎ ปัญหา แก๎โจทยป๑ ัญหา 7.บวก ลบ คูณ หาร เศษสํวน 7.การบวก ลบ คูณ หาร และนําความรู๎ไปแก๎โจทย๑ เศษสํวนระคน และโจทย๑ ปญั หา ปญั หา 1.บอกความหมาย และเขยี น 1.ความหมายของทศนยิ ม อํานทศนยิ ม การเขียนและการอาํ น 2.บอกคําประจําหลกั และคํา 2.คาํ ประจําหลกั และคําของ ของตัวเลขในแตํละหลักของ ตัวเลขในแตํละหลกั ของ ทศนยิ ม ทศนิยม 3.เขยี นทศนยิ มในรปู การ 3.การเขยี นทศนิยมในรูปการ กระจาย กระจาย 4.เปรยี บเทียบและเรียงลําดับ 4.การเปรยี บเทียบและ ทศนยิ ม เรยี งลาํ ดับทศนิยม 5.แปลงทศนิยมให๎อยูใํ นรปู 5.ความสัมพนั ธร๑ ะหวาํ ง เศษสํวน และแปลงเศษสํวน ทศนิยมและเศษสวํ น
ที่ หวั เรือ่ ง ตัวชี้วดั เนอ้ื หา จานวน 4 ร๎อยละ (ช่ัวโมง) 5 การวัด จํานวนนับให๎อยํใู นรูปทศนิยม 6.การประมาณคาํ ใกลเ๎ คียง 6.ประมาณคาํ ทศนยิ มหนึ่ง ทศนยิ ม 2 ตําแหนํง สองตาํ แหนํง และ 3 สามตําแหนํง 7.การบวก ลบ ทศนิยม และ 5 7.บวก ลบ ทศนิยม และนาํ โจทยป๑ ญั หา 1 ความร๎ไู ปใช๎แก๎โจทยป๑ ญั หา 8.การคณู หาร ทศนยิ มและ 3 8.คณู หาร ทศนิยมและนํา โจทย๑ปัญหา 7 ความรไู๎ ปใช๎แกโ๎ จทย๑ปัญหา 1.ความหมายของร๎อยละ 1.เขยี นเศษสํวนทีม่ ีตัวสํวนเป็น 1 100 ใหอ๎ ยูํในรปู ร๎อยละ และใช๎ 2.ความสมั พันธ๑ระหวําง 1 สญั ลกั ษณเ๑ ปอร๑เซ็นต๑ (%) เศษสวํ นและร๎อยละ 2.หาคาํ เศษสวํ น และเขียนร๎อย 1 ละหรือเปอร๑เซ็นตใ๑ ห๎อยใูํ นรูป 3.โจทยป๑ ญั หา การคูณ เศษสวํ น การหาร (บญั ญัติไตรยางศ)๑ 3.แกโ๎ จทยป๑ ัญหาการคณู การ และการประยุกต๑ หาร (บญั ญัตไิ ตรยางศ๑) ของ จาํ นวนนับ และนาํ ไป 1.การวัดความยาวและ ประยุกต๑ใช๎ ระยะทาง การวดั ความยาวและระยะทาง 1.วัดความยาว ความสงู และ 2.การเลอื กเคร่ืองวัดและ ระยะทาง โดยใช๎เคร่ืองมือท่ี หนํวยวดั ความยาว ความสงู เปน็ มาตรฐาน หรือระยะทางที่เหมาะสม 2.เลือกเครื่องวดั และหนํวยวดั ความยาว ความสงู และ 3.การเปลี่ยนหนวํ ยการวดั ระยะทางท่เี ปน็ มาตรฐานให๎ เหมาะสมกับส่ิงที่จะวดั 3.เปลยี่ นหนํวยวัดความยาว ความสงู หรือระยะทางจาก หนวํ ยใหญํเป็นหนํวยยํอย และ จากหนํวยยอํ ยเป็นหนํวยใหญํ
ท่ี หวั เร่อื ง ตัวชี้วดั เนอื้ หา จานวน (ชวั่ โมง) 4.หาความยาว ความสงู หรือ 4.มาตรสํวน 1 ระยะทางจริงจากรปู ทีย่ อํ สํวน เมื่อกําหนดมาตราสวํ นให๎ 5.แก๎โจทยป๑ ญั หาเกย่ี วกบั 5.โจทยป๑ ัญหาเก่ียวกบั การวดั 2 การวัดความยาว ความสงู และ ความยาว ความสูง และ ระยะทาง ระยะทาง การชง่ั และการตวง 1.เลอื กหนวํ ยการช่ัง การตวง ท่ี 1.เลอื กหนํวยการชัง่ การตวง 2 เป็นมาตรฐานใหเ๎ หมาะสมกับ ทเี่ ป็นมาตรฐานให๎เหมาะสม สง่ิ ที่จะชั่งและตวง 2.เปล่ียนหนํวยการชง่ั การตวง 2.เปลี่ยนการชัง่ การตวง 3 การหาพ้ืนท่ี 1.หาพ้นื ที่และความยาวรอบรปู 1.หาพ้ืนทแี่ ละความยาวรอบ 3 ของรปู เรขาคณิต รูปของรปู เลขาคณิต 2.แกโ๎ จทยป๑ ัญหาเก่ียวกบั การ 2.โจทย๑ปัญหาของการหา 3 หาพ้นื ทข่ี องรปู เลขาคณิต พ้นื ที่ของรปู เลขาคณิต ปรมิ าตรและความจุ 1.หาปริมาตรและความจุของ 1.การหาปริมาตรและความจุ 3 ทรงส่ีเหลี่ยมมุมฉากและ ของทรงสี่เหลย่ี มมมุ ฉาก และ แก๎ปญั หา การแกป๎ ัญหา 2.บอกความสมั พันธ๑ ระหวําง 2.ความสมั พนั ธ๑ ระหวาํ ง 3 หนํวยของปริมาตร หรือหนวํ ย หนวํ ยของปรมิ าตร หรือหนวํ ย ของความจุ ของความจุ ทิศและแผนผงั 1.บอกชื่อและทิศทางของทศิ 1.การบอกชื่อและทศิ ทางของ 1 ทัง้ แปด ทิศท้งั แปด 2.อําน เขยี นแผนผงั แสดง 2.การอาํ น เขยี นแผนผงั แสดง 2 ตําแหนงํ ของส่ิงตาํ งๆ และ ตาํ แหนงํ ของส่งิ ตาํ งๆ และ แผนผังแสดงการเดนิ ทางโดยใช๎ แผนผังแสดงการเดนิ ทางโดย มาตราสวํ น ใช๎มาตราสวํ น เงนิ
ท่ี หวั เร่อื ง ตวั ชวี้ ดั เนอ้ื หา จานวน (ช่วั โมง) 1.เขียนและอํานจํานวนเงนิ โดย 1.การเขยี นและการอําน 1 ใชจ๎ ุดทศนยิ มกําหนดหนํวย จํานวนเงิน จาํ นวนเต็มและเศษสวํ นของ หนวํ ย 2.เปรียบเทียบจํานวนเงนิ และ 2.การเปรียบเทียบจํานวนเงิน 2 แลกเงิน และแลกเปลีย่ นเงินตรา 3.แกโ๎ จทย๑ปัญหาเกี่ยวกับเงินได๎ 3.การแกโ๎ จทยป๑ ัญหาเกยี่ วกบั 1 เงิน 4.อํานและเขียนบนั ทึกรายรบั - 4.การอาํ นและบันทึกรายรับ- 1 รายจําย รายจําย อุณหภมู ิ 1.การวดั อุณหภูมิเปน็ องศา 1.การวดั อุณหภมู เิ ปน็ องศา 1 ฟาเรนไฮด๑ และองศาเซลเซยี ส ฟาเรนไฮด๑ และองศา 2.เปน็ หนวํ ยการวดั อณุ หภมู ิ เซลเซียส 2.การเปลย่ี นหนวํ ยการวดั 1 เวลา 1.บอก เขียนและอํานเวลาจาก 1.บอกและเขยี นเวลาจาก 1 หน๎าปดั นาฬิกาได๎ โดยใช๎จทุ ด หน๎าปดั นาฬิกา ทศนยิ มกาํ หนดหนวํ ยชว่ั โมง และนาที 2.อํานบนั ทึกเวลา และบันทึก 2.การอํานตาราง 1 กิจกรรมหรือเหตุการณ๑ตาํ งๆ เวลาและการบนั ทึกเหตกุ ารณ๑ โดยระบเุ วลา หรอื กจิ กรรม 3.เปลี่ยนหนวํ ยเวลาจากหนํวย 3.ความสมั พันธร๑ ะหวาํ งหนวํ ย 1 ใหญํเปน็ หนวํ ยยอํ ยและจาก เวลา หนวํ ยยํอยเป็นหนวํ ยใหญไํ ด๎ 4.แกโ๎ จทย๑ปัญหาเกีย่ วกบั เวลา 4.การแก๎ปัญหาเก่ยี วกับเวลา 2 การคาดคะเน 1.คาดคะเนเก่ยี วกบั ความยาว 1.การคาดคะเนเก่ียวกบั 2 พืน้ ที่ ปริมาตร ความจุ นา้ํ หนัก ความยาวพนื้ ที่ ปริมาตร และเวลา ความจุ นํา้ หนกั และเวลา
ท่ี หัวเร่ือง ตวั ชว้ี ัด เนือ้ หา จานวน 6 เรขาคณติ (ชว่ั โมง) 1.จําแนกชนิดของรปู เลขาคณิต 1.ชนดิ ของรูปเรขาคณติ สอง 7 สถติ ิ 1 สองมิติและสามมิติ มิตแิ ละสามมติ ิ 1 8 ความนาํ จะเป็น 3 เบื้องต๎น 2.เขา๎ ใจลักษณะของลูกบาศก๑ 2.ลกู บาศก๑ 3 และนาํ ไปใช๎ 3 3.เขียนรปู เลขาคณติ สองมิติ 3.การประดิษฐ๑รูปเรขาคณติ 2 และประดิษฐ๑รูปเรขาคณิต สองมติ ิ หรอื สามมิติ 2 2 สามมติ ิ 1.เกบ็ รวบรวมข๎อมูลเพื่อตอบ 1.การเก็บรวบรวมข๎อมูลการ คาํ ถามโดยใช๎การสงั เกต การ จาํ แนกข๎อมลู โดยการสงั เกต สํารวจ และการทดลอง และการสํารวจ 2.อํานและเขียนแผนภมู ริ ปู ภาพ 2.การอาํ น การเขยี นและ และแผนภูมิแทํง เปรยี บเทยี บ เปรยี บเทยี บแผนภูมริ ปู ภาพ และแผนภมู แิ ทํง 3.อํานและเขยี นกราฟเส๎น 3.การอํานและการเขยี นกราฟ เสน๎ 4.อํานและเขยี นแผนภมู ิรูป 4.การอาํ นแผนภูมริ ปู วงกลม วงกลม อภิปรายเหตุการณ๑เพื่อสรา๎ ง โอกาสและเหตุการณ๑ท่จี ะ ความคุน๎ เคยกับคําทม่ี ี เกดิ ขน้ึ แนํนอนหรอื อาจจะ ความหมายเชนํ เดยี วกบั คาํ วํา เกดิ ขน้ึ หรือกาจจะไมเํ กิดขึ้น “แนนํ อน” “อาจจะเกิดขึน้ หรือเปน็ ไปไมํได๎ หรือไมเํ กดิ ขนึ้ ” “เปน็ ไปไมไํ ด๎” และร๎จู กั ใช๎คาํ เหลาํ น้ี
ตารางวเิ คราะหเ์ นอื้ หา หลกั สตู รการศกึ ษานอกระบบระดับการศึกษาขน้ั พื้นฐาน พุทธศักราช 2551 ระดบั ประถมศึกษา ภาคเรยี นท่ี 1 ปีการศกึ ษา 2564 สาระความรู้พื้นฐาน รายวชิ าคณิตศาสตร์ รหัส พค11001 จานวน 3 หนว่ ยกติ กศน.อาเภอท่ามะกา สานกั งาน กศน.จงั หวัดกาญจนบุรี มาตรฐานการเรยี นรู้ มีความร๎ู ความเข๎าใจ ตระหนัก เก่ียวกับภูมิศาสตร๑ ประวัติศาสตร๑ เศรษฐศาสตร๑ การเมือง การปกครองในท๎องถิ่น ประเทศ นํามาปรับใช๎ในการดําเนินชีวิต และการประกอบอาชีพเพ่ือความม่ันคงของ ชาติ ที่ ตวั ชีว้ ดั เน้อื หา เนือ้ หางา่ ย เนอ้ื หา เนอื้ หายาก โครงงาน ดว้ ย ปานกลาง นามาสอน ตนเอง (พบกล่มุ ) (กรต) เสริม (ส.ส) 1 1.อาํ นและเขยี น 1.การอํานและเขยี นตัวเลข ตวั เลขแทนจํานวน แทนจํานวน 2.บอกคําประจําหลกั 2.คําประจําหลกั และคํา และคําของตัวเลข ของตัวเลข 3.เขียนจํานวนใน 3.การเขียนในรูปการ รูปการกระจาย กระจาย 4.เปรยี บเทียบ 4.การเรียงลําดบั จํานวน จาํ นวน 5.ประมาณคําเปน็ 5.การประมาณคํา จํานวนเต็ม 6.นาํ ความรแ๎ู ละ 6.สมบตั ิของจํานวนับและ สมบตั เิ ก่ียวกับ ศนู ย๑ และการนําไปใช๎ ใช๎ จาํ นวนนบั และศูนย๑ ในการแก๎ปญั หา ไปใช๎ 7.บวก ลบ คูณ หาร 7.การบวก ลบ คณู หาร จาํ นวนนบั และการ จาํ นวนนับและการ แก๎ปัญหา แก๎ปญั หา
ที่ ตวั ชวี้ ัด เนอ้ื หา เนื้อหางา่ ย เน้อื หา เนอ้ื หายาก โครงงาน ด้วย ปานกลาง นามาสอน ตนเอง (พบกล่มุ ) (กรต) เสริม (ส.ส) 8.หาตวั ประกอบของ 8.ตวั ประกอบของจํานวน จํานวนนับ นับและการหาตัวประกอบ 9.บอกจํานวนเฉพาะ 9.จํานวนเฉพาะและตวั และตัวประกอบ ประกอบเฉพาะ เฉพาะ 10.แยกตัวประกอบ 10.การแยกตัวประกอบ ของจํานวนนับได๎ 11.หา ห.ร.ม. และ 11.ห.ร.ม. และ ค.ร.น. ค.ร.น. ของจํานวน นบั ทกี่ าํ หนดให๎ได๎ 2 1.บอกความหมาย 1.ความหมาย ลกั ษณะของ ลักษณะและอาํ น เศษสวํ น และการอาํ น เศษสวํ น เศษสํวน 2.เขียนเศษสวํ นให๎ 2.การเขยี นเศษสํวนใหอ๎ ยูํ อยูใํ นรปู เศษสวํ น ในรูปเศษสํวนอยํางตํ่า อยํางตา่ํ จาํ นวนคละ จาํ นวนคละ และเศษเกนิ และเศษเกนิ 3.เปรียบเทยี บและ 3.การเปรียบเทยี บเศษสํวน เรยี งลําดับเศษสํวน 4.บวก ลบ เศษสํวน 4.การบวก ลบ เศษสวํ น และนาํ ความร๎ู และโจทยป๑ ญั หา เก่ยี วกบั การคณู เศษสํวนไปใชแ๎ ก๎ โจทย๑ปญั หา 5.คณู เศษสวํ นและ 5.การคูณเศษสวํ นและ นําความรู๎เก่ียวกบั โจทยป๑ ัญหา การคูณเศษสํวนไปใช๎ แก๎โจทยป๑ ญั หา
ท่ี ตัวชวี้ ดั เน้อื หา เนือ้ หางา่ ย เนอ้ื หา เน้ือหายาก โครงงาน ดว้ ย ปานกลาง นามาสอน ตนเอง (พบกลมุ่ ) (กรต) เสรมิ (ส.ส) 6.หารเศษสวํ นและ 6.การหารเศษสํวนและ นาํ ความรเู๎ ก่ียวกบั โจทย๑ปัญหา การหารเศษสวํ นไป ใชแ๎ กโ๎ จทยป๑ ัญหา 7.บวก ลบ คณู หาร 7.การบวก ลบ คณู หาร เศษสวํ นและนาํ เศษสํวนระคน และโจทย๑ ความร๎ไู ปแก๎โจทย๑ ปัญหา ปัญหา 3 1.บอกความหมาย 1.ความหมายของทศนยิ ม และเขียนอําน การเขยี นและการอาํ น ทศนิยม 2.บอกคําประจาํ หลัก 2.คําประจาํ หลักและคํา และคําของตวั เลขใน ของตัวเลขในแตํละหลัก แตํละหลักของ ของทศนยิ ม ทศนิยม 3.เขียนทศนิยมใน 3.การเขยี นทศนยิ มใน รปู การกระจาย รูปการกระจาย 4.เปรยี บเทยี บและ 4.การเปรียบเทยี บและ เรียงลําดบั ทศนยิ ม เรยี งลําดบั ทศนิยม 5.แปลงทศนยิ มให๎อยูํ 5.ความสัมพันธร๑ ะหวําง ในรูปเศษสวํ น และ ทศนยิ มและเศษสํวน แปลงเศษสํวน จํานวนนับให๎อยํใู น รูปทศนิยม 6.ประมาณคํา 6.การประมาณคําใกลเ๎ คียง ทศนิยมหนง่ึ ตําแหนงํ ทศนยิ ม สองตําแหนงํ และ สามตาํ แหนงํ
ท่ี ตวั ช้วี ดั เนือ้ หา เนื้อหาง่าย เน้อื หา เน้อื หายาก โครงงาน ด้วย ปานกลาง นามาสอน ตนเอง (พบกลุ่ม) (กรต) เสรมิ (ส.ส) 7.บวก ลบ ทศนยิ ม 7.การบวก ลบ ทศนิยม และนาํ ความร๎ูไปใช๎ และโจทยป๑ ญั หา แกโ๎ จทย๑ปญั หา 8.คณู หาร ทศนิยม 8.การคูณ หาร ทศนยิ ม และนาํ ความร๎ูไปใช๎ และโจทย๑ปญั หา แก๎โจทยป๑ ัญหา 4 1.เขยี นเศษสํวนทีม่ ี 1.ความหมายของร๎อยละ ตัวสํวนเปน็ 100 ให๎ อยูํในรูปรอ๎ ยละ และ ใช๎สัญลกั ษณ๑ เปอรเ๑ ซ็นต๑ (%) 2.หาคําเศษสํวน 2.ความสมั พนั ธ๑ระหวาํ ง และเขียนร๎อยละหรือ เศษสวํ นและร๎อยละ เปอร๑เซน็ ตใ๑ ห๎อยใํู น รูปเศษสํวน 3.แก๎โจทยป๑ ญั หาการ 3.โจทยป๑ ัญหา การคูณ คูณ การหาร การหาร (บัญญัติไตรยางศ)๑ (บญั ญตั ิไตรยางศ๑) และการประยุกต๑ ของจํานวนนบั และ นําไปประยุกต๑ใช๎ 5 การวดั ความยาวและ ระยะทาง 1.วัดความยาว ความ 1.การวดั ความยาวและ สูง และระยะทาง ระยะทาง โดยใชเ๎ ครอื่ งมือท่ี เปน็ มาตรฐาน 2.เลือกเครื่องวดั และ 2.การเลือกเครื่องวดั และ
ท่ี ตัวชีว้ ัด เนอื้ หา เน้อื หางา่ ย เน้ือหา เนอื้ หายาก โครงงาน ดว้ ย ปานกลาง นามาสอน ตนเอง (พบกลุ่ม) (กรต) เสริม (ส.ส) หนํวยวดั ความยาว หนํวยวดั ความยาว ความ ความสูง และ สูง หรอื ระยะทางที่ ระยะทางท่เี ป็น เหมาะสม มาตรฐานให๎ เหมาะสมกบั สงิ่ ทีจ่ ะ วดั 3.เปลย่ี นหนํวยวดั 3.การเปล่ยี นหนํวยการวดั ความยาว ความสงู หรอื ระยะทางจาก หนํวยใหญเํ ปน็ หนวํ ย ยํอย และจากหนวํ ย ยอํ ยเปน็ หนวํ ยใหญํ 4.หาความยาว ความ 4.มาตรสํวน สงู หรอื ระยะทางจรงิ จากรูปทย่ี ํอสวํ นเม่ือ กาํ หนดมาตราสํวน ให๎ 5.แกโ๎ จทยป๑ ัญหา 5.โจทย๑ปญั หาเกย่ี วกบั การ เกีย่ วกบั การวดั วัดความยาว ความสงู และ ความยาว ความสูง ระยะทาง และระยะทาง การชง่ั และการตวง 1.เลือกหนํวยการชง่ั 1.เลอื กหนํวยการช่ัง การ การตวง ทเ่ี ปน็ ตวง ที่เป็นมาตรฐานให๎ มาตรฐานให๎ เหมาะสม เหมาะสมกับส่ิงทจ่ี ะ ช่งั และตวง 2.เปลี่ยนหนวํ ยการ 2.เปล่ยี นการช่งั การตวง
ท่ี ตัวชว้ี ัด เน้ือหา เนือ้ หาง่าย เนอ้ื หา เนอื้ หายาก โครงงาน ด้วย ปานกลาง นามาสอน ตนเอง (พบกลุ่ม) (กรต) เสริม (ส.ส) ช่งั การตวง การหาพ้นื ท่ี 1.หาพน้ื ที่และความ 1.หาพื้นที่และความยาว ยาวรอบรูปของรูป รอบรูปของรปู เลขาคณติ เรขาคณิต 2.แก๎โจทย๑ปัญหา 2.โจทยป๑ ัญหาของการหา เก่ียวกบั การหาพืน้ ท่ี พ้ืนทีข่ องรูปเลขาคณิต ของรปู เลขาคณิต ปรมิ าตรและความจุ 1.หาปริมาตรและ 1.การหาปริมาตรและ ความจุของทรง ความจุของทรงสีเ่ หลย่ี มมุม ส่ีเหลยี่ มมุมฉากและ ฉาก และการแก๎ปัญหา แก๎ปัญหา 2.บอกความสมั พนั ธ๑ 2.ความสัมพันธ๑ ระหวําง ระหวาํ งหนวํ ยของ หนวํ ยของปรมิ าตร หรือ ปริมาตร หรอื หนํวย หนํวยของความจุ ของความจุ ทศิ และแผนผัง 1.บอกช่ือและ 1.การบอกชือ่ และทิศทาง ทศิ ทางของทิศ ท้ัง ของทิศทงั้ แปด แปด 2.อาํ น เขยี นแผนผงั 2.การอําน เขยี นแผนผงั แสดงตาํ แหนํงของส่ิง แสดงตาํ แหนํงของส่ิงตํางๆ ตํางๆ และแผนผงั และแผนผังแสดงการ แสดงการเดินทาง เดินทางโดยใชม๎ าตราสวํ น โดยใช๎มาตราสวํ น
ท่ี ตวั ชว้ี ัด เนอ้ื หา เนื้อหาง่าย เน้ือหา เน้ือหายาก โครงงาน ด้วย ปานกลาง นามาสอน ตนเอง (พบกล่มุ ) (กรต) เสริม (ส.ส) เงิน 1.การเขยี นและการอาํ น 1.เขยี นและอาํ น จาํ นวนเงนิ จาํ นวนเงินโดยใช๎จุด ทศนิยมกาํ หนด หนวํ ยจํานวนเตม็ และเศษสํวนของ หนวํ ย 2.การเปรยี บเทยี บจาํ นวน 2.เปรยี บเทียบ เงินและแลกเปลี่ยน จํานวนเงินและแลก เงนิ ตรา เงิน 3.การแกโ๎ จทย๑ปญั หา 3.แก๎โจทย๑ปญั หา เกยี่ วกบั เงิน เกี่ยวกับเงินได๎ 4.การอาํ นและบนั ทึก 4.อาํ นและเขียน รายรับ-รายจําย บันทึกรายรับ- รายจําย อุณหภมู ิ 1.การวดั อุณหภูมเิ ป็นองศา 1.การวดั อณุ หภูมิ ฟาเรนไฮด๑ และองศา เป็นองศา ฟาเรน เซลเซยี ส ไฮด๑ และองศา เซลเซียส 2.การเปลีย่ นหนํวยการวัด 2.เป็นหนํวยการวัด อณุ หภมู ิ เวลา 1.บอกและเขียนเวลาจาก 1.บอก เขียนและ หนา๎ ปัดนาฬิกา อาํ นเวลาจากหนา๎ ปดั นาฬกิ าได๎ โดยใช๎จุ ทดทศนยิ มกาํ หนด
ที่ ตวั ช้ีวดั เนอ้ื หา เน้ือหาง่าย เน้อื หา เน้อื หายาก โครงงาน ด้วย ปานกลาง นามาสอน ตนเอง (พบกล่มุ ) (กรต) เสริม (ส.ส) หนวํ ยชัว่ โมงและ นาที 2.การอาํ นตาราง 2.อํานบันทึกเวลา เวลาและการบันทึก และบนั ทึก กจิ กรรม เหตุการณ๑หรือกจิ กรรม หรอื เหตุการณ๑ตาํ งๆ โดยระบเุ วลา 3.ความสัมพนั ธ๑ระหวําง 3.เปลยี่ นหนวํ ยเวลา หนํวยเวลา จากหนวํ ยใหญํเปน็ หนวํ ยยอํ ยและจาก หนํวยยอํ ยเป็นหนวํ ย ใหญํได๎ 4.การแก๎ปัญหาเกี่ยวกับ 4.แก๎โจทย๑ปญั หา เวลา เกย่ี วกับเวลา การคาดคะเน 1.การคาดคะเนเกี่ยวกับ 1.คาดคะเนเก่ียวกับ ความยาวพ้ืนที่ ปรมิ าตร ความยาวพื้นท่ี ความจุ น้าํ หนกั และเวลา ปริมาตร ความจุ น้ําหนกั และเวลา 6 1.จาํ แนกชนดิ ของรูป 1.ชนิดของรูปเรขาคณติ เลขาคณิตสองมติ ิ สองมติ ิและสามมิติ และสามมิติ 2.เข๎าใจลักษณะของ 2.ลูกบาศก๑ ลกู บาศก๑และนาํ ไปใช๎ 3.เขียนรูปเลขาคณิต 3.การประดิษฐ๑รปู สองมิติและประดษิ ฐ๑ เรขาคณิตสองมิติ หรือสาม รปู เรขาคณิต สาม มติ ิ มิติ
ท่ี ตัวชี้วดั เนอื้ หา เนื้อหาง่าย เน้อื หา เน้อื หายาก โครงงาน ดว้ ย ปานกลาง นามาสอน ตนเอง (พบกล่มุ ) (กรต) เสรมิ (ส.ส) 7 1.เกบ็ รวบรวมขอ๎ มูล 1.การเก็บรวบรวมข๎อมูล เพือ่ ตอบคําถามโดย การจาํ แนกขอ๎ มลู โดยการ ใชก๎ ารสงั เกต การ สังเกต และการสาํ รวจ สํารวจ และการ ทดลอง 2.อํานและเขยี น 2.การอาํ น การเขยี นและ แผนภมู ิรปู ภาพและ เปรียบเทียบแผนภมู ิ แผนภมู แิ ทํง รปู ภาพ และแผนภูมแิ ทงํ เปรยี บเทยี บ 3.อาํ นและเขยี น 3.การอาํ นและการเขียน กราฟเส๎น กราฟเส๎น 4.อาํ นและเขยี น 4.การอํานแผนภูมิรปู แผนภูมิรปู วงกลม วงกลม 8 อภิปรายเหตุการณ๑ โอกาสและเหตุการณ๑ท่ีจะ เพอื่ สรา๎ ง เกิดข้นึ แนนํ อนหรืออาจจะ ความค๎นุ เคยกบั คําท่ี เกดิ ข้ึนหรือกาจจะไมํ มีความหมาย เกิดข้ึน หรอื เป็นไปไมํได๎ เชํนเดยี วกับคาํ วาํ “แนํนอน” “อาจจะ เกดิ ขึน้ หรอื ไมํ เกิดขึ้น” “เปน็ ไป ไมํได๎” และรู๎จกั ใช๎คาํ เหลาํ น้ี
แผนการจัดการเรยี นรูร้ ายวิชา สาระความร้พู ื้นฐ ระดบั ประถมศึกษา จ หัวเรอ่ื ง จานวน แล ครง้ั ท่ี วนั /เดือน/ปี หัวเรื่อง/ตัวชี้วดั เนอื้ หาสาระการเรยี นรู้ 15 จานวนและการ ดาเนินการ 1.อาํ นและเขียนตัวเลข 1.การอาํ นและเขียนตัวเลข แทนจํานวน แทนจํานวน 2.บอกคําประจาํ หลกั และ 2.คาํ ประจาํ หลักและคําของ คาํ ของตัวเลข ตวั เลข 3.เขยี นจาํ นวนในรูปการ 3.การเขียนในรูปการ กระจาย กระจาย 4.เปรียบเทียบจํานวน 4.การเรยี งลาํ ดบั จาํ นวน 5.ประมาณคาํ เปน็ จํานวน 5.การประมาณคาํ เต็ม 6.นําความรู๎และสมบัติ 6.สมบัตขิ องจํานวนนบั และ เก่ยี วกับจํานวนนบั และ ศนู ย๑ และการนําไปใช๎ ใชใ๎ น ศูนยไ๑ ปใช๎ การแกป๎ ัญหา 8.หาตวั ประกอบของ 8.ตวั ประกอบของจาํ นวน จาํ นวนนับ นบั และการหาตัวประกอบ
ฐาน รายวชิ าคณติ ศาสตร์ รหัสวิชา พค11001 จานวน 3 หนว่ ยกิต ละการดาเนินการ การจัดกระบวนการ สือ่ /แหลง่ การวัดและ หมายเหตุ เรียนรู้ เรยี นรู้ ประเมนิ ผล ขัน้ ที่ 1 กาหนดสภาพ -หนังสือ -การสังเกต ขั้นท่ี 1 ปัญหา เรยี น -การชกั ถาม สามารถ การจัดกิจกรรมการเรยี น -ใบความรู๎ -การมสี วํ น ปรับเปลย่ี น การสอนแบบ ON SITE -ใบงาน รํวม ไดต้ าม 1.ครกู ลําวทกั ทายและ -อินเตอรเ๑ นต็ -การตรวจ ความ นาํ เข๎าสํูบทเรียน -ห๎องสมดุ ผลงาน เหมาะสม 2. ครแู ละผ๎เู รียนรํวมกัน กศน. -บันทึกการ ของ อธิบายเกย่ี วกับเร่ือง ตาํ บล เรียนร๎ู บริบทกศน. 1.การอาํ นและเขยี นตวั เลข -แหลํงเรียนรู๎ ตาบล แทนจํานวน ชมุ ชน 2.คาํ ประจาํ หลักและคํา -คลิปวีดโี อ ของตัวเลข ออนไลน๑ 3.การเขียนในรูปการ (Youtube) กระจาย 4.การเรียงลําดบั จํานวน 5.การประมาณคาํ
คร้งั ที่ วนั /เดือน/ปี หวั เร่อื ง/ตัวช้ีวัด เน้อื หาสาระการเรยี นรู้
การจัดกระบวนการ สื่อ/แหล่ง การวดั และ หมายเหตุ เรียนรู้ เรยี นรู้ ประเมินผล 6.สมบัตขิ องจํานวนนับ และศนู ย๑ และการนาํ ไปใช๎ ใช๎ในการแก๎ปญั หา 8.ตัวประกอบของจาํ นวน นับและการหาตวั ประกอบ การจัดกจิ กรรมการเรียน การสอนแบบ ON AIR 1.ครมู อบหมายใหผ๎ ๎ูเรียน ศกึ ษาเรียนรผ๎ู ําน ETV ออนไลน๑ www. etvthai.tv การจัดกิจกรรมการเรยี น การสอนแบบ ON line 1. ครูพบกลมุํ ผู๎เรยี นผําน ชอํ งทางออนไลน๑ตาํ งๆ เชํน VDO CALL, GOOGLE MEET, ZOOM เปน็ ต๎น เพอื่ ติดตามพูดคยุ กบั ผ๎ูเรยี น
คร้งั ที่ วนั /เดือน/ปี หวั เร่อื ง/ตัวช้ีวัด เน้อื หาสาระการเรยี นรู้
การจัดกระบวนการ สอ่ื /แหลง่ การวดั และ หมายเหตุ เรยี นรู้ เรียนรู้ ประเมินผล การจดั กิจกรรมการเรยี น การสอนแบบ ON Hand 1. ครมู อบหมายงาน สําหรับนกั ศึกษาท่ีไมมํ า พบกลุํมโดยจดั ทําใบงาน ใบความรูใ๎ ห๎ผ๎ูเรียนมารบั ทีก่ ศน.ตาํ บล และนํามาสํง ในวนั ท่มี าพบกลํุม การจดั กิจกรรมการเรยี น การสอนแบบ ON Demand 1. ครูมอบหมายใบงาน และใบความรผ๎ู ํานชอํ งทาง ห๎องเรยี นออนไลน๑ Google classroom Website กศน.ตําบล เพ่ือ มอบหมายงานให๎ผเ๎ู รยี นท่ี ไมํสะดวกมาพบกลุํม หรือ เรยี นออนไลน๑ได๎
คร้งั ที่ วนั /เดือน/ปี หวั เร่อื ง/ตัวช้ีวัด เน้อื หาสาระการเรยี นรู้
การจัดกระบวนการ สื่อ/แหลง่ การวดั และ หมายเหตุ เรียนรู้ เรยี นรู้ ประเมนิ ผล ดาวน๑โหลดใบงานและใบ ความร๎ูเพ่ือศึกษาและสํง งาน ขน้ั ท่ี 2 แสวงหาความรู้ 1. ผ๎เู รยี นศึกษาจากใบ ความรู๎ คลิปวิดีโอเสรมิ ความรูแ๎ ละส่ือตาํ ง ๆ 2. ครแู ละผเู๎ รียนนาํ ความรู๎ ท่ไี ด๎มาแลกเปลี่ยนเรยี นรู๎ 3. ครแู ละผเ๎ู รยี นรํวมกัน อภปิ รายและนํามาสรุป องค๑ความรูท๎ ่ีได๎รับ ขัน้ ที่ 3 การปฏิบัติ นาไปใช้ ผเ๎ู รียนนาํ ความร๎ูทไ่ี ดร๎ ับมา ปรับใชใ๎ นชวี ิตประจาํ วัน
คร้งั ที่ วนั /เดือน/ปี หวั เร่อื ง/ตัวช้ีวัด เน้อื หาสาระการเรยี นรู้
การจัดกระบวนการ สือ่ /แหล่ง การวัดและ หมายเหตุ เรียนรู้ เรียนรู้ ประเมินผล ขนั้ ที่ 4 การประเมินผล การเรียนรู้ 1. สังเกต 2. บันทกึ การเรียนร๎ู 3. ใบงาน 4. แบบทดสอบออนไลน๑ มอบหมายงาน 1. บนั ทกึ การเรียนร๎ู (กรต.) 2. ทํารายงานเรอ่ื ง การ บวก ลบ คูณ หาร จาํ นวน นับและการแก๎ปัญหา
ใบงานครั้งที่ 15 วิชาคณิตศาสตร์ รหสั วชิ า พค11001 ระดับประถมศกึ ษา เรอื่ ง การบวก ลบ คณู หาร จานวนนับ ช่อื -สกุล ................................................ รหสั นักศกึ ษา ..............................ตาํ บล................................... วันที่ ...................... เดอื น ......................................... พ.ศ. ............................... คาชี้แจง ให๎ผ๎เู รียนอธบิ ายถงึ หวั ข๎อดงั ตํอไปน้ี 1. จํานวนนบั คือ .................................................................................. ............................................................................................ ............................................................................................................................. ................................................. ............................................................................................................................. ................................................. .............................................................................................................................................................................. ............................................................................................................................. ................................................. ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………….. 2. ให๎นักศึกษาอธบิ าย การเขียนตัวเลขแทนจาํ นวนในรปู กระจาย วํามวี ธิ ีการเขยี นอยาํ งไร ............................................................................................................................. ................................................. ............................................................................................................................. ................................................. .............................................................................................................................................................................. ............................................................................................................................. ................................................. ............................................................................................................................. ................................................. …………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
เฉลยใบงานครง้ั ท่ี 15 วชิ าคณติ ศาสตร์ รหสั วิชา พค11001 ระดบั ประถมศกึ ษา เรือ่ ง การบวก ลบ คูณ หาร จานวนนบั ชอ่ื -สกลุ ................................................ รหัสนักศกึ ษา ..............................ตาํ บล................................... วันที่ ...................... เดอื น ......................................... พ.ศ. ............................... คาชแ้ี จง ใหผ๎ เู๎ รียนอธบิ ายถงึ หัวขอ๎ ดงั ตํอไปน้ี 1. จาํ นวนนบั คือ ตอบ จํานวนที่นับสง่ิ ของตํางๆ ซึง่ แบงํ ออกเป็น 2 ประเภทคอื จาํ นวนคูํ คอื จาํ นวนที่หาร ด๎วย 2 ลงตัว และ จํานวนค่ี คอื จาํ นวนทหี่ ารด๎วย 2 ไมลํ งตวั เชํน 1, 3, 5,..... 2. ใหน๎ กั ศึกษาอธิบาย การเขียนตวั เลขแทนจาํ นวนในรูปกระจาย วาํ มีวิธกี ารเขยี นอยาํ งไร ตอบ เปน็ การเขยี นตวั เลขในรูปการบวกคําของเลขโดดในหลกั ตําง ๆ ของจํานวนน้นั ถ๎าเลขโดดหลกั ใด เปน็ ศูนย๑ ไมจํ ําเป็นตอ๎ งนํามาเขียน ในรปู ของการบวกดว๎ ยก็ได๎ เชํน จาํ นวน 23,760,591,480 เขยี นในรปู กระจายได๎ ดงั นี้ 20,000,000,000 + 3,000,000,000 + 700,000,000 + 60,000,000 + 500,000 + 90,000 + 1,000 + 400 + 80
ใบความรู้ครงั้ ท่ี 15 วิชาคณติ ศาสตร์ รหสั วชิ า พค11001 ระดบั ประถมศึกษา เรือ่ ง การบวก ลบ คณู หาร จานวนนับ จานวนนับ และการบวก การลบ การคูณ การหาร จานวนนับ จาํ นวนนบั คอื จาํ นวนที่นบั ส่งิ ของตํางๆ ซึง่ แบงํ ออกเปน็ 2 ประเภทคือ จาํ นวนคูํ คือ จาํ นวนทหี่ าร ด๎วย 2 ลงตวั และ จาํ นวนคี่ คือ จาํ นวนที่หารดว๎ ย 2 ไมํลงตวั เชนํ 1, 3, 5,..... ค่าประจาหลัก
คา่ ของเลขโดด คาํ ของเลขโดในหลกั ตาํ ง ๆ คาํ ของเลขโดดในแตลํ ะหลัก มคี ําเทํากบั ผลคูณของเลขโดดนัน้ กับคําประจาํ หลัก เชนํ จาํ นวน 36,758,000 การเขยี นในรปู กระจาย การเขียนในรูปกระจาย การเขยี นตวั เลขแทนจาํ นวนในรูปกระจาย เป็นการเขยี นตัวเลขในรปู การบวกคํา ของเลขโดดในหลกั ตําง ๆ ของจาํ นวนน้นั ถ๎าเลขโดดหลกั ใดเปน็ ศูนย๑ ไมจํ าํ เป็นต๎องนํามาเขียน ในรปู ของการ บวกด๎วยก็ได๎ เชนํ จํานวน 23,760,591,480 เขยี นในรปู กระจายได๎ ดังนี้ 20,000,000,000 + 3,000,000,000 + 700,000,000 + 60,000,000 + 500,000 + 90,000 + 1,000 + 400 + 80 การบวก การลบ การคูณ การหาร การบวก คือกระบวนการทางคณิตศาสตร๑ โดยการรวมสิ่งของเขา๎ ด๎วยกัน เคร่ืองหมายบวก (+) ถูกใช๎ แทนความหมายของการบวกจาํ นวนหลายจํานวน การลบ คอื การนําจํานวนหน่งึ หกั ออกจากอีกจํานวนหนง่ึ หรือเป็นการเปรียบเทียบจาํ นวนสองจาํ นวน ซงึ่ จํานวนทเ่ี หลือหรอื จาํ นวนทเ่ี ป็นผลตํางของสอง จํานวนนเ้ี รยี กวํา \"ผลลบ\" และใชเ๎ คร่ืองหมาย ลบ (-) เป็นการแสดงการลบ การคณู คือการดําเนนิ การทางคณิตศาสตร๑อยํางหน่ึง ทาํ ใหเ๎ กิดการเพม่ิ หรอื ลดจํานวนจาํ นวนหน่ึงเปน็ อตั รา การคณู เปน็ หน่งึ ในสขี่ องการดาํ เนินการ พ้นื ฐานของเลขคณิตมูลฐาน (การดําเนนิ การอยํางอ่นื ได๎แกํ การบวก การลบ และการหาร) การคูณสามารถ นิยามบนจาํ นวนธรรมชาตวิ าํ เป็นการบวกท่ีซาํ้ ๆ กัน ตัวอยํางเชนํ 4 คูณด๎วย 3 (หรอื เรียกโดยยอํ วํา 4 คณู 3) หมายถึงการบวกจํานวน 4 เข๎าไป 3 ชดุ ดงั นี้
โดยทัว่ ไปการคณู สามารถเขยี นโดยใช๎เครื่องหมายคูณ (×) ระหวํางจาํ นวนทงั้ สอง (ในรูปแบบสัญกรณ๑ เติมกลาง) การหาร หมายถงึ การทําใหล๎ ดลงทีละเทําๆกัน หรือการลบออกด๎วยจาํ นวนเทําๆกนั หลายคร้งั จนผลลบ เปน็ 0 สมบัติการสลับท่ี ถ๎า a และ b เปน็ จํานวนเต็มบวกใด ๆ แล๎ว a + b = b + a (สมบตั ิการสลับท่ขี องการบวก) เชนํ 2 + 5 = 7 และ 5+ 2 = 7 ดงั นน้ั 2+5 = 5+2 a x b = b x a (สมบตั กิ ารสลบั ทีข่ องการคูณ) เชํน 6 x 4 = 24 และ 4 x 6 = 24 ดงั นน้ั 6 x 4 = 4 x 6 สมบตั กิ ารเปลี่ยนกลุ่ม ถ๎า a , b และ C เป็นจํานวนเต็มบวก ใด ๆ แลว๎ 1 (a+ b) + c = a + (b + c ) สมบัตกิ ารเปล่ียนกลํุมของการบวก เชนํ ( 3+ 4) + 2 = 7 + 2 = 9 และ 3 + (4+2) = 3 + 6 = 9 ดงั นั้น ( 3+ 4 ) + 2 = 3 + ( 4 + 2 ) 2 (a x b) x c = a x ( b x c )สมบตั กิ ารเปลีย่ นกลุมํ ของการคูณ เชํน ( 2 x 3 ) x 4 = 6 x 4 = 24 และ 2 x ( 3 x 4 ) = 2 x 12 = 24 ดังน้นั (2 x 3) x 4 = 2 x (3 x 4) การบวก ลบ คณู หารระคน ในการบวก ลบ คูณ หารระคน ใหห๎ าผลลพั ธ๑ของจํานวนในวงเลบ็ กอํ นแลว๎ จึงนํามาดําเนินการหา ผลลพั ธ๑ตํอไป เชนํ
การแกป้ ญั หาแบบรปู และความสัมพนั ธ์ แบบรปู ของจานวน เป็นการแสดงความสัมพนั ธ์ของจานวนท่ีมีกฎเกณฑแ์ น่นอนและเปน็ ระบบอยา่ งต่อเน่ือง เช่น ตวั อยํางที่ 1 หารูปแบบของจํานวนทก่ี ําหนดตํอไปนี้ 1, 3, 5, 7, 9, ... จํานวนท่ี 86 คือจํานวนใด วิธคี ดิ พิจารณาความสมั พันธข๑ องจาํ นวน ดังนี้ จํานวนที่ 1 คอื ( 1 x 2 ) - 1 = 1 จาํ นวนท่ี 2 คอื ( 2 x 2 ) - 1 = 3 จาํ นวนที่ 3 คือ ( 3 x 2 ) - 1 = 5 เชนํ น้จี นถงึ จํานวนท่ี 86 คือ ( 86 x 2 ) -1 = 171 ดงั น้ัน จาํ นวนที่ 86 คือ 171 ตัวอยํางที่ 2 หารปู แบบของจํานวนทก่ี ําหนดตํอไปนี้ 1, 4, 9, 16, 25, ... จงหาจํานวนที่ 103 วธิ ีคิด พิจารณาความสมั พันธ๑ของจํานวน ดังนี้ จํานวนที่ 1 คอื 1 x 1 = 1 จาํ นวนที่ 2 คอื 2 x 2 = 4 จํานวนที่ 3 คอื 3 x 3 = 9 เชํนนจ้ี นถึง จํานวนท่ี 103 คือ 103 x 103 = 10,609 ดังน้นั จาํ นวนท่ี 103 คอื 10,609
แผนการจดั กิจก ครั้งท
กรรมการเรยี นรู้ ท่ี 16
ครั้งที่ วนั /เดือน/ปี แผนการจัดการเรียนรู้รายวชิ า สาระความร้พู ้ืนฐ ระดบั ประถมศึกษา จ หัวเร่ือง เศ หัวเรื่อง/ตัวชี้วัด เน้ือหาสาระการเรียนรู้ 16 1.เขียนเศษสวํ นทีม่ ีตัว 1.ความหมายของร๎อยละ ข สวํ นเป็น 100 ใหอ๎ ยูํในรปู ป ร๎อยละ และใชส๎ ัญลกั ษณ๑ ก เปอร๑เซ็นต๑ (%) ก 2.หาคําเศษสวํ น และ 2.ความสมั พันธร๑ ะหวําง 1 เขยี นร๎อยละหรือ เศษสํวนและร๎อยละ น เปอร๑เซน็ ต๑ให๎อยํใู นรปู 2 เศษสํวน อ 3.แก๎โจทย๑ปัญหาการคณู 3.โจทย๑ปัญหา การคูณ 1 การหาร การหาร (บัญญัติไตรยางศ๑) 2 (บญั ญตั ไิ ตรยางศ๑) ของ และการประยกุ ต๑ เ จาํ นวนนับ และนาํ ไป 3 ประยุกต๑ใช๎ ก แ
ฐาน รายวชิ าคณติ ศาสตร์ รหสั วิชา พค11001 จานวน 3 หนว่ ยกติ ศษส่วน การจัดกระบวนการ สื่อ/แหล่งเรียนรู้ การวัดและ หมายเหตุ เรียนรู้ ประเมินผล ข้ันท่ี 1 สามารถ ข้ันที่ 1 กาหนดสภาพ -หนังสือเรยี น -การสังเกต ปรบั เปล่ียนได้ ตามความ ปญั หา -ใบความรู๎ -การชกั ถาม เหมาะสมของ บริบทกศน. การจดั กิจกรรมการเรียน -ใบงาน -การมีสํวนรํวม ตาบล การสอนแบบ ON SITE -อินเตอรเ๑ น็ต -การตรวจผลงาน 1.ครกู ลาํ วทักทายและ -ห๎องสมุด กศน. -บันทกึ การเรยี นร๎ู นําเขา๎ สํบู ทเรียน ตาํ บล 2. ครูและผู๎เรยี นรํวมกนั -แหลํงเรียนรช๎ู ุมชน อธิบายเก่ียวกบั เรื่อง -คลิปวดี โี อออนไลน๑ 1.ความหมายของร๎อยละ (Youtube) 2.ความสัมพันธ๑ระหวาํ ง เศษสํวนและร๎อยละ 3.โจทย๑ปัญหา การคณู การหาร(บญั ญตั ิไตรยางศ๑) และการประยุกต๑
ครั้งท่ี วัน/เดือน/ปี หวั เรื่อง/ตัวชี้วดั เน้อื หาสาระการเรยี นรู้ ก ก 1 ศ อ e ก ก 1 ช เ G เ ก ก ก 1 ส พ
การจดั กระบวนการ สื่อ/แหล่งเรยี นรู้ การวดั และ หมายเหตุ เรยี นรู้ ประเมนิ ผล การจดั กิจกรรมการเรยี น การสอนแบบ ON AIR 1.ครมู อบหมายให๎ผู๎เรียน ศึกษาเรยี นรผู๎ ําน ETV ออนไลน๑ www. etvthai.tv การจดั กิจกรรมการเรยี น การสอนแบบ ON line 1. ครูพบกลมํุ ผเ๎ู รียนผาํ น ชอํ งทางออนไลนต๑ าํ งๆ เชํน VDO CALL, GOOGLE MEET, ZOOM เปน็ ตน๎ เพื่อติดตามพดู คยุ กับผู๎เรียน การจัดกิจกรรมการเรยี น การสอนแบบ ON Hand 1. ครมู อบหมายงาน สาํ หรบั นกั ศกึ ษาที่ไมํมา พบกลุํมโดยจัดทําใบงาน
ครั้งท่ี วัน/เดอื น/ปี หวั เร่อื ง/ตัวชี้วดั เน้อื หาสาระการเรยี นรู้ ใ ก ใ ก ก D 1 แ ห G W ม ไ เ ด ค ง
การจัดกระบวนการ สอื่ /แหลง่ เรียนรู้ การวัดและ หมายเหตุ เรยี นรู้ ประเมนิ ผล ใบความรใู๎ หผ๎ ูเ๎ รยี นมารับที่ กศน.ตาํ บล และนาํ มาสงํ ในวนั ท่ีมาพบกลุมํ การจดั กจิ กรรมการเรียน การสอนแบบ ON Demand 1. ครูมอบหมายใบงาน และใบความรู๎ผํานชอํ งทาง หอ๎ งเรียนออนไลน๑ Google classroom Website กศน.ตําบล เพ่ือ มอบหมายงานให๎ผ๎ูเรยี นที่ ไมสํ ะดวกมาพบกลุมํ หรือ เรียนออนไลนไ๑ ด๎ ดาวน๑โหลดใบงานและใบ ความรเ๎ู พื่อศึกษาและสงํ งาน
ครั้งท่ี วัน/เดือน/ปี หวั เรื่อง/ตัวชี้วดั เน้อื หาสาระการเรยี นรู้ ข 1 ค ค 2 ท 3 อ อ ข น ผ ป ข ก 1 2 3 4
การจดั กระบวนการ สอ่ื /แหล่งเรียนรู้ การวดั และ หมายเหตุ เรียนรู้ ประเมนิ ผล ขนั้ ท่ี 2 แสวงหาความรู้ 1. ผเ๎ู รียนศกึ ษาจากใบ ความร๎ู คลปิ วดิ โี อเสรมิ ความรูแ๎ ละสื่อตาํ ง ๆ 2. ครแู ละผเ๎ู รียนนาํ ความรู๎ ท่ไี ด๎มาแลกเปลีย่ นเรียนรู๎ 3. ครแู ละผเู๎ รียนรํวมกนั อภิปรายและนํามาสรุป องค๑ความร๎ทู ่ีได๎รบั ขัน้ ท่ี 3 การปฏบิ ัติ นาไปใช้ ผู๎เรยี นนําความรท๎ู ี่ได๎รบั มา ปรบั ใชใ๎ นชีวติ ประจาํ วัน ขัน้ ที่ 4 การประเมินผล การเรียนรู้ 1. สงั เกต 2. บนั ทกึ การเรยี นร๎ู 3. ใบงาน 4. แบบทดสอบออนไลน๑
Search
Read the Text Version
- 1
- 2
- 3
- 4
- 5
- 6
- 7
- 8
- 9
- 10
- 11
- 12
- 13
- 14
- 15
- 16
- 17
- 18
- 19
- 20
- 21
- 22
- 23
- 24
- 25
- 26
- 27
- 28
- 29
- 30
- 31
- 32
- 33
- 34
- 35
- 36
- 37
- 38
- 39
- 40
- 41
- 42
- 43
- 44
- 45
- 46
- 47
- 48
- 49
- 50
- 51
- 52
- 53
- 54
- 55
- 56
- 57
- 58
- 59
- 60
- 61
- 62
- 63
- 64
- 65
- 66
- 67
- 68
- 69
- 70
- 71
- 72
- 73
- 74
- 75
- 76
- 77
- 78
- 79
- 80
- 81
- 82
- 83
- 84
- 85
- 86
- 87
- 88
- 89
- 90
- 91
- 92
- 93
- 94
- 95
- 96
- 97
- 98
- 99
- 100
- 101
- 102
- 103
- 104
- 105
- 106
- 107
- 108
- 109
- 110
- 111
- 112
- 113
- 114
- 115
- 116
- 117
- 118
- 119
- 120
- 121
- 122
- 123
- 124
- 125
- 126
- 127
- 128
- 129
- 130
- 131
- 132
- 133
- 134
- 135
- 136
- 137
- 138
- 139
- 140
- 141
- 142
- 143
- 144
- 145
- 146
- 147
- 148
- 149
- 150
- 151
- 152
- 153
- 154
- 155
- 156
- 157
- 158
- 159
- 160
- 161
- 162
- 163
- 164
- 165
- 166
- 167
- 168
- 169
- 170
- 171
- 172
- 173
- 174
- 175
- 176
- 177
- 178
- 179
- 180
- 181
- 182
- 183
- 184
- 185
- 186
- 187
- 188
- 189
- 190
- 191
- 192
- 193
- 194
- 195
- 196
- 197
- 198
- 199
- 200
- 201
- 202
- 203
- 204
- 205
- 206
- 207
- 208
- 209
- 210
- 211
- 212
- 213
- 214
- 215
- 216
- 217
- 218
- 219
- 220
- 221
- 222
- 223
- 224
- 225
- 226
- 227
- 228
- 229
- 230
- 231
- 232
- 233
- 234
- 235
- 236
- 237
- 238
- 239
- 240
- 241
- 242
- 243
- 244
- 245
- 246
- 247
- 248
- 249
- 250
- 251
- 252
- 253
- 254
- 255
- 256
- 257
- 258
- 259
- 260
- 261
- 262
- 263
- 264
- 265
- 266
- 267
- 268
- 269
- 270
- 271
- 272
- 273
- 274
- 275
- 276
- 277
- 278
- 279
- 280
- 281
- 282
- 283
- 284
- 285
- 286
- 287
- 288
- 289
- 290
- 291
- 292
- 293
- 294
- 295
- 296
- 297
- 298
- 299
- 300
- 301
- 302
- 303
- 304
- 305
- 306
- 307
- 308
- 309
- 310
- 311
- 312
- 313
- 314
- 315
- 316
- 317
- 318
- 319
- 320
- 321
- 322
- 323
- 324
- 325
- 326
- 327
- 328
- 329
- 330
- 331
- 332
- 333
- 334
- 335
- 336
- 337
- 338
- 339
- 340
- 341
- 342
- 343
- 344
- 345
- 346
- 347
- 348
- 349
- 350
- 351
- 352