Important Announcement
PubHTML5 Scheduled Server Maintenance on (GMT) Sunday, June 26th, 2:00 am - 8:00 am.
PubHTML5 site will be inoperative during the times indicated!

Home Explore แผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้รายสัปดาห์ ประถม

แผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้รายสัปดาห์ ประถม

Published by Parnwadee Suanoo, 2023-06-18 11:50:09

Description: แผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้รายสัปดาห์

Search

Read the Text Version

การจัดกระบวนการ ส่อื /แหลง่ เรียนรู้ การวัดและ หมายเหตุ เรยี นรู้ ประเมนิ ผล -อวยั วะภายใน ไดแ๎ กํ หวั ใจ ปอด กระเพาะ ลําไส๎ ตับ ไต ฯลฯ 3.การดูแล รกั ษาปูองกนั ความผดิ ปกติของอวัยวะ สาํ คญั ของราํ งกาย การจัดกจิ กรรมการเรียน การสอนแบบ ON AIR 1.ครูมอบหมายใหผ๎ ู๎เรยี น ศึกษาเรยี นร๎ูผาํ น ETV ออนไลน๑ www. etvthai.tv การจัดกจิ กรรมการเรียน การสอนแบบ ON line 1. ครูพบกลุํมผู๎เรยี นผําน ชอํ งทางออนไลน๑ตํางๆ เชนํ VDO CALL, GOOGLE MEET, ZOOM เป็นตน๎ เพื่อติดตามพูดคุย

คร้งั ที่ วนั /เดือน/ปี หวั เร่อื ง/ตัวช้ีวัด เน้อื หาสาระการเรยี นรู้

การจดั กระบวนการ ส่อื /แหล่งเรยี นรู้ การวัดและ หมายเหตุ เรียนรู้ ประเมนิ ผล กับผ๎ูเรียน การจดั กิจกรรมการเรียน การสอนแบบ ON Hand 1. ครมู อบหมายงาน สาํ หรบั นักศึกษาท่ีไมํมา พบกลํมุ โดยจดั ทําใบงาน ใบความรู๎ให๎ผูเ๎ รียนมารบั ทก่ี ศน.ตาํ บล และนํามาสํง ในวนั ท่ีมาพบกลมํุ การจัดกจิ กรรมการเรียน การสอนแบบ ON Demand 1. ครมู อบหมายใบงาน และใบความรู๎ผํานชอํ งทาง ห๎องเรียนออนไลน๑ Google classroom Website กศน.ตําบล เพื่อ มอบหมายงานให๎ผู๎เรยี นที่ ไมํสะดวกมาพบกลมุํ หรือ

คร้งั ที่ วนั /เดือน/ปี หวั เร่อื ง/ตัวช้ีวัด เน้อื หาสาระการเรยี นรู้

การจดั กระบวนการ ส่อื /แหล่งเรยี นรู้ การวดั และ หมายเหตุ เรียนรู้ ประเมินผล เรียนออนไลนไ๑ ด๎ ดาวน๑โหลดใบงานและใบ ความรูเ๎ พื่อศึกษาและสงํ งาน ขั้นที่ 2 แสวงหาความรู้ 1. ผเ๎ู รียนศึกษาจากใบ ความรู๎ คลปิ วิดีโอเสริม ความร๎ูและส่ือตําง ๆ 2. ครูและผู๎เรียนนําความร๎ู ทไ่ี ดม๎ าแลกเปลย่ี นเรียนรู๎ 3. ครูและผเ๎ู รียนรวํ มกัน อภปิ รายและนาํ มาสรุป องค๑ความรู๎ท่ีได๎รับ ขน้ั ท่ี 3 การปฏบิ ัติ นาไปใช้ ผ๎ูเรียนนาํ ความรท๎ู ไี่ ดร๎ บั มา ปรับใช๎ในชีวิตประจําวนั ขนั้ ท่ี 4 การประเมินผล การเรยี นรู้

คร้งั ที่ วนั /เดือน/ปี หวั เร่อื ง/ตัวช้ีวัด เน้อื หาสาระการเรยี นรู้

การจัดกระบวนการ ส่อื /แหล่งเรยี นรู้ การวดั และ หมายเหตุ เรยี นรู้ ประเมินผล 1. สงั เกต 2. บันทกึ การเรยี นร๎ู 3. ใบงาน 4. แบบทดสอบออนไลน๑ มอบหมายงาน 1. บนั ทกึ การเรยี นร๎ู (กรต.) 2. ทาํ รายงานเรื่อง โครงสร๎าง หน๎าท่ี และการ ทํางานของอวยั วะสาํ คัญ ของราํ งกาย 3. ชน้ิ งานรายวิชาสุข ศกึ ษา พลศกึ ษา

ใบงานครั้งท่ี 3 วชิ าสขุ ศึกษา พลศกึ ษา รหัสวิชา ทช11002 ระดบั ประถมศึกษา เรือ่ ง รา่ งกายของเรา ชอื่ -สกุล ................................................ รหัสนักศกึ ษา ..............................ตาํ บล................................... วันท่ี ...................... เดอื น ......................................... พ.ศ. ............................... คาชีแ้ จง ใหผ๎ ๎ูเรยี นอธิบายถึงหัวขอ๎ ดังตํอไปนี้ 1. การรับประทานอาหารให๎ครบ 5 หมูํ ประกอบด๎วยอะไรบา๎ ง ............................................................................................................................. ................................................. .............................................................................................................................................................................. ............................................................................................................................. ................................................. ............................................................................................................................. ................................................. ................................................................................................................................................................. ............. ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………….. 2. การออกกาํ ลังกายที่ดคี วรทําเป็นประจําอยํางสมํ่าเสมอ อยาํ งน๎อยวันละกน่ี าที และควรออกให๎ไดส๎ ปั ดาห๑ละ ก่ีครงั ............................................................................................................................. ................................................. ............................................................................................................................. ................................................. .............................................................................................................................................................................. ............................................................................................................................. ................................................. ............................................................................................................................. ................................................. 3. นกั ศกึ ษาสามารถเพม่ิ พลงั บวกใหต๎ วั เอง สามารถทาํ ไดอ๎ ยาํ งไรบ๎าง ................................................................................................................................... ........................................... ....................................................................................... ....................................................................................... ............................................................................................................................. ................................................. ............................................................................................................................. ................................................. ..............................................................................................................................................................................

เฉลยใบงานครงั้ ที่ 3 วิชาสขุ ศกึ ษา พลศึกษา รหัสวิชา ทช11002 ระดบั ประถมศึกษา เรือ่ ง การดูแลสุขภาพ ชือ่ -สกุล ................................................ รหสั นักศกึ ษา ..............................ตาํ บล................................... วันที่ ...................... เดอื น ......................................... พ.ศ. ............................... คาชีแ้ จง ใหผ๎ เ๎ู รียนอธิบายถึงหวั ข๎อดังตํอไปน้ี 1. การรบั ประทานอาหารให๎ครบ 5 หมูํ ประกอบด๎วยอะไรบ๎าง โปรตีน คาร๑โบไฮเดรต ไขมนั วติ ามิน เกลือแรํ 2. การออกกาํ ลงั กายที่ดคี วรทําเป็นประจําอยาํ งสมํ่าเสมอ อยาํ งน๎อยวันละกน่ี าที และควรออกให๎ได๎สปั ดาห๑ละ กคี่ รงั อยํางน๎อยวนั ละ 30 นาที สัปดาห๑ละ 2 – 3 ครัง้ 3. นักศึกษาสามารถเพม่ิ พลังบวกใหต๎ ัวเอง สามารถทําไดอ๎ ยํางไรบา๎ ง o มองโลกอยํูบนพน้ื ฐานความเปน็ จรงิ o ปรับความคดิ ทัศนคติให๎เป็นคนทม่ี ีความยดื หยํุนมากขึ้น o เลกิ เปรยี บเทยี บส่งิ ตาํ งๆ แตํเลือกมองหาเฉพาะเร่ืองดีๆ จากสง่ิ เหลาํ นั้นแทน o เตือนตัวเองวําทุกเรื่องมสี องด๎านเสมอ มดี ีกต็ อ๎ งมีรา๎ ยคละเคลา๎ กันไป o มคี วามสุข ย้ิม และหัวเราะกับเร่ืองธรรมดารอบตัว o พาตัวเองไปอยูใํ นสง่ิ แวดลอ๎ มทเ่ี ต็มไปด๎วยความคิดเชิงบวก

ใบความรู้ครัง้ ท่ี3 วชิ าสขุ ศกึ ษา พลศึกษา รหัสวิชา ทช11002 ระดบั ประถมศกึ ษา เรื่อง รา่ งกายของเรา ระบบรํางกายมนุษย๑ โครงสรา๎ งการทํางานของราํ งกายมนุษย๑ ในการศึกษาทางจิตวทิ ยา จาํ เปน็ อยําง ยง่ิ ท่ีจะทําความเขา๎ ใจเกี่ยวกับพฤติกรรมตําง ๆ ของมนุษย๑ ซง่ึ การที่มนุษยจ๑ ะแสดงพฤติกรรมใด ๆ ออกมานั้น เปน็ เพราะระบบการทาํ งานของราํ งกาย ไมวํ ํานักปรัชญาและนักวทิ ยาศาสตร๑ ซง่ึ ได๎ทําการศกึ ษาค๎นคว๎ามาเปน็ ระยะเวลายาวนานตํางมคี วามคิดเหน็ ตรงกนั วําราํ งกายมนุษย๑ สัตว๑ หรือพืชทง้ั หลายจะมโี ครงสร๎างท่ีประกอบ ขนึ้ จากหนวํ ยที่เล็กที่สดุ ทีไ่ มํสามารถมองเห็นได๎ดว๎ ยตาเปลําจนกระทง่ั ถึงสํวนประกอบทใ่ี หญํที่สดุ แตํละสํวน จะมกี ารทาํ งานที่สัมพนั ธก๑ นั โดยไมมํ ี สํวนใดทีส่ ามารถทํางานอยาํ งอิสระยกเว๎นเม็ดเลือด โดยประมาณไดว๎ าํ 75 ถึง 80 เปอร๑เซน็ ต๑ของราํ งกายผใู๎ หญปํ ระกอบด๎วยน้ํา สวํ นท่เี หลือเปน็ สารประกอบทางเคมี สารประกอบ เหลํานรี้ วมตวั กันเป็นเซลล๑ หลายรอ๎ ยชนดิ ซง่ึ เปน็ หนวํ ยพื้นฐานทเ่ี ลก็ ท่สี ุดของราํ งกาย มนษุ ยเ๑ ป็นสง่ิ มีชวี ติ ทมี่ ี โครงสร๎างสลบั ซบั ซอ๎ นทส่ี ดุ ในบรรดาสง่ิ มีชีวติ ทั้งหลายบนพ้ืนโลก โดยเฉล่ียแล๎วรํางกายมนุษย๑ประกอบดว๎ ย เซลล๑ 80 – 100 ลา๎ นลา๎ นเซลล๑แตํ ละชดุ จะถูกกาํ หนดให๎มีการเจริญเติบโตและทาํ หนา๎ ที่เฉพาะ โดยเซลลช๑ นิด เดยี วกนั จะรวมตวั เปน็ เนอ้ื เยือ่ (tissues) เนอ้ื เยือ่ หลาย ๆ ประเภทเมื่อมา ทาํ งานรวํ มกนั เรยี กวําอวยั วะ (organ) แตํละอวัยวะเม่ือทํางานรํวมกนั เรียกวําระบบ (system) อาจแสดงโดยแผนผงั ตํอไปน้ี ดังนนั้ เมอ่ื เซลลม๑ ารวมกลํุมเป็นเน้ือเยือ่ พิเศษ เชํน กล๎ามเนื้อ เสน๎ ประสาท กระดูก ฯลฯ เนอ้ื เยอื่ เหลําน้ีจะทํางานรวํ มกนั เปน็ อวัยวะ และในทีส่ ุดอวยั วะเหลํานีจ้ ะถูกจดั สรรเป็นระบบตําง ๆ ของรํางกาย เชํน ระบบกลา๎ มเน้ือ ระบบตอํ มตําง ๆ และระบบประสาท เปน็ ต๎นระบบตําง ๆ ในราํ งกายระบบตําง ๆ ในรํางกาย มีการทํางานท่ีสมั พนั ธก๑ ันเพื่อใหม๎ นุษยส๑ ามารถดํารงชีวิตได๎อยํางปกติ การทาํ งานของระบบภายในรํางกาย อาจ จํา แนกออกไดเ๎ ป็น 10 ระบบ ดงั น้ี 1. ระบบผิวหนัง (Intergumentary System) ทําหน๎าท่หี ํอหม๎ุ ปกคลุมราํ งกาย ประกอบด๎วยผวิ หนงั (Skin) และอวัยวะทเี่ ปลี่ยนแปลง มาจาก ผวิ หนงั เชนํ ขน ผม เลบ็ ตอํ มเหง่ือ ตํอมนํ้ามนั 2. ระบบกลา๎ มเนื้อ (Muscular System) ทําหน๎าท่ีชวํ ยทําให๎รํางกายเกิดการเคลื่อนไหว 3. ระบบโครงกระดูก (Skeletal System) ทาํ หนา๎ ที่ทาํ งานรํวมกับระบบกลา๎ มเน้ือ เพ่ือชวํ ยใหร๎ ํางกาย สามารถเคลื่อนไหวได๎ นอกจากนย้ี งั ทาํ หน๎าที่เปน็ โครงราํ งของราํ งกายอีกดว๎ ย 4. ระบบหมุนเวยี นโลหติ (Circulatory System) ทําหนา๎ ท่นี าํ อาหารและออกซิเจนไปเลีย้ งเซลลต๑ ําง ๆ ทั่วรํางกาย และนําคารบ๑ อนไดออกไซด๑กบั ของเสยี จากเซลล๑มาขับทง้ิ นอกจากน้ี ยังนําฮอรโ๑ มนท่ีผลิตได๎จาก ตอํ มไรท๎ อํ เพ่ือสํงไปยังอวยั วะตาํ ง ๆ ของรํางกาย 5. ระบบหายใจ (Respiratory System) ทําหนา๎ ที่รับออกซิเจนจากภายนอกเขา๎ สํูราํ งกายและนํา คาร๑บอนไดออก ไซด๑จากภายในออกมา ขบั ทง้ิ สูํภายนอกรํางกาย โดยอาศัยระบบไหลเวยี นโลหติ เป็นตวั กลาง ในการลาํ เลียงแก๏ส 6. ระบบประสาท (Nervous System) เป็นระบบทีท่ ําหนา๎ ที่ควบคมุ การทาํ งานของทุกระบบใน

ราํ งกาย ให๎สมั พนั ธ๑กันโดยทาํ งานรํวมกับระบบ ตํอม ไร๎ทํอนอกจากนยี้ งั ทําหนา๎ ทีร่ ับและตอบสนองตํอสิ่งเรา๎ ภายนอก 7. ระบบตํอมตาํ ง ๆ (glands System) ทาํ หนา๎ ทส่ี รา๎ งฮอร๑โมน (hormone) ซงึ่ เปน็ สารเคมแี ละ ของเหลวโดยทาํ งานรํวมกบั ระบบ ประสาทใน การ ควบคุมปฏกิ ริยาการเผาผลาญตาํ ง ๆ ในราํ งกาย 8. ระบบยอํ ยอาหาร (Digestive System) ทําหน๎าท่ียอํ ยสลายอาหารทร่ี ับประทานเขา๎ ไปใหเ๎ ป็น สารอาหาร และดดู ซมึ เข๎าสูกํ ระแสเลอื ด เพอ่ื ไปเลย้ี งสํวนตําง ๆ ของรํางกาย 9. ระบบขบั ถาํ ย (Excretory System) ทําหนา๎ ท่ขี ับถาํ ยของเสียทีร่ ํางกายไมํต๎องการใหอ๎ อกจาก รํางกาย 10. ระบบสืบพันธ๑ุ (Reproductive System) ทําหนา๎ ทีส่ ืบทอด ดาํ รงและขยายเผาํ พันธุ๑ ใหม๎ ีจาํ นวน มากขนึ้ เพื่อไมํให๎ส่งิ มีชีวิตสูญพันธ๑ุ ระบบผิวหนงั ทําหน๎าทห่ี ํอหุ๎มปกคลมุ รํางกาย ประกอบดว๎ ยผวิ หนงั (Skin) และ อวัยวะท่เี ปลย่ี นแปลงมาจากผิวหนัง เชนํ ขน ผม เล็บ ตอํ มเหงื่อ ตํอมนาํ้ มนั ระบบกลา้ มเนือ้ ทาํ หนา๎ ท่ีชวํ ยทําใหร๎ าํ งกายเกิดการ เคลือ่ นไหว

ระบบโครงกระดูก ทําหนา๎ ทท่ี าํ งานรวํ มกบั ระบบกล๎ามเน้ือ เพอ่ื ชวํ ยให๎ รํางกายสามารถเคล่ือนไหวได๎ นอกจากนย้ี ังทําหนา๎ ที่ เป็นโครงราํ งของราํ งกายอีกด๎วย ระบบไหลเวียนโลหติ ทําหน๎าที่นําอาหารและออกซิเจนไปเล้ยี งเซลลต๑ าํ ง ๆ ท่ัวรํางกาย และนําคาร๑บอนไดออกไซด๑กบั ของเสยี จาก เซลล๑มาขับทงิ้ นอกจากนี้ ยงั นําฮอร๑โมนทผี่ ลติ ได๎จาก ตอํ มไร๎ทํอเพื่อสํงไปยังอวัยวะตําง ๆ ของรํางกาย ระบบหายใจ ระบบหายใจ คือ ระบบที่รํางกายแลกเปลี่ยนแกส๏ โดย ราํ งกายจะรับแก๏สออกซิเจนที่อยํภู ายนอกเข๎าสูรํ ํางกาย และ ขับแก๏สคารบ๑ อนไดออกไซด๑ออกจากรํางกาย อวัยวะทส่ี าํ คัญ ในระบบนไี้ ด๎แกํ จมูก หลอดลม ปอด กลา๎ มเนอ้ื กระบงั ลม และกระดูกซโี่ ครง

ระบบประสาท ระบบประสาท แบํงออกเป็น 2 สวํ นคือ ระบบประสาทสํวนกลาง (central nervous system หรือ CNS) ประกอบดว๎ ยสมองและไขสัน หลังและระบบประสาทสํวนปลาย หรอื ระบบประสาทรอบนอก ( peripheral nervous system หรอื PNS) ประกอบดว๎ ยเส๎นประสาท สมอง (cranial nerve) และเสน๎ ประสาทไขสันหลงั (spinal nerve) และระบบประสาทอัตโนมัติ (autonomic nervous system หรอื ANS) ระบบประสาทรอบนอกหรอื ระบบประสาทสํวนปลาย ระบบ ประสาทรอบนอกประกอบ ด๎วยหนํวยรับ ความร๎ูสกึ ทัง้ หมด เส๎นประสาทท่ีติดตํอระหวํางหนํวย รบั ความรูส๎ กึ กบั ระบบประสาท สวํ นกลาง และเสน๎ ประสาทที่เชอ่ื มโยงระหวาํ ง ระบบประสาท สวํ นกลางกบั หนวํ ยปฏบิ ัตงิ าน ระบบต่อมต่างๆ ทําหน๎าท่สี ร๎างฮอร๑โมน (hormone) ซึ่งเปน็ สารเคมีและ ของเหลวโดยทาํ งานรวํ มกับระบบประสาทในการควบคุม ปฏกิ ริยาการเผาผลาญตาํ ง ๆ ในรํางกาย ระบบย่อยอาหาร ทาํ หนา๎ ท่ียอํ ยสลายอาหารที่รับประทานเข๎าไปให๎เป็น สารอาหาร และดูดซึมเข๎าสกํู ระแสเลอื ดเพ่ือไปเล้ียงสวํ น ตาํ ง ๆ ของรํางกาย

ระบบขับถา่ ย การขบั ถํายเปน็ ระบบกําจดั ของเสยี จากราํ งกาย และ ชวํ ยควบคมุ ปริมาณของน้าํ ในราํ งกายให๎สมบูรณ๑ ประกอบดว๎ ย ไต ตับ และลําไส๎ เปน็ ต๎น ระบบสืบพันธุ์ ระบบสืบพันธุ๑เพศชาย อวัยวะทีส่ าํ คัญในระบบสบื พันธ๑เุ พศชาย ประกอบดว๎ ย 1. อณั ฑะ (Testis) เปน็ ตอํ มรปู ไขํ มี 2 อนั ทําหน๎าท่ีสรา๎ งตวั อสุจิ (Sperm) ซึ่งเปน็ เซลลส๑ บื พนั ธุ๑เพศ ชาย และสรา๎ งฮอร๑โมนเพศชาย เพื่อควบคุมลักษณะตํางๆของเพศชาย เชํน การมีหนวดเครา เสยี งหา๎ ว เปน็ ตน๎ ภายในอณั ฑะจะประกอบดว๎ ย หลอดสรา๎ งตวั อสจุ ิ (Seminiferous Tubule) มลี ักษณะเป็นหลอดเลก็ ๆ ขดไป ขดมาอยํภู ายใน ทาํ หน๎าทสี่ ร๎างตวั อสจุ ิ หลอดสร๎างตัวอสจุ ิมีขา๎ งละประมาณ 800 หลอด แตลํ ะหลอดมีขนาด เทาํ เสน๎ ดา๎ ยขนาดหยาบ และยาวท้งั หมดประมาณ 800 เมตร 2. ถุงหม๎ุ อัณฑะ (Scrotum) ทําหน๎าทหี่ ํอหุม๎ ลกู อัณฑะ ควบคมุ อณุ หภมู ใิ ห๎พอเหมาะในการสร๎างตัว อสจุ ิ ซ่งึ ตวั อสจุ จิ ะเจรญิ ไดด๎ ใี น อณุ หภูมติ ่ํากวําอุณหภมู ปิ กติของรํางกายประมาณ 3-5 องศาเซลเซยี ส 3. หลอดเก็บตวั อสุจิ (Epididymis) อยํูด๎านบนของอณั ฑะ มีลกั ษณะเปน็ ทํอเลก็ ๆ ยาวประมาณ 6 เมตร ขดทบไปมา ทําหน๎าทีเ่ี กบ็ ตวั อสจุ ิจนตัวอสุจิเติบโตและแข็งแรงพร๎อมทจ่ี ะปฏสิ นธิ 4. หลอดนาํ ตัวอสุจิ (Vas Deferens) อยูตํ ํอจากหลอดเก็บตัวอสจุ ิ ทาํ หน๎าทล่ี ําเลยี งตวั อสจุ ไิ ปเกบ็ ไวท๎ ี่ ตอํ มสรา๎ งนา้ํ เล้ียงอสจุ ิ 5. ตํอมสร๎างน้ําเล้ียงอสุจิ (Seminal Vesicle) ทําหน๎าท่สี ร๎างอาหารเพ่ือใชเ๎ ลย้ี งตัวอสุจิ เชนํ น้ําตาล ฟรกั โทส วิตามนิ ซี โปรตนี โกลบูลิน เป็นตน๎ และสร๎างของเหลวมาผสมกับตวั อสจุ เิ พื่อให๎เกดิ สภาพท่ีเหมาะสม สําหรับตวั อสจุ ิ

6. ตอํ มลูกหมาก (Prostate Gland) อยูตํ อนต๎นของทํอปสั สาวะ ทําหนา๎ ท่ีหลง่ั สารทมี่ ฤี ทธเ์ิ ป็นเบส อํอนๆ เขา๎ ไปในทํอปสั สาวะเพ่ือ ทาํ ลายฤทธิก์ รดในทํอปสั สาวะ ทําให๎เกดิ สภาพทเ่ี หมาะสมกบั ตวั อสจุ ิ 7. ตํอมคาวเปอร๑ (Cowper Gland) อยูํใตต๎ ํอมลูกหมากลงไปเปน็ กระเปาะเล็กๆ ทาํ หน๎าทห่ี ลัง่ สารไป หลอํ ลื่นทํอปสั สาวะ ในขณะที่เกดิ การ กระต๎ุนทางเพศ ระบบสืบพนั ธุ๑เพศหญิง ระบบสบื พันธเุ๑ พศหญงิ 1. รังไขํ ( Ovary ) มรี ปู รํางคลา๎ ยเมด็ มะมวํ งหิมพานต๑ ยาวประมาณ 2- 36 เซนติเมตร หนา 1 เซนติเมตร มี นาํ้ หนักประมาณ 2- 3 กรมั และมี 2 อันอยบํู รเิ วณปีกมดลูกแตลํ ะข๎างทําหน๎าที่ ดงั นี้ 1.1. ) ผลติ ไขํ (Ovum) ซ่งึ เปน็ เซลลส๑ บื พนั ธเุ๑ พศหญิง โดยปกตไิ ขจํ ะสกุ เดือนละ 1 ใบ จากรังไขํ แตํละ ข๎างสลับกนั ทุกเดือน และออกจากรงั ไขํทุกรอบเดอื นเรียกวํา การตกไขํ ตลอดชวํ งชีวติ ของ เพศหญิงปกติจะมี การผลิตไขํประมาณ 400 ใบ คอื เมตั้งแตํอายุ 12 ปี ถึง 50 ปี จงึ หยดุ ผลติ เซลล๑ไขํจะมีอายอุ ยํูไดน๎ านประมาร 24 ชั่วโมง 1.2 ) สร๎างฮอร๑โมนเพศหญงิ ซึ่งมอี ยํูหลายชนดิ ท่ีสําคัญ ไดแ๎ กํ • อสี โทรเจน (Estrogen) เป็นฮอร๑โมนท่ีทาํ หนา๎ ที่ควบคมุ เก่ียวกบั มดลูก ชํองคลอด ตํอมนา้ํ นม และควบคมุ การเกดิ ลักษณะตํางๆ ของเพศหญงิ เชํน เสียงแหลมเล็ก ตะโพกผาย หนา๎ อก และ อวยั วะเพศขยายใหญํข้ึน เปน็ ตน๎ • โพรเจสเทอโรน (Progesterone) เปน็ ฮอร๑โมนท่ีทํางานรวํ มกับอีสโทรเจนในการควบคมุ เกี่ยวกับ การ เจญิ ของมดลูก การเปลี่ยนแปลงเย่อื บมุ ดลกู เพ่ือ เตรยี มรบั ไขํท่ี ผสมแล๎ว 2. ทํอนําไขํ หรอื ปีกมดลูก ทําหนา๎ ท่เี ปน็ ทางผาํ นของไขํออกจากรังไขเํ ข๎าสมํู ดลูก โดยมีปลาย ขา๎ งหน่งึ เปดิ อยํู ใกล๎กบั รังไขเํ รียกวํา ปากแตร ซง่ึ ทําหนา๎ ท่ีโบกพัดให๎ไขํ ท่ีตกมาจากรังไขเํ ขา๎ ไปใน ทํอนําไขํ ทํอนาํ ไขํเปน็ บริเวณ ท่ีอสุจิจะเขา๎ ปฏิสนธกิ บั ไขํ 3. มดลูก ทําหน๎าท่เี ป็นท่ีฝงั ตัวของไขํท่ีไดร๎ บั การผสมแลว๎ และเปน็ ที่เจรญิ เติบโตของทารกในครรภ๑ 4. ชอํ งคลอด ทําหนา๎ ท่เี ป็นทางผาํ นออกของตวั อสุจิเข๎าสํมู ดลกู เป็นทางผํานออกของทารก เมอ่ื ครบกําหนด คลอด และเปน็ ทางท่ี ประจาํ เดือนออกมาด๎วย

แผนการจดั กิจก ครั้ง

กรรมการเรยี นรู้ งที่ 4

แผนการจัดการเรียนรรู้ ายวชิ า สาระทกั ษะการดาเนนิ ช ระดับประถมศกึ ษา หวั เร่ือง การวางแผน ครอบ ครัง้ ท่ี วัน/เดือน/ปี หัวเรอ่ื ง/ตัวชี้วัด เนอื้ หาสาระการเรยี นรู้ 4 1.วเิ คราะห๑ตนเอง และ 1.การวางแผนชีวติ และ วางแผนการดําเนินชีวิตได๎ ครอบครัว อยาํ งเหมาะสม -การวางแผนชีวติ -การเลือกคูํครอง -การปรบั ตัวในชวี ิตสมรส -การตัง้ ครรภ๑ การมีบตุ ร 2.อธิบายวธิ สี รา๎ ง และการเลี้ยงดูบุตร สัมพันธภาพที่ดรี ะหวําง 2.ปัญหาและสาเหตุความ พํอแมลํ ูก และวธิ ีการ รนุ แรงในครอบครวั สื่อสารเรือ่ งเพศใน ครอบครวั 3.บอกพัฒนาการทางเพศ 3.การสร๎างสมั พันธภาพท่ีดี ในแตลํ ะชํวงวัย ระหวํางพํอแมํลูก และคูํ สามีภรรยา (การสอื่ สาร 4.บอกวิธีปูองกนั เรอื่ งเพศในครอบครวั ) โรคติดตอํ ทางเพศสมั พนั ธ๑ 4.พัฒนาการทางเพศในแตํ

ชวี ติ รายวิชาสขุ ศึกษา พลศกึ ษา รหสั วิชา ทช11002 จานวน 2 หนว่ ยกิต บครัวและพฒั นาการทางเพศ การจดั กระบวนการ สื่อ/แหล่งเรียนรู้ การวัดและ หมายเหตุ เรียนรู้ ประเมนิ ผล ขน้ั ที่ 1 สามารถ ขน้ั ท่ี 1 กําหนดสภาพ -หนงั สือเรยี น -การสังเกต ปรับเปลย่ี นได้ ตามความ ปญั หา -ใบความร๎ู -การชกั ถาม เหมาะสมของ บริบทกศน. การจดั กจิ กรรมการเรยี น -ใบงาน -การมีสํวนรวํ ม ตาบล การสอนแบบ ON SITE -อินเตอรเ๑ น็ต -การตรวจผลงาน 1.ครกู ลาํ วทกั ทายและ -หอ๎ งสมุด กศน. -บนั ทึกการเรยี นรู๎ นาํ เข๎าสํบู ทเรียน ตาํ บล 2. ครูและผู๎เรียนรํวมกัน -แหลงํ เรียนร๎ชู ุมชน อธิบายเก่ยี วกบั เร่ือง -คลิปวดี โี อออนไลน๑ 1.วัฎจกั รของชีวติ มนุษย๑ (Youtube) 2.โครงสรา๎ ง หนา๎ ท่ี และ การทํางานของอวยั วะ สาํ คัญของราํ งกาย -อวัยวะภายนอก ได๎แกํ ผวิ หนงั หู ตา คอ จมกู ฟนั ผม เลบ็ ฯลฯ -อวยั วะภายใน ไดแ๎ กํ

คร้งั ท่ี วนั /เดอื น/ปี หวั เร่อื ง/ตัวช้ีวัด เน้ือหาสาระการเรียนรู้ ละชํวงวยั 5.โรคตดิ ตอํ ทางเพศสมั พนั ธ๑

การจัดกระบวนการ สื่อ/แหลง่ เรยี นรู้ การวดั และ หมายเหตุ เรียนรู้ ประเมินผล หวั ใจ ปอด กระเพาะ ลําไส๎ ตับ ไต ฯลฯ 3.การดูแล รักษาปูองกนั ความผิดปกติของอวยั วะ สาํ คัญของราํ งกาย การจดั กจิ กรรมการเรยี น การสอนแบบ ON AIR 1.ครมู อบหมายใหผ๎ เ๎ู รยี น ศกึ ษาเรยี นร๎ผู ําน ETV ออนไลน๑ www. etvthai.tv การจดั กจิ กรรมการเรยี น การสอนแบบ ON line 1. ครูพบกลมํุ ผู๎เรยี นผําน ชํองทางออนไลนต๑ าํ งๆ เชนํ VDO CALL, GOOGLE MEET, ZOOM เปน็ ต๎น เพ่อื ติดตามพดู คยุ กับผเ๎ู รยี น

คร้งั ที่ วนั /เดือน/ปี หวั เร่อื ง/ตัวช้ีวัด เน้อื หาสาระการเรยี นรู้

การจดั กระบวนการ สอ่ื /แหลง่ เรยี นรู้ การวดั และ หมายเหตุ เรยี นรู้ ประเมินผล การจดั กิจกรรมการเรยี น การสอนแบบ ON Hand 1. ครมู อบหมายงาน สําหรบั นักศึกษาท่ีไมํมา พบกลํุมโดยจดั ทําใบงาน ใบความรใู๎ หผ๎ ๎เู รียนมารับ ทก่ี ศน.ตาํ บล และนํามาสํง ในวันที่มาพบกลุมํ การจัดกจิ กรรมการเรียน การสอนแบบ ON Demand 1. ครูมอบหมายใบงาน และใบความร๎ผู ํานชํองทาง ห๎องเรยี นออนไลน๑ Google classroom Website กศน.ตําบล เพ่ือ มอบหมายงานให๎ผู๎เรยี นที่ ไมํสะดวกมาพบกลมุํ หรือ เรยี นออนไลน๑ได๎

คร้งั ที่ วนั /เดือน/ปี หวั เร่อื ง/ตัวช้ีวัด เน้อื หาสาระการเรยี นรู้

การจัดกระบวนการ สือ่ /แหลง่ เรยี นรู้ การวดั และ หมายเหตุ เรียนรู้ ประเมนิ ผล ดาวน๑โหลดใบงานและใบ ความรู๎เพ่ือศึกษาและสงํ งาน ขั้นที่ 2 แสวงหาความร๎ู 1. ผ๎เู รยี นศกึ ษาจากใบ ความรู๎ คลิปวดิ โี อเสรมิ ความรแ๎ู ละสื่อตาํ ง ๆ 2. ครแู ละผูเ๎ รยี นนําความรู๎ ทีไ่ ด๎มาแลกเปลย่ี นเรียนร๎ู 3. ครแู ละผเ๎ู รยี นรวํ มกัน อภปิ รายและนํามาสรุป องค๑ความรู๎ท่ีได๎รับ ข้ันที่ 3 การปฏบิ ัตนิ ําไปใช๎ ผ๎ูเรียนนาํ ความรท๎ู ่ีไดร๎ ับมา ปรับใชใ๎ นชวี ติ ประจาํ วัน ข้นั ท่ี 4 การประเมินผล การเรยี นร๎ู 1. สงั เกต 2. บนั ทกึ การเรียนรู๎

คร้งั ที่ วนั /เดือน/ปี หวั เร่อื ง/ตัวช้ีวัด เน้อื หาสาระการเรยี นรู้

การจดั กระบวนการ สอ่ื /แหล่งเรยี นรู้ การวัดและ หมายเหตุ เรียนรู้ ประเมินผล 3. ใบงาน 4. แบบทดสอบออนไลน๑ มอบหมายงาน 1. บันทึกการเรยี นรู๎ (กรต.) 2. ทํารายงานเรอื่ ง โครงสร๎ง หนา๎ ที่ และการ ทํางานของอวยั วะสาํ คัญ ของราํ งกาย 3. ชิ้นงานรายวชิ าสุข ศึกษา พลศกึ ษา

ใบงานครั้งที่ 4 วชิ าสขุ ศึกษา พลศกึ ษา รหสั วิชา ทช11002 ระดบั ประถมศกึ ษา เรอ่ื ง ความสาคัญในการวางแผนครอบครวั ชอื่ -สกลุ ................................................ รหัสนกั ศึกษา ..............................ตาํ บล................................... วนั ที่ ...................... เดอื น ......................................... พ.ศ. ............................... คาชี้แจง ใหผ๎ ูเ๎ รียนอธบิ ายถึงหัวข๎อดังตํอไปนี้ 1. การวางแผนครอบครวั หมายถงึ ............................................................................................................................. ................................................. ................................................................................................................................ .............................................. .................................................................................... .......................................................................................... ............................................................................................................................. ................................................. ............................................................................................................................. ................................................. ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………….. 2. การวางแผนการคุมกําเนดิ มคี วามสาํ คัญอยาํ งไร ............................................................................................................................. ................................................. ............................................................................................................................. ................................................. .............................................................................................................................................................................. ............................................................................................................................. ................................................. ............................................................................................................................. ................................................. ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………….. 3. คุณแมทํ ี่ตงั้ ครรภ๑ในชํวงวัย 35 ปีขนึ้ ไป จะคํอนข๎างมคี วามเสย่ี งตอํ การให๎กําเนดิ ลกู อยํางไร ............................................................................................................................. ................................................. ............................................................................................................................. ................................................. .............................................................................................................................................................................. ............................................................................................................................. ................................................. ............................................................................................................................. .................................................

เฉลยใบงานครงั้ ที่ 4 วิชาสขุ ศกึ ษา พลศึกษา รหัสวชิ า ทช11002 ระดบั ประถมศกึ ษา เรอ่ื ง ความสาคญั ในการวางแผนครอบครวั ช่อื -สกลุ ................................................ รหสั นกั ศึกษา ..............................ตาํ บล................................... วันท่ี ...................... เดือน ......................................... พ.ศ. ............................... คาช้แี จง ให๎ผู๎เรียนอธิบายถึงหัวขอ๎ ดงั ตํอไปนี้ 1. การวางแผนครอบครวั หมายถงึ การท่ีคํูสมรสปรึกษาหารือกันเพื่อวางแผนเอาไว๎ลํวงหน๎าวําจะมีลูกหรือไมํมีลูก ถ๎าตกลงกันวําจะไมํมี ลูกหรือจะหยุดมีลูกแล๎วจะคุมกําเนิดด๎วยวิธีใด หรือถ๎าอยากมีลูกแล๎วพร๎อมจะมีลูกกันได๎เมื่อไหรํ จะมีลูกกันกี่ คน และจะมีลูกหํางกันกี่ปี ทั้งนี้ก็เพ่ือให๎คุณและลูกน๎อยท่ีเกิดมาน้ันมีสุขภาพรํางกายแข็งแรงสมบูรณ๑ มี สุขภาพจติ ดี อยํูในสภาวะแวดล๎อมท่ผี ู๎เป็นพํอแมํสามารถให๎การศึกษา อบรมเลี้ยงดูลูกน๎อยจนเติบใหญํมีอาชีพ การงานทม่ี น่ั คงได๎ และเป็นพลเมืองทีด่ ขี องชาตติ อํ ไป 2. การวางแผนการคุมกาํ เนิด มีความสาํ คญั อยาํ งไร เพราะจะทาํ ให๎เราสามารถเลือกมลี ูกไดต๎ ามเวลาและจํานวนทต่ี อ๎ งการ หรอื ชํวยเวน๎ ระยะเวลาการ ตั้งครรภ๑ใหห๎ าํ งมากพอ รวมไปถงึ เพ่ืองดเว๎นการตั้งครรภใ๑ นบางกรณี เชํน มารดาเป็นโรคทางพันธกุ รรมทีแ่ พทย๑ ไมํแนะนาํ ให๎ตั้งครรภ๑ 3. คณุ แมทํ ี่ต้งั ครรภใ๑ นชํวงวยั 35 ปขี ึ้นไป จะคํอนข๎างมคี วามเส่ยี งตอํ การให๎กําเนดิ ลกู อยํางไร จะคํอนขา๎ งมีความเสย่ี งตํอการใหก๎ ําเนดิ ลกู ทีไ่ มํแขง็ แรงสมบรู ณ๑ อยาํ งไรกต็ าม หากเกิดการตัง้ ครรภ๑ ขึ้นแล๎ว และคุณแมดํ ูแลเอาใจใสลํ กู น๎อยในครรภ๑เป็นอยํางดี กอ็ าจจะไมํใชํเรอื่ งนํากงั วลเทําใดนัก แตํจะย่ิง ดีกวาํ ถา๎ เริ่มต๎นมลี ูกกันตั้งแตวํ ัยหนํมุ สาว

ใบความรคู้ รั้งที่ 4 วิชาสุขศกึ ษา พลศึกษา รหัสวชิ า ทช11002 ระดับประถมศกึ ษา เร่ือง การวางแผนครอบครวั และพฒั นาการทางเพศ การวางแผนครอบครัว หมายถงึ การที่คํสู มรสปรึกษาหารือกันเพ่ือวางแผนเอาไวล๎ วํ งหน๎าวําจะมลี กู หรือไมํมลี กู ถา๎ ตกลงกันวําจะไมํมลี ูกหรือจะหยุดมลี กู แล๎วจะคมุ กําเนิดด๎วยวธิ ใี ด หรือถ๎าอยากมีลกู แลว๎ พร๎อม จะมลี กู กันได๎เม่อื ไหรํ ? จะมีลูกกนั ก่ีคน ? และจะมีลกู หาํ งกันก่ปี ี ? ท้ังนก้ี เ็ พือ่ ให๎คณุ และลูกน๎อยท่ีเกดิ มานน้ั มี สุขภาพรํางกายแขง็ แรงสมบรู ณ๑ มีสขุ ภาพจติ ดี อยใํู นสภาวะแวดล๎อมทีผ่ ู๎เป็นพํอแมสํ ามารถให๎การศึกษา อบรม เลย้ี งดลู ูกนอ๎ ยจนเตบิ ใหญํมีอาชีพการงานทม่ี ่ันคงได๎ และเปน็ พลเมอื งท่ีดีของชาตติ ํอไป แตโํ ดยทั่วไปแล๎ว เม่อื เราพูดถึง \"การวางแผนครอบครัว\" คนสํวนใหญํมกั จะคิดวํา มันเป็นเรอ่ื งของ \"การ คมุ กาํ เนิด\" แตํในความหมายท่แี ท๎แลว๎ คําวําการวางแผนครอบครัวมนั มีความหมายกวา๎ งกวาํ น้ีมาก เพราะยัง หมายความรวมถึง \"การวางแผนมีลูก\" ด๎วยครับ สํวนความหมายของคาํ วํา \"คุมกาํ เนดิ \" นอกจากจะหมายถงึ การปูองกันการเกดิ ดว๎ ยการปูองกันการปฏิสนธิแล๎วยงั หมายความรวมถึงการไปทาํ แท๎งด๎วย ดังน้นั การ คุมกาํ เนิดจงึ เปน็ เพยี งสวํ นหนงึ่ ของการวางแผนครอบครวั แตํในทางปฏบิ ัตแิ ล๎วหลาย ๆ ท่ียงั ใช๎คํานแี้ ทนกนั อยํู ซ่ึงตอํ ไปนก้ี ็คือแนวทางการวางแผนครอบครวั (ตามความหมายทถ่ี ูกตอ๎ ง) จดุ เริ่มต๎นของครอบครัว มนษุ ยเ๑ รานน้ั เกดิ แกํ เจบ็ ตาย ถอื เปน็ เร่ืองธรรมดา และถือเป็นเรอื่ ง ธรรมชาติที่มนษุ ยต๑ ๎องสืบทอดเผําพนั ธ๑ุของตนเอง ซง่ึ อาจจะต๎องผาํ นข้ันตอนทางประเพณีท่ีเรยี กวํา \"การ แตํงงาน\" หรือไมผํ าํ นก็ได๎ แตํการแตํงงานหรือการเรมิ่ ต๎นชีวิตคํทู ่ีดีน้นั ควรจะเริ่มขน้ึ เม่ือฝุายชายและฝุายหญิงมี ความพร๎อมและตดั สินใจที่จะใชช๎ ีวิตอยํูรํวมกัน ชวํ ยกนั ทาํ มาหากินหรอื สร๎างหลักฐานครอบครัว ฯลฯ ท้ังน้กี ็ เพอื่ เป็นหลักประกนั ให๎ครอบครัวและลูกน๎อยทจ่ี ะเกดิ ข้ึนในอนาคต หนา๎ ที่และการปรบั ตวั ความรักเพยี งอยํางเดียวก็อาจไมํได๎เปน็ หลกั ประกนั ความสาํ เรจ็ ในชวี ติ คํไู ด๎ เพราะมนั ยังต๎องอาศยั ปัจจยั อ่ืน ๆ อกี หลายอยําง เพื่อใหช๎ ีวิตคํูดําเนินตํอไปได๎อยํางราบรื่น ไมวํ าํ จะเปน็ การ ร๎จู ักเรยี นรู๎และยอมรบั จุดออํ นและจดุ แข็งของกันและกนั , การมคี วามเข๎าอกเข๎าใจกนั ประนีประนอม และ พร๎อมที่จะให๎อภยั กนั และกนั รวมไปถงึ การวางแผนลวํ งหนา๎ ทัง้ ดา๎ นการงานและการเงนิ อยาํ งเหมาะสม มีเผื่อ คาํ ใช๎จํายในยามฉกุ เฉิน และเก็บออมเอาไวบ๎ า๎ งเพ่ืออนาคต ฯลฯ ในระยะเร่ิมแรกของการใชช๎ ีวิตครํู ํวมกัน ทง้ั คูํ จะตอ๎ งปรับตัวเข๎าหากนั และตกลงบทบาทหน๎าที่กนั ภายในครอบครวั ให๎ชัดเจน และสามารถสลับบทบาทได๎ ยามจาํ เป็น คิดให๎ดกี ํอนมีลูก ! ผมอยากใหผ๎ อู๎ ํานทค่ี ิดจะมลี ูกลองหยดุ คิดและไตรํตรองดสู กั นดิ วํา เรามสี ิ่งตํอไปน้ีแล๎วหรอื ยงั ? อาทิ การมหี ลักและฐานที่ม่ันคงพอท่จี ะเล้ียงดูลูกนอ๎ ย ตลอดจนพร๎อมที่จะใหก๎ ารศึกษาทีด่ ีแกํลกู ได๎, การ มีเวลาพอท่ีจะอบรมเล้ยี งดูลูกนอ๎ ยด๎วยความเอาใจใสํ เพ่ือใหล๎ ูกเติบโตเปน็ คนดี, การมีเวลาอยดํู ว๎ ยกนั มีความ เขา๎ ใจกัน และพร๎อมที่จะมลี ูกของคํูสมรส ซง่ึ การมลี ูกในขณะท่คี ํสู มรสยงั ไมํสามารถปรบั ตัวเขา๎ หากันได๎ดีพอ ก็

อาจทําให๎ลูกนอ๎ ยทเี่ กิดมามปี ัญหาสุขภาพจติ ได๎ ฯลฯ อํานเพ่มิ เติมได๎ท่ีบทความ 20 ข๎อคิดกอํ นคดิ มลี กู ...คณุ พรอ๎ มหรือยงั ?? การเตรยี มพร๎อมทางดา๎ นรํางกาย การออกกาํ ลังกายเปน็ ประจําจะชวํ ยให๎รํางกายแข็งแรงและมีสขุ ภาพจิตทีด่ ี คุณพํอคุณแมํที่มรี าํ งกายแข็งแรง สขุ ภาพดี ยอํ มมีโอกาสคลอดลกู ทแ่ี ขง็ แรงและมสี ุขภาพดีเชนํ กัน แตํอยาํ งไรก็ ตาม การตรวจสขุ ภาพของทั้งสองฝาุ ยกํอนแตํงงานหรอื กํอนตั้งครรภก๑ ็เปน็ อีกหนงึ่ เรื่องสําคัญท่ีคุณพํอคุณแมไํ มํ ควรละเลย เพราะหากพบปญั หาตัง้ แตํเนิน่ ๆ คุณหมอจะชวํ ยแก๎ไขได๎ทนั ทํวงที หรือใหค๎ ําแนะนาํ ไดต๎ ามสมควร เพราะอยํางโรคประจําตวั บางโรคของคณุ แมํนั้นก็มีผลตํอลูกนอ๎ ยในครรภอ๑ ยํางมาก และบางโรคอาจเปน็ อุปสรรคใหญํตํอการตง้ั ครรภ๑เลยก็วาํ ได๎ อยํางเชํน โรคหวั ใจ โรคลมบา๎ หมู โรคไต โรคเบาหวาน โรคเอดส๑ ฯลฯ แตํทวําคณุ แมํอยาํ เพ่ิงวติ กกังวลใจไปกํอนวํา ตนเองจะมีลูกไมไํ ด๎ ส่งิ ท่ีควรทาํ อยาํ งแรกคือการไปพบแพทยเ๑ พอ่ื รบั การดูแลอยาํ งใกล๎ชดิ ถา๎ มีอะไรจะไดแ๎ กไ๎ ขกันต้งั แตตํ ๎น สวํ นอีกเรอ่ื งท่ีควรคาํ นึงถงึ กค็ ือเร่ือง \"น้าํ หนกั ตัวของ คุณแมํกํอนตง้ั ครรภ๑\" ทไี่ มคํ วรจะอ๎วนหรือผอมมากเกนิ ไป (เมื่อคํานวณความหนาของราํ งกายหรือดัชนมี วลกาย (BMI) แล๎วอยํูในเกณฑป๑ กติ) และควรอยํูในวัยท่ีเหมาะสมสําหรับการมลี ูก เพราะคณุ แมํทต่ี ้ังครรภ๑ในวยั 35 ปี ข้ึนไป จะคํอนข๎างมีความเส่ยี งตํอการให๎กาํ เนิดลูกท่ีไมํแข็งแรงสมบรู ณ๑ อยํางไรก็ตาม หากเกดิ การตัง้ ครรภข๑ ึ้น แล๎ว และคณุ แมดํ ูแลเอาใจใสํลูกน๎อยในครรภเ๑ ปน็ อยาํ งดี ก็อาจจะไมใํ ชเํ ร่ืองนาํ กังวลเทําใดนัก แตจํ ะยิ่งดีกวาํ ถ๎า เริม่ ตน๎ มลี กู กนั ต้งั แตวํ ัยหนํมุ สาว การเตรียมพร๎อมทางด๎านอาชีพและทอ่ี ยูํอาศยั ท่ีอยํูอาศัยเป็นอีกเร่ืองท่ีมคี วามสําคัญไมํแพ๎ปจั จยั อ่ืน ๆ และเป็นเรอ่ื งทค่ี รอบครวั จะต๎องตกลงกนั กํอนแตงํ งานวํา พอแตํงแล๎วจะแยกมาอยกูํ นั ลาํ พังเพยี ง 2 คน หรอื จะย๎ายไปอยํกู ับครอบครัวของฝาุ ยใดฝุายหนงึ่ ทัง้ นี้ก็ข้นึ อยูํกับเหตผุ ลและความจาํ เป็นของทัง้ สองฝุาย สวํ น อาชพี การงานกํอนมลี ูกกค็ วรจะเป็นอาชีพที่มีความม่ันคงพอประมาณ มีรายไดท๎ ี่แนํนอนและเพียงพอสาํ หรบั การเลี้ยงดูครอบครัว การวางแผนมบี ุตรและเวน๎ ระยะการมีบตุ ร เปน็ การวางแผนรํวมกนั ของทั้งคูํวําพร๎อมจะมีบตุ รหรือยงั ?, จะเรม่ิ มบี ุตรกันเมื่อไหรํ ?, ต๎องการบุตรก่ีคน ?, เปน็ เพศชายหรือเพศหญิง ? แลว๎ จะเวน๎ ระยะหาํ งการมีบุตร นานแคํไหน ? เหลํานีเ้ ป็นคําถามสําคญั ที่ทั้งคูํควรปรกึ ษาหารือและตกลงกนั ให๎ชัดเจน สวํ นคุณแมํทอี่ ยากมบี ุตร เพ่มิ อกี ก็ควรจะเวน๎ ชวํ งการมีบตุ รอยาํ งเหมาะสม เพือ่ เปน็ การฟื้นฟสู ุขภาพของตนเองกํอนจะเรมิ่ ตงั้ ครรภ๑คร้งั ตํอไป และยังมเี วลาเลยี้ งลกู คนกํอนได๎อยํางเตม็ ท่ีดว๎ ยรกั และเอาใจใสํ เตรียมตวั เปน็ พํอแมํทด่ี ี เพื่อใหล๎ กู ได๎เตบิ โตเป็นคนดี มคี ุณภาพ และมีความสขุ คุณพํอคุณแมคํ วรตก ลงพรอ๎ มใจที่จะมลี กู ดว๎ ยกัน และให๎ลูกเกิดมาพร๎อมกับความรกั ของทั้งสองคน พํอและแมํต๎องมวี ุฒภิ าวะทาง อารมณ๑ทพ่ี ร๎อมจะเปน็ พอํ คนแมคํ น แสดงให๎ลูกเหน็ วํา พํอแมรํ กั เขามากขนาดไหน มคี วามรู๎ในการอบรมเลยี้ งดู ลูกใหเ๎ ปน็ คนดี ฝกึ ลูกในทางท่ีเขาควรจะเปน็ มเี วลาเพยี งพอท่ีจะใหค๎ วามใกลช๎ ิดและเป็นแบบอยํางทดี่ ีให๎กบั ลูก รวมถงึ การใหล๎ ูกมีเวลาสวํ นตวั บา๎ ง คอยเป็นผ๎ูสนับสนนุ หลกั อยาํ งเป็นทางการได๎เสมอ และเปน็ ที่ปรึกษาให๎กบั ลกู พรอ๎ มเผชิญปัญหาของลูกด๎วยความเต็มใจ ฯลฯ การคมุ กาํ เนดิ สําหรับคสูํ มรสทย่ี ังไมํพร๎อมจะมบี ตุ รหรือมบี ุตรเพียงพอแลว๎ การวางแผนเพือ่ คุมกําเนดิ ถอื เป็นสิ่งสาํ คัญ เพราะจะทําใหเ๎ ราสามารถเลือกมีลูกไดต๎ ามเวลาและจํานวนทต่ี อ๎ งการ หรอื ชวํ ยเว๎นระยะเวลา

การตง้ั ครรภ๑ให๎หํางมากพอ รวมไปถึงเพื่องดเวน๎ การตงั้ ครรภ๑ในบางกรณี เชนํ มารดาเป็นโรคทางพันธุกรรมที่ แพทย๑ไมแํ นะนาํ ใหต๎ ้ังครรภ๑ เป็นตน๎ ซึ่งการคุมกําเนิดในปัจจบุ ันก็มีท้งั แบบถาวร คือ การทาํ หมันหญงิ (การผูก และตัดทํอรงั ไข)ํ และการทาํ หมนั ชาย (การผกู และตัดทํอนาํ น้ําเชื้อ) และแบบชว่ั คราวซง่ึ มีอยดํู ๎วยกันหลายวธิ ี ครบั เชํน แบบวธิ ีธรรมชาติ (การนับวันปลอดภยั , การหล่งั ขา๎ งนอก), การใช๎ถงุ ยางอนามัย, ยาเมด็ คุมกําเนิด แบบรายเดือน, การฉดี ยาคุมกาํ เนดิ , ใชย๎ าฝังคุมกาํ เนิด, หํวงคมุ กาํ เนิด, วงแหวนคมุ กําเนดิ , แผํนแปะคุมกาํ เนดิ ฯลฯ ซึง่ แตํละวิธีก็จะมีข๎อดขี ๎อเสียแตกตาํ งกนั ไปครบั ไว๎ผมจะกลําวอีกครง้ั อยาํ งละเอียดในบทความหนา๎ ครับ วําการคมุ กาํ เนดิ นนั้ มีกี่วิธี, มวี ธิ ีการอยาํ งไร, ข๎อดีขอ๎ เสียของแตลํ ะวิธีมอี ะไรบ๎าง, แตลํ ะวธิ จี ะทําให๎เสี่ยงตํอการ ตั้งครรภม๑ ากน๎อยแคํไหน แล๎วคณุ ควรเลอื กใชว๎ ิธใี ด ฯลฯ

แผนการจดั กิจก ครั้ง

กรรมการเรยี นรู้ งที่ 5

ครัง้ ท่ี วนั /เดอื น/ปี แผนการจัดการเรยี นรรู้ ายวิชา สาระทักษะการดาเนนิ ช ระดบั ประถมศึกษา หัวเรือ่ ง ส หัวเรอื่ ง/ตัวช้ีวดั เนือ้ หาสาระการเรยี นรู้ 5 สารเสพตดิ 1.บอกความหมาย 1.ประเภทของสารเสพตดิ ประเภท และลกั ษณะของ -ประเภทกดระบบ สารเสพตดิ ประสาท -ประเภทกระตนุ๎ ระบบ ประสาท -ประเภทหลอนระบบ ประสาท 2.บอกถึงอนั ตรายจาก 2.อันตราย และการปอู งกนั สารเสพตดิ ทง้ั ตํอตนเอง สารเสพติด ครอบครัวและสงั คม

ชีวติ รายวิชาสุขศึกษา พลศึกษา รหัสวิชา ทช11002 จานวน 2 หนว่ ยกิต สารเสพติด การจัดกระบวนการ สื่อ/แหลง่ เรียนรู้ การวดั และ หมายเหตุ เรียนรู้ ประเมนิ ผล ขน้ั ท่ี 1 สามารถ ขน้ั ที่ 1 กาหนดสภาพ -หนงั สอื เรียน -การสังเกต ปรับเปลีย่ นได้ ตามความ ปัญหา -ใบความร๎ู -การชักถาม เหมาะสมของ บริบทกศน. การจัดกิจกรรมการเรียน -ใบงาน -การมีสํวนรํวม ตาบล การสอนแบบ ON SITE -อนิ เตอร๑เนต็ -การตรวจผลงาน 1.ครูกลาํ วทักทายและ -ห๎องสมดุ กศน. -บนั ทึกการเรยี นร๎ู นําเข๎าสบํู ทเรยี น ตาํ บล 2. ครแู ละผู๎เรยี นรํวมกัน -แหลํงเรยี นรูช๎ มุ ชน อธิบายเกยี่ วกบั เรื่อง -คลิปวีดีโอออนไลน๑ 1.ประเภทของสารเสพตดิ (Youtube) -ประเภทกดระบบ ประสาท -ประเภทกระต๎ุนระบบ ประสาท -ประเภทหลอนระบบ ประสาท

คร้งั ที่ วนั /เดือน/ปี หวั เร่อื ง/ตัวช้ีวัด เน้อื หาสาระการเรยี นรู้

การจัดกระบวนการ ส่ือ/แหล่งเรยี นรู้ การวัดและ หมายเหตุ เรยี นรู้ ประเมินผล 2.อนั ตราย และการ ปูองกนั สารเสพตดิ การจัดกิจกรรมการเรียน การสอนแบบ ON AIR 1.ครมู อบหมายใหผ๎ เู๎ รยี น ศึกษาเรียนรู๎ผําน ETV ออนไลน๑ www. etvthai.tv การจดั กิจกรรมการเรียน การสอนแบบ ON line 1. ครูพบกลมุํ ผเ๎ู รยี นผําน ชํองทางออนไลนต๑ ํางๆ เชํน VDO CALL, GOOGLE MEET, ZOOM เปน็ ตน๎ เพ่ือติดตามพดู คยุ กับผเู๎ รยี น การจัดกิจกรรมการเรยี น การสอนแบบ ON Hand 1. ครมู อบหมายงาน

คร้งั ที่ วนั /เดือน/ปี หวั เร่อื ง/ตัวช้ีวัด เน้อื หาสาระการเรยี นรู้

การจัดกระบวนการ ส่ือ/แหลง่ เรียนรู้ การวดั และ หมายเหตุ เรยี นรู้ ประเมินผล สาํ หรับนักศึกษาท่ีไมํมา พบกลํุมโดยจัดทําใบงาน ใบความรใ๎ู หผ๎ เ๎ู รียนมารบั ทกี่ ศน.ตาํ บล และนํามาสงํ ในวนั ทม่ี าพบกลมํุ การจัดกิจกรรมการเรยี น การสอนแบบ ON Demand 1. ครูมอบหมายใบงาน และใบความรูผ๎ าํ นชอํ งทาง หอ๎ งเรียนออนไลน๑ Google classroom Website กศน.ตาํ บล เพื่อ มอบหมายงานใหผ๎ ู๎เรยี นท่ี ไมํสะดวกมาพบกลุํม หรือ เรยี นออนไลน๑ได๎ดาวน๑ โหลดใบงานและใบความร๎ู เพ่ือศึกษาและสงํ งาน ข้ันท่ี 2 แสวงหาความรู้

คร้งั ที่ วนั /เดือน/ปี หวั เร่อื ง/ตัวช้ีวัด เน้อื หาสาระการเรยี นรู้

การจัดกระบวนการ สื่อ/แหลง่ เรยี นรู้ การวัดและ หมายเหตุ เรยี นรู้ ประเมนิ ผล 1. ผ๎ูเรยี นศกึ ษาจากใบ ความรู๎ คลปิ วดิ ีโอเสริม ความร๎แู ละส่ือตําง ๆ 2. ครแู ละผู๎เรียนนาํ ความร๎ู ที่ไดม๎ าแลกเปลี่ยนเรยี นรู๎ 3. ครูและผเ๎ู รียนรวํ มกัน อภิปรายและนํามาสรปุ องค๑ความรู๎ที่ได๎รบั ข้ันท่ี 3 การปฏบิ ัติ นาไปใช้ ผ๎ูเรียนนําความร๎ทู ่ีไดร๎ ับมา ปรับใช๎ในชีวติ ประจําวัน ข้นั ที่ 4 การประเมนิ ผล การเรียนรู้ 1. สงั เกต 2. บนั ทึกการเรยี นร๎ู 3. ใบงาน 4. แบบทดสอบออนไลน๑ มอบหมายงาน

คร้งั ที่ วนั /เดือน/ปี หวั เร่อื ง/ตัวช้ีวัด เน้อื หาสาระการเรยี นรู้

การจัดกระบวนการ สอื่ /แหลง่ เรยี นรู้ การวดั และ หมายเหตุ เรียนรู้ ประเมนิ ผล 1. บนั ทกึ การเรียนร๎ู (กรต.) 2. ทํารายงานเรือ่ ง ประเภทของสารเสพติด ชนิดตํางๆ

ใบงานครัง้ ท่ี 5 วชิ าสขุ ศึกษา พลศกึ ษา รหสั วชิ า ทช11002 ระดบั ประถมศกึ ษา เรอ่ื ง สารเสพติด ชือ่ -สกลุ ................................................ รหัสนักศึกษา ..............................ตาํ บล................................... วนั ท่ี ...................... เดือน ......................................... พ.ศ. ............................... คาชี้แจง ให๎ผเู๎ รยี นอธิบายถึงหัวข๎อดังตํอไปน้ี 1. โทษของยาบ๎า ............................................................................................................................. ................................................. ...................................................................................................................................................... ........................ .......................................................................................................... .................................................................... ............................................................................................................................. ................................................. ............................................................................................................................. ................................................. ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………….. 2. โทษของกัญชา ............................................................................................................................. ................................................. .............................................................................................................................................................................. ............................................................................................................................. ................................................. ............................................................................................................................. ................................................. .............................................................................................................................................................................. …………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..

เฉลยใบงานครั้งที่ 5 วชิ าสขุ ศกึ ษา พลศึกษา รหสั วชิ า ทช11002 ระดบั ประถมศกึ ษา เรือ่ ง สารเสพตดิ ชือ่ -สกุล ................................................ รหัสนกั ศกึ ษา ..............................ตาํ บล................................... วันท่ี ...................... เดือน ......................................... พ.ศ. ............................... คาช้แี จง ให๎ผเ๎ู รยี นอธิบายถึงหัวข๎อดังตํอไปนี้ 1. โทษของยาบ๎า ยาบ๎าออกฤทธ์โิ ดยการเขา๎ ไปกระตน๎ุ ประสาท ทําให๎ผเู๎ สพมีอาการติดยาทง้ั ทางรํางกายและจิตใจ เมื่อ ฤทธิย์ าเข๎าสรูํ าํ งกายในชํวงระยะแรกทเ่ี สพใหมๆํ มนั จะออกฤทธ์กิ ระตน๎ุ ราํ งกายให๎เกดิ การตนื่ ตวั ทําให๎อตั รา การเตน๎ ของจังหวะหัวใจเรว็ ข้ึน ความดนั โลหติ สูง มีอาการใจสั่น ตงึ เครยี ด เมอ่ื ฤทธย์ิ าหมดลงผเ๎ู สพจะมีอาการ อํอนเพลียมากกวําปกติ ระบบส่ังการทางสมองทํางานชา๎ ลง การตัดสนิ ใจชา๎ และเปน็ สาเหตทุ ีก่ ํอให๎เกดิ อุบัติเหตุ รา๎ ยแรงข้ึนได๎ หากยงั คงเสพยาบา๎ ตดิ ตอํ กันเป็นเวลานาน ฤทธย์ิ ากจ็ ะย่งิ ทําลายสมองให๎เส่อื ม มีอาการประสาท หลอน เกดิ ภาพลวงตา หวาดระแวง เสยี สติ คลุม๎ คลัง่ เป็นบ๎าจนสามารถทํารา๎ ยผ๎ูอ่ืนและตนเองได๎ และหากเสพ ยาเข๎าไปมากเกินปริมาณ ฤทธิย์ าจะเขา๎ ไปกดประสาทและระบบหายใจ สงํ ผลให๎เกดิ ภาวะหมดสติและทาํ ให๎ เสียชวี ิตได๎ในทีส่ ุด 2. โทษของกญั ชา กญั ชาจะออกฤทธห์ิ ลายอยาํ งกับระบบประสาทสวํ นกลาง โดยจะกระตน๎ุ การกดประสาทและทาํ ใหผ๎ ๎ู เสพเกดิ อาการประสาทหลอน สารทอี่ ยูํในกัญชาน้ันมีด๎วยกันหลายชนดิ ทวาํ สารสําคญั ทส่ี ุดท่ีออกฤทธิน์ ้นั จะมี ผลตํอสมองและราํ งกาย ผเ๎ู สพจะมีภาวะอารมณ๑และจิตใจทีเ่ ปล่ยี นแปลงไป โดยในเบ้ืองตน๎ ฤทธิจ์ ากกัญชาจะ เขา๎ ไปกระตุ๎นการทํางานของระบบประสาท ทาํ ใหผ๎ เ๎ู สพเกดิ ความตืน่ เต๎น ตน่ื ตัว คุยเกํง สนุกสนานและหวั เราะ รําเริงไดต๎ ลอดเวลา แตํในเวลาตํอมาจะเขา๎ ไปกดประสาท สงํ ผลใหม๎ อี าการเหมือนเมาสุราออํ นๆ และมีอาการ งวํ งซมึ

ใบความรคู้ ร้งั ท่ี 5 วชิ าสุขศึกษา พลศกึ ษา รหสั วิชา ทช11002 ระดบั ประถมศกึ ษา เรื่อง สารเสพตดิ ข้ึนชื่อวํา “ยาเสพติด” ล๎วนกํอให๎เกิดโทษตํอชีวิตผู๎เสพด๎วยกันทั้งสิ้น ทําลายท้ังชีวิต ทรัพย๑สิน ครอบครัวที่คุณรักและความมั่นคงของประเทศชาติ ด๎วยเหตุนี้ เราจึงนําโทษจากสาร เสพติดทั้ง 10 ชนิดมาแนะนําให๎ทราบวํามีอะไรบ๎าง เพื่อความปลอดภัยของตัวคุณเอง ครอบครัว สังคมและเศรษฐกิจของประเทศ ด๎วยการรู๎เทําทันและตระหนักถึงโทษของมันอยํางละเอียด โดย สามารถติดตามโทษของยาเสพติดในแตํละชนิดได๎เลยดังน้ี โทษของ: ยาบ้า ยาบ้าออกฤทธิ์โดยการเข้าไปกระตุ้นประสาท ทาให้ผู้เสพมีอาการติดยาทั้งทางร่างกาย และจิตใจ เมื่อฤทธิ์ยาเข๎าสํูรํางกายในชํวงระยะแรกที่เสพใหมํๆ มันจะออกฤทธิ์กระตุ๎นรํางกายให๎ เกิดการต่ืนตัว ทําให๎อัตราการเต๎นของจังหวะหัวใจเร็วข้ึน ความดันโลหิตสูง มีอาการใจสั่น ตึง เครียด เมื่อฤทธ์ิยาหมดลงผ๎ูเสพจะมีอาการอํอนเพลียมากกวําปกติ ระบบสั่งการทางสมองทํางาน ช๎าลง การตัดสินใจช๎าและเป็นสาเหตุท่ีกํอให๎เกิดอุบัติเหตุร๎ายแรงขึ้นได๎ หากยังคงเสพยาบ๎า ติดตํอกันเป็นเวลานาน ฤทธ์ิยาก็จะย่ิงทาํ ลายสมองให๎เสื่อม มีอาการประสาทหลอน เกิดภาพลวง ตา หวาดระแวง เสียสติ คลุ๎มคลั่งเป็นบ๎าจนสามารถทําร๎ายผู๎อ่ืนและตนเองได๎ และหากเสพยาเข๎า ไปมากเกินปริมาณ ฤทธิ์ยาจะเข๎าไปกดประสาทและระบบหายใจ สํ งผลให๎เกิดภาวะหมดสติและ ทําให๎เสียชีวิตได๎ในท่ีสุด โทษของ: เฮโรอีน เฮโรอีนออกฤทธ์ิโดยการเข๎าไปกดระบบประสาท ส่งผลให้ผู้เสพมีอาการเสพติดท้ังทาง ร่างกายและจิตใจ เมื่อขาดยาจะมีอาการทางร่างกายที่แสดงออกมาอย่างชัดเจนรุนแรง ต้ังแตํ อาการปวดตามสํวนตํางๆ ได๎แกํ กล๎ามเน้ือ กระดูก ข๎อตํอ สันหลัง บ้ันเอวและปวดศีรษะอยําง รุนแรง นอกจากน้ี ยังมีอาการจุกภายในอกราวกับจะขาดใจตาย อํอนเพลียอยํางหนัก มีอาการ หนาวๆ ร๎อนๆ นอนไมํหลับ กระสับกระสําย ทุรนทุรายอึดอัด ผู๎ที่เสพติดหนักๆ บางรายอาจมี อาการชักตาต้ัง นา้ํ ลายไหลฟูมปาก มํานนัยต๑ตาดําหดลง มึนงง หายใจไมํออก ความจําเส่ือม และ ผู๎เสพท่ีติดเช้ือ HIV อยํูก็จะเป็นผ๎ูที่แพรํเชื้อดังกลําวให๎ระบาดไปสูํผู๎อ่ืนตํอไป หากใช๎เข็มฉีดยาหรือ มีเพศสัมพันธ๑โดยไมํผํานการปูองกัน

โทษของ: ยาอี ยาเลิฟ เอ็คซ์ตาซี ยาดังกลําวหลังจากเสพไปแล๎วฤทธิ์ยาจะออกภายในเวลา 45 นาที ซึ่งฤทธ์ิยาสามารถอยํูใน รํางกายได๎ยาวนานประมาณ 6 – 8 ช่ัวโมง ยาชนิดน้ีมักแพรํระบาดในกลุํมวัยรํุนที่นิยมเท่ียว กลางคืน โดยครั้งแรกตัวยาจะออกฤทธิ์กระตุ้นประสาทเพียงแค่ระยะส้ันๆ จากน้ันจะออกฤทธิ์ หลอนประสาท ส่งผลให้ผู้เสพมีอาการติดยาทางด้านจิตใจในเวลาต่อมา นอกจากนี้ ผู๎เสพยังมี อาการใจส่ัน ระดับความดันโลหิตสูง เหงื่อออกเยอะ เกิดความเปล่ียนแปลงเกี่ยวกับระบบ ประสาทการรับร๎ูทั้งหมด สํงผลทั้งการได๎ยินและการมองเห็นแสงสีตํางๆ ที่มีความผิดปกติไปจาก ความจริง อีกทั้งยังทาํ ให๎เกิดอาการเคลิบเคลิ้ม และไมํสามารถควบคุมอารมณ๑ข องตนเองได๎ โทษของ: โคเคน โคเคนออกฤทธิ์โดยการกระตุ๎นระบบประสาท ทําให๎ผ๎ูเสพมีการเสพติดทางด๎านรํางกายเพียง เล็กน๎อย ท้ังนี้ขึ้นอยํูกับวิธีและปริมาณที่เสพเข๎าไป มีผลทางด๎านจิตใจ แตํกับทางรํางกายอาจมี อาการขาดยาบ๎างหากก็ไมํรุนแรงเทําใดนัก อยํางไรก็ตาม ฤทธ์ิจากโคเคนจะส่งผลให้ผู้เสพมี ระดับความดันโลหิตสูง หัวใจเต้นอย่างรุนแรง กระวนกระวาย มีไข้ นอนไม่หลับ ผนังจมูกขาด เลือดส่งผลให้เยื่อบุโพรงจมูกฝ่อมีการฉีกขาดหรือทะลุ สมองจะได้รับการถูกกระตุ้นอย่าง รุนแรง ทาให้มีอาการชัก เลือดออกในสมอง เกิดเนื้อสมองตายในบางส่วน เมื่อหัวใจได๎รับการ กระตุ๎นอยูํเสมอก็จะทําให๎กล๎ามเน้ือหัวใจเสื่อมสภาพลงทีละน๎อยๆ จนกระทั่งหัวใจไมํสามารถบีบ ตัวตํอไปได๎ไหวและทําให๎ผู๎เสพมีภาวะหัวใจล๎มเหลวในท่ีสุด นอกจากนี้แล๎ว หากยังคงเสพ ติดตํอกันเป็นเวลานาน ยังทําให๎เกิดโรคซึมเศร๎าอยํางหนักได๎ด๎วย โทษของ: ยาเค ยาเคเป็นสารเสพติดที่หากเสพเข๎าสํูรํางกายไปแล๎วมันจะออกฤทธิ์หลอนประสาทได๎อยําง รุนแรงมาก โดยผู้เสพจะมีอาการเคลิบเคล้ิม เข้าใจผิดคิดว่าตนเองเป็นผู้ที่มีอานาจวิเศษ การ รับรู้และการตอบสนองกับสิ่งแวดล้อมรอบตัวจะเปลี่ยนไป ไมํวําจะเป็นการมองภาพ แสง สีและ การได๎ยินเสียง ซึ่งจะมีอาการสูญเสียกระบวนการคิดรํวมด๎วย นอกจากน้ี ผู๎เสพยังมีอาการตาลาย รํางกายไมํสามารถเคล่ือนไหวอยํางสัมพันธ๑กันได๎ หาก ยังคงเสพตํอไปจนมากเกินปริมาณก็จะกํอให๎เกิดภาวะติดขัดในระบบหายใจ และถ๎ายังคงใช๎ยา ดังกลําวตํอไปอีก อาการเชํนนี้ก็จะยังคงปรากฎให๎เกิดขึ้นอยูํบํอยๆ หรือที่เรียกวํา Flashback โดยจะสํงผลเสียทําให๎ผ๎ูเสพมีปัญหาโรคจิต เป็นคนวิกลจริต มีความคิดสับสน หูแวํว ตาลาย การ ทํางานของสมองทางด๎านการรับร๎ูและการตอบสนองกับสิ่งแวดล๎อมรอบตัวมีการเปล่ียนไป อีกทั้ง การเคล่ือนไหวทางด๎านรํางกายยังไมํเป็นไปในจังหวะที่สัมพันธ๑กันดังเดิมอีกด๎วย

โทษของ: กัญชา กัญชาจะออกฤทธ์ิหลายอยํางกับระบบประสาทสํวนกลาง โดยจะกระตุ๎นการกดประสาทและ ทาํ ให๎ผ๎ูเสพเกิดอาการประสาทหลอน สารที่อยูํในกัญชานั้นมีด๎วยกันหลายชนิด ทวําสารสําคัญที่สุด ท่ีออกฤทธิ์น้ันจะมีผลตํอสมองและรํางกาย ผ๎ูเสพจะมีภาวะอารมณ๑และจิตใจที่เปลี่ยนแปลงไป โดยในเบ้ืองต๎นฤทธ์ิจากกัญชาจะเข๎าไปกระต๎ุนการทํางานของระบบประสาท ทําให๎ผ๎ูเสพเกิดความ ตื่นเต๎น ต่ืนตัว คุยเกํง สนุกสนานและหัวเราะรําเริงได๎ตลอดเวลา แตํในเวลาตํอมาจะเข๎าไปกด ประสาท สํงผลให๎มีอาการเหมือนเมาสุราอํอนๆ และมีอาการงํวงซึม อยํางไรก็ตาม หากรํางกายได๎รับปริมาณสารเสพติดชนิดนี้เข๎าไปมากเกินขนาดก็จะเกิดภาวะ ประสาทหลอน เห็นภาพลวงตา หูแวํว ระบบความคิดเกิดการสับสน มึนงง ไมํสามารถควบคุม ตนเองได๎ กระทั่งในที่สุด ฤทธ์ิจากกัญชาก็จะเข๎าไปทําลายสมอง ปอดและทําลายระบบภูมิคุ๎มกัน ในรํางกายให๎เส่ือมสภาพทรุดโทรมตํอไป โทษของ: กระท่อม ใบกระทํอมมีสารไมตราจัยนินที่จะออกฤทธิ์กระตุ๎นประสาท ผู๎เสพจะมีอาการเสพติดทั้งทาง รํางกาย (เล็กน๎อย) แตํมีอาการเสพติดทางด๎านจิตใจและอาจมีอาการขาดยาทางรํางกายเกิดขึ้น หากแตํไมํรุนแรงนัก ฤทธิ์จากใบกระทํอมยังกระตุ๎นให๎ผ๎ูเสพมีเร่ียวแรงพลังมากมาย สามารถ ทาํ งานได๎อยํางไมํร๎ูสึกเหน็ดเหนื่อย ทนตํอสภาวะอากาศร๎อนหนาวได๎อยํางไมํร๎ูสึกร๎ูสา อยํางไรก็ดี โทษจากใบกระทํอมยังทําให๎ผ๎ูเสพมีสภาพผิวหนังที่แห๎งดําไหม๎เกรียม มึนงง ปากแห๎ง ท๎องผูก นอนไมํหลับ หนาวสั่นเม่ืออยํูทํามกลางอากาศช้ืน นอกจากนี้ จิตใจยังสับสน โลเล ประสาทหลอน และสภาพรํางกายยังทรุดโทรมอยํางหนักอีกด๎วย โทษของ: มอร์ฟีน มอร๑ฟีนจะออกฤทธ์ิเข๎าไปกดระบบประสาท ผู๎เสพจะมีอาการเสพติดทั้งทางรํางกาย จิตใจ และมีอาการขาดยาทั้งทางรํางกายด๎วย สําหรับอาการเสพติดท่ีกํอให๎เ กิดโทษกับรํางกายคือ ผ๎ูเสพ จะมีอาการท๎องผูก คลื่นเหียน อาเจียน คันหน๎า ตาแดง งํวงซึม สมองช๎าเกิดอาการมึนๆ ชาๆ สติปัญญาเสื่อม รํางกายทรุดโทรมอยํางหนักและไมํสนใจตํอสิ่งแวดล๎อมโดยรอบ โทษของ: ฝ่ิน ฝ่ินจะออกฤทธ์ิเข๎าไปกดระบบประสาท สํงผลให๎ผ๎ูเสพมีอาการเสพติดทั้งทางรํางกาย จิตใจ และยังมีภาวะขาดยาทางรํางกายอีกด๎วย กรณีที่เกิดการเสพติดเกินขนาดก็จะสํงผลให๎ฤทธ์ิยาเข๎า ไปกดระบบการหายใจ ทาํ ให๎เสียชีวิตได๎ในที่สุด นอกจากนี้ ผู๎เสพยังมีจิตใจเล่ือนลอย โลเล สับสน มีอาการงํวงซึมตลอดเวลา ตาหร่ี พูดจาวกวนไมํร๎ูเรื่อง ความคิดทํางานเช่ืองช๎า และมีชีพจรเต๎นใน ระดับช๎าขึ้น


Like this book? You can publish your book online for free in a few minutes!
Create your own flipbook