Important Announcement
PubHTML5 Scheduled Server Maintenance on (GMT) Sunday, June 26th, 2:00 am - 8:00 am.
PubHTML5 site will be inoperative during the times indicated!

Home Explore สารานุกรมไทยสำหรับเยาวชนฯ เล่ม 37 (รวมเล่ม)

สารานุกรมไทยสำหรับเยาวชนฯ เล่ม 37 (รวมเล่ม)

Description: สารานุกรมไทยสำหรับเยาวชนฯ เล่ม 37 (รวมเล่ม)

Keywords: สารานุกรมไทย สำหรับเยาวชนฯ เล่ม ๓๗

Search

Read the Text Version

97 “หอ้ งอัครศิลปนิ ” ชัน้ ๒ จดั แสดงผลงานพระอจั ฉรยิ ภาพ “หอ้ งอคั รศลิ ปนิ ” ชน้ั ๓ จดั แสดงผลงานพระอจั ฉรยิ ภาพด้านคตี ศลิ ปแ์ ละ ด้านศลิ ปะและวัฒนธรรมของพระบาทสมเด็จพระเจา้ อย่หู ัว เพลงพระราชนพิ นธ์ของพระบาทสมเดจ็ พระเจ้าอยู่หัว ภายในห้องอัครศิลปินที่อยู่บนช้ัน ๒ จัด การแสดง เพราะนอกจากมปี ระวตั แิ ละผลงานของ แสดงผลงานพระอัจฉริยภาพทางด้านศิลปะและ ศลิ ปนิ แหง่ ชาตใิ หไ้ ดช้ ม และไดฟ้ งั แลว้ ยงั มจี อหนงั วฒั นธรรมของพระบาทสมเดจ็ พระเจา้ อยหู่ วั ไดแ้ ก่ ตะลงุ เครอื่ งดนตรไี ทย ใบปดิ โฆษณาภาพยนตร์ ภาพวาดฝพี ระหตั ถ์ ซง่ึ มกี ารควบคมุ อณุ หภมู ขิ อง หอ้ งฉายภาพยนตรจ์ ำลอง  ชดุ ละครรำ เสยี งเพลง ภาพไว้ พรอ้ มทงั้ มคี ำอธบิ ายผลงานแตล่ ะชนิ้ ดว้ ย พื้นบ้านจากตู้ไดโอรามา (ตู้จัดแสดงแบบ ๓ มิต ิ สว่ นหอ้ งอคั รศลิ ปนิ ทอี่ ยบู่ นชนั้ ๓ จดั แสดงผลงาน มหี นุ่ จำลอง ทม่ี เี สยี งประกอบ และหมนุ ได)้ จดั ไว้ พระอจั ฉรยิ ภาพดา้ นคตี ศลิ ปแ์ ละการพระราชนพิ นธ์ ใหช้ ม และมหี อ้ งคาราโอเกะใหท้ ดลองรอ้ งเพลง เพลงโดยเฉพาะ นอกจากหอ้ งอคั รศลิ ปนิ ในอาคาร ของศิลปินแห่งชาติด้วย นอกจากเป็นสถานท่ีจัด หลกั แลว้ อาคารรปู ตวั ยู (U) ทร่ี ายลอ้ มอยตู่ ดิ กนั แสดงนทิ รรศการตา่ งๆ แลว้ ยงั เปน็ ทจี่ ดั กจิ กรรมท่ี กม็ หี อ้ งนทิ รรศการประวตั แิ ละผลงานของศลิ ปนิ เกยี่ วเนอื่ งกนั โดยเฉพาะการเชญิ ศลิ ปนิ แหง่ ชาติ แหง่ ชาตทิ กุ สาขา ภายใตแ้ นวคดิ “อคั รศลิ ปนิ ราย มาเปน็ วทิ ยากรถา่ ยทอดความรใู้ หแ้ กเ่ ยาวชน  การจดั ลอ้ มดว้ ยศลิ ปนิ แหง่ ชาติ ซึ่งพระองค์ทรงให้การ สมั มนาทางวชิ าการ การจดั งานมหกรรมวฒั นธรรม อปุ ถมั ภ”์ จดุ เดน่ ของหออคั รศลิ ปนิ คอื การจดั เปน็ ตน้ แสดงด้วยเทคโนโลยีและการออกแบบที่ทันสมัย โดยใชส้ อื่ ผสม (มลั ตมิ เี ดยี ) ตา่ งๆ อยา่ งหลากหลาย ๑๑. ส วสั ดกิ ารศลิ ปนิ แหง่ ชาติ ทั้งภาพถ่าย วีดิทัศน์ หุ่นจำลอง ผลงานต่างๆ ของศิลปินแห่งชาติ เช่น หนังสือ จิตรกรรม นับตั้งแต่ริเริ่มโครงการศิลปินแห่งชาติเม่ือ ประตมิ ากรรม เครอ่ื งดนตรี และในการเปดิ -ปดิ พ.ศ. ๒๕๒๗  และประกาศผลการคดั เลอื กศลิ ปนิ วดี ทิ ศั นห์ รอื เสยี งบรรยายใชร้ ะบบอตั โนมตั ิ สว่ น แหง่ ชาตคิ รง้ั แรก เมอ่ื พ.ศ. ๒๕๒๘ จนถงึ พ.ศ. ทไี่ ดร้ บั ความสนใจและเปน็ ทชี่ นื่ ชอบของผเู้ ขา้ ชม ๒๕๕๕ มศี ลิ ปนิ สาขาตา่ งๆ ทไี่ ดร้ บั การคดั เลอื ก มากเปน็ พเิ ศษกค็ อื หอ้ งศลิ ปนิ แหง่ ชาติ สาขาศลิ ปะ เป็นศิลปินแห่งชาติแล้ว รวมทั้งสิ้น ๒๒๑ คน  เสยี ชวี ติ ไปแลว้ ๙๔ คน  ยงั มชี วี ติ อยู่ ๑๒๗ คน        

98 ผู้ที่ได้รับการยกย่องเป็นศิลปินแห่งชาติจะ เพื่อสนับสนุนส่งเสริมการดำเนินงานด้านศิลปะ ไดร้ บั เงนิ ตอบแทนเดอื นละ ๒๐,๐๐๐ บาท ตลอด และวฒั นธรรมของชาตใิ หม้ ปี ระสทิ ธภิ าพมากขน้ึ   ระยะเวลาทม่ี ชี วี ติ อย ู่ คา่ รกั ษาพยาบาลเฉพาะตวั และสามารถระดมทรพั ยากรจากทางราชการและ ตามพระราชกฤษฎีกาเงินสวัสดิการเกี่ยวกับการ เอกชนมาสนบั สนนุ การบรหิ ารงานวฒั นธรรมได้ รกั ษาพยาบาลเชน่ เดยี วกบั ขา้ ราชการ โดยอนโุ ลม อยา่ งคลอ่ งตวั ไดร้ บั งบประมาณจากรัฐบาลเป็น ใหเ้ บกิ จากหนว่ ยงานทม่ี สี ทิ ธกิ อ่ น แตถ่ า้ เบกิ จาก ทนุ ประเดมิ จำนวน ๑๖๐ ลา้ นบาท  และกำหนด หน่วยงานนั้นได้จำนวนน้อยกว่าก็ให้มีสิทธิเบิก ให้ใช้ได้เฉพาะดอกผลในการส่งเสริมสนับสนุน ตามพระราชกฤษฎีกาเงินสวัสดิการเกี่ยวกับการ การวจิ ยั การพฒั นา การฟนื้ ฟู การอนรุ กั ษ์ การ รกั ษาพยาบาลไดเ้ พมิ่ เตมิ ในสว่ นทย่ี งั ขาดอยู่ และ ศึกษาและเผยแพร่งานศิลปะและวัฒนธรรมของ ในกรณที ่เี บกิ ค่ารักษาพยาบาลเฉพาะตัวไดไ้ มเ่ ต็ม บคุ คล คณะบคุ คล และหนว่ ยงานตา่ งๆ ทงั้ ภาค จำนวน หรอื เบกิ ไมไ่ ด้ สว่ นทยี่ งั ขาดอยหู่ รอื เบกิ ไม่ รฐั และภาคเอกชน เงนิ ประเดมิ ดงั กลา่ วไดร้ บั เปน็ ได้ ใหเ้ บกิ ตามกฎกระทรวงไดอ้ กี ไมเ่ กนิ ๑๐๐,๐๐๐ ชว่ งระยะเวลา  กลา่ วคอื ในปงี บประมาณ ๒๕๓๖ บาทต่อปีงบประมาณ รวมทงั้ มีเงนิ ชว่ ยเหลอื เม่อื จำนวน ๕๐ ลา้ นบาท ในปงี บประมาณ ๒๕๓๗ ประสบสาธารณภยั เทา่ ทเี่ กดิ ความเสยี หายจรงิ ราย จำนวน ๕๐ ลา้ นบาท ในปงี บประมาณ ๒๕๓๘ ละไมเ่ กนิ ๕๐,๐๐๐ บาทตอ่ ครง้ั คา่ สง่ิ ทนี่ ำไปเยย่ี ม จำนวน ๒๐ ลา้ นบาท ในปงี บประมาณ ๒๕๓๙ ในยามเจบ็ ปว่ ยหรอื ในโอกาสสำคญั เบกิ ไดเ้ ทา่ ทจี่ า่ ย จำนวน ๒๐ ล้านบาท ในปีงบประมาณ ๒๕๔๐ จรงิ รายละไมเ่ กนิ ๓,๐๐๐ บาทตอ่ ครง้ั นอกจากนี้ จำนวน ๒๐ ลา้ นบาท สำหรบั เงนิ ประเดมิ จำนวน มีเงินช่วยเหลือเมื่อเสียชีวิต เพ่ือร่วมบำเพ็ญกุศล ๑๖๐ ลา้ นบาทนนั้  คณะกรรมการกองทนุ สง่ เสรมิ ศพ รายละ ๒๐,๐๐๐ บาท และคา่ เครอ่ื งเคารพศพ งานวฒั นธรรมไดม้ อบหมายใหฝ้ า่ ยเลขานกุ าร คอื กอง ตามประเพณที เี่ หมาะสมเทา่ ทจ่ี า่ ยจรงิ รายละไม่ กองทนุ สง่ เสรมิ งานวฒั นธรรม นำไปจดั ซอื้ พนั ธบตั ร เกนิ ๓,๐๐๐ บาท ตลอดจนเงนิ ชว่ ยเหลอื คา่ จดั ทำ ออมทรพั ยข์ องรฐั บาล เพอ่ื นำดอกผลมาใชป้ ระโยชน์ หนงั สอื เพอื่ เผยแพรผ่ ลงานเมอ่ื เสยี ชวี ติ เทา่ ทจ่ี า่ ย ในการดำเนนิ งานดา้ นวฒั นธรรม จรงิ รายละไมเ่ กนิ ๑๕๐,๐๐๐ บาท ทง้ั น้ี ถอื เปน็ ประโยชนต์ อบแทนศลิ ปนิ แห่งชาตทิ เ่ี บกิ จ่ายจาก อันท่ีจริงแล้ว เงินของกองทุนส่งเสริมงาน เงนิ กองทนุ สง่ เสรมิ งานวฒั นธรรม วฒั นธรรมมาจากแหลง่ ตา่ งๆ ไดแ้ ก่ (๑)  เงนิ ทนุ ประเดิมที่รัฐบาลจัดสรรให้ (๒) เงินอุดหนุนท่ี ๑วฒั๒น. ธทร่ีมรามข อ(พง.กศอ. ง๒ท๕ุน๓ส๕่ง-เ๒ส๕ริม๕ง๓า)น รัฐบาลจัดสรรให้จากงบประมาณแผ่นดินประจำ ปี (๓) กองทนุ ศลิ ปนิ ในสำนกั งานคณะกรรมการ กองทุนส่งเสริมงานวัฒนธรรม  จัดต้ังขึ้น วฒั นธรรมแหง่ ชาติ (๔) เงนิ อดุ หนนุ กจิ การของ ตามมาตรา ๑๔ แห่งพระราชบัญญัติสำนักงาน สภาวฒั นธรรมแหง่ ชาติ ทส่ี ำนกั งานคณะกรรมการ คณะกรรมการวฒั นธรรมแหง่ ชาติ พ.ศ. ๒๕๒๒ วฒั นธรรมแหง่ ชาตริ ับโอนมาจากกองวัฒนธรรม และแก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๓๕ กรมการศาสนา (๕) เงนิ อดุ หนนุ จากตา่ งประเทศ รวมทั้งองค์กรระหว่างประเทศ (๖) เงินและ

99 ทรัพย์สินอื่นท่ีตกเป็นของกองทุนส่งเสริมงาน คณะบคุ คล และหนว่ ยงานตา่ งๆ ทงั้ ภาคราชการ วฒั นธรรม (๗) คา่ ธรรมเนยี มการจดั การลขิ สทิ ธิ์ และภาคเอกชน (๘)  เงินและทรัพย์สินอื่นที่ตกเป็นของกองทุน สง่ เสรมิ งานวฒั นธรรม (๙) ดอกผลและรายไดข้ อง (๒) สง่ เสรมิ และสนบั สนนุ กจิ กรรมทส่ี รา้ ง กองทนุ สง่ เสรมิ งานวฒั นธรรม ความร่วมมือขององค์กร และสถาบันทางด้าน ศลิ ปวฒั นธรรม นอกจากน้ี คณะกรรมการกองทุนส่งเสริม งานวฒั นธรรมอาจจดั ตง้ั กองทนุ เฉพาะเรอื่ งขนึ้ ใน (๓) สง่ เสรมิ กจิ กรรมการจดั การแสดง การ กองทุนส่งเสริมงานวัฒนธรรมตามวัตถุประสงค์ จดั นทิ รรศการทางดา้ นศลิ ปะ และกจิ กรรมอนื่ ๆ ท่ี ของผู้บริจาคเงินหรือทรัพย์สิน จึงมีศิลปินแห่ง เกย่ี วกบั ศลิ ปวฒั นธรรม ทงั้ ในระดบั ทอ้ งถน่ิ ระดบั ชาตแิ ละศลิ ปนิ ทว่ั ไป รวมทงั้ หนว่ ยงานตา่ งๆ ได้ ชาติ และระดบั นานาชาติ จัดกิจกรรมทางวัฒนธรรมและนำเงินรายได้มา จัดตั้งเป็นกองทุน หรือร่วมบริจาคทรัพย์เพ่ือตั้ง (๔) ชว่ ยเหลอื ผมู้ ผี ลงานทางดา้ นวฒั นธรรม เปน็ กองทนุ ยอ่ ยในกองทนุ สง่ เสรมิ งานวฒั นธรรม และศลิ ปนิ ในดา้ นสวสั ดกิ ารและความเปน็ อย ู่ จำนวน ๓๘ กองทนุ เชน่ กองทนุ สวลี ผกาพนั ธ ุ์ กองทนุ ชาล ี อนิ ทรวจิ ติ ร กองทนุ รกั ษเ์ พลงชรนิ ทร์ (๕) สนบั สนนุ ใหม้ กี ารจดั ซอ้ื ผลงานทางดา้ น กองทุนครูสมาน กาญจนผลิน กองทุนไพบูลย์ ศลิ ปะทเี่ ปน็ ผลงานของศลิ ปนิ ไทยและเปน็ สมบตั ิ บตุ รขนั กองทนุ บางจาก (มหาชน) กองทนุ คณุ หญงิ ของชาต ิ ปทั มา ลสี วสั ดต์ิ ระกลู (๖) ส่งเสริมการเรียนการสอนด้านศิลปะ ปัจจบุ นั เงนิ กองทนุ สง่ เสรมิ งานวัฒนธรรม และวฒั นธรรม และการสบื ทอดงานศิลปะทัง้ ใน มจี ำนวนประมาณ ๒๓๗ ลา้ นบาท ถอื เปน็ เงนิ ตน้ และนอกระบบโรงเรยี น ที่จะนำมาใช้ได้เฉพาะดอกผลท่ีเกิดขึ้นประมาณ ปลี ะ ๘ ลา้ นบาทเทา่ นนั้ เพอ่ื นำไปสนบั สนนุ และ (๗) สง่ เสรมิ การวจิ ยั การพฒั นา และการ สง่ เสรมิ กจิ กรรมดา้ นวฒั นธรรมของศลิ ปนิ แหง่ ชาต ิ เรยี นการสอนภาษาไทย   หรอื ศลิ ปนิ และหนว่ ยงานตา่ งๆ ตามวตั ถปุ ระสงค์ ของกองทนุ สง่ เสรมิ งานวฒั นธรรม  ตามระเบยี บ (๘) สง่ เสรมิ และสนบั สนนุ การแลกเปลย่ี น คณะกรรมการกองทนุ สง่ เสรมิ งานวฒั นธรรม วา่ ดว้ ย วัฒนธรรมระหว่างประเทศไทยกับต่างประเทศ การใชจ้ า่ ยเงนิ กองทนุ สง่ เสรมิ งานวฒั นธรรม พ.ศ. ตลอดจนองคก์ ร สมาคม และมลู นธิ ติ า่ งประเทศ ๒๕๓๖ โดยใหใ้ ชจ้ า่ ยเงนิ ตามวตั ถปุ ระสงคด์ งั น้ ี (๙) ส่งเสริมการพัฒนาบุคลากรด้านศิลปะ (๑) ส่งเสริมและสนับสนุนการวิจัย การ และวฒั นธรรม พฒั นา การฟนื้ ฟู การอนรุ กั ษ์ การศกึ ษา และ การเผยแพร่งานศิลปะและวัฒนธรรมของบุคคล (๑๐) สง่ เสรมิ และสนบั สนนุ องคก์ รสาธารณ- ประโยชนท์ เี่ กย่ี วกบั งานศลิ ปะและวฒั นธรรม กองทนุ สง่ เสรมิ งานวฒั นธรรมทต่ี งั้ ขน้ึ ตาม พระราชบญั ญตั สิ ำนกั งานคณะกรรมการวฒั นธรรม แหง่ ชาติ พ.ศ. ๒๕๒๒ แกไ้ ขเพม่ิ เตมิ (ฉบบั ที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๓๕ ได้ดำเนินการมาจนถึงวันที่ ๑๒ พฤศจกิ ายน พ.ศ. ๒๕๕๓  จากนนั้ ไดม้ กี ารประกาศใช้

100 พระราชบญั ญตั วิ ฒั นธรรมแหง่ ชาติ พ.ศ. ๒๕๕๓, พ.ศ. ๒๕๓๗ ถอื เปน็ อกี กจิ กรรมหนง่ึ เพอื่ สนบั สนนุ ในราชกจิ จานเุ บกษา  เมอ่ื วนั ท่ี ๑๒ พฤศจกิ ายน พ.ศ. ความรดู้ า้ นลขิ สทิ ธกิ์ บั ศลิ ปนิ แหง่ ชาตโิ ดยตรง ๒๕๕๓ โดยมาตรา ๓ (๕) ใหย้ กเลกิ พระราชบญั ญตั ิ สำนกั งานคณะกรรมการวฒั นธรรมแหง่ ชาติ พ.ศ. ๑ป๔ระ. วศตั ิลศิ ปาสินตแรห์ ่ งชาติครั้งแรกใน ๒๕๒๒ แกไ้ ขเพมิ่ เตมิ (ฉบบั ที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๓๕  จึงมีผลให้เกิดการเปล่ียนแปลงในเร่ืองกองทุนฯ ศิลปินแห่งชาติผู้ท่ีได้รับการยกย่องเชิดชู ตามพระราชบญั ญตั ิ ฉบบั ใหม่   ปรากฏในหมวด ๒ เกยี รตเิ ปน็ ครง้ั แรกในประวตั ศิ าสตรข์ องชาตไิ ทย มาตรา ๑๙ วา่ “ใหจ้ ดั ตง้ั กองทนุ ขน้ึ กองทนุ หนง่ึ และไดร้ บั การบนั ทกึ เกยี รตปิ ระวตั ไิ วม้ ดี งั น ี้ สในง่ เกสรรมมิ งสา่นงเวสฒั รนิมธวรัฒรมน,ธรมรวี มตั ถปุ เรระียสกงวค่าเ์ พอ่ืกเปอนง็ ททุนนุ ใช้จ่ายเกี่ยวกับการส่งเสริมและสนับสนุนงาน ๑. นายเฟื้อ หริพิทักษ์ ศิลปินแห่งชาติ วฒั นธรรมตามพระราชบญั ญตั นิ ”้ี สาขาทศั นศลิ ป์ พทุ ธศกั ราช ๒๕๒๘ ๑ข๓อง. ศกลิารปบนิ รแหิ หาง่รชจาดั ตก ิ ารสทิ ธปิ ระโยชน์ เกดิ เมอ่ื วนั ที่ ๒๒ เมษายน พ.ศ. ๒๔๕๓ ทจ่ี งั หวดั ธนบรุ ี (ถงึ แกก่ รรมเมอ่ื วนั ที่ ๑๙ ตลุ าคม ลิขสิทธิ์เป็นสิทธิประโยชน์ที่เกิดขึ้นจาก พ.ศ. ๒๕๓๖) ผลงานการสรา้ งสรรค์ ซงึ่ ยงั เปน็ เรอ่ื งใหมส่ ำหรบั สงั คมไทย ปญั หาการละเมดิ ลขิ สทิ ธใิ์ นผลงานที่ ชีวิตครอบครัว สมรสกับ หม่อมราชวงศ์ สรา้ งสรรคป์ รากฏใหเ้ หน็ กนั อยา่ งตอ่ เนอ่ื ง เพราะ ถนอมศกั ดิ์ กฤดากร มบี ตุ ร ๑ คน ความรคู้ วามเขา้ ใจเกย่ี วกบั การบรหิ ารจดั การสทิ ธ-ิ ประโยชน์อยู่ในวงจำกัด คณะกรรมการกองทุน การศึกษา มัธยมศึกษาปีที่ ๖ โรงเรียน สง่ เสรมิ งานวฒั นธรรมไดด้ ำเนนิ การโครงการการ วดั ราชบพธิ หลงั จากนน้ั ศกึ ษาตอ่ แผนกจติ รกรรม บริหารจัดการสิทธปิ ระโยชน์ของศลิ ปินแหง่ ชาติ ประเทศอนิ เดยี โดยจัดสัมมนาแลกเปล่ียนความรู้เกี่ยวกับเรื่องนี้ ระหวา่ งศลิ ปนิ แหง่ ชาติ ทายาท และผทู้ รงคณุ วฒุ ิ นายเฟื้อ หริพิทักษ์ ดา้ นพระราชบญั ญตั ลิ ขิ สทิ ธ์ิ พ.ศ. ๒๕๓๗ จดั เกบ็ รวบรวมผลงานของศิลปินแห่งชาติ และนำขนึ้ ทะเบยี น รวมทงั้ จดั ทำคมู่ อื แนวทางบรหิ ารจดั การ สทิ ธปิ ระโยชนข์ องศลิ ปนิ แหง่ ชาติ นบั ตง้ั แตก่ ารเกดิ งานสรา้ งสรรคอ์ นั มลี ขิ สทิ ธิ์ จนสนิ้ อายกุ ารคมุ้ ครอง ลขิ สทิ ธ์ิ ในสว่ นของงานสาขาวรรณศลิ ป์ เฉพาะ ท่ีเป็นงานวรรณกรรมในพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์

101 การทำงาน รับราชการเป็นอาจารย์สอน ผลงานศิลปะของนายเฟือ้ หรพิ ทิ กั ษ์ ศลิ ปะรนุ่ แรกของมหาวทิ ยาลยั ศลิ ปากร และเปน็ ประธานโครงการคดั ลอกจติ รกรรมฝาผนงั อโุ บสถ วดั ประดทู่ รงธรรม จงั หวดั พระนครศรอี ยธุ ยา การสร้างสรรค์ผลงานศิลปะ เป็นศิลปิน ที่รักและเข้าใจในจิตรกรรมไทยอย่างลึกซ้ึง ด้วย การค้นหาแนวทางสร้างสรรค์ให้เหมาะกับการ แสดงออกทางด้านจิตรกรรมท่ีมีลักษณะเฉพาะ ตน ในการถ่ายทอดสภาพแวดล้อม บรรยากาศ แสง-เงา ประกอบกับความคิดคำนึงเรื่องสีสันท่ี เปน็ ลกั ษณะตามสายสกลุ ศลิ ปะยโุ รป (อติ าล)ี ใช้ การสะบัดฝีแปรงท่ีรวดเร็ว นายเฟ้ือ หริพิทักษ ์ ไดร้ บั การยกยอ่ งเปน็ “ครใู หญใ่ นวงการศลิ ปะ” ได้ สรา้ งสรรคผ์ ลงานจติ รกรรม จนไดร้ บั การยกยอ่ ง เป็นศิลปินช้ันเย่ียม สาขาจิตรกรรม นอกจากน ี้ ยงั ไดร้ บั เกยี รตใิ หเ้ ขา้ รว่ มเปน็ กรรมการตดั สนิ การ แสดงศิลปกรรมแห่งชาติ ผลงานจิตรกรรมและ ภาพลายเสน้ ของทา่ นเปน็ ผลงานทก่ี า้ วหนา้ มคี ณุ คา่ สงู ใหค้ วามประทบั ใจแกผ่ ชู้ ม และสง่ อทิ ธพิ ลตอ่ ศลิ ปนิ รนุ่ หลงั มกี ารแสดงผลงานทางศลิ ปะหลาย ครง้ั ทงั้ ในประเทศและตา่ งประเทศ ผลงานดีเด่น/ผลงานที่สร้างชื่อเสียง ภาพ บุพการีหรือคุณยายของฉัน หรือคุณยายกับอีส ี (แมว) และภาพนางแบบ (องคป์ ระกอบ) ๒. นายมนตรี ตราโมท ศิลปินแห่งชาติ สาขาศลิ ปะการแสดง พทุ ธศกั ราช ๒๕๒๘ เกดิ เมอ่ื วนั ท่ี ๑๗ มถิ นุ ายน พ.ศ. ๒๔๔๓ ที่จังหวัดสุพรรณบุรี (ถึงแก่กรรมเมื่อวันท่ี ๖ สงิ หาคม พ.ศ. ๒๕๓๘) ชีวิตครอบครัว สมรสกับ นางสาวล้ินจ ่ี บรุ านนท์ มบี ตุ ร ๒ คน เมอื่ ภรรยาคนแรกเสยี ชวี ติ

102 นายมนตรี ตราโมท ในตำแหน่งศิลปินพิเศษ หัวหน้าแผนกดุริยางค์ ไทย กรมศลิ ปากร ตอ่ มาดำรงตำแหนง่ ผเู้ ชย่ี วชาญ บา้ นโสมสอ่ งแสง (พพิ ธิ ภณั ฑบ์ า้ นครมู นตรี ตราโมท) ตง้ั อยทู่ ถ่ี นนตวิ านนท์ ๓ ดนตรไี ทย กรมศลิ ปากร จนถงึ แกก่ รรม ซอยพชิ ยนนั ท์ ๒ ตำบลตลาดขวญั อำเภอเมอื งฯ จงั หวดั นนทบรุ ี การสรา้ งสรรคผ์ ลงานศลิ ปะ เปน็ ผทู้ ไี่ ดร้ บั สมรสครง้ั ที่ ๒ กบั นางสาวพนู ทรพั ย์ นาฏประเสรฐิ การยกย่องว่าเป็นอัจฉริยศิลปินที่มีความรู้ความ มบี ตุ ร ๒ คน สามารถแตกฉาน ทง้ั ทางดา้ นดรุ ยิ างค์ วรรณคดี ดนตรีปี่พาทย์ โดยเฉพาะการบรรเลงระนาดทุ้ม การศกึ ษา มธั ยมศกึ ษาตอนปลาย โรงเรยี น เปน็ ผถู้ วายการครอบประสทิ ธป์ิ ระสาทวชิ าดนตรี พรานหลวง ในพระบรมราชปู ถมั ภ์ และเขา้ ศกึ ษา ไทยและถวายความรู้ด้านวิชาการดนตรีไทยแด่ ในคณะนติ ศิ าสตร์ มหาวทิ ยาลยั ธรรมศาสตรแ์ ละ สมเดจ็ พระเทพรตั นราชสดุ า ฯ สยามบรมราชกมุ ารี การเมอื ง สอบไดภ้ าคที่ ๓ ตอ่ มาไดร้ บั พระราชทาน มีผลงานการประพันธ์เพลงไทยกว่า ๒๐๐ เพลง ปรญิ ญาอกั ษรศาสตรดษุ ฎบี ณั ฑติ กติ ตมิ ศกั ด์ิ จาก ทง้ั ประเภทเพลงโหมโรง เพลงเถา เพลงสามชนั้ มหาวิทยาลัยศิลปากร ปริญญาศิลปศาสตรดุษฎ ี เพลงสองชน้ั เพลงดนตรปี ระวตั ศิ าสตรไ์ ทย เพลง บณั ฑติ กติ ตมิ ศกั ดิ์ จากจฬุ าลงกรณม์ หาวทิ ยาลยั ระบำ เพลงรำวงมาตรฐาน งานประพนั ธท์ างรอ้ ง และมหาวทิ ยาลยั ศรนี ครนิ ทรวโิ รฒ และงานบรรจเุ พลงในบทละคร รวมทงั้ ยงั มคี วามรู้ ทางโน้ตสากลและดนตรีสากลอีกด้านหนึ่งด้วย การทำงาน รบั ราชการทกี่ รมพณิ พาทยห์ ลวง นอกจากนย้ี งั แตง่ บทรอ้ ง ทง้ั เพลงตบั และเพลงเถา กรมมหรสพ สมยั รชั กาลที่ ๖ เกษยี ณอายรุ าชการ การแต่งกวีนิพนธ์ท้ังเรื่องส้ันและเร่ืองยาว บท โทรทัศน์ บทละคร แต่งตำราดุริยางคศิลป์ไทย การละเลน่ ของไทย ประวตั ศิ าสตรก์ ารดนตรไี ทย การละครไทย และสรา้ งหลกั สตู รสาขาดนตรแี ละ นาฏศลิ ปไ์ ทยใหแ้ กโ่ รงเรยี นนาฏศลิ ป

103 ผลงานดเี ดน่ /ผลงานทส่ี รา้ งชอ่ื เสยี ง ไดแ้ ก่ ระบำมติ รสัมพันธ์ม่นั ใจ ไทย-เกาหลี ประดษิ ฐ์ทา่ รำโดย เพลงโสมส่องแสง เพลงเถา เพลงม่านมงคล ทา่ นผูห้ ญงิ แผ้ว สนทิ วงศเ์ สนี เพลงวนั ชาติ เพลงงามแสงเดอื น ยคุ สมัย และดำเนินไปโดยถูกต้องตามระเบียบ ๓. ท่านผู้หญิงแผ้ว สนิทวงศ์เสนี ศิลปิน แบบแผนอันมีมาแต่โบราณ ไม่ว่าจะเป็นท่วงท่า แหง่ ชาติ สาขาศลิ ปะการแสดง พทุ ธศกั ราช ๒๕๒๘ ทา้ วพญามหากษตั รยิ ์ ขนุ นาง และบคุ คลสำคญั ตลอดจนท่าทางของสัตว์ต่างๆ โดยสามารถคิด เกดิ เมอื่ วนั ที่ ๒๕ ธนั วาคม พ.ศ. ๒๔๔๖ ลลี าทา่ รำไดอ้ ยา่ งงดงาม และเหมาะสมกบั บทบาท ท่ีจังหวัดฉะเชิงเทรา (ถึงแก่อนิจกรรมเม่ือวันที่ นอกจากนยี้ งั มผี ลงานการประพนั ธบ์ ทสำหรบั แสดง ๑๗ สงิ หาคม พ.ศ. ๒๕๔๓) ทงั้ โขนและละคร ชวี ติ ครอบครวั สมรสกบั หมอ่ มราชวงศ์ ผลงานดเี ดน่ /ผลงานทส่ี รา้ งชอ่ื เสยี ง ไดแ้ ก่ ตนั สนทิ วงศ์ (พลตรี หมอ่ มสนทิ วงศเ์ สน)ี การคดิ ประดษิ ฐท์ า่ รำสโุ ขทยั ทา่ รำทป่ี รบั ปรงุ มา จากการแสดงละครตอนหนง่ึ ในเรอื่ งอเิ หนา การศึกษา สำเร็จหลักสูตรการศึกษาวิชา สามญั จากโรงเรยี นในวงั สวนกหุ ลาบ การทำงาน รบั ราชการทก่ี รมศลิ ปากรเปน็ ผู้เช่ียวชาญนาฏศิลป์ไทย ผู้อำนวยการฝึกซ้อม การแสดงนาฏศิลป์ไทย สอนและเป็นวิทยากร บรรยายใหค้ วามรเู้ กย่ี วกบั นาฏศลิ ปไ์ ทย การสร้างสรรค์ผลงานศิลปะ เป็นผู้รอบรู้ ในศลิ ปวทิ ยาการดา้ นนาฏศลิ ป์ เสมอื นศนู ยร์ วม ศิลปวัฒนธรรมไทย ผู้เช่ียวชาญในตำราฟ้อนรำ สบื มาแตส่ มยั โบราณ และมคี วามเชยี่ วชาญพเิ ศษ ในการคิดค้นประดิษฐ์ลีลาท่ารำให้เหมาะสมกับ ท่านผหู้ ญงิ แผว้ สนิทวงศ์เสนี การแสดงนาฏศลิ ป์ไทย “ลาวกระทบไม”้ ซงึ่ ลีลาทา่ รำสว่ นหนึง่ เป็นการคิดประดิษฐ์ของ ทา่ นผู้หญิงแผว้ สนทิ วงศ์เสนี

104 ๔. พลตรี หมอ่ มราชวงศค์ กึ ฤทธ์ิ ปราโมช ศิลปินแห่งชาติ สาขาวรรณศิลป์ พุทธศักราช ๒๕๒๘ เกดิ เมอ่ื วนั ที่ ๒๐ เมษายน พ.ศ. ๒๔๕๔ ท่ีจังหวัดสิงห์บุรี (ถึงแก่อสัญกรรมเมื่อวันท่ี ๙ ตลุ าคม พ.ศ. ๒๕๓๘) ชวี ติ ครอบครัว สมรสกับ หมอ่ มราชวงศ์ พกั ตรพ์ รงิ้ ทองใหญ่ มบี ตุ ร ๒ คน การศึกษา ปริญญาตรีเกียรตินิยม (B.A. Honours) สาขาปรชั ญา การเมอื ง และเศรษฐศาสตร์ ปรญิ ญาโท (M.A. Oxon) มหาวทิ ยาลยั ออกซฟอรด์ ประเทศองั กฤษ พลตรี หมอ่ มราชวงศ์คกึ ฤทธ์ิ ปราโมช การทำงาน เรมิ่ รบั ราชการทกี่ รมสรรพากร ชาวตา่ งประเทศใหก้ ารยอมรบั สว่ นการสรา้ งสรรค์ กระทรวงการคลัง ผู้จัดการธนาคารไทยพาณิชย์ ผลงานทางดา้ นวรรณศลิ ป์ หมอ่ มราชวงศค์ กึ ฤทธ์ิ สาขาลำปาง และอดตี นายกรฐั มนตรี (พ.ศ. ๒๕๑๘ ปราโมช มผี ลงานหนงั สอื และบทความ โดยมลี ลี า -๒๕๑๙) การเขยี นบทความทม่ี คี วามรแู้ ละความสามารถใน การสร้างสรรค์ผลงานศิลปะ เป็นผู้ท่ีมี การใชภ้ าษาไทย ความรใู้ นเรอื่ งศลิ ปะ วรรณคดี ความรคู้ วามสามารถหลายบทบาท ทงั้ ในฐานะนกั วฒั นธรรม รวมทงั้ ปรชั ญาทางศาสนาและการเมอื ง การเมอื ง นกั การธนาคาร นกั พดู นกั เขยี น และ ของตะวนั ออกและตะวนั ตกมาประกอบการเขยี น เป็นผู้ริเริ่มก่อต้ังคณะโขนนักศึกษาธรรมศาสตร์ หวั ขอ้ ของบทความ ชใี้ หเ้ หน็ ถงึ ความหลากหลาย จนได้รับการยกย่องเป็นปราชญ์ของเมืองไทยที่ ในแนวความคดิ และความรู้ แสดงถงึ อจั ฉรยิ ภาพ ของผเู้ ขยี นในฐานะนกั คดิ นักเขียนและยังสะท้อน ใหเ้ หน็ สภาพสงั คมไทยที่ ผา่ นมาในหลายๆ ดา้ น ผลงานดเี ดน่ /ผลงาน ทสี่ รา้ งชอื่ เสยี ง เชน่ ไผแ่ ดง สแี่ ผน่ ดนิ บนั เทงิ เรงิ รมย์ สงครามเย็น คนรักหมา กาเหวา่ ทบ่ี างเพลง ฯลฯ ผลงานดเี ดน่ และสร้างชื่อเสียงของ พลตรี หม่อมราชวงศ์คกึ ฤทธ์ิ ปราโมช

105 ๑๕. เพลงศลิ ปนิ แหง่ ชาติ คำรอ้ ง นายเนาวรตั น์ พงษ์ไพบลู ย์ ประพันธ์เมอื่ วนั ที่ ๓ กุมภาพนั ธ์ พ.ศ. ๒๕๓๒ ทำนอง ทา่ นผู้หญิง หม่อมหลวงพวงรอ้ ย อภัยวงศ ์ นายสมาน กาญจนะผลนิ นายสง่า อารมั ภรี นายแมนรตั น์ ศรีกรานนท์ เรียบเรียงเม่อื วนั ท่ี ๑๓ กมุ ภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๓๒     ศลิ ปวฒั นธรรมประจำชาติ เอกราช เอกลักษณ์ เอกศกั ดิ์ศรี   เป็น “คนั ฉอ่ ง” ความงามและความดี เป็นโคมฉายช่วยชีว้ ถิ ชี น   สืบสานด้านงานศลิ ป์สร้าง ไสวสว่างอยู่กลางใจคน   มอื ครู ผบู้ ันดล ผบู้ ันดาล งานศิลปป์ วง   ศิลปนิ แห่งชาตปิ ระกาศศกั ด์ ิ จารกึ หลักศลิ ปะไทย ยง่ิ ใหญห่ ลวง   สืบสาน “อารยธรรม” ดำรงดวง มณชี ว่ งโชติศลิ ปะชัย   ศลิ ปะจรรโลงจนิ ต ์ ศลิ ปนิ จรรโลงใจ   ศลิ ปินแห่งชาติไทย จรรโลงไทย จรรโลงธรรม ๑๖. รายนามศลิ ปินแหง่ ชาติ พุทธศักราช ๒๕๒๘-๒๕๕๔ พุทธศักราช ชอ่ื สาขา ๒๕๒๘ ๑. นายเฟื้อ หริพิทกั ษ์ ทศั นศิลป์ (จติ รกรรม) ๒. นายมนตรี ตราโมท ศิลปะการแสดง (ดนตรีไทย) ๓. ท่านผหู้ ญงิ แผว้ สนิทวงศเ์ สน ี ศิลปะการแสดง (นาฏศิลป์) ๔. พลตรี หมอ่ มราชวงศ์คกึ ฤทธ์ิ ปราโมช วรรณศิลป์ (วรรณศิลป์) ๒๕๒๙ ๑. นายคำหมา แสงงาม ทัศนศิลป์ (การป้นั แกะสลัก) ๒. นายประสงค์ ปทั มานุช ทศั นศิลป์ (จติ รกรรม) ๓. นายไพฑูรย์ เมืองสมบูรณ์ ทศั นศิลป์ (ประติมากรรม) ๔. นางแสงดา บันสทิ ธิ์ ทัศนศิลป์ (การทอผ้า) ๕. นายเห้ง โสภาพงศ์ ทัศนศิลป์ (เคร่อื งถม) ๖. พลเรือตรี สมภพ ภิรมย ์ ทศั นศิลป์ (สถาปตั ยกรรม) ๗. นายทองมาก จนั ทะลือ ศลิ ปะการแสดง (หมอลำ) ๘. นายก้นั ทองหลอ่ ศลิ ปะการแสดง (หนงั ตะลุง) ๙. คุณหญงิ ไพฑูรย์ กิตตวิ รรณ ศิลปะการแสดง (ดนตรไี ทย) ๑๐. นายเฉลมิ บวั ทัง่ ศลิ ปะการแสดง (ดนตรีไทย)

106 พทุ ธศกั ราช ชือ่ สาขา ๑๑. นายเปลือ้ ง ฉายรัศมี ศิลปะการแสดง (ดนตรพี น้ื บา้ น ) ๑๒. นางชูศรี (ช้นื ) สกุลแก้ว ศิลปะการแสดง (หุ่นกระบอก) ๑๓. นางท้วม ประสทิ ธิกลุ ศลิ ปะการแสดง (คตี ศิลป)์ ๑๔. นางทองหล่อ ทำเลทอง ศิลปะการแสดง (เพลงพ้นื บา้ น) ๑๕. ทา่ นผหู้ ญงิ หมอ่ มหลวงพวงรอ้ ย อภยั วงศ์ ศลิ ปะการแสดง (เพลงไทยสากล) ๑๖. นายรงภกั ดี (เจยี ร จารจุ รณ) ศิลปะการแสดง (นาฏศิลป)์ ๑๗. นางกณั หา เคยี งศิริ (ก.สุรางคนางค)์ วรรณศิลป์ (นวนิยาย) ๑๘. นายอบ ไชยวสุ (ฮวิ เมอริสต์) วรรณศลิ ป์ (หัสคด)ี ๒๕๓๐ ๑. นายชิต เหรียญประชา ทัศนศลิ ป์ (ประตมิ ากรรม) ๒. นายโหมด วอ่ งสวัสด์ิ ทัศนศลิ ป์ (จิตรกรรม) ๓. นางพยอม สีนะวฒั น ์ ทศั นศิลป์ (ศลิ ปะงานผา้ ) ๔. หม่อมราชวงศม์ ติ รารณุ เกษมศรี ทศั นศลิ ป์ (สถาปัตยกรรม) ๕. นายยก ชูบวั ศิลปะการแสดง (โนรา) ๖. คุณหญิงชน้ิ ศลิ ปบรรเลง ศิลปะการแสดง (ดนตรีไทย) ๗. นายวจิ ิตร คณุ าวฒุ ิ ศิลปะการแสดง (ภาพยนตร์) ๘. นางเจริญใจ สนุ ทรวาทิน ศิลปะการแสดง (คตี ศิลป์) ๙. นางเฉลย ศขุ ะวณิช ศลิ ปะการแสดง (นาฏศิลป์) ๑๐. นายไชยลงั กา เครอื เสน ศลิ ปะการแสดง (ดนตรพี นื้ บา้ น) ๑๑. หม่อมหลวงปิน่ มาลากลุ วรรณศิลป์ (วรรณศิลป์) ๒๕๓๑ ๑. นายเฉลิม นาคีรักษ ์ ทัศนศิลป์ (จิตรกรรม) ๒. นายพูน เกษจำรสั ทัศนศลิ ป์ (ศลิ ปะภาพถา่ ย) ๓. นายพมิ าน มูลประมุข ทัศนศลิ ป์ (ประติมากรรม) ๔. นายหวังดี นิมา (หวังเตะ๊ ) ศิลปะการแสดง (เพลงพนื้ บ้าน-ลำตัด) ๕. นายประสิทธ์ิ ถาวร ศลิ ปะการแสดง (ดนตรีไทย) ๖. นายบุญยงค์ เกตคุ ง ศลิ ปะการแสดง (ดนตรีไทย) ๗. นายเสรี หวงั ในธรรม ศลิ ปะการแสดง (ศลิ ปะการละคร) ๘. นางสาวจำเรยี ง พธุ ประดับ ศิลปะการแสดง (นาฏศลิ ป์-ละคร) ๙. นายกรี วรศะรนิ ศิลปะการแสดง (นาฏศิลป์-โขน) ๑๐. นายสมาน กาญจนะผลิน ศิลปะการแสดง (เพลงไทยสากล) ๑๑. นายสงา่ อารัมภรี ศิลปะการแสดง (เพลงไทยสากล) ๑๒. นางสกุ ญั ญา ชลศึกษ์ (กฤษณา อโศกสนิ ) วรรณศิลป์ (นวนยิ าย) ๒๕๓๒ ๑. นายสนทิ ดิษฐพันธ์ ุ ทัศนศลิ ป์ (จิตรกรรม) ๒. นายประเวศ ลิมปรังษ ี ทศั นศลิ ป์ (สถาปตั ยกรรม) ๓. นายฉิ้น อรมตุ (หนงั ฉิน้ ธรรมโฆษณ์) ศิลปะการแสดง (หนงั ตะลงุ ) ๔. นางเชอรร์ ่ี เศวตนันทน์ (สวลี ผกาพนั ธุ์) ศิลปะการแสดง (เพลงไทยสากล-ขับรอ้ ง)

107 พทุ ธศักราช ช่อื สาขา ๕. นายประสทิ ธ์ิ พยอมยงค์ ศลิ ปะการแสดง (เพลงไทยสากล-เรยี บเรยี งเสยี งประสาน) ๖. นายประเวช กมุ ทุ ศิลปะการแสดง (ดนตรไี ทย) ๗. นายหยัด ชา้ งทอง ศลิ ปะการแสดง (นาฏศิลป์-โขน) ๘. นายอังคาร กลั ยาณพงศ์ วรรณศิลป์ (กวนี ิพนธ์) ๒๕๓๓ ๑. นายทวี นนั ทขว้าง ทัศนศลิ ป์ (จติ รกรรม) ๒. นายสุเทพ วงศ์กำแหง ศิลปะการแสดง (เพลงไทยสากล-ขบั รอ้ ง) ๓. นางสุวรรณี ชลานเุ คราะห์ ศิลปะการแสดง (นาฏศิลป์-ละครรำ) ๔. นางบวั ผัน จันทร์ศรี ศิลปะการแสดง (เพลงพื้นบ้าน) ๕. นายสมชาย อาสนจินดา (ส. อาสนจนิ ดา) ศลิ ปะการแสดง (ละครเวที ภาพยนตร์ และละครโทรทศั น)์ ๖. นายศักดชิ ยั บำรงุ พงศ์ (เสนยี ์ เสาวพงศ์) วรรณศลิ ป์ (วรรณศลิ ป์) ๒๕๓๔ ๑. นายสวสั ดิ์ ตันตสิ ขุ ทัศนศิลป์ (จติ รกรรม) ๒. นาวาตรี พยงค์ มุกดา ศิลปะการแสดง (เพลงไทยสากล-เพลงลกู ทุง่ ประพันธ์) ๓. นางเพญ็ ศรี พมุ่ ชศู รี ศลิ ปะการแสดง (เพลงไทยสากล-ขบั ร้อง) ๔. นายเคน ดาเหลา ศลิ ปะการแสดง (หมอลำ) ๕. นายบุญยัง เกตคุ ง ศิลปะการแสดง (ลเิ ก) ๖. นายอาจินต์ ปัญจพรรค์ วรรณศิลป์ (วรรณศิลป)์ ๗. นายสุวัฒน์ วรดิลก (รพีพร) วรรณศิลป์ (วรรณศิลป)์ ๒๕๓๕ ๑. นายประยรู อุลชุ าฎะ (น. ณ ปากน้ำ) ทัศนศลิ ป์ (จติ รกรรม) ๒๕๓๖ ๒. นายจูเล่ยี ม ก่ิงทอง ศลิ ปะการแสดง (หนงั ตะลงุ ) ๓. นางผ่องศรี วรนุช ศลิ ปะการแสดง (เพลงลูกท่งุ -ขับร้อง) ๔. นายคำ กาไวย ์ ศลิ ปะการแสดง (การแสดงพนื้ บา้ น-ชา่ งฟอ้ น) ๕. นางส่องชาติ ชน่ื ศริ ิ ศลิ ปะการแสดง (นาฏศิลป์-ละครรำ) ๖. เรืออากาศตรี ศาสตราจารย์พิเศษ ศลิ ปะการแสดง (ดนตรีสากล) ดร. แมนรัตน์ ศรีกรานนท์ ศลิ ปะการแสดง (ดนตรีไทย) ๗. นายเตอื น พาทยกลุ วรรณศลิ ป์ (วรรณศลิ ป)์ ๘. นายคำสงิ ห์ ศรนี อก (ลาว คำหอม) ทัศนศลิ ป์ (การออกแบบประยกุ ต์ศลิ ป์) ๑. นายพนิ จิ สวุ รรณะบณุ ย์ ศลิ ปะการแสดง (ดนตรพี ืน้ บา้ น-ร็องเง็ง) ๒. นายขาเดร์ แวเด็ง ศลิ ปะการแสดง (ภาพยนตร์ ดนตร-ี ประพันธค์ ำร้อง) ๓. นายชาลี อินทรวจิ ิตร ศลิ ปะการแสดง (หมอลำ) ๔. นางฉวีวรรณ พนั ธุ ศิลปะการแสดง (คีตศลิ ป)์ ๕. นางสุดจิตต์ อนนั ตกุล ศลิ ปะการแสดง (ดนตรีไทย) ๖. นายจำเนียร ศรีไทยพนั ธ ์ุ วรรณศิลป์ (กวนี พิ นธ)์ ๗. นายเนาวรตั น์ พงษ์ไพบูลย ์ วรรณศลิ ป์ (กวีนิพนธ)์ ๘. นางประคิณ ชมุ สาย ณ อยธุ ยา

108 พทุ ธศกั ราช ชื่อ สาขา ๒๕๓๗ ๑. รองศาสตราจารย์ ดร. ภิญโญ สวุ รรณคีร ี ทัศนศลิ ป์ (สถาปตั ยกรรม) ๒. นางประยูร ยมเยยี่ ม ศลิ ปะการแสดง (เพลงพ้ืนบ้าน-ลำตัด) ๓. พลเรอื เอก หม่อมหลวงอศั นี ปราโมช ศิลปะการแสดง (ดนตรสี ากล) ๒๕๓๘ ๑. นายจติ ต์ จงมน่ั คง ทศั นศิลป์ (ภาพถ่ายศิลปะ) ๒. นายสมเศยี ร พานทอง (ชาย เมอื งสิงห)์ ศลิ ปะการแสดง (เพลงลูกทงุ่ -ขับรอ้ ง ประพนั ธ)์ ๓. นายเปร่ือง ชน่ื ประโยชน์ (ป.ชื่นประโยชน)์ ศลิ ปะการแสดง (ประพันธเ์ พลง) ๔. นายคำผาย นุปงิ ศิลปะการแสดง (การแสดงพืน้ บา้ น-ขับซอ) ๕. นายสรอ้ ย ดำแจม่ ศิลปะการแสดง (การแสดงพื้นบา้ น-เพลงบอก) ๖. นายแจง้ คลา้ ยสที อง ศลิ ปะการแสดง (คตี ศิลป)์ ๗. นายสวง ทรัพย์สำรวย (ลอ้ ตอ๊ ก) ศลิ ปะการแสดง (นักแสดง-ตลก) ๘. นายอำนวย กลสั นิมิ (เนรมิต) ศิลปะการแสดง (ผู้สร้างภาพยนตร-์ ผกู้ ำกับการแสดง) ๙. นายณรงค์ วงษส์ วรรค์ (รงค์ วงษส์ วรรค)์ วรรณศลิ ป์ (วรรณศิลป)์ ๑๐. นายทวีป วรดลิ ก วรรณศลิ ป์ (วรรณศิลป์) ๒๕๓๙ ๑. นายชำเรือง วเิ ชียรเขตต ์ ทัศนศลิ ป์ (ประตมิ ากรรม) ๒๕๔๐ ๒. นางเกลยี ว เสร็จกจิ (ขวญั จิต ศรีประจนั ต์) ศลิ ปะการแสดง (เพลงพ้ืนบา้ น-อีแซว) ๓. นางจันทรส์ ม สายธารา ศิลปะการแสดง (เพลงพืน้ บ้าน-ขบั ซอ) ๔. นางรวงทอง ทองลนั่ ทม ศลิ ปะการแสดง (เพลงไทยสากล-ขบั รอ้ ง) ๕. พลโท พระเจา้ วรวงศเ์ ธอ ศิลปะการแสดง (ผู้สร้างภาพยนตร-์ ผกู้ ำกบั ภาพยนตร์) พระองคเ์ จา้ อนสุ รมงคลการ ๖. นายสมควร กระจา่ งศาสตร์ ศิลปะการแสดง (ละครเวท-ี นักแสดง) ๗. นายบญุ เลิศ นาจพนิ จิ ศิลปะการแสดง (ลเิ ก) ๘. นายสาคร ยงั เขยี วสด ศิลปะการแสดง (หนุ่ ละครเล็ก) ๙. นายใหญ่ วเิ ศษพลกรงั ศิลปะการแสดง (เพลงพ้ืนบ้าน-เพลงโคราช) ๑๐. หมอ่ มหลวงศรฟี า้ มหาวรรณ วรรณศลิ ป์ (วรรณศิลป์) (ศรฟี า้ ลดาวัลย์) ๑. นายกมล ทัศนาญชล ี ทศั นศลิ ป์ (จิตรกรรมและส่อื ผสม) ๒. นายทองใบ เรืองนนท ์ ศิลปะการแสดง (ละครชาตร)ี ๓. นายอม่ิ จติ ต์ภกั ดี (หนงั อม่ิ เทง่ ) ศลิ ปะการแสดง (หนังตะลงุ ) ๔. นายพนิ ิจ ฉายสุวรรณ ศิลปะการแสดง (ดนตรีไทย) ๕. คุณหญงิ มาลยั วัลย์ บณุ ยะรตั เวช ศิลปะการแสดง (ดนตรสี ากล) ๖. นายไวพจน์ สกลุ นี (ไวพจน์ เพชรสุพรรณ) ศิลปะการแสดง (เพลงลกู ทงุ่ -ขบั ร้อง ประพันธ์) ๗. นายสมพงษ์ พงษม์ ิตร ศิลปะการแสดง (ภาพยนตรแ์ ละละคร) ๘. นายสรุ พล โทณะวณกิ ศิลปะการแสดง (ผ้ปู ระพันธ์เพลงไทยสากล ) ๙. นางบญุ เพง็ ไฝผิวชยั ศิลปะการแสดง (หมอลำ) ๑๐. นายฉัตรชยั วิเศษสวุ รรณภูมิ (พนมเทยี น) วรรณศลิ ป์ (วรรณศลิ ป)์

109 พทุ ธศักราช ชื่อ สาขา ๒๕๔๑ ๑. ศาสตราจารยเ์ กยี รติคุณ ประหยดั พงษ์ดำ ทศั นศลิ ป์ (ภาพพิมพ)์ ๒. ศาสตราจารย์ชลดู น่มิ เสมอ ทศั นศิลป์ (ประติมากรรม) ๓. พลอากาศตรี อาวธุ เงินชูกล่นิ ศลิ ปะสถาปตั ยกรรม (สถาปัตยกรรมไทย) ๔. ดร.สเุ มธ ชมุ สาย ณ อยธุ ยา ศลิ ปะสถาปัตยกรรม (สถาปตั ยกรรมรว่ มสมัย) ๕. นางศิริวฒั น์ ดิษยนนั ทน์ ศลิ ปะการแสดง (นาฏศิลป์) ๖. นายชยั ชนะ บุญนะโชติ ศลิ ปะการแสดง (เพลงลกู ทงุ่ -ขบั ร้อง) ๗. นายชรินทร์ นนั ทนาคร ศิลปะการแสดง (เพลงไทยสากล-ขบั รอ้ ง) ๘. นางเบญ็ จรงค์ ธนโกเศศ ศิลปะการแสดง (ดนตรไี ทย) ๙. นาวาตรี ปิยะพันธ์ สนทิ วงศ์ ณ อยธุ ยา ศิลปะการแสดง (ดนตรสี ากล) ๑๐. นางจรุ ี โอศิริ ศลิ ปะการแสดง (ภาพยนตรแ์ ละละคร นกั พากย-์ นกั แสดง) ๑๑. นายประสทิ ธิ์ ศลิ ปบรรเลง ศลิ ปะการแสดง (นักแตง่ เพลง) ๑๒. เจา้ เครือแก้ว ณ เชียงใหม่ ศลิ ปะการแสดง (คีตศิลป์พื้นเมอื งลา้ นนา) ๑๓. พลตำรวจเอก วสษิ ฐ เดชกุญชร วรรณศิลป์ (วรรณศลิ ป)์ ๒๕๔๒ ๑. ผ้ชู ว่ ยศาสตราจารยด์ ำรง วงศ์อปุ ราช ทศั นศิลป์ (จิตรกรรม) ๒๕๔๓ ๒. นายอนิ สนธิ์ วงศส์ าม ทศั นศิลป์ (ประตมิ ากรรม) ๓. ผชู้ ่วยศาสตราจารยม์ านติ ย์ ภอู่ ารยี ์ ทศั นศลิ ป์ (ภาพพิมพ์) ๔. นายชิน ฝา้ ยเทศ (ชินกร ไกรลาศ) ศลิ ปะการแสดง (เพลงลกู ทงุ่ -ขับร้อง) ๕. นายสมนึก ทองมา (ชลธี ธารทอง) ศิลปะการแสดง (เพลงลกู ทงุ่ -ประพันธ)์ ๖. นางมารศรี อศิ รางกรู ณ อยุธยา ศลิ ปะการแสดง (ภาพยนตรแ์ ละละคร นกั พากย-์ นกั แสดง) ๗. นายแท้ ประกาศวฒุ สิ าร ศิลปะการแสดง (ผ้สู ร้างภาพยนตร์) ๘. นางสัมพันธ์ พนั ธ์ุมณ ี ศลิ ปะการแสดง (นาฏศลิ ป)์ ๙. นายเชอื้ ดนตรีรส ศิลปะการแสดง (ดนตรีไทย) ๑๐. นางสมพันธ์ โชตนา ศิลปะการแสดง (นาฏศิลป์พน้ื เมอื งลา้ นนา) ๑๑. นางสุภา สิรสิ งิ ห (โบตนั๋ ) วรรณศลิ ป์ (วรรณศิลป)์ ๑. นายจกั รพนั ธ์ุ โปษยกฤต ทศั นศลิ ป์ (จติ รกรรม) ๒. รองศาสตราจารย์ฤทยั ใจจงรัก ศลิ ปะสถาปัตยกรรม (สถาปัตยกรรม) ๓. พลเรือตรี มงคล แสงสวา่ ง ศลิ ปะการแสดง (คีตศิลป)์ ๔. นายอัศศริ ิ ธรรมโชต ิ วรรณศิลป์ (วรรณศลิ ป)์ ๒๕๔๔ ๑. นายถวัลย์ ดชั นี ทศั นศลิ ป์ (จิตรกรรม) ๒. นายประดษิ ฐ์ ยวุ พุกกะ ศลิ ปะสถาปัตยกรรม (สถาปตั ยกรรมแบบประเพณ)ี ๓. หม่อมเจ้าชาตรีเฉลิม ยุคล ศิลปะการแสดง (ผูส้ ร้างภาพยนตร-์ ผูก้ ำกับการแสดง) ๔. นายคำพูน บญุ ทวี วรรณศลิ ป์ (วรรณศิลป์)

110 พุทธศักราช ช่ือ สาขา ๒๕๔๕ ๑. ศาสตราจารยพ์ เิ ศษ ประกิต บัวบุศย ์ ทัศนศลิ ป์ (จติ รกรรม) ๒๕๔๖ ๒. นายนธิ ิ สถาปติ านนท์ ศิลปะสถาปัตยกรรม (สถาปัตยกรรมแบบร่วมสมัย) ๒๕๔๗ ๓. นายจิรสั อาจณรงค์ ศลิ ปะการแสดง (ดนตรไี ทย) ๔. นายสุจติ ต์ วงษเ์ ทศ วรรณศลิ ป์ (กวีนิพนธ์) ๒๕๔๘ ๑. นายพชิ ยั นริ นั ต์ ทศั นศิลป์ (จติ รกรรม) ๒. นางสาววนิดา พ่ึงสนุ ทร ศลิ ปะสถาปัตยกรรม (สถาปตั ยกรรมไทยแบบประเพณ)ี ๒๕๔๙ ๓. นายพร้อม บญุ ฤทธิ์ (หนังพร้อมน้อย) ศลิ ปะการแสดง (หนังตะลงุ ) ๔. นายกรณุ า กุศลาสัย วรรณศลิ ป์ (วรรณศลิ ป์) ๑. นายไพบลู ย ์ มสุ กิ โปดก ทัศนศลิ ป์ (ภาพถ่ายศิลปะ) ๒. นายสนั ต์ สารากรบริรกั ษ์ ทัศนศลิ ป์ (จิตรกรรม) ๓. นายจลุ ทัศน์ กิตบิ ตุ ร สถาปตั ยกรรม (สถาปตั ยกรรมแบบร่วมสมยั ) ๔. นายไพรัช สงั วริบุตร ศลิ ปะการแสดง (ภาพยนตร์และละคร) ๕. นางจนิ ตนา ปาลกะวงศ์ ณ อยุธยา ศลิ ปะการแสดง (ดนตรีสากล-ขบั รอ้ ง) (จินตนา สุขสถติ ย์) ๖. นายราฆพ โพธเิ วส ศลิ ปะการแสดง (นาฏศิลป-์ โขน) ๗. คุณหญิงวินติ า ดิถยี นต์ (ว.วินิจฉัยกุล) วรรณศิลป์ (วรรณศลิ ป)์ ๘. นายชาติ กอบจิตติ วรรณศิลป์ (วรรณศิลป์) ๑. นายทวี รชั นีกร ทศั นศิลป์ (จิตรกรรม) ๒. นายประเทอื ง เอมเจริญ ทัศนศิลป์ (จิตรกรรม) ๓. นายวเิ ชยี ร คำเจริญ (ลพ บุรรี ัตน)์ ศิลปะการแสดง (นักแตง่ เพลงลูกทุ่ง) ๔. นายฉลาด ส่งเสรมิ (ป.ฉลาดน้อย) ศิลปะการแสดง (หมอลำ) ๕. นายมานพ ยาระณะ ศิลปะการแสดง (การแสดงพน้ื บ้าน-ช่างฟอ้ น) ๖. นายสำราญ เกดิ ผล ศิลปะการแสดง (ดนตรีไทย) ๗. ดร. ศภุ ชัย จนั ทร์สวุ รรณ์ ศลิ ปะการแสดง (นาฏศลิ ป์) ๘. นายสถาพร ศรสี จั จัง วรรณศิลป์ (วรรณศิลป์) ๙. นายประยอม ซองทอง วรรณศิลป์ (วรรณศลิ ป)์ ทศั นศิลป์ (จติ รกรรม) ๑. ศาสตราจารยเ์ กียรติศกั ด์ิ ชานนนารถ ทศั นศลิ ป์ (ประติมากรรม) ๒. นายนนทิวรรธน์ จนั ทนะผะลิน ทัศนศิลป์ (ภูมิสถาปัตยกรรม) ๓. ศาสตราจารย์กิตติคณุ เดชา บุญคำ้ ทศั นศิลป์ (ออกแบบอตุ สาหกรรม) ๔. รองศาสตราจารย์สมถวิล อรุ สั ยะนันทน ์ ศลิ ปะการแสดง (ดนตรไี ทย) ๕. ร้อยตำรวจตรี กาหลง พ่งึ ทองคำ ศลิ ปะการแสดง (ดนตรสี ากล-ผ้ปู ระพันธเ์ พลง) ๖. นายเกยี รติพงศ์ กาญจนภ ี (สนุ ทรยี า ณ เวยี งกาญจน์) ศลิ ปะการแสดง (การแสดงพนื้ บ้าน) ๗. นายสชุ าต ิ ทรัพยส์ นิ วรรณศลิ ป์ (วรรณศลิ ป์) ๘.ศาสตราจารยเ์ กียรติคุณ มณี พยอมยงค ์ วรรณศิลป์ (วรรณศิลป์) ๙. ศาสตราจารยก์ ิตตคิ ุณ ดร. ระวี ภาวไิ ล

111 พทุ ธศักราช ชือ่ สาขา ๒๕๕๐ ๑. ศาสตราจารยเ์ ดชา วราชุน ทศั นศลิ ป์ (ภาพพิมพแ์ ละส่อื ผสม) ๒. นายยรรยง โอฬาระชนิ ทศั นศลิ ป์ (ภาพถ่าย) ๓. ศาสตราจารยก์ ิตตคิ ุณ ร้อยเอก กฤษฎา ทศั นศิลป์ (สถาปตั ยกรรมร่วมสมัย) อรณุ วงษ์ ณ อยธุ ยา ศลิ ปะการแสดง (นักดนตร-ี นักประพนั ธเ์ พลง) ๔. รอ้ ยโท ชาญ บวั บงั ศร ศลิ ปะการแสดง (การแสดงพื้นบา้ น-หนงั ตะลุง) ๕. นายนครินทร์ ชาทอง วรรณศลิ ป์ (กวีนพิ นธ์ บทความ นวนยิ าย) ๖. นายโกวิท เอนกชัย ทศั นศิลป์ (จติ รกรรม) ศิลปะการแสดง (ดนตรีไทยสากล-ขับร้อง) ๒๕๕๑ ๑. รองศาสตราจารยอ์ ิทธพิ ล ตงั้ โฉลก ศิลปะการแสดง (นาฏศลิ ป-์ โขน) ๒. หม่อมราชวงศ์ถนัดศรี สวสั ดวิ ัตน์ ศลิ ปะการแสดง (ดนตรสี ากล) ๓. นายประสิทธ์ิ ปิ่นแกว้ ศลิ ปะการแสดง (คีตศิลป)์ ๔. พลเรือตรี วีระพนั ธ์ วอกลาง ศลิ ปะการแสดง (นกั แสดงภาพยนตรแ์ ละละครโทรทัศน)์ ๕. นายศริ ิ วิชเวช วรรณศลิ ป์ (กวนี ิพนธ์ บทความ) ๖. นายกรพี งศ์ เทียมเศวต (สรพงษ์ ชาตร)ี ทศั นศลิ ป์ (จิตรกรรม) ๗. นายอดุล จนั ทรศักด ิ์ ทศั นศิลป์ (สถาปัตยกรรมรว่ มสมยั ) ทศั นศลิ ป์ (ประณตี ศลิ ป์-แกะสลกั เคร่ืองสด) ๒๕๕๒ ๑. ศาสตราจารยป์ รีชา เถาทอง ทัศนศิลป์ (ภาพถา่ ย) ๒. นายองอาจ สาตรพนั ธุ์ ศิลปะการแสดง (นาฏศลิ ป-์ โขน) ๓. นางเพ็ญพรรณ สทิ ธไิ ตรย์ ศลิ ปะการแสดง (ดนตรไี ทย) ๔. นายวรนันทน์ ชัชวาลทพิ ากร ศลิ ปะการแสดง (ดนตรีไทยสากล-ขับร้อง) ๕. นายจตุพร รตั นวราหะ ศลิ ปะการแสดง (ดนตรีไทยลูกทุ่ง-ผ้เู รยี บเรียง ๖. นายอทุ ัย แกว้ ละเอียด ๗. นางมณั ฑนา โมรากลุ เสยี งประสาน) ๘. นายประยงค์ ชนื่ เย็น วรรณศลิ ป์ (เรือ่ งส้นั สารคดี นวนิยาย กวีนพิ นธ์) ๙. ดร. เสกสรรค์ ประเสริฐกุล ทศั นศลิ ป์ (จติ รกรรม) ทศั นศลิ ป์ (ประณตี ศลิ ป์-ศิลปะผา้ ทอ) ๒๕๕๓ ๑. นายธงชัย รักปทุม ทศั นศิลป์ (สถาปัตยกรรมไทย) ๒. นางประนอม ทาแปง ศิลปะการแสดง (ดนตรีพ้ืนบ้าน) ๓. นายเผา่ สุวรรณศักดิ์ศรี ศิลปะการแสดง (ดนตรสี ากล) ๔. นายควน ทวนยก ๕. ผ้ชู ว่ ยศาสตราจารย์ พนั เอกพิเศษ ชชู าติ ศลิ ปะการแสดง (ภาพยนตรแ์ ละละครโทรทศั น-์ นกั แสดง) ศลิ ปะการแสดง (ภาพยนตร์และละครโทรทัศน์-ผู้กำกับ พทิ กั ษากร ๖. นางสาวพศิ มยั วิไลศักดิ์ นักแสดง) ๗. นายสปุ ระวตั ิ ปัทมสูต วรรณศลิ ป์ (สารคดี เร่ืองสนั้ ) วรรณศิลป์ (เรอ่ื งสัน้ สารคดี กวนี พิ นธ์) ๘. นายสมบัติ พลายนอ้ ย (ส.พลายนอ้ ย) ๙. นายสุรชยั จันทิมาธร (หงา คาราวาน)

112 ศิลปนิ แหง่ ชาติ พุทธศกั ราช ๒๕๕๔ พ.ศ. ชอ่ื สาขา ๒๕๕๔ ๑. นายเฉลมิ ชยั โฆษติ พพิ ฒั น์ ทศั นศลิ ป์ (จติ รกรรม) ๒. นายเมธา บนุ นาค ทศั นศลิ ป์ (สถาปตั ยกรรม) ๓. นายทองรว่ ง เอมโอษฐ ทศั นศลิ ป์ (ประณตี ศลิ ป-์ ศลิ ปะปนู ปนั้ ) ๔. นางรจั นา พวงประยงค์ ศลิ ปะการแสดง (นาฏศลิ ปไ์ ทย-ละคร) ๕. นายนคร ถนอมทรพั ย์ ศลิ ปะการแสดง (ดนตรไี ทยสากล-ประพนั ธแ์ ละขบั รอ้ ง) ๖. นายเศรษฐา ศริ ะฉายา ศลิ ปะการแสดง (ดนตรไี ทยสากล-ขบั รอ้ ง) ๗. รองศาสตราจารยส์ ดใส พนั ธมุ โกมล ศลิ ปะการแสดง (ละครเวทแี ละละครโทรทศั น)์ นายเฉลมิ ชยั โฆษติ พพิ ฒั น์ ๘. นายประภสั สร เสวกิ ลุ วรรณศลิ ป์ (นวนยิ ายและกวนี พิ นธ)์ ศลิ ปนิ แหง่ ชาติ สาขาทศั นศลิ ป์ ๙. นายสชุ าติ สวสั ดศิ์ รี วรรณศลิ ป์ (เรอ่ื งสน้ั และกวนี พิ นธ)์ (จติ รกรรม) นายเมธา บนุ นาค นายทองรว่ ง เอมโอษฐ นางรจั นา พวงประยงค์ นายนคร ถนอมทรพั ย ์ ศลิ ปนิ แหง่ ชาติ สาขาทศั นศลิ ป์ ศลิ ปนิ แหง่ ชาติ สาขาทศั นศลิ ป์ ศลิ ปนิ แหง่ ชาติ สาขาศลิ ปะการแสดง ศลิ ปนิ แหง่ ชาติ สาขาศลิ ปะการแสดง (ประณตี ศลิ ป-์ ศลิ ปะปนู ปนั้ ) (นาฏศลิ ปไ์ ทย-ละคร) (ดนตรไี ทยสากล-ประพนั ธแ์ ละขบั รอ้ ง) (สถาปตั ยกรรม) นายเศรษฐา ศริ ะฉายา รองศาสตราจารยส์ ดใส พนั ธมุ โกมล นายประภสั สร เสวกิ ลุ นายสชุ าติ สวสั ดศ์ิ รี ศลิ ปนิ แหง่ ชาติ สาขาศลิ ปะการแสดง ศลิ ปนิ แหง่ ชาติ สาขาศลิ ปะการแสดง ศลิ ปนิ แหง่ ชาติ สาขาวรรณศลิ ป์ ศลิ ปนิ แหง่ ชาติ สาขาวรรณศลิ ป์ (ดนตรไี ทยสากล-ขบั รอ้ ง) (ละครเวทแี ละละครโทรทศั น)์ (นวนยิ ายและกวนี พิ นธ)์ (เรอื่ งสนั้ และกวนี พิ นธ)์

113 บรรณานกุ รม วฒั นธรรม, กระทรวง กรมสง่ เสรมิ วฒั นธรรม. ๒๕ ปี ศลิ ปนิ แหง่ ชาต.ิ กรงุ เทพฯ : วสิ คอมเซน็ เตอร,์ ๒๕๕๔. . บนั ทกึ หลกั การเหตผุ ล ประกอบรา่ งกฎกระทรวง กำหนดสาขา คณุ สมบตั ิ หลกั เกณฑ์ วธิ กี ารคดั เลอื ก และประโยชนต์ อบแทนของศลิ ปนิ แหง่ ชาติ พ.ศ... (รา่ งฯ ทสี่ คก.ตรวจพจิ ารณาแลว้ ) (ม.ป.ท.), (ม.ป.ป.). . ศลิ ปนิ แหง่ ชาติ พทุ ธศกั ราช ๒๕๕๓. กรงุ เทพฯ : รงุ่ ศลิ ปก์ ารพมิ พ,์ ๒๕๕๔. . หนงั สอื ทร่ี ะลกึ เนอื่ งในพธิ เี ปดิ หออคั รศลิ ปนิ . กรงุ เทพฯ : อมรนิ ทรพ์ รน้ิ ตงิ้ แอนดพ์ บั ลชิ ชงิ่ , ๒๕๕๓. วฒั นธรรม, กระทรวง สำนกั งานคณะกรรมการวฒั นธรรมแหง่ ชาต.ิ การบรหิ ารจดั การสทิ ธปิ ระโยชนด์ า้ นลขิ สทิ ธ์ิ ของศลิ ปนิ แหง่ ชาติ สาขาวรรณศลิ ป์ ฉบบั ท่ี ๑. กรงุ เทพฯ : โรงพมิ พอ์ งคก์ ารคา้ ของ ส.ก.ส.ค., ๒๕๕๒. . การบรหิ ารจดั การสทิ ธปิ ระโยชนด์ า้ นลขิ สทิ ธขิ์ องศลิ ปนิ แหง่ ชาติ สาขาวรรณศลิ ป์ ฉบบั ท่ี ๒. กรงุ เทพฯ : โรงพิมพ์องค์การคา้ ของส.ก.ส.ค., ๒๕๕๒. . คมู่ อื การสรรหาและคดั เลอื กศลิ ปนิ แหง่ ชาต.ิ กรงุ เทพฯ : โรงพมิ พอ์ งคก์ ารรบั สง่ สนิ คา้ และพสั ดภุ ณั ฑ ์ (ร.ส.พ.), ๒๕๔๗. . ป้นั นกั คิดให้เปน็ นักเขยี น. กรุงเทพฯ : โรงพิมพค์ ุรสุ ภา ลาดพรา้ ว, ๒๕๕๐. . วิศษิ ฏศลิ ปนิ . กรงุ เทพฯ : อมรนิ ทร์พร้นิ ต้งิ แอนด์พบั ลชิ ชิง่ , ๒๕๔๙. . ศลิ ปนิ แหง่ ชาตพิ ทุ ธศกั ราช ๒๕๕๑. กรงุ เทพฯ : โรงพมิ พช์ มุ นมุ สหกรณก์ ารเกษตรแหง่ ประเทศไทย, ๒๕๕๑. . ศลิ ปนิ แหง่ ชาตสิ าขาศลิ ปะการแสดง ประจำปี พทุ ธศกั ราช ๒๕๓๖-๒๕๓๘. กรงุ เทพฯ : โรงพมิ พค์ รุ สุ ภา ลาดพรา้ ว, ๒๕๔๖. . องคค์ วามรศู้ ลิ ปนิ แหง่ ชาติ : ทวี รัชนกี ร. กรุงเทพฯ : สามเจริญพาณิชย์, ๒๕๕๓. ศกึ ษาธกิ าร, กระทรวง สำนกั งานคณะกรรมการวฒั นธรรมแหง่ ชาต.ิ ๙ ปี ศลิ ปนิ แหง่ ชาต.ิ กรงุ เทพฯ : อรณุ การพมิ พ,์ ๒๕๓๗. . วัฒนธรรมประจำชาต.ิ กรุงเทพฯ : อมรนิ ทร์พริ้นติง้ กรุพ๊ , ๒๕๓๑. . วนั สำคญั โครงการปรี ณรงคว์ ฒั นธรรมไทยและแนวทางในการจดั กจิ กรรม. กรงุ เทพฯ : โรงพมิ พค์ รุ สุ ภา ลาดพร้าว, ๒๕๓๗. . ศลิ ปนิ แหง่ ชาติ ๒๕๓๔. กรงุ เทพฯ : อมรนิ ทรพ์ รน้ิ ตง้ิ กรพุ๊ , ๒๕๓๕. . สรปุ ผลการสมั มนา ๙ ปี ศลิ ปนิ แหง่ ชาต.ิ กรงุ เทพฯ : โรงพมิ พค์ รุ สุ ภา ลาดพรา้ ว, ๒๕๓๘. สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาแห่งชาติ. แนวทางส่งเสริมภูมิปัญญาในต่างประเทศ : แนวคิดและกรณีศึกษา. กรุงเทพฯ : ท.ี พี.พรน้ิ , ๒๕๔๒. สำนกั งานคณะกรรมการวฒั นธรรมแหง่ ชาติ และนางเสาวนยี ์ บนั สทิ ธ.ิ์ แสงดา บนั สทิ ธ.ิ์ กรงุ เทพฯ : อมรนิ ทร ์ พริน้ ติง้ แอนด์พับลิชชง่ิ , ๒๕๓๖.

114

ว่า่ ว115 ปริิญญา สุุขชิิต ผู้�้เขียี น ส่วนเดก็ เล็ก ศาสตราจารย์์กิติ ติคิ ุุณ สุุมน อมรวิวิ ัฒั น์์ ผู้�้เรีียบเรีียง การเล่่นที่่�สนุุกสนานอย่่างหนึ่�่งของเด็็ก คืือ การร่่อนเครื่่�องบิิน กระดาษ โดยตัดั กระดาษมาพับั เป็็นรููปเครื่่�องบิิน ขนาดตามต้อ้ งการ ถ้า้ ใคร พับั เก่ง่ สามารถขว้า้ งเหวี่ย�่ งพุ่�งลอยเฉีียงขึ้�นไปให้เ้ ครื่่�องบิินกระดาษลอยอยู่�ได้้ นานกว่า่ คนนั้้�นก็ช็ นะ การเล่่นกีีฬาพื้้�นบ้า้ นประเภทหนึ่�่งที่�่มีีวิิธีีการเล่่นและอุุปกรณ์์คล้า้ ย กันั แต่่เล่่นได้ส้ นุุกและน่่าตื่�นเต้น้ กว่า่ คืือ การเล่่นว่า่ ว ว่า่ วเป็็นเครื่่�องเล่น่ ที่�่มีีรููปทรงสวยงาม และมีีสีีสันั สดใส มีีทั้้�งรููปทรง สี่�่เหลี่ย่� มขนมเปีียกปูนู รููปทรงสามเหลี่ย�่ ม หรืือรููปแบบที่ป�่ ระดิษิ ฐ์ต์ ามความคิดิ สร้้างสรรค์์ แล้ว้ ติิดหางยาวเพื่่อ� ถ่ว่ งให้ว้ ่า่ วทรงตัวั ได้ด้ีี สามารถกระตุกุ ให้ว้ ่า่ ว

116 คว้าไปคว้ามาได้ กลางโครงว่าวผูกสายป่านหรือเชือกให้ได้ก่ึงกลางล้ำหน้า เลก็ นอ้ ย เพอื่ พยงุ ตวั วา่ วใหล้ อยขน้ึ ไปสทู่ อ้ งฟา้ ได้ การโยกของวา่ วทำใหเ้ ลน่ ว่าวได้สนุกและเร้าใจมากข้ึน แตกต่างจากว่าวต่างประเทศท่ีขึ้นแบบนิ่งๆ จะไมเ่ กิดความท้าทายในการเลน่ วา่ ว ผู้ส่งว่าวหรือปล่อยว่าวต้องมีวิธีส่งว่าวให้ได้จังหวะกับผู้วิ่งว่าว ดู ทิศทางลม ปล่อยว่าวและวิ่งว่าวอย่างรวดเร็วเมื่อไม่มีลม หากมีลมแทบไม่ ตอ้ งวงิ่ เลย หรอื วง่ิ บา้ งเลก็ นอ้ ย แลว้ คอยดวู า่ ว ถา้ วา่ วไมต่ ำ่ ลง กก็ ระตกุ และ ผอ่ นสายเชอื ก เพ่ือใหว้ า่ วลอยขน้ึ สทู่ อ้ งฟ้า การเลน่ วา่ วตอ้ งใชล้ านโลง่ กวา้ ง มลี มพดั ตลอดเวลา ทงั้ ทเี่ ปน็ ลมใน ฤดูหนาวหรอื ลมในฤดรู ้อน ท่เี รยี กกันวา่ “ลมวา่ ว” ไม่ควรเลน่ ว่าวขา้ งถนน

117 หรอื ในซอยแคบๆ ทม่ี ตี น้ ไม้ โดยเฉพาะใกลเ้ สาไฟฟา้ เพราะวา่ วจะตดิ สายไฟ เดก็ ๆ จะเกดิ ความเสยี ดายและปนี ขนึ้ ไปเกบ็ อาจถกู ไฟดดู ได้ จงึ ไมค่ วรเลน่ วา่ ว ทมี่ สี ายไฟอยใู่ กลเ้ คยี ง และดทู ศิ ทางลมใหห้ างวา่ วลอยไปในทางทไ่ี มม่ สี ายไฟ ว่าวมีหลายชนิด เช่น ว่าวมีหาง ว่าวเบ็ดเตล็ด ว่าวงู ว่าวอีลุ้ม ว่าวผีเสื้อ ว่าวนก และว่าวดุ๊ยดุ่ย ส่วนชื่อว่าวท่ีรู้จักกันทั่วไปและนิยมเล่น แข่งขนั กนั คือ ว่าวจฬุ า ว่าวปักเปา้ และวา่ วภาพ เมอื่ ผใู้ หญแ่ ละเดก็ ๆ เลน่ วา่ วดว้ ยกนั นอกจากเปน็ การออกกำลงั กาย และพักผ่อนแล้ว ยังเพลิดเพลินใจเม่ือได้ดูว่าวสีสันต่างๆ รูปร่างแปลกตา ลอยลอ้ ลมอยู่เต็มทอ้ งฟา้ เหมือนลูกกวาดลอยอยใู่ นเมฆสีขาวตดั กบั สฟี ้า ดู สวยงามมาก นบั เปน็ ชีวติ ทร่ี นื่ รมยแ์ ละมีความสขุ

118 ส่วนเดก็ กลาง ศาสตราจารย์กิตตคิ ณุ สุมน อมรววิ ัฒน์ ผเู้ รยี บเรยี ง การละเล่นและการกีฬาพื้นบ้านของไทยส่วนใหญ่มักเล่นเป็นคู่หรือเป็นกลุ่ม มากกวา่ เลน่ เดยี่ ว การเลน่ วา่ วเหมาะกบั ภมู ปิ ระเทศในทอ้ งถนิ่ ทม่ี ที งุ่ โลง่ และเปน็ ลานกวา้ ง อากาศแจม่ ใส มลี มวา่ วหรอื ลมตะเภาทพี่ ดั จากทศิ ใตไ้ ปทศิ เหนอื ในฤดรู อ้ น และพดั จากทศิ เหนอื ไปทศิ ใตใ้ นฤดหู นาว การเลน่ วา่ วนน้ั เปน็ ทน่ี ยิ มเลน่ กนั ในหลายประเทศแถบเอเชยี เชน่ ประเทศญป่ี นุ่ มาเลเซีย อินโดนีเซยี เกาหลีใต้ จีน อนิ เดยี รวมทัง้ ประเทศไทย การทำวา่ วเพอ่ื นำมาชกั ใหล้ อยลมไดน้ านๆ นน้ั ใชว้ สั ดอุ ปุ กรณท์ หี่ าไดง้ า่ ย โครงวา่ ว ทำด้วยไม้ไผ่ เหลาผูกเป็นรูปสี่เหล่ียมขนมเปียกปูน หรือทำโครงเป็นรูปทรงต่างๆ ตามท่ี ตอ้ งการ ผกู โครงวา่ วใหเ้ ปน็ แกนและเปน็ ปกี ตดิ กระดาษสา หรอื กระดาษถงุ ปนู (มกั เปน็ วา่ ว ของภาคอสี าน เชน่ วา่ วสองหอ้ ง หรอื วา่ วดยุ๊ ดยุ่ ) วา่ วทเ่ี ปน็ กระดาษสาจะระบายสสี นั สดใส สวยงาม ใหเ้ กดิ เปน็ ศลิ ปะบนตวั วา่ ว จากนน้ั นำสายปา่ นมาผกู ตดิ กบั ไมอ้ กวา่ ว ๒ จดุ เรยี กวา่ สายซงุ หรอื คอซงุ การผกู สายซงุ ตอ้ งกะระยะใหส้ มดลุ เพอื่ ใหว้ า่ วลอยตา้ นลมไดด้ แี ละผเู้ ลน่ สามารถชกั บงั คบั ใหล้ อยนง่ิ ไดง้ า่ ย และตอ้ งเปน็ ปา่ นหรอื เชอื กเสน้ เดยี วกบั คอซงุ หากเปน็ เชอื กคนละเสน้ จะผดิ เกลยี วหรอื พนั กนั และทำใหค้ อซงุ ตบี ลง วา่ วจะไมข่ นึ้ เวลาชกั สายปา่ น ทใี่ ชช้ กั วา่ วนนั้ มคี วามยาวตามความประสงคข์ องผเู้ ลน่ และพอเหมาะกบั การสง่ วา่ ว การ วง่ิ รอก และการชกั เลน่ สนกุ ๆ การประกวดหรอื การแขง่ ขนั วา่ วประเภทตา่ งๆ จะไมใ่ ชเ้ ชอื ก ยาวเพราะจะอยไู่ กลตากรรมการ ทำใหไ้ ม่สามารถเห็นความสวยงามของตัวว่าว ยกเว้นการ แขง่ ขนั วา่ วจุฬาและวา่ วปักเป้า

119 วา่ วแผง วา่ วภาพ วา่ วมี ๒ ประเภท คอื วา่ วแผง และวา่ วภาพ วา่ วแผง เปน็ วา่ วรปู ทรงแบน มี สว่ นกวา้ งและสว่ นยาว เชน่ วา่ วจฬุ า วา่ วปกั เปา้ วา่ วง ู สว่ น วา่ วภาพ นนั้ เปน็ วา่ วประดษิ ฐ์ ทแ่ี สดงความคดิ สรา้ งสรรค ์ ซงึ่ อาจเปน็ กลอ่ ง หรอื มรี ปู ทรงเลยี นแบบของจรงิ เชน่ วา่ วรปู เครอื่ งบนิ รปู รถยนต ์ รปู หนุ่ ยนต ์ วา่ วภาพมี ๓ ประเภท คอื ประเภทสวยงาม เปน็ วา่ วทม่ี ี รปู ทรงสวยงาม เชน่ วา่ วผเี สอ้ื วา่ วกนิ ร ี ประเภทที่ ๒ คอื ประเภทตลกขบขนั วา่ วประเภทน้ี เมอ่ื ขนึ้ สทู่ อ้ งฟา้ ทำใหค้ นดรู สู้ กึ ขบขนั เปน็ อนั มาก เชน่ วา่ วลงุ เชยโดดรม่ วา่ วหวั ลา้ นชนกนั และประเภทท่ี ๓ คอื ประเภทความคดิ สรา้ งสรรค ์ เชน่ วา่ วรถถงั วา่ วหนุ่ ยนต ์ วา่ วสกายแลบ็ การเลน่ วา่ วน้ันมีเทคนคิ วธิ ที น่ี ่าสนใจมาก ถา้ เลน่ คนเดยี วก็ต้องดูทิศทางลมใหด้ ี หากมลี มสามารถสง่ วา่ วดว้ ยตวั เองได ้ แตถ่ า้ ไมม่ ลี มกต็ อ้ งวง่ิ ใหเ้ รว็ วา่ วจงึ จะลอยขนึ้ ได ้ ถา้ ม ี คเู่ ลน่ ผทู้ สี่ ง่ วา่ วตอ้ งตงั้ หวั วา่ วขน้ึ ใหส้ งู เพอ่ื รอลมสง่ เมอื่ ไดจ้ งั หวะ ผทู้ ช่ี กั สายปา่ นหรอื ผู้ วงิ่ วา่ วตอ้ งวง่ิ พรอ้ มทง้ั ชกั วา่ วและผอ่ นสายปา่ นไปดว้ ย โดยชกั วา่ วใหล้ อยขนึ้ สงู จนกวา่ จะกนิ ลมนง่ิ จากนนั้ จะบังคับให้วา่ วสา่ ยไปมากไ็ ด ้ เมอ่ื มกี ารแขง่ ขนั กฬี าวา่ วในฤดรู อ้ น เปน็ เทศกาลทผ่ี ชู้ มไดด้ กู ารตอ่ สคู้ วา้ กนั กลาง อากาศ สว่ นใหญม่ กั เปน็ การแขง่ ขนั ระหวา่ งวา่ วจฬุ าและวา่ วปกั เปา้ วา่ วจฬุ ามรี ปู รา่ งคลา้ ย ดาว ๕ แฉก มอี าวธุ คอื “จำปา” ซง่ึ เปน็ ไมเ้ ลก็ ๆ ทเ่ี หลาโคง้ ๘ อนั รวมเปน็ ๑ ดอก จะใช ้ ๒-๕ ดอก ตดิ อยตู่ อ่ จากคอซงุ เพอ่ื เปน็ ทด่ี กั เชอื กวา่ วปกั เปา้ ใหเ้ ขา้ ไปตดิ สว่ นวา่ วปกั เปา้ มี รปู ทรงสเี่ หลยี่ มขนมเปยี กปนู วางแนวตงั้ มี “เหนยี ง” เปน็ อาวธุ ทำดว้ ยสายปา่ นคมยาว ผกู เปน็ ห่วงสำหรบั คล้องใหว้ า่ วจฬุ าเสียการทรงตัว

120 ว่าวจุฬาและว่าวปักเป้าต่อสู้คว้ากันกลางอากาศ ว่าวปักเป้า เสยี ทีให้แกว่ า่ วจุฬา การใช้รอกมือบงั คับใหว้ ่าวจุฬาเขา้ แดนตนเอง ว่าวฝ่ายไหนจะชนะ ขึ้นอยู่กับความชำนาญ ไหวพริบ และการบังคับว่าวของผู้ เลน่ ทง้ั ๒ ฝา่ ย สำหรบั วา่ วปกั เปา้ ตอ้ งพยายามควา้ คตู่ อ่ สใู้ หร้ ว่ งลงในแดนตนเอง สว่ นวา่ ว จฬุ าตอ้ งทำใหว้ า่ วปกั เปา้ เสยี การทรงตวั เชน่ เหนยี งเขา้ เครอ่ื ง หางพนั คอซงุ ตนเอง และ ทำใหว้ า่ วปกั เปา้ สน้ั (คอื อยดู่ า้ นหนา้ วา่ วจฬุ า) แลว้ ผอ่ นไมอ่ อก จงึ จะชนะ ผชู้ มรสู้ กึ ตน่ื เตน้ เมอ่ื ฝา่ ยใดฝา่ ยหนงึ่ เพล่ียงพลำ้ จวนเจยี นจะเสยี ที ในชนบทของจงั หวดั จนั ทบรุ ี จงั หวดั ตราด และจงั หวดั บรุ รี มั ย์ ในยามคำ่ คนื ชาว บ้านมักได้ยินเสียงว่าวดุ๊ยดุ่ย ซึ่งถูกชักขึ้นไปจนสุดความยาวของเชือกและผูกไว้ตามยอดไม้ ตง้ั แตต่ อนคำ่ ทหี่ วั ของวา่ วดยุ๊ ดยุ่ มี ธนู หรอื สะนู หรอื ภาคใตเ้ รยี กวา่ แอก ผกู ตดิ อยู่ เมอ่ื ลม พดั ผา่ น แผน่ ใบลานเลก็ ๆ ทตี่ ดิ สะนไู ว้ กเ็ กดิ เสยี งดงั ตามจงั หวะลม ฟงั ไพเราะเหมอื นเสยี ง ดนตรธี รรมชาติ วา่ วดยุ๊ ดยุ่ จะถกู ถว่ งดว้ ยหาง ทำใหเ้ มอื่ เวลาวา่ วเคลอื่ นที่ หางจะสา่ ยไปมา อยา่ งสวยงาม เสยี งของวา่ วดยุ๊ ดยุ่ ดงั แบบมที ำนอง ดยุ๊ ดยุ่ ซำ้ ๆ กนั ตามจงั หวะลม ซง่ึ แตกตา่ ง จากวา่ วดยุ๊ ดยุ่ ภาคใต้ แมม้ สี ะนู แตต่ วั วา่ วไมม่ หี าง ทำใหว้ า่ วเคลอ่ื นตวั ไดเ้ รว็ จงึ เกดิ เสียงดัง แอด แอด ๆ ตอนเชา้ ชาวบา้ นกเ็ อาวา่ วลง เพือ่ นำมาเลน่ ในคืนตอ่ ไป ว่าวจงึ มีความผูกพันในชวี ติ คนไทยมาช้านาน

121 สว่ นเด็กโต ปริญญา สขุ ชติ ผ้เู ขียน ๑. กำ�ำ เนิิดดั้�ง้ เดิมิ ของว่่าว ใน ประเทศไทย มีีหลักั ฐานเป็็นหนังั สืือที่�่ กล่า่ วอ้า้ งถึึงเรื่�องว่า่ ว ทั้้�งที่่�เป็็นว่า่ วไทย และว่า่ ว ว่า่ วเป็็นเครื่�องเล่น่ ที่ม่� ีมี าแต่ด่ ึกึ ดำ�ำ บรรพ์์ โดย ต่า่ งชาติิหลายชาติิ เช่่น ญี่ป่� ุ่� น่ จีีน อินิ เดีีย ชื่�อ มีหี ลักั ฐานจากหนังั สืือเอนไซโคลพีเี ดียี บริทานิิกา หนังั สืือ ตำ�ำ นานว่่าวพนันั ตำ�ำ ราผูกู ว่่าว วิธิ ีชี ักั ว่่าวฯ กล่่าวถึึง ศิิลปะการอาศัยั กระแสลมที่�่ส่่งโครงรููป ผู้แ้� ต่ง่ คือื พระยาภิริ มย์ภ์ ักั ดีี มีเี นื้้�อหาโดยสรุุปดังั น�ี เบาๆ ซึ่�่งมีีขนาดและรููปทรงแตกต่่างกันั ติิดด้ว้ ย กระดาษหรืือผ้า้ ให้ข้ึ้�นไปลอยอยู่�ในอากาศ มนุุษย์์ ใน ประเทศญี่�่ปุ่� ่น มีีการเล่่นว่่าวมาตั้้�งแต่่ รู้�จักั ว่า่ วมาเป็็นระยะเวลา ๔๐๐ ปีี ก่่อนคริิสตกาล โบราณ ว่า่ วที่�่เล่่นกันั เป็็นว่า่ วภาพต่่างๆ แต่่ว่า่ ว หรืือประมาณกว่า่ ๒,๕๐๐ ปีีมาแล้ว้ ซึ่�่งในสมัยั นั้้�น ลักั ษณะที่ท่� ำ�ำ เป็็นแผงสี่่�เหลี่ย� มนิิยมเล่น่ กันั มากกว่า่ มักั ทำ�ำ ว่า่ วเป็็นรููปทรงสี่่�เหลี่�ยมขนมเปีี ยกปููน หรืือ แบบอื่น� ซึ่�่งตรงกับั ในตำ�ำ นานบางเล่ม่ ของญี่ป�่ ุ่� น่ ที่่� รููปทรงสามเหลี่ย� ม ส่่วนหัวั เป็็นรููปครึ่่�งวงกลม และ กล่า่ วว่า่ เมื่่�อประมาณ ๖๐๐ ปีี มาแล้ว้ ชาวญี่ป�่ ุ่� น่ มักั ติดิ แถบที่ห�่ างเพื่่อ� ให้เ้ กิดิ การถ่ว่ งดุุลเช่น่ เดียี วกับั ซึ่�่งอาศัยั อยู่�บนเกาะแห่่งหนึ่่�งได้ช้ ่่วยกันั ทำ�ำ ว่า่ วตัวั ลููกตุ้้�มนาฬิิกา หนึ่่�งเป็็ นว่่าวรููปแผงสี่่�เหลี่�ยม มีีขนาดใหญ่่มาก สามารถพาคนข้า้ มไปอีีกเกาะหนึ่่�งได้้ ในทวีปี เอเชีีย หลายชนชาติิ เช่่น จีีน ญี่ป�่ ุ่� น่ อินิ เดีีย มาเลเซีีย อินิ โดนีีเซีีย ฯลฯ หรืือชนเผ่า่ การเล่่นว่า่ วของชาวญี่่�ปุ่� ่นในสมัยั ก่่อน โบราณบางเผ่า่ เช่่น เผ่า่ เมารีี (Maori) ในประเทศ นิิวซีีแลนด์์ รู้�จักั การชักั ว่า่ วมานานแล้ว้ แต่่การ ชักั ว่า่ วในลักั ษณะดั้้�งเดิิมนั้้�นเข้า้ ใจว่า่ คงเป็็นเรื่�องที่�่ เกี่�ยวเนื่่�องกับั ลัทั ธิิทางศาสนา โดยเห็็นได้จ้ ากใน ระหว่า่ งที่ส่� ่่งว่า่ วขึ้�นสู่่�ท้อ้ งฟ้า้ จะมีกี ารร้อ้ งเพลงสวด ที่เ่� รีียกว่า่ “เพลงว่า่ ว” คลอไปด้ว้ ย ปััจจุุบันั ชนเผ่า่ เมารีียังั คงรักั ษาประเพณีีทางลัทั ธิินี้้�ไว้อ้ ย่า่ งเคร่่งครัดั

122 ใน ประเทศจีน ถือเป็นแหล่งกำเนิดของ ชาวจนี รจู้ กั ประดษิ ฐว์ า่ วเปน็ รปู ภาพตา่ งๆ ไดห้ ลาย อารยธรรมมาแตส่ มยั โบราณ ชาวจนี ถอื เอาวนั ที่ ๙ ชนิด เช่น ว่าวโป๊ยกั๊ก (แปดเหลี่ยม) ว่าวถัง เดือน ๙ เป็น “วันว่าว” ผู้ชายท้ังเด็กและผู้ใหญ่ วา่ วผเี สอ้ื วา่ วตะขาบ วา่ วแมงดาทะเล วา่ วภาพ ทกุ ชนชน้ั ตา่ งชวนกนั ไปเลน่ วา่ วตามเนนิ ใกลๆ้ บา้ น เหล่านี้เมื่อชักข้ึนสู่ท้องฟ้า ลมจะปะทะส่วนปีก โดยมีหลักฐานระบุว่า จีนมีการเล่นว่าวมาก่อน และหางของวา่ วใหส้ า่ ยหรอื สะบดั พลว้ิ ไปมา ทำให้ สมยั พทุ ธกาลแลว้ และเปน็ ตน้ แบบของวา่ วหลาย เดก็ ๆ ชอบกันมาก ประเทศในภมู ภิ าคตะวนั ออก รวมทงั้ ประเทศไทย ใน ประเทศอินเดีย ประเทศที่รวมชนชาติ ว่าวจีน วา่ วเกาหลใี ต้ ต่างๆ หลายเผ่าพันธุ์ จึงมีการเล่นว่าวที่แตกต่าง กนั ชาวฮนิ ดมู กี ารเลน่ วา่ วกอ่ นเผา่ พนั ธอุ์ น่ื และมี วา่ วอินเดีย วา่ วชนดิ หนง่ึ เรยี กวา่ “วา่ วหงา่ ว” เปน็ วา่ วทน่ี บั วา่ สำคัญอย่างยิ่ง เพราะถือกันว่าเป็นว่าวที่กำหนด ว่าวญป่ี นุ่ โชคชะตาของบา้ นเมอื ง เมอ่ื บา้ นเมอื งเกดิ ภยั พบิ ตั ิ ขน้ึ กษตั รยิ ก์ จ็ ะโปรดใหช้ กั วา่ วหงา่ วนข้ี น้ึ สทู่ อ้ งฟา้ วา่ วอนิ โดนเี ซยี ว่าวมาเลเซยี แล้วโปรดให้ประกอบพิธี เรียกว่า พระราชพิธี เสย่ี งเคราะหโ์ ศกของบา้ นเมอื ง สำหรบั พธิ เี อาวา่ ว ขึ้นเสี่ยงทายของไทยที่มีในสมัยสุโขทัย หรือท่ี ปรากฏหลกั ฐานอยใู่ นหนงั สอื พระราชพธิ ี ๑๒ เดอื น สนั นษิ ฐานวา่ คงไดต้ น้ แบบมาจากพธิ ดี งั กลา่ วนี้ หลักฐานเก่ียวกับเร่ืองว่าวนอกจากมอี ยใู่ น หนงั สอื ตำนานวา่ วพนนั ฯ ดังท่ีกล่าวแล้ว ยังม ี เรอื่ งเลา่ ขานกนั ตอ่ ๆ มาคอื ใน ประเทศเกาหลใี ต้ มีแม่ทัพคนหนง่ึ มวี ธิ ปี ลกุ ขวญั กำลงั ใจทหารของ ตนเอง ดว้ ยการชกั วา่ วขน้ึ สทู่ อ้ งฟา้ โดยผกู โคมไฟ ตดิ ไปกบั วา่ วดว้ ย เมอ่ื ขา้ ศกึ เหน็ กเ็ ขา้ ใจผดิ คดิ วา่ เป็นดาวดวงใหญ่ เป็นสัญญาณของสวรรค์ที่ส่ง มาชว่ ยเหลอื หรอื ปกปกั รกั ษาฝา่ ยตรงขา้ ม ทำให้ ข้าศึกเสียกำลังใจ นอกจากน้ี แม่ทัพอีกคนหนึ่ง คิดใช้ว่าวให้เกิดประโยชน์ในการวัดระยะเปน็ คน แรก โดยการใชส้ ายวา่ วทมี่ สี ายลวดผกู ตดิ อยเู่ ปน็ เครื่องวัดความกว้างของลำธารสายหน่ึง ทำให้รู้ ตำแหนง่ ศนู ยก์ ลางของสะพานทท่ี อดขา้ มไปได้

123 จติ รกรรมฝาผนงั วดั ราชประดษิ ฐส์ ถติ มหาสมี ารามราชวรวหิ าร เกดิ เหตกุ ารณท์ ย่ี งุ่ ยากอกี ดว้ ยคอื วา่ วขาดลอยไป ตกทเ่ี มอื งตองอู อกี หลกั ฐานหนง่ึ คอื ในหนงั สอื เ๒ขต.พรปะ นรคะรวกตัรงุ กิเทาพรฯเแลสน่ดงวใหา่ เ้ หว็นใกนารปเลน่รวะ่าวเขทอศงคไนทไทยย ตำรับท้าวศรีจุฬาลักษณ์ มีข้อความกล่าวถึงว่าว ว่า “...เดือนยี่ถึงการพระราชพิธีบุษยาภิเษกเถลิง ๒.๑ การเลน่ วา่ วในสมัยสโุ ขทยั พระโคกนิ เลยี้ งเปน็ นกั ขตั ฤกษ์ หมนู่ างในไดด้ ชู ดุ ชักว่าวหง่าว ฟังสำเนียงว่าวร้องเสนาะล่ันฟ้าไป การเลน่ วา่ วของไทยนน้ั ไมป่ รากฏหลกั ฐาน ทง้ั ทิวาราตร…ี ” วา่ เรมิ่ มมี าตง้ั แตเ่ มอ่ื ใด ตอ้ งอาศยั การสนั นษิ ฐาน ใน สมยั โบราณกอ่ นสรา้ งกรงุ สโุ ขทยั ชาวไทยไดอ้ พยพ หลักฐานการเล่นว่าวในสมัยสุโขทัยจากที่ มาจากทางทศิ ใตข้ องประเทศจนี เขา้ มาอยทู่ างตอน ปรากฏอยใู่ นหนงั สอื ทก่ี ลา่ วมา จงึ พออนมุ านไดว้ า่ เหนือของภาคพ้ืนเอเชียอาคเนย์ ขนบธรรมเนียม เป็นการเลน่ เพ่ือความเพลิดเพลิน คอื ทำว่าวเป็น ประเพณแี ละวฒั นธรรมหลายอยา่ งของไทยคลา้ ย รปู สตั วต์ า่ งๆ ปลอ่ ยใหข้ น้ึ ไปลอยอยบู่ นทอ้ งฟา้ แบบ กบั จนี ในหนงั สอื เอนไซโคลพเี ดยี บรทิ านกิ า ได้ วา่ วจนี สว่ นการชกั วา่ วนนั้ มกั ทำในพธิ นี กั ขตั ฤกษ์ กลา่ ววา่ จนี เปน็ ชาตทิ นี่ ยิ มเลน่ วา่ วมาตง้ั แตส่ มยั หรอื พธิ เี รยี กลม สำหรบั การเลน่ พนนั วา่ วอยา่ งใน โบราณ ฉะนน้ั จงึ พออนมุ านไดว้ า่ กอ่ นสมยั สโุ ขทยั ปจั จุบนั น่าจะยังไมม่ ีในสมัยสโุ ขทยั คนไทยคงรู้จักว่าวและวิธีนำว่าวข้ึนสู่ท้องฟ้ามา แล้วเช่นกัน ๒.๒ การเลน่ วา่ วในสมยั อยุธยา ต่อมาในสมัยสุโขทัยมีหลักฐานที่สามารถ สมัยอยุธยามีหลักฐานกล่าวถึงว่าวไว้หลาย อ้างอิงได้ว่าคนไทยคงรู้จักเล่นว่าวมาแล้ว คือ แห่ง เช่น ใน กฎมณเฑียรบาล ซ่ึงตราขึ้นใน หนงั สอื พงศาวดารภาคเหนอื มขี อ้ ความกลา่ วถงึ รชั สมยั สมเดจ็ พระรามาธบิ ดที ี่ ๒ หา้ มไมใ่ หผ้ ใู้ ด พระรว่ งวา่ “...พระยารว่ งนนั้ คะนองนกั มกั เลน่ เบยี้ เลน่ วา่ วขา้ มพระราชวงั และใน จดหมายเหตขุ อง และวา่ ว ไมถ่ อื ตวั วา่ เปน็ ทา้ วพระยา เสดจ็ ไปไหนก็ มองซิเออร์ เดอ ลาลูแบร์ ราชทูตฝร่ังเศสซ่ึง ไปคนเดยี ว...” และการชกั วา่ วของพระรว่ งยงั ทำให้ พระเจา้ หลยุ สท์ ี่ ๑๔ สง่ มาเพอ่ื เจรญิ พระราชไมตรี กบั ไทยในรชั สมยั สมเดจ็ พระนารายณม์ หาราช เมอื่ พ.ศ. ๒๒๓๐ มใี จความสรปุ ไดว้ า่ การเลน่ วา่ วใน เมอื งไทยเปน็ การเลน่ เพอ่ื สนกุ สนานและเปน็ ทน่ี ยิ ม กนั ในหมเู่ จา้ นายและขนุ นาง แตไ่ มท่ ราบวา่ จะเปน็ สว่ นหนง่ึ ของพธิ กี รรมทางศาสนาหรอื ไม่ ทงั้ นี้ วา่ ว ของพระเจ้ากรุงสยามนั้นได้ชักข้ึนไปลอยอยู่บน ทอ้ งฟา้ ทกุ ๆ คนื เปน็ เวลา ๒ เดอื นตลอดฤดหู นาว โดยมรี าชเสวกคอยระวงั ผลดั เปลยี่ นกนั ถอื สายปา่ น ในสมยั อยธุ ยา มเี รอื่ งเลา่ ตอ่ ๆ กนั มาวา่ เมอ่ื คร้ังที่สมเด็จพระเพทราชาปราบดาภิเษกขึ้นเป็น พระมหากษตั รยิ ์ ปรากฏวา่ เจา้ เมอื งนครราชสมี า

124 ไมย่ อมสวามภิ กั ด์ิ คงตง้ั ตนแขง็ เมอื งอยู่ จงึ โปรด ชกั ขน้ึ อากาศเสย่ี งทายไป ถา้ นางอยเู่ มอื งใด ขอให้ ให้ยกกองทัพขึ้นไปตีคร้ังแรกเมื่อ พ.ศ. ๒๒๓๒ วา่ วลอยไปตกในเมอื งนน้ั แลว้ จงไตส่ ายปา่ นวา่ ว แต่ไม่สามารถตีแตกได้ เพราะชาวเมืองช่วยกัน ตามไป กจ็ ะพบนางสมความปรารถนา สวุ รรณ- ปอ้ งกนั เมอื งไว้ ในปตี อ่ มาจงึ โปรดใหย้ กทพั ไปตี หงสท์ รงทราบอบุ ายนกี้ ด็ พี ระทยั นกั จงึ สงั่ ใหท้ ำ เมอื งนครราชสมี าอกี ครงั้ ในครง้ั นแี้ มท่ พั นายกอง ว่าวตัวใหญ่ผูกสายป่านเตรียมไว้ พอตกเย็นวัน ได้คิดอุบายเผาเมือง โดยให้ทหารชักว่าวจุฬาผูก หนง่ึ กท็ รงชกั วา่ วขนึ้ สทู่ อ้ งฟา้ ผอ่ นสายปา่ นตาม หม้อดินดำท่ีมีสายชนวนติดอยู่ ให้ลอยอยู่เหนือ ลมไปจนสดุ สายตา วา่ วกล็ อยไปตกลงในเมอื งมตั ตงั เมอื งนครราชสมี า เมอ่ื ชกั วา่ วขนึ้ แลว้ จงึ จดุ ชนวน สายป่านไปพันอยู่บนยอดปราสาทของนางเกศ- ทำใหห้ มอ้ ดนิ ปนื ลกุ เปน็ ไฟตกลงไปไหมบ้ า้ นเรอื น สุริยง สุวรรณหงส์จึงเอาสายป่านทางน้ีผูกไว้ใน ภายในเมอื ง เมอื่ ชาวเมอื งและทหารซง่ึ รกั ษาหนา้ ท่ี เมอื งไอยรตั น์ แลว้ เสดจ็ ไตข่ น้ึ สายปา่ นตามไป....” อยบู่ นกำแพงเมอื งเหน็ ไฟไหมล้ กุ ลามตดิ กนั หลาย แหง่ กแ็ ตกตน่ื ตกใจไมเ่ ปน็ อนั รกั ษาหนา้ ท่ี กองทพั ตามขอ้ ความทไี่ ดก้ ลา่ วมา สนั นษิ ฐานไดว้ า่ กรงุ ศรีอยุธยาจงึ ยกทัพเขา้ ตเี มอื งได ้ คนไทยเลน่ วา่ วเปน็ กฬี ามาตง้ั แตส่ มยั อยธุ ยา แตไ่ ม่ สามารถคน้ หาหลกั ฐานทยี่ นื ยนั ไดว้ า่ มนี ายสนาม เรื่องเล่าอีกเรื่องหนึ่งที่กล่าวไว้ ในหนังสือ และมีกติกาหรือระเบียบแบบแผนในการเล่น ที่ ลัทธิธรรมเนียมต่างๆ มีเนื้อหาเกี่ยวกับหน้าท ่ี พอนำมาอา้ งองิ ไดค้ อื ฝา่ ยหนงึ่ ชกั วา่ วจฬุ า อกี ฝา่ ย ของตำรวจสมยั อยธุ ยาดงั ขอ้ ความวา่ “ถา้ ทรงวา่ ว หนง่ึ ชกั วา่ วปกั เปา้ และเลน่ ควา้ กนั ฝา่ ยวา่ วจฬุ า เพลาเช้าเพลาเย็นน้ัน เจ้ากรมปลัดกรมผู้อยู่เวร มกี ารวง่ิ รอก เพอ่ื ใหส้ ายปา่ นวา่ วปกั เปา้ ตดิ จำปา เขา้ มาคอยกราบทลู พระกรณุ าดว้ ยลมกลา้ ลมออ่ น สว่ นการพนนั วา่ วถอื เปน็ เรอ่ื งธรรมดา เพราะกฬี า ถ้าเสด็จไปทรงว่าว เจ้ากรมปลัดกรมซึ่งอยู่เวร ชนดิ นเ้ี ชอื่ กนั วา่ ถา้ ไมม่ กี ารพนนั กนั แลว้ กจ็ ะไม่ ประณมมือแห่เสด็จไปถึงลานว่าว เข้าเฝ้าคอย เรา้ ใจผเู้ ลน่ และการเลน่ ก็คงไมม่ ีความสนกุ รบั สง่ั ครน้ั วง่ิ ราว (คอื วง่ิ รอก) เรยี กหวั หมนื่ ตวั สี ตำรวจเลวข้ึนไปว่ิงราวและเกณฑ์ให้คอยเค้าสาย หลักฐานจากในหนังสือส่วนใหญ่กล่าวว่า ป่าน ถ้าพานว่าวปักเป้าติดเข้ามานั้นให้เอาบัญชี การเลน่ วา่ วในสมยั โบราณมกั เลน่ กนั ในหนา้ หนาว กราบทูลพระกรุณาตามชื่อทุกครั้ง” คอื มกั เลน่ ว่าวในขณะที่มลี มหนาวซงึ่ พัดจากทศิ เหนอื ไปสทู่ ศิ ใต้ ในระหวา่ งเดอื นพฤศจกิ ายนถงึ นอกจากน้ี เรอื่ ง “สวุ รรณหงส”์ ซงึ่ ไดแ้ ปลง กุมภาพันธ์ ทิศทางของว่าวท่ีลอยอยู่ในอากาศ เปน็ บทละคร ทน่ี ยิ มเลน่ กนั มาตง้ั แตส่ มยั อยธุ ยา แตเ่ ดมิ นนั้ จะลอยจากทศิ เหนอื ไปทศิ ใต้ แตป่ จั จบุ นั จนถงึ ปจั จบุ นั กม็ เี นอ้ื เรอื่ งทก่ี ลา่ วถงึ “วา่ ว” โดย นิยมเล่นกันในฤดูร้อนประมาณเดือนมีนาคมถึง ยอ่ ดงั น้ ี มิถุนายน โดยเฉพาะในกรุงเทพฯ ทิศทางของ ว่าวจึงเป็นจากทิศใต้ไปทิศเหนือ โดยต้องอาศัย “พระสวุ รรณหงสพ์ บผอบทองเสย่ี งทายหา ลมตะเภา ซ่ึงก็คือ “ลมว่าว” ในปัจจุบันนั่นเอง คู่ของนางเกศสุริยงลอยน้ำมา ก็อยากจะพบนาง ดงั ขอ้ ความทกี่ ลา่ วไวช้ ดั เจนหนงั สอื คำใหก้ ารชาว เกศสรุ ยิ ง พระราชบดิ าจงึ ตรสั แนะอบุ ายใหท้ ำวา่ ว

125 กรงุ เกา่ วา่ “...เดอื นอา้ ย (ซง่ึ ตรงกบั เดอื นธนั วาคม) ๒.๓ การเลน่ วา่ วในสมยั รตั นโกสนิ ทร์ มีพิธีแครงว่าวหง่าวเรียกลม...” และในหนังสือ ปฐม ก กา ซึ่งเป็นหนังสือแบบเรียนเก่า ก็มีคำ การเล่นว่าวนิยมเล่นกันเรื่อยมาตั้งแต่สมัย กลา่ วทย่ี นื ยนั วา่ การเลน่ วา่ วในสมยั โบราณคงเลน่ สโุ ขทยั สมยั อยธุ ยา จนถงึ สมยั รตั นโกสนิ ทรต์ อน กนั ในหนา้ หนาว คอื “...ลมวา่ วหนาวกลา้ ตอ้ งหม่ ตน้ โดยเฉพาะในรชั กาลพระบาทสมเดจ็ พระจอม- ผา้ ผวย…” เปน็ ตน้ เกล้าเจ้าอยู่หัว คงมีผู้นิยมเล่นกันมากจนทางการ ตอ้ งออกประกาศใน จ.ศ. ๑๒๑๗ (พ.ศ. ๒๓๙๘) ปจั จบุ นั ชาวบา้ นทางภาคเหนอื และภาคอสี าน ใหร้ ะมดั ระวงั การเลน่ วา่ ว ดงั ขอ้ ความตอ่ ไปน้ ี ยงั นยิ มเลน่ วา่ วกนั ในฤดหู นาว คอื เรม่ิ ตง้ั แตก่ ลาง เดอื น ๑๒ เปน็ ตน้ ไป จนถงึ ปลายเดอื นยี่ หรอื ตน้ “..พระยาเพชรปาณรี บั พระบรมราชโองการ เดือน ๓ ที่ไม่มีลมหนาวแล้ว การท่ีคนไทยนิยม ใส่เกล้าฯ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ สั่งว่า ให้ เล่นว่าวกันในหน้าหนาวแต่เดิมมานั้น เพราะใน นายอำเภอปา่ วรอ้ งประกาศขา้ ราชการและราษฎร หนา้ หนาวลมแรง สามารถสง่ วา่ วใหล้ อยขนึ้ ไปใน ท่ีเป็นนักเลงว่าว เอาว่าวข้ึน ก็ให้เล่นแต่ตาม อากาศได้เกือบท้ังวัน ผู้ท่ีนิยมเล่นว่าวดุ๊ยดุ่ยก็จะ ทอ้ งสนามหลวงทวี่ า่ งเปลา่ ไมห่ า้ มปรามดอก ให้ ปลอ่ ยวา่ วไวต้ ลอดทงั้ คนื โดยวา่ วไมต่ กลงสพู่ นื้ เลย เล่นเถิด แต่อย่าให้สายป่านว่าวไปถูกเกี่ยวข้อง เสยี งของว่าวฟังแลว้ เพลนิ ทำให้สบายใจได ้ พระมหาปราสาท พระทน่ี งั่ พทุ ไธสวรรย์ ชอ่ ฟา้ ใบระกา พระมหามณเฑยี ร พระทน่ี งั่ ในพระบรม- ในภาษามอญ คำว่า “ว่าว” แปลว่า หนาว มหาราชวงั พระบวรราชวงั และชอ่ ฟา้ ใบระกา ฉะนั้น คำว่า “ลมว่าว” ในภาษาไทย ทั้งในสมัย วดั วาอารามใหห้ กั พงั ได้ ถา้ ผใู้ ดชกั วา่ วไมร่ ะวงั ให้ สุโขทัยและอยุธยาคงหมายถึง ลมหนาว ดังนั้น สายปา่ นพาดไปถกู ตอ้ งของหลวงและวดั วาอาราม แตเ่ ดมิ คำวา่ “วา่ ว” คงมาจากภาษามอญ เพราะมี ให้หักพังยับเยินไป จะเอาตัวเจ้าของว่าวเป็นโทษ ความหมายทเี่ กยี่ วเนอ่ื งดว้ ยการละเลน่ ในหนา้ หนาว ตามรบั สง่ั ...” หากพจิ ารณาวา่ เหตใุ ดไทยจงึ ยืมภาษามอญมาใช้ เรยี กวา่ ว กค็ งมาจากเหตผุ ลทช่ี าวมอญเคยมอี ทิ ธพิ ล “วา่ ว” เปน็ กฬี าประเภทหนึ่งท่ีคนไทยสมยั โบราณทกุ ชนชั้นนิยมเล่นกนั ในแถบลมุ่ แมน่ ำ้ เจา้ พระยา เมอื่ ชาวไทยอพยพเขา้ มาอยใู่ นดนิ แดนทมี่ อญปกครองอยู่ กร็ บั เอาภาษา และวัฒนธรรมบางอย่างของมอญมา และคำว่า “วา่ ว” กค็ งรบั เขา้ มาใชใ้ นภาษาไทยดว้ ย ดงั เหน็ ได้ ว่า ปัจจุบันยังคงมีคำภาษามอญหลงเหลืออยู่ใน ภาษาไทยไม่น้อย อย่างไรก็ตาม แต่เดิมชาวไทย จะเรียก “ว่าว” ว่าอย่างไร ยังไม่สามารถค้นหา หลกั ฐานได้ แตถ่ า้ เรยี กโดยยมื คำในภาษาจนี มาใช้ คำคำนน้ั อาจถกู กลนื ไปแลว้ ดว้ ยอทิ ธพิ ลของภาษา มอญทเ่ี ขา้ มาครอบงำในภายหลงั

126 พระบาทสมเดจ็ พระจลุ จอมเกลา้ เจา้ อยหู่ วั เสดจ็ ฯ ทอดพระเนตร บรเิ วณนน้ั ราษฎรปลกู สรา้ งบา้ นเรอื นกนั หนาแนน่ การแขง่ ขันวา่ วชิงถว้ ยทองพระราชทาน ประกอบกับมีชาวยุโรปเข้ามาตั้งบ้านเรือนหลาย หลงั เมอ่ื ว่าวขาดหรือลอยไปตกในบา้ นของชาว ขา้ ราชบรพิ ารชมการแขง่ ขันวา่ วชิงถ้วยทองพระราชทาน ต่างประเทศ การจะเข้าไปนำเอาวา่ วคืนมาแตล่ ะ ครงั้ มอี ปุ สรรคมาก ตอ่ มารชั กาลที่ ๕ โปรดเกลา้ ฯ ดังน้ัน อาจกล่าวได้ว่า กีฬาว่าวอย่างท่ีเล่น ใหต้ ดั ถนนผา่ นบรเิ วณนน้ั ทำใหส้ นามวดั โคกซง่ึ กนั อยใู่ นปจั จบุ นั นี้ เพง่ิ เรมิ่ มกี ฎเกณฑใ์ นรชั สมยั เป็นท่ีชุมนุมของนักเล่นว่าวฝีมือดีต้องล้มเลิกไป พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว แต่ เม่ือยังหาสนามเล่นว่าวไม่ได้ นักเล่นว่าวพนันก็ กอ่ นไมป่ รากฏวา่ เลน่ กนั อยา่ งมรี ะเบยี บแบบแผน แยกย้ายกระจายกันไป บางครั้งกน็ ัดไปเล่นกนั ท่ี มกี ตกิ า หรอื มนี ายสนามรบั ผดิ ชอบควบคมุ ความ สนามบา้ นของเอกชนทอ่ี ยชู่ านเมอื ง หรอื ทอ้ งทงุ่ เรียบร้อย นอกจากน้ี การเล่นว่าวแต่เดิมก็ไม่ได้ นอกพระนคร เชน่ สนามวดั ดอน ยานนาวา แต่ เลน่ ทที่ อ้ งสนามหลวง เพราะทางราชการสงวนไว้ เลน่ ไดไ้ มน่ านกต็ อ้ งเลกิ เนอื่ งจากมกี ลมุ่ อนั ธพาล สำหรบั เปน็ สถานทปี่ ระกอบพระราชพธิ โี ดยเฉพาะ คอยตามรบกวน สว่ นทสี่ นามทงุ่ หวั ลำโพงเหตทุ ี่ สนามวา่ วในสมยั นนั้ จงึ อยใู่ นทต่ี า่ งๆ กนั ตามแต่ เลกิ เลน่ เพราะรฐั บาลตอ้ งการใชส้ ถานทสี่ ำหรบั ตกลงกันระหว่างนายสนามและผู้เล่นทั้ง ๒ ฝ่าย สรา้ งสถานรี ถไฟ อยา่ งไรกด็ ี นกั เลน่ วา่ วทกุ คนซง่ึ เช่น สนามหน้าโรงหวย อยู่ข้างประตูสามยอด ต่างมีใจรักกีฬาชนิดนี้ ก็พยายามหาสถานท่ีเล่น สนามสะพานเส้ียว ด้านหน้ากระทรวงยุติธรรม ใหมไ่ ปเรื่อยๆ รวมท้ังสนามวัดโคก โดยเฉพาะท่ีสนามวัดโคก ใชเ้ ปน็ ทเ่ี ลน่ วา่ วพนนั กนั เปน็ เวลา ๗ ปี คอื ตง้ั แต่ ตอ่ มาใน พ.ศ. ๒๔๔๐ พระบาทสมเดจ็ พระ พ.ศ. ๒๔๒๕-๒๔๓๒ จงึ ไดเ้ ลกิ ไป เพราะเหตวุ า่ จุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวโปรดเกล้าฯ ให้รื้อกำแพง พระบรมมหาราชวงั ดา้ นทศิ เหนอื ซง่ึ ยนื่ ออกมาทาง สนามหลวงออก แลว้ สรา้ งกำแพงใหมโ่ ดยรน่ เขต พระบรมมหาราชวงั เขา้ ไป พนื้ ทข่ี องสนามหลวง จึงเป็นรูปวงกลม และมีถนนตัดผ่านให้รถว่ิงได้ โดยรอบ นอกจากทำให้บ้านเมืองสวยงามแล้ว สนามหลวงยงั กวา้ งขวางกวา่ เดมิ และไมม่ สี งิ่ กดี ขวาง กลางสนามเหมอื นแตก่ อ่ น ทำใหเ้ ลน่ วา่ วสะดวก ยิง่ ขึน้ และพระราชทานพระบรมราชานญุ าตให้ แข่งขันว่าวพนันท่ีท้องสนามหลวงได้ ในปีน้ัน พลโท พระยาสโมสรสรรพการ (ทดั ศริ สิ มั พนั ธ)์ เป็นนายสนาม นักเล่นวา่ วพนันจงึ นิยมนำวา่ วมา แข่งขันเพ่ิมขึ้น การเล่นว่าวพนันในช่วงน้ันจึง เป็นกีฬาที่สนุกสนานอย่างยิ่ง เม่ือถึงฤดูแข่งขัน

127 ว่าวพนัน ประชาชนจะไปชมกันทุกเพศทุกวัย พระราชทานผ้าแพรปักพระปรมาภิไธยย่อ จปร. ท้องสนามหลวงจึงเป็นท่ีชุมนุมของนักเล่นว่าว ตดิ ทต่ี วั วา่ ว ผา้ แพรมี ๓ สี คอื สที อง สชี มพู และ พนนั จากหลายๆ แหง่ สีทับทิม ส่วนว่าวปักเป้าได้รับดอกจันทน์ ๓ สี เหมือนกัน ในระหว่างการแข่งขันมีแตรวงและ ใน พ.ศ. ๒๔๔๘ เมอ่ื พระบาทสมเดจ็ พระ พณิ พาทยบ์ รรเลงเพลงตา่ งๆ ทำใหค้ รกึ ครนื้ ยง่ิ ขนึ้ จลุ จอมเกลา้ เจา้ อยหู่ วั เสดจ็ ฯ ผา่ นทอ้ งสนามหลวง เชน่ วา่ วกำลงั ตดิ พนั กนั เปน็ ทน่ี า่ ตนื่ เตน้ ปพี่ าทย์ ทอดพระเนตรเหน็ นกั เลน่ วา่ วกำลงั แขง่ ขนั กนั อยู่ บรรเลงเพลงเหาะ แตรวงกท็ ำเพลงเชดิ หรอื เมอื่ อย่างสนุกสนานครึกครื้น ก็ทรงพอพระทัย จึงมี วา่ วจฬุ าประกบวา่ วปกั เปา้ หมนุ ลงไปในแตล่ ะครงั้ พระราชกระแสรับส่ังให้นักเล่นว่าวพนันนำว่าว ก็บรรเลงเพลงโอด ทำให้สนามสวนดุสิตเป็น ไปแข่งขันกนั หนา้ พระที่น่งั ณ สนามพระราชวงั สนามแข่งขันว่าวที่ครึกคร้ืนและสนุกสนานกว่า สวนดสุ ติ หรอื สนามสวนดสุ ติ โดยกำหนดเขตให้ สนามแหง่ อนื่ ๆ ตอ่ มาเมอื่ มกี ารจดั แขง่ ขนั วา่ วชงิ ว่าวจุฬาอยู่หน้าสนามเสือป่า (ในสมัยก่อนเป็น ถว้ ยทองพระราชทาน รชั กาลที่ ๕ ไดโ้ ปรดเกลา้ ฯ สนามมา้ ) สว่ นเขตวา่ วปกั เปา้ ใหอ้ ยใู่ นแนวกำแพง ให้ พระเจา้ นอ้ งยาเธอ กรมหลวงดำรงราชานภุ าพ สวนดุสิต ผู้ชนะการแข่งขันแต่ละวันได้รับพระ แก้ไขกฎข้อบงั คับการเล่นว่าวท่ีเคยมีอยู่ก่อนแล้ว มหากรุณาธคิ ุณพระราชทานพวงมาลัย โดยทรง ใหร้ ดั กมุ ยง่ิ ขน้ึ กฎขอ้ บงั คบั ทแ่ี กไ้ ขใหม่ เรยี กวา่ สวมให้เพอ่ื เปน็ เกียรติ สำหรับวา่ วจฬุ านน้ั ได้รบั ผู้เล่นวา่ วจุฬาเตรยี มนำว่าวเข้าแขง่ ขนั ผู้เลน่ ว่าวปกั เป้าตรวจดูความเรยี บรอ้ ยของหางว่าว ผู้เข้าแข่งขันนำรอกมาน่ังทับป่านจุฬา และลูกทีมกำลังดึงว่าว ประชาชนจำนวนมากสนใจเขา้ ชมการแขง่ ขันวา่ ว ณ สนาม จุฬาเขา้ แดน พระราชวังสวนดสุ ิต

128 กตกิ าเลน่ วา่ วทส่ี นามสวนดสุ ติ รัตนโกสินทรศก พระยาภิรมย์ภักดี (บุญรอด เศรษฐบุตร) ผู้ท่ีได้รับแต่งต้ังเป็น ๑๒๕ กำหนดให้นำว่าวที่จะเข้าร่วมแข่งขันมา นายสนามวา่ วคนแรก พร้อมธงประจำตำแหนง่ จดทะเบยี นใหน้ ายสนามตรวจจำกดั ขนาดของวา่ ว จุฬาและว่าวปักเป้า ส่วนสายเครื่องและป่านชัก เขา้ แขง่ ขนั พรอ้ มเพรยี งกนั ดี แตเ่ นอ่ื งจากนกั เลน่ ให้ทำเคร่ืองหมายเป็นสีที่แตกต่างกัน ในการน ี้ วา่ วทมี่ ฝี มี อื ดมี กั รมุ ควา้ แตว่ า่ วหนา้ ใหม่ ทำใหผ้ ทู้ ี่ ไดโ้ ปรดเกลา้ ฯ ให้ พระยาอนชุ ติ ชาญไชย (ทองคำ เพิ่งเข้ามาเล่นใหม่ๆ ค่อยๆ หายไป คงเหลือแต ่ สหี อไุ ร) เปน็ นายสนาม และใหร้ บั เงนิ วางเดมิ พนั นกั เลน่ วา่ วคนเดมิ ๆ ทำใหก้ ารเลน่ วา่ วกรอ่ ยลงไป ของทงั้ ๒ ฝา่ ย ขณะทว่ี า่ วกำลงั แขง่ ขนั ใหแ้ ตรวง จนในทสี่ ดุ การเลน่ วา่ วทท่ี อ้ งสนามหลวงกจ็ ำตอ้ ง ของทหารมหาดเล็กมาบรรเลง และโปรดเกล้าฯ เลกิ ไป แตย่ งั มผี ทู้ เ่ี ลน่ วา่ วจำนวนหนงึ่ ซง่ึ เลน่ วา่ ว พระราชทานเลยี้ งเครอ่ื งวา่ งแกผ่ ทู้ นี่ ำวา่ วมาแขง่ ขนั พนนั ไดแ้ ยกยา้ ยกนั ไปเลน่ ตามสถานทอ่ี น่ื ๆ เชน่ สนามบางซอ่ื สนามวดั ดอน สนามตำบลบา้ นทวาย การคดิ คะแนนในการแขง่ ขนั วา่ วในสมยั นนั้ สนามวดั หงสร์ ตั นาราม จงั หวดั ธนบรุ ี สนามตา่ งๆ เปน็ การคดิ คะแนนจากการทว่ี า่ วจฬุ าและวา่ วปกั เปา้ เหล่านี้มักมีผู้ท่ีหัดเล่นใหม่อยู่ด้วยทุกสนาม จน ต่อสู้กันจนเกิด อาการเข้าร้าย (หมายถึง ส่วนใด กระทง่ั พ.ศ. ๒๔๕๐ มพี ระราชกระแสรบั สง่ั หา้ ม สว่ นหนง่ึ ของวา่ วจฬุ าและวา่ วปกั เปา้ หกั หรอื ขาด เลน่ วา่ วพนนั ชงิ ถว้ ยทองอนั เปน็ ถว้ ยพระราชทาน จากกนั ) แตส่ ำหรบั วา่ วจฬุ า แมม้ อี าการเขา้ รา้ ย แตถ่ า้ สามารถนำวา่ วปกั เปา้ เขา้ มายงั แดนตนเองได้ ใน พ.ศ. ๒๔๕๗ รัชสมัยพระบาทสมเด็จ ก็จะได้รับการพิจารณาให้ได้คะแนนเช่นเดียวกัน พระมงกฎุ เกลา้ เจา้ อยหู่ วั หลวงเจนสถลรถั ย์ (จนั กบั วา่ วปกั เปา้ เพราะถอื วา่ เปน็ การตอ่ สทู้ ด่ี เุ ดอื ด ภูมิจิตร) เร่ิมนัดเล่นว่าวพนันขนาดเล็ก โดยใช้ การให้คะแนนลักษณะน้ีไดน้ ำมาใชเ้ ป็นเกณฑ์ใน วา่ วจฬุ าทมี่ อี กยาวเพยี ง ๓ ศอกคบื สนามทเ่ี ลน่ ใช ้ การตอ่ สรู้ ะหวา่ งวา่ วจฬุ าและวา่ วปกั เปา้ ซง่ึ อาจทำ ทงุ่ ศาลาแดงซง่ึ เปน็ ทงุ่ ทกี่ วา้ งใหญ่ และอยไู่ มไ่ กล ใหเ้ กดิ การสมยอมกนั ของวา่ วปกั เปา้ และวา่ วจฬุ า จากชมุ ชนมากนกั ถา้ วา่ วตกกส็ ามารถตามเกบ็ ได้ การแพ-้ ชนะจะบนั ทกึ อยใู่ นใบใหค้ ะแนนของวา่ ว สมัยรัชกาลที่ ๕ ว่าวปักเป้าท่ีมีช่ือเสียงมาก คือ วา่ วของพระภริ มยภ์ กั ดี (ชม เศรษฐบตุ ร) ซง่ึ เปน็ บดิ าของพระยาภริ มยภ์ กั ดี (บญุ รอด เศรษฐบตุ ร) การเล่นว่าวที่สนามสวนดุสิตได้ดำเนินไป อยา่ งสนกุ สนานเพยี ง ๒ ปเี ทา่ นน้ั กต็ อ้ งลม้ เลกิ ไป อกี ครงั้ หนง่ึ เนอ่ื งจากรชั กาลที่ ๕ ไมท่ รงวา่ งจาก พระราชกจิ เมอ่ื ไมม่ กี ารเลน่ วา่ วทสี่ นามสวนดสุ ติ นกั เลน่ วา่ วจงึ กลบั ไปเลน่ กนั ทที่ อ้ งสนามหลวง โดย มีนักเล่นว่าวที่มีฝีมือดีทั้งว่าวจุฬาและว่าวปักเป้า มาชมุ นมุ เลน่ กนั อยา่ งคบั คง่ั ในชว่ งแรกมผี นู้ ำวา่ ว

129 สะดวก เพราะไมม่ บี า้ นเรอื นหนาแนน่ จงึ มผี นู้ ยิ ม มีจำนวนน้อยลง ต่อมานักเล่นว่าวฝีมือดี เช่น นำว่าวไปเล่นหรือไปชมจำนวนมาก แม้กระท่ัง พระอรสมุ พลาภบิ าล และอาจารยแ์ ดง กไ็ มไ่ ดเ้ ขา้ ขา้ ราชการชน้ั ผใู้ หญ่ เชน่ พระยาประชากรกจิ วจิ ารณ์ ร่วมแข่งขันด้วย จึงทำให้การแข่งขันว่าวพนันที่ (โอ อมาตยกุล) พระยาประชุมพลขันธ์ (ขัน สนามทงุ่ ศาลาแดงไดร้ บั ความนยิ มลดลงไปเรอ่ื ยๆ ศรยี าภยั ) นำวา่ วจฬุ ามาเลน่ เดมิ พนั กบั วา่ วปกั เปา้ จนต้องลม้ เลิกไปใน พ.ศ. ๒๔๖๕ โดยขอใหพ้ ระยาภริ มยภ์ กั ดี พระอรสมุ พลาภบิ าล ซง่ึ เปน็ ผชู้ กั วา่ วปกั เปา้ ฝมี อื ดี นำวา่ วปกั เปา้ ไปลอ่ ในปลาย พ.ศ. ๒๔๖๗ นกั เลน่ วา่ วพนนั ขอ และพนนั กนั เปน็ ทส่ี นกุ สนาน นกั เลน่ วา่ วฝมี อื ดี ใหพ้ ระยาภริ มยภ์ กั ดจี ดั การแขง่ ขนั วา่ ว และเปน็ จำนวนมากจงึ ไปเลน่ ทสี่ นามทงุ่ ศาลาแดง ตอ่ มา นายสนาม พระยาภริ มยภ์ กั ดจี งึ วางขอ้ บงั คบั การ สนามแห่งน้ีได้เลิกเล่นว่าวขนาดเล็ก เปล่ียนเป็น แขง่ ขนั วา่ วพนนั ขน้ึ ใหม่ โดยเรยี กชอื่ วา่ “ระเบยี บ ว่าวจุฬาขนาดใหญ่ ๔ ศอกเศษ และคงเล่นว่าว การและกตกิ าวา่ วแขง่ ขนั ใน พ.ศ. ๒๔๖๗” ซงึ่ ขนาดใหญก่ นั เรื่อยมา กำหนดหนา้ ทข่ี องนายสนาม และขอ้ หา้ มทงั้ ฝา่ ย วา่ วจฬุ าและวา่ วปกั เปา้ ตลอดจนระเบยี บการนบั ใน พ.ศ. ๒๔๖๐ ทสี่ นามทงุ่ ศาลาแดงตอ้ ง คะแนนแตม้ แขง่ ขนั และระเบยี บอน่ื ๆ อกี หลาย หยุดเล่นว่าวพนันไประยะหน่ึง เน่ืองจากพระยา อยา่ ง การแขง่ ขนั วา่ วพนนั ในปนี นั้ มกี ารจดั กนั ท่ี ประชากรกิจวิจารณ์ และพระยาประชุมพลขันธ์ ทอ้ งสนามหลวง มผี นู้ ำวา่ วไปลงชอื่ แขง่ ขนั จำนวน ตดิ ราชการ ไมส่ ามารถมาชกั วา่ วพนนั ดว้ ยตนเอง มาก จนนายสนามไมส่ ามารถจดั ใหเ้ ลน่ พรอ้ มกนั เหมือนเช่นเคยได้ จึงทำให้ว่าวที่เข้าร่วมแข่งขัน ได้ ตอ้ งแบง่ เวรผลดั เปลยี่ นกนั เลน่ ในแตล่ ะวนั วา่ วจฬุ าท่ีเข้าแข่งขันได้รบั พระราชทานผ้าแพรและพวงมาลยั พระภริ มย์ภักดี (ชม เศรษฐบุตร)

130 วนั อาทติ ยท์ ่ี ๕ เมษายน พ.ศ. ๒๔๖๗ ซง่ึ ตราสมาคมกฬี าไทย ในพระบรมราชปู ถัมภ ์ เปน็ “วนั กาชาด” สมเดจ็ พระมาตจุ ฉาเจา้ สวา่ งวฒั นา พระบรมราชเทวี องคส์ ภานายกิ าแหง่ สภากาชาด บรมราชนิ ี และสมเดจ็ พระศรสี วรนิ ทริ าบรมราชเทวี สยาม เสดจ็ มาประทานรางวลั แกเ่ จา้ ของวา่ วภาพ พระพนั วสั สามาตจุ ฉาเจา้ ประทบั ณ ปะรำพธิ ี ทอ้ ง ทช่ี นะการประกวด ภายในงาน นายสนามไดจ้ ดั สนามหลวง ทอดพระเนตรการแข่งขันว่าวพนัน ใหป้ ระลองฝมี อื กนั ระหวา่ งวา่ วจฬุ าและวา่ วปกั เปา้ และโปรดเกลา้ ฯ พระราชทานรางวลั ใหแ้ กผ่ ทู้ ช่ี นะ ผู้ที่ชักว่าวท้ัง ๒ ฝ่ายมีฝีมือยอดเยี่ยม ฝ่ายว่าว การแข่งขัน พระยาภิรมย์ภักดีซ่ึงเป็นนายสนาม จฬุ ามสี มเดจ็ พระเจา้ นอ้ งยาเธอ เจา้ ฟา้ ยคุ ลทฆิ มั พร ได้คัดผู้เข้าแข่งขันท้ังว่าวจุฬาและว่าวปักเป้าทอี่ ยู่ กรมหลวงลพบรุ รี าเมศวร์ เปน็ ผทู้ รงชกั เอง ฝา่ ย ในเกณฑ์ฝีมือดี และได้รับพระราชทานรางวัลใน วา่ วปกั เปา้ ไดแ้ สดงความสามารถควา้ และลอ่ หลอก วนั นน้ั มาแขง่ ขนั กนั ใหมอ่ กี ครง้ั เพอ่ื ชงิ ถว้ ยรางวลั เปน็ ทส่ี นกุ สนานครกึ ครนื้ ของผชู้ มเปน็ อยา่ งมาก ทพ่ี ระบาทสมเดจ็ พระปกเกลา้ เจา้ อยหู่ วั พระราชทาน ในงานนเ้ี กบ็ เงนิ รายไดบ้ ำรงุ สภากาชาดสยามเปน็ เปน็ กรณพี ิเศษ จำนวนกวา่ ๕,๐๐๐ บาท โดยมพี ระยาภริ มยภ์ กั ดี เปน็ นายสนามครั้งแรก ๓. ก ารกอ่ ตัง้ สมาคมกีฬาสยาม พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวทรง สมาคมกีฬาสยามเป็นสมาคมหนึ่งท่ีก่อตั้ง เห็นว่ากีฬาว่าวเป็นกีฬากลางแจ้งของไทยมาแต่ ขน้ึ โดยมจี ดุ มงุ่ หมายเชน่ เดยี วกบั สมาคมกฬี าอน่ื ๆ โบราณ ควรสง่ เสรมิ ใหด้ ำรงอยสู่ บื ไป ดงั นน้ั ใน เชน่ สมาคมกรฑี า สมาคมฟตุ บอล สมาคมวา่ ยนำ้ ปลาย พ.ศ. ๒๔๖๙ โปรดเกล้าฯ ส่งว่าวจุฬาท่ีมี เพ่ือเป็นการส่งเสริมกีฬาประเภทต่างๆ ให้เจริญ เครอ่ื งหมายลกู ศรสเี ขยี ว ๓ ดอกตดิ ทอ่ี กวา่ ว ซง่ึ กา้ วหนา้ อยู่เสมอ นักเล่นว่าวเรียกเครื่องหมายนี้ว่า “สามศร” เข้า รว่ มแขง่ ขนั ดว้ ย นอกจากนย้ี งั มวี า่ วจฬุ าสายสำคญั วัตถุประสงค์ท่ีก่อตั้งสมาคมกีฬาสยามขึ้น ของสมเด็จพระเจ้าพี่ยาเธอ เจ้าฟ้ายุคลทิฆัมพร เนื่องจากการแขง่ ขนั กฬี าว่าวพนนั ไดซ้ บเซาลงไป กรมหลวงลพบรุ รี าเมศวร์ ตดิ เครอ่ื งหมาย “ดาวทอง” มาก ภายหลังจากในสมัยรัชกาลที่ ๕ เป็นต้นมา เขา้ แขง่ ขนั อกี สายหนงึ่ ทำใหส้ นกุ สนานครกึ ครน้ื ประกอบกบั สภาวะเศรษฐกจิ ตกตำ่ ภายในประเทศ กวา่ ทกุ ปี โดยมขี า้ ราชการ พอ่ คา้ และประชาชน ในตอนปลายสมยั รชั กาลที่ ๖ และการนำวา่ วเขา้ เขา้ ชมการแขง่ ขนั วา่ วพนนั กนั จนแนน่ ขนดั ดงั นน้ั ทอ้ งสนามหลวงจงึ คราครำ่ ไปดว้ ยประชาชนทกุ เพศ ทกุ วยั การแขง่ ขนั ครงั้ นน้ั ไดด้ ำเนนิ มาดว้ ยความ ครกึ ครนื้ จนเสรจ็ สน้ิ รอบแรกในวนั ท่ี ๔ เมษายน พ.ศ. ๒๔๗๐ ตอ่ มาในวนั ท่ี ๖ เมษายน ปเี ดยี วกนั พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ไดเ้ สดจ็ ฯ พร้อมด้วยสมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระ

131 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และพระบรมวงศานุวงศ์ ทรงสนพระทยั ในกีฬาว่าว ทรงส่งเสริมสนับสนนุ และทรงพระมหากรุณาธิคุณต่อกฬี าว่าวไทย มาแขง่ ขนั กม็ คี า่ ใชจ้ า่ ยสงู ทำใหผ้ เู้ ลน่ ไมส่ ามารถ กรรมการชดุ แรกที่เป็นผูก้ ่อตั้งสมาคม ไดแ้ ก ่ รับภาระค่าใช้จ่ายได้ การเล่นกีฬาว่าวพนันจึงได้ ๑. พระยาภริ มยภ์ กั ดี (บญุ รอด เศรษฐบตุ ร) ชะงกั ไประยะหนงึ่ นายกสมาคมและนายสนาม ๒. นายยมิ้ ศรีหงษ์ กรรมการ ประมาณ พ.ศ. ๒๔๗๐ นกั เลน่ กฬี าวา่ วพนนั ๓. หลวงบรรณสารประสทิ ธ์ิ กรรมการ ซง่ึ มจี ำนวน ๔-๕ คน เหน็ วา่ กฬี าสยามหลกั ๆ ที่ ๔. หลวงมงคลแมน (สงั ข์ บูรณศิร)ิ เคยเลน่ กนั อยู่ คอื วา่ วพนนั หมากรกุ ไทย และ กรรมการและเหรัญญกิ ตะกรอ้ เปน็ กฬี าทแ่ี สดงถงึ ศลิ ปวฒั นธรรมประจำ ๕. นายชน่ื กรรมการและปฏิคม ชาติ หากไมม่ กี ารจดั แขง่ ขนั หรอื อนรุ กั ษไ์ ว้ อาจ ๖. นายสงดั พลายานนท์ กรรมการ เสอ่ื มความนยิ ม และหายไปในทสี่ ดุ จงึ รว่ มกอ่ ตงั้ การกอ่ ตงั้ สมาคมกฬี าสยามในระยะแรก ยงั เปน็ สมาคมขนึ้ เรยี กชอื่ วา่ “สมาคมกฬี าสยาม” โดย มีวัตถุประสงค์ทำนุบำรุงและส่งเสริมสนับสนุน ไมค่ ่อยราบร่นื แมแ้ ตส่ ำนกั งานก็ใช้บ้านพักของ กฬี าของไทยประเภทตา่ งๆ ใหค้ งอยตู่ ลอดไป คณะ พระยาภริ มยภ์ กั ดี จงึ ยงั ไมไ่ ดจ้ ดทะเบยี นกอ่ ตงั้ ให้

132 ถกู ตอ้ งตามกฎหมาย คณะกรรมการมกี ารประชมุ วา่ วเลม่ เดยี วในเมอื งไทย ตอ่ มาใน พ.ศ. ๒๔๘๒ เกย่ี วกบั การรา่ งระเบยี บของสมาคมฯ และปรบั ปรงุ สมาคมกฬี าสยามไดเ้ปลย่ี นชอื่ เปน็ “สมาคมกฬี าไทย” กฎกตกิ าตา่ งๆ ขนึ้ ใหมใ่ หส้ มบรู ณย์ ง่ิ ขน้ึ รวมทงั้ และใน พ.ศ. ๒๕๐๓ พระบาทสมเดจ็ พระเจา้ อยหู่ วั ขออนุญาตจากกรมสขุ าภบิ าลใชส้ นามหลวงเป็น ทรงพระมหากรุณาธิคุณรับสมาคมกีฬาไทยไว้ใน ที่แข่งขันว่าวและหมากรุก นับแต่น้ันเป็นต้นมา พระบรมราชปู ถมั ภ์ และใชช้ อื่ นม้ี าจนถงึ ปจั จบุ นั การแข่งขันกีฬาว่าวพนันจึงเริ่มขึ้นใหม่อีกคร้ังท่ี สนามหลวง โดยมีการจัดแข่งขันกีฬาว่าวพนัน อปุ กรณ์ทใ่ี ช้ในการผกู ว่าว จฬุ า-ปกั เปา้ ในระหวา่ งเดอื นกมุ ภาพนั ธถ์ งึ เมษายน ของทุกป ี พระยาภริ มยภ์ กั ดี (บญุ รอด เศรษฐบตุ ร) ผู้ กอ่ ตงั้ สมาคมกฬี าสยาม และดำรงตำแหนง่ นายก สมาคมคนแรก เป็นผู้ที่มีความเชี่ยวชาญในการ เลน่ วา่ วปกั เปา้ ทหี่ าคตู่ อ่ สไู้ ดย้ าก จนไดร้ บั ยกยอ่ ง ใหเ้ ปน็ “ครขู องการเลน่ วา่ วไทย” ทงั้ ยงั เปน็ ผแู้ ตง่ หนงั สอื ตำนานวา่ วพนนั ตำราผกู วา่ ว วธิ ชี กั วา่ ว และการเลน่ วา่ วตอ่ สกู้ นั ในอากาศ ซงึ่ ถอื เปน็ ตำรา การกวดป่านว่าวจฬุ า ท่ีทำมาจากตน้ ป่าน การระบายสใี ห้สวยงาม

133 ๔. การทำวา่ วและการเลน่ วา่ ว การเหลาไม้ไผ่สำหรับทำเปน็ โครงวา่ วจุฬา ๔.๑ การทำว่าว เปน็ ตวั วา่ วตามทอ่ี อกแบบไว้ แลว้ ตดิ กระดาษให้ ตึง การติดกระดาษควรทำในตอนกลางคืนหรือ การทำวา่ วแตล่ ะตวั จะเปน็ วา่ วประเภทใด ตอนเชา้ เพราะอากาศไมร่ อ้ นจดั เพอื่ ปอ้ งกนั การ และขนาดใด ประกอบดว้ ยสงิ่ ตา่ งๆ คอื ขยายตวั ของกระดาษ สดุ ทา้ ยจงึ ระบายสสี นั บนตวั ว่าวใหส้ วยงาม วสั ดุอุปกรณ ์ วัสดุและอุปกรณ์ที่ใช้ในการทำว่าว ได้แก่ ไมไ้ ผ่ กระดาษสาบาง หรอื ผา้ เนอ้ื บาง เชอื กปา่ น กาวแปง้ เปยี ก มดี เหลาไมไ้ ผ่ กรรไกรตดั กระดาษ พู่กันและสี ไม้ไผ่ท่ีใช้ทำโครงว่าวจัดว่าเป็นวัสดุ สำคัญ ควรเลือกใช้ไม้ไผ่สีสุก เพราะเป็นไม้ท่ีมี เน้ือหยุ่นเหนียว ไม่หักง่าย และสามารถตัดแต่ง ประกอบเป็นโครงว่าวรปู ทรงต่างๆ ไดด้ ี วธิ กี ารผกู วา่ ว การผูกว่าวเริ่มจากการเหลาไม้ไผ่ให้ตรงได้ ขนาดและลักษณะตามที่ต้องการเพื่อข้ึนรูปโครง วา่ ว ทส่ี ำคญั คอื ไมอ้ ก ซง่ึ เปน็ แกนหลกั ของโครง วา่ ว หากไมไ้ ผค่ ด ใหน้ ำมาองิ กบั เตา หรอื ใชไ้ ฟลน แลว้ ทาดว้ ยนำ้ ตาลปบ๊ี ใชไ้ มห้ นา้ สามทำเปน็ ตะขอ คอยดดั ใหไ้ มต้ รง นอกจากไมอ้ กแลว้ ยงั มไี มป้ กี วา่ ว ทตี่ ดั เปน็ รปู ทรงตา่ งๆ จากนน้ั จงึ นำโครงวา่ วมาผกู การผกู วา่ วปกั เป้า การผกู ว่าวจุฬา การผกู ว่าวจุฬา

134 ก. การผกู สายซงุ ว่าวแผง ข. การผูกสายซงุ ว่าวภาพ สายซุงเป็นสายป่าน ๒ สายที่ผูกติดกับไม้ การผูกสายซุงว่าวภาพเป็นการผูกสายซุง อกวา่ ว ๒ จดุ เปน็ รปู สามเหลยี่ ม เพอื่ นำมาตอ่ กบั ว่าวอีกลักษณะหน่ึง โดยใช้เชือกคอซุงจำนวน สายวา่ วอกี ทหี นงึ่ สายซงุ มปี ระโยชนช์ ว่ ยประคอง ๘-๑๐ เสน้ ผกู ใหว้ า่ วเอยี ง ๖๐ องศา วา่ วจะขนึ้ ใน ตัวว่าวให้ต้านลมได้ดี ไม่เสียการทรงตัว ผู้ท่ีฝึก ลักษณะเหมือนเครื่องบิน โดยลมจะดันด้านล่าง เลน่ วา่ วครง้ั แรกควรใชว้ า่ วทผ่ี กู สายซงุ เทา่ กนั วา่ ว ใหป้ ะทะกับแผงวา่ ว ทำใหว้ า่ วสามารถข้นึ ได้ จงึ จะขน้ึ ตรงและหนา้ แหงน ทำใหว้ า่ วลอยนง่ิ บงั คบั ง่าย เมื่อเล่นว่าวจนชำนาญแล้ว ก็อาจเปลี่ยนวิธี ๔.๒ การเลน่ วา่ ว ผกู สายซงุ แบบกนิ หนา้ เพอ่ื ใหว้ า่ วขนึ้ ผงาด และ โฉบพลกิ แพลงไปมา การผกู สายซงุ ถา้ ผกู กนิ หนา้ หากเลน่ คนเดยี ว เวลาจะขนึ้ วา่ ว ใหเ้ อาวา่ ว มากไป อาจทำใหว้ า่ วเสยี หลกั เรยี กวา่ วา่ วแฉลบ วางราบบนพน้ื โดยหนั หวั วา่ วมาดา้ นคนชกั ระยะ หวั ปกั ดนิ ได้ หา่ งจากตวั ประมาณ ๒-๓ เมตร แลว้ วงิ่ ไปพรอ้ ม กับกระตุกผ่อนสายป่านว่าวไปเรื่อยๆ ว่าวจึงจะ ขน้ึ ได้ แตถ่ า้ เลน่ กนั ๒ คน ใหแ้ บง่ เปน็ คนสง่ วา่ ว การผกู สายซุงวา่ วจฬุ า การผกู สายซุงวา่ วปักเป้า

135 และคนชกั สายปา่ นวา่ ว คนสง่ วา่ วใหย้ นื ดา้ นใตล้ ม ๕. ประเภทของวา่ ว ระยะห่างประมาณ ๑๐-๑๕ เมตร โดยตั้งหัววา่ ว วา่ วแบง่ ออกเปน็ ๒ ประเภทใหญๆ่ ประเภท ขน้ึ รอกระแสลม แลว้ สง่ วา่ วขนึ้ ไป คนชกั วา่ วให้ แรก คอื วา่ วแผง ซง่ึ เปน็ วา่ วทไ่ี มม่ คี วามหนา มี กระตกุ และผอ่ นสายปา่ น จนวา่ วขนึ้ สงู ตดิ ลมบน แต่ส่วนกว้างและส่วนยาว เช่น ว่าวจุฬา ว่าว จงึ ถอื ไวน้ งิ่ ๆ หรอื บงั คบั วา่ วใหส้ า่ ยไปสา่ ยมาตาม ปกั เปา้ วา่ วอลี มุ้ วา่ วรปู สตั ว์ วา่ วประเภทที่ ๒ คอื ความชำนาญของผู้เล่น ถ้าต้องการให้เกิดความ ว่าวภาพ เป็นว่าวท่ีประดิษฐ์ให้มีลักษณะพิเศษ สนกุ ตนื่ เตน้ อาจหดั ทดลองกระตกุ วา่ ว และผอ่ น เพอื่ แสดงแนวความคดิ และฝมี อื ในการประดษิ ฐ์ เชือกในช่วงของการกระตุก ว่าวจะปักหัวลงมา วา่ วภาพยงั แบง่ ออกยอ่ ยๆ ได้ ๓ ประเภท ไดแ้ ก่ ใหก้ ระตกุ ใหมอ่ กี ครงั้ ทำใหเ้ กดิ ความสนกุ มากขน้ึ ประเภทสวยงาม ความคดิ สรา้ งสรรค์ และตลกขบขนั การเลน่ วา่ ว ๑ คน การเลน่ ว่าว ๒ คน

136 วา่ วภาพและวา่ วแผงมรี ปู ทรงและสสี นั ตา่ งๆ กนั โดยมชี อื่ เรยี กตา่ งๆ ดงั น้ี ว่าวจฬุ า วา่ วปักเปา้ ว่าวจฬุ า ว่าวอลี ้มุ ว่าวจุฬาถือเป็นว่าวเอกลักษณ์ประจำชาต ิ ไทย มรี ปู รา่ งเหมอื นดาว ๕ แฉก หรอื มะเฟอื งผา่ ฝาน สามารถบงั คบั ใหเ้ คลอ่ื นไหวในทา่ ตา่ งๆ อยา่ ง คลอ่ งแคลว่ และสงา่ งาม กฬี าวา่ วพนนั ถอื วา่ วา่ ว จุฬาเป็นว่าวตัวผู้ ใช้เล่นตัดสินแพ้-ชนะกับว่าว ปกั เปา้ ซง่ึ ถอื เปน็ วา่ วตวั เมยี วา่ วจฬุ ามอี าวธุ ประจำ ตัวติดอยู่ตรงสายว่าว เรียกว่า จำปา ใช้สำหรับ เก่ียวเหนียง หาง และสายป่านของว่าวปักเป้า หากว่าวจุฬาเกี่ยวเหนียงหรือสายป่านว่าวปักเป้า ได้ ๒ รอบ วา่ วปกั เปา้ จะผ่อนไม่ออก วา่ วปักเป้า ว่าวปักเป้าถือเป็นเอกลักษณ์ของว่าวภาค กลาง และเป็นว่าวประจำชาติไทยเคียงคู่กับว่าว จุฬา มีโครงเป็นรูปส่ีเหล่ียมขนมเปียกปูนคล้าย ว่าวอีลุ้ม แต่โครงไม้ไผ่ส่วนท่ีเป็นปีกจะแข็งกว่า ปกี ของวา่ วอลี มุ้ มาก จงึ ตอ้ งมหี างยาวถว่ งทป่ี ลาย และมอี าวธุ เรยี กวา่ “เหนยี ง” ขณะลอยอยใู่ นอากาศ จะสา่ ยไปสา่ ยมาโฉบเฉยี่ วในทา่ ตา่ งๆ ไดอ้ ยา่ งฉบั ไว คลอ่ งตวั เมอ่ื ถงึ ฤดแู ขง่ ขนั วา่ วพนนั หากพบเหน็ วา่ วจฬุ ามกั เหน็ วา่ วปกั เปา้ ลอยพวั พนั อยดู่ ว้ ยเสมอ ว่าวอลี มุ้ ว่าวอีลุ้มมีรูปแบบคล้ายว่าวปักเป้า และมี รูปทรงเป็นรูปสี่เหล่ียมขนมเปียกปูน ที่ปลายปีก ๒ ขา้ งตดิ พกู่ ระดาษเพอ่ื ชว่ ยการทรงตวั ในอากาศ การเล่นว่าวอีลุ้มของทางภาคกลางได้พัฒนาเป็น การเลน่ วา่ วสายปา่ นคม ซง่ึ ไดร้ บั แบบอยา่ งมาจาก ชาวอนิ เดยี โดยสง่ วา่ วอลี มุ้ สายปา่ นคมใหล้ อยไป ตดั วา่ วของผอู้ น่ื วา่ วอลี มุ้ สายปา่ นคมจงึ กลายเปน็ กฬี าวา่ วอกี ประเภทหนงึ่ ทเี่ ลน่ ตดั สนิ แพ-้ ชนะกนั

วา่ วดยุ๊ ดยุ่ 137 ว่าวดุ๊ยดุ่ย หรือว่าวตุ๊ยตุ่ย มีรูปแบบคล้าย วา่ วดุ๊ยดุ่ย ว่าวจุฬา แต่ต่างกันท่ีว่าวดุ๊ยดุ่ยมีปีกขนาดเล็ก วา่ วง ู แทนขากบของว่าวจุฬา และที่ส่วนหัวจะผูก ธนู วา่ วหัวแตก หรอื สะนู หรอื อดู ทางภาคใตเ้ รยี กวา่ แอก ซงึ่ ทำ จากไมไ้ ผด่ ดั โคง้ ผกู เชอื กทป่ี ลายทง้ั ๒ ขา้ ง คลา้ ย คันธนู บนเส้นเชือกติดแผ่นหวายบางๆ หรือใบ ลาน ทำใหเ้ กดิ เสยี งดงั ดยุ๊ ดยุ่ เมอ่ื ลอยไปมาอยใู่ น อากาศ สว่ นหางจะใชใ้ บลานตอ่ กนั ๒ ขา้ ง ซง่ึ ทำให้การเคล่ือนตัวของว่าวเชื่องช้าและสง่างาม ในจังหวัดบุรีรัมย์มีว่าวลักษณะเหมือนว่าวดุ๊ยดุ่ย แตเ่ รยี กวา่ “วา่ วสองหอ้ ง” ซง่ึ นำมาใชแ้ ขง่ ขนั กนั วา่ วสองห้องพบมากในภาคอสี าน ว่าวงู ว่าวงูเป็นว่าวรูปสัตว์ท่ีนิยมเล่นท่ัวทุกภาค โครงวา่ วทำงา่ ยๆ เปน็ สว่ นหวั และสว่ นหาง สว่ น หวั มรี ปู ทรงคลา้ ยสเ่ี หลย่ี มคางหมู แตด่ า้ นบนโคง้ มนคลา้ ยหวั งกู ำลงั แผแ่ มเ่ บย้ี หางทำจากกระดาษ ยน่ ยาวเรยี วคลา้ ยหางงู รปู ทรงทดี่ แู ปลกตาและ สสี นั ฉดู ฉาด ทำใหส้ วยงามโดดเดน่ ถา้ เขยี นเกลด็ จะสวยงามมากขึ้น ว่าวงูเป็นว่าวแผงท่ีข้ึนง่ายท ่ี สดุ เพราะมหี างทถี่ ว่ งใหข้ น้ึ แตก่ ารเลน่ วา่ วงหู รอื วา่ วแผงอนื่ ๆ ตอ้ งเลน่ ในสภาพลมกำลงั ดี หากลม แรงมาก วา่ วจะควงทกุ ตวั ว่าวหวั แตก ว่าวหัวแตกดัดแปลงรูปแบบมาจากว่าว อลี มุ้ แตผ่ า่ หวั เปน็ ๒ แฉก แลว้ ใชก้ ระดาษแผน่ เลก็ ๆ กวา้ งประมาณ ๑ เซนตเิ มตร ขงึ ตดิ กบั ดา้ ย ให้ตึง โยงติดระหว่างหัวที่ผ่าออก เมื่อว่าวลอย ติดลมบนจะมเี สยี งดงั

138 วา่ วเต่า ว่าวเต่า วา่ วเตา่ มโี ครงวา่ วรปู รา่ งเหมอื นเตา่ เมอ่ื ตดิ กระดาษทบั แลว้ วาดเสน้ ระบายสี ดคู ลา้ ยตวั เตา่ เปน็ วา่ วใบไม ้ วา่ วทสี่ รา้ งสรรคจ์ นิ ตนาการมาจากเตา่ ทคี่ นไทยมี ความคุ้นเคย โดยเช่ือว่าเต่าเป็นสัตว์ท่ีมีอายุยืน ว่าวประทุน และการปล่อยเต่าเป็นการสะเดาะเคราะห์ต่ออายุ ดงั นนั้ การชกั วา่ วรปู เตา่ จงึ เปน็ เสมอื นการตอ่ อายุ ให้ผู้เล่นว่าวด้วย ว่าวเต่าเปิดให้ลมเข้าทางโครง ดา้ นบน สว่ นโครงดา้ นลา่ งเปน็ ทางลมออก ลมจงึ ดนั วา่ วใหข้ น้ึ ไปได้ อกี รปู แบบหนง่ึ คอื วา่ วแผงท่ี เปน็ วา่ วเตา่ แตใ่ สห่ างยาว ๒ ขา้ ง ผกู คอซงุ ใหเ้ อยี ง หากตง้ั วา่ วใหเ้ อยี ง ๖๐ องศา วา่ วจะขนึ้ ไดด้ มี าก ว่าวใบไม้ ว่าวใบไม้ใช้ใบไม้ เช่น ใบตองชาด หรือ ใบตองกงุ เมอ่ื ตากแหง้ แลว้ สามารถนำมาผกู คอซงุ ด้านหน้า ๒ เส้น และใส่หางไว้สำหรับผูกเชือก ทปี่ ลายใบประมาณ ๓ ชว่ ง แลว้ นำหญา้ แฝกหรอื หญ้าคามาผูกเป็นหางว่าว เป็นของเล่นพ้ืนบ้าน นยิ มเลน่ กนั ในภาคตะวนั ออกเฉยี งเหนอื หรอื อาจ ผกู โครงวา่ วแลว้ นำใบไมม้ ากรแุ ทนกระดาษวา่ ว ก็ สามารถทำได้ โดยมกั ผกู ขนึ้ เปน็ รปู ทรงเรขาคณติ งา่ ยๆ เชน่ วงกลม สามเหลย่ี ม ครงึ่ วงกลม ฯลฯ และตอ้ งมหี าง วา่ วใบไมม้ กั ไมท่ นทาน มอี ายกุ าร ใชง้ านสนั้ แตม่ คี วามโดดเดน่ แปลกตาดว้ ยลกั ษณะ พิเศษของวัสดทุ ีใ่ ช้ วา่ วประทุน ว่าวประทุนมีรูปทรงเป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า สว่ นปกี พบั เขา้ ทง้ั ๒ ขา้ ง ความสวยงามอยทู่ ข่ี นาด การออกแบบลวดลายและสสี นั ของตวั วา่ ว เปน็ วา่ ว ทเ่ี ดก็ ๆ นยิ มเลน่ กนั โดยใชก้ ระดาษสมดุ นำมาพบั ปจั จบุ นั วา่ วชนดิ นที้ ำนอ้ ยหรอื ไมค่ อ่ ยพบเหน็ แล้ว

ว่าวคากตี่ 139 ว่าวคากต่ีเป็นว่าวท่ีดัดแปลงพัฒนามาจาก วา่ วคากต ี่ วา่ วดยุ๊ ดยุ่ และวา่ วจฬุ า โดยมสี ว่ นปกี บนคลา้ ยวา่ ว ดุ๊ยดุ่ย มีพู่ห้อย ๒ ข้าง และปีกล่างทำมุมคล้าย วา่ วแมลงวันหวั เขยี ว ขากบของว่าวจฬุ า แต่แคบและเลก็ กวา่ วา่ วปลาปกี แอน่ วา่ วแมลงวนั หัวเขียว ว่าวปลา วา่ วแมลงวนั หวั เขยี วมรี ปู รา่ งคลา้ ยแมลงวนั เป็นว่าวประเภทตลกขบขัน ผู้ท่ีคิดทำว่าวตัวนี้ คอื นายเกดิ สขุ ชติ บดิ าบญุ ธรรมของนายปรญิ ญา สขุ ชติ ขณะทำวา่ วมอี ายุ ๘๒ ปี ถอื วา่ เปน็ ผทู้ ำ วา่ วทม่ี อี ายมุ ากทสี่ ดุ ในขณะนน้ั เมอ่ื ชกั วา่ วขนึ้ ไป ต้องกระตุกให้ว่าวข้ึนและตกหัวท่ิมพ้ืน ทำให้ ขบขนั เรยี กเสยี งหวั เราะจากคนดไู ด้ วา่ วแมลงวนั หัวเขียวได้รับรางวัลชนะเลิศในการแข่งขันว่าว ทที่ อ้ งสนามหลวง และวา่ วตวั นไี้ ดน้ ำไปแสดงที่ ประเทศสงิ คโปร ์ วา่ วปลาปีกแอ่น วา่ วปลาปกี แอน่ มรี ปู รา่ งคลา้ ยตวั ปลา มปี กี ย่ืนออกมา ๒ ขา้ งคลา้ ยครบี ดดั แปลงพัฒนามา จากวา่ วอลี มุ้ แตย่ น่ื สว่ นโครงไมไ้ ผโ่ คง้ ออกมา ๒ ขา้ ง และเพมิ่ สว่ นหางปลาดา้ นลา่ ง ชาวไทยภาค ใตซ้ งึ่ คนุ้ เคยกบั ชวี ติ ชาวทะเลทหี่ าปลาเปน็ อาหาร ไดน้ ำเอารปู รา่ งของปลาทพ่ี บเหน็ ทกุ วนั มาดดั แปลง ทำเป็นวา่ วสำหรับใชเ้ ล่นเพอ่ื ความบนั เทงิ วา่ วปลา วา่ วปลามรี ปู แบบคลา้ ยวา่ วปลาปกี แอน่ ทำ โครงวา่ วแบบเดยี วกนั แตส่ ว่ นปกี ไมม่ ไี มย้ น่ื ออก มาทง้ั ๒ ขา้ ง เปน็ แบบงา่ ยๆ คอื มหี วั ลำตวั และ หาง ความสวยงามอยทู่ เี่ กลด็ ปลา ซงึ่ ใชก้ ระดาษ ตดิ ทตี่ วั วา่ ว เขยี นลวดลายเหมอื นเกลด็ ปลา แลว้ ระบายสสี นั หลายสี บางตวั อาจแตม้ จดุ หรอื ลาย

140 วา่ วควาย ว่าวปลาวาฬ ว่าวปลาวาฬ วา่ วปลาวาฬมรี ปู แบบคลา้ ยวา่ วปลาปกี แอน่ แตไ่ มม่ ปี กี ยนื่ ออกมา ๒ ขา้ ง สว่ นหวั ทำคลา้ ยรปู วา่ วอแี พรด ปากปลาวาฬ โดยทำเปน็ วา่ วหวั แตก ผา่ หวั ปลา เป็น ๒ แฉก และมีไม้ไผ่วงกลมติดท่ีปลายปาก เมอ่ื ตดิ กระดาษวา่ วแลว้ วาดเปน็ รปู รา่ งของปลาวาฬ ทำใหด้ เู หมือนจริงมากขนึ้ ว่าวควาย ว่าวควายเปรียบเหมือนว่าวดุ๊ยดุ่ยของภาค ใต้ ตอนบนมีปีกโค้งเช่นเดียวกับว่าวดุ๊ยดุ่ย แต่ ตอนลา่ งทำโครงรปู รา่ งเหมอื นหวั ควาย มเี ขายาว โคง้ รบั กบั ปกี บน สว่ นหวั ตดิ แอก เพอ่ื ใหเ้ กดิ เสยี ง ดงั คลา้ ยเสยี งรอ้ งของควายขณะเมอ่ื วา่ วถกู ชกั ขน้ึ สทู่ อ้ งฟา้ วา่ วควายจดั ไดว้ า่ เปน็ เอกลกั ษณข์ องวา่ ว ภาคใตป้ ระเภทหนง่ึ ทไ่ี มเ่ หมอื นกบั วา่ วของภาคอนื่ ๆ โดยเฉพาะจงั หวดั สตลู ซง่ึ เรมิ่ ทำวา่ วควายเปน็ แหง่ แรก และนำมาใชใ้ นการแขง่ ขนั ประเภทมเี สยี งดงั กงั วาน แตล่ ะปมี วี า่ วควายเขา้ รว่ มแขง่ ขนั จำนวน ถงึ ๓๐๐ ตวั เปน็ การแขง่ ขนั ชงิ ถว้ ยพระราชทาน สมเดจ็ พระเทพรตั นราชสดุ า ฯ สยามบรมราชกมุ ารี และเปน็ ประเพณที ีม่ ีมาจนถึงปจั จบุ นั วา่ วอแี พรด วา่ วอแี พรดภาคกลางมรี ปู แบบเชน่ เดยี วกบั ว่าวอีแพรดภาคเหนือ ต่างกันท่ีว่าวอีแพรดภาค กลางนยิ มตดิ พทู่ ห่ี อ้ ยปกี ทง้ั ๒ ขา้ ง สว่ นภาคเหนอื ไม่นิยมติดพู่ ช่ือของว่าวน่าจะมาจากเสียงของ ชายกระดาษท่ีติดอยู่ที่ด้านข้าง (ซึ่งเหลือทิ้งไว้ไม่ ตดั ออก) เวลาปะทะกับลมจะเกิดเสียงดังแพรดๆ

วา่ ววงเดือน 141 ว่าววงเดือนได้รับเอาแบบอย่างมาจากว่าว วา่ ววงเดือน บหุ ลนั หรอื วา่ วพระจนั ทรข์ องประเทศมาเลเซยี ว่าวข้ึนสงู ปลายว่าวเป็นรูปพระจันทร์คร่ึงเส้ียวเสมือนเป็น สญั ลกั ษณข์ องศาสนาอสิ ลาม วา่ ววงเดอื นนยิ มเลน่ กนั ในหมชู่ าวไทยทนี่ บั ถอื ศาสนาอสิ ลาม ในจงั หวดั ภาคใต้ท่ีอยู่ถัดจากจังหวัดสงขลาลงไป และเล่น เฉพาะในกลมุ่ ผใู้ หญ ่ เพอื่ ความสมคั รสมานสามคั ค ี ว่าวข้ึนสูง ลักษณะเหมือนว่าวควาย แต่ตัดบางส่วน ออก นยิ มใชเ้ พอื่ การแขง่ ขนั ซง่ึ แตล่ ะครง้ั มวี า่ ว เขา้ รว่ มประมาณ ๔๐๐ ตวั โดยแขง่ รอบละ ๔ ตวั อปุ กรณใ์ นการตดั สนิ คอื อปุ กรณว์ ดั องศา แตล่ ะ รอบจะนำวา่ วจำนวน ๔ ตวั ไปผกู ไว ้ แลว้ ใหว้ า่ ว แตล่ ะตวั ดนั ลวดทผ่ี กู ไวใ้ หข้ น้ึ สงู ตามเวลาทกี่ ำหนด โดยใชข้ นั เจาะรใู สล่ งในโถแกว้ ทมี่ นี ำ้ เมอ่ื ขนั จม ถอื วา่ หมดเวลา วา่ วตวั ใดขน้ึ สงู ทสี่ ดุ ถอื วา่ ผา่ นเขา้ รอบ และไปรอแข่งขันในรอบต่อๆ ไปกับว่าวท่ี คดั ไวแ้ ตล่ ะรอบ โดยแขง่ ไปจนกวา่ จะเหลอื วา่ วทไี่ ด้ เขา้ แขง่ ขนั ในรอบสดุ ทา้ ย และ มวี า่ วทชี่ นะเลศิ อยเู่ พยี งตวั เดยี ว การแขง่ ขนั วา่ วขน้ึ สงู นจ้ี ดั ขน้ึ ที่ ภาคใต ้ โดยเฉพาะทจ่ี งั หวดั สตลู และสงขลา ซง่ึ จดั ขน้ึ ในเดอื น กุมภาพันธ์ของทุกป ี โดยเป็น การแขง่ ขนั ชงิ ถว้ ยพระราชทาน สมเดจ็ พระเทพรตั นราชสดุ า ฯ สยามบรมราชกมุ ารี อุปกรณ์จบั เวลาในการแข่งขันว่าวขึน้ สูง อุปกรณ์วัดองศาใชใ้ นการตัดสินของกรรมการ

142 ว่าวนก ว่าวนก วา่ วนกยงู วา่ วสกายแล็บ โครงของวา่ วนกในชว่ งปกี ตอนบนมลี กั ษณะ รปู รา่ งคลา้ ยวา่ วควาย ตา่ งกนั ตรงตอนลา่ งทมี่ กี าร ออกแบบใหเ้ ปน็ รปู หางนกแบบตา่ งๆ สว่ นหวั ทำ เป็นรปู หัวนก และมักติดแอกเพ่ือให้เกิดเสียงดัง ความสวยงามของวา่ วนกอยทู่ ก่ี ารออกแบบลวดลาย และสสี นั ของตวั นก วา่ วนกบางตวั ออกแบบรปู รา่ ง ของปกี คลา้ ยปกี นกจรงิ มาก เมอ่ื วา่ วขนึ้ สทู่ อ้ งฟา้ จงึ มีลลี าคลา้ ยการโผบนิ ของนกตามธรรมชาต ิ ว่าวสกายแล็บ เปน็ วา่ วทม่ี มี ติ ิ มคี วามกวา้ ง ยาว สงู และมี ความหนาเหมอื นของจรงิ จดั อยใู่ นประเภทความคดิ สรา้ งสรรค ์ เมอื่ ทำเสรจ็ สมบรู ณจ์ ะใสค่ วนั สตี รง สว่ นหาง ซง่ึ เปน็ เทคนคิ พเิ ศษทเี่ หมอื นกบั ของจรงิ วา่ วสกายแลบ็ จะขน้ึ ยาก เพราะเปน็ วา่ วทรงกลม แตม่ ปี กี จงึ ทำใหส้ ามารถขนึ้ ได ้ วา่ วสกายแลบ็ ไดร้ บั รางวลั ชนะเลศิ ในการประกวดชงิ ถว้ ยพระราชทาน โดยผคู้ ดิ ทำวา่ วนี้ คอื นายปรญิ ญา สขุ ชติ วา่ วนกยงู ว่าวนกยูงมีรูปแบบคล้ายกับว่าวนกท่ัวไป ของภาคใต ้ ความสวยงามโดดเด่นอยู่ท่ีส่วนหาง ซงึ่ ออกแบบใหค้ ลา้ ยกบั หางนกยงู รำแพน รวมทง้ั สสี นั และลวดลายของวา่ วทใี่ กลเ้ คยี งกบั นกยงู จรงิ จงึ จดั เปน็ วา่ วประเภทสวยงามตวั หนงึ่ ในบรเิ วณ ทอ้ งสนามหลวงซงึ่ ประชาชนนยิ มนำวา่ วมาเลน่ มี วา่ วนกยงู จำหนา่ ย ซงึ่ มลี วดลายอยู่ ๒ แบบ คอื เขยี นลายทง้ั ตวั แบบหนงึ่ และสกรนี สดี ำแลว้ ใสส่ ี ตามช่องอกี แบบหน่ึง ราคาจะแตกตา่ งกัน

ว่าวปลาทอง 143 วา่ วปลาทองเปน็ วา่ วประเภทสวยงาม มที งั้ วา่ วปลาทอง ชนดิ วา่ วแผง และวา่ วภาพสามมติ ิ ไดร้ บั แนวคดิ นมี้ าจากวา่ วปลาทองของประเทศจนี ซง่ึ ชาวจนี วา่ วสงิ ห ์ นยิ มเลยี้ งปลาทองไวด้ เู ลน่ จงึ นำเอารปู แบบมาทำ เปน็ วา่ ว นยิ มทำเพอ่ื ใชป้ ระกวดดา้ นความสวยงาม วา่ วงใู หญ ่ มากกว่าใช้เลน่ เพื่อใหเ้ กดิ ความสนุกสนาน ว่าวสิงห ์ เปน็ วา่ วทมี่ มี ติ ิ วา่ วสงิ หข์ นึ้ รปู ทรงยากมาก เพราะว่าวทั่วไปจะมีความสมดุลกันท้ัง ๒ ข้าง แตส่ ำหรบั วา่ วสงิ ห์ รปู ทรงสว่ นหวั จะหนกั กวา่ สว่ น หาง เพราะเมอ่ื ขนึ้ โครงวา่ วจะตอ้ งใชเ้ หลก็ ประมาณ ๑ กโิ ลกรมั ถว่ งเอาไวท้ ดี่ า้ นทา้ ยของวา่ ว วา่ วจงึ จะ ข้ึนได้ การผูกคอซุงจะต้องใช้เชือกผูกมากกว่า ๒๐ เสน้ และใหว้ า่ วเอยี ง ๖๐ องศา เปดิ ดา้ นบน และดา้ นลา่ งเพอื่ ใหล้ มเขา้ วา่ วสงิ หน์ อกจากสวยงาม แลว้ ยงั สามารถใชป้ ระโยชนใ์ นการถา่ ยทำโฆษณา โดยเฉพาะโฆษณาทม่ี ดี นตรไี ทยบรรเลงประกอบ วา่ วงใู หญ่ เป็นว่าวงูท่ีมีสถิติหางยาวท่ีสุดในโลก คือ ๑,๒๙๒ เมตร สว่ นหวั วา่ วมคี วามกวา้ ง ๔.๕ เมตร ส่วนหางมีความกว้าง ๘,๐๐๒ ตารางฟุต โดย สถติ เิ ดมิ กวา้ ง ๖,๓๓๒ ตารางฟตุ และปลาย หางคอ่ ยๆ เรยี วสอบลงมา วา่ วงใู หญม่ นี ำ้ หนกั รวม ๑๒๘ กโิ ลกรมั มกี ารนำวา่ วงใู หญไ่ ป ทดลองชกั ๒ ครง้ั ทสี่ นามบนิ กำแพงแสน จงั หวดั นครปฐม และทที่ อ้ งสนามหลวง โดยมคี นขนึ้ ไปกบั วา่ วดว้ ย วา่ วขน้ึ ได้ สงู จากพนื้ ดนิ ประมาณ ๑๕๐ เมตร โดยใชเ้ ชอื กทม่ี คี วามยาว ๔๐๐ เมตร

144 ว่าวกาชาด ว่าวกาชาด วา่ วแมลงปอ วา่ วผีเสอ้ื ว่าวกาชาดมีลักษณะเหมือนตราสัญลักษณ์ กาชาด จดั ทำขน้ึ ในโอกาสทม่ี กี ารจดั การแขง่ ขนั วา่ ว เพอื่ หารายไดบ้ ำรงุ สภากาชาดไทย ใน พ.ศ. ๒๕๐๙ โดยนายปรญิ ญา สขุ ชติ และไดร้ บั รางวลั ชนะเลศิ ว่าวกนิ ร ี ประเภทความคดิ สรา้ งสรรค์ วา่ วกาชาดสามารถ ทำเองได้ โดยใชไ้ ม้ ๘ อนั ซงึ่ เหลาใหม้ ขี นาดเทา่ หลอดกาแฟ มาผูกเป็นโครงให้เปน็ รูปสญั ลักษณ์ กาชาด และใชไ้ ม้ ๑๒ อนั เปน็ ลกู ตง้ั ขนาด ๔๐ เซนตเิ มตร จากนน้ั ตดิ กระดาษแลว้ ผกู สายซงุ ดา้ น บนเสน้ เดยี ว ไมต่ ดิ กระดาษทงั้ ดา้ นบนและดา้ นลา่ ง วา่ วผเี ส้ือ ว่าวผีเสื้อเป็นว่าวรูปสัตว์ซึ่งรับรูปแบบมา จากวา่ วของตา่ งประเทศ เชน่ เดยี วกบั วา่ วรปู สตั ว์ อื่นๆ ว่าวผีเสื้อทำขึ้นอย่างง่ายๆ มีลวดลายและ สสี นั หลากหลายสวยงาม เปน็ วา่ วทเี่ ดก็ ๆ ทกุ ภาค ชอบเล่นเพ่อื ความบนั เทงิ ว่าวแมลงปอ ว่าวแมลงปอเป็นว่าวภาพประเภทสวยงาม โดยเกดิ จากความประทบั ใจสตั วเ์ ลก็ ๆ ชนดิ หนงึ่ ทมี่ ี ปกี บางเบา และลกั ษณะการรอ่ นบนิ ทน่ี มุ่ นวลเปน็ ธรรมชาติ เมอื่ นำสงิ่ เหลา่ นม้ี าสรา้ งสรรคท์ ำเปน็ วา่ ว แลว้ แตง่ แตม้ สสี นั ลงไป ทำใหว้ า่ วแมลงปอดู มชี ีวติ ชีวา และกลมกลืนกบั ท้องฟา้ ว่าวกินร ี วา่ วกนิ รจี ดั เปน็ วา่ วประเภทสวยงามเช่นกัน แนวคดิ ในการออกแบบไดร้ บั แรงบนั ดาลใจมาจาก เรอื่ งราวในวรรณคดี นำมาทำเปน็ วา่ ว นอกจากมี ความสวยงามแลว้ ยงั แฝงจดุ มงุ่ หมายใหผ้ พู้ บเหน็ ไดร้ ะลกึ ถงึ เรอ่ื งราวในวรรณคดไี ทย ซง่ึ เปน็ มรดก วฒั นธรรมอนั ทรงคุณค่าดว้ ย

145 วา่ วจฬุ าจิ๋วและวา่ วปกั เป้าจวิ๋ วา่ วจฬุ าจ๋ิวและวา่ วปกั เป้าจว๋ิ วา่ วห่นุ ยนต ์ วา่ วจฬุ าจว๋ิ และวา่ วปกั เปา้ จวิ๋ มรี ปู แบบทกุ อยา่ ง เหมอื นว่าวจุฬาและว่าวปักเป้าท่ัวไป เพียงแต ่ ย่อสัดส่วนลงมาจนมีขนาดเล็กจิ๋ว เก็บในกล่อง วา่ วรถตุ๊กตุ๊ก ไมข้ ดี ไฟ สามารถชกั ขน้ึ สทู่ อ้ งฟา้ ไดเ้ ชน่ เดยี วกบั วา่ วขนาดใหญ่ แตผ่ ชู้ มอาจตอ้ งใชก้ ลอ้ งสอ่ งทาง ว่าวรถถงั ไกลส่องดู ว่าวจุฬาจ๋ิวและว่าวปักเป้าจิ๋วจัดเป็น วา่ วของทรี่ ะลกึ ทที่ ำไดย้ ากและไดร้ บั ความนยิ มสงู ทำเปน็ วา่ วชกั ขน้ึ สทู่ อ้ งฟา้ สรา้ งความสนใจใหแ้ กผ่ ู้ ผทู้ ค่ี ดิ ทำวา่ วนค้ี อื นายสงั เวยี น ปทั มดลิ ก (เปน็ ตา พบเหน็ ทร่ี ถถงั สามารถลอยอยบู่ นทอ้ งฟา้ ได้ ของนายปรญิ ญา สขุ ชติ ) ทำขนึ้ ใน พ.ศ. ๒๕๐๙ โดยทำวา่ วจฬุ าใสใ่ นกลอ่ งไมข้ ดี ไฟ และทำวา่ วจฬุ า ขนาด ๒ ศอก สง่ ไปจำหนา่ ยตา่ งประเทศ ทำให้ นายปรญิ ญา สขุ ชติ ไดร้ บั ความรแู้ ละประสบการณ์ มาจนกระทัง่ ทุกวันนี ้ วา่ วหนุ่ ยนต์ วา่ วหนุ่ ยนตเ์ ปน็ วา่ วภาพสามมติ ิ โครงวา่ ว ทำเปน็ รปู หนุ่ ยนตเ์ พอ่ื ใหเ้ ขา้ กบั โลกปัจจุบัน ทมี่ ี ความกา้ วหนา้ ทางเทคโนโลยจี นสามารถประดษิ ฐ์ หุน่ ยนต์ขนึ้ มาใชง้ านแทนมนษุ ย์ได ้ วา่ วรถตุ๊กต๊กุ วา่ วรถตกุ๊ ตกุ๊ เปน็ วา่ วแผงทไี่ ดร้ บั รางวลั ชนะ เลศิ ประเภทความคดิ สรา้ งสรรค์ ในการประกวด แขง่ ขนั วา่ ว ซงึ่ จดั โดยกรมสง่ เสรมิ อตุ สาหกรรม กระทรวงอตุ สาหกรรม ใน พ.ศ. ๒๕๒๖ ความ สวยงามของภาพรถตกุ๊ ตกุ๊ เปน็ สง่ิ สะทอ้ นเอกลกั ษณ์ ยานพาหนะของไทยไดเ้ ปน็ อยา่ งดี และเมอื่ ทำเปน็ วา่ วของทรี่ ะลกึ กไ็ ดร้ บั ความนยิ มจากนกั ทอ่ งเทยี่ ว ชาวต่างประเทศ วา่ วรถถงั วา่ วรถถงั เปน็ วา่ วภาพสามมติ ิ ผทู้ คี่ ดิ ทำขนึ้ ไดน้ ำรปู แบบของรถถงั ทคี่ นทวั่ ไปคนุ้ เคยกนั ดี มา

146 ว่าวนกเหยย่ี ว วา่ วนกเหยย่ี ว วา่ วหวั โต วา่ วนกเหยยี่ วมรี ปู รา่ งเหมอื นนกเหยย่ี ว คอื โครงรา่ งสว่ นปกี มขี นาดใหญแ่ ละแผก่ วา้ งเหมอื น ว่าวหวั ผลบุ โผล ่ กบั ปกี นกเหยย่ี ว เมอื่ วา่ วลอยบนทอ้ งฟา้ จงึ ดเู หมอื น นกเหย่ียวท่ีกำลังบินโฉบเฉ่ียวไปมามองหาเหยื่อ ว่าวนกเหย่ียวร่อนกลางอากาศได้สง่างามกว่าว่าว รูปนกอนื่ ๆ การทำว่าวแผงเป็นภาพตัวนกเหยี่ยวทำได้ ยากมาก โดยเฉพาะการวาดภาพนกเหย่ียวและ ระบายสขี นนกจะใชเ้ วลาถงึ ๒ ชว่ั โมง สำหรบั ไมไ้ ผ่ ท่ีใช้ทำโครงหลังของนกซึ่งต้องติดกระดาษจะใช้ ไมไ้ ผต่ ง วา่ วนกเหยยี่ วมจี ำหนา่ ยทที่ อ้ งสนามหลวง ว่าวหวั โต วา่ วหวั โตมกั นยิ มทำเปน็ วา่ วสามมติ ิ เปน็ รปู มนษุ ยผ์ ชู้ ายหรอื ผหู้ ญงิ แตม่ สี ดั สว่ นทเ่ี กนิ จรงิ โดยออกแบบใหส้ ว่ นหวั มขี นาดใหญผ่ ดิ ปกติ คลา้ ย กับภาพการ์ตูน เมื่อลอยอยู่บนท้องฟ้า ส่วนหัว จะดโู ดดเดน่ เปน็ พเิ ศษ ทำใหเ้ กดิ ความขบขนั เรยี ก เสียงหัวเราะได้ ทำนองเดียวกับขบวนแห่หัวโต ออกมารา่ ยรำอยบู่ นถนนในงานบวช ซง่ึ อาจเปน็ แรงบนั ดาลใจใหค้ ดิ ทำวา่ วหวั โตข้ึน วา่ วหัวผลบุ โผล่ เป็นว่าวประเภทตลกขบขัน มีเอกลักษณ์ พเิ ศษคอื ใชร้ ะบบลมเขา้ มาเกย่ี วขอ้ ง ลกั ษณะวา่ ว เปน็ ทรงกลม (แบบถงั นำ้ มนั ) ผกู เปน็ หว่ งดา้ นใน ๒ ขา้ ง และตรงึ ดว้ ยไมไ้ ผส่ งู จากสว่ นทา้ ยถงึ ปากถงั หว่ งจะเลอ่ื นขนึ้ เลอ่ื นลง ศรี ษะของตวั ตลกเขยี น ลวดลายตรงคอ เวลาขน้ึ วา่ วจะไมเ่ หน็ สว่ นศรี ษะ แตเ่ วลาผอ่ นวา่ ว ลมจะดนั ศรี ษะใหโ้ ผลข่ นึ้ มา ทำ ให้เกดิ ความขบขนั เรยี กเสยี งหัวเราะได ้