147 วา่ วผ ี ว่าวผี แมผ้ จี ะมภี าพลกั ษณด์ นู า่ กลวั แตค่ นไทยก็ ว่าวหัวล้านชนกนั ชอบดหู นงั ผตี ลกๆ รปู ผจี งึ เปน็ สอื่ ทแี่ สดงอารมณ ์ ว่าวลงุ เชย ขนั ระคนความนา่ กลวั ดงั นนั้ ชา่ งทำวา่ วไทยจงึ นำ เอารปู แบบมาทำเปน็ วา่ ว สว่ นรปู รา่ งหรอื ชนดิ ของ และหวั ปกั ดนิ จงึ จะไดร้ บั รางวลั ว่าวประเภทน ้ี ผนี นั้ กท็ ำขน้ึ ตามความนยิ มในละครโทรทศั นห์ รอื ผู้เขียนนิยมทำเข้าแข่งขัน และได้รับรางวัลถ้วย ภาพยนตรใ์ นแตล่ ะยคุ แตล่ ะสมยั เชน่ วา่ วผแี มน่ าค พระราชทานมาโดยตลอด พระโขนง วา่ วผีภตู แม่น้ำโขง ว่าวหัวล้านชนกนั ว่าวหัวล้านชนกันได้รับแนวคิดมาจากการ ละเลน่ ชนดิ หนง่ึ ของจงั หวดั สพุ รรณบรุ ี ทเี่ รยี กวา่ “หวั ลา้ นชนกนั ” โดยผเู้ ลน่ ทง้ั ๒ ฝา่ ยจะอยภู่ ายใน ขอบเขตวงกลมทก่ี ำหนดให้ แลว้ ขวดิ โขก หรอื ดนั ศรี ษะกนั ผเู้ ลน่ ฝา่ ยใดถกู ดนั ออกนอกวงกลมถอื วา่ แพ้ รปู แบบของวา่ วหวั ลา้ นชนกนั เปน็ โครงวา่ ว ทรงกระบอกเขียนเป็นตัวคน ๒ คน ยืนประจัน หนา้ กนั มลี กู กลมๆ ๒ ลกู อยดู่ า้ นบน เขยี นเปน็ รปู ศรี ษะคน ใชห้ นงั สตกิ๊ ผกู ตรงคอใหย้ ดื ไปยดื มาได้ เมอ่ื กระตกุ สายปา่ นวา่ ว ศรี ษะจะโขกกนั ทำให้ เกดิ ความสนุกสนาน ตลกขบขัน วา่ วลุงเชย ลุงเชยมักนำมาเป็นสัญลักษณ์ตัวแทนของ ชาวชนบททม่ี คี วามจรงิ ใจ แตง่ กายเรยี บงา่ ย อาจ นุ่งเพียงผ้าขาวม้าผืนเดียว เป็นบุคคลสำคัญใน การเปดิ เรอื่ ง หรอื เบกิ โรงการแสดงตา่ งๆ เพอ่ื สรา้ ง บรรยากาศความเปน็ กนั เอง ซงึ่ คนไทยชอบมาก วา่ วลงุ เชยจงึ มกั นำมาใชเ้ ปดิ การแขง่ ขนั เพอ่ื ใหม้ ี อารมณ์ขันและสนุกสนานตั้งแต่เร่ิมการแข่งขัน การเลน่ วา่ วประเภทตลกขบขนั ตอ้ งอาศยั ฝมี อื ของ ผชู้ กั ดว้ ย โดยอาจชกั ใหว้ า่ วตกลงมาถงึ พน้ื ดนิ บา้ ง เพ่ือให้ผู้ชมหัวเราะ เม่ือว่าวดิ่งลงมาจากท้องฟ้า
148 ๖. การเลน่ ว่าวพนัน ชนดิ ของวา่ วพนนั ว่าวพนันเป็นกีฬากลางแจ้งในฤดูร้อนของ ว่าวพนันท่ีใช้แข่งขันมี ๒ ชนิด คือ ว่าว ภาคกลาง โดยเรมิ่ เลน่ กนั ในชว่ งเดอื นมนี าคมถงึ จุฬา และ วา่ วปกั เปา้ วา่ วจฬุ ามรี ปู แบบ ๕ แฉก เมษายน จดั เปน็ ศาสตรก์ ารตอ่ สทู้ ผ่ี เู้ ลน่ ตอ้ งมที ง้ั มมุ หนง่ึ เปน็ หวั อกี ๒ มมุ เปน็ ปกี และ ๒ มมุ ลา่ ง เชาวนป์ ญั ญา ไหวพรบิ ปฏภิ าณ การตดั สนิ ใจที่ เปน็ ขากบ สว่ นวา่ วปกั เปา้ มรี ปู ทรงสเี่ หลย่ี มขนม เฉียบขาด และสายตาท่ีแม่นยำ ส่ิงเหล่านี้เป็น เปยี กปนู และหางยาว การทำวา่ วทงั้ ๒ ชนดิ นตี้ อ้ ง องค์ประกอบสำคัญที่ทำให้การแข่งขันว่าวพนัน ใช้ความประณีต พิถีพิถัน ตงั้ แต่การเลือกใช้วัสดุ สนุกสนาน ตืน่ เตน้ และมีรสชาติตลอดมา เพอื่ ใหว้ า่ วสวยงาม แขง็ แรงทนทาน และเมอ่ื วา่ ว ทงั้ ๒ ชนดิ ทะยานขนึ้ สทู่ อ้ งฟา้ กจ็ ะสามารถบงั คบั หนังสือ “ตำนานวา่ วพนัน ตำราผกู วา่ ว วิธชี ักวา่ วฯ” ของ ทิศทางการเคลื่อนไหว และโฉบเฉ่ียวตอ่ ส้กู ันได้ พระยาภริ มยภ์ กั ดี (บญุ รอด เศรษฐบตุ ร) แตง่ เมอ่ื พ.ศ. ๒๔๖๔ อยา่ งสวยงาม อาวุธของวา่ วพนัน ในวงการแข่งขันว่าวพนัน ว่าวจุฬามักได้ เปรียบกว่าว่าวปักเป้า ทั้งด้านรูปแบบและอาวุธ อาวธุ ของวา่ วจฬุ าคอื จำปา มี ๔ ดอก แตล่ ะดอก เป็นไม้เหลาโค้ง ๘ อัน มัดแน่นรวมกัน ติดกับ สายป่านบริเวณใต้คอซุง ใช้สำหรับเก่ียวเชือก ปักเป้า ส่วนอาวุธของว่าวปักเป้า คือ เหนียง เป็นสายป่านยาวประมาณ ๘ เมตร ผูกเป็นห่วง ใบใหค้ ะแนน และกฎกติกาข้อบังคบั ของวา่ วพนัน
149 เตรียมส่งว่าวจุฬา ว่าวจฬุ าขึน้ สู่ท้องฟ้า “จำปา” อาวธุ ของวา่ วจุฬา รปู ครงึ่ วงกลมตดิ ใตค้ อซงุ ลงมา ใชส้ ำหรบั คลอ้ ง ตวั วา่ วจฬุ าใหเ้ สยี การทรงตวั โดยการลอ่ วา่ วจฬุ า ใหม้ ดุ เขา้ ไปในเหนยี ง เรยี กกนั วา่ “เหนยี งลอยลม” วธิ แี กต้ อ้ งใหว้ า่ วจฬุ าสำรอกออกจากเหนยี ง หรอื ผอ่ นออกไปใหเ้ หนยี งหลวมไปเกยี่ วกบั จำปา ซงึ่ เรียกกันว่า “เหนียงเข้าเคร่ือง” เมื่อผ่อนว่าวจุฬา แตว่ า่ วปกั เปา้ ไมผ่ อ่ นตามไปดว้ ย เหนยี งของวา่ ว ปกั เปา้ จะมาตดิ ทจี่ ำปาของวา่ วจฬุ า วา่ วจฬุ าจะรอก พาว่าวปักเป้าเข้าแดนทันที ว่าวปักเป้าก็จะเป็น ฝ่ายแพ้ ท้ังน้ี การใช้อาวุธของว่าวทั้ง ๒ ชนิดก็ เพอื่ เผดจ็ ศกึ ใหว้ า่ วคตู่ อ่ สเู้ พลย้ี งพลำ้ โดยทว่ี า่ วจฬุ า อาจตกลงในแดนของว่าวปักเป้า หรือว่าวจุฬา สามารถนำวา่ วปกั เป้าเข้ามาในแดนของตนกไ็ ด ้
150 เส้น้ แบ่่งเขตแดน หลักั ๑ หลักั ๒ ออก ใต้ หลักั ๓ เหนือ ตก เขตแดนว่า่ วปัักเป้้า เขตแดนว่า่ วจุุฬา สนามแข่่งขันั ว่่าว * ว่า่ วจุุฬาเมื่่�อติิดกับั เหนีียงของว่า่ วปัักเป้้า แล้ว้ ตกในแดนว่า่ วปัักเป้้า ว่า่ วจุุฬาจะเสีียคะแนน * ว่า่ วปัักเป้้าเมื่่�อติิดกับั จำ�ำ ปาของว่า่ วจุุฬา หางว่า่ วปัักเป้้าจะพันั คอซุุง หรืือเมื่่�อว่า่ วปัักเป้้าประกบว่า่ วจุุฬาแล้ว้ ผ่อ่ นไม่่ออก หรืือหาง ว่า่ วปัักเป้้าขาด ว่า่ วจุุฬาจะวิ่ง� รอกดึึงว่า่ วปัักเป้้า ว่า่ วปัักเป้้าจะเสีียคะแนน * เมื่่�อว่า่ วจุุฬารอกเข้า้ แดนตนเอง แต่่ข้า้ มไปตกในแดนว่า่ วปัักเป้้า ส่่วนว่า่ วปัักเป้้า ก็ต็ กลงในแดนว่า่ วจุฬุ า (สลับั แดนกันั ) กรรมการ จะยกธงไม่ไ่ ด้ค้ ะแนนทั้้�ง ๒ ฝ่่ าย ขาดจากกันั กลางอากาศ ไม่ต่ ิิดพันั กันั ก็ย็ กเลิกิ ไป ไ๗ม่.ถ่ ืสอื วร่าุุ่แปพ้-้ ชนะ การเล่่นว่่าวเป็็ นกีีฬาพื้้�นเมืืองที่่�มีีทั้้�งความ สนุุกสนาน เพลิิดเพลิิน และเป็็นการฝึึ กสมอง ชิงิ ไหวชิงิ พริิบ แต่ห่ ากเป็็นการเล่น่ ว่า่ วพนันั ต้อ้ ง มีีการวางแผนเพื่่อ� เอาชนะคู่่�ต่อ่ สู้� นอกจากนี้้� การ การต่่อสู้�หรืือคว้า้ กันั กลางอากาศของว่า่ วจุุฬาและว่า่ วปัักเป้้า ทำ�ำ ว่า่ วเป็็นการฝึึ กความอดทน ทำ�ำ ให้ม้ ีีความคิิด สร้า้ งสรรค์ท์ ี่จ�่ ะประดิษิ ฐ์ว์ ่า่ วประเภทต่า่ งๆ ปััจจุบุ ันั กติกิ าการแข่่งขันั ว่่าวพนััน สนามที่่�ใช้เ้ ล่น่ ว่า่ วพนันั เป็็นลานกลางแจ้ง้ ที่่� ในตัวั เมือื งมีีสนามหรืือลานกว้า้ งกลางแจ้ง้ สำ�ำ หรับั กว้า้ ง แบ่่งเขตแดนกันั ฝ่่ ายละครึ่�ง ว่า่ วจุุฬาต้อ้ ง เล่น่ ว่า่ วหรืือแข่ง่ ขันั ว่า่ วน้อ้ ย ส่่วนใหญ่ม่ ักั จัดั ใน อยู่่�ด้า้ นเหนืือลม ส่่วนว่า่ วปัักเป้้าอยู่ใ่� ต้ล้ มระดับั ชนบทหรืือต่า่ งจังั หวัดั ดังั นั้้�น เพื่่อ� ให้ก้ ีีฬาว่า่ วคง ตรงแนวลมพัดั ขณะที่่�ชักั ว่่าวขึ้้�นต่่อสู้้�กันั ห้้าม อยู่่�ต่อ่ ไป หรืือให้ค้ นไทยได้เ้ ห็น็ ภาพความสวยงาม ล้ำ��ำ แดนของกันั และกันั ต่่างฝ่่ ายต่่างก็็พยายามให้้ ของบรรดาว่า่ วหลากสีีสันั ล่่องลอยอยู่่�บนท้อ้ งฟ้้า ว่่าวคู่่�ต่่อสู้้�ลอยตกลงในแดนของฝ่่ ายตนเอง จึึง ของประเทศไทยไปนานๆเราจึึงควรช่ว่ ยกันั อนุรุ ักั ษ์์ ถือื ว่า่ ชนะ แต่ถ่ ้า้ ว่า่ วทั้้�ง ๒ ฝ่่ายต่า่ งตกในแดนของ ว่า่ วไทยเพื่่อ� ให้อ้ ยู่่�คู่�กับั ประเทศไทยตลอดไป ตนเองก็ไ็ ม่่ถืือว่า่ แพ้-้ ชนะ หรืือก่่อนตก ว่า่ วหลุดุ ดููเพิ่่ม� เติมิ เรื่�อง การละเล่่นของไทย เล่่ม ๑๓
151 บรรณานกุ รม กองจดหมายเหตแุ หง่ ชาต.ิ ร.ล. ๙๙ เลขที่ ๙๙/๒๙. เอกสารรชั กาลท่ี ๕ เรอื่ งวา่ ว (๑๗-๒๓ เมษายน ๒๔๔๙). . เอกสารรชั กาลที่ ๕ เรอ่ื งกตกิ าการเลน่ วา่ วทส่ี วนดสุ ติ ในการตง้ั กรม สมเดจ็ พระเจา้ ลกู เธอ เจา้ ฟา้ เยาวมาลยน์ ฤมล (๑๐-๑๒ พฤษภาคม ๒๔๔๘). ภริ มยภ์ กั ด,ี พระยา (บญุ รอด เศรษฐบตุ ร). ตำนานวา่ วพนนั ตำราผกู วา่ ว วธิ ชี กั วา่ ว และการเลน่ วา่ ว ตอ่ สกู้ นั ในอากาศ. พระนคร : โสภณพพิ รรฒธนากร, ๒๔๖๔. มณเฑยี ร พวั ไพบลู ย.์ พฒั นาการของกฬี าวา่ วไทย. กรงุ เทพฯ : สว่ นวจิ ยั และพฒั นา สถาบนั วฒั นธรรม ศกึ ษา, ๒๕๒๗. สมาคมกฬี าไทย ในพระบรมราชปู ถมั ภ.์ กฬี าไทย ฉบบั ทรี่ ะลกึ ๒๕๐๔. ม.ป.ท., ๒๕๐๔. สมดุ บนั ทกึ (ไดอาร)ี่ วา่ วไทย. กรงุ เทพฯ : บญุ รอดบรวิ เวอร,ี่ ๒๕๓๗.
152
หนงั สอื พมิ พ15์ 3 ศาสตราจารย์กิตติคณุ สุกัญญา สดุ บรรทัด ผู้เขียน สว่ นเดก็ เลก็ คนเราชอบบอกข่าวเล่าเรื่องที่ตนได้รู้ได้เห็นมาให้คนอื่นได้รับรู้ด้วย คนในสมยั กอ่ นแจง้ ขา่ วสารถงึ กนั ดว้ ยวธิ ตี เี กราะเคาะไม้ ตรี ะฆงั เปา่ แตร เปา่ เขาสตั ว์ เพอ่ื สง่ สญั ญาณเสยี ง หรอื กอ่ ไฟเพอื่ สง่ สญั ญาณควนั หรอื แมก้ ระทง่ั แตง่ บทเพลงรอ้ งรำเพอ่ื บอกเลา่ เรอื่ งราวทตี่ นไดไ้ ปประสบพบเหน็ มา ครนั้ เมอื่ คนสามารถประดษิ ฐต์ วั อกั ษรขนึ้ ใช้ ก็เขยี นเลา่ เรอ่ื งราวลงบนกระดาษหรอื ผา้ แลว้ สง่ เรอื่ งราวหรอื ขา่ วไปใหค้ นอน่ื ๆ ไดร้ ู้ จนพฒั นามาเปน็ หนงั สอื พมิ พท์ เ่ี รา รจู้ กั กนั ทกุ วนั น้ี
154 เมอ่ื ประเทศไทยมกี ารผลติ หนงั สอื พมิ พฉ์ บบั แรกชอ่ื บางกอกรคี อรเ์ ดอร์ พ.ศ. ๒๓๘๗ จดั ทำโดยหมอสอนศาสนาชาวอเมรกิ นั ซง่ึ คนไทยเรยี กชอื่ ว่า หมอบรัดเล หนังสอื พิมพ์มีความสำคัญคือ เป็นสอ่ื ท่ีแจ้งขา่ วสาร ทำให้ ผคู้ นไดร้ บั รเู้ หตกุ ารณท์ เี่ กดิ ขนึ้ ทกุ วนั ใครมคี วามคดิ เหน็ อย่างไร ก็สามารถ แสดงความคดิ เหน็ ของตนในหนา้ หนงั สอื พมิ พไ์ ดด้ ว้ ย สง่ิ สำคญั ทส่ี ดุ ในหนงั สอื พมิ พก์ ค็ อื ขา่ ว ซงึ่ หมายถงึ เหตกุ ารณท์ ่ี นา่ สนใจนนั่ เอง นกั หนงั สอื พมิ พท์ ด่ี ตี อ้ งพยายามนำความจรงิ ทงั้ หลายทเ่ี กดิ ขน้ึ ในสงั คมมาเสนอดว้ ยความซอ่ื สตั ย์ ไมโ่ กหกหลอกลวงผอู้ า่ น ความซอื่ สตั ยน์ ี้ เปน็ คณุ ธรรมทส่ี ำคญั สำหรบั นกั หนงั สอื พมิ พ์ หนงั สอื พมิ พท์ ด่ี ตี อ้ งเสนอขา่ วท ี่ เปน็ ความจรงิ ไมบ่ ดิ เบอื นแตง่ เตมิ ใหผ้ อู้ า่ นเกดิ ความเขา้ ใจผดิ หมอบรดั เลจดั ทำหนงั สอื พมิ พฉ์ บบั แรกของกรงุ สยาม คอื บางกอกรคี อรเ์ ดอร์ ในรชั กาลพระบาทสมเดจ็ พระนง่ั เกลา้ เจา้ อยหู่ วั
155 สว่ นเด็กกลาง คนเรามสี ญั ชาตญาณของการบอก ขา่ ว ในสมยั กอ่ นมกี ารแจง้ ขา่ วสารถงึ กนั ดว้ ย วธิ ตี เี กราะเคาะไม ้ ตรี ะฆงั เปา่ เขาสตั ว ์ เปา่ สงั ข ์ เพอื่ สง่ สญั ญาณเสยี ง กอ่ ไฟเพอ่ื สง่ สญั ญาณ ควัน หรือแม้กระท่ังแต่งบทเพลงรอ้ งรำเพอ่ื บอกเลา่ เรอ่ื งราวทตี่ นไดไ้ ปประสบพบเหน็ มา คร้ันเมื่อคนสามารถคิดประดิษฐ์ ตวั อกั ษรได ้ กเ็ขยี นเลา่ เหตกุ ารณล์ งบนกระดาษ หรอื ผา้ แลว้ สง่ ไปยงั ผรู้ บั ปลายทาง เรอื่ งราว คนในสมยั กอ่ นแจง้ ขา่ วสารดว้ ยวธิ ตี เี กราะเคาะไม้ ทเ่ี ขยี นลงไปบนกระดาษหรอื ผา้ น ี้ เรยี กกนั วา่ “หนงั สอื ขา่ ว” หรอื “จดหมายขา่ ว” ตอ่ มาใน พ.ศ. ๑๙๘๓ โยฮนั น์ กเู ทนแบรก์ (Johann Gutenberg) ชาวเยอรมนั ไดค้ ดิ ประดษิ ฐแ์ ทน่ พมิ พ์ ชนิดหมุนข้ึนในประเทศเยอรมน ี แท่นพิมพ์ชนิดน้ีสามารถตีพิมพ์ได้รวดเร็วอย่างที่ไม่เคย ปรากฏมากอ่ น ทำใหม้ ผี นู้ ำมาใชพ้ มิ พห์ นงั สอื ขา่ วซงึ่ รายงานเหตกุ ารณไ์ ดอ้ ยา่ งรวดเรว็ ถอื ได้ วา่ เปน็ ตน้ กำเนดิ ของหนงั สอื พมิ พใ์ นสมยั ตอ่ มา อาจกลา่ วไดว้ า่ ประเทศในทวปี ยโุ รปคอื แหลง่ กำเนดิ ของหนงั สอื พมิ พ ์ ทง้ั ในเชงิ ปรัชญา อุดมการณ ์ รูปแบบ และเทคโนโลย ี ต่อมาในคร่ึงหลังของพุทธศตวรรษที่ ๒๔ วิทยาการหนังสือพิมพ์จึงแพร่กระจายเข้ามาสู่สังคมไทย โดยนายแพทย์แดน บีช บรัดเลย ์ (Dan Beach Bradley) ชาวอเมรกิ นั ซงึ่ คนไทยเรยี กกนั วา่ หมอบรดั เล เปน็ ผนู้ ำเขา้ มา
156 พระบาทสมเดจ็ พระจอมเกลา้ เจา้ อยหู่ วั หนงั สอื จดหมายเหตบุ างกอกรคี อรเ์ ดอร ์ หมอบรดั เลจดั ทำหนงั สอื พมิ พฉ์ บบั แรกของกรงุ สยามชอื่ วา่ บางกอกรคี อรเ์ ดอร์ (The Bangkok Recorder) เมอื่ พ.ศ. ๒๓๘๗ โดยออกเปน็ รายปกั ษ ์ และตพี มิ พเ์ ปน็ ภาษาไทย แต่จำหนา่ ยไดเ้ พยี งปเี ศษกเ็ ลกิ ไป เนอ่ื งจากหมอบรดั เลเหน็ วา่ รฐั บาลไทยไมใ่ หก้ ารสนบั สนนุ ต่อมาหมอบรัดเลได้ออกหนังสือพิมพ์บางกอกรีคอร์เดอร์ขึ้นใหม่อีกครั้งเมื่อ พ.ศ. ๒๔๐๘ ตรงกบั รชั สมยั พระบาทสมเดจ็ พระจอมเกลา้ เจา้ อยหู่ วั หนงั สอื พมิ พฉ์ บบั นไ้ี ดน้ ำเสนอทศั นะ ใหมๆ่ ในการมองโลก ทงั้ ทางเศรษฐกจิ การเมอื ง การปกครอง วทิ ยาศาสตร ์ และเทคโนโลย ี ถือเป็นหนังสือพิมพ์ท่ีมีบทบาทย่ิงในการโน้มน้าวสังคมไทยสมัยน้ันไปสู่กระแสอารยธรรม ตะวนั ตก ตราบจนกระทง่ั ทกุ วนั นี้ หนงั สอื พมิ พก์ ย็ งั มบี ทบาทอยใู่ นสงั คมไทย ทงั้ ทางดา้ น การเมือง เศรษฐกิจ และสังคม เป็นสื่อกลางท่ีเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารและความคิดเห็นที่ หลากหลายแก่มวลชน จึงเป็นกลไกท่ีสำคัญย่ิงในการสนับสนุนสังคมประชาธิปไตยให้ กา้ วหนา้ ไปไดอ้ ยา่ งมปี ระสทิ ธภิ าพ ในด้านการบริหารจัดการหนังสือพิมพ์นั้น เจ้าของอาจบริหารเองโดยตรง หรือ บรหิ ารโดยหนุ้ สว่ นกไ็ ด ้ หนว่ ยงานหลกั ในหนงั สอื พมิ พม์ ี ๓ กอง ไดแ้ ก ่ กองบรรณาธกิ าร กองจดั การ และกองการผลติ ทกุ กองตอ้ งมกี ารทำงานทปี่ ระสานกนั อยา่ งเปน็ ระบบ ทง้ั น้ี กองท่ีสำคัญท่ีสุดคือ กองบรรณาธิการ โดยมีบรรณาธิการใหญ่เป็นผู้รับผิดชอบสูงสุดของ องคก์ รหนงั สอื พมิ พ ์
157 เนอ้ื หาสำคญั ทส่ี ดุ ของหนงั สอื พมิ พ์ คอื ขา่ ว เปน็ เหตกุ ารณห์ รอื ขอ้ เทจ็ จรงิ หรอื เรอื่ งราวทปี่ ระชาชนสนใจ ซงึ่ บรรณาธกิ ารหนงั สอื พมิ พเ์ ปน็ ผตู้ ดั สนิ ใจนำลงตพี มิ พเ์ พอ่ื เสนอ ต่อผู้อ่าน ส่ิงท่ีควรคำนึงถึงในการเสนอข่าว คือ ข้อเท็จจริง และความน่าสนใจ น่ันก็คือ ขอ้ เทจ็ จรงิ ทถ่ี อื เปน็ ขา่ วตอ้ งมลี กั ษณะเปน็ ทสี่ นใจของผอู้ า่ น ทง้ั น้ี ขา่ วทดี่ คี วรมคี วามถกู ตอ้ ง มคี วามเทยี่ งธรรม ปราศจากอคติ มคี วามกระชบั ชดั เจน และมคี วามรวดเรว็ มากทสี่ ดุ เทา่ ท่ี จะทำได้ หนังสือพิมพ์ของไทยส่วนมากมีขนาดใหญ่และมีรูปแบบการจัดหน้าและภาพที่ หลากหลาย การออกแบบจัดหน้าหนังสือพิมพ์เป็นศิลปะอย่างหนึ่ง ซ่ึงสามารถดึงดูดใจ ผอู้ า่ นได้ จงึ ตอ้ งอาศยั ศลิ ปะในการสรา้ งความกลมกลนื ระหวา่ งรายละเอยี ดของขา่ วและภาพ ตั้งแต่หนา้ แรกจนถึงหนา้ สดุ ท้าย ตลอดระยะเวลาทผ่ี า่ นมา หนงั สอื พมิ พไ์ ทยมบี ทบาทสำคญั ยงิ่ ในสงั คม โดยเปน็ ผู้ ใหข้ า่ วสารทงั้ ทเ่ี กดิ ในประเทศและตา่ งประเทศ หนงั สอื พมิ พไ์ มใ่ ชส่ อื่ ของคนกลมุ่ ใดกลมุ่ หนงึ่ แตเ่ ปน็ สอื่ ของมวลชนทงั้ หมดในสงั คม ดงั นนั้ หนงั สอื พมิ พจ์ งึ ตอ้ ง มเี สรภี าพในการนำเสนอความจรงิ อยา่ งตรงไปตรงมา และ ปราศจากอคติ หนงั สอื พมิ พข์ องไทยสว่ นมากมขี นาดใหญ่ มขี า่ วและภาพทหี่ ลากหลาย
158 แ กป่ ระชาชในนระเพบรอาบะปปรระะชชาาชธนปิ จไตำเยปน็ หตนอ้ งังสทอืรพาบมิ วพา่ เ์รปฐั น็ บเาคลรกอ่ื ำงลมงั อื ทสำำอคะญั ไรทอจี่ ยะู่ หใหรข้อื อ้มมนี ลู โยขบา่ วาสยจาะร ทำอะไร ดงั นนั้ ผทู้ มี่ อี ำนาจในการบรหิ ารประเทศจงึ ตอ้ งดำเนนิ การดว้ ยความซอื่ สตั ยส์ จุ รติ และทำตามคำมน่ั สญั ญาทใ่ี หไ้ วแ้ กป่ ระชาชน การทห่ี นงั สอื พมิ พม์ หี นา้ ทเี่ ฝา้ ดกู ารทำงานของรฐั บาล ทำใหม้ ผี เู้ รยี กหนงั สอื พมิ พ์ วา่ เปน็ “สนุ ขั เฝา้ บา้ น” ของประชาชน กลา่ วคอื ประชาชนเปรยี บเสมอื นเจา้ ของบา้ น หากมี คนรา้ ยจะเขา้ มาขโมยสง่ิ ของหรอื ปลน้ บา้ น สนุ ขั กต็ อ้ งสง่ เสยี งเหา่ หอนใหร้ ตู้ วั ดว้ ยวธิ นี ถ้ี อื กนั วา่ จะทำใหส้ งั คมสงบสขุ เพราะผมู้ อี ำนาจไมก่ ลา้ ขม่ เหงผอู้ อ่ นแอกวา่ เปน็ การสรา้ งดลุ ยภาพให้ เกดิ ขึ้นในสังคมนั้น หนงั สอื พมิ พย์ งั มบี ทบาทในการใหก้ ารศกึ ษาแกผ่ อู้ า่ น เปน็ การใหค้ วามรดู้ ว้ ยขอ้ มลู ขา่ วสาร และเปน็ กระจกสะทอ้ นสงั คม เราสามารถทราบความเปน็ ไปของสงั คมไดจ้ ากการอา่ น หนงั สอื พมิ พ์ โดยหนงั สอื พมิ พท์ ำหนา้ ทเ่ี สนอขา่ วสารใหป้ ระชาชนรู้ และตดิ ตามเหตกุ ารณ์ ของสงั คมและบา้ นเมอื ง ดว้ ยเหตทุ ปี่ ระชาชนจำเปน็ ตอ้ งบรโิ ภคขา่ วสารไมแ่ ตกตา่ งจากการท่ี ตอ้ งใชน้ ำ้ ประปา ไฟฟา้ ดงั นน้ั หนงั สอื พมิ พจ์ งึ ทำหนา้ ทเ่ี สมอื นเปน็ สาธารณปู โภคชนดิ หนง่ึ ดว้ ย ทท่ี ำใหช้ ีวติ ของคนสะดวกสบาย ปลอดภยั และไดร้ ับความเพลิดเพลนิ หนงั สอื พมิ พเ์ ปน็ เครอ่ื งมอื สำคญั ทใ่ี หข้ อ้ มลู ขา่ วสารแกป่ ระชาชน
159 การอา่ นข่าวสารจากหนังสอื พมิ พ์ทางอนิ เทอรเ์ นต็ เนื่องจากหนังสือพิมพ์เป็นส่ือเพ่ือประชาชน ดังนั้น หนังสือพิมพ์จึงต้องยึดถือ ประโยชนข์ องประชาชนเปน็ ทตี่ งั้ บทบาทหนา้ ทขี่ องหนงั สอื พมิ พพ์ งึ เปน็ ไปเพอ่ื การสรา้ งสรรค ์ สังคม ให้ประชาชนดำรงชีวิตอยู่ด้วยกันอย่างมีสันติสุข และเพื่อให้หนังสือพิมพ์สามารถ ปฏบิ ตั หิ นา้ ทนี่ ไ้ี ดโ้ ดยปราศจากการแทรกแซงของรฐั บาลหรอื หนว่ ยงานอน่ื ใด หนงั สอื พมิ พ์ จงึ ตอ้ งมเี สรภี าพ แตใ่ นเสรภี าพนน้ั จะตอ้ งมคี วามรบั ผดิ ชอบควบคไู่ ปดว้ ย การเติบโตของเทคโนโลยีการสื่อสารโทรคมนาคมไม่ว่าจะเป็นระบบส่ือสารผ่าน ดาวเทยี ม เครอื ขา่ ยเคเบลิ ใยแกว้ นำแสง และอนิ เทอรเ์ นต็ ทำใหห้ นงั สอื พมิ พต์ อ้ งปรบั ตวั ให้ เขา้ กบั พฒั นาการใหมๆ่ ทเี่ กดิ ขนึ้ เทคโนโลยีการสื่อสารข้อมูลส่งผลกระทบต่อสื่อหนังสือพิมพ ์ ซ่ึงมีท้ังข้อดีและ ขอ้ เสยี ขอ้ ดกี ค็ อื ขอ้ มลู ขา่ วสารกระจายไปอยา่ งกวา้ งขวาง แตข่ อ้ เสยี คอื ความไมร่ บั ผดิ ชอบ ของผทู้ เ่ี ขา้ มาใชอ้ นิ เทอรเ์ นต็ เพอื่ แพรก่ ระจายขา่ วสารจากหนงั สอื พมิ พ ์ โดยมกี ารเขา้ มาใหร้ า้ ย ผอู้ น่ื บา้ ง หรอื ละเมดิ สทิ ธสิ ว่ นบคุ คลบา้ ง ปญั หาดงั กลา่ วจงึ ทำใหป้ ระเทศตา่ งๆ ตอ้ งหาทาง กำหนดแนวทางปฏบิ ตั ิ เพอ่ื ใหก้ ารนำเทคโนโลยสี ารสนเทศมาใชเ้ ปน็ ไปดว้ ยความเรยี บรอ้ ย และนำไปสสู่ งั คมความรทู้ ม่ี คี ณุ ภาพยง่ิ ตอ่ ไป เดก็ ๆ เปน็ คนรนุ่ ใหมซ่ ง่ึ จะตอ้ งเปน็ ผใู้ ชห้ นงั สอื พมิ พแ์ ละเทคโนโลยกี ารสอื่ สารขอ้ มลู ขา่ วสารใหม้ ปี ระโยชนต์ อ่ สงั คมในภายหนา้ จงึ จำเปน็ ตอ้ งรจู้ กั แยกแยะหนงั สอื พมิ พท์ ด่ี ี และ ไมด่ อี อกจากกนั รวมทงั้ ใชเ้ ทคโนโลยกี ารสอื่ สารอยา่ งมคี ณุ คา่
160 ส่วนเดก็ โต ๑. กำเนดิ หนงั สอื พมิ พ ์ โยฮันน์ กเู ทนแบร์ก และแทน่ พิมพช์ นดิ หมนุ มนษุ ยม์ สี ญั ชาตญาณของการบอกขา่ ว ใน รวดเร็ว หนังสือข่าวในพุทธศตวรรษท่ี ๒๐ นำ สมัยโบราณมนุษย์แจ้งข่าวสารถึงกันด้วยการตี เสนอเรอื่ งราวทป่ี ระชาชนสนใจ เชน่ แผน่ ดนิ ไหว เกราะเคาะไม้ ตรี ะฆงั เปา่ แตร เปา่ เขา เปา่ สงั ข์ นำ้ ทว่ ม เรอ่ื งไสยศาสตร์ ขา่ วสงคราม โดยไมม่ ี ก่อไฟเพ่ือส่งสัญญาณควันไฟ หรือแต่งบทเพลง วาระกำหนดออก จะพมิ พจ์ ำหนา่ ยเมอื่ เกดิ เหตกุ ารณ์ รอ้ งรำเพอ่ื บอกขา่ วเลา่ เรอ่ื งราวทไ่ี ดไ้ ปประสบพบ สำคญั ๆ เทา่ นนั้ เหน็ มา คณะละครสมยั โบราณทเี่ ดนิ ทางไปแสดง ในเมอื งตา่ งๆ ไดร้ เู้ หน็ เหตกุ ารณห์ ลากหลายทเี่ กดิ การประดษิ ฐแ์ ทน่ พมิ พข์ องกเู ทนแบรก์ นบั วา่ ขน้ึ แลว้ นำเหตกุ ารณม์ าผกู เปน็ เรอื่ งราวแสดงให้ มีความสำคัญอย่างมาก เพราะในสมัยก่อนการ ผชู้ มไดช้ ม แมก้ ระทงั่ วณพิ กทร่ี อ่ นเรไ่ ปตามแควน้ เขยี นขอ้ ความขา่ วสารทำไดล้ ำบาก และตอ้ งใชเ้ วลา ตา่ งๆ กน็ ยิ มผกู เรอ่ื งราวเปน็ บทเพลง แลว้ ขบั รอ้ ง มาก การสรา้ งเครอ่ื งพมิ พท์ ส่ี ามารถตพี มิ พล์ งบน ประกอบดนตรเี พอ่ื ใหผ้ ฟู้ งั สนใจและใหเ้ งนิ รางวลั แผน่ กระดาษไดว้ นั ละหลายพนั แผน่ ทำใหส้ ามารถ ผลติ หนงั สอื ไดเ้ ปน็ จำนวนมากในเวลาอนั รวดเรว็ คร้ันเม่ือมนุษย์สามารถประดิษฐ์ตัวอักษร ความรู้ต่างๆ ซึ่งแต่เดิมมักถูกจำกัดอยู่ในแวดวง ได้ จงึ เขยี นเลา่ เรอ่ื งราวลงบนกระดาษ ผา้ หรอื ของพระสงฆแ์ ละขนุ นางเทา่ นน้ั กไ็ ดแ้ พรก่ ระจาย วสั ดอุ น่ื แลว้ ใหค้ นนำสารสง่ ไปยงั ผรู้ บั ปลายทาง ออกไปสปู่ ระชาชนอยา่ งกวา้ งขวาง จงึ กอ่ ใหเ้ กดิ เรียกกันว่า “หนังสือข่าว” หรือ “จดหมายข่าว” การพัฒนาความรู้ในระดับสูงมากยิ่งขึน้ ในยามทบ่ี า้ นเมอื งเกดิ ภยั สงคราม เจา้ ผคู้ รองนคร มักสั่งให้เจ้าหน้าที่เขียนประกาศข่าวสงครามนำ ไปติดไว้ตามตลาดและถนนหนทางให้ประชาชน ไดร้ บั รู้ ประกาศขา่ วสงครามทเี่กา่ แกท่ ส่ี ดุ และยงั คง มหี ลกั ฐานเหลอื อยจู่ นทกุ วนั น้ี คอื Acta Diurna ซ่ึงเขยี นขึน้ เมื่อ ๔๙๔ ปีก่อนพทุ ธศักราช ตอ่ มาใน พ.ศ. ๑๙๘๓ โยฮนั น์ กเู ทนแบรก์ (Johann Gutenberg) ชาวเยอรมนั ไดค้ ดิ ประดษิ ฐ์ แทน่ พมิ พช์ นดิ หมนุ ขน้ึ เปน็ แทน่ พมิ พท์ สี่ ามารถ ตพี มิ พไ์ ดร้ วดเรว็ อยา่ งทไ่ี มเ่ คยมมี ากอ่ น มผี นู้ ำมา ใชพ้ มิ พห์ นงั สอื ขา่ ว ซงึ่ รายงานเหตกุ ารณไ์ ดอ้ ยา่ ง
161 ความรู้เร่ืองการใช้แท่นพิมพ์แพร่กระจาย มากขน้ึ ผอู้ า่ นหนงั สอื ขา่ วจงึ เพม่ิ ขน้ึ จำนวนมากดว้ ย อย่างรวดเร็วจากประเทศเยอรมนีไปสู่ประเทศ ขณะเดยี วกนั การคา้ ขาย ความขดั แยง้ และสงคราม อ่ืนๆ ในขณะทแ่ี ท่นพิมพ์ก็ได้รับการพัฒนาให้มี กท็ ำใหห้ นงั สอื ขา่ วเขา้ มามบี ทบาทมากขนึ้ เรอ่ื ยๆ ศกั ยภาพสงู ขน้ึ ไปอกี เปน็ ลำดบั ทำใหม้ กี ารตพี มิ พ์ จนเรม่ิ ใชค้ ำวา่ “หนงั สอื พมิ พ”์ (newspaper) และ เรอ่ื งราวตา่ งๆ ออกเผยแพรเ่ ปน็ จำนวนมาก ตอ่ มา ออกเปน็ วาระ โดยเจา้ ของโรงพมิ พจ์ ะมกี ารประกาศ ในพทุ ธศตวรรษที่ ๒๑-๒๓ ทวปี ยโุ รปเกดิ ความ ล่วงหน้าว่า จะออกหนังสือพิมพ์เป็นรายป ี ราย ปนั่ ปว่ นจากปญั หาความขดั แยง้ ทางการเมอื งและ เดอื น รายปกั ษ์ หรอื รายวนั ซงึ่ เปน็ ทม่ี าของคำวา่ ศาสนา ประชาชนลกุ ฮอื ขน้ึ มาตอ่ ตา้ นเจา้ ผคู้ รอง “วารสาร” (periodical หรอื journal) ในเวลาตอ่ มา นครของตน เกดิ การกอ่ กบฏ ปฏวิ ตั ริ ฐั ประหาร ในพทุ ธศตวรรษที่ ๒๓ เทคโนโลยกี ารพมิ พ ์ และสงครามนบั ครงั้ ไมถ่ ว้ น ในชว่ งเวลาดงั กลา่ วได้ ไดเ้ จรญิ กา้ วหนา้ มากขนึ้ จากทเ่ี คยพมิ พไ์ ดว้ นั ละ เกิดสิ่งพิมพ์ชนิดหนึ่งเรียกกันว่า “หนังสือข่าว” เปน็ พนั ฉบบั หรอื หมน่ื ฉบบั กส็ ามารถพมิ พไ์ ดถ้ งึ ลกั ษณะคลา้ ยใบปลวิ แผน่ เลก็ ๆ มี ๑-๒ หนา้ จะ วนั ละเปน็ แสนฉบบั การมสี ว่ นรว่ มของประชาชน ออกต่อเม่ือมีเหตุการณ์สำคัญๆ เช่น สงคราม ทจี่ ะรเู้ หน็ ความเปน็ ไปของบา้ นเมอื งน ้ี มสี ว่ นชว่ ย กบฏ อบุ ตั เิ หตคุ รงั้ ใหญ ่ ภยั ธรรมชาต ิ ประชาชน ให้เกิดการเปลี่ยนแปลงการปกครองจากระบอบ เรียกผู้ออกหนังสือข่าวว่า “ช่างพิมพ์” (printer) สมบรู ณาญาสทิ ธริ าชยเ์ ปน็ ระบอบประชาธปิ ไตย ซงึ่ เปน็ ทงั้ ผเู้ ขยี นขา่ ว ผเู้ รยี งพมิ พ ์ ผพู้ มิ พ ์ โดยม ี หนังสือพิมพ์กลายเป็นตัวแทนของประชาชน ผชู้ ว่ ยราว ๒-๓ คน ซงึ่ ในขณะนนั้ ยงั ไมม่ กี ารใช้ และตอ่ สเู้ พอื่ ประชาชน ซงึ่ การกระทำดงั กลา่ วจะ คำว่า “นักหนงั สอื พิมพ”์ เกดิ ขน้ึ ไดน้ น้ั หนงั สอื พมิ พต์ อ้ งมเี สรภี าพ ดงั นน้ั หนังสือข่าวเหล่านี้ได้เปิดเผยเรื่องราวด้าน การประกนั สทิ ธเิ สรภี าพจงึ กลายเปน็ สงิ่ สำคญั ใน ลบของเจา้ ผคู้ รองนคร และขอ้ มลู ความไมถ่ กู ตอ้ ง ระบอบประชาธปิ ไตยนบั แตน่ น้ั มา ในการบรหิ ารบา้ นเมอื ง ทำ ให้เจ้าผคู้ รองนครไมพ่ อใจ จับกุมช่างพิมพ์ไปลงโทษ จำนวนมาก ชา่ งพมิ พต์ อ้ ง ตอ่ สกู้ บั ความอยตุ ธิ รรมรว่ ม กบั ประชาชน อนั เปน็ ทม่ี า ของอดุ มการณห์ นงั สอื พมิ พ ์ ในเวลาตอ่ มา ความเจริญด้านการ ศกึ ษาในทวปี ยโุ รป ทำให้ ผอู้ า่ นออกเขยี นไดม้ จี ำนวน เทคโนโลยกี ารพมิ พส์ มยั ใหมส่ ามารถตพี มิ พห์ นงั สอื พมิ พไ์ ดว้ นั ละหลายแสนฉบบั
162 การคา้ ใขนอขงณชาะตเดติ ยีะววกนั นัตนกในั้ นสคมวยั าลมา่ เอจารณญิ ารนงุ่ เคิ รมอื ทงทำใาหง ้ สงั คมไทย โดยการนำของกลมุ่ มชิ ชนั นารหี รอื หมอ หนังสือพิมพ์เป็นช่องทางเผยแพร่ข่าวเศรษฐกิจ สอนศาสนาจากทวปี ยโุ รปและทวปี อเมรกิ าเหนอื การคา้ ประกอบกบั การเกดิ ยคุ อตุ สาหกรรม ทำ ใหช้ นชนั้ แรงงานเตบิ โตขยายตวั อยา่ งรวดเรว็ และ ในสมัยอยุธยาและรัตนโกสินทร์ตอนต้น เปน็ ปจั จยั สำคญั ในกระบวนการผลติ ฉะนนั้ เพอ่ื มีชาวตะวันตกหลายชาติเดินทางเข้ามาติดต่อกับ ให้หนังสือพิมพ์เป็นส่ือที่เข้าถึงประชาชนได้ทุก ประเทศไทย ทง้ั ทตู านทุ ตู พอ่ คา้ และหมอสอน ชนชน้ั โดยเฉพาะอยา่ งยงิ่ กรรมกรและเกษตรกร ศาสนา กลมุ่ หมอสอนศาสนาดงั กลา่ วทม่ี บี ทบาท ทยี่ ากจน หนงั สอื พมิ พจ์ งึ ตอ้ งมรี าคาถกู ซง่ึ ทำได ้ สำคญั อยา่ งยงิ่ ในการนำศลิ ปวทิ ยาการตะวนั ตก และ โดยการหาโฆษณาเพม่ิ รายไดข้ องตน คริสตศ์ าสนาเข้ามาเผยแผใ่ ห้แกค่ นไทย การเปลี่ยนแปลงการปกครองจากระบอบ มชิ ชนั นารที ม่ี บี ทบาทสำคญั มากคนหนงึ่ ชอื่ สมบรู ณาญาสทิ ธริ าชยม์ าเปน็ ระบอบประชาธปิ ไตย นายแพทยแ์ ดน บชี บรดั เลย์ (Dan Beach Bradley) ทำใหห้ นงั สอื พมิ พเ์ ขา้ มามบี ทบาทสำคญั ตอ่ สงั คม ชาวอเมรกิ นั ซง่ึ คนไทยเรยี กกนั วา่ “หมอบรดั เล” ประชาธปิ ไตย โดยทำหนา้ ทสี่ ะทอ้ นปญั หาของสงั คม เดินทางเข้ามาถึงประเทศไทยเม่ือ พ.ศ. ๒๓๗๘ และเปน็ ตวั แทนของประชาชน นอกจากนี้ จะเหน็ ในฐานะมชิ ชนั นารขี องสมาคมศาสนาแหง่ หนง่ึ ใน ไดว้ า่ หนงั สอื พมิ พม์ ปี ระวตั ศิ าสตรย์ อ้ นหลงั ไปได้ สหรัฐอเมริกา ชื่อว่า คณะ ABCFM (American ยาวนาน อีกท้ังเร่ืองราวในหนังสือพิมพ์ล้วนแต ่ Board of Commissioners for Foreign Missions) เกย่ี วขอ้ งกบั ประชาชนทง้ั สนิ้ ดงั นน้ั หนงั สอื พมิ พ ์ ซึ่งมีนโยบายส่งมิชชันนารีจำนวนมากไปเผยแผ่ จงึ ไดร้ บั การขนานนามวา่ เปน็ “สอื่ มวลชน” ชนดิ ศาสนาในต่างแดน เมื่อหมอบรัดเลเรียนจบวิชา แรกของโลก ดว้ ยบทบาทหนา้ ทดี่ งั กลา่ ว ความหมาย แพทย์ที่นครนิวยอร์กได้เข้าร่วมโครงการน้ี และ ของหนงั สอื พมิ พจ์ งึ มนี ยั แฝงทมี่ ากกวา่ สอ่ื ทไ่ี ดร้ บั เดนิ ทางมาสกู่ รงุ สยามพรอ้ มภรรยา ชอ่ื นางเอมลิ ี การตีพิมพ์ แต่ยังหมายถึง สิ่งพิมพ์ท่ีเป็นกลไก การเดินทางมาในคร้ังน้ัน หมอบรัดเลได้นำเอา ของสงั คมประชาธปิ ไตยอยา่ งแทจ้ รงิ อกี ดว้ ย แทน่ พมิ พแ์ ละตัวพิมพ์อักษรไทยที่มิชชันนารีช่ือ อาบีล (Mr. Abeel) ซ้ือทิ้งไว้ที่สิงคโปรเ์ ขา้ มาดว้ ย ๒. ววิ ฒั นาการของหนงั สอื พมิ พใ์ น ผลงานชนิ้ แรกของหมอบรดั เล คอื สง่ิ พมิ พท์ าง ประเทศไทย ครสิ ตศ์ าสนา ซง่ึ ไดพ้ มิ พแ์ จกจา่ ยใหแ้ กป่ ระชาชน จำนวนมาก ใน พ.ศ. ๒๓๘๗ พระบาทสมเดจ็ พระ จากประวัติของหนังสือพิมพ์อาจกล่าวได ้ นง่ั เกลา้ เจา้ อยหู่ วั พระราชทานพระบรมราชานญุ าต วา่ ทวปี ยโุ รปเปน็ แหลง่ กำเนดิ ของหนงั สอื พมิ พ ์ ใหห้ มอบรดั เลตีพิมพ์หนังสือพมิ พภ์ าษาไทยฉบบั ท้ังทางด้านปรัชญา อุดมการณ์ รูปแบบ และ แรกของกรงุ สยาม คอื บางกอกรีคอร์เดอร์ (The เทคโนโลยี ตอ่ มาในครง่ึ หลงั พทุ ธศตวรรษท่ี ๒๔ Bangkok Recorder) โดยออกเป็นรายปักษ์ แต่ วทิ ยาการดา้ นหนงั สอื พมิ พจ์ งึ แพรก่ ระจายเขา้ มาสู่ จำหน่ายได้เพียงปีเศษก็ล้มเลิกไป เนอื่ งจากหมอ บรัดเลเห็นว่ารัฐบาลไทยไม่สนับสนุน ต่อมาใน
163 การเดินทางเขา้ มาประเทศไทยของชาวตะวันตก ได้นำเทคโนโลยีการพมิ พ์เข้ามาดว้ ย พ.ศ. ๒๔๐๘ ตรงกบั รชั กาลพระบาทสมเดจ็ พระ “หนงั สอื พมิ พ”์ จอมเกลา้ เจา้ อยหู่ วั หมอบรดั เลไดอ้ อกหนงั สอื พมิ พ ์ การออกหนงั สอื พมิ พฉ์ บบั แรกๆ ของหมอ บางกอกรคี อรเ์ ดอรข์ น้ึ ใหมอ่ กี ครงั้ ซงึ่ ในครงั้ นนั้ ชาวตะวันตกวิพากษ์วิจารณ์ว่า “เป็นเหตุการณ ์ บรดั เลไมส่ ะดวกราบรนื่ นกั เนอื่ งจากเสรภี าพใน สำคัญท่ีสุด เปน็ จดุ เปลยี่ นของสยาม” เพราะเปน็ ดา้ นการวพิ ากษว์ จิ ารณผ์ ปู้ กครองนน้ั คอ่ นขา้ งขดั แยง้ การนำเสนอทศั นะและมมุ มองใหมๆ่ ในการมอง กบั ระบอบการปกครองแบบสมบรู ณาญาสทิ ธริ าชย์ โลก ท้ังทางเศรษฐกิจ การเมือง การปกครอง แตม่ เี จา้ นายพระองคห์ นง่ึ ซงึ่ ทรงมบี ทบาทสำคญั วทิ ยาศาสตร์ และเทคโนโลยี เนอื่ งจากเวลานนั้ ใน ในการผสมกลมกลืนทัศนะของชาวตะวันตกกับ สงั คมไทยยงั ไมม่ คี วามรคู้ วามเขา้ ใจมากนกั สำหรบั ชาวตะวันออกให้เข้ากันอย่างเฉียบแหลมยิ่ง คือ หนังสือพิมพ์บางกอกรีคอร์เดอร์น้ี หมอบรัดเล สมเด็จเจ้าฟ้ามงกุฎ พระอนุชาต่างพระมารดาใน ใชช้ อื่ วา่ หนงั สอื จดหมายเหตบุ างกอกรคี อรเ์ ดอร์ พระบาทสมเดจ็ พระนง่ั เกลา้ เจา้ อยหู่ วั ทผี่ นวชอยู่ เพราะในเวลานนั้ ยงั ไมม่ กี ารใชค้ ำวา่ “หนงั สอื พมิ พ”์ ณ วัดสมอราย (วัดราชาธิวาส) ในขณะนั้น และ โดยอธบิ ายวา่ บางกอกรคี อรเ์ ดอรร์ ายงานเหตกุ ารณ์ ตอ่ มาเสดจ็ ขนึ้ ครองราชยเ์ ปน็ พระบาทสมเดจ็ พระ คล้ายจดหมายเหตุของไทยแต่ด้ังเดิม เพียงแต ่ จอมเกลา้ เจา้ อยหู่ วั ใน พ.ศ. ๒๓๙๔ และทรงสง่ บางกอกรคี อรเ์ ดอรป์ ระกอบดว้ ยขา่ วสน้ั หลายๆ ขา่ ว บทความไปตพี มิ พใ์ นหนงั สอื พมิ พบ์ างกอกรคี อรเ์ดอร์ ไม่เขียนยาวๆ เหมือนจดหมายเหตุ ดังน้ัน หมอ ทง้ั ภาษาไทยและภาษาองั กฤษอยเู่ นอื งๆ เพอื่ ทรง บรดั เลจงึ เรยี กวา่ “จดหมายเหตอุ ยา่ งสนั้ ” ตอ่ มา อรรถาธบิ ายประวตั ศิ าสตรแ์ ละโบราณราชประเพณี พระบาทสมเดจ็ พระจอมเกลา้ เจา้ อยหู่ วั โปรดเกลา้ ฯ ของไทย นบั เปน็ การสานสมั พนั ธก์ บั ชาวตา่ งชาติ พระราชทานชอ่ื หนงั สอื จดหมายเหตปุ ระเภทนวี้ า่ โดยใช้หนังสือพิมพ์เป็นส่ือกลางอย่างชาญฉลาด และทรงพระปรีชายิ่ง และเมื่อสยามมีโรงพิมพ์
164 ขหอนงงั ตสนอื เเพออื่งตอฝบ่ายโตรแ้านชวสคำดินตักะจวึงนั เรต่ิมกมในีกเาชรงิ ตเหีพติมผุ พล์ พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงให้สิทธิเสรีภาพ เช่น เจา้ พระยาทพิ ากรวงศม์ หาโกษาธิบดีตีพิมพ์ แก่หนงั สือพิมพ์ในการวพิ ากษ์วิจารณไ์ ด้ หนงั สอื แสดงกจิ จานกุ จิ ซงึ่ รวบรวมแกน่ แทข้ อง พระพทุ ธศาสนาทแ่ี สดงใหเ้ หน็ วา่ พระพทุ ธศาสนา หนงั สอื พมิ พเ์ กดิ เปน็ ศาสนาทตี่ งั้ อยบู่ นหลกั การของเหตผุ ลทสี่ ามารถ ขึ้นเป็นจำนวน พสิ จู นไ์ ดท้ างวทิ ยาศาสตร์ เพอื่ ตอบโตข้ อ้ กลา่ วหา มาก รชั สมยั ของ ของครสิ ตศ์ าสนาทว่ี า่ พระพทุ ธศาสนาเปน็ ศาสนา พระองคจ์ งึ ไดร้ บั ที่ล้าหลังสอนให้คนงมงาย พระเจ้าบรมวงศ์เธอ การขนานนามวา่ พระองคเ์ จา้ เกษมสนั ตโ์ สภาคย์ กรมหลวงพรหม- เปน็ “ยคุ ทองของ วรานรุ กั ษ์ ทรงออกหนงั สอื พมิ พช์ อ่ื วา่ ดรโุ ณวาท การหนงั สอื พมิ พ์ ซงึ่ เปน็ หนงั สอื พมิ พฉ์ บบั แรกของคนไทยทจ่ี ดั ทำ ไทย” นอกจากนี้ และดำเนนิ การโดยคนไทย พมิ พอ์ อกจำหนา่ ยเปน็ พระองค์ยังทรง หนงั สือพมิ พ์ จนี โนสยามวารศพั ท์ รายสปั ดาห์ มเี นอ้ื หาสาระทที่ นั สมยั แสดงความ ใชห้ นงั สอื พมิ พเ์ ป็นสื่อในการปกครอง โดยชี้ให้ สามารถและสตปิ ญั ญาของคนหนมุ่ สาวรนุ่ ใหมย่ คุ นน้ั เห็นว่า สยามควรเปน็ ตวั ของตวั เอง ไมค่ วรเลยี น เพื่อชี้ทิศทางของสังคมไทย ต่อมาในรัชสมัย แบบสงั คมตะวนั ตก ซงึ่ หลายอยา่ งไมส่ ามารถเข้า พระบาทสมเดจ็ พระมงกฎุ เกลา้ เจา้ อยหู่ วั ทรงเหน็ กนั ไดก้ บั สงั คมไทย ทรงชใ้ี หเ้ หน็ ความสำคญั ของ ความสำคญั ของหนงั สอื พมิ พ์ โดยใหห้ นงั สอื พมิ พ์ การพฒั นาคณุ ภาพมนษุ ย์ และมพี ระราชดำรวิ า่ คน มีสิทธิเสรีภาพในการวิพากษ์วิจารณ์ นอกจากนี้ ไทยตอ้ งแกไ้ ขตนเอง โดยควรขยนั ทำงาน เลกิ เลน่ ทรงเปน็ บรรณาธกิ ารและทรงอปุ ถมั ภห์ นงั สอื พมิ พ์ การพนนั มกี ารศกึ ษา ใชส้ มองมากกวา่ กำลงั กาย หลายฉบบั เชน่ หนงั สอื พมิ พ์ จนี โนสยามวารศพั ท์ สยามออบเซอรเ์ วอร์ ไทย ดงั นน้ั ในสมยั นจี้ งึ มี หนงั สอื พมิ พ์ ดรโุ ณวาท
165 ประพฤตติ นเปน็ “สภุ าพบรุ ษุ ” ไมห่ ยาบคาย และ แสดงความเหน็ ใจประชาชนผยู้ ากไร้ และใหน้ ยิ าม สตรตี อ้ งมสี ทิ ธเิ ทา่ เทยี มบรุ ษุ ทง้ั ยงั ทรงชใ้ี หเ้ หน็ ความเจรญิ วา่ คอื ประชาธปิ ไตย นอกจากนี้ นาย ความจำเปน็ ของระบอบสมบรู ณาญาสทิ ธริ าชยท์ ่ี เซยี วฮดุ เสง็ สบี ญุ เรอื ง ไดอ้ อกหนงั สอื พมิ พช์ อื่ วา่ พระมหากษตั รยิ เ์ ปรยี บประดจุ บดิ าของราษฎร แต ่ จีนโนสยามวารศัพท์ ตอกยำ้ แนวคดิ ปฏวิ ตั แิ บบ กระแสแนวคดิ ตะวนั ตกในเวลานนั้ คอ่ นขา้ งรนุ แรง ซนุ ยดั เซน็ ซงึ่ มอี ทิ ธพิ ลตอ่ ปญั ญาชนสมยั นน้ั มาก คนไทยกลมุ่ หนง่ึ ทเ่ี รยี กตนเองวา่ “กลมุ่ ปญั ญาชน” กลบั มแี นวคดิ วา่ ระบอบสมบรู ณาญาสทิ ธริ าชยเ์ ปน็ การตอ่ สดู้ ว้ ยขา่ วสารระหวา่ งราชสำนกั กบั เคร่ืองกีดก้ันความเจริญ โดยเร่ิมพัฒนามาต้ังแต่ สามัญชนดำเนินต่อไปอย่างยาวนาน จนกระท่ัง หมอบรดั เลนำเสนอรปู แบบการปกครองแบบใหม่ คณะราษฎรไดเ้ ปลย่ี นแปลงการปกครอง ใน พ.ศ. ในสังคมไทย กลมุ่ ปญั ญาชนทมี่ แี นวคดิ น้ี เชน่ ๒๔๗๕ และไดเ้ ปน็ รฐั บาลปกครองประเทศ แต่ เทยี นวรรณ ซง่ึ ใชน้ ามปากกาวา่ “ต.ว.ส. วณั ณาโภ” ตอ่ มากลบั ใชอ้ ำนาจในการปกครอง ทง้ิ อดุ มการณ์ ไดอ้ อกวารสารชอื่ ตลุ วภิ าคพจนกจิ รายปกั ษ์ และ เสรภี าพ หนั ไปยดึ ลทั ธชิ าตนิ ยิ มและลทั ธผิ นู้ ำ มี ศิริพจนภาค รายเดือน เรียกร้องสิทธิในการพูด การควบคมุ และแสวงหาประโยชนจ์ ากสอื่ สทิ ธิ และใหน้ ยิ ามความเจรญิ ของสยามวา่ คอื ประเทศ เสรภี าพในการนำเสนอขา่ วสารถกู จำกดั ยงิ่ กวา่ เดมิ ที่ปกครองดว้ ยระบอบประชาธปิ ไตย ตอ่ มามกี ลุ่ม จนมาถงึ สมยั รฐั บาลของจอมพล ป. พบิ ลู สงคราม ทหารหนมุ่ ทเ่ี รยี กตวั เองวา่ “ยงั เตริ ก์ ” ใชน้ ติ ยสาร และจอมพล สฤษด์ิ ธนะรัชต์ หนังสือพิมพถ์ ูก ยทุ ธโกษ (หรอื ฉบบั เดมิ ชอื่ วา่ ยทุ ธะโกษ) เปน็ สอื่ ควบคมุ จนไมส่ ามารถแสดงบทบาททางการเมอื ง ได้ นกั หนงั สอื พิมพห์ ลายคนพยายามตอ่ ตา้ นแต่ นติ ยสาร ยทุ ธโกษ ไมค่ อ่ ยประสบความสำเรจ็ จนเมอื่ เกดิ เหตกุ ารณ์ วารสาร ตลุ วภิ าคพจนกจิ “๑๔ ตลุ า ๒๕๑๖” หนงั สอื พมิ พจ์ งึ เรมิ่ มเี สรภี าพ มากขน้ึ เรอ่ื ยๆ มาจนถงึ ปจั จบุ นั ๓. ลักษณะและการบริหารงานของ หนงั สอื พมิ พ์ เน่ืองจากหนังสือพิมพ์เกิดข้ึนควบคู่กับ ววิ ฒั นาการของสงั คมประชาธปิ ไตย หนงั สอื พมิ พ ์ จงึ เปน็ สอ่ื ทจี่ ำเปน็ ตอ้ งมอี สิ รภาพทง้ั จากอำนาจรฐั และอำนาจทนุ แตใ่ นปจั จบุ นั ทโ่ี ลกกา้ วเขา้ สรู่ ะบบ ทนุ นยิ ม คา่ ใชจ้ า่ ยตา่ งๆ ในการผลติ หนงั สอื พมิ พ์ ทง้ั คา่ กระดาษ แรงงาน เทคโนโลยี ลว้ นตอ้ งใช้ ตน้ ทนุ สงู นายทนุ จงึ เขา้ มามอี ทิ ธพิ ลเหนอื วงการ หนงั สอื พมิ พม์ ากขน้ึ
166 บรรณาธกิ ารประชมุ คดั เลอื กขา่ ว การบรหิ ารงานหนงั สอื พมิ พม์ รี ปู แบบตา่ งๆ นกั ขา่ วสมั ภาษณบ์ คุ คล ได้แก่ บริหารโดยเจ้าของโดยตรง บริหารโดย นกั ขา่ วสง่ ขา่ วไปทก่ี องบรรณาธกิ ารโดยใชค้ อมพวิ เตอร์ หนุ้ สว่ น บรหิ ารโดยการจดทะเบยี นนติ บิ คุ คลเปน็ บริษัท บริหารโดยถือกรรมสิทธ์ิแบบเครือข่าย หรอื กลมุ่ บรหิ ารโดยการรว่ มหนุ้ ระหวา่ งนายจา้ งกบั ลกู จา้ ง และบรหิ ารโดยการรว่ มลงทนุ ในกจิ การ หนงั สอื พมิ พห์ ลายฉบบั ๓.๑ หนว่ ยงานหลกั ของหนงั สอื พมิ พ์ มี ๓ กอง ได้แก่ กองบรรณาธิการ กอง จัดการ และกองการผลิต ทุกกองต้องทำงาน ประสานกนั อยา่ งเปน็ ระบบ กองทสี่ ำคญั ทส่ี ดุ คอื กองบรรณาธกิ าร ซง่ึ มผี ทู้ ำงานในหนา้ ทต่ี า่ งๆ กนั ดงั น้ี ๑. บรรณาธกิ าร หรอื บรรณาธกิ ารใหญ่ ๒. บรรณาธกิ ารบรหิ าร ๓. หวั หนา้ กองบรรณาธกิ าร ๔. บรรณาธกิ ารขา่ ว
167 ตรวจตน้ ฉบบั ขา่ ว เรยี บเรยี งขา่ ว ชา่ งภาพถา่ ยภาพ ๑๒. ชา่ งภาพ ๑๓. ผพู้ สิ จู นอ์ กั ษร คดั ภาพลงประกอบขา่ ว ๑๔. บรรณารกั ษ ์ ๕. หวั หนา้ ขา่ ว ทั้งนี้ บรรณาธิการเป็นผู้รับผิดชอบสูงสุด ๖. บรรณาธกิ ารขา่ วในประเทศ ขององคก์ รหนงั สอื พมิ พ ์ มฐี านะเหมอื นผจู้ ดั การ ๗. บรรณาธกิ ารขา่ วตา่ งประเทศ ใหญ ่ และเป็นผู้ให้การวินิจฉัยเมื่อเกิดปัญหาข้ึน ๘. บรรณาธกิ ารบทความ สารคดี โดยทวั่ ไป บรรณาธกิ ารมหี นา้ ทค่ี วบคมุ ดูแลการ ๙. บรรณาธกิ ารฝา่ ยตรวจตน้ ฉบบั ปฏิบัติงานของกองบรรณาธิการทุกส่วน เมอื่ มี ๑๐. ผเู้ รยี บเรยี งขา่ ว หรอื รไี รเตอร์ การเปลย่ี นแปลงสำคญั เกยี่ วกบั ระเบยี บปฏบิ ตั ใิ ด ๑๑. ผสู้ อ่ื ขา่ ว คำวนิ ิจฉยั ของบรรณาธกิ ารถอื เปน็ ที่ส้ินสดุ ๓.๒ ขา่ ว เนอ้ื งานทสี่ ำคญั ของหนงั สอื พมิ พ ์ คอื ขา่ ว ซง่ึ เปน็ เหตกุ ารณห์ รอื เรอื่ งราวทปี่ ระชาชนสนใจ หรอื ควรรู้ ในแตล่ ะวนั มขี า่ วเกดิ ขน้ึ มากมาย บรรณาธกิ าร จงึ ตอ้ งเปน็ ผตู้ ดั สนิ ใจวา่ ควรนำขา่ วใดลงตพี มิ พ ์ โดย มกี ารกลนั่ กรองคดั เลอื กขา่ วทม่ี ลี กั ษณะตา่ งๆ เชน่ ๑. ความสด เปน็ เหตกุ ารณท์ เ่ี พง่ิ เกดิ หรอื เปน็ เรอ่ื งราวทท่ี นั สมยั ๒. เรอื่ งราวทอี่ ยใู่ กลต้ วั หรอื เรอ่ื งทอี่ าจสง่ ผลกระทบกบั ตวั
168 เหตกุ ารณ์ทีห่ นังสอื พมิ พ์นำมาลงเปน็ ข่าวในแต่ละวัน ๓. ความเดน่ อาจเปน็ ความเดน่ ของบคุ คล และสตรี การทอดทงิ้ ผสู้ งู อายแุ ละผทู้ พุ พลภาพ ทเ่ี ปน็ ทรี่ จู้ กั กนั ทว่ั ไป สถานท่ี หรอื วตั ถลุ ำ้ คา่ ๗. เรื่องท่ีมีผลกระทบต่อคนเป็นจำนวน ๔. ความแปลกใหมข่ องเหตกุ ารณ์ หรอื สงิ่ มาก เชน่ แผน่ ดนิ ไหว นำ้ ทว่ ม ฝนแลง้ ผดิ ปกตทิ ด่ี งึ ดดู ความสนใจของผคู้ น ๘. เรอื่ งการเปลย่ี นแปลงทางสงั คมทส่ี ำคญั ๕. ความมเี งอื่ นงำ หมายถงึ เหตกุ ารณท์ มี่ ี ซง่ึ สง่ ผลกระทบตอ่ มนษุ ยท์ ง้ั ในทางบวกและทางลบ เบื้องหลังลึกลับซับซ้อนท่ีหนังสือพิมพ์ได้ขุดคุ้ย ๙. เรอื่ งความกา้ วหนา้ ทางวชิ าการตา่ งๆ เชน่ ออกมาตแี ผเ่ ปน็ เวลาหลายๆ วนั เชน่ ฆาตกรรม ทางวทิ ยาศาสตร์ ทางการแพทย ์ การฉอ้ โกง ๑๐. เรอ่ื งความขดั แยง้ ทางความคดิ อดุ มการณ ์ ๖. เรอื่ งทสี่ ะเทอื นอารมณ์ เชน่ การทำรา้ ยเดก็ ทศั นคติ หรอื พฤตกิ รรมในดา้ นตา่ งๆ
169 ลกั ษณะของขา่ วทด่ี ี ๓.๓ การออกแบบและการจัดหน้า ขา่ วทด่ี คี วรมลี กั ษณะดงั ตอ่ ไปนี ้ หนงั สอื พมิ พ ์ ๑. มคี วามถกู ตอ้ ง คอื ความถกู ตอ้ งทงั้ การ รายงานเหตกุ ารณ ์ และการใชภ้ าษาขา่ ว ซง่ึ จะตอ้ ง หนงั สอื พมิ พม์ รี ปู แบบทส่ี ำคญั ๒ รปู แบบ ผ่านการกลัน่ กรองและตรวจสอบอย่างมขี ้ันตอน คอื ขนาดใหญ่ (broadsheet หรอื standard) และ นกั หนงั สอื พมิ พต์ อ้ งไมพ่ อใจแคข่ อ้ มลู ทไ่ี ดม้ าอยา่ ง ขนาดเลก็ (tabloid) หนงั สอื พมิ พข์ องไทยสว่ นใหญ ่ ผวิ เผนิ แตต่ อ้ งเจาะลกึ และมองอยา่ งรอบดา้ น เชน่ จะมขี นาดใหญ ่ ชอ่ื นามสกลุ อาย ุ สถานทเ่ี กดิ เหต ุ ตำแหนง่ ของ บคุ คล ตอ้ งมคี วามถกู ตอ้ งทงั้ ขอ้ มลู และตวั สะกด หนังสือพิมพ์ขนาดใหญ่คือหนังสือพิมพ์ที่ ๒. มีความเที่ยงธรรมและความเป็นกลาง มขี นาดของหนา้ ประมาณ ๑๕x๒๒ นว้ิ แตอ่ าจ คอื รายงานขา่ วอยา่ งปราศจากอคต ิ ไมแ่ สดงความ ใหญห่ รอื เลก็ กวา่ ขนาดดงั กลา่ วได้ประมาณ ๑-๒ คดิ เหน็ ของนกั ขา่ ว และไมพ่ ยายามชน้ี ำใหผ้ อู้ า่ น นวิ้ และมคี อลมั นข์ นาด ๖ หรอื ๘ คอลมั น ์ การ มคี วามเหน็ โนม้ เอยี งไปในทางใดทางหนง่ึ ออกแบบและการจดั หนา้ หนงั สอื พมิ พม์ กี ฎเกณฑ์ ๓. มคี วามกระชบั ชดั เจน คอื การเขยี นขา่ ว มากมาย อาจกลา่ วโดยสรปุ ไดว้ า่ การออกแบบจดั รายงานขา่ วท่รี ดั กมุ ไมเ่ ยน่ิ เยอ้ เขา้ ใจงา่ ย และ หนา้ หนงั สอื พมิ พเ์ ปน็ ศลิ ปะอยา่ งหนง่ึ ซง่ึ สามารถ ไมม่ คี วามหมายหลายแงห่ ลายมมุ ผอู้ า่ นสามารถ ดึงดูดใจผู้อ่านได ้ โดยอาศัยศิลปะในการสร้าง เขา้ ใจไดท้ นั ท ี ความกลมกลนื ระหวา่ งรายละเอยี ดของขา่ ว ภาพ ๔. มคี วามรวดเรว็ คอื การแจง้ ขา่ วสารแก่ และกราฟิก รวมทั้งการจัดหน้าต้ังแต่หน้าแรก ประชาชนอย่างรวดเร็วที่สุดเท่าที่สามารถทำได ้ จนถงึ หนา้ สดุ ทา้ ย ตวั พมิ พต์ อ้ งคดั เลอื กทอี่ า่ นแลว้ ปจั จบุ นั นกั ขา่ วพยายามนำเทคโนโลยมี าใชใ้ นการ สบายตา อา่ นงา่ ย และอา่ นไดอ้ ยา่ งรวดเรว็ ภาพ ทำงาน เพอื่ ใหข้ า่ วสารไปถงึ ประชาชนไดเ้ รว็ ขน้ึ การจดั หนา้ หนงั สอื พมิ พแ์ บบมคี อลมั นข์ นาด ๖ คอลมั น ์ ห น งั ส อื พ มิ พ ข์ อ ง ไ ท ย ส ว่ นมากมขี นาดใหญ ่
170 ปต้อระงกกอารบอขยา่ ่าวงจคะรตบอ้ ถง้วเรนยี บเปงา่็นยภ าแพตทส่ มี่อื่ คีคุณวาภมาหพมดา ี ย ทมีี่ หนงั สอื พมิ พจ์ งึ เปน็ เสมอื นผกู้ รองขา่ วสารท ี่ ความแปลก และนา่ สนใจอกี ดว้ ย ทง้ั นี้ ภาพและ จะไปสปู่ ระชาชน จนมผี กู้ ลา่ ววา่ หนงั สอื พมิ พค์ อื ข่าวต่างเสริมซึ่งกันและกันในการสื่อความหมาย นายทวารขา่ วสาร ซง่ึ ยนื อยปู่ ากประต ู คอยคดั สรร เหตกุ ารณใ์ หม้ ปี ระสทิ ธภิ าพสงู สดุ วา่ ขา่ วสารชนดิ ใดเปน็ สง่ิ ทป่ี ระชาชนควรจะรบั รู้ การทำขา่ วหนงั สอื พมิ พเ์ รมิ่ จากมเี หตกุ ารณ์ ๔. บทบาทและหนา้ ทขี่ องหนงั สอื พมิ พ์ ทนี่ า่ สนใจเกดิ ขนึ้ เมอ่ื นกั ขา่ วไปทำขา่ วแลว้ อาจ กลบั ไปเขยี นขา่ วเองทส่ี ำนกั งาน หรอื สง่ ขา่ วนนั้ ให ้ ในระบอบประชาธปิ ไตย หนงั สอื พมิ พเ์ ปน็ แกฝ่ า่ ยเขยี นทเี่ รยี กวา่ “รไี รเตอร”์ (Rewriter) ทาง ผใู้ หข้ า่ วสารทเ่ี กดิ ขน้ึ ทง้ั ในประเทศและตา่ งประเทศ โทรศพั ทห์ รอื โทรสาร เมอ่ื รไี รเตอรไ์ ดร้ บั ขา่ วจาก และเปน็ เวทกี ารตอ่ สทู้ างอดุ มการณข์ องบคุ คลกลมุ่ นกั ขา่ วแลว้ กด็ ำเนนิ การเขยี นใหมต่ ามรปู แบบของ ต่างๆ หนังสือพิมพ์ไม่ได้เป็นสื่อของคนกลุ่มใด ขา่ ว โดยอาจตดั ขอ้ มลู ออกบา้ ง หาขอ้ มลู มาเพม่ิ เตมิ กลมุ่ หนง่ึ แตเ่ ปน็ สอ่ื ของมวลชนทงั้ หมดในสงั คม บา้ ง เพอื่ ใหข้ า่ วมคี วามนา่ สนใจยง่ิ ขน้ึ จากนน้ั กส็ ง่ ดงั นน้ั หนงั สอื พมิ พต์ อ้ งมเี สรภี าพในการนำเสนอ ให้หัวหน้าข่าวจัดอันดับความสำคัญของข่าวโดย ความจรงิ อยา่ งถกู ตอ้ งครบถว้ น และปราศจากอคต ิ ใชว้ จิ ารณญาณจากประสบการณข์ องตนเปน็ หลกั บทบาทหลักของหนังสือพิมพ์ในระบอบ นกั ขา่ วไปสมั ภาษณห์ รอื ทำขา่ วตามสถานทตี่ า่ งๆ และสง่ ขา่ วให้ ประชาธปิ ไตยม ี ๔ ประการ คอื รไี รเตอรเ์ ขยี นขา่ ว ๔.๑ บทบาททางการเมอื ง หนังสือพิมพ์เป็นเคร่ืองมือสำคัญท่ีจะให้ ขอ้ มลู ขา่ วสารเรอื่ งการบรหิ ารบา้ นเมอื งแกป่ ระชาชน ทำใหป้ ระชาชนรวู้ า่ รฐั บาลผปู้ กครองประเทศกำลงั ทำอะไรอย ู่ และทำตามสญั ญาทใี่ หไ้ วแ้ กป่ ระชาชน หรอื ไม ่ ทำใหม้ ผี เู้ รยี กหนงั สอื พมิ พว์ า่ เปน็ “สนุ ขั เฝา้ บา้ น” (watchdog) ของประชาชน ๔.๒ บทบาทในการใหก้ ารศกึ ษา หนังสือพิมพ์ให้ความรู้ด้วยข้อมูลข่าวสาร และมีการนำเสนอความคิดเห็นที่หลากหลาย ประชาชนมสี ทิ ธทิ จี่ ะรบั รขู้ อ้ มลู ขา่ วสารรอบดา้ น ทค่ี รบถว้ น เพอ่ื นำไปตดั สนิ ใจเลอื กวถิ ที างดำเนนิ ชวี ติ ของตนเองและสงั คม หนงั สอื พมิ พเ์ ปน็ สอ่ื ที่ จะสนองสทิ ธกิ ารรบั รขู้ องประชาชนดงั กลา่ ว โดย ตอ้ งนำเสนอขา่ วสารเพอ่ื สงั คมโดยรวม ไมใ่ ชเ่ พอื่ กลมุ่ ใดกลมุ่ หนงึ่ เทา่ นนั้
171 ๔.๓ บทบาททางสงั คมและวฒั นธรรม ๕. ความรบั ผดิ ชอบของหนงั สอื พมิ พ ์ ในสงั คมเสร ี หนังสือพิมพ์มีบทบาทในการเป็นกระจก สะท้อนสังคม ประชาชนรับรู้ความเป็นไปของ เนอื่ งจากหนงั สอื พมิ พเ์ ปน็ สอื่ เพอื่ ประชาชน สงั คมไดจ้ ากการอา่ นขา่ วหนงั สอื พมิ พ ์ เชน่ ขา่ ว จงึ ตอ้ งยดึ ประโยชนข์ องประชาชนเปน็ ทตี่ งั้ และ อบุ ตั เิ หต ุ ขา่ วภยั ธรรมชาต ิ ขา่ วเศรษฐกจิ ขา่ ว เพอื่ ใหห้ นงั สอื พมิ พส์ ามารถปฏบิ ตั หิ นา้ ทน่ี ไ้ี ดโ้ ดย การเมอื ง ขา่ วสงั คม ขา่ ววฒั นธรรม ทง้ั ยงั ไดร้ บั รู้ ปราศจากการแทรกแซงของรฐั บาลหรอื องคก์ รอนื่ พฤตกิ รรมของผคู้ น ไดซ้ มึ ซบั กฎเกณฑท์ างสงั คม ใด หนงั สอื พมิ พจ์ งึ ตอ้ งมเี สรภี าพ แตเ่ สรภี าพนน้ั ความคดิ ความเชอื่ และระเบยี บแบบแผน ตลอดจน จะตอ้ งมคี วามรบั ผดิ ชอบควบคไู่ ปดว้ ย ซง่ึ ความ ประเพณที ถี่ า่ ยทอดกนั มา ทำใหเ้ ขา้ ใจความเปน็ มา รบั ผดิ ชอบของหนงั สอื พมิ พม์ ี ๓ ประเภท คอื ของบา้ นเมอื งตนเอง รวมทงั้ วฒั นธรรมทจี่ ะตอ้ ง ธำรงรกั ษาและสืบทอดกนั ต่อไป ๕.๑ ประเภทคำสง่ั ๔.๔ บทบาทในการเป็นป้ายประกาศ ในสงั คมเผดจ็ การ หนงั สอื พมิ พต์ อ้ งรบั คำ สาธารณะ สงั่ จากรฐั บาลอยา่ งเครง่ ครดั โดยถอื วา่ หนงั สอื พมิ พ ์ เปน็ เพียงแขนขาของรัฐบาลเท่านั้น แตใ่ นสงั คม หนงั สอื พมิ พท์ ำหนา้ ทปี่ ระกาศโฆษณาขา่ ว ประชาธปิ ไตย หนงั สอื พมิ พม์ เี สรภี าพมากขนึ้ แต ่ สารเพอ่ื ใหป้ ระชาชนไดร้ บั รเู้ หตกุ ารณ ์ ประชาชน ก็ยังต้องรับคำสั่งห้ามมิให้ทำการบางอย่างที่อาจ จำเปน็ ตอ้ งบริโภคข่าวสารไม่แตกต่างไปจากการ กอ่ ใหเ้ กดิ ผลเสยี หรอื ไมถ่ กู ตอ้ งตามกฎหมายและ ใชน้ ำ้ ประปาและไฟฟา้ หนงั สอื พมิ พจ์ งึ เปน็ เสมอื น ศลี ธรรมจรรยา สาธารณปู โภคชนดิ หนง่ึ ทที่ ำใหป้ ระชาชนมชี วี ติ ท ่ี สะดวกสบาย ปลอดภยั และเพลดิ เพลนิ มากขนึ้ นอกจากน้ี หนงั สอื พมิ พต์ อ้ งรบั คำสง่ั ภายใน องคก์ รเพอื่ การบรหิ ารงาน เชน่ บรรณาธกิ ารส่ัง หนงั สือพมิ พม์ หี นา้ ทป่ี ระกาศโฆษณาขา่ วสารให้ประชาชนได้ ใหน้ กั ขา่ วไปหาขา่ ว สว่ นบรรณาธกิ ารตอ้ งทำตาม รบั รเู้ หตกุ ารณ์ นโยบายของผู้บริหาร ถือเป็นความรับผิดชอบ ตอ่ หนา้ ทภี่ ายในองคก์ ร เพอื่ ใหก้ ารบรหิ ารงานของ สำนกั พมิ พเ์ ปน็ ไปอยา่ งราบรน่ื และมปี ระสทิ ธภิ าพ ๕.๒ ประเภทพนั ธสญั ญา ความรับผิดชอบประเภทนี้มีทั้งแบบเป็น ทางการ และไมเ่ ปน็ ทางการ ถา้ มกี ารลงนามใน เอกสารสญั ญากถ็ อื วา่ มพี นั ธะอยา่ งเปน็ ทางการ ถอื เป็นการยอมรับที่จะปฏิบัติและรับผิดชอบต่อข้อ ผกู พนั อนั เกดิ จากคำมนั่ สญั ญานน้ั สว่ นพนั ธสญั ญา แบบไมเ่ ปน็ ทางการ หมายถงึ การมผี ใู้ หส้ ญั ญาและ
172 ผอ กู้รั ับษสร ัญญา แต่ไม่มีการบันทึกไว้เป็นลายลักษณ์ พระราชวรวงศเ์ธอ พระองคเ์จา้ รชั นแี จม่ จรสั กรมหมนื่ พทิ ยาลงกรณ ์ ในกรณีของนักหนังสือพิมพ์ ย่อมมีภาระ หรอื น.ม.ส. ผูกพันกับพันธสัญญาท้ังแบบแรกและแบบหลัง แต่ถ้าเม่ือไรหนังสือพิมพ์ถือปัจเจกประโยชน์ เช่น นักหนังสือพิมพ์ต้องลงนามในสัญญากับ แลว้ ทำขา่ วเพอ่ื หลอกลวงประชาชนเพอื่ ใหต้ ายใจ องคก์ รทตี่ นสงั กดั อยู่ และในขณะเดยี วกนั กต็ อ้ ง และเห็นดีเห็นงามคล้อยตามไปด้วย หรือให้ต่ืน ตระหนกั ถงึ พนั ธสญั ญาทางใจทน่ี กั หนงั สอื พมิ พม์ ี ตระหนก เพอื่ ใหเ้ อกชนหรอื รา้ นคา้ ไดป้ ระโยชน์ ตอ่ ประชาชนวา่ จะปฏบิ ตั หิ นา้ ทอี่ ยา่ งซอ่ื สตั ยแ์ ละ เมอ่ื นน้ั แลว้ ระฆงั แหง่ ชว่ั โมงทเ่ี ศรา้ สลดทส่ี ดุ กจ็ ะ เทยี่ งธรรม เพอ่ื สนองประโยชนข์ องประชาชน ยำ่ ขน้ึ ” ๕.๓ ประเภท “สญั ญากบั เบอ้ื งลกึ แหง่ พระราชวรวงศเ์ ธอ พระองคเ์ จา้ รชั นแี จม่ จรสั จติ วญิ ญาณของตน” กรมหมน่ื พทิ ยาลงกรณ์ หรอื น.ม.ส. รบั สง่ั วา่ นกั หนงั สอื พมิ พท์ มี่ คี วามรบั ผดิ ชอบประเภท “หนงั สอื พมิ พม์ ชี วี ติ อยใู่ นทเ่ี ปดิ เผย จะทำดี นี้ จะตอ้ งตระหนกั วา่ ตนเองมคี วามรบั ผดิ ชอบตอ่ กต็ าม จะทำเลวกต็ าม ตอ้ งเปดิ ใหป้ ระชาชนเหน็ สงั คมโดยจติ วญิ ญาณ ไมห่ วนั่ ไหวตอ่ อามสิ สนิ จา้ ง ความดคี วามเลวอยทู่ กุ วนั เมอื่ หยดุ เปดิ เผยตน ก็ ใดๆ ทง้ั สนิ้ หยุดเป็นนักหนังสอื พมิ พ์ งานหนังสือพิมพเ์ ปน็ งานของนกั ปราชญ์ เพราะเปน็ ธรุ กจิ ทต่ี อ้ งทำดว้ ย นักหนังสือพิมพ์อาวุโสได้กล่าวถึงบทบาท ปญั ญา” ของหนงั สอื พมิ พต์ อ่ สงั คมไว้ ดงั นี้ จะเหน็ ไดว้ า่ วชิ าชพี หนงั สอื พมิ พผ์ กู พนั อยู่ เสฐยี ร พนั ธรงั ษี กลา่ ววา่ กบั ความรบั ผดิ ชอบตอ่ สาธารณชนอยา่ งไมส่ ามารถ “นกั หนงั สอื พมิ พต์ อ้ งมมี โนธรรม มสี ำนกึ แยกออกจากกนั ได้ นกั หนงั สอื พมิ พ์ทีแ่ ทจ้ ริงจะ แหง่ ความรบั ผดิ ชอบชว่ั ดตี อ่ ตนเองหรอื บคุ คลอน่ื ต้องมีจิตวิญญาณแห่งศีลธรรม และต้องปฏิบัติ มีหิริโอตตัปปะ คือ ความละอายต่อบาป และ หนา้ ทดี่ ว้ ยความระมดั ระวงั ความหวาดเกรงผลแหง่ ความชว่ั ” ม.ร.ว. นมิ ติ รมงคล นวรตั น กลา่ ววา่ “กำไรจงู ใจใหม้ นษุ ยท์ ำงานดว้ ยความคดโกง เมอื่ หนงั สอื พมิ พพ์ ยายามขายขา่ วใหไ้ ดก้ ำไรมากๆ เมอื่ นนั้ ขา่ วกไ็ มจ่ ำเปน็ ตอ้ งตรงกบั ความเปน็ จรงิ ” สภุ า ศริ มิ านนท์ กลา่ ววา่ “นักหนังสือพิมพ์จะต้องไม่เหมือนพ่อค้า หรอื ผปู้ ระกอบอาชพี อนื่ ๆ ความสำเรจ็ ของเขาวดั ด้วยเกียรติยศ ไม่ใช่วัดด้วยเงิน หนังสือพิมพ์ท้ัง หลายยอ่ มถอื เอาสาธารณประโยชนเ์ ปน็ ธรรมจรยิ า
173 ๖. เทคโนโลยีกับการปรับตัวของ ส่ือออนไลน์เกิดข้ึนมาด้วยศักยภาพของ หนงั สอื พมิ พ์ เทคโนโลยี เปน็ สอ่ื ทม่ี ที ง้ั ตวั อกั ษรและภาพทเ่ีผยแพร ่ อยา่ งรวดเรว็ ไปไดท้ วั่ โลก และเนอ้ื หายงั สามารถ ในปัจจุบันมีการเติบโตของเทคโนโลยีการ ปรับเปลี่ยนได้ตลอดเวลา ปัจจุบนั ข่าวสารตา่ งๆ ส่ือสารโทรคมนาคม ไม่ว่าจะเป็นระบบสื่อสาร สามารถหาอา่ นไดอ้ ยา่ งรวดเรว็ ผา่ นทางหนงั สอื พมิ พ ์ ผา่ นดาวเทยี ม เครอื ขา่ ยเคเบลิ ใยแกว้ นำแสง และ ออนไลน์ หรอื นติ ยสารออนไลน์ โดยการเขา้ ไปใน อินเทอร์เน็ต ตลอดจนซอฟต์แวร์คอมพิวเตอร์ เวบ็ ไซตข์ องหนงั สอื พมิ พท์ ตี่ อ้ งการ นอกจากจะอา่ น ทำใหห้ นงั สอื พมิ พต์ อ้ งปรบั ตวั อยา่ งขนานใหญ่ ขอ้ มลู ขา่ วสารแลว้ ยงั สามารถเขา้ ไปแสดงความ คดิ เหน็ แลกเปลย่ี นกนั ในกระดานขา่ ว (webboard) หนังสือพิมพ์ได้ปรับรูปแบบการจัดหน้า ของหนงั สอื พมิ พไ์ ดด้ ว้ ย และภาพของตนให้น่าอ่านด้วยเทคนิคท่ีเรียกว่า อนิ โฟกราฟกิ (infographic) หมายถงึ การนำภาพที่ ลักษณะเช่นน้ีทำให้เกิดความเปล่ียนแปลง สรา้ งจากคอมพวิ เตอรม์ าใชใ้ นการอธบิ ายเรอ่ื งราว วธิ กี ารแสวงหาขา่ วสารของประชาชน จากเดมิ ที่ ทเี่ ขา้ ใจยาก เชน่ ในบทวเิ คราะหท์ างเศรษฐกจิ หรอื อา่ นหนงั สอื พมิ พต์ อนเชา้ และดขู า่ วจากโทรทศั น์ การเมอื ง นอกจากนน้ั อนิ เทอรเ์ นต็ ยงั ทำใหเ้ กดิ สอ่ื ในตอนเย็น ก็เปล่ียนเป็นการหาข่าวสารจากส่ือ ประเภทใหมข่ นึ้ มา เรยี กวา่ สอ่ื ออนไลน์ ออนไลน์ซึ่งสามารถเลือกเว็บไซต์ได้หลากหลาย ตลอดเวลา และยังเช่ือมต่อถึงกัน ทำให้การหา ข่าวย่ิงง่ายมากข้ึน เมื่อเกิดเหตุการณ์ที่สำคัญๆ ในระดบั โลก เชน่ สงคราม หรอื ภยั พบิ ตั ติ า่ งๆ ประชาชนสามารถตรวจสอบขอ้ มลู ของเหตกุ ารณ์ ที่ตนเองสนใจได้จากส่ือออนไลน์ท่ัวโลก ทำให้ ประชาชนมคี วามรอู้ ยา่ งกวา้ งขวาง เกดิ เปน็ สงั คม แหง่ ความรอู้ กี ทางหนง่ึ อ่านข่าวจากไอแพด (iPad) อ่านข่าวจากโทรศพั ท์มอื ถือ
174 ข ่าวสากราไรดท้จี่ปากรแะชหาลช่งนขส้อมามูลาทรั่วถโตลรกวจทสำอใบหข้ระ้อบมบูล โลกที่ “เสมอื นจรงิ ” (virtual) กบั โลกของความเปน็ วารสารศาสตร์ต้องเปลี่ยนแปลงไป จากเดิมที่ จรงิ ทำใหเ้ กดิ ปญั หาอนื่ ๆ ตามมาอกี มากมาย เชน่ หนังสือพิมพ์เป็นผู้กล่ันกรองข่าวสารนำเสนอ เดก็ เขา้ ไปเลน่ เกมในอนิ เทอรเ์ นต็ แลว้ ไมส่ ามารถ ตอ่ ประชาชน ปจั จบุ นั ประชาชนกลับเป็นผู้เลือก แยกออกไดว้ า่ โลกในเกมกบั โลกในความเปน็ จรงิ วา่ จะตรวจสอบขอ้ มลู ขา่ วสารจากสอ่ื ใด ในอนาคต แตกตา่ งกนั อยา่ งไร ทำใหเ้ กดิ ปญั หาสงั คมตามมา เมอ่ื เกดิ สอื่ ใหมๆ่ ทพ่ี ฒั นากา้ วหนา้ ยงิ่ ขน้ึ ไปอกี จน ถึงในระดับที่สามารถรวมส่ือทุกชนิด ไม่ว่าจะ ปัญหาดังกล่าวนี้กำลังคุกคามทุกประเทศ เปน็ หนงั สอื พมิ พ์ วทิ ยุ โทรทศั น์ คอมพวิ เตอร ์ ทว่ั โลก ทำใหท้ กุ สงั คมตอ้ งพยายามกำหนดแนว อนิ เทอรเ์ นต็ และโทรศพั ทม์ อื ถอื เขา้ ไวด้ ว้ ยกนั ทางปฏบิ ตั ติ ามสภาพสงั คมและวฒั นธรรมของตน ในส่ิงประดิษฐ์ขนาดเล็กๆ ท่ีสามารถพกพาไปได้ เพื่อให้การนำเทคโนโลยีสารสนเทศมาใช้เป็นไป ทุกหนทกุ แหง่ สภาพสังคมกจ็ ะเปล่ียนแปลงไป ดว้ ยความเรยี บรอ้ ย และนำไปสสู่ งั คมแหง่ ความร ู้ จนไมอ่ าจคาดคะเนได ้ ทม่ี คี ณุ ภาพยงิ่ ตอ่ ไป เทคโนโลยีมีท้ังข้อดีและข้อเสีย ข้อดีก็คือ สรปุ ไดว้ า่ หนงั สอื พมิ พเ์ปน็ สงิ่ พมิ พช์ นดิ หนง่ึ ขอ้ มลู ขา่ วสารสามารถกระจายไปอยา่ งกวา้ งขวาง ท่ีมีรากฐานมาจากสังคมตะวันตก และได้ผ่าน และรวดเร็ว แต่ข้อเสียคือ ผู้ท่ีไม่สามารถเข้าถึง กระบวนการทางประวัติศาสตร์มาอย่างยาวนาน เทคโนโลยี เชน่ คนยากจน หรอื ชาวปา่ ชาวเขาท่ี จนกลายเป็นหนังสือพิมพ์ที่เห็นอยู่ในปัจจุบัน อยู่ห่างไกลจะเสียเปรียบ เพราะไม่สามารถรับรู้ หนงั สอื พมิ พจ์ งึ มใิ ชเ่ ปน็ เพยี งกระดาษทไ่ี ดร้ บั การ ขา่ วสารไดท้ นั กาล นอกจากนน้ั การท่ปี ระชาชน ตีพิมพ์เท่าน้ัน แต่ยังเป็นเคร่ืองมือสำคัญของ เขา้ ไปแสดงความคดิ เหน็ ในสอื่ ได้ แมจ้ ะมขี อ้ ดคี อื ระบอบประชาธิปไตย ในการให้ข้อมูลข่าวสารที่ ทำใหป้ ระชาชนเขา้ มามสี ว่ นรว่ มในเหตกุ ารณต์ า่ งๆ ถกู ตอ้ งและครบถว้ น เพอื่ การตดั สนิ ใจเลอื กวถิ ชี วี ติ แตก่ ม็ ขี อ้ เสยี คอื ผทู้ ไี่ มม่ จี ติ สำนกึ อาจใชเ้ ปน็ ชอ่ ง ของประชาชนอกี ดว้ ย ววิ ฒั นาการของหนงั สอื พมิ พ์ ทางใสร่ า้ ยผอู้ น่ื หรอื ละเมดิ สทิ ธสิ ว่ นบคุ คล เชน่ ดำเนินควบคู่ไปกับความเปลี่ยนแปลงทางสังคม นำภาพทเี่ ปน็ สว่ นตวั มาเผยแพร่ทางอินเทอร์เน็ต และเทคโนโลยี จนเขา้ สยู่ คุ โลกาภวิ ตั นซ์ งึ่ หนงั สอื พมิ พ์ หรอื เขา้ ไปใชข้ อ้ มลู สว่ นตวั ของผอู้ นื่ และยงิ่ ไปกวา่ จะตอ้ งมกี ารพฒั นา เพอ่ื ใหเ้ ปน็ ประโยชนต์ อ่ สงั คม นนั้ เทคโนโลยยี งั ทำใหเ้ กดิ ความเหลอื่ มซอ้ นระหวา่ ง มากทส่ี ดุ ดเู พม่ิ เตมิ เรอื่ ง ประวตั กิ ารพมิ พไ์ ทย เลม่ ๑๘
175 บรรณาน กุ รม ดรุณี หิรัญรักษ์. เทคนิคการหาข่าวและการเขียนข่าวหนังสือพิมพ์. กรุงเทพฯ : สำนักพิมพ์แห่ง จฬุ าลงกรณม์ หาวทิ ยาลยั , ๒๕๓๔. มานจิ สขุ สมจติ ร. เอกสารการสอนชดุ วชิ าการบรหิ ารงานหนงั สอื พมิ พ์ หนว่ ยที่ ๙. กรงุ เทพฯ : สำนกั พมิ พม์ หาวทิ ยาลยั สโุ ขทยั ธรรมาธริ าช, ๒๕๓๔. สกุ ญั ญา สดุ บรรทดั . ประวตั กิ ารชว่ งชงิ สทิ ธอิ ำนาจทางขา่ วสารผา่ นหนงั สอื พมิ พ,์ งานวจิ ยั งบประมาณ แผน่ ดนิ ประจำปงี บประมาณ พ.ศ. ๒๕๔๒-๒๕๔๔. กรงุ เทพ : สำนกั พมิ พแ์ หง่ จฬุ าลงกรณ์ มหาวทิ ยาลยั , ๒๕๔๕. Hodges, Louis W. “Defining Press Responsibility.” in Deni Elliot (ed). Responsible Journalism. (n.p.): SAGE, 1986. Johannesen, Richard L. Ehtics and Persuasion. New York: Random House, 1967. Schramm, Wilbur. Mass Media and National Development. California: Stanford University Press, 1964.
176
ระบบสารสนเทศภมู ศิ าสตร17 ์7 รองศาสตราจารย์ ดร. แก้ว นวลฉว ี ดร. สุพรรณ กาญจนสุธรรม นาวาอากาศเอก ดร. ประพนธ์ วบิ ลู สขุ และวา่ ทรี่ อ้ ยตรี ชิมชยั เศตะพราหมณ์ ผู้เขยี น สว่ นเด็กเล็ก ศาสตราจารย์กติ ตคิ ณุ ไพฑรู ย์ พงศะบตุ ร ผ้เู รียบเรียง ระบบสารสนเทศภมู ศิ าสตร์ หมายถงึ การจดั การและการแสดงผล ขอ้ มลู ทางภมู ศิ าสตรอ์ ยา่ งเปน็ ระบบ เปน็ วทิ ยาการสมยั ใหมท่ เ่ี พง่ิ เกดิ ขน้ึ เมอ่ื ไม่นานมานี้ แตเ่ ดิมนนั้ การแสดงขอ้ มลู ทางภูมศิ าสตร์กระทำกนั อย่างง่ายๆ ไมซ่ บั ซอ้ น โดยการบอกเล่าเป็นลายลกั ษณอ์ กั ษร พรอ้ มทง้ั มแี ผนทปี่ ระกอบ เพอื่ ใหเ้ หน็ ขอบเขตและรายละเอยี ดของพื้นที่แต่ละแห่งได้ชัดเจนย่ิงขึ้น เชน่ ภมู ปิ ระเทศวา่ เปน็ ทร่ี าบ ทรี่ าบสงู เนนิ เขา เทอื กเขา หรอื ฝงั่ ทะเล ภมู อิ ากาศ วา่ เปน็ เขตรอ้ น เขตอบอนุ่ เขตหนาว เขตฝนชกุ เขตแหง้ แลง้ หรอื การใช ้ ทด่ี นิ วา่ เปน็ เขตเกษตรกรรม เขตทอี่ ยอู่ าศยั เขตปา่ ไม้ เขตทงุ่ หญา้ เลยี้ งสตั ว์ และการคมนาคมวา่ มถี นน ทางรถไฟ แมน่ ำ้ ลำคลอง จากทใี่ ดไปถงึ ทใ่ี ด และ ตลอดจนการตง้ั ถน่ิ ฐานวา่ มหี มบู่ า้ น เมอื ง แควน้ และประเทศตง้ั อยทู่ ใี่ ด มี ขนาดใหญห่ รอื เลก็ เทา่ ใด
178 การจัดทำแผนทใ่ี นระยะแรกๆ โดยการจดั เกบ็ ข้อมลู สนาม แล้วประกอบเป็นแผนที่ ตอ่ มามกี ารใชเ้ คร่ืองบินและดาวเทียม ซ่ึง รวดเร็วขน้ึ และแสดงขอ้ มลู ทมี่ ีรายละเอียดสูง ชัดเจน และกวา้ งขวาง การจดั ทำแผนทใี่ นระยะแรกๆ ทำโดยการสำรวจบนพน้ื ดนิ และใช้ เครอื่ งมอื สำรวจอยา่ งงา่ ยๆ แผนทจี่ งึ มคี วามละเอยี ดไมม่ าก บอกขอ้ มลู ไดใ้ น ขอบเขตทจ่ี ำกดั บางครง้ั กเ็ กดิ ความผดิ พลาดได้ ตอ่ มาในชว่ งสงครามโลกครงั้ ที่ ๒ มกี ารพฒั นาดา้ นการถา่ ยภาพทางอากาศโดยเครอื่ งบนิ ซ่ึงสามารถแสดง พนื้ ทไ่ี ดก้ วา้ งขวาง และเกบ็ รายละเอยี ดไดถ้ กู ตอ้ งแมใ้ นภมู ปิ ระเทศทกี่ ารเดนิ ทาง ทางบกไมส่ ะดวก ประมาณ พ.ศ. ๒๔๘๘ ภายหลงั สงครามโลกครง้ั ท่ี ๒ สน้ิ สดุ ลง ภาพถา่ ยทางอากาศเขา้ มามสี ว่ นสำคญั มากขน้ึ โดยนำมาใชเ้ ปน็ เครอื่ งมอื ในการ จดั ทำแผนทขี่ องประเทศตา่ งๆ ทว่ั โลก ตอ่ มาววิ ฒั นาการสมยั ใหมเ่ กดิ ขนึ้ อกี ๒ รปู แบบ ซงึ่ ชว่ ยพฒั นาการจดั ทำแผนท่ี และการศกึ ษารายละเอยี ดเกย่ี วกบั พนื้ ผวิ โลก รปู แบบแรก คอื การสง่ ดาวเทยี มออกไปนอกโลก เพอื่ ถา่ ยภาพพน้ื ผวิ โลกจากหว้ งอวกาศ แลว้ สง่ กลบั มา ยงั เครอ่ื งรบั บนพนื้ ผวิ โลกอยา่ งรวดเรว็ สามารถแสดงรายละเอยี ดพนื้ ผวิ โลกอยา่ ง
179 กวา้ งขวางในเสน้ ทางรอบโลกทดี่ าวเทยี มโคจร และแสดงการเปลย่ี นแปลงตา่ งๆ ทเ่ี กดิ ขนึ้ บนพนื้ ผวิ โลกเปน็ ระยะๆ ตามรอบการโคจรของดาวเทยี ม ทำใหส้ ามารถ ศกึ ษาขอ้ มลู ทเ่ี กดิ ขนึ้ ในชว่ งระยะเวลาตา่ งๆ เชน่ การเกดิ พายุ นำ้ ทว่ ม การ เปลย่ี นแปลงการใชท้ ดี่ นิ รปู แบบที่ ๒ คอื การใชเ้ ครอ่ื งคอมพวิ เตอร์ ซง่ึ เปรยี บ เหมือนสมองกล ท่ีสามารถทำงานได้อย่างละเอียดรอบด้าน รวมทงั้ สนอง ความตอ้ งการของผใู้ ชใ้ นดา้ นการเกบ็ ขอ้ มลู คน้ คนื ขอ้ มลู ตลอดจนวเิ คราะห์ ขอ้ มลู ไดอ้ ยา่ งหลากหลาย และถกู ตอ้ งแมน่ ยำ ความกา้ วหนา้ ในการถา่ ยภาพจากดาวเทยี ม และประสทิ ธภิ าพในการ ทำงานของเคร่ืองคอมพิวเตอร์ ทำให้การจัดเก็บและการจัดการข้อมูลทาง ภมู ศิ าสตรใ์ นดา้ นตา่ งๆ เชน่ ภมู ปิ ระเทศ ลกั ษณะทางธรณวี ทิ ยา การใชท้ ดี่ นิ การตง้ั ถนิ่ ฐาน การคมนาคม เปน็ ไปอยา่ งมรี ะบบและสนองความตอ้ งการของ หนว่ ยงานตา่ งๆ จงึ เปน็ ทมี่ าของระบบสารสนเทศภมู ศิ าสตร์ ซงึ่ เปน็ วทิ ยาการ สมัยใหม่ทางด้านภูมิศาสตร์ท่ีได้รับความนิยมอยู่ในขณะน้ี กล่าวอยา่ งงา่ ยๆ ระบบสารสนเทศภมู ศิ าสตรเ์ ปน็ การนำขอ้ มลู ทางภมู ศิ าสตรใ์ นดา้ นตา่ งๆ ไดแ้ ก่ ระบบสารสนเทศภมู ศิ าสตรเ์ ปน็ การนำขอ้ มลู ทางภมู ศิ าสตรใ์ นดา้ นตา่ งๆ มารวมไวใ้ นเครอ่ื งคอมพวิ เตอร์ สำหรบั ทำการวเิ คราะห์ เพอ่ื ใชป้ ระโยชนใ์ นดา้ นตา่ งๆ
180 ภอ ื่นมู ปิๆระมเทาจศดั เธรรยี ณงไวี วทิ เ้ ปยาน็ ชกน้ั ารๆใชเท้ กด่ีบ็ นิ ไวใ้กนารเคตรงั้ อ่ืถงน่ิ คฐอามนพกวิ เาตรอครม์ นแาลค้มวมขีโนปสรง่ แกแรลมะ คอมพิวเตอร์ท่ีจะแยกนำข้อมูลชั้นที่ต้องการมาวิเคราะห์รวมกัน เพ่ือให้ได ้ คำตอบทสี่ มบรู ณแ์ ละเทย่ี งตรง สำหรบั การนำไปใชป้ ระโยชนใ์ นการแกไ้ ขปญั หา หรอื การวางแผน เพอ่ื พฒั นาใหด้ ขี น้ึ ในอนาคต ปจั จบุ นั ประเทศไทยนำระบบสารสนเทศภมู ศิ าสตรไ์ ปใชใ้ นหนว่ ยงาน ราชการตา่ งๆ หลายแหง่ เชน่ กระทรวงทรพั ยากรธรรมชาตแิ ละสง่ิ แวดลอ้ ม กระทรวงวทิ ยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวง คมนาคม กระทรวงมหาดไทย ซงึ่ ลว้ นแตต่ อ้ งการขอ้ มลู ทที่ นั สมยั เพอ่ื แกไ้ ข ปญั หาตา่ งๆ ทเ่ี กดิ ขน้ึ อยา่ งทนั กาล ตลอดจนการวางแผนเพอ่ื ปอ้ งกนั การเกดิ ปัญหาข้ึนในอนาคต ไม่ว่าเรื่องของการใช้ท่ีดิน การจราจร การจัดตั้งเขต อตุ สาหกรรม หรอื การขยายตวั ของชมุ ชนเมอื ง การขยายตัวของชุมชนเมืองแทนพ้นื ทกี่ ารเกษตร
181 สว่ นเดก็ กลาง ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. ศริ วิ ไิ ล ธีระโรจนารัตน์ ผู้เรียบเรียง สง่ิ ตา่ งๆ ทป่ี รากฏบนพนื้ ผวิ โลก ทง้ั ทมี่ องเหน็ มองไมเ่ หน็ จบั ตอ้ งไดห้ รอื จบั ตอ้ ง ไมไ่ ด้ เชน่ ถนน แมน่ ำ้ บา้ น เสาไฟฟา้ ความสงู ของภมู ปิ ระเทศ อณุ หภมู ิ สามารถนำมา แสดงลงบนแผนท่ี ขอ้ มลู เหลา่ นเ้ี รยี กวา่ ขอ้ มลู ภมู ศิ าสตร์ (geographic data) ซงึ่ ประกอบดว้ ย ขอ้ มลู ๒ สว่ นทสี่ มั พนั ธก์ นั สว่ นแรก คอื ขอ้ มลู เชงิ พน้ื ท่ี (spatial data) ใชแ้ สดงตำแหนง่ และรปู ลกั ษณข์ องวตั ถหุ รอื สง่ิ ตา่ งๆ บนพนื้ โลก แทนสญั ลกั ษณด์ ว้ ย จดุ (point) เสน้ (line) พนื้ ทห่ี รอื รปู หลายเหลยี่ ม (polygon) ตวั อยา่ งเชน่ ใชจ้ ดุ แทนตำแหนง่ ทตี่ ง้ั โรงเรยี น ใชเ้ สน้ แทนถนน และเขตจงั หวดั แทนดว้ ยพนื้ ที่ สว่ นที่ ๒ คอื ขอ้ มลู เชงิ ลกั ษณะ (attribute data) ใช ้ แสดงหรอื ใหร้ ายละเอยี ดเกย่ี วกบั ขอ้ มลู เชงิ พนื้ ท่ี ซง่ึ อาจเปน็ วตั ถุ สงิ่ ของ หรอื ปรากฏการณ ์ ตา่ งๆ เชน่ โรงเรยี น (ซง่ึ เปน็ ขอ้ มลู เชงิ พน้ื ท)่ี แสดงรายละเอยี ดเกยี่ วกบั ชอื่ โรงเรยี น จำนวน ครู และจำนวนนกั เรยี น และอนื่ ๆ ทเี่ กยี่ วขอ้ ง งานทเ่ี กยี่ วขอ้ งกบั การสรา้ งและวเิ คราะหแ์ ผนทร่ี ะยะแรกๆ จดั ทำบนแผน่ กระดาษ หรอื แผน่ ใสดว้ ยมอื (manual operation) แตม่ ขี อ้ จำกดั คอื เมอื่ ตอ้ งการแสดงและวเิ คราะห์ ขอ้ มลู ภมู ศิ าสตรป์ ระเภทตา่ งๆ พรอ้ มกนั เชน่ ตอ้ งการแสดงถนน แมน่ ำ้ แหลง่ ทอ่ี ยอู่ าศยั สภาพภมู ปิ ระเทศ สภาพภมู อิ ากาศ ของบรเิ วณใดบรเิ วณหนง่ึ ลงบนแผนทแ่ี ผน่ เดยี วกนั โดย มรี ายละเอยี ดของขอ้ มลู จำนวนมาก ทำใหต้ อ้ งตดั ขอ้ มลู บางสว่ นทงิ้ เนอ่ื งจากเนอื้ ทบี่ นแผนท่ี
182 กหรละาดยแาษผมน่ จีรำว่ กมดั กบั หขรอ้ อื มกลู าอรน่ืนๆำขหอ้ ลมาลู ยไแปผใน่ชห้ รซอื งึ่ วเปเิ คน็ รเาระอ่ื หงท์ ย่ีองุ่ายจาใกชแว้ ลธิ ะกี การารซวอ้ เิ นครทาบั ะกหนั อ์ ขาจอผงดิแพผน่ลาใสด ไดท้ ง้ั ตำแหนง่ และระยะทาง หรอื หากตอ้ งการปรบั แกข้ อ้ มลู หรอื ทำการผลติ แผนทเี่ ดมิ ซำ้ ดว้ ยมอื กใ็ ชร้ ะยะเวลานาน และอาจไดภ้ าพแผนทที่ แี่ ตกตา่ งจากเดมิ จนเมอื่ มกี ารพฒั นาและ ประยุกต์ใช้เทคโนโลยีคอมพิวเตอร์ในงานด้านภูมิศาสตร์ จึงทำให้เกิดการพัฒนาเป็นระบบ สารสนเทศภมู ศิ าสตร์ หรอื นยิ มเรยี กยอ่ ๆ วา่ จไี อเอส (GIS: Geographic Information System) เพอื่ แกป้ ญั หาดงั กลา่ ว ระบบสารสนเทศภูมิศาสตร์ หมายถึง ระบบที่ออกแบบเพ่ือการจัดการข้อมูล ภมู ศิ าสตร์ ซง่ึ พฒั นาขน้ึ ครงั้ แรก ใน พ.ศ. ๒๕๐๗ โดยรฐั บาลแคนาดา สำหรบั ใชใ้ นงานดา้ น การแสดงผลฐานขอ้ มลู สารสนเทศภมู ศิ าสตรใ์ นรปู แบบแผน่ กระดาษ การพัฒนาพ้ืนท่ีการเกษตรของประเทศ การจดั การฐานขอ้ มลู สารสนเทศภมู ศิ าสตรด์ ว้ ยระบบคอมพวิ เตอร์ จากน้ันขยายวงกว้างไปที่สหรัฐอเมริกา ประเทศตา่ งๆ ในทวปี ยโุ รป และประเทศ ท่ัวโลก ในปัจจุบันระบบสารสนเทศ ภูมิศาสตร์มักดำเนินการภายใต้ระบบ คอมพิวเตอร์ โดยมีความสามารถหลัก ไดแ้ ก่ นำเขา้ จดั เกบ็ จดั การฐานขอ้ มลู (database) ขนาดใหญ่ ค้นคืนข้อมูล วิเคราะห์ข้อมูล และแสดงผล เป็นรูปแผนท่ีในแบบ ๒ มิติ หรือ ๓ มิติ หรืออาจแสดงใน รปู ตาราง กราฟทางหนา้ จอ หรอื เป็นแผ่นกระดาษ นอกจากนี้ ข้อมูลภูมิศาสตร์ยังถูกจัดเก็บ เป็นระบบในรูปแผนท่ีเชิงเลข (digital map data) ทำใหส้ ามารถ ปรับแปลง หรือแลกเปล่ียน ข้อมูลแผนที่กับหน่วยงานอ่ืนๆ ไดโ้ ดยงา่ ย
183 การแสดงขอ้ มลู ภมู ศิ าสตร์ดว้ ยระบบสารสนเทศภูมศิ าสตร์ ในระบบสารสนเทศภมู ศิ าสตร์ ขอ้ มลู ภมู ศิ าสตรม์ กั แยกเกบ็ เปน็ ชน้ั ๆ เชน่ เดยี วกบั ขนมชั้น เรียกว่า ช้ันข้อมูล (layer) แต่ละช้ันใช้แสดงแผนท่ีเร่ืองหนึ่งๆ เช่น ชั้นที่ ๑ เก็บ แผนทหี่ มบู่ า้ น ชนั้ ท่ี ๒ เกบ็ แผนทเี่ สน้ ทางนำ้ ชน้ั ที่ ๓ เกบ็ แผนทเ่ี สน้ ถนน ชนั้ ท่ี ๔ เกบ็ แผนท่ีบริเวณน้ำท่วม ชน้ั ที่ ๕ เก็บแผนทค่ี วามสงู ภมู ปิ ระเทศ ช้นั ขอ้ มลู เหลา่ นอ้ี ้างอิงกับ พน้ื ทโ่ี ดยใชต้ ำแหนง่ บนผวิ โลกรว่ มกนั ดว้ ยระบบพกิ ดั ชดุ หนง่ึ เชน่ ใชล้ ะตจิ ดู และลองจจิ ดู ของระบบพกิ ดั ภมู ศิ าสตร์ การแยกเกบ็ ขอ้ มลู เปน็ ชนั้ ๆ ทำใหส้ ะดวกเวลาใชง้ าน โดยสามารถ เลอื กใชช้ นั้ ขอ้ มลู ทตี่ อ้ งการ ตวั อยา่ งเชน่ ในการวเิ คราะหข์ อ้ มลู เพอ่ื หาวา่ หมบู่ า้ นใดอาจถกู นำ้ ทว่ ม กเ็ ลอื กเอาเฉพาะชนั้ แผนทห่ี มบู่ า้ นและชน้ั แผนทบี่ รเิ วณนำ้ ทว่ มมาซอ้ นทบั กนั และ เลอื กดึงขอ้ มลู เฉพาะหมู่บ้านที่ตกอยู่ในขอบเขตพืน้ ทน่ี ้ำทว่ มมาแสดงเป็นผลลัพธ ์ ความสามารถของระบบสารสนเทศภูมิศาสตร์ดังกล่าวได้ถูกนำมาประยุกต์ใช้ใน งานด้านต่างๆ อย่างกว้างขวาง เช่น ที่ดินด้านการเกษตร ป่าไม้ ภัยพิบัติ สาธารณสุข สาธารณปู โภค ผงั เมอื งและการใชท้ ด่ี นิ การทอ่ งเทยี่ ว ตวั อยา่ งการประยกุ ตใ์ ชใ้ นหนว่ ยงาน ทง้ั ภาครฐั และภาคเอกชน เชน่ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ใชร้ ะบบสารสนเทศภมู ศิ าสตร์ เพอ่ื ชว่ ยวเิ คราะหว์ างแผนการผลติ ทางดา้ นการเกษตรของประเทศ ใหส้ อดคลอ้ งกนั ระหวา่ ง
184 ระบบสารสนเทศภมู ศิ าสตรใ์ ชใ้ นการวางผงั เมอื งของกรงุ เทพมหานคร แผนผงั ระบตุ ำแหนง่ อาคารและสง่ิ ปลกู สรา้ ง แผนผงั ระบุการใช้ประโยชนข์ องแตล่ ะพ้ืนท่ี แผนผงั ระบขุ อบเขตของเขตต่างๆ ในกรงุ เทพมหานคร ประเภทเกษตรกรรมกบั สภาพดนิ ฟา้ อากาศและแหลง่ นำ้ ในแตล่ ะภมู ภิ าค กรงุ เทพมหานคร ประยุกต์ใช้ระบบสารสนเทศภูมิศาสตร์เพ่ือพัฒนาระบบการจัดทำแผนที่ภาษีท่ีดิน และ วางแผนการจดั ทำผงั เมอื งรวมของกรงุ เทพมหานคร นอกจากน้ี การไฟฟา้ นครหลวง การไฟฟา้ สว่ นภมู ภิ าค และการไฟฟา้ ฝา่ ยผลติ แหง่ ประเทศไทย นำระบบสารสนเทศภมู ศิ าสตรม์ าชว่ ย วเิ คราะห์ วางแผน และประเมนิ ขอบขา่ ยหรอื เครอื ขา่ ยการจดั สง่ พลงั งานไฟฟา้ ไปสชู่ มุ ชนผใู้ ช้ อยา่ งมปี ระสทิ ธภิ าพ องคก์ ารโทรศพั ทแ์ ละโทรคมนาคมใชร้ ะบบสารสนเทศภมู ศิ าสตรเ์ พอ่ื การ สง่ สญั ญาณโทรศพั ทใ์ หค้ รอบคลมุ พนื้ ทต่ี า่ งๆ ทว่ั ประเทศอยา่ งมปี ระสทิ ธภิ าพ การดำเนินงานให้ได้ผลสำเร็จ ระบบสารสนเทศภูมิศาสตร์ต้องใช้ปัจจัยสำคัญ ๕ สว่ น (บางทเี รยี กวา่ องคป์ ระกอบ) คอื ๑) ฮารด์ แวร์ ๒) ซอฟตแ์ วร์ ๓) กระบวนการ วเิ คราะห์ ๔) ขอ้ มลู และ ๕) บคุ ลากร ในสว่ นของ ฮารด์ แวร์ หรอื เครอื่ งคอมพวิ เตอร์ ปจั จบุ นั ไดร้ บั การพฒั นาใหม้ คี วามสามารถในการประมวลผลขอ้ มลู ไดอ้ ยา่ งรวดเรว็ และมพี น้ื ทเี่ กบ็ ขอ้ มลู ขนาดใหญ่ ซอฟตแ์ วร์ ในทน่ี หี้ มายถงึ ชดุ โปรแกรมเฉพาะทางระบบสารสนเทศภมู ศิ าสตร ์ ท่ีใช้ในการจัดการและประมวลผลข้อมูลภูมิศาสตร์ กระบวนการวิเคราะห์ หมายถึง การ กำหนดขนั้ ตอนการปฏบิ ตั กิ ารเพอื่ ใหไ้ ดม้ าซงึ่ ผลลพั ธต์ ามวตั ถปุ ระสงคท์ ต่ี งั้ ไว้ การออกแบบ
185 ระบบ และการเขยี นผงั ขนั้ ตอนการทำงาน รวมถงึ การเขยี นโปรแกรมประยกุ ต์ ในสว่ นของ ข้อมูล หมายถึง ข้อมูลภูมิศาสตร์ ซึ่งนำเข้ามาใช้ในรูปแบบต่างๆ เช่น แผนที่กระดาษ ตาราง ภาพถ่ายทางอากาศ ข้อมูลจากระยะไกล (Remote Sensing: RS) ข้อมูลจากระบบ กำหนดตำแหนง่ บนพน้ื โลกดว้ ยดาวเทยี ม (Global Positioning System: GPS) อยา่ งไรกด็ ี สว่ น ทสี่ ำคญั ทส่ี ดุ คอื บคุ ลากร เนอ่ื งจากบคุ ลากรเปน็ ผกู้ ำหนดทศิ ทางการนำระบบสารสนเทศ ภูมิศาสตร์ไปใช้ปฏิบัติได้อย่างถูกต้องและเหมาะสม ซ่ึงรวมถึงผู้บริหาร ผู้มีอำนาจในการ ตดั สนิ ใจซอื้ หรอื เลอื กใชร้ ะบบ ผพู้ ฒั นาระบบ ผปู้ ฏบิ ตั กิ าร ตลอดจนผใู้ ชง้ านระบบ โดยนำ ข้อมูลท่ีผ่านการวิเคราะห์แล้ว ท่ีเรียกว่า สารสนเทศ (Information) มาใช้หาคำตอบ เพ่ือ ประโยชน์ในการตัดสินใจและวางแผนต่อไป ดังนั้น บุคลากรเหล่านี้ต้องมีความรู้ทางด้าน แผนทแ่ี ละภมู ศิ าสตร์ ซง่ึ ไดป้ พู นื้ ฐานความรไู้ วใ้ นระดบั มธั ยมศกึ ษา และสามารถศกึ ษาระบบ สารสนเทศภมู ศิ าสตรอ์ ยา่ งตอ่ เนอื่ งจนถงึ ระดบั อดุ มศกึ ษาในมหาวทิ ยาลยั ในปจั จบุ นั การใชง้ านขอ้ มลู ภมู ศิ าสตรเ์ ปน็ เรอื่ งใกลต้ วั มกี ารนำมาใชม้ ากขน้ึ และ ใชไ้ ดง้ า่ ยขน้ึ ในชวี ติ ประจำวนั ตวั อยา่ งเชน่ การคน้ หาสถานทตี่ า่ งๆ จากแผนที่ และภาพจาก ดาวเทยี มดว้ ยโปรแกรม Google Earth และ Google map ในอนิ เทอรเ์ นต็ อกี ทง้ั ตลาดแรงงาน ทงั้ ภาครฐั และภาคเอกชนทต่ี อ้ งการผมู้ คี วามรทู้ างดา้ นระบบกม็ มี ากขนึ้ เปน็ ลำดบั ดงั นน้ั หาก เยาวชนผใู้ ดสนใจกอ็ าจวางแผนการศกึ ษาศาสตรด์ า้ นนใ้ี นอนาคต แผนท่ีจากโปรแกรม Google map ในอนิ เทอรเ์ นต็
186 ส่วนเดก็ โต รองศาสตราจารย์ ดร. แก้ว นวลฉวี ดร. สุพรรณ กาญจนสุธรรม นาวาอากาศเอก ดร. ประพนธ์ วบิ ลู สขุ และว่าทีร่ อ้ ยตรี ชิมชัย เศตะพราหมณ์ ผเู้ ขยี น กลอ้ งถา่ ยภาพขาว-ดำ กลอ้ งถ่ายภาพสี รายละเอียด มนษุ ยม์ คี วามตอ้ งการขอ้ มลู เพอื่ การวางแผนและ รายละเอยี ดภาพ ๒ เมตร ภาพ ๑๕ เมตร ความกว้าง ตดั สนิ ใจในเรอ่ื งตา่ งๆ จงึ มกี ารพฒั นาแหลง่ ขอ้ มลู ความกวา้ งแนวถา่ ยภาพ แนวถ่ายภาพ ๙๐ กิโลเมตร และวิธีการ เพ่ือให้ได้ข้อมูลมาด้วยวิธีการต่างๆ ๒๒ กิโลเมตร โดยเฉพาะอยา่ งยงิ่ การรบั รจู้ ากระยะไกล (Remote เสาอากาศชว่ งคลน่ื X-Band แผงเซลลแ์ สงอาทติ ย ์ Sensing: RS) ซงึ่ เปน็ การใชภ้ าพถา่ ยจากเครอื่ งบนิ (ความถี่ประมาณ ๘ จิกะ- เพอ่ื ผลติ กำลงั ไฟฟา้ หรอื โดยการใช้สัญญาณภาพจากดาวเทียมต่างๆ เฮริ ตซ)์ เพอื่ สง่ ขอ้ มลู สอื่ สาร ใชบ้ นตวั ดาวเทยี ม เชน่ ดาวเทยี มสำรวจทรพั ยากรธรรมชาติ เมอ่ื มขี อ้ มลู ระหวา่ งตวั ดาวเทยี มกบั สถาน ี เสาอากาศชว่ งคลน่ื S-Band (ความถป่ี ระมาณ ทไี่ ดม้ าจากแหลง่ ตา่ งๆ มากขน้ึ ทำใหม้ นษุ ยต์ อ้ ง รบั สญั ญาณดาวเทยี ม ๒ จกิ ะเฮริ ตซ)์ เพอื่ สง่ ขอ้ มลู สอ่ื สารระหวา่ ง ดำเนนิ การหาวธิ กี ารจดั เกบ็ จดั การ และการเรยี ก ตวั ดาวเทยี มกบั สถานรี บั สญั ญาณดาวเทยี ม ใชข้ อ้ มลู ทไ่ี ดใ้ หเ้ ปน็ หมวดหมู่ และเปน็ ระบบ เพอื่ ความสะดวกในการจัดเกบ็ และการเรยี กใช้ขอ้ มูล ลกั ษณะและสว่ นประกอบของดาวเทยี มไทยโชต (Thaichote) ซงึ่ ท่ีจะนำเข้าสู่กระบวนการวิเคราะห์และแสดงผล เปน็ ดาวเทยี มสำรวจขอ้ มลู ระยะไกลดวงแรกของประเทศไทย ประกอบการตดั สนิ ใจในขน้ั ตอ่ ไป ๑. บทนำ กระบวนการจัดสร้างแผนที่เพ่ือให้มีข้อมูล ทสี่ ามารถเชอ่ื มโยงกนั และมองเหน็ ได้ พบวา่ การ มนุษย์เป็นสัตว์โลกที่รู้จักคิดและรู้จักจดจำ ตดั สนิ ใจโดยใชข้ อ้ มลู เชงิ พน้ื ทปี่ ระกอบการพจิ ารณา มีความอยากรู้อยากเห็น และต้องการคำตอบใน สามารถเห็นภาพท่ีเป็นรูปลักษณ์ได้อย่างชัดเจน เร่ืองต่างๆ ท่ีประสบพบเห็น สิ่งที่นำมาช่วยใน ทำใหก้ ารตดั สนิ ใจเปน็ ไปอยา่ งถกู ตอ้ ง รวดเรว็ และ การตดั สนิ ใจดำเนนิ กจิ การตา่ งๆ ใหส้ ำเรจ็ ลลุ ว่ งไป นา่ เชอ่ื ถอื ซงึ่ กระบวนการตา่ งๆ ตง้ั แตก่ ารจดั เกบ็ คอื ขอ้ มลู ขา่ วสาร หรอื สารสนเทศ (information) ขอ้ มลู การจดั การ การดดั แปลงแกไ้ ข การวเิ คราะห ์ ซงึ่ เปน็ สง่ิ จำเปน็ สำหรบั พน้ื ฐานในการคดิ และการ และการแสดงผลขอ้ มลู ทส่ี ามารถยอ่ พนื้ ทใี่ หเ้ หน็ วางแผนงาน มนษุ ยเ์ รมิ่ มพี ฒั นาการทางความคดิ บริเวณกวา้ ง และขยายใหเ้ หน็ ความชดั เจนเฉพาะ และมวี วิ ฒั นาการมาเรอ่ื ยๆ เรม่ิ จากการอยใู่ นภาค บรเิวณ จนถงึ การสรา้ งขอ้ มลู ในรปู แบบ๓มติ ิ ทมี่ อง เกษตรกรรม และกระจายกันอยู่เป็นชุมชนเล็กๆ จากทอ้ งฟา้ ดสู ภาพภมู อิ ากาศ จนลงไปใตช้ นั้ ดนิ เพอื่ ซง่ึ ระบบการตดิ ตอ่ สอ่ื สารระหวา่ งกนั และระหวา่ ง สำรวจทรพั ยากร เหลา่ นที้ ำใหเ้ กดิ ความรเู้ ทคโนโลย ี ประเทศตอ้ งใชเ้ วลานานนบั เดอื น เมอื่ มนษุ ยเ์ รมิ่ พฒั นาเขา้ สยู่ คุ อตุ สาหกรรม มเี ครอ่ื งยนตใ์ ชง้ าน และมกี ารคดิ ระบบสอื่ สารทางโทรเลข โทรศพั ท์ การสรา้ งถนน ทางรถไฟ และระบบคมนาคมตา่ งๆ ทที่ นั สมยั ทำใหส้ ามารถตดิ ตอ่ กนั ไดอ้ ยา่ งรวดเรว็
187 สมัยใหม่ ทเ่ี รยี กวา่ ระบบสารสนเทศภมู ศิ าสตร ์ มีการนำคอมพิวเตอร์มาช่วยในการจัดเก็บข้อมูล (Geographic Information System: GIS) โดยเทคโนโลย ี จดั การฐานขอ้ มลู และวเิ คราะหข์ อ้ มลู เชงิ พน้ื ที่ ใน นม้ี กี ารนำคอมพวิ เตอร์ ทง้ั ฮารด์ แวร์ (hardware) ลักษณะและเง่ือนไขต่างๆ กัน เพื่อให้ได้คำตอบ และซอฟตแ์ วร์ (software) เขา้ มาชว่ ยจดั การขอ้ มลู สำหรบั คำถามตา่ งๆ ทม่ี ผี ลกระทบตอ่ ความเปน็ อยู่ เพอ่ื เพมิ่ ประสทิ ธภิ าพในการใชง้ าน ในปจั จบุ นั ได้ ของมนษุ ยแ์ ละสงิ่ แวดลอ้ มไดอ้ ยา่ งมปี ระสทิ ธภิ าพ นำระบบสารสนเทศภูมิศาสตร์มาประยุกต์ใช้ใน การพัฒนาและการประยุกต์ใช้ระบบสารสนเทศ งานดา้ นวชิ าการตา่ งๆ หลายสาขา รวมทง้ั ในดา้ น ภมู ศิ าสตรจ์ งึ เรมิ่ แพรห่ ลายขน้ึ นบั แตน่ น้ั มา ธรุ กจิ การคา้ ทงั้ ในระดบั ทอ้ งถน่ิ ระดบั ชาติ และ ระดับนานาชาติ ทงั้ ภาครฐั และภาคเอกชน ทงั้ น้ี ในปจั จบุ นั การประยกุ ตใ์ ชร้ ะบบสารสนเทศ ประเทศไทยเปน็ หนง่ึ ในหลายๆ ประเทศทต่ี ระหนกั ภมู ศิ าสตรใ์ นประเทศไทยไดเ้ ปน็ ไปอยา่ งกวา้ งขวาง วา่ ระบบสารสนเทศภมู ศิ าสตรเ์ ปน็ เครอ่ื งมอื สำคญั แทบทกุ องคก์ ร ไมว่ า่ จะเปน็ ภาครฐั หรอื ภาคเอกชน สำหรบั ใชใ้ นการวางแผนพฒั นาประเทศ ตา่ งมรี ะบบสารสนเทศภูมศิ าสตร์เป็นของตนเอง หรอื นำระบบสารสนเทศภมู ศิ าสตรม์ าใชใ้ นลกั ษณะ หลักฐานความเป็นมาของการใช้ข้อมูลเชิง ของการวา่ จา้ งทป่ี รกึ ษาทำงานให้ ซง่ึ พบวา่ หลาย พน้ื ท่ี ซง่ึ ถอื วา่ เปน็ จดุ เรมิ่ ตน้ ของระบบสารสนเทศ หนว่ ยงานมกี ารประยกุ ตแ์ ละแสดงผลขอ้ มลู ทเ่ี ปน็ ภมู ศิ าสตร์ สามารถนำมาประมวลไดว้ า่ สถาปนกิ ปจั จบุ นั มากทส่ี ดุ เชน่ การรายงานสภาพภมู อิ ากาศ ดา้ นภมู สิ ถาปตั ยกรรม ชอื่ นายเอยี น แมกฮาร์ก การรายงานการจราจร การรายงานสถานการณ ์ (Ian McHarg) ชาวอเมรกิ นั ไดท้ ำการศกึ ษาโครงการ นำ้ ทว่ มและการฟน้ื ฟคู วามเสยี หายตา่ งๆ “การออกแบบกบั ธรรมชาต”ิ (Design with Nature) เมอื่ พ.ศ. ๒๕๑๒ โดยการใชแ้ ผนทซ่ี งึ่ เปน็ กระดาษ ข้อมูลจากภาพถา่ ยดาวเทียมใช้ในการรายงานสภาพภูมอิ ากาศ แผน่ ใสทแี่ สดงขอ้ มลู ตา่ งชนดิ กนั มาวางซอ้ นทบั กนั บนโตะ๊ แสง (light table) ซงึ่ เปน็ โตะ๊ ทใี่ ชล้ อก แผนท่ีในสมัยก่อน ทำให้สามารถศึกษาลักษณะ ตา่ งๆ ตลอดจนการเปลยี่ นแปลงและแนวโนม้ ของ การเปลยี่ นแปลงทปี่ รากฏขน้ึ บนพนื้ โลกไดช้ ดั เจน แตก่ ารทำงานนมี้ ขี อ้ จำกดั คอื มคี วามยากลำบาก ในการดำเนนิ งานหากตอ้ งใชแ้ ผนทซ่ี งึ่ มขี อ้ มลู มาก กวา่ ๒ แผน่ ขนึ้ ไปมาซอ้ นทบั กนั ลายทซี่ อ้ นทบั กนั นนั้ จะสรา้ งความยงุ่ ยากตอ่ การจดั การขอ้ มลู ใน ยคุ ทไ่ี มม่ เี ทคโนโลยคี อมพวิ เตอร ์ ในชว่ งเวลาตอ่ มา เมอื่ มกี ารพฒั นาและการ ประยกุ ตใ์ ชเ้ ทคโนโลยคี อมพวิ เตอรก์ นั มากขน้ึ ได ้
188 ๒ . ความหมายและองคป์ ระกอบของระบบสารสนเทศภมู ศิ าสตร ์ ๒.๑ ความหมายของระบบสารสนเทศ ๓. พ.ศ. ๒๕๓๐ สมทิ และคณะ (Smith and ภมู ศิ าสตร ์ others) กล่าวว่า “ระบบสารสนเทศภูมิศาสตร์ ระบบสารสนเทศภมู ศิ าสตรเ์ ปน็ ระบบทใ่ี ช้ ประกอบด้วยฐานข้อมูล ซึ่งข้อมูลท่ีถูกจัดเก็บมี ขอ้ มลู รว่ มกนั ระหวา่ งขอ้ มลู เชงิ พนื้ ที่ (spatial data) การจดั ดชั นเี ชงิ พนื้ ทขี่ องขอ้ มลู ไว้ พรอ้ มดว้ ยชดุ ซง่ึ กำหนดตำแหนง่ บนพน้ื โลกทแี่ นน่ อนของพนื้ ท ี่ กลมุ่ คำสงั่ เพอ่ื ใชใ้ นการตอบคำถามเกยี่ วกบั สว่ น ท่ที ำการศกึ ษา และข้อมลู เชิงลักษณะ (attribute ตา่ งๆ เชงิ พน้ื ทใ่ี นฐานขอ้ มลู นนั้ ” data) ซึ่งอธิบายลักษณะต่างๆ ของพ้ืนท่ีดังกล่าว ๔. พ.ศ. ๒๕๓๒ เอส. อาโรนอฟฟ์ (S. Aronoff) น้ัน เป็นระบบที่ทำงานโดยอาศัยเคร่ืองมือและ ใหค้ ำนยิ ามวา่ “ระบบสารสนเทศภมู ศิ าสตร์ คอื อปุ กรณต์ า่ งๆ โดยมขี น้ั ตอนการทำงาน คอื การ ระบบทใี่ ชค้ อมพวิ เตอรเ์ ปน็ ฐาน เพอ่ื การปฏบิ ตั กิ าร เกบ็ รวบรวมขอ้ มลู การจดั หมวดหมแู่ ละรูปแบบ บนขอ้ มลู เชงิ พน้ื ทใ่ี หเ้ กดิ กรรมวธิ ี ๔ ประการ คอื การปรบั ปรงุ แกไ้ ขหรอื ดดั แปลงข้อมูลเพื่อการใช้ (๑) การนำเขา้ ขอ้ มลู (๒) การจดั การขอ้ มลู ประกอบ งาน ขนั้ ตอนทง้ั หมดเรยี กวา่ การสรา้ งฐานขอ้ มลู ด้วยการจัดเก็บและการค้นคืน (๓) การดัดแปลง โดยมกี ารบำรงุ รกั ษาฐานขอ้ มลู และการทำใหข้ อ้ มลู แก้ไขและการวิเคราะห์ข้อมูล (๔) การแสดง เปน็ ปจั จบุ นั เพอื่ การคน้ คนื (retrieval) ซง่ึ กค็ อื การ ผลลพั ธข์ นั้ สดุ ทา้ ย” เรียกใช้ข้อมูลชนิดใดชนิดหน่ึงท่ีต้องการและได ้ ๕. พ.ศ. ๒๕๓๓ สถาบนั อเี อสอารไ์ อ (ESRI: จดั เกบ็ ไวใ้ นฐานขอ้ มลู แลว้ นำมาทำการวเิ คราะห์ Environmental Systems Research Institute) กลา่ ว และแสดงผลลพั ธใ์ นรปู แบบกราฟกิ แผนท่ี หรอื วา่ “ระบบสารสนเทศภมู ศิ าสตร์ ประกอบไปดว้ ย ตารางตวั เลข สามารถทำไดร้ วดเรว็ ถกู ตอ้ งแมน่ ยำ คอมพวิ เตอร์ ระบบโปรแกรมสารสนเทศภมู ศิ าสตร ์ และมปี ระสทิ ธภิ าพมาก ดงั ทมี่ ผี ใู้ ห้คำนยิ ามและ และบุคลากร ซ่ึงมีหน้าท่ีจัดการในส่ิงต่างๆ ท่ี คำอธิบายเก่ียวกบั ระบบสารสนเทศภูมิศาสตร์ไว้ เก่ียวข้องกับการรวบรวมสารสนเทศที่ต้องการ ดงั น้ี เพอ่ื ทำการดดั แปลงเขา้ จดั เกบ็ ในระบบ ประกอบ ๑. พ.ศ. ๒๕๒๙ เจ.เค. เบอรร์ ี (J.K. Berry) ดว้ ยกระบวนการตา่ งๆ เชน่ การปรบั ปรงุ การ กลา่ ววา่ “ระบบสารสนเทศภมู ศิ าสตร์ เปน็ ระบบ จดั การ การวเิ คราะห์ และการแสดงผลในรปู แบบ สารสนเทศเชิงพ้ืนท่ีท่ีมีการอ้างอิงถึงกันภายใน สารสนเทศภมู ศิ าสตร์ ทสี่ ามารถอา้ งองิ พกิ ดั ทาง ในลกั ษณะอตั โนมตั ”ิ ภมู ศิ าสตรไ์ ดต้ ามตอ้ งการ พรอ้ มทง้ั เวลาทเ่ี หตกุ ารณ ์ ๒. พ.ศ. ๒๕๓๐ เบอรโ์ รห์ (Burrough) ให้ ตา่ งๆ เกดิ ขนึ้ ” คำนยิ ามวา่ “ระบบสารสนเทศภมู ศิ าสตร์ คอื ชดุ ๒.๒ องคป์ ระกอบของระบบสารสนเทศ เคร่ืองมือซ่ึงทำหน้าที่รวบรวม จัดเก็บ ค้นคืน ภมู ศิ าสตร ์ และวิเคราะห์ เปลี่ยนแปลงแสดงผลข้อมูลเชิง ระบบสารสนเทศภมู ศิ าสตรม์ อี งคป์ ระกอบ พน้ื ทบี่ นพน้ื โลกเพอ่ื วตั ถปุ ระสงคท์ ตี่ ง้ั ไว”้ ทสี่ ำคญั รวม ๕ ประการ คอื ฮารด์ แวร์ (hardware)
189 ซอฟตแ์ วร์ (software) ขอ้ มลู (data) กระบวนการ แบบท่ีใช้ภายในและภายนอกคอมพวิ เตอร์ และ วเิ คราะห์ (application procedure) และบคุ ลากร ซดี รี อม (CD-ROM) หรอื ดวี ดี รี อม (DVD-ROM) (peopleware) ซง่ึ จะอธบิ ายพอสงั เขปดงั ตอ่ ไปน ้ี ๒. ซอฟตแ์ วร ์ ๑. ฮารด์ แวร ์ ซอฟตแ์ วร์ หมายถงึ ชดุ คำสงั่ ทอี่ ยใู่ นเครอื่ ง ฮารด์ แวร์ หมายถงึ เครอื่ งคอมพวิ เตอร์ และ/ คอมพิวเตอร์ ซึ่งทำหน้าที่ออกคำส่ังเพื่อจัดการ หรอื สว่ นเชอื่ มตอ่ ซงึ่ ทำหนา้ ทห่ี ลกั ๒ ประการ ควบคุมการประมวลผลของคอมพิวเตอร์ แบ่ง คอื ๑) การนำเขา้ ขอ้ มลู (Data Input) และ ๒) การ ออกเปน็ ๒ ประเภทหลกั คอื ๑) ซอฟตแ์ วรร์ ะบบ แสดงผลลพั ธ์ (Data Output) ทไ่ี ดจ้ ากการวเิ คราะห ์ ปฏบิ ตั กิ าร (operating software) ๒) ซอฟตแ์ วร์ ตามวตั ถปุ ระสงคท์ ว่ี างไว้ ฮารด์ แวรท์ ใี่ ชเ้ พอ่ื การ ประยกุ ต์ (application software) นำเข้าสู่ข้อมูลที่สำคัญ ได้แก่ เคร่ืองกราดภาพ ซอฟตแ์ วรร์ ะบบปฏบิ ตั กิ าร ทำหนา้ ทค่ี วบคมุ (scanner) เครอื่ งดจิ ไิ ทซ์ (digitizer) หรอื เครอ่ื ง การทำงานของระบบคอมพิวเตอร์ โดยที่เคร่ือง อา่ นพกิ ดั และแปน้ พมิ พค์ อมพวิ เตอร์ (keyboard) คอมพวิ เตอรแ์ ตล่ ะชนดิ หรอื แตล่ ะกลมุ่ จะใชร้ ะบบ ส่วนฮาร์ดแวร์ท่ีใช้ในการแสดงผลลัพธ์ที่สำคัญ ปฏิบัติการท่ีแตกต่างกัน เช่น ระบบปฏิบัติการ ไดแ้ ก่ เครอ่ื งพมิ พ์ (printer) เคร่ืองวาด (plotter) วนิ โดวส์ (Windows) ระบบปฏบิ ตั กิ ารยนู กิ ซ์ (Unix) และสื่อสำหรับจัดเก็บหรือบันทึกข้อมูลเชิงเลข หรอื ระบบปฏบิ ตั กิ ารลนิ กุ ซ์ (Linux) (digital data) เชน่ ฮารด์ ดสิ ก์ (hard disk) ซง่ึ มที ง้ั ฮาร์ดแวร์ ซอฟต์แวร์ ข้อมูล กระบวนการวเิ คราะห์ บุคลากร องคป์ ระกอบของระบบสารสนเทศภูมิศาสตร์ท่ีใช้ในการปฏิบตั ิงาน
190 ข นึ้ มาซเอพฟอ่ื ตใหแ์ คว้ รวป์บรคะมุ ยกกุ าตร์ทเปำงน็ าซนอดฟา้ นตกแ์ วารรปท์ รพี่ ะฒั ยกุนตา์ แมน่ ำ้ นาขา้ ว ปา่ ไม้ โดยมกี ารบอกลกั ษณะตา่ งๆ เฉพาะเรอ่ื ง เชน่ ซอฟตแ์ วรก์ ารวเิ คราะหท์ างสตถิ ิ ได้ เชน่ ขนาด ชนดิ และรายละเอยี ดอนื่ ทจี่ ำเปน็ (Statistical Package for Social Science: SPSS) ซอฟตแ์ วรก์ ารวเิ คราะหข์ อ้ มลู จากระยะไกล (Remote - ตำแหนง่ หรอื พกิ ดั ทางภมู ศิ าสตรข์ องสง่ิ ท่ี Sensing Software) และซอฟตแ์ วรก์ ารวเิ คราะห์ ศกึ ษา ขอ้ มลู ระบบสารสนเทศภมู ศิ าสตร์ (GIS Software) ปัจจุบันมีซอฟต์แวร์ระบบสารสนเทศภูมิศาสตร์ - เวลาทเ่ี กดิ ขน้ึ ของสงิ่ ทศี่ กึ ษา ปจั จบุ นั เวลา ที่ใช้ในประเทศไทยหลายชนิด เช่น อารก์ อนิ โฟ มสี ว่ นสำคญั ตอ่ การวเิ คราะหเ์ ปรยี บเทยี บของสงิ่ ที่ (ArcInfo) อารก์ ววิ (ArcView) แมปอนิ โฟ (MapInfo) ศกึ ษานนั้ อิลวิส (ILWIS) และอนิ เทอร์กราฟ (Intergraph) ซ่ึงเป็นซอฟต์แวร์ที่มีลิขสิทธ์ิ พัฒนาข้ึนมาโดย ค. ประเภทของข้อมูล ข้อมูลท่ีได้รับการ บรษิ ัทท่มี ีความชำนาญด้านซอฟตแ์ วร์โดยเฉพาะ แปลงเขา้ สรู่ ะบบสารสนเทศภมู ศิ าสตร์ แบง่ ออก เปน็ ๒ ประเภท คอื ขอ้ มลู เชงิ พนื้ ที่ (Spatial data) ๓. ขอ้ มลู และขอ้ มลู เชงิ ลกั ษณะ (Attribute data) ขอ้ มลู เปน็ องคป์ ระกอบทม่ี คี วามสำคญั มาก ในระบบสารสนเทศภมู ศิ าสตร์ โดยขอ้ มลู เหลา่ นี้ ๑) ข้อมูลเชิงพ้ืนที่ คือ ข้อมูลที่แสดง ไดร้ บั การรวบรวม จดั เกบ็ ปรบั ปรงุ แกไ้ ข และ ลกั ษณะทางกายภาพของสง่ิ ตา่ งๆ ทปี่ รากฏอยบู่ น จดั การไวใ้ นฐานขอ้ มลู เพอื่ ใหพ้ รอ้ มทจี่ ะนำมาใช้ โลก โดยสามารถถ่ายทอดออกมาในรูปแบบการ ในการวเิ คราะห์ หรอื ทำแบบจำลองตา่ งๆ โดยจดั แสดงผลบนแผนทไี่ ดจ้ ากการวเิ คราะหใ์ นลกั ษณะ เกบ็ อยา่ งเปน็ ระบบตามวตั ถปุ ระสงคท์ ตี่ อ้ งการ ของสญั ลกั ษณ์ อนั ประกอบดว้ ย จดุ เสน้ และ ก. แหล่งของข้อมูล มาจากข้อมูลในอดีต พ้ืนท่ี ซึ่งข้อมูลพ้ืนท่ีดงั กลา่ วตอ้ งสามารถอา้ งองิ และจดั เกบ็ จรงิ จากสนาม ไดแ้ ก่ แผนทป่ี ระเภท กับค่าพิกัดทางภูมิศาสตร์ได้ ข้อมูลเชิงพื้นที่ใน ตา่ งๆ ทไี่ ดท้ ำไวแ้ ลว้ ภาพถา่ ยทางอากาศ ภาพถา่ ย ระบบสารสนเทศภมู ศิ าสตรย์ งั สามารถจำแนกออก จากดาวเทียม เอกสาร ภาพ การจัดเก็บข้อมูล ไดเ้ ปน็ ๒ แบบยอ่ ย ดงั ตอ่ ไปนี้ ด้วยเครื่องวัดพิกัดจากดาวเทียมในพื้นที่ และมี ขอ้ มลู ทรี่ ายงานตอ่ เนอ่ื งทกุ ชว่ งเวลา เชน่ ขอ้ มลู - แรสเตอร์ (Raster) ข้อมูลแบบแรสเตอร์ สภาพภูมิอากาศ การรายงานตำแหน่งอุบัติเหตุ เปน็ ขอ้ มลู ทเี่ กดิ จากการกราดภาพ (scan) แผนท่ี และการจราจร การเดนิ ทางขนสง่ ทต่ี ดิ เครอ่ื งวดั ชนิดต่างๆ ภาพถ่ายจากดาวเทียม ภาพถ่ายทาง พกิ ดั จากดาวเทยี ม อากาศ เมอ่ื ขยายภาพจนเหน็ โครงสรา้ งของภาพ ข. องคป์ ระกอบของขอ้ มลู ภมู ศิ าสตร์ ขอ้ มลู เปน็ ชอ่ งสเ่ี หลย่ี ม ทเี่ รยี กวา่ จดุ ภาพ หรอื กรดิ เซลล ์ ภมู ศิ าสตรม์ อี งคป์ ระกอบทส่ี ำคญั ๓ สว่ น ไดแ้ ก ่ (grid cell) เรยี งตอ่ เนอ่ื งกนั เปน็ แนวราบและแนว - ลกั ษณะทางกายภาพของสง่ิ ทศ่ี กึ ษา เชน่ ดง่ิ ซงึ่ จดุ ภาพทเ่ี รยี งตวั ตามแนวราบและแนวดง่ิ คอื ลกั ษณะของขอ้ มลู แบบแรสเตอร์ ทงั้ นี้ แตล่ ะ จดุ ภาพมคี า่ ได้ ๑ คา่ ทอ่ี าจเหมอื นหรอื แตกตา่ งกนั ได้ และสามารถนำมาใชใ้ นการจดั กลมุ่ จำแนกวตั ถ ุ ทปี่ รากฏบนภาพ เชน่ แนวของถนนคอนกรตี กบั ถนนลกู รงั จำแนกตามคา่ จดุ ภาพทไ่ี มเ่ ทา่ กนั
191 - เวกเตอร์ (Vector) ข้อมูลแบบเวกเตอร์ มมี าตราสว่ นเปน็ ตวั กำหนดขนาด เชน่ ถา้ มาตรา เปน็ ขอ้ มลู ทส่ี รา้ งขนึ้ โดยการอา้ งองิ กบั ขอ้ มลู แบบ สว่ น ๑ : ๕๐,๐๐๐ แนวถนนมองเหน็ เปน็ เสน้ แต่ แรสเตอร์ หรอื เปน็ ขอ้ มลู ทไ่ี ดจ้ ากระบบเครอื่ งวดั ถ้ามาตราส่วน ๑ : ๑,๐๐๐ แนวถนนน้ันสามารถ พกิ ดั จากดาวเทยี ม หรอื จากการสรา้ งขน้ึ มา เพอื่ แสดงเปน็ พน้ื ทถ่ี นนหรอื ชอ่ งจราจรได้ ซงึ่ ในทาง ใช้เป็นตัวแทนของสิ่งท่ีปรากฏอยู่บนพ้ืนที่จริง คณติ ศาสตร์ คณุ สมบตั ขิ องเวกเตอรต์ อ้ งประกอบ โดยแสดงในรปู แบบของจดุ เสน้ และพน้ื ที่ จะ ดว้ ย จดุ เรมิ่ ตน้ ขนาด และทศิ ทาง ข้อมลู แบบแรสเตอรจ์ ดั เกบ็ ในรปู ตาราง ท่ีมีขอ้ มูลอยภู่ ายใน ๒) ขอ้ มลู เชงิ ลกั ษณะ คอื ขอ้ มลู ทบี่ อกถงึ ขนาดเล็กหรอื ใหญแ่ สดงใหเ้ หน็ จากความเรยี บหรอื ขรขุ ระ รายละเอยี ดเกย่ี วกบั สง่ิ ตา่ งๆ ในพน้ื ท่ี เชน่ ประเภท ของหนิ ชนดิ ของดนิ ระบบการระบายนำ้ ชนดิ 2 3 4 Point Number x.y Coordinates ของแหลง่ นำ้ ลกั ษณะของปา่ เสน้ ทางคมนาคม 1 1423 3256,,,,6523 จำนวนประชากรในเขตการปกครอง วฒั นธรรม และวถิ ชี วี ติ ความเปน็ อยู่ 1 Line Number x.y Coordinates 2 1 1,5 3,6 6,5 7,6 ๔. กระบวนการวเิ คราะห์ จดั เปน็ สว่ นสำคญั ของระบบงานสารสนเทศ 2 1,1 3,3 2,6 7,3 ภมู ศิ าสตร์ โดยกระบวนการวเิ คราะหส์ ามารถนำ ขอ้ มลู เชงิ พน้ื ที่ และขอ้ มลู เชงิ ลกั ษณะมารวมเขา้ 1 NPoulmygboenr x.y Coordinates ดว้ ยกนั ดว้ ยการผนวกชน้ั ขอ้ มลู (data layer) เชน่ 2 1 1,4 1,5 2,7 4,4 1,4 การนำแผนท่ีดินมาซ้อนทับกับแผนท่ีธรณีวิทยา 2 1,2 2,3 4,3 5,4 7,5 และชนั้ ความสงู ทแี่ ปลงคา่ เปน็ ความลาดชนั เมอ่ื นำ 6,1 3,1 1,2 มารวมกนั ทำใหท้ ราบวา่ ดนิ บรเิวณทศี่ กึ ษานนั้ อยบู่ น ชน้ั หนิ อะไร สภาพความลาดชนั และความคงทนของ ขอ้ มูลแบบเวกเตอร์แสดงในลักษณะของสญั ลกั ษณ์ เช่น จดุ พื้นที่มีภูมิประเทศอย่างไร โดยสามารถสรา้ งเปน็ เส้น และรูปหลายเหล่ยี ม ๓ มติ ไิ ด้ ในการวเิ คราะหข์ น้ั สงู จำแนกขอ้ มลู เปน็ ๒ ประเภท คอื ๑) ขอ้ มลู ทม่ี กี ารเปลย่ี นแปลง และ ๒) เวลาและสถานการณท์ เี่ ปลยี่ นแปลง เมอ่ื นำมา ผสมผสานกนั ทำใหส้ ามารถทำนายสถานการณท์ ่ี อาจเกดิ ขน้ึ ในอนาคต เชน่ การวเิคราะหส์ ถานการณ์ นำ้ ทว่ ม การจราจร โรคระบาด ๕. บคุ ลากร ระบบงานสารสนเทศภมู ศิ าสตรม์ บี ุคลากร ที่แบ่งหน้าที่ความรับผิดชอบต่างๆ ตั้งแต่เร่ิมต้น
192 ไ๒ปจกนลถมุ่ งึ ใไหดญผ้ ลๆ่ ลพั คธอื อ์ อกกลมมุ่ าผสู้ บรคุ า้ ลงขากอ้ รมแลู บง่ แอลอะกกเปลน็มุ่ ๓. พฒั นาการและขนั้ ตอนการทำงาน ผู้ใช้ขอ้ มลู กลมุ่ ผสู้ รา้ งขอ้ มลู เปน็ ผมู้ หี นา้ ทจ่ี ดั ทำ ของระบบสารสนเทศภมู ศิ าสตร์ รวบรวมขอ้ มลู นำเขา้ ขอ้ มลู จดั เกบ็ ขอ้ มลู และ แกไ้ ขขอ้ มลู ใหถ้ กู ตอ้ งและเปน็ ปจั จบุ นั ทสี่ ดุ สำหรบั ๓.๑ พฒั นาการ การวเิ คราะหใ์ นดา้ นตา่ งๆ โดยมนี กั ออกแบบระบบ ฐานขอ้ มลู ทำหนา้ ทอี่ อกแบบฐานข้อมูลเชิงพื้นท่ี ระบบสารสนเทศภูมิศาสตร์ในระยะแรกๆ เพอื่ ใหร้ ะบบทำงานไดอ้ ยา่ งมปี ระสทิ ธภิ าพ และมี ยงั ไมม่ อี ปุ กรณค์ อมพวิ เตอรท์ ม่ี หี นว่ ยความจำและ นกั พฒั นาโปรแกรมเปน็ ผสู้ รา้ งรปู แบบการทำงาน คำนวณดว้ ยความเรว็ สงู ผปู้ ฏบิ ตั งิ านในสมยั กอ่ น เพ่อื ให้กลมุ่ ผูใ้ ช้ขอ้ มลู ที่มีความชำนาญงานแต่ละ ตอ้ งใชค้ วามพยายามและใชเ้ วลาในการสรา้ งแผนท ี่ ประเภทได้นำข้อมูลท่ีกลุ่มผู้สร้างขอ้ มลู ทำไวน้ นั้ ทม่ี ขี อ้ มลู ผสมผสานกนั เปน็ อยา่ งมาก โดยสามารถ ไปวเิ คราะหแ์ ละสรา้ งแผนทใ่ี นรปู แบบตา่ งๆ กลมุ่ ผู้ ลำดบั ขนั้ ตอนพฒั นาการของงานสารสนเทศภมู ศิ าสตร ์ สรา้ งขอ้ มลู อาจไมม่ คี วามชำนาญในการสรา้ งขอ้ มลู เพอื่ ใหท้ ราบถงึ พน้ื ฐานการไดม้ าของขอ้ มลู เปน็ ชว่ ง ใหม่ แตก่ ลมุ่ ผใู้ ชส้ ามารถบอกวา่ ตอ้ งการวเิ คราะห ์ ตา่ งๆ ดงั น ี้ อะไร หรอื อธบิ ายความตอ้ งการสดุ ทา้ ยใหผ้ สู้ รา้ ง ขอ้ มลู จดั สรา้ งตามรปู แบบตา่ งๆ ทต่ี อ้ งการ เพอ่ื ชว่ งเรม่ิ ตน้ :การสรา้ งขอ้ มลู จากแผนทกี่ ระดาษ นำไปวเิ คราะห์ เชน่ ถา้ ตอ้ งการแผนทภ่ี ยั พบิ ตั ิ ตอ้ ง วธิ กี ารใชแ้ ผนทแ่ี ละขอ้ มลู กระดาษมาซอ้ น ใชแ้ ผนทภี่ มู ปิ ระเทศพนื้ ฐาน รว่ มกบั แผนทแี่ สดง ทบั ขอ้ มลู กนั แบบขนมชน้ั ณ ตำแหนง่ ทตี่ อ้ งการ รอยเลอ่ื นของแผน่ ดนิ และพนื้ ทที่ เี่ กดิ แผน่ ดนิ ไหว แล้วทำการคัดลอกและสร้างข้อมูลข้ึนมาใหม่ที่มี เปน็ ประจำ การปฏบิ ตั งิ านดา้ นสารสนเทศภมู ศิ าสตร ์ ความสมั พนั ธก์ นั กระบวนการในสมยั กอ่ นจะใช้ กลมุ่ ผสู้ รา้ งขอ้ มลู และผใู้ ชข้ อ้ มลู ตอ้ งทำงานรว่ มกนั เพื่อให้ได้ข้อมูลแผนที่ (map data) ที่ถูกต้องตาม ชนั้ ขอ้ มลู ภมู ปิ ระเทศ วตั ถปุ ระสงคต์ อ่ การวางแผน และสงิ่ ทสี่ ำคญั ของ ชน้ั ขอ้ มลู ผนื ทด่ี นิ ระบบสารสนเทศภมู ศิ าสตร์ คอื บคุ ลากรผสู้ รา้ ง ชน้ั ขอ้ มลู แบง่ เขต ขอ้ มลู ทตี่ อ้ งสามารถปรบั เปลย่ี นขอ้ มลู ใหเ้ปน็ ปจั จบุ นั ชน้ั ขอ้ มลู พนื้ ทร่ี าบนำ้ ทว่ ม มากทส่ี ดุ เพราะขอ้ มลู ทไ่ี ดม้ าถา้ ไมม่ กี ารรายงาน ชนั้ ขอ้ มลู พนื้ ทช่ี มุ่ นำ้ จากสนามทเี่ ปน็ ปจั จบุ นั หากสง่ ขอ้ มลู เขา้ มารวมกนั ชนั้ ขอ้ มลู การใชท้ ด่ี นิ ข้อมูลท่ีติดตามอยู่อาจเกิดความผดิ พลาดได้ เชน่ ชนั้ ขอ้ มลู ดนิ แผนทแี่ สดงการเปลย่ี นแปลงภาวะนำ้ ทว่ ม แผนท่ี ชน้ั กขาอ้ รมสลู ำกราวรจค วบคมุ การระบาดของโรค ซงึ่ จำเปน็ ตอ้ งใชข้ อ้ มลู ทม่ี กี าร ชนั้ ขอ้ มลู รวมทไี่ ดจ้ ากการ เคลอื่ นไหว และรายงานผลทกุ ชว่ งเวลา ซอ้ นทบั ทกุ ชน้ั ขอ้ มลู ขา้ งบน แผนทแ่ี ละขอ้ มลู กระดาษทซ่ี อ้ นทบั ขอ้ มลู กนั แบบขนมชนั้ หรอื ทเ่ี รยี กวา่ “ชนั้ ขอ้ มลู ”
193 เครอื่ งอดั สำเนาทยี่ อ่ ขยายได้ หรอื ใชโ้ ตะ๊ แสง เมอ่ื กย็ งั ใชเ้ วลาไดร้ วดเรว็ กวา่ ยคุ แรก ชว่ งนข้ี อ้ มลู เชงิ ไดข้ อ้ มลู มาแลว้ จงึ ทำการระบายสแี ยกประเภทของ ลกั ษณะทงั้ หมดทเี่ คยจดั เกบ็ ในรปู แบบของกระดาษ กลมุ่ ขอ้ มลู สำหรบั ใชว้ างแผนงาน ทง้ั หมดนต้ี อ้ งใช ้ เอกสาร เชน่ ขอ้ มลู ของประชากร ขอ้ มลู รายได้ เวลานาน ขอ้ มลู ในอดตี เปน็ ขอ้ มลู แผนทขี่ องกรม รวมทงั้ ตำแหนง่ สถานทอ่ี นื่ ๆ ทง้ั หมดไดม้ กี ารสรา้ ง แผนทที่ หาร และการแปลความหมายจากภาพถา่ ย ระบบเชื่อมโยงข้อมูลคอมพิวเตอร์จัดเก็บไว้แล้ว ทางอากาศในแตล่ ะสาขา รวมทง้ั ความชำนาญของ แตผ่ ใู้ ชค้ อมพวิ เตอรท์ ำงานตา่ งๆ จำกดั อยแู่ ตเ่ ฉพาะ แตล่ ะงาน มาสรา้ งขอบเขตของแผนท่ี เชน่ การ ผปู้ ฏบิ ตั งิ านและนกั วชิ าการบางกลมุ่ เทา่ นนั้ การ สรา้ งถนนตดั ผา่ นภเู ขา ในอดตี ผสู้ ำรวจภาคสนาม ปฏบิ ตั งิ านดา้ นนจี้ งึ ยงั ไมแ่ พรห่ ลายออกไป ไม่สามารถเข้าไปในพ้ืนท่ีได้เพราะมีอันตราย จึง ตอ้ งสร้างข้อมูลกระดาษหลายแผ่นในสำนักงาน ช่วงพัฒนาเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์ที่มี แผน่ แรก คอื ขยายแผนทข่ี องกรมแผนทท่ี หารที่ ความเรว็ และหนว่ ยความจำสงู แสดงเสน้ ชนั้ ความสงู ใหส้ มั พนั ธก์ บั ขนาดมาตราสว่ น ของภาพถา่ ยทางอากาศ เสรจ็ แลว้ จงึ สรา้ งแผนที่ เมอื่ คอมพวิ เตอรม์ คี วามเรว็ สงู การพฒั นา ความลาดชัน โดยวิเคราะห์จากเส้นชั้นความสูง โปรแกรมสารสนเทศภมู ศิ าสตร์ พรอ้ มทง้ั ระบบ และภาพถ่ายทางอากาศ แผนที่เส้นทางน้ำเพ่ือ จดั เกบ็ ขอ้ มลู ทส่ี ามารถเชอื่ มโยงขอ้ มลู เขา้ หากนั ได ้ ออกแบบท่อลอดและสะพาน แผนที่ธรณีวิทยา เชน่ โปรแกรมไมโครซอฟต์ (Microsoft) และการ เพอ่ื ดชู นดิ ของหนิ และพน้ื ทที่ อี่ าจเกดิ ดนิ ถลม่ จาก ดึงข้อมูลหลากหลายบนอินเทอร์เน็ต (Internet) นน้ั นำขอ้ มลู มาซอ้ นกนั ทลี ะชนั้ เพอ่ื กำหนดแนวทาง ในชว่ งนข้ี อ้ มลู จากภาพถา่ ยดาวเทยี มใหร้ ายละเอยี ด ทเี่ หมาะสม และออกแบบพน้ื ทร่ี บั นำ้ เพอ่ื ออกแบบ สูงข้ึนเรื่อยๆ ทำให้ได้ข้อมูลที่มีรายละเอียดสูง ทอ่ ลอดและสะพาน ซง่ึ ขนั้ ตอนทงั้ หมดใชเ้วลาหลาย และมีความชัดเจนมากข้ึน ซ่ึงสามารถมองภาพ เดอื น และอาจมคี วามผดิ พลาดทางขอ้ มลู ทตี่ ดั สนิ รถยนต์ หรอื กลมุ่ คนไดอ้ ยา่ งชดั เจน นอกจากนยี้ งั จากสายตาของผปู้ ฏบิ ตั งิ าน โดยเฉพาะความสงู ตำ่ ของพน้ื ทท่ี ม่ี ตี น้ ไมป้ กคลมุ หนาแนน่ การสรา้ งระบบเชอื่ มโยงคอมพวิ เตอร์ โดยใชข้ อ้ มลู จากภาพถา่ ย ดาวเทยี ม ชว่ งพฒั นาเทคโนโลยอี วกาศ ข้อมูลภาพถ่ายจากดาวเทียมในระยะแรกมี รายละเอียดจุดภาพค่อนข้างต่ำ คือ ๑ จุดภาพ (pixel) เท่ากับ ๘๐x๘๐ เมตร ซึ่งจะต้องนำมา วเิ คราะหพ์ รอ้ มกบั การตรวจสอบขอ้ มลู สนามทห่ี า คา่ พกิ ดั จากเขม็ ทศิ หาตำแหนง่ พน้ื ทตี่ วั แทน เชน่ พนื้ ทปี่ ลกู ขา้ ว ในชว่ งนถี้ งึ แมม้ รี ะบบคอมพวิ เตอร ์ ทำงานและคำนวณภาพแยกขอบเขตพน้ื ทต่ี วั แทน
194 ม ดาเี ควรเทอ่ื ยี งมวดั (GพPกิ Sดั :หGรloอื bเaคlรPอ่ื oงsบitiอoกniตnำgแSหyนstง่emพกิ) ดัซดง่ึ ใว้ หย้ ๓.๒ ข้ันตอนการทำงาน แบ่งเป็น ๓ ขอ้ มลู ทมี่ คี วามผดิ พลาดประมาณ ๗ เมตร สำหรบั ระดบั ประชาชนทว่ั ไป แตใ่ นระดบั งานสำรวจมคี วาม ขน้ั ตอนใหญ่ ดงั นี้ ผดิ พลาดเพยี ง ๒ เซนตเิ มตร ประกอบกบั ภาคธรุ กจิ มกี ารพฒั นาโปรแกรมสารสนเทศภมู ศิ าสตรท์ ่ีใชไ้ ด้ ๑. การจดั เกบ็ ขอ้ มลู สะดวกรวดเร็วและผสมผสานกับโปรแกรมอื่นๆ ได้ ทำให้มีการนำข้อมูลสารสนเทศต่างๆ เช่น ขอ้ มลู หรอื ทเี่ รยี กวา่ “สารสนเทศ” นนั้ มี ขอ้ มลู ตารางแยกกลมุ่ เปน็ กลมุ่ สตี า่ งๆ ขอ้ มลู ภาพ โครงสร้างและรูปแบบท่ีแตกต่างกันอย่างเห็นได้ รวมทง้ั ขอ้ มลู วดิ โี อ มาแสดงผลบนระบบสารสนเทศ ชดั เปน็ ๒ รปู แบบ คอื รปู แบบที่ ๑ เปน็ ขอ้ มลู ท่ี ภมู ศิ าสตรท์ แี่ สดงตำแหนง่ และบรเิ วณ ณ พน้ื ทนี่ น้ั ๆ จดั เกบ็ ในลกั ษณะทเี่ ปน็ แบบเวกเตอร์ (vector) และ พรอ้ มทง้ั สามารถยอ่ สว่ นเพอ่ื ดพู น้ื ทเี่ ปน็ บรเิ วณกวา้ ง รปู แบบท่ี ๒ เปน็ ขอ้ มลู ทจี่ ดั เกบ็ ในลกั ษณะทเี่ ปน็ และขยายภาพดรู ายละเอยี ดเฉพาะบรเิ วณ โดยนำ แบบแรสเตอร์ (raster) มาวเิ คราะห์ สงั เคราะห์ สรา้ งสถานการณจ์ ำลองขนึ้ ในรปู แบบ ๒ มติ ิ และ ๓ มติ ิ ดว้ ยคา่ และตวั แปร รปู แบบที่ ๑ การจดั เกบ็ ขอ้ มลู แบบเวกเตอร ์ ทม่ี กี ารเปลยี่ นแปลงไดอ้ ยา่ งรวดเรว็ เชน่ ขอ้ มลู เป็นการจัดเก็บข้อมูลแบบท่ีมีโครงสร้างเป็นรูป สารสนเทศภมู ศิ าสตรท์ ผี่ สมผสานกบั ขอ้ มลู GPS ทรงเรขาคณติ แบบตา่ งๆ คอื จดุ เสน้ และรปู สามารถแสดงผลใกลเ้ คยี งกบั เวลาทเี่ กดิ สถานการณ ์ หลายเหลยี่ ม ทแี่ สดงลกั ษณะของพนื้ ทบ่ี รเิ วณนน้ั ไดแ้ ก่ ระบบตดิ ตามการเดนิ ทางของยานพาหนะ และ และมพี กิ ดั กำหนดตำแหนง่ ใหท้ ราบวา่ อยู่ ณ ทใี่ ด ภาพเคลอ่ื นไหว (moving image) จากกลอ้ งวดิ โี อ ซงึ่ หรือมีรูปทรงอยา่ งไร ข้อมูลแบบนี้เม่ือทำสำเรจ็ สง่ ภาพสญั ญาณดาวเทยี มบนฐานขอ้ มลู ตำแหนง่ บน เตม็ พนื้ ที่ จะปรากฏเหมอื นแผนทโ่ี ดยทวั่ ไป ระบบสารสนเทศภมู ศิ าสตร์ เมอื่ มกี ารพฒั นาอยา่ ง ตอ่ เนอ่ื งจงึ มคี วามตอ้ งการระบบสารสนเทศภมู ศิ าสตร ์ รปู แบบที่ ๒ การจดั เกบ็ ขอ้ มลู แบบแรสเตอร ์ ทม่ี ขี อ้ มลู นำเขา้ ทถ่ี กู ตอ้ งตรงตำแหน่ง รวมทั้งมี เปน็ การจดั เกบ็ ขอ้ มลู แบบแบง่ พน้ื ทจ่ี รงิ เปน็ ตาราง รายละเอียดข้อมูลที่จัดการอย่างเป็นระบบ เพื่อ รปู สเี่ หลย่ี มจตรุ สั เลก็ ๆ หรอื กรดิ (grid) เตม็ พนื้ ท่ี ใหน้ ำมาวเิ คราะหแ์ ละสามารถทำนายสถานการณ์ แตล่ ะกรดิ มคี า่ ขอ้ มลู ของพนื้ ทจี่ รงิ เรยี กวา่ พกิ เซล จากคา่ ตวั แปรทเ่ี ปลยี่ นแปลงไดใ้ กลเ้ คยี งความจรงิ (pixel) โดยมพี ิกัดกำหนดตำแหนง่ ไว้ด้วยเชน่ กนั มากทสี่ ดุ ทงั้ น้ี การพฒั นาอยา่ งตอ่ เนอื่ งของระบบ ขอ้ มลู แบบนเี้ มอื่ ทำสำเรจ็ เตม็ พน้ื ที่ จะปรากฏเปน็ คอมพวิ เตอร์ และเทคโนโลยสี ารสนเทศและการ ภาพเหมอื นถา่ ยจากเครอื่ งบนิ สื่อสาร ทำให้มีการพัฒนาการทำงานของระบบ สารสนเทศภมู ศิ าสตรใ์ หม้ ปี ระสทิ ธภิ าพมากขน้ึ ๒. การสรา้ งฐานขอ้ มลู เชงิ พนื้ ท่ี ดงั ไดก้ ลา่ วมาแลว้ วา่ ขอ้ มลู เชงิ พน้ื ทส่ี ามารถ แสดงรปู ลกั ษณไ์ ดเ้ ปน็ ๓ แบบ คอื แสดงเปน็ จดุ เสน้ และรปู หลายเหลย่ี มหรอื พนื้ ท่ี ซง่ึ รปู ลกั ษณ์ แบบทแ่ี สดงดว้ ยจดุ มกั จะมขี นาดเลก็ มากในพนื้ ที่ เชน่ ทตี่ งั้ ของบอ่ นำ้ บา้ นเรอื น โรงเรยี น สว่ น รปู ลกั ษณแ์ บบทแี่ สดงดว้ ยเสน้ มกั เกดิ จากการโยง ระหวา่ งจดุ ๒ จดุ หรอื มากกวา่ เขา้ ดว้ ยกนั เชน่
195 แผนผงั แสดงขอ้ มลู เสน้ ทางนำ้ ในรปู แบบของขอ้ มลู เชงิ พน้ื ทเ่ี ชอ่ื มโยงกบั รายละเอยี ดของขอ้ มลู เชงิ ลกั ษณะ ทำใหเ้ กดิ เปน็ ชน้ั ขอ้ มลู ถนน แมน่ ำ้ เสน้ แนวสายไฟแรงสงู ในกรณขี อง ไว้ในระบบย่อมมีผลต่อประสิทธิภาพที่จะรับได้ ขอ้ มลู ทแ่ี สดงรปู ลกั ษณด์ ว้ ยรปู หลายเหลย่ี ม หรอื เมอื่ นำขอ้ มลู นน้ั ๆ มาใชก้ บั การวเิ คราะหใ์ นลำดบั เกดิ จากการลากเสน้ ปดิ ลอ้ มบรเิ วณใดบรเิ วณหนง่ึ ตอ่ ไป ทพี่ บมาก คอื บรเิ วณแหลง่ นำ้ บรเิ วณปา่ ไม้ เขต การใชท้ ด่ี นิ ทางการเกษตร และเขตการปกครอง เครอื่ งกราดภาพ เชน่ เขตของจงั หวดั อำเภอ ตำบล เทศบาล เมื่อทราบลักษณะของข้อมูลเชิงพ้ืนท่ี ใน ขนั้ ตอนตอ่ ไปคอื การแปลงใหเ้ ปน็ ขอ้ มลู เชงิ เลข เพอื่ จดั เกบ็ ไวใ้ นคอมพวิ เตอร์ กระบวนการนำเขา้ ขอ้ มลู ตอ้ งอาศยั วธิ กี าร คอื ๑) การดจิ ไิ ทซ์ โดย ใช้เครื่องมือท่ีเรียกว่า เครื่องอ่านพิกัด (digitizer) ๒) การกราดภาพ โดยใชเ้ ครอ่ื งมอื ทเี่ รยี กวา่ เครอื่ ง กราดภาพ (scanner) และ ๓) การใช้แป้นพิมพ์ คอมพวิ เตอร์ นำเขา้ ขอ้ มลู ทเี่ ปน็ เอกสารตา่ งๆ ลง ในเครอื่ งคอมพวิ เตอร์ ทง้ั ๓ วธิ กี ารมคี วามสำคญั มากในการสรา้ งฐานขอ้ มลู ใหแ้ กร่ ะบบสารสนเทศ ภมู ศิ าสตร์ เพราะคณุ ภาพของขอ้ มลู ทจ่ี ดั เกบ็ เขา้
196 เ ชงิ พนื้ สทาแี่รลสะนขเทอ้ มศลูภเูมชิศงิ าลสกั ตษรณ์ทะ่ีรเวมมอ่ื ทน้ังำชเขนา้ สิดขรู่ ะ้อบมบูล ๔ ชอ่ งจราจร ๒ ชอ่ งจราจร ขอ้ มลู ทแี่ สดงเชงิ พน้ื ท ่ี นสี้ ามารถแยกสแี ละขนาดของเสน้ ได้ แมแ้ ต่การ การจดั เกบ็ ในคอมพวิ เตอรแ์ ลว้ เรยี กวา่ ฐานขอ้ มลู แสดงผลขอ้ มลู พน้ื ทป่ี ระชากรกส็ ามารถทำไดเ้ ชน่ กนั (database) ซ่ึงฐานข้อมูลของระบบสารสนเทศ การวิเคราะห์ข้อมูล มีวัตถุประสงค์เพ่ือหา ภมู ศิ าสตรม์ รี ปู แบบทแ่ี ตกตา่ งกนั ขนึ้ อยกู่ บั ความ คำตอบตามเงอื่ นไขตา่ งๆ ทไ่ี ดต้ ง้ั ไว้ การวเิ คราะห์ ตอ้ งการของระบบ หรอื วตั ถปุ ระสงคข์ องโครงการ ทำไดโ้ ดยใชช้ น้ั ขอ้ มลู ทจี่ ดั เกบ็ ไวใ้ นฐานขอ้ มลู ออก ทต่ี อ้ งใชร้ ะบบดงั กลา่ ว ขอ้ สำคญั ทฐ่ี านขอ้ มลู ตอ้ ง มาวเิ คราะหร์ ว่ มกนั ทง้ั นี้ การจะใชช้ น้ั ขอ้ มลู กช่ี นั้ มี ได้แก่ การจัดเก็บข้อมูลอย่างมีประสิทธิภาพ ในกระบวนการวเิ คราะหข์ นึ้ อยกู่ บั คำถามวา่ มคี วาม สามารถคน้ คนื ขอ้ มลู ไดค้ ลอ่ งตวั รวดเรว็ และการ ซับซ้อนเพียงใด กระบวนการวิเคราะห์ที่ใช้กัน รกั ษาความปลอดภยั ของขอ้ มลู ใหพ้ น้ จากการสญู หาย โดยทว่ั ไป ไดแ้ ก่ คน้ คนื ขอ้ มลู ทจ่ี ดั เกบ็ ไวเ้ พอ่ื หา หรอื การนำไปใชโ้ ดยไมไ่ ดร้ บั อนญุ าต คำตอบให้แก่คำถามท่ีแตกต่างออกไป คำตอบ ขอ้ มลู ทจ่ี ดั เกบ็ ไวใ้ นฐานขอ้ มลู จะแสดงสมบตั ิ เหลา่ นนั้ อาจเปน็ การจำแนกซำ้ การคำนวณ หรอื และความสมั พนั ธด์ งั ตอ่ ไปนี ้ การหาสถติ ติ า่ งๆ การวางซอ้ นทบั ของชน้ั ขอ้ มลู - สามารถอา้ งองิ กบั ระบบพกิ ดั ทเ่ีปน็ มาตรฐาน กเ็ ปน็ อีกวิธีหน่ึงของการวิเคราะห์ เพื่อหาความ - สามารถบรรยายลักษณะและสมบัติของ เหมอื น หรอื ความแตกตา่ ง หรอื การเปลยี่ นแปลง ขอ้ มลู เชงิ พน้ื ทไี่ ดอ้ ยา่ งละเอยี ด อนั จะนำไปสคู่ วาม ทเ่ี กดิ ขนึ้ ในชว่ งเวลาตา่ งๆ กนั ได้ โดยสรปุ แลว้ จะ เขา้ ใจของลกั ษณะขอ้ มลู เห็นได้ว่า การวิเคราะห์โดยใช้ระบบสารสนเทศ - สามารถแสดงความสัมพันธ์เชิงตำแหน่ง ภมู ศิ าสตรส์ ามารถใหค้ ำตอบใน ๓ ลกั ษณะ ไดแ้ ก่ ของขอ้ มลู และสงิ่ ทอ่ี ยใู่ กลเ้ คยี ง - คำตอบทเี่ ปน็ ปจั จบุ นั (จากการคน้ คนื ขอ้ มลู ๓. การแสดงผลและการวเิ คราะหข์ อ้ มลู ทเี่ กยี่ วขอ้ งในฐานขอ้ มลู ) การแสดงผลของขอ้ มลู ขอ้ มลู ทเี่ กดิ ขน้ึ ใน - คำตอบเกยี่ วกบั รปู แบบของขอ้ มลู ปจั จบุ นั ระบบสารสนเทศภมู ศิ าสตรเ์ มอื่ ผา่ นกระบวนการ (ตอบคำถามทม่ี เี งอื่ นไข) นำเข้าในรูปแบบของข้อมูลเชิงพื้นที่ที่เช่ือมโยง - การคาดการณส์ งิ่ ทจี่ ะเกดิ ขน้ึ ในอนาคต กับรายละเอยี ดของขอ้ มลู เชิงลกั ษณะ จะเกดิ เป็น (โดยการจำลองเหตุการณภ์ ายใตส้ ภาพปัจจุบันท่ี ชั้นข้อมูล (layer) ซ่ึงสามารถแสดงรายละเอียด กำหนด) ของขอ้ มลู เฉพาะกลมุ่ ทแ่ี ยกประเภทออกได้ เชน่ การพฒั นาขอ้ มลู ระบบสารสนเทศภมู ศิ าสตร ์ ชั้นข้อมูลของกลุ่มถนน ซึ่งเป็นข้อมูลเส้น ใน ผใู้ ชข้ อ้ มลู อาจไมท่ ราบกระบวนการวเิ คราะหว์ า่ มี รายละเอียดของข้อมูลเชิงลักษณะแยกประเภท ความเปน็ มาอยา่ งไร เพราะจะมผี เู้ ขยี นโปรแกรม เปน็ ถนนคอนกรตี ถนนลาดยาง ถนนลกู รงั และ เชอ่ื มโยงขอ้ มลู เขา้ ดว้ ยกนั ผใู้ ชจ้ ะรผู้ ลขนั้ สดุ ทา้ ย ทางคนเดนิ พรอ้ มทงั้ แสดงรายละเอยี ดของถนน โดยจะแสดงผลเปน็ ภาพแผนที่ ในอนาคตอาจได้ วา่ มชี อ่ งจราจรกช่ี อ่ งจราจร เชน่ มถี นนคอนกรตี เหน็ ระบบสารสนเทศภมู ศิ าสตรท์ มี่ กี ารผสมผสาน
Search
Read the Text Version
- 1
- 2
- 3
- 4
- 5
- 6
- 7
- 8
- 9
- 10
- 11
- 12
- 13
- 14
- 15
- 16
- 17
- 18
- 19
- 20
- 21
- 22
- 23
- 24
- 25
- 26
- 27
- 28
- 29
- 30
- 31
- 32
- 33
- 34
- 35
- 36
- 37
- 38
- 39
- 40
- 41
- 42
- 43
- 44
- 45
- 46
- 47
- 48
- 49
- 50
- 51
- 52
- 53
- 54
- 55
- 56
- 57
- 58
- 59
- 60
- 61
- 62
- 63
- 64
- 65
- 66
- 67
- 68
- 69
- 70
- 71
- 72
- 73
- 74
- 75
- 76
- 77
- 78
- 79
- 80
- 81
- 82
- 83
- 84
- 85
- 86
- 87
- 88
- 89
- 90
- 91
- 92
- 93
- 94
- 95
- 96
- 97
- 98
- 99
- 100
- 101
- 102
- 103
- 104
- 105
- 106
- 107
- 108
- 109
- 110
- 111
- 112
- 113
- 114
- 115
- 116
- 117
- 118
- 119
- 120
- 121
- 122
- 123
- 124
- 125
- 126
- 127
- 128
- 129
- 130
- 131
- 132
- 133
- 134
- 135
- 136
- 137
- 138
- 139
- 140
- 141
- 142
- 143
- 144
- 145
- 146
- 147
- 148
- 149
- 150
- 151
- 152
- 153
- 154
- 155
- 156
- 157
- 158
- 159
- 160
- 161
- 162
- 163
- 164
- 165
- 166
- 167
- 168
- 169
- 170
- 171
- 172
- 173
- 174
- 175
- 176
- 177
- 178
- 179
- 180
- 181
- 182
- 183
- 184
- 185
- 186
- 187
- 188
- 189
- 190
- 191
- 192
- 193
- 194
- 195
- 196
- 197
- 198
- 199
- 200
- 201
- 202
- 203
- 204
- 205
- 206
- 207
- 208
- 209
- 210
- 211
- 212
- 213
- 214
- 215
- 216
- 217
- 218
- 219
- 220
- 221
- 222
- 223
- 224
- 225
- 226
- 227
- 228
- 229
- 230
- 231
- 232
- 233
- 234
- 235
- 236
- 237
- 238
- 239
- 240
- 241
- 242
- 243
- 244
- 245
- 246
- 247
- 248
- 249
- 250
- 251
- 252
- 253
- 254
- 255
- 256
- 257
- 258
- 259
- 260
- 261
- 262
- 263
- 264
- 265
- 266
- 267
- 268
- 269
- 270
- 271
- 272
- 273
- 274
- 275
- 276
- 277
- 278
- 279
- 280
- 281
- 282
- 283
- 284
- 285
- 286
- 287
- 288
- 289
- 290
- 291
- 292
- 293
- 294
- 295
- 296
- 297
- 298
- 299
- 300
- 301
- 302
- 303
- 304
- 305
- 306
- 307
- 308
- 309
- 310
- 311
- 312