ISBN 978-616-7709-01-7 © โครงการสารานุกรมไทยส�ำ หรบั เยาวชน โดยพระราชประสงค์ในพระบาทสมเดจ็ พระเจ้าอยหู่ วั พิมพ์ครง้ั ที่ ๑ พ.ศ. ๒๕๕๕ จำ�นวน ๑๕,๐๐๐ เล่ม พิมพค์ รงั้ ท่ี ๖ พ.ศ. ๒๕๖๕ จำ�นวน ๕,๐๐๐ เลม่ สำ�ำ นัักงาน อาคารมููลนิธิ ิิโครงการสารานุุกรมไทยฯ สนามเสือื ป่า่ ถนนศรีอี ยุธุ ยา เขตดุสุ ิติ กรุงุ เทพฯ ๑๐๓๐๐ โทรศัพั ท์์ ๐-๒๒๘๐-๖๕๐๒, ๐-๒๒๘๐-๖๕๐๗, ๐-๒๒๘๐-๖๕๑๕, ๐-๒๒๘๐-๖๕๓๘, ๐-๒๒๘๐-๖๕๔๑ โทรสาร ๐-๒๒๘๐-๖๕๘๐, ๐-๒๒๘๐-๖๕๘๙ e-mail: [email protected] https://www.saranukromthai.or.th
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงพระราชปรารภว่า การเรียนรู้ในเรื่องราวและวิชาการสาขาต่างๆ โดยกว้างขวาง เปน็ เหตุใหเ้ กิดความรู้ ความคดิ และความฉลาด ซง่ึ เปน็ ปัจจยั สำคัญท่สี ุดสำหรับชวี ติ ช่วยให้บุคคลสามารถสร้างประโยชน์สุข สร้างความเจริญม่ันคงให้แก่ตนเอง ท้ังแก่สังคมและบ้านเมือง อันเป็นท่ีพ่ึงอาศัยได้ ทุกคนจึงควรมีโอกาสท่ีจะศึกษาหาความรู้ได้ตามความประสงค์และกำลังความ สามารถโดยท่ัวกนั ทรงพระราชดำริว่า หนังสือประเภทสารานุกรมน้ัน บรรจุสรรพวิชาการอันเป็นสาระไว้ครบ ทุกแขนง เม่ือมีความต้องการหรือพอใจจะเรียนรู้เร่ืองใด ก็สามารถค้นหาอ่านทราบโดยสะดวก นับว่าเป็นหนังสือที่มีประโยชน์เกื้อกูลการศึกษาเพ่ิมพูนปัญญาด้วยตนเองของประชาชนอย่างสำคัญ โดยเฉพาะในยามที่มีปัญหาการขาดแคลนครูและสถานที่เล่าเรียนเช่นขณะนี้ หนังสือสารานุกรมจะ ช่วยคลี่คลายให้บรรเทาเบาบางลงได้เป็นอย่างดี จึงมีพระราชดำรัสให้ตั้งโครงการสารานุกรมไทย สำหรับเยาวชนฯ เพื่อดำเนินการสร้างหนังสือสารานุกรมฉบับใหม่ชุดหน่ึง มีความมุ่งหมายที่จะนำ วิชาการแขนงต่างๆ ท่ีควรศึกษา ออกเผยแพร่แก่เยาวชนให้แพร่หลายทั่วถึง เพื่อเยาวชนจักได้หา ความรู้ช่วยตัวเองได้จากการอ่านหนังสือ และเพ่ือให้ได้ประโยชน์อันกว้างขวางยิ่งขึ้น ทรงกำหนด หลักการทำคำอธิบายเรื่องต่างๆ แต่ละเร่ืองเป็นสามตอนหรือสามระดับ สำหรับให้เด็กรุ่นเล็กอ่าน เข้าใจได้ระดับหน่ึง สำหรับเด็กรุ่นกลางอ่านเข้าใจได้ระดับหนึ่ง และสำหรับเด็กรุ่นใหญ่รวมถึง ผู้ใหญ่อีกระดับหน่ึง เพื่ออำนวยโอกาสให้บิดามารดาสามารถใช้หนังสือน้ีเป็นเคร่ืองมือแนะนำวิชา แก่บุตรธิดา และให้พ่ีแนะนำวิชาแก่น้องเป็นลำดับกันลงไป นอกจากน้ี เม่ือเรื่องหนึ่งเรื่องใดมี ความเกี่ยวพันตอ่ เนอื่ งถงึ เร่ืองอื่นๆ กใ็ ห้อา้ งองิ ถึงเรือ่ งน้นั ๆ ด้วยทุกเรอื่ งไป ดว้ ยประสงคจ์ ะใหผ้ ศู้ กึ ษา ทราบตระหนกั วา่ วิชาการแต่ละสาขามีความสมั พนั ธเ์ ก่ียวเน่ืองถงึ กัน พงึ ศึกษาให้ครบถว้ นทั่วถงึ พระตำหนักจติ รลดารโหฐาน
คำแถลง สารานุกรมไทยสำหรับเยาวชน โดยพระราชประสงค์ในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เล่มน ี้ เป็นเล่มท่ี ๓๗ ซึ่งคณะกรรมการโครงการสารานุกรมไทยสำหรับเยาวชนฯ ได้ช่วยกันจัดทำขึ้น ตามพระราชประสงค์ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่จะให้มีสารานุกรมแบบไทยพิมพ์เป็นชุด โดยเน้นความรู้ที่เกิดข้ึนและมีอยู่ในประเทศไทย จัดทำโดยคนไทย เพื่อให้คนไทยทุกเพศทุกวัยได้มี โอกาสอ่าน อนั เป็นการเพิม่ พูนและสง่ เสริมความรขู้ น้ั พน้ื ฐานในวิชาการสาขาตา่ งๆ ในการจัดทำสารานุกรมน้ี ได้เรียบเรียงเน้ือหาของเร่ืองต่างๆ แบ่งเป็น ๓ ระดับความรู้ โดย ประสงค์ให้ความรู้ความเขา้ ใจแก่เดก็ ร่นุ เล็กระดบั หนึง่ เดก็ รนุ่ กลางระดับหนึ่ง และเดก็ รุ่นใหญ ่ รวมทั้ง ผใู้ หญ่ท่สี นใจทั่วไปอกี ระดบั หนึ่ง ทั้งน้ี ไดเ้ รยี บเรยี งเน้ือหาให้เหมาะสมสำหรับผ้อู ่านแต่ละรนุ่ หรอื แตล่ ะ ระดับ และพิมพ์ด้วยตัวอักษรขนาดต่างๆ กัน ในแต่ละเรื่องเร่ิมต้นด้วยเน้ือหาของเด็กรุ่นเล็ก ถัดไป เป็นของเด็กรุ่นกลาง สุดท้ายจึงเป็นของเด็กรุ่นใหญ่และผู้ใหญ่ อีกทั้งยังมีวัตถุประสงค์ให้ผู้ใหญ่และ เด็กรุ่นใหญ่ได้มีโอกาสอธิบายแก่เด็กรุ่นเล็กหรือเด็กรุ่นกลาง ให้มีความเข้าใจในเร่ืองและเน้ือหาในกรณี ท่ีเด็กรุน่ เลก็ หรือเด็กร่นุ กลางไมเ่ ขา้ ใจโดยถอ่ งแท้ นอกจากน้ี โครงการฯ ยังได้พยายามจัดให้มีเนื้อเรื่องของสาขาวิชาต่างๆ เข้าไว้ในเล่มเดียวกัน เพ่ือให้ผู้ที่สนใจเนื้อเรื่องในสาขาวิชาใดแล้ว ได้มีโอกาสอ่านหรืออ้างอิงเนื้อเรื่องในสาขาวิชาอ่ืนๆ ประกอบไปด้วย เพอ่ื ให้เกดิ ความหลากหลายของความรู้ ท่ผี ู้อ่านสามารถเลอื กอา่ นไดต้ ามความต้องการ ในการจัดทำหนังสือสารานุกรมไทยฯ ต้ังแต่เล่ม ๒๖ เป็นต้นไป โครงการฯ ได้เปล่ียนแปลง รูปแบบภายในเล่มให้น่าสนใจยิ่งขึ้น โดยเปล่ียนแปลงขนาดตัวอักษรของเน้ือหาส่วนเด็กกลางและ เด็กโตให้มีขนาดใหญ่ขึ้น เพ่ือให้สะดวกในการอ่าน นอกจากน้ีเพื่อให้ผู้อ่านได้ศึกษาหรือค้นคว้าได้ง่าย และรวดเรว็ ขนึ้ โครงการฯ จงึ ไดใ้ สเ่ ลขหน้า รวมทั้งใสช่ ือ่ ผู้เขยี นไว้ในหน้าแรกของทุกเรอ่ื งดว้ ย สารานกุ รมไทยสำหรบั เยาวชนฯ เลม่ ๓๗ น้ี ไดพ้ มิ พข์ นึ้ ครงั้ แรกใน พ.ศ. ๒๕๕๕ มเี รอ่ื ง ๙ เรอื่ ง คือ พระเจดีย์ หอศลิ ป์ ศลิ ปินแห่งชาติ วา่ ว หนงั สอื พิมพ์ ระบบสารสนเทศภมู ศิ าสตร์ การประเมนิ ผลกระทบส่งิ แวดลอ้ ม โรคเอสแอลอี และโรคไข้หวดั ใหญ ่ สารานุกรมไทยสำหรับเยาวชนฯ ชุดนี้ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สโมสรไลออนส์สากลใน ประเทศไทย มสี ่วนร่วมจดั หาทนุ ทูลเกลา้ ฯ ถวายสมทบ เพอ่ื ดำเนนิ การจดั พิมพต์ ง้ั แตแ่ รกเรมิ่ โครงการฯ นอกจากน้ี สโมสรไลออนส์ยังได้มีส่วนช่วยนำหนังสือสารานุกรมไทยฯ ฉบับพระราชทาน เล่ม ๑-๒๕ จำนวนฉบับละ ๖,๐๐๐ เล่ม เล่ม ๒๖-๓๑ จำนวนฉบับละ ๗,๕๐๐ เล่ม เล่ม ๓๒-๓๕ จำนวนฉบับละ ๘,๐๐๐ เลม่ ไปมอบใหแ้ กโ่ รงเรยี นตา่ งๆ ทว่ั ประเทศ และตงั้ แตเ่ ลม่ ๓๖ เปน็ ตน้ ไป เพม่ิ จำนวนเปน็ ฉบบั ละ ๘,๔๐๐ เล่ม เพื่อเป็นการเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เน่ืองในโอกาสพระราชพิธี มหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา ๗ รอบ ๕ ธันวาคม ๒๕๕๔ บดั น้ี การจดั ทำสารานุกรมไทยสำหรับเยาวชนฯ เล่ม ๓๗ ไดส้ ำเรจ็ เรียบรอ้ ยลงอีกเลม่ หนึง่ แลว้ จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้คณะกรรมการโครงการฯ ดำเนินการเผยแพร่แก่ประชาชน ตามพระราชประสงค ์ พลอากาศเอก (กำธน สินธวานนท)์ ประธานโครงการสารานกุ รมไทยสำหรับเยาวชนฯ
สารานุกรมไทยสำหรับเยาวชน โดยพระราชประสงคใ์ นพระบาทสมเดจ็ พระเจา้ อยหู่ วั เลม่ ๓๗ พระเจดยี ์ ๗ หอศิลป์ ๔๑ ศิลปินแห่งชาติ ๗๙ ว่าว ๑๑๕ หนังสอื พิมพ ์ ๑๕๓ ระบบสารสนเทศภมู ศิ าสตร ์ ๑๗๗ การประเมนิ ผลกระทบสง่ิ แวดลอ้ ม ๒๑๑ โรคเอสแอลอ ี ๒๓๗ โรคไข้หวัดใหญ ่ ๒๖๑
6
พระเจดีย ์ 7 ศาสตราจารยเ์ กยี รติคุณ ดร. สันติ เล็กสุขมุ ผ้เู ขยี น สว่ นเด็กเล็ก ศาสตราจารย์กติ ตคิ ุณ สมุ น อมรวิวฒั น์ ผูเ้ รยี บเรยี ง เมืองไทยได้ช่ือว่าเป็นแผ่นดินธรรมแผ่นดินทอง เน่ืองจากมีวัด โบสถ์ วหิ าร และเจดยี ย์ อดสงู สที องเรอื งรองอยมู่ ากมาย เชน่ พระปฐมเจดยี ์ ทว่ี ดั พระปฐมเจดยี ์ จงั หวดั นครปฐม พระบรมธาตไุ ชยา เจดยี แ์ บบศรวี ชิ ยั ทว่ี ดั พระบรมธาตไุ ชยาราชวรวหิ าร จงั หวดั สรุ าษฎรธ์ าน ี เจดยี ก์ กู่ ดุ ทวี่ ดั จามเทวี จงั หวดั ลำพนู ซง่ึ ประดษิ ฐานพระพทุ ธรปู ประทบั ยนื ในทกุ เหลย่ี มรายรอบ พระธาตหุ รภิ ญุ ชยั วดั พระธาตหุ รภิ ญุ ชยั วรมหาวหิ าร จงั หวดั ลำพนู เจดยี ศ์ ลิ ปะแบบลา้ นนาเปน็ ปชู นยี สถานทกี่ ราบไหวบ้ ชู าของชาวลำพนู เจดยี ท์ อง ๒ องค์ ทวี่ ดั พระศรรี ตั นศาสดาราม และพระบรมบรรพต (เจดีย์ภูเขาทอง) ท่ีวัดสระเกศราชวรมหาวิหาร มีสีทองอร่ามยามต้องแสง ตะวนั แสดงถงึ ความรงุ่ เรอื งของกรงุ รตั นโกสนิ ทร ์
8 พระปรางค์ วดั อรณุ ราชวรารามราชวรมหาวิหาร เขตบางกอกใหญ่ กรุงเทพฯ เจดยี ท์ มี่ รี ปู ทรงงดงามจนเปน็ ทเี่ ลอื่ งลอื ไปทว่ั โลก คอื ปรางคป์ ระธาน วดั อรณุ ราชวรารามราชวรมหาวหิ าร ตง้ั อยรู่ มิ ฝง่ั แมน่ ำ้ เจา้ พระยา พระเจดยี เ์ ปน็ ทป่ี ระดษิ ฐานพระบรมสารรี กิ ธาตขุ องพระพทุ ธเจา้ และ พระอฐั ธิ าตขุ องพระสาวก บรรจพุ ระบรมอฐั ขิ องพระมหากษตั รยิ ์ และอฐั ิ ของบรรพบรุ ษุ ทเ่ี ปน็ ปชู นยี บคุ คล เจดยี จ์ งึ เปน็ ศรสี งา่ แหง่ เมอื ง แสดงถงึ ความรม่ เยน็ เปน็ สขุ ในดนิ แดน แห่งพระพุทธศาสนาและภูมิปัญญาทางศิลปะของไทย เป็นอนุสรณ์เตือนใจ ให้เรารำลึกถึงพระพุทธคุณและคุณงามความดีของบรรพชนผู้ล่วงลับ เกิด จติ สำนกึ ทจี่ ะปฏบิ ตั ดิ ี ปฏบิ ตั ชิ อบ เพอ่ื ความสงบสขุ ของสงั คมไทยสบื ไป
9 สว่ นเดก็ กลาง ศาสตราจารยก์ ติ ตคิ ุณ สุมน อมรวิวฒั น์ ผเู้ รยี บเรียง พระศรรี ตั นเจดยี ์ วัดพระศรีรตั นศาสดาราม ในพระบรมมหาราชวงั ถนนหนา้ พระลาน เขตพระนคร กรงุ เทพฯ เจดยี ์ หรอื สถปู นอกจากเปน็ ทปี่ ระดษิ ฐานพระบรมธาตุ หรอื พระบรมอฐั แิ ลว้ ยงั เป็นส่ิงที่แสดงถึงศรัทธาของพุทธศาสนิกชน รวมถึงคุณค่าทางศิลปวัฒนธรรมในแต่ละ ยคุ สมยั ของชนชาตติ า่ งๆ อกี ดว้ ย ประชาชนในประเทศไทย ส่วนใหญ่นับถือพระพุทธศาสนา วัดจึงเป็นศูนย์รวม ทางจติ ใจของพทุ ธศาสนกิ ชน ภายในวดั มสี งิ่ กอ่ สรา้ งทางสถาปตั ยศลิ ปท์ ง่ี ดงาม เชน่ โบสถ์ วหิ าร หอระฆงั และเจดยี ท์ ม่ี รี ปู ทรงหลายแบบ สงู ตระหงา่ น สว่ นยอดแหลมสที องอรา่ ม ดงู ามจบั ตาและนา่ ประทบั ใจ รปู แบบการสรา้ งเจดยี ม์ ลี กั ษณะ รปู ทรง และองคป์ ระกอบทห่ี ลากหลาย อกี ทง้ั มีขนาดที่แตกต่างกันตามวัตถุประสงค์ของผู้สร้าง เช่น พระปฐมเจดีย์ จังหวัดนครปฐม ซ่ึงมีขนาดใหญ่ จนมีคำเปรียบเทียบว่ามีความสูงเท่ากับนกเขาเหิน มีตำนานว่า พญาพาน สรา้ งอทุ ศิ ถวายพญากงซงึ่ เปน็ พระบดิ า เพอื่ ชดใชก้ รรมท่ไี ด้กระทำปติ ุฆาต เจดยี ม์ ชี อื่ เรยี กหลายชอ่ื เชน่ พระมหาเจดยี ์ พระมหาสถปู พระมหาธาตุ พระ บรมธาตุ พระธาตุ พระเจดยี ์ ตามแตก่ ารประดษิ ฐานพระบรมสารรี กิ ธาตุ หรอื พระอฐั ธิ าตุ บางครง้ั เจดยี ท์ มี่ รี ปู ทรงแบบ “ปรางค”์ กเ็ รยี กวา่ พระปรางค ์
10 รูปทรงและองค์ประกอบที่สำคัญของเจดีย์มีแบบแตกต่างกันตามศิลปะแห่งยุค สมยั และของแตล่ ะภมู ภิ าค เชน่ เจดยี แ์ บบทวารวดี ในภาคกลาง เปน็ เจดยี ท์ รงระฆงั มสี ว่ น ยอดทเี่ รยี กวา่ ฉตั รวลั ลี คอื ใบฉตั รซอ้ นลดหลน่ั กนั ในทรงกรวยสงู เจดยี แ์ บบหรภิ ญุ ชยั ทวี่ ดั จามเทวี จงั หวดั ลำพนู มรี ปู ทรงสเ่ี หลย่ี มประกอบดว้ ยชนั้ ซอ้ นลดหลนั่ กนั ๕ ชนั้ ยอดทรง กรวยเหลยี่ ม เจดยี แ์ บบลา้ นนา ทวี่ ดั ปา่ สกั อำเภอเชยี งแสน จงั หวดั เชยี งราย เปน็ เจดยี ท์ รง ปราสาท ๕ ยอด สว่ นเจดยี ท์ รงระฆงั แบบเฉพาะของลา้ นนา เชน่ พระธาตหุ รภิ ญุ ชยั ทวี่ ดั พระธาตหุ รภิ ญุ ชยั วรมหาวหิ าร อำเภอเมอื งฯ จงั หวดั ลำพนู ทางภาคเหนอื มเี จดยี แ์ บบตา่ งๆ จำนวนมาก แสดงถงึ ความรงุ่ เรอื งทางศลิ ปะและพระพทุ ธศาสนาทมี่ มี านานกวา่ ๑,๐๐๐ ป ี เจดยี แ์ บบสโุ ขทยั ทส่ี รา้ งขน้ึ ในสมยั สโุ ขทยั เปน็ เจดยี ท์ มี่ รี ปู ทรงงดงาม โดยมกี าร ผสมผสานศลิ ปะแบบขอม ศลิ ปะพกุ าม และศลิ ปะลา้ นนา เชน่ เจดยี ป์ ระธานทรงปราสาท ยอด วดั เจดยี เ์ จด็ แถว อำเภอศรสี ชั นาลยั จงั หวดั สโุ ขทยั มยี อดทรงดอกบวั ตมู เจดยี ท์ รง ระฆงั วดั ชา้ งลอ้ ม ทมี่ แี รงบนั ดาลใจจากรปู แบบของเจดยี ใ์ นศลิ ปะลงั กา เจดยี แ์ บบกอ่ นกรงุ ศรอี ยธุ ยามลี กั ษณะเจดยี ท์ รงปรางค์ เชน่ เจดยี ป์ ระธานทรงปรางค์ วัดพระศรีรัตนมหาธาตุ จงั หวดั ลพบุรี รูปทรงมชี ัน้ ซอ้ นแบบปราสาทขอม ตอ่ มาในสมยั อยธุ ยา เจดยี ท์ รงปรางคม์ รี ปู ทรงทเ่ี พรยี วลงและชนั้ ซอ้ นเรยี บงา่ ยขน้ึ เชน่ ปรางคป์ ระธานวดั ราชบรู ณะ จงั หวดั พระนครศรอี ยธุ ยา พระธาตุหรภิ ุญชัย วดั พระธาตหุ รภิ ญุ ชัยวรมหาวหิ าร อำเภอเมอื งฯ จงั หวัดลำพูน
11 เจดียป์ ระธานทรงปรางค์ วัดพระศรีรัตนมหาธาตุ อำเภอเมืองฯ จงั หวดั ลพบุร ี รปู ทรงเจดยี แ์ บบกรงุ ศรอี ยธุ ยาตอนกลาง เปน็ เจดยี ท์ รงสเ่ี หลยี่ มเพมิ่ มมุ จากสว่ นฐาน ขน้ึ ไปเรอื นธาตแุ ละทรงระฆงั สว่ นยอดเปน็ ทรงกรวยกลม เชน่ เจดยี ศ์ รสี รุ โิ ยทยั บรเิ วณ วดั สวนหลวงสบสวรรค์ เจดยี ป์ ระธานวดั ภเู ขาทอง และสมยั อยธุ ยาตอนปลาย เชน่ เจดยี ์ ทรงสเี่ หลยี่ มเพมิ่ มมุ วดั ไชยวฒั นาราม จงั หวดั พระนครศรอี ยธุ ยา เจดยี แ์ บบรตั นโกสนิ ทรม์ รี ปู ทรงสบื เนอื่ งมาจากเจดยี เ์ พมิ่ มมุ ประเภททรงเครอ่ื งใน สมยั อยธุ ยาตอนปลาย และยงั นยิ มสบื ทอดเจดยี ท์ รงปรางคม์ าดว้ ย ดงั เชน่ ปรางคป์ ระธาน วดั อรณุ ราชวรารามราชวรมหาวหิ าร ซง่ึ มฐี านซอ้ นลดหลนั่ กนั เปน็ ชดุ แตล่ ะฐานซอ้ นมงี าน ปน้ั ประดบั เปน็ ศลิ ปะเชงิ ชา่ งแหง่ กรงุ รตั นโกสนิ ทร ์ ตอ่ มางานสรา้ งเจดยี ท์ ไี่ ดส้ บื ทอดรปู ทรงและงานชา่ งโบราณไดเ้ ปลย่ี นไป ลกั ษณะ เจดยี ม์ รี ปู ทรงใหมๆ่ แตย่ งั คงมเี คา้ รปู ทรงเดมิ อยบู่ า้ ง เชน่ พระมหาธาตนุ ภเมทนดี ล และ พระมหาธาตนุ ภพลภมู สิ ริ ิ บนยอดดอยอนิ ทนนท์ จงั หวดั เชยี งใหม่ เจดยี เ์ ปน็ ศาสนสถานทแ่ี สดงถงึ ศรทั ธาของบรรดาพทุ ธศาสนกิ ชน และคณุ คา่ ทาง ศลิ ปะของชาติ จงึ ถอื เปน็ หนา้ ทขี่ องคนไทยทต่ี อ้ งยดึ ถอื ในความศกั ดส์ิ ทิ ธ์ิ ตามประเพณแี ละ พธิ กี รรมทไี่ ดส้ บื ทอดกนั ตอ่ มา ควรชว่ ยกนั บำรงุ รกั ษามใิ หเ้ สอื่ มโทรมลง และพรอ้ มใจกนั บรู ณะใหค้ งความงดงามเปน็ ทเี่ คารพบชู าตลอดไป
12 ส่วนเด็กโต ศาสตราจารยเ์ กียรตคิ ุณ ดร. สนั ติ เล็กสขุ ุม ผู้เขยี น ๑. ประวตั คิ วามเปน็ มาของเจดยี ์ อนั ศกั ดสิ์ ทิ ธทิ์ างพระพทุ ธศาสนา ชาวไทยคนุ้ เคย กบั คำวา่ เจดยี ใ์ นความหมายทนี่ อกจากประดษิ ฐาน ระยะเวลากว่าพันปีมาแล้ว ที่ดินแดนไทย พระบรมธาตแุ ลว้ ยงั เปน็ เครอ่ื งเตอื นใจใหร้ ะลกึ รวมทั้งดินแดนใกล้เคียงในภูมิภาคแถบนี้ได้เข้าสู่ ถงึ พระพทุ ธองค์ ตลอดจนพระธรรมคำสอนของ วฒั นธรรมศาสนาภายใตร้ ะบบกษตั รยิ ซ์ งึ่ แผข่ ยาย พระพทุ ธองค์ จากประเทศอินเดียโบราณ ทำให้แบบแผนด้าน งานช่างหรอื ท่ีเรียกว่า “ศลิ ปกรรม” อันเป็นสว่ น เรอ่ื งเลา่ เสรมิ ศรทั ธาทเ่ี กยี่ วกบั เจดยี จ์ ากนทิ าน สำคัญอย่างหน่ึงในการเผยแผ่คติความเช่ือและ พทุ ธประวตั มิ วี า่ เมอื่ ถวายเพลงิ พระบรมสรรี ะของ การศรทั ธาในศาสนา ไดก้ า้ วผา่ นพฒั นาการมาเปน็ พระศาสดาแลว้ พระอนิ ทรไ์ ดอ้ ญั เชญิ พระทนั ตธาตุ ลำดบั จนมลี กั ษณะเฉพาะเปน็ ลำดบั ยคุ สมยั ของ (พระเขย้ี วแกว้ ) ไปประดษิ ฐานไวใ้ น เจดยี จ์ ฬุ ามณี ดนิ แดนเหลา่ นนั้ ซง่ึ การตดิ ตอ่ ไปมาหาสกู่ นั ทำให้ ทอ่ี ยบู่ นสวรรคช์ น้ั ดาวดงึ ส์ ซงึ่ กอ่ นหนา้ นนั้ เจดยี ์ เกิดการถ่ายรับแรงบันดาลใจด้านรูปแบบและคติ อนั ศกั ดสิ์ ทิ ธอ์ิ งคน์ เ้ี ปน็ ทปี่ ระดษิ ฐานพระเกศโมลี ความเชอ่ื ระหวา่ งดนิ แดนทงั้ ใกลแ้ ละไกลอกี ดว้ ย ของเจา้ ชายสทิ ธตั ถะ (สมเดจ็ พระสมั มาสมั พทุ ธเจา้ ) ทท่ี รงตดั พระเกศโมลี แลว้ โยนขึน้ ไปบนทอ้ งฟ้า แรกเรมิ่ ของวฒั นธรรมศาสนา ดนิ แดนไทย เพอื่ อธษิ ฐานเสยี่ งทายการตรสั รใู้ นคราวออกผนวช ทางภาคกลางคงมงี านกอ่ สรา้ งอาคารของเทวสถาน และพระอนิ ทรไ์ ดอ้ ญั เชญิ มาประดษิ ฐานไวก้ อ่ นแลว้ หรอื วดั ในพระพทุ ธศาสนา เชน่ วหิ าร ทมี่ หี ลงั คา เปน็ เครอื่ งไม้ อาคารประเภทหลงั คาคลมุ มกั ชำรดุ เจดยี ท์ ป่ี ระดษิ ฐานพระบรมสารรี กิ ธาตขุ อง เสียหายไปตามกาลเวลา ยิ่งเก่าแก่ยิ่งไม่ค่อยหลง พระพทุ ธเจา้ บางครงั้ เรยี กวา่ พระบรมธาตุ พระ เหลอื เปน็ ตวั อยา่ ง แตห่ ากเปน็ “พระเจดยี ”์ หรอื มหาธาตุ พระศรมี หาธาตุ หรอื พระศรรี ตั นมหาธาตุ เรยี กอยา่ งสน้ั ๆ วา่ “เจดยี ”์ มกั กอ่ ดว้ ยวสั ดคุ งทน ในศลิ าจารกึ สมยั สโุ ขทยั เมอื่ กลา่ วถงึ เจดยี ์ มกั องิ มากกวา่ เชน่ อฐิ หรอื ศลิ า แมอ้ ยใู่ นสภาพชำรดุ มาก อยกู่ บั ความเปน็ พระธาตุ หรอื พระศรมี หาธาตุ กย็ ังอาจมปี ระเดน็ ให้ศกึ ษาตรวจสอบไดม้ ากกวา่ เช่น ในศิลาจารึกพ่อขุนรามคำแหง มีข้อความ ตอนหนง่ึ กลา่ ววา่ พอ่ ขนุ รามคำแหง “...ใหข้ ดุ เอา เจดีย์เรียกอีกอย่างว่า สถูป คำว่า “สถูป” พระธาตุออกท้ังหลายเห็นกระทำบูชาบำเรอแก่ หรอื “เจดยี ”์ ในพระพทุ ธศาสนา ตามความหมาย พระธาตไุ ดเ้ ดอื นหกวนั จงึ่ เอาลงฝงั ในกลางเมอื ง เดมิ หมายถงึ สง่ิ กอ่ สรา้ งสำหรบั การประดษิ ฐาน ศรสี ชั ชนาลยั กอ่ พระเจดยี เ์ หนอื หกเขา้ จงึ่ แลว้ ... ” พระบรมสารรี กิ ธาตุ หรอื หมายถงึ สถานทส่ี ำคญั
13 เจดียป์ ระธาน ๓ องค์ วดั พระศรีสรรเพชญ อำเภอพระนครศรีอยธุ ยา จังหวดั พระนครศรีอยุธยา อย่างไรก็ดี สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ หรอื อกี นยั หนงึ่ คอื พระอนาคตพทุ ธเจา้ สมมตคิ ติ กรมพระยาดำรงราชานภุ าพ ยงั ไดท้ รงสนั นษิ ฐาน นย้ี งั รวมถงึ การประดษิ ฐานพระอฐั ขิ องพระราชวงศ์ ไวว้ า่ ในสมยั สโุ ขทยั การสรา้ งเจดยี เ์ พอื่ ประดษิ ฐาน ซงึ่ เปรยี บเสมอื นหนอ่ พทุ ธางกรู ดว้ ย พระอฐั ขิ องพระราชวงศก์ ม็ อี ยดู่ ว้ ย นอกจากนี้ ใน พระราชพงศาวดารกรงุ เกา่ ฉบบั หลวงประเสรฐิ ฯ ระยะเวลากว่าพันปี รูปแบบและรูปทรง ระบวุ า่ กรงุ ศรอี ยธุ ยาจดบนั ทกึ ใน พ.ศ. ๒๐๓๕ ตา่ งๆ ของเจดยี ท์ ผี่ า่ นมาแตล่ ะยคุ สมยั มกั สรา้ งกนั วา่ มกี ารสรา้ งพระมหาสถปู สำหรบั ประดษิ ฐาน เฉพาะภายในวัด และได้พัฒนารูปแบบมาอย่าง พระบรมธาตขุ องสมเดจ็ พระบรมไตรโลกนาถ และ มากมาย คำวา่ “เจดยี ”์ จงึ มคี ำขยายเพอื่ บง่ บอก พระโอรส พระมหาสถปู ดงั กลา่ วคอื เจดยี ป์ ระธาน ถงึ รปู แบบและลกั ษณะ เชน่ เจดยี ท์ รงระฆงั ซงึ่ ๓ องคข์ องวดั พระศรสี รรเพชญ การประดษิ ฐาน เปน็ ทรงระฆงั ขนาดใหญ่ (บางแหง่ เรยี กวา่ เจดยี ์ พระบรมอฐั ขิ องพระมหากษตั รยิ ไ์ วใ้ นเจดยี ์ คงองิ ทรงลงั กา) เจดยี ท์ รงยอดดอกบวั ตมู มยี อดเปน็ กับสมมติคติที่ว่า พระมหากษัตริย์นอกจากทรง ทรงทดี่ คู ลา้ ยรปู ดอกบวั ตมู บางครง้ั กเ็ รยี กกนั วา่ เปน็ เสมอื นเทวราชาแลว้ ยงั ทรงเปน็ พระโพธสิ ตั ว์ “เจดยี ท์ รงพมุ่ ขา้ วบณิ ฑ”์ และ เจดยี ท์ รงปรางค์ ซง่ึ มกั เรยี กกนั สน้ั ๆ วา่ “ปรางค”์ ปจั จบุ นั ประเทศไทย
14 ยกงัรมณกี เี ฉารพสาระา้ งเชพน่ ระมพหระาธมาหตาเุ ธจาดตยี นุส์ ภำคเมญั ทเนพดีมิ่ ลขน้ึ แเปลน็ะ ปจั จบุ นั วดั บางวดั ทมี่ กี ำลงั ทรพั ยไ์ ดอ้ อกแบบ พระมหาธาตุนภพลภูมิสิริ ท่ีตั้งอยู่บนยอดดอย สร้างเจดีย์ให้มีรูปทรงใหม่ๆ แปลกตา แต่ยังคง อนิ ทนนท์ อำเภอจอมทอง จงั หวดั เชยี งใหม่ ซง่ึ มเี คา้ เดมิ ของเจดยี โ์ บราณอยบู่ า้ งไมม่ ากกน็ อ้ ย และ กองทพั อากาศจดั สรา้ งขน้ึ เนอื่ งในมหามงคลสมยั นยิ มกอ่ สรา้ งใหม้ ขี นาดใหญ่ เพอ่ื สามารถใชพ้ นื้ ที่ ท่ีพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช ภายในสำหรบั ประกอบพธิ กี รรมทางศาสนาไดด้ ว้ ย และสมเดจ็ พระนางเจา้ สริ กิ ติ ิ์ พระบรมราชนิ นี าถ สว่ นบคุ คลทว่ั ไปอาจสรา้ งเปน็ เจดยี ข์ นาดเลก็ ซง่ึ มี ทรงเจรญิ พระชนมพรรษา ๕ รอบ โดยลำดบั ชอ่ื พนื้ ทภี่ ายในสำหรบั ใชเ้ ปน็ ทบ่ี รรจอุ ฐั ขิ องบรรพบรุ ษุ พระมหาธาตมุ ใิ ชช่ อื่ ทบ่ี ง่ ถงึ รปู แบบหรอื ลกั ษณะ เจดยี ป์ ระเภทนจ้ี ำลองแบบมาจากเจดยี อ์ งคส์ ำคญั ๆ การออกแบบเจดีย์ท้ัง ๒ องค์ ได้ผสมผสานแรง เชน่ พระปฐมเจดยี ์ พระธาตพุ นม โดยทวั่ ไปสงู บนั ดาลใจจากบางลกั ษณะของเจดยี ใ์ นอดตี ใหเ้ ปน็ ประมาณ ๒-๓ เมตร หลอ่ ดว้ ยปนู ซเี มนต์ แลว้ ทาสี เจดยี ท์ มี่ รี ปู แบบและลกั ษณะใหม ่ หรอื ประดบั กระจกหรอื กระเบอ้ื งสี พบไดท้ ว่ั ไปใน พน้ื ทท่ี จ่ี ดั ไวเ้ ปน็ สดั เปน็ สว่ นอยภู่ ายในวดั พระปฐมเจดีย์ อำเภอเมืองฯ จงั หวดั นครปฐม พระธาตพุ นม อำเภอเมอื งฯ จงั หวัดนครพนม
15 ๒. เจดยี ท์ รงตา่ งๆ ในดนิ แดนไทยตงั้ แตอ่ ดตี -ปจั จบุ นั ๒.๑ เจดยี แ์ บบทวารวดี (ประมาณพทุ ธศตวรรษที่ ๑๒-๑๖) เจดีย์ท่ีสร้างข้ึนในวัฒนธรรมทวารวดีทาง ใหญ่ก็ได้ก่อส่วนน้ีเป็นทรงกรวยขนาดใหญ่ แล้ว ภาคกลาง แมต้ วั อยา่ งจะหลงเหลอื อยนู่ อ้ ย แตก่ ใ็ ห้ พอกปนั้ ปนู เปน็ ปลอ้ งคลา้ ยวงแหวนซอ้ นลดหลนั่ ความรคู้ วามเขา้ ใจไดด้ พี อสมควร เชน่ เจดยี ศ์ ลิ า กนั แทนวงฉตั ร อนั เปน็ พฒั นาการทผี่ า่ นการคดิ คน้ เปน็ ศลิ ปะทวารวดี ราวพุทธศตวรรษที่ ๑๒-๑๖ เพ่ือให้ส่วนน้ีมีความแข็งแรง ซ่ึงมีผลดีคือ ได ้ พบทจ่ี งั หวดั นครปฐม ปจั จบุ นั ประดษิ ฐานอยใู่ น รปู แบบใหมท่ ย่ี งั สอ่ เคา้ เดมิ ใหร้ ะลกึ ถงึ ความหมาย พพิ ธิ ภณั ฑสถานแหง่ ชาติ พระนคร มตี น้ เคา้ มา เดิมได้ด้วย ตอนบนสุดคือ ดุมฉัตร ซึ่งภายหลัง จากเจดีย์ในศิลปะอินเดียซ่ึงยังปรากฏหลักฐาน พฒั นาโดยยดื เปน็ ทรงกรวยเรยี บ ทเี่ รยี กวา่ ปลี ชดั เจนทสี่ ว่ นยอด ทเ่ี รยี กวา่ ฉตั รวลั ลี ซง่ึ กค็ อื ใบ เจดยี แ์ บบทวารวดี นอกเหนอื จากทมี่ อี ยหู่ ลาย ฉัตรที่ซ้อนลดหลั่นกันในทรงกรวยสูง สำหรับ แหง่ ในภาคกลาง เชน่ จงั หวดั สพุ รรณบรุ ี ราชบรุ ี ปล้องไฉน อันเป็นส่วนยอดทรงกรวยของเจดีย ์ นครปฐม ในภาคอสี านกม็ ปี รากฏ เชน่ จงั หวดั ทรงระฆงั ซงึ่ มที มี่ าจากฉตั รวลั ลี ไดม้ กี ารเปลยี่ น กาฬสินธุ์ หรือท่ีอุทยานประวัติศาสตร์ศรีเทพ วงฉตั ร หรอื ใบฉตั ร เมอื่ กอ่ สรา้ งเปน็ เจดยี ข์ นาด จงั หวดั เพชรบรู ณ์ เจดีย์ศลิ า พพิ ธิ ภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร ถนนหนา้ พระธาตุ เขตพระนคร กรงุ เทพฯ
16 ๒.๒ เจดยี ์แบบศรีวชิ ัย (ประมาณพทุ ธศตวรรษท่ี ๑๓-๑๘) งานช่างในภาคใต้ของประเทศไทยเรียกชื่อ สว่ นกลาง คอื เรอื นธาตุ และสว่ นบนทป่ี ระกอบ ว่า ศิลปะศรีวิชัย โดยนำมาจากช่ือเมืองสำคัญท่ี ดว้ ยชน้ั ซอ้ นลดหลน่ั เรยี วสอบขน้ึ เปน็ ยอดแหลม ปรากฏอยใู่ นศลิ าจารกึ เจดยี แ์ บบศรวี ชิ ยั มลี กั ษณะ ยอดแหลมนเี้ ปน็ ทม่ี าของชอื่ เจดยี ท์ รงปราสาทยอด เช่ือมโยงกับรูปแบบของ จันทิ (chandi) ซ่ึงเป็น อยา่ งไรกด็ ี นอกจากเคา้ เดมิ ทเ่ี กย่ี วขอ้ งกบั รปู แบบ ศาสนสถานของชวาในภาคกลางประเทศอนิ โดนเี ซยี ของจนั ทใิ นศลิ ปะชวาแลว้ เจดยี ศ์ ลิ ปะศรวี ชิ ยั บาง เจดยี แ์ บบศรวี ชิ ยั องคส์ ำคญั ทร่ี จู้ กั กนั ดี ไดแ้ ก่ แบบซงึ่ มหี อ้ งคหู า เชน่ เจดยี ข์ องวดั แกว้ อำเภอ พระบรมธาตไุ ชยา อำเภอไชยา จงั หวดั สรุ าษฎรธ์ านี ไชยา จงั หวดั สรุ าษฎรธ์ านี กไ็ ดผ้ นวกเอาลกั ษณะ ราวพทุ ธศตวรรษที่ ๑๔-๑๕ สว่ นประดบั บางสว่ น ท่ีเกี่ยวข้องกับอิทธิพลศิลปะจาม (ศิลปะโบราณ และสว่ นยอดของเจดยี อ์ งคน์ ถี้ กู สรา้ งแทนสว่ นท่ี ในประเทศเวยี ดนาม) ไดแ้ ก่ งานประดบั ผนงั โดย ชำรดุ เมอ่ื คราวบรู ณะในรชั กาลที่ ๕ โดยทว่ั ไปแลว้ เซาะรอ่ งเปน็ แถวในแนวตง้ั ซง่ึ มอี ยทู่ ่ี กาลนั (kalan) เจดยี แ์ บง่ ออกเปน็ ๓ สว่ น ไดแ้ ก่ สว่ นลา่ ง คอื ฐาน อนั เปน็ ศาสนาคารทรงปราสาทในศลิ ปะจามมากอ่ น พระประธานภายในเจดยี ว์ ดั แกว้ อำเภอไชยา จงั หวดั สรุ าษฎรธ์ าน ี พระบรมธาตุไชยา อำเภอไชยา จงั หวดั สุราษฎรธ์ านี เจดยี ว์ ดั แกว้ อำเภอไชยา จงั หวดั สุราษฎร์ธาน ี
17 ๒.๓ เจดยี แ์ บบหรภิ ญุ ชยั (ประมาณพทุ ธศตวรรษท่ี ๑๗-๑๘) ศลิ ปะหรภิ ญุ ชยั (บา้ งกส็ ะกดวา่ หรภิ ญุ ไชย) ยอดทรงกรวยเหลี่ยมท่ีเหลืออยู่เพียงส่วนโคนมี มศี นู ยก์ ลางความเจรญิ อยทู่ เ่ี มอื งหรภิ ญุ ชยั (จงั หวดั ลกั ษณะเปน็ ปลอ้ ง เทยี บไดก้ บั ปลอ้ งไฉนของเจดยี ์ ลำพนู ในปจั จบุ นั ) งานชา่ งของเมอื งนเี้ กย่ี วขอ้ งกบั ทรงระฆงั ตอนบนของทรงกรวยเหลยี่ มหกั หาย งานชา่ งทมี่ คี วามเจรญิ รงุ่ เรอื งอยกู่ อ่ นของราชธานี ไป จงึ เปน็ ทมี่ าของชอื่ กกู่ ดุ ขอ้ สนั นษิ ฐานเกย่ี วกบั พกุ าม ประเทศพมา่ ความเป็นมาของรูปแบบเจดีย์องค์นี้ยังไม่มีข้อยุติ รปู แบบเจดยี แ์ บบหรภิ ญุ ชยั ทรี่ จู้ กั กนั ดี คอื นักวิชาการบางคนเช่ือว่าอาจมีส่วนเก่ียวข้องกับ เจดีย์กู่กุด ที่วัดจามเทวี อำเภอเมืองฯ จังหวัด ลกั ษณะของโลหะปราสาทในศลิ ปะลงั กา สมยั เมอื ง ลำพนู ชอ่ื “กกู่ ดุ ” มที มี่ าจากยอดเจดยี ท์ หี่ กั ไป องค์ โปลนนารุวะ แตบ่ างคนเชอ่ื วา่ เกี่ยวข้องกบั เจดยี ์ เจดีย์ทรงส่ีเหล่ียมประกอบด้วยช้ันซ้อนลดหล่ัน บางแบบของพมา่ สมยั เมอื งพกุ าม กนั ๕ ชน้ั แตล่ ะชนั้ มพี ระพทุ ธรปู ในทา่ ประทบั ยนื ภายในวัดกู่กุดยังมีเจดีย์อีกองค์หนึ่งขนาด ประดิษฐานอยู่ในแต่ละซุ้มจระนำที่เรียงรายอยู่ เล็กกวา่ คอื เจดยี แ์ ปดเหล่ียม เปน็ เจดีย์ที่มีฐาน โดยรอบ รวมจำนวนพระพทุ ธรปู ๖๐ องค์ สว่ น แปดเหลยี่ ม เหนอื ขน้ึ ไปคอื เรอื นธาตแุ ปดเหลย่ี ม เจดีย์กกู่ ุด วดั จามเทวี อำเภอเมอื งฯ จงั หวัดลำพูน
18 เจดียแ์ ปดเหลยี่ ม วัดจามเทวี อำเภอเมืองฯ จงั หวดั ลำพูน เชน่ กนั และประดษิ ฐานพระพทุ ธรปู ในซมุ้ จระนำ ๒.๔ เจดยี แ์ บบลา้ นนา (พทุ ธศตวรรษ ของทุกเหล่ียม ส่วนบนเหลืออยู่เพียงทรงระฆัง ท่ี ๑๙-ปจั จบุ นั ) โดยทย่ี อดทรงกรวยไดห้ กั หายไปแลว้ ประเดน็ ที่ นา่ สนใจคอื พระพทุ ธรปู ภายในซมุ้ จระนำทง้ั แปด เม่ือพระเจ้ามังรายยึดครองเมืองหริภุญชัย ของเจดยี อ์ งคเ์ ลก็ นตี้ า่ งมรี ปู ลกั ษณะแบบเดยี วกบั ไดไ้ มน่ าน ใน พ.ศ. ๑๘๓๙ เสดจ็ มาสถาปนาเมอื ง พระพุทธรูปในจระนำของเจดีย์กู่กุด ดังน้ันจึงมี เชยี งใหมเ่ ปน็ ราชธานขี องแควน้ ลา้ นนา แมย้ งั ขาด สว่ นชว่ ยใหพ้ จิ ารณากำหนดอายเุ จดยี แ์ ปดเหลยี่ ม หลกั ฐานทชี่ ดั เจนซงึ่ แสดงถงึ การสบื ทอดรปู แบบ องคน์ ไี้ ดว้ า่ เปน็ งานชา่ งรว่ มสมยั กนั เจดยี ม์ าจากเจดยี แ์ บบหรภิ ญุ ชยั แตร่ ปู แบบเจดยี ์ บางองค์ของสมัยราชธานีล้านนาก็อาจเช่ือมโยง เจดีย์เก่าแก่ของสมัยหริภุญชัยเหลือให้เห็น กับเจดีย์แปดเหลี่ยมในศิลปะหริภุญชัยได้ โดย เพยี งไมก่ อี่ งค์ อาจเพราะบา้ นเมอื งไมเ่ คยรกรา้ ง มี เฉพาะการทำทรงระฆงั ทต่ี ง้ั ตอ่ ดว้ ยยอดทรงกรวย การบรู ณะเปลยี่ นแปลงเจดยี ม์ าโดยตลอด จงึ เหลอื เจดยี แ์ บบนเ้ี รยี กวา่ เจดยี ท์ รงปราสาทยอด เจดยี ์ เจดยี เ์ กา่ แกส่ มยั หรภิ ญุ ชยั ไมก่ อ่ี งคด์ งั ทกี่ ลา่ วมา ทรงปราสาทยอดที่มียอดกลางใหญ่เป็นประธาน และมียอดเล็กประกอบอีก ๔ ยอด จึงอาจเรียก
19 เจดยี ว์ ัดป่าสัก อำเภอเชียงแสน จงั หวัดเชียงราย เจดยี ์เชียงยืน วดั พระธาตุหรภิ ุญชยั วรมหาวิหาร อำเภอเมืองฯ จังหวดั ลำพนู วา่ เจดยี ท์ รงปราสาท ๕ ยอด ไดแ้ ก่ เจดยี ว์ ดั ปา่ สกั อำเภอเชยี งแสน จงั หวดั เชยี งราย ในตำนานการ สรา้ งวดั นรี้ ะบวุ า่ สรา้ งขน้ึ ในรชั กาลพระเจา้ แสนภู ราว พ.ศ. ๑๘๗๑ ทมี่ าของเจดยี ท์ รงปราสาทยอด องค์น้ีได้รับแรงบันดาลใจจากเจดีย์ในศิลปะพม่า สมยั เมอื งพกุ าม คอื รปู แบบของซมุ้ อนั มแี ทง่ ตง้ั ประดับเรียงรายอยู่ที่กรอบซุ้ม ไทยเรียกว่า ซุ้ม ฝกั เพกา แตพ่ มา่ เรยี กชอ่ื เฉพาะวา่ ซมุ้ เคลก็ (clec) เจดีย์แบบล้านนาอีกองค์ คือ เจดีย์เชียงยืน ทว่ี ดั พระธาตหุ รภิ ญุ ชยั วรมหาวหิ าร อำเภอเมอื งฯ จงั หวดั ลำพนู เปน็ เจดยี ท์ รงปราสาท ๕ ยอดเชน่ กนั แตต่ งั้ อยบู่ นฐานเตย้ี จงึ เกดิ ประเดน็ ถกเถยี ง วา่ นา่ จะมอี ายกุ อ่ นหรอื หลงั เจดยี ว์ ดั ปา่ สกั เพราะ โดยทั่วไปแล้ว สัดส่วนที่สูงข้ึนเป็นแนวโน้มทาง
20 อววิาฒัยุเนจาดกียา์เรชอียยงา่ ยงืนหนซงึ่่ึงขมอีฐงาเจนดเตยี ์ี้ยจวงึ่าพสจิรา้ารงณกา่อกนำหหนรืดอ เจดีย์ทรงระฆังท่ีเป็นรูปแบบเฉพาะของ ลา้ นนา คอื เจดยี ์ พระธาตหุ รภิ ญุ ชยั เปน็ เจดยี ท์ รง หลงั เจดยี ว์ ดั ปา่ สกั เลก็ นอ้ ย สว่ นยอดทเ่ี ปน็ รปู แบบ สงู เพรยี ว และเหตทุ เ่ี รยี กกนั วา่ “เจดยี ท์ รงระฆงั ทรงกรวยอาจเป็นรูปแบบดงั้ เดมิ โดยแผน่ โลหะ แบบล้านนา” เพราะมีรูปแบบที่เด่นชัดมากตาม (ทองจังโก) ที่ยังหลงเหลืออยู่อาจหุ้มเพื่อลงรัก แบบศลิ ปะลา้ นนา ลกั ษณะสำคญั คอื ฐานสเ่ี หลย่ี ม และปดิ ทอง ทรงระฆงั มลี วดลายปนู ปน้ั คาดประดบั เพม่ิ มมุ (หรอื เรยี กวา่ ฐานยกเกจ็ ) ตอ่ ขน้ึ ไปเปน็ ฐาน โดยรอบ เรยี กวา่ รดั อก จงึ สนั นษิ ฐานไดว้ า่ เจดยี ์ ในผงั กลมซอ้ นลดหลน่ั กนั จำนวน ๓ ฐาน ชดุ ฐาน เชยี งยนื อาจเปน็ ศลิ ปะหรภิ ญุ ชยั หรอื ศลิ ปะลา้ นนา ดงั กลา่ วรองรบั ทรงระฆงั ซงึ่ มที รงกรวยเปน็ สว่ น พทุ ธศตวรรษที่ ๑๘-๑๙ ยอด ในบางตำนานระบสุ มยั ทสี่ รา้ งพระธาตเุ จดยี ์ องคน์ ว้ี า่ มคี วามเกา่ แกม่ าก โดยผา่ นการบรู ณะ เปลี่ยนแปลงมาเป็นลำดับ แต่จากการศึกษา พัฒนาการด้านรูปแบบของเจดีย์ สรุปได้ว่า เจดีย์ทรงน้ีคงเป็นรูปแบบเฉพาะในรัชกาล พระเจา้ ตโิ ลกราช (พ.ศ. ๑๙๘๔-๒๐๓๐) แหง่ อาณาจกั รลา้ นนา ในราชธานีเชียงใหม่ การสร้างเจดีย ์ ทรงแปดเหลี่ยมประเภทปราสาทยอดที่วัด สะดือเมืองซ่ึงเดิมเป็นวัดร้าง ยังไม่ปรากฏ ประวัติที่แน่ชัด แต่อาศัยลวดลายปูนป้ันที่ หลงเหลอื อยเู่ ปน็ แนวสนั นษิ ฐานกำหนดอายุ ซง่ึ ลวดลายประดบั ดงั กลา่ วนน้ั มลี กั ษณะและ กรรมวิธปี ัน้ ประดบั ทแี่ ตกตา่ งกันไมน่ อ้ ยกวา่ ๒ แหง่ แสดงวา่ ตา่ งยคุ สมยั กนั สนั นษิ ฐาน ไดจ้ ากงานชา่ ง ซง่ึ ฝมี อื ชา่ งทส่ี รา้ งคงประมาณ แรกเร่ิมราชธานีเชียงใหม่ ราว พ.ศ. ๑๘๕๐ และจาก งานซอ่ ม ทม่ี กี ารซอ่ มแซมหลายครงั้ ในระยะเวลาต่อมา การซ้อนช้ันของหลังคา เหนอื เรือนธาตสุ อื่ ความหมายของปราสาทที่ เปน็ เรอื นชนั้ สว่ นทรงกรวยซง่ึ ประกอบดว้ ย ทรงระฆงั ปลอ้ งไฉน และปลี นนั้ สอื่ ความ พระธาตุหริภุญชยั วัดพระธาตหุ รภิ ุญชยั วรมหาวิหาร อำเภอเมอื งฯ จงั หวัดลำพูน หมายของ “ทรงปราสาทยอด”
21 เจดียห์ ลวง วัดเจดีย์หลวงวรวิหาร อำเภอเมอื งฯ จงั หวัดเชียงใหม่ ในหนงั สอื ชนิ กาลมาลปี กรณ์ กลา่ วถงึ งาน เจดยี แ์ บบพเิ ศษอกี องคห์ นง่ึ ทม่ี ยี อด ๗ ยอด สร้าง เจดีย์หลวง ในรัชกาลพระเจ้าแสนเมืองมา บางคร้ังจึงเรียกกันว่า “วิหาร” เพราะมีห้องคูหา (พ.ศ. ๑๙๒๘-๑๙๔๔) ต่อมาในรัชกาลพระเจ้า ติโลกราช (พ.ศ. ๑๙๘๔-๒๐๓๐) โปรดให้ก่อหุ้ม เจดยี ์เจ็ดยอด วดั มหาโพธาราม อำเภอเมอื งฯ จังหวดั เชียงใหม่ พระมหาธาตุเจดีย์องค์น้ีให้สูงใหญ่ยิ่งข้ึนไปอีก และแปลงยอดให้มีระเบียบ กระพุ่มยอดเป็นอัน เดยี ว แสดงวา่ รปู แบบเดมิ ของเจดยี อ์ งคน์ คี้ งเคย เปน็ เจดยี ท์ รงปราสาท ๕ ยอดมากอ่ น ปจั จบุ นั ยอด ของเจดยี ท์ ม่ี ขี นาดสงู ใหญท่ สี่ ดุ ของเมอื งเชยี งใหม่ องคน์ ไี้ ดท้ ลายลงแลว้ เมอื่ ไดพ้ จิ ารณาจากเคา้ เดมิ ของหลงั คาทล่ี าดซอ้ นลดหลนั่ กนั ขนึ้ ไป แสดงวา่ เคยรองรบั ทรงระฆงั (ทรงระฆงั ดงั กลา่ วไดท้ ลายลง จนเหลือแต่ส่วนปากระฆังเพียงเล็กน้อยเท่าน้ัน) ซ่ึงโดยแบบแผนแลว้ เหนอื ทรงระฆงั ตอ้ งตอ่ ยอด ดว้ ยทรงกรวยของเจดยี ท์ รงปราสาทยอด
22 สำหรับประดิษฐานพระพุทธรูป และประกอบ ชา่ งไดป้ น้ั ประดบั รปู ดอกไมเ้ หลา่ นนั้ เปน็ พน้ื หลงั พธิ กี รรมทางศาสนา อาจผนวกเรยี กวา่ เจตยิ วหิ าร ของภาพเทพยดาดว้ ย แตท่ เ่ี รยี กกนั จนเคยชนิ คอื เจดยี เ์ จด็ ยอด หรอื วหิ าร เจด็ ยอด ของวดั มหาโพธาราม อำเภอเมอื งฯ จงั หวดั อนง่ึ งานสรา้ งวดั ในครงั้ นนั้ ไดโ้ ปรดใหส้ รา้ ง เชยี งใหม่ ชอื่ วดั นเี้ รยี กอยา่ งสามญั วา่ วดั เจด็ ยอด สตั ตมหาสถานดว้ ย ซงึ่ หมายถงึ สถานที่ ๗ แหง่ ท่ี หนงั สอื ชนิ กาลมาลปี กรณ์ ระบวุ า่ สรา้ งขนึ้ ระหวา่ ง พระพทุ ธองคป์ ระทบั ใน ๗ สปั ดาหห์ ลงั การตรสั รู ้ พ.ศ. ๑๙๙๙ ต่อเนื่องมาจนถึง พ.ศ. ๒๐๒๐ ใน ระหวา่ งรชั กาลพระเจา้ ตโิ ลกราช อาจพจิ ารณาได้ ๒.๕ เจดยี แ์ บบสโุ ขทยั (พทุ ธศตวรรษ วา่ อยใู่ นวาระทพ่ี ระพทุ ธเจา้ ตรสั รคู้ รบ ๒,๐๐๐ ปี ที่ ๑๙-๒๐) เคา้ โครงของศาสนาคารแหง่ นมี้ ตี น้ แบบดง้ั เดมิ อยู่ ในศลิ ปะอนิ เดยี โบราณ ซง่ึ คงไดร้ บั อทิ ธพิ ลผา่ นมา เจดยี ท์ สี่ รา้ งขน้ึ ในสมยั สโุ ขทยั ราชธานที าง ทางศลิ ปะพมา่ สมยั เมอื งพกุ าม ภาพปนู ปนั้ เหลา่ ภาคกลางตอนบนราว พ.ศ. ๑๘๐๐-๒๐๐๐ แสดงถงึ เทพยดาประดบั ผนงั เจตยิ วหิ ารแหง่ นมี้ คี วามหมาย ศักยภาพของช่างท่ีได้รับแรงบันดาลใจจากหลาย สอดคล้องกับพุทธประวัติตอนตรัสรู้ ที่กล่าวถึง แหลง่ แลว้ นำมาปรบั แปลงจนเปน็ เจดยี แ์ บบใหม่ เหลา่ เทพยดาจากหมน่ื จกั รวาลพากนั มาชนื่ ชมยนิ ดี ซงึ่ ไมม่ ที ใี่ ดเหมอื น เชน่ เจดยี ท์ รงยอดดอกบวั ตมู ทา่ มกลางดอกไมส้ วรรคท์ โี่ ปรยปรายมาไมข่ าดสาย เปน็ เจดยี ป์ ระธาน มยี อดเปน็ ทรงดอกบวั ตมู วดั เจดยี เ์ จด็ แถว อำเภอศรสี ชั นาลยั จงั หวดั สโุ ขทยั เปน็ แบบอยา่ งเจดยี ส์ ญั ลกั ษณข์ องราชธานสี ุโขทัย ที่เกิดจากการผสมผสานส่วนประกอบจากแหล่ง เจดยี ์ทรงยอดดอกบวั ตูม วดั เจดีย์เจด็ แถว อำเภอศรสี ัชนาลยั จงั หวัดสุโขทยั
23 บนั ดาลใจหลากหลาย เชน่ ชา่ งสโุ ขทยั นำลกั ษณะ ประจำทศิ องคน์ ปี้ รบั ปรงุ จากทรงปราสาทแบบขอม บางประการมาจากปราสาทแบบขอม และบาง อนั เปน็ ทรงปราสาทประเภทเรอื นชนั้ ทงั้ น้ี แบบ ลักษณะของเจดีย์แบบพม่าสมัยเมืองพุกามนำมา อย่างของการผสมผสานลักษณะจากศิลปะขอม ปรบั ปรงุ อยา่ งเหมาะสมพอดี จงึ ไดเ้ ปน็ เจดยี แ์ บบ คอื เรอื นชน้ั ผนวกกบั ศลิ ปะลา้ นนา คอื เรอื นยอด ใหม่ โดยทน่ี กั วชิ าการแทบไมต่ อ้ งนกึ ถงึ ทม่ี าอนั เปน็ จงึ อนโุ ลมเรยี กเจดยี แ์ บบผสมผสานในศลิ ปะสโุ ขทยั แรงบนั ดาลใจ แตว่ เิ คราะหไ์ ดว้ า่ มสี ว่ นจากลกั ษณะ รูปแบบน้ีว่า เจดีย์ทรงปราสาทยอด เจดีย์ทรง ของปราสาทแบบขอม และผสมผสานกบั ลกั ษณะ ปราสาทยอดในศลิ ปะสโุ ขทยั ทเี่ กย่ี วขอ้ งกบั ลา้ นนา บางประการของเจดยี ใ์ นศลิ ปะลา้ นนา หรอื เจดยี ์ โดยตรง เช่น เจดีย์รายทรงปราสาทยอด ทีว่ ัด ในศลิ ปะพุกามดว้ ย เจดยี เ์ จด็ แถว อำเภอศรสี ชั นาลยั จงั หวดั สโุ ขทยั เจดยี ท์ รงปราสาทยอดเหลา่ นพี้ จิ ารณาไดว้ า่ สว่ น เจดีย์ท่ีได้รับแรงบันดาลใจมาจากปราสาท ลา่ งคอื ฐาน เหนอื ขนึ้ ไปเปน็ สว่ นกลางคอื เรอื นธาตุ แบบขอมโดยตรงที่มีให้เห็น เช่น เจดีย์ทรง ชน้ั ซอ้ นทอี่ ยเู่ หนอื ขน้ึ ไปไดแ้ บบอยา่ งจากปราสาท ปราสาทประเภทเรอื นชน้ั หมายถงึ ชนั้ ลดหลนั่ ขอมมาปรบั ปรงุ และเหนอื ชน้ั ซอ้ นขนึ้ ไปเปน็ ทรง เหนอื เรอื นธาตุ ชดุ ชน้ั ทล่ี ดหลน่ั กนั นเี้ ปน็ ชนั้ สมมติ กรวย ทลี่ ว้ นชำรดุ ยอดหกั หายไปมากบา้ งนอ้ ยบา้ ง โดยจำลองมาจากเรือนธาตุ ได้แก่ เจดีย์ประจำ แต่โดยรวมแล้วพิจารณาได้ว่าเคยมสี ว่ นประกอบ ทิศตะวันออกของพระศรีมหาธาตุ วัดมหาธาตุ หลกั คอื ทรงระฆงั และตอ่ ยอดทรงกรวยขนาด อำเภอเมืองฯ จังหวัดสุโขทัย รูปแบบของเจดีย์ เจดีย์ประจำทิศตะวันออกของพระศรีมหาธาตุ วัดมหาธาตุ เจดยี ร์ ายทรงปราสาทยอด วดั เจดยี เ์ จด็ แถว อำเภอศรสี ชั นาลยั จงั หวดั สโุ ขทยั อำเภอเมอื งฯ จังหวดั สุโขทัย
24 เซลง่ึ ็กเปน็ อทันน่ีเปยิ ็นมใรนะศเบลิ ียปบะขลอา้ นงเนจาดมียา์ทกรอ่ งนปร าสาทยอด ลา้ นนา โดยมตี น้ แบบคอื ซมุ้ เคลก็ (clec) ในศลิ ปะ อน่ึง ช่างสุโขทัยได้ปรับปรุงลักษณะของ พมา่ สมยั เมอื งพกุ าม เจดีย์ทรงปราสาทยอดจากศิลปะล้านนานำมาไว้ สำหรบั แรงบนั ดาลใจจากรปู แบบของเจดยี ์ ในศลิ ปะของตน และผสมผสานรสนยิ มของศลิ ปะ ในศลิ ปะลงั กาทมี่ ดี ว้ ยเชน่ กนั คอื เจดยี ช์ า้ งลอ้ ม สุโขทัยไว้บ้าง โดยแบบอย่างอันเป็นลักษณะใน ทว่ี ดั ชา้ งลอ้ ม อำเภอศรสี ชั นาลยั จงั หวดั สโุ ขทยั ศลิ ปะลา้ นนา ไดแ้ ก่ ความเปน็ เจดยี ท์ รงปราสาทท่ี ทมี่ าของชอ่ื “เจดยี ช์ า้ งลอ้ ม” มาจากการทำรปู ชา้ ง มยี อด ๕ ยอด ซง่ึ ประกอบดว้ ย ยอดขนาดใหญเ่ ปน็ ล้อมท่ีฐานเจดยี ์ รูปชา้ งล้อมไดร้ บั แรงบันดาลใจ ยอดประธาน และยอดบรวิ ารขนาดเลก็ กวา่ โดยตงั้ จากศลิ ปะลงั กา ฐานดงั กลา่ วทมี่ รี ปู ชา้ งลอ้ มเรยี ก อยู่เหนือเรือนธาตุช้ันซ้อน และส่ิงท่ีสำคัญ คือ วา่ ฐานประทกั ษณิ มไี วเ้ พอื่ เดนิ เวยี นประทกั ษณิ ซมุ้ ฝกั เพกา ทหี่ มายถงึ ซมุ้ ทป่ี ระดบั แถวแทง่ ตง้ั (การเวยี นขวา) เหนอื ลานประทกั ษณิ ประดษิ ฐาน เปน็ ครบี ทขี่ อบซมุ้ ซงึ่ เดน่ ชดั วา่ เชอ่ื มโยงกบั ศลิ ปะ พระพทุ ธรปู ซงึ่ ทกุ องคล์ ว้ นชำรดุ มากบา้ งนอ้ ยบา้ ง ทรงระฆงั ขนาดใหญข่ องเจดยี ม์ บี วั ปากระฆงั รองรบั เจดยี ช์ ้างล้อม วดั ชา้ งล้อม อำเภอศรสี ชั นาลัย จังหวัดสุโขทยั
25 เจดยี ป์ ระธานทรงปรางค์ พระศรรี ตั นมหาธาตุ ทวี่ ดั พระศรรี ตั นมหาธาตุ อำเภอเมอื งฯ จงั หวดั ลพบรุ ี ถัดลงมาเป็นบัวถลา ๓ เส้นประกอบกันเป็นชุด ๒.๖ เจดยี แ์ บบกอ่ นกรงุ ศรอี ยธุ ยา และ แตล่ ะเสน้ มลี กั ษณะเทลาด ดถู ลาลงคลา้ ยบวั ควำ่ แบบกรงุ ศรอี ยธุ ยา (ราว พ.ศ. ๑๘๐๐-๒๓๑๐) (จึงเรียกกันว่า บัวถลา) อันเป็นลักษณะเฉพาะ ส่วนของเจดีย์ทรงระฆังในศิลปะสุโขทัย ได้แก่ กอ่ นราชธานกี รงุ ศรอี ยธุ ยาราว ๑๐๐ ปี คอื เจดยี ท์ รงระฆงั ทม่ี รี ปู ชา้ งเรยี งลอ้ มทฐี่ าน แตเ่ ดมิ เมื่อต้นพุทธศตวรรษท่ี ๑๙ เมืองลพบุรีซ่ึงอยู่ใน นกั วชิ าการแปลความจากศลิ าจารกึ สมยั สโุ ขทยั วา่ เครอื ขา่ ยวฒั นธรรมขอมมากอ่ น มกี ารสรา้ งเจดยี ์ เจดีย์ช้างล้อมองค์นี้ พ่อขุนรามคำแหงทรงสร้าง ทรงปรางค์อันเปน็ แบบอยา่ งระยะแรก ตอ่ มาได้ ไว้ โดยจบั ประเดน็ ทรี่ ะบใุ นศลิ าจารกึ สมยั สโุ ขทยั กลายเปน็ ตน้ แบบใหแ้ กเ่ จดยี ท์ รงปรางคช์ ว่ งระยะ วา่ พระองคโ์ ปรดใหก้ อ่ เจดยี พ์ ระธาตทุ ก่ี ลางเมอื ง แรกของกรุงศรีอยุธยาท่ีสถาปนาเป็นราชธานีใน ศรสี ชั นาลยั แตผ่ ลของการขดุ ตรวจทางโบราณคดี ปลายพทุ ธศตวรรษที่ ๑๙ ซงึ่ ตรงกบั พ.ศ. ๑๘๙๓ และจากการศกึ ษาตรวจสอบขอ้ มลู อนื่ ทเี่ กยี่ วขอ้ ง เชน่ เจดยี ป์ ระธานทรงปรางค์ พระศรรี ตั นมหาธาตุ ทำให้นักโบราณคดีสามารถกำหนดอายุหลังจาก ทว่ี ดั พระศรรี ตั นมหาธาตุ อำเภอเมอื งฯ จงั หวดั ทฤษฎเี กา่ ไดใ้ นราวรชั กาลพระยาลไิ ท ดงั นน้ั เจดยี ์ ลพบรุ ี เจดยี ป์ ระธานทรงปรางคท์ ส่ี ำคญั องคน์ ม้ี ี ทกี่ ลา่ วถงึ ในศลิ าจารกึ หลกั นนั้ คงเปน็ องคอ์ น่ื ลกั ษณะทางพฒั นาการอนั เปน็ ระยะแรก ตน้ แบบ คอื ปราสาทแบบขอม แตป่ รางคพ์ ระศรรี ตั นมหาธาตุ
26 เจดียพ์ ระศรรี ัตนมหาธาตุ วัดพระศรรี ัตนมหาธาตุเชลียง อำเภอศรสี ัชนาลัย จังหวดั สุโขทยั มรี ปู ทรงทเี่ พรยี วกวา่ ตน้ แบบ ความซบั ซอ้ นของ ความสงู ยงิ่ กวา่ ตน้ แบบ ปรางคป์ ระธานของวดั น้ี สว่ นประกอบทงั้ หลายกล็ ดลงมากดว้ ย อยา่ งไรกด็ ี ยงั อยใู่ นสภาพทด่ี กี วา่ ปรางคป์ ระธานของวดั อนื่ ที่ ช้ันซ้อนแบบปราสาทขอมยังชัดเจนใกล้เคียงกับ สรา้ งขนึ้ กอ่ น ตน้ แบบ เจดยี ท์ รงปรางคแ์ บบกรงุ ศรอี ยธุ ยายงั มใี หเ้ หน็ เจดยี ท์ รงปรางคไ์ ดก้ ลายเปน็ สญั ลกั ษณข์ อง ทอี่ ำเภอศรสี ชั นาลยั จงั หวดั สโุ ขทยั อนั เปน็ เมอื ง ราชธานกี รงุ ศรีอยธุ ยา โดยมกี ารสร้างเปน็ ปรางค์ เกา่ แกส่ มยั สโุ ขทยั คอื เจดยี พ์ ระศรรี ตั นมหาธาตุ ประธานของวดั ตงั้ แตแ่ รกเรมิ่ ราชธานมี าเปน็ ลำดบั วดั พระศรรี ตั นมหาธาตเุ ชลยี ง อำเภอศรสี ชั นาลยั เช่น ปรางค์ประธานของวัดราชบูรณะ อำเภอ จงั หวดั สโุ ขทยั ซง่ึ สรา้ งขนึ้ ราว พ.ศ. ๒๐๑๘ ใน พระนครศรอี ยธุ ยา จงั หวดั พระนครศรอี ยธุ ยา ท่ี รชั กาลสมเดจ็ พระบรมไตรโลกนาถ รปู แบบโดย สรา้ งขน้ึ ในรชั กาลสมเดจ็ พระบรมราชาธริ าชที่ ๒ รวมเทยี บไดก้ บั ปรางคป์ ระธานของวดั ราชบูรณะ (เจา้ สามพระยา) พ.ศ. ๑๙๖๗ ปรางคป์ ระธานองค์ ในกรุงศรีอยุธยา ซึ่งสร้างขึ้นในรัชกาลสมเด็จ นี้มีรูปทรงเพรียว พัฒนามาจากเจดีย์ทรงปรางค์ พระบรมราชาธริ าชที่ ๒ คอื รปู ทรงเพรยี วสูงท่ี ระยะแรก คอื สว่ นบนซง่ึ เปน็ ชนั้ ซอ้ นคลค่ี ลาย สอบเรยี วโดยลำดบั จากชดุ ฐานทก่ี วา้ ง ผา่ นเรอื นธาตุ เป็นแท่ง ท่ีดูเรียบง่ายกว่าเดิม การทำตรีมุขย่ืน ขึ้นไปเปน็ ชน้ั ซอ้ นทรงแทง่ สอบมนท่ีปลาย โดย ออกทางด้านตะวันออก รวมท้ังส่วนฐานที่เพิ่ม ต่อเนื่องเป็นนภศูล เจดีย์ทรงปรางค์เป็นเสมือน
27 เจดยี ป์ ระธาน ๓ องค์ วดั พระศรสี รรเพชญ (ซา้ ย) และ เจดยี ศ์ รสี รุ โิ ยทยั (ขวา) อำเภอพระนครศรอี ยธุ ยา จงั หวดั พระนครศรอี ยธุ ยา หลกั ฐานอนั แสดงถงึ อำนาจของกรงุ ศรอี ยธุ ยาทม่ี ี คล้ายหวายผ่าซีกคาดอยู่โดยรอบจำนวน ๓ เส้น เหนอื ดนิ แดนสโุ ขทยั รปู ทรงสดั สว่ นของปรางค์ โดยซอ้ นลดหลนั่ กนั เรยี กวา่ มาลยั เถา และเหนอื วัดพระศรีรัตนมหาธาตุเชลียงนอกจากเป็นแบบ ขึ้นไปก่อนถึงทรงระฆังเป็นบัวปากระฆัง เจดีย ์ อยา่ งของศลิ ปะอยธุ ยาในชว่ งเวลานน้ั แลว้ ผลการ ทรงระฆงั ในศลิ ปะสโุ ขทยั กม็ บี วั ปากระฆงั เชน่ กนั ศกึ ษาความหมายและรปู แบบงานปนู ปน้ั เรอื่ งราว แต่ไมไ่ ด้ทำมาลยั เถา ทำเปน็ ชุดบวั ถลาแทน พทุ ธประวตั ทิ ป่ี ระดบั หนา้ บนั ซมุ้ ของเรอื นธาตุ ก็ บง่ ชว้ี า่ ปนั้ ขน้ึ ในคราวเดยี วกบั งานสรา้ งปรางคด์ ว้ ย เจดีย์ทรงสี่เหล่ียมยกเก็จซึ่งทำให้มีจำนวน มมุ เพมิ่ ขน้ึ จงึ มกั เรยี กกนั วา่ เจดยี เ์ พม่ิ มมุ แทน ในราชธานีกรุงศรีอยุธยา นอกจากเจดีย ์ ชอ่ื เดมิ ทเี่ คยเรยี กกนั วา่ “เจดยี ย์ อ่ มมุ ” ตวั อยา่ งเจดยี ์ ทรงปรางคแ์ ลว้ ยงั มเี จดยี ร์ ปู ทรงอน่ื คอื เจดยี ท์ รง ลักษณะดังกล่าว เช่น เจดีย์ศรีสุริโยทัย ศิลปะ ระฆงั ทม่ี ขี นาดใหญเ่ ดน่ ชดั ไดแ้ ก่ เจดยี ป์ ระธาน อยธุ ยา สรา้ งขนึ้ ราวรชั กาลสมเดจ็ พระมหาจกั รพรรดิ ๓ องค์ ทวี่ ัดพระศรสี รรเพชญ อำเภอพระนคร- ปลายพทุ ธศตวรรษท่ี ๒๑ (หลงั พ.ศ. ๒๐๙๑) อยู่ ศรีอยธุ ยา จงั หวดั พระนครศรอี ยธุ ยา สรา้ งขน้ึ ใน ในวดั รา้ งชอ่ื วดั สวนหลวงสบสวรรค์ แผนผงั รปู รัชกาลสมเด็จพระรามาธิบดีท่ี ๒ พ.ศ. ๒๐๓๕ สี่เหล่ียมจัตุรัสเพิ่มมุมของเจดีย์องค์นี้เป็นลำดับ เจดยี ป์ ระธานทรงระฆงั ในศลิ ปะอยธุ ยามลี กั ษณะ จากสว่ นฐานขน้ึ ไปเรอื นธาตุ และทรงระฆงั สว่ น เฉพาะอยา่ งหนงึ่ ซงึ่ อยใู่ ตท้ รงระฆงั คอื มเี สน้ นนู ยอดเปน็ ทรงกรวยกลม เจดยี ย์ อดเหนอื หลงั คาของ
28 เจดีย์ประธานวัดภูเขาทอง อำเภอพระนครศรีอยธุ ยา จงั หวัดพระนครศรอี ยุธยา จตั รุ มขุ (มขุ ประจำ ๔ ดา้ นของเจดยี )์ มมี ากอ่ นแลว้ ขณะที่เหนือจากชุดฐานดังกล่าวขึ้นไปเป็นเจดีย์ คือ เจดีย์ทรงระฆัง ๓ องค์ ซง่ึ เป็นเจดยี ์ประธาน เพม่ิ มมุ คลา้ ยแบบอยา่ งของเจดยี ศ์ รสี รุ โิ ยทยั แต่ ของวดั พระศรสี รรเพชญ ปจั จบุ นั กรมศลิ ปากรได้ เชอื่ วา่ มกี ารปรบั รปู แบบดว้ ย คอื การใชฐ้ านเจดยี ์ ปรบั ปรงุ และใชเ้ ปน็ บรเิ วณของสำนกั งานโครงการ ตามแบบอยา่ งมอญ-พมา่ ปจั จบุ นั ไมม่ หี ลกั ฐานใด นครประวัติศาสตรพ์ ระนครศรอี ยุธยา เจดีย์เพ่ิม ทบ่ี ง่ ชวี้ า่ ฐานเจดยี แ์ บบนไี้ ดผ้ า่ นพฒั นาการในศลิ ปะ มมุ องคน์ คี้ งเปน็ แบบอยา่ งระยะแรก เชอื่ วา่ เกดิ ขน้ึ อยธุ ยามากอ่ น จงึ อาจเชอื่ ไดว้ า่ เจดยี ป์ ระธานองค์ ในรัชกาลสมเด็จพระมหาจักรพรรดิในราวปลาย นี้สร้างขึ้นในรัชกาลสมเด็จพระนเรศวรมหาราช พทุ ธศตวรรษที่ ๒๑ คอื หลงั พ.ศ. ๒๐๙๑ อนั เปน็ หลงั จากทท่ี รงประกาศอสิ รภาพทเี่ มอื งแครง เมอื่ ปที สี่ มเดจ็ พระสรุ โิ ยทยั สนิ้ พระชนมก์ ลางศึกพม่า พ.ศ. ๒๑๒๗ หรอื หลงั จากนน้ั คอื คราวทที่ รง กระทำยทุ ธหตั ถไี ดช้ ยั ชนะเหนอื พระมหาอปุ ราชา แบบอย่างของเจดีย์เพิ่มมุมได้คลี่คลายไป ของพมา่ ใน พ.ศ. ๒๑๓๕ เหตกุ ารณส์ ำคญั ดงั กลา่ ว อีกระดับหนึ่งในเวลาต่อมา เช่น เจดีย์ประธาน ทำให้เช่ือว่าเป็นท่ีมาของการสร้างฐานเจดีย์แบบ วัดภูเขาทอง อำเภอพระนครศรีอยุธยา จังหวัด มอญ-พมา่ รองรบั เจดยี ท์ รงไทย ซง่ึ เจดยี แ์ บบพเิ ศษ พระนครศรอี ยธุ ยา มฐี านสเ่ีหลยี่ มจตั รุ สั ซอ้ นลดหลน่ั นม้ี อี ยเู่ พยี งองคเ์ ดยี วในกรงุ ศรอี ยธุ ยา แต่ละฐานยกเก็จและเอนสอบยื่นออกมาเต็มฐาน ซง่ึ แตกตา่ งจากฐานของเจดยี ใ์ นศลิ ปะอยธุ ยาทวั่ ไป หลังจากนั้นต่อมา เจดีย์เพิ่มมุมก็ได้รับการ ดังน้ัน ฐานของเจดีย์ประธานวัดภูเขาทองจึงเป็น ปรบั ปรงุ ใหมอ่ กี ครง้ั เรยี กวา่ เจดยี ส์ เ่ี หลยี่ มเพม่ิ มมุ แบบพเิ ศษทำนองเดยี วกบั ฐานเจดยี แ์ บบมอญ-พมา่ และกลายเป็นรูปแบบเฉพาะของเจดีย์ในรัชกาล
29 เจดยี ท์ อง ๒ องค์ ดา้ นหนา้ ปราสาทพระเทพบดิ ร วดั พระศรรี ตั นศาสดาราม ในพระบรมมหาราชวงั เขตพระนคร กรงุ เทพฯ สมเดจ็ พระเจา้ ปราสาททอง ดงั ตวั อยา่ งเชน่ เจดยี ์ เฉพาะคอื ฐานสงิ หจ์ ำนวน ๓ ฐานซอ้ นลดหลน่ั ที่วัดไชยวัฒนาราม อำเภอพระนครศรีอยุธยา กนั เปน็ ชดุ อนั เปน็ แบบแผนของสมยั อยธุ ยาตอน จงั หวดั พระนครศรอี ยธุ ยา สรา้ งขน้ึ ใน พ.ศ. ๒๑๗๓ ปลาย ทงั้ น้ี ในสมยั อยธุ ยาตอนปลาย เจดยี ท์ รง และในรชั กาลนเ้ี จดยี แ์ บบกรงุ ศรอี ยธุ ยาไดร้ บั การ เครอื่ งไดร้ บั ความนยิ มแทนทเี่ จดยี เ์ พม่ิ มมุ ปกติ โดย ปรับเปล่ียนมาเป็นลำดับจนมีลักษณะใหม่ คือ สบื ทอดความนยิ มตอ่ เนอื่ งมาในสมยั รตั นโกสนิ ทร์ ไมม่ ที งั้ เรอื นธาตแุ ละจระนำ ตอนตน้ ดว้ ย นอกจากเจดยี เ์ พมิ่ มมุ แบบปกตแิ ลว้ ในสมยั ๒.๗ เจดยี แ์ บบรตั นโกสนิ ทร์ (กรงุ เทพฯ) อยุธยาตอนปลาย ยังมีเจดีย์เพ่ิมมุมแบบพิเศษท ี่ ตงั้ แต่ พ.ศ. ๒๓๒๕ เปน็ ตน้ มา เรียกว่า เจดีย์ทรงเครื่อง เจดีย์ทรงเคร่ืองสมัย อยธุ ยาตอนปลายเปน็ เจดยี ข์ นาดเลก็ ๒ องคอ์ ยเู่ คยี ง เจดยี ส์ มยั แรกเรม่ิ ของราชธานกี รงุ เทพฯ ใน กนั มขี นาดเทา่ กนั สรา้ งไวเ้ คยี งคกู่ บั เจดยี เ์ พมิ่ มมุ พ.ศ. ๒๓๒๕ ไดส้ บื ทอดแบบอยา่ งและความนยิ ม ทว่ี ดั ภเู ขาทอง อำเภอพระนครศรอี ยธุ ยา จงั หวดั มาจากราชธานเี ดมิ (โดยผา่ นระยะเวลาสนั้ ๆ ๑๕ ปี พระนครศรอี ยธุ ยา เมอื่ ครง้ั บรู ณะวดั น้ี ราว พ.ศ. ของสมยั ธนบรุ )ี คอื การสรา้ งเจดยี เ์ พมิ่ มมุ ประเภท ๒๒๘๗ ในรชั กาลสมเดจ็ พระเจา้ อยหู่ วั บรมโกศ ทรงเครอื่ ง เชน่ เจดยี ท์ อง ๒ องค์ ซงึ่ อยดู่ า้ นหนา้ แบบอย่างของเจดีย์ท้ัง ๒ องค์นี้สามารถช่วยให้ ปราสาทพระเทพบดิ ร ทวี่ ดั พระศรรี ตั นศาสดาราม กำหนดอายไุ ดใ้ นคราวบรู ณะ คอื ฐานของเจดยี ท์ กุ ในพระบรมมหาราชวงั เจดยี ท์ ง้ั ๒ องคอ์ าจสรา้ ง แบบเมอื่ เขา้ สรู่ ะยะปลายของราชธานจี ะมลี กั ษณะ ในสมยั รชั กาลท่ี ๑ โดยมกี ารปรบั เปลยี่ นลกั ษณะ เพยี งเลก็ นอ้ ยจากแบบอยา่ งเดมิ ทม่ี ใี นสมยั อยธุ ยา
30 ตอนปลาย โดยสงั เกตไดจ้ ากบวั ทรงคลมุ่ ซง่ึ รองรบั ทรงระฆงั ทเี่ พมิ่ มมุ ตามแนวทข่ี นึ้ มาจากชดุ ฐานสงิ ห์ พระศรรี ตั นเจดยี ์ วดั พระศรรี ตั นศาสดาราม ในพระบรมมหาราชวงั กรงุ เทพฯ ซ่ึงทรงระฆังจะอยู่ในทรงสี่เหล่ียมเพ่ิมมุมเสมอ ตา่ งจากเจดยี ท์ รงเครอื่ งสมยั อยธุ ยา ทบี่ างครงั้ ทำ ทรงระฆังในผังกลม และส่วนยอดเป็นบัวทรง คลมุ่ เถา เหนอื ขน้ึ ไปเปน็ กรวยยาว ทเ่ี รยี กวา่ ปลี นอกจากนี้ เจดยี ท์ รงปรางคก์ ย็ งั ไดร้ บั ความ นยิ มสบื ทอดตอ่ มาดว้ ย เชน่ พระอษั ฎามหาเจดยี ์ เป็นพระปรางค์ ๘ องค์ ซ่ึงตั้งเรียงรายอยู่นอก ระเบียงคดด้านตะวันออกของพระอุโบสถ วัด พระศรรี ตั นศาสดาราม มขี อ้ สนั นษิ ฐานวา่ สรา้ งขน้ึ ในรชั กาลที่ ๓ สบื ทอดรปู แบบจากเจดยี ท์ รงปรางค์ พระอัษฎามหาเจดีย์ เจดยี ท์ รงปรางค์ ๘ องค์ วดั พระศรีรัตนศาสดาราม ในพระบรมมหาราชวงั กรงุ เทพฯ
31 ในศลิ ปะอยุธยาตอนปลาย ที่มีรูปทรงเพรียวบาง พระเจดยี จ์ ฬุ ามณี ทพี่ ระอนิ ทรส์ รา้ งไวบ้ นสวรรค์ สว่ นลา่ งทเ่ี ปน็ ชดุ ฐานสงิ หก์ ต็ กทอดมาดว้ ยเชน่ กนั ชนั้ ดาวดงึ ส์ เพอ่ื ประดษิ ฐานพระบรมสารรี กิ ธาตุ รวมทง้ั เรือนธาตุท่ีเรียบง่ายยิ่งข้ึน ต่อข้ึนไปเป็น สมเดจ็ พระสมั มาสมั พทุ ธเจา้ เจดยี ท์ รงปรางคแ์ บบ ชนั้ ซอ้ นในทรงแทง่ องคป์ รางคท์ ง้ั องคป์ ดิ ประดบั ใหมน่ ้ี ไดแ้ ก่ ปรางคป์ ระธานวดั อรณุ ราชวราราม กระเบอื้ งสี งานประดบั เชน่ นน้ี ยิ มทำกนั ในสมยั ราชวรมหาวหิ าร ซง่ึ มฐี านซอ้ นลดหลน่ั กนั เปน็ ชดุ รตั นโกสนิ ทร์ อยา่ งไรกด็ ี การปรบั เปลยี่ นแบบของ ฐานแตล่ ะชนั้ มงี านปนั้ ประดบั รปู พลแบก ชดุ ฐาน เจดยี ท์ รงปรางคใ์ นรชั กาลท่ี ๓ นไ้ี ดเ้ ขา้ สลู่ กั ษณะ ทเ่ี พมิ่ ขนึ้ มคี วามสำคญั คอื ไดเ้ พม่ิ ความงดงามให้ ใหม่ท่ีน่าสนใจอย่างยิ่ง อีกทั้งยังเต็มไปด้วยความ แกเ่ รอื นธาตแุ ละทรงแทง่ ทอ่ี ยเู่ หนอื ขน้ึ ไป ซง่ึ ทรง หมายอันเกี่ยวเนื่องกับความเป็นพระศรีมหาธาตุ แทง่ ทอี่ ยเู่ หนอื เรอื นธาตุ คอื ลกั ษณะทไ่ี ดป้ รบั ปรงุ ซง่ึ เทยี บเคยี งไดก้ บั คตโิ บราณปรมั ปราวา่ ดว้ ยเรอ่ื ง มาตลอดจากความเป็นเรือนช้ัน ท่ีมีต้นแบบจาก ปราสาทในวฒั นธรรมขอม แตช่ า่ งไทยบางคนเรยี ก วา่ ยอดปรางค์ (แทนการเรยี กวา่ สว่ นบน หรอื ชน้ั ซอ้ น) ปรางคอ์ งคน์ เี้ ปน็ ปรางค์ ๕ ยอด ยอดกลาง เปน็ ยอดประธาน อกี ๔ ยอดมขี นาดเลก็ กวา่ และ มกี ารประดบั ตกแตง่ ทห่ี ลงั คาของจระนำ ซงึ่ ประจำ ดา้ นทงั้ สขี่ องเรอื นธาตุ ใน พระราชพงศาวดารกรงุ งานประดบั กระเบ้อื งสี ที่ฐานพระปรางค ์ พระปรางค์ วดั อรณุ ราชวรารามราชวรมหาวหิ าร เขตบางกอกใหญ่ กรงุ เทพฯ งานป้นั ประดบั รปู พลแบก ที่ฐานพระปรางค์
32 รตั นโกสนิ ทร์ กลา่ วถงึ การสรา้ งปรางคป์ ระธาน มาสรา้ งไวใ้ นวดั พระศรรี ตั นศาสดาราม คอื พระ วดั อรณุ ราชวรารามฯ ไวว้ า่ โปรดเกลา้ ฯ ใหก้ อ่ หมุ้ ศรีรัตนเจดีย์ ส่วนบางลักษณะที่แตกต่างไปจาก พระมหาธาตุองคเ์ ดิมซง่ึ รชั กาลที่ ๒ ทรงบรู ณะ ตน้ แบบ ยอ่ มอธบิ ายไดว้ า่ การถอดแบบในครงั้ นนั้ คา้ งไว้ แตเ่ ดมิ นนั้ สงู เพยี ง ๘ วา ไดก้ อ่ หมุ้ ใหส้ งู ถงึ ได้มีการปรับปรุงลักษณะตามความถนัดของช่าง ๓๕ วา หรอื ตามทช่ี า่ งเหน็ วา่ เหมาะสม การเปล่ียนแปลงทางสังคมท้ังจากภายใน กระแสวัฒนธรรมตะวันตกท่ีขยายอิทธิพล และภายนอก โดยเฉพาะอทิ ธพิ ลจากโลกตะวนั ตก มาเป็นลำดับหลังรัชกาลท่ี ๔ เป็นที่มาของการ ทแี่ พรข่ ยายมา เรม่ิ สอ่ เคา้ มาตง้ั แตส่ มยั รชั กาลที่ ๓ เรง่ สรา้ งอาคารสาธารณะ เชน่ โรงเรยี น สถานที่ ตอ่ เนอ่ื งถงึ รชั กาลท่ี ๔ และสมยั ตอ่ ๆ มา สง่ ผล ราชการ เพอื่ ใหท้ ดั เทยี มนานาอารยประเทศ งาน มาถงึ งานชา่ งดว้ ย ดงั รปู แบบของการสรา้ งเจดยี ท์ ่ี สรา้ งวดั ทล่ี ดนอ้ ยลงทำใหท้ ศิ ทางการสบื ทอดงาน ไดป้ รบั เปลย่ี นโดยนำเอารปู แบบเจดยี ข์ องราชธานี ชา่ งโบราณเปลยี่ นแปลงไป และดำเนนิ มาจนเปน็ เก่าก่อนมา อันเป็นพระราชนิยมในรัชกาลที่ ๔ แนวใหมใ่ นปจั จบุ นั เชน่ งานสรา้ งพระมหาธาตุ เชน่ ใน พ.ศ. ๒๓๙๘ รชั กาลท่ี ๔ โปรดเกลา้ ฯ ให้ เจดยี ์ ๒ องค์ คอื พระมหาธาตนุ ภเมทนดี ล และ ถอดแบบพระมหาธาตเุ จดยี ท์ รงระฆงั (หรอื บางแหง่ พระมหาธาตนุ ภพลภมู สิ ริ ิ บนยอดดอยอนิ ทนนท์ เรยี กวา่ เจดยี ท์ รงลงั กา) ไดแ้ ก่ เจดยี ป์ ระธานวัด อำเภอจอมทอง จงั หวดั เชยี งใหม่ ซง่ึ กองทพั อากาศ พระศรสี รรเพชญ จงั หวดั พระนครศรอี ยธุ ยา นำ ไดจ้ ดั สรา้ งขนึ้ เนอื่ งในมหามงคลสมยั ทพ่ี ระบาท พระมหาธาตุนภเมทนดี ล บนยอดดอยอินทนนท์ อำเภอจอมทอง จงั หวดั เชยี งใหม่
33 พระมหาธาตุุนภพลภููมิิสิิริิ บนยอดดอยอิินทนนท์์ อำ�ำ เภอจอมทอง จังั หวัดั เชีียงใหม่่ สมเด็็จพระเจ้า้ อยู่่�หััว และสมเด็็จพระนางเจ้า้ ฯ ที่�่ทำ�ำ ให้ส้ ามารถสืืบค้น้ ถึึงประวัตั ิิความเป็็นมาของ พระบรมราชิินีีนาถ ทรงเจริิญพระชนมพรรษา ๕ คนไทย และยังั สะท้อ้ นให้เ้ห็น็ ถึงึ การสืืบทอดรููปแบบ รอบ ตามลำ�ำ ดับั สถาปนิิกผู้อ้� อกแบบพระมหาธาตุุ พระเจดีีย์ท์ ี่่�ต่่อเนื่่�องกันั มาอย่า่ งไม่่ขาดหายไปใน เจดีีย์ท์ั้้�ง ๒ องค์ด์ ังั กล่า่ ว ได้น้ ำ�ำ ลักั ษณะต่า่ งๆ ของ สังั คมไทย อันั ก่อ่ ให้เ้ กิดิ ประโยชน์ต์ ่อ่ อนุชุ นไทยรุ่�น เจดีีย์ใ์ นอดีีตมาผสมผสานกันั จนเป็็นรููปแบบใหม่่ หลังั ในการศึึกษาค้น้ คว้า้ ประวัตั ิิความเป็็นมาของ ตามทัศั นคติิและความนิิยมของสมัยั ปััจจุบุ ันั ชนชาติิไทย ดููเพิ่่�มเติิมเรื่�อง การอนุุรัักษ์์โบราณสถานและ ๓. สรุุป โบราณวัตั ถุุ เล่ม่ ๑๖ วัดั ไทย เล่ม่ ๒๘ อุทุ ยาน ประวัตั ิิศาสตร์์ในประเทศไทย เล่่ม ๒๙ และ ระยะเวลากว่่าพันั ปีีก่่อนที่�่ดิินแดนแห่่งนี้้� ปราสาทขอมในประเทศไทย เล่ม่ ๓๐ จะเป็็นประเทศไทย ได้ร้ ัับเอาวัฒั นธรรมศาสนา พร้อ้ มด้ว้ ยระบบกษัตั ริิย์ม์ าจากประเทศอินิ เดีียโบราณ โดยมีีพัฒั นาการมาเป็็นลำ�ำ ดับั และมีีลักั ษณะเฉพาะ ของงานช่า่ งประจำ�ำ ทุกุ ยุคุ สมัยั ดังั แบบอย่า่ งรููปทรง ที่ห่� ลากหลายของพระเจดีีย์์ ซึ่�่งเป็็นประเด็น็ สำ�ำ คัญั
34 เจดียแ์ บบท วารวด ี เจดยี แ์ บบศรวี ิชยั เจดียแ์ บบหริภุญชัย ดมุ ฉัตร (ทม่ี าของปล)ี กรวยเหลย่ี ม ยอดทรงกรวยทห่ี กั เรือนธาต ุ ฉัตร (ท่มี า ยอดทรงกรวย ช้นั ซอ้ น ทรงระฆงั ของ ชั้นซ้อน ปล้องไฉน) จระนำ ชัน้ ซอ้ นแปดเหล่ียม (๑ ใน ๔ ดา้ น ของช้ันลา่ งสดุ ) เรอื นธาต ุ แปดเหลีย่ ม เรอื นธาต ุ ฐาน ฐานแปดเหล่ียม ฐาน เจดีย์แบบล้านนา ยอดประธาน ทรงระฆัง ยอดทรงกรวย แผน่ ทองจงั โก ยอดบรวิ าร หุ้มส่วนยอด ซมุ้ ฝักเพกา เทียบได้ ชน้ั ซ้อน ประจำยามรัดอก กับซมุ้ เคลก็ ในศิลปะ เรอื นธาตุ ประดบั ทรงระฆัง พมา่ สมยั เมอื งพกุ าม เรือนธาตุ ฐาน ฐาน ๓ ฐานซอ้ นกนั เปน็ ชดุ ส่วนลา่ งของทรงระฆัง รองรับทรงระฆงั ชดุ หลงั คาลาด ฐานสเี่ หลยี่ มเพ่ิมมมุ พนื้ ท่ีประดบั รปู หรือเรยี กว่า เทพยดา โดยมีรปู ฐานยกเกจ็ ดอกไมเ้ ป็นพื้นหลัง
เจดียแ์ บบสโุ ขทัย 35 ส่วนนีอ้ าจปรบั ปรงุ จากเจดียท์ รงระฆงั ช้นั ซอ้ น หรอื ยอดศิขร จากเจดยี ์-วิหารแบบพุกาม ชัน้ ซ้อน สว่ นน้ีอาจปรบั ปรุงจาก ปราสาทแบบขอม เรือนธาต ุ ฐานบวั ลูกฟกั เป็น ยอดประธาน ฝกั เพกาต้นแบบคอื ซุ้มเคลก็ ฐานแบบศิลปะขอม ยอดบรวิ าร ทรงกรวย ประกอบด้วย เรอื นธาตุชน้ั ซ้อน ส่วนลา่ งรองรับทรงระฆงั ซึง่ ครอบด้วยทรงกรวยเลก็ เรือนธาต ุ ช้นั ซ้อนเหนอื เรอื นธาต ุ เรอื นธาตุ ฐาน ฐาน ชุดบัวถลา บวั ปากระฆัง แถวจระนำประดษิ ฐานพระพุทธรูป รปู ช้างลอ้ มฐานประทักษณิ
36 เจดีย์แบบกรงุ ศรอี ยธุ ยา นภศลู ชั้นซอ้ นทรงแท่ง เรียบงา่ ยกวา่ ปรางค์ร่นุ กอ่ น ช้นั ซอ้ น ตรมี ขุ ฐานสงู กว่า เรอื นธาตุ ปรางคร์ ุ่นกอ่ น ชดุ ฐานกว้าง สงู และสอบขนึ้ เจดยี ย์ อด บัวปากระฆงั สว่ นยอดทรงกรวย ประกอบด้วย มาลัยเถา ปล้องไฉน และปล ี ชดุ ฐานยกเกจ็ ทรงระฆงั สเ่ี หลยี่ มเพิม่ มมุ ที่เอนลาดมาก เจดยี ์ยอด เหนือสนั หลังคาจัตรุ มุข เรือนธาต ุ ฐาน ปลอ้ งไฉน และปลีทหี่ ัก ปลี บวั ทรงคลุม่ บวั ทรงคลมุ่ เถา ปล้องไฉน ฐานสงิ ห์ซ้อน เจดีย์เพิ่มมุมที่เรียกวา่ ไมม่ เี รือนธาตแุ ละจระนำ ลดหลั่นกนั เจดีย์ทรงเครอ่ื ง สว่ นฐานผ่านการบรู ณะ เจดยี ์เพ่ิมมมุ ของกรมศิลปากร ๓ ฐาน
เจดียแ์ บบรัตนโกสนิ ทร ์ 37 ปล ี เจดยี ์ยอด บัวทรงคลมุ่ เถา บัวทรงคลุม่ ชุดฐานสิงห์ ช้นั ซอ้ น ยอดประธาน ยกั ษ์แบก มารแบก เรือนธาตุ ยอดบริวาร รวมเรียกวา่ พลแบก ชดุ ฐานสิงห ์ เรอื นธาต ุ ส่วนฐาน
38 บรรณานกุ รม กรมศิลปากร, กองโบราณคดี. การศึกษาวิจัยเรื่องวัดช้างล้อม ในอุทยานประวัติศาสตร์ศรีสัชนาลัย อ. ศรสี ชั นาลยั จ. สโุ ขทยั . กรงุ เทพฯ : วคิ ตอรเี่ พาเวอรพ์ อยท,์ ๒๕๓๐. จารกึ สมยั สโุ ขทยั . กรงุ เทพฯ : กรมศลิ ปากร, ๒๕๒๖. ทพิ ากรวงศ,์ เจา้ พระยา. พระราชพงศาวดารกรงุ รตั นโกสนิ ทร์ รชั กาลที่ ๓. กรงุ เทพฯ : กรมศลิ ปากร, ๒๕๓๘. น. ณ ปากนำ้ . ความเปน็ มาของสถปู เจดยี ใ์ นสยามประเทศ. กรงุ เทพฯ : เมอื งโบราณ, ๒๕๒๙. แนง่ นอ้ ย ศกั ดศิ์ ร,ี ม.ร.ว. และคณะ. สถาปตั ยกรรมพระบรมมหาราชวงั . เลม่ ๒. กรงุ เทพฯ : สำนกั พระราชวงั , ๒๕๓๑. ปรมานชุ ติ ชโิ นรส, สมเดจ็ กรมพระ. พระปฐมสมโพธกิ ถา. กรงุ เทพฯ : เลยี่ งเซยี งจงเจรญิ , ๒๕๑๙. ประชากจิ กรจกั ร, พระยา. พงศาวดารโยนก. พมิ พค์ รง้ั ที่ ๖. กรงุ เทพฯ : แพรพ่ ทิ ยา, ๒๕๑๕. ประชมุ พงศาวดาร เลม่ ที่ ๑๕. กรงุ เทพฯ : องคก์ ารคา้ ของครุ สุ ภา, ๒๕๐๗. “พงศาวดารกรงุ ศรอี ยธุ ยา ฉบบั พนั จนั ทนมุ าศ (เจมิ ).” ใน ประชมุ พงศาวดาร เลม่ ท่ี ๓๙. กรงุ เทพฯ : องคก์ ารคา้ ของครุ สุ ภา, ๒๕๑๒. “พระราชพงศาวดารกรงุ เกา่ ฉบบั หลวงประเสรฐิ ฯ.” ใน คำใหก้ ารชาวกรงุ เกา่ คำใหก้ ารขนุ หลวงหาวดั และพระราชพงศาวดารกรงุ เกา่ ฉบบั หลวงประเสรฐิ อกั ษรนติ .์ิ พมิ พค์ รงั้ ที่ ๒. พระนคร : คลงั วทิ ยา, ๒๕๑๕. มงกฎุ เกลา้ เจา้ อยหู่ วั , พระบาทสมเดจ็ พระ. เทย่ี วเมอื งพระรว่ ง. (สมเดจ็ ฯ กรมพระยาดำรงราชานภุ าพ ทรงพระนพิ นธเ์ ชงิ อรรถขยายความ). กรงุ เทพฯ : องคก์ ารคา้ ของครุ สุ ภา, ๒๕๒๖. รตนปญั ญาเถร. ชนิ กาลมาลปี กรณ.์ (ร.ต.ท. แสง มนวทิ รู แปล). กรงุ เทพฯ : กรมศลิ ปากร, ๒๕๐๑. รงุ่ โรจน์ ธรรมรงุ่ เรอื ง. “ภาพปนู ปน้ั เลา่ เรอ่ื งพทุ ธประวตั ิ ทวี่ ดั พระศรรี ตั นมหาธาตเุ ชลยี ง.” วารสารเมอื ง โบราณ. ๒๘ (มกราคม-มนี าคม ๒๕๔๕) : ๖๕-๗๐. สรสั วดี ออ๋ งสกลุ . ประวตั ศิ าสตรล์ า้ นนา. พมิ พค์ รง้ั ท่ี ๒. กรงุ เทพฯ : อมรนิ ทรพ์ รนิ้ ตงิ้ แอนดพ์ บั ลชิ ชงิ่ , ๒๕๓๙.
39 สนั ติ เลก็ สขุ มุ . “เจดยี ท์ รงระฆงั ของลา้ นนา เจดยี ท์ รงยอดดอกบวั ตมู ของสโุ ขทยั และเจดยี ท์ รงปรางค์ ของกรงุ ศรอี ยธุ ยา มาจากไหน? อยา่ งไร?.” ศลิ ปวฒั นธรรม. ๑๑ (กนั ยายน ๒๕๓๓) : ๘๖-๙๒. . เจดยี เ์ พมิ่ มมุ เจดยี ย์ อ่ มมุ สมยั อยธุ ยา. กรงุ เทพฯ : อมรนิ ทรก์ ารพมิ พ,์ ๒๕๒๙. . เจดยี ร์ ายทรงปราสาทยอด วดั ราชบรู ณะ จงั หวดั พระนครศรอี ยธุ ยา. กรงุ เทพ : อมรนิ ทร์ วชิ าการ, ๒๕๔๑. . เจดยี ส์ มยั สโุ ขทยั ทวี่ ดั เจดยี เ์ จด็ แถว. กรงุ เทพฯ : เมอื งโบราณ, ๒๕๓๔. . “แนวความคดิ กบั กระบวนกรรมวธิ ที างชา่ ง : เหตผุ ลทเ่ี รยี กเจดยี เ์ พมิ่ มมุ แทนเจดยี ย์ อ่ มมุ .” วารสารเมอื งโบราณ. ๒๑ (มกราคม-ธนั วาคม ๒๕๓๘) : ๑๙๗-๒๐๔. . ศลิ ปะภาคเหนอื : หรภิ ญุ ไชย-ลา้ นนา. กรงุ เทพฯ : เมอื งโบราณ, ๒๕๓๘. . ศลิ ปะอยธุ ยา : งานชา่ งหลวงแหง่ แผน่ ดนิ . กรงุ เทพฯ : เมอื งโบราณ, ๒๕๔๒. สุภัทรดิศ ดิศกุล, ม.จ. ศิลปะในประเทศไทย. พิมพ์ครั้งท่ี๑๐. กรุงเทพฯ : โรงพิมพ์มหาวิทยาลัย ธรรมศาสตร,์ ๒๕๓๘. Brown, P. Indian Architecture. Bombay: Taraporevala son & Co. Private, 1959. Woodward, H. W. Jr. “Studies in the Art of Central Siam 905-1350 A.D.” (A dissertation for the Degree of Doctor of Philosophy, Yale University. May 1975).
40
หอศิิลป์์41 ศาสตราจารย์์วิโิ ชค มุุกดามณีี ผู้�้เขียี น ส่่วนเด็ก็ เล็ก็ รองศาสตราจารย์์ ดร. ชลดา เรืืองรัักษ์์ลิขิ ิติ ผู้�้เรีียบเรีียง หอศิลิ ป์์ คือื สถานที่�่รวบรวมผลงานศิลิ ปกรรมของศิลิ ปิิ นในแต่ล่ ะ ยุคุ สมัยั หน้า้ ที่่�ของหอศิิลป์์ คืือ ดููแลรัักษาผลงานศิิลปกรรม เพื่อ�่ เผยแพร่่ให้้ ความรู้�และความเพลิิดเพลิินในการชมสิ่่�งสวยงาม รวมทั้้�งจัดั นิิทรรศการแสดง ผลงานศิลิ ปวัฒั นธรรมเหล่า่ นั้้�นแก่ป่ ระชาชน หอศิิลป์์ เป็็นส่่วนหนึ่�่งของประเภทพิพิ ิธิ ภัณั ฑ์์ ที่�่รัับผิดิ ชอบบริิหาร จัดั การผลงานศิลิ ปะด้า้ นศิลิ ปะบริิสุุทธิ์์� ซึ่�่งประกอบด้ว้ ย ผลงานด้า้ นจิติ รกรรม ประติิมากรรม ภาพพิมิ พ์์ ศิลิ ปะแนวสื่่�อประสมและศิลิ ปะแนวจัดั วาง ศิลิ ปะ แนวประเพณีี ศิลิ ปะเชิิงความคิดิ ศิลิ ปะการแสดงสด เป็็นต้น้ หอศิลิ ป์์ แบ่ง่ ออกเป็็น ๔ ประเภท ได้แ้ ก่่ ๑. หอศิิลป์์ แห่่งชาติิ เป็็นหอศิลิ ป์์ ที่่�มีีความสำ�ำ คัญั ระดับั ชาติิ อยู่�ในการ ควบคุุมดููแลและบริิหารจัดั การของรััฐบาล เช่่น พิิพิิธภัณั ฑสถานแห่่งชาติิ หอศิิลป ตั้้�งอยู่�ที่�่ถนนเจ้า้ ฟ้้า เชิิงสะพานสมเด็็จพระปิ่� นเกล้า้ กรุุงเทพฯ พิิพิิธภัณั ฑสถานแห่่งชาติิ ศิิลป์์ พีีระศรีี อนุุสรณ์์ ตั้้�งอยู่�ภายในบริิเวณกรม ศิลิ ปากร ถนนหน้า้ พระธาตุุ กรุุงเทพฯ
42 ๒. หอศลิ ปป์ ระจำจงั หวดั อยใู่ นการควบคมุ ดแู ลและบรหิ ารจดั การ ของหนว่ ยงานในระดบั จงั หวดั หรอื สว่ นราชการในระดบั ทอ้ งถน่ิ เชน่ หอ ศลิ ปวฒั นธรรมแหง่ กรงุ เทพมหานคร อยทู่ สี่ แ่ี ยกปทมุ วนั กรงุ เทพฯ ๓. หอศลิ ปใ์ นมหาวทิ ยาลยั อยใู่ นการควบคมุ ดแู ลและบรหิ ารจดั การ ของมหาวทิ ยาลยั หรอื สถาบนั อดุ มศกึ ษา เชน่ หอศลิ ปม์ หาวทิ ยาลยั ศลิ ปากร วงั ทา่ พระ กรงุ เทพฯ หอศลิ ปส์ นามจนั ทร์ มหาวทิ ยาลยั ศลิ ปากร วทิ ยาเขต พระราชวงั สนามจนั ทร์ จงั หวดั นครปฐม หอศลิ ปวทิ ยนทิ รรศน์ จฬุ าลงกรณ์ มหาวทิ ยาลยั หอศลิ ปมหาวทิ ยาลยั กรงุ เทพ วทิ ยาเขตรงั สติ หอนทิ รรศการ ศิลปวัฒนธรรม มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ หอศิลปวัฒนธรรม มหาวิทยาลัย ขอนแกน่ หอศลิ ปน์ ครหาดใหญ่ เฉลมิ พระเกยี รตฯิ จงั หวดั สงขลา นิทรรศการผลงานศลิ ปกรรม ทหี่ อศิลป์สนามจันทร์ มหาวทิ ยาลัยศลิ ปากร วทิ ยาเขตพระราชวงั สนามจันทร์ จังหวัดนครปฐม
43 ๔. หอศลิ ปเ์ อกชน อยใู่ นการควบคมุ ดแู ลและบรหิ ารจดั การของบคุ คล สมาคม องค์กร หรอื บรษิ ัทเอกชน เช่น บางกอก อาร์ต เซน็ เตอร์ ซงึ่ เป็น หอศลิ ป์เอกชนแหง่ แรก ห้องศิลปนิทรรศมารศี พพิ ิธภณั ฑว์ งั สวนผักกาด หอศลิ ป์ สมเดจ็ พระนางเจา้ สริ กิ ติ ์ิ พระบรมราชนิ นี าถ ของธนาคารกรงุ เทพ หอศิลป์กรุงไทย ของธนาคารกรุงไทย หอศิลป์ ของธนาคารไทยพาณิชย์ บางกะปิแกลเลอรี่ หอศิลปะปทุมวัน หอศิลป์ตาดู ของบริษัทยนตรกิจ จำกดั หอศลิ ปร์ มิ นา่ น ของนายวนิ ยั ปราบรปิ ู ทจ่ี งั หวดั นา่ น กจิ กรรมดา้ นการศกึ ษาของหอศลิ ปม์ หี ลากหลาย เชน่ จดั บรรยายโดย อาจจดั ใหศ้ ลิ ปนิ เปน็ ผบู้ รรยาย จดั ประชมุ ทางวชิ าการ จดั แสดงผลงานศลิ ปะ หรอื จดั กจิ กรรมกลางแจง้ เพอื่ เชอื่ มความสมั พนั ธร์ ะหวา่ งหอศลิ ปก์ บั ชมุ ชน ศลิ ปะไทยรว่ มสมยั ซงึ่ นำมาจดั แสดงใหป้ ระชาชนเขา้ ชม
44 สว่ นเด็กกลาง รองศาสตราจารย์ ดร. ชลดา เรืองรักษล์ ิขิต ผู้เรียบเรยี ง หอศลิ ป์ คอื สถานทรี่ วบรวมผลงานศลิ ปกรรมของศลิ ปนิ ในแตล่ ะยคุ สมยั หนา้ ท่ี ของหอศิลป์ คือ ดูแลรักษาผลงานศิลปกรรม เพ่ือเผยแพร่ให้ความรู้และความเพลิดเพลิน เสนอผลงานฝมี อื สรา้ งสรรค์ รวมทง้ั จดั นทิ รรศการแสดงผลงานศลิ ปกรรมเหลา่ นน้ั แกป่ ระชาชน หอศลิ ปเ์ ปน็ สว่ นหนง่ึ ของประเภทพพิ ธิ ภณั ฑ์ นกั วชิ าการบางคนแบง่ เปน็ ๓ ดา้ น ไดแ้ ก่ ดา้ นศลิ ปะ ดา้ นวทิ ยาศาสตร์ และดา้ นประวตั ศิ าสตร์ บางคนแบง่ เปน็ ๔ ดา้ น ไดแ้ ก่ ดา้ นศลิ ปะ ดา้ นวทิ ยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี ดา้ นธรรมชาตวิ ทิ ยา และดา้ นมานษุ ยวทิ ยา หาก ใชเ้ กณฑก์ ารแบง่ ของสภาการพพิ ธิ ภณั ฑร์ ะหวา่ งชาติ ซง่ึ เปน็ องคก์ รระหวา่ งชาตทิ เี่ ปน็ ตวั แทน วงการอาชพี พิพิธภัณฑ์ จะแบง่ ออกเป็น ๙ ประเภท ได้แก่ พิพธิ ภณั ฑ์ศลิ ปะ พิพิธภัณฑ์ ศิลปะสมัยใหม่ พิพิธภัณฑ์โบราณคดีและประวัติศาสตร์ พิพิธภัณฑ์ชาติพันธ์ุวิทยาและ พ้ืนเมือง พิพิธภัณฑ์ธรรมชาติวิทยา พิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี พิพิธภัณฑ์ สว่ นภมู ภิ าค พพิ ธิ ภณั ฑเ์ ฉพาะเรอื่ ง และพพิ ธิ ภณั ฑม์ หาวทิ ยาลยั พพิ ธิ ภณั ฑ์วทิ ยาศาสตร์ อำเภอคลองหลวง จังหวัดปทุมธานี
45 การจดั แสดงผลงานศิลปะดา้ นจิตรกรรมและประตมิ ากรรม หอศิลป์มีหน้าท่ีบริหารจัดการผลงานศิลปะด้านศิลปะบริสุทธิ์ ซ่ึงประกอบด้วย ผลงานด้านจิตรกรรม ประติมากรรม ศิลปะภาพพิมพ์ ศิลปะแนวประเพณี ศิลปะแนว สอื่ ประสมและศลิ ปะแนวจดั วาง ศลิ ปะเชงิ ความคดิ ศลิ ปะการแสดงสด เปน็ ตน้ การทำงาน ของหอศิลป์มลี ักษณะการบรหิ ารจดั การและดำเนินงานใกลเ้ คียงกบั พิพธิ ภณั ฑศ์ ิลปะ ในรชั กาลพระบาทสมเดจ็ พระจลุ จอมเกลา้ เจา้ อยหู่ วั มกี ารจดั แสดงผลงานศลิ ปะ ครงั้ แรก และโปรดเกลา้ ฯ ใหจ้ ดั แสดงภาพวาดทมี่ โี คลงสสี่ ภุ าพบรรยายภาพเรอื่ งพงศาวดาร ชาตไิ ทยตงั้ แตส่ มยั อยธุ ยาจนถงึ รชั กาลที่ ๓ แหง่ กรงุ รตั นโกสนิ ทร์ ซง่ึ ใชป้ ระดบั พระเมรุ ใน พระราชพธิ พี ระราชทานเพลงิ พระศพพระอคั รชายาเธอ พระองคเ์ จา้ เสาวภาคนารรี ตั น์ และ พระศพพระราชโอรสพระราชธดิ าในพระบาทสมเดจ็ พระจลุ จอมเกลา้ เจา้ อยหู่ วั อกี ๓ พระองค์ ณ ท้องสนามหลวง การจัดแสดงผลงานศิลปะครั้งท่ี ๒ จัดขึ้นในรัชกาลพระบาทสมเด็จ พระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว โดยโปรดเกล้าฯ ให้มีการจัดแสดงผลงานศิลปหัตถกรรมนักเรียน
46 ทโ่ี รงเรยี นสวนกหุ ลาบวทิ ยาลยั ตอ่ มาใน พ.ศ. ๒๔๖๐ โปรดเกลา้ ฯ ใหม้ กี ารประกวดภาพ เขียนขึ้นเป็นครั้งแรกที่พระที่น่ังอุทยานภูมิเสถียร การประกวดภาพเขียนคร้ังที่ ๒ จัดข้ึน ที่พระราชวังบางปะอินใน พ.ศ. ๒๔๖๓ และการประกวดภาพเขียนครั้งที่ ๓ จัดขึ้นในปี เดียวกัน ท่ีโรงละครวังพญาไท กรุงเทพฯ การจัดแสดงผลงานด้านศิลปะยังมีต่อเน่ืองอีก หลายครง้ั เชน่ หลวงวจิ ติ รวาทการ และศาสตราจารยศ์ ลิ ป์ พรี ะศรี ไดน้ ำผลงานดา้ นศลิ ปะ ของนักเรียนโรงเรียนศิลปากรแผนกช่าง ไปจัดแสดงในงานฉลองรัฐธรรมนูญในหอศิลป์ เฉพาะกจิ ณ พระราชอทุ ยานสราญรมย์ ใน พ.ศ. ๒๔๘๐ และ พ.ศ. ๒๔๘๑ ตอ่ มาไดย้ า้ ยไป จดั แสดงผลงานศลิ ปะ ทส่ี นามเสอื ปา่ ใน พ.ศ. ๒๔๘๒ และใน พ.ศ. ๒๔๙๒ ศาสตราจารย ์ ศิลป์ พีระศรี ได้เสนอแนะให้กรมศิลปากรจัดงาน “ศิลปกรรมแห่งชาติ” เพื่อกระตุ้นให้ ประชาชนมีความรู้ความเข้าใจงานศิลปะสมัยใหม่ ส่งผลให้ศิลปินในสาขาศิลปะต่างๆ นำ ผลงานมาแสดงและสง่ เขา้ ประกวดจำนวนมาก โดยมีการจัดต่อเนอื่ งเป็นประจำทุกป ี หอ้ งแสดงผลงานศลิ ปะหรอื เรยี กวา่ “หอศลิ ป”์ แตเ่ ดมิ ไมม่ สี ถานทเี่ ปน็ การถาวร การ แสดงผลงานศลิ ปะจะจดั แสดงในสถานทเ่ี ฉพาะกจิ ทเ่ี ปลยี่ นไปหลายแหง่ เชน่ หอ้ งเรยี น หรอื โรงไมห้ ลงั คาสงั กะสี หอศลิ ปซ์ งึ่ อยตู่ รงขา้ มอนสุ าวรยี ท์ หารอาสา หอศลิ ปข์ องกรมศลิ ปากร หอสมดุ แหง่ ชาติ หอศลิ ปข์ องมหาวทิ ยาลยั ศลิ ปากร วงั ทา่ พระ พพิ ธิ ภณั ฑสถานแหง่ ชาติ ศิลปินรนุ่ เยาวส์ ร้างสรรคง์ านศิลปะ
Search
Read the Text Version
- 1
- 2
- 3
- 4
- 5
- 6
- 7
- 8
- 9
- 10
- 11
- 12
- 13
- 14
- 15
- 16
- 17
- 18
- 19
- 20
- 21
- 22
- 23
- 24
- 25
- 26
- 27
- 28
- 29
- 30
- 31
- 32
- 33
- 34
- 35
- 36
- 37
- 38
- 39
- 40
- 41
- 42
- 43
- 44
- 45
- 46
- 47
- 48
- 49
- 50
- 51
- 52
- 53
- 54
- 55
- 56
- 57
- 58
- 59
- 60
- 61
- 62
- 63
- 64
- 65
- 66
- 67
- 68
- 69
- 70
- 71
- 72
- 73
- 74
- 75
- 76
- 77
- 78
- 79
- 80
- 81
- 82
- 83
- 84
- 85
- 86
- 87
- 88
- 89
- 90
- 91
- 92
- 93
- 94
- 95
- 96
- 97
- 98
- 99
- 100
- 101
- 102
- 103
- 104
- 105
- 106
- 107
- 108
- 109
- 110
- 111
- 112
- 113
- 114
- 115
- 116
- 117
- 118
- 119
- 120
- 121
- 122
- 123
- 124
- 125
- 126
- 127
- 128
- 129
- 130
- 131
- 132
- 133
- 134
- 135
- 136
- 137
- 138
- 139
- 140
- 141
- 142
- 143
- 144
- 145
- 146
- 147
- 148
- 149
- 150
- 151
- 152
- 153
- 154
- 155
- 156
- 157
- 158
- 159
- 160
- 161
- 162
- 163
- 164
- 165
- 166
- 167
- 168
- 169
- 170
- 171
- 172
- 173
- 174
- 175
- 176
- 177
- 178
- 179
- 180
- 181
- 182
- 183
- 184
- 185
- 186
- 187
- 188
- 189
- 190
- 191
- 192
- 193
- 194
- 195
- 196
- 197
- 198
- 199
- 200
- 201
- 202
- 203
- 204
- 205
- 206
- 207
- 208
- 209
- 210
- 211
- 212
- 213
- 214
- 215
- 216
- 217
- 218
- 219
- 220
- 221
- 222
- 223
- 224
- 225
- 226
- 227
- 228
- 229
- 230
- 231
- 232
- 233
- 234
- 235
- 236
- 237
- 238
- 239
- 240
- 241
- 242
- 243
- 244
- 245
- 246
- 247
- 248
- 249
- 250
- 251
- 252
- 253
- 254
- 255
- 256
- 257
- 258
- 259
- 260
- 261
- 262
- 263
- 264
- 265
- 266
- 267
- 268
- 269
- 270
- 271
- 272
- 273
- 274
- 275
- 276
- 277
- 278
- 279
- 280
- 281
- 282
- 283
- 284
- 285
- 286
- 287
- 288
- 289
- 290
- 291
- 292
- 293
- 294
- 295
- 296
- 297
- 298
- 299
- 300
- 301
- 302
- 303
- 304
- 305
- 306
- 307
- 308
- 309
- 310
- 311
- 312