Important Announcement
PubHTML5 Scheduled Server Maintenance on (GMT) Sunday, June 26th, 2:00 am - 8:00 am.
PubHTML5 site will be inoperative during the times indicated!

Home Explore tripitaka_15

tripitaka_15

Published by sadudees, 2017-01-10 01:15:38

Description: tripitaka_15

Search

Read the Text Version

พระสุตตันตปฎ ก ทีฆนิกาย ปาฏิกวรรค เลม ๓ ภาค ๑ - หนาที่ 251ปรินพิ พาน ๑ ธาตุปรินิพพาน ๑. ในปรินิพพานท้งั ๓ อยางนั้น การดบั รอบแหงกิเลสไดมีแลว ทโ่ี พธิบลั ลังก การดับรอบแหงขนั ธไ ดมที เ่ี มืองกสุ ินารา การดับแหงธาตจุ ักมใี นอนาคต. ไดยินวา ในเวลาที่ศาสนาทรดุ ลง พระธาตทุ ้งั หลายก็จักไปรวมกนั อยใู นมหาเจดยี ในเกาะตามพปณ -ณีทวีปน้ี ตอจากมหาเจดียกจ็ ักไปรวมกนั อยทู ่ีราชายตนเจดียในนาคทวปีตอ แตน้นั ก็จกั ไปสมู หาโพธิบลั ลงั ก. พระธาตุทั้งหลายจากภพแหงนาคก็ดี จากพรหมโลกก็ดี จกั ไปสมู หาโพธบิ ัลลงั กทีเดียว. พระธาตแุ มมปี ระมาณเทา เมลด็ พันธุ ผกั กาด กจ็ กั ไมอนั ตรธานไปเลย. พระธาตทุ ้งั หมดกจ็ ะรวมกันเปนกองอยใู นมหาโพธบิ ลั ลังก รวมกันอยูแ นน เหมือนกองทองคาํ ฉะนนั้เปลงฉพั พณั ณรงั สีออกมา. พระธาตุเหลา น้นั จักแผไปตลอดหมน่ื โลกธาต.ุตอแตน้นั เทวดาในหมนื่ จักรวาลกป็ ระชมุ พรอมกนั แลว กลา วกนั วาพระศาสดายอมปรนิ ิพพานไปในวันน้ี ศาสนากย็ อ มทรุดโทรมไปในวันนี้น้เี ปนการไดเ ห็นครัง้ สดุ ทา ยของเราทั้งหลายในบดั นี้ ดงั นแี้ ลว จักพากันกระทาํ ความกรุณาอันยงิ่ ใหญ กวาวันทพี่ ระทศพลปรนิ ิพพาน. เวนพระอนาคามีและพระขณี าสพเสยี ภิกษุทีเ่ หลอื ก็จกั ไมสามารถดาํ รงอยไู ดโ ดยภาวะของตน. เตโชธาตใุ นบรรดาธาตุทง้ั หลาย ก็จักลุกพงุ ขน้ึ ไปจนถงึ พรหมโลก เม่อื มพี ระธาตแุ มเ ทา เมล็ดพันธุ ผักกาดอยู ก็จกั ลกุ เปน เปลวเดยี วกนัเมอื่ ธาตทุ ้ังหลายถงึ ความหมดแลว เตโชธาตกุ จ็ ักดบั หายไป. เมือ่ พระธาตุทั้งหลายไดแสดงอานภุ าพอนั ใหญหลวงอยา งน้แี ลวหายไป ศาสนาก็เปน อนั ช่ือวาอันตรธานไป. ศาสนายงั ไมอ นั ตรธานอยา งนต้ี ราบใด ศาสนาจดั วายงั ไมส ดุ ทายตราบนั้น. ขอทีพ่ ระศาสดาพึงเกิดขึ้นไมกอนไมห ลังอยางน้ยี อมเปนฐานะทีจ่ ะมีไมไ ด. ถามวา กเ็ พราะเหตุไร พระพทุ ธเจา ท้งั หลายยอ มไมท รงอบุ ตั ิข้ึน

พระสตุ ตันตปฎก ทฆี นิกาย ปาฏกิ วรรค เลม ๓ ภาค ๑ - หนาท่ี 252ไมกอ นไมห ลงั ดังน้.ี ตอบวา เพราะความเปนสิ่งท่ีไมนาอัศจรรย. ความจรงิ พระพุทธเจาทงั้ หลายเปนมนุษยผ ูอัศจรรย. เหมอื นอยางทพี่ ระองคตรสั ไวว า ภกิ ษทุ ง้ั หลาย บคุ คลผเู ปน เอก เมื่อจะอบุ ัติขึ้นในโลกยอ มอุบัติขน้ึ เปน มนษุ ยอ ัศจรรย บคุ คลเปน เอกอยางไร คือ พระตถาคตอรหันตสมั มาสมั พทุ ธเจา . ก็ถาพระพุทธเจา ท้ังหลายพึงเสดจ็ อบุ ตั ขิ ึ้นคราวเดียวกัน ๒ พระองคบ าง ๔ พระองคบ า ง ๘ พระองคบาง ๑๖ พระองคบา งไซร พระพุทธเจา ทงั้ หลายกพ็ ึงเปน ผทู ่ีไมน าอัศจรรย. แมพระเจดียสองแหง ในวดั เดียวกนั ลาภสักการะก็ไมม าก ทัง้ ภิกษทุ ้งั หลายก็ไมนาอัศจรรย เพราะขอท่ีมอี ยมู าก ฉนั ใด แมพ ระพทุ ธเจาทั้งหลาย กพ็ ึงเปน เชนน้ัน เพราะฉะน้นั พระพุทธเจา ทัง้ หลาย จึงไมทรงเสด็จอบุ ัติข้ึนอยา งน.้ีอนง่ึ พระพุทธเจา ทั้งหลายไมทรงอบุ ตั ขิ น้ึ พรอ มกัน ก็เพราะความที่เทศนาไมแตกตางกนั . จรงิ อยู พระพทุ ธเจา องคหน่งึ ทรงแสดงธรรมแตกตา งกนัมีสติปฏฐานเปน ตนอันใด พระธรรมน้ันนั่นแหละพระพทุ ธเจา พระองคอ ื่นซ่งึ ทรงอุบตั ขิ ึ้นแลวกพ็ งึ แสดง ฉะน้ัน พระพุทธเจากจ็ ะเปนผไู มน าอัศจรรย.แตเ มอ่ื พระพทุ ธเจาองคเดียวแสดงธรรม แมพ ระเทศนากเ็ ปนของท่ีนาอัศ-จรรย. อนึ่ง พระพุทธเจา ทัง้ หลายไมท รงอบุ ัติข้ึนพรอมกนั เพราะไมมกี ารวิวาทกัน. ความจริง เมือ่ พระพุทธเจาเปน อันมากเสด็จอุบัตขิ ้นึ ภกิ ษทุ ง้ั หลายพึงววิ าทกันวา พระพุทธเจา ของเราทง้ั หลายนาเลอ่ื มใส พระพทุ ธเจา ของพวกเรามีพระสรุ เสยี งไพเราะ มลี าภ และมบี ุญ ดังน้ี เหมอื นอนั เตวาสิกของอาจารยม ากองค. เพราะฉะนัน้ พระพทุ ธเจา ทง้ั หลายจึงไมทรงอบุ ตั ขิ นึ้อยางน.้ี อีกอยางหนงึ่ เหตุขอ น้ี พระนาคเสนเถระถูกพระยามลิ ินทตรัสถามกไ็ ดทูลตอบไวอ ยา งพิสดาร. ความจรงิ ในมลิ นิ ทปญ หาน้นั พระยามลิ นิ ทรตรสั ไววา ทา นพระนาคเสนผูเ จรญิ กพ็ ระผมู พี ระภาคเจาไดทรงภาษติ ไวว า

พระสุตตันตปฎก ทฆี นกิ าย ปาฏกิ วรรค เลม ๓ ภาค ๑ - หนาท่ี 253ภกิ ษุทง้ั หลาย ขอ นนั้ ไมใชฐานะ ไมใชโอกาส คอื ขอทพ่ี ระอรหนั ตสัมมา-สมั พทุ ธเจา ๒ พระองค พึงอุบตั ขิ นึ้ ไมกอ นไมห ลงั ในโลกธาตนุ ีน้ ้ัน เปนฐานะที่จะมีได ดังน้ี ทา นพระนาคเสนผูเจรญิ พระตถาคตท้งั หมดเมื่อจะทรงแสดงธรรม ยอมทรงแสดงโพธปิ ก ขยิ ธรรม ๓๗ ประการ และเมอื่ จะตรัสกย็ อมตรัสอริยสัจจธรรม ๔ และเม่อื จะทรงใหศ ึกษา ยอมทรงใหศกึ ษาในไตร-สิกขา เมอื่ จะทรงพร่าํ สอน กท็ รงพรา่ํ สอนขอ ปฏบิ ัติ คือความไมป ระมาททา นพระนาคเสนผเู จรญิ ถา พระตถาคตท้ังหมด มีอทุ เทศอยางเดียวกัน มีกถาอยา งเดยี วกัน มีสกิ ขาบทอยา งเดียวกนั มอี นสุ นธอิ ยางเดยี วกนั เพราะเหตุไร พระตถาคต ๒ พระองคจึงไมท รงอุบัติข้ึนในขณะเดยี วกัน โลกนีเ้ กิดมีแสงสวางดว ยการอุบตั ิข้นึ ของพระพทุ ธเจา องคเดยี วกอ น ถาพระพทุ ธเจา องคท ส่ี องพงึ มขี ึน้ โลกนพ้ี งึ ทแี สงสวา งขึน้ มามปี ระมาณยิง่ ดว ยพระรศั มขี องพระพทุ ธเจา ๒ พระองค และพระตถาคตทัง้ สองพระองคเมอ่ื จะทรงโอวาทก็พึงโอวาทอยางสบาย เม่ือจะทรงพราํ่ สอนกพ็ ึงพรํ่าสอนอยา งสบาย ขอทา นจงแสดงเหตใุ นขอนั้นใหโยมหายสงสยั เถิด. พระนาคเสนเถระถวายพระพรวา มหาบพิตร หมน่ื โลกธาตนุ ้ี ธารไวไดซ ง่ึ พระพุทธเจาเพยี งพระองคเดยี ว ธารไวไดซ ่งึ พระคุณของพระตถาคตองคเ ดยี วเหมือนกัน ถาองคท ี่สองพงึ เสด็จอบุ ัติขึ้น หม่ืนโลกธาตุน้ีก็พึงธารไวไมไดพึงหวน่ั ไหว สน่ั คลอน นอ มไปโอนไป เอียงไป เรี่ยราย กระจัดกระจาย พ-ินาศไปไมพ ึงเขาถงึ การตงั้ อยูไ ด มหาบพิตร เปรยี บเสมอื นเรือท่ีรับบุรษุ ไวไดคนเดียว เมอ่ื บุรษุ คนหนึง่ ขึ้นไป เรือพึงต้งั อยูไดพ อดี ถาบุรุษคนท่ีสองซงึ่เปน เชนเดยี วกันโดยอายุ โดยสี โดยวัย โดยประมาณ โดยอว นและผอมโดยอวัยวะนอยใหญเทา กนั และบรุ ษุ นนั้ พึงขึ้นสูเ รอื ลาํ นั้น มหาบพิตร เรือน้ันจะพึงธารบุรษุ ท้ังสองน้นั ไวไดห รือหนอ. พระยามิลนิ ทตรสั ตอบวา ทานผู

พระสุตตันตปฎก ทีฆนกิ าย ปาฏิกวรรค เลม ๓ ภาค ๑ - หนา ท่ี 254เจรญิ เรอื น้ันพึงธารไวไมไ ด พึงหวัน่ ไหว สั่นคลอน นอ มไป โอนไป เอยี งไปเรีย่ รายกระจดั กระจายไป พนิ าศไป ไมพ ึงเขาถงึ ความตงั้ อยูไดเ ลย เรือน้นั -พงึ จมลงไปในนาํ้ แท ดังนี้. พระนาคเสนถวายพระพรวา มหาบพติ ร ขอน้ีก็มีอปุ มาฉันนัน้ เหมือนกนั หม่นื โลกธาตุนธ้ี ารพระพุทธเจาไวไดพ ระองคเดียว ท้ังทรงคุณของพระตถาคตไวไ ดพระองคเดยี วเทานนั้ ถาพระพุทธเจาองคทส่ี องพงึ อบุ ัตขิ ึ้น หม่นื โลกธาตนุ ี้กธ็ ารไวไ มได ฯลฯ ไมพ งึ เขาถึงความตัง้ อยูได มหาบพิตร อีกนัยหน่งึ เปรียบเสมือนบรุ ุษผมู คี วามสขุ พงึ บรโิ ภคโภชนะตามความตองการ คือ เม่ือหวิ ก็บรโิ ภคเตม็ แคคอ (เตม็ อ่มิ )บุรุษน้ัน ก็เอิบอ่ิมแนน ทอง อดึ อัด งว งเหงาเกดิ ตัวแขง็ แคคอ (เตม็ อม่ิ )การบรโิ ภคน้ัน ในวันรงุ ขน้ึ กบ็ รโิ ภคโภชนะเพียงเทาน้นั มหาบพติ รบรุ ษุ น้ันจัดวาเปน ผมู คี วามสขุ ไดห รือไม ดังน.้ี พระยามลิ นิ ทตรัสตอบวา ทา นผูเจริญ บุรุษน้ันบรโิ ภคคราวเดยี วไมพงึ ตายได ดงั นี.้ พระนาคเสนถวายพระพรวา มหาบพติ ร ขอนก้ี ็ฉนั น้นั เหมอื นกนั แล หมน่ื โลกธาตนุ ธ้ี ารพระพทุ ธเจาไวไ ดพ ระองคเ ดียว ฯลฯ ไมพงึ เขาถงึ ความตั้งอยไู ดเลย ดังนี้. พระยามลิ ินทต รัสวา พระนาคเสนผเู จรญิ แผนดินยอ มไหวดวยธรรมท่ีหนักย่งิ อยา งไรหนอ. พระนาคเสนถวายพระพรวา มหาบพติ ร ในโลกน้ีเกวยี น ๒ เลมบรรจดุ ว ยรัตนะจนเตม็ จนเสมอปาก คนท้งั หลายกพ็ ากันขนเอารตั นะของเกวียนเลม หน่ึงมาเกล่ยี ไวในเกวยี นอกี เลม หนง่ึ มหาบพิตรเกวยี นเลมนนั้ จะพงึ ธารรตั นะของเกวยี นทงั้ สองเลมนั้นไว ไดหรอื ไม ดงั น้ี.พระยามิลินท ตรัสวา ทานผูเ จรญิ เกวียนน้นั ยอมธารไวไ ดแน คุมของเกวียนนน้ั พึงไหวบ าง กําของเกวยี นนั้นพึงหักไปบาง เพลาของเกวียนน้นั พึงหกั ไปบาง ดงั น.้ี พระนาคเสนทลู ถามวา เกวยี นยอ มหักไปดวย

พระสตุ ตนั ตปฎ ก ทีฆนกิ าย ปาฏกิ วรรค เลม ๓ ภาค ๑ - หนาท่ี 255การเขนรัตนะทมี่ ากเกนิ ไปใชห รือไม. พระยามลิ นิ ทตรัสตอบวา ใชแลว ทานผูเจริญ ดังนี.้ พระนาคเสนถวายพระพรวา มหาบพิตร ขอ นีก้ ็มีอุปไมยฉนั น้ัน เหมอื นกนั แล แผนดนิ ยอ มหวั่นไหวดวยธรรมะทห่ี นกั ย่งิ .อีกอยางหนึ่ง มหาบพติ ร เหตุนีเ้ ปนอันรวมลงในการแสดงพระกําลังของพระพทุ ธเจา ขอพระองคโ ปรดสดับเหตุอันสมควรอยางอ่ืนในการแสดงกาํ ลังของพระพทุ ธเจาน้ัน เพราะเหตอุ ันใดพระสัมมาสัมพทุ ธเจา ๒ พระองคจ ึงไมทรงอุบัตขิ ้นึ ในขณะเดยี วกัน ถา พระสมั มาสัมพุทธเจาสองพระองคพงึ เสดจ็ อบุ ตั ิขึ้นในขณะเดียวกันไซร การทะเลาะววิ าทแมของบรษิ ทั พึงบังเกิดข้นึ มนุษยทงั้ หลายกจ็ ะเปน สองฝกสองฝายโดยกลา ววา พระพทุ ธเจาของพวกทา น พระพุทธเจา ของพวกเรา ดังน้ี มหาบพติ ร เปรียบเสมือนบรษิ ัทของอาํ มาตยผ ูมีกําลงั สองคนพงึ เกิดการววิ าทกนั คนเหลา นน้ั ก็จะเปน สองฝกสองฝา ย โดยกลา ววา อํามาตยข องพวกทาน อาํ มาตยข องพวกเรา ดงั น้ี ฉนั ใด มหาบพติ ร ขอน้กี ฉ็ ันนัน้ เหมอื นกันแล ถาหากวาพระสัมมาสัมพุทธเจา ๒ พระองคพ ึงเสด็จอบุ ัตขิ ้ึนในขณะเดียวกนั ไซร ความวิวาทของบริษัทพังบงั เกดิ ขึ้นได และมนษุ ยท ั้งหลายกจ็ ะเปน สองฝกสองฝา ย โดยกลา ววา พระพุทธเจา ของพวกทา น พระพทุ ธเจา ของพวกเราดงั นี้ ของพระองคโ ปรดไดสดับเหตุขอ ที่ ๑ น้ี ดวยเหตอุ นั ใดพระสัมมา-สมั พทุ ธเจา ๒ พระองค จึงไมทรงอบุ ัตขิ ึน้ ในขณะเดียวกนั ขอพระองคโปรดสดับเหตอุ ันย่งิ แมอยางอ่ืน ดว ยเหตอุ นั ใด พระสมั มาสัมพุทธเจาสองพระองคไ มทรงอบุ ัติข้ึนในขณะเดยี วกัน มหาบพิตร ถา พระสัมมาสัม-พทุ ธเจา ๒ พระองคพ ึงอุบัตขิ ึ้นในขณะเดียวกัน คําวา พระพุทธเจาเปน ผูเลิศ กย็ อ มเปนคําผิด คําวา พระพทุ ธเจาเปน ผเู จริญท่ีสุด คําวา พระพุทธเจา

พระสุตตนั ตปฎก ทฆี นิกาย ปาฏกิ วรรค เลม ๓ ภาค ๑ - หนาท่ี 256เปนผูประเสริฐทีส่ ุด คาํ วา พระพุทธเจาเปนผวู เิ ศษทส่ี ุด คาํ วา พระพุทธเจาเปน ผสู งู สดุ คําวา พระพุทธเจาเปนผปู ระเสริฐ คําวา พระพทุ ธเจาไมม ีผูเสมอ คาํ วา พระพทุ ธเจาหาผเู สมอเหมอื นมิได คําวา พระพุทธเจาไมม ีผเู สมอเหมือน คําวา พระพทุ ธเจา หาบคุ คลเปรยี บมไิ ด คาํ วาพระพทุ ธเจาไมมบี คุ คลเปรียบดงั น้ี พงึ เปนคําผดิ มหาบพิตร ขอพระองคโปรดทรงยอมรับเหตทุ พ่ี ระสัมมาสมั พทุ ธเจา สองพระองค ไมท รงอบุ ตั ิในขณะเดียวกนั โดยผล (ทน่ี ํามาถวายวิสชั นาแลว ) อีกอยา งหนึ่ง มหา-บพิตร ขอ ท่พี ระพุทธเจา พระองคเ ดยี วยอมทรงอบุ ัติข้นึ ในโลกนี้ เปนสภาพตามปกตขิ องพระพุทธเจาท้ังหลาย. ถามวา เพราะเหตุไร. ตอบวาเพราะคณุ ของพระสัพพญั พู ทุ ธเจา ท้งั หลายมเี หตใุ หญ มหาบพติ ร คณุอนั ประเสรฐิ อยางใหญหลวงอน่ื น้นั ก็มขี อเดยี วเทา นั้น มหาบพิตร แผนดินใหญน นั้ มีผืนเดียวเทา นัน้ สาครใหญม ีสายเดียวเทานนั้ ภูเขาสเิ นรุยอดแหงภูเขาใหญป ระเสรฐิ ทีส่ ุดกม็ ีลกู เดียวเทานัน้ อากาศใหญมีแหง เดียวเทานั้นทา วสกั กะผูใหญมีองคเ ดียวเทาน้นั พระพรหมผใู หญมอี งคเ ดียวเทานัน้พระตถาคตอรหนั ตสมั พทุ ธเจาผใู หญก ม็ ีพระองคเ ดียวเทานน้ั พระ-องคเ สด็จอุบตั ิขึ้นในทใ่ี ด ในทนี่ ั้นกไ็ มมโี อกาสแกพ ระพุทธเจา ท้งั หลายองคอน่ื ฉะนัน้ พระตถาคตอรหนั ตสัมมาสมั พุทธเจาพระองคเ ดียวเทา นั้นยอมอบุ ตั ขิ ึ้นในโลก ดังนี.้ พระยามลิ ินทไดต รัสวา ขา แตพ ระนาคเสนผูเ จริญ พระคณุ เจาไดก ลาวแกปญ หาแจมแจงดแี ลว ดวยอปุ มาอุปไมยท้งั หลาย. สองบทวา ธมมฺ สฺส จ อนธุ มฺม ความวา ปฏปิ ทาอนั เปนสวนเบอื้ งตนอันเปน ธรรมสมควรแกโ ลกุตตรธรรม ๙ อยา ง บทวา สหธมฺมโิ กคือ การโตตอบซงึ่ มีเหต.ุ

พระสตุ ตนั ตปฎ ก ทฆี นิกาย ปาฏกิ วรรค เลม ๓ ภาค ๑ - หนาที่ 257 บทวา อายสมฺ า อทุ ายิ ความวา พระเถระชือ่ อุทายมี ี ๓ องคคอื พระโลฬฺทายี ๑ กาฬุทายี ๑ มหาอทุ ายี ๑ ในท่ีน้ีประสงคเอามหา-อทุ าย.ี ไดยนิ วา เม่อื ทานพระมหาอทุ ายีนัน้ ฟง พระสตู รนตี้ ง้ั แตต นจนจบปตมิ วี รรณะ ๕ เกิดข้ึนในภายใน ยอ มแผไ ปตัง้ แตห ลงั เทา ข้นึ ไปสูกระ-หมอ ม ตงั้ แตก ระหมอ ม แผลงมายงั หลังเทา แตข า งทง้ั สองมารวามลงในทามกลาง ตัง้ แตทา มกลางกแ็ ผไ ปโดยขา งทง้ั สอง. พระมหาอทุ ายีน้นัอันปติถูกตอ งทัว่ สรีระ เม่อื จะกลา วคุณของพระทศพลดว ยโสมนัสอันมกี ําลงัจึงกลาวคาํ เปนตน วา อจฺฉรยิ  ภนเฺ ต ดังนีเ้ ปน ตน. ความเปน ผูห มดตัณหา ช่ือวา ความเปนผมู ักนอ ย. ความพอใจดว ยอาการ ๓ อยา งในปจจัย ๔ช่อื วา ความเปน ผูสันโดษ. ความขดั เกลากเิ ลสทุกอยา งช่อื ความเปนผูขัดเกลา. บทวา ยตฺร หิ นาม คือ โย หิ นาม. บทวา น อตฺตาน ปาตกุ รสิ ฺสติความวา ไมท รงกระทาํ คณุ ของพระองคใ หปรากฏ. บทวา ปฏาก ปรหิ เร-ยยฺ ุ ความวา พวกอญั ญเดยี รถียป ริพาชกท้ังหลายเมอื่ จะกลา ววา ใครเปน ผูเชน เดียวกนั กับเรามีไหม ดงั น้ี ก็ยกธงแผน ผาข้ึนเท่ยี วไปยังเมืองนาลนั -ทา. ดว ยหลายบทวา ปสฺสโข ตวฺ  อทุ ายี ตถาคตสสฺ อปฺปจฺฉตา นี้ พระผมู ีพระภาคเจาตรัสรบั คาํ ของพระเถระวา ดูกอนอทุ ายี เธอจงดูตถาคตมคี วามมกั นอ ยเชน ใด. หากมีคาํ ถามวา เพราะเหตุไร พระตถาคตจึงไมท รงกระทําพระองคใ หปรากฏ ทงั้ ไมต รัสคณุ ของพระองค. พงึ ตอบวาไมต รัสกห็ าไม พระองคไ มต รสั คาํ ที่ควรตรสั ดวยคุณมคี วามเปน ผูปรารถนานอยเปน ตน เพราะเหตุแหงลาภมีจวี รเปนตน . ดวยเหตุนน้ัพระองคจ ึงตรัสคําเปน ตนวา ดกู อนอทุ ายี เธอจงดูความปรารถนานอ ยของตถาคต. ก็พระผูม พี ระภาคเจาทรงอาศยั สัตวผ ทู จ่ี ะตรัสรตู รสั ไวดวยอาํ -นาจเวไนยสตั ว. เหมือนอยา งทีพ่ ระองคต รัสไววา

พระสุตตนั ตปฎก ทีฆนิกาย ปาฏกิ วรรค เลม ๓ ภาค ๑ - หนาที่ 258 อาจารยของเราไมมี บุคคลผเู ชน กบั เราก็ไมมี บุคคลผูเปรียบดวยเรายอ มไมมี ในโลกพรอมทัง้ เทวโลก. คาถาก็ดี พระสูตรก็ดี เปนอนั มากที่เปนเคร่อื งแสดงพระคณุ ของพระตถาคตกค็ วรใหพ ิสดาร อยา งน.ี้ บทวา อภกิ ขฺ ณ ภาเสยยฺ าสิ คือ เธอพึงกลา วบอ ย ๆ. อธบิ ายวาอยาไดกลา วในเวลาเทย่ี วเปนตน เพราะคดิ วา เราไดกลาวในเวลาเชาแลวหรอื อยา ไดกลาวในวันมะรนื น้ีเปน ตน เพราะคิดวา เราไดกลาวในวันน้ีแลว. บทวา ปเวเทสิ คอื กลา วแลว. สองบทวา อมิ สสฺ เวยยฺ ากรณสฺสความวา พระสตู รน้ที า นกลา ววา ไวยากรณ เพราะไมมีคาถา. คําวาอธิวจน คือ ชื่อ. ก็คาํ นี้ พระสังคีตกิ าจารยต ้ังบทไวตง้ั แต คําวา อิติ หิท .คาํ ทีเ่ หลือในทกุ ๆ บท มีเนอ้ื ความชดั เจนแลว แทฉ ะนีแ้ ล. จบ พรรณนาความของสมั ปสาทนยี สูตร ในอรรถกถาทฆี นิกาย ชอื่วา สุมงั คลวลิ าสินี ดว ยประการฉะน.้ี จบ อรรถกถาสัมปสาทนยี สตู ร ที่ ๕

พระสุตตันตปฎ ก ทีฆนิกาย ปาฏกิ วรรค เลม ๓ ภาค ๑ - หนาท่ี 259 ๖. ปาสาทิกสตู ร เร่อื งนคิ ณั ฐนาฏบุตรถึงแกก รรม [๙๔] ขา พเจา (พระอานนทเถระเจา ) ไดส ดบั มาอยางน้ี สมัยหนึ่งพระผมู พี ระภาคเจา ประทบั อยู ณ ปราสาทในสวนอมั -พวนั ของพวกศากยะ มนี ามวา เวธญั ญา ในแควน สกั กะ. กส็ มัยน้นันคิ ณั ฐนาฏบตุ ร ไดถ ึงแกก รรมที่เมืองปาวา ไมนานนกั . เพราะนิคณั ฐ-นาฏบุตรนน้ั ไดถ งึ แกกรรม พวกนิครณฐ จงึ แตกกัน ไดแ ตกแยกกันเปนสองฝา ย เกิดบาดหมางกัน ทะเลาะกนั วิวาทกนั ขึน้ ท่มิ แทงกนั และกันดว ยหอกคือปากอยวู า ทา นไมรูทั่วถงึ ธรรมวนิ ยั นี้ เรารูทัว่ ถึงธรรมวนิ ยันี้ ทา นจกั รทู ว่ั ถึงธรรมวนิ ัยน้ีไดอ ยา งไร ทา นเปน ผูปฏบิ ัติผิด ขาพเจา ปฏบิ ัติถูก ถอ ยคําของขาพเจาเปน ประโยชน ของทานไมเปนประโยชน คาํ ท่คี วรจะกลา วกอน ทา นกลบั กลา วภายหลัง คําท่คี วรจะกลา วภายหลัง ทา นกลบักลาวกอ น สง่ิ ทที่ า นช่ําชองไดผ ันแปรไปแลว ขา พเจาจับผดิ วาทะของทา นไดแลว ขาพเจา ขม ทานไดแ ลว ทานจงถอนวาทะเสยี หรือจงแกไขเสีย ถาสามารถ. เห็นจะมแี ตความตายเทา นน้ั จะเปนไปในพวกอันเตวาสิกของนิ-ตณั ฐนาฏบตุ ร. พวกสาวกของนคิ ณั ฐนาฏบุตรเหลาใดท่เี ปน คฤหัสถน งุ ขาวหมขาว พวกสาวกเหลาน้นั มอี าการเบ่ือหนาย คลาดความรกั รสู ึกทอถอยในพวกอนั เตวาสิกของนิคัณฐนาฏบตุ ร โดยเหตทุ ่ธี รรมวนิ ัยที่นิคัณฐนาฏบตุ รกลาวไวไมด ี ประกาศไวไ มดี ไมเ ปนธรรมวินัย ทน่ี ําผูปฏบิ ัติใหอ อกจากทกุ ข

พระสตุ ตนั ตปฎก ทฆี นิกาย ปาฏิกวรรค เลม ๓ ภาค ๑ - หนาท่ี 260ได ไมเ ปน ไปเพ่อื ความสงบ มิใชธ รรมวินยั อันพระสัมมาสัมพทุ ธะประกาศไว เปน ธรรมวนิ ยั ทีถ่ กู ทาํ ลายเสียแลว เปนธรรมวินัยอันไมมีที่พ่งึ อาศัย. [๙๕] ครง้ั น้นั พระจุนทสมณเุ ทสจาํ พรรษาอยใู นเมืองปาวาไดเขาไปหาทานพระอานนทเถระซง่ึ อยูในสามคาม ครั้นเขาไปหาแลวไดกราบไหวท า นพระอานนทเถระเจาแลวน่งั ณ ทค่ี วรสวนขางหนง่ึ . คร้นัแลวไดก ลาวกะทา นพระอานนทเถระเจา วา ขา แตพ ระคณุ เจา นิคัณฐ-นาฎบตุ ร ไดถงึ แกก รรมเสยี แลว ทีเ่ มืองปาวา เมือ่ ไมนานมาน้ี เพราะนคิ ณั ฐ-นาฏบตุ รถึงแกก รรม พวกนิครณฐแตกกนั เกิดแยกเปน สองพวก ฯลฯโดยเหตุท่ธี รรมวินัยทน่ี คิ ณั ฐนาฏบุตรกลา วไวไมด ี ประกาศไวไมด ี ไมเปน ธรรมวินยั ท่ีจะนาํ ผูป ฏบิ ัตใิ หออกจากทุกขได ไมเ ปนไปเพอ่ื ความสงบไมใชธ รรมวนิ ยั ท่ีทานผูเปนสมั มาสมั พทุ ธะประกาศไว เปน ธรรมวินยั ท่ถี ูกทาํลายเสยี แลว เปน ธรรมวินยั ไมมที พ่ี ่งึ อาศยั . เมือ่ พระจุนทสมณเุ ทสกลาวอยา งนแี้ ลว ทานพระอานนทไ ดกลาวกะพระจนุ ทสมณเทสวา ดูกอ นอาวโุ สจุนทะ มมี ูลเหตุแหงถอ ยคาํ น้ี เพือ่ เฝา พระผมู พี ระภาคเจา อาวโุ สจนุ ทะมาเถิด เราจักเขา ไปเฝา พระผูมีพระภาคเจา ณ ท่ีประทบั แลวพึงกราบทลูเรื่องนี้ แดพ ระผมู พี ระภาคเจา. พระจนุ ทาสมณเุ ทสรบั คาํ ของทานพระอานนทเถระเจา แลว . ครงั้ นน้ั ทานพระอานนทเถระเจา และพระจนุ ทสมณเุ ทส ไดพากนั เขาไปเฝา พระผมู พี ระภาคเจา ถึงที่ประทบั ไดก ราบถวายบังคมพระผูม พี ระภาคเจาแลวจงึ นงั่ ณ ที่ควรสวนขา งหน่ึง. ทา นพระอานนท-

พระสุตตันตปฎ ก ทีฆนิกาย ปาฏิกวรรค เลม ๓ ภาค ๑ - หนาท่ี 261เถระเจา ไดก ราบทูลพระผูมีพระภาคเจาวา ขา แตพ ระองคผ ูเจรญิ พระจุนทสมณุเทสน้ีไดบ อกวา นคิ ัณฐนาฏบุตรไดถึงแกก รรมเสยี แลว เม่ือไมนานมานี้ เพราะนิคัณฐนาฏบตุ รถงึ แกก รรม พวกนคิ รณฐแตกกนั เกิดแยกเปน สองพวก ฯลฯ โดยเหตุท่ธี รรมวินัยที่นคิ ัณฐนาฏบุตรกลาวไวไมด ี ประกาศไวไมดี ไมเปนธรรมวินัยทีจ่ ะนาํ ผปู ฏบิ ัติใหออกจากทกุ ขได ไมเ ปนไปเพ่อื ความสงบ ไมใชธ รรมวนิ ัยทีท่ า นผเู ปน สัมมาสมั พุทธะประกาศไว เปนธรรมวนิ ัยทถ่ี กู ทาํ ลายเสียแลว เปนธรรมวินัยไมม ีทีพ่ งึ่พาอาศัย. วาดว ยธรรมวนิ ยั ท่กี ลา วไวไ มดี [๙๖] พระผมู ีพระภาคเจาตรัสวา ดูกอ นจนุ ทะ ขอนย้ี อ มเปนอยา งนน้ั ในธรรมวินัยทีศ่ าสดากลา วไวไมดี ประกาศไวไมดี ไมเปน ธรรม-วนิ ัยทจ่ี ะนาํ ผูปฏบิ ัติใหอ อกไปจากทุกขได ไมเ ปนไปเพ่ือความสงบ ไมใ ชธรรมวนิ ยั ท่ีสัมมาสมั พุทธะประกาศไว. ดูกอนจนุ ทะ ศาสดาในโลกนี้ไมเปน สัมมาสัมพทุ ธะ และธรรมก็เปนธรรมที่ศาสดาน้นั กลา วไวไมด .ี ประกาศไวไ มดี ไมเปน ธรรมทีจ่ ะนําผปู ฏบิ ตั ิใหออกไปจากทกุ ขไ ด ไมเ ปนไปเพอ่ืความสงบ ไมใชธรรมท่ที า นผูเปน สมั มาสมั พุทธะประกาศไว และ สาวกไมเปนผูปฏบิ ัตธิ รรมสมควรแกธ รรมในธรรมน้ันอยู ไมเปนผปู ฏิบตั ิชอบ ไมเ ปน ผปู ระพฤติตามธรรม และประพฤตหิ ลีกเลยี่ งจากธรรมนัน้ สาวกนั้นควรท่ใี คร ๆ จะกลา วไดอยา งนี้วา ดกู อ นผมู ีอายุเปนลาภของทาน ทา นไดด แี ลว ศาสดาของทา นไมเปนสมั มาสัมพทุ ธะและธรรมกเ็ ปนธรรมที่ศาสดาน้นั กลาวไวไ มดี ประกาศไวไ มดี ไมเปนธรรมทจี่ ะนาํ ผปู ฏบิ ตั ใิ หออกไปจากทุกขได ไมเปนเพอื่ ความสงบ ไมใช

























พระสตุ ตันตปฎ ก ทฆี นิกาย ปาฏิกวรรค เลม ๓ ภาค ๑ - หนาที่ 274 [๑๑๐] ดูกอ นจุนทะ ถา สพรหมจารีสงฆ แมอ ื่นอกี พึงกลาวธรรม หากวาในภาษติ ของสพรหมจารีนั้น จะพงึ มคี าํ อยางน้แี กพ วกเธอวา ทานผูมอี ายนุ ีแ้ ล ถอื เอาอรรถผดิ ยกพยญั ชนะท้งั หลายชอบดงั น้ี.เธอทัง้ หลายไมพงึ ยินดี ไมพ ึงคัดคา น ตอ สพรหมจารีนัน้ . คร้ันไมย นิ ดีไมคดั คา นแลว พวกเธอพงึ กลา วกะสพรหมจารีนั้นอยา งน้ีวา ดูกอ นผมู ีอายุ อรรถนี้ หรืออรรถนนั้ ของพยญั ชนะเหลา น้ี อยา งไหนจะสมควรกวา กัน. หากวา สพรหมจารนี นั้ พงึ กลา วอยางน้ีวา อรรถนแี้ หละของพยญัชนะเหลา นส้ี มควรกวา พวกเธอไมควรยกยอ ง ไมค วรรุกราน สพรหม-จารนี นั้ ครน้ั ไมยกยอ ง ไมร ุกรานแลว พวกเธอควรใหส พรหมจารนี นั้ รูดว ยดีเพือ่ ไตรต รองอรรถนั้น. [๑๑๑] ดกู อนจุนทะ ถาสพรหมจารสี งฆแ มอนื่ อีก พึงกลาวธรรม หากวาในภาษติ ของสพรหมจารนี นั้ จะพงึ มคี าํ อยา งน้ีแกพ วกเธอวา ทานผูมอี ายนุ ้ีแล ถอื เอาอรรถชอบ ยกพยัญชนะทัง้ หลายผิดดงั น.ี้พวกเธอทงั้ หลายไมค วรยินดี ไมควรคดั คา นตอสพรหมจารนี ัน้ . พวกเธอควรกลาวกะสพรหมจารีน้นั อยางนี้วา ดูกอ นผมู อี ายุ พยัญชนะเหลา น้ีหรอื พยัญชนะเหลา นน้ั ของอรรถน้ี เหลา ไหนจะสมควรแกก นั . หากวาสพรหมจารีน้นั พงึ กลาวอยางนีว้ า พยญั ชนะเหลานี้แหละของอรรถน้แี ลสมควรกวา . พวกเธอไมควรยกยอง ไมควรรุกราน สพรหมจารีน้นั .พวกเธอควรใหส พรหมจารีนั้น รดู วยดี เพ่ือไตรต รองพยญั ชนะเหลา นัน้ . [๑๑๒] ดกู อ นจนุ ทะ หากสพรหมจารีสงฆ แมอ ื่นอีก พงึกลา วธรรม หากวา ในภาษติ ของสพรหมจารนี น้ั จะพงึ มคี าํ อยางนแ้ี กพวกเธอวา ทานผมู อี ายนุ แี้ หละ ถอื เอาอรรถชอบ ยกพยญั ชนะทงั้ หลาย

พระสุตตนั ตปฎ ก ทฆี นกิ าย ปาฏกิ วรรค เลม ๓ ภาค ๑ - หนาท่ี 275ชอบดังนี.้ พวกเธอควรยินดี ควรอนโุ มทนาภาษติ ของพรหมจารนี ้นั วาดแี ลว พวกเธอควรกลาวกะสพรหมจารีนั้นอยางน้ีวา ดกู อ นผูมีอายุ เปนลาภของเราทัง้ หลาย พวกเราไดดีแลว ทีพ่ วกเราจกั ระลึกถึงทานผมู ีอายุ ผเู ปน สพรหมจารี เชนทานผูเ ขา ถงึ อรรถเขา ถงึ พยญั ชนะอยางนี้ ดงั น้ี.วาดว ยการแสดงธรรมเพือ่ ปด กั้นอาสวะ [๑๑๓] ดกู อนจนุ ทะ เราไมแสดงธรรมเพื่อปด กน้ั อาสวะทงั้หลายทเี่ ปน ไปในปจจุบนั แกพ วกเธอเทา น้ัน ดูกอนจนุ ทะ อนึง่ เราไมแสดงธรรม เพอื่ กาํ จดั อาสวะท้ังหลายที่เปน ไปในสัมปรายภพเทานนั้ แตเราแสดงธรรมเพ่ือปดก้ันอาสวะทงั้ หลายทเ่ี ปนไปในปจจบุ ันดวย เพอื่ กําจดัอาสวะทง้ั หลายทีเ่ ปน ไปในสัมปรายภพดวย. ดกู อ นจุนทะ เพราะฉะนนั้แล เราอนุญาตจวี รแกพ วกเธอกเ็ พยี งเพ่ือเปน เครอ่ื งบําบดั หนาว บาํ บดัรอ น บาํ บดั สมั ผสั แหง เหลือบยุง ลมแดดและสัตวเลอ้ื ยคลาน เพยี งเพอ่ืเปน เครอ่ื งปกปดอวยั วะอนั ยังความละอายใหกําเรบิ เราอนญุ าตบิณฑบาตแกพ วกเธอกเ็ พยี งเพือ่ ใหก ายดํารงอยไู ด ใหก ายเปนไปได ใหค วามลาํ บากสงบ เพื่ออนเุ คราะหพ รหมจรรย ดวยคิดวา เราจักบรรเทาเวทนาเกา จักไมใ หเ วทนาใหมเ กดิ ข้ึน ดว ยประการดังน้ี ความเปนไปแหงชวี ติ ความเปนผูไ มมโี ทษ และความอยูสบาย จกั มีแกเรา เราอนญุ าตเสนาสนะแกพ วกเธอ ก็เพียงเพ่อื บําบดั หนาว บาํ บัดรอ น บาํ บดั สัมผัสแหงเหลอื บยงุ ลม แดด และสัตวเล้อื ยคลาน เพียงเพ่อื เปนเคร่ืองบรรเทาอัน-ตรายอันเกิดแตฤดู เพ่อื ความยนิ ดีในการหลีกออกเรน อยู เราอนุญาตคลิ านปจ จยั เภสชั บรขิ ารแกพ วกเธอ ก็เพยี งเพื่อกําจัดเวทนาอนั เกดิ แตอาพาธตา ง ๆ ท่ีเกดิ ขึ้นแลว เพ่ือความไมลาํ บากอยางนี้ ดังน.ี้

พระสตุ ตนั ตปฎก ทฆี นิกาย ปาฏกิ วรรค เลม ๓ ภาค ๑ - หนาที่ 276 [๑๑๔] ดกู อนจนุ ทะ ขอนนั้ เปน ฐานะท่จี ะมีได คือการที่พวกปริพาชกอญั ญเดยี รถยี พงึ กลา วอยางน้วี า พวกสมณะศากยบุตรเปนผูขวนขวายในการประกอบตนใหต ดิ อยใู นความสุขดังน.้ี ดกู อ นจนุ ทะพวกเธอควรกลาวกะปรพิ าชกอญั ญเดยี รถียผ กู ลาวอยา งน้นั อยา งนวี้ า ดูดกู อ นผมู อี ายุ การประกอบตนใหตดิ ในความสขุ เปนไฉน เพราะการประกอบตนใหต ิดอยใู นความสุขมีมากมายหลายอยาง ๆ กัน. ดูกอนจนุ ทะ การประกอบตนใหตดิ เนอ่ื งอยใู นความสขุ ๔ อยางเหลา น้ี เปนของเลว เปน ของชาวบาน เปนของปุถชุ น มิใชของพระอริยะ ไมประกอบดว ยประโยชน ไมเ ปนไปเพื่อความเบอื่ หนาย เพ่ือคลายความกาํ หนดั เพ่ือความดับ เพื่อความสงบ เพอื่ ความรยู งิ่ เพอื่ ความตรสั รูเพอ่ื พระนพิ พาน. ๔ อยางเปน ไฉน. ดกู อ นจนุ ทะ คนพาลบางคนในโลกนี้ ฆา สัตวย ังตนใหถงึ ความสขุ ใหเ อบิ อมิ่ อยู ขอนเ้ี ปน การประกอบตนใหต ิดในความสขุ ขอท่ี ๑ คนพาลบางคนในโลกน้ี ถือเอาสิ่งของที่เจาของไมไ ดใ หแ ลวยงั ตนใหถึงความสุข ใหเอิบอ่ิมอยู ขอนเ้ี ปน การประกอบตนใหต ดิ อยูในความสขุ ขอท่ี ๒ คนพาลบางคนในโลกนี้ กลา วคําเท็จแลวยังตนใหถ งึ ความสขุ ใหเ อิบอมิ่ อยู ขอนเี้ ปนการประกอบตนใหตดิ อยูในความสุขขอที่ ๓ คนพาลบางคนในโลกนี้ เปน ผูเพรียบพรอมพรง่ั พรอ มบาํ เรออยูดวยกามคณุ ทงั้ ๕ ขอ นเี้ ปน การประกอบตนใหติดอยูในความสขุ ขอที่ ๔. ดกู อนจนุ ทะ การประกอบตนใหค ดิ อยูในความสุข ๔ ประการเหลานี้ เปน ของเลว เปน ของชาวบาน เปน ของปถุ ชุ นมใิ ชข องพระอรยิ ะ ไมป ระกอบดว ยประโยชน ไมเ ปนไปเพอ่ื ความเบอ่ืหนาย เพ่ือคลายความกาํ หนัด เพื่อความดับ เพ่ือความสงบ เพ่อื ความรูยงิ่ เพ่อื ความตรสั รู เพื่อพระนิพพาน.

พระสตุ ตันตปฎ ก ทีฆนิกาย ปาฏกิ วรรค เลม ๓ ภาค ๑ - หนา ที่ 277วาดว ยการประกอบตนใหตดิ ความสขุ ๔ อยา ง [๑๑๕] ดูกอ นจุนทะ ขอ นนั้ เปนฐานะทจี่ ะมไี ด คอื การที่พวกปริพาชกอญั ญเดยี รถยี พึงกลาวอยา งนวี้ า พวกสมณะศากยบุตร เปนผูข วนขวายในการประกอบตนใหตดิ อยูในความสุข ๔ อยางเหลาน้ี ดังน.้ีพวกเธอควรกลา วกะพวกปรพิ าชกอญั ญเดยี รถยี เ หลาน้นั วา พวกทานอยากลาวอยา งน้ีเลย พวกปรพิ าชกอัญญเดยี รถียเหลาน้นั เม่ือจะกลาวชอบไมค วรกลา วแกพ วกเธอหามิได พวกปริพาชกอัญญเดียรถยี เหลานั้นพงึกลาวตพู วกเธอดวยส่งิ ทีไ่ มม ไี มเปนจริง หามไิ ด. ดกู อนจุนทะ การประกอบตนใหต ดิ อยใู นความสขุ ๔ ประการเหลา น้ี ยอมเปน ไปเพอ่ืความเบื่อหนาย เพื่อคลายความกาํ หนดั เพื่อความดับ เพือ่ ความสงบเพื่อความรูย ิ่ง เพือ่ ความตรัสรู เพอื่ พระนิพพาน โดยสว นเดยี วเปน ไฉน ดกู อ นจนุ ทะ ภิกษใุ นธรรมวินยั นี้ สงดั จากกาม สงดัจากอกศุ ลธรรม บรรลุปฐมฌาน มวี ิตก มวี ิจาร มปี ต แิ ละสขุ เกดิ แตวเิ วกอยูขอ น้เี ปน การประกอบตนใหต ิดอยูใ นความสุขขอ ท่ี ๑ ภกิ ษบุ รรลทุ ตุ ิยฌานมีความผองใสแหง จิตในภายใน เปน ธรรมเอกผุดขึ้น เพราะวิตกวจิ ารสงบไมม วี ติ ก ไมมีวิจาร มีปติและสขุ อันเกิดแตส มาธอิ ยู ขอนเี้ ปน การประกอบตนใหต ิดอยใู นความสุขขอที่ ๒ ภิกษุมีอุเบกขา มีสติ มีสมั ปชญั ญะเสวยสุขดวยกายเพราะปต ิสน้ิ ไป บรรลตุ ตยิ ฌานท่พี ระอริยเจา ทั้งหลายสรรเสรญิ วา ผูไดฌานน้ี เปนผุมอี ุเบกขา มีสติ เปน สุขอยู ขอนเี้ ปนการประกอบตนใหตดิ อยูใ นความสขุ ขอ ท่ี ๓ ภกิ ษุบรรลจุ ตตุ ถฌาน ไมมีทุกข ไมม สี ุข เพราะละสุข ละทุกข และดบั โสมนัสโทมนัสกอ น ๆไดมีอเุ บกขาเปน เหตุใหสตบิ รสิ ทุ ธิ์อยู ขอ นี้เปนการประกอบตนใหติดอยูใ นสขุ ขอ ที่ ๔.

พระสตุ ตันตปฎก ทฆี นกิ าย ปาฏิกวรรค เลม ๓ ภาค ๑ - หนาท่ี 278 ดูกอ นจุนทะ การประกอบตนใหตดิ อยใู นความสขุ ๔ ประการเหลานีแ้ ล ยอมเปนไปเพอื่ ความเบ่ือหนา ย เพื่อคลายความกําหนดั เพอ่ืความดบั เพือ่ ความสงบ เพอื่ ความรูย ิง่ เพ่อื ความตรัสรู เพอ่ื พระนพิ -พานโดยสว นเดียว. ดกู อนจนุ ทะ ขอนี้กเ็ ปนฐานะที่จะมีได คอื การท่ีพวกปริพาชกอัญญเดยี รถีย พึงกลาวอยางนี้วา พวกสมณะศากยบุตรเปนผูขวนขวายในการประกอบตนใหตดิ อยูในความสุข ๔ ประการเหลา นแ้ี ลดงั นี้. พวกเธอควรกลา วกะปรพิ าชกอญั ญเดียรถียเ หลา น้นั อยางน้ี พวกปริพาชกอัญญเดียรถียเ หลาน้ัน เมื่อจะกลา วกะพวกเธอ พงึ กลาวไดโ ดยชอบ พวกปริพาชกอญั ญเดียรถยี เหลานน้ั พงึ กลาวตกู ะพวกเธอดว ยส่งิไมม ีจริง ไมเ ปนจริง หามไิ ด. วา ดวยอานิสงส ๔ [๑๑๖] ดกู อนจนุ ทะ ขอน้กี เ็ ปนฐานะท่จี ะมไี ด คอื การทพ่ี วกปรพิ าชกอญั ญเดยี รถียพึงกลาวอยางนวี้ า ดูกอนผูมีอายุ ก็เมือ่ พวกทานประกอบตนใหตดิ อยใู นความสุข ๔ ประการ เหลานี้ พวกทานพงึ หวงั ไดผลกีป่ ระการ อานิสงสก ี่ประการ. ดูกอ นจนุ ทะ พวกทานควรกลาวกะปรพิ าชกอัญญเดยี รถยี อ ยา งนี้วา ดูกอ นผูมีอายะ เมอื่ พวกเราประกอบตนใหติดอยูในความสุข ๔ ประการเหลานี้ พวกเราพึงหวงั ไดผล ๔ ประการอานสิ งส ๔ ประการ. ผล ๔ อานิสงส ๔ เปน ไฉน. ดูกอนผูมอี ายุภิกษใุ นธรรมวนิ ัยนี้ จะเปนพระโสดาบนั มอี ันไมต กต่ําเปน ธรรมดาเปนผเู ทย่ี งมีอันจะตรสั รใู นภายหนา เพราะสังโยชน ๓ ส้ินไป ขอน้ีเปนผลประการที่ ๑ เปน อานสิ งสประการท่ี ๑ ภกิ ษุจะเปน พระสกทาคามีมาสูโลกนค้ี ราวเดียวเทานน้ั แลวจะทําทีส่ ุดแหงทุกข เพราะสงั โยชน

พระสุตตันตปฎก ทฆี นกิ าย ปาฏกิ วรรค เลม ๓ ภาค ๑ - หนา ที่ 279๓ สนิ้ ไป และราคะ โทสะ โมหะ เบาบางลง ขอ นเี้ ปน ผลประการที่ ๒เปน อานิสงสป ระการท่ี ๒. ภกิ ษจุ ะเปน อุปปาตกิ ะ (เปน อนาคาม)ี ผูจะปรินิพพานในภพนน้ั เปน ผูไ มตองกลับมาจากโลกนนั้ เปน ธรรมดาเพราะสังโยชนเบอื้ งต่ําทง้ั ๕ สิน้ ไป ขอนี้เปนผลประการที่ ๓ เปนอานสิ งสประการที่ ๓ ภิกษุทําใหแ จงซึง่ เจโตวมิ ตุ ติ ปญญาวิมตุ ติ อนั หาอาสวะมิไดเพราะอาสวะท้งั หลายสนิ้ ไป ดวยปญญาอนั ย่ิงดวยตนเอง ในปจ จบุ นั เขาถงึ อยู ขอ น้ีเปนผลประการท่ี ๔ เปนอานิสงสประการท่ี ๔. ดูกอ นผูมีอายุ เมือ่ พวกเราเปน ผูประกอบตนใหต ิดคอยูในความสุข ประการเหลาน้แี ล พวกเราพงึ หวังไดผ ล ๔ ประการ อานิสงส ๔ ประการ ดังน้ี. วา ดว ยผไู มค วรลว งฐานะ ๙ [๑๑๗] ดกู อ นจุนทะ ขอนน้ั เปนฐานะทจ่ี ะมีได คอื การทพ่ี วกปรพิ าชกอญั ญเดยี รถยี พ ึงกลา วอยางน้ีวา พวกสมณะศากยบตุ ร เปน ผูมีธรรมไมต งั้ ม่นั แลว . ดูกอ นจุนทะ พวกเธอควรกลา วกะพวกปริพาชกอญั ญเดยี รถีย ผมู วี าทะอยางน้ีวา ดกู อนผูม อี ายุ ธรรมท้ังหลายอนั พระผมู ีพระภาคเจาผูทรงรูทรงเห็น ผเู ปน พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจา ทรงแสดงแลว ทรงบัญญตั ิแลว แกส าวกทง้ั หลาย เปน ธรรมอันพวกสาวกไมควรกา วลวงตลอดชวี ติ มีอยแู ล. ดูกอนผมู อี ายุ เสาเขอื่ นหรือเสาเหลก็ มรี ากอนั ลกึ ปกไวดแี ลว ไมห วัน่ ไหว ไมส่นั สะเทอื น ฉันใด ธรรมทัง้ หลายอนั พระผมู พี ระภาคเจา ผูท รงรทู รงเหน็ ผูเ ปนพระอรหนั ตสมั มาสัมพทุ ธเจาทรงแสดงแลว ทรงบญั ญัติแลว แกสาวกท้ังหลาย เปน ธรรมอนั สาวกไมกาวลว งตลอดชวี ติ ฉนั นน้ั เหมอื นกนั แล. ดูกอนผูมอี ายุ ภิกษุใด เปนพระอรหนั ตขณี าสพ อยูจบพรหมจรรยแ ลว มีกิจทค่ี วรทํา ทําเสรจ็ แลว

พระสตุ ตันตปฎก ทฆี นกิ าย ปาฏกิ วรรค เลม ๓ ภาค ๑ - หนา ที่ 280ปลงภาระไดแลว บรรลปุ ระโยชนตนแลว มสี ังโยชนใ นภพส้นิ แลว เปนผพู นั แลวเพราะรูชอบ ภกิ ษนุ ั้นไมควรประพฤติลว งฐานะ ๙ ประการ.ดกู อ นผมู อี ายุ ภิกษผุ ูเปนขีณาสพ ไมค วรจงใจปลงสตั วจ ากชวี ิต ไมควรถือเอาสิง่ ของท่ีเจา ของมไิ ดให ซง่ึ นับวาเปน ขโมย ไมควรเสพเมถุนไมค วรกลาวคาํ เท็จทง้ั ที่รู ไมควรบริโภคกามทที่ ําความสัง่ สม เหมือนอยา งตนเปนผคู รองเรอื นในกาลกอ น ไมควรถงึ ฉนั ทาคติ ไมควรถึงโทสาคติไมควรถงึ โมหาคติ ไมค วรถึงภยาคต.ิ ดูกอ นผูมอี ายุ ภกิ ษุใดเปนพระอรหันตขณี าสพ อยจู บพรหมจรรยแ ลว มกี จิ ท่คี วรทํา ทาํ เสร็จแลวปลงภาระไดแลว บรรลปุ ระโยชนตนแลว มีสังโยชนใ นภพหมดส้นิ แลวเปน ผูพ นั แลว เพราะความรชู อบ ภิกษุน้นั เปนผไู มค วรประพฤติลว งฐานะ ๙ ประการเหลาน.้ี [๑๑๘] ดูกอ นจุนทะ ขอ น้นั เปนฐานะที่จะมไี ด คือการที่ปริพาชกอญั ญเดยี รถยี  พงึ กลาวอยางนวี้ า พระสมณโคดมปรารภกาลนานท่เี ปน อดีต บญั ญัติญาณทสั สนะอนั หาฝง มไิ ด แตห าไดปรารภกาลนานที่เปนอนาคต บัญญตั ิญาณทสั สนะอันหาฝงมไิ ดไม เพราะเหตไุ รจงึ ทรงบญั ญตั เิ ชนนั้น การทท่ี รงบัญญตั ิเชน นัน้ เปน อยางไรเลา . พวกปรพิ าชกอัญญเดียรถยี เ หลา นั้น ยอมสาํ คญั สิ่งท่พี งึ บัญญตั ิอนั ไมใชญาณทสั สนะ. ซึง่เปน อยา งอืน่ ดวยญาณทัสสนะซงึ่ เปนอยา งอน่ื เหมอื นคนโง ไมฉลาดฉะนนั้ . ดูกอนจุนทะ สตานุสาริญาณ ปรารภกาลนานที่เปน อดตี ยอ มมีแกต ถาคต ยอ มระลกึ ไดต ลอดกาล มีประมาณเทา ท่ีตนหวัง และญาณ

พระสุตตนั ตปฎก ทีฆนกิ าย ปาฏกิ วรรค เลม ๓ ภาค ๑ - หนา ท่ี 281อันเกดิ แตค วามตรสั รู ยอ มเกดิ ขน้ึ แกตถาคต เพราะปรารภกาลนานท่เี ปนอนาคตวา ชาติน้ีมใี นท่สี ุด บดั น้ีภพใหมย อ มไมมี ดงั น้ี. วา ดว ยเหตทุ ี่มพี ระนามวา ตถาคต [๑๑๙] ดูกอนจุนทะ แมห ากวา ส่งิ ทเ่ี ปนอดตี ไมเ ปนจริงไมแท ไมประกอบดว ยประโยชน ตถาคตกไ็ มพ ยากรณสิ่งน้นั . ดูกอนจุนทะ แมหากวาสิง่ ท่เี ปน อดีตเปนของจริง เปน ของแท ประกอบดว ยประโยชน ตถาคตยอมเปน ผรู กู าลในสิ่งนนั้ เพือ่ พยากรณปญหานนั้ .ดกู อนจุนทะ แมห ากวา สิง่ ท่เี ปน อนาคตไมเปน จรงิ ไมเปนของแท ไมประกอบดว ยประโยชน ตถาคตกไ็ มพยากรณส ิง่ นั้น. ดกู อ นจุนทะ แมหากวา สง่ิ ที่เปน อนาคตเปนของจรงิ เปน ของแท แตไมประกอบดวยประ-โยชน ตถาคตก็ไมพ ยากรณแมส ิ่งนนั้ . ดูกอ นจนุ ทะ แมหากวา สง่ิ ท่ีเปน อนาคต เปนของจริงเปนของแท ประกอบดวยประโยชน ตถาคตยอ มเปนผรู ูกาลในสิง่ น้ัน เพอ่ื พยากรณป ญหานัน้ . ดกู อนจนุ ทะ แมหากวา สงิ่ ทเี่ ปนปจจบุ นั ไมเ ปน ของจริง ไมเปนของแท ไมป ระกอบดวยประโยชนตถาคตยอ มไมพ ยากรณสง่ิ นน้ั ดูกอนจนุ ทะ แมห ากวา สง่ิ ท่ีเปนปจจบุ นัเปนของจรงิ เปนของแท แตไ มประกอบดวยประโยชน ตถาคตก็ไมพยากรณแมส ง่ิ นนั้ ดกู อนจุนทะ แมห ากวา สง่ิ ท่ีเปนปจจบุ นั เปน ของจริง เปนของแท ประกอบดว ยประโยชน ตถาคตยอมเปน ผูร กู าลในสงิ่ นน้ั เพื่อพยากรณป ญหานั้น. ดว ยเหตดุ งั น้แี ล จุนทะ ตถาคตเปนกาลวาที เปนสัจจวาที เปน ภูตวาที เปนอัตถวาที เปน ธรรมวาที เปนวนิ ัยวาที ในธรรมท้ังหลายท้ังทเี่ ปน อดีต อนาคต และปจจบุ ัน เพราะฉะนัน้ชาวโลกจึงเรียกวา ตถาคต ดว ยประการฉะน.ี้

พระสุตตันตปฎ ก ทีฆนกิ าย ปาฏิกวรรค เลม ๓ ภาค ๑ - หนาท่ี 282 [๑๒๐] ดูกอนจุนทะ ส่ิงใดที่ชาวโลกพรอ มทัง้ เทวโลกมารโลกหรหมโลก อันหมูสตั วพรอ มดว ยสมณพราหมณ เทวดามนุษยเห็นแลวฟง แลว ทราบแลว รูแจง แลว บรรลุแลว แสวงหาแลว ตรองตามแลวดวยใจ สงิ่ น้นั ตถาคตไดตรสั รยู ่งิ แลว โดยชอบ เพราะฉะนน้ั ชาวโลกจงึเรียกวา ตถาคต. ดกู อ นจุนทะ ตถาคตยอ มตรัสรูอนุตตรสัมมาสมั โพธิญาณในราตรีใดกด็ ี ยอ มปรินิพพานดว ยอนปุ าทิเสสนิพพานธาตุ ในราตรี ใดกด็ ี ตถาคตยอมกลาว ยอ มแสดงซงึ่ ส่งิ ใดในระหวางน้ี สง่ิ น้ันท้ังหมดยอ มเปน อยา งนน้ัทีเดยี ว ยอ มไมเ ปนอยางอนื่ เพราะฉะน้ันชาวโลกจึงเรยี กวา ตถาคต. ดกู อนจุนทะ ตถาคตเปนผุกลาวอยางใด ทําอยา งนั้น เปนผทู ําอยา งใดกลา วอยา งนน้ั ดวยเหตนุ ้ี ตถาคตช่ือวา เปนผูกลาวอยา งใด ทําอยา งน้นั หรือเปนผทู าํ อยา งใด กลา วอยางน้ัน เพราะฉะนนั้ ชาวโลกจึงเรียกวา ตถาคต. ตถาคตเปน ผูใหญยง่ิ ไมมผี ใู หญยิง่ กวา เปนผูเ ห็นถองแท เปน ผกู มุ อํานาจ ในโลกพรอมทงั้ เทวโลก มารโลก พรหมโลก ในหมสู ตั วพรอ มทง้ั สมณพราหมณ เทวดามนษุ ย เพราะฉะนนั้ ชาวโลกจึงเรยี กวา ตถาคต ดงั น้.ี วาดว ยทิฏฐติ าง ๆ [๑๒๑] ดูกอ นจนุ ทะ ขอนั้นเปนฐานะทีจ่ ะมีได คือการทีพ่ วกปรพิ าชกอัญญเดียรถียพงึ กลาวอยางน้วี า ดกู อ นผมู ีอายุ เบ้อื งหนาแตมรณะสัตวยอมมสี ิ่งน้แี หละจรงิ ส่ิงอื่นเปลา หรอื หนอ ดงั น.้ี ดกู อนจุนทะ พวกเธอควรกลา วกะปรพิ าชกอญั ญเดียรถียผ มู วี าทะอยา งนว้ี า ดูกอนผมู อี ายุพระผูมีพระภาคเจา มิไดท รงพยากรณไววา เบื้องหนา แตมรณะ สัตว

พระสตุ ตนั ตปฎ ก ทฆี นกิ าย ปาฏิกวรรค เลม ๓ ภาค ๑ - หนา ท่ี 283ยอมมีสิง่ นแ้ี หละจรงิ สิง่ อ่ืนเปลา. ดกู อ นจนุ ทะ ขอนี้เปน ฐานะทจ่ี ะมีได คอื การท่พี วกปริพาชกอัญญเดียรถียพ ึงกลา วอยางน้ีวา ดูกอนผมู ีอายุก็เบอื้ งหนาแตมรณะ สตั วย อ มไมมี สงิ่ นีแ้ หละจรงิ ส่งิ อ่นื เปลาหรอื ดังน.้ีดูกอนจนุ ทะ พวกเธอพึงกลาวกะพวกปรพิ าชกอัญญเดยี รถีย ผูมวี าทะอยางนัน้ วา ดกู อนผูม อี ายุ แมข อ นีพ้ ระผมู ีพระภาคเจา ก็มิไดท รงพยากรณไวว า เบ้ืองหนาแตม รณะ สัตวยอ มไมมี ส่ิงนแี้ หละจรงิ สงิ่ อน่ื เปลา .ดกู อ นจนุ ทะ ขอนเ้ี ปนฐานะท่ีจะมีได คอื การที่พวกปริพาชกอญั ญเดียรถยี พงึ กลาวอยา งน้ีวา ดูกอ นผูมีอายุ กเ็ บ้อื งหนา แตม รณะ สัตวยอมมดี วยยอมไมม ีดวย สิง่ น้ีแหละจรงิ สง่ิ อืน่ เปลาหรือดงั น้.ี ดูกอ นจุนทะ พวกเธอควรกลา วกะปริพาชกอญั ญเดยี รถยี ผ มู ีวาทะอยางน้วี า ดูกอ นผูมีอายุแมข อ นีพ้ ระผมู ีพระภาคเจาก็มิไดท รงพยากรณไ ววา เบอื้ งหนา แตมรณะสัตวยอ มมดี วย ยอมไมมดี ว ย สง่ิ นแี้ หละจริง สิง่ อนื่ เปลา. ดูกอ นจุนทะขอน้ีกเ็ ปน ฐานะท่ีจะมีได คอื การทพ่ี วกปริพาชกอัญญเดยี รถียพ งึ กลา วอยา งนวี้ า ดกู อ นผูมอี ายุ กเ็ บ้อื งหนาแตมรณะ สัตวย อมมีหามไิ ด ยอมไมมีก็หามิได สง่ิ นแ้ี หละจรงิ สง่ิ อืน่ เปลาหรือดังนี.้ ดกู อ นจนุ ทะ พวกเธอควรกลาวกะพวกปริพาชกอญั ญเดยี รถยี ผ มู ีวาทะอยางนว้ี า ดกู อ นผูมีอายุแมขอ นีพ้ ระผูมีพระภาคเจา ก็มไิ ดทรงพยากรณไวว า เบอื้ งหนา แตม รณะสตั วยอ มมกี ็หามิได ยอมไมมกี ห็ ามิได ส่ิงนแ้ี หละจริง ส่งิ อ่นื เปลาดังน้.ี [๑๒๒] ดกู อ นจนุ ทะ ขอนี้กเ็ ปน ฐานะทจ่ี ะมไี ด คอื การที่พวกปรพิ าชกอญั ญเดียรถยี พึงกลาวอยา งน้วี า ดูกอ นผมู ีอายุ ก็เพราะเหตไุ รขอนพ้ี ระสมณโคดมจึงไมท รงพยากรณไ วเลา . ดูกอนจนุ ทะ พวกเธอควรกลาวกะพวกปรพิ าชกอัญญเดยี รถียผมู ีวาทะอยา งน้นั อยางน้วี า ดกู อ นผมู ี

พระสุตตันตปฎก ทีฆนกิ าย ปาฏิกวรรค เลม ๓ ภาค ๑ - หนา ที่ 284อายุ เพราะวา ขอนไี้ มป ระกอบดวยอรรถ ไมประกอบดวยธรรม ไมเปน เบื้องตน แหง พรหมจรรย ไมเปน ไปเพือ่ คลายความกําหนัด เพอ่ื ความดบั เพอ่ื ความสงบ เพอื่ ความรยู ิ่ง เพื่อพระนพิ พาน โดยสว นเดียว ฉะนั้นขอ นี้พระผูม ีพระภาคเจา จึงมิไดทรงพยากรณไว. ดกู อนจุนทะ ขอน้ีก็เปน ฐานะท่ีจะมีได คอื การทพ่ี วกปริพาชกอัญ-ญเดยี รถียเหลานนั้ พงึ กลา ววา ดกู อนผูมีอายุ ก็พระสมณโคดมทรงพยากรณไวอ ยางไรเลา. ดูกอนจนุ ทะ พวกเธอควรกลา วกะปรพิ าชกอญั ญเดยี รถยี ผูมีวาทะอยา งน้นั อยา งน้วี า ดกู อนผมู อี ายุ พระผูม ีพระภาคเจา ทรงพยา-กรณไวว า นท้ี กุ ข นี้เหตใุ หเกิดทุกข น้คี วามดบั ทุกข นข้ี อ ปฏิบตั ิใหถึงความดับทุกข ดงั นีแ้ ล. ดูกอ นจนุ ทะ ขอนัน้ กเ็ ปนฐานะที่จะมไี ด คือการท่ีพวกปรพิ าชกอัญญเดียรถยี พึงกลา วอยางนี้วา ดูกอ นผูมอี ายุ ก็เพราะเหตไุ ร ขอนี้พระสมณโคคมจึงทรงพยากรณไ วเลา. ดูกอ นจุนทะ พวกเธอควรกลาวกะพวกปรพิ าชกอัญญเดยี รถยี เ หลานั้น ผมู ีวาทะอยางน้ันอยางน้วี า ดกู อนผูมีอายุ เพราะวาขอ น้ี เปนส่งิ ท่ปี ระกอบดว ยอรรถ ประกอบดว ยธรรม ขอนี้เปนเบ้อื งตน แหง พรหมจรรย ยอมเปน ไปเพ่ือความหนา ย เพ่อื คลายความกาํ หนัด เพือ่ ความดบั เพอ่ื ความสงบ เพื่อความรูย ิง่ เพอื่ ความตรัสรู เพ่อืพระนพิ พาน โดยสวนเดียวฉะนนั้ ขอ นพ้ี ระผมู พี ระภาคเจาจงึ ไดทรงพยากรณไวด งั น้.ี [๑๒๓] ดกู อ นจนุ ทะ ทฏิ ฐนิ ิสยั แมเ หลาใดอนั สหรคตดวยสว นเบอ้ื งตน ทฏิ ฐนิ ิสัย แมเ หลา นน้ั อันเราไดพยากรณไวแลว เราไดพ ยา-กรณ ทฏิ ฐินสิ ยั เหลา นั้น ดวยประการใด และเราไมพ ยากรณด ว ยประการ

พระสตุ ตันตปฎ ก ทฆี นิกาย ปาฏกิ วรรค เลม ๓ ภาค ๑ - หนาที่ 285ใด ไฉนเราจกั พยากรณทิฏฐินิสยั เหลาน้นั กะพวกปริพาชกอญั ญเดียรถยี ในขอน้ันเลา. ดกู อ นจนุ ทะ ทิฏฐนิ สิ ยั แมเหลาใด อันสหรคตดวยสว นเบอื้ งปลาย ทฏิ ฐินสิ ัยแมเหลานั้น เราไดพ ยากรณก ะพวกเธอแลว ทฏิ ฐนิ ิสัยเหลานนั้ เราพึงพยากรณดว ยประการใด และเราไมพ ึงพยากรณด วยประการใดไฉนเราจกั ไมพยากรณท ฏิ ฐนิ ิสยั เหลา นน้ั กะพวกเธอ ในขอ นนั้ เลา . ดกู อ นจนุ ทะ ทิฏฐนิ สิ ัยทั้งหลายอนั สหรคตดวยสว นเบอ้ื งตน ท่เี ราไดพยากรณกะพวกเธอโดยประการทเ่ี ราพึงพยากรณแ ละโดยประการทเ่ี ราไมพงึ พยากรณเปนไฉน. ดกู อ นจุนทะ มีสมณพราหมณบางพวก ผูม วี าทะอยางน้ี ผูมีทฏิ ฐิอยางนีว้ า อตั ตา และโลกเทยี่ ง สงิ่ น้แี หละจริง สงิ่ อื่นเปลา. ดูกอนจนุ ทะอนึง่ มสี มณพระพราหมณบ างพวก มวี าทะอยา งน้ี มที ฏิ ฐิอยา งนว้ี าอัตตา และโลก ไมเท่ียง. สิง่ น้ีแหละจริง ส่ิงอ่นื เปลา. อตั ตาและโลกเท่ยี งดว ยไมเ ท่ยี งดว ย. อตั ตาและโลกเทีย่ งกไ็ มใ ช ไมเ ท่ียงกไ็ มใช.อัตตาและโลกสัตวทาํ ไดเ อง. อตั ตาและโลกผูอนื่ ทาํ ให. อตั ตาและโลกสตั วทาํ ไดเ องดว ย ผูอืน่ ทําใหดว ย. อัตตาและโลกสัตวม ไิ ดทําเอง และผอู ่ืนมไิ ดท ํา เกิดขนึ้ ลอย ๆ. สุขและทุกขเ ที่ยง. สขุ และทุกขไ มเท่ียง.สุขและทุกขเที่ยงดว ยไมเท่ยี งดว ย. สุขและทุกขเ ท่ยี งกไ็ มใช ไมเที่ยงก็ไมใ ช. สุขและทุกขส ตั วทาํ ไดเอง. สขุ และทกุ ขผ ูอ่นื ทําให. สุขและทุกขส ัตวท ําไดเองดวย ผูอืน่ ทําใหด วย. สขุ และทกุ ขสตั วมิไดท าํเองดวย ผอู ื่นมไิ ดท ําใหดว ย เกิดขน้ึ ลอย ๆ ส่ิงนแ้ี หละจรงิ สิ่งอ่ืนเปลาดงั นี้ [๑๒๔] ดกู อนจุนทะ สมณพราหมณเ หลา ใด ผูมีวาทะอยา งน้ีมที ฏิ ฐิอยา งนี้วา อตั ตาและโลกเท่ยี ง ส่งิ น้แี หละจรงิ สิง่ อนื่ เปลา ดงั น้ี เรา

พระสุตตันตปฎก ทฆี นิกาย ปาฏกิ วรรค เลม ๓ ภาค ๑ - หนาที่ 286เขาไปหาสมณพราหมณเ หลานัน้ แลว กลาวอยางนวี้ า ดกู อนผูมีอายุ คาํทที่ า นทั้งหลายกลา ววา อัตตาและโลกเทยี่ ง มีอยูหรือหนอ ดงั นี้ และสมณพราหมณเ หลา นน้ั ไดกลา วคาํ ใดอยางน้วี า สิ่งนแ้ี หละจริง ส่งิ อ่ืนเปลาดงั น้.ี เราไมคลอ ยตามคาํ นั้น ของสมณพราหมณเหลาน้ัน. ขอ นั้นเพราะเหตไุ ร. ดกู อ นจุนทะ เพราะวา ในสมณพราหมณเหลาน้สี ตั วจาํ พวกหนงึ่ แมเปนผมู สี ญั ญาเปน อยางอื่นมีอย.ู ดกู อนจุนทะ ดวยบัญญัติน้ีแล เรายงั ไมเห็นผูสม่ําเสมอตนเลย ผูยิ่งกวา จกั มีแตไ หน เราผูเดียวเปน ผูย งิ่ ในบญั ญัติ ทีเ่ ปนอธิบัญญัติ โดยแท. [๑๒๕] ดูกอ นจนุ ทะ สมณพราหมณเ หลา ใดผมู ีวาทะอยา งนี้ มีทิฏฐิอยา งนี้วา อัตตาและโลกไมเท่ียง ส่งิ นีแ้ หละจริง สงิ่ อื่นเปลา ฯลฯ อัต-ตาและโลกเที่ยงดวย ไมเทยี่ งดวย. อตั ตาและโลกเท่ียงก็ไมใ ช ไมเ ทีย่ งก็ไมใ ช. อัตตาและโลกอนั สตั วทาํ ไดเอง. อตั ตาและโลกผอู ื่นทาํ ให อัตตาและโลกสัตวทําไดเ องดว ยผอู ่ืนทําใหด วย อตั ตาและโลกสัตวม ิไดท าํเอง และผอู น่ื มิไดท ําให เกิดขนึ้ ลอย ๆ สขุ และทกุ ข เท่ียงสุขและทุกขไมเท่ยี ง. สุขและทกุ ขเทีย่ งดว ยไมเ ที่ยงดว ย. สุขและทุกขเท่ียงกไ็ มใชไ มเที่ยงก็ไมใช. สขุ และทกุ ขส ัตวท าํ ไดเ อง. สขุ และทุกขผอู ื่นทําให สขุ และทกุ ขสตั วท ําไดเองดว ย ผูอนื่ ทาํ ใหด ว ย. สุขและทกุ ขส ตั วมิไดทําเองดวย ผูอ ืน่ มไิ ดท ําใหด ว ย เกดิ ข้นึ ลอย ๆ สงิ่ นี้แหละจรงิ สง่ิ อื่นเปลา เราเขา ไปหาสมณพราหมฌเหลานั้นแลว กลาวอยา งน้วี า มีอยูหรอื หนอคําทที่ านทงั้ หลายกลาววา สขุ และทุกขสัตวมไิ ดทาํ เองดวย ผูอ นื่ มิไดทาํ ใหด ว ย เกิดขึน้ ลอย ๆ ดังน้ี และสมณพราหมณเหลานัน้ ไดกลา วคําใดอยางนีว้ า สิ่งนแ้ี หละจริง ส่งิ อื่นเปลาดังนี้ เรา

พระสตุ ตนั ตปฎ ก ทฆี นกิ าย ปาฏิกวรรค เลม ๓ ภาค ๑ - หนาท่ี 287ยอ มไมคลอยตามคํานั้น ของสมณพราหมณเ หลานั้น. ขอน้ันเพราะเหตุไร. ดูกอ นจุนทะ เพราะวา ในสมณพราหมณเ หลาน้ัน สัตวจ ําพวกหนึง่แมเปน ผูมีสัญญาเปน อยา งอน่ื มีอย.ู ดูกอนจุนทะ ดว ยบัญญตั ินีแ้ ลเราไมเห็นผูอื่น สมา่ํ เสมอตนเลย ผูย ิ่งกวา จักมีแตไ หน เราผเู ดียวเปนผูย่งิ ในบญั ญตั ทิ ่ีเปน อธิบัญญตั ิโดยแท. ดูกอ นจุนทะ ทิฏฐนิ ิสยั อันประกอบดวยสว นเบอ้ื งตน นแี้ ล ทเ่ี ราไดพ ยากรณก ะพวกเธอโดยประการที่เราพึงพยากรณและโดยประการทเ่ี ราไมพ งึ พยากรณ ไฉนเราจักพยากรณท ฏิ ฐินิสัยเหลา นัน้ กะพวกเธอในขอ นั้นเลา. วา ดวยทฏิ ฐนิ สิ ยั เกย่ี วกบั กาลอนาคต [๑๒๖] ดูกอนจุนทะ ทิฏฐินิสยั ทง้ั หลาย อันสหรคตดว ยสว นเบอ้ื งปลาย ที่เราไดพ ยากรณไ วก ะพวกเธอโดยประการทเ่ี ราพยากรณแลว และโดยประการทเี่ ราไมพึงพยากรณเ ปนไฉน. ดูกอนจุนทะ มสี มณพราหมณพวกหน่งึ ผมู วี าทะอยา งน้ี มีทิฏฐอิ ยา งนีว้ า เบอ้ื งหนาแตมรณะ อัตตามีรปูหาโรคมไิ ด สิง่ น้ีแหละจรงิ สง่ิ อืน่ เปลาดังน.้ี ดูกอนจุนทะ มีสมณพราหมณพวกหนึ่ง มีวาทะอยา งน้ี มีทฏิ ฐิอยา งนีว้ า เบ้อื งหนา แตม รณะ อัตตาไมมรี ปู . อตั ตา มีรูปดว ย ไมมรี ปู ดว ย. อตั ตามรี ปู ก็ไมใช ไมมีรูปกไ็ มใช.อตั ตามีสัญญา อัตตาไมมสี ญั ญา. อัตตามีสัญญาดว ย ไมม ีสญั ญาดว ย. อตั ตามสี ัญญาก็ไมใช ไมมสี ัญญากไ็ มใ ช. อัตตายอมขาดสูญ ยอ มพนิ าศยอมไมม ี เบอ้ื งหนา แตมรณะ สิง่ นี้แหละจรงิ สงิ่ อ่นื เปลา ดงั น.ี้ ดกู อนจุนทะ สมณพราหมณเ หลา ใด เปนผมู วี าทะอยางน้ี เปนผูมีทิฏฐอิ ยา งน้ี เบือ้ งหนา แตม รณะ อตั ตามีรูปหาโรคมไิ ด สง่ิ นี้แหละจริง

พระสตุ ตนั ตปฎ ก ทฆี นิกาย ปาฏิกวรรค เลม ๓ ภาค ๑ - หนา ที่ 288สงิ่ อื่นเปลา ดังนี้ เราเขาไปหาสมณพราหมณเหลานัน้ แลว กลาวอยา งน้ีวา ดกู อนผูม อี ายุ มีอยหู รอื หนอ คําท่ีทา นทัง้ หลายกลา ววา เบ้อื งหนาแตมรณะ อัตตามรี ปู หาโรคมไิ ด ดังน้ี และสมณพราหมณเหลา น้นั กลา วคาํ ใดอยางน้ีวา สิง่ นแ้ี หละจรงิ สงิ่ อน่ื เปลาดงั นี้. เรายอมไมค ลอ ยตามคาํน้ันของสมณพราหมณเหลา น้นั . ขอนเ้ี พราะเหตไุ ร. ดูกอนจนุ ทะ เพราะวา ในสมณพราหมณเ หลานนั้ สตั วจาํ พวกหนึ่งแมเ ปนผูม สี ัญญาเปน อยางอืน่ มอี ยู. ดกู อนจุนทะ ดวยบญั ญตั ิน้ีแล เราไมเ หน็ ผสู มํ่าเสมอตนเลย ผูย่ิงกวาจักมีแตไ หน เราผเู ดยี วเปนผูยง่ิ ใหญใ นบัญญตั ิอนั เปน อธิบญั ญัตนิ ้ีโดยแท. [๑๒๗] ดกู อนจุนทะ สมณพราหมณเหลา ใด เปน ผมู วี าทะอยา งน้ี มที ิฏฐอิ ยา งน้ีวา เบื้องหนาแตม รณะ อัตตาไมมรี ปู . อัตตามรี ปูดว ยไมมีรปู ดว ย อัตตามีรปู กไ็ มใชไมมีรปู ก็ไมใช. อตั ตามีสญั ญา. อัตตามสี ัญญาดว ย ไมม ีสัญญาดว ย. อัตตามสี ญั ญากไ็ มใช ไมมีสัญญาก็ไมใช เบ้อื งหนาแตมรณะ อตั ตายอ มขาดสญู ยอ มพินาศ ยอมไมม ี สิง่ น้แี หละจริง สงิ่ อ่นื เปลา ดังน้ี เราเขาไปหาสมณพราหมณเ หลา นั้นแลว กลาวอยาน้ีวา ดกู อ นผมู อี ายุ มีอยูห รอื หนอ คาํ ท่ีทา นทงั้ หลายกลา ววา เบ้ืองหนาแตมรณะ ตนยอมขาดสูญ ยอ มพนิ าศ ยอ มไมมี และสมณพราหมณเ หลานน้ั กลาวคาํ ใดอยางนวี้ า สิ่งน้ีแหละจริง สง่ิ อ่ืนเปลา ดังนี้ เราไมค ลอ ยตามคาํ นัน้ ของสมณพราหมณเ หลา นัน้ . ขอน้นั เปน เพราะเหตไุ ร. ดกู อนจนุ ทะ เพราะวา ในสมณพราหมณเหลานั้น สัตวพวกหนงึ่ แมเ ปนผมู ี

พระสุตตันตปฎก ทีฆนกิ าย ปาฏกิ วรรค เลม ๓ ภาค ๑ - หนาท่ี 289สัญญาเปน อยา งอ่นื มีอย.ู ดกู อนจุนทะ ดว ยบัญญตั ินี้แล เราไมพิจารณาเห็นผสู มํา่ เสมอดวยตนเลย ผยู ิง่ กวาจกั มีแตไ หน เราผเู ดียวเปน ผยู ่งิ ใหญในบัญญตั ิทเี่ ปนอธิบัญญัตนิ โ้ี ดยแท. ดูกอ นจุนทะ ทิฏฐนิ ิสัย อันสหรคตดวยสวนเบ้อื งปลายนี้แล ที่เราไดพ ยากรณก ะพวกเธอ โดยประการท่ีเราพึงพยากรณ และโดยประการท่ีเราไมพึงพยากรณ เพราะฉะนั้น ไฉนเราจักพยากรณท ิฏฐินิสยั เหลานนั้กะพวกเธอในขอ นั้นเลา. วา ดว ยสตปิ ฏฐาน ๔ [๑๒๘] ดูกอ นจุนทะ สตปิ ฏฐาน ๔ ประการ อันเราแสดงแลวบญั ญัตแิ ลวอยา งนี้ เพือ่ ละ เพือ่ กา วลวง ทิฏฐนิ ิสัย อันประกอบดว ยสวนเบือ้ งตนเหลาน้ีดว ย ทฏิ ฐินิสยั อนั สหรคตดวยสวนเบ้อื งปลายเหลาน้ีดวยสติปฏฐาน ๔ เปนไฉน. ดูกอนจนุ ทะ ภกิ ษใุ นธรรมวนิ ยั น้ี ยอมพจิ ารณาเห็นกายในกายเนอื ง ๆ มคี วามเพียร มสี ัมปชัญญะ มสี ติ พึงกาํ จัดอภชิ ฌาและโทมนัสในโลกเสียได ยอ มพิจารณาเหน็ เวทนาในเวทนาท้ังหลายเนอื ง ๆ. ยอมพจิ ารณาเห็นจิตในจติ เนอื ง ๆ. ยอ มพจิ ารณาเหน็ ธรรมในธรรมทั้งหลายเนือง ๆ มคี วามเพียร มสี มั ปชัญญะ มีสติ พึงกําจดั อภิชฌาและโทมนสั ในโลกเสียได. ดูกอนจนุ ทะ สตปิ ฏฐาน ๔ ประการนี้ อนัเราแสดงแลว บัญญตั ิแลว อยางน้ี เพื่อละเพ่อื กาวลวงซึ่งทฏิ ฐนิ ิสัยอันสหรคตดว ยสว นเบ้อื งตน เหลา นี้ดวย ทิฏฐินสิ ัยอันสหรคตดว ยสวนเบ้ืองปลายเหลานีด้ วยดังน.้ี [๑๒๙] ในเวลานัน้ ทานอุปทานะ ยนื ถวายงานพดั อยูเ บอื้ งพระปฤษฎางคของพระผมู พี ระภาคเจา . ทา นอุปทานะไดก ราบทูลพระผมู ี

พระสตุ ตันตปฎ ก ทีฆนกิ าย ปาฏิกวรรค เลม ๓ ภาค ๑ - หนาท่ี 290พระภาคเจา วา นาอศั จรรยพระเจาขา ไมเ คยมเี ลยพระเจาขา ธรรมปริยายนี้ นาเส่อื มใสนัก พระเจาขา ธรรมปริยายนีน้ าเลอื่ มใสดีนกั พระเจาขา ธรรมปรยิ ายชอ่ื อะไร พระเจาขา พระผูม ีพระภาคเจา ตรสั วา ดูกอนอปุ ทานะ เธอจงจาํ ธรรมปริยายน้ไี วเ ถดิ วา \"ปาสาทิก\" ดงั นี้. พระผูมพี ระภาคเจาไดต รัสพระพทุ ธพจนน แ้ี ลว ทานอปุ ทานะยินดชี น่ื ชมพระภาษิตของพระผูมีพระภาคเจา ดงั นี้แล. จบ ปาสาทิกสูตรท่ี ๖

พระสุตตนั ตปฎก ทฆี นกิ าย ปาฏิกวรรค เลม ๓ ภาค ๑ - หนา ท่ี 291 อรรถกถาปาสาทิกสตู ร ปาสาทกิ สูตรมีบทเริม่ ตน วา ขา พเจา ไดส ดับมาอยา งน้ี- จะอธิบายถึงบทท่ยี ากในปาสาทิกสตู รนัน้ . บทวา พวกศากยะมีนามวา เวธัญญา น้นั หมายความถงึ พวกศากยะพวกหน่งึ ชื่อเวธัญญาศกึ ษาการทําธนู. บทวา ณ ปราสาท ในสวนอมั พวนั ของพวกศากยะเหลาน้นั อธิบายวา มปี ราสาทยาวซึ่งสรางไวเ พื่อเรยี นศลิ ป ในสวนอัมพวนัของพวกศากยะเหลา นัน้ พระผูมีพระภาคเจาประทับอยู ณ สวนอัมพวันน้นั . บทวา อธนุ า กาลกโตไดแกนิคัณฐนาฏบุตร ถงึ แกก รรมทนั ทีทันใด. บทวา เกิดแยกกนั เปน สองพวก คอื แยกกนั เปน สองฝา ย. ในบรรดาความบาดหมางเปนตน การทะเลาะกันในตอนแรก เปนความบาดหมาง ความบาดหมางนัน้ ไดเ จริญขึ้นดวยสามารถการถือทอ นไมเ ปน ตนสละดวยสามารถการลวงบญั ญัติ เปน การทะเลาะ ถอยคาํ ทําลายกันโดยนบั เปนตน วา ทา นไมร ูท ่วั ถึงธรรมวินยั น้ี เปน วิวาท. บทวา วติ ทุ นตฺ า คือทิม่ เทง. บทวา ถอ ยคําของขาพเจามปี ระโยชน คอื คําของขาพเจาประกอบดวยอรรถ. บทวา สงิ่ ที่ทานเคยชํา่ ชองไดผ ันแปรไปแลวอธบิ ายวา อนั ใดทท่ี านชํา่ ชองมาแลว คอื คลองแคลว ดวยสามารถเสวนะมาชา นาน อันนนั้ ไดผันแปรไปแลว เพราะอาศยั วาทะของขาพเจา . บทวา ขา พเจาจบั ผดิ วาทะของทา นไดแ ลว คอื ขาพเจาไดยกความผิดไวเบอ้ื งบนของทา น. บทวา ทานจงเท่ียวไปเพื่อปลดเปลื้องวาทะอธบิ ายวา ทานจงถอื หอ ขาวเขา ไปยงั ชมุ ชนนน้ั ๆ แลว เท่ียวแสวงหาใหย ิง่ ๆ ขึ้นเพอ่ื

พระสตุ ตันตปฎก ทฆี นกิ าย ปาฏิกวรรค เลม ๓ ภาค ๑ - หนา ท่ี 292ปลดเปล้ืองวาทะ. บทวา หรอื ทานจงแกไขเสีย อธิบายวา อีกอยางหนึง่ทา นจงปลดเปลอื้ งตนจากโทษทเี่ รายกข้ึน. บทวา สเจ ปโหสิ แปลวาหากทานสามารถ. บทวา วโธเยว คือตายนัน่ เอง. บทวา ในพวกนาฏบุตรคือ อนั เตวาสกิ ของนาฏบุตร. บทวา มีอาการเบื่อหนาย คือ สาวกของนคิ ัณฐนาฎบุตรมคี วามกระสันเปนสภาวะยอมไมท าํ แมการอภิวาทเปนตน .บทวา คลายความรกั คอื ปราศจากความรัก. บทวา รสู ึกทอ ถอยคือมีความทอถอยจากการทาํ ความเคารพของพวกสาวกของนคิ ัณฐนาฏบุตรบทวา โดยเหตุทธี่ รรมวินยั อนั นคิ ัณฐนาฏบุตร กลา วไวไมดี อธิบายวาไดเกิดขนึ้ โดยเหตทุ ี่สาวกเหลา น้ัน พึงเปน ผเู บ่อื หนาย คลายรกั ทอ ถอยในธรรมวินยั อนั นิคณั ฐนาฏบตุ รกลาวไวไมดเี ปนตน. บทวา ทรุ ากขฺ าเตคือกลา วไวไมด.ี บทวาทปุ ปฺ เวทิเต คือสอนไมด.ี บทวา อนปุ สมส วตฺตนเิ กคอื ไมสามารถจะทําราคะเปน ตน ให สงบได. บทวา ภินนฺ ถเู ป คือมีทพ่ี ํานกัอนั ทําลายแลว. กใ็ นบทน้ี นิคัณฐนาฎบุตรชือ่ วา เปนทพ่ี ํานักเพราะอรรถวาเปนทีพ่ ่ึงของสาวกเหลา นั้น. แตเขาไดแ ตกดบั คือตายเสียแลว . เพราะฉะนั้นทานจงึ กลาววา เปน ธรรมวนิ ัยมที ่พี ํานกั อนั ทาํ ลายเสียแลว บทวาเปน ธรรมวินัย ไมมีท่พี ึ่งพาอาศัย คือขาดทีพ่ งึ่ อาศยั เพราะไมม ีนคิ ัณฐนาฏบตุ รนั้นนน่ั เอง. ก็นาฏบตุ รนอ้ี าศยั อยูในเมอื งนาลนั ทามิใชหรอื เหตุไรเขาจงึถึงแกก รรมท่เี มอื งปาวา. ไดย ินวานาฏบตุ รนนั้ สดบั พุทธคณุ ท่อี บุ าลีคฤหบดีผรู แู จงแทงตลอดสัจจธรรม กลาวดวยคาถา ๑๐ คาถา จึงสํารอกโล-หิตออกมารอน ๆ ครัง้ นัน้ สาวกทงั้ หลายจึงไดพานาฏบตุ รผู ไมม คี วามสบายไปเมอื งปาวา เขาจึงไดถึงแกกรรมในที่น้ัน อนึง่ เม่อื นาฎบตุ รจะถงึ แกกรรม คดิ วา ลทั ธิของเราเปนลัทธิท่ีไมนําออกไปได เปน

พระสุตตันตปฎ ก ทฆี นกิ าย ปาฏกิ วรรค เลม ๓ ภาค ๑ - หนาท่ี 293ลัทธิท่ีขาดสาระ เราฉิบหายไปชางเถิด อยา ใหช นทเี่ หลอื ไดไปเต็มในอบายดวยเลย กห็ ากเราจกั กลา ววา คําสอนของเรา เปนคาํ สอนทไี่ มน ําออกไปได ชนทั้งหลายจกั ไมเช่ือ ถา กระไรเราไมควรใหชนแมส อง ถือแบบเดียวกนั เม่ือเราลว งลบั ไป ชนเหลา น้นั จกั ววิ าทกันและกนั พระศาสดาจักตรัสธรรมกถาบทหนง่ึ อาศยั ขอ ววิ าทนนั้ จากนนั้ ชนทง้ั หลายจักรูความทีพ่ ระศาสนาเปน ศาสนาที่มีคุณใหญดงั นี้. คร้งั น้นั อันเตวาสิกคนหน่งึ เขาไปหานาฏบตุ รนนั้ แลวกลาววา ทานขอรับ ทา นทพุ พลภาพ ขอจงบอกสาระอันเปนอาจรยิ ประมาณในธรรมนีแ้ กกระผมบา งเถดิ ดงั น.้ี นาฏบตุ รกลาววา ดูกอนผูมอี ายุ เมอื่ เราลวงลบั ไปเธอพงึ ถอื วา \"เที่ยง\" ดงั น้.ี อนั -เตวาสิกอกี คนหน่งึ เขา ไปหา. นาฏบุตรใหอันเตวาสกิ น้ันถือวา \"สูญ\". นาฏบุตรไมท ําใหช นแมท ้งั สองมลี ทั ธิอยางเดยี วกัน อยางน้แี ลวใหชนเปนอนั มากถอื แบบตาง ๆ กัน ไดถ ึงแกก รรมเสียแลว ชนทัง้ หลายกระทาํ ฌาปนกจิ นาฏบตุ รนน้ั เสร็จแลว จึงประชุมถามกันและกนั ข้นึ วาดกู อนผมู ีอายุ อาจารยบ อกส่งิ ท่เี ปนสาระใหแ กใคร. คนหน่งึ ลุกขน้ึ กลาววาแกเ รา ดงั น.้ี บอกไวอ ยา งไร. บอกวา \"เทย่ี ง\" อกี คนหน่งึ คดั คา นแลวกลาววา อาจารยไ ดบ อกสิ่งท่เี ปนสาระแกเ รา ดว ยอาการอยางน้ี ชนทง้ั หมดตางกว็ ิวาทกนั รนุ แรงขน้ึ วา อาจารยบ อกสิง่ ที่เปน สาระแกเ รา เราเปน ใหญ ถึงข้นั ดากนั บรภิ าษกัน และทํารา ยกนั ดว ยมอื และเทาเปนตนไมรว มทางเดยี วกนั เลีย่ งกนั ไปคนละทศิ ละทาง. บทวา ครง้ั น้ันแล พระจนุ ทสมณเุ ทส มีอธิบายวา พระเถระรปู นเี้ ปน นองของพระธรรมเสนาบดีสารีบุตร ภกิ ษทุ ง้ั หลายเรียกทานวาพระจนุ ทสมณเุ ทส ในขณะเปน อนปุ สมั บนั แมขณะเปน ขณะกย็ ังเรยี ก

พระสุตตนั ตปฎก ทฆี นกิ าย ปาฏิกวรรค เลม ๓ ภาค ๑ - หนาท่ี 294อยา งนัน้ เหมอื นกัน. เพราะฉะนน้ั จงึ กลา ววา จุนทสมณเุ ทสดงั น.้ี ในบททั้งหลายวา พระจุนทสมณุเทสอยจู าํ พรรษาในเมืองปาวา ไดเ ขาไปหาพระอานนทซึ่งอยใู นสามคามดังน้ี เพราะเหตุไรจงึ เขาไปหา. ไดย นิ วาเมอื่ นาฏบุตรถึงแกก รรมแลว พวกมนุษยในชมพทู วีปตางพูดกันอยา งอื้อฉาวในท่ีนน้ั ๆ วา นคิ ัณฐนาฏบตุ รประกาศเปนศาสดาผูเดยี ว เมือ่ เขาถงึ แกก รรม พวกสาวกเกดิ วิวาทกนั ถึงปานนี้ กพ็ ระสมณโดดมปรากฏแลวในชมพทู วปี ดุจพระจันทรและพระอาทิตย แมพระสาวกของพระองคก ็ปรากฏแลวเหมอื นกัน เมื่อพระสมณโคดมปรนิ พิ พานแลว พวกสาวกจักววิ าทกันเชนไรหนอ ดงั นี้. พระเถระสดับถอ ยคําน้ันแลวคดิ วา เราจักนําถอยคํานไ้ี ปทลู แดพ ระทศพล พระศาสดาจกั ทําคาํ พดู นนั้ ใหเปน เหตุเกดิเร่ืองราว แลว จักทรงกลา วเทศนา ๑ กัณฑ พระเถระน้ันจึงออกไปหาพระอานนท ณ สามคาม. บทวา สามคาม เปน ชื่อของบา นนน้ั เพราะขาวฟา งหรอื ลูกเดอื ยหนาแนน. บทวา เขา ไปหาทา นพระอานนทอธบิ ายวา พระจุนทเถระไมไ ปเฝา พระผมู ีพระภาคเจาตรงทีเดยี ว เขา ไปหาทา นพระอานนทผ ูเ ปนอุปช ฌาย. ไดย ินวาในคร้งั พทุ ธกาล พระสารบี ุตรเถระและพระอานนทตา งนบั ถอื ซ่งึ กนั และกนั พระสารีบุตรเถระนบั ถอื พระอานนทว าพระอานนทกระทาํ อปุ ฏ ฐากพระศาสดาซึ่งเราควรทาํ พระอานนทน บั ถือพระสารบี ตุ รวา พระสารบี ุตรเปนผูเลศิ กวา สาวกท้งั หลายของพระผูมพี ระภาคเจา พระ-อานนท ใหท ารกในตระกูลบรรพชา แลว ใหรับการดแู ลในสํานักของพระสารีบตุ ร แมพ ระสารีบุตรก็ไดท ําอยา งนนั้ เหมอื นกนั ไดมภี กิ ษุประมาณ ๑,๐๐๐ รปู แตละรูป ๆไดใ หบ าตรและจีวรของตน ๆ แลวให

พระสุตตันตปฎ ก ทฆี นิกาย ปาฏกิ วรรค เลม ๓ ภาค ๑ - หนา ท่ี 295บรรพชาใหร กู ารดูแล. ทา นพระอานนทไดแ มจวี รเปนตน อันประณตี ก็ถวายพระเถระ. ไดยินวาพราหมณคนหนงึ่ คดิ วา การบชู าพระพทุ ธรัตนะ และพระสังฆรตั นะยอมปรากฏชัด อยา งไรหนอจงึ ชือ่ วาเปนอันบชู าพระธรรม-รตั นะ พราหมณน น้ั จงึ เขาไปเฝา พระผูมีพระภาคเจา ทูลถามความนน้ั .พระผมู พี ระภาคเจาตรัสวา ดกู อนพราหมณ แมหากวา เธอใครจะบูชาพระธรรมรัตนะ กจ็ งบชู าภิกษผุ ูเปนพหสู ตู รรปู หนึง่ ดังนี้. ขาแตพ ระองคผูเจริญ ขอพระองคทรงบอกถงึ ภิกษผุ ูเปนพหูสตู รเถดิ พระพทุ ธเจาขา . เธอจงถามภิกษสุ งฆเถดิ . พราหมณน ัน้ เขา ไปหาภิกษทุ ้งั หลายแลว กลา ววาขา แตพระคณุ เจา ขอพระคุณเจา ไดบ อกถึงภกิ ษุผูเปน พหูสตู รเถดิ . ดูกอ นพราหมณ พระอานนทเ ปนพหูสตู พราหมณจ งึ บูชาพระเถระดว ยไตรจีวรมคี าหนึง่ พนั พระเถระไดพาพราหมณน ้นั ไปเฝา พระผูม ีพระภาคเจา พระผพู ระภาคเจา ตรัสถามวา อานนทเธอไดไตรจีวรมาจากไหน. ขาแตพ ระองคผ ูเจริญ พราหมณผ หู นึ่งถวาย แตขาพระองคป ระสงคจ ะถวายไตรจวี รน้ีแกท านพระสารีบุตรเถระ พระพุทธเจา ขา. จงใหเ ถดิ อานนท. พระสารี-บุตรเถระออกจาริกพระเจา ขา . เธอจงให ในเวลาทสี่ ารบี ุตรกลบั มาเถดิ .พระองคไ ดบ ญั ญตั ิสิกขาบทไวแ ลว พระเจาขา. กส็ ารบี ตุ รจักมาเมื่อไรเลา.ประมาณ ๑๐ วันพระเจา ขา. อานนทเราอนุญาตเพื่อเกบ็ อติเรกจีวรได๑๐ วันเปนอยา งย่ิง ดว ยประการฉะน.ี้ เราบัญญตั สิ กิ ขาบทแลว แมพระ-สารีบตุ รเถระไดส ง่ิ ที่ชอบใจอยา งใดอยางหนง่ึ กถ็ วายสงิ่ นั้นแกพ ระอานนทอยางนนั้ เหมอื นกัน. พระสารีบตุ รเถระนน้ั ไดใ หพระจนุ ทสมณุเทสแมนี้ผเู ปน นองของตนเปนลัทธวิ ิหารกิ ของพระเถระ เพราะฉะน้นั ทานจงึกลาววา พระจนุ ทสมณุเทสเขาไปหาพระอานนทเถระผเู ปนพระอุปช ฌาย

พระสุตตนั ตปฎก ทฆี นิกาย ปาฏิกวรรค เลม ๓ ภาค ๑ - หนาที่ 296ดังนี.้ นัยวาพระจนุ ทสมณุเทสไดมคี วามคดิ อยางนว้ี า พระอุปชฌายข องเรามีปญ ญามาก ทานจักกราบทลู ถอ ยคาํ น้ีแตพระศาสดา ทน่ี ัน้ พระศาสดาจกัทรงแสดงธรรมอนรุ ูปแกกถานั้น ดงั นี้ บทวา กถาปภฏ แปลวา มลู แหงถอยคาํ . จรงิ อยู คาํ วาทา นวา ปาภฏ (ตน เหตุ) สมดังท่ีพระผูมีพระ-ภาคเจาตรัสไววา อปฺปเกนาป เมธาวี ปาภเฏน วจิ กฺขโณ สมฏุ เปติ อตตฺ าน อณุ อคคฺ ึว สนฺธม ผมู ีปญญามีความเห็นแจงชัด ยังตนใหด ํารงอยไู ดส มํา่ เสมอ ดว ยทนุ ทรัพยแมมีประมาณนอยเหมือนกอไฟนอยฉะนั้น. บทวา ภควนตฺ ทสสฺ นาย แปลวา เพอ่ื เห็นพระพทุ ธเจา. มีคําถามวา ก็พระอานนทเ ถระน้นั ไมเ คยเหน็ พระผมู พี ระภาคเจา ตอกหรอื . ไมเ คยเห็นหามไิ ด. เพราะทานพระอานนทเถระนไ้ี ปเฝาพระผูม ีพระภาคเจาวนัละ ๑๘ ครง้ั คือ กลางวนั ๙ ครัง้ กลางคนื ๙ ครงั้ แมประสงคจะไป ๑๐๐ ครั้ง ๑๐๐๐ คร้งั ตอวันกไ็ มไ ป เพราะไมม เี หตุ ทานหยิบยกปญหาขอหน่งึ ข้ึน แลว จงึ ไปเฝา ในวันนั้นพระอานนทเถระนั้นประสงคจะไปดว ยมลู เหตแุ หงกถานั้นจึงกลาวแลวอยางน้.ี บทวา ดูกอ นจุนทะขอ นย้ี อ มมีอยา งน้ัน ความวา แมพ ระ-อานนทเถระกราบทลู เนอ้ื ความแดพ ระผูม ีพระภาคเจา เพราะพระอานนทเถระไมใ ชเ จา ของกถาน้ี แตพ ระจุนทเถระเปน เจาของกถา อนง่ึ พระจุนท-เถระนน้ั ยอ มรเู บอ้ื งตน ทามกลาง ทส่ี ดุ ของกถานน้ั ฉะนัน้ พระผมู ีพระภาคเจา เมือ่ จะตรัสกับพระจุนทเถระนัน้ จึงตรสั คําเปน อาทวิ าเอวเฺ หต จุนทฺ โหติ ดงั น้.ี อธบิ ายความตอ ไปวา ดูกอ นจนุ ทะขอ นี้ยอมมอี ยางนี้ สาวกในธรรมวินยั อันมีสภาวะเปน ตน วากลาวไวไ มด ี เกิดแยกกนั เปนสองพวก ทาํ การบาดหมางกนั เปนตน ท่ิมแทงกนั ดว ยหอกคือ

พระสุตตันตปฎก ทฆี นกิ าย ปาฏิกวรรค เลม ๓ ภาค ๑ - หนาที่ 297ปาก เพราะคาํ สอนอันจะนาํ ผปู ฏิบัตใิ หอ อกจากทุกขได เปนอนั ปรากฏโดยคาํ สอนอันไมนาํ ผปู ฏบิ ัตใิ หอ อกจากทกุ ขไดในบดั นี้ ฉะน้นั พระผูม-ีพระภาคเจา เม่ือจะทรงแสดงคําสอนอนั จะไมนําผปู ฏบิ ตั ิใหออกจากทุกขได แตตน จึงตรสั คําเปน อาทวิ า ดกู อนจุนทะ ศาสดาใหโ ลกน้ไี มเปนสัมมาสัมพุทธะดงั น้ี. ในบทวา ประพฤติหลีกเลย่ี งจากธรรมนั้น คือไมบําเพ็ญติดตอกัน. อธบิ ายวา ประพฤติหลีกเลี่ยง คือทาํ มีชวงวา ง. บทวาดูกอ นผูมอี ายเุ ปน ลาภของทานน้ัน คือ การปฏบิ ตั ธิ รรมสมควรแกธ รรมเปน ตน เหลา น้เี ปนลาภของทา นน้ัน. บทวา อนั ทา นไดด ีแลว คือทา นไดความเปน มนษุ ยด ีแลว . ในบทวา ธรรมอนั ศาสดาของทานแสดงแลวอยางใด คือศาสดาของทานแสดงธรรมไวดว ยอาการใด. บทวา ผูใดชกั ชวน คืออาจารยใดชกั ชวน. บทวา ชกั ชวนผูใ ด คือชักชวนอนั เตวาสกิ ใด. บทวา ผูใดถกู ชกั ชวน คือ อันเตวาสกิ ถกู ชกั ชวนโดยที่ปฏิบตั ิขอที่อาจารยช ักชวนเพอื่ ความเปนอยา งนัน้ . บทวา คนท้ังหมดเหลานั้น คอื คนท้ังสามเหลา นน้ั อธิบายวา ในบคุ คลทง้ั ๓ นีอ้ าจารยยอ มประสบส่งิ ทไ่ี มใชบ ุญเพราะเปน ผชู ักชวน อันเตวาสิกผถู ูกชกั ชวนยอมประสบสงิ่ ทไี่ มใชบญุ เพราะเปนผถู กู ชกั ชวน ผูปฏิบตั ิยอ มประสบสงิ่ ทไี่ มใชบ ญุ เพราะเปนผปู ฏบิ ตั ิ เพราะฉะน้ันทา นจึงกลาววา คนท้ังหมดเหลา นน้ั ยอ มประสบสิ่งทีไ่ มใ ชบุญเปน อันมาก. พงึ ทราบเนอื้ ความในวาระท้ังหมดโดยทาํ นองน.ี้ อน่งึ ในบทน้ีวาปฏบิ ตั ิเพอ่ื ธรรมอนั ควรรูคอื ปฏิบตั ติ ามเหตุ บทวา จักยังธรรมอันควรรูใหส ําเรจ็ คอื จกั ยงั เหตุใหส ําเรจ็ . บทวา ปรารภความเพียร คําทาํ ความเพียรอนั จะเกิดทกุ ขแกตน ดงั ทพ่ี ระผมู พี ระภาคเจาตรสั ไววา ดกู อนภิกษุทัง้ หลาย ผใู ดปรารภ

พระสตุ ตนั ตปฎก ทีฆนิกาย ปาฏิกวรรค เลม ๓ ภาค ๑ - หนา ท่ี 298ความเพยี รในธรรมวินยั ที่ศาสดากลาวไวไ มด ี ผนู นั้ ยอมอยเู ปน ทกุ ข ผูใดเกยี จคราน ผนู ัน้ ยอ มอยเู ปน สขุ ดังนี.้ พระผูมีพระภาคเจา ทรงแสดงคาํ สอนอนั ไมนําผูป ฏิบัตใิ หออกทกุ ขไดอยา งนี้แลว เมื่อจะทรงแสดงคําสอนอนั จะนําผูปฏบิ ตั ิใหอ อกจากทุกขไดในบัดนีจ้ ึงตรัสคาํ เปน อาทวิ า ดูกอ นจุนทะ อนึ่งศาสดาในโลกนี้ ยอมเปน พระสมั มาสมั พุทธะดงั นี.้ ในบทเหลา นัน้ บทวา เปน ธรรมทจ่ี ะนําผปู ฏบิ ตั ใิ หออกไปไดคือ นําไปเพ่อื ประโยชนแ หง มรรค และเพือ่ ประโยชนแหง ผล บทวาปรารภความเพียร คือ ปรารภความเพยี รอนั จะใหสาํ เร็จสุขแกต น ดังที่พระผูม ีพระภาคเจา ตรัสไวว า ดกู อนภกิ ษทุ ้งั หลาย ผูใดเกยี จครา นในธรรมวนิ ยั อนั ตถาคตกลา วไวด ีแลว ผนู ้นั ยอ มอยเู ปนทุกข ผูใดมีความเพยี รอนัปรารภแลว ผูน ั้นยอ มอยเู ปนสขุ ดงั น.้ี ดว ยประการดังน้ี พระผมู ีพระภาคเจา ทรงแสดงอานิสงสแ หง กลุ บุตรผูป ฏบิ ตั ิชอบในคําสอนอันจะทาํ ผูปฏิบัติใหออกไปจากทกุ ขไ ดแ ลว เมื่อจะทรงขยายพระธรรมเทศนาอกี จงึ ตรสั คาํเปนอาทิวา ดกู อ นจนุ ทะ ก็พระศาสดาอบุ ัติแลว ในโลกน้ดี งั น.ี้ ในบทเหลานน้ั บทวา สาวกท้งั หลาย เปน ผูไมรูแ จง อรรถ คือไมม ปี ญญาท่จี ะตรสั รไู ด. บทวา ทําใหม ีบทอันรวบรวมไวพรอมแลว คือกระทําดว ยบทอันรวบรวมไวท งั้ หมด. อธบิ ายวาไมใ ชร วบรวมไวอยา งเดยี ว. ปาฐะวาสพพฺ สงฺคาหปทคต ดังนบ้ี า ง คือไมอ ยูในบททร่ี วบรวมไวท ง้ั หมดอธิบายวา ไมสงเคราะหเขา เปน อันเดยี วกัน. บทวา ทําใหมีปาฏิหารยิ  คือ เปนธรรมทนี่ ําผูปฏิบัตใิ หอ อกจากทุกขไ ด. บทวา ตลอดถงึ เทวดาและมนุษยทงั้ หลาย คอื ประกาศไวด ว ยดแี ลวต้งั แตม นุษยโลกจนถึงเทวโลก.บทวา ยอมเปนเหตใุ หเ ดือดรอน คอื เปนผูทาํ ความเดอื ดรอ นในภายหลัง.

พระสุตตันตปฎก ทีฆนกิ าย ปาฏิกวรรค เลม ๓ ภาค ๑ - หนาที่ 299บทวา ศาสดาของเราท้ังหลายเกดิ ข้นึ แลวในโลกน้ี พระผมู พี ระภาค-เจาตรสั เพอ่ื แสดงถงึ อาการอันทาํ ใหเ ดอื ดรอ นของสาวกเหลานั้น. บทวายอมไมเ ปน เหตุเดอื ดรอนในภายหลัง อธบิ ายวา ชื่อวายอ มไมทาํ ความเดอื ดรอ นในภายหลงั เพราะขอท่สี าวกทงั้ หลาย อาศัยพระศาสดาพงึ บรรลุไดบรรลุแลว. บทวา เถโร ไดแกผูม่ันคง คอื ประกอบดว ยธรรมอนั ทาํ ใหเ ปนผูมนั่ คง. คําวา รตตฺ ฺู เปนตน มเี นอ้ื ความกลา วไวแ ลว . บทวา เอเตหิเจป คอื ดว ยคําเหลานี้ ทานกลา วไวตอนตน บทวา เปน ผูบรรลุธรรมอันเกษมจากโยคะ ความวา พระอรหัต ชือ่ วา เปนแดนเกษมจากโยคะในธรรมวนิ ัยน้ี เพราะพระอรหัตเปน แดนเกษมมาจากโยคะ ๔ สาวกทัง้ หลายบรรลพุ ระอรหตั นนั้ . บทวา ควรทจ่ี ะกลาวพระสทั ธรรมไดโดยชอบ อธิ-บายวา พึงเปนผสู ามารถจะกลา วพระสัทธรรมไดโดยชอบ เพราะเลาเรียนมาเฉพาะหนา. บทวา เปน ผูประพฤตพิ รหมจรรย คือ พระอรยิ สาวกท้งัหลาย เปน ผปู ระพฤตพิ รหมจรรยอยู. บทวา เปนผบู ริโภคกาม คือคฤหสั ถผ ูเ ปนพระโสดาบัน. บททง้ั หลายเปนตน วา พรหมจรรยส ําเรจ็ผลนัน้ พสิ ดารแลว ในมหาปรินิพพานสูตรน่นั แล. บทวา ลาภคคฺ ยสคฺคปปฺ ตตฺ  แปลวาถึงความเลศิ ดวยลาภและดว ยยศ. บททั้งหลาย ดกู อนจนุ ทะ ภกิ ษทุ ั้งหลายผเู ปนเถระเปนสาวกของเราในบดั นม้ี อี ยแู ล ดงั น้ผี ูเปนเถระในบทน้ี ไดแกพ ระเถระมพี ระสารีบตุ รและพระโมคคัลลานะเปน ตน. บทวา ภิกษณุ ที ง้ั หลายไดแกเขมาเถรแี ละอบุ ลวณั ณาเถรเี ปนตน . บทท้งั หลายวา อบุ าสกทงั้ หลายผูเปน สาวก เปน คฤหัสถนงุ ขาวหมขาว ประพฤติพรหมจรรย ดงั น้ี

พระสุตตันตปฎ ก ทีฆนกิ าย ปาฏกิ วรรค เลม ๓ ภาค ๑ - หนาที่ 300อุบาสกในทน่ี ้ไี ดแ กจติ ตคหบดแี ละหัตถกอาฬวกเปนตน . บทวา ผูบรโิ ภคกาม ไดแกจ ุลอนาถบิณฑกิ ะและมหาอนาถบิณฑิกะเปน ตน. บทวา หญงิผูเปน พรหมจารนิ ี ไดแกห ญงิ ทั้งหลายมนี ันทมารดาเปน ตน . บทวา หญิงผบู ริโภคกาม ไดแ กหญิงท้ังหลายมนี างขุชชุตรา เปน ตน บทวา สพฺพา-การสมปฺ นฺน ไดแ กผถู ึงพรอมดว ยการณทง้ั ปวง บทวา อิทเมว ต ความวาบุคคลเมื่อจะกลาวถึงพรหมจรรยน ้ี คือธรรมน้ี พงึ กลาวโดยเหตุ โดยนัยอนั ชอบ. บทวา อทุ ฺทกสสฺ ุท ตดั บทเปน อุทฺทโก สทุ  . บทวา ปสสฺ  น ปสสฺ ติ คือ บุคคลเหน็ อยูชื่อวายอ มไมเห็น. ไดยนิ วา อุททกรามบุตรนน้ั ถามปญ หานีก้ ะมหาชน. มหาชนกลา ววา ทานอาจารย พวกเราไมร ู ขอทา นอาจารยโ ปรดบอกแกพวกเราเถดิ อุททกราม-บตุ รจงึ กลาววา ปญ หานล้ี กึ ซง้ึ เมือ่ มอี าหารสัปปายะ อาจคิดไดประเด๋ียวเดยี วกต็ อบได แตน ้นั มหาชนทั้งหลายเหลา นัน้ ก็พากันทําสกั การะใหญตลอด ๔ เดือน อุททกรามบุตร เม่ือจะกลาวปญหานน้ั ไดกลา วคาํ เปนอาทิวาบุคคลเหน็ อยูซ่งึ อะไรจงึ ชอ่ื วา ยอ มไมเหน็ ดงั น.ี้ ในบทเหลานั้นบทวา มีดโกนลบั ดีแลว คอื ลบั เสียคมกริบ ในขอ นีม้ ี อธบิ ายวา ใบมีดโกนลับดีแลว ยอมปรากฏ แตค มมดี โกนไมป รากฏ. บทวา สงฺคมฺม สมาคมฺม คือรวบรวมตรวจตราอรรถดวยอรรถพยัญชนะดว ยพยัญชนะน้นั อธิบายวา นาํ มาเปรยี บกนั อรรถกับอรรถพยัญ-ชนะกับแมพ ยญั ชนะ บทวา พงึ รวบรวม คอื พงึ บอกได พงึ สอดได บทวายถยิท พรฺ หฺมจรยิ  ความวา ศาสนาพรหมจรรยท ั้งสิ้นน้.ี บทวา ตตรฺ เจคือ ในทามกลางสงฆน นั้ หรือในภาษติ ของสพรหมจารนี ้นั . ในบทท้ังหลายวา ทานผูมีอายุถอื เอาอรรถนั่นแลผิดและยกพยญั ชนะทง้ั หลาย


Like this book? You can publish your book online for free in a few minutes!
Create your own flipbook