199 ผู้เข้าใจว่าเป็นผู้วิเศษ เป็นพระอรหันต์ แต่ความจริงไม่ใช่ผู้วิเศษ ไม่ใช่ พระอรหันต์เลย แล้วแตกตื่นพากันไปหา ด้วยเข้าใจว่าเป็นผู้วิเศษอย่างน้ัน อย่างนี้ ต่ืนอย่างน้ีเรียกว่า ตื่นผู้วิเศษ หรือตื่นไฟ เช่นเกิดอัคคีภัยไฟไหม้ บ้านเรือนของผู้อนื่ กต็ ื่นพากนั ไปดู เปน็ เหตุใหก้ ีดขวางการจราจรและการดบั ไฟ หรือการขนย้ายสิ่งของ ๆ ผู้ประสบอัคคีภัย ตื่นอย่างน้ีเรียกว่าต่ืนไฟ ต่ืนวัว ตื่นควายเอาไวอ้ ยู่ ต่นื ผู้ตื่นคนเอาไวไ้ มอ่ ยู่ มะพรา้ วตืน่ ดก กระยาจกตนื่ มี ฯลฯ โรคซัดกันนั้น เช่น เม่ือมีการเสียหายบกพร่องทุจริตเกิดข้ึนในสถานท่ี แห่งใดแห่งหนึ่ง ก็มักซัดกันไปซัดกันมา หาผู้ยอมรับผิดไม่ได้ เช่น เม่ือมีการ ทุจริตเกิดข้ึนมาก ผู้ใหญ่ก็ซัดผู้น้อยว่า ผู้น้อยบกพร่องทุจริตกันมาก เสียนิสัย ฝ่ายผู้น้อยก็ซัดผู้ใหญ่ว่าผู้ใหญ่ท�ำทุจริตน�ำเป็นตัวอย่างแก่ผู้น้อย ผู้น้อยจึงได้ ท�ำทจุ ริตตามบ้าง ดว้ ยอ้างคำ� โบราณว่า เจา้ วัดไมด่ ี หลวงชีสกปรกบ้าง ว่าร�ำไมด่ ี โทษปี่โทษกลองท�ำนองนี้บ้าง ซัดกันไปซัดกันมาอย่างน้ี ในท่ีสุดคนชั่วคนผิด ไม่มี มแี ตค่ นถูกท้งั นั้น โรคอย่างนเี้ รยี กวา่ โรคซัดกัน โรคล้มทับ เช่นผู้ใหญ่บางคนแสดงน�้ำใจอารีกับผู้น้อยว่า วันน้ีฉันจะ เลีย้ งเธอ แลว้ พากันไปกนิ อาหาร คร้นั เสร็จแลว้ กลับบอกว่า ลืมเอาทรพั ย์มา ให้ ผู้น้อยออกไปก่อน วันหลังจึงจะใช้ให้ ผู้น้อยคอยแล้วคอยเล่า ก็ไม่ใช้ให้ ครั้น จะทวงกเ็ กรงอทิ ธิพล โรคชนดิ นีเ้ ป็นทห่ี วาดสะดงุ้ ของผนู้ ้อยและคนทวั่ ไป โรคเบ่ือง่ายนั้น เช่นเบื่อคน เบื่อสามี เบ่ือภรรยา เบื่อส่ิงของเครื่องใช้ มีสามีแล้วก็เบื่อสามี มีภรรยาแล้วก็เบ่ือภรรยา เบ่ือคนนี้แล้วก็ไปหาใหม่ ไม่ใช่ เบ่ือจริงจัง เบื่อเป็นเล่น เบ่ือลอง เบ่ือหลอก เบ่ือลวง ถ้าเบ่ือจริง คือเบื่อโลกีย์ ไม่มีการเก่ียวข้องอีกต่อไป ท่ีเรียกว่านิพพิทา ก็น่าโมทนาสาธุการ เบ่ือเล่น เป็นการเบื่อท่ีก่อให้เกิดความขมข่ืนและทะเลาะวิวาทบาดหมาง เป็นทางให้เกิด แตกร้าวในครอบครัว เสียสถาบัน เบื่อสิ่งของเคร่ืองใช้ เช่น มีส่ิงของเครื่องใช้ ยังใช้ประโยชน์ได้ดีอยู่ แต่เห็นของใหม่กว่านั้นตกมาใหม่ ก็อุตส่าห์ไปซื้อหา มาใหม่ ทั้ง ๆ ที่ของเก่าก็ยังใช้การได้ดีอยู่ แต่เบ่ือเสีย ไม่ยอมใช้ หาซ้ือใหม่
เมื่อมีของตกเข้ามาใหม่อีก ก็เบื่อของเก่านั้นอีก เช่น สตรีมีเคร่ืองแต่งกาย มากพอสมควรแล้ว พอแคตตาล็อกตกเข้ามาใหม่ ก็อุตส่าห์ไปซื้อใหม่ หาใหม่ ตัดใหม่ ใช้ได้ไม่เท่าไร ยังไม่ทันเก่า พอตกเข้ามาใหม่อีก ก็ซื้อใหม่ ตัดใหม่อีก อย่างนี้เป็นการฟุ่มเฟือยเปลืองทรัพย์อย่างน่าเสียดาย แม้ทรัพย์ที่ซ้ือของมาน้ัน เป็นทรัพย์ของตน คนอื่นไม่น่าจะเข้ามายุ่งเกี่ยวและเดือดร้อนด้วยก็จริงแล แต่ ก็เป็นการผลาญทรัพย์ของตน ผลาญเงินตราของชาติ กระทบกระเทือนต่อ เศรษฐกิจของชาติ เงินร่ัวไหลออกนอกประเทศ เบื่ออย่างนี้ เป็นการเบ่ือที่ สุรุ่ยสุร่าย เป็นการเบ่ือที่ส้ินเปลืองทรัพย์โดยไม่จ�ำเป็น และกระทบกระเทือน ต่อเศรษฐกิจอย่างมาก คนที่เป็นโรคเบ่ืออาหาร มักรับประทานไม่ได้และนอน ไม่หลับตามความต้องการของร่างกาย ถ้าไม่รีบแก้ไขให้เป็นปรกติ ชีวิตอาจไม่ ยั่งยืน อาจถึงความตายได้ฉันใด คนท่ีเป็นโรคเบื่อทางจิตใจ เบื่อในทางท่ีไม่ ถูกต้องดังกล่าวมา ถ้าไม่รีบแก้ไขโดยวิธีท่ีถูกต้อง ในไม่ช้าก็ถึงความเส่ือมเสีย ไม่เจรญิ งอกงามไม่มคี วามสุขฉะนัน้ โรคทรัพย์จาง โรคตื่น โรคซัดกัน โรคล้มทับ โรคเบ่ือง่ายเหล่าน้ี แม้ เป็นโรคจร เม่ือเกิดขึ้นก็ก่อความเดือดร้อน เป็นเหตุให้เสียเงินเสียทอง เสีย ความสามคั คี เสอ่ื มเสียท้งั แก่ตนทัง้ แกค่ นอื่น จงึ ควรรีบบ�ำบัดเสียดว้ ยธรรมะ สรุปความว่า ผู้ประพฤติธรรมะ ปฏิบัติธรรมะของพระพุทธเจ้าเป็นปรกติ ธรรมะน้ันก็จะตามคุ้มครองรักษาเขามิให้ตกไปในที่ช่ัวทุกกาลสมัย และบ�ำบัด โรคใจคือโลภโกรธหลงเป็นต้น ท้ังท่ีมีประจ�ำและที่จรมา ให้หายหรือเบาบางลง บันดาลให้มีความร่มเย็นสงบสุขตลอดกาลนาน ผู้ต้องการความร่มเย็นสงบสุข พึงบริโภคธรรมโอสถของพระพุทธเจ้าเถิด จักเกิดความสุขสมบูรณ์ ไม่ถูก เช้อื โรคคือกิเลสรบกวน ถงึ สันตสิ ขุ ในที่ทกุ สถานในกาลทุกเมื่อ
อนั โลโภ โทโส โมโหน้ี เป็นไพรี รา้ ยกาจ นา่ หวาดเสยี ว คอยล้างผลาญ เผาลน ทกุ คนเทยี ว ใหแ้ ห้งเหี่ยว ไร้ธรรม และล�ำเค็ญ คอยบังคับ ขับไส หวั ใจคน ใหม้ ืดมน หลงใหล มองไม่เหน็ ใหท้ �ำช่วั มัวเมา ทกุ เชา้ เย็น ให้เคีย่ วเข็ญ ฆ่าฟัน ประจญั บาน ให้ใจจดื มืดหน้า ตณั หาจัด ให้ปวงสตั ว์ ร้อนใจ ดังไฟผลาญ ให้พโิ รธ โกรธด่า นา่ ร�ำคาญ ให้หน้าดา้ น หนา้ เง้า ทกุ เชา้ เย็น สาธชุ น คนใด สนใจธรรม ปัญญาลำ้� สว่าง กระจา่ งเหน็ โทษของโลภ โมห์โทสนั แลว้ พลันเว้น ทกุ เช้าเย็น เกลาขดั ก�ำจดั ไป บคุ คลนน้ั พลนั ถงึ ซึง่ ความสขุ หลดุ พน้ ทกุ ข์ ร้อนหมด จิตสดใส ไมก่ �ำเนิด เกดิ ก่อ อีกตอ่ ไป ส้ินเวรภัย ชื่นบาน นิพพานแล
202
203 ความฝนั ในคมั ภรี พ์ ระพุทธศาสนา บรรดาคัมภีร์ต่าง ๆ ในพระพุทธศาสนา ซ่ึงมีชื่อว่าพระไตรปิฎกบ้าง อรรถกถาบ้าง ฎีกาบ้าง และปกรณ์อื่น ๆ อีกบ้าง ล้วนเป็นที่รวบรวมค�ำสั่งสอน ของพระพทุ ธเจ้า และพระอรหันตสาวกไวม้ ากมาย และในคัมภรี น์ ัน้ ๆ นอกจาก จะมีค�ำสั่งสอนอันเก้ือกูลแก่การปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ เพ่ือให้ผู้ปฏิบัติบรรลุถึง ความบริสุทธิ์บรรลุมรรคผลนิพพานดับกิเลสและกองทุกข์ได้โดยสิ้นเชิงแล้ว ยัง มีเรื่องที่เป็นสาระเกื้อกูลแก่ความรู้ซ่ึงควรรู้ไว้ประดับสติปัญญาอีกมาก ในเร่ือง เหล่านั้นความฝันเป็นเร่ืองหน่ึงที่ควรรู้ควรสนใจ เพราะเก่ียวเนื่องกับคนทุกคน ไดค้ ้นควา้ ดูในคมั ภรี ท์ ่มี าทั้งในพระไตรปิฎก ทัง้ ในอรรถกถาและในปกรณต์ า่ ง ๆ แล้วเก็บข้อความท่ีเกี่ยวเน่ืองกับเร่ืองความฝัน อันท่านแสดงไว้ในที่น้ัน ๆ มา รวมเป็นหมวดหมู่แลว้ ให้ช่ือวา่ เรื่องความฝนั ในคัมภีร์พระพุทธศาสนา ๑. ความหมายของค�ำวา่ ฝัน ค�ำว่าฝันน้ัน เป็นค�ำไทย ซึ่งได้แปลมาจากศัพท์มคธว่า สุปินํ หรือสุบิน ท่ีหมายถึงเร่ืองซึ่งได้ปรากฏเห็นในเวลาหลับ กิริยาที่บุคคลหย่ังลงสู่ความหลับ แล้วเห็นภาพท่ีมาปรากฏทางมโนทวารคือใจน้ี เรียกว่า ความฝัน เรื่องความฝันน้ี เป็นเรื่องที่น่าสนใจ เพราะเป็นเร่ืองท่ีคนเราแทบทุกคน จะต้องประสบแทบ
204 ไม่เว้นแต่ละวนั สงิ่ ทเี่ ราไมเ่ คยรู้ ไม่เคยเหน็ ไม่เคยพบ สถานท่ี ๆ เราไม่เคยไป เราอาจร้ไู ด้ เห็นได้ ไปได้ ในเวลาฝนั เวน้ แตพ่ ระนิพพานเทา่ นัน้ อนั ใคร ๆ ไม่ อาจรู้ได้ เห็นได้ ไปได้ แม้ด้วยความฝัน ก็ความฝันนั้นย่อมบอกเหตุการณ์ท่ีจะ เกิดขึ้นให้ทราบล่วงหน้าได้เป็นอย่างดี ท่ีเป็นลางร้ายก็มี ที่เป็นบุพพนิมิตก็มี ที่แนน่ อนเช่อื ได้กม็ ี ที่ไม่แนน่ อนเช่ือไม่ไดก้ ม็ ี ๒. ความฝนั สมั พันธ์กบั มนษุ ย์ มนุษย์ทุกชาติทุกภาษา เมื่อยังมีกิเลสเคร่ืองเศร้าหมอง คือความโลภ ความโกรธ ความหลง หมักดองอยู่ในสันดานแล้ว ไม่เลือกว่าจะเป็นชาติใด เพศใดวัยใด ย่อมมีความสัมพันธ์เกี่ยวเนื่องด้วยเร่ืองความฝันอยู่เสมอ แต่ถ้า ส้ินกิเลสเหล่าน้ันแล้ว ก็หมดความสัมพันธ์เก่ียวเนื่องกับเรื่องความฝันอีกต่อไป ๓. เหตทุ จ่ี ะใหฝ้ นั ๔ อยา่ ง ในคัมภีร์มโนรถปูรณี อรรถกถาอังคุตตรนิกาย ภาค ๓ หน้า ๘๖ และ คัมภีร์สทั ธมั มัปปัชโชติกา อรรถกถาขุททกนกิ าย ภาค ๒ หน้า ๑๓๓ ท่านแสดง เหตุท่จี ะให้ฝันไวว้ ่า คนเราเมือ่ จะนิมติ ฝัน ย่อมนิมติ ฝันด้วยเหตุ ๔ ประการคือ (๑) นมิ ิตฝันเพราะธาตุกำ� เรบิ (๒) นิมิตฝันเพราะจิตประหวัด คือ หน่วงเอาอารมณ์ที่ตนเคยเห็น เคยฟัง เคยประสบและสัมผสั แตก่ ่อน ๆ แล้วเก็บเอามาฝนั (๓) นิมิตฝันเพราะเทวดาสังหรณ์ คือ เทวดาดลใจ มาเข้าฝันบอก เหตรุ า้ ย และดีแล้วฝนั ด้วยอานภุ าพแห่งเทวดา (๔) นมิ ิตฝนั ดว้ ยบพุ พนิมติ คอื บุญกุศลและบาปอกศุ ลอนั ไดส้ ่ังสม ไวใ้ นปางก่อน จะให้ผลเป็นสขุ และเปน็ ทกุ ขม์ าบนั ดาลใหฝ้ ัน
205 ๔. ลกั ษณะของความฝัน ๓ อยา่ ง และในคมั ภีรท์ งั้ ๒ นน้ั ทา่ นแสดงลักษณะของความฝนั ว่า มี ๓ อยา่ ง คือ (๑) ความฝนั เปน็ กศุ ล (๒) ความฝนั เป็นอกศุ ล (๓) ความฝันเปน็ อพั ยากฤต ความฝันเป็นกุศล เช่นฝันเห็นพระ ฝันได้ไหว้พระเจดีย์ ฝันได้ฟังธรรม เหล่าน้ีเป็นต้น ความฝันเป็นอกุศล เช่น ฝันว่าตกจากภูเขาและต้นไม้ ฝันว่า ถูกสตั วร์ ้าย เชน่ เสอื หมี ไล่ขบกัด เป็นต้น ความฝนั ทเ่ี ป็นอัพยากฤต คือ ฝนั ท่ีไม่อยู่ในลักษณะท้งั ๒ น้นั ๕. ความฝนั เช่ือได้หรอื ไม่ ท่านแสดงไว้ว่า ความฝันเป็นเร่ืองจริง ควรเช่ือได้ก็มี เป็นเรื่องไม่จริง ไม่ควรเชื่อก็มี ความฝันที่เป็นเรื่องจริง ควรเช่ือได้นั้น คือความฝันท่ีเป็น บุพพนิมิต อันบังเกิดขึ้นด้วยอ�ำนาจแห่งบุญกุศลและบาปอกุศล ท่ีส่ังสมไว้ มาบันดาลให้ฝัน ถ้าฝันดีก็เป็นดีจริง ๆ ถ้าฝันร้ายก็เป็นร้ายจริง ๆ ความฝัน ยอ่ มเปน็ ของแน่นอนแต่เพียงผล สว่ นกิริยาทฝ่ี นั นัน้ มักจะเอาแน่นอนไม่คอ่ ยได้ จงึ มีปัญหาตอ่ ไปวา่ ทีว่ ่าความฝนั ยอ่ มเป็นของแน่นอนแต่เพียงผล ส่วนกิรยิ าท่ี ฝันมักจะเอาแน่นอนไม่ได้นั้น หมายความว่ากระไร หมายความว่า ผลที่เกิดข้ึน ไม่ตรงกับที่ฝันเห็น เช่นในเวสสันดรชาดก กัณฑ์กุมาร ท่านพรรณนาว่า พระนางมัทรีทรงสุบินนิมิตผิดประหลาดว่า ยังมีบุรุษหน่ึงนั้นเติบโตด�ำล่�ำสัน เห็นพิลึก ผิวกายด�ำเป็นหมอกหมึกมืดดังมหาเมฆ ดูนิโกกเกกเก่งฉกาจ นุ่งผ้า ย้อมฝาดคาดกาสาว์สักกระสัน พันเป็นเกลียวเหน่ียวเหน็บร้ังคาดพุงจ้ังม่ัง ทะมัดทะแมง ทัดดอกไม้แดงท้ังสองหูดูสง่า มีหัตถ์เบ้ืองขวานั้นถือดาบคมเขียว เป็นมันปลาบละเลื่อมแสง แกว่งกวัดฉวัดเฉวียน ว่ิงวู่จู่เข้ามาถึงถีบทวารตึง
206 ท�ำลายลู่ กระทืบเท้าตะคอกขู่ค�ำรามส�ำราก ฉวยชฎานางกระชากฉุดให้หลุดพลัด รวบพระกรกระหวดั ทั้งซ้ายขวา ใหพ้ ระนางเธออตุ ตานภาพ (บรรทบหงาย) ฟาด ด้วยดาบเหว่ียงลงตรงพระพาหาท้ังสองซ้ายขวาขาดเป็นสิน พระกรกระเด็นด้ิน อยู่แดดาน แล้วมิหน�ำซ้�ำแขวะคว้านควักพระนัยน์เนตรท้ังสองปลิ้นให้ว่ินหวะ เอาดาบฉะเชือดพระทรวงล้วงช�ำแหละ แหวะหาพระทัยพระนางน้ัน ถือเอา ความว่าพระนางมัทรีฝันว่า มีบุรุษมาตัดแขนซ้ายและแขนขวาแล้วผ่าทรวงล้วง เอาดวงหทัยไป ก็มิได้เป็นจริงตามนั้น คือพระนางมิได้ถูกตัดแขนซ้ายและ แขนขวา ผ่าทรวงล้วงเอาดวงหทัยไปดังท่ีฝันเห็น เป็นแต่วา พระนางต้องเสีย สองกุมารคือกัณหาและชาลี ซ่ึงเป็นเหมือนดวงหทัยและแขนซ้ายแขนขวา โดย ชชู กมาทลู ขอจากพระเวสสันดรบรมโพธิสตั ว์ และพระเวสสันดรก็มพี ระทยั ยินดี ประทานให้แก่ชูชกไปตามประสงค์ เป็นการบ�ำเพ็ญทานบารมีอย่างอุกฤษฏ์ ยาก ทคี่ นอนื่ จะกระท�ำได้ เปน็ เหตใุ หเ้ กิดแผ่นดนิ ไหว ๖. ความฝันท่ีเชอ่ื ไม่ได้ ส�ำหรับความฝันท่ีมีปรากฏขึ้นโดยธาตุก�ำเริบก็ดีหรือโดยมีจิตประหวัด ยึดหน่วงอารมณ์ที่เคยได้เห็นเคยได้ยินได้ฟัง เคยได้สัมผัสแต่กาลก่อนนั้นแล้ว เกบ็ เอามาฝันกด็ ี ทา่ นวา่ เป็นของไม่เที่ยงแท้ ไมแ่ นน่ อน จะเชอื่ เอาว่าเป็นจรงิ ไมไ่ ด้ ๗. ความฝันที่เชอ่ื ไดบ้ ้าง เชอ่ื ไม่ไดบ้ ้าง ส่วนความฝัน ท่ีเกิดมีขึ้นโดยอ�ำนาจเทวดาสังหรณ์ คือเทวดามาเข้าฝัน บอกเหตุบอกผล บอกความสุข บอกความทุกข์ในฝันนั้น บางครั้งก็บอกจริง บางคราวก็บอกไม่จริง ถ้าเทวดามีความรักใคร่หวังดีปรารถนาจะสงเคราะห์ให้ เป็นประโยชน์ ก็บอกจริง ถ้าเทวดาเกลียดชังหวังจะให้ต้องภัย ได้รับความทุกข์ เดือดร้อนก็บอกลวง ดังมีเร่ืองเล่าว่า พระมหาเถระรูปหนึ่งซ่ึงอยู่ในนาคมหาวิหาร
207 พระมหาเถระรูปน้ี เมือ่ ท�ำการอะไร มกั ท�ำตามอ�ำเภอใจของท่าน ไม่ปรกึ ษาหารือ ผู้อ่ืน วันหนึ่งท่านใช้ให้คนตัดไม้กากะทิงต้นหน่ึงลง เทวดาผู้สิงสถิตอยู่บน ต้นไม้นั้นโกรธพระมหาเถระ ปรารถนาจะให้ท่านต้องภัยได้รับความเดือดร้อน จึงอุบายล่อลวงให้พระมหาเถระน้ันหลงเชื่อ ด้วยวิธีมาเข้าฝันบอกเหตุการณ์ บอกสุขบอกทุกข์ในฝัน คือบอกว่าจะมีเหตุการณ์อย่างใดเกิดขึ้นเหตุการณ์ อย่างนั้นก็มีจริงเป็นจริงตามที่เทวดามาบอกในฝันทุกประการไม่ผิดพลาด คลาดเคล่ือนแม้แต่น้อย พระมหาเถระก็มีความเช่ือม่ันว่า เทวดาบอกเหตุการณ์ แก่เราในความฝัน แน่นอน จริง ไม่ผิดพลาดสักอย่างเดียว ครั้นเทวดาทราบว่า พระมหาเถระเชื่อถือแน่นแฟ้นเช่นนี้แล้ว คืนวันหนึ่งจึงเข้าฝัน บอกลวง พระมหาเถระว่านับตั้งแต่วันน้ีไปอีก ๗ วันจะเกิดเหตุใหญ่ เหตุน้ันคือ องค์พระมหากษัตริย์ ซ่ึงเป็นอุปัฏฐากแห่งพระผู้เป็นเจ้าจะเสด็จสวรรคต พระมหาเถระเช่ือม่ันว่าจักเป็นจริงดังนั้น ก็จ�ำความฝันนั้นไปบอกเล่าพระสนม นางก�ำนัลใน ๆ กเ็ ชือ่ วา่ จักเปน็ จรงิ ดังน้ัน ก็พากันร้องไห้ระเบง็ เซ้งแซ่ทั่วพระราชวัง จนความทราบถึงองค์พระมหากษัตริย์ พระมหากษัตริย์ก็ตรัสถามว่า เหตุไฉน จึงพากันร้องไห้ นางเหล่าน้ัน จึงทูลให้ทรงทราบว่า พระมหาเถระบอกว่า แต่น้ีไป อีก ๗ วัน พระองค์จักเสด็จสวรรคต พระมหากษัตริย์ก็ให้นับวันไปทุก ๆ วัน ครั้นครบ ๗ วันแล้ว พระมหากษัตริย์หาได้เสด็จสวรรคตไม่ ทรงเข้าพระทัยว่า พระมหาเถระจักคิดการกบฏ ปองร้ายหมายม่ันผูกพันพระสนมนางก�ำนัลใน จงึ สงั่ ใหเ้ พชฌฆาตตดั มือและเท้าของพระมหาเถระเสีย เป็นการลงพระราชอาญา ดังน้ี ฉะนั้น ความฝันอันมีปรากฏโดยเทวดาสังหรณ์ คือเทวดามาบอกเหตุร้าย และดี แล้วฝันด้วยอานุภาพแห่งเทวดาน้ัน จะเช่ือว่าเป็นจริงแท้แน่นอนโดย ส่วนเดียวหาได้ไม่ เพราะบางครั้ง เทวดาบอกจริง บางคราวเทวดาบอกลวง ดังตวั อยา่ งทอ่ี ้างมาน้ี
208 ๘. บุคคลท่ฝี ันและไม่ฝัน ในคัมภีร์สัทธัมมัปปัชโชติกา อรรถกถาขุททกนิกาย ภาค ๒ ท่านแสดง ไว้เป็นใจความว่า ความฝัน ๔ อย่าง คือฝันเพราะธาตุก�ำเริบ ๑ ฝันเพราะ จิตประหวัด หน่วงอารมณ์ที่เคยประสบพบเห็นมาฝัน ๑ ฝันเพราะเทวดา สังหรณ์ ๑ ฝันเพราะบุพพนิมิต ๑ ย่อมปรากฏมีแก่พระเสขบุคคล คือ พระโสดาบัน พระสกิทาคามี พระอนาคามี และแก่ปุถุชนท้ังปวง พระเสขบุคคล และปุถุชนท้ังปวงน้ัน ย่อมเห็นซ่ึงสุบินนิมิต คือความฝัน ถามว่า เพราะเหตุใด ความฝันจึงมีปรากฏเฉพาะปุถุชนและพระเสขบุคคลเท่าน้ัน ตอบว่า เพราะ ปุถุชนและพระเสขบุคคล ตั้งต้นแต่พระโสดาบันจนถึงพระอนาคามี ยังมี สัญญาวิปัลลาสมิดได้ขาดจากสันดาน เพราะยังไม่ส้ินอาสวกิเลส จึงมีความฝัน ปรากฏอยู่เนือง ๆ ๙. พระอรหันตไ์ ม่ฝัน ส่วนพระอรหันต์ท่านสิ้นอาสวกิเลสแล้ว ละวิปัลลาสได้แล้ว จึงไม่มี ความฝันและเร่ืองที่จะฝัน เพราะฉะน้ัน จึงไม่ปรากฏว่า ความฝันของ พระอรหันตม์ ีมาในคัมภรี ใ์ ดเลย ๑๐. พระสุบินนมิ ิตของพระนางสิริมหามายา ในคัมภีร์สารัตถทีปนี ฎีกาพระวินัยปิฎก ภาค ๓ หน้า ๕ และคัมภีร์ ชาตกัฏฐกถาภาค ๑ หน้า ๗๙ ท่านพรรณนาว่า ในราตรีที่พระพุทธเจ้าจะเสด็จ จากสวรรค์ชั้นดุสิต ลงสู่ปฏิสนธิในพระครรภ์ของพระนางสิริมหามายาเทวี เวลา ปัจจุสสมัยใกล้รุ่ง พระนางสิริมหามายาเทวี ก็ทรงพระสุบินว่า ท้าวจาตุมหาราช ทง้ั ๔ มายกพระองคไ์ ปกบั ทง้ั พระแทน่ บรรทมนำ� ไปสปู่ า่ หิมพานต์ประดิษฐานไว้ ณ เบ้อื งบนศลิ าใหญ่ ประมาณ ๖๐ โยชน์ ภายใต้ต้นรังใหญต่ ้นหนงึ่ สูงประมาณ
209 ๗ โยชน์ แล้วมีนางเทพธิดามาเชิญเสด็จให้ลงสรงน�้ำในสระอโนดาต เพื่อ ช�ำระล้างให้ส้ินมลทินแห่งมนุษย์แล้ว ให้ทรงผลัดด้วยผ้าทิพย์ประดับพระกาย ดว้ ยทพิ ยบปุ ผชาติ ในทใ่ี กลส้ ระนั้น มีภูเขาเงนิ ลูกหน่ึง และมีวิมานทองสถติ อยู่ ภายในภูเขานั้น จึงเชิญเสด็จขึ้นไปภายในวิมานทองน้ัน ปูลาดที่นอนทิพย์แล้ว ให้บรรทมบ่ายพระเศียรไปทางทิศตะวันออก ณ ท่ีใกล้ภูเขาเงินน้ัน มีภูเขาทอง ลูกหนึ่ง และมีช้างเผือกเชือกหน่ึงเที่ยวอยู่บนภูเขาทองน้ัน แล้วลงจากภูเขาทอง ขึ้นมาบนภูเขาเงินจับปทุมชาติสีขาวพ่ึงบานใหม่ มีกลิ่นหอมฟุ้งตลบแล้วร้อง บันลือเสียงเข้าไปภายในวิมานทอง กระท�ำประทักษิณ (เวียนขวา) พระองค์ (คือพระนางสิริมหามายา) ๓ รอบ แล้วปรากฏเหมือนเข้าไปในพระอุทรข้างขวา ของพระนางสิริมหามายา ๆ ก็ต่ืนจากพระบรรทม และพระบรมโพธิสัตว์ ก็ได้ เสด็จลงสู่ปฏิสนธิในพระครรภ์แห่งพระนางสิริมหามายาในขณะน้ันพอดี ครั้งรุ่งเช้า พระนางสิริมหามายา จึงทูลพระสุบินนิมิต แด่พระเจ้าสุทโธทนะ พระราชสามี พระเจ้าสุทโธทนะจึงให้พราหมณ์โหราจารย์รวม ๖๔ คนเข้าเฝ้า แล้วตรัสเล่าพระสุบินนิมิตแห่งพระราชเทวีให้พยากรณ์ว่า จะร้ายดีประการไร พราหมณ์โหราจารย์เหล่านั้นก็ทูลพยากรณ์ว่า ขอพระองค์อย่างทรงพระปริวิตก ไปเลย พระสุบินนิมิตน้ีประเสริฐย่ิงนัก พระราชเทวีจะทรงพระครรภ์ และ พระราชโอรสในพระครรภ์นั้นจะเป็นอัครบุรุษประเสริฐย่ิงมิได้เป็นสตรี จะมี อานุภาพมาก ถ้าด�ำรงอยใู่ นฆราวาสวิสัย จะไดเ้ ปน็ บรมจกั รพรรดิ ถ้าออกผนวช จกั ไดต้ รสั รเู้ ป็นองค์พระสัมมาสมั พุทธเจ้า ๑๑. พระสุบนิ นิมติ ของพระเจ้าสทุ โธทนะ ในหนังสือประทีปแห่งทวีปอาเซีย ซ่ึงเซอร์ เอดวินอาร์โนลด์ประพันธ์ เลา่ ถึงเร่ืองพระเจา้ สทุ โธทนะทรงพระสุบนิ ๗ ข้อ ในราตรีกอ่ นท่เี จา้ ชายสิทธตั ถะ จะเสด็จออกบรรพชา (ซึ่งไม่มีปรากฏในคัมภีร์ของเรา) พระสุบินนิมิต ๗ ข้อ นั้นคอื
210 ๑. ทรงนิมิต เห็นธงชักข้ึนเป็นสง่าผ่าเผยธงหน่ึง ซ่ึงดวงอาทิตย์ แจ่มจรสั เปน็ สที องฉายมา แตภ่ ายหลงั มีลมพัดมา จนธงนั้นขาดเป็นชน้ิ ๆ แล้ว ก็โบกพัดให้ตกลงในธุลี ต่อมามีเทวดาเหาะลงมาเก็บธงน้ัน แล้วน�ำมาวางที่ ทิศตะวันออกแห่งประตูเมือง ๒. ทรงนิมิตเห็นคชสาร ๑๐ เชือก งาเป็นเงินคชสารเหล่าน้ัน เดินทางมาจากทิศใต้ สิทธัตถะเป็นผู้นั่งเหนือคชสารเชือกที่ ๑ ส่วนเชือกอ่ืน ๆ เดนิ ตามหลงั ๓. ทรงนิมิตเห็นราชรถ อันแพรวพราวด้วยรัศมีรุ่งโรจน์ เทียมด้วย พาชี ๔ ตัว ซึ่งพ่นควันขาวออกมาจากจมูก และเคี้ยวฟองซึ่งเป็นไฟ สิทธัตถะ น่งั อยบู่ นราชรถน้ัน ๔. ทรงนิมิตเห็นลูกล้อ ซ่ึงหมุนมิได้หยุด ดุมเป็นทอง สลับด้วย รัศมีแห่งมณีรัตน์ซ่ึงประดับไว้ และมีสิ่งแปลกประหลาดที่เขียนไว้ ณ กรอบ ลกู ล้อ และล้ออนั น้ีเอง ขณะท่กี �ำลงั หมุนอยูเ่ กดิ เปน็ ไฟและดนตรี ๕. ทรงนิมิตเห็นกลองมหึมา ต้ังอยู่กลางทางระหว่างราชธานีและ ภูเขา ซึ่งสิทธัตถะได้ตีด้วยท่อนเหล็กจนมีเสียงสน่ัน เหมือนฟ้าร้องก้องกระหึ่ม ไปไกล ๖. ทรงนิมิตเห็นหอคอย ซ่ึงสูงขึ้นเสมอจนแลเห็นได้ทั่วราชธานี สงู ตระหวา่ นดุจห้มุ ด้วยกอ้ นเมฆ และบนยอดหอคอยนน้ั สทิ ธัตถะนง่ั อยู่ พลาง หว่านพรรณอันรุ่งโรจน์แห่งบุปผชาติ พลอย และทับทิม ปวงชนท้ังหลาย ก็มา เบยี ดเสียดเพ่ือเก็บทรัพย์อนั มคี า่ ซ่ึงตกลงมาทุกหนทุกแห่ง ๗. ทรงนิมิตว่าได้ยินเสียงครวญครางและทอดพระเนตรเห็นคน ๖ คนรอ้ งไห้ และกัดฟันกับเอามอื ปดิ ปากคร่�ำครวญด้วยความสน้ิ หวัง
211 ๑๒. ฤาษีพยากรณ์พระสบุ นิ นิมติ สุบินท้ัง ๗ ข้อนี้ ได้ท�ำให้พระเจ้าสุทโธทนะต้องทรงหวาดหว่ันเร่าร้อน ในพระทัย ถึงกับเปล่งพระวาจาออกมาว่า คงมีทุกข์อะไรมาพ้องพานวังของเรา เป็นแน่ แต่แล้วในที่สุดก็โปร่งเบาพระทัย ในเม่ือฤาษีรูปหนึ่ง ซึ่งไม่มีผู้ใดรู้จัก เข้าไปเฝ้าฟังรับส่ังเร่ืองพระสุบินอันอัศจรรย์ท้ัง ๗ ข้อน้ัน แล้วทูลว่า มหาราชะ ข้าพเจ้าขอเคารพราชตระกูล ซ่ึงจะได้ประสบสวัสดิโชค อันมีรัศมีอร่ามเรือง ยิ่งกว่าดวงอาทิตย์ ขอพระองค์ได้ทรงทราบเถิดว่า พระสุบินอันท�ำให้พระองค์ ต้องทรงหวาดหวั่นนี้ เป็นพระสุบินซ่งึ ลว้ นแตเ่ ป็นมงคลทง้ั สนิ้ คือ ธงท่ีปลิวไสวสง่าผ่าเผย เป็นเครื่องหมายแสดงว่าพระอินทร์ ท่ี ทอดพระเนตรเห็นธงนั้นขาดและปลิวลงมาน้ัน หมายถึงวาระท่ีสุดแห่งการ เช่อื ถือลัทธิประเพณเี ก่า คชสาร ๑๐ เชือก ท่ีท�ำให้พ้ืนธรณีสั่นน้ัน หมายถึงพระบารมี ๑๐ ทัศ และด้วยอ�ำนาจพระบารมี ๑๐ น้ีเอง พระราชโอรสจักทรงสละราชธานีของ พระองคแ์ ละทรงท�ำให้โลกสน่นั หวน่ั ไหว โดยทรงท�ำให้โลกไดบ้ รรลถุ งึ สันติสุข ม้าท้งั ๔ ที่เทยี มรถ พ่นลมหายใจออกมาเป็นไฟนน้ั หมายถึงอรยิ สัจ ๔ ซ่ึงจะพาให้พระราชโอรสของพระองค์ พ้นจากความกังขาและความมืดไปสู่ แสงสว่างแหง่ บุญบารมี ล้อซ่ึงหมุนมิได้หยุด ดุมเป็นทอง สลับด้วยรัศมีแห่งมณีรัตน์ซ่ึงประดับ ไว้นน้ั หมายถึงพระวินัยอนั บริสุทธ์ ซึง่ จะหมุนให้ประจักษ์แก่โลกทง้ั มวล กลองท่ีพระราชโอรสตีจนเสยี งดงั สน่ันกกึ ก้องไปท่ัวทุกทศิ น้ัน หมายความ ว่า พระธรรมโอวาท ซ่ึงพระราชโอรสจะทรงส่งั สอน ไพเราะกอ้ งกังวานดจุ ฟ้าร้อง
212 หอคอยซ่ึงสูงจนกระท่ังจดฟ้านั้นหมายถึงความเยี่ยมแห่งพระคัมภีร์ของ พระพุทธเจ้า และเคร่ืองเพชรพลอยซึ่งโปรยลงมาจากจากหอคอยน้ัน คือสมบัติ อันเกินค่าแห่งพระธรรมวินัย ซึ่งเป็นท่ีรักของปวงเทวดาและหมู่มนุษย์ทั้งหลาย และทุกคนกต็ อ้ งการ ส่วนคน ๖ คน ซึ่งร้องครวญครางพลางปิดปากน้ัน หมายถึงเจ้าลัทธิ ตัวส�ำคัญทั้ง ๖ ซ่ึงพระราชโอรสจะทรงกระท�ำให้รู้ส�ำนึกตัว ในความเหลวไหล ของเขาดว้ ยพระบารมแี ละพระธรรมเทศนา ซ่งึ ไมม่ ขี ้อโต้เถยี งได้ มหาราชะ ขอพระองค์ จงทรงส�ำราญพระทัยเถิด พระคุณสมบัติของ พระราชโอรส มีค่าเกินกว่าราชอาณาจักรทั้งหมด พระสุบินนิมิตของพระองค์ แปลความได้ดังนี้ และภายในไม่ช้า ส่ิงทั้งปวงน้ี จะมาอุบัติข้ึน เมื่อฤาษีพูดแล้ว ก็กราบลง แล้วกลับหลังหันหายวับไป ๑๓. พระสบุ ินนมิ ติ ๕ ข้อของพระพทุ ธเจา้ กอ่ นตรัสรู้ ได้กล่าวมาแล้ว พระอรหันต์ผู้ส้ินกิเลส ละวิปัลลาสได้แล้ว ย่อมไม่ฝัน และไม่มีเร่ืองท่ีจะฝัน ฉะน้ัน เมื่อพระพุทธเจ้าได้ตรัสรู้แล้ว จึงมิได้ปรากฏว่า พระองค์ทรงพระสุบินเลย ในปัญจมหาสุปินสูตร พระไตรปิฎก เล่ม ๒๒ หน้า ๒๖๗ แสดงว่า พระพุทธเจ้าได้ตรัสเล่าถึงพระสุบิน ๕ ข้อ ท่ีมาปรากฏ แก่พระองค์ คร้ังยังเป็นพระโพธิสัตว์อยู่ คือก่อนหน้าตรัสรู้หนึ่งวัน ให้ภิกษุ ทัง้ หลายฟัง พระสุบนิ ๕ ขอ้ นน้ั ดงั นค้ี อื พระสุบินข้อที่ ๑ ว่า พระองค์เสด็จบรรทมหงายเหนือพ้ืนมหาปฐพี ต่างที่พระย่ีภู่ปูลาด มีพระยาเขาหิมพานต์บรรพต ปรากฏเป็นพระเขนยหนุน พระเศียร พระหัตถ์ข้างซ้าย พาดหย่ังลงไปในมหาสมุทรข้างทิศตะวันออก พระหัตถ์ขวา พาดหย่ังลงไปในสมุทรข้างทิศตะวันตก พระบาทท้ังสอง ก็ เหยยี ดหย่ังลงไปในมหาสมุทรข้างทิศใต้
213 พระสุบินข้อที่ ๒ ว่า หญ้าแพรกเส้นหน่ึง งอกแต่พระนาภี แล้วเจริญ สงู ขึ้นไปจนจดนภากาศ พระสุบินข้อที่ ๓ ว่า หมู่หนอนท้ังหลาย ล้วนมีกายอันขาว มีศีรษะด�ำ ไต่ขึ้นมาแต่ปลายพระบาททั้งสอง เต็มตลอดปกปิดเสียซ่ึงล�ำพระชงฆ์จนถึง ชานมุ ณฑล พระสุบินข้อท่ี ๔ ว่า มีนกส่ีจ�ำพวก มีสีต่าง ๆ กัน พวกหนึ่งเหลือง พวกหน่ึงแดง พวกหนึ่งเขียวพวกหน่ึงด�ำ บินมาแต่ทิศท้ังส่ี มาจับฟุบลงแทบ พระบาท แล้วกก็ ลบั กลายเป็นสขี าวไปหมด พระสุบินข้อท่ี ๕ ว่า พระองค์เสด็จไปจงกรมอยู่บนยอดเขา อันอากูล ไปดว้ ยอุจจาระ แตไ่ ม่แปดเปือ้ นติดพระบาทเลย ๑๔. ทรงพยากรณ์พระสบุ นิ ดว้ ยพระองค์เอง เม่ือพระสบุ ินนมิ ติ ท้ัง ๕ ข้อน้ี ปรากฏแดพ่ ระบรมโพธิสตั ว์ในปัจจสุ สมัย ใกลร้ งุ่ แห่งวนั จาตุททสี ขน้ึ ๑๔ ค่ำ� เดือน ๖ แล้ว แลว้ ต่นื จากบรรทมประทบั น่งั ร�ำพึงถึงพระสุบินนิมิตว่า ถ้าเราอยู่ในกรุงกบิลพัสดุ์ก็จะได้ทูลสุบินนิมิตแด่ พระราชบิดา หรือถ้าพระราชชนนียังทรงพระชนม์อยู่ ก็จะได้ทูลถาม บรรดา โหราจารย์ ก็จะได้พยากรณ์สุบินนิมิตนี้ แต่เราได้ออกมาบ�ำเพ็ญเพียร เพ่ือบรรลุพระสัมมาสัมโพธิญาณ ณ กลางป่าเช่นนี้ ไม่มีผู้ท่ีจะพยากรณ์ฉะนั้น เราจะพยากรณส์ บุ นิ นมิ ติ นดี้ ้วยตนเอง พระสุบินข้อที่ ๑ ท่ีว่า บรรทมหงายเหนือพื้นดินน้ัน ทรงพยากรณ์ว่า จะได้ตรัสรพู้ ระสัมมาสัมโพญาณอันประเสริฐ หาสิง่ ใดเสมอมไิ ด้ พระสุบินข้อที่ ๒ ที่ว่า หญ้าแพรกงอกข้ึนจากพระนาภี สูงไปจนจด นภากาศน้ัน ทรงพยากรณ์ว่าจะได้ตรัสรู้ประกาศอริยมรรคมีองค์ ๘ แก่เทวดา และมนษุ ย์ท้งั ปวง
214 พระสุบินข้อท่ี ๓ ท่ีว่า หมู่หนอนไต่ขึ้นมาแต่ปลายพระบาทท้ังสอง ปกปิดตลอดถึงพระชานุมณฑลน้ัน ทรงพยากรณ์ว่า คฤหัสถ์เป็นอันมากซ่ึง นุ่งขาว จะพากนั มาสู่ส�ำนกั ของพระองค์ ถงึ พระไตรสรณคมน์ พระสุบินข้อท่ี ๔ ที่ว่า นกส่ีจ�ำพวกมีสีต่าง ๆ กัน บินมาแต่ทิศท้ัง ๔ ฟุบจับลงแทบพระบาทแล้วกลับกลายเป็นสีขาวไปส้ินน้ัน ทรงพยากรณ์ว่า วรรณะ ๔ เหล่า คือ กษัตริย์ พราหมณ์ แพศย์ ศูทร จะออกจากฆราวาส มา บรรพชาอุปสมบทในพระธรรมวินัยและจะได้ตรัสรู้วิมุตติธรรมอันประเสริฐยิ่ง พระสุบินข้อท่ี ๕ ท่ีว่า เสด็จข้ึนไปจงกรมบนยอดเขา อันอากูลไปด้วย อจุ จาระอันลามกนั้น แตพ่ ระบาททง้ั สองมิไดแ้ ปดเปอื้ นดว้ ยอุจจาระอันลามกนนั้ ทรงพยากรณ์ว่า พระองค์จะทรงได้ปัจจัยลาภอย่างเหลือเฟือเนืองนิตย์ แต่มิได้ มพี ระทยั ติดข้องในปจั จยั ทง้ั ปวงน้นั พระสุบินนิมิตทั้ง ๕ ข้อนี้ เป็นปัจฉิมสุบิน ครั้งสุดท้าย และเป็นของ ปัจจัตตัง เฉพาะมีปรากฏแก่พระสัพพัญญูบรมโพธิสัตว์ ซ่ึงจะได้ตรัสรู้เท่านั้น จะได้ปรากฏแก่บุคคลธรรมดาสามัญอ่ืนใด หรือแก่พระเจ้าจักรพรรดิ หรือ แมแ้ ตพ่ ระอรหนั ต์ พระอัครสาวกพระปจั เจกพุทธเจา้ ก็หาไม่ ๑๕. พระสุบนิ นมิ ติ ๑๖ ข้อ ของพระเจ้าปเสนทโิ กศล ในอรรถกถามหาสุปินชาดก เอกนิบาต ภาค ๒ หน้า ๑๖๔ เล่าเรื่อง พระสุบินนิมิต ๑๖ ข้อ ของพระเจ้าปเสนทิโกศล เป็นใจความว่า พระเจ้า ปเสนทิโกศลผู้ครองกรุงสาวัตถีอันเป็นราชานีของแคว้นโกศล บรรทมหลับใน ราตรีวันหน่ึงเวลาปัจฉิมยามใกล้รุ่ง ทรงพระสุบินถึง ๑๖ ข้อ เป็นพระสุบินที่ แปลกประหลาด ทรงตกพระทัยได้ตรัสเล่าพระสุบิน ๑๖ ข้อนั้น ให้พราหมณ์ ปุโรหิตประจ�ำราชส�ำนักท�ำนาย พราหมณ์ปุโรหิตเหล่าน้ัน ก็ทูลเป็นเสียงเดียวกัน ว่าเป็นพระสุบินท่ีร้ายและท�ำนายว่า พระเจ้าปเสนทิโกศลจะต้องทรงประสบ
215 อันตราย ๓ ประการ คือ ๑. เสียราชสมบัติ ๒. เสียพระมเหสี ๓. สวรรคต ไม่อย่างใดก็อย่างหน่ึง และทูลถวายค�ำแนะน�ำให้ทรงท�ำพิธีฆ่าสัตว์บูชายัญ เพ่ือ สะเดาะพระเคราะห์ พระเจ้าประเสนทิโกศลทรงเช่ือและตกพระทัยมาก จึงมี พระราชโองการให้เตรียมการท�ำพิธีฆ่าสัตว์บูชายัญตามค�ำแนะน�ำของพราหมณ์ ปุโรหิตเหล่านั้น คร้ังนั้นพระนางมัลลิกาเทวี ทราบเหตุนั้นแล้วเข้าไปเฝ้าพระเจ้า ปเสนทิโกศลทูลว่า พระองค์ไม่ควรรีบร้อนท�ำพิธีฆ่าสัตว์บูชายัญ ควรเสด็จไป เฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าเล่าพระสุบินถวาย ขอให้ทรงพยากรณ์ก่อน หากจะมี เหตรุ า้ ยอนั ใดเกิดข้ึนจรงิ ก็อาจจะทรงแนะนำ� วธิ ีแกไ้ ข ผ่อนหนกั ให้เปน็ เบาลงได้ โดยไม่ต้องท�ำพิธีฆ่าสัตว์บูชายัญ พระเจ้าปเสนทิโกศลก็เสด็จไปเฝ้าพระพุทธเจ้า แลว้ ทูลถามตามค�ำทลู แนะน�ำของพระนางมัลลิกา พระพุทธเจ้าก็ทรงพยากรณ์ว่า เหตรุ ้ายน้ัน จักมแี น่ แตม่ ิใช่แกพ่ ระเจา้ ปเสนทิโกศลหรอื แว่นแควน้ ของพระองค์ เลย เหตุร้ายน้ัน จักมีแก่สัตว์โลกทั่ว ๆ ไป และแก่พระศาสนาของตถาคตใน กาลภายหนา้ โนน้ พระสุบินนิมิต ๑๖ ข้อ ของพระเจ้าปเสนทิโกศลน้ัน ท่านร้อยกรองไว้ เป็นคาถา อันมีปรากฏในพระไตรปิฎก เล่ม ๒๗ หน้า ๒๔ และเมื่อถอดเอา ความพรอ้ มทั้งอรรถาธิบาย ในคมั ภีร์ชาตกัฏฐกถานน้ั แลว้ คงไดค้ วามดงั น้ีคอื ๑. พระเจ้าปเสนทิโกศลทรงพระสุบินว่า โคอุสภะด�ำ ๔ ตัว มีกาย ดุจสีดอกอัญชัน วิ่งมาจากทิศทั้ง ๔ มุ่งตรงมายังพระลานหลวง ท�ำอาการ เหมือนจะชนกัน ครั้งมหาชนท้ังปวงมาประชุมกันว่า เราท้ังหลายจะดูโคชนกัน โคอุสภะท้ัง ๔ ก็แสดงอาการเหมือนจะชนกันจริง บันลือเสียงคุกคามอื้ออึงแล้ว ต่างตัวต่างกถ็ อยกลบั ไป มไิ ดช้ นกัน พระพุทธเจา้ ทรงพยากรณ์ว่า สุบินนิมิตนี้ จักมีผลในอนาคตกาลไกลโน้น คือต่อไปภายหน้าผู้เป็นใหญ่ท้ังหลายจักไม่ต้ัง อยใู่ นธรรม หม่มู นุษยก์ จ็ ักไมต่ ้งั อยู่ในธรรม ประพฤติมชิ อบธรรม โลกจะวิปรติ แปรปรวนไปต่าง ๆ บุญกุศลจะเส่ือมถอย บาปอกุศลจะหนาแน่น ประชาชนจะ เส่ือมจากศีลธรรม ฝนจะไม่ตกต้องตามฤดูกาลพืชพันธุ์ธัญญาหารจะเห่ียวแห้ง
216 ไม่สมบูรณ์ จักเกิดทุพภิกขภัย เมฆที่ยังฝนให้ตก จะตั้งขึ้นท้ัง ๔ ทิศ ฟ้าร้อง ค�ำราม แสดงอาการว่าฝนจะตก แต่แล้วก็ไม่ตก กลับจางหายไปหมด เหมือน โคอสุ ภะทั้ง ๔ น้นั ท�ำอาการเหมอื นจะชนกนั แลว้ และกลับถอยหนีหาไดช้ นกนั ไม่ ๒. พระเจ้าปเสนทิโกศลทรงพระสุบินว่า ต้นไม้และกอไม้เล็ก ๆ ทั้งหลาย โผล่จากพื้นดินข้ึนมาเจริญขึ้นโดยล�ำดับประมาณคืบหน่ึงบ้าง ประมาณ ศอกตมู หนงึ่ บ้าง แล้วก็ผลดิ อกออกผล ในขณะทย่ี ังเลก็ ๆ อยู่นัน้ พระพุทธเจา้ ทรงพยากรณ์ว่า สุบินนิมิตนี้จักปรากฏผลในอนาคตกาลไกลโน้น คือต่อไปใน เวลาท่โี ลกเส่ือมจากศลี ธรรม ในเวลาทีม่ นษุ ยม์ ีอายุนอ้ ย สัตว์โลกทั้งหลาย จกั มี กิเลสราคะกล้าแข็ง นางกุมารีรุ่นท่ีมีวัยยังไม่สมบูรณ์ จักคบชู้สู่หาสมาคมกับ บุรุษ จักมีระดูและมีครรภ์ จักเจริญด้วยบุตรธิดามากมาย ข้อท่ีกุมารีรุ่น ๆ เหล่าน้ันมีระดู ก็เหมือนกับต้นไม้และกอไม้เล็ก ๆ ผลิดอก ข้อท่ีกุมารีรุ่น ๆ เหลา่ นัน้ เจรญิ ดว้ ยบุตรธดิ ามากมายกเ็ หมอื นกบั ต้นไมเ้ ลก็ ๆ มีผล ๓. พระเจ้าปเสนทิโกศลทรงพระสุบินว่า แม่โคใหญ่ มาวอนขอ นมจากลูกโคซึ่งเกิดในวันนั้นกิน พระพุทธเจ้าทรงพยากรณ์ว่า สุบินนิมิตนี้ จัก ปรากฏผลในอนาคตกาลไกลโน้น จักมีในเวลาท่ีหมู่มนุษย์เส่ือมจากธรรมะคือ การประพฤติอ่อนน้อมต่อผู้ใหญ่คือต่อไปภายหน้า มนุษย์ทั้งหลายจักไม่มี ความเอ้ือเฟื้อในมารดาบิดา เป็นต้น จักจัดแจงขวนขวายรวบรวมทรัพย์สมบัติ ท้ังหมดเสียเองแล้ว ถ้าชอบใจจะให้ข้าวปลาอาหารผ้านุ่งผ้าห่มแก่มารดาบิดา ก็ให้ ถ้าไม่ชอบใจ ก็ไม่ให้ มารดาบิดาผู้แก่เฒ่าชราลงต้องงอนง้อประจบลูก ขอเลย้ี งชีวิตไปเหมอื นโคใหญ่มาวอนขอนมจากลกู โค ซงึ่ เกดิ ในวันน้ันกิน ๔. พระเจ้าปเสนทิโกศลทรงพระสุบินว่า โคใหญ่เคยไถนา เขาไม่ นำ� พา ทอดทิ้งเสีย เอาลกู โคเล็ก ๆ มาเทียมไถ ลกู โคเหลา่ น้ันไม่สามารถจะลากไป กส็ ลัดแอกทิง้ เสยี แลว้ ยืนนงิ่ อยู่เฉย ๆ เกวยี นนน้ั ก็ไม่เคลื่อนจากท่ี พระพุทธเจ้า ทรงพยากรณ์ว่า สุบินนิมิตน้ีจักปรากฏผลในอนาคตกาลไกลโน้น คือในเวลาที่ ผู้เป็นใหญ่มีอ�ำนาจไม่ต้องอยู่ในธรรม เป็นความจริงในภายหน้าคนช้ันตำ�่ ๆ ที่
217 รับสมมติให้เป็นใหญ่จักไม่ต้ังอยู่ในธรรม จักไม่ให้ยศแก่อ�ำมาตย์ช้ันผู้ใหญ่ ซึ่งเป็นนักปราชญ์ ฉลาดรู้รอบคอบในประเพณี มีความสามารถในการบริหาร การงาน จักไม่ตั้งอ�ำมาตย์ผู้เฒ่าท่ีมีปรีชาญาณและเช่ียวชาญกฎหมายไว้ใน ธรรมสภา และแม้ในต�ำแหน่งผู้พิพากษา แต่จักยกย่องให้ยศแก่อ�ำมาตย์หนุ่ม ๆ ซ่ึงตรงกันข้ามกับผู้เฒ่าท่ีกล่าวแล้ว จักต้ังอ�ำมาตย์หนุ่ม ๆ ไว้ในต�ำแหน่ง ผู้พิพากษา อ�ำมาตย์หนุ่ม ๆ เหล่านั้น เม่ือไม่รู้ระเบียบราชการและกิจท่ีควร ประพฤตไิ มค่ วรประพฤตกิ จ็ ะมีใจก�ำเรบิ คะนองไปต่าง ๆ จักไม่อาจด�ำรงยศไว้ได้ และไม่อาจบริหารราชการให้เป็นไปโดยเรียบร้อย เม่ืออ�ำมาตย์หนุ่ม ๆ เหล่านั้น ไม่สามารถก็ต้องทอดท้ิงการงาน ส่วนอ�ำมาตย์ผู้เฒ่าผู้แก่ แม้สามารถบริหาร กิจการงาน เมื่อไม่มียศก็จักทอดธุระเสียว่า เราจะไปเกี่ยวข้องท�ำไมไม่ใช่ธุระ อะไรของเรา เม่ือเป็นเช่นน้ี ความเสื่อมด้วยประการทั้งปวงก็จักมีแก่ผู้เป็นใหญ่ ก็ข้อที่ผู้เป็นใหญ่ ตั้งอ�ำมาตย์หนุ่ม ๆ ผู้ไม่สามารถไว้ในราชการก็เหมือนกับการ เทียมลูกโคเล็ก ๆ ซึ่งไม่สามารถจะลากแอกไว้ที่แอก ข้อท่ีผู้เป็นใหญ่ทอดท้ิง ผู้เฒ่าผู้แก่ ซึ่งสามารถในการงานไม่ยกย่อง ไม่ให้ยศ ก็เหมือนกับการไม่เทียมโค ใหญ่ ซง่ึ สามารถลากแอกไวท้ ีแ่ อกฉะน้ัน ๕. พระเจ้าปเสนทิโกศลทรงพระสุบินว่า ม้าตัวหนึ่งมีปากสองข้าง บุรุษสองคนเอาหญ้าป้อน ม้านั้นก็เค้ียวกินหญ้าท้ังสองปาก พระพุทธเจ้าทรง พยากรณ์ว่า สุบินนิมิตนี้ จักปรากฏในอนาคตกาลโน้น คือในการภายหน้า ผู้เป็นใหญ่มีนิสัยพาล ๆ ไม่ตั้งอยู่ในธรรม จักต้ังคนโลเลเหลวไหลไร้ธรรมะไว้ ในต�ำแหน่งผู้พิพากษา คนโลเลเหลวไหลเหล่านั้นไม่เอ้ือเฟื้อไม่เช่ือบุญ ไม่กลัว บาป เมื่อนั่งในท่ีพิพากษาคดี จักรับเอาสินบนจากคู่ความ คือโจทก์และจ�ำเลย ท้งั สองฝา่ ย ครั้นได้สนิ บนจากคู่ความแลว้ ก็วินิจฉยั คดีตามความชอบใจของตน เอาแต่สินบนเปน็ ประมาณ กิริยาที่ผูว้ ินิจฉยั คดี รับสินบนจากคูค่ วามท้ังสองขา้ ง ดุจมา้ ตัวเดียวสองปากเคี้ยวหญ้าทบ่ี ุรุษสองคนป้อนให้กนิ ฉะน้นั
218 ๖. พระเจ้าปเสนทิโกศลทรงพระสุบินว่า มหาชนเช็ดขัดปัดสีถาด ทองคำ� อันมคี า่ ตั้งแสนตำ� ลงึ แลว้ นำ� เขา้ ไปยนื่ ให้สุนขั จ้งิ จอกตวั หนึง่ แล้วบอกว่า จงถ่ายปัสสาวะลงในถาดทองค�ำนี้เถิด แล้วสุนัขจ้ิงจอกก็ถ่ายปัสสาวะลงใน ถาดทองค�ำนั้น พระพุทธเจ้าทรงพยากรณ์ว่า สุบินนิมิตน้ีจักปรากฏผลใน อนาคตกาลโน้น คือต่อไปภายหน้าผู้เป็นใหญ่ไม่ต้ังอยู่ในธรรมจักไม่ยกย่อง ให้ยศแก่กุลบุตรผู้ถึงพร้อมด้วยชาติคือเกิดในตระกูลสูง จักให้ยศแก่ผู้เกิดใน ตระกูลต่�ำเท่าน้ัน เมื่อเป็นเช่นนี้ ตระกูลสูงจะต้องตกยากเหล่าตระกูลต�่ำ ๆ เลว ๆ จะได้เป็นใหญ่ และบุรุษที่เกิดในตระกูลสูง ตระกูลใหญ่น้ัน เมื่อไม่ สามารถจะเลี้ยงชีวิตได้ก็จะยกธิดาของตน ๆ ให้แก่คนที่เกิดในตระกูลต�่ำ ด้วย หวังจะอาศัยเขาเลี้ยงชีวิต กิริยาที่หญิงสาวผู้มีตระกูลอยู่ร่วมกับพวกท่ีเกิดใน ตระกูลตำ่� นนั้ ก็เหมือนกับสุนขั จ้ิงจอกชรา ถา่ ยปสั สาวะลงบนถาดทองค�ำ ๗. พระเจ้าปเสนทิโกศลทรงพระสุบินว่า มีบุรุษคนหน่ึง น่ังฟั่นเชือก อยู่บนต่ัง แล้วหย่อนปลายเชือกที่ฟั่นนั้น ให้ห้อยลงไป ณ ภายใต้ต่ัง มี นางสุนัขจิ้งจอกหิวตัวหน่ึงนอนอยู่ภายใต้ตั่งที่บุรุษน้ันนั่ง เม่ือบุรุษน้ันไม่รู้ นางสุนัขจิ้งจอกตัวน้ันก็กัดกินต้นเชือกท่ีบุรุษน้ันฟั่นเร่ือย ๆ ไป ยิ่งฟั่นก็ย่ิง หมดไปทุกที พระพุทธเจ้าทรงพยากรณ์ว่า สุบินนิมิตนี้ จักปรากฏผลใน อนาคตกาลข้างหน้าโน้น คือต่อไปภายหน้าหญิงทั้งหลายจะประพฤติโลเล เหลาะแหละในชายและลุม่ หลงในการเสพสุรา ต้งั หนา้ ซอ้ื หาเครอ่ื งประดบั ประดา ตกแต่งตน พากันไปเท่ียวในเวลาค�่ำคืน ประพฤติเสียหาย ประดับร่างกาย เสียหรูหรา น่ังดื่มสุรากับชายชู้ไม่คอยดูกิจการน้อยใหญ่ในเรือนตน จักไปหา ชายชู้โดยข้ามร้ัวบ้านบ้าง โดยช่องทางต่าง ๆ บ้าง จักพากันแย่งใช้ทรัพย์สมบัติ ที่สามีหามาได้ด้วยท�ำการงานอาบเหง่ือต่างน�้ำ รวมเอาไว้ด้วยความยากล�ำบาก เหมือนนางสุนัขจ้ิงจอกหิว ซึ่งนอนอยู่ภายใต้ต่ังกัดกินเชือกที่บุรุษฟั่นแล้ว ๆ หยอ่ นลงทางปลายเทา้ ฉะน้ัน
219 ๘. พระเจ้าปเสนทิโกศลทรงพระสุบินว่า ตุ่มใหญ่ใบหนึ่ง มีน�้ำเต็ม (ตั้งอยู่ตรงกลาง) มีตุ่มเปล่าอีกเป็นจ�ำนวนมาก ต้ังล้อมอยู่รอบ ๆ ประชาชนมา จากแปดทศิ เอากระปอ๋ งตกั นำ้� มาเทใส่เฉพาะตุม่ ท่ีเตม็ แลว้ ตุ่มเดียว น�ำ้ ทีเ่ ต็มแล้ว ก็ล้นไหลไปมิได้ขาดสาย แม้ตุ่มใบนั้นจะเต็มแล้วก็ตาม ประชาชนก็พยายาม ตักน�้ำใส่ตุ่มนั้นอยู่น่ันเอง ส่วนตุ่มน้อย ๆ ที่เรียงล้อมอยู่ไม่มีผู้ใดเหลียวแลดูเลย พระพุทธเจ้าทรงพยากรณ์ว่าสุบินนิมิตน้ี จักปรากฏผลในอนาคตกาลไกลโน้น คือต่อไปภายหน้า โลกจักเส่ือม ประเทศบ้านเมืองจักแร้นแค้น ราชาทั้งหลาย จะต้องตกยาก คือสิ้นราชอ�ำนาจ ผู้ใดได้รับสมบัติให้เป็นใหญ่ ผู้นั้นจักร�่ำรวย มีทรัพย์เป็นแสน ๆ ราชาผู้ตกยากคับแค้นเช่นน้ัน ก็จักเกณฑ์ให้ชาวชนบททั่วไป หว่านพืชเพาะปลูกเพ่ือประโยชน์ส่วนพระองค์ พวกมนุษย์ชาวชนบท คร้ังถูก บังคับเบียดเบียนเช่นนั้น ก็ต้องทอดทิ้งการงานของตนไปหว่านพืชพันธุ์ธัญญาหาร น�ำมาใส่ท้องพระคลังของราชา จักไม่มีผู้เหลียวดูยุ้งฉางเปล่า ๆ ในเรือนของตน จักเปน็ เหมอื นคนพากันตกั นำ�้ ใสต่ ุ่มทีเ่ ต็มแล้วไมต่ ักใสต่ ่มุ ทีพ่ รอ่ งฉะนนั้ ๙. พระเจ้าปเสนทิโกศลทรงพระสุบินว่า มีสระโบกขรณีสระหนึ่ง น้�ำลึก ดาษดาไปด้วยบัวเบญจพรรณและมีท่าส�ำหรับข้ึนลงโดยรอบข้าง สัตว์ ๒ เท้า ๔ เท้ามากหลาย ก็ลงด่ืมน�้ำในสระน้ันโดยรอบ ๆ น้�ำในที่ลึกตรงกลาง สระน้ันกลับขุ่นมัว ส่วนน้�ำตรงรอบขอบสระท่ีสัตว์ ๒ เท้า ๔ เท้าเหยียบย�่ำ ลงน้ันกลับใส สะอาด ไม่ขุ่นมัว พระพุทธเจ้าทรงพยากรณ์ว่า สุบินนิมิตน้ี จักปรากฏผลในอนาคตกาลโน้น คือต่อไปภายหน้าผู้เป็นใหญ่ทั้งหลายจักไม่ต้ัง อยู่ในธรรมจักปกครองบ้านเมืองโดยลุอ�ำนาจอคติ ๔ มีฉันทาคติ เป็นต้น จักมุ่งหวังแต่ผลประโยชน์ส่วนตนฝ่ายเดียวไม่แลเหลียวถึงประชาชนผู้อยู่ ใต้ปกครอง ผู้เป็นใหญ่เหล่าน้ัน จักไม่มีความเมตตาเอ็นดูในประชาชน จักบีบค้ัน ประชาชนด้วยการเพิ่มพลี คือภาษีอากร มีประการต่าง ๆ เก็บเอาทรัพย์สมบัติ ดุจบุคคลบีบน�้ำอ้อยด้วยยนต์ส�ำหรับหีบอ้อย ฝ่ายประชาชน ถูกภาษี บีบบังคับ มากเกินไป ทนไม่ไหว ทิ้งท่ีอยู่อาศัย ไปอยู่ในที่ชายแดน ศูนย์กลางของ
220 บ้านเมืองจักรกร้างว่างเปล่า ที่ชายแดนจักมีคนอยู่แน่นหนาคับค่ัง เหมือนดัง น�้ำตรงกลางสระโบกขรณีขุ่นมวั แตร่ มิ ๆ สระนำ้� ใสสะอาด ฉะนั้น ๑๐. พระเจ้าปเสนทิโกศลทรงพระสุบินว่า คนหุงข้าวในหม้อใบเดียว แต่ไม่สุก ครั้นคดออกพิจารณาดู ก็เห็นเป็น ๓ อย่าง คือข้างหน่ึงดิบ ข้างหน่ึง เปียกเกินไป อีกข้างหนึ่งดิบพอเป็นท้องเล็น พระพุทธเจ้าทรงพยากรณ์ว่า สุบินนิมิตนี้ จักปรากฏผลในอนาคตกาลโน้น คือต่อไปภายหน้า ผู้ครอง บ้านเมืองท้ังหลายจักไม่ต้ังอยู่ในธรรม ข้าราชการ พ่อค้า คฤหบดี ประชาชน ตลอดถึงสมณพราหมณ์ ก็จักไม่ต้ังอยู่ในธรรมเหมือนกัน เป็นอันว่าหมู่มนุษย์ จักไม่ต้ังอยู่ในธรรม ต่อจากน้ันก็ถึงเทวดาผู้รักษามนุษย์เหล่านั้น แล้วก็เทวดา ผูร้ ับพลีกรรม รุกขเทวดา อากาสฏั ฐกเทวดา กจ็ ะพากนั ไม่ตัง้ อยู่ในธรรม เป็นอนั วา่ หมู่เทวดา ก็จักไม่ต้ังอยู่ในธรรมเหมือนกัน ด้วยเหตุนี้ ลมพายุจัด จักพัดผัน ในสมัยของผู้ครองบ้านผ่านเมืองซึ่งไม่ต้ังอยู่ในธรรม ลมพายุจัดนั้นจักท�ำให้ วมิ านของอากาสัฏฐเทวดาหวั่นไหว เมอื่ วิมานถูกพายุลมพัดให้หว่นั ไหว หมเู่ ทวดา ก็จะพากันโกรธบันดาลไม่ให้ฝนตก แม้จะตกบ้างก็ตกนิดหน่อย ไม่ทั่วบ้าน ท่ัวเมอื ง จกั ไมต่ กให้เป็นประโยชน์แก่การเพาะปลูก ท�ำไร่ทำ� นา จกั ตกไมส่ ม่ำ� เสมอ บางแห่งตกมากไป ท�ำให้ข้าวกล้าเสีย บางแห่งตกน้อยเกินไปท�ำให้ข้าวกล้า เห่ียวแห้ง บางแหง่ ตกพอดี ๆ ขา้ วกล้างาม ข้าวกลา้ ที่หวา่ นไว้ในบา้ นเมอื งเดียวกัน แต่เป็นไปได้ต่าง ๆ คือเหี่ยวแห้งบ้าง เน่าบ้าง งามบ้าง เหมือนข้าวท่ีหุงในหม้อ ใบเดียวกัน แตม่ อี าการเปน็ ๓ อย่าง คือ ดบิ เปยี ก และดิบพอเป็นทอ้ งเลน็ ๑๑. พระเจ้าปเสนทโิ กศลทรงพระสบุ นิ ว่า แกน่ จนั ทน์ มีราคาต้ังแสน คนทั้งหลายเอาแก่นจันทน์น้ันไปแลกกับเปรียงเน่า พระพุทธเจ้าทรงพยากรณ์ว่า สุบินนิมิตนี้ จักปรากฏผลในอนาคตกาลโน้น ในเม่ือศาสนาของตถาคตเส่ือมลง ต่อไปภายหน้า ภิกษุอลัชชีทั้งหลาย ไม่มีความละอายแก่บาป มุ่งแต่จะได้ปัจจัย ลาภ จักมจี �ำนานมาก ภกิ ษุอลชั ชเี หลา่ นั้นจักแสดงธรรมที่ตถาคตแสดงไว้ ทำ� ให้ มีค่าสูงสุดคือพระนิพาน เพื่อประโยชน์แก่ปัจจัย ๔ ดุจเอาแก่นจันทน์ อันมีค่า ตัง้ แสน มาขายแลกกบั เปรียงเนา่ นน้ั
221 ๑๒. พระเจ้าปเสนทิโกศลทรงพระสุบินว่า น�้ำเต้าเปล่า ๆ (คือน้�ำเต้า ที่คว้านไส้ออกเสียเหลือแต่เปลือกเปล่า) ท่ีควรจะลอยอยู่บนหลังน้�ำ กลับจม ลงไปอยูใ่ ตน้ ้ำ� พระพทุ ธเจา้ ทรงพยากรณว์ ่า สบุ ินนิมติ นีจ้ ักปรากฏผลในอนาคต ในสมัยท่ีผู้ครองบ้านผ่านเมืองไม่ต้ังอยู่ในธรรม โลกจักวิปริตเป็นไปต่าง ๆ คือ ผู้เป็นใหญ่จักไม่ให้ยศแก่กุลบุตรผู้ถึงพร้อมด้วยชาติ คือ มีตระกูลสูง จักให้แก่ ผู้ที่เกิดในตระกูลต�่ำเท่าน้ัน กุลบุตรผู้ไม่มีตระกูลท้ังหลาย จักได้เป็นใหญ่ ส่วน กุลบุตรผู้มีตระกูลท้ังหลาย จักเป็นทลิททก คนเข็ญใจยากไร้ และคนดีมีศีล มีสตั ยจ์ กั ตำ�่ ต้อย ดุจนำ�้ เตา้ จมลงในน�ำ้ ฉะน้นั ๑๓. พระเจา้ ปเสนทโิ กศลทรงพระสบุ ินวา่ ศลิ าแท่งทบึ ใหญ่ประมาณ เทา่ เรือนยอด ลอยอยู่ในนำ�้ ไดเ้ หมอื นสำ� เภาหรอื เรือใหญ่ ๆ ฉะนั้น พระพทุ ธเจา้ ทรงพยากรณ์ว่า สุบินนิมิตนี้ จักปรากฏผลในอนาคตกาลโน้น คือว่าต่อไป ภายหน้า ผู้เป็นใหญ่ซึ่งไม่ตั้งอยู่ในธรรม จักให้ยศแก่คนมีตระกูลต�่ำ พวกท่ีมี ตระกูลตำ่� จักได้เปน็ ใหญ่ จักเฟื่องฟู และคนไมด่ ี ไม่มีศีล ไมม่ ีสัตย์ จกั เฟื่องฟู ดุจศิลาแท่งทึบประมาณเท่าเรือนยอด ลอยอยู่ในน�้ำได้เหมือนส�ำเภาหรือ เรอื ใหญ่ ฉะนนั้ ๑๔. พระเจา้ ปเสนทโิ กศลทรงพระสุบนิ ว่า ฝูงนางเขียดตัวน้อย ๆ ตัว ประมาณเท่าดอกมะซางเล็กไล่ติดตามฝูงงูเห่าใหญ่ ๆ โดยก�ำลังรวดเร็ว แล้ว กัดเนื้องูเห่ากลืนกินลงไป พระพุทธเจ้าทรงพยากรณ์ว่า สุบินนิมิตนี้ จักปรากฏ ผลในอนาคต ในเมื่อโลกเส่ือมจากศีลธรรม คือ ในระยะนั้น หมู่มนุษย์จัก มีกิเลสหนา ตัณหาจัด เป็นไปในอ�ำนาจแห่งกิเลส (ชาย จักตกอยู่ในอ�ำนาจแห่ง ภรรยาสาวของตน ทรัพย์สมบัติมีเงินและทอง เป็นต้น ก็จักตกไปอยู่กับภรรยา สาวทั้งสิ้น ภรรยาสาวเหล่าน้ันจักด่าทอสามีของตน ด้วยประการต่าง ๆ ท�ำให้ สามีอยู่ในอ�ำนาจ เหมือนฝูงนางเขียดน้อย ตัวเล็กเท่าดอกมะซางกลืนกินงูเห่า ฉะน้ัน
222 ๑๕. พระเจ้าปเสนทิโกศลทรงพระสุบินว่า พระยาหงส์ทอง บินเข้า ห้องล้อมกาอันเท่ียวอยู่ในบ้าน พระพุทธเจ้าทรงพยากรณ์ว่า สุบินนิมิตน้ี จักปรากฏผลในอนาคตกาลโนน้ คือ ต่อไปภายหนา้ ราชาท้งั หลาย จกั ไม่สามารถ ในศิลปะต่าง ๆ ไม่ช�ำนาญในยุทธวิถี ราชาเหล่าน้ัน จักไม่ให้ความเป็นใหญ่แก่ กุลบุตรผู้มีชาติตระกูลเสมอกัน จักให้แก่คนผู้มีชาติตระกูลต่�ำเท่านั้น กุลบุตร ผู้มีชาติตระกูลสูง เม่ือไม่ได้ท่ีพ่ึงในราชกระกูลแล้ว จักไม่สามารถเล้ียงชีวิต แล้วจักเที่ยวประจบพินอบพิเทาคนท่ีมีตระกูลต�่ำ ซ่ึงไม่รับยกย่องให้เป็นใหญ่ เหมอื นพระยาหงสท์ อง บนิ เขา้ หอ้ มล้อมกาอันเท่ียวอยู่ในบา้ น ฉะนน้ั ๑๖. พระเจ้าปเสนทิโกศลทรงพระสุบินว่า แพะไล่ตามกัดกินเสือเหลือง ภายหลังบรรดาเสือมีเสือดาว เป็นต้น เหล่าอ่ืน เห็นแพะแล้ว ก็ตกใจสะดุ้งกลัว พากันหนีไปหลบซ่อนอยู่ ณ พุ่มไม้และชัฏป่า พระพุทธเจ้าทรงพยากรณ์ว่า สุบินนิมิตน้ี จักปรากฏผล ในอนาคตกาลโน้น ในเวลาที่ราชตระกูลไม่ต้ังอยู่ใน ธรรม ผู้ท่ีเกิดในตระกูลต่�ำ เป็นที่คุ้นเคยของราชาจักได้เป็นใหญ่ ส่วนผู้ดีมี ตระกูลจักยากจนเข็ญใจ ไม่ปรากฏชื่อ ผู้ท่ีเกิดในตระกูลต�่ำ เมื่อได้เป็นใหญ่แล้ว จักเบียดเบียนผู้ดีมีตระกูล ท�ำให้ต้องซ่อนตัวหลบหนีไป แม้ในสังฆมณฑล เหล่าภิกษุอลัชชีชั่วช้า จักพากันเบียดเบียนพวกภิกษุผู้มีศีลตามอ�ำเภอใจ พวก ภิกษุผู้มีศีลเหล่านั้น เม่ือไม่ได้ท่ีพึ่ง ก็จักพากันเข้าป่าหนีไปหลบซ่อน กิริยาที่ พวกมีชาติตระกูลต�่ำเบียดเบียนผู้มีชาติตระกูลสูง ก็เหมือนแพะไล่ตามกัดกิน เสือ และกิริยาที่พวกภิกษุอลัชชี เบียดเบียนภิกษุผู้มีศีลก็เหมือนเสือดาว เป็นต้น หนไี ปเพราะกลวั แพะ ฉะนั้น ๑๖. สนั นิษฐานค�ำว่าปถั เวน ใจความในพระสุบินนิมิต ๑๖ ข้อ ของพระเจ้าปเสนทิโกศล จบเพียง เท่าน้ี มีข้อท่ีควรทราบไว้ด้วยว่า ในอรรถกถาชาดก ท่านอ้างว่า สุบิน ๑๖ ข้อนี้ พระพุทธเจ้าทรงพยากรณ์ด้วยพระองค์เอง แก่พระเจ้าปเสนทิโกศล ผู้เสด็จ เข้าไปเฝ้าทูลถาม ผู้ใดจะเชื่อหรือไม่ก็ตาม ขอให้เป็นหน้าที่ของผู้สนใจ จะพึงใช้
223 วิจารณญาณ วินิจฉัยใคร่ครวญโดยรอบคอบ ในเร่ืองการเชื่อนั้น พระพุทธเจ้า ได้ทรงก�ำซับไว้ มิให้เช่ือต�ำราหรือโดยอ้างต�ำรา ท้ังน้ีก็เพื่อจะให้ใช้วิจารณญาณ โดยถ่องแท้ ก่อนที่จะเชื่อสิ่งใดลงไป จะได้ไม่เช่ืองมงายหรือเชื่อในส่ิงท่ีผิด ๆ จะอย่างไรก็ตาม ถ้าหมู่มนุษย์ยังต้ังอยู่ในศีลธรรม ยกย่องศีลธรรม ปฏิบัติตาม ศีลธรรม มีหิริโอตตัปปะทั่วหน้ากัน ก็อาจรับประกันได้ว่า เหตุการณ์ตามท่ี พระพุทธเจ้าทรงพยากรณ์แก่พระเจ้าปเสนทิโกศลน้ัน จักไม่อาจเกิดข้ึนได้เลย อีกประการหน่ึง ควรทราบด้วยว่า ท�ำนายพระสุบินนิมิต ของพระเจ้าปเสนทิโกศล ตามที่หนังสือพิมพ์แพร่หลาย หรือตามที่เข้าใจกันมาน้ัน ปรากฏว่าเป็นท�ำนายฝัน พระยาปัถเวน ซึ่งความจริง ต้นฉบับภาษาบาลี เป็น ปเสนทิโกศล หาได้เป็น ปถั เวนดังทีเ่ ขา้ ใจไม่ ท้งั น้ี เขา้ ใจว่า คงเป็นเพราะความวิวฒั นาการแห่งภาษานั่นเอง ๑๗. พระสุบินิมิตของพระเจ้าธรรมาโศกราช ในคัมภีร์สมันตปาสาทิกา อรรถกถาพระวินัยปิฎก ภาค ๑ หน้า ๕๒ ท่านพรรรนามูลเหตุท่ีจะท�ำสงั คายนา ครั้งท่ี ๓ ว่า เมือ่ พระพุทธเจา้ ปรินพิ พานแล้ว ประมาณ ๒๑๘ ปี พระเจ้าธรรมาโศกราช มีอ�ำนาจใหญ่ในชมพูทวีป พระองค์ ทรงเลื่อมใสในพระพุทธศาสนา ลาภสักการะเป็นอันมากเกิดขึ้นในสังฆมณฑล พวกเดียรถีย์ขัดสนลง ก็เข้ามาปลอมบวชในพระศาสนาแล้วและแสดงลัทธิของ ตนต่าง ๆ อ้างว่า เป็นพระธรรมวินัย พระศาสนาก็เศร้าหมอง พระสงฆ์ต้องงด อโุ บสถสงั ฆกรรมชา้ นาน ถงึ ๗ ปี พระโมคคลั ลบี ตุ รติสสเถระ เปน็ สังฆปาโมกข์ ใหญอ่ ยูใ่ นครั้งนน้ั เห็นยงั ไม่เปน็ เวลา กห็ ลีกไปอยใู่ นท่อี ืน่ ภายหลังพระเจ้าธรรมาโศกราช ตรัสใช้อ�ำมาตย์ผหู้ นง่ึ ให้ไประงบั อธิกรณ์ ให้พระสงฆส์ มัครสโมสรลงอโุ บสถสงั ฆกรรม เมอื่ พระสงฆไ์ ม่กระท�ำตาม อำ� มาตย์ หาว่า ขัดพระราชโองการก็เอาดาบตัดศรี ษะพระสงั ฆเถระ ซ่ึงนง่ั เป็นลำ� ดบั กันน้ัน จ�ำเดิมแตอ่ งคต์ น้ แถวไป ขณะนน้ั พระติสสเถระผู้เปน็ พระราชอนุชาของพระเจ้า ธรรมาโศกราช ได้เห็นอ�ำมาตย์กระท�ำดังน้ัน ก็ลุกจากอาสนะวิ่งเข้ามานั่งในท่ี ใกลอ้ �ำมาตย์นนั้ อำ� มาตย์นัน้ เหน็ พระติสสเถระเข้าแลว้ ย้ังอยู่มอิ าจฆา่ ได้
อ�ำมาตย์น้ัน กลับมากราบทูลว่า ข้าพระพุทธเจ้าถือรับส่ังออกไประงับ อธิกรณ์ให้พระสงฆ์กระท�ำอุโบสถ พระสงฆ์ขัดรับสั่ง ไม่กระท�ำตาม ข้าพระพุทธเจ้าเอาดาบตัดศีรษะพระภิกษุเสีย ๒-๓ องค์ ล้มลงตายเป็นล�ำดับ กันไป จนกระทงั่ ถงึ พระติสสะผูพ้ ระอนุชา พระเจ้าธรรมาโศกราช ได้ทรงฟังอ�ำมาตย์ทูลดังน้ันก็ร้อนพระทัยว่า บาปนนั้ จกั ได้แกพ่ ระองคผ์ ูใ้ ช้หรอื จะตกอยู่แกอ่ �ำมาตย์ผ้กู ระท�ำ ไม่มีใครจะระงับ วิปฏิสารและปลดเปล้ืองความสงสัยนั้นได้ พระสงฆ์ถวายพระพรทูลให้ไป อาราธนาพระโมคคัลลีบุตรติสสเถระมา ในเพลาราตรีวันนั้น พระเจา้ ธรรมาโศกราช ทรงสุบินนิมิตว่า มีชา้ งสารใหญ่ เชือกหนง่ึ เผอื กผูข้ าวผ่องบริสุทธ์ิ เขา้ มาลบู คล�ำพระองค์แตพ่ ระเศียรเกลา้ ลงมา แล้วก็จับเอาพระกรเบ้ืองขวาของพระองค์ คร้ังต่ืนข้ึนจากบรรทม สะดุ้งพระทัย จึงตรัสถามพราหมณ์โหราจารย์ ในเวลาเช้าว่า สุบินนิมิตนี้จะเป็นประการใด พราหมณ์โหราจารย์ก็กราบทูลถวายพยากรณ์ว่า พระสุบินนิมิตนี้ จักให้จ�ำเริญ พระราชสิริสวัสด์ิแก่พระองค์ ซึ่งทรงสุบินนิมิตว่าช้างสารใหญ่เผือกผู้ขาวมา ลูบคล�ำพระองค์ และจับเอาพระกรเบ้ืองขวาแห่งพระองค์นั้น จะมีพระมหาสมณะ องคห์ น่ึง มีคุณวุฒิบรสิ ทุ ธิ์ จะมารักษาพระองคโ์ ดยรอบคอบ และจะมาปลดเปล้อื ง ความสงสยั แห่งพระองค์ เม่ือพระโมคคัลลีบุตรติสสเถระมาถึง พระเจ้าธรรมาโศกราชตรัสถามว่า ข้าพเจ้าใช้อ�ำมาตย์ไประงับอธิกรณ์แห่งพระสงฆ์ และให้พระสงฆ์พร้อมเพรียง กันท�ำอุโบสถสังฆกรรม อ�ำมาตย์น้ันไปฆ่าภิกษุเสียหลายรูป บาปกรรมอันน้ี จะได้แก่ข้าพเจ้าผู้ใช้ไปหรือ ๆ จะได้แก่อ�ำมาตย์ผู้ไปฆ่าภิกษุน้ันเสียประการใด พระโมคคัลลีบุตร ก็ถวายวิสัชนาว่า มหาบพิตร มิได้มีเจตนาแกล้งจะให้ อ�ำมาตย์ไปฆ่าพระสงฆ์เลย อ�ำมาตย์ไปฆ่าเอง บาปน้ันจึงตกแก่อ�ำมาตย์ผู้ไปฆ่า เพราะพระพุทธเจ้าตรัสไว้ว่า เจตนาหํ ภิกฺขเว กมฺมํ วทามิ แปลว่า ดูก่อนภิกษุ ท้ังหลาย ตถาคตกล่าวว่า เป็นบาปเป็นกรรม เพราะมีเจตนาแกล้งกระท�ำ ถ้า
ไม่มีเจตนาแกล้งกระท�ำแล้วก็หาบาปกรรมมิได้ มหาบพิตรใช้อ�ำมาตย์ให้ไป ระงับอธิกรณ์แห่งสงฆ์ ให้กระท�ำอุโบสถด้วยพระราชกุศลเจตนาเป็นบุญ แต่ อ�ำมาตย์นั้นหาปัญญามิได้ ไปฆ่าพระสงฆ์เสียด้วยอกุศลเจตนา บาปกรรมนั้น ก็ตกแก่อ�ำมาตย์ผู้กระท�ำน้ันคนเดียว พระโมคคัลลีบุตรเถระถวายวินิจฉัยระงับ วปิ ฏิสาร และปลดเปลื้องความสงสัยของท้าวเธอให้สงบลง ในภายหลัง พระเจ้า ธรรมาโศกราช ไดท้ รงเปน็ ศาสนูปถมั ภใ์ นการสังคายนาคร้งั ท่ี ๓ ๑๘. ความฝนั เก่ียวกับการประพฤติธรรมะ ความฝันน้ี เป็นผลที่เกี่ยวเนื่องมาจากการประพฤติปฏิบัติธรรมะด้วย ผู้ปฏิบัติธรรมะ คือผู้เจริญเมตตาปรารถนาดีเป็นท่ีต้ัง หวังให้สรรพสัตว์เป็นสุข ทุกถ้วนหน้า ไม่คิดเบียดเบียนล้างผลาญกัน ย่อมหลับเป็นสุขไม่ฝันร้าย ที่ พระพุทธเจ้าตรัสว่า เป็นอานิสงส์ของการเจริญเมตตาประการหน่ึง ในอานิสงส์ ๑๑ ประการ การเจริญเมตตา ย่อมเป็นเหตุให้ผู้เจริญได้รับความเย็นใจ หลับ เป็นสุข ไม่ฝันร้ายลามก โดยนัยตรงกันข้าม ผู้ไม่เจริญเมตตา มีใจพยาบาท อาฆาตปองร้ายผู้อ่ืน ย่อมมีใจเดือดร้อนหลับนอนไม่เป็นสุข และมักฝันร้าย ลามกมีประการต่าง ๆ ผู้ปรารถนาฝันเห็นแต่ส่ิงท่ีดีเป็นมงคลตลอดกาลเป็นนิตย์ พึงตั้งจิตประพฤติปฏิบัติธรรมะ คือเจริญเมตตาแผ่ไปในสรรพสัตว์ทุกถ้วนหน้า ไม่มีประมาณ ก็จกั ฝนั เหน็ แตส่ ง่ิ ทด่ี ีเป็นมงคลสมความปรารถนา ผู้ต้องการทราบความพิสดาร เกี่ยวกับเรื่องความฝันในคัมภีร์พระพุทธ- ศาสนา พึงค้นดูในพระไตรปิฎกเล่ม ๒๒ หน้า ๒๖๗ และเล่ม ๒๗ หน้า ๒๔, คัมภีร์มโนรถปูรณี อรรถกถาอังคุตตรนิกายภาค ๒ คัมภีร์สัทธัมมัปปัชโชติกา อรรถกถาขุททกนิกาย ภาค ๒, คมั ภรี ส์ มันตาปาสาทิกา อรรถกถาพระวนิ ัยปิฎก ภาค ๒, ชาตกัฏฐกถา ภาค ๑-๒ และคัมภีร์สารัตถทีปนี ฎีกา พระวินัยปิฎก ภาค ๓ น้ันแล
226
227 การฆ่าความโกรธ อันคนท่ีเกิดมา ต่างก็ปรารถนาความสุขส�ำราญไม่ต้องการความทุกข์ เส่อื มทราม ความสุขเปน็ ยอดปรารถนาของบรรดาสตั วท์ ุกหม่เู หลา่ พระพทุ ธเจา้ ตรัสรับรองว่า สุขกามานิ ภูตานิ สัตว์ท้ังหลายปรารถนาความสุขดังน้ี เมื่อมี ความปรารถนา ก็แสวงหาสุขตามความเข้าใจของตน ๆ ซึ่งผิดบ้างถูกบ้าง หลายอย่างต่างวิธี เช่นบางคนเข้าใจว่า การทรมานสัตว์กัดปลา ชนไก่ ยิงนก ตกปลา ล่าสัตว์เล่นว่าเป็นความสุข บางคนเข้าใจว่า การด่ืมสุราเมาเช้าเมาเย็น อย่างทว่ี า่ เชา้ ฮา เยน็ เฮ คำ�่ เซ ดึกสรา่ ง สว่างซำ�้ เป็นความสขุ ล้�ำ ดับทุกขแ์ ก้กลมุ้ ได้ บางคนเข้าใจว่า การเล่นการพนันอันเป็นอบายมุข ว่าเป็นความสุขแก้เมื่อย แก้ร�ำคาญได้ บางคนเข้าใจว่า ความเกียจคร้านไม่ท�ำงานเป็นความสุข บางคน เข้าใจว่า การประพฤตทิ ุจริตผดิ ศลี ธรรมว่าเปน็ ความสุข ความสุขตามทัศนะอันต�่ำทราม ตามความเข้าใจอันไร้เหตุผลของคน บางเหล่าดังกล่าวน้ี เป็นสุขที่ลวงล่อให้เกิดทุกข์ เป็นสุขเทียม สุขปลอม ไม่ใช่ สุขแท้ เหมือนเกาแผลคันและบริโภคของแสลงแก่โรค ซ่ึงให้ความเพลิดเพลิน เอร็ดอร่อยเพียงนิดหน่อยในเบื้องต้น แล้วเกิดผลเดือนร้อนเสียหายในภายหลัง เหมือนเห็นกงจักรเป็นดอกบัว นี้เป็นโทษควรกลัวและสังวรไว้อันจักเกิดมีได้ เพราะเข้าใจผิดหรือไม่รู้ เด็กผู้ซนเอามือจับไฟเล่น เพราะเห็นแสงไฟสว่างจ้า ไม่ร้วู า่ ไฟเป็นของรอ้ นเพยี งไร มอื ก็ไหมพ้ องและร้องไหเ้ ป็นท่สี ุด
228 พระพุทธเจ้า ได้ทรงแสดงทางแห่งความสุขไว้มากอย่างต่างประการกัน ตามชั้นภูมิแห่งจิตของผู้รับฟังพระธรรมเทศนา บางแห่งทรงแสดงว่า ความ สมบูรณ์ด้วยทรัพย์สมบัติไม่ขัดสน เป็นสุขของคนครองเรือนดังน้ีบ้าง บางแห่ง ทรงแสดงว่า ความมีเมตตากรุณาไม่ริษยาอาฆาต ไม่พยาบาทเบียดเบียนกัน เป็นสุขในโลกดังน้ีบ้าง บางแห่งทรงแสดงว่า ความสามัคคีปรองดองเหมือน น้องพี่ ไม่มีการทะเลาะวิวาทก่อเวรภัย เป็นเหตุให้เกิดสุขดังนี้บ้าง บางแห่ง ทรงแสดงว่า ความดับกิเลสเครื่องเศร้าหมองและกองทุกข์ เป็นสุขอย่างยิ่ง ดังนี้บ้าง ในท่ีนี้จะแสดงตามพระบาลีท่ีว่า โกธํ ฆตฺวา สุขํ เสติ แปลว่า ฆ่า ความโกรธไดแ้ ลว้ อยู่เป็นสุข ดังนี้ อธิบายวา่ การฆา่ มี ๒ อยา่ ง คอื การฆา่ ที่ไม่ดี มีโทษ ไม่เป็นประโยชนแ์ ก่ ตนและคนอืน่ ๑ การฆา่ ที่ดไี มม่ ีโทษ เป็นประโยชน์แก่ตนและคนอน่ื ๑ การฆ่าท่ี ไม่ดี มีโทษ ไม่เป็นประโยชน์แก่ตน เช่น บางคนได้รับทุกข์คับแค้นใจ เพราะ ไม่สมปรารถนา และไม่หาทางแก้ไขให้กลับดี ด้วยวิธีแยบคาย เห็นว่าตายไป ดีกว่า แลว้ ฆ่าตนเองดว้ ยศัสตราอาวธุ บรรดามี หรือด้วยวิธีต่าง ๆ เชน่ ยิงตวั ตาย ฆ่าตัวตาย กินยาตาย กระโดดน้�ำตาย มีตัวอย่างปรากฏอยู่เนือง ๆ เรื่องฆ่า ตนเองนี้ เป็นเรื่องของคนมีความคิดสั้น ส�ำคัญผิดว่าโลกน้ีคับแคบไม่น่าอยู่ พระผูม้ พี ระภาคเจ้าตรัสห้ามไว้แล้วว่า อตตฺ านญฺจ น ฆาเตสิ แปลว่า อย่าฆา่ ตน เสียเลยดังนี้ การฆ่าที่ไม่ดี มีโทษ ไม่เป็นประโยชน์แก่คนอื่น เช่น บางคนใน โลกน้ีไม่มเี มตตากรณุ าต่อผใู้ ด มีใจเหยี้ มโหด ถูกโลภ โกรธ หลง ครอบง�ำแลว้ ท�ำฆาตกรรมฆ่าเขาด้วยวิธีต่าง ๆ มีตัวอย่างปรากฏอยู่เนือง ๆ เรื่องฆ่าคนอื่นนี้ เป็นเร่ืองของคนท่ีร้ายกาจขาดเมตตากรุณา ไม่เช่ือว่ากรรมชั่วทุจริต จักติดตาม เผาผลาญให้ร้อนรน การฆ่าตนและคนอื่น ก่อความขมขื่นร้อนใจ เป็นเหตุให้ เสียหาย ทำ� ลายลา้ งผลาญกนั ไมเ่ ป็นทางสันติสขุ สวัสดี
229 ส่วนการฆ่าที่ดีชอบประกอบด้วยประโยชน์ ไม่เกิดโทษทุกข์เวรภัย เป็น ไปเพ่ือความสุขเกษมศานต์ คือ การฆ่ากิเลส กิเลสเป็นเหตุท�ำใจให้เศร้าหมอง มืดมิดเห็นผิดจากท�ำนองคลองธรรม คนที่ถูกกิเลสชักน�ำ ย่อมท�ำความชั่ว เสียหายไม่ละอายใจ เป็นเหตุให้ได้รับโทษทุกข์ ไม่มีความสุขสวัสดี กิเลสน้ี มีลักษณะเหมือนศัตรูคู่อาฆาต ถ้าประมาทหรือรู้ไม่เท่าทัน ไม่ป้องกันหรือก�ำจัด เป็นการตัดไฟต้นลมก็จะฉุดให้จมลงในความช่ัวเสียหาย และให้ตายจาก คุณความดี เหตุนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้า เมื่อทรงสอนเหล่าพุทธบริษัท มักจะ ตรัสให้รีบฆ่ากิเลสโดยด่วน กิเลสที่ควรฆ่ามีมาก ในท่ีน้ีทรงช้ีให้ฆ่ากิเลสคือ ความโกรธ ความโกรธน้ันคือความท่ีจิตวิปริตหงุดหงิดฉิวฉุนขุนเคือง เพราะประสบ เรื่องข่ืนขม หรืออารมณ์ไม่ชอบใจตนเอง เช่นถูกนินทาด่าว่ากล่าวหาโทษ ความ โกรธเคือง เป็นเร่ืองของคนใจน้อย มักคอยมองในแง่ไม่ดี คนเช่นนี้เม่ือมี เร่ืองเกิดข้ึนเฉพาะหน้า ย่อมเห็นว่าเป็นเร่ืองร้ายเสียหายทุกกรณี มีเร่ืองเล่าว่า อุบาสกชาวเมืองสาวัตถี นามว่า อตุละ อยากจะฟังพระเรวตะแสดงธรรม จึง น�ำบริวารของตนไปหาท่าน พระเรวตะน้ัน ถือการหลีกเร้นอยู่ผู้เดียวเป็นวัตร มานาน จึงไม่ปฏิสันถารปราศรัย ไม่แสดงธรรมให้ฟัง อตุละอุบาสกก็โกรธ จึง พากันไปหาพระสารีบุตร ครั้งพระสารีบุตรแสดงอภิธรรมพิสดารมากและยาก เกินไป ฟังไม่รู้เร่ืองก็โกรธ จึงพากันไปหาพระอานนท์อีก คร้ังพระอานนท์แสดง ธรรมให้ฟังย่อเกินไป ไม่แจ่มแจ้ง ก็โกรธว่า แสดงน้อยนักหนา เป็นอันว่า พระเถระท้ัง ๓ ท่าน ถูกอตุละอุบาสกน้ัน มองไปในแง่ร้ายอย่างเดียว ไม่แสดง ธรรมให้ฟัง ก็โกรธว่าไม่แสดง คร้ังแสดงให้ฟังอย่างพิสดารแจ่มแจ้ง ก็โกรธว่า แสดงมากเกินไป แสดงให้ฟังแต่น้อย ก็โกรธว่าแสดงน้อยเกินไป เรื่องน้ีช้ีให้ เห็นว่า ความโกรธเคืองเป็นเรื่องของคนใจน้อย มักคอยมองไปในแง่ร้าย อย่างเดียวเสียทุกเรื่อง ทั้งเป็นเครื่องแสดงให้เห็นว่า การท�ำไม่ว่าชนิดใดจะให้ ถูกใจ ชอบใจของทุกคน ย่อมเป็นการยากอยู่ เหมือนจับปูใส่กระด้ง บางอย่าง คนนี้ชอบใจ แตไ่ มถ่ กู ใจคนโนน้ บางอย่างคนโนน้ ชอบใจ แต่ไม่ถูกใจคนนี้
230 ความโกรธ เปน็ กิเลสปดิ บังใหม้ ดื มิด ไม่เห็นผิดชอบช่ัวดี เม่ือเกิดมใี จก็ มืดมิด เห็นวิปริตผิดทางมักเห็นช้างเท่าหมู เหมือนราหูอมจันทร์ ความโกรธนั้น บันดาลให้เบ่งและพองได้หลายอย่าง เหมือนอ่ึงอ่างร้อง มักพองตัวข้ึนมา โต กว่าปกติเป็นอันมาก แล้วอ้าปากร้องอวดเสียงของตน เมื่อมีคนหรือเหยี่ยวกา มาพบเข้า ย่อมจับเอาไปกินเป็นอาหาร อ่ึงอ่างน้ันก็พลันถึงความตายฉันใด แม้ความโกรธก็ฉันน้ัน เมื่อเกิดข้ึนก็ท�ำให้พองฮึกเหิมขึงขังเบ่งก�ำลังใจ ถ้าห้าม ไม่ไหว ก็ร่ัวไหลออกมาทางหน้าตาปากเท้าและมือ คือหน้าสยิ้ว คิ้วขมวด ตาขุ่นเขียวจี๋ ปากพูดค�ำที่หยาบคายด่าว่าเสียดสี มือเท้าทุบตีส่ิงของเครื่องใช้ เช่น หม้อข้าวหม้อแกงหรือแสวงหาศัสตราอาวุธสุดแต่จะได้ แล้วไล่ประหาร ทุบตี บางทีก็มีการต่อสู้ ท�ำให้ผู้โกรธ ได้รับโทษมีเวรเป็นภัย ใจมัวหมองไม่ ผ่องแผว้ เมื่อตายแลว้ ก็ไม่พ้นทุคตนิ ิรยาบาย ความโกรธให้โทษเสียหายแก่ตนและคนอื่น คือคนอื่นที่ตนโกรธ ย่อม ได้รับโทษถูกด่าว่าท�ำร้ายให้ตายบ้าง ถูกล้างผลาญทรัพย์สมบัติตัดรอนประโยชน์ บ้าง ส่วนผู้ยึดครองเป็นเจ้าของแห่งความโกรธ ย่อมได้รับโทษทุกข์เสื่อมทราม มีความโศกเศร้าเร่าร้อนใจ เหมือนถูกไฟเผาผลาญ เป็นที่ร�ำคาญและเกลียดกลัว ของคนทั่วไป และท�ำให้หน้าบ้ึงงอเง้าหมดงาม คนที่ถูกความโกรธครอบง�ำใจ ถ้าไปสอ่ งมองหน้าของตนทก่ี ระจก จะตกใจและตน่ื เตน้ เพราะเห็นหน้าตนงอเง้า หมดงาม ความโกรธนั้น เป็นควันรมจิตสุมใจให้กลัดกลุ้มอยู่ภายใน ผู้ถูกควันไฟ ควันธูปควันบุหร่ีรมที่หน้าย่อมแสบตา มืดมัวตา หาความส�ำราญมิได้ฉันใด ผู้ถูกควันคือความโกรธรมอยู่ภายใน ย่อมแสบใจ มัวปัญญาหาความสงบสุข มิได้ฉันน้นั ตามปกติความโกรธนี้ ถ้าไม่มีอารมณ์ภายนอกมาย่ัวเย้ายุแหย่ อยู่แต่ ล�ำพังเด่ียวโดด แม้ให้โทษบ้างก็พอท�ำเนา เม่ือถูกอารมณ์ภายนอกมาย่ัวเย้า ยุแหย่ก็ก�ำเริบใหญ่ เหมือนไฟถ้าไม่น�ำเช้ือมาใส่ ก็ไหม้คุแต่เพียงกรุ่น ๆ ไม่
231 รุนแรงเท่าไร เม่ือน�ำเช้ือมาใส่ ก็ไหม้ลุกลาม เพิ่มความร้อนแรง ความโกรธแม้ ให้โทษเนอื งนติ ย์ เผาจติ ใหร้ ้อนรน ปุถุชนกท็ นกันอยู่ได้ เหมอื นไมร่ ู้สึกร้อนเลย เพราะได้เคยถูกเผามาช้านาน จนกลายเป็นด้านหรือเคยชินไป จึงไม่รู้สึกร้อน ญาติพี่นอ้ งพวกพ้องมติ รสหายจะแตกแยกทำ� ลายสามคั คี สามภี รรยาจะบาดหมาง หย่าร้างแยกทางกันเดิน ลืมค�ำม่ันสัญญาที่ว่ากันไว้ ก็เพราะความโกรธน้ี ผู้ท่ี ลุอ�ำนาจความโกรธ ย่อมได้รับโทษเสียหาย ท�ำลายสามัคคีไม่มีความเจริญ สงบสขุ และร่มเยน็ อย่างสงู เป็นอนนั ตรยิ กรรมบาปร้ายกาจ ภัยธรรมชาติ เช่นอุทกภัยน้�ำท่วมใหญ่ หรือพายุใต้ฝุ่นนานาชนิด ซึ่งมี พิษสงแรงร้าย แม้จะท�ำความเสียหายและอันตรายอย่างใหญ่หลวงแก่ทรัพย์สิน ท้ังปวงและชีวิตของผู้ประสบสุดท่ีจะพรรณนาก็จริงแล แม้กระนั้นก็ไม่ร้ายเท่า ภัยคือความโกรธ เพราะภยั ธรรมชาตินน้ั ๆ เกิดข้นึ เฉพาะกาลและสถานที่ ไม่มี เสมอไป ผ้ปู ระสบภยั ธรรมชาตนิ ั้น กไ็ ด้รับความเดือดร้อนเสียหายมากอยู่ แตก่ ็ ยังสู้ภัยคือความโกรธมิได้ เพราะความโกรธให้โทษในที่ทุกสถานตลอดกาล ทุกเวลา และไม่เลือกหน้าว่าเป็นอินทร์พรหมยมยักษ์หรือนักปราชญ์ เม่ือ ลุอ�ำนาจแก่ความโกรธ เป็นต้องได้รับโทษเสียหายทุกคนไป ท้ังในชาติน้ีและ ชาติหนา้ ไม่มียกเว้นเปน็ กรณีพเิ ศษ ความโกรธ แม้ให้โทษมากเพียงไร ก็ละได้ยากอย่างยิ่งเหมือนกลิ้งครก ขึ้นภูเขา และคนเราโดยมากมักไม่อยากละความโกรธเลย เพราะได้เคยโกรธ มาเสียจนชิน เหมือนคนติดฝิ่นกัญชาสุราหมากบุหรี่ แม้รู้ดีว่าฝิ่นกัญชาสุราบุหร่ี หรือหมากให้โทษมากกว่าคุณเพียงไรก็ไม่ปรารถนาจะงดเว้นเลย เพราะได้เคย เสพตดิ มาเป็นเวลาแรมปี ส่ิงใดท่ีเกินวิสัยสามารถ คนไม่อาจปฏิบัติตามได้หรือปฏิบัติตามได้แล้ว ไม่เกิดผล ท�ำให้คนปฏิบัติเสียเวลาเปล่า พระพุทธเจ้าก็ไม่ทรงสอนสิ่งนั้น การ ท่ีพระองค์ทรงสอนให้ฆ่าความโกรธ เพราะทรงเห็นเป็นประโยชน์ดีงาม เป็น ความสุขแกผ่ ูฆ้ ่าได้จรงิ ทง้ั เป็นสิง่ ที่ไมเ่ หลอื วสิ ัย
การฆ่าความโกรธ ไม่จ�ำเป็นต้องให้ศัสตราอาวุธเหมือนฆ่ามนุษย์ ฆ่า สัตว์ เป็นเพียงปฏิบัติอบรมใจให้มีธรรมะ ๓ ประการ คือ สติ ๑ ขันติ ๑ เมตตา ๑ กจ็ ะฆา่ ความโกรธไดเ้ ปน็ แมน่ มนั่ สตนิ น้ั คือความระลกึ ได้ในเวลา ทำ� พูด คิด คอยควบคุมกจิ ทที่ ำ� นนั้ ๆ มิให้หันเหไปในทางช่ัวเสียหายเหมือนนายเรือคุมหางเสือมิให้เรือเหหัน ท้ัง ป้องกันความพล้ังพลาดเสื่อมทรามและปิดห้ามความโกรธมิให้เกิดมี ดุจท�ำนบที่ ก้ันกระแสน�้ำไว้มิให้ไหลบ่าเข้ามา คนมีสติจะท�ำอะไรก็ไม่พลาดพล้ัง แม้บางคร้ัง โกรธหุนหัน ก็รู้เท่าทันท่วงที ความโกรธท่ีเกิด ก็ดับโดยฉับพลัน มิทันให้โทษ เสียหายเส่ือมทราม ขันติคือความอดทนต่อค�ำนินทาด่าว่าไม่น่าฟัง เป็นเครื่อง ยับยั้งความโกรธไว้ มิให้รั่วไหลออกมาทางกาย วาจา ได้ คนมีขันติ แม้ถูกใคร นินทาด่าว่าให้เจ็บใจเพียงไรก็ยั้งใจไว้ได้ ไม่แสดงความโกรธออกมาให้ปรากฏ เหมือนห้ามล้อรถที่แล่นไปให้หยุดได้ฉับพลัน เมตตาน้ันคือความรักอันบริสุทธ์ิ สดใสมองคนในแง่ดีเสมอไปปรารถนาให้สรรพสัตว์เป็นสุขทุกถ้วนหน้า ไม่เลือก ว่าพวกเราพวกเขา เป็นเคร่ืองบรรเทาโทษ ดับความโกรธให้หาย ดุจสายฝน เย็นฉ่�ำ ตกกระหน่�ำลงมา ดับความร้อนกระวนกระวายให้หายไป คนมีเมตตา ย่อมปรารถนาดีหวังดี มองคนไปในแง่ดี มีใจเยือกเย็น แม้ถูกใครด่าว่าอย่างไร ก็ไม่ถือสาหาโทษโกรธใครไม่เป็น กลับเห็นเป็นธรรมดาว่า คนที่เกิดมาต้องถูก ด่าว่านินทาด้วยกันทุกคน ไม่มีใครพ้นไปได้เลย บางคนอยู่เฉย ๆ ก็ถูกนินทา บางคนถูกนินทาเพราะพูดมาก บางคนถูกนินทาเพราะพูดน้อย บางคนท�ำชั่ว หยาบช้า ก็ถูกนินทาเสียดสี บางคนท�ำดี ก็มีผู้นินทา การนินทามี ๒ ชนิด คือ นินทาผิด ๑ นินทาถูก ๑ นินทาผิดนั้นคือ นินทากันดัวยเร่ืองที่เสกสรรปั้นข้ึนมา เพ่ือทับถมให้เสียหายหามูลมิได้ ไม่เป็นความจริง หรือความจริงเพียงเท่าปีกริ้น แล้วนินทาขยายให้มากไป นินทาถูกนั้นนินทากันด้วยเรื่องที่เป็นความจริง เช่น คนท�ำช่ัวทุจริตก็นินทาว่าไม่ดีเท่าท่ีเป็นจริง ไม่ต่อเติมเสริมความ นินทาผิด บัณฑิตไม่นิยม เพราะทับถมใส่ร้ายกัน นินทาถูกน้ัน ยังนิยมอยู่ เพราะท�ำให้ ผู้ถูกนินทารู้สึกตนกลับเป็นคนดีได้ ห้ามไฟมิให้มีควัน ห้ามดวงจันทร์ดวงอาทิตย์ ท้งั ๒ มิให้ส่องรศั มสี วา่ งไสว ยอ่ มพ้นวสิ ยั ที่จะหา้ มไดฉ้ นั ใด ห้ามคนมิใหน้ นิ ทา
ก็พ้นสามารถจะห้ามได้ฉันน้ัน การด่าว่านินทากันเป็นเร่ืองเก่า แม้พระพุทธเจ้า ก็ถูกด่านินทา มีเร่ือเล่าว่า คร้ังหน่ึงพระพุทธเจ้าประทับอยู่ ณ เมืองโกสัมพี ถูกนางมาคัณฑิยาผูกอาฆาตแค้นเคืองด้วยเร่ืองเก่า จ้างชาวเมืองให้ด่าว่าจน พระอานนท์ทนไม่ไหว ทูลเชญิ ให้เสดจ็ หลกี ไป เพอื่ ให้พน้ การดา่ วา่ พระพทุ ธเจา้ หาเสด็จหลีกไปตามค�ำพระอานนท์ทูลไม่ เพราะทรงเห็นว่าอยู่ท่ีไหน ๆ ก็ไม่พ้น คนนินทาด่าว่า แทนที่พระองค์จะทรงโกรธเคืองผู้ด่าว่า กลับทรงแผ่พระเมตตา ไป ในท่ีสุดชาวเมืองก็หยุดด่า นี้แสดงให้เห็นว่า เมตตาสามารถดับความโกรธ ใหห้ ายดจุ สายฝนอันเยน็ ฉ่�ำ ตกกระหนำ�่ ลงมาระงับดบั ความร้อนรำ� คาญ ธรรมะ ๓ ประการ คอื สติ ขนั ติ และเมตตา ถา้ มีครบครันกร็ บั ประกัน ได้ว่า จะช่วยฆ่าความโกรธให้หมดไปโดยไม่ยาก เหมือนฝากทรัพย์ไว้ใน ธนาคารออมสิน ก็รับประกันได้ว่าปลอดภัยไม่สูญหาย โจรผู้ร้ายไม่ลักและ ไม่ถูกอัคคีภัย ถ้ามีมากเพียงไรความโกรธก็หมดไป หรือเบาบางลงเพียงน้ัน ธรรมดานำ้� นอ้ ยย่อมแพไ้ ฟฉนั ใด แม้ธรรมะคือ สติ ขนั ติ และเมตตา ถ้ามีนอ้ ย กว่าความโกรธ ย่อมแพ้แก่ความโกรธฉันนั้น เพราะฉะนั้น ต้องอบรมใจให้มี ธรรมะครบทั้ง ๓ ประการ จนช�ำนาญดี ผู้มีธรรมะ ๓ ประการดังกล่าวมาย่อม ฆ่าความโกรธได้ เม่ือฆ่าความโกรธได้แล้ว ใจก็ต้องผ่องแผ้วเยือกเย็นสุขสบาย คนอยู่ใกลห้ รือใครเข้าไปหา กร็ ้สู ึกว่าเยอื กเยน็ เปน็ สขุ ทกุ คนไป เหมอื นตน้ ไมใ้ หญ่ มรี ่มเงา คนเข้าอาศัยในเวลาแดดกลา้ กร็ ูส้ ึกว่าเย็นสบายดี สรุปความว่า การฆ่าความโกรธน้ี เป็นการฆ่าที่ดีชอบ ประกอบด้วย ประโยชน์ ไม่เกิดโทษอย่างใด เป็นไปเพ่ือสันติสุขแก่ชุมชน ส่วนการฆ่าตนเอง และผูอ้ ื่น ก็ความขมข่นื ร้อนใจ ไรป้ ระโยชน์ เป็นโทษเสยี หายอยา่ งย่ิง คนฉลาด ย่อมละทิ้งส่ิงที่เป็นโทษ ส่ิงท่ีดีมีประโยชน์ ก็บ�ำเพ็ญให้พร่ังพร้อมและถนอม รักษา ถ้าสาธุชนสนใจฆ่าความโกรธซึ่งเป็นโทษเสียหายหลายสถาน แทนการ ฆ่าตนและคนอ่ืน ผลคือความชุ่มช่ืน เกษมสุขสวัสดีจักเกิดมีท้ังแก่ตนและ คนอื่นแน่แท้ไม่แปรผัน ผู้ฆ่าความโกรธนั้นย่อมมีความสุขสงบ และชื่อว่า ประสบส่วนหนึง่ แห่งความสขุ แล้ว ด้วยประการฉะน้ี
234
235 พระพทุ ธศาสนาห้าพนั ปี พระพุทธศาสนาท่ีชาวไทยนับถือบูชา ตั้งม่ันอยู่ในประเทศไทยน้ี ตามที่ รู้กันท่ัว ๆ ไปก็ว่าจักมีอายุด�ำรงอยู่ได้ตลอด ๕๐๐๐ ปี แต่มีคนโดยมากอยาก ทราบว่า ค�ำท่ีว่าพระพุทธศาสนาจักมีอายุด�ำรงอยู่ได้ตลอด ๕๐๐๐ ปีนี้ เป็น ค�ำพยากรณ์ที่พระพุทธเจ้าตรัสเองหรือผู้ใดกล่าวไว้ และมีหลักฐานในคัมภีร์ ที่มาแหง่ ใดบ้าง เรื่องน้ีได้ค้นคว้าดูในคัมภีร์ที่มา ทั้งในพระไตรปิฎก ท้ังในอรรถกถา ท้ัง ในปกรณต์ ่าง ๆ แลว้ คงไดค้ วามดงั นี้ ๑. คัมภีร์พระวินัยปิฎก จุลวรรค เล่ม ๗ หน้า ๗๒๐ ว่า คร้ังหนึ่ง พระพทุ ธเจ้าประทบั อยู่ ณ นิโครธาราม กรุงกบิลพัสดุ์ พระนางมหาปชาบดีโคตมี ซึง่ เปน็ พระนา้ นาง เม่ือพระเจ้าสุทโธทนะเสด็จทิวงคตแลว้ เขา้ ไปเฝา้ พระพุทธเจา้ ทูลถามว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ผู้หญิงจะบวชในพระพุทธศาสนาได้หรือไม่ พระเจ้าข้า พระองคต์ รสั ตอบว่า ดกู อ่ นโคตมี ทา่ นจงอยา่ ไดช้ อบใจในการบวชเลย อนั ผู้หญิงนีไ้ มค่ วรจะบวช พระนางมหาปชาบดีโคตรมี กราบทลู ออ้ นวอนขอบวช ถึง ๓ คร้ัง ก็ไม่ทรงอนุญาต พระนางเจ้าเสียพระหฤทัย ทรงกรรแสง ถวาย อภิวาทลาพระพุทธเจ้าแล้ว ก็เสด็จคืนเข้าพระราชนิเวศน์ คร้ันพระพุทธองค์
236 ประทับอยู่ ณ กรุงกบิลพัสดุ์ ตามควรแก่พระอัธยาศัยแล้ว ก็เสด็จออกจาก กรุงกบิลพัสดุ์ ถึงเมืองเวสาลี ประทับอยู่ท่ีป่ามหาวัน ณ พระต�ำหนักมียอด คร้ังน้ัน พระนางมหาปชาบดีมีพระทัยยินดีจะบวช ก็ให้ตัดพระเกศาของ พระองคเ์ สยี แลว้ ทรงผ้ากาสาวพสั ตร์ อธษิ ฐานเพศบรรพชา จ�ำเพาะพระพุทธเจา้ พร้อมด้วยนางสากิยานีเป็นอันมาก ไปถึงเมืองเวสาลี ทรงยืนกรรแสงอยู่นอก ซุ้มพระทวารพระต�ำหนักมียอดท่ีป่ามหาวัน พระอานนท์ทราบจึงออกมาต้อนรับ และไต่ถามทราบความว่า พระนางเจ้าทรงกรรแสง เพราะเสียพระหฤทัย เหตุ พระพุทธเจ้าไม่ทรงอนุญาตให้หญิงบวชในพระธรรมวินัย พระอานนท์จึงส่ังว่า ให้พระนางเจา้ ทรงยับย้งั รออยู่สักครหู่ น่ึงก่อน อาตมะจักเขา้ ไปทลู ขอให้พระองค์ ทรงโปรดประทานอุปสมบทแก่สตรีให้จงได้ แล้วพระอานนท์ก็เข้าไปกราบทูล เร่ืองพระนางมหาปชาบดีโคตมี ตัดพระเมาลี ทรงผ้ากาสาวพัสตร์พร้อมด้วย นางสากิยานีเป็นอันมาก เสด็จมายืนทรงกรรแสงอยู่ที่ซุ้มพระทวารต�ำหนัก ให้ ทรงทราบแล้ว ทูลขอให้ทรงอนุญาตผู้หญิงได้บวชในพระธรรมวินัยถึง ๓ ครั้ง พระองค์ก็ตรัสห้าม ไม่ทรงอนุญาตให้บวช พระอานนท์คิดจะทูลขอโดยอุบาย อย่างอื่นจึงทูลถามว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ถ้าผู้หญิงได้บวชในพระพุทธศาสนา แล้ว ควรจะกระท�ำมรรคผลให้แจ้งได้หรือไม่ พระองค์ตรัสว่าควร อานนท์ พระอานนทท์ ลู ถามวา่ ถ้าควร พระนางมหาปชาบดีโคตมี ซ่ึงเปน็ พระนา้ นางของ พระองค์ มีอุปการะมาก เมื่อพระชนนีของพระองค์ส้ินพระชนม์แล้ว ได้เป็น ผู้เลี้ยงและถวายนมมาตราบเท่าทรงพระเจริญ ควรสงเคราะห์ให้ได้สมความ ปรารถนา ขอผู้หญิงพึงไดบ้ วชในพระพุทธศาสนาน้เี ถดิ พระองคต์ รสั ว่า อานนท์ ถ้านางมหาปชาบดโี คตมยี อมรบั และปรพฤติตามครธุ รรม ๘ ประการได้ ตถาคต กอ็ นุญาตให้อปุ สมบทเปน็ ภิกษุณไี ด้ ครธุ รรม ๘ ประการน้ันคอื ข้อ ๑ นางภิกษณุ ี แม้บวชแล้วไดร้ ้อยปี ตอ้ งท�ำการกราบไหว้ ลุกตอ้ นรบั ประนมมือและกรรมอนั สมควรอื่น ๆ แก่ภิกษุแมบ้ วชแลว้ ในวันนั้น ขอ้ ๒ ภิกษณุ อี ย่าพึงอยู่จ�ำพรรษาในอาวาสท่ีไม่มีภิกษุ
237 ข้อ ๓ ภกิ ษณุ ีตอ้ งหวังธรรม ๒ ประการ คอื ถามวนั อโุ บสถ ๑ เขา้ ไปฟงั คำ� สอน ๑ แต่ภิกษุสงฆ์ทกุ กึ่งเดือน ขอ้ ๔ ภิกษณุ อี ยู่จำ� พรรษาแล้ว ตอ้ งปวารณาในสงฆ์สองฝา่ ย โดยสถาน ท้ังสาม คือโดยได้เห็น โดยไดย้ นิ หรอื โดยรังเกียจ ขอ้ ๕ ภิกษุณีต้องธรรมท่ีหนัก (คืออาบัติหนัก) แล้วต้องประพฤติ มานตั ตใ์ นสงฆ์สองฝ่ายปักษ์หนงึ่ (๑๕วนั ) ข้อ ๖ ภิกษุณีต้องแสวงหาอุปสัมปทาในสงฆ์สองฝ่าย เพื่อนางสิกขมานา ผู้ศึกษาในธรรม ๖ ประการ (ตั้งแต่ปาณาติปาตา เวรมณี ถึงวิกาลโภชนา เวรมณี) ครบ ๒ ปแี ลว้ ขอ้ ๗ ภิกษุณีอย่าพึงด่า อย่าพึงตะเพิดภิกษุด้วยอาการอย่างใดอย่างหน่ึง ข้อ ๘ ตั้งแต่วันน้ีเป็นต้นไป ห้ามไม่ให้ภิกษุณีว่ากล่าวภิกษุ แต่ให้ภิกษุ ว่ากลา่ วภิกษุณีได้ ถ้านางมหาปชาบดีโคตมียอมรบั ครุธรรม ๘ ประการน้ี ขอ้ น้นั จงเปน็ อุปสมั ปทาของนางเถดิ พระอานนท์จ�ำครุธรรม ๘ ประการนั้นได้แล้ว ไปบอกแก่พระนาง มหาปชาบดีโคตมีตามท่ีพระพุทธเจ้ารับส่ัง พระนางตอบว่า พระอานนท์ผู้เจริญ ข้าพเจ้ายอมรับครุธรรม ๘ ประการน้ี ปฏิบัติไม่ก้าวล่วงจนตลอดชีวิตด้วย ความยินดี เปรียบเหมือนหญิงหรือชายที่ยังรุ่นสาวหรือรุ่นหนุ่ม ก�ำลังรักแต่งกาย อาบนำ�้ สระเกล้าแล้ว ไดพ้ วงดอกอุบลหรอื พวงมะลลิ �ำดวนแลว้ จะพึงรับดว้ ยมอื ท้ังสอง แล้ววางไว้เหนือศีรษะด้วยความยินดีฉะนั้น พระอานนท์ก็กลับมาทูล ความที่พระนางเจ้ามหาปชาบดีโคตรมียอมรับครุธรรม ๘ ประการน้ันแล้ว พระองค์โปรดบรรพชาอุปสมบทให้แก่พระนางเจ้า พร้อมท้ังบริวารเป็นภิกษุณี ดว้ ยครุธรรม ๘ ประการนัน้ แล
238 พระพุทธเจ้าตรัสว่า ดูก่อนอานนท์ ถ้าผู้หญิงจักไม่ได้บวชในพระธรรม วินัยที่ตถาคตประกาศแล้ว พรหมจรรย์จักตั้งอยู่ได้นาน พระสัทธรรม (คือ พระพุทธศาสนา) จักด�ำรงอยู่ได้ตลอด ๑๐๐๐ ปี แต่เพราะเหตุท่ีผู้หญิงบวช เข้ามาในพระธรรมวินัย ที่ตถาคตประกาศแล้ว พรหมจรรย์จักไม่ต้ังอยู่นาน พระสัทธรรม (คอื พทุ ธศาสนา) จักต้ังอยู่ไดเ้ พยี ง ๕๐๐ ปีเท่าน้นั เปรียบเหมอื น ตระกูลอันใดอันใดอันหน่ึงท่ีมีผู้หญิงมาก มีผู้ชายน้อย ตระกูลนั้นโจรก�ำจัด ได้ง่าย อีกอย่างหน่ึงเหมือนขยอกที่ลงในนาข้าวสาลีท่ีบริบูรณ์ และเพลี้ยท่ีลงใน ไร่อ้อย ชักให้ข้าวสาลีในนาแลอ้อยในไร่เสียไปในเวลารวดเร็ว ไม่ต้ังอยู่นานได้ เราบัญญัติครุธรรม ๘ ประการนี้ไม่ให้ภิกษุณีก้าวล่วงตลอดชีวิตเสียก่อน เหมอื นบุรษุ ก้นั ท�ำนบแหง่ สระใหญ่กัน้ น�้ำไม่ใหไ้ หลออกฉะนัน้ ๒. คัมภีร์พระสุตตันตปิฎก อัฏฐกนิบาต อังคุตตรนิกาย เล่ม ๒๓ หน้า ๒๘๑ พรรณนาความทีพ่ ระนางมหาปชาบดโี คตมี ทลู ขอบรรพชาอุปสมบท จนถึงทรงอนุญาตให้พระนางได้อุปสมบทด้วยครุธรรม ๘ ประการ และตรัส ก�ำหนดอายุพระพุทธศาสนาตรงกับคัมภีร์พระวินัยปิฎกที่กล่าวมาแล้วในข้อหนึ่ง ๓. คัมภีร์สมันตปาสาทิกา อัฏฐกถาพระวินัย ภาค ๓ หน้า ๔๔๙ พรรณนาความว่าท่ีพระพุทธเจ้าตรัสว่า พระสัทธรรม (คือพระพุทธศาสนา) จักด�ำรงอยู่ได้ตลอด ๑๐๐๐ ปีนั้น ด้วยสามารถแห่งพระขีณาสพผู้ถึงความ แตกฉานปฏิสมั ภทิ าญาณ ซ่งึ ท่านได้ขยายความตอ่ ไปอีกวา่ พระปฏิเวธสทั ธรรม (คือการบรรลุมรรคผล) จักมีอยู่ตลอด ๕๐๐๐ ปี ด้วยสามารถแห่งการบรรลุ มรรคผลลดหลัน่ ลงไปตามลำ� ดับอย่างน้ี คอื ก. ภายในพนั ปที ่ี ๑ ยงั มีพระอรหนั ตข์ ีณาสพผไู้ ดบ้ รรลุปฏสิ มั ภทิ าญาณ ข. ภายในพันปีท่ี ๒ ยงั มีพระอรหันตข์ ีณาสพ ประเภทสุกขวปิ ัสสก ค. ภายในพนั ปที ี่ ๓ ยังมีผ้ไู ดบ้ รรลุมรรคผล เป็นพระอนาคามี ฆ. ภายในพันปีท่ี ๔ ยงั มีผไู้ ด้บรรลมุ รรคผล เปน็ พระสกทิ าคามี ง. ภายในพนั ปที ่ี ๕ ยงั มีผูท้ ไี่ ด้บรรลุมรรคผล เป็นพระโสดาบัน
239 รวมเป็นพระพุทธศาสนาจักด�ำรงอยู่ได้ตลอด ๕๐๐๐ ปี ด้วยอาการ อย่างนี้ ตามค�ำของพระอรรถกถาจารย์ (พระพุทธโฆสาจารย์) ผู้รจนาคัมภีร์นี้ อ้างพระพุทธพจน์ท่ีตรัสในคัมภีร์พระวินัยปิฎกยืนยันว่า พระพุทธศาสนา จกั ตัง้ อยู่ตลอด ๕๐๐๐ ปี ๔. คัมภีร์มโนรถปูรณี อรรถกถาอังคุตตรนิกาย ภาค ๓ หน้า ๓๐๐ พระพุทธโฆสาจารย์ผู้รจนาคัมภีร์ พรรณนายืนยันความท่ีพระปฏิเวธสัทธรรม (คอื พระพทุ ธศาสนา) จกั ดำ� รงอย่ตู ลอด ๕๐๐๐ ปี ตรงกับคัมภีรส์ มันตปาสาทกิ า ที่กล่าวมาแล้วในข้อสามเช่นเดยี กัน ๕. คัมภีร์มิลินทปัญหา ท่านผู้รจนายืนยันว่า พระพุทธเจ้าทรงพยากรณ์ ว่า เม่ือพระพุทธศาสนาล่วงแล้วได้ ๕๐๐ ปี จักมีภิกษุองค์หนึ่งชื่อว่านาคเสน มีปัญญาเฉียบแหลม สามารถชักจูงแนะน�ำพระเจ้ามิลินท์ให้เลื่อมใสใน พระพุทธศาสนา ด้วยข้ออุปมาต่าง ๆ จักช่วยกระท�ำพระพุทธศาสนาให้รุ่งเรือง ด�ำรงอยู่ได้ตลอด ๕๐๐ ปี ดังน้ี และในคัมภีร์เดียวกันนั้นเองแสดงว่า พระเจ้า มิลินท์ต้ังปัญหาถามพระนาคเสนว่า ”ข้าแต่พระผู้เป็นเจ้า พระผู้มีพระภาคเจ้า ตรัสแก่พระอานนท์ว่า ดูก่อนอานนท์ สัทธรรม (คือพระพุทธศาสนา) จักด�ำรง อยู่ตลอด ๕๐๐๐ ปีบริบูรณ์ และในสมัยจะเสด็จดับขันธปรินิพพาน ยังตรัสแก่ สุภัททปริพาชกว่า ดูก่อนสุภัททะ ภิกษุท้ังหลายยังปฏิบัติชอบอยู่เพียงใด โลก จักไม่สูญไม่ว่างเปล่าจากพระอรหันต์ท้ังหลายเพียงนั้น ดังนี้„ ว่ามิเป็นการ ขัดแย้งกันหรือ ซึ่งพระนาคเสนได้ถวายวิสัชชนาว่า ไม่เป็นการขัดแย้งกัน แต่ประการใด และถวายพระพรช้ีเหตุผลพร้อมทั้งอุปมาอันแจ่มแจ้งและ ปฏิภาณอันเฉียบแหลม จนพระเจ้ามิลินท์ทรงเข้าใจแจ่มแจ้ง หายวิมติกังขา และเล่ือมใสในพระพทุ ธศาสนา ดังปรากฏแลว้ ในคมั ภรี ์นัน้ ตามหลักฐานในคัมภีร์ต่าง ๆ ที่อ้างมานี้ คงได้ความดังนี้ ท่ีว่า พระพุทธศาสนาจักด�ำรงอยู่ได้ ๕๐๐๐ ปีน้ัน พระพุทธเจ้ามิได้ตรัสเองโดยตรง คือตรัสแต่เพียงว่า ถ้าสตรีไม่ได้บวช (โดยไม่ได้รับครุธรรม ๘ ประการ)
240 พระสัทธรรมจักต้ังอยู่ตลอด ๑๐๐๐ ปี ซึ่งพระอรรถกถาจารย์ผู้รู้พุทธประสงค์ ได้ขยายความหมายของค�ำว่า ๑๐๐๐ ปี ออกเป็น ๕๐๐๐ ปี ด้วยสามารถแห่ง การบรรลมุ รรคผล ดังน้คี อื ก. เมื่อพระพุทธศาสนาล่วงครบ ๑๐๐๐ ปีแล้ว จะไม่มีพระอรหันต์ผู้ได้ ปฏิสัมภิทาญาณ ข. เม่ือพระพุทธศาสนาล่วงครบ ๒๐๐๐ ปีแล้ว จะไม่มีพระอรหันต์ สขุ วปิ สั สก ค. เมือ่ พระพุทธศาสนาลว่ งครบ ๓๐๐๐ ปแี ล้ว จะไม่มีพระอนาคามี ง. เมอ่ื พระพทุ ธศาสนาล่วงครบ ๕๐๐๐ ปีแล้ว จะไม่มพี ระโสดาบัน ”ใครจะเป็นผู้ท�ำให้พระพุทธศาสนาเจริญรุ่งเรืองและเสื่อมสูญ„ ข้อน้ี พระพุทธเจ้าได้ตรัสพยากรณ์ไว้แล้วว่า บริษัท ๔ คือ ภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก อบุ าสกิ า จะเป็นผูย้ ังพระสัทธรรมให้เจรญิ รงุ่ เรือง เหตทุ ่ีจะทำ� ใหพ้ ระพุทธศาสนาเสื่อม มีอยู่ ๕ ประการคือ ๑. ภกิ ษใุ นพระศาสนานไี้ ม่ต้ังใจฟงั พระธรรมวินัยโดยเคารพ ๒. ไมต่ ้ังใจศกึ ษาเล่าเรียนพระธรรมวนิ ัยโดยเคารพ ๓. ไมต่ ัง้ ใจจดจำ� พระธรรมวนิ ัยใหแ้ ม่นยำ� ๔. ไมต่ ง้ั ใจตรกึ ตรองอรรถแห่งพระธรรมวินัยโดยเคารพ ๕. ไม่ต้ังใจปฏบิ ัติตามพระธรรมวนิ ยั โดยเคารพ เหตุ ๕ ประการน้แี ล จะทำ� ให้พระพทุ ธศาสนาเสอ่ื มสูญอันตรธาน ไมใ่ ช่ อย่างอื่น อาการที่พระพุทธศาสนาจะเส่ือม พระพุทธเจ้าทรงแสดงแก่พระมหา- กัสสปเถระ โดยใจความว่า ดูก่อนกัสสปะ พระสัทธรรมจะค่อย ๆ เสื่อมลง โดยล�ำดบั โดยอาการทีค่ นทัง้ หลายไมร่ ู้สึก ไม่วบู วาบเหมอื นเรอื จม
241 ในคัมภีร์มโนรถปูรณี อรรถกถาอังคุตตรนิกาย ภาค ๑ หน้า ๙๑ ท่านพรรณนาอนั ตรธานไว้ ๕ ประการ คือ ๑. ปรยิ ัติอันตรธาน ความเสอ่ื มสญู แหง่ พระปรยิ ตั ิธรรม ๒. ปฏปิ ัตติอันตรธาน ความเส่อื มสญู แหง่ การปฏิบัติ ๓. ปฏิเวธอนั ตรธาน ความเส่ือมสญู แหง่ การตรสั รู้มรรคและผล ๔. ลิงคอนั ตรธาน ความเสือ่ มสญู แห่งสมณเพศ ๕. ธาตอุ นั ตรธาน ความเสือ่ มสูญแหง่ พระบรมธาตุ ๑. พระปริยัติธรรม กล่าวคือพระไตรปิฎกนี้ ย่อมเป็นปัจจัยอย่างส�ำคัญ ในอันตั้งอยู่แห่งพระศาสนา แท้ริงบุคคลผู้ประกอบด้วยปรีชาญาณ ปฏิบัติไป จนได้บรรลุมรรคผลและนิพพาน ก็เพราะได้เล่าเรียนพระไตรปิฎก ผู้มีปัญญา ไดเ้ ล่าเรยี นพระปริยัตธิ รรมแล้ว ยอ่ มอาจเพอ่ื จะยงั ปฏิบตั ธิ รรมและปฏเิ วธธรรม ให้บริบรู ณไ์ ด้ เพราะฉะน้ัน พระพทุ ธเจ้าจึงตรัสว่า เมอื่ พระปริยตั คิ อื พระไตรปิฎก ยังด�ำรงอยูต่ ราบใด ศาสนากช็ ื่อว่าด�ำรงอยตู่ ราบน้นั เม่อื พระปริยัตธิ รรมเสื่อมถอย น้อยผู้เล่าเรียนแล้วในกาลใด ศาสนาก็ชื่อว่าเสื่อมแล้วในกาลนั้น เมื่อกาลล่วง ไป ๆ พระมหากษัตริย์อันบังเกิดในสมัยกลียุค มิได้ต้ังอยู่โดยทศพิธราชธรรม หมู่อ�ำมาตย์ราชเสนาบดีและอาณาประชาชนก็ไม่ตั้งอยู่โดยธรรม เพราะเหตุที่ มนุษยท์ ง้ั หลายมไิ ดต้ ัง้ อย่โู ดยธรรม ฝนก็ไม่ตกต้องตามฤดกู าล พืชพนั ธ์ธุ ัญญาหาร กม็ ไิ ดบ้ ริบูรณ์ เมือ่ พชื พนั ธุธ์ ัญญาหารไมบ่ ริบรู ณ์แลว้ หมู่มนษุ ยท์ ่ีถวายจตุปจั จัย แด่สงฆ์ก็ไม่อาจถวายได้ เม่ือภิกษุทั้งหลายขัดสนด้วยจตุปัจจัยแล้ว ก็ไม่อาจ สงเคราะห์กุลบุตรให้ศึกษาเล่าเรียนพระปริยัติธรรมได้ เมื่อไม่มีผู้ศึกษาเล่าเรียน พระปริยัติธรรมก็มีแต่เส่ือมทรุดลงทุกที เมื่อปิฎกท้ัง ๓ เส่ือมนั้น พระอภิธรรม ปิฎกเสื่อมก่อน พระสุตตันตปิฎกและพระวินัยปิฎกยังด�ำรงอยู่ พระศาสนาก็ยัง ช่ือว่าไม่เส่ือม เมื่อกาลล่วงไป พระสุตตันตปิฎกก็เสื่อมลงโดยล�ำดับ กาลนั้น ภิกษุทั้งหลายก็ทรงจ�ำไว้ได้เพียงชาดกและพระวินัย เมื่อกาลล่วงไป ภิกษุ ทั้งหลายไม่อาจจ�ำทรงชาดกไว้ได้ ชาดกก็เสื่อม เริ่มเส่ือมลงมาตั้งแต่เวสสันดร
242 ชาดก จนถึงอปัณณกชาดกเป็นที่สุด แต่นั้น ภิกษุท้ังหลายก็ทรงจ�ำไว้ได้แต่ พระวินัยปิฎกเท่านั้น เม่ือกาลเวลาล่วงไป พระวินัยปิฎกก็เสื่อม เร่ิมเสื่อมแต่ คัมภีร์บริวารลงมาจนถึงคัมภีร์ภิกขุณีวิภังค์ กาลน้ัน ภิกษุทั้งหลายทรงไว้ได้แต่ อุโบสถขันธกะอย่างเดียว ภิกษุท้ังหลายยังทรงจ�ำอุโบสถขันธกะไว้ได้เพียงไร พระปริยัติธรรมก็ชื่อว่ายังไม่เสื่อมเพียงน้ัน มนุษย์ท้ังหลายยังจดจ�ำคาถาไว้ได้ แมไ้ ม่มากเพยี ง ๔ บาทเทา่ น้นั พระปริยัตธิ รรมชื่อว่ายงั ไมอ่ นั ตรธาน ในกาลใด พระมหากษัตริย์ทรงพระราชศรัทธา ใส่ทรัพย์แสนหนึ่งลงในผอบทอง ให้ ราชบุรุษเที่ยวป่าวร้องทั่วพระราชอาณาเขตว่า ผู้ใดรู้คาถาเพียง ๔ บาท แล้ว จงมาเอาทรัพย์แสนหน่ึง เมื่อราชบุรุษเที่ยวป่าวร้องทั่วแล้ว ไม่เห็นผู้ใดผู้หนึ่ง ซึ่งอวดอ้างว่า เรารู้คาถาประมาณ ๔ บาท ราชบุรุษก็น�ำทรัพย์กลับคืนสู่ พระคลงั หลวง ในกาลน้ัน พระปริยตั ิธรรมกช็ อ่ื วา่ สูญส้ินแลว้ ๒. ความเสื่อมสูญแห่งการปฏิบัติ ท่านแสดงไว้ดังนี้ว่า เม่ือกาลล่วงไป ภิกษุทั้งหลายไม่อาจยังฌานวิปัสสนามรรคผลและนิพพานให้เกิดขึ้นได้ ก็รักษา แต่จตุปาริสุทธิศีลอย่างเดียว ครั้นนานไปภิกษุทั้งหลายก็เบ่ือหน่ายในการรักษา ศีลให้บริสุทธ์ิและในการประกอบกิจบ�ำเพ็ญความเพียร ด้วยคิดท้อว่า เรา ท้ังหลายจะเพียรเท่าไร ก็ไม่อาจส�ำเร็จมรรคผลได้ การบรรลุมรรคผลไม่มี เสียแล้ว ดังนี้ ก็คลายความเพียร มากไปด้วยความเกียจคร้าน ไม่ตักเตือนว่า กล่าวกัน จ�ำเดิมแต่น้ัน ภิกษุท้ังหลายก็ย่�ำยีกองอาบัติเล็กน้อย ส�ำรวมรักษา ไว้แต่ครุกาบัติ เม่ือภิกษุท้ังหลายยังทรงปาราชิกสิกขาบทไว้ได้เพียงใด การ ปฏิบัติกช็ ื่อวา่ ยงั ไมเ่ ส่อื มเพยี งนนั้ ต่อเมือ่ หาภกิ ษุท่ีสำ� รวมรักษาปาราชกิ สิกขาบท มิได้แล้ว ปฏิบตั ธิ รรม กช็ ่ือวา่ เสือ่ มสน้ิ หาเศษมิได้ ๓. ความเสื่อมสูญแห่งการบรรลุมรรคผล ท่านแสดงไว้ดังนี้ว่า บุคคล ผูไ้ ดส้ ำ� เรจ็ พระโสดาปตั ตผิ ล ถา้ ยงั มีอยู่ แมไ้ มม่ าก เพียงองคเ์ ดยี ว ปฏเิ วธธรรม ก็ชอ่ื ว่ายงั ไมเ่ สือ่ ม ในกาลใด หาบุคคลผสู้ ำ� เรจ็ พระโสดาบันมิไดแ้ ลว้ ในกาลนัน้ แล ปฏิเวธธรรมช่ือว่าเส่อื มส้ินแลว้
243 ๔. ความเส่ือมสูญแห่งสมณเพศ ท่านแสดงไว้ดังน้ีว่า เม่ือกาลล่วงไป ภิกษุท้ังหลายจักมีอากัปกิริยาไม่น่าเล่ือมใส จักวางบาตรไว้เหนือบ่า เท่ียว ภิกขาจาร เหมือนดังนิครนถ์ซึ่งวางผลน้�ำเต้าเหนือแขน แล้วเที่ยวภิกขาจาร เมื่อกาลล่วงไป ภิกษุท้ังหลายจักหาบห้ิวบาตรด้วยสาแหรก เท่ียวภิกขาจาร ประพฤติอนาจารผิดสมณะผู้รักษาจาตปุ าริสุทธิศีล แม้ภกิ ษทุ งั้ หลายจะประพฤติ อนาจารอย่างนั้น เพศสมณะก็ช่ือว่ายังไม่เส่ือม เม่ือกาลล่วงไป ภิกษุทั้งหลาย จะไม่ย้อมผ้าให้มีสีควรแก่สมณเพศ จะท�ำผ้าน้ันให้มีสีซีดเศร้าหมอง เหมือน สีกระดูกอูฐ ครั้นนานไป ภิกษุท้ังหลายจะด�ำริว่า เราจะมากังวลอะไรกับผ้าย้อม น�้ำฝาด คิดดังนี้แล้วก็ปลดเปล้ืองไตรจีวรออกจากกาย แล้วผูกพันข้อมือบ้าง คอบ้าง กระท�ำกสิกรรม พาณิชกรรม เลี้ยงบุตรภรรยา เมื่อมนุษย์มีศรัทธา จะ ถวายทักษิณาทานอุทิศเฉพาะสงฆ์ให้แก่สมณะที่มีผ้ากาสาวะอยู่ท่ีข้อมือและ คอนั้น จะได้ผลานิสงส์นับประมาณมิได้ อนึ่ง พระพุทธเจ้าตรัสไว้แก่พระอานนท์ ว่า ดกู ่อนอานนท์ ในอนาคตกาล จะหาภกิ ษุผูท้ รงไวซ้ ่งึ จวี รมไิ ด้ จะมแี ตโ่ คตรภู สงฆ์ พันผ้ากาสาวะไว้ท่ีข้อมือและคอ ไม่มีศีล ถ้าบุคคลมีศรัทธา ปรารถนาจะ กระท�ำกุศลให้มีผลมาก ก็จงตั้งจิตอุทิศต่อสงฆ์ แล้วให้ทักษิณาแก่คนเหล่านั้น เราตถาคตสรรเสริญว่าทานของผู้นั้นตั้งอยู่ในสงฆ์ เป็นสังฆทานแท้ จะน�ำ ผลานิสงส์มาให้สุดที่จะประมาณ เมื่อคนเหล่าน้ัน ไปท�ำการงานอยู่ในป่า ก็มี ความด�ำริว่า เราจะต้องการอะไรด้วยผ้ากาสาวะอันผูกท่ีข้อมือและคอฉะนี้แล้ว ก็จะพากันน�ำผ้ากาสาวะทิ้งไว้ในป่า ในกาลนั้นแล สมณเพศช่ือว่าเสื่อมสิ้น หาเศษมิได้ ๕. ความเสื่อมสูญแห่งพระบรมธาตุ ท่านแสดงไว้ดังนี้ว่า พระบรมธาตุ นิพพาน ชื่อว่าธาตุอันตรธาน แท้จริง นิพพานนั้นมี ๓ คือ กิเลสนิพพาน ๑ ขนั ธนิพพาน ๑ ธาตุนพิ พาน ๑ กิเลสนิพพาน ไดม้ ีแลว้ ในเมื่อพระพุทธองค์ไดท้ รง ช�ำนะมารและเสนาด้วยพระบารมี ก�ำจัดกิเลสาสวะ บรรลุพระสัมมาสัมโพธิญาณ ใต้ตน้ โพธ์ิ ขนั ธนพิ พาน ไดม้ แี ล้วในเม่ือพระองค์เสด็จดับขนั ธป์ รนิ พิ พาน เหนือ มงคลอาสน์ ระหว่างต้นรังทั้งคู่ ณ สาลวโนทยาน ใกล้กรุงกุสินารา ในวันเพ็ญ
วิสาขปุณณมี ธาตุนิพพาน จักมีในอนาคตกาล โดยอาการอย่างน้ีคือ เมื่อ กาลล่วงไป พระบรมธาตุของพระพุทธเจ้า ซึ่งประดิษฐานอยู่ในท่ีต่าง ๆ เม่ือ ไม่ได้เครื่องสักการะบูชาแล้ว ก็จักเสด็จไปสู่ที่ ๆ มีคนสักการะบูชา ถ้ามีคน สักการะบูชาอยู่ในประเทศทิศใด พระบรมธาตุก็จักเสด็จไปสู่ประเทศทิศนั้น ด้วยก�ำลังอธิษฐานแห่งพระพุทธเจ้า คร้ันกาลล่วงไป สถานที่ท้ังปวงปราศจาก เครื่องสักการะบูชาแล้ว พระบรมธาตุก็จักเสด็จมาประชุมกัน แล้วเสด็จไปสู่ มหาเจดีย์องค์ใหญ่ในลังกาทวีป ครั้นออกจากท่ีน้ันแล้ว ก็เสด็จไปสู่โพธิบัลลังก์ พระบรมธาตุท้ังหลายในนาคพิภพก็ดี ในเทวโลกกด็ ี จะเสด็จไปสู่โพธิบลั ลงั ก์สน้ิ พระบรมธาตุคร้ันประชุมพร้อมกันด้วยประการอย่างน้ีแล้ว จักแสดงอาการเป็น พระพุทธรูป ปรากฏเหมือนอย่างองค์พระพุทธเจ้า ซ่ึงประทับเหนือรัตนบัลลังก์ ใต้ควงไม้โพธิ์ ประกอบด้วยพระมหาปุริสลักษณะ ทรงพระรัศมีโอภาสไกลได้ ข้างละวาเป็นก�ำหนด จักกระท�ำปาฏิหาริย์ มีอาการดุจยมกปาฏิหาริย์คร้ังเมื่อ ทรมานเดยี รถียน์ ิครนถภ์ ายใตต้ ้นคัมฑามพฤกษ์ เปล่งออกซึง่ พระฉพั พณั ณรงั สี เมื่อพระบรมธาตุประชุมครั้งนั้น มนุษย์ท้ังหลายจะได้เห็นหามิได้ ฝ่ายเทวดา ท้ังหลายในหม่ืนจักรวาลจะมาประชุมพร้อมกัน แสดงความเศร้าโศกอาลัย ร้องไห้ เหมือนคร้ังพระพุทธเจ้าเสด็จดับขันธปรินิพพาน ร�ำพันว่า องค์พระ ทศพลสัมมาสัมพุทธเจ้าจะเสด็จดับขันธปรินิพพานในวันนี้แล้ว ครั้งนี้เป็น ครั้งสุดท้าย ต่อไปน้ี โลกจะมืดมนอันธการ ในล�ำดับน้ัน เตโชธาตุก็ต้ังข้ึนแต่ พระสรีรธาตุ เผาผลาญให้ยอ่ ยยับ ถึงซง่ึ ภาวะหาบญั ญัตไิ มไ่ ด้ เปลวไฟซ่งึ ต้งั ข้นึ แต่พระบรมธาตุนั้น พุ่งพ้นขึ้นไปถึงพรหมโลก ครั้นพระบรมธาตุแสดง ปาฏิหารยิ ด์ งั นี้แล้ว ก็แสดงนิพพาน ฝ่ายเทวดาท่มี าประชมุ พร้อมที่พระบรมธาตุ กส็ ักการะบชู าดว้ ยของหอม และประโคมด้วยดุรยิ างค์ดนตรี กระทำ� ประทักษิณ เวยี นขวา ๓ รอบ แล้วก็กลับไปสทู่ ่ีอยแู่ ห่งตน ๆ พุทธบริษัททุกคน มีบทบาทส�ำคัญในอันที่จะช่วยบ�ำรุงพระศาสนาให้ เจริญรุ่งเรืองไพศาลก็ได้ และจะท�ำลายพระพุทธศาสนาให้สูญสิ้นก็ได้ ถ้าทุกคน ยังปฏิบัติตามค�ำสอนในพระพุทธศาสนาอย่างเคร่งครัด คือเว้นความชั่วท่ี
เรียกว่าบาปท้ังปวง ท�ำความดีท่ีเรียกว่าบุญ ท�ำจิตของตนให้บริสุทธ์ิผ่องแผ้ว มีศีลมีธรรม มีความกตัญญูต่อท่านผู้มีพระคุณ มีหิริโอตตัปปะ ไม่เบียดเบียน ล้างผลาญตนและคนอ่ืน ไม่ริษยาอาฆาตกัน มีเมตตากรุณาเอื้อเฟื้อเผ่ือแผ่กัน เห็นอกเห็นใจกันอยู่ตราบใด พระพุทธศาสนาก็ยังไม่เสื่อม มรรคผลก็ยังมีอยู่ ตราบนั้น แม้กาลเวลาจะล่วงเลย ๕๐๐๐ ปี หรือยิ่งกว่าน้ันก็ตาม โลกย่อม ไม่ว่างเปล่าจากพระอรหันต์ ถ้าทุกคนแม้จะพูดว่า บ�ำรุงพระพุทธศาสนา แต่ ไม่ละความช่ัว ไม่ท�ำความดี ไม่ท�ำจิตของตนให้ผ่องแผ้ว ยังเบียดเบียน ล้างผลาญกัน ยังริษยาอาฆาตกัน ยังลุอ�ำนาจของความโลภโกรธหลง ยัง ปราศจากหิริโอตตัปปะอยู่ตราบใด พระพุทธศาสนาก็ช่ือว่าเส่ือมแล้ว มรรคผล ไม่มีแล้ว โลกว่างเปล่าจากพระอรหันต์แล้ว แม้ระยะเวลาจะยังไม่ถึง ๕๐๐๐ ปี ก็ตาม ผู้ต้องการทราบความพิสดาร เกี่ยวกับเรื่องพระพุทธศาสนาห้าพันปี พึง ค้นดูในคัมภีร์พระวินัยปิฎก จุลวรรค คัมภีร์พระสุตตันตปิฎก อัฏฐกนิบาต อังคุตตรนิกาย คัมภีร์สมันตปาสาทิกา อรรถกถาพระวินัย คัมภีร์มโนรถปูรณี อรรถกถาอังคุตตรนิกาย มิลินทปัญหา และพระบาลีกัสสปสังยุตต์ นิทานวรรค น้นั แล
246 ศรสี ายประพนั ธ์
247
248 พรปีใหม่ พ.ศ. ๒๕๐๑ ลดุ ถิ ี ขึน้ ปใี หม่ ชน่ื ใจลน้ เปน็ มงคล อุดม เหมาะสมหลาย อายมุ นั่ ขวญั คง ดำ� รงกาย พ้นความตาย โปร่งปลอด ตลอดปี เพอ่ื เร่มิ เบิก ฤกษ์งาม สง่ ความสุข เปน็ การปลุก จิตเพลิน เจรญิ ศรี อายุยาว ยนื ม่นั และขวญั ดี จงึ พาที แต่งกลอน อวยพรมา ขอให ้ พระไตรรัตน์ เป็นฉัตรชั้น แผ่กางกน้ั ปกปัก คอยรกั ษา ให้ปลอดโปร่ง โลง่ จิต ด้วยฤทธา วัฒนา เกยี รต์เิ สริม ศรเี พิม่ พนู ให้ผอ่ งใส ใจงาม มีความสขุ สรรพทุกข์ เคราะหบ์ าป ใหส้ าบสูญ ประสพโชค โฉลกดี ทวคี ูณ และสมบรู ณ์ สขุ สบาย ทง้ั กายใจ แม้ญาติพรรค รักสุด มติ รบตุ รหลาน บรวิ าร ใกล้ชิด พิสมัย จงอยู่เย็น เปน็ สุข ปลอดทุกขภ์ ยั มโี ชคชยั ลาภผล ทุกคนเทอญ. พระศรีวิสุทธวิ งศ์ วัดบวรมงคล ธนบรุ ี ๑ มกราคม ๒๕๐๑
Search
Read the Text Version
- 1
- 2
- 3
- 4
- 5
- 6
- 7
- 8
- 9
- 10
- 11
- 12
- 13
- 14
- 15
- 16
- 17
- 18
- 19
- 20
- 21
- 22
- 23
- 24
- 25
- 26
- 27
- 28
- 29
- 30
- 31
- 32
- 33
- 34
- 35
- 36
- 37
- 38
- 39
- 40
- 41
- 42
- 43
- 44
- 45
- 46
- 47
- 48
- 49
- 50
- 51
- 52
- 53
- 54
- 55
- 56
- 57
- 58
- 59
- 60
- 61
- 62
- 63
- 64
- 65
- 66
- 67
- 68
- 69
- 70
- 71
- 72
- 73
- 74
- 75
- 76
- 77
- 78
- 79
- 80
- 81
- 82
- 83
- 84
- 85
- 86
- 87
- 88
- 89
- 90
- 91
- 92
- 93
- 94
- 95
- 96
- 97
- 98
- 99
- 100
- 101
- 102
- 103
- 104
- 105
- 106
- 107
- 108
- 109
- 110
- 111
- 112
- 113
- 114
- 115
- 116
- 117
- 118
- 119
- 120
- 121
- 122
- 123
- 124
- 125
- 126
- 127
- 128
- 129
- 130
- 131
- 132
- 133
- 134
- 135
- 136
- 137
- 138
- 139
- 140
- 141
- 142
- 143
- 144
- 145
- 146
- 147
- 148
- 149
- 150
- 151
- 152
- 153
- 154
- 155
- 156
- 157
- 158
- 159
- 160
- 161
- 162
- 163
- 164
- 165
- 166
- 167
- 168
- 169
- 170
- 171
- 172
- 173
- 174
- 175
- 176
- 177
- 178
- 179
- 180
- 181
- 182
- 183
- 184
- 185
- 186
- 187
- 188
- 189
- 190
- 191
- 192
- 193
- 194
- 195
- 196
- 197
- 198
- 199
- 200
- 201
- 202
- 203
- 204
- 205
- 206
- 207
- 208
- 209
- 210
- 211
- 212
- 213
- 214
- 215
- 216
- 217
- 218
- 219
- 220
- 221
- 222
- 223
- 224
- 225
- 226
- 227
- 228
- 229
- 230
- 231
- 232
- 233
- 234
- 235
- 236
- 237
- 238
- 239
- 240
- 241
- 242
- 243
- 244
- 245
- 246
- 247
- 248
- 249
- 250
- 251
- 252
- 253
- 254
- 255
- 256
- 257
- 258
- 259
- 260
- 261
- 262
- 263
- 264
- 265
- 266
- 267
- 268
- 269
- 270
- 271
- 272
- 273
- 274
- 275
- 276
- 277
- 278
- 279
- 280
- 281
- 282
- 283
- 284
- 285
- 286
- 287
- 288
- 289
- 290
- 291
- 292
- 293
- 294
- 295
- 296
- 297
- 298
- 299
- 300