ผลการวิเคราะห์พฤตกิ รรมบรโิ ภคอาหารวา่ ง ตาราง 2 พฤติกรรมการบรโิ ภคอาหารวา่ งของนักศึกษา พฤตกิ รรมการบรโิ ภคอาหารวา่ ง ������̅ SD ระดับความ คดิ เห็น 1. ฉันมักทานอาหารว่างบอ่ ยๆ เพราะมีความสาคัญเท่ากับอาหารหลกั 2.76 0.64 บ่อยครง้ั 2. อาหารว่างนา่ รบั ประทานเพราะมสี สี นั ฉูดฉาด 2.50 0.68 นานๆ ครง้ั 3. อาหารว่างกนิ เม่อื ไหรก่ ไ็ ด้ 2.97 2.33 บอ่ ยครัง้ 4. อาหารว่างทีม่ ปี ระโยชนค์ อื อาหารว่างทีม่ รี าคาแพง 2.11 0.99 นานๆ ครง้ั 5. อาหารว่างเป็นอาหารเพอื่ สุขภาพ 2.51 0.79 บ่อยครัง้ 6. เม่ือรสู้ กึ เหนื่อย ควรดม่ื น้าอัดลมเพือ่ ความสดชนื่ 2.44 0.85 นานๆ ครัง้ 7. การรับประทานอาหารวา่ งช่วยรองท้อง ปอ้ งกนั ปัญหาโรคกระเพาะ 2.96 0.75 บอ่ ยครง้ั 8. การรับประทานอาหารว่างระหว่างมื้อช่วยเสริมอาหารม้ือหลักได้ ป้องกันโรคขาด 2.74 0.68 บ่อยครง้ั สารอาหาร 9. ขนมขบเค้ียวเหมาะสาหรบั รับประทานขณะพกั ผอ่ น เชน่ ดทู ีวยี ามว่าง แก้เหงา 2.69 0.77 บ่อยครั้ง 10. ฉนั คิดวา่ การกินอาหารว่าง แลว้ ทาให้รู้สึกอมิ่ จงึ กนิ แทนอาหารหลักได้ 2.36 0.97 นานๆ ครัง้ 11. ฉันชอบด่มื น้าอัดลม นา้ หวาน นา้ ชา กาแฟ หรือน้าทมี่ ีสว่ นประกอบของน้าตาล 2.60 0.76 บอ่ ยครั้ง 12. ฉันเลือกอาหารวา่ งโดยคานงึ ถึงราคามากกวา่ ประโยชน์ 2.30 0.97 นานๆ คร้งั 13. ฉันจะทดลองรับประทานขนมขบเค้ยี วยี่ห้อใหมๆ่ เสมอ 2.46 0.93 นานๆ คร้ัง 14. ขนมขบเคีย้ วเป็นอาหารวา่ งท่มี ีรสชาติหลากหลาย น่ารับประทาน 2.52 0.78 บอ่ ยครั้ง 15. การกินอาหารฟาสฟู้ดสท์ าให้ดเู ปน็ คนทันสมัย 2.37 0.95 นานๆ ครั้ง ภาพรวม 2.6 0.58 บ่อยคร้ัง จากตาราง 2 พบว่า กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่มีพฤติกรรมการบริโภคอาหารว่าง โดยผลของพฤติกรรม การบริโภคอาหารว่างปฏิบัติบ่อยครั้ง คือ 3 - 4 ครั้งต่อสัปดาห์ มีค่าเฉล่ีย 2.6 หากพิจารณาเป็นรายข้อ พฤติกรรมการบริโภคอาหารว่างท่ีปฎิบัติบ่อยครั้ง 3 ลาดับแรก คือ “อาหารว่างกินเม่ือไหร่ก็ได้” มีค่าเฉลี่ย 2.9 ตามมาด้วย “การรับประทานอาหารว่างช่วยรองท้อง ป้องกันปัญหาโรคกระเพาะ” มีค่าเฉลี่ย 2.9 และ “ฉนั มกั ทานอาหารว่างบ่อย ๆ เพราะมีความสาคัญเท่ากบั อาหารหลัก” มคี ่าเฉล่ีย 2.7 ตามลาดับ ตาราง 3 แสดงการเปรียบเทียบคา่ เฉลย่ี และส่วนเบีย่ งเบนมาตรฐานของพฤตกิ รรมการบรโิ ภคอาหารว่าง จาแนกตามเพศ รายการทดสอบ เพศ ������̅ SD t p พฤตกิ รรมการบรโิ ภคอาหารวา่ ง ชาย 2.41 0.56 3.868 .000* หญงิ 2.64 0.57 *นยั สาคญั ทางสถติ ิทรี่ ะดับ .05 จากตาราง 3 พบว่า การเปรียบเทียบพฤติกรรมการบริโภคอาหารว่างของนักศึกษามหาวิทยาลัย การกีฬาแห่งชาติ วิทยาเขตภาคเหนือ จาแนกตามเพศพบว่า เพศชายและเพศหญิงมีพฤติกรรมการบริโภค อาหารว่างแตกตา่ งกนั
ตารางที่ 4 จานวน ค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน และเปรียบเทียบความแตกต่างของพฤติกรรมการบริโภค อาหารว่างของนักศึกษามหาวิทยาลัยการกฬี าแห่งชาติ วิทยาเขตภาคเหนอื จาแนกตามรายได้ต่อ เดอื นตา่ งกัน รายได้ ������̅ SD F p ต่ากวา่ 3,000 บาท 2.59 0.46 3,001 - 4,000 บาท 4,001 - 5,000 บาท 2.53 0.61 5,001 - 6,000 บาท 6,001 บาทขึน้ ไป 2.54 0.65 0.38 0.82 *นยั สาคญั ทางสถติ ิทร่ี ะดบั .05 2.65 0.45 2.49 0.49 จากตาราง 4 พบว่า นักศึกษามหาวิทยาลัยการกีฬาแห่งชาติ วิทยาเขตภาคเหนือ ท่ีมีรายได้ต่อ เดอื นทต่ี า่ งกัน มพี ฤติกรรมการบรโิ ภคอาหารไมแ่ ตกต่างกนั ตารางท่ี 5 จานวน ค่าเฉล่ีย ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน และเปรียบเทียบความแตกต่างของพฤติกรรมการบริโภค อาหารว่างของนักศึกษามหาวิทยาลัยการกีฬาแห่งชาติ วิทยาเขตภาคเหนือ จาแนกตามคณะท่ี กาลงั ศกึ ษา คณะทกี่ าลงั ศกึ ษา ������̅ SD F p คณะวทิ ยาศาสตร์การกฬี าและสขุ ภาพ 2.64 0.62 คณะศลิ ปศาสตร์ 2.55 .055 3.43 0.03* คณะศึกษาศาสตร์ 2.46 0.53 *นยั สาคัญทางสถติ ทิ ่รี ะดับ .05 จากตาราง 5 พบว่า นักศึกษามหาวิทยาลัยการกีฬาแหง่ ชาติ วิทยาเขตภาคเหนอื จาแนกตามคณะท่ี กาลังศึกษา มีพฤติกรรมการบริโภคอาหารว่าง แตกต่างกันอย่างมีนัยสาคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ดังนั้น จึงนามาทดสอบความแตกตา่ งของคา่ เฉล่ยี รายคู่ โดยใชว้ ิธีของเชฟเฟ่ (scheffe) ดงั นี้ ตารางท่ี 6 แสดงผลการเปรยี บเทยี บความแตกต่างของค่าเฉลย่ี เปน็ รายคู่ พฤติกรรมการบรโิ ภคอาหารวา่ ง ของ จาแนกตามคณะที่กาลงั ศกึ ษา โดยใชว้ ธิ ีของเชฟเฟ่ (scheffe) คณะที่กาลังศกึ ษา ������̅ คณะวทิ ยาศาสตร์ คณะศิลปศาสตร์ คณะศกึ ษาศาสตร์ การกฬี าและ คณะวิทยาศาสตรก์ ารกีฬาและสขุ ภาพ 2.64 สขุ ภาพ 2.55 2.46 คณะศลิ ปศาสตร์ 2.55 2.64 0.56 0.03* คณะศึกษาศาสตร์ 2.46 0.54 - - * p < .05 - - - - จากตาราง 6 การเปรยี บเทียบแตกตา่ งของค่าเฉลี่ยเป็นรายคู่ จาแนกตามคณะที่กาลังศึกษา พบว่า มีพฤติกรรมการบริโภคอาหารว่างแตกต่างกันอย่างมีนัยสาคัญทางสถิติท่ีระดับ .05 เมื่อเปรียบเทียบความ
แตกต่างรายคู่ด้วยวิธีของเชฟเฟ่ (scheffe) พบว่า คู่ที่มีความแตกต่างกัน ได้แก่ คณะวิทยาศาสตร์การกีฬา และสุขภาพ มีพฤติกรรมการบรโิ ภคอาหารวา่ งตา่ งกันกับคณะศึกษาศาสตร์ ตารางท่ี 7 จานวน ค่าเฉลีย่ คา่ เบีย่ งเบนมาตรฐาน และเปรยี บเทียบความแตกต่างของพฤตกิ รรมการบริโภค อาหารว่าง จาแนกตามค่าดัชนมี วลกาย ดัชนมี วลกาย ������̅ SD F p น้าหนักต่ากวา่ เกณฑ์ 2.46 0.58 นา้ หนกั เกิน โรคอ้วนข้นั ที่ 1 2.81 0.47 6.01 0.01* โรคอ้วนข้ันที่ 2 2.57 0.61 *นยั สาคญั ทางสถติ ทิ ี่ระดับ .05 2.65 0.39 จากตารางที่ 7 พบว่า นักศึกษามหาวิทยาลัยการกีฬาแห่งชาติ วิทยาเขตภาคเหนือ จาแนกตาม ดัชนีมวลกาย มีพฤติกรรมการบริโภคอาหารว่าง แตกต่างกันอย่างมีนัยสาคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ดังนั้น จึง นามาทดสอบความแตกตา่ งของคา่ เฉลยี่ รายคู่ โดยใช้วธิ ีของเชฟเฟ่ (scheffe) ดงั น้ี ตารางท่ี 8 แสดงผลการเปรียบเทียบความแตกต่างของค่าเฉลี่ยเป็นรายคู่ พฤติกรรมการบริโภคอาหารว่าง จาแนกตามดัชนีมวลกาย โดยใช้วธิ ีของเชฟเฟ่ (scheffe) ดชั นีมวลกาย ������̅ น้าหนกั นา้ หนกั เกนิ โรคอว้ นขั้นท่ี 1 โรคอ้วนข้นั ที่ 2 ตา่ กวา่ เกณฑ์ 2.46 2.81 2.57 2.65 นา้ หนักตา่ กวา่ เกณฑ์ 2.46 - .00* .010 0.80 น้าหนักเกนิ 2.81 - - 0.57 0.59 โรคอ้วนขัน้ ท่ี 1 2.57 - - - 0.95 โรคอ้วนข้นั ที่ 2 2.65 - - - - * p < .05 จากตาราง 8 การเปรียบเทียบแตกต่างของค่าเฉลี่ยเป็นรายคู่ จาแนกตามดัชนีมวลกาย พบว่า มีพฤติกรรมการบริโภคอาหารว่างแตกต่างกันอย่างมีนัยสาคัญทางสถิติท่ีระดับ .05 เม่ือเปรียบเทียบความ แตกต่างรายคู่ด้วยวิธีของเชฟเฟ่ (scheffe) พบว่า คู่ท่ีมีความแตกต่างกัน ได้แก่ กลุ่มท่ีมีน้าหนักต่ากว่าเกณฑ์ มีพฤตกิ รรมการบริโภคอาหารว่างตา่ งกนั กับกลุ่มท่ีมีน้าหนกั เกนิ อภิปรายผล จากการศึกษาวิจัยเร่อื ง พฤติกรรมการบริโภคอาหารว่างของนักศึกษามหาวทิ ยาลัยการกีฬาแห่งชาติ วทิ ยาเขตภาคเหนือ สามารถอภิปรายผลได้ดังนี้ 1. พฤติกรรมการบริโภคอาหารว่างของนักศึกษา ผลการศึกษาพบว่า มีพฤติกรรมการบริโภคอาหาร ว่าง อยู่ในระดับปฏิบัติบอ่ ยครั้ง คือ 3 - 4 ครั้งต่อสัปดาห์ ซ่ึงเกิดข้อค้นสอดคล้องกับการศึกษาของ พัทธนันท์ พิทาคา (Phattanan Pitakum, 2011) ที่ศึกษาเร่ือง พฤติกรรมการซ้ือขนมไทยของผู้บริโภคในอาเภอเมือง เชียงใหม่ ผลการศึกษาพบว่า กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่จะจ่ายเงินโดยเฉล่ียในการซอ้ื ขนมไทยแต่ละครั้ง 21 - 50 บาท ซอ้ื โดยเฉลีย่ 1 - 2 ครั้งตอ่ เดือน และซื้อขนมไทยในตลาดสดมากท่สี ดุ และสอดคล้องกบั งานวิจยั ของ โยธี โยธาวงค์
(Yotee Yothawong, 2003) ที่ศึกษาเร่ือง พฤติกรรมการบริโภคผลิตภัณฑ์ประเภทของหวาน และขนมขบ เค้ียวของนักศึกษามหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ผลการศึกษาพบว่า ขนมไทยประเภทน่ึงที่กลุ่มตัวอย่างชอบบริโภค มากที่สดุ คือ ข้าวต้มมัด และประเภททอด คือ กล้วยทอด นอกจากนเี้ ยาวชนไทยส่วนใหญย่ ังชอบบริโภคขนม ไทยเน่ืองจากมีรสหวาน มัน มีกล่ินหอม ซึ่งสอดคล้องกับงานวิจัยของ สุรีพร ณ บางช้าง (Sureeporn Na Bangchang, 2013) ที่ศึกษาเรื่อง ความคาดหวัง การรบั รจู้ ริง ทศั นคติ ภาพลกั ษณ์ ความภักดี และพฤติกรรม การบรโิ ภคขนมไทยของผู้บริโภคในตลาดน้าอัมพวาจังหวัดสมุทรสาคร ผลการศึกษาพบวา่ ผู้บริโภคมีทัศนคติ ที่ดตี ่อภาพลักษณข์ นมไทยในเร่ืองความหวาน ความมันจากกะทิ ทาให้ผู้บริโภคมคี วามช่ืนชอบ และตอ้ งการที่ จะบรโิ ภคขนมไทยอีก รวมท้ังชักชวนให้บุคคลที่ร้จู ักบริโภคขนมไทยเพิม่ ขนึ้ 2. ด้านความรู้เกี่ยวกับการบริโภคอาหารว่าง ผลการศึกษาพบว่า นักศึกษามีความรู้เก่ียวกับการ บริโภคอาหารที่ส่งผลตอ่ โรคอ้วนอยู่ในระดับปานกลาง อาจกล่าวได้ว่า ความรู้เปน็ ปัจจัยสาคัญท่ีสง่ ผลตอ่ การ แสดงพฤติกรรม แต่การเพ่ิมความรู้ไม่ได้ก่อให้เกิดการเปล่ียนพฤติกรรมการบริโภคเสมอไปเพราะการเปลี่ยน พฤติกรรมต้องมีปัจจัยอ่ืนร่วมด้วย ในการวิจัยครั้งนี้พบว่า นักศึกษามีความรู้เกี่ยวกับการบริโภคอาหารอยู่ใน ระดับปานกลางพบว่า สิ่งท่ีนักศึกษาส่วนใหญ่มีความเข้าใจถูกต้องมากที่สุด คือ โรคอ้วนเป็นอันตรายต่อ สุขภาพ และเป็นสาเหตขุ องโรคหัวใจ เบาหวาน ความดันโลหิตสูง แต่ยังมีความเข้าใจผิดเก่ียวกับการนอนดึก หรือนอนไม่พอ จะส่งผลให้เกิดอาการหิวบ่อย กินเยอะ และอ้วนได้ง่าย และการรับประทานเนื้อสัตว์ติดมัน เป็นประจาทาให้เกดิ โรคต่าง ๆ เช่น โรคหัวใจ ไขมนั ในเลือดสูง ซ่ึงแท้จริงแล้วการรบั ประทานอาหารเพอ่ื ให้มี ภาวะโภชนาการที่ดีนั้นควรรับประทานอาหารให้ครบท้ัง 5 หมู่ ในปริมาณท่ีพอเหมาะ จากการวิจัยสามารถ อธิบายตามแนวคิดของ Green, & Kreuter (2005) ได้ว่า การที่วัยรุ่นมีความรู้เร่ืองอาหารและโภชนาการ ซ่งึ เป็นปจั จยั ภายในตัวบคุ คลอนั มผี ลเอื้อต่อการมีความเชือ่ และคา่ นิยมให้เกิดแรงจงู ใจโน้มน้าวในการตัดสนิ ใจ เลือกบริโภคอาหารชนิดนั้น ๆ และเม่ือได้รับอิทธิพลของส่ือโฆษณาอันเป็นปัจจัยภายนอกท่ีสนับสนุนและ ส่งเสริมโดยอาศัยการให้ข้อมูลข่าวสาร โฆษณาชวนเชื่อท่ีมีวัตถุประสงค์ เพ่ือมุ่งเน้นให้ผู้บริโภคได้รู้จักอาหาร ชนดิ นน้ั ๆ และเกิดการยอมใหข้ ้อมูลขา่ วสารน้นั เข้ามา มีผลต่อความคดิ ความรู้สึก และการตัดสินใจทาใหเ้ กิด การเปล่ียนแปลงพฤติกรรมการบริโภคอาหาร สอดคล้องกับผลการวิจัยของ ทัศนา ศิริโชติ (Tassana Sirichot, 2012) ที่พบว่า วัยรุ่นตอนปลายมีความรนู้ อ้ ยเก่ยี วกบั การรับประทานอาหารใหค้ รบ 5 หมู่โดยเขา้ ใจ ว่าควรเลอื กรบั ประทานแตเ่ น้อื สตั ว์และมกี ารด่มื นา้ ต่อวนั ในปรมิ าณที่น้อย ส่วนวัยรนุ่ ตอนต้นมีความรู้เกี่ยวกับ การบริโภคอาหารใน ระดับปานกลาง เพราะชอบดื่มนมหวาน นมช็อกโกแลต นมเปร้ียว รับประทานมันฝรั่ง ทอด ขา้ วเกรยี บ หมูทอด ไกท่ อด และลกู ชิ้นทอด เปน็ ตน้ (Suwanna Chiangkhunthod et al., 2013) และ จากการศึกษาของปุรินทร์ ศรีศศลักษณ์ (Purin Srisaslak, 2011) พบว่า พฤตกิ รรมการบริโภคของวัยรุ่นตอน ปลาย มีความเหมาะสมในระดับปานกลาง โดยประมาณครึ่งหนึ่งรับประทานอาหารมื้อเช้าเป็นบางวัน และ นยิ มดื่มชา กาแฟวันละ 1 แกว้ 3. นักศึกษามหาวิทยาลัยการกีฬาแห่งชาติ วิทยาเขตภาคเหนือ ท่ีมีปัจจัยส่วนบุคคล ได้แก่ เพศ รายได้ต่อเดือน คณะท่ีกาลังศึกษา ดัชนีมวลกายท่ีต่างกัน มีพฤติกรรมการบริโภคอาหารว่างแตกต่างกัน ผลการศึกษาพบว่า 3.1 เพศต่างกันมีพฤติกรรมการบริโภคอาหารว่างแตกต่างกันอย่างมีนัยสาคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ซึ่งสอดคล้องกับสมมติฐานที่ 1 โดยพบว่า กลุ่มตัวอย่างเพศหญิงมีค่าเฉล่ียของพฤติกรรมการบริโภค อาหารว่างสูงกว่ากลุ่มตัวอย่างเพศชาย ทั้งน้ีอาจเป็นเพราะโดยส่วนใหญ่เพศหญิงมักให้ความสาคัญกับ ความสุขจากการรับประทานอาหารว่าง สะท้อนจากการเลือกปัจจัยความชอบ ความอยากทาน รสชาติ มากกว่าคุณภาพของอาหาร ดังเช่นจากการศึกษาคร้ังนี้พบว่า เพศหญิงมีสัดส่วนการบริโภคอาหารว่าง มากกว่าเพศชาย สอดคล้องกับการศึกษาของ ก่ิงกาญจน์ สาเริง (Kingkarn Samrueng, 2016) ศึกษาเรื่อง
พฤติกรรมการบริโภคขนมไทยของนักศึกษามหาลัยราชภัฏพิบูลสงคราม การศึกษาพบว่า นักศึกษามีความถ่ี ในการบริโภคขนมไทย 1 – 5 คร้ังต่อสัปดาห์ นิยมเลือกซื้อขนมไทยจากตลาดสดและเลือกซื้อขนมไทย ประเภทไข่ เชน่ ฝอยทอง ทองหยิบ ทองหยอด และสังขยา เป็นตน้ จากการทดสอบสมมติฐานพบวา่ เพศและ อายุ ที่ต่างกันมีพฤติกรรมการบริโภคขนมไทยที่แตกต่างกันท่ีระดับนัยสาคัญทางสถิติ .05 ซ่ึงสอดคล้องกับ งานวิจัยของ กฤษณ์ เถียนมิตรภาพ (Krit Tianmittraphap, 2007) ศึกษาเร่ือง ปัจจัยท่ีมีอิทธิพลต่อการ ตัดสินใจซื้อของลูกค้าท่ีมีต่อร้านธารินีเบเกอรี่ อาเภอพระนครศรีอยุธยา จังหวัดพระนครศรีอยุธยา พบว่า ลูกคา้ ทมี่ ีเพศต่างกันมรี ะดับการตดั สนิ ใจซ้อื ผลิตภัณฑ์เบเกอร่แี ตกตา่ งกัน และยังสอดคล้องกับ อิศรา ศิรมณีรตั น์ และคณะ (Issara Siramaneerat et al., 2019) ที่ได้ศึกษา พฤติกรรมการบริโภคอาหารของนักศึกษา มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี ผลการวิจัยพบว่า เพศท่ีแตกต่างกันมีผลต่อพฤติกรรมการบริโภค อาหารแตกต่างกันอย่างมีนัยสาคัญทางสถิติท่ี .05 โดยเพศหญิงมีแนวโน้มพฤติกรรมการบริโภคอาหารท่ี มากกว่าเพศชาย 3.2 นักศึกษาทีร่ ายไดต้ ่อเดอื นต่างกัน มีพฤตกิ รรมการบรโิ ภคอาหารว่างไมแ่ ตกต่างกนั สอดคลอ้ ง กับการศึกษาของ ศรีบังอร สุวรรณพานิช (Sribang-On Suwanpanich, 2012) ที่ได้ศึกษาถึง ปัจจัยท่ีส่งผล ต่อการบริโภคอาหารของนักศึกษามหาวิทยาลัยการกีฬาแห่งชาติ วิทยาเขตกระบี่ พบว่า นักศึกษาที่มีเพศ ระดับการศึกษา เงินที่ได้รับจากผู้ปกครอง การศึกษาของผู้ปกครอง อาชีพของผู้ปกครองและการรับรู้ ข้อมูล ข่าวสารต่างกันมพี ฤติกรรมการบรโิ ภคอาหารไม่แตกตา่ งกัน และพิจารณาการศึกษาของ สุวรรณา เชียงขนุ ทด และคณะ (Suwanna Chiangkhunthod et al., 2013) ซึ่งศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างพฤตกิ รรมการบริโภค อาหารกับปัจจัยส่วนบุคคลพบว่าเพศสถานภาพ การศึกษา รายได้กับพฤติกรรมมีความสัมพันธ์กันอย่าง ไม่มี นยั สาคัญทางสถิติ ท้ังน้ียังสอดคลอ้ งกับการวจิ ัยของ วนิดา แก้วชะอมุ่ (Wanida Kaewcha-Um, 2019) ท่ีได้ ทาการวิจัยเก่ียวกับพฤติกรรมการบริโภคอาหารขยะของนักศึก ษาระดับปริญญาตรีในจังหวัดนครปฐม : กรณีศึกษา มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และมหาวิทยาลัยศิลปากร ผลการวิจัยพบว่า พฤติกรรมการบริโภค อาหารขยะ ในภาพรวมอยู่ในระดับปานกลาง การวิเคราะห์เปรียบเทียบพฤติกรรมการบริโภคอาหารขย ะ เม่ือจาแนกตามปัจจยั ส่วนบุคคลพบว่า ชว่ งอายุ ชัน้ ปีการศึกษา คณะวิชา มหาวทิ ยาลัย รายได้เฉลีย่ ต่อเดือน ความพอเพยี งของรายได้ และภมู ลิ าเนาที่แตกต่างกนั มพี ฤตกิ รรมบริโภคอาหารขยะไมแ่ ตกต่างกัน 3.3 นักศึกษาท่ีคณะที่กาลังศึกษาต่างกัน มีพฤติกรรมการบริโภคอาหารว่างแตกต่างกัน ซึ่งสอดคล้องกับ อนุกูล พลศิริ (Anukul Phonsri, 2008) ได้ทาการวิจัยเรื่อง ความรู้ทัศนคติและพฤติกรรม การบริโภคของนักศึกษามหาวิทยาลัยรามคาแหง ผลการวิจัยพบว่า ความรู้และทัศนคติเกี่ยวกับการบริโภค อาหารของนักศึกษาแตกต่างกันตามปัจจัยพ้ืนฐาน ได้แก่ เพศ ระดับช้ันปีท่ีศึกษา คณะที่ศึกษา บุคคลท่ี นักศึกษาอาศัยอยู่ด้วยในปัจจุบัน ระดับการศึกษาและอาชีพของบิดา มารดา และผู้ปกครอง รายได้ต่อเดือน ของครอบครัว ภมู ิลาเนา และภาวะโภชนาการของนกั ศึกษา ยกเว้นปัจจัยรายได้ของนกั ศึกษา 3.4 นักศึกษาที่มีค่าดัชนีมวลกายต่างกัน มีพฤติกรรมการบริโภคอาหารว่างแตกต่างกัน ซ่ึงสอดคล้องกับ สุรางค์ สุขรอด (Surang Sukrod, 2015) ท่ีได้ศึกษาถึงเรื่อง ความสัมพันธ์ระหว่างความรู้ เกี่ยวกับอาหาร พฤติกรรมการบริโภคอาหาร และพฤติกรรมการออกกาลังกายกับภาวะโภชนาการเกินของ นกั เรียนโรงเรียนสาธติ มหาวทิ ยาลยั ศรนี ครินทรวโิ รฒ ประสานมติ ร ผลการวจิ ยั พบวา่ เม่ือเปรียบเทียบค่าดัชนี มวลกายซ่ึงเป็นตัวบ่งช้ีภาวะโภชนาการเกินระหว่างนักเรียนท่ีมีความรู้เกี่ยวกับอาหาร พฤติกรรมการบริโภค อาหาร และพฤติกรรมการออกกาลังกายต่างกันโดยศึกษาท้ังนักเรียนกลุ่มรวมและกลุ่มย่อย ปรากฏว่า พบ ความแตกต่างของค่าดัชนีมวลกายอยา่ งมีนัยสาคัญในกลุ่มย่อย 2 กลุ่ม คอื กลุ่มนักเรียนชนั้ มัธยมศึกษาปีท่ี 4 ซ่ึงพบว่า นักเรียนท่ีมีพฤติกรรมการออกกาลังกายมากมีค่าดัชนีมวลกายมากกว่านักเรียนท่ีมีพฤติกรรมการ
ออกกาลังกายน้อย และในกลุ่มนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 พบว่า นักเรียนที่มีความรู้เกี่ยวกับอาหารน้อยมี คา่ ดัชนีมวลกายมากกวา่ นักเรียนทีม่ ีความรู้เก่ยี วกบั อาหารมาก ขอ้ เสนอแนะจากการวิจยั 1. จากผลการศึกษาพบว่า นักศึกษามีพฤติกรรมการบริโภคอาหารว่าง อยู่ในระดับปฏิบัติบ่อยครั้ง คือ 3 - 4 ครั้งต่อสัปดาห์ แสดงให้เห็นว่านักศึกษาส่วนใหญ่ยังให้ความสาคัญกับการบริโภคอาหารว่าง และมี แนวโน้มจะบริโภคอาหารจานว่างมากข้ึน ดังนั้นควรจะเผยแพร่ความรู้ในการเลือกบริโภคอาหารว่างหรือ พฤติกรรมการบริโภคอาหารท่ีถูกต้องเหมาะสมกับวัยเพ่ือให้นักศึกษาซ่ึงเป็นกลุ่มวัยรุ่นที่ต้องการพลังงานใน การทากิจกรรมในแต่ละวัน ได้ตระหนักถึงความสาคัญของการบริโภคอาหาร เป็นการสร้างลักษณะนิสัยการ บรโิ ภคทถ่ี ูกต้อง 2. นาข้อมูลที่ได้ไปวางแผนเพื่อพัฒนาและให้ได้ประโยชน์และตอบสนองความต้องการในการแก้ไข ปัญหาได้อย่างท่ัวถึงและสามารถนาไปใช้เปน็ นโยบายทีส่ ามารถแก้ปัญหาที่เกดิ ข้ึนและลดการเกิดโรคได้อย่าง แท้จริง เพ่อื ส่งเสรมิ ใหน้ ักศึกษามรี ะดบั คุณภาพชวี ิตทีด่ ีขนึ้ 3. ควรศึกษาวิจัยเกี่ยวกับปัจจัยอื่น ๆ ท่ีส่งผลต่อพฤติกรรมการบริโภคอาหารของนักศึกษา เช่น พฤติกรรมท่ีเก่ียวข้องในอดีต วัฒนธรรม หรือค่านิยมของท้องถ่ิน สุขภาพของนักศึกษา เป็นต้น เพ่ือให้ได้ ข้อมูลท่คี รอบคลมุ ชดั เจนยง่ิ ขึน้ 4. ผู้ที่สนใจทาการศึกษาควรขยายพ้ืนท่ีเพื่อศึกษากับประชากรในเขตอื่น ๆ เพ่ือให้ได้ข้อมูลที่ กวา้ งขวางและมีความหลากหลายมากขน้ึ กิตตกิ รรมประกาศ ผู้เขียนขอขอบพระคุณ และขอมอบความสาเร็จที่ได้รับให้แก่บิดา มารดา ผู้ให้การเล้ียงดูและให้ ความห่วงใยมาโดยตลอด ขอขอบคุณเพ่ือน ๆ และผู้ร่วมงานที่ให้กาลังใจ หากงานฉบับนี้เป็นประโยชน์ใน การศึกษา ขอมอบให้บิดาและมารดา ตลอดจนครู อาจารย์ทุกท่านท่ีได้ให้วิชาความรู้ ส่วนข้อบกพร่องในงาน ฉบับน้ี ผเู้ ขยี นขอน้อมรับไวแ้ ต่เพียงผู้เดยี ว References Anukul Phonsir. (2008). Knowledge, Attitude and food consumption behavior of Ramkhamhaeng University students. Ramkhamhaeng Research Journal, 11(1), 49 - 60. Green, L. W., & Kreuter, M. W. (2005). Health program planning: An educational and ecological approach (4th ed.). New York: McGraw - Hill. Isara Siramanirat et al. (2562). Food consumption behavior of students. Rajamangala University of Technology Thanyaburi. Journal of Community Health Development Khonkaen University, 7(2), 335 - 345. Issara Siramaneerat et al. (2019). Food consumption behavior of students. University of Technology Rajamangala University of Technology Thanyaburi Journal of Community Health Development Khon Kaen University, 7(2). Korada Ketmethawit. (2013). Fast food consumption behavior of students in Chiang Mai (Bachelor’s thesis), Chiang Mai University.
Kingkarn Samrueng. (2016) Thai dessert consumption behavior among students of Pibulsongkram Rajabhat University. National Academic Conference Kamphaeng Phet Rajabhat University, 3(1), 375 - 383. Krit Tianmittraphap (2007). Factors Influencing Customer's Purchasing Decisions on Tarini Bakery Shop Phra Nakhon Si Ayutthaya District Phra Nakhon Si Ayutthaya Province (Master’s thesis), Phranakhon Si Ayutthaya Rajabhat University. National Statistical Office. (2017). Office of Statistics Revealing the survey of health, welfare and food consumption behavior. Retrieved from http://www.nso.go.th/ Nutrient Research, Institute Mahidol University. (2004). The Study of Sweet and Snack Consuming Behavior of Children Aged 3-15: Nutrient Research, Institute Mahidol University together with Bureau of Dental Health, Department of Health, Ministry of Health. Retrieved from http://www.sweetenough.in.th/index.php?option=com_ jdownloads&Itemid=192&task=finish&cid=15&catid=4&m=0 Office of Thai Health Promotion Fund. (2014). Consume food correctly Reducing health problems in Thai people. Retrieved from http://www.thaihealth.or.th/ Phattanan Pitakum. (2011). Consumer purchasing behavior towards Thai sweets in Mueang Chiang Mai district (Master’s thesis), Chiang Mai University. Phisanu Aphisamajarayothin. (2017). Sex and medicine: Reproductive health in dimensions of sociology. Bangkok: Triple Education. Phuangrat Thaweerat. (1997). Research Methods in Behavioral Sciences and Social Sciences. Bangkok: Bureau of Educational Testing Psychology Srinakharinwirot University Prasarnmit. Piyada Prasertsom et al. (2005). Snack and Drink Consuming of Thai Children Aged 3 - 12. Bangkok: Dental Health. Prapaisri Sirijakkawal. (2006). Why 6 Teaspoons Of Sugar. Retrieved from http://nutrition. anamai.moph.go.th/temp/main/view.php?group=3&id=71 Purin Srisaslak. (2011). Factors Relating to Food Consumption Behavior of Nursing Students. College of Nursing Network, Central Region 2 Royal National Institute of Education (Master’s thesis), Mahidol University. Sribang-On Suwanpanich. (2012). Factors affecting food consumption of students in the Institute of Physical Education, Krabi Campus. Academic Journal of Institute of Physical Education, 4(1), 29 - 43. Surang Sukrod. (2015). Relationship between knowledge about food. Food consumption behavior and physical exercise behavior and over nutritional status of students at Demonstration School Srinakharinwirot Prasarnmit (Secondary Department). Srinakharinwirot Research and Development Journal (Humanities and Social Sciences), 7(13), 200 - 210.
Sureeporn Na. Bangchang. (2013). Expectation, perception, attitude, image, loyalty and behavior toward Thai desserts of consumer in Amphawa Floating Market Samutsongkhram. Journal of Thai Hospitality & Tourism, 8(1), (January – June). Suwanna Chiangkhunthod et al. (2013). Knowledge and behavior food consumption of Pasi Charoen Person (Research report). Bangkok: Office of the Health Promotion Foundation. Tassana Sirichot. (2012). Knowledge, attitude and behavior. Student food consumption Songkhla Rajabhat University (Research report). Songkhla Rajabhat University. Wanida Kaewcha-Um. (2019). Junk food consumption behavior of undergraduate students in Nakhon Pathom Province: a case study of Kasetsart University and Silpakorn University (Master’s thesis), Silpakorn University. World Health Organization. (2000). The world health report. Geneva, Switzerland: Author. Yamane. (1973). Taro Statistic: An Introductory Analysis. New York: Harper & row. Yotee Yothawong. (2003). Consumer buying behavior of Chiang Mai University student for dessert and snack (Master’s thesis), Chiang Mai University. Received: June 12, 2020 Revised: Nov 27, 2020 Accepted: Dec 23, 2020
ศักยภาพการทอ่ งเท่ียวจงั หวัดพัทลงุ ตนุยา เพชรสง ชมพูนชุ จติ ติถาวร และ ผกามาศ ชยั รตั น์ วทิ ยาลยั การจัดการ มหาวิทยาลยั พะเยา บทคัดย่อ งานวิจัยน้ีมีวัตถุประสงค์เพ่ือ 1) ตรวจสอบทรัพยากรการท่องเท่ียวภายในจังหวัดพัทลุง งานวิจัยนี้เป็น การวิจัยเชิงคุณภาพ (qualitative research) ผู้วิจัยได้ศึกษาเอกสาร และการสัมภาษณ์เชิงลึกกับผู้มีส่วน เกี่ยวข้องจากทุกภาคส่วน ได้แก่ ภาครัฐ ภาคเอกชน ผู้นาชุมชน และนักวิชาการ ในจังหวัดพัทลุง และ 2) ประเมินศักยภาพการท่องเที่ยว โดยการวิเคราะห์สภาพแวดล้อม SWOT ภายในจังหวัดพัทลุง และสร้าง TOWs Matrix ผลการวิเคราะห์ SWOT Analysis พบว่า จังหวัดพัทลุงมีทรัพยากรการท่องเที่ยวท่ีโดดเด่น เช่น ทรพั ยากรการท่องเท่ียวทางธรรมชาติ เช่น น้าตก ทะเลสาบ และภูเขา ทรัพยากรการท่องเท่ยี วเชิงวัฒนธรรม เช่น แหล่งกาเนิดมโนราห์ และการแสดงหนังตะลุง มีเทศกาลประเพณีประจาท้องถิ่น ได้แก่ ประเพณีชักพระ มีความ หลากหลายด้านกิจกรรมการท่องเท่ียว และมีการบรกิ ารทางการท่องเที่ยว จุดอ่อนพบวา่ พ้ืนที่ท่องเท่ียวบางส่วน ทรุดโทรม ขาดแคลนแรงงานที่มีทักษะในการพฒั นาการท่องเที่ยวพบวา่ นโยบายภาครฐั ท่ีสง่ เสรมิ ให้จังหวดั พัทลุง เป็นเมืองรอง และยังพบว่ากระแสความนิยมด้านการท่องเท่ียวใหม่ ๆ เช่น การท่องเที่ยวเพ่ือสุขภาพ นอกจากนี้ ยงั พบว่าอุปสรรคทางการท่องเทย่ี วปัจจบุ นั คือ โรคระบาด ภัยพบิ ัติทางธรรมชาติ และพืชผลทางการเกษตรส่งผล ตอ่ การทอ่ งเท่ียวภายในจงั หวัดพัทลงุ ผลการวิเคราะห์ TOWs Matrix ของจังหวัดพัทลุงกลยุทธ์เชิงรุกพบว่า ควรมีการพัฒนาการท่องเที่ยวใน ด้านต่าง ๆ ท่ีมีความหลากหลายเนื่องจากจังหวัดพัทลุงเป็นเมืองรองทม่ี ีความหลากหลายของทรัพยากรการท่องเที่ยว กลยุทธ์เชิงแก้ไข ควรมีการวางแผนด้านการตลาดดจิ ิทัล และบุกตลาดนักท่องเทย่ี วทีม่ ีกาลังจา่ ยสูง เช่น ตลาดจีน อินเดีย กลยุทธ์เชิงป้องกัน ควรให้ความรกู้ ับคนในท้องถิ่นในการปอ้ งกนั การตดิ ต่อ เช่น โควิด-19 รวมทั้งสนับสนุน ใหภ้ าครัฐทางานรว่ มกบั ประชาชนเพ่ือเป็นหูเป็นตาในดา้ นป้องกนั ภัยกอ่ การร้าย กลยุทธ์เชงิ รับ สร้างความร่วมมือ ระหว่างภาครัฐและภาคเอกชน รวมทั้งประชาชนในท้องถน่ิ ในการรับมือกบั โรคระบาด ให้ความรู้แก่ประชาชนใน พน้ื ท่ีในการอนุรักษ์วฒั นธรรมประจาทอ้ งถนิ่ เพ่ือสง่ เสรมิ การท่องเที่ยว คาสาคัญ: ทรัพยากรการทอ่ งเทีย่ ว; ศกั ยภาพการทอ่ งเทย่ี ว; จังหวัดพัทลุง Corresponding Author: นางสาวตนยุ า เพชรสง วิทยาลยั การจดั การ มหาวทิ ยาลัยพะเยา Email: [email protected]
POTENTIALITY OF TOURISM IN PHATTHALUNG PROVINCE Tanuya petsong, Chompunuch Jittithavorn, and Pakamas Chairana College of Management, University of Phayao Abstract This research aimed to examine tourism resources in Phattalung province. This research was conducted in a qualitative research. The researcher studied documents and interviewed stakeholders from all sectors, including government, private sector, community leaders and scholars in Phatthalung Province and assessed tourism potential by analyzing the SWOT environment in Phatthalung Province and creating TOWs. According to SWOT analysis, it was found that in Phatthalung Province there were outstanding tourism resources such as natural tourism resources such as waterfall, lake and valley. In addition, there were cultural tourism resources such as Manohra dancing and shadow play. There was a unique local festival in Phattalung Province, Chak Phra tradition. Additionally, there were diversity of tourism activities and tourism services. Regarding the weaknesses, it was found that some tourist areas are decadent, lack of skilled labor in tourism development. Regarding the opportunities, it was found that the government policy promoted Phatthalung Province as a new tourism city and also the new tourism trends was found such as health tourism. According to the obstacles, it was found that the epidemic (COVID-19), natural disasters and agricultural crops affected tourism within Phatthalung Province. TOW Matrix analysis of Phatthalung Province, according to the proactive strategy showed that tourism should be developed in various fields due to a variety of tourism resources in Phatthalung Province. Regarding to the strategic solutions, digital marketing should be planned and invaded Hi - end tourist market such as China, India including support to educate local people to prevent contact, such as COVID-19 as well as encouraging the government to work with the public to be an eye on terrorist threats. And finally, reactive strategy creates cooperation between the public and private sectors, including local people in dealing with epidemics educate local people to promote on the conservation of local cultures. Keywords: Tourism resources, Tourism Potentiality, Phatthalung Province Corresponding Author: Miss Tanuya petsong, College of Management, University of Phayao Email: [email protected]
บทนา กระทรวงท่องเท่ียวและกีฬาได้ได้ดาเนินโครงการ 12 เมืองต้องห้ามพลาด Plus ในปี 2561 โดยกาหนด ทิศทางการดาเนินโครงการออกเป็น 4 ทิศทางหลัก ได้แก่ 1) ตอกย้าภาพลักษณ์ที่โดดเด่นของแต่ละเมืองให้มี ความชัดเจนมากย่ิงข้ึนผ่านส่ือต่าง ๆ โดยเฉพาะอย่างย่ิงในเว็บไซต์ 2) กระตุ้นรายได้จากการเดินทางท่องเท่ียว ผ่านการจัดงานเทศกาลเท่ียว 12 เมืองต้องห้าม..พลาด Plus 3) จัดกิจกรรม Highlight ต้องห้ามพลาด มีการ จัดกิจกรรมท่ีโดดเด่นและสอดคล้องกับภาพลักษณ์ในแต่ละเมือง และ 4) จัดกิจกรรม Event Marketing โดยจะ นาแนวคิด Green Tourism สอดแทรกไปในขั้นตอนการดาเนินงานส่วนต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นการคัดแยกขยะ การไม่ใช้ถุงพลาสติก การใช้วัสดุที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมซึ่งจะช่วยอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและส่งเสริม การทอ่ งเทยี่ วภายในประเทศไทย (Thitiporn Kanawong, 2016) หน่ึงใน 12 จังหวัดที่ได้รับการเลือกสรรว่ามีความโดดเด่นในด้านแหล่งท่องเที่ยวเชิงธรรมชาติ วิถีชีวิต ตลอดจนศิลปวัฒนธรรม น่ันก็คือ จังหวัดพัทลุง พัทลุงเป็น 1 ใน 9 ของจังหวัดในภาคใต้ท่ีมีโอกาสในการพัฒนา การท่องเที่ยว การพัฒนาการท่องเท่ียวในพัทลุงไม่เพียงแต่กระตุ้นเศรษฐกิจในจังหวัดเท่าน้ัน ยังเป็นการสร้าง ความหลากหลายให้กับการท่องเทียวในภาคใต้ (Natthaphong Phanoi et al., 2020) นอกจากนี้ จังหวัดพัทลุง อยู่ในแผนยุทธศาสตร์ของกลุ่มจังหวัดภาคใต้ฝ่ังอ่าวไทย ประกอบด้วย จังหวัดชุมพร จังหวัดสุราษฎร์ธานี และ จังหวัดพัทลุง จังหวดั พัทลุงมีทรัพยากรด้านการท่องเท่ียวมากมาย ประกอบด้วย สถานที่ท่องเที่ยวประเภทธรรมชาติ สถานท่ีท่องเที่ยวทางประวัติศาสตร์และศิลปวัฒนธรรม จังหวัดพัทลุงได้นาเสนอสโลแกนเพ่ือประชาสัมพันธ์การ ท่องเท่ยี วภายในจังหวัดเมอื งเขา ป่า นา เล (Chairat Juspalo, 2016) นอกจากนจ้ี ังหวัดพัทลุงยังมีแหล่งท่องเทยี่ วทางธรรมชาติอุทยานนกน้าทะเลน้อย เปน็ อุทยานนกน้าท่ีใหญ่ ท่ีสุดในประเทศไทย เป็นที่อาศัยของนกน้าหลากพันธ์ุประมาณ 187 ชนิด และมีพืชไม้นานาพันธุ์มากมาย อีกท้ังยัง เป็นจังหวัดท่ีมีประวัติความเป็นมาช้านาน เป็นแหล่งกาเนิดศิลปะการเชิดหนังตะลุงซ่ึงเป็นศิลปะพ้ืนบ้านท่ีมีอายุ ยาวนานในภาคใต้ มีวัดวัง และวังเก่า วังใหม่ ซ่ึงเป็นที่อยู่เดิมของเจ้าเมืองในสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้นท่ีได้รับ การบูรณ ะปฎิ สังขรณ์ เปิดให้ นักท่องเท่ี ยวได้เข้าเยี่ยมชม (Mongkol Chanintornsongkhla, Phanthep Marangkul, & Virawan Marangkul, 2017) อย่างไรก็ตามการท่องเท่ียวในจังหวัดพัทลุงมีวิวัฒนาการที่น่าสนใจเนื่องจากอดีตจังหวัดพัทลุงเป็นจังหวัด เล็ก ๆ ท่ีมีสถานท่ีท่องเท่ียวเพียงเล็กน้อย ไม่เป็นที่นิยมในการท่องเท่ียวท้ังชาวไทยและนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ ในทางตรงกันข้ามในช่วงระยะเวลาที่ผ่านมาเพียงไม่กี่ปีจังหวัดพัทลุงสามารถดาเนินการท่องเที่ยว จนเป็นท่ีรู้จัก อย่างแพร่หลายท้ังในระดับภาคใต้และประเทศไทย มีสถานที่ท่องเท่ียวเกิดข้ึนใหม่อย่างมากมายภายในจังหวัด พัทลุง สถานการณ์การท่องเท่ียวของจังหวดั พัทลุงกาลังดาเนนิ ไปอย่างต่อเนอ่ื งและอาจจะดีขน้ึ เรื่อย ๆ แตอ่ ย่างไรก็ตาม ยังมีปัญหาด้านศักยภาพ และองค์ประกอบของการท่องเท่ียวท่ีเกิดข้ึนกับการท่องเที่ยวภายในจังหวัดพัทลุงอย่าง มากมาย เช่น สถานท่ีท่องเที่ยวเก่าไม่ได้รับความนิยมอย่างเช่นเคย ตัวอย่างเช่น มีร้านค้าหลายร้านตามชายหาด ได้ปิดตัวลง สภาพแหล่งท่องเที่ยวเก่าทรุดโทรม ขาดกิจกรรมดึงดูดนักท่องเท่ียว สถานท่ีท่องเท่ียวบางแห่งไม่ได้ สร้างความประทับใจแก่นักท่องเที่ยว ตรงข้ามกับสถานท่ีใหม่ที่ได้รับความนิยมสนใจจากนักท่องเท่ียวเพ่ิมข้ึน ทาใหน้ ักท่องเท่ียวกระจุกตัวในบางแห่ง แตอ่ ย่างไรกต็ ามสิง่ อานวยความสะดวกในสถานท่ีท่องเที่ยวใหม่บางพื้นที่ ต้องได้รับการพฒั นาอยา่ งเรง่ ด่วน นอกจากน้ีการท่องเที่ยวยังจังหวดั พัทลุงยังประสบกบั ปญั หาเรื่องรายไดจ้ ากการ ทอ่ งเที่ยวท่ีคอ่ นขา้ งตา่
จากสถิติพบว่า นักท่องเที่ยวที่เดินทางมาท่องเที่ยวในจังหวัดพัทลุงมีรายได้จากการท่องเที่ยว เพียง 2,146 ล้านบาทเท่าน้ัน ซึ่งพบว่า จังหวัดพัทลุงมีรายได้จากการท่องเที่ยวน้อยมาก เม่ือเปรียบเทียบกับจังหวัด ใกล้เคียง เช่น สงขลา ตรัง สตูล และนครศรีธรรมราช ที่มีรายไดจ้ ากการท่องเที่ยวมากกวา่ ห้าพันล้านบาท ซึ่งพบว่า จังหวัดพัทลุงมีรายได้จากการท่องเท่ียวน้อยมาก เม่ือเปรียบเทียบกับจังหวัดใกล้เคียง เช่น สงขลา ตรัง สตูล และ นครศรธี รรมราช ที่มรี ายไดจ้ ากการท่องเทีย่ วมากกวา่ ห้าพันล้านบาท (Ministry of Tourism and Sports, 2019) ดังนั้น ผู้วิจัยจึงมีความสนใจท่ีจะศึกษาศักยภาพการท่องเที่ยวภายในจังหวัดพัทลุง ด้วยเหตุผลท่ีภาครัฐ มนี โยบายสนับสนุนให้จังหวัดพัทลุงเป็นเมอื งรองในการทอ่ งเท่ียว การศึกษาด้านศักยภาพของการท่องเที่ยวในจงั หวัด พัทลุงจึงมคี วามจาเป็นอยา่ งเร่งด่วน เพ่ือรองรบั นักทอ่ งเท่ียวท่ีเดินทางมาท่องเทย่ี วในพ้นื ท่มี ากข้นึ วัตถุประสงค์ของการวจิ ัย 1. เพือ่ ตรวจสอบทรัพยากรการทอ่ งเท่ียวภายในจงั หวดั พัทลงุ 2. เพ่ือประเมินศักยภาพการท่องเท่ียวโดยการ วิเคราะห์สภาพแวดล้อม (SWOT) ภายในจังหวัดพัทลุง และ TOWs Matrix ขอบเขตของการวจิ ัย 1. ขอบเขตด้านพน้ื ท่ี ผู้วิจัยได้กาหนดพ้ืนท่ีในการวิจัย คือ พ้ืนที่ทั้ง 11 อาเภอ ในจังหวัดพัทลุง ได้แก่ อาเภอเมือง อาเภอ เขาชัยสน อาเภอตะโหมด อาเภอควนขนุน อาเภอปากพะยูน อาเภอ ศรีบรรพต อาเภอป่าบอน อาเภอบางแก้ว อาเภอป่าพะยอม อาเภอกงหรา และ อาเภอศรีนครินทร์ 2. ขอบเขตด้านเนอ้ื หา ศึกษาศักยภาพการท่องเที่ยวภายในจังหวัดพัทลุง โดยใช้รายการตรวจสอบชุมชนศึกษา (Community Study) ตรวจสอบทรัพยากรท่องเที่ยว (Tourist Resource Audit) และแบบสัมภาษณ์เชิงลึก (In - depth interview) โดยผา่ นกระบวนการคิดวิเคราะห์ SWOT Analysis หาศักยภาพของพนื้ ที่ และ TOWs Matrix 3. ขอบเขตด้านประชากรและกลุม่ ตัวอย่างทใี่ ชใ้ นการวจิ ัย ผู้ที่ให้ข้อมูลหลัก ท่ีใช้ในการวิจัยเชิงคุณภาพ ได้แก่ ผู้แทนจากภาครัฐ จานวน 11 คน ผู้แทนจาก ภาคเอกชน จานวน 11 คน และผู้แทนชุมชน จานวน 11 คน และนักวิชาการ 2 คน รวมท้ังส้ิน 35 คน เป็นผู้ให้ สมั ภาษณเ์ รือ่ งศักยภาพการทอ่ งเทย่ี วในพ้ืนที่จังหวัดพทั ลุง 4. ขอบเขตระยะเวลา ผู้วิจัยใช้เวลาในการลงพื้นที่เพ่ือสัมภาษณ์ในหัวข้อเร่ือง ศักยภาพการท่องเที่ยวภายในจังหวัดพัทลุง ใชเ้ วลาในการลงพน้ื ทีป่ ระมาณ 2 เดอื น ต้ังแตเ่ ดือน มถิ ุนายน - กรกฎาคม 2563 ประโยชนท์ ี่จะไดร้ ับ 1. หน่วยงานภาครัฐ เอกชน คนในชุมชน นาผลวิจัยด้านศักยภาพของทรัพยากรการท่องเที่ยวในจังหวัด พัทลงุ ไปพัฒนาการทอ่ งเที่ยวในรูปแบบตา่ ง ๆ ที่มีความหลากหลายได้อย่างเหมาะสม 2. ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องในการท่องเที่ยว เช่น หน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน ผู้นาชุมชน สามารถนาข้อมูล จากการวจิ ัยไปวางแผน พฒั นาแผนการท่องเท่ียวตอ่ ในอนาคต
กรอบแนวคิด ผ้มู สี ว่ นไดส้ ว่ นเสยี ทรัพยากรการท่องเที่ยวในจงั หวดั พทั ลงุ ภาครัฐ ศกั ยภาพการท่องเทีย่ วภายในจังหวัดพทั ลุง ภาคเอกชน วิเคราะห์ SWOT Analysis ผ้นู าชมุ ชน นกั วิชาการ วิเคราะหT์ OWs Matrix วิธดี าเนนิ การวิจยั ประชากรและกลุ่มตัวอยา่ ง ผู้วิจัยได้คัดเลือกผู้ให้ข้อมูลสาคัญ (Key Informants) รวมจานวน 35 ราย (McMillan, & Schumacher, 1997) โดยใช้วิธีการเลือกกลุ่มตัวอย่างแบบเจาะจงเพื่อให้ได้มาซ่ึงข้อมูลท่ีแท้จริงจากตัวแทนความคิดเห็นของ ทุกภาคสว่ น ท้ังระดบั ผ้บู รหิ าร และระดบั ปฏิบัตกิ ารในพ้นื ท่ี ไดแ้ ก่ 1. ภาครัฐ ผู้แทนจากหน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้องกับการท่องเที่ยว ได้แก่ สานักงานยุทธศาสตร์จังหวัด การท่องเท่ียวและกีฬาจังหวัด การท่องเท่ียวแห่งประเทศไทย สานักงานจังหวัดพัทลุงประชาสัมพันธ์จังหวัด พัฒนาการจังหวดั พทั ลุง องคก์ ารบริการสว่ นจังหวัด องคก์ ารบรหิ ารส่วนตาบล จานวน 11 คน 2. ภาคเอกชน ผู้แทนจากผู้ประกอบการท่องเที่ยวในจังหวัดพัทลุง ได้แก่ หอการค้าจังหวัด สมาคม ผูป้ ระกอบการธรุ กจิ โรงแรม รา้ นอาหาร ผปู้ ระกอบการร้านขายของท่ีระลึก จานวน 11 คน 3. ผ้นู าชุมชน ผู้แทนจากกลุ่มต่าง ๆ ท่เี กี่ยวขอ้ งในชมุ ชน จานวน 11 คน 4. นกั วิชาการ 2 คน เครอ่ื งมอื ทีใ่ ชใ้ นการวจิ ยั เชิงคุณภาพ 1. การศกึ ษาเอกสาร ไดแ้ ก่ หนังสอื ตารา เว็บไซต์ และงานวจิ ัยท่เี ก่ยี วขอ้ งกับจงั หวัดพัทลงุ 2. รายการตรวจสอบทรัพยากรท่องเท่ียวของสถาบันพัฒนาการท่องเที่ยวเพื่ออนุรักษ์สิ่งแวดล้อม มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ประกอบด้วย ทรัพยากรธรรมชาติ ทรัพยากรวัฒนธรรม ทรัพยากรมหกรรม ทรัพยากรด้านกิจกรรม ทรัพยากรด้านบริการ และการประเมินคุณภาพความโดดเด่น (Piyawan Kongprasert, 2008) 3. แบบสัมภาษณ์เชิงลึก (structure - in depth interview) เกี่ยวกับศักยภาพการท่องเท่ียว การเก็บ รวบรวมขอ้ มลู จากเอกสาร และงานวิจัยที่เกี่ยวข้องซง่ึ มวี ิธีการดังนี้
การเกบ็ รวบรวมข้อมูลจากภาคสนาม (Field Study) โดยมวี ิธกี ารดงั น้ี ตารางที่ 1 การสารวจ (Survey) สารวจขอ้ มูลท่ัวไป และแหล่งท่องเที่ยวที่สาคญั ในจังหวดั พทั ลงุ อาเภอ การทอ่ งเทีย่ วเชิงธรรมชาติ การทอ่ งเทีย่ วเชงิ วัฒนธรรม การท่องเที่ยวเชงิ ความ 1. เมอื งพัทลุง - ทะเลสาบลาปา สนใจพิเศษ - ภูเขาอกทะลุ - วงั เก่าวังใหม่ 2. กงหรา - วดั คหู าสวรรค์ - เรือถบี - น้าตกกงหรา - ชุมชนบ้านท่าสาเภาใต้ - สนามววั ชน 3. เขาชัยสน - น้าตกไพรวัลย์ - เทศกาลชักพระ - สนามไก่ชน 4. ตะโหมด - นา้ ตกมโนราห์ - อนสุ าวรีย์พระยาทุกราษฎร์ 5. ควนขนุน - ควนนกเตน้ ภูบรรทดั - เมืองเก่าชัยบรุ ี - เรอื ถีบ - บ้านขามสายนา้ มีชวี ติ - พระพุทธนริ โรคันตรายชัยวัฒนจ์ ตรุ ทิศ - บานาน่าโบ้ท - ถา้ อญั มณี - การแสดงหนงั ตะลุง - เดนิ ป่า - น้าตกเขาคราม - การแสดงมโนราห์ - บายจงั ฮู้ พรนุ าแด้ - น้านกหนานรูด - ประเพณสี ารทเดือนสบิ - ถา้ ไกช่ น - นา้ ตกนกรา - สานักสงฆถ์ า้ มาลัย - ถา่ ยรปู - น้าตกปากราง - วังมัจฉา วัดป่าลิไลยก์ - นา้ ตกวงั ตอ - วดั ท่าแค (ตน้ กาเนิดมโนราห)์ - บ่อน้าร้อน - วดั ควนข้ีแรด - บอ่ น้าเย็น - เทศกาลชกั พระ - แหลมจองถนน - การแสดงหนังตะลุง - แก่งน้าหูแร่ - การแสดงมโนราห์ - นา้ ตกลาดเตย - ประเพณสี ารทเดอื นสิบ - น้าตกหม่อมจุ้ย - ทะเลนอ้ ย - วดั แหลมจองถนน - ลอ่ งแกง่ - แกรนแคนยอ่ นพัทลงุ - เรยี นรวู้ ิถีชวั ิต - วดั เขาอ้อ ชาวประมง - ตลาดใตโ้ หนด - ตลาดปา่ ไผส่ ร้างสุข - ลอ่ งเรือชมนก - ศูนยก์ ารเรยี นรูน้ าโปแก - เรอื ถบี - สะพานเฉลมิ พะเกยี รติ - เรยี นทาอาหาร - ศนู ย์การเรยี นรนู้ าโปแก - เรียนรกู้ ารทาเสอ่ื กระจดู และเครอ่ื งจักสาน
ตารางท่ี 1 การสารวจ (Survey) สารวจขอ้ มูลทั่วไป และแหล่งท่องเทย่ี วทีส่ าคญั ในจังหวดั พทั ลุง (ต่อ) อาเภอ การท่องเท่ยี วเชงิ ธรรมชาติ การทอ่ งเท่ียวเชงิ วฒั นธรรม การท่องเท่ียวเชิงความ 6. ปากพะยูน สนใจพเิ ศษ 7. ศรีบรรพต - เกาะสี่ เกาะหา้ - หลวงปู่ทวด (เหยียบนา้ ทะเลจดื ) - กิจกรรมยกยอ วถิ ีชีวิต 8. ปา่ บอน - เกาะหมาก บนเกาะกระ ชาวประมง 9. บางแก้ว 10. ป่าพะยอม - เกาะเสอื 11. ศรนี ครินทร์ - อุทยานแหง่ ชาตเิ ขาปู่ เขาย่า - วัดถ้าเก่า - ทอ่ งเท่ยี วเชงิ เกษตร - น้าตกเหรยี งทอง - จุดชมวิว ควนไขห่ ด - ชุดชมวิว ผาผ้งึ 360 องศา - น้าตกโตนสะตอ - อา่ งเกบ็ น้าคลองปา่ บอน - มหกรรมดนตรแี ห่ง - ภูเขาบรรทดั วิวพอ้ ยต์ - สวนสละลงุ ถัน ขนุ เขา - หมูบ่ ้านเงาะปา่ ซาไก - อา่ งเก็บน้าห้วยนา้ ใส - หาดไข่เตา่ - วัดเขียนบางแกว้ - กจิ กรรมทางน้า (the - หาดพัธทอง - ศนู ย์ศิลปหัตถกรรมบางแกว้ cape) - ลอ่ งแกง่ หนานมดแดง - บ้านสวนผใู้ หญต่ รี - เรือถบี - ล่องแก่งชมดาว - พายเรือคายัค - ลอ่ งแก่งวังไม้ไผ่ - สถานเี พาะเลีย้ งสตั วป์ ่าจังหวดั - วดั ถา้ สมุ ะโน - น่ังสมาธิ (Meditation พทั ลงุ - สะพานประวตั ิศาสตรส์ มยั สงครามโลก tourism) - นา้ ตกเขาคราม ครงั้ ท่ี 2 - น้าตกโตนแพรทอง - เขตรักษาพนั ธ์สตั วป์ า่ เขาบรรทัด - จุดชมววิ คสนดินสอ - สวนลงุ นวย
สถานท่ีท่องเทยี่ วเกดิ ใหมแ่ ละไดร้ ับความนยิ มจากนกั ท่องเท่ยี ว สถานท่ีทอ่ งเทย่ี ว ทตี่ ัง้ หลาดใตโ้ หนด อาเภอปา่ พะยอม ป่าไผส่ รา้ งสุข อาเภอควนขนนุ นาโปแก อาเภอควนขนุน ขนาคอฟฟี่ อาเภอเมืองพัทลงุ เค้กหลักเมือง อาเภอเมืองพัทลุง Cosy café and eatery อาเภอเมอื งพทั ลงุ เลน้อยบรุ ี อาเภอควนขนนุ The finn café อาเภอเมอื งพทั ลงุ Route 41 อาเภอควนขนุน Coco coffee bar อาเภอปา่ พะยอม บา้ นแกะ@พัทลุง อาเภอเมืองพทั ลงุ ณ บา้ นคาเฟ่ อาเภอป่าพะยอม โรงคั่วบา้ นปา่ อาเภอศรนี ครนิ ทร์ Note. From Phatthalung tourism, by Phatthalung Provincial Tourism and Sports Office, 2018, https://province.mots.go.th/ewtadmin/ewt/phatthalung/index.php 2. สรุปผลการวเิ คราะห์ จุดแขง็ จดุ อ่อน โอกาส และอปุ สรรค (SWOT) 1. จดุ แข็ง (Strengths) 1.1 มที ต่ี งั้ อยูท่ ศี่ นู ย์กลางทางภาคใตข้ องประเทศไทย 1.2 มีทรพั ยากรทอ่ งเที่ยวเชงิ วัฒนธรรมที่โดดเด่น เป็นแหล่งกาเนดิ ของหยังตะลงุ มโนราห์ เป็นศิลปะ ท่ีโดดเด่นของภาคใต้และมีชื่อเสียงมาอย่างช้านาน มีประวัติความเป็นมาในการสร้างเมืองโดยมีหลักฐานอ้างอิง สามารถทาใหผ้ คู้ นอยากศกึ ษาคน้ คว้า เดนิ ทางมาเยี่ยมชม 1.3 มีทรัพยากรท่องเท่ียวเชิงธรรมชาติท่ีโดดเด่น และ หลากหลาย โดยจังหวัดพัทลุงได้รับการ สนับสนุนการท่องเที่ยวภายได้สโลแกน เท่ียวป่า นา เล สามารถดึงดูดนักท่องเท่ียวให้เดินทางมาท่องเท่ียวได้ ตลอดท้ังปี 1.4 มีสินค้าหัตถศิลป์และสินค้า OTOP ท่ีมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว เช่น กระเป๋าสานที่ทาจากกระจูด ปัจจุบันมีการส่งขายไปยังพ้ืนที่ต่างจังหวัด และต่างประเทศ โดยการออกแบบท่ีทันสมัยมากข้ึน ตอบสนองความ ตอ้ งการของคนไดเ้ พิม่ ข้ึน 1.5 มีทรัพยากรบริการระบบสาธารณูปโภคท่ีครบครันและเข้าถึงได้ง่าย เช่น ไฟฟ้า ประปา ถนน อินเตอร์เน็ต 1.6 ประชากรในจังหวดั มีความเป็นมิตรต่อผมู้ าเยือน 1.7 ท่ีพักในจังหวัดพัทลุงมีความหลากหลาย เช่น รีสอร์ท โรงแรมระดับ สามดาว แมนช่ัน ห้องพัก รายวัน สรา้ งทางเลอื กให้แก่นักทอ่ งเทย่ี ว 1.8 มีหา้ งสรรพสินค้าทีห่ ลากหลาย สร้างความสะดวกสบายให้แกน่ ักท่องเทยี่ ว
2. จุดอ่อน (Weaknesses) 2.1 พน้ื ท่ีท่องเท่ยี วเกา่ บางแหลง่ ทรุดโทรม 2.2 ขาดแผนยทุ ธศาสตร์การท่องเทย่ี วแบบบูรณาการอยา่ งย่ังยืน 2.3 ขาดการอนรุ ักษช์ ุมชนยา่ นประวตั ศิ าสตร์ 2.4 ขาดแคลนแรงงานที่มที กั ษะ รวมไปถึงการพฒั นาทกั ษะของแรงงาน 2.5 เกดิ การเพ่ิมขน้ึ ของอบายมขุ รวมถึงสื่อและเทคโนโลยที ีเ่ ข้ามามบี ทบาทแทนวฒั นธรรมด้ังเดมิ 2.6 ปัญหาการมสี ว่ นรว่ มของประชาชนในทอ้ งถิน่ 2.7 ปัญหาด้านคมนาคมในการเข้าถึงแหล่งท่องเที่ยวบางแห่ง 3. โอกาส (Opportunities) 3.1 นโยบายรัฐบาลทสี่ ่งเสรมิ ให้จังหวัดพัทลุงเป็นเมืองรองแห่งการท่องเท่ียว เพื่อรองรับการท่องเทีย่ ว ท่กี ระจุกตวั ของเมอื งท่องเท่ยี วใหญ่ ๆ 3.2 กระแสความนิยมด้านการท่องเท่ียวใหม่ ๆ เช่น การท่องเที่ยวเพ่ือสุขภาพ การท่องเท่ียวทาง ธรรมชาติ การท่องเทีย่ ววิถชี ุมชน การทอ่ งเท่ยี วเชงิ สรา้ งสรรค์ 3.3 รัฐบาลให้การส่งเสริมการท่องเท่ียวอย่างตอ่ เนื่องเนอ่ื งจากการท่องเทย่ี วเป็นอสุ าหกรรมที่มคี วาม โดดเด่นของประเทศไทยในสายตาคนท่วั โลก 3.4 กระแสความนิยมของชาวไทยและชาวต่างชาติท่ีมีต่อการศึกษา การทางาน การท่องเท่ียว และ การอยอู่ าศยั ในพ้ืนทจ่ี ังหวัดพัทลงุ 4. อปุ สรรค (Threats) 4.1 ภัยพิบตั ธิ รรมชาติ เช่น อทุ กภยั 4.2 ภาวะเศรษฐกจิ ตกต่า ทาใหน้ ักท่องเทีย่ วเดนิ ทางทอ่ งเทย่ี วนอ้ ยลง การจบั จา่ ยใช้สอยน้อยลง 4.3 ภยั การก่อการรา้ ย 4.4 โรคระบาด สรุปผลการวิเคราะห์ TOWs Matrix ของจังหวัดพัทลุง 1. กลยทุ ธเ์ ชงิ รุก 1.1 ควรมีการสร้างแบรนดท์ อ่ งเท่ียว เชน่ วฒั นธรรมใต้อาหารใต้ เพ่ือเสริมสรา้ งสขุ ภาพ 1.2 ควรมีการพัฒนาจังหวัดเป็นเมืองท่องเท่ียวนวัตกรรมเพื่อสร้างความม่ันคงและพัฒนาเศรษฐกิจ กระจายรายได้ 1.3 ควรมีต้นแบบการสร้างเครอื ข่ายโดยการท่องเที่ยวท่ีเชือ่ มโยง กบั พ้ืนท่ใี กลเ้ คียง 1.4 ควรมีการพัฒนาการท่องเที่ยว ในด้านต่าง ๆ ที่มีความหลากหลายเนื่องจากจังหวัดพัทลุงมีความ หลากหลายทางทรพั ยากรการทอ่ งเท่ยี ว 1.5 กระตุ้นการท่องเท่ียวอย่างต่อเนื่อง เน้นการประชาสัมพันธ์เพ่ือให้ประชาชน และนักท่องเที่ยว เข้าถึงขอ้ มูล 1.6 หน่วยงานภาครัฐ เอกชน ผู้นาชุมชน ทางานร่วมกันอย่างมีการบูรณาการ เพ่ือพัฒนาการ ท่องเทีย่ วใหเ้ ป็นไปในทิศทางเดยี วกนั
2. กลยทุ ธ์เชิงแกไ้ ข 2.1 ควรสร้าง แผนยุทธศาสตร์ กลยุทธ์ โครงการต่าง ๆ ด้านการท่องเที่ยว เพ่ือตอบสนองนโยบาย ภาครฐั ไทยแลนด์ 4.0 2.2 ควรมีการวางแผนยุทธศาสตร์ด้านการตลาด Digital และ บุกตลาดนักท่องเที่ยวท่ีมีกาลังจ่ายสูง เช่น ตลาดจีน อินเดีย 2.3 สร้างแผนยุทธศาสตร์พัฒนาการเกษตรด้วยเทคโนโลยีควบคู่กับการพัฒนาการท่องเท่ียว เพื่อ สรา้ งเมอื งนวัตกรรมกาสร้างศูนย์อนรุ กั ษ์วัฒนธรรมระดับภมู ิภาคในภาคใต้ 2.4 แสวงหาเงนิ ทุนและบคุ ลากรเพอื่ พฒั นาการทอ่ งเทีย่ วในจงั หวดั พัทลุงให้มีคุณภาพ 3. กลยุทธเ์ ชิงปอ้ งกัน 3.1 รวมกลุ่มกบั พื้นทีใ่ กลเ้ คยี งหาปอ้ งกนั ภยั พิบตั ิทางธรรมชาติ เช่น อทุ กภัย 3.2 ใหค้ วามรกู้ ับคนในท้องถิ่นในการป้องกันโรคตดิ ตอ่ เช่น โควดิ 19 3.3 สนับสนุนให้มีการทางานร่วมกันระหว่างประชาชนกับภาครัฐในการเป็นหูเป็นตาป้องกันภัยก่อ การรา้ ย 4. กลยุทธเ์ ชิงรับ 4.1 สร้างความร่วมมือ ระหว่างภาครัฐและภาคเอกชน ในการเฝ้าระวังการบุกรุกพื้นท่ีป่า รวมทั้ง ปอ้ งกนั การทาลายทรพั ยากรทางธรรมชาติ 4.2 จัดสรรงบประมาณ ในการอนุรักษ์พื้นท่ีย่านประวัติศาสตร์ภายในจังหวัดพัทลุงเพ่ือเป็นแหล่ง ทอ่ งเท่ียวทางวฒั นธรรมทม่ี ีคุณค่า 4.3 สง่ เสรมิ การอบรมทักษะและพฒั นาบุคลากรทางดา้ นการท่องเท่ยี ว 4.4 ออกมาตรการควบคมุ ปอ้ งกันการเกิดอบายมุขและส่ิงเสพตดิ ในพน้ื ที่ 4.5 ใหค้ วามรแู้ ก่ประชาชนในพนื้ ทใ่ี นการตระหนักถึงวฒั นธรรมท่มี ีคณุ ค่า 4.6 สนับสนนุ ใหป้ ระชาชนในทอ้ งถนิ่ เขา้ มามสี ว่ นรว่ มในการพัฒนาการทอ่ งเทย่ี วภายในจงั หวัด อภปิ รายผลการวิจัย 1. ตรวจสอบทรพั ยากรการท่องเท่ียวภายในจังหวดั พัทลุง จังหวัดพัทลุงมีทรัพยากรการท่องเท่ียวที่โดดเด่นท้ัง 5 ด้าน ได้แก่ ทรัพยากรธรรมชาติ วัฒนธรรม กิจกรรม ประเพณีมหกรรม และบริการทางการท่องเที่ยว ซ่ึงจังหวัดพัทลุงมีความโดดเด่นด้านทรัพยากรการ ท่องเท่ียวทางธรรมชาติ ตามสโลแกนเพื่อประชาสัมพันธ์การท่องเท่ียวภายในจังหวัดเมืองเขา ป่า นา เล ซึ่งได้แก่ เขาอกทะลุ ทะเลน้อย หาดแสนสุขลาปา มีทรัพยากรการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม เช่น วัดเขาอ้อ เมืองเก่าชัยบุรี หลวงปู่ทวด (เหยียบน้าทะเลจืด) บนเกาะกระ พระพุทธนิรโรคันตรายชัยวัฒน์จตุรทิศ วัดคูหาสวรรค์ การแสดง หนังตะลุง มีเทศกาลประเพณีประจาท้องถ่ิน มีความหลากหลายด้านกิจกรรมการท่องเท่ียว และมีการบรกิ ารทาง การท่องเท่ียว ซ่ึงสอดคลอ้ งกับ ปรัชญากรณ์ ไชยคช (Prachyakorn Chaiyakot, 2015) ศกึ ษาเร่ือง ศักยภาพการ ท่องเท่ียวของชมุ ชนบา้ นตันหยงลโู ละ ตาบลตันหยงลูโละ อาเภอเมอื ง จังหวัดปัตตานี ซึ่งผลการวิจยั พบว่า ชุมชน ตันหยงลูโละมีแหล่งท่องเท่ียวท่ีมีศักยภาพด้านการท่องเท่ียว 8 แหล่ง ซึ่งเป็นแหล่งท่องเที่ยวทั้งทางธรรมชาติ ศิลปะ วฒั นธรรรมทางโบราณสถาน โบราณวัตถุ เป็นแหล่งท่องเที่ยวท่ีมีชือ่ เสยี งของจังหวดั ปัตตานี ที่มีประวัตศิ าสตรน์ ับ ร้อยปีดา้ นวถิ ีชวี ิตชุมชนได้ประกอบอาชีพการทานาเกลือทส่ี ืบทอดมาตั้งแต่บรรพบรุ ุษ ในดา้ นของการบริการท่องเที่ยว
พบว่า ชมุ ชนได้จัดเตรียมยุวมัคคุเทศก์ไว้บริการข้อมูลแก่นักท่องเท่ียว พร้อมกับศูนย์บริการนักท่องเทยี่ ว ร้านจาหน่าย ของที่ระลึก และโปรแกรมท่องเที่ยวภายในชมุ ชน นอกจากนี้ ยังสอดคลอ้ งกับ ผกามาศ ชัยรัตน์ และชวลยี ์ ณ ถลาง (Pakamas Chaiyarat, & Chawalee Na. Thalang, 2017) ได้ศึกษาเรื่อง ศักยภาพทรัพยากรการท่องเท่ียว จังหวดั อุดรธานี ผลการวิจัยพบว่า นักท่องเท่ียวมีความพึงพอใจในศักยภาพการท่องเท่ียว ด้านกิจกรรม ด้านวัฒนธรรม และประวัติศาสตร์ด้านธรรมชาติด้าน มหกรรมและเทศกาลประเพณีและด้านการให้บริการ ด้านความพึงพอใจ ของส่วนประสมทางการตลาดการท่องเที่ยว ภาพรวมอยูใ่ นระดับมากที่สุด (������̅ = 4.39) เม่ือพจิ ารณาเป็นรายด้าน พบว่า อยู่ในระดับมากทุกด้านโดยเรยี ง จากมากไปหาน้อย ได้แก่ด้านกายภาพทางการท่องเท่ียว ด้านการจัดจาหน่าย ทางการท่องเท่ียวด้านบคุ ลากร 2. ประเมินศักยภาพการท่องเท่ียวโดยการ วิเคราะห์สภาพแวดล้อม (SWOT) ภายในจังหวัดพัทลุง และ TOWs Matrix จากการวิเคราะห์สภาพแวดล้อม (SWOT) ภายในจังหวัดพัทลุง และ TOWs ภายในจังหวัดพัทลุง พบว่า จุดแข็ง (Strengths) คือ มีท่ีต้ังอยู่ท่ีศนู ย์กลางทางภาคใต้ของประเทศไทย มีทรพั ยากรท่องเท่ียวเชิงวัฒนธรรม ที่โดดเด่นเป็นแหล่งกาเนิดของหยังตะลุง มโนราห์ เป็นศิลปะที่โดดเด่นของภาคใต้และมีชื่อเสียงมาอย่างช้านาน มีทรัพยากรท่องเที่ยวเชิงธรรมชาติที่โดดเด่น และหลากหลาย โดยจังหวัดพัทลุงได้รับการสนับสนุนการท่องเท่ียว ภายใต้สโลแกน เที่ยวป่า นา เล สามารถดึงดูดนักท่องเที่ยวให้เดินทางมาท่องเท่ียวได้ จุดอ่อน (Weaknesses) ของพัทลุง คือ พื้นท่ีท่องเท่ียวเก่าทรุดโทรม แหล่งท่องเท่ียวบางพ้ืนท่ียังเข้าถึงยากลาบาก ขาดแผนยุทธศาสตร์ การท่องเที่ยวแบบบูรณาการอย่างย่ังยืน ขาดการอนุรักษ์ชุมชนย่านประวัติศาสตร์ และขาดแคลนแรงงานท่ีมีทักษะ ด้านการท่องเท่ียว รวมไปถึงการพัฒนาทักษะของแรงงาน โอกาส (Opportunities) ของพัทลุง คือ นโยบายรัฐบาล ท่ีส่งเสริมให้จังหวัดพัทลุงเป็นเมืองรองแห่งการท่องเท่ียว จึงได้รับการประชาสัมพันธ์โดยรัฐบาลให้เป็นพื้นท่ีท่ีรู้จัก ต่อนักท่องเท่ียวท้ังชาวไทย และต่างประเทศ นอกจากน้ี จังหวัดพัทลุงยังเป็นพื้นท่ีรองรับการท่องเที่ยวท่ีกระจุกตัว ของเมืองท่องเที่ยวใหญ่ ๆ กระแสความนิยมด้านการท่องเที่ยวใหม่ ๆ เช่น การท่องเท่ียวเพื่อสุขภาพ การท่องเท่ียว ทางธรรมชาติ การท่องเที่ยววิถีชุมชน การท่องเท่ียวเชิงสร้างสรรค์ อุปสรรค (Threats) ได้แก่ ภัยพิบัติธรรมชาติ เช่น อุทกภัย โรคระบาด (COVID - 19) ภาวะเศรษฐกิจตกต่า ทาให้นักท่องเที่ยวเดินทางท่องเที่ยวน้อยลง การจับจ่ายใช้สอยน้อยลง ภัยการก่อการร้าย สอดคล้องกับณภัทร นาคสวัสดิ์ (Napat Naksawat, 2019) ได้ศึกษาเร่ืองแผนยุทธศาตร์การท่องเท่ียวด้านอาหารใต้เชิงสร้างสรรค์แบบบูรณาการอย่างยั่งยืนในจังหวัด สุราษฎร์ธานี ประเทศไทยพบว่า จุดแข็ง คือ ประชาชนมีความเข้มแข็งในการอนุรักษ์ท้องถิ่น จุดอ่อน คือ ขาด ความจริงจังในการอนุรักษ์วัฒนธรรมท้องถิ่น โอกาส คือ มีโอกาสพัฒนาเป็นต้นแบบการพัฒนาการท่องเท่ียว เกษตรอินทรยี ์ และอปุ สรรค คอื การทอ่ งเที่ยวอาหารโลกได้รบั อิทธิพลจากอาหาร fast food ทั่วโลก 3. สรปุ ผลการวเิ คราะห์ TOWS Matrix ของจังหวดั พัทลุง กลยุทธ์เชิงรุก ไดแ้ ก่ ควรมีการสร้างแบรนด์ท่องเที่ยวภายในจังหวัด เช่น วัฒนธรรมอาหารใต้ การท่องเท่ียว เชิงวัฒนธรรม การท่องเท่ียวเชิงเกษตร เน่ืองจากพัทลุงมีพ้ืนท่ีในการทาสวนผลไม้จานวนมาก นอกจากน้ีควร มีการบูรณาการการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพควบคู่ไปด้วย ควรมีการพัฒนาจังหวัดเป็นเมืองท่องเท่ียวนวัตกรรมเพื่อ สร้างความม่ันคงและพัฒนาเศรษฐกิจ กระจายรายได้ กลยุทธ์เชิงแก้ไข คือ ควรสร้างแผนยุทธศาสตร์ กลยุทธ์ โครงการด้านการท่องเที่ยวเพื่อ ตอบสนองนโยบายภาครัฐไทยแลนด์ 4.0 ควรมีการวางแผนยุทธศาสตร์ด้าน การตลาด Digital และบุกตลาดนักท่องเท่ียวท่ีมีกาลังจ่ายสูง เช่น ตลาดจีน อินเดีย สร้างแผนยุทธศาสตร์พัฒนาการ เกษตรด้วยเทคโนโลยีควบคู่กับการพัฒนาการท่องเที่ยว เพื่อสร้างเมืองนวัตกรรมกาสร้างศูนย์อนุรักษ์วัฒนธรรม
ระดับภูมิภาคในภาคใต้ ปรับปรุงเส้นทางคมนาคมให้เช่ือมต่อกับพ้ืนที่ท่องเที่ยวทั้งหมดโดยเฉพาะการเข้าถึงแหล่ง ท่องเที่ยวต่าง ๆ ภายในจังหวัดพัทลุง กลยุทธ์เชิงป้องกัน ได้แก่ รวมกลุ่มกับพื้นท่ีใกล้เคียงหาทางป้องกันภัยพิบัติ ทางธรรมชาติ เช่น อุทกภัย ให้ความรู้กับคนในท้องถ่ินในการป้องกันโรคติดต่อ เช่น โควิด-19 กลยุทธ์เชิงรับ คือ สร้างความร่วมมือระหว่างภาครัฐและภาคเอกชน ในการเฝ้าระวังการบุกรุกพ้ืนท่ีป่า รวมท้ังป้องกันการทาลาย ทรพั ยากรทางธรรมชาติ จัดสรรงบประมาณ ในการอนุรักษ์พ้ืนท่ีย่านประวัติศาสตร์ภายในจังหวัดพัทลุง เพื่อเป็น แหล่งท่องเที่ยวทางวัฒนธรรมท่ีมีคุณค่า และส่งเสริมการอบรมทักษะและพัฒนาบุคลากรทางด้านการท่องเที่ยว ซ่ึงสอดคล้องกับ ผกามาศ ชัยรัตน์ และชวลีย์ ณ ถลาง (Pakamas Chaiyarat, & Chawalee Na Thalang, 2017) ได้ศึกษาเร่ือง ศักยภาพทรพั ยากรการท่องเท่ียวจังหวัดอุดรธานี ผลการวิจัยพบว่า จุดแข็งของจังหวัดอุดรธานี คือ เป็นศูนย์กลางทางคมนาคมท้ังทางบกและทางอากาศของภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน มีแหล่งโบราณคดี บ้านเชียง เป็นแหล่งท่องเท่ียวท่ีได้รับประกาศให้เป็นมรดกโลก จุดอ่อน คือ บุคลากรในอุตสาหกรรมท่องเที่ยว ในบางพ้ืนท่ียังขาดทักษะในการให้การบริการ ขาดการวางแผนแผนยุทธศาสตร์การท่องเท่ียวแบบบูรณาการ ร่วมกัน โอกาส คือ นักท่องเที่ยวให้ความสนใจเข้ามาท่องเที่ยวยังแหล่งท่องเท่ียวต่าง ๆ ท่องเท่ียวได้ตลอดท้ังปี นักท่องเท่ียวชาวต่างชาติเดินทางเข้ามาท่องเท่ียวอย่างต่อเนื่อง อุปสรรค คือ โครงสรา้ งพื้นฐานด้านการท่องเท่ียว การเข้าถึงดีแต่ยังมีปัญหาในการเช่ือมโยงระหว่างแหล่งท่องเท่ียว ประเทศเพื่อนบ้านเร่ิมมีการส่งเสริมการท่องเท่ียว เพมิ่ มากข้นึ ข้อเสนอแนะ การศึกษาคร้ังน้ีเป็นการตรวจสอบทรัพยากรการท่องเที่ยวภายในจงั หวัดพัทลุง และประเมนิ ศกั ยภาพการ ท่องเท่ียว โดยการวิเคราะห์สภาพแวดล้อม SWOT ภายในจังหวัดพัทลุง และสร้าง TOWs Matrix การวิจัย เล่มนจ้ี งึ เป็นประโยชน์ ดังนี้ 1. หน่วยงานภาครัฐ เอกชน และคนในชุมชน นาผลวิจัยด้านศักยภาพของทรัพยากร การท่องเที่ยวใน จงั หวัดพัทลุงไปพัฒนาการทอ่ งเท่ียวในรูปแบบตา่ ง ๆ ภายในจังหวัดพัทลงุ ที่มคี วามหลากหลายไดอ้ ยา่ งเหมาะสม 2. ผู้มีสว่ นเก่ียวข้องในการทอ่ งเที่ยว เช่น หนว่ ยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และผู้นาชมุ ชน สามารถนาข้อมูล จากการวจิ ัยไปวางแผนเพอ่ื พัฒนาแผนการท่องเที่ยวต่อในอนาคตใหเ้ หมาะสมกับจังหวดั พทั ลงุ 3. หน่วยงานภาครัฐควรให้ความสาคัญในการพัฒนาพ้ืนท่ีท่องเที่ยวเก่าบางแหล่งทรุดโทรม รวมทั้งทา แผนยุทธศาสตร์การทอ่ งเทย่ี วแบบบูรณาการอยา่ งยง่ั ยนื 4. ผู้มีส่วนเก่ียวข้องในการท่องเท่ียวควรเร่งพัฒนาแรงงานด้านการท่องเที่ยว รวมไปถึงการพัฒนาทักษะ ของแรงงาน เพอื่ รองรับนักท่องเท่ยี วในอนาคต ขอ้ เสนอแนะในการทาวจิ ยั ครงั้ ต่อไป 1. ควรทาการศึกษาเร่ืองการพฒั นาการท่องเทยี่ วในบรเิ วณพื้นที่ใกล้เคยี งระหวา่ งอาเภอในจังหวดั พัทลงุ 2. ควรทาการศึกษาเร่ืองการพัฒนาฟื้นฟูวัฒนธรรมด้ังเดิมเพ่ือส่งเสริมการท่องเท่ียวเชิงวัฒนธรรมใน จงั หวดั พทั ลุง References Chairat Juspalo. (2016). The development of tourism potential under the identity and way of local lake basin. Thailand Research Fund.
McMillan, J. H., & Schumacher, S. S. (1997). Research in education: A conceptual introduction. Longman, New York. Ministry of Tourism and Sports. (2019). Income from tourism in Thailand. Retrieved from https://www.mots.go.th/ Mongkol Chanintorn, Phanthep Marangkul, and Virawan Marangkul. (2017). Guidelines for landscape design of the old town Chai Buri to promote historical tourism that as the identity of Phatthalung province. Rajamangala University of Technology Srivijaya, Nakhon Si Thammarat. Napat Naksawat. (2019). Strategic integrated and sustainable southern food tourism strategy in Surat Thani Province, Thailand. Bangkok: College of Management Phayao University. Natthaphong Phanoi et al. (2020). Building a city brand for tourism development in Phatthalung Province. Retrieved from https://www.bangkokbiznews.com/pr/detail/61678 Pakamas Chaiyarat, & Chawalee Na Thalang. (2017). Potentiality of tourism resources Udon Thani province. College of Management Phayao University, Bangkok. Phatthalung Provincial Tourism and Sports Office. (2018). Phatthalung tourism. Retrieved from https://province.mots.go.th/ewtadmin/ewt/phatthalung/index.php Piyawan Kongprasert. (2008). The study of integrated ecotourism for planning. The development of tourism standing at Koh Phangnang Huad, Surat Thani. Srinakharinwirot University. Prachyakorn Chaiyakot. (2015). Tourism potential of Ban Tanyong Luloh community Tanyong Lolo Subdistrict, mueang district, Pattani Province. Hat Yai University, Songkhla. Thitiporn Kanawong. (2016). Achievement of public relations to promote tourism project \"12 forbidden Cities\" project of the Tourism Authority of Thailand. Bangkok: Thammasat University. Received: Aug 19, 2020 Revised: Sep 15, 2020 Accepted: Sep 17, 2020
แนวทางการพฒั นาการท่องเท่ยี วเชงิ วัฒนธรรม จงั หวัดอทุ ัยธานี นพรตั น์ ทรงสายชลชัย ผกามาศ ชยั รัตน์ และ ชมพูนชุ จิตตถิ าวร วทิ ยาลัยการจดั การ มหาวิทยาลัยพะเยา บทคัดย่อ การวจิ ยั ครั้งน้ีมีวัตถุประสงค์เพ่ือ 1.เพื่อศึกษาแหลง่ ท่องเทีย่ วเชิงวัฒนธรรม จังหวัดอุทัยธานี 2.เพื่อศึกษา ปญั หาอุปสรรคของการท่องเท่ียวเชิงวัฒนธรรม จังหวัดอุทัยธานี และ 3.เพื่อหาแนวทางการพัฒนาการท่องเที่ยว เชิงวฒั นธรรม จังหวัดอุทัยธานี การวจิ ัยคร้ังน้ีเป็นการวิจยั เชิงคุณภาพ โดยใชว้ ิธีการสัมภาษณ์แบบเจาะจงกลุม่ ตัวอยา่ ง จานวน 17 คน ดงั น้ี เจ้าหน้าที่หน่วยงานของภาครัฐ ที่มีบทบาทในการส่งเสริมการท่องเทย่ี ว ไดแ้ ก่ การทอ่ งเทีย่ ว แห่งประเทศไทย สานักงานจังหวัดอุทัยธานี สานักงานการท่องเท่ียวและกีฬา จังหวัดอุทัยธานี องค์กา รบริหาร สว่ นจงั หวดั อุทยั ธานี สานักงานเทศบาลเมืองอทุ ยั ธานี สภาวฒั นธรรมจงั หวัดอุทัยธานี หน่วยงานภาคเอกชนทีม่ ีบทบาท ในการส่งเสริมการท่องเที่ยว ได้แก่ หอการค้าจังหวดั อุทัยธานี สมาคมธุรกิจท่องเที่ยวจังหวัดอุทัยธานี ผู้ประกอบการ ด้านที่พักแรม ผู้ประกอบการด้านร้านอาหารและเคร่ืองดืม่ ผู้ประกอบด้านสินค้าของท่รี ะลึกผู้ประกอบการด้านเรือ บริการนักท่องเที่ยว และภาคชุมชน ได้แก่ ผู้ท่ีมีส่วนสาคัญในบทบาทการเป็นผู้นาชุมชนหรือเจ้าของพื้นท่ีชุมชน อันเป็นท่ีตั้งของแหล่งท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมสาคัญจงั หวัดอุทัยธานี โดยเครื่องมือท่ีใช้ในการวิจัยเชิงคุณภาพคร้ังน้ี คือ การสัมภาษณเ์ ชงิ ลึก (In - depth interview) ประเดน็ คาถามที่ใช้ในการสัมภาษณ์ได้มีการกาหนดโครงสร้างไว้ ขณะเดยี วกันมกี ารปรบั คาถามให้เปดิ แนวทางทีไ่ ดร้ ับข้อมูลเพือ่ ตอบสนองต่อวัตถุประสงคข์ องการวจิ ยั ด้วย วิธีการ วิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพ ผู้วิจัยนาข้อมูลการสัมภาษณ์เชิงลึก (In - depth interview) แบบกึ่งมีโครงสร้าง (Semi - structure) ทไี่ ด้จากผ้ใู ห้ข้อมูล มาวิเคราะห์ข้อมูลเชิงคณุ ภาพ โดยใช้เทคนิคการวิเคราะห์เนือ้ หา (Content analysis) ซึ่งเปน็ การวิเคราะห์เชิงบรรยาย โดยการระบคุ ณุ ลักษณะเฉพาะของข้อความอยา่ งมีระบบ ผลการวิจัยพบว่า 1.แหล่งท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม จังหวัดอุทัยธานี มีแหล่งท่องเท่ียวท่ีสาคัญ ได้แก่ วัดสังกัสรัตนคีรี (วัดเขาสะแกกรัง) วัดจันทาราม (วัดท่าซุง) วัดอุโปสถาราม (วัดโบสถ์) วิถีชีวิตชาวแพลุ่มแม่น้า สะแกกรัง แหล่งเท่ยี วเกาะเทโพ ถนนคนเดินตรอกโรงยา วัดถา้ เขาวง หมู่บา้ นกระเหรย่ี งแก่นมะกรูด คงความเป็น เอกลักษณ์ สะท้อนให้เห็นถึงวิถีชีวิตของคนในท้องถิ่น 2.ปัญหาและอุปสรรคของการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม จังหวัดอุทัยธานี เกิดจากเศรษฐกิจเติบโตอย่างช้า ๆ เน่ืองจากรายได้ในชุมชนน้อย เป็นแหล่งท่องเที่ยวเมืองรอง ไม่มีการประชาสัมพันธ์ท่ีต่อเน่ืองและจริงจัง ขาดการสนับสนุนจากหน่วยงานที่เก่ียวข้องท้ังภาครัฐ และเอกชน ด้านการให้ความรู้ที่ถูกต้องในการใช้เทคโนโลยี มีความเสี่ยงต่อภัยธรรมชาติ คนรุ่นใหม่ไม่มาสืบทอดวัฒนธรรม ท้องถ่ิน และ 3.แนวทางการพัฒนาการท่องเท่ียวเชิงวัฒนธรรม จังหวัดอุทัยธานี พัฒนาให้เป็นเมืองที่รักษาความ เป็นมรดกของท้องถิ่นไว้ ส่งเสริมงานประเพณีท่ีขึ้นช่ือของแหล่งท่องเท่ียวให้เป็นเอกลักษณ์ของจังหวัดเพ่ือสร้าง จุดสนใจ ช่วยกันสร้างวัฒนธรรมท่ีมีอยู่แต่เดิมให้มีความโดดเด่นเป็นท่ีต้องการของนักท่องเท่ียว เพ่ิมช่องทางการ ประชาสมั พันธ์ให้แพร่หลายเขา้ ถึงง่ายโดยการร่วมมือทง้ั ภาครฐั ภาคเอกชนและคนในท้องถิ่น ส่งเสริมสินค้า OTOP เพอ่ื เป็นสนิ คา้ หลักทางการทอ่ งเที่ยวเชิงวัฒนธรรมท่ีสมบรู ณ์และยั่งยนื คาสาคัญ: แนวทาง; การพฒั นา; การทอ่ งเท่ียวเชิงวัฒนธรรม; จงั หวัดอทุ ัยธานี Corresponding Author: นางสาวนพรัตน์ ทรงสายชลชยั วิทยาลยั การจดั การ มหาวิทยาลยั พะเยา Email: [email protected]
GUIDELINES FOR THE DEVELOPMENT OF CULTURAL TOURISM, UTHAITHANI PROVINCE Nopparat Songsaichonchai, Pakamas Chairatana, and Chompunuch Jittithavorn College of Management, University of Phayao Abstract This research aims to 1. study cultural tourism destinations in Uthai Thani Province. 2. study the problems and obstacles of cultural tourism of Uthai Thani Province, and 3. find ways to develop cultural tourism of Uthai Thani Province. This research is a qualitative research, by using the method of interviewing a specific sample group of 17 people as follows; government agencies officials playing a role in promoting tourism, namely Tourism Authority of Thailand, Uthai Thani Provincial Office, Office of Tourism and Sports, Uthai Thani Province, Uthai Thani Provincial Administrative Organization, Uthai Thani City Municipality Office, Cultural Council of Uthai Thani Province; private agencies playing a role in promoting tourism including the Uthai Thani Province Chamber of Commerce, Uthai Thani Tourist Business Association, Operators Accommodation, food and beverage operators, entrepreneurs and souvenirs, tourist service boat operators, The community sector is the key player in a community leadership role or owner of community area which is the location of important cultural attractions in Uthai Thani Province. The tool used in this qualitative research was in-depth interviews. The questions used in the interview was structured. At the same time, the questions were adjusted to open up informed guidelines in response to research objectives. Qualitative data analysis method in depth interviews and semi – structured interview obtained from informants were brought to analyze the qualitative data by using content analysis techniques which is a descriptive analysis by systematically identifying the characteristics of the message. The research results were found that 1. Major Cultural tourism attractions in Uthai Thani Province included Wat Sangkas Ratanakiri (Wat Khao Sakae Krang), Wat Chantaram (Wat Tha Sung), Wat Uposatharam (Wat Bot), The way of life of the people of the Sakae Krang River Basin, Koh Thepo, Trok Rong ya walking street, Wat Tham Khao Wong, Karen Village Kaen Ma kood which were unique and reflected the lifestyle of the local people. 2. Problems and obstacles of cultural tourism in Uthai Thani Province resulted from slow economic growth, because the income in the community was less as a secondary city tourist attraction. There was no continuous and serious publicity. lack of support from related agencies, both public and private, and providing knowledge about the correct use of technology. There was a risk of natural disasters. The new generation did not inherit the local culture. 3. Guidelines for the development of cultural tourism in Uthai Thani Province
were found that it should by developed to be a city maintaining the local heritage, promoting the famous traditions of the tourist attractions to be unique in the province to create a point of interest, creating a culture that is unique and preferred by tourists, increasing public relations channels to be widespread and easy to access by cooperating with the government private sectors and local people, and promoting OTOP products to be the main product in cultural tourism that is rich and sustainable. Keywords: Guidelines, Development, Cultural tourism, Uthaithani Province Corresponding Author: Miss Nopparat Songsaichonchai College of Management University of Phayao Email: [email protected]
บทนา ปัจจุบันกระแสการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมเข้ามามีบทบาทมากขึ้นในอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวของ ประเทศไทย การส่งเสริมการสร้างภาพลกั ษณ์อันสวยงาม การรักษาขนบธรรมเนียมประเพณีของแหล่งท่องเท่ียว ภายในประเทศไทย และในปี พ.ศ. 2561 ได้รับการสนับสนุนจากกระทรวงการท่องเท่ียวและกีฬา กาหนดให้เป็น ปีท่องเที่ยววิถีไทย เก๋ไก๋อย่างยั่งยืน หรือ Amazing Thailand Tourism Year 2018 เพื่อเป็นการเน้นย้าให้การ ท่องเท่ียวเป็นอุตสาหกรรมที่เก้ือหนุนในส่วนของเศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรม ความม่ันคง รวมไปถึงการต่างประเทศ ซ่ึงเป็นอุตสาหกรรมท่ีต้องอาศัยความร่วมมือกันของทกุ ภาคส่วนเพ่ือนาไปสู่การเป็นแหลง่ ท่องเทีย่ วคุณภาพที่เจริญ เตบิ โตบนพ้นื ฐานของความเป็นไทยโดยนารายได้สปู่ ระชาชนทกุ ภาคส่วนอย่างย่งั ยนื (Ministry of Tourism and Sports, 2018) อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวถูกบรรจุความสาคัญไว้ในแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 12 (พ.ศ. 2560 - พ.ศ. 2564) มวี ิสยั ทัศน์ของแผนพัฒนาทม่ี ุง่ ส่กู ารเปล่ยี นผา่ นประเทศไทยจากประเทศทีม่ รี ายได้ปาน กลางไปสู่ประเทศท่ีมีรายได้สูง มีความมั่นคงและย่ังยืน สังคมอยู่ร่วมกัน อย่างมีความสุข และนาไปสู่การบรรลุ วสิ ัยทัศน์ระยะยาว “มนั่ คง ม่ังคั่งและย่ังยืน” และในด้านการท่องเทีย่ วในแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสงั คมแห่งชาติ ฯ กาหนดแนวทางพัฒนาด้านการปรับโครงสร้างการผลิตของภาคบริการ เร่งพัฒนาระบบคมนาคมขนส่งให้เกิด การเช่ือมโยงเป็นโครงข่าย การปรับปรุงแก้ไขกฎหมายที่เก่ียวข้องกับการท่องเท่ียวให้ครอบคลุมมีความทันสมัย และจัดทากฎหมายเพื่อยกระดบั มาตรฐานการท่องเท่ยี วของไทยสู่ระดับสากลและรองรับการพฒั นาการท่องเท่ียว ให้สามารถแข่งขันได้ในระดับนานาชาติ รวมถึงการควบคุมกิจกรรมการท่องเที่ยวและการส่งเสริมการท่องเที่ยว ต่าง ๆ การพัฒนาเชิงพ้ืนที่ในลักษณะกลุ่มคลัสเตอร์ท่องเท่ียวโดยสนับสนุนพ้ืนที่ท่ีมีความเช่ือมโยง ท้ังทาง กายภาพ วิถีชีวิต วัฒนธรรมท้องถ่ิน และกิจกรรมการท่องเที่ยว ตลอดจนส่งเสริมการสร้างความเชื่อมโยง ดา้ นการท่องเที่ยวในภูมภิ าคระดับอาเซียน (Office of the National Economics and Social Development Board, 2015) ท่ามกลางการแข่งขันของตลาดการท่องเทีย่ วท่ีสูงข้ึน กระแสการพัฒนาการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม จึงได้รับ ความสนใจท่ีเพ่ิมสงู ขึ้นด้วย เน่ืองจากแหล่งท่องเท่ียวและมรดกทางวัฒนธรรมของประเทศไทย มีความเป็นเอกลักษณ์ เฉพาะตัวและมีการถ่ายทอดมรดกทางวัฒนธรรมของประเทศไทย มีความเป็นเอกลักษณเ์ ฉพาะตัวและมีการถ่ายทอด มรดกทางวัฒนธรรมสืบเนื่องมาเป็นเวลานาน (Kanchana Sanglimsuwan, & Saranya Saenglimsuwan, 2012) นอกจากน้ี การทอ่ งเที่ยวทางวัฒนธรรม ยังเป็นวิธีการศึกษาประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมผ่านการเดินทาง ทอ่ งเที่ยว เป็นการทอ่ งเท่ียวที่เน้นการพัฒนาด้านภูมิปญั ญา สร้างสรรค์ เคารพต่อส่ิงแวดล้อม วัฒนธรรม ศักดศิ์ รี และวิถีชวี ิตผู้คน หรอื สามารถกล่าวได้อีกนัยหน่ึงว่า การทอ่ งเที่ยวทางวฒั นธรรม คือ การท่องเท่ียวเพื่อการเรียนรู้ ผู้อน่ื และย้อนกลับมามองตนเองอย่างเข้าใจความเกี่ยวพนั ของสิ่งตา่ ง ๆ ในโลกที่มีความเกยี่ วโยงพึง่ พาไมส่ ามารถ แยกออกจากกันได้ ช้ีให้เห็นว่า ส่วนประกอบทางวัฒนธรรมท่ีสามารถดึงดูดนักท่องเที่ยวในเชิงของการท่องเที่ยว ทางวัฒนธรรม ประกอบไปด้วยเรื่องราวทางประวัติศาสตร์ งานหัตถกรรม กิจกรรมทางประเพณี ภาษา อาหาร ศิลปะ ดนตรี ศาสนา สถาปัตยกรรมการศึกษา ลักษณะการแต่งกาย เทคโนโลยีของชุมชนท้องถิ่น และกิจกรรม ยามว่าง (Chanwit Kasetsiri, 1997)
การท่องเท่ียวเชิงวัฒนธรรม (Cultural and Traditional Tourism) เป็นการท่องเท่ียวท่ีมีวัตถุประสงค์ เพอื่ แสวงหาประสบการณใ์ หม่ ๆ อันประกอบด้วย การเรียนรู้ การสัมผัส การชนื่ ชมกับเอกลักษณค์ วามงดงามของ วฒั นธรรม คณุ ค่าทางประวัตศิ าสตร์ วิถชี วี ติ ความเป็นอยขู่ องกลุ่มชนอื่น ความแตกตา่ งทางวฒั นธรรมของชนต่าง สงั คม ไมว่ ่าจะเป็นด้านของศิลปะ สถาปัตยกรรม โบราณสถาน โบราณวัตถุ เร่ืองราว และคุณค่าทางประวตั ิศาสตร์ รูปแบบวิถีชีวิต ภาษา การแต่งกาย การบริโภค ความเช่ือ ศาสนา จารีตประเพณี ล้วนแต่เป็นสิ่งดึงดูดใจที่สาคัญ ชว่ ยกระตนุ้ ให้เกดิ การท่องเท่ียวเชงิ วฒั นธรรมขน้ึ ซง่ึ จะทาให้เกดิ การท่องเท่ยี วแบบยงั่ ยืนทตี่ อ้ งรับผิดชอบ ตอ่ ปจั จยั พืน้ ฐานทางวฒั นธรรม (Boonlert Jittangwattana, 2005) จังหวดั อุทัยธานี เป็นจังหวัดหนึ่งทม่ี ีแหล่งท่องเทยี่ วทีน่ ่าสนใจมากมาย เช่น ล่องเรือแม่น้าสะแกกรัง วัดท่าซุง หรือวัดจันทาราม วัดอุโปสถาราม วัดถ้าเขาวง ตรอกโรงยา เขาสะแกกรัง วัดผาท่ัง ศูนย์ผ้าทอลายโบราณบ้านผาทั่ง ถ้าพุหวาย ถ้าเขาพระยาพายเรือ บ้านกระเหร่ียงแก่นมะกรูด หุบป่าตาด ต้นไม้ยักษ์บ้านสะนา สะพานแขวน เกาะเทโพ เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้ง และน้าตกผาร่มเย็น สภาพพื้นท่ีของจังหวัดอุทัยธานี เป็นทิวเขา สูงสลับ ซับซ้อน เป็นป่า ภูเขาสูง และมีพ้ืนท่ีราบทางการเกษตร มีแม่น้าท่ีสาคัญ คือ แม่น้าสะแกกรัง ซ่ึงแยก ออกเป็นคลองแม่เร่ - แม่วง คลองขุมทรัพย์ คลองเพนียดน้อย คลองท่าโพ คลองอีเต่ิง เป็นต้น (Development Plan of Uthai Thani Province, 2018) จังหวัดอุทัยธานีเป็นเมืองที่มีสถานที่ท่องเท่ียวเชิงวัฒนธรรมที่น่าสนใจเป็นอย่างย่ิงในส่วนของการรักษา และดารงไว้ซึ่งสภาพแวดล้อม สังคม วัฒนธรรม ประเพณี และวิถีชีวิตความเป็นอยู่ของชุมชนในท้องถิ่น แต่ทั้งน้ี ยังไม่มีการส่งเสริมหรือพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวเหล่าน้ีให้เป็นท่ีรู้จักเท่าที่ควร ทาให้ผู้วิจัยมีความสนใจที่จะศึกษา การวิจัยในเรื่องแนวทางการพัฒนาการท่องเท่ียวเชิงวัฒนธรรม จังหวัดอุทัยธานี เพื่อให้ทราบถึงแหล่งท่องเท่ียว เชิงวัฒนธรรมภายในจังหวัดอุทัยธานี ปัญหาและอุปสรรคในการพัฒนาการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม เพ่ือให้ได้ ผลของการศึกษาเป็นแนวทางการพัฒนาการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม จังหวัดอุทัยธานี นาไปสู่การพัฒนาการ ท่องเท่ียวใหม้ ปี ระสทิ ธิภาพยงิ่ ขนึ้ ไปในอนาคต (Development Plan of Uthai Thani Province, 2018) วตั ถปุ ระสงค์ของการวจิ ัย 1. เพอื่ ศึกษาแหล่งท่องเที่ยวเชงิ วฒั นธรรม จงั หวดั อุทัยธานี 2. เพอื่ ศึกษาปัญหาและอปุ สรรคของการท่องเท่ียวเชงิ วฒั นธรรม จังหวดั อทุ ัยธานี 3. เพอ่ื เสนอแนวทางการพฒั นาการท่องเทย่ี วเชิงวฒั นธรรม จังหวัดอุทยั ธานี ขอบเขตของการวิจยั 1. ขอบเขตด้านพน้ื ที่ ผู้วิจัยได้กาหนดพื้นท่ีในการวิจัย คือ พื้นท่ีท้ัง 8 อาเภอ ในจังหวัดอุทัยธานี ได้แก่ ได้แก่ อาเภอเมือง อทุ ัยธานี อาเภอทพั ทัน อาเภอสว่างอารมณ์ อาเภอหนองฉาง อาเภอหนองขาหย่าง อาเภอบ้านไร่ อาเภอลานสัก และอาเภอหว้ ยคต 2. ขอบเขตด้านเนอ้ื หา ศึกษาแหล่งท่องเที่ยวภายในจังหวัดอุทัยธานี โดยใช้แบบสัมภาษณ์เชิงลึก (In - depth interview) โดย ผา่ นกระบวนการคิดวิเคราะห์ SWOT Analysis หาศักยภาพของพ้ืนท่ี 3. ขอบเขตด้านประชากรและกลุ่มตัวอย่างทใี่ ชใ้ นการวิจยั
ผู้ท่ีให้ขอ้ มูลหลกั ท่ีใช้ในการวจิ ัยเชิงคุณภาพ ได้แก่ ผู้แทนจากภาครัฐจานวน 7 คน โดยมีหนว่ ยงานการ ท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สานักงานจังหวัดอุทัยธานี สานักงานการท่องเที่ยวและกีฬา จังหวัดอุทัยธานี องค์การ บริหารส่วนจังหวัดอุทัยธานี สานักงานเทศบาลเมืองอุทัยธานี สภาวัฒนธรรมจังหวัดอุทัยธานี ผู้แทนจากภาคเอกชน จานวน 7 คน โดยมีหน่วยงานหอการค้าจังหวัดอุทัยธานี สมาคมธุรกิจท่องเท่ียวจังหวัดอุทัยธานี ผู้ประกอบการ ด้านที่พักแรม ผู้ประกอบการด้านร้านอาหารและเครื่องดื่ม ผู้ประกอบด้านสินค้าของที่ระลึก ผู้ประกอบการ ด้านเรือบริการนักท่องเที่ยว และผู้แทนชุมชนจานวน 3 คน ได้แก่ ผู้ท่ีมีส่วนสาคัญในบทบาทการเป็นผู้นาชุมชน หรือเจ้าของพ้ืนท่ีชุมชน อันเป็นท่ีต้ังของแหล่งท่องเท่ียวเชิงวัฒนธรรมสาคัญ จังหวัดอุทัยธานี รวมท้ังสิ้น 17 คน เป็นผใู้ หส้ มั ภาษณเ์ ร่อื งแนวทางการพัฒนาการท่องเทย่ี วเชิงวฒั นธรรม จงั หวดั อทุ ยั ธานี 4. ขอบเขตระยะเวลา ผ้วู ิจัยใช้เวลาในการลงพื้นท่ีเพื่อสัมภาษณ์ในหัวข้อเรอ่ื ง แนวทางการพฒั นาการทอ่ งเทีย่ วเชิงวัฒนธรรม จงั หวดั อทุ ยั ธานี ใชเ้ วลาในการลงพื้นทปี่ ระมาณ 2 เดอื น ตัง้ แต่เดอื น มถิ ุนายน - กรกฎาคม 2563 ประโยชนท์ ไ่ี ดร้ บั 1. หน่วยงานภาครัฐ เอกชน คนในชุมชน นาผลวิจัยด้านการพัฒนาการท่องเที่ยวในจังหวัดอุทัยธานี ไปพัฒนาการท่องเทยี่ วในรูปแบบตา่ ง ๆ ที่มคี วามหลากหลายได้อย่างเหมาะสม 2. ผู้มีสว่ นเก่ยี วขอ้ งในการทอ่ งเทยี่ ว เชน่ หน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน ผูน้ าชมุ ชน สามารถนาขอ้ มูลจาก การวิจยั ไปวางแผน พฒั นาแผนการทอ่ งเท่ยี วต่อในอนาคต กรอบแนวคิด ผู้มสี ว่ นได้สว่ นเสีย 1. ความคิดเห็นต่อการท่องเท่ียว การวิเคราะห์ แนวทางการพัฒนา ภาครัฐ เชิงวฒั นธรรม และสังเคราะห์ การทอ่ งเที่ยวเชิง ภาคเอกชน ขอ้ มลู SWOT วัฒนธรรม จังหวดั ผนู้ าชมุ ชน 2. ปัญหาและอุปสรรคในการ ท่องเที่ยว อทุ ยั ธานี 3. การพัฒนาการท่องเที่ยวเชิง วัฒนธรรม ภาพที่ 1 กรอบแนวคดิ ในการวิจยั วธิ ดี าเนินการวิจัย ประชากรและกลุ่มตวั อยา่ ง ผู้วิจัยได้คัดเลือกผู้ให้ข้อมูลสาคัญ (Key Informants) รวมจานวน 17 ราย (McMillan, & Schumacher, 1997) โดยใช้วิธีการเลือกกลุ่มตัวอย่างแบบเจาะจงเพ่ือให้ได้มาซึ่งข้อมูลท่ีแท้จริงจากตัวแทนความคิดเห็นของ ทุกภาคส่วน ทั้งระดับผู้บริหาร และระดับปฏบิ ตั ิการในพื้นท่ี ได้แก่ 1. ภาครัฐ ผู้แทนจากหน่วยงานรัฐที่เก่ียวข้องกับการท่องเท่ียว ได้แก่ สานักงานการท่องเท่ียวและกีฬา จังหวัด การท่องเท่ียวแห่งประเทศไทย สานักงานจังหวัดอุทัยธานี ประชาสัมพันธ์จังหวัด พัฒนาการจังหวัด อทุ ัยธานี สภาวัฒนธรรมจงั หวัดอทุ ยั ธานี องคก์ ารบรกิ ารสว่ นจังหวัด องค์การบริหารส่วนตาบล จานวน 7 คน
2. ภาคเอกชน ผู้แทนจากผู้ประกอบการท่องเที่ยวในจังหวัดอุทัยธานี ได้แก่ หอการค้าจังหวัด สมาคม ธุรกิจท่องเท่ียว ผู้ประกอบการธุรกิจโรงแรม ผู้ประกอบการด้านร้านอาหารและเครื่องด่ืม ผู้ประกอบด้านสินค้า ของท่รี ะลกึ ผปู้ ระกอบการด้านเรอื บริการนกั ท่องเทย่ี ว จานวน 7 คน 3. ผ้นู าชุมชน ผแู้ ทนจากกล่มุ ตา่ ง ๆ ทเี่ ก่ยี วข้องในชมุ ชน จานวน 3 คน เคร่อื งมือท่ใี ช้ในการวจิ ยั เชงิ คุณภาพ เคร่ืองมือที่ใช้ในการวิจัยเชิงคุณภาพครั้งนี้ คือ แบบสัมภาษณ์เชิงลึก (In - depth interview) แบบกึ่ง มีโครงสร้าง (Semi - structure) ผู้วิจัยได้สร้างข้ึนจากแนวคิด ทฤษฎี เอกสาร บทความวิชาการ และวิจัย ที่เก่ียวข้อง ซึ่งมีวิธกี ารหาคณุ ภาพของเครื่องมือโดยการตรวจสอบความเท่ียงตรงของเน้ือหา (Content validity) ว่ามขี อ้ คาถามที่มีเน้อื หาครอบคลุมและสามารถตอบวัตถุประสงค์ของการวิจยั ไดอ้ ย่างครบถว้ น การรวบรวมขอ้ มลู การวิจยั เชิงคุณภาพ การเก็บรวบรวมข้อมูลเบ้ืองต้นเกี่ยวกับประวัติความเป็นมา ทรัพยากรแหล่งท่องเท่ียว ขนบธรรมเนียม ประเพณี วัฒนธรรม วิถีชีวิต ความเป็นอยู่ของคนท้องถิ่นตลอดจนถึงการคมนาคมขนส่ง และการประกอบอาชีพ ของประชาชนในพ้นื ที่ จังหวัดอุทยั ธานี การเก็บข้อมูลโดยการลงพื้นท่ีจริง โดยการสัมภาษณ์แบบเจาะลึก เจ้าหน้าท่ีองค์กรภาครัฐ ภาคเอกชน และชุมชน โดยการจัดทาหนังสือจากมหาวิทยาลัยไปยังหน่วยงานที่เก่ียวข้องเพ่ือขออนุญาตในการนัดหมาย เข้าสัมภาษณ์ จดบันทึกข้อมูล และบันทึกเสียงระหว่างการสัมภาษณ์ ซึ่งเนื้อหาการสัมภาษณ์จะครอบคลุม ตามวัตถุประสงค์ทร่ี ะบุอยู่ในเครื่องมือที่ใช้เก็บรวบรวมข้อมูล ผู้วิจัยได้ใช้การสัมภาษณจ์ ากกลุ่มเป้าหมาย 3 กลุ่ม ได้แก่ เจ้าหน้าท่ีบุคลากรของภาครัฐ องค์กรภาคเอกชน และตัวแทนภาคชุมชน ท้ังน้ีข้อมูลท่ีได้ในแต่ละกลุ่มเป้าหมาย จะถูกนามาเชื่อมโยงเพื่อวิเคราะห์ ประมวลผลว่ามีความสอดคล้องหรือมีความขัดแย้งกันภายในและภายนอก ของกลุ่มเป้าหมายหรือไม่ ถ้ามีข้อมูลใดที่มีการขัดแย้งกันทางผู้วิจัยจะดาเนินการสัมภาษณ์เพิ่มเติมถึงประเด็น ดังกล่าวเพื่อให้ได้ถึงความถูกต้องของข้อมูลให้ได้มากท่ีสุด และนามาวิเคราะห์สภาพแวดล้อมทั้งภายนอก และ ภายใน (SWOT) โดยมขี อ้ คาถามหลัก คือ 1. ความคดิ เห็นต่อการท่องเท่ียวเชิงวฒั นธรรมภายในจงั หวดั อุทยั ธานี 1.1 แหล่งทอ่ งเท่ียวเชงิ วฒั นธรรมทสี่ าคัญของจงั หวัดอทุ ยั ธานี 1.2 สภาพแหล่งท่องเที่ยวด้านวัฒนธรรมภายในจังหวัดอุทัยธานี มีความแตกต่างจากแหล่ง ทอ่ งเที่ยวสถานท่อี ่นื หรือไม่ 1.3 ความสะดวกสบายในการเดินทางท่องเท่ียวภายในจังหวดั อทุ ยั ธานี 1.4 ความร่วมมอื ของชมุ ชนท้องถน่ิ ต่อแหลง่ ท่องเทยี่ วภายในจงั หวัดอทุ ยั ธานี 1.5 การประชาสัมพันธ์ให้ทราบถงึ แหล่งท่องเท่ียวเชิงวัฒนธรรม จงั หวดั อุทัยธานี 2. ปญั หาและอปุ สรรคในการทอ่ งเที่ยวภายในจังหวดั อุทัยธานี เปน็ อย่างไร 3. ท่านมขี อ้ เสนอแนะในการพฒั นาการท่องเท่ยี วเชงิ วฒั นธรรม ภายในจังหวดั อุทยั ธานี อยา่ งไร
การวเิ คราะห์ขอ้ มลู เชงิ คุณภาพ ผู้วิจัยนาข้อมูลการสัมภาษณ์เชิงลึก (In - depth interview) แบบก่ึงมีโครงสร้าง (Semi - structure) ที่ได้จากผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย มาวิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพโดยใช้เทคนคิ การวิเคราะห์เน้ือหา (Content analysis) ซึ่งเป็นการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงบรรยาย โดยการระบุคุณลักษณะเฉพาะของข้อความอย่างมีระบบ ท่ีมีการอ้างอิง กรอบแนวคิดทฤษฎี โดยมีวธิ กี าร 4 ขน้ั ตอน ดงั นี้ 1. กาหนดเกณฑค์ ัดเลือกเอกสาร เป็นการกาหนดใหช้ ดั เจนวา่ ผวู้ ิจัยคดั เลอื กเอกสารประเภทใด เพ่ือมา ทาการวิเคราะห์ โดยผู้วิจัยจะต้องต้ังกฎเกณฑ์ข้ึนมาเองในการคัดเลือกเอกสารและหัวข้อที่จะทาการวิเคราะห์ ให้ชัดเจน โดยในการวิจัยคร้ังน้ี เอกสารท่ีใช้ คือ บันทึกการสัมภาษณ์เชิงลึก (In - depth interview) แบบก่ึง มีโครงสร้าง (Semi - structure) จากกลมุ่ ตวั อย่าง 2. วางเค้าโครงการวิเคราะห์ เป็นการจัดระบบการจาแนกคา หรือข้อความในเนื้อหาสาระของเอกสาร บทความวิชาการ ซึ่งผู้วิจัยได้จัดระบบการจาแนกให้ชัดเจนว่าจะจาแนกโดยใช้คาหรือข้อความใดบ้าง ระบบการ จาแนกที่ชดั เจนนจี้ ะช่วยให้ผวู้ ิจยั สามารถท่ีจะนาเนอ้ื หาใดมาวเิ คราะห์ และจะตัดเนอ้ื หาใดออกไป 3. พิจารณาข้อมูลและเอกสาร เป็นการพิจารณาเกี่ยวกับลักษณะต่าง ๆ ของข้อมูลเอกสารท่ีจะนามา วเิ คราะห์ เพือ่ ให้การวิเคราะห์ข้อมูลเป็นไปอย่างถูกต้องมีความครอบคลุมมากที่สุด โดยลักษณะของข้อมูลท่ีพิจารณา ได้แก่ แหล่งที่มาของข้อมูล ช่วงเวลาในการบันทึกข้อมูล บุคคลท่ีผู้ให้ข้อมูลประสงคจ์ ะส่งข้อมูลถึง ซ่ึงลักษณะเหล่านี้ ของขอ้ มลู จะช่วยใหผ้ วู้ จิ ยั สามารถวเิ คราะหเ์ ช่ือมโยงอธิบายข้อมูลในเอกสารได้ดีข้นึ 4. การวิเคราะห์ข้อมูล เป็นการนับความถี่ของคาหรือข้อความท่ีจาแนกไว้ภายใต้ระบบการจาแนก ทก่ี าหนดไว้ หลงั จากนั้นก็ทาการวเิ คราะห์ เช่ือมโยง สรุป บรรยายข้อมูลทีจ่ าแนกได้และอ้างอิงไปสู่ข้อมูลทงั้ หมด ในเอกสารน้ัน ๆ ผลการวจิ ยั จากการวิเคราะห์สภาพแวดล้อมท้ังภายนอกและภายใน (SWOT) พบว่า จุดแข็ง (Strengths) คือ เอกลักษณ์ ของวัด ชุมชนเมือเกา่ และเรือนแพแม่น้าสะแกกรัง ท่บี ่งบอกถึงประวัติความเป็นมาของจังหวัดอุทยั ธานี มีวัฒนธรรม ท่ีเป็นเอกลักษณ์และทาให้คนรู้จักจังหวัดอุทัยธานีอีกท้ัง คือ ความสงบ การท่องเที่ยวอย่างเนิบช้า เหมาะแก่การ มาพักผ่อนหย่อนใจ มีความปลอดภัย ผู้คนอัธยาศัยดี ค่าครองชีพถูก ท่ีพักราคาไม่แพง อาหารการกินราคาถูก จดุ อ่อน (Weaknesses) คอื การขาดการประชาสัมพันธ์ในชอ่ งทางต่าง ๆ ไม่มีการวางแผนท่องเที่ยวให้กับนกั ท่องเที่ยว ท่ีมาท่องเท่ียวในจังหวัดอุทัยธานี ไม่ว่าจะเป็นป้ายแนะนา หรือแผ่นพับท่ียังมีน้อย อีกท้ังยังเป็นเมืองรองท่ียังไม่ ค่อยมีคนรู้จักว่ามีที่เที่ยวท่ีนิยมตรงไหน นอกจากนี้ยังขาดสิ่งอานวยความสะดวกต่าง ๆ ภายในแหล่งท่องเที่ยวให้กับ นักท่องเที่ยวด้วย ส่วนโอกาส (Opportunities) คือ สามารถเดินทางได้ง่าย ใช้เวลาจากกรุงเทพฯ ประมาณ 3 ช่ัวโมง ถนนเดินทางสะดวกสบาย อีกทั้งยังมีการท่องเที่ยวรูปแบบเชิงวัฒนธรรมที่หลากหลาย โดยในแต่ละชุมชนจะเปิด จะเปิดให้กับนักท่องเที่ยวได้เข้าไปศึกษาหาความรู้และเท่ียวชม นอกจากน้ีมีการประชาสัมพันธ์ทางสื่อออนไลน์ มากข้ึนกว่าแต่ก่อนมาก ทาให้นักท่องเที่ยวเริ่มใหค้ วามสนใจในการเดินทางมาท่องเที่ยว และอุปสรรค (Threats) คือ ขาดการชว่ ยเหลือและสนบั สนุนจากหนว่ ยงานทีเ่ ก่ียวขอ้ งภายในจงั หวัดอุทัยธานี นอกจากนีก้ ็ไม่มีการประชาสัมพนั ธ์ จึงทาใหแ้ หลง่ ท่องเท่ยี วตา่ ง ๆ ยังไมม่ ีการวางแผนได้ดเี ท่าที่ควรจะเป็น และจงั หวดั อุทัยธานี มีการเกดิ ภยั ธรรมชาติ
บ่อยครั้ง ไม่ว่าจะเป็นน้าท่วมและไฟไหม้ป่า ทาใหค้ นในพ้ืนที่ และพ้ืนที่ของแหล่งท่องเท่ียวได้รับผลกระทบ รวมถึง ทาให้นกั ท่องเท่ียวไม่กล้าทีจ่ ะเดนิ ทางมาท่องเทย่ี วด้วย อภิปรายผลการวจิ ัย ผู้วจิ ัยได้วิเคราะห์เนื้อหาจากบทสมั ภาษณ์ดงั ปรากฏบทสมั ภาษณต์ ามประเด็นความคิดเห็นของเจา้ หน้าที่ ภาครฐั ตอ่ การท่องเทยี่ วเชงิ วฒั นธรรมภายในจงั หวดั อุทัยธานี 1. แหล่งท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมภายในจังหวัดอทุ ัยธานีพบว่า ภายในจงั หวัดอุทัยธานีมีแหล่งท่องเท่ียวที่ หลากหลาย ตั้งแต่สถานทีท่ อ่ งเทยี่ วทางศาสนา เช่น วดั ท่าซุง วัดสงั กัสรัตนคีรี วัดโบสถ์ วัดถา้ เขาวง แตล่ ะสถานท่ี ยังคงความเป็นเอกลักษณ์ของสถานที่นน้ั ๆ เอาไว้อย่างไม่เส่อื มคลาย ท้ังที่สถานท่ีตา่ ง ๆ ได้มกี ารบูรณะซ่อมแซม แตก่ ็ยงั ความงดงามไว้เหมือนเดิม สถานท่ที ่องเท่ียวที่เกยี่ วขอ้ งกับขนบธรรมเนยี มประเพณี เช่น ประเพณตี ักบาตร เทโว ท่ีจัดข้ึนที่วัดสังกัสรัตนคีรี สถานที่ท่องเที่ยวที่เก่ียวกับธรรมชาติที่สะท้อนให้เห็นถึงวิถีชีวิตความเป็นอยู่ของ ชุมชนหรอื คนในทอ้ งถนิ่ เชน่ ตลาดเช้ารมิ แม่นา้ สะแกกรัง เส้นทางปน่ั จักรยานท่องเท่ียวธรรมชาติเกาะเทโพ ถนน คนเดินตรอกโรงยา อีกท้ังยังมีการพัฒนาหมู่บ้านต่างๆ ให้เข้าร่วมโครงการชุมชนท่องเที่ยว OTOP เพ่ือส่งเสริมให้ คนในชมุ ชนมีรายได้และพัฒนาแหล่งท่องเท่ียวอีกด้วย ซึ่งสอดคล้องหลักการของสานกั งานวฒั นธรรมจังหวัดอุทัยธานี (Uthai Thani Provincial Cultural Office, 2018a) กล่าวว่า การท่องเที่ยวภายในอาเภอเมือง จังหวัดอุทัยธานี แบ่งออกเป็น โบราณสถาน/โบราณวัตถุ ประกอบไปด้วย มณฑลแปดเหลี่ยม วัดอุโปสถาราม มณฑป พระพุทธ บาทจาลองบนยอดเขาสะแกกรัง หลวงพ่อพุทธมงคลศักดิส์ ิทธวิ์ ัดสังกัดรัตนครี ี ภาพจิตรกรรมฝาผนัง วัดพิชัย ปรุ ณาราม และพลับพลาอนุสาวรีย์สมเด็จพระปฐมบรมมหาชนกนาถบนยอดเขาสะแกกรัง ส่วนสถานท่ีท่องเท่ียว ประกอบ ไปด้วย วัดจันทราราม (วัดท่าซุง) ยอดเขาสะแกกรัง แม่น้าสะแกกรัง ถนนคนเดินตรอกโรงยา แหล่ง ทอ่ งเทยี่ วธรรมชาตเิ กาะเทโพ และพพิ ิธภัณฑ์ประวัตศิ าสตร์และวัฒนธรรมท้องถน่ิ จงั หวดั อทุ ยั ธานี 2. สภาพแหล่งท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมภายในจังหวัดอุทัยธานีพบว่า จังหวัดอุทยั ธานี มีความแตกต่างจาก แหล่งท่องเท่ียวของสถานท่ีอื่น คือ มีความคงเอกลักษณ์และด้ังเดิมอย่างแท้จริง โดยมีความลงตัวของ การท่องเที่ยวทางวัฒนธรรมที่มีชื่อเสียงไม่ว่าจะเป็นวัดต่าง ๆ วิถีชีวิตชาวแพลุ่มแม่น้าสะแกกรัง กิจกรรม ขนบธรรมเนียมประเพณีต่าง ๆ นอกจากนีส้ ถานที่ท่องเที่ยวยังอยู่ใกล้กรุงเทพฯ การเดินทางคมนาคมสะดวกสบายเป็น ที่สนใจของนักท่องเที่ยวที่สนใจในการท่องเท่ียวเมืองรอง เน้นการพักผ่อน การท่องเที่ยวแบบไม่เร่งรีบ ซึ่งสอดคล้องหลักการของ สานักงานวัฒนธรรมจังหวัดอุทัยธานี (Uthai Thani Provincial Cultural Office, 2018b) กล่าววา่ ประเพณีงานตักบาตรเทโว วดั สังกสั รัตคีรีเป็นประเพณีสาคัญในวันออกพรรษาของชาวอุทัยธานี ซึ่งจะจัดขึ้น ในวันแรม 1 ค่า เดือน 11 พระสงฆ์ประมาณ 200 - 300 รูป จะเดินลงบันไดจากยอดเขาสะแกกรัง นาดว้ ยพระพุทธรปู ปางเสด็จจากดาวดงึ ส์ ลงมารับบิณฑบาตข้าวสารจากพทุ ธศาสนกิ ชนท่ีลานวดั โดยสมมติมณฑป บนยอดเขาสะแกกรงั เป็น \"สริ ิมหามายากฏู คาร\" ทพี่ ระพุทธเจา้ ทรงเทศนาโปรดมารดา แล้วเสด็จกลับสโู่ ลกมนุษย์ ลงบันได 449 ขัน้ ซ่งึ ถือเปน็ บันไดแกว้ ส่กู สั นคร คอื บรเิ วณวดั สังกัสรัตนครี ี 3. ความสะดวกสบายในการท่องเที่ยวพบว่า การคมนาคม การเดินทางสะดวกสบาย ถนนหนทางดี แต่ถ้าการบริการรถสาธารณะมีน้อย ในตลาดมีการบริการเป็นรถสองแถว รถสามล้อ รถรับจ้างในการให้บริการ ไม่ค่อยมี ส่วนมากนักท่องเท่ียวจะขับรถยนต์ส่วนตัวมาท่องเที่ยวเอง แต่โดยรวมด้านการบริการเพียงพอต่อ จานวนของนักท่องเทย่ี วและมีการบริการทเ่ี ป็นกนั เองส่งผลใหน้ ักท่องเท่ียวเกิดความประทบั ใจ นอกจากน้ที ีพ่ ักตา่ ง ๆ
มรี าคาไม่สูง สะอาด และมีความเป็นกนั เองในการบริการต่อนักท่องเท่ยี ว ซึ่งสอดคลอ้ งหลกั การของการท่องเท่ียว แห่งประเทศไทย (Tourism Authority of Thailand, 2018) ได้นาเสนอที่มีองค์ประกอบของการท่องเที่ยว กล่าวว่า บริการการท่องเที่ยว บริการท่ีรับรองการท่องเท่ียวเป็นอุปทานประเภทหนึ่ง ซ่ึงไม่ได้เป็นจุดหมาย ปลายทางของนักท่องเที่ยว แต่เป็นบริการที่รองรับความสะดวกสบายและความบันเทิงแก่นักท่องเที่ยว ซ่ึงใน บางโอกาสอาจเป็นตัวดึงดูดใจได้เช่นกัน การบริการการท่องเที่ยวท่ีสาคัญ ได้แก่ ที่พัก อาหาร แหล่งจาหน่าย สินค้า แหล่งบันเทิง แหล่งกิจกรรม และบริการอ่ืน ๆ ท้ังน้ี รวมถึงโครงสร้างพื้นฐานและสิ่งอานวยความสะดวก ท่จี าเปน็ อน่ื ๆ ดว้ ย 4. ความร่วมมือของชุมชนท้องถิ่นต่อแหล่งท่องเที่ยวพบว่า ใช้ประชาชนเป็นตัวขับเคลื่อน โดยต้องการ ท่ีจะธารงความเป็นวิถีชีวิตของคนในชุมชนและเอกลักษณ์ของจังหวัดอุทัยธานีไว้ และได้รับการสนับสนุนและ ความร่วมมือจากภาครัฐที่จัดต้ังโครงการชุมชนท่องเท่ียว OTOP นวัตวิถี เพ่ือให้ประชาชนได้เข้ามามีส่วนร่วมอย่าง แทจ้ รงิ โดยการใช้ประโยชน์จากพน้ื ทีแ่ หล่งท่องเท่ียว เพ่ิมรายไดแ้ ละส่งเสรมิ อาชีพท่ีส่งผลชัดเจน คือ อาเภอเมือง และอาเภอบ้านไร่ จังหวัดอุทัยธานี ได้ข้ึนชื่อว่าเป็นเมืองที่คนในชุมชนมีความเป็นกันเองต่อนักท่องเที่ยว ทาให้ ภาพลักษณ์โดยรวมของจังหวัดอุทัยธานีมีการประชาสัมพนั ธ์ไปอย่างแพร่หลาย ซ่ึงสอดคล้องหลักการของ อรวรรณ เกิดจันทร์ (Orawan Kerdchan, 2014) ได้เสนอหลักการในการท่องเที่ยวแบบย่ังยืน จะต้องดูแล และพัฒนา ทรัพยากรธรรมชาติ (Maintaining Diversity) เป็นการช่วยเหลือของคนในพื้นท่ีที่จะให้ความร่วมมือในการดูแล และช่วยกนั รกั ษาทรัพยากรธรรมชาติ 5. การประชาสัมพันธ์ให้ทราบถึงแหล่งท่องเท่ียวเชิงวัฒนธรรมภายในจังหวัดอุทัยธานีพบว่า ในขณะน้ี เนน้ การประชาสัมพันธ์ผ่านสอ่ื โซเชียลเป็นส่วนใหญ่ เพราะสมัยน้ีเทคโนโลยีผ่านอินเตอร์เนตไม่ได้ใช้ตน้ ทุนสงู และ สามารถตอบโจทย์ผู้ใช้งานได้อย่างรวดเร็ว อีกท้ังยังสามารถอธิบายความลงตัวของแหล่งท่องเท่ียวแบบหลากหลาย ซ่ึงตรงนี้เป็นมนต์เสน่ห์ตัวหน่ึงที่ทาให้นักท่องเท่ียวมาเท่ียวอุทัยธานีเพ่ิมขึ้นเร่ือย ๆ และยังมีการเข้าร่วมโครงการ ต่าง ๆ ในการประชาสัมพันธ์เพิ่มมากขึ้น เช่น การออกบูธเก่ียวการส่งเสริมการท่องเที่ยวเมืองรอง หรือของดี ของจังหวดั อุทัยธานี เพื่อเพิม่ ช่องทางในการประชาสัมพันธ์อีกด้วย ซ่ึงสอดคลอ้ งหลกั การของ สจุ ิตราภา พันธ์วิไล และ ธีรเทพ ชนไมตรี (Suchitrapa Punwilai, & Teerathep Chonmaitree, 2007) ที่ได้กล่าวไว้ว่า กระบวนการใน การบริหารและการจัดการการทอ่ งเทย่ี วน้ัน จะต้องคานงึ ถงึ ภาพรวมของแหลง่ ท่องเทย่ี ว การจดั การการท่องเทยี่ ว ที่สอดคล้องกับแหล่งท่องเท่ียวนน้ั ไม่ว่าจะเป็นการประชาสัมพันธ์ การปรับปรุงแหล่งท่องเท่ยี วให้มีสภาพแวดล้อม ที่ดี รวมไปถึงการรักษาความปลอดภัยใหแ้ ก่นักท่องเท่ียวท่ีเดินทางมาท่องเท่ียวในสถานท่ีน้ัน ๆ เพ่ือทาให้นกั ท่องเท่ียว เกดิ ความประทับใจและต้องการที่จะเดินทางกลบั มาท่องเทยี่ วซา้ เพ่ือเพ่ิมรายได้ใหแ้ ก่แหลง่ ท่องเทีย่ ว 6. ปญั หาและอุปสรรคในการท่องเที่ยวภายในจงั หวัดอุทัยธานพี บว่า เปน็ เมอื งรองหรอื เป็นเมืองปิดยังไม่ มีคนรู้จักเท่าไหร่ และบางคนไม่รู้จักสถานที่ท่องเท่ียวรวมไปถึงการขาดการโฆษณาประชาสัมพันธ์อย่างต่อเน่ือง และชัดเจน คนในชุมชนยังคงความเป็นธรรมชาติและด้ังเดิม ทาให้ขาดความรู้ความเข้าใจในการที่จะช่วยกัน ประชาสมั พนั ธ์ อกี ทั้งสภาพพน้ื ทข่ี องจังหวดั อทุ ัยธานี สว่ นใหญ่เปน็ ทีล่ มุ่ นา้ ติดกับแมน่ า้ สายหลกั เปน็ สาคัญ ทาให้ ในช่วงฤดูฝนมีโอกาสนา้ ท่วมเป็นอย่างมาก ทาให้ส่งผลกระทบต่อการท่องเท่ียวของจังหวัดอุทัยธานี ซึง่ สอดคล้อง หลักการของ Kikeri, Nellis, & Shirley (1992) ได้นาเสนอหลักการจัดการท่องเท่ียวแบบย่ังยืน กล่าวว่า อนุรักษ์ และใช้ทรัพยากรอย่างพอดี หมายถึง ผู้ที่มีหน้าท่ีดูแล รับผิดชอบการพัฒนาเกี่ยวกับการท่องเที่ยวต้องมีวิธีการ
บริหารจัดการการใช้ทรัพยากรจากธรรมและวัฒนธรรมท่ีมีอยู่ให้เพียงพอประหยัดและมีประสิทธิภาพอย่างที่สุด อีกทั้งยังต้องคานึงถึงคุณค่าของทรัพยากรเหล่าน้ันท่ีมีปัจจัยสาคัญประกอบอยู่ด้วย การพัฒนาน้ันยังต้องคง ความเป็นเอกลักษณ์เดิมไว้ให้มากที่สุดและเกิดผลกระทบน้อยที่สุด โดยใช้ภูมิปัญญาพื้นบ้านประยุกต์กับ เทคโนโลยีใหม่ ๆ การใช้ทรพั ยากรอยา่ งเหมาะสมสามารถทาใหธ้ ุรกจิ น้นั ยนื ยาวได้ 7. ข้อเสนอแนะในการพัฒนาการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมภายในจังหวัดอุทัยธานีพบว่า ต้องการให้จังหวัด อุทัยธานีเป็นเมืองท่ีรักษาความเป็นมรดกของตัวเองไว้ ยังคงความเป็นความด้ังเดิมของตนเองไว้ ไม่ต้องการ ความทันสมัยแต่ก็ไม่ล้าหลัง และพยายามจะพัฒนาเป็นการท่องเท่ียวที่คงทนหรือย่ังยืนเพื่อคงความ เปน็ เอกลักษณข์ องจังหวัดอุทยั ธานไี วอ้ ย่างสมบูรณ์ ผู้วิจัยได้วิเคราะห์เนื้อหาจากบทสัมภาษณ์ ดังปรากฏบทสัมภาษณ์ตามประเด็นความคิดเห็นของ กลุม่ องคก์ รภาคเอกชนต่อการทอ่ งเทีย่ วเชิงวัฒนธรรมภายในจังหวัดอุทยั ธานี 1. แหล่งท่องเท่ียวภายในจังหวัดอุทัยธานีพบว่า แหลง่ ท่องเท่ียวส่วนใหญ่จะเป็นแหล่งท่องเท่ียวท่ีเก่ียวกับ วัดเน้นการคงความเป็นเอกลักษณ์ดั้งเดิมไว้ทั้งที่มีการบูรณะซ่อมแซม เช่น วัดสังกัสรัตนคีรี วัดอุโปสถาราม วัดถ้าเขาวง แหล่งท่องเท่ียวที่เน้นวิถีชีวิตความเป็นอยู่ของชุมชน เช่น ตลาดเช้าริมน้าสะแกกรัง เรือนแพลุ่มน้า สะแกกรัง ถนนคนเดินตรอกโรงยา การปั่นจักรยานที่เกาะเทโพ ท่ีเร่ิมมีการพัฒนาให้เป็นแหล่งท่องเท่ยี วแบบใหม่ เพ่ือดึงดูดนักท่องเที่ยว ส่งผลให้เห็นว่าแหล่งท่องเที่ยวในจังหวัดอุทัยธานี เป็นแหล่งท่องเท่ียวท่ีหลากหลายสามารถ ตอบโจทย์ของนักท่องเที่ยวได้ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มผู้สูงอายุ ครอบครัว หรือแม้แต่วัยรุ่น ซึ่งสอดคล้องหลักการของ ฐิตาภา บารุงศิลป์ (Thitapa Bamrungsil, 2016) ทาการศึกษาเก่ียวกับรูปแบบการท่องเท่ียวเชิงสร้างสรรค์เพื่อ การอนุรักษ์วัฒนธรรมของกลุ่มชาติพันธ์ุในจังหวัดศรีสะเกษพบว่า ความคิดเห็นของชุมชนและผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง ต่อแนวทางการพัฒนาการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์โดยรวม 6 ด้าน อยู่ในระดับมากท่ีสุด โดยมีความคิดเห็นต่อ แนวทางการพัฒนาด้านการอนุรักษ์มากท่ีสุดส่วนความต้องการของชุมชนต่อแนวทางการพัฒนาการท่องเที่ยว เชิงสร้างสรรค์พบว่า ชุมชนมีความต้องการต่อแนวทางการพัฒนาการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์ในด้านการจัดการ และด้านการเขา้ ถึงพน้ื ทมี่ ากท่ีสุด 2. สภาพแหลง่ ท่องเที่ยวดา้ นวัฒนธรรมภายในจังหวดั อุทัยธานีพบว่า แตล่ ะแหล่งท่องเที่ยวนั้นมีความเป็น เอกลักษณ์ท่ีนามาเป็นจุดเด่น ๆ ของแหล่งท่องเที่ยวอย่างลงตัว และการดึงจุดเด่นนั้น ๆ ออกมาทาให้จังหวัดนี้ เกิดมนต์เสน่ห์ที่ไม่เหมือนใคร ใครได้ลองมาสัมผัสแล้วก็ต้องกลับมาอีก บางแหล่งท่องเท่ียวไม่ได้ชูความเป็นสมัยใหม่ ท่จี บั ต้องได้ แตเ่ นน้ ไปในด้านการทาอย่างไรใหแ้ หล่งท่องเท่ียวน้ัน ๆ ยังคงความเปน็ เอกลักษณ์ของแหล่งท่องเที่ยว นั้นโดยไม่ทาลายส่ิงท่ีมีอยู่มากท่ีสุดเพราะส่ิงน้ันเองทาให้แหล่งท่องเท่ียวของจังหวัดอุทัยธานี แตกต่างจากท่ีอื่น อย่างสิ้นเชิง ซ่ึงสอดคล้องหลักการของสานักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (National Office of Buddhism, 2018) จังหวัดอุทัยธานีเป็นจังหวัดเล็กจังหวัดหนึ่งในภาคเหนือต้ังอยู่ในเขตภาคเหนือตอนล่างของประเทศไทย พื้นท่ีส่วนใหญ่เป็นป่าและและภูเขาสูงสภาพป่าไม้อุดมสมบูรณ์ มีพื้นที่ประมาณ 6,730 ตารางกิโลเมตร สภาพ ป่าไม้ของจังหวัดอุทัยธานีอุดมสมบูรณ์มีความหลากหลายทางธรรมชาติจนทาให้เขตรักษาพันธ์ุห้วยขาแข้งได้รับ การขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก อีกทั้งยังมีหลักฐานทางด้านประวัติศาสตร์ของกรมศิลปากรยืนยันไว้ว่า เป็นท่ีอยู่ อาศัยของมนุษย์ก่อนประวัติศาสตร์ เมื่อประมาณ 3,000 ปี มาแล้ว โดยพบหลักฐานยืนยันในหลายพ้ืนท่ี เช่น โครงกระดกู เครื่องมอื หินกะเทาะจากหินกรวด และภาพเขียนสมัยก่อนประวัตศิ าสตรเ์ ขาปลารา้ เปน็ ต้น
3. ความสะดวกสบายในการเดินทางท่องเที่ยวภายในจังหวัดอุทัยธานีพบว่า ครอบคลมุ ต้ังแต่การเดนิ ทาง การบริการ ท่ีพัก ร้านอาหาร ความใส่ใจของชุมชน ซึ่งอาจจะไม่ได้ดีท้ังหมด แต่ก็สามารถเห็นภาพชัดได้ว่าคนใน ชมุ ชนต้องการท่ีจะดแู ลหรอื บรกิ ารให้นกั ท่องเท่ียวท่ีเดินทางเขา้ มาท่องเท่ียวได้มีความรู้สึกประทับใจต่อการท่องเทย่ี ว ในครั้งน้ี ถนนหนทาง ร้านอาหาร อาจจะซับซ้อนแต่ก็ไม่ยากที่จะเดินทางหรือกล่าวได้ว่า ไม่ได้เป็นอุปสรรคใหญ่ ทท่ี าให้สง่ ผลใหเ้ กดิ ความไมป่ ระทับใจ อาจเปน็ การส่งผลดใี ห้นักทอ่ งเที่ยวไดส้ มั ผัสกบั คนในชมุ ชนมากขึ้น ซง่ึ สอดคล้องหลักการของ อานนท์ สีดาเพ็ง (Anon Sidapheng, 2016) จาแนกองคป์ ระกอบของการท่องเที่ยวออกเป็น 5 ประเภท 1. การเข้าถึงสถานท่ีท่องเทีย่ ว (Accessibility) ไดแ้ ก่ สงิ่ อานวยสะดวกในการเดนิ ทาง เชน่ การเดนิ ทาง ด้วยเครื่องบิน รถไฟ รถยนต์สว่ นตัวรถโดยสาร และเรอื 2. ท่อี ยู่อาศัยระหว่างการทอ่ งเท่ยี ว (Accommodation) คือ สถานท่ีที่จัดให้นักท่องเที่ยวเข้าไปใช้บริการ เช่น โรงแรม บ้านพัก รีสอร์ท และสถานที่พักที่จัดให้นักเท่ียวต่าง ๆ 3. แหล่งท่องเที่ยว (Attractions) นับเป็นองค์ประกอบท่ีมีความสาคัญสูงสุดของการ เดินทางเพราะเป็นจุด ดึงดูดให้นักท่องเที่ยวเดินทางมาท่องเที่ยวแหล่งท่องเท่ียวอาจเป็นแหล่งธรรมชาติท่ีมี ความโดดเด่น 4. กิจกรรมการท่องเท่ียว (Activities) และกิจกรรมนันทนาการ (Tourist activities และ Recreational activities) ถอื ได้ว่าเป็นองค์ประกอบที่สาคัญ เพราะการท่องเท่ียวไม่ได้หมายถึง การเดินทางไปชมความงดงามของธรรมชาติ หรือการเที่ยวชมสถานที่ต่าง ๆ ที่เป็นโบราณสถานเท่านั้น ยังรวมไปถึงการท่ีนักท่องเที่ยวได้มีโอกาสทากิจกรรม ต่าง ๆ ร่วมด้วย 5. รา้ นค้าทใี่ หบ้ ริการนกั ทอ่ งเที่ยว (Ancillary) เชน่ รา้ นอาหาร ร้านขายของท่ีระลึก ร้านค้า ห้อง สุขา เปน็ ตน้ 4. ความรว่ มมือของชมุ ชนท้องถ่ินต่อแหล่งท่องเทีย่ วภายในจังหวัดอุทัยธานีพบว่า ชุมชนท้องถน่ิ มสี ่วนร่วม ค่อนข้างดี อาจจะขาดความรู้ความเข้าใจ แต่ถือเป็นมนต์เสน่ห์หรือเป็นจุดขายของแหล่งท่องเที่ยวนั้น ๆ ภาครัฐ และภาคเอกชนเข้ามาร่วมปลูกฝังให้คนในชุมชนได้มีโอกาสแสดงความคิดเห็นว่าจะช่วยพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวต่าง ๆ อย่างไรให้สามารถดึงดูดนักท่องเท่ียวได้ในระยะยาว ซึ่งสอดคล้องหลักการของ อรวรรณ เกิดจันทร์ (Orawan Kerdchan, 2014) ได้เสนอหลักการในการท่องเที่ยวแบบยั่งยืน จะตอ้ งการประสานความร่วมมือระหว่างผูป้ ระกอบการ ประชาชนท้องถ่ิน องค์กร และสถาบันที่เก่ียวข้อง (Consulting Stakeholders and the Public) เพ่ือลดข้อ ขดั แย้ง และร่วมแกป้ ญั หา 5. การประชาสัมพันธ์ให้ทราบถึงแหล่งท่องเท่ียวเชิงวัฒนธรรม ภายในจังหวัดอุทัยธานีพบว่า มีค่อนข้างน้อย แต่ก็ดีข้ึนมากกว่าสมัยกอ่ นและยงั มีการพยายามประชาสัมพันธ์ให้มากข้ึนโดยการรวมตัวของหน่วยงานหลายภาค สว่ นตลอดจนคนในชมุ ชนเอง โดยเนน้ การใชส้ ่อื ออนไลน์เปน็ ตวั ผลักดัน เนือ่ งจากสอ่ื ชนดิ นเี้ ข้าถงึ ไดง้ า่ ย หน่วยงาน ต่าง ๆ สามารถจดั ทาได้ แต่ก็ยังคงการประชาสัมพันธ์แบบเดิม คือ การทาปา้ ยประกาศตา่ งๆ เพื่อเจาะกลุ่มบางกลุ่ม ท่ีไม่ได้ใช้อินเตอร์เน็ต ซึ่งสอดคล้องหลักการของ สุจิตราภา พันธ์วิไล และธีรเทพ ชนไมตรี (Suchitrapa Punwilai, & Teerathep Chonmaitree, 2007) ที่ไดก้ ลา่ วไวว้ า่ กระบวนการในการบริหารและการจัดการการทอ่ งเทีย่ วน้ัน จะต้องคานึงถึงภาพรวมของแหล่งท่องเท่ียว การจัดการการท่องเท่ียวท่ีสอดคล้องกับแหล่งท่องเที่ยวนั้น ไม่ว่าจะ เป็นการประชาสัมพันธ์การปรับปรุงแหล่งท่องเท่ียวให้มีสภาพแวดล้อมที่ดี รวมไปถึงการรักษาความปลอดภัย ให้แก่นักทอ่ งเท่ยี วท่ีเดินทางมาท่องเท่ยี วในสถานท่ีนั้น ๆ เพ่ือทาให้นักท่องเท่ียวเกิดความประทับใจและต้องการที่ จะเดินทางกลบั มาท่องเทีย่ วซ้าเพอ่ื เพม่ิ รายได้ให้แกแ่ หล่งท่องเทยี่ วน้นั ๆ
6. ปัญหาและอุปสรรคในการท่องเทีย่ วภายในจังหวัดอุทัยธานีพบว่า การประชาสัมพนั ธท์ ี่ไม่ต่อเนื่องของ หน่วยงานต่าง ๆ การแยกกันบริหารจัดการท่ีไม่ได้เป็นไปในทิศทางเดียวกันส่งผลต่อภาพรวม ผู้ประกอบการจาก หลาย ๆ ภาคสว่ นยงั ไม่ไดม้ ีความคดิ ไปในทิศทางเดียวกนั แต่เนื่องดว้ ยจงั หวดั อุทยั ธานี มคี วามเปน็ เอกลักษณ์และ คนในชุมชนรวมถึงผู้ประกอบการมีเป้าหมายเดียวกัน จึงทาให้สามารถทามาแก้ไขจุดบกพร่องตรงน้ีได้ ซึ่งสอดคล้อง หลักการของ กชศร จิราภิรมย์กร (Kotchasorn Chirapiromkorn, 2016) ทาการศึกษาเกี่ยวกับปัจจัยทางการตลาด ที่มีอทิ ธพิ ลต่อการตัดสินใจเลือกท่องเท่ียวเชิงนิเวศของนักท่องเทีย่ ว: กรณีศึกษาหมูบ่ ้านแมก่ าปอง อาเภอแม่ออน จงั หวดั เชียงใหม่พบว่า ปัญหาและอุปสรรคดา้ นการส่งเสริมการตลาดระดบั ปานกลาง และใหค้ วามสาคัญกับปัญหา และอุปสรรคในด้านผลิตภัณฑ์ ลักษณะทางกายภาพ ราคา ปญั หา สถานท่ี กระบวนการ และบุคลากรในระดบั นอ้ ย ผลการทดสอบสมมุติฐานพบวา่ ปัจจัยส่วนบุคคลจาแนกตามอายุของนกั ท่องเทยี่ วมีผลต่อการตัดสนิ ใจเลอื กท่องเท่ียว เชิงนิเวศแตกต่างกัน ในด้านผลิตภัณฑ์และด้านราคา คือ มีจัดเตรียมยาสามัญประจาบ้านท่ีอยู่ในสภาพใช้งานได้ การจดั เวรยามดูแลเพื่อรักษาความปลอดภยั ชนิดของอาหาร และการประกอบอาหาร น้าดื่มและน้าใชม้ ีความสะอาด สถานท่ีรับประทานอาหารมีความสะอาด มีบ้านหรือศูนย์รวมที่แสดงถึงวัฒนธรรมดังเดิม และมีผลิตภัณฑ์จากชุมชน แต่เม่ือจาแนกตามรายได้พบว่า ในด้านผลิตภัณฑ์และด้านราคามีผลต่อการตัดสินใจเลือกท่องเที่ยวเชิงนิเวศ แตกต่างกันคือ บริการที่พักราคามีความเหมาะสมในการให้บริการกิจกรรมต่าง ๆ มีราคาเหมาะสมในการให้บริการ เช่น บริการมคั คเุ ทศกน์ าเท่ยี ว กจิ กรรมอ่ืน ๆ 7.ข้อเสนอแนะในการพัฒนาการท่องเท่ียวเชิงวัฒนธรรม ภายในจังหวัดอุทัยธานี พบว่า ควรรักษา ขนบธรรมเนียมประเพณีท่ีเป็นเอกลักษณ์ของจังหวัดเอาไว้ มีการอบรมบุคลากรทุก ๆ ภาคส่วนไม่ว่าจะเป็น ผปู้ ระกอบการร้านค้า ที่พกั เจา้ หน้าท่ีทีใ่ หข้ ้อมูล คานึงถึงความสะดวกสบายของนักทอ่ งเทย่ี วเปน็ สาคัญ ปรบั ปรุง ดูแลแหลง่ ท่องเทยี่ วให้สวยงามแต่คงความเอกลักษณ์ไว้คงเดิม อีกทั้งยังต้องการความร่วมมือระหว่างรฐั และเอกชน เพื่อชว่ ยกนั พัฒนาให้เป็นแหล่งทอ่ งเทยี่ วทางวัฒนธรรมทีส่ วยงามและยงั่ ยนื ผวู้ ิจัยได้วิเคราะห์เนื้อหาจากบทสัมภาษณ์ดังปรากฏบทสัมภาษณ์ตามประเด็นความคิดเหน็ ของภาคชุมชน ต่อการท่องเทีย่ วเชิงวฒั นธรรมในจงั หวัดอทุ ัยธานี 1. แหล่งทอ่ งเที่ยวภายในจังหวดั อุทัยธานีพบว่า แหล่งท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมของจังหวัดอุทัยธานี ท่ีสาคัญ มีมากมาย เช่น ชุมชนเมืองเก่าริมแม่น้าสะแกกรัง หมู่บ้านกระเหร่ียงแก่นมะกรูด และวัดวาอารามต่าง ๆ รวมถึง สินค้า OTOP ไม่ว่าจะเป็นผ้าทอลาวเวียง ลาวครั่งที่อาเภอบ้านไร่ ซึ่งสะท้อนความเป็นวัฒนธรรมท้องถิ่นท่ีล้าค่า และไม่เหมือนใคร ซ่ึงสอดคล้องกับหลักการของ สานักงานวัฒนธรรมจังหวัดอุทัยธานี (Uthai Thani Provincial Cultural Office, 2018a) กล่าววา่ สถานท่ีท่องเทยี่ ว ประกอบด้วย 1. วดั จนั ทราราม (วดั ท่าซุง) 2. ยอดเขาสะแก กรัง 3. ลาน้าสะแกกรัง 4. ถนนคนเดินตรอกโรงยา 5. แหล่งท่องเท่ียวธรรมชาติเกาะเทโพ 6. พิพิธภัณฑ์ ประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมทอ้ งถ่นิ จังหวัดอทุ ัยธานี 2. สภาพแหล่งท่องเที่ยวด้านวัฒนธรรมภายในจังหวัดอุทัยธานีพบว่า แหล่งท่องเที่ยวส่วนใหญเ่ ป็นแหล่ง ท่องเท่ียวท่ียังคงรักษาความเป็นเอกลักษณ์ของสถานท่ีน้ัน สะท้อนให้เห็นถึงความเป็นวิถีชีวิตของชุมชนท่ียังคง ปฏิบัติกันมายาวนาน อีกท้ังแต่ละสถานที่ยังมีเรื่องเล่า มีเอกลักษณ์ท่ีไม่เหมือนใครอีกด้วย ซ่ึงสอดคล้องหลักการ ของกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา (Ministry of Tourism and Sports, 2019) อธิบายว่า จังหวัดอุทัยธานี จงึ ถือไดว้ ่าเป็นจงั หวัดที่มแี หล่งทอ่ งเท่ยี วต่าง ๆ อยมู่ ากมายท่ัวทงั้ จังหวดั ไมว่ า่ จะเปน็ แหลง่ ทอ่ งเที่ยวทางธรรมชาติ
ทางศิลปวัฒนธรรมขนบธรรมเนียมประเพณี และวิถีชีวิตความเป็นอยู่ของคนในชุมชนต่าง ๆ ภายในจังหวัด อีกท้ังตัวเมืองอุทัยธานีเองยังเป็นชุมชนเก่าแก่ที่มีวิถีชีวิตแบบโบราณที่เป็นเอกลักษณ์มีแม่น้าสะแกกรัง เปรียบเสมือนเส้นเลือดใหญ่หล่อเลี้ยงชีวิตชาวอุทัยธานีมาตั้งแต่สมัยโบราณเป็นตลาดการค้าสาคัญของเมือง อุทัยธานีมาแต่สมัยก่อนจนกลายเป็นชุมชนและเมืองใหม่อทุ ัยธานี แต่ถึงอย่างไรก็ตามจังหวัดอุทัยธานีกย็ ังไม่เป็น ท่ีนิยมของนักท่องเท่ียว ยังคงเปรียบเสมือนเมืองทางผ่านสาหรับนักท่องเที่ยวท่ีจะเดินทางไปท่องเท่ียวยังจังหวัด ต่าง ๆ ในภาคเหนือ บางคนยังคงไม่ทราบว่าจังหวัดนี้มีแหล่งท่องเท่ียวมากมายที่สามารถดึงดูดนักท่องเท่ียว ใหเ้ ขา้ มาท่องเที่ยวได้ 3. ความสะดวกสบายในการเดินทางท่องเท่ียวภายในจังหวัดอุทัยธานีพบว่า การคมนาคมมีปรับปรุง ให้มีความสะดวกสบายมากย่ิงขึ้น เพื่อในการรองรับนักท่องเท่ียว รวมไปถึงการบริการของผู้ประกอบการ รา้ นอาหาร ร้านขายของฝากของท่ีระลึก และธุรกิจที่พักแรม เพ่ือที่จะให้นักท่องเที่ยวสะดวกสบายและเกิดความ ประทับใจ อีกท้ังส่วนใหญ่ผู้ประกอบส่วนใหญ่เป็นคนในชุมชนทาให้รู้จักแหล่งท่องเท่ียวแต่ละท่ีเป็นอย่างดี และ สามารถแนะนาแหล่งท่องเท่ียวให้กับนักท่องเท่ียวไดอ้ ย่างชัดเจนอีกด้วย ซึ่งสอดคลอ้ งหลกั การของ การท่องเท่ียว แห่งประเทศไทย (Tourism Authority of Thailand, 2002) กล่าวว่า บรกิ ารการท่องเที่ยว เป็นบริการท่ีรับรอง การท่องเที่ยวเป็นอุปทานประเภทหนึ่ง ซึ่งไม่ได้เป็นจุดหมายปลายทางของนักท่องเท่ียว แต่เป็นบริการที่รองรับ ความสะดวกสบายและความบนั เทิงแก่นักท่องเทย่ี ว ซึ่งในบางโอกาสอาจเป็นตัวดงึ ดดู ใจไดเ้ ช่นกัน การบรกิ ารการ ท่องเท่ียวที่สาคัญ ได้แก่ ที่พัก อาหาร แหล่งจาหน่ายสินค้า แหล่งบันเทิง แหล่งกิจกรรมและบริการอ่ืน ๆ ทั้งนี้ รวมถงึ โครงสรา้ งพ้ืนฐานและสง่ิ อานวยความสะดวกท่ีจาเป็นอ่นื ๆ ดว้ ย 4. ความร่วมมือของชุมชนท้องถิ่นต่อแหล่งท่องเที่ยวภายในจังหวัดอุทัยธานีพบว่า ความร่วมมือของ ชุมชนท้องถิ่นต่อแหล่งท่องเที่ยวค่อนข้างดี มีการร่วมมือกับหน่วยงานภาครัฐเพ่ือจะพัฒนาให้แหล่งท่องเท่ียว สินค้า OTOP ต่าง ๆ เป็นที่รู้จักของนักท่องเท่ียวมากขึ้น เพ่ือต่อยอดให้เกิดความน่าสนใจและดึงดูดนักท่องเท่ียว ซ่ึงสอดคล้องหลักการของ องค์การการค้าโลก (The World Trade Organization (WTO), 2004) หลักการและ แนวคิดท่ีสาคัญของการท่องเที่ยวแบบย่ังยืน 1. การท่องเท่ียวต้องตระหนักและใช้ทรัพยากรธรรมชาติ ความ หลากหลายทางชีวภาพให้เหมาะสมและเกิดประโยชน์สูงสดุ 2. การเคารพในสังคม วัฒนธรรม และประเพณีของ ประชาชนพ้ืนเมือง รวมไปถึงการรู้จักปรับตัวและเข้าใจถึงความแตกต่างทางวัฒนธรรมและประเพณีของแต่ละ ชมุ ชน 3. การสร้างความเจรญิ ม่ันคงทางเศรษฐกิจอย่างย่ังยนื การทอ่ งเที่ยวอย่างย่ังยนื ควรก่อให้เกิดการกระจาย ของรายได้อย่างเป็นธรรมและทั่งถงึ แก่ผู้มีส่วนไดส้ ว่ นเสยี ในการท่องเทีย่ ว 5. การประชาสัมพันธ์แหล่งท่องเท่ียวเชิงวัฒนธรรมของจังหวัดอุทัยธานีพบว่า มีหลากหลายช่องทางแต่ ยังไม่เป็นที่แพร่หลาย เน่ืองจากมีสิ่งท่ีน่าสนใจค่อนข้างน้อย แต่ในปัจจุบันมีการประชาสัมพันธ์ให้ทราบถึงแหล่ง ท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม ทางสอื่ ออนไลน์จานวนมากและไดร้ ับความนิยม ซึ่งสอดคล้องหลักการของ การท่องเท่ยี ว แหง่ ประเทศไทย (Tourism Authority of Thailand, 2018) กล่าววา่ กระบวนการในการบริหารและการจัดการ การท่องเท่ียวท่ีควรจะดาเนินการในพ้ืนที่รับผิดชอบขององค์การบริหารส่วนตาบลและสภาตาบลว่ามี 5 ภารกิจหลัก ดังนี้ 1. การโฆษณาและประชาสัมพันธ์ 2. การสารวจข้อมูลเกี่ยวกับทรัพยากรการท่องเท่ียว เป็นการสารวจหา แหล่งทอ่ งเที่ยวใหม่สารวจข้อมูลที่เกีย่ วกับแหลง่ ท่องเที่ยวทีม่ ีอยใู่ นพนื้ ที่เพือ่ เปน็ ขอ้ มลู ในการประชาสัมพันธ์แหล่ง ท่องเท่ียวในพื้นที่ 3. การปรบั ปรุงและการพัฒนา 4. การบรหิ ารแหลง่ ท่องเที่ยวเป็นการกาหนดแนวทางในการบริหาร
และจัดการแหล่งท่องเท่ียวในพื้นที่อย่างเหมาะสมและเกิดประโยชน์สูงสุด 5. การรักษาความปลอดภัยในแหล่ง ทอ่ งเทย่ี ว 6. ปัญหาและอุปสรรคในการท่องเท่ียวภายในจังหวัดอุทัยธานีพบว่า ความไม่หลากหลายและจริงจังใน การประสัมพันธ์ให้นักท่องเที่ยวเดินทางมาท่องเท่ียว ส่งผลให้ไม่เป็นท่ีรู้จักของคนในประเทศ มีแหล่งท่องเท่ียว จานวนน้อยและไม่มีจุดเด่นที่ชัดเจน นอกจากนี้ยังมีอุปสรรคจากภัยธรรมชาติด้วย ซึ่งสอดคล้องหลักการของ อรวรรณ เกิดจันทร์ (Orawan Kerdchan, 2014) ได้เสนอหลักการในการท่องเที่ยวแบบย่ังยืน ประกอบไปด้วย การอนุรักษ์และลดการใช้ทรัพยากรให้น้อยลงลดของเสียจากการบริโภคท่ีไม่จาเป็น ดูแลและพัฒนาทรัพยากร ธรรมชาติ การประสานการพัฒนาการท่องเที่ยวการท่องเที่ยวที่มีกิจกรรมนันทนาการรองรับ ความร่วมชุมชนใน ท้องถ่ินการประสานความร่วมมอื ระหว่างผู้ประกอบการ ประชาชนท้องถ่ินองค์กรและสถาบันที่เก่ียวข้องเป็นการ ฝึกอบรมบุคลากรข้อมูลข่าวสารที่ส่ือให้กับนักท่องเที่ยว โดยมุ่งสร้างความเข้าใจในการเคารพต่อธรรมชาติสังคม และวัฒนธรรมที่เป็นแหล่งท่องเท่ียว และการวิจัยและติดตามผล เพื่อตรวจสอบประสิทธิภาพในการดาเนินงาน รวมท้ังปญั หาและอุปสรรคตา่ ง ๆ เพ่ือนาไปสู่แนวทางการแกไ้ ขที่เป็นประโยชน์ต่อผู้เก่ียวข้องทุกฝา่ ย อกี ท้ังยังขาด ความจริงจังในการโปรโมทให้นักท่องเท่ียวเดินทางมาท่องเที่ยวในจังหวัดไม่เป็นท่ีรู้จักของคนในประเทศ มีแหล่ง ทอ่ งเที่ยวจานวนน้อย และไม่มีจุดท่ีเด่นชดั เป็นเอกลักษณ์เพ่ือดึงดูดนักท่องเที่ยว แถมยังมีแหล่งท่องเท่ียวจานวน ไม่กี่ที่เป็นทนี่ ยิ ม นอกจากน้ียังมอี ปุ สรรคจากภยั ธรรมชาติด้วย 7. ข้อเสนอแนะในการพัฒนาการท่องเท่ียวเชิงวัฒนธรรม ภายในจังหวัดอุทัยธานีพบว่า ต้องการหน่วยงาน ตา่ ง ๆ ทั้งภาครัฐและภาคเอกชน ให้มีการโฆษณาประชาสัมพันธ์เกี่ยวกับแหล่งทอ่ งเที่ยวเพ่ิมมากขึ้น มีการนาเสนอ จดุ เด่นทางการท่องเท่ียวเชิงวัฒนธรรมของจังหวัดเพ่ือสรา้ งให้เป็นจุดขายทางการท่องเที่ยว ส่งเสริมแนวทางการ ประชาสัมพนั ธ์ทาอย่างไรใหค้ นรู้จักจังหวดั อุทัยธานี เพอื่ จะดงึ ดูดนักท่องเทีย่ วไม่ให้มองข้ามจังหวัดเลก็ ๆ น้ี เพราะ เมือ่ มีนกั ทอ่ งเท่ยี วมากข้นึ ก็จะส่งผลให้รายไดข้ องคนในชมุ ชนเพมิ่ มากขน้ึ ด้วย แนวทางการพฒั นาการทอ่ งเทีย่ วเชิงวัฒนธรรม จังหวดั อุทัยธานี 1. การพัฒนาให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวแบบใหม่เพ่ือดึงดูดนักท่องเที่ยว ส่งผลให้เห็นว่าแหล่งท่องเท่ียวใน จงั หวัดอุทัยธานี เป็นแหล่งท่องเที่ยวท่ีหลากหลายสามารถตอบโจทย์ของนกั ท่องเทย่ี วได้ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มผู้สูงอายุ ครอบครวั หรือแม้แตว่ ยั รุ่น 2. การพฒั นาดา้ นเอกลักษณ์ท่ีนามาเป็นจุดเด่นของแหล่งท่องเทยี่ วเชิงวัฒนธรรม และการดงึ จดุ เด่นน้ัน ออกมาทาใหจ้ งั หวดั น้ี เกิดมนตเ์ สน่ห์ที่ไม่เหมือนใคร 3. การพัฒนาหมู่บ้านต่างๆ ให้เข้าร่วมโครงการชุมชนท่องเที่ยว OTOP เพื่อส่งเสริมให้คนในชุมชน มรี ายได้ และพัฒนาแหลง่ ทอ่ งเที่ยว 4. การพัฒนาการประชาสัมพันธ์ผ่านสื่อออนไลน์เป็นส่วนใหญ่ เพ่ือให้นักท่องเที่ยวรู้จัก และเดินทาง มาทอ่ งเทยี่ วจงั หวดั อทุ ยั ธานีมากยงิ่ ขึน้ 5. การพัฒนาด้านความรู้ทางการท่องเที่ยวให้กับคนในชุมชนท่องเท่ียว เพ่ือท่ีจะต่อยอดให้แหล่ง ทอ่ งเที่ยวของตนเปน็ ทร่ี ู้จกั และเกิดความย่งั ยืนต่อไป
ข้อเสนอแนะ 1. ปัจจุบันประเทศไทยมีธุรกิจการท่องเท่ียวที่สร้างรายได้ให้ประเทศในแต่ละปีเป็นอันดับหนึ่ง โดยถ้า รัฐบาลหรือคนในท้องถ่ินช่วยกันสร้างวัฒนธรรมท่ีมีอยู่แต่เดิมให้มีความโดดเด่นก็จะทาให้เป็นที่ต้องการของ นักท่องเท่ียวท่ีจะเดินทางมาท่องเท่ียวในจงั หวัดอทุ ยั ธานไี ดไ้ มย่ าก 2. จากการศึกษาเกี่ยววฒั นธรรมพ้ืนถิ่นของจงั หวัดอทุ ัยธานี เล็งเห็นได้ว่า วัฒนธรรมของจังหวดั อทุ ัยธานี มีประวัติความเป็นมาอย่างช้านาน ซ่ึงสามารถสร้างให้เป็นจุดเด่นได้ไม่ยาก ในการดึงดูดนักท่องเท่ียวให้เข้ามา ท่องเทีย่ วภายในจังหวดั แต่ตอ้ งไดร้ ับการสนบั สนุนจากหน่วยงานที่เกี่ยวขอ้ งในการประชาสัมพันธ์ References Anon Sidapheng. (2016). Golf tourism management: Model by applying social exchange theory. Chonburi: Burapha University. Boonlert Jittangwattana. (2005). Cultural tourism. Bangkok: Press and Design Co., Ltd. Chanwit Kasetsiri. (1997). Cultural tourism. Retrieved from https://www.trf.or.th/ Development Plan of Uthai Thani Province. (2018). Uthai Thani Province Development Plan, 2018 - 2021. Retrieved from http://www.uthaithani.go.th/ Kanchana Sanglimsuwan, & Saranya Saenglimsuwan. (2012). Sustainable cultural heritage tourism. Journal of Management, 32(4), 139 - 146. Kikeri S., Nellis J., & Shirley M. (1992). Privatization: The lessons of experience. The World Bank Publications. Kotchasorn Chirapiromkon. (2016). Marketing factors having influencing on the decision – making to choose eco – tourism of tourists: A case study of Mae Kampong Village, Mae on District, Chiang Mai Province (Master’s thesis), Mae Jo University. McMillan, J. H., & Schumacher, S. S. (1997). Research in education: A conceptual introduction. New York: Longman. Ministry of Tourism and Sports. (2018). Amazing Thailand Tourism Year 2018. Retrieved from https://www.mots.go.th/ Ministry of Tourism and Sports. (2019). Action Plan to Drive Sustainable and Creative Community Based Tourism 2018 - 2022 and 303 Community Selection Criteria. Retrieved from https://www.mots.go.th/ National Office of Buddhism. (2018). Uthai Thani Province. Retrieved from http://www.onab.go.th/ Office of the National Economic and Social Development Board. (2015). National Economic and Social Development Plan No.12. Retrieved from https://www.nesdc.go.th/ Orawan Kerdchan. (2014). The Participation of Local Community in Eco – tourism management at Klongkon mangrove forest in Samut Songkhram Province (Master’s thesis), Dhurakij Pundit University.
Suchitrapa Punwilai, & Teerathep Chonmaitree. (2007). Potential and needs to plan and manage Community tourism in Chiang Rai Province. Chiang Rai: Mae Fah Luang University. Thitapa Bamrungsilp. (2016). Creative tourism model for conserving ethnic culture in Sisaket Province. Chiang Rai: University of Phayao. Tourism Authority of Thailand. (2002). Study project for the Krabi, Trang, Satun and Phatthalung tourism development action plan. Bangkok: National Institute of Scientific and Technological Research. Tourism Authority of Thailand. (2018). Elements of tourism. Retrieved from https://www.tat.or.th/th Uthai Thani Provincial Cultural Office. (2018a). Cultural tourism Uthai Thani Province. Retrieved from https://www.m-culture.go.th/ Uthai Thani Provincial Cultural Office. (2018b). Festival Uthai Thani Province. Retrieved from https://www.m-culture.go.th/ The World Trade Organization (WTO). (2004). World trade report. Important principles and concepts of sustainable tourism. Received: Aug 19, 2020 Revised: Sep 11, 2020 Accepted: Oct 12, 2020
สมรรถภาพทางกายของนักเรยี นระดับชนั้ ประถมศกึ ษาตอนตน้ โรงเรียนสาธิตนวัตกรรม มหาวทิ ยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบรุ ี ไพศาล สุขเกษม คณะศลิ ปศาสตร์ มหาวทิ ยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธญั บรุ ี บทคดั ย่อ การวิจัยคร้ังน้ีมีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาสมรรถภาพทางกายของนักเรียนระดับชั้นประถมศึกษา ตอนต้น โรงเรียนสาธิตนวัตกรรม มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี ประชากรท่ีใช้ในการวิจัย คือ นักเรียนชั้นประถมศึกษาตอนต้น ปีการศึกษา 2557 จานวนท้ังหมด 210 คน เครื่องมือท่ีใช้ในการวิจัยครั้งน้ี เป็นแบบทดสอบสมรรถภาพทางกายระดับประถมศึกษาระดับอายุ 7 - 9 ปี ของสานักงานพัฒนาการพล ศึกษา สุขภาพ และนันทนาการ กรมพลศึกษา ประจาปี 2543 วิเคราะห์ข้อมูลโดยหาค่าเฉล่ีย ค่าเบ่ียงเบน มาตรฐาน และคะแนนที (T - Score) ผลการทดสอบสมรรถภาพทางกายของนักเรียนระดับช้ันประถมศึกษา ปีที่ 1, 2 และ 3 ของโรงเรียนสาธิตนวัตกรรม มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี ปีการศึกษา 2557 พบว่า 1) นักเรียนชาย ระดับชั้นประถมศึกษาปีท่ี 1, 2 และ 3 ในรายการดัชนีมวลกาย (BMI) มีค่าเฉล่ีย 15.89, 16.79 และ19.06 กก./ม2 ตามลาดบั นงั่ งอตัวไปขา้ งหนา้ มคี า่ เฉลย่ี 2.18, 1.62 และ 3.26 เซนตเิ มตร ตามลาดับ ยืนกระโดดไกล มีค่าเฉล่ีย 104, 120 และ 157 เซนติเมตร ตามลาดับ ลุกน่ัง 30 วินาที มีค่าเฉลี่ย 8.44, 5.55 และ 19 คร้ัง วิ่งเก็บของ มีค่าเฉลี่ย 13.45, 13.08 และ 11.97 วินาที ตามลาดับ วิ่ง 50 เมตร มี ค่าเฉล่ีย 10.22, 9.01 และ 7.16 วนิ าที ตามลาดบั และ 2) นกั เรยี นหญงิ ระดับชนั้ ประถมศึกษาปที ่ี 1, 2 และ 3 ในรายการดัชนีมวลกาย (BMI) มีค่าเฉล่ีย 15.89, 16.30, และ 17.76 กก./ม2 ตามลาดับ นั่งงอตัวไป ข้างหน้า มีค่าเฉล่ียเท่ากับ 1.78, 1.94 และ 3.83 เซนติเมตร ตามลาดับ ยืนกระโดดไกล มีค่าเฉลี่ย 85, 109 และ 141 เซนติเมตร ตามลาดับ ลุกน่ัง 30 วินาที มีค่าเฉลี่ย 5.19, 4.46 และ 16.42 คร้ัง ตามลาดับ วิ่งเก็บ ของมีค่าเฉลี่ย 14.52, 13.92 และ12.93 วินาที ตามลาดับ ว่ิง 50 เมตร มีค่าเฉลี่ย 11.71, 9.73 และ 7.71 วินาที ตามลาดบั คาสาคญั : สมรรถภาพทางกาย; ดัชนีมวลกาย; นักเรยี นระดับประถมศกึ ษา Corresponding Author: ผชู้ ่วยศาสตราจารย์ไพศาล สุขเกษม คณะศลิ ปศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยรี าชมงคลธญั บรุ ี Email: [email protected]
PHYSICAL FITNESS OF LOWER PRIMARY STUDENTS IN INNOVATION DEMONSTRATION SCHOOL OF RAJAMANGALA UNIVERSITY OF TECHNOLOGY THANYABURI Paisal Sukasame Faculty of Liberal Arts, Rajamangala University of Technology Thanyaburi Abstract The research objective was to study physical fitness of lower primary students in Innovation Demonstration School of Rajamangala University of Technology Thanyaburi. The populations were 210 lower primary students in Academic Year 2014. The research tool used for data collection was a test of physical fitness, Office of Sport and Recreation Development, Department of Physical Education in Year 2000. Statistics used for data analysis were mean, standard deviation and T - score. The results of physical fitness test of primary school students, grade 1, 2, and 3 in Academic Year 2014, were found that: 1) the male primary school students, grade 1, 2, and 3 as follows; BMI means were 15.89, 16.79, and 19.06 Kg / m2. Sit and Reach means were 2.18, 1.62, and 3.26 centimeters. Standing Broad Jump means were 104, 120, and 157 centimeters. Sit-Ups 30 Seconds means were 8.44, 5.55, and 19 times. Shuttle Run means were 13.45, 13.08, and 11.97 seconds. 50 - Meter Sprint means were 10.22, 9.01, and 7.16 seconds, respectively, as well as 2) the female primary school students, grade 1, 2, and 3 as follows: BMI means were 15.89, 16.30, and 17.76 Kg / m2. Sit and Reach means were 1.78, 1.94, and 3.83 centimeters. Standing Broad Jump means were 85, 109, and 141 centimeters. Sit-Ups 30 Seconds means were 5.19, 4.46, and 16.42 times. Shuttle Run means were 14.52, 13.92, and 12.93 seconds. 50-Meter Sprint means were 11.71, 9.73, and 7.71 seconds, respectively. Keywords: Physical Fitness, Body Mass Index (BMI), Primary School Student Corresponding Author: Asst.Prof.Paisal Sukasame Faculty of Liberal Arts, Rajamangala University of Technology Thanyaburi Email: [email protected]
บทนา สมรรถภาพทางกายเปน็ ส่งิ สาคญั อย่างยง่ิ ในการดารงชีวติ มนุษย์ สังคม หรือประเทศจะเจริญก้าวหน้าได้ ก็ต่อเม่ือสมาชิกของสังคมหรือประชาชนของประเทศมีสมรรถภาพทางกายดีสมรรถภาพทางกายเป็นพ้ืนฐาน เบ้ืองต้นในการที่จะทาให้มนุษย์ประกอบภารกิจในชีวิตประจาวันได้สาเร็จเป็นอย่างดี และมีประสิทธิภาพ เพราะฉะนั้นจาเปน็ ต้องมีการฝึกฝนตงั้ แต่ในวัยเด็กเพราะเด็กในวันนี้จะเป็นผู้ใหญ่ในวันข้างหน้า ซึ่งเป็นกาลัง สาคัญในการพัฒนาประเทศในอนาคต (Physical Fitness, 2018) การทดสอบสมรรถภาพทางกายของ นักเรียนเป็นส่วนหนึ่งในการวัด และประเมินผลเพ่ือจะได้ทราบระดับสมรรถภาพ และความสมบูรณ์ของ ร่างกายว่ามีความบกพร่อง ควรปรับปรุงแก้ไขด้านใดบ้าง การทดสอบสมรรถภาพทางกายของนักเรียนน้ีจะ ช่วยพัฒนาการเรียนการสอนของครู ตลอดจนพัฒนาสาระการเรียนรู้ให้บรรลุจุดมุ่งหมายอย่างแท้จริง และ เพ่ือสร้างเกณฑ์มาตรฐานสมรรถภาพทางกายของนักเรียน นอกจากนี้ สานักงานคณะกรรมการการศึกษา แห่งชาติสานักนายกรัฐมนตรี (Office of the Basic Education Commission, 2000) ได้กาหนดมาตรฐาน การศึกษาเพอ่ื การประเมินคุณภาพภายนอกด้านผู้เรียนไว้ในมาตรฐานท่ี 10 ว่า “ผู้เรยี นมีสุขนิสัยสุขภาพกาย และสขุ ภาพจติ ทด่ี ”ี การทดสอบสมรรถภาพทางกายเป็นกระบวนการที่มีความสาคัญอีกประการหนึ่ง ซ่ึงผู้ท่ีมีหน้าที่ เกี่ยวข้องได้ให้ความสนใจกันเป็นอย่างมาก ในการกระทากิจกรรมใด ๆ ก็ตามการกระทากิจกรรมน้ัน ๆ จะ ครบวงจรไปไม่ได้หากไม่ได้มีการทดสอบ เพ่ือท่ีจะได้ทราบผลว่าส่ิงท่ีได้กระทาไปแล้วทั้งหมดนั้นได้บรรลุ เป้าหมายหรือวัตถุประสงค์หรือไม่เพียงใด หากการกระทาน้ันมีจุดบกพร่องผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องก็จะได้มองหา ลู่ทางในการแก้ปัญหานั้น ขณะเดียวกันในแง่ของข้อค้นพบจากการทดสอบ หากพบว่าเด็กยังมีความบกพร่อง ในองค์ประกอบใดองค์ประกอบหนึ่งของสมรรถภาพทางกายไม่ว่าจ ะเป็นด้านความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ ความอดทนของกล้ามเน้ือ ความคล่องแคล่วว่องไว ความอ่อนตัว ความเร็ว หรือความอดทนของระบบ ไหลเวียนโลหิตและระบบหายใจ ครูผู้สอนหรือบุคคลอ่ืน ๆ ที่มีส่วนเกี่ยวข้องจะต้องศึกษาค้นคว้าหาวิธีการ และรูปแบบในการช่วยแก้ปัญหาและข้อบกพร่องนั้น ๆ ให้ได้ ดังน้ัน การทดสอบสมรรถภาพทางกายจึงมี ความสาคัญและมีความจาเป็นมากท่ีจะต้องนาไปปฏิบัติ เพ่ือท่ีจะให้ได้ผลที่สามารถสรุปถึงระดับของการ พัฒนาการทางด้านร่างกายและระดับการพัฒนาทางด้านความสามารถทางทักษะของเด็กได้ (Suppawan Vongsrangsap, Mayuree Tanomsuk, & Somboon Silrungtham, 2012, p. 3) นอกจากนี้ กระทรวงศึกษาธิการ เป็นอีกหน่วยงานหนึ่งท่ีรับผิดชอบงานด้านการศึกษาของชาติท่ี กาหนดหลกั สตู รใหม้ กี ารจดั การเรียนการสอนวิชาพลศึกษาในโรงเรียน โดยกาหนดไว้ในหลักสตู รการศึกษาข้ัน พื้นฐาน พุทธศักราช 2551 ทุกระดับ เน่ืองจากวิชาพลศึกษามีบทบาทท่ีสาคัญอย่างย่ิงต่อการพัฒนาสุขภาพ และสมรรถภาพทางกายของผู้เรยี นให้มีความสมบูรณ์ ฉะน้ันวิชาพลศึกษาจึงเป็นการศึกษาแขนงหนึ่งทส่ี าคัญ ในหลักสูตร เป็นกระบวนการทางการศึกษาท่ีช่วยส่งเสริมให้นักเรียนได้มีการเจริญงอกงาม มีพัฒนาการ ทัง้ ร่างกาย จิตใจ อารมณ์สังคม สติปัญญา โรงเรียนสาธิตนวัตกรรม มหาวิทยาลัยเทคโนโลยรี าชมงคลธัญบุรี เป็นโรงเรียนหนึ่งท่ีจะต้องเตรียมความพร้อมทุกด้านเพื่อดาเนินการให้สอดคล้องกับสาระและมาตรฐานการ เรียนรู้ของหลักสูตร (Ministry of Education, 2002) จากหลักสตู รการศึกษาขั้นพ้ืนฐานทาให้เห็นว่าสมรรถภาพทางกายมีความสาคัญเป็นอย่างมากท่ีต้อง ได้รับการส่งเสริมในการออกกาลังกายและควรมีการทดสอบให้ได้มาตรฐาน ซึ่งโรงเรียนสาธิตนวัตกรรม มหาวิทยาลยั เทคโนโลยีราชมงคลธญั บรุ ี เป็นโรงเรยี นทม่ี ุ่งสร้างตน้ แบบการจดั การศึกษาในระดับประถมศกึ ษา เพ่ือพฒั นาเด็กให้เต็มศักยภาพทง้ั ด้านพุทธิพสิ ยั ทกั ษะพิสัย และจติ พสิ ัย โดยเฉพาะอยา่ งยิง่ การปลูกฝังมโนธรรม
และการพัฒนาทักษะพื้นฐาน รวมท้ังทัศนคติท่ีดีการสร้างสรรค์นวัตกรรมบนพื้นฐานวิทยาศาสตร์ และ เทคโนโลยีเพ่ือพัฒนาคนสู่การพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืนในประชาคมโลก (Innovation Demonstration School of Rajamangala University of Technology Thanyaburi, 2015) และในสภาพสังคมปจั จบุ นั ที่มี เคร่ืองอานวยความสะดวกที่เป็นเครื่องมือที่ทาให้เด็ก ๆ ได้รับความสะดวกสบายมากข้ึน การเคล่ือนไหว การออกกาลังกายน้อยลง และบางคร้ังอาจรวมไปถงึ พอ่ แม่หรอื ผู้ปกครองสมัยใหมท่ ี่นยิ มให้ลูกหลานเรียนพิเศษ ที่เป็นวิชาการมากเกินไป จนบางครั้งสมดุลของเด็กที่ต้องได้รับสารอาหาร การพักผ่อนนอนหลับ และ การออกกาลังกายที่เหมาะสมนั้นจาเป็นอย่างย่ิงต่อการเจริญเติบโตและพัฒนาทุกส่วนของร่างการเด็ก การออกกาลังกายในวิชาพลศึกษา โดยทั่วไปโรงเรียนจะจัดสัปดาห์ละ 1 คาบ คาบละ 50 นาที ซึ่งอาจไม่ เพียงพอกับความตอ้ งการของเด็ก จากเหตุผลและความสาคัญดังกล่าวผู้วิจัยเล็งเห็นความสาคัญว่าสมรรถภาพทางกายท่ีเกี่ยวข้องกับ สุขภาพมีความสาคัญตอ่ ผู้เรียนและจะได้ทราบผลสุขภาพของตนเองในการปฏิบัติตนให้มีสุขภาพท่ีดีตลอดไป ดังนั้น ผู้วิจัยจึงสนใจท่ีจะศึกษาสมรรถภาพทางกายของนักเรียน โรงเรียนสาธิตนวัตกรรม มหาวิทยาลัย เทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี เป็นข้อมูลเสนอแก่ครูผู้สอนวิชาพลศึกษาใช้เปรียบเทียบสมรรถภาพทางกายของ นักเรียนในโรงเรียนว่ามีสมรรถภาพทางกายท่ีเหมาะสม และอาจทราบถึงภาวะบกพร่องทางสภาพร่างกาย ของเด็ก อนั อาจนามาปรบั ปรุงแกไ้ ขได้ทันท่วงที หรอื แนะนาให้นักเรียนมกี ารออกกาลังกายท่เี หมาะสมต่อไป วัตถปุ ระสงคข์ องการวจิ ัย เพ่อื ศึกษาสมรรถภาพทางกายของนักเรยี นสาธติ นวตั กรรม มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี ระเบยี บวธิ ีศึกษา ประชากรและกลุ่มตวั อย่าง ประชากรท่ีใช้ในการวิจัย คือ นักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาตอนต้น โรงเรียนสาธิตนวัตกรรม มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี ปีการศึกษา 2557 จานวนประชากรท้ังหมด 210 คน ซ่ึงเป็นกลุ่ม ประชากรท้งั หมดทโ่ี รงเรยี นยังมีการจดั การศึกษาถงึ แค่ระดบั ช้นั ประถมศึกษาตอนต้นเท่านน้ั เครื่องมือทีใ่ ช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลเครอ่ื งมอื ทีใ่ ชใ้ นการวิจยั แบบทดสอบสมรรถภาพทางกายระดับประถมศึกษาระดับอายุ 7 - 9 ปี ของสานักพฒั นาการพลศึกษา สุขภาพ และนันทนาการ กรมพลศกึ ษา (Office of Sport and Recreation Development, Department of Physical Education, 2000) จานวน 5 รายการ 1. นง่ั งอตวั ไปข้างหน้า (Trunk Forward Flexion) เพ่ือวดั ความอ่อนตัว 2. ยืนกระโดดไกล (Standing Board Jump) เพื่อวัดพลงั กล้ามเนือ้ 3. ลุก/นงั่ 30 วนิ าที (30 - Second Sit - ups) เพ่อื วดั ความอดทนของกลา้ มเนื้อ 4. วิ่งเก็บของ (Shuttle run) เพอ่ื วดั ความคลอ่ งตวั 5. ว่งิ 50 เมตร (50 - Meter Sprint) เพ่ือทดสอบความเรว็ ท้ังน้ีผู้วิจัยได้นาผลการทดสอบสมรรถภาพทางกายของนักเรียนชั้นประถมศกึ ษาปีท่ี 1 - 3 เทียบตาม เกณฑ์มาตรฐานของสานักพัฒนาการพลศึกษา สุขภาพ และนันทนาการ กรมพลศึกษา ปีพุทธศักราช 2543 ประถมศึกษาปีที่ 1 มอี ายุระหว่าง 6 - 7 ปี ประถมศึกษาปีที่ 2 มีอายุระหว่าง 7 - 8 ปี และประถมศึกษาปีที่ 3 มีอายรุ ะหว่าง 8 - 9 ปี (Wikipedia, 2020) จงึ ได้นามาเปรยี บเทยี บตามเกณฑด์ งั ตอ่ ไปน้ี
เกณฑ์มาตรฐานสมรรถภาพทางกายนกั เรียนอายุ 7 - 9 ปี ประเทศไทย ตารางท่ี 1 เกณฑม์ าตรฐานสมรรถภาพทางกายนักเรยี นชายอายุ 7 ปี รายการ ดีมาก ดี ปานกลาง ตา่ ตา่ มาก 1. งอตวั ข้างหน้า (เซนตเิ มตร) 6.5 ขน้ึ ไป 4.5-6.0 2.0-4.0 0.0-1.5 (-0.5)ลงมา 2. ยนื กระโดดไกล (เซนตเิ มตร) 129 ขนึ้ ไป 118-128 98-117 88-97 87 ลงมา 3. ลกุ -น่งั 30 วินาที (ครัง้ ) 19 ขนึ้ ไป 16-18 9-15 6-8 5 ลงมา 4. วิ่งเกบ็ ของ (วนิ าที) 12.76 ลงมา 12.77-13.61 13.62-15.32 15.33-16.17 16.18 ข้นึ ไป 5. วิ่ง 50 เมตร (วนิ าท)ี 9.28 ลงมา 9.29-10.40 10.41-12.67 12.68-13.79 13.80 ขึ้นไป Note: Office of Sport and Recreation Development, Department of Physical Education, 2000, 57B ตารางท่ี 2 เกณฑม์ าตรฐานสมรรถภาพทางกายนักเรียนหญิงอายุ 7 ปี รายการ ดมี าก ดี ปานกลาง ต่า ตา่ มาก 1. งอตวั ขา้ งหนา้ (เซนติเมตร) 6.5 ข้ึนไป 4.5-6.0 2.0-4.0 0.0-1.5 (-0.5)ลงมา 2. ยืนกระโดดไกล (เซนตเิ มตร) 119 ข้นึ ไป 106-118 81-105 69-80 68 ลงมา 3. ลกุ -น่งั 30 วินาที (ครั้ง) 17 ขึ้นไป 14-16 7-13 4-6 3 ลงมา 4. วิง่ เก็บของ (วินาที) 13.64 ลงมา 13.65-14.58 14.59-16.49 16.50-17.43 17.44 ขน้ึ ไป 5. วงิ่ 50 เมตร (วนิ าท)ี 1.03 ลงมา 10.04-11.26 11.27-13.73 13.74-14.96 14.97 ขึ้นไป Note: Office of Sport and Recreation Development, Department of Physical Education, 2000, 58B. ตารางท่ี 3 เกณฑ์มาตรฐานสมรรถภาพทางกายนักเรยี นชายอายุ 8 ปี รายการ ดีมาก ดี ปานกลาง ตา่ ต่ามาก 1. งอตวั ขา้ งหน้า (เซนติเมตร) 6.5 ข้นึ ไป 5.5-6.0 2.0-5.0 0.0 - 1.5 (-0.5)ลงมา 2. ยนื กระโดดไกล (เซนติเมตร) 147 ข้นึ ไป 133-146 108-132 95 - 107 94 ลงมา 3. ลกุ -นัง่ 30 วินาที (ครง้ั ) 21 ขึน้ ไป 18-20 12-17 9 - 11 8 ลงมา 4. วงิ่ เก็บของ (วนิ าที) 12.46 ลงมา 12.47-13.12 13.13-14.46 14.47-15.13 15.14 ขนึ้ ไป 5. วง่ิ 50 เมตร (วนิ าที) 8.34 ลงมา 8.35-9.50 9.51-11.83 11.84-12.99 13.00 ขน้ึ ไป Note: Office of Sport and Recreation Development, Department of Physical Education, 2000, 59B. ตารางที่ 4 เกณฑม์ าตรฐานสมรรถภาพทางกายนักเรียนหญงิ อายุ 8 ปี รายการ ดีมาก ดี ปานกลาง ต่า ตา่ มาก 1. งอตวั ขา้ งหนา้ (เซนตเิ มตร) 6.5 ข้นึ ไป 5.5-6.0 2.0-5.0 0.0-1.5 (-0.5) ลงมา 2. ยืนกระโดดไกล (เซนตเิ มตร) 130 ขน้ึ ไป 120-129 98-119 88-97 87 ลงมา 3. ลกุ -น่งั 30 วนิ าที (คร้ัง) 18 ข้นึ ไป 14-17 9-13 6-8 5 ลงมา 4. วงิ่ เก็บของ (วินาที) 13.21 ลงมา 13.22-14.02 14.03-15.66 15.67-16.48 16.49 ขึ้นไป 5. วิ่ง 50 เมตร (วินาที) 8.11 ลงมา 8.12-9.87 9.88-13.42 13.43-15.18 15.19 ขน้ึ ไป Note: Office of Sport and Recreation Development, Department of Physical Education, 2000, 60B.
ตารางที่ 5 เกณฑ์มาตรฐานสมรรถภาพทางกายนักเรยี นชายอายุ 9 ปี รายการ ดมี าก ดี ปานกลาง ต่า ต่ามาก 1. งอตวั ขา้ งหน้า (เซนตเิ มตร) 6.5 ขน้ึ ไป 5.5-6.0 2.0-5.0 1.0-1.5 0.5ลงมา 2. ยนื กระโดดไกล (เซนตเิ มตร) 154 ข้นึ ไป 143-153 121-142 110-120 109 ลงมา 3. ลุก-นั่ง 30 วนิ าที (คร้งั ) 23 ขึ้นไป 20-22 14-19 11-13 10 ลงมา 4. วิง่ เกบ็ ของ (วินาท)ี 10.90 ลงมา 10.19-12.11 12.12-14.56 14.57-15.77 15.78 ขึ้นไป 5. วิ่ง 50 เมตร (วินาท)ี 8.67 ลงมา 8.68-9.45 9.46-11.02 11.03-11.80 11.81 ขน้ึ ไป Note: Office of Sport and Recreation Development, Department of Physical Education, 2000, 61B. ตารางท่ี 6 เกณฑ์มาตรฐานสมรรถภาพทางกายนักเรยี นหญงิ อายุ 9 ปี รายการ ดีมาก ดี ปานกลาง ตา่ ต่ามาก 1. งอตวั ขา้ งหน้า (เซนตเิ มตร) 6.5 ข้ึนไป 5.5-6.0 2.0-5.0 1.0-1.5 0.5ลงมา 2. ยืนกระโดดไกล (เซนตเิ มตร) 148 ข้ึนไป 134-147 103-133 89-102 88 ลงมา 3. ลุก-นงั่ 30 วนิ าที (ครัง้ ) 19 ขน้ึ ไป 16-18 10-15 7-9 6 ลงมา 4. ว่งิ เกบ็ ของ (วินาท)ี 12.18 ลงมา 12.19-13.20 13.21-15.27 15.28-16.29 16.30 ขึ้นไป 5. วิ่ง 50 เมตร (วนิ าท)ี 8.78 ลงมา 8.79-9.98 9.90-12.14 12.15-13.25 13.26 ข้นึ ไป Note: Office of Sport and Recreation Development, Department of Physical Education, 2000, 61B. อปุ กรณแ์ ละสง่ิ อานวยความสะดวกท่ใี ช้ทดสอบ - เครอ่ื งชง่ั น้าหนกั - ท่วี ัดสว่ นสงู - อปุ กรณว์ ดั ความอ่อนตวั - เบาะรองสาหรบั ทดสอบ ลุก-นง่ั - สนามวงิ่ - นาฬกิ าจับเวลา - แผ่นวดั ยนื กระโดดไกล - ใบบนั ทกึ ผลการทดสอบ การเก็บรวบรวมข้อมลู 1. ศกึ ษารายละเอียดแบบทดสอบแต่ละรายการเกีย่ วกบั ขั้นตอนการปฏบิ ัตงิ าน และรายละเอยี ดต่าง ๆ ในการเก็บรวบรวมขอ้ มูล 2. นาแบบทดสอบสมรรถภาพทางกายไปทดลองใช้กับกลุ่มบุคคลท่ีไม่ใช่กลุ่มตัวอย่าง ประชากร จานวน 30 คน เพ่ือหาค่าความเชื่อม่ันของแบบทดสอบ โดยทาการทดสอบสองครั้ง แล้วนาผลมาคานวณค่า สัมประสทิ ธแิ์ บบเพียร์สนั ได้คา่ r = 0.893 3. ชแี้ จงรายละเอยี ดต่าง ๆ ในการเก็บรวบรวมข้อมลู และสาธิตให้กับผชู้ ว่ ยในการเกบ็ รวบรวมข้อมูล และผู้เขา้ รับการทดสอบ เพือ่ ความเขา้ ใจให้ถกู ต้องตรงกัน 4. จดั เตรยี มอุปกรณ์ท่ใี ช้ในการทดสอบ
5. ก่อนทาการทดสอบผู้วิจัยและผู้ช่วย อธิบายและสาธิตวิธีทาการทดสอบแต่ละรายการให้ผู้เข้ารับ การทดสอบฟงั และดเู พ่ือความเขา้ ใจและสามารถปฏิบัตกิ ารทดสอบเองได้ 6. กอ่ นดาเนนิ การทดสอบ ให้ผเู้ ข้ารับการทดสอบอบอุ่นรา่ งกายก่อน 10 – 15 นาที 7. ศีกษาสมรรถภาพทางกายโดยการทดสอบกบั ประชากรกล่มุ เปา้ หมาย 8. ผวู้ ิจัยและผู้ร่วมวจิ ัยเปน็ ผูค้ วบคมุ และบันทึกผลการทดสอบด้วยตนเอง 9. หลงั การทดสอบ ใหผ้ เู้ ขา้ รับการทดสอบคลายอุ่นรา่ งกายประมาณ 5 - 10 นาที เพ่ือให้รา่ งกายกลับ ส่สู ภาพปกติ 10. นาผลการทดสอบมาวเิ คราะห์ เพื่อหาคา่ สถิตแิ ละแปลผลตอ่ ไป สถิตทิ ใ่ี ชใ้ นการวเิ คราะห์ข้อมลู หาค่าเฉล่ีย ( ) ค่าส่วนเบ่ียงเบนมาตรฐาน (σ) และคะแนนที (T - Score) ของผลการทดสอบ สมรรถภาพทางกายของนักเรียนช้นั ประถมศึกษาปที ี่ 1 ถึงชัน้ ประถมศกึ ษาปีที่ 3 ผลการศึกษา ผลการวเิ คราะหห์ าค่าเฉลยี่ และสว่ นเบย่ี งเบนมาตรฐานของการทดสอบสมรรถภาพของนักเรยี นโรงเรียนสาธิต นวัตกรรมมหาวทิ ยาลยั เทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี มรี ายละเอียดดงั นี้ ตารางที่ 7 แสดงค่าเฉล่ยี และส่วนเบยี่ งเบนมาตรฐานของน้าหนกั และส่วนสงู ของนักเรยี นโรงเรยี นสาธติ นวัตกรรมมหาวิทยาลยั เทคโนโลยรี าชมงคลธัญบรุ ชี น้ั ประถมศึกษาปที ่ี 1 - 3 ระดับชัน้ นกั เรยี นชาย นักเรยี นหญงิ รวม ประถม ศกึ ษา น้าหนัก ส่วนสูง นา้ หนกั ส่วนสงู นา้ หนกั สว่ นสงู ปีท่ี 1 σ. σ σσ σσ ปที ่ี 2 ปที ี่ 3 24.68 0.17 123.38 0.16 23.34 0.23 120.78 0.18 24.01 0.20 122.08 0.17 รวม 26.76 0.27 124.02 0.23 24.53 0.22 121.34 0.19 25.65 0.25 122.68 0.21 35.70 0.41 137.41 0.31 35.60 0.64 141.42 0.47 39.65 0.53 139.42 0.39 29.05 0.28 128.27 0.23 27.82 0.36 127.85 0.28 29.77 0.33 128.06 0.26 จากตารางที่ 1 แสดงนา้ หนักและสว่ นสงู ของนกั เรียนโรงเรียนสาธติ นวัตกรรมมหาวิทยาลัยเทคโนโลยี ราชมงคลธัญบุรี ในภาพรวมพบว่า นักเรียนชายมีน้าหนักเฉลี่ยเท่ากับ 29.05 กิโลกรัม และมีส่วนสูงเฉลี่ย เท่ากบั 128.27 เซนติเมตร ส่วนนักเรียนหญงิ มีนา้ หนกั เฉล่ียเทา่ กับ 27.82 และมีส่วนสูงเฉลย่ี เทา่ กับ 127.85 เซนติเมตร
ตารางที่ 8 แสดงค่าเฉลี่ยและส่วนเบ่ียงเบนมาตรฐานของผลการทดสอบสมรรถภาพทางกายของนักเรียน โรงเรียนสาธิตนวตั กรรมมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี จาแนกตามเพศของนักเรยี นช้ัน ประถมศกึ ษาปที ่ี 1 – 3 นักเรียนชน้ั ประถมศกึ ษาปีท่ี 1 - 3 รวม รายการ นักเรียนชาย นกั เรยี นหญงิ σ 17.00 0.15 ดชั นีมวลกาย σσ 2.44 0.07 นั่งงอตวั ไปข้างหน้า 1.20 0.01 ยนื กระโดดไกล 17.25 0.13 16.65 0.17 9.85 0.14 ลุกนั่ง 30 นาที 13.30 0.03 ว่งิ เก็บของ 2.35 0.06 2.52 0.08 9.26 0.04 ว่ิง 50 เมตร 1.27 0.01 1.12 0.01 ชั้นประถมศกึ ษาปีท่ี 1 15.89 0.11 ดัชนีมวลกาย 11.00 0.13 8.69 0.14 1.98 0.04 น่ังงอตวั ไปข้างหนา้ 0.95 0.00 ยืนกระโดดไกล 12.83 0.03 13.79 0.03 6.82 0.05 ลุกนงั่ 30 นาที 13.99 0.02 วง่ิ เก็บของ 8.80 0.03 9.72 0.04 10.97 0.03 วง่ิ 50 เมตร ช้ันประถมศึกษาปที ่ี 2 15.89 0.09 15.89 0.13 16.55 0.11 ดัชนมี วลกาย 2.18 0.03 1.78 0.04 1.78 0.05 นั่งงอตวั ไปขา้ งหน้า 1.04 0.00 0.85 0.00 1.15 0.01 ยืนกระโดดไกล 8.44 0.06 5.19 0.05 5.01 0.05 ลกุ นัง่ 30 นาที 13.45 0.02 14.52 0.02 13.50 0.02 วิง่ เก็บของ 10.22 0.03 11.71 0.03 9.37 0.03 วง่ิ 50 เมตร ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 16.79 0.12 16.30 0.10 18.41 0.22 ดัชนมี วลกาย 1.62 0.06 1.94 0.04 3.55 0.13 นั่งงอตวั ไปขา้ งหน้า 1.20 0.01 1.09 0.01 1.49 0.01 ยืนกระโดดไกล 5.55 0.05 4.46 0.04 17.71 0.31 ลุกนั่ง 30 นาที 13.08 0.02 13.92 0.02 12.45 0.05 วง่ิ เกบ็ ของ 9.01 0.03 9.73 0.02 7.44 0.06 วิ่ง 50 เมตร 19.06 0.17 17.76 0.27 3.26 0.10 3.83 0.15 1.57 0.01 1.41 0.01 19.00 0.29 16.42 0.33 11.97 0.04 12.93 0.05 7.16 0.04 7.71 0.08 จากตารางที่ 2 แสดงผลการทดสอบสมรรถภาพของนักเรียนช้ันประถมศึกษาปีท่ี 1 - 3 โรงเรียน สาธิตนวัตกรรม มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี ในภาพรวมพบว่า ในภาพรวมนักเรียนชายมีดัชนี มวลกาย มีคา่ เฉลย่ี เทา่ กับ 17.25 น่ังงอตวั ไปข้างหนา้ มคี ่าเฉล่ียเท่ากับ 2.35 ยนื กระโดดไกล มีคา่ เฉล่ยี เท่ากับ
1.27 ลุกนั่ง 30 นาที มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 11.00 วิ่งเก็บของ มีคา่ เฉล่ียเทา่ กับ 12.83 และว่ิง 50 เมตร มีคา่ เฉลี่ย เท่ากับ 8.80 ส่วนนักเรียนหญิงมีดัชนีมวลกาย มีค่าเฉลีย่ เท่ากับ 16.65 นั่งงอตัวไปข้างหน้า มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 2.52 ยืนกระโดดไกล มีค่าเฉล่ียเท่ากับ 1.12 ลุกนั่ง 30 นาที มีค่าเฉล่ียเท่ากับ 8.69 วิ่งเก็บของมีค่าเฉลี่ย เทา่ กบั 13.79 และว่งิ 50 เมตร มคี า่ เฉล่ยี เทา่ กบั 9.72 ช้ันประถมศึกษาปีท่ี 1 นกั เรียนชายมีดัชนีมวลกาย มคี ่าเฉล่ียเท่ากับ 15.89 อยู่ในเกณฑ์ปกติ น่ังงอตัว ไปข้างหน้า มีค่าเฉล่ียเท่ากับ 2.18 อยู่ในระดับปานกลาง ยืนกระโดดไกล มีค่าเฉล่ียเท่ากับ 1.04 อยู่ในระดี บดี ลุกน่ัง 30 นาที มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 8.44 อยู่ในระดับต่า วิ่งเก็บของมีค่าเฉล่ียเท่ากับ 13.45 อยู่ในระดับดี และวิ่ง 50 เมตร มีค่าเฉล่ียเท่ากับ 10.22 อยู่ในระดับดี ส่วนนักเรียนหญิงมีดัชนีมวลกาย มีค่าเฉล่ียเท่ากับ 15.89 อยู่ในเกณฑ์ปกติ นั่งงอตัวไปข้างหน้า มีค่าเฉล่ียเท่ากับ 1.78 อยู่ในระดับปานกลาง ยืนกระโดดไกล มีค่าเฉล่ียเท่ากับ 0.85 อยู่ในระดับต่าลุกนั่ง 30 นาที มีค่าเฉล่ียเท่ากับ 5.19 อยู่ในระดับต่า ว่ิงเก็บของมี ค่าเฉลย่ี เทา่ กับ 14.52 อยใู่ นระดบั ปานกลาง และว่งิ 50 เมตร มคี า่ เฉลีย่ เท่ากบั 11.71 อย่ใู นระดับปานกลาง ชั้นประถมศึกษาปีท่ี 2 นักเรยี นชายมีดัชนีมวลกาย มคี ่าเฉลี่ยเท่ากับ 16.79 อยู่ในเกณฑ์ปกติ นั่งงอตัว ไปข้างหน้า มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 1.62 อยู่ในระดับปานกลาง ยืนกระโดดไกล มีค่าเฉล่ียเท่ากับ 1.20 อยู่ในระดับ ปานกลาง ลุกน่ัง 30 นาที มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 5.55 อยู่ในระดับต่ามาก ว่ิงเก็บของ มีค่าเฉล่ียเท่ากับ 13.08 อยู่ ในระดับดี และวิ่ง 50 เมตร มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 9.01 อยู่ในระดับดี ส่วนนักเรียนหญิงมีดัชนีมวลกาย มีค่าเฉลี่ย เท่ากับ 16.30 อยู่ในเกณฑ์ปกติ น่ังงอตัวไปขา้ งหน้า มีคา่ เฉล่ียเทา่ กับ 1.94 อยู่ในระดบั ปานกลาง ยนื กระโดด ไกล มีค่าเฉล่ียเท่ากับ 1.09 อยู่ในระดับปานกลาง ลุกนั่ง 30 นาที มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 4.46 อยู่ในระดับต่ามาก วิ่งเกบ็ ของ มคี ่าเฉลย่ี เทา่ กบั 13.92 อย่ใู นระดับดี และว่ิง 50 เมตร มีคา่ เฉลย่ี เท่ากบั 9.73 อยู่ในระดับดี ชั้นประถมศึกษาปีท่ี 3 นักเรยี นชายมดี ัชนมี วลกาย มคี ่าเฉล่ียเท่ากับ 19.06 อยู่ในเกณฑ์ปกติ นั่งงอตัว ไปข้างหนา้ มคี ่าเฉล่ยี เท่ากับ 3.26 อยู่ในระดับปานกลาง ยืนกระโดดไกล มีค่าเฉล่ียเทา่ กับ 1.57 อย่ใู นระดับดี มาก ลุกนัง่ 30 นาที มีคา่ เฉลี่ยเท่ากับ 19.00 อย่ใู นระดับปานกลาง ว่ิงเก็บของ มีคา่ เฉลี่ยเท่ากับ 11.97 อยู่ใน ระดับต่า และวิง่ 50 เมตร มีค่าเฉล่ียเท่ากบั 7.16 อย่ใู นระดัดมี าก ส่วนนักเรียนหญิงมีดัชนมี วลกาย มีค่าเฉลี่ย เท่ากับ 17.76 อยู่ในเกณฑ์ปกติ นั่งงอตัวไปข้างหน้า มีค่าเฉล่ียเท่ากับ 3.83 อยู่ในระดับปานกลาง ยืนกระโดดไกล มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 1.41 อยู่ในระดับดี ลุกนั่ง 30 นาที มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 16.42 อยู่ในระดับดี ว่ิงเก็บของ มีคา่ เฉลี่ยเท่ากับ 12.93 อยู่ในระดับปานกลาง และว่ิง 50 เมตร มคี า่ เฉล่ียเท่ากับ 7.71 อยูใ่ นระดับดีมาก อภปิ รายผล จากผลการศึกษาสมรรถภาพทางกายของนักเรียนโรงเรียนสาธิตนวัตกรรมมหาวิทยาลัยเทคโนโลยี ราชมงคลธญั บรุ ีสามารถอภปิ รายผลไดด้ ังนี้ 1. ค่าเฉลี่ยของน้าหนักและส่วนสูงของนักเรียนโรงเรียนสาธิตนวัตกรรม มหาวิทยาลัยเทคโนโลยี ราชมงคลธัญบุรี พบว่า นักเรียนชายและนักเรียนหญิงจะมีค่าเฉลี่ยของน้าหนักและส่วนสูงเพิ่มมากขึ้น ตามลาดับช้ันปี และด้วยอายุที่เพิ่มขึ้น ท่ีเป็นเช่นนี้เนื่องจากการเจริญเติบโตทางด้านร่างกายที่มีพัฒนาการ เป็นไปตามวัย ซึ่งเป็นส่ิงแสดงถึงสุขภาพกายของบุคคลด้วย ซ่ึงสอดคล้องกับบุญสม มาร์ติน และเทพพนม เมืองแมน (Bunsom Martin, & Teppanom Muangman, 1995, pp. 130 - 134) กล่าวว่า เด็กจะมีการ ปรับตัวในเร่ืองของน้าหนักและส่วนสูงเพ่ิมขึ้นอย่างรวดเร็วเช่นเดียวกับ พรแก้ว หนูคา (Pornkaew Noukham, 2015) ได้กล่าวว่า สมรรถภาพทางกายมีพัฒนาการเพิ่มขึ้นตามลาดับในทุก ๆ ด้านเป็นไปตาม พฒั นาการโดยทั่วไปเมือ่ เด็กมอี ายุมากข้ึนสมรรถภาพทางกายก็เพิม่ ข้ึน
Search
Read the Text Version
- 1
- 2
- 3
- 4
- 5
- 6
- 7
- 8
- 9
- 10
- 11
- 12
- 13
- 14
- 15
- 16
- 17
- 18
- 19
- 20
- 21
- 22
- 23
- 24
- 25
- 26
- 27
- 28
- 29
- 30
- 31
- 32
- 33
- 34
- 35
- 36
- 37
- 38
- 39
- 40
- 41
- 42
- 43
- 44
- 45
- 46
- 47
- 48
- 49
- 50
- 51
- 52
- 53
- 54
- 55
- 56
- 57
- 58
- 59
- 60
- 61
- 62
- 63
- 64
- 65
- 66
- 67
- 68
- 69
- 70
- 71
- 72
- 73
- 74
- 75
- 76
- 77
- 78
- 79
- 80
- 81
- 82
- 83
- 84
- 85
- 86
- 87
- 88
- 89
- 90
- 91
- 92
- 93
- 94
- 95
- 96
- 97
- 98
- 99
- 100
- 101
- 102
- 103
- 104
- 105
- 106
- 107
- 108
- 109
- 110
- 111
- 112
- 113
- 114
- 115
- 116
- 117
- 118
- 119
- 120
- 121
- 122
- 123
- 124
- 125
- 126
- 127
- 128
- 129
- 130
- 131
- 132
- 133
- 134
- 135
- 136
- 137
- 138
- 139
- 140
- 141
- 142
- 143
- 144
- 145
- 146
- 147
- 148
- 149
- 150
- 151
- 152
- 153
- 154
- 155
- 156
- 157
- 158
- 159
- 160
- 161
- 162
- 163
- 164
- 165
- 166
- 167
- 168
- 169
- 170
- 171
- 172
- 173
- 174
- 175
- 176
- 177
- 178
- 179
- 180
- 181
- 182
- 183
- 184
- 185
- 186
- 187
- 188
- 189
- 190
- 191
- 192
- 193
- 194
- 195
- 196
- 197
- 198
- 199
- 200
- 201
- 202
- 203
- 204
- 205
- 206
- 207
- 208
- 209
- 210
- 211
- 212
- 213
- 214
- 215
- 216
- 217
- 218
- 219
- 220
- 221
- 222
- 223
- 224
- 225
- 226
- 227
- 228
- 229
- 230
- 231
- 232
- 233
- 234
- 235
- 236
- 237
- 238
- 239
- 240
- 241
- 242
- 243
- 244
- 245
- 246
- 247
- 248
- 249
- 250
- 251
- 252
- 253
- 254
- 255
- 256
- 257
- 258
- 259
- 260
- 261
- 262
- 263
- 264
- 265
- 266
- 267
- 268
- 269
- 270
- 271
- 272
- 273
- 274
- 275
- 276
- 277
- 278
- 279
- 280
- 281
- 282
- 283
- 284
- 285
- 286
- 287
- 288
- 289
- 290
- 291
- 292
- 293
- 294
- 295
- 296
- 297
- 298
- 299
- 300
- 301
- 302
- 303
- 304
- 305
- 306
- 307
- 308
- 309
- 310
- 311
- 312
- 313
- 314
- 315
- 316
- 317
- 318
- 319
- 320
- 321
- 322
- 323
- 324
- 325
- 326
- 327
- 328
- 329
- 330
- 331
- 332
- 333
- 334
- 335
- 336
- 337