Important Announcement
PubHTML5 Scheduled Server Maintenance on (GMT) Sunday, June 26th, 2:00 am - 8:00 am.
PubHTML5 site will be inoperative during the times indicated!

Home Explore Academic Journal of Thailand National Sports University, Vol.14 No.1 (January - April, 2022)

Academic Journal of Thailand National Sports University, Vol.14 No.1 (January - April, 2022)

Published by library dpe, 2023-02-01 04:47:53

Description: Academic Journal of Thailand National Sports University, Vol.14 No.1 (January - April, 2022)

Search

Read the Text Version

การเปรยี บเทียบกระบวนการนโยบายของการพฒั นากีฬาสู่ความเป็นเลิศของสถาบนั อดุ มศกึ ษา นติ ยา เรอื งมาก วิชากร เฮงษฎีกลุ และ สพุ ติ ร สมาหโิ ต คณะวิทยาศาสตร์การกีฬา มหาวิทยาลยั เกษตรศาสตร์ บทคดั ย่อ การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพ่ือเปรียบเทียบกระบวนนโยบายการพัฒนากีฬาสู่ความเป็นเลิศของ สถาบันอุดมศึกษา และนําเสนอรูปแบบนโยบายการพัฒนากีฬาสู่ความเป็นเลิศของสถาบันอุดมศึกษา เก็บรวบรวมข้อมูลจากการทบทวนวรรณกรรม และการสัมภาษณ์เชิงลึก ผู้บริหารระดับรองอธิการบดี จํานวน 15 คน ผู้บริหารระดับกลาง จํานวน 15 คน และผู้ปฏิบัติการ จํานวน 15 คน เคร่ืองมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวม ข้อมูลเป็นแบบสัมภาษณ์ก่ึงโครงสร้าง ตรวจสอบความตรงเชิงเนื้อหาโดยผ้ทู รงคุณวุฒิ 5 คน ได้ค่าดชั นีความตรง เชิงเนื้อหา (CVI) ท้ังฉบับเท่ากับ 0.96 และค่าดัชนีความสอดคล้อง (IOC) อยู่ระหว่าง 0.60 - 1.00 ประเมินความ เหมาะสม ความเปน็ ไปได้ของรูปแบบจากผ้เู ชยี่ วชาญ จํานวน 10 คน โดยการสนทนากลุ่ม ผลการวจิ ัยพบว่า 1. สภาพปัจจุบันด้านนโยบายของการพัฒนากีฬาสู่ความเป็นเลิศของสถาบันอุดมศึกษา ด้านคนที่มี บทบาทสําคัญในการพัฒนากีฬาสู่ความเป็นเลิศ ได้แก่ ผู้บริหาร ผู้ฝึกสอน และนักกีฬา ด้านการเงินและ งบประมาณ มีการจัดสรรงบประมาณเพื่อการแข่งขันกีฬามหาวิทยาลัยเป็นหลัก ด้านสถานที่ฝึกซ้อม อุปกรณ์ ฝึกซ้อม มีมาตรฐานและเพียงพอ ด้านการจัดการและกระบวนการจัดการมีวิธีการนําไปปฏิบัติที่แตกต่างกัน ตามบริบทการดาํ เนินงานของมหาวทิ ยาลยั 2. รูปแบบนโยบายการพัฒนากีฬาสู่ความเป็นเลิศของสถาบันอุดมศึกษา มีแนวนโยบาย ดังต่อไปน้ี 1) การวางระบบการบริหารจัดการและพัฒนานักกีฬาสู่ความเป็นเลิศ 2) การจัดหน่วยงานสนับสนุนภายใน มหาวิทยาลัยเพ่ือพัฒนากีฬาสู่ความเป็นเลิศ 3) การขับเคล่ือนการส่งเสริมและการพัฒนากีฬาเพื่อความเป็นเลิศ อยา่ งเปน็ รูปธรรม และ4) การติดตามและประเมินผลการดําเนินงานด้านกีฬาสคู่ วามเปน็ เลิศอยา่ งเป็นระบบ จากข้อค้นพบน้ี สถาบันอุดมศึกษาสามารถนําไปพิจารณาดําเนินการเพ่ือให้เกิดการพัฒนากีฬา เพือ่ ความเป็นเลิศอย่างมีประสิทธภิ าพต่อไป คาสาคญั : นโยบาย; การพัฒนา; กีฬาสคู่ วามเปน็ เลศิ Corresponding Author: นิตยา เรืองมาก คณะวิทยาศาสตร์การกฬี า มหาวทิ ยาลยั เกษตรศาสตร์ Email: [email protected]

COMPARISON OF THE POLICY PROCESS OF SPORTS DEVELOPMENT FOR EXCELLENCE IN HIGHER EDUCATION INSTITUTIONS Nittaya Ruangmak, Vichakorn Hengsadeekul, and Supitr Samahito Faculty of Sports Science, Kasetsart University Abstract The objectives of this study were to compare of the policy process of sports development for excellence in higher education institutions and to propose models of the policy process of sports development for excellence in higher education institutions. The data were collected from document review and in-depth interview. The interviews consisted of 15 vice presidents, 15 middle managers and 15 executors. The research instrument is a semi-structured interview. The examination of the content validity was conducted by 5 experts. The content validity index (CVI) was 0.96 and the index of item-objective congruence (IOC) ranged from 0.60 to1.00. Finally, the suitability and possibility were measured by focus group of from the experts. The results indicated as follows: 1. The current condition of the policy of sports development for excellence in higher education institutions showed that the involved personnel who had an important role were administrators’ coaches and athletes. In the dimension of finance and budget it was found that budget was mainly managed for sport competition in the university games. In the dimension of practice facilities there were sufficient places and equipment for practicing. And in the dimension of management and management process there were different implementations up to the operating context of the university. 2. The model of policy in sports development for excellence in higher education institutions consisted of 1) setting systems of management and developing athletes for excellence 2) setting sports supporting organization in the university for developing sports for excellence 3) moving supporting and developing sports for excellence concretely and 4) following up and evaluating systematically of implementation of sports for excellence. Based on the findings of this research, the higher education institutes can consider to take them for developing sports for excellence efficiently. Keywords: Policy, Development, Sport for excellence Corresponding Author: Nittaya Ruangmak, Faculty of Sports Science, Kasetsart University Email: [email protected]

บทนา ประเทศไทย มีนโยบายด้านการกฬี าอยา่ งชัดเจนในการใช้กีฬาเป็นฐานท่ีสําคัญในการพัฒนาประเทศ ซ่ึงการพฒั นากีฬาให้เป็นกระแสการเล่นกีฬาเป็นชีวิตประจําวันได้น้ัน สิ่งท่ีสาํ คัญมากท่ีสุด คือ การบรหิ ารจัดการ ด้านกีฬาของหน่วยงานต่าง ๆ โดยเฉพาะในสถาบันการศึกษา การใช้กีฬาเป็นเคร่ืองมือสําคัญในการพัฒนา คุณภาพชีวิต การเสริมสร้างสุขภาพ สร้างความสมานฉันท์ เพื่อให้เกิดการพัฒนากีฬาอย่างจริงจังและยั่งยืน จึงเป็นวาระสําคัญท่ีสถาบันการศึกษาควรเป็นหน่วยงานหน่ึงในการขับเคล่ือนการพัฒนากีฬาอย่างเป็น รูปธรรม ปัจจุบันสถาบันอุดมศึกษาในสังกัดของรัฐบาล เอกชน และมหาวิทยาลัยราชภัฏ ได้มีนโยบายการ ส่งเสริมกีฬาอย่างชัดเจน อาทิ การจัดการแข่งขันกีฬาภายในเครือ การแข่งขันกีฬาระหว่างสถาบัน การแข่งขัน กีฬาระหว่างภูมิภาค การฝึกอบรมบุคลากรด้านกีฬา เป็นต้น โดยเฉพาะการแข่งขันกีฬามหาวิทยาลัย แห่งประเทศไทย ซึ่งเป็นการแข่งขันกีฬาระหว่างมหาวิทยาลัยต่าง ๆ ในประเทศไทย โดยมีเป้าหมายหลักเพื่อ พัฒนานิสิตนักศึกษา และบุคลากรของมหาวิทยาลัยให้มีสมรรถภาพและสุขภาพที่ดี มีน้ําใจนักกีฬา รู้แพ้ รู้ชนะ รู้อภัย ให้โอกาสผู้อื่น มีระเบียบวินัย เคารพปฏิบัติตามกติกาและกฎเกณฑ์ต่าง ๆ รู้รักสามัคคี มีความ อดทน อดกลั้น ควบคุมตนเอง สามารถร่วมมือปฏิบัติการได้อย่างกลมกลืน แก้ปัญหาอย่างสันติ และสละ ประโยชน์ส่วนตนเพ่ือส่วนรวมเพื่อพัฒนาการกีฬาของชาติ ให้ไปสู่มาตรฐานสากล เพื่อเสริมสร้างความเข้าใจ และสัมพันธภาพอันดีระหว่างนิสิต นักศึกษาบุคลากรของมหาวิทยาลัยและสถาบันอุดมศึกษาต่าง ๆ ท้ังใน ประเทศและต่างประเทศ โดยใช้กีฬามหาวิทยาลัยเป็นส่ือและเพ่ือส่งเสริม ทํานุบํารุงและพัฒนากีฬาไทย ใหเ้ ปน็ วัฒนธรรมประจําชาติ (The University Sports Board of Thailand, 2012) จากการเก็บรวบรวมข้อมูลจากสถาบนั อุดมศกึ ษาในประเทศไทยพบว่า หลายสถาบันใหค้ วามสาํ คัญกับ การพัฒนากีฬาสู่ความเป็นเลิศ อาทิ มหาวิทยาลัยการกีฬาแห่งชาติ ซึ่งเป็นสถาบันระดับอุดมศึกษาด้านกีฬา แห่งเดียวในประเทศไทยที่มุ่งเน้นการพัฒนานักศึกษา ให้มีศักยภาพด้านกีฬาสู่ความเป็นเลิศ โดยได้จัดการแข่งขัน กฬี าสถาบันการพลศึกษาแห่งประเทศไทยขึ้นเป็นประจําทกุ ปี และสง่ นักกีฬาเขา้ ร่วมการแข่งขันระดับนานาชาติ ในขณะที่มหาวิทยาลัยกรุงเทพธนบุรี ซึ่งเป็นสถาบันการศึกษาเอกชน ได้กําหนดนโยบายด้านการกีฬาไว้ใน ยุทธศาสตร์การบริหารจัดการ โดยยึดหลักธรรมาภิบาลการสนับสนุนทุนการศึกษาด้านกีฬาให้กับนักศึกษา ระดับปริญญาตรีท่ีมีความสามารถด้านกีฬาเพ่ือความเป็นเลิศ เป็นต้น จากสภาพความเป็นจริงท่ีเกิดข้ึนเหล่าน้ี มีความจําเป็นต้องนําแนวคิด วิธีการในการบริหารจัดการกีฬามาเป็นเครื่องมือในการพัฒนากีฬาของสถาบัน อุดมศึกษาในประเทศไทยเพื่อให้มีศักยภาพมาตรฐานนานาชาติ โดยการนําแนวคิดการบริหารจัดการกีฬาที่มี ทรัพยากรพ้ืนฐานที่เป็นองค์ประกอบสําคัญต่อการพัฒนากีฬา ได้แก่ ปัจจัยด้านบุคลากร (man) ปัจจัยด้าน เงินทุนและงบประมาณ (money) ปัจจัยด้านวัสดุอุปกรณ์และเคร่ืองมืออํานวยความสะดวก (materials) และ ปัจจัยด้านการบริหารจัดการ (management) หรือที่เรียกย่อ ๆ ว่า 4 M’s (Siriwan Sereerat, Somchai Hirunkit, & Somsak Wanichayaporn, 2002) มาช่วยให้ขับเคลื่อนการพัฒนากีฬาของสถาบันอุดมศึกษาเพ่ือ ความสําเร็จอย่างมีประสิทธิภาพ อย่างไรก็ตามจากการทบทวนงานวิจัยของ อัษ แสนภักดี (At Sanpakdee, 2015) พบว่า สถาบันอุดมศึกษาของรัฐที่ประสบผลสําเร็จด้านการบริหารจัดการกีฬาต้องมีปัจจัยสนับสนุน ประกอบไปด้วย ความเพียงพอของเจ้าหน้าท่ีและบุคลากร มีงบประมาณสนับสนุนชมรมกีฬาต่าง ๆ และควรมี ระบบการควบคุม ตรวจสอบการใช้งบประมาณ มรี ะบบในการชว่ ยเหลือสนับสนนุ การเรียนของนักกีฬา มสี นาม และอุปกรณ์กีฬาให้เพียงพอ ด้านหน้าที่ทางด้านการบริหาร ต้องมีปัจจัยสนับสนุน ประกอบด้วย การกําหนด เป้าหมายในการแข่งขันกีฬามหาวิทยาลัยแห่งประเทศไทย การสร้างเครือข่าย ความร่วมมือกับสมาคม สโมสรกฬี า หรือหน่วยงานอื่น ๆ อย่างไรก็ตามยงั พบวา่ สถาบันต่าง ๆ ยังไม่บรรลุเป้าหมายในความสม่าํ เสมอ

ของการได้รับเหรยี ญรางวลั จากการแขง่ ขนั กีฬา แสดงวา่ ยงั มีข้อจํากัดในการพัฒนากีฬาเพ่ือความเป็นเลิศ จากความเป็นมาและความสําคัญของการพัฒนากีฬาเพื่อมุ่งสู่ความเป็นเลิศ รวมท้ังสภาพความ เป็นจริงด้านนโยบายของการพัฒนากีฬาสู่ความเป็นเลิศในแต่ละสถาบันอุดมศึกษา จึงทําให้ผู้วิจัยมีความ ต้องการท่จี ะศกึ ษาเพอื่ เปรียบเทยี บกระบวนการนโยบายการพฒั นากีฬาสู่ความเป็นเลศิ ของสถาบันอุดมศึกษา ในประเทศไทยท่ีมีแนวทางการพัฒนาด้านกีฬาท่ีแตกต่างกัน โดยผู้วิจัยได้นําแนวคิดเก่ียวกับกระบวนการ บริหารจัดการ ของ Drucker, & Peter (2005) ซึ่งประกอบด้วย การวางแผน (Planning) การจัดองค์การ (Organizing) การเปน็ ผู้นํา (Leading) และการควบคุม (Controlling) มาพัฒนาทรพั ยากรทางดา้ นการบรหิ าร จัดการกีฬาสู่ความเป็นเลิศ ได้แก่ คน (Man) เงิน (Money) วัสดุอุปกรณ์ (Material) และการจัดการ (Management) ให้เหมาะสมกับบริบทในการบริหารงานของสถาบันอุดมศึกษาต่อไป ซึ่งการศึกษาในคร้ังน้ี จะช่วยให้เกิดนโยบายการพัฒนากีฬาสู่ความเป็นเลิศของสถาบันอุดมศึกษา ท่ีเหมาะสมอย่างยั่งยืนในระยะยาว และตัวแบบท่ีพัฒนาได้จะเป็นการยกระดับมาตรฐานของสถาบันอุดมศึกษาให้ก้าวไปสู่การแข่งขันระดับ นานาชาติต่อไป จึงเป็นสาเหตุทําให้ผู้วิจัยมีความสนใจในการศึกษาเรื่อง “การเปรียบเทียบกระบวนการ นโยบายของการพัฒนากีฬาสู่ความเป็นเลิศของสถาบันอุดมศึกษา” โดยจะนําข้อค้นพบจากการศึกษามาเพื่อ สนับสนุน ส่งเสริม พัฒนาการกีฬาของสถาบันอุดมศึกษา ให้มีการบริหารจัดการที่มีประสิทธิภาพอย่างย่ังยืน ระยะยาว ตอ่ ไปในอนาคตอกี ด้วย วัตถปุ ระสงค์ของการวจิ ัย 1. เพอ่ื เปรยี บเทยี บกระบวนนโยบายการพฒั นากฬี าสู่ความเปน็ เลิศของสถาบันอุดมศึกษา 2. เพื่อนาํ เสนอรปู แบบนโยบายการพัฒนากีฬาสูค่ วามเปน็ เลิศของสถาบนั อุดมศึกษา วธิ ดี าเนินงานวจิ ัย ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง 1. กลุ่มผู้บริหารระดับรองอธิการบดี ท่ีดํารงตําแหน่งบริหารงานด้านกีฬาของมหาวิทยาลัยใน สถาบันอุดมศึกษา โดยการเลือกแบบเจาะจง (Purposive Sampling) เป็นมหาวิทยาลัยท่ีมีผลการแข่งขัน กีฬามหาวิทยาลัยแห่งประเทศไทย ครั้งที่ 47 อยู่ใน อันดับท่ี 1 ถึง 10 จํานวน 15 คน ประกอบด้วย มหาวทิ ยาลยั ของรัฐ จํานวน 5 คน มหาวิทยาลยั เอกชน จํานวน 5 คน และมหาวิทยาลยั ราชภฎั จํานวน 5 คน 2. กลุ่มผู้บรหิ ารระดับกลางหรอื ผอู้ ํานวยการกองกีฬา ทด่ี ํารงตําแหน่งงานด้านกีฬาของมหาวิทยาลัย ในสถาบันอุดมศึกษา โดยการเลือกแบบเจาะจง (Purposive Sampling) จํานวน 15 คน ประกอบด้วย มหาวิทยาลยั ของรฐั จํานวน 5 คน มหาวทิ ยาลัยเอกชน จาํ นวน 5 คน และมหาวทิ ยาลัยราชภัฎ จํานวน 5 คน 3. ผปู้ ฏิบัติการหรือบคุ ลากรเจ้าหน้าท่ีของมหาวิทยาลัยที่ได้รับมอบหมายใหด้ ําเนินงานทางด้านกีฬา ของมหาวิทยาลัยในสถาบันอุดมศึกษา โดยการเลือกแบบเจาะจง (Purposive Sampling) จํานวน 15 คน ประกอบด้วย ประกอบด้วย มหาวิทยาลัยของรัฐ จํานวน 5 คน มหาวิทยาลัยเอกชน จํานวน 5 คน และ มหาวิทยาลัยราชภฎั จํานวน 5 คน เคร่อื งมอื ทใ่ี ชใ้ นการวจิ ยั เคร่ืองมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลเพ่ือการวิจัยในครั้งน้ี คือ แบบสัมภาษณ์แบบก่ึงโครงสร้าง (Semi-structured interview) มีการตรวจสอบความตรงเชิงเนื้อหาโดยผู้ทรงคุณวุฒิ 5 คน ได้ค่าดัชนีความ ตรงเชิงเนื้อหา (CVI) ทั้งฉบับเท่ากับ 0.96 และค่าดัชนีความสอดคล้อง (IOC) อยู่ระหว่าง 0.60 - 1.00 โดยแบบสัมภาษณ์แบบกึ่งโครงสร้างท่ีใช้สาํ หรับสอบถาม แนวนโยบาย กระบวนการ ในการพัฒนาส่งเสริม

สนับสนุนด้านกีฬาของสถาบัน ได้บูรณาการแนวคิด ทฤษฎีเก่ียวกับทรัพยากรทางด้านบริหารท่ีเป็น ปัจจยั พ้ืนฐานสาํ คัญของการจัดการอยา่ งมปี ระสิทธิภาพของนกั วชิ าการหลายท่าน ไดแ้ ก่ 4 M’s ประกอบด้วย man money materials management และกรอบแนวคิดกระบวนการจัดการท่ีองค์กร และหนว่ ยงานต่าง ๆ นํามาใช้เป็นหลักการบริหารจัดการที่ประสบความสําเร็จ ได้แก่ กระบวนการจัดการ 4 ขั้นตอน คือ POLC ของ Daft, & Richard (2006) ประกอบด้วย การวางแผน (planning) การจัดองค์กร (organizing) การนํา (leading) และการควบคุม (controlling) โดยแบ่งเป็น 3 สว่ น ดังนี้ ส่วนท่ี 1 ข้อมูลทั่วไปของผู้ตอบแบบสัมภาษณ์ ได้แก่ อายุ วุฒิการศึกษา ตําแหน่งการปฏิบัติงาน ระยะเวลาทป่ี ฏิบตั งิ าน ประสบการณ์การทํางาน ลักษณะขอ้ คาํ ถามเปน็ คําถามปลายเปิด ส่วนท่ี 2 ความคิดเห็นเก่ียวกับกระบวนการนโยบายของการพัฒนากีฬา การจัดการกีฬาสู่ความเป็น เลิศของสถาบันการศึกษา ลักษณะข้อคําถามเป็นลักษณะแนวคําถามหลักเพื่อสัมภาษณ์ ผู้ให้ข้อมูลหลัก โดยครอบคลุมประเด็น ตามขอบเขตการวจิ ยั ส่วนที่ 3 ความคิดเห็นเกี่ยวกับแนวทางการพัฒนากีฬา การจัดการกีฬาสู่ความเป็นเลิศของ สถาบันอดุ มศึกษา การเก็บรวบรวมข้อมลู ผู้วิจัยเก็บรวบรวมข้อมูลด้วยความเคร่งครัดต่อจริยธรรมในการวิจัย เพ่ือการสังเคราะห์ผลการวิจัย จากข้อมลู ทถี่ กู ตอ้ งสมบูรณ์ และเชือ่ ถือได้มากที่สุด โดยมรี ายละเอียด ดงั น้ี 1. การวิจัยเชิงเอกสาร (documentary research) เป็นการศึกษาข้อมูลจากแหล่งข้อมูลทุติยภูมิ ที่เป็นหลักฐานในการดําเนินงานที่เก่ียวข้องกับการส่งเสริม สนับสนุนการจัดการกีฬาสู่ความเป็นเลิศของ สถาบันอุดมศึกษา โดยเก็บข้อมูลจากเอกสาร แผนยุทธศาสตร์ นโยบาย รายงานประจําปี ซ่ึงอาจอยู่ใน รปู ข้อมูลดิบทผี่ ู้อน่ื รวบรวมเอาไว้ หรอื ข้อมูลทผ่ี า่ นกรรมวิธที างขอ้ มูล หรอื การวิเคราะหม์ าแลว้ 2. การสํารวจข้อมลู ดว้ ยการสมั ภาษณ์เชิงลึก (in - depth interview) เป็นการศึกษาข้อมูลจากผ้ทู ีใ่ ห้ ขอ้ มูลสาํ คญั (key informants) ด้วยการสมั ภาษณแ์ บบไม่เป็นทางการ เพอื่ ต้องการข้อมูลเชิงลึกเก่ียวกับเร่ือง นั้นๆ โดยใช้หลักความยืดหยุ่นการสัมภาษณ์ดําเนินไปเสมือนเป็นการสนทนาในชีวิตประจําวัน ในการ ดําเนินการสัมภาษณ์จริงน้ันจะไม่มีการเรียงลําดับข้อคําถามแต่จะเปิดโอกาสให้ผู้ถูกสัมภาษณ์น้ันแสดงความ คดิ เห็นหรือให้ข้อมูลได้อย่างเสรีและเต็มท่ี ท้ังน้ขี ณะดําเนินการสัมภาษณ์ได้มีการขออนญุ าตผู้ให้ขอ้ มูลสําคัญ ก่อนการบันทึกเสียงและมีการบนั ทกึ ข้อความหรือถ้อยคําหลัก ๆ ไวเ้ พอื่ กลบั มาทบทวนในภายหลงั การวิเคราะหข์ อ้ มูล การนําเสนอผลการวิเคราะห์ข้อมูล ในรูปแบบการบรรยายเชิงพรรณนาตามที่กําหนดไว้ โดยผลสุดท้ายผู้วิจัยได้สังเคราะห์ผลการวิจัยนําเสนอเป็น “รูปแบบนโยบายการพัฒนากีฬาสู่ความเป็นเลิศ ของสถาบันอุดมศึกษา” โดยจะเลือกนําเสนอเฉพาะข้อมูลท่ีมีเน้ือหาเกี่ยวข้องกับเรื่องท่ีผู้วิจัยศึกษาเท่านั้น ผู้วิจัยใช้วิธีการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพ โดยใช้การวิเคราะห์ข้อมูลแบบสร้างข้อสรุป การแปลผล ตีความ และสรุปประเด็น ตามขั้นตอนการดําเนินการวิจัย โดยนําข้อมูลที่ได้จากขั้นตอนการดําเนินการวิจัย ในแต่ละขั้นมาสรุป วิเคราะห์ และสังเคราะห์ จนกระท่ังได้รูปแบบนโยบายการพัฒนากีฬาสู่ความเป็นเลิศ ของสถาบันอดุ มศกึ ษาและรายงานผลท่ีไดจ้ ากการศึกษาในรปู แบบการพรรณนา

ผลการวิจยั ผลการวิเคราะห์เปรียบเทียบนโยบายการพัฒนากีฬาสู่ความเป็นเลิศของสถาบันอุดมศึกษา 3 สังกัด พบว่า กระบวนการนโยบายการพัฒนากีฬาสู่ความเป็นเลิศของมหาวิทยาลัยรัฐ และมหาวิทยาลัยเอกชน มีปัจจัยพ้ืนฐานทางการบริหารจัดการ (4Ms) ด้านคน (man) ในบริบทท่ีคล้ายคลึงกัน ประกอบด้วย บคุ คล 3 กลุ่ม ที่มีบทบาทสําคัญในการพัฒนากีฬาสู่ความเป็นเลิศ ได้แก่ ผู้บริหาร ผู้ฝึกสอน และนักกีฬาโดยผู้บริหารของ มหาวิทยาลัยรฐั และเอกชนเป็นผู้ท่ีสนใจกีฬา มีทศั นคติที่ดตี ่อกีฬา จึงให้ความสาํ คัญในการสง่ เสริม สนับสนุน กฬี าของมหาวิทยาลยั ในทุกมิติ สําหรับผู้ฝกึ สอนน้นั มหาวิทยาลัยรัฐส่วนใหญ่ มีศิษย์เก่าที่มีความสามารถทาง กีฬาระดับสูงหรือเป็นอดีตทมี ชาติเปน็ ผ้ฝู ึกสอนใหก้ ับมหาวิทยาลยั ในขณะท่ีมหาวิทยาลัยเอกชนจ้างผฝู้ กึ สอน ระดับทีมชาติหรือมืออาชีพจากภายนอกเป็นหลัก และนักกีฬาคือตัวจักรสําคัญในกระบวนการพัฒนากีฬาสู่ ความเปน็ เลิศ โดยนกั กฬี าท่ีเข้าศึกษาในมหาวิทยาลยั รัฐ มีท้ังระดับทมี ชาติ เยาวชนทมี ชาติและระดบั ท่ตี ํ่ากว่า แต่มีคุณสมบัติตามเกณฑ์ของมหาวิทยาลัย ส่วนนักกีฬาที่เข้าศึกษาในมหาวิทยาลัยเอกชนส่วนใหญ่จะเป็น ระดับทีมชาติเยาวชนทีมชาติ อย่างไรก็ตาม สําหรับในบริบทด้านคน (man) ของมหาวิทยาลัยราชภัฎ จะมีความแตกต่างจากมหาวิทยาลัยรัฐและเอกชนทั้งผู้บริหารท่ียังไม่ได้ให้ความสําคัญกับกิจกรรมทาง การกีฬามากนักอีกทั้งผู้ฝึกสอนยังเป็นอาจารย์ในสาขาวิชาพลศึกษาที่ขาดประสบการณ์และความเช่ียวชาญ เฉพาะดา้ น และนักกฬี าท่เี ข้ามาศึกษาส่วนใหญ่มีถ่ินฐานในจังหวัดทีม่ หาวทิ ยาลัยราชภฏั น้นั ตงั้ อยู่ ด้านการเงินและงบประมาณ (money) ของสถาบันอุดมศึกษาทั้ง 3 แห่ง มีการจัดสรรงบประมาณ เพ่อื การแข่งขนั กีฬามหาวทิ ยาลยั เป็นหลกั โดยมหาวทิ ยาลัยเอกชนมีงบประมาณคอ่ นข้างมากในการสนบั สนุน กีฬาและสวัสดิการของนักกีฬาและผู้ฝึกสอนด้วย สําหรับด้านสถานท่ี วัสดุอุปกรณ์ ส่ิงอํานวยความสะดวก (material) ทั้งมหาวิทยาลัยรัฐ มหาวิทยาลัยเอกชนมีสถานที่ฝึกซ้อมอุปกรณ์ฝึกซ้อม ท่ีมีมาตรฐานและ เพียงพอ อาทิ สนามกีฬา อาคาร ยิมเนเซียม sport complex เป็นต้น ในขณะท่ีมหาวิทยาลัยราชภัฏน้ัน มีอปุ กรณ์การฝึกซอ้ มไมเ่ พยี งพอและไม่ทนั สมัย ด้านการจัดการและกระบวนการจัดการ (management) ของสถาบันอุดมศึกษาทั้ง 3 แห่ง มีท้ัง บริบทการดําเนินงานท่ีคล้ายคลึงและแตกต่างกัน โดยมหาวิทยาลัยรัฐและเอกชนมีแผนยุทธศาสตร์ด้านกีฬา หรือแผนพัฒนากีฬาเป็นกรอบทิศทางการดําเนินงาน มกี ารวางแผนพัฒนานักกีฬาอย่างเป็นระบบทง้ั ด้านการ เรียนและการกีฬาแต่วธิ ีการแตกต่างกัน เชน่ มหาวทิ ยาลัยรัฐใหส้ ิทธพิ ิเศษเฉพาะนักกฬี าในเรอ่ื งการเรียนเสริม การลา การติว การสอบ เป็นต้น ส่วนมหาวิทยาลัยเอกชนสนับสนุนนักกีฬาสู่เส้นทางการเป็นทีมชาติอย่าง เตม็ ที่ โดยการจดั โปรแกรมการเรียนแบบพิเศษให้กับนักกีฬาไดเ้ รียนเฉพาะวนั เสาร์และวันอาทติ ย์ และการให้ ความม่ันคงในอาชีพการงานเมื่อจบการศึกษา สามารถเป็นผู้ฝึกสอนหรืออยู่ในหน่วยงานของมหาวิทยาลัย ต่อไปได้ ด้านการจัดองค์กรของสถาบันอุดมศึกษาแต่ละแห่งมีความแตกต่างกัน โดยมหาวิทยาลัยรัฐมีชมรมกีฬา ซึ่งมีหน้าที่ดูแล ช่วยเหลือ นักกีฬาในเรื่องการฝึกซ้อมและการศึกษามีโครงการที่สนับสนุนโอกาสทางการศึกษา ให้กับนักกีฬา เช่น โครงการผู้มีความสามารถดีเด่นด้านกีฬาโครงการนักกีฬาทีมชาติ โครงการรับตรงคณะ วิทยาศาสตร์การกีฬา เป็นต้น และยังมีผู้บริหารระดับสูงรับผิดชอบงานด้านกีฬาอย่างชัดเจน ขณะที่มหาวิทยาลัย เอกชนมีสํานักกีฬาเป็นหน่วยงานหลักในการประสานงานด้านการศึกษาให้กับนักกีฬาและสนับสนุนกิจกรรม กฬี าการแข่งขันกฬี ามีศูนย์วิทยาศาสตร์การกีฬา คณะวิทยาศาสตร์การกีฬาเป็นหนว่ ยสนับสนุนในการพัฒนา ทรัพยากรหรือบุคลากรทางด้านการกีฬา และที่สําคัญมีการทําความร่วมมือกับหน่วยงานภายนอกที่มีความ เป็นเลิศทางการกฬี าท้ังองค์กรภาครฐั และเอกชนทั้งในและตา่ งประเทศ เพือ่ ขับเคลอื่ นการพัฒนาทางดา้ นกีฬา

ทกุ มติ ิ อย่างไรกต็ ามสําหรับมหาวทิ ยาลัยราชภัฏมกี องพัฒนานักศึกษาเปน็ หนว่ ยประสานอาํ นวยความสะดวก ในการสง่ นกั กฬี าเขา้ ร่วมการแขง่ ขนั กีฬามหาวทิ ยาลัย ด้านการนํามาปฏบิ ัตเิ พื่อพัฒนากีฬาสู่ความเป็นเลิศนั้น สถาบนั อุดมศกึ ษาท้ัง 3 แห่ง มสี วัสดิการด้าน ทุนการศึกษาให้กับนักกีฬา แต่ส่ิงที่แตกต่างกันอย่างชัดเจนคือการสร้างแรงจูงใจนักกีฬาและผู้ฝึกสอนของ มหาวิทยาลัยเอกชนมีการให้เงินเดือนและเงินอัดฉีดที่ค่อนข้างสูง ในขณะท่ีมหาวิทยาลัยรัฐสร้างแรงจูงใจ โดยการใหค้ ุณค่าและความภมู ใิ จท่สี รา้ งช่ือเสียงให้สถาบันมากกวา่ การเหน็ คุณค่าของเงนิ รางวลั ด้านการควบคุมของสถาบันอุดมศึกษาท้ัง 3 แห่ง มีการรายงานผลการปฏิบัติงานด้านการกีฬาเป็น ลายลักษณ์อักษรชัดเจน มีการติดตามความก้าวหน้าของการดําเนินงานอย่างสมํ่าเสมอ ซ่ึงมหาวิทยาลัย เอกชนค่อนขา้ งให้ความสําคัญกับผลการแข่งขันกีฬามหาวิทยาลัย โดยมีการประเมินผลงานล่วงหน้า มกี ารนํา ผลการปฏิบตั งิ านของสถาบันอื่น ๆ มาเปรียบเทียบเพือ่ ประเมินตนเองในการแข่งขันครั้งถดั ไป สําหรบั ผลการนาํ เสนอรูปแบบนโยบายการพัฒนากีฬาส่คู วามเป็นเลศิ ของสถาบนั อุดมศกึ ษา ผู้วิจัยได้ กําหนดกรอบทิศทางการดําเนินงานด้านกีฬาของสถาบันอุดมศึกษาให้สอดคล้องกับแผนพัฒนากีฬาแห่งชาติ ฉบับท่ี 6 (พ.ศ. 2560 - 2564) ในยุทธศาสตร์ท่ี 3 การพัฒนากีฬาเพื่อความเป็นเลิศและต่อยอดความสําเร็จ ในระดับอาชีพ โดยมุ่งเน้นด้านการสร้างและพัฒนานักกีฬาของมหาวิทยาลัยให้ประสบความสําเร็จ ในด้านการศึกษาควบคู่ไปกับด้านการกีฬาอีกท้ังยังส่งเสริมสมรรถนะของนักกีฬาให้สูงขึ้นเพ่ือต่อยอด เป็นนักกีฬาทีมชาติหรือนักกีฬามืออาชีพอย่างต่อเนื่องต่อไป โดยมีแนวทางนโยบายในการพัฒนากีฬาสู่ ความเป็นเลิศของสถาบันอดุ มศกึ ษา ดังต่อไปน้ี 1. การวางระบบการบริหารจัดการและพัฒนานักกีฬาสู่ความเป็นเลิศ ตั้งแต่เข้าสู่ระบบการศึกษา ในมหาวิทยาลัยจนกระท่ังสําเร็จการศึกษาและมีงานท่ีมนั่ คง โดยการจัดทําเส้นทางความกา้ วหน้าของนกั กีฬา ให้มีความชัดเจนดงั น้ี 1.1 การสรรหา/คัดเลือก นักกีฬาเข้าสู่ระบบสถาบันอุดมศึกษา โดยมีโครงการพิเศษรับผู้ที่มี ความสามารถทางกฬี าเข้าศกึ ษาในระดับอุดมศกึ ษา ท้ังระดับปริญญาตรี ปริญญาโท และปริญญาเอก พร้อมท้ัง กําหนดคุณสมบัติผู้มีความสามารถพิเศษทางกีฬาให้ชัดเจนตามระดับความสามารถและผลงาน ได้แก่ ระดับ ทีมชาติ ระดับเยาวชนทีมชาติ และระดับประเทศ และจัดสรรจํานวนและโควตาผู้มีความสามารถพิเศษ ทางกฬี าใหม้ ีสดั สว่ นท่เี หมาะสมในแต่ละปี 1.2 การพัฒนาผู้มีความสามารถทางกีฬา โดยการจัดโปรแกรมการเรียนเสริมพิเศษเสาร์ - อาทิตย์ หรอื มหี ลักสูตรเฉพาะสาํ หรบั กลุ่มผู้มีความสามารถพเิ ศษทางกีฬาให้เรียนเฉพาะวันเสาร์ - อาทิตย์ และการส่ง ผู้มีความสามารถพิเศษทางกีฬาเข้าร่วมการแข่งขันกีฬามหาวิทยาลัยแห่งประเทศไทย กีฬาชิงชนะเลิศแห่ง ประเทศไทย และรายการอื่น ๆ ในนามของมหาวิทยาลยั 1.3 การธํารงรักษาผู้มีความสามารถทางกีฬา โดยการกําหนดสิ่งจูงใจท่ีเป็นตัวเงินและสิ่งจูงใจ ทไ่ี มเ่ ปน็ ตัวเงินอยา่ งเปน็ รปู ธรรม 2. การจดั หนว่ ยงานสนบั สนุนภายในมหาวิทยาลัยเพื่อพฒั นากีฬาสู่ความเปน็ เลศิ โดยมีบทบาทหน้าท่ี รับผิดชอบอย่างชัดเจนประกอบด้วยหน่วยสนับสนุนที่สําคัญ ได้แก่ ชมรมกีฬา สํานักกีฬา / กองการกีฬา คณะวทิ ยาศาสตร์การกฬี า และศนู ยก์ ีฬาครบวงจร 3. การขับเคลอื่ นการส่งเสริมและการพัฒนากีฬาเพอ่ื ความเปน็ เลิศอย่างเป็นรูปธรรม มีวิธปี ฏิบตั ิดงั นี้ คือ การส่งผู้ฝึกสอนท่ีเป็นบุคลากรภายในมหาวิทยาลัยไปอบรมหลักสูตรต่าง ๆ การทําบันทึกข้อตกลง (Memorandum of Agreement) กับองค์กรด้านกีฬาในประเทศไทยโดยเฉพาะสมาคมกีฬาแห่งประเทศไทย

การส่งนักกีฬาเข้าร่วมการแข่งขันรายการกีฬาท้ังในประเทศไทยและต่างประเทศในนามของมหาวิท ยาลัย การดูแลสวัสดิการและคุณภาพชีวิตของผู้ฝึกสอนและนักกีฬาของมหาวิทยาลัย การสนับสนุนการศึกษา วิจัย และพัฒนาเคร่อื งมอื อุปกรณ์ และนวัตกรรมใหมท่ ที่ นั สมัยด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีทางการกฬี า 4. การติดตามและประเมินผลการดาํ เนนิ งานด้านกฬี าสู่ความเปน็ เลิศอยา่ งเปน็ ระบบ โดยการกาํ หนด ตัวชี้วัดและค่าเป้าหมายให้ชัดเจน ในระยะการดําเนินงาน 5 ปี ตามวงรอบในแผนพัฒนากีฬาแห่งชาติ ฉบบั ที่ 6 (พ.ศ. 2560 - 2564) การตดิ ตามและประเมินผลการดาํ เนนิ งานด้านกีฬาสู่ความเปน็ เลิศทุกกิจกรรม เปน็ ระยะ และการจดั ทํารายงานผลการตดิ ตามและประเมินผลการดําเนนิ งานดา้ นกีฬาสู่ความเปน็ เลิศ อภิปรายผลการวิจัย การเปรียบเทียบนโยบายการพัฒนากีฬาสู่ความเป็นเลิศของสถาบันอุดมศึกษา 3 สังกัด พบว่า สถาบันอุดมศึกษาได้มุ่งเน้นด้านการสร้างและพัฒนานักกีฬาของมหาวิทยาลัยให้ประสบความสําเร็จในด้าน การศึกษาควบคู่ไปกับด้านการกีฬา อีกทั้งยังส่งเสริมสมรรถนะของนักกีฬาให้สูงขึ้นเพ่ือต่อยอดเป็นนักกีฬา ทีมชาติหรือนักกีฬามืออาชีพอย่างต่อเนื่องต่อไป โดยแนวทางนโยบายในการพัฒนากีฬาสู่ความเป็นเลิศของ สถาบันอุดมศึกษา ในด้านการวางระบบการบริหารจัดการและพัฒนานักกีฬาสู่ความเป็นเลิศให้เกิดประสิทธิผล สูงสุด ตั้งแต่เข้าสู่ระบบการศึกษาในมหาวิทยาลัยจนกระท่ังสําเร็จการศึกษาและมีงานท่ีมั่นคง โดยการจัดทํา เส้นทางความก้าวหน้าของนักกีฬาให้มีความชัดเจนเป็นข้ันตอน โดยให้ความสําคัญกับด้านการสรรหา/คัดเลือก เข้าสู่ระบบสถาบันอุดมศึกษา การพัฒนาผู้มีความสามารถทางกีฬา และการธํารงรักษาผู้มีความสามารถทาง กีฬา ซ่ึงได้สอดคล้องกับ อําพร ศรียาภัย (Amporn Sriyaphai, 2014) ได้เสนอแนวทางการจัดการศึกษาใน ระดับอุดมศึกษาสําหรับมหาวิทยาลัยท่ัวไปไว้ว่า การจัดการบุคลากรหรือทรัพยากรมนุษย์ท่ีดีจะช่วยเพ่ิม ประสิทธิภาพองค์กร ซ่ึงประกอบด้วย กระบวนการท่ีเก่ียวกับการสรรหา การคัดเลือก การพัฒนา การจูงใจ และการรักษา จุดมุ่งหมายสําคัญของการจัดการบุคลากร คือ การเพิ่มประสิทธิภาพการปฏิบัติงานของบุคลากร ในองค์กร การบริหารจัดการบุคลากรกีฬาจะมีข้ันตอนการพัฒนาไม่แตกต่างกับสายงานอ่ืน หากแต่ขั้นตอน การพัฒนามีรายละเอียดของการปฏิบัติต่างกัน ซึ่งในขั้นตอนของการพัฒนาผู้มีความสามารถทางกีฬา ได้ให้ ความสําคัญกับการจัดโปรแกรมการเรียนเสริมพิเศษเสาร์ - อาทิตย์ ให้กับนักกีฬา หรือมีหลักสูตรเฉพาะ สําหรับกลุ่มผู้มีความสามารถพิเศษทางกีฬาให้เรียนเฉพาะวันเสาร์ - อาทิตย์ เพื่อเอื้อประโยชน์ให้กับนักกีฬา สามารถฝึกซ้อมเพื่อเพ่ิมศักยภาพและความชํานาญของตนเองควบคู่ไปกับการเรียนในระบบมหาวิทยาลัยได้ อย่างมีประสิทธิภาพ ซ่ึงได้สอดคล้องในแนวทางเดียวกับแผนพัฒนาการกีฬาแห่งชาตฉิ บับท่ี 6 (พ.ศ. 2560 - 2564) ในยุทธศาสตร์การพัฒนากีฬาเพ่ือความเป็นเลิศและต่อยอดเพื่อความสําเร็จในระดับอาชีพที่ให้ความสําคัญ กับการสร้างเกณฑ์มาตรฐานสําหรับสถานศึกษาท่ัวประเทศในการอนุญาตให้นักเรียนและนักศึกษาสามารถ ลาเรียนเพ่ือเข้าร่วมการแข่งขันกีฬา และพิจารณาถึงความเป็นไปได้ในการจัดการเรียนการสอนคาบพิเศษ เฉพาะสําหรบั กลุม่ นักกีฬา และในงานวิจัยของ Chelladurai (2005) ไดส้ รุปไว้วา่ กลุ่มนักกีฬา ซึง่ เป็นผลติ ผล หลักของการพัฒนากีฬา โดยสถาบันการศึกษาระดับอุดมศึกษาจะเป็นหน่วยงานหลักที่จะต้องตระหนัก ในกระบวนการผลิตนกั กีฬา ต้องบริหารจัดการใหน้ ักกีฬาสามารถเรียนทางวิชาการและพัฒนาทางดา้ นทักษะ กฬี าควบคู่ไปดว้ ยกนั รูปแบบนโยบายการพัฒนากีฬาสู่ความเป็นเลิศของสถาบันอุดมศึกษา ผู้วิจัยได้นําเสนอรูปแบบตาม กรอบแนวคิดทผ่ี ู้วิจัยสร้างขึ้นจากข้อคน้ พบ โดยแนวนโยบายด้านการจัดหน่วยงานสนับสนุนภายในมหาวิทยาลัย เพื่อพัฒนากีฬาสู่ความเปน็ เลิศ มสี ํานกั กฬี า / กองการกีฬา เป็นหน่วยสนับสนุนหลักในการประสานงานและ

ขับเคล่ือนการดําเนินงานด้านกีฬาเพื่อความเป็นเลิศของมหาวิทยาลัย ซ่ึงได้สอดคล้องกับ คณะกรรมการ การกีฬามหาวิทยาลัยแห่งประเทศไทย (The University Sports Board of Thailand, 1996) ได้เสนอเรื่อง การจัดตั้งหน่วยงานเพอ่ื บริการและพฒั นากีฬามหาวิทยาลัยเพ่ือที่จะบริหารพัฒนากีฬาของสถาบันอุดมศกึ ษา สู่ความเปน็ เลิศไวว้ ่า ทบวงมหาวิทยาลัยต้องถือเป็นนโยบายที่จะให้ทกุ มหาวิทยาลัย มีหนว่ ยงานเพื่อทําหน้าท่ี บริหารพัฒนา และบริหารกจิ กรรมกีฬา ซ่งึ อาจจัดได้แตกต่างกันไปตามความเหมาะสมในแต่ละมหาวิทยาลัย โดยท่ีอย่างน้อยหน่วยงานนี้จะต้องมีฐานะเทียบเท่ากอง ซ่ึงอาจจะเรียกว่า กองพัฒนากีฬา กองกีฬาและ สุขภาพ หรือกองกีฬาและอนามัย ตามความเหมาะสม อย่างไรก็ตามศูนย์กีฬาครบวงจร เป็นอกี หน่วยหน่ึงท่ีมี บทบาทสําคัญในการสนับสนุนส่ิงอํานวยความสะดวก สถานที่ อุปกรณ์มาตรฐานสําหรับการฝึกซ้อม และ แข่งขันเพื่อพัฒนาศักยภาพนักกีฬาไปสู่ความเป็นเลิศ ตามรูปแบบที่ผู้วิจัยได้สร้างขึ้นมา ซ่ีงมีความสอดคล้อง กับแนวทางในการพัฒนาตามยุทธศาสตร์การพัฒนากีฬาเพื่อความเป็นเลิศและต่อยอดเพื่อความสําเร็จ ในระดับอาชีพ แผนพัฒนาการกีฬาแห่งชาติฉบับท่ี 6 (พ.ศ. 2560 - 2564) ด้านการสร้างและพัฒนา ศนู ย์บริการการกีฬาและศูนย์ฝึกกฬี าแหง่ ชาติที่เปน็ มาตรฐาน โดยจดั ต้งั ศูนย์ฝึกกีฬาแห่งชาติท่ีสามารถรองรับ การพัฒนากฬี าเพ่ือความเป็นเลศิ ครบวงจร โดยการสรา้ งและพฒั นาศนู ยฝ์ ึกกีฬาแห่งชาติซ่งึ สามารถให้บริการ ฝกึ ซอ้ มกีฬาอย่างเตม็ รปู แบบ หรอื มีการบูรณะและพฒั นาศูนยฝ์ ึกกีฬาให้ได้มาตรฐานตามความเหมาะสม แนวนโยบายด้านการขับเคล่ือนการพัฒนากีฬาเพื่อความเป็นเลิศอย่างเป็นรูปธรรม ผู้วิจัยได้กําหนด วิธีการขับเคล่ือนการพัฒนาไว้ คือ การส่งนักกีฬาเข้าร่วมการแข่งขันรายการกีฬาทั้งในประเทศไทยและ ต่างประเทศในนามของมหาวิทยาลัยเพ่ิมเพิ่มศักยภาพและประสบการณ์การแข่งขันให้มากเพียงพอต่อ การพฒั นาให้เกิดความสามารถสงู สดุ ทางกฬี า และการสนบั สนนุ การศกึ ษา วจิ ัย และพัฒนาเครื่องมอื อปุ กรณ์ และนวัตกรรมใหม่ท่ีทันสมัยด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีทางการกีฬา เพ่ือเพ่ิมขีดความสามารถ ให้กับนักกีฬาและผู้ฝึกสอน ยังได้สอดคล้องกับแนวทางในการพัฒนากีฬาสู่ความเป็นเลิศตามยุทธศาสตร์การ พัฒนากฬี าเพอื่ ความเป็นเลิศและตอ่ ยอดเพ่อื ความสําเรจ็ ในระดบั อาชีพ แผนพัฒนาการกีฬาแห่งชาติฉบับที่ 6 (พ.ศ. 2560 - 2564) ท่ีมีแนวทางการส่งเสริมการส่งแข่งขันและยกระดับการเตรียมนักกีฬาเพ่ือเพิ่มโอกาส ความสําเร็จ อีกท้ังยังส่งเสริมการใช้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีการกีฬาในขั้นตอนการเตรียมตัว อีกทั้ง ศักดิ์ชาย พิทักษ์วงศ์ (Sakchai Pitakwong, 2008) ยังได้ให้แนวทางการพัฒนากีฬาเป็นเลิศไว้ว่า จะต้อง ประกอบด้วยการพัฒนาความสามารถของตัวนักกีฬา การพัฒนาบุคลากรทางการกีฬา การพัฒนาระบบ การจัดการแข่งขันการพัฒนา การมีส่วนร่วม และการปลุกกระแสค่านิยมทางการกีฬา การพัฒนาโดยการ นํ า วิ ท ย า ศา ส ต ร์ กา ร กี ฬ า ม า ป ร ะ ยุ กต์ ใช้ เ พื่ อ พั ฒ น า กีฬ า ใ ห้ มีป ร ะ สิ ท ธิ ภ า พสู ง สุ ด แ ล ะก า ร พั ฒ น า อ ง ค์ ก ร ท่ีรับผิดชอบด้วยการกฬี าในทุกระดบั ตอ้ งให้ความสําคัญและมีการทาํ งานเช่ือมโยงเป็นระบบ ข้อเสนอแนะจากการวิจัย ขอ้ เสนอแนะที่ได้จากการทาวิจยั 1. ผลการวิจัยคร้ังน้ีจะเป็นประโยชน์ต่อการนําไปประยุกต์หรือปรับใช้ในการพัฒนานโยบาย ด้านกฬี าสูค่ วามเปน็ เลิศของสถาบันอดุ มศึกษา 2. ผลจากการศึกษาครั้งน้ี ผู้วจิ ัยไดน้ ําเสนอรูปแบบนโยบายของการพัฒนากีฬาสู่ความเป็นเลิศของ สถาบันอุดมศึกษา ซึ่งมหาวิทยาลัยในประเทศไทย สามารถที่จะนํารูปแบบดังกล่าวมาปฏิบัติเพื่อพัฒนางาน ด้านกีฬาสูค่ วามเป็นเลิศให้มปี ระสิทธภิ าพมากยิ่งข้ึน

3. ผลจากการศึกษาครั้งนี้ เป็นการนําเสนอองค์ความรู้ในเชิงวิชาการ เป็นข้อมูลเชิงประจักษ์ท่ีมี ความน่าเช่ือถือ ผู้บริหารของมหาวิทยาลัยควรใช้เป็นแนวทางในการบริหารกีฬาเพื่อความเป็นเลิศใน สถาบันอุดมศึกษา ซ่ึงจะเป็นประโยชน์โดยตรงต่อการพัฒนาและการบริหารจัดการกีฬาภายในมหาวิทยาลัย ให้ประสบความสาํ เร็จตามเป้าหมาย 4. เป็นแนวทางให้กับมหาวิทยาลัยในการประยุกต์ใช้ทรัพยากรทางการบริหารจัดการ อย่างมี ประสิทธิภาพและเกดิ ประสทิ ธิผลต่อการพัฒนากีฬาเพอ่ื ความเป็นเลศิ ในสถาบันอุดมศึกษา ข้อเสนอแนะเพ่อื การวจิ ยั ครัง้ ตอ่ ไป 1. ควรมีการศึกษาแผนพัฒนากีฬาแห่งชาติ ตามวงรอบ 5 ปี เพื่อเป็นแนวทางการดําเนินงานของ สถาบนั อดุ มศกึ ษาให้สอดคล้องในทิศทางเดียวกบั บริบทการพัฒนากีฬาเพ่ือความเป็นเลิศของประเทศ 2. ควรทําการศึกษาจากมหาวิทยาลัยในต่างประเทศที่สนับสนุนด้านกีฬา เพื่อเปรียบเทียบและ นาํ มาเป็นตน้ แบบในการพฒั นากฬี าสูค่ วามเป็นเลิศในสถาบันอดุ มศึกษาใหม้ ีมาตรฐานสงู ขน้ึ 3. ควรมีการทําวิจัยซ้ํา โดยใช้เทคนิควิจัยอ่ืน ๆ เมื่อเวลาผ่านไประยะหน่ึง เพื่อค้นหาข้อเท็จจริง ทแี่ ทจ้ รงิ เมอ่ื สภาพความเปน็ จริงไดเ้ ปลยี่ นแปลงไปตามบริบททางเศรษฐกิจและสงั คมของประเทศ 4. ควรมีการศึกษาปัจจัยทางด้านทรัพยากรการบรหิ ารจัดการอื่น ๆ ที่ส่งผลต่อนโยบายการพัฒนา กีฬาสู่ความเป็นเลิศของสถาบันอุดมศึกษา ตามแนวคิดและทฤษฎีต่าง ๆ เพ่ือพัฒนาการบริหารงานด้านกีฬา เพือ่ ความเป็นเลศิ ในสถาบนั อุดมศึกษา กิตติกรรมประกาศ งานวิจัยน้ีสําเร็จลุล่วงได้ผลสําเร็จตามความมุ่งหมายของผู้วิจัยคร้ังนี้ต้องขอขอบคุณ อาจารย์วิชากร เฮงษฎีกุล รองศาสตราจารย์ ดร.สุพิตร สมาหิโต และผู้ให้สัมภาษณ์ทุกทา่ น ท่ีให้ความร่วมมือในเก็บรวบรวม ข้อมลู ท่ีเปน็ ประโยชนต์ อ่ การวิจัยในครั้งนี้ References Amporn Sriyaphai. (2014). Managing sport in educational institutes for national sports development (Doctoral dissertation), Kasetsart University. At Saenphakdee. (2015). Model of administrative factors effecting the effectiveness of sports for excellence in public higher education institutes (Doctoral dissertation), Burapha University. Chelladurai, P. (2005). Managing organizations for sport and physical activity: A systems Perspective (2nded.). Scottsdale, AZ: Holcomp Hathaway. Daft, R., & L. Richard. (2006). Management (8th ed.). Thomson Leaning, Inc. Daft, Richard L. Drucker, P., & F. Peter. (2005). The practice of management. New York: Harper & Row. Ministry of Tourism and Sports. (2016). The Sixth National Sports Development Plan (2017 - 2021). Bangkok. Ministry of Tourism and Sports. Siriwan Sereerat, Somchai Hirunkit, & Somsak Wanichayaporn. (2002). Organization and Management. Bangkok: Thammasarn.

Sakchai Pitakwong. (2008). Devising Plans and Systems for Excellent Sports Development: Four Models of Excellent Sports Development Patterns. Retrieved from http://www.tahper.or.th/Chiang%20mai/9956/29.pdf The University Sports Board of Thailand. (1996). Establishment of a department for service and sport development in the university. Chonburi: Royal Jomtien Resort Hotel. The University Sports Board of Thailand. (2012). University Games of Thailand. Document for the seminar 2012. Bangkok: The University Sports Board of Thailand. Received: May 25, 2020 Revised: July 10, 2020 Accepted: July 13, 2020



รูปแบบการจดั การสโมสรฟุตบอลอาชพี ในประเทศไทยกบั การสร้างมลู ค่าเพ่ิม ทางอุตสาหกรรมกฬี า พชั รี ทองคาพานชิ 1 พวงแก้ว ววิ ัฒน์เจษฎาวุฒิ1 จไุ รรัตน์ อดุ มวโิ รจนส์ ิน1 อธวิ ัฒน์ ดอกไม้ขาว1 อัมพร กรุดวงษ์1 ฉัตรตระกูล ปานอุทัย1 สพุ ร บญุ ปก2 และคมกรชิ ฆ้องนาโชค2 คณะวทิ ยาศาสตรก์ ารกฬี าและสุขภาพ มหาวิทยาลัยการกีฬาแหง่ ชาติ วิทยาเขตสุพรรณบุรี คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยการกีฬาแหง่ ชาติ วทิ ยาเขตสุพรรณบุรี บทคดั ย่อ การวิจัยคร้ังนี้มีวตั ถุประสงค์ เพื่อศึกษาปัจจัยท่ีมผี ลต่อการจัดการสโมสรฟุตบอลอาชีพในประเทศไทยกับ สร้างมูลค่าเพิ่มทางอุตสาหกรรมกีฬา และนาเสนอรูปแบบการจัดการสโมสรฟุตบอลอาชีพในประเทศไทยกับ สร้างมูลค่าเพิ่มทางอุตสาหกรรมกีฬา การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ ซึ่งได้ผ่านการพิจารณาและให้การ รับรองจริยธรรมการวิจัยในมนุษย์จากคณะกรรมการจริยธรรมการวิจัยในมนุษย์ สถาบันการพลศึกษา เม่ือวันที่ 29 มีนาคม 2562 เครื่องมือในงานวิจัยคร้ังนี้เป็นแบบสอบถามและแบบสัมภาษณ์ก่ึงโครงสร้างได้ตรวจสอบ คุณภาพของเครื่องมือจากผู้เช่ียวชาญ จานวน 5 คน โดยการหาความเที่ยงตรงเชิงเนื้อหาด้วยวิธีการหาค่า ดัชนีความสอดคล้อง มีค่าเท่ากับ 0.89 และใช้วิธีการของครอนบาค หาค่าความเชื่อม่ัน มีค่าเท่ากับ 0.84 นาไปทดลองใช้ และปรับปรุงเครอื่ งมอื ก่อนนามาเก็บข้อมลู จริง ดาเนินการเก็บรวบรวมข้อมูลด้วยแบบสอบถาม จากผู้ที่มีส่วนได้ส่วนเสียในสโมสร จานวน 300 คน โดยเลือกแบบเจาะจง นาข้อมูลที่ได้มาวิเคราะห์หาค่าทาง สถิติ ซ่ึงประกอบด้วย ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และใช้แบบสัมภาษณ์ก่ึงโครงสร้างสัมภาษณ์เชิงลึก ผู้เชี่ยวชาญ จานวน 8 คน ประกอบด้วย บุคลากรของสมาคมฟุตบอลแห่งประเทศไทย บุคลากรของสโมสร ฟุตบอลอาชีพไทยลีก ผู้บริหารระดับสูงของการกฬี าแหง่ ประเทศไทย และผู้ทรงคณุ วฒุ ิหรือผู้เช่ียวชาญที่มีผลงาน ทางวิชาการหรอื เป็นผู้มคี วามรู้เก่ียวกบั การจัดการองค์กรกฬี าหรือการจัดการกฬี าหรืออุตสาหกรรมกฬี า โดยเลือก แบบเจาะจง นาข้อมูลที่ได้มาวิเคราะห์ผลบนพื้นฐานเชิงแนวคิด ทฤษฎี และกรอบแนวคิดการวิจัย จากน้ันนาผล การวิเคราะห์ที่ได้ไปทาการสนทนากลุ่มผู้ทรงคุณวุฒิ จานวน 7 คน เพ่ือประเมินความเหมาะสม ความเป็นไปได้ และความเป็นประโยชน์ของรูปแบบการจัดการสโมสรฟุตบอลอาชีพในประเทศไทย กับสร้างมูลค่าเพิ่มทาง อตุ สาหกรรมกีฬา ผลการวจิ ยั พบว่า ปัจจัยทางการจัดการของสโมสรฟุตบอลอาชีพในประเทศไทยที่ส่งผลต่อการสร้างมูลค่าเพ่ิมทาง อุตสาหกรรมกีฬา มีปัจจัยที่สาคัญ 2 ปัจจัยหลัก ได้แก่ ปัจจัยทางการตลาดและปัจจัยทางการจัดการ ซ่ึง ปัจจัยเหล่านี้จะช่วยส่งเสริมให้สโมสรฟุตบอลอาชีพในประเทศไทย มีกลยุทธ์การดาเนินงานที่สามารถสร้าง รายได้ และสร้างมลู คา่ เพิ่มใหก้ ับสโมสรได้อยา่ งต่อเนื่อง รูปแบบการจัดการสโมสรฟุตบอลอาชีพในประเทศไทยกับสร้างมูลค่าเพิ่มทางอุตสาหกรรมกีฬา ท่ีเหมาะสม ประกอบด้วย การพัฒนาทรัพยากรทางการจัดการของสโมสรให้เกิดประสิทธิผลสูงสุด กระบวนการสรา้ งมูลคา่ เพม่ิ ทางอตุ สาหกรรมกีฬา และผลประโยชน์ท่ไี ด้ ข้อค้นพบจากการวิจัยคร้ังน้ี สโมสรฟุตบอลอาชีพในประเทศไทยสามารถนารูปแบบท่ีค้นพบจากการ วจิ ัยในคร้ังน้ีไปปฏิบัติ เพ่ือสร้างรายได้ให้กับสโมสร อีกทั้งยังสามารถสรา้ งมูลค่าเพิ่มทางอุตสาหกรรมทางกีฬา ในประเทศได้อย่างย่ังยนื คาสาคัญ: รปู แบบการจัดการ; สโมสรฟตุ บอลอาชพี ; การสร้างมลู ค่าเพิ่ม; อตุ สาหกรรมกีฬา Corresponding Author: นางสาวพชั รี ทองคาพานิช มหาวิทยาลัยการกีฬาแหง่ ชาติ วิทยาเขตสุพรรณบุรี Email: [email protected]

MANAGEMENT MODEL OF PROFESSIONAL FOOTBALL CLUBS IN THAILAND TOWARDS CONSTRUCTION OF VALUE ADDED IN SPORTS INDUSTRY Patcharee Tongkampanit 1, Puangkaew Wiwatjesadawut1, Jurairat Udomvirojsin1, Athiwat Dokmaikhoa 1, Amporn Krutwong 1, Chattrakul Panuthai 1, Suporn Boonpok 2, and Komkrit Kongnamchok 2 Faculty of Sports Science and Health, Thailand National Sport University Suphan Buri Campus Faculty of Liberal Arts, Thailand National Sport University Suphan Buri Campus Abstract The purposes of this research were to investigate the factors affecting management of professional football clubs in Thailand towards construction of value added in sport industry, and propose the model for management of professional football clubs in Thailand towards construction of value added in sport industry. This research was conducted in a qualitative research design certified by the Institute of Physical Education Ethics Committee on Human Research on 29 March 2019. A questionnaire and a semi-structured interview form were used as the tools of this research and reviewed by a panel of five experts. The research tools, the IOC of which was 0.89 and the reliability of which was 0.84, were tried out and improved before the data collection with the research samples. The questionnaire was used to collect the data from 300 football club stakeholders by purposive selection. Then the data were analyzed in terms of mean and standard deviation. The semi-structured interview form was used with a panel of eight experts consisting of personnel from Football Association of Thailand, personnel from Thailand League professional football club, chief executives from Sports Authority of Thailand, experts or specialists in sports organization, sports management, or sport industry by purposive selection. The data were then analyzed based on the concepts, theories, and theoretical framework of this research. Finally, the data analysis was conducted by focus group method with a panel of seven experts in order to figure out appropriateness, feasibility, and benefits of model for management of professional football clubs in Thailand towards construction of value added in sport industry. The findings revealed as follows: There were two main factors, Marketing and Management, affecting management of professional football clubs in Thailand towards construction of value added in sport industry. These were able to support the professional football clubs in Thailand to have the strategic plan of increasing income and constructing value added in sport industry continuously. The suitable model for management of professional football clubs in Thailand towards construction of value added in sport industry comprised development of club resource management at maximum effectiveness, process of construction of value added in sport industry, and received benefits.

In conclusion, the developed model can be applied by professional football clubs in Thailand to gain income and construct value added in domestic sport industry in a sustainable way. Keywords: Management Model, Professional Football Clubs, Construction of Values Added, Sports Industry Corresponding Author: Patcharee Tongkampanit, Thailand National Sport University Suphan Buri Campus Email: [email protected].

บทนา การพัฒนากีฬาอาชีพในประเทศไทย เร่ิมมีความสาคัญเมื่อรัฐบาลได้มีการกาหนดนโยบายการ สง่ เสริมกีฬาอาชีพลงในแผนพัฒนากีฬาแห่งชาติต้ังแต่ฉบับที่ 1 พ.ศ. 2531 - 2539 ฉบับที่ 2 พ.ศ. 2540 - 2544 ฉบับที่ 3 พ.ศ. 2545 - 2549 ฉบับที่ 4 พ.ศ. 2550 - 2554 ฉบับท่ี 5 พ.ศ. 2555 - 2559 และฉบับท่ี 6 พ.ศ. 2560 - 2564 โดยระบุวัตถุประสงค์และเป้าหมายในการพัฒนากีฬาอาชีพ เพ่ือการส่งเสริมและพัฒนา กีฬาสากล ได้แก่ กีฬาฟุตบอล และกีฬาบางชนิดให้เป็นกีฬาอาชีพท่ีมีมาตรฐาน โดยการพัฒนานักกีฬา และ บุคลากรกีฬาอาชีพมีมาตรฐานสากล จัดให้มีกฎหมาย กฎ ระเบียบ ข้อบังคับที่เก่ียวข้องกับการประกอ บ อาชีพทางการกีฬาท่ีเหมาะสม และทันสมัย รวมท้ังสร้างแรงจูงใจให้เอกชนร่วมส่งเสริมกิจการกีฬาเพื่อ การอาชพี จากแผนพัฒนาการกีฬาแห่งชาติ ฉบับท่ี 6 พ.ศ. 2560 - 2564 ท่ีได้กล่าวถึง ยุทธศาสตร์ในการ พัฒนาการกีฬา ซึ่งประกอบด้วย 6 ยทุ ธศาสตร์ คือ 1) การส่งเสรมิ ให้เกิดความรู้และความตระหนัก ด้านออก กาลังกายและการกีฬาพ้ืนฐาน 2) การส่งเสริมให้มวลชนมีการออกกาลังกายและมีส่วนร่วมในกิจกรรม การกีฬา 3) การพัฒนากีฬาเพื่อความเป็นเลิศ และต่อยอดเพ่ือความสาเร็จในระดับอาชีพ 4) การพัฒนา อุตสาหกรรมการกีฬาเพ่ือเป็นส่วนสาคัญในการสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจ 5) การพัฒนาองค์ความรู้และ นวัตกรรมที่เก่ียวข้องกับการกีฬา และ 6) การยกระดับการบริหารจัดการด้านการกีฬาให้มีประสิทธิภาพ (Ministry of Tourism and Sports, 2017) ซึ่งจะเห็นได้ว่า ยุทธศาสตร์การพัฒนากีฬาเพ่ือความเป็นเลิศและ ต่อยอดเพื่อความสาเร็จในระดับอาชีพนั้น ถือเป็นแนวทางที่ดีอีกทางหนึ่งในการส่งเสริมอาชีพของคนไทย โดยเฉพาะกีฬาฟุตบอล เนื่องจากกีฬาฟุตบอลเป็นกีฬาท่ีได้รับความนิยมสูงสุดจากบุคคลท่ัวไป โดยปัจจุบัน การแข่งขันฟุตบอลรายการระดับโลก หรือการแข่งขันแชมปเ์ ปยี้ นลีกในประเทศต่าง ๆ ทั่วโลก ย่อมไม่ใช่เรื่อง ของการแข่งขันเพ่ือสปิริตเพียงอย่างเดียวเหมือนในอดีต แต่กีฬาฟุตบอลได้แปรสถานะเป็นธุรกิจอย่างเต็ม รูปแบบ ซ่ึงเงินและผลประโยชน์มีส่วนสาคัญอย่างย่ิงต่อเกมการแข่งขัน ดังท่ี สุพิตร สมาหิโต (Supitr Samahito, 2013) ได้กล่าวถึง บริบทของกีฬาที่สามารถสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับประเทศมีองค์ประกอบท่ีสาคัญ 4 กลุ่ม คือ 1) รายการแข่งขัน (event and competition) เป็นมหกรรมการจัดการแข่งขันกีฬาระดับกีฬา เพื่อความเป็นเลิศและอาชีพ 2) อุปกรณ์กีฬา (sporting goods) เป็นผลผลิตในเร่ืองกีฬาทั้งหมด เช่น เส้ือผ้า ของที่ระลึก อุปกรณ์กีฬา เครื่องมือทางวิทยาศาสตร์การกีฬา และเทคโนโลยีต่าง ๆ 3) การบริการทางการ กฬี า (sporting service) เช่น ศนู ยอ์ อกกาลังกาย ศูนยข์ ้อมูลขา่ วสาร หนังสือพมิ พก์ ีฬา วิทยุ (social media) และ 4) การตลาดทางการกีฬา (sport marketing) เปน็ การใช้กฬี าเปน็ สื่อในการเข้าถึงลกู คา้ กลุ่มเป้าหมาย กฬี าฟุตบอลเป็นกีฬาท่ีได้รับความนิยมแพร่หลายมากท่ีสดุ ท่ัวโลก มีการแข่งขันฟตุ บอลอาชีพรายการ สาคญั ๆ ของแตล่ ะประเทศ เชน่ ประเทศองั กฤษจัดการแข่งขันฟุตบอลพรีเมียร์ลีก ประเทศเยอรมันนี จัดการ แข่งขันบุนเดสลีกา ประเทศญี่ปุ่น จัดการแข่งขันเจลีก ประเทศอิตาลี จัดการแข่งขันกัลโซ่ซีรี่อาร์ ซึ่งในการ จัดการแข่งขันฟุตบอลอาชีพ ก่อให้เกิดอุตสาหกรรมกีฬาไปทั่วโลก อย่างไรก็ตาม การจัดการแข่งขันฟุตบอล อาชีพจะประสบความสาเร็จได้นั้น มีองค์ประกอบหลายประการ โดยเฉพาะด้านการบริหารจัดการไม่ว่าจะ เป็นการสรา้ งกระแสนิยม การประชาสัมพันธ์ การตลาดและสิทธิประโยชน์ การสื่อสาร ฯลฯ ส่ิงต่าง ๆ เหล่าน้ี ทาใหท้ มี สโมสรฟุตบอลอาชพี จาเป็นต้องมีการบริหารจัดการอย่างมีประสิทธิภาพ จงึ จะสามารถนาทมี สโมสรสู่ ความสาเร็จได้ (Sports Authority of Thailand, 2006) ซึ่งประเทศใดท่ีประสบความสาเร็จในการแข่งขัน ฟุตบอลระหว่างประเทศ และสามารถพัฒนาการจัดการแข่งขันฟุตบอลอาชีพภายในประเทศได้อย่างมี ประสิทธิภาพ ย่อมจะส่งผลประโยชน์ต่อประเทศเหล่าน้ันให้มีการพัฒนากีฬาของประเทศให้เจริญก้าวหน้า ทัดเทียมชาติอื่น ๆ เป็นการสร้างช่ือเสียงให้แก่บุคคลและประเทศชาติ เป็นการนาเงินรายได้เข้าสู่ประเทศ อันเนื่องมาจากการประกอบธุรกิจการกีฬาระหว่างประเทศ ซึ่งเป็นการพัฒนาอุตสาหกรรมการกีฬาเพ่ือเป็น

ส่วนสาคัญในการสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจของประเทศ ทาให้ประชาชน มีรายได้จากการประกอบอาชีพ ทางการกีฬา และถอื เปน็ การสร้างค่านิยมของสังคมต่อการกีฬาทาใหป้ ระชาชนเล่นกฬี ามากขน้ึ ปจั จุบนั สโมสรฟตุ บอลอาชีพในประเทศไทยมีการแข่งขันกนั สูงในทกุ ๆ ด้าน สโมสรจะต้องปรบั ตวั ให้ ทันกับยุคสมัยและการเปลี่ยนแปลงท่ีเกิดข้ึนทางสังคม เพื่อชิงความได้เปรียบในเชิงธุรกิจและสร้างรายได้ให้กับ สโมสร จึงทาให้หลายสโมสรได้เล็งเห็นถึงความสาคัญของการบริหารจัดการอย่างเป็นระบบ โดยการนา แนวคิดทางการจัดการกระบวนการจัดการมาเป็นกลยุทธ์และยุทธวิธีโดยประยุกต์ใช้กับการดาเนินงานใน สโมสรเพือ่ ใหส้ โมสรสามารถพฒั นาและดาเนินการเป็นไปตามเปา้ หมายที่สโมสรกาหนด สาหรบั การวจิ ัยครงั้ นี้ ผ้วู ิจัยจึงมีความสนใจที่จะศึกษารูปแบบการจัดการสโมสรฟุตบอลอาชีพในประเทศไทยกับการสร้างมูลค่าเพิ่ม ทางอุตสาหกรรมกีฬา เน่ืองจากผู้วิจัยเล็งเห็นว่ารูปแบบการจัดการอย่างมืออาชีพเป็นปัจจัยท่ีมีความสาคัญ ประการหนึง่ ทจ่ี ะส่งผลให้สโมสรฟตุ บอลในประเทศไทยประสบความสาเร็จ จนมีรายได้และเกิดมูลค่าเพิม่ ทาง อุตสาหกรรมกฬี ากบั ประเทศต่อไป วตั ถุประสงค์ของการวิจัย 1. เพ่ือศึกษาปัจจัยที่มีผลต่อการจัดการสโมสรฟุตบอลอาชีพในประเทศไทยที่ส่งผลต่อการสร้าง มลู ค่าเพม่ิ ทางอตุ สาหกรรมกฬี า 2. เพ่ือนาเสนอรูปแบบการจัดการสโมสรฟุตบอลอาชีพในประเทศไทยที่สามารถสร้างมูลค่าเพิ่มทาง อตุ สาหกรรมกีฬา วิธีการดาเนินงานวจิ ยั ขอบเขตการวิจยั ในการศึกษาการวิจัยเร่ือง รูปแบบการจัดการสโมสรฟุตบอลอาชีพในประเทศไทยท่ีสามารถสร้าง มลู ค่าเพิม่ ทางอตุ สาหกรรมกีฬา โดยผู้วิจยั กาหนดขอบเขตของการวจิ ัยไว้ดงั ต่อไปนี้ 1. ขอบเขตด้านเนื้อหา ขอบเขตด้านเนื้อหาการวิจัยครั้งนี้ เปน็ การศึกษาเก่ยี วกบั รูปแบบการจัดการสโมสรฟุตบอลอาชีพ ในประเทศไทยกับการสร้างมูลค่าเพิ่มทางอุตสาหกรรมกีฬา โดยผู้วิจัยได้บูรณาการทฤษฎีส่วนประสมทาง การตลาด (4Ps) ของ ปณิศา มีจินดา และศิริวรรณ เสรีรัตน์ (Panisa Meechinda, & Siriwan Sereerat, 2011) และทฤษฎีทางการจัดการ POLC ของ Daft and Richard (Daft, & Richard, 2006) เพื่อนาเสนอ รปู แบบที่เหมาะสมในการจัดการสโมสรฟุตบอลอาชพี ในประเทศไทยกับการสรา้ งมูลคา่ เพิ่มทางอุตสาหกรรมกีฬา 2. ขอบเขตดา้ นประชากร ประชากร ผใู้ หข้ อ้ มูลคนสาคัญท่ีใช้ในการศกึ ษาครงั้ นี้ ประกอบด้วย 1. บุคลากรของสมาคมฟตุ บอลแห่งประเทศไทย ท่ดี ารงตาแหนง่ ผู้บรหิ ารตามโครงสร้างการบรหิ ารงาน ของสมาคมฟตุ บอลแห่งประเทศไทย 2. บคุ ลากรของสโมสรฟุตบอลอาชีพไทยลกี ปี 2018 ท่ีดารงตาแหน่งระดบั ผู้บริหารหรือผู้จัดการ ตามโครงสร้างการบรหิ ารงานของสโมสร 3. ผวู้ ่าการกฬี าแหง่ ประเทศไทยหรือผบู้ รหิ ารระดบั สูงของการกีฬาแห่งประเทศไทย 4. ผู้ทรงคุณวุฒิหรือผู้เช่ียวชาญท่ีมีผลงานทางวิชาการหรือเป็นผู้มีความรู้เกี่ยวกับการจัดการ องค์กรกีฬาหรือการจดั การกฬี าหรืออตุ สาหกรรมกีฬา 5. ผู้มีส่วนไดส้ ่วนเสีย ประกอบด้วย บุคลากรฝ่ายต่าง ๆ ผู้ฝึกสอน นักกฬี า แฟนคลับ และผู้สนับสนุน ของสโมสรฟตุ บอลอาชีพ

กลุ่มตัวอยา่ งท่ีใช้ในการวจิ ยั ผู้ให้ข้อมูลคนสาคัญท่ีใช้ในการศึกษาครั้งนี้ ได้จากการสุ่มด้วยวิธีการคัดเลือกแบบเจาะจง ประกอบด้วย 1. บุคลากรของสมาคมฟุตบอลแห่งประเทศไทย ท่ีดารงตาแหน่งผู้บริหารตามโครงสร้างการ บริหารงานของสมาคมฟุตบอลแห่งประเทศไทย จานวน 1 คน 2. บุคลากรของสโมสรฟุตบอลอาชีพที่ดารงตาแหน่งระดับผู้บริหารหรือผู้จัดการตามโครงสร้าง การบริหารงานของสโมสร ได้แก่ สโมสรบุรีรมั ย์ ยูไนเต็ด สโมสรสุพรรณบรุ ี เอฟซี สโมสรชลบุรี เอฟซี สโมสร อุบล ยูเอ็มที ยูไนเต็ด และแอร์ฟอรซ์ เซนทรัล จานวน 5 คน 3. ผู้ว่าการกีฬาแห่งประเทศไทยหรือผูบ้ ริหารระดับสงู ของการกีฬาแหง่ ประเทศไทย จานวน 1 คน 4. ผู้ทรงคุณวุฒิหรือผู้เช่ียวชาญที่มีผลงานทางวิชาการหรือเป็นผู้มีความรู้เก่ียวกับการจัดการ องค์กรกีฬาหรอื การจัดการกีฬาหรืออุตสาหกรรมกีฬา จานวน 1 คน 5. ผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย ประกอบด้วย บุคลากรฝ่ายต่าง ๆ ผู้ฝึกสอน นักกีฬา แฟนคลับ และ ผู้สนับสนุน ของสโมสรฟตุ บอลอาชีพ จานวน 300 คน เครือ่ งมือทีใ่ ชใ้ นการเก็บขอ้ มูล 1. แบบสอบถาม 2. แบบสัมภาษณก์ งึ่ โครงสร้าง 3. แบบบันทึกที่ใชใ้ นการจดบนั ทึกการสัมภาษณ์ 4. เครอ่ื งบนั ทกึ เสียง ขั้นตอนในการดาเนนิ การวิจยั วธิ กี ารดาเนินการวิจัยมีลาดับขน้ั ตอนของการดาเนินการวจิ ยั 10 ขนั้ ตอน ดงั น้ี ขัน้ ตอนท่ี 1 ศึกษาแนวคิด ทฤษฎี เอกสาร งานวิจยั เพอื่ กาหนดกรอบแนวคดิ การวิจัย ผู้วิจัยศึกษาแนวคิด ทฤษฎี เอกสาร และงานวิจัยท่ีเก่ียวข้องท้ังในประเทศและต่างประเทศ ทางด้านการจัดการ ส่วนประสมทางการตลาด อุตสาหกรรมกีฬา แล้วจึงนามาวิเคราะห์/สังเคราะห์ เพื่อ กาหนดกรอบแนวคดิ ในการวิจัยและสรา้ งเคร่ืองมือที่ใชใ้ นการวิจยั ขัน้ ตอนท่ี 2 การออกแบบเคร่อื งมอื ท่ีใช้ในการเกบ็ รวบรวมข้อมลู สรุปกรอบแนวคิดการวิจัย และร่างเคร่ืองมือท่ีใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลจากการสังเคราะห์ เน้อื หามาสร้างเปน็ เคร่อื งมอื ที่ใช้ในการเกบ็ รวบรวมข้อมูล 2 ชุด ดงั น้ี ชดุ ท่ี 1 รา่ งแบบสอบถาม สาหรับสอบถามผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย ประกอบด้วย บุคลากรฝ่ายต่าง ๆ ผู้ฝึกสอน นักกีฬา แฟนคลับ และผู้สนับสนุนของสโมสรฟุตบอลอาชีพ จานวน 300 คน เพ่ือสอบถามความคิดเห็นเก่ียวกับปัจจัย ทางการจัดการของสโมสรฟุตบอลอาชีพในประเทศไทยที่ส่งผลต่อการสร้างมูลค่าเพ่ิมทางอุตสาหกรรมกีฬา โดยแบบสอบถามแบ่งเป็น 3 สว่ นดงั น้ี ส่วนท่ี 1 ข้อมูลทั่วไปของผู้ตอบแบบสอบถาม ได้แก่ เพศ อายุ วุฒิการศึกษา ตาแหน่งการ ปฏิบัตงิ าน ระยะเวลาทปี่ ฏิบตั งิ าน ประสบการณ์การทางาน ลักษณะข้อคาถามเปน็ คาถามปลายปิด ส่วนท่ี 2 ความคิดเห็นเก่ียวกับปัจจัยทางการจัดการของสโมสรฟุตบอลอาชีพในประเทศไทยที่ ส่งผลต่อการสร้างมูลค่าเพ่ิมทางอุตสาหกรรมกีฬา ลักษณะเป็นแบบสอบถามมาตราส่วนประมาณค่า (rating scale) 5 ระดบั ตามเกณฑ์ โดยครอบคลุมใน 2 ประเดน็ ดังนี้

ประเดน็ ที่ 1 กระบวนการจดั การของสโมสรฟุตบอลอาชพี ในประเทศไทย 1. ดา้ นการวางแผน 2. ด้านการจดั องค์กร 3. ด้านการนาองค์กร 4. ดา้ นการควบคุมองคก์ ร ประเดน็ ท่ี 2 สว่ นประสมการตลาดของสโมสรฟตุ บอลอาชพี ในประเทศไทย 1. ผลติ ภณั ฑ์และการบริการ 2. ราคาในการใหบ้ รกิ าร 3. สถานทแ่ี ละชอ่ งทางการจัดจาหน่าย 4. การส่งเสริมการตลาด ส่วนที่ 3 ความคิดเห็นและข้อเสนอแนะเพ่ิมเติมเกี่ยวกับแนวทางการจัดการสโมสรฟุตบอล อาชีพในประเทศไทยกับการสร้างมูลค่าเพิ่มทางอุตสาหกรรมกีฬา ลักษณะข้อคาถามเป็นคาถามแบบ ปลายเปดิ การแปลผลการวเิ คราะห์ขอ้ มูลของแบบสอบถาม โดยใช้แนวความคิดของเบสท์ (Best, 1981, p. 182) ชดุ ท่ี 2 รา่ งแบบสมั ภาษณ์แบบกึ่งโครงสรา้ ง สาหรับสัมภาษณ์ปัจจัยทางการจัดการของสโมสรฟุตบอลอาชีพในประเทศไทยท่ีส่งผลต่อการสร้าง มลู ค่าเพิ่มทางอตุ สาหกรรมกีฬา โดยแบง่ เป็น 3 สว่ น ดังน้ี ส่วนท่ี 1 ข้อมูลทั่วไปของผู้ตอบแบบสัมภาษณ์ ได้แก่ เพศ อายุ วุฒิการศึกษา ตาแหน่งการ ปฏิบัติงาน ระยะเวลาท่ีปฏิบัติงาน ประสบการณ์การทางาน ลักษณะข้อคาถามเป็นคาถามปลายเปิดให้ผู้ถูก สัมภาษณ์กรอกขอ้ มลู ประวัตสิ ว่ นตวั สว่ นท่ี 2 ความคดิ เห็นเกี่ยวกับปัจจัยทางการจัดการของสโมสรฟุตบอลอาชีพในประเทศไทยท่ี ส่งผลต่อการสร้างมูลค่าเพ่ิมทางอุตสาหกรรมกีฬา ลักษณะข้อคาถามเป็นลักษณะแนวคาถามหลักเพ่ือ สัมภาษณผ์ ใู้ หข้ อ้ มลู หลัก โดยครอบคลมุ ใน 2 ประเดน็ ดังนี้ คอื ประเด็นท่ี 1 ส่วนประสมทางการตลาด (Marketing Mix) ของสโมสรฟุตบอลอาชีพ ในประเทศไทยกับการสร้างมลู คา่ เพมิ่ ทางอุตสาหกรรมกีฬา ประเด็นที่ 2 กระบวนการจัดการของสโมสรฟุตบอลอาชีพในประเทศไทยกับการสร้าง มลู ค่าเพมิ่ ทางอุตสาหกรรมกีฬา ส่วนที่ 3 ความคิดเห็นและข้อเสนอแนะเพิ่มเติมเกี่ยวกับแนวทางการจัดการสโมสรฟุตบอล อาชีพในประเทศไทยกับการสร้างมูลค่าเพิ่มทางอุตสาหกรรมกีฬา ลักษณะข้อคาถามเป็นคาถามแบบ ปลายเปดิ ขั้นตอนที่ 3 การพฒั นาเครื่องมอื นาร่างแบบสอบถาม และร่างแบบสัมภาษณ์กึ่งโครงสร้างท่ีพัฒนาขึ้นให้ผู้เช่ียวชาญเสนอแนะ และ ปรับปรงุ แกไ้ ขให้เหมาะสมครอบคลมุ กบั วัตถปุ ระสงคข์ องงานวิจัย ข้นั ตอนที่ 4 การตรวจสอบคณุ ภาพของเครอ่ื งมือ นาแบบสอบถาม และแบบสัมภาษณ์กึ่งโครงสร้างที่ได้ปรับปรุงแก้ไขแล้วมาตรวจสอบหาคุณภาพ ของเครื่องมือ โดยผู้เช่ียวชาญด้านการจัดการกีฬา ด้านการตลาด และผู้เชี่ยวชาญจากสมาคมกีฬาแห่ง ประเทศไทย จานวน 5 คน

1. ตรวจสอบหาคุณภาพเคร่ืองมือแบบสัมภาษณ์แบบกึ่งโครงสร้าง และแบบสอบถามด้วยการหา ความเที่ยงตรงเชิงเน้ือหา (content validity) โดยให้ผู้เชี่ยวชาญตรวจสอบหาค่าดัชนีความสอดคล้อง (index of item objective congruence: IOC) ตามความเห็นของผู้เชี่ยวชาญเป็นรายข้อคาถาม โดยใช้สูตร IOC = ผลรวมความคิดเหน็ ของผเู้ ช่ยี วชาญทง้ั หมด/จานวนผ้เู ชย่ี วชาญ ความคดิ เห็นของผเู้ ชย่ี วชาญ กาหนดโดย +1 เหมาะสม คอื เม่อื แนใ่ จว่าข้อคาถามนน้ั มคี วามตรงดา้ นเนื้อหา 0 เมอื่ ไมแ่ นใ่ จ -1 ไม่เหมาะสม เม่ือแน่ใจว่าขอ้ คาถามนน้ั ไมม่ ีความตรงดา้ นเนอื้ หา 2. ผู้วิจัยเลือกข้อคาถามท่ีมีค่า IOC มากกว่า 0.5 จากผู้เช่ียวชาญ จานวน 5 ท่าน มาเป็นข้อคาถาม ซึ่งได้ตรวจสอบเคร่ืองมือแล้วเห็นว่าแบบสัมภาษณ์ก่ึงโครงสร้างและแบบสอบถามท่ี ผู้วิจัยสร้างขึ้นมีความ เที่ยงตรงของเนื้อหา ครอบคลมุ ในแต่ละดา้ นและครอบคลุมวตั ถุประสงค์ของการวิจยั 3. นาแบบสอบถามไปทดลองใช้ กับกลุ่มท่ีมคี ุณสมบัติใกล้เคียงกับกลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ บุคลากรฝ่ายต่าง ๆ ผู้ฝึกสอน นักกีฬา แฟนคลับ และผูส้ นับสนนุ ของสโมสรฟุตบอลอาชีพ จานวน 50 คน เพื่อตรวจสอบความ เปน็ ปรนัยของเครอ่ื งมือ คือ ความชดั เจนของข้อคาถาม 4. ตรวจสอบหาคุณภาพของเคร่ืองมือแบบสอบถามด้วยการหาความเชื่อมั่นของแบบสอบถาม จาก การนาข้อมูลจากการทดลองใช้มาทาการวิเคราะห์ เพื่อหาความเชื่อม่ันของแบบสอบถามโดยใช้สูตร สัมประสทิ ธ์ิแอลฟาของครอนบาค เปน็ สถติ ิวเิ คราะห์ (Boontham Kitpreedaborisut, 2006) 5. นาแบบสัมภาษณ์แบบกึ่งโครงสร้างและแบบสอบถามท่ีผ่านการตรวจสอบความตรงด้านเน้ือหา และหาค่าความเชื่อมั่นแล้ว มาปรับปรุงข้อคาถามแล้วตรวจสอบอีกครั้งก่อนนาไปเก็บข้อมูลกับกลุ่มตัวอย่าง จรงิ ขั้นตอนท่ี 5 การขอจรยิ ธรรมการวจิ ยั ในมนษุ ย์ ดาเนินการขอจริยธรรมการวิจัยในมนุษย์ ไปยังมหาวิทยาลัยการกีฬาแห่งชาติ โดยการวิจัยเร่ือง รูปแบบการจัดการสโมสรฟุตบอลอาชีพในประเทศไทยกับการสร้างมูลค่าเพิ่มทางอุตสาหกรรมกีฬาครั้งนี้ ได้ ผ่านการพิจารณาและให้การรับรองจริยธรรมการวิจัยในมนุษย์ จากคณะกรรมการจริยธรรมการวิจัยในมนุษย์ สถาบนั การพลศึกษา เม่ือวนั ที่ 29 มีนาคม 2562 ขั้นตอนที่ 6 การเก็บรวบรวมข้อมลู การเก็บรวบรวมข้อมูลในการวิจัยครั้งน้ี ผู้วิจัยมีการตรวจสอบความถูกต้องและความน่าเช่ือถือของ ข้อมูล เพ่ือให้ได้ข้อมูลที่ถูกต้องและมีความน่าเช่ือถือมากท่ีสุด โดยใช้วิธีการตรวจสอบสามเส้าด้านข้อมูล ตรวจสอบโดยใช้แหล่งข้อมลู แตกตา่ ง แหล่งเวลา แหล่งสถานที่ แหล่งบุคคลใชก้ ารตรวจสอบข้อมูลท่ไี ด้มาจาก การวิจัยกับผลการวิจัยจากแหล่งอ่ืน ๆ ว่ามีความเหมือนกันหรือไม่ รวมท้ังมีการสอบถามในประเด็นเดียวกัน หลาย ๆ ครั้ง เพื่อให้ผู้ให้ข้อมูลยืนยันคาตอบ ซ่ึงถ้าทุกแหล่งข้อมูลพบว่า ได้ข้อค้นพบมาเหมือนกันแสดงว่า ข้อมูลที่ผู้วิจัยได้มามีความถูกต้องและวิธีการตรวจสอบสามเส้าด้านวิธีรวบรวมข้อมูล เพ่ือตรวจสอบยืนยัน ความสอดคล้องของข้อมูล คือ การเก็บรวบรวมข้อมูลจากแหล่งต่าง ๆ กันในการรวบรวมข้อมูลเรื่องเดียวกัน โดยการสารวจข้อมูลจากเอกสารเพื่อศึกษาปัจจัยทางการจัดการสโมสรฟุตบอลอาชีพในประเทศไทยท่ีส่งผล ต่อการสร้างมูลค่าเพ่ิมทางอุตสาหกรรมกีฬา และสารวจข้อมูลด้วยการสัมภาษณ์เชิงลึก และการใช้ แบบสอบถาม เพ่ือนาเสนอรูปแบบการจัดการสโมสรฟุตบอลอาชีพในประเทศไทยท่ีสามารถสร้างมูลค่าเพิ่ม ทางอุตสาหกรรมกีฬา ผู้วิจยั เก็บรวบรวมข้อมูลด้วยความเคร่งครดั ต่อจรยิ ธรรมในการวิจัย เพ่ือการสังเคราะห์ ผลการวิจัยจากข้อมูลที่ถูกต้องสมบูรณ์และเช่ือถือได้มากที่สุด เพื่อให้ได้ข้อมูลครอบคลุมเชิงลึกในเรื่องของ

ปจั จยั ทางการจัดการและรูปแบบการจัดการสโมสรฟุตบอลอาชีพในประเทศไทยท่สี ่งผลต่อการสร้างมลู ค่าเพิ่ม ทางอตุ สาหกรรมกฬี า โดยมรี ายละเอียดดังน้ี 1. การสารวจเอกสาร เป็นการศึกษาข้อมูลจากแหล่งข้อมูลทุติยภูมิที่เป็นหลักฐานในการดาเนินงานที่ เกี่ยวข้องกับสโมสรฟุตบอลอาชีพในประเทศไทยกับการสร้างมูลค่าเพ่ิมทางอุตสาหกรรมกีฬา โดยเก็บข้อมูล จากเอกสาร แผนยุทธศาสตร์ นโยบาย รายงานประจาปีของสมาคม ซ่ึงอาจอยู่ในรูปข้อมูลดิบที่ผู้อ่ืนรวบรวม เอาไว้ หรือขอ้ มลู ทผี่ ่านกรรมวิธที างขอ้ มลู หรือการวิเคราะห์มาแล้ว 2. การสารวจข้อมูลด้วยการสัมภาษณ์เชิงลึก เป็นการศึกษาข้อมูลจากผู้ท่ีให้ข้อมูลสาคัญด้วยการ สัมภาษณ์แบบไม่เป็นทางการด้วยแบบสัมภาษณ์แบบก่ึงโครงสร้าง เพื่อต้องการข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับปัจจัย ทางการจัดการและรูปแบบการจัดการของสโมสรฟุตบอลอาชีพในประเทศไทยที่ส่งผลต่อการสร้างมูลค่าเพ่ิม ทางอุตสาหกรรมกฬี าโดยใชห้ ลกั ความยืดหยุ่นการสัมภาษณ์ดาเนินไปเสมือนเป็นการสนทนาในชวี ิตประจาวัน สอดคลอ้ งกับผู้ให้สัมภาษณ์แต่ละคนและสถานการณก์ ารสมั ภาษณท์ ่ีเปล่ียนแปลงไป ในการดาเนินการสัมภาษณ์จริงนั้นจะไม่มีการเรียงลาดับข้อคาถามแต่จะเปิดโอกาสให้ผู้ถูก สมั ภาษณ์น้ันแสดงความคิดเห็นหรือให้ข้อมูลได้อย่างเสรีและเตม็ ที่ ภายใต้บรรยากาศการสนทนาแลกเปล่ียน กันแบบเป็นกันเอง ท้ังน้ี ขณะดาเนินการสัมภาษณ์ได้มีการขออนุญาตผู้ให้ข้อมูลสาคัญก่อนการบันทึกเสียง และมกี ารบนั ทึกขอ้ ความหรอื ถอ้ ยคาหลัก ๆ ไวเ้ พือ่ กลับมาทบทวนในภายหลัง 3. การสารวจข้อมูลด้วยแบบสอบถาม เป็นการศึกษาข้อมูลจากบุคลากรที่มีส่วนเก่ียวข้องในสโมสร ฟุตบอลอาชีพในประเทศไทย เพื่อต้องการศึกษาข้อมูลท่ัวไปที่เก่ียวข้องกับความคิดเห็นเกี่ยวกับปัจจัยทาง การจัดการของสโมสรฟุตบอลอาชีพในประเทศไทยที่ส่งผลต่อการสร้างมูลค่าเพ่ิมทางอุตสาหกรรมกีฬา โดยวิธีการเก็บข้อมูลผู้วิจัยนาแบบสอบถามไปให้ผู้ตอบกรอกคาตอบด้วยตนเอง ผู้ตอบน้ันเต็มใจตอบแ ละ สามารถให้ข้อมลู ที่ผู้วิจัยต้องการได้ ผูต้ อบต้องตอบคาถามทุกข้อด้วยความสัตย์จริงและหนักแน่นไม่เปล่ียนใจ ในคาตอบงา่ ย ขน้ั ตอนท่ี 7 การวิเคราะห์ขอ้ มลู แปลผล ตีความ และสรุปประเด็น สรุปประเด็นต่าง ๆ จากเอกสาร คาสนทนา และจัดแยกเป็นหมวดหมู่ตามวัตถุประสงค์ของการวิจัย โดยประกอบด้วยขั้นตอนปฏบิ ตั ิดงั ต่อไปน้ี 1. การวิเคราะห์ข้อมูลจากแบบสอบถามผู้วิจัยใช้วิธีการประมวลผลทางหลักสถิติเชิงพรรณนา (Descriptive Statistics) โดยนาข้อมูลที่รวบรวมได้มาวิเคราะห์หาค่าทางสถิติ ซ่ึงประกอบด้วย ค่าเฉล่ีย และส่วนเบ่ียงเบนมาตรฐาน เพ่ือให้ได้ข้อมูลท่ีครบถ้วนสมบูรณ์ สามารถนาเสนอผลการวิเคราะห์ข้อมูลใน ประเด็นต่าง ๆ ในลักษณะพรรณนาความอธิบายปรากฏการณ์แสดงให้เห็นถึงการจัดกลุ่มข้อมูลท่ีมี คุณลักษณะในทิศทางเดยี วกันรวมถงึ ข้อคน้ พบที่มคี วามสมั พันธ์อย่างมีความหมายตามวัตถปุ ระสงค์ 2. การถอดเทปข้อมูลท่ีได้จากการสัมภาษณ์อย่างละเอียด ชนิดคาต่อคา ห้ามมีการข้ามประโยคบาง ประโยคที่ผู้วิจัยตัดสินเองว่า “ไม่มีความสาคัญ” เพราะข้อมูลบางอย่างอาจนามาใช้ในการตรวจสอบในภายหลัง ได้ (Sakul Changmai, 2003) 3. การจัดเตรียมข้อมูล เน่ืองจากการวิจัยเชิงคุณภาพไม่เน้นการใช้เครื่องมือ การเก็บรวบรวมข้อมูล จึงต้องมีการจดบันทึกข้อมูลต่าง ๆ ซ่ึงได้จากการเก็บรวบรวมข้อมูลด้วยวิธีการต่าง ๆ โดยข้อมูลที่จดบันทึก อาจจัดเตรียมเปน็ ลกั ษณะแฟม้ ตา่ ง ๆ และนาขอ้ มูลเหล่านีม้ าชว่ ยในการวิเคราะห์ข้อมลู 4. การให้รหัส จัดหมวดหมู่ข้อมูล หรือการทาดัชนีข้อมูล เป็นการเลือกคาบางคามาใช้ เพื่อจัด หมวดหมูข่ ้อมูล โดยดัชนีข้อมูลน้อี าจเปน็ คา เป็นประโยค เป็นแนวคิดก็ได้ 5. การทาข้อสรุปช่ัวคราวและการตัดทอนข้อมูล การทาข้อสรุปชั่วคราว เป็นการลองเขียนข้อสรุป แตล่ ะเรอ่ื ง การทาขอ้ สรปุ ช่วั คราว จงึ เป็นการลดขนาดข้อมลู และช่วยกาจดั ขอ้ มลู ท่ีไมต่ ้องการออกไปได้

6. การเสนอข้อมูลเพ่ือการวิเคราะห์และการนาเสนอ เป็นการนาข้อสรุปย่อย ๆ มาเชื่อมโยงกัน เพ่ือหาข้อสรุปซ่ึงจะตอบปัญหาการวิจัย โดยจัดทาเป็นแผนผังความรู้ แผนภูมิ ตารางบรรจุเน้ือหา และการ จัดแบง่ ประเภทของคา ความคิด ความเช่ือ 7. การประมวลและสรุปข้อเท็จจริง ได้แก่ การค้นหาแบบแผน การจัดกลุ่ม การวิเคราะห์ปัจจัย การระบคุ วามสัมพนั ธข์ องเหตุการณ์ การเชอื่ มโยงแนวคิด ทฤษฎีกบั สง่ิ ท่ีคน้ พบ 8. การพิสูจน์บทสรุป เป็นการโยงข้อสรุปเชิงนามธรรมกลับไปสู่รูปธรรมในเหตุการณ์ใหม่อีกคร้ัง เพื่อให้แน่ใจว่าบทสรุปที่ทาไว้นั้นเหมาะสมดีแล้ว มีความน่าเช่ือถือ โดยการตรวจสอบความเป็นตัวแทนของ ข้อมูลว่ามาจากแหล่งท่ีเป็นตัวแทนจริงหรือไม่ การตรวจสอบตัวนักวิจัยเองว่ามีอคติหรือไม่ การตรวจสอบ ข้อมูลแบบสามเส้า การประเมินคุณภาพของข้อมูล และอาจตรวจสอบบทสรุปท่ีได้กับผู้ให้ข้อมูล เป็นต้น เม่ือแน่ใจวา่ บทสรุปทไี่ ดม้ คี วามเหมาะสม น่าเชือ่ ถือ จึงทาเป็นรายงาน ข้ันตอนท่ี 8 การสงั เคราะห์รปู แบบบนพืน้ ฐานเชิงแนวคิด ทฤษฎี และกรอบแนวคิดการวจิ ัย สังเคราะห์รูปแบบตามประเด็นตา่ ง ๆ จากการวิเคราะห์ขอ้ มลู แปลผล ตคี วาม และการสรุปประเด็น บนพื้นฐานเชิงแนวคิด ทฤษฎี กรอบแนวคิด และตามวัตถุประสงค์ของการวิจัย เพื่อสร้างรูปแบบการจัดการ สโมสรฟุตบอลอาชีพในประเทศไทยท่ีสามารถสรา้ งมูลคา่ เพิม่ ทางอตุ สาหกรรมกีฬา ขั้นตอนที่ 9 ประเมนิ ความเหมาะสมความเปน็ ไปได้ ประเมินความเหมาะสม ความเป็นไปได้ และความเป็นประโยชน์ของรูปแบบการจัดการสโมสรฟุตบอล อาชีพในประเทศไทยท่สี ามารถสร้างมลู คา่ เพิม่ ทางอตุ สาหกรรมกฬี า โดยใชก้ ารสนทนากลุ่ม ผู้เกย่ี วข้อง ไดแ้ ก่ ผู้บริหารสมาคมฟุตบอลแห่งประเทศไทย ผู้บริหารสโมสรฟุตบอลอาชีพ นักวิชาการนักการตลาด นักบริหาร จดั การ และผทู้ ีม่ ปี ระสบการณ์ดา้ นการกีฬา จานวน 7 คน ขน้ั ตอนท่ี 10 ปรบั ปรงุ และนาเสนอรูปแบบ ปรับปรุงและนาเสนอรูปแบบการจัดการสโมสรฟุตบอลอาชีพในประเทศไทยท่ีสามารถสร้าง มลู คา่ เพิม่ ทางอตุ สาหกรรมกีฬา การวเิ คราะหข์ อ้ มูล ผูว้ ิจัยได้ดาเนินการวิเคราะห์ขอ้ มลู ตามข้ันตอนดังน้ี 1. ผู้วิจัยจะทาการวิเคราะห์ข้อมูลจากสนทนากลุ่ม และการสัมภาษณ์เชิงลึกด้วยตัวของผู้วิจัยเอง และใช้วธิ ีการบันทึกและถอดเทประหว่างการสัมภาษณ์ สาหรับการวิเคราะห์ขอ้ มูลจากแบบสอบถามผ้วู ิจยั ใช้ วิธีการประมวลผลทางหลักสถิติเชิงพรรณนา โดยนาข้อมูลที่รวบรวมได้มาวิเคราะห์หาค่าทางสถิติ ซึ่งประกอบด้วย ค่าความถ่ี ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบ่ียงเบนมาตรฐาน เพ่ือให้ได้ข้อมูลท่ีครบถ้วนสมบูรณ์ สามารถนาเสนอผลการวิเคราะห์ข้อมูลในประเด็นต่าง ๆ ในลักษณะพรรณนา อธิบายปรากฏการณ์ แสดงให้ เห็นถึงการจัดกลุ่มข้อมูลท่ีมีคุณลักษณะในทิศทางเดียวกัน รวมถึงข้อค้นพบท่ีมีความสัมพันธ์อย่างมี ความหมายตามวตั ถปุ ระสงค์และประเด็นทีต่ อ้ งการศึกษา 2. ผู้วิจัยสร้างรูปแบบการจัดการสโมสรฟุตบอลอาชีพในประเทศไทยท่ีมีผลต่อการสร้างมูลค่าเพิ่ม ทางอุตสาหกรรมกีฬา โดยการวิเคราะห์ข้อมูลตามข้ันตอนการดาเนินการวิจัย แล้วจึงนาเสนอข้อมูลในแบบ พรรณนา โดยนาข้อมูลที่ได้จากข้ันตอนการดาเนินการวิจยั ในแต่ละขน้ั มาสรุป วิเคราะห์ และสังเคราะห์จนได้ รปู แบบการจดั การสโมสรฟตุ บอลอาชพี ในประเทศไทยที่สามารถสรา้ งมลู ค่าเพมิ่ ทางอตุ สาหกรรมกีฬา การนาเสนอผลการวิเคราะห์ข้อมูล การนาเสนอในรูปแบบของการบรรยายเชิงพรรณนาตามท่ีกาหนดไว้ โดยผลสุดท้ายผู้วิจัยได้ สังเคราะห์ผลการวิจัยนาเสนอเป็น “รูปแบบการจัดการสโมสรฟุตบอลอาชีพในประเทศไทยกับการสร้าง มูลค่าเพิ่มทางอุตสาหกรรมกีฬา” โดยจะเลือกนาเสนอเฉพาะข้อมูลท่ีมีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับเรื่องท่ีผู้วิจัยศึกษา

เท่าน้ัน ผู้วิจัยใช้วิธีการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพ ตามข้ันตอนการดาเนินการวิจัย โดยนาข้อมูลที่ได้จาก ขั้นตอนการดาเนินการวิจัยในแต่ละขั้นมาสรุป วิเคราะห์ และสังเคราะห์จนกระทั้งได้รูปแบบการจัดการ สโมสรฟุตบอลอาชีพในประเทศไทยกับการสร้างมูลค่าเพ่ิมทางอุตสาหกรรมกีฬาและรายงานผลที่ได้จาก การศกึ ษาในรปู แบบการพรรณนา ผลการวจิ ัย การวิจัย เรื่องรูปแบบการจัดการสโมสรฟุตบอลอาชีพในประเทศไทยกับการสร้างมูลค่าเพ่ิมทาง อุตสาหกรรมกีฬา มีวัตถุประสงค์ 1) เพ่ือศึกษาปัจจัยที่มีผลต่อการจัดการของสโมสรฟุตบอลอาชีพในประเทศไทย ท่สี ่งผลต่อการสร้างมูลค่าเพิ่มทางอตุ สาหกรรมกีฬา 2) เพอ่ื นาเสนอรปู แบบการจดั การสโมสรฟตุ บอลอาชพี ใน ประเทศไทยทีส่ ามารถสรา้ งมลู ค่าเพิม่ ทางอุตสาหกรรมกีฬา ผลการวิจยั สรปุ ได้ดงั น้ี 1. ปัจจัยที่มีผลต่อการจัดการสโมสรฟุตบอลอาชีพในประเทศไทยท่ีส่งผลต่อการสร้างมูลค่าเพิ่ม ทางอตุ สาหกรรมกีฬา ปัจจัยท่ีมีผลต่อการจัดการสโมสรฟุตบอลอาชีพในประเทศไทยท่ีส่งผลต่อการสร้างมูลค่าเพ่ิมทาง อตุ สาหกรรมกีฬา มปี จั จัยท่ีสาคัญ 2 ปัจจยั หลัก ได้แก่ ปัจจยั ทางการตลาด และปจั จัยทางการจดั การ สาหรับปัจจัยทางการตลาดท่ีเป็นกลยุทธ์สาคัญของสโมสรฟุตบอลอาชีพในประเทศไทย ได้แก่ สว่ นประสมทางการตลาด 4 ด้าน ดงั น้ี 1.1 ด้านผลิตภัณฑ์และการบริการ ท่ีสามารถสร้างมูลค่าเพิ่มทางอุตสาหกรรมกีฬา ประกอบด้วย ผู้บริหาร/ประธานสโมสรฟุตบอลท่ีมีความสามารถสูง มีแนวคิดท่ีดี สนามแข่งขันมีมาตรฐานระดับนานาชาติ ผลงานการแขง่ ขนั ท่ดี ี และนกั ฟุตบอลทีม่ คี ณุ ภาพท้งั ในสนามและนอกสนามแข่งขัน 1.2 ด้านราคา ที่ส่งผลต่อการสร้างมูลค่าเพ่ิมทางอุตสาหกรรมกีฬา ควรมีการกาหนดราคาค่าบัตร เขา้ ชมการแขง่ ขนั ฟตุ บอล ราคาสนิ ค้าทีร่ ะลึก และราคาซอ้ื ขายนกั ฟตุ บอล ตามบริบทของสโมสร 1.3 ด้านสถานท่ีและช่องทางการจัดจาหน่าย ท่ีเป็นจุดเด่นของฟุตบอลอาชีพในประเทศไทย คือ การมีทาเลท่ีตั้งอยู่ในเขตชุมชนหรอื ใจกลางเมือง ทาให้การเดินทางมีสะดวกสบาย อีกทั้งบริเวณสนามแข่งขัน ยงั มพี ้ืนทจี่ อดรถทเ่ี พียงพอและมคี วามปลอดภัยค่อนข้างสงู 1.4 ด้านการส่งเสริมการตลาด สโมสรฟุตบอลอาชีพในประเทศไทยมีการนาเครื่องมือทาง การตลาดเพื่อสร้างมูลค่าเพ่ิมให้กับสโมสร ได้แก่ กิจกรรมท่ีแสดงความรับผิดชอบต่อสังคม กิจกรรมด้านการ โฆษณา กจิ กรรมบนั เทิง และกจิ กรรมสง่ เสริมการขาย ในส่วนปัจจัยทางการจัดการสโมสรฟุตบอลอาชีพในประเทศไทยท่ีส่งผลต่อการสร้างมูลค่าเพิ่ม ทางอุตสาหกรรมกฬี า ประกอบดว้ ยกิจกรรม 4 ประการสาคัญ ไดแ้ ก่ 1. การวางแผน เป้าหมายหลักในการพัฒนาสโมสร คือ การมุ่งเน้นความเป็นเลิศ การมุ่งเน้น ผลกาไรทางธุรกิจ การมุ่งเน้นการสร้างภาพลักษณ์ การมุ่งเน้นการสร้างแบรนด์และขยายฐานลูกค้า และ แผนกลยุทธ์ท่ีส่งผลต่อการสร้างมูลค่าเพิ่มทางอุตสาหกรรมกีฬา ได้แก่ แผนงานการสร้างระบบอะคาเดมี่ เพื่อความเปน็ เลิศอยา่ งย่ังยนื แผนงานการขยายฐานลูกค้า/แฟนคลับใหเ้ พิ่มสูงขึ้น และแผนงานการรกั ษาฐาน ลกู ค้า/แฟนคลบั ในระยะยาว 2. การจัดองค์กร ควรมีความเป็นเอกภาพ โดยผู้บรหิ ารมอี านาจตัดสินใจเพียงคนเดียว และระบบ การบรหิ ารงานแบบบรษิ ัทบนพ้ืนฐานความมมี าตรฐานสากลอยา่ งมีธรรมาภบิ าล ชดั เจน ตรวจสอบได้ 3. การนา การนาพาสโมสรฟุตบอลอาชีพในประเทศไทยไปสู่ความสาเร็จตามเป้าหมายได้ใน ระยะยาว ควรมีผู้นาท่ีมีความคิดสร้างสรรค์ คิดการณ์ไกล และท่ีสาคัญอย่างยิ่งควรต้องมีใจรักในกีฬาฟุตบอล เป็นพืน้ ฐาน

4. การควบคุม มีการติดตาม ตรวจสอบการดาเนินงานของสโมสร และมีการนาข้อบกพร่อง กลบั มาปรับปรุงแก้ไขและพัฒนาใหด้ ียิ่งขน้ึ 2. รูปแบบการจัดการสโมสรฟุตบอลอาชีพในประเทศไทยท่ีสามารถสร้างมูลค่าเพ่ิมทางอุตสาหกรรม กฬี า รปู แบบกระบวนการจัดการที่เหมาะสม ประกอบด้วย ขนั้ ตอนตา่ ง ๆ ดังตอ่ ไปนี้ 1. การพฒั นาทรพั ยากรทางการจดั การของสโมสรใหเ้ กดิ ประสิทธผิ ลสงู สุด 1.1 พัฒนาคุณภาพของนักฟุตบอล ผู้ตัดสิน ผู้ฝึกสอน ผู้บริหาร ให้มีศักยภาพสูงข้ึนตาม เกณฑม์ าตรฐานสากลและมคี วามโดดเดน่ เป็นเอกลกั ษณ์ 1.2 จดั เตรยี มงบประมาณสาหรับการดาเนินงานในระยะยาว 1 ปี 3 ปี 5 ปี อย่างตอ่ เน่อื ง 1.3 ยกระดบั สนามฟุตบอลให้มมี าตรฐานระดบั สากล สามารถรองรับการแข่งขนั ระดับโลกได้ 1.4 พัฒนาศักยภาพการบริหารจัดการตามมาตรฐานของฟุตบอลอาชีพตามเกณฑ์ของ AFC 2. กระบวนการสรา้ งมูลค่าเพิ่มทางอตุ สาหกรรมกีฬา 2.1 กิจกรรมการสอนทักษะ เทคนิค การเล่นกีฬาฟุตบอลให้เด็กและเยาวชนเพื่อสร้าง ภาพลักษณใ์ ห้กับสโมสรและนกั ฟุตบอลอาชพี 2.2 กิจกรรมส่งเสริมการขาย โดยการจัดโปรโมช่ัน ราคาตั๋ว ราคาสินค้าที่ระลึก เพ่ือ กระตุ้นยอดขายและการมีส่วนรว่ มของผู้บรโิ ภคกฬี าฟุตบอล 2.3 แผนงานสปอตโฆษณา สร้างเร่ืองราวความน่าสนใจ และจุดขายของสโมสรเพ่ือดึงดูด ผบู้ ริโภคกฬี าฟุตบอล 2.4 โครงการฟุตบอลอะคาเดมี่ เพื่อพัฒนานักฟุตบอลดาวรุ่งส่นู ักกีฬาอาชีพในระยะยาว 2.5 โครงการสร้างรายได้สู่ชุมชน เพ่ือให้ประชาชนในที่ต้ังของสโมสรมีรายได้มากข้ึนจาก การแข่งขันกฬี าฟุตบอล 3. ผลประโยชน์ที่ได้ สโมสรฟุตบอลอาชีพ มีรายได้ เลี้ยงตนเองได้อย่างย่ังยืน และประเทศไทยมี เศรษฐกจิ ดขี ึ้นจากภาคอุตสาหกรรมกฬี าเปน็ รายได้หลัก อภิปรายผลการวิจัย ปัจจัยทางการจัดการที่มีบทบาทสาคัญต่อการสร้างมูลค่าเพ่ิมทางอุตสาหกรรมกีฬา ปัจจัยทางด้าน การตลาดนับเป็นปัจจัยทมี่ ีความสาคัญอย่างยิ่งและเป็นเคร่ืองมือทางการตลาดที่หลายสโมสรเร่ิมนามาใช้เพื่อ เป้าหมายทางธุรกิจมากข้ึน โดยเฉพาะการนาส่วนประสมทางการตลาด 4P ซ่ึงเป็นปัจจัยที่สโมสรควบคุมได้ มาใช้เป็นกลยุทธ์ในการสร้างรายได้และสร้างความสัมพันธ์กับแฟนคลับและผู้สนับสนุน ซึ่งจะเห็นได้จาก งานวิจัยของ จุฑา ติงศภัทิย์ (Chutha Tingsapat, 1997) ที่ได้กล่าวถึงการพัฒนากีฬา เพื่อการอาชีพควรจะ ใช้หลักการตลาดการกีฬามาประยุกต์ใช้ โดยอาศัยหลักการท่ีว่ากิจกรรมต่าง ๆ จัดข้ึน จะต้องตรงกับความ ต้องการและความพอใจในผบู้ รโิ ภคตลอดจนผใู้ หส้ นับสนุนต่าง ๆ อย่างไรก็ตามเม่ือพิจารณาส่วนประสมทางการตลาดเป็นรายด้านพบว่า ในด้านผลิตภัณฑ์และการ บรกิ ารท่ีสามารถสรา้ งมลู ค่าเพ่ิมทางอุตสาหกรรมกีฬาไดค้ ือ ความสามารถของผู้บริหารสโมสร สนามแขง่ ขันท่ี มมี าตรฐาน ผลงานการแข่งขนั ท่ีดี และคุณภาพของนักฟุตบอล ซึ่งผลิตภัณฑ์และการบริการต่าง ๆ เหล่าน้ี ได้ สอดคล้องกับ สมชาย ประเสริฐศิริพันธ์ รัชนี ขวัญบุญจนั เฉลิม ชัยวัชราภรณ์ และจุฑา ติงศภัทิย์ (Somchai Prasertsiripan, Rajanee Quanboonchan, Chalerm Chaiwatcharaporn, & Chutha Tingsapat, 2006) ได้กล่าวถึง แนวทางการพัฒนากีฬาฟุตบอลไปสู่อาชีพอย่างยั่งยืนว่า ผู้บริหารควรมีความสามารถทาง

ธุรกิจ โปร่งใส ตรวจสอบได้ และด้านสนามแข่งขันฟุตบอลอาชีพต้องมีมาตรฐานสากล นอกจากน้ี การกีฬาแห่ง ประเทศไทย (Sports Authority of Thailand, 2006) ยังได้เสนอหลักการท่ีจะให้นักกีฬาฟุตบอลอาชีพ เจริญเติบโตอย่างม่ันคงได้นั้นนักกีฬาต้องมีความสามารถในข้ันสูงที่เทียบได้หรือใกล้เคียงกับมาตรฐานของ นานาชาติ ทั้งนี้ เพื่อสร้างศรัทธา และความนิยมของผู้ดู สามารถดึงดูดให้คนดูเกิดความสนใจอยากดูและมี ความสนุกสนาน ตื่นเต้น เรา้ ใจ มอี ารมณ์ร่วมในกจิ กรรมดังกลา่ วแมต้ อ้ งเสยี เงนิ กเ็ ต็มใจ ปัจจัยทางการตลาดด้านราคาท่ีส่งผลต่อการสร้างมูลค่าเพิ่มทางอุตสาหกรรมกีฬา จะเก่ียวข้องกับ การกาหนดราคาค่าบัตรเข้าชมการแข่งขันฟุตบอล ราคาสินค้าท่ีระลึก และราคาซ้ือขายนักฟุตบอล ซ่ึงแต่ละ สโมสรมีนโยบายและกลยุทธ์ในการกาหนดราคาแตกต่างกันไปตามฐานผู้บริโภค โดยเฉพาะการกาหนดราคา การซ้ือขายนักฟุตบอลพบว่า ในปัจจุบันวงการกีฬาฟุตบอลประเทศไทยมีนักฟุตบอลที่มีคุณภาพหลายคนไป ค้าแข้ง ณ ต่างประเทศ ในขณะเดียวกันประเทศไทยเองก็ได้มีการซ้ือตัวนักฟุตบอลจากต่างประเทศด้วย เช่นเดียวกัน ซึ่งประเด็นในการซ้ือขายนักเตะเร่ิมมีการพูดถึงมานานนับเกือบ 10 ปี ดังที่ สุพิตร สมาหิโต ชัย นิมากร และ นนทชัย ศานติบุตรกุล (Supitr Samahito, Chai Nimakorn, & Nonthachai Santibutkul, 2005) ได้กล่าวถึง สภาพความเป็นจริงฟุตบอลอาชีพไทยว่า สาหรับนักกีฬาไทยต้องแสดงฝีเท้าเอาชนะจีน เกาหลี ญ่ีปุ่น ก่อนก้าวไปสู่ระดับโลกให้ได้ ยิ่งเป็นการดีถ้าต่อไปรายได้ประชาชาติของไทยสูงขึ้นอีก 5 ถึง 10 เท่าตัว จะได้มีอานาจการซ้อื เพม่ิ ความสนใจของสโมสรในยุโรปในตวั นักฟตุ บอลของไทยมากขึน้ ดงั น้ันจึงเห็น ได้ว่าธุรกิจฟุตบอลอาชีพเป็นเร่ืองของธุรกิจเอกชน ตัวนักกีฬาเองต่างก็มีผู้จัดการมืออาชีพคอยดูแล และ จดั การเร่ืองผลประโยชนใ์ นการตดิ ต่อประสานงานการปรากฏตัวหรอื ถ่ายแบบโฆษณา สาหรับด้านสถานที่และช่องทางการจัดจาหน่าย เป็นสิ่งดึงดูดใจผู้บริโภคกีฬาฟุตบอลได้เช่นเดียวกัน เน่ืองจากสนามฟุตบอลในประเทศไทยมีทาเลที่ต้ังอยู่ในเขตชุมชนหรือใจกลางเมือง ทาให้การเดินทางมีความ สะดวกสบาย มีพ้ืนท่ีจอดรถที่เพียงพอสามารถรองรบั ผู้ชมได้ อกี ทงั้ ยังเน้นเรื่องความปลอดภัยของผู้ชมอีกดว้ ย ซึ่งได้สอดคล้องกับการสัมภาษณ์ผู้ทรงคุณวุฒิด้านกีฬา ได้กล่าวไว้ว่า สนามแข่งขันต้องได้มาตรฐาน พร้อมสิ่งอานวยความสะดวกตามหลักสากล การเดินทางสะดวก ปลอดภัยต่อชีวิตและทรัพย์สินของนักกีฬา และผู้ชมในสนาม (Somchai Prasertsiripan et al., 2006) นอกจากน้ี การกีฬาแห่งประเทศไทย (Sports Authority of Thailand, 2006) ได้เสนอหลักการและแนวทางในการท่ีจะให้กีฬาฟุตบอลอาชีพเจริญเติบโต อย่างม่ันคงได้จาเป็นต้องมีสนามแข่งขันที่มีมาตรฐานสากล สะดวกสบายต่อการเดินทางและการเข้าชมการ แข่งขัน มีการดูแลรักษาที่ดี สะอาด และปลอดภัยตอ่ นักกีฬาและผู้ชมการแข่งขนั ในประเทศที่เจริญแล้วจะมี การกาหนดมาตรฐานสนามการแขง่ ขันกีฬาอาชีพของแต่ละสโมสร โดยเฉพาะขนาดความจุของผู้ชมและความ ปลอดภัยของสนามแข่งขัน เช่น ใน เจลีก ของญ่ีปุ่นสโมสรใน เจ 1 ต้องมีสนามความจุผู้ชมอย่างน้อย 15,000 คน สาหรับสนามใน เจ 2 ตอ้ งมสี นามทจ่ี ผุ ้ชู มอย่างน้อย 10,000 คน เปน็ ตน้ ส่วนประสมการตลาดอีกด้านหนึ่งท่ีมีความสาคัญท่ีทุกสโมสรนามาใช้เป็นกลยุทธ์สาคัญในการสร้าง จุดสนใจ นั่นคือ ด้านการส่งเสริมการตลาด ซ่ึงจากผลการวิจัยคร้ังนี้มีเครื่องมือทางการตลาดหลากหลาย รูปแบบที่สโมสรฟุตบอลอาชีพในประเทศไทยนามาใช้เป็นเคร่ืองมือในการสร้างมูลค่าเพ่ิมให้กับสโมสร ได้แก่ กิจกรรมการสอนทักษะ เทคนิคการเล่นฟุตบอลให้เด็กและเยาวชน ซ่ึงเป็นกิจกรรมที่แสดงความรับผิดชอบ ต่อสังคม กิจกรรมด้านการโฆษณาสร้างเรื่องราวความน่าสนใจ ความแปลกใหม่ กิจกรรมบันเทิงในวันแข่งขัน กิจกรรมส่งเสรมิ การขายทุกรูปแบบ เป็นต้น การส่งเสริมการตลาดด้วยกลวิธีต่าง ๆ ได้สร้างความตื่นตัว และ สร้างค่านิยมให้มีผู้บริโภคกีฬาฟุตบอลเพิ่มมากขึ้น อีกท้ังยังเป็นการกระตุ้นให้แฟนฟุตบอลให้ความสนใจกับ สโมสรน้ัน ๆ ได้ด้วย ตามท่ี บรรณาวัฒน์ ด้วงมั่น (Bannawat Duangman, 2013) กล่าวว่า การส่งเสริม การตลาดกบั ฟุตบอลอาชีพในการแข่งขันฟุตบอลไทยแลนด์ พรเี มยี ร์ลกี น้ัน โดยสว่ นมากทุกสโมสรมีการจัดทา การส่ือสารการตลาดโดยใช้เครื่องมือในรูปแบบตา่ ง ๆ ตามหลกั การสโมสรที่มีเงินทุนจานวนมากจะเห็นได้วา่ มี

การพัฒนาในส่วนน้ีเป็นจานวนมาก ซึ่งการพัฒนาลีกอาชีพฟุตบอลในประเทศไทยควรให้ความสาคัญกับการ ส่ือสารการตลาด ควบคู่ไปกับการทาทีมฟุตบอลด้วย จริงอยู่ที่ผู้เข้าชมหรือผู้ท่ีช่ืนชอบมักจะติดตามจากผลงาน ในการแข่งขัน แต่ถ้าทาควบคู่หรือให้ความสาคัญในส่วนนี้ตามไปด้วยก็สามารถเพิ่มผู้เข้าชมที่นามาซ่ึงรายได้ อกี มาก โอกาสฟุตบอลไทยกาลังพัฒนาและเจริญก้าวหน้าอย่างก้าวกระโดดขึ้นอีกไม่นานเราคงจะเห็นสโมสร ฟตุ บอลเต็มรูปแบบทม่ี พี รอ้ มทุกด้านเทยี บเท่านานาอารยประเทศกเ็ ปน็ ได้ ปัจจัยทางด้านการบริหารจัดการสโมสรฟุตบอลอาชีพในประเทศไทยที่ส่งผลต่อการสร้างมูลค่าเพ่ิม ทางอุตสาหกรรมกีฬา มีกิจกรรม 4 ประการ ท่ีเป็นกลไกสาคัญในการขับเคลื่อนการดาเนินงานของสโมสร ให้บรรลุตามเป้าหมาย ได้แก่ ด้านการวางแผน ซ่ึงนับเป็นภาระหน้าที่ลาดับแรก ตามที่ พัชนี นนทศักด์ิ (Patchanee Nonthasak, 2009) กล่าวว่า การท่ีจะดาเนินงานให้บรรลุเป้าประสงค์อย่างมีประสิทธิภาพนั้น จาเป็นต้องมีแบบแผนในการดาเนินการให้รัดกุมและรอบคอบ โดยผู้บริหารจะต้องวางแนวทางอย่างชัดเจนว่า องค์กรจะต้องทาเช่นไรเพ่ือประสบความสาเร็จ ซ่ึงครอบคลุมถึงความสาเร็จขององค์กรทั้งในระยะส้ัน และ ในระยะยาว ดังนั้น จะเห็นได้ว่าสโมสรฟุตบอลอาชีพในประเทศไทยทุกสโมสรมีการวางแผนการดาเนินงาน ตามนโยบายของผู้บริหาร ไม่ว่าจะเป็นการวางแผนงานการสร้างระบบอะคาเดมี่เพ่ือความเป็นเลิศอย่างยั่งยืน แผนงานการขยายฐานลูกค้า/แฟนคลับให้เพิ่มสูงข้ึน แผนงานการรักษาฐานลูกค้า/แฟนคลับ ในระยะยาว เปน็ ต้น ซงึ่ แผนงานดังกล่าวโดยเฉพาะการวางแผนเก่ยี วกับระบบอะคาเดม่ีเพ่ือเป็นรากฐานการพฒั นานักกีฬา ต้ังแต่อายุน้อย ๆ ให้สามารถขึ้นมาทดแทนนักกีฬาอาชีพได้ในอนาคต แผนงานน้ีได้สอดคล้องกับ สมชาย ประเสริฐศิริพันธ์ และคณะ (Somchai Prasertsiripan et al., 2006) ได้เสนอแนะประเด็นนี้ว่าต้องมีแผน หรอื โครงการระยะยาวในการพัฒนานักกีฬาดาวรุ่งเพื่อทดแทนนักกีฬาอาชีพอยู่ตลอดเวลา ไม่มีขาดตอนเพื่อ เป็นการปลุกความศรทั ธาของแฟนคลบั อย่างเหนียวแน่นไม่มวี นั เส่ือม ในกรณนี ี้สโมสรฟตุ บอลระดับโลก ตา่ งมี โรงเรียนกีฬาของตนเองใน เจลีก ของประเทศญ่ีปุ่น ถือเป็นข้อบังคับท่ีทุกสโมสรใน เจ 1 ต้องมีโรงเรียนกีฬา เพือ่ นักกีฬาระดับยุวชน และเยาวชนไวท้ ดแทนทีมเกา่ ตลอดเวลา ด้านการจัดองค์กรน้ันพบว่า สมาคมฟุตบอลแห่งประเทศไทยเร่ิมมีกฎระเบียบ ข้อบังคับอย่างจริงจัง ในการควบคุม กากับ ดูแล สโมสรฟุตบอลอาชีพในประเทศไทย โดยการกาหนดให้ทุกสโมสรจัดโครงสร้าง องค์กรตามมาตรฐานของฟุตบอลอาชีพตามเกณฑ์ของ AFC ซ่ึงจะช่วยยกระดับสโมสรฟุตบอลอาชีพใน ประเทศไทยให้มีความเป็นมืออาชีพและมีระบบมากขึ้น อย่างไรก็ตาม การบริหารงานภายในสโมสรควรมี ความเป็นเอกภาพ มีผมู้ ีอานาจตดั สินใจเพียงคนเดยี ว โดยใช้ระบบการบรหิ ารงานแบบบริษัทบนพ้ืนฐานความ มีมาตรฐานสากล นอกจากน้ีควรมีการกาหนดบทบาทหน้าที่ความรับผิดชอบของแต่ละฝ่าย/แผนก ใหช้ ัดเจน และบุคลากรของสโมสร ต้องเป็นบุคคลที่มีความรู้ ความสามารถ ตรงกับงานที่ตนเองรับผิดชอบด้วย จึงจะ ส่งผลให้การดาเนินงานมีประสิทธิภาพ ตามท่ี การกีฬาแห่งประเทศไทย (Sports Authority of Thailand, 2006) ได้เสนอแนวทางการฟุตบอลอาชีพให้เจริญเติบโตจาเป็นต้องดาเนินการในเรื่องการบริหารงานใน รูปแบบของบริษัทหรือนิติบุคคล ท่ีมปี ระสิทธิภาพ โปร่งใสตรวจสอบได้ การแขง่ ขนั กฬี าอาชีพโดยสากลปฏบิ ัติ มักมีการจัดต้ังเป็นบริษัทหรือจดทะเบียนเป็นนิติบุคคลเพ่ือให้ระบบการบริหารมีความคล่องตัว และต้องมี กฎระเบียบทช่ี ัดเจน ถกู ตอ้ งและเป็นทเ่ี ช่อื ถือไดจ้ ากทุกสโมสร ดา้ นการนา สาหรับผบู้ รหิ ารสโมสรฟตุ บอลอาชีพที่สามารถนาพาองคก์ รไปส่คู วามสาเร็จได้นั้นควรจะ เป็นบุคคลที่มีความคิดสร้างสรรค์ คิดการณ์ไกล และที่สาคัญอย่างยิ่งควรต้องมีใจรักในกีฬาฟุตบอลเป็น พ้ืนฐานด้วย ซึ่งผลการวิจัยนี้ได้สอดคล้องกับรูปแบบและแนวทางการส่งเสริมและพัฒนากีฬาอาชีพของ ประเทศท่มี ีความเจริญก้าวหนา้ เช่น สหรัฐอเมรกิ า ญ่ปี ุ่น บราซิล สโมสรเหลา่ นี้ มีผู้บรหิ ารท่ีพร้อมจะอุทิศตัว เพอ่ื การทางานให้กบั สโมสรในสงั กดั อยา่ งเตม็ ความสามารถ

ด้านการควบคุม ถึงแม้ว่าในผลการวิจัยจะพบว่า การติดตาม ตรวจสอบการดาเนินงานของสโมสรส่วน ใหญ่เป็นเรื่องเกี่ยวกับการประเมินผลการดาเนินงานทางการตลาด โดยฝ่ายการตลาดเป็นผู้รับผิดชอบ แต่ สาหรับในกระบวนการบรหิ ารจัดการทุกองค์ประกอบนับเป็นปจั จัยทม่ี ีความสาคัญเทา่ เทียมกัน ซ่งึ การควบคุม ตรวจสอบ ติดตามการทางาน จะเป็นหลักประกันความสาเร็จตามเป้าหมายของสโมสรว่ามีการใชท้ รัพยากรที่ มอี ยูอ่ ยา่ งจากัดให้เกดิ ประสิทธิภาพและประสิทธิผลสูงสุดหรือไม่ (Koontz, & Weihrich, 1972) ข้อเสนอแนะจากการวจิ ัย 1. ผลการศึกษาครั้งนี้ เป็นการนาเสนอองค์ความรู้ใหม่ท่ีได้จากข้อมูลเชิงประจักษ์ โดยมีการนา หลักการตลาด 4P และหลักการจัดการ POLC มาเป็นกรอบในการศึกษา ซึ่งสโมสรฟุตบอลอาชีพในประเทศ ไทยสามารถนารูปแบบทค่ี น้ พบจากการวจิ ัยนไี้ ปปฏิบตั ิเพ่ือสร้างมลู คา่ เพ่ิมให้กับสโมสรได้อย่างยั่งยนื 2. นาเสนอรูปแบบการจัดการสโมสรฟุตบอลอาชีพในประเทศไทยท่ีสามารถสร้างมูลค่าเพิ่มทาง อุตสาหกรรมกีฬาให้กับสมาคมฟุตบอลแห่งประเทศไทยพิจารณาบ รรจุเข้าในแผนยุทธศาสตร์เพื่อพัฒ นา ศกั ยภาพด้านการบริหารจดั การตามวิสัยทัศน์ของสมาคม 3. ควรมีการศึกษากลุ่มตัวอย่างสโมสรฟุตบอลอาชีพต่างประเทศที่ประสบความสาเร็จ เช่น ญี่ปุ่น บราซิล อังกฤษ เยอรมัน เป็นต้น เพ่ือเป็นต้นแบบในการบริหารจัดการท่ีสร้างมูลค่าเพ่ิมให้กับอุตสาหกรรม กีฬาอยา่ งแท้จรงิ 4. ควรศึกษาเปรยี บเทียบรูปแบบการบริหารจัดการสโมสรฟุตบอลอาชีพแต่ละระดับต้ังแต่ระดับไทย ลีก 1 ถึง ไทยลีก 4 เพ่อื วางรากฐานการพัฒนาสโมสรทุกระดับให้แข็งแกร่งย่งิ ข้นึ References Bannawat Duangman. (2013). Marketing promotion of professional football clubs in Thailand. Sports Management Association of Thailand Journal, 3(1), 11-24. Best, J.W. (1981). Research in Education (4th ed.). New Jersey: Prentice-Hall. Boontham Kitpreedaborisut. (2006). Techniques for Construction of Data Collection Tools for Research. Bangkok: Jamjuree Products. Somchai Prasertsiripan, Rajanee Quanboonchan, Chalerm Chaiwatcharaporn, & Chutha Tingsapat. (2006). Project of research and manual for establishment of professional football clubs. Sports Science School Chulalongkorn University. Chutha Tingsapat. (1997). A study on indicators for Thailand’s sports development: Sports development for occupation. Bangkok: Research Division, Sports Authority of Thailand. Daft, R., & L. Richard. (2006). Management (8th ed.). Thomson Leaning, Inc. Koontz, H., & H. Weilhrich. (1972). Essentials of Management (5th ed.). New York: McGraw Companies, Inc. Ministry of Tourism and Sports. (2017). National Sports Development Plan, Volume 6, B.E. 2560 - 2564, The Office of the Permanent Secretary to the Ministry of Tourism and Sports. War Veterans Organization Printing Mill. Panisa Meechinda, & Siriwan Sereerat. (2011). Strategies on Marketing and Planning. Bangkok: Thammasarn Company.

Patchanee Nonthasak. (2009). Modern Management. Bangkok: Pearson Education Indo - China. Sakul Changmai. (2003). Data collection, data management, and qualitative data analysis. Christian University Journal, 9(3), 164 - 173. Sports Authority of Thailand. (2006). Principles and guidelines for professional football development in an undeviating way. Bangkok: Professional Sports Division, Sports Authority of Thailand. Supitr Samahito. (2013). Summary of seminar on sports industry and construction of value added in Thailand. Office of National Economic and Social Advisory Council, Bangkok. Supitr Samihito, Chai Nimakorn, & Nonthachai Santibutkul. (2005). Guidelines for professional sports development under the consistent support of private and public sectors: Case study professional tennis and professional football. Bangkok: Information and Research Section, Academic Office, Office of Secretary to the Senate. Received: Dec 2, 2020 Revised: Dec 21, 2020 Accepted: Dec 23, 2020

ผลของการใชโ้ ปรแกรม AUTISSWIM ทม่ี ีตอ่ ทกั ษะการเอาชีวิตรอดในนา้ และสมรรถภาพ ทางกายของเดก็ ออทิสติก ยศธร รตั นจัง แกว้ ตา นพมณจี ้ารสั เลิศ และ พชั รินทร์ เสรี สถาบันแห่งชาตเิ พ่ือการพฒั นาเดก็ และครอบครัว มหาวิทยาลยั มหิดล บทคดั ย่อ การวิจัยครั้งนีม้ ีวัตถุประสงค์ เพ่อื ศึกษาผลของโปรแกรม Autisswim ต่อทักษะการเอาชีวิตรอดในน้า และเปรียบเทียบผลการทดสอบสมรรถภาพทางกายของเด็กออทิสติกก่อนและหลังเข้ารับการฝึกโปรแกรม Autisswim กลมุ่ ตัวอย่างในการศึกษาครั้งน้ี คือ เด็กออทิสติก อายตุ ้ังแต่ 7 ถึง 12 ปี ที่เข้ามารับบรกิ ารที่คลินิก เด็กและวัยรนุ่ ของสถาบนั แหง่ ชาตเิ พื่อการพัฒนาเด็กและครอบครัว มหาวิทยาลัยมหดิ ล ตงั้ แต่มกราคม 2559 ถงึ ธนั วาคม 2561 จ้านวน 6 คน และผูป้ กครองของเดก็ ออทสิ ติกจา้ นวน 6 คน ใช้การเลือกกลุ่มตัวอย่างแบบ เฉพาะเจาะจง เครื่องมือในการคัดกรองกลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ 1) แบบทดสอบพัฒนาการปฐมวัย (Denver II) 2) แบบประเมินผลการปรับพืน้ ฐานการว่ายน้า และเครื่องมือทใ่ี ช้ในการเก็บขอ้ มลู ได้แก่ 1) โปรแกรมการฝึก ว่ายน้า Autisswim 2) แบบบันทึกข้อมูลการสอนโปรแกรม Autisswim 3) แบบประเมินทักษะการเอาชีวิต รอดในน้า 4) แบบสอบถามข้อมูลส่วนบุคคล 5) แบบประเมินสมรรถภาพทางกาย และ 6) แบบสัมภาษณ์ ผปู้ กครอง การวิเคราะห์ข้อมูลใช้สถิติบรรยายและวิเคราะห์ขอ้ มูลเชิงคุณภาพ ในส่วนของการวเิ คราะห์ข้อมูล ใช้ The McNemar Test และ The Wilcoxon Matched Pair Signed - Ranks Test ในการทดสอบสมมติฐาน ด้านทกั ษะการเอาชีวติ รอดในน้า และสมรรถภาพทางกาย ผลการวิจัยพบว่า ภายหลังการเข้ารับการฝึกโปรแกรม Autisswim กลุ่มตัวอย่างสามารถผ่านการ ประเมินทักษะการเอาชีวิตรอดในน้า 4 คน และไม่ผ่านการประเมินทักษะการเอาชีวิตรอดในน้า 2 คน และ โปรแกรม Autisswim ช่วยให้กลมุ่ ตัวอยา่ งมีทักษะการเอาชีวติ รอดในน้าอย่างมีนยั สา้ คัญทางสถิติท่ีระดบั .05 3 ทักษะ ได้แก่ 1) ทักษะด้านการควบคุมลมหายใจขณะว่ายน้า 2) ทักษะด้านการลอยตัว 3) ทักษะด้านการ ใส่เส้ือชูชพี และสามารถเพมิ่ สมรรถภาพทางกายด้านความแข็งแรงของกล้ามเน้ือ ความอ่อนตวั และการทรงตัว อย่างมีนัยส้าคัญทางสถิติท่ีระดับ .05 อีกทั้งยังท้าให้กลุ่มตัวอย่างมีทักษะทางสังคมท่ีเพ่ิมมากขึ้น แต่ในส่วน ของทักษะด้านการเคลือ่ นไหวในน้า และทักษะด้านการช่วยเหลือผู้ประสบภัยทางน้า ก่อนและหลังการเข้ารับ การฝึกโปรแกรม Autisswim ผลการวิเคราะห์ขอ้ มูลพบว่า ไมแ่ ตกตา่ งอยา่ งมีนัยสา้ คญั คา้ ส้าคญั : เด็กออทสิ ตกิ ; ทักษะการเอาชีวิตรอดในน้า; โปรแกรม Autisswim; สมรรถภาพทางกาย Corresponding Author: ผศ.พญ.แก้วตา นพมณจี ารสั เลิศ สถาบนั แหง่ ชาตเิ พือ่ การพัฒนาเด็กและครอบครัว มหาวิทยาลยั มหดิ ล Email: [email protected]

THE EFFECTS OF AUTISSWIM PROGRAM ON SURVIVAL SWIMMING SKILLS AND PHYSICAL FITNESS FOR AUTISTIC CHILDREN Yotsathron Rattanajung, Kaewta Nopmaneejumruslers, and Patcharin Seree National Institute for Child and Family Development, Mahidol University Abstract The purpose of this research was to evaluate the effectiveness of using autisswim program on survival swimming skills and physical fitness for autistic children after the Autisswim training program. The sample group in this study consisting of 6 parents and 6 autistic children aged 7 to 12 years was selected by using the purposive sampling, which had come to receive services at the National Institute for Child and Family Development, Mahidol University since January 2016 to December 2018. The samples were screened by 1) Early Childhood Development Test (Denver II) and 2) Swimming Basics Adjustment Evaluation Form. Data were collected by 1) The Autisswim Program, 2) Autisswim Program Teaching Data Recording Form, 3) Survival Swimming Skills Before and After Study Evaluation Form, 4) Personal Information Questionnaire of Autisswim program, 5) Physical Fitness Assessment Form, and 6) Parents interview form for Autisswim program. Data were analyzed by Descriptive Statistics, Qualitative Data Analysis, The McNemar Test and The Wilcoxon Matched Pair Signed - Ranks Test to examine the hypothesis. Results showed that after the training through the Autisswim program, four samples were able to pass the survival swimming skills test, but two samples were not. The Autisswim Program resulted in the samples to have 3 aspects of survival swimming skills, namely 1) breath control skill 2) buoyancy skill and 3) life jacket wearing skill with statistical significance at the .05 level. In addition, a statistically significant at the .05 level increase was found in physical fitness, muscle strength, elasticity and balance among the samples after the Autisswim training program. The results also showed social skills of the samples has also improved. No significant differences were found in the movement skill and lifesaving skills of the samples. Keywords: Autistic Children, Survival Swimming Skills, Autisswim Program, Physical Fitness Corresponding Author: kaewta nopmaneejumruslers National Institute for Child and Family Development Mahidol University Email: [email protected]

บทนา้ ทักษะการเอาชีวิตรอด คือ ทักษะที่ใช้เมื่อตกอยู่ในสถานการณ์ฉุกเฉินเพ่ือให้สามารถเอาชีวิตรอดได้ เช่น การเอาชวี ิตรอดในป่า การเอาชีวิตรอดในถ้า การเอาชีวติ รอดในน้า วธิ ีปฐมพยาบาลเบื้องต้น วิธีสง่ สัญญาณ ขอความช่วยเหลือ เป็นต้น โดยทักษะการเอาชีวิตรอดที่ทุกคนควรเรียนรู้ไว้ตั้งแต่เป็นเด็กก็คือ ทักษะการเอา ชีวิตรอดในน้า เน่ืองจากการจมน้าเป็นสาเหตุการเสียชีวิตของประชากร อันดับที่ 3 ของโลก โดยมากกว่า ร้อยละ 50 ของผู้เสียชีวิตอยู่ในกลุ่มท่ีมีอายุต้่ากว่า 25 ปี ท้ังน้ีในเด็กท่ีมีอายุต่้ากว่า 15 ปี พบว่า การจมน้า เป็นสาเหตุหลักของการเสียชีวิตอันดับที่ 3 รองจากโรคเย่ือหุ้มสมองอักเสบ และเอดส์ ตามล้าดับ (World Health Organization, 2015) ส้าหรับประเทศไทยต้ังแต่ปี พ.ศ. 2546 ถึง พ.ศ. 2558 พบว่า การจมน้าเป็น สาเหตุการเสียชีวิตอนั ดับที่ 1 ในกลุ่มเดก็ ที่มอี ายุต้่ากว่า 15 ปี ซ่ึงในปี พ.ศ. 2558 พบว่า กล่มุ เด็กอายุต่้ากว่า 5 ปี มีอตั ราการเสียชวี ิตสูงทส่ี ุดเท่ากับ 6.9 ตอ่ ประชากรเด็กแสนคน โดยเพศชายมีอตั ราการเสียชวี ิตจากการ จมน้าสงู กวา่ เพศหญงิ ประมาณ 2 เทา่ ตัว (Strategy and Planning Division, Thailand, 2016) จากสถิติของวิทยาลัยสาธารณสุขเมล์แมน แห่งมหาวิทยาลัยโคลัมเบีย ประเทศสหรัฐอเมริกา ปี พ.ศ. 2560 พบวา่ กลุ่มผู้ปว่ ยโรคออทิสติกหรือผู้ที่มีความผิดปกติด้านพัฒนาการระบบประสาท มีแนวโน้ม ที่จะเสียชีวิตจากอาการบาดเจ็บมากกว่าผู้ป่วยทั่วไปถึง 3 เท่า โดยอ้างอิงจากการตรวจสอบใบมรณบัตรใน ระบบสถติ ิแห่งชาติของประเทศสหรัฐอเมริกา ในกลุม่ ผู้ปว่ ยโรคออทิสตกิ จ้านวน 1,367 คน ที่เสียชวี ิตระหวา่ ง ปี พ.ศ. 2542 - 2557 ซึ่งค้นพบว่า สาเหตุของการเสียชีวิตส่วนใหญ่ คือ การจมน้าและการส้าลักน้า นอกจากน้ีมีการวิเคราะห์เพ่ิมเติมพบว่าเด็กที่ป่วยเป็นโรคออทิสติกจะมีโอกาสเสียชีวิตจากการจมน้าเพิ่มขึ้น เป็น 160 เทา่ ของประชากรเด็กทว่ั ไป (Mailman School of Public Health, 2017) จากการสืบค้นข้อมูลแม้ว่าในประเทศไทยจะไม่พบการรายงานสถิติการเสียชีวิตด้วยสาเหตุการจมน้า ของเด็กออทิสติก แต่จากการสืบค้นข่าวในปจั จบุ ันจากเว็บไซด์ ข่าวออนไลนต์ ่าง ๆ เช่น 1) ไทยรัฐ 2) คมชัดลึก 3) ข่าวสดออนไลน์ 4) SANOOK 5) MGR ONLINE 6) NATION TV เป็นต้น พบว่า ในระหว่างปี พ.ศ. 2560 ถึง พ.ศ. 2562 พบเด็กออทิสติกท่ีเสียชีวิตจากสาเหตุการจมน้าตายจ้านวน 6 ราย โดยเป็นเพศชาย 4 ราย และเพศหญิง 2 ราย จะเห็นได้ว่าทักษะการเอาชีวิตรอดในน้านั้นมีความส้าคัญต่อเด็กออทิสติกเป็นอย่างมาก หากเด็กไม่ สามารถชว่ ยเหลือตวั เองได้ ก็อาจส่งผลให้ตัวเองและผู้คนรอบข้างเกิดความเสี่ยง หรอื ความสูญเสียอย่างเล่ียง ไม่ได้ ซึ่งปัจจัยที่ก่อให้เกิดการจมน้าสามารถแบ่งได้เป็น 3 ปัจจัยที่ส้าคัญ คือ 1) ปัจจัยด้านบุคคล ประกอบด้วย ปัจจยั จากตัวเดก็ เองซง่ึ ความเส่ียงของเด็กขึ้นอยู่กับสมรรถภาพทางกาย พัฒนาการ พฤติกรรม และโรคประจา้ ตัว เชน่ เด็กกลุ่มพิเศษท่เี ปน็ โรคทางจติ เวช เด็กที่มีความบกพร่องแต่กา้ เนดิ เป็นตน้ 2) ปัจจยั ด้านสงิ่ แวดล้อมทาง กายภาพ เช่น การมีแหล่งน้าใกลต้ ัวเด็ก ท้าให้เด็กสามารถเข้าถึงได้ง่ายโดยไร้เคร่ืองป้องกัน 3) ปัจจัยส่ิงแวดล้อม ทางสงั คม เช่น เด็กไม่ได้เรียนว่ายนา้ ไม่มีผู้ดแู ลเด็กขณะท่ีว่ายน้าหรอื มีผู้ดแู ลแต่ไม่มีความรู้ในการกู้ชีพท้าการ ปฐมพยาบาลผิดวิธี และสถานบริการทางการแพทย์ใกลช้ ุมชนไม่มีความพร้อมในการช่วยเหลือในภาวะฉกุ เฉิน เป็นต้น (Adisak Plitponkarnpim, 2017) เม่ือพิจารณาทั้ง 3 ปัจจัยที่กล่าวมาข้างต้นร่วมกับเด็กออทิสติก พบว่า ปัจจัยหลักท่ีก่อให้เกิดการจมน้ามากที่สุดคือปัจจัยส่วนบุคคล เนื่องจากออทิสติก คือ โรคหรือกลุ่มอาการ ท่ีเกิดข้ึนในเด็ก เน่ืองจากความผิดปกติทางสมองท้าให้มีพัฒนาการล่าช้า เด็กท่ีเป็นโรคนี้จะอยู่แต่ในโลกของ ตนเอง และขาดความสนใจท่ีจะมีสังคมร่วมกับผู้อื่น ความผิดปกติสามารถแบ่งออกได้เปน็ 3 ดา้ น คือ 1) ความ บกพร่องในการมีปฏิสัมพันธ์ 2) ความบกพร้องในการสื่อสาร และ 3) การแสดงออกทางพฤติกรรมที่ผิดปกติ (Kaewta Nopmaneejumruslers, 2008)

ซึ่งจากความผิดปกติท่ีกล่าวมาข้างต้นทั้งหมดจึงสามารถสรุปสาเหตุท่ีท้าให้เด็กออทิสติกเข้าข่าย ปัจจัยท่ีมีความเสี่ยงท่ีจะก่อให้เกิดการจมน้าได้ดังน้ี 1) พัฒนาการท่ีล่าช้าในด้านต่าง ๆ เช่น พัฒนาการด้าน ภาษาและการช่วยเหลอื ตนเอง ท้าให้ไม่สามารถสอื่ สารกับบุคคลอื่นเพอ่ื ขอความชว่ ยเหลือ และการท่ีไม่สนใจ ผู้อ่ืนเพราะอยู่แต่ในโลกของตนเอง เป็นต้น 2) สมรรถภาพทางกายในด้านต่าง ๆ เน่ืองจากสมรรถภาพทางกาย นั้นเป็นส่ิงท่ีบ่งบอกถึงความสามารถของร่างกายในระหว่างการท้ากิจกรรมต่าง ๆ ท่ีจะส่งผลให้ร่างกายของ เด็กออทิสติกนั้นมคี วามพรอ้ มส้าหรับการเรียนรู้การออกก้าลังกาย การรองรับการเกิดสถานการณ์ท่ีไมค่ าดคิด และรวมไปถึงการเอาชีวิตรอดด้วยเช่นเดียวกัน และปัจจัยท่ีรองลงมา คือ ส่ิงแวดล้อมทางสังคม ที่ไม่ได้ให้ ความรู้ในการป้องกนั การจมน้ากบั เด็กออทิสตกิ และผ้ดู ูแลขาดความรู้ หรือการปอ้ งกันความเสีย่ งให้กับตัวเด็ก ซึง่ จะเหน็ ได้ว่าการเรียนรู้หลักสูตรการว่ายน้าเพอื่ เอาชวี ิตรอดก็เป็นสิ่งสา้ คัญส้าหรับเด็กออทิสติกท่จี ้าเป็นต้อง เรียนรไู้ ว้เพ่ือใหเ้ ด็กน้ัน มีทักษะการเอาชีวติ รอดในน้าท่เี พ่ิมมากข้ึน พร้อมท้งั เพิ่มสมรรถภาพทางกายให้พร้อม ส้าหรับการป้องกันตนเองเม่ือตกอยู่ในสถานการณ์ท่ีไม่คาดคิด อีกทั้งการว่ายน้าเป็นกิจกรรมที่ได้รับการยอมรับ ว่าเป็นการออกก้าลังกายที่ช่วยในการพัฒนาสมรรถภาพทางกายได้หลากหลายรูปแบบ (Yilmaz, Yanarda, Birkan, & Bumin, 2004) ซ่ึงนับได้ว่าการว่ายน้าเป็นการออกก้าลังกายท่ีดีมากส้าหรับเด็กออทิสติกเพราะ เป็นการออกก้าลังกายท่ีมีการบาดเจ็บน้อยที่สุด เน่ืองจากไม่ท้าให้กล้ามเนื้อและเอ็นยึดกล้ามเน้ือเกิดความ เสียหายได้ง่าย (Hall, 2013) อีกทั้งการว่ายน้ายังส่งผลท้าให้ทักษะทางสังคมของเด็กออทิสติกเพ่ิมมากข้ึน (Pan, 2010) ดงั น้ัน เพ่ือให้เด็กที่เป็นออทิสติกสามารถน้าทักษะการเอาชีวิตรอดในน้าไปใช้ได้อย่างมีประสทิ ธิภาพ ทางผู้วิจัยจึงออกแบบ โปรแกรม Autisswim โดยน้าโปรแกรมการฝึกการเอาชีวิตรอดในน้าจากหลักสูตรว่ายน้า เพื่อเอาชีวิตรอดและคู่มือการสอนว่ายน้าของส้านักงานโรคติดต่อ กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข ที่จัดท้าข้ึนเพื่อให้เด็กมีทักษะการเอาชีวิตรอดในน้า มีความรู้เรื่องความปลอดภัยทางน้า และทักษะในการ ช่วยเหลือผู้ประสบภัยทางน้า (Bureau of Non Communicable Disease, 2009) มาดัดแปลงให้มีความ เหมาะสมกับเดก็ ออทิสตกิ มากย่งิ ข้นึ วตั ถปุ ระสงค์ของการวิจยั 1. เพื่อศึกษาผลของโปรแกรม Autisswim ท่ีมีต่อทักษะการเอาชีวิตรอดในน้าของเด็กออทิสติก ทง้ั 5 ด้าน ไดแ้ ก่ 1.1 ทกั ษะด้านการควบคุมลมหายใจขณะวา่ ยน้า 1.2 ทกั ษะด้านการเคล่ือนไหวในน้า 1.3 ทกั ษะดา้ นการลอยตัว 1.4 ทกั ษะดา้ นการใสเ่ ส้อื ชชู ีพ 1.5 ทักษะดา้ นการช่วยเหลอื ผู้ประสบภยั ทางน้า 2. เพอ่ื เปรยี บเทียบสมรรถภาพทางกายก่อนและหลังเขา้ ร่วมโปรแกรม Autisswim ท้งั 3 ดา้ น ไดแ้ ก่ 2.1 ดา้ นความแขง็ แรงของกลา้ มเนอ้ื 2.2 ดา้ นความออ่ นตัว 2.3 ดา้ นการทรงตวั วธิ กี ารด้าเนินการวิจยั การวจิ ัยครั้งนเ้ี ปน็ การวิจยั แบบก่ึงทดลอง (Quasi – Experimental Design) โดยใช้วิธีการเก็บขอ้ มูล เชงิ คุณภาพและเชิงปริมาณ มีแบบแผนการวจิ ัยแบบ One Group Pretest – Posttest Design เพื่อเปรียบเทยี บ

ผลการประเมนิ ทักษะการเอาชีวิตรอดในนา้ และสมรรถภาพทางกายของเดก็ ออทิสติกก่อนและหลังเข้ารับการ ฝึกโปรแกรม Autisswim ประชากรและกลมุ่ ตวั อย่าง ประชากรท่ีใช้ในการศึกษาครั้งนี้ คือ เด็กออทิสติกและผู้ปกครองของเด็กท่ีเข้ามารับบริการท่ีคลินิก เด็กและวัยรุ่น ของสถาบันแห่งชาติเพ่ือการพัฒนาเด็กและครอบครัว มหาวิทยาลัยมหิดล ในช่วงระหว่าง มกราคม 2559 ถึง ธนั วาคม 2561 จ้านวน 136 คน กลุ่มตัวอย่างในการศึกษาคร้ังน้ี ท้าการคัดเลือกกลุ่มตัวอย่างแบบเฉพาะเจาะจง (purposive selection) คือเด็กออทิสติกอายุตั้งแต่ 7 - 12 ปี ที่มารับบริการที่สถาบันแห่งชาติเพ่ือการพัฒนาเด็กและ ครอบครัว มหาวิทยาลัยมหิดล ในช่วงระหว่างมกราคม 2559 ถึง ธันวาคม 2561 จ้านวน 6 คน และ ผู้ปกครองของเด็กออทิสติก จา้ นวน 6 คน เน่ืองจากงานวิจัยครั้งน้ีเป็นงานวิจัยท่ีต้องใช้ระยะเวลานาน และด้วยข้อจ้ากัดในการหากลุม่ ตัวอย่าง ท่ีมีคุณสมบัติตามที่ก้าหนด ผู้วิจัยจึงก้าหนดกลุ่มตัวอย่างให้มีความเหมาะสมกับข้อจ้ากัดในงานวิจัยที่ได้มา จากการทบทวนวรรณกรรมงานวิจัยของต่างประเทศ โดยงานวิจัยครั้งนี้จะมีกลุ่มตัวอย่าง จา้ นวน 6 คน ซึ่งมี การก้าหนดคณุ สมบตั ิดงั นี้ 1. ได้รับการวินิจฉัยจากแพทย์ หรือผเู้ ช่ียวชาญว่าเปน็ เดก็ ออทสิ ตกิ โดยเป็นเด็กที่เข้าเกณฑ์การ วินิจฉัย Autism spectrum disorders ตาม Diagnostic and Statistical Manual of Mental Disorders (DSM5) โดยกมุ ารแพทย์พัฒนาการเด็ก หรอื จติ แพทยเ์ ดก็ และวัยรนุ่ เปน็ ผ้ใู หก้ ารวนิ ิจฉยั 2. อายุ 7 - 12 ปี 3. มีน้าหนักอยู่ในช่วง “น้าหนักน้อยกว่าเกณฑ์” ไปจนถึง “น้าหนักค่อนข้างมาก”และไม่อยู่ ในช่วง “อ้วน” โดยเปรียบเทียบจากกราฟแสดงเกณฑ์อ้างอิงการเจริญเติบโตของกรมอนามัย กระทรวง สาธารณสขุ พ.ศ. 2542 (BMI < 25) 4. ใหค้ วามร่วมมอื และสามารถปฏบิ ัติตามคา้ สั่งงา่ ย ๆ ได้ 5. ไม่มีปญั หาด้านสุขภาพ เชน่ โรคหัวใจ ลมชัก อาการแพค้ ลอรนี 6. การทดสอบพัฒนาการโดยเครอื่ งมอื “แบบทดสอบพฒั นาการปฐมวยั (Denver II)” โดยเทยี บกบั เกณฑ์พัฒนาการของเดก็ อายุ 2 ขวบ 7. ผ่านการประเมินผลการปรับพื้นฐานการว่ายน้าโดยน้า Ten - Point Program มาใช้ในการ ปรบั พืน้ ฐานการวา่ ยน้าเบอ้ื งต้นเพอ่ื ให้กลมุ่ ตวั อยา่ งได้เตรียมพร้อมท้งั ทางด้านรา่ งกาย และจิตใจ เครอ่ื งมอื ทใ่ี ชใ้ นการวิจยั เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ ประกอบด้วย เคร่ืองมือในการคัดกรองกลุ่มตัวอย่าง และเคร่ืองมือที่ ใชใ้ นการเกบ็ รวบรวมข้อมูล ดังนี้ เคร่ืองมือในการคดั กรองกลุ่มตวั อย่าง 1. แบบทดสอบพัฒนาการปฐมวยั (Denver II) แบบทดสอบพัฒนาการปฐมวัย (Denver II) คือ แบบทดสอบที่ใช้เพื่อคัดกรองเด็กปฐมวัยที่อาจมี ภาวะเส่ียงหรือมีปัญหาที่พัฒนามาจาก The Denver Development Screening Test (DDST) โดยมีการ แปลเป็นภาษาไทยพร้อมท้ังปรับให้เหมาะสมกับบริบทของคนไทย และเพิ่มการบันทึกพฤติกรรมของเด็ก ระหวา่ งทา้ การทดสอบ (Nittaya Kotchabhakdi, 2015)

ในการคัดเลือกกลุ่มตัวอย่างผู้วิจัยใช้แบบทดสอบพัฒนาการปฐมวัย (Denver II) เพื่อประเมิน พัฒนาการของกลุ่มตัวอย่าง 3 ด้าน ได้แก่ ด้านสังคมและการช่วยเหลือตัวเอง ด้านการใช้กล้ามเน้ือมัดใหญ่ และการทรงตัว ด้านภาษา โดยเทียบกับเกณฑ์ของเด็กอายุ 2 ขวบเน่ืองจากเด็กอายุ 2 ขวบ จะเริ่มมีความจ้า และการใช้ภาษาได้ดีพูดได้ตรงความหมายและชดั เจนนา่ ฟังมากข้ึนชอบเลียนแบบผู้ใหญ่ สนุกกับการใช้กล้าม เนอื้ ใหญ่ แข้ง ขา ลา้ ตัว ในการวงิ่ กระโดด ปนี ป่าย 2. แบบประเมินผลการปรบั พืนฐานการวา่ ยนา้ แบบประเมินผลการปรับพื้นฐานการว่ายน้า เป็นแบบประเมินท่ีผู้วิจัยสร้างขึ้นเองจากการทบทวน วรรณกรรม และท้าการตรวจสอบเคร่ืองมือการวิจัยโดยผู้เช่ียวชาญ 3 ท่าน ท่ีมีความเชี่ยวชาญในด้านต่าง ๆ ดังน้ี 1) ด้านการพัฒนาหลักสูตรว่ายน้าเพ่ือเอาชีวิตรอด 2) ด้านความปลอดภัยทางน้าของเด็ก และ 3) ด้าน เด็กออทิสติก เพื่อป้องกันและลดความเส่ียงในการเกิดอันตรายกับกลุ่มตัวอย่าง และเพื่อให้กลุ่มตัวอย่างมี ความคุ้นเคยกับน้าและครูผู้สอน โดยผลการค้านวณค่าดัชนี IOC มีค่าเฉล่ียอยู่ที่ 1 ซึ่งอยู่ในเกณฑ์ดีมากและ สามารถนา้ ไปใชใ้ นการประเมินได้ โดยครูผ้สู อนจะใช้ Ten - Point Program ในการปรบั พนื้ ฐานการว่ายนา้ Ten - Point Program นั้นเป็นโปรแกรมการสอนว่ายน้าที่ได้รับการยอมรับว่าเป็นโปรแกรมที่มี ความปลอดภัยส้าหรับทุกคนไม่ว่าจะเป็น ช่วงอายุ หรือความผิดปกติต่าง ๆ ประกอบไปด้วย ล้าดับขั้นตอน การเคล่ือนไหวซึ่งมุ่งเน้นไปท่ีการควบคุมการทรงตัว และการเคล่ือนไหวในการสอนว่ายน้าท้ัง 10 ข้ันตอน ท้าให้ผู้เรียนสามารถได้รับประสบการณ์ ความสามารถในการควบคุมร่างกายในท่าทางต่าง ๆ ขณะอยู่ในน้า และทักษะในการว่ายน้าได้ (Sulibhorn Cheewapanich, 2005) ซึ่งผู้วิจัยน้า Ten - Point Program มาใช้ ในการปรับพื้นฐานการว่ายน้าก่อนการเข้าร่วมโปรแกรม Autisswim เพ่ือให้กลุ่มตัวอย่างได้เตรียมพร้อมท้ัง ด้านร่างกายและด้านจิตใจ ครูผู้สอนจะท้าการสอนโดยใช้ระยะเวลาทั้งหมด 2 อาทิตย์ อาทิตย์ละ 2 ครั้ง คร้ังละ 1 ชั่วโมง สอนแบบ 1 ต่อ 1 ในสระเด็ก (ลึก 60 เซนติเมตร) เพราะต้องค้านึงถึงความเสี่ยงและความ ปลอดภัยของเด็กออทิสติกเป็นอันดับแรก หลังจากจบการปรับพื้นฐาน มีการประเมินจากครูผู้สอนโปรแกรม Autisswim โดยต้องมีผลผ่านตามข้อท่ีก้าหนด และผลการประเมินทักษะในการว่ายน้าต้องอยู่ในช่วง “ไม่มี ทักษะในการว่ายน้า” หรือ “พอว่ายน้าได้” เท่าน้ัน จึงจะท้าการประเมินด้วยแบบประเมินทักษะการเอาชีวิต รอดในน้า (ก่อนเรียน) เป็นล้าดับถัดไป และถ้าหากเด็กออทิสติกไม่สามารถผ่านการประเมินหรือมีผล การประเมินทักษะในการว่ายน้าอยู่ในช่วง “ทักษะในการว่ายน้าสูง” จะไม่สามารถเข้าร่วมโปรแกรม Autisswim ได้ เครือ่ งมอื ที่ใชใ้ นการเก็บรวบรวมขอ้ มูล 1. โปรแกรมการฝกึ ว่ายน้า Autisswim โปรแกรมการฝึกว่ายน้า Autisswim เป็นแนวทางการฝึกการเอาชีวิตรอดในน้า ซ่ึงผวู้ ิจัยดัดแปลง มาจากหลักสูตรว่ายน้าเพื่อเอาชีวิตรอดและคู่มือการสอนว่ายน้า (Bureau of Non Communicable Disease, 2009) น้ามาปรับเปล่ียนให้มีความเหมาะสมกับบริบทของเด็กออทิสติก ซึ่งตัวโปรแกรมนี้มุ่งเน้น ในการเพิ่มทักษะการเอาชีวิตรอดในน้าและสมรรถภาพทางกายให้กับเด็กออทิสติก เพื่อให้เด็กออทิสติก สามารถเอาตัวรอดเม่ือเกิดอาการบาดเจ็บระหว่างอยู่ในน้า หรือเกิดสถานการณ์ที่ท้าให้ต้องอยู่ในน้าแบบไม่ ทนั ตงั้ ตัว หรือสถานการณ์ท่ีท้าให้ต้องอยู่ในนา้ เป็นเวลานาน ๆ จนเกิดอาการเมื่อยล้า โดยที่เดก็ ออทิสตกิ ต้อง เอาตวั รอดด้วยตัวเองหรือเอาตัวรอดเพอ่ื รอความช่วยเหลอื จากผู้อื่นให้ได้ โดยมีระยะเวลาในการฝึก 6 สัปดาห์ สัปดาห์ละ 2 ครั้ง คร้ังละ 60 นาที และท้าการประเมินผลหลังจากส้ินสุดโปรแกรม 1 ครั้ง ซึ่งมีองค์ประกอบ ในการสอนดงั นี้

1) การสร้างความคุ้นเคยกับนา้ การสร้างความคุ้นเคยกับน้ามีความส้าคัญกับเด็กออทิสติกท่ีจะเริ่มเรียนว่ายน้าเป็นอย่างมาก เพราะการสร้างพื้นฐานความคุ้นเคยทดี่ ีจะทา้ ให้การเรียนรูน้ น้ั มีความก้าวหนา้ และรวดเรว็ ขนึ้ 2) การลงและขน้ึ จากสระว่ายน้ามาตรฐาน เพื่อให้เดก็ ออทสิ ตกิ สามารถขน้ึ และลงสระว่ายน้าได้อยา่ งปลอดภัย 3) การควบคมุ ลมหายใจขณะวา่ ยน้า ครูผู้สอนจ้าเป็นจะต้องฝึกทักษะและจังหวะการควบคุมลมหายใจขณะว่ายน้าให้เด็กออทิสติก เข้าใจและเล็งเห็นถึงความส้าคัญของทักษะนี้ท่ีท้าให้สามารถเคล่ือนไหวในน้าได้อย่างปลอดภัยและมี ประสทิ ธภิ าพ 4) การลอยตวั เพ่ือให้เด็กออทิสติกสามารถควบคุมจุดศูนย์ถ่วงของร่างกายขณะท่ีอยู่ในน้าได้ และสามารถ รกั ษาสมดลุ ของรา่ งกายเพ่อื ให้ทรงตวั ให้อยใู่ นน้าไดโ้ ดยไม่จมน้า 5) การเคลอื่ นไหวในนา้ เพอ่ื ใหเ้ ดก็ ออทสิ ติกสามารถเคลอื่ นไหวในน้าดว้ ยทา่ ต่าง ๆ ไดอ้ ย่างถกู ต้อง 6) การใส่เสือ้ ชชู พี เพื่อให้เด็กออทิสติกสวมใส่เส้ือชูชีพได้อย่างถูกต้องและรู้ถึงความจ้าเป็นว่าควรใส่เส้ือชูชีพ เมอ่ื ใด 7) การช่วยเหลอื ผปู้ ระสบภยั ทางน้า เพ่ือให้เด็กออทิสติกสามารถรับรู้และร้องขอความช่วยเหลือเมื่อพบเห็นผู้ประสบภัยทางน้า (เฉพาะคนตกน้า) ช่วยเหลือผู้ประสบภัยทางน้าโดยไม่ต้องลงไปในน้า และใช้อุปกรณ์ช่วยเหลือโดยการโยน หรือย่ืนอุปกรณ์ช่วยเหลอื ให้กบั ผปู้ ระสบภยั ทางน้า 2. แบบบันทึกข้อมลู การสอนโปรแกรม Autisswim แบบบันทึกข้อมูลการสอนโปรแกรม Autisswim เป็นแบบบนั ทึกที่ผู้วิจัยสร้างขึ้นจากการทบทวน วรรณกรรม โดยดัดแปลงมาจากแบบบันทึกเหตุการณ์จากหนังสือการวิจัยแบบกลุ่มตัวอย่างเดียว (Padung Arayawinyu, 2003) เพือ่ บันทกึ ข้อมูลของกลมุ่ ตวั อยา่ งจากการสังเกต 3. แบบประเมนิ ทกั ษะการเอาชวี ติ รอดในน้า ก่อนและหลังเรียน คือ แบบประเมินทักษะการเอาชีวิตรอดในน้าที่ผู้วิจัยดัดแปลงมาจากแบบประเมินผลการเรียน หลักสูตรว่ายน้าเพ่ือเอาชีวิตรอด (Survival Swimming Curriculum) ในส่วน “การเอาชีวิตรอดในน้าและ พื้นฐานการว่ายน้า” ของหลักสูตรว่ายน้าเพื่อเอาชีวิตรอดและคู่มือการสอนว่ายน้าของส้านักงานโรคติดต่อ กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข และท้าการตรวจสอบเคร่ืองมือการวิจัยโดยผู้เช่ียวชาญ 3 ท่าน ท่ีมี ความเชยี่ วชาญในด้านต่าง ๆ ดังนี้ 1) ด้านการพฒั นาหลกั สูตรว่ายน้าเพ่ือเอาชีวิตรอด 2) ดา้ นความปลอดภัย ทางน้าของเด็ก และ 3) ด้านเด็กออทิสติก โดยผลการค้านวณค่าดัชนี IOC มีค่าเฉล่ียอยู่ท่ี 1 ซึ่งอยู่ในเกณฑ์ ดีมาก และสามารถน้าไปใช้ในการประเมินได้ โดยโปรแกรม Autisswim จะมีการประเมินทักษะการเอาชีวิต รอดในน้า ก่อนและหลังสิ้นสุดโปรแกรมการฝึกว่ายน้าเพ่ือสังเกตพัฒนาการทางด้านทักษะการเอาชีวิตรอด ในน้า มกี ารประเมินทง้ั หมด 10 ขอ้ โดยแบง่ เป็น 5 ทักษะ ได้แก่ ทักษะดา้ นการควบคุมลมหายใจขณะวา่ ยน้า 1 ข้อ ทักษะด้านการเคลื่อนไหวในน้า 3 ข้อ ทักษะด้านการลอยตัว 3 ข้อ ทักษะด้านการใส่เส้ือชูชีพ 1 ข้อ และทกั ษะด้านการช่วยเหลอื ผู้ประสบภยั ทางน้า 2 ข้อ

4. แบบสอบถามข้อมลู ส่วนบคุ คลโปรแกรม Autisswim แบบสอบถามข้อมูลส่วนบุคคลเป็นแบบบันทึกที่ผู้วิจัยสร้างขึ้นเองจากการทบทวนวรรณกรรม ประกอบด้วย ขอ้ คา้ ถาม 2 ส่วน คือ ส่วนท่ี 1 เป็นแบบสอบถามข้อมลู สว่ นบคุ คลของเด็กออทิสติก ไดแ้ ก่ เพศ อายุ ระดับการศึกษา โรคประจ้าตัวและประวัติการเรียนว่ายน้า และส่วนท่ี 2 เป็นแบบสอบถามข้อมูลของ ผู้ปกครอง ไดแ้ กร่ ะดับการศกึ ษา อาชพี และรายได้เฉล่ียตอ่ เดือนของครอบครวั 5. แบบประเมนิ สมรรถภาพทางกาย แบบประเมินสมรรถภาพทางกายท่ีผู้วิจัยสร้างขึ้นมานั้นอ้างอิงมาจาก แบบทดสอบและเกณฑ์ มาตรฐานสมรรถภาพทางกาย ส้าหรับเด็กไทย อายุ 7 - 18 ปี (Supitr Samahito, 2012) เป็นแบบทดสอบ ส้าหรับเด็กไทยระดับอายุเดียวกัน โดยในงานวิจัยคร้ังนจ้ี ะมกี ารประเมินสมรรถภาพทางกายก่อนและหลังเข้า รับการฝกึ โปรแกรม Autisswim 3 ดา้ น ไดแ้ ก่ ความแข็งแรงของกลา้ มเนื้อ ความอ่อนตวั และการทรงตัว 6. แบบสมั ภาษณผ์ ู้ปกครองโปรแกรม Autisswim เป็นการใช้การสัมภาษณ์โดยมีผู้ปกครองของกลุ่มตัวอย่าง เป็นผู้ถูกคัดเลือกเพ่ือให้ได้ข้อมูล ละเอียด เปิดกว้างไม่จ้ากัดค้าตอบสามารถน้าข้อมูลที่ได้มาใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพเพ่ือปรับปรุง หรือพัฒนาโปรแกรม Autisswim ให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งข้ึนต่อไป โดยบทสัมภาษณ์ ที่น้ามาสรา้ งนั้นอ้างอิงมา จากงานวิจัยเร่ือง Swim for Fun: The Importance of Open Swim for Children with Special Needs 2015 แ ล ะ Aquatic strategies and techniques and their benefit on children with autism 2013 โดยมี การสัมภาษณผ์ ปู้ กครองท้งั หมด 8 ข้อ 1) ท้าไมคุณถงึ ตดั สินใจใหบ้ ุตรหลานของคุณเขา้ ร่วมงานวิจยั เกี่ยวกบั โปรแกรม Autisswim ? 2) บตุ รของคณุ รู้สึกสนุกหรอื ต่ืนเต้น เกยี่ วกับการมาเรยี นโปรแกรม Autisswimหรือไม่ ? ถา้ มีใช่ อย่างไร ? ถ้าไม่มีทา้ ไม ? ถา้ คุณสามารถกรณุ าอธบิ ายรายละเอียดเพ่ิมเติมได้หรือไม่ ? 3) บุตรหลานของคุณได้เรียนรู้ทักษะการเอาชีวิตรอดในน้า ที่คุณรู้สึกว่าเป็นประโยชน์หรือไม่ ? ถ้าคุณสามารถกรณุ าอธิบายรายละเอียดเพิ่มเติมได้หรอื ไม่? 4) ครูผู้สอนสามารถท้าให้บุตรของคุณสนใจในการเรียน สนุก ตื่นเต้น และมีอารมณ์ร่วมใน ระหว่างเข้าร่วมโปรแกรม หรือไม่ ? ถ้าคุณสามารถกรุณาอธิบายรายละเอียดเพิ่มเติมได้ หรือไม?่ 5) คณุ รสู้ กึ สบายใจเมื่อคุณไมไ่ ดอ้ ยใู่ นน้ากับบุตรของคุณในขณะทีบ่ ุตรของคุณอยู่ในสระวา่ ยน้ากับ ครผู ู้สอน หรอื ไม่ ? ถา้ คุณสามารถกรุณาอธิบายรายละเอยี ดเพ่ิมเติมได้หรือไม่? 6) การเข้าร่วมโปรแกรม Autisswimเป็นประสบการณ์ท่ีดีส้าหรับบุตรหลานของคุณหรือไม่? ถ้ามี ใช่อยา่ งไร? ถา้ ไมท่ ้าไม? ถ้าคุณสามารถกรุณาอธบิ ายรายละเอียดเพ่ิมเติมได้หรือไม่? 7) คุณมีอะไรอยากแนะน้าเกี่ยวกบั โปรแกรม Autiswim หรอื ไม่ ? ถา้ คณุ สามารถกรณุ าอธบิ าย รายละเอียดเพม่ิ เตมิ ได้หรอื ไม่? 8) คุณอยากแนะนา้ โปรแกรม Autiswimแก่ผู้อนื่ หรอื ไม?่ ถา้ มใี ช่อยา่ งไร? ถ้าไม่มีท้าไม? ถ้าคณุ สามารถกรณุ าอธิบายรายละเอยี ดเพม่ิ เตมิ ได้หรือไม่? ผลการวจิ ัย 1. ผลการวิจยั ในส่วนของพัฒนาการดา้ นทกั ษะการเอาชวี ติ รอดในนา้ 1.1 ผลการวจิ ัยในส่วนของพัฒนาการด้านทักษะการเอาชวี ิตรอดในน้ารายบุคคล 1.1.1 AS01 ไมผ่ า่ นผลการประเมินทักษะการเอาชีวิตรอดในน้า 1.1.2 AS02 ผา่ นผลการประเมนิ ทักษะการเอาชีวติ รอดในนา้

1.1.3 AS03 ผ่านผลการประเมนิ ทกั ษะการเอาชวี ิตรอดในนา้ 1.1.4 AS04 ไมผ่ า่ นผลการประเมนิ ทกั ษะการเอาชวี ติ รอดในน้า 1.1.5 AS05 ผา่ นผลการประเมินทกั ษะการเอาชีวติ รอดในน้า 1.1.6 AS06 ผา่ นผลการประเมินทกั ษะการเอาชวี ิตรอดในน้า 1.2 ผลการวิจัยในส่วนของพัฒนาการด้านทักษะการเอาชีวิตรอดในน้าด้านการทดสอบทางสถิติ พบว่า โปรแกรม Autisswim ส่งผลท้าให้กลุ่มตัวอย่างมีทักษะการเอาชีวิตรอดในน้า 3 ด้าน ได้แก่ 1) การ ควบคุมลมหายใจขณะว่ายน้า 2) ด้านการลอยตัว และ 3) ด้านการใส่เสื้อชูชีพ เน่ืองจากผลการประเมิน เปรยี บเทยี บทกั ษะการเอาชวี ิตรอดในน้า ด้านการควบคุมลมหายใจขณะว่ายนา้ ดา้ นการลอยตัว และด้านการ ใส่เสือ้ ชูชีพ ก่อนและหลังเขา้ รับการฝึกโปรแกรม Autisswim แตกต่างกันอยา่ งมีนัยส้าคญั ทางสถิติระดับ .05 แต่ในส่วนของทักษะด้านการเคล่ือนไหวในน้า และทักษะด้านการช่วยเหลือผู้ประสบภัยทางน้า ผลการ วเิ คราะหข์ อ้ มลู พบว่า ไม่แตกตา่ งอย่างมนี ยั สา้ คญั 1.3 จากการสรุปแบบสัมภาษณ์ผู้ปกครอง โปรแกรม Autisswim เป็นโปรแกรมที่มีประโยชน์ต่อ เด็กกลุ่มออทิสติกอย่างมาก เน่ืองจากโปรแกรม Autissim นั้นสามารถทา้ ให้กลุ่มตวั อย่างมที ักษะการเอาชีวิต รอดในน้า และสมรรถภาพทางกายท่ีเพ่ิมมากข้ึน อีกท้ังยังลดอาการกลัวน้า รู้จักระมัดระวังตัวมากข้ึนในการ เล่นน้า นอกจากน้ันคุณครูผูส้ อนยังสามารถท้าให้กลุม่ ตัวอย่างสนใจในการเรียนการสอนเป็นอย่างมาก เช่ือฟัง ค้าส่ัง รู้สึกสนุกสนานไปกับการว่ายน้า ซ่ึงเป็นประสบการณ์ท่ีดีมากของกลุ่มตัวอย่างท่ีไม่ได้มีอยู่ในหลักสูตร ของโรงเรียน และส่งผลให้ผู้ปกครองเช่ือม่ันในตัวครูผู้สอนว่าสามารถดูแลกลมุ่ ตัวอย่างได้แม้ตัวเองไม่ไดอ้ ยู่ใน สระกับบุตรหลานของตน แค่คอยมองดูอยู่บริเวณด้านบนก็เพียงพอ เพราะเป็นการสอนแบบตัวต่อตัวอยู่แล้ว และถ้ามีโอกาสผู้ปกครองก็จะแนะน้าโปรแกรม Autisswim ให้กับผู้ปกครองท่านอ่ืน หรือผู้ที่สนใจท่ีมี ลูกหลานเป็นเด็กออทิสติกให้ทราบถึงโปรแกรมนี้ โดยข้อแนะน้าเกี่ยวกับโปรแกรม Autisswim ส่วนใหญ่น้ัน จะเป็นในส่วนของการขยายเวลาของโปรแกรมการสอน เน่ืองจากผู้ปกครองส่วนใหญ่คิดว่าการสอนทั้งหมด 11 คร้ัง สนั้ เกินไปเพราะเมอื่ ได้เห็นบตุ รหลานของตนมพี ัฒนาการหลาย ๆ อย่างที่ดขี ้ึนอยา่ งเหน็ ไดช้ ัดและเป็น ประโยชน์ต่อบุตรหลานของตน ผู้ปกครองส่วนใหญ่จึงมงุ่ หวังจะเห็นพัฒนาการของบตุ รหลานของตนตอ่ ๆ ไป มากยงิ่ ขนึ้ อีกท้ังบุตรหลานยงั รสู้ กึ สนกุ และชอบท่ไี ดเ้ รยี นโปรแกรม Autisswim กับครผู สู้ อน 2. ผลการวจิ ัยในสว่ นของพัฒนาการดา้ นสมรรถภาพทางกาย ภายหลังการเข้ารับการฝึกโปรแกรม Autisswim กลุ่มตัวอย่างมีสมรรถภาพทางกายด้านความ แข็งแรงของกลา้ มเนือ้ ด้านความอ่อนตัว และด้านการทรงตัวเพิ่มมากขน้ึ เนือ่ งจากผลการทดสอบสมรรถภาพ ทางกายด้านความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ ด้านความอ่อนตัว และด้านการทรงตัว ก่อนและหลังการเข้ารับการ ฝึกโปรแกรมการฝึกว่ายนา้ Autisswim มคี วามแตกตา่ งกันอย่างมนี ยั ส้าคญั ทางสถติ ริ ะดบั .05 อภิปรายผล 1. ทักษะการเอาชวี ิตรอดในนา้ ผลการวิจัยพบว่าภายหลังการเข้ารับการฝึกโปรแกรม Autisswim มีกลุ่มตัวอย่างท่ีสามารถผ่าน การประเมินทักษะการเอาชีวิตรอดในน้า 4 คน และไม่ผ่านการประเมินทักษะการเอาชีวิตรอดในน้า 2 คน และน้าผลที่ได้มาวิเคราะห์ข้อมูลทางสถิติโดยใช้ The McNemar Test พบว่า โปรแกรม Autisswim ส่งผล ท้าให้กลุ่มตัวอย่างมีทักษะการเอาชีวิตรอดในน้า 3 ด้าน ได้แก่ 1) การควบคุมลมหายใจขณะว่ายน้า 2) ด้าน การลอยตัว และ 3) ด้านการใส่เสื้อชูชีพ เน่ืองจากผลการประเมินเปรียบเทียบทักษะการเอาชีวิตรอดในน้า ด้านการควบคุมลมหายใจขณะว่ายน้า ด้านการลอยตัว และด้านการใส่เส้ือชูชีพ ก่อนและหลังเข้ารับการฝึก โปรแกรม Autisswim ท่ีเป็นเช่นน้ีเพราะเมื่อเด็กออทิสตกิ ได้รบั การฝกึ กจิ กรรมในน้าซ้า ๆ จนทา้ ให้กลา้ มเน้ือ

เกิดการจดจ้าการเคลื่อนไหวที่ก้าหนดให้ท้าเป็นประจ้าก็จะส่งผลให้เด็กออทิสติกมีทักษะในการเอาชีวิตรอด ในน้าเพ่ิมมากขึ้น อีกท้ังโปรแกรม Autisswim ยังมุ่งเน้นในเรื่องของการปรับตัวเพ่ือท้าให้ร่างกายเกิดความ คุ้นชินกับน้าเป็นส่ิงแรกเพ่ือลดความกังวลและอาการกลัวน้าของกลุ่มตัวอย่างเป็นสิ่งแรกโดยใช้วิธีการสอน ต่าง ๆ ดงั น้ี 1) การสร้างความเช่ือใจและความสนิทสนม เช่น การฝึกด้าน้าร่วมกับครูผู้สอนเพ่ือให้กลุ่ม ตวั อย่างเหน็ วา่ มีคุณครคู อยอยเู่ คียงข้างเสมอ เปน็ ตน้ 2) การเป็นแบบอย่างที่ดีให้กับกลุ่มตัวอย่าง โดยในทุก ๆ การสอนครูผู้สอนจะเป็นผู้ที่แสดง ลักษณะท่าทางให้กล่มุ ตวั อยา่ งดูเป็นตน้ แบบก่อนทุกครัง้ 3) การค่อย ๆ ลดความช่วยเหลือ โดยภายในระหว่างการสอนโปรแกรม Autisswim นั้น ครูผู้สอนจะเริ่มต้นการสอนโดยประคองและจัดท่าทางให้กับกลุ่มตัวอย่างก่อนเพื่อให้กลุ่มตัวอย่างค่อย ๆ สร้างความมนั่ ใจและลดอาการกลัวน้า 4) การเป็นจุดมุ่งหมายหรือจดุ พักให้กับกลุ่มตัวอย่าง เช่น การว่ายน้าแบบเตะเท้าควา้่ โดยให้มือ กลุ่มตัวอย่างสัมผัสมือครูผู้สอนตามจังหวะการว่าย การยืนรอและคอยส่งเสียงเชียร์กลุ่มตัวอย่างให้เคลื่อนที่ มาหาครผู ูส้ อนให้ได้ในระยะทางที่กา้ หนด เปน็ ต้น ซ่ึงจากวิธีการสอนที่กล่าวมาท้ังหมด จึงเป็นผลท้าให้กลุ่มตัวอย่างมีทักษะการเอาชีวิตรอดในน้าเพ่ิม มากข้ึน อีกท้ังท้าให้มีร่างกายและจิตใจพร้อมท่ีจะเอาชีวิตรอด คอยท้าให้ตนเองปลอดภัย ไม่ส้าลักน้า ไม่เกิด อาการตื่นกลัวเมื่ออยู่ในสถานการณ์ที่ไม่คาดคิด ซึ่งสอดคล้องกับการศึกษาที่ผ่านมาท่ีพบว่า การว่ายน้า สามารถพัฒนาทักษะทางด้านร่างกาย จิตใจ และสังคมที่ส่งผลต่อภาวะสุขภาพโดยรวมของเด็กออทิสติก ซึ่งการปรับตัวก่อนการว่ายน้าน้ันเป็นส่วนส้าคัญท่ีจะท้าให้เด็กออทิสติกเพ่ิมทักษะทางการว่ายน้าได้ดีมาก ยิ่งขน้ึ (Brennan, 2010; Hall, 2013; Kafkas1, & Ozen, 2015; Yilmaz et al., 2004) ในส่วนของการสอนทักษะด้านการช่วยเหลือผู้ประสบภัยทางน้านั้นผู้วิจัยใช้การแสดงบทบาทสมมติ ในสถานการณ์จ้าลองท่ีมีคนต้องการความช่วยเหลือ เพ่ือให้กลุ่มตัวอย่างเกิดความเข้าใจถึงความต้องการการ ชว่ ยเหลือของผู้ท่ีประสบภัยทางน้าน้ัน ๆ และต้องปฏิบัติตนอย่างไรถงึ ปลอดภัยทั้งผู้ทีท่ ้าการช่วยเหลือ และผู้ ต้องการความช่วยเหลือ ซึ่งสอดคล้องกับการศึกษาที่ผ่านมาท่ีพบว่า การใช้สถานการณ์จ้าลองและการใช้ส่ือวีดี ทัศน์ส่งผลท้าให้เด็กออทิสติกมีการเรียนรู้ท่ีดีมากยิ่งข้ึน เน่ืองจากเด็กออทิสติกน้ันสามารถเรียนรู้ จดจ้า และ ปฏิบัติตามได้ดีจากการมองด้วยสายตา (Hataitip Numonggud, 2014; Thanit Taechatugkiyaphan, 2007; Wuttichai Jainapa, 2013) ในส่วนของผลที่ได้จากการวิเคราะห์ข้อมูลทางสถิติที่พบว่า ทักษะด้านการเคล่ือนไหวในน้า และ ทักษะด้านการช่วยเหลือผู้ประสบภัยทางน้า ก่อนและหลังเข้ารับการฝึกโปรแกรม Autisswim ไม่แตกต่าง อย่างมีนัยสา้ คญั ทง้ั นีอ้ าจเป็นเพราะ 1) ความบกพร่องบางอย่างของกลุ่มตัวอย่างที่ส่งผลให้กลุ่มตัวอย่างไม่สามารถปฏิบัติตามแบบ ประเมนิ ท่กี า้ หนดไว้ เชน่ ความบกพรอ่ งทางการพูด ความบกพร่องในการมีปฏิสัมพันธ์ เป็นตน้ 2) อาการกลัวน้าที่ส่งผลท้าให้กลุ่มตัวอย่างไม่กล้าเคลื่อนไหวในน้า ซึ่งความหนักของอาการน้ัน ขึ้นอยู่กับลักษณะพฤติกรรม หรือประสบการณ์ของกลุ่มตัวอย่างแต่ละคนว่าจะสามารถปรับตัว เพ่ือสร้าง ความคุน้ เคย และลดอาการกลัวนา้ ไดม้ ากน้อยขนาดไหน 3) ปัญหาระหว่างการสอนอ่ืน ๆ นอกเหนือจากอาการกลัวน้า เช่น พฤติกรรมต่อต้านหรือไม่ สนใจครผู ้สู อน และอาการกลวั ทส่ี ูง เปน็ ตน้ 4) ปัญหาทางด้านร่างกาย เช่น กล้ามเนื้อแขนและขาที่ไม่ค่อยมีแรง ความผิดปกติของ การเคล่ือนไหวของขอ้ ต่อที่ท้าให้มีลักษณะคลา้ ยไหล่ติด เป็นต้น

5) ระยะเวลาในการสอน ซึ่งจากการสังเกตพัฒนาการด้านทักษะการเอาชีวิตรอดของ กลุ่มตัวอย่างน้ันจะเห็นได้ว่าถ้าหากสามารถเพ่ิมระยะเวลาในระหว่างการเข้ารับการฝึกโปรแกรม Autiswim ในกรณที ก่ี ลมุ่ ตัวอย่างมอี าการกลัวนา้ สูง ก็น่าจะสง่ ผลท้าให้ทักษะการเอาชวี ติ รอดในน้าเพ่ิมมากขน้ึ 2. สมรรถภาพทางกาย ผลการวิจัยโดยใช้การวิเคราะห์ข้อมูลแบบ The Wilcoxon Matched Pair Signed - Ranks Test พบว่า ภายหลังการเข้ารับการฝึกโปรแกรม Autisswim ส่งผลท้าให้กลุ่มตัวอย่างมีพัฒนาการทางสมรรถภาพ ทางกายดา้ นความแข็งแรงของกลา้ มเนอื้ ดา้ นความอ่อนตัว และด้านการทรงตัวเพิ่มมากข้ึน ทเ่ี ป็นเช่นน้ีเพราะ การฝึกโปรแกรม Autisswim เป็นโปรแกรมการออกก้าลังกายในน้าแบบแอโรบิก (เคลื่อนไหวแบบต่อเน่ือง) ทท่ี ้าให้อวัยวะต่าง ๆ ถูกใช้งานอย่างถูกต้องเหมาะสม มีความต่อเนื่อง และเพียงพอที่จะท้าใหอ้ วัยวะเหล่านั้น เจริญเติบโตและมีพัฒนาการที่ดีขึ้น อีกท้ังภายในโปรแกรม Autisswim ยังมีการจัดตารางการสอนที่ ยึดหลักการออกก้าลังกายในน้าที่ถูกต้อง 3 ข้ันตอนเป็นหลัก ซ่ึงประกอบด้วย 1) การยืดเหยียดกล้ามเน้ือ 2) การออกก้าลงั กาย 3) การคลายความอบอุน่ ของร่างกาย ซ่ึงการออกกา้ ลังกายในน้าทีถ่ ูกตอ้ ง 3 ขั้นตอนน้ัน สามารถสง่ ผลให้สมรรถภาพทางกาย ทกั ษะในการ ว่ายน้า ระยะเวลาในการว่ายน้าของกลุ่มตัวอย่างเพ่ิมข้ึน จึงท้าให้มีความปลอดภัยในการว่ายน้ามากขึ้น และ เพิ่มความพร้อมของร่างกายที่จะปฏิบัติตัวให้มีชีวิตรอดเพื่อรองรับสถานการณ์ที่ไม่คาดคิด อีกทั้งยังสามารถ ป้องกันหรือลดการบาดเจ็บได้ เพราะการที่เด็กออทิสติกจะสามารถเอาชีวิตรอดในน้าได้นั้นนอกเหนือจาก ทักษะในการเอาชีวิตรอดในน้า หรือทักษะในการว่ายน้า อีกสิ่งท่ีส้าคัญที่จะท้าให้ร่างกายพร้อมที่จะเอาชีวิต รอดก็คือสมรรถภาพทางกาย ซ่ึงสามารถเพิ่มได้ด้วยการออกก้าลังกายท่ีสม่้าเสมอ เหมาะสม และเพียงพอ ซง่ึ สอดคล้องกับการศึกษาที่ผ่านมาท่ีพบว่า การออกก้าลังกายรูปแบบต่าง ๆ อย่างถกู ต้องในเดก็ ออทิสติกน้ัน ส่งผลท้าให้เด็กออทิสติกมีสมรรถภาพทางกายเพ่ิมมากขึ้น (Arunya Buttichak, 2009; Kittisak Luesuk, 2016; Nirut Sukdee, 2014; Ruht Laohapakdee, 2012; Vichuda Kongsut, 2002) และการจัด โปรแกรมการออกก้าลังกายในน้าให้เหมาะสมกับเด็กออทิสติกนั้นจะส่งผลให้ทักษะการว่ายน้าขั้นพ้ืนฐาน ศกั ยภาพในการปรบั ตัวทางสังคม และสมรรถภาพทางกายเพมิ่ มากขน้ึ (Pan, 2010; Yilmaz et al., 2004) 3. ทักษะทางสังคม ผลท่ีได้จากโปรแกรมการฝึกว่ายน้า Autisswim นอกเหนือจากทักษะในการเอาชีวิตรอดในน้า และสมรรถภาพทางกายท่ีเพิ่มมากข้ึนแล้วจากการสังเกตของครูผู้สอนและการสัมภาษณ์ผู้ปกครองพบว่า กลุ่มตัวอย่างท้ัง 6 คน มีทักษะทางสังคมที่ดีข้ึนโดยสังเกตได้จากพฤติกรรมท่ีเปล่ียนไปหลังจากเข้ารับการฝึก โปรแกรม Autisswim เช่น การเคารพกฎกติกาของสระว่ายน้าที่ต้องท้าการล้างตัวกอ่ นลงสระว่ายน้า การรอ คอยครูผู้สอนโดยไม่ลงไปที่สระว่ายน้าคนเดียว การทักทายและท้าความเคารพครูผู้สอนก่อนและหลังจบ บทเรียนในแต่ละครั้ง การเห็นอกเห็นใจผู้อ่ืนโดยแบ่งปันอุปกรณ์ช่วยลอยตัวให้กับเด็กคนอื่น ๆ ในสระ การเล่นรว่ มกบั เด็กปกติในสระว่ายน้าหลงั จากจบการสอน เป็นต้น ซ่ึงสอดคล้องกับการศึกษาทผี่ ่านมาทีพ่ บว่า การฝึกว่ายน้านั้นนอกเหนือจากประโยชน์ทางด้านร่างกายแล้วยังพบว่า การว่ายน้านั้นส่งผลให้ทักษะ ทางสังคมของเด็กออทิสติกเพ่ิมมากข้ึนอีกด้วย เน่ืองจากการท่ีเด็กออทิสติกได้มีการสร้างสัมพันธภาพที่ดี กับครผู ู้สอนและเพื่อนผเู้ ข้ารวมงานวิจัยท่ีเป็นเดก็ ออทิสติกเช่นเดยี วกัน และตัวครผู ู้สอนน้ันต้องเป็นผู้ท่ีเข้าใจ ในเด็กออทิสติกที่ตัวเองเป็นผู้สอนมากท่ีสุด ซ่ึงท่ีเห็นได้ชัดเจนในเร่ืองความมีน้าใจนักกีฬา (Brennan, 2010; Folkins & Sime, 1981; Hall, 2013; Lowes, 2015; Pan, 2010; Sulibhorn Cheewapanich, 2005; Taylor, Sallis, & Needle, 1985)

References Adisak Plitponkarnpim. (2017). Drowning situation in children 2000 - 2014 and strategies for reducing death rates in 2017 – 2021. Retrieved from http://www.thaincd.com/ document/file/download/powerpoint/2.สถานการณ์การจมนา้ ในเด็ก-แผนการลดอัตราการ ตาย60-64.pdf Arunya Buttichak. (2009). Effects of fit ball exercise on flexibility, balance and muscular strength of the autistic children (Master’s thesis), Chulalongkorn University. Brennan, A. (2010). Teaching aquatic skills to children with autism spectrum disorders. Bachelor’s thesis. Illinois, USA: Southern Illinois University Carbondale. Retrieved from https://opensiuc.lib.siu.edu/cgi/viewcontent.cgi?article=1010&context =gs_rp Bureau of Non Communicable Disease. (2009). Survival Swimming Curriculum and Handbook. Nonthaburi: War Veterans Organization of Thailand Publishing House. Folkins, C. H., & Sime, W. E. (1981). Physical fitness training and mental health. American Psychologist, 36(4), 373 - 389. Retrieved from https://psycnet.apa.org/ record/1982- 01569-001 Hall, J. M. (2013). Aquatic strategies and techniques and their benefit on children with autism (Master’s thesis), University of Northern Iowa. Retrieved from https://scholarworks.uni.edu/cgi/viewcontent.cgi?article=1005&context=etd Hataitip Numonggud. (2014). Direct instruction and video lessons for an increasing of autistic children's ability to perceive emotion of the other (Master’s thesis), Silpakorn University. Retrieved from http://www.sure.su.ac.th/xmlui/bitstream/handle/1234567 89/10651/fulltext.pdf?sequence=2&isAllowed=y Kaewta Nopmaneejumruslers. (2008). Floor time and learn: Promoting special children's life skills by playing. Retrieved from http://www.cf.mahidol.ac.th/autopage/file/Mon August2008-10-40-16-Copy%20of%206.pdf Kafkas1, A., & Ozen, G. (2015). Teaching of swimming technique to children with autism: A Pilot Study. Journal of Rehabilitation and Health on Disability, 1(1), 12 - 20. Kittisak Luesuk. (2016). Effects of yoga activity management on flexibility, balance and concentration of the autistic students (Master’s thesis), Chulalongkorn University. Lowes, S. K. (2015). Swim for fun: The importance of open swim for children with special needs (Master’s thesis), California State University of Monterey Bay. Retrieved from https://digitalcommons.csumb.edu/cgi/viewcontent.cgi?article=1492&context=caps_thes Mailman School of Public Health. (2017). Individuals with Autism at Substantially Heightened Risk for Injury Death. Retrieved from https://www.publichealth.columbia.edu/public- health-now/news/individuals-autism-substantially-heightened-risk-injury-death Nirut Sukdee. (2014). Effects of exercise using bosu ball on balance, muscular strength and cardiovascular system of the autistic children (Master’s thesis), Chulalongkorn University.

Nittaya Kotchabhakdi. (2015). Training Manual for Early Childhood Development Testing (6th ed.). Nakhon Pathom: National Institute for Child and Family Development Mahidol University. Padung Arayawinyu. (2003). Single subject design. Bangkok: I.Q. Book center. Pan, C. Y. (2010). Effects of water exercise swimming program on aquatic skills and social behaviors in children with autism spectrum disorders. Autism, 14(1), 9 - 28. Ruht Laohapakdee. (2012). The effects of Mai Plong exercise program on motor ability and social skills of the child with autistic spectrum disorder (Doctoral dissertation), Chulalongkorn University. Strategy and Planning Division. (2016). Death rate from drowning 2006 – 2015. Bangkok: Strategy and Planning Division. Sulibhorn Cheewapanich. (2005). Effects of hydrotherapy: halliwick method on behaviours of the autistic individuals. Chiangmai: Chiangmai University. Supit Samahito (2012). Tests and benchmarks for physical fitness tests for children aged 7 - 18 years. Nonthaburi: Samphachanya Publishing. Taylor, B. C., Sallis, J. F., & Needle, R. (1985). The relation of physical activity and exercise to mental health. Public Health Reports, 100(2), 195 – 202. Thanit Taechatugkiyaphan. (2007). The efficacy of video media an tooth brushing instruction in autistic children (Master’s thesis), Chulalongkorn University. Vichuda Kongsut. (2002). Effects of plyometric training with a medicine ball and a rubber band on the upper body muscular power and swimming speed of swimmers (Master’s thesis), Chulalongkorn University. World Health Organization. (2015). Global report on drowning: Preventing a leading killer. Retrieved from http://www.who.int/violence_injury_prevention/global_report _drowning/en/ Wuttichai Jainapa. (2013). Social skills practive of Autistic students trhough power cards accompanied with simalation situations (Master’s thesis), Silpakorn University. Retrieved from http://sure.su.ac.th/xmlui/bitstream/handle/123456789/10646/fulltext. pdf?sequence=2&isAllowed=y Yilmaz, I., Yanarda, M., Birkan, B., & Bumin, G. (2004). Effects of swimming training on physical fitness and water orientation in autism. Pediatrics International, 46(5), 624 - 626. Received: July 3, 2020 Revised: July 20, 2020 Accepted: July 21, 2020



พฤตกิ รรมการบริโภคอาหารว่างของนักศึกษามหาวิทยาลยั การกีฬาแห่งชาติ วิทยาเขตภาคเหนือ สวุ ลกั ษณ์ โลหกลุ คณะวิทยาศาสตรก์ ารกีฬาและสุขภาพ มหาวิทยาลัยการกีฬาแห่งชาติ วทิ ยาเขตเชียงใหม่ บทคัดยอ่ การวิจัยครัง้ นีม้ ีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาพฤตกิ รรมการบริโภคอาหารว่างของนักศกึ ษาระดับปริญญาตรี มหาวทิ ยาลัยการกฬี าแห่งชาติ วทิ ยาเขตภาคเหนือ กล่มุ ตัวอย่างท่ีใช้ในการศึกษาครั้งนี้ คือ นักศึกษามหาวิทยาลัย การกีฬาแห่งชาติ วิทยาเขตเชียงใหม่ วิทยาเขตลาปาง วิทยาเขตสุโขทัย และวิทยาเขตเพชรบูรณ์ รวมท้ังส้ิน 353 คน จากสูตรการคานวณโดยใช้สูตรของยามาเน่ เลือกกลุ่มตวั อยา่ งโดยวิธีการสมุ่ แบบช้ันภูมิ เพอ่ื ป้องกัน การคลาดเคล่ือนของการเก็บข้อมูล ผู้วิจัยจึงดาเนินการเก็บทั้งสิ้น 360 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ เป็นแบบสอบถามท่ีผ่านการตรวจสอบทดสอบหาความเท่ียงตรงเชิงเน้ือหา เท่ากับ 0.6 และค่าความเชื่อม่ัน ของแบบสอบถามท้ังฉบับเท่ากับ 0.8 วิเคราะห์ข้อมูลโดยการแจกแจงความถี่ หาค่าเฉลี่ย จานวน ร้อยละ ส่วนเบีย่ งเบนมาตรฐาน สถติ ิค่าที วิเคราะหค์ วามแปรปรวนทางเดียว ผลการวิจัยพบวา่ พฤติกรรมการบริโภค อาหารว่างของนักศึกษา อยู่ในระดับปฏิบัติบ่อยคร้ัง ด้านความรู้เก่ียวกับการบริโภคอาหารของนักศึกษา ผลการศึกษาพบว่า นักศึกษามีความรู้เกี่ยวกับการบริโภคอาหารที่ส่งผลต่อโรคอ้วนอยู่ในระดับปานกลาง ผลการเปรยี บเทียบพฤติกรรมการบริโภคอาหารวา่ งของนักศึกษาพบว่า เพศ คณะทกี่ าลังศึกษา ดชั นมี วลกาย มีพฤติกรรมการบริโภคอาหารว่างแตกต่างกันอย่างมีนัยสาคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ส่วนรายได้ที่ต่างกัน มีพฤติกรรมการบริโภคอาหารว่างไม่แตกต่างกัน ท้ังนี้ อาจสรุปได้ว่าพฤติกรรมการบริโภคอาหารว่างของ นักศึกษาท่ีมีการปฏบิ ัติบ่อยคร้ัง อาจเกิดจากพฤตกิ รรมการรบั ประทานอาหารในปจั จุบันเปล่ียนไปท่เี น้นความ รวดเร็ว เน้นปริมาณมากกว่าคุณภาพทางโภชนาการ ตลอดจนกลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่มักได้รับข้อมูลข่าวสาร ด้านอาหารและโภชนาการจากโฆษณาในรายการโทรทัศน์ ซ่ึงไม่มีการควบคุมโฆษณาอาหารทีไ่ ม่ดีต่อสุขภาพ เช่น ขนมขบเค้ยี ว นา้ อดั ลม และอาหารฟาสตฟ์ ดู้ คาสาคญั : พฤติกรรม; พฤติกรรมการบรโิ ภคอาหาร; นักศึกษามหาวทิ ยาลยั การกฬี าแหง่ ชาติ Corresponding Author: นางสาวสวุ ลกั ษณ์ โลหกลุ คณะวทิ ยาศาสตรก์ ารกฬี าและสขุ ภาพ มหาวทิ ยาลยั การกีฬาแหง่ ชาติ วิทยาเขตเชียงใหม่ Email: [email protected]

THE SNACKS CONSUMPTION BEHAVIOR AFFECTING THE UNDERGRADUATE STUDENTS AT THAILAND NATIONAL SPORTS UNIVERSITY IN NORTHERN CAMPUS Suwalak Lohakul Faculty of Sport Science and Health, Thailand National Sports University Chiang Mai Campus ABSTRACT The objective of this research was to study the snacks consumption behavior affecting the undergraduate students at Thailand National Sports University in Northern Campus. The sample group of this research was the undergraduate students of Thailand National Sports University in Northern Campus i.e. Chiangmai Campus, Lampang Campus, Sukhothai Campus and Phetchaboon Campus with the total of 353 students using Yamane formular. The samples were stratified randomly to avoid the drag of data collection so the researcher had to collect the data by the total of 360 students. The research instrument was the questionnaire proved by the specialist inspectors in terms of content validity and reliability to analyze the frequency distribution, Mean, percentage and standard deviation (S.D.), t - test, One - way Anova. It was found that the average of snacks consumption behavior was at a high level, and behavior of snacks consumption knowledge was found at a moderate level. In other factors such as gender, faculty of studying, body mass index were found with statistically significant difference (p > .05) and no significant differences with snacks consumption behavior were found in terms of income. It may be concluded that the frequency of snacks consumption behavior of undergraduate students may result from changing of the current eating habits which focus on the eating speed and food quantity rather than nutritional quality. Moreover, most of the samples received food and nutrition misinformation from TV advertisements which broadcast only unhealthy foods such as snacks, soft drinks and fast food. Keywords: Behavior, Consumption behavior, Undergraduate students at Thailand National Sports University Corresponding Author: Miss Suwalak Lohakul Faculty of Sport Science and Health, Thailand National Sports University, Chiangmai Campus Email: [email protected]

บทนา ความเจริญก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเปลี่ยนแปลงอย่างไม่หยุดย้ัง ทาให้คนในสังคม ปรับเปลยี่ นพฤติกรรมการใช้ชีวิต โดยเปน็ ชีวติ ที่เต็มไปด้วยการแข่งขันและตกอยู่ภายใต้ความเร่งรีบ จนทาให้ มองข้ามไม่สนใจดูแลสุขภาพตนเอง ในปัจจุบันทางเลือกในการบริโภคอาหารที่มีหลากหลาย ประกอบกับ วิถีการใช้ชีวติ ของมนุษย์ท่เี ร่งรีบและตอ้ งการความสะดวกสบาย ทาให้ขนมขบเข้ยี ว ซึ่งถอื ว่าเป็นอาหารสาเรจ็ รูป ได้รับความนิยมในการบริโภคในทุกเพศ ทุกวัย โดยเฉพาะในวัยรุ่นหรือเด็ก ๆ เน่ืองจากสินค้าขนม ขบเคี้ยวมี รปู แบบ รสชาตทิ ห่ี ลากหลาย พกพาสะดวก อกี ทงั้ ยังมีการโฆษณาและโปรโมชนั่ ต่าง ๆ เปน็ การสร้างแรงจูงใจ ให้ผู้บริโภคเลือกซ้ือมารับประทานได้เปน็ อย่างมาก ทั้งน้ีที่ยังทาให้เกิดปัญหาภาวะโภชนาการเกินเกณฑ์ และ การเจ็บปว่ ยเรอ้ื รังจากอาหารไขมันสงู ของเดก็ มีแนวโน้มเพ่มิ ขน้ึ (Office of Thai Health Promotion Fund, 2014) ซ่ึงภาวะโภชนาการเกินเกณฑ์ในเด็กไทยส่วนใหญ่ มาจากการบริโภคเครื่องดื่มและขนมซึ่งมีปริมาณ น้าตาล และไขมันสูง (Nutrient Research, Institute Mahidol University, 2004) การบริโภคน้าตาล ปริมาณสูงเป็นประจานาไปสู่การเพ่ิมของน้าหนักตัวและอ้วนในที่สุด และภาวะอ้วนเป็นการเริ่มต้นปัญหาโรค ไม่ติดต่อเรื้อรังท่ีตามมา ได้แก่ โรคเบาหวาน โรคหัวใจและหลอดเลือด โรคความดันโลหิตสูง เป็นต้น (Prapaisri Sirijakkawal, 2006) อาหารจึงเป็นปัจจัยที่จาเปน็ และสาคญั ต่อการดารงชีวิต ท้ังน้ีมนุษย์ต้องการอาหารเพื่อ สรา้ งเสรมิ ร่างกายและเปน็ พลังงานสาหรบั ทากิจกรรมต่าง ๆ มนษุ ย์บรโิ ภคอาหารเพือ่ ขจดั ความหวิ เป็นอันดับ แรก แต่เม่ือมีอาหารบริโภคหลักอย่างเพียงพอแล้ว ความต้องการในการบริโภคก็จะเปล่ียนไปเป็นต้องการ บริโภคอาหารท่ีพงึ พอใจ อาหารว่างจงึ เป็นส่ิงท่ีมนุษย์บรโิ ภคเพอ่ื ใหเ้ กดิ ความสขุ ซ่ึงมคี วามสาคญั ไมแ่ พ้อาหาร หลักเป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้สาหรับคนท่ัวไป อาหารว่างมีท้ังท่ีผ่านการแปรรูปและไม่ผ่านการแปรรูป ลักษณะ กรรมวิธีการผลิตก็แตกต่างกนั ออกไป เนอ่ื งจากประเทศไทยมีผลิตผลทางธรรมชาติมากมายท่ีเป็นวตั ถุดบิ ชนั้ ดี ในการสร้างสรรค์อาหารว่างและยังมีอาหารว่างลอกเลียนแบบมาจากต่างประเทศ เช่น ขนมอบ เบเกอรี่ พิซ ซ่า แซนวิส แฮมเบอร์เกอร์ เป็นต้น ดังน้ันจะเห็นได้ว่าอาหารว่างของไทยจะมีความหลากหลายมากมายท้ัง ดา้ นรูปร่าง หน้าตา สีสัน รสชาติ องค์ประกอบของวัตถดุ ิบทีใ่ ช้ แหล่งที่มา และในปัจจุบนั น้าตาลได้กลายเป็น ส่วนผสมในอาหารเกือบทุกชนิด โดยเฉพาะในขนมกินเล่น อาหารว่าง เครื่องดื่ม และเคร่ืองปรุงรส แม้กระทั่ง อาหารปรุงสาเร็จก็จะมีส่วนผสมของน้าตาลอยู่เป็นจานวนมาก (Piyada Prasertsom et al., 2005) ทั้งน้ี จาก ผลสารวจของการสารวจของ สานักงานสถิติแห่งชาติ (National Statistical Office, 2017) ทาการสารวจ พฤตกิ รรมการดแู ลสขุ ภาพของประชากร พ.ศ. 2560 ในดา้ นการบริโภคอาหาร เชน่ การบริโภคอาหารมื้อหลัก การบริโภคอาหารว่าง รสชาติอาหาร และวธิ ีการปรงุ อาหารท่ีรับประทานเปน็ ประจาพบว่า ผู้ท่ีบริโภคอาหารว่าง มีทั้งส้ิน 46.8 ล้านคน หรือประมาณ 3 ใน 4 ของประชากรอายุ 6 ปีข้ึนไป โดยประชากรวัยเด็กมีอัตราการ บริโภคอาหารว่างสูงสุด รองลงมา คือ วัยเยาวชน วัยทางาน และต่าสุด คือ วยั สูงอายุ ในกลุ่มผู้ทร่ี ับประทาน อาหารว่างน้ัน เกือบครึ่งหน่ึงท่ีรับประทานเพราะความอยาก รองลงมา คือ รับประทานเพราะความหิว และ เพราะได้เวลารับประทาน หรือเคยรับประทานเป็นประจา และเป็นลักษณะที่มีเหมือนกันในทุกกลุ่มอายุ ดังน้ันจะเห็นได้ว่า เด็กไทยกาลังเผชิญกับภาวะทุพโภชนาการ ท้ังด้านการขาดสารอาหารบางอย่างและการ ได้รับสารอาหารบางอย่าง มากเกินความต้องการของร่างกาย โดยร้อยละ 20 ของเด็กไทยมีน้าหนักเกิน มาตรฐานเข้าข่ายโรคอ้วน เนื่องจากพฤติกรรมในการบริโภคและได้รับสารอาหารไม่ถูกต้องตามหลัก โภชนาการ และบรโิ ภคผักและผลไม้น้อย และการบรโิ ภคหวาน มัน เค็ม ท่ีมากเกินความต้องการของร่างกาย รวมถึงการบริโภคอาหารที่ปรุงไม่สุกและไม่สะอาดล้วนเป็นพฤติกรรมเส่ียงท่ีก่อให้เกิดความเส่ือมถอยของ สุขภาพและเป็นปัญหาสุขภาพ ได้แก่ โรคอ้วน โรคเบาหวาน โรคความดันโลหิตสูง โรคหัวใจโรคมะเร็ง โรคหลอดเลือดสมอง เป็นต้น จากผลการศึกษาดังกล่าวสอดคล้องกับการศึกษาเก่ียวกับปัญหาเด็กไทยใน มติ วิ ฒั นธรรมที่พบวา่ ปจั จุบันเด็กและเยาวชนไทยกาลังเผชิญกับกระแส “วฒั นธรรมกนิ ดื่ม ช้อป” เปน็ ตวั เรง่

ให้เกิดค่านยิ มการบรโิ ภคอยา่ งมหาศาล เด็กวัยรุ่น ถูกดึงดูดจากการโฆษณาให้ใชจ้ า่ ยอยา่ งฟุ่มเฟือยและสาเหตุ ของปญั หาด้านการบริโภคในสังคมเมืองส่วนใหญ่ เนื่องจากวยั รุ่นได้รบั อิทธิพลจากความเปล่ยี นแปลงทางดา้ น สังคม วัฒนธรรม และความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี สภาพวิถีชีวิตของครอบครัว เพ่ือน และสภาพแวดล้อม การแข่งขันกับเวลาในการศึกษาหาความรู้หรือกระทั่งกลุ่มบุคคลในสังคม จะมีอิทธิพลต่อพฤติกรรมสุขภาพ ได้มากเช่นกัน (Phisanu Aphisamajarayothin, 2017) ส่งผลให้พฤติกรรมการบริโภคเปลี่ยนไปโดยเฉพาะ ในกลุ่มวัยรุ่นซึ่งจัดได้ว่าเป็นกลุ่มเสี่ยงต่อการเกิดปัญหาภาวะโภชนาการเนื่องจากวัยรุ่นส่วนใหญ่ชอบบริโภค อาหารในรปู แบบใหมต่ ามกระแสคา่ นยิ ม ในปัจจุบันพบว่า การเลือกบริโภคอาหารเน้นคุณประโยชน์เป็นเรื่องที่อยู่ในอันดับรองลงมา แต่ใน ชีวิตประจาวันที่เร่งรีบในช่วงเวลาเช้าหรือช่วงเวลาพักเที่ยงนั้น นักศึกษาส่วนมากต้องรีบรับประทานอาหาร เพ่ือให้ทนั ตามช่วงเวลาทีท่ างมหาวิทยาลัยได้กาหนดไว้ นกั ศึกษาจึงตอ้ งเผชญิ กบั การแข่งขนั ทั้งกบั บุคคลอนื่ ๆ ทีต่ ้องเร่งรีบในชว่ งเวลานั้น ๆ เช่นเดียวกัน จึงทาใหไ้ ม่มเี วลาในการคัดสรรในการรบั ประทานอาหารมากมายนัก ส่งผลให้เกิดพฤติกรรมการเลือกท่ีจะบริโภคอาหารท่ีหารับประทานได้ง่าย เพ่ือความสะดวกรวดเร็วและ ประหยัดเวลา จนลืมนึกถึงคุณค่าทางโภชนาการอาหารไป แต่ด้วยรสชาติของอาหารว่างที่มีหลากหลาย รูปแบบ ประกอบกับ รายการอาหารท่ีมีให้เลือกสรรมากมาย จึงทาให้เป็นที่นิยม (Korada Ketmethawit, 2013) นอกจากน้ันแลว้ ยงั สามารถหาซือ้ ไดส้ ะดวกตามร้านอาหารตามสงั่ ท่ัวไป ร้านอาหารในหา้ งสรรพสนิ ค้า หรอื แม้กระท่งั ร้านสะดวกซื้อ ซง่ึ ในการวจิ ยั ครง้ั นี้ อาหารว่าง หมายถึง อาหารวา่ งและเครือ่ งดมื่ ท่มี ีน้าตาลเป็น สว่ นประกอบบรโิ ภคนอกเหนอื จากอาหารม้ือหลกั จากเหตุผลดงั กลา่ วขา้ งตน้ ชี้ให้เห็นว่า เป็นเรอื่ งท่ีน่าสนใจอยา่ งยง่ิ ในการศึกษาเกี่ยวกับพฤตกิ รรมการ บริโภคอาหารว่างของนักศึกษาระดับปริญญาตรี เนื่องจากแนวโน้มนักศึกษานิยมรับประทานอาหารว่างมาก ข้ึน ซึ่งก่อให้เกิดปัญหาเกี่ยวกับภาวะทุพโภชนาการตามมา อีกท้ังสาเหตุของโรคอ้วนจะมีจากหลายปัจจัย ทั้งจากกรรมพันธุ์ซึ่งเปล่ียนแปลงไม่ได้ และสาเหตุด้านพฤติกรรม เช่น การรับประทานอาหารที่ไม่เหมาะสม การขาดการออกกาลังกาย และเพื่อเป็นประโยชน์ในการปรับวิสัยทัศน์ในการเลือกซื้ออาหารของนักศึกษาให้ หนั มาใส่ใจดูแลในสุขภาพ ทงั้ นี้ผลที่ได้จากการศกึ ษาจะเป็นแนวทางในการวางแผนพัฒนา ตลอดจนตระหนัก ถึงผลเสียต่อสุขภาพ เพื่อใช้เป็นข้อมูลในการบูรณาการเข้ากับการจัดการเรียนการสอน และวิชาชีพเฉพาะ ทางด้านวิทยาศาสตร์สุขภาพ ตลอดจนเป็นข้อมูลในการหาวิธีป้องกันและแก้ไขผลเสียต่าง ๆ ที่อาจจะเกิด ขึ้นกับนักศึกษาตั้งแต่เร่ิมศึกษาในมหาวิทยาลัย เนื่องจากหากนักศึกษามีความรู้และเจตคติท่ีถูกต้องแล้วก็จะ นาไปสู่การปรับพฤติกรรมการบริโภคได้ถูกต้อง และเพ่ือนาผลการวิจัยมาเป็นแนวทางในการพัฒนาส่งเสริม สขุ ภาพของนักศึกษา และนาความร้ไู ปปฏิบตั เิ พ่อื ปอ้ งกนั และแก้ไขป้ ัญหาโภชนาการของวัยรนุ่ ต่อไป วตั ถปุ ระสงค์ของการวิจัย 1. เพ่ือศึกษาพฤติกรรมการบริโภคอาหารว่างของนักศึกษาระดับปริญญาตรี มหาวิทยาลัยการกีฬา แห่งชาติ วิทยาเขตภาคเหนือ 2. เพ่ือเปรียบเทียบพฤติกรรมการบริโภคอาหารว่างของนักศึกษาระดับปริญญาตรี มหาวิทยาลัย การกีฬาแหง่ ชาติ วิทยาเขตภาคเหนอื วธิ ีดาเนินการวจิ ยั ประชากรและกล่มุ ตัวอยา่ ง ประชากรที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้ คอื นักศึกษาระดับปรญิ ญาตรี มหาวทิ ยาลัยการกีฬาแห่งชาติ วิทยาเขต เชียงใหม่ วิทยาเขตลาปาง วิทยาเขตสโุ ขทัย และวิทยาเขตเพชรบูรณ์ จานวน 3,143 คน จากสตู รการคานวณ

โดยใช้สูตรของยามาเน่ (Yamane, 1973) เลือกกลุ่มตัวอย่างโดยวิธีการสุ่มแบบช้ันภูมิ ได้ 353 คน เพ่ือ ปอ้ งกนั การคลาดเคล่ือนของการเก็บข้อมลู ผู้วิจยั จงึ ดาเนนิ การเก็บทัง้ ส้นิ 360 คน เคร่อื งมอื ทใ่ี ช้ในการวจิ ยั เคร่ืองมอื ในการวิจยั ครง้ั น้ี เป็นแบบสอบถามท่ีผู้วิจยั สร้างขนึ้ มา โดยศึกษาจากเอกสารและงานวิจยั ที่ เก่ียวขอ้ ง ซงึ่ แบง่ แบบสอบถามออกเป็น 4 ตอน ดงั น้ี ตอนท่ี 1 เป็นข้อมูลทั่วไปเกี่ยวกับปัจจัยส่วนบุคลของผู้ตอบแบบสอบถามเก่ียวกับเพศ อายุ คณะ รายไดเ้ ฉล่ียต่อเดอื น นา้ หนัก สว่ นสงู ค่าดชั นีมวลกาย มลี กั ษณะเปน็ แบบเลอื กตอบหรือตรวจสอบรายการ ตอนท่ี 2 เป็นคาถามเกี่ยวกับความรู้เก่ียวกับการบริโภคอาหาร เป็นแบบสอบถามมลี ักษณะเปน็ แบบ ตอบถูก - ผดิ มีเกณฑ์การให้คะแนน ดงั น้ี ตอบถูก ได้ 1 คะแนน ตอบผิด ได้ 0 คะแนน เกณฑก์ ารพิจารณาระดบั ความร้เู กยี่ วกับการบริโภคอาหาร 0 – 3 คะแนน หมายถงึ มีความรู้เกย่ี วกับการบริโภคอาหาร ในระดับน้อย 4 – 6 คะแนน หมายถงึ มคี วามรูเ้ ก่ยี วกับการบรโิ ภคอาหาร ในระดบั ปานกลาง 7 - 10 คะแนน หมายถึง มีความร้เู กีย่ วกับการบรโิ ภคอาหาร ในระดับควร ปรบั ปรุง ตอนท่ี 3 เป็นคาถามเก่ียวกับพฤติกรรมการบริโภคอาหารว่าง เป็นแบบสอบถาม มีลักษณะเป็นมา ตราสว่ นประมาณคา่ 4 ระดับ พฤติกรรมการบริโภคอาหารวา่ ง โดยแบง่ การปฏิบตั ิ ออกเปน็ 4 ระดบั ระดับ 4 หมายถึง ปฏิบัติเป็นประจา ระดบั 2 หมายถึง ปฏิบัตนิ านๆ คร้งั ระดบั 3 หมายถึง ปฏบิ ตั บิ อ่ ยคร้ัง ระดับ 1 หมายถงึ ไม่เคยปฏิบัตเิ ช่นนั้นเลย เกณฑก์ ารแปลความหมายของค่าเฉล่ีย แบง่ ออกเป็น 4 ระดับ ดังนี้ คะแนนเฉลี่ย 3.51 - 4.00 หมายถึง มีพฤติกรรมการบริโภคอาหารวา่ งเปน็ ประจา คือ 5 - 7 ครงั้ ต่อ สปั ดาห์ คะแนนเฉลี่ย 2.51 - 3.50 หมายถึง มีพฤติกรรมการบริโภคอาหารว่างบ่อยคร้ัง คือ 3 - 4 ครั้ง ต่อ สปั ดาห์ คะแนนเฉลี่ย 1.51 - 2.50 หมายถึง มพี ฤติกรรมการบริโภคอาหารว่างนานๆ ครั้ง คือ 1 - 2 ครั้ง ต่อ สัปดาห์ คะแนนเฉล่ีย 1.00 - 1.50 หมายถึง มีพฤติกรรมการบริโภคอาหารว่างอยู่ในระดับไม่เคยปฏิบัติ เช่นนนั้ เลย การตรวจสอบเครื่องมือ เมือ่ สร้างแบบสอบถามเสร็จแล้ว ผู้วิจยั นาแบบสอบถามไปทดสอบหาความ เท่ียงตรง (Validity) และความเชอ่ื มน่ั (Reliacility) 1. นาแบบสอบถามไปทดสอบหาความเที่ยงตรง (IOC) โดยนาไปให้ผู้ทรงคุณวุฒิโดยตรวจสอบความ เท่ยี งตรงตามเน้อื หา (Content Validity) และความเหมาะสมของภาษาท่ใี ช้ เพอ่ื ขอคาแนะนาในการปรับปรุง แก้ไข และนาไปใชใ้ นการเก็บข้อมลู จรงิ ซงึ่ มีคา่ IOC เทา่ กับ 0.6 2. นาแบบสอบถามที่ปรับปรุงแก้ไขสมบูรณ์แลว้ ไปทดลองใช้ (try out) กับกลุ่มตวั อยา่ งทม่ี คี ุณสมบัติ ครบถ้วนและมีลักษณะใกล้เคียงกับกลุ่มตัวอย่างในการศึกษาวิจัยในครั้งนี้ โดยใช้แบบสอบถามกับกลุ่ม ตัวอย่างจานวน 30 คน แล้วนามาหาค่าความเช่ือม่ัน (Reliability) ของแบบสอบถาม โดยใช้สตู รสัมประสิทธิ์ แอลฟาของ ครอนบาค (Phuangrat Thaweerat, 1997) เพือ่ ทดลองหาความนา่ เชอ่ื ถือของแบบสอบถามโดย

ไดค้ ่าความเชื่อมั่นของแบบสอบถามทั้งฉบับเทา่ กับ 0.8 ซึ่งเปน็ ค่าความเชอ่ื ม่ันท่ีนา่ เชือ่ ถือ จงึ นาไปใช้รวบรวม ขอ้ มูลจรงิ กับกลมุ่ ตวั อย่าง 3. เสนอขอรับการพิจารณาจริยธรรมการวิจัยในมนุษย์ และผ่านการรับรองจากคณะกรรมการ จริยธรรมการวิจัยในมนุษย์มหาวิทยาลัยการกีฬาแห่งชาติ ผ่านการรับรองเมื่อวันท่ี 28 มิถุนายน 2562 ตาม เลขท่ีโครงการ 094/2562 การเก็บรวบรวมข้อมูล ผู้วิจัยได้จัดทาหนังสือจาก มหาวิทยาลัยการกีฬาแห่งชาติ วิทยาเขตเชียงใหม่ ถึงมหาวิทยาลัย การกฬี าแห่งชาติ วทิ ยาเขตลาปาง วิทยาเขตสุโขทัย และวทิ ยาเขตเพชรบูรณ์ เพ่ือขอความอนุเคราะห์จดั เก็บ ข้อมูล และผู้วิจัยเก็บแบบสอบถามได้มา จานวน 360 ชุด และทาการรวบรวมแบบสอบถามท้ังหมดที่ได้มา ตรวจสอบความถูกต้องสมบูรณ์ของแบบสอบถาม และนาไปวิเคราะห์ข้อมูลทางสถิติด้วยเครื่องคอมพิวเตอร์ และดาเนนิ การตามขน้ั ตอนการวิจยั ต่อไป การวเิ คราะห์ขอ้ มูล 1. วิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณ ใช้สถิติเชิงพรรณนา (Descriptive Statistic) ได้แก่ ความถ่ี ร้อยละ ค่าเฉลยี่ และสว่ นเบย่ี งเบนมาตรฐาน 2. การเปรียบเทียบความแตกต่างของคะแนนเฉลี่ยพฤติกรรมการบริโภคอาหารว่างของนักศึกษา โดยการทดสอบค่าที (t - test) และวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียว (one - way analysis of variance) ในกรณีท่ีผลการทดสอบมีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสาคัญทางสถิติ จะทดสอบความแตกต่างของค่าเฉล่ีย เป็นรายคโู่ ดยใช้วิธขี องเชฟเฟ่ (scheffe) เพอื่ ทดสอบสมมติฐาน ผลการวิจัย จากการศึกษา “พฤติกรรมการบริโภคอาหารว่างของนักศึกษาระดับปริญญาตรี มหาวิทยาลัย การกีฬาแห่งชาติ วิทยาเขตภาคเหนอื ” มวี ัตถุประสงค์เพอ่ื ศึกษาพฤติกรรมการบริโภคอาหารวา่ งของนักศกึ ษา และเพ่ือเปรียบเทยี บพฤติกรรมการบริโภคอาหารวา่ งของนกั ศึกษา เก็บข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่าง จานวน 118 ราย ท้งั น้จี ะนาเสนอผลวเิ คราะหข์ อ้ มูล ดงั นี้ ผลการวเิ คราะห์ข้อมลู ส่วนบุคคลของผู้ตอบแบบสอบถาม ด้านเพศ ผู้ตอบแบบสอบถาม ส่วนใหญ่เปน็ เพศชาย จานวน 221 คน คิดเป็นร้อยละ 61.39 และเพศหญิง จานวน 139 คน คดิ เปน็ รอ้ ยละ 38.61 ดา้ นรายได้ มีรายได้ 3,001 - 4,000 บาท จานวน 131 คน คดิ เป็นรอ้ ยละ 36.39 รองลงมา 4,001 - 5,000 บาท จานวน 101 คน คิดเป็นร้อยละ 28.06 ต่ากว่า 3,000 บาท จานวน 85 คน คิดเป็นร้อยละ 23.61 รายได้ 5,001 - 6,000 บาท จานวน 26 คน คิดเป็นร้อยละ 7.22 และมากกว่า 6,001 บาทข้ึนไป จานวน 17 คน คิดเปน็ รอ้ ยละ 4.72 ด้านการศึกษาพบว่า กาลังศึกษาอยู่คณะศึกษาศาสตร์ จานวน 143 คน คิดเป็นร้อยละ 39.72 คณะวิทยาศาสตร์การกีฬาและสุขภาพ จานวน 140 คน คิดเป็นร้อยละ 38.89 และคณะศิลปศาสตร์ จานวน 77 คน คิดเป็นร้อยละ 21.39 ค่าดัชนีมวลกาย (BMI) อยู่ในเกณฑ์น้าหนักเกนิ จานวน 201 คน คดิ เปน็ ร้อยละ 55.83 โรคอ้วนขน้ั ท่ี 1 จานวน 81 คน คดิ เปน็ ร้อยละ 22.50 นา้ หนกั ตา่ กวา่ เกณฑ์ จานวน 60 คน คดิ เป็นร้อยละ 16.67

ผลการวัดดา้ นความรู้เกย่ี วกบั การบรโิ ภคอาหาร ปัจจัยด้านความรู้เกี่ยวกับการบริโภคอาหารว่างพบว่า ผลการวัดความรู้มีค่าเฮลี่ยอยู่ที่ 9.6 คะแนน โดยมีคะแนนสูงสุด คือ 11 คะแนน และคะแนนต่าสุด คือ 3 คะแนน เมื่อวิเคราะห์ผลการวัดความรู้เก่ียวกับ การบรโิ ภคอาหารวา่ ง ไดผ้ ลการวเิ คราะห์ ดงั ตาราง 1 ตาราง 1 แสดงจานวนและร้อยละของคาตอบวัดความร้เู กยี่ วกบั การบรโิ ภคอาหารวา่ ง จาแนกรายข้อ ความรเู้ ก่ยี วกับการบริโภคอาหาร จานวน ตอบถกู ตอบผดิ 1. โรคอ้วนเป็นอันตรายต่อสุขภาพ และเป็นสาเหตุของโรคหัวใจ เบาหวาน ร้อยละ 351 9 ความดนั โลหิตสงู จานวน (97.5) (2.5) 2. วิธีการลดความอ้วนท่ีถูกต้อง คือ การกินยาลดความอ้วนและไปออกกาลัง รอ้ ยละ 275 85 กายทุกๆ วนั จานวน (76.4) (23.6) 3. การด่ืมเคร่ืองดื่มที่มีแอลกอฮอล์ สามารถนาไปสู่ปัญหาสุขภาพได้ รอ้ ยละ 292 68 โดยเฉพาะโรคอ้วน จานวน (81.1) (18.9) ร้อยละ 4. การลดนา้ หนกั ทไี่ ด้ผลดี คือการบรโิ ภคผักและผลไม้เทา่ นน้ั จานวน 187 173 รอ้ ยละ (51.9) (48.1) 5. การควบคุมอาหารและการออกกาลังกาย ชว่ ยใหล้ ดความอ้วนได้ 344 16 จานวน (95.6) (4.4) 6. การดแู ลนา้ หนกั ตัวให้อยูใ่ นเกณฑ์ปกตจิ ะทาให้ห่างไกลจากโรคอว้ น รอ้ ยละ 128 232 7. การรบั ประทานเนอื้ สัตวต์ ดิ มันเป็นประจาทาใหเ้ กิดโรคต่างๆ เชน่ โรคหัวใจ จานวน (35.6) (64.4) ไขมัน ในเลือดสูง ร้อยละ 270 90 8. การนอนดึก หรือนอนไม่พอ จะส่งผลให้เกิดอาการหิวบ่อย กินเยอะ และ จานวน (75.0) (25.0) อ้วนไดง้ ่าย ร้อยละ 335 25 9. อาหารประเภทขา้ วและแปง้ ถ้ารบั ประทานมากเกนิ ไปจะทาใหเ้ กิดโรคอ้วน จานวน (93.1) (6.9) ได้ รอ้ ยละ จานวน 352 8 10. การรับประทานข้าวสลับกับการรับประทานก๋วยเต๋ียว ขนมจีน จะทาให้ ร้อยละ (97.8) (2.2) ร่างกายไดร้ บั สารอาหารครบถ้วน 321 39 จานวน (89.2) (10.8) 11. การประกอบอาหารด้วนวิธีต้ม น่ึง ปิ้ง และย่างแทนการทอดหรือผัด จะ ร้อยละ ลดปรมิ าณไขมนั ในอาหารได้ 343 17 จานวน (95.3) (4.7) 12. การเลือกซ้ืออาหารปรุงสาเร็จจากร้านที่สะอาดนั้นถูกสุขลักษณะ ทาให้ รอ้ ยละ ปลอดภยั ต่อสุขภาพ 271 88 (75.3) (24.7) จากตาราง 1 พบว่า ขอ้ ท่ีกลมุ่ ตวั อย่างตอบถูกมากท่ีสดุ 3 ลาดับแรก คือ ข้อท่ี 9 อาหารประเภทข้าว และแป้ง ถ้ารบั ประทานมากเกินไปจะทาให้เกิดโรคอ้วนได้ ตอบถูกคิดเป็นร้อยละ 97.8 รองลงมา คอื ข้อท่ี 1 โรคอ้วนเป็นอันตรายต่อสุขภาพ และเป็นสาเหตุของโรคหัวใจ เบาหวาน ความดันโลหิตสูง ตอบถูกคิดเป็น ร้อยละ 97.5 และ ข้อท่ี 11 การประกอบอาหารด้วนวิธีต้ม น่ึง ปิ้ง และย่างแทนการทอดหรือผัด จะลด ปริมาณไขมันในอาหารได้ ตอบถูกคิดเป็นร้อยละ 95.3 ส่วนข้อคาถามท่ีกลุ่มตัวอย่างตอบผิดมากท่ีสุด 3 ลาดับแรก คือ ข้อที่ 6 การดูแลน้าหนักตัวให้อยู่ในเกณฑ์ปกติจะทาให้ห่างไกลจากโรคอ้วน ตอบผิดคิดเป็น รอ้ ยละ 64.4 รองลงมา คือ ข้อ 4 การลดน้าหนักท่ีได้ผลดี คือ การบริโภคผักและผลไม้เท่าน้ัน ตอบผดิ คดิ เป็น รอ้ ยละ 48.1 และขอ้ 12 การเลือกซื้ออาหารปรงุ สาเร็จจากร้านท่ีสะอาดนั้นถูกสขุ ลักษณะ ทาให้ปลอดภัยต่อ สขุ ภาพ ตอบผดิ คิดเปน็ รอ้ ยละ 24.7 ตามลาดบั


Like this book? You can publish your book online for free in a few minutes!
Create your own flipbook