References Hersey, P. and Blanchard. (1977). Hersey & Blanchrad’s Situation Leadership Theory. Retrieved from www.leadership-central.com/ situation-leadership-theory.html Huse. (1978). Leader. Retrieved from http://www.nrru.ac.th/article/leadership IRB. (2016). Coaching course. Level 3 Thailand Rugby Football Union. Kawi Wongput. (1992). Summarized 5 concepts about leaders. Retrieved from https://dera. ioe.ac.uk/4904/1/download%3Fid%3D17370%26filename%3Dschool-leadership- concepts-evidence-summary.pdf Kruthep. (2014). Ground Sport music. Retrieved from https://th.wikipedia.org/ Laws World Rugby. (2016). Laws of the Game in every match. Retrieved from http://Laws. worldrugby.org/downloads/World_Rugby_Laws_2016_EN.pdf Mark R. J. P. and Burkett T. W. (1998). Australian Rugby Union National Coaching Scheme Level 1-2. Forward & Black Play. Retrieved from https://www.amazon.com/Rugby- Backline-R-J-Marks/dp/0958535604 Suthep Pongsriwat. (2002). Leadership and Theory. Retrieved from http://suthep.ricr.ac.th Taro Yamane. (1973). Statistics: An Introductory Analysis (3rd ed.). New York: Harper and Row. Terry, G.R. (1960). Principle of Management (3rd ed.). Homewood, IL: Richard D. Irwin. Wikipedia. (2009). Invictus [film]. Nelson Mandala. . Received: December, 13, 2017 Revised: March, 22, 2018 Accepted: March, 28, 2018
ผลของการนวดดว้ ยนา้ มนั หอมระเหยชนดิ ไพลต่อความรนุ แรงของอาการปวด และการ เคลอื่ นไหวของคอในพนักงานสา้ นกั งานทีม่ อี าการปวดคอเรอื รงั อารสิ ร์ กาญจนศลิ านนท์ ไพลนิ เผอื กประคอง และวุฒไิ กร น้อยพนั ธ์ คณะวทิ ยาศาสตร์การกีฬา มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ บทคดั ยอ่ การวิจัยคร้ังน้ีมีวัตถุประสงค์ เพื่อเปรียบเทียบผลของการนวดด้วยน้ามันหอมระเหยชนิดไพลต่อ ความรุนแรงของอาการปวด และการเคล่ือนไหวของคอในพนักงานส้านักงานท่ีมีอาการปวดคอเร้ือรัง ผู้เข้าร่วม วิจัยเพศหญิงที่มีอาการปวดคอ อายุระหว่าง 30 - 45 ปี จ้านวน 30 คน แบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่ม ทดลอง นวดด้วยน้ามันหอมระเหยชนิดไพล และกลุ่มควบคมุ นวดดว้ ยนา้ มนั ตัวพา จา้ นวน 3 คร้งั ตอ่ สัปดาห์ ระยะเวลารวม 4 สัปดาห์ ผู้เข้าร่วมวิจัยทุกคนจะต้องได้รับการประเมินระดับความเจ็บปวด ระดับความรู้สึก กดเจ็บ และมมุ การเคลือ่ นไหวของคอก่อนและหลงั การทดลอง ผลการวิจัย ภายหลังการทดลอง 4 สัปดาห์ กลุ่มตัวอย่างท่ีได้รับการนวดด้วยน้ามันหอมระเหย ชนิดไพลและน้ามันตัวพา มีค่าเฉลี่ยระดับความเจ็บปวดลดลงอย่างมีนัยส้าคญั ทางสถิติ (p < 0.001) ค่าเฉลี่ย ระดบั ความรสู้ ึกกดเจบ็ มุมก้มคอ เงยคอ เอียงคอ และหมุนคอ เพม่ิ ข้ึนอย่างมีนัยส้าคัญทางสถิติ (p < 0.001) โดยเมื่อเปรียบเทียบระหว่างกลุม่ พบว่า การนวดด้วยน้ามันทั้งสองชนิดชว่ ยลดระดับความเจ็บปวด เพ่ิมระดับ ความรู้สกึ กดเจ็บ และมุมการเคลอ่ื นไหวของคอได้ ไม่แตกตา่ งกันอย่างมีนัยส้าคญั ทางสถติ ิ สรุปผลการวิจัย การนวดด้วยน้ามันหอมระเหยชนิดไพล มีผลท้าให้ระดับความเจ็บปวดลดลง เพ่ิมระดับความรู้สึกกดเจบ็ และมุมการเคลื่อนไหวของคอได้ ไมแ่ ตกต่างจากการนวดด้วยนา้ มันตัวพา แตพ่ บว่า การนวดด้วยน้ามันหอมระเหยชนิดไพลมีแนวโน้มการลดลงของระดับความเจ็บปวด และมีการเพิ่มขึ้นของ ระดับความรสู้ กึ กดเจบ็ และมมุ การเคลือ่ นไหวของคอ ได้ดีกว่าการนวดด้วยน้ามันตัวพา คา้ ส้าคญั : น้ามนั หอมระเหยชนิดไพล ความรุนแรงของอาการปวด การเคลอื่ นไหวของคอ อาการปวดคอ เร้ือรงั Corresponding Author: ไพลนิ เผอื กประคอง, คณะวทิ ยาศาสตรก์ ารกฬี า มหาวทิ ยาลัยเกษตรศาสตร,์ Email: [email protected]
THE EFFECTS OF MASSAGE WITH PLAI ESSENTIAL OIL ON SEVERITY OF PAIN AND NECK MOBILITY IN OFFICE WORKERS WITH CHRONIC NECK PAIN Aris Kanjanasilanont, Pailin Puagprakong, and Wuttigrai Noipant Faculty of Sport Sciences, Kasetsart University Abstract This study aimed to compare the effect of massage with and without Plai essential oil on severity of pain and neck mobility in office workers with chronic neck pain. Thirty female participants with the neck pain, aged 30 - 45 years randomly divided into two groups: experimental group (massage with Plai essential oil) and control group (massage with base oil), 3 times a week, and a total of 4 consecutive weeks. All participants were evaluated level of pain, pressure pain threshold and range of motion of the neck before and after the treatment. RESULTS: After 4 weeks of treatment, the both groups showed a significant decrease on the pain scores (p < 0.001), increase pressure pain threshold and range of motion of neck (p < 0.001). When comparing between groups, the results were revealed that the both types of the oil massage helped to reduce the pain scores, and to increase the pressure pain threshold and range of motion of the neck, and no significant differences were found. CONCLUSION: The massage with Plai essential oil could decrease the pain level, increase pressure pain threshold and range of motion of the neck, and was not significantly different from massage with the base oil. However, it was found that the treatment by massage with Plai essential oil tended to decrease the pain scores, moreover, there was an increase pressure pain threshold and range of motion of the neck better than massage with base oils. Keywords: Plai essential oil, Severity of Pain, Neck mobility, Chronic neck pain Corresponding Author: Pailin Puagprakong, Faculty of Sport Sciences, Kasetsart University, Email: [email protected]
บทน้า อาการปวดคอ (neck pain) เป็นปัญหาทางระบบกระดูกและกล้ามเน้ือที่พบได้บ่อยในพนักงาน ส้านกั งาน จากการส้ารวจความผิดปกติของระบบกระดูกและกล้ามเน้ือของพนักงานสา้ นกั งาน พบว่า มีความ ชุกของอาการปวดคอและไหล่สูงสุดถึงร้อยละ 42 รองลงมา คือ หลังส่วนล่าง คิดเป็นร้อยละ 34 (Sunisa Chaiklieng and Rachatiya Nithithamthada, 2016) เช่นเดียวกับความชุกของพนักงานส้านักงาน ชาวเยอรมันและอังกฤษท่ีมีอุบัติการณ์ของอาการปวดคอถึงร้อยละ 55 และ 58 ตามล้าดับ (Klussmann, Gabhardt, Licbers, & Riger, 2008) โดยเพศหญิงมีความชุกของการปวดคอสูงกว่าเพศชายถึงเกือบสองเท่า และผู้ที่มีอายุต้ังแต่ 30 ปีข้ึนไป จะมีโอกาสปวดคอสูงกว่าคนท่ีมีอายุน้อยกว่าถึง 2.61 เท่า (Cagnie, Danneels, Tiggelen, Loose, & Cambier, 2007) การรักษาอาการปวดคอมีหลากหลายวิธี ไม่ว่าจะเป็นการใช้ยา เช่น ยาลดการอักเสบ ยาคลาย กล้ามเน้ือ และยาบรรเทาอาการปวด รวมไปถึงการรักษาทางกายภาพบ้าบัด การยืดกล้ามเน้ือ การฝังเข็ม และการนวด ซึง่ การรักษาดว้ ยการนวด (massage therapy) เปน็ วธิ ีหน่ึงทไ่ี ด้รบั ความนิยมในการรักษาอาการ ปวดคอและหัวไหล่ โดยใช้เทคนิคต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการลูบ (effleurage) การคลึง (petrissage) และการ เคาะ (percussion) (Brosseau, Well, & Tugwell, 2012) อีกท้งั ยังไดม้ กี ารนา้ สอื่ หรือผลติ ภัณฑ์ทีม่ ีสว่ นผสม ของสารท่ีสกัดได้จากส่วนต่าง ๆ ของพืชสมุนไพรมาใช้ในการรักษาร่วมกับการนวด เพ่ือช่วยอ้านวยความ สะดวกในขณะนวดและใหก้ ารนวดมผี ลสมั ฤทธิม์ ากยงิ่ ข้ึน ไพล (Plai) มีชื่อทางวิทยาศาสตร์ว่า “Zingiber cassumunar Roxb” เป็นหนึ่งในสมุนไพรไทยที่ นิยมน้ามาเป็นส่วนผสมของผลิตภัณฑ์ที่ใช้ในการรักษาเพ่ือบรรเทาอาการปวดและลดอาการอักเสบ จากการศึกษาท่ีผ่านมาพบว่า ครีมไพลท่ีมีสว่ นผสมของน้ามันไพล ร้อยละ 14 สามารถลดอาการปวดและอาการ บวมจากการอักเสบได้ (Wiroon Laupattarakasem et al., 1993; Sasinut Srirochana, 2010; Nuttaset Manimmanakorn, et al., 2016; Bunchai Chongmelaxme, et al., 2017) ซึ่งในปัจจุบันได้มีการน้า ผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมของไพลในรูปของน้ามัน ครีม และเจล มาประยุกต์ใช้ร่วมกับการนวด เพ่ือช่วยเพิ่ม ประสทิ ธิภาพในการลดความปวดและชว่ ยคลายกล้ามเน้ือ ดังท่ี อา้ พล และคณะ (Aumpol Bunpean et al., 2018) ได้รายงานว่า การนวดด้วยน้ามันไพล (plai oil) มีผลท้าให้ระดับอาการปวดลดลง ระดับความรู้สึก กดเจ็บเพิ่มขึ้นและองศาการเคลื่อนไหวคอเพิ่มสูงข้ึน ในขณะท่ี โสภา ล้ีศิริวัฒนกุล และคณะ (Sopha Leesiriwattanagul et al., 2014) ได้ศึกษาเปรียบเทียบประสิทธิผลของการนวดโดยใช้น้ามันไพลกับนวดแบบ ดัง้ เดมิ ในผทู้ ่มี ีปัญหาปวดไหล่และคอ ผลการวจิ ัยพบว่า การนวดโดยใชน้ ้ามันไพลกับนวดแบบดงั้ เดมิ สามารถ ลดอาการปวดได้ไม่แตกต่างกัน สุกรม ชีเจริญ และคณะ (Sukrom Cheechareoan et al., 2016) ท่ีได้ รายงานว่า ครีมไพลมีประสิทธิภาพในการช่วยลดความปวดของอาการกล้ามเน้ือฉีกขาด ไม่แตกต่างจากยา หลอกในช่วงวัด 2 สัปดาห์ จะเห็นได้ว่า หลักฐานในปัจจุบันของผลทางคลินิกของไพลยังไม่ชัดเจน โดยส่วน ใหญ่จะเป็นการศึกษาผลของไพลโดยใช้วิธีการทาลงบนกล้ามเนื้อ ในขณะที่การศึกษาผลของไพลในรูปของ น้ามันหอมระเหยท่ีน้าไปใช้ร่วมกับการนวดยังมีจ้านวนน้อย ดังนั้น ผู้วิจัยจึงสนใจที่จะศึกษาเปรียบเทียบผล ของการนวดด้วยน้ามันหอมระเหยชนดิ ไพล (plai essential oil) ตอ่ ความรนุ แรงของอาการปวด (ระดับความ เจ็บปวดและความรู้สึกกดเจ็บ) และการเคลื่อนไหวของคอในพนักงานส้านักงานท่ีมีอาการปวดคอเรื้อรัง เพ่ือเป็นข้อมูลในการยืนยันประสิทธิผลของน้ามันหอมระเหยชนิดไพล และเป็นแนวทางในการให้บริการ ทางดา้ นการนวดต่อไป
วธิ ีการด้าเนนิ การวิจยั กลุ่มตัวอยา่ ง การศึกษาในข้นั ตอนนเ้ี ปน็ การศกึ ษาเชิงทดลอง (experimental research) เพ่ือเปรียบเทยี บผลของ การนวดด้วยน้ามันหอมระเหยชนิดไพลต่อความรุนแรงของอาการปวด (ระดับความเจ็บปวดและความรู้สึก กดเจ็บ) และการเคล่ือนไหวของคอในพนกั งานส้านักงานที่มีอาการปวดคอเรื้อรัง 1. ท่มี าของข้อมูลและกลุ่มตวั อย่าง กลุ่มตัวอย่าง คือ พนักงานส้านักงาน เพศหญิง อายุระหว่าง 30 - 45 ปี จ้านวน 30 คน โดยกลุ่ม ตวั อยา่ งจะถูกส่มุ แบ่งออกเปน็ 2 กลุ่ม ไดแ้ ก่ กลมุ่ ทดลองและกล่มุ ควบคมุ กลมุ่ ละ 15 คน โดยการศึกษาครั้งน้ีได้ใช้ข้อมูลจากงานวิจัยของ อ้าพล บุญเพียร และคณะ (Aumpol Bunpean et al., 2018) มาค้านวณกลุ่มตัวอย่างด้วยโปรแกรม G*Power 3.1.9.2 ในการค้านวณประมาณการจากการ ใช้สถิติ Independent t - test ซึ่งก้าหนดค่าอ้านาจการทดสอบ (power) เท่ากับ 0.95 ค่าระดับนัยส้าคัญ ทางสถิติ (level of significance) ที่ 0.05 ( = 0.05) และคา่ ขนาดอิทธิพลของตัวแปร (effect size) เทา่ กับ 0.80 โดยจากการค้านวณได้ขนาดกลุ่มตัวอย่างจ้านวน 29 คน ดังน้ัน การศึกษาคร้ังนี้จึงใช้กลุ่มตัวอย่าง จา้ นวน 30 คน 2. เกณฑ์การคัดเข้า 1) เป็นผู้ท่ีปฏิบัติงานในส้านักงาน อย่างน้อย 5 ปี เพศหญิง (D’Souza, Werner, Keyserling, Grillespie, Rabourn, & Ulin, 2008) 2) อายุระหว่าง 30 - 45 ปี (Cagnie et al, 2007) 3) มีการใช้งานคอมพิวเตอร์เป็นเวลาอย่างน้อย 4 ช่ัวโมงต่อวัน (Szeto, Straker, & Raine, 2002) 4) ดัชนีมวลกายอยู่ในเกณฑ์ปกติ (18.0 - 24.9 กก./ม2) 5) มอี าการปวดกลา้ มเน้อื คอเร้อื รงั เป็นเวลาอยา่ งนอ้ ย 3 เดือน 6) มีระดับความเจบ็ ปวดปานกลาง (pain scale 4 - 6) จากระดับความเจบ็ ปวด 0-10 7) ได้รับการตรวจและวินิจฉัยโดยนักกายภาพบ้าบัดว่าเป็น Myofascial pain syndrome และ มรี ะดับความรนุ แรง 4-5 จากระดบั ความรุนแรง 0 - 5 (Hoyle, Marras, Sheedy, & Hart, 2010) 8) มกี ารจา้ กดั การเคลือ่ นไหวของคอ 9) ไม่มโี รคประจา้ ตวั เชน่ เบาหวาน ความดันโลหิตสงู ทค่ี วบคุมไม่ได้ และเป็นขอ้ หา้ มของการนวด 3. เกณฑ์การคัดออก 1) มปี ระวัติประสบอุบัติเหตหุ รือไดร้ ับการผ่าตัดบรเิ วณกระดกู สนั หลัง 2) มีความผดิ ปกติของระบบประสาทและสมอง เช่น สูญเสยี ความรู้สกึ ชา และกล้ามเนอื้ อ่อนแรง รวมถงึ อาการชารา้ วลงแขนจากการกดทับของรากประสาท และ/หรือกดทบั ไขสันหลงั 3) มีอาการปวดคอรนุ แรง (pain scale 7 - 10) จากการประเมินระดบั ความเจ็บปวด โดยใช้แบบ ประเมินระดบั ความเจ็บปวด (Visual Analog Scale: VAS) ที่มสี เกล 0 - 10 4) ได้รับการรักษาที่มีผลต่ออาการปวดคอมาแล้วไม่เกิน 7 วัน ก่อนเข้าร่วมการวิจัย เช่น การทายา ทานยา ฉดี ยา การนวด การประคบ การฝังเข็ม การกายภาพบา้ บดั เปน็ ต้น 5) ต้งั ครรภ์ 6) สตรที ี่ก้าลังมปี ระจา้ เดือน
เคร่ืองมือที่ใชใ้ นการวิจยั 1. น้ามันหอมระเหยชนิดไพล ที่น้ามาใช้การศึกษานี้เป็นผลิตภัณฑ์ส้าเร็จรูปที่สกัดจากเหง้าไพล ธรรมชาติ 100% ที่ได้รับการรับรองจาก USDA Organic, ECO Certificate และ SOIL Association Organic Standard 2. น้ามันตัวพา ที่น้ามาใช้การศึกษานี้เป็นผลิตภัณฑ์ส้าเร็จรูปท่ีได้จากการกล่ันน้ามันปิโตรเล่ียมแล้ว นา้ มาสกดั สี กล่นิ และส่วนประกอบทีเ่ ป็นอันตรายออก จนได้ของเหลวสีใสท่ไี มม่ ีกลิ่น ไม่มีรสชาติ และไม่เป็น พิษต่อร่างกาย ใช้เพื่อการหล่อลื่นส้าหรับการนวด ที่ได้รับมาตรฐานสถาบันเภสัชกรรมของสหรัฐอเมริกา (United State Pharmaceuticals) 3. เตยี งนวดรุ่น Embrace Barcelona 4. แบบประเมนิ ระดบั ความเจ็บปวด (visual analog scale: VAS) 5. เครื่องวดั ระดับความรู้สกึ กดเจบ็ (digital algometer) รนุ่ Algomed 6. อุปกรณว์ ดั องศาการเคลื่อนไหวของข้อต่อ (goniometer) การเก็บรวบรวมข้อมลู วจิ ยั 1. ผู้วิจัยช้ีแจงวัตถุประสงค์การท้าวิจัย ข้ันตอนการวิจัย อันตรายหรืออาการข้างเคียงท่ีอาจเกิดข้ึน จากการทดลอง จากน้นั ให้ผ้เู ข้ารว่ มวิจยั ลงนามในใบยินยอมการท้าวิจยั 2. ผู้เข้าร่วมวิจัยทุกคนจะต้องได้รับการประเมินระดับความเจ็บปวดคอ โดยใช้แบบประเมินระดับ ความเจ็บปวด (Visual Analog Scale: VAS) ระดับความรู้สึกกดเจ็บ (Pressure Pain Threshold: PPT) โดยใช้เครอ่ื งวัดระดับความรู้สึกกดเจ็บ (digital algometer) และมุมการเคล่ือนไหวของคอ โดยใช้อปุ กรณว์ ัด องศาการเคล่ือนไหวของขอ้ ต่อ (goniometer) ในทา่ ก้มคอ เงยคอ เอียงคอ และหมุนคอ ก่อนเริ่มการทดลอง โดยนักกายภาพบ้าบัดท่ีไดร้ บั การทดสอบความแมน่ ย้า (intra - reliability) ร้อยละ 80 ขน้ึ ไป 3. ผู้เข้าร่วมวิจัยจ้านวน 30 คน จะถูกสุม่ ด้วยวิธีการจับฉลาก แบ่งเป็น 2 กลุ่ม ๆ ละ 15 คน โดยกลุ่ม ทดลองผู้เข้าร่วมวิจัยทุกคนได้รบั การนวดด้วยน้ามันหอมระเหยชนิดไพล ส่วนกลุ่มควบคุม ผู้เข้ารว่ มวิจัยทุกคน ได้รบั การนวดดว้ ยน้ามนั ตัวพา ผู้เข้าร่วมการวิจยั ท้ังสองกลุ่มจะได้รบั การนวดแบบสวีดิชที่ประด้วยเทคนิคลูบหนกั (deep stroking) การคลึง (kneading) การดึง (pulling) การบิด (wringing) การกด (compression) และการสไลด์ (sliding) บริเวณกล้ามเนอ้ื คอ - หลังส่วนบน ในท่านอนคว่้า และบริเวณกล้ามเน้อื หน้าอกในทา่ นอนหงายด้วยแรง และ จังหวะของการนวดที่ผู้ถูกนวดรู้สึกสบายเป็นเวลา 20 นาที จ้านวน 3 คร้ังต่อสัปดาห์ เป็นระยะเวลารวม 4 สัปดาห์ติดต่อกัน โดยผู้วิจัยที่มีประสบการณ์ด้านการนวดมากกว่า 10 ปี ที่ได้รับการทดสอบความน่าเช่ือถือ ของผู้วัดคนเดิม (intra tester reliability) ร้อยละ 80 ขึ้นไป และเป็นผู้ท้าการนวดให้แก่ผู้เข้าร่วมวิจัยเพียง คนเดยี วในหอ้ งทค่ี วบคุมอุณหภมู ิ 25 องศาเซลเซยี ส เงียบ ไม่มีเสยี งดงั รบกวน และเปน็ ห้องเดยี วกันทกุ ครงั้ 4. ผู้เข้าร่วมวิจัยทุกคนจะต้องได้รับการประเมินระดับความเจ็บปวดคอ โดยใช้แบบประเมินระดับ ความเจ็บปวด (Visual Analog Scale: VAS) ระดับความร้สู กึ กดเจ็บ (Pressure Pain Threshold: PPT) โดย ใช้เครื่องวัดระดับความรู้สึกกดเจ็บ (digital algometer) และมุมการเคล่ือนไหวของคอ โดยใช้อุปกรณ์วัด องศาการเคลื่อนไหวของข้อต่อ (goniometer) ในท่าก้มคอ เงยคอ เอียงคอ และหมุนคอ หลังการทดลอง ในสัปดาห์ท่ี 4 โดยนักกายภาพบา้ บัดที่ได้รับการทดสอบความแม่นยา้ (intra - reliability) รอ้ ยละ 80 ข้ึนไป
การใชส้ ถิติในการวิเคราะห์ข้อมลู การน้าเสนอข้อมูลท่ัวไป เช่น อายุ น้าหนัก ส่วนสูง ดัชนีมวลกาย โดยสถิติเชิงเชิงพรรณนา ส่วนค่าระดับ ความเจ็บปวด ระดับความรู้สึกกดเจ็บและมุมการเคล่ือนไหวของคอ ถูกน้ามาทดสอบการกระจายตัวของ ข้อมูลโดยสถิติ Shapiro - will test พบว่า ข้อมูลมีการแจกแจงแบบปกติ จึงใช้สถิติทีแบบรายคู่ (Paired sample t – test) เพอ่ื เปรียบเทียบความแตกต่างของระดับความเจ็บปวด ระดับความรสู้ กึ กดเจ็บและมมุ การ เคล่ือนไหวของคอ ก่อนและหลังการทดลอง และใช้สถิติทีแบบอิสระ (Independent sample t – test) เพื่อเปรียบเทยี บความแตกตา่ งของระดับความเจ็บปวด ระดับความรู้สึกกดเจ็บและมุมการเคลือ่ นไหวของคอ ระหวา่ งทั้งสองกล่มุ โดยกา้ หนดความมนี ัยสา้ คญั ทางสถิตทิ ี่ระดับ 0.05 ผลการวจิ ัย ผลการศึกษาคร้ังนี้ ไม่พบความแตกตา่ งของลักษณะทั่วไปและระดับความเจ็บปวดของผูเ้ ข้าร่วมวิจัย ท้ัง 2 กลุม่ ทั้งในเรือ่ งของอายุ น้าหนกั สว่ นสูง ดัชนมี วลกาย และระดับความเจบ็ ปวด ดงั ตารางท่ี 1 ตารางท่ี 1 ลักษณะท่ัวไปและระดับความเจบ็ ปวดของผูเ้ ขา้ รว่ มวจิ ัย (ค่าเฉล่ยี ± ส่วนเบ่ียงเบนมาตรฐาน) ข้อมูลทัว่ ไป กลมุ่ ทดลอง (n=15) กลุ่มควบคมุ (n=15) อายุ (ปี) 36.44 ± 7.12 33.50 ± 5.38 น้าหนัก (กก.) 53.66 ± 6.48 52.65 ± 6.37 ส่วนสูง (ซม.) 159.11 ± 4.96 157.60 ± 4.11 ดชั นีมวลกาย (กก./ตร.ม.) 21.22 ± 4.61 21.35 ± 3.02 ระดบั ความเจ็บปวด 5.47±0.74 5.53±0.83 เม่ือเปรียบเทียบระดับความเจ็บปวดและความรู้สึกกดเจ็บ ระหว่างก่อนและหลังการทดลอง ภายใน กลุ่มทดลองพบว่า ค่าเฉล่ียของระดับความเจ็บปวด กอ่ นการทดลอง (5.47 ± 0.74) มีคา่ มากกว่าระดับความ เจ็บปวดหลังการทดลอง (1.27 ± 0.91) อย่างมีนัยส้าคัญทางสถิติ (p < 0.001) ในขณะท่ีค่าเฉล่ียของระดับ ความรู้สึกกดเจ็บทางด้านขวาและซ้าย ก่อนการทดลอง (38.49 ± 5.58 และ 37.44 ± 4.21) มีค่าน้อยกว่า ระดับความรู้สึกกดเจ็บหลงั การทดลอง (44.52 ± 5.80 และ 42.12 ± 4.12) อย่างมีนยั สา้ คัญทางสถติ ิทรี่ ะดับ 0.05 ดงั ตารางที่ 2 นอกจากน้ี เม่ือเปรียบเทียบมุมการเคลื่อนไหวของคอ ระหว่างก่อนและหลังการทดลอง ภายในกลุ่ม ทดลองพบว่า คา่ เฉลี่ยของมุมก้มคอ เงยคอ เอียงคอไปด้านขวา เอียงคอไปด้านซา้ ย หมุนคอไปด้านขวา และ หมุนคอไปด้านซา้ ย ที่กอ่ นการทดลอง (29.33 ± 4.57, 35.47 ± 4.19, 30.67 ± 3.20, 27.00 ± 4.55, 54.33 ± 4.57, 52.53 ± 5.12 องศา) มีค่ามุมน้อยกว่ามุมก้มคอ เงยคอ เอียงคอไปด้านขวา เอียงคอไปด้านซ้าย หมุนคอไปด้านขวา และหมุนคอไปด้านซ้าย หลังการทดลอง (39.53 ± 4.43, 42.13 ± 3.44, 38.33 ± 4.93, 36.73 ± 4.16, 63.67 ± 4.41, 62.00 ± 4.14 องศา) อย่างมีนัยส้าคญั ทางสถติ ิท่รี ะดับ 0.05 ดงั ตารางท่ี 2
ตารางที่ 2 เปรยี บเทียบผลกอ่ นและหลังการทดลอง ภายในกลุ่มทดลอง (n=15) ตวั แปร กอ่ นทดลอง หลังทดลอง เปรียบเทียบระหวา่ งก่อน-หลงั ทดลอง (mean±S.D.) (mean±S.D.) ระดบั ความเจ็บปวด %ความแตกตา่ ง 95% CI p-value ระดับความรสู้ ึกกดเจ็บ (ขวา) 5.47±0.74 1.27±0.91 ระดับความรสู้ กึ กดเจบ็ (ซา้ ย) 38.49±5.58 44.52±5.80 331.58 3.72 ถึง 4.67 0.000* มุมกม้ คอ (องศา) 37.44±4.21 42.12±4.12 มุมเงยคอ (องศา) 29.33±4.57 39.53±4.43 -13.54 -9.04 ถงึ -3.02 0.001* มุมเอียงคอไปด้านขวา (องศา) 35.47±4.19 42.13±3.44 มมุ เอียงคอไปด้านซ้าย (องศา) 30.67±3.20 38.33±4.93 -11.13 -6.74 ถึง -2.62 0.000* มุมหมุนคอไปด้านขวา (องศา) 27.00±4.55 36.73±4.16 มุมหมนุ คอไปดา้ นซา้ ย (องศา) 54.33±4.57 63.67±4.41 -25.80 -12.28 ถึง -8.11 0.000* หมายเหตุ: * p < 0.05 52.53±5.12 62.00±4.14 -15.82 -9.03 ถงึ -4.32 0.000* -20.00 -10.44 ถึง -4.89 0.000* -26.50 -12.01 ถึง -7.45 0.000* -14.66 -12.07 ถึง -6.59 0.000* -15.27 -12.64 ถึง -6.29 0.000* เม่ือเปรียบเทียบระดับความเจ็บปวดและความรู้สึกกดเจ็บระหว่างก่อนและหลังการทดลอง ภายใน กลุ่มควบคุม พบว่า ค่าเฉล่ียของระดับความเจ็บปวดกอ่ นการทดลอง (5.53 ± 0.83) มีค่ามากกว่าระดับความ เจ็บปวดหลังการทดลอง (1.33 ± 1.44) อย่างมีนัยส้าคัญทางสถิติ (p < 0.001) ในขณะท่ีค่าเฉล่ียของระดับ ความรู้สึกกดเจ็บทางด้านขวาและซ้าย ก่อนการทดลอง (37.96 ± 5.21 และ 36.96 ± 3.54) มีค่าน้อยกว่า ระดับความรู้สึกกดเจ็บ หลังการทดลอง (42.10 ± 4.12 และ 41.63 ± 4.44) อย่างมีนัยส้าคัญทางสถิติ ท่รี ะดับ 0.05 ดังตารางท่ี 3 นอกจากนี้ เม่ือเปรียบเทียบมุมการเคล่ือนไหวของคอระหว่างก่อนและหลังการทดลอง ภายในกลุ่ม ควบคุมพบว่า คา่ เฉลย่ี ของมมุ ก้มคอ เงยคอ เอียงคอไปด้านขวา เอียงคอไปด้านซ้าย หมุนคอไปด้านขวา และ หมุนคอไปด้านซ้ายท่ีก่อนการทดลอง (30.20 ± 4.98, 35.00 ± 4.91, 31.07 ± 6.37, 26.00 ± 3.38, 53.33 ± 3.61, 53.13 ± 6.55 องศา) มีค่ามุมน้อยกวา่ มุมกม้ คอ เงยคอ เอยี งคอไปดา้ นขวา เอียงคอไปดา้ นซา้ ย หมุน คอไปด้านขวา และหมุนคอไปด้านซ้าย หลังการทดลอง (39.00 ± 4.98, 41.60 ± 4.38, 37.80 ± 4.50, 36.67 ± 5.27, 62.67 ± 4.16, 61.07 ± 4.78 องศา) อย่างมนี ัยสา้ คัญทางสถติ ิทรี่ ะดับ 0.05 ดังตารางที่ 3 ตารางที่ 3 เปรียบเทียบผลก่อนและหลงั การทดลอง ภายในกลุ่มควบคุม (n=15) ตัวแปร ก่อนทดลอง หลงั ทดลอง เปรียบเทยี บระหว่างก่อน-หลังทดลอง (mean±S.D.) (mean±S.D.) ระดบั ความเจ็บปวด %ความแตกต่าง 95% CI p-value ระดบั ความรสู้ ึกกดเจ็บ (ขวา) 5.53±0.83 1.33±1.44 ระดับความรสู้ กึ กดเจบ็ (ซ้าย) 37.96±5.21 42.10±4.12 315.00 3.35 ถงึ 5.04 0.000* มมุ กม้ คอ (องศา) 36.96±3.54 41.63±4.44 มมุ เงยคอ (องศา) 30.20±4.98 39.00±4.98 -9.83 -6.26 ถงึ -2.01 0.001* มุมเอียงคอไปด้านขวา (องศา) 35.00±4.91 41.60±4.38 31.07±6.37 37.80±4.50 -11.21 -6.53 ถึง -2.79 0.000* -22.56 -10.89 ถึง -6.70 0.000* -15.87 -8.04 ถงึ -5.15 0.000* -17.81 -9.51 ถงึ -3.95 0.000*
ตารางท่ี 3 เปรยี บเทียบผลก่อนและหลงั การทดลอง ภายในกลุ่มควบคุม (n=15) ตอ่ ตวั แปร กอ่ นทดลอง หลงั ทดลอง เปรยี บเทยี บระหว่างกอ่ น-หลงั ทดลอง (mean±S.D.) (mean±S.D.) %ความแตกตา่ ง 95% CI p-value มมุ เอยี งคอไปดา้ นซ้าย (องศา) 26.00±3.38 36.67±5.27 มมุ หมนุ คอไปดา้ นขวา (องศา) 53.33±3.61 62.67±4.16 -10.26 -13.10 ถึง -8.19 0.000* มุมหมนุ คอไปดา้ นซา้ ย (องศา) 53.13±6.55 61.07±4.78 -13.30 -11.39 ถึง -7.27 0.000* หมายเหตุ: * p < 0.05 -12.99 -10.46 ถึง -5.40 0.000* แต่อย่างไรก็ตาม ไม่พบความแตกต่างอย่างมีนัยส้าคัญทางสถิติเม่ือเปรียบเทียบระดับความเจ็บปวด ระดบั ความรู้สกึ กดเจ็บ และมมุ การเคลอ่ื นไหวของคอ ระหวา่ งผเู้ ขา้ รว่ มวจิ ัยทัง้ 2 กลมุ่ ดังตารางที่ 4 ตารางท่ี 4 เปรียบเทียบความแตกตา่ งของผลของการนวด ระหวา่ งกลุ่ม (n = 15) ตวั แปร กลุ่มควบคมุ กลุ่มทดลอง 95% CI p-value (mean±S.D.) (mean±S.D.) ระดบั ความเจ็บปวด -0.99 ถงึ 0.85 0.883 ระดบั ความรสู้ ึกกดเจ็บ (ขวา) 1.33±1.44 1.27±0.91 -1.35 ถึง 6.18 0.200 ระดับความรสู้ กึ กดเจบ็ (ซา้ ย) 42.10±4.12 44.52±5.80 -2.71 ถึง 3.70 0.755 มุมกม้ คอ (องศา) 41.63±4.44 42.12±4.12 -2.99 ถึง 4.06 0.309 มุมเงยคอ (องศา) 39.00±4.98 39.53±4.43 -2.42 ถึง 3.48 0.370 มมุ เอยี งคอไปด้านขวา (องศา) 41.60±4.38 42.13±3.44 -3.00 ถึง 4.07 0.760 มมุ เอียงคอไปดา้ นซ้าย (องศา) 37.80±4.50 38.33±4.93 -3.49 ถึง 3.62 0.970 มมุ หมุนคอไปด้านขวา (องศา) 36.67±5.27 36.73±4.16 -2.21ถึง 4.21 0.529 มุมหมนุ คอไปด้านซา้ ย (องศา) 62.67±4.16 63.67±4.41 -2.41 ถงึ 4.28 0.573 หมายเหตุ: * p < 0.05 61.07±4.78 62.00±4.14 อภิปรายผล ในการศึกษาครั้งนี้ พบว่า ค่าระดับความเจ็บปวด ระดับความรู้สึกกดเจ็บ และมุมการเคลื่อนไหว ของคอก่อนและหลังการทดลอง ในสัปดาห์ที่ 4 มีการเปล่ียนแปลงอย่างมีนัยส้าคัญ โดยค่าระดับความ เจ็บปวดลดลง ระดับความรู้สึกกดเจ็บและมุมการเคล่ือนไหวของคอเพิม่ สูงข้ึน หลังการทดลองในสัปดาห์ที่ 4 ซงึ่ การนวดด้วยน้ามันหอมระเหยชนิดไพล และการนวดด้วยน้ามันตัวพา มีผลท้าให้ระดับความเจ็บปวดลดลง และเพ่ิมระดับความรู้สึกกดเจ็บ อาจเกิดจากแรงกดและการเคล่ือนไหวที่เกิดจากการนวดไปกระตุ้นใย ประสาทขนาดใหญ่ ทา้ ให้เกิดยับยงั้ การสง่ กระแสประสาทรบั ความรูส้ กึ ปวดทบี่ ริเวณไขสันหลัง ท้าให้ปิดประตู การรับความเจ็บปวดลง รวมถึงท้าให้ค่าความทนทานต่อความเจ็บปวด และระดับความรู้สึกกดเจ็บเพม่ิ สูงข้ึน ซ่งึ สอดคล้องกบั ทฤษฎีประตูควบคุมความปวด (gate control theory) (Weerapong, Hume, & Kolf, 2005) นอกจากนี้ การนวดด้วยน้ามันหอมระเหยชนิดไพล และการนวดด้วยน้ามันตัวพา มีผลท้าให้มุมการ เคลอ่ื นไหวของคอเพิ่มสูงข้นึ อาจเกิดจากการนวดชว่ ยลดความตงึ ตวั ของกล้ามเนื้อคอ หลังส่วนบน และหนา้ อก
ซึ่งมีจุดเกาะของกล้ามเนื้ออยู่บริเวณคอและหัวไหล่ ส่งผลให้เกิดการเคลื่อนไหวของคอในทิศทางต่าง ๆ ได้มากขึ้น ซึ่งสอดคล้องกับการศึกษาท่ีผ่านมาในอดีตท่ีพบว่า การนวดท้าให้กล้ามเนื้อที่หดสั้นอยู่ยืดยาวออก โดยจะท้าให้กล้ามเนื้อท่ีหดตัวค้างไว้นานๆ เกิดการเคล่ือนไหว ยืดยาวออก และลดการยึดติดของเน้ือเย่ือ ส่งผลให้การเคล่ือนไหวของข้อต่อต่างๆ เพ่ิมสูงขึ้น (Simon, 2002; Penas, Blanco, Carnero, & Page, 2006) แรงกดหรือแรงดันในการนวดช่วยลดการยดึ ตดิ ของเน้ือเยือ่ เกย่ี วพนั ท้าให้เอน็ กลา้ มเน้อื และกล้ามเนื้อ ถูกยืดเพ่ิมมากข้ึน จึงส่งผลให้กล้ามเนื้อและเอ็นกล้ามเนื้อเกิดการผ่อนคลาย (Weerapong, Hume, & Kolf, 2005) แต่อย่างไรก็ตามจากการศึกษาครั้งน้ียังพบว่า การนวดด้วยน้ามันหอมระเหยชนิดไพล และการนวด ด้วยน้ามันตัวพา ช่วยลดระดับความเจ็บปวด และเพ่ิมระดับความรู้สึกกดเจ็บและมุมการเคลื่อนไหวของคอ ไม่แตกต่างกัน อาจเกิดจากกระบวนการวิจัยน้ามันทั้งสองชนิดมีวิธีการนวดท่ีเหมือนกัน ร่วมกับผลของ การนวดในระยะยาว จึงท้าให้เห็นความแตกต่างของน้ามันนวดทั้งสองชนิดยังไม่ชัดเจน แต่อย่างไรก็ตามจะ พบว่า การนวดด้วยน้ามันหอมระเหยชนิดไพลมีแนวโน้มการลดลงของระดับความเจ็บปวด และมีการเพิ่มขึ้น ของระดับความรู้สึกกดเจ็บและมุมการเคล่ือนไหวของคอ ได้ดีกว่าการนวดด้วยน้ามันตัวพา ซ่ึงสอดคล้องกับ การศึกษาของ อ้าพล บุญเพียร และคณะ (Aumpol Bunpean et al., 2018) ท่ีได้รายงานว่า การนวดด้วย น้ามันไพลมีผลท้าให้ระดับอาการปวดลดลง ระดับความรู้สึกกดเจ็บเพิ่มขึ้นและองศาการเคล่ือนไหวคอเพ่ิม สูงขึ้น เนื่องจากองค์ประกอบของน้ามันไพลท่ีมีสาร (E)-4-(3’,4’;-Dimethoxyphenyl) But-3-en-I-ol หรือ สาร D ซึ่งเมื่อท้าการนวดด้วยน้ามันหอมระเหยชนิดไพลจึงท้าให้สารดังกล่าวซึมเข้าไปสู่กล้ามเน้ือออกฤทธิ์ ลดอาการปวด สรปุ ผลการวิจัย การนวดด้วยน้ามันหอมระเหยชนิดไพล มีผลท้าให้ระดับความเจ็บปวดลดลง เพิ่มระดับความรู้สึก กดเจ็บ และมุมการเคลื่อนไหวของคอได้ ไม่แตกตา่ งจากการนวดด้วยน้ามนั ตัวพา แต่พบว่าการนวดด้วยนา้ มัน หอมระเหยชนิดไพลมแี นวโน้มการลดลงของระดับความเจ็บปวด และมีการเพม่ิ ขึน้ ของระดับความรูส้ ึกกดเจ็บ และมมุ การเคลือ่ นไหวของคอได้ดีกวา่ การนวดด้วยน้ามนั ตัวพา References Aumpol Bunpean, Warinthon Cherdchuterakhun, & Saifon Tantayothin. (2018). Effect of Plai oil and palm oil massage on neck and shoulder pain in students of Kanchanabhishek Institute of Medical and Public Health Technology. Advanced Science, 18(1). Brosseau, L., Wells, G. A., Tugwell, P., et al. (2012). Ottawa panel evidence-based clinical practice guidelines on therapeutic massage for neck pain. Journal of Bodywork and Movement Therapies, 16(3), 300 - 325. Bunchai Chongmelaxme, Rosarin Sruamsiri, Piyameth Dilokthornsakul, Teerapon Dhippayom, Chuenjid Kongkaew, Anchalee Chuthaputti, & Nathorn Chaiyakunapruk. (2017). Clinical effects of zingiber cassumunar (plai): A systematic review. Complementary Therapies in Medicine, 35, 70 - 77.
Cagnie, B., Danneels, L., Van Tiggelen, D., De Loose, V., & Cambier, D. (2007). Individual and work related risk factors for neck pain among office workers: A cross sectional study. European Spine Journal, 16(5), 679 - 686. D’Souza, J.C., Werner, R.A., Keyserling, W.M., Gillespie, B., Rabourn, R., & Ulin, S. (2008). Analysis of the third national health and nutrition examination survey (NHANES III) using expert ratings of job categories. American Journal of Industrial Medicine, 51, 37 - 46. Hoyle, J.A., Marras, W.S., Sheedy, J.E., Hart, D.E. (2010). Effect of postural and visual stressors on myofascial trigger point development and motor unit rotation during computer work. Journal of Electromyography and Kinesiology, 21, 41 - 48. Klussmann, A., Gebhardt, H., Liebers, F., & Rieger, M. A. (2008). Musculoskeletal symptoms of the upper extremities and the neck: A cross-sectional study on prevalence and symptom-predicting factors at visual display terminal (VDT) workstations. BMC Musculoskeletal Disorders, 9(96), 1 - 16. Nuttaset Manimmanakorn, Apiwan Manimmanakorn, Disaphon Boobphachart, Worrawut Thuwakum, Wiroon Laupattarakasem, & Michael J. Hamlin. (2016). Effects of zingiber cassumunar (plai cream) in the treatment of delayed onset muscle soreness. Journal of Integrative Medicine, 14(2), 114 – 120. Penas, C.F.D.L., Blanco, C.A., Carnero, J.F., & Page, J.C.M. (2006). The immediate effect of ischemic compression technique and transverse friction massage on tenderness of active and latent myofascial trigger points: A pilot study. Journal of Bodywork and Movement Therapies, 10, 3 - 9. Sasinut Srirochana. (2010). Efficacy of plai cream compared with diclofenac gel in ostearthriris of knee. Mahasarakham Hosipital Journal, 7(2), 53 - 60. Simon, D.G. (2002). Understanding effective treatment of myofascial trigger points. Journal of Bodywork and Movement Therapies, 6(2), 81 - 88. Sopha Leesiriwattanagul, Kanisorn Kaewdang and Wiparat Pibangwong. (2014). Comparing the effectiveness of plai oil massage and traditional massage in people with shoulder and neck pain. Journal of Phrapokklao Nursing College, 25(2), 41 - 51. Sukrom Cheechareoan, Thanate Pathanawiriyasirikul, Charuwan Manmee, & Kanya Janpo. (2016). Efficacy of plai cream in adult patients with muscle strain: A randomized, double-blind, placebo-controlled trial. Journal Medical Association Thailand, 99(2), S147 – S152. Sunisa Chaiklieng and Rachatiya Nithithamthada. (2016). Factors associated with neck, shoulder and back pain among dental personnel of government hospitals in Khon Kaen Province. Journal of Public Health, 46(1), 42 - 56.
Szeto, G.P.Y., Straker, L., and Raine, S. (2002). A field comparison of neck and shoulder postures in symptomatic and asymptomatic office workers. Applied Ergonomics, 33(1), 75 - 84. Weerapong, P., Hume, P.A., and Kolt, G.S. (2005). The mechanisms and effects of massage. Journal of Sports Medicine, 35(3), 236 - 254. Wiroon Laupattarakasem, Weerachai Kowsuwon, Pisamai Laupattarakasem, & Wichai Eungpinitpong. (1993). Efficacy of zingiber cassumunar ROXB (Plygesal) in the treatment of ankle sprain. Srinagarind Medical Journal, 8(3), 159 - 164. Received: May, 13, 2020 Revised: July, 1, 2020 Accepted: July, 13, 2018
ผลฉับพลนั ของระยะเวลาในการแช่น้าเย็นที่มตี ่อการฟืน้ ฟขู องสมรรถภาพและปรมิ าณ แลคเตทในการวา่ ยนา้ ท่าฟรอนท์ครอว์ลระยะ 100 เมตร อภิสิทธิ์ เสลาหอม และเบญจพล เบญจพลากร คณะวิทยาศาสตรก์ ารกีฬา จฬุ าลงกรณ์มหาวทิ ยาลยั บทคดั ยอ่ การวิจัยครั้งนี้ เป็นการศึกษาผลฉับพลับของการฟื้นฟูสมรรถภาพโดยการแช่น้าแย็นในระยะเวลา ที่แตกต่างกันร่วมกับการนั่งพักแบบหยุดนิ่งท่ีส่งผลต่อสถิติเวลา ปริมาณแลคเตท และค่าอัตราของหัวใจ โดยกลุ่มตัวอย่างท่ีใชใ้ นการวิจยั คร้ังนี้เป็นนักกีฬาวา่ ยน้าตัวแทนทีมชาตไิ ทย อายุระหว่าง 18 - 24 ปี จ้านวน 12 คน โดยเลือกกลุ่มตัวอย่างแบบเฉพาะเจาะจง กลุ่มตัวอย่างได้รับมอบหมายให้ท้าการว่ายน้าท่าฟรอนท์ ครอว์ลด้วยความเร็วสูงสุด ระยะทาง 100 เมตร หลังจากน้นั ท้าการฟื้นฟูสมรรถภาพใน 3 รูปแบบ ไดแ้ ก่ การ น่ังพักแบบหยุดน่ิง 20 นาที (รูปแบบควบคุม) กับการแช่น้าเย็นท่ีอุณหภูมิของน้าเท่ากับ 14 องศาเซลเซียส โดยการแช่น้า 10 นาที ตามด้วยนั่งพักแบบหยุดนิ่ง 10 นาที (รูปแบบทดลองท่ี 1) และการแช่น้า 15 นาที ตามด้วยนั่งพักแบบหยุดนิ่ง 5 นาที (รูปแบบที่ 2) การทดสอบ 1 ครั้งจะท้าการฟ้ืนฟูสมรรถภาพ 1 รูปแบบ กลุ่มตัวอย่างจะเว้นระยะของการทดสอบ 48 ชั่วโมง (วันเว้นวัน) โดยขณะฟ้ืนฟูได้ท้าการเก็บข้อมูลปริมาณ แลคเตทในเลือดจากบริเวณปลายนิ้ว และค่าอัตราการเต้นของหัวใจช่วง 3 นาที 5 นาที 10 นาที 15 นาที และ 20 นาที หลังจากนั้นว่ายน้าท่าฟรอนท์ครอว์ล ระยะทาง 100 เมตร ด้วยความเร็วสูงสุดอกี ครั้งหน่ึง เพื่อ ดสู ถิตเิ วลาของการว่ายน้าหลงั จากการฟ้ืนฟูสมรรถภาพ และน้าข้อมูลทไ่ี ดม้ าวเิ คราะห์โดยใชส้ ถติ กิ ารวดั ความ แปรปรวน 2 ทาง ชนิดวัดซ้า โดยก้าหนดนัยส้าคัญทางสถิติท่ีระดับ .05 ผลการวิจัยพบว่า เม่ือเปรียบเทียบ คา่ สถิติเวลาเฉลย่ี ภายหลังการฟนื้ ฟสู มรรถภาพของท้ัง 3 รูปแบบ พบว่า ค่าเฉล่ยี สถิตเิ วลาการว่ายน้า ไม่แตกต่าง อย่างกันอย่างมีนัยส้าคัญทางสถิติ ในขณะที่ค่าเฉล่ียปริมาณแลคเตทและค่าเฉล่ียอัตราการเต้นของหัวใจ หลังจากฟ้ืนฟูสมรรถภาพ ของรูปแบบทดลองท่ี 1 และรูปแบบทดลองท่ี 2 ภายหลังของการฟื้นฟูสมรรถภาพ มีคา่ เฉลย่ี ที่ต้่ากว่ารูปแบบควบคมุ อยา่ งมีนยั สา้ คัญทางสถิติ (p < .50 ) สรปุ ได้ว่าการใช้การแช่น้าเยน็ อณุ หภมู ิ 14 องศาเซลเซียส โดยการแช่น้า 10 นาที น่ังพักแบบหยุดนิ่ง 10 นาที และการแช่น้า 15 นาที น่ังพักแบบ หยุดน่ิง 5 นาที ส่งผลให้ค่าปริมาณแลคเตทและอัตตราการเต้นของหัวใจลงลง ท้าให้การฟ้ืนฟูสมรรถภาพได้ อยา่ งเร็ว ค้าส้าคัญ: การฟื้นฟู แลคเตท การแช่นา้ เย็น ท่าฟรอนท์ครอวล์ Corresponding Author: อาจารย์ ดร.เบญจพล เบญจพลากร คณะวิทยาศาสตร์การกีฬา จฬุ าลงกรณ์มหาวิทยาลัย Email: [email protected]
ACUTE EFFECTS OF COLD WATER IMMERSION DURATIONS ON PERFORMANCE AND LACTATE RECOVERY IN 100 METER FRONT CRAWL SWIMMING Apisit Salaohom and Benjapol Benjapalakorn Faculty of Sports Science, Chulalongkorn University Abstract This research was a study of the recovery by immersing in cold water in different time duration together with siting at rest, which affected the time statistics, lactate content, and heart rate. The samples used in this research were 12 Thai swimmers, aged between 18 to 24 years old. The subjects were assigned to swim at maximum speed in 100 meter front crawl stroke. The recovery was performed in 3 ways: 20 minute rest (control group) and cold water immersion at a water temperature of 14 °C with 10-minute immersion then sit and rest for 10 minutes (experiment 1), 15-minute immersion then sit and rest for 5 minutes (experiment 2). The first test will perform experiment 1, the experiment was performed 48 hours apart (every other day). The amount of lactate content was collected from the fingertips and the heart rate measured at 3, 5, 10, 15, and 20 minutes. After that, the samples were assigned to swim with front crawl stroke at a distance of 100 meters with maximum speed again to record the swimming time statistics after the recovery. The collected data were analyzed by using F-test by setting statistical significance at .05. The results showed that when comparing the time statistics after the recovery of each experiment, there were no statistically significant differences, whereas in the average lactate content and average heart rate after the recovery of experiment 1 and 2 there was a lower average than that in the control group with statically significance difference (p < .50). In conclusion, the immersion of cold water immersion at a water temperature of 14 °C with 10-minute immersion then sit and rest for 10 minutes and 15-minute immersion then sit and rest for 5 minutes decreased the lactate content and heart rate resulting in faster recovery. Keywords: recovery, lactate, cold water immersion, front crawl stroke Corresponding Author: Benjapol Benjapalakorn, Ed.D Faculty of Sport Science, Chulalongkorn University, Email: [email protected]
บทน้า ในการแข่งขันว่ายน้ารายการหน่ึงจะประกอบด้วยการแข่งขันในระยะทางท่ีแตกต่างกันออกไป ท้าให้ ในหน่ึงวันของรายการการแข่งขัน นักกีฬาว่ายน้า อาจจ้าเป็นจะต้องลงท้าการแข่งขันหลายระยะทาง หรือ แม้แต่หลายประเภท เพ่ือเป็นการเพิ่มโอกาสของการได้รับชัยชนะในประเภท หรือในระยะทางท่ีนักกีฬา เหล่านั้นถนัด ทั้งน้ีกติกาในการแข่งขันว่ายน้าสากลระบุไว้ว่า นักกีฬาท่ีจะเข้าท้าการแข่งขันในรอบคัดเลือก รอบรองชนะเลิศ และรอบชิงชนะเลิศ จะต้องรายงานตัว ณ ห้องรายงานตัวก่อนท้าการแข่งขันนั้น ๆ เป็นระยะเวลาไม่น้อยกว่า 20 นาที โดยหลังจากรายงานตัวและได้รบั การตรวจสอบความถูกต้องตามข้ันตอน แล้วจงึ จะสามารถเข้าส่ขู ้ันตอนสุดทา้ ยเพ่ือรอทา้ การแข่งขันได้ (Thailand Swimming Association, 2017 – 2021) ในอีกทางหนึ่งจึงอาจเป็นไปได้ว่า ช่วงระยะเวลาที่สั้นท่ีสุดที่นักกีฬาจะสามารถพักระหว่างรอบการ แข่งขัน คือ ประมาณ 20 นาที ด้วยเหตุน้ีการให้ความส้าคัญในการพักและฟื้นฟูสมรรถภาพร่างกายของ นกั กีฬา โดยเฉพาะในเหตุการณ์ท่ีมีเวลาในการพักระหว่างรอบการแข่งขันท่ีจ้ากัดจึงเป็นสิ่งจ้าเปน็ เพราะการ ท่นี กั กีฬาลงท้าการแข่งขันติดต่อกัน โดยไม่ได้รับการฟ้ืนฟสู มรรถภาพหรือไมส่ ามารถฟื้นฟูสมรรถภาพได้อย่าง มีประสิทธิภาพ ก็จะส่งผลให้นักกีฬามีสมรรถภาพทางกายที่ลดลง และส่งผลต่อความสามารถ และผลของ การแขง่ ขนั (Thanavit Thosakul and Weerawat Limmroongreungrat, 2014) จากการศึกษาท่ีผ่านมาพบว่า ส้าหรับการแข่งขันว่ายน้าในระยะส้ัน ระยะทาง 50 และ 100 เมตร นักกีฬาจะมีการใช้ระบบพลังงานในรูปแบบอนากาศนิยม (anaerobic) ท้ังแบบ (Phosphagen system: ATP - PC) และระบบพลังงานแอนแอโรบิก ไกลโคไลซิส (Anaerobic glycolysis) ประมาณร้อยละ 90 และใช้พลังงานในระบบแอโรบิคประมาณร้อยละ 10 (Herman, 2007) ซึ่งการเผาผลาญพลังงานในระบบ แอนแอโรบิก ไกลโคไลซิส (Anaerobic glycolysis) ในขณะท่ีออกก้าลังที่มีความหนักสูงโดยเฉพาะช่วง 20 วินาที ถึง 45 วินาที ของการออกก้าลังแบบไม่มีออกซิเจนมาสังเคราะห์ในการสร้างพลังงาน ท้าให้การ เผาผลาญกลูโคสเกิดขึ้นไม่สมบูรณ์ ส่งผลให้เกิดกรดแลคติค (Blomkalns, 2006) และส่งผลให้เกิดความ เมื่อยล้าซ่ึงเกิดจากกรดแลคติค (Foss and Keteyian, 1998) การท่ีจะสลายกรดแลคติคจะอาศัยระยะเวลา ถึง 1 ช่ัวโมง 15 นาที ในการเคลื่อนย้ายกรดแลกติกที่สะสมอยู่ออกประมาณ 95% โดยการเคล่ือนย้าย กรดแลคติก ซง่ึ สง่ ผลต่อการฟนื้ สมรรถภาพที่เร็วข้ึนของนกั กฬี า หนึ่งในการฟ้ืนฟูสมรรถภาพวิธีท่ีได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก ทั้งในนักว่ายน้าและนักกีฬาประเภท อื่น ๆ คือ การฟ้ืนฟูด้วยการแช่น้า (water immersion) (Ian, Cronin, & Wayne, 2006) จากการศึกษา เก่ียวกับการฟื้นฟูด้วยการแช่น้า Bleakley and Davison (2010) พบว่า การฟนื้ ฟูด้วยน้าเย็น (Cold Water Immersion: CWI) เป็นวิธีที่สามารถช่วยฟ้ืนฟูในทางสรีรวิทยาทั้งในฉับพลัน ท้ังในด้านการเผาผลาญ และ ความเร็วในการน้ากระแสประสาท (Nerve Conduction Velocity: NCV) และยังอาจส่งผลถึงหลังการ แข่งขันได้อีกด้วย ซ่ึง Wilcock (2006) และ Marsh and Sleivert (1999) กล่าวว่า การได้รับความเย็นจะ สง่ ผลให้การไหลเวียนของเลือดส่วนปลาย (peripheral blood flow) ลดลง คือ มีการหดตัวของหลอดเลือด ส่วนปลาย แตก่ อ่ ใหเ้ กดิ การเพ่ิมของการไหลเวยี นของเลอื ดสว่ นกลาง (central blood volume) เพม่ิ ข้ึน โดย ทา้ ให้เกิดการแลกเปลี่ยนออกซิเจนในเลือดเพ่ือการลดการสะสมของกรดแลคติค ประกอบกับการเพ่ิมขึ้นของ การไหลเวียนเลือดส่วนกลางในการล้าเลียงเลือดออกไปยังส่วนต่าง ๆ ส่งผลประโยชน์ต่อสมรรถภาพ และ ความสามารถของร่างกายในภายหลัง ซึ่งจะท้าให้นักกีฬาสามารถรักษาระดับความสามารถสูงสุด (peak performance) ได้นานย่ิงขึ้น นอกจากน้ีการศึกษาของ Machado (2015) พบว่า การแช่น้าเย็นสามารถ กา้ จัดความเม่ือยล้าได้ดีกว่าการฟื้นฟูแบบหยุดนิ่ง โดยได้เสนอแนะว่าอุณหภูมิและระยะเวลาในการแช่น้า
ยังส่งผลต่อการฟื้นสมรรถภาพโดยอุณหภูมิท่ีเหมาะส้าหรับการแช่น้าจะอยู่ท่ี 11 - 15 องศาเซลเซียส และ ระยะเวลาท่ีเหมาะสม คอื 11 - 15 นาที อย่างไรกต็ าม การศกึ ษาของ Parouty, Haddad, Quod, Leprêtre, Ahmaidi, & Buchheit (2010) พบว่า การแชน่ ้าเย็นท่ีอุณหภูมิน้า 14 องศาเซลเซียส ในนักกฬี าว่ายน้าระยะ ทางการแขง่ ขนั 100 เมตร เปน็ ระยเวลาท่ีสั้นเพยี ง 5 นาที สามารถส่งผลให้กรดแลคตคิ มคี ่าลดลง แม้ว่างานวิจัยที่ผ่านมาได้พบอุณหภูมิท่ีเหมาะสมส้าหรับการฟ้ืนฟูสมรรถภาพด้วยการแช่น้าเย็น จะเห็นได้ว่า ยังไม่พบว่ามีการศึกษาถึงสัดส่วนเวลาของการฟื้นฟูสมรรถภาพด้วยการแช่น้าเย็นท่ีเหมาะสม ผู้วิจัยมีความสนใจที่จะศึกษาและเปรียบเทียบการฟื้นฟูสมรรถภาพด้วยการแช่น้าเย็น 10 และ 15 นาที ในอุณหภมู ิ 14 องศาเซลเซียส เพื่อเปน็ แนวทางใหผ้ ู้ฝึกสอนและนักกีฬาในการประยกุ ต์เลือกระยะเวลาในการ ฟน้ื ฟูดว้ ยการแชน่ ้าเย็นทส่ี ง่ ผลตอ่ สมรรถภาพในระหว่างการแข่งขนั ของนกั กีฬา วัตถปุ ระสงคข์ องการวจิ ยั เพื่อศึกษาผลฉับพลันของการแช่น้าเย็นร่างกายในระยะเวลาที่ต่างกันมีผลต่อการฟื้นฟูสมรรถภาพ และปรมิ าณแลคเตทในการว่ายนา้ ทา่ ฟรอนท์ครอว์ลดว้ ยความเร็วสงู สดุ ระยะทาง 100 เมตร สมมตฐิ านของการวจิ ัย การแช่น้าเย็นที่อุณหภูมิ 14 องศาเซลเซียส ในระยะเวลาที่ต่างกันจะท้าให้ผลของการลดลงของ แลคเตทและการฟืน้ สมรรถภาพของนักกีฬาว่ายนา้ แตกตา่ งกัน กลมุ่ ตัวอยา่ ง กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในงานวิจัยครั้งน้ีเป็นนักกีฬาว่ายน้าตัวแทนทีมชาติไทย ประเภทท่าฟรอนท์ครอว์ล เพศชาย อายุระหวา่ ง 18 - 24 ปี จา้ นวน 12 คน โดยเลอื กกลุ่มตัวอยา่ งเป็นการเลือกแบบเจาะจง (Purposive sampling) และผู้วจิ ยั จะเปน็ ผู้คดั กรองกลุม่ ตวั อย่าง ซง่ึ มีเกณฑ์การคดั เขา้ และเกณฑ์การคดั ออกของผู้เข้ารว่ ม วิจัย ดงั น้ี ขนั ตอนการด้าเนินการวิจัย เตรียมการทดลองโดยการตรวจและตั้งค่าของเคร่ืองมือต่าง ๆ ท้าการเจาะเลือดกลุ่มตัวอย่าง เพ่ือตรวจแลคเตทก่อนท้าการว่ายน้าก่อนกลุ่มตัวอย่างท้าการว่ายน้าท่าฟรอนท์ครอว์ลในระยะ 100 เมตร ด้วยความเร็วเต็มท่ี และจะท้าการเจาะเลือดเพื่อตรวจแลคเตทหลังการว่ายน้าทันทีถึงจุดเส้นชัย ท้าการติดสาย คาดอกวัดการอัตราการเต้นของหัวใจ (heart rate) ในช่วงของการแช่น้าตามด้วยนั่งพักแบบหยุดนิ่ง กลุ่มตัวอย่างชุดเดียวกัน ท้าการทดลองทั้ง 3 รูปแบบ ท้าการเจาะเลือดเพื่อดูแลคเตทในเลือด และวัดอัตรา การเต้นของหัวใจของช่วงเวลา พักท่ี 3 นาที 5 นาที 10 นาที 15 นาที และ 20 นาที ให้กลุ่มตัวอย่างท้าการ วา่ ยนา้ ทา่ ฟรอนทค์ รอวล์ ในระยะ 100 เมตร คร้ังที่ 2 เพอื่ ดูผลของการฟ้ืนฟูสมรรถภาพ การวเิ คราะห์ขอ้ มลู เปรียบเทียบค่าเฉล่ียของเวลาในการว่ายน้าในทา่ ฟรอนทค์ รอว์ล ระยะ 100 เมตร ในครัง้ ที่ 1 กอ่ นท้า การวา่ ยน้า และครั้งท่ี 2 หลงั ท้าการฟนื้ ฟูสมรรถภาพของกลุ่มตัวอยา่ งและวิเคราะห์เปรยี บเทียบความแตกต่าง และค่าแปรปรวนของค่าเฉล่ียของแลคเตทในเลือดและค่าอัตราการเต้นของหัวใจ ในแต่ละช่วงเวลาของการฟ้ืนฟู สมรรถภาพของช่วงเวลาพักที่ 3 นาที 5 นาที 10 นาที 15 นาที และ 20 นาที โดยวิเคราะห์ความแปรปรวน
แบบสองทาง (2 way repeated ANOVA) และหากผลความแตกต่างเปรียบเทียบความแตกต่างเป็นรายคู่ โดยวิธีการของ LSD ทดสอบความมนี ยั สา้ คญั ท่ี .05 ผลการวจิ ยั ตารางท่ี 1 คา่ เฉล่ยี และสว่ นเบ่ยี งเบนมาตรฐานของขอ้ มูลทัว่ ไปของผู้เข้าร่วมวิจัยจ้านวน 12 คน ขอ้ มูล ���̅��� S.D. อายุ (ปี) 22.16 0.66 นา้ หนัก (กโิ ลกรมั ) ส่วนสูง (เซนตเิ มตร) 78.25 2.88 177.58 2.06 จากตารางท่ี 1 แสดงให้เห็นว่าผู้เข้าร่วมวิจัยจ้านวน 12 คน มีอายุเฉลี่ย 22.16 ± 0.66 ปี น้าหนัก เฉลีย่ 78.25 ± 2.88 กโิ ลกรัม สว่ นสงู เฉลี่ย 177.58 ± 2.06 เซนติเมตร ตารางที่ 2 ค่าเฉล่ีย (������̅) ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) ของค่าเฉล่ียของเวลาในการว่ายน้าในท่าฟรอนท์ ครอว์ลระยะ100 เมตร ในคร้ังท่ี 1 (ก่อนแช่น้าเย็น) และครั้งท่ี 2 (หลังแช่น้าเย็น) ของกลุ่ม ตวั อย่างที่แชน่ ้าเย็นในระยะเวลา 10 นาที, 15 นาที และกลุ่มความคุมโดยการน่ังพักแบบหยุดน่ิง 20 นาที เวลาของการว่ายน้าระยะ 100 เมตร(วินาท)ี ชว่ งเวลา กลุม่ ควบคมุ กลุม่ ทดลองท่ี 1 กลุ่มทดลองที่ 2 กอ่ นว่ายน้า ������̅ S.D. ������̅ S.D. ������̅ S.D. หลังวา่ ยน้า 58.67 1.07 58.82 0.97 59.30 0.68 58.34 0.70 59.46 0.69 59.74 0.42 จากตารางที่ 2 แสดงว่าให้เห็นว่าค่าเฉล่ียและส่วนเบ่ียงเบนมาตรฐาน ค่าเฉลี่ยเวลาของการว่ายน้า ระยะ 100 เมตร ดังน้ี 1. ค่าเฉลยี่ เวลาของการวา่ ยน้าระยะ 100 เมตรก่อนทา้ การฟื้นฟูของกลุม่ นั่งพกั แบบปกติ มคี า่ 58.67 ± 1.07 วินาที ของกลุ่มแช่น้าเย็น 10 นาที มีค่า 58.82 ± 0.97 วินาที และของกลุ่มแช่น้าเย็น 15 นาที มีค่า 59.30 ± 0.68 วินาที 2. ค่าเฉล่ียเวลาของการว่ายน้าระยะ 100 เมตร ก่อนท้าการฟ้ืนฟูของกลุ่มน่ังพักแบบปกติ มีค่า 59.34 ± 0.73 วินาที ของกลุม่ แช่น้าเย็น 10 นาที มีค่า 59.46 ± 0.69 วนิ าที และของกลมุ่ แชน่ า้ เย็น 15 นาที มีคา่ 59.74 ± 0.42 วนิ าที
แผนภูมทิ ่ี 1 เปรียบเทียบการเปล่ียนแปลงของค่าอัตราการเต้นของหัวใจภายหลังการฟื้นฟู ระหว่างการฟื้นฟู โดยการน่ังพักแบบปกติ การแช่น้าเยน็ 10 นาที และการแช่นา้ เยน็ 15 นาที การเปล่ียนแปลงของอัตราเตน้ ของหวั ใจขณะพัก 200 150 b a 100 ab ab ab ab 50 0 อตั ราการเตน้ ของหวั ใจ(ครงั้ /นาท)ี กลมุ่ ควบคมุ อตั ราการเตน้ ของหวั ใจ(ครง้ั /นาที) กลมุ่ ทดลองท่ี 1 อตั ราการเตน้ ของหวั ใจ(ครง้ั /นาที) กลมุ่ ทดลองท่ี 2 * มีนัยส้าคัญทางสถติ ทิ ่ีระดบั 0.05 aP< .05 เม่อื รปู แบบทดลองท่ี 1 เปรียบเทียบกบั รูปแบบควบคมุ bP< .05 เมือ่ รปู แบบทดลองที่ 2 เปรยี บเทยี บกบั รูปแบบควบคุม จากแผนภูมิท่ี 1 พบการเปล่ียนแปลงของอัตราการเต้นของหัวใจต่อระยะเวลาของการฟ้ืนฟู สมรรถภาพพบว่าค่าอัตราการเต้นของหวั ใจภายหลังจากการว่ายน้าของกล่มุ ควบคุมมีอัตราการเต้นหัวใจเฉลี่ย ที่สูงกว่า อัตราการเต้นหวั ใจเฉล่ียของรูปแบบทดลองที่ 1 และรูปแบบทดลองท่ี 2 ทร่ี ะยะพัก 3 นาที 10 นาที 15 นาที และ 20 นาที ตามลา้ ดบั แตกต่างอยา่ งมนี ยั สา้ คญั ทางสถติ ิท่ี .05 แผนภูมิท่ี 2 เปรียบเทยี บเปลีย่ นแปลงของค่าแลคเตท ภายหลังการฟื้นฟู ระหวา่ งการฟื้นฟโู ดยการน่ังพักแบบ ปกติ การแชน่ ้าเย็น 10 นาที และการแช่นา้ เย็น 15 นาที การเปล่ียนแปลงของแลคเตทขณะพัก 20 15 ba a a a 10 b b b a 5 b 0 ค่าปริมาณของแลคเตท (มิลลโิ มล/ลติ ร) กลมุ่ ควบคมุ คา่ ปรมิ าณของแลคเตท (มิลลโิ มล/ลติ ร) กลมุ่ ทดลองท่ี 1 ค่าปริมาณของแลคเตท (มลิ ลโิ มล/ลติ ร) กลมุ่ ทดลองท่ี 2 * มนี ยั สา้ คญั ทางสถิตทิ ่ีระดับ 0.05 aP< .05 เมอ่ื รปู แบบทดลองท่ี 1 เปรียบเทยี บกับรูปแบบควบคมุ bP< .05 เม่ือรูปแบบทดลองท่ี 2 เปรียบเทยี บกับรปู แบบควบคมุ
จากแผนภูมิท่ี 2 พบการเปลี่ยนแปลงของค่าแลคเตทของการฟื้นฟูสมรรถภาพพบว่า ค่าแลคเตท ภายหลังจากการว่ายน้าของกลุ่มควบคุมมีปริมาณท่ีสูงกว่า ค่าแลคเตทของกลุ่มทดลองท่ี 1 และกลุ่มทดลอง ที่ 2 ทร่ี ะยะพกั 3 นาที 10 นาที 15 นาที และ 20 นาที ตามลา้ ดับแตกต่างอยา่ งมีนัยส้าคัญทางสถิติที่ .05 อภิปรายผลการวิจยั การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงทดลองมีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาผลฉับพลันของระยะเวลาในการ แช่น้าเย็นอุณหภูมิ 14 องศาเซลเซียส ท่ีมีต่อการฟ้ืนฟูสมรรถภาพของสถิติเวลาของการว่ายน้า เม่ือเปรียบเทียบ คา่ เฉล่ียสถิติเวลาภายหลังการฟื้นฟสู มรรถภาพพบว่า ค่าเฉลี่ยสถิติเวลาการวา่ ยนา้ ของรูปแบบควบคุมรปู แบบ ทดลองที่ 1 และรูปแบบทดลองที่ 2 ไม่แตกต่างอย่างกันอย่ามีนัยส้าคัญทางสถิติ (p = 0.69) เน่ืองจากงานวิจัย ของ Soultanakis, Nafpaktiiton, & Mandaloufa (2015) พบว่า หลังจากฟ้ืนฟูด้วยการแช่น้าเย็นท่ี 15 นาที ไม่ส่งผลต่อเวลาสถิติของการว่ายน้า เน่ืองด้วยนักวา่ ยน้าต้องท้าการแข่งในน้าที่มีการควบคุมอุณหภูมิ (ไม่เกิน 28 องศาเซลเซียส) ส่งผลให้การแช่น้าเย็นจึงไม่มีผลต่อความแข็งแรงและประสิทธิภาพของนักกีฬาว่ายน้าให้ เพิ่มขึ้นหรือลดลงกลุ่มตัวอย่างนักกีฬาที่มีการฝึกซ้อมที่มีความเข้มข้นสูง และด้วยกลุ่มตัวอย่างเป็นนักกีฬา ว่ายน้าตัวแทนทีมชาติไทยท่ีมีการฝึกซ้อมสม่้าเสมอและเทคนิคการว่ายที่มีประสิทธิภาพ โดย Kjendlie and Pedersen (2006) พบว่า ปริมาณการฝึกซ้อมของการฝึกซ้อมส่งผลกับความเร็วของการว่ายน้าและเทคนิค ของนักกีฬามีผลอย่างมากกับการว่ายนา้ ระยะ 100 เมตร แต่จากสถิตเิ วลาก่อนท้าการฟน้ื ฟูสมรรถภาพมีค่าท่ี ดีกว่า หลังการฟื้นฟูสมรรถภาพเกิดจากการแช่น้าเย็นที่ส่งผลให้อุณหภูมิของกล้ามเนื้อลดลงและการน้ากระแส ประสาทที่ช้าลง (Crowe, O’connor, & Rudd, 2007) แต่การที่จะกลับมาฟื้นฟูสมรรถภาพให้ใกล้เคียง สมรรถภาพเดิมน้ัน Peiffer et al (2008) และ Peiffer et al (2010) เสนอว่า นักกีฬาจะต้องเพ่ิมเติมการ อบอนุ่ รา่ งกายใหมเ่ พอื่ ให้อณุ หภูมิกลับส่สู ภาวะปกติ กอ่ นการแขง่ ขันในรอบตอ่ ไป เมอื่ เปรียบเทียบความแปรปรวนแบบรายคขู่ องค่าอตั ราการเต้นของหัวใจของวธิ กี ารฟน้ื ฟูสมรรถภาพ พบว่า กลุม่ ควบคมุ มคี ่าอัตราการเตน้ หวั ใจเฉล่ียหลังจากการว่ายน้าสูงกว่า กลุ่มทดลองที่ 1 และกลุ่มทดลอง ที่ 2 ในระยะเวลาพักที่ 3 นาที 10 นาที 15 นาที และ 20 นาที ตามล้าดับ อย่างมีนัยส้าคัญทางสถิติท่ี (p = .05) เนื่องจากอุณหภูมิจากการแช่น้าเย็นท้าให้เกิดเส้นเลือดตีบ (Vasoconstriction) บริเวณผิวหนังแบบเฉียบพลัน เกิดการเปลี่ยนทิศทางของเลือดให้กลับเข้าสู่ระบบไหลเวียนเลือดส่วนเกลาง (Central blood volume) มากข้ึน จากอุณหภูมิแกนกลางของร่างกายที่ลดลง จึงท้าให้ระบบไหลเวียนเลือดถูกจ้ากัดการไหลเวียนไปยังส่วนต่าง ๆ และเกิดการลดลงของความตรึงเครียดของระบบหัวใจ หลอดเลือด และการไหลเวียนของเลือดหลังการฟ้ืนฟู ด้วยการแชน่ ้าเย็น ส่งผลให้อัตราการเต้นของหัวใจลดลง (Ihsan, Watson, & Abbiss, 2016) และการสัมผัส กับความเย็นจะชว่ ยลดอตั ราการเต้นของหัวใจและเพ่ิมการบีบตัวของหลอดเลือดเพ่ือลดการไหลเวียนเลือดไป ยังส่วนปลาย เน่ืองจากร่างกายพยายามปรับสมดุลอุณหภูมิร่างกายท่ีลดลง (Bonde-Petersen, Schultz- Pedersen, & Dragsted, 1992) งานวิจัยของ Schniepp, Cambell, Powell, & Pincevero (2002) และ Yeargin et al (2006) ได้พบว่า อัตราการเต้นของหัวใจในระหว่างการออกก้าลังกายของรูปแบบการฟ้ืนฟู ด้วยการแช่น้าเย็นมีค่าต้่ากว่าการนั่งพักแบบหยุดนิ่ง เน่ืองจากการแช่น้าเย็นส่งผลต่อการท้างานของระบบ ประสาทซิมพาเทติก (Sympathetic nervous system) ท่ีลดทันทีหลังจากการแช่น้าเย็น ส่งผลให้อัตราการ เต้นของหัวใจลดลง 10% จากช่วงแรกของการออกก้าลัง จากงานวิจัยของ Crowe, O’Connor, Rudd (2007) พบวา่ เม่ือเปรียบเทียบค่าอัตราการเต้นของหัวใจระหวา่ งพักของการฟน้ื ฟูแบบน่ัง กบั คา่ อตั ราการเตน้
ของหวั ใจสูงสุดในระหว่างการปั่นจักรยาน 30 วนิ าที หลังจากแช่น้าย็น 15 นาที ท่ีอณุ หภูมินา้ 14 องศาเซลเซยี ส พบว่า ค่าอัตราการเต้นของหัวใจสูงสุดระหว่างการป่ันจักรยานช่วง 30 วินาที ภายหลังแช่น้าเย็นมีค่าต้่ากว่า ค่าอัตราการเต้นของหัวใจที่สูงสุดระหว่างพักของกลุ่มฟื้นฟูแบบน่ังพัก ซึ่งผลจากการแช่น้าเย็นส่งผลต่อการ ลดลงของอัตราการเต้นของหัวใจ ท้าให้การแช่น้าเย็นช่วยส่งผลต่อการฟ้ืนฟูสมรรถภาพจากความเหน่ือยล้า อย่างรวดเรว็ กวา่ เมอื่ เปรยี บเทียบกับการนัง่ พงั แบบหยดุ นิง่ เพยี งอยา่ งเดยี ว การเปรียบเทียบความแปรปรวนแบบรายคู่ของปริมาณแลคเตทของวิธีการฟ้ืนฟูสมรรถภาพพบว่า กลุ่มควบคุมมีปริมาณแลคเตทคงค้างหลังจากการว่ายน้าที่มากกว่า กลุ่มทดลองที่ 1 และกลุ่มทดลองท่ี 2 ในระยะพักที่ 3 นาที 10 นาที 15 นาที และ 20 นาที ตามล้าดับ อย่างมีนัยส้าคัญทางสถิติที่ (p < .05) เนื่องจาก ภายหลังจากการว่ายน้า จะมแี ลคเตทค่ังอยใู่ นกลา้ มเน้อื และเลอื ดจึงท้าใหม้ ีการเม่อื ยล้า การฟ้ืนฟูสมรรถภาพ ย่อมต้องการเคล่ือนย้ายแลคเตทออกไปก่อน (Chusak Vejbaesya and Kanya Palavivat, 1993, p. 443) ซึ่งแลคเตทเกิดจากการสลายกลูโคสโดยไม่ใช้ออกซิเจนจากกระบวนการไกลโคไลซิส (Gluconeogenesis) ถ้าร่างกายได้รับออกซิเจนไม่เพียงพอ จะท้าให้มีแลคเตทสะสมมากข้ึน จากการใช้ความเย็นส่งผลท้าให้อัตรา การไหลเวียนของเลือดบริเวณหลอดเลือดส่วนปลาย (peripheral blood flow) มีอัตราลดลงเนื่องจากหลอด เลือดบริเวณชั้นผิวหนังมีการหดตัวแต่ด้วยเหตุน้ีท้าให้อัตราการไหลเวียนโลหิตกลับเข้าสู่หัวใจ (cardiac preload) เพ่ิมขึ้น คือ ท้าให้ระดับการไหลเวียนเลือดส่วนกลาง (central blood volume) เพิ่มขึ้น จึงท้าให้ ปริมาณเลือดที่ออกจากหัวใจในขณะบีบตัว (stroke volume) และปริมาณเลือดที่ออกจากหัวใจใน 1 นาที (cardiac output) เพ่ิมข้ึนด้วย ส่งผลให้มีปริมาณเลือดเพียงพอท่ีส่งไปยังกล้ามเน้ือเพื่อแลกเปลี่ยนสาร ระหว่างภายนอกและภายในเซลล์ และอาจก้าจัดของเสียที่เกิดขึ้นในระบบการท้างานของกล้ามเนื้อ เช่น แลคเตทออกไปได้มากกว่าการน่ังพักแบบปกติ (Ihsan et al., 2016) งานวิจัยของ Marsh and Sleivert (1999) พบว่า การที่ความเย็นส่งผลท้าให้การไหลเวียนเลือดส่วนกลางเพ่ิมข้ึน ท้าให้มีปริมาณเลือดส่งไปยัง กล้ามเนื้อมากข้ึน เพ่ือก้าจัดของเสียท่ีเกิดจากการใช้พลังงานจากกล้ามเนื้อ ท้าให้ปริมาณแลคเตทในเลือด ลดลงจึงส่งผลให้การฟื้นตัวจากความล้าได้ดีขึ้น จากการศึกษาของ Wilcock (2006) ได้อธิบายว่าการได้รับ ความเย็นอาจส่งผลต่อการไหลเวียนของเลือดส่วนปลาย (Peripheral blood flow) ลดลง คือ มีการหดตัว ของหลอดเลือดส่วนปลาย แต่ก่อให้เกิดการเพ่ิมของการไหลเวียนของเลือดส่วนกลาง (Central blood volume) เพมิ่ ขึ้น การเพิ่มขึ้นของ Central blood flow นี้ยังอาจส่งผลต่อสมรรถภาพและความสามารถของ รา่ งกายในภายหลงั การฟนื้ ฟู สรุปผลการวิจยั จากการวิจัยสรุปได้ว่า การใช้การแช่น้าเย็นอุณหภูมิ 14 องศาเซลเซียส โดยการแช่น้า 10 นาที ร่วมกับนั่งพักแบบหยุดนิ่ง 10 นาที และการแช่น้า 15 นาที ร่วมกับนั่งพักแบบหยุดนิ่ง 5 นาที ไม่แตกต่างกัน เน่ืองจากท้ัง 2 รูปแบบ ส่งผลท้าให้ร่างกายสามารถฟ้นื ตัวจากความเมื่อยลา้ ได้ โดยการเพิ่มการไหลเวียนของ ระบบไหลเวียนเลอื ดส่วนกลาง ท้าให้เกิดการเคล่อื นย้ายของเสยี คือ แลคเตทในเลือดออกจากกลา้ มเนือ้ และ เลือดได้อย่างรวดเร็วขึ้น และเน่ืองจากการแช่น้าเย็นท้ัง 2 รปู แบบ ส่งผลช่วยลดอัตราการเต้นของหัวใจ และ เพ่ิมบีบตัวของหลอดเลือดเพื่อลดการไหลเวียนเลอื ดไปยงั ส่วนปลาย เพ่อื ปรับสมดลุ อณุ หภูมิแกนกลางท่ีลดลง
ขอ้ เสนอแนะจากการวิจัย 1. การฟ้ืนสมรรถภาพโดยการแช่น้าเย็น ควรมีการควบคุมอุณหภูมิให้คงที่อยู่ตลอดระยะเวลาของ การแช่น้าเย็นที่ 10 นาที หรอื 15 นาที ตามความเหมาะสมของช่วงเวลานั้น ๆ เพือ่ ให้เกดิ ผลท่มี ปี ระสทิ ธิภาพ สูงสดุ 2.ควรมีผูเ้ ชีย่ วชาญควบคุมดูแลนักกีฬา ขณะท้าการฟน้ื ฟสู รรมถภาพโดยการแช่น้าเยน็ เพื่อตรวจสอบ สภาพรา่ งกายของนกั กฬี า ทง้ั ก่อน และหลังแช่น้าเยน็ ขอ้ เสนอแนะในการทา้ วิจัยครงั ตอ่ ไป 1. ควรมีการศึกษาเปรียบเทียบผลของการแช่น้าเย็นกับการฟ้ืนตัววิธีอื่น ๆ เช่น การนวด การยืด เหยียดกลา้ มเนอื้ เป็นต้น 2. ควรมีการศึกษาเปรียบเทียบอุณหภูมิของน้าท่ีใช้ในการแช่นา้ เย็นเพ่อื หาอุณหภูมิที่มีประสิทธิภาพ ที่สุด 3. ควรมกี ารศกึ ษาเปรยี บเทียบอุณหภมู ขิ องกลา้ มเน้ือก่อนและหลงั ของการแช่น้าเย็น กิตติกรรมประกาศ ผู้วิจัยขอขอบพระคุณอาจารย์ ดร.เบญจพล เบญจพลากร คณะวิทยาศาสตร์การกีฬา จุฬาลงกรณ์ มหาวิทยาลัย ที่ปรึกษาหลักในงานวิจัยน้ี ตลอดจนครอบครัวของผู้วิจัยท่ีให้การสนับสนุน และผู้เข้าร่วม งานวิจัยทุกท่านท่ีให้ความร่วมมือในการทดลองเป็นอย่างดีและผู้ช่วยวิจัยที่คอยช่วยเหลือในการเก็บข้อมูล เป็นไปอยา่ งเรยี บร้อย References Bleakley, C. M., and Davison, G. W. (2010). What is the biochemical and physiological rationale for using cold-water immersion in sports recovery? A systematic review. British Journal of Sports Medicine, 44(3), 179 – 87. Blomkalns, Al. ( 2007) . Lactate a marker for sepsis and trauma. Emergency Medicine Cardiac Research and Education Group, 2. Bonde-Petersen, F.,Schultz-Pedersen, L., & Dragsted, N., (1992). Peripheral and central blood flow in man during cold, thermoneutral, and hot water immersion. Aviation, Space, and Environmental Medicine, 63(5), 346 - 350. Chusak Vejbaesya and Kanya Palavivat. (1993). Physiology of Exercise. Bangkok: Thaiwattana panich. Crowe, M. J. , O’ Connor, D. , and Rudd, D. ( 2006) . Cold water recovery reduces anaerobic performance. Sport Medicine, 28, 994 - 998. Foss, M.L. and Keteyian S.J. (1998). Fox’s Physiological Basic for Exercise and Sport (6th ed.). The McGraw-Hill Companies, Michigan. Herman. (2007). Physics of Human Body. New York: Springer Berlin Heidelberg. Ian, M. W., Cronin, J., B., & Wayne, A. (2006). Physiological response to water immersion: A method for sport recovery?. Sports Medicine, 36(9), 747 - 765.
Ihsan, M., Watson, G., & Abbiss, C. R. (2016). What are the physiological mechanisms for post - exercise cold water immersion in the recovery from prolonged endurance and intermittent exercise? Sports Med, 46, 1095 – 1109. Kjendlie, P., and Pedersen, T. (2006). The effect of the breathing action on velocity in front crawl sprinting. Portuguese Journal of Sport Sciences, 6(2), 75 - 77. Machado, A. (2015). Can water temperature and immersion time influence the effect of cold. Sports Medicine. 48, 1369 – 1387. Marsh, D., and Sleivirt, G. (1999). Effect of precooling on high intensity cycling performance. British Journal of Sports Medicine, 33(6). Parouty, J., Haddad, H. A., Quod, M., Leprêtre, P. M., Ahmaidi, S., & Buchheit, M. (2010). Effect of cold water immersion on 100- m sprint performance in well- trained swimmers. European Journal of Applied Physiology, 109, 483 – 490. Peiffer, J.J., Abbiss, C.R., Wall. B.A., Watson. G., Nosaka. K., & Laursen. P.B. (2008). Effect of a 5 min cold water immersion recovery on exercise performance in the heat. British Journal of Sports Medicine, 6. Peiffer. J.J., Abbiss. C.R., Watson. G., Nosaka. K., & Laursen. P.B. (2010) Effect of cold water immersion on repeated 1 - Km cycling performance in the heat. The Journal of Science and Medicine in Sport, 13, 112 – 116. Schniepp J., Campbell T.S., Powell K.L., & Pincivero D.M. (2002). The effects of cold - water immersion on power output and heart rate in elite cyclists. J Strength Cond Res, 16, 561 – 566. Soultanakis H.N., Nafpaktiitou D., & Mandaloufa S.M. (2015). Impact of cool and warm water immersion on 50-m sprint performance and lactate recovery in swimmers. The Journal of Sports Medicine and Physical Fitness, 55, 267 – 272. Thanavit Thosakul and Weerawat Limmroongreungrat. (2014). Basic Applied Sports Science for Training Swimmer. Veerawan Printing & Packaging. Thailand Swimming Association. (2017-2021). Fina swimming rules. (2017 – 2021). FINA Swimming Rules Book. P. 9. Wilcock, I. (2006). The effect of water immersion, active recovery and passive recovery on repeated bouts of explosive exercise and blood plasma (Master’s thesis), Auckland University of Technology. Yeargin, S.W. et al. (2006). Body cooling between two bouts of exercise in the heat enhances subsequent performance. The Journal of Strength and Conditioning Research, 20, 383 – 389. Received: May, 18, 2020 Revised: June, 12, 2020 Accepted: June, 17, 2020
ปัจจัยทม่ี ตี อ่ ความสาเร็จในการบริหารจดั การแหล่งทอ่ งเทีย่ วเชิงนันทนาการ สวนนงนุชพัทยา จงั หวัดชลบุรี เกศรนิ ทร์ ไกรยาประเสริฐ และปทัญทิญา สิงห์คราม คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยการกีฬาแหง่ ชาติ วทิ ยาเขตชลบุรี บทคัดย่อ การวิจัยคร้ังนี้มีวัตถุประสงค์ 1) ศึกษาปัจจัยที่มีต่อความสาเร็จในการบริหารจัดการท่องเท่ียว เชิงนันทนาการของสวนนงนุชพัทยา จังหวัดชลบุรี 2) เปรียบเทียบปัจจัยที่มีต่อความสาเร็จในการบริหาร จัดการท่องเที่ยวเชิงนันทนาการของสวนนงนุชพัทยา จังหวัดชลบุรี จาแนกตามปัจจัยส่วนบุคคล และ 3) เสนอแนวทางการบริหารจัดการแหล่งท่องเที่ยวเชิงนันทนาการให้ประสบความสาเร็จ ใช้ระเบียบวิธีวิจัย เชิงปริมาณ จากประชากรท่ีใช้ในการวิจัย ประกอบด้วย กลุ่มผู้บริหารและพนักงาน รวมจานวน 420 คน ผู้วิจัยได้กาหนดขนาดของกลุ่มตัวอย่าง (Sample Size) โดยใช้ตารางของเครจซี่และมอร์แกน ท่ีระดับความ เช่ือมั่น 95% ได้ขนาดกลุ่มตัวอย่างจานวน 201 คน ใช้วิธีการสุ่มแบบแบ่งชั้น และดาเนินการโดยใช้ การสุ่มตัวอย่างแบบง่าย (Simple Random Sampling) การวิเคราะห์ข้อมูล โดยใช้สถิติพ้ืนฐานร้อยละ ค่าเฉลย่ี และส่วนเบ่ียงเบนมาตรฐาน t - test และใชส้ ถติ ิอา้ งอิง (f - test หรือ ANOVA) ผลการวิจัยพบว่า ปัจจัยที่มีต่อความสาเร็จในการบริหารจัดการแหล่งท่องเท่ียวเชิงนันทนาการ สวนนงนุชพัทยา จังหวัดชลบุรี โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก (������̅ = 4.04), (S.D. = 0.64) เม่ือพิจารณาเป็น รายด้านเรียงลาดับตามคา่ เฉลี่ยจากมากไปหาน้อย ได้แก่ ด้านงบประมาณ (������̅ = 4.07), (S.D. = 0.69 ) และด้าน วิธีการ บริหารจัดการ (������̅ = 0.69 ), (S.D. = 0.69) ซึ่งมีค่าคะแนนเฉลี่ยเท่ากัน รองลงมา ได้แก่ ด้านสถานที่ วัสดุอุปกรณ์ (������̅ = 4.05), (S.D. = 0.70) และด้านท่ีมีค่าเฉล่ียน้อยท่ีสุด ได้แก่ ด้านบุคลากร (������̅ = 3.97), (S.D. = 0.72) ตามลาดับ ผลการเปรียบเทียบความคิดเห็นปัจจัยที่มีต่อความสาเร็จในการบริหารจัดการแหล่ง ท่องเที่ยวเชิงนันทนาการสวนนงนุชพัทยา จังหวัดชลบุรี พบว่า บุคลากรสวนนงนุชพัทยา จังหวัดชลบุรี ทม่ี ีเพศ อายุ รายได้ ประสบการณ์การทางานต่างกัน มีความคิดเห็นต่อปัจจัยที่มีตอ่ ความสาเร็จในการบริหาร จัดการแหล่งท่องเท่ียวเชิงนันทนาการสวนนงนุชพัทยา จังหวัดชลบุรี โดยภาพรวมและรายด้านแตกต่างกัน อย่างมีนัยสาคัญทางสถิติที่ .05 และที่มีวุฒิการศึกษา และตาแหน่งงาน โดยภาพรวมและรายด้านไม่ แตกต่างกัน สาหรับแนวทางการบริหารจัดการแหล่งท่องเที่ยวเชิงนันทนาการให้ประสบความสาเร็จ จะต้อง ประกอบด้วย ปัจจัยสาคัญ 4 ประการ คือ 1. ด้านงบประมาณ ควรต้องมีการจัดทาแผนการจัดซ้ือจัดจ้าง ที่ชัดเจน 2. ด้านวิธีการบริหารจัดการ ควรมีการแบ่งโครงสร้างการบริหารงานในแต่ละหน่วยงานมีความ ชัดเจน 3. ด้านสถานที่ วัสดุ อุปกรณ์ ควรมีการจัดการสถานท่ีทางานให้เอ้ือต่อการทางานได้อย่างสะดวก และเหมาะสม และ 4. ด้านบุคลากร ต้องมีเพียงพอต่อปริมาณงาน และส่งเสริมให้บุคลากรมีความสามัคคี ในการทางาน คาสาคญั : ปัจจัยทมี่ ตี ่อความสาเรจ็ การบรหิ ารจัดการ แหลง่ ท่องเทย่ี วเชิงนนั ทนาการ Corresponding Author: นางสาวเกศรินทร์ ไกรยาประเสรฐิ คณะศลิ ปศาสตร์ มหาวทิ ยาลัยการกีฬาแห่งชาติ วทิ ยาเขตชลบุรี Email: [email protected]
FACTORS RELATED TO THE SUCCESS OF RECREATION MANAGEMENT AT NONG NOOCH PATTAYA PARK IN CHONBURI PROVINCE Ketsarin Kariyaprasert and Patantiya Singcram Faculty of liberal arts, Thailand National Sports University Chon Buri campus Abstract The objectives of this research were to 1) study the factors for success of recreation tourism management of Nong Nooch Tropical Garden Pattaya in Chonburi, 2) compare factors affecting recreation tourism managements of Nongnooch Garden Pattaya in Chonburi classified by the demographic factors, 3) propose management recreation tourism guidelines. This research was conducted in a quantitative research method. The sample size was conducted by the table of khret and Morgan (R.V. Krejcie and D.W. Morgan) (Bunchom Srisaad, 1989) from a population of 420 people by allowing research aberration does not exceed ± 5% with 95% confidence, or select the .05 significance level, so there were 201 samples in this study. Then they were classified by stratified sampling and using simple random sampling. Data analysis was conducted, statistics, percentage, average and standard deviation of t-test and use of statistics (ANOVA or f - test). The results showed that the factors for success in the management of tourism facilities at Nong Nooch Tropical Garden Pattaya, Chonburi Province were found at a high level as a whole (������̅= 4.04), (S.D. = 0.64) when considering the sort of averaging descending include budget (������̅= 4.07), (S.D. = 0.69), and the method of administration management (������̅ = 0.69), (S.D. = 0.69), with the average score equal. The major source of the materials (������̅ = 4.05), (S.D. = 0.70) and on average there were fewer personnel (������̅ = 3.97), (S.D. = 0.72), respectively. The personnel of Nongnooch Garden Pattaya in Chon Buri with different demographic characteristics: sex, age, salary and working experience had different opinions towards the factors affecting for recreation tourism managements at Nongnooch Garden Pattaya in Chonburi. The recreation tourism management for successful must contain 4 factors: 1. financial factors: plan must have a clear procurement. 2. Management factors: management structure should be divided in each agency, with clarity. 3. Material factors: workplace should be managed to work easy and affordable, and 4. the personnel factor: personnel must have a sufficient workload and the personnel should be encouraged to work in harmony. Keyword: Managements, Recreation Tourism, Nongnooch Garden Pattaya in Chonburi Corresponding Author: Ms. Ketsarin Kariyaprasert Faculty of liberal arts, Thailand National Sports University Chon Buri campus Email: [email protected]
บทนา อุตสาหกรรมการท่องเท่ียวมีความสาคัญต่อหลาย ๆ ประเทศ ปัจจุบันอุตสาหกรรมการท่องเท่ียว มีการเติบโตข้ึนอย่างต่อเน่ืองและพัฒนาเป็นอุตสาหกรรมขนาดใหญ่จึงมีการแข่งขันกันมากขึ้นเพื่อดึงดูด นักท่องเที่ยวให้เข้ามาท่องเท่ยี วในแหล่งท่องเท่ียวของตนเอง อีกทั้งในปัจจุบันธุรกิจการท่องเที่ยวเชิงนันทนาการ ได้รับการความนิยมจากนักท่องเท่ียวมากข้ึน ดังนั้น ผู้ประกอบการแหล่งท่องเท่ียวเชิงนันทนาการจึงต้องมี การปรบั รูปแบบการบริหารจัดแหล่งท่องเท่ียวให้ตรงตามความต้องการของนักท่องเทย่ี ว สวนนงนุชพัทยาถือได้ว่าเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงนันทนาการท่ีมีชื่อเสียงโด่งดังระดับโลก มีระบบ การบริหารจัดการแหล่งท่องเที่ยวท่ีได้การยอมรับในสังคมซ่ึงเห็นได้จากการได้รับรางวัลจากการท่องเท่ียว แห่งประเทศไทยเป็นรางวัลยอดเยี่ยม 3 คร้ังติดต่อกัน และได้รับรางวัลสูงสุดเพ่ือเชิดชูเกียรติให้เป็น แหล่งท่องเที่ยวเชิงนันทนาการ ดังนั้นจึงกล่าวได้ว่าสวนนงนุชพัทยามีระบบการบริหารจัดการแหล่งท่องเท่ียว เชิงนันทนาการท่ีเป็นแบบอย่างท่ีดีและมีประสิทธิภาพ แต่อย่างไรก็ตามการบริหารจัดการแหล่งท่องเท่ียว เชงิ นันทนาการน้นั จาเปน็ ต้องอาศัยปจั จยั พ้นื ฐานของการบริหารจัดการ 4 ประการ หรือ 4M อนั ไดแ้ ก่ ปัจจัย ด้านคน (Man) คือ ผู้ปฏิบัติการขององค์กร ปัจจัยด้านเงิน (Money) คือ ค่าใช้จ่ายในองค์กร ปัจจัย ด้านสถานที่ วัสดุ อุปกรณ์ (Materials) คือ อุปกรณ์ เคร่ืองมือเคร่ืองใช้ต่าง ๆ ท้ังอาคารสถานท่ี และปัจจัย ด้านวธิ ีการบริหารจดั การ (Method) คอื ความรู้เก่ยี วกบั การจดั การทางด้านธุรกจิ เอกชนหรือการจัดการธรุ กิจ เป็นตน้ (Nittaradee Chaisa, 2012) ซง่ึ การบริหารจัดการเหล่งทอ่ งเที่ยวเชงิ นันทนาการของสวนนงนชุ พัทยา จงั หวัดชลบรุ ี ท่ปี ระสบความสาเร็จก็ตอ้ งอาศยั ปัจจัยพ้นื ฐานของการบริหารจัดการเช่นเดียวกัน แต่อย่างไรก็ตาม ในทางวิชาการยังไม่มีการศึกษาถึงปัจจัยท่ีมีต่อความสาเร็จในการบริหารจัดการ แหล่งท่องเที่ยวเชิงนันทนาการของสวนนงนุชพัทยา ทาให้การบริหารจัดการแหล่งท่องเที่ยวเชิงนันทนาการ ท่ีประสบความสาเร็จอย่างมีประสิทธิภาพของสวนนงนุชไม่ได้นามาเป็นแบบอย่างที่ดีให้กับองค์ กรทาง ท่องเที่ยวเชิงนันทนาการ ทาให้เกิดการสูญเปล่าและสร้างความเสียหายให้กับองค์กรทางการท่องเที่ยวราย อื่น ๆ ได้หาเกิดวิกฤตเศรษฐกจิ ดังนั้น หากได้ทราบถึงปัจจัยท่ีมีต่อความสาเร็จในการบริหารจัดการแหล่งท่องเที่ยวของสวนนงนุช พัทยาแล้ว จะสามารถนามาปรับใช้ในองค์กรทางการท่องเที่ยว จากความเป็นมาและความสาคัญของปัญหา ข้างต้น ทาให้ผู้วิจัยสนใจที่จะศึกษาปัจจัยที่มีต่อความสาเร็จในการบริหารจัดการแหล่งท่องเท่ียว เชิงนันทนาการ โดยใช้สวนนงนุชพัทยา จังหวัดชลบุรี เป็นกรณีศึกษา ซ่ึงข้อค้นพบจากการวิจัยในคร้ังน้ี จะนาไปเป็นข้อมูลให้หน่วยงานทางการท่องเที่ยวเชิงนันทนาการในสังคมนาไปเป็นแนวทางในการบริหาร จัดการในแหลง่ ทอ่ งเทย่ี วเชงิ นนั ทนาการใหป้ ระสบความสาเร็จ ต่อไป วัตถุประสงคก์ ารวจิ ยั 1. เพ่ือศึกษาปัจจัยที่มีต่อความสาเร็จในการบริหารจัดการท่องเที่ยวเชิงนันทนาการของสวนนงนุช พทั ยา จงั หวัดชลบรุ ี 2. เพื่อเปรียบเทียบปัจจัยท่ีมีต่อความสาเร็จในการบริหารจัดการท่องเที่ยวเชิงนันทนาการของ สวนนงนชุ พัทยา จงั หวัดชลบรุ ีจาแนกตามปจั จัยส่วนบุคคล 3. เพือ่ เสนอแนวทางการบริหารจัดการแหลง่ ท่องเที่ยวเชิงนันทนาการใหป้ ระสบความสาเร็จ
ทฤษฎีท่ีเกย่ี วขอ้ ง การบริหารจัดการ (Management) หมายถึง กระบวนการท่ีผู้บริหารปฏิบัติเพื่อนาไปสู่การบรรลุ ผลสาเร็จตามเป้าหมายขององค์การ อาศัยบุคลากรและทรัพยากรทางการบริหาร (Netpanna Yawirat, 2013, p.2) ซ่ึงมีความสาคัญในเร่ืองของการดาเนินงานขององค์การบรรลุวัตถุประสงค์ที่ตั้งไว้ (Koontz, 1972) ในกระบวนการบริหารจัดการที่มีคุณภาพน้ันจะต้องประกอบด้วยปัจจัยท้ังหลาย ได้แก่ คน เงิน วัสดุ ส่ิงของเป็นอุปกรณ์การบริหารจัดการ (Drucker, 1979, p. 142) ผ่านกระบวนการท่ีได้ทาการออกแบบไว้ เป็นขั้นเป็นตอน มีเป้าหมายสูงสุด คือ การทาให้องค์การประสบความสาเร็จผ่านหน้าท่ีหลัก 4 อย่าง คือ การวางแผน การจัดองคก์ าร การใชภ้ าวะผู้นา และการควบคุม (Bartol and Martin, 1991, p.6) สอดคล้อง กับผลการศึกษาของ ฉัตรชัย พฤกษ์อานวย (Chatchai Prukamnouy, 2014) ทาการศึกษาแนวทางการ บริหารธุรกิจ กรณีศึกษา บริษัท อาร์เอส จากัด (มหาชน) ท่ีพบว่า การบริหารธุรกิจภายใน บริษัท อาร์เอส จากัด (มหาชน) จึงประกอบไปด้วยปัจจัยสาคัญ คือ การบริหารจัดองค์กรเพ่ือการทางานที่มีประสิทธิภาพ ของบริษัท รวมถึงการแบ่งหน้าท่ีความผิดชอบในการทางานอย่างเป็นระบบ โดยใช้รูปแบบโครงสร้างหน้าท่ี การงานเฉพาะ นอกจากนั้นจะต้องมีกระบวนการเพื่อให้บรรลุจุดมุ่งหมายขององค์การ โดยใช้การวางแผน (Planning) การจัดองค์การ (Organizing) การชักนา (Leading) และการควบคุม (Controlling) มนุษย์ ซ่งึ สอดคล้องกับแนวคิด วิลาวรรณ รพีพิศาล (Wilawan Rapeephisan, 2011) กล่าวว่า เป็นการดาเนินงาน ขององคก์ รย่อมต้องการบุคลากรท่ีมคี วามรู้ ความสามารถ และประสบการณเ์ ปน็ พื้นฐาน เพ่ือสามารถควบคุม การดาเนินงานให้ทันกับการเปลี่ยนแปลงด้านต่าง ๆ รวมไปถึงต้องมีสภาพแวดล้อมทางกายภาพ การเงิน ทรัพยากรขอ้ มลู ขององคก์ ารได้อยา่ งมปี ระสทิ ธภิ าพ ขอบเขตของการวจิ ยั 1. ดา้ นประชากร และกล่มุ ตวั อย่าง ประชากรท่ีใช้ในการวิจัยครั้งนี้ ได้แก่ กลุ่มผู้บริหาร พนักงาน สวนนงนุชพัทยา รวมจานวน 420 คน (Human Resources Department, 2018) กลุ่มตัวอย่างท่ีใช้ในการวิจัยคร้ังน้ี ได้แก่ กลุ่มผู้บริหาร กลุ่มพนักงานสวนนงนุช พัทยา จาแนก ตามเพศ อายุ วุฒกิ ารศกึ ษา รายได้ ประสบการณ์ทางาน และประเภทตาแหน่งงาน เพอ่ื ให้ขนาดกลมุ่ ตวั อย่าง ที่ทาการศึกษาเป็นตัวแทนท่ีสามารถให้ข้อมูลเกี่ยวกับประชากรท่ีเช่ือถือได้ผู้วิจัยได้กาหนดขนาดของกลุ่ม ตัวอย่าง (Sample Size) โดยใช้ตารางของเครจซี่และมอร์แกน (Krejcie and Morgan, 1970 as cited in Boonchom Srisa – Ard, 1989) จากประชากรท่ใี ช้ จานวน 420 คน โดยผู้วจิ ัยยอมใหเ้ กิดความคลาดเคล่อื น ไม่เกิน ± 5% โดยเลือกความเช่ือม่ัน 95% หรือที่ระดบั นยั สาคัญทางสถติ ิท่ีระดบั .05 ไดข้ นาดกลุม่ ตัวอยา่ งใน การศึกษาครั้งน้ีมี จานวน 201 คน จากนั้นจาแนกจาแนกโดยการสุ่มแบบแบ่งชั้น (Stratified Sampling) และดาเนินการโดยใชก้ ารส่มุ ตวั อยา่ งแบบงา่ ย (Simple Random Sampling) 2. ดา้ นตวั แปรทีศ่ ึกษา ประกอบดว้ ย 2.1 ตัวแปรอิสระ ได้แก่ เพศ อายุ วุฒิการศึกษา รายได้ ประสบการณ์การทางาน และประเภท ตาแหน่งงาน 2.2 ตัวแปรตาม ได้แก่ ปัจจัยที่มีต่อความสาเร็จในการบริหารจัดการแหล่งท่องเท่ียวเชิงนันทนาการ ตามแนวคิดการบริหารจัดการของ Henri Fayol (Wirot Sanratana, 2012, p.15) กล่าวว่า หลักการบริหาร จัดการนนั้ สามารถนาไปใชไ้ ดเ้ ปน็ การทว่ั ไป ไมว่ า่ จะเป็นงานบรหิ ารจดั การของเอกชนหรอื ของรฐั
กรอบแนวคิดในการวิจยั ตัวแปรตาม ตวั แปรต้น ปจั จัยที่มีต่อความสาเร็จในการบรหิ ารจดั การแหล่ง ปัจจัยส่วนบคุ คล ท่องเที่ยวเชงิ นันทนาการ 1. เพศ 2. อายุ 1. ดา้ นบคุ ลากร (Man) 3. วฒุ กิ ารศึกษา 2. ดา้ นงบประมาณ (Money) 4.รายได้ 3. ด้านสถานท่ี วสั ดุ อุปกรณ์ (Materials) 5.ประสบการณ์การทางาน 4. ด้านวธิ ีการบริหารจดั การ (Method) 6.ประเภทตาแหน่งงาน แนวทางการบริหารจัดการแหล่งทอ่ งเทย่ี วเชงิ นนั ทนาการให้ประสบความสาเรจ็ ภาพที่ 1 กรอบแนวคดิ ในการวจิ ัย วธิ ีวิจยั ใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงปริมาณ (Quantitative Research) โดยเครื่องมือท่ีใช้ในการวิจัย เป็นแบบสอบถาม (Questionnaire) ที่ผู้วิจัยสร้างข้ึนสาหรับสอบถามความคิดเห็นต่อปัจจัยที่มีต่อความสาเร็จ ในการบริหาร จดั การแหล่งท่องเที่ยวเชิงนันทนาการสวนนงนุชพัทยา จังหวัดชลบุรี ซ่ึงแบ่งออกเป็น 4 ตอน ซึ่งเคร่ืองมือได้ ผ่านการตรวจสอบหาค่าความความสอดคล้องระหว่างข้อคาถามกับวัตถุประสงค์ (The Index of Item Objective Congruence) และได้ทดลองใช้ (Try Out) กับกลุ่มตัวอย่างแตไ่ ม่ใช่กลุม่ ตวั อยา่ ง จานวน 30 คน ไดค้ ่าสมั ประสทิ ธิ์ เท่ากบั .93 สรปุ ผลการวจิ ัย 1. การศึกษาความคิดเห็นต่อปัจจัยที่มีต่อความสาเร็จในการบริหารจัดการแหล่งท่องเที่ยว เชงิ นันทนาการสวนนงนชุ พทั ยา จังหวดั ชลบุรี ตารางที่ 1 แสดงค่าเฉล่ีย (������̅) ส่วนเบ่ียงเบนมาตรฐาน (S.D.) และระดับความคิดเห็นของบุคลากรต่อปัจจัย ที่มีต่อความสาเร็จในการบริหารจัดการแหล่งท่องเท่ียวเชิงนันทนาการสวนนงนุชพัทยา จังหวัด ชลบุรี โดยภาพรวมและรายดา้ น ด้านท่ี ด้าน ระดบั ความคิดเห็น 1 ดา้ นบคุ ลากร ������̅ S.D. แปลผล 2 ด้านงบประมาณ 3 ด้านสถานที่ วัสดุ อุปกรณ์ 3.97 0.72 มาก 4 ด้านวธิ ีการบรหิ ารจดั การ 4.07 0.69 มาก 4.05 0.70 มาก ภาพรวม 4.07 0.69 มาก 4.04 0.64 มาก
จากตารางที่ 1 พบว่า ความคิดเห็นของบุคลากรต่อปัจจัยที่มีต่อความสาเร็จในการบริหารจัดการ แหล่งท่องเท่ียวเชิงนันทนาการสวนนงนุชพัทยา จงั หวัดชลบรุ ี โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก (������̅ = 4.04), (S.D. = 0.64) เมื่อพิจารณาเป็นรายด้านเรียงลาดับตามค่าเฉลี่ยจากมากไปหาน้อย ได้แก่ ด้านงบประมาณ (������̅ = 4.07), (S.D. = 0.69) และด้านวิธีการบริหารจัดการ (������̅ = 0.69), (S.D. = 0.69) ซึ่งมีค่าคะแนนเฉลี่ยเท่ากัน รองลงมา ได้แก่ ด้านสถานที่ วัสดุ อุปกรณ์ (������̅ = 4.05), (S.D. = 0.70) และด้านที่มีค่าเฉล่ียน้อยท่ีสุด ได้แก่ ดา้ นบุคลากร (������̅ = 3.97), (S.D. = 0.72) ตามลาดับ 2. ตารางเปรียบเทียบความคิดเห็นปัจจัยที่มีต่อความสาเร็จในการบริหารจัดการแหล่งท่องเท่ียว เชิงนันทนาการสวนนงนุชพัทยา จังหวัดชลบุรี จาแนกตามปัจจัยส่วนบุคคล ได้แก่ เพศ อายุ วุฒิการศึกษา รายได้ ประสบการณก์ ารทางาน และประเภทตาแหน่งงานของบุคลากร ตารางที่ 2 แสดงผลเปรยี บเทียบค่าเฉล่ยี จาแนกตาม เพศ โดยภาพรวม ความคิดเห็นตอ่ ปจั จัยทม่ี ตี อ่ ความสาเร็จในการบรหิ ารจัดการ เพศชาย เพศหญิง tp แหลง่ ท่องเท่ยี วเชิงนนั ทนาการสวนนงนชุ พทั ยา จงั หวดั ชลบรุ ี -1.28 0.02* ������̅ S.D. ������̅ S.D. ภาพรวม 3.98 0.66 4.10 0.61 *p<.05 จากตาราง 2 พบว่า บคุ ลากรสวนนงนุชพทั ยาจาแนกตาม เพศ โดยภาพรวมและรายดา้ นแตกตา่ งกัน อยา่ งมนี ยั สาคญั ทางสถติ ทิ ่ี .05 ตารางที่ 3 แสดงการวิเคราะห์ความแปรปรวน จาแนกตาม อายุ โดยภาพรวม ตวั แปร แหล่งความแปรปรวน df SS MS F p ภาพรวม ระหว่างกลมุ่ 3 3.04 1.01 2.52 0.05* ภายในกล่มุ 197 79.2 0.40 รวม 200 82.2 *p<.05 จากตาราง 3 พบว่า บุคลากรสวนนงนชุ พัทยาจาแนกตาม อายุ โดยภาพรวมและรายดา้ นแตกต่างกัน อย่างมีนัยสาคัญทางสถิติที่ .05 จึงทาการทดสอบความแตกต่างเป็นรายคู่ โดยใช้วิธีเชฟเฟ่ (Scheffe’s Method) ตารางท่ี 4 แสดงผลทดสอบความแตกต่างรายคู่ ด้านบคุ ลากร จาแนกตามอายุ 20 – 30 ปี 31 – 40 ปี 41 – 50 ปี 51 – 59 ปี 60 ปีขนึ้ ไป 4.20 3.76 - อายุ ������̅ 3.81 4.19 20 – 30 ปี 3.81 0.38* *p<.05
จากตาราง 4 พบว่า เม่ือทดสอบความแตกต่างเป็นรายคู่ ด้านบุคลากร จาแนกตามอายุแตกต่างกัน อย่างมีนัยสาคัญทางสถิติท่ีระดับ .05 มีจานวน 1 คู่ ได้แก่ อายุ 31 – 40 ปี มีระดับค่าเฉลี่ยมากกว่า อายุ 20 – 30 ปี ตารางที่ 5 แสดงการวเิ คราะหค์ วามแปรปรวน จาแนกตามวฒุ กิ ารศึกษา โดยภาพรวม ตัวแปร แหล่งความแปรปรวน df SS MS F p ภาพรวม ระหว่างกลมุ่ 2 1.96 0.98 2.41 0.09 *p<.05 ภายในกลุม่ 198 80.3 0.40 200 82.2 รวม จากตาราง 5 พบว่า บุคลากรสวนนงนชุ พทั ยาจาแนกตามวฒุ ิการศกึ ษา โดยภาพรวม และรายด้านไม่ แตกตา่ งกนั ตารางที่ 6 แสดงการวิเคราะหค์ วามแปรปรวน จาแนกตาม รายได้ โดยภาพรวม ตวั แปร แหลง่ ความแปรปรวน df SS MS F p ภาพรวม ระหวา่ งกลมุ่ 3 6.58 2.19 5.71 .00* *p<.05 ภายในกลุ่ม 197 75.6 0.38 200 82.2 รวม จากตาราง 6 พบว่า บุคลากรสวนนงนุชพัทยาจาแนกตาม รายได้ โดยภาพรวมและรายด้านแตกต่าง กันอย่างมีนัยสาคัญทางสถิติท่ี .05 จึงทาการทดสอบความแตกต่างเป็นรายคู่ โดยใช้วิธีเชฟเฟ่ (Scheffe’s Method) ตารางท่ี 7 แสดงผลทดสอบความแตกต่างรายคู่ ด้านบุคลากร ด้านงบประมาณ ดา้ นวธิ กี ารบริหารจดั การ จาแนกตาม รายได้ ต่ากว่า10,000 บาท 10,000–19,999 บาท 20,000 – 29,999 บาท 30,000 ข้ึนไป รายได้ ������̅ 3.78 3.96 4.50 4.05 ตา่ กวา่ 3.78 0.72* 10,000 บาท *p<.05 จากตาราง 7 พบว่า เม่ือทดสอบความแตกต่างเป็นรายคู่ ด้านรายได้ จาแนกตามด้านบุคลากร ด้านบุคลากร ด้านงบประมาณ ด้านวิธีการบริหารจัดการ แตกต่างกันอย่างมีนัยสาคัญทางสถิติที่ระดับ .05 มจี านวน 2 คู่ ไดแ้ ก่ รายได้ 20,000 – 29,999 บาท มรี ะดับค่าเฉล่ยี มากกว่า รายไดต้ า่ กวา่ 10,000 บาท และ รายได้ 20,000 – 29,999 บาท มรี ะดับคา่ เฉลยี่ มากกว่า 10,000 – 19,999 บาท
ตารางที่ 8 แสดงผลทดสอบความแตกต่างรายคู่ ด้านสถานที่ วสั ดุ อปุ กรณ์ จาแนกตาม รายได้ รายได้ ������̅ ต่ากว่า 10,000 บาท 10,000 –19,999 บาท 20,000 – 29,999 บาท 30,000 ข้นึ ไป ตา่ กว่า 3.88 3.88 4.04 4.48 4.14 10,000 บาท *p < .05 0.59* จากตาราง 8 พบว่า เม่ือทดสอบความแตกต่างเป็นรายคู่แตกต่างกันอย่างมีนัยสาคัญทางสถิติ ท่ีระดับ .05 มีจานวน 1 คู่ ได้แก่ รายได้20,000 – 29,999 บาท มีระดับค่าเฉลี่ยมากกว่า รายได้ต่ากว่า 10,000 บาท ตารางที่ 9 แสดงการวิเคราะหค์ วามแปรปรวนจาแนกตามประสบการณ์การทางาน โดยภาพรวม ตวั แปร แหลง่ ความแปรปรวน df SS MS F p ภาพรวม ระหวา่ งกลมุ่ 2 4.55 2.27 5.80 0.00* *p<.05 ภายในกลุ่ม 198 77.7 0.39 200 82.2 รวม จากตาราง 9 พบว่า บุคลากรสวนนงนุชพัทยาจาแนกตามประสบการณ์การทางาน โดยภาพรวม แตกต่างกันอย่างมีนัยสาคัญทางสถิติที่ .05 จึงทาการทดสอบความแตกต่างเป็นรายคู่ โดยใช้วิธีเชฟเฟ่ (Scheffe’s Method) ตาราง 10 แสดงผลทดสอบความแตกต่างรายคู่ ด้านบุคลากร ด้านงบประมาณ ด้านสถานที่ วัสดุ อุปกรณ์ และดา้ นวธิ กี ารบรหิ ารจดั การ จาแนกตาม ประสบการณ์การทางาน ประสบการณก์ ารทางาน ������̅ น้อยกวา่ 5 ปี ต้ังแต่ 5 – 10 ปี มากกวา่ 10 ปี 3.86 4.19 3.97 นอ้ ยกวา่ 5 ปี 3.86 0.33* *p < .05 จากตาราง 10 พบว่า เมื่อทดสอบความแตกต่างเป็นรายคู่ จาแนกตามประสบการณ์การทางาน ด้านบุคลากร ด้านงบประมาณ ด้านสถานท่ี วัสดุ อุปกรณ์ และด้านวิธีการบริหารจัดการ แตกต่างกันอย่างมี นยั สาคัญทางสถิติที่ระดับ .05 มีจานวน 1 คู่ ได้แก่ ประสบการณ์การทางานตง้ั แต่ 5 – 10 ปี มีระดับค่าเฉลี่ย มากกว่าประสบการณก์ ารทางานน้อยกว่า 5 ปี
ตาราง 11 แสดงผลเปรยี บเทียบค่าเฉลี่ย จาแนกตามตาแหนง่ งาน โดยภาพรวม ความคดิ เห็นต่อปจั จยั ทมี่ ตี อ่ ความสาเรจ็ ในการบรหิ าร กลุม่ ผู้บรหิ าร กลุ่มพนกั งาน t p จัดการแหล่งท่องเทย่ี วเชงิ นันทนาการสวนนงนุชพทั ยา ������̅ S.D. ������̅ S.D. 0.18 จังหวัดชลบรุ ี 4.21 0.63 4.02 0.64 1.42 ภาพรวม *p<.05 จากตาราง 11 พบว่า บุคลากรสวนนงนชุ พทั ยาจาแนกตามตาแหน่งงาน โดยภาพรวมไม่แตกต่างกนั 3. แนวทางการบริหารจดั การแหล่งทอ่ งเที่ยวเชิงนนั ทนาการใหป้ ระสบความสาเรจ็ ผลการศึกษาพบว่า ในการบริการหารจัดแหล่งท่องเท่ียวเชิงนันทนาการให้ประสบความสาเร็จน้ัน จะต้องประกอบดว้ ย ปัจจัยสาคัญ 4 ประการ คือ 1. ปัจจัยด้านงบประมาณ โดยงบประมาณเป็นปัจจัยสาคัญในการพัฒนาและการจัดการแหล่งท่องเท่ียว ซ่ึงในการบริหารจัดการแหล่งท่องเท่ียวเชิงนนั ทนาการสวนนงนุชพัทยา จังหวัดชลบุรี จะต้องมีการจัดทาแผน การจัดซอ้ื จัดจา้ งทชี่ ัดเจนเพื่อใหเ้ กดิ การใช้งบประมาณท่ีมีอยู่อย่างคุ้มค่ามากทสี่ ดุ 2. ปัจจัยด้านวิธีการบริหารจัดการ ทั้งนี้เน่ืองจากการบริหารจัดการน้ันเป็นจุดต้ังต้นที่สาคัญท่ีสุด ในการท่ีจะจัดแหล่งท่องเท่ียวเชิงนันทนาการให้ประสบความสาเร็จ ดังนั้นจึงควรมีการแบ่งโครงสร้าง การบริหารงานในแต่ละหน่วยงานมีความชัดเจนมากที่สุด เพ่ือให้บุคคลกรแต่ละส่วนรับรู้ เข้าใจในหน้าที่ การทางาน 3. ปัจจัยด้านสถานที่ วัสดุ อุปกรณ์ ซ่ึงปัจจัยในด้านสถานที่ วัสดุ อุปกรณ์ เป็นพ้ืนฐานในการสร้าง ความสุขในการทางานใหก้ ับบุคลากร 4. ปัจจัยด้านบุคลากร โดยบุคลากรเป็นกลไกสาคัญในการขับเคล่ือน และพัฒนาองค์กรทุกองค์กร ดังนั้นกรท่ีจะสามารถบริหารจัดการแหล่งท่องเท่ียวเชิงนันทนาการให้ประสบความสาเร็จได้นั้น สวนนงนุช จะต้องมีการคัดเลือกและพัฒนาบุคลากรให้มีความรู้ในการใช้อุปกรณ์ในการทางาน และบุคลากรมีเพียงพอ ตอ่ ปรมิ าณงาน อภิปรายผล บุคลากรสวนนงนุชพัทยา จังหวัดชลบุรี ท่ีมีเพศ อายุ รายได้ ประสบการณ์การทางานต่างกัน มคี วามคิดเห็นต่อปจั จัยท่ีมตี ่อความสาเร็จในการบรหิ ารจดั การแหล่งท่องเท่ยี วเชงิ นนั ทนาการสวนนงนชุ พทั ยา จังหวัดชลบุรี โดยภาพรวมและรายด้านแตกต่างกัน ซ่ึงผลการศึกษาเป็นไปตามสมมติฐานท่ีตั้งไว้ โดยสอดคล้องกับแนวคิดของสุรพงษ์ เหมือนเผ่าพงษ์ (Surapong Muenphopong, 2007) ท่ีได้กล่าว ไว้ว่า ในการปฏิบัติงานด้วยดีหรือไม่นั้น เป็นปฏิบัติจะต้องการตอบสนองความต้องการภาพใน และภายนอก (Internal and External Need) ซงึ่ ได้รับการตอบสนองแล้วย่อมหน่ายการปฏบิ ัติงานได้อยา่ งมีประสิทธิภาพ ซึง่ ความตอ้ งการภายนอก ได้แก่ 1. รายไดห้ รือคา่ ตอบแทน 2. ตาแหนง่ ในการทางาน เปน็ ต้น แนวทางการบริหารจัดการแหล่งท่องเท่ียวเชิงนันทนาการให้ประสบความสาเร็จ ผลการศึกษา พบว่า ในการบริการหารจัดแหล่งท่องเท่ียวเชิงนันทนาการให้ประสบความสาเร็จนั้น จะต้องประกอบด้วย ปัจจยั สาคัญ 4 ประการ คือ
1. ปัจจัยด้านงบประมาณ โดยงบประมาณเป็นปัจจัยสาคัญในการพัฒนา และการจัดการแหล่ง ท่องเที่ยว ซึ่งในการบริหารจัดการแหล่งท่องเที่ยวเชิงนันทนาการสวนนงนุชพัทยา จังหวัดชลบุรี จะต้องมี การจัดทาแผนการจัดซื้อจัดจ้างที่ชัดเจนเพื่อให้เกิดการใช้งบประมาณที่มีอยู่อย่างคุ้มค่ามากที่สุด และ นอกจากนั้นจะต้องมีการวางแผนการบริหารจัดการให้เป็นระบบ มีทีมงาน มีกระบวนการพิจารณาการใช้ งบประมาณท่ีชัดเจนเหมาะสม เพื่อให้เกิดการบริหารจัดการงบประมาณที่มีประสิทธิภาพมากที่สุด ซึ่งผล การศึกษาสอดคล้องกับแนวคิดของธงชัย สันติวงษ์ (Thongchai Santiwong, 2010) และสมคิด บางโม (Somkid Bangmo, 2012a) ท่ีกล่าวว่า เงินทุน (Money) นับเป็นปัจจัยที่สาคัญท่ีให้การสนับสนุนในการ จัดหาทรัพยากร เพ่ือหล่อเล้ียงและเอื้ออานวยให้กิจกรรมขององค์การดาเนินไปโดยไม่ติดขัด และสอดคล้อง กับอจั ฉรา อันสมศรี (Atchara Unsomsri, 2015) ที่กล่าวว่า การเงนิ (Money) เปน็ ปัจจัยท่ีจาเป็นต้องอาศัย เงินทุนเพ่ือดาเนินกิจการ เน่ืองจากจาเป็นต้องมีการกกั ตุนสนิ ค้าเพื่อให้เพียงพอต่อการจาหน่ายอยู่ตลอดเวลา แตห่ ากจาเปน็ ทตี่ ้องใช้ เงินทนุ จานวนมากควรหาแหลง่ เงนิ ทนุ ท่มี ศี ักยภาพเพ่อื เพิม่ สภาพคล่องใหก้ บั ธุรกิจ 2. ปัจจัยด้านวิธีการบริหารจัดการ ท้ังน้ีเน่ืองจากการบริหารจัดการน้ันเป็นจุดต้ังต้นที่สาคัญที่สุด ในการที่จะจัดแหล่งท่องเที่ยวเชิงนันทนาการให้ประสบความสาเร็จ ดังนั้นจึงควรมีการแบ่งโครงสร้าง การบริหารงานในแต่ละหน่วยงานมีความชัดเจนมากท่ีสุด เพ่ือให้บุคคลกรแต่ละส่วนรับรู้ เข้าใจในหน้าท่ีการ ทางาน และความรับผิดชอบของตนเองให้เต็มท่ี โดยในการบริหารจัดการองค์กร ควรมีการประชาสัมพันธ์ถึง ภารกิจองค์กรเพื่อให้มีส่วนร่วมในการทางาน และมีขั้นตอนการปฏิบัติงานตามภารกิจให้พนักงานทุกคน ได้รับทราบ ได้มีส่วนร่วมในการออกความคิดเห็นเกี่ยวกับการพัฒนาในเร่ืองของการบริหารจัดการแหล่ง ท่องเที่ยวเชิงนันทนาการสวนนงนุชพัทยา จังหวัดชลบุรี ซึ่งสอดคล้องกับแนวคิดของ Pascale and Athos (1981) ที่กล่าวว่า วิธีการบริหารจัดการเป็นปัจจัยสาคัญต่อการขับเคล่ือนและพัฒนาองค์กร โดยกลยุทธ์ การดาเนินงานขององค์การ จะต้องทาการกาหนดกลยุทธ์และแผนในการดาเนินงานในการจัดองค์กรก่อน เพื่อดูรูปแบบโครงสร้างท่ีเหมาะสมต่อการจัดองค์กร ต้องมีการกาหนดรูปแบบการทางานของโครงสร้าง องค์กรในรูปแบบที่เหมาะสมกับองค์กรทาให้การดาเนินงานไปได้อย่างสม่าเสมอและมีประสิทธิภาพ ต้องมีระบบกระบวนการงาน (System) คือ เป็นการรวมกันขององค์ประกอบย่อย ๆ ที่ทาหน้าที่ของตนเอง และมีปฏิสัมพันธ์กันเพื่อดาเนินงานให้บรรลุจุดมุ่งหมายที่กาหนดไว้ และต้องมีการสร้างวัฒนธรรมในองค์กร ควรจะมกี ารกาหนดภาพของวฒั นธรรมองค์กรทสี่ ะท้อนผา่ นพฤติกรรมคนออกมาใหช้ ัดเจน รวมถึงมเี ปา้ หมาย คา่ นิยม หรือวิสยั ทศั น์รว่ ม (Super - ordinate Goals, Shared values or Shared Vision) คือ การกาหนด ทิศทางเปา้ หมาย ค่านยิ ม และวิสยั ทศั น์รว่ ม เพื่อใหบ้ คุ ลากรมองไปในทศิ ทางเดยี วกนั และมเี ปา้ หมายเดยี วกัน นอกจากน้ันยังสอดคล้องกับสมยศ นาวีการ (Somyot Naweesakarn, 2011) ท่ีได้กล่าวว่า กระบวนการ บริหาร ควรประกอบด้วย 4 ประการ คอื 1) การวางแผน หมายถึง การกาหนดเป้าหมายท่ีต้องการพิจารณาถึงความพร้อมขององค์การ ตลอดจนปัจจัยที่ช่วยให้องค์การหรือหน่วยงานบรรลุเป้าหมาย และจัดทาแผนงานขึ้นมาเพื่อดาเนินงาน โดยการวางแผน หน้าท่ีส่วนใหญ่จะรับผิดชอบโดยผู้บริหาร โดยอัจฉรา อันสมศรี (Atchara Unsomsri, 2015) กลา่ วเพ่ิมเติมว่าเจ้าของกิจการ (Owners) ผู้ประกอบการหรือเจ้าของกจิ การมอี ิทธิพลต่อการดาเนนิ ธรุ กิจหาก ธุรกิจมีกระบวนการที่รัดกุมและมีแบบแผนย่อมทาให้ธุรกิจมีความเจริญเติบโต ก้าวหน้า แต่ถ้าหากเจ้าของ กิจการไม่มีการวางแผนหรือไม่มีการควบคุมอย่างเป็นระบบก็อาจทาให้ธุรกิจล้มเหลว และไม่สามารถดาเนิน ธุรกจิ ตอ่ ไปได้ ดังนนั้ คณุ สมบตั ขิ องผู้ประกอบการเป็นสิ่งสาคัญ ท่ีจะต้องมีการพัฒนาตนให้เหมาะสมกบั อาชพี
2) การจัดองค์การ หมายถึง การให้รายละเอียดงานทุกอย่างท่ีต้องกระทาเพ่ือความสาเร็จ ของเป้าหมายขององค์การ การแบ่งปริมาณงานท้ังหมดเป็นกิจกรรมต่าง ๆ ท่ีสามารถปฏิบัติ ได้โดยบุคคล คนเดียวและการกาหนดกลไกลของการประสานงานของสมาชิกขององค์การ เพ่อื ทาใหเ้ ปน็ อันหนึ่งอนั เดียวกัน 3) การส่ังการ หมายถึง กระบวนการของการส่ังการและการใช้อิทธิพลต่อกิจกรรมต่าง ๆ ของสมาชิกของกลมุ่ 4) การควบคุม หมายถึง ความพยายามอย่างมีระบบเพื่อกาหนดมาตรฐานของการปฏิบัติงาน การออกแบบระบบข้อมูลย้อนกลับ การเปรียบเทียบผลการปฏิบัติงานท่ีเกิดข้ึนจริงกับมาตรฐานท่ีกาหนดไว้ ล่วงหน้า พิจารณาว่ามีข้อแตกต่างหรือไม่ และทาการแก้ไขใด ๆ ที่ต้องการเพ่ือเป็นหลักประกันว่าทรัพยากร ทุกอยา่ งขององคก์ ารได้ถูกใช้อยา่ งมปี ระสทิ ธภิ าพมากทีส่ ุด 3. ปัจจัยด้านสถานที่ วัสดุ อุปกรณ์ ซึ่งปัจจัยในด้านสถานที่ วัสดุ อุปกรณ์ เป็นพ้ืนฐานในการสร้าง ความสุขในการทางานให้กับบุคลากร ดังนั้นจึงควรมีการจัดการสถานที่ทางานให้เอ้ือต่อการทางานได้อย่าง สะดวก และควรมีบรรยากาศในสถานท่ีทางานมีความเหมาะสมมากที่สุด ซ่ึงสอดคล้องกับแนวคิดของธงชัย สันติวงษ์ (Thongchai Santiwong, 2010) และสมคิด บางโม (Somkid Bangmo, 2012b) ที่กล่าวว่า เคร่ืองจักร (Machine) คอื เครื่องจักร อุปกรณ์ที่จัดหาและซื้อมาอยา่ งพิถีพิถนั เพ่ือใช้ปฏิบัตงิ านให้เกิดประโยชน์ สูงสุดและคุ้มค่า ในขณะที่วัสดุสิ่งของ (Material) ถือเป็นปัจจัยท่ีมีปริมาณ และมูลค่าสูงไม่ต่างไปจากปัจจัย ตัวอื่น ๆ เพราะวัตถุดิบและสิ่งของเหล่านี้จะต้องมีการจัดหามาใช้ดาเนินการผลิต และสอดคล้องกับแนวคิด ของเทพพนม เมอื งแมน และสวิง สวุ รรณ (Theppanom Muangman and Swing Suwan, 1986) กลา่ วว่า บรรยากาศองค์การ หมายถึง ตัวแปรชนิดต่าง ๆ เมื่อนามารวมกันแล้วมีผลกระทบต่อระดับของการทางาน หรือการปฏิบัติงานของผู้ดาเนินงานภายในองค์การซึ่งองค์ประกอบต่าง ๆ ที่มีความสาคัญต่อบรรยากาศองค์การ ได้แก่ ลักษณะโครงสร้างขององค์การ กระบวนการที่ใช้ในองค์การการปฏิบัติงานในองค์การและความพอใจ ในงาน นอกจากน้ันยังสอดคล้องกับ วัลย์ลิกา สวัสดิ์นฤเดช (Wanliga Sawatnarudet, 2009) ท่ีกล่าวว่า สง่ิ แวดล้อมมีความสัมพันธ์กับทัศนคติ และพฤติกรรมในการทางานกลา่ วคือ หากผู้ปฏบิ ัติงานพอใจในสภาพแวดล้อม ของหน่วยงานที่ตนทางานอยแู่ ล้วเขาจะรสู้ กึ พอใจที่จะทางานน้ัน อย่างเต็มความสามารถจนทาให้เกดิ ประสทิ ธิภาพ และประสิทธิผลในท่ีสุด นอกจากน้ันยังสอดคล้องกับสมยศ นาวีการ (Somyot Naweesakarn, 2012) ท่ี กล่าวว่า บรรยากาศขององค์กรท่ีดีจะส่งผลให้บุคคลมีการทางานท่ีดียิ่งขึ้น และการที่จะสร้างให้เกิดบรรยากาศท่ีดี เหมาะแก่การทางานจะต้องประกอบด้วย การมกี ารบังคับบัญชาทด่ี ี การท่ีสมาชิกองคก์ รมีขวัญและกาลังใจใน การทางานดี รวมท้ังการท่ีองค์กรมีสภาพแวดล้อมทางกายภาพทางสังคมและทางจิตใจท่ีดีเพียงพอท่ีจะสร้าง เสริมให้เกิดบรรยากาศท่ีดีได้ 4. ปัจจัยด้านบุคลากร โดยบุคลากรเป็นกลไกสาคัญในการขับเคลื่อน และพัฒนาองค์กรทุกองค์กร ดังนั้นการท่ีจะสามารถบริหารจัดการแหล่งท่องเที่ยวเชิงนันทนาการให้ประสบความสาเร็จได้น้ัน สวนนงนุช จะต้องมีการคัดเลือก และพัฒนาบุคลากรให้มีความรู้ในการใช้อุปกรณ์ในการทางาน และบุคลากรมีเพียงพอ ต่อปริมาณงาน และส่งเสริมให้บุคลากรมีความสามัคคีและให้ความร่วมมอื ในการปฏิบัติงาน เพ่ือให้เกิดผลใน การพัฒนาในด้านการบริหารจัดการแหล่งท่องเท่ียวเชิงนันทนาการของสวนนงนุชพัทยา จังหวัดชลบุรี ให้ ประสบความสาเร็จได้มากท่ีสุด ซึ่งสอดคล้องกับแนวคิดของวิลาวรรณ รพีพิศาล (Wilawan Rapeephisan, 2011) ที่กล่าวว่า ในการดาเนินงานขององค์กรย่อมต้องการบุคลากรที่มีความรู้ ความสามารถ และ ประสบการณ์เป็นพื้นฐาน เพื่อสามารถควบคุมการดาเนินงานให้ทันกับการเปลี่ยนแปลงด้านต่าง ๆ ในขณะที่ Woodcock (1989) ไดก้ ล่าววา่ การพัฒนาบคุ ลากร (Individual Development) คอื การพัฒนาทกั ษะความรู้
ความสามารถของสมาชิกทีมให้โอกาสสมาชิกได้ใช้ทักษะความรู้ความสามารถที่มีในการทางานอย่างเต็มที่ นอกจากน้ันยังสอดคล้องกับ Gulick and Urwick (1939) ท่ีกล่าวว่า การบริหารงานบุคคลของหน่วยงาน ตั้งแต่การแสวงหา การบรรจุ แต่งต้ัง การฝึกอบรมและพัฒนา การบารุงขวัญ การเลื่อนขั้น ลดขั้น ตลอดจน การพิจารณาใหพ้ น้ จากตาแหน่งงานรวมทั้งการบารุงรักษาสภาพของการทางานที่ดีให้มีอยู่ตลอดไป ข้อเสนอแนะสาหรับงานวจิ ยั ในครงั้ ต่อไป 1. ควรศึกษาวิจัยเก่ียวกับแรงจูงใจในการทางานของบุคคลากรสวนนงนุชพัทยา จังหวัดชลบุรี เพ่ือเปน็ แนวทางในการสร้างแรงจูงใจในการทางาน และเพม่ิ ประสิทธภิ าพในการทางานใหส้ งู ข้นึ 2. ควรศึกษาคุณภาพชีวิตในการทางานและความผูกพันต่อองค์กรกับปัจจัยอ่ืน ๆ ซ่ึงจะก่อให้เกิด องค์ความรใู้ หม่ ๆ อนั จะเปน็ ประโยชนต์ อ่ การพฒั นาองค์กรและบุคลากรต่อไป References Atchara Unsomsri. (2015). Analysis of Japanese Restaurant Management in Mae Sot District, Tak Province (Master’s thesis), Chiang Mai University Bartol, K. M. & Martin, D. C. (1991). Management. New York: McGraw-Hill, Inc. Boonchom Srisa – Ard. (1989). Statistical methods for research. Bangkok: Srinakharinwirot University. Chatchai Prukamnouy. (2014). The study on business management method case RS Public Company Limited (Master’s thesis), Silpakorn University. Drucker. Peter F. (1979). The Effective Executive. New York: Harper and Row. Gulick and Urwick. (1939). Paper on the Science of Administration. New York: Institute of Public Administration, Columbia University. Human Resources Department. (2018). Executives of Nong Nooch Gardens Staff Group, Pattaya. Nong Nooch Village Company Limited. Koontz., H. D. (1972). Principle of Management. New York: Mc Graw- Hill. Netpanna Yawirat. (2013). Modern management (8th ed.). Bangkok: Company press Triple Group. Nittaradee Chaisa. (2012). The Opinion of Personnel towards Management Process in Chanthaburi Provincial Administrative Organization (Master’s thesis), Burapha University. Retrieved from http://digital_collect.lib.buu.ac.th/dcms/files/53930100/ title.pdf Pascale, R. and Athos, A. (1981). The art of Japanese management. London: Penguin Books. Somkid Bangmo. (2012a). Organization and management. Bangkok: Witthayaphat. ________. (2012b). Entrepreneurship (5th ed.). Bangkok: SK Books. Somyot Naweesakarn. (2011). Management for excellence. Bangkok: Bunnakit. ________. (2012). Strategic Management and Business Policy. Bangkok: Bannakit Publishing House.
Surapong Muenphopong. (2007). Factors Affecting the Performance of Investigation Officers in the Police Stations under the Metropolitan Police Bureau (Master’s thesis), National Institute of Development Administration. Theppanom Muangman and Swing Suwan. (1986). Organizational behavior. Bangkok: Wattana Panich Thai Printing House. Thongchai Santiwong. (2010). Consumer behavior in marketing (5th ed.). Bangkok: Thai Wattana Phanit Printing House. Wanligasawat Narudet. (2009). Working environment according to the views of government officials (Master’s thesis), Srinakharinwirot University Prasarnmit. Wilawan Rapeephisan. (2011). Basic knowledge in human resource management in Human Resource Management. Bangkok: Wichit Handicraft Printing House. Wirot Sanratana. (2012). Concepts, theories and issues for educational administration (8th ed.). Bangkok: Thipwisuth. Woodcock, M. (1989). Team Development Manual (2nd ed.). Great Britain: Billing and Son. Received: December, 7, 2019 Revised: May, 21, 2020 Accepted: May, 25, 2020
Received: August, 7, 2019 Revised: December, 21, 2020 Accepted: December, 25, 2019
ความคิดเหน็ ตอ่ การใหบ้ ริการวชิ าการและประเภทของการบรกิ ารวชิ าการ ของมหาวทิ ยาลัยการกีฬาแห่งชาติ วิทยาเขตสุพรรณบุรีของชมุ ชนเมอื งสุพรรณบรุ ี คมกรชิ ฆ้องนาโชค1, โสตถพิ ัฒน์ วรรณนุรักษ์1, เพมิ่ พร บุพพวงษ์2 ภาษา ทะรงั ศรี2, กษมา สขุ ุมาลจันทร์2 1คณะศลิ ปศาสตร์ มหาวทิ ยาลยั การกีฬาแหง่ ชาติ วทิ ยาเขตสพุ รรณบุรี 2คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลยั การกีฬาแห่งชาติ วทิ ยาเขตสุพรรณบรุ ี บทคดั ย่อ งานวิจยั เรื่อง ความคิดเห็นต่อการให้บริการวิชาการและประเภทของการบริการวิชาการของมหาวทิ ยาลัย การกีฬาแหง่ ชาติ วิทยาเขตสุพรรณบุรขี องชุมชนเมอื งสพุ รรณบุรี มวี ัตถุประสงคเ์ พือ่ 1) ศึกษาระดับความคดิ เห็น ต่อการให้บริการวิชาการของมหาวิทยาลัยการกีฬาแห่งชาติ วิทยาเขตสุพรรณบุรีของชุมชนเมืองสุพรรณบุรี 2) ศึกษาระดับความต้องการต่อประเภทของการบริการวิชาการของมหาวิทยาลัยการกีฬาแห่งชาติ วิทยาเขต สุพรรณบุรีของชุมชนเมืองสพุ รรณบรุ ี การวิจัยคร้งั น้ีเป็นการวิจยั เชิงปริมาณและคุณภาพ ซง่ึ ไดผ้ ่านการพจิ ารณา และให้การรบั รองจริยธรรมการวจิ ัยในมนุษย์ จากคณะกรรมการจริยธรรมการวจิ ัยในมนุษย์ สถาบันการพลศึกษา เคร่ืองมือในงานวิจัยคร้ังนี้เป็นแบบสอบถาม ได้ตรวจสอบคุณภาพของเครอื่ งมือจากผู้เชี่ยวชาญ จานวน 5 คน โดยการหาความเที่ยงตรงเชิงเนื้อหาด้วยวิธีการหาค่าดัชนีความสอดคล้อง มีค่าเท่ากับ 0.81 และใช้วิธีการ ของครอนบาค หาค่าความเชื่อมั่น มีค่าเทา่ กับ 0.75 จากนั้นได้นาไปทดลองใช้ และปรับปรุงเคร่ืองมือก่อนนามา เก็บข้อมูลจริง กลุ่มตัวอย่างท่ีใช้ในการวิจัยเลือกแบบเจาะจง คือ หัวหน้าส่วนราชการและผู้อานวยการ สถานศึกษา ในเขตเมืองสุพรรณบุรี ปีพ.ศ. 2560 จานวน 117 คน ประกอบไปด้วย หัวหน้าส่วนราชการ จานวน 50 คน และผู้อานวยการสถานศึกษา จานวน 67 คน วิเคราะห์ข้อมูลด้วยค่าร้อยละ (Percentage) ค่าเฉล่ีย (Mean) ค่าเบ่ยี งเบนมาตรฐาน (S.D.) และวิธกี ารวเิ คราะห์เน้ือหา (Content Analysis) ผลการวิจยั พบวา่ 1. ชุมชนเมืองสุพรรณบุรี มีความคิดเห็นต่อการให้บริการของมหาวิทยาลัยการกีฬาแห่งชาติ วิทยาเขต สุพรรณบุรี ทงั้ ในภาพรวมและรายด้านอยู่ในระดับมาก (������̅ = 4.21) 2. ชุมชนเมืองสุพรรณบุรี มีความต้องการต่อประเภทของการบริการวิชาการของมหาวิทยาลัยการกีฬา แหง่ ชาติ วทิ ยาเขตสุพรรณบุรี ทง้ั ในภาพรวมและรายดา้ นอยู่ในระดับมาก (������̅ = 4.11) 3. ข้อเสนอแนะอ่ืน ๆ ท่ีชุมชนเมืองสุพรรณบุรีมีความคิดเห็นต่อการให้บริการวิชาการและประเภท ของการบริการวิชาการของมหาวิทยาลัยการกีฬาแห่งชาติ วิทยาเขตสุพรรณบุรี พบว่า ชุมชนต้องการให้ มหาวิทยาลัยการกีฬาแห่งชาติ วิทยาเขตสุพรรณบุรี ให้บริการวิชาการเคล่ือนท่ีให้เข้าถึงชุมชนห่างไกลที่ขาด โอกาสในการเข้าถึงบริการภาครัฐ เน้นเร่ืองวิทยาศาสตร์การกีฬาที่เหมาะสมกับวิถีชีวิต เพื่อสุขภาพกายท่ีดี โดยเฉพาะผ้สู ูงอายแุ ละชุมชนต้องการให้มหาวทิ ยาลยั การกีฬาแห่งชาติ วิทยาเขตสุพรรณบรุ ี ส่งเสรมิ กิจกรรม การออกกาลงั กายให้มีความหลากหลาย และให้มคี วามสมั พันธ์กบั ด้านสุขภาพของประชาชน คาสาคญั : ความคิดเหน็ การใหบ้ ริการ ประเภทของการบริการวชิ าการ ชมุ ชนเมอื งสพุ รรณบรุ ี Corresponding Author: คมกริช ฆ้องนำโชค คณะศลิ ปศำสตร์ มหำวิทยำลยั กำรกฬี ำแหง่ ชำติ วทิ ยำเขตสุพรรณบรุ ี Email: [email protected]
THE OPINION TOWARD PROVIDED SERVICE AND TYPE OF ACADEMIC SERVICE OF THAILAND NATIONAL SPORTS UNIVERSITY SUPHAN BURI CAMPUS OF SUPHAN BURI URBAN COMMUNITY Komkrit Kongnamchok1, Sodtipat Wannanurak1, Permporn Buppavong2 Pasa Tharangsri2, and Kasama Sukhumalchan2 1Faculty of Liberal Arts, Thailand National Sports University Suphan Buri Campus 2Faculty of Education, Thailand National Sports University Suphan Buri Campus Abstract The research namely “The opinion toward provided service and type of academic service of Thailand National Sports University Suphan Buri Campus of Suphan Buri urban community” was conducted to study the opinion toward provided service of Thailand National Sports University Suphan Buri Campus of Suphan Buri urban community, and demand of type of academic service of Thailand National Sports University Suphan Buri Campus. This research was designed in a quantitative and qualitative research with ethics approval in human related research by ethics of human related research committee from Institution of Physical Education. The questionnaire was applied as a tool for collecting data, approved by 5 experts, the content validity of which was 0.81 and adapted Cronbach method to find reliability which equal to 0.75. Then, the questionnaire was taken to the try - out before start collecting data. The samples were selected by purposive sampling including 50 heads of government sector organizations and 67 directors of educational institutions in Suphan Buri in 2017. The data analysis was conducted by Percentage, Mean, S.D., and Content Analysis. The research results demonstrated as follows: 1. Suphan buri urban community’s opinion toward an academic service of Thailand National Sports University Suphan Buri Campus both in overall and separated aspects was at a high level (������̅ = 4.21). 2. Suphan buri urban community’s opinion toward demand of type of academic service of Thailand National Sports University Suphan Buri Campus both in overall and separated aspects was at a high level (������̅ = 4.11). 3. Other recommendations from the community regarding provided service and type of academic service of Thailand National Sports University Suphan Buri Campus were found that the community requested the university to provide mobile academic services for reaching a remote area lacking chances to get any services from the government sector. Moreover, sport sciences services were found to comply with people in the community lifestyle for being healthy, especially for the elderly. Lastly, the community required the university to promote a variety form of exercises that fit with their well - being. Keywords: Opinion, Service, Type of academic service, Suphanburi urban comunity Corresponding Author: komkrit kongnamchok Faculty of Liberal Arts, Thailand National Sports University Suphan Buri Campus. Email: [email protected]
บทนา การบริการวิชาการแก่สังคม หมายถึง กิจกรรมหรือโครงการให้บริการแกส่ ังคมภายนอกสถาบันการศึกษา หรือเป็นการบริการที่จัดในสถาบันการศึกษาโดยมีบุคคลภายนอกเข้ามาใช้บริการ คาว่า “การบริการวิชาการแก่ ชุมชน” (Community Services) มีการใช้คาท่ีมีความใกล้เคียงกันในหลาย ๆ คา เช่น การบริการวิชาการแก่สังคม การบริการสังคม การบริการวิชาการ เป็นต้น ถึงแม้จะมีการเรียกคาที่แตกต่างกัน แต่การบริการวิชาการแก่ ชุมชน เป็นพันธกิจหลักท่ีสาคัญประการหน่ึงของสถาบันอุดมศึกษาทุกแห่ง โดยบุคลากรทุก ๆ คนในสถาบัน อุดมศึกษามีความรับผิดชอบร่วมกัน การบริการวิชาการแก่ชุมชนเป็นกระบวนการท่ีสาคัญในการนาองค์ความรู้ ท่ีหน่วยงานนั้น ๆ มีความเชี่ยวชาญนาไปสู่กระบวนการเผยแพร่ ถ่ายทอดสู่ชุมชน ในรูปแบบโครงการ หรือ กิจกรรมต่าง ๆ โดยคานึงถึงความต้องการของชุมชนน้ัน ๆ เป็นสาคัญ (Office of the Higher Education Commission, 2010) การบริการวิชาการแก่สังคม หมายถึง การที่สถานศึกษาระดับอุดมศึกษามีการให้บริการวิชาการที่ ครอบคลุมกลุ่มเป้าหมายทเ่ี ฉพาะเจาะจงท้ังในประเทศและต่างประเทศ ซ่งึ อาจให้บริการโดยการใช้ทรัพยากรของ สถานศึกษาหรือใช้ทรัพยากรร่วมกันท้ังในระดับสถาบันและระดับบุคคลในหลายลักษณะ อาทิ การให้คาปรึกษา การศึกษา วิจัยค้นคว้า เพื่อแสวงหาคาตอบให้กับสังคม การฝึกอบรมระยะสั้นต่าง ๆ การจัดให้มีการศึกษา ต่อเนื่อง บริการศิษย์เก่า และประชาชนท่ัวไป การให้บริการทางวิชาการนี้สามารถจัดในรูปแบบการให้บริการ แบบให้เปล่าด้วยสานึกความรับผิดชอบของความเป็นสถานศึกษาระดับอุดมศึกษาในฐานะเป็นท่ีพึ่งของสังคม หรือเป็นการให้บริการเชิงพาณิชย์ที่ให้ผลตอบแทนเป็นรายได้ หรือเป็นข้อมูลย้อนกลับมาพัฒนาและปรับปรุง เพ่ือให้เกิดองค์ความรู้ใหม่ การให้บริการทางวิชาการโดยการถ่ายทอดเทคโนโลยีและองค์ความรู้ใหม่ที่เป็น ประโยชน์ เป็นท่ีพึ่งและแหล่งอ้างอิงทางวิชาการ ตลอดจนส่งเสริมการมีบทบาททางวิชาการและวิชาชีพ ในการตอบสนอง ชี้นา และเตือนสติสังคมของสถานศึกษาระดับอุดมศึกษาโดยคานึงถึงความรับผิดชอบต่อ สาธารณะ (Office for National Education Standards and Quality Assessment, 2011) สถาบันอุดมศึกษามีการให้บริการทางวิชาการท่ีครอบคลุมกลุ่มเป้าหมายท้ังในวงกว้าง และ กลุ่มเป้าหมายในหลายลักษณะ อาทิ การให้คาปรึกษา การศึกษาวิจัย การค้นคว้าเพื่อแสวงหาคาตอบให้ กับสงั คม การให้บริการฝึกอบรมหลักสูตรระยะส้ันต่าง ๆ การจัดให้มีการศึกษาต่อเน่ืองบริการแก่ประชาชนท่ัวไป การให้บริการทางวิชาการน้ี สามารถจัดในรูปแบบของการให้บริการแบบให้เปล่าหรือเป็นการให้บริการเชิง พาณิชย์ที่ให้ผลตอบแทนเป็นรายได้หรือเป็นข้อมูลย้อนกลับมาพัฒนาและปรับปรุงเพื่อให้เกิดองค์ความรู้ใหม่ (Ministry of Education, 2011) ปัจจุบันความรู้และภูมิปัญญาสร้างสรรค์เป็นปัจจัยสาคัญในการพัฒนาทั้งในระดับปัจเจกบุคคล และ ระดับองค์กร แต่ท่ามกลางสภาพความไม่แน่นอน หลากหลาย ละเอียดอ่อน ซับซ้อน ความรู้ที่ใช้ได้ในช่วงเวลา หน่ึงอาจจะใช้ไม่ได้และหมดความหมายไปอย่างรวดเร็วในอีกช่วงเวลาหนึ่ง ดังน้ัน คลังความรู้หรือขุมความรู้ จงึ ถูกหยิบยกข้ึนมาพูดถึงกันอย่างกว้างขวาง ในฐานะที่เป็นเครื่องมือสาคัญต่อการขับเคล่ือนกระบวนการจัดการ ความรู้อย่างมีพลัง และยังเป็นกลไกเสริมแรงในการยกระดับฐานความรู้เพื่อมุ่งสู่การเป็นสังคมแห่งภูมิปัญญา อีกด้วย ดว้ ยเหตุดังกล่าวสงั คมจึงแสวงหาคลังความรู้เพื่อทาหน้าท่ีเป็นขุมกาลังแห่งภูมิปัญญา สถาบนั อุดมศกึ ษา ท่ัวโลกจึงเป็นองค์กรหนึ่งที่ได้รับการคาดหวังให้ทาหน้าท่ีสมองของสังคมด้วยการผลิตบัณฑิต ผลิตงานวิจัย บรกิ ารวชิ าการแกส่ งั คม และทานบุ ารงุ ศลิ ปวัฒนธรรม (Anuchart Puangsumlee, 2007) สถาบันอุดมศึกษาจึงควรปรับเปลี่ยนบทบาทและแนวคิดจากเดิมที่เชื่อม่ันว่าตนเองมีความเป็นเลิศ เป็น บทบาทในการถ่ายทอดความรู้ (Teaching) พฒั นาองคค์ วามรู้ (Research) รวมไปถงึ การให้ความรู้นน้ั เช่ือมโยง
และเป็นประโยชน์ต่อสังคม (Extension) และเชื่อมโยงกับสังคม (Social Relevance) มหาวิทยาลัยไม่ควร เป็น “ศูนย์กลางของความรู้” (Center of Knowledge) ในเชิงพาณิชย์เพียงอย่างเดียว แต่ควรพัฒนาบทบาท เป็น “ศูนย์กลางของปัญญา” (Center of Wisdom) ท่ีเรียนรู้จากสังคม เข้าใจความจาเป็นของสังคม และมีส่วน ร่วมรับผิดชอบต่อสังคมหรือประเทศชาติ เป็นการพัฒนาเชิงคุณภาพ มุ่งเน้นความเป็นเลิศทางวิชาการ (Academic Excellence) สอดคล้องกับแนวคิดของสานักงานเลขาธิการสภาการศึกษากระทรวงศึกษาธิการ ท่ีมีต่อเป้าหมายการปฏิรูปการอุดมศึกษาไทยว่าเป็นไปเพื่อให้สถาบันอุดมศึกษาเป็นขุมกาลังทางวิชาการ ในการสรา้ งความเข้มแข็งให้แกช่ มุ ชน (Office of the Education Council: ONEC, 2014) การบริการวิชาการแก่สังคมเป็นหนึ่งในพันธกิจของอุดมศึกษาที่จะช่วยสนับสนุนบทบาทการเป็น ขุมกาลังทางวิชาการเพ่ือสร้างความเข้มแข็งให้แก่ชุมชน อีกท้ังการบริการวิชาการแก่สังคมยังเป็นส่ิงที่ถูกระบุ อยู่ภายใต้กฎกระทรวงว่าด้วยระบบ หลักเกณฑ์ และวิธีประกันคุณ ภาพการศึกษาภายในสถานศึกษา ระดับอุดมศึกษา และเป็นองค์ประกอบคุณภาพการศึกษาระดับอุดมศึกษาท่ีสาคัญ ดังน้ันการบริการวิชาการ แก่สงั คมจงึ เปน็ หนา้ ท่จี าเปน็ ท่ีสถาบันอดุ มศึกษาจะต้องทาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ตามกฎหมาย จากแนวคิดข้างต้นจะเห็นได้ว่าภาพของการบริการวิชาการแก่สังคมของสถาบันอุดมศึกษานั้น เป็นภาพท่ีสะท้อนให้เห็นถึงเจตนาท่ีดีของสถาบันอุดมศึกษาที่มีต่อสังคม ซ่ึงเป็นสิ่งท่ีควรยกย่องแต่ปัญหา ประการสาคัญอีกประการหนึ่งของการบริการวชิ าการแกส่ ังคม คือ ปัญหาเร่ืองการตคี วามการบรกิ ารวชิ าการ แก่สังคมยังคับแคบเกินไป กล่าวคือ การตีความ “การบริการวิชาการ” โดยมองว่า \"การบริการวิชาการแก่ สังคมเก่ียวข้องกับ “หน่วยให้บริการ” และ“หน่วยรับบริการ” โดยหน่วยให้บริการนั้นคือสถาบันอุดมศึกษา ต่าง ๆ เช่น มหาวิทยาลัย วิทยาลัย เป็นต้น ส่วนหน่วยรับบริการน้ัน คือ ภาคสังคมหรือชุมชนต่าง ๆ ท่ีอยู่ ภายนอกสถาบันอุดมศึกษา เม่ือตีความเช่นนี้ สถาบันอุดมศึกษาได้กลายเป็นศูนย์กลางทางวิชาการท่ีมีหน้าที่ เผยแพร่ความรู้ต่าง ๆ แก่สังคมภายนอก ส่วนสงั คมภายนอกเองกม็ ีหน้าท่ีรับท้ัง ๆ ที่อาจไม่อยากจะรับหรือไม่ ร้ดู ้วยซ้าว่ามีใครเอาอะไรมาให้หรืออีกนัยหนึ่ง คือ ครูมาขอความร่วมมือ หรือมีอะไรมาให้ก็รบั ๆ ไปก็เท่าน้ัน หากเราตีความการบริการวิชาการแก่สังคมเช่นท่ีกล่าวมานี้ อาจจะทาให้สถาบันอุดมศึกษาอยู่ในภาวะ “ลอยตวั อยู่เหนือสังคม” (Sippanondha Ketudat, 2009) มหาวิทยาลัยการกีฬาแห่งชาติ วิทยาเขตสุพรรณบุรี เป็นสถาบันอุดมศึกษาที่ยึดภารกิจหลัก 4 ภารกิจ ในการบริหารงานของสถาบัน ตามที่สานักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษาได้กาหนดไว้ ซึ่งหน่ึงในภารกิจท่ี สาคัญของสถาบันอุดมศึกษาที่ได้กล่าวมาแล้ว คือ “การบริการวิชาการแก่สังคม” และสถาบันก็ให้ความสาคัญ กบั การดาเนินงานตามภารกิจดังกล่าวโดยจัดให้มงี านบริการวชิ าการ ทาหน้าที่รับผิดชอบภารกิจดังกล่าวโดยตรง อีกทั้งได้กาหนดขอบข่ายหน้าที่งานไว้อย่างชัดเจน แต่การดาเนินงานตามภารกิจดังกล่าว ซ่ึงเป็นไปตามหลักการ ท่ีสานักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษาได้กาหนดไว้น้ัน อาจเป็นการบริการวิชาการที่ยังไม่สอดคล้องกับ ความต้องการของชุมชนอย่างแท้จริง หากได้มีการวิเคราะห์ความต้องการที่แท้จริงของชุมชนต่อการรับบริการ จากสถาบันอุดมศึกษาจะช่วยให้การบริการวิชาการแก่สังคมของสถาบันอุดมศึกษามีคุณค่าและสอดคล้องกับ ความตอ้ งการของผรู้ ับบริการมากยิ่งขนึ้ ท้ังน้ี การบริการวิชาการแก่สังคมเป็นหนึ่งในภารกิจสนองนโยบายของรัฐในการบริการวิชาการแก่สังคม ซง่ึ มหาวิทยาลัยการกีฬาแห่งชาติ วิทยาเขตสุพรรณบุรี เป็นแหล่งรวมทรพั ยากรบคุ คลของชุมชน และองค์ความรู้ ทุกสาขาท้ังในด้านวิทยาศาสตร์การกีฬา วิทยาศาสตร์สุขภาพ พลศึกษา นันทนาการ โดยมีการดาเนินงานตาม พันธกจิ หลกั 5 ด้าน คอื 1. ผลิตและพฒั นาบคุ ลากรด้านศาสตร์การกีฬา
2. วิจยั และพฒั นาองค์ความรู้ นวตั กรรม ดา้ นศาสตรก์ ารกีฬา 3. บริการวิชาการแกส่ ังคม 4. ทะนบุ ารงุ ศิลปวัฒนธรรม การละเลน่ พื้นบา้ นและกีฬาไทย 5. สง่ เสรมิ และพัฒนานกั ศึกษาให้มีศักยภาพด้านกีฬาสูงสดุ ของแตล่ ะบุคคล มหาวิทยาลัยการกีฬาแห่งชาติ วิทยาเขตสุพรรณบุรี ได้ให้ความสาคัญต่อภารกิจด้านการบริการวิชาการ แก่สังคมอย่างมาก เน่ืองจากมหาวิทยาลัยการกีฬาแห่งชาติ วิทยาเขตสุพรรณบุรี ได้วางแผนบริการชุมชนไว้ ตลอด 4 ปี เพ่ือนาแผนที่วางไว้ออกไปให้บริการชุมชน และนาปัญหาท่ีพบจากการให้บริการชุมชนมาปรับปรุง พัฒนาทุก ๆ ปี การให้บริการทางวิชาการและวิชาชีพแก่สังคมมหาวิทยาลัยการกีฬาแห่งชาติ วิทยาเขต สพุ รรณบรุ ี มีวตั ถุประสงค์ ดังน้ี 1. ให้บริการทางวิชาการและวิชาชีพแก่สังคมตามพันธกิจของมหาวิทยาลัยการกีฬาแห่งชาติ วิทยาเขต สพุ รรณบุรี 2. ตอบสนองความต้องการของชมุ ชนและสงั คม 3. สร้างองคค์ วามรู้ในการบรู ณาการพันธกิจด้านอื่น ๆ เขา้ กับการบรกิ ารวชิ าการและวชิ าชีพแก่สังคม มหาวิทยาลัยการกีฬาแห่งชาติ วิทยาเขตสุพรรณบุรี เป็นสถาบันชั้นนาท่ีผลิตและพัฒนาบุคลากรทาง พลศึกษา วิทยาศาสตร์การกีฬา วิทยาศาสตร์สุขภาพ นันทนาการ และบุคลากรในด้านท่ีเกี่ยวข้อง มีภารกิจใน การทาการสอน ทาการวิจัย ให้บริการวิชาการ การให้บรกิ ารชุมชน การใช้และพัฒนาเทคโนโลยีเสริมสร้างสังคม แห่งการเรียนรู้แก่ท้องถิ่น ส่งเสริมสนับสนุนการจัดการศึกษาสาหรับบุคคลที่มีความสามารถพิเศษทางกีฬา นันทนาการ และบุคคลท่ีมีความบกพร่องทางร่างกาย รวมถึงการทะนุบารุงศิลปวัฒนธรรม การละเล่นพื้นบ้าน และกีฬาไทย จากความสาคัญของพันธกิจด้านการบริการวิชาการของสถาบันอุดมศึกษา ผนวกกับการตีความ การบริการวิชาการแก่สังคมแบบลอยตัวอยู่เหนือสังคม ซ่ึงอาจหมายความว่าสถาบันอุดมศึกษามองว่าตัวเองเป็น ศูนย์กลางแห่งความรู้ทางวิชาการท่ีมีศักยภาพสูงกว่าสังคม แต่ยังขาดความเข้าใจในโลกความเป็นจริงของสังคม และชุมชน และมหาวิทยาลัยการกีฬาแห่งชาติ วิทยาเขตสุพรรณบุรี ได้ดาเนินงานด้านบริการวิชาการแก่สังคม เป็นประจาทุกปีแต่ยังไม่เคยติดตามผลการดาเนินการด้านการบริการวิชาการแก่ชุมชนอย่างเป็นทางการ เพ่ือให้ การดาเนินการเป็นไปตามพันธกิจอย่างมีประสิทธิภาพ ด้วยเหตุผลดังกล่าวผู้วิจัยจึงได้ศึกษาความคิดเห็นต่อ การให้บริการวิชาการและประเภทของการบริการวิชาการของมหาวิทยาลัยการกีฬาแห่งชาติ วิทยาเขต สุพรรณบุรขี องชมุ ชนเมืองสุพรรณบรุ ี เพื่อเปน็ คาตอบต่อปัญหาทก่ี ล่าวมาข้างต้น และคาตอบดังกล่าวยังสามารถ ใช้เป็นแนวทางในการจัดบริการวิชาการเพ่ือตอบสนองความต้องการแกช่ ุมชนอย่างถูกต้องอีกดว้ ย วตั ถปุ ระสงคข์ องการวิจยั 1) ศึกษาระดับความคิดเห็นต่อการให้บริการวิชาการของมหาวิทยาลัยการกีฬาแห่งชาติ วิทยาเขต สพุ รรณบุรขี องชุมชนเมืองสุพรรณบุรี 2) ศึกษาระดับความต้องการต่อประเภทของการบริการวิชาการของมหาวิทยาลัยการกีฬาแห่งชาติ วทิ ยาเขตสพุ รรณบุรีของชุมชนเมืองสุพรรณบุรี
วิธดี าเนินการวิจยั การวิจัยความคิดเห็นต่อการให้บริการวิชาการและประเภทของการบริการวิชาการของมหาวิทยาลัย การกีฬาแห่งชาติ วิทยาเขตสุพรรณบุรีของชุมชนเมืองสุพรรณบุรี คร้ังนี้ เป็นการวิจัยแบบผสมผสานระหว่าง การวจิ ยั เชงิ ปริมาณ (quantitative research) และการวจิ ยั เชิงคณุ ภาพ (qualitative research) ประชากรและกลุ่มตวั อยา่ ง 1. ประชากร คือ หัวหน้าส่วนราชการ และผู้อานวยการสถานศึกษา ในเขตเมืองสุพรรณบุรี ในปี 2560 รวม 117 คน 2. กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย ผู้ให้ข้อมูลคนสาคัญท่ีใช้ในการศึกษาคร้ังนี้ ได้จากการสุ่มด้วยวิธีการ คัดเลือกแบบเจาะจง ประกอบด้วย หัวหน้าส่วนราชการ จานวน 50 คน และผู้อานวยการสถานศึกษา จานวน 67 คน เครอื่ งมอื ท่ีใชใ้ นการวิจยั 1. ศึกษาแนวคิด ทฤษฎี เอกสาร งานวิจัย เพ่ือกาหนดกรอบแนวคิดการวิจัย ผู้วิจัยศึกษาแนวคิด ทฤษฎี เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องท้ังในประเทศและต่างประเทศทางด้านการบริการวิชาการ แล้วจึง นามาวิเคราะห์/สงั เคราะห์ เพอ่ื กาหนดกรอบแนวคดิ ในการวิจัยและสรา้ งเครื่องมือทใ่ี ช้ในการวิจัย 2. การออกแบบเครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล เครื่องมือที่ใช้เก็บข้อมูลในการวิจัยครั้งน้ี เป็นแบบสอบถาม ศึกษาความคิดเห็นต่อการให้บริการวิชาการและประเภ ทของการบริการวิชาการ ของ มหาวทิ ยาลยั การกีฬาแห่งชาติ วทิ ยาเขตสุพรรณบรุ ขี องชุมชนเมืองสพุ รรณบรุ ี ทแี่ บง่ เป็น 5 ตอน ดงั นี้ ตอนที่ 1 แบบสอบถามข้อมูลท่ัวไปของผู้ตอบแบบสอบถาม เป็นแบบเลือกตอบ (Check List) จานวน 2 ข้อ ตอนท่ี 2 แบบสอบถามความคิดเห็นต่อการให้บริการวิชาการของมหาวิทยาลัยการกีฬาแห่งชาติ วิทยาเขตสุพรรณบุรีของชุมชนเมืองสุพรรณบุรี 5 ด้าน เป็นแบบมาตราส่วนประมาณค่า (Rating Scales) 5 ระดับ จานวน 30 ข้อ ดังนี้ 1. ดา้ นความนา่ เชอื่ ถือของบริการ จานวน 7 ขอ้ 2. ดา้ นความมั่นใจ จานวน 4 ข้อ 3. ด้านสงิ่ ท่ีสามารถจบั ต้องได้ จานวน 7 ข้อ 4. ดา้ นความใส่ใจ จานวน 5 ข้อ 5. ดา้ นการตอบสนองความต้องการของผรู้ บั บรกิ าร จานวน 7 ขอ้ โดยมีเกณฑ์การให้คะแนนข้อคาถามดงั นี้ ระดับความต้องการ คะแนน ตอ้ งการมากทสี่ ดุ 5 ต้องการมาก 4 ต้องการปานกลาง 3 ตอ้ งการนอ้ ย 2 ตอ้ งการน้อยทีส่ ดุ 1 ตอนที่ 3 ความคิดเห็นและข้อเสนอแนะเพิ่มเติมด้านความต้องการอ่ืน ๆ ของชุมชนเมืองสุพรรณบุรี ต่อการให้บรกิ ารวชิ าการ ลกั ษณะขอ้ คาถามเปน็ คาถามแบบปลายเปิด
ตอนท่ี 4 แบบสอบถามประเภทของการบริการวิชาการของมหาวิทยาลัยการกีฬาแห่งชาติ วิทยาเขต สุพรรณบุรีของชุมชนเมืองสุพรรณบุรี เป็นแบบมาตราส่วนประมาณค่า (Rating Scales) 5 ระดับ จานวน 19 ขอ้ ประกอบดว้ ย 1. ด้านศกึ ษาวิจัย พร้อมใหค้ าปรกึ ษาแนะนาในสาขาทเี่ ก่ยี วข้อง จานวน 5 ขอ้ 2. ดา้ นจัดหลักสตู รอบรมตา่ ง ๆ จานวน 7 ขอ้ 3. ด้านอืน่ ๆ จานวน 7 ขอ้ โดยมีเกณฑ์การให้คะแนนข้อคาถามดงั น้ี ระดบั ความต้องการ คะแนน ตอ้ งการมากท่สี ุด 5 ต้องการมาก 4 ตอ้ งการปานกลาง 3 ต้องการน้อย 2 ต้องการนอ้ ยทีส่ ดุ 1 ตอนที่ 5 ความคิดเห็นและข้อเสนอแนะเพ่ิมเติมด้านความต้องการอ่ืน ๆ ต่อประเภทการบริการ วิชาการของมหาวิทยาลัยการกีฬาแห่งชาติ วิทยาเขตสุพรรณบุรี ของชุมชนเมืองสุพรรณบุรี ลักษณะ ขอ้ คาถามเปน็ คาถามแบบปลายเปดิ 3. การสร้างเคร่ืองมอื และการหาคุณภาพเคร่อื งมือ การสร้างและการหาคุณภาพเครอ่ื งมือเพ่อื รวบรวมข้อมลู ผู้วิจยั ได้ดาเนินการ ดงั นี้ 3.1 ศึกษา ค้นคว้าเอกสาร ทฤษฎีและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องเพ่ือรวบรวมข้อมูล และรายละเอียด ตา่ ง ๆ เพ่ือเป็นแนวทางในการสรา้ งเคร่ืองมือ 3.2 สร้างแบบสอบถามและนาแบบสอบถามท่ีแก้ไขแล้วไปให้ผู้เชี่ยวชาญตรวจสอบเพื่อหา คา่ ความเทย่ี งตรงเชงิ เนอื้ หา (Content Validity) จานวน 5 คน โดยหาดัชนีสอดคลอ้ งของผู้เช่ยี วชาญ (Index of Consistency: IOC) โดยวิธีของ Rovinelle and Hambleton, (1977) ได้ค่า IOC เท่ากับ 0.81 แสดงว่า แบบสอบถามความคิดเห็นต่อการให้บริการวิชาการและประเภทของการบริการวิชาการของมหาวิทยาลัย การกีฬาแห่งชาติ วิทยาเขตสุพรรณบุรีของชุมชนเมืองสุพรรณบุรี มีค่าความเที่ยงตรงตามเนื้อหาในเกณฑ์ ดมี าก (Pranee Lumbensa, 2018) 3.3 ผู้วิจัยเลือกข้อคาถามท่ีมีค่า IOC มากกว่า 0.5 จากผู้เช่ียวชาญ จานวน 5 คน มาเป็นข้อ คาถาม ซง่ึ ได้ตรวจสอบเคร่ืองมือแลว้ เห็นวา่ แบบสอบถามความคิดเห็นต่อการให้บริการวิชาการและประเภท ของการบริการวิชาการของมหาวิทยาลัยการกีฬาแห่งชาติ วิทยาเขตสุพรรณบุรีของชุมชนเมืองสุพรรณบุรี ทผี่ ูว้ ิจยั สร้างข้นึ มีความเท่ียงตรงของเนือ้ หาครอบคลุมในแต่ละด้านและครอบคลมุ วัตถุประสงคข์ องการวิจัย 3.4 นาแบบสอบถามทแี่ กไ้ ขปรบั ปรุงแล้วไปทดลองใช้ (try out) กับประชากรที่ไมใ่ ช่กลุ่มตวั อย่าง จานวน 30 คน เพ่ือหาค่าความเช่ือมั่น (reliability) ของแบบสอบถามโดยหาค่าสัมประสิทธ์ิแอลฟา (alpha coefficient) ตามวธิ ขี องครอนบาค (Cronbach) (Cronbach, 1990) ความเช่ือมั่น (reliability) จากการศึกษาพบว่า แบบสอบถามความคิดเห็นต่อการให้บริการ วิชาการ และประเภทของการบริการวิชาการของมหาวิทยาลัยการกีฬาแห่งชาติ วิทยาเขตสุพรรณบุรี ของชุมชนเมืองสุพรรณบุรี ได้ค่าความเชื่อมั่น รวมทั้งฉบับ เท่ากับ 0.75 ค่าที่อยู่ในระดับ 0.71 - 1.00 อยู่ใน เกณฑส์ งู (Kiatsuda Srisuk, 2009)
3.4 นาแบบสอบถามท่มี ีความเที่ยงตรงเชิงเน้ือหาและมคี วามเชื่อมั่นแล้ว ไปใชเ้ ก็บรวบรวมขอ้ มูล กับกลุม่ ตวั อยา่ งท่ใี ช้ในการวิจยั การขอจรยิ ธรรมการวจิ ัยในมนษุ ย์ ดาเนินการขอจริยธรรมการวิจัยในมนุษย์ ไปยังมหาวิทยาลัยการกีฬาแห่งชาติ โดยการวิจัย เรื่อง ความคิดเห็นต่อการให้บริการวิชาการและประเภทของการบริการวิชาการของมหาวิทยาลัยการกีฬา แหง่ ชาติ วิทยาเขตสุพรรณบุรีของชมุ ชนเมืองสุพรรณบุรีคร้ังน้ี ได้ผา่ นการพจิ ารณาและให้การรับรองจริยธรรม การวิจัยในมนุษย์ จากคณะกรรมการจรยิ ธรรมการวิจยั ในมนษุ ย์ มหาวิทยาลัยการกีฬาแห่งชาติ การเกบ็ รวบรวมข้อมูลในการวิจัย 1. ผวู้ จิ ัยจัดประชมุ ผู้ช่วยนกั วจิ ัยเพอื่ สร้างความเข้าใจในการเกบ็ รวบรวมข้อมูล 2. ผวู้ ิจัยและผู้ชว่ ยนกั วิจัยดาเนนิ การแจกแบบสอบถาม จานวน 117 ฉบับ ไปยังหัวหน้าสว่ นราชการ และผู้อานวยการสถานศึกษา ในเขตเมืองสุพรรณบุรี ในปี 2560 รวม 117 คน โดยผู้วิจัยและผู้ช่วยนักวิจัย ดาเนินการแจกแบบสอบถามโดยสง่ ทางไปรษณียแ์ ละเดนิ ทางไปส่งด้วยตนเอง 3. ได้แบบสอบถามกลับคืนมา จานวน 101 ฉบับ คิดเป็นร้อยละ 86.32 ของแบบสอบถามทั้งหมด ที่แจกไป ผวู้ จิ ยั ตรวจสอบและคัดเลือกแบบสอบถามฉบบั ทสี่ มบรู ณ์ เพื่อนาไปวิเคราะหผ์ ลตามลาดับ การวเิ คราะหข์ อ้ มลู นาแบบสอบถามท่ีได้รับคืนมาตรวจความถูกต้องแล้วนาไปดาเนินการวิเคราะห์ข้อมูลการจดั ทาขอ้ มูล และวิเคราะห์ข้อมูล เมื่อได้ดาเนินการเก็บรวบรวมข้อมูลเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ผู้วิจัยได้รับข้อมูลมาตรวจสอบ ความสมบรู ณ์จากน้นั นามาวเิ คราะหห์ าคา่ สถติ ิ ตามลกั ษณะทีต่ ้องการศกึ ษา ดงั นี้ 1. นาผลที่ไดจ้ ากแบบสอบถามข้อมูลส่วนตวั ของผู้ตอบแบบสอบถาม วิเคราะห์โดยหาคา่ ความถี่ และ ค่าร้อยละแล้วนาเสนอในรปู แบบตารางประกอบความเรยี ง 2. นาผลที่ได้จากแบบสอบถามความคิดเห็นต่อการให้บริการวิชาการและประเภทของการบริการ วชิ าการของมหาวิทยาลัยการกีฬาแห่งชาติ วิทยาเขตสุพรรณบุรีของชุมชนเมืองสุพรรณบุรี มาหาค่าเฉลยี่ (������̅) ส่วนเบ่ยี งเบนมาตรฐาน (S.D.) นาเสนอในรปู แบบตารางประกอบความเรียง 3. นาผลที่ได้จากแบบสอบถามปลายเปิดด้านความคิดเห็นต่อการให้บริการวิชาการและประเภท ของการบริการวิชาการของมหาวิทยาลัยการกีฬาแห่งชาติ วิทยาเขตสุพรรณบุรีของชุมชนเมืองสุพรรณบุรี วิเคราะห์ด้วยวิธกี ารวิเคราะห์เนื้อหา (Content Analysis) และวิเคราะห์โดยหาค่าความถ่ี นาเสนอในรปู แบบ ความเรียง
ผลการวจิ ยั จานวน ร้อยละ ตารางท่ี 1 สถานภาพของผู้ตอบแบบสอบถาม (n = 101) 85 84.15 ข้อมลู พนื้ ฐานของกลุ่มตัวอยา่ ง 16 15.85 1. เพศ 101 100 ชาย 48 47.53 หญิง 53 52.47 101 100 รวม 2. ความเกยี่ วขอ้ งกบั ชุมชน หัวหนา้ สว่ นราชการ ผู้อานวยการสถานศึกษา รวม จากตารางที่ 1 แสดงว่า สถานภาพของผู้ตอบแบบสอบถามเมื่อพิจารณาจาแนกตามเพศ พบว่า มีผู้ตอบแบบสอบถาม จานวน 101 คน ผู้ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่เป็นเพศชาย จานวน 85 คน คดิ เป็นร้อยละ 84.15 และเป็นเพศหญิง จานวน 16 คน คิดเป็นร้อยละ 15.85 ตามลาดับ และเมื่อพิจารณาจาแนก ตามประเภทของชุมชนพบว่า ผู้ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่เป็นผู้อานวยการสถานศึกษา จานวน 53 คน คดิ เปน็ ร้อยละ 52.47 และหวั หนา้ สว่ นราชการ จานวน 48 คน คดิ เปน็ รอ้ ยละ 47.53 ตามลาดบั ตารางท่ี 2 ค่าเฉล่ีย ค่าเบ่ียงเบนมาตรฐาน ระดับ และอันดับท่ี ความคิดเห็นต่อการให้บริการวิชาการของ มหาวิทยาลัยการกีฬาแห่งชาติ วิทยาเขตสุพรรณบุรีของชุมชนเมืองสุพรรณบุรี จาแนกตาม ภาพรวมและรายดา้ น ความคิดเหน็ ตอ่ การให้บรกิ ารวิชาการ ค่าเฉลย่ี ค่าเบ่ียงเบน ระดับความ อนั ดับ ของมหาวทิ ยาลัยการกีฬาแห่งชาติ วิทยาเขต (������̅) มาตรฐาน (S.D) ตอ้ งการ 1 สุพรรณบรุ ขี องชมุ ชนเมือง (n = 101) 4.28 .607 มาก 3 4.19 .611 มาก 3 1. ดา้ นความนา่ เชื่อถอื ของบรกิ าร 4.19 .594 มาก 4 2. ด้านความมั่นใจ 4.17 .590 มาก 2 3. ด้านส่งิ ที่สามารถจบั ตอ้ งได้ 4.25 .658 มาก 4. ด้านความใสใ่ จ 5. ดา้ นการตอบสนองความต้องการของ 4.21 .588 มาก ผรู้ บั บรกิ าร รวม จากตารางท่ี 2 แสดงว่า ชมุ ชนเมืองสพุ รรณบุรีมีความคิดเห็นต่อการให้บริการวิชาการของมหาวิทยาลัย การกีฬาแห่งชาติ วิทยาเขตสุพรรณบุรีของชุมชนเมืองสุพรรณบุรี ด้านความน่าเช่ือถือของบริการ ด้านความ มั่นใจ ด้านส่ิงท่ีสามารถจับต้องได้ ด้านความใส่ใจ และด้านการตอบสนองความต้องการของผู้รับบริการ มีความ ตอ้ งการของชุมชนเมืองสุพรรณบุรีต่อหลักการให้บรกิ ารวิชาการ อยู่ในระดับมาก (������̅ = 4.21) เม่ือพิจารณาเป็น รายด้าน โดยยึดค่าเฉลี่ยเป็นเกณฑ์ เรียงลาดับจากมากไปหาน้อย พบว่า ด้านที่มีค่าเฉลี่ยมากเป็นอันดับ 1 คือ ด้านความ น่าเชื่อถือของบริการ (������̅ = 4.28) อันดับ 2 คือ ด้านการตอบสนองความต้องการของผู้รับบริการ
(������̅ = 4.25) อันดับ 3 คือ ด้านความมั่นใจ (������̅ = 4.19) และด้านส่ิงที่สามารถจับต้องได้ (������̅ = 4.19) และ อนั ดับสดุ ทา้ ย คอื ดา้ นความใส่ใจ (������̅ = 4.17) ตารางท่ี 3 ค่าเฉลี่ย ค่าเบ่ียงเบนมาตรฐาน ระดับ และอันดับที่ ประเภทของการบริการวิชาการของมหาวิทยาลัย การกฬี าแหง่ ชาติ วิทยาเขตสุพรรณบรุ ขี องชมุ ชนเมอื งสพุ รรณบรุ ีจาแนกตามภาพรวมและรายด้าน ประเภทของการบริการวิชาการของ ค่าเฉล่ยี คา่ เบย่ี งเบน ระดบั ความ อนั ดับ มหาวทิ ยาลัยการกีฬาแห่งชาติ วทิ ยาเขต (������̅) มาตรฐาน (S.D) ต้องการ สุพรรณบุรขี องชุมชนเมืองสุพรรณบุรี 4.11 .537 มาก 2 (n = 101) 4.01 .662 มาก 3 1. ดา้ นศกึ ษาวจิ ัย พร้อมใหค้ าปรึกษา 4.20 .549 มาก 1 แนะนาในสาขาทเ่ี กี่ยวข้อง 4.11 .538 มาก 2. ดา้ นจดั หลักสตู รอบรมต่าง ๆ 3. ด้านอ่นื ๆ รวม จากตารางที่ 3 แสดงวา่ ชุมชนเมืองสพุ รรณบุรี มคี วามคดิ เห็นต่อประเภทของการบรกิ ารวชิ าการของ มหาวิทยาลัยการกีฬาแห่งชาติ วิทยาเขตสุพรรณบุรีของชุมชนเมืองสุพรรณบุรี ด้านศึกษาวิจัย พร้อมให้ คาปรึกษาแนะนาในสาขาท่ีเกี่ยวขอ้ ง ด้านจัดหลักสูตรอบรมต่าง ๆ และด้านอื่น ๆ มีความต้องการของชุมชน เมืองสุพรรณบุรีต่อรูปแบบการบริการวิชาการอยู่ในระดับมาก (������̅ = 4.11) เม่ือพิจารณาเป็นรายด้าน โดยยึดค่าเฉล่ียเป็นเกณฑ์เรียงลาดับจากมากไปหาน้อย พบว่า ด้านท่ีมีค่าเฉล่ียมากเป็นอันดับ 1 คือ ด้านอ่ืน ๆ (������̅ = 4.20) อันดับ 2 คือ ด้านศึกษาวิจัย พร้อมให้คาปรึกษาแนะนาในสาขาท่ีเกี่ยวข้อง (������̅ = 4.11) และ อันดบั สุดท้าย คือ ด้านจดั หลกั สตู รอบรมตา่ ง ๆ (������̅ = 4.01) ผลที่ได้จากแบบสอบถามปลายเปิดด้านความคิดเห็นต่อการให้บริการวิชาการของมหาวิทยาลัย การกีฬาแห่งชาติ วิทยาเขตสุพรรณบุรีของชุมชนเมืองสุพรรณบุรีพบว่า ผู้ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่ มีข้อเสนอแนะเก่ียวกับความคิดเห็นต่อการให้บริการวิชาการ ดังนี้ 1) ด้านการบริการนอกสถานท่ีของ มหาวิทยาลัยการกีฬาแห่งชาติ วิทยาเขตสุพรรณบุรีหรือแบบเคล่ือนท่ี 2) ต้องการการให้บริการทางวิชาการ ในรูปแบบของห้องสมุดท่ีประชาชนในชุมชนสามารถเข้าออกได้อย่างเปิดกว้าง โดยเฉพาะการเปิดให้บริการ ในวันหยุดเพ่ือความสะดวกในการให้บริการ ให้มีเทคโนโลยีท่ีทันสมัยในการให้บริการข้อมูลข่าวสาร มีกิจกรรมหลากหลาย มีเจ้าหน้าที่ประจาคอยให้คาแนะนาตลอดเวลา เป็นศูนย์บริการทางวิชาการ และ ศูนย์นันทนาการครบวงจร 3) อยากให้มีการบริการฝึกอบรมกีฬา โดยเฉพาะพ้ืนฐานแก่เด็ก เยาวชน และ ผู้สูงอายุอย่างต่อเน่ือง เช่น วันหยุด เสาร์อาทิตย์ หรือช่วงวันหยุดปิดภาคเรียน กีฬาต่าง ๆ เช่น ว่ายน้า ยิมนาสติก กรฑี า ฟุตบอล เปน็ ต้น และ 4) ต้องการให้ทางสถาบันจดั การศึกษาให้สอดคล้องกับความต้องการ ยุคปัจจุบัน (ไทยแลนด์ 4.0) เพ่ิมศักยภาพให้กับทางสถาบัน นักเรียน นักศึกษาที่หลากหลาย และถ่ายทอด องค์ความรู้ไปยังชุมชนเมือง อาทิเช่น การเปิดสอนทางด้านกีฬา ว่ายน้า การเปิดลานกีฬาทางด้านต่าง ๆ ใหก้ บั ประชาชนผ่านโซเชียล ผลท่ีได้จากแบบสอบถามปลายเปิดในส่วนของประเภทของการบริการวิชาการของมหาวิทยาลัย การกีฬาแห่งชาติ วิทยาเขตสุพรรณบุรีของชุมชนเมืองสุพรรณบุรี พบว่า ผู้ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่ มขี ้อเสนอแนะเก่ียวกับประเภทการให้บริการวิชาการ ดงั นี้ 1) การให้บริการวิชาการเคล่อื นที่ ให้เขา้ ถงึ ชุมชน
ห่างไกลท่ีขาดโอกาสในการเข้าถึงบริการภาครัฐ เน้นเรื่องวิทยาศาสตร์การกีฬาท่ีเหมาะสมกับวิถีชีวิต เพื่อสุขภาพกายที่ดีโดยเฉพาะผู้สูงอายุ 2) ส่งเสริมกิจกรรมการออกกาลังกายให้มีความหลากหลาย และ ให้มีความสัมพันธ์กับด้านสุขภาพของประชาชน 3) ให้ชุมชนเช่าสถานที่เพ่ือการจัดประชุม สัมมนา อบรม และงานพิธีตา่ ง ๆ สรุปและอภิปรายผล ผลการวิเคราะห์ข้อมูลพ้ืนฐานของผู้ตอบแบบสอบถามมีจานวนท้ังสิ้น 101 คน เม่ือพิจารณาจาแนก ตามเพศ พบว่า มีผู้ตอบแบบสอบถาม ผู้ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่เป็นเพศชาย จานวน 85 คน คิดเป็น ร้อยละ 84.15 และเป็นเพศหญิง จานวน 16 คน คิดเป็นร้อยละ 15.85 ตามลาดับ และเมื่อพิจารณาจาแนก ตามความเกี่ยวข้องกับชุมชน พบว่า ผู้ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่เป็นผู้อานวยการสถานศึกษา จานวน 53 คน คดิ เปน็ ร้อยละ 52.47 และหัวหน้าสว่ นราชการ จานวน 48 คน คดิ เป็นร้อยละ 47.53 ตามลาดบั ระดับความคิดเห็นต่อการให้บริการบริการวิชาการของมหาวิทยาลัยการกีฬาแห่งชาติ วิทยาเขต สุพรรณบุรีของชุมชนเมืองสุพรรณบุรี ผลการวิจัยพบว่า ชุมชนเมืองสุพรรณบุรี มีความคิดเห็นต่อ การให้บริการบริการวิชาการของมหาวิทยาลัยการกีฬาแห่งชาติ วิทยาเขตสุพรรณบุรี ทั้งในภาพรวม และ รายด้านอยู่ในระดับมาก เน่ืองจากการให้บริการ คือ กิจกรรมหรือชุดของกิจกรรมที่เกิดข้ึนระหว่างผู้ให้บริการ และผู้รับบริการซึ่งโดยท่ัวไปมิอาจจับต้องได้ (Teerakiti Navarut Na Ayattaya, 2009) และผู้รับบริการก็ต้องการ การกระทาท่ีเกิดจากจิตใจท่ีเป่ียมไปด้วยความปรารถนาดี ช่วยเหลือเก้ือกูล เอื้อเฟ้ือเผื่อแผ่ เอ้ืออาทร มีน้าใจ ไมตรี ให้ความสะดวกรวดเร็วให้ความเป็นธรรมและความเสมอภาค (Vajra Vajrasthira, 2006) อีกทั้ง การบริการเป็นสิ่งท่ีบริโภคทางใจ ดังนั้น ผลท่ีได้รับก็คือ ความพึงพอใจและความไม่พึงพอใจ ถ้าสถานบริการใด สามารถสร้างบริการที่ทาให้ผู้มาใช้บริการพึงพอใจ ก็จะทาให้ผู้ใช้บริการกลับมาใช้บริการอีก เพราะเกิดความ ประทับใจในบริการท่ีเคยได้รับ (Teeradech Rewmongkol, 1999) สอดคล้องกับผลการวิจัยของวัลลภ จันทร์ตระกูล (Wallop Chantrakul, 2001) ท่ีได้ศึกษาแนวทางการสร้างดัชนีวัดความอยู่รอดของหน่วยงาน บริการวิชาการที่เป็นองค์การอิสระในมหาวิทยาลัยพบว่า ระดับความพึงพอใจของลูกค้าต่อการให้บรกิ ารเป็น หน่ึงในดัชนีวัดความอยู่รอดที่สาคัญของหน่วยงานบริการวิชาการ เม่ือพิจารณาเป็นรายด้านพบว่า ชุมชน มคี วามต้องการด้านความน่าเชื่อถอื ของบริการมากที่สุด เน่ืองจากผู้รับบรกิ ารต้องการให้ผู้ให้บริการใหบ้ ริการ อย่างมีประสทิ ธิภาพ รวดเร็ว ถูกต้อง และไม่มีอนั ตรายต่อชีวติ และทรพั ย์สิน มีความยนิ ดแี ละเต็มใจให้บรกิ าร เสมอ มีความพร้อมท่ีจะให้บริการเม่ือลูกค้าต้องการสามารถให้การช่วยเหลือผู้รับบริการ และจัดหาบริการ มาให้ตามที่ได้สัญญาตกลงไว้ ในด้านความใส่ใจชุมชนมีความต้องการเป็นอันดับสุดท้าย เน่ืองจากหากผู้ให้ บริการให้บริการโดยยึดหลักการตอบสนองความต้องการของผู้รับบริการ กล่าวคือ ให้บริการรวดเร็ว ยินดี เต็มใจช่วยเหลือผู้รับบริการตลอดเวลา ส่ิงเหล่าน้ีก็จะเช่ือมโยงสู่ความใส่ใจในการให้บริการของผู้ให้บริการ ที่มีต่อผู้รบั บริการ ซ่ึงผูร้ ับบริการจะสามารถสัมผสั ได้ถงึ ความสนใจความเอาใจใส่ ความเข้าใจถึงความต้องการ ของผรู้ บั บรกิ าร และการยดึ ผลประโยชน์สงู สุดของผู้รบั บรกิ ารเป็นสาคญั ทีผ่ ใู้ หบ้ รกิ ารมีตอ่ ผรู้ บั บรกิ าร ระดับความคิดเห็นต่อประเภทของการบริการวิชาการของมหาวิทยาลัยการกีฬาแห่งชาติ วิทยาเขต สุพรรณบุรีของชุมชนเมืองสุพรรณบุรี ผลการวิจัยพบว่า ชุมชนเมืองสุพรรณบุรี มีความต้องการต่อประเภท การให้บริการวิชาการของมหาวิทยาลัยการกีฬาแห่งชาติ วิทยาเขตสุพรรณบุรี ในภาพรวมอยู่ในระดับมาก เนื่องจากชุมชนในปัจจุบันกาลังเผชิญกับยุคแห่งการดารงชีวิตท่ีต้องใช้ความรู้เป็นฐาน ดังน้ัน ชุมชนจึง ต้องแสวงหาคลังความรู้หรือขุมความรู้เพ่ือท่ีจะใช้เป็นเครื่องมือสาคัญต่อการขับเคลื่อน การดารงชีวิตโดยใช้
กระบวนการจัดการความรู้อย่างมีพลัง (Anuchart Puangsumlee, 2007) สถาบันอุดมศึกษาจึงเป็นองค์กร หนึ่งท่ีได้รับการคาดหวังจากชุมชน ให้ทาหน้าท่ีสมองของสังคมเป็นศูนย์กลางของปัญญา (Sippanondha Ketudat, 2009) เป็นขุมกาลังทางวิชาการในการสร้างความเข้มแข็งให้แก่ชุมชน (Office of the Education Council: ONEC, 2014) อีกทั้ง ชุมชนก็ต้องการโอกาสในการเข้ามารับประโยชน์จากการอุดมศึกษาอย่างเสมอภาค (Amornwich Nakornthap, 2010) เพื่อยกระดับปัญญาของคนในชุมชนและใช้ปัญญาน้ันเป็นอาวุธในการต่อสู้ ท่ามกลางสภาวะท่ีแข่งขัน เมื่อพิจารณาเป็นรายด้านพบว่า ชุมชนมีความต้องการด้านอ่ืน ๆ มากเป็นอันดับ 1 ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการบริการข้อมูลข่าวสารสู่สังคมในรูปแบบการจัดแสดงผลงานวิชาการ การบริการข้อมูล ข่าวสารสู่สังคมในรูปแบบการถ่ายทอดวิชาการบนเครือข่ายเว็บบริการ การบริการข้อมูลข่าวสารสู่สังคมใน รูปแบบการให้บริการห้องสมุด การให้บริการงานเขียนทางวิชาการ การจดั กิจกรรมบาเพ็ญประโยชน์แก่สังคม การให้บริการวิชาการเคล่ือนที่ และการให้บริการศูนย์วิทยาศาสตร์การกีฬา ซึ่งถือเป็นภารกิจหลักของ มหาวิทยาลัยการกีฬาแห่งชาติ วิทยาเขตสุพรรณบุรี นอกเหนือจากการให้การศึกษาด้านพลศึกษา วิทยาศาสตร์การกีฬาและนันทนาการแล้ว เนื่องจากสังคมในยุคปัจจุบันเป็นสังคมยุคเทคโนโลยีสารสนเทศ กล่าวคอื เทคโนโลยีสารสนเทศเข้ามามีบทบาทต่อการดารงชีวิตทั้งในส่วนบุคคล และในระดับองค์กร สง่ ผลให้ การดารงชีวิต การทางาน การบริหารจัดการต่าง ๆ มีความสะดวก รวดเร็ว แม่นยา ทันเหตุการณ์ และเป็น ปัจจุบันมากข้ึน จะเห็นได้จากค่าเฉลี่ยระดับความต้องการของชุมชนที่ต้องการได้รับบริการข้อมูลข่าวสารสู่ สังคมในรูปแบบการถ่ายทอดวิชาการบนเครือข่ายเว็บบริการที่มีอยู่ในระดับมาก ด้านการบริการข้อมูล ข่าวสารสู่สังคมในรูปแบบการจัดแสดงผลงานวิชาการ การทดสอบและวิเคราะห์ชุมชนมีความต้องการเป็น อนั ดบั สดุ ทา้ ย เน่ืองจากการบรกิ ารข้อมลู ข่าวสารสู่สงั คมในรูปแบบการจดั แสดงผลงานวชิ าการ เป็นกิจกรรมท่ี ต้องจัดการแสดงผลงานโดยใหผ้ ูร้ บั บรกิ ารเข้ามาดู เดินทางมาไม่สะดวก เสยี เวลาและค่าใช้จ่ายในการเดินทาง ข้อเสนอแนะอ่ืน ๆ ด้านความคิดเห็นต่อการให้บริการวิชาการของมหาวิทยาลัยการกีฬาแห่งชาติ วิทยาเขตสุพรรณบุรีของชุมชนเมืองสุพรรณบุรี พบว่า ชุมชนต้องการให้มหาวิทยาลัยการกีฬาแห่งชาติ วิทยาเขต สุพรรณบุรี ให้การบริการนอกสถานท่ีของสถาบันหรือแบบเคล่ือนที่ ดังนั้น วิทยาเขตสุพรรณบุรี ควรทาการ ให้บริการนอกสถานท่ีหรือเคลื่อนที่ให้มากข้ึนกว่าเดิมโดยวิธีการเข้าไปให้บริการในชุมชนโดยตรงอย่างทั่วถึง และชุมชนยังต้องการการให้บริการทางวิชาการในรูปแบบของห้องสมุดที่ประชาชนในชุมชนสามารถเข้าออก ได้อย่างเปิดกว้าง โดยเฉพาะการเปิดให้บริการในวันหยุดเพ่ือความสะดวกในการให้บริการให้มีเทคโนโลยีท่ี ทนั สมัยในการให้บริการข้อมลู ข่าวสาร มีกิจกรรมหลากหลาย มีเจ้าหน้าที่ประจาคอยให้คาแนะนาตลอดเวลา เป็นศูนยบ์ ริการทางวิชาการและศูนย์นันทนาการครบวงจร นอกจากน้ี ชุมชนยังต้องการอยากให้มีการบริการ ฝึกอบรมกีฬาโดยเฉพาะกีฬาพ้ืนฐานแก่เด็ก เยาวชน และผู้สูงอายุ อย่างต่อเนื่อง เช่น วันหยุด เสาร์อาทิตย์ หรือ ชว่ งวันหยุดปดิ ภาคเรียน กฬี าต่าง ๆ เช่น ว่ายน้า ยิมนาสตกิ กรีฑา ฟุตบอล เป็นตน้ ข้อเสนอแนะอ่ืน ๆ ที่ชุมชนมีต่อประเภทของการบริการวิชาการของมหาวิทยาลัยการกีฬาแห่งชาติ วิทยาเขตสุพรรณบุรีของชุมชนเมืองสุพรรณบุรีพบว่า ชุมชนต้องการให้มหาวิทยาลัยการกีฬาแห่งชาติ วิทยาเขต สุพรรณบุรี ให้บริการวิชาการเคล่ือนที่ ให้เข้าถึงชุมชนห่างไกลท่ีขาดโอกาสในการเข้าถึงบริการภาครัฐ เน้นเร่ืองวิทยาศาสตร์การกีฬาที่เหมาะสมกับวิถีชีวิต เพื่อสุขภาพกายท่ีดีโดยเฉพาะผู้สูงอายุ และชุมชน ต้องการให้สถาบันการพลศึกษา วิทยาเขตสุพรรณบุรี ส่งเสริมกิจกรรมการออกกาลังกายให้มีความ หลากหลายและให้มีความสมั พันธก์ ับด้านสขุ ภาพของประชาชน
Search
Read the Text Version
- 1
- 2
- 3
- 4
- 5
- 6
- 7
- 8
- 9
- 10
- 11
- 12
- 13
- 14
- 15
- 16
- 17
- 18
- 19
- 20
- 21
- 22
- 23
- 24
- 25
- 26
- 27
- 28
- 29
- 30
- 31
- 32
- 33
- 34
- 35
- 36
- 37
- 38
- 39
- 40
- 41
- 42
- 43
- 44
- 45
- 46
- 47
- 48
- 49
- 50
- 51
- 52
- 53
- 54
- 55
- 56
- 57
- 58
- 59
- 60
- 61
- 62
- 63
- 64
- 65
- 66
- 67
- 68
- 69
- 70
- 71
- 72
- 73
- 74
- 75
- 76
- 77
- 78
- 79
- 80
- 81
- 82
- 83
- 84
- 85
- 86
- 87
- 88
- 89
- 90
- 91
- 92
- 93
- 94
- 95
- 96
- 97
- 98
- 99
- 100
- 101
- 102
- 103
- 104
- 105
- 106
- 107
- 108
- 109
- 110
- 111
- 112
- 113
- 114
- 115
- 116
- 117
- 118
- 119
- 120
- 121
- 122
- 123
- 124
- 125
- 126
- 127
- 128
- 129
- 130
- 131
- 132
- 133
- 134
- 135
- 136
- 137
- 138
- 139
- 140
- 141
- 142
- 143
- 144
- 145
- 146
- 147
- 148
- 149
- 150
- 151
- 152
- 153
- 154
- 155
- 156
- 157
- 158
- 159
- 160
- 161
- 162
- 163
- 164
- 165
- 166
- 167
- 168
- 169
- 170
- 171
- 172
- 173
- 174
- 175
- 176
- 177
- 178
- 179
- 180
- 181
- 182
- 183
- 184
- 185
- 186
- 187
- 188
- 189
- 190
- 191
- 192
- 193
- 194
- 195
- 196
- 197
- 198
- 199
- 200
- 201
- 202
- 203
- 204
- 205
- 206
- 207
- 208
- 209
- 210
- 211
- 212
- 213
- 214
- 215
- 216
- 217
- 218
- 219
- 220
- 221
- 222
- 223
- 224
- 225
- 226
- 227
- 228
- 229
- 230
- 231
- 232
- 233
- 234
- 235
- 236
- 237
- 238
- 239
- 240
- 241
- 242
- 243
- 244
- 245
- 246
- 247
- 248
- 249
- 250
- 251
- 252
- 253
- 254
- 255
- 256
- 257
- 258
- 259
- 260
- 261
- 262
- 263
- 264
- 265
- 266
- 267
- 268
- 269
- 270
- 271
- 272
- 273
- 274
- 275
- 276
- 277
- 278
- 279
- 280
- 281
- 282
- 283
- 284
- 285
- 286
- 287
- 288
- 289
- 290
- 291
- 292
- 293
- 294
- 295
- 296
- 297
- 298
- 299
- 300
- 301
- 302
- 303
- 304
- 305
- 306
- 307
- 308
- 309
- 310
- 311
- 312