Important Announcement
PubHTML5 Scheduled Server Maintenance on (GMT) Sunday, June 26th, 2:00 am - 8:00 am.
PubHTML5 site will be inoperative during the times indicated!

Home Explore Academic Journal of Thailand National Sports University Vol.13 No.3 (September - December, 2021)

Academic Journal of Thailand National Sports University Vol.13 No.3 (September - December, 2021)

Published by library dpe, 2023-02-01 04:52:30

Description: Academic Journal of Thailand National Sports University Vol.13 No.3 (September - December, 2021)

Search

Read the Text Version

ค. Collaboration – การประสานงานกับเพ่ือนนักเรียนในขณะฝึกทักษะ และร่วมกัน แกป้ ัญหาทเ่ี กิดข้นึ 1.2) การประเมินนักเรียน – มีเครอ่ื งมือประเมิน และให้นกั เรยี นประเมินตวั เอง 2. การวางแผนหนว่ ยการสอนเพ่ือสอนใหม้ ีพฤตกิ รรมที่มคี วามรับผดิ ชอบ อาศัยหลกั การ ดังนี้ 2.1) ใหค้ วามเคารพซึง่ กนั และกนั (Respect) 2.2) สร้างความทา้ ทายให้กบั ผเู้ รยี น (Challenge) 2.3) การทางานเป็นทมี (Teamwork) ศักยภาพในความรับผิดชอบตนเองและสังคมมีความสาคัญท่ีทาให้นักศึกษาเข้าใจตนเอง และคนอื่น สามารถจัดการกับความสัมพันธ์ระหวา่ งชวี ิต การทางาน และการเรยี นร้ใู หม้ ีประสิทธิผลมากย่ิงขึ้น ศักยภาพนี้ รวมถึงการเรียนรู้การควบคุมอารมณ์ การพัฒนาความเห็นอกเห็นใจคนอ่ืน และเข้าใจความสัมพันธ์ซึง่ กันและกัน สร้างขอบข่ายงานให้เกิดความสัมพันธ์ในแง่บวก การทางานเป็นทีมอย่างมีประสิทธิผล พัฒนาทักษะการเป็น ผู้นา และรองรับความท้าทายในสถานการณ์ต่าง ๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ นอกจากนี้ ศักยภาพในความ รบั ผดิ ชอบตนเองและสงั คมสนบั สนุนใหน้ ักศกึ ษาเกิดความคิดสร้างสรรค์ และเช่อื มนั่ ในตนเองด้วยความรูส้ กึ ที่ ทาตัวให้คุ้มค่า (Self-Worth) ตระหนักรู้ในตนเอง และเอกลักษณ์ตนเองในการทาให้นักศกึ ษาสามารถจดั การ ให้เกิดสุขภาวะทางร่างกาย อารมณ์ สติปัญญา และจิตวิญญาณ สร้างและรักษาความสัมพันธ์ของการมี สุขภาพที่ดี และเตรยี มตัวใหน้ ักศกึ ษามีบทบาทในชีวิตตนเอง ชุมชน และสงั คม ในการจดั การกับความสมั พันธ์ ระหวา่ งอารมณ์ และการรบั รู้สิง่ ต่าง ๆ ดว้ ยความเฉลยี วฉลาด ด้วยเหตุผลดังกล่าวข้างต้น ผู้วิจัยจึงมีสนใจท่ีจะพัฒนาโปรแกรมกิจกรรมทางกายที่สร้างเสริมความ รับผิดชอบตนเองและสังคมให้แก่นักศึกษามหาวิทยาลัยราชภัฎ เพ่ือพัฒนาความรับผิดชอบตนเอง และสังคม ของนักศึกษาระดับอุดมศึกษา ซ่ึงเป็นอนาคตที่สาคัญของประเทศชาติ และเป็นการพัฒนาบุคลากรของ ประเทศ ใหเ้ ปน็ บุคคลท่ีสมบรู ณ์ทงั้ ดา้ นรา่ งกาย จิตใจ อารมณ์ สงั คมและสตปิ ญั ญาต่อไป วตั ถปุ ระสงคข์ องการวจิ ยั 1. เพื่อสร้างโปรแกรมกิจกรรมทางกายที่มีต่อการพัฒนาความรับผิดชอบตนเอง และสังคมของ นกั ศกึ ษามหาวิทยาลัยราชภฎั 2. ประเมินผลการใช้โปรแกรมกิจกรรมทางกายท่ีมีต่อการพัฒนาความรับผิดชอบตนเอง และสังคม ของนักศึกษามหาวทิ ยาลัยราชภัฎ วธิ ดี าเนนิ การวิจยั ประชากร คือ มหาวิทยาลัยราชภัฎกลุ่มภาคตะวันออกเฉียงเหนือ จานวน 11 แห่ง ได้แก่ มหาวิทยาลัย ราชภัฎชัยภูมิ มหาวิทยาลัยราชภัฎนครราชสีมา มหาวิทยาลัยราชภัฎบุรีรัมย์ มหาวิทยาลัยราชภัฎสุรินทร์ มหาวิทยาลัยราชภัฎศรีสะเกษ มหาวิทยาลัยราชภัฎอุบลราชธานี มหาวิทยาลัยราชภัฎมหาสารคาม มหาวิทยาลัย ราชภัฎรอ้ ยเอด็ มหาวิทยาลยั ราชภัฎอดุ รธานี มหาวทิ ยาลยั ราชภฎั สกลนคร และมหาวิทยาลัยราชภัฎเลย กลุ่มตัวอย่าง คือ นักศึกษามหาวิทยาลัยราชภัฎเลย จานวน 120 คน ที่ได้มาจาการสุ่มแบบเจาะจง (Purposive Sampling) จากมหาวิทยาลัยราชภัฎกลุ่มภาคตะวันออกเฉียงเหนือ จานวน 11 แห่ง ให้กลุ่มตัวอย่าง คัดกรองด้วยแบบสอบถามประเมนิ ความรับผดิ ชอบตนเองและสังคม นาคะแนนของกลุ่มตัวอย่างมาเรียงจาก คะแนนสูงที่สุดถึงคะแนนต่าที่สุด เลือกคนทีม่ ีคะแนนสงู กว่าค่าเฉล่ยี จานวน 30 คน และต่ากว่าคะแนนเฉลี่ย อีก 30 คน มาสุ่มแบบจับคู่ (Match-Paired Sampling) ออกเปน็ กล่มุ ควบคมุ และกลุ่มทดลองกลมุ่ ละ 30 คน

เคร่ืองมอื วจิ ยั 1. แบบประเมินความรับผิดชอบตนเองและสังคมของนักศึกษา เป็นแบบสอบถามท่ีผู้วิจัยพัฒนาข้ึนเอง (Self – Administered Questionnaire) เป็น 4-Point Rating Scale ประกอบด้วย 18 ข้อคาถาม ทยี่ ดึ ตาม แนวคิด TPSR Model ของ Hellison (2011) แบ่งออกเป็น 5 ด้าน ได้แก่ 1) การให้ความเคารพสิทธิ และ ความรู้สึกของคนอ่ืน 2) ความพยายามและให้ความร่วมมือ 3) กากับทิศทางของตัวเอง 4) ช่วยเหลือคนอ่ืน และมีความเป็นผู้นา และ 5) นาความรับผิดชอบไปใช้นอกโรงยิม แบบสอบถามได้ผ่านการประเมินหาความ เท่ียงตรงเชงิ เนื้อหา (Content Validity) จากผทู้ รงคณุ วฒุ ทิ างพลศึกษาจานวน 5 ทา่ น ไดค้ ่า IOC อยรู่ ะหวา่ ง 0.60 - 1.00 และคา่ สมั ประสทิ ธิ์สหสมั พันธ์ความเชือ่ มั่นเอลฟา่ ของ Cronbach เท่ากับ 0.87 การแปลความหมายของแบบสอบถาม 3.51– 4.00 มากทสี่ ุด 2.51– 3.50 มาก 1.51– 2.50 ปานกลาง 0.51– 1.50 น้อย 0.00– 0.50 นอ้ ยมาก 2. โปรแกรมกิจกรรมกายที่สร้างเสริมความรับผิดชอบตนเองและสังคมของนักศึกษา มีระยะเวลา 8 สัปดาห์ ๆ ละ 1 ครั้ง ๆ ละ 2 ช่ัวโมง โดยยึดกลยุทธ์ในการปลุกฝังความรับผิดชอบจากการบูรณการของ Hellison (2011) ประกอบด้วย การตระหนักร้ใู นการพดู การประชุมกลมุ่ ย่อย และการสะท้อนถึงถึงความคิด ของตนเอง และยึดเทคนิคในการสอนให้มีพฤติกรรมท่ีมีความรับผิดชอบของ Hagenbach (2011) ประกอบด้วย 1) สร้างส่ิงแวดล้อมท่ีเป็นบวก ใช้แรงเสริมช่วยในการเรียนรู้ภายใต้หลักการ “3 Cs” (Connect, Communication, & Collaboration) และ 2) การวางแผนหน่วยการสอนเพื่อสอนให้มี พฤติกรรมท่ีมีความรับผิดชอบ อาศัยหลักการให้ความเคารพซ่งึ กันและกัน การสร้างความท้าทายให้กับผเู้ รียน และการทางานเป็นทีม โปรแกรมได้ผ่านการตรวจค่าความเที่ยงตรงเชิงประจักษ์ (Face Validity) จาก ผู้ทรงคณุ วฒุ ิจานวน 5 ท่าน ได้ค่าเครือ่ งมอื อยูใ่ นระดับท่ีเหมาะสม โปรแกรมกจิ กรรมทางกายท่ีสร้างเสรมิ ความรบั ผดิ ชอบตนเองและสังคมใหก้ บั นักศึกษา ประกอบดว้ ย เกม กจิ กรรมกฬี า กจิ กรรมนนั ทนาการ และกิจกรรมผจญภัย ตารางโปรแกรม 8 สัปดาห์ ประกอบด้วย สปั ดาหท์ ี่ 1 การชว่ ยพื้นคนื ชีพ (CPR) และ AED สัปดาหท์ ่ี 2 บาสเกตบอลหรรษา สัปดาหท์ ี่ 3 ตลี ูกปิงปองด้วยเสนห่ ห์ า สัปดาหท์ ี่ 4 เสรฟิ ลกู แบดมนิ ตันตามปรารถนา สัปดาห์ท่ี 5 ตลี ูก Wood ball ลงคหู า (Home) สปั ดาห์ที่ 6 การศกึ ษานอกห้องเรียน (Outdoor Education) สัปดาห์ท่ี 7 ลลี าของกลมุ่ สมั พันธ์ (Group Dynamic) สปั ดาหท์ ่ี 8 การสรา้ งทมี (Team Building) ให้กลมุ่ ทดลองเข้าโปรแกรมกิจกรรมทางกายฯ ท่ีผู้วิจัยพัฒนาขึน้ เอง ส่วนกลุ่มควบคุม ให้เขา้ ร่วมกิจกรรม ทางกายที่ทางมหาวทิ ยาลยั จัดให้ มรี ะยะเวลา 8 สัปดาห์ ๆ ละ 2 ชวั่ โมง ในวนั พธุ เวลา 15.00 – 17.00 น. ณ โรงยิมพลศึกษา

การเก็บรวบรวมขอ้ มลู ก่อนและหลังการเข้าร่วมโปรแกรม 8 สัปดาห์ ให้กลุ่มทดลองและกลุ่มควบคมุ ประเมินดว้ ยแบบสอบ ถามประเมินความรบั ผิดชอบตนเองและสงั คมของนักศึกษา การวเิ คราะห์ข้อมลู ผวู้ ิจัยได้ทาการวิเคราะห์ข้อมลู ด้วยโดยใช้คา่ เฉลยี่ และค่าความเบ่ียงเบนมาตรฐานเปรียบเทยี บความ แตกต่างการวัดความรับผิดชอบตนเองและสังคมของนักศึกษามหาวิทยาลัยราชภัฏ ก่อนและหลังการเข้าโปรแกรม กิจกรรมทางกาย ภายในกลุ่ม ด้วยสถิติ t – test Dependent และเปรียบเทียบความแตกต่างระหว่างกลุ่ม ทดลองและกลุ่มควบคมุ ดว้ ย t – test Independent ผลการวิจัย ระดบั พฤติกรรมทแ่ี สดงถึงความรบั ผดิ ชอบตนเองและสงั คม ประกอบดว้ ย 6 ระดับ ดังน้ี ระดบั 0 หมายถงึ ไม่มีความรับผิดชอบตนเองและสงั คม ระดบั 1 หมายถึง การให้ความเคารพสทิ ธแิ ละความรู้สึกของคนอน่ื ระดับ 2 หมายถงึ การมสี ว่ นรว่ ม เขา้ ร่วมกิจกรรมและพยายามเรยี นรู้ทกั ษะใหม่ ระดับ 3 หมายถงึ กากับทิศทางของตวั เอง ระดับ 4 หมายถึง รบั รู้และรบั ผิดชอบตอ่ สขุ ภาวะของคนอนื่ ระดับ 5 หมายถงึ นาความรับผิดชอบไปใช้นอกโรงยมิ ตารางท่ี 1 ค่าเฉลี่ย ส่วนเบ่ียงเบนมาตรฐาน และการเปรียบเทียบระดับพฤติกรรมความรับผิดชอบตนเอง และสังคมของนักศึกษามหาวิทยาลัยราชภัฏ ระหว่างก่อนและหลังการเข้าร่วมโปรแกรมกิจกรรม ทางกายฯ แยกตามระดบั พฤติกรรมของกลมุ่ ทดลอง ระดบั ������̅ ก่อน หลงั t p พฤติกรรม S.D. ความหมาย ������̅ S.D. ความหมาย ระดับ 0 1.32 0.39 น้อย 1.38 0.47 นอ้ ย -0.491 .627 ระดับ I 3.49 0.43 มาก 3.53 0.48 มากท่ีสุด -0.348 .730 ระดับ II 3.54 0.48 มากที่สดุ 3.71 0.42 มากที่สดุ -1.306 .202 ระดบั III 2.72 0.53 มาก 3.15 0.49 มาก -3.691 .001* ระดบั IV 3.60 0.39 มากที่สดุ 3.77 0.35 มากทส่ี ุด -1.912 .066 ระดบั V 3.52 0.54 มากที่สุด 3.71 0.47 มากท่สี ุด -1.461 .155 *p<.05 จากตารางที่ 1 การเปรียบเทียบระดับพฤติกรรมความรับผิดชอบตนเอง และสังคมของนักศึกษา มหาวทิ ยาลัยราชภัฏ ระหว่างก่อนและหลังการเขา้ ร่วมโปรแกรมกิจกรรมทางกายฯ แยกตามระดับพฤตกิ รรม ของกลุ่มทดลอง พบว่า มีความแตกต่างกันในระดับพฤติกรรมที่ III กาหนดทิศทางของตัวเองอย่างมนี ัยสาคัญ ทางสถิตทิ ีร่ ะดบั .05 นอกนัน้ ไมพ่ บความแตกต่างอย่างมีนยั สาคัญ

ตารางท่ี 2 ค่าเฉลี่ย ส่วนเบ่ียงเบนมาตรฐาน และการเปรียบเทียบระดับพฤติกรรมความรับผิดชอบตนเอง และสังคมของนักศึกษามหาวิทยาลัยราชภัฏ ระหว่างก่อนและหลังการเข้าร่วมโปรแกรมกิจกรรม ทางกายฯ แยกตามระดับพฤตกิ รรมของกล่มุ ควบคุม ระดับ ������̅ กอ่ น หลงั t p พฤตกิ รรม S.D. ความหมาย ������̅ S.D. ความหมาย ระดับ 0 ระดับ I 1.34 0.50 นอ้ ย 1.23 0.35 นอ้ ย 1.581 .125 ระดบั II ระดบั III 3.50 0.37 มาก 3.59 0.35 มากที่สุด -1.628 .114 ระดบั IV ระดับ V 3.52 0.38 มากทสี่ ดุ 3.50 0.42 มาก .626 .536 *p<.05 2.65 0.47 มาก 2.66 0.43 มาก .000 1.000 3.59 0.39 มากที่สุด 3.52 0.39 มากท่สี ุด 1.361 .184 3.55 0.50 มากทสี่ ุด 3.58 0.48 มากทส่ี ุด -0.571 .573 จากตารางที่ 2 การเปรียบเทียบระดับพฤติกรรมความรับผิดชอบตนเอง และสังคมของนักศึกษา มหาวิทยาลัยราชภัฏ ระหว่างก่อนและหลัง แยกตามระดับพฤติกรรมของกลุ่มควบคุม พบว่าไม่มีความ แตกตา่ งกนั อย่างมีนยั สาคญั ในทกุ ระดับพฤติกรรม ตารางที่ 3 ผลการเปรียบเทียบพฤติกรรมความรับผดิ ชอบตนเอง และสังคมของนกั ศกึ ษามหาวิทยาลัยราชภัฏ ของกลุม่ ทดลองและกลุ่มควบคุม ระหว่างก่อนและหลงั การเขา้ รว่ มโปรแกรมฯ กลุม่ N ̅������ S.D. t p กลมุ่ ทดลอง 30 3.04 0.14 -3.245* 0.003 ก่อนเขา้ โปรแกรม 30 3.21 0.23 หลังเขา้ โปรแกรม 30 3.03 0.14 0.123 0.901 กล่มุ ควบคุม 30 3.03 0.17 ก่อนเข้าโปรแกรม หลงั เขา้ โปรแกรม *p<.05 จากตารางท่ี 3 การเปรียบเทียบพฤติกรรมความรับผิดชอบตนเอง และสังคมของนักศึกษามหาวิทยาลัย ราชภัฏของกลุ่มทดลองและกลุม่ ควบคุม ระหว่างก่อนและหลังการเข้าร่วมโปรแกรมกิจกรรมทางกายฯ พบว่า กลุ่มทดลองมีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสาคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และกลุ่มควบคุมพบว่าไม่แตกต่างกัน อยา่ งมีนยั สาคัญทางสถิติ

ตารางท่ี 4 ผลการเปรียบเทียบพฤตกิ รรมความรับผิดชอบตนเอง และสงั คมของนักศึกษามหาวิทยาลัยราชภัฏ กอ่ นและหลังการเข้าร่วมโปรแกรมกจิ กรรมทางกายฯ ระหวา่ งกลุม่ ทดลองและกลุ่มควบคุม กลุ่ม N ������̅ S.D. t p กอ่ นการทดลอง .852 30 3.04 0.14 .187 กลุ่มทดลอง 30 3.03 0.14 กลุ่มควบคุม 30 3.21 0.23 3.636* .001 หลังการทดลอง 30 3.03 0.17 กลมุ่ ทดลอง กลุม่ ควบคุม *p<.05 จากตาราง 4 แสดงถึงการเปรียบเทียบพฤติกรรมความรับผิดชอบตนเอง และสังคมของนักศึกษา มหาวิทยาลัยราชภัฏ ก่อนเข้าร่วมโปรแกรมกิจกรรมทางกายฯ ไม่แตกต่างกันอย่างมีนัยสาคัญ แต่ภายหลัง การเข้าร่วมโปรแกรมกิจกรรมทางกายฯ ระหว่างกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม พบว่า แตกต่างกันอย่างมี นัยสาคญั ทางสถิติที่ระดบั .05 สรปุ ผลการวิจยั 1. การพัฒนาโปรแกรมกิจกรรมกายท่ีสร้างเสริมความรับผิดชอบตนเองและสังคมของนักศึกษา มีระยะเวลา 8 สัปดาห์ ๆ ละ 1 ครั้ง ๆ ละ 2 ช่ัวโมง โดยยึดกลยุทธ์ในการปลุกฝังความรับผิดชอบจากการ บูรณาการของ Hellison (2011) ประกอบด้วย การตระหนักรู้ในการพูด การประชุมกลุ่มย่อย และการ สะท้อนถึงถึงความคิดของตนเอง และยึดเทคนิคในการสอนให้มีพฤติกรรมที่มีความรับผิดชอบของ Hagenbach (2011) ประกอบด้วย 1) สร้างสิ่งแวดล้อมที่เป็นบวก ใช้แรงเสริมช่วยในการเรียนรู้ภายใต้ หลักการ “3 Cs” (Connect, Communication, & Collaboration) และ 2) การวางแผนหน่วยการสอน เพอื่ สอนใหม้ พี ฤตกิ รรมทีม่ คี วามรับผิดชอบ อาศัยหลกั การให้ความเคารพซ่งึ กันและกัน การสร้างความท้าทาย ให้กับผู้เรียน และการทางานเป็นทีม น้ัน มีค่าความเท่ียงตรงเชิงประจักษ์ (Face Validity) จากผู้ทรงคุณวุฒิ จานวน 5 ทา่ น อย่ใู นระดบั ท่ีเหมาะสม 2. ผลของการใช้โปรแกรมกิจกรรมทางกาย ที่มีต่อความรับผิดชอบตนเอง และสังคมของนักศึกษา มหาวิทยาลัยราชภัฏ 2.1 การเปรียบเทียบพฤติกรรมความรับผิดชอบตนเอง และสังคมของนักศึกษามหาวิทยาลัย ราชภัฏ ระหว่างก่อนและหลังการเข้าร่วมโปรแกรมกิจกรรมทางกายฯ ของกลุ่มทดลอง พบว่า มีพฤติกรรม ความรับผิดชอบตนเองและสังคม หลังการเข้าร่วมโปรแกรมกิจกรรมทางกายดีข้ึนอย่างมีนัยสาคัญทางสถิติ ทร่ี ะดับ .05 แตก่ ลุม่ ควบคมุ พบว่าไม่แตกต่างกนั 2.2 เม่ือพิจารณาแยกตามระดับพฤติกรรมความรับผิดชอบตนเอง และสังคมของนักศึกษา มหาวิทยาลยั ราชภฏั ของกลุ่มทดลอง ก่อนและหลังการเข้าร่วมโปรแกรมกิจกรรมทางกาย พบว่า มีพฤติกรรม ความรับผิดชอบตนเองและสังคมท่ีดีข้ึนในทุกระดับพฤติกรรม หลังการเข้าร่วมโปรแกรมกิจกรรมทางกาย อย่างมนี ัยสาคัญทางสถิติทร่ี ะดบั .05 แตก่ ลมุ่ ควบคมุ พบวา่ ไม่แตกตา่ งกัน

2.3 เปรียบเทียบพฤติกรรมความรับผิดชอบตนเอง และสังคมฯ ระหว่างกลุ่มทดลอง และกลุ่ม ควบคุม หลังการเข้าร่วมโปรแกรมกิจกรรมทางกาย พบว่า พฤติกรรมความรับผิดชอบตนเอง และสังคมฯ แตกต่างกนั อย่างมนี ยั สาคัญทางสถิติท่ีระดบั .05 อภิปรายผลการวิจัย ผู้วิจัยได้พัฒนาโปรแกรมกิจกรรมทางกายท่ีพัฒนาความรับผิดชอบตนเองและสังคมของนักศึกษา มหาวิทยาลัยราชภัฏ โดยยึดรปู แบบการสอนความรบั ผดิ ชอบตัวเองและสงั คม (TPSR Model) ของ Hellison (1996) ใช้เวลาในการเข้าร่วมโปรแกรมกิจกรรมทางกายฯ ท้ังสิ้น 8 สัปดาห์ ๆ ละ 1 วัน ๆ ละ 2 ช่ัวโมงนั้น ผลการศึกษาพบว่า ก่อนและหลังการเข้าร่วมโปรแกรม 8 สัปดาห์ ของกลุ่มทดลอง นักศึกษามีความ รับผิดชอบต่อตัวเองและสังคม หลังเข้าร่วมโปรแกรมฯ ดีข้ึนอย่างมีนัยสาคัญทางสถิติที่.05 และหลังการเข้า ร่วมโปรแกรมฯ กลุ่มทดลองมีพฤติกรรมความรับผิดชอบตัวเองและสังคมแตกต่างกับกลุ่มควบคุมอย่างมี นยั สาคัญทางสถิตทิ ่ีระดบั .05 น้ัน สอดคล้องกับงานวิจัยของ Hellison & Walsh (2002) ที่ได้สรุปการศึกษาโดยใช้รูปแบบTRSP ของ Hellison จานวน 26 เรื่อง ในช่วงปี 1978 – 2001 โดยมี 21 เร่ือง ใช้ข้อมูลเชิงปริมาณและคุณภาพ 4 เร่ือง ใช้แบบสอบถามสารวจ 3 เร่ือง ใช้ประเมินผลท่ีได้รับ (Outcome) จาก TRSP และอีก 23 เรื่อง เน้นถึง กระบวนการ (Process) ของ TRSP ผลการศึกษาพบว่า ตัวแปรท่ีสนับสนุนผู้เข้าร่วมโปรแกรม TRSP มีการ ปรับปรุง 5 เป้าหมาย (5 ระดับ) ที่ช่วยให้นักเรียนเน้นถึงความรับผิดชอบจานวน 19 เรื่อง จานวน 4 เร่ือง รายงานว่ามีการปรับปรุงการควบคุมตัวเองดีข้ึน และอีก 12 เรื่อง เกิดความพยายามท่ีจะปรับปรุงความ รบั ผิดชอบ แต่มีเพียง 8 เรื่อง ที่แสดงถงึ มีการปรับเปลี่ยนตามทศิ ทางของตวั เอง (Self-Direction) และมีอกี 7 เร่ือง สนบั สนนุ การปรับเปล่ียนในการให้ความช่วยเหลือแก่ผู้อน่ื นอกจากนี้ยงั มีอีก 11 เร่ือง สามารถถ่ายโอน เป้าประสงคน์ อกเหนือในโปรแกรมไดด้ ีด้วย นอกจากน้ี ยังสอดคล้องกับงานวิจัยเรืองการวัดการรับรู้ของนักเรียนเกี่ยวกับความรับผิดชอบตนเอง และสังคมและความสัมพันธ์กับแรงจูงใจท่ีแท้จริงในพลศึกษาของ Li, Wright, Rukavina, & Pickering (2008) ซ่ึงมีวัตถุประสงค์เพ่ือทดสอบความถูกต้องและความน่าเชื่อของปัจจัยความรับผิดชอบตนเองและ สังคม กับความสัมพันธ์กับแรงจูงใจ โดยใช้แบบสอบถามความรับผิดชอบตนเองและสังคม (PSRQ) และแบบ ตรวจความสัมพันธ์การรับรู้ความรับผิดชอบตนเองและสังคมและความสัมพันธ์กับแรงจูงใจ ผู้เข้ารวมเป็น นักเรียนจานวน 253 คน ผลการศกึ ษาพบวา่ นกั เรียนมคี วามรับผดิ ชอบตนเองและสงั คมสงู ขนึ้ อนึ่ง การเปรียบเทียบระดับพฤติกรรมความรับผิดชอบตนเอง และสังคมของนักศึกษามหาวิทยาลัย ราชภัฏ ระหว่างก่อนและหลังการเข้าร่วมโปรแกรมกิจกรรมทางกายฯ แยกตามระดับพฤติกรรมของกลุ่ม ทดลองพบว่า มีความแตกตา่ งกันในระดับพฤติกรรมท่ี III กาหนดทิศทางของตัวเองหลังการเข้าร่วมโปรแกรม อย่างมีนัยสาคัญทางสถิติท่ีระดับ .05 นั้น สอดคล้องกับงานวิจัยของ Hellison & Walsh (2002) ท่ีได้สรุป การศึกษาโดยใช้รูปแบบ TRSP ของ Hellison จานวน 26 เร่ือง ในช่วงปี 1978 – 2001 พบว่า มี 8 เร่ือง ท่แี สดงถงึ มกี ารปรบั เปล่ียนตามทศิ ทางของตวั เอง (Self - Direction)

ขอ้ เสนอแนะจากการวจิ ยั ข้อเสนอแนะในการนาวจิ ัยไปใช้ 1. การนาโปรแกรมกิจกรรมทางกายที่พัฒนาพฤติกรรมความรับผิดชอบตนเอง และสังคมของ นักศึกษามหาวิทยาลัยราชภฏั ไปใช้ใหเ้ กิดผลอย่างตอ่ เนอื่ งและไดผ้ ลดียงิ่ ขึน้ ควรทาเป็นระยะเวลา 16 สัปดาห์ หรือ 1 ภาคการศึกษา ในการเรียนการสอนเป็นอย่างนอ้ ย 2. มหาวทิ ยาลัยราชภฎั ท่ีสนใจโปรแกรมกิจกรรมทางกาย ทีพ่ ัฒนาพฤติกรรมความรับผิดชอบตนเอง และสังคมของนักศกึ ษา สามารถนาผลการวจิ ยั นไี้ ปเปน็ สว่ นหนึ่งในการพัฒนากิจกรรมการเรยี นการสอนได้ ขอ้ เสนอแนะในการวจิ ัยครัง้ ต่อไป 1. ควรมีการพัฒนาโปรแกรมกิจกรรมทางกาย ทพี่ ัฒนาพฤติกรรมความรับผิดชอบตนเอง และสังคม สาหรับนักเรยี นในโรงเรียนระดบั ประถมศกึ ษา และมธั ยมศกึ ษา 2. ควรมีการพัฒนาโปรแกรมกิจกรรมทางกาย ทพ่ี ัฒนาพฤติกรรมความรับผิดชอบตนเอง และสังคม ของนักศึกษามหาวิทยาลัยราชภัฏ ในรูปแบบกิจกรรมใหม่ ๆ ให้เหมาะสมกับการเปล่ียนแปลงด้านการเรียน การสอนในอนาคต References Dusit Utitpong. (2004). The development of social responsibility for undergraduate students of Faculty of Education at Khon Kaen University (Master’s thesis), Khon Kaen University. Hagenbach, S. (2011). Teaching Children Responsible Behavior. IL: Human Kinetics. Hellison, D. (1996). Teaching Personal and Social Responsibility in Physical Education. In S. Silverman, & C. D. Ennis (Eds.). Students Learning in Physical Education. IL: Human Kinetics. Hellison, D., & Walsh, D. (2002). Responsibility-based youth program evaluation: Investigating the Investigation. Quest, 54, 292 - 307. Hellison, D. (2011). Teaching Personal and Social Responsibility through Physical Activity. IL: Human Kinetics. Li, W., Wright, P.M., Rukavina, P.B., & Pickering, M. (2008). Measuring students’ perceptions of personal and social responsibility and relationship to intrinsic motivation in urban physical education. Journal of Teaching in Physical Education, 27, 167 - 178. Surasuk, Laubmala. (2009). Teaching Social Responsibility. Thai Education Journal, 6, 21 - 27. Wallapa, Thephasadin Na Ayudhya. (2000). Developing Virtue and Ethics of Students. Bangkok: Ministry of University Affairs. Watson, D. L., & Clocksin, B. D. (2013). Using Physical Activity and Sport to Teach Personal and Social Responsibility. IL: Human Kinetics. Received: March, 31, 2020 Revised: June, 19, 2020 Accepted: June, 22, 2020



ผลของการฝกึ ด้วยนา้ หนกั ทีม่ ตี ่อความแม่นยา้ ในการยิงปนื ยาวทา่ นอน 50 เมตร จิระภา สมคั รพงษ์ รายาศติ เต็งกูสลุ ยั มาน และ ภานุ ศรีวสิ ุทธิ์ คณะศกึ ษาศาสตร์ มหาวิทยาลยั การกฬี าแหง่ ชาติ วิทยาเขตกระบี่ บทคัดย่อ การวิจัยคร้ังนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาและเปรียบเทียบผลของการฝึกด้วยน้าหนักที่มีต่อ ความแม่นย้าในการยงิ ปืนยาวท่านอน 50 เมตร ระหว่างก่อนการฝกึ และหลงั การฝกึ สัปดาห์ท่ี 8 กลุม่ ตัวอยา่ ง ทใ่ี ชใ้ นการวิจัยครั้งนี้ ได้แก่ นักกีฬายิงปืนยาวท่านอน 50 เมตร เพศหญิง ของสถาบันการพลศึกษา วิทยาเขต ตรัง ปีการศึกษา 2562 จ้านวน 30 คน ซ่ึงได้มาโดยการสุ่มแบบง่าย (Simple Random Sampling) เครื่องมือท่ีใช้ในการวิจัยเป็นการทดสอบความแม่นย้าในการยิงปืนยาวท่านอน 50 เมตร และแบบทดสอบ ความแข็งแรงอดทนของกล้ามเนื้อ โดยการทดสอบงอแขนห้อยตัวส้าหรับผู้หญิง โปรแกรมการฝึกยิงปืนยาว ท่านอน 50 เมตร และโปรแกรมการฝึกด้วยน้าหนักที่ผู้วิจัยสร้างข้ึนและผ่านการพิจารณาของผู้เช่ียวชาญ ด้านกีฬายิงปนื จ้านวน 3 ท่าน สถิติท่ใี ชว้ ิเคราะหข์ ้อมลู ประกอบดว้ ย ค่าเฉล่ีย ค่าเบีย่ งเบนมาตรฐาน และค่า t - test ผลการวิจัยพบว่า คะแนนของแบบทดสอบยิงปืนยาวท่านอน 50 เมตร ก่อนการฝึกเท่ากับ 577.4 คะแนน และหลังการฝึกเท่ากับ 589.8 คะแนน จากการเปรียบเทียบความแตกต่างของค่าเฉลี่ย 8 สัปดาห์ พบว่า ความแม่นย้าในการยิงปืนยาวท่านอน 50 เมตร หลังการฝึกสูงกว่าก่อนการฝึก อย่างมีนัยส้าคัญทาง สถิติ ที่ระดับ .05 ในท้านองเดียวกับความแข็งแรงอดทนของกล้ามเน้ือ มีค่าเฉลี่ยก่อนการฝึกเท่ากับ 47.46 วินาที และหลังการฝึกเท่ากับ 59.96 วินาที จากการเปรียบเทียบความแตกต่างค่าเฉลี่ยพบว่า สัปดาห์ท่ี 8 หลงั การฝกึ ความแขง็ แรงอดทนของกล้ามเน้อื สูงกว่ากอ่ นการฝกึ อยา่ งมีนัยส้าคัญทางสถติ ิ ท่รี ะดบั .05 ค้าสา้ คญั : การฝกึ ดว้ ยน้าหนกั ความแมน่ ย้าในการยิงปนื ยาวทา่ นอน 50 เมตร Corresponding Author: จริ ะภา สมคั รพงษ์ คณะศกึ ษาศาสตร์ มหาวทิ ยาลยั การกีฬาแหง่ ชาติ วิทยาเขตกระบ่ี Email: [email protected]

EFFECT OF WEIGHT TRAINING PROGRAM UPON THE ACCURACY OF 50 - METER RIFLE PRONE Jirapa Samakphong, Raja Syed Tengku Sulaiman, and Panu Sriwisut Faculty of Education, Thailand National Sports University Krabi campus Abstract The purposes of this research were to study and compare the effect of weight training on the accuracy of prone rifle firing a 50-meter between before training and after training at the 8th week. The samples consisted of 30 female 50 - meter rifle prone shooters from Institute of Physical Education Trang Campus, academic year 2019 who were chosen by simple random sampling method. The instrument used in this research was a test for accuracy of prone rifle firing a 50-meter and a flexed arm hang test. A prone rifle firing a 50 meter training program developed by the 3 experts who were experienced in shooting. Data were collected by testing the accuracy of the 50 - meter rifle prone and test the strength - endurance of the muscles by using test as mentioned above. The statistics for data analysis were mean, standard deviation and t - test. The results were found that the accuracy pretest mean score of a prone rifle firing a 50 meter training was rated by 577.4 and the posttest mean score was rated of 589.8, which the posttest mean score was higher that the pretest mean score at the significance level of 0.05. The pretest mean score of muscle strength-endurance was rated of 4 7 .4 6 seconds and the posttest mean score was rate of 59.96 seconds, which the posttest mean score was higher than the pretest mean score at the significance level of 0.05. Keywords: Weight Training, Accuracy of 50 - Meter Rifle Prone Corresponding Author: Jirapa Samakphong, Faculty of Physical Education, Thailand National Sports University, Krabi Campus, Email: [email protected]

บทนา้ กีฬายิงปืนเป็นกีฬาสากลชนิดหน่ึงที่ได้รับความนิยมอย่างแพร่หลาย ทั้งในประเทศไทย และต่างประเทศ มกี ารจดั การแข่งขันตลอดท้ังปี เพื่อพัฒนาศกั ยภาพของนกั กฬี าใหส้ ูงข้ึน ในการแขง่ ขนั ยิงปืนนักกีฬาทีป่ ระสบ ชยั ชนะจะต้องเปน็ ผทู้ ่ีมีทักษะ สมาธิ และสมรรถภาพทางกาย (Physical Fitness) ที่เหนอื กว่าคู่แข่งขันเสมอ (Ritidet Arpron, 2005, p.1) การที่นักกฬี ายงิ ปืนจะสามารถประสบความส้าเรจ็ ได้นัน้ จะตอ้ งประกอบไปด้วย องค์ประกอบท่ีส้าคัญ คือ นักกีฬาจะต้องมีทักษะพื้นฐานในการยิงปืนท่ีดี และ องค์ประกอบที่ส้าคัญอีก ประการหนึง่ คอื สมรรถภาพทางกาย สมรรถภาพทางกาย (Physical Fitness) คือ ความสามารถของระบบต่างๆ ในร่างกายท่ีจะสามารถ ทา้ งานไดอ้ ยา่ งมีประสิทธิภาพ (Supitr Samahito et al., 2012, p.7) สมรรถภาพทางกาย แบ่งออกเป็น 2 ประเภท ใหญ่ ๆ คือ สมรรถภาพทางกายท่ีสัมพันธ์กับสุขภาพ (Health - Related Physical Fitness) และสมรรถภาพ ทางกายเพ่ือทักษะกีฬา (Skill-Related Physical Fitness) ทั้งน้ี สมรรถภาพทางกายท่ีสัมพันธ์กับทักษะกีฬา ยิงปืน ได้แก่ ความแข็งแรงของกล้ามเน้ือ (Muscular Strength) คือ ความสามารถของกล้ามเน้ือในการออกแรง สูงสุดใน 1 ครั้ง จนกว่าการเคลื่อนไหวจะส้ินสุดโดยความแข็งแรงจะถูกแบ่งออกเป็นหลายรูปแบบ แต่ในการยิงปืน ความแข็งแรงท่ีเกี่ยวข้องกับการยิงปืน ได้แก่ ความแข็งแรงแบบอดทน (Strength Endurance) คือ ความสามารถ ของกล้ามเน้ือในการออกแรงเพ่ือการเคล่ือนไหวอย่างต่อเน่ืองสม่้าเสมอในภาวะท่ีมีความเมื่อยล้าเพิ่มขึ้น ความแข็งแรงแบบอดทนจะช่วยให้ร่างกายสามารถท่ีจะเคล่ือนไหวต่อไปได้ (Charoen Krabuanrat, 2014, p.31) ในช่วงท่ีมีการเล็งปืนจะท้าให้มีการรักษาความมั่นคงของร่างกายได้ นอกจากความแข็งแรงของกล้ามเน้ือ แล้วในการยิงปนื จ้าเปน็ ตอ้ งอาศัยความอดทนของกล้ามเนื้อเพราะจะท้าให้สามารถคงระยะการยิงปนื ไว้ได้นาน ความอดทนของกล้ามเน้ือ (Muscular Endurance) คือ ความสามารถของกล้ามเน้ือในการออก แรงเกือบสูงสุดเพ่ือการเคล่ือนไหวอย่างต่อเน่ืองหรือปฏิบัติซ้า ๆ ได้ในระยะเวลานาน โดยมีข้อจ้ากัดของการ เคลื่อนไหว คือ ความเม่ือยล้า (Charoen Krabuanrat, 2014, p.33) การมีความอดทนของกล้ามเน้ือจะ ท้าให้ร่างกายปฏิบัติกิจกรรมซ้า ๆ ได้ในระยะเวลานานข้ึนก่อนท่ีจะมีความเม่ือยล้าเกิดข้ึนและนอกจากความ อดทนของกล้ามเน้ือจะสามารถปฏิบัติกิจกรรมต่าง ๆ ได้แล้ว ในการมีความอดทนของร่างกายจะต้องอาศัย ความอดทนของระบบไหลเวยี นและหายใจด้วยเช่นกัน ความอดทนของระบบไหลเวียนและหายใจ (Cardiorespiratory Endurance) คือ การท้างานของ กล้ามเน้ือ หรือการเคล่ือนไหวร่างกายที่ใช้ออกซิเจนเป็นองค์ประกอบส้าคัญของการผลิตพลังงานเพื่อให้กล้ามเนื้อ ใช้เปน็ เชอ้ื เพลิงในการเคลอื่ นไหวได้เปน็ ระยะเวลานาน (Charoen Krabuanrat, 2014, p.35) ผู้ยิงปืนจะตอ้ ง อาศยั สมรรถภาพทางกายด้านนใี้ นการควบคุมลมหายใจ เพราะทกั ษะการยิงปนื จะต้องมีการควบคุมลมหายใจ ก่อนการเหนี่ยวไกปืน และระยะเวลาที่ใช้ในการยิงปืนมีเวลานานมากกว่า 60 นาที จึงจ้าเป็นที่จะต้องมีความ อดทนของระบบไหลเวียนและการหายใจท่ีดี จะท้าให้สามารถกลั้นลมหายใจ และรักษาระยะการเล็งปืนได้ นานข้ึน ท้าให้ล้าตัวมีความน่ิงมากข้ึน และนอกจากสมรรถภาพทางกายที่สัมพันธ์กับสุขภาพท่ีดีแล้ว การยิงปืน จะต้องอาศัยสมรรถภาพทางกายที่สัมพันธ์กับทักษะ เพ่ือที่จะสามารถฝึกและปฏิบัติทักษะได้ โดยสมรรถภาพทาง กายท่ีสัมพันธ์กับทักษะท่ีเก่ียวข้องกับการยิงปืน ได้แก่ การทรงตัว และปฏิกิริยาตอบสนอง การทรงตัว คือ ความสามารถของร่างกายในการถ่ายน้าหนักอย่าง เช่น การเกร็งกล้ามเนื้อ การโยกตัว การกางแขน และรักษา สมดุลของร่างกายโดยการถ่ายน้าหนักเพ่ือให้มีการทรงตัวดีขึ้น (Krit Petnontakhot, 2006, p.10) ในการ ยิงปืนจ้าเป็นจะต้องอาศัยการทรงตัวท่ีดีในการจัดท่ายิง (Kitiphong Songkiti, 2014, pp. 2 - 4) และ นอกจากการทรงตัวแลว้ ในการยงิ ปืนจะตอ้ งอาศัยการมเี วลาปฏิกริ ยิ าทดี่ ีดว้ ย

ปฏิกิริยาตอบสนอง (Reaction Time) คือ ช่วงระยะเวลาระหว่างการกระตุ้นกับปฏิกิริยาตอบสนอง คร้ังแรกต่อการกระตุ้น ความเร็วของเวลาปฏิกิริยาตอบสนองเป็นส่วนส้าคัญมากในการเคลื่อนไหวร่างกาย หรือการตอบสนองต่อส่ิงเร้า (Thanomwong Kritphet, 2012, p.178) ซึ่งจากการสัมภาษณ์ผู้ฝึกสอนยิงปืน ท้าให้ทราบว่าระยะเวลาในการเหนยี่ วไกมีส่วนส้าคัญต่อความแม่นยา้ ด้วยเชน่ กนั การมีเวลาปฏิกิริยาที่รวดเร็ว จะท้าให้การตัดสินใจเหน่ียวไกปืนรวดเร็วมากข้ึนหลังจากเล็งปืน นักกีฬาท่ีจะก้าวไปสู่ความเป็นเลิศทางการ กีฬานั้นจะต้องมีองค์ประกอบ 3 ประการ คือ 1. จะต้องเป็นผู้ท่ีมีสมรรถภาพทางกายท่ีดี 2. จะต้องเป็นผู้ท่ีมี ทักษะที่ดี และ 3. จะต้องเป็นผู้ที่มีสมรรถภาพทางจิตท่ีสมบูรณ์ นักกีฬายิงปืนท่ีจะประสบความส้าเร็จย่อม ตอ้ งประกอบไปดว้ ยองคป์ ระกอบท้ัง 3 ประการ ในปัจจุบันความเจริญก้าวหน้าทางเทคโนโลยีท่ีทันสมัย ได้น้าหลักการวิทยาศาสตร์การกีฬาเข้ามา มีบทบาทในการเพ่ิมสมรรถภาพทางกายในแต่ละองค์ประกอบให้กับนักกีฬา เช่น การฝึกด้วยน้าหนักตัว การฝึกกายบริหาร การฝึกด้วยน้าหนัก (Weight Training) และการฝึกแบบไอโซคิเนติก เป็นวิธีการฝึกที่เป็น วทิ ยาศาสตร์มีหลักการและเหตุผลท่ีเชื่อถือพิสูจน์ได้ มีจุดประสงค์เพื่อพัฒนาความแข็งแรง และความอดทน ของกลา้ มเนือ้ (Panyanat Poolsawat, 2016, p.45) โดยใชแ้ รงต้านจากแผ่นนา้ หนกั สปรงิ ยางยืด ความดัน จากลม แรงต้านจากน้าหนักหรอื แรงต้านจากวัตถุอืน่ ๆ ให้กล้ามเน้ือได้ออกแรงหดตัวและยืดตัวมากกว่าปกติ เพ่อื สร้างความแขง็ แรงให้กับกล้ามเน้ือ เอ็น และข้อต่อ ปอ้ งกันการบาดเจ็บที่อาจจะเกิดกับกล้ามเน้ือและเอ็น ข้อต่อ ในการเลือกวิธีการฝึกนั้นต้องพิจารณาในประเด็นท่ีเก่ียวกับอุปกรณ์ เมื่อพิจารณาแล้วการฝึกท่ีพัฒนา ความแข็งแรงได้ดีและรวดเร็ว คือ การฝึกด้วยเครื่องมือประเภทไอโซคิเนติก แต่ปัญหาท่ีพบ คือ อุปกรณ์ มรี าคาแพง ด้ังนั้นจากการพิจารณาเห็นว่า การฝกึ ด้วยน้าหนกั จะสามารถท้าได้ดีกว่า เนื่องจากอุปกรณ์ท่ีใช้ใน การฝึกด้วยน้าหนัก สามารถฝึกไดใ้ นศูนย์วิทยาศาสตรก์ ารกีฬาในทกุ ๆ พื้นท่ี การฝึกด้วยน้าหนกั จะตอ้ งมีการ จดั โปรแกรมการฝึกให้เหมาะสมกับบุคคลเพือ่ ให้มีการพัฒนาได้อย่างมีประสิทธิภาพ องคป์ ระกอบท่ีส้าคัญในการ ฝึกด้วยน้าหนักประกอบด้วย จ้านวนครั้งที่ยก จ้านวนเซต ปริมาณความหนักท่ียก จังหวะในการยก และความถูกต้องของท่าที่ใช้ในการยก เป็นปัจจัยที่ส้าคัญอย่างยิ่งที่จะท้าให้นักกีฬาเกิดการพัฒนาท่ีดี และมีสมรรถภาพทางกายท่ีสมบูรณ์ ซึ่งสอดคล้องกับ ชัชฎาพร พิทักษ์เสถียรกุล (Chatchadaporn Phitaksathienkul, 1999, p.1) ท่ีกล่าวถึงความแข็งแรงของร่างกายไว้ว่า ความแข็งแรงของร่างกายเป็น องค์ประกอบหน่ึงของสมรรถภาพทางกาย ที่มีความส้าคัญต่อมนุษย์ท้ังในด้านการด้ารงชีวิตประจ้าวัน และ การเล่นกีฬา บุคคลที่มีกล้ามเน้ือแข็งแรงกว่าย่อมมีแนวโน้มว่าจะสามารถเคลื่อนไหวร่างกายได้อย่าง มีประสิทธิภาพสูงกว่า เนื่องจากกล้ามเนื้อสามารถท้าให้เกิดแรงหรือพลังงาน หรือพลังที่ใช้ในการเคลื่อนไหว ส่วนต่าง ๆ ของร่างกายได้สูงกว่าคนท่ีมีความแข็งแรงของกล้ามเนื้อน้อยกว่า ดังนั้นการฝึกกล้ามเน้ือด้วย น้าหนัก นับว่าเป็นวิธีการอีกรูปแบบหน่ึงท่ีมีความส้าคัญและจ้าเป็นอย่างย่ิงต่อการพัฒนาเสริมสร้าง สมรรถภาพทางกายของนักกีฬาให้ถึงพร้อมความสมบูรณ์แข็งแรงสูงสุดได้อย่างรวดเร็วย่ิงข้ึน ซึ่งสมรรถภาพ ทางกายมีความจ้าเป็นส้าหรับนักกีฬาเพื่อน้าไปสู่การเล่นกีฬาที่มีประสิทธิภาพ หากนักกีฬาได้รับการพัฒนา เสริมสร้างความแข็งแรงเพ่ิมขึ้นการแสดงออกของพลังกล้ามเน้ือก็จะสามารถท้าได้อย่างมีประสิทธิภาพยิ่งข้ึน (Narin Saengsichan, 2009, p.1) จากการที่ผู้วิจัยเป็นนักกีฬาและผู้ฝึกสอนกีฬายิงปืนประเภทปืนยาวท่านอน 50 เมตร ท้าให้ทราบ ว่าการท่ีนักกีฬายิงปืนในประเภทน้ีจะมีสถิติของคะแนนท่ีเพ่ิมข้ึนได้นั้น จ้าเป็นจะต้องมีทักษะการยิงปืนท่ีดี มีสมาธิในการแข่งขัน และมีความสมบูรณ์ของสมรรถภาพทางกาย อันเกิดจากการฝึกซ้อมอย่างสม้่าเสมอ ของโดยถกู ตอ้ งตามหลกั เกณฑแ์ ละวิธีการฝึก เพ่ือเสรมิ สรา้ งความแข็งแรงอดทนของกลา้ มเน้ือ โดยเฉพาะการฝึก

ด้วยน้าหนัก (Weight Training) เป็นท่ียอมรับกันแล้วว่า สามารถปรับปรุงเสริมสร้าง และรักษาความสมบรูณ์ ของร่างกายไว้เป็นอย่างดี ช่วยพัฒนาทักษะทางกีฬาให้มีความช้านาญมากย่ิงข้ึน ดังนั้นผู้วิจัยจึงมีความสนใจ จะศกึ ษาและเปรียบเทยี บผลของการฝกึ ด้วยนา้ หนกั ที่มีต่อความแมน่ ยา้ ในการยงิ ปนื ยาวท่านอน 50 เมตร วตั ถปุ ระสงค์ของการวจิ ัย 1. เพ่ือศึกษาผลของการฝึกด้วยน้าหนักท่ีมีต่อความแม่นย้าในการยิงปืนยาวท่านอน 50 เมตร ระหวา่ งกอ่ นการฝกึ และหลังการฝกึ สปั ดาห์ที่ 8 2. เพ่ือเปรียบเทียบผลของการฝึกด้วยน้าหนักท่ีมีต่อความแม่นย้าในการยิงปืนยาวท่านอน 50 เมตร ระหว่างก่อนการฝึกและหลงั การฝกึ สปั ดาห์ท่ี 8 สมมุติฐานการวิจัย หลังการฝึกด้วยน้าหนักสัปดาห์ท่ี 8 มีผลต่อความแม่นย้าในการยิงปืนยาวท่านอน 50 เมตร สูงกว่า กอ่ นการฝกึ ดว้ ยน้าหนกั วธิ ีด้าเนนิ งานวจิ ยั การวิจัยคร้ังนี้ เป็นการวิจัยก่ึงทดลอง (Quasi Experimental Research) มีวัตถุประสงค์เพ่ือศึกษา และเปรียบเทียบผลของการฝึกด้วยนา้ หนกั ที่มตี ่อความแม่นย้าในการยิงปืนยาวทา่ นอน 50 เมตร โดยผู้วจิ ยั ได้ ด้าเนินการวิจยั ดงั ตอ่ ไปน้ี ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง ประชากรทใ่ี ชใ้ นการวจิ ยั ประชากรท่ีใช้ในการวิจัยคร้ังน้ี ได้แก่ นักกีฬายิงปืนยาวท่านอน 50 เมตร เพศหญิง ของสถาบัน การพลศึกษา วทิ ยาเขตตรัง ปกี ารศกึ ษา 2562 จา้ นวน 43 คน กลุ่มตัวอย่างทีใ่ ชใ้ นการวิจยั เป็นนักกีฬายิงปืนยาวท่านอน 50 เมตร เพศหญิง ของสถาบันการพลศึกษา วิทยาเขตตรัง ปีการศึกษา 2562 จ้านวน 30 คน ซ่ึงไดม้ าโดยการสมุ่ แบบง่าย (Simple Random Sampling) เครอื่ งมอื ที่ใชใ้ นการวจิ ยั 1. แบบทดสอบความแม่นย้าในการยิงปืนยาวท่านอน 50 เมตร ใช้ตามกติกาการแข่งขันของ ISSF (Iinternational Shooting Sport Federation) 2. แบบทดสอบความแข็งแรงอดทนของกล้ามเน้ือ โดยการทดสอบงอแขนห้อยตัว ส้าหรับผู้หญิง (Flexed-arm Hang) ตามแบบแผนของแบบทดสอบสมรรถภาพทางกายมาตรฐานระหว่างประเทศ (International Committee for the Standardization of the Physical Fitness Test: ICSPFT) ขันตอนในการสรา้ งโปรแกรมการฝกึ ผวู้ ิจยั ได้สรา้ งโปรแกรมการฝึกยิงปืนยาวทา่ นอน 50 เมตร และโปรแกรมการฝกึ ด้วยน้าหนัก เพื่อเป็น เครื่องมือประกอบการศึกษา ในการนี้ผู้วิจัยได้ด้าเนินการสร้างและพัฒนาโปรแกรมดังกล่าว ดังรายละเอียด ต่อไปน้ี โปรแกรมการฝกึ ยงิ ปนื ยาวทา่ นอน 50 เมตร 1. ศกึ ษาจากตา้ รา เอกสาร และงานวจิ ัยท่ีเกยี่ วข้อง 2. สร้างโปรแกรมการฝึกยงิ ปืนยาวทา่ นอน 50 เมตร

3. น้าโปรแกรมการฝึกยิงปืนยาวท่านอน 50 เมตร ท่ีผู้วิจัยสร้างข้ึน ไปให้ผู้ทรงคุณวุฒิ จ้านวน 3 ท่าน พิจารณาความถูกต้องและความเหมาะสมของโปรแกรมเพ่ือให้สามารถน้าโปรแกรมดังกล่าว ไปใช้ได้จริง ตามวัตถปุ ระสงคข์ องการศึกษาได้ 4. น้าโปรแกรมการฝึกยิงปืนยาวท่านอน 50 เมตร ท่ีผู้ทรงคุณวุฒิ จ้านวน 3 ท่าน ได้พิจารณาแล้ว ว่ามีความถูกต้องและมีความเหมาะสมของโปรแกรมการฝึกยิงปืนยาวท่านอน 50 เมตร สามารถน้าไปใช้ได้จริง ตามวตั ถุประสงคข์ องการศกึ ษาได้ 5. น้าโปรแกรมการฝึกยิงปืนยาวท่านอน 50 เมตร ท่ีผู้วิจัยสร้างข้ึนไปทดลองใช้กับกลุ่มทดลอง อาสาสมัครซึ่งเป็นนักกีฬายิงปืนยาวท่านอน 50 เมตร ตัวแทนจังหวัดตรัง ซึ่งไม่ใช่กลุ่มตัวอย่าง เพ่ือหาจุด บกพร่องและตรวจสอบแกไ้ ขให้เหมาะสม 6. โปรแกรมการฝึกยิงปืนยาวท่านอน 50 เมตร ก้าหนดระยะเวลาในการฝึก 8 สัปดาห์ ๆ ละ 3 วัน คือ วันจนั ทร์ วนั พุธ และวนั ศุกร์ ระหวา่ งเวลา 16.00 น. – 17.30 น. ซงึ่ ประกอบดว้ ยรายละเอยี ด ดังน้ี 6.1 อบอ่นุ ร่างกาย 10 นาที 6.2 ยิงแห้ง 15 นาที 6.3 ยงิ จบั กล่มุ กระสุน 25 นาที 6.4 พักการประคองปืน 5 นาที 6.5 ยิงบันทึกผล 25 นาที 6.6 คลายกล้ามเน้ือ 10 นาที โปรแกรมการฝึกดว้ ยนา้ หนกั 1. ศึกษาจากต้ารา เอกสาร และงานวิจัยท่ีเก่ียวข้องกับการฝึกด้วยน้าหนักเพ่ือเป็นแนวทางใน การวางแผนการสรา้ งโปรแกรมการฝึกด้วยน้าหนกั เพ่ือพัฒนาความแม่นยา้ ในการยงิ ปืนยาวทา่ นอน 50 เมตร 2. ศึกษากลุ่มกล้ามเนื้อท่ีส้าคัญและเกี่ยวข้องกับการยิงปืนยาวท่านอน 50 เมตร ได้แก่ กล้ามเน้ือ ต้นแขนด้านหน้า (Biceps) กล้ามเน้ือต้นแขนด้านหลัง (Triceps) กล้ามเน้ือหัวไหล่ (Deltoid) กล้ามเนื้อ หนา้ อก (Pectoralis) และกล้ามเนื้อหลังส่วนบน (Trapezius) 3. สร้างโปรแกรมการฝึกด้วยน้าหนัก การออกแบบโปรแกรมการฝึกด้วยน้าหนักในครั้งน้ี ผู้วิจยั ได้น้า ระบบการฝึกด้วยน้าหนักของเบอร์เกอร์ (The Berger’s Weight Training Program) มาประยุกต์ใช้ ให้สอดคลอ้ งกับการฝึกเพ่อื พัฒนาความแขง็ แรงอดทนของกลา้ มเน้ือ (Endurance Strength) 4. น้าโปรแกรมการฝกึ ดว้ ยน้าหนกั ทีผ่ ู้วจิ ยั สรา้ งข้นึ ไปใหผ้ ทู้ รงคุณวุฒิ จา้ นวน 3 ท่าน พจิ ารณาความ ถูกต้องและความเหมาะสมของโปรแกรมการฝึกดว้ ยน้าหนัก 5. น้าโปรแกรมการฝึกด้วยน้าหนักท่ีผู้ทรงคุณวุฒิ จ้านวน 3 ท่าน ได้พิจารณาแล้วว่ามีความถูกต้อง และมีความเหมาะสมของโปรแกรมการฝกึ ด้วยนา้ หนัก สามารถน้าไปใช้จริงตามวตั ถปุ ระสงคข์ องการศกึ ษาได้ 6. น้าโปรแกรมการฝึกด้วยน้าหนักที่ผู้วิจัยสร้างข้ึนไปทดลองใช้กับกลุ่มทดลองอาสาสมัครซึ่งเป็น นักกีฬายิงปืนยาวท่านอน 50 เมตร ตัวแทนจังหวัดตรัง ซึ่งไม่ใช่กลุ่มตัวอย่างเพื่อหาจุดบกพร่อง และ ตรวจสอบแกไ้ ขให้เหมาะสม 7. โปรแกรมการฝกึ ดว้ ย ซึง่ มรี ายละเอียด ดังนี้ 7.1 ความถี่ (frequency) และระยะเวลาในการฝึก (duration) ก้าหนดให้ฝึก 3 วัน ต่อสัปดาห์ คือ วันจนั ทร์ วันพธุ และวันศุกร์ วนั ละ 60 นาที ระหว่างเวลา 17.30 น. - 18.30 น. รวมท้งั สิ้น 8 สปั ดาห์

7.2 ความหนักของงาน (intensity) ก้าหนดความหนักของงานร้อยละ 50 ของความหนักสูงสุด ทีส่ ามารถยกได้ 1 ครงั้ (1-RM) 7.3 จ้านวนครั้ง (repetition) และ จ้านวนชุด (set) ก้าหนดให้ฝึก 3 ชุด ๆ ละ 15 คร้ัง พักระหว่างชุด 1 นาที 7.4 การพัฒนาความก้าวหน้า (progression) กรณีท่ีกลุ่มตัวอย่างสามารถยกได้ 15 ครั้ง ทั้ง 3 ชุด ให้ปรับน้าหนักขึน้ อีก ร้อยละ 2.5 ของความหนกั ทีใ่ ช้อยู่ 7.5 ท่าท่ใี ช้ในการฝึก มีจ้านวน 6 ท่า ดงั นี้ 7.5.1 bench press 7.5.2 arm curl 7.5.3 shoulder press 7.5.4 upright rowing 7.5.5 triceps extention 7.5.6 latissimus dorsi pull down การเกบ็ รวบรวมขอ้ มูล 1. ในการเก็บรวบรวมข้อมูล ผู้วิจัยด้าเนินการประสานทางคณะศึกษาศาสตร์ สถาบันการพลศึกษา วิทยาเขตกระบ่ี จัดท้าหนังสือถึงสถาบันการพลศึกษา วิทยาเขตตรัง เพ่ือขอความอนุเคราะห์ในการฝึกซ้อม นักกีฬายิงปนื ตามโปรแกรม 2. จัดเตรียมสถานท่ี อปุ กรณ์ ตารางการฝกึ และใบบันทึกเพ่อื ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล 3. ประชุมชี้แจงข้ันตอนของการฝึกพร้อมท้ังก้าหนดวัน เวลา และสถานท่ี ท่ีใช้ในการเก็บรวบรวม ข้อมูล ให้กลมุ่ ฝึกทราบโดยละเอยี ดเพ่ือเป็นมาตรฐานงานวิจยั 4. ผ้วู ิจยั ได้ดา้ เนนิ การทดสอบความแมน่ ย้าในการยิงปืนยาวท่านอน 50 เมตร และทดสอบความแขง็ แรง อดทนของกล้ามเน้ือกลุ่มเป้าหมาย โดยการทดสอบงอแขนห้อยตัว ส้าหรับผู้หญิง (Flexed-Arm Hang) ก่อน และหลงั การฝึก 8 สปั ดาห์ 5. ผู้วิจัยด้าเนินการฝึกตามโปรแกรมเป็นเวลา 8 สัปดาห์ ๆ ละ 3 วัน ได้แก่ วันจันทร์ วันพุธ และวันศุกร์ ระหว่างเวลา 16.00 น. – 18.30 น 6. ในการน้ีผู้วิจัยไดรับความอนุเคราะห์จากเจ้าหน้าที่จากศูนย์วิทยาศาสตร์การกีฬาของสถาบัน การพลศกึ ษา วทิ ยาเขตตรัง เป็นผ้ชู ่วยบนั ทึกผลการทดสอบท้งั กอ่ น และหลังการฝกึ 7. น้าผลการทดสอบความแม่นย้าในการยิงปืนยาวท่านอน 50 เมตร และความแข็งแรงอดทนของ กลา้ มเน้ือมาวิเคราะหห์ าคา่ ทางสถิติ 8. น้าผลที่ได้มานา้ เสนอในรปู ของตารางประกอบความเรยี ง การวิเคราะห์ข้อมลู 1. หาค่าเฉลี่ย (Mean) และค่าเบ่ียงเบนมาตรฐาน (Standard Deviation) ของคะแนนความแม่นย้า ในการยิงปนื ยาวท่านอน 50 เมตร และความแขง็ แรงอดทนของกล้ามเน้ือกลุม่ เป้าหมาย ซง่ึ ได้จากการทดสอบ การงอแขนหอ้ ยตวั สา้ หรบั ผู้หญงิ 2. ทดสอบความแตกต่างค่าเฉลี่ยคะแนนความแม่นย้าในการยิงปืนยาวท่านอน 50 เมตร และ ความแข็งแรงอดทนของกล้ามเนื้อ โดยการทดสอบค่าที (Dependent t - test)

ผลการวิจัย การทดสอบยงิ ปืนยาวทา่ นอน 50 เมตร ตารางท่ี 1 เปรียบเทียบคะแนนความแม่นย้าในการยงิ ปนื ยาวทา่ นอน 50 เมตร ระหว่างกอ่ น และหลังการฝึก ดว้ ยนา้ หนกั สัปดาหท์ ี่ 8 แบบทดสอบ N ���̅��� S.D t p Pre-test 30 577.4 8.01 11.74 .000 Post-test 30 589.8 9.70 *p < .05 (F 29 = 1.6991) ตารางที่ 1 แสดงว่า ค่าเฉล่ียคะแนนความแม่นย้าในการยิงปืนยาวท่านอน 50 เมตร ก่อนการฝึก เท่ากับ 577.4 คะแนน และมีค่าเบ่ียงเบนมาตรฐาน เท่ากับ 8.01 ขณะท่ีค่าเฉล่ียคะแนนหลังการฝึก เท่ากับ 589.8 คะแนน และมีคา่ เบ่ียงเบนมาตรฐาน เทา่ กับ 9.70 เมื่อเปรียบเทียบคะแนนเฉล่ียดังกล่าว ระหว่างก่อนการฝึกและหลังการฝึกสัปดาห์ที่ 8 ปรากฏว่า คะแนนเฉลย่ี การยงิ ปืนยาวท่านอน 50 เมตร หลังการฝึกสัปดาห์ที่ 8 สงู กว่าก่อนการฝึก อย่างมีนัยสา้ คญั ทาง สถิติทร่ี ะดบั 0.05 การทดสอบความแข็งแรงอดทนของกล้ามเนอื ตารางท่ี 2 เปรียบเทียบผลการทดสอบความแข็งแรงอดทนของกล้ามเนื้อก่อนและหลังการฝึกด้วยน้าหนัก สัปดาห์ท่ี 8 แบบทดสอบ N ̅������ S.D tp 30 12.10 .000 Pre-test 30 47.46 5.91 Post-test 59.96 6.27 *p < .05 (F 29 = 1.6991) ตารางที่ 2 แสดงว่า ค่าเฉลี่ยผลการทดสอบความแข็งแรงอดทนของกล้ามเน้ือก่อนการฝึก เท่ากับ 47.46 วินาที และมีค่าเบ่ียงเบนมาตรฐาน เท่ากับ 5.91 ขณะที่ค่าเฉล่ียผลการทดสอบความแข็งแรงอดทน ของกลา้ มเนือ้ หลังการฝกึ เทา่ กับ 59.96 วนิ าที และมีคา่ เบยี่ งเบนมาตรฐาน เท่ากับ 6.27 เมื่อเปรียบเทียบความแข็งแรงอดทนของกล้ามเน้ือดังกล่าวระหว่างก่อนการฝึก และหลังการฝึก สัปดาห์ที่ 8 ปรากฏว่าความแข็งแรงอดทนของกล้ามเนื้อเฉลี่ยหลังการฝึกสปั ดาห์ท่ี 8 สงู กว่ากอ่ นการฝึกอย่าง มนี ัยสา้ คญั ทางสถติ ิทีร่ ะดับ 0.05 อภิปรายผลการวิจยั 1. คะแนนเฉล่ียการยิงปืนยาวท่านอน 50 เมตร หลังการฝึกสัปดาห์ท่ี 8 สูงกว่าก่อนการฝึก อย่างมี นยั สา้ คัญทางสถติ ิ ทั้งน้ีอาจเป็นเพราะว่านักกีฬาได้รบั การฝึกความแขง็ แรงอดทนของกล้ามเน้ือกลุม่ เป้าหมาย ทส่ี ัมพันธ์กับการยิงปืนยาวท่านอน 50 เมตร ที่มีคุณภาพตามหลักวิชาการท่ีส้าคัญ คือ ผ่านการพิจารณาของ ผู้เช่ียวชาญอย่างเป็นข้ันตอนที่เหมาะสม มีผลท้าให้นักกีฬามีความแข็งแรงอดทนของกล้ามเน้ือเพ่ิมมากขึ้น ส่งผลต่อความแม่นย้าในการยิงปืนยาวท่านอน 50 เมตร ซ่ึงสอดคล้องกับข้อค้นพบของชัยวัฒน์ โคสุวรรณ (Chaiwat Kosuwan, 2002, abstract) ทีว่ า่ การฝกึ ด้วยน้าหนกั ควบคู่กับการฝึกยิงประตูในกีฬาบาสเกตบอล

มีผลท้าให้ความแม่นย้าในการยิงประตูบาสเกตบอลระยะไกลเพิ่มสูงขึ้น และนอกจากนี้ยังตรงกับข้อค้นพบ ของ อารีรัตน์ ตาขัน (Arirat Ta Khan, 2009, abstract) ที่ว่าการฝึกด้วยน้าหนักควบคู่กับโปรแกรม การฝึกซอ้ มทกั ษะตะกร้อ สง่ ผลต่อความแม่นยา้ ในการเสริ ฟ์ ลูกตะกรอ้ เพม่ิ มากขนึ้ 2. คะแนนเฉล่ียการทดสอบความแข็งแรงอดทนของกล้ามเนื้อหลังการฝึกสัปดาห์ท่ี 8 สูงกว่าก่อน การฝึก อย่างมีนัยส้าคัญทางสถิติ ทั้งน้ีอาจเป็นเพราะว่านักกีฬาได้รับการฝึกด้วยน้าหนักท่ีมีต่อความแข็งแรง อดทนของกล้ามเนื้อกลุ่มเป้าหมายตามโปรแกรมการฝกึ อย่างเป็นระบบตามหลักการของการฝึก ซ่ึงโปรแกรม การฝึกได้ผ่านการพิจารณาจากผู้เช่ียวชาญอย่างเป็นขั้นตอน จึงส่งผลท้าให้นักกีฬามีความแข็งแรงอดทนของ กล้ามเน้ือเพิ่มมากข้ึน ซ่ึงสอดคล้องกับข้อค้นพบของเอกวิทย์ แสวงผล (Ekkawit Sawangphol, 1992, pp. 51 - 54) ท่ีว่าการฝึกยกน้าหนักแบบวงจร มีผลต่อการพัฒนาความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ และความ อดทนของกล้ามเน้ือ ซึ่งเป็นไปตามท่ีวิไลลักษณ์ ปักษา (Wilailak Paksa, 2010, p.30) อธิบายว่าการฝึกด้วย น้าหนักอย่างถกู ต้องจะช่วยพัฒนาความแข็งแรงและความอดทนของกล้ามเนื้อได้ บทสรปุ จากการวิจัยดังกล่าวท้าให้ทราบว่า โปรแกรมการฝึกด้วยน้าหนักเพื่อสร้างความแข็งแรงอดทนของ กล้ามเนื้อที่ผู้วิจัยสร้างข้ึน สามารถพัฒนาความแม่นย้าในการยิงปืนยาวท่านอน 50 เมตร ของนักกีฬายิงปืน ยาวท่านอน 50 เมตร เพศหญิง สังกัดสถาบันการพลศึกษา วิทยาเขตตรัง ได้เป็นอย่างดี กล่าวคือ ความแม่นย้าการยิงปืนยาวท่านอน 50 เมตร ดังกล่าวหลังการฝึกสัปดาห์ท่ี 8 เพิ่มสูงขึ้นจากก่อนการฝึก อย่างมีนัยส้าคัญทางสถิติ และในท้านองเดียวกันกลุ่มกล้ามเน้ือเป้าหมายที่เก่ียวข้องกับการยิงปืนยาวท่านอน 50 เมตร ก็มีความแข็งแรงอดทนเพ่ิมมากข้ึนหลังจากได้รับการฝึกด้วยน้าหนักสัปดาห์ท่ี 8 ดังน้ันจึงสามารถ สรุปได้ว่าการฝึกยิงปืนยาวท่านอน 50 เมตร ควบคู่กับการฝึกด้วยน้าหนักเพ่ือพัฒนาความแข็งแรงอดทนของ กลุ่มกล้ามเน้ือเป้าหมายจะสามารถช่วยส่งเสริมให้นักกีฬาพัฒนาศักยภาพของตนเองได้ดีย่ิงขึ้น ท้ังในแง่ของ การฝกึ ซ้อม และการแข่งขนั ตอ่ ไปได้ ข้อเสนอแนะจากการวิจัย ข้อเสนอแนะทไ่ี ด้จากการท้าวจิ ัย 1. ควรน้าผลการวิจัยน้ี ไปใช้ในการฝึกช่วยสร้างความแข็งแรงอดทนของกล้ามเนื้อท่ีพัฒนา ความแมน่ ยา้ ในการยงิ ปนื ยาวท่านอน 50 เมตร 2. ข้อควรคา้ นึงถึงในการเกบ็ รวบรวบขอ้ มลู คอื 2.1 การฝึกด้วยน้าหนักซ่ึงจ้าเป็นต้องใช้สถานที่ และอุปกรณ์ในศูนย์วิทยาศาสตร์การกีฬา ซึ่งเป็นหน่วยงานของรัฐบาล และจะมีประชาชนมาใช้บริการร่วมด้วย ควรปฏิบัติตามกฎระเบียบการใช้ อุปกรณ์ต่าง ๆ อยา่ งเครง่ ครัด 2.2 ควรดา้ เนินการประสานงานและแจ้งรายละเอยี ดการฝึกไปยงั ศูนย์วิทยาศาสตร์การกีฬา ให้ชัดเจน เพ่ือความสะดวกในการฝกึ ขอ้ เสนอแนะเพ่ือการวจิ ยั ครังตอ่ ไป 1. ควรศึกษาผลของการฝึกด้วยน้าหนักท่ีมีต่อความแม่นย้าในการยิงปืนยาวประเภทอ่ืน ๆ เช่น การยิงปนื ยาวท่ายนื การยงิ ปืนยาวท่านัง่

2. ควรมีศึกษาผลของการฝึกด้วยน้าหนักท่ีมีต่อความแข็งแรงอดทนของกล้ามเนื้อในกีฬาประเภท อ่ืน ๆ ท่ีคลา้ ยคลึงกัน เช่น ยงิ ธนู References Arirat Ta Khan. (2009). The effect of weight training on leg muscles. Towards precision in serving the takraw ball of female sepak takraw athletes (Master’s thesis), Chiang Mai University. Chatchadaporn Phitaksathienkul. (1999). The effect of two pyramid weight training methods on muscle strength (Master’s thesis), Kasetsart University. Chaiwat Kosuwan (2002) Effects of weight training on accuracy for master distance basketball shooting (Master’s thesis), Kasetsart University Charoen Krabuanrat. (2014). Science for sports coaching. Bangkok: Sintana Copy Center. Ekkawit Sawangphol. (1992). The effect of circuit weight training on agility. Muscle strength and muscle endurance. Bangkok: Kasetsart University. Kitiphong Songkiti. (2004). Training Design for Shooting Athletes. Shooting coaching examination document The Thai Shooting Sport Association. (reproduce). Krit Petnontakrot. (2006). The effect of chi gong training on leg strength and stability of the elderly (Master’s thesis), Srinakharinwirot University. Narin Saengsichan (2009). The effect of using arm strength training program on accuracy in long distance basketball shooting standing (Master’s thesis), Kasetsart University. Panyanat Poolsawat. (2016). Gymnastic Sports Trainer Training Manual. Bangkok: Kaew Chao Jom Media and Publishing Center Suan Sunandha Rajabhat University Ritidet Arporn. (2005). The Effect of muscle endurance and muscle relaxation training upon air rifle shooting performance (Master’s thesis), Chiang Mai University. Supit Samahito et al. (2012). Test and standard of physical fitness. Bangkok: Samitivej Printing House. Thanomwong Kritphet. (2012). Exercise physiology (2nd ed.). Nonthaburi: Teeranasa. Wilailak Paksa. (2010). effects of body weight training and elastic rubber on leg muscle strength in the elderly (Master’s thesis), Srinakharinwirot University. Received: April, 15, 2020 Revised: June, 2, 2020 Accepted: June, 5, 2020

ปัจจัยคดั สรรท่สี ง่ ผลตอ่ พฤติกรรมการใช้หมวกนริ ภยั ในการป้องกนั อบุ ัตเิ หตตุ ามแบบแผน ความเชอ่ื ด้านสขุ ภาพของนักศึกษาสถาบนั การพลศกึ ษา วิทยาเขตยะลา ซารีฟะห์ เจะ๊ แว ฐปนรรฆ์ ประทีปเกาะ และ ชิดชนก เชิงเชาว์ คณะศกึ ษาศาสตร์ มหาวทิ ยาลยั สงขลานครนิ ทร์ วิทยาเขตปตั ตานี บทคดั ย่อ การวิจัยครัง้ น้ีเป็นการศึกษาแบบเชิงสัมพันธ์ (Correlational study) มีวัตถุประสงค์เพื่อสารวจพฤตกิ รรม การใช้หมวกนิรภัย ศึกษาปัจจัยคัดสรรตามแบบแผนความเช่ือด้านสุขภาพที่ ส่งผลต่อพฤติกรรมการใช้ หมวกนิรภัย และศึกษาปัจจัยด้านอ่ืน ๆ ได้แก่ เพศ อายุ ชั้นปี และประสบการณ์การได้รับอุบัติเหตุที่ส่งผล ต่อพฤติกรรมการ ใช้หมวกนิรภัยในการป้องกันอุบัติเหตุจากการขับข่ีรถจักรยานยนต์ของนักศึกษาสถาบัน การพลศึกษา วิทยาเขต ยะลา กลุ่มตัวอย่าง คือ นักศึกษาปีการศึกษา 2557 จานวน 330 คน จากการสุ่ม ตัวอย่างแบบอย่างง่าย (Simple Random Sampling) โดยการจับฉลากจากรหัสนักศึกษา และเก็บรวบรวม ขอ้ มูลจากแบบสอบถามท่ีสร้างขึ้นจากกรอบแนวคิด วัตถุประสงค์ และทฤษฎีแบบแผนความเช่ือด้านสุขภาพ (Health Belief Model) วิเคราะห์โดยการแจกแจงความถ่ี ค่าเฉล่ีย (������̅) ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) และ วิเคราะห์ความถดถอยพหคุ ณู แบบข้ันตอน (Stepwise multiple regression analysis) ผลการวิจัยพบว่า กลุ่มตัวอย่างมีพฤติกรรมใช้หมวกนิรภัยขณะขับขี่รถจักรยานยนต์ คะแนนเฉล่ีย 2.33 อยู่ในระดับปานกลาง และมีคะแนนการรับรู้โอกาสเสี่ยงอยู่ในระดับดี (������̅ = 3.19, S.D. = 0.44) การรับรู้ ความรุนแรง อยู่ในระดับดีมาก (������̅ = 3.68, S.D. = 0.28) การรับรู้ประโยชน์ อยู่ในระดับดี (������̅ = 3.09, S.D. = 0.50) และการรบั รู้อปุ สรรค อยใู่ นระดับไมด่ ี (������̅ = 2.50, S.D. = 0.82 ตวั แปรการรบั รู้อปุ สรรค ประสบการณ์ ในการได้รบั อบุ ัติเหตุ อายุไม่ต่ากว่า 18 ปี และการรับรู้ความรุนแรง ตัวแปรท้ัง 4 ตัวน้ี สามารถพยากรณ์การใช้ หมวกนิรภัยขณะขับข่ีรถจักรยานยนต์ ได้อย่างมีนัยสาคัญทางสถิติที่ระดับ .01 โดยมีค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ พหุคูณ เท่ากับ .846 ค่าความคลาดเคล่ือนมาตรฐานของประสิทธิภาพการพยากรณ์เท่ากับ .131 และ มีประสิทธิภาพของการพยากรณ์ร้อยละ 71.50 โดยตัวแปรพยากรณ์การรับรู้อุปสรรค ประสบการณ์ในการ ได้รับอุบัติเหตุ อายุต่ากว่า 18 ปี และการรับรู้ความรุนแรงมีค่าสัมประสิทธ์ิของตัวพยากรณ์ในรูปคะแนนดิบ (b) เท่ากับ .347, -.347, -.070 และ .085 ตามลาดับ โดยใช้ตัวแปรพยากรณ์ ทั้งหมดสามารถนาค่าท่ีได้มา เขยี นสมการพยากรณ์ได้ดังน้ี สมการพยากรณ์ในรูปคะแนนดิบ  = 1.237 + .347 (การรับรู้อปุ สรรค) - .347 (ประสบการณ์ใน การไดร้ ับอบุ ัติเหตุ) - .070 (อายตุ ่ากว่า 18 ป)ี + .085 (การรบั ร้คู วามรุนแรง) และ สมการพยากรณ์ในรูปคะแนนมาตรฐาน  = 1.162 (การรับรู้อุปสรรค) - .575 (ประสบการณ์ใน การได้รับอุบตั เิ หตุ) -.108 (อายุตา่ กวา่ 18 ปี) + .098 (การรบั รคู้ วามรุนแรง) คาสาคัญ: ปจั จยั คัดสรร แบบแผนความเชอ่ื ดา้ นสุขภาพ พฤติกรรมการใชห้ มวกนิรภัย Corresponding Author: ซารฟี ะห์ เจ๊ะแว ศกึ ษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครนิ ทร์ วิทยาเขตปตั ตานี Email: [email protected]

SELECTED FACTORS AFFECTING HELMET USE BEHAVIORS FOR ACCIDENTAL PREVENTION FOLLOWING HEALTH BELIEF MODEL OF STUDENTS AT YALA INSTITUTE OF PHYSICAL EDUCATION Sareefah Cheawae, Tapanan Prateepko, and Chidchanok Churngchow Faculty of Education, Prince of Songkla University Pattani Campus Abstract The objectives of this correlational study were 1) to explore helmet use behavior for preventing accident from riding a motorcycle of the students of the Institute of Physical Education Yala Campus, 2) to study selected factors affecting helmet use behavior for preventing accident from ridng motorcycle following Health Belief Model among students of the Institute of Physical Education Yala Campus, and 3) to study other factors such as gender, age, and accidental experiences affecting helmet use behavior for preventing accident from riding a motorcycle following Health Belief Model among students of the Institute of Physical Education Yala Campus. The study samples in this research were 330 students in academic year 2014. They were randomly selected using multi-stage random sampling. The data were collected using questionnaires that were constructed by the researcher based on the objectives of the study and applied the Health Belief Model framework. The general information: sex, age, educational level, expenditure received from family per month, and having a motorcycle riding license were analyzed by frequency and percentage. Helmet use behaviors for preventing accident of the students of the Institute of Physical Education, Yala Campus, were performed by frequency percentage, mean (������̅) and standard deviation (S.D.). Correlation coefficients were investigated to test the relationships of perceived risk or vulnerability toward accident, perceived severity, and perceived benefits of wearing helmet and perceived barriers of wearing helmets while riding a motorcycle. Finally, stepwise multiple regression analysis was performed to find out the selected factors affecting helmet use behavior for preventing accident from motorcycle riding among students of the Institute of Physical Education Yala Campus. The results of this study were found that helmet use behavior while riding a motorcycle. The average score of 2.33 was moderate. They have perceived risk or vulnerability at (������̅ = 3.19, SD = 0.44) the good levels, severity (������̅ = 3.68, S.D. = 0.28) at the excellent levels, benefits (������̅ = 3.09, S.D. = 0.50) the good levels and barriers (������̅ = 2.50, S.D. = 0.82) at the not good levels. Perceived barriers, experienced accident, aged less than 18 years old, and perceived severity. All four variables predict of helmet use with the statistical significance of .01 had the regression coefficients (b) of .347, -.347, -.070 and .085, respectively that were statistically significant effects to behaviors of helmet use. These four variables could predict the study

outcome by 7 1 . 5 0 percent. The equation for predicting helmet wearing while riding a motorcycle among students (Y) was = 1 .2 3 7 + .3 4 7 X4 (perceived barriers) + .347 (experienced accident) - .070 (aged under 18 years old) + .085 X2 (perceived severity). The equation of prediction in terms of the standardized score was  = 1.162 X4 ( perceived barriers) - .575 (experienced accident) -.108 (aged under 18 years old) + .098 (perceived severity) Keywords: selected factors, Health Belief Model, helmet use behaviors Corresponding Author: Sareefah Cheawae, Faculty of Education, Prince of Songkla University Pattani Campus, Email: [email protected]

บทนา ตามรายงานสถานการณ์ ความปลอดภัยบนท้องถนนของโลก ปี 2556 (World Health Organization (WHO), 2004) ที่ได้สารวจจาก 182 ประเทศพบว่า อัตราผู้เสียชีวิต จากอุบัติเหตุทางถนน ท่ัวโลกเป็นจานวนสูงถึง 1.24 ล้านคนต่อปี และอัตราผู้ได้รับบาดเจ็บ เป็นจานวน 20 - 50 ล้านคนในแต่ละปี และจากผลการสารวจปี 2557 พบว่า ประเทศไทยถูกจัดอันดับเป็นประเทศท่ีมีคนเสียชีวิตจากอุบัติเหตุบน ท้องถนนมากท่ีสุดเป็นอันดับ 2 ของโลก (Road Safety Thailand Road Safety Policy Foundation, 2012) ผู้ใช้รถจักรยานยนต์ บนท้องถนนจานวน 1,502,949 ราย ท่ัวประเทศ 77 จังหวัด ในปี พ.ศ. 2555 โดยมูลนิธิไทย โรดส์ และเครอื ขา่ ย เฝ้าระวงั สถานการณ์ความปลอดภัยทางถนน (Road Safety Watch) พบว่า ในภาพรวมมี ผใู้ ช้รถจกั รยายนต์สวมหมวกนิรภัยร้อยละ 43 พบว่า วัยรุ่นสวมหมวกนิรภัยเพียงร้อยละ 28 เทา่ น้ัน น้อยกว่า ผใู้ หญ่ที่สวมหมวกนิรภัยรอ้ ยละ 49 หากเม่อื เปรยี บเทยี บกับประเทศเพอ่ื นบ้านในอาเซียน พบว่า ประเทศไทย มีระดับการบังคับใช้กฎหมายการบังคับใช้หมวกนิรภัยต่ากว่าประเทศสิงคโปร์ เวียดนาม อินโดนีเซีย และลาว (Road Safety Thailand Road Safety Policy Foundation, 2012) ประเทศไทยแม้จะมกี ฎหมายการสวมหมวกนริ ภัยบังคบั ใช้ทั่วประเทศมานาน ตัง้ แต่ พ.ศ. 2536 แต่ใน ความเป็นจริงแล้ว อัตราการสวมหมวกนิรภัยยังต่าอยู่มาก ประมาณร้อยละ 40 เท่านั้น และสถิตอิ ุบัตเิ หตุจาก ผู้ใช้รถจักรยายนต์ที่ไม่สวมหมวกนิรภัย ร้อยละ 21.60 ผู้เสียชีวิตส่วนใหญ่ เสียชีวิตมาจากการได้รับความ กระทบกระเทือนอย่างแรงท่ีศีรษะ ดังนั้น อุปกรณ์ท่ีดีและเหมาะสมท่ีสุด ในการป้องกันอันตรายจากอุบัติเหตุนี้ คือ “หมวกนิรภัย” เนื่องจากอุปกรณ์ชนิดนี้ จะช่วยให้ผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์ มีความปลอดภัยมากขึ้น หรือ ช่วยลดความรนุ แรงของการบาดเจบ็ ท่ีศีรษะลง การหลีกเลยี่ งหรอื ละเลยการสวมหมวกนริ ภยั เปน็ พฤตกิ รรมที่ ผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์ โดยเฉพาะกลุ่มวันรุ่นนิยมปฏิบัติกันอยู่ในปัจจุบัน ส่งผลให้เกิดการเสียชีวิตจากการ บาดเจ็บท่ีศีรษะสูง การไม่สวมหมวกนิรภัยทาให้เกิดการบาดเจ็บที่ศีรษะได้มากท่ีสุด (Kiatisuda Thawornsak, 2011) จากการศึกษาพบว่า แนวคิดทฤษฎีที่อาศัยกระบวนการคิด และการใช้เหตุผลที่เป็นที่ยอมรับในการ อธิบายถึงพฤติกรรมในการป้องกันตนเอง นักวิชาการหลายท่านพยายามท่ีจะศึกษาถึงแบบแผน มโนทัศน์ เพื่อใช้ ในการอธิบายถึงปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อพฤติกรรมสุขภาพอนามัยของบุคคล แบบแผนท่ีได้รับและมีผู้นามาใช้ อย่างแพร่หลาย คือ แบบแผนความเชื่อด้านสุขภาพ (Health Belief Model) แบบแผนความเช่ือด้านสุขภาพท่ี สร้างข้ึนในระยะแรกนั้น สร้างข้ึนเพื่อเป็นการทานายพฤติกรรมการป้องกันโรค ประกอบด้วย ตัวแปรต่าง ๆ ได้แก่ ปัจจัยด้านประชากร และปัจจัยท่ีเอ้ืออานวย หรือส่ิงชักนาให้บุคคลปฏิบัติ เพ่ือป้องกันโรค Health Belief Model ยึดแนวคิดในด้านการป้องกันโรคที่ว่าบุคคลจะป้องกันตนเองก็ต่อเมื่อมีปัจจัยสาคัญ ดังน้ี การรับรู้โอกาส เส่ียง (Perceived Susceptibility) ความเชื่อของบุคคลที่มีผลโดยตรงต่อการปฏิบัติตามคาแนะนาด้านสุขภาพทั้ง ในภาวะปกติและภาวะเจ็บป่วย (Hein, 1962) การรับรู้ความรุนแรง (Perceived Severity) ถึงปัญหาหรือ ผลกระทบจากการเกิดอุบัติเหตุ การปฏิบัติตนเพื่อป้องกันอุบัติเหตุ (Ratchaya Rattanathaworn, 2003) การรับรู้ถึงประโยชน์ (Perceived Benefits) การที่บุคคลแสวงหาวิธีปฏิบัติตนให้หายจากโรค หรือการป้องกัน ไม่ให้เกิดโรคโดยเชื่อว่าเป็นการกระทาที่ดี (Prapatsorn Pornwatthana, 2005) การรับรู้อุปสรรค (Perceived barriers) ความเชอ่ื ของบุคคลที่เกี่ยวกบั ปัญหาอุปสรรคต่อการปฏิบัติพฤติกรรมที่เกี่ยวข้องกับสุขภาพอนามัย ของบุคคลในทางลบ (Becker & Maiman, 1974) ผู้วิจัยจึงเลือกใช้แนวคิดแบบแผนความเช่ือด้านสุขภาพ เพ่ืออธิบายถึงพฤติกรรมด้านการป้องกันตนเอง คือ พฤติกรรมการใช้หมวกนิรภัยในการป้องกันอุบัติเหตุตาม แบบแผนความเชื่อด้านสุขภาพของนักศึกษา สถาบันสถาบันการพลศึกษา วิทยาเขตยะลา สถาบันการศึกษา ระดับอุดมศึกษาท่ีมีนักศึกษา ช่วงอายุต้ังแต่ 18 - 25 ปี นักศึกษาส่วนใหญ่มีภูมิลาเนาจากจังหวัดปัตตานี

สงขลา และนราธิวาส และขับขี่รถจักรยานยนต์เป็นพาหนะ จากการสารวจของฝ่ายกิจการนักศึกษา และ กิจการพิเศษ พบว่า ร้อยละ 80 เป็นนักศึกษาที่มีรถจักรยานยนต์ส่วนบุคคล และนักศึกษาส่วนใหญ่ ไม่สวมหมวกนิรภัย ไม่มีใบขับข่ี ท้ังน้ีมีความเสี่ยงสูงที่จะเกิดอุบัติเหตุ ส่งผลให้เกิดการเสียชีวิตจากการ บาดเจ็บหรือเสียชีวิตได้ การปลูกฝังให้มีวินัยจากการจราจรพร้อมกับความตระหนักในเรื่องอุบัติเหตุจากการ ขับขี่รถจักรยานยนต์ และต่อไปในอนาคตเม่ือมีการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการขับขี่รถจักรยานยนต์ มีวินัย การจราจร เช่น หลักการพื้นฐานของการเคารพกฎจราจร ได้แก่ การไม่ด่ืมสุราขณะขับข่ียานพาหนะ เมาไม่ขับ ไม่ขับรถเร็ว หรือประมาท ไม่เป็นคนอารมณ์ร้อน การมีน้าใจบนท้องถนนท่ีนับวันส่ิงดี ๆ เหล่าน้ีจะหายาก มากขึน้ ทกุ วนั วัตถุประสงคก์ ารวิจยั 1. เพ่ือสารวจพฤติกรรมการใช้หมวกนิรภัยเพ่ือป้องกันอุบัติเหตุการขับขี่รถจักรยานยนต์ของ นกั ศกึ ษาสถาบนั การพลศึกษา วิทยาเขตยะลา 2. เพื่อศึกษาปัจจัยคดั สรรตามแบบแผนความเชอ่ื ด้านสุขภาพท่ีส่งผลต่อพฤติกรรมการใช้หมวกนิรภัย จากการป้องกนั อบุ ัตเิ หตจุ าการขบั ข่ีรถจักรยานยนต์ของนักศกึ ษาสถาบันการพลศึกษา วทิ ยาเขตยะลา 3. เพื่อศึกษาปัจจัยด้านอ่ืนๆ ได้แก่ เพศ อายุ ชั้นปี และประสบการณ์การได้รับอุบัติเหตุส่งผล ต่อพฤติกรรมการใช้หมวกนิรภัยในการป้องกันอุบัติเหตุจากการขับข่ีรถจักรยานยนต์ของนักศึกษาสถาบัน การพลศกึ ษา วิทยาเขตยะลา วธิ ีการดาเนนิ การวจิ ัย กลุ่มตัวอย่าง คือ นักศึกษาปีการศึกษา 2557 จานวน 330 คน โดยใช้การสุ่มตัวอย่างแบบอย่างง่าย (Simple Random Sampling) โดยการจบั ฉลากจากรหัสนักศึกษา เครอ่ื งมือท่ีใช้ในการวจิ ัย การวิจัยคร้ังนี้ใช้แบบสอบถามจากกรอบแนวคิด ตามวัตถุประสงค์ของงานวิจัยและทฤษฎีงานวิจัย ท่ีเกี่ยวข้อง ปรับปรุงแก้ไขแล้วไปทดลองใช้ (Try Out) กับนักศึกษาที่มหาวิทยาลัยราชภัฎยะลา ซ่งึ มีลักษณะ ใกล้เคียงกับประชากรท่ีศึกษา จานวน 30 คน แล้วนาผลการทดลองใช้มาวิเคราะห์หาค่าความเชื่อมั่น ซึง่ มีค่าความเชื่อมัน่ เท่ากับ .952 การเก็บรวบรวมข้อมลู การวิจัยคร้ังน้ี ผู้วิจัยติดต่อกับสถาบันการพลศึกษา วิทยาเขตยะลา แจ้งนักศึกษากลุ่มตัวอย่าง ทราบถึงความสาคัญของการทาแบบสอบถาม โดยบอกวัตถุประสงค์ และประโยชน์ที่ได้รับจากการตอบ แบบสอบถาม พร้อมทั้งชี้แจงลักษณะของแบบสอบถาม และวิธีการตอบให้ชัดเจน พร้อมท้ังสังเกตพฤติกรรม ของการตอบแบบสอบถาม พจิ ารณา ตรวจสอบ คัดเลอื ก ความสมบรู ณข์ องแบบสอบถาม การวเิ คราะหข์ ้อมลู การวิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้โปรแกรมประยุกต์ด้านคอมพิวเตอร์สาหรับสาหรับงานวิจัยทาง สังคมศาสตร์ สถิติทีใ่ ชใ้ นการวเิ คราะหข์ อ้ มูลมีดงั นี้ 1. วเิ คราะหโ์ ดยการแจกแจงความถี่ และหาค่าร้อยละของข้อมลู ทั่วไป

2. วิเคราะห์ข้อมูลด้านพฤติกรรมการใช้หมวกนิรภัยในการป้องกันอุบัติเหตุ โดยการใช้การแจกแจง ความถ่ี ค่าเฉลย่ี (������̅) คา่ เบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) 3. วิเคราะห์ความทดถอยพหุคูณแบบข้ันตอน (Stepwise Multiple Regression Analysis) ปัจจัย คัดสรรตามแบบแผนความเชื่อด้านสุขภาพ และปัจจัยอื่น ๆ เช่น เพศ อายุ ช้ันปี และประสบการณ์การได้รับ อุบัติเหตุท่ีส่งผลต่อพฤติกรรมการใช้หมวกนิรภัย เพื่อป้องกันอุบัติเหตุจากการขับข่ีรถจักรยานยนต์ของ นกั ศกึ ษาสถาบนั การพลศกึ ษา วทิ ยาเขตยะลา ผลการวิจัย ตารางที่ 1 จานวนและรอ้ ยละของข้อมลู ทั่วไปของกลุม่ ตัวอย่างท่ีศกึ ษา ข้อมูลส่วนบุคคล จานวน (n = 330) ร้อยละ เพศ 138 41.8 ชาย 192 58.2 หญงิ 17 05.2 อายุ 153 46.4 ตา่ กวา่ 18 ปี 158 47.9 18 – 20 ปี 2 00.6 21 - 25 ปี 25 ปีขนึ้ ไป 96 29.1 234 70.9 การสวมหมวกนริ ภยั ในขณะขบั ข่รี ถจักรยานยนต์ 27 08.2 0 00.0 สวม 0 00.0 ไม่สวม 303 91.8 ประสบการณใ์ นการขบั ข่ีรถจักรยานยนต์ น้อยกว่า 1 ปี 2 ปี 3 ปี มากกวา่ 3 ปี จากตารางที่ 1 พบว่า กลุ่มตัวอย่างนักศึกษาสถาบันการพลศึกษา วิทยาเขตยะลา ส่วนใหญ่เป็น เพศหญิง 192 คน คิดเป็นร้อยละ 58.2 และเพศชาย 138 คน คิดเป็นร้อยละ 41.8 ซ่ึงมีช่วงอายุ 21 - 25 ปี มากที่สุด คิดเป็นร้อยละ 47.9 กลุ่มตัวอย่างท้ังหมดล้วนแต่ขับขี่รถจักรยานยนต์ คิดเป็นร้อยละ 100 แต่สวมหมวกนิรภัยในขณะขับข่ีรถจักรยานยนต์เพียงแค่ 96 คน คิดเป็นร้อยละ 29.1 และไม่สวมหมวกนิรภัย ในขณะขับข่ีรถจักรยานยนต์ มากถึง 234 คน คิดเป็นร้อยละ 70.9 ประสบการณ์ในการขับขี่รถจักรยานยนต์ ส่วนใหญ่มากกว่า 3 ปี คิดเป็นร้อยละ 91.8 และกลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่มีใบอนุญาตขับข่ีรถจักรยานยนต์ แต่หมดอายุ คิดเป็นรอ้ ยละ 47.6 และไม่มใี บอนุญาตขบั ข่ีรถจกั รยานยนต์ คิดเป็นร้อยละ 43.6

ตารางที่ 2 แสดงจานวนและร้อยละของการสวมและไม่สวมหมวกนิรภัยขณะขับข่ีรถจักรยานยนต์ของ กลมุ่ ตัวอย่างนักศกึ ษาสถาบนั การพลศกึ ษา วทิ ยาเขตยะลา จาแนกตามเพศ การสวมหมวกนริ ภัยขณะขับข่ี สวม (n = 96) ไม่สวม (n = 234) รถจกั รยานยนต์ จานวน ร้อยละ จานวน ร้อยละ เพศ ชาย 46 33.3 92 66.6 หญิง 50 26.0 142 74.0 จากตารางที่ 2 พบว่า กลุ่มตัวอย่างทั้งเพศหญิงและเพศชาย มีจานวนนักศึกษาท่ีไม่สวมหมวกนิรภัย ขณะขับข่ีรถจักรยานยนต์มากกว่านักศึกษาท่ีสวมหมวกนิรภัยในเพศชายมากถึง 92 คน คิดเป็นรอ้ ยละ 66.6 ส่วนในเพศหญิง 142 คน คิดเปน็ ร้อยละ 74.0 ตารางที่ 3 แสดงค่าเฉล่ีย ส่วนเบ่ียงเบนมาตรฐานของการรับรู้โอกาสเส่ียง การรับรู้ความรุนแรง การรับรู้ ประโยชน์ การรับรู้อุปสรรค และการสวมหมวกนิภัยขณะขับขี่รถจักรยานยนต์ของนักศึกษา สถาบันการพลศึกษา วิทยาเขตยะลา (n = 330) ตวั แปร ���̅��� S.D. ระดับ การรับรโู้ อกาสเสยี่ ง 3.19 0.44 ดี การรบั รคู้ วามรุนแรง 3.68 0.28 ดีมาก การรับรปู้ ระโยชน์ 3.09 0.50 การรับรู้อปุ สรรค 2.50 0.82 ดี ไม่ดี จากตารางท่ี 3 พบว่า กลุ่มตัวอย่างนักศึกษาสถาบันการพลศึกษา วทิ ยาเขตยะลา มีคะแนนการรับรู้ โอกาสเส่ียงอย่ใู นระดับ ดี (������̅ = 3.19, S.D. = 0.44) การรับรคู้ วามรุนแรง อยู่ในระดับดีมาก (������̅ = 3.68, S.D. = 0.28) การรับรู้ประโยชน์ อยู่ในระดับดี (������̅ = 3.09, S.D. = 0.50) และการรับรู้อุปสรรคอยู่ในระดับไม่ดี (������̅ = 2.50, S.D. = 0.82) ตารางท่ี 4 สัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์พหุคูณ (R) ประสิทธิภาพของการพยากรณ์ (R2) และค่าความเปลี่ยนแปลง ของประสิทธิภาพการพยากรณ์ท่ีเปลี่ยนไปจากเดิมเม่ือเพ่ิมตัวแปรพยากรณ์ที่ดีทีละตัว (R2change) พร้อมทดสอบนัยสาคัญทางสถิติตามวิธีวิเคราะห์การถดถอยพหุคณู แบบสเตป็ ไวส์ ตวั แปร R R2 R2change F การรบั รอู้ ปุ สรรค .740 .548 .548 397.917** การรบั รอู้ ุปสรรค, อุบตั ิเหตุ .836 .698 .150 378.531** การรับรู้อปุ สรรค, อบุ ตั เิ หตุ อายตุ า่ กว่า 18 ปี .842 .709 .011 264.662** การรบั รู้อุปสรรค, อุบัติเหตุ อายตุ า่ กว่า 18 ปี, .846 .715 .006 204.153** การรบั รคู้ วามรุนแรง ** มีนยั สาคญั ทางสถติ ทิ ีร่ ะดบั .01

จากตารางท่ี 4 พิจารณาตัวแปรพยากรณ์ท่มี ีความสัมพันธ์กบั การใช้หมวกนิรภัยขณะขับขรี่ ถจักรยานยนต์ สูงสุดเข้ามาก่อน คือ การรับรู้อุปสรรค มีค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์พหุคูณ เท่ากับ .740 ซึ่งสัมพันธ์กัน อย่างมีนัยสาคัญที่ระดับ .01 มีประสิทธิภาพในการพยาการณ์ร้อยละ 54.80 เมื่อเพ่ิมตัวแปรประสบการณ์ในการ ได้รับอุบัติเหตุเข้าไป พบว่า ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์พหุคูณเพิ่มขึ้นเท่ากับ .836 สัมพันธ์กันอย่างมีนัยสาคัญ ทางสถิติท่ีระดับ .01 มีประสิทธิภาพการพยากรณ์ร้อยละ 69.80 ประสิทธิภาพในการพยากรณ์เพิ่มข้ึน ร้อยละ 15 เม่ือเพิ่ม ตัวแปรช่วงอายุไม่ต่ากว่า 18 ปี เข้าไป พบว่า ค่าสัมประสิทธิสหสัมพันธ์พหุคูณเพิ่มขึ้นเท่ากับ .842 มีความสัมพันธ์กันอย่างมีนัยสาคัญทางสถิติท่ีระดับ .01 มปี ระสิทธิภาพในการพยากรณ์เพิ่มข้ึนเป็น รอ้ ยละ 70.90 ประสิทธิภาพในการพยากรณ์เพ่ิมข้ึนร้อยละ 1 เม่ือเพ่ิมตัวแปรพยากรณ์การรับรู้ความรุนแรงเข้าไป พบว่า ค่าสัมประสิทธ์ิสหสัมพันธ์พหุคูณเพิ่มข้ึนเป็น .846 มีความสัมพันธ์กันอย่างมีนัยสาคัญทางสถิติท่ีระดับ .01 มีประสิทธภิ าพของการพยากรณ์เพิ่มข้นึ เปน็ ร้อยละ 71.50 ประสทิ ธิภาพการพยากรณ์เพม่ิ ขึ้นรอ้ ยละ 0.6 ตารางท่ี 5 สัมประสิทธ์ิของตัวแปรพยากรณ์ทสี่ ่งผลต่อการสวมหมวกนริ ภยั ขณะขับขรี่ ถจกั รยานยนต์ ตวั แปร b β S.E.b t การรบั รอู้ ปุ สรรค .347 1.162 .014 24.338** ประสบการณ์ในการไดร้ บั อบุ ตั ิเหตุ -.347 -.575 -.026 -13.425** อายตุ ่ากว่า 18 ปี -.070 -.108 -.031 -3.541** การรับรคู้ วามรุนแรง .085 .098 .023 2.701** a = 1.237 R = .846 R2 = .715 S.E.est = .131 F = 204.153** ** มนี ยั สาคัญทางสถติ ิทีร่ ะดบั .01 จากตารางท่ี 5 ตัวแปรการรับรู้อุปสรรค, ประสบการณ์ในการได้รับอุบัติเหตุ อายุต่ากว่า 18 ปี และ การรับรู้ความรุนแรง ตัวแปรท้ัง 4 ตัวน้ี สามารถพยากรณ์การสวมหมวกนิรภัยขณะขับข่ีรถจักรยานยนต์ได้ อย่างมีนัยสาคัญทางสถิติท่ีระดับ .01 โดยมีค่าสัมประสิทธิ์สหสมั พันธ์พหุคูณ เท่ากับ .846 ค่าความคลาดเคล่ือน มาตรฐานของประสิทธิภาพการพยากรณ์เท่ากับ .131 และมีประสิทธิภาพของการพยากรณ์ ร้อยละ 71.50 โดยตัวแปรพยากรณ์ การรับรู้อุปสรรค ประการณ์ในการได้รับอุบัติเหตุ อายุต่ากว่า 18 ปี และการรับรู้ความ รุนแรง มีค่าสัมประสิทธ์ิของตัวพยากรณ์ในรูปคะแนนดิบ (b) เท่ากับ .347, -.347, -.070 และ .085 ตามลาดับ สมการพยากรณ์การสวมหมวกนิรภัยขณะขับข่ีรถจักรยานยนต์ (Y) โดยใช้ตัวแปรพยากรณ์ ท้ังหมดสามารถ นาคา่ ทไ่ี ด้มาเขยี นสมการพยากรณ์ได้ดังนี้ สมการพยากรณ์ในรูปคะแนนดิบ  = 1.237 + .347 (การรบั รู้อุปสรรค) - .347 (ประสบการณใ์ นการได้รบั อุบัติเหต)ุ - .070 (อายตุ า่ กวา่ 18 ปี) + .085 (การรบั รคู้ วามรุนแรง) สมการพยากรณ์ในรปู คะแนนมาตรฐาน  = 1.162 (การรับรอู้ ปุ สรรค) - .575 (ประสบการณใ์ นการได้รบั อบุ ตั ิเหตุ) -.108 (อายุต่ากวา่ 18 ปี) + .098 (การรับรู้ความรุนแรง)

อภปิ รายผล จากการวิจัยสามารถนามาอภิปรายผลได้ดังน้ี ผลการสารวจพฤติกรรมการใช้หมวกนิรภัยขณะขับข่ี รถจักรยานยนต์ของนักศึกษาสถาบันการพลศึกษา วิทยาเขตยะลา พบว่า นักศึกษามีพฤติกรรมการใช้หมวกนิรภัย ขณะขับข่ีรถจักรยานยนต์ เพียง 23.3 อยู่ในระดับปานกลาง ท้ังน้ีเป็นเพราะในเขตพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ มีข้อยกเว้นการใช้หมวกนิรภัย เม่ือเข้าสู่พื้นท่ีด่านตรวจ พ้ืนที่ปลอดภัย (safety zone) และการกาหนดพื้นท่ี ความปลอดภัย หรือเซฟตี้โซน คือ 5 อาเภอ ของ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ คือ อาเภอในจังหวัดปัตตานี อาเภอ ในจังหวัดยะลา และอาเภอในจังหวัดนราธิวาส ทาให้นักศึกษาส่วนใหญ่มีการใช้หมวกนิรภัยกันน้อยลง สอดคล้องกับงานวิจัยของยุพา หงษ์วะชิน (Yupha Hongwachin, 1999) ท่ีศึกษาเรื่องพฤติกรรมการ ใช้หมวกนิรภัยของผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์ในเขตเทศบาลเมืองฉะเชิงเทรา จานวน 340 คน พบว่า ผู้ท่ีขับขี่ รถจักรยานยนต์ส่วนใหญ่ใช้หมวกนิรภัย อยู่ในระดับปานกลาง สอดคล้องกับบุญเลิศ ลิ้มทองกุล และคณะ (Boonlert Limthongkul et al., 2001) ท่ีศึกษาเรื่องการเกิดอุบัติเหตุจราจรทางบก จังหวัดพิษณุโลก ซ่งึ พบว่า นักเรียนส่วนใหญ่ใช้หมวกนิรภยั อยใู่ นระดับปานกลาง จากการศึกษาปัจจัยคัดสรรตามแบบแผนความเชื่อด้านสุขภาพ การรับรู้ความรุนแรง การรับรู้อุปสรรค ประสบการณ์ในการได้รับอุบัติเหตุ และช่วงอายุต่ากว่า 18 สามารถพยากรณ์การใช้หมวกนิรภัยขณะขับขี่ รถจักรยานยนต์ได้อย่างมีนัยสาคัญทางสถิติที่ระดับ .01 การรับรู้ความรุนแรงของการเกิดอุบัติเหตุ เป็นตัวแปรหนึ่งท่ีสามารถพยากรณ์ พฤติกรรมการใช้หมวกนิรภัยของนักศึกษา ซึ่งพบว่า เป็นปัจจัยหน่ึงที่ สามารถบ่งชี้ว่าการท่ีนักศึกษามีการรับรู้ถึงความรุนแรงของการเกิดอุบัติเหตุมากข้ึน ส่งผลให้นักศึกษามี พฤติกรรมใช้หมวกนิรภัยขณะขับข่ีรถจักรยานยนต์มากข้ึน อาจเป็นเพราะว่าผู้ขับข่ีรถจักรยานยนต์ มองเห็น ผลเสียของการเกิดอุบัติเหตไุ ม่ว่าจะเลก็ น้อย หรอื รุนแรงก็ย่อมมีการสญู เสียเกิดข้ึน ซงึ่ เป็นภาวะทีก่ ลุ่มตัวอยา่ ง ไมป่ รารถนาและต้องการทีจ่ ะหลีกเลย่ี ง (Becker, & Maiman, 1974) ผลการศึกษาน้ี สอดคลอ้ งกบั การศึกษา ของรัชยา รัตนะถาวร (Ratchaya Rattanatavorn, 2003) ที่ศึกษาเร่ือง ปัจจัยท่ีส่งผลต่อพฤติกรรมการ ป้องกันอุบตั เิ หตุจากการขับขรี่ ถจกั รยานยนต์ของนกั เรียนมธั ยมศกึ ษาตอนปลาย สังกัดกรมสามัญศกึ ษาในเขต อาเภอเมือง จังหวัดปราจีนบุรี พบว่า ปัจจัยนา ได้แก่ การับรู้ความรุนแรงของการเกิดอุบัติเหตุส่งผลต่อ การสวมหมวกนิรภัยขณะขับขี่รถจักรยานยนต์ของนักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลาย อย่างมีนัยสาคัญทางสถิติ ท่ีระดับ .01 การรับรู้อุปสรรคของการใช้หมวกนิรภัย ตัวแปรท่ีสามารถพยากรณ์และทาให้สามารถทราบถึง พฤติกรรมการใช้หมวกนิรภัยขณะขับขี่รถจักรยานยนต์ของนักศึกษาได้ การรับรู้ถึงอุปสรรคของก ารใช้ หมวกนิรภัย เป็นปัจจัยที่ส่งผลต่อพฤติกรรมการใช้หมวกนิรภัยขณะขับขี่รถจักรยานยนต์ของนักศึกษา ซึ่งสอดคล้องกับการศึกษาของ รัชยา รัตนะถาวร (Ratchaya Rattanatavorn, 2003) ที่ศึกษาเร่ือง ปัจจัยท่ี ส่งผลต่อพฤติกรรมการป้องกันอุบัติเหตุจากการขับข่ีรถจักรยานยนต์ของนักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลาย สังกัดกรมสามัญศึกษาในเขตอาเภอเมือง จังหวัดปราจีนบุรี พบว่า การับรู้อุปสรรคของการสวมหมวกนิรภัย ส่งผลต่อการสวมหมวกนิรภัยขณะขับขี่รถจักรยานยนต์ของนักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลาย อย่างมีนัยสาคัญ ทางสถติ ิที่ระดบั .01 แต่ไม่สอดคล้องกับ Jonathan, & Boston (1996) ได้ศึกษาเชิงสารวจเก่ียวกับอปุ สรรค ของการใช้หมวกนิรภัยในการขับข่ีรถจักรยานยนต์ของวัยรุ่นใน Southeastern Minnesota 3 แห่ง กลุ่ม ตัวอย่าง 4,224 คน พบว่า วัยรุ่นคิดว่าการใช้หมวกนิรภัยไม่สุขสบาย น่าราคาญ ร้อน และทาให้วัยรุ่น ไม่ต้องการใช้หมวกนิรภัย ไม่สอดคล้องกับการคาดการณ์ล่วงหน้าของบุคคลต่อการปฏิบัติพฤติกรรมที่ เกี่ยวข้องกับสุขภาพอนามัยของบุคคลในทางลบ (Strecher, & Rosebstock, 1997 as cited in Pornsuk Hunnirun, 2002)

ประสบการณ์ในการได้รับอุบัติเหตุของนักศึกษานั้น ส่งผลต่อพฤติกรรมการใช้หมวกนิรภัยขณะขับขี่ รถจกั รยานยนต์ของนักศึกษา สอดคล้องกับการศึกษาของวิไลภรณ์ แสนทวีสุข (Wilaiporn Santhaweesuk, 2001) ที่วา่ ประสบการณ์การได้รบั อบุ ัตเิ หตุจากการขับข่รี ถจักรยานยนต์ เป็นคุณลักษณะสว่ นบุคคล และเป็น ปัจจัยท่ีเก่ียวข้องกับการสวมหมวกนิรภัย โดยประสบการณ์การได้รับอุบัติเหตุ เป็นปัจจัยที่ทาให้เกิดการรับรู้ ในการปฏิบัติที่ดีข้ึน เพราะการได้รับอุบัติเหตุจะทาให้รับรู้ถึงสภาวะคุกคามของอุบัติเหตุและผลกระทบ ท่เี กิดข้ึน ทาใหบ้ ุคคลปรับเปลีย่ นพฤติกรรมให้ดขี ้ึน ซ่ึงสอดคล้องกับ เฉลิมขวัญ ศรสี ุวรรณ (Chalearmkwan Srisuwan, 1998) พบว่า ผู้ขับข่ีรถจักรยานยนต์ที่ไม่เคยมีประสบการณ์การได้รับอุบัติเหตุจะมีการปฏิบัติตน ในการป้องกันอุบัติเหตุจากการขับขี่รถจักรยานยนต์ดีกว่า ผู้ขับข่ีรถจักรยานยน ต์ท่ีเคยมีประสบการณ์ การได้รับอุบัติเหตุ และสอดคล้องกับสุจิตรา ทัดเท่ียง (Sujitra Tudtheang, 1992) พบว่า ผู้ที่มีจานวนคร้ัง ของการได้รับอุบัติเหตุจากรถจักรยานยนต์ต่า จะเป็นผู้ท่ีมีความต้ังใจท่ีจะใช้หมวกนิรภัยสูง อายุต่ากว่า 18 ปี ซึ่งตัวแปรนี้ยังเป็นอีกหน่ึงตัวแปรท่ีสามารถบอกพฤติกรรมการใช้หมวกนิรภัยของนักศึกษา ช่วงอายุที่ต่างกัน ส่งผลต่อพฤติกรรมการสวมนิรภัยขณะขับข่ีรกจักรยานยนต์ และสรุปได้ว่าช่วงอายุที่น้อยนั้นส่งผลต่อ พฤติกรรมการสวมนิรภัยขณะขับข่ีรถจักรยานยนต์เป็นไปตามทฤษฎีของเพียเจต์ พบว่า เป็นวัยที่พัฒนาการ เชาวน์ปัญญา และความคิดเห็นของเด็กเป็นข้ันสุดยอด คือ เด็กในวัยนี้จะเร่ิมคิดเป็นผู้ใหญ่ ความคิดแบบเด็ก สิ้นสุดลง เด็กสามารถที่จะคิดหาเหตุผลนอกเหนือไปจากข้อมูลที่มีอยู่สามารถท่ีจะคิดเป็นนักวิทยาศาสตร์ สามารถทจ่ี ะต้ังสมมุติฐานและทฤษฎี และเห็นว่าความจริงที่เหน็ ดว้ ยกบั การรบั รู้ไม่สาคัญเทา่ กับการคิดถงึ สงิ่ ท่ี อาจเป็นไปได้ (Possibility) เพียเจต์ได้สรุปว่า “เด็กวัยนี้เป็นผู้ที่คิดเหนือไปกว่าส่ิงปัจจุบัน สนใจท่ีจะสร้าง ทฤษฎีเก่ียวกับทุกส่ิงทุกอย่าง และมีความพอใจท่ีจะคิดพิจารณาเกี่ยวกับกับส่ิงท่ีไม่มีตัวตน หรือส่ิงที่เป็น นามธรรม สอดคล้องกับงานวิจัยของรัชยา รัตนะถาวร (Ratchaya Rattanatavorn, 2003) ศึกษาปัจจัยที่ ส่งผ ล ต่ อพ ฤติ กรร มการป้ องกัน อุ บั ติ ภั ย จากการขับ ขี่ รถจั กรยานยนต์ ของนั กเรียนมัธยมศึกษาตอนปลาย สังกัดกรมสามัญศึกษา ในเขตอาเภอเมือง จังหวัดปราจีนบุรี ซ่ึงพบว่า ปัจจัยทางชีวสังคมส่งผลกับพฤติกรรม การป้องกันอุบัติภัยจากการขับขี่รถจักรยานยนต์ของนักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลาย ซ่ึงได้แก่ อายุ อย่างมีนัยสาคัญทางสถิติท่ีระดับ .05 และสอดคล้องกับ Binoco, Trani, Santoro, & Angelillo (2005) พฤติกรรมการใช้หมวกนิรภัยของนักเรียนวัยรุ่นในการขับขี่รถจักรยานยนต์ในประเทศอิตาลี โดยสุ่ม กลุ่มตัวอย่างนักเรียนวัยรุ่น โรงเรียนมัธยมศึกษาในเมือง Catanzaro จานวน 412 คน อายุ 14-19 ปี พบว่า การใช้หมวกนิรภัยในผู้ขับข่ีและผู้โดยสาร คิดเป็นร้อยละ 34.7 และ 33.7 ตามลาดับ ประสบการณ์การได้รับ อุบัติเหตุใน 12 เดือนที่ผ่านมา คิดเป็นร้อยละ 17 การใช้หมวกนิรภัยเป็นประจาขึ้นอยู่กับการใช้หมวกนิรภัย ของสมาชกิ ในครอบครัว เพือ่ น นกั เรียนวัยรุ่นเหน็ ดว้ ยกับการบังคับใช้หมวกนิรภัย ข้อเสนอแนะ ขอ้ เสนอแนะในการนาผลการวิจยั ไปใช้ 1. เพ่ือให้นักศึกษามีพฤติกรรมการใช้หมวกนิรภัยเพ่ือป้องกันอุบัติภัยจากการขับข่ีรถจักรยานยนต์ ได้อย่างถกู ตอ้ งจึงมีข้อเสนอแนะดังนี้ 2. จัดอบรมเก่ียวกับความรู้ ความเข้าใจ เก่ียวกับพฤติกรรมการป้องกันอุบัติภัยจากการขับขี่ รถจักรยานยนต์ โดยเน้นนักศึกษาใช้หมวกนิรภัยทุกคร้ังขณะขับขี่รถจักรยานยนต์ ให้นักศกึ ษาเกิดพฤติกรรม ท่ีถูกต้อง มีความเข้าใจว่า การเกิดอุบัติภัยจากการขับข่ีรถจักรยานยนต์ เป็นผลลัพธ์เกิดจากการกระทา ของตนเอง และจะต้องควบคุมตนเองที่จะไมใ่ ห้เกิดอุบัติภยั จากการขับข่ีรถจักรยานยนต์

3. การรณรงค์การใช้หมวกนริ ภัย ควรมงุ่ เน้นถงึ การรบั รู้ความรุนแรงของการใช้หมวกนิรภัยขณะขบั ขี่ รถจักรยานยนต์ ข้อเสนอแนะการทาวจิ ัยในคร้ังต่อไป 1. ทาการศึกษาวิจัยถึงปัจจัยท่ีจะส่งผลโดยใช้ทฤษฎอี ่ืน ๆ ส่งเสรมิ ให้มีการเปลี่ยนพฤติกรรมการขบั ขี่ รถจกั รยานยนต์ให้ปลอดภัย เพ่อื ลดการเกิดอบุ ัตเิ หตุที่จะเกดิ ขึ้นจากการขบั ขร่ี ถจักรยานยนต์ 2. ทาการศึกษาวิจัยเกี่ยวกับปัจจัยตามแบบแผนความเช่ือด้านสุขภาพกับพฤติกรรมการใช้ หมวกนิรภัยจากกลุ่มตัวอย่างในจังหวัดอื่น ๆ เพื่อนาผลการวิจัยมาหาข้อสรุปในการกาหนดแนวทางการ ป้องกนั และการลดความรนุ แรงของอบุ ัติเหตุท่ีเหมาะสมต่อไป 3. การใช้วิธีการอ่ืน ๆ ในการเก็บข้อมูลพฤติกรรมการใช้หมวกนิรภัย เช่น การเก็บข้อมูลโดยการ สงั เกต การเฝา้ ระวังพฤตกิ รรมความปลอดภยั เป็นต้น 4. จัดรูปการศึกษาวิจัยเชิงคุณภาพ เพื่อให้ได้รายละเอียดเก่ียวกับการสังเกต และความรู้สึก ได้มากข้ึน ในอันจะเป็นประโยชนใ์ นการปอ้ งกัน และลดความรุนแรงของอบุ ตั เิ หตุทเี่ หมาะสมต่อไป References Becker, M.H., & Maiman L.A. (1974). The health belief: Origins and corrdlates, In Psychological Theory, Health Education Mono Graphs, 2, 300 - 385. Bianco, A., Trani, F., Saantoro G.,Angellio, IF. (2005). Adolescents’ attitudes and behavior towards motorcycle helmet use in ltaly. Eur J Pediatar, 64(4), 207 – 211. Boonlert Limthongkul et al. (2001). Study no accidents on the roads, Phitsanulok. Annual Report 1998 Ministry of Public Health. Phitsanulok. Chalermkwan Srisuwan. (1998). Factors affecting accident preventive behaviors of injured Motorcyclist at Emergency Room in Police General Hospital (Master’s thesis), Srinakharinwirot University. Hein Zelman, F. (1962). Factor in prophylaxis behavior in treating rheumatix fever. An exploratory study. Journal Health Human Behavior, 3(3), 73 - 81. Jonathan and Boston. (1996). Public Management, The New Zealand Model. Auckland: Oxford University Press. Kiatisuda Thawornsak. (2012). Report of Department of Land Transport. Uthai Thani. Prapatsorn Pornwatthana. (2005). Motorcycle accident risk behavior of involved motorcycle accident patient's family at Nakhon Nayok Hospital (Master’s thesis), Kasetsart University. Pornsuk Hunnirun. (2002). Behavioral Science in Health Education. Faculty of Physical Education. Srinakharinwirot University. Bangkok. Road Safety Thailand Road Safety Policy Foundation. (2012). Motorcycle Safety. Retrieved from http://www.roadsafetythai.org/project-Motorcycle%20Safety-6.html

Ratchaya Rattanatavorn. (2003). Factor affecting motorcycle accident prevention behavior of upper secondary education under the General Education Department in Amphoe Muang, Changwat Prachin Buri (Master’s thesis), Kasetsart University. Sujitra Tudtheang. (1992). Factors relating to the intention to use a safety helmet of motorcycle operators (Master’s thesis), Mahidol University. Wilaiporn Santhaweesuk. (2 0 0 1 ) Prevention of motorcycle accidents among Benchama Maharat school students Ubon Ratchathani Province. Chiang Mai University. World Health Organization. (2 00 4 ). WHO definition of health. Retrieved from http://www. who.int/about/definition/en/print.html Yupha Hongwachin. (1999). Helmet wearing behavior of motorcyclists Muang Chachoengsao Municipality (Master’s thesis), Mahidol University. Received: April, 3, 2018 Revised: July, 6, 2018 Accepted: July, 12, 2018

ววิ ฒั นาการการแขง่ ขันกีฬาแหง่ ชาติ ณรงค์ โสภารัตน์ รายาศติ เต็งกูสลุ ัยมาน และ ภานุ ศรีวิสทุ ธิ์ คณะศึกษาศาสตร์ มหาวทิ ยาลยั การกีฬาแหง่ ชาติ วิทยาเขตกระบี่ บทคัดยอ่ ในปีพ.ศ.2507 รัฐบาลไทยได้จัดต้ังองค์กรทางด้านการกีฬาของประเทศไทย ภายใต้ชื่อองค์การ ส่งเสริมการกีฬาแห่งประเทศไทย หลังจากมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้ตราพระราชกฤษฎีกาจัดตั้ง องค์การส่งเสริมการกีฬาแห่งประเทศไทย ขึ้นเมื่อวันท่ี 12 กันยายน พ.ศ.2507 ก็มีแนวคิดริเริ่มที่จะให้มี การแข่งขันกีฬาของจังหวัดต่าง ๆ ทั่วประเทศไทย เพ่ือรองรับการเป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขันมหกรรมกีฬา ทยี่ ิ่งใหญ่ท่ีสุดของชาวเอเชีย คือ กฬี าเอเชี่ยนเกมส์ คร้ังท่ี 5 ในเดอื นธันวาคม พ.ศ.2509 ณ กรุงเทพมหานคร และในปีพ.ศ.2510 ก็ได้มีการจัดการแข่งขันกีฬาเขตแห่งประเทศไทยเป็นครั้งแรกท่ีกรุงเทพมหานคร ประกอบดว้ ย 5 เขต หลังจากนนั้ ในปีพ.ศ.2511 และ พ.ศ.2515 ไดเ้ ปลยี่ นเป็น 9 เขต และ 10 เขต ตามลาดับ โดยได้กาหนดให้กรุงเทพมหานครเป็นอีก 1 เขต ทง้ั นเ้ี พือ่ แกป้ ัญหาเกี่ยวกับข้อได้เปรียบทางดา้ นตัวนกั กฬี าซ่ึง รวมตัวกนั อยู่ในกรงุ เทพมหานครเปน็ สว่ นใหญ่ ตอ่ มาในปีพ.ศ. 2527 ได้เปลย่ี นชื่อการแข่งขันกีฬาดังกล่าวเป็นการแขง่ ขันกีฬาแห่งชาติ โดยเริ่มจาก คร้ังท่ี 17 มีจังหวดั พิษณุโลกเป็นเจ้าภาพ และถือว่าเป็นการนากีฬาดงั กล่าวออกภูมภิ าคเป็นครั้งแรก หลงั จาก น้ันอีก 15 ปี คือ ในปีพ.ศ.2542 ได้กาหนดให้มีการจัดการแข่งขัน 2 ปีต่อครั้ง ท้ังน้ีเพ่ือเปิดโอกาสให้นักกีฬา ได้วางแผนการฝึกซ้อมระยะยาว อีกทั้งเอ้ือให้นักกีฬาทีมชาติไทยได้มีเวลาเข้าร่วมการแข่งขันกีฬาระดับ นานาชาติอีกด้วย และในปีพ.ศ.2549 ได้กลับมาจัดการแข่งขันเป็น 1 ปีต่อครั้งเหมือนท่ีเป็นมา ทั้งนี้เพื่อ ส่งเสริมให้นักกีฬาตัวแทนภาคได้พัฒนาตัวเองอย่างต่อเนื่อง อย่างไรก็ตามเนื่องจากสภาวะเศรษฐกิจ และ สังคมที่ผกผนั ในปัจจบุ นั จงึ ปรบั ใหก้ ารแขง่ ขันเปน็ 2 ปีต่อครัง้ ในปีพ.ศ.2559 จนถงึ ปัจจบุ นั สาหรับชนิดกีฬาท่ีจัดการแข่งขันก็มเี พ่ิมเติมตามลาดับจากคร้ังแรกมีเพียง 16 ชนิดกีฬา ปัจจบุ ันมีถึง 45 ชนิดกีฬา ขณะที่การชิงชัยเหรียญรางวัลก็เพิ่มเติมตามลาดับ คือ จาก 108 เหรียญ เพิ่มเป็น 695 เหรียญ ส่วนจานวนนักกีฬาเพ่ิมขึ้นตามลาดับจาก 716 คน เป็น 16,236 คน ในปีพ.ศ.2561 และเป็นท่ีน่าสังเกตว่า รูปแบบการจัดการแข่งขันกีฬาแห่งชาติของประเทศไทย ได้ปรับเปล่ียนให้สอดคล้องกับการแข่งขันระดับ นานาชาติ ทั้งในส่วนของห้วงเวลา ชนิดกีฬา จานวนนักกีฬาและผู้ฝึกสอน และคุณสมบัติของนักกีฬาที่ สามารถต่อยอดในการเขา้ รว่ มกจิ กรรมกีฬาในระดับท่สี งู ข้ึน คาสาคัญ: วิวัฒนาการ การแขง่ ขันกีฬา กีฬาแห่งชาติ Corresponding Author: ณรงค์ โสภารตั น์ คณะศกึ ษาศาสตร์ มหาวทิ ยาลัยการกฬี าแหง่ ชาติ วิทยาเขตกระบ่ี Email: [email protected]

THAI NATIONAL GAMES EVOLUTION Narong Sopharat, Rajasyed Tengkusulaiman, and Panu Sriwisut Faculty of Education, Thailand National Sports University Krabi Campus Abstract In 1964, Thai Government established a sport organization of Thailand named the Sports Authority of Thailand. After His Majesty King Bhumibol Adulyadej officially endorsinge Royal Decree to establish the Sports Authority of Thailand on September 12, had originality to set initiative sports competition in every province around Thailand to support for being host of the greatest sports games in Asia that is Asian Games IV in December 1966 in Bangkok. And then, in 1967, we had the first Regional Sports Competition of Thailand in Bangkok. It included 5 regions. After that, in 1968, it was changed to be 9 regions and 10. In 1972, Bangkok was the new region because it took more advantage in athletes in Bangkok. In 1984, the Regional Sports completion was changed to be the International Sports Games starting from the 17th International Sports Games in Phitsanulok as a host of these games. The games was firstly spreaded out over the regions. 15 years later, in 1999, it was set Bi-annually to give athletes a chance to plan long - term rehearsals, as well as to support Thai athlete joining in International round. In 2006, the games was returned to set once a year, because each region athlete can continuously improve. However, the economics and social condition had been inversed, so the games was returned to Bi-annually set in 2016 until now. At first, the games had 16 sports categories but now had 45. In the past, it had increases of match to win from 108 medals, until now had 695 medals, and number of athletes were increased from 716 athletes to 16,236. They changed the competition pattern of International sports games of Thailand to match with International round, time, sports types, number of athletes, and coaches, and the qualification of athlete that can improve to become the high level. Keywords: Evolution, Sport Event, national Sport Corresponding Author: Narong Sopharat, Faculty of Physical Education, Thailand National Sports University, Krabi Campus, Email: [email protected]

บทนา การกีฬาถือเป็นรากฐานทสี่ าคัญประการหนึง่ ในการสร้างความเจรญิ ก้าวหน้า และพฒั นาประเทศชาติ ให้เจริญรุ่งเรือง ทั้งน้ีก็เพราะว่ากีฬามีส่วนช่วยพัฒนาคุณภาพชีวิตมนุษย์ให้มีความสมบูรณ์ทุกด้าน ท้ังด้าน ร่างกาย จิตใจ อารมณ์ สังคม และสติปัญญา ส่งผลให้มวลมนุษยชาติสามารถดารงชีวิตในสังคมได้อย่างมี ความสุข อีกทั้งการกีฬายังช่วยส่งเสริมด้านอาชีพได้อย่างสร้างสรรค์ จนก่อเกิดอาชีพทางการกีฬามากมาย หลายอาชพี ซง่ึ ถอื ว่าเปน็ การพัฒนาเศรษฐกิจและสงั คมของชาตไิ ด้ทางหน่งึ การแขง่ ขนั กีฬาเกิดขึน้ มากวา่ 5,000 ปีมาแล้ว ดังท่ี ไพวลั ย์ ตัณลาพฒุ (Phaiwan tanlaput, 1987, p. 153) ได้กล่าวว่า “การแข่งขันกีฬาคร้ังแรกท่ีมีการบันทกึ ไว้เกิดขึ้นเมื่อประมาณ 5,000 ปีท่ีผา่ นมา มีชื่อว่า “Teltin Game” สาหรับในประเทศไทยการแข่งขันกีฬาที่มีการบันทึกไว้เป็นหลักฐาน เริ่มในรัชกาลที่ 5 เม่ือวันท่ี 11 มกราคม พ.ศ.2440 โดยกระทรวงธรรมการหรือในปัจจุบัน คือ กระทรวงศึกษาธิการ ได้จัดให้มี การแข่งขันกรีฑานักเรียนที่ท้องสนามหลวงเป็นคร้ังแรก ในครั้งน้ันยังไม่มีการบันทึกเวลาและสถิติ ต่อมาได้ ยา้ ยสนามแข่งขันจากสนามหลวงไปท่ีสนามโรงเลี้ยงเดก็ และสนามโรงเรียนราชบูรณะตามลาดับ โดยทุกครั้ง ที่ทาการแข่งขันมีการบันทึกเวลาและสถิติของผู้ชนะเลิศที่ 1 และที่ 2 ไว้เป็นหลักฐาน (Thanomwong Kritpet, 1995, p. 26) การส่งเสริมสนับสนุนการกีฬาในปัจจุบันรัฐบาลจะกาหนดเป็นนโยบายเพื่อบริหารจัดการ โดยมี กระทรวงการท่องเท่ียวและกีฬา ดูแลรับผิดชอบภายใต้ยุทธศาสตร์ ตามแผนพัฒนาการกีฬาแห่งชาติ ฉบับท่ี 6 (พ.ศ. 2560 – 2564) โดยใช้กรอบทิศทางพัฒนาการกีฬาของประเทศให้ก้าวไปสู่การเป็นประเทศ ที่มีความ “มั่นคง มงั่ ค่ัง และยงั่ ยืน” (Ministry of Tourism and Sports, 2017) ตามแนวทางการพัฒนาของแผนพัฒนาการกีฬาแห่งชาติ ฉบับที่ 6 (พ.ศ. 2560 – 2564) จึงได้ คานึงถึงสภาวการณ์ด้านการพัฒนาการกีฬาของประเทศในปัจจุบัน โดยมุ่งเน้นที่การพัฒนาจุดอ่อน และ เสริมสร้างจุดแข็ง โดยพิจารณาจากกฎหมาย นโยบาย ยุทธศาสตร์ และแผนงานที่มีความเก่ียวข้องกับการ พัฒนาการกีฬาอย่างมีนัยสาคัญของประเทศ เพ่ือให้ทิศทางการพัฒนาการกีฬาเป็นไปอย่างสอดคล้องกับการ พัฒนาของประเทศ นอกจากที่รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2560 มีการบัญญัติเรื่องการกีฬา และบทบาท หน้าที่ของการกีฬาไว้อย่างชัดเจนในรัฐธรรมนูญ มาตรา 71 วรรคแรก กล่าวคือ “รัฐพึงเสริมสร้างความ เข้มแข็งของครอบครัวอันเป็นองค์ประกอบพื้นฐานที่สาคัญของสังคม จัดให้ประชาชนมีที่อยู่อาศัย อย่างเหมาะสม ส่งเสริมและพัฒนาการสร้างเสริมสุขภาพเพื่อให้ประชาชนมีสุขภาพท่ีแข็งแรง และมีจิตใจ เข้มแข็ง รวมท้ังส่งเสริมและพัฒนาการกีฬาไปสู่ความเป็นเลิศและเกิดประโยชน์สูงสุดแก่ประชาชน” (Constitution of the Kingdom of Thailand, 2017) ขณะที่ยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี (พ.ศ.2561 – 2580) ซึ่งเป็นยุทธศาสตร์ชาติฉบับแรกของประเทศไทยตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ยังได้กาหนด ยุทธศาสตร์นาไปสู่การปฏิบัติเพื่อให้ประเทศไทยบรรลุวิสัยทัศน์ทวี่ ่า “ประเทศไทยมีความมั่นคง มั่งค่ัง ย่ังยืน เป็นประเทศพัฒนาแล้ว ด้วยการพัฒนาตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง” ซ่ึงหมายรวมถึงการพัฒนา ด้านการกีฬาของประเทศดว้ ย ส่วนแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับท่ี 12 (พ.ศ.2560 – 2564) ได้มีการกาหนด การพัฒนาประเทศ ท่มี ุ่งเนน้ การพัฒนาด้วยการยดึ หลักปรัชญาของเศรษฐกจิ พอเพียงและคานงึ ถงึ “การพัฒนา ท่ีย่ังยืน” โดยใช้ “คนเป็นศูนย์กลางในการพัฒนา” และในส่วนท่ีเก่ียวข้องกับ การกีฬา คือ มุ่งลดปัจจัยเสี่ยง ทางสุขภาพและส่งเสริมให้ประชาชนมีพฤติกรรมทางสุขภาพท่ีดี ในลักษณะของ (1) การส่งเสริมการพัฒนา

ความรู้ในการดูแลสุขภาพ (2) พัฒนารูปแบบการออกกาลังกายและโภชนาการท่ีเหมาะสมกับแต่ละวัย สนับสนุน การสร้างสภาพแวดล้อมและการรณรงค์ให้มีการตลาดเชิงกิจกรรมที่เอ้ือต่อการส่งเสริมทางกาย และสุขภาพ แก่ประชากรกลุ่มต่าง ๆ (3) การสร้างกลไกในการจัดทานโยบายสาธารณะที่ต้องคานึงถึงผลกระทบต่อสุขภาพ และ (4) การพัฒนาอุตสาหกรรมการกีฬาอย่างครบวงจร (The National Economic and Social Development Plan No.12, 2017) สิ่งต่าง ๆ ดังกล่าวข้างต้นล้วนแต่เป็นท่ีมาของการพัฒนากิจกรรมกีฬาของประเทศโดยภาพรวม โดยเฉพาะอย่างย่ิงทาให้หน่วยงานด้านการกีฬาท้ังของภาครัฐและเอกชน ได้จัดกิจกรรมการแข่งขันกีฬาข้ึน ในประเทศไทยอยา่ งต่อเนอื่ ง อันได้แก่ การแข่งขันกีฬาแห่งชาติ การแข่งขนั กีฬาเยาวชนแห่งชาติ การแข่งขัน กีฬานักเรียนนักศึกษาแห่งชาติ การแข่งขันกีฬามหาวิทยาลัยแห่งประเทศไทย และการแข่งขันกีฬาสถาบัน การพลศึกษาแห่งประเทศไทย เป็นต้น สาหรับรายการแข่งขันกีฬาท่ีย่ิงใหญ่ที่สุด และถือว่าเป็นการแข่งขัน กีฬามวลชนของคนไทยก็คือ การแข่งขันกีฬาแห่งชาติ ซ่ึงมีการกีฬาแห่งประเทศไทย (กกท.) เป็นหน่วยงาน รบั ผดิ ชอบหลัก ซ่ึงทกุ จงั หวัดของประเทศไทยต้องสง่ นักกฬี าเข้ารว่ มการแขง่ ขนั กีฬาดงั กลา่ ว การจัดการแข่งขันกีฬาแห่งชาติไทยมีประวัติความเป็นมาท่ียาวนาน แสดงให้เห็นว่าประเทศไทย เป็นประเทศท่ีมีอารยธรรมเฉกเช่นนานาอารยประเทศท่ีสาคัญ คือ การแข่งขันกฬี าแห่งชาติไทย เป็นสื่อกลาง ที่บ่งบอกว่าประเทศไทยมีวัฒนธรรมท่ีเข้มแข็ง และมีความเจริญรุ่งเรืองมาช้านาน และถ้าจะมองในมิติทาง วิทยาศาสตร์ ประเทศไทยก็ถือเป็นประเทศสุขวทิ ยาศาสตร์ประเทศหนง่ึ ทงั้ น้ีกเ็ พราะวา่ คนไทยมีความรู้ และ ความเข้าใจอย่างดีย่ิงว่า กีฬาทาให้คนในชาติแข็งแรง มีสุขภาพดีท้ังกายและใจ เป็นพลเมืองดีท่ีมีคุณภาพ สามารถสร้างสรรค์ความเจริญรุ่งเรืองแก่ชาติบ้านเมืองในอนาคต อย่างไรก็ตามการที่ชาติบ้านเมืองจะก้าวไป ข้างหน้าได้อย่างสง่างาม จาเป็นต้องชาเลืองดูภูมิหลังซึ่งเป็นบทเรียนและแหล่งเรียนรู้อย่างดีและวิเศษท่ีสุด อีกทั้งการศึกษาเก่ียวกับที่มาที่ไปของการจัดการแขง่ ขันกฬี าแหง่ ชาติยังอยู่ในวงจากดั ด้วยเหตุน้ผี ู้วจิ ัยจึงสนใจ ศึกษาเก่ียวกับ “วิวัฒนาการของกีฬาแห่งชาติ” ทั้งน้ีเพ่ือรวบรวมองค์ความรู้ต่าง ๆ ท่ีแฝงเร้นอยู่ในประวัติ อันยาวนานดังกล่าว เปน็ เอกสารทางวิชาการทสี่ มบูรณแ์ บบ เพอื่ ให้คนรนุ่ หลังไดศ้ กึ ษาตอ่ ยอดสืบไป วตั ถปุ ระสงค์ของการวจิ ยั เพ่ือศึกษาวิวัฒนาการของจดั การแข่งขันกีฬาแห่งชาติ จากครั้งที่ 1 จนถึงครั้งที่ 46 วิธีดาเนนิ งานวจิ ัย การศึกษาครั้งนี้เป็นการศึกษาเชิงคุณภาพ ประกอบด้วยการสรุปใจความสาคัญ (thematic analysis) การจัดทารายละเอียดข้อมูล (transcripts) การพรรณนาเชิงวิเคราะห์ (descriptive analysis) การตีความแบบอุปนัย (analytic induction) การตรวจสอบข้อมูลแบบสามเส้า (triangulation) และ การศึกษาความเชื่อมโยงโดยใช้โปรแกรม ATLAS.ti ในการวิเคราะห์ข้อมูลทุติยภูมิที่เก็บรวมรวมได้จาก เอกสาร และข้อมูลปฐมภูมิท่ีเก็บรวบรวมได้จากการสัมภาษณ์แบบก่ึงมีโครงสร้าง (semi structured in- depth interview) ใน 5 ประเด็น ประกอบด้วย การเป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขัน ช่วงเวลาการจัดการแข่งขัน ชนิดกีฬาท่ีจัดการแข่งขนั เหรยี ญรางวัลในการจัดการแข่งขัน และจานวนนกั กฬี าร่วมการแขง่ ขนั เคร่อื งมอื ทีใ่ ช้ในการวจิ ัย 1. แบบสัมภาษณ์เชงิ ลึกแบบกึ่งมีโครงสรา้ ง (semi structured in-depth interview) อย่างไรก็ตาม เพื่อให้การเก็บรวบรวมครั้งน้ีเป็นไปอย่างถูกต้องตามหลักวิชาการ ผู้วิจัยจึงนาแบบสัมภาษณ์ดังกล่าวไปให้

ผู้เชย่ี วชาญ จานวน 3 ท่าน ตรวจสอบเพ่อื ให้แน่ใจว่าข้อคาถามในการสัมภาษณม์ ีความถูกตอ้ ง และครอบคลุม เน้อื หาตามวัตถปุ ระสงคข์ องการวิจยั ตลอดจนตรวจสอบการใชภ้ าษาให้ความเหมาะสมอกี ด้วย 2. สมุดจดบันทึกภาคสนาม (field note) สาหรับใช้บันทึกข้อมูลต่าง ๆ ที่ได้จากการสัมภาษณ์ ตลอดจนบนั ทกึ ข้อสงั เกต และสถานการณ์ตา่ ง ๆ ท่เี กดิ ขึน้ ซึ่งเป็นประโยชน์ต่อการวิจัย 3. กล้องถ่ายภาพ อุปกรณ์บันทึกเสียง สาหรับบันทึกข้อมูล ซ่ึงเป็นองค์ความรู้ ข้อคิดเห็น ข้อเสนอแนะ ตลอดจนเหตุการณส์ าคัญต่าง ๆ ทเ่ี กดิ ข้นึ ขณะดาเนินการสัมภาษณ์ ซง่ึ เปน็ ประโยชนต์ อ่ การทาวจิ ัย การเกบ็ รวบรวมขอ้ มูล เพื่อให้การเก็บรวบรวมข้อมูลของการวิจัย เป็นไปด้วยความเรียบร้อย มีคุณภาพ ประสิทธิภาพ และ ประสบความสาเรจ็ ตามวตั ถุประสงค์ ผู้วิจยั ได้ระบกุ ลุ่มเป้าหมายการเก็บรวบรวมข้อมลู ของการวจิ ัยเป็นบุคคล ทีเ่ คยมีส่วนเกี่ยวข้องกบั การแข่งขันกีฬาแห่งชาตโิ ดยตรงแต่ละด้าน จานวน 5 คน และเกบ็ รวบรวมข้อมูลของ การวิจัยจากเอกสารการจัดการแข่งขันต้ังแตค่ รั้งท่ี 1 ถึง ครั้งท่ี 46 รายงานผลการแข่งขัน รายงานตดิ ตามผล การแขง่ ขนั รายงานวิจยั วารสาร และดาเนนิ การตามขัน้ ตอน ดังตอ่ ไปนี้ 1. การเก็บรวบรวมข้อมูลปฐมภูมิจากการสมั ภาษณ์ ผู้ทรงคณุ วุฒิ จานวน 5 คน ท่มี ีสว่ นเกี่ยวข้องกับ การจัดการแข่งขันกฬี าแห่งชาติ ประกอบด้วย ผู้อานวยการฝ่ายพัฒนากีฬาเป็นเลิศ การกฬี าแห่งประเทศไทย นายกสมาคมกีฬาแหง่ ประเทศไทย ผตู้ ัดสินกีฬาทผี่ ่านการอบรมของสหพันธ์กฬี านานาชาติ นายกสมาคมกีฬา แหง่ จงั หวดั และปูชนียบคุ คลซึ่งเป็นอดตี นักกีฬาทมี ชาติไทย 2. การเก็บรวบรวมข้อมูลทุติยภูมิ โดยการศึกษาค้นคว้าข้อมูลจากหนังสือ รายงานผลการแข่งขัน รายงานติดตามผลการแข่งขัน รายงานวิจัย ตลอดจนวารสารที่เกี่ยวข้อง ในการน้ีถ่ายสาเนาเอกสารสาคัญ ตลอดจนบันทึกภาพเอกสารท่ีจาเป็นต่อการใช้ประโยชน์ในการศึกษาคน้ คว้าวิเคราะห์ขอ้ มูลตามวตั ถุประสงค์ ของการวิจยั การวเิ คราะห์ข้อมลู เพ่ือให้การดาเนินการดาเนินการวิจัยคร้ังน้ีเป็นไปด้วยความเรียบร้อย ผู้วิจัยได้ดาเนินการวิเคราะห์ ขอ้ มลู ตามข้ันตอน ดงั ต่อไปน้ี 1. ผู้วิจัยดาเนินการวิเคราะห์ข้อมูล โดยใช้เทคนิคการวิเคราะห์ข้อมูลสรุปใจความสาคัญ (thematic analysis) เป็นหลักในการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพ ที่เก็บรวบรวมได้จากการสัมภาษณ์ ประกอบด้วย การจัดทารายละเอียดจากการจัดเก็บข้อมูล (transcripts) และจัดกลุ่มแบ่งสาระเน้ือหาใจความสาคัญ (codes) ทั้งนเ้ี พอ่ื ลดความเส่ยี งในการวิเคราะหข์ อ้ มลู ซ้าซ้อน และใหไ้ ดข้ อ้ มลู ทม่ี ีความคลาดเคล่ือนน้อยท่สี ุด 2. นาข้อมูลท่ีได้มาเรียบเรียงและวิเคราะห์เชิงบรรยาย (descriptive analysis) ทั้งนเ้ี พ่ือให้ได้ข้อมูล ในภาพรวม และนาไปใช้ประโยชน์ได้ 3. นาข้อมูลท่ีวิเคราะหเ์ รียบรอ้ ยแล้ว มาตคี วามแบบอุปนยั (analytic induction) คอื นามาสรุปเป็น องค์ความรู้ที่ถูกต้อง ชัดเจน และเข้าใจตรงกัน โดยใช้การตรวจสอบข้อมูลแบบสามเส้า (triangulation) ว่าองค์ความรู้ดังกล่าวตรงและสอดคล้องกับส่ิงท่ีเป็นและเห็นในเชิงประจักษ์ขณะดาเนินการ สัมภาษณ์ท่ีผ่าน มาหรือไม่ ดงั รายละเอยี ดต่อไปนี้ 3.1 ข้อมลู เส้าท่ี 1 ไดแ้ ก่ ข้อมลู จากการสัมภาษณ์ผู้ทรงคณุ วฒุ ิ ดงั กลา่ วข้างต้น 3.2 ข้อมูลเส้าที่ 2 ได้แก่ ข้อมูลท่ีสรุปได้จากรายงานการจัดการแข่งขันกีฬาแห่งชาติ ครั้งท่ี 1 ถงึ ครั้งท่ี 46 จากกองพัฒนากฬี าเป็นเลิศ ฝ่ายพฒั นากีฬาเป็นเลิศ การกีฬาแห่งประเทศไทย

3.3 ข้อมูลเส้าที่ 3 ได้แก่ ข้อมูลจากผู้เชี่ยวชาญของการกีฬาแห่งประเทศไทย จานวน 2 ท่าน ซึ่งไม่ซ้ากับผู้ทรงคุณวุฒิ ที่ให้การสัมภาษณ์ดังกล่าวข้างต้น ประกอบด้วย รองผู้ว่าการการกีฬาแห่งประเทศ ไทย และผู้อานวยการสานักงานการกีฬาแห่งประเทศไทย ภาค 4 ซึ่งเปน็ บุคลากรระดับบริหารขั้นสูงของการ กีฬาแหง่ ประเทศไทย ทมี่ ีองค์ความรู้และประสบการณ์โดยตรงผ่านเกมส์การแข่งขันมาหลายครั้ง รอบรู้ตั้งแต่ ระดับนโยบายและข้ันตอนการปฏิบัติ วิธีการดาเนินการแข่งขัน ในการนี้ผู้วิจัยได้ขอความอนุเคราะห์ ผเู้ ช่ียวชาญทัง้ 2 ท่านดงั กลา่ ว เป็นผู้ตรวจสอบความสอดคลอ้ งของข้อมลู ระหว่างข้อมลู เสา้ ที่ 1 ขอ้ มูลเสา้ ท่ี 2 และข้อมลู เส้าท่ี 3 อีกดว้ ย 4. นาข้อมูลทีว่ ิเคราะห์เรียบรอ้ ยแล้วใชก้ ารวเิ คราะหก์ ารเชือ่ มโยงของการวิวฒั นาการการแขง่ ขนั กีฬา แหง่ ชาติ โดยใช้โปรแกรม ATLAS.ti เปน็ โปรแกรมคอมพวิ เตอรช์ ว่ ยในการวิเคราะห์ข้อมลู เชิงคุณภาพ ผลการวิจยั 1. รัฐบาลไทยมีแนวคิดริเริ่มที่จะให้มีการแข่งขันกีฬาของจังหวัดต่างๆ ทั่วประเทศไทย หลังจากมี พระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้ตราพระราชกฤษฎีกาจัดตั้งองค์การส่งเสริมการกีฬาแห่งประเทศไทย ขึ้นเมื่อวันท่ี 12 กันยายน พ.ศ.2507 เพ่ือรองรับการเป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขันกีฬาเอเช่ียนเกมส์ คร้ังท่ี 5 ในเดือนธันวาคม พ.ศ.2509 ณ กรุงเทพมหานคร และต่อมาในปีพ.ศ.2510 องค์การส่งเสริมการกีฬาแห่ง ประเทศไทย (ปัจจุบัน คือ การกีฬาแห่งประเทศไทย) ก็ได้มีการจัดการแข่งขันกีฬาแห่งชาติเป็นคร้ังแรกที่ กรุงเทพมหานคร โดยใช้ช่ือว่า การแข่งขันกีฬาเขตแห่งประเทศไทย แบ่งเป็น 5 เขต หลังจากนั้นในปี พ.ศ.2511 ได้เปล่ียนเป็น 9 เขต และในปีพ.ศ.2515 ได้แยกกรุงเทพมหานคร ออกเป็นเขต 10 ซ่ึงมีข้อ ได้เปรียบทางด้านตัวนักกีฬาท่ีมาจากทุกจังหวัดมารวมตัวอยู่ในกรุงเทพมหานคร ด้วยเหตุผลเรื่องการศึกษา และการทางานเป็นหลัก ต่อมาในปีพ.ศ.2527 ได้เปลี่ยนชอ่ื การแข่งขันเป็น การแข่งขันกีฬาแห่งชาติ เร่ิมจาก ครั้งที่ 17 มีจังหวัดพิษณุโลกเป็นเจ้าภาพ และถือว่าเป็นการนากีฬาดังกล่าวออกภูมิภาคโดยมอบหมายให้ จังหวัดเป็นเจ้าภาพจัดแข่งขันเป็นคร้ังแรก หลังจากน้ันอีก 15 ปี ในปีพ.ศ.2542 ได้กาหนดให้มีการจัดการ แข่งขัน 2 ปีต่อครั้ง เปิดโอกาสให้นักกีฬาแต่ละจังหวัดได้วางแผนการฝึกซ้อมระยะยาว และให้นักกีฬาทีมชาติไทย ได้มีเวลาเขา้ ร่วมการแข่งขันกีฬาระดับนานาชาติ และในปีพ.ศ.2549 ได้กลบั มาจัดการแขง่ ขนั เป็น 1 ปีต่อคร้ัง เหมือนท่ีเป็นมา ทั้งน้ีเพ่ือส่งเสรมิ ให้นักกีฬาตัวแทนภาคได้พัฒนาตัวเองอย่างต่อเน่ือง อย่างไรก็ตามเน่ืองจาก สภาวะเศรษฐกิจและสังคมท่ีผกผันในปัจจุบันจึงปรับให้การแข่งขันเป็น 2 ปีต่อคร้ัง ในปีพ.ศ.2559 จนถึง ปัจจุบัน และเป็นที่น่าสังเกตว่ารูปแบบการจัดการแข่งขันกีฬาแห่งชาติของประเทศไทย ได้ปรับเปลี่ยนให้ สอดคล้องกับการแข่งขันระดับนานาชาติมากข้ึนดูได้จากชนิดกีฬาที่จัดการแข่งขันก็มีเพิ่มข้ึนตามลาดับ สาหรับการเป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขันกีฬาแห่งชาติได้เกิดขึ้นทุกภาคของประเทศไทย ภาคท่ีเป็นเจ้าภาพ จดั การแข่งขนั กีฬาแห่งชาตมิ ากท่ีสุดคือภาคกลางและภาคใต้ จานวน 11 ครั้งเทา่ กนั และจงั หวัดเชียงใหม่เป็น เจา้ ภาพจดั การแข่งขันกีฬาแหง่ ชาติมากที่สุด 4 คร้ัง และรองลงมาจงั หวดั กรงุ เทพมหานคร จงั หวดั นครสวรรค์ จงั หวดั สพุ รรณบรุ ี จังหวดั สงขลา เป็นเจา้ ภาพจัดการแข่งขนั กีฬาแห่งชาติ จังหวดั ละ 3 ครัง้ 2. การแข่งขันกีฬาแห่งชาติ หรือชื่อเดิมคือ การแข่งขันกีฬาเขตแห่งประเทศไทย ได้ดาเนินการจัดการ แข่งขัน ครั้งแรกในปีพ.ศ.2510 โดยความรับผิดชอบของ องค์การส่งเสริมการกีฬาแห่งประเทศไทย หรือ ปัจจุบัน คือ การกีฬาแห่งประเทศไทย มีจานวนกีฬาท่ีจัดการแข่งขันครั้งแรกเพียง 16 ชนิดกีฬา ประกอบด้วย กรีฑา แบดมินตัน บาสเกตบอล มวยสากล จักรยาน ฟุตบอล ยูโด ยิงปืน ลอนเทนนิส รักบี้ฟุตบอล เซปักตะกร้อ ว่ายน้า เทเบิลเทนนิส วอลเลย์บอล ยกนา้ หนัก และเรือใบ และได้จัดการแข่งขันมาจนถึง คร้ังที่ 16 องค์การ

ส่งเสริมการกีฬาแห่งประเทศไทย เห็นว่าได้ดาเนินการมาเป็นระยะเวลาถึง 15 ปี ควรมีการพิจารณาปรบั ปรุง เปลี่ยนชื่อการแข่งขันกีฬาเขตแห่งประเทศไทย เป็นการแข่งขันกีฬาแห่งชาติ ซ่ึงคณะกรรมการองค์การส่งเสริม การกีฬา แห่งประเทศไทย เห็นชอบและให้นับการแข่งขันต่อเน่ืองกันไปโดยเริ่มจาก การแข่งขันกีฬาแหง่ ชาติ ครั้งที่ 17 และองค์การส่งเสริมการกีฬาแห่งประเทศไทยได้ใช้ระบบหลักการจัดการแข่งขันแบบนานาชาติ โดยมอบหมายให้จงั หวดั พิษณุโลกเป็นเจา้ ภาพจัดการแข่งขนั มจี านวนกฬี า 15 ชนดิ กฬี า ประกอบด้วย กรีฑา แบดมินตัน บาสเกตบอล มวยสากล จักรยาน ฟุตบอล ลอนเทนนิส ยโู ด ตะกรอ้ ยิงปืน ว่ายน้า เทเบิลเทนนิส วอลเลย์บอล ยกน้าหนกั และโบว์ลิ่ง และในการแข่งขนั คร้ังที่ 17 ยงั อนุญาตให้นักกีฬาทีมชาติเข้ารว่ มการแข่งขัน เกือบทุกชนิดกีฬาทาให้การแข่งขันน่าดูย่ิงข้ึน และเปิดโอกาสให้นักกีฬาส่วนภูมิภาคได้มีโอกาสประลองฝีมือ กับนักกีฬาทีมชาติ จนทาให้การเปน็ เจ้าภาพจัดการแข่งขันครั้งต่อ ๆ ไปในแต่ละจังหวัดได้พิจารณาเพิ่มจานวน ชนิดกีฬาสากลมากข้นึ เพื่อตอ้ งการใหม้ ีการสรา้ งนักกีฬาหน้าใหม่ในภูมิภาคของแต่ละจังหวัดเพิ่มขึ้น และสามารถ เป็นนักกีฬาตัวเลือกเป็นตัวแทนทีมชาติไทยเข้าร่วมการแข่งขันกีฬานานาชาติ และในปีพ.ศ.2542 กาหนดให้ การแขง่ ขันกีฬาแห่งชาติ คร้งั ที่ 32 ณ กรุงเทพมหานคร มีการเปล่ียนระบบการแข่งขันใหมท่ าการแขง่ ขัน 2 ปี ต่อคร้ัง ยกเลิกส่งนักกีฬาเข้าแข่งขันระบบเขต เปล่ียนเป็นให้แต่ละจังหวัดส่งเข้าแข่งขันโดยตรงทาให้นักกีฬา เก่าและนักกีฬาใหม่เกดิ ความรัก ความภาคภูมิใจ ในภูมิลาเนาตนเอง มีความต้องการและสนใจเป็นนักกีฬาท่ี ต้องการเข้าร่วมการแข่งขันให้กับจังหวัดตนเอง ทาให้การแข่งขันกีฬาแห่งชาติ ครั้งที่ 32 มีชนิดกีฬา ที่จัดการแข่งขันมากถึง 45 ชนิดกีฬา ประกอบด้วย กรีฑา แบดมินตัน บาสเกตบอล เพาะกาย โบว์ลิ่ง มวยสากลสมัครเล่น จักรยาน ลีลาศ ฟุตบอล กอล์ฟ ยูโด ยิมนาสติก ฮอกก้ี มวยไทย เปตอง ซอฟท์บอล รักบี้ฟุตบอล เซปักตะกร้อ ตะกร้อลอดห่วง ยิงปืน สนุกเกอร์ ว่ายน้า ซอฟท์บอล เทนนิส เทเบิล เทนนิส เทควนั โด วอลเลยบ์ อล ยกน้าหนกั ยงิ ธนู เบสบอล คาราเต้-โด ลอนโบวล์ส ปันจักสลี ัต เรอื พาย บริดจ์ ข่ีม้า วูซู ดาบสากล แฮนดบ์ อล กาบัดดี้ ฮอกกี้นา้ แขง็ ยิงเป้าบิน มวยปล้า สควอช วินด์เซริ ฟ์ และกีฬาไทย 3. จานวนเหรียญรางวัลท่ีชิงชัยข้ึนอยู่กับจานวนชนิดกีฬาที่จังหวัดเจ้าภาพกาหนดจัดการแข่งขัน โดยเริ่มจากการแข่งขันกีฬาเขตแห่งประเทศไทย ครั้งที่ 1 ปีพ.ศ.2510 มีการชิงชัยเหรียญทอง จานวน 108 เหรียญ และพบว่า นักกฬี าเขต 4 ไดร้ ับเหรียญทองอันดับท่ี 1 ประกอบด้วย นกั กีฬาจากจังหวัดทางภาคกลาง ภาคตะวันออกรวมกัน ต่อมาการแข่งขันกีฬาเขตแห่งประเทศไทย คร้ังที่ 2 ปีพ.ศ.2511 ได้เปล่ียนเปน็ 9 เขต และปรับเปล่ียนจังหวัดใหม่ภายในเขต เหรียญทองอันดับท่ี 1 ก็ยังคงเป็นนักกีฬาจากเขต 1 ประกอบด้วย จงั หวัดทางภาคกลางเป็นหลัก ตอ่ มาในปีพ.ศ.2515 ได้แยกกรุงเทพมหานคร ออกเป็นเขต 10 ซึ่งมขี ้อได้เปรียบ ทางด้านตัวนักกีฬาท่ีมาจากทุกจังหวัดมารวมตวั อยใู่ นกรงุ เทพมหานครดว้ ยเหตุผลเรื่องการศึกษา และการทางาน เป็นหลัก เห็นได้ว่าในการแข่งขันกีฬาเขตแห่งประเทศไทย ครั้งท่ี 6 ปีพ.ศ. 2515 นักกีฬาเขต 7 เป็นนักกีฬาทาง จงั หวัดภาคกลางได้เหรียญทองน้อยลง และกรุงเทพมหานคร เขต 10 ได้เหรียญทองเป็นอันดับท่ี 1 จนต่อมา ในปีพ.ศ.2527 ได้เปล่ียนช่ือการแข่งขันเป็น การแข่งขันกีฬาแห่งชาติ เร่ิมจากคร้ังที่ 17 มีจังหวัดพิษณุโลก เป็นเจ้าภาพ และหลังจากนั้น ในปีพ.ศ. 2542 การแข่งขันกีฬาแห่งชาติ ครั้งที่ 32 ณ กรุงเทพมหานคร ได้มีการเปลี่ยนแปลงระบบจัดการแข่งขันเป็น 2 ปีต่อครั้ง และให้ส่งนักกีฬาเข้าร่วมการแข่งขันในนาม จังหวัด การได้รับเหรียญรางวัลของนักกีฬาก็จะนับเป็นจังหวัด ๆ ทาให้นักกีฬาเกิดความภาคภูมิใจที่สร้าง ช่ือเสียงให้กับภูมิลาเนาตนเอง และก็ได้รับรางวัลจากจังหวัดอีกด้วย ทาให้มีการพัฒนารูปแบบการจัด การแข่งขัน และเพ่ิมศักยภาพด้านกีฬาส่วนภูมิภาคมากข้ึน และจานวนเหรียญรางวัลท่ีชิงชัยก็เพ่ิมข้ึน ตามจานวนชนิดกีฬาท่ีจัดการแข่งขันโดยมีการชิงชัยเหรียญทองจานวน 486 เหรียญ ซ่ึงเป็นประวัติศาสตร์

หน้าใหม่สาหรับนักกีฬาในส่วนภูมิภาคที่มีโอกาสได้รับเหรียญรางวัลจากการแข่งขันมากขึ้น และการแข่งขัน กฬี าแห่งชาติจานวนเหรยี ญรางวัลที่ชิงชัยเพ่ิมข้ึนจนปัจจุบันสูงสุดท่ี 695 เหรียญ ในการแข่งขันกฬี าแห่งชาติ คร้งั ท่ี 45 ณ จงั หวัดสงขลา 4. จานวนนักกีฬาถือเป็นองค์ประกอบหลักอีกส่วนหน่ึงที่จะทาให้การแข่งขันที่จัดข้ึนมีความเป็น มาตรฐาน จานวนนกั กีฬาทีเ่ ขา้ รว่ มการแข่งขนั จะเพ่มิ ข้ึนตามลาดับแตล่ ะคร้ังโดยปัจจยั ท่ีเกยี่ วขอ้ ง คือ จานวน ชนิดกีฬาท่ีจังหวัดเจ้าภาพจัดการแข่งขันว่ามีมากกี่ชนิดกีฬาในแต่ละครั้ง โดยเริ่มแรกในการแข่งขันกีฬาเขต แห่งประเทศไทย ครง้ั ท่ี 1 ปีพ.ศ.2510 จดั การแข่งขัน 16 ชนิดกฬี า มีนักกฬี าเข้ารว่ มการแขง่ ขัน จานวน 716 คน และจานวนนกั กีฬาในการแข่งขนั ก็เพิ่มขึ้นตามลาดับ จนตอ่ มาในปีพ.ศ.2527 ได้เปลีย่ นชอื่ การแขง่ ขันเป็น การแข่งขันกฬี าแห่งชาติ ครงั้ ที่ 17 และหลังจากน้ันในการแข่งขันกฬี าแห่งชาติ คร้ังท่ี 32 ณ กรุงเทพมหานคร ปี พ.ศ. 2542 ได้มีการเปลี่ยนแปลงระบบจัดการแข่งขันเป็น 2 ปีตอ่ ครั้ง และให้สง่ นักกีฬาเข้าร่วมการแข่งขัน ในนามจังหวัด ทาให้ความต้องการเข้าร่วมของนักกีฬาแต่ละจังหวัด และประกอบกับมีหลายชนิดกีฬาท่ีจัด การแข่งขันทาให้มีการเพิ่มจานวนนักกีฬาขึ้นตามลาดับจนปัจจุบันสูงสุดท่ี 16,236 คน ในการแข่งขันกีฬา แห่งชาติ ครั้งท่ี 46 ณ จังหวัดเชียงราย และทาให้องค์กรภาครัฐและภาคเอกชนก็สนับสนุนนักกีฬาเข้าร่วม การแข่งขัน ซง่ึ จะเปน็ ตัวช้วี ดั การหมนุ เวียนของระบบเศรษฐกิจของจงั หวัดเจา้ ภาพจดั การแข่งขนั เป็นอย่างดี 5. ความเชื่อมโยงของ ววิ ัฒนาการการแข่งขันกีฬาแหง่ ชาติ โดยใชโ้ ปรแกรม ATLAS.ti สามารถสรุป ไดว้ า่ ปจั จัยท่ีมีผลต่อวิวฒั นาการของกีฬาแห่งชาติตอ่ การเปลี่ยนแปลงของกฬี าแหง่ ชาติ ประกอบด้วย ดงั นี้ 5.1 การเป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขัน ประกอบด้วย การบริหารจัดการ งบประมาณจัดการแข่งขัน โครงสรา้ งพ้ืนฐาน ส่งิ อานวยความสะดวก หนว่ ยงาน และบุคลากรทเ่ี กยี่ วข้อง 5.2 ชว่ งเวลาในการจัดการแขง่ ขนั ประกอบด้วย จานวนวนั แขง่ ขนั กาหนดการแขง่ ขนั วธิ ีจัดการ แข่งขัน ชนดิ กีฬาทีจ่ ัดการแข่งขัน พิธีเปิด - ปดิ การแขง่ ขนั 5.3 ชนิดกีฬาที่จัดการแข่งขัน ประกอบด้วย ระเบียบการแข่งขัน ความพร้อมสนามการแข่งขัน ความพร้อมสถานทพ่ี กั ความพร้อมอปุ กรณก์ ีฬา ความพร้อมบคุ ลากรแต่ละชนดิ กฬี า 5.4 จานวนเหรียญรางวลั ประกอบด้วย ประเภทรายการกฬี าที่จัดการแข่งขัน สถิตกิ ารแข่งขัน 5.5 จานวนนักกฬี า ประกอบด้วย การเตรียมนักกฬี าแต่ละจังหวัด การสนบั สนนุ ของสมาคมกฬี า แหง่ จังหวดั ความร่วมมอื จากภาคเอกชนดังภาพ ตอ่ ไปนี้

ภาพที่ 1 ภาพแสดงความเชอ่ื มโยงของววิ ัฒนาการการแขง่ ขันกฬี าแห่งชาติ อภปิ รายผลการวจิ ยั ผลที่ทาให้เกิดความเปล่ียนแปลงต่อระบบการแข่งขันกีฬาแห่งชาติส่วนหนึ่งมาจากการกาหนด นโยบายและยุทธศาสตร์ตามแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติตั้งแต่ฉบับที่ 1 (ระยะท่ี 1 พ.ศ.2504 – 2506 และระยะที่ 2 พ.ศ.2507 – 2509) ถงึ ฉบับที่ 12 (พ.ศ.2560 – 2564) ซงึ่ ได้กาหนดสง่ เสริมใหป้ ระชากร หรอื ทรัพยากรมนุษยข์ องประเทศให้มรี า่ งกายสมบรู ณแ์ ขง็ แรง สง่ เสริมดา้ นสุขาภิบาลและอนามยั ปัจจบุ ันการ พัฒนาประเทศในระยะแผนพัฒนาฯ ฉบับท่ี 12 จึงเป็นจุดเปล่ียนที่สาคัญในการเชื่อมต่อกับ ยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี ในลักษณะการแปลงยุทธศาสตร์ระยะยาวสู่การปฏิบตั ิ โดยในแต่ละยุทธศาสตร์ของ แผนพัฒนาฯ ฉบับ ท่ี 12 ได้กาหนดประเด็นการพัฒนาเพื่อเตรียมความพร้อม คน สังคม และระบบเศรษฐกิจของประเทศให้ สามารถปรับตัวรองรับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงได้อย่างเหมาะสม เช่นเดียวกับการเปล่ียนแปลงการ แข่งขนั กีฬาแห่งชาติ ท่มี ีตัวแปรทาให้เกดิ การเปล่ียนแปลง ไม่ว่าจากการเป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขัน ช่วงเวลา การจัดการแข่งขัน ชนิดกีฬาท่ีจัดการแข่งขัน จานวนเหรียญรางวัล และจานวนนักกีฬาก็ดาเนินการไปตาม แผนพัฒนาการกีฬาแห่งชาติ ตั้งแต่ฉบับท่ี 1 (พ.ศ. 2531 – 2539) ถึงฉบับท่ี 6 (พ.ศ. 2560 – 2564) เป็น กล ไ กก า ร ขั บ เ คลื่ อ น แ ล ะติ ด ต าม ป ร ะ เ มิน ผ ล ที่ชั ด เจ น ทา ใ ห้ กา ร พัฒ น าเ ป็ น ไป อ ย่ า ง มีทิ ศ ท าง แ ล ะ เ กิ ด ประสิทธิภาพนาไปสู่การพัฒนาเพื่อประโยชน์สุขที่ยั่งยืนของสังคมไทย ซง่ึ ผลต่อวิวัฒนาการของกีฬาแห่งชาติ ต่อการเปลีย่ นแปลงของการแขง่ ขนั กีฬาแหง่ ชาติ ดังนี้ 1. การแข่งขันกีฬาแห่งชาติเกิดขึ้นทุกภาคของประเทศไทย โดยเร่ิมต้นจากหน่วยงานของรัฐ คือ องคก์ ารสง่ เสริมการกีฬาแห่งประเทศไทย ปัจจุบัน คือ การกฬี าแห่งประเทศไทย เป็นผ้จู ัดการแขง่ ขัน เร่ิมจาก การแข่งขันกีฬาเขตแห่งประเทศไทย ครั้งที่ 1 ปีพ.ศ.2510 ณ พระนคร แบ่งเป็น 5 เขต หลังจากนั้นในปี พ.ศ.2511 ได้เปลย่ี นเป็น 9 เขต และในปีพ.ศ.2515 ได้แยกกรุงเทพมหานคร ออกเปน็ เขต 10 และได้จดั การ แข่งขันมาจนถึงครั้งท่ี 16 ปีพ.ศ.2527 ซ่ึงต่อมาคณะกรรมการองค์การส่งเสริมการกีฬาแห่งประเทศไทย เห็นชอบให้ปรับปรุงเปล่ียนช่ือ การแข่งขันกฬี าเขตแห่งประเทศไทย เป็นการแข่งขันกฬี าแห่งชาติ และให้นับ การแข่งขันต่อเน่ืองกันไปโดยเร่ิมจาก การแข่งขันกีฬาแห่งชาติ ครั้งท่ี 17 มอบหมายจังหวัดพิษณุโลกเป็น

เจ้าภาพจัดการแข่งขัน และในการแข่งขันคร้ังต่อๆไปก็มอบหมายให้จังหวัดที่สนใจและมีความพร้อมตาม หลักเกณฑ์มาร่วมเป็นเจ้าภาพจดั การแข่งขันอย่างต่อเน่ือง ในปีพ.ศ.2542 การแข่งขันกีฬาแห่งชาติ คร้ังท่ี 32 ได้เปล่ียนแปลงให้มีการจัดการแข่งขัน 2 ปีต่อคร้ัง ทั้งนี้เพ่ือเปิดโอกาสให้นักกีฬาได้วางแผนการฝึกซ้อม ระยะยาว อีกทั้งเอ้ือให้นักกีฬาทีมชาติไทยได้มีเวลาเข้าร่วมการแข่งขันกีฬาระดับนานาชาติอีกด้วย และในปี พ.ศ.2549 ได้กลับมาจดั การแขง่ ขันเป็น 1 ปีต่อครั้งเหมือนที่เป็นมา ทัง้ นเี้ พือ่ ส่งเสริมให้นักกีฬาตัวแทนภาคได้ พฒั นาตัวเองอย่างต่อเนื่อง อย่างไรก็ตามเนื่องจากสภาวะเศรษฐกิจและสังคมท่ีผกผนั ในปัจจบุ ันจงึ ปรับให้การ แข่งขันเป็น 2 ปีต่อครั้ง ในปีพ.ศ.2559 จนถึงปจั จุบัน สิ่งทที่ าให้มีผลต่อการเปลี่ยนรูปแบบและวิธกี ารแข่งขัน กีฬาแห่งชาติ ผู้ให้สัมภาษณ์ทุกคนมีความคิดเห็นใกล้เคียงกันว่า การแข่งขันกีฬาแห่งชาติเป็นกิจกรรมหน่ึงที่ สามารถตอบสนองและแสดงถึงความเจริญของประเทศไปอีกระดับหนึ่งในหลายมิติ การท่ีประชาชนได้ให้ ความสนใจเล่นกีฬามากข้ึนจะส่งผลให้เกิดความต้องการวัสดุส่ิงของหรืออาหาร ทาให้เกิดอุตสาหกรรม หลาย ๆ ด้านเพ่ือตอบสนองความต้องการของประชาชนส่งผลดีต่อการพัฒนาระบบเศรษฐกิจของประเทศ และทาให้ผ้เู ลน่ ไดพ้ ัฒนาทางดา้ นร่างกาย จติ ใจ และอารมณ์ ตลอดจนเป็นเครือ่ งมือท่กี ่อใหเ้ กิดความรกั ความ สามัคคี และเป็นพื้นฐานสาคัญในการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ซึ่งสามารถนามาปรับใช้ในการดาเนิน ชวี ิตประจาวันได้ และจะนาไปสกู่ ารอย่รู ่วมกันอย่างสนั ติสขุ ในสงั คม 2. การแข่งขันกีฬาแห่งชาติ สาหรับชนิดกีฬาท่ีจัดการแข่งขันก็มีเพ่ิมเติมตามลาดับจากครั้งแรก มี เพียง 16 ชนดิ กีฬา ปจั จุบันมีถึง 45 ชนิดกีฬา ขณะที่การชิงชัยเหรียญรางวัลก็เพ่ิมเติมตามลาดับ คือ จาก 108 เหรียญ เพม่ิ เป็น 695 เหรียญ ส่วนจานวนนักกฬี าเพิ่มขึ้นตามลาดับจาก 716 คน เป็น 16,236 คน และ เป็นท่ีน่าสังเกตวา่ รูปแบบการจัดการแข่งขนั กีฬาแห่งชาติของประเทศไทย ได้ปรับเปลี่ยนให้สอดคล้องกับการ แข่งขันระดับนานาชาติ ท้ังในส่วนของห้วงเวลา ชนิดกีฬา จานวนนักกีฬาและผู้ฝึกสอน และคุณสมบัติของ นักกีฬาท่ีสามารถต่อยอดในการเข้าร่วมกิจกรรมกีฬาในระดับท่ีสูงข้ึน เน่ืองจากปัจจุบันชนิดกีฬาท่ีผ่าน การรับรองให้เป็นกีฬาสากลระดับนานาชาติให้การยอมรับมีมากขึ้น และประเทศไทยก็มีกีฬาสากลเข้ามาเล่น กันมากข้ึน ผู้ให้สัมภาษณ์มีความคิดเห็นที่ไปในทิศทางเดียวกันว่า การแข่งขันกีฬาแห่งชาติเป็นประจาทุกปี เป็นเรอ่ื งที่ดแี ตข่ ึ้นอยกู่ ับการบริหารจัดการ การแข่งขันกีฬาแห่งชาติเป็นประจาทุกปีสามารถสรา้ งนักกีฬาดาว รุ่งขึ้นมาอย่างสม่าเสมอ และการแข่งขันกีฬาแห่งชาติสามารถกระตุ้นเศรษฐกิจจังหวัดเจ้าภาพให้มีรายได้ หมุนเวียนในช่วงของการจัดการแข่งขันซึ่งเป็นดีต่อการระบบเศรษฐกิจของประเทศ และผู้ให้สัมภาษณ์ ส่วนใหญ่ให้ข้อมูลที่ตรงกันว่า การแข่งขันกีฬาแห่งชาติ 2 ปีต่อคร้ัง เป็นการขาดตอนของช่วงการพัฒนากีฬา โดยเฉพาะการสร้างนักกีฬาหนา้ ใหมๆ่ ขน้ึ มารองรับเพอ่ื ทดแทนนักกีฬารุ่นพ่ีทกี่ าลังจะหมดวาระ 3. ความเช่ือมโยงของวิวัฒนาการการแข่งขันกีฬาแห่งชาติ มีองค์ประกอบท่ีเป็นปัจจัยต่อ การเปล่ียนแปลงของกีฬาแห่งชาติ ประกอบด้วย การเป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขัน เกี่ยวกับการบริหารจัดการ งบประมาณจัดการแข่งขัน โครงสร้างพ้ืนฐาน ส่ิงอานวยความสะดวก หน่วยงาน และบุคลากรท่ีเกี่ยวข้อง ชนิดกีฬาท่ีจัดการแข่งขัน เก่ียวกับระเบียบการแข่งขัน ความพร้อมสนามการแข่งขัน ความพร้อมสถานที่พัก ความพร้อมอุปกรณ์กีฬา ความพร้อมบุคลากรแต่ละชนิดกีฬา จานวนเหรียญรางวัล เก่ียวกับประเภทรายการ กีฬาที่จัดการแข่งขัน สถิติการแข่งขัน จานวนนักกีฬา เกี่ยวกับการเตรียมนักกีฬาแต่ละจังหวัด การสนับสนุน ของสมาคมกีฬาแห่งจังหวัด ความร่วมมือจากภาคเอกชน ช่วงเวลาในการจัดการแข่งขัน เกี่ยวกับจานวน วันแข่งขนั กาหนดการแขง่ ขัน วิธีจัดการแขง่ ขัน ชนิดกีฬาท่ีจดั การแข่งขัน พิธเี ปิด – ปิดการแข่งขัน และเรือ่ ง กาหนดการแข่งขนั (1 ปีตอ่ คร้งั หรือ 2 ปีตอ่ คร้งั ) ผู้ให้สมั ภาษณ์ส่วนใหญม่ ีความเห็นไปในทิศทางเดยี วกนั คือ การเปล่ียนรูปแบบการจัดการแข่งขันกีฬาแห่งชาติจากเดิมต้ังแต่เริ่มมีการจัดการแข่งขันกันมา ตง้ั แตค่ รง้ั ที่ 1

จนถึงครั้งท่ี 46 รูปแบบมีการเปลี่ยนแปลงไปตามระบบการจัดการตามหลักสากลไปตามยุคสมัย โดยการ ยึดถือแนวทางตามเกมส์การแข่งขันระดับนานาชาติมาเป็นต้นแบบ ในแต่ละชนิดกีฬาในปัจจุบันการแข่งขันมี วิธีการจัดการแข่งขันหลายระบบเพ่ือการคัดเลือกและชิงชนะเลิศ การแข่งขันกีฬาแห่งชาติของประเทศไทย กเ็ ลยไมเ่ คยหยดุ น่ิง ระบบการจดั การแข่งขนั กจ็ ะเปลยี่ นไปตามหลักการสากลมากทีส่ ดุ ข้อเสนอแนะจากการวจิ ัย 1. สมาคมกีฬาแห่งประเทศไทย และสมาคมกีฬาแห่งจังหวัดและคณะกรรมการฝ่ายจัดการแข่งขัน ท่ีรับผิดชอบในการจัดการแข่งขันกีฬาชนิดนั้น ๆ ควรมีการวางแผนและมีความชัดเจนในการดาเนินงาน ร่วมกันเพ่ือให้สาเร็จลุล่วงไปด้วยดี โดยเฉพาะการจัดโปรแกรมการแข่งขัน ควรมีความชัดเจนเท่ียงตรง หากตอ้ งมกี ารเปลยี่ นแปลงโปรแกรมการแข่งขนั ควรมกี ารแจ้งใหผ้ ้เู กย่ี วขอ้ งไดร้ บั ทราบลว่ งหนา้ ให้เรว็ ทส่ี ดุ 2. จังหวัดท่ีเสนอตัวเป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขันกีฬาแห่งชาติ ควรมีการศึกษาข้อมูลจากการติดตาม ประเมินผลการแข่งขันกีฬาแห่งชาติในคร้ังที่ผ่าน ๆ มาไม่ว่าด้านสถานท่ีและอุปกรณ์การแข่งขัน ด้านการจัดการ แข่งขัน ด้านความพร้อมของเจ้าภาพ ด้านข้อมูลข่าวสาร การประชาสัมพันธ์ของจังหวัดเจ้าภาพ และด้าน บรรยากาศและสภาพแวดลอ้ มในการแข่งขัน เพือ่ เป็นแนวทางในการเตรียมความพร้อมในการจดั การแขง่ ขนั 3. ควรมีการเตรียมความพร้อมและแนวทางในการจัดการกับปัญหาท่ีอาจเกดิ ข้ึนล่วงหนา้ ก่อนที่จะมี การจัดการแข่งขันขึ้นอย่างเปน็ ระบบ และจริงจังต่อการจัดการแก้ไขปัญหาท่ีเกิดขึ้น โดยเฉพาะปญั หาในด้าน ความพรอ้ มของสนามแข่งขันและอุปกรณ์ประจาสนามแข่งขันต่าง ๆ ควรมคี วามพร้อมมากทสี่ ุด 4. หน่วยงานที่เก่ียวข้องควรมีการพิจารณาสถานท่ีพักว่ามีความเหมาะสมหรือไม่ ซึ่งไม่ควรอยู่ห่าง จากสนามแข่งขนั มากเกนิ ไป 5. ความพรอ้ มด้านอื่น ๆ องค์ประกอบท่เี ก่ยี วข้องกับจังหวดั เจา้ ภาพต้องมีขอ้ มูลเบ้ืองตน้ ท่วั ไป 5.1 การตนื่ ตวั การเป็นเจา้ ภาพจดั การแขง่ ขนั ของประชาชนในจังหวดั 5.2 สถานการณด์ ้านความปลอดภัยภายในจงั หวดั 5.3 การคมนาคมการขนส่งเขา้ สู่จังหวัดเจา้ ภาพ และการเดนิ ทางภายในจงั หวัด 5.4 แหลง่ ท่องเทย่ี วและการสง่ เสรมิ การทอ่ งเทีย่ วภายในจังหวัด 5.5 ความพร้อมของสถาบนั การศึกษาทุกระดับภายในจังหวดั 5.6 ความพรอ้ มของโรงพยาบาลภายในจังหวัด 5.7 ความพร้อมของโรงแรมท่ีพักภายในจังหวัด 5.8 ความพรอ้ มโครงสร้างพนื้ ฐานด้านสาธารณูปโภคทุกระบบภายในจังหวดั 5.9 ความพรอ้ มลกั ษณะภมู อิ ากาศทมี่ ีผลต่อการแขง่ ขนั ภายในจงั หวดั 5.10 ความพรอ้ มดา้ นการสือ่ สารมวลชนทอ้ งถิน่ ภายในจงั หวัด 5.11 ความพรอ้ มด้านสถานท่ีใช้จัดการแขง่ ขนั กีฬาภายในจังหวดั 5.12 ความพร้อมด้านบุคลากรดา้ นการกีฬาของจงั หวัด References Constitution of the Kingdom of Thailand. (2017). Constitution of the Kingdom of Thailand B.E. 2560 Ministry of Tourism and Sports. (2017). National Sport Development Plan No. 6 (B.E. 2560 – 2021).

Phaiwan Tanthaput. (2 0 0 0 ) . Basic physical education. Bangkok. Chulalongkorn University Press. The National Economic and Social Development Plan No. 12. (2017). The 12th National Economic and Social Development Plan (2017 - 2021). Thanomwong Kritphet. (1995). History of Thai physical education. Bangkok. Chulalongkorn University Press. Received: April, 16, 2020 Revised: April, 27, 2020 Accepted: May, 8, 2020

การนาเสนอแนวทางการพัฒนาโปรแกรมสขุ ศกึ ษาโดยใช้แนวคิดการเรยี นรู้เพอื่ สร้างสรรค์ ด้วยปญั ญา และแบบแผนความเช่ือด้านสขุ ภาพเพอื่ สร้างเสรมิ ความฉลาดทางสขุ ภาพ ดา้ นผลิตภัณฑ์สขุ ภาพของนักเรยี นอาชวี ศกึ ษา ปุณรตั น์ พิพธิ กลุ รุ่งระวี สมะวรรธนะ และเอมอัชฌา วัฒนบรุ านนท์ สาขาวิชาสุขศกึ ษาและพลศึกษา คณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวทิ ยาลัย บทคดั ยอ่ การนาเสนอแนวทางการพฒั นาโปรแกรมสุขศึกษาโดยใชแ้ นวคิดการเรยี นรู้เพ่ือสร้างสรรค์ดว้ ยปัญญา และแบบแผนความเช่ือด้านสุขภาพเพ่ือสร้างเสริมความฉลาดทางสุขภาพด้านผลิตภัณฑ์สุขภาพของนักเรียน อาชวี ศึกษา ไดน้ าแนวคดิ การเรียนรเู้ พ่ือสรา้ งสรรคด์ ้วยซึง่ มีขั้นตอนการจัดกิจกรรมการเรยี นรู้ที่ 3 ขนั้ ตอน คือ 1) เชื่อมโยงประสบการณ์ (Connection) 2) สร้างช้ินงาน (Construction) 3) ส่ือสาร (Communication) และแบบแผนความเช่ือด้านสุขภาพมี 5 องค์ประกอบ คือ การรับรโู้ อกาสเส่ียงของการเกิดโรค การรับร้คู วาม รนุ แรงของโรค การรับรู้ถึงประโยชน์ของการรักษาและปอ้ งกันโรค การรับรขู้ องบุคคลต่อปัญหา และการรับรู้ ส่ิงชักนาให้เกิดการปฏิบัติ มาเป็นแนวทางในการพัฒนา ประกอบด้วย 1.การให้ความรู้ 2.การเช่ือมโยง ประสบการณ์ 3.การสรา้ งผลงานและสะท้อนความคิด และ 4.การนาเสนอผลงาน โปรแกรมสุขศึกษามีองค์ประกอบ คือ การจัดส่ิงแวดล้อมทางสุขภาพ การจัดบริการสุขภาพ และ การจัดการเรียนการสอนสุขศึกษา ซึ่งพัฒนาจากการวิเคราะห์และสังเคราะห์ทฤษฎีหลักทางสุขศึกษา หลักสูตรสุขศึกษาอาชีวศึกษา การเรียนรู้เพื่อสร้างสรรค์ด้วยปัญญา แบบแผนความเช่ือด้านสุขภาพ ความฉลาดทางสุขภาพด้านผลิตภัณฑ์สุขภาพ และงานวิจัยที่เก่ียวข้อง มาเป็นแนวทางในการพัฒนาและจัด กิจกรรมสาหรับนักเรียนอาชีวศึกษา เพื่อพัฒนาให้นักเรียนอาชีวศึกษามีความฉลาดรู้ในการเข้าถึงข้อมูล สุขภาพ การเข้าใจในข้อมูลสุขภาพ และการใช้ข้อมูลสุขภาพที่ถูกต้องเกี่ยวกับการสร้างเสริมความฉลาดทาง สุขภาพด้านผลิตภณั ฑส์ ุขภาพ คาสาคัญ: การเรยี นร้เู พือ่ สรา้ งสรรคด์ ว้ ยปัญญา แบบแผนความเชอ่ื ดา้ นสุขภาพ ความฉลาดทางสขุ ภาพ Corresponding Author: นายปุณรตั น์ พิพิธกุล สาขาวิชาสุขศึกษาและพลศกึ ษา คณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณม์ หาวิทยาลัย Email: [email protected]

PROPOSED GUIDELINES OF DEVELOPING THE HEALTH EDUCATION PROGRAM BASED ON CONSTRUCTIONISM CONCEPT AND HEALTH BELIEF MODEL FOR ENHANCING HEALTH LITERACY ON HEALTH PRODUCTS OF VOCATIONAL EDUCATION STUDENTS Phunarat Phiphithkul, Rungrawee Samawathdana, and Aim-utcha Wattanaburanon Health and Physical Education, Faculty of Education, Chulalongkorn University Abstract Proposed guidelines of developing the health education program were based on constructionism concept and health belief model for enhancing health literacy on health products of vocational education student. Learning constructionism concept consisted 3 steps of learning activities that are put into practice: 1) Connection 2) Construction 3) Communication and health belief model comprised 5 components of personal factors 1) Perceived Susceptibility 2) Perceived Severity 3) Perceived Benefits 4) Perceived Barriers and 5) Cues to Action as a guideline for developing the process of 1. Education 2. Connection 3. Construction and 4. Presentation. The health education program consisted of health environment management, health service provision and health education, developed from the analysis and synthesis of the accepted and wellknown theories in health education, Vocational Health Education Curriculum and Constructionism concept. Health belief model, Health literacy and related research as a guideline for the development and organizing activities for vocational students were used to develop vocational students with intelligence to be able to access and understand health information products and use of accurate health information. (Regarding the use of health products) Keywords: constructionism concept, health belief model, health literacy Corresponding Author: Mr. Phunarat Phiphithkul, Health and Physical Education,Faculty of Education, Chulalongkorn University, Email: [email protected]

บทนา ความฉลาดทางสุขภาพ (Health literacy) ปรากฏคร้ังแรกในเอกสารประกอบการสัมมนาทาง วิชาการด้านสุขศึกษา ในปีค.ศ.1974 (Mancuso J. M., 2009) ในปี ค.ศ. 1998 องค์การอนามัยโลก รณรงค์ ให้ประเทศสมาชิกร่วมมือกันพัฒนา และส่งเสริมให้ประชาชนมีความฉลาดทางสุขภาวะ หลังจากนั้นคาว่า Health literacy ปรากฏในบทความวิจยั ทชี่ ้ีใหเ้ ห็นความสาคญั ของสขุ ศึกษาในการผลกั ดันนโยบายสาธารณะ ทเี่ ก่ียวข้องกับการดูแลสุขภาพ การศึกษาและสอื่ สารมวลชน (Smith, 2004) ในการประชุมระดับโลกคร้ังท่ี 7 เร่ืองการสร้างเสริมสุขภาพ ณ กรุงไนโรบี ประเทศเคนยา (WHO, 2009) ได้ระบุถึงความสาคัญของความ ฉลาดทางสุขภาพ หรือ Health Literacy ในการส่งเสริมและสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพระดับบุคคล และการกระทาหรือการปฏิบัติตัวโดยรวมที่มีอิทธิพลต่อปัจจัยกาหนดสุขภาพ โดยองค์การอนามัยโลกได้ รณรงค์และประกาศเชิญชวนให้ประเทศสมาชิกมุ่งเน้นการพัฒนาและส่งเสริมให้ประชาชนมีความฉลาด ทางสุขภาพเพื่อสร้างและพัฒนาขีดความสามารถในระดับบุคคลเพื่อการธารงรักษาสุขภาพตนเองอย่างย่ังยืน สอดคล้องกับสภาพสังคมและเศรษฐกิจของประเทศไทยที่เปลี่ยนแปลงไป อันก่อให้เกิดผลกระทบต่อวิถี การดาเนินชีวิตของบุคคลในสังคมอย่างเห็นได้ชัด โดยเฉพาะการบริโภคผลิตภัณฑ์บางอย่างมีผลกระทบ ทั้งโดยตรงหรือโดยอ้อมต่อสุขภาพของผู้บริโภค ผลิตภัณฑ์สุขภาพท้ังในและนอกประเทศ สามารถเข้าถึง ผู้บริโภคทุกระดับได้ง่าย ท้ังชุมชนเมืองไปจนถึงเขตชนบท นอกจากนี้การที่สื่อมวลชนเข้ามามีบทบาทใน กระบวนการตลาดย่ิงส่งเสริมการบริโภคอย่างมากหรือท่ีเรียกว่าเกิดลัทธิบริโภคนิยมข้ึน ทาให้ผู้บริโภคเกิด ความต้องการทีจ่ ะบรโิ ภคเกินกว่าความต้องการทแี่ ท้จรงิ กอ่ ให้เกิดการบรโิ ภคผลิตภณั ฑส์ ขุ ภาพอยา่ งฟุ่มเฟือย จนบางครั้งเกิดโรคภัยไข้เจ็บจากผลิตภัณฑ์ที่ตนบริโภคเข้าไป จากการสารวจของสานักงานคณะกรรมการ อาหารและยานั้น ประเด็นทมี่ ีการร้องเรียนเข้ามามากคอื เร่ืองรอ้ งเรยี นเก่ยี วกับผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร ร้อยละ 39.0 เร่ืองยา ร้อยละ 29.6 และเคร่ืองสาอาง ร้อยละ 16.3 ตามลาดับ และยังมีรายงานท่ีเก่ียวข้องกับการ บรโิ ภคผลิตภัณฑ์สุขภาพ ซึ่งผลการสารวจการกินยาในวัยรุ่นพบว่า ยาท่ีมีการกินต่อเนื่องกันมากที่สุด คือ ยา ลดความอ้วน โดยกลุ่มที่ใช้ยาลดความอ้วนมากท่สี ดุ คือ ผหู้ ญิงอายุ 15 - 29 ปี ร้อยละ 5.3 แหล่งอาหารเสริม เกือบคร่ึงหนึ่งไดจ้ ากรา้ นค้า ร้อยละ 44.8 ซง่ึ มแี นวโน้มเพมิ่ มากขึน้ เรื่อยๆ การศึกษาเอกสารและทฤษฎีท่ีเกี่ยวกับผลกระทบจากผลิตภัณฑ์สุขภาพของผู้บริโภคในกลุ่มเยาวชน พบว่า เยาวชนเป็นกลุ่มเป้าหมายที่สาคัญของการรับรู้ข้อมูลข่าวสาร ประชากรกลมุ่ นี้เป็นวัยที่ชอบเลียนแบบ และง่ายต่อการชักจูง อีกท้ังยังเป็นวัยที่มีความต้องการด้านต่าง ๆ เยาวชนจึงควรทราบหลักการพิจารณาเพื่อ การรู้เท่าทันสื่อโฆษณาเกี่ยวกับสุขภาพ ร้จู ักฝึกแยกแยะสื่อทางบวกและทางลบ สื่อที่มีการส่งเสริมพฤติกรรม สขุ ภาพ พัฒนาความคิดในเชิงสร้างสรรค์ การสรา้ งให้เด็กเกิดองค์ความรู้ เกิดความตระหนักถึงความจาเป็นต้อง มีการพัฒนาองค์ความรู้และกระบวนการในการจัดการเรยี นรู้ท่ีมีประสิทธภิ าพเพื่อการป้องกันท้ังภายในสังคม รอบตัวและสถาบันการศึกษา โดยเฉพาะเด็กนักเรียนในมัธยมศึกษาตอนปลายและอาชีวศึกษาซ่ึงพบวา่ เป็นกลุ่ม ท่เี รม่ิ มีพฤติกรรมการใช้ผลติ ภัณฑ์สุขภาพและมีการเปลี่ยนแปลงทางพัฒนาการในทกุ ดา้ น จึงจาเปน็ ต้องมีการ จัดการเรียนรู้ให้ผู้เรียนได้ฝึกคิดและแก้ปัญหาอย่างเป็นระบบและเน้นการเรียนรู้อย่างแท้จริงมากกว่า การท่องจา เพ่ือให้ผู้เรียนมคี วามสามารถในการคิดวเิ คราะห์ สงั เคราะห์ และสร้างความรู้ ซ่ึงเป็นพ้ืนฐานการเรียนรู้ในโลก แห่งอนาคต (Pimpan Dechakupt and Payao Yindeesuk, 2005) ซึ่งการพัฒนาสามารถทาได้หลายวิธี โดยหน่ึงในนั้นคือวิธีการแนวคิดการเรียนรเู้ พื่อสร้างสรรค์ด้วยปัญญา (Constructionism) ของศาสตราจารย์ Seymour Papert

Papert (1984) เสนอทฤษฎีการเรียนรู้เพ่ือสร้างสรรค์ด้วยปัญญา (Constructionism) เป็นทฤษฎีที่ มีพื้นฐานมาจากทฤษฎีพัฒนาการทางสติปัญญาและทฤษฎีการสร้างความรู้ (Constructivism) ของเพียเจต์ (Piaget) (Druin & Solomon, 1996; Suchin Petchrak, 2001; Rittigrai Tulavantana, 2002) กล่าวคือ ทฤษฎีกระบวนการเรียนรู้เพ่ือสร้างสรรค์ด้วยปัญญาได้ขยายกรอบแนวคิดของทฤษฎีการสร้างองค์ความรู้ เพิ่มเติมอีก โดยทฤษฎีการสร้างความรู้จะเน้นการสร้างความรู้ในสมองของผู้เรียน แต่ทฤษฎีการเรียนรู้ สร้างสรรค์ด้วยปัญญาขยายแนวคิดดังกล่าวออกไปอีก คือ การท่ีผู้เรียนได้สร้างต่าง ๆ ที่จับต้องได้ และเป็น รูปธรรม แนวคิดการเรียนรู้เพ่ือสร้างสรรค์ด้วยปัญญาเป็นการพัฒนาแนวคิดท่ีต้องการให้ผู้เรียนสามารถ พัฒนาและสร้างข้อมูลท่ีเป็นองค์ความรู้ได้ด้วยตนเอง ซึ่งผู้เรียนจะเปลี่ยนแปลงโครงสร้างทางปัญญาและ พัฒนาโครงสร้างนั้นให้งอกงามข้ึนไปได้เรื่อย ๆ โดยเป็นกระบวนการพัฒนาโครงสร้างทางปัญญาภายในของ บุคคลมีการปฏิสัมพันธ์กับส่ิงต่างๆรอบตัวมีโอกาสได้สร้างความคิดและนาความคิดของตนเองไปสร้างสรรค์ โดยอาศัยสื่อและเทคโนโลยีที่เหมาะสมซ่ึงจะทาให้เห็นความคิดท่ีเป็นรูปธรรมที่ชัดเจน (Papert, 1980) ซึง่ เปน็ การสร้างความรูข้ ึ้นในตนเอง การจัดการเรียนการสอนที่เอื้อให้ผู้เรียนได้เรียนรู้ตามแนวการเรียนรู้เพ่ือสร้างสรรค์ด้วยปัญญา (Constructionism) ควรจัดให้ผูเ้ รียนมีโอกาสได้เลือกศึกษาและทาในส่ิงทผี่ ูเ้ รยี นสนใจ (Papert, 1999) ไดท้ า กิจกรรมท่ีหลากหลายและจัดให้สภาพการทางานเป็นแบบเป็นมิตรเป็นกันเองระหว่างผู้เรียนด้วยกัน และ ระหว่างผู้เรียนกับครูผู้สอน (Chai-Anan Samudavanija, 1999) ซ่ึงจะเป็นแรงผลักดันให้ผู้เรียนได้สร้างความรู้ สร้างช้ินงานหรือสง่ิ ใหมข่ ึ้นมา และใช้ความรู้ท่ีมีที่สร้างข้ึนในการสร้างส่ิงตา่ งๆ ที่ซับซ้อนยิ่งขึ้น ตลอดจนสามารถ แก้ปัญหาที่ผู้เรียนเผชิญได้ ทาให้เกิดการเรียนรู้ส่ิงต่างๆ เพ่ิมข้ึน อันเนื่องมาจากแรงจูงใจภายในท่ีปรารถนา อยากจะทาในสงิ่ ทีต่ นเองสนใจ (Guzdial, 1997; Hay & Barab, 2001; Rittigrai Tulavantana, 2002) นอกจากนี้เพ่ือการแก้ปัญหาอย่างยั่งยืน การนาแบบแผนความเชื่อด้านสุขภาพ (Health belief model) มาประยุกต์ใช้ในการจัดกิจกรรม เพื่อการพัฒนาปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพของกลุ่มเป้าหมาย โดยเน้นท่ีการสร้างตัวบุคคลให้เกิดความเชื่อหรือการรับรู้ต่อปัญหาหรือการเกิดโรค ด้วยองค์ประกอบแบบ แผนความเช่ือด้านสุขภาพ (Prapapen Suwan and Swing Suwan, 1993) ได้แก่ (1) การรับรู้โอกาสเส่ียง ของการเป็นโรค (Perceived Susceptibility) กล่าวคอื ความเช่ือหรือการรับรขู้ องบุคคลที่มีผลต่อการปฏิบัติ ตนอย่างถูกต้องตามคาแนะนาด้าน สุขภาพท้ังในภาวะปกติและภาวะเจ็บป่วย (2) การรับรู้ความรุนแรงของ โรค (Perceived Severity) กล่าวคือ การรับรู้ความรุนแรงของโรคท่ีเกิดข้ึนว่ามีความรุนแรงต่อร่างกายของ ตนเองมากน้อยเพยี งใด และอันตรายต่าง ๆ ที่จะเกิดข้ึนตามมา เมื่อบุคคลได้รบั รู้ความรุนแรงท่ีเกดิ ขึ้นตามมา จากการเกิดโรคจะส่งผลทาให้บุคคลนน้ั มกี ารปฏบิ ัตติ นเพือ่ ปอ้ งกนั โรคและทาตามคาแนะนาของเจ้าหน้าท่ี (3) การรับรู้ประโยชน์ของการรกั ษาและป้องกนั โรค (Perceived Benefits) ได้แก่ การท่ีบุคคลรับรูป้ ระโยชน์ของ การรักษาและป้องกันโรค ข้อดีและข้อเสียในการปฏิบัติตนให้หายจากโรค การป้องกันไม่ให้เกิดโรคหรือการ เกิดโรคซ้า การเชื่อว่าการปฏิบตั ิตนในการรักษาและป้องกันโรคเป็นการกระทาที่ดี ตลอดจนการใหข้ ้อมูลสถิติ ของการเกิดโรค ปัจจัยเสี่ยง และค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาล (4) การรับรู้ต่ออุปสรรค (Perceived Barriers) กล่าวคือ การรับรู้ของบุคคลต่อปัญหาและอุปสรรคในการรักษา และป้องกันโรค การปรับเปลี่ยน พฤติกรรมสุขภาพ สุขภาพอนามัย ดังน้ันการรับรู้อุปสรรคจึงเป็นปัจจัยหนึ่งท่ีสาคัญ และมีผลต่อพฤติกรรม การป้องกนั โรคและการทานายพฤติกรรมการให้ความร่วมมือในการรักษาโรคได้ (5) ส่งิ ชักนาให้เกิดการปฏิบัติ (Cues to Action) กล่าวคือ ความรู้สึกของบุคคลที่เกิดข้ึนจากภายในหรือสภาพอารมณ์เกิดข้ึนจากการกระตุ้น ของสิ่งเร้าจากภายนอกและภายใน เช่น ความสนใจเกี่ยวกับสุขภาพ ข่าวสาร คาแนะนา สังคม เป็นต้น

เพื่อสุขภาพของตนเอง (6) ปัจจัยร่วม (Modifying Factors) กล่าวคือ เป็นปัจจัยท่ีไม่มีผลต่อพฤติกรรม สุขภาพโดยตรง แต่เป็นปัจจัยที่ จะช่วยส่งเสริมให้บุคคลมีการปฏิบัติตนตามคาแนะนาของเจ้าหน้าท่ี ได้แก่ ปัจจัยด้านประชากร ปัจจยั ทางดา้ น สังคมวิทยา และปจั จัยโครงสร้างพนื้ ฐาน เปน็ ต้น ครูเป็นผู้มีบทบาทสาคัญที่จะต้องจัดกระบวนการเรียนรู้หรือกิจกรรมการเรียนรู้ท่ีมีประสิทธิภาพ ส่งเสริมเพื่อให้ผู้เรียนมีทักษะชีวิตเป็นภูมิคุ้มกัน และการเรียนรู้เรื่องการบริโภคผลิตภัณฑ์สุขภาพจึงเป็น ส่วนหนึ่งของการเรียนรู้ชีวิต ต้องอาศัยการเรียนรู้ผ่านประสบการณ์ของการได้เผชิญปัญหาและคิดใคร่ครวญ ด้วยตนเอง สามารถแก้ไขปัญหาในการดาเนินชีวิตได้อย่างถูกต้องและเหมาะสม ดังน้ัน ความฉลาดทาง สุขภาพ (Health Literacy) จะเพิ่มความสามารถและทักษะการเข้าถึงข้อมูล การเข้าใจในข้อมูลและการใช้ ข้อมูลสุขภาพ เพ่ือวิเคราะห์ประเมินการปฏิบัติและจัดการตนเอง รวมถึงสามารถชี้แนะเรื่องสุขภาพส่วน บุคคล ครอบครัวและชุมชนเพื่อสุขภาพท่ีดี การท่ีจะมีความฉลาดทางสุขภาพได้ จะต้องมีคุณลักษณะสาคัญ 3 ประการ ตามท่ี WHO (1998) บัญญัติไว้ ได้แก่ 1) การเข้าถึงข้อมูลสุขภาพ 2) การเข้าใจในข้อมูลสุขภาพ และ 3) การใช้ข้อมูลสุขภาพ ความฉลาดทางสุขภาพเป็นทางแก้ปัญหาได้อย่างย่ังยืนของปัญหาท่ีกล่าวมา ขา้ งตน้ โดยควรเริ่มตัง้ แตร่ ะดับนกั เรยี นหรอื เยาวชนเพ่ือท่ีจะนาไปเป็นตน้ ทุนทีส่ ามารถบง่ บอกถงึ คุณภาพชวี ิต โดยสามารถเรมิ่ ไดท้ ีต่ ัวเองและขยายไปสู่ครอบครวั และชมุ ชน วยั รนุ่ เป็นช่วงวัยสาคัญซ่ึงจะเติบโตเป็นผู้ใหญ่จึงควรจะได้รบั การพัฒนาพฤติกรรมสุขภาพ และความ ฉลาดทางสุขภาพ เพื่อส่งเสริมสุขภาพและป้องกันปัญหาท่ีจะเกิดข้ึนในช่วงวัยผู้ใหญ่ การส่งเสริมสุขภาพของ เยาวชนเก่ียวกับปัญหาผลิตภัณฑ์สุขภาพ ส่งเสริมและปลูกฝังองค์ความรู้และพฤติกรรมสุขภาพที่พึงประสงค์ โดยใช้องค์ประกอบของความฉลาดทางสุขภาพ (Health Literacy) การพัฒนาโปรแกรมสุขศึกษาโดยใช้ แนวคิดการเรียนรู้เพ่ือสร้างสรรค์ด้วยปัญญาและแบบแผนความเช่ือด้านสุขภาพ (Health Belief Model) โดยโปรแกรมสุขศึกษามีองค์ประกอบ คือ การจัดสิ่งแวดล้อมทางสุขภาพ การจัดบริการสุขภาพ และ การจัดการเรียนการสอนสุขศึกษา จะช่วยพัฒนาและสร้างข้อมูลท่ีเป็นองค์ความรู้ได้ด้วยตนเอง มีโอกาสได้ สร้างความคิดและนาความคิดของตนเองไปวิเคราะห์ตัดสินใจอย่างสร้างสรรค์ อาศัยส่ือ และเทคโนโลยีท่ี เหมาะสม จึงเป็นเสมือนการบ่มเพาะทักษะความสามารถท่ีจาเป็นในการดารงชีวิตในสังคมแห่งข้อมูลข่าวสาร และสารสนเทศ ทั้งนี้เพื่อให้ได้องค์ความรู้ เก่ียวกับปัจจัยท่ีส่งผลต่อความฉลาดทางสุขภาพ (Health Literacy) โดยใช้ทักษะการเข้าถึงข้อมูลด้านผลิตภัณฑ์สุขภาพ การเข้าใจในขอ้ มูลด้านผลิตภัณฑ์สุขภาพ และ การใช้ข้อมูลด้านผลิตภัณฑ์สุขภาพ ช่วยให้โรงเรียนหรือหน่วยงานท่ีเกี่ยวข้องใช้ในการวางแผนพัฒนาหรือ สง่ เสรมิ ความฉลาดทางสขุ ภาพ (Health Literacy) ของนักเรียนอาชีวศึกษา ดังน้ันในบทความน้ี จึงมีวัตถุประสงค์เพื่อนาเสนอแนวทางการพัฒนาโปรแกรมสุขศึกษา โดยใช้แนวคิดการเรียนรู้เพ่ือสร้างสรรค์ด้วยปัญญาและแบบแผนความเช่ือด้านสุขภาพเพ่ือสร้างเสริมความ ฉลาดทางสุขภาพด้านผลิตภัณฑ์สุขภาพของนักเรียนอาชีวศึกษา ซึ่งเป็นส่วนสาคัญในการพัฒนาโปรแกรมใน ระยะแรก ในส่วนของการนาไปทดลองใช้ได้มีการดาเนินการแล้วเสร็จที่ได้ผลของการนาไปใช้ค่อนข้างดีมาก จะนาเสนอในบทความในระยะต่อไป ความสัมพันธ์ระหว่างการเรยี นรู้เพ่ือสร้างสรรค์ดว้ ยปัญญากับความฉลาดทางสขุ ภาพ การจัดการเรียนรู้ตามแนวทฤษฎีการเรียนรู้เพ่ือสร้างสรรค์ด้วยปัญญานั้น ควรจัดกิจกรรมโดยให้ ความสาคัญตอ่ เร่ืองตอ่ ไปน้ี (Suchin Petchrak, 2001, pp. 31 - 38)

1. การเช่ือมโยงความคิด เป็นการเชื่อมโยงส่ิงท่ีรู้แล้วกับส่ิงท่ีกาลังเรียน สิ่งท่ีรู้หรอื ความคิดเก่าจะเป็น ฐานของการคดิ ใหม่ ทาใหม่ และร้ใู หม่ 2. การริเร่ิมของผู้เรียน ให้โอกาสผูเ้ รียนเปน็ ผู้ริเรมิ่ ทาโครงการตามความสนใจ เมื่อผเู้ รียนเปน็ ฝ่ายรเิ ริ่ม ทาโครงการจะทาใหเ้ กิดความรู้สึกเป็นเจ้าของ และมุ่งม่ันทางานน้ันใหบ้ รรลผุ ล 3. ความตอ่ เน่ืองในการพัฒนาโครงการ ให้เวลาสาหรับการทาโครงการอยา่ งตอ่ เนื่องและเพยี งพอ 4. การวิเคราะห์กระบวนการเรียนรู้ของตนเอง เปิดโอกาสให้ผู้เรียนได้พูด อธิบาย กระบวนการคิด กระบวนการลงมือทา กระบวนการแก้ปัญหาของตนเองอยู่เสมอ ซ่ึงจะทาให้ผู้เรียนได้เรียนรู้ทั้งความรู้ และ วธิ ีการเรยี นรูข้ องตนเอง เกิดทักษะในการการเรยี นรู้ และสามารถแก้ปญั หาตา่ งๆ ทเ่ี ผชญิ อยไู่ ด้ 5. การแลกเปล่ียนความคิดในสภาพที่อบอุ่นและเป็นมิตร การเรียนรู้ที่ดีจะต้องมีการคิด การทา และ การแลกเปลีย่ นความรูซ้ ่งึ กนั และกนั อยา่ งตอ่ เน่ืองตลอดเวลา 6. การสนับสนุนของผู้สอน การที่ผู้เรียนจะเรียนรู้ด้วยตนเองได้ต้องได้รับการสนับสนุนอย่างเหมาะสม ไม่มากหรือน้อยเกินไปจากผู้สอนท่ีได้รับการฝึกฝนให้มีความเข้าใจในกระบวนการเรยี นรู้อย่างลึกซ้ึง การสะท้อน ส่ิงท่ผี เู้ รียนไดเ้ รียนรแู้ ละการใช้คาถามกระต้นุ ของผสู้ อนจะทาใหผ้ ูเ้ รียนเกิดการเรียนรูไ้ ด้เป็นอยา่ งดี จากแนวการจัดการเรียนรู้ตามแนวคิดการเรียนรู้เพ่ือสร้างสรรค์ด้วยปัญญา จึงมีการสังเคราะห์เป็น ขน้ั ตอนการจดั กิจกรรมการเรยี นรู้ 3 ข้นั ดงั ตารางตอ่ ไปนี้ ตารางท่ี 1 ขน้ั ตอนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ 3 ข้ัน ข้ันการสอน ผลทเี่ กดิ ขนึ้ 1. ขั้นเช่ือมโยงประสบการณ์ (Connection) เป็นการ ผู้เรียนได้มีโอกาสทบทวนความรู้เดิมและสร้างความคุ้นเคย ทบทวนความรูเ้ ดิม เชื่อมโยงเข้าสู่ความรู้ใหม่ ให้แนวคิดหรือ กับความรู้ใหม่ อภิปราย ต้ังคาถามในประเด็นปัญหา ทาให้ ความรูท้ ี่เป็นพ้ืนฐานของบทเรียน ร่วมกันอภิปรายเพ่ือให้เกิด ผเู้ รยี นเกดิ แรงสนใจในการเรียนรู้สิ่งน้ัน คาถามและจดุ ประเด็นปญั หา 2. ขั้นสร้างชิ้นงาน (Construction) เป็นการให้ผู้เรียนเป็น ผู้เรียนได้เรียนรู้ผ่านการกระทาด้วยตนเอง (Learning by ผู้ริเร่ิมหรือเลือกปัญหาหรือเลือกทาโครงการตามความสนใจ doing) มีโอกาสริเร่ิม/เลือกทาตามความสนใจ จะส่งผลให้ โดยให้ผู้เรียนท่ีมีความสนใจในส่ิงท่ีคล้ายกันอยู่กลุ่มเดียวกัน เกิด แรงบันดาลใจในการท่ีจะเรียนรู้เก่ียวกับส่ิงนั้นมากขึ้น ร่วมกันทาความเข้าใจกับปัญหา/โครงการ วางแผนการ ผ้เู รียนจะเกดิ ความรสู้ ึกเปน็ เจ้าของ มุง่ มน่ั ใหป้ ระสบผลสาเรจ็ ทางานคิดและค้นคว้าจากแหล่งเรียนรู้ จากผู้เชี่ยวชาญสร้าง ผ่านกระบวนการคิด การวางแผน การค้นคว้า การศึกษา ส่ิงที่เป็นรูปธรรม สะท้อนความคิดกับผู้สอนและเพื่อนเป็น จากผู้เช่ียวชาญ และการลงมือสร้างช้ินงาน ระหว่างการ ระยะ โดยระหวา่ งสะทอ้ นความคิดผเู้ รยี นจะมีโอกาสประเมิน ทางานอาจจะต้องปรับความคิดและวิธีการทางานไปเป็น ตนเองหากผู้เรียนประเมินว่ารู้ไม่พอให้ค้นคว้าเพ่ิมเติมหรือ ระยะๆ ทาให้ผู้เรียนประเมนิ ตนเองได้ โดยผู้เรยี นจะตอ้ งปรับ ปรับรปู แบบการทางานหรือแก้ไขได้ตลอดเวลาโดยจะดาเนิน เพ่ือสร้างใหเ้ กิดความสมดลุ ในองคค์ วามรู้ที่ใชใ้ นการสรา้ งงาน เปน็ วงรอบไปเร่อื ย ๆ หรือแก้ปัญหา ตนเอง ซ่ึงจะทาให้เกิดการรับประสบการณ์ ใหม่ (assimilation) และแก้ปัญหาอยู่ตลอดเวลา เพ่ือ สร้างสรรคค์ วามรู้และวธิ กี ารคน้ คว้าหาความรูท้ ่ีเปน็ แบบฉบบั ของตนเอง

ตารางที่ 1 ข้นั ตอนการจัดกจิ กรรมการเรียนรู้ 3 ข้ัน (ต่อ) ขัน้ การสอน ผลทเี่ กดิ ขึ้น 3. ขั้นสื่อสาร (Communication) เป็นการนาเสนอด้วย ผู้เรียนได้นาเสนอ พูด และอธิบายถึงผลงานกระบวนการ วาจา ประกอบด้วย ผลงาน/ผลผลิตจากการทางาน คิด กระบวนการแก้ปัญหา และความภาคภมู ิใจของผ้เู รยี น กระบวนการเรียนรู้ และแนวคิดของการนาความรู้และ ที่มีต่อผลงานท่ีสร้างขึ้นในบรรยากาศที่เป็นมิตรและอบอุ่น กระบวนการเรียนรูท้ คี่ ้นพบทผี่ ่านมาไปตอ่ ยอด ทั้งนผ้ี ้สู อนจะ เป็นการทาให้ผูเ้ รียนได้ประจกั ษแ์ ก่ตัวผูเ้ รียนเองวา่ ผเู้ รียน ทาการประเมินผลจากเรยี นรูจ้ ากการสะท้อนคดิ ในข้ันที่ 2 มคี วามรู้ มีทกั ษะใดเพิ่มข้ึนบ้าง และมกี ระบวนการคิดหรือ กระบวนการแกป้ ญั หาอยา่ งไร สรุปจากแนวการจัดการเรียนร้ตู ามแนวคดิ การเรยี นรู้เพื่อสรา้ งสรรคด์ ้วยปัญญาท่ีกล่าวมานั้น จึงกาหนด ขั้นตอนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ท่ีนาไปสู่การปฏิบัติจริงเป็น 3 ขั้นตอน คือ 1) เชื่อมโยงประสบการณ์ (Connection) ผู้สอนและผู้เรียนร่วมกันทบทวนความรู้เดิมเพื่อเชื่อมโยงเข้าสู่ความรู้ใหม่ ผู้สอนให้แนวคิด หรือความรู้ท่ีเป็นพ้ืนฐานของบทเรียน ร่วมกันอภิปราย สารวจตรวจสอบ เพื่อให้เกิดคาถามและจุดประเด็น ปัญหาเพื่อเป็นการกาหนดกรอบ และนาเข้าสู่การกาหนดประเด็นของผู้เรียน 2) สร้างชิ้นงาน (Construction) ผู้เรียนระดมสมองทาความเข้าใจปัญหา วางแผน ศึกษาจากแหล่งข้อมูลและผู้เชี่ยวชาญ ริเริ่ม สร้างเป็น ผลงาน หรือองค์ความรู้ แลกเปล่ียนเรียนรู้ ค้นคว้าเพ่ิมเติมหรือปรับความคิดและแก้ไขจนกว่าจะสามารถ แก้ปัญหาได้ โดยมีผู้สอนเป็นผู้อานวยความสะดวกเพ่ือให้เกิดการเรียนรู้ ใช้คาถามกระตุ้นให้ผู้เรียนคิด 3) สื่อสาร (Communication) ผู้เรียนสรุปความรู้และสิ่งท่ีได้เรียนรู้เกี่ยวกับประเด็นปัญหาและกระบวนการเรียนรู้ของ ตนเอง แล้วนาเสนอด้วยวาจาและสาธิตพร้อมกับการนาเสนออธิบายถึงกระบวนการคิด กระบวนการแก้ปัญหา และความภาคภูมิใจของผู้เรียน รวมทั้งสร้างแรงบันดาลใจในการนาความรู้ทค่ี ้นพบไปต่อยอดไปใช้ในการสร้าง งานแก้ปัญหาอยา่ งไมม่ ที ีส่ ิน้ สดุ ความสัมพันธ์ระหวา่ งแบบแผนความเชอื่ ด้านสขุ ภาพกับความฉลาดทางสุขภาพ การนาองค์ประกอบของแบบแผนความเชื่อด้านสุขภาพสามารถนาไปประยุกต์ใช้ในการปรับเปล่ียน พฤตกิ รรมสขุ ภาพ ดังนี้ ตารางที่ 2 การประยุกตใ์ ชแ้ บบแผนความเชอื่ ด้านสุขภาพเพ่ือปรบั เปลย่ี นพฤติกรรมสขุ ภาพ ประเดน็ รายละเอยี ด กจิ กรรมท่ีประยุกต์ใช้ แนวคิด การปรับเปล่ียนพฤติกรรมสุขภาพของกลุ่มเป้าหมาย - กจิ กรรมการเรยี นรู้ (Concept) โดยเน้นท่ีการสร้างตัวบุคคลให้เกิดความเช่ือหรือการ - กิจกรรมการแนะแนวสขุ ภาพ รบั รูต้ ่อปัญหาหรือการเกิดโรค ในแบบแผนความเชื่อ ดา้ นสขุ ภาพมีหลายองคป์ ระกอบท่ีนบั ว่ามสี ่วนในการ สร้างเสริมหรอื สนับสนุนใหต้ วั บุคคลกระทาพฤติกรรม

ตารางที่ 2 การประยุกตใ์ ช้แบบแผนความเชือ่ ดา้ นสขุ ภาพเพื่อปรบั เปลย่ี นพฤติกรรมสขุ ภาพ (ตอ่ ) ประเดน็ รายละเอยี ด กจิ กรรมท่ีประยกุ ต์ใช้ องค์ประกอบ 1 . ก า ร รั บ รู้ โอ ก า ส เสี่ ย ง ข อ ง ก า ร เป็ น โร ค - การให้ข้อมูลที่เป็นจริงเกี่ยวกับโอกาสการเกิด (Construct) (Perceived Susceptibility) โรคทสี่ ัมพันธ์กับปัจจัยส่วนบุคคล เช่น เพศ อายุ - ความเชอ่ื ของบุคคลท่มี ีผลโดยตรงตอ่ การปฏบิ ตั ติ าม เช้ือชาติ บุคลิกภาพ และสถานะทางเศรษฐกิจ คาแนะนาด้านสุขภาพท้ังในภาวะปกติและภาวะ และสงั คม เจ็บป่วย แต่ละบุคคลจะมีความเช่ือในระดับท่ีไม่ - จัดกิจกรรมเสริมสร้างการรับรู้โอกาสเส่ียงของ เท่ากัน ดังน้ันบุคคลเหล่านี้จึงหลีกเล่ียงต่อการเป็น การเกิดโรค เช่น การสนทนากลุ่มระหว่างผู้ที่มี โรคด้วยการปฏิบัติตามเพ่ือป้องกันและรักษาสุขภาพ โอกาสเส่ียงต่อการเกิดโรค และการให้ประเมิน ท่ีแตกต่างกันจึงเป็นความเชื่อของบุคคลต่อความ ความเสย่ี งด้วยตนเอง ถูกต้องของการวินิจฉัยโรคของแพทย์ การคาดคะเน - การยกตัวอย่างกรณีศึกษา (Case studies) ถึงโอกาสของการเกิดโรคซ้า มีรายงานการวิจัยท่ีให้ การสนับสนุนความเชื่อต่อโอกาสเส่ียงของการเป็น โรคว่ามีความสัมพันธ์ในทางบวกกับพฤติกรรมการ ปฏิบัติตามคาแนะนาของเจ้าหน้าท่ี เช่นเม่ือบุคคล ป่วยเป็นโรคใดโรคหน่ึง ความรู้สึกของบุคคลที่ว่า ตนเองจะมโี อกาสป่วยเปน็ โรคนั้นอีกจะมีความสัมพนั ธ์ เชิงบวกกับการปฏิบัติพฤติกรรมเพ่ือป้องกันโรคไม่ให้ เกดิ กับตนเอง 2.การรับ รู้ความรุน แรงของโรค (Perceived - การให้ข้อมูลท่ีเป็นจริงเก่ียวกับผลกระทบท่ีจะ Severity) เกิดข้ึน เช่น ระยะของอาการแสดงของโรค - เป็นการประเมินการรับรู้ความรุนแรงของโรค และผลกระทบท่ีรอบด้าน ปัญหาสุขภาพหรือผลกระทบจากการเกิดโรคซ่ึง - การวิเคราะห์หรือประเมินผลเสียท่ีจะเกิด ก่อให้เกิดความพิการหรือเสียชีวิต การประเมินความ ตามมาจากการป่วยเป็นโรคน้ัน ๆ ท้ังในระดับ รุนแรงน้ันอาศัยระดับต่างๆของการกระตุ้นเร้าของ บุคคล ครอบครัว และชุมชน โดยเฉพาะที่ บุคคลเกี่ยวกับการเจ็บป่วยน้ัน ซึ่งอาจจะมองความ สัมพันธ์กับปัจจัยส่วนบุคคล เช่น เพศ อายุ รุนแรงของการเจ็บป่วยนั้นทาให้เกิดความพิการหรือ เช้ือชาติ ตายได้หรืออาจมีผลกระทบต่อหน้าท่ีการงาน เมื่อ - จัดกิจกรรมเสริมสร้างการรับรู้ความรุนแรงของ บุคคลเกิดการรับรู้ความรุนแรงของโรคหรือการ โรคเช่น การจัดสนทนากลุ่มระหว่างผู้เสี่ยงกับ เจบ็ ป่วยแล้วจะมีผลทาให้บุคคลปฏิบตั ิตามคาแนะนา ตัวแบบที่กาลังทนทุกข์หรือสูญเสียโอกาสด้าน เพื่อการป้องกันโรค ซ่ึง จากผลการวิจัยจานวนมาก ตา่ งๆ ทีเ่ กิดจากการเจ็บป่วยเปน็ โรคนน้ั ๆ พบว่า การรับรคู้ วามรุนแรงของโรคมคี วามสัมพนั ธ์ใน - การยกตวั อยา่ งกรณศี ึกษา (Case studies) ทางบวกกบั พฤติกรรมการป้องกนั โรค เชน่ การปฏิบตั ิ ตนเพือ่ ปอ้ งกนั อุบัติเหตุ 3. การรับรู้ถึงประโยชน์ของการรักษาและป้องกัน - การให้ข้อมูลท่ีเป็นจริงเกี่ยวกับประโยชน์ในการ โรค (Perceived Benefits) ปอ้ งกนั และรักษาโรค - หมายถึง การท่ีบุคคลแสวงหาวิธีการปฏิบัติให้หาย - การวิเคราะห์ประโยชน์ของการป้องกันและ จากโรคหรือป้องกันไม่ให้เกิดโรคโดยการปฏิบัตินั้น รักษาโรคน้ัน ๆ ทั้งในระดับบุคคล ครอบครัว ต้องมีความเช่ือว่าเป็นการกระทาที่ดีมีประโยชน์และ และชมุ ชน เหมาะสมท่ีจะทาให้หายหรือไม่เป็นโรคน้ัน ๆ ดังนั้น - จัดกิจกรรมเสริมสร้างการรับรู้ประโยชน์ ในการ การตดั สนิ ใจท่จี ะปฏิบัติตามคาแนะนาก็ขนึ้ อย่กู ับการ ป้องกันและรักษาโรค เช่น การใช้ตัวแบบท่ี


Like this book? You can publish your book online for free in a few minutes!
Create your own flipbook